สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 10 (73-79)
ในส่วนของ EP 9 นั้นจะเริ่มตั้งแต่ 61-72 ช่วงที่ไปทะเล อัญเชิญเกมบุ จนไล่ไปถึงพบกับเอนเด้ครั้งแรกนั้นแหละ (แต่ในอนิเมะต่างไปเล็กน้อยตรงที่ไปเน้นขายหน้าอกสาวแทน) เพียงแต่ขาดไปเล็กหน่อยผมจะแถมเนื้อหาตอน 72 ไว้ให้ในนี้เลย ส่วน EP 10 ก็คือเนื้อหาเริ่มที่เล่ม 4 เป็นต้นไป ส่วน EP 24 - 25 ที่ทำไปก่อนหน้าจะเป็นเนื้อหาของนิยายเล่ม 10 ถ้าดูจากสภาพการณ์แล้วคนส่วนมากที่ติดตามสปอยด์จะมาจากคนที่ดูเมะ หรือ อ่านนิยายช่วงแรกมาแล้วเพราะงั้นเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการทำผมจึงขอยกยอดส่วนนี้ไปด้วยประการฉะนี้
(ตอน 72) ในอนิเมะนั้นไม่บอกว่าโทยะไปทำอะไรในเมือง แต่ในนิยายจะเขียนไว้ว่าเขาออกไปหาซื้อแหวนหมั้นเพื่อที่จะมามอบให้กับว่าที่ภรรยาทั้ง 4 คนของเขาจึงได้พบกับเอนเด้โดยบังเอิญแล้ว อนิเมะก็จบลงตรงที่แนะนำตัวเองกันและหลังจากนั้นทั้งสองก็ไปนั่งพักกินเครปกันที่บริเวณลานน้ำพุ ซึ่งเอนเด้ก็ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องเงินจึงต้องหางานอะไรทำซักอย่างจึงได้สอบถามว่าโทยะทำงานอะไร โทยะก็บอกว่าเขาเป็นนักผจญภัยที่รับงานและค่าตอบแทนจากกิลด์เมื่อได้ยินแบบนั้นเอนเด้ก็ตัดสินใจจะทำบ้าง โทยะจึงนำทางเอนเด้ไปที่กิลด์เพื่อลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยในระหว่างทาง โทยะก็สังเกตเห็นผ้าพันคอยาว ๆ แทบจะลากพื้นที่เขาใส่อยู่จึงเกิดความสงสัยเพราะตอนนี้ไม่ใช่ฤดูหนาวแต่พอสอบถามไป เอนเด้ตอบเพียงแค่ว่า “นี่เป็นของขวัญจากเพื่อน” โทยะจึงเลิกความคิดที่จะถามต่อไป หลังจากการลงทะเบียนทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อย โทยะก็แยกกับเอนเด้แล้วไปร้านขายอัญมณีตามเป้าหมายดั่งเดิมของเขา
แหวนทองคำขาวประดับเพรช 4 วงถูกมอบให้กับบรรดาว่าที่ภรรยาทั้ง 4 คน แม้มันจะดูเป็นแหวนธรรมดา ๆ แต่โทยะก็ใส่ความพิเศษลงไปในแหวนทั้ง 4 วงนี้ด้วย โทยะได้ใส่เวทย์ แอคเซล,ทรานเฟอร์ และสโตร์เอาไว้ในแหวนทุกวง ส่งผลทำให้สาว ๆ สามารถเร่งความเร็วระหว่างต่อสู้ มีถึงพลังเวทย์สำรองหากพลังเวทย์หมด และมีช่องเก็บของแบบกระเป๋า 4 มิติ ส่วนเอลเซ่นั้นเป็นกรณีพิเศษเพราะเธอไม่สามารถสวมแหวนได้เพราะสไตล์การต่อสู้ของเธอ โทยะจึงได้มอบสร้อยคอที่สร้างจากโลหะมิสทริลให้เพื่อให้เธอคล้องแหวนเอาไว้ที่คอแทน
ในขณะที่บรรดาสาว ๆ กำลังเปี่ยมสุขกับของขวัญที่เพิ่งได้รับโทยะก็ นึกถึงเหรียญแปลก ๆ ที่ได้มาจากเอนเด้ เขานำมันออกมาให้พวกสาว ๆ ดูแต่ทว่าก็ไม่มีใครเคยเหรียญชนิดนี้มาก่อน ในตอนนั้นเอง เรเน่กับเชสก้าก็นำน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ เรเน่ร้องขอกับโทยะว่าอยากขี่จักรยานบ้างแต่ที่มีอยู่มันสูงเกินเธออยากจะได้จักรยานแบบเดียวกับที่โทยะเคยทำให้กับซู โทยะจึงถามว่าอยากได้จักรยานสีอะไร ซึ่งเรเน่ก็บอกว่าอยากได้สีแดงซึ่งโทยะก็รับปากว่าจะทำให้ด้วยความดีใจเรเน่จึงกระโดดกอดโทยะตามประสาเด็กแต่การกระทำอันไร้เดียงสาของเรเน่ก็ทำให้โทยะโดนเชสก้ากล่าวหาว่าเป็นพวกโลลิค่อนในทันที แต่เมื่อเชสก้าเหลือบไปเห็นเหรียญเงินที่วางอยู่บนโต๊ะเธอก็ได้ให้ข้อมูลสำคัญออกมา
เหรียญที่ได้มาจากเอนเด้นั้นคือเหรียญโบราณที่ใช้กันเมื่อ 5284 ปีก่อนตั้งแต่สมัยอารยธรรมพารุเทโน่ และเมื่อนึกถึงคำพูดของเอนเด้ที่บอกว่า “เมื่อก่อนเคยใช้ได้” ทำให้โทยะคาดการณ์ว่า เอนเด้อาจจะเป็นแบบเดียวกับเชสก้าก็ได้ แต่เชสก้ากลับบอกว่า ศาสตราจารย์เรจีน่าไม่เคยสร้างแอร์เฟรมในรูปแบบของเพศชายแม้แต่เครื่องเดียว
EP 10 เริ่มตั้งแต่ตรงนี้
วันถัดมาโทยะพาสาว ๆ ไปที่กิลด์เพื่อจะอัพแรงค์ให้กับกิลด์การ์ดของพวกเขาโดยตอนนี้ ยูมิน่าอยู่ระดับเขียว ส่วนคนอื่น ๆ อยู่ระดับน้ำเงิน ซึ่งระดับกิลด์การ์ดจะไล่จาก ดำ -> ม่วง -> เขียว -> น้ำเงิน -> แดง -> เงิน -> ทอง โทยะเล็งที่จะอัพระดับของเขาไปที่ระดับแดง โดยสัตว์อัญเชิญทั้งสองของเขาก็ติดตามไปด้วย โทยะก็มีความคิดว่าถ้าไปที่กิลด์ตอนนี้อาจจะได้พบเอนเด้ที่นั่นก็ได้แต่ก็ไม่เป็นไปดังที่คาดไว้ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำกิลด์ก็ได้ข้อมูลว่าเอนเด้รับเควสจัดการกับหมาป่าเขาเดียว 5 ตัวแต่เอนเด้กลับจัดการไปมากกว่า 50 ตัว โทยะคิดได้เพียงว่าเอนเด้ที่ไม่มีอาวุธแต่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้เขาอาจจะเป็นผู้ใช้เวทย์มนต์ก็ได้ หลังจากนั้นโทยะก็กลับมารวมกลุ่มกับพวกยูมิน่าที่กำลังเลือกเควสอยู่ ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เลือกเควสปราบ มิสทริลโกเลมซึ่งเป็นเควสระดับแดงแม้ค่าจ้างจะถูกไปซักหน่อยสำหรับระดับแดงแต่โลหะมิสทริลนั้นก็มีราคาแพงหากนำมาขายทอดตลาด ซึ่งอันที่จริงแล้วด้วยระดับกิลด์การ์ดของพวกโทยะยังไม่สามารถรับเควสนี้ได้แต่เพราะมีฉายา “ดราก้อนสเลเยอร์” ซึ่งจัดเป็นฉายาระดับ A อยู่จึงทำให้สามารถรับงานนี้มาทำได้โดยไม่มีปัญหา
เมื่อรับทราบเนื้อหาของงานแล้ว พวกโทยะก็ใช้เกาะลอยฟ้าเป็นพาหนะมุ่งหน้าไปยังภูเขาเมริเชีย ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ของเกาะทำให้สามารถเดินทางถึงที่หมายได้ในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง พวกโทยะใช้เวลาว่างขณะกำลังเดินทางพักทานอาหารกันนิดหน่อย ยาเอะได้นำแซนวิชที่เธอทำเองกับมือมาให้โทยะลองกินดู ซึ่งถึงแม้มันจะต่างที่เคยกินก่อนหน้านี้อยู่บ้างแต่โดยรวมก็ถือว่าอร่อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นยาเอะก็โล่งใจเธอบอกว่า “ในเมื่อเธอเป็นว่าที่ภรรยาของโทยะแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องดาบเพียงอย่างเดียวเรื่องทำอาหารก็ต้องเรียนรู้ด้วย”
ต่อมาเอลเซ่ก็ยื่นไก่ทอดที่เธอทำมาให้บ้าง ในตอนนั้นลินเซ่เหมือนพยายามจะบอกอะไรบางอย่างแต่สายเกินไป เมื่อนำเข้าปากโทยะก็ต้องพบกับความโหดสุดขั้วของอาหารฝีมือเอลเซ่ที่มีความเผ็ดร้อนสุดขั้วเสียจนโทยะต้องเอาปากแช่ลงไปในน้ำแข็งเลยทีเดียวนับแต่นั้นเอลเซ่ก็โดนห้ามไม่ให้เข้าครัวอีกเลย
หลังจากเผชิญกับไก่ทอดไฟโลกันต์ของเอลเซ่แล้ว เกาะลอยฟ้าก็บินมาถึงที่หมายภูเขาเมริเซีย ที่นั่นมีการขุดเหมืองแร่กันอยู่แต่ทว่าการปรากฏตัวของมิสทริลโกเลมก็ทำให้งานต้องหยุดชะงักไป เป้าหมายอยู่ลึกเข้าไปภายในเหมืองโทยะทิ้งเซสก้าไว้ที่เกาะลอย ส่วนตัวเขากับบรรดาว่าที่ภรรยาและสัตว์อสูรทั้งสองก็ค่อย ๆ รุกคืบเข้าไปภายในเหมืองขณะคิดถึงวิธีเอาชนะไปพลาง ๆ เพราะในระหว่างที่เดินทางมานั้นก็ได้มีการพูดคุยกันว่าหาก “สลิป” กับ “แอปพอร์ต” ใช้ไม่ได้ผลแล้วล่ะก็ควรจะทำเช่นไรดี แต่แล้วในตอนนั้นโทยะก็นึกอะไรขึ้นได้เขาให้ทุกคนรออยู่ที่เดิมก่อนจะใช้เกทกลับไปหาเชสก้าที่รออยู่แล้วค่อยกลับมารวมกลุ่มอีกครั้ง โทยะนำกระสุนระเบิดจำนวน 50 นัดมอบให้กับยูมิน่าและลินเซ่ ทั้งนี้ก็ยังมอบปืนและเครื่องกระสุนแบบเดียวกันให้ยาเอะอีกคนเพราะ ดาบของเธอนั้นไม่สามารถจะทำอะไรมิสทริลโกเล็มได้นั่นเอง
ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ยินเสียงดัง ตึง!! ตึง!! กำลังใกล้เข้ามา มันคือเสียงก้าวเดินของมิสทริลโกเลมนั่นแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เจ้าโกเลมที่สูงประมาณ 6 เมตรนี้มันมีอยู่ถึงสองตัวด้วยกันและในขณะที่กำลังตกตะลึงกับความผิดพลาดของระบบค้นหาของตัวเองอยู่นั้นเจ้าโกเล็มก็ทุ่มหินก้อนใหญ่ใส่กลุ่มของพวกโทยะทำให้พวกเขาต้องรีบโดดหลบกันจ้าละหวั่น ลินเซ่ใช้เวทย์บับเบิ้ลบอมโจมตีใส่แต่ก็ไร้ผล ยูมิน่าใช้ปืน M1860 ของเธอยิงกระสุนระเบิดเข้าใส่บ้างแต่ก็ไร้ผลเช่นเดิม โลหะมิสทริลมีความแข็งมากเกินกว่าที่ระเบิดลูกเล็กจะสร้างความเสียหายได้ โทยะจึงต้องรีบใช้แผนต่อไปโดยบอกให้ทุกคนถอยหนีออกมากันก่อน แต่เจ้าโกเล็มพวกนั้นก็ไล่ตามอย่างไม่ลดละ แม้ตัวมันจะใหญ่และหนักแต่กลับเคลื่อนไหวได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ โทยะรอจังหวะที่เป้าหมายจะเข้ามาในระยะแล้วจึงใช้แอคเซลพาตัวเองเข้าไปใกล้โกเลมทั้งสองตัวพร้อมกับเปิดเกทขึ้นตรงบริเวณเท้าของพวกมันทั้งสองตัว
มิสทริลโกเลมทั้งสองตัวหล่นวูบลงไปราวกับจมน้ำ โทยะส่งมันขึ้นไปที่ความสูงที่ประมาณ 10,000 เมตรจากพื้นดิน แล้วปล่อยให้มันเล่นบันจี้จัมป์แบบไร้เชือก โดยโทยะให้เชสก้านำเกาะเลยขึ้นไปที่สูงระดับนั้นเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว วัตถุขนาดใหญ่สองก้อนแล่นแหวกอากาศลงมากระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่น ห่างออกไปจากเหมืองไปทางตะวันตก พวกโทยะใช้แอคเซลตรงไปจุดตกก็พบว่าโกเลมทั้งสองยังไม่สิ้นฤทธิ์มันยังขยับได้ทั่วร่างมันก็เต็มไปด้วยรอยร้าวก็จริงแต่ความเสียหายกลับน้อยกว่าที่โทยะคำนวณเอาไว้แต่รอยร้าวพวกนี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้การโจมตีของพวกสาว ๆ ได้ผล ลินเซ่เปิดฉากยิงบับเบิ้ลบอมอัดเข้าที่รอยร้าวบริเวณกลางอกของเป้าหมายทันทีพื้นผิวที่แตกร้าวอยู่แล้วเมื่อโดนระเบิดซ้ำก็หลุดร่วงออกมาเผยให้เห็นแกนกลางที่อยู่ภายใน วินาทีต่อมาเอลเซ่ก็เปิด “แอคเซลบูส” แล้วตรงเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วราวกับลูกธนูพร้อมกับปล่อยหมัดสังหารเข้าใส่แกนกลางนั้นจนแตกกระจายโกเลมตัวแรกสิ้นฤทธิ์ลงในทันมี
ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นก็ถูกยาเอะกระหน่ำยิงด้วยกระสุนระเบิดผิวตรงหน้าอกหลุดออกมาเช่นกัน เมื่อแกนกลางปรากฏออกมาให้เห็นยูมิน่าก็ซัดเวทย์ “ไลท์ติ้งจาเวลิน” เข้าใส่ทันที หอกสายฟ้าที่พุ่งออกจากฝ่ามือของยูมิน่าทะลวงแกนกลางแตกออกเป็นสองเสี่ยงโกเลมตัวที่สองจึงสิ้นฤทธิ์ตามไปติด ๆ หลังจากภาระกิจเสร็จสิ้นโทยะก็เก็บซากของมิสทริลโกเลมทั้งสองเอาไว้ใน “สโตร์” ของเขาจากนั้นก็พาสาว ๆ กลับบ้าน เมื่อมาถึงก็พบ ชิเซลกำลังฝึกให้เรเน่ขี่จักรยานอยู่เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนกลับมา ชิเซลกับเรเน่ก็มาทักทายแล้วเรเน่ก็สังเกตว่ามีใครบางคนหายไป สรุปก็คือ โทยะลืมพาเชสก้ากลับมาด้วย
หลังจากนั้นโทยะก็โดนเชสก้าเหน็บแหนมเรื่องที่ลืมเธอไว้แบบนั้นด้วยมุกประมาณว่า เพื่อเพิ่งรู้ว่าโทยะเป็นพวก “Abandonment Play” หรือก็คือพวกที่ชอบเอาสาว ๆ เปลือยกายไปไว้ในสวนสาธารณะตอนค่ำ ๆ อะไรทำนองนั้นแถมยังโดนรีนที่นั่งจิบชาอยู่ในห้องนี้เข้ามาผสมโรงด้วยอีกคนก็เอาโทยะหัวหมุนอยู่ไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเชสก้าก็บอกว่าจะยกโทษให้หากโทยะยอมบอกว่าตัวเขาชอบชุดชั้นในแบบไหน? หลังจากจบการสนทนากับเชสก้าโทยะก็หันไปถามรีนถึงจุดประสงค์ที่มาหาเขาในวันนี้
รีนมาหาโทยะเพื่อสอบถามความคืบหน้าในการตามหาบาบิโลนส่วนที่เหลืออยู่ แต่โทยะก็บอกว่าเขาไม่ได้คิดจะตามหามันเลย แม้รีนจะยกเรื่องความน่าสนใจของอารยธรรมโบราณและเทคโนโลยีสูญหายไปมาพูดแต่ก็ไม่ได้กระตุ้นความต้องการที่จะออกตามหาบาบิโลนส่วนที่เหลือได้ แต่ก็ให้สัญญาว่าหากรีนได้ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานของบาบิโลนเมื่อไหร่และต้องการความช่วยเหลือเขาก็จะช่วย ซึ่งรีนยอมสัญญาด้วยแถมยังบอกว่าถ้าผิดสัญญาล่ะก็ต้องซื้อชุดชั้นในแบบที่โทยะชอบให้เธอ
เมื่อโทยะกลับไปรายงานผลที่กิลด์เกี่ยวกับมิสทริลโกเลม 2 ตัวกิลด์จึงได้กล่าวคำขอโทษที่เกิดความผิดพลาดในการสำรวจของกิลด์และเนื้อหาในรายละเอียดเควส ทำให้โทยะได้รับเงินมา 10 เหรียญทองคำขาวและได้แต้มกิลด์มามากพอถึงขนาดอัพขึ้นไปเป็นระดับแดง ส่วนยูมิน่าขึ้นเป็นระดับน้ำเงิน และยังได้ฉายา “โกเลมบัสเตอร์” มาอีกด้วย แต่ฉายานี้ได้ส่วนลดกิลด์แค่ 20% เมื่อเทียบกับ “ดราก้อนสเลเยอร์” ที่ลด 40% แล้วก็ดูไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ หลังจากจัดการธุระที่กิลด์เสร็จ ยูมิน่ากับลินเซ่ก็แยกตัวไปดูไอเท็มที่ร้านเวทย์มนต์โดยมีโคฮาคุตามด้วย เอลเซ่ก็แยกตัวไปฝึกซ้อมกับนายพลลีออนโดยมีโคคุโยะกับซังโกะตามติดไปด้วย (ผู้คุ้มกัน) ส่วนโทยะนั้นวางแผนจะเดินทางไปอิเชนกับยาเอะเพื่อไปหาช่างตีดาบคาตานะที่จะสามารถตีดาบสุดพิเศษให้กับยาเอะได้ ส่วนลึก ๆ ในใจโทยะก็คิดว่าควรจะไปพบพ่อแม่ของยาเอะเพื่อสู่ขอยาเอะให้ถูกต้องแต่ตอนนี้ยังไม่พร้อมในหลาย ๆ เรื่อง จึงต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
ในระหว่างทางไปร้านตีดาบยาเอะก็ขอเดินจับมือกับโทยะด้วยท่าทีเอียงอายแน่นอนว่าไม่มีหนุ่มใดจะสามารถปฏิเสธคำขอร้องแบบนี้ไปได้แล้วทั้งสองเดินจับมือกันไปจนกระทั่งถึงที่หมาย เมื่อได้พบกับช่างตีดาบโทยะก็บอกความต้องการของเขากับช่างทันทีว่า ต้องการจะให้ทำดาบคาตานะให้กับผู้หญิงที่มากับเขาตัวดาบจะทำจากแร่มิสทริล ซึ่งก็ทำเอาช่างตีดาบถึงกับออกอาการตะลึงงันเลยทีเดียวเพราะโลหะมิสทริลจัดเป็นแร่มีราคาสูงมาก ถ้าหากไม่ร่ำรวยระดับจ้าวแคว้นหรือมีศักดิ์เกี่ยวโยงกับคนระดับขุนนางขั้นสูงแล้วล่ะก็ไม่มีทางจะหาโลหะชนิดนี้มาครองได้ง่าย ๆ แต่โทยะก็บอกไปว่าเขาได้โลหะมาจากการสังหารโกเลม หลังจากที่ช่างทำดาบได้ขอดูดาบทั้งสองเล่มของยาเอะแล้วก็บอกกับโทยะว่าเขาของเวลาหนึ่งสัปดาห์ในการทำดาบแต่พอถามเรื่องค่าใช้จ่ายกลับตอบว่าเขาไม่ต้องการเงิน
เมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะก็รู้ได้ทันทีเลยว่าช่างตีดาบนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่ต้องการเงินมิได้หมายความว่าจะทำให้ฟรี ๆ แต่สิ่งที่ช่างตีเหล็กต้องการนั้นต้องมีค่ามากพอที่จะทำให้เขายอมเหนื่อยแน่ ๆ ซึ่งก็เป็นจริงดังคาด สิ่งตอบแทนที่ช่างที่ดาบต้องการนั้นก็คือโลหะมิสทริลที่โทยะมีอยู่นั่นเอง เพราะมันเป็นโลหะที่หาได้ยากมากในอิเชนและจำเป็นต้องสั่งซื้อจากทางตะวันตกเท่านั้นจึงส่งผลโลหะชนิดนี้มีราคาสูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งโทยะก็ยอมรับเสนอนี้ ก่อนจะมอบโลหะส่วนที่จะใช้ทำดาบ 2 เล่มให้ยาเอะแก่ช่างทำดาบไป เมื่อเสร็จธุระโทยะก็จะพายาเอะกลับบ้านโดยใช้เกทแต่ยาเอะอยากจะขอใช้เวลาอยู่ตามสองต่อสองกับโทยะอีกซักหน่อย แล้วทั้งสองก็จับมือกันแล้วเดินท่องไปในเมืองโอเอโดะ
เนื่องมีโลหะมิสทริลเหลืออยู่เยอะโทยะจึงได้นำเอามันมาประดิษฐ์เป็นของใช้ต่าง ๆ อย่างเช่น ใบพัดของ พัดลมที่สร้างมาเพื่อเอาไว้ในหน้าร้อนโดยใช้เวทย์โปรแกรมเป็นตัวควบคุมการทำงาน ตอนแรกโทยะคิดจะลองสร้างรถยนต์แต่เนื่องจากไม่เข้าในเรื่องเครื่องยนต์กลไกที่มีซับซ้อนทำให้เขาล้มเลิกความคิดนั้นไป โทยะคิดว่าจะมอบพัดลมให้กับ ลาปิสและชิเซล เมดสาวประจำบ้านของเขา แต่ซักพักยูมิน่าก็มาเรียกทำให้เขาต้องพักเรื่องทำพัดลมเอาไว้ก่อน เพราะว่าในวันนี้โทยะตั้งใจจะไปพบพระราชากับพระราชินีแห่งเบลฟาสเพื่อให้คำตอบเรื่องการแต่งงาน แต่โทยะก็ยังกังวลใจเรื่องการสืบทอดตำแหน่งราชาองค์ต่อไปเพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจะนั่งตำแหน่งนี้ซักเท่าไหร่ ซึ่งยูมิน่าก็บอกว่า หากเธอมีน้องชายหรือคุณอาของเธอมีลูกชายสถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ โทยะก็มองว่าในกรณีนี้เจ้าบ่าวของซูก็น่าจะได้เหมือนกันแต่ยูมิน่ากลับบอกว่าเปล่าประโยชน์เพราะซูชอบโทยะมาก เจ้าบ่าวของซูก็น่าจะเป็นโทยะนั่นแหละ แต่โทยะกลับมองว่าซูน่าจะชอบเขาในแบบพี่ชายมากกว่าเพราะซูไม่มีพี่น้องที่เป็นผู้ชาย ซึ่งยูมิน่าก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็บอกอีกหนึ่งแนวทางว่า ถ้าลูกของเราเป็นผู้ชายเด็กคนนั้นก็จะได้สิทธิ์เหมือนกันแต่พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งสองก็หน้าแดงกล่ำไปทั้งคู่แหละหยุดหัวข้อสนทนานี้ไป จากนั้นโทยะก็เปิดเกทเพื่อพายูมิน่าไปที่ปราสาท
เมื่อโทยะบอกยอมรับการแต่งงานทั้งพระราชาและพระราชินีก็ดีใจกันยกใหญ่ ถึงขนาดออกปากว่าอยากเห็นหน้าหลานแและยังบอกกับโทยะอีกว่าถึงการแต่งพร้อมกันทีเดียว 4 คนจะเป็นอะไรที่ยุ่งยากไปซักหน่อยแต่ก็พยายามเข้าล่ะ แน่นอนว่าโทยะก็ขอต่อเวลาให้เขาอายุ 18 ก่อนถึงจะแต่งงานตามที่พูดไว้ พระราชาเลยบอกว่ายังไม่แต่งก็มีลูกกันก่อนได้ใช่ไหมล่ะ ยูมิน่าน่ะยังเป็นสาวบริสุทธิ์เพราะฉะนั้น..... แต่ยังพูดไม่ทันจบพระราชาแห่งเบลฟาสก็โดนลูกสาวเปิดเวทย์แอคเซลพุ่งเข้าไปต่อยร่วงซะก่อน หลังจากนั้นราชินียูเอล่าก็ได้มาพูดคุยกับโทยะถึงปัญหาที่กำลังจะตามมา เพราะในตอนนี้โทยะไม่อยู่ในสถานะภาพที่คนทั่วไปจะยอมรับให้เขาหมั้นหมายกับเจ้าหญิงเพียงหนึ่งเดียวของประเทศนี้นั่นเอง ซึงถ้าประกาศออกไปในตอนนี้แล้วล่ะก็ เหล่าขุนนางที่หมายตายูมิน่าเอาไว้จะต้องพุ่งเป้าไปที่โทยะอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะฉะนั้นในตอนนี้จึงจำเป็นต้องปกปิดความสัมพันธ์นี้เอาไว้ก่อนจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
โทยะปล่อยให้ยูมิน่าอยู่คุยกับราชาและราชินีตามประสาพ่อแม่ลูกต่อ ส่วนตัวเขาแยกออกมาแล้วมุ่งหน้าไปที่ลานฝึกซ้อมเพื่อที่จะไปหาเอลเซ่แต่ก็ไม่พบเธอที่นั่น ในระหว่างนั้นก็มีใครบางคนเรียกโทยะด้วยน้ำเสียงฟังดูไม่เป็นมิตรซักเท่าไหร่ เมื่อเขาหันกลับไปมองตามทางที่ต้นเสียงนั้นถูกส่งมาก็พบกับอัศวินหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกับเขาจำนวนสิบคน ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นคนที่มาจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น เนื่องพวกเขาไม่คุ้นหน้าค่าตาโทยะ อัศวินคนหนึ่งในกลุ่มพูดทำนองว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ ๆ คนต้อยต่ำจะเข้ามาเดินเล่นตามอำเภอใจพลางมองมาด้วยสายตาดูถูกแหละเหยียดหยามแต่โทยะก็ไม่อยากจะมีเรื่องมีราวอะไรกับพวกนี้ซักเท่าไหร่จึงได้แต่นิ่งเฉย ไม่ตอบโต้อะไรประมาณอยากจะว่าอะไรก็เชิญไม่ใส่ใจอยู่แล้วแต่จู่ ๆ ก็มีอัศวินคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า หรือแกจะเป็นคนรู้จักของยัยนักสู้หญิงที่มาคอยเกาะแกะนายพลลีออนอยู่ โทยะรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนี้หมายถึงใคร พวกนั้นกำลังพูดถึงเอลเซ่นั่นเอง
อัศวินพวกนั้นนอกจากจะพูดจาดูถูกว่าเอลเซ่ว่าเป็นพวกไร้ชาติสกุลชั้นต่ำแล้ว ยังพูดทำนองว่าโทยะคิดจะใช้เอลเซ่เป็นใบเบิกทางให้ตัวเขาได้เข้ามาอยู่ในกองกำลังอัศวินอีก และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ
“ถ้าแกกำลังหาผู้หญิงคนนั้นอยู่ล่ะก็ทำไมไม่ลองไปดูที่ห้องนอนของท่านนายพลล่ะป่านนี้คงกำลังนอนร้องครวญครางอยู่ก็........” (อันนี้ผมขยายความออกมานะครับในนิยายมันเขียนว่า いい声をあげて ซึ่งก็ถ้ามองจากรูปประโยคที่ไอ้หมอนี่มันพูดแล้วน่าจะประมาณนี้)
เจ้าอัศวินคนนั้นพูดไม่ทันจบประโยคดีก็โดนโทยะประเคนหมัดเข้าใส่ปากจนฟันหักเลือดออกทั้งปากและจมูกแล้วยังแถมเตะเข้าที่ชายโครงไปอีกหนึ่งดอก ในขณะที่อัศวินคนอื่นกำลังตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โทยะก็เตะอัศวินหนุ่มผู้ปากดีซ้ำเข้าให้อีกที เดิมทีโทยะไม่คิดจะถือสาหาความอะไรกับการที่คนเหล่านี้ดูถูกเหยียดหยามเขาเลยซักนิด แต่การที่คนเหล่านี้ดูถูกและเหยียดหยามเกียรติของเอลเซ่ทำให้โทยะไม่อาจจะทนนิ่งเฉยอีกต่อไปได้ โทยะคิดถึงสอนของปู่ขึ้นมาในทันที “เวลาที่จะเล่นงานใครแล้วจะต้องไม่มีความลังเลใด ๆ” และแน่นอนว่าเจ้าเพื่อน ๆ ของอัศวินที่ลงไปนอนกองก็เริ่มก่นด่าและข่มขู่โทยะต่าง ๆ นานา ๆ พร้อมกับเริ่มล้อมกรอบโทยะเอาไว้แน่นอนว่าโทยะเมื่อโดนด่าก็ด่ากลับทำให้พวกนั้นโมโหมากขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะชักอาวุธออกมา โทยะก็ถามออกไปว่า “เข้าใจใช่ไหมว่า ถ้าหากนายชักดาบออกมาแล้วเล็งมันไปที่คู่ต่อสู้ มันก็หมายถึงการเตรียมพร้อมที่จะโดนฆ่าด้วย”
พวกอัศวินอีก 9 คนทีเหลือบุกเข้าเล่นงานโทยะด้วยความเกรี้ยวกราด โทยะชักบรุนฮิวด์โหมดดาบออกมาแล้วปรับเป็นโหมดปลอดภัยตัวดาบจะถูกลบคมออกไปแต่มันมีความแข็งมากพอที่จะทำให้กระดูกของคู่ต่อสู้หักหรือแตกได้หากฟาดแรง ๆ ได้อยู่ และแน่นอนว่าอัศวิน 8 คนที่รุมเข้ามาก็โดนโทยะฟันร่วงลงไปนอนกองทีละคน ทีละคนอย่างไม่ยากเย็นส่วนตัวหัวโจกที่คอยสั่งการเมื่อเห็นพรรคพวกหมอบกระแตไปหมดแล้วก็เตรียมวิ่งหนีแต่ก็โดนโทยะใช้โหมดปืนยิงกระสุนพาราไลท์ใส่จนล้มคว่ำไป คราวนี้โทยะก็เตรียมจะหันกลับไปจัดการกับคนที่เขาต่อยร่วงไปในตอนแรกเพราะรู้สึกว่าไอ้หมอนี่ยกโทษให้ไม่ได้แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย (หรือจะบอกว่าก่อนที่จะโดนโทยะอัดยับไปกว่านี้) รองหัวหน้าอัศวินนีล ซูเรแมน กับ เลออนก็มาขอให้การวิวาทยุติแต่เพียงแค่นี้ แน่นอนว่าเจ้าพวกอัศวินก็พากันโยนว่าทั้งหมดเป็นความผิดของโทยะ แต่นีลกลับพูดทำนองว่า “คิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าพวกแกเคยก่อเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง?” เจ้าพวกนั้นจึงต้องเงียบปากไป จากนั้นเลออนก็ยังมาสมทบอีกว่า
“ใช้คนเป็นโขยงไปรุมทำร้ายคน ๆ เดียวแต่สุดท้ายก็โดนเขาเล่นงานกลับเละไม่เป็นท่า พอแพ้ก็ทิ้งพวกพ้องหนีเอาตัวรอดอีกการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นอัศวิน”
เมื่อผู้บัญชาการระดับสูงดูจะไม่เข้าข้างเหล่าอัศวินที่ก่อเรื่องก็มีแต่ต้องเงียบปากไปและจะต้องได้รับการลงโทษตามวินัยภายหลังอีก มิหนำซ้ำรองแม่ทัพนีลก็เปรยว่า
“อย่าคิดเรื่องงี่เง่าอย่างการแก้แค้นจะดีกว่า เพราะถ้าคิดจะยื่นมือไปแตะต้องเขาคนนั้นแล้วล่ะก็ เรื่องมันจะไม่จบลงที่พวกนายเท่านั้นแต่ตระกูลของพวกนายก็จะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
และท้ายที่สุดนีลก็หันมาขอโทษโทยะแทนผู้ใต้บัญชาของเขาที่ทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้ลงไป และอยากให้เข้าใจว่าอัศวินของเขาทั้งหมดไม่ได้เป็นเช่นนี้ไปซะทั้งหมด โทยะเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรและอยากให้ทุกอย่างจบลงที่ตรงนี้น่าจะดีกว่า และเมื่อจิตใจสงบลงบ้างแล้วโทยะก็เริ่มทบทวนการกระทำของตัวเองและรู้สึกว่าเขาเองก็ทำเกินไปเดิมทีเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำนินทาดูถูกพวกนั้น แต่พอพวกนั้นเริ่มพูดถึงเอลเซ่อย่างเสีย ๆ หาย ๆ ความใจเย็นของเขาก็มลายหายไปเสียดื้อ ๆ หลังจากนั้นโทยและนีลก็แนะนำตัวซึ่งกันและกัน แต่นีลนั้นรู้อยู่แล้วว่าโทยะคือใครจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็เริ่มสนทนาเป็นการส่วนตัว
หลังจากที่โทยะขอโทษขอโพยในสิ่งที่เขาทำลงไปกับรองแม่ทัพนีลแล้ว เลออนก็อธิบายถึงสภาพปัจจุบันของกองกำลังอัศวินที่กำลังเป็นอยู่ แน่นอนว่าผู้ที่เข้ามาในกองกำลังอัศวินส่วนใหญ่ ๆ แล้วก็จะเป็นลูกคนที่สองหรือคนที่สามของตระกูลขุนนางเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากพูคุยกันถึงความวุ่นวายในระบบชนชั้นขุนนางในกลุ่มอัศวินแล้ว นีลก็บอกประมาณว่าถือว่าดวงของเจ้าพวกนั้นยังดีที่มาหาเรื่องกับคู่หมั้นขององค์หญิงแล้วหัวอยู่บนบ่าได้ โทยะก็เลยรู้ว่าว่านีลน่าจะเห็นเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้นแล้วแต่ไม่ยอมเผยตัวออกมาหยุดตั้งแต่แรก จากนั้นนีลก็เริ่มให้ความสนใจอาวุธที่โทยะใช้
นีลอยากได้อาวุธแบบเดียวกับโทยะบ้างแต่โทยะชั่งใจที่จะทำอาวุธอันตรายอย่างปืนให้กับคนที่เขายังไม่รู้จักนิสัยใจคอดีนัก (แต่พอตอนเมียขอละรีบทำให้เลย) จึงเสนอไปว่าเขาจะทำอาวุธที่เปลี่ยนรูปร่างได้ให้ชิ้นนึงแทน และแล้วท่านรองแม่ทัพอายุสี่สิบกว่า ๆ ผู้นี้ก็ได้รับอาวุธเปลี่ยนร่างที่สร้างขึ้นมาจากเหล็กกล้าไปหนึ่งชิ้นโดยอาวุธนีลจะเปลี่ยนเป็น หอกยาว ดาบ และมืดสั้นได้ จากนั้นโทยะก็แถมความสามารถในการใช้เวทย์พาราไลท์ใส่ลงไปในอาวุธด้วยเมื่อเปิด “สตันโหมด” มันจะให้เป้าหมายที่โดนอาวุธนี้สัมผัสตกอยู่ในสภาพอัมพาตชั่วคราวแล้วผู้ตกเป็นเหยื่อทดลองสตันโหมดก็คือเลออนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โทยะนั่นเอง นีลได้ทดลองกวัดแกว่งอาวุธใหม่ของเขาในโหมดต่าง ๆ อย่างชำนิชำนาญแล้วก็พอใจกับมันมาก เลออนจึงอยากได้บ้างลงท้ายโทยะก็ต้องทำอาวุธแบบเดียวกันนี้ให้เลออนไปอีกชิ้น หลังจากได้อาวุธมาแล้วนีลก็อยากจะตอบแทนโทยะที่ยอมสร้างอาวุธให้ซึ่งโทยะก็ขอแค่ว่า พยายามอย่าให้เจ้าพวกนั้นมาวอแวกับเขาก็พอซึ่งนีลก็รับปาก
แต่ผ่านไปแค่วันเดียวเรื่องที่โทยะไม่อยากจะให้เกิดมันก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อเจ้าอัศวินที่โดนโทยะเล่นงานไปนั้นได้ยกคนกว่า 50 คนมาบุกบ้านโทยะโดยคิดจะจัดฉากให้เหมือนกับโดนโจรบุกมาปล้นและฆ่าเจ้าบ้านทิ้ง แต่แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของพวกนั้นก็ไม่สามารถจะเล็ดรอดสายตาของลาปิสเมดแห่งหน่วยเอสเปี้ยนไปได้ กลุ่มผู้บุกรุกคิดจะใช้ความมืดลอบเข้ามาทางสวนแต่ที่นั่นโทยะก็มาดักรออยู่ก่อนแล้ว กระสุนพาราไลท์ 50 นัดถูกแจกจ่ายให้กับผู้บุกรุกทุกคนในพริบตา
“ท้ายที่สุดแล้วนายก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณนีลพูดเลยสินะ”
โทยะเอ่ยประโยคนั้นในขณะมองดูหัวโจกของเรื่องนี้ที่นอนแน่นิ่งขยับไปไหนไม่ได้อยู่ที่บนพื้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถได้ยินและมองเห็นทุกอย่างได้ตามปกติและไม่นานลูกขุนนางผู้เป็นหัวโจกของเรื่องนี้ก็ต้องช็อคจนตาแทบหลุดออกจากเบ้าเมื่อยูมิน่าปรากฏกายออกมาที่ระเบียงแน่นอนว่าบุกเข้ามาในสถานที่ที่องค์หญิงประทับอยู่แบบนี้ก็มีค่าเท่ากับการต่อต้านราชวงศ์หรือก็คือกบฏ โทษที่รับก็คือประหารชีวิตตระกูลของพวกเขาจะต้องพบกับหายนะเพียงเพราะการกระทำโง่ ๆ นี่เท่านั้น สิ้นสุดคำพูดของโทยะหัวโจกก็ถึงกับเป็นลมไปเลย หลังจากนั้นกองกำลังอัศวินก็มาลากตัวคนเหล่านี้ไปรับโทษ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าลูกขุนนางเจ้าปัญหาก็ไม่ได้รับโทษประหารเพียงแต่ตระกูลของพวกเขาได้ถูกถอดจากการเป็นขุนนางและไม่สามารถจะฟื้นฟูสถานะขุนนางกลับมาได้อีกและเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในกองกำลังอัศวินแห่งเบลฟาสอีกด้วย
เมื่อเรื่องวุ่นวายจบลงไปโทยะก็เริ่มประดิษฐ์ของเล่นใหม่ ๆ ออกมาอีกตามเคย เมื่อเขาได้เรียนรู้เวทย์ไร้ธาตุอันใหม่ “มิราจ” ที่เป็นเวทย์สำหรับสร้างภาพลวงตาเมื่อผนวกเข้ากับสมาร์ทโฟนของเขาก็ได้เป็นเครื่องฉาย 3D ออกมาและเริ่มสร้างโฮมเทียเตอร์ขึ้นมาภายในบ้านและเริ่มฉายอนิเมชั่นที่ทำให้โคฮาคุกับเรเน่ ติดมันเป็นอย่างมากภายหลังก็ลามไปถึงเซชิล แม้จะถึงเวลาอาหารเทียงแล้ว 3 คนนั้นก็ยังไม่ยอมขยับไปไหนเรื่องนี้ทำเอาลาปิสไม่พอใจพอสมควรแต่โทยะก็แก้ตัวให้ว่าเขาใช้ให้เรเน่กับเซชิลทดสอบเวทย์มนต์ใหม่ของเขาอยู่ที่ห้อง (สมาร์ทโฟนของโทยะได้รับการติดตั้งกลไกให้สามารถวาร์ปกลับมาหาเขาได้ทันทีที่เรียกหาดังนั้นไม่ว่ามันจะไปอยู่ที่ไหน หรือใครจะขโมยมันไปเขาก็เรียกกลับมาได้ทุกเมื่อ)
หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จเอลเซ่ก็เอ่ยถามถึงว่าตัวเขามีกำหนดการจะทำอะไรในบ่ายวันนี้ วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ดาบของยาเอะน่าจะทำเสร็จแล้วโทยะจึงตอบไปว่าจะเดินทางไปอิเชนเพื่อการนั้นแล้วก็คิดว่าควรจะหาโอกาสไปพบพ่อกับแม่ของยาเอะเพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานแน่นอนว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปพบกับญาติที่เคยดูแลเอลเซ่กับลินเซ่เพื่อพูดเรื่องนี้เช่นกัน แต่เอลเซ่ก็บอกว่าไม่รีบขนาดนั้นก็ได้แล้วถ้าหากว่าพวกท่านรู้ว่าเธอกับน้องสาวจะแต่งเข้าไปในราชวงศ์แล้วล่ะก็คงได้ช็อคตาตั้งแน่ ๆ หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับห้องโทยะจำเป็นจะต้องไปปลดปล่อย เรเน่ โคฮาคุและเซชิลออกจากมนต์สะกดของเครื่องฉายอนิเมะ ก่อนจากนั้นก็พายาเอะไปอิเชนเพื่อรับดาบที่สั่งทำเอาไว้ เมื่อเจ้าของร้านนำดาบที่ทำเสร็จแล้วออกมามอบให้ยาเอะก็ทดลองใช้ดูเนื่องจากมันทำจากมิสทริลจึงมีน้ำหนักเบากว่าดาบเล่มเก่าที่เธอเคยใช้ เมื่อทดสอบจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วโทยะจึงได้จ่ายค่าตอบแทนเป็นโลหะมิสทริลที่ปริมาณมากกว่าตอนที่ให้ไปทำดาบของยาเอะถึงสองเท่า เมื่อธุระเสร็จสิ้นทั้งสองก็เดินทางกลับ ตกเย็นหลังอาหารค่ำสมาชิกในบ้านยกเว้นยามเฝ้าประตูก็ได้มารวมตัวกันชมภาพยนต์อนิเมชั่นภายในมินิเทียเตอร์ของโทยะ กันอย่างสนุกสนานดูเหมือนว่าพวกเขาจะโดนมนต์สะกดของอนิเมชั่นกันไปตาม ๆ กันเสียแล้ว
โทยะกลับไปเยี่ยมมิกะเจ้าของโรงแรมจันทราสีเงินที่ลีฟเล็ทจึงได้รู้ว่าช่วงนี้กิจการไม่สู้ดีนักจำนวนคนที่มาพักลดลงแม้พ่อของเธอจะพยายามใช้โชงิมาเป็นตัวผลักดันแต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไหร่ประเด็นสำคัญคือที่นี่ไม่มีจุดดึงดูดสำคัญ ๆ อย่างเช่นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอะไรแบบนั้น ตอนแรกก็คิดเกี่ยวกับงานเทศกาลแต่ปัญหาคือเทศกาลส่วนมากก็จัดกันปีละครั้งซึ่งหากคิดถึงการดึงคนให้มาที่เมืองนี้แล้วค่อนข้างจะไม่เวิร์ก ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็เลยวางแผนสร้างออนเซ็นขึ้นมาเพื่อดึงดูดให้คนมาที่เมืองนี้
โทยะใช้สมาร์ทโฟนของเขาแสกนหาแหล่งที่มีบ่อน้ำร้อนแล้วก็ได้พบว่ามีอยู่ที่บริเวณป่าตอนใต้ที่อยู่รอบนอกของภูเขาเมริเชียเขาจึงกลับไปหาเชสก้าแล้วใช้ “การ์เด้น” เดินทางไปที่จุดหมาย และเมื่อมาถึงเชสก้าก็ยังคงเล่นมุขใต้เข็มขัดอีกตามเคยโทยะจึงสับกระบาลหล่อนไปหนึ่งที หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มดำเนินการเชื่อมต่อท่อผ่านเกท ให้น้ำไหลไปที่โรงแรมจันทราสีเงินโดยตัวท่อทำจากโลหะมิสทริลเพราะโทยะคิดว่าหากใช้เหล็กมันก็จะขึ้นสนิมเอาได้หลังจากนั้นสร้างบ่อน้ำวางก้อนหินและหัวสิงโตที่ทำจากมิสทริล(อีกแล้ว) ประดับเข้าไปแล้วก็ใส่เวทย์โปรแกรมเปิด-ปิดน้ำไว้ที่หัวสิงโตแล้วก็กลไกหมุนเวียนน้ำแต่ปัญหาก็คือพื้นที่ของโรงแรมจันทราสีเงินไม่ใหญ่พอที่จะทำเป็นบ่อใหญ่อาบน้ำกลางแจ้งได้
แล้วโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าที่ด้านหลังมีบ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เขาจึงตัดสินใจไปซื้อบ้านและที่ดินตรงนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนด้วยเงิน 8 เหรียญทองคำขาวจากนั้นเขาก็ใช้เกทย้ายตัวบ้านขึ้นไปไว้บนสวนลอยฟ้า และใช้ที่ดินตรงนั้นสร้างบ่ออาบน้ำกลางแจ้งขึ้นมาโดยตัวบ่อจะแบ่งเป็นฝั่งชาย-หญิง มิกะกับโดรานได้แต่ยืนอึ้งเมื่อเห็นบ่ออาบน้ำกลางแจ้งถูกสร้างเสร็จในพริบตาราวกับเนรมิตรและยังสงสัยว่าพวกเขาจะเอามันไปใช้ในกิจการโรงแรมได้อย่างไรในเมื่อโทยะเป็นผู้ครองกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ แต่โทยะก็บอกว่าเขาจะให้ยืมใช้ไปก่อนแล้วเมื่อกิจการเข้าที่เข้าทางแล้วก็ให้มาซื้อคืนจากเขาในราคาเท่ากับตอนที่ไปซื้อมา หลังจากนั้นก็เป็นช่วงทดลองใช้ ฝั่งชายส่วนมากจะประไปด้วยบรรดาลุง ๆ อย่างโดราน ซาแน็ค ฯลฯ ส่วนฝั่งหญิงก็จะมีมิกะ อาเอล พนักงานหญิง แล้วก็เชสก้าซึ่งโทยะสงสัยกังวลอยู่นิด ๆ ว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่าหล่อนเปียกน้ำแต่ก็คิดในแง่ดีว่าอัจฉริยะระดับศาสตราจารย์ที่สร้างเธอขึ้นมานั้นไม่น่าจะมาตกม้าตายกับเรื่องแบบนี้นะ ในตอนนั้นเองเชสก้าก็ตะโกนมาถามโทยะว่าจะให้เธอถูหลังให้ไหม? แน่นอนโทยะปฏิเสธเชสก้าจึงแอบปีนผนังกั้นเพื่อที่จะแอบถ้ามองแต่ก็โดนกลไกที่โทยะติดตั้งเอาไว้ที่ผนังกั้นเล่นงานเข้าให้ดูเหมือนว่าพาราไลท์จะยังใช้ได้ผลกับร่างกายของเชสก้าอยู่ แม้จะรู้สึกผิดคาดที่การถ้ำมองครั้งแรกดันมาจากทางฝั่งผู้หญิงซะได้แต่โทยะก็สามารถแช่น้ำได้อย่างสบายใจเสียที
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 11 (80 - 84)
ในเช้าวันหนึ่งที่โทยะกำลังทานอาหารเช้าอย่างสงบ จู่ ๆ รีนก็พรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางดีใจสุดขีดเมื่อได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับที่ตั้งของโบราณสถานบาบิโลนแห่งต่อไปเธอก็รีบแจ้นมาบอกโทยะในทันทีแต่โทยะถึงจะได้ยินแบบนั้นไม่ค่อยมีปฏิกริยาตอบรับที่ดีสมความคาดหวังของรีนซักเท่าไหร่เธอจึงเอ่ยทวงสัญญาชุดชั้นในขึ้นมาทำให้โทยะต้องรีบเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วก่อนที่จะงานเข้าเพราะสาวอีกสี่คนที่อยู่ในห้องนี้ ที่ตั้งของโบราณสถานดูคล้ายกับนิรุยะและคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับบาบิโลนที่เพิ่งจะค้นพบนั้นถูกระบุว่าตั้งอยู่ใน “ทะเลทรายรับบิ” บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรซานโดร่า อาณาจักรนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมิสนิดโดยจะมีป่าขนาดใหญ่คั่นกลางระหว่างสองอาณาจักรนี้
คราวก่อนใต้ทะเลมาคราวนี้เป็นทะเลทรายเนื่องจากสถานที่ตั้งมันค่อนข้างจะดูหฤโหดไปหน่อยโทยะเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าเรจีน่ากำลังจงใจแกล้งเขาอยู่หรือเปล่าและแน่นอนว่าที่รีนนำเรื่องนี้มาบอกก็เพราะต้องการให้โทยะไปที่นั่นด้วยความคาดหวังที่ว่าอาจจะเป็นทางเข้าไปสู่ห้องสมุดบาบิโลนที่เธอตามหาอยู่ก็เป็นได้ แต่โทยะกลับคิดว่าถ้ามีอย่างเชสก้าเพิ่มมาอีกหนึ่งล่ะก็ได้ปวดหัวหนักกว่าเดิมแน่ ๆ แต่ถึงยังอย่างไรก็ตามโทยะก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธเพราะนอกจากสัญญาที่ให้ไว้กับรีนแล้วเขาก็ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายหลังจากที่ได้ฟังข้อความที่เรจีน่าทิ้งเอาไว้เกี่ยวกับการล่มสลายของอารยธรรมโบราณจากการปะทะกับพวกเฟรซการตามซากโบราณสถานบาบิโลนอาจทำให้ข้อข้องใจของเขากระจ่างขึ้นมาก็ได้ ว่าแล้วเขาก็บอกให้เชสก้าเตรียมการ์เด้นให้พร้อมสำหรับออกเดินทาง
บาบิโลนการ์เด้นเคลื่อนออกจากเบลฟาสมุ่งตรงไปยังซานโดร่าผ่านทางน่านฟ้ามิสนิด เชสก้าคำนวณเวลาถึงที่หมายประมาณ 4 ชั่วโมงในช่วงเวลาที่รอให้ถึงที่หมายนั้นโทยะและบรรดาสาว ๆ ก็พากันไปที่บ้านหลังใหญ่ที่โทยะเพิ่งจะซื้อมันมาจากลีฟเล็ทและย้ายมันมาไว้บนการ์เด้นโดยโทยตั้งใจว่าจะใช้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนในช่วงวันว่างของเขากับเหล่าว่าที่ภรรยา โดยแบ่งหน้าที่กันทำความสะอาดและซ่อมแซมส่วนที่ผุพังจากการที่ไม่ได้มีคนอาศัยอยู่มานาน (แต่โทยะก็ใช้หนักกว่าทุกคนในกลุ่มอยู่ดี บริหารงานโดยยูมิน่า) แต่เนื่องจากที่นี่ไม่มีน้ำเลยก็ดูจะเป็นปัญหาอยู่เล็กน้อย แต่โทยะก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี้มีระบบรดน้ำให้กับพืชพรรณที่ปลูกเอาที่นี่จึงรีบไปหาเชสก้าเพื่อสอบถามถึงระบบน้ำของที่นี่ ทำให้ทราบถึงระบบการหมุนเวียนน้ำของการ์เด้นและเรื่องของคุณภาพน้ำด้วย โทยะจึงทำการต่อท่อส่งน้ำไปยังบ้านหลังใหม่ของเขาทันทีเพื่อทำเป็นระบบประปาและระบบระบายน้ำ สร้างก๊อกน้ำและอ่างล้างชามจากมิสทริลเพื่อติดตั้งที่ห้องครัว หลังจากนั้นก็สร้างโถส้วมและอ่างอาบน้ำ แต่แล้วโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นรีนกับโพล่าเลยจึงเกิดความสงสัยว่าทั้งสองหายไปไหน และเมื่อโทยะกลับไปที่ส่วนควบคุมของการ์เด้นก็พบว่าทั้งสองอยู่ที่นั่นไม่เพียงเท่านั้น โคฮาคุ ซังโกะ โคคุโย และเชสก้าก็อยู่ด้วยพวกเขากำลังดูอะไรบางอย่างที่ฉายออกมาจากส่วนควบคุม ดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นที่พื้นเบื้องล่าง
ท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุเบื้องล่างมีคนประมาณสิบคนเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งตามปกติแล้วพื้นที่แถบนี้ไม่มีใครใช้เป็นเส้นทางสัญจรรีนจึงคาดเดาว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่ม “ผู้รอดชีวิต” ที่หลบหนีจากอะไรบางอย่างแล้วพลัดหลงเข้ามาในพื้นที่แทบนี้ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วโทยะมีความคิดว่าน่าจะให้การช่วยเหลือคนเหล่านี้แต่รีนแย้งว่า คนเหล่านี้เป็นใครก็ไม่รู้อาจจะเป็นพวกคนชั่วหรืออาชญากรที่กำลังหลบหนีอยู่ก็ได้ ซึ่งถ้าโทยะลงไปช่วยก็อาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยการมีอยู่ของเกาะลอยฟ้าให้พวกคนไม่ดีรู้เข้าก็ได้และมันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากในภายหลังได้ แต่โทยะคิดว่าถ้าใช้เนตรมารของยูมิน่าก็น่าจะแยกแยะได้และถ้าหากพบว่าเป็นคนไม่ดีก็ค่อยปล่อยทิ้งไว้ที่ทะเลทรายก็ได้แต่ถ้าหากเป็นคนดีแล้วเมื่อช่วยพวกเขาแล้วก็ใช้เกทส่งไปเบสฟาสไม่ก็มิสนิดแทนที่จะพาขึ้นมาที่นี่ก็ได้ แต่ยังไม่ทันจะได้ตกลงว่าจะเอายังไงเชสก้าก็บอกว่าให้รีบ ๆ หน่อยก็ดีเพราะขณะนี้มอนสเตอร์ได้โผล่ขึ้นมาจากทรายเพื่อเล่นงานกลุ่มผู้รอดชีวิตแล้ว
แซนด์โครวเลอร์ หรือก็คือหนอนทรายขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิต มีสามคนถืออาวุธดาบและขวานเข้าไปประจันหน้ากับเจ้าหนอนยักษ์ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใช้เวทย์มนต์อยู่ในกลุ่มนี้เลย เมื่อโทยะพิจารณาดูสถานการณ์แล้วว่าคงไม่ไหวแน่ ๆ เขาก็รีบออกไปช่วยทันทีโดยเปิดเกทลงมาจากบาบิโลน โดยให้ทางออกอยู่กลางอากาศเหนือเจ้าหนอนทรายนั่นซักหน่อย โทยะเปิดฉากกระหน่ำยิงกระสุนระเบิดใส่เป้าหมายอย่างไม่รีรอแรงระเบิดสร้างบาดแผลฉกรรจให้หลายจุด ของเหลวทะลักออกมาจากบาดแผลเหล่านั้น เจ้าหนอนทรายถึงกับบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดและเมื่อเท้าแตะพื้นโทยะก็ร่ายเวทย์ “อควาคัทเตอร์” ตัดส่วนหัวของเจ้าหนอนทรายขาดกระเด็นของเหลวสีเขียวพุ่งทะลักและสาดกระจายไปทั่วบริเวณดูน่าขยะแขยงยิ่งนักและเจ้าหนอนทรายก็สิ้นฤทธิ์ไปด้วยประการฉะนี้
เมื่อหนอนทรายถูกกำจัดลงแล้ว ผู้หญิงคนนึงก็เข้ามาคุยกับโทยะชื่อของเธอคือ รีเบคก้าเป็นนักผจญภัย เธอได้ขอบคุณที่โทยะมาช่วยเหลือพวกเธอในระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่เด็กผู้ชายในกลุ่มนั้นก็วิ่งมาคุกเข่าต่อหน้าโทยะเพราะเห็นเวทย์ธาตุน้ำที่ใช้ไปเมื่อครู่เขาจึงขอร้องให้เสกน้ำให้เขาหน่อยซึ่งโทยะก็ไม่ปฏิเสธและมอบคนโทใส่น้ำกับแก้วน้ำให้กับคนกลุ่มนั้นพวกเขารับมันไปและรีบดื่มมันด้วยความหิวกระหาย และเมื่อสังเกตดี ๆ แล้วคนในกลุ่มนี้มีผู้ชายเพียงสองคน ที่เหลือเป็นผู้หญิงทั้งหมด นอกเหนือจากรีเบคก้าแล้วผู้หญิงอีกเจ็ดคนมีปลอกคอขนาดใหญ่สีดำเงางามสวมอยู่ รีเบคก้าบอกว่าพวกเธอเหล่านี้เป็นทาสที่เธอพาตัวออกมาจากพวกพ่อค้าทาส โทยะเกิดความชั่งใจขึ้นมาในทันทีว่าเขากำลังช่วยเหลือพวกโจรอยู่หรือเปล่านะ?
ปลอกคอที่ผู้หญิงเหล่าสมใส่อยู่เรียกว่า “ปลอกคอแห่งการบังคับบัญชา” (Collar of Subordination) เป็นอาติเฟคที่จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในซานโดร่าสร้างขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน ในซานโดร่าผู้ที่สวมใส่สิ่งนี้จะมีสถานะเป็นทาส เพราะที่อาณาจักรนี้ยังมีระบบทาสอยู่ โดยมากแล้วจะใช้มันกับพวกผู้ที่ก่ออาชญากรรมหรือผู้ที่ถูกขายมาเป็นทาสแต่ในบางครั้งพวกกลุ่มโจรก็จะจับมือกับพวกพ่อค้าทาส ที่จะบุกโจมตีหมู่บ้านแล้วจับตัวสาว ๆ ในหมู่บ้านนั้นมาขายเป็นทาสเพราะเงินดีและผู้ที่จะสามารถถอดปลอกคอนี้ได้โดยทั่วไปก็จำเป็นจะต้องเป็นผู้มีสถานะเป็นเจ้านายเท่านั้น รีเบคก้าเล่าให้โทยะฟังว่า เธอกับ โลแกน แล้วก็ วิว สามคนได้รับการว่าจ้างจากพ่อค้าทาสให้คุ้มกันเขาในขณะเดินทาง แต่เพราะไม่ได้รับงานผ่านกิลด์จึงไม่รู้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นพ่อค้าทาสและเมื่อรู้ความจริงภายหลังพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะต่อต้านพ่อค้าทาสคนนั้นแต่ทว่าก็โดนพวกโจรบุกปล้นเสียก่อนส่วนพ่อค้าทาสคนนั้นก็ถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว พวกเขาเอาชนะพวกโจรได้แต่ก็ไม่สามารถพาทาสเหล่านี้กลับไปซานโดร่าได้เพราะถ้าหากกลับไปพวกเธอก็จะโดนเอากลับไปขายให้เจ้านายคนใหม่อยู่ดี ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องพาพวกเธอหนีเท่านั้น แต่จะหนีไปตามเส้นทางปกติก็ไม่ได้ดังนั้นจึงเดินทางหลบเลี่ยงสายตาผู้คนก็เลยต้องเดินทางในที่แบบนี้แล้วก็มาเจอกับหนอนทราย
แต่ปัญหาอีกข้อก็คือเจ้าปลอกเจ้าปัญหานี้นอกจากจะสะดุดตาแล้วมันยังสามารถสร้างความเป็ดปวดทรมานยิ่งกว่าตายให้กับผู้สวมใส่ได้อีก ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ทาสสามารถทำร้าย ต่อต้าน หรือหลบหนีไปจากเจ้านายได้นั่นเอง และหากเจ้านายตายไปก็จะไม่สามารถถอดปลอกคอออกได้อีกเลยเว้นแต่จะหาเจ้านายคนใหม่เท่านั้น แต่มีโอกาสน้อยมากที่เจ้านายจะยอมปล่อยทาสให้เป็นอิสระ แต่เมื่อโทยะพิจารณาดูปลอกคอนี้ดี ๆ แล้วเขาก็คิดว่าหากใช้เวทย์ “แอปพอร์ต” ก็อาจจะสามารถเคลื่อนย้ายมันได้ถึงจะไม่มั่นใจว่าจะได้ผลจริงหรือเปล่าแต่ก็คิดจะลองดู เมื่อได้ยินโทยะพูดแบบนั้นวิว ก็ได้ขอร้องให้โทยะช่วยปลดปล่อยเวนดี เด็กสาวอายุประมาณ 13-14 ซึ่งก็น่าจะไล่เลี่ยกับวิว และก็เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มนี้ โทยะทดลองใช้แอปพอร์ตดูและมันก็ได้ผลปลอกคอถูกย้ายจากคอเวนดี้ไปอยู่ในมือโทยะเรียบร้อย เมื่อปลอกคอถูกถอดออกเวนดี้ก็หลั่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติออกมาโดยวิวก็เข้าไปสวมกอดเธอเอาไว้แน่น (อย่างงี้นี่เองสินะ ร้ายนี่หว่าวิว) หลังจากนั้นโทยะก็ปลดปลอกคอออกจากทาสทุกคนจากนั้นก็ใช้เวทย์ไฟทำลายปลอกคอทิ้งทั้งหมด ทั้งรีเบคก้าและโลแกนได้แต่ตะลึงในสิ่งที่โทยะทำจึงได้เอ่ยถามไปว่าโทยะเป็นใครกันแน่ โทยะก็ตอบว่าเขาเป็นนักผจญภัยที่บังเอิญผ่านมา แล้วก็โชว์กิลด์การ์ดสีแดงให้ทั้งสองคนดู เมื่อเห็นฉายา ดราก้อนสเลเยอร์กับโกมเลมบัสเตอร์ที่ประทับบนการ์ด รีเบคก้ากับโลแกนก็ยิ่งทึ่งมากขึ้นไปอีก
แต่ถึงจะทำลายปลอกคอไปแล้วแต่ทะเบียนที่ลงไว้กับพวกกิลด์ค้าทาสก็ยังไม่ได้ถูกลบไปการใช้ชีวิตอยู่ภายในซานโดร่าต่อไปนั้นไม่ปลอดภัยจำเป็นจะต้องพาพวกเธอไปอาณาจักรอื่นโทยะจึงบอกให้พวกเขาหลบหนีไปที่เบลฟาสโดยจะให้พักอาศัยอยู่ที่คฤหาสของเขาเป็นการชั่วคราว แต่โลแกนก็แย้งว่ามันไกลเกินกว่าที่เขาจะพาคนพวกนี้เดินทางไปได้แต่โทยะก็เปิดเกทพาทั้งทั้งสี่คน (รีเบคก้า โลแกน วิว เวนดี้)ไปที่เบลฟาสในทันทีและเรียกยูมิน่ามาพบกับพวกเขา ทันทีที่ยูมิน่าแนะนำตัวว่าเธอเป็นใคร พวกรีเบคก้าก็แข็งค้างกันไปในทันที ยูมิน่าพูดคุยพลางจ้องมองทุกคนในกลุ่มก่อนจะหันมายิ้มให้กับโทยะเป็นสัญญาณว่าไม่มีพวกมีปัญหาในกลุ่มนี้ และพวกเขาเหล่านี้ก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอาศัยอยู่ในเบลฟาสได้ จากนั้นโทยะก็ใช้เกทพาพวกที่เหลือมาที่สวนภายในบ้านของก่อนจะฝากฝังให้พ่อบ้านกับเมดของเขาจัดการเรื่องนี้ต่อ ส่วนโทยะก็กลับไปที่การ์เด้นเพื่อจัดการภาระกิจหลักต่อไปแต่ในตอนนั้นโคฮาคุก็โทรจิตมาแจ้งว่าพบอสูรผลึกเคลื่อนไหวอยู่กลางทะเลทราย และเมื่อโทยะกลับไปที่การ์เด้นก็พบกับอสูรผลึกขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนปลากระเบน
ขนาดของเฟรซรูปปลากระเบนใหญ่พอ ๆ กับรถบัสสี่คัน คอร์มีขนาดใหญ่ประมาณลูกบาสเกตบอลสองลูกจึงไม่สามารถจะใช้แอปพอร์ตจัดการกับมันได้ รีนถามโทยะว่าจะทำยังไงกับมันดี แน่นอนว่าโทยะไม่ได้สนซานโดร่าแต่ถ้าหากปล่อยให้มันข้ามป่าไปได้ล่ะก็หายนะภัยต้องมาเยือนมิสนิดอย่างแน่นอนแล้วถ้ามันพุ่งเป้าไปที่เบลฟาสแล้วล่ะก็จะต้องมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกเท่าไหร่กันโทยะตัดสินใจที่จะกำจัดมันเสียที่นี่ แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรดีเพราะเจ้านอกจากเวทมนตร์ไม่ได้ผลแล้วคราวนี้มันยังบินได้อีก แต่ถ้าใช้เวทย์ที่เป็นการโจมตีกายภาพอย่าง “ไอซ์ร็อค” หรือ “ร็อคแครช” ก็อาจจะพอทำความเสียหายได้แล้วพอลากมันลงพื้นได้ เอลเซ่กับยาเอะก็จะเข้าไปจัดการระยะประชิดแม้ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่แต่เท่าที่คิดได้ตอนนี้ก็ทีแค่วิธีนี้เท่านั้น แล้วก็เปิดเกทพาบรรดาสาว ๆ ลงไปต่อสู้กับอสูรผลึกที่เบื้องล่าง
โทยะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังที่สุดและเริ่มเปิดฉากด้วยการยิงกระสุนไปที่เป้าหมายแต่ไร้ผลกระสุนแฉลบไม่ก็กระเด้งออกไปทันทีที่กระทบเป้า ลินเซ่ยิงไอซ์ร็อคใส่แต่ก็ไร้ผลเช่นเดิมพลังทำลายไม่มากพอจะกระแทกเป้าหมายร่วงลงมาที่พื้น เจ้ากระเบนผลึกตอบโต้ด้วยการยิงกระสุนพลังงานเข้าใส่ โทยะเห็นท่าไม่ดีจึงรีบบอกให้ทุกคนรีบหลบออกไปวินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงชนิดบังเกิดเสาทรายพวยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ พลังทำลายรุนแรงขนาดโทยะคิดว่าถ้าโดนเข้าไปคงไม่เหลือซากแน่ ๆ วินาทีต่อมากระเบนผลึกก็ยิงอะไรบางอย่างออกมาราวกับห่ากระสุนปืนกลออกมาจากบริเวณหาง ลินเซ่ได้รับบาดเจ็บที่ขาเพราะการโจมตีระลอกนี้แม้เธอจะรักษาบาดแผลเองได้แต่ทว่าเจ้ากระเบนผลึกก็กำลังใช้หางเล็งไปที่เธอ จังหวะนั้นเอลเซ่รีบใช้แอคเซลพุ่งมาอยู่เบื้องหน้าน้องสาวของเธอแล้วตั้งรับการโจมตีเอาไว้ให้
ยาเอะตะโกนขอให้ใช้เกทส่งเธอขึ้นไปบนฟ้าเหนือหัวเป้าหมายก่อนจะใช้ดาบของเธอฟาดเข้าใส่อย่างจังแต่ความเสียหายทีได้ก็น้อยเกินกว่าที่จะทำให้กระเบนผลึกสะดุ้งสะเทือนได้ แล้วตัวเธอก็ร่วงหล่นลงมาแต่โทยะก็ใช้เกทช่วยให้ลงพื้นได้อย่างปลอดภัยแต่การจู่โจมระลอกต่อไปก็พุ่งมาหาทั้งสองอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ยูมิน่าใช้เวทย์ “ไซโคลนวอล” ช่วยซื้อเวลาให้โทยะพายาเอะหนีรอดออกมาได้สำเร็จ ส่วนรีนก็ใช้เวทย์ “ร็อคแครช” โจมตีช่วยอีกแรง แม้ว่าเวทย์ของรีนจะมีพลังมากกว่าของลินเซ่แต่ก็ไร้ผลเช่นเดิม ตอนนี้โทยะรู้สึกจนปัญญาเป็นที่สุดเขาไม่มีอาวุธหรือวิธีการที่จะเอาชนะอสูรคริสตัลตัวนี้ได้เลย ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเขาต้องถูกต้อนจนมุมแน่ทางเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือถอยไปตั้งหลักก่อน โทยะจึงเตรียมตัวเปิดเกทเพื่อพาทุกคนหนีแต่แล้วในตอนนั้นเองเอนเด้ก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น
เอนเด้ทักทายโทยะอย่างใจเย็นส่วนโทยะก็ได้ประหลาดใจว่าทำไมเอนเด้ถึงมาอยู่ตรงนี้ได้แล้วเขามาได้อย่างไร แต่เอนเด้ก็บอกแค่เพียงว่าเขามาที่นี่เพราะจับสัญญาณของพวกเฟรซได้แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับโทยะได้ และยังบอกอีกว่าเฟรซตัวนี้เป็นมิดเดิ้ลคลาส ดูเหมือนว่าเอนเด้จะรู้จักอสูรผลึกเป็นอย่างดี และพริบตาต่อมาเอนเด้ก็หายไปจากจุดที่เคยยืนอยู่ ไม่นานนักร่างของเขาปรากฏตัวอยู่บนส่วนหลังของกระเบนผลึก วินาทีต่อมาเอนเด้กระทืบเท้าขวาลงเบา ๆ ลงบนตัวของกระเบนผลึกพริบตานั้นร่างอันแข็งแกร่งที่เคยต้านทานการโจมตีทุกอย่างของพวกโทยะก็พลันค่อย ๆ แตกร้าวและแหลกสลายไปส่วนคอร์ทั้งสองชิ้นก็ถูกเอนเด้ทำลายทิ้งหลังจากนั้น เมื่อศัตรูถูกโค่นล้มลงแล้วโทยะก็เข้าไปพูดคุยกับเอนเด้เพื่อสอบถามข้อมูลของพวกเฟรซ ซึ่งก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ “บาเรีย” ที่คอยปกป้องร่างของพวกมันไว้ขณะที่ลงมาในโลกนี้ กับเป้าหมายของพวกมันก็คือการตามหาคอร์ของคิงเช่นเดียวกับตัวเขา แต่ยังไม่ทันจะรู้เรื่องดี เอนเด้ก็กล่าวคำอำลาและหายตัวไปจากสถานทีแห่งนั้นราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่นี้มาก่อนเลยเอนเด้หายตัวไปทิ้งไว้เพียงคำถามมากมายที่ก่อตัวขึ้นในความคิดของโทยะ
หลังผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาได้พวกโทยะก็กลับไปที่การ์เด้นโทยะเล่าเรื่องราวบางส่วนที่ได้รู้มาจากเอนเด้ให้สาว ๆ ทุกคนฟังแน่นอนว่า คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากได้ฟังเรื่องเหล่านั้นก็คือ เอนเด้เป็นใครและพวกเฟรซคืออะไรกันแน่? ในตอนแรกโทยะต้องการปิดบังเรื่องนี้ไว้เพราะไม่อยากให้ทุกคนเกิดความกังวลจนเกินไปแต่ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็โดนสายตาของยูมิน่ากดดันจนต้องคายทุุกอย่างออกมาจนหมด (โทยะเริ่มคิดว่าดูเหมือนเขาจะไม่สามารถปิดบังความลับอะไรจากยูมิน่าได้เลย) พวกเขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวนับตั้งแต่ปะทะกับอสูรตัวแรกและจากคำพูดของเอนเด้ที่ว่า “มิดเดิ้ลคลาส” ซึ่งก็หมายความว่ามันจะต้องมีระดับที่สูงกว่านี้อยู่อีก แค่ระดับกลาง ๆ พวกเขายังไม่สามารถจะทำอะไรมันได้เลยแล้วถ้าระดับสูงโผล่ออกมาผลมันจะเป็นอย่างไรก็คงเดาได้ไม่ยาก โทยะเริ่มตระหนักว่าเขาคงมีความจำเป็นที่เขาต้องรวบรวมบาบิโลนส่วนที่เหลือโดยเร็วเสียแล้ว และในตอนนั้นเองเชสก้าก็ได้บอกเกี่ยวกับหุ่นยนต์ยักษ์รูปแบบมนุษย์ อาวุธที่เรจีน่า บาบิโลนสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาวุธเอาไว้ต่อกรกับพวกเฟรซนามของมันก็คือ “เฟรมเกียร์” ซึ่งตอนนี้มันถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่บาบิโลนแฮงเกอร์และเรื่องนี้เองก็จุดเลือดเหล็กไหลผู้คลั่งไคล้หุ่นยนต์ในตัวโทยะให้ตื่นขึ้นไฟที่จะรวบรวมบาบิโลนส่วนที่เหลือมันลุกโชนขึ้นมาในทันที
ในที่สุดการ์เด้นก็มาถึงที่หมายตัวโบราณสถานถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายแต่รีนก็ใช้เวทย์ “ไซโคลนสตรอม” ขุดทรายเหล่านั้นออกไปอย่างง่ายดายและเมื่อพายุสงบลงโบราณสถานปรากฏออกมาให้เห็นพวกโทยะก็ตรงไปที่ประตูทางเข้าแต่เมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสประตู พื้นบริเวณที่โทยะยืนอยู่ก็เปิดออกและตัวโทยะก็หล่นลงไปเบื้องล่างที่ตรงนั้นใช้เวทย์มนต์ไม่ได้โทยะจึงไม่สามารถเปิดเกทออกมาได้ แต่เคราะห์ดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรและจุดนั้นก็มีประตูที่จะใช้วาร์ปสู่เกาะบาบิโลนแห่งใหม่อยู่ด้วยโทยะจึงเริ่มเดินเครื่องวาร์ปแบบเดียวกับทีเคยทำเมื่อคราวก่อนโดยหวังว่าเกาะที่เขากำลังจะขึ้นไปนั้นเป็นแฮงค์เกอร์ก็คงดี
เมื่อวาร์ปขึ้นไปบนตัวเกาะแล้วโทยะก็ได้พบกับแอร์เฟรมหมายเลข 27 ไฮโรเซ็ตต้าผู้ดูแลบาบิโลนเวิร์กชอป ถึงแม้จะสวมกระโปรงอยู่แต่ตัวโรเซ็ตต้าดูคล้าย ๆ เด็กผู้ชายทำให้โทยะเกิดความคลางแคลงใจนิดหน่อยแต่ถ้านึกถึงสิ่งที่เชสก้าเคยบอกว่าบรรดาซีรีส์ที่เรจีน่าสร้างไม่มีผู้ชายเลยก็น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดแต่การที่ไม่ใช่เกาะที่เขาหรือรีนหมายตาไว้ก็ทำให้รู้สึกเสียดายอยู่นิดหน่อย และที่นี่เองก็ต้องทำเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้ผู้ดูแลสถานที่ยอมรับให้ครอบครองเช่นเดียวกับที่การ์เด้น เงื่อนไขโรเซ็ตต้าก็คือทายสีกางเกงในที่เธอใส่อยู่ให้ถูกโดยห้ามขยับออกจากจุดที่ยืนอยู่แม้แต่ก้าวเดียวโดยมีกำหนดเวลาให้ 5 นาที
ถึงมันจะเป็นเงื่อนไขงี่เง่าปัญญาอ่อนแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางเลือกโทยะเลยคิดจะเปิดกระโปรงโรเซ็ตต้าด้วยเวทย์ลมแต่ก็ไร้ผล เพราะกระโปรงของโรเซ็ตต้ามีสกิลต้าเวทย์ลม โทยะจึงเปลี่ยนแผนมาใช้ไฟเผาแทนแต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะกระโปรงมันก็ดันต้านเวทย์ไฟด้วยอีก เมื่อหมดทางเลือกโทยะจึงต้องจำใจใช้เวทย์ถ้ำมอง “ลองเซนส์” เพื่อมองทะลุเข้าไปภายในกระโปรงของโรเซ็ตต้า วินาทีต่อมาโทยะก็ทรุดลงกับพื้นพร้อมด้วยเลือดที่ไหลทะลักออกทางจมูก คำตอบก็คือ “ไร้สี โปร่งใส” นั่นเอง สรุปก็คือ ความจริงก็คือกางเกงในของโรเซ็ตต้านั้นเป็นฟิล์มถนอมอาหารที่เอามาพันไว้นั่นเอง คำตอบถูกต้องโทยะได้รับการยอมรับให้ครอบครองบาบิโลนเวิร์กชอป แต่กว่าเลือดจะหยุดไหลก็กินเวลาไปพักใหญ่
เวิร์กชอปคือสถานที่ ๆ สามารถทำการก็อปปี้ของต้นแบบหนึ่งชิ้นให้ออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ได้ว่าไปแล้วก็คล้ายกับโรงงานอุตสาหกรรม(แต่ต้องมีวัตถุดิบสำหรับการผลิต) หลักการคล้ายกับเวทย์โมลิ่งแต่เหนือกว่าคือผลิตครั้งละมาก ๆ ได้ ซึ่งโทยะก็ทดลองใช้ที่นี่ทำบรุนฮิวด์เวอร์ชั่นมิสทริลทันทีและก็พบว่า การก็อปปี้ของที่นี่ไม่สามารถก็อปปี้เวทย์มนตร์ที่ใส่เอาไว้ไปด้วยได้ นอกจากนี้ที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่ผลิตเฟรมเกียร์ได้อีกด้วยทว่าในตอนนี้ไม่สามารถทำได้เพราะขาดส่วนที่เป็นพิมพ์เขียวหรือตัวต้นแบบก็อปปี้ไป ซึ่งพิมพ์เขียวนั้นอยู่ที่โรงเก็บของส่วนเฟรมเกียร์ที่พอจะเอามาเป็นต้นแบบได้ก็อยู่ที่แฮงค์เกอร์ ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องตามหากันต่อไปหลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทมารับสาว ๆ ขึ้นไปบนเวิร์กชอปและดำเนินการนำเกาะทั้งสองไปเดินทางกลับรวมกันที่เบลฟาสแล้วพวกของโทยะก็กลับบ้าน พอมาถึงพวกรีเบคก้าก็มาคุกเข่าต้อนรับ เพราะรู้เรื่องมาจากชิเซลแล้วว่าโทยะเป็นคู่หมั้นขององค์หญิงแต่มันมากเกินไปสำหรับโทยะท้ายที่สุดแล้วก็ต้องขอร้องให้พวกรีเบคก้าเลิกทำอะไรแบบนั้น หลังจากนั้นบรรดาสาว ๆ ก็ของแยกตัวไปอาบน้ำก่อน ส่วนรีนก็ขอตัวกลับเพื่อนำข่าวเรื่องเฟรซกลับไปรายงาน (แต่ยังปิดเรื่องบาบิโลนเป็นความลับอยู่)
โทยะคุยกับรีเบคก้าเรื่องที่ว่าจะทำยังไงต่อหลังจากนี้พวกของเธอสามารถทำงานทีกิลด์ได้ แต่พวกทาสสาวเหล่านั้นมันคนล่ะเรื่องพวกเธอทั้งหมดเป็นสาวชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ทักษะในการต่อสู้โดยสิ้นเชิงจนกว่าพวกเธอจะหางานทำในเมืองหลวงแห่งนี้ได้พวกรีเบคก้าก็ไม่อาจจะทอดทิ้งพวกเธอเหล่านั้นไปได้ โทยะจึงพยายามคิดหาวิธีสร้างงานกับรายได้ขึ้น โดยคิดว่าถ้าใช้พลังของเวิร์กชอปเขาก็น่าจะผลิตจักรยานออกมาขายเป็นจำนวนมากได้ แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าซักเท่าไหร่จึงมีความคิดที่จะลองปรึกษาพ่อของโอลก้าดู ในตอนนี้โทยะพยายามคิดว่าธุรกิจอะไรจะเหมาะสร้างงานให้กับคน 7 คนได้ดีแต่ความคิดดี ๆ ก็ไม่ออกมาเลย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 12 (85 - 90)
หลังพิจารณาอยู่นานโทยะก็ตัดสินใจว่าจะลองเปิดธุรกิจส่วนตัวขึ้นมาดูซักหน่อย โดยอาศัยเงินที่ได้จากการขายโลหะมิสทริลมาเป็นเงินในการลงทุน นอกจากนี้ก็ยังเอาจักรยานจำนวนห้าสิบคันไปขายให้โอลบาที่มิสนิดอีกด้วยซึ่งโอลบาก็ให้ราคาค่อนข้างสูงทีเดียว หลังจากรวมเงินทุนได้มากพอแล้ว โทยะก็กว้านซื้อหนังสือจำนวนมากจากหลายที่จากร้านหนังสือทั้งจาก
เบลฟาส มิสนิด อีเชน ริฟุริส เรกุรุส ซานโดร่า โดยอาศัยความทรงจำจากคนรอบตัวเขาเป็นสื่อทำให้เขาเกทไปยังเมืองหลวงของประเทศเหล่านี้ได้ เมื่อเห็นโทยะรวบรวมหนังสือมากมายมาจากอาณาจักรต่าง ๆ เช่นนี้ลินเซ่ก็อดที่จะถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่าโทยะทำเรื่องแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน และในระหว่างที่โทยะกำลังใส่เวทย์ “โพรเทคชั่น” ลงในหนังสือแต่ละเล่มอยู่นั้น เอลเซ่ก็เข้ามาบอกเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในเขตทางใต้ของเมืองนั้นทำเลดีใช้ได้ ซึ่งโทยะก็คิดว่าจะใช้ที่นั่นเป็นที่ดำเนินกิจการ “รีดดิ้งคาเฟ่” ขึ้น ก็คล้าย ๆ กับมังกะคาเฟ่ในโลกปัจจุบันที่ผู้ใช้จะต้องเสียค่าบริการเช่าเวลาเข้าไปเพื่อจะที่จะอ่านหนังสือพวกนี้และสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มมาทานได้ในระหว่างที่อยู่ในนั้น ซึ่งพนักงานร้านในส่วนการจัดการด้านอาหารและเครื่องดื่มโทยะตั้งใจจะให้บรรดาเหล่าทาสสาวที่เขาช่วยมาจากทะเลทรายในตอนก่อนหน้านั้นเข้ามารับหน้าทีนั่นเอง
หลังจากนั้นโทยะก็พาเอลเซ่กับลินเซ่ไปยังบ้านที่เขตทางใต้ของเมืองเพื่อไปดูสถานที่เปิดร้านของเขา อาคารหลังนี้เดิมทีเป็นโรงแรมจึงทีขนาดกว้างขวาง ที่ชั้นหนึ่งมีส่วนที่เป็นบาร์เครื่องดื่มและชั้นสองก็มีห้องส่วนตัวด้วยแบบนี้ก็สามารถเก็บค่าบริการแพงขึ้นได้สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ห้องส่วนตัวชั้นสอง โทยะตัดสินใจซื้อที่นี่และจัดการรีโนเวทมันเพื่อให้เหมาะกับกิจการคาเฟ่เพื่อการอ่านของเขา โดยในช่วงของการจัดร้าน วิวกับเวนดี้ก็มาช่วยด้วยในระหว่างนั้นเวนดี้ก็มีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับคนขโมยหนังสือจึงได้เอ่ยปากถามโทยะ แต่โทยะกลับบอกให้วิวลองทำเป็นพวกขโมยแล้วหยิบหนังสือออกไปนอกร้านดู ผลปรากฏว่าวิวโดนเวทย์ “พาราไลท์” ลงไปนอนนิ่งตามระเบียบ เพราะหนังสือทุกเล่มในคาเฟ่นี้โทยะได้ทำการลงอาคมพาราไลท์เอาไว้ซึ่งมันจะทำงานทันทีเมื่อหนังพ้นออกไปนอกเขตร้านและถึงแม้ว่าคนขโมยอาจจะต้านทานพาราไลท์ได้แต่เมื่อออกนอกตัวร้านเกินสิบเมตรหนังสือจะถูกวาร์ปกลับไปที่ชั้นวางโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้แล้วโทยะก็คิดจะจ้างให้ รีเบคก้า โลแกน และวิว มาช่วยทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในร้านด้วย
ในระหว่างนั้นวิวก็พูดทำนองน้อยใจเล็ก ๆ ที่เขาไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้และรู้สึกอิจฉาโทยะเล็กน้อยที่ใช้เวทย์ไร้ธาตุได้มากมาย และยังได้บอกเล่าเกี่ยวกับเวทย์มนตร์ไร้ธาตุที่ปู่ของเขาใช้ได้และน่าเสียดายมันไม่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ซึ่งเวทย์นั้นก็คือ “กราวิตี้” ซึ่งเวทย์นี้ก็ได้กลายเป็นไม้เด็ดของโทยะในภายหลัง แต่ตอนนี้เขามีเรื่องอื่นต้องสนใจกว่านั่นก็คือเมนูอาหารที่จะขายนั่นเอง และหลังจากการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ เข้าที่เข้าทางพนักงานประจำร้านมีทั้งหมด 7 คนได้แก่ พนักงานต้อนรับที่เคาท์เตอร์ ซุราซุกับเบรุอิ คนครัว เชียกับมิอาซึ่งได้รับการฝึกสอนจากแคร์ ส่วนพนักงานเสิร์ฟก็ได้แก่ ซิลวี่ มาริกะ และ เวนดี้ก็ผ่านการฝึกพื้นฐานจากลาปิสมาเป็นที่เรียบร้อย ส่วนชุดพนักงานนั้นก็ได้รับสปอนเซอร์มาจากซาแน็คเจ้าเก่า โดยชุดจะดูคล้าย ๆ กับชุดฮาคามะในยุคไทโช ส่วนเวลาทำการของร้านจะอยู่ที่ 9 AM ถึง 6 PM วันพุธกับวันอาทิตย์ จะเป็นวันหยุดทำการ สมาชิกจะได้รับแต้มสะสมเพื่อแลกสิทธิประโยชน์มากมาย
โทยะได้ทำการอัพเกรดโปรแกรมสมาร์ทโฟนของเขาให้สามารถรับคำสั่งผ่านเสียงพูดของเขาและมีเสียง AI ตอบรับคำสั่งเป็นเสียงของเชสก้า (โปรแกรม Siri ดี ๆ นี่เอง) ผลการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อโทยะกลับลงมาที่ชั้นหนึ่งก็พบกับวิวเข้าพอดี โทยะจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับวิวเกี่ยวกับเวทย์มนต์ไร้ธาตุของคุณปู่ที่วิวเข้าใจผิดว่าเป็นเวทย์ที่ทำให้สิ่งของหนักขึ้นได้เล็กน้อยมาตลอดว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเวทย์ทรงพลังขนาดไหน โดยการทำให้ดาบของวิวหนักขึ้นและเบาลงได้ในพริบตานั่นเอง และเพื่อตอบแทนเวทย์มนตร์ใหม่ที่ได้รู้จากวิวโทยะจึงสร้างเกราะอกและถุงมือจากมิสทริลให้กับวิวพร้อมกับทำให้ดาบคู่ใจของวิวมีน้ำหนักเบาขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้พอเหมาะที่จะสามารถกวัดแกว่งได้สะดวกขึ้นกว่าเดิม พอได้เกราะและดาบที่เบาขึ้นวิวก็ดูจะมั่นใจว่าเขาจะสามารถต่อสู้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมแน่แต่โทยะก็เบรกไว้ว่า ถ้าจะเก่งขึ้นนายก็ต้องขยันฝึกให้หนักกว่าเดิมล่ะนะจากนั้นโทยะก็พาวิวไปหา นีลผู้เป็นรองแม่ทัพประจำกองกำลังอัศวินแห่งเบลฟาส เพื่อขอให้ช่วยฝึกฝนทักษะการต่อสู้ให้กับวิว โดยโทยะคิดว่าในภายภาคหน้าวิวอาจจะมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในกองอัศวินแห่งเบลฟาสก็ได้ และถึงแม้ว่าวิวจะขาสั่นไปบ้างตอนที่พบกับนีลแต่สปริตแรงกล้าที่อยากจะแข็งแกร่งเพื่อปกป้องเธอคนนั้นก็เข้าตานีลเป็นอย่างมาก เขาจึงตกลงที่จะฝึกฝนให้วิวไม่ว่าในอนาคตวิวจะอยากเข้าร่วมกองกำลังอัศวินหรือไม่ก็ตาม
และเมือร้านรีดดิ้งคาเฟ่ “สึคุโยมิ” เปิดทำการก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเพราะรูปแบบที่แหวกแนวจึงกลายเป็นกระแสที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าก็มีปัญหาเล็กน้อย ๆ เกิดขึ้นอยู่บ้างจึงต้องมีการปรับแก้รูปแบบการให้บริการตามมา รวมถึงการขยายพื้นที่อ่านหนังสือไปยังสวนนอกตัวอาคาร ด้านอัตราส่วนของผู้เข้าใช้บริการนั้นในตอนแรกโทยะคาดการณ์ว่าจะเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่แต่พอเอาเข้าจริง ๆ กลับมีผู้หญิงเข้ามาใช้บริการมากกว่า โดยแปดสิบเปอร์เซนต์ของผู้มาใช้บริการนั้นเป็นผู้หญิง ทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มแนวของหนังสือที่ให้บริการตามไปด้วย โดยเฉพาะพวกนวนิยายเป็นอะไรที่ผู้หญิงชื่นชอบและไม่นานมานี้เมื่อนิยายที่ลินเซ่ซื้อมาถูกนำมาวางโชว์หน้าร้านก็ดึงดูดลูกค้าผู้หญิงให้เพิ่มขึ้นไปอีกดูเหมือนว่าผู้หญิงมากมายต้องการจะอ่านนิยายเรื่องนี้มากทีเดียว ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีในเรื่องรายได้ของพนักงานทั้งเจ็ดคนของร้านซึ่งตอนนี้พวกเธอทั้งหมดก็ย้ายออกจากคฤหาสของโทยะเพื่อไปหาที่อยู่ของตัวเองกันได้แล้ว รีเบคก้ากับโลแกน ย้ายออกไปนานแล้วส่วนวิวก็ย้ายออกไปพร้อมกับเวนดี้แน่นอนทั้งสองก็ไปอยู่ด้วยกันแต่ก็ไม่ถึงขนาดอยู่ห้องเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้วโทยะก็ปล่อยร้านสึคุโยมิให้พวกเวนดี้ดูแลกันไปส่วนเขาก็คิดว่าได้เวลากลับไปทำงานหลักของเขาเสียทีแต่เพราะคนอื่น ๆ ไม่ว่างในช่วงนี้ มีเพียงยูมิน่าเพียงคนเดียวที่ว่างอยู่และยังมีระดับอยู่แค่บลูแรงค์ เธอจึงอยากอัพระดับให้มาใกล้เคียงกับคนอื่น ๆ ดังนั้นโทยะกับยูมิน่าจึงเดินทางไปที่กิลด์เพื่อรับภาระกิจ ระว่างทางที่ไปยูมิน่าอยากเดินควงแขนไปกับโทยะแต่มันทำให้เดินลำบากท้ายที่สุดก็เลยจบลงที่เดินจับมือกันไปแทนแต่แค่นั้นโทยะก็รู้สึกเขินแทบแย่แล้ว เมื่อไปถึงกิลด์ทั้งสองก็เดินไปที่บอร์ดแปะประกาศเพื่อจะหารับภาระกิจแต่จู่ ๆ ก็มีชายหัวโล้นร่างใหญ่คนหนึ่งมาขวางหน้าทั้งสองเอาไว้และพยายามจะไล่ทั้งคู่ให้ออกไปจากกิลด์ โทยะไม่คุ้นหน้าชายคนนี้จึงคาดเดาว่าน่าจะเป็นนักผจญภัยจากที่อื่นที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงและเมื่อสังเกตไปรอบ ๆ โทยะก็เห็นว่านักผจญภัยคนอื่น ๆ ต่างพากันยิ้มเยาะเย้ย บุคคลคนที่คนเหล่านั้นเยาะเย้ยนั้นหาใช่โทยะไม่แต่เป็นเจ้าร่างใหญ่ที่ยังไม่รู้ถึงเงาหัวตัวเองตะหาก แน่นอนว่าโทยะไม่ตอบอะไรกลับไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าแต่ก็ไม่ขยับไปไหนเช่นกันเขากำลังรอดูท่าทีว่าเจ้าโล้นนี่จะเอายังไงต่อ เมื่อโทยะไม่ตอบสนองต่อคำขู่ชายคนนั้นจึงยื่นมือออกมาหมายจะจับตัวยูมิน่า เสี้ยววินาทีต่อมาโทยะก็ชักปืนออกมายิงใส่ชายหัวล้านชนิดไม่มีพูดพร่ำทำเพลงใด ๆ แม้จะเป็นกระสุนยางใส่เวทย์พาราไลท์แต่แรงกระแทกจากการถูกยิงระยะเผาขนก็เจ็บใช่ย่อย หลังจากนั้นโทยะก็แสดงกิลด์การ์ดสีแดงของเขาให้ชายคนนี้ได้เห็นพร้อมกับสั่งสอนไปว่า “ถ้านายตัดสินคนเพียงแค่มองรูปลักษณ์ภายนอกล่ะก็ นายก็จะเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเอาได้นะรู้หรือเปล่า” หลังจากนั้นโทยะก็ลากชายคนนี้โยนออกไปนอกกิลด์และเมื่อเหตุการณ์จบลง คนในกิลด์ก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความสะใจออกมากันทั้งนั้น ดูเหมือนว่าทุกคนที่นี่รู้อยู่แล้วว่าผลมันจะลงเอยแบบนี้ จึงพากันเงียบไม่มีใครเตือนเจ้าโล้นนั่นซักคนว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร
โทยะเลือกเควสล่าบลัดดี้แครปมาจากกระดานประกาศและนำไปให้พนักงานกิลด์เพื่อขอรับภาระกิจ ทุกอย่างก็ดูไม่มีปัญหาอะไรแต่แล้วจู่ ๆ พนักงานสาวประจำเคาท์เตอร์กิลด์ก็เอ่ยถามว่า “ใช่โมจิสึกิ โทยะ ที่เป็นเจ้าของร้านสึคุโยมิหรือเปล่าค่ะ?” โทยะก็ตอบว่าใช่และคำถามต่อมาคือ “รู้จักหนังสือที่ชื่อ「Knight Order of Rose」ไหมค่ะ? หนังสือจากริฟุริส” ซึ่งหนังสือเรื่องนี้กำลังจะวางแผงเล่ม 15 ซึ่งเป็นเล่มจบพอดี และมันก็ดังมากในหมู่สาว ๆ เสียด้วย แน่นอนว่าหากไม่ซื้อเล่มจบมาบรรดาลูกค้าก็อาจจะไม่ชอบใจก็ได้โทยะจึงบอกกับพนักงานกิลด์ว่า เขาจะไปซื้อหนังสือที่ว่าแล้วเอามาวางในร้านเขาประมาณวันพรุ่งนี้ซึ่งสาวพนักงานกิลด์คนนั้นก็ดีใจมากจนออกนอกหน้า ตรงกันข้ามยูมิน่ากลับยืนนิ่งไม่พูดอะไรจนกระทั่งออกมาจากกิลด์ เธอจึงเอ่ยถามโทยะว่า “คุณโทยะรู้ไหมว่ากองอัศวินกุหลาบเนี้ยเนื้อหามันเป็นแบบไหน?” แน่นอนโทยะไม่รู้ ท้ายที่สุดแล้วยูมิน่าจึงเฉลยว่ามันเป็นเรื่องราวความรักที่เกิดอยู่ในกองกำลังอัศวินที่มีแต่ผู้ชายล้วน ๆ สรุปก็คือเป็นนิยายสายม่วงนั่นเองแต่เมื่อโทยะรับปากไปแล้วเขาก็จำเป็นจะต้องทำตามที่สัญญาไว้อย่างช่วยไม่ได้ แต่ประเด็นก็คือทำไมยูมิน่าถึงได้รู้เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ได้ แต่เมื่อโทยะถามออกไปแบบอ้อม ๆ ยูมิน่าก็รีบปฏิเสธเป็นพัลวัลว่าเธอไม่มีรสนิยมแบบนั้นแต่โทยะก็ดูไม่ค่อยจะเชื่อซักเท่าไหร่ ยูมิน่าจึงบอกว่าที่รู้เนื้อเรื่องก็เพราะเธอรู้จักกับคนที่เขียนนิยายเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว และเพราะตัวคนเขียนนั้นเป็นผู้ที่โด่งดังมากจึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อจริงในงานเขียน หรือปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนได้ ซึ่งผู้ที่เขียนนิยายเรื่องนี้ก็คือ เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรริฟุริส ริริเอล ริมุ ริฟุริส นั่นเอง พอรู้ถึงความจริงข้อนี้โทยะก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาในทันใดโดยตั้งปนิธานว่าจะพยายามอยู่ห่างริฟุริสให้มากที่สุดเพราะเขาเกรงว่าซักวันตัวเขาจะถูกนำเอาเป็นต้นแบบในนิยายจิ้นวายนั่นเอง
หลังจากสลัดเรื่องบ้า ๆ ในหัวออกไปหมดแล้วโทยะก็เปิดเกทพายูมิน่าไปล่าบลัดดี้แครปที่ป่าบริเวณที่เขาจัดการกับมิสทริลโกเลมแต่เนื่องจากโทยะเปิดเกทมาตรงแถวบริเวณเหมืองจึงจำเป็นจะต้องใช้การเดินเท้าไปยังจุดหมายปลายทางที่อยู่ทางตอนใต้ของเหมือง โทยะอุ้มยูมิน่าในแบบท่าอุ้มเจ้าหญิงก่อนจะใช้เวทย์กราวิตี้ลดแรงดึงดูดรอบตัวเขาและยูมิน่าให้เหลือน้อยลงครึ่งหนึ่งและใช้แอคเซล + บูส เร่งความเร็วเพื่อไปให้ถึงจุดหมายอย่างเร็วที่สุดไม่นานนักโทยะก็พายูมิน่ามาถึงจุดหมายที่ตั้งใจแล้วก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาเป้าหมาย เมื่อยูมิน่าได้ฟังเสียงที่ออกมาจากตัวเครื่องสมาร์ทโฟนก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของเชสก้า ซึ่งโทยะก็อธิบายว่าที่เขาเลือกเสียงนี้เพราะเป็นเสียงที่ฟังดูเป็นเครื่องจักรไร้อารมณ์ความรู้สึก จากนั้นโทยะก็พายูมิน่าตรงไปยังจุดที่บลัดดี้แครปอยู่ บลัดดี้แครปเป็นปูยักษ์สีแดงมีก้าม 4 ก้าม มีขาแปดขา ขนาดของมันเทียบได้กับรถบรรทุกหนึ่งคันเลยทีเดียว เมื่อประจัญหน้ากันโทยะก็เตรียมเปลี่ยนบรุนฮิวด์เข้าสู่โหมดดาบ ส่วนยูมิน่าก็ชักปืน Colt M1860 ออกมาเตรียมพร้อมและเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยกระสุนพาราไลท์แต่กระสุนไม่อาจทะลุกระดองปูเข้าไปได้ แถมเวทย์พาราไลท์จึงไม่ส่งผลใด ๆ กับตัวบลัดดี้แครปเพราะตัวมันมีความสามารถในการต้านทานเวทย์มนต์อยู่ในระดับสูง
เมื่อการโจมตีโดยตรงไม่ได้ผลยูมิน่าจึงเปลี่ยนมาใช้เวทย์ “เอิร์ทไบด์” เพื่อหยุดการของเคลื่อนไหวของศัตรูแทน พื้นดินที่ขาของเจ้าปูยักษ์เหยียบอยู่ได้แปรสภาพเข้าไปยึดขาทั้งหมดของมันเอาไว้ทำให้ขยับไปไหนไม่ได้ โทยะอาศัยจังหวะนี้ใช้เวทย์แอคเซลเพื่อพุ่งเข้าไปหาบลัดดี้แครปและเวทย์กราวิตี้อัดลงไปที่ตัวของมันโดยตรง พริบตาต่อมาขาของบลัดดี้แครปก็บิดงอและหักสะบั้นลงทำให้มันเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้อีกแล้ว แต่มันยังพอจะขยับเขยื้อนเพื่อจะโจมตีได้อยู่บ้างโทยะจึงเพิ่มพลังของเวทย์เข้าไปอีกจนกระทั่งมันแน่นิ่งไปในที่สุด ดูเหมือนว่าโทยะจะกะแรงของเวทย์ผิดไปหน่อยทำให้บลัดแครปสิ้นชีพไปอย่างรวดเร็ว โทยะคิดว่าเวทย์นี้จะน่าสามารถเอาไว้ต่อกรกับพวกเฟรซได้แน่แต่แม้ว่าเวทย์นี้จะสุดยอดแค่ไหนแต่มันมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงมากเพราะหากไม่แต่ถูกเป้าหมายโดยตรงก็ไม่มีความหมายถ้าหากจะนำไปใช้ต้องหาวิธีที่ดีกว่านี้
.
โทยะจึงทำการทดลองโดยใช้วิธีเดียวกับตอนที่เขายิงพาราไลท์ใส่พวกโจรเมื่อครั้งตอนเดินทางไปมิสนิด หรือก็คือยิงผ่านทางสมาร์ทโฟนของเขา โดยอาศัยบรุนด์ฮิวปักไว้บนพื้นมาเป็นเป้าซ้อมเมื่อทำการเซิร์จล็อกเป้าหมายและสั่งดำเนินการเวทย์ก็ส่งผลทันทีน้ำหนักของบรุนฮิวด์เพิ่มขึ้นตามที่โทยะตั้งใจไว้ สรุปก็คือหากใช้สมาร์ทโฟนล็อกเป้าหมายเอาไว้แล้วจะสามารถส่งเวทย์ใด ๆ ออกไปก็ได้และผลของเวทย์จะไปปรากฏที่เป้าหมายที่ล็อกเอาไว้ราวกับว่าตัวโทยะไปสัมผัสเป้าหมายนั้นด้วยตนเอง (เมื่อผนวกกับเวทย์มัลติเปิ้ลแล้วก็จะสามารถล็อกเป้าหมายได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน) เมื่อการทดลองประสบความสำเร็จโทยะก็เก็บชิ้นส่วนของบลัดดี้แครปใส่สโตร์เพื่อไปส่งมอบให้กิลด์และบางส่วนก็เก็บไว้ทำอาหารเย็นกินคืนนี้ (หม้อไฟปู) และเมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยโทยะก็เปิดเกทพายูมิน่ากลับไปยังกิลด์ที่เมืองหลวงเพื่อส่งเควสจากนั้นก็เอาขาปูข้างหนึ่งไปขาย ส่วนผลจากการทำภาระกิจครั้งนี้ก็ทำให้ระดับของยูมิน่าเลื่อนขึ้นมาเป็นระดับแดงเท่ากับคนอื่นในกลุ่มเสียที ยูมิน่ารู้สึกดีใจมาก ๆ กับเรื่องนี้
หลังจากจัดการธุระที่กิลด์เสร็จโทยะก็คิดว่าจะเดินทางไปริฟุริสเพื่อซื้อหนังสือเข้าร้านเสียหน่อยและก็คิดได้ว่าน่าจะลองสอบถามความเห็นของลูกค้าดูว่าเขาต้องการหนังสือประเภทไหน หรือเรื่องไหนที่กำลังเป็นที่นิยมอีกบ้างซึ่งเป้าหมายในการหาข้อมูลก็คือสาวประชาสัมพันธ์ของกิลด์ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั่นเอง ซึ่งหลังจากพูดคุยกันก็เธอแนะนำตัวว่าเธอชื่อ “พริม” เมื่อพูดคุยกันเสร็จโทยะขอให้ช่วยรวบรวมรายชื่อหนังสือที่อยากให้ซื้อเข้าร้านมาให้เขาในตอนนี้เลยได้ไหม? ซึ่งแน่นอนว่าพริมก็รีบจัดการให้ในทันที พริมวิ่งไปพนักงานสาวคนอื่น ๆ และรวบรวมรายชื่อหนังสือมากมายจดใส่กระดาษมาส่งให้โทยะด้วยแววตาที่เปล่งประกายแสงแห่งความหวัง พนักงานผู้หญิงคนอื่น ๆ ในกิลด์ก็เช่นกันและดูเหมือนว่าหลังจากนี้พนักงานสาวอีกหลายคนในกิลด์คงจะแห่ไปใช้บริการที่ร้านสึคุโยมิกันเนื่องแน่นอย่างแน่นอน
โทยะกลับไปที่บ้านเพื่อไปส่งยูมิน่าก่อนจะเดินทางไปร้านหนังสือแต่ก็พบกับลินเซ่เสียก่อน หลังจากเห็นรายการหนังสือที่โทยะจะไปซื้อแล้วเธอก็เขียนรายการของเธอเพิ่มลงไปด้วยเลยพร้อมกับให้เหตุผลด้วยว่าเรื่องเหล่านี้หายากและถ้าได้มาล่ะก็จะแห่กันมาที่ร้านสึคุโยมิอย่างล้นหลามแน่นอน สรุปแล้วโทยะต้องไปซื้อหนังสือที่มีรายนามดังต่อไปนี้
「Knight Order of Rose」15 volumes
「A Butler’s secret」5 volumes
「The Oath of the Fallen Slave Prince」8 volumes
「The Boy in the Cage」6 volumes
「Sweet, Dangerous Embrace」12 volumes
「The Scorching Night of the Two Who Can’t Go Back 」5 volumes
「The Sweet Trap and The Magician」12 volumes
「The Bridegroom’s Immorality」17 volumes
「Rose-Colored Magical」9 volumes
「The Master’s Care」18 volumes
หลังจากทำใจอยู่พักหนึ่งโทยะก็คิดว่าควรยกกิจการร้านให้ลินเซ่ดูแลท่าจะดี จากนั้นก็ค่อยเปิดเกทเดินทางไปยังเบนันเมืองหลวงของริฟุริสและมุ่งหน้าไปยังร้านขายหนังสือทันที ที่ร้านมีผู้หญิงผมดำคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เคาท์เตอร์ โทยะเดินเข้าไปคุยกับเธอและส่งรายการหนังสือที่ต้องการซื้อให้กับเธอ และเมื่อเธอเห็นรายชื่อหนังสือพวกนั้นแล้วดวงตาที่เปล่งประกายเช่นเดียวกับพวกสาวพนักงานกิลด์ทั้งหลายก็จ้องมองมาที่โทยะทันที โทยะหวังแค่ว่าจะไม่โดนผู้หญิงคนนี้มองว่าเขาเป็นคนประเภทนั้น จากนั้นเจ้าของร้านก็เดินหายไปในร้านเพื่อค้นหาหนังสือตามใบสั่งซื้อนั้น ในระหว่างรอโทยะก็เดินดูเลือกหนังสือชนิดต่าง ๆ ในร้านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเดินวนกลับมาที่เคาท์เตอร์อีกครั้งก็ได้พบกับหญิงสาวอายุราว ๆ ยี่สิบปีคนหนึ่งยืนอยู่ เธอมีผมสีเกาลัดทักผมเปียเดี่ยว สวมเสื้อผ้าดูมีราคาดู ๆ ไปแล้วอาจจะเป็นลูกขุนนาง เธอต้องการซื้อหนังสือที่ชื่อว่า [Rose-Colored Magical] เล่มจบ ที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียวในร้านแต่ทว่าโทยะได้ชิงตัดหน้าซื้อไปก่อนแล้ว และแม้ว่าเธอจะอ้อนวอนต่อรองแต่โทยะก็ปฏิเสธที่จะยอมปล่อยหนังสือเล่มนี้ไป (ด้วยเหตุผลทางการค้า) แต่แล้วสายตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นหนังสือ「Knight Order of Rose」ที่อยู่ในรายการสั่งซื้อของโทยะเข้าท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปอารมณ์ของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่โทยะก็รีบปฏิเสธว่านี่หนังสือที่เขาฝากซื้อตะหากเขาไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นหลังจากนั้นเธอก็ต่อรองว่า ถ้ายอมมอบหนังสือ [Rose-Colored Magical] ให้เธอล่ะก็ เธอจะให้ลายเซ็นของเธอบนหนังสือ「Knight Order of Rose」เป็นค่าตอบแทนเพราะเธอก็คือ ริรุ ริฟุริส ผู้แต่งหนังสือเรื่องนั้น มาถึงตรงนี้โทยะก็ถึงบางอ้อว่าแท้จริงแล้วเธอคนนี้เป็นใครกันแน่โทยะจึงตอบกลับไปว่า “งั้นคุณก็คือเจ้าหญิงริริเอลสินะ” ซึ่งคำถามนั้นก็ทำเอาเจ้าหญิงถึงกับช็อคจนทำปากพะงาบ ๆ เป็นปลาขาดอากาศหายใจเลยทีเดียว เรื่องที่เธอเป็นนักเขียนนิยายนั้นแทบจะไม่มีใครรู้แม้กระทั่งพ่อของเธอเองก็ยังไม่รู้ และเมื่อโดนรู้ความลับเธอโวยวายจิ้นแตกไปแนวนิยาย 18+ เสียจนโทยะต้องใช้สันมือสับหัวเธอเพื่อหยุดอาการจิ้นแตก พร้อมกับบอกว่าเขาได้ยินเรื่องนี้มาจากยูมิน่าตะหาก และไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเจ้าหญิงประเทศนี้จะมีรสนิยมแบบไหนก็ตาม
เมื่อได้ยินชื่อยูมิน่า ริริเอลก็ถึงกับอึ้งไปอีกรอบ เพราะถ้าหากยูมิน่าที่กล่าวมานั้นคือคนเดียวกับที่เธอรู้จัก ผู้ที่เป็นเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรเบลฟาสแล้วล่ะก็ ชายคนนี้มีเป็นใครและมีความสัมพันธ์อะไรกับกับยูมิน่าและเมื่อถามคำถามนี้ออกไป โทยะก็ตอบกลับมาว่า เขาคือคู่หมั้นของอย่างไม่เป็นทางการของยูมิน่า พอได้ยินแบบนั้นริริเอลจิ้นแตกอีกรอบจนโทยะต้องใช้สันมือสับเข้าให้อีกรอบ หลังจากจ่ายเงินและเก็บหนังสือเข้าสโตร์แล้ว โทยะก็พาริริเอลออกมานอกร้านก่อนจะเปิดเกทเพื่อพายูมิน่ามาพบกับริริเอล หลังจากนั้นก็กลับไปเวิร์กชอป โดยมอบหมายให้โคฮาคุคอยคุ้มกันเจ้าหญิงทั้งสองเอาในระหว่างที่เขาไม่อยู่ โทยะทำการก็อปปี้หนังสือเล่มที่ริริเอลอยากได้จากเวิร์กชอปและมอบมันให้กับเธอเพื่อตัดปัญหา แล้วจึงพายูมิน่ากลับบ้านก่อนจากกัน ริริเอลได้ขอให้ยูมิน่าเชิญเธอมาร่วมยินดีในงานแต่งงานด้วย แต่โทยะกลับคิดในใจว่าเป็นไปได้หล่อนไม่ต้องมาแหละดีแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านโทยะก็ได้มอบหนังสือที่ลินเซ่ฝากซื้อให้กับเจ้าตัว โทยะรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วหนังสือเล่มที่ฝากซื้อนั้นไม่ได้เพื่อร้านอะไรหรอกแต่ตัวลินเซ่อยากอ่านเองตะหากแต่ถึงกระนั้นเธอดีใจมากที่หนังสือเล่มนั้น หลังจากโทยะเอาขาปูไปให้กับแคลร์แล้วโทยกลับห้องนอนหลับเป็นตาย เช้าวันต่อมา ณ ร้านสึคุโยมิก็มีผู้มาใช้บริการอย่างล้นหลามชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนผู้มาใช้บริการต่อคิวยาวกันตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดด้วยซ้ำ การก็อปปี้หนังสือเพิ่มจึงต้องทำอย่างเร่งด่วน โทยะยกการดูแลร้านให้กับลินเซ่ พร้อมกับคิดว่าคงต้องเปิดสาขาสองเสียแล้วล่ะงานนี้ และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนผู้เขียนเรื่อง 「Knight Order of Rose」หรือก็คือเจ้าหญิงริริเอลก็ได้ออกผลงานเรื่องใหม่ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอัศวินหนุ่มมากความสามารถกับเจ้าหญิงแสนสวยและน้องชายของเธอที่ถูกเหล่าร้ายจ้องเล่นงาน ผลงานนี้โด่งดังมากจนติดอันดับแต่เมื่อลินเซ่เอานิยายเรื่องนี้มาให้ดู โทยะก็พบว่าพระเอกในเรื่องนั้นมีต้นแบบมาจากเขานั่นเอง โทยะสาบานไว้ว่าเจอกันคราวหน้าพ่อจะสับด้วยสันมือผนวกเวทย์กราวิตี้ซะเลย
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อโทยะลืมตาตื่นก็พบกับใบหน้าของโรเซ็ตต้าอยู่ประชิดกับเขาแถมริมฝีปากของเธอจะประกบแน่นกับริมฝีปากของเขาอีกตะหาก โทยะตกใจและประหลาดใจมากว่าทำไมโรเซ็ตต้าถึงได้มาอยู่ในห้องเขาแถมยังมาแจกจูบรับอรุณให้อีก ซึ่งเธอตอบว่ามาเก็บยีนของโทยะเพื่อการลงทะเบียนมาสเตอร์ โทยะถึงได้นึกออกเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีแต่เรื่องยุ่ง ๆ จนเขาลืมไปเสียสนิท หลังจากนั้นโรเซ็ตต้าก็ถามว่า “ระหว่างเหล็กกับเงินโทยะชอบอันไหน?” แต่พอโทยะถามว่าโรเซ็ตต้าต้องการทำอะไรเธอก็ไม่ตอบและบอกว่าเป็นความลับ ท้ายที่สุดโทยะก็ให้เงินเธอไปซื้อทั้งสองอย่างและก่อนจะออกจากห้องไป โรเซ็ตต้าก็บอกกับโทยะว่ามีแขกมาหา แขกที่ว่านั้นก็คือนายพลลีออนนั่นเองที่เขามาวันนี้ก็เพื่อจะขอให้โทยะทำอาวุธให้เขาบ้างแบบที่ทำให้กับเลออนลูกชายของเขา ด้วยเหตุผลแปลก ๆ ที่ว่าด้วยการฝึกในวันนี้มีเหตุที่พ่อถูกลูกชายตัวเองเอาชนะได้ โทยะถามเกี่ยวกับปลอกแขนอันเดิมที่ลีออนใช้อยู่มันก็มีเวทย์มนต์อยู่ไม่ใช่หรือ ลีออนจึงได้บรรยายข้อด้อยหลายข้อของอาวุธของเขาให้โทยะฟังและบอกว่า เขาอยากได้ปลอกแขนที่เพิ่มพลังโจมตีและป้องกันมากกว่า ท้ายที่สุดโทยะก็ตกลงสร้างปลอกแขนใหม่ให้ลีออนโดยใช้มิสทริลมาขึ้นรูปจากนั้นก็ใส่เวทย์กราวิตี้กับโปรแกรมลงไป เมื่อสร้างเสร็จโทยะก็พาลีออนไปทดสอบปลอกแขนใหม่แถว ๆ บริเวณที่เขาสู้กับบลัดดี้แครป ซึ่งตัวปลอกแขนที่โทยะสร้างขึ้นนั้นมีโหมดสร้างชิลด์ป้องกัน เพิ่มน้ำหนักขึ้นสองร้อยเท่าอย่างรวดเร็วเมื่อเปิดสั่ง “อิมแพค” สตันโหมดสำหรับอัดเวทย์พาราไลท์ และเบิร์นนิ่งโหมดสำหรับเรียกไฟ ปลอกแขนใหม่นี้ทำให้ลีออนพอใจมาก ๆ และยังถามอีกว่าโทยะไม่คิดจะเป็นช่างทำอาวุธหรือแน่นอนโทยะปฏิเสธ และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไปที่ลานฝึกกันต่อ ดูเหมือนลีออนจะอยากประลองกับลูกชายของเขาเต็มแก่ ที่นั่นโทยะได้พบกับนีลแล้วก็วิวที่กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ เอลเซ่เองก็อยู่ที่นั่นด้วยเธอแปลกใจมากที่เห็นโทยะมาที่นี่ในเวลานี้ เพราะตามปกติกว่าโทยะจะตื่นก็หลังจากเธอกลับจากลานฝึกแล้ว โทยะจึงเล่าเรื่องราวของนายพลลีออนให้เอลเซ่ฟังโดยจงใจปิดบังเรื่องโรเซ็ตต้าเอาไว้
เอลเซ่ขอให้โทยะพาเธอไปยังโรงแรมจันทราสีเงินเพราะอยากจะแช่ออนเซ็น โทยะจึงไปกับเอลเซ่ด้วย เมื่อเปิดเกทไปยังลีฟเล็ททั้งสองก็แยกกันไปแช่ออนเซ็น โทยะได้พบกับซาแน็คในบ่ออาบน้ำและได้สนทนากันตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน เอลเซ่ได้ลองชุดใหม่ที่ลักษณะคล้ายกับ “กี่เพ้า” โทยะชมว่าชุดนี้เหมาะกับเอลเซ่มากทำเอาเธอหน้าแดงไปเลยที่เดียว
หลังจากเอาชุดเดิมใส่ถุงแล้วโทยะกับเอลเซ่ก็ออกจากโรงแรมจันทราสีเงินแต่พอเดินออกมาข้างนอกแล้วด้วยความที่ไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงทำให้เอลเซ่เดินได้ค่อนข้างลำบากจนต้องเกาะแขนโทยะไว้ เอลเซ่ขอให้อยู่ในสภาพนี้ซักพักและแน่นอนว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ โทยะคิดว่าวันนี้ก็คงจะเป็นวันที่ดีล่ะนะ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 13 (91 - 99)วันหนึ่งหลังจากที่โทยะกับยาเอะไปส่งเควสที่กิลด์แล้วพวกเขาก็ได้พบกับโลแกนกับรีเบคก้าที่ร้านกาแฟและรับทราบเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับเคลื่อนไหวที่ดูจะผิดปกติของจักรวรรดิ์เรกุรุสในช่วงเวลานี้จากคำบอกเล่าของโลแกน ระบบกำลังพลของจักรวรรดิ์เรกุรุสนั้นก็เหมือนกับเบลฟาสคือจะมีการแบ่งกำลังพลออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือกองทัพที่เอาไว้รุกรานประเทศอื่นหรือปกป้องดินแดนของตน อีกส่วนคือกองกำลังอัศวินที่เอาไว้พิทักษ์เมืองหลวงและราชวัง ในระยะนี้ฝ่ายกองทัพมีการส่องสุมกำลังพลเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา ยาเอะคาดการณ์ว่าจักรวรรดิ์อาจจะกำลังวางแผนที่รุกรานประเทศใกล้เคียงอยู่ก็เป็นไปได้ แต่รีเบคก้าไม่คิดเช่นนั้นเพราะจักรพรรดิ์ผู้ปกครองเรกุรุสคนปัจจุบันกำลังล้มป่วยอยู่และมงกุฎราชกุมารผู้ที่เป็นว่าที่ผู้ปกครองคนต่อไปก็ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะแบกภาระนำพาจักรวรรดิ์ไปสู้รบตบมือประประเทศอื่นได้ ส่วนโทยะก็คิดว่าถึงจะคิดบุกประเทศอื่นจริง ๆ ก็คงไม่กล้ารุกเข้ามาในเขตนี้แน่เพราะ ตอนนี้เบลฟาส รุฟิริสและมิสมิดเป็นพันธมิตรกันอยู่ การเปิดฉากกับสามอาณาจักรใหญ่พร้อม ๆ กันนั้นเป็นเรื่องที่เกินกำลังของเรกุรุสในตอนนี้อย่างแน่นอน ยาเอะจึงเสนออีกแนวคิดหนึ่งนั่นก็คือมีความเป็นไปได้ที่เรกุรุสจะเร่งเสริมความแข็งแกร่งในการตั้งรับหากจักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันเกิดสวรรคตขึ้นมาจะได้รับมือกับการรุกรานจากอาณาจักรรอบ ๆ ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการปกครองก็ได้ทั้งนี้ก็เพราะนอกจากเบลฟาสที่เคยทำสงครามกันเมื่อ 20 ก่อนแล้ว เรกุรุสก็ยังไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับลอนโดเมียและรามิชูที่อยู่ใกล้ ๆ กับตัวเองอีก
แต่ถ้ามองดูจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วประเทศรอบ ๆ เองก็ไม่ได้คิดจะทำสงครามกับจักรวรรดิ์เลยซักนิดแต่ถ้าว่ากันตามตรงถ้าหาก เบลฟาส รุฟิริส มิสนิด ลอนโดเมีย รามิชู เกิดร่วมกันบุกเรกุรุสในตอนนี้ล่ะก็โอกาสชนะก็มีสูงมากทีเดียว แต่โลแกนก็พูดติดตลกว่าถ้าเป็นงั้นจริงเดี๋ยวก็ได้มีปัญหาตอนแบ่งดินแดนที่จักรวรรดิ์เคยครอบครองกันต่อแน่และหลังจากแยกจากพวกโลแกนแล้วโทยะกับยาเอะก็ไปที่ร้านสึคุโยมิเพื่อไปรับออร์เดอร์ซื้อหนังสือเข้าร้าน ซึ่งรอบนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับพวกเรื่องลึกลับและการผจญภัย ซึ่งหนังสือพวกนี้เป็นของชื่อดังที่ขายอยู่ที่จักรวรรดิ์เรกุรุส โทยะตั้งใจจะรีบไปซื้อหนังสือให้เร็วที่สุดเพราะมันอาจจะขายหมดไป ก่อนหากเขาชักช้า ส่วนยาเอะนั้นขอแยกตัวไปหาลินเซ่และตั้งใจจะกลับบ้านพร้อมกันเพราะมันใกล้ได้อาหารว่างแล้วนั่นเอง โทยะจึงเปิดเกทเดินทางไปยังแกลเรียเมืองหลวงเรกุรุสตามลำพังเพื่อที่จะได้ซื้อหนังสือตามรายการพวกนั้น แต่ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นเกทออกมาโทยะก็ต้องพบกับสถานการณ์ไม่คาดคิด เมืองหลวงของจักรวรรดิ์กำลังถูกโจมตี สิ่งปลูกสร้างมากมายกำลังถูกเปลวเพลิงเผาผลาญ ประชาชนพากันวิ่งหนีตายกันอย่างแตกตื่น ทุกอย่างสับสนอลม่านไปหมด โทยะได้แต่ยืนงงกับภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเพราะยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่เผชิญอยู่ได้ซักครู่หนึ่งแต่พอได้สติกลับมาเขาก็รีบใช้เวทย์กราวิตี้และบูสเพื่อนำพาตัวของเขาขึ้นไปยังหลังคาของอาคารสูงที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นเพื่อจะสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบและก็พบว่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังวิ่งหนีกันอย่างแตกตื่นนั้นมีกองกำลัง 2 กลุ่มกำลังปะทะกันอยู่ ทหารในชุดเครื่องแบบสีดำกำลังพยายามบุกเข้าไปที่พระราชวังในขณะที่อัศวินในชุดเกราะกำลังพยายามต้านทานการรุกเอาไว้อยู่
ผู้ที่ทำการบุกโจมตีเมืองหลวงอยู่นั้นก็คือทหารฝ่ายกองทัพของเรกุรุสนั่นเองส่วนกองกำลังอัศวินก็กำลังพยายามต้านกันสุดฤทธิ์ โทยะเคลื่อนไหวไปตามหลังคาของอาคารเพื่อประเมินสถานการณ์และในตอนนั้นเขาก็เห็นอัศวินคนหนึ่งกำลังกำลังโดนทหารของกองทัพสองคนรุมเล่นงานอยู่ ไหล่ซ้ายของอัศวินคนนี้มีเลือดไหลออกมาเขาได้รับบาดเจ็บจนใช้มือซ้ายไม่ได้หากปล่อยไว้ก็คงจะถูกฆ่าแน่ ๆ โทยะไม่อาจปล่อยผ่านไปได้เขาจึงยื่นมือเข้าช่วยโดยยิงกระสุนพาราไลท์ใส่ทหารสองคนนั้นทันที เมื่อทหารทั้งสองล้มลงไปแล้วอัศวินที่บาดเจ็บก็ล้มลงตามไป โทยะรีบเข้าช่วยเหลือด้วยเวทย์รักษาและสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากอัศวินคนนั้นแต่เขาก็บาดเจ็บมากจนสติแทบไม่เหลือแล้วแต่ก็ยังพอให้ข้อความสั้น ๆ ว่า “กองทัพได้ก่อการกบฏต่อต้านองค์จักรพรรดิ์” จากนั้นอัศวินคนนั้นก็หมดสติไป โทยะจึงต้องพาร่างไร้สตินั้นไปหลบเอาไว้ในบ้านใกล้นั้นก่อนจะใช้สมาร์ทโฟนของเขาตรวจสอบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย กองทัพมีกำลังพลถึง 12654 ส่วนกองอัศวินทีแค่ 1165 เท่านั้น โทยะตกอยู่ในภาวะการตัดสินใจที่ยากลำบากเรื่องราวนี้เกิดขึ้นนอกเขตพันธมิตรพูดง่าย ๆ คือเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลยการทำอะไรโดยพละการอาจส่งผลร้ายแรงภายหลังได้ ถ้าเขาจะถอยกลับไปเบลฟาสเพื่อรายงานเรื่องนี้ก่อนจะดีกว่าไหม?
แต่ท้ายที่สุดโทยะก็ไม่สามารถจะหันหลังกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ และหากคิดตามตรรกะแล้วเมื่อพวกกบฏต้องการโค่นล้มจักรพรรดิ์ล่ะก็ พวกนั้นจะต้องหมายหัวของจักรพรรดิ์แน่นอนอยู่แล้ว โทยะจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่พระราชวังเพื่อพบกับองค์จักรพรรดิ์ของเรกุรุสที่เขาได้ยินมาว่ากำลังป่วยอยู่ ถึงต้องยกไปทั้งเตียงก็ต้องทำแล้วส่วนหลังจากนี้เขาก็จะคุยพระราชาแห่งเบลฟาสเรื่องลี้ภัยให้ภายหลัง เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้วโทยะก็ใช้หลังคาเป็นถนนมุ่งหน้าสู่พระราชวัง เมื่อโทยะไปถึงประตูทางเข้าก็พบว่าประตูได้ถูกทำลายลงแล้วทหารฝ่ายกบฏได้รุกคืบเข้าพื้นที่ภายในพระราชวังได้สำเร็จเขาคงต้องเร่งมือแล้วก่อนจะสายเกินไป เขาวิ่งหลบการโจมตีกระโดดข้ามประตูใหญ่ไปที่ระเบียงชั้นสองของราชวังได้สำเร็จเขารีบหาทางไปต่อแต่พอเปิดประตูก็มีคนล้มลงมา ที่ล้มลงมานั้นคืออัศวินหญิงคนหนึ่งแม้จะดูไม่มีบาดแผลตามร่างกายแต่พอสังเกตดี ๆ ก็พบว่าหลังคอของเธอมีเข็มพิษปักอยู่ โทยะค่อยดึงเข็มออกอย่างระมัดระวังพร้อมกับใช้เวทย์ “รีโคเวอร์รี” รักษาเธอทันทีไม่ช้าเธอก็ได้สติแต่แทนที่จะได้รับคำขอบคุณอัศวินหญิงกลับชักดาบคู่ที่เอวออกมาและพุ่งเข้าใส่โทยะทันที
แต่โทยะก็ไวพอที่จะคว้ามือเธอเอาไว้และใช้เวทย์กราวิตี้ทำให้แขนของเธอขยับไม่ได้ก่อนจะเริ่มสนทนากันถามถึงสาเหตุว่าทำไมเธอจึงโจมตีใส่เขาก็ได้รับคำตอบว่า “นายเป็นใครกัน ถ้านายไม่ใช่คนของกองกำลังอัศวิน นายก็ต้องเป็นคนของกองทัพ แล้วถ้านายเป็นคนของกองทัพก็คือศัตรู เพราะงั้นฉันก็ต้องฆ่านายซะ” แน่นอนว่าโทยะปวดเฮดพอควรกับความคิดของอัศวินหญิง ก่อนจะบอกให้เธอดูให้ดีเขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบกองทัพและถ้าเขาเป็นคนของกองทัพจริงจะช่วยชีวิตหล่อนไปทำไมกัน เมื่อได้ฟังดังนั้นอัศวินหญิงจึงเริ่มสงบลงและพอคุยกันได้บ้าง โทยะแนะนำตัวกับอัศวินหญิงพร้อมกับบอกเธอว่า เขาเป็นนักผจญภัยที่มาเพื่อช่วยพาองค์จักรพรรดิ์และคนอื่น ๆ หนีออกจากทีนี่ หลังจากพูดคุยกันรู้เรื่องแล้วท่าทีของอัศวินหญิงก็เปลี่ยนไปจากท่าทีคลางแคลงสงสัยเป็นท่าทีของคนที่ได้รับความหวังและเมื่อพูดคุยกันรู้เรื่องแล้วโทยะก็ยกเลิกเวทย์กราวิตี้ให้ ส่วนอัศวินหญิงก็แนะนำตัวว่าเธอชื่อ “แคร์โลไลน์ ริเอ็ต” เรียกสั้น ๆ ว่า “แคร์โลว” และหลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อยโทยะก็สังเกตเห็นสัญลักษณ์รูป กริฟฟ่อน โล่ห์ ดาบคู่ และมงกุฏดอกไม้ ที่ประดับอยู่บนดาบของแคร์โลว ซึ่งมันก็คือสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนจี้ของเรเน่นั่นเองแต่ตอนนั้นโทยะนึกไม่ออกว่าเคยเห็นสัญลักษณ์นี้ที่ไหนมาก่อน แต่เพราะไม่มีเวลาให้คิดมากนักเพราะมันเรื่องที่สำคัญกว่ารออยู่ แคร์โลวรีบนำทางโทยะฝ่าพื้นที่เต็มไปด้วยร่างคนและกองเลือดไปโดยภวนาให้องค์จักรพรรดิ์ยังอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าพวกเขาจะไปถึง
ภายใต้การนำทางของแคร์โลว โทยะวิ่งขึ้นบันไดผ่านห้องโถงไปแต่ก็การมุ่งไปข้างหน้าต้องหยุดชะงักลงเมื่อเขาได้ยินเสียงร้องของเด็กสาว โทยะรีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาต้นตอของเสียงในรัศมีร้อยเมตรทันที แล้วก็พบว่ามันมาจากห้องที่อยู่สุดทางนี้นั่นเอง โทยะรีบถีบประตูเข้าไปทันทีและที่นั่นเขาพบว่า มีเด็กสาวผมสีเงินคนหนึ่งกำลังถูกคนในเครื่องแบบกองทัพบีบคอไว้อยู่และกำลังจะแทงเธอด้วยมีดสั้นที่อยู่ในมืออีกข้างหนึ่ง โทยะลั่นไกปืนส่วงกระสุนพาราไลท์เข้าใส่ทหารคนนั้นจนร่วงลงไปทับร่างของเด็กสาว เธอรีบผลักทหารคนนั้นออกไปแล้วรีบหนีออกมาจากตรงนั้นก่อนจะนั่งกอดตัวเองด้วยร่างกายที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ถ้าหากโทยะมาถึงช้ากว่านี้ซักวินาทีนึงเด็กสาวผมเงินผู้นี้ก็คงจะโดนฆ่าตายไปแล้วโทยะเข้าไปคุยกับเธอด้วยโดยพยายามทำให้นุ่นนวลที่สุดเพื่อปลอบขวัญเธอเมื่อใจสงบลงบ้างแล้วจึงได้หันหน้ามาจ้องมองโทยะเป็นครั้งแรก เธอเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับยูมิน่า มีนัยตาสีมรกต ผิวขาว ผมสีเงิน สวมชุดที่ทำจากผ้าชั้นดี และเมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วโทยะก็พบว่าที่ที่แขนของเธอถูกมีดบาดเป็นแผลโทยะจึงรีบรักษาแผลให้ทันทีเพราะกลัวว่ามันจะกลายเป็นแผลเป็นถ้าทิ้งไว้นาน
เมื่อสงบใจได้แล้วเด็กสาวจึงเอ่ยถามว่าโทยะเป็นใครและหลังจากที่โทยะแนะนำตัวแล้วเขายื่นมือไปให้เธอจับเพื่อดึงให้ลุกขึ้นยืนและหลังจากนั้นโทยะก็ถูกดวงตาสีมรกตคู่นั้นจ้องมองอย่างไม่วางตา โทยะเริ่มรู้สึกเดจาวูเหมือนตอนที่เขาพบกับยูมิน่าครั้งแรกแปลก ๆ และหลังจากนั้นเด็กสาวก็ถามว่า “คุณรังเกียจผู้หญิงอายุน้อยกว่าหรือเปล่าคะ?” แน่นอนว่าโทยะเริ่มรู้ไม่ค่อยจะดีแล้วเพราะมันกำลังดำเนินไปเหมือนตอนยูมิน่าทุกอย่างแต่ก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดไปกว่านั้นแคร์โลวก็ถีบประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า “องค์หญิง” ซะดังลั่นและเมื่อแถมพอรู้ว่าไอ้ทหารคนที่นอนอยู่คิดจะฆ่าองค์หญิง แคร์โลวก็เดือดจัดขนาดจะจัดการตัดหัวทหารคนนั้นทันทีจนโทยะต้องรีบเข้าไปห้ามเป็นการใหญ่ ในตอนนั้นเด็กสาวก็แนะนำตัวเองว่าเธอคือ องค์หญิงลำดับที่สามแห่งจักรวรรดิ์เรกุรุส “รูเชีย เลอา เรกุรุส” แถมยังบอกว่าดูโทยะไม่ตกใจเลยเมื่อรู้เมื่อเธอเป็นองค์หญิง โทยะก็ตอบกลับว่าเพราะเขาคุ้นชินกับองคหญิงสององค์น่ะ (คนหนึ่งคู่หมั้น ส่วนอีกคนในฐานะตัวอันตราย) คำตอบนี้ทำให้แคร์โลวเริ่มสงสัยในสถานะภาพของโทยะ แต่โทยะก็บอกว่าไว้จะอธิบายทีหลังตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องของเขารออยู่ โทยะตั้งใจจะส่งรูเชียหนีไปก่อนทว่ารูเชียปฎิเสธเพราะเธอเป็นห่วงพ่อของเธอจึงจะขอตามโทยะไปด้วย โทยะจึงมอบหน้าที่คุ้มกันรูเชียให้กับแคร์โลวและพากันมุ่งหน้าต่อไปเป้าหมายที่จะต้องพาหนีเท่าที่รู้ตอนนี้ก็มี องค์จักรพรรดิ์ มงกุฎราชกุมารแล้วก็นายกรัฐมนตรีอีกคนหากเป็นไปได้ แต่พอคิดนึกได้ว่ารูเชียเป็นเจ้าหญิงลำดับสามก็แปลว่าต้องมีอีกสองคนแล้วสองคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่พอโทยะถามไปก็ได้คำตอบว่าเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแต่งงานออกไปแล้วส่วนองค์หญิงลำดับที่สองก็ไปศึกษาอยู่ที่อาณาจักรอื่นจึงไม่ต้องเป็นกังวล
เมื่อวิ่งมาต่อได้ซักพักพวกโทยะก็เจอก็เข้ากับทหารห้าคน พวกนั้นถือดาบตรงเข้ามาพร้อมกับตะโกนสั่งให้ทำการฆ่ารูเชียซะ โทยะจึงแจกกระสุนพาราไลท์ไปให้คนละนัดร่วงลงไปกองในชั่วพริบตา แม้ห้องขององค์จักรพรรดิ์อยู่อีกไม่ไกลแล้วแต่การที่เจอทหารศัตรูแถวนี้ได้แสดงว่าพวกนั้นรุกเข้ามาได้ลึกมากแล้วแถมรูเชียยังบอกอีกว่าสภาพร่างกายของพ่อเธอตอนนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างแย่ พวกโทยะเริ่มจินตนาการถึงบทสรุปที่เลวร้ายที่อาจจะรออยู่ที่ปลายทางแต่ก็ตัดสินใจมุ่งหน้าต่อไป และเมื่อไปถึงห้องขององค์จักรพรรดิ์โทยะก็ได้พบกับผู้อยู่เบื้องหลังการก่อกบฏครั้งนี้เขาก็คือ “นายพลบาซุล” นั้นเอง เมื่อบาซุลเผชิญหน้ากับโทยะเขาก็ประหลาดใจเล็กน้อยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครและที่ยิ่งไปกว่านั้นทำไม รูเชียกับแคร์โลวยังมีชีวิตอยู่ทั้ง ๆ ที่เขาออกคำสั่งทหารของเขาให้ฆ่าพวกเธอทันทีที่พบตัวแล้วแท้ ๆ
เมื่อประจันหน้ากันโทยะก็เอ่ยถามว่าเขาทำเรื่องแบบนี้ไปเพื่ออะไร บาซุลก็ตอบง่าย ๆ ว่าเพราะจักรพรรดิ์อ่อนแอเกินไปและไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน เซ็นสัญญาสงบศึกกับเบลฟาสและลอนโดเมีย จักรวรรดิ์ต้องแข็งแกร่งกว่านี้และไม่ต้องการผู้นำทีไร้ความเด็ดขาด และหากเขายึดอำนาจได้สำเร็จการรุกรานประเทศรอบข้างก็คงเป็นสิ่งต่อไปที่จะทำแน่นอนแต่โทยะก็บอกออกไปว่า ตอนนี้เบลฟาส ริฟุริส และ มิสนิดเป็นพันธมิตรกันคิดว่าจะโค่นสามอาณาจักรใหญ่ได้พร้อมกันถึงสามอาณาจักรหรือ? แต่บาซุลก็ไม่ยี่หระต่อคำพูดนั้นเขาตอบมาเพียงว่า
“คิดว่าพวกเรานั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดเวลา 20 ปีที่เซ็นสัญญาสงบศึกงั้นเหรอ?”
ช่วงเวลานั้นบาซุุลก็ยื่นมือขวาไปที่หน้าต่างและเริ่มใช้เวทย์มนต์บางอย่างเป็นเวทย์ที่ดูยิ่งใหญ่และทรงพลังมากกว่าที่โทยะเคยพบมาก่อนหน้านี้ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในทันทีและในเสี้ยววินาทีนั้นเดม่อนลอร์ดก็ถูกอัญเชิญลงมายังโลกใบนี้ สิ่งมีชีวิตที่มีหัวเหมือนแพะ มีปีกเหมือนค้างคาว ร่างกายท่อนบนเหมือนกับมนุษย์เพศชายล่ำ ๆ ส่วนท่อนล่างเป็นเหมือนกับนกฮูกปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกโทยะ ดูเหมือนว่าบาซุลจะทำสัญญากับอสูรผู้มีศักดิ์เป็นราชาของเผ่าพันธุ์ปิศาจได้ แต่ก็การจะสัญญากับอสูรอัญเชิญระดับนี้ต้องใช้พลังเวทย์มนต์มหาศาลซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางที่จะทำได้ รูเชียไม่เข้าใจว่าบาซุลไปเอาพลังเวทย์มากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน? บาซุลจึงโชว์ของบางอย่างที่สวมอยู่ที่ข้อมือขวาของเขา ชื่อของมันคือ “กำไลอสูร” ที่มีความสามารถในการดูดพลังเวทย์จากคนอื่นได้โดยมันจะค่อยดูดพลังเวทย์จากผู้คนที่อยู่ในรัศมีทำการของมันไปทีละเล็กทีละน้อย บาซุลใช้สิ่งนี้ดูดเอาพลังเวทย์จากพวกนักโทษของจักรวรรดิ์เพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยให้กับเดม่อนลอร์ด และเมื่อทำสัญญากับสัตว์อัญเชิญระดับสูงได้ ก็จะสามารถซัมมอนอสูรในคลาสเดียวกันที่มีระดับต่ำลงมาได้อย่างอิสระ ซึ่งในกรณีนี้บาซุลจะสามารถซัมมอนปิศาจออกมาเป็นจำนวนมากพอจะสร้างเป็นกองทัพปิศาจได้เลย
เมื่อได้ฟังคุณสมบัติของกำไลอสูรโทยะก็เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้จู่ ๆ ร่างกายเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้เสียที ที่แท้ก็เพราะพลังเวทย์ของเขากำลังถูกดูดออกไปอยู่นั่นเองในขณะเดียวกันรูเชียกับแคร์โลวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็เริ่มทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น สำหรับโทยะแล้วอัตราฟื้นพลังเวทย์ของเขานั้นรวดเร็วมากพอที่จะทนได้ แต่กับสองคนนี้ไม่ใช่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้คงแย่แน่โทยะไม่มีเวลาพอจะใช้ทรานเฟอร์ช่วยเหลือพวกเธอทั้งสองดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจัดการต้นตอของปัญหาเสีย โทยะรีบใช้เวทย์แอปพอร์ตหมายจะแย่งชิงกำไลอสูรมาแต่ทว่ากับไร้ผล นั่นก็เพราะบาซุลได้รับพลังจากการทำสัญญากับเดม่อนลอร์ดทำให้เวทย์มนตร์ทุกชนิดใช้กับตัวเขาไม่ได้ผล เมื่อไพ่ตายโดนปิดผนึกโทยะจึงตัดสินใจใช้การโจมตีทางกายภาพแทน กระสุนพาราไลท์พุ่งออกจากปากกระบอกปืนของบรุนฮิวด์ตรงไปยังบาซุลแต่กระสุนก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างก่อนจะถึงตัวเป้าหมาย
การโจมตีกายภาพไร้ผล บาซุลผู้กำลังย่ามใจในความได้เปรียบของตนได้แสดงของอีกสิ่งออกมามันคือ “กำไลแห่งการปกป้อง” ที่จะคอยสร้างสนามพลังเวทย์มนตร์รอบ ๆ ตัวผู้สวมใส่ทำให้สามารถป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้ทุกรูปแบบ ในตอนนี้โทยะไม่สามารถจะทำอะไรอีกฝ่ายได้เลยแม้คิดว่าจะลองใช้เวทย์กราวิตี้หรือไม่ก็ใช้สนามพลังที่มีพลังพอ ๆ กันอัดใส่ดูแต่สุดท้ายก็คิดว่าคงเปล่าประโยชน์และเลิกล้มความคิดไป โทยะพยายามคิดหาทางที่จะจัดการกับกำไลสองอันนั้นแต่ก็ยังคิดไม่ออก ฝ่ายบาซุลก็เริ่มคิดเล็งเห็นว่าโทยะอันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้รอดไปได้เขาจึงคิดจะสังหารโทยะเสียเพื่อสังเวยให้กับเดม่อนลอร์ด โทยะถามบาซุลไปว่า “อัญเชิญกองทัพปิศาจมาเพื่อทำสงครามแบบนี้ต้องสังเวยประชาชนของจักรวรรดิ์ไปซักเท่าไหร่มันถึงจะพอ” แต่บาซุลก็ตอบกลับอย่างไม่แยแสในคุณค่าของชีวิตผู้คนเลยแม้แต่น้อย และเขายังมีแผนจะใช้ชีวิตของผู้คนในอาณาจักรอื่น ๆ มาเป็นเครื่องสังเวยแด่เดม่อนลอร์ดเพื่อสนองความทะเยอทะยานของตัวเองอีกด้วย โทยะเข้าใจถ่องแท้ถึงเนื้อในของคนผู้นี้แล้วว่าเลวร้ายเพียงใด ในตอนนี้เองโทยะก็สังเกตเห็นว่าองค์จักรพรรดิ์ที่นอนอยู่บนเตียงนั้นกำลังพยายามจะขยับร่างกายและพวกของบาซุลก็ยังไม่รู้สึกถึงเรื่องนั้น โทยะอาศัยจังหวะนี้เปิดเกทส่งองค์จักรพรรดิ์ ลูเซียและแคร์โลวไปยังที่ปลอดภัยทันทีพร้อมกับบรรจุกระสุนใหม่พร้อมกับเล็งปืนไปยังบาซุลอีกครั้ง แต่บาซุลก็ไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใดเพราะเขาเชื่อมั่นในพลังการป้องกันของตนเองอย่างมากแต่คราวนี้โทยะกลับทำในสิ่งที่ต่างออกไปเขาใช้เวทย์สลิปใส่บาซุลซึ่งคราวนี้ได้ผล บาซุลล้มกลิ้งลงทันทีโทยะจึงจัดคอมโบต่อด้วยการยิงกระสุนสลิปอินฟินิตี้ไปยังพื้นที่บาซุลอยู่เพื่อทำให้เกิดลูปสลิปไม่สิ้นสุด ส่วนทหารที่จะเข้ามาช่วยก็โดนผลของสลิปอินฟินิตี้ต่างพากันล้มกลิ้งไปตาม ๆ กัน
สรุปก็คือความสามารถในการต้านเวทย์ของบาซุลมีผลเฉพาะกับเวทย์โจมตีไปที่ตัวเขาตรง ๆ เท่านั้นแต่เวทย์ที่ทำงานบนพื้นที่รอบตัวเขายังทำงานได้ตามปกติแต่ว่าแม้จะโดนสลิปทำให้ล้มกลิ้งไปมาแบบนั้นแต่ผลของกำไลแห่งการปกป้องก็ทำให้บาซุลไม่ได้รับผลจากแรงกระแทกอยู่ดีและแล้วบาซุลที่ตกอยู่ในสภาพที่ยืนตั้งหลักไม่ได้ก็สั่งให้เดม่อนลอร์ดเข้าเล่นงานโทยะ แม้ว่าตัวเดม่อนลอร์ดจะไม่ป้องกันการโจมตีทางกายภาพแต่ก็มันก็ตัวใหญ่และบินได้แถมเวทย์มนตร์ก็โจมตีมันไม่ได้ผลอีก นอกจากนี้มันยังสามารถซัมม่อนสมุนปิศาจออกมาได้ด้วย โทยะเล็งเห็นว่าเขาในตอนนี้ไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะถอย แต่ก่อนจะหนีโทยะก็สวมบทบาทโชว์เหนือทำการบลัฟอีกฝ่ายพร้อมกับทิ้งข้อความไว้ว่า “ค้อนเหล็กแห่งบาบิโลนจะบดขยี้แกแน่ ล้างคอรอเอาไว้ได้เลย” จากนั้นก็ใช้เวทย์มิราจ สร้างภาพลวงตาของแมลงน่าขยะแขยงออกมาเต็มพื้นห้องสร้างความหวาดผวาให้กับทหารฝ่ายกบฏเป็นอย่างมากทำให้โทยะมีจังหวะเปิดเกทและหลบหนีออกมาได้ในที่สุด
เมื่อโทยะเคลื่อนย้ายตัวเองมายังอีกฝากของเกท เขาก็พบรูเชียที่กำลังร้องเรียกสติพ่อของเธอที่กำลังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่อยู่ โทยะรีบใช้เวทย์เมก้าฮีลเพื่อรักษาบาดแผลและรีโคเวอร์รี่เพื่อลบอาการผิดปกติทั้งหมดแต่ก็ยังไม่เพียงพอ โทยะจึงต้องรีบพาจักรพรรดิ์ไปที่เตียงในห้องรับแขกและให้พ่อบ้านของเขาไปตามหมอหลวงราอูลมาโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นโทยะก็รีบให้ทุกคนมารวมกันทีห้องนั่งเล่นเพื่อบอกเหล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ทราบกัน ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับโทยะไม่สามารถช่วยเหลือมงกุฏราชกุมารได้ ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ที่ทำได้ก็มีแค่พยายามภวนาให้เขายังปลอดภัยอยู่เท่านั้นปัญหาใหญ่ตอนนี้คือถ้าปล่อยไว้ กองทัพปิศาจก็คงจะยกมาบุกเบลฟาสในไม่ช้าทางที่ง่ายที่สุดที่จะจบปัญหาก็คือจัดการกับบาซุลซะแต่การด้วยการป้องกันที่รอบด้านเช่นนั้นก็เป็นอะไรที่ยากลำบากแม้ว่าโทยะจะสามารถเปิดเกทเพื่อโยนเขาลงจากฟ้าที่ความสูงมาก ๆ ได้แต่ด้วยกำไลแห่งการปกป้องที่บาซุลมีอยู่ก็คงจะไร้ผลเช่นเดิม ส่วนอีกเรื่องที่น่ากังวลไม่แพ้กันก็คือโทยะจะบอกเรื่องนี้กับพระราชาเบลฟาสอย่างไรดีเพราะเรื่องคราวนี้ใหญ่ระดับประเทศ หรือว่าเขาควรจะปิดเงียบเรื่องของรูเชียกับพ่อของเธอเอาไว้ก่อนดีเพราะถึงจะสงบศึกกันอยู่แต่ก็เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนแล้วถ้าหากราชาเบลฟาสไม่อนุญาตให้ลี้ภัยและมีคำสั่งให้ส่งพวกเขากลับไปให้พวกกบฏขึ้นมาเขาจะทำยังไงดี?
ไม่นานนักหมอหลวงราอูลก็มาถึงโทยะปล่อยหน้าที่รักษาองค์จักรพรรดิ์ให้หมอราอูลจัดการไปส่วนตัวเขาตอนนี้คิดถึงวิธีที่จัดการกับบาซุลให้ได้และแล้วโทยะก็ปิ๊งไอเดียหนึ่งขึ้นมาได้ และหลังจากที่หมอหลวงราอูลทำการตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ลงความเห็นว่าอาการขององค์จักรพรรดิ์ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแค่ให้พักผ่อนซักหน่อยก็จะดีขึ้นเอง แต่เรื่องมารักษาองค์จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุสนั้นต้องถูกปิดเป็นความลับเอาไว้ก่อน โทยะตั้งใจว่าเมื่อองค์จักรพรรดิ์ทุเลาลงแล้วโทยะจะแจ้งให้พระราชาทราบด้วยตัวเอง ส่วนรูเชียนั้นก็คอยเฝ้าอาการพ่อของเธออยู่ไม่ห่างโดยมีแคร์โลวคอยอารักขาอยู่ใกล้ ๆ แต่ตัวรูเชียเองก็เจออะไรมามากมายในวันนี้โทยะจึงเข้าไปบอกให้องค์หญิงรูเชียควรจะไปพักผ่อนได้แล้วถ้าเกิดฝืนจนล้มป่วยไปอีกคนล่ะก็อาจจะทำให้พ่อเธอเป็นกังวลเอาได้ ซึ่งรูเชียก็ยอมทำตามและยังบอกให้โทยะเรียกชื่อเธอสั้น ๆ ว่า “รู” ( ルー ) แทน เมื่อได้รับอนุญาตโทยะจึงเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนมและรูเชียก็ดีใจมากที่โทยะยอมทำตามแต่แล้วจู่โทยะก็รู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังแอบมองผ่านช่องประตูมา เจ้าของดวงตาคู่นั้นก็คือยูมิน่านั่นเอง สายตาของเธอที่มองตรงไปที่โทยะมันทำเอาเขารู้สึกขนลุกซู่ด้วยหวั่นวิตก ไม่รู้ว่าเธอแอบมองอยู่นานเท่าไหร่แล้วแต่หลังจากนั้นเธอก็เปิดประตูและเดินเข้ามาในห้องและมาหยุดอยู่เบื้องหน้ารูเชีย
ยูมิน่าแนะตนเองกับรูเชียตามมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูง แน่นอนว่าการปรากฏตัวของยูมิน่าก็ทำให้รูเชียและแคร์โลวอึ้งไปพอสมควรแต่เมื่อตั้งสติได้ รูเชียก็แนะนำตัวตามธรรมเนียมเช่นกันก่อนจะเริ่มสนทนากันตามมารยาท
“ถึงจะเผชิญกับช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส แต่ก็ยังโชคดีที่ปลอดภัยนะคะ” - ยูมิน่า
“ค่ะ ต้องขอบคุณท่านโทยะที่เข้ามาช่วยเหลือทำให้สามารถหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย” - รูเชียตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบาน
“วิเศษไปเลยค่ะ ในฐานะคู่หมั้นของคุณโทยะฉันรู้สึกยินดีมากค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของยูมิน่า ดอกไม้แห่งรักที่กำลังผลิบานในหัวใจของรูเชียก็พลันเหี่ยวเฉาลงราวกับโดนน้ำร้อนราดไม่มีผิด โทยะสงสัยว่าที่ยูมิน่าทำแบบนั้นก็เพราะอาจจะเริ่มสังเกตเห็นความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในใจของรูเชียก็ได้จึงคิดจะตัดไฟแต่ต้นลมและหลังจากนั้นยูมิน่าก็เอ่ยปากชวนให้รูเชียไปคุยกันต่อที่ห้องของเธอและทั้งสองก็ออกจากห้องไป เมื่อองค์หญิงทั้งสองคล้อยหลังไปแล้ว หมอราอูลก็พูดขึ้นว่า “คงจะไม่นองเลือดกันนะ” แต่โทยะรู้สึกขำไม่ออกกับมุกนี้เอาเสียเลยได้แต่เชื่อมั่นว่ายูมิน่าจะไม่น็อตหลุดประมาณตะโกนอะไรทำนองว่า “นังแมวขโมย” ออกมาหรอกนะหลังจากนั้นหมอราอูลก็ขอตัวกลับไป โทยะปล่อยให้แคร์โลวทำหน้าทีอารักขาองค์จักรพรรดิ์ต่อไปส่วนตัวเขาก็รีบไปหาพ่อของยูมิน่าโดยใช้เกท
โทยะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ราชาแห่งเบลฟาสฟังพร้อมกับเสนอแนวทางรับมือที่ควรกระทำ แม้ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดแต่พระราชาแห่งเบลฟาสก็บอกกับโทยะว่าเขามีข่าวดีจะบอก ข่าวดีที่ว่านั้นก็คือยูมิน่ากำลังจะมีน้องแล้วนั่นเอง โทยะก็แสดงความดีใจด้วยส่วนหนึ่งก็เพราะเขาจะได้หลุดพ้นจากการเป็นผู้สืบทอดบัลลังค์เบลฟาสแล้วนั่นเอง แต่ดูเหมือนว่าพ่อยูมิน่าจะไม่ยอมให้โทยะหลุดพ้นไปได้ง่าย ๆ เพราะถ้าลูกที่เกิดมาเป็นผู้หญิงอีก โทยะก็ต้องรับสืบทอดอยู่ดีแต่เรื่องนั้นก็ะถูกพับเอาไว้ก่อนโทยะกับท่านพ่อตาได้กลับมาถกปัญหาเรื่องเรกุรุสกันต่ออีกครั้ง ซึ่งโทยะได้ปิดบังความจริงส่วนหนึ่งเกี่ยวกับที่อยู่ของจักรพรรดิ์และองค์หญิงลำดับที่สามเอาไว้ โดยแจ้งให้รู้เพียงแค่ว่าพวกเขาหลบหนีไปได้แต่ไม่ทราบชะตากรรม โทยะจงใจจะเก็บเงียบไว้ก่อนจนกว่าองค์จักรพรรดิ์จะฟื้นขึ้นมา ส่วนคำถามที่ว่าพอจะมีแผนรับมือกับนายพลบาซุลไหม? โทยะก็ให้คำตอบได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้จนกว่าจะได้ลองดู”
โทยะพยายามวิเคราะห์ความสามารถของอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนจะกลับไปที่บ้านและเริ่มวางแผนและตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้ในศึกครั้งนี้ เขาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของบางอย่างจากแคลร์ แม่ครัวของเขาและเดินทางไปยังซานโดร่าเพื่อซื้อมันมา จากนั้นก็ไปที่บาบิโลนเวิร์กชอปเพื่อขอให้โรเซ็ตต้าสร้างกล่องลูกบาศก์เหล็กแล้วใช้เวทย์ “อินวิซิเบิ้ล”ทำให้มันดูใสเหมือนแก้ว และเมื่อโทยะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกำไลทั้งสองที่บาซุลครอบครองอยู่ให้โรเซ็ตต้าฟัง เธอก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกและบอกกับโทยะว่าไอเท็มสองชิ้นนั้นน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐของเรจีน่าที่หล่นออกมาจากบาบิโลนโรงเก็บของ และเมื่อคิดย้อนไปถึงเมื่อครั้งอิเชนเจ้าอัญมณีที่ใช้สร้างอันเดดนั่นก็ใช่ด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าจะเกิดเหตุบางอย่างกับบาบิโลนโรงเก็บของแต่เพราะระบบการสื่อสารระหว่างเกาะถูกตัดขาดอยู่จึงไม่สามารถยืนยันสถานะของบาบิโลนส่วนอื่น ๆ ที่ยังหาไม่พอได้เลยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีไอเท็มอีกหลายชิ้นที่ร่วงหล่นลงมาแต่เรื่องนี้คงต้องพักไว้ก่อน โทยะพาโรเซ็ตต้ากลับมาที่บ้านและเมื่อกลับมาที่ห้องนั่งเล่นแคร์โลวก็เข้ามาแจ้งว่าองค์จักรพรรดิ์รู้สึกตัวแล้ว
จักรพรรดิ์ฟื้นขึ้นมาเร็วกว่าที่โทยะคิดเอาไว้จากและหลังรับทราบเรื่องราวโทยะก็ไปพบกับพ่อของรูเชียทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าองค์จักรพรรดิ์กำลังคุยอะไรบางอย่างกับลูกสาวของเขาอยู่ เมื่อรับรู้ถึงการมาของโทยะรูเชียก็หันมาคุยกับโทยะด้วยความปลื้มปิติที่พ่อของเธอปลอดภัยแล้วส่วนองค์จักรพรรดิ์ก็ขอบคุณโทยะที่ช่วยชีวิตเขากับลูกสาวเอาไว้ ส่วนโทยะก็ได้แต่บอกว่าไม่ต้องขอบคุณอะไรเขามากจนเกินไปเพราะทั้งหมดนี้มันเป็นแค่ความบังเอิญที่เขาไปอยู่ที่นั่นในเวลานั้นก็แค่นั้นเองแต่ในใจโทยะก็รู้สึกว่าโชคดีที่เขาไม่ได้ไปก่อนหรือหลังจากวันนี้มิฉะนั้นเรื่องราวทั้งหมดคงไม่เป็นเช่นนี้แน่ แล้วพอโทยะถามว่าองค์จักรพรรดิ์จะทำเช่นไรต่อไปถ้าหากจะอยู่เบลฟาสเขาจะบอกพระราชาของอาณาจักรนี้ให้ แต่ถ้าอยากจะไปที่อื่นเขาก็จะใช้เกทส่งไปยังสถานที่ที่อยากจะไปให้ เมื่อฟังดังนั้นแล้วองค์จักรพรรดิ์ก็เลยเกิดความสงสัยและถามออกไปว่าโทยะไม่ใช่คนของราชวงศ์เบลฟาสอย่างนั้นหรือ? โทยะจึงให้คำตอบว่าเขาอาศัยอยู่ในเบลฟาสก็จริงแต่ไม่ได้ทำงานรับใช้ราชวงศ์และถึงจะสนิทกับพระราชาของประเทศนี้แค่ไหนแต่สำหรับเรื่องนี้เขาจะตัดสินใจอะไรเองไม่ได้เพราะอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ของสองประเทศในภายหลังเอาได้ โทยะคาดเดาเอาว่าองค์จักรพรรดิ์อาจจะต้องการหนีไปยังอาณาจักรที่องค์หญิงลำดับหนึ่งหรือไม่ก็องค์หญิงลำดับสองพำนักอยู่ก็ได้แต่องค์จักรพรรดิ์ก็ตัดสินใจที่จะพบพระราชาแห่งเบลฟาสเพื่อหารือเรื่องราวบางอย่างที่เป็นความลับ
โทยะรีบออกจากห้องไปหายูมิน่าเพื่อขอให้เธอช่วยและโทยะก็กลับไปพบพระราชาแห่งเบลฟาสอีกครั้งในตอนค่ำและเล่าเรื่องราวทุกอย่างรวมถึงการที่เขาให้ที่พักพิงกับจักรพรรดิ์แห่งเรกุรุสและเจ้าหญิงลำดับที่สาม แน่นอนว่าพ่อของยูมิน่าก็ดูจะตกใจอยู่พอสมควรที่ได้ยินเช่นนั้น โทยะเองก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ส่วนหนึ่งหากว่าจะต้องถูกลงโทษแต่ที่สุดแล้วพระราชาแห่งเบลฟาสก็ตกลงที่จะไปพบกับองค์จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุส จากนั้นโทยะก็พาท่านพ่อตาไปที่ห้องของยูมิน่าที่อยู่ภายในปราสาทและเปิดเกทกลับมาที่บ้านเพื่อให้ ผู้นำของอาณาจักรทั้งสองได้พบหน้ากันโดยตรงโดยที่เจ้าหญิงของสองประเทศก็อยู่ภายในห้องนั้นด้วย ส่วนตัวโทยะเขาถือว่าตัวเองเป็นคนนอกเมื่อผู้นำทั้งสองเริ่มเปิดประเด็นพูดคุยกันเขาก็ออกจากห้องนั้นไปทันที
โทยะกลับที่ห้องโถงก็พบกับแคร์โลวยืนอยู่ที่นั่นโทยะจึงเข้าไปแจ้งให้เธอทราบว่าตอนนี้ผู้นำทั้งสองกำลังหารือกันอยู่ในห้องนั้นจะได้ไม่เผลอเข้าไปที่นั่นโดยพลการ ในตอนนั้นโทยะก็สังเกตตราสัญลักษณ์ที่ติดอยู่บนดาบของแคร์โลวและได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวของตรานี้ซึ่งเธอก็ตอบว่ามันเป็นตราประจำตระกูลริเอ็ต เมื่อโทยะพิจารณาดูตรานั้นใกล้ ๆ อย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็มั่นใจว่ามันเป็นตราเดียวกับที่สลักอยู่บนจี้ห้อยคอของเรเน่ไม่ผิดแน่ และเมื่อโทยะบอกเรื่องเคยเห็นจี้ที่มีสัญลักษณ์เดียวกันนี้มาก่อนท่าทีของแคร์โลวก็เปลี่ยนไปและขยับเข้ามาใกล้โทยะ แคร์โลวบอกว่าจี้อันนั้นเป็นหนึ่งในหินปิศาจวายุและรีบถามหาบุคคลผู้เป็นเจ้าของทันที โทยะมั่นใจว่ามันต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ ๆ แต่เมื่อไม่รู้ว่าแคร์โลวมีความสัมพันธ์แบบไหนกับเจ้าของจี้โทยะจึงยังไม่บอกเรื่องของเรเน่ออกไปเขาบอกแค่ว่า เจ้าของจี้นั้นเสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากอาการป่วย เมื่อได้ยินแบบนั้นแคร์โลวก็ก้มมองพื้นด้วยท่าทางดั่งคนไร้เรี่ยวแรงกำลังก่อนจะเล่าเรื่องราวให้โทยะฟัง
เจ้าของจี้นั้นก็คือพี่สาวของเธอเองย้อนไปเมื่อสมัยเธอยังเด็กพี่สาวของเธอถูกไล่ออกจากบ้านไปโดยพ่อผู้แสนเข้มงวดของเธอ โทยะจึงได้ข้อสรุปว่าแท้จริงแล้วเรเน่ก็คือหลานสาวของแคร์โลวนั่นเอง แต่เค้าหน้าของเรน่าน่าจะออกไปทางพ่อมากกว่าจึงดูไม่เหมือนแคร์โลวเท่าไหร่ ส่วนตระกูลริเอ็ตนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลผู้ถูกเรียกขานว่า “สิบสองดาบแห่งจักรวรรดิ์” เนื่องด้วยในอดีตกาลสมัยบุกเบิกอาณาจักรมีนักรบ 12 คนที่รวมกันฝ่าฟันสงครามร่วมกับปฐมองค์จักรพรรดิ์ หนึ่งในนั้นก็คือ คิล ริเอ๊ตแห่งดาบคู่บรรพบุรุษของเธอนั่นเองแต่ตอนนี้มันเป็นแค่ชื่อเท่านั้นแล้วเมื่อรู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงของทั้งคู่โทยะจึงบอกความจริงว่า พี่สาวของแคร์โลวนั้นมีลูกสาวอยู่หนึ่งคนและเด็กคนนั้นก็อยู่ที่นี่และในตอนนั้นเองเรเน่ก็วิ่งเข้ามาที่ห้องโถงเพื่อบอกโทยะว่าอาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้วก็โค้งทำความเคารพแคร์โลวตามมารยาทสาวใช้แล้วก็ออกจากห้องไป โทยะจึงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเรเน่ให้แคร์โลวได้รับทราบและก็บอกว่าถ้าต้องการจะคุยกับเรเน่ล่ะก็เขาจะเรียกเธอกลับมาพบก็ได้ แต่แคร์โลวปฏิเสธเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยนัก แต่เธอตั้งใจว่าเสร็จศึกเมื่อจะต้องพาเรเน่กลับไปพบกับคุณแม่ของเธอแน่นอนและยังบอกอีกว่า แม้สีผมสีตาจะไม่เหมือนแต่เค้าหน้าเรเน่ก็ดูคล้ายกับพี่สาวของเธอมากทีเดียว
แต่ในระหว่างนั้นเองยูมิน่าก็เดินเข้ามาที่ห้องโถงและบอกว่าพ่อของเธอกับองค์จักรพรรดิ์ต้องการจะคุยกับโทยะ เมื่อกลับไปยังห้องที่ผู้นำทั้งสองอยู่ก็ดูเหมือนว่าการปรึกษากันจะจบแล้วต่อมาพระราชาแห่งเบลฟาสก็ถามถึงแผนการที่พูดกันไว้เมื่อตอนบ่ายว่าโทยะจะสามารถรับมือกับนายพลบาซุลได้อย่างไร? โทยะก็ตอบว่าเขาแน่ใจว่าจะสามารถจัดการกับบาซุลได้และจะสามารถดำเนินแผนการบุกเข้าไปยึดเมืองหลวงคืนได้ในวันพรุ่งนี้ แน่นอนเมือได้ฟังเช่นน้้นทุกคนในห้องยกเว้นยูมิน่าก็ตกตะลึงกันไปตาม ๆ กัน แต่โทยะก็ถามกับองค์จักรพรรดิ์ว่าเขาจะจัดการกับพวกทหารระดับล่างที่ร่วมในการกบฏครั้งนี้หรือไม่ซึ่งองค์จักรพรรดิ์ก็ให้คำตอบว่าไม่ คนพวกนั้นทำตามคำสั่งเท่านั้นต้นตอของเรื่องคือนายพลบาซุล โทษอย่างมากที่จะตัดสินกับคนเหล่านี้ก็คงให้เนรเทศให้ออกจากเมืองหลวงไปซะ หลังจากนั้นโทยะก็เรียกแผนที่เมืองหลวงจักรวรรดิ์ให้ฉายออกมาที่กลางห้องเพื่อตรวจสอบกำลังรบและตำแหน่งของพวกตนเองและศัตรู รูเชียขอร้องให้โทยะช่วยค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของพี่ชายของเธอแต่เพราะข้อมูลในการระบุชุดคำสั่งค้นหามีน้อยไปโทยะจำเป็นต้องใช้เวทย์รีคอลเพื่อดึงความทรงจำจากรูเชีย (จริง ๆ จะเอาความทรงจำจากองค์จักรพรรดิ์ก็ได้แต่โทยะมันไม่อยากเอาหน้าผากแนบชิดกับตาลุงขอแนบกับสาว ๆ ดีกว่า) และภาพที่ปรากฏออกมานั้นก็ทำให้โทยะจำได้ว่าเขาเคยพบกับคนผู้นี้มาก่อน เขาก็คืออัศวินที่โทยะเข้าไปช่วยและพาร่างไร้สติเขาไปซ่อนไว้ในบ้านนั่นเอง สรุปเขาดันเผลอทิ้งคนที่ควรจะต้องช่วยเอาไว้ที่นั่นซะแล้ว
แต่พอใช้ฟังก์ชั่นของสมาร์ทโฟนค้นหาที่อยู่ขององค์รัชทายาทดูก็พบว่าเขายังปลอดภัยดีตำแหน่งที่อยู่ตอนนี้ก็คือทางทิศตะวันตกของจักรวรรดิ์ซึ่งเป็นเขตของนายพลโรเมโลทั้งนี้ก็เพราะภายในกองของจักรวรรดิ์เองก็ไม่ได้มีคนที่เห็นด้วยกับแนวทางของบาซุลไปเสียทั้งหมดส่วนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะต่อต้านดังนั้นเขาจึงให้ที่หลบซ่อนแก่องค์รัชทายาทแต่จะปลอดภัยได้นานแค่ไหนมันก็ขึ้นกับเวลาและหากว่าในเมืองยังพอมีพันธมิตรอยู่แล้วล่ะก็หนทางก็พอจะมีอยู่ โทยะได้บอกกับองค์จักรพรรดิ์ว่าเขาจะบุกเข้าแกลเรียพรุ่งนี้เช้าซึ่งคำประกาศนั้นก็ทำเอาองค์จักรพรรดิ์ถึงกับตกตะลึงเพราะถ้าดูจากกำลังรบปัจจุบันของศัตรูแล้วมีอยู่มากกว่าหนึ่งหมื่นแถมยังเรียกกองทัพปิศาจออกมาเป็นกองหนุนได้ด้วยลำพังกำลังของโทยะเพียงแค่คนเดียวจะรับมือกับกองทัพได้อย่างไรกัน? แต่โทยะก็บอกว่าเขาคิดแผนการที่จะรับมือกับเรื่องนี้ไว้แล้วและเขาก็ยังมีพรรคพวกอีกด้วยในระหว่างโทยะพูดประโยคนี้ก็เขามองไปทางยูมิน่าเล็กน้อยซึ่งก็เธอพยักหน้าให้กับเขา เมื่อได้ฟังเช่นนั้นองค์จักรพรรดิ์ก็ขอติดตามไปด้วยแม้โทยะจะคัดค้านว่ามันอันตรายเกินไปแต่จักรพรรดิ์ก็ยืนยันที่จะไปให้ได้ซึ่งเป็นเรื่องทีน่าลำบากใจไม่น้อยท้ายที่สุดราชาแห่งเบลฟาสก็ได้บอกให้โทยะนะทำตามคำขอนั้นและโดยตัวเขาจะไปด้วยและให้หน่วยอัศวินแห่งเบลฟาสรับหน้าที่คุ้มครองเขากับองค์จักรพรรดิ์แทนทั้งนี้ตัวเขาเองก็อยากเห็นความสามารถในการนำทัพของโทยะตาตัวเองด้วยซึ่งท้ายที่สุดโทยะก็ยอมทำตามคำขอขององค์จักรพรรดิ์
หลังจากส่งท่านพ่อตากลับปราสาทไปแล้วโทยะก็ไปเรียกโคฮาคุ โคคุโยและซังโกะมาพบเพื่อสอบถามเกี่ยวเวทย์อัญเชิญว่าจริงหรือไม่หากทำสัญญากับอสูรระดับสูงในสายพันธ์นั้นได้จะสามารถอัญเชิญอสูรในสายพันธุ์เดียวกันที่ระดับต่ำกว่าออกมาได้ตามใจชอบ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ “จริง” สำหรับโคฮาคุสามารถเรียกอสูรอัญเชิญสายสัตว์ป่าได้ส่วนโคคุโยและซังโกะก็สามารถอัญเชิญสัตว์มีเกล็ดหรือมีเปลือกออกมาได้ เมื่อได้รับทราบข้อมูลแล้วโทยะก็คิดว่าจะทดลองอัญเชิญอะไรออกมาซักอย่างดู โคฮาคุแนะนำว่าลองอัญเชิญเซอร์เบอรัสที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงออกมาดู และในคืนนั้นโทยะอัญเชิญอสูรออกมามากมายและตั้งให้แบบขอไปทีโดยหวังว่าพวกสัตว์อัญเชิญคงจะไม่โกรธที่ถูกตั้งชื่อสิ้นคิดให้แบบนั้น หลังเตรียมการทุกอย่างพร้อมโทยะก็เข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้ตะลุยศึกในตอนเช้า
8 AM ของวันถัดมากลุ่มของโทยะที่ประกอบด้วย เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ ยูมิน่า โคฮาคุ โคคุโยกับซังโกะ องค์จักรพรรด์แห่งเรกุรุส ราชาแห่งเบลฟาส นายพลลีออน รองนายพลนีล อัศวินจากหน่วยอัศวินแห่งเบลฟาสอีกสิบคน ปิดท้ายด้วยรูเชียกับแคร์โลว ก็เดินทางมาที่แกลเรียโดยใช้เกท ดูเหมือนว่าที่พระราชวังจะมีการกางสนามพลังต่อต้านเวทย์เวทย์เคลื่อนย้ายเอาไว้ทำให้เปิดเกทไปที่นั่นโดยตรงไม่ได้ จึงต้องใช้การบุกตะลุยไปตรง ๆ แทนแต่ก่อนจะเริ่มแผนการบุกโทยะก็ได้เตรียมทางหนีเอาไว้ให้ผู้นำทั้งสองก่อนแล้ว โดยให้สมาชิกกิลด์สแตนบายรอไว้รวมถึงตั้งเกทที่โปรแกรมไว้ให้ปิดตัวเองลงใน 1 นาทีหลังจากที่ทุกคนวิ่งผ่านไป และเมื่อการเตรียมการพร้อมแล้ว โทยะก็เปิดงานโดยการฉายภาพขององค์จักรพรรดิ์ที่บันทึกเอาไว้เมื่อคืนขึ้นไปบนท้องฟ้าของเมืองหลวงกรอบภาพขนาดสองร้อยเมตรปรากฏขึ้นพร้อมกับเพลง [Flight of the Valkyries] ของวาร์กเนอร์เป็นดนตรีประกอบฉาก (ดีมันไม่เปิด The Imperial March) หลังจากนั้นจักรพรรดิ์บนจอก็เริ่มกล่าวคำประกาศแจ้งการกลับมาทวงคืนบัลลังก์ของพระองค์คืนจากกองทัพกบฏพร้อมกับปลอบขวัญประชาชนไปพร้อม ๆ กับการประกาศให้พวกกบฏว่าถ้าไม่ใครไม่ต้องการสู้ก็ให้ยอมวางอาวุธและถอดเครื่องแบบกองทัพออกเสียและหลังจากนับ 1-10 แล้วการโจมตีก็จะเริ่มขึ้นและใครที่ไม่ยอมแพ้ก็จะตกเป็นเป้าโจมตี ซึ่งหลังคำประกาศนี้ถูกส่งออกไปก็มีทหารของกองทัพบางส่วนทำตามแต่เกินครึ่งยังไม่ยอมจำนน และเมื่อนับครบสิบคำประกาศเริ่มการโจมตีก็เริ่มขึ้นเมื่อภาพฉายบนท้องฟ้าหายไป โทยะก็ล็อกเป้าหมายที่ทหารใส่เครื่องแบบของกองทัพและเปิดมัลติเปิ้ลยิงเวทย์พาราไลท์ลงมาทันที ครึ่งหนึ่งของกองกำลังกบฏโดนน็อคเอ้าท์ออกจากการต่อสู้ไป ส่วนอีกครึ่งหนึ่งสามารถต้านเวทย์ไว้ได้ด้วยเครื่องรางหรือไม่ก็ทักษะทางเวทมนตร์
ในตอนนั้นเองยาเอะที่สังเกตเห็นอะไรบางอย่างก็ร้องเตือนโทยะและชี้ไปทางพระราชวัง เดม่อนลอร์ดปรากฏกายออกมาพร้อมกับลูกสมุนปีศาจของมันกว่าห้าสิบตัวทั้งที่อยู่บนพื้นและบินอยู่บนท้องฟ้า โทยะจึงตอบโต้ด้วยการเรียกเซอร์เบอรัส รวมถึงอสูรอัญเชิญต่าง ๆ มากมายที่เขาทำสัญญาเอาไว้เมื่อคืนนี้ออกมา อาทิเช่น กริฟฟ่อน ลิซาร์ดแมน ลิซาร์ไนท์ ฯลฯ ออกมาเป็นกำลังรบ พร้อมทั้งเปิดฉากยิงไชน์นิ่งเจวาลินใส่เดม่อนลอร์ดแต่ก็ไร้ผลเช่นเดิม โทยะคิดว่าลูกสมุนของเดม่อนลอร์ดก็น่าจะได้รับความสามารถในการป้องกันเวทย์มาด้วยแน่ ๆ ทางเดียวที่จะจัดการได้ก็ต้องใช้การโจมตีกายภาพเพียงเท่านั้น
โทยะบัญชาการเหล่าอสูรอัญเชิญของเขาให้จัดการกับพวกสมุนปิศาจ เอลเซ่กับยาเอะให้คอยรับมือพวกทหาร ส่วนลินเซ่กับยูมิน่าให้คอยอยู่ข้าง ๆ เซอร์เบอรัสเอาไว้เตรียมพร้อมใช้เวทย์กับปืนคอยสนับสนุนจากจุดนี้ ส่วนตัวเขาจะมุ่งหน้าไปจัดการกับเดม่อนลอร์ดและบาซุล โคฮาคุคืนร่างเดิมและกระโจนเข้าไปสู่สนามรบพร้อม ๆ กับโทยะ เอลเซ่ ยาเอะ โคคุโยกับซังโกะ ตามลงมาติด ๆ โทยะบัญชาการให้ฝูงกริฟฟ่อนบุกเข้าโจมตีพวกปิศาจที่บินอยู่โดยให้เล็งไปที่ปีก เมื่อมันหล่นลงแล้วกองกำลังที่อยู่บนพื้นจะก็จะสามารถรับช่วงต่อได้ ในขณะที่วิ่งไปบนหลังคาโทยะก็ดึงเอาดาบที่มีใบดาบกว้างประมาณสี่สิบเซ็นติเมตรและยาวกว่าสองเมตรออกมา (นึกถึงดาบของพี่คลาวด์ใน FF7) ด้วยเวทย์กราวิตี้ทำให้มันเบามากพอจะถือด้วยมือข้างเดียวได้ โทยะพุ่งเข้าหาปิศาจที่อยู่ตรงหน้าเปิดเวทย์บูสเพื่อเพิ่มพละกำลังกระโดดออกจากหลังคาขึ้นไปอยู่เหนือหัวของเป้าหมายและทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเปิดเวทกราวิตี้ด้วยการกดปุ่มบนดาบทำให้ดาบของเขาหนักขึ้นสองเท่าในจังหวะฟาดลงมา (เชสโต้!!!!!) ร่างของปิศาจถูกผ่าเป็นสองซีกในดาบเดียวก่อนจะม้วนตัวกลางอากาศหนึ่งรอบกดปุ่มอีกครั้งเพื่อลดน้ำหนักดาบลงและฟาดฟันปิศาจตัวต่อไปและต่อไปอย่างรวดเร็ว ส่วนโคฮาคุที่อยู่ข้าง ๆ นั้นใช้กรงเล็บฉีกกระชากปีกของปิศาจที่เข้ามาโจมตีออกไปมากอย่างไร้ปราณี โทยะฝากให้โคฮาคุจัดการทางนี้ไปส่วนตัวเขาจะรีบไปจัดการกับนายพลซะเพราะถ้าจัดการกับผู้ทำสัญญาได้ละก็ปิศาจก็จะหายไปเอง โทยะใช้เวทย์บูสและแอคเซลพาตัวเองบุกทะลวงเข้าไปภายในพระราชวังให้ได้อย่างเร็วที่สุด
เมื่อรุกเข้ามาถึงลานกว้างได้โทยะก็พบกับกลุ่มของทหารที่รวมตัวกันอยู่ที่นั่น และเมื่อทหารพวกนั้นพุ่งเข้ามาโทยะก็ยิงขาทหารที่ทหารพวกนั้นแบบเรียงตัวด้วยกระสุนจริงเพราะรู้ดีว่ากระสุนพาราไลท์ไม่ได้ผลกับพวกเขาแน่นอน ในตอนนั้นเองเดม่อนลอร์ดก็พุ่งเป้ามาที่โทยะและยิงแสงออกมาจากตาทั้งสองข้างแต่โทยะไหวตัวทันและหลบออกมาได้ บริเวณพื้นที่โดนแสงนั้นไหม้เกรียมทันทีแสงนี้ไม่ต่างอะไรกับบีมเลย และการโจมตีระลอกสองก็พุ่งใส่เข้ามาอย่างรวดเร็วโทยะรีบวิ่งหนีไปที่กำแพงปราสาทด้วยเร็วที่เกิดจากแอคเซลบูส และใช้มันเป็นฐานเหยียบเพื่อกระโดนไปกลางอากาศที่บริเวณเหนือศีษระของเดม่อนลอร์ดพร้อมกับใช้ดาบใหญ่ของเขาสะบั้นคอเดม่อนลอร์ดจนหัวหลุดกระเด็นไป ร่างอันใหญ่โตของมันร่วงลงสู่พื้นแต่แค่นั้นไม่ทำให้เดม่อนลอร์ดตายได้ร่างไร้หัวยังคงพยายามจะใช้มือค้ำยันตนเองให้ลุกขึ้นยืนโทยะยิงเวทย์สลิปลงไปที่พื้นทำให้มันล้มลงไปอีกครั้งและเขาก็อาศัยจังหวะนี้ตัดปีกของมันออกซะแล้วตามต่อด้วยยิงกระสุนสลิปอินฟินิตี้ไปเท้าอีก ผลลัพธ์กับคือร่างอันใหญ่โตของเดม่อนลอร์ดโดนถูกเหวี่ยงไปมาฟาดกับพื้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้นทุกครั้งที่กระแทกก็แผ่นดินก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว โทยะทิ้งเดม่อนลอร์ดที่หมดสภาพไปแล้วไว้เช่นนั้นและเดินเข้าปราสาทไปจนประจันหน้ากับบาซุล พร้อมกับบอกว่า “เอาล่ะถึงเวลาลงทัณฑ์แล้ว” ฝ่ายบาซุลก็ได้แต่ตกตะลึงกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะไม่อยากจะเชื่อว่าเดม่อนลอร์ดจะถูกจัดการได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แต่ถึงกระนั้นบาซุลก็ยังเชื่อว่าโทยะไม่มีทางทำอะไรเขาได้ตราบใดที่เขายังมีกำไลอสูรและกำไลแห่งการปกป้องอยู่และผลของพลังพิเศษในการป้องกันเวทมนตร์ที่ยังไม่หายไปไหนพร้อมกับหัวเราะร่าด้วยความความได้ใจ เพื่อดับเสียงหัวเราะนั้นโทยะจึงเรียกของสิ่งหนึ่งออกมาจากสโตร์ มันคือลูกบาศก์ขนาดสามเมตร ที่โปรงใสพอจะมองเห็นข้างในได้ ภายในบรรจุสไลม์ที่มีพิษเอาไว้ แน่นอนว่าบาซุลไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรและโทยะตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ สิ่งที่บรรจุอยู่ในลูกบาศก์ก็คือเคมีคอลสไลม์ซึ่งเป็นสไลม์ที่เอาไว้ทำความสะอาดน้ำแต่มีข้อด้อยที่รุนแรงอยู่อย่างหนึ่งคือหนึ่งชั่วโมงหลังจากมันตายลงมันจะส่งกลิ่นเหม็นที่รุนแรงมากออกมาและเมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วโมงมันก็จะกลิ่นเหม็นก็แรงขึ้นเรื่อย ๆ และในลูกบาศก์นั้นก็ตายมาได้ราวชั่วโมงกว่าแล้ว
ฟังคำอธิบายแล้วบาซุลก็เริ่มจะรู้ถึงความตั้งใจของโทยะแต่ช้าไปแล้วโทยะเปิดเกทส่งเข้าลงไปในลูกบาศก์นั้นและแล้วความนรกแตกก็เริ่มขึ้น กลิ่นเหม็นรุนแรงเริ่มโจมตีใส่โพรงจมูกของบาซุลแต่ไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถจะออกมาจากลูกบาศก์ที่ทำจากเหล็กนั้นได้พลังป้องกันมากมายที่เขามีอยู่ไม่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากกลิ่นเหม็นอันโหดร้ายนี้ได้เวลาผ่านไปบาซุลก็เริ่มหมดเรี่ยวแรงเข่าทรุดลงกับพื้นตาเหลือกและหมดสติไป หลังจากนั้นโทยะก็นำตัวบาซุลที่เหม็นหึ่งออกมาและปลดกำไลทั้งสองของเขาออกจากนั้นก็ส่งกลับเข้าไปขังไว้ในลูกบาศก์ตามเดิม แต่กำไลทั้งสองก็ดันติดกลิ่นเหม็นมาด้วยจริอยู่ว่ากลิ่นที่ออกมาจากซากสไลม์นั้นจะจางหายไปหลังจากผ่านเลยสองชั่วโมงไปแต่กลิ่นที่ติดกับวัตถุจะไม่จางหายไปไหนนี่คือเรื่องที่แย่ไปซักหน่อยและเมื่อมั่นใจแล้วว่าปิศาจได้สลายหายไปหมดแล้วโทยะก็เปิดเกทพาองค์จักรพรรดิ์และคณะมาที่นี่ แม้จะมีกลิ่นเหม็นจากกำไลทั้งคู่กวนใจนิดหน่อยแต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยดีแต่โทยะกังวลเล็กน้อยว่ามือเขาที่จับกำไลอยู่นี่จะล้างกลิ่นออกไหมนี่สิ
หลังจากนั้นพวกอัศวินแห่งเบลฟาสก็ลงไปช่วยปลดปล่อยเหล่าอัศวินของเรกุรุสที่ถูกคุมขังอยู่ที่คุกใต้ดินให้เป็นอิสระ ส่วนองค์จักรพรรดิ์ก็ได้ออกไปที่ระเบียงเพื่อประกาศชัยชนะโดยอาศัยสมาร์ทโฟนของโทยะเป็นเครื่องมือถ่ายทอด ภาพของบาซุลที่หมดสติอยู่ในลูกบาศก์ที่เผยแพร่ออกไปนั้นทำให้พวกกบฏที่เหลืออยู่หมดกำลังใจที่จะต่อสู้และพากันยอมแพ้ในที่สุดหลังจากการถ่ายทอดจบลง องค์จักรพรรดิ์ก็มองดูบาซุลที่หมดสภาพพร้อมกับรำพึงรำพันว่าความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อจักรวรรดิ์ยิ่งใหญ่มากเกินไปของบาซุลนำพาให้เขาต้องลงเอยเช่นนี้ เมื่อมองย้อนไปแล้วตัวเขาในวัยหนุ่มหากไม่ป่วยเสียก่อนก็อาจจะต้องพบกับชะตากรรมเดียวกับบาซุลก็เป็นได้ แต่แม้จะมีความเห็นใจอยู่บ้างแต่บาซุลก็ก่อเรื่องที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ไปเสียแล้ว หลังจากนั้นเหล่าอัศวินแห่งเรกุรุสก็กรูกันเข้ามาและพากันนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงต่อหน้าขององค์จักรพรรดิ์หนึ่งในนั้นก็คือหัวหน้าอัศวินแห่งเรกุรุส “แกสเปอร์” นั่นเอง โคฮาคุพาเอลเซ่กับยาเอะขึ้นขี่หลังและพามาสมทบกับกลุ่มของโทยะโดยมี โคคุโยกับซังโกะมินิโหมดลอยตามหลังมาติด ๆ เอลเซ่แจ้งว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วองค์จักรพรรดิ์จึงออกคำสั่งให้จับกุมเหล่าทหารที่หมดสติและที่ยอมจำนนแล้วแต่อย่าได้ทำรุนแรงจนเกินไปนัก เหล่าอัศวินก็รับคำสั่งและออกปฏิบัติการณ์ทันที เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วโทยะจึงส่งอสูรอัญเชิญของเขากลับไป
หลังจากที่สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้แล้วเหล่าทหารผู้ที่มีส่วนร่วมในการกบฏคราวนี้ก็ถูกจับกุมและปลดออกจากกองทัพแต่พวกก็ไม่รับโทษที่ร้ายแรงมากนักทั้งนี้เพราะคนเหล่านี้กระทำไปเพราะเชื่อการปลุกปั่นของคนเพียงคนเดียว โทษของพวกเขาคือโดนส่งไปอยู่ที่อื่นเมืองไหนซักเมืองในเขตปกครองของจักรวรรดิ์แทน หลังจากนั้นนายพลโรเมโลก็ได้พาตัวองค์รัชทายาทกลับมาที่ราชวัง เหตุการณ์ในวันนั้นสรุปได้ว่าเขาหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงปลอมตัวหลบหนีออกมาราชวังมาแต่ก็โดนพวกทหารเล่นงานเข้าให้ระหว่างทาง เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้วองค์จักรพรรดิ์เซฟิรุส ก็ได้กล่าวขอบคุณโทยะที่ช่วยชีวิตเขา ลูกชาย ลูกสาวและยังกู้วิกฤตให้กับจักรวรรดิ์อีกด้วยถือได้ว่าเป็นผู้กอบกู้โดยแท้จึงคิดจะตอบแทนความช่วยเหลือในครั้งนี้และให้โทยะบอกความปราถนาออกมา แต่แน่นอนโทยะไม่ปราถนาสิ่งใดตอบแทนมาแต่แรกแล้วจึงกล่าวปฏิเสธอย่างนอบน้อมเช่นเดิมว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นแค่การแก้ไขสถานการณ์ไปสภาพอันสมควรเท่านั้นไม่ต้องกังวลเรื่องตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อได้ฟังดังนั้น ทริสโทเวนราชาแห่งเบลฟาสก็ยิ้มและพูดออกมาว่า โทยะไม่เปลี่ยนไปเลยทางเบลฟาสเองก็เคยเสนอตำแหน่งขุนนางให้แต่เขาปฏิเสธสุดท้ายก็เลยทำได้แค่ให้เงินกับบ้านไปหลังหนึ่งเท่านั้นแต่ก็ยังดีที่เขายอมรับลูกสาวของเราไปเป็นคู่หมั้น เมื่อสิ้นคำพูดนั้นจักรพรรดิ์เรกุรุสจึงเสนอให้โทยะรับรูเชียไปเป็นคู่หมั้นด้วยเลยดีไหม สำหรับเรกุรุสและเบลฟาสหากเจ้าหญิงของทั้งสองประเทศได้แต่งงานกับชายคนเดียวกันแล้วล่ะก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศนีแน่นแฟ้นมากขึ้นแน่ ๆ เมื่อบทสนทนาเริ่มดำเนินไปในทิศทางแปลก ๆ โทยะจึงรีบหันไปหายูมิน่าเพื่อจะขอความช่วยเหลือแต่จู่ ๆ ยูมิน่าก็ยกมือขึ้นมาราวกับจะเสนออะไรบางอย่างในที่ประชุมและคำพูดที่ออกจากปากของยูมิน่าก็ดัดหลังโทยะแบบเต็ม ๆ เมื่อเธอเสนอให้รูเชียเข้ามาเป็นหนึ่งในว่าภรรยาของโทยะเพราะเธอได้สอบถามและยืนยันความต้องการของรูเชียเรียบร้อยแล้วและแน่นอนว่า เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ ก็ยอมรับข้อเสนอชนิดมติเอกฉันท์แม้โทยะจะพยายามอยากจะคัดค้านแต่ก็ไม่สามารถทำได้ โทยะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสถานการณ์มันถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ได้ เลออนจึงได้บอกว่า “ทั้งหมดมันเพราะพลังของโทยะนั่นแหละ” ซึ่งโทยะก็ดูจะไม่เข้าใจในความหมายของคำพูดนั้นเลออนจึงอธิบายต่อว่าเพราะการกระทำของโทยะนั้นไม่สามารถจะยืนยันได้เป็นการช่วยเหลือจักรวรรดิ์อาจจะมีคนมองว่ามันเป็นการรุกรานจักรวรรดิ์ในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นเบลฟาสเองก็จะถูกเพ่งเล็งไปในทางที่ไม่ดีได้แต่ถ้าทำการหมั้นหมายกับรูเชียผู้เป็นเจ้าหญิงของจักรวรรดิ์แล้วล่ะก็จักรวรรดิ์ก็จะมีข้ออ้างเอาไว้ให้อธิบายกับอธิบายกับประเทศอื่น ๆได้ด้วย (ในอีกความหมายหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้โทยะหันกลับมาเป็นศัตรูกับจักรวรรดิ์ในภายหลังนั่นเอง) ส่วนหหัวหน้าอัศวินแกสเปอร์ก็บอกว่า จักรวรรดิ์ไม่พยายามหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากโทยะหรอกแต่ต้องการจะเป็นพันธมิตรเท่าเทียมก็เท่านั้น โทยะก็ได้แต่ทำใจและมองไปยังรูเชียเลออนจึงได้แต่ตบหลังโทยะและให้กำลังใจว่า “เพิ่มจาก 4 เป็น 5 ก็คงไม่แตกต่างจากเดิมมากหรอก” แน่นอนว่าโทยะหมดหนทางที่จะปฏิเสธแถมยังได้แต่คิดว่าเจอหน้ากันแค่สองวันก็กลายเป็นคู่หมั้นไปเสียแล้วเหรอ? แต่พอนึกย้อนไปอีกทีตอนยูมิน่าแค่ครึ่งวันเองนี่นา หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิ์ก็หันถามลูกสาวของตนเองว่าจะคัดค้านการหมั้นหมายนี้หรือไม่ แน่นอนว่ารูเชียตอบรับความเต็มใจ(แบบสุดขีด) และนั่นก็ทำให้รูเชียเข้ามาเป็นว่าที่ภรรยาคนที่ห้าของโทยะและเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกยูมิน่าอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นจักรพรรดิ์ก็ประกาศเป็นพันธมิตรกับเบลฟาสและสภาพในตอนนี้ก็จะรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรแห่งภูมิภาคตะวันตกได้ ซึ่งหมายความว่าเบลฟาส มิสนิด รุฟิริส และเรกุรุสจะเชื่อมต่อถึงกันได้อิสระราวกับเป็นอาณาจักรเดียว
แต่มีปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือตอนนี้โทยะได้หมั้นหมายกับเจ้าหญิงของสองประเทศ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกประเทศโทยะจำเป็นจะต้องมีสถานภาพที่เหมาะสมเสียก่อนมิฉะนั้นมันจะเป็นปัญหาในภายหลังดังนั้น ราชาเบลฟาสและจักรพรรดิ์เรกุรุสจึงตัดสินใจจะตัดแบ่งดินแดนที่อยู่ตรงชายแดนรอยต่อของเบลฟาสกับเรกุรุสมอบให้โทยะและรับรองสถานภาพของเขาให้เป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนั้นโดยโทยะมีสิทธิในการปกครองตัวเองเต็มที่โดยไม่ขึ้นกับกฏของเบลฟาสหรือเรกุรุสและจะให้เงินสนับสนุนในการก่อตั้งดินแดนถ้าทำเช่นนี้โทยะก็จะสามารถแต่งงานกับองค์หญิงของทั้งสองประเทศได้โดยไม่มีปัญหา พื้นที่ที่ว่านั้นมีขนาดประมาณ 410 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ถัดลงมาจากบริเวณภูเขาเมอร์ริเชียภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าและทีราบแต่เขตนั้นมีพวกสัตว์อสูรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทำให้ไม่สามารถเดินทางสัญจรผ่านได้ซึ่งหากบุกเบิกเส้นทางบริเวณนี้ได้ล่ะก็จะสามารถสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงของทั้งอาณาจักรที่สั้นลงกว่าทางเดิมที่ใช้อยู่ได้แน่นอน โทยะจึงถามไปว่าจะให้ไปอยู่สถานที่อันตรายแบบนั้นเนี้ยนะ แต่ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้บังคับให้ไปอยู่แต่จุดนั้นก็ถือว่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อยู่และถ้าเกิดอะไรขึ้นระดับโทยะก็น่าจะพอรับมือได้ ท้ายที่สุดโทยะก็พอจะสรุปได้ว่าพ่อตาทั้งสองก็มีความต้องการผลักภาระในการบุกเบิกเส้นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างสองประเทศที่แสนจะอันตรายให้กับเขานั่นเอง แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกทีก็ไม่ใช่เรื่องทีเลวร้ายอะไรมากนักเพราะถ้าหากบุกเบิกจนได้เส้นทางการค้าที่ปลอดภัยแล้วก็จะมีอรรถประโยชน์อีกมากมายตามมาโทยะจึงยอมรับการก่อตั้งประเทศใหม่โดยมีประเทศมหาอำนาจรับรองการสถาปนาให้ และเมื่อลินเซ่ถามว่าจะตั้งชื่ออาณาจักรว่าอะไรดี จะเรืยกอาณาจักรโทยะก็น่าอายเกินไปจะเรียกอาณาจักรญี่ปุ่นก็ไม่เข้าทีสุดท้ายแล้วโทยะก็เลือกทั้งชื่ออาณาจักรของเขาว่า “อาณาจักรบรุนฮิวด์” ซึ่งเป็นชือเดียวกับปืนของเขาและยังเป็นชื่อแห่งเทพธิดาแห่งสงครามอีกด้วย
พวกโทยะเดินทางไปสำรวจดูสถานที่ที่จะเป็นที่ตั้งของอาณาจักรบรุนฮิวด์ด้วยตาตัวเองก็พบว่าที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากทิวเขา ป่า แล้วก็แม่น้ำ พอใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบจำนวนของสัตว์อสูรที่อยู่ในบริเวณนี้ก็พบว่ามีอยู่มากมายในเขตป่า โทยะชั่งใจอยู่ว่าจะเอายังไงกับพวกมันดีจะฆ่าทิ้งเสียให้หมดมันก็จะเหลือซากศพจำนวนมากอยู่ในเขตนี้แถมเนื้อของพวกมันก็กินไม่ได้ จะเทเลพอร์มันไปที่อื่นก็ไม่ได้เพราะพวกมันอาจไปโจมตีผู้คนสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น ๆ เอาได้ จะเทเลพอร์ตพวกมันไปทิ้งทะเลดีไหม แต่ชิ้นส่วนของพวกมันแปรเป็นเงินได้ทิ้งไปก็เสียดายของแต่จะทิ้งซากศพไว้ก็ได้ไม่ดีอีก แต่แล้วยาเอะก็เสนอวิธีการออกมาว่าให้เอาศพไปโยนกระจายไว้ตามป่าตามเขาให้เป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ยบำรุงดินไปเสีย เมื่อตัดสินใจได้แล้วโทยะก็จัดการยิงเวทย์ไชน์นิ่งเจวาลินสังหารหมู่พวกสัตว์อสูรที่อยู่ในบริเวณนั้น หลังจากนั้นโทยะก็จ้างคนมาช่วยกันเก็บกู้พวกเขี้ยว เขาและชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ขายได้ โลแกน รีเบคก้าแล้วก็วิว ถูกเรียกมาจากเมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือในงานนี้นอกจากนี้ก็ยังมีเมดเซซิลแล้วก็คนสวนจูลิโอ้มาร่วมด้วย และโทยะยังดึงเลออนมาช่วยด้วยโดยให้ทำในส่วนของงานพาร์ททาม ทั้งนี้ดูเหมือนว่าเลออนกำลังรวบรวมเงินเพื่อทำอะไรบางอย่างโทยะเดาว่ามีความเป็นไปได้ 90% น่าจะเป็นแหวนหมั้นที่จะให้โอลก้า ส่วนรูเชียที่ร่วมทำงานอยู่ด้วยแม้ว่าตอนแรกติดขัดไปบ้างแต่พอโทยะสอนเทคนิคให้ก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
เธอมีความสุขที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่จะสามารถทำให้เธอช่วยงานต่าง ๆ ของโทยะได้เหมือนกับสาวคนอื่น ๆ เมื่อโทยะลูบหัวเธอเบา ๆ แทนคำขอบคุณรูเชียก็หน้าแดงเล็กน้อย อย่างไรเสียที่นี่ก็ยังไม่ปลอดภัยโทยะจึงต้องคอยเตือนคนอื่น ๆ และตรวจเช็คการเคลื่อนไหวตลอดเวลาในระหว่างนั้นสมาร์ทโฟนก็จับการเคลื่อนไหวบางอย่างได้ เลออนให้ความเห็นว่าอาจจะเป็นพวกโจรที่เข้ามาสร้างรังลับเพื่อหลบซ่อนในบริเวณนี้โทยะกับเลออนจึงคิดที่จะออกไปจัดการกับพวกโจรโดยให้คนอื่น ๆ รออยู่ที่นี่ ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีทั้งสองก็ไปถึงสถานที่แห่งนั้น แต่ก่อนที่จะเข้าไปโทยะก็ถามเลออนว่า ที่ทำทั้งหมดนี่เพราะต้องเงินรางวัลนำจับใช่ไหม? ซึ่งเลออนก็ไม่ได้ปิดบังเกี่ยวกับความจริงที่เขากำลังต้องการเงิน แต่พอโทยะถามว่าเพื่อซื้อแหวนหมั้นให้โอลก้างั้นเหรอ? เลออนก็บอกว่าเขาให้แหวนเธอไปแล้วตอนนี้เขากำลังรวบรวมเงินเพื่อแต่งงานและเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลังจากนั้นเพราะเขาต้องการจะซื้อบ้านใหม่ซักหลัง โทยะเข้าใจอย่างสุดซึ้งเพราะไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ต้องใช้เงินจริง ๆ แต่พอถามว่าขอความช่วยเหลือจากครอบครัวไม่ได้หรือ เลออนก็บอกว่าครอบครัวเขาเป็นสไตล์ต้องฝ่าฟันเอาเองหากอยากได้เงินก็ต้องแสวงหาด้วยกำลังตนเองและที่สำคัญเขาเป็นลูกชายคนที่สองดังนั้นเมื่อแต่งงานก็ต้องออกจากบ้านใหญ่ แม้โทยะจะอยากให้ยืมเงินแต่ก็เกรงว่านายพลลีออนอาจจะโกรธเอาได้ แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับเข้าประเด็นเรื่องจับโจรเมื่อโทยะยืนยันตำแหน่งและจำนวนโจรเรียบร้อยเลออนก็นำมีดสั้นที่โทยะสร้างให้ออกมาและแปรสภาพเป็นดาบและเข้าจัดการพวกโจร โทยะคิดว่างานนี้จะปล่อยให้เลออนรับผลงานไปเพราะไม่งั้นเงินรางวัลจะโดนแบ่งส่วนกัน แน่นอนเลออนจัดการโจรพวกนั้นได้อย่างสบาย ๆ ส่วนโทยะก็เอาสมบัติที่โดนปล้นมาเก็บเข้าสโตร์ก่อนจะนำไปให้เลออนนำคืนเจ้าของภายหลังและทำลายรังหลบซ่อนของพวกโจรทิ้งซะด้วยเวทย์กราวิตี้ และเมื่อโทยะกลับไปหาทุกคนแล้วเขาก็ได้นำเอาชิ้นส่วนมอนสเตอร์ที่ใส่ถุงเรียบร้อยแล้วไปขายต่อที่กิลด์พร้อมทั้งพารูเชียไปหาพริมเพื่อลงทะเบียนเป็นนักผจญภัย รูเชียไม่มีความสามารถทางเวทมนตร์ก็จริงแต่ก็สามารถใช้วิชาดาบคู่แบบเดียวกับแคร์โลวได้ ในระหว่างที่เจ้าหน้าทีคนอื่นกำลังจัดการเรื่องลงทะเบียนของรูเชียอยู่ พริมก็ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดในเรกุรุสและทำการประทับตราให้กับโทยะตอนนี้โทยะได้รับฉายา “เดม่อนคิลเลอร์” เพิ่มมาอีกหนึ่งรวมถึงระดับของกิลด์การ์ดก็เพิ่มเป็นระดับเงินโดยนักผจญภัยระดับนี้จะมีงานจากกิลด์ส่งมาให้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องมาตามหางานตามบอร์ดประกาศอีกแล้วและหลังจากลงทะเบียนให้รูเชียแล้วเธอก็ได้รับกิลด์การ์ดสีดำมาครอบครองจากนั้นก็โทยะพารูเชียกลับออกมาจากกิลด์เงินที่ได้จากการขายชิ้นโทยะจะนำไปจ่ายให้พวกคนที่มาช่วยงานเขา ทางด้านของเลออนนั้นเงินที่จากงานและเงินรางวัลนำจับน่าจะมากพอสำหรับการแต่งงงานแล้วโทยะคิดว่าคงต้องหาของขวัญแสดงความยินดีให้ซักหน่อยแล้ว และก็ควรแจ้งข่าวนี้ให้คนอื่น ๆ ได้รับทราบกันในโอกาสต่อไปด้วย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 14 (100 - 106) หลังเหตุการณ์ก่อกบฏในเรกุรุสผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุสก็สามารถปราบปรามพวกกบฏทั้งหมดลงได้ และได้ทำการยกย่องโทยะเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้จักรวรรดิ์ในฐานะนักผจญภัยจากเบลฟาส จากนั้นก็ได้มีการประกาศตัดแบ่งดินแดนบริเวณรอยต่อของสองอาณาจักรให้เป็นที่ตั้งของอาณาจักรบรุนฮิวโดยมีโทยะเป็นผู้ปกครองดินแดนนี้ แม้ว่าข่าวการก่อตั้งอาณาจักรใหม่จะสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมากแต่ความสนใจต่อข่าวนี้ก็ไม่นานนักเพราะพื้นที่ตรงจุดนั้นยังไม่มีอะไรนอกจากต้นไม้ โทยะจำเป็นจะต้องสร้างสภาพให้เหมาะสมแก่การย้ายเข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจเสียก่อนแต่ในใจเขาตอนนี้ก็ยังไม่คิดจะไปอาศัยอยู่ที่นั่น ส่วนเรื่องการหมั้นหมายของโทยะกับยูมิน่าและรูเชียนั้นยังคงไม่ถูกประกาศสู่สาธารณะเนื่องจากปัญหาทางเบสฟาส ส่วนหนึ่งก็มาจากทายาทที่ยังอยู่ในครรภ์ของราชินียูเอล่านั้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งเพศของเด็กคนนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อจุดยืนของโทยะในเรื่องของการสืบทอดตำแหน่งราชาองค์ต่อไปของเบสฟาสเลยทีเดียว นายพลบาซุลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องส่วนหนึ่งถูกประหารชีวิต ส่วนกำไลอสูรและกำไลแห่งการปกป้องที่โทยะยึดมาได้นั้นเมื่อพิจารณาถึงพลังของมันเหล่าผู้ปกครองก็เล็งเห็นว่าถ้าหากมันยังคงอยู่ต่อไปก็มีแต่จะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังเสียเปล่า ๆ จึงตัดสินใจให้ทำลายมันทิ้งเสียโทยะจึงจัดการทำลายกำไลทั้งสองนั้นต่อหน้าพ่อตาทั้งสองคนของเขา แต่อันที่จริงแล้วโทยะแอบสลับเอาของปลอมที่สร้างจากเวิร์กชอปมาแทนที่แล้วนำของจริงเก็บกลับคืนไปสู่บาบิโลน
.
ถึงแม้ว่าจะได้รับดินแดนสำหรับก่อตั้งประเทศใหม่มาแล้วแต่โทยะก็ไม่มีความคิดที่อยากจะไปอาศัยอยู่ที่นั่นเลยเพราะถ้าหากว่ากันตามตรงการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแบบนี้ก็ดูจะเป็นอะไรที่สะดวกสบายดีอยู่แล้วแต่เอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะในอนาคตหากการหมั้นหมายกับยูมิน่าและรูเชียถูกประกาศออกไปแล้วแต่โทยะยังอาศัยอยู่ที่นี่ผู้คนจะมองว่าโทยะนั้นโอนเอียงมาทางเบลฟาสมากกว่าเรกุรุสดังนั้นจึงควรจะต้องย้ายไปอาศัยอยู่ที่อาณาเขตปกครองที่สองอาณาจักรนี้มอบให้จะเป็นการดีกว่า ด้วยเหตุนี้โทยะจึงจำเป็นจะต้องสร้างที่อยู่ใหม่ในตอนแรกก็คิดจะยกเอาบ้านหลังนี้ไปตั้งที่บุรนฮิวแต่ยูมิน่าไม่เห็นด้วย อีกทางเลือกหนึ่งที่โทยะคิดก็คือซื้อแมนชั่นซักหลังแล้วย้ายไปไว้ที่นั่นหรือไม่ก็ย้ายบ้านเปล่า ๆ ที่อยู่บนบาบิโลนการ์เด้นไป แต่ไอเดียนี้ก็โดนคัดค้านเพราะที่อยู่อาศัยก็ถือเป็นสิ่งใช้แสดงฐานะดังนั้นเมื่อโทยะเป็นถึงผู้ปกครองแคว้นแล้วก็รูเชียจึงเสนอให้สร้างปราสาท ยูมิน่าก็เห็นสนับสนุนความคิดนี้่เช่นกัน โทยะจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาเปิดหาต้นแบบที่จะใช้สำหรับสร้างปราสาทของเขาแต่ปราสาทต้นแบบก็ล้วนแต่มีขนาดใหญ่กันแทบทั้งนั้น โทยะต้องการปราสาทขนาดเล็กเพราะเขาไม่มีทรัพยากรบุคคลมากเพียงพอที่จะดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในปราสาทนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโทยะก็ไม่มีความรู้ในเรื่องการก่อสร้างอาคารอย่างปราสาทเลยแม้แต่นิดเดียวจะต้องใช้วัสดุอะไรเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แม้ว่าจะลองเอาปราสาทเบลฟาสมาเป็นต้นแบบและใช้การขึ้นรูปด้วยโมเดลลิ่งแต่ปัญหาก็คือเขาต้องใช้เวลามากขนาดไหนกว่าจะสร้างปราสาทออกมาได้ .
ในตอนนั้นเองโรเซ็ตต้าก็กระโดดพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอกว่าถึงเวลาใช้ความสามารถที่แท้จริงของเวิร์กชอปของเธอแล้ว ด้วยฟังก์ชั่นรีโมเดลของเวิร์กชอปจะสามารถเปลี่ยนรูปแบบวัตถุที่ทำการแสกนมาและสร้างให้เป็นแบบใหม่ได้ไม่ยากเย็น โทยะพาสาว ๆ ไปยังบาบิโลนเวิร์กชอป แน่นอนว่ารูเชียรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้เห็นมันและเมื่อทำการแสกนตัวปราสาทเบลฟาสมาได้แล้วการรีโนเวทต้นแบบปราสาทครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น โดยส่วนตัวแล้วโทยะไม่ต้องการปราสาทขนาดใหญ่เขาจึงขอให้ลดห้องที่ไม่จำเป็นลงไป และเมื่อเพิ่มความต้องการของสาว ๆ อย่างเช่น ระเบียงกว้าง ๆ โรงฝึกดาบ ลานต่อสู้ ห้องสมุด คูน้ำกับสะพานยก ฯลฯ ลงไปเพิ่มปราสาทต้นแบบก็ไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป หลังจากจัดแต่งกันจนพอใจแล้วก็ขั้นตอนต่อไปก็คือดำเนินการสร้างซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดรวมสามวันแต่นั่นมันในกรณีที่มีวัตถุดิบสำหรับสร้างเพียงพอ วัตถุดิบที่ต้องใช้นั้นนอกจากพวกอิฐหรือหินอ่อนแล้วก็ยังรวมไปถึงพวกไม้ เหล็ก ทองเหลือง ฝ้าย เส้นไหม ลินิน และอื่น ๆ อีกหลายรายการซึ่งของเหล่านี้พวกโทยะจำเป็นต้องไปรวบรวมมาซึ่งถ้าคิดจะใช้เงินซื้อวัตถุดิบเหล่านี้มาแล้วล่ะก็มันต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ในตอนนั้นเองรูเชียก็ถามโรเซ็ตต้าว่าวัตถุดิบที่จะใช้จำเป็นต้องเป็นของใหม่หรือไม่? คำตอบที่ได้คือไม่จำเป็นแต่ก็อย่าให้มันโทรมมากจนเกินไป รูเชียจึงเสนอว่าปราสาทร้างที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจักรวรรดิ์น่าจะนำมาใช้ได้ โทยะจึงคิดที่จะขออนุญาตจากองค์จักรพรรดิ์เรกุรุสและจะไปดูสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวเอง ทว่าพอบอกว่าจะไปที่ป้อมร้างนั้นรูเชียกลับแสดงท่าทางอิดออดเหมือนไม่อยากจะไปและบอกว่าที่แห่งนั้นมีผีสิงอยู่ .
เจ้าของปราสาทหรือก็คือผู้ปกครองดินแดนแทบนี้นั้นเป็นลอร์ดผู้ได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิ์และได้เป็นที่รักของประชาชนเพราะความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการการปกครองของเขา แต่อยู่มาวันหนึ่งชายผู้นี้ก็เปลี่ยนไปหลังจากที่ภรรยาอันเป็นที่รักของเขาได้เสียชีวิตลง เขาเริ่มเก็บตัวเงียบอยู่ภายในปราสาทและเหตุการณ์แปลกประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้นภายในดินแดนใต้การปกครองนี้ เริ่มมีการหายตัวไปอย่างลึกลับของผู้คนวันแล้ววันเล่า มีครั้งหนึ่งมีผู้พบเห็นว่าลอร์ดผู้นี้ได้แบกเอาร่างของสาวชาวบ้านหายไปในปราสาท ชาวบ้านจึงรวมตัวกันแล้วมุ่งไปยังปราสาทเพื่อหาข้อเท็จจริง ปรากฏว่าที่นั่นไม่มีทหารหรือข้ารับใช้เหลืออยู่เลย ดูเหมือนเจ้าของปราสาทกำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับการคืนชีพคนตายเพื่อที่จะได้ทำการชุบชีวิตภรรยาของเขา โดยเหยื่อทดลองในตอนแรกก็คือเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ในปราสาทนั่นเองแต่พอพวกนั้นตายกันหมดท่านลอร์ดก็เริ่มออกไปลักพาตัวชาวบ้านมาเป็นเหยื่อทดลองและเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูองค์จักรพรรดิ์ก็ได้มีการส่งทหารมาจัดการและท่านลอร์ดก็ถูกฆ่าตายที่นั่นแต่เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวกลับไม่จบลงเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อลอร์ดคนใหม่ได้เข้ามาปกครองดินแดนและอาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนี้ต่อเขาก็ป่วยตายไปอย่างปริศนา คนต่อมาก็ประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้าคอหักตาย ต่อมาคนที่สามที่เข้ามาก็ถูกภรรยาตัวเองแทงจนเสียชีวิต จนกลายเป็นคำเล่าลือว่าเป็นเพราะคำสาปของเจ้าของปราสาทคนเก่าทำให้ผู้ที่มาอาศัยอยู่ที่นี้ต้องประสบกับโชคร้ายและเมื่อผู้ปกครองคนต่อไปเข้ามารับช่วงเขาก็ปฏิเสธที่จะอาศัยอยู่ที่ปราสาทรวมถึงชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็พากันอพยพออกไปกันหมดปล่อยให้ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นปราสาทร้างที่เชื่อว่ามีผีร้ายสิงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้แม้ว่าตอนนี้จะมีพวกโจรมาอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนั้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะย่างกรายเข้าไปที่ปราสาทแห่งนั้นแม้แต่นิดเดียว .
โทยะกับเหล่าสาว ๆ ที่ได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิ์แล้วได้มาที่ปราสาทผีสิงที่ว่านี้เพื่อพิสูจน์เรื่องเล่านั้นปาร์ตี้ของโทยะตอนนี้มีรูเชียมาเพิ่มเป็นสมาชิกใหม่พร้อมด้วย โคฮาคุ โคคุโย และซังโกะได้เริ่มทำการสำรวจปราสาทร้าง หากมาในยามกลางคืนปราสาทแห่งนี้ก็คงดูน่ากลัวพิลึกแต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแถมฟ้าปลอดโปร่งสุด ๆ ทำให้ดูไม่น่ากลัวเลยซักนิดแต่พอเดินเข้ามาด้านในบรรยากาศมันก็ชวนให้รู้สึกว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาได้ตลอดเวลาเดิมทีโทยะคิดจะย้ายมันไปที่บรุนฮิวเลยแต่ลินเซ่อยากให้เข้าไปตรวจสอบดูให้แน่ใจก่อนว่ามีพวกมอนสเตอร์หรืออะไรอย่างอื่นหลบซ่อนอยู่หรือเปล่าเพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในภายหลัง พวกโทยะผ่านประตูทางเข้าไปจนถึงบริเวณห้องโถงใหญ่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบโทยะก็ตัดสินใจแบ่งกลุ่มแยกกันสำรวจในแต่ละจุดโดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละสองคนโดยให้สัตว์อสูรตามไปคุ้มกันและหากเกิดอะไรขึ้นก็จะได้ใช้โทรจิตแจ้งกับโทยะโดยตรงได้ กลุ่มแรกคือ ยูมิน่ากับรูเชียคุ้มกันโดยโคฮาคุ กลุ่มสองลินเซ่กับยาเอะคุ้มกันโดย โคคุโยและซังโกะ ส่วนโทยะไปกับเอลเซ่ เมื่อแบ่งทีมกันเรียบร้อยทั้งหมดก็แยกกันไป .
โทยะมองไปนอกหน้าต่างก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆแล้วทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังปลอดโปร่งอยู่แท้ ๆ โทยะที่สังเกตเห็นอาการแปลกของเอลเซ่นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ก็พอจะเดาออกอยู่แล้วแต่เขาก็เอ่ยถามออกไปว่า “เอลเซ่กลัวผีเหรอ?” แน่นอนว่าเอลเซ่พยายามจะปฏิเสธแต่พอโทยะบอกว่ามีเงาขาว ๆ อยู่ข้างหลังเท่านั้นแหละ เอลเซ่ก็ร้องลั่นแล้วกระโดดเข้ากอดโทยะอย่างแรงด้วยพละกำลังที่บอกได้เลยว่าเทียบได้กับพละกำลังของหมีเลยทีเดียว ซึ่งแม้จะรู้สึกดีที่โดนสาวกอดก็เถอะแต่มันก็เจ็บพอสมควรโทยะต้องบอกให้เอลเซ่สงบใจลงและดูให้ดีว่าแท้จริงแล้วมันก็แค่ผ้าม่านเท่านั้น เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่ผีแล้วเอลเซ่ก็ผละออกจากโทยะพร้อมกับอาการหน้าแดงและทำปากพะงาบ ๆ ราวกับจะพยายามหาคำพูดมาอธิบายและสุดท้ายก็ยอมรับว่าเธอไม่ค่อยถูกกับผีเท่าไหร่ โทยะจึงจับมือเอลเซ่พร้อมกับบอกว่าไม่ต้องปิดบังไปหรอก ถ้ากลัวล่ะก็จะจับมือเขาแบบนี้ก็ได้แล้วทั้งคู่ก็เดินสำรวจต่อไป ในระหว่างนั้นก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นเอลเซ่ที่ตกใจก็รีบกระโดดกอดแขนโทยะไว้แน่นจนหน้าอกของเธอแนบชิดไปกับแขนของโทยะ แต่พอรู้ว่าต้นตอของเสียงนั้นเป็นเพียงแค่หนูตัวเล็ก ๆ เอลเซ่ก็ผละออกทำให้โทยะรู้สึกเสียดายช่วงเวลาเมื่อครู่เล็กน้อย จากนั้นทั้งคู่ก็เตรียมตัวขึ้นไปสำรวจชั้นสอง ที่ตรงบนไดทางขึ้นโทยะพบกับภาพของผู้หญิงอายุราวยี่สิบปีสวมชุดสีเขียวอ่อน นั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังยิ้มอยู่โทยะคาดว่าน่าจะเป็นภรรยาของลอร์ดที่เสียชีวิตไปและอีกคนที่อยู่ในภาพก็คงเป็นลอร์ดผู้พยายามค้นคว้ามนตร์แห่งการคืนชีพจนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมแต่โทยะก็พอจะเข้าใจเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยและที่สำคัญอกใหญ่มาก แต่พอเอลเซ่ถามว่ามองอะไรอยู่กันแน่โทยะก็รีบหาเรื่องแถและจูงมือเอลเซ่ขึ้นไปชั้นสองในทันที .
โทยะติดต่อกับสัตว์อสูรของเขาเพื่อตรวจสอบสภาพการณ์และได้รับรายงานกลับมาว่าทุกอย่างปกติดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หลังจากเดินสำรวจมาพักใหญ่ก็ยังไม่พบกับสิ่งผิดปกติทว่าที่ภายนอกฝนกำลังตกหนัก โทยะกับเอลเซ่เดินมาจนถึงประตูทางเข้าห้องของลอร์ดผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวสยองขวัญและเมื่อเข้าไปภายในห้องก็พบกับสภาพและบรรยากาศแห่งความตายแผ่กระจายปกคลุมไปทั่ว ในห้องมีชุดเกราะที่ขึ้นสนิมถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่ด้วย ที่ผนังห้องมีภาพแขวนอยู่แต่มันมีบางอย่างผิดปกติไป ภาพในห้องนี้เป็นชายมีเคราสวมชุดคล้ายเครื่องแบบทหารส่วนผู้หญิงที่ยืนข้าง ๆ นั้นก็เป็นคนละคนกับในภาพที่อยู่ตรงบันได โทยะนึกขึ้นได้ว่าปราสาทนี้เปลี่ยนเจ้าของอีกสามครั้งภาพที่อยู่ในห้องนี้น่าจะเป็นลอร์ดคนที่สาม เมื่อโทยะตัดสินใจจะกลับลงไปดูภาพที่บันไดให้แน่ใจอีกครั้งจู่ ๆ ประตูห้องที่เปิดอยู่ก็ปิดลงอย่างแรงจนเอลเซ่ถึงกับสะดุ้งเฮือก ภายในห้องเริ่มมีเสียงดังออกมา แจกันที่วางอยู่เริ่มสั่นไหวด้วยตัวของมันเองและพริบตาต่อมาแจกันนั่นก็ตรงเข้าหาโทยะและเอลเซ่ โทยะคว้าเอลเซ่เอาไว้ในอ้อมแขนขณะที่หลบแจกันที่พุ่งมา แจกันใบนั้นตรงไปกระแทกกับผนังห้องจากนั้นแจกันใบอื่น ๆ และสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปากกา กรรไกร หนังสือ ฯลฯ ที่อยู่ในห้องก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาและตรงเข้าใส่ โทยะใช้กระสุนจากบรุนฮิวสอยสิ่งของเหล่านั้นเพื่อป้องกันตัวเขากับเอลเซ่ที่ตอนนี้ไม่สามารถจะช่วยต่อสู้ได้และในตอนนั้นเองชุดเกราะพร้อมดาบสนิมเครอะที่ตั้งอยู่มุมห้องก็เริ่มขยับและตรงมาหาพวกเขา ท่ามกลางฝนที่ตกหนัก ท้องฟ้าสว่างวาบด้วยประกายสายฟ้าและเสียงดังสนั่นของฟ้าฝ่าโทยะร่ายเวทย์ไชน์นิ่งเจวาลินอัดใส่ชุดเกราะเหล็กที่พุ่งเข้ามาจนแหลกเป็นผุยผง .
หลังจากนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงปริศนาบอกกับโทยะให้รีบออกไปจากปราสาทนี้ไปเสียหากไม่อยากตาย แต่โทยะปฏิเสธที่จะทำตามก่อนจะโทรจิตบอกให้เหล่าสัตว์อสูรอัญเชิญของเขาพาพวกสาวหลบออกจากปราสาทไปก่อนเพราะเขาจะทำลายปราสาทนี้ทิ้ง ว่าจบแล้วโทยะก็ใช้เวทย์หอกแสงพังประตูออกมา เมื่อรู้ว่าโทยะจะทำลายปราสาทเสียงปริศนาก็กรีดร้องและพยายามห้ามไม่ให้โทยะทำแบบนั้น โทยะจึงถามเจ้าของเสียงว่าเป็นผีจริงเปล่าเจ้าของเสียงก็ออกอาการแปลก ๆ แต่ก็ตอบว่าใช่โทยะเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่ผีแน่นอนเขาจึงบอกให้อีกฝ่ายเผยตัวหากไม่ยอมเขาจะพังปราสาทแห่งนี้ให้ราบเสีย ที่สุดแล้วเจ้าของเสียงปริศนาก็ยอมแพ้และบอกให้โทยะลงมาที่บันไดตรงที่ภาพแขวนอยู่ เมื่อโทยะกลับที่จุดนั้นก็พบว่าผู้หญิงในภาพที่ตอนแรกนั่งอยู่ตอนนี้เธอกลับยืนขึ้นหลังจากนั้นเธอก็ก้าวออกมาจากกรอบรูปภาพ พอเอลเซ่เห็นภาพนั้นก็ตกใจกลัวยกใหญ่เพราะคิดว่าเป็นผี แต่หญิงสาวในรูปภาพก็อธิบายว่าเธอไม่ใช่ผีแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากเวทมนตร์ตัวจริงของเธอคือกรอบรูปส่วนที่เห็นอยู่นี่คือภาพลวงตา ซึ่งก็ไม่แปลกหากคนจะเข้าใจว่าเธอเป็นผีส่วนสาเหตุที่ต้องแกล้งทำเป็นผีก็เพื่อคอยขับไล่พวกโจรที่ชอบมาอาศัยปราสาทร้างเป็นที่กบดานเพราะหากว่าตัวกรอบถูกทำลายเธอก็จะสลายไปนั่นเอง แต่พอโทยะถามถึงเรื่องการตายของลอร์ดที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ว่าเป็นฝีมือของเธอหรือเปล่า สาวกรอบรูปก็ปฏิเสธว่าเธอไม่ได้เป็นคนทำคนแรกป่วยตายไปเอง คนที่สองประสบอุบัติเหตุตกม้าตาย ส่วนคนที่สามก็ทะเลาะกับภรรยาและถูกภรรยาแทงตายนั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าการตายของลอร์ดสามคนนั้นจะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องผีเลย และหลังจากนั้นปราสาทก็ถูกทิ้งร้างพวกโจรก็เข้ามาและมักจะทุบทำลายข้าวของเธอกลัวว่าร่างของเธอจะถูกทำลายจึงปลอมตัวเป็นผีหลอกผู้คนเพื่อปกป้องตัวเอง .
มาถึงตรงนี้โทยะก็เริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนสร้างกรอบรูปนี้ขึ้นมา และคำตอบที่ได้รับก็คือ “เรจีน่า บาบิโลน” นั่นเอง และสาเหตุที่เธอมาอยู่นี่ได้นั้นก็เพราะเมื่อ 320 ปีก่อนผู้ดูแลคลังเก็บของแห่งบาบิโลนได้ทำผนังกั้นแตกทำให้สิ่งประดิษฐมากมายหลายชิ้นร่วงหล่นลงมาและเธอก็คือหนึ่งของเหล่านั้นนั่นเอง ตัวเธอหล่นไปอยู่กลางภูเขาแล้วก็ถูกนักปินเขาเก็บได้และนำมาขายให้กับลอร์ดคนแรกที่เป็นเจ้าของที่นี่และท่านลอร์ดก็ได้เอาภาพภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วใส่เข้าไปในกรอบของเธอตอนนั้นเองที่ระบบของเธอกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งพอตกกลางคืนเธอก็ออกมาเดินเพ่นพ่านในปราสาทและหลังจากนั้นลอร์ดเจ้าของปราสาทก็เริ่มผิดปกติไป พอฟังมาถึงตรงนี้โทยะก็เริ่มสะกิดใจอะไรบางอย่าง พอลอร์ดเจ้าของปราสาทถูกจัดการไปลอร์ดคนใหม่ก็เข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเจ้าของปราสาทคนใหม่เป็นหน้าตาเป็นยังไง ตกดึกเธอก็ออกจากกรอบรูปเพื่อไปดูพอลอร์ดคนใหม่เห็นเธอเข้าก็แน่นิ่งไปทันที ส่วนลอร์ดคนที่สองพอเห็นเธอเข้าก็ควบม้าเผ่นหนีไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ส่วนลอร์ดคนที่สามนั้นคนที่เห็นเธอคือภรรยาของเขา จากนั้นทั้งคู่ก็ทะเลาะกันประมาณว่าแอบเอาเมียน้อยเข้าบ้านเหรอแล้วเธอก็แทงเขาตายทันที เมื่อฟังเรื่องราวจบคดีปริศนากว่าร้อยปีก็คลี่คลายลง สรุปได้ว่าลอร์ดเจ้าของปราสาทคนแรกเสียสติเพราะเข้าใจผิดว่าเห็นวิญญาณภรรยามาวนเวียนอยู่ คนที่มาแทนคนแรกช็อคตายเพราะคิดว่าเห็นผี คนที่สองตกใจควบม้าหนีจนตกม้าคอหักตาย ส่วนคนที่สามโชคร้ายที่ภรรยาคิดว่าสามีนอกใจจนเกิดการหีงโหดและฆ่ากันขึ้น คนร้ายตัวจริงก็คือกรอบรูปอันนี้นั่นเองแต่เมื่อเอลเซ่จะเปิดปากพูดออกมาโทยะก็ห้ามไว้และปล่อยให้เรื่องราวทั้งหมดกลายเป็นตำนานไปแบบนั้นดีกว่า .
หลังจากนั้นโทยะก็นำกรอบรูปอันนี้ออกมาจากปราสาทร้างส่วนรูปภาพที่อยู่ภายในโทยะตั้งใจจะขายมันไปซะ ส่วนปราสาทร้างก็ถูกนำเอาไปเป็นวัสดุในการก่อสร้างปราสาทใหม่ของเขาแต่ดูเหมือนว่าวัสดุจะยังขาดอยู่อีกหลายรายการและไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากต้องใช้เงินซื้อซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องหมดเปลืองกันไปอีกเท่าไหร่กว่าจะได้ปราสาทหลังนี้แต่ท้ายที่สุดโทยะก็สามารถรวบรวมเอาวัตถุดิบที่จำเป็นทั้งหมดมาครบตามจำนวนที่ต้องใช้จนได้และปราสาทก็เริ่มถูกสร้างด้วยพลังเทคโนโลยีของบาบิโลนเวิร์กชอป คูน้ำ สะพานยก โรงฝึก น้ำพุ ฯลฯ สิ่งต่างที่วางแผนไว้ถูกสร้างเสร็จภายในสามวันตามที่โรเซ็ตต้าบอกเอาไว้ส่วนโครงสร้างภายในปราสาทส่วนมากก็เหมือนกับปราสาทเบลฟาส ส่วนท้องพระโรงที่เอาไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่ที่ชั้นสอง ที่นี่ม่ีบัลลังก์สุดหรูตั้งอยู่แน่นอนว่าผู้ที่จะต้องนั่งบนนั้นก็ึคือโทยะแต่เจ้าตัวก็ไม่อยากขึ้นไปนั่งซักเท่าไหร่เพราะเขารู้สึกอายที่จะต้องนั่งบนบัลลังก์แต่ลงท้ายก็โดนสาว ๆบังคับให้ขึ้นไปลองนั่งดูจนได้ แต่ในใจโทยะก็คิดว่ามันจะมีใครมาติดต่อกับอาณาจักรเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีอะไรเลยแบบนี้กันจริง ๆ หรือ หลังจากนั้นสาว ๆ ก็แยกกันไปเลือกห้องส่วนตัวของตน ส่วนโทยะก็เดินดูสถานที่ต่าง ๆ ในปราสาทของเขาลงท้ายปราสาทที่ตั้งใจว่าจะสร้างให้เล็กกว่าตนแบบก็กลับกลายเป็นใหญ่กว่าที่คาดไว้ไปเสียได้ หลังจากนั้นทุกคนก็กลับมารวมกันที่ห้องที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงใหญ่เพื่อผ่อนคลายลาปิส เซซิล เรเน่ และเชสก้าก็นำชามาเข้ามาเสิร์ฟให้ ส่วนพ่อบ้านไลม์ก็ยังคงตามมารับใช้ไม่ห่าง ในขณะที่รินชาให้อยู่เชสก้าก็ได้เสนอไอเดียให้เพิ่มห้อง SM เข้าไปด้วยแน่นอนโทยะปฏิเสธ ส่วนเชซิลก็บอกถึงปัญหาความยุ่งยากในการซื้อของ โทยะจึงจะสร้างเกทให้เชื่อมต่อไปที่คฤหาสของเขาในเมืองหลวงเพื่อให้เหล่าสาวใช้ของเขาสามารถเดินทางไปซื้อของที่จำเป็นได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยที่คฤหาสก็ให้โทมัสกับแฮค ทำหน้าที่ต่อไปตามเดิมส่วนการดูแลความปลอดภัยทางนี้จะใช้เคลเบรอสทำหน้าที่เฝ้ายาม ทว่าในตอนนั้นเองรูเชียที่ยืนอยู่ที่ระเบียงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับตุ๊กตาหมีเดินเข้ามาใกล้ประตูของปราสาท โทยะจึงรีบวิ่งออกไปดูและก็พบกับแขกคนแรกที่มาเยือนประเทศอาณาจักรของเขา .
ผู้มาเยือนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน รีนกับโพล่านั่นเองเธอจะมาอยู่ที่นี่ในฐานะทูตจากมิสนิดโทยะก็งงเพราะว่าเดิมทีแล้วรีนเป็นทูตมิสนิดประจำเบสฟาสอยู่แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนมาเป็นทูตประจำบรุนฮิวได้ รีนจึงบอกว่าเธอยกหน้าที่นั้นให้คนอื่นไปแล้วเพราะที่นี่ดูน่าสนใจกว่า นอกจากรีนแล้วก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รีนพามาด้วย คนเหล่านั้นอยากจะพบกับโทยะเพื่อจะขอมาทำงานในอาณาจักรนี้ซึ่งก็ตอนนี้ก็กำลังรอพบอยู่นอกปราสาท โทยะพายูมิน่ากลับรูเชียไปที่นอกปรากสาทเพื่อพบกับกลุ่มคนที่ว่านั้น ทั้งหมดมีอยู่ด้วยกันสามคนเป็นมนุษย์ครึ่งสัตว์ทั้งหมด ประกอบด้วย เด็กหนุ่มหูกระต่าย เด็กสาวหมาป่า และเด็กหนุ่มจิ้งจอก หนึ่ีงในนั้นคือคนที่โทยะเคยพบมาก่อนแล้ว เด็กหนุ่มหูกระต่ายก็คือเรนหนึ่ีงในทหารที่เคยทำหน้าที่คุ้มกันโอลก้าตอนที่เดินทางกลับมิสนิดนั่นเอง ส่วนเด็กสาวหมาป่านั้นมีชือว่าโนรุนเป็นน้องสาวของการุนที่เป็นผู้นำของทหารคุ้มกันขบวนเดินทางตอนกลับมิสนิด ส่วนเด็กหนุ่มจิ้งจอกคือ นิโคล่า สแตรน เป็นลูกพี่ลูกน้องของโอลก้าและอัลม่า ส่วนเหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะมาทำงานที่นี่เกินครึ่งมาจากความเลื่อมใสในตัวโทยะเมื่อครั้งที่เขาปราบมังกรช่วยเหลือชาวบ้านและหมู่บ้านเอาไว้และยังทิ้งซากมังกรให้ชาวบ้านใช้แปรเป็นเงินเพื่อฟื้นฟูหมู่บ้านที่ถูกทำลาย และเมื่อได้รับการยืนยันจากเนตรมาของยูมิน่าแล้วโทยะก็ตกลงจะจ้างทั้งสามคนเอาไว้แต่เนื่องจากที่นี่ยังไม่มีกองกำลังอัศวินหรือกองทหาร จึงจะให้สามคนนี้ทำงานอื่นไปพลาง ๆ ก่อน พอถึงตอนนี้โทยะจึงคิดถึงการจัดตั้งกองกำลังอัศวิน แต่พอโทยะพูดว่า “ชายสองหญิงหนึ่งยังไม่ใช่จำนวนที่จะนับเป็นกองกำลังอัศวินได้” สามคนนั้นก็มีบรรยากาศแปลก ๆ แผ่ออกมาและในตอนนั้นเองรีนก็มาบอกกับโทยะว่า เรนนั้นเป็นผู้หญิงตะหาก เมื่อรู้ความจริงโทยะก็ถึงกับชะงักและก้มลงกราบขอโทษเรนกันเลยทีเดียว
ชาวมิสนิดทั้งสามคนนั้นก็ได้เข้ามาเป็นทหารชุดแรกให้กับอาณาจักรบรุนฮิว เรนเชี่ยวชาญการใช้ดาบ โนรุนถนัดใช้ดาบคู่ ส่วนนิโคล่าถนัดใช้ แฮลเบิร์ก โทยะได้ลองให้ยาเอะทดสอบฝีมือทั้งสามคนดูแล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอไว้ใจได้ ต่อมานิโคล่าได้สอบถามโทยะเกี่ยวกับม้า แต่เพราะโทยะเดินทางโดยใช้เกทหรือไม่ก็เกาะลอยฟ้าจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ม้า ดังนั้นภายในปราสาทแห่งนี้จึงไม่มีการเลี้ยงม้าไว้ใช้งานแต่นิโคล่ากับเรนก็อธิบายถึงความจำเป็นของสัตว์พาหนะสำหรับการต่อสู้และงานตรวจตราให้โทยะฟัง ซึ่งโทยะก็เห็นด้วยกับแนวคิดนั้นและได้มอบกริฟฟ่อนนามว่าจอห์นให้นิโคล่าและเปกาซัสให้กับเรนและโนรุนคนละตัว เปกาซัสของเรนชื่อไดอาน่า ส่วนเปกาซัสของโนรุนชื่อแอน และทั้งสามก็ใช้อสูรอัญเชิญนี้ทำหน้าที่ตรวจตราอย่างแข็งขัน .
โทยะเลือกห้องหนึ่งที่อยู่ในชั้นที่หนึ่งในปราสาทของเขาสร้างเป็นห้องประตูเชื่อมต่อไปยังคฤหาสกับร้านเช่าหนังสือในเบลฟาสโดยใช้กระจกบานใหญ่ที่มีขนาดพอให้คนเดินผ่านไปได้พร้อมกับติดแผ่นเหล็กเอาไว้ข้าง ๆ กระจกโดยคนที่จะใช้งานมันต้องเป็นคนที่ได้รับอนุญาติเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้ ซึ่งโทยะก็ได้เรเน่ทดลองใช้ดูโดยให้ลองวางมือลงบนแผ่นเหล็กที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องแสกนลายนิ้วมือนั้นจากนั้นก็ให้บอกชื่อสถานที่ที่บันทึกเอาไว้เมื่อกระจกส่องแสงเรเน่ก็เดินหายเข้าไปในกระจกการทดลองใช้งานประสบความสำเร็จไม่มีปัญหา โทยะจึงลองใช้งานดูบ้างและโทยะก็มาโผล่ที่คฤหาสของเขาในเบลฟาสแต่เรเน่กลับไม่อยู่ที่นั่น แต่พอเปิดประตูไปที่ทางเดินโทยะก็ได้ยินเสียงของเรเน่กำลังพูดคุยกับใครบางคนอยู่เมื่อเดินตามเสียงไปก็พบเรเน่กำลังคุยอยู่กับทอมทหารเฝ้ายามประจำบ้านเขาได้นำจดหมายมามอบให้กับโทยะ โดยในจดหมายระบุให้โทยะไปพบที่วังซึ่งคนส่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระราชาแห่งเบลฟาสนั่นเอง .
โทยะไปที่ปราสาทตามคำเชิญเมื่อไปถึงเขาก็พบกับท่านพ่อตายืนอยู่กับลุงหัวล้านคนหนึ่งที่โทยะไม่รู้จัก จากคำบรรยายบอกว่าหน้าตาของลุงคนนี้คล้าย ๆ กับดาราฮอลิวู้ดที่มักจะรับบทเป็นนักสืบโชคไม่ดีในภาพยนต์ หลังจากนั้นพระราชาแห่งเบลฟาสก็แนะนำให้รู้จักกับชายหัวล้าน ลุงคนนี้ก็คือจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรริฟุริสอาณาจักรเพื่อบ้านของเบลฟาสนามว่า ริก ริคู ริฟุริส หรือก็คือพ่อขององค์หญิงนักเขียนนิยายริริเอลนั่นเองและจักพรรดิ์มาที่นี่ก็เพื่อจะพบกับโทยะโดยตรง เพราะคำเล่าลือเกี่ยวกับโทยะในตอนนี้นอกจากจะเป็นผู้หยุดยั้งกองกำลังกบฎที่มีกองทัพปิศาจเป็นกำลังรบได้โดยลำพังแล้ว ยังได้หมั้นหมายกับเจ้าหญิงแห่งเบลฟาสกับเจ้าหญิงแห่งเรกุรุสพร้อมกันอีกซึ่งในสายตาของอาณาจักรใกล้เคียงแล้วมันก็มันคิดได้ว่า โทยะอาจจะเป็นภัยคุกคามในอนาคตได้และบางอาณาจักรก็กลัวว่าหากทำสิ่งใดให้โทยะโกรธขึ้นมาล่ะก็พวกเขาอาจจะถูกทำลายจนหมดสิ้นได้ แม้โทยะจะตอบไปว่าเขาไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก แต่ทว่าในใจก็มีความคิดอยู่ว่าถ้าเกิดมีอาณาจักรไหนส่งนักฆ่ามาลอบสังหารใครซักคนที่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างเช่นเกิดมีคนมาลอบสังหารยูมิน่าล่ะก็ ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะลากผู้บงการออกมาและฆ่ามันอย่างไม่ลังเลเลยก็ได้ .
ในส่วนของริฟุริสต้องการจะผูกมิตรกับโทยะมากกว่า ใจจริงจักรพรรดิ์ก็ต้องการจะยกลูกสาวของเขาให้เป็นเจ้าสาวของโทยะเช่นกันทว่าโทยะรีบปฏิเสธในทันควันเพราะเขาไม่ถูกโฉลกกับริริเอลอย่างรุนแรงแต่จักรพรรดิ์ก็บอกว่าเช่นนั้นก็ดีแล้วเพราะถึงอยากจะยกให้แต่เขาก็ได้ยกลูกสาวให้คนอื่นไปก่อนแล้วและไม่อาจจะผิดสัญญาได้ซึ่งถือว่าเป็นโชคร้ายสำหรับตัวเขาแต่โทยะกลับคิดว่าเขาโชคดีมากที่เหตุการณ์มันเป็นเช่นนี้แต่ใจหนึ่งโทยะก็อดนึกเป็นห่วงว่าที่สามีของริริเอลอยู่หน่อย ๆ เหมือนกัน หลังจากนั้นราชาแห่งเบลฟาสก็เปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องปราสาทบรุนฮิวที่สร้างเสร็จแล้ว และอยากจะให้โทยะเชิญเหล่าผู้นำไปที่นั่นเพื่อการเฉลิมฉลองไม่ใช่ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง หากแต่เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างกันหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเหล่าผู้นำอยากจะโดดงานไปนั่งเล่นโดยจะอาศัยปราสาทบรุนฮิวเป็นสถานที่จัดงานนั่นเอง แม้ใจะอยากปฏิเสธแต่เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนของพ่อตาแล้วโทยะก็ไม่อาจจะปฏิเสธไปได้ แต่ก็ตั้งเงื่อนไขว่าให้พาคนมาร่วมงานได้จำกัดแค่ ราชวงศ์ละห้าคนเท่านั้นเพราะเขาไม่มีจำนวนคนมากพอที่จะดูแลเหล่าท่านผู้นำและผู้ติดตามที่จะแห่กันมา .
โทยะเริ่มจัดเตรียมงานในแบบฉบับของเขาการส่งเทียบเชิญนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่การเตรียมสถานทีี่จัดงานนั้นยุ่งยากกว่า สิ่งที่พอจะคิดได้ก็คือการสร้างห้องสันทนาการที่ีรวบรวมความบันเทิงหลายรูปแบบมารวมกัน โดยอย่างแรกที่ใส่ลงไปคือโต๊ะบิลเลียด ตามด้วยโบว์ลิ่ง โต๊ะไพ่นอกกระจอก โต๊ะปิงปอง พินบอล แอร์ฮอกกี้ แถมด้วยเก้าอี้นวดอัตโนมัติ เอลเซ่ ลินเซ่ ลาปิส และโรเซ็ตต้าได้มาทดลองเล่นไพ่นกกระจอกเพื่อเรียนรู้กติกา ผลออกมาคือเอลเซ่กินเรียบยกวง ส่วนทางด้านโต๊ะโป็กเกอร์ก็ได้เหล่าพนักงานจากร้านสึคุโยมิมานั่งเล่นเพื่อเรียนรู้กติกา ส่วนเชสก้ากับเซชิลทดสอบโต๊ะบิลเลียด ทว่าเชสก้านั้นคำนวนมุมแม่นมากจนเซชิลไม่มีโอกาสได้เล่นเลย ส่วนเรื่องอาหารจััดเลี้ยงก็ได้แคลร์กับเชียแล้วก็เรเน่มาช่วยจัดการ หลังจากนั้นโทยะก็ไปที่ลานฝึก ก็พบกับอัศวินทั้งสามของเขานอนแผ่หราหอบหายใจอยู่กับพื้น ที่นั่นมียาเอะอยู่ด้วยแต่คนที่ทำให้ สามคนนั้นตกอยู่ในสภาพนี้ไม่ใช่ยาเอะหากแต่เป็น บาบะ โทคิฮารุกับ ยามากาตะ มาซาคาเงะ ที่ทำงานรับใช้แคว้นของทาเคดะที่อิเชน โทยะขอให้ทั้งสองคนนี้ช่วยมาฝึกให้กับ เรน โนรุน และนิโคล่าเป็นกรณีพิเศษเดิมทีโทยะตั้งใจจะขอให้นีล หรือไม่ก็พี่ชายของยาเอะมาช่วยแต่ทั้งสองคนนั้นไม่ว่างแต่สองคนนี้เหมือนจะว่างอยู่ เหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นแคว้นของทาเคดะหลังจากที่ลูกชายของทาเคดะ ชินเงน ทาเคดะ คัตสึโยริ ขึ้นมาปกครองทุกอย่างก็เริ่มจะมุ่งไปสู่ความล่มสลาย โทยะจึงได้เอ่ยปากชวนให้พวกปู่บาบะย้ายมาที่บรุนฮิว อาณาจักรแห่งนี้เพิ่งถือกำเนิดถ้าได้คนที่มีความสามารถมาช่วยมันก็จะดีแต่บาบะก็ยังไม่ให้คำตอบในทันทีแต่จะลองเอาเรื่องนี้ไปปรีกษาโคซากะกับไนโตะก่อน จากนั้นพวกเขาก็เริ่มการฝึกกันต่อโทยะจึงกลับออกจากลานฝึกไป .
โทยะกลับเข้ามาในปราสาทประตูของปราสาทเปิดต้อนรับเขาและเมื่อเดินผ่านประตูไปแล้วประตูบานใหญ่ก็ปิดลงได้ด้วยตัวเอง มันไม่ใช่ประตูอัตโนมัติหากแต่มีใครบางคนคอยเปิดปิดมันอยู่ซึ่งมันก็คือกรอบรูปอันหนึ่งที่แขวนอยู่ตรงทางขึ้นบันไดไปชั้นสองจากห้องโถงใหญ่นั่นเอง สิ่งนั้นโผล่หน้าออกมาต้อนรับโทยะในรูปลักษณ์ของเด็กสาวชุดขาวติดริบบิ้นสีชมพูเป็นเครื่องประดับผมเธอเรียกขานโทยะว่ามาสเตอร์ สิ่งนี้ก็คือกรอบรูปที่โทยะเก็บมาจากปราสาทร้างนั่นเองตอนนี้เขานำมันมาประดับไว้ในปราสาทของเขาและตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “ริปเปิ้ล” ซึ่งหน้าที่ของเธอในปราสาทนี้ก็คือ “กล้องวงจรปิด” ประจำปราสาทบรุนฮิว ด้วยพลังของบาบิโลนเวิร์กชอปริบเปิ้ลสามารถก็อปปี้เฟรมแบบเดียวกันนี้ออกมาได้จำนวนมากและตัวเธอสามารถเคลื่อนย้ายไปยังกรอบแบบเดียวกันนี้ได้และยังเชื่อมโยงกับกรอปรูปทุกอันที่ติดอยู่ภายในปราสาทเปรียบได้กับเป็นหูตาของเธอ แต่ตัวที่เป็น AI ของริปเปิ้ลนั้นไม่สามารถก็อปปี้ได้แม้จะมีกรอบรูปแบบเดียวกันอยู่แต่ตัวริปเปิ้ลก็มีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้นและโทยะก็ติดตั้งกรอบรูปแบบนี้ไว้ทั่วทั้งปราสาทเว้นแต่ภายในห้องส่วนตัวเท่านั้นที่ไม่ได้ติดตั้งไว้ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ได้เวลาเริ่มงาน .
ในวันงานเหล่าผู้นำของแต่ละอาณาจักรก็มารวมตัวกันที่ปราสาทบรุนฮิว โดยที่ติดสอยห้อยตามเหล่าผู้นำมาด้วยก็เป็นในครอบครัวและผู้ทำหน้าที่คุ้มกัน ผู้ที่มาร่วมงานจากเบลฟาสก็ประกอบด้วย องค์ราชา องค์ราชินี ดยุดออทรินเด้กับภรรยาและลูกสาว จากเรกุรุสมีองค์จักรพรรดิ์ เจ้าชายลุคและเจ้าหญิงซาร่า จากริฟุริสก็มีจักรพรรดิ์ ราชินีเซลด้า เจ้าหญิงริริเอล เจ้าชายริดิส จากมิสนิดก็มี องค์ราชา ราชินีทิเรีย เจ้าชายลำดับที่หนึ่งเรมซ่า เจ้าชายลำดับที่สองอัลบา และเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งเทีย รวมทั้งหมดก็สิบเจ็ดคน ส่วนบรรดาเหล่าผู้ทำหน้าที่คุ้มกันในคราวนี้จากเบลฟาสก็ได้แก่ นีลกับเลออน จากเรกุรุสก็คือแกสเปอร์ จากมิสนิดก็การุนและยังมีที่โทยะไม่รู้จักอีกรวมกันทั้งหมดแล้วก็ราวยี่สิบคน ของบรุนฮิวก็มีเรน โนรุน และนิโคล่าคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ในห้องสันทนาการส่วนที่ภายนอกมีเคลเบรอส กริฟฟ่อน และเปกาซัส คอยเฝ้าอยู่ โทยะได้ออกมากล่าวต้อนรับบรรดาแขกผู้มาเยือนทั้งหลาย งานนี้เหล่าว่าทีภรรยาทั้งหมดได้เข้ายืนเรียงแถวกันเพื่อมาช่วยทำหน้าที่ดูแลแขกในงาน พ่วงบรรดาสาวใช้อย่างลาปิส เซชิล เรเน่ เซสก้า บรรดาเหล่าพนักงานสาวจากสึคุโยมิ แม้แต่โรเซ็ตต้าเองก็เปลี่ยนมาใส่ชุดเมดเพื่องานนี้ด้วยและที่ขาดไม่ได้ก็คือสุดยอดพ่อบ้านไลม์ เมื่องานเริ่มขึ้นเหล่าพระราชาก็ให้ความสนใจกับเครื่องเล่น ส่วนเหล่าราชินี กับเจ้าหญิงจะให้ความสนใจกับอาหารและการจับกลุ่มคุยกันเสียมากกว่า ราชามิสนิดเล่นโบว์ลิ่งเป็นอย่างแรก ส่วนราชาเบลฟาสกับดยุคออทรินเด้ก็เริ่มแข่งแอร์ฮอคกี้กัน ส่วนจักรพรรดิ์เรกุรุส เจ้าชายลุค จักรพรรดิ์ริฟุริสและเจ้าชายริดิสก็รวมกลุ่มกันเล่นไพ่นกกระจอก อีกด้านหนึ่ง ซู เจ้าหญิงริริเอล เจ้าหญิงเทีย และเรเน่ จับกลุ่มเล่นไพ่อีแก่กันอยู่ ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุขและความสมานฉันท์เช่นนี้ นีลก็ได้พูดกับแกสเปอร์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ประมาณว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะมีโอกาสได้เห็นภาพแบบนี้ ภาพที่เหล่าผู้นำของอาณาจักรตะวันตกทั้งหมดจะมารวมตัวกันด้วยความสมัครคีกันเช่นนี้ ต่อมาราชามิสนิดได้เข้ามาถามโทยะเกี่ยวกับวิธีการเล่นเกมตีตัวตุ่น และหลังจากรู้วิธีเล่นแล้วเขาก็ตั้งใจเล่นชนิดเอาเป็นเอาตาย ต่อมาโทยะก็แนะนำให้จักรพรรดิ์เรกุรุสไปทดลองเก้าอี้นวดอัตโนมัติดูและผลก็คือจักรพรรดิ์ติดใจถึงขนาดเอาติดมือกลับวังเลยทีเดียว .
เวลาแห่งความสนุกสนานดำเนินไปเรื่อย ๆ บรรดาราชาเปลี่ยนไปลองเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ มากมายอย่างจักรพรรดิ์ริฟุริสก็ได้ไปลองเล่นมินิกอล์ฟกับราชามิสนิด ดยุคออทรินเด้กับเจ้าชายลุคก็มาดวลปิงปองกัน ส่วนราชาเบลฟาสกับแกสเปอร์ก็กำลังดวลบิลเลียดกันอยู่ ผู้คุ้มกันดันไปแจมกับเขาด้วยเสียแล้ว แต่เลออนก็บอกว่าเขาได้รับคำเชิญจากราชาเบลฟาสและได้รับอนุญาติจากจักรรพรรดิ์เรกุรุสแล้ว ตัวเขาเองก็อยากเล่นเหมือนกันโทยะจึงบอกว่ากับเลออนว่าเขาจะเปิดห้องนี้ไว้ตลอดถ้าว่างเมื่อไหร่ก็มาเล่นได้ทุกเมื่อ เลออนก็ดีใจมากและบอกว่าจะชวนเพื่อน ๆ มาเล่นด้วย หลังจากที่ทานอาหารกันจนพอใจแล้วเหล่าราชินีก็เริ่มสนใจที่จะเล่นเกมส์กันขึันมาบ้าง หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มอีเวนท์บิงโกเกมส์โดยจะแจกรางวัลให้กับเหล่าผู้มาร่วมงานโดยจะให้แต่ละคนเลือกหมายเลขขึ้นมาและถือเอาไว้เมื่อทำการสุ่มเลขขึ้นมาแล้วตรงกับเบอร์ของใครคนนั้นจะก็ถูกเรียกให้มาเลือกของรางวัล ซึ่งของรางวัลก็จะเป็นอาวุธและเครื่องประดับที่สร้างจากหินเวทย์และอาวุธที่มีการบรรจุเวทย์แล้วก็ของเล่นต่าง ๆ และในการสุ่มจับรางวัลครั้งนี้แกสเปอร์ก็ได้เลือกเอาหอกไฟที่สามารถยิงไฟร์บอลได้เป็นของรางวัลไป หลังจากจบเกมส์จับรางวัลคนที่ได้รับของต่างก็พอใจกับรางวัลที่ตนเองได้รับ และเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวลาค่ำโทยะก็เตรียมเริ่มพิธีปิดงานในครั้งนี้ เขาพาแขกในงานทุกคนขึ้นไปบนระเบียงใหญ่ของปราสาทและเริ่มโชว์การจุดดอกไม้ไฟเป็นสัญญาณในการปิดงานในครั้งนี้ ท่ามกลางความสวยงามและเสียงอันดังก้องของดอกไม้ไฟที่เบ่งบานเหนือท้องฟ้าในคืนเดือนมืด เหล่าเมดผู้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันก็ได้นั่งพักดื่มกินกันภายใต้แสงสีอันงดงาม ส่วนเหล่าเด็ก ๆ ก็ต่างพากันตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็น งานปาร์ตี้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายหลังโทยะได้ให้เหล่าราชาเลือกเครื่องเล่นในห้องกลับไปได้คนละชิ้นก็ปรากฏว่าผู้นำถึงสี่คนได้เลือกเก้าอี้นวดอัตโนมัติ ดูท่าว่าจะติดใจกันน่าดู
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 15 (107 - 113)
หลังงานปาร์ตี้กระชับมิตรจบลงบรุนฮิวด์ก็กลับสู่สภาวะปกติ โทยะได้มอบแหวนหมั้นแบบเดียวกับพวกยูมิน่าให้กับรูเชียซึ่งเธอก็รับมันไว้ด้วยความรู้สึกสุขล้นเพราะแหวนนี้จะทำให้เธอสามารถยืดอกและพูดได้เต็มปากแล้วว่าเธอเป็นหนึ่งในคู่หมั้นของโทยะโดยสมบูรณ์แล้วนั่นเอง ส่วนฝ่ายโทยะกลับรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ เพราะความจริงแล้วเขาควรจะมอบแหวนให้กับเธอก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่ในตอนนั้นเองรีนก็เข้ามาแจ้งข่าวว่ามีเฟรซปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณใจกลางของทะเลป่าและชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็ได้ทำการขอความช่วยเหลือไปยังมิสนิด เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกของโทยะที่กำลังนั่งรับลมชิว ๆ กันอยู่ที่ระเบียงก็พากันลุกจากเก้าอี้กันอย่างรวดเร็วเว้นแต่รูเชียเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมรีนก็บอกว่า เฟรซที่ออกมาคราวนี้เป็นรูปแบบแมงมุมยักษ์และยังคงเคลื่อนไหวโจมตีเหล่าชนเผ่าอยู่ เมื่อประเมินคร่าว ๆ แล้วก็น่าจะเป็นคลาสเดียวกับปลากระเบนที่เคยเจอที่ทะเลทรายดังนั้นเวทแอปพอร์ตจึงไม่น่าจะใช้ได้ผล แต่คราวนี้โทยะคิดว่าจะลองจัดการมันด้วยเวทกราวิตี้ดูนอกจากนั้นแล้วโทยะยังคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าเอนเด้อาจจะปรากฏตัวขึ้นที่นั่นด้วยก็ได้และแล้วพวกโทยะก็มุ่งหน้าไปยังทะเลป่าด้วยเกาะลอยฟ้าบาบิโลน
.
ในระหว่างการเดินทางพวกโทยะก็เริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของพวกเฟรซเท่าที่รู้ให้รูเชียฟัง โดยส่วนตัวแล้วโทยะคิดว่าเขารู้เรื่องราวของพวกมันน้อยมากไม่ว่าจะเป็นที่มาของมัน แล้วใครเป็นคนผนึกมันไว้เมือ 5000 ปีก่อนและหากเชื่อคำพูดของเอ็นเด้ว่าเฟรซกำลังตามหาคอร์ของคิงอยู่แล้วคอร์ของคิงมันคืออะไรกันแน่ โทยะตั้งใจว่าหากพบเอ็นเด้อีกครั้งเขาจะต้องถามความกระจ่างของเรื่องนี้ให้ได้ ในตอนนั้นเองเชสก้าที่กำลังควบคุมเกาะลอยอยู่ก็แจ้งมาว่าพบเป้าหมายแล้ว เมื่อมองผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ก็พบว่าที่พื้นเบื้องล่างเฟรซที่มีรูปร่างเหมือนแมงมุมขนาดใหญ่กำลังโจมตีที่ชนเผ่าที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่ถึงมันจะตัวใหญ่แต่ยาเอะก็ดูโล่งใจที่มันไม่สามารถบินได้เพราะการต่อสู้กับศัตรูที่บินได้เป็นประสบการณ์ฝังใจเมื่อครั้งตอนสู้กับเฟรซปลากระเบนที่ทะเลทรายนั่นเอง ที่เบื้องล่างชนเผ่าพื้นเมืองที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิงผิวสีแทนต่างพากันใช้ดาบโค้ง ๆ เข้าปะกับก็กำลังพยายามต่อสู้กับเฟรซอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อปกป้องหมู่บ้านของตนแต่ทว่าก็ไม่อาจต้านทานอสูรผลึกเอาไว้ได้จึงค่อยถูกจัดขาที่แหลมคมจัดการไปทีละคนสองคน ในกลุ่มนั้นมีเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าได้ออกมาส่งภาษาที่ไม่คุ้นหูกำลังส่งสัญญาณให้กลุ่มพลธนูคอยยิงคุ้มกันเพื่อให้คนของเธอล่าถอย แต่ในจังหวะนั้นขาของเฟรซแมงมุมที่แหลมคมราวกับหอกก็พุ่งตรงไปที่เธอ โทยะปราดเข้าไปรับสถานการณ์ทันทีเขาใช้เวทแอคเซลบูสพุ่งทะยานเข้าไปพร้อมกับชักดาบใหญ่ที่สร้างจากมิสทริลออกมาจากสโตร์ และใช้ดาบที่เคยเผด็จศึกเดม่อนลอร์ดมาแล้วเล่มนั้นปัดการโจมตีของเฟรซแมงมุมออกไปแล้วก็รีบอุ้มเด็กสาวคนนั้นถอยหนีออกมา
.
เมื่อทิ้งระยะห่างออกมาพอสมควรแล้วโทยะก็วางเด็กสาวลงแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้งและพยามบอกให้เด็กสาวผิวสีแทนผู้นี้หนีไปจากที่นี่ซะแต่เพราะคุยกันคนละภาษาทำให้สื่อสารกันไม่รู้เรื่องแถมการแต่งกายก็แตกต่างจากสาวในเมือง พูดง่าย ๆ คือเสื้อผ้าค่อนข้างจะน้อยชิ้นเธอพยายามพูดอะไรซักอย่างกับเขาแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใส่ใจ โทยะเล็งขาข้างหนึ่งของเฟรซแมงมุมไว้และพุ่งเข้าโจมตีทันที ดาบที่ผนวกพลังเวทย์กราวิตี้สะบั้นขาของเป้าหมายได้อย่างง่ายดายแต่ไม่ช้าร่องรอยความเสียหายก็เริ่มฟื้นฟูสภาพ เมื่อโทยะสังเกตเห็นว่าคอร์ที่อยู่ภายในตัวมันเริ่มเรืองแสงสีส้มเขาก็รีบส่งสัญญาณให้ลินเซ่กับรีนใช้เวทไอซ์ร็อคโจมตีใส่ทันที จริงอยู่ว่าเวทมนตร์ใช้ไม่ได้ผลกับเฟรซโดยตรงไม่ได้ผลแต่เวทไอซ์ร็อคนั้นเป็นการสร้างก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ ๆ จำนวนมากให้ตกใส่เป้าหมายจึงถือเป็นการโจมตีกายภาพ เมื่อทั้งสองร่ายคาถาก้อนน้ำแข็งจำนวนมากก็ร่วงหล่นลงมาทับเฟรซแมงมุมเอาไว้ในทันทีร่างของมันถูกฝังเอาไว้ภายใต้ก้อนน้ำแข็งที่ทับถมกันอย่างหนาแน่นแต่มันก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ไปซะทีเดียว ร่างกายอันใหญ่โตนั้นพยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากก้อนน้ำแข็งที่ทับมันอยู่แต่โทยะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป เขารีบขึ้นไปอยู่บนก้อนน้ำแข็งพวกนั้นและใช้เวทย์กราวิตี้เพิ่มน้ำหนักให้กับมวลน้ำแข็งพวกนั้นให้มีน้ำหนักกว่าเดิมถึงสิบเท่าน้ำหนักอันมหาศาลกดทับลงบนตัวเฟรซแมงมุมจนร่างกายของมันเริ่มแตกร้าวแต่ทว่าก่อนที่มันจะถูกทำลายก้อนน้ำแข็งเองก็เริ่มที่จะปริแตกเพราะไม่อาจจะต้านทานแรงกดทับนั้นไว้ได้ โทยะจึงตัดสินใจลงมือก่อนที่ก้อนน้ำแข็งพวกนี้จะพังทลายลงเขาทะยานขึ้นไปบนฟ้าอัดพลังกราวิตี้ให้กับดาบยักษ์ก่อนจะฟาดฟันลงมาด้วยแรงเต็มพิกัด ร่างของเฟรซแมลงมุมถูกอัดจนจมลงไปในดินแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ พริบตาต่อมาโทยะก็ทำลายคอร์ทั้งสามของมันด้วยบรุนฮิว
.
หลังจากกำจัดเฟรซแมงมุมลงได้เรียบร้อย เด็กสาวผิวสีแทนคนนั้นก็เข้ามาพูดอะไรบางอย่างแต้โทยะก็ฟังคำพูดของเธอไม่รู้เรื่องอยู่ดี แต่ถ้าสังเกตจากกริยา สีหน้าและท่าทางเธอก็น่าจะกำลังอึ้งกับอะไรซักอย่างอยู่ และเมื่อสังเกตดูรอบตัวโทยะก็พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเขาจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นโดยใช้สมาร์ทโฟนของเขาทำการค้นหาและล็อกเป้าหมายไว้ที่ผู้บาดเจ็บทั้งหมดในรัศมีห้าร้อยเมตรจากนั้นก็ใช้เวทเคียวฮีลเพื่อทำการรักษาผู้บาดเจ็บทุกคนในคราวเดียว เมื่อแสงสว่างจากเวทมนตร์รักษาจางหายไปคนเหล่านั้นลุกขึ้นยืนได้บาดแผลที่เคยมีหายไปราวกับทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องโกหก เด็กสาวผิวสีแทนผู้นั้นรีบกลับไปหาพวกของตนที่เพิ่งจะฟื้นจากการบาดเจ็บ ส่วนรีนก็เดินเข้ามาหาโทยะพลางหยิบเอาเศษชิ้นส่วนผลึกคริสตัลที่เป็นซากที่หลงเหลือยู่ของเฟรซขึ้นมาสองชิ้นจากนั้นก็ลองเอามันกระทบกันดู พอรีนใส่แรงลงไปมากขึ้นผลึกเหล่านั้นก็แตกกระจายอย่างง่ายดายไม่ต่างจากเศษแก้วธรรมดา สภาพเช่นนี้โทยะจึงคิดว่ามันคงไม่สามารถเอามาทำประโยชน์อะไรได้แต่รีนกลับคิดตรงกันข้าม เธอคิดว่าสาเหตุที่ทำให้พวกเฟรซมีความแข็งแกร่งจนสามารถต้านทานการโจมตีได้แบบนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับพลังเวทหรือเวทมนตร์บางประเภท เธอจึงหยิบเอาเศษคริสตัลพวกนั้นขึ้นมาอีกและทำแบบเดียวกับเมื่อกี้แต่ต่างจากเมื่อกี้ตรงที่เธอได้ใส่พลังเวทของเธอเข้าไปในผลึกเหล่านั้นด้วยและผลที่ได้ก็คือมันไม่แตก ข้อสรุปจากการทดลองเล็ก ๆ ของรีนก็คือ ผลึกของพวกเฟรซเมื่อได้รับพลังเวทมนตร์มันจะเก็บสะสมพลังนั้นเอาไว้และความแข็งของมันก็จะเพิ่มมากขึ้นและยังสามารถฟื้นฟูสภาพได้ตราบเท่าที่พลังเวทสถิตย์อยู่วัฏจักรนี้ก็จะดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่จบสิ้น นั่นจึงทำให้โทยะเกิดไอเดียที่จะนำเอาผลึกของพวกเฟรซมาสร้างเป็นอาวุธหรือไม่ก็ชุดเกราะขึ้นมาใช้งาน การค้นพบนี้มันแทบไม่ต่างอะไรกับการขุดพบเหมืองทองคำก็ไม่ปาน โทยะจึงรีบใช้เวทสโตร์ของเขาเก็บเศษซากของเฟรซที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดแถมยังคิดว่าเขาควรจะไปเก็บซากที่ถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายมาด้วยก็น่าจะดี
.
ในตอนนั้นเองเด็กสาวผิวสีแทนคนเดิมก็เข้ามาพูดอะไรบางอย่างกับโทยะแน่นอนว่าเขาฟังไม่ออกและไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กสาวคนนี้ต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย แต่ในตอนนั้นเองรีนก็เข้ามาช่วยทำหน้าที่เป็นล่ามให้เพราะเธอสามารถเข้าใจภาษาพื้นเมืองได้แถมยังรู้ชื่อของชนเผ่านี้อีกด้วยสถานที่แห่งนี้ก็คือหมู่บ้านของชนเผ่า “ราอุริ” (ラウリ) ซึ่งอันที่จริงแล้วชาวมิสนิดส่วนใหญ่ก็เข้าใจภาษานี้ดีเพราะมันก็ใกล้เคียงกับภาษาท้องถิ่นนั่นเอง ส่วนสิ่งที่เด็กสาวคนนั้นถามก็คือ “เจ้าคือคนที่ช่วยรักษาทุกคนใช่ไหม?” หลังจากนั้นรีนจึงได้ถามชื่อของเด็กสาวผู้นี้จึงได้รู้ว่าชื่อของเธอก็คือ “พาม” แต่ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็ยกหน้าที่การพูดคุยกับพามให้รีนจัดการไปเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเธอคนนี้ดี ภาระกิจปราบปรามเฟรซประสบความสำเร็จอย่างดีทว่าเอ็นเด้คนที่โทยะต้องการจะพบตัวมากที่สุดในตอนนี้กลับไม่ปรากฏตัวออกมาตามที่คาดเอาไว้โทยะจึงคาดคะเนว่าการกำจัดเฟรซอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดของเอนเด้ก็เป็นได้จากนั้นโทยะก็ค่อย ๆ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อมองดูสภาพความเสียหายที่เฟรซแมงมุมได้ทิ้งเอาไว้ เศษซากของบ้านที่อยู่อาศัยกระจายอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด หมู่บ้านแห่งนี้สร้างบ้านเอาไว้บนต้นไม้และใช้เชือกในการเคลื่อนที่ผ่านจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง เมื่อต้นไม้รอบ ๆ ถูกตัดโค่นลงบ้านที่อยู่บนนั้นจึงพังทลายลงมาด้วย คนในหมู่บ้านล้มตายลงไปจำนวนไม่น้อย ผู้คนที่เหลือรอดต่างพากันโศกเศร้าและร่ำไห้กับชีวิตที่สูญเสียไป รูเชียมองดูภาพความโหดร้ายของเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ส่วนโทยะก็ได้แค่คิดว่าถ้าเขามาถึงเร็วกว่านี้อีกนิดก็อาจจะช่วยให้เกิดความสูญเสียน้อยลงกว่านี้ก็ได้ ส่วนลินเซ่ก็ได้แต่พึมพำประมาณว่าสุดท้ายแล้วเวทมนตร์ก็ไม่สามารถจะช่วยคนที่ตายไปแล้วได้ แต่รีนกลับตอบว่าจะว่าไม่มีก็ไม่เชิงเวทย์ธาตุแสงระดับสูงนั้นสามารถชุบชีวิตคนตายได้แต่เงื่อนไขนั้นยุ่งยากมากและมีโอกาสที่ผู้ใช้คาถาจะตายซะเองหลังจากชุบชีวิตเสร็จเพราะคาถานี้จำเป็นต้องใช้พลังชีวิตมาเกี่ยวข้องด้วยและคนที่จะถูกชุบต้องตายไม่เกินชั่วโมงด้วย
.
หลังจากฟังเงื่อนไขสุดโหดของเวทคืนชีพแล้วโทยะเพิ่งจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างในที่แห่งนี้ บริเวณนี้มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นไม่เห็นมีผู้ชายเลยแม้แต่คนเดียว โทยะเข้าใจว่าผู้ชายในเผ่าอาจโดนเฟรซเล่นงานไปหมดแล้วหรืออย่างไรแต่รีนก็ได้ให้คำตอบที่ไขข้องใจนั้นในทันทีว่าเผ่าราอุริเป็นชนเผ่านักรบหญิงจึงมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นไม่มีผู้ชายอยู่เลยและพามก็เป็นหลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านนี้ โทยะจึงได้ข้อสรุปของตนเองในหัวว่าชนเผ่านี้ก็คล้าย ๆ กับชนเผ่าอามาโซเนสดี ๆ นี่เอง และในระหว่างที่กำลังยืนฟังเรื่องราวจากรีนอยู่นั้นพามก็จ้องมองมาที่โทยะและวิ่งตรงเข้ามากระโดดกอดและกัดลงไปที่คอของโทยะอย่างแรงทำให้เขาตกใจและพยายามจะสลัดเธอออกไป เมื่อพามแยกออกจากโทยะเธอก็ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้ก่อนที่จะหันหลังและวิ่งกลับไปยังหมู่บ้านของเธอ ส่วนโทยะก็ได้แต่งงในการกระทำนั้นของพามส่วนคอที่โดนกัดก็มีเลือดไหลออกมานิดหน่อยลินเซ่รีบเข้ามาดูแผลและใช้เวทรักษาให้ ส่วนคนในชนเผ่าราอุริก็พากันส่งเสียงเจี้ยวจ้าวกันยกใหญ่ รีนบอกว่าดูเหมือนเธอจะชอบนายนะ แต่โทยะกลับคิดว่ามันชอบตรงไหนแบบนี้มันโดนเกลียดมากกว่า หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทกลับไปที่เกาะลอยฯ เพื่อรับเชสก้ากับโรเซ็ตต้าและเดินทางกลับปราสาทบรุนฮิว เมื่อกลับไปถึงริปเปิ้ลก็ออกมาต้อนรับพร้อมกับรายงานว่ามีแขกมารอพบ
ผู้ที่มารอพบโทยะก็คือ “สึบากิ” นินจาสาวที่เคยพบกันที่อิเชนนั่นเองโทยะสังเกตการแต่งกายของเธอในตอนนี้พอรู้สึกได้ถึงระยะทางที่เธอต้องดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ สึบากิเป็นนินจาที่สังกัดอยู่กับกลุ่มของทาเคดะโดยทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ “โคซากะ มาซาโนบุ” โทยะจึงได้สอบถามถึงภาระกิจที่ทำให้เธอต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้แต่คำตอบที่ได้รับคือ สึบากิและคนในตระกูลของเธอทั้งหมดได้ถอนตัวออกจากการรับใช้ทาเคดะแล้ว และเธอมาที่นี่ก็เพื่อจะมาขอทำงานเป็นนินจารับใช้โทยะที่อาณาจักรบรุนฮิวแห่งนี้นั่นเอง โทยะรู้สึกประหลาดใจมากกับสิ่งที่ได้ฟัง สึบากิจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังแคว้นของทาเคดะได้ผู้ปกครองคนใหม่แล้วทว่าหลังจากนั้นโคซากะก็ได้เรียกเธอไปพบและบอกว่าแคว้นนี้กำลังเดินไปสู่การล่มสลายแล้วจึงอยากจะให้เธอและตระกูลของเธอจงออกไปรับใช้ตระกูลอื่นซะก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แม้ในตอนแรกสึบากิจะปฏิเสธคำบอกนั้นแต่ทว่าเธอก็ถูกบีบบังคับให้แยกตัวออกมา เมื่อโทยะถามถึงเวลาที่สึบากิถูกบังคับให้ออกมามันตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ตอบว่าประมาณสองเดือนก่อน เมื่อรวมกับข้อมูลที่ได้จากปู่บาบะโทยะก็เข้าใจถึงสิ่งที่โคซากะได้ทำลงไปเมื่อโทยะอธิบายถึงสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ภายในแคว้นคาเคดะ ณ ขณะนี้ให้สึบากิฟังเธอถึงได้รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมอดีตเจ้านายของเธอจึงได้ทำเช่นนั้น
สึบากิ นินจาสาวจากอิเชนที่ภายหลังคือหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับแห่งบรุนฮิว
แต่สิ่งที่โทยะไม่เข้าใจก็คือทำไมสึบากิถึงได้พาตระกูลดั้นด้นมาไกลเพียงนี้ทั้งที่ความจริงความสามารถระดับเธอนั้นสามารถไปเข้ากับแคว้นอื่นในอิเชนก็ได้อย่างโตกุกาวะหรือโอดะ แต่สึบากิก็ให้เหตุผลที่คล้าย ๆ กับเรน ก็คือเธอนับถือในตัวของโทยะมากกว่าเจ้าแคว้นคนอื่นที่อยู่ในอิเชนดังนั้นเธอจึงมาที่นี่เพื่อที่จะทำงานรับใช้โทยะโดยไม่สนใจว่ามันจะเป็นแค่อาณาจักรเล็ก ๆ ที่แทบจะหาไม่เจอบนแผนที่ก็ตาม โทยะรับสึบากิและคนในตระกูลของเธออีก 67 คนให้เข้ามาอาศัยอยู่ที่และทำงานที่อาณาจักรบรุนฮิวพลางคิดว่าถ้าสี่ขุนพลของทาเคดะ มาร่วมด้วยก็คงจะดีไม่น้อย
.
การอพยพเข้ามาของตระกูลนินจาทำให้จำนวนประชากรของบรุนฮิวขยับเพิ่มขึ้น โทยะกลุ้มใจเล็กน้อยที่เขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะจ้างนินจาเหล่านั้นให้มาทำงานได้ทั้งหมดแต่ยาเอะได้บอกกับโทยะว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นไปเพราะพวกนินจานั้นจะมีอาชีพอื่นทำเป็นหลักอยู่แล้วงานนินจานั้นก็เปรียบได้กับงานเสริมหารายได้พิเศษเท่านั้นจึงทำให้โทยะโล่งใจไปได้เปราะหนึ่งและเพราะความอุดมสมบูรณ์ของป่าและทรัพยากรน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ น่าจะช่วยให้การหาอาหารเลี้ยงชีพไม่เป็นปัญหาในระยะเวลาหนึ่งแต่ว่าการค้าขายก็สำคัญหากจะสร้างเศรษฐกิจให้กับอาณาจักรแล้วพวกพ่อค้าก็จำเป็นซึ่งในเรื่องนี้โทยะคิดว่าจะให้อัลบาที่มิสนิดและซาแน็คที่ลีฟเลทเข้ามาช่วยเขา และหลังจากที่สึบากิย้ายเข้ามาได้ไม่นานโทยะก็ได้รับจดหมายจากโคซากะผ่านทาง “เกทมิลเลอร์” ในจดหมายได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นทาเคดะที่ได้สูญเสียอำนาจการปกครองตนเองไปโดยพระจักรพรรดิ์แห่งอิเชนได้มอบอำนาจปกครองแคว้นให้กับโอดะและโตกุกาวะแล้วส่วนตัวจ้าวแคว้นอย่าง “ทาเคดะ คาสึโยริ” ก็ได้ถูกส่งตัวไปที่เมืองหลวงแล้วข้อความจดหมายนั้นแฝงความนัยบางอย่างเอาไว้แน่นอนว่าโทยะรู้ถึงความต้องการแท้จริงของโคซากะตั้งแต่แรกอยู่แล้วอีกทั้งยังอยากได้คนมีฝีมือมาช่วยเขาพัฒนาอาณาจักรบรุนฮิวจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธคำขอของอดีตสี่ขุนพลแห่งทาเคดะ โทยะจึงเปิดเกทไปยังอิเชนเพื่อไปพบกับโคซากะทันที
.
หลังจากนั้นสี่ขุนพลแห่งทาเคดะและทหารติดตามอีกราว ๆ ห้าสิบคนก็ย้ายถิ่นฐานมายังบรุนฮิว แน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในลักษณะเช่นนี้หากไม่ทำการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับตัวเมืองแล้วหายนะก็อาจจะมาเยือนได้ในไม่ช้า โคซากะที่เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของโทยะ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งบรุนฮิวนั้นก็ได้เสนอให้ทำการซ่อมถนนสายหลักเป็นอย่างแรกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคมนาคมเสียก่อน โทยะเสนอว่าถ้าใช้เวทดินล่ะก็เขาจะสามารถสร้างสายหลักที่จะเชื่อมระหว่างเบลฟาสและเรกุรุสได้ในทันที แต่โคซากะกลับให้ความเห็นว่าการสร้างถนนสายหลักจะจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาอย่างเร่งด่วนก็จริงแต่การที่โทยะจะทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเพราะถ้าโทยะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนมากเกินไปแล้วก็จะเป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ไม่ดีให้กับคนในเมืองนี้ได้ ผู้คนที่สุขสบายจนเกินไปจะไม่รู้จักการดิ้นรนด้วยตนเองดังนั้นการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือจึงควรทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจะดีกว่า นอกจากการคมนาคมแล้วโคซากะยังเสนอให้สร้างพื้นที่ทางตะวันออกของอาณาจักรเป็นเขตเพาะปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตรต่าง ๆ โดยจะทำการขุดคลองให้น้ำจากแม่น้ำไหลเข้ามาในเขตนั้นและพืชผลเหล่านี้ก็สามารถใช้มันเป็นตัวดึงดูดพวกพ่อค้าให้มาที่นี่ได้อีกทางหนึ่งและเมื่อสามารถสร้างเศรษฐกิจได้แล้วก็จะเริ่มทำการเก็บภาษีต่าง ๆ ตามมาได้ในภายหลัง แม้ในตอนแรกโทยะจะเข้าใจว่าเขาไม่น่าจะจำเป็นต้องเก็บภาษีเพราะเงินที่หาได้ในตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอแต่โคซากะก็สอนไปว่าระบบการบริหารประเทศนั้นมันซับซ้อนกว่านั้นมากนั้น โทยะที่ได้ฟังดังนั้นก็เลยยอมให้โคซากะจัดการเรื่องการเก็บภาษีไปแต่ก็พยามให้เก็บในอัตราที่ไม่สูงจนเกินไปเอาเท่าที่พอสมเหตุสมผล
.
แต่กระนั้นเพื่อให้การดึงดูดพ่อค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นก็จำเป็นจะต้องหาสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์สุดพิเศษของอาณาจักรบรุนเท่านั้นขึ้นมาแต่ทว่าตอนนี้สินค้าส่วนใหญ่ ๆ ก็เป็นของที่หาได้จากเบลฟาสและเรกุรุสครั้นจะขายเทคโนโลยีจักรยานก็ดูจะไม่เข้าตาเพราะของชิ้นนี้ได้ถูกนำไปขายโดยอัลบาที่มิสนิดอยู่แล้วจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีคนศึกษาและทดลองผลิตเองไปแล้วก็ได้อีกอย่างจักรยานนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีหากต้องบรรทุกของหนักหรือคนจำนวนมากในจุดนี้จึงทำให้รถม้ามีภาษีดีกว่ามาก ดังนั้นโทยะจึงมอบหมายให้โคซากะจัดการแผนการเศรษฐกิจไปตามที่เห็นสมควรก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีในคราวต่อไปหลังจากนั้นโทยะก็ไปที่ลานฝึกเพื่อพูดคุยกับปู่บาบะและยามากาตะทีตอนนี้มาทำหน้าที่เป็นครูฝึกการต่อสู้ แต่ตอนนี้บรุนฮิวก็ยังไม่มีอัศวินมากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นกองกำลังอัศวินอยู่ดี แต่กระนั้นพวกเขาก็ฝึกฝนกันหนักมากพอควร เรนกับโนรุนถึงกับนอนแผ่อยู่กับพื้นส่วนนิโคล่าแม้จะยืนอยู่ได้แต่สภาพก็ไม่ค่อยจะต่างจากตอไม้ซักเท่าไหร่ เมื่อเห็นแบบนั้นโทยะจึงร่ายเวทรีเฟรชเพื่อคลายความอ่อนล้าให้กับอัศวินทั้งสามของเขา เมื่อความเหนื่อยสลายหายไปหมดทั้งสามก็ลุกขึ้นยืนกันได้อีกครั้งในสภาพฟิตเปรี๊ยะยามากาตะก็บอกว่าถึงเวลาอาหารเที่ยงกันแล้ววันนี้พวกเขาจะออกไปล่าสัตว์กันและสัตว์ที่ถูกเสนอให้ล่าในวันนี้ก็คือ “ปู” แต่ที่อัศวินทั้งสามยังไม่รู้ก็คือปูที่จะไปล่านั้นมันคือ “บลัดดี้แครป” ซึ่งเป็นมอนสเตอร์ระดับที่นักผจญภัยระดับแดงขึ้นไปจะออกล่าได้และยิ่งไปกว่านั้นคือวันนี้พวกเขาสามคนต้องออกไปล่าด้วย
.
การออกล่าบลัดดี้แครปนั้นนอกจากสามอัศวินแล้วก็มีปู่บาบะกับยามากาตะและโทยะร่วมทางไปด้วย ผลการล่าคือ โทยะจัดการได้หนึ่งตัวได้สบาย ๆ โดยใช้เวทกราวิตี้ ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นก็ให้ทั้งห้าคนรุมจัดการไปแต่ตลอดเวลาที่สู้นั้นโทยะก็ช่วยร่ายเวทบัฟสเตตัสให้เป็นระยะ ๆ ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีจึงปราบบลัดดี้แครปตัวนั้นลงได้แต่ทุกคนก็อยู่ในสภาพหอบรับประทานทั้งนี้ก็เพราะทั้งห้าคนไม่มีใช้ใครใช้เวทจู่โจมได้เลยแม้แต่คนเดียวการสู้กับบลัดดี้แครปที่มีกระดองแข็ง ๆ นั้นจึงเป็นงานหนักสำหรับสายนักรบเพียว ๆ อยู่ไม่น้อย โทยะเก็บบลัดดี้แครปที่ล่าได้เข้าสโตร์และพาทุกคนกลับมาที่ปราสาทตรงบริเวณค่ายทหารและได้มอบบลัดดี้แครปให้กับพวกที่อยู่ในค่ายจากนั้นก็ไปทำการสร้างถนนสายหลักที่จะเชื่อมจากต่อระหว่างเบลฟาสกับเรกุรุสแทนถนนสายหลักเส้นเดิมที่มีอยู่ เพราะแต่เดิมจุดนี้เป็นเขตอันตรายที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรถนนสายหลักถึงถูกสร้างให้อ้อมไกลมาก แต่ถนนเส้นใหม่ที่โทยะจะสร้างนี้จะตัดตรงผ่านบรุนฮิวและมีระยะทางที่สั้นกว่าทำให้การเดินทางสู่เมืองหลวงของสองอาณาจักรนี้ใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทโทยะจึงคิดจะเพิ่มจุดตรวจเอาไว้ด้วยเพื่อให้สอดส่องดูแลความปลอดภัยให้กับเส้นทางสายนี้ และเมื่อลงมือสร้างทางเชื่อมต่อไปจากแต่ละด้านเสร็จแล้วโทยะก็ทำป้ายบอกทางให้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งยังคิดแผนการที่จะให้เหล่านินจาของสึบากิมาตั้งร้านอาหารตามเส้นทางเพื่อหารายได้และรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากบรรดาพ่อค้าและนักเดินทางอีกด้วย หลังจากนั้นโทยะก็คิดที่จะขายเทคโนโลยีการผลิตจักรยานโดยมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับโรเซ็ตต้าและเมื่อจักรยานถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากแล้วโทยะก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนการขี่จักรยานไปโดยปริยายเพราะว่าจักรยานมันจะขายไม่ได้หากไม่มีคนที่ขี่มันเป็นซึ่งผลตอบรับมันก็ออกมาค่อนข้างเกินคาดเพราะมันเป็นที่นิยมทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยทีเดียว ส่วนหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบนถนนสายหลักที่สร้างใหม่นั้นก็ได้ก็ให้ทหารห้าสิบคนที่ย้ายมาจากอิเชนนั้นมาคอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่โดยจุดตรวจนั้นมีสองฟากที่คอยตรวจฝั่งเบลฟาสและตรวจฝั่งเรกุรุสโดยให้ประจำจุดตรวจละสี่คน นอกจากนี้ก็ยังซัมม่อนหมากับแมวให้มาคอยเป็นหูเป็นตาให้อีกด้วย
.
หลังจากถนนสายหลักเส้นใหม่ถือกำเนิดขึ้น ประชากรในอาณาจักรบรุนฮิวก็เริ่มขยับขยายเขตที่อยู่อาศัยรวมถึงย่านการค้าบริเวณที่ตรงบริเวณติดกับถนนเส้นนั้นแม้ว่าประชาชนส่วนมากในอาณาจักรนี้เป็นชาวอิเชนแต่สิ่งปลูกสร้างโดยมากลับเป็นรูปแบบของเบลฟาสหรือสไตล์ตะวันตกมากกว่า ร้านค้ามากมายที่ถูกตั้งขึ้นก็มีตั้งแต่ร้านขายอาวุธ เครื่องป้องกัน จักรยาน ร้านกาแฟ ร้านอาหารสไตล์อิเชน ฯลฯ และในระหว่างที่โทยะกำลังดูการก่อสร้างอยู่นั้นอสูรอัญเชิญตนหนึ่งที่ทำหน้าที่เฝ้าจุดตรวจที่เบลฟาสก็รายงานมาว่ามีพ่อค้าอยากจะพบกับท่านราชาพ่อค้าคนนั้นบอกว่าชื่อซานัค เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วโทยะก็เปิดเกทเพื่อไปพบกับซานัคในทันทีหลังจากทักทายตามประสาคนรู้จักมักคุ้นแล้วซานัคก็บอกว่าเขาจะมาเปิดสาขาร้านเสื้อผ้าของเขาในอาณาจักรแห่งนี้ด้วยแถมสาเหตุที่รีบมาก็เพราะอยากจะจับจองทำเลดี ๆ ให้ได้ก่อนใครนั่นเองโทยะจึงพาซานัคไปพบกับไนโตะที่ดูแลเรื่องการสร้างย่านการค้าอยู่และให้ทั้งสองพูดคุยตกลงกัน พอพบซานัคโทยะจึงนึกถึงมิกะกับโดรานที่อยู่ที่ลีฟเลทและนึกขึ้นมาได้ว่าอาณาจักรของเขายังขาดธุรกิจโรงแรมอยู่ การมีสถานที่พักแรมให้กับเหล่านักเดินได้แวะพักก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่นโทยะจึงตัดสินใจไปพบกับมิกะและพ่อของเธอทันทีและเชิญชวนให้มาเปิดสาขาของโรงแรมจันทราสีเงินที่บรุนฮิวทว่าโดรานกับไม่ค่อยเข้าใจกับคำว่า “เปิดสาขา” ซักเท่าไหร่ โดยที่สาขานั้นจะให้มิกะเป็นผู้ดูแลแต่โดยส่วนตัวแล้วโดรานไม่อยากให้มิกะไปอยู่ที่นั่นเพราะจะทำให้ทางนี้มีปัญหาแต่มิกะก็บอกว่าเดี๋ยวจะให้คุณทันย่ามาช่วยแทนซึ่งทันที่ที่เอ่ยถึงชื่อนี้โดรานก็มีปฏิกิรยาตื่นตระหนกแปลก ๆ แต่ท้ายที่สุดมิกะก็ได้ไปที่บรุนฮิวสมใจอยาก โทยะจึงพามิกะไปพบกับไนโตะเพื่อคุยรายละเอียด ซึ่งซานัคก็มาบอกกับมิกะว่าถ้าต้องการชุดฟอร์มของพนักงานโรงแรมล่ะก็ให้มาติดต่อเขาได้เลย หลังจากนั้นโทยะก็แยกตัวไปตามทางที่ทอดยาวไปสู่ปราสาท ที่นั่นโทยะได้พบกับเด็กสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องกันขี่จักรยานสวนมา เด็กทั้งสองร้องตะโกนทักทายโทยะตามประสาของเด็กก่อนจะขี่จักรยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภาพของเด็กทั้งสองที่ขี่จักรยานอย่างสนุกสนานทำให้โทยะรู้สึกสุขใจมากแม้จะไม่ค่อยอยากเชื่อว่าเด็กทั้งสองนี้จะเป็นคนของตระกูลนินจาก็ตาม
.
โทยะเริ่มออกเดินต่อในตอนนั้นเขาก็เห็นรูเชียที่กำลังถืออะไรบางอย่างวิ่งตรงมาหาเขา รูเชียนำข้าวกล่องมาให้โทยะเพราะเขาไม่ได้กลับไปทานมื้อเที่ยงที่ปราสาทนั่นเอง โทยะรับข้าวกล่องจากรูเชียและพาเธอไปหาที่นั่งทานข้าวซึ่งทำเลที่เขาเลือกก็คือใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อนำโต๊ะและเก้าอี้ออกมาจากสโตร์และจัดวางทุกอย่างเรียบร้อยโทยะก็เปิดฝากล่องออก ภายในกล่องนั้นคือข้าวผัด เนื้อต้มมันฝรั่ง โกโบผัด ไข่ทอด ฯลฯ แต่รูปแบบมันดูแปลกไปจากเดิมนิดหน่อยโทยะจึงถามว่าแคลร์เป็นคนทำหรือ รูเชียก็ตอบกลับมาแบบอาย ๆ ว่าอาหารพวกนี้เธอเป็นคนทำเอง เพราะเธอรู้ว่าโทยะชอบอาหารสไตล์อีเชนเธอจึงไปขอให้แคลร์กับสึบากิช่วยสอนวิธีทำให้ ส่วนที่รูปร่างมันออกมาดูแปลก ๆ แบบนั้นก็เพราะว่าเธอเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกเมื่อได้ฟังเช่นนั้นโทยะก็ลองกินเนื้อต้มมันฝรั่งดูรสชาติของมันอร่อยจนไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกพอได้รับคำชมรูเชียก็รู้สึกโล่งใจและดีใจมากที่โทยะชอบใบหน้าของเธอจึงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แถมยังได้คำชมจากโทยะว่า “น่ารัก” เข้าไปอีกหนึ่งดอกก็เล่นเอาเธอหน้าแดงอายม้วนไปเลย โทยะทานอาหารต่อไปรูเชียก็ถามถึงอาหารที่โทยะชอบเป็นพิเศษและไม่ชอบเป็นพิเศษ ซึ่งโทยะก็ให้คำตอบเธอว่า เขาไม่มีอะไรที่เกลียดเป็นพิเศษแต่ถ้าเผ็ดเกินไปก็ไม่ค่อยดี (เข็ดจากคราวไก่ทอดเผ็ดซี๊ดของเอลเซ่) ส่วนอาหารที่ชอบก็จะเป็นอาหารสไตล์อีเชน อาหารรสชาติประมาณเจ้าเนื้อต้มมันฝรั่งที่กำลังกินนี่แหละที่ชอบ ทำเอารูเชียอายม้วนไปอีกหนึ่งดอก
.
รูเชียบอกกับโทยะว่าเธอสนใจ ชื่นชอบและอยากจะลองทำอาหารมานานแล้วแต่ที่ปราสาทเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอาหารตอนอยู่ที่เรกุรุส ดังนั้นการที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่กับโทยะที่นี่ทำให้ชีวิตของเธอมีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ่งโทยะก็พอจะเข้าใจถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้ทำอาหารเองเพราะยังไงซะเธอก็เป็นถึงองค์หญิงแห่งจักรวรรดิ์แต่การที่ความสามารถระดับนี้ถูกห้ามไม่ให้ใช่มันก็น่าเสียดายอยู่และหลังจากทานเสร็จแล้วโทยะกับรูเชียก็พากันเดินกลับปราสาทด้วยกัน รูเชียเดินอยู่ข้าง ๆ พยายามจะยื่นมือมาจับมือของโทยะอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ยื่นมือมาใกล้แล้วก็ดึงกลับ ยื่นมือมาใกล้แล้วก็ดึงกลับแบบนี้อยู่ครู่หนึ่ง โทยะจึงยื่นมือของเขาไปจับมือของเธอและกุมมันไว้แม้ว่ารูเชียจะตกใจนิดหน่อยแต่เธอก็กุมมือโทยะให้แน่นขึ้น ทั้งสองเดินกุมมือกันกลับสู่ปราสาทอย่างมีความสุข
.
หลังจากมีการสร้างร้านขายเสื้อผ้าของซานัคกับโรงแรมจันทราสีเงินสาขาบรุนฮิวขึ้นมาแล้วย่านการค้าก็เริ่มคึกคักขึ้นแม้ว่าจะยังมีชนิดของสินค้าที่นำมาขายจะยังไม่ค่อยมากเท่าไหร่ก็ตามแต่เพราะเขตนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ประชากรที่อาศัยอยู่ในบรุนฮิวจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหารเพราะป่าโดยรอบมีพืชผัก ผลไม้ป่าและสัตว์ป่าที่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ ประกอบกับการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรที่สามารถบริโภคเองภายในได้และเนื่องจากมีแม่น้ำอยู่ใกล้จึงสามารถจะจับปลาได้อีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นทำเลทองอย่างแท้จริง ในระหว่างที่การพัฒนาอาณาจักรบรุนฮิวกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น โทยะก็ได้รับรายงานจากสึบากิว่าสิ่งที่คล้ายกับทางวาร์ปที่เชื่อมต่อกับเกาะลอยฟ้าบาบิโลนอยู่ภายถ้ำน้ำแข็งที่อยู่ในเขตของอาณาจักรเอลฟลัว เชสก้าจึงเอ่ยขึ้นในทำนองว่าเพียงเท่านี้โทยะก็จะได้ตุ๊กตาแบบเธอมาเพิ่มมาอีกตัวแล้ว แต่โทยะไม่รู้สึกยินดีที่จะได้ออโตมาตอนสติแตกอย่างเชสก้ามาเพิ่มเลยแม้แต่น้อย เมื่อโทยะใช้สมาร์ทโฟนของเขาฉากภาพแผนที่ออกมาเพื่อให้สึบากิชี้ยืนยันตำแหน่งที่ตั้งก็พบว่ามันอยู่ไปทางเกือบจะเหนือสุดของทวีปเลยก็ว่าได้ดูแล้วท่าทางที่นั่นน่าจะหนาวน่าดูแต่เชสก้าบอกว่าไม่มีปัญหาเพราะเกาะลอยฯมีบาเรียป้องกันดังนั้นอุณหภูมิภายนอกจะไม่ส่งผลใด ๆ กับอุณภูมิภายในเกาะลอยฯ
.
โทยะส่งเชสก้ากับโรเซ็ตต้านำเกาะลอยฯล่วงหน้าไปยังจุดหมายก่อนส่วนตัวเขากับคนอื่น ๆ พากันไปหารีนที่บ้านพักของเธอเพื่อแจ้งข่าวการค้นพบทางเข้าเกาะลอยฟ้าบาบิโลนแห่งใหม่รีนถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจกับข่าวการค้นพบครั้งนี้ ส่วนสาเหตุที่ต้องมาบอกก็เพราะโทยะกลัวว่ารีนอาจจะเล่นอะไรแผลง ๆ แก้เผ็ดเขาก็ได้หากเธอรู้เองภายหลัง (รีนนั้นมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นหน่อย ๆ ) และเมื่อแจ้งเรื่องกับรีนเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวสำหรับออกเดินทาง แต่การเดินทางในคราวนี้ซังโกะกับโคคุโยไม่ร่วมทางไปด้วยเพราะพวกเขาไม่ค่อยถูกโรคกับอากาศที่เย็นจัดนั่นเอง เมื่อไปถึงที่หมายโทยะที่คิดเอาเองว่าเสื้อโค้ทที่ป้องกันสารพัดเวทมนตร์และของมีคมของเขาน่าจะป้องกันอากาศหนาวได้แต่ก็ผิดถนัดเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยทว่าน่าแปลกที่สาว ๆ ที่มากับเขากลับดูจะไม่สะทกสะท้านกับความสภาพอากาศที่หนาวเย็นนี้เลยและผู้มาไขปริศนาคาใจนี้ให้โทยะก็คือรีนนั่นเอง เธอใช้เวทมนตร์รักษาสภาพอุณภูมิเพื่อป้องกันความหนาวเย็นให้กับทุกคนที่นี่ยกเว้นโทยะ ดังนั้นสาวคนอื่นจึงได้รู้สึกเหมือนกับยืนอยู่ในสภาพอากาศปกติ ซึ่งก็ตามฟอร์มของรีนที่จงใจจะแกล้งโทยะเล่นนั่นเองแต่ท้ายที่สุดเธอก็ร่ายเวทป้องอากาศเย็นให้จากนั้นพวกเขาก็เริ่มทำการสำรวจถ้ำน้ำแข็ง พื้นภายในถ้านั้นค่อนข้างจะลื่นโทยะจึงร้องเตือนให้สาว ๆ ค่อย ๆ เดินแบบระมัดระวังแต่ไม่ทันไรโทยะก็กลับเป็นฝ่ายล้มกลิ้งเสียเองก่อนใครเพื่อน เอลเซ่กับยาเอะจึงต้องเข้ามาช่วยดึงให้เขาลุกขึ้น จากนั้นทุกคนก็ค่อย ๆ เดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบกับวัตถุทรงกระบอกสีดำที่น่าจะเป็นสวิตซ์สำหรับเปิดการทำงานของแท่นวาร์ปถูกฝังเอาไว้ในก้อนน้ำแข็ง ที่แม้จะมีรอยร้าวอยู่นิดหน่อยแต่มันก็แข็งมากขนาดลูกปืนของบรุนฮิวเจาะไม่เข้าและเวทไฟก็ละลายมันไม่ได้ ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งตามธรรมชาติแต่ถูกสร้างขึ้นจากเวทน้ำแข็งที่เกิดจากการสะสมพลังเวทที่เกิดจากธรรมชาติจึงมีความแข็งแรงมากพลังเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่อาจทำลายมันได้และเวทไฟก็ไม่สามารถละลายมันได้ด้วย
.
โทยะคิดจะลองใช้เวทย์กราวิตี้ทำลายมันแต่ก็เกรงว่าถ้าผิดพลาดก็อาจะทำลายของที่อยู่ภายในไปด้วย ครั้นจะใช้เวทย์แรง ๆ ทำลายมันก็เกรงว่าผนังถ้ำอาจทนไม่ไหวแล้วก็ถล่มลงมาได้ ครั้งจะใช้เกทวาร์ปน้ำแข็งออกไปแต่เจ้าวัตถุนั้นก็ดันหลอมติดแน่นอยู่กับน้ำแข็งนี่เสียอีก แต่ในตอนนั้นโทยะก็ได้ยินยูมิน่าพึมพำขึ้นมาว่าถ้าสามารถขุดโพรงเข้าไปได้ล่ะก็.... เท่านั้นแหละโทยะก็ปิ้งไอเดียและใช้เวทโมเดลลิ่งแปรสภาพน้ำแข็งก้อนนั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปรงทางโครงสร้างและกลายเป็นโพรงขึ้นมาและพวกโทยะก็สามารถเข้าไปถึงวัตถุทรงกระบอกสีดำที่มีความสูงราว 6-7 เมตรแต่เมื่อตรวจดูแล้วก็ไม่พบทางเข้าอยู่ที่ไหนเลยแต่แล้วไม่นานโทยะก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าหรือมันอาจจะอยู่ด้านบน เขาจึงแปรสภาพก้อนน้ำแข็งให้กลายเป็นบันไดแล้วค่อย ๆ เดินขึ้นไปอย่างระมัดระวังโดยให้คนอื่น ๆ รออยู่ข้างล่างก่อนแล้วก็เป็นจริงดังคาดที่ด้านบนของทรงกระบอกสีดำมีทางวาร์ปเข้าสู่เกาะลอยอยู่โทยะจึงเริ่มใส่พลังเวทของเขาลงไปในเสาหินแต่ละต้นเพื่อเปิดการทำงานของมันและทันทีที่อุปกรณ์เริ่มทำงานโทยะก็ถูกวาร์ปขึ้นไปยังเกาะลอยฟ้าแห่งใหม่นี้ในทันทีเขาคิดเล่น ๆ ว่าถ้าหากเป็นห้องสมุดหรือโรงเก็บก็คงจะดีไม่น้อยแต่ถ้าเป็นคลังเก็บของล่ะก็จะถือโอกาสลงโทษผู้ดูแลที่แสนจะสะเพร่าเสียเลย
.
เมื่อเดินสำรวจดูโทยะก็เจออาคารที่มีลักษณะคล้ายกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์และในระหว่างที่กำลังให้ความสนใจกับอาคารหลังนั้นอยู่ผู้ดูแลของเกาะแห่งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของโทยะและกล่าวต้อนรับเขาสู่บาบิโลนโรงแปรธาตุ เมื่อโทยะหันกลับไปมองดูเจ้าของเสียงก็พบกับสาวน้อยในชุดแบบเดียวกับที่เชสก้าใส่ในตอนแรก เธอมีผมยาวสีชมพูมัดเป็นไซส์เทลไว้ข้างหนึ่งแต่สิ่งที่ดูโดดเด่นกว่าเชสก้าและโรเซ็ตต้าก็คือ หน้าอกขนาดมหึมาที่เทียบเคียงกับของชิเซลเมดสาวประจำปราสาทของเขาเลยทีเดียว เธอผู้นี้มีชื่อว่า “เบล ฟลอร่า” และเมื่อโทยะสามารถขึ้นมาที่นี่ได้ก็แสดงว่าเขามีคุณสมบัติทางเวทมนตร์แบบเดียวกับเรจีน่าฟลอร่าจึงขอให้โทยะยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยแล้วเขาก็จะได้สิทธิในการครอบครองที่นี่ โทยะจึงบอกเรื่องที่เขาเป็นผู้ครอบครองบาบิโลนการ์เด้นและเวิร์กชอป เมื่อได้รับการยืนยันจากเชสก้าและโรเซ็ตต้าก็ถือว่าผ่านการยืนยันตัวตน ฟลอล่าจึงของทำการทดสอบครั้งสุดท้าย มาถึงจุดนี้โทยะเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่เมื่อคิดถึงการทดสอบที่เคยเจอเมื่อครั้งเจอเชสก้าแล้วก็โรเซ็ตต้าแต่เพราะมัวแต่คิดมากไปโทยะจึงเปิดช่องว่างให้ฟลอล่าคว้ามือของเขาได้และเธอก็นำมือของโทยะสัมผัสเข้ากับหน้าอกอันอวบอิ่มเด้งดึ๋งของเธอชนิดเต็มไม้เต็มมือ แถมตอนที่ถูกสัมผัสฟลอร่ายังส่งเสียงครางสุดเซ็กซี่ออกมาให้ใจสยิวกันอีก
.
แม้จะเคลิ้มไปแว่บหนึ่งก็ตามแต่เสี้ยววินาทีต่อมาโทยะก็ตั้งสติและรีบดึงมือของเขากลับมาอย่างเร็วพร้อมกับพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ ฟลอร่าจึงได้บอกกับโทยะว่าเขาผ่านการทดสอบแล้ว เพราะถ้าหากโทยะเสียความเยือกเย็นและจู่โจมเธอล่ะก็เขาจะหมดคุณสมบัติที่จะครอบครองที่นี่ทันที และต่อจากนั้นฟลอร่าก็ปลดกระดุมเสื้อเธอออกพร้อมกับบอกว่าคราวนี้จะให้ลองสัมผัสตรง ๆ แบบไม่มีอะไรขวางกั้นดูสิว่าจะทนได้ไหม? โทยะจึงต้องเบนหน้าหนีและบอกให้เธอใส่เสื้อผ้ากลับไปซะ เพราะยังไงเขาก็มีทางแปลงร่างเป็นสัตว์ป่าและจู่โจมเธอแน่แต่ฟลอร่าก็ยังคะยั้นคะยอให้จับแถมยังบอกอีกว่าจะบีบจะขยำยังไงก็ได้ตามที่ใจต้องการเลยแม้ว่าปากจะปฏิเสธเสียงแข็งแต่หัวใจโทยะก็เต้นไม่เป็นส่ำพอสมควร และเมื่อทำให้ฟลอร่าใส่เสื้อกลับไปอย่างเดิมได้แล้วเธอก็ทำการโอนสิทธิในการควบคุมโรงแปรธาตุให้กับโทยะ และจูบปากเขาเพื่อเก็บ DNA และเมื่อดำเนินการครบตามขั้นตอนแล้วโทยะก็ได้รับเกาะลอยฟ้าบาบิโลนโรงแปรธาตุมาไว้ในครอบครอง จากนั้นฟลอร่าก็อธิบายถึงความสามารถของโรงแปรธาตุว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง หน้าที่หลัก ๆ ของบาบิโลนส่วนนี้ก็จะเกี่ยวของกับการสกัดหรือผสมสิ่งของต่าง ๆ หรือนำวัสดุต่าง ๆ มาผนวกกับเวทมนตร์ โดยมากจะเกี่ยวข้องกับเวชภัณฑ์ยา สารเคมีต่าง ๆ หรือแม้แต่การปรับปรุงพันธุ์พืชก็สามารถทำได้ และยังมีอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายอย่างที่สามารถช่วยให้สร้างแขน ขา หรืออวัยวะที่ขาดหายไปให้กลับคืนมาได้รวมไปถึงเทคโนโลยีทางชีววิทยา โทยะจึงเกิดความคิดว่าถ้าหามีเทคโนโลยีทางชีวภาพในลักษณะนี้เขาก็น่าจะสามารถทำโชยุ เต้าเจี้ยว โยเกิร์ต ถั่วหมัก หรือแม้แต่ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไปจนถึงการตัดต่อทางพันธุ์กรรมผักผลไม้ให้เกิดเป็นสายพันธุ์ได้เลย แถมไม่แน่ว่าอาจมีเทคโนโลยีโคลนนิ่ง กับโฮมูนครูสด้วยก็ได้หลังจากนั้นโทยะก็ได้เข้าไปในอาคารปฏิการของโรงแปรธาตุ ที่นั่นเขาได้พบกับหลอดทดลองขนาดต่าง ๆ มากมาย มีวัตถุที่เหมือนกับแคปซูลแช่แข็งแบบที่เห็นในหนังไซไฟมีสารเคมีมากมายหลายชนิดเรียงรายอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้น ฟลอร่าอธิบายว่านี่คือยาที่เรจีน่าค้นคว้าและวิจัยเอาไว้มันคือยาปลุกเซ็ก ยาเพิ่มพลังให้อึดทนนาน และอีกหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบนเตียงซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของที่ปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง ฟลอร่ายังแถมท้ายให้ด้วยว่าหากโทยะอยากทดสอบก็สามารถก็ลองกับเธอดูก็ได้แน่นอนว่าโทยะปฏิเสธส่วนยารักษาโรคทั่ว ๆ ไปที่โทยะต้องการนั้นไม่มีอยู่เลย
.
โทยะได้สั่งให้เกาะลอยฟ้ามุ่งหน้ากลับไปยังบรุนฮิวและได้เปิดเกทไปพาเหล่าสาว ๆ ขึ้นมายังที่แห่งนี้แม้รีนจะรู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่เกาะลอยที่เจอในรอบนี้ไม่ใช่ห้องสมุดที่เธอหมายตาไว้แต่เธอก็คิดว่ามันน่าจะทำประโยชน์ให้กับอาณาจักรบรุนฮิวได้หลายอย่าง ส่วนฟลอร่าในตอนนี้ก็กำลังตกเป็นเป้าสายตาของบรรดาเด็กสาวคนอื่น ๆ สาเหตุก็คงเป็นเพราะก้อนเนื้อขนาดมหึมาที่อยู่ตรงอกของเธอนั่นเอง แม้ว่าตัวโทยะจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องขนาดก็ตามแต่เขาก็ไม่วายโดนรูเชียถามว่าตกลงโทยะชอบใหญ่ ๆ แบบนั้นหรือแถมยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีก ยาเอะจึงต้องมาปลอบใจว่าทั้งยูมิน่าและรูเชียยังมีโอกาสโตกว่านี้ได้อีก แต่พอยาเอะพูดแบบนั้นสองพี่น้องฝาแฝดกลับเป็นฝ่ายสิ้นหวังแทนจากนั้นรีนก็มาเสริมทัพว่าถ้านวดมันล่ะก็จะใหญ่ขึ้นได้เมื่อบรรดาสาว ๆ ได้ฟังก็พากันหน้าแดงไปตาม ๆ กันแต่เสี้ยววินาทีต่อมาฟลอร่าก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางวงสนทนาว่า ก่อนหน้านี้โทยะได้นวดหน้าอกของเธอ เท่านั้นแหละสาว ๆ ทุกคนยกเว้นรีนก็หันควับจ้องมองไปที่โทยะทันที และฟลอร่าก็ทิ้งระเบิดปรมณูลูกที่สองลงมาด้วยคำพูดที่ว่าเธอได้รับการจูบด้วย และเมื่อยูมิน่าจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มแต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มหายนะครั้งใหญ่จึงบังเกิดกับโทยะแม้ว่าจะพยายามแก้ต่างแต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เขาต้องนั่งคุกเข่าฟังเทศนาจากภรรยาทั้งห้าคนโดยไม่มีทางหลบหนีจากโชคชะตานั้นได้เลย
.
เมื่อเกาะลอยโรงแปรธาตุกลับมาถึงน่านฟ้าของบรุนฮิวมันถูกนำไปเชื่อมต่อกับอีกสองเกาะที่เหลือในทันที เช่นเดียวกับแอร์เฟรมคนอื่น ๆ ที่ได้เปลี่ยนชุดแต่งกายของตนจากชุดกระโปรงแบบเดิมที่เคยใส่มาเป็นชุดแบบอื่นที่เจ้าตัวเป็นคนเลือกอย่างเช่นเชสก้าก็เลือกแต่ชุดเมด โรเซ็ตต้าแต่งชุดช่างซ่อม ส่วนฟลอร่าก็ได้เลือกแต่งกายด้วยชุดนางพยาบาลซึ่งดูไม่ต่างกะชุดคอสเพลย์ ชุดนางพยาบาลสีชมพูแบบกระโปรงสั้นกระกอบเข้ากับถุงน่องสีขาวและสายรัดถุงน่องอีกและที่สำคัญชุดนี้มันยิ่งทำให้หน้าอกที่ปกติก็เด่นอยู่แล้วเด่นหนักขึ้นไปอีกแต่ถึงกระนั้นฟลอล่าก็มีความสามารถในเรื่องของยาดังนั้นโทยะจึงให้เธอมาอยู่ประจำที่ปราสาทในฐานะของหมอ และด้วยพลังของโรงแปรธาตุโทยะได้ทดลองปรับปรุงพันธุ์ของเมล็ดข้าวที่ได้มาจากอิเชนให้มันมีความทนต่อสภาพอากาศในแถบนี้มากขึ้นและเริ่มทดลองปลูกมันไว้ที่พื้นที่ทางตะวันออกของอาณาจักรและรอดูผลว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้โรงแรมจันทราสีเงินก็เริ่มมีนักเดินทางมาใช้บริการกันมากขึ้นแล้วทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่มีโรงอาบน้ำที่ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าอยู่ใกล้ ๆ ด้วยเหตุนี้มิกะจึงต้องเร่งจ้างพนักงานเพิ่มกิจการดูเหมือนจะไปได้สวยทีเดียว
.
ที่ห้องเกมส์ภายในปราสาทบรุนฮิวบรรดาผู้นำจากเบลฟาส มิสนิด เรกุรุส และริฟุริสต่างพากันมานั่งล้อมวงดวลไพ่นกกระจอกกันอย่างสนุกสนาน โดยมิได้มีเหตุอันใดเป็นพิเศษส่วนโทยะนั้นได้แต่ยืนมองการดวลนี้อยู่รอบนอก ในระหว่างที่กำลังเล่นไพ่กันอยู่นั้นพระราชาแห่งเบลฟาสก็ได้พูดถึงเรื่องของศาสนจักรรามิชูขึ้นมา โดยมีรายงานว่าที่เมืองหลวงของรามิชู “เอสร่า” มีแวมไพร์ปรากฏตัวขึ้น ศพของเหยื่อเคราะห์ร้ายโดนสูบเลือดไปจนแห้งเลยทีเดียวแต่อันที่จริงแวมไพร์ในโลกนี้นั้นจะแตกต่างจากแวมไพร์ในโลกของโทยะไปพอสมควร จากนั้นราชามิสนิดก็เสริมขึ้นว่า ศาสนจักรนั้นนับถือ “เทพเจ้าแห่งแสงราห์” และไม่ยอมรับใครก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับความมืโดยเฉพาะคนที่มีเวทธาตุมืดในตัวก็จะโดนเหยียดเป็นพิเศษ แต่โทยะไม่รู้เทพแห่งแสงนั้นคืออะไร ราชาแห่งเบลฟาสจึงเ่ล่าความเป็นมาของศาสนจักรให้ฟังว่า เมื่อราวพันปีก่อนตรงที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูร วิญญาณชั่วร้ายและปิศาจแต่เมื่อนักบวชแห่งแสงสว่างไปถึงที่นั่นและได้ทำการอัญเชิญลงมาปัดเป่าความชั่วร้ายนั้นออกไปและศาสนจักรก็ถูกก่อตั้งขึ้นนับแต่นั้น แต่นั้นก็ไม่ได้คลายความสงสัยของโทยะลงเลยนั่นก็เพราะเขาไม่เคยเห็นเทพองค์อื่นเลยนอกจากเทพแห่งความรักกับปู่าเวิร์ลก็อดและเท่าที่ฟังดูเทพแห่งแสงก็ไม่น่าจะใช่สองท่านที่ว่านี้แน่ ๆ และแน่นอนว่าศาสนจักรย่อมมีการปกครองที่แตกต่างจากอาณาจักรปกติที่นั่นมีพระสันตปาปาเป็นผู้ปกครองสูงสุดและการบริหารก็จะมาจากพวกนักบวชการกระทำหลาย ๆ อย่างก็จะอ้างว่า “ในนามแห่งแสงสว่างและความยุติธรรม” ส่วนพระสันตปาปาองค์ปัจจุบันนั้นชื่อว่า “เอเลียส โอลโทร่า” ซึ่งตอนนี้น่าจะมีอายุเกินหกสิบปีไปแล้ว พอเล่ามาถึงจุดนี้บรรดาเหล่าผู้นำก็หันกลับไปสนใจกับการดวลไพ่นกกระจอกกันต่อ ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นอยู่นอกเขตอำนาจของเหล่าพันธมิตรจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งกับกิจภายในของศาสนจักรส่วนโทยะนั้นไม่ค่อยชอบใจแนวทางการตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะเขามีธาตุมืดติดตัวมาแต่เกิดตามแนวทางของศาสนจักรเอาเสียเลย โทยะจึงตัดสินใจปล่อยวางเรื่องของศาสนจักรไปและไม่คิดจะไปยุ่งเกี่ยวเลยน่าจะดีที่สุดเพราะถึงแม้โทยะจะนับถือประเจ้าแต่ก็ไม่ได้มีความสนใจในศาสนา ส่วนผลการดวลไพ่นกกระจอกนั้นจักรพรรดิ์เรกุรุสชนะเลิศ ส่วนกษัตริย์แห่งริฟุริสรั้งตำแหน่งบ๊วยแต่ทั้งสี่คนก็นัดมาแก้มือกันใหม่ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนั้นพวกเขาก็กลับประเทศกันไป
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 16 (114- 121) โทยะประดิษฐ์ “ลูกข่าง” ออกมาและสอนให้เด็ก ๆ ในเมืองรู้จักวิธีเล่นแต่ไป ๆ มา ๆ โทยะที่ไปร่วมเล่นกับเด็ก ๆ ก็ตกเป็นเป้าหมายที่เด็กต้องการเอาชนะในศึกดวลลูกข่างไปเสียอย่างนั้น แต่กระนั้นด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าทำให้ไม่มีเด็กคนไหนเอาชนะได้เลยซักคน แต่พอเล่นกันไปได้ซักพักโทยะก็ยกลูกข่างทั้งหมดให้พวกเด็ก ๆ ไป เมื่อเด็ก ๆ พากันวิ่งออกไปด้วยความดีใจที่ได้รับของเล่นใหม่ โทยะก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าอัลบายืนอยู่แถว ๆ นั้นไม่รู้ว่าเขามาอยู่ตรงนานเท่าไหร่แล้วซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามานานแล้วและนานพอที่จะพิจารณาลูกข่างที่โทยะประดิษฐ์ขึ้น อัลบาเดินเข้ามาหยิบลูกข่างอันหนึ่งที่อยู่บนพื้นขึ้นมาดู แม้ว่าจะไม่เคยเห็นมาก่อนแต่รูปแบบการสร้างก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรอัลบาจึงอยากจะได้สินค้านี้ไปวางขายในร้านของเขา ซึ่งโทยะก็อนุญาตแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องขายในราคาถูกเพราะโทยะต้องการให้เด็ก ๆ ทุกคนสามารถซื้อหามาเล่นได้ แต่เพื่อทดแทนการขายราคาต่ำก็ให้เน้นปริมาณที่ขายแทนโทยะจึงแนะนำให้อัลบาสร้างลูกข่างที่มีสีสันแตกต่าง มีลูกเล่นอย่างสัญลักษณ์ตกแต่งที่ต่างกันให้เกิดการซื้อไปสะสมด้วย และสาเหตุที่อัลบามาในวันนี้ก็เพื่อต้องการจะมาขออนุญาตเปิดบริษัทของเขาที่อาณาจักรบรุนฮิว ธุรกิจของอัลบานั้นจะเกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าซึ่งถ้ามองกันในระยะยาวแล้วถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับการเติบโตของอาณาจักร โทยะจึงให้ไนโตะเข้ามาจัดการเรื่องการจัดสรรพื้นที่ให้กับอัลบา ส่วนค่าผลตอบแทนเรื่องลูกข่างนั้นแบ่ง 10% จากยอดขาย
.
หลังจากได้ข้อมูลจากรีนเมื่อคราวก่อนโทยะก็ได้ลองนำเอาผลึกคริสตัลของพวกเฟรซมาสร้างเป็นอาวุธขึ้นมา โดยอย่างแรกที่สร้างคือคาตานะที่ชื่อว่า “โทวกะ” และได้ให้ยาเอะลองใช้ดูแม้ว่ายาเอะจะใช้เวทมนตร์ไม่ได้แต่ดาบเล่มนี้ก็ใส่โปรแกรมให้ดูดพลังเวทที่อยู่ในอากาศเข้ามาใช้งานแทนได้ เมื่อยาเอะลองทดสอบดูความคมของดาบเล่มนี้สามารถตัดเหล็กให้ขาดได้ง่าย ๆ ราวกับตัดแผ่นกระดาษ แน่นอนว่ายาเอะดีใจมากที่ได้รับดาบเล่มนี้ ส่วนอีกสาว ๆ อีกสี่คนที่เหลือนั้นโทยะก็ได้สร้างอาวุธจากผลึกคริสตัลให้เช่นกัน ของลูเชียเป็นดาบสั้นคู่ที่คุณสมบัติเหมือนโทวกะทุกอย่าง เอลเซ่เป็นเกราะแขนที่มีโหมดรวมพลังทำลายอัดลงไปที่จุดเดียวได้ ส่วนยูมิน่ากับลินเซ่นั้นเป็นกระสุนระเบิดเมื่อได้อาวุธใหม่แล้ว สาว ๆ ก็พากันทดสอบพลังทำลายของอาวุธใหม่กันอย่างเมามันส์ เอลเซ่ใช้ปลอกแขนอันใหม่ของเธออัดหินก้อนใหญ่ที่อยู่ในสวนของเวิร์กชอปซะเละ ส่วนยาเอะกับรูเซียก็ฟันต้นไม้ใหญ่โค่นลงมากองกับพื้นไปคนละต้น โทยะไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้าโรเซ็ตต้ามาเห็นเข้าจะแสดงอาการยังไงแต่ก่อนที่ทุกอย่างจะวินาศสันตะโรไปกว่านี้โทยะจึงต้องรีบห้ามยูมิน่ากับลินเซ่นที่กำลังโหลดกระสุนเข้าไปในปืนของพวกเธอ และหลังจากทดสอบอาวุธกันเสร็จแล้วพวกโทยะก็กันกลับมาที่ปราสาท ลาพิสก็เข้ามาแจ้งว่ามีทูตนำสาสน์จากอาณาจักรอื่นมาขอพบ ซึ่งนับว่านี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรมาเลย
.
เนส เลโอนาร์ดคือชายวัยประมาณ 40 ปีกับฟิริส เรกิสโต คือเด็กสาวที่ดูอายุอานามใกล้เคียงกับโทยะ ทั้งสองคือนักบวชจากศาสนจักรรามิชูโดยมีพระสันตะปาปา “เอเลียส โอลโทร่า” เป็นผู้นำสูงสุดทำหน้าที่เป็นทูตนำสาสน์จากประสันตะปาปามาเพื่อขอผูกสัมพันธ์ไมตรีกับอาณาจักบรุนฮิวและต้องการนำศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักรแห่งนี้โดยจะขอสร้างโบสถ์ ของเทพแห่งแสงราห์ขึ้นที่บรุนฮิวและยังชักชวนให้โทยะเข้าพิธีล้างบาปและหันมานับถือเทพเจ้าของรามิชูอีกด้วย แต่ทว่าคำพูดอันสวยหรูเหล่านั้นกลับทำให้โทยะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งก็เพราะโทยะไม่ชอบหลักการปกครองแบบรัฐศาสนาที่มีข้อกำหนดมากมายจนเกินไปและทำไมเขาจะต้องไปรับพิธีการล้างบาปจากเทพแห่งแสงอะไรนั่นด้วยและยิ่งไม่ชอบใจกับการใช้ข้ออ้างว่าในนามแห่งแสงสว่างและความยุติธรรรมไปทำร้ายพวกเผ่ามารแบบตามใจชอบโดยที่พวกเขาเหล่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่นิดเดียวแต่กลับต้องถูกทำร้ายเพียงเพราะเขาเกิดมาเป็นเผ่ามารโทยะจึงปฏิเสธคำขอจากพระสันตะปาปาและตอบไปว่าอาณาจักรแห่งนี้ไม่ต้องการศาสนาที่มีแนวคิดเช่นนั้นและอีกอย่างหนึ่งที่โทยะสงสัยก็คือ เทพแห่งแสงนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือ? แต่การปฏิเสธไปเช่นนั้นทำให้เนสรู้สึกไม่พอใจเพราะคำกล่าวของโทยะเทียบได้กับหลบหลู่พระเจ้าของเขา เนสจึงถามกลับไปว่าโทยะไม่เชื่อในพระเจ้าเช่นนั้นหรือ แต่โทยะก็ตอบกลับไปว่าไม่มีใครในโลกนี้จะเชื่อในพระเจ้ามากไปกว่าเขาอีกแล้ว ทุกวันนี้เขาก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
.
เมื่อได้ยินโทยะพูดเช่นนั้นฟิริสที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นจึงได้เอ่ยถามบ้างว่า ทำไมโทยะถึงบอกว่าเชื่อในพระเจ้าแต่กลับไม่ยอมเผยแพร่คำสอนของพระเจ้าซึ่งจุดนี้มันดูย้อนแย้งไปหน่อย แต่โทยะถามกลับไปว่าสำหรับรามิชูแล้วพระเจ้าหมายถึงเทพแห่งแสงเพียงเท่านั้นไม่มีเทพองค์อื่น ๆ เลยหรือ? แต่เนสก็ชิงตอบกลับมาว่าแม้จะมีเทพแห่งทะเล เทพแห่งภูเขา และเทพอื่น ๆ อีกมากมายแต่เทพที่อยู่ ณ จุดสูงสุดก็คือเทพแห่งแสงราห์ไม่มีเทพองค์ไหนจะทัดเทียมได้ มาถึงจุดนี้การสนทนาเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น โทยะถามว่าหากเทพแห่งแสงคือเทพแห่งความยุติธรรมและความถูกต้องแล้วเหตุใดในโลกจึงยังมีคนเลวและอาญชากรอยู่ในโลกใบนี้กัน เนสที่โดนไล่ต้อนจึงกล่าวว่าเพราะพวกเขามีหน้าที่คือกำจัดปิศาจและสิ่งชั่วร้ายในนามของพระเจ้าพวกเขาจึงต้องแบกรับภาระในการเป็นมือและเท้าที่คอยทำหน้าที่นั้น โทยะจึงตอกกลับไปว่า อย่าได้เข้าใจผิดที่ทำทั้งหมดนั่นน่ะมันพลังของพวกคุณไม่ใช่พลังของพระเจ้า มาถึงจุดนี้เนสก็โกรธจัดจนท้าให้โทยะเรียกพระเจ้าที่โทยะนับถือออกมาให้เขาได้เห็นแต่โทยะก็ปฏิเสธและบอกว่า ไม่มีความจำเป็นเพราะท่านผู้นั้นน่ะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างซักเท่าไหร่และไม่ใช่คนที่จะยุ่งยากกับเรื่องไร้สาระพรรณนี้หรอก ทว่าเนสกลับพูดออกไปว่า “ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะถูกครอบงำโดยเทพผู้ชั่วร้ายคงจำเป็นจะต้องให้เข้าพิธีชำระบาปเสียแล้ว” เพียงเท่านั้นแหละฝางเส้นสุดท้ายในใจของโทยะก็ขาดสะบั้นลงเขาสั่งให้โคฮาคุคืนร่างเป็นเสือขาวขนาดใหญ่และกระโจนเข้าใส่จากทางด้านหลังและใช้อุ้งเท้าทีใหญ่โตนั้นกดร่างของเนสให้คว่ำลงกับพื้นในทันที เพราะคำพูดของเนสนั้นคือการว่าร้ายต่อปู่เวิร์ลก็อดเดิมทีโทยะไม่ได้สนใจว่าคนเหล่านี้จะเชื่อมั่นหรือบูชาเทพที่มีตัวตนจริงหรือเปล่าแต่การว่าร้ายปู่อย่างเสีย ๆ หาย ๆ โดยที่ไม่รู้อะไรคืออะไรเลยแบบนี้คือสิ่งที่มิอาจยอมให้ปล่อยผ่านได้โทยะจ้องเขม็งไปยังเนสที่ถูกกดลงกับพื้นก่อนจะเปิดเกทส่งร่างของเขาลงไปยังแม่น้ำที่อยู่นอกปราสาทหลงเหลือไว้แต่เพียงวิกผมของเขาเท่านั้นที่ยังคงอยู่ที่นั่น โทยะมองไปยังฟิริสที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อไปแล้วนั่นทำให้เขาได้สติกลับมา เขาได้ลงมือทำร้ายทูตจากอาณาจักรอื่นเข้าให้แล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความจริงเขาควรหาทางไล่ทูตกลับไปโดยละมุนละม่อมกว่านี้แท้ ๆ แต่เพราะความโกรธที่มีคนว่าร้ายปู่เวิร์ลก็อดว่าเป็นมารร้ายทำให้โทยะเลือดขึ้นหน้าจนลืมทุกอย่างไป โคซากะก็ได้กุมขมับและถอนหายใจกับการกระทำของโทยะทั้ง ๆ ที่ย้ำนักย้ำหนาแล้วว่าไม่ต้องพูดอะไรมากแท้ ๆ
.
เมื่อฟิริสเรียกสติกลับมาได้ก็ถามถึงเนส โทยะก็บอกแค่ส่งออกนอกปราสาทไปเท่านั้นไม่ได้ทำอะไรรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บหรอก เมื่อได้ยินแบบนั้นฟิริสก็ก้มหัวขอโทษโทยะถึงสิ่งที่เนสกระทำลงไปและได้บอกถึงจุดประสงค์จริง ๆ ของเนสที่ต้องการจะก่อตั้งโบสถ์ขึ้นที่นี่ก็เพราะหากเขาทำสำเร็จก็จะรับความไว้วางใจและเป็นที่นับหน้าถือตามากขึ้นนั่นเอง สุดท้ายแล้วก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองล้วน ๆ โทยะถึงได้ถ่ายทอดข้อความให้กับฟิริสไปบอกต่อพระสันตะปาปาว่าอาณาจักรของเขาไม่ต้องการเป็นรัฐศาสนา ฟิริสรับคำแล้วจึงถามต่อไปว่าโทยะเคยพบกับพระเจ้าด้วยเช่นนั้นหรือ แน่นอนว่าในความเป็นจริงโทยะเจอหน้าพระเจ้ามาหลายครั้งแล้วแต่จะให้บอกออกไปโต้ง ๆ ก็คงทำไม่ได้เขาจึงต้องพยายามบ่ายเบี่ยงไป ฟิริสจึงได้กล่าวถึงความสับสนที่อยู่ในใจเธอว่า นานมาแล้วเธอเคยเชื่อว่าการจัดการกับปิศาจภายใต้นามแห่งความยุติธรรมเป็นเรื่องที่วิเศษแต่ทว่าภายหลังเธอก็เริ่มรู้สึกว่าการตัดสินเผ่ามารทุกคน หรือคนที่เกิดมาพร้อมกับธาตุมืดนั้นเป็นคนชั่วร้ายมันถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ พวกเขาได้ก่อความผิดอะไรที่ไม่อาจให้อภัยได้อย่างนั้นหรือความถามมากมายพากันผุดขึ้นมาภายในใจของเธอไม่หยุดไม่หย่อนและไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบกับเธอได้เลย แต่ตอนนั้นเองสมาร์ทโฟนในมือโทยะก็สั่นเพราะมีสายเข้า มีเพียงผู้เดียวที่จะโทรมาหาโทยะได้ในตอนนี้ก็คือท่านผู้นั้น
.
เมื่อโทยะรับสายผู้ที่อยู่ปลายสายก็กล่าวทักทายทันที ฟิริสสงสัยว่าโทยะกำลังคุยอยู่กับใครจึงได้เอ่ยถามดูและคำตอบก็คือ “พระเจ้า” นั่นทำให้ฟิริสตกใจมากและในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขา ทั้งโคฮาคุและโคซากะ ต่างหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวทุกอย่างรอบตัวไม่มีอะไรเคลื่อนไหวแม้แต่อย่างเดียวและไม่นานปู่เวิร์ลก็อดก็ให้คำตอบว่าเขาหยุดเวลาไว้เพราะถ้าคนอื่นมาเห็นตัวเขาเข้าอาจจะเป็นเรื่องใหญ่โทยะเริ่มสังหรณ์ใจแปลก ๆ กับการกระทำของปู่ พระเจ้าจึงบอกว่าเขาจะลงไปเพื่อให้คำตอบแก่ฟิริส และหากว่าเขาไม่ปรากฏตัวให้เธอเห็นเธอก็คงไม่เชื่อแน่ ๆ จากนั้นปู่ก็วางสายไป พริบตาต่อมาพระเจ้าก็ปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองพร้อมกับคำทักทายสุดเรียบง่าย “ข้าคือพระเจ้า”
.
การปรากฏตัวของปู่เวิร์ลก็อดทำเอาฟีริสสั่นสะท้านไปทั้งตัวขณะที่ปู่แกก็ส่งรอยยิ้มอันอ่อนโยนไปยังเด็กสาวที่กำลังจ้องมองแกอยู่และไม่นานนักฟิรีสก็คุกเข่าลงกับพื้นปู่แกก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจนโทยะต้องรีบเตือนถึงพลังเทพที่แผ่ซ่านออกมาเป็นออร่าสีทองรอบ ๆ ตัวปู่นั้นมันแรงกล้าเกินกว่าคนทั่วไปจะรับไหวและเมื่อปู่รู้ตัวก็รีบลดพลังลงทันทีไม่นานนักออร่าสีทองเหล่านั้นก็ค่อย ๆ จางหายไปฟีริสจึงเงยหน้าขึ้นมาได้ และปริศนาในใจเธอที่ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ก็ได้รับคำตอบ “พระเจ้านั้นมีอยู่จริง” หลังจากนั้นโทยะก็พาปู่กับฟิริสย้ายสถานที่คุยกันไปยังห้องรับแขกโดยใช้เกทแต่เนื่องจากปู่ได้หยุดเวลาเอาไว้ทำให้ไม่มีเมดคนไหนสามารถมาบริการพวกเขาได้โทยะจึงต้องไปเตรียมน้ำชาและขนมต้อนรับแขกด้วยตนเองอย่างช่วยไม่ได้และเมื่อชาถูกเสิร์ฟเรียบร้อยฟีริสก็เริ่มเอ่ยปากถามปู่ว่าเทพแห่งสว่างราห์นั้นมีตัวตนอยู่หรือไม่ซึ่งปู่ก็ให้คำตอบว่าเขาไม่เคยได้ยินว่ามีเทพชื่อนี้อยู่ในวงศ์วานของเทพมาก่อนไม่ว่าจะในระดับเดียวกันหรือระดับต่ำกว่าปู่ลงไป แน่นอนว่าฟีริสถึงกับแสดงความตกใจออกมาทางสีหน้าเมื่อได้ฟังแบบนั้นแต่เธอก็ยังตั้งสติและถามต่อไปว่าแล้วเทพแห่งแสงมีหรือไม่ ซึ่งปู่ก็ตอบว่าไม่มีแต่ถ้าจะเอาใกล้เคียงกับคำว่าเทพแห่งแสงก็คงเป็นตัวปู่แกเองนี้แหละ ส่วนเทพแห่งความมืดนั้นมีตัวตนอยู่ เทพแห่งไฟหรือเทพแห่งลมก็มีแต่ในความเป็นจริงพวกเทพที่ใช้คำขึ้นต้นว่า “เทพแห่ง...” จะหมายถึงเทพระดับล่างเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นตำนานที่ว่านักบวชแห่งแสงราเมียสได้ทำการอัญเชิญเทพแห่งแสงลงมานั้นจึงไม่น่าจะเป็นไปได้หากแต่สิ่งที่อัญเชิญมานั้นอาจจะเป็นวิญญาณแห่งแสงเสียมากกว่า แต่การจะย้อนไปดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตเมื่อพันปีก่อนมันก็ทำได้ยากไม่ต่างอะไรกับการค้นหาเทปบันทึกรายการทีวีย้อนหลังที่ถ้าเอาแค่ปีเดียวก็มีซีดีวางซ้อนเป็นภูเขาเลากาแล้ว
.
และเมื่อสิ่งที่ตนเองเคยเชื่อมั่นถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากพระเจ้าตัวจริง ศัทธาในใจของฟีริสจึงพังทลายลงแต่ปู่เวิร์ลก็อดก็ได้มอบแนวคิดใหม่ให้กับเธอและบอกว่า “พระเจ้าจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่จะช่วยพวกเธอได้ พวกเธอมีพลังที่จะสร้างปาฏิหาริย์และขับเคลื่อนโลกใบนี้ส่วนพวกเราจะเฝ้ามองอยู่ที่เบื้องบน” หรือสรุปก็คือพระเจ้าสอนให้ฟิริสเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในผู้อื่นและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเชื่อศัทธาในตัวมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง เมื่อได้ฟังคำสอนจบฟีริสก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา หลังจากนั้นปู่ก็บอกกับโทยะว่าการที่พระเจ้าไม่ทำอะไรเลยมันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันเพราะถ้าหากพระเจ้าเข้าแทรกแซงโลกมากเกินไปก็อาจทำให้โลกล่มสลายได้เหมือนกัน โดยมากแล้วแม้จะเกิดปัญหาใหญ่แค่ไหนพระเจ้าก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ยกตัวอย่างเช่นหากมีจอมมารโผล่มาทำลายโลก พระเจ้าก็ทำได้แค่ส่งอาวุธที่ใช้ปราบจอมมารได้ไปยังโลกนั้น เมื่อฟีริสตั้งสติกลับมาได้ก็ถามกับปู่ว่าจากนี้ไปเธอควรทำอย่างไรดีเมื่อคำสอนที่เธอเคยเชื่อมาตลอดนั้นมันไร้ความหมายแล้ว แต่ปู่กลับบอกว่ามันไม่ได้ไร้ความหมายเสียทีเดียวเพราะว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากคำสอนเหล่านั้น เพียงแต่ว่าจะดีกว่าหากเปลี่ยนจากทำ “เพื่อพระเจ้า” เป็น “เพื่อประชาชน” แทนแม้มันจะเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนความเชื่อในทันทีทันใดแต่ถ้าค่อย ๆ เปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยแล้วล่ะก็มันก็พอจะมีความเป็นไปได้อยู่ หลังจากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็ขอตัวกลับพร้อมกับอวยพรให้กับฟีริสแล้วก็ค่อย ๆ กลายเป็นแสงสว่างก่อนจะหายตัวไปจากที่นั่นและเมื่อปู่กลับไปแล้วเวลาก็เริ่มกลับมาเดินอีกครั้ง แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนฝันไปแต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่เรื่องจริง นักบวชสาวได้รับคำตอบที่เธอตามหามานานแล้วเธอจึงยิ้มออกมาด้วยความสุขใจอย่างที่สุด
.
หลังจากนั้นฟีริสก็ขอตัวกลับ ส่วนโทยะก็โดนโคซากะเทศนาเสียยกใหญ่ที่ไปลงไม้ลงมือกับผู้ส่งสาสน์แบบนั้น แต่กระนั้นโทยะก็รู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยจึงได้นินจาในกลุ่มสึบากิไปสืบข่าวที่ศาสนจักรรามิสชูโดยมอบอสูรอัญเชิญที่เป็นนกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งไปกับเขาด้วยเพื่อความสะดวกในการแจ้งข่าว หลายวันต่อมาโทยะก็ได้รับรายงานว่าฟีริสถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับตัวในข้อหาเป็นกบฏและจะถูกสำเร็จโทษในอีกสามวันหลังจากนี้และดูเหมือนว่าจะมีกลุ่มที่คัดค้านการลงโทษฟีริสอยู่เหมือนกัน สำหรับโทยะแล้วเขาไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉย ๆ ได้เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ฟีริสต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้โทยะจึงปรึกษากับเหล่าว่าที่ภรรยาและบอกว่าเขาจะไปหยุดการตัดสินโทษนี้แม้ว่าจะต้องใช้กำลังก็ตามแต่ยูมิน่าดูจะไม่เห็นด้วยกับการทำแบบนั้นเพราะมันอาจจะเกิดปัญหาระดับประเทศตามมาภายหลังโทยะจึงลองถามโคซากะดูว่าจะเป็นอย่างไรหากเขากลายเป็นศัตรูกับศาสนจักรคำตอบที่ได้ก็คือตอนนี้ไม่มีปัญหาแต่ในระยะยาวแล้วพวกเขาอาจส่งเหล่าผู้ศัทธามาตามราวีบรุนฮิวด์ก็ได้แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นโทยะก็ไม่อาจจะปล่อยฟีริสไว้แบบนั้นได้ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังศาสนจักรรามิชูเพื่อช่วยเหลือฟีริส พวกยูมิน่าจะขอตามไปด้วยทว่าโทยะปฏิเสธที่จะให้พวกเธอมาด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหนเขาจึงจะขอไปตามลำพังเพราะจะเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า
.
โทยะเดินทางไปยัง “เอสล่า” เมืองหลวงของศาสนจักรจักรรามิชูโดยใช้เกาะลอยฟ้าเพื่อจะไปขอพบกับพระสันตะปาปา แต่เมื่อไปถึงที่นั่นเหล่าอัศวินศักดิ์ไม่ยอมให้โทยะผ่านเข้าไปเพราะไม่เชื่อว่าเขาคือราชาแห่งบรุนฮิวด์และเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องจึงเกิดการปะทะกันขึ้นหลังจากจัดการอัศวินไปได้ชุดหนึ่งโทยะก็ได้บอกให้ไปตามนักบวชที่ชื่อเนสมาเพื่อจะได้เป็นพยานยืนยันว่าเขาคือราชาแห่งบรุนฮิวด์จริง ๆ โดยขู่ว่าถ้าเนสไม่ยอมออกมาล่ะก็เขาจะแฉความลับเรื่องวิกบนหัวของเนสซะ เมื่อเนสออกมาพบก็ได้เห็นสภาพของอัศวินศักดิ์ที่โดนเล่นงานไปก่อนหน้าเนสจึงพูดเชิงตำหนิว่าโทยะจู่โจมทหารของประเทศอื่นแบบนี้มันจะกลายเป็นปัญหาในภายหลัง แต่โทยะก็แย้งกลับไปว่าแล้วการที่หันดาบจู่โจมใส่ราชาของประเทศอื่นมันไม่เป็นปัญหาหรือ? ในตอนนั้นเองพระคาดินัลเซออนก็ออกมาเพื่อตรวจดูสถานการณ์โทยะจึงใช้โอกาสนี้แจ้งกับเซออนว่าเขาต้องการพบประสันตะปาปาโดยตรง ซึ่งคาดินัลเซออนกับตกลงและนำทางโทยะไปพบกับพระสันตะปาปาตามที่ร้องขอ โทยะถูกพาไปยังห้องโถงใหญ่ของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่นโทยะได้พบกับหญิงที่แต่งกายชุดนักบวชระดับสูงออกมากล่าวต้อนรับพร้อมกับแนะนำตัวว่าเธอชื่อ เอเลียส โอลโทร่า โทยะจึงทักทายกลับตามมารยาทหลังจากนั้นเอเลียสก็ถามถึงวัตถุประสงค์ที่ผู้นำสูงสุดแห่งบรุนฮิวด์ต้องเดินทางไกลมาถึงที่นี่ซึ่งโทยะก็บอกจุดมุ่งหมายของเขาออกไปโดยไม่รอช้านั่นก็คือ ขอให้หยุดการสำเร็จโทษฟีริสแต่เอเรียสกับตอบกลับมาว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากที่จู่ ๆ อาณาจักรอื่นจะมาก้าวก่ายการตัดสินโทษของอาชญากรตามกฏหมายของศาสนจักร โทยะจึงถามถึงความผิดที่ฟีริสก่อจนแล้วก็ได้คำตอบมาว่า เพราะเธอประกาศไปว่าเทพแห่งแสงราห์เป็นเทพจอมปลอมซึ่งถือเป็นการต่อต้านศาสนาและมีความเป็นไปได้ว่าเธอเป็นพวกเดียวกับแวมไพร์ด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเพราะโคฮาคุได้ยืนยันว่าฟีริสเป็นมนุษย์แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
.
และเมื่อพูดถึงว่าถ้าฟีริสเป็นแวมไพร์จริง ๆ แล้วทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงไม่มีใครดูออกถ้าหากมีพลังของเทพแห่งแสงอะไรนั่นก็น่าจะดูออกได้ไม่ยากแต่เอเรียสกลับให้คำตอบเบี่ยงประเด็นราวกับว่าเธอรู้แต่แรกแล้วว่าเทพแห่งแสงอะไรนั่นมันไม่มีอยู่จริง สรุปแล้วนี่ก็เป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อจะฝังความจริงเรื่องนั้นไปตลอดกาลนั่นเอง เมื่อเจรจากันไม่รู้เรื่องแน่แล้วโทยะจึงพูดออกไปดัง ๆ ว่า เทพแห่งแสงราห์นั้นไม่มีอยู่จริงมันเป็นเพียงแค่เรื่องที่ใครบางคนสร้างขึ้นมาเท่านั้น และยังสั่งสอนทำนองว่า อย่าได้คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสเที่ยวไปตราหน้าคนอื่นที่เขาเชื่อต่างจากตนเองว่าเป็นปิศาจหรือพวกนอกรีต นั่นทำเอาเหล่าผู้ศัทธาโกรธจนควันออกหูและชักดาบออกมาเตรียมพร้อม โทยะจึงท้าทายว่าหากอยากให้เขาขอโทษหรือถอนคำพูดก็ต้องให้เทพแห่งแสงราห์ปรากฏตัวออกมาต่อหน้าเขาอีกด้วยแต่แน่นอนว่าเรื่องแบบนั้นไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ โทยะจึงแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนจักรรามิชูเต็มที่และท้ายที่สุดโทยะก็โดนจับไปขังเอาไว้ในคุกใต้ดินของวิหารศักดิ์สิทธิ์
.
แต่นั่นก็เป็นไปตามที่โทยะวางแผนไว้ เขาสามารถแหกคุกออกไปได้ง่าย ๆ อยู่แล้วแม้ว่าที่คุกใต้ดินจะมีบาเรียสำหรับป้องกันเวทเคลื่อนย้ายอย่างเกทอยู่แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก โทยะใช้เวทย์มิราจสร้างตัวปลอมของเขากับโคฮาคุเอาไว้ในคุกที่ขังเขาแล้วก็ใช้เวทล่องหนเพื่อไม่ใครมองเห็นพวกเขา จากนั้นก็ใช้โมเดลลิ่งดัดกรงเหล็กให้บิดงอเพื่อเปิดทางหนีแล้วก็ทำให้มันกลับสภาพเดิมเพื่อตบตาผู้คุมที่อาจจะเดินเข้ามาตรวจดูเป็นระยะ ๆ เมื่อออกจากคุกมาได้โทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของฟีริสและรีบรุดไปที่นั่นเพื่อช่วยเธอ แต่ไม่ได้มีฟีริสเพียงคนเดียวที่ถูกคุมขังอยู่ในที่แห่งนั้นยังมีหญิงชราอีกคนหนึ่งถูกขังเอาไว้ด้วย โทยะถึงถามฟีรีสว่าคนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นใครและคำตอบทีได้รับก็ทำให้โทยะประหลาดใจเป็นอย่างมาก หญิงชราที่ถูกคุมขังอยู่ที่นี้พร้อมกับฟีริสก็คือ พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันแห่งศาสนจักรรามิชู เอเลียส โอลโทร่า นั่นเอง ภายหลังโทยะจึงได้รู้ความจริงว่า คนที่อ้างตนเป็นเอเลียสที่เขาพบก่อนหน้านี้นั้นก็คือก็คือพระคาดินัลคิวเรย์ผู้พี่สาวของพระคาดินัลเซออน นั่นทำให้โทยะรู้สึกสับสนเพราะไม่อาจทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่อาณาจักรแห่งนี้กันแน่ฟีริสจึงอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้โทยฟังว่า หลังจากเธอกลับจากบรุนฮิวด์ก็ได้นำเรื่องที่ได้ฟังจากปู่พระเจ้ามาบอกกับพระสันตะปาปาและนักบวชระดับสูงคนอื่นแน่นอนว่าเหล่าพระคาดินัลโกรธมากกับการกระทำของเธอแต่เอเลียสกลับปกป้องเธอเอาไว้และทั้งคู่ก็โดนนำมาขังเอาไว้ที่นี่หลังจากนั้นไม่นานเอเลียสก็ลืมตาตื่นขึ้นและได้เข้า่ร่วมวงสนทนาด้วยแต่ตอนนี้ร่างกายเธอย่ำแย่ไปมากโทยะจึงร่ายเวทฟื้นฟูให้กับเอเลียสก่อนเป็นอย่างแรก
.
โทยะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเอเลียสนั้นมีสองสีแบบเดียวกับยูมิน่า เอเลียสเองก็เป็นหนึ่งในผู้ครอบครองเนตรมารเช่นกัน เนตรมารของเธอก็คือความสามารถในการตรวจจับคำโกหกได้ ส่วนสาเหตุที่เธอถูกพระคาดินัลจับตัวมาขังไว้ก็เพราะต้องการจะปกปิดความลับของศาสนจักรความจริงที่ว่าเทพแห่งแสงราห์นั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวงมาตั้งแต่ต้นนั่นเองซึ่งเรื่องนี้นั้นเหล่านักบวชระดับสูงทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้วแต่ทุกคนก็จงใจปิดบังความจริงข้อนี้มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นแล้วราเมียสผู้ก่อตั้งศาสนจักรรามิชูก็ไม่ใช่นักบวชแต่เป็นจอมเวทสายอัญเชิญผู้มีธาตุมืดอยู่ในตัวนั่นเองด้วยเทคนิคบางอย่างทำให้เขาสามารถอัญเชิญสปริตแห่งความมืดออกมาได้และใช้พลังนั้นทำลายล้างสัตว์อสูรและเหล่ามารที่เคยอยู่ครอบครองที่นี่มาก่อนออกไปได้แต่การจะบอกว่าใช้พลังสปริตแห่งความมืดมากอบกู้โลกมันก็จะมีผลกับความเชื่อมั่นของผู้คนเขาจึงอุปโลกน์ตำนานเทพราห์ขึ้นมา แน่นอนว่าถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วล่ะก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของศาสนจักรดังนั้นเหล่าพระคาดินัลจึงต้องการกำจัดผู้รู้ความจริงออกไปนั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่โทยะไม่เข้าใจก็คือทำไมเอเลียสถึงได้เลือกที่จะปกป้องฟีริสแทนที่จะเป็นความมั่นคงของศาสนจักร ซึ่งเอเลียสก็ได้ให้เหตุผลว่า เธอนั้นเชื่อในพระเจ้าจึงได้มาเป็นนักบวชแต่ภายหลังเธอก็รู้ความจริงว่าสิ่งที่เธอเชื่อนั้นไม่มีตัวตน แต่ทว่ามันก็สายเกินกว่าที่เธอจะหันหลังกลับเสียแล้ว เธอต้องแบกรับตำแหน่งสันตะปาปาอันแสนจะว่างเปล่านั้นไว้อย่างช่วยไม่ได้แต่ทว่าเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากฟีริสที่บอกว่าพระเจ้านั้นมีตัวตนอยู่จริง นั่นทำให้ประกายแสงแห่งความเชื่อมั่นที่มอดดับไปนานแล้วของเธอส่องประกายขึ้นมาอีกครั้ง เอเลียสเองก็อยากจะพบกับพระเจ้าบ้างเช่นกันและในวินาทีต่อมาปู่เวิร์ลก็อดก็ปรากฏกายออกมา
.
เวลารอบข้างถูกหยุดลงอีกครั้งเมื่อปู่มาถึง แน่นอนว่าเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในสายตาของปู่แกมาตลอดนั่นแหละ เพียงแต่รอบนี้ปู่แกไม่ได้ปล่อยออร่าพลังเทพมาทำให้ดูไม่ต่างจากปู่แก่ ๆ คนหนึ่ง เมื่อเอเลียสถามว่าชายผู้นี้เป็นใครโทยะก็ตอบไปตรง ๆ ว่าพระเจ้าแต่ทว่าพระสันตะปาปาดูจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ โทยะจึงบอกให้ปู่โชว์รัศมีเทพให้ดูปู่แกจึงจัดให้เมื่อได้เห็นรัศมีแห่งเทพแล้วเอเลียสก็หมดข้อกังขาในทันทีแต่ในตอนนั้นจู่ ๆ ปู่ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงได้ทำการหยุดเวลา ฟีริสกับเอเลียสเอาไว้ก่อนเพราะสิ่งที่ปู่กำลังจะบอกนั้นมันเป็นความลับที่ไม่สามารถให้คนปกติล่วงรู้ได้ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับโทยะโดยตรง กล่าวย้อนไปถึงตอนที่ปู่แกชุบชีวิตโทยะขึ้นมานั้น ได้นำร่างของโทยะไปยังโลกเทพก่อนจะคืนชีพ แล้ววัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในการคืนชีพก็มาจากดินแดนเทพทั้งหมดดังนั้นสภาพของโทยะในตอนนี้ก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับพวกเทพหรือสรุปง่าย ๆ โทยะเป็นเทพนั่นเองเพียงแต่ร่างกายของเทพเกิดใหม่ยังอ่อนแออยู่ก็เลยดูไม่ต่างจากมนุษย์เท่าไหร่สรุปว่าที่เขามีพลังเวทย์มหาศาลและใช้เวทมนตร์ได้ทุกอย่างไม่ได้มาจากการประทานพรของปู่เวิร์ลก็อดแต่อย่างใดแต่มาจากการที่เขาเกิดใหม่เป็นเทพแต่เรื่องนั้นก็ถูกโยนออกไปก่อน โทยะถามปู่เกี่ยวกับเรื่องของเฟรซแต่ปู่กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย จากนั้นการหยุดเวลาของเอเลียสกับฟีริสก็ถูกยกเลิก ปู่จึงได้เริ่มสนทนากับเอเลียส
.
แม้จะพยามหารือเกี่ยวกับเรื่องว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ดีแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนความเชื่อหยั่งรากลึกมายาวนานการจะเปลี่ยนคำสอนนั้นทำได้ยากมาก เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้คนได้ แต่หลังจากนั้นปู่แกก็บอกว่าดาร์กสปริตที่ถูกอัญเชิญมาเมื่อพันปีก่อนยังคงถูกผนึกอยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้และผนึกก็กำลังอ่อนกำลังลงเรื่อยจนพลังมืดของดาร์กสปริตเริ่มรั่วไหลออกมาแล้วทางที่ดีต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุดแล้วหลังจากนั้นปู่ก็โยนภาระให้โทยะจัดการต่อแล้วปู่แกก็บอกเพียงว่าจะเฝ้าดูต่อไปแล้วก็หายวับไปในที่สุดเวลากลับมาเดินอีกครั้ง ในระหว่างที่เอเลียสกำลังปลาบปลื้มที่ได้พบกับพระเจ้าอยู่นั้นโทยะก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เป็นราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ดาร์กสปริตกำลังจะหลุดออกมาจากผนึกคุมขัง โทยะจึงต้องรับดัดลูกกรงห้องขังด้วยโมเดลลิ่งและพาทั้งสองคนหนีออกมาแต่เพราะความรีบร้อนโทยะจึงไม่ได้ทำการล่องหนเสียก่อนและในระหว่างที่หนีก็เจอกับทหารยามเข้า โทยะจึงต้องจัดการพวกนั้นก่อนจะสั่งให้โคฮาคุคืนร่างเพื่อนำเอาร่างของทหารที่เขาจัดการไปด้วย ทั้งหมดหลบหนีออกมาจากคุกใต้ดินได้สำเร็จโทยะมองดูท้องฟ้าเพื่อตรวจสอบเวลาก็พบว่าพระจันทร์ลอยอยู่สูงเหนือหัวแล้ว ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนจากนั้นโทยะก็ใช้เกทพาทุกคนหลบหนีไปที่ตัวเมือง แผ่นดินเริ่มสั่นไหวสำหรับพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาก่อนแล้วย่อมถือเป็นเรื่องผิดปกติผู้คนเริ่มพากันแตกตื่นจนพระสันตะปาปาต้องบอกให้ทุกคนใจเย็นและตั้งสติก่อนอื่นต้องรีบอพยพไปจากที่นี่ก่อน หลังจากนั้นก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงที่วิหารศักดิ์สิทธิ์เศษซากของวิหารลอยขึ้นไปเป็นฝุ่นผงกลางอากาศ พร้อมกับปรากฏร่างของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ร่างกายใหญ่โตที่ห่อหุ้มไว้ด้วยผิวสีดำ มีเขาสองเขา มีมือเล็ก ๆ มากมายนับไม่ถ้วนด้านหลังมีระยางค์หกอันงอกยาวออกมา มีขาเหมือนหนวดปลาหมึก ส่วนหัวไร้ดวงตามีแต่ปากขนาดใหญ่ สิ่งนั้นส่งเสียงคำรามดังลั่น ดาร์กสปริตได้หลุดออกมาจากผนึกคุมขังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
ดาร์กสปริตเริ่มอาละวาดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ซ้ำยังแบ่งส่วนของร่างกายออกมาเป็นมอนสเตอร์รูปร่างประหลาดมากมายให้เข้าโจมตีคนในเมืองด้วย ในความสับสนวุ่นวายผู้คนเริ่มสวดภวนาเรียกหาเทพเจ้าที่พวกเขานับถือแต่ใครจะรู้ว่าสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวที่กำลังทำลายเมืองอยู่นั้นคือต้นตอความเชื่อในตำนานเทพเจ้าแห่งแสงราห์ที่เหล่าผู้ศัทธาเคารพหนักหนา ส่วนการจะผนึกเจ้าสิ่งนี้ลงไปเหมือนเมื่อครั้งอดีตดูท่าจะเป็นไปไม่ได้เพราะพระคาดินัลในสมัยนี้ไม่เก่งกาจเท่าในสมัยนั้นมิหนำซ้ำยังไม่มีเวลามากพอที่จะตระเตรียมการทำพิธีกรรมแบบนั้นได้ด้วย ในระหว่างที่กำลังคิดหาทางอยู่นั้นโทยะก็คิดได้ว่านี่เป็นโอกาสที่จะทำลายความเชื่อเก่าและสร้างความเชื่อใหม่แล้วก็ได้ถ้าสร้างสถานการณ์ว่าเป็นสาสน์จากสรวงสวรรคแล้วมอบให้พระสันตะปาปาที่เป็นผู้นำสูงสุดเผยแพร่ต่อไปล่ะก็..... โทยะได้เจรจาตกลงกับเอเลียสจากนั้นก็เริ่มดำเนินแผนการทันที แต่ถ้ามอนสเตอร์นั่นถูกปราบโดยผู้ที่ได้ชื่อว่าราชาจากอาณาจักรอื่นแผนการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้คนในรามิชูก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ดังนั้นโทยะจึงต้องเล่นใหญ่โดยอาศัยนามของพระเจ้าเข้าช่วยหลังจากย้ายคนอื่น ๆ ไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้วโทยะก็ใช้เวทมิราจเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดูเป็นเทพแบบกรีกที่มีผมสีทองดวงตาสีฟ้า สร้างแสงรัศมีเทพ สร้างวงแหวนบนหัว และสร้างปีกที่หลังจำนวนสิบสองปีก โทยะอยากจะเปิดตัวแบบที่ค่อย ๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้าแต่ตัวเขาตอนนี้ไม่มีเวทมนตร์ที่ช่วยให้บินได้อยู่เลยเขาจึงต้องใช้มิราจสร้างภาพมายาขึ้นแทน จากนั้นก็ใช้เวทอัญเชิญเรียกเหล่าวัลคิเรียออกมาและออกคำสั่งให้ไปช่วยปกป้องชาวเมือง เมื่อผู้นำสาสน์จากสรวงสวรรค์(ตัวปลอม) ปรากฏกายขึ้นเหล่าชาวเมืองก็เริ่มมีความหวัง โทยะต้องล่องหนไปสวมรอยแทนภาพมายาที่ลอยอยู่ของเขาก่อนเพื่อแนบเนียนที่สุดแล้วจึงค่อยชักดาบยาวสองเมตรของเขาออกมาดาบที่สร้างขึ้นจากผลึกเฟรซผนวกกับเวทกราวิตี้ ดาร์กสปริตที่รับรู้ถึงการมาของโทยะจู่โจมเขาด้วยระยางค์ทันที แต่ดาบในมือโทยะก็สามารถสะบั้นระยางค์พวกนั้นได้ไม่ยากเย็นจากนั้นโทยะก็โต้กลับโดยใช้เวทกราวิตี้ผ่านสมาร์ทโฟนทำการโจมตีไปที่ดาร์กสปริตเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้ จากนั้นก็โจมตีต่อเนื่องด้วยเวทไชน์นิ่งจาเวลินสองร้อยเล่มฉีกกระชากร่างกายของศัตรูจนเละก่อนจะปิดท้ายด้วยเวทแบนดิช ดาร์กสปิริตถูกแสงสว่างกลืนกินหายไปเหลือไว้เพียงโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากที่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาและกลายเป็นขี้เถ้าปลิวหายไปกับสายลม ความผิดพลาดเมื่อหนึ่งพันปีก่อนได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
.
เมื่อเภทภัยถูกปัดเป่าไปแล้วเหล่าผู้ศัทธาก็พากันโห่ร้องและสรรเสริญเทพแห่งแสงราห์กันเป็นการใหญ่ และนี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่โทยะต้องจัดการหลังจากปราบดาร์กสปิริต โทยะล็อกเป้าหมายไปยังจุดที่ไม่มีคนอยู่ในรัศมีสิบเมตรเพื่อปล่อยไลท์ติ้งจาเวลินจำนวนสามร้อยเส้นลงมา เพื่อสร้างสถานการณ์และดึงความสนใจของผู้คนมาที่ตัวเขาจากนั้นก็เริ่มดำเนินการตามแผนโทยะเปิดเกทให้เอเลียสปรากฏกายขึ้นต่อหน้าเขา เมื่อเธอถามว่าท่านคือเทพราห์ใช่หรือไม่โทยะก็ตอบไปว่าเขาคือเทพแห่งแสงแต่ไม่ใช่ราห์ ผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพแห่งแสงราห์นั้นไม่มีตัวตนอยู่และนั่นก็ทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในความตะลึงงันเมื่อเทพที่พวกเขาเคารพมาโดยตลอดนั้นถูกปฏิเสธการมีตัวตน ละครฉากใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปโทยะได้แจ้งว่ามีข้อความจากสวรรค์มามอบให้ พระสันตะปาปาจึงเดินเข้าไปและคุกเข่าลงเพื่อรับสาสน์นั้นโทยะวางมือลงบนหน้าผากของเอเลียสและสร้างเอฟเฟคปลอม ๆ หลอกตาประชาชีว่ากำลังมอบถ้อยคำจากพระผู้เป็นเจ้าให้ เมื่อแสงหายไปเอเลียสก็ก้มลงกราบทูตสวรรค์ปลอมถึงแม้จะเกินบทไปหน่อยแต่ก็เพื่อความน่าเชื่อถือ จากนั้นโทยะก็เปิดเกทนำตัวพระคาดินัลคิวเรย์และเซออนพร้อมเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดออกมาพร้อมกับบอกให้ตัดสินความผิดของพวกเขาที่อ้างชื่อพระเจ้ากระทำความผิดมากมาย แต่ทั้งคู่ก็ดูจะไม่ยอมรับบาปที่ตนก่อไว้ แต่โทยะก็ต้อนพวกเขาจนเข้าตาจนด้วยเรื่องที่จะตัดสินโทษฟีริสและจับตัวเอเลียสไปขังและคิดจะกำจัดผู้ที่รู้ความจริงทั้งหมด และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ถูกลงโทษโดยไร้ความผิดภายใต้นามของความยุติธรรมของเทพราห์อีก จากนั้นโทยะก็สำแดงพลังเทพ(ปลอม ๆ) ด้วยการตะโกนให้สำนึกบาปและแอบใช้เวทพาราไลท์ทำให้พระคาดินัลและเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดขยับร่างกายไม่ได้แล้วได้ส่งไม้ต่อให้เอเลียสดำเนินการต่อไป และก่อนจะจบการแสดงโทยะในร่างทูตสวรรค์ก็ได้ทิ้งประโยคเอาไว้ว่า
.
“ความมืดกับแสงสว่างเป็นหนึ่งเดียวกันและไม่อาจแยกจากกันได้ ความยุติธรรมและความชั่วร้ายล้วนเกิดมาจากจิตใจของมนุษย์ ความยุติธรรมที่เกิดจากการกดขี่ข่มเหงนั้นจะนำมาแต่ความหายนะเท่านั้น พวกเราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น”
.
หลังจากนั้นโทยะก็คิดคำพูดดี ๆ ต่อจากนี้ไม่ออกก่อนที่จะเผลอปล่อยไก่ให้คนจับได้โทยะจึงเรียกเหล่าวาคิเรียกลับมารวมกันรอบตัวเขาจากนั้นก็กล่าวคำอำลากับชาวเมือง เมื่อพวกวัลคิเรียสร้างแสงสว่างขึ้นมารอบ ๆ โทยะก็อาศัยจังหวะนี้เปิดเกทแล้วก็หลบออกไปจากที่นั่น พร้อมกับทิ้งเอฟเฟคขนนกร่วงหล่นเป็นแสงสว่างไว้ปิดท้ายปาหี่ครั้งนี้ เมื่อโทยะหลบฉากไปแล้วเอเลียสก็สวมบทบาทต่อทันที ส่วนโทยะก็โทรศัพท์กลับไปหาปู่เวิร์ลก็อดเพื่อแจ้งเรื่องราวพร้อมกับข้อสรุปที่ว่าจะจับตาดูอาณาจักรนี้กันไปอีกซักพัก จากนั้นโทยะก็ไปหาฟีริสเพื่อนำคำขอโทษของปู่ไปส่งต่อ ส่วนความวินาศสันตะโรที่โทยะทำไว้จากการต่อสู้นั้นเขาตั้งใจจะใช้โมเดลลิ่งซ่อมมันกลับมาแต่ก็ถูกเอเลียสห้ามไว้ การเปลี่ยนแปลงคำสอนค่อย ๆ ดำเนินไปก่อนจากกันโทยะได้มอบเกทมิเลอร์ให้กับฟีริสเพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารกันได้หลังจากนั้นโทยะกับโคฮาคุก็เดินทางกลับบรุนฮิวด์ หลายวันต่อมาข่าวลือที่ว่ามีเทพลงมาจากสวรรค์และกำหราบเทพมารแห่งความมืดที่ศาสนจักรรามิชูก็แพร่กระจายไป สำหรับอาณาจักรอื่นที่ไม่ได้นับถือศาสนาแล้วก็ดูจะเป็นเรื่องเล่าขบขัน แต่ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัดก็คือชื่อของเทพที่นับถือได้เปลี่ยนจากเทพแห่งแสงราห์ กลายเป็นเทพแห่งแสงและวลีที่ว่าภายใต้นามแห่งแสงสว่างและความยุติธรรมก็หายไปด้วย ส่วนโทยะที่กลับมาบรุนฮิวด์แล้วก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด (ยกเว้นเรื่องปู่เวิร์ลก็อด) ให้บรรดาสาว ๆ ฟัง จนเอลเซ่ยังล้อว่าไปปลอมเป็นเทพแบบนั้นระวังโดนสวรรค์ลงโทษเอานะ ส่วนพระคาดินัลคิวเรย์ เซออน และพรรคพวกคนอื่น ๆ ก็โดนจับเป็นนักโทษไปส่วนผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำของคนเหล่านั้นพระสันตะปาปาก็ได้ใช้เงินส่วนตัวเยียวยาพวกเขาและหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวว่าฟีริสได้ขึ้นเป็นคาดินัลที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาสนจักรด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาจักรรามิชูกับอาณาจักรบรุนฮิวด์กำลังดำเนินไปในทางที่ดีโดยไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา แต่เมื่อโทยถูกถามว่าเชื่อในพระเจ้าไหม? คำตอบของเขาก็คือ “เชื่อมั่นสุด ๆ เลยล่ะ” และเชื่อว่าปู่แกก็คงกำลังมองดูโลกนี้พร้อมกับเสียงหัวเราะอยู่ที่ไหนซักแห่งแน่ ๆ
Isekai wa Smartphone to tomo ni ข้อมูล เกาะลอยฟ้าและเหล่าบาบิโลนซิสเตอร์ถ้าพูดถึงนิยายเรื่องนี้ สถานที่หนึ่งที่มีความสำคัญมากและเราจะไม่กล่าวถึงเลยก็คงจะไม่ได้ คงหนีไม่พ้น “เกาะลอยฟ้าบาบิโลน” มันถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5000 กว่าปีก่อนโดย ศาสตราจารย์ เรจีน่า บาบิโลน และตกทอดมาถึงมือโทยะในเวลาต่อมาแต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่า เกาะลอยฟ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อมอบให้โทยะตั้งแต่แรกจะถูกต้องกว่า เพราะเรจีน่าได้เห็นอนาคตเกือบทั้งหมดผ่านทีวีกาลเวลาของเธอ . เกาะลอยฟ้าหรือปราการลอยฟ้าบาลิโลนนั้นสร้างจากเทคโนโลยีโบราณที่เหนือล้ำกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันของโลกนี้มากนัก (อารยธรรมพารุเทโน่) แต่เพราะสาเหตุบางประการทำให้อารยธรรมเมื่อ 5000 ปีก่อนถึงกาลล่มสลาย แต่เกาะลอยฟ้านั้นยังคงปิดบังการคงอยู่ของมันเอาไว้ได้จนมาถึงปัจจุบัน ตัวเกาะลอยนั้นประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ เก้าส่วน แยกตัวกระจัดกระจายอยู่บนท้องฟ้าของโลกใบนี้ ทางเดียวที่จะเข้าไปยังเกาะลอยแต่ละแห่งได้จะต้องผ่าน “วาร์ปเกท” ที่ซ่อนอยู่ภายในซากโบราณสถานบาบิโลนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอาณาเขตของอาณาจักรต่าง ๆ และยังมีเงื่อนไขซับซ้อนในการจะเปิดประตูทางเข้าอีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่อุปสรรคของเทพโทยะแต่อย่างใด . เกาะทั้ง 9 เกาะของบาบิโลนนั้นประกอบด้วย สวน(Garden) , ห้องสมุด(Library) , ห้องทดลอง (Laboratory) , โรงเก็บ (Hangar) , หอคอย (Tower) , ป้อมปราการ (Rampart) , โรงงาน (Workshop) , โรงแปรธาตุ (Alchemy Shop) และ โรงเก็บของ (Warehouse) ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมี เหล่าออโต้มาตอนหรือเมดโรบ็อท ที่เรียกว่า แอร์เฟรมหรือบาบิโลนซิสเตอร์ซีรี่ส์คอยดูแลอยู่ ซึ่งแอร์เฟรมในซีรี่ส์นี้ทุกตัวถูกสร้างมาในรูปแบบของสตรีเพศทั้งหมด 10 ยูนิตโดยมีลำดับตั้งแต่หมายเลข 20 ถึง 29 ซึ่งรายนามของพวกเธอก็มีดังต่อไปนี้
หมายเลข 20 เพลย์ริโอร่า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าริโอร่า ผู้ดูแลป้อมปราการ หน้าที่ของส่วนนี้คือควบคุมระบบป้องกันตัวเองของบาบิโลนโดยจะมีเครื่องสร้างบาเรียป้องกันการโจมตีทางกายภาพและการโจมตีด้วยเวทย์มนต์และยังเป็นส่วนควบคุมอาวุธที่เป็นเหมือนดาวเทียมขนาดเล็กที่ปล่อยออกไปโจมตีเป้าหมายที่กำหนดได้ (ซึ่งเทคโนโลยีในส่วนนี้โทยะได้นำเอาไปติดตั้งให้กับเฟรมเกียร์ด้วย) ริโอร่าถือได้ว่าเป็นพี่สาวของบาบิโลนซิสเตอร์ทั้งหมดและยังเคยทำหน้าที่เป็นคู่ขาในยามค่ำคืนให้กับเรจีน่าอีกด้วย เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของริโอร่านั้นเมื่อโทยะบอกว่าเขาครองบาบิโลน 4 แห่งไว้แล้วเธอก็ยอมรับเขาในทันทีหลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดเบลเซอร์
หมายเลข 21 เบลฟลอร่า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าฟลอร่า ผู้ดูแลโรงแปรธาตุ หน้าที่ของส่วนนี้นั้นจะเกี่ยวข้องการงานด้านเคมีภัณฑ์กับการรักษาพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจะผลิตเอลลิควิดที่เป็นเชื้อเพลิงของเฟรมเกียร์แล้วก็ยังผลิตพวกยารักษาโรคต่าง ๆ รวมไปถึงยากระตุ้นศักยภาพทางเพศหลายขนาน และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ของที่แห่งนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยชีวิตของซากุระให้รอดพ้นจากความตายมาได้ เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของฟลอร่าคือ เมื่อจับหน้าอกเธอแล้วต้องไม่หื่น หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดนางพยาบาล
หมายเลข 22 อาโทรันทิก้า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าทิก้า ผู้ดูแลห้องทดลอง หน้าที่ของส่วนนี้ก็ตามชื่อ คือเป็นสถานที่ไว้ทดลองอะไรต่าง ๆ นานา และยังเป็นที่อยู่ของเรจีน่าอีกด้วย ทิก้ามีคาแรคเตอร์เป็นโลลิค่อนขนาดหนัก เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของทิก้านั้นไม่มีแต่โทยะจำเป็นต้องเปิดการทำงานของหมายเลข 29 หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดกาวน์สีขาว
หมายเลข 23 ฟรานเชสก้า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเชสก้า หรือ ชิสุกะ ผู้ดูแลสวน หน้าที่ของส่วนนี้ไม่มีอะไรนอกจากเป็นสถานที่พักผ่อนกับปลูกพืชพรรณต่าง ๆ เชสก้าบอกว่าเป็นส่วนนี้เป็นงานอดิเรกของเรจีน่า จึงไม่มีอาวุธยุทธภัณฑ์ใด ๆ ติดตั้งเอาไว้ แต่โทยะก็ใช้เกาะนี้เป็นยานบินส่วนตัวในช่วงแรก ๆ จนกระทั่งเรียนรู้เวทย์ “ฟลาย” จึงได้เลิกใช้งานไป เชสก้าถือเป็นบาบิโลนซิสเตอร์ที่มีบทเด่นมากที่สุดในกลุ่มเพราะเธอรับใช้ใกล้ชิดโทยะ แถมยังเป็นเมดโรบ็อทสายหื่นที่ชอบเล่นมุกใต้เข็มขัดอยู่บ่อยครั้ง เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของเชสก้าคือไม่จู่โจมเธอที่โชว์กกน. หรือทำตามคำเชื้อเชิญให้ลวนลามเธอ หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดเมด
หมายเลข 24 ไอริสฟาม หรือเรียกสั้น ๆ ว่าฟาม ผู้ดูแลห้องสมุด หน้าที่ของส่วนนี้ก็ตามชื่อเป็นแหล่งเก็บหนังสือ เอกสาร ข้อมูลความรู้และวิทยาการสมัยโบราณมีหนังสือเก็บอยู่ที่นี่ถึง 20ล้านเล่ม เวทย์มนต์โบราณระดับโหด ๆ ที่โทยะ ยูมิน่า รินเซ่ ใช้ในตอนหลัง ๆ ก็ได้จากที่นี่ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับอสูรคริสตัลรูปแบบต่าง ๆ บันทึกเอาไว้อีกด้วย ฟามมีคาแรคเตอร์เป็นพวกหนอนหนังสือที่จะไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยเมื่อได้อ่านหนังสือ เธอไม่เคนหยุดการทำงานเลยเป็น 5000 ปีและอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดจนหมดไปแล้ว เธอมักจะร้องขอหนังสือใหม่ ๆ จากโทยะอยู่บ่อยครั้งและจะลงมาเบื้องล่างเพื่อหาหนังสือใหม่ ๆ เป็นครั้งคราว เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของฟานคือแก้โจทย์ปัญหาของเรจีน่าที่ตรงประตูทางเข้าให้ได้ทั้งหมด หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดนักเรียนปกกะลาสี
หมายเลข 25 พาเมล่าโนเอล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า โนเอล ผู้แลหอคอย ซึ่งหน้าที่ของส่วนนี้ก็เปรียบได้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงระบบทั้งหมดของบาบิโลนนั้นเอง โดยจะดูดสะสมพลังมานาในอากาศมากักเก็บไว้ใช้ แต่ผู้ดูแลคนนี้จะเรียกว่าดูแลดีหรือเปล่าก็ไม่ทราบเพราะโนเอลนั้นจะมีสภาพเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา และเวลาส่วนใหญ่ของเธอก็จะหมดไปกับการนอนหลับ จึงไม่ปรากฏตัวให้เห็นในเนื้อเรื่องซักเท่าไหร่นัก เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของโนเอลคือให้เอาอาหารเธอกินจนกว่าจะอิ่ม หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุด เจอเซ่ (อันนี้ไม่มั่นใจว่าหมายถึงเสื้อยืด หรือ เสื้อสเวตเตอร์ เพราะคำญี่ปุ่นมันเขียนทับศัพท์)
หมายเลข 26 ริลุลุพัลเช่ หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพัลเช่ ผู้ดูแลโรงเก็บของ หน้าที่ของส่วนนี้ก็คือใช้เก็บเงิน วัตถุดิบ สิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ ของเรจีน่า และด้วยความที่ว่าโรงเก็บแห่งนี้เกิดรูรั่วทำให้ไอเท็มบางชิ้นร่วงหล่นลงไปสู่พื้นโลก อย่างเช่นดาบศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์เรสเทีย ศิลาปิศาจ หรือกำไลป้องกันเวทย์และป้องกันการโจมตีกายภาพ ฯลฯ และที่แห่งนี้ยังเป็นที่เก็บพิมพ์เขียวของเฟรมเกียร์รุ่นใหม่ด้วย (เซ็กทอยก็มี) พัลเช่นนั้นมีคาแร็คเตอร์เป็นสาวซุ่มซ่าม ที่มักจะสะดุดล้ม หรือชนโน่นนี่ตลอด (เคยเหยียบเป้าโทยะด้วย) เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของพัลเช่นั้นไม่มีพอแนะนำตัวปับหล่อนก็โดดเข้ามาจูบทันทีแถมเหยียบโทยะไปอีก 1 ดอก หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดมิโกะ
หมายเลข 27 ไฮโรเซ็ตต้า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโรเซ็ตต้า ผู้ดูแลโรงงาน ส่วนนี้จะทำหน้าทีผลิตสิ่งของต่าง ๆ แบบก็อปปี้ ซึ่งโทยะก็ใช้มันปั๊มจักรยานขายมาแล้ว ภายหลังได้ถูกนำมาใช้เพื่อการผลิตเฟรมเกียร์และยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ แทน ส่วนตัวของโรเซ็ตต้าเองนั้นก็ค่อนข้างมีบทบาทรองลงมาจากเชสก้า โดยเฉพาะเรื่องการผลิตและซ่อมบำรุงเฟรมเกียร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้กันในเรื่อง เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของโรเซ็ตต้าคือให้ทายสีกางในของเธอให้ถูกโดยห้ามแตะกระโปรงของเธอโดยเด็ดขาด หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดช่าง หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าชุดหมี
หมายเลข 28 เฟรดโมนิก้า หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโมนิก้า ผู้ดูแลโรงเก็บ ส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นโรงเก็บเฟรมเกียร์รวมไปถึงพาหนะต่าง ๆ เช่นรถถัง รถไฟ ยานบิน เรือดำน้ำ ฯลฯ โมนิก้าถือเป็นบาบิโลนซิสเตอร์อีกคนที่มีบทค่อนข้างมาเพราะนอกจากจะคอยทำงานร่วมกับโรเซ็ตต้าแล้วยังทำหน้าที่เป็นพลขับ และขับเฟรมเกียรออกรบอีกด้วย ภายหลังย้ายมาขับยานสนับสนุนของออทรินเด้เฟรมเกียร์ของซู ลักษณะนิสัยของโมนิก้าจะค่อนไปทางเด็กสาวเลือดร้อนบ้าพลัง มีประแจเลื่อนขนาดใหญ่เป็นอาวุธคู่กาย ที่เธอถือไปไหนมาไหนด้วยเสมอ (ขนาดหุ่นของเธอยังมีประแจเป็นอาวุธเลย) เงื่อนไขการยอมรับให้ครอบครองของโมนิก้าคือสู้กับเธอแล้วเอาชนะให้ได้ หลังจากอยู่ภายใต้อาณัติของโทยะแล้วจะสวมชุดลายพราง
หมายเลข 29 เรจิน่า บาบิโลน แอร์เฟรมตัวสุดท้ายที่ถือว่าเป็นน้องคนสุดท้องของบาบิโลนซิสเตอร์ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวผู้สร้างด้วย เพราะเรจีน่าได้โอนถ่าย บุคลิก ความทรงจำ และความสามารถของเธอใส่เอาไว้ในแอร์เฟรมตัวนี้ แต่ถึงจะเป็นเรจีน่าเวอร์ชั่นโลลิ แต่ความสามารถของเธอก็ไม่ได้น้อยลงตามขนาดตัวเพราะ ภายหลังเธอได้ทำการศึกษาโครงสร้างสมาร์ทโฟนของโทยะและทำรุ่นแมสโปรดักซ์ออกมาแจกจ่ายใช้งานกันทั่วไป และยังมีผลงานการประดิษฐ์อีกมากมายที่ทยอยตามมา แม้จะไม่ได้เป็นหนึ่งในภรรยาอย่างถูกต้องแต่เรจีน่าก็ถือเอาตำแหน่งชู้รักของโทยะมาแทน ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับอนุญาตจากสภาเจ้าสาวเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมบาบิโลนถึงได้มี 9 ส่วนนั้น ก็เพราะว่าเรจีน่าเห็นอนาคตของโทยะอยู่แล้วว่าจะมีภรรยา 9 คน จึงได้แบ่งส่วนบาบิโลนออกเป็น 9 ส่วนและยังเตรียมห้องส่วนตัวสำหรับพวกเธอไว้ 9 ห้องบนบาบิโลนด้วย ส่วนลำดับการพบบาบิโลนแต่ละส่วนนั้นจะไล่เรียงดังนี้
สวน ->โรงงาน -> โรงแปรธาตุ -> โรงเก็บ -> ป้อมปราการกับหอคอย -> ห้องสมุด -> โรงเก็บของ -> ห้องทดลอง
ข้อมูลบริวาร 4 สัตว์เทพของโทยะ4 สัตว์เทพในเรื่องนี้ก็เอามาจากตำนานเทพพิทักษ์ 4 ทิศอันโด่งดังที่ใช้กันแพร่หลายในเรื่องอื่น ๆ นั่นแหละ มังกรฟ้า พยัคฆ์ขาว เต่างู และวิหคแดง หรือเราอาจคุณ ๆ ในชื่อ เซริว เปี๊ยกโกะ เกมบุ และ สุซาคุ โดยในเรื่องก็กล่าวไว้ว่าทั้ง 4 เป็นสัตว์เทพและมีบริวารใต้อาณัติมากมายทำให้โทยะสามารถเรียกใช้งานสัตว์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ 4 สัตว์เทพนี้ได้อย่างสบายแฮแต่เอาเข้าจริง ๆ ด้วยความเก่งเมพของโทยะก็ทำให้บทบาทของเจ้าสัตว์เทพเหล่านี้ดูไม่ค่อยเด่นสมราคาซักเท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นทั้ง 4 ตัวนี้ในสภาพร่างย่อส่วนเดินไปเดินมาลอยไปลอยมา ซะเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นก็คอยทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดประจำตัวให้กับเหล่าภรรยาของโทยะ ซึ่งกว่าเจ้า 4 ตัวนี้จะได้โชว์พลังแท้จริงก็เล่นไปซะช่วง EP 22 ตอนที่ 191 โน่นแหละ วันนี้เราจะมาดูกันว่า 4 ตัวนี้มันมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง 4 สัตว์เทพเวอร์ชั่นร่างย่อ
จักรพรรดิ์ขาวเปี๊ยกโกะ เสือขาวตัวใหญ่ราชันย์แห่งสัตว์ป่าผู้สามารถสร้างคลื่นกระแทกได้จากเสียงคำรามเป็นสัตว์เทพตัวแรกที่โทยะทดลองอัญเชิญมาและท้ายที่สุดก็ต้องยอมศิโรราบต่อพลังเวทย์อันมหาศาลของโทยะจนต้องยอมทำพันธสัญญาด้วย และได้รับชื่อใหม่เป็น “โคฮาคุ” (琥珀) ซึ่งแปลว่าอำพัน และเพื่อให้อยู่บนโลกตามปกติได้จึงต้องย่อร่างให้เหลือสภาพเป็นลูกเสือขาวตัวเล็ก ๆ และหลังจากนั้นโคฮาคุก็กลายเป็นมาสคอร์ตประจำปาร์ตี้ของโทยะไปโดยปริยายแถมยังได้รับความนิยมมากจากบรรดาสาว ๆ เสียด้วย แต่ถึงแม้จะดูเหมือนตัวผู้แต่จริงแล้วโคฮาคุเป็นเสือขาวเพศเมีย จักรพรรดิ์พิศวงเกมบุ มีสองตัวรวมเป็นหนึ่งคือ เต่ากับงู ราชันย์แห่งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและสัตว์มีเปลือก โทยะอัญเชิญเกมบุออกมาตามคำบอกของโคฮาคุเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพิเศษในการสร้างม่านพลังป้องกันอันแข็งแกร่งของเกมบุในการพาเขาลงไปยังโบราณสถานนิรุย่าที่จมอยู่ก้นทะเล แน่นอนว่าเกมบุไม่ยอมรับการทำพันธสัญญาแต่โดยดีทว่าด้วยพลังของ “สลิปอินฟินิตี้” ก็ทำให้เกมบุต้องขอยอมแพ้และทำพันธสัญญาในที่สุด โทยะได้มอบชื่อ “ซังโกะ”( 珊瑚 ) ให้กับส่วนที่เป็นเต่าแล้ว “โคคุโย” ( 黒曜 )ให้กับส่วนที่เป็นงู ซังโกะแปลว่า ปะการังส่วนโคคุโยแปลว่าหินออปซิเดี้ยน ซังโกะเป็นเพศเมีย โคคุโยะเป็นเพศผู้ทว่ามีจิตใจเป็นเพศเมีย (กระเทย) จักรพรรดิ์เพลิงซุซาคุ วิหคเพลิง ราชันย์แห่งปักษาทั้งมวล เมื่อสะบัดปีกจะสามารถปล่อยฝนเพลิงใส่เป้าหมายได้ โทยะอัญเชิญมาเพื่อที่จะใช้พลังในการบินระยะไกลและมองจากที่สูงของเหล่านกในการตามหาโบราณสถานบาบิโลนที่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ บนโลกนี้ เมื่อถูกอัญเชิญมาและรู้ว่าโทยะเป็นเจ้านายของโคฮาคุ ซังโกะและโคคุโยก็ยอมรับให้ทำสัญญาทันที โทยะได้มอบชื่อ “โคเกียวคุ” (紅玉) ที่แปลว่า ทับทิมให้ แม้ว่าจะเป็นจักรพรรดิ์เพลิงแต่อุปนิสัยของโคเกียวคุนั้นกลับสุขุมและเยือกเย็นกว่าสัตว์เทพตัวอื่น ๆ โคเกียวคุเป็นเพศเมีย จักรพรรดิ์ฟ้า(น้ำเงิน) มังกรสีน้ำเงินตัวใหญ่ ราชันย์แห่งมังกรทั้งมวล แข็งแกร่งและทรงพลังทว่าไม่ค่อยกินเส้นกับโคฮาคุซักเท่าไหร่นัก โทยะอัญเชิญมาเพื่อแก้วิกฤตตอนเกิดกบฏมังกร ซึ่งในตอนแรกโคฮาคุนั้นค้านหัวชนฝาเพราะไม่ต้องการให้โทยะอัญเชิญเซริวออกมาแต่ในที่สุดก็ไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นนายได้จึงต้องจำใจยอมให้อัญเชิญ เซริวขอทดสอบพลังของโทยะแล้วก็พ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายจนต้องยอมทำสัญญาด้วยโดยโทยะยื่นคำขาดว่าห้ามทะเลาะกับโคฮาคุเด็ดขาดซึ่งทั้งคู่ก็ต้องรับคำแบบจำใจ โทยะได้มอบชื่อ “รูริ” (瑠璃) ที่แปลว่า ไพลินให้ รูริเป็นมังกรเพศเมีย นอกจาก 4 สัตว์เทพแล้วโทยะก็ยังมีอสูรอัญเชิญอีกหลายตัวเช่น เคลเบรอส คราเค่น เปกาซัส กริฟฟ่อน วัลคิเร่ ฯลฯ แต่พวกนี้บทไม่ค่อยเด่นนักจึงไม่ขอกล่าวถึง
Isekai wa Smartphone to tomo ni ข้อมูลโดยสังเขปของภรรยาทั้ง 9 คนของโทยะ (ฉบับ Update) เพื่อลดปัญหาการถามเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาผมจึงคิดว่าจัดทำเป็นรูปแบบนี้น่าจะดีกว่าเพราะมันค้นหาได้ง่ายกว่าแบบเดิมที่เขียนไว้บนฟีดที่จะเลื่อนหายไปตามเวลา ซึ่งถ้าเจอใครถามข้อมูลว่า ภรรยา + ลูก ๆ ของเทพสมาร์ทโฟนโทยะ มีใครบ้าง หน้าตายังไงอะไรแบบนี้ก็จะเอาหน้านี้โยนให้อ่านเลยละกันนะครับ
.
สำหรับท่านที่ตาม Isekai wa Smartphone to tomo ni หรือต่างโลกน่ะต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิแล้วเลิกไปกลางทางเพราะความเฉื่อยของเนื้อเรื่องแล้ววกกลับมาอ่านอีกรอบอาจจะงง ๆ ว่าแท้จริงแล้วโทยะมีภรรยากี่คนกัน เพราะตอนที่อ่านถึงมีแค่ 4-5 คนเองแล้วที่เหลืองอกมาจากไหน ผมจะแถลงไขเอาไว้ทั้งหมดในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ โมจิสึกิ โทยะ หรือ เทพสมาร์ทโฟนของเรามีภรรยาที่แต่งอย่างถูกต้องตามประเพณีทั้งหมด 9 คน ซึ่งก็ได้แก่
ลำดับที่ 1 ยูมิน่า เอลแนร์ เบลฟาส เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรเบลฟาส มีลักษณะเด่นคือมีดวงตาสองสีเรียกว่า "เนตรมาร" ที่สามารถรับรู้ตัวตนแท้จริงของผู้คนได้ พูดง่าย ๆ มองเนื้อแท้คนได้ว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี (ภายหลังพัฒนาขึ้นอีก สามารถมองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้ 2-3 วินาที) มีความสามารถในการใช้วาทะศิลป์เจรจาต่อรองหรือโน้มนาวผู้คน นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านการใช้ธนู เวทย์มนต์ 3 ธาตุ ได้แก่ ดิน ลม ความมืด มีอสูรอัญเชิญ 3 แบบ(แต่เคยเห็นใช้แค่อย่างเดียว) เจอโทยะครั้งแรกตอนที่มาช่วยชีวิตพ่อของเธอที่กำลังจะตายเพราะโดนวางยาพิษและเธอก็ร้องขอที่จะแต่งงานกับเขาในวันนั้น ทำให้ได้ตำแหน่งภรรยาหลวงไปครอง หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่หนึ่งแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “คุอง” ซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของโทยะและเป็นลูกคนที่แปด ลำดับที่ 2 ลินเซ่ ชิลเอสก้า น้องสาวของเอลเซ่ ผู้ร่วมผจญภัยกับโทยะนับตั้งแต่ที่เขามาที่โลกนี้และยังเป็นผู้สอนวิชาการอ่านการเขียนรวมถึงวิธีการใช้เวทย์มนต์ให้กับโทยะ ลินเช่เชี่ยวชาญการใช้เวทย์สายโจมตี มีเวทย์ 3 ธาตุ คือ ไฟ น้ำ แสง เจอโทยะครั้งแรกพร้อมกับพี่สาวในตอนที่กำลังจะโดนโกงราคาเขากวางผลึก หลังจากเริ่มเดินทางด้วยกันก็เริ่มแอบชอบโทยะ ท้ายที่สุดก็เก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ไหวและด้วยความช่วยเหลือจากยูมิน่า เธอก็เป็นภรรยาคนที่สอง หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่เจ็ดแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “ลินเน่” เป็นลูกคนที่เจ็ดของโทยะ ลำดับที่ 3 เอลเซ่ ชิลเอสก้า พี่สาวของลินเซ่ สองพี่น้องฝาแฝดชาวริฟุริสผู้ที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติและตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตเป็นนักผจญภัยเพราะไม่อยากเป็นภาระให้บรรดาญาติ ๆ จนได้มาพบกับโทยะที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเธอตอนกำลังมีปัญหาและร่วมเดินทางด้วยกันจนกระทั่งมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับโทยะแต่เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความเป็นหญิงมากเท่าไหร่โทยะคงไม่สนใจเธอจึงเก็บความรู้สึกเอาไว้ เอลเซ่เชี่ยวชาญการต่อสู้ประชิดตัวด้วยหมัด ที่เรียกกันว่า "อาร์มวอริเออร์" มีเวทย์มนต์ไร้ธาตุ ที่ไว้เสริมพลังเพียงอย่างเดียว หลังจากรู้ว่าโทยะรับน้องสาวเธอเป็นเจ้าสาว เอลเซ่กับยาเอะ จึงไปท้าประลองกับโทยะและยื่นเงื่อนไขแปลก ๆ ให้ซึ่งผลการประลองก็คือโทยะแพ้ จึงต้องยอมรับเอลเซ่มาเป็นภรรยาคนที่ 3 หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่แปดแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “เอลน่า” เป็นลูกคนที่หกของโทยะ ลำดับที่ 4 โคโคโนะเอะ ยาเอะ ซามูไรสาวจากอีเชน ผู้มีกระเพาะ 4 มิติ ออกเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อฝึกปรือฝีมือ เธอได้พบกับโทยะระหว่างการเดินทาง วันหนึ่งเธอกำลังถูกกลุ่มอันธพาลรุมทำร้ายในเมืองและกำลังจะเสียท่า ตอนนั้นเองโทยะ เอลเซ่ ลินเซ่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและหลังจากนั้นเธอก็ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มของเขาจนกระทั่งเกิดศึกที่อิเชนโทยะได้เข้าช่วยเหลือให้เหตุการณ์นั้นผ่านพ้นมาได้ ยาเอะได้สารภาพรักกับโทยะและร่วมเป็นภรรยาพร้อม ๆ กับเอลเซ่แต่เนื่องจากพูดทีหลังเลยได้ลำดับ 4 ไป ยาเอะไร้ความสามารถทางเวทย์มนต์แต่ทักษะทางเพลงดาบของเธอก็ลบจุดบอดนั้นได้อย่างดี หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่เก้าแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “ยาคุโมะ” เป็นลูกคนแรกของโทยะ ลำดับที่ 5 รูเชีย เรอา เรกุรุส เจ้าหญิงลำดับที่ 3 แห่งจักรวรรดิ์เรกุรุสผู้ที่โทยะช่วยให้รอดพ้นจากความตายราวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวในเหตุการณ์ตอนที่จักรวรรดิ์เกิดการยึดอำนาจจากฝ่ายปฏิวัติ เธอพบกับโทยะครั้งแรกตอนที่กำลังจะถูกทหารฝ่ายกบฏสังหารอยู่แล้ว โทยะได้เข้าช่วยเหลือเธอกับพ่อให้รอดตายมาได้ นอกจากนั้นเขายังช่วยจัดการกองทัพกบฏและชิงอำนาจการปกครองคืนมาให้อีกด้วยความหลงไหลและความรักจึงก่อตัวขึ้นในใจของรูเชียแต่ยังไม่ทันจะได้สานสัมพันธ์อะไร ยูมิน่าก็ชิงโจมตีด้วยคำพูดที่ว่าเขาเป็นคู่หมั้นของเธอ แต่แล้วการเจรจาลับระหว่างองค์หญิงทั้ง 2 ฝ่ายก็เกิดขึ้นโดยที่โทยะไม่รู้ตัว หลังจบเรื่องราวองค์จักรพรรดิ์เรกุรุสได้ยกรูเชียให้แต่งงานกับโทยะด้วยเหตุผลแบบมัดมือชกโทยะจึงต้องรับรูเชียเป็นภรรยาคนที่ 5 และการแต่งงานกับรูเชียนี่เองทำให้อาณาจักรบรุนฮิลด์ถือกำเนิดขึ้น รูเชียไม่มีความสามารถทางเวทย์มนต์แต่ก็สามารถต่อสู้ด้วยวิชาดาบสั้นคู่ หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่สองแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “อาเชีย” เป็นลูกคนที่ห้าของโทยะ ลำดับที่ 6 ซูซี่ เอลแนร์ ออทรินเด้ ลูกสาวของดยุคออทรินเด้ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับยูมิน่า พบโทยะครั้งแรกตอนที่ถูกลิซาร์ดแมนบุกมาโจมตีเพื่อจะลักพาตัวพวกโทยะเข้าช่วยเหลือ และก็เป็นจุดเริ่มต้นให้โทยะได้เข้าใกล้ราชวงศ์เบลฟาสจนได้พบกับยูมิน่า โทยะรักซูแบบน้องสาวและปฏิเสธการยกให้แต่งงานด้วยจากพ่อของซูมาตลอด จนเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าชายโรคจิตนามซาบุนมาสู่ขอซูไปเป็นเจ้าสาว จนเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายแต่ท้ายที่สุดเมื่อเหตุการณ์จบลง โทยะก็โดนมัดมือชกให้รับซูเป็นภรรยาคนที่ 6 ไปโดยปริยาย ซูนั้นมีความสามารถด้านเวทย์มนต์เช่นกัน ธาตุของเธอคือ แสง หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่สี่แห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “สเตฟาเนีย” เป็นลูกสาวคนสุดท้องของโทยะ ลำดับที่ 7 ฮิลเดการ์ด มินัส เลสเทีย เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรอัศวินเลสเทียผู้ได้พบกับโทยะท่ามกลางการต่อสู้กับเหล่าอสูรคริสตัล โทยะเข้ามาช่วยเหลือเธอกับอัศวินใต้บัญชาให้รอดพ้นวิกฤตมาได้แถมโทยะยังมอบดาบที่ทำจากผลึกอสูรคริสตัลให้ 3 เล่มด้วย ความองอาจ กล้าหาญ เยี่ยมยุทธนั้นต้องตาต้องใจเจ้าหญิงอัศวินเป็นอย่างมาก ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์อสูรคริสตัลบุกถล่มอาณาจักรยูโรน ฮิวด้าก็เดินทางมาบรุนฮิวด์ในฐานะผู้คุ้มกันคุณปู่ของเธอ แน่นอนว่าในตอนนั้นเจ๊คาเรนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอความรักที่อยู่ในตัวฮิวด้าและได้แกล้งพูดออกไป แต่โทยะก็ไม่ได้สงสัยอะไรจนกระทั่ง ฮิวด้าได้ท้าสู้กับยาเอะและออกมาผลเสมอกันแล้วนั้น เธอก็ได้รู้ความจริงว่าโทยะมีภรรยาถึง 6 คนแล้ว ซึ่งเรื่องนั้นก็ทำเอาฮิวด้าช็อตจนวิญญาณแทบหลุดจากร่างเลยทีเดียว แต่เพราะความช่วยเหลือของยาเอะ ฮิวด้าก็ได้รับให้เป็นภรรยาคนที่ 7 สมความตั้งใจ หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่สามแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “เฟรกัลด์” เป็นลูกคนที่สองของโทยะ ลำดับที่ 8 รีน ราชินีแห่งเผ่าภูติผู้มีอายุอยู่มานานถึง 612 ปีเธอเป็นอาจารย์ของชาล็อตและยังเป็นเจ้าของเวทย์ "โปรแกรม" ที่โทยะลอกมาใช้สร้างปืนบรุนฮิวด์ พบกับโทยะตอนที่เขาเดินทางไปมิสนิทและได้ลอกเวทย์โปรแกรมของเธอไปใช้ได้อย่างง่ายดายรีนจึงเกิดความสนใจในตัวเขาขึ้น นอกจากนี้แล้วรีนยังเป็นคนบอกเรื่องโบราณสถานแห่งบาบิโลนแก่โทยะ และยังกระตุ้นให้โทยะตามหา ห้องสมุดบาบิโลนด้วย รีนมีเวทย์มนต์ 6 ใน 7 ธาตุ แต่เพราะขาดธาตุมืดไปเธอจึงใช้เวทย์อัญเชิญไม่ได้จึงได้สร้างโพล่าขึ้นมาแทน รีนมีเวทย์มนต์หลากหลายมากมีเวทย์ไร้ธาตุถึง 4 ชนิด หลังจากพบบาบิโลนห้องสมุดเธอก็ขอเป็นเจ้าสาวของโทยะเสียดื้อ ๆ และเมื่อไปพูดคุยกับยูมิน่าแล้ว เธอก็ได้รับให้เข้ามาเป็นภรรยาคนที่ 8 หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่ห้าแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “คูน” เป็นลูกคนที่สามของโทยะ ลำดับที่ 9 ซากุระ เด็กสาวปริศนาที่โทยะช่วยเหลือให้รอดพ้นความตายจากสภาพโคม่า และสูญเสียความทรงจำไป โทยะจึงต้องรับเธอมาดูและตั้งชื่อให้เธอว่าซากุระ เพราะสีผมของเธอดูเหมือนสีดอกซากุระนั่นเอง ตัวตนทีแท้จริงของซากุระก็คือ “ฟาลเนเซ่ ฟอลเนอุส” เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรปิศาจ เซโนอัส แต่เป็นลูกครึ่งมนุษย์กับจอมราชาปิศาจโดยเกิดกับภรรยาลับจึงดูจะไม่เกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติซักเท่าไหร่นัก ทว่าเพราะพลังของเธอมีมากเกินกว่าบรรดาเหล่าองค์ชาย ทำให้ตัวเธอตกอยู่ในสภาพตัวเกะกะจึงได้ส่งมือสังหารมากำจัดเธอไปให้พ้นทางซะ ฟาลเนเซ่ บาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำร้ายแต่ก็สามารถรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเทเลพอร์ตพาตัวเองหนีไปได้ และได้พบกับโทยะในที่สุด ภายหลังเธอได้ไปรับแม่ของเธอและย้ายออกมาจากเซนอสและมาอาศัยอยู่ที่บรุนฮิวด์และได้กลายเป็นภรรยาคนที่ 9 ของโทยะไปที่สุด เธอเลือกที่จะใช้ชื่อ “ซากุระ” แทนชื่อเดิมและเริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเวทย์มนต์ของเธอกลับมาอีกครั้ง ธาตุที่ซากุระใช้ได้ก็ได้แก่ น้ำ มืด ไร้ธาตุ มีสัตว์อัญเชิญประจำตัวคือ ราชันย์แมว แคทชิท หลังจากแต่งงานกับโทยะเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งราชินีลำดับที่หกแห่งบรุนฮิว ส่วนลูกของเธอกับโทยะนั้นมีชื่อว่า “โยชิโนะ” เป็นลูกคนที่สี่ของโทยะ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 24 (210 - 236) ก่อนจะเริ่มเนื้อหาการสปอยด์ในรอบนี้ ขอเกริ่นก่อนว่าหลังจากนี้ผมจะสปอยด์แบบยกบทไปเลยโดยจะอ่านให้ครบตอนก่อนจึงจะรวบรวมเขียนสปอยด์ทีเดียว ซึ่งบางบทก็ยาวมหาศาลบางบทก็สั้น เพราะงั้นช่วงเวลาการอัพเดทสปอยด์หลังจากตอนนี้เป็นต้นไปจะมีเวลาไม่แน่นอนแล้วแต่ความสะดวก + ความขยันของผมนะครับ อนึ่งเนื้อหาที่ผมนำมาสปอยด์นั้นเป็นฉบับ WN โดยตัวผมเองยังไม่ได้อ่านฉบับ LN แต่ได้ยินมาจากคนที่เคยอ่านแล้วเนื้อหลักใกล้เคียงกัน เพียงแต่ฉบับ LN จะมีเนื้อหาตอนพิเศษบางอย่างเพิ่มเติมจากที่ไม่ปรากฏใน WN นะครับ จากข่าววงในที่ได้ฟังมา เรื่องนี้ได้มีการ LC แล้วแต่ต้นสังกัดยังไม่ประกาศออกมาเพื่อให้ได้รสชาติครบถ้วนเมื่อ LN วางแผงแล้วก็อย่าลืมอุดหนุนกันล่ะ (ปล.ผมจะไม่สปอยด์ LN ครับ) ส่วนฉบับเว็บผมมีความตั้งใจว่าจะอัพเดทไปเรื่อย ๆ จนกว่าเรื่องนี้จะจบนั่นแหละ (ซึ่งต้นฉบับก็ดูจะใกล้จบแล้ว ปัจจุบัน ณ วินาทีที่ผมเขียนบทความนี้เรื่องนี้มีทั้งหมด 30EP 450 ตอน)
.
เรื่องราวดำเนินต่อมาหลังจบศึกกับพวกอสูรคริสตัลที่ลอนโดเมีย เฟรมเกียที่หายไปก็ยังคงหาไม่พบ มีผู้ให้สันนิษฐานว่าอาจจะมีใครใช้เวทย์มนต์อำพรางมันไว้ทำให้เวทย์ค้นหาตรวจไม่พบ โทยะจึงต้องรีบแจ้งเรื่องเกี่ยวกับเฟรมเกียร์ที่หายไปนี้ให้เหล่าพันธมิตรได้รับทราบไว้ก่อนเพื่อป้องกันการนำไปแอบอ้างในภายหลัง การผลิตเฟรมเกียร์ของยาเอะและฮิวด้าดำเนินต่อไป พร้อมกันนั้นเฟรมเกียร์ของซู ก็กำลังถูกวางโครงการ . โทยะใช้เวลาพักเบรคสั้น ๆ กับยูมิน่าตามลำพังสองต่อสองในตอนนั้นเอง ยูมิน่าก็ได้บอกเกี่ยวกับพลังใหม่ของเนตรมารที่เธอครอบครอง อย่างแรกคือเห็นอนาคตล่วงหน้าราว 2-3 วินาที กับพลังในการมองเห็นออร่าสีทองที่ออกจากร่างของโทยะและบรรดาพี่สาว ในระหว่างที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างดี ลูเชียกับเชสก้าก็เข้ามาป่วนซะอย่างนั้น . โทยะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อที่จะสร้างเรดาร์ตรวจจับการคุกคามของพวกอสูรคริสตัล แม้จะเป็นเรดาร์แบบหยาบ ๆ แต่ก็พอจะช่วยให้เขามีเวลาเตรียมรับมือกับภัยคุกคามได้ แต่เพราะงานผลิตเฟรมเกียร์มันล้นมือ โทยะจึงต้องไปดึงริโอล่ามาช่วยอีกแรงพร้อมสร้างหุ่นสนับสนุนขนาดเล็กเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง . เมื่อโทยะกลับลงมาจากบาบิโลนก็พบกับซากุระโดยบังเอิญและก็ถูกเธอลากไปยังโรงเตี้ยมจันทราสีเงินเพื่อช่วยคนผู้หนึ่งจากอาการบาดเจ็บที่หมอธรรมดารักษาไม่ได้ เธอคนนั้นเป็นดาร์กเอลฟ์มีนาว่า "สปีก้า ฟารุเนล" หลังจากถูกช่วยชีวิตไว้ สปีก้าก็ได้ขอเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกองกำลังอัศวินแห่งบรุนฮิวด์ด้วย โทยะลังเลใจจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากยูมิน่าเพื่อให้ตรวจสอบบางอย่างเสียก่อน . หลังจากยูมิน่าตรวจดูสปิก้าด้วยเนตรมาแล้วก็ถึงเวลาแห่งการทดสอบขั้นต่อไป สปีก้าถูกพาไปลานฝึกเพื่อทดสอบความสามารถในการต่อสู้ ซึ่งก็เธอก็ผ่านการทดสอบได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเธอเป็นทายาทของตระกูลฟารุเนล 1 ในตระกูลองค์รักษ์จอมมาร วิชาการใช้โล่ห์ของเธอจัดเป็นวิชาขึ้นชื่ออันดับต้น ๆ ของโลกมารเช่นกัน และเมื่อการทดสอบทั้งหมดเสร็จสิ้นลง สปีก้าก็ได้บรรจุเป็นหนึ่งในกองกำลังอัศวินแห่งบรุนฮิวด์สมความตั้งใจ พร้อมกันนั้นเฟรมเกียร์ของยาเอะกับฮิวด้าก็สร้างเสร็จและถูกนำออกมาทดสอบ เครื่องของยาเอะนั้น ชื่อว่า シュヴェルトライテ (Schwertleite) ออกแบบตามสไตล์นักรบญี่ปุ่น มีดาบเป็นอาวุธหลักติดตั้งระบบท่อขับดันที่ขาและหลัง พร้อมติดตั้งเวทย์ “แอคเซล” ลงไปเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าประชิดศัตรู เครื่องของฮิวด้า ชื่อว่า ジークルーネ (Siegrune) ออกแบบตามสไตล์อัศวินเกราะหนักของยุโรป มีดาบยาวและโล่ห์ขนาดใหญ่เป็นอาวุธหลัก ที่ด้านหลังมีดาบใหญ่รูปทรงคล้ายครีบฉลาม ตัวโล่ห์บริเวณส่วนปลายมีเหล็กแหลมทรงเกลียวสว่านซ่อนอยู่ และเมื่อนำโล่ห์ประกอบเข้ากับกระบองเหล็กที่ติดไว้อยู่ที่หลังเอวแล้วก็จะได้อาวุธที่ชื่อ ดริลแลนซ์ หรือก็คือหอกสว่านนั่นเอง .
หลังจากที่โทยะเริ่มติดตั้งเรดาร์ไว้กับกิลด์ที่กระจายตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ ของโลกแล้วการรับมือกับอสูรคริสตัล ก็ทำได้ดีขึ้น พวกระดับต่ำ ๆ สามารถให้นักผจญภัยระดับแดงเข้าไปรับมือแกไขสถานการณ์ได้ มีการขุดเอารางรถไฟที่ถูกฝังอยู่ทั่วทวีปขึ้นมาใช้งาน เป็นการบูรณะระบบคมนาคมเมื่อ 5000 ปีก่อนกลับมาใช้งานอีกครั้งเพิ่มความรวดเร็วในการเดินทางข้ามอาณาจักรในเขตพันธมิตรได้อย่างดี . ในช่วงเวลาต่อมาโทยะได้รับรายงานจากสึบากิว่า กำลังจะเกิดสงครามขึ้นในอิเชน และพ่อค้าอัลบาก็ได้มาบอกข่าวเกี่ยวกับที่อยู่ของเฟรมเกียรที่หายไปจนได้รู้ว่า อาณาจักรเฟลเซนที่อยู่ทางตอนเหนือของเลสเทียได้ขโมยมันไป แต่ตอนนี้โทยะของให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไปก่อน . โทยะยังคงคิดระบบเฟรมเกียร์ของซูต่อไป พร้อม ๆ กับการทดสอบยานบินความเร็วสูง "กุงกุนิล" ดูเหมือนว่าจะมีการนำเอายานลำนี้ประกอบเข้ากับเฟรมเกียร์ของซูด้วย ในรูปแบบของระบบด็อกกิ้ง แต่ในระหว่างที่บินทดสอบอยู่น้ั้น ยาเอะก็ได้ขอให้โคฮาคุติดต่อกับโทยะเพื่อบอกข่าวด่วน . สงครามในอิเชนปะทุขึ้นแล้วและโอเอโดะก็กำลังตกเป้าโจมตี ยาเอะร้อนใจถึงขนาดจะเอาเฟรมเกียร์ของเธอออกไปจัดการเหล่าผู้บุกรุกแต่โทยะห้ามเอาไว้และรีบมุ่งหน้าไปโอเอโดะกับยาเอะ แต่ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ทำให้ไม่อาจทำการบุ่มบ่ามได้ ในศึกครั้งนี้โทยะได้ปิดบังตนเองด้วยชุดซามูไรและหน้ากากสีเงินพร้อมด้วยพลังจูนิเบียวเต็มขั้น เขาได้กลายเป็นนักรบสิเงินนาม “ชิโร่กาเนะ” ไปเรียบร้อย
. "ชิโรงาเนะ" อาศัยภาพลักษณ์ของนักรบอสูรผู้ใช้หอกเป็นอาวุธและมีเสือขาวเป็นพาหนะ ได้เข้าโรมรันกับทหารฝ่ายศัตรู ทหารมากมายโดยเฉพาะพวกแม่ทัพล้มลงด้วยหอกติดสกิล "พาราไลซ์" ทำให้ทหารที่โดนแทงแน่นิ่งลงไปกองทุกรายจึงดูเหมือนว่าพวกเขาถูกสังหาร อีกทั้งเสียงคำรามของโฮคาคุก็ส่งผลต่อม้าและทหารฝ่ายศัตรูอย่างรุนแรง ไม่มีการโจมตีใด ๆ ผ่านเวทย์ป้องกันของโทยะได้แม้แต่นิดเดียว(สภาพก็เหมือนเกมส์เซนโกคุมุโซ) ศัตรูเริ่มพากันเสียขวัญและเมื่อยาเอะนำทัพที่อยู่ด้านข้างรุกคืบเข้ามาตีขนาบก็ทำให้ศัตรูแตกกระเจิงถอยหนีไปหมด . หลังไล่ศัตรูไปได้โทยะปรึกษาหารือกับกลุ่มพันธมิตรของมาซามุเนะก็ตัดสินใจว่าจะบุกเข้าไปจัดการกับต้นตอของปัญหาในครั้งนี้่ซึ่งก็คือ ฮิเดโยชิแต่เพราะปราสาทโอซาก้าที่เป็นฐานที่มั่นศัตรูนั้นมีบาเรียป้องกันเวทย์เคลื่อนย้ายอย่าง "เกท" ทำให้ต้องบุกเข้าไปด้วยวิธีอื่นแทนนั่นก็คือบินไป . เพราะยาเอะดูจะไม่ถูกโรคกับการบินซักเท่าไหร่โทยะจึงกะจะให้รออยู่กับกองทัพพันธมิตร แต่ยาเอะปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เมื่อเธอเป็นภรรยา(ในอนาคต)ของโทยะ เธอก็ต้องร่วมชะตากรรมไปกับสามีของเธอ (ประมาณจะบุกน้ำลุยไฟ ขึ้นสวรรค์ลงนรกก็จะไปด้วยนั่นแหละ) ได้ฟังเช่นนั้นโทยะก็ซึ้งใจอยู่แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า อย่าพูดอะไรที่เหมือนกำลังจะไปตายแบบนั้นสิ โทยะจึงให้ยาเอะขึ้นหลังโคฮาคุและพากันบินเข้าไปในปราสาทของฮิเดโยชิโดยใช้เวทย์ล่องหนกำบังตัวไว้ . เมื่อบุกไปถึงตัวฮิเดโยชิ โทยะและยาเอะก็พบความเรื่องพิศวงอย่างที่สุดเมื่อพบว่าเป้าหมายของพวกเขาเป็นลิงตัวหนึ่ง ทั้งคู่ไม่แน่ใจว่านี่เป็นกลลวงหรืออุบายอะไรหรือเปล่า แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ฮิเดโยชิก็รู้ตัวการประจัญหน้ากันของทั้งสองฝ่ายจึงเปิดฉากขึ้น แต่แล้วโทยะก็พบกับความผิดปกติบางอย่างที่ดูจะแตกต่างจากศัตรูที่ผ่าน ๆ มาและท้ายที่สุดก็พบว่าตัวจริงศัตรูของเขานั้นก็คือเทพระดับล่างที่ตามหากันอยู่นั่นเอง . ฮิเดโยชิใช้พลังประหลาดทำให้ยาเอะ กับโคฮาคุตกอยู่ในภวังค์แต่โทยะไม่ได้รับผลใด ๆ ทำให้ฮิเดโยชิประหลาดใจมากและในตอนนั้นเองพลังเทพของโทยะก็ตื่นขึ้น เส้นผมของเขายืดยาวออกมาเกือบจะเลยเข่าและเปลี่ยนเป็นสีทองสุกสว่าง ดวงตาก็เปลี่ยนเป็นสีทองเช่นกันทั้งนี้ก็เพราะได้รับแรงกระตุ้นจากพลังเทพของศัตรูจึงทำให้พลังเทพของโทยะตื่นขึ้นนั่นเอง แต่โทยะคนเดียวก็ไม่อาจจะจัดการกับเทพระดับล่างได้ตามลำพัง เขารีบติดต่อกับรูริให้เรียกพี่สาวทั้งสองของเขามาสมทบทันที และทั้งหมดก็เข้าสู่การต่อสู้ในโลกอีกฝาก ที่เรียกว่า "สปริตเวิร์ล" . โมโรฮะฟาดฟันกับเทพระดับล่างได้อย่างไม่ยากเย็น เธอตัดแขนอีกฝ่ายขาดกระเด็ดก่อนจะฝ่าร่างเป็น 2 ซีก ทว่าอีกฝ่ายก็ย้ายเอาจิตของตนไปไว้ในแขนข้างที่ถูกตัดแล้ว หนีหายไปภาระกิจจับกุมล้มเหลว แต่การที่พลังของโทยะตื่นขึ้นมาแล้วทำให้เขาถูกนับเป็น 1 ในวงศ์วานของเทพอย่างเต็มตัว . ปัญหาในอิเชนคลี่คลายลงในที่สุด โทยะเดินทางกลับบรุนฮิวด์แต่ในเช้าวันต่อมาเขาก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ เพราะผลข้างเคียงจากการตื่นขึ้นอย่างกระทันหันของพลังเทพ การล้มป่วยของเขาทำให้บรรดาคู่หมั้นและคนสนิทมากมายเป็นกังวลพอสมควร แต่คาเร็นก็บอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแค่ให้พัก 1-2 วันก็จะหายเป็นปกติโทยะหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบเมื่อตื่นมาเขาพบกับลินเซ่ ที่คอยพยาบาลเขาอยู่ (ในช่วงนี้มีบทพูดหนึ่งของโทยะที่บอกว่า [君たちがいてくれればは僕強くなれる……。] ก็น่าจะแปลประมาณว่า “หากมีพวกเธออยู่เคียงข้างแล้วล่ะก็ผมก็จะแข็งแกร่งขึ้น” ) และก่อนที่จะหลับไปอีกครั้งเรารู้สึกได้ว่าลินเซ่จูบที่แก้มของเขา . เช้าวันต่อมาอาการของโทยะก็ดีขึ้นเขาไปหาลูเชียเพื่อขอให้เธอตัดผมยาว ๆ ของเขาออกให้ทีในตอนนั้นเองลูเชียก็บอกเรื่องที่พี่สาวของเธอได้ไปเรียนเวทย์มนต์อยู่ที่เฟลเชน และอาณาจักรของเธอก็ติดต่อค้าขายกับที่นี่อยู่พอควร โทยะเล็งเห็นช่องทางที่จะแทรกซึมเข้าไปที่นั่นแล้ว เมื่อสืบรู้ที่อยู่ของเฟรมเกียร์ที่หายไปได้แล้ว + ข้อมูลเล็ก ๆ น้อยจากลูเชียโทยะก็อาศัยความช่วยเหลือจาก "ไรฮาร์ด" พี่ชายของฮิวด้าผู้เป็นราชาของเลสเทียคนปัจจุบันในการพาเขาไปพบกับราชาแห่งอาณาจักรเฟลเซน โดยอาศัยหัวข้อที่เสวนาเกี่ยวกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง 4 อาณาจักรซึ่งได้แก่ เรสเทีย ไรล์ ลอนโดเมีย และ เฟลเซน โดยสะพานทั้ง 4 จะทอดไปเชื่อมกันบนเกาะกลางทะเลอันเป็นจุดยุทธศาสตร์เมื่อทอดสะพานเชื่อมกันแล้ว การคมนาคมและค้าขายระหว่างอาณาจักรทั้ง 4 จะดีมากขึ้นเพราะสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้โดยไม่ต้องอ้อมไกลอีก โดยบรุนฮิวจะเก็บเงิน 10% จากเงินทั้งหมดที่ได้ในการเข้าใช้สะพานนี้ (อาณาจักรละ 10%) ซึ่งแน่นอนว่า 3 อาณาจักรแรกยินยอมให้สร้างแล้วเหลือแค่เฟลเซนเท่านั้น . โทยะได้เข้าพบกับพระราชาแห่งเฟลเซนนามว่า "บลันเช่ ฟรอส เฟลเซน" ผู้ที่ถูกบรรยายลักษณะว่าเป็นชายร่างใหญ่กล้ามบึนมีแผลเป็นทีใบหน้า จากการสนทนากันในช่วงแรก บลันเช่ดูจะไม่ค่อยเชื่อในความสามารถของโทยะซักเท่าไหร่ การเจรจาดำเนินไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดเฟลเซนก็ยอมให้สร้างสะพานเชื่อม . หลังได้ข้อสรุปแล้ว บลันเช่ก็พาโทยะกับไรฮาร์ดไปยังห้องเก็บสะสมคลอเล็กชั่นที่เต็มไปด้วยอาวุธในตำนานของเหล่าวีรบุรุษมากมายหลายชิ้น หลังจากพูดคุยกันก็ได้รู้ความจริงว่า บลันเช่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักผจญภัยมากกว่าจะเป็นราชา แผลบนหน้าได้มาเพราะความจูนิเบียวสมัยเด็กเลยไปตบกับหมีเลยโดนหมีตบหน้าแหกมา ส่วนอาวุธนั้นสะสมไว้เพราะชื่นชอบในตัวเหล่าวีรบุรุษที่เคยใช้อาวุธพวกนี้ปราบศัตรูมามากมายนั่นเองและเมื่อเขาเห็นปืนที่เอาโทยะเขาก็เกิดความสนใจอย่างมากในทันที โทยะบอกว่าเขาสร้างมันเองแต่บลันเช่ก็ไม่เชื่อซักเท่าไหร่จนกระทั่งไรฮาร์ดต้องมาช่วยยืนยันและบอกว่าดาบของเขาก็ได้โทยะเป็นคนทำให้ก่อนจะชักออกมาโชว์ให้ดู . เมื่อเห็นดาบของไรฮาร์ดบลันชียก็ตาลุกวาวความอยากได้เขารีบถามโทยะทันทีว่าจะทำดาบแบบนี้ให้เขาได้บ้างไหม? โทยะคิดไคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลงสร้างดาบที่มีสกิล "รีโคเวอร์รี่" ติดอยู่ให้แก่บลันเช่ ซึ่งเมือเขาได้มาก็ทดลองเอามีดที่มีสถานะผิดปกติร้าบแรงกรีดแขนตัวเองทันทีและใช้ดาบของโทยะถอนสถานะออกไป . แน่นอนว่าการกระทำสุดบ้าระห่ำนี่เล่นเอาโทยะกับไรฮาร์ดใจหายใจคว่ำไม่น้อยเพราะถ้าเกิดพลาดแล้วบลันเช่ตายขึ้นมาพวกเขานี่แหละจะโดนสงสัยเป็นลำดับแรก ๆ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี คราวนี้บลันเช่ก็มีอีกเรื่องนึงจะหารือกับโทยะ โทยะแอบคิดว่าหรือจะเป็นเรื่องเฟรมเกียร์ แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกโผไปคนละทางกับที่คิด . บลันเช่บอกว่าตอนนี้เขาก็อายุ 42 แล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงานจึงอยากจะปรึกษากับพวกที่มีประสบการณ์ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรกันต่อ สาวน้อยผมสีเงินอายุราว ๆ 17 - 18 ปีคนหนึ่งก็เดินเข้ามา รูปร่างหน้าตาของเธอละม้ายคล้ายใครบางคนที่โทยะรู้จัก เธอคนนี้ก็คือ เอลเชีย เรอา เรกุรุส พี่สาวของลูเชียนั่นเองแล้วที่ยิ่งไปกว่านั้น เอลเชียมีสถานะเป็นคู่หมั้นของบลันเช่ เห็นสภาพเด็กสาวจะแต่งงานกับคนรุ่นพ่อแล้วโทยะก็เกิดอาการช็อครับประทานเล็ก ๆ และที่สำคัญคือตอนนี้บลันเช่คือว่าที่พี่เขยอีกคนหนึ่งของโทยะเสียแล้ว
.
โทยะจำใจต้องพาบลันเช่ไปพบกับพ่อของเอลเชีย เพื่อทำการสู่ขอเจ้าสาวซึ่งก็ได้สัญญาณไฟเขียวอย่างไม่ยากเย็น แต่เพื่อต้องการคลายข้อสงสัยในคดีโจรกรรมเฟรมเกียร์ว่าบลันเซ่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ โทยะจึงกางเวทย์ “ไซเรน” เพื่อป้องกันเสียงมิให้เล็ดลอดออกจากห้องนี้ไปได้และก็ได้เปิดประเด็นกันไปตรง ๆ เลย ผลสรุปคือ บลันเซ่ไม่รู้เรื่องอะไรแต่ก็ได้ให้ข้อมูลว่าอาจจะเป็นฝีมือของกลุ่ม "โกดิอัส" ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเวทย์มนต์ต้องห้ามและค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับพระราชาองค์ก่อนของเฟลเซนอยู่ไม่น้อย และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจบลันเช่จึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนเรื่องนี้ โทยะจึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ต่อไป
.
หลังจากตกลงความร่วมมือได้สำเร็จ โทยะก็สร้างสะพานเชื่อมจาก 4 อาณาจักรใหญ่ไปยังเกาะกลางที่วางแผนจะพัฒนาให้เป็นเขตการค้าเสรีจากทั้ง 4 อาณาจักร ความยาวของสะพานเรียกได้ว่าพอ ๆ กับมอเตอร์เวย์เลย มีการสร้างจุดพักบนสะพาน ห้างร้าน โรงแรม ร้านอาหาร หน่วยรักษาความปลอดภัย ฯลฯ พร้อมสรรพ นอกจากนี้ เชฟโทยะก็ได้นำเสนอเมนู "ข้าวแกงกระหรี่เนื้อมังกร" แด่เหล่าผู้นำอีกด้วย มันคือการนำเอา แกงกระหรี่ของมิสนิด มาปรับให้เผ็ดน้อยลงมีความหวานมากขึ้นและใช้ข้าวสารจากอิเชนแทน นำไปสู่ธุรกิจขายข้าวนำเข้าจากอิเชน (ซึ่งบรุนฮิวด์สามารถปลูกข้าวพันธุ์นี้ได้) . ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ดอกซากุระที่โทยะนำมาปลูกไว้ก็ออกดอกเบ่งบานสะพรั่ง จึงได้มีการงานชมดอกไม้ขึ้นที่สวนภายในปราสาทบรุนฮิวด์ แขกที่มาในงานก็คือบรรดาเหล่าผู้นำของพันธมิตรทั้งหมดของโทยะยกเว้นเพียงเฟลเซนเท่านั้นที่ภาระกิจอื่นจึงมิได้มาเข้าร่วมงาน บรรยากาศดำเนินไปอย่างสนุกสนานและมีความสุข จนกระทั่งมีการขอดนตรีภายในงาน โทยะจึงนำเปียโนออกมาเล่น โดยมีซากุระมาทำหน้าที่ขับขานท่วงทำนอง ทุกอย่างก็ดูจะไม่มีอะไรจนกระทั่งสปีก้าได้ยินเสียงขับขานนั้นก็ ได้นึกถึงใครบางคนขึ้นมาแต่ก็บอกว่าคงคิดไปเองเพราะเธอคนนั้นจากโลกนี้ไปแล้ว เธอคนนั้นมีชื่อว่าฟาลเน่เป็นบุคคลที่สปีก้าเคยให้การอารักขามาก่อน และบอกอีกว่าเธอคนนั้นมีผมสีชมพูเหมือนดอกซากุระแต่เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ผมสีดำและใบหน้าก็ต่างไป โทยะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากปากคำของสปีก้าจึงได้ลองถามซูดูว่าเห็นผมของซากุระเป็นสีอะไร คำตอบที่ได้ก็คือสีชมพู โทยะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงขอให้ซากุระถอดสร้อยคอของเธอออกและในตอนนั้นเอง สปีก้าโผกอดซากุระด้วยความดีใจและตื้นตันสุด ๆ
.
ชื่อที่แท้จริงของซากุระก็คือ “ฟาลเนเซ่ ฟอลเนอุส” องค์หญิงแห่งอาณาจักรมารเซนอส ถือกำเนิดกับภรรยาลับที่เป็นมนุษย์ เธอจึงเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับปิศาจเธอมีเขาอยู่หลังหูแต่ใช้เส้นผมปิดไว้ สถานภาพของซากุระแม้จะเป็นเจ้าหญิงแต่ไม่ได้เริ่ดหรูเรียกว่าอาภัพจะถูกกว่าเพราะนอกจากเป็นลูกนอกคอกผู้มีสายเลือดอันน่ารังเกลียดผสมอยู่ในสายตาของเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ แล้ว พลังของเธอก็สูงเกินหน้าเกินตาองค์ชายทัังสองเสียอีก เพื่อปกป้องเธอจอมมารจึงได้ฝากเธอกับแม่เอาไว้ภายใต้การคุ้มกันของตระกูลของสปีก้า รวมถึงมอบไอเท็มอาติเฟกเพื่ออำพรางรูปลักษณ์ของเธอจากสายตาปิศาจตนอื่น ๆ เอาไว้ . เมื่อทราบเรื่องราวทุกอย่างแล้วโทยะจึงถามถึงความประสงค์ของซากุระว่าจะทำอย่างไรต่อ โดยเรียกชื่อจริงของเธอ ทว่ากลับได้คำตอบกลับมาว่า “เรียกซากุระก็ได้ ชื่อที่องค์ราชาตั้งให้ ฉันชอบชื่อนี้มากกว่า” (ซากุระจะเรียกโทยะว่า ท่านราชา) ซากุระบอกว่าเธอไม่ต้องการกลับไปเซนอสและก็ไม่คิดจะแก้แค้นใครแต่อยากจะพบกับแม่และพาแม่มาอยู่ด้วยกันที่นี้ ทว่าการจะทำแบบนั้นก็จำเป็นจะต้องเดินทางไปเซนอสอยู่ดี แต่มันก็ค่อนข้างจะเสี่ยงหลายอย่างไหนจะเรื่องความทรงจำที่ไม่กลับมาของเธออีก โทยะจึงคิดจะใช้เวทย์ “รีคอล” กับสปีก้า เพื่อเปิดเกทไปเซนอส แต่แล้วก็พึ่งฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมไม่ลองใช้เวทย์นี้เรียกความทรงจำที่หายไปของซากุระกลับมาแต่แรกวะ!!! ว่าแล้วโทยะก็ลองใช้เวทย์นี้กับซากุระเพื่อค้นหาความทรงจำที่หายไป . ในวันนั้น ฟาลเนเซ่ กับสปีก้าออกไปซื้อของด้วยกันทว่าจู่ ๆ ก็ถูกบุคคลลึกลับสวมหน้ากากเข้าโจมตี พวกนี้คือนักฆ่าจากยูโรน สปีก้าพยายามคุ้มกันเจ้านายอย่างเต็มที่แต่ในเวลานั้นเธอไม่มีโล่ห์ที่เป็นอาวุธประจำกายเธอ มีเพียงดาบที่ไม่สามารถใช้กับวิชาหลักของเธอได้ (วิชาของสปีก้าจะต้องใช้โล่ห์ ดาบเป็นเหมือนอุปกรณ์ป้องกันในวิชาของเธอ) สปีก้าถ่วงเวลาให้ให้ฟาลเนเซ่หนีไปก็มีนักฆ่าหลุดการสกัดกั้นและไล่ตามฟาลเนเซ่ไป เธอถูกนักฆ่าฟันเข้าที่หลังอย่างจังเป็นบาดแผลลึก ขากับแขนถูกฟันขาดกระเด็นเลือดสด ๆ ทะลักออกมาจำนวนมากจนไม่สามารถจะหนีต่อไปได้ แต่ก่อนที่จะถูกปลิดชีพความกลัวตายทำให้ฟาลเนเซ่รวบรวมพลังใช้เวทย์เทเลพอร์ตอย่างสุดกำลังที่มี ส่งผลให้เธอไปโผล่ที่กลางป่าลึกของอิเชน ร่างของเธอตกลงไปในน้ำด้วยบาดแผลฉกรรจ์รวมถึงสภาพขาดอากาศหายใจ ฟาลเนเซ่กำลังจะขาดใจตายและในตอนนั้นเอง โทยะที่เดินตามกวางมาก็พบเธอเข้า (ถ้ายังจำกันได้ โทยะไปปราบฮารุก้อนโกเลมที่กลางป่าของอิเชน ก่อนกลับเขาพบกับกวางตัวนึง ตอนแรกเขาคิดจะยิงกวางตัวนั้นแต่ก็เปลี่ยนใจ เขาสังเกตว่ากวางตัวนั้นได้ทำท่าเหมือนจะบอกให้ตามมันไป และก็ทำให้เขาพบกับซากุระในที่สุด) ภายในความทรงจำนั้นโทยะได้เวทย์ใหม่จากซากุระมา ก็คือ เทเลพอร์ต . เมื่อความทรงจำส่วนใหญ่จะกลับคืนมาซากุระตกอยู่ในสภาวะสับสนและหวาดกลัว โทยะจึงต้องปลอบโยนเธอและให้คำมั่นว่าจะปกป้องและจัดการกับใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายเธอ แต่ในระหว่างที่โชว์แมนปลอบสาวอยู่นั้น โทยะก็สัมผัสกับสายตา 16 คู่จ้องมองมาที่เขาคู่หมั้นทั้ง 8 มาแอบดูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (งานเข้าแล้วล่ะ) คนที่ 9 งั้นเหรอ? สาว ๆ ได้กล่าวออกมาเช่นนั้น . รีนได้อธิบายวิธีใช้เวทย์เทเลพอร์ตว่าต่างจากเกทอย่างไร โทยะคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ในการต่อสู้มากถ้าใช้คล่อง ๆ หลังจากพูดคุยกันได้ซักพักก็รู้ว่าซากุระลืมความสามารถในการใช้เวทย์ไปเพราะอาการช็อค ลูเชียถามซากุระว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งก็ได้คำตอบเดิมว่าจะอยู่บรุนฮิวด์ต่อไปและจะไปรับแม่มาอยู่ด้วยสปีก้าเองก็แสดงความประสงค์จะรับใช้ซากุระอยู่ที่นี่เช่นกัน โทยะจึงต้องพาซากุระและสปีก้าไปยังเซนอสเพื่อการนั้น . แม่ของซากุระชื่อว่า เฟียน่า เป็นชาวเฟลเซนตอนนี้อาศัยอยู่ภายใต้การคุมครองของตระกูลฟารุเนล หรือก็คือที่บ้านของสปีก้านั่นเอง ซากุระโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ทันทีที่พบหน้ากันและเมื่อรู้ความจริงว่าลูกสาวของตนยังไม่ตายบรรยากาศแห่งความปลื้มปิติก็กลับคืนมาสู่เฟียน่าอีกครั้ง พร้อมกันนี้โทยะก็ได้รักษาอาการป่วยให้กับเฟียน่าจากนั้นก็เชื้อเชิญให้เธอไปบรุนฮิวด์พร้อมกับลูกสาว เฟียน่านั้นเคยเป็นอาจารย์มาก่อนโทยะที่มีความคิดจะสร้างโรงเรียนอยู่แล้วก็คิดว่าเหมาะเลยที่จะให้เธอทำงานเป็นผู้ดูแลการศึกษาให้แก่เด็ก ๆ ในบรุนฮิวด์ แต่ก็ติดปัญหาอยู่ที่ราชันย์ปิศาจ “เซกัลดี้ ฟอน เซนอส” จะเห็นชอบกับเรื่องนี้หรือไม่ โทยะปรึกษากับสปีก้าและแม่ของเธอ ว่าจะสามารถเข้าพบราชาปิศาจได้ไหมซึ่งแม่ของสปีก้า “สเวล่า” ก็บอกว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะสามีของเธอเป็นองค์รักษ์ของราชา แต่ยังไม่ทันจะได้วางแผนอะไรก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นซะก่อน . โทยะรีบออกไปดูข้างนอกและพบว่าปราสาทจอมมารกำลังควันมากมายพวยพุ่งออกมาโทยะฝากให้โคฮาคุดูแลทุกคนและรีบบินตรงไปยังปราสาทจอมมาร ที่นั่นโทยะได้พวกกับปิศาจจำนวนมากที่โดนอะไรบางอย่างทำร้ายอย่างเหี้ยมโหด เขาพยายามมองหาผู้รอดชีวิต แต่ไม่มีเลย และเมื่อตามหาไปซักพักโทยะก็ได้พบว่าเหล่าทหารปิศาจกำลังสู้กับอะไรบางอย่างอยู่ อสูรผลึกรูปแบบมนุษย์เพศชาย นาม “กิระ” . กิระเปิดฉากโจมตีใส่โทยะในทันที แม้โทยะจะใช้ชิลด์ต้านไว้ได้ทันแต่ความรวดเร็วของคู่ต่อสู้ที่เปลี่ยนทิศทางอย่างว่องไวทำเอาโทยะเกือบจะพลาดท่า แต่เพราะนึกถึงเวทย์เทเลพอร์ตที่ได้มาจากความทรงจำของซากุระ จึงทำให้โทยะหลบมาได้ทันท่วงที และในระหว่างต่อสู้โทยะก็ได้พยายามสอบถามข้อมูลบางอย่าง จนรู้ว่ากิระเองก็กำลังตามหาคอร์ของคิงเช่นเดียวกับเอนเด้ .
โทยะเปิดศึกกับกิระด้วยการดวลดาบทว่าใบดาบของบรุนฮิวด์ที่สร้างจากเขาของมังกรนั้นหักกระจายทันที่ที่เปิดฉากปะทะ โทยะจำเป็นต้องใช้กันโหมดกับกระสุนที่ทำจากคริสตัลของพวกอสูรผลึกกระหน่ำยิงแทนแต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไหร่แถมยังปัดได้อีก โทยะอาศัยจังหวะหนึ่งหลบการโจมตีแล้วเทเลพอร์ตไปบนหลังคาของปราสาทเพื่อเรียกค้อนยักษ์ออกมา เขาเสริมพลังค้อนด้วยเวทย์กราวิตี้และฟาดใส่กิระอย่างจัง แต่กิระก็ยังคงป้องกันไว้ได้ด้วยแขนทั้งสองข้าง การโจมตีนั้นทำให้แขนของกิระแตกร้าวแต่ไม่นานก็ฟืนสภาพ . กิระเรียกลูกกระจ๊อกสองตัวออกมาแล้วดูดมารวมเข้ากับแขนของมันและเปลี่ยนรูปร่างเป็นสัตว์ประหลาดและเข้าโจมตีโทยะอีก โทยะอาศัยจังหวะกางบาเรียสะท้อนการโจมตีใส่กิระก่อนที่การโจมตีจะถึงตัวในเวลาไม่ถึงอึดใจพลังโจมตีทั้งหมดของกิระสะท้อนกลับไปหาตัวเองทั้งหมดมันจึงกระเด็นไปไกลและได้รับความเสียหายจนร่างที่รวมพลังเมื่อครู่แตกสลายไป ความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับกิระรูปร่างของมันพร่ามัวราวกับสัญญาณภาพขาด ๆ หาย ๆ ตอนนั้นเองมันก็ได้ประกาศว่า “เจอกันคราวหน้าข้าจะฆ่าแกแน่นอน” โทยะรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังคิดจะหนีจึงจัดเวทย์สลิปให้หนึ่งดอก เพื่อสกัดการหนี กิระล้มคว่ำไปตามระเบียบดูท่าทางมันโกรธมากและจะพุ่งมาหาโทยะแต่แล้วจู่ ๆ มันก็หายไป
.
โทยะทรุดลงหอบหายใจ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าพลังเวทย์หายไปมากมายเหลือเกิน พลางคิดว่าหากไม่มีเวทย์เทเลพอร์ตแล้วล่ะก็คงแย่แน่ ๆ หลังจากทุกอย่างสงบโทยะก็ได้พบกับพระราชาแห่งเซนอส เมื่อรู้ว่าลูกสาวของเขายังไม่ตายเซกัลดี้ ก็แจ้นออกจากปราสาทโดยไม่สนใจใคร เขาดีใจมากที่พบลูกสาวและก็ต้องช็อคจนเข่าทรุดเมื่อลูกสาวบอกว่าจะพาแม่ไปอยู่บรุนฮิวด์ แม้ว่าอยากจะคัดค้านแต่เมื่อเฟียน่าบอกว่า บอกว่าเมื่อไม่ได้แต่งงานก็หมายความว่าไม่ใช่ภรรยาของเซกัลดี้ เธอมีสิทธิ์ที่จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทำเอา ราชาปิศาจช็อครอบสอง และคริติคอลดอก 3 ก็คือลูกสาวบอกว่าจะแต่งงานกับราชาแห่งบรุนฮิวด์ ลงท้ายแล้วจอมราชันย์ปิศาจก็ไม่อาจจะรั้ง 2 แม่ลูกไว้ได้แต่ เฟียน่าก็ทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าคิดถึงก็ให้มาหาที่บรุนด์ฮิว ส่วนสปีก้าก็บอกความปราถนาที่จะไปรับใช้ซากุระที่บรุนด์ฮิวซึ่งพ่อของเธอก็อนุญาติ
.
มติเอกฉันท์จากสภาภรรยาแห่งบ้านโมจิสึกิยอมรับให้ซากุระมาเป็นภรรยาที่ 9 ของโทยะได้และยังบอกอีกว่าเท่านี้ก็ครบแล้วสินะ คงไม่มีเพิ่มมาอีกนะ ความสงบกลับมาเยือนอีกครั้งโทยะวางแผนสร้างโรงเรียนกับที่ปรึกษาทั้งหลาย และได้พาสาว ๆ กลับไปที่เบลฟาส องค์ชายยามาโตะอายุครบ 1 ปีแล้ว ซูร้องอยากมีน้องชายไม่ก็น้องสาวบ้างเดือดร้อนถึงท่านดยุคต้องไปเปิดศึกแย่งชิงยาโด๊ปกับพี่ชายอีก โทยะไปเดทกับยูมิน่าที่เมืองเบลฟาสก่อนจะไปเจอละครที่นำมาจากนิยายขายดี มีเขียนโดยเจ้าหญิงลิลิเอล (นักเขียนนิยายยาโยย) โดยนำตัวเขามาเป็นต้นแบบนั่นเอง โทยะรีบไปที่โรงละครกับยูมิน่าเพื่อยับยั้งการแสดงแต่พอดูได้สักพักเขาก็ปล่อยผ่านไป (เพราะมันไม่ได้ยาโยย เป็นเรื่องของ โทยะ กับ เจ้าหญิงยูมิน่า) แม้จะผิดแผกความจริงไปบ้างก็หยวน ๆ กันไป (ขากลับทั้งสองสวีทกันหนักมาก มีกอด มีจูบด้วยล่ะ)
.
หลังสู้กับกิระโทยะก็พยายามฝึกควบคุมพลังเทพของเขาให้ได้มากที่สุด แม้จะยังไม่ค่อยเข้าที่แต่ก็พอจะเริ่มควบคุมได้บ้าง ซากุระเองก็พยายามฟื้นฟูทักษะเวทย์มนต์ของเธอโดยฝึกซ้อมกับลินเซ่ ซากุระมีพลังของ ธาตุน้ำ ธาตุมืด และไร้ธาตุ ในระหว่างฝึกเธอได้อัญเชิญสัตว์ แคทชิท ราชันย์แมวออกมาเป็นบริวารได้สำเร็จ และในตอนนั้นเองโคเคียวคุก็มาแจ้งว่า ค้นพบโบราณสถานบาบิโลนแห่งสุดท้ายแล้ว
. โทยะกับรูริรีบมุ่งหน้าไปยังโบราณสถานสุดท้ายที่อยู่ใกล้ ๆ กับอาณาจักรอิเกรท ที่เป็นเกาะใหญ่กลางทะเลด้วยความช่วยเหลือของมังกรสมุทร โทยะจึงเข้าไปที่นั่นได้อย่างง่ายดาย และเมื่อไขคำตอบของปริศนาที่เรจีน่าทิ้งไว้ได้แล้ว โทยะก็เข้าสู่บาบิโลนแห่งสุดท้าย “Laboratory ” ที่นั่นโทยะได้พบกับออโต้มาตอน อาโทรันทิก้า หรือ ทิก้า พร้อมกับออโตมาตอนหมายเลข 29 หรือก็คือ ด็อกเตอร์ เรจีน่า บาบิโลน นั่นเอง . โทยะจำเป็นต้องปลุกเรจิน่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้โทยะก็เกาะลอยฟ้าครบ 9 ส่วนแล้วรวมถึงตัวผู้สร้างอย่างเรจีน่าอีก พร้อมกันนี้โทยะยังได้รับเวทย์ “อานาไลซ์” จากเรจีน่ามาเพิ่มอีกหนึ่งเวทย์ด้วย เรจีน่าให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนของโทยะมากนับตั้งแต่เห็นมันผ่านทีวีมันคือเทคโนโลยีที่เธอไม่สามารถสร้างได้และอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน โทยะพาเรจีน่าไปพบกับว่าที่ภรรยาทั้ง 9 ของเขา เรจีน่าได้บอกเกี่ยวกับอนาคตของโทยะว่า เขาจะมีลูกสาวทั้งหมด 8 คน และลูกชาย 1 คน แต่ไม่บอกว่าลูกชายนั้นเกิดกับใคร และพร้อมกันนี้โทยะถือโอกาสบอกความจริงที่ว่าเขาเป็นคนจากโลกอื่น ให้บรรดาสาว ๆ ได้รับรู้อีกด้วย . หลังจากรู้ความจริงว่าโทยะมาจากโลกอื่น ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดเว้นก็เพียงแต่ สมาร์ทโฟนรุ่นแมสโปรดักซ์ชั่นที่เรจีน่าผลิตออกมานั้นได้ถูกแจกให้กับ เหล่าผู้นำอาณาจักรต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตร เหล่าลูกน้องคนสนิท ที่ปรึกษา และเหล่าภรรยา ทำให้ตอนนี้โทยะรู้สึกว่าคิดผิดไปหรือเปล่านะที่แจกโทรศัพท์ให้ลูกน้องมาโทรตามไปทำงานเนี้ย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 25 (237 - 248) สมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากได้ถูกมอบให้กับผู้นำสูงสุดของทุกอาณาจักรที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร แต่สำหรับอาณาจักรบรุนฮิวด์แล้ว มันได้ถูกแจกจ่ายให้กับบรรดาภรรยาทั้ง 9 ลูกน้องคนสนิทอย่างสึบากิ บรรดาเมดและมิตรสหายบางส่วนของโทยะด้วย อย่าง มิกะเจ้าของกิจการโรงแรมจันทราสีเงินนั้นก็ได้รับแจกสมาร์โฟนไปด้วยเพียงแต่มีการนำเอาเบอร์ที่จะใช้ติดต่อคนใหญ่คนโตระดับพระราชาหรือผู้นำสูงสุดออกไปเพื่อป้องกันการโทรผิด (แต่ถ้าแอดเบอร์ลงไปก็โทรหาได้) แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้คนในหลาย ๆ เรื่อง
. โทยะนำสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งไปมอบให้กับเลริชากิลด์มาสเตอร์ประจำเมืองบรุนฮิวด์เพื่อที่การติดต่อกันระหว่างตัวเขากับกิลด์จะได้มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางในการรับมือกับพวกเฟรซ (อสูรคริสตัล)ซึ่งเริ่มมีอัตราการปรากฏตัวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ในรอบ 1 เดือน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากรอยแตกกว้างขึ้นมากกว่านี้พวกระดับสูง ๆ ก็มีโอกาสที่จะปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ โทยะจึงคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาชนิดถาวร โดยคิดออกมา 5 แนวทางได้แก่ 1. ทำลายพวกเฟรซให้หมดสิ้น
2. เจรจากับพวกเฟรซ
3. ตามหาคอร์ของคิงให้เจอแล้วส่งมันไปโลกอื่นซะ
4. ทำลายคอร์ของคิงซะ
5. ซ่อมแซมบาเรียที่ป้องกันมิติให้ไร้ช่องโหว่ . แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะทำขอไหนได้โดยเฉพาะข้อ 4 โทยะคิดว่าหากทำเช่นนั้นเขาก็อาจจะต้องเป็นศัตรูกับเอนเด้ไปในทันทีก็ได้และเรื่องนี้ก็ถูกระงับไปก่อนเมื่อ โทยะได้รับข่าวจากเลริชาว่าอาณาจักรยูโรนได้มีจักรพรรดิ์องค์ใหม่ขึ้นมาปกครองแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ปัญหาก็คือ จักรพรรดิ์องค์ใหม่กลับคิดจะทวงอำนาจและความยิ่งใหญ่ให้กลับคืนมาด้วยกำลัง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคิดจะใช้กำลังทหารรุกรานเพื่อนบ้านโดยรอบด้วยอาวุธที่เรียกว่า “ทหารจักรกลเหล็ก” และเมื่อได้ดูภาพที่สายลับของกิลด์ส่งมาให้โทยะก็มั่นใจได้ในทันทีว่า มันคือของที่ถูกผลิตขึ้นจากเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ที่ถูกขโมยไปก่อนหน้านี้นั่นเอง โทยะคาดเดาได้ในทันทีว่ากลุ่มโกดิอัสจะต้องมีเอี่ยวกับเรื่องในครั้งนี้อย่างแน่นอน ตามข้อมูลที่กิลด์สืบมาได้เฟรมเกียร์จีนแดงนั้นถูกผลิตออกมาแล้วเป็นร้อยเครื่องหรืออาจจะมากกว่านั้น และเพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ โทยะจำเป็นต้องรู้ถึงประสิทธิภาพของเกียร์พวกนี้ก่อน เขาจึงคิดวางแผนที่จะลอบเข้าไปในยูโรนเพื่อโจรกรรมเฟรมเกียร์จีนแดงออกมา และหลังจากที่ปรึกษาแผนการทั้งหมดกับเหล่าภรรยาแล้วโทยะก็เริ่มดำเนินแผนการทันที (ระหว่างปรึกษาแผนโทยะจะโดนฮิวด้าแขวะเรื่องที่จะไปขโมยเกียร์ของอีกฝ่ายว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นราชา แต่โทยะบอกว่าเขาได้ไม่ขโมยนะ แค่จะไปขอยืมมาโดยไม่บอกแล้วก็ไม่คืน แค่นั้นเอง) .
โทยะลักลอบเข้าไปในยูโรนพร้อมกับสึบากิและโคฮาคุโดยเปิดเกทไปที่เมืองหลวงเก่าของยูโรนแต่ทันทีที่ไปถึงพวกเขาก็ถูกโจรบุกเข้าปล้นทันที แต่ทว่าโจรน้อยเลเวล 1 ก็ไม่สามารถจะทำอะไร จีเอ็มเลเวล 99 ได้จึงต้องล่าถอยไป เมื่อลอบเข้าไปในเมืองหลวงใหม่ “เฮย์โลน”(ヘイロ ン ) ได้แล้วโทยะได้แปลงกายเป็นบุรุษหน้ากากชิโรงาเนะ ก่อนจะแยกย้ายกับสึบากิและโคฮาคุ เพื่อสืบดูสภาพทั่วไปของเมืองและโทยะก็มีโอกาสได้เปิบพิสดารก๋วยเตี๋ยวเนื้อโทรลขณะสำรวจด้วย
.
หลังจากต้องเผ่นแน่บเพราะก๋วยเตี๋ยวสูตรพิเศษโทยะก็หนีมานั่งพักดื่มน้ำล้างปากล้างคอในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของพวกทหารที่กำลังไล่ล่าอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าโทยะถูกทหารเรียกตรวจเพราะสวมหน้ากากแปลก ๆ และโดนบังคับให้ถอดหน้ากาก โทยะจึงให้เหตุผลแก่ทหารว่า หน้าของเขาโดนไฟไหม้จนเป็นแผลน่าเกลียดน่ากลัวจึงต้องใส่หน้ากากปิดไว้ก่อนจะถอดหน้ากากโชว์ใบหน้า่น่ากลัวที่สร้างจากเวทย์ลวงตาให้เหล่าทหารได้ขวัญผวากันไปเล็กน้อยและเนียนสืบข้อมูลจากพวกทหารได้ว่าพวกเขากำลังตามล่าอะไรกันอยู่
.
มีคนกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้าไปหมายจะลอบสังหารองค์จักรพรรดิ์แต่ทำพลาดและได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ขวา มือสังหารมี 3 คนชายสองหญิงหนึ่ง นั่นคือข้อมูลที่โทยะได้ฟังมาและเมื่อพวกทหารจากไปแล้วโทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาตามหาผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นมือสังหารทันที เหล่ามือสังหารหลบซ่อนอยู่ในป่าไผ่ เมื่อโทยะไปถึงที่นั่นก็ถูกจู่โจมในทันที แต่เมื่อแสงสาดส่องให้เห็นใบหน้าของผู้จู่โจมโทยะต้องประหลาดใจ เพราะคนที่อยู่ตรงหน้านั้นก็คือ สาวเผ่ามังกร “โซเนีย พาราเลม” ผู้ครอบครองเนตรมารที่เคยต่อสู้กับเอลเซ่ที่การประลองที่ป่าใหญ่นั่นเอง (ช่วงบทที่ 21) เมื่อรู้ว่าใครเป็นใครแล้วโทยะจึงเปิดเผยตัวตนให้อีกฝ่ายได้รู้
เรนเก็ตสึ กับ โซเนีย
ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก็คือเรนเก็ตสึหลังจากรักษาบาดแผลให้กับเขาแล้วก็ได้สอบถามที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมทั้งสองจึงกลายเป็นมือสังหารที่หมายจะเข้าไปลอบสังหารจักรพรรดิ์องค์ใหม่ของยูโรนไปได้ ทั้งสองยอมรับว่าลอบเข้าไปจริงแต่ไม่ใช่เพื่อการลอบสังหารหากแต่เป็นการแก้แค้น จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันนั้นคือ “เจียง จางฟา” ( チェイ・ジャオファ ) แท้จริงแล้วไม่ใช่ทายาทและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิ์องค์ก่อนแต่อย่างใด ผู้สืบเชื้อสายนั้นได้เสียชีวิตไปหมดและตราประทับขององค์จักรพรรดิ์ก็ได้สูญหายไปจนกระทั่งมีนักผจญภัยคนหนึ่งเก็บกู้มันมาได้จากซากปรักหักพังและจางฟาก็ได้ฆ่านักผจญภัยคนนั้นและชิงตราประทับไป ซึ่งคนที่ถูกสังหารไปก็เป็นคนรู้จักและมีบุญคุณกับเรนเก็ตสึและโซเนียนั่นเอง (พล็อตหนังจีนชัด ๆ )
.
แต่ตราประทับก็ไม่ใช่สิ่งทีทำให้จางฟาขึ้นสู่อำนาจได้เสียทีเดียว ทั้งหมดเป็นเพราะกองทัพทหารจักรกลเหล็กนั้นทรงพลังเกินกว่าที่ขั้วอำนาจอื่นในยูโรนจะต้านทานได้และเมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้โทยะก็เดาได้ทันทีเลยว่า จักรพรรดิ์ยูโรนจะต้องร่วมมือกับกลุ่มโกดิอัสอย่างแน่นอนที่สุดหลังจากนั้นไม่นานเพื่อนร่วมทีมของเรนเก็ตสึคนที่สาม “เจสตี้ พาราแล็ค” ลูกชายของผู้มีพระคุณของเรนเก็ตสึก็กลับมาสมทบทั้งหมดได้หลบหนีออกจากเมืองหลวงใหม่กลับไปที่เมืองหลวงเก่าโดยใช้เกท แต่เมือก่อนไปพวกเขาก็ถูกโจมตีจากโจรกลุ่มเดิมอีก คราวนี้โทยะจึงจัดการกับพวกโจรเหล่านั้นซะแต่ภายหลังก็มารู้ว่าเดิมทีโจรเหล่านี้ก็คือชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนี้ แต่เพราะถูกจักรพรรดิ์ส่งทหารมาขูดรีดทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดจึงต้องทำแบบนี้เพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป เงินจำนวนมากนั้นถูกนำไปซื้อวัตถุดิบเพื่อการผลิตกองกำลังทหารจักรกลเหล็กนั่นเอง โทยะคาดการณ์ว่ายูโรนน่าจะพุ่งเป้าการโจมตีไปที่ฮาน็อคเพราะที่นั่นมีเหมืองแร่สำคัญอยู่เพื่อรับมือกับเรื่องนั้นต้องรีบทำอะไรซักอย่างและจากปากคำของโซเนียเกี่ยวกับคนที่มีเพนตั้นสีทองรูปทรงแปลก ๆ ที่อยู่กับจางฟาโทยะก็ติดต่อพ่อบ้านของเขาให้รีบส่งข่าวไปยังเฟลเซนในทันที ก่อนจะวางแผนลอบเข้าไปในพระราชวัง
.
สึบากิส่งข่าวมาบอกถึงที่ตั้งและจำนวนของพวกทหารเหล็ก ที่มีจำนวนมากเกือบพันตัวและเฟรมเกียร์จีนแดงอีกเกือบสีร้อยตัวแต่การจะลอบเข้าไปที่นั่นไม่ง่ายเลยเพราะสถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยสนามพลังบางอย่างทำให้ไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ดั่งใจ เกทกับเทเลพอร์ตไม่สามารถจะใช้การได้เลยในอาณาบริเวณราชวัง โทยะจำเป็นต้องหาวิธีอื่นเพื่อลอบเข้าไป โทยะ เรนเก็ตสึ โซเนียและเจสตี้ ได้ลอบกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งโดยอาศัยเวทย์ “มิราจ”ปลอมแปลงรูปลักษณ์ภายนอกและเมื่อตกกลางคืนพวกเขาก็ได้ลักลอบเข้าไปภายในพระราชวังโดยอาศัยความมืดเป็นเครื่องกำบัง และด้วยความสามารถในการกระโดดของโคฮาคุก็สามารถทำให้หลบผ่านอุปสรรค์ช่วงแรกมาได้ แต่เพราะผลกระทบของบาเรียจึงส่งผลให้บรุนฮิวด์ของโทยะมีปัญหาในการใช้งานเล็กน้อยรวมไปถึงเวทย์มนต์ไม้เด็ดของโทยะหลายอย่างถูกปิดผนึกไปเกือบสมบูรณ์ พวกคนในทีมจึงเสนอว่าควรหาทางทำลายสนามพลังนี้เสียก่อน โทยะกับพรรคพวกจับตัวทหารยามมาเค้นถามถึงวิธีทำลายสนามพลังแต่เปล่าประโยชน์เพราะเขาไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ได้เอ่ยชื่อคนหนึ่งที่น่าจะรู้วิธีทำลายออกมาชื่อของเขาคือ “กัล”
.
เมื่อได้ยินชื่อนั้นโซเนียก็นึกถึงอีกชื่อหนึ่งขึ้นมาได้นั่นก็คือ “โซล” กัลกับโซลทั้งสองคือผู้ที่มาจากกลุ่มโกดิอัส โทยะจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการลอบเข้าไปเป็นการบุกเข้าไปหาพวกนี้โดยตรงแทน โทยะและพรรคพวบุกทะลวงกองกำลังทหารองค์รักษ์เข้าไปจนถึงท้องพระโรงได้ในที่สุดที่นั่นเขาได้พบกับชายชราผู้หนึ่ง(ในชุดที่บรรยายไว้ว่าเหมือนกับชุดของจิ๋นซีฮ้องเต้) ข้างกายชายชราคนนั้นมีชายในชุดเกราะสีแดงที่ดูหนักอึ้งถือโล่ห์ขนาดใหญ่ที่มือซ้ายและดาบรูปร่างประหลาดในมือขวา และชายในชุดคลุมสีดำถือคทาเหล็กที่รูปร่างคล้ายกับเครื่องหมายคำถาม ยืนคุ้มกันอยู่แต่ที่คอทั้งสองมีสร้อยคอสีทองที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มโกดิอัสอยู่ด้วย ทั้งสองก็คือกัลกับโซลนั่นเอง ชายสวมเกราะคือโซล ส่วนจอมเวทย์นั้นก็คือกัล
.
เมื่อเผชิญหน้ากันจางฟาก็เปิดประเด็นโดยคิดว่าพวกเจสตี้ต้องการแย่งชิงตราประทับ เจสตี้ก็พร่ำบทพระเอกหนังจีนที่จะแก้แค้นให้กับพ่อแต่ก่อนที่จะกลายเป็นฉากดวลกระบี่อันเข้มข้นโทยะก็ใช้ปืนยิงตราประทับที่อยู่บนมือของจางฟาแหลกกระจายกระจายไปซะก่อน จางฟาตะโกนด่าโทยะที่ทำลายตราประทับอายุ 7000 ปีแต่โทยะก็ตอบกลับไปว่า รู้หรือเปล่าว่าอาณาจักรนี้มันมีอายุไม่ถึง 7000 ปีซะหน่อย (แถมยังแอบคิดในใจว่าอันที่จริงจะยิงหัวจักรพรรดิ์ซะก็ได้ แต่พอดีเรื่องนี้ไม่ใช่ธุระของเขา) แต่พริบตาต่อมาโซลก็พุ่งเข้ามาโจมตีโทยะ
.
โล่ห์ใหญ่ ๆ ของโซลสามารถป้องกันกระสุนปืนจากบรุนฮิวด์ได้สบาย ๆ ดาบของโซลถาโถมเข้ามา โทยะหลบหลีกและให้โคฮาคุใช้คลื่นเสียงคำรามอัดกระแทกไว้ก่อนโซลชะงักไปเล็กน้อยเป็นจังหวะให้โทยะโต้ตอบแต่การโจมตีก็ของโทยะกลับไม่ได้ผลเท่าที่ควรและในตอนนั้นกัลก็ใช้เวทย์มนต์โจมตีใส่โทยะ แต่เคราะห์ดีที่โทยะไหวตัวทันจึงหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิดแต่พอโทยะพูดถึงเรื่องของกลุ่มโกดิอัสขึ้นมา ทั้งโซลและกัลก็ออกอาการทางสีหน้าทันทีและคิดว่าโทยะนั้นคือคนจากเฟลเซนที่มาตามล่าพวกเขากัลจึงใช้เวทย์มนต์เรียกกองทัพนักรบโครงกระดูกออกมาเล่นงานพวกโทยะทันที แน่นอนว่าแม้นักรบกระดูกจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่จำนวนที่เยอะบวกกับการที่มันไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ด้วยวิธีปกติพวกโทยะจึงถูกไล่ต้อน แต่เมื่อใช้เวทย์มนต์ไม่ได้โทยะก็เลยจำเป็นต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ พลังเทพถูกส่งถ่ายไปที่ปืนในมือและยิงเป็นกระสุนใส่เป้าหมาย
.
เมื่อถูกกระสุนที่สร้างจากพลังเทพนักรบกระดูกทั้งแหลกเป็นฝุ่นธุลีในพริบตา โซลกับกัลได้แต่ตะลึงและงงงวยกับสิ่งที่เขาได้เห็น โทยะข่มขู่ให้ทั้งสองยอมแพ้และทิ้งอาวุธซะแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ยอมแพ้และเปิดฉากดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที แท้ที่จริงแล้ว กัลหลอกใช้จางฟาให้ช่วยหาวัตถุดิบและเก็บซ่อนกองกำลังทหารเหล็กให้กับเขาเท่านั้น เป้าประสงค์ที่แท้จริงของกัลก็คือการใช้กองกำลังทหารเหล็กและเฟรมเกียร์จีนแดงของเขาบุกยึดอาณาจักรเฟลเซนเพื่อชิงเอาอาติแฟกมาเปิดการทำงานของเวทย์ต้องห้ามเพื่อดำเนินแผนการสร้างโลกใหม่ที่มีแต่คนที่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้เพียงเท่านั้น พวกเขามีความเชื่อว่าผู้ที่ใช้เวทย์มนต์ไม่ได้มันคือสิ่งบกพร่องและโลกนี้ก็ไม่ต้องการความบกพร่องเหล่านี้ เขาต้องการกำจัดคนที่ไร้ศักยภาพทางเวทย์มนต์ออกไปให้หมดและเป็นราชาผู้ปกครองโลกใหม่และเปิดเผยตัวจริงว่าเขาก็คือ “กัลเซลด์ โกลด์ดี้” ลูกชายของการันด์ โกลด์ดี้ อดีตผู้นำคนก่อนของกลุ่มโกดิอัสนั่นเอง สรุปก็คือบอสใหญ่ขององค์กรตอนนี้ก็คือเขานั่นเอง
.
เมื่อรู้แบบนี้โทยะก็ไม่คิดที่จะปล่อยให้กัลเซลด์ทำตามอำเภอใจอีกต่อไปแต่ในตอนนั้นเองกัลเซลด์ก็เรียกไพ่ตายของเขาออกมา เฟรมเกียร์จีนแดงเครื่องหนึ่งพังกำแพงท้องพระโรงเข้ามาและใช้หอกแทงเข้าไปที่บัลลังค์อย่างแรงจนบัลลังค์แหลกสลายไม่มีชิ้นดี เหตุการณ์นั้นทำให้จางฟาตกใจและวิ่งหนีไปในที่สุดแต่พวกเรนเก็ตสึก็ตามไล่ล่าเขาไปอย่างไม่ลดละ เฟรมเกียร์จีนแดงหันมาประจัญหน้ากับโทยะโดยผู้ที่ควบคุมมันอยู่ก็คือ ด็อกเตอร์โบแมนที่หายตัวไปก่อนหน้านั้นนั่นเอง แน่นอนว่าโทยะจำเขาได้และเมื่อได้ประเมินความสามารถของเฟรมเกียร์ที่โบแมนสร้างอย่างภาคภูมิใจแล้วก็บอกไปว่า “เฟรมเกียร์ของแกเทียบกับของบรุนด์ฮิวด์แล้วมันก็เหมือนเต่ากับดวงจันทร์นั่นแหละ” ก่อนจะทำลายความภาคภูมิใจของโบลด์แมนด้วยการใช้บรุนฮิวด์โหมดดาบฟันแขนขวา และขาทั้งสองข้างของเฟรมเกียร์จีนแดงขาดกระเด็นในดาบเดียวราวกับตัดเต้าหู้
.
พริบตาต่อมาโทยะก็พุ่งเข้าโจมตีโซลที่กำลังตกตะลึงอยู่แม้เขาจะไหวตัวและยกโล่ห์ขึ้นตั้งรับแต่ทั้งโล่ห์และแขนของเขาก็ถูกฟันขาดไปในพริบตาและตามต่อด้วยเวทย์พาราไลซ์ที่ประจุใส่ฝ่ามือ เมื่อฝ่ามือของโทยะสัมผัสร่างโดนร่างเป้าหมายเขาก็แน่นิ่งไปทันที ตอนนี้เหลือเพียงแค่กัลเซลด์คนเดียวแล้ว เขาระเบิดเสียงหัวเราะอย่างพอใจเมื่อได้เห็นความสามารถของโทยะแล้วได้ชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มกับเขา เมื่อเขาได้เป็นจักรพรรดิ์ของโลกใหม่แล้วเขาจะมอบตำแหน่งจอมทัพให้กับโทยะแน่นอนว่า พระเอกของเราก็ปฏิเสธ เมื่อเจรจากันไม่ได้กัลเซลด์คิดว่าก็ต้องกำจัดโทยะทิ้งซะเพื่อจะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามในอนาคตโดยใช้กองกำลังทหารเหล็กของเขา เหมือนกระแสของการต่อสู้จะเป็นใจให้กับกัลเซลด์โทยะจึงถามเกี่ยวกับกองกำลังทหารเหล็กว่ามีอยู่ที่นี่ทั้งหมดเท่าไหร่กันแน่ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่ากองกำลังกว่า 90% ได้ถูกส่งออกไปเพื่อรุกรานเฟลเซนแล้วนี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วสินะ......
.
แต่จู่ ๆ โทยะก็ยิ้มและถามไปว่า “ท่านหัวหน้ากัลเซลด์ ไม่ได้ยินเสียงอะไรข้างนอกเลยหรือ?” คำถามนั้นทำเอาผู้นำแห่งโกดิอัสต้องกระตุกและตัังสมาธิตั้งใจฟังเสียงของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายนอก เสียงโลหะถูกบดขยี้เสียงแผ่นดินที่สั่นสะเทือนและเสียงของหนัก ๆ ตกกระแทกพื้น และเมื่อกัลเซลด์ออกมาข้างนอกก็ต้องพบกับกองทหารที่แสนภาคภูมิใจของเขาที่แปรสภาพเป็นเศษซากเหล็กด้วยน้ำมือของเฟรมเกียร์ของยาเอะและฮิวด้า กัลเซลด์ไม่เข้าใจว่าทำไมเฟรมเกียร์ของบรุนฮิวด์ถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ได้ และเมื่อไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วเขาก็ยังไม่ยอมจำนนง่าย ๆ กัลเซลด์ใช้คาถาแปลงร่างเป็นค้างคาวและบินหนีไปโทยะพยายามจะบินไล่ตามแต่เพราะยังอยู่ในอาณาเขตม่านพลังทำให้เขาตามไปไม่ได้ กัลเซลด์จึงบินลับตาไป
.
โทยะเรียกโคฮาคุให้รีบพาเขาออกจากเขตนี้ และเมื่อพ้นระยะสนามพลังโทยะก็รีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาเป้าหมายทันทีแต่ไร้ผล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะบาเรียของอาติแฟกที่กัลเซลด์พกติดตัวอยู่ทำให้เวทย์ค้นหาไร้ผล ดังนั้นโทยะจึงใช้วิธีอื่นแทนโดยใช้ต้นไม้โดยรอบนั้นเป็นตัวช่วยและในที่สุดโทยะก็หาเป้าหมายจนพบและเทเลพอร์ตไปดักหน้าในทันที
.
เมื่อประจันหน้ากันอีกครั้งโทยะรีบใช้กระสุนสลิปอินฟินิตี้เข้าใส่กัลเซลด์ทันที ร่างของผู้นำสูงสุดแห่งโกดิอัสถูกเหวี่ยงล้มฟาดไปมาอยู่หลายครั้งจนเจ็บระบมไปทั่วร่าง จากนั้นโทยะก็เรียกลูกบาศก์มรณะที่สร้างจากผลึกของอสูรคริสตัลออกมาและจับกัลเซลด์ใส่เข้าไป ตัวกล่องแข็งแรงมากทุบทำลายไม่ได้ด้วยอาวุธทั่วไปความสามารถในการดูดกลืนเวทย์มนต์อยู่ทำให้ไม่สามารถใช้เวทย์ออกมาได้ ภายในกล่องมีสไลม์ที่มีกลิ่นเหม็นเน่าหึ่งเป็นแกนกลาง แถมยังมีฟังก์ชั่นเปิดเสียงขูดกระดานดำให้ฟังแบบไม่มีหยุด แบบเสียงสเตอริโอเซอร์ราวด์ ยังไม่หมดแค่นั้นโทยะยังเพิ่มฝูงแมลงสาปลงไปในกล่องอีกด้วย หลังถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตประสาท กัลเซลด์ก็หมดสภาพแน่นิ่งไปราวกับตุ๊กตาชักใยที่เชือกขาดโทยะทิ้งร่างไร้สติของกัลเซลด์ไว้กล่องนั้นโดยให้โคฮาคุเฝ้าไว้ก่อนจะย้อนกลับไปที่พระราชวังอีกครั้ง
.
เมื่อกลับไปถึงก็พบว่าทหารเหล็กทั้งหลายได้กลายเป็นเศษเหล็กไปหมด โซลกับโบลด์แมนถูกสึบากิจับตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้วรอการส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศของพวกเขา จางฟาก็ถูกจัสตี้สังหารไปเรียบร้อยแล้ว การแก้แค้นของพวกเรนเก็ตสึก็เป็นอันสิ้นสุดแต่สำหรับโทยะแล้วงานของเขายังไม่จบ เขาส่งโบลด์แมนกลับไปลอนโดเมีย ส่วนกัลเซลด์กับโซลส่งไปให้กับเฟลเซนเพื่อตัดสินโทษต่อไป โซลนั้นไม่เป็นอะไรมากแต่กัลเซลด์นั้นมีสภาพเหมือนคนเสียสติไปแล้วซึ่งในตอนนี้โทยะก็รู้สึกว่าสงสัยว่าเขาจะทำรุนแรงเกินไปหน่อย ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็ลองสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเวทย์ที่จะสามารถสร้างโลกตามที่เซกัลด์ได้บอกเอาไว้จากเรจีน่าและก็ได้ความจริงมาว่า “มันก็แค่ฝันกลางวันเท่านั้นแหละ” เมื่อรู้ดังนั้นแล้วสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก์คือหยุดยั้งกองทัพของทหารเหล็กและเฟรมเกียร์จีนแดงของโกดิอัสกว่า 3000 ที่กำลังรุกคืบเข้ามายังอาณาจักรเฟลเซน .
กองทัพโกเลมเหล็ก 2050 ตัว และเฟรมเกียร์จีนแดงอีก 950 เครื่องรุกคืบเขาประชิดเฟลเซนสร้างความหวั่นวิตกให้บลันเช่เป็นอย่างมาก แต่โทยะกลับตรงข้ามหลังจากที่ได้สู้กับโบลด์แมนที่ยูโรนแล้วเขาก็สามารถประเมินความสามารถของเฟรมเกียร์จีนแดงได้ทั้งหมด เรทคือ 1 ต่อ 50 กองทัพเฟรมเกียร์ของบรุนฮิวด์ถูกส่งมาช่วยเฟลเซนจำนวน 60 เครื่องโดยตัวเขาจะคอยซับพอร์ตอยู่แนวหลัง ส่วนเฟลเซนส่งทัพนักเวทย์ 2000 คนมาเพื่อเป็นกองหนุน (โทยะไม่ได้ต้องการเท่าไหร่) หน่วยเฟรมเกียร์ของบรุนฮิวด์นำโดย 3 หัวหอกหลัก ไชน์นิ่งเคาท์ของเรน ไนท์บารอนของนิโคล่า และบลูมูนของโนรุน เฟรมเกียร์ของ เอลเซ่ ยาเอะและฮิวด้า ก็ร่วมทัพไปด้วย อีกทั้งยังมีท่านพี่โมโรฮะที่คอยรอสนับสนุนอีกแรง
.
การโจมตีระลอกแรกเปิดฉากขึ้นโทยะยิงห่าฝนดาวตกถล่มแนวหน้าของทัพศัตรูและสั่งให้ทัพเฟรมเกียร์บุกเข้าชาร์จ ความแตกต่างทางเทคโลยีและวัสดุที่ใช้สร้างรวมไปถึงความชำนาญในการรบที่แตกต่างกันอย่างมาก กองทัพของโกดิอัสจึงถูกบดขยี้ไม่ต่างกับเด็กสู้กับผู้ใหญ่ ขณะที่เทพธิดาสีแดงชาดแห่งการทำลายล้างอย่างเอลเซ่ได้ปลดปล่อยไพล์บังเกอร์ทะลวงทำลายคอร์ของโกเลมเหล็กจนพังพินาศไปตัวแล้วตัวเล่า ชูเวสไลท์ของยาเอะก็เคลื่อนผ่านไปในสนามรบราวกับสายลมคมดาบของมันสะบั้นทุกสิ่งที่ขวางหน้า จีเกลูเน่ของฮิวด้าก็ใช้โล่ห์และดาบฟาดฟันศัตรูอย่างไร้ปราณี ในตอนนั้นเองซูที่สแตนบายรออยู่บนเฟรมเกียร์ตัวใหม่ที่โทยะเพิ่งสร้างใหักับเธอเป็นพิเศษก็ได้เรียกร้องขอให้เธอได้ลงสนามรบด้วยคน
.
เฟรมเกียร์ที่สร้างมาโดยเน้นระบบป้องกันมีเกราะที่หนากว่าเฟรมเกียร์ตัวอื่น ๆ มากนักเกราะสร้างจากโอริฮารุก้อนจึงทำให้มันมีสีทอง ส่วนสีดำ ๆ ที่อยู่ตรงบอดี้นั้นเป็นแค่เครื่องประดับไม่มีประโยชน์อะไรเจ้าของเครื่องรีเควสมาเท่านั้น นามของมันก็คือ เทพธิดาทองคำ “ออทรินเด้” และมันก็มีคุณสมบัติพิเศษต่างจากเครื่องอื่น ๆ อยู่อย่างหนึ่งด้วยซึ่งนั่นก็คือ มียูนิตซับพอร์ต 3 ลำ โทยะตัดสินใจยอมให้ซูออกไปสู่สนามรบพร้อมกับเรียกเมดโรบ็อทั้งสาม เชสก้า โรเซ็ตต้าและโมนิก้า ก่อนจะส่งสัญญาณอนุมัติให้ซูทำการรวมร่าง ออทรินเด้กับ ยานบินกุงกุนิล รถไฟหัวกระสุนเลวานทีน และรถสว่านเจาะดิน มโยลเนียร์
.
เมื่อซูตะโกนให้สัญญาณรวมร่างยูนิตทั้ง 3 ก็ทะยานขึ้นฟ้า มโยลเนียร์ แยกออกเป็นสองส่วนประกอบเข้าเป็นส่วนขา เรวานทีนพุ่งเข้าประกอบเป็นแขนสองข้าง และกุงกุนีลก็พับยานเป็นรูปตัว V ประกบเข้ากันส่วนหลังหมวกเกราะแยกออกจากส่วนอกประกอบกับส่วนหัว ผลึกที่หน้าผากส่องประกายเจิดจ้า ออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็รวมร่างเสร็จสมบูรณ์และร่อนลงสู่สนามรบ ด้วยความสูงกว่าสองเท่าของเฟรมเกียร์ทั่วไปทำให้มันดูยิ่งใหญ่และทรงพลังอย่างมาก ซูเปิดฉากโจมตีศัตรูด้วยหมัดจรวด “แคนน่อนนัคเคิ้ล” ทันทีหมัดจรวดสุดคลาสสิกพุ่งทะลวงร่างโกเลมเหล็กจนป่นปี้และซูก็พาเฟรมเกียร์สุดอภินิหารย์ของเธอเดินลุยแหลกไปอย่างไม่ลดละ และถึงมันจะตัวใหญ่ยักษ์แต่กลับเคลื่อนไหวเร็วมากเพราะโทยะได้ใส่กลไกกราวิตี้เพื่อลดน้ำหนักตามจุดข้อต่อเอาได้ แต่ในศึกนี้โทยะทำค้อนทองคำเสร็จไม่ทัน จึงยังขาดอาวุธที่ซูขอเอาไว้ในตอนแรกไป
.
การปรากฏตัวของออทรินเด้โอเวอร์โหลด ได้ทำลายสามัญสำนึกและความใจสู้ของอีกฝ่ายไปจนหมดสิ้น พวกที่เหลือรอดพยายามจะถอยหนีแต่ก็ถูกโมโรฮะเข้าขัดขวางและทำลายล้างจนหมดสภาพไปจนหมด เวลาผ่านไป 1 ชม.หลังการปะทะ ทัพของโกดิอัสก็พ่ายแพ้หมดรูปไม่มีเครื่องจักรใด ๆ ของฝ่ายนั้นสามารถขยับได้อีก โทยะยกหน้าที่จับกุมทหารของอีกฝ่ายให้กับเหล่านักเวทย์ของเฟลเซน กลุ่มโกดิอัสพ่ายแพ้หมดรูปความฝันที่จะสร้างโลกใหม่พังทลายลง ผู้ที่ถูกจับกุมก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกที่ยังหลบซ่อนอยู่หลังจากนั้นไม่นานสมาชิกที่หลงเหลือรวมถึงรองหัวหน้าก็ถูกจับกุมฐานที่มั่นก็ถูกทำลายลง โทยะเปิดเผยความจริงของเวทย์ต้องห้ามที่พวกเขาเชื่อว่าจะสร้างโลกใหม่ได้ว่าเป็นเพียงความเชื่อผิด ๆ เท่านั้น เมื่อความเชื่อมั่นพังทลายลงกลุ่มโกดิอัสก็ล่มสลายไปจริง ๆ ในที่สุด แต่ความผิดที่ก่อก็ยังต้องชดใช้เหล่าสมาชิกทั้งหลายถูกส่งไปเป็นคนงานเหมืองแร่เป็นเวลา 50 ปี
.
โบลด์แมนก็ตายอย่างไม่สงบไปแล้ว กัลเซลด์โดนโทษประหารชีวิตในตอนนี้ไม่มีใครสามารถสร้างทหารเหล็กได้อีกเรื่องยุ่งในคราวนี้จึงจบลงไปในที่สุด โทยะหวังไว้ว่าถ้าหากยูโรนฟื้นกลับมารอบนี้คงไม่สร้างเรื่องวุ่นวายอีก เรนเก็ตสึ โซเนีย และจัสตี้มาพำนักอยู่ที่บรุนฮิวด์เป็นการชั่วคราว โทยะชักชวนให้ทั้งสามเข้ามาเป็นกองกำลังอัศวินแต่พวกเขาก็ปฏิเสธ เพราะพวกเขารักที่จะออกผจญภัยมากกว่า วันคืนแห่งความสงบสุขกลับมาเยือนบรุนฮิวด์อีกครั้ง โทยะมองดูผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและคิดว่าเขามาไกลได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะมีคนช่วยเหลือเขามากมายจริง ๆ เมืองนี้ไม่ใช่เมืองของเขาแต่เป็นของทุก ๆ คนตะหาก เขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องความสงบสุขนี้เอาไว้ให้จงได้
.
โรงเรียนประจำเมืองของบรุนฮิวด์สร้างเสร็จสมบูรณ์แต่ตอนนี้ยังไม่มีนักเรียนมีแค่เฟียน่าแม่ของซากุระ อาจารย์สาวอายุ 20 ต้น ๆ มิเอท แล้วก็ เอลฟ์เรเซล โทยะไปที่นั่นเพื่อพบพวกเขาแต่ในระหว่างนั้นโทยะก็พบกับเนียวทาโร่ที่กำลังรวมตัวอยู่กับแมวกลุ่มหนึ่งอยู่ เนื่องจากเนียวทาโร่คือราชาของเหล่าแมวดังนั้นบรุนฮิวด์ในตอนนี้จึงมีแมวคอยเป็นหูเป็นตาในการดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ หากมีเรื่องอะไรเหล่าแมวจะมารายงานต่อเนียวทาโร่ โทยะจึงฝากฝังให้เนียวทาโร่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เมืองโดยมีอะไรก็ให้รีบโทรจิตหาซากุระเพื่อให้ซากุระมาแจ้งกับตนอีกที ในตอนนั้นโทยะก็ได้รับโทรศัพท์จากเรจีน่าที่โทรมาบอกว่าเธอกำลังจะเพิ่มระบบเปลี่ยนร่างให้เฟรมเกียร์จากเครื่องบินเป็นหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ รวมถึงยานแม่ที่ใช้บรรทุกเฟรมเกียร์ และยังคิดจะแปลงเสียงเพลงของซากุระให้เป็นพลังงานบางประเภทเพื่อนำมาใช้งานอีกด้วย
.
โทยะได้รับรายงานจากเนียวทาโร่ว่ามีบุคคลน่าสงสัยปรากฏตัวขึ้นในเมืองโทยะจึงรีบรุดมาตรวจสอบยังบาร์เหล้า บุคคลต้องสงสัยนั้นมีผ้าคลุมปิดบังร่างกายแทบทั้งหมดจนดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่ เนียวทาโร่บอกว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากบุคคลปริศนานั้นมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตปกติ มันเหมือนกับอะไรที่ใกล้เคียงกับโกเลมมากกว่า แต่ในระหว่างกำลังจับตาดูอยู่นั้นก็มีนักผจญภัยสองคนที่อยู่ในสภาพเมาอย่างหนักได้เข้าไปยุ่มย่ามกับบุคคลปริศนาจนเกิดการวิวาทกันขึ้นโทยะจึงต้องรีบเข้าไปยับยั้งสถานการณ์และจัดการพวกขี้เมาให้สงบลงก่อนจะส่งให้กิลด์จัดการต่อ และเมื่อบุคคลปริศนารู้ถึงสถานะของโทยะก็ได้เปิดเผยใบหน้าที่อยู่ใต้ฮู้ดออกมาให้เห็น โทยะตกตะลึงอย่างมากเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นเขารีบถอยออกมาแล้วเตรียมชักอาวุธคู่กายทันทีเพราะคนที่อยู่ตรงหน้านั้นก็คืออสูรผลึกรูปแบบมนุษย์เพศหญิงนั้นเอง
.
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดอสูรผลึกตนนั้นก็รีบบอกโทยะว่า เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อที่จะสู้กับเขา พร้อมกับบอกว่าเธอชื่อ “ริเสะ” มาที่นี่เพื่อขอให้โทยะช่วยเหลือเอนเดมิอ้อน หรือก็คือเอนเด้นั่นเอง ดูเหมือนว่าเอนเด้จะติดอยู่ในช่องว่างระหว่างห้วงมิติ มีแต่โทยะเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเอนเด้ได้ แม้นจะไม่เข้าใจซักเท่าไหร่แต่โทยะก็รับเอาผลึกบางอย่างมาจากริเสะและทำทุกอย่างตามที่ริเสะบอก ผลึกแก้วก็แตกออกและเอนเด้ก็ปรากฏตัวออกมาทักทายโทยะหลังจากไม่ได้พบกันมาครึ่งปี
.
ริเสะ กับ เอนเด้
โทยะพาเอนเด้กับไปที่ปราสาทของเขาเพื่อพูดคคุยเรื่องราวต่าง ๆ เอนเด้นั่งจิบชาอย่างใจเย็นโดยมีโดยมีริเสะนั่งอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้ในห้องมีกันอยู่เพียง 3 คน เอนเด้ได้เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดของเขาให้โทยะฟังเป็นครั้งแรกนับจากที่ได้พบกัน เอ็นเด้ หรือ ชื่อเต็ม ๆ ของเขาก็คือ เอนเดมิอ้อน เป็นคนที่มาจากต่างโลกเช่นกัน เอนเด้มีความสามารถที่จะเดินทางข้ามไปโลกต่าง ๆ ได้ด้วยตัวของเขาเองมิติของเขาอยู่เหนือขึ้นไปจากทีนี่มากนัก มีครั้งหนึ่งเอนเด้ท่องไปยังโลกของพวกเฟรซหรือก็โลกของพวกคริสตัลแล้วก็ได้พบกับคิง แต่พูดกันตามจริงต้องเรียกว่า “ควีน” น่าจะถูกต้องกว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิงนั่นเอง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกันหลายปี คิงก็เกิดหลงรักเอนเด้และต้องการจะใช้ชีวิตร่วมกัน แต่เพราะทั้งคู่อยู่กันคนละโลกจึงเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แต่คิงนั้นไม่ยอมแพ้เธอส่งนิวเครียสของตัวเองไปยังโลกต่าง ๆ เพื่อรับพลังที่ละนิด ๆ เพื่ออัพเกรดตัวเองให้สูงเท่ากับเอนเด้ (พูดง่าย ๆ หากมองว่าเอ็นเด้เป็นเทพ คิงก็พยามจะเปลี่ยนสถานตัวเองจากคนธรรมดาไปเป็นเทพนั่นเอง) เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตามที่ทั้งสองปราถนา แต่แน่นอนว่าเรื่องมันกลับไม่ง่ายแบบนั้นเมื่อโทยะบอกเรื่องที่เกี่ยวกับกิระ เอนเด้จึงเล่าต่อเกี่ยวกับการแบ่งแยกกันเป็นสองฝ่ายของพวกเฟรซระดับสูง กลุ่มหนึ่งต้องการเก็บรักษาพลังของเธอไว้ แต่อีกกลุ่มต้องการครอบครองพลังของเธอ เพราะคิงคือผู้มอบพลังให้กับเหล่าเฟรซทั้งหมดหากพลังของคิงสูญหายไปเฟรซทุกตนก็จะสูญสิ้นพลังไป แต่หากมีผู้สืบทอดพลังแล้วล่ะก็ คิงตนใหม่ก็จะถือกำเนิด
.
แต่ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาก็คือเมื่อตัวของคิงนั้นไม่มีพลังข้ามมิติด้วยตนเองแต่จะใช้การเจาะบาเรียที่กั้นมิติเป็นรูเล็ก ๆ แล้วข้ามไป ทว่าในตอนนี้เอนเด้ได้พลัดหลงกับคิงไปทำให้หากันไม่เจอ และเพื่อการนั้นแล้วเอนเด้จึงต้องข้ามไปมาระหว่างมิติมากมายเพื่อป้องกันเหล่าเฟรซที่ไล่ตามเธอและปกป้องโลกที่จะถูกเฟรซรุกรานซึ่ง เอนเด้ก็เคยมาที่มิตินี้เมื่อ 5000 ปีก่อน ในช่วงเวลานั้นบาเรียของโลกนี้อ่อนกำลังมากจนพวกระดับสูงเริ่มลงมาที่โลกนี้ได้ ลำพังเอนเด้คนเดียวไม่สามารถรับมือได้มั้งหมดจึงได้แต่เขาก็ใช้พลังเตะส่งพวกระดับสูงและระดับแอดวานท์ออกไปยังช่องว่างระหว่างมิติได้สำเร็จ หลังจากนั้นผู้คนในโลกนี้ก็สามารถจัดการกับพวกระดับล่าง ๆ และระดับกลางไปได้และเมื่อพลังเขาฟื้นกลับมาเขาก็กลับมาที่โลกนี้อีกครั้งและได้พบกับโทยะในที่สุด
.
สิ่งที่เอนเด้กับเธอคนนั้นเลือกแม้นจะดูไม่อันตรายทว่ามันกลับส่งผลที่คาดไม่ถึงกับโลกอื่นโดยที่พวกเขามิได้ตั้งใจ แต่เอนเด้ก็เลือกที่เดินหน้าต่อไปแม้ว่าเขาจะต้องกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกก็ตาม แน่นอนว่าเอนเด้ถามโทยะว่าจะทำอย่างไรต่อหลังจากได้ฟังเรื่องของเขาแล้ว ซึ่งโทยะก็บอกแต่เพียงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเอนเด้ แต่หากว่าโลกนี้มีภัยแล้วล่ะก็เขาจะไม่อยู่เฉยแน่ ๆ ถ้าอสูรผลึกบุกมาเขาก็จะทำลายพวกมันซะ โทยะจงใจพูดแบบนั้นต่อหน้าริเสะเพื่อดูท่าทีของเธอ และคำตอบที่ได้ก็คือ แม้ว่าโทยะจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับเฟรซเธอก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามายุ่ง ส่วนเอนเด้ก็บอกกับโทยะว่าความปราถนาของเขาก็คือทำลายเฟรซที่ไล่ตามเธอคนนั้นให้หายไปให้หมดและยังถามอีกว่าโทยะเป็นคนของโลกนี้จริงหรือเปล่า? โทยะก็ตอบว่า เขาไม่ได้เกิดที่โลกนี้ก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้มีพลังข้ามมิติได้เหมือนกับเอนเด้ดังนั้นเขาคิดว่าเขาเป็นคนของโลกนี้นะ
.
โทยะมอบดรากูนไรด์ที่ซ่อมเสร็จแล้วให้กับเอนเด้และถามว่าเขาจะทำยังไงต่อไป เอนเด้ตอบว่าเขาจะไล่ล่าพวกเฟรซที่ปรากฏตัวมาที่โลกนี้ต่อไปจนกว่าเธอคนนั้นจะออกจากมิตินี้ไป แม้โทยะจะไม่รู้ว่าเอนเด้รู้สึกอย่างไรในตอนนี้แต่ เขาก็เข้าใจได้ว่าหากมีคนถามว่า ระหว่างโลกกับคนสำคัญจะเลือกสิ่งไหนถ้าเป็นตัวโทยะเองก็คงจะตอบว่า “คนสำคัญ” ถ้าหากสลับจุดยืนกันในตอนนี้โทยะเองก็คงเลือกที่จะทำแบบเดียวกับที่เอนเด้ทำ นั่นอาจจะเป็นเพราะทั้งคู่เป็นคนประเภทเดียวกันก็ได้ หลังจากเอนเด้กล่าวคำอำลาและขับดรากูนไรด์จากไปแล้ว ยูมิน่าก็ได้เข้ามาหาโทยะ เธอมีความกังวลใจหลังจากได้ฟังเรื่องราวของเอนเด้จากโทยะและรู้สึกกลัวว่าซักวันหนึ่งหากโทยะทิ้งพวกเธอกลับไปโลกเดิมแล้วล่ะก็เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร และถ้าหากว่ามีหนทางให้ไล่ตามโทยะไปได้แล้วล่ะก็เธอคงจะไม่ลังเลที่จะเลือกทำเช่นนั้นแน่ ๆ แต่โทยะก็รีบบอกกับยูมิน่าทันทีว่าเขาจะไม่จากไปไหนทั้งนั้นก่อนจะโอบไหล่ของยูมิน่าเอาไว้และบอกว่าหากว่าเขาต้องถูกส่งไปที่อื่นแล้วล่ะก็เขาจะขอร้องพระเจ้าให้ส่งเขากลับมาหาเธอให้ได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มจึงกลับคืนสู่ใบหน้าของเธออีกครั้ง
.
โทยะเดินไปที่ลานฝึกและได้พบกับเอลเซ่และลูเชีย ที่ลานฝึกซ้อมและได้รับรู้ข้อมูลว่า รินเซ่กับรีนกำลังปรึกษากับเรจีน่าเรื่องเฟรมเกียร์แบบใหม่อยู่รวมไปถึงการปรับแต่งเกลฮิวด์ของเธอด้วย จากนั้นซูกับซากุระก็มาสมทบ ซูบอกว่าตอนนี้เธอได้รับอนุญาตจากพ่อให้มาอยู่ที่นี่ได้ตลอดแล้ว แต่แล้วความยุ่งยากก็บังเกิดเมื่อซูพูดขึ้นมาว่า “คืนนี้นอนด้วยกันนะ” โทยะขอความช่วยเหลือจากยูมิน่าแต่ก็กลายเป็นปัญหาหนักกว่าเก่าเพราะยูมิน่าเล่นให้ทุกคนไปนอนห้องเดียวกับโทยะพร้อม ๆ กันซะเลย ในขณะที่กำลังที่นั่งลำบากเรื่องห้องนอนคืนนี้ เสียงโทรศัพท์ของโทยะก็ดังขึ้น เลริชาได้ติดต่อมาเพื่อแจ้งข่าวการบุกครั้งใหม่ของพวกเฟรซที่กำลังจะมาถึงในอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้า เมื่อทราบเช่นนั้นโทยะก็เปลี่ยนโหมดจากพ่อบ้านใจกล้ามาเป็น ราชาแห่งบรุนฮิวด์และรีบออกคำสั่งให้เตรียมรับมือในทันที ก่อนจะเปิดเกทมุ่งหน้าไปยังบาบิโลน
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 26 (249 - 271) โทยะไปพบพระเจ้าเพื่อสอบถามเกี่ยวกับวิธีการซ่อมแซมบาเรียของโลกที่ได้รับความเสียหายอยู่ แต่ปู่พระเจ้ากลับบอกว่าตัวเขาทำไม่ได้เพราะมีกฏข้อห้ามบางประการที่พระเจ้าจะไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยโลกระดับล่าง ๆ ได้ ถ้าเช่นนั้นแล้วใครคือคนที่ซ่อมกำแพงกั้นมิติเมื่อ 5000 ปีก่อนจึงยังเป็นเรื่องคาใจโทยะอยู่ โทยะมีความคิดว่าจะลองใช้พลังเทพของเขาซ่อมแซมรูรั่วของมิติดูแต่ ปู่พระเจ้าก็ห้ามไว้ก่อนแกให้เหตุผลว่างเพราะการซ่อมแซ่มกำแพงกั้นมิติก็เหมือนกันการทอใยแมงมุม การจะซ่อมใยแมงมุมนั้นไม่สามารถจะทำได้ด้วยมือเปล่าแถมช่องว่างของมิติก็มีขนาดใหญ่มากเกินไปเกินกว่าที่พลังของโทยะจะรับไหว แต่มันก็พอจะมีหนทางอยู่บ้าง อย่างเช่น การใช้ไอเท็มศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังระดับเดียวกับเทพเจ้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นโทยะจึงร้องขอไอเท็มที่ว่ากับปู่พระเจ้าทันที แต่ปู่กลับว่าบอก “เธอมีมันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ก็สมาร์ทโฟนของเธอนั่นไง” มาถึงตอนนี้โทยะก็เพิ่งจะรู้ว่าที่สมาร์ทโฟนของเขาสามารถโทรติดต่อกับพระเจ้าได้นั้นก็เพราะว่ามันเป็นไอเท็มศักดิ์สิทธิ์ระดับก็อดนั่นเอง และนั่นก็จุดประกายความสงสัยว่าตัวเขาเองสามารถสร้างไอเท็มศักดิ์สิทธิ์ได้เหมือนกันหรือเปล่า แต่คำตอบที่ได้คือ “ไม่ได้”
.
แต่แล้วจู่ ๆ ปู่พระเจ้าก็เปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อ ๆ โดยถามโทยะว่าไม่คิดจะมาเป็นเทพผู้ทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการโลกที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้เหรอ? หรือในความหมายก็คือปู่อยากจะให้โทยะเลื่อนขั้นมาเป็นเทพระดับสูงนั่นเอง โดยเรื่องนี้มิได้เป็นความคิดของปู่แต่เพียงผู้เดียวแต่เทพองค์อื่น ๆ อีกหลายองค์ก็สนับสนุนด้วย โทยะจึงเกิดความสงสัยว่าหากเขายอมรับที่จะขึ้นเป็นเทพแล้ว ลูก ๆ ของเขาที่จะเกิดมาจะเป็นยังไง ซึ่งคำตอบก็แน่นอนว่าเด็กเหล่านั้นจะมีสถานะเป็น “ครึ่งเทพ” (เด็กที่เป็นครึ่งเทพในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ปู่บอกว่ามีอยู่หลายคน) ซึ่งนั่นก็ทำให้โทยะคิดถึง เพอร์ซิอุส กับ เฮอร์คิวลิสขึ้นมาเลย
.
หลังจากพูดคุยกับปู่พระเจ้าจบแล้วโทยะก็กลับมาที่เมือง ทาคาซากะเสนอให้เพิ่มจำนวนอัศวินของบรุนฮิวด์ขึ้นจากเดิมที่มีจำนวนไม่ถึงร้อยคน ซึ่งถ้าคิดถึงสภาพการเติบโตของเมืองในเวลานี้แล้วก็เป็นเรื่องสมควรอยู่ โทยะจึงอนุมัติให้รับเพิ่มมาประมาณซัก 150 คนและให้ดำเนินการได้ ครั้งก่อนโทยะใช้เนตรมารยูมิน่ากับพระสันตปาปาแห่งรามิชูมาช่วยคัดคนให้ แต่ครั้งนี้โทยะคิดว่าจะให้เรจีน่าสร้างเครื่องจับเท็จมาใช้จะสะดวกกว่า คิดดังนั้นแล้วโทยะก็ไปที่บาบิโลนทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าเรจีน่ากับโรเซ็ตต้ากำลังง่วนอยู่กับการออกแบบเฟรมเกียร์ตัวใหม่ของรินเซ่อยู่ ด้วยคอนเซปที่สามารถเปลี่ยนร่างจากหุ่นยนต์เป็นเครื่องบินได้ ส่วนเครื่องของรีนนั้นกำลังมีปัญหาด้านอาวุธเนื่องจากพวกเฟรซต้านทานเวทย์มนต์จึงคิดจะหาอาวุธอย่างวัลแคน ไม่ก็ปืนแกตลิ่งหรือพวกระเบิดแรงสูงมาติดตั้งลงไปแทน โทยะเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสไนปเปอร์ไรเฟิ้ลแต่ก็ดูจะยังไม่เข้าตากรรมการ แต่ภายหลังจากได้ไอเดียการโหลดจากอาวุธคู่กายของโทยะ เรจีน่าก็คิดอะไรบางอย่างออก และเริ่มดำเนินการสร้างเวิร์กชอปแห่งใหม่ เพื่อใช่ในการผลิตกระสุนปืนที่หัวกระสุนทำจากผลึกของพวกเฟรซ ที่โทยะบอกว่ามีเหลือกองเท่าภูเขาในทันที โทยะมองดูแบบจำลองเครื่องของรินเซ่ ที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นเครื่องบินได้ มือขวาติดแกตลิงกัน บริเวณลำตัวติดวัลแคนแคนน่อน ส่วนเครื่องของรีนยังเป็นแค่ตัวเครื่องเปล่า ๆ โทยะเกิดความคิดว่า โมเดลนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปทำโมเดลของเล่นวางขาย เขานำแบบออกไปจากแลปและติดต่อกับอัลบาเพื่อดำเนินธุรกิจในทันที
.
การสอบคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นอัศวินแห่งบรุนฮิวด์ครั้งที่สองกำลังจะเปิดฉากขึ้น คราวก่อนมีผู้ลงสมัครประมาณ 1000 คน แต่คราวนี้มีผู้ลงสมัครมากกว่า 3000 คน ทว่าจะมีเพียง 150 คนเท่านั้นที่จะได้รับเลือกแต่ด้วยจำนวนผู้สมัครที่ล้นหลามขนาดนี้ทำให้ไม่สามารถจัดการทดสอบที่ลานกว้างของปราสาทได้เหมือนครั้งก่อน จึงต้องย้ายไปจัดกันบริเวณที่ราบทางตอนเหนือของปราสาทแทน โดยมี “เรน เนเธอร์แลนด์” หัวหน้ากองกำลังอัศวินแห่งบรุนฮิวด์ทำหน้าที่ควบคุมการทดสอบในครั้งนี้ (เกร็ดเล็ก ๆ เรนกับโนรุนนั้นแต่เดิมไม่นามสกุล แต่เพราะเหตุผลทางสังคมสำหรับอัศวินอยู่ในฐานะหัวหน้าของกองอัศวินนั้นมักจะถูกมองเรื่องชาติตระกูลด้วย ดังนั้นโทยะจึงได้ให้ นามสกุลกับเรนและโนรุน เป็น เรน เนเธอร์แลนด์ กับ โนรุน ซิเบเรีย)การทดสอบครั้งนี้มีคนนอกมาชมด้วย ส่วนโทยะนั้นแอบใช้คาถา “มิราจ” แปลงกายแฝงตัวมาปะปนกับผู้เข้าร่วมทดสอบครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะได้ดูพฤติกรรมของผู้ลงสมัครด้วยตาตนเองว่า เขาจะเชื่อฟังหัวหน้าอัศวินที่เป็นผู้หญิงและเป็นพวกมนุษย์สัตว์หรือไม่ หากมีการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เชื่อฟังหรือเหยียดเพศและชาติพันธุ์แล้วล่ะก็พวกเขาก็จะสอบตกในทันทีแต่เมื่อลองสังเกตดี ๆ ก็พบว่าการสอบครั้งนี้มีผู้หญิงเข้าร่วมอยู่มากที่เดียว มิหนำซำมนุษย์สัตว์และพวกปิศาจก็มีมากกว่าคราวที่แล้ว โทยะกังวลใจว่าปิศาจที่มาเข้าร่วมนั้นจะใช่คนของพ่อซากุระส่งมาหรือเปล่า
.
และเมื่อเรนให้สัญญาณการทดสอบโดยบอกให้ผู้สมัครทุกคนมองไปที่ด้านหลัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขานั้นก็คือมังกรสีน้ำเงินตัวใหญ่ที่ดูทรงพลังและดุร้ายกำลังสยายปีกบินอยู่บนท้องฟ้าความโกลาหลก็บังเกิดแทบจะในทันที ผู้มาดูการสอบและผู้สมัครบางส่วนตกใจวิ่งหนีกันแทบไม่คิดชีวิต แต่ไม่นานนักเร็นก็ประกาศว่าผู้ที่หนีเอาตัวรอดอย่างเดียวไม่คิดจะปกป้องประชาชนไม่สามารถจะเป็นอัศวินของอาณาจักรเราได้ พวกท่านสอบตก แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นแผนการทดสอบ แต่ดูเหมือนผู้สมัครหลายคนจะขวัญกระเจิงชนิดกู่ไม่กลับไปเสียแล้ว ผู้ที่ผ่านการทดสอบแรกได้ก็ถูกนำเข้าสู่การทดสอบที่สองทันที
.
การทดสอบที่สอง เป็นเซอร์วายเวอร์เกมส์ ผู้สมัครจะต้องเอาตัวรอดอยู่ภายในป่าเป็นเวลา 3 วันโดยมีอาหารให้ ส่วนน้ำนั้นให้ไปตักที่แม่น้ำโดยจะมีขวดน้ำแจกให้ ภายในป่าจะมีพวกอัศวินที่เล่นบทเป็น “ปิศาจ” ซึ่งถ้าถูกพวกเขาจับได้จะถือว่าสอบตก แต่ก็อนุญาตให้ต่อสู้กับอีกฝ่ายได้โดยห้ามฆ่าอย่างมากก็คือน็อคอีกฝ่ายเท่านั้น อนุญาตให้จับกลุ่มกันก็ได้ แต่ก็ระวังจะโดนเล่นงานทั้งกลุ่ม ซึ่งจำนวนของผู้ที่เล่นเป็นปิศาจนั้นก็ไม่ระบุจำนวนแน่ชัดอาจจะ 1 คนหรือ 100 คนก็ได้ ที่สำคัญในป่านั้นไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ (โทยะทำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันการใช้เวทย์ไฟ ที่อาจจะพลาดเผาป่าเอาได้) ซึ่งแน่นอนว่าใครไม่ไหวก็ให้ยอมแพ้ ผู้ที่ยอมแพ้จะถูกวาร์ปกลับมาที่นี่ทันที
.
เมื่ออธิบายกฏกติกากันเสร็จสรรพผู้เข้าร่วมการทดสอบก็ถูกนำทางไปยังป่า โทยะสั่งการให้สึบากิเริ่มดำเนินแผนการขั้นต่อไปในทันที หลังจากนำทางทุกคนมาจนถึงที่หมายแล้ว นิโคล่าก็แจกขวดน้ำให้กับเหล่าผู้เข้าร่วมการทดสอบและให้เดินเข้าป่าไป โทยะเตี๊ยมแผนการกับอัศวินของเขาอีกครั้งก่อนจะเข้าป่าไป โทยะวางแผนการทดสอบครั้งนี้เอาไว้ว่าคัดสรรคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ค่อนข้างจะหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปกป้องปราสาท กลุ่มดูแลความสงบ (คล้าย ๆ พวกตำรวจ) และพวกหน่วยลับที่ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของสึบากิ แต่สิ่งที่โทยต้องการมากที่สุดคือความสามารถในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่บีบคั้น อย่างกรณีที่สู้แพ้แล้วต้องถอยหนีออกจากสนามรบทักษะการเอาตัวรอดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
.
โทยะแอบสังเกตการณ์ไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบเผชิญกับการจู่โจมของพวกปิศาจและพวกสัตว์อสูรที่อยู่ในป่าแล้วก็เล่นบทผู้เข้าร่วมทดสอบไปพลาง ๆ ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้พบกับชายคนหนึ่งกำลังขุดดินอยู่ จึงได้เข้าไปสอบถาม ชายคนนั้นบอกว่าเขากำลังหาอาหารอยู่ในสภาพการเช่นนี้ไม่สามารถจุดไฟได้เพราะจะทำให้พวก “ปิศาจ” รู้ที่อยู่เอาได้จึงจำเป็นต้องอาหารที่ไม่จำเป็นต้องปรุงก็กินได้จะดีกว่า โทยะสนทนากับชายคนนั้นเล็กน้อยก่อนจะบอกให้เขามุ่งลงใต้ไปและเมื่อชายคนนั้นจากไปแล้วโทยะก็เฝ้าสังเกตการณ์ต่อ ยังไม่ทันจะตกเย็นเหล่าผู้เข้าร่วมทดสอบก็ลดจำนวนเหลือไม่ถึง 500 คนแต่การทดสอบของจริงนั้นกำลังจะเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ได้หายลับขอบฟ้าไป
.
โทยะนำหน้ากากอสูรออกมาจากสโตร์แล้วเปลี่ยนบทบาทจากหนึ่งในผู้ทดสอบ กลายเป็นหนึ่งในกลุ่ม “ปิศาจ” ผู้ไล่ล่า กระโดดโลดแล่นไปในความมืด เป้าหมายแรกของโทยะคือกลุ่มผู้เข้าทดสอบที่กำลังจุดไฟล้อมวงทานอาหารกัน โดยกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันแบ่งหน้าที่และวางกำลังคุ้มกันอย่างเป็นระบบ โทยะกลับไปรวมกลุ่มกับผู้เล่นเป็น “ปิศาจ” จำนวน 10 คน และเริ่มประชุมวางแผนการ ขณะเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มเป้าหมายไปด้วย ก็มีเหตุการณ์เหยียดชาติพันธุ์และชนชั้นเกิดขึ้นในกลุ่มนั้น เมื่อมีผู้เข้าร่วมการทดสอบที่เป็น “วาด๊อก” กับ “อารัคเน่” ได้เข้ามาขอใช้ไฟเพื่อประกอบอาหารจากคนในกลุ่มนั้น แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย มนุษย์สมิงเพศหญิงคนหนึ่งก็ออกมาห้ามปรามเอาไว้แล้วก็พาพวกนั้นหลบออกไปจากกลุ่ม จากนั้นผู้คนในกลุ่มนั้นก็พากันนินทาคนที่แยกจากกลุ่มไปอย่างสนุกปาก (แอบด่าพระราชาอาณาจักรนี้ด้วย) มิหนำซ้ำยังวางแผนการจะแย่งตำแหน่งหัวหน้าอัศวินจากเรนอีกด้วย แน่นอนว่า ทุกคำพูดเข้าหูโทยะและเหล่าคนสนิทของเขาแอบดูเหตุการณ์อยู่ตลอดครบถ้วนทุกคำ พวกนั้นไม่รู้เลยว่ากำลังจะเผชิญกับอะไรหลังจากนี้
.
หลังจากนับถอยหลังให้สัญญาณการบุกเหล่า “ปิศาจ” ทั้งหลายหรือจริง ๆ แล้วก็คือเหล่าอัศวินชั้นหัวกระทิ ของบรุนฮิวด์ซึ่งอยู่ร่วมกันมานับแต่ก่อตั้งอาณาจักรนั้น ก็เปิดฉากบุกเข้าใส่ชนิดไม่มีการออมมือ แม้ในกลุ่มจะมีผู้หญิงอยู่ด้วยแต่โทยะและกลุ่ม “ปิศาจ” ของเขาก็ไม่ใส่ใจอะไรนอกจากการโค่นล้มเป้าหมายตรงหน้า ด้วยกระบองพิเศษที่โทยะและเรจีน่าเป็นผู้สร้างก็ได้ส่งเหล่าผู้ทดสอบลงไปนอนคนแล้วคนเล่าอย่างง่ายดาย เท่าปิศาจเดินหน้าจู่โจมเหล่าผู้ทดสอบไปเรื่อย ๆ และแล้วการทำสอบก็ดำเนินไปจนครบกำหนดเวลา 3 วัน ผู้ผ่านการทดสอบนั้น มีผู้ผ่านการทดสอบจำนวน 416 คน หนึ่งในนั้นก็มีเด็กหนุ่มที่โทยะพบระหว่างการทดสอบนั่นด้วย แต่จำนวนที่ต้องการนั้นคือ 150 โทยะจึงจำเป็นต้องจัดการสอบสัมภาษณ์ในอีก 2 วันต่อมา โทยะคิดว่าด้วยเครื่องจับเท็จของเรจีน่ากับเนตรมารของยูมิน่าก็น่าจะช่วยให้การสอบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สองวันให้หลังจากการทดสอบเซอร์วายเวอร์เกมส์การสอบสัมภาษณ์ก็ถูกจัดขึ้นที่ปราสาท โดยมีโทยะที่ปลอมตัวโดยใช้เวทย์มิราจ ยูมิน่าและเรนเป็นกรรมการคุมสอบ โดยจะสัมภาษณ์ครั้งละ 5 คน แม้จะโดนคัดออกไปมากแล้วแต่จำนวนผู้ผ่านการทดสอบก็มีมากอยู่ดีดังนั้นพวกโทยะต้องใช้เวลาถึง 2 วันกว่าจะสัมภาษณ์ได้ครบทุกคน โดยคำถามหนึ่งที่โทยะใช้ถามก็คือ “คุณพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหรือเปล่า” และการสอบก็ดำเนินไปเรื่อยจนกระทั่ง ชายหนุ่มนักขุดหัวมันที่โทยะได้พบในระหว่างการสอบได้ถูกเชิญเข้ามาในห้องพร้อมกับผู้ผ่านการทดสอบคนอื่นอีกสี่คน
.
ชื่อของเจ้าหนุ่มนักขุดมันผู้นั้นก็คือ “แลนซ์ เทมเพลส” ชาวเรสเทียเป็นบุตรชายคนที่สามของตระกูลอัศวินระดับล่าง ซึ่งมันก็น่าแปลกในเมื่อเขาเกิดและเติบโตในอาณาจักรแห่งอัศวินแล้วทำไมจึงดั้นด้นมาเพื่อเป็นอัศวินแห่งบรุนฮิวด์ด้วยจึงได้มีการสอบถามกันถึงประเด็นนี้ แลนซ์ก็ให้คำตอบว่า เพราะเขาได้ยินชื่อเสียและความแกร่งกล้าของอัศวินแห่งบรุนฮิวด์มานานแล้ว ตัวเขาอยากจะแข็งแกร่งแบบนั้นบ้าง อีกอย่างหนึ่งก็คือเพราะ ราชาแห่งบรุนด์ฮิวด์นั้นเป็นคู่หมั้นของเจ้าหญิงแห่งเรสเทียจึงถือเป็นประเทศพันธมิตรที่ไม่มีทางที่จะรุกรานกันอย่างแน่นอน หลังจากนั้นโทยะก็สัมภาษณ์เด็กหนุ่มอีกคนที่ชื่อ “คารอน” ผู้มาจากเบลฟาส รายนี้ดูจะสนใจเรื่องทำฟาร์มเสียมากกว่าการเป็นอัศวินแต่เพราะ ทั้งสองไม่มีคำโกหกและยังไม่คนเลวร้ายและมีทักษะในด้านการพัฒนาโทยะจึงเห็นชอบที่จะรับทั้งสองคนไว้ทำงานกับเขา
.
ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ในลำดับต่อมาเป็นพวกครึ่งสัตว์และปิศาจ ได้แก่ มนุษย์สมิง “แอชเล่ย์” มนุษย์วิหคเพศชาย “บัล” วาด๊อก “ดิงโก้” และ อารัคเน่ “ริฟอน” (กลุ่มที่โดนเหยียดในตอนที่โทยะแอบซุ่มดูอยู่นั่นเอง) เหตุผลของแอชเล่ย์กับริฟอนนั้นเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพใน มิสนิดและเซนอส อัศวินหญิงมันจะไม่ได้รับการยอมรับที่ดีซักเท่าไหร่ส่วน บัลและดิงโก้นั้นมาเพราะอยากรับใช้บรุนฮิวด์เพราะชื่อเสียงของโทยะ แน่นอนว่าหลังผ่านการพิจารณาจากยูมิน่าแล้วทั้งสี่คนนี้ก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกองอัศวินแต่การสอบก็ห่างไกลจากคำว่าเสร็จสิ้นพวกจึงสัมภาษณ์กลุ่มต่อไปในเช้าของวันถัดมา 3 นินจาสาวบุตรีจากตระกูลซารุโทบิก็มานั่งอยู่ตรงหน้าโทยะ ทั้งสามอายุไล่เลี่ยกับเอลเซ่ นามของทั้งสามก็คือ “โฮมุระ” “ชิซุคุ” และ “นากิ”
(เนื้อหาช่วงนี้จะบรรยายลักษณะหน้าตา ทรงผมและบุคลิกของพวกเธอแต่ละคนรวมทักษะที่ใช้ไว้ค่อนข้างยาว ผมขอละไว้ แล้วค่อยมาทำแยกเป็นข้อมูลตัวละครแยกตะหากภายหลังนะครับ)
.
โฮมุระนั้นมีเนตรมารที่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในระยะที่ไกลออกไปหลายกิโลได้ ชิซุคุนั้นเชี่ยวชาญด้านการปลอมตัว สืบข่าวและแทรกซึม ส่วนนากินั้นมีทักษะในการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนหาคนจับยาก และแน่นอนว่าพวกเธอทั้งสามก็ผ่านการทดสอบไปได้อย่างไร้ปัญหา การสอบสัมภาษณ์คนทั้ง 416 คนเสร็จสิ้นลงมีผู้ผ่านการสอบ 131 คนซึ่งน้อยกว่าเป้าที่กำหนดไว้ไปเล็กน้อย โทยะเริ่มวางแผนที่แบ่งกำลังคนไปเข้าประจำหน่วยต่าง ๆ ตามที่ได้วางแผนไว้
.
หลังจากผ่านการทดสอบอันสุดหฤโหดในหลาย ๆ ด้านมาแล้วเหล่าอัศวินใหม่ก็ได้พบกับราชาแห่งบรุนฮิวด์ในที่สุด โทยะออกมาทักทายเหล่าอัศวินใหม่ทั้ง 131 อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยเทียบกับวีรกรรมที่เคยได้ยินมา ก็ทำเอาเหล่าอัศวินใหม่รู้สึกประหลาดใจกันอยู่ไม่น้อย โทยะจึงเริ่มพิธีรับน้องใหม่ตามสไตล์เขาโดยการให้ทั้ง 131 คนสู้กับเขาแบบรุมเข้ามาพร้อม ๆ กันเลยและหลังจากนั้นราว 20 นาที ทั้ง 131 คนก็หมดสภาพลงไปนอนกลิ้งกับพื้น (โทยะมันโกงเล่นตบคล็อกอัพ (เวทย์แอคเซล) ) เมื่อการต่อสู้จบลงโทยะก็ร่ายเวทย์รักษาและฟื้นฟูพลังกายให้กับทุกคนเพื่อให้ทั้ง 131 คนได้พบกับการฝึกนรกแตกจากท่านพี่โมโรฮะเป็นรายการต่อไป เจ๊โมโรฮะเริ่มอุ่นเครื่องด้วยการพาเหล่าอัศวินวิ่งรอบปราสาท 50 รอบ (ระยะทางรวมทั้งหมด 100 กิโลเมตร) หนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้เหล่าอัศวินใหม่ทั้ง 131 จะต้องเผชิญกับการฝีกอย่างหนักจากเทพแห่งดาบแต่รับประกันได้ว่าหลังจากนี้อัศวินใหม่ทุกคนจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน (ถ้าไม่ตายซะก่อน)
.
เฟรมเกียร์ของรีนกับลินเซ่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด เครื่องของรีนนั้นชื่อว่า “กริมเกเด้” เป็นเฟรมเกียร์สีดำ ถือปืนแกตลิ่งที่มือขวา ส่วนหน้าอกติดตั้งดับเบิ้ลแกตลิงกันขาและไหล่ติดตั้งมิสซายส์พ็อตเอาไว้ทั้งสองข้าง นิ้วมือข้างซ้ายทั้ง 5 นิ้วสามารถยิงกระสุนได้เช่นกัน ที่หัวเองก็ติดปืนวัลแคนเอาไว้ด้วย (กันดั้มเฮฟวี่อาร์มชัด ๆ ) ผลจากการทดสอบเป้าซ้อมยิงที่เป็นซากคาวาเลียที่เสียหายนั้นถูกห่ากระสุนป่นเป็นเศษเหล็กในพริบตา แต่กริมเกเด้ก็มีข้อเสียอยู่หลายเรื่องเช่นความร้อนหลังการยิง จำนวนกระสุนที่ใช้และค่อนข้างกินพลังเวทย์ของผู้ควบคุมดังนั้นคนที่บังคับมันได้ต้องมีพลังเวทย์สูงประมาณลินเซ่ขึ้นไปเท่านั้น หลังทดสอบการยินเสร็จรีนก็ออกมาบอกโทยะว่าในค็อทพิทมันร้อนเกินไปเพราะโทยะไม่ได้ติดระบบปรับอากาศไว้นั่นเองและเสียงของปืนตอนกระหน่ำยิงก็ดังเข้ามามากเกินไปอีกด้วย
.
ส่วนเครื่องของลินเซ่มีชื่อว่า “เฮมวิเก้” เป็นเฟรมเกียร์สีฟ้าที่มีระบบเปลี่ยนร่างจากหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์เป็นยานบินความเร็วสูงได้ ติดตั้งโล่ห์ยาวไว้ที่แขนซ้าย โล่ห์นี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับการแปลงร่างเพราะมันเป็นส่วนหัวของยาน ถ้าเสียโล่ห์ไปก็จะไม่สามารถแปลงร่างได้ดังนั้นโล่ห์อันนี้จึงถูกสร้างจากผลึกของพวกเฟรซ โดยโหมดยานบินวางแผนจะให้สามารถให้รวมร่างกับเฟรมเกียร์ของเอลเซ่ได้ด้วยตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้แต่ถือว่าเครื่องของลินเซ่กับรีนสามารถนำมาใช้งานได้แล้วตอนนี้เหลือแค่ลูเชีย ยูมิน่า และซากุระที่ยังไม่มีเครื่องส่วนบุคคล โทยะเริ่มวางแผนเฟรมเกียร์ของซากุระที่จะมีฟังก์ชั่นในการใช้เสียงเพลงของเธอเป็นการเพิ่มสเตตัสให้กับเฟรมเกียร์ตัวอื่น ๆ ในสนามรบแบบเป็นวางกว้างผ่านการกระจายคลื่นเสียงนั่นเอง หลังเสร็จสิ้นการทดสอบเครื่อง กริมเกเด้และเฮมวิเก้ก็ถูกนำกลับไปที่โรงเก็บ โทยะพารีนกับลินเซ่กลับปราสาทส่วนเจ้าโพล่าถูกลืมทิ้งไว้ตรงนั้น
.
เมื่อกลับมาที่ลานฝึกของปราสาทก็พบกับเหล่าอัศวินใหม่พากันนอนกองกับพื้นหมดสภาพไปตาม ๆ กันเพราะการฝึกนรกแตกของเจ๊โมโรฮะแต่ก็ยังดีที่ไม่มีใครคิดที่จะหนีโทยะจึงต้องช่วยร่ายเวทย์ฟื้นฟูกำลังกลับมาให้เหล่าอัศวินของเขาอย่างเสียมิได้และหลังการฝึกภาคเช้าเสร็จสิ้นเจ๊โมโรฮะก็ให้ทุกคนแยกย้ายไปอาบน้ำ ทานอาหารเช้าได้เหล่าอัศวินใหม่ได้รับการแบ่งสายงายไปตามหน่วยต่าง ๆ ตามที่ได้จัดไว้รวมถึงบางส่วนได้รับให้ฝึกขับเฟรมเกียร์ด้วย แต่บางส่วนก็เป็นปัญหาโดยเฉพาะพวกเผ่าปิศาจที่รูปลักษณ์กายภาพไม่เหมาะกับการเข้าไปอยู่ในค็อทพิทของเฟรมเกียร์เช่นพวก “ราเมีย” ที่มีท่อนล่างเป็นงู หรือพวก โอเกอร์ที่ใหญ่เกินมาตราฐานคนปกติ ซึ่งก็ยังหาทางออกไม่ได้ในเวลานี้
.
ทาคาซากะ เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องทำการประมง ส่วนหนึ่งเพราะเขตของตัวเมืองบรุนฮิวด์นั้นไม่มีส่วนที่ติดกับทะเลปลาส่วนมากที่กินกันเป็นปลาน้ำจืดจากเขตแม่น้ำแต่ทาคาซากะต้องการให้มีการนำเข้าปลาทะเลโดยผ่านเกทที่เชื่อมต่อไปยังเกาะถูกกิลด์ยกให้เป็นอาณาเขตส่วนหนึ่งของบรุนฮิวด์ แต่ปัญหาก็คือเกาะนั้นเล็กเกินกว่าจะสร้างท่าเรือหรือหมู่บ้านชาวประมงได้อีกทั้งยังมีอันตรายจากมอนสเตอร์อีกไม่ว่าจะบนบกหรือใต้น้ำ ดูเหมือนว่าหากจะทำประมงทางทะเลก็มีเรื่องให้ต้องคิดอีกมากจึงต้องวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน โทยะได้รับข่าวสารจากพลพรรคในกลุ่มพันธมิตรตะวันตก-ตะวันออกที่ถูกส่งมาเช่น องค์ชายยามาโตะตอนนี้ยืนได้แล้ว งานหม้้นหมายของราชาแห่งเฟลเซนกับองค์หญิงของเรกุรุส ฯลฯ แต่สิ่งที่โทยะใส่ใจมากที่สุดก็คือข่าวการปรากฏตัวของพวกเฟรซในช่วงนี้ เขาอยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนี้ให้ได้มากที่สุดจึงคิดจะไปสอบถามเรื่องราวจาก ฟามผู้ดูแลบาบิโลนห้องสมุด
.
โทยะนำภาพอักษรที่สลักบนกำแพงโบราณสถานที่เขาพบในตอนที่เผชิญหน้าอสูรผลึกเป็นครั้งแรกไปให้ฟามดู แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเพราะอักษรที่สลักบนกำแพงนั้นไม่ใช่อักษรปกติหากแต่เป็นอักษรเฉพาะของพวกชนเผ่า ฟามได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอักษรของพวก “อัลเทม่า” โทยะจึงลงใช้เวทย์ “รีดดิ้ง” เพื่อพยายามถอดความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นดู แต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากใช้กูเกิ้ลทรานฯ ซักเท่าไหร่นัก ประหนึ่งเอาภาษาจีนเทียบกับภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ปานทำให้การถอดความหมายนั้นค่อนข้างคลุมเครือ ท้ายที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมเลยซักนิด ที่พอจะคาดเดาได้ก็มีเพียงแค่มีใครบางคนจัดการกับพวกเฟรซและซ่อมบาเรียแต่ในระหว่างนั้นเองก็มีการติดต่อจากเรลิชาเข้ามาเสียก่อน โดยเธอได้แจ้งถึงการปรากฏตัวของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ “สโนว์ราอุรูฟ” ได้ปรากฏตัวออกมาในเขตของอาณาจักร “เอลฟลัว” ที่อยู่ทางตอนเหนือของเรสเทีย ซึ่งแม้ว่าราชิแห่งอาณาจักรเอลฟลัวจะส่งทหารออกไปจัดการแล้วแถมด้วยนักผจญภัยระดับแดงและเงินที่ถูกส่งไปช่วยก็ไม่สามารถต้านทานเอาไว้ได้จนตอนนี้เกิดความเสียหายกับหมู่บ้านถึงสองแห่งแล้วภายในสองวันและความเสียหายก็กำลังขยายวงกว้างไปอีกเรื่อย ๆ ดังนั้นราชินีแห่งเอลฟลัวจึงได้ส่งคำร้องมาถึงเธอเพื่อทำหน้าที่คนกลางในการบอกให้โทยะส่งเฟรมเกียร์ออกไปจัดการกับหมาป่าหิมะ “สโนว์วูฟล์” เพื่อหยุดหายนะที่กำลังเกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นนักผจญภัยระดับโกลด์โดยมีค่าตอบแทนอยู่ที่ 100 เหรียญทองกษัตริย์ ซึ่งงานนี้ก็ต้องบอกว่าไม่มีทางจะปฏิเสธได้เพราะ ระดับโกลด์มีแค่ 2 คนในโลก และอีกคนหนึ่งก็รีไทร์ตัวเองไปแล้วดังนั้นโทยะจึงต้องรับงานนี้ (ถ้าจะถามว่าทำไมไม่ส่งอัศวินของตัวเองไปจัดการก็เพราะ ถ้าทำเช่นนั้นมันจะเป็นในฐานะของราชาบรุนฮิวด์ ไม่ใช่ฐานะนักผจญภัย)
.
เมื่อตกลงรับงานเรลิชาก็ส่งรายละเอียดต่าง ๆ มาให้โทยะ เขาจึงแยกตัวจากฟามและเปิดเกทมุ่งน้าไปยังที่หมายโดยลืมเรื่องสภาพอากาศไปเสียสนิท หลังจากโดนความหนาวจับกระดูกเล่นงานโทยะก็ต้องรีบใช้เวทย์ไฟปรับสภาพอุณภูมิรอบ ๆ ตัวเขาเพื่อเอาตัวรอดก่อนจะโดนแช้แข็งตายซะก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือเหล่าทหารของเอลฟลัวที่ยังรอดชีวิตอยู่ในบริเวณนั้นแต่ในขณะที่กำลังสอบถามข้อมูลกันอยู่สโนว์วูฟล์ก็บุกเข้าโจมตีพวกเขา หมาป่าหิมะสามารถยิงแท่งน้ำแข็งออกมาจากปากเป็นจำนวนมากแต่โทยะก็แก้สถานการณ์ได้ทันด้วยเวทย์พายุไฟ “อิกนิสเฮอร์เคน” ซึ่งเป็นเวทย์โบราณที่ได้มาจากห้องสมุดบาบิโลนทำลายน้ำแข็งพวกนั้น ตามติดด้วยสายฟ้า “โวลทริกมิส” แต่ก็ยังจัดการหมาป่าที่มีลำตัวยาวกว่ายี่สิบเมตรไม่ได้อยู่ดี สโนว์ราอุรูฟบุกเข้าหาโทยะคราวนี้เขาเปลี่ยนมาใช้เวทย์ธาตุมืด “เอนาจี้เดรน” แทนเมื่อพลังชีวิตถูกสูบออกมาศัตรูก็อ่อนกำลังและเชื่องช้าลงโทยะก็ใช้บรุนฮิวด์ยิงเข้าที่หัวใจของมันทันที สโนว์วูฟล์สิ้นฤทธิ์ลงอันที่จริงโทยะใช้เวทย์แรง ๆ ถล่มใส่ก็ได้แต่สิ่งที่เขาอยากฆ่ามันในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุดเพราะเขาหมายตาขนของมันไว้นั่นเอง หากทำรุนแรงเกินไปก็จะเสียของเหมือนเมื่อคราวก่อนเขาปราบแมงป่องยักษ์
.
หลังจากเก็บศพของหมาป่าหิมะเข้าสโตร์แล้วโทยะก็เดินทางไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรเอลฟลัวเพื่อพบกับราชินี “โฟลทูน่า ทิเอร่า เอลฟลัว” ทันทีที่พบกับราชินีโทยะก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างนั่นก็คือใบหูที่เรียวยาวสรุปก็คือเธอเป็นเอลฟ์ และเรลิชาก็ยังเป็นหลานสาวของเธออีกด้วย โดยเรลิชาเป็นลูกสาวของน้องสาวของโฟลทูน่าหลังจากนั้นเธอก็เล่าความเป็นมาของอาณาจักรแห่งนี้ให้โทยะได้ฟังว่า อาณาจักรแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1200 ปีก่อนโดยชนเผ่าฟลัวที่อพยพหนีบางาสิ่งมาที่ดินแดนที่ธรรมชาติแสนหฤโหดนี้และนักผจญภัยคนหนึ่งก็ได้ก่อตั้งอาณาจักรเอลฟลัวขึ้น นักผจญภัยคนนั้นมีชื่อว่า “เอล กัลเทเรด” หรือก็สามีของเธอผู้เป็นราชาองค์แรกของอาณาจักรเอลฟลัว และหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิตโฟลทูน่าก็รับช่วงดูแลอาณาจักรนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบันและตัวเธอก็ไม่มีลูกกับสามีของเธอด้วย
.
หลังจากพูดคุยกันได้ซักพักโฟลทูน่าก็ขอซื้อซากของสโนว์ราอุรูฟจากโทยะเพราะขนของมันสามารถนำมาทำเครื่องนุ่งห่มกันหนาวได้เป็นอย่างดีสำหรับประชาชนของเธอแต่เธอไม่สามารถจะเตรียมเงินมากขนาดนั้นมาได้ในตอนนี้เธอจึงขอแลกมันกับของอย่างอื่นแทนโฟลทูน่าพาโทยะไปยังห้องเก็บสมบัติ ที่นั่นโทยะได้พบกับขวานสงครามเล่มหนึ่งซึ่งสลักอักษรของพวกอัลเทม่าอยู่ดูเหมือนว่าชาวเอลฟลัวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวอัลติม่าผู้ที่ทิ้งข้อความปริศนาเอาไว้เป็นแน่แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะถูกนำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ สิ่งที่โทยะได้รับมานั้นคือไอเทมที่มีชื่อว่า “พรแห่งชีวิต” (命の祝福) มีลักษณะเป็นสร้อยคอรูปไข่ อุปกรณ์เวทย์มนต์ชิ้นนี้หากสตรีใดสวมใส่มันแล้วล่ะก็จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการมีบุตร แม้เจ้าตัวบอกว่าตนเองใช้แล้วไม่ได้ผลแต่กับคู่อื่นที่ให้ยืมไปใช้ได้ผลดีมาก โทยะจึงแอบคิดว่าปัญหาอาจจะอยู่มีราชาที่สิ้นไปแล้วคนนั้นเองก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นไอเท็มในฝันสำหรับผู้ที่อยากจะมีลูกเลยทีเดียว และด้วยเหตุที่ว่าโทยะมีคู่หมั้นอยู่ถึง 9 คนโฟลทูน่าถึงได้มอบของชิ้นนี้ให้เพื่อเป็นเครื่องทุนแรงไม่ให้ต้องหักโหมจนเกินไปนั่นเองแต่ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็นำเจ้าเพนตั้นอันนี้ไปมอบให้กับท่านดยุคออทรินเด้ใช้แทน (หาคนทดสอบก่อนนั่นเอง)
.
โทยะนำตู้ไขกาชาปองที่ภายในมีของเล่นเด็กอยู่มาเสนอให้กับโอลบาพ่อค้ารายใหญ่ทำธุระกิจรวมกันหลายต่อหลายอย่างเพื่อวางแผนบุกตลาดของเล่นเด็ก โดยแบบจำลองที่ใส่ไว้ก็พวกมีเฟรมเกียร์ เซ็ตอาวุธ แล้วก็พวกมอนสเตอร์ต่าง ๆ มากมาย ตามด้วยแอคชั่นฟิกเกอร์ของเฟรมเกียร์เพื่อที่จะได้ทำการกำหนดราคาจำหน่ายให้กับสินค้าพวกนี้ หลังเจรจาการค้าจบโทยะก็ออกจากร้านของโอลบาเดินมาตามถนนสายหลักก็พบกับแลนซ์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบอยู่จึงได้เข้าไปทักทายและสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว การจับกุมคนทำผิดยังคงใช้เชือกซึ่งมันค่อนข้างใช้งานยากและพกพาลำบากอยู่โทยะจึงได้สร้างกุญแจมือขึ้นมาและมอบให้กับเหล่าอัศวินใช้จับกุมคนร้าย ในระหว่างที่กำลังอธิบายถึงวิธีใช้อยู่นั้นมิกะก็เข้ามาทักทายโทยะกับแลนซ์และหลังจากสนทนากันซักครู่ แลนซ์ก็อาสาแบกกระเป๋าหนัก ๆ ของมิกะไปส่งที่โรงแรมของเธอแต่หน้าเขากลับแดงเรื่อตลอดเวลาที่คุยกับมิกะและในตอนนั้นเองท่านพี่คาเร็นก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมองดูแลนซ์กับมิกะด้วยความสนใจ เทพแห่งความรักสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความรักในตัวของแลนซ์จึงได้มาที่นี่พร้อมกับมาบอกข่าวว่าเทพองค์ที่สามได้เดินทางลงมายังโลกแล้ว
.
โทยะกลับไปที่ปราสาทเพื่อเปิดแผนที่และสอบถามเพื่อยืนยันตำแหน่งของเทพองค์นั้นจากท่านพี่คาเร็นโดยระบุว่าอยู่ที่ “อาณาจักรไรด์” แต่ก็ไม่สามารถระบุชัด ๆ ได้ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของอาณาจักร ในระหว่างที่โทยะกำลังคิดหาวิธีการที่จะหาตัวเทพที่ลงมาอยู่นั้น โมโรฮะก็เข้ามาร่วมวงสนทนาและเมาท์มอยเกี่ยวกับเทพองค์อื่น ๆ ก่อนจะใช้เกทเดินทางไปที่อาณาจักรไรด์ พร้อมกับเปิดตัวไอเท็มใหม่ “พรมวิเศษ” หลังจากขี่บินไปมาซักพักคาเร็นก็จับสัมผัสเทพได้และก็สามารถหาตัวพวกเขาเหล่านั้นได้ในที่สุด ทว่าเทพที่ลงมากลับไม่ได้แค่หนึ่งแต่มีถึง 4 องค์ด้วยกัน ได้แก่ เทพแห่งดนตรี เทพแห่งการล่าสัตว์ เทพแห่งการเกษตร และ เทพสุรา ได้ลงมาที่โลกเพื่อแนะแนวทางการเป็นเทพให้กับโทยะ (แต่จริง ๆ แล้วแค่อยากลงมาเที่ยวเล่นบนโลกนี้มากกว่า) และการพบกันของเหล่าทวยเทพและว่าที่เทพก็นำพาไปสู่งานปาร์ตี้ก๊งเหล้าของเหล่าเทพไปในที่สุดหลังจากที่ทั้งบรรดาพี่สาวเมาแอ๋กันไปหมดแล้วโทยะก็ได้รับงานจากปู่พระเจ้าให้คอยดูแลเทพทั้งสี่องค์นี้ในระหว่างที่เขาอยู่บนโลก
.
เทพทั้งสี่ได้ใช้สถานะลุงและลูก ๆ สามคนที่จะมาเป็นลูกพี่ลูกน้องจากตระกูลโมจิสึกิ ซึ่งก็ได้แก่ เทพแห่งเกษตรเป็นคุณลุง “โมจิสึกิ โคสุเกะ” เทพแห่งดนตรีเป็นลูกชายคนโต “โมจิสึกิ โซสุเกะ” เทพแห่งการล่าสัตว์เป็นลูกสาวคนกลาง “โมจิสึกิ คารินะ” และเทพแห่งสุราเป็นลูกสาวคนเล็ก “โมจิสึกิ ซุยกะ” ทั้ง 4 เป็นเทพไม่มีทักษะในการสู้รบแม้คารินะจะมีทักษะด้านการยิงธนูอยู่ในระดับสูงก็ตามแต่ก็ออกไปทางนายพรานเสียมากกว่า การมาของ 4 เทพนำพาความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมาสู่อาณาจักรบรุนฮิวด์ไม่น้อยเหมือนกัน โคสุเกะพัฒนาแปลงเพาะปลูก โซสุเกะบรรเลงเพลงสร้างความบันเทิงอยู่ในเมือง ส่วนซุยกะนั้นไม่ค่อยจะดูเป็นงานเป็นการอะไรเท่าไหร่นอกจากพาคนอื่นดื่มจนเมาหัวทิ่มและถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเป็นเด็กแต่เพราะคำแถที่ว่าเป็นอะไรที่คล้าย ๆ พวกโดวาร์ฟก็เลยไม่มีใครใส่ใจ ส่วนคารินะเลือกที่จะลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยเพื่อรับงานออกล่าสัตว์
.
โทยะสร้างไมค์โครโฟนให้กับซากุระเมื่อเธอร้องเพลงพลังเวทย์จะแผ่กระจายออกไปส่งผลให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับพลังเพิ่มขึ้น วิ่งเร็ว โดดไกล ได้สบายเหมือนร่างกายเบาดุจขนนกแต่ถ้าหยุดร้องเพลงเมื่อไหร่ค่าเสริมพลังนั้นก็จะหายไปทันที แล้วเมื่อลองทดสอบเพลงหลาย ๆ เพลงโดยมีสปีก้าเป็นผู้ทดลองผลของเวทย์มนตร์เสียเพลงแล้วก็พบว่าเพลงของซากุระสามารถ เพิ่มพลังโจมตี เพิ่มพลังป้องกัน เพิ่มความเร็ว เพิ่มพลังต้านทานเวทย์ เพิ่มธาตุเวทย์ ฯลฯ และดูเหมือนจะมีเอฟเฟคอื่น ๆ อีกแต่คิดจะทำการสอบในโอกาสถัดไป
.
โทยะเดินทางไปปักหลักเฝ้าระวังภัยอยู่ ณ ที่ราบอิสรุม ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงของเรกุรุสที่มีสภาพใกล้เคียงกับที่ราบสูงมองโกลเรียเนื่องจากมีรายงานว่าตรวจจับสัญญาณของพวกเฟรซได้ในแถบนี้พวกโทยะจึงต้องมาเตรียมการรับมืออยู่ที่นี่แต่ผ่านไปสี่วันแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของพวกเฟรซเลยแต่ถึงกระนั้นโทยะก็ไม่ประมาทและยังคงปักหลักเฝ้าระวังต่อไปอีกซักพักโดยมีเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าคอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาอยู่เป็นเพื่อนซึ่งวันนี้เป็รูเชียกับรีน (ซูกับลินเซ่อยู่ที่ค่ายด้วย) ซึ่งในระหว่างที่กำลังเฝ้ายามกันอยู่นั้นรูเชียก็นำเอาอาหารที่เธอทำเองมาให้โทยะลองทานและผลก็ออกมาเป็นที่น่าประทับใจและได้รับคำชมถึงขนาดว่าอยากให้ทำให้กินทุกวันเลยทีเดียวและหลังจากชื่นชมในเสน่ห์ปลายจวักกันไปแล้วโทยะก็ถามรูเชียถึงรูปแบบของเฟรมเกียร์ที่รูเชียอยากได้ เนื่องจากเธอเป็นคนที่มีความสามารถในการต่อสู้ในระดับกลาง ๆ และไม่มีทักษะทางเวทย์มนตร์เลยเธอจึงต้องการเฟรมเกียร์ที่คล่องตัวในลักษณะ Hit and Away ที่สามารถปรับเปลี่ยนอาวุธโหมดระยะใกล้และโหมดระยะไกลได้โทยะจึงคิดว่าน่าจะลองเอาแบบของดรากูนไรด์มาเป็นพื้นฐาน
.
หลังจากทานอาหารเสร็จกลาสเปลหัวหน้าอัศวินของเรกุรุสก็ได้มาพูดคุยกับโทยะเพื่อขอให้เพิ่มเฟรมเกียร์จำนวนเฟรมเกียร์ให้กับเรกุรุสด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการฝึกทหารใหม่ให้มีประสบการณ์ในการขับเฟรมเกียร์ให้มากขึ้นโดยให้ฝึกซ้อมกับทหารด้วยกันเพราะการซ้อมขับแบบซุมิเลชั่นจากเฟรมยูนิตนั้นไม่เพียงพอต่อการลงสนามจริงหลังจากเจรจาต่อรองกันแล้วโทยะก็ตกลงมอบเฟรมเกียร์ให้เพิ่มอีกสิบเครื่องแต่มีเงื่อนไขว่าหากเสียหายหรือทำพังจะต้องจ่ายค่าซ่อมมาด้วยหลังจากนั้นโทยะก็ติดต่อให้โมนิก้าส่งเฟรมเกียร์มาให้ หลังจากกลาสเปลเดินจากไปแล้วโทยะก็จึงได้สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับการเกณฑ์กำลังพลเพิ่มของเรกุรุสจากรูเชียจึงได้ทราบว่ามันเป็นผลมาจากการก่อปฏิวัติในคราวก่อนทำให้กำลังรบของเรกุรุสลดลงไปมากทหารส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็ล้วนแต่เป็นทหารใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีประสบการณ์แต่ยังโชคดีที่ประเทศในแถบนี้เป็นพันธมิตรกันหมดแล้วจึงไม่ต้องกังวลใจเรื่องที่จะถูกอาณาจักรข้างเคียงรุกรานและถึงแม้เหตุการณ์ในครั้งนั้นจะถือเป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่อยากให้อยู่ในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับรูเซียกับโทยะแล้วมันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่ได้พานพบและได้มาอยู่เคียงข้างกันในเวลานี้ แต่ในขณะที่บรรยากาศแห่งความรักกำลังจะดำเนินไปอย่างงดงามนั้นเสียงของซูก็มาขัดจังหวะเสียก่อน ซึ่งการกระทำของสองนั้นก็ถูกแอบดูโดย ซู รีน ลินเซ่และโพล่ามาพักใหญ่ ๆ แล้ว เมื่อรู้เช่นนั้นก็ทำเอาลูเชียอายม้วนไปเลยทีเดียว แต่ในเมื่อหลบมาจู๋จี้กันแบบนี้ว่าภรรยาที่เหลือก็เลยขอความเท่าเทียมกันบางและท้ายที่สุดทั้งรีน ลินเซ่แล้วก็ซูก็พากันโผเข้าไปกอดโทยะกันหมด ปิดท้ายด้วยรูเชียอีกคนที่เข้ามากอดจากด้านหลัง แต่แล้วสวรรค์น้อยของโทยะก็พลันต้องล่มลงอีกคราเมื่อสัญญาณเตือนการบุกของเฟรซและคำประกาศให้เตรียมพร้อมรบดังขึ้น บรรดาสาว ๆ พากันแยกตัวจากโทยะแล้วมุ่งหน้าไปยังเฟรมเกียร์ของตนทันที ส่วนโทยะก็เปลี่ยนกลับไปสู่มาดของผู้บัญชาการผู้เตรียมพร้อมทำศึก
.
ห่ากระสุนนับร้อยที่ออกจากปากกระบอกปืนแกตลิ่งของกริมเกเด้ถล่มฝูงเฟรซที่อยู่เบื้องหน้าจนร่างแหลกเละแม้ความแม่นยำในการทำลายเป้าหมายให้ตายในทีเดียวจะต่ำแต่ก็สร้างโอกาสให้กับเฟรมเกียร์เครื่องอื่น ๆ เข้าไปทำลายแกนกลางของพวกเฟรซที่เสียหายอย่างหนักจากการยิงแบบปูพรมได้เป็นอย่างดีแต่ถึงจะอย่างไรกริมเกเด้ก็ยังมีจุดบอดสำคัญในเรื่องของการคูลดาวน์หลังการยิงทำให้พวกเฟรซที่อยู่บนฟ้าตรงเข้ามาเล่นงาน แต่ในตอนนั้นเองเหล่าเฟรซที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็ถูกสอยร่วงโดยเฮมวีเก้โหมดยานบินที่ทำหน้าที่คอยคุ้มกันอยู่บนท้องฟ้า ในขณะที่บนพื้นดรากูนไรด์เครื่องสีเขียวของรูเชียก็ใช้ดาบคู่วาดลวดลายกวาดพวกเฟรซที่รุกคืบเข้ามาจากทางด้านหลังของรีน ส่วนออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เธอสามารถป้องกันการโจมตีของพวกเฟรชได้ด้วย “สตาร์ดัสชิลด์” กำแพงแสงรูปดาวที่ปล่อยออกมาจากมือซ้าย และใช้ท่า “แคนน่อนสไปรอลนัคเคิ้ล” หรือก็คือหมัดขวาที่ถูกปล่อยให้หมุ่นควงออกไปทำลายศัตรูจนหมดสภาพไป ส่วนโทยะยังคงเฝ้าจับตาภาพรวมของการสู้รบจากบนท้องฟ้าเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม กระแสของสงครามตอนนี้พวกโทยะได้เปรียบมากเพราะเฟรซระดับล่างไม่ใช่คู่มือของเฟรมเกียร์รุ่นใหม่เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเวทย์มนต์จะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเหล่าเฟรซได้โดยตรงก็จริง แต่เวทย์ที่ใช้หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะก็ยังมีผลอยู่ดังนั้น “ไอซ์ไบด์” ของลินเซ่จึงกลายเป็นไม้เด็ดที่ช่วยสร้างจังหวะให้เหล่าอัศวินทั้งหลายเข้าโจมตีได้อย่างง่ายดาย
.
ไม่นานนักเอลเซ่ ยาเอะ และฮิวด้าก็นำเฟรมเกียร์ของพวกเธอเข้าสมทบช่วยกันถล่มพวกเฟรซที่อยู่แนวหน้าแต่แล้วก็มีการติดต่อแจ้งเข้าว่าตรวจพบปฏิกิริยาของเฟรซระดับสูงอยู่ห่างออกไปจากจุดนี้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร โทยะจึงรีบสั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมและเตรียมจะใช้ “เมเทโอซัพเปอร์” ยิงใส่ศัตรูเมื่อกำแพงมิติแตกออกเฟรซรูปแบบเต่ายักษ์ที่มีหกขาก็ลงมายังพื้นดินโทยะไม่รอช้ารีบปล่อยห่าฝนดาวตกใส่ในทันทีแต่ทว่าไร้ผลเพราะความเรียบลื่นและองศาของผิวกระดองทำให้การโจมตีแฉลบออกและตกลงพื้นไปหมดเต่าผลึกไม่ได้รับความเสียหายอะไรมากตามที่โทยะคาดหวังไว้และในจังหวะนั้นเองมันโต้กลับด้วยการยิงผลึกแหลมนับร้อยชิ้นทำเอากองกำลังทางฝั่งของโทยะได้รับความเสียหายไปบางส่วน เอลเซ่พุ่งเข้าไปโจมตีด้วยไพด์บังเกอร์เข้าที่บริเวณขาของศัตรูและด้วยการโจมตี 2 จังหวะขาข้างหนึ่งของเจ้าเต่าผลึกก็หลุดกระเด็นไป และเมื่อเอลเซ่พาเกลฮิวเด้หลบออกมาฮิวด้ากับยาเอะก็เข้ามารับช่วงต่อ และเมื่อขาอีกสองข้างถูกตัดขาดร่างกายอันใหญ่โตนั้นก็เริ่มเสียสมดุลล้มลงกับพื้นและไม่สามารถขยับไปไหนได้แต่มันก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เต่าผลึกเริ่มชาร์จพลังงานไว้ที่ปากเพื่อตรงจะยิงปืนอานุภาค กริมเกเด้ของรีนพยายามยิงสกัดแต่กระสุนกระดอนออกเพราะรูปทรงของกระดองแต่พริบตาต่อมา ออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็ยิงแคนน่อนสไปรอลนัคเคิ้ลบดขยี้ส่วนหัวของเต่าผนึกจนป่นปี้
.
ในตอนนั้นเองเรจีน่าก็ติดต่อมาหาโทยะและบอกให้เขาทดลองใช้ “สิ่งนั้น” แม้โทยะจะไม่ค่อยอยากให้ใช้อาวุธที่โรเซ็ตต้าทำขึ้นมาซักเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีทางเลือก ไม่ช้าปืนใหญ่ที่สร้างมาให้เครื่องของรีนกับลินเซ่ก็ถูกส่งมาประกอบเข้ากับเฟรมเกียร์ของทั้งคู่ ปืนใหญ่ “ บริเน็กซ์ ” ที่มีขนาดลำกล้องยาวกว่าตัวเฟรมเกียร์ถึง 3 เท่าตัวโดยจะใช้พลังเวทย์ยิงออกไปเป็นกระสุนความเร็วสูงโดยให้พลังงานนั้นหมุนควงออกไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเจาะทะลวงวัตถุ แต่มันกินพลังเวทย์มาก รีนกับลินเซ่สามารถยิงมันได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ลินเซ่ใส่เวทย์ไฟไฟส่วนรีนใส่เวทย์ลมให้กับปืนของพวกเธอ เรจีน่าเริ่มนับถอยหลังขณะรอชาร์จปืนให้พร้อมยิง ส่วนเป้าหมายก็กำลังเริ่มฟื้นสภาพ และเมื่อชาร์จพลังงานเต็มร้อยบริเน็กซ์ทัังสองกระบอกก็ปลดปล่อยพลังทำลายพร้อมกับเสียงคำรามอันดังก้อง ลำแสงที่หมุนวนเป็นเกลียวคล้ายสว่านเจาะทะลวงร่างอันใหญ่โตนั้นด้วยความรุนแรงจนมันกระเด็นถอยออกไปและพุ่งทะลุแกนกลางของมันไปเมื่อเสียแกนกลางร่างนั้นก็ค่อยแตกสลายและพังลงในที่สุด บริโรแนคเริ่มเข้าสู่โหมดระบายความร้อนไอน้ำและควันจำนวนออกถูกพ่นออกมาจากประบอก กริมเกเด้และเฮมวีเก้คุกเข่าลงกับพื้นและหยุดทำงานไปในทันที
.
หลังจากปราบตัวใหญ่ได้แล้วโทยะก็บัญชาการให้กองกำลังที่เหลือเข้ากวาดล้างพวกเฟรซที่เหลืออยู่ แต่ทว่าในตอนนั้นท้องฟ้าแยกออกอีกครั้งและอสูรผลึกรูปแบบมนุษย์ก็ปรากฏตัวออกมาถึงสี่ตัว สองในสี่นั้นก็คือ เนย์ ที่เคยสู้กับเอนเด้และ ริเซะที่เคยช่วยเอนเด้รวมอยู่ด้วย เฟรซรูปแบบมนุษย์ตัวหนึ่งได้บอกว่าเขาไม่สนใจที่จะสู้กับโทยะหรือคอร์ของคิง เตือนโทยะว่าให้เข้าอย่าเข้ามาขวางทางพวกเขาแต่แน่นอนว่าโทยะไม่ยอมจึงเปิดฉากปะทะกันแม้โทยะสามารถตัดแขนขวาของอีกฝ่ายได้แต่ทว่ามันฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วแถมและก่อนจะจากไปเฟรซตัวนั้นก็บอกกับโทยะว่า ชื่อของเขาคือ “ยูระ” แม้โทยะจะพยายามไล่ตามจับยูระเพื่อไม่ให้หนีแต่ก็ถูกเฟรซแบบต่าง ๆ ออกมาขัดขวางไว้แม้โทยะจะจัดการเฟรซที่รุกเข้ามาหาได้จนหมดแต่ยูระกับเฟรซระดับผู้คุมกฏอีกสามตัวก็หายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงความคลางแคลงใจในจุดประสงค์ที่แท้จริงของยูระเอาไว้ในหัวของโทยะ
.
หลังจากถอยหนีไปแล้วยูระก็พบกับกิระและได้พูดคุยกันดูเหมือนว่าเป้าหมายของทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่อย่างไรก็ตามความต้องการของทั้งคู่ก็ไม่สิ่งที่ส่งผลดีต่อโลกนี้ซักเท่าไหร่ ยูระปราถนาในพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าคิงเขาต้องการพลังที่จะไปสู่ระดับของพระเจ้าและตอนนี้เขาก็ได้ครอบครองบางสิ่งเอาไว้แล้ว ย้อนกลับไปทางด้านของพวกโทยะกริมเกเด้และเฮมวีเก้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการใช้ปืนใหญ่บริเน็กซ์จนต้องซ่อมแซมขนานใหญ่ โรเซ็ตต้ากับโมนิก้าจึงปรึกษากันเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพของแกตลิ่งกัน โทยะก็พยายามมองหาวิธีการใหม่ที่ดีกว่าเมเทโอซัพเปอร์ รวมไปถึงการติดอาวุธขนาดใหญ่ให้กับออทรินเด้โอเวอร์โหลดตามที่ซูร้องขอว่า “ค้อนอันใหญ่ ๆ ที่ฟาดศัตรูให้แหลกสลายกลายเป็นแสงสว่างได้” โดยคำขอนี้ก็เอามาจากอนิเมะโรบ็อทที่ซูเคยดูนั่นเอง
.
เมื่อโทยะกลับลงมาที่พื้นก็พบกับสามสาวนินจา โฮมุระ ชิซุคุ และนางิ รอพบเขาเพื่อร้องขอบางสิ่งบางอย่าง สิ่งที่พวกเธอขอนั้นก็คือสมาร์ทโฟนเมื่อได้ฟังคำขอเช่นนั้นโทยะก็ขอฟังเหตุผลว่าทำไมพวกเธอถึงต้องการอุปกรณ์ชิ้นนี้ ซึ่งพวกเธอก็เหตุผลว่า พวกเธอกำลังจะไปปฎิบัติภาระกิจสืบราชการลับมีความจำเป็นที่จะต้องจะต้องแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อสืบข่าวหากว่ามีสมาร์ทโฟนล่ะก็สารสื่อสารระหว่างกลุ่มของพวกเธอก็จะสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และจุดหมายที่พวกเธอต้องไปปฏิบัติภาระกิจก็คือ “อาณาจักรซานโดร่า” ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการค้าทาสดูเหมือนกำลังมีการเคลื่อนไหวที่ดูไม่น่าไว้ใจเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ โทยะคิดตรองดูถึงความเสี่ยงของเด็กสาวทั้งสามที่จะต้องเข้าไปในอาณาจักรแห่งนั้นแล้วโทยะจึงเรียกสึบากิมาพบและแจ้งว่าเขาจะมอบ สมาร์ทโฟนให้กับหน่วยสืบราชการลับที่ต้องออกไปปฏิบัติการแนวหน้าพร้อมกับสอนวิธีใช้แถมยังมอบ “พรมวิเศษ” ให้ไปอีกด้วยเพราะนอกจากมันจะเป็นพาหนะได้แล้วมันยังมีความสามารถในการล่องหน หลังจากนั้นโทยะฟังเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรซานโดร่าแบบคร่าว ๆ ที่นั่นมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมากคนจนจะโดนกดขี่อย่างหนัก อดตายก็เยอะ ประชากรส่วนใหญ่ที่ทนไม่ได้ก็จะอพยพหนีออกมาแต่พวกทาสนั้นไม่สามารถหนีได้เพราะอำนาจของปลอกคอ ฟังแล้วโทยะก็ไม่ค่อยสบายใจที่จะปล่อยให้สามสาวนินจาเข้าไปในทีเสี่ยง ๆ แบบนั้นจึงกำชับไว้ว่าให้ติดต่อกลับมาเป็นระยะ ๆ และหากเห็นว่าไม่ปลอดภัยก็ให้ถอนตัวกลับมาในทันที
.
ในการประชุมสามัญของเหล่าพันธมิตรตะวันตกและตะวันออก(ที่เอาเข้าจริงแล้วก็เหมือนคลับให้พวกบรรดาผู้นำประเทศมาผ่อนคลายกันเสียมากกว่า) ก็ทำให้โทยะได้รู้ว่าไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในซานโดร่าบรรดาประเทศพันธมิตรเองก็เช่นกันจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันก็พอจะสรุปได้คร่าว ๆ ว่า หลังจากยูโรนล่มสลายลงเหล่าพ่อค้าทาสจำนวนมากก็ได้มารวมตัวกันแล้วเข้ามาก่อความวุ่นวายในเขตของเรกุรุสทั้งโจมตีหมู่บ้านจับเด็กหนุ่มและเด็กสาว แม้แต่ในเขตของมิสนิดเองพวกครึ่งสัตว์ก็โดนไปด้วย แม้ว่าจะไม่อยากไปไปยุ่งเกี่ยวแต่การกระทำของอาณาจักรซานโดร่าในเวลานี้ถือเป็นการคุกคาม แต่โทยะก็ยังมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้พวกพ่อค้าทาสกระทำการอุกอาจได้ถึงเพียงนี้และปลอกคอแห่งการบังคับบัญชานั้น ผลิตจำนวนมากมายได้อย่างไรกันและใครกันที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ตัวผู้นำอาณาจักรเองหรือว่าเป็นใครอื่น แม้ว่าการจะบุกไปทำลายที่นั่นสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องยากแต่จะเคลื่อนไหวอะไรต่อไปนั้นต้องรอฟังข่าวจากสามนินจาสาวเสียก่อน
.
เช้าวันต่อมามีฝนตกทำให้การฝึกซ้อมประจำวันของเหล่าอัศวินมีอันต้องหยุดไป โทยะกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับปริมาณฝนที่ตกลงมาว่ามันจะทำให้เกิดน้ำท่วมหรือเปล่าจึงต้องค้นหาข้อมูลสภาพอากาศกันซักหน่อยหลังจากหาข้อมูลและคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปพลาง ๆ ก็มีการติดต่อเข้ามาจากพวกโฮมุระ ดูเหมือนว่ากำลังเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นภายในอาณาจักรซานโดร่า พวกเธออยู่ที่เมือง “อัสทัล” ทุกคนในเมืองตายหมดไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว สภาพศพก็แปลกประหลาดไม่ได้เกิดจากการตายโดยธรรมชาติศพพวกนั้นมีผลึกขึ้นตามตัวโทยะคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นอาวุธชีวภาพก็ได้และนางิก็เริ่มมีอาการป่วยแล้วด้วยโทยะจึงสั่งให้สามนินจาสาวเตรียมถอนตัวกลับมาก่อนจะเปิดเกทมุ่งหน้าไปหาทั้งสามอย่างเร็วที่สุด
.
เมื่อไปถึงอัสทัลโทยะก็รีบใช้ “รีโคเวอร์รี่”รักษาทั้งสามคนทันทีก่อนจะส่งพวกเธอกลับไปด้วยเกทเพื่อให้ฟลอร่ากับทิก้าช่วยตรวจสอบสภาพร่างกายของทั้งสามคนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นโทยะก็กลับมาที่นี่อีกครั้งในช่วงพลบค่ำกับท่านพี่โมโรฮะและคารินะโดยใช้พรมวิเศษแต่ก็ไม่พบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติมอีกพวกของโทยะจึงได้ลองทำการสำรวจสภาพโดยรอบดูก็พบว่าที่หน้าประตูเมืองมีศพทหารที่ถูกอะไรบางอย่างทำให้มีสภาพกลายเป็นศพแห้ง ๆ คล้ายพวกมัมมี่และในสภาพศพที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาตินั้นก็มีแท่งผลึกหกเหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เหมือนจะผุดออกมาจากภายในร่างกายปรากฏอยู่ทั่วร่าง เมื่อลองทดสอบและพิจารณาดูแล้วแม้มันจะดูระยิบระยับคล้ายกับผลึกของพวกเฟรซแต่มันเปราะบางราวกับลูกกวาดที่สะกิดเบา ๆ ก็แตกแล้ว ในขณะที่โทยะกำลังคิดว่ามันเกิดอะไรภายเมืองนี้ โมโรฮะและคารินะก็พิจารณาซากศพเหล่านั้นก็เหมือนจะรู้อะไรบางอย่างและได้บอกให้โทยะลองรวมพลังเทพไว้ที่ตาแล้วจ้องมองศพเหล่านี้ให้ดี . และเมื่อทำตามคำบอกโทยะก็มองเห็นดวงวิญญาณมากมายล่องลอยอยู่เป็นดวงแสงเล็ก ๆ คล้ายกับพวกแสงหิงห้อยที่อ่อนกำลัง โดยปกติวิญญาณจะออกจากร่างและถูกส่งไปยังสรวงสวรรค์เพื่อรอการเกิดใหม่หรือไม่ก็จะถูกส่งไปนรกเพื่อทำโทษ แต่ดวงวิญญาณเหล่านี้ได้ถูกอะไรบางอย่างกัดกินจนหลุดออกจากวัฎจักรและไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้อีกแล้วมีแต่ต้องสลายหายไปเพียงเท่านั้น แม้จะมีทางช่วยอยู่บ้างแต่ก็หนักหนาเกิดว่าที่พวกเธอจะทำอะไรได้เพราะต้องให้เทพสูงสุดเป็นจัดการและพวกโมโรฮะก็ไม่รับอนุญาตให้ใช้พลังเทพบนโลกในตอนนี้ด้วย ส่วนซากศพเหล่านี้ต้องเผาทิ้งเพราะหากทิ้งไว้แบบก็จะกลายเป็นอันเดธได้เพราะวิญญาณที่ไม่ได้ไปสู่สุขติภพและร่างยังคงอยู่ก็อาจจะกลับมาเข้าสิงสู่ร่างที่ตายแล้วเหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าอยากจะให้ซานโดร่าจัดการปัญหานี้เองแต่เมื่อคิดถึงผลลัพธ์มากมายที่อาจจะตามมาหากปล่อยเมืองนี้ทิ้งไว้นานเกินไปอย่างเช่น หากเป็นโรคระบาดหรืออาวุธชีวภาพก็อาจจะแพร่กระจายไปเมืองอื่นตามกระแสลม หรือไม่หากอาณาจักรซานโดร่าหรืออาณาจักรอื่นอาจนำมันไปใช้ประโยชน์ในการเป็นอาวุธก็ได้ คิดเช่นนั้นแล้วโทยะก็ตัดสินใจใช้เวทย์เพลิง “โพรมิแนนส์” เผาทำลายเมืองอัสทัลทั้งหมดในทันทีจากนั้นพวกของโทยะก็เริ่มคาดการณ์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้พวกโมโรฮะก็คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “โซลอีทเตอร์” ว่ากันว่าความรู้สึกด้านลบโดยเฉพาะ “ความหวาดกลัว” จะเป็นสิ่งที่เรียกหาพวกมันได้อย่างดีที่สุดแต่มีอีกอย่างหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้นั่นก็คือ การกลืนกินวิญญาณจำนวนมากเพื่อให้ตนเองเติบโตขึ้น เทพมารอาจจะกำลังจะถึงกำเนิดขึ้นก็เป็นได้
.
ในขณะที่กำลังมองดูเมืองที่กำลังถูกเพลิงแผดเผาไปพลางหารือกันไปพลาง ๆ อยู่นั้นโมโรฮะก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง โครงกระดูกผลึกปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิง คารินะลองใช้ธนูยิงทำลายส่วนหัวมันแต่พริบตาเดียวมันก็ฟื้นกลับมา โครงกระดูกผลึกเหล่านี้มีแกนกลางสีแดงขนาดประมาณลูกกอล์ฟเหมือนกับพวกเฟรซ โทยะใช้บรุนฮิวด์โหมดปีนยิงทำลายแกนกลางของมันลงได้ไม่ยากและเมื่อพิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ ของพวกนี้แล้วมันก็เหมือนกับพวกเฟรซทุกประการ ดูเหมือนว่าซากศพที่เคยเป็นสิ่งมีชีวิตทุกอย่างในเมืองนี้ได้กลายสภาพเป็นเฟรซไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวนที่เท่ากับประชากรในเมืองใหญ่กองทัพสเกลตันเฟรซกำลังพยามเคลื่อนออกไปนอกเมือง โทยะ โมโรฮะ และคารินะจำเป็นต้องสกัดมันเอาไว้ให้ได้เพราะถ้ามันหลุดออกไปภายนอกได้ไม่รู้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายจะเกิดขึ้นตามมาอีกแต่ปัญหาก็คือแม้ว่าสเกลตันเฟรซจะไม่เก่งกาจอะไรแต่ด้วยจำนวนที่มากมายนั้นก็ดูจะเกินกำลังของพวกโทยะที่มีกันอยู่แค่ 3 คนไปซักหน่อยพวกมันเริ่มกระจายกันไปยังประตูทางออกของกำแพงเมืองที่มีอยู่หลายด้านเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นโทยะจึงตัดสินใจอัญเชิญกองทัพสเกลตันวอริเออร์ออกมาเป็นตัวช่วย นักโครงกระดูกนับพันตัวตรงเข้าจัดการกับพวกสเกลตันเฟรซแบบเกลือจิ้มเกลือภาพการต่อสู้กันเองของอันเดธโครงกระดูกทั้งสองฝ่ายท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนช่างดูไม่ต่างกับขุมนรกเอาเสียเลยการต่อสู้ของเหล่าอันเดธดำเนินไปราว 2 ชั่วโมงสเกลตันเฟรซก็ถูกทำลายลงจนหมดและเมืองอัสทัลก็ถูกลบหายไปจากแผนที่โลก
.
วันถัดมาโทยะเรียกกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกมาประชุมด่วนเพื่อแจ้งถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเมืองอัสทัลและปรึกษาหารือเกี่ยวกับการหาทางรับมือ ส่วนสามสาวนินจาที่ถูกพาตัวกลับมานั้นฟลอร่าทำการตรวจร่างกายแล้วก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ซากศพเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเฟรซไปได้นั้นก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป เหล่าผู้ปกครองเมื่อเห็นรายงานแล้วต่างก็มีความหวั่นวิตกว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศของตนเองหรือไม่และนี่เป็นฝีมือของปิศาจหรือเป็นแผนการของพวกเฟรซก็ยังไม่อาจจะรู้ได้ แต่โทยะก็มีความเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของพวกเฟรซมากกว่าแต่ก็ยังขาดหลักฐานยืนยันและถ้าคิดตามสิ่งที่โมโรฮะบอกมา สเกลตันเฟรซนั้นน่าจะเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้มากกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ที่ลงมือทำเรื่องนี้ก็ได้และหากเป็นฝีมือของเทพระดับล่างแล้วล่ะก็คงไม่มีทางที่จะบอกกับผู้นำคนอื่น ๆ ได้แต่อย่างไรก็ตามพวกโทยะไม่สามารถจะทำอะไรได้ในขณะนี้ โทยะจึงตัดสินใจส่งข้อมูลให้กับกิลด์นักผจญภัยผ่านทางเรลิชา
.
จากข้อมูลที่มีอยู่โทยะพอจะสรุปได้ว่าความรู้สึกด้านลบของมนุษย์เป็นสิ่งที่ดึงดูด “โซลอีทเตอร์” อาณาจักรซานโดร่าที่เป็นแหล่งค้าทาสนั้นมีสิ่งเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยมโดยเฉพาะความสิ้นหวังของเหล่าผู้ที่ถูกขายเป็นทาสจึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีอีก หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลงโทยะก็ไปพบกับเรจีน่าที่เกาะบาบิโลนและพบว่าเธอกำลังทำการเปรียบเทียบแผนที่โลกเมื่อ 5000 ปีก่อนที่จะมีการต่อสู้กับพวกเฟรซกับแผนที่โลกปัจจุบันอยู่จึงทำให้รู้ว่าแผ่นดินในส่วนของริฟุริสกับรีเนียนั้นเคยเชื่อมต่อกันมาก่อน โทยะคิดในใจว่าพื้นที่ที่หายไปนั้นคงไม่ได้เกิดมาจากการโดนโคโลนี่ตกใส่ใช่ไหม? เรจีน่าบอกถึงสาเหตุที่ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นหายไปนั้นก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า “แกรนเบรค” เนื่องจากเวทย์มนต์ทำอะไรพวกเฟรซไม่ได้จึงคนในสมัยนั้นจึงได้ทำอะไรบ้า ๆ โดยการยิงเวทย์ระเบิดพลังทำลายล้างสูงลงไปที่พื้นดินเพื่อให้เศษหินที่กระจัดกระจายจากแรงระเบิดอัดกระแทกพวกเฟรซให้ย่อยยับแต่พอเจอพวกระดับสูงก็ไร้ประโยชน์ และยังได้บอกถึงพื้นทีดั่งเดิมของอาณาจักรโบราณพารุเทโน่นั้นครอบคลุมพื้นที่ของ เบลฟาส เรกุรุส บรุนฮิวด์ รามิชู ลอนโดเมีย เฟลเซน เรสเทีย และพื้นที่บางส่วนของอาณาจักรฮอร์น ในอดีตเฟรซได้เริ่มบุกโจมตีมาจากทางรอบ ๆ อาณาจักรเซนอสพื้นที่ในเขตยูโรน โนเกีย ฮาน็อค ถูกทำลายลงไปมากก่อให้เกิดทะเลสาบหลายแห่งในพื้นที่รอบ ๆ นั้น แต่สิ่งที่เรจีน่าแปลกใจก็คือเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรเอลฟลัวที่เคยถูกขนานนามว่าเกาะปีศาจได้หายไปจากแผนที่โลก เหตุที่เรียกชื่อว่าเกาะปิศาจก็เพราะไม่ว่าใครที่เดินทางไปที่นั่นแล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย โทยะสันนิษฐานว่าเกาะอาจจะจมลงไปแล้วเพราะความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ แต่เรจีน่าไม่คิดเช่นนั้นเพราะอุปกรณ์ตรวจจับของเธอนั้นยังตรวจพบบางสิ่งอยู่ที่นั่น เพียงแต่มีสนามพลังบางอย่างปกคลุมไว้เรจีน่าบอกว่าบาเรียนี้คล้ายกับบาเรียที่เธอใช้ซ่อนบาบิโลนมา 5000 ปีแต่สิ่งสำคัญที่เธออยากรู้คือใครเป็นคนทำเรื่องนี้แล้วทำไปทำไมกัน โทยะจึงคิดที่จะไปสำรวจเกาะแห่งนี้
.
หลังจากผ่านเหตุการณ์ทำลายเมืองอัสทัลไปสิบวัน เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นอีกคราวนี้สเกลตันเฟรซปรากฏตัวขึ้นที่ “เมืองเมริกะ” ที่อยู่ภายในเขตการปกครองของเรสเทียที่น่าแปลกใจก็คือหากเทียบลักษณะการปกครองของเมริกะกับอัสทัลแล้วถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะผู้ปกครองเมริกะค่อนข้างใส่ใจประชาชนของเขามากดังนั้นความรู้สึกด้านลบของผู้คนในเมืองนั้นก็น่าจะมีน้อยและจากรายงานทีได้รับก็ดูจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย พวกซากศพที่แปรสภาพในคราวนี้เป็นซอมบี้ที่มีกระดูกด้านในเป็นเฟรซ โทวยะรู้สึกไม่สบายใจและคร่ำเคร่งกับการคิดหาสาเหตุของเหตุผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ภายในห้องของตน เสียงของฮิลด้าก็ดึงเขากลับมาจากห้วงความคิดก่อนจะจิบชาเพื่อให้หัวเย็นลง เชสก้าได้ทำการกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับฮิวด้าทำเอาเธอหน้าแดงแจ๋จนโทยะต้องขัดคอไว้ก่อนเพราะด้วยนิสัยเถรตรงของฮิวด้านั้นจะถูกเป่าหูได้ง่ายหากไม่หยุดยั้งไว้ก่อนอาจจะเลยเถิดไปไกลก็ได้แน่นอนว่า ต้องระวังไม่ให้ไปเป่าหูเอลเซ่กับยาเอะ ที่มีนิสัยทำนองเดียวกันนี้ด้วย
.
โทยะบอกกับฮิวด้าว่าเขากำลังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเรสเทีย ฮิวด้าที่รับทราบข่าวจากพี่ชายผ่านทางโทรศัพท์ว่า สถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่เพราะซอมบี้มีจำนวนค่อนข้างมาก สถานการณ์เช่นนี้กำลังค่อย ๆ สร้างความกลัวขึ้นในใจของผู้คนและมันคงจะไม่ดีแน่ ๆ ความกลัวที่เกิดจากเหตุการณ์เหล่านี้จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อง ๆ และมันจะนำพาไปสู่ความรู้สึกด้านลบและกลายเป็นผลดีสำหรับพวกโซลอีทเตอร์ไป โทยะคิดว่าในตอนนี้เขาต้องรีบหยุดวงจรอุบาทนี่ให้ได้ และทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาก็คือแก้ที่รากเหง้าของปัญหานั่นก็คือหาตัวเทพมารให้เจอแล้วจัดการซะแต่จะต้องทำอย่างไรกันล่ะ? ถึงจะหาตัวต้นตอเจอ ในตอนนั้นเองโคเกียวคุก็บินมาเกาะที่ไหล่ของโทยะและรายงานผลการสำรวจเกาะปริศนาหลังจากให้พวกนกบินสำรวจดูก็พบว่าที่เกาะนั้นมีพวกสัตว์อสูรขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่ที่นั่นแม้จะยังไม่แน่ใจว่ามีมนุษย์อยู่ที่นั่นหรือไม่แต่ก็มีส่วนที่ดูเหมือนเมืองอยู่ทั้งสีด้านของเกาะ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและมีสิ่งปลูกสร้างที่ดูเหมือนวิหารอยู่ที่ใจกลางของเกาะด้วย และบาเรียที่ป้องกันเกาะก็ไม่ใช้บาเรียป้องกันการใช้เวทย์แต่เป็น บนท้องฟ้ามีเวทย์มนต์ที่ทำให้การมองเห็นพร่ามัวส่วนท้องทะเลเป็นการก่อกวนให้หลงทาง ซึ่งบาเรียสองชนิดนี้เองที่ส่งผลให้ยานบินโหม่งพื้นและเรือหลงทาง
.
โทยะคิดคร่าวว่าเกาะแห่งนี้อาจจะใกล้เคียงกับเกาะกาลาปากอส ตัวเขาเองเริ่มชั่งใจว่าจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกาะนี้ดีหรือไม่ และหากที่นั่นมีคนอาศัยอยู่แล้วการที่เขาเข้าไปที่นั่นมันจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกรานหรือไม่หากพวกเขาตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลานานมากแล้วแบบนั้นจะยอมรับการมาของคนจากพื้นทวีปได้หรือหรือเปล่า? โทยะจึงตัดสินใจดูสถานการณ์ไปก่อนโดยให้ทำการสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่นข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของสิ่งมีชีวิตบนเกาะ ระบบป้องกันภัยฯลฯ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำเช่นไรกับเกาะแห่งนี้ . โทยะไปนั่งทานราเม็งที่ห้องอาหารพลางสนทนาเรื่องเกาะลึกลับแห่งนั้นกับสองฝาแฝด เอลเซ่กับลินเซ่แล้วก็ยาเอะ ในขณะที่ว่าที่ภรรยาคนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปทำธุระเรื่องต่าง ๆ ยูมิน่าไปหาน้องชาย ฮิลด้ากลับไปหาพี่ชาย รูเชียไปช่วยแคลร์ทำเต้าหู้ ซากุระไปช่วยแม่เรื่องโรงเรียน ซูไม่มาปราสาทในวันนี้ ส่วนรีนยังคงนอนหลับอยู่เพราะเมื่อคืนสืบหาข้อมูลบางอย่างที่ห้องสมุดจนดึกดื่น จากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คาดการณ์ว่าบาเรียบนเกาะนั้นอาจจะเป็นฝีมือของผู้ที่เรียกว่า “ไวท์แมน” ก็เป็นได้ส่วนการจะขึ้นไปสำรวจที่นั่นก็ติดปัญหาที่พวกสัตว์อสูรขนาดใหญ่และสิ่งที่น่าคิดก็คือแม้ว่าอาจจะมีมนุษย์ที่อยู่ที่นั่น แต่พวกเขาจะยังเป็นมนุษย์เหมือนปกติอยู่หรือเปล่า ไม่แน่ว่าอาจจะวิวัฒนาการไปเป็นอะไรอื่นไปแล้วก็อาจเป็นได้จากผลพวงของสภาพแวดล้อมและกาลเวลาที่ผ่านมาถึงห้าพันปี ในระหว่างที่กำลังแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่นั้นลาปิสก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องอาหารเพื่อแจ้งข่าวที่เพิ่งจะได้รับจาก “เกทมิเลอร์” หรือกระจกส่งจดหมายโดยส่งก็คือพาม เนื้อหาในจดหมายแจ้งว่าชนเผ่าในทะเลป่าใหญ่นั้นกำลังถูกรุกรานจากกองกำลังทหารครึ่งสัตว์ของซานโดร่า ชาวเผ่ามากมายถูกจับไปและสถานการณ์ก็กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นสงครามแล้ว . แม้จะเข้าใจได้ว่าซานโดร่าต้องการจะจับทาสเพิ่มขึ้นแต่โทยะกลับมีความคิดไปในอีกทางหนึ่งหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากสามสาวนินจาที่ถูกไปสืบข่าวในซาโดร่า ทำให้คิดได้ว่านี่อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อการเก็บเกี่ยวพลังด้านลบก็เป็นไปได้ หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดีโทยะตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในฐานะของพันธมิตรของชนเผ่าในทะเลป่ารับหน้าที่เป็นคนกลางเจรจากับอาณาจักรซานโดร่าให้พวกเขายอมส่งชนเผ่าที่พวกเขาจับตัวไปจากทะเลป่าคืนกลับมา แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ผลและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแย่ลงไปอีกแต่อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะพอซื้อเวลาให้เกิดสงครามได้ระยะหนึ่งแต่ถ้าหากว่าพวกเขาสังหารคนเหล่านั้นไปเสียแล้วล่ะก็ซานโดร่าก็คงจะต้องถูกพายุแห่งการล้างแค้นถาโถมเข้าใส่เป็นแน่ เมื่อตกลงกันได้แล้วรินเซ่ก็ถามว่างานนี้จะให้ใครรับหน้าที่ โทยะก็ตอบว่าเขาจะไปเองแต่จะปลอมตัวไปในฐานะของผู้นำสาสน์ของบรุนฮิวด์ ทั้งนี้ก็เพราะโทยะไม่ต้องการส่งคนของเขาไปเสี่ยงอันตรายในประเทศที่ได้ชื่อว่า “อาณาจักรแห่งการลักพาตัว” รวมไปถึงอยากจะเห็นสภาพภายในอาณาจักรด้วยตาของเขาเอง เพื่อที่จะสืบหาความจริงเบื้องหลังว่าใครกันแน่ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอาณาจักรแห่งการค้าทาสนี้โทยะจึงจำเป็นต้องไปด้วยตนเองเท่านั้น
.
ขบวนเดินทางของโทยะได้มุ่งหน้าไปยัง “คิวเรย์” เมืองหลวงของอาณาจักรซานโดร่าผ่านเส้นทางอันยากลำบากระหว่างทางพวกเขาก็ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของประชากรระดับล่างของอาณาจักรแห่งนี้ที่จะบอกว่าแร้นแค้นก็คงไม่ผิดนัก ภายในเมืองเต็มไปด้วยทาสจำนวนมาก การปลอมตัวของโทยะในครั้งนี้ไม่ใช้เวทย์มิราจคลุมทั้งตังแต่เปลี่ยนแค่ทรงผม สีผม สีตาเท่านั้นและใช้ชื่อปลอมว่า “โรบิ้น ล็อกซูรี่” เมื่อผ่านด่านตรวจมาได้แล้วพวกโทยะก็ได้เข้าถึงตัวเมืองชั้นใน ที่บรรยากาศต่างกับด้านนอกลิบลับผู้คนในเขตนี้แต่งกายด้วยเครื่องประดับอันหรูหราฟู่ฟ่าและข้ารับใช้มากมายคอยติดตามเรียกได้ว่าความแตกต่างของชนชั้นของอาณาจักรแห่งนี้ห่างชั้นกันราวขอบฟ้ากับก้นเหวก็ว่าได้ และในที่สุดคณะเดินทางของโทยะก็สามารถเข้าไปในปราสาทและเข้าไปภายในจนได้พบกับ “อับดุล จาฮา ซานโดร่าที่สาม” ผู้มีสภาพอ้วนฉุ เฉื่อยชา สภาพเช่นนี้มันช่างดูไม่สมกับเป็นผู้นำหรือจ้าวปกครองอาณาจักรเลยซักนิด แต่โทยะก็ไม่คิดจะตัดสินคนผู้นี้จากภายนอกที่เป็นอยู่ โทยะก็กล่าวแนะนำตอนเองกับราชาอับดุลและบอกชื่อปลอมของเขาออกไปพร้อมกับส่งข้อความให้ซานโดร่าคืนคนที่พวกจับตัวมาจากทะเลป่ามาเสียแต่โดยดี แต่ก็ถูกปฏิเสธในทันควันแถมยังโชว์ความกร่างว่าไม่ว่าใครก็ไม่สิทธิออกคำสั่งกับเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเล็ก ๆ อย่างบรุนฮิวด์ พอโทยะถามไปว่าต้องการจะทำสงครามกับชนเผ่าที่เป็นพันธมิตรกับบรุนฮิวด์อยู่เช่นนั้นหรือ อับดุลก็บอกว่ามันไม่ใช่สงครามเพราะพวกชนเผ่าเทียบไม่ได้กับทหารของเขามันไม่ต่างอะไรกับการที่เขาไล่ฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว และยังบอกอีกว่าเขาสามารถจะจัดการโทยะได้ทุกเวลาถ้าเขาต้องการ และท้ายที่สุดอับดุลก็เตรียมการจะจัดการกับคณะผู้ส่งสาสน์และส่งไปเป็นทาสทั้งหมดและจะประกาศไปว่า คนเหล่านี้ไม่เคยมาที่นี่ . ในขณะที่อับดุลยังกระหยิมยิ้มย่องกับความได้เปรียบของตนอยู่ฝางเส้นสุดท้ายในใจโทยะก็ขาดสะบั้นลง เขาแม้ว่าจะฟังคำบอกเล่าจากบรรดาพ่อตาและราชาคนอื่น ๆ เกี่ยวกับอาณาจักรแห่งนี้มาแล้วแต่โทยะก็ยังไม่ปักใจเชื่อเสียทั้งหมดแต่ ณ เวลานี้เขาเข้าใจแล้วว่าอาณาจักรแห่งนี้เกินจะเยียวยาได้แล้วจริง ๆ โทยะจึงได้สถบออกไปว่า “ไอ้งั่ง” ก่อนจะเรียกเก้าอี้ออกมาจากสโตร์พร้อมนั่งประจันหน้ากับราชาของซานโดร่าแถมยังสั่งสอนเป็นสำนวนว่า 「井の中の蛙、大海を知らず」 ที่แปลว่า “กบในบ่อไหนเลยจะรู้จักทะเล” (หรือในบ้านเราก็คือ “กบกะลาไหนเลยจะรู้จักโลกภายนอก” นั่นเอง) นั่นก็ทำให้อับดุลปรี๊ดแตกและออกคำสั่งฆ่าพวกโทยะในทันที แต่ทันทีที่เหล่าทหารทาสพุ่งเข้ามาพวกเขาก็ถูกอัดกระเด็นออกไปด้วยกำแพงที่มองไม่เห็นทำเอาอับดุลถึงกับอึ้งกิมกี่จนต้องถามออกไปด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า “แกเป็นอะไรกันแน่!!” โทยะจึงได้เปิดเผยตัวจริงของเขาและตอบไปว่า “ก็คนที่แกบอกว่าจะฆ่าทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ไง ราชาแห่งบรุนฮิวด์ยินดีที่ได้พบกับท่านราชาแห่งซานโดร่า” . แม้ว่าจะประหลาดใจกับการปรากฏตัวของโทยะแต่พวกซานโดร่าก็ยังไม่ละความพยายาม นายกรัฐมนตรีแห่งซานโดร่ารีบออกคำสั่งให้ทหารเข้าโจมตีโทยะแต่ ก็ไม่สามารถผ่านเวทย์ชิลด์มาได้ พวกจอมเวทย์จึงเริ่มร่ายเวทย์โจมตีใส่แทนแต่ก็โดนโทยะใช้เวทย์ “รีเฟลกชั่น” สะท้อนการโจมตีกลับไปเล่นงานพวกนั้นเองจนหมด แน่นอนว่าการโจมตีใส่ราชาของอีกฝ่ายทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นราชานั่นก็เท่ากับเป็นการประกาศสงครามขึ้นแล้ว แต่อับดุลก็ยังคงคิดว่าถ้าจัดการกับโทยะได้ที่นี่ก็จะไม่มีใครรู้ความจริงที่เกิดขึ้นได้ และแม้ว่าโทยะถามย้ำอีกครั้งว่า “ต้องการจะก่อสงครามจริง ๆ หรือ?” อับดุลก็ยังเชื่อว่ากองทัพของเขาแกร่งพอที่จะรับมือได้ทุกอย่าง และเมื่อรับรู้แล้วว่าผู้นำซานโดร่ามีวิสัยทัศน์เช่นนี้โทยะจึงเลิกคิดที่จะเจรจาด้วยอีกต่อไป เขาใช้เวทย์ “แอปพอร์ต” แย่งเอาปลอกคอแห่งการบังคับบัญชาตัวมาสเตอร์ที่คอยบงการปลอกคออันอื่น ๆ มาจากอับดุลและเริ่มทำการแทรกแซงการควบคุมของมันในทันที
.
ด้วยเวทย์ไร้ธาตุ “แคร็กกิ้ง” ที่มีคุณสมบัติในการแทรกแซงหรือเขียนคำสั่งใหม่ลงไปทับซ้อนคำสั่งเดิมของพวกอุปกรณ์ตระกูลอาติแฟกทั้งหลายแหล่ได้ ซึ่งเวทย์ก็ได้มาจากห้องสมุดบาบิโลนนั่นเองและเมื่อผนวกมันเข้ากับเวทย์ “อนาไลท์” แล้วล่ะก็การจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขการทำงานของอาติเฟกซักชิ้นนึงนั้นก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ และสิ่งที่โทยะทำก็คือแก้ไขให้การควบคุมทาสทั้งหมดที่ถูกควบคุมโดยปลอกคอนี้ให้มาตกอยู่ใต้ภายใต้การควบคุมของเขาทั้งหมด แม้ว่าอับดุลจะออกคำสั่งบัญชาการเหล่าทาสของเขาไปซักเท่าไหร่มันก็ไร้ผลเหล่าทาสทั้งหลายไม่เคลื่อนไหวไปตามบัญชาของอีกต่อไปแล้ว เมื่อปลอกคอไร้อำนาจที่จะลงโทษและบังคับให้เหล่าทหารทาสเคลื่อนไหวตามบัญชาแม้ปลอกคอจะยังสวมอยู่แต่ก็เหมือนกับไม่ได้สวมอยู่อีกต่อไปแล้ว อับดุลเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นและเริ่มโวยวายอย่างลนลาน แต่พอตั้งสติได้อับดุลก็พยายามจะทำการแก้ไขด้วยอาติเฟกที่ใช้สำหรับลงทะเบียนยืนยันความเป็นเจ้านายแต่ไร้ผลเพราะโทยะได้เขียนโปรแกรมแก้เอาไว้ก่อนแล้ว อับดุลจึงไม่สามารถจะกู้การบัญชาการทาสกลับมาได้ จากนั้นโทยะก็ยืนขึ้นและประกาศต่อเหล่าทหารทาสว่าว่าจะปลดปล่อยทาสที่ถูกลักพาตัวมาหรือถูกซื้อมาให้เป็นอิสระและจะให้เดินทางกลับบ้านเกิด คำประกาศนั้นทำให้เหล่าทหารทาสพากันทิ้งอาวุธและร่ำไห้ด้วยอารมณ์ความความรู้มากมายที่สั่งสมมานานได้ถูกปลดปล่อยออกมาผสมปนเปกันไปหมดและในระหว่างนั้นโทยะก็ใช้ “แอปพอร์ต” ชิงเอากำไลทองที่ใช้สำหรับลงทะเบียนความเป็นเจ้านายของปลอกคอมาจากอับดุล และใช้บรุนฮิวด์โหมดดาบสะบั้นมันเป็นสองชิ้นต่อหน้าต่อตาอดีตราชาของเหล่าทาส และเมื่อผู้ที่เคยใช้กำลังกดขี่ข่มเหงเหล่าทาสได้สูญสิ้นอำนาจลง เหล่าทหารผู้ได้รับการปลดปล่อยก็เริ่มพุ่งความโกรธแค้นที่สั่งสมมายาวนานไปที่อับดุล ราชาแห่งซานโดร่าก่นด่าและส่งสายตาอันเปี่ยมความเคียดแค้นมองไปที่โทยะ ก่อนที่จะพยามวิ่งไปหาทาสหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อแย่งเอาดาบที่เธอถืออยู่มาแต่ในวินาทีต่อมาหัวของเขาก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า ทาสหญิงคนนั้นตัดศีรษะของอับดุลขาดกระเด็นไปทำเอาโทยะรีบกระโดดหลบศีรษะที่กำลังหล่นลงมาแทบไม่ทัน เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกจากร่างที่ไร้หัวก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนหัวนั้นก็กลิ้งขลุก ๆ ไปอยู่ตรงหน้าบัลลังก์
.
สงครามระหว่างบรุนด์ฮิวด์กับซานโดร่าเปิดฉากขึ้นและจบลงใน 15 นาที ราชาของซานโดร่าถูกสังหาร โทยะได้ทำลายโรงงานผลิตปลอกคอแห่งการบังคับบัญชาลงไปตอนนี้ไม่มีใครสามารถจะสร้างสิ่งนี้ได้อีกต่อไปแล้วและหลังจากน้้นเหล่าทาสในซานโดร่าก็ได้ก่อการปฏิวัติ เหล่าทาสที่ถูกลักพาจับมาขายได้รับการปลดปล่อยแต่ทาสที่เป็นเหล่าอาชญากรนั้นไม่ได้รับการปลดปล่อยคนเหล่านี้ยังต้องเป็นแรงงานขุดเหมืองแร่ชดใช้กรรมต่อไป โทยะไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งยากกับซานโดร่าอีกแต่ก็ปล่อยวางเฉยไว้ไม่ได้ซะทีเดียว แม่งจะไม่ใหญ่โตแต่สงครามก็คือสงคราม ซานโดร่าต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามที่ตนก่อขึ้น ส่วนในเรื่องการกปกครองก็ให้บริหารกันเองต่อไป แม้ว่าการจะกอบกู้เมืองขึ้นมาใหม่จะเป็นเรื่องยาก วุ่นวายและสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะในเมืองที่มีเหล่าอาชญากรที่ต้องโทษรวม ๆ กันอยู่ไม่น้อยแบบนี้แต่คิดว่าซักวันหนึ่งผู้ปกครองที่ดีก็อาจจะปรากฏตัวขึ้นมาก็ได้ แต่สำหรับโทยะแล้ว เขากลับรู้สึกว่าสงครามมันช่างเป็นเรื่องที่ว่างเปล่าและไร้ความหมายเสียจริง ๆ
.
หลายวันต่อมาโทยะก็เริ่มทยอยส่งผู้คนกลับไปยังบ้านเกิดหรือไม่ก็สถานที่ที่พวกเขาอยากจะไปด้วย “เกท” ส่วนใครที่จะไปยังที่ที่โทยะไม่รู้จักหรือไม่เคยไป ก็จะให้เงินค่าเดินทางไปแทนส่วนพวกของพามก็ส่งกลับไปที่ต้นไม้ใหญ่ ด้วยความช่วยเหลือของเรจีน่ากับทีก้าปลอกคอที่อยู่ที่คอของเหล่าทาสทั้งหลายก็ได้รับการถอดออกไปด้วยอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า “อินเทอไลท์” ที่ทำงานคล้าย ๆ กับการล้างข้อมูลทุกอย่างบนปลอกคอนั้นออกไป บรรดาเหล่าบาบิโลนซิสเตอร์ก็ได้ลงมาช่วยปลดปลอกคอพวกนี้ให้กับเหล่าทาสที่ได้รับอิสรภาพก่อนจะส่งตัวผ่านเกทไปตามลำดับ แต่ก็มีคนบางส่วนที่ไม่ยอมรับการปลดปล่อยและอยากจะให้มีทาสต่อออกมาป่วนอยู่บ้างแต่ก็โดนอัศวินแห่งบรุนฮิวด์จับพาไปขังคุกไปขังรวมกันไว้ในที่ ๆ เคยขังเหล่าทาสเพื่อให้พวกเขาสมความปราถนา การปฏิวัติที่เมืองหลวงจบลงในไม่กี่วันและพวกโทยะก็เริ่มดำเนินแผนการปลดปล่อยทาสที่ยังเหลืออยู่ในเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้อาณาจักรซานโดร่าต่อไป ปัญหาที่ตามต่อมาก็คือการต่อต้านจากผู้ปกครองเมืองที่ยังเหลืออยู่บ้างโทยะจึงจำใจต้องใช้เฟรมเกียร์เข้ามาข่มขวัญเพื่อให้การดำเนินการปลดปล่อยทาสนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น . ส่วนทาสหญิงผู้ที่ทำการตัดหัวของอับดุลนั้นเธอได้เดินทางมาอาศัยอยู่ที่บรุนฮิวด์เนื่องจากไม่มีที่ไปดูเหมือนว่าเธอจะเคยเป็นนักผจญภัยมาก่อนและยังมีอีกหลายคนที่ขอมาอาศัยอยู่ในบรุนฮิวด์ ซึ่งโทยะก็ได้รับคนเหล่านั้นให้เข้ามาและหวังว่าจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาเพราะยังไงซะก็ยังมีที่ดินว่าง ๆ และงานอีกมากมายให้พวกเขาได้ทำเลี้ยงชีพ การปลดปล่อยทาสในซานโดร่านั้นต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ เพราะจำนวนทาสที่มีในซานโดร่านั้นมีจำนวนมากแล้วก็ยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นทาสที่จะไม่ได้รับการปลดปล่อยส่วนมากแล้วก็จะเป็นเหล่าพ่อค้าทาสที่ตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็นทาสที่มาจากเหล่าอาชญากรซึ่งทาสจำพวกนี้จะถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมืองแร่แม้ว่าพ่อค้าทาสบางคนจะไม่เคยไปลักพาตัวคนจากอาณาจักรอื่นก็เถอะแต่โทยะคิดว่าส่งมันออกไปที่เหมืองแร่อันห่างไกลก็น่าจะปลอดภัยกว่าให้อยู่ในเมืองต่อไปเพราะมันมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีทาสที่ถูกปลดปล่อยไปบางคนอาจจะผู้ใจเจ็บและย้อนกลับมาแก้แค้นคนเหล่านี้ก็เป็นได้ และถ้าเกิดการฆ่าล้างแค้นขึ้นคราวนี้ผู้ล้างแค้นก็จะต้องกลับเป็นทาสอีกเมื่อถูกจับได้คราวนี้ก็จะหมดสิ้นหนทางสู่อิสรภาพอีกครั้งหนึ่งแน่ ๆ ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวโทยะจึงตัดสินใช่ทำเช่นนี้ แต่ปัญหาก็คืออาชญากรก็มีหลายระดับและโทยะก็ไม่ใช่ศาลแห่งซานโดร่า แม้จะมีเครื่องจับเท็จของเรจีน่าและเนตรมารของยูมิน่ามาเป็นตัวช่วยแต่มันเป็นงานที่หนักหนาจริง ๆ แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นปัญหาที่เขาก่อขึ้นมาดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงจากจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้ ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนั้นทำเอาโทยะเหมือนตัวเองมีสถานะไม่ต่างจากทาสแล้ว ณ เวลานี้ อิสระภาพนี่มันสุดยอดจริง ๆ โทยะกล่าว . แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อโทยะกลับมาที่ซานโดร่าอีกครั้งเพื่อหารือกับราชาแห่งซานโดร่าแต่ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าเขากลับเป็น อัลดุล จาฮา ซานโดร่าที่สาม หรืออดีตราชาที่น่าจะตายจากโลกนี้ไปแล้วกลับนั่งเสนอหน้าอยู่บนบัลลังค์แทนซะได้ ดูเหมือนว่าเขาจะกลับมาเพื่อล้างแค้นโทยะโดยเฉพาะ สภาพของอัลดุลตอนนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นซอมบี้ไปแล้วเขาพุ่งเข้าไปเล่นงานนายกรัฐมนตรีของซานโดร่าและเปลี่ยนให้เขากลายเป็นซอมบี้ตามไปและถ้าหากซอมบี้เล่นงานใครเข้าแล้วล่ะก็คนที่ถูกเล่นงานก็จะกลายเป็นซอมบี้ต่อไป และไม่ช้าเมืองทั้งเมืองก็จะเต็มไปด้วยซอมบี้ อับดุลบอกว่าเขาได้รับพลังมาใหม่มาแล้วและเขาก็จะจัดการให้โทยะกลายเป็นทาสของเขาด้วย และดูเหมือนว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงก็จะกลายเป็นซอมบี้กันไปหมดแล้ว . แม้อับดุลจะมีความมั่นใจในพลังใหม่ของตนเป็นอย่างมากแต่โทยะก็มิได้หวั่นวิตกอะไรเขาชักอาวุธคู่กายออกมาและเปิดฉากยิงถล่มใส่เหล่าซอมบี้ แต่แน่นอนว่าซอมบี้ไม่มีความเจ็บปวดดังนั้นการโจมตีทางกายภาพนั้นไร้ผลอับดุลจึงยิ่งลำพองใจใหญ่และเยาะเย้ยโทยะว่าร่างกายอันเป็นอมตะของเขาไม่เจ็บไม่คันกับการโจมตีแม้แต่นิดเดียว แต่วินาทีต่อมาโทยะก็ยิงเวทย์ “ฮีล” เข้าใส่ทันใดนั้นอับดุลก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แน่นอนว่าไอ้เจ้านายพลซอมบี้สมองเน่าอย่างอับดุลไม่รู้ว่าเวทย๋สายฟื้นฟูนั้นเป็นศัตรูฟ้าประทานสำหรับซอมบี้ และพริบตาต่อมาโทยะก็เอาขวดน้ำมนต์เมคอินศาสนจักรรามิชูออกมาจากสโตร์และสาดใส่ฝูงซอมบี้โครมใหญ่เมื่อโดนน้ำศักดิ์เข้าไปเหล่าซอมบี้ก็ค่อยสิ้นฤทธิ์ลง ซอมบี้อับดุลพยายามจะหลบหนีแต่ก็โดนโทยะซัดเวทย์ “สลิป” เข้าใส่จนล้มฟาดลงกับพื้นร่างกายที่เน่าเปื่อยนั้นหักยับเยินไปหลายส่วน และโทยะก็ตบท้ายด้วยการซัดเวทย์ “แวนนิส” ใส่ไปอีกหนึ่งดอกส่งผลให้ฝูงซอมบี้ระดับล่างค่อย ๆ กลายเป็นแสงและสลายหายไป แต่เหล่าซอมบี้ของอับดุลและลูกยังเหลืออยู่รวมทั้งหมดสี่ตัวและหลังจากนั้นร่างของพวกมันทั้งสี่ก็ค่อย ๆ หลอมรวมกันกลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ โทยะโจมตีร่างนั้นด้วยเวทย์หอกแสง “ไชน์นิ่งเจวาลิน” แต่มันก็ฟื้นสภาพกลับมาเร็วมาก หลังจากนั้นมันก็ถอยไปตั้งหลักที่หน้าบัลลังก์และเริ่มแปรสภาพเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ เมื่อเห็นดังนั้นโทยะจึงเรียกเอาแทงค์น้ำขนาดใหญ่ออกมา ในนั้นมีฝูงปลาจำนวนหนึ่งแหวกว่ายอยู่ด้วย มันคือปลาคันดิร่าจากแม่น้ำกาอูที่กินเนื้อเป็นอาหาร และวินาทีต่อมาโทยะก็เทเลพอร์ตเจ้าก้อนเนื้อนั้นลงไปอยู่ในแทงค์น้ำทันใดนั้นฝูงปลาคันดิร่าก็จูโจมเขามากัดกินก้อนเนื้อนั้นในทันที เจ้าก้อนเนื้อได้ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความทรมานและร้องขอความช่วยเหลือแต่โทยะไม่สนใจเขาอยากให้คนเหล่านี้ได้พบกับความเจ็บปวดทรมานเฉกเช่นเดียวกับเหล่าทาสที่ถูกพวกเขาทำร้ายและเข่นฆ่าไปดั่งผักปลาและปลาคันดิร่าฝูงนี้โทยะก็ได้ใส่เวทย์ธาตุแสงให้กับปลาเหล่านี้เอาไว้ด้วยความทรมาณจากการถูกกัดกินจึงยิ่งรุนแรงเป็นทวีคูณ และท้ายที่สุดแล้วก้อนเนื้อก้อนนั้นก็ถูกกัดกินจนหมดเกลี้ยงไปพร้อมกับเสียงสุดท้ายของราชวงศ์ซานโดร่า . โทยะร่ายเวทย์ “แวนนิส” ใส่เมืองอีกครั้งเพื่อทำลายเหล่าซอมบี้ที่อาจหลงเหลืออยู่แต่เฉกเช่นเดียวกับเมืองอัสทัลพวกมันจะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีกแล้วเพราะโทยะได้ทำให้เมืองแห่งนี้ค่อย ๆ จมลงไปใต้ผืนทราย โดยหวังว่าวิญญาณของเหล่าทาสมากมายที่ตายไปจะได้สู่สุขคติ
เทพสมาร์ทโฟน ประวัติความเป็นมาของ “สภาสูงแห่งบรุนฮิว” ผู้กุมอำนาจสูงสุดตัวจริงของราชรัฐบรุนฮิวเนื้อหาที่จะนำมาเขียนต่อไปนี้เรียกว่าเป็นความขัดใจนิด ๆ หน่อย ๆ ของผมก็ว่าได้เนื่องจากช่วงนี้มีหลายคนที่เริ่มมาติดตาม “Isekai wa smartphone to tomo ni” หรือชื่อไทยก็คือ “ต่างโลกต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ” หรือรหัสที่ผมเรียกก็คือ “เทพสมาร์ทโฟน” นั่นเองแหละครับ โดยนิยายเรื่องนี้ตอนนี้มีลิขสิทธิ์อยู่กับ “กวีบุ๊ค” ซึ่งเป็นแบบ LC แบบดิติตอลปัจจุบันที่เขียนบทความนี้ได้มีการแปลมาถึงเนื้อหาประมาณกลาง ๆ เล่มสิบแล้ว แต่ไม่มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มครับ และหลาย ๆ คนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่านิยายเรื่องนี้ได้มีการจัดทำรูปแบบของอนิเมชั่นออกฉายในปี 2017 ความยาวทั้งสิ้น 12 ตอน แต่เพราะความที่ว่าเวลาฉายที่จำกัดและความยาวแต่ละตอนที่มีจำกัดและเนื้อหาของอนิเมะได้ทำตั้งแต่เล่ม 1 ถึง เล่ม 3 ปลาย ๆ เล่มโดยยังไม่จบดี ทำให้เนื้อหาสำคัญหลายจุดถูกนำออกไปซ้ำร้ายยังมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเรทที่ฉายด้วยและด้วยการที่นำเอาเนื้อหาบางส่วนออกไปก็มีปัญหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ดูอนิเมะเพียงอย่างเดียวตามมาภายหลังนั่นก็คือ “ความง่ายของการเข้ามาเป็นว่าที่เจ้าสาวของโทยะ” เกิดขึ้นมา
.
ซึ่งต้องบอกว่าสำหรับพวกนิยายต่างโลกสายฮาเร็มแบบนี้มันก็ดูจะเป็นเรื่องปกติที่ตัวเอกของเราจะเป็นหลงไหลได้ปลื้มของบรรดาตัวละครหญิงมากมายและตามมาด้วยการของเป็นเจ้าสาวของตัวเอกแต่ผมมีความเชื่อว่าในตัวนิยายสายนี้เขาจะมีการบอกเหตุผลเอาไว้ในตัวนิยายอยู่แต่โดยมาเมื่อนำนิยายมาทำอนิเมะเขามักจะตัดส่วนนี้ออกไปเพื่อให้พอดีกับเวลาฉายและเน้นไปที่ความน่ารักฟรุ้งฟริ้งของตัวละครซึ่งอนิเมะเทพสมาร์ทโฟนของเราก็เป็นแบบนั้น (ฉากชายหานี่เน้นขายสวดทรงสาว ๆ มาก) และเมื่อคำขยายความนั้นถูกนำออกไปก็ส่งผลให้คนที่ดูแต่อนิเมะเพียงอย่างเดียวไม่เข้าใจว่าแท้จริงไอ้เรื่องที่เข้ามาเป็นเจ้าสาวกันได้ง่าย ๆ โดยที่ดูแล้วไม่ใครคัดค้านอะไรเลยรวมไปจนถึงว่าทำไมพ่อ แม่ ผู้ปกครองทั้งหลายเขาไม่คิดโต้แย้งอะไรกันขัดอะไรกันซักนิดเลยเหรอ ไอ้พระเอกแม่งก็เอออ่อห่อหมกตลอด ถึงขนาดมีคนบอกว่าพระเอกเรื่องนี้แม่งจ้องแต่จะหาสาวเข้าฮาเร็มเลยทีเดียว
.
เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ยุคบุกเบิกไปจนถึงยุคที่ผนึกกำลังเป็นปึกแผ่นแล้วนั้นมันผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้างแล้วใครทำอะไรอยู่ตรงไหนผมจะเขียนสรุปเอาไว้ในนี้โดยเนื้อหาของเหตุการณ์จะครอบคลุมตั้งแต่นิยายฉบับ LN เล่มหนึ่งจนถึงเล่มสิบโดยสิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นทั้งสปอยด์และนำข้อมูลที่สังเคราะห์ออกมาจากบริบทในตัวนิยายโดยอาศัยบทพูดและบทบรรยายของตัวนิยายมาเป็นตัวอ้างอิงมาเขียนเพิ่มเติมดังนั้นจะมีบางจุดที่ผมเสริมเข้าไปเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น (ถ้าไปอ่านในนิยายมันจะไม่ได้พูดหรือบรรยายประเด็นนั้นออกมาตรง ๆ) และหลังจากบ่นซะยาวแล้วผมขอเข้าสู่เนื้อหาเลยละกันนะครับ
.
.
.
.
“สภาสูงแห่งบรุนฮิว” เป็นชื่อที่ผมตั้งให้เฉย ๆ ไม่มีจริง ๆ ในเรื่องหรอกนะครับแต่ด้วยบริบทของการรวมตัวแล้วจะเรียกว่าสภาก็คงไม่ผิดและ สภาสูงแห่งบรุนฮิว นั้นถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อควบคุมดูแลและออกกฏบังคับกับ “โมจิสึกิ โทยะ” โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าผู้กุมอำนาจแท้จริงในปราสาทบรุนฮิวก็คงไม่ผิดหรอก ซึ่งสภานี้มีสมาชิกอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าคนได้แก่
ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ รูเชีย ซู ฮิวด้า รีน และ ซากุระ
สรุปก็คือภรรยาทั้งเก้าของโทยะนั่นเองแหละก่อนหน้านี้ผมเคยทำบทความเกี่ยวกับข้อมูลโดยสังเขปของภรรยาทั้งเก้าของโทยะไปแล้วถ้าอยากรู้ว่าชื่อกล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นใครมาจากไหนแล้วมายังไงก็ให้ย้อนกลับไปอ่านในโน๊ตที่ผมทำไว้นะครับ
.
จุดเริ่มต้นของสภาสูงแห่งบรุนฮิวนั้นเริ่มมันมาจากวันที่โทยะโดนยูมิน่าขอแต่งงานแบบสายฟ้าแล่บชนิดที่เด็กหนุ่มผู้ที่ไม่เคยมีแฟนและยังไม่เคยคิดจะมีความรักอย่างโทยะถึงกับเหวอรับประทาน (คนอ่านก็เหวอในตอนนั้น) ซึ่งตรงจุดนี้ในฉบับเว็บได้บอกเหตุผลจากปากของยูมิน่าว่า “เพราะโทยะเป็นคนที่ช่วยชีวิตท่านพ่อของเธอและเป็นคนที่จะมอบรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างและเธอมีความรู้สึกว่าอยากเดินเคียงข้างเขาไปชั่วชีวิต” แล้วพ่อของยูมิน่าก็ยอมแบบง่าย ๆ ส่วนตัวโทยะแล้วเขาพยายามปฏิเสธแต่เหตุผลทั้งหมดถูกปัดตกทั้งนี้ทั้งนั้นในตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่ายูมิน่าจริงจังกับตัวเองหรือว่าแค่ความหลงไหลเพียงชั่ววูบเขาจึงใช้แผนยื้อเวลาว่าตัวเขาสามารถแต่งงานได้ตอนอายุสิบแปด ถ้าหากว่ายูมิน่าหลงไหลเขาเพราะอารมณ์ชั่ววูบล่ะก็เดี๋ยวก็คงเบื่อและยอมเลิกราไปเอง แต่ว่าในฉบับ LN จะมีการเฉลยจากยูมิน่าอีกว่าเพราะอะไรเธอจึงตัดสินใจเช่นนั้น โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่และยาเอะ นั่งคุยกันที่โรงแรมจันทราสีเงินตอนที่โทยะไม่อยู่ โดยยูมิน่าได้บอกว่าที่จริงแล้วในตอนที่โทยะไปที่ปราสาทและเข้าไปช่วยชีวิตพ่อของเธอนั้น เธอได้แอบใช้เนตรมาตรวจสอบโทยะว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ก็โทยะมีความต้องการอะไรหลังจากที่ทำการใหญ่อย่างช่วยชีวิตผู้นำประเทศอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่มีจุดประสงค์ที่ไม่ดีแต่การคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังทำคุณงามความดีขนาดนี้ก็เรื่องปกติของผู้คนที่ยูมิน่าพบเจอมาตลอด และในฐานเชื้อพระวงศ์ต่อให้มีความละโมบอยู่แต่ถ้ามีความสามารถที่ใช้ได้ก็ต้องใจกว้างและยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง
.
แต่สิ่งที่ยูมิน่าพบในตัวโทยะนั้นคือว่างเปล่าไม่มีทั้งความบริสุทธิ์หรือขุ่นมัวเรียกว่าไม่ขาวและไม่ดำ เป็นความแปลกประหลาดที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนจึงรู้สึกสนใจ (ส่วนเรื่องชอบหน้าตาที่ดูใจดีนั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง) และส่วนสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือยูมิน่าถึงวัยที่จะต้องมีคู่หมั้นแล้วแถมด้วยความที่ว่าเธอเป็นเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งและในเวลานั้นก็ยังไม่มีองค์ชายรัชทายาทถือกำเนิดมาในราชวงศ์ ขุนนางมากมายจึงหมายปองให้ยูมิน่าแต่งงานกับบุตรชายของตนเพื่อจะได้เข้าตำแหน่งราชาองค์ต่อไปมากขึ้นและถึงแม้ว่าพ่อของยูมิน่าจะไม่ได้บังคับให้ยูมิน่าแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักแต่ด้วยสถานะทางสังคมเขาจึงถูกกดดันอยู่เรื่อย ๆ แถมเรื่องเนตรของยูมิน่าก็เป็นปัญหาอีกอย่างเพราะผู้ที่เข้ามาดูตัวเป็นว่าที่คู่หมั้นแล้วถูกปฏิเสธไป สังคมและคนรอบข้างกลับมองว่า “หรือว่าเขาคนนั้นเป็นคนเลวหรือเปล่าเจ้าหญิงถึงได้ปฏิเสธ” และก็เกิดการตีตัวออกห่างคนผู้นั้นตามมาซึ่งถ้าเป็นขุนนางภายในยังพอทำเนาแต่ถ้าวันหนึ่งเกิดมีเชื้อพระวงศ์อาณาจักรอื่นมาแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเรื่องราวอาจบานปลายยกใหญ่ทำให้ยูมิน่าตัดสินใจว่าต้องรีบหาคู่ครองให้ได้จะดีที่สุดแล้วตอนนั้นโทยะก็ปรากฏตัวออกมา จะเรียกว่าเธอใช้ประโยชน์จากเขาเพื่อจะได้ไม่ต้องโดนบังคับให้ไปแต่งกับคนที่ไม่ชอบหรือต้องไปแต่งงานทางการเมืองก็ได้แต่เรื่องที่เธอถูกใจเขาก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน และการที่ต้องโพล่งเรื่องแต่งงานออกมาโต้ง ๆ แบบนั้นก็เพื่อเป็นการรักษาสถานะความสัมพันธ์ที่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นของเธอกับโทยะเอาไว้ทั้งนี้ก็เพราะ ด้วยสถานะแล้ว ยูมิน่าเป็นเจ้าหญิง โทยะเป็นแค่นักผจญภัยโนเนม (ในตอนนั้น) ถ้าเธอไม่ทำเช่นนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโทยะจะไม่มีวันเดินหน้าได้เลย เพราะโทยะจะออกจากปราสาทไปและจะกลับเข้ามาไม่ได้ง่าย ๆ และโอกาสที่เธอจะอยู่ใกล้ ๆ เขาเพื่อสานสัมพันธ์ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำเช่นนั้นเพื่อตามออกมาอยู่ใกล้ ๆ โทยะเพื่อสานสัมพันธ์และหลบหนีพวกลูกขุนนางจะมาขอดูตัวไปพร้อม ๆ กันและตอนนั้นยูมิน่าก็ตัดสินใจไว้แน่วแน่ว่า ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องทำให้โทยะหันมามองเธอให้ได้แม้ว่าเขาอาจจะรักหญิงอื่นแต่เธอก็จะพยายามให้ได้รับความรักมาเท่า ๆ กันดังนั้นเธอจะไม่ครอบครองโทยะไว้เพียงคนเดียวจะมีอีกซักคนสองคนก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอเลย ส่วนเหตุผลที่พ่อยูมิน่ายอมนั้นจะไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในตัวเล่มของนิยายแต่จะเขียนอยู่เล่มแถมสั้น ๆ ที่เป็นของแถมของเล่มแรกซึ่งฉบับแปลไทยของกวีบุ๊คไม่มีเล่มแถมนี้นะครับ ส่วนเหตุผลที่พ่อของยูมิน่ายอมง่าย ๆ ก็เพราะ เดิมทีเขากังวลเรื่องการแต่งงานของยูมิน่ามาตลอดและไม่ยอมยกลูกสาวให้ใครง่าย ๆ แต่กับโทยะแล้วนอกจากเหตุผลที่ว่ายูมิน่าสมัครใจเองแล้ว ถ้ามองจากความรู้ความสามารถของเด็กหนุ่มคนนี้ที่ได้ยินจากดยุคออทรินเด้และได้เห็นกับตาแล้วการดึงเขาให้เข้ามาอยู่ในราชวงศ์และให้รับสืบทอดอาณาจักรต่อไปล่ะก็น่าจะช่วยให้เบลฟาสรุ่งเรืองสืบไปแน่ ๆ ซึ่งดยุคออทรินเด้เองก็มีความคิดคล้ายกันซึ่งอันที่จริงถ้าหากยูมิน่าไม่พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมาแล้วล่ะก็ตัวดยุคออทรินเด้เองก็มีความตัังใจจะค่อย ๆ ผูกสัมพันธ์กับโทยะไปเรื่อย ๆ และจะยกลูกสาวของเขาให้แต่งงานด้วยเพื่อดึงตัวโทยะมาเช่นกัน
.
แต่แม้ว่าจะสามารถมาอยู่ใกล้ ๆ กับโทยะได้แต่ปัญหาสำคัญตอนนี้ก็คือสถานะของโทยะนั้นไม่สามารถจะประกาศการหมั้นหมายออกไปอย่างเป็นทางการได้ พ่อแม่ของยูมิน่ารู้ดีว่าจะต้องมีพวกที่คัดค้านและบางทีอาจจะถึงขั้นมีคนหมายหัวโทยะแน่ ๆ จึงยังไม่ได้ประกาศเรื่องการหมั้นหมายระหว่างโทยะกับยูมิน่าออกไปในตอนนั้นทำให้เรื่องนี้มีคนรู้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนยูมิน่าเองก็วางแผนที่จะยกระดับของโทยะขึ้นมาให้อยู่ในจุดที่สังคมจะยอมรับให้แต่งงานกับเธอได้ ทว่าก็ดันมีปัญหาอีกตรงที่ว่าโทยะไม่ต้องการเป็นขุนนางเพราะเขาไม่อยากโดนผูกมัดให้ต้องทำงานเพื่ออาณาจักรอยู่ร่ำไปและอยากออกไปท่องโลกไปในฐานะนักผจญภัยมากกว่ายูมิน่าจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบแผนการเล็กน้อยโดยตั้งว่าจะผลักดันให้เขากลายเป็นนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงอย่างน้อยก็ระดับเงินและกุญแจสำคัญที่จะทำให้แผนการนี้สำเร็จได้ก็คือ เอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะ ที่เป็นนักผจญภัยที่ร่วมกลุ่มกับโทยะในตอนนั้นโดยตัวยูมิน่าเองก็สมัครเป็นนักผจญภัยด้วยเพื่อช่วยผลักดันอีกแรงและหลังจากอยู่ร่วมผจญภัยกันพักหนึ่งยูมิน่าก็สังเกตเห็นว่า เอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะ ทั้งสามคนต่างมีใจให้กับโทยะ เธอจึงไปเจรจากับพวกเอลเซ่และชักชวนให้มาเป็นเจ้าสาวร่วมกันเหตุผลก็เพราะยูมิน่ารู้ตัวเองดีว่าลำพังตัวเธอคนเดียวไม่สามารถผลักดันและค้ำจุนโทยะที่ในอนาคตอันใกล้นี้โทยะจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้ว่าในใจลึก ๆ แล้วยูมิน่าอยากจะครอบครองโทยะเอาไว้คนเดียวแต่ถ้าทำเช่นนั้นแล้วเกิดผลเสียก็คงไม่ดีดังนั้นเธอจึงต้องสร้างพันธมิตรให้มากที่สุดยิ่งเป็นคนที่รักโทยะเหมือน ๆ กันก็จะยิ่งดีเพราะพวกเธอจะช่วยสนับสนุนและค้ำจุนเขาจากใจจริงและนั่นคือเหตุที่ทำให้ยูมิน่าเสนอให้ทั้งสามมาเป็นภรรยาของโทยะร่วมกับเธอ
.
เอลเซ่นั้นมีปมด้อยเมื่อเทียบตัวเองกับน้องสาวเพราะนิสัยห้าวหาญไม่เกรงกลัวใครและต่อยเด็กผู้ชายทุกคนที่แกล้งน้องเธอจนถูกมองว่าไม่ใช่เด็กผู้หญิง จึงไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเลยที่จะมองและปฏิบัติต่อเธอแบบ “ผู้หญิง” แม้ว่าเอลเซ่จะไว้ผมยาวเพื่อให้ดูเป็นผู้หญิงแต่เจ้าตัวยังไม่เคยรู้สึกว่าจะมีใครมองเธอเป็นผู้หญิงเลยซักคน แต่โทยะไม่ใช่แบบนั้นนับตั้งแต่พบกันเขาก็ปฏิบัติต่อเธอและมองเธอในฐานะผู้หญิงมาตลอด ถึงขนาดซื้อชุดให้และชมว่าเธอเหมาะกับชุดน่ารัก ๆ ที่เธอชอบแต่ไม่กล้าใส่เพราะกลัวว่าจะโดนล้อและบอกว่าไม่เหมาะนั่นจึงทำให้หัวใจของเอลเซ่โอนเอียงและเริ่มชอบเขา แต่พอโทยะมียูมิน่ามาอยู่ข้าง ๆ เอลเซ่ก็คิดจะยอมแพ้และเดินเคียงข้างเขาไปในฐานะของเพื่อนก็ได้แต่ยูมิน่าเปิดโอกาสเธอจึงรับมันไว้และตกลงเป็นเจ้าสาวในที่สุด ลินเซ่เองก็ไม่ต่างกันเธอมีปมกับพี่สาวเพราะเธอเป็นคนขี้อายและขี้ขลาดและไม่ถูกโรคกับผู้ชายอย่างแรงเพราะโดนแกล้งในสมัยเด็ก ๆ ทำให้เธอมักจะพูดตะกุกตะกักติด ๆ ขัด ๆ แต่กับโทยะต่างออกไปเขาไม่หงุดหงิดเวลาที่เธอพูดติด ๆ ขัด ๆ รับฟังเรื่องราวที่เธอพูดและชื่นชมในสิ่งที่เธอสอนเขา จนเธอเริ่มพูดคุยกับเขาอย่างปกติและเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ความสนิทเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความชอบพอโทยะพายูมิน่ามาเธอก็เจ็บแปล๊บในอกแต่ก็คิดว่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ก่อนจะเจอข้อเสนอของยูมิน่า แม้ตอนแรกจะลังเลแต่พอเจอเหตุการณ์ที่บาบิโลนการเด้นหลังจากเชสก้าจูบโทยะ ความรู้สึกที่อยู่ในใจของลินเซ่ก็ระเบิดออกมาในที่สุดเธอจึงสารภาพรักกับโทยะและจูบเขาและยอมรับข้อเสนอเรื่องมาเป็นเจ้าสาวในเวลาต่อมา
.
ส่วนยาเอะในตอนแรกที่ได้รับความช่วยเหลือจากโทยะเธอก็คิดว่าเขาเป็นคนอิเชนเช่นเดียวกับเธอแต่ซักพักเธอก็รู้ว่าไม่ใช่แถมตัวของโทยะก็มีปริศนามากมายที่เธอไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาดาบที่แปลกประหลาดหรือทักษะที่สามารถลอกเลียนวิชาของเธอไปใช้ได้ในเวลาอันสั้นแต่พอฝึกซ้อมกับโทยะไปเรื่อย ๆ เธอก็เริ่มสนุกกับการใช้เวลาอยู่กับโทยะแถมแนวคิดและความชอบของโทยะก็เหมือนกับคนอิเชนมากแถมบุคคลิกภาพก็ยังคล้าย ๆ กับพี่ชายของยาเอะอีกทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าเขาเหมือนกับครอบครัวมากขึ้นสำหรับเด็กสาวที่ต้องจากบ้านมาไกลเป็นนาน ๆ ความรู้สึกแบบนั้นเริ่มทำให้ยาเอะเริ่มมีใจให้โทยะขึ้นมาบ้างแต่เพราะการปรากฏตัวของยูมิน่าทำให้ยาเอะตระหนักว่าความรู้สึกของตนคงส่งไปไม่ถึงแล้วแต่ยูมิน่าก็มายื่นข้อเสนอให้ทำให้ยาเอะสับสนไปพักใหญ่แต่สุดท้ายก็ตกลงรับข้อเสนอในภายหลังซึ่งเรื่องที่ยูมิน่าทำสัญญาลับกับพวกเอลเซ่เรื่องที่เป็นเจ้าสาวร่วมกันนั้นก็อยู่ในช่วงที่โทยะได้รับคฤหาสน์จากราชาแห่งเบลฟาสและย้ายไปอยู่เมืองหลวงนั่นเองแน่นอนว่าโทยะไม่เคยรู้เรื่องนี้
.
หลังจากเหตุการณ์ที่โทยะยอมรับ ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะ เป็นเจ้าสาวเรียบร้อยแล้ว (แต่เนื่องจากประกาศไปแล้วว่าจะแต่งงานตอนอายุสิบแปดจึงไม่กล้ากลับคำบวกกับความไม่พร้อมหลาย ๆ อย่างของโทยะเองทำให้ยังคงใช้ข้ออ้างเดิมไม่แต่งงานไปพลาง ๆ ก่อน) ก็ได้มีการประชุมลับครั้งแรกของเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งสี่เกิดขึ้นและนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง “สภาเจ้าสาวของโทยะ” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกโดยจุดมุ่งหมายหลักที่ยูมิน่าก่อตั้งสภานี้ขึ้นก็เพื่อปกป้องโทยะจากผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากพลังของเขาและยังบอกอีกว่าในอนาคตโทยะจะต้องมีคู่หมั้นเพิ่มขึ้นแน่นอนแถมยังบอกด้วยว่าซูก็คงจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยแต่เด็กคนนี้ไม่มีปัญหาและเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้หญิงจำพวกที่จะใช้พลังของโทยะเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและญาติพี่น้องมายืนอยู่ในสถานะเดียวกับตนเองโดยเฉพาะพวกขุนนาง เพราะในยุคนั้นการแต่งงานทางการเมืองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นยูมิน่าจึงไม่ต้องการผู้หญิงที่คิดแต่เรื่องของตัวเองมาก่อนเรื่องความปลอดภัยและความสุขของโทยะมาเป็นส่วนหนึ่งของสภาแห่งนี้โดยเด็ดขาดและตัวเธอเองแม้จะเป็นเจ้าหญิงแห่งเบลฟาสแต่หากว่าพ่อของเธอคิดจะให้โทยะทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายเธอพร้อมจะคัดค้านและปฏิเสธที่จะทำตาม ส่วนพวกที่จะมาเข้าร่วมกับสภานี้ถ้าหากมาด้วยจุดประสงค์อื่นก็จะโดนข้ออ้างว่ามีสี่คนแล้วผลักกลับไปแต่ถ้าใครมาด้วยความรักและพร้อมจะสนับสนุนผลักดันโทยะแบบเดียวกับพวกเธอแล้วล่ะก็สภาแห่งนี้ก็พร้อมเปิดรับ
.
และหลังจากที่มีกันสี่คนอยู่พักใหญ่ ๆ โทยะก็ได้เข้าไปพัวพันกับเหตุก่อปฏิวัติที่จักรวรรดิ์เรกุรุสและได้พบกับรูเชียเข้า แน่นอนว่าสำหรับรูเชียแล้วโทยะคือวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตเธอ ช่วยชีวิตพ่อของเธอ ช่วยชีวิตพี่ชายของเธอและยังช่วยเหลือบ้านเกิดของเธอให้รอดพ้นจากพวกปฏิวัติอีกด้วยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รูเชียจะหลงรักโทยะ (จริง ๆ รู้สึกชอบตั้งแต่ตอนช่วยเธอกับพ่อ) แน่นอนว่ายูมิน่าเล็งเห็นจุดนั้นและหลังจากได้ทำการทดสอบจนแน่ใจนี้จึงได้ทำการเจรจาลับกับรูเชียและยังมีการตกลงกันระหว่างราชาเบลฟาสกับจักรพรรดิ์เรกุรุสอีกด้วยซึ่งถึงแม้ในนิยายจะไม่ได้บอกว่าพวกเขาคุยอะไรกันแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจบศึกครั้งนี้ก็ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากนักบวกกับรู้นิสัยของโทยะดีว่าคงไม่คิดจะเรียกร้องอะไรแต่แรกแล้วทุกอย่างจึงเข้าทางตามแผนที่พวกเขาวางเอาไว้ทั้งหมดซึ่งถ้าดูจากบทสนทนาในช่วงเวลานั้นก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นการเตี้ยมรอไว้เพราะ ราชาเบลฟาสได้พูดเรื่องที่โทยะยอมรับยูมิน่าไปเป็นเจ้าสาวอย่างโจ่งแจ้งและจักรพรรดิ์ก็ต่อทันทีว่าให้รับรูเชียไปด้วยอีกคน จากนั้นพอโทยะจะค้านยูมิน่าก็เข้ามาปิดประตูหนีของโทยะโดยเธอและสมาชิกคนอื่นได้แสดงความเห็นชอบที่ให้รูเชียเข้าร่วมสภาเจ้าสาวฯ ถ้าจะถามว่าทำไมจักรพรรดิ์เรกุรุสยอมง่าย ๆ กับเรื่องนี้ก็คงเดาได้ไม่ยากทั้งหมดมีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้องอยู่นั่นเอง ผลประโยชน์แรกที่ยูมิน่าหมายตาจากการที่ดึงรูเชียเข้ามาร่วมก็คงหนีไม่พ้นการผลักดันสถานภาพของโทยะให้อยู่ในจุดที่สามารถแต่งงานกับเธอได้ โดยการทำข้อตกลงร่วมกันของสองประเทศที่จะแบ่งดินแดนตรงบริเวณชายแดนของทั้งเบลฟาสและเรกุรุสเพื่อยกให้เป็นเขตปกครองของโทยะพร้อมกับทำการรับรองสถานะให้เป็นราชรัฐและให้โทยะปกครองดินแดนเล็กตรงนั้นไปถึงแม้ว่าจะเป็นแค่อาณาจักรเล็ก ๆ แต่การเป็นสถานะผู้ปกครองนั้นก็ไม่ได้ด้อยค่าโทยะที่ถูกยกสถานะให้เป็นระดับผู้ปกครองดินแดนแล้วสามารถจะแต่งงานกับชนชั้นปกครองด้วยกันได้สบายโดยสังคมไม่อาจโต้แย้งเรื่องความไม่เหมาะสมทางฐานะนันดรได้ ส่วนทางด้านของจักรวรรดิ์เรกุรุสแล้วการยกรูเชียใช้แต่งงานกับโทยะนอกจากข้ออ้างในเรื่องสัญลักษณ์แห่งการพันธมิตรระหว่างเรกุรุสกับเบลฟาสที่มีประวัติขัดแย้งกันมายาวนานแล้วการทำเช่นนี้ก็ยังถือเป็นหลักประกันว่าโทยะจะไม่หันมาเล่นงานจักรวรรดิ์เรกุรุสและจะช่วยเป็นกำลังให้หากว่ามีใครรุกรานจักรวรรดิ์ที่กำลังอ่อนแอในด้านกำลังรบในตอนนี้
.
แม้ว่าในตอนแรกโทยะไม่อยากจะย้ายไปอยู่บรุนฮิวและคิดว่าปล่อยมันไว้แบบนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่ก็โดนบรรดาเจ้าสาวบอกว่ายังไงก็ไม่ได้เพราะเมื่อใดที่ประกาศการหมั้นหมายระหว่างเขากับยูมิน่าและรูเชียออกไปแล้วแต่ยังอยู่เบลฟาสต่อผู้คนจะมองว่าโทยะโอนเอียงไปทางเบลฟาสมากกว่าได้และอาจจะเกิดความไม่พอใจได้ ดังนั้นการที่จะสามารถแต่งงานกับเจ้าหญิงของประเทศมหาอำนาจในเขตนี้ถึงสองคนพร้อมกันการให้เขามาออกมาตั้งอาณาจักรของตัวเองและส่งลูกสาวให้แต่งออกไปอยู่กับเขาดูจะเป็นการสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายและช่วยทำให้คนอื่น ๆ มองว่าโทยะไม่ได้เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกจากนี้จุดที่บรุนฮิวตั้งอยู่ถ้าวัดระยะทางมันเป็นระยะทางที่สั้นที่สุดที่จะเดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงของทั้งสองฝ่ายแต่ตรงนั้นมีสัตว์อสูรและโจรป่าอยู่เยอะจึงบุกเบิกเส้นทางไม่ได้ครั้นจะยกกองทัพไปปราบก็ติดชายแดนเกินไปการยกทัพขนาดใหญ่ไปประชิดชายแดนอีกฝ่ายก็เป็นอะไรที่ดูไม่ดีและอาจมีใครบางคนใช้เป็นเหตุผลให้เกิดข้อพิพาทตามมาภายหลังได้แต่ถ้าส่งโทยะไปบุกเบิกและเฝ้าเส้นทางไว้ก็จะเป็นผลดีต่อการคมนาคมค้าขายเรียกว่าใช้ลูกเขยแบบสุดคุ้มไปเลยก็คงไม่ผิดนัก แต่ว่าการก้าวกระโดดของโทยะก็ส่งผลต่ออาณาจักรรอบข้างอย่างริฟริสที่ราชาต้องมาพบกับโทยะด้วยตัวเองเพื่อดูท่าทีและประเมินว่าโทยะจะเป็นภัยต่ออาณาจักรของตนหรือไม่ ซึ่งรายนี้ถ้าไม่ติดว่ายกเจ้าหญิงริริเอลให้คนอื่นไปแล้วก็คงจะยกให้แต่งกับโทยะด้วยเหมือนกันเพื่อเป็นหลักฐานความเป็นพันธมิตร แต่โทยะโล่งใจที่ริริเอลไม่ได้มาเป็นหนึ่งในคู่หมั้นของเขาเพราะรับงานอดิเรกของหล่อนไม่ได้อย่างแรง
.
แต่การหมั้นหมายอย่างเป็นทางการของโทยะกับยูมิน่าและรูเชียไม่ได้ถูกประกาศในทันทีหลังก่อตั้งบรุนฮิวแต่ถูกประกาศภายหลังจากสถาปนาอาณาจักรไปช่วงเวลาหนึ่งแล้วทั้งนี้ก็เพราะต้องรอดูว่าน้องของยูมิน่าที่กำลังจะเกิดมานั้นเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงเพราะมันมีผลต่อการคงอยู่คงอาณาจักรเบลฟาสในภายภาคหน้าและเพราะโชคดีที่ได้เด็กที่เกิดมาเป็นผู้ชายอาณาจักรเบลฟาสจึงมีผู้สืบทอดและสามารถส่งยูมิน่าให้แต่งงานออกไปยังตระกูลอื่นได้ การหมั้นหมายอย่างเป็นทางการของโทยะกับยูมิน่าและรูเชียถูกประกาศหลังจากเจ้าชายยามาโตะถือกำเนิด (เหตุการณ์อยู่ในช่วงนิยายเล่มหกหลังรับซูเข้ามาแล้ว) แต่ไม่ได้ประกาศเรื่องของ เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ และซูออกไป ในเวลานั้น แต่การที่เจ้าหญิงจากสองอาณาจักรใหญ่ถูกส่งให้ไปแต่งงานกับราชาของอาณาจักรที่เพิ่งก่อตั้งไม่นานแค่นั้นก็เป็นข่าวที่สะท้านสะเทือนวงการมากแล้วและถึงแม้ว่าจะมีขุนนางจากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยและไม่พอใจกับการประกาศหมั้นหมายในครั้งนี้อยู่บ้าง (โดยมากก็คือพวกที่เล็งจะแต่งกับเจ้าหญิงทั้งสองนั่นแหละ)แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วอันที่จริงก็เคยมีคนที่ขัดขวางการหมั้นหมายของโทยะชนิดส่งคนมาลอบทำร้ายและป้ายสีความผิดเพื่อให้โทยะหลุดจากเป็นคู่หมั้นหมาย(อย่างไม่เป็นทางการ) กับยูมิน่าอยู่เหมือนกัน (โดยเหตุการณ์อยู่ในบทคั่นของของนิยายเล่มสี่ก่อนที่โทยะจะได้พบกับรูเชีย) นั่นก็คือมาควิสไรเจลที่ต้องการจะให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับยูมิน่าเพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจแต่สุดท้ายก็โดนโทยะกับพ่อของยูมิน่าจัดการและด้วยความผิดมากมายที่ก่อไว้ทำให้ตระกูลของมาควิสล่มสลายไปในที่สุด และถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการประกาศหมั้นหมายกับเอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะแต่โทยะก็ทำการเดินทางไปสู่ขอพวกเธอจากพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของพวกเธออย่างถูกต้อง สำหรับเอลเซ่กับลินเซ่ ที่ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้วจึงต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวน้าชายที่เป็นชาวสวนในชนบทของริฟริสแต่เนื่องจากเป็นชาวสวนฐานะไม่ได้ดีอะไรและยังมีลูกหลายคนอีกด้วยทำให้ เอลเซ่และลินเซ่ตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตกันตามลำพังสองพี่น้องเพราะไม่อยากเป็นภาระและการที่พวกเธอได้แต่งงานกับคนทีมีฐานะเป็นุถึงเจ้ารัฐแห่งหนึ่งแล้วครอบครัวของคุณน้าก็ไม่คัดค้านเพราะนี่จะช่วยให้ชีวิตของสองพี่น้องนี้มั่นคงและสุขสบาย ส่วนครอบครัวของยาเอะนั้นคาดเดาได้จากปฏิกิริยาของยาเอะในตอนที่พาพวกโทยะมาพบที่บ้านครั้งแรกแล้วดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าซักวันจะต้องลงเอยแบบนี้พ่อแม่ของยาเอะจึงยกลูกสาวให้โดยไม่มีการคัดค้านแต่อย่างใด
.
ย้อนกลับมาก่อนหน้าการประกาศหมั้นหมายอย่างเป็นทางการเล็กน้อยหลังจากโทยะรับรูเชียเป็นหนึ่งในคู่หมั้นและพัฒนาอาณาจักรบรุนฮิวไปได้พักหนึ่งก็เกิดมีคนมาสู่ขอซูไปเป็นเจ้าสาวโดยผู้มาสู่ขอก็คือเจ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรรีเนียนามว่า “ซาบุน” ซึ่งเป็นคนที่มีข่าวลือไม่ค่อยดีนักและดยุคออทรินเด้ก็มีเครียดหนักเพราะไม่อยากยกลูกสาวให้ผู้ชายที่อายุเกินสามสิบแถมจากข้อมูลที่หน่วยเอสเปี้ยนรวบรวมมาเจ้าชายซาบุนนั้นมีประวัติข่มขืนเมดและลูกขุนนางรวมรวมถึงฉุดคร่าผู้หญิงในเมืองมาทำมิดีมิร้ายอยู่เป็นประจำเพื่อปกป้องซูเอาไว้ดยุดออทรินเด้จึงใช้โทยะเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ยกลูกสาวให้โดยบอกว่าเขาก็ยกลูกสาวเขาให้กับเจ้ารัฐบรุนฮิวไปแล้วส่วนโทยะเองในตอนนั้นก็เออออห่อหมกไปด้วยเพราะเขาต้องการปกป้องซูเช่นกันหลังจากรู้ว่าเจ้าชายซาบุนอยากจะแก้แค้นซูที่ไปหัวเราะเยาะเขาในงานเลี้ยงจึงอยากทำให้ซูกลายเป็นทาสบำเรอของตน แต่ว่าพอความวุ่นวายในรีเนียจบลงและเจ้าชายซาบุนก็โดนจัดการไปเรียบร้อย ดยุคออทรินเด้ก็หักหลังโทยะโดยถือว่าการยกลูกสาวให้นั้นไม่ใช่การโกหกแต่เป็นเรื่องจริงและโทยะก็ได้ตอบตกลงแล้วด้วยทำให้โทยะไม่สามารถผลักไสซูออกไปได้และซูก็ได้เข้าร่วมสภาเจ้าสาวโทยะดังที่ยูมิน่าคาดการณ์ไว้ในที่สุด อนึ่งในช่วงเวลาที่สืบข้อมูลเพื่อเล่นงานซาบุนนั้นเขาก็ได้ทราบข้อมูลสำคัญเรื่องจาก “เบลฟลอล่า” ผู้ดูแลบาบิโลนโรงแปรธาตุว่าในอนาคตที่ด็อกเตอร์เรจีน่าเห็นนั้นเขาจะมีเจ้าสาวทั้งหมดเก้าคนซึ่งนั่นก็ทำเอาโทยะช็อคไปนิดหน่อยและปิดเรื่องนี้เป็นความลับเอาไว้ แต่เพราะความปากโป้งเพลริโอร่าผู้ดูแลบาบิโลนป้อมปราการทำให้เรื่องนี้รู้ถึงหูพวกยูมิน่าจนได้และโทยะโดนว่าที่เจ้าสาวลงโทษไปตามระเบียบ (โดยต้องแสดงความรักในการจูบพวกเธอทุกคนแต่หลังจากจูบไปแล้วก็โดนยาเอะกับเอลเซ่ที่เขินจัดซัดหมอบ) ซึ่งในตอนนั้นโทยะไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขาได้พบกับเจ้าสาวในอนาคตของเขาอีกสามคนที่เหลือนั้นเรียบร้อยถ้าจะบอกว่า “ลูกธนูได้ถูกปล่อยออกไปแล้ว” ก็คงไม่ผิด
.
โดยก่อนหน้าที่ความลับเรื่องเจ้าสาวมีทั้งหมดเก้าคนจะแตก โทยะได้ช่วยเหลือผู้หญิงสองคนเอาไว้นั่นก็คือเด็กสาวปริศนาที่ถูกใครบางคนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียความทรงจำไปโทยะช่วยชีวิตเธอแล้วตั้งชื่อให้ว่า “ซากุระ” และได้ให้เธอพักอยู่ปราสาทบรุนฮิวในฐานแขก ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือ ฮิลเดการ์ด มินัส เรสเทีย เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเรสเทียที่กำลังเสียท่าให้กับพวกเฟรซที่มาบุกโจมตีบริเวณชายแดนอาณาจักรของเธอและหลังจากนั้นไม่นานอาณาจักรยูโรนก็ได้ยกทัพไปรุกรานอาณาจักรฮาน็อค โทยะจึงต้องยื่นมือเข้าไปเพื่อหยุดยั้งกองกำลังของยูโรนเพราะ ฮาน็อคอยู่ติดกับเรกุรุสหากฮาน็อคล้มโอกาสที่ยูโรนจะรุกต่อมายังเรกุรุสก็มีอยู่ดังนั้นโทยะจึงต้องทำให้ฮาน็อคเป็นกันชนเอาไว้ทว่าในระหว่างศึกนั้นก็ได้เกิดปรากฏการณ์เฟรซจำนวนนับหมื่นบุกข้ามมิติมาโจมตีจนยูโรนถึงกับล่มสลายเพราะเมืองหลวงถูกการโจมตีของเฟรซระดับสูงเป่าหายไปจากแผนที่และผู้นำก็เสียชีวิตไปในเหตุการณ์นั้นนั่นเอง หลังจบศึกเฟรซ อดีตราชาแห่งอาณาจักรเรสเทียและนักผจญภัยระดับทองคนแรกของโลก “กาเรน ยูนัส เรสเทีย” ก็ได้เล็งเห็นว่าเฟรซนั้นคือภัยคุกคามที่น่ากลัวแต่ผู้ที่มีพลังพอจะต่อกรกับภัยคุกคามนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าและหากว่า เจ้ารัฐแห่งบรุนฮิวผู้นั้นเป็นคนทะเยอทะยานแล้วล่ะก็เรสเทียจะรับมือกับเจ้ารัฐผู้นั้นได้อย่างไรเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรุนฮิวเพื่อสังเกตท่าทีของโทยะและประเมินว่าเรสเทียควรจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ฮิวด้าก็ขอติดตามมาด้วยส่วนหนึ่งก็เพราะเธออยากพบกับโทยะอีกครั้ง
.
สำหรับฮิวด้าแล้วจุดเริ่มต้นของความสนใจที่เธอมีต่อโทยะก็คือความห้าวหาญและฝีมือที่แข็งแกร่ง ชายผู้ปรากฏตัวออกมาช่วยเหลือเธอจากความสิ้นหวังและกำจัดอสูรกายผลึกที่เธอและเหล่าอัศวินผู้ใต้บังคับบัญชาไม่จะต่อกรได้เลยนอกจากนี้เขาก็ยังมอบดาบคริสตัลให้กับเธอถึงสามเล่ม ซึ่งดาบสามเล่มนั้นสำหรับโทยะมันก็แค่ของสั่ว ๆ ที่เขาทำขึ้นมาใช้ทั่วไปในกองอัศวินไม่ได้มีสกิลพิเศษแบบที่สร้างให้กับยาเอะ เอลเซ่ หรือรูเชีย แต่สำหรับฮิลด้าแล้วดาบสามเล่มนี้ทรงพลังมากจนแทบจะเหนือกว่าดาบศักดิสิทธิ์เรสเทียที่ตกทอดมาในตระกูลของเธอเสียอีก คิดถึงเรื่องนั้นทีไรเธอก็รุ่มร้อนในอกทุกครั้งและทำให้เธออยากรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่และในระหว่างที่เดินทางกลับปราสาทฮิวด้าก็ได้สอบถามข้อมูลของโทยะจากพวกพ่อค้าเร่ทำให้เธอได้รู้เรื่องราววีรกรรมมากมายของโทยะตั้งแต่ปราบมังกร ไปจนถึงผลงานการปราบกองทัพปฏิวัติที่เรกุรุส นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่เขายกมังกรที่เขาฆ่าได้ทั้งตัวให้กับหมู่บ้านที่มิสนิด (โลกนี้มีกฏว่าใครที่จัดการมอนสเตอร์ตัวนั้นได้จะได้สิทธิขาดในซากมอนสเตอร์ตัวนั้น) เพื่อฟื้นฟูหมู่บ้านที่ถูกทำลาย (คิดเป็นเงินก็หลายล้านอยู่) แถมยังมีเรื่องของเคเฟ่อ่านจันทราที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านหนังสือได้ง่าย ๆ (ในยุคสมัยนั้นหนังสือเป็นของราคาแพงเพราะไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เจริญเหมือนสมัยนี้ หนังสือจึงเป็นของที่มีราคาแพงมากจนคนฐานะธรรมดาไม่มีโอกาสเข้าถึง) นอกจากความเก่งกาจในเชิงการต่อสู้แล้วยังใจกว้างอีกเรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของชายในสเปคของฮิวด้าเลยทีเดียวความรู้สึกหลงรักจึงเริ่มก่อตัวขึ้นมาในหัวใจของฮิวด้าและทำให้โทยะกลายเป็นรักครั้งแรกของเธอไป
.
แต่เรื่องราวมันก็ดันมาสะดุดตอนที่ฮิวด้ารู้ว่าโทยะมีคู่หมั้นอยู่แล้วถึงหกคนทำให้รักแรกของเธอแทบจะแหลกสลายแต่ยาเอะก็เข้ามาเชิญชวนให้ฮิวด้ามาเป็นเจ้าสาวคนที่เจ็ดซึ่งฮิลด้าก็ตอบตกลงและเมื่อนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาทุกอย่างก็ผ่านฉลุยแม้จะต้องผ่านด่านคุณปู่นิดหน่อยแต่ปู่แกก็แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวางจริง ๆ จัง ๆ แต่แรกแล้วด้วยเหตุนี้เองฮิลด้าจึงเข้ามาเป็นสมาชิกของสภาฯ ได้สมใจปราถนาแต่กระนั้นฮิวด้าก็เรื่องกังวลใจอยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานครั้งนี้นั่นก็คือ “โทยะรักเธอจริงหรือเปล่า?” แม้ว่าเธอจะดีใจที่จะได้เป็นภรรยาของโทยะแต่การที่รักใครซักคนแล้วเขาไม่รักตอบมันคือความทรมานอย่างที่สุด และยังมีความคิดว่าที่โทยะยอมแต่งกับเธออาจจะเพราะเธอเป็นเจ้าหญิงของเรสเทียก็ได้ (ผลประโยชน์ทางการเมือง) ความรู้สึกนี้กัดกินใจฮิวด้ามาตลอดจนกระทั่งเธอพูดมันออกมาในนิยายเล่มสิบสามซึ่งโทยะก็ได้แสดงให้ฮิวด้าเห็นว่าเขารัก ฮิวด้าในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่ฮิวด้าที่เป็นเจ้าหญิงอัศวินจึงทำให้ความกลัวนี้ของฮิวด้าหายไปในที่สุด
.
ส่วนทางด้านพ่อ แม่ และพี่ชายของฮิวด้าไม่มีใครคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้สาเหตุหลักก็เพราะในที่สุดลูกสาวสุดแก่นกระโหลกก็ขายออกซะที เพราะตามจริงฮิวด้าควรจะต้องมีคนมาทาบทามสู่ขอแล้ว (โลกนี้เชื้อพระวงศ์ส่วนมากจะมีการทาบสู่ขอกันตั้งแต่อายุประมาณ 10 - 14 ) แต่ฮิวด้าอายุจะสิบหกอยู่แล้วยังไม่มีใครมาขอเลยแถมคนผู้ที่มาขอยังเป็นเจ้ารัฐที่กำลังเป็นที่กระแสสุดฮ๊อตในตอนนี้ซะอีกนอกจากจะได้หลักประกันว่าจะไม่โดนโทยะรุกรานแล้วยังจะช่วยให้ปลอดภัยจากพวกเฟรซอีกด้วยเรียกว่าลาภลอยก้อนโตมาเกยถึงที่ขนาดนี้ไม่คว้าไว้ก็แย่แล้ว (แถมยังได้คนซ่อมดาบศักดิสิทธิ์อีก) ส่วนบรุนฮิวเองก็ได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรกับเรสเทียที่ตอนนี้เป็นขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดทางซีกฝั่งตะวันออกหลังยูโรนล่มสลาย ดั่งที่รูเชียได้บอกไว้ว่าถึงเธอกับยูมิน่าจะเป็นเจ้าหญิงแต่ก็เป็นเจ้าหญิงของเขตตะวันตก แต่ฮิลด้าเป็นเจ้าหญิงจากฝั่งตะวันออกการเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดในเขตนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี ถ้ามองในแง่ของเศรษฐกิจการค้ารวมถึงความมั่นคงแล้วโทยะสามารถเข้าไปทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเขตตะวันออกได้โดยมีอำนาจของเรสเทียหนุนหลังอำนวยความสะดวกและยังช่วยเป็นกันชนพร้อมแหล่งรวบรวมข้อมูลการเคลื่อนไหวทางฝั่งตะวันออกได้เป็นอย่างดี
.
ต่อมาในเคสของรีน แม้ว่าเธอจะปรากฏตัวออกมาตั้งแต่เล่มที่สองและตามติดพวกโทยะอยู่ตลอดและถ้าสังเกตุดี ๆ ก็จะเห็นว่าเธอก็จะทอดสะพานให้โทยะอยู่เรื่อย ๆ ไล่ตามจากมิสนิดมายังเบลฟาสจนถึงบรุนฮิวโน่นแหละแต่กว่าจะถูกยอมรับให้เข้าสภาฯก็ปาเข้าไปเล่มแปดแล้วแต่ถ้าเรานับสิ่งที่เธอทำมาตลอดนับตั้งแต่มาวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวโทยะ ไม่ว่าจะเป็นการเบรกสถานการณ์วุ่น ๆ ในวงสนทนาบ้าง หยอกเล่นบ้าง ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาหลายอย่างที่เป็นประโยชน์มากมายต่อโทยะเสมอมาโดยเฉพาะเรื่องราวของมีอยู่ “บาบิโลน” หากว่าไม่ได้รีนที่นำข้อมูลตรงนี้มาให้แล้วล่ะก็โทยะก็คงไม่ได้พลังเทคโนโลยีโบราณนี้มาครองแน่ ๆ รวมไปถึงถ้าหากไม่ได้พบรีนโทยะก็จะไม่มีทางได้รู้จักกับเวทโปรแกรมที่นำมาผลิตไอเท็มต่าง ๆ มากมายในภายหลัง แม้ว่ารูปร่างจะเป็นเด็กแต่เธอเป็นเผ่าภูติที่ถือว่าเป็นเผ่าอายุยืนจึงเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาเจ้าสาวทั้งเก้าคนของโทยะ มีความรู้และความสามารถหลายด้านโดยเฉพาะด้านเวทมนตร์ทำให้หลังจากตกลงที่เป็นเจ้าสาวของโทยะแล้วเธอจึงควบตำแหน่งจอมเวทวังหลวงของบรุนฮิวด้วย แต่น่าเสียดายที่ในนิยายกลับไม่ได้มีจุดที่บอกความคิดของเธออย่างชัดเจนว่าถูกใจโทยะที่ตรงไหนแบบคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ แต่หากสังเกตจากการกระทำและคำพูดของเธอที่เปรยมาเป็นพัก ๆ ก็จะรู้ได้ว่ารีนสนใจโทยะมาตั้งแต่ต้นเมื่อรู้ว่าโทยะใช้เวทมนตร์ได้ทุกธาตุและยังลอกเอาเวทโปรแกรมของเธอไปใช้ได้ง่าย ๆ ถึงขนาดบอกว่าโทยะคือของที่ดีที่สุดที่โพล่าพามานับตั้งแต่เจอชาล็อตและออกปากชวนให้โทยะมาเป็นลูกศิษย์ของเธอแต่โทยะไม่เอาด้วย (แผนสานสัมพันธ์แบบศิษย์อาจารย์แล้วค่อยจับกินล้มเหลว)
.
หลังจากพบบาบิโลนห้องสมุดรีนก็ดีใจที่จะได้เข้าถึงภูมิปัญญาโบราณที่หายสาปสูญเสียทีแต่โทยะไม่อนุญาตให้รีนใช้ตามใจเพราะอย่างไรซะในตอนนี้รีนยังคงเป็นราชินีของเผ่าภูตหนึ่งในคนใหญ่คนโตของมิสนิดและยังมีสถานะเป็นทูตของมิสนิดที่มาประจำอยู่ที่บรุนฮิวอยู่จะให้เข้าถึงความรู้พวกนั้นง่าย ๆ ก็คงจะไม่ได้แม้ว่ารีนจะเป็นมิตรแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเธอจะไม่นำความรู้พวกนั้นไปส่งต่อให้คนอื่นที่มิสนิด หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ รีนเป็นคนนอกที่ไม่สามารถไว้วางใจให้รู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในบาบิโลนห้องสมุดได้และถ้าความลับของบาบิโลนรั่วไหลแล้วล่ะก็อาจจะนำพาความวุ่นวายมาให้ในภายหลังดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจเธอจึงลาออกจากตำแหน่งราชินีของเผ่าภูติร่วมถึงตำแหน่งทูตของมิสนิดและขอให้โทยะรับเธอเป็นจอมเวทวังหลวงของบรุนฮิวและขอเป็นเจ้าสาวของเขาด้วยแต่ในตอนแรกโทยะปฏิเสธเพราะคิดว่ารีนล้อเล่นแถมยังคิดว่ารีนที่อยู่มานานขนาดนี้น่าจะเคยแต่งงานมาแล้วซักครั้งสองครั้ง ดีไม่ดีอาจจะมีลูกแล้วก็ได้ แต่สรุปแล้วผิดถนัดรีนยังคงโสดซิงมาตลอดหกร้อยปีแถมรูปร่างเป็นก็ดันดูเหมือนเด็กเพราะการเจริญเติบโตของเธอดันหยุดลงเร็วกว่าคนอื่น ๆ เขาทำให้รีนหาแฟนไม่ได้ซักทีแถมคนที่มาจีบเธอส่วนใหญ่ก็ดันเป็นพวกมีรสนิยมแปลก ๆ (ในเรื่องไม่ระบุว่าแปลกที่ว่านั้นหมายถีงอะไร) แต่เธอไม่เล่นด้วยส่วนโทยะเป็นชายคนแรกที่เธอถูกใจ ถูกใจมาก ๆ ขนาดว่าให้แต่งงานด้วยก็ยอมแถมยังบอกว่าเธอนั้นปรนนิบัติเก่งยังไงจะให้อยู่ในตำแหน่งชู้ไปก่อนก็ได้ ทำเอาโทยะลังเลไปชั่วขณะ แต่ถึงแม้จะยังไม่ให้คำตอบแต่ก็ยอมให้รีนขึ้นไปใช้ห้องสมุดตามใจได้แต่กำชับว่าอย่าเอาไปเผยแพร่ให้คนนอกรู้เด็ดขาดและเมื่อเรื่องที่ว่ารีนอยากจะร่วมสภาฯรู้ไปถึงหูภรรยาคนอื่น ๆ ก็ได้รับการอนุมัติผ่านแบบไม่ยากเย็นเพราะรู้จักมักคุ้นกันดีอยู่แล้ว
.
ในเคสของรีนนั้นพ่อกับแม่ของเธอไม่ได้อยู่ที่โลกนี้แล้วแต่ไม่ใช่ว่าตายพวกเขาทั้งสองเดินทางไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบที่โลกแห่งภูติ “อวาลอน” แถมรีนก็ไม่มีพี่น้องด้วย ทว่าก็มีคนที่ออกตัวคัดค้านการแต่งงานของรีนอยู่คนผู้นั้นก็คือ “อีริส” จอมเวทวังหลวงของมิสนิดคนปัจจุบันผู้มีความสนิทสนมกับรีนมาก ๆ ค้านหัวชนฝาไม่ยอมให้โทยะแต่งงานกับรีนถึงขนาดนำบททดสอบของภูติมาใช้เพราะคิดว่าโทยะคงไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ก็จะกลายเป็นข้ออ้างที่ดีที่อิริสจะคัดค้านและไล่ส่งโทยะไปให้พ้น ๆ แต่โทยะก็ผ่านทั้งหมดแบบสบาย ๆ แถมผู้อาวุโสของเผ่าภูติก็ยังยอมรับและสนับสนุนอีกทำให้อีริสหมดข้ออ้าง ซึ่งภายหลังอีริสก็ยอมรับว่าทั้งหมดที่ทำไปก็เพราะความเหงาที่จะต้องแยกจากรีนแต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมรับในความสัมพันธ์ของโทยะกับรีน ส่วนในเรื่องของการเมืองนั้นการแต่งงานระหว่างโทยะกับรีนไม่ค่อยส่งผลใด ๆ มากนักเพราะเดิมทีราชามิสนิดกับโทยะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตั้งแต่ก่อนจะก่อตั้งอาณาจักรบรุนฮิวเสียอีกและเป็นพันธมิตรยุคแรกของพันธมิตรตะวันตกด้วย
.
สุดท้ายก็คือเคสของซากุระ ซึ่งชื่อเดิมของเธอก็คือ “ฟาลเนเซ่ ฟอลเนอุส” ผู้เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของจอมมารเซกัลดี้แห่งอาณาจักรมารเซโนอัส แต่ว่าเป็นลูกลับ ๆ ที่เกิดกับมนุษย์ที่ชื่อว่า “เฟียน่า” โทยะช่วยชีวิตเธอตั้งแต่นิยายเล่มหกทว่ากว่าที่เรื่องราวของเธอจะถูกเฉลยนั้นก็นิยายเล่มสิบโน้นแหละ แถมในนิยายยังบรรยายความรู้สึกนึกคิดของเธอไว้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภรรยาคนอื่น ๆ แถมคาแรคเตอร์ของเธอยังพูดน้อยอีกตะหากดังนั้นการแสดงความรักของเธอที่มีต่อโทยะจึงแสดงออกมาในรูปแบบของการกระทำมากกว่าคำพูด โดยหลังจากที่ถูกช่วยชีวิตมาแล้วซากุระก็อยู่ในสภาพความจำเสื่อมจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตนโทยะจึงให้อาศัยอยู่ที่บรุนฮิวโดยมีสัตว์เทพคอยคุ้มครองเธอเวลาไปไหนมาไหนในเมือง ในช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ที่บรุนฮิวนั้นเธอก็ได้เห็นว่าที่เมืองนี้มนุษย์และเผ่ามารต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขโดยไม่มีการแบ่งแยกกีดกัน มีความเท่าเทียมและพึ่งพาอาศัยกันซึ่งสภาพสังคมของโลกนี้การแบ่งแยกชนชั้นและเผ่าพันธุ์นั้นยังมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ด้วยแล้วมนุษย์สัตว์และเผ่ามารถือว่าเป็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวต่ำชั้นหรืออันตรายจนไม่ควรเข้าใกล้ และเนื่องจากอาณาจักรมารเป็นอาณาจักรปิดที่ไม่สมาคมกับอาณาจักรไหน ๆ เลยทำให้มนุษย์รู้เรื่องราวของพวกเขาน้อยมากและเพราะหวาดกลัวในรูปลักษณ์ของเผ่ามาร มนุษย์จึงมักจะโจมตีใส่พวกเขาเมื่อพบเห็นทั้งที่ความจริงมีเผ่ามารไม่น้อยที่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบร่วมกับพวกมนุษย์แท้ ๆ
.
ปมของซากุระเริ่มคลี่คลายหลังจากที่เธอได้ช่วยดาร์กเอล์ฟคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคมารแข็งตัวมาและไปตามโทยะมาช่วยรักษาให้ ซึ่งดาร์กเอลฟ์คนนี้มีชื่อว่า “สปีก้า” หลังจากโทยะรักษาเธอแล้วสปีก้าก็เข้ามาทำงานในกองกำลังอัศวินของบรุนฮิวจนกระทั่งถึงงานเทศกาลชมดอกไม้ที่จัดขึ้นที่ปราสาทบรุนฮิวและซากุระก็ได้ร้องเพลงในงานนั้น สปีก้าจำเสียงเพลงนั้นได้จึงได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในงานแต่ก็เข้าใจว่าเธอคงหลอนไปเองแม้ว่าซากุระจะหน้าตาเหมือนกับฟาลเนเซ่แต่เธอคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้วก่อนจะบอกถึงหน้าตาจะคล้ายกันแต่ผมเป็นคนละสี ทำให้โทยะเอ๊ะใจเรื่องสีผมของฟาลเนเซ่ที่สปีก้าพูดถึงนั้นเป็นสีดอกซากุระแต่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้มีผมสีดำ เมื่อเช็คกับคนอื่นเรื่องสีผมก็ซากุระแล้วทำให้รู้มีแค่สปีก้าที่มองเห็นสีผมของซากุระผิดไปจากที่ควรเป็นและเมื่อซากุระถอดเหรียญที่ห้อยคอออก สปีก้าก็ดีใจจนหลั่งน้ำตาเพราะคนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอนี่เอง หลังจากยืนยันแน่ชัดแล้วว่าซากุระกับฟาลเนเซ่เป็นคนเดียวกันอย่างแน่นอนแล้ว สปีก้าได้เล่าถึงสิ่งให้เกิดขึ้นให้ฟังว่าพวกเธอถูกนักฆ่าจากยูโรนลอบโจมตีและฟาลเนเซ่ก็หายตัวไปแต่ชิ้นส่วนแขนกับขาของเธอถูกนำมาทิ้งไว้ที่สวนภายในบ้านของสปีก้าทำให้ทุกคนคิดว่าเธอตายไปแล้วซึ่งมันก็สอดคล้องกับตอนที่โทยะพบซากุระครั้งแรกนั้นแขนกับขาของเธอถูกตัดหายไป หลังจากนั้นด้วยพลังของเวทรีคอลทำให้ความทรงจำของซากุระกลับคืนมา แต่ความกลัวในตอนนั้นก็กลับมาด้วยโทยะจึงต้องปลอบเธอและบอกว่าเขาจะปกป้องเธอเอง ส่วนซากุระก็ได้บอกว่าถ้าเป็นโทยะละก็เธอรู้สึกปลอดภัยก่อนจะกอดโทยะแต่ทว่าภาพเหตุการณ์นั้นอยู่อยู่ในสายตาของภรรยาทั้งแปดของโทยะด้วย
.
แม้ว่าได้ความทรงจำกลับมาแต่เธอก็ไม่ยอมกลับไปใช้ชื่อเดิมและขอให้ทุกคนเรียกเธอว่าซากุระแทนเพราะนี่เป็นชื่อที่โทยะตั้งให้และเธอก็ชอบชื่อนี้ด้วย ซากุระตัดสินใจจะไม่กลับไปยังเซโนอัสและอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แต่เธออยากพาแม่มาอยู่ที่นี่ด้วยดังนั้นโทยะจึงต้องพาซากุระไปยังเซโนอัส แต่หลังจากที่ได้พบกับเฟียน่าที่ปราสาทจอมมารก็เกิดเรื่องเมื่อเฟรซระดับรูลเลอร์นามว่า “กิระ” ได้บุกมาโจมตีสังหารทหารเผ่ามารมากมายโทยะเข้าไปต่อกรกับกิระจนกระทั่งบาเรียของโลกได้ผลักกิระกลับไปยังช่องว่างมิติทำให้การต่อสู้จบลงโดยที่ยังไม่ได้ผลแพ้ชนะ หลังจากที่ทราบว่าลูกสาวยังไม่ตายเซกัลดี้ก็รีบแจ้นไปหาด้วยความดีใจแต่ถูกลูกสาวเมินใส่เสียแทน เฟียน่าได้มาขออนุญาตต่อเซกัลดี้เพื่อจะเดินทางไปอยู่บรุนฮิวกับลูกสาวแม้ว่าตอนแรกเซกัลดี้จะไม่อยากให้ไปทั้งแม่และลูกแต่สู้พลังมนุษย์เมียไม่ได้จึงต้องยอมแพ้ แม้ว่าเซกัลดี้จะขอเฟียน่าแต่งงานแต่ก็โดนปฏิเสธทันควัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเพราะเฟียน่าไม่รักเซกัลดี้ทว่าหากเธอแต่งงานกับเซกัลดี้ตำแหน่งจอมมารคนต่อไปจะมาตกอยู่กับลูกสาวของเธอ เพราะตำแหน่งจอมมารของอาณาจักรเซโนอัสจะเลือกจากผู้ที่มีเขาราชันย์ที่มีพลังมากที่สุดโดยไม่เกี่ยงเพศ ส่วนสาเหตุที่ทำไมเซกัลดี้ต้องซ่อนลูกสาวเอาไว้และทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะ นอกจากจะมีแม่เป็นมนุษย์แล้วตอนซากุระเกิดมานั้นเธอไม่มีเขาราชันย์อันเป็นสัญลักษณ์สายเลือดจอมมาร ถ้าหากให้เธอใช้ชีวิตอยู่ในฐานะเจ้าหญิงล่ะก็คงจะหนีไม่พ้นการโดนดูถูกเหยียดหยามจากขุนนางรอบข้างแน่ ๆ เขาไม่อยากให้เฟียน่ากับลูกสาวต้องเจออะไรแบบนั้นจึงฝากฝังให้ตระกูลของสปีก้าที่เป็นองค์รักษ์ที่ไว้ใจได้ดูแลพวกเธอเอาไว้ตลอดมา
.
แต่หลังจากที่ซากุระโตขึ้นเขาราชันย์ของเธอก็งอกออกมาทำให้พลังเวทของเธอเพิ่มสูงขึ้นเหนือกว่าเจ้าชายทั้งสองเสียอีกแม้ว่าเฟียน่ากับตัวซากุระจะไม่ได้สนใจการสืบทอดตำแหน่งจอมมารแต่คนอื่น ๆ กลับไม่คิดเช่นนั้นและนั่นก็เป็นที่มาของการลอบสังหารซากุระในที่สุด แม้จะบอกว่าไม่แต่งด้วยแต่ก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าคิดถึงก็ให้ไปเยี่ยมเธอกับลูกที่บรุนฮิว มาถึงจุดนี้เซกัลดี้จำใจต้องฝากฝังสองแม่ลูกให้โทยะช่วยดูแลพร้อมขู่ว่าถ้าไม่ดูแลให้ดีมีเรื่องแน่ ๆ อีกตะหาก ทว่าในตอนนั้นเองซากุระได้บอกกับพ่อของเธอว่า ถ้าได้อยู่กับโทยะล่ะก็เธอจะมีความสุขแน่นอนและตอนนี้เธอก็ได้รับอนุญาตจากพวกลินเซ่ให้เป็นเจ้าสาวของโทยะเรียบร้อย พร้อมยิงประโยคเด็ดว่า “จอมมารน่ารำคาญ” ออกไปนั่นก็ทำเอาเซกัลดี้ถึงกับหมดแรงทรุดฮวบเลยทีเดียวส่วนโทยะก็ได้แต่งงว่าไปคุยตกลงกันตอนไหนไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยแถมเดินเรื่องกันไวเกินชนิดไม่ถามสุขภาพกันสักคำ แม้ว่าพ่อจะไม่อยากยกลูกสาวให้แต่คุณแม่ยอมยกให้ดังนั้นการคัดค้านของจอมมารจึงต้องโดนปัดตกแต่ก่อนกลับโทยะกับเซกัลดี้ก็ได้ร่วมมือกันวางแผนล่อตัวผู้บงการฆ่าซากุระออกมาแต่การจะสำเร็จโทษอีกฝ่ายได้เซกัลดี้จำเป็นต้องประกาศถึงการมีตัวตนของฟาลเนเซ่นและประกาศตัดความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับราชาวงศ์จอมมาร (แบบฝืนใจคนเป็นพ่อแบบสุด) รวมไปถึงการหมั้นหมายระหว่างโทยะกับซากุระด้วยดังนั้นแม้จะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของจอมมารแต่ซากุระก็ไม่ได้อยู่ในฐานนันดรของเจ้าหญิงเป็นแค่คนที่มีสายเลือดเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ส่วนเรื่องทางการเมืองระหว่างบรุนฮิวกับเซโนอัสก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่แต่ดูเหมือนว่าจะมีเผ่ามารเข้ามาในเมืองมากขึ้น ส่วนการเปิดประเทศนั้นมาจากความที่เซกัลดี้อยากจะทำความสนิทชิดใกล้กับลูกสาวมากกว่าเพื่อแลกกับสมาร์ทโฟนแบบผลิตจำนวนมากที่โทยะจะมอบให้สมาชิกในกลุ่มพันธมิตรจอมมารถึงกับเปิดประเทศและเข้าร่วมเป็นพันธมิตรอย่างง่าย ๆ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ เลย
.
และถึงแม้ว่าซากุระจะไม่เคยพูดว่าเธอชอบโทยะที่ตรงไหนแต่การกระทำที่พิสูจน์ว่าเธอรักมากแค่ไหนก็ประจักษ์ชัดเจนในช่วงของศึกเทพมารตอนที่โทยะตกอยู่ท่ามกลางพิษสังหารเทพจนเกือบเอาตัวไม่รอดซากุระได้เทเลพอร์ตเข้าไปที่ตรงนั้นและพาเขากลับออกมาซึ่งผลของมันพิษก็ทำให้ซากุระโคม่าไปหนึ่งวันเต็ม ๆ หลังจากโทยะฟื้นขึ้นมาและขอบคุณที่เธอช่วยเหลือเขาซากุระก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณเธอเพราะมันเป็นหน้าที่ของภรรยาที่จะต้องช่วยเหลือสามีของตัวเองอยู่แล้ว และหลังจากที่รวมสมาชิกกันครบเก้าคนตามที่เรจีน่าบอกเอาไว้ สภาภรรยาก็เป็นปึกแผ่นและมีอำนาจมากจนโทยะไม่อาจจะต่อกรได้ (เอาจริง ๆ ตอนที่มีแค่สี่คนก็ต่อกรไม่ได้แล้ว) และกลายสภาพมาเป็น “สภาสูงแห่งบรุนฮิว” ในปัจจุบัน
.
ส่วนต่อจากนี้ไปคือส่วนแถมนะครับ แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าสภาสูงนั้นจะอนุมัติให้สมาชิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสภากันแบบง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริงใช่ว่าผู้ที่มาขอร่วมเป็นหนึ่งในสภาภรรยาทั้งหมดจะได้รับการยอมรับเสมอไปครับ โดยกฏเหล็กของสภาสูงแห่งบรุนฮิวด์ก็ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็คือห้ามเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความสุขโทยะ นอกจากนั้นก็ยังมีกฏเหล็กอีกสามข้อที่ต้องปฏิบัตนั่นก็ ต้องคอยค้ำจุนโทยะ ต้องทำตัวเป็นภรรยาที่ดี และต้องเป็นแม่ที่ดีด้วย หากไม่ยึดกฏนี้ก็ถือว่าสอบตกตั้งแต่แรกดังนั้นผู้ที่เสนอตัวเข้ามาและโดนปฏิเสธก็มีอยู่เช่นกันโดยผู้ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมนั้นมีอยู่สองคน คนแรกก็คือ “ปาม” สาวนักรบและควบตำแหน่งผู้นำแห่งเผ่าลาวรี่ รายนี้ต้องการทำลูกกับโทยะเพื่อจะนำพลังของเด็กคนนั้นทำให้เผ่าของตนชนะการประลองใน “พิธีตัดแต่ง” ซึ่งเผ่าลาวรี่ก็เหมือนกับเผ่าอามาโซเนสที่จะมีแต่หญิงล้วน ๆ หากลูกที่เกิดมาเป็นชายก็ถูกทอดทิ้งถ้าเป็นหญิงก็จะนำไปฝึกเป็นนักรบด้วยแนวคิดทางวัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติสวนทางซะขนาดนี้เธอจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเป็นสมาชิก ส่วนคนที่สองนั้นคือเจ้าหญิงลำดับที่สองจากอาณาจักรโนเกีย “พาเฟีย ลาด้า โนเกีย” รายนี้จะมาขอเป็นคนที่สิบแต่ทั้งหมดก็เพราะอยากได้พลังของโทยะเพื่อไปช่วยเหลืออาณาจักรของเธอที่กำลังตกอยู่ในอันตรายดังนั้นจึงถูกปฏิเสธเช่นกัน ทั้งนี้แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าคนที่มาก่อนอย่างยูมิน่านั้นจะเป็นภรรยาหลวงและที่เหลือเป็นภรรยาน้อย แต่ในความเป็นจริงสถานะของพวกเธอทั้งเก้าคนอยู่ในสถานะราชินีหรือก็เมียหลวงทั้งหมด เปรียบได้กับภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายนั่นแหละครับ เพียงแต่จะมีลำดับว่าใครจะเป็นลำดับหนึ่ง สอง สาม และลูกที่เกิดกับพวกเธอจะมีสิทธิชอบธรรมในการสืบทอดตำแหน่งราชาต่อแม้ว่าภายหลังจะมีการเฉลยว่าโทยะจะมีลูกชายแค่คนเดียวก็ตามที ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งราชินีจะไม่มีการเพิ่มจำนวนอีกแล้วเอาจริง ๆ แล้วโทยะถือว่าเป็นคนที่มีราชินีเยอะที่สุดแล้วในโลกนี้เพราะอาณาจักรอื่น ๆ เขามีราชินีกันประมาณสองถึงสามคนมากสุดก็ประมาณห้าคนเท่านั้นและในกรณีที่โทยะจะมีภรรยาเพิ่มอีก พวกเธอเหล่านั้นจะไม่มีสิทธิใช้ตำแหน่งราชินีแต่จะตกอยู่ในฐานะมเหสีหรือเมียน้อยหรือเมียเก็บหรือชู้รักอะไรทำนองนี้และลูกที่เกิดพวกเธอเหล่านั้นจะไม่มีสิทธิสืบทอดตำแหน่งราชาต่อ
.
ซึ่งถึงแม้ว่าโทยะนั้นจะรักภรรยาทุกคนเท่า ๆ กันและไม่เคยคิดที่จะจัดลำดับราชินีแต่ด้วยสภาพทางสังคมก็บีบบังคับให้เขาต้องจัดลำดับเพราะไม่งั้นก็จะไปพูดกับสมาคมโลกเขาไม่ได้แต่การจัดลำดับราชินีนั้นไม่ได้นับจากการมาก่อนหลังเป็นสำคัญ แต่ต้องนับจากฐานะดั่งเดิมของพวกเธอมาเป็นอันดับแรกหากว่ามีฐานะเท่ากันเมื่อไหร่จึงจะใช้การมาก่อนหลังเป็นตัวตัดสินดังนั้นลำดับของราชินีของบรุนฮิวจึงเป็นดังนี้ .
ราชินีลำดับที่หนึ่ง ยูมิน่า
ราชินีลำดับที่สอง รูเชีย
ราชินีลำดับที่สาม ฮิวด้า
ราชินีลำดับที่สี ซู
ราชินีลำดับที่ห้า รีน
ราชินีลำดับที่หก ซากุระ
ราชินีลำดับที่เจ็ด ลินเซ่
ราชินีลำดับที่แปด เอลเซ่
ราชินีลำดับที่เก้า ยาเอะ
.
ส่วนเรื่องข้อมูลลูก ๆ ของโทยะตอนนี้ยังชื่อปรากฏออกมาเจ็ดคนและปรากฏตัวในเรื่องแค่หกคนเท่านั้นซึ่งข้อมูลส่วนนี้ยังน้อยเกินไปจึงยังไม่ขอกล่าวถึงในบทความนี้ และหากมีข้อมูลอะไรใหม่ผมจะนำมาอัพเดทในภายหลังสำหรับบทความนี้ผมคงต้องจบไว้เพียงเท่านี้พบกันใหม่ในบทความต่อไปครับ
ไขปริศนา “เอนเด้” คือใคร และแล้วเราก็มาถึงจุดนี้จนได้จุดที่ใครหลายคนเริ่มค้นหาคำตอบว่าเจ้าหนุ่มเอนเด้ นั้นแท้จริงแล้วเป็นใคร มาจากไหนและมีจุดมุ่งหมายอะไร? วันนี้ผมจะเฉลยคำตอบนั้นไว้ที่ตรงนี้ละกัน
เอนเด้ ( エンデ ) ปรากฏตัวครั้งแรกในนิยายเล่มสามช่วงปลาย ๆ หรือก็คือในตอนที่ 12 ของฉบับอนิเมะนั่นเองแต่หลังจากนั้นก็มีบทแบบผลุบ ๆ โผล่ ๆ แว่บไปแว่บมาบทจึงค่อนข้างน้อยนับตั้งแรกเล่ม 3 จนถึงเล่ม 9 แต่ถึงจะผลุบ ๆ โผล่ ๆ แบบนี้แต่ก็ถือได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยปริศนามากมายจึงทำให้หลาย ๆ คนคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา อย่างเช่นเป็นคู่แข่งของโทยะที่จะมารวบรวมบาบิโลนบ้าง เป็นพวกเฟรซที่มีร่างเหมือนคนบ้าง ฯลฯ ซึ่งก็คาเดากันไปต่าง ๆ นานา ตามแต่จะจินตนาการเลยซึ่งในนิยายนั้นเรื่องราวของเอนเด้จะได้รับการเปิดเผยส่วนสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับที่มาที่ไปและจุดประสงค์ของเขาจะอยู่ในนิยายเล่ม 10 ครับ
.
เอนเด้มีชื่อเต็ม ๆ ว่า เอนเดเมี่ยน ( エンデミュオン ) เป็นคนที่มาจากต่างโลกเช่นเดียวกับโทยะ ส่วนโลกที่เขาจากมานั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าโลกที่อยู่ตอนนี้มากนักและตัวเขามีพลังในการเดินทางข้ามมิติไปยังโลกต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองตามใจชอบโดยสามารถผ่านบาเรียที่กั้นระหว่างโลกแต่ละโลกไปอย่างอิสระ หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือเขาเป็นนักเดินทางท่องมิติก็คงไม่ผิดและเขานี่แหละก็คือสาเหตุที่ทำให้เฟรซบุกมาทำลายโลกนี้เมื่อ 5000 ปีก่อน โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า
.
ครั้งหนึ่งเอนเด้ได้เดินทางไปยังโลกแห่งผลึกที่มีชื่อว่า “เฟรซเซีย” ที่นั่นเขาได้พบกับราชาแห่งเฟรซนามว่า “เมล” ถึงจะบอกว่าเป็นราชาแต่เมลนั้นเป็นเฟรซที่มีรูปร่างเป็นสตรี (แต่ความเป็นจริงเฟรซไม่มีเพศ) ทั้งสองได้รู้จักกันและสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกที่อยากจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ทว่าเมลนั้นไม่สามารถจะขึ้นไปอยู่ที่โลกของเอนเด้ได้เธอจึงตัดสินใจสะสมพลังเพื่อวิวัฒนาการตนเองให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงพอที่จะไปอยู่ในโลกของเอนเด้ได้ เมลเข้าสู่สภาพวะคล้ายกับจำศีลโดยกลายสภาพเหลือแต่คอร์และข้ามมิติไปสิงอยู่ในร่างสิ่งมีชีวิตอื่นไปเรื่อย ๆ เพื่อคอยดูดซับพลังที่ละเล็กละน้อยโดยไม่มีผลกระทบกับเจ้าของร่างแม้ขนาดว่าเจ้าของร่างสิ้นอายุขัยก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีอะไรมาสิงสถิตย์ตนอยู่ เมื่อเจ้าของร่างเดิมตายคอร์ก็จะย้ายไปอาศัยร่างใหม่ทันทีโดยสุ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสะสมพลังได้มากพอ แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นตรงที่ว่าพวกเฟรซนั้นหากขาดราชาไปก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ จะต้องนำพาราชากลับมาหรือมีราชาองค์ใหม่มาทดแทนเกิดการแยกแยกในกลุ่มเฟรซที่อยากจะพาเมลกลับไป ทั้งที่อยากชิงพลังของเมลเพื่อขึ้นเป็นราชาเสียเองต่างก็พากันออกไล่ล่าและบุกทำลายมิติต่าง ๆ และฆ่าสิ่งมีชีวิตเพื่อจะได้ตามหา “เสียง” ของราชาเพราะเสียงหัวใจที่เต้นอยู่จะบดบังเสียงของราชาไว้ นั่นคือเหตุผลที่เฟรซไล่ล่าสังหารสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง
.
เพื่อลดผลกระทบจากการรุกรานเอนเด้จึงต่อกรกับเฟรซและสังหารพวกนั้นเรื่อยมาพร้อมทั้งคอยปกป้องคอร์ของเมลผ่านไปหลายโลกมากจนกระทั่งเอนเด้เกิดผลัดหลงกับเมลในระหว่างทางเอนเด้เดินทางตามหาเมลจนมาถึงโลกนี้เมื่อห้าพันปีก่อน พวกเฟรซก็ตามมาและทำให้เกิดการต่อสู้จนอารยธรรมพารุเทโน่ล่มสลาย เอนเด้ก็ใช้พลังไปจนหมดและได้ไปลอยตุ๊บป่องอยู่ในห้วงมิติเพื่อรอให้พลังฟื้นและกลับมายังโลกนี้อีกครั้งในอีกห้าพันปีต่อมาแล้วก็พบกับโทยะในที่สุด หลังฟังเรื่องราวของเอนเด้แล้วโทยะก็สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เอนเด้ไปพบรักกับลูกสาวยากุซ่าแล้วพาเธอหนีมาพ่อเธอเลยส่งลูกน้องมาตามตัวเธอกลับพร้อมกับอัดทุกคนที่ขวางทางนั่นเอง แต่ไม่ว่าจะต้องพินาศกันอีกเท่าไหร่เอนเด้ก็ไม่คิดจะถอยกลับแต่ก็รับปากว่าจะร่วมมือกับโทยะต่อสู้กับเฟรซที่มารุกราน จึงถือได้ว่าเอนเด้เป็นสหายศึกคนหนึ่งของโทยะนั่นเอง และแม้ว่าเอนเด้กับเฟรซจะเป็นศัตรูกันแต่ก็ยังมีเฟรซที่ให้ความร่วมมือกับเอนเด้อยู่ด้วยเธอมีชื่อว่า “ริเสะ”
.
หลังจากนั้นเอนเด้ก็หายหน้าไปพักใหญ่จนกระทั่งโทยะพบคอร์ของเมลที่ฝังอยู่ภายในหัวใจของยามาโตะน้องชายของยูมิน่า และเมื่อทำการแยกคอร์นั้นออกมา โทยะก็ได้พบกับเมลเป็นครั้งแรก และเมื่อเมลรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอจิตตกไปพักใหญ่ จนกระทั่งโทยะข้ามไปยังโลกอีกฝั่งและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามระหว่างอาณาจักรพริมล่าและจักรวรรดิ์โทริฮารัน เขาก็ไปพบกับเอนเด้ที่เสียความทรงจำและกลายเป็นศัตรูและหลังจากที่โทยะเอาชนะเอนเด้ได้เขาก็พาเอนเด้กลับมาหาเมล เมลจึงได้ทำการรักษาอาการความจำเสื่อมให้และเอนเด้ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมและได้เล่าต้นสายปลายเหตุว่าทำไมเขาถึงเสียความทรงจำไปได้ สรุปก็คือเอนเด้ไปสู้กับเฟรซฝาแฝดที่มีพลังเทพแล้วสู้ไม่ได้จนต้องถอยหนีเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเองเขาจึงไปขโมยอาวุธเทพของโลกแห่งหนึ่งมาแต่แล้วเขาก็พบกับเทพสงครามที่มาตามทวงอาวุธเทพคืนเล่นงานจนเจ็บหนัก ทำให้หลงทิศทางตอนกลับมาโลกนี้แล้วไปโผล่โลกอีกฟากแทนและเสียความทรงจำไปในที่สุด ภายหลังเอนเด้ได้ถูกเทพสงครามรับเป็นศิษย์พร้อมกับเอลเซ่และได้สั่งสอนวิชาต่อสู้ให้และทำให้เอนเด้เริ่มกลายเป็นสาวกเทพ
.
ช่วงสงครามกับเทพมาร เอนเด้ เมล ริเซะ เน ได้ร่วมมือกับพวกโทยะในการสู้ศึกนี้และหลังการต่อสู้จบลงเอนเด้ก็ยังคงตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่กับเมลต่อ ภายหลังก็ได้แต่งงานกับเมลและในอนาคตทั้งสองก็มีลูกสาวชื่อว่า “อลิสทิร่า” โดยสถานภาพ ณ ปัจจุบันเอนเด้ก็คือสหายพ่อบ้านใจกล้าคู่กับโทยะนั่นเอง
.
ปล. เอนเด้หลังจากศึกเทพมารเขาก็ได้เลื่อนเป็นนักผจญภัยระดับทองคนที่สามของโลก และในอนาคตเขาก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกิลด์มาสเตอร์อีกด้วย
เทพสมาร์ทโฟน ไขปริศนา“เฟรมเกียร์” หุ่นยนต์ยักษ์เหล่านี้นั้นคืออะไรกันและมาจากไหนแน่?
สำหรับนิยายเรื่อง “ต่างโลกต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ” นั้นมักจะมีประเด็นร้อนแรงกันอยู่เรื่องหนึ่งเมื่อพูดถึงขึ้นมานั่นก็คือเจ้าหุ่นยนต์ยักษ์พวกนี้มันคืออะไรกันมาจากไหน? แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงได้ผลมาทำเอาซะแนวต่างโลกออกโพ้นทะเลข้ามแกรนไลน์ไปสุดขอบจักรวาลกันดั้มได้ยังไงไอ้คนเขียนมันไปเมาอะไรมาแล้วสมาร์ทโฟนตามชื่อเรื่องมันหายไปไหนกัน!! แน่นอนว่าใครที่ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน หรืออ่านไปแค่นิด ๆ ไม่เกินเล่มสาม หรือดูอนิเมะ 12 ตอนจบมาย่อมจะไม่รู้ว่าไอ้หุ่นยนต์พวกนี้มันมาได้ไง ซึ่งอันที่จริงแล้วในอนิเมะตอนที่ 12 จะมีการเผยภาพหุ่นยนต์ยักษ์สีดำพร้อมกับเจ้เรจีน่าอยู่ถ้าใครนึกไม่ออกก็ลองกลับไปดูครับมันโผล่มาแว่บหนึ่ง (น่าจะประมาณนาทีที่ 13.40) แต่สำหรับในฉบับนิยายแล้วเจ้าหุ่นพวกนี้ถูกกล่าวถึงการมีอยู่ตอนเล่ม 4 หลังจากปะทะกับเฟรซปลากระเบนแล้วพวกโทยะเกือบจะพลาดท่าจนเอนเด้เข้ามาจัดการและผู้ที่บอกเรื่องราวของหุ่นยนต์ยักษ์ที่เรียกว่า “เฟรมเกียร์” นั้นก็คือเชสก้านั่นเองโดยมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับอสูรกายผลึกแก้ว “เฟรซ” ที่เคยมารุกรานโลกนี้เมื่อ 5000 ปีก่อนจนเป็นเหตุให้อารยธรรมพารุทีโน่ถึงกับล่มสลายโดยในส่วนนี้ผมจะเน้นไปที่ตัวข้อมูลของพวกเฟรมเกียร์เป็นหลักแต่ถ้าใครอยากรู้ว่าที่มาที่ไปของสงครามนี้มันเป็นยังไงก็สามารถไปอ่านที่ผมเคยทำสรุปเอาไว้ในหัวข้อ “สรุปเนื้อหาเทพสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นและจุดจบของการต่อสู้กับเฟรซและเทพมาร” ตั้งแต่พาร์ท 1-3 ครับ
.
“เฟรมเกียร์” คืออาวุธรูปแบบมนุษย์ที่เรจีน่าคิดค้นและพัฒนาขึ้นในช่วงที่เฟรซบุกมารุกรานโลกเมื่อห้าพันปีก่อนแต่ทว่าเมื่อมันถูกสร้างเสร็จและเตรียมจะผลิตจำนวนมากเหล่าเฟรซก็หายไปเสียดื้อ ๆ และสงครามจบลงโดยที่เฟรมเกียร์พวกนั้นไม่ได้ออกรบจริงเลยซักครั้ง เมื่อไม่มีศัตรูให้สู้แล้วเรจีน่าก็ได้นำเฟรมเกียร์รุ่นแรกจำนวนหนึ่งที่สร้างเสร็จแล้วไปเก็บเอาไว้ที่บาบิโลน “โรงเก็บ” ส่วนพิมพ์เขียวของเฟรมเกียร์รุ่นใหม่ที่คิดค้นและพัฒนาออกมาแต่ยังไม่ได้สร้างนั้นถูกนำไปเก็บเอาไว้ที่บาบิโลน “คลัง” และโทยะก็มีความคิดว่าการจะต่อกรกับพวกเฟรซจำนวนมาก ๆ นั้นข้อมูลเกี่ยวกับเฟรซและเฟรมเกียร์คือสิ่งจำเป็น (บวกกับความเป็นโรบ็อทมาเนียในตัวอีกเล็กน้อย) ทำให้โทยะตัดสินใจที่จะรวบรวมบาบิโลนทั้งหมดมา และเฟรมเกียร์ก็ได้ปรากฏตัวในนิยายครั้งแรกตอนเล่มที่หก เมื่อโทยะเจอบาบิโลนโรงเก็บแต่ว่าพวกมันยังไม่สามารถใช้งานได้เพราะขาด “อีเทอร์ลิควิด” ที่ใช้เป็นสื่อกลางแถมจำนวนของมันก็น้อยเกินไปที่จะเอาสู้ศึก จนกระทั่งฟลอร่าได้สกัดอีเทอร์ลิควิดจากหินเวทออกมาได้ เฟรมเกียร์จึงสามารถใช้งานได้จากนั้นโทยะก็เริ่มผลิตเฟรมเกียร์ออกมาจำนวนมากเพื่อเตรียมสู้ศึกที่จะมาถึงและศึกนั้นก็มาถึงในนิยายเล่มเจ็ด เมื่อเฟรซนับหมื่นบุกมายังเขตยูโรนและหลังจากนั้นการต่อสู้กับเฟรซด้วยเฟรมเกียร์ก็ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งจบศึกเทพมาร ในช่วงเวลาที่ทำสงครามกับเฟรซโทยะได้รวบรวมบาบิโลนกลับมาเรื่อยจนได้พบแบบแปลนรวมถึงตัวผู้สร้าง ดร.เรจีน่า บาบิโลน ในที่สุดและเฟรมเกียร์ก็ได้การพัฒนารูปแบบและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ออกมามากมายด้วยไอเดียจากอนิเมะโรบอทที่โทยะเอาให้พวกเรจีน่าดู ซึ่งเฟรมเกียร์ที่ปรากฏในเรื่องนั้นมีตัวไหนกันบ้างเรามาดูกันครับ
ชีวาเลียร์
ชีวาเลียร์ มีความสูงสิบห้าเมตรโดยประมาณ (ในนิยายไม่ได้มีการระบุข้อมูลเฉพาะของมันเอาไว้) เฟรมเกียร์รุ่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นให้สามารถใช้งานได้ง่ายเหมาะสำหรับทหารหรืออัศวินทั่ว ๆ ไปที่ได้รับการฝึกฝนซักระยะหนึ่งก็สามารถบังคับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนอาวุธนั้นก็แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้อะไรตามความถนัดของผู้ขับแต่ละคนเและไม่มีการติดตั้งอาวุธโจมตีระยะไกลเนื่องจากเฟรซนั้นมีผิวนอกที่แข็งการโจมตีด้วยอาวุธเชิงกายภาพแบบทุบทำลายจะได้ผลมากกว่าอาวุธยิงระยะไกล ชีวาเลียร์ถือว่าเป็นเฟรมเกียร์ที่ถูกสร้างออกมาจำนวนมากที่สุดและถือได้ว่าเป็นกำลังรบหลักของกองทัพฝั่งโทยะก็ว่าได้ โดยผู้ที่ขับขี่พวกมันก็คือพวกอัศวินจากอาณาจักรต่าง ๆ ที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วนั่นเอง แต่เดิมชีวาเลียร์มีชื่อรหัสว่า FG-09 ชื่อชีวาเลียร์นั้นโทยะตั้งให้เพราะรูปลักษณ์ที่เหมือนกับอัศวินสวมเกราะหนักของพวกยุโรป โดยความรู้สึกส่วนตัวของผมแล้วเจ้าชีวาเลียร์นี้หากเป็นซีรี่ส์กันดั้มมันก็เปรียบได้กับพวกแซ็คดี ๆ นี่เองแต่ภายหลังก็ได้มีการพัฒนาชีวาเลียที่ดีกว่าเวอร์ชั่นเดิมออกมาใช้ในช่วงปลาย ๆ ศึกด้วยแม้ว่าบทจะน้อยและหน้าตาจะโคตรเบ้ แต่หากนับถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้วชีวาเลียถือว่าเป็นเฟรมเกียร์ที่มีบทบาทสำคัญในศึกเฟรซเป็นอย่างมาก
.
ไนท์บารอน
ไนท์บารอน เป็นเฟรมเกียร์รุ่นหัวหน้าหน่วย ตอนแรกไม่มีเขาแต่โทยะจับใส่เข้าไปเพื่อให้มันดูเหมือนเครื่องหัวหน้าหน้าหน่วยโดยมีพลังมากกว่าชีวาเลียร์ประมาณ 1.5 เท่า (ล้อกันดั้มเต็ม ๆ เพราะกันดั้ม RX-78-2 นั้นกำลังเหนือกว่าแซ็คประมาณ 1.5 เท่า) และไนท์บารอนนี้ก็ถือเป็นเฟรมเกียร์ตัวแรกที่โทยะได้ขับด้วย มีความสูง 16.5 เมตร หนัก 7.5 ตัน ส่วนอาวุธเลือกติดตามความถนัดผู้ควบคุมแม้และแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าชีวาเลียร์แต่ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่มีการผลิตออกมาใช้อย่างแพร่หลายแถมยังเป็นเบสที่ใช้สร้างเฟรมเกียร์คัสตอมของใครหลาย ๆ คนอย่าง “ไชน์เคาท์” ของเรน ที่เป็นหัวหน้าอัศวินของบรุนฮิว “ไนท์บารอน” เวอร์ชั่นของนิโคล่า “บลูมูน” ของ โนลเอ้ (โนรุน ที่เป็นรองหัวหน้าอัศวิน) และ เรดลิงก์ ของ เจ้เอสแห่งกลุ่มเรดแคท หรือแม้แต่พวกยูมิน่าก็เคยขับไนท์บารอนเวอร์ชั่นคอสต้อมของตัวเอง โดยทาสีและติดอาวุธตามแบบของตน อย่างเครื่องของเอลเซ่ก็ทาสีแดงติดกอนเล็ท ของยาเอะทาสีม่วงถือคาตานะ ส่วนของยูมิน่ากับลินเซ่ จะเป็นแบบติดอาวุธที่เรียกว่า “ฟรากราค” หรือเรียกให้เข้าใจกันแบบง่าย ๆ ในภาษากันดั้มก็คือ “ซอร์ดบิท” แบบของดับเบิ้ลโอควอนต้านั่นแหละ
ไชน์เคาท์
ไนท์บารอนรุ่นติดฟรากราค
.
ดรากูน
ดรากูน เป็นเฟรมเกียร์รูปแบบความเร็วสูงแต่ควบคุมได้ยากต้องใช้ผู้ควบคุมที่มีทักษะสูงมากเรียกได้ว่าเป็นม้าพยศอย่างแท้จริงขนาดโทยะยังต้องขอบายเพราะควบคุมยากมากแม้จะมีโหมดความเร็วสูงและโดดเด่นเรื่องความคล่องตัวสูงแต่ก็แลกมาด้วยเกราะที่บางลงและไม่สามารถจะติดตั้งอาวุธหนักได้ สูง 17.8 เมตร หนัก 6.8 ตัน อาวุธหลักของมันมีแค่ดาบสั้นที่ทำจากผลึกเฟรซแค่สองเล่มเท่านั้น และหากโดนโจมตีหนัก ๆ ครั้งเดียวก็อาจจะจอดได้เลยดังนั้นมันจึงถูกผลิตออกมาเพียงแค่สองเครื่องเท่านั้นโดยผู้ที่สามารถขับดรากูนได้ในเรื่องมีแค่เอนเด้กับรูเชียเท่านั้น เครื่องของเอนเด้แรกเริ่มนั้นเป็นสีแดงแต่ภายหลังโทยะได้ปรับปรุงดรากูนของเอนเด้ให้เป็นเฟรมรุ่นใหม่และเปลี่ยนสีเครื่องเป็นสีโมโนโทนเพราะไม่ต้องการให้สีไปซ้ำกับเครื่องของเอลเซ่ส่วนเครื่องของรูเชียจะทาสีเขียวมรกต
เอนเด้ตอนได้รับดรากูนจากโทยะ
วัลคิรี่ยูนิตเป็นชื่อเรียกเฉพาะของเฟรมเกียร์เฉพาะบุคคล ที่โทยะนำแบบแปลนของเฟรมเกียร์รุ่นใหม่ที่ได้มาสร้างให้กับภรรยาทั้งเก้าคนของเขาโดยนำเอาชื่อของวัลคิรี่ทั้งเก้าที่ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ของวากเนอร์มาตั้งเป็นชื่อให้โดยแต่ละเครื่องจะถูกออกแบบให้เข้ากับความถนัดของเจ้าตัวมากที่สุดโดยเครื่องรุ่นใหม่เหล่านี้จะใช้ระบบที่เรียกว่า “โบนเฟรม” และไม่จำเป็นต้องใช้อีเทอร์ลิควิดอีกต่อไปโดยมันจะดูดพลังเวทในอากาศมาสะสมไว้ที่ตัวเองโดยได้เฟรมเกียร์ที่พัฒนามาให้ยุคถัดมาก็จะใช้เบสนี้ในการสร้างเช่นกันและอีกจุดประสงค์หนึ่งของการสร้างวัลคิรี่ยูนิตขึ้นมานั้นก็เพื่อเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างเฟรมเกียร์เฉพาะตัวของโทยะเองด้วยโดยวัลคิรี่ยูนิตเครื่องแรกเริ่มปรากฏในเห็นนับตั้งแต่เล่มเก้าขึ้นไปโดยมีลำดับดังนี้
.
เกอร์ฮิลเด้
เกอร์ฮิวเด้ เครื่องประจำตัวของเอลเซ่ ดีไซนเรียบง่ายระบบภายในไม่มีอะไรซับซ้อนแต่ประสิทธิภาพในการทำลายนั้นเหลือเฟือ สูง 17.1 เมตร หนัก 7.2 ตัน มีโทนสีหลักคือสีแดงและมีการผสมผลึกเฟรเซี่ยมเข้าไปในส่วนที่เป็นเกราะโดยออกแบบให้เป็นหุ่นสายอินไฟท์เต็มขั้นโครงสร้างแข็งแรงและมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวสามารถเพิ่มศักยภาพในด้านต่าง ๆ ได้ด้วยเวทจากตัวของเอลเซ่ได้ (อันที่จริงเฟรมเกียร์ทุกตัวสามารถใช้เวทได้หากผู้ควบคุมมีทักษะเวทแต่เพราะมันไม่ได้ผลกับพวกเฟรซจังไม่ค่อยมีคนใช้) โดยตอนที่ใช้ผลึกเฟรเซียมจะเรืองแสงสีแดงมีไม้เด็ดคือ ไพล์บังเกอร์ที่สร้างจากผลึกเฟรเซี่ยมติดตั้งอยู่ที่ทั้งสองข้าง เมื่อเกอร์ฮิวเด้ต่อยไปยังเป้าหมายไพล์บังเกอร์จะพุ่งทะลวงเข้าใส่อย่างรุนแรงทำให้ศัตรูตายได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวและมีอาวุธเสริมคือมีดสั้นสองเล่มที่ติดไว้ที่เอว (แต่เอลเซ่ไม่เคยใช้) ด้วยความเกรี้ยวกราดและทรงพลังในการโจมตีจึงมีฉายาว่า “เทพธิดาแห่งการทำลายล้างสีแดงชาด” โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าดีไซนของเกอร์ฮิวเด้จะล้อมาจากหุ่นในเกมส์ SRW ตัวที่ชื่อว่า ยาดาบาวด์ (Ialdabaoth) เพราะมีสีแดงสดและใช้การเตะต่อยเป็นการโจมตีหลักเหมือนกันแต่ได้มีการเอาไพล์บังเกอร์ของหุ่นอีกตัวที่ชื่อ อัลไอเซ่น ติดเข้าไปเพิ่ม
ยาดาบาวด์
อัลไอเซ่น รีเซ่
เกอร์ฮิลเด้ตอนใช้ไพล์บังเกอร์
.
สเวอร์ทไลท์
สเวอร์ทไลท์ เครื่องประจำตัวของยาเอะ มีรูปลักษณ์โดดเด่นสไตล์นักรบซามูไรมีโทนสีหลักคือสีม่วง สูง 17.5 เมตร หนัก 8.2 ตัน ออกแบบมาให้เป็นสายประชิดแบบเกราะเบาอาวุธหลักคือดาบคาตานะที่ทำจากผลึกเฟรเซี่ยมสองเล่มโดยเป็นแบบดาบยาวเล่มหนึ่งดาบสั้นเล่มหนึ่งโดยตัวยาเอะจะใช้เวทแอคเซลจากแหวนที่โทยะมอบให้เพิ่มความเร็วในการพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายและจัดการฟันอย่างรวดเร็วแต่โดยรวมแล้วก็ยังไม่มีระบบอะไรเป็นพิเศษไปมากกว่าเกอร์ฮิวเด้ ส่วนดีไซน์ของตัวนี้ล้อตัวไหนก็ค่อนข้างจะเดายากเพราะหุ่นทรงซามูไรนั้นมีอยู่เยอะโดยในนิยายได้บอกเอาไว้ว่าเอาแบบมาจากชุดเกราะของดาเตะ มาซามุเนะแต่ถ้ายึดเบสจาก SRW OG ก็คงจะหนีไม่พ้นไดเซนก้า
.
ซีกรูเน่
ซีกรูเน่ หรือซีกรูน เครื่องประจำตัวของฮิวด้า มีรูปลักษณ์เป็นอัศวินยุโรปที่สวมเกราะหนักมีโทนสีหลักคือสีส้ม สูง 17.8 เมตร หนัก 9.5 ตัน ออกแบบมาเป็นสายประชิดแบบเกราะหนักมีอาวุธหลักคือ ดาบบอร์ดซอร์ด ดาบเกรทซอร์ด กระบอง และมีโล่ขนาดใหญ่ติดตั้งมาด้วยแต่ก็ยังไม่มีระบบพิเศษอะไรนอกเหนือไปจากสองเครื่องก่อนหน้าซึ่งจริง ๆ แล้วทั้ง เกอร์ฮิวเด้ สเวอร์ทไลท์และซีกรูเน่ออกแบบมาด้วยคอนเซปที่ใกล้เคียงกันนั่นก็คือหุ่นรบสายประชิดตัวจึงแตกต่างกันเพียงแค่ตัวเกราะและอาวุธติดตั้งแต่ด้วยความสามารถในการต่อสู้ของ เอลเซ่ ยาเอะและฮิวด้าก็ทำให้พวกมันเป็นเฟรมเกียร์ที่แข็งแกร่งมาก ๆ อยู่ดี ส่วนในเรื่องของคอนเซปดีไซน์ของตัวนี้ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามันล้อตัวไหนแต่ถ้าดูช่วงไหล่แล้วก็ดูจะคล้าย ๆ กับเอสคาโฟเน่อยู่เหมือนกันนะ
ฮิวด้ากับซิกรูเน่
.
ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ด
ออทรินเด้ เครืองประจำตัวของซู รูปลักษณ์ของตัวออทรินเด้นั้นไม่มีภาพประกอบตามข้อมูลบอกว่า สูง 18.4 เมตร หนัก 19.5 ตัน สีโทนหลักคือสีทองเป็นเครื่องที่ถูกออกแบบมาเป็นยูนิตที่เน้นการป้องกันโดยเฉพาะจึงมีเกราะหนากว่าตัวอื่น โดยโทยะจัดเต็มเรื่องระบบป้องกันให้กับออทรินเด้ทั้งบาเรียต้านเวทและบาเรียต้านการโจมตีทางกายภาพเพราะซูถือเป็นภรรยาที่อายุน้อยที่สุดการจะปล่อยให้เด็กขนาดนั้นออกไปสนามรบก็อดห่วงเรื่องความปลอดภัยไม่ได้แต่สิ่งที่สุดยอดของออทรินเด้นั้นไม่ได้อยู่ที่การป้องกัน หากแต่เป็นความสามารถในการรวมร่างกับยานซับพอร์ตสามลำได้แก่ รถไฟหัวกระสุนหุ้มเกราะ “เรวานทีน” ยานบินความเร็วสูง “กุงนีร์” และรถถังหัวสว่าน “มโยลเนียร์” และกลายเป็นเฟรมเกียร์ขนาดยักษ์ ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ด ที่มีความสูงถึง 37.5 เมตร และหนักถึง 102.3 ตัน ในตอนแรกออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดนั้นบังคับถึงสี่คน ได้แก่ ซู เชสก้า โรเซตต้า และโมนิก้า แต่ภายหลังซูจะควบคุมคนเดียวได้ อาวุธของออทรินเด่โอเวอร์ลอร์ดก็คือ แคนน่อนนัคเคิ้ลหรือก็คือหมัดจรวดที่ปล่อยไปอัดเป้าหมาย ส่วนสไปรัลแคนน่อนนัคเคิ้ลคือการหมุนหมัดด้วยความเร็วสูงก่อนจะต่อยออกไป ส่วนสว่านที่ขาสามารถถอดออกมาติดเข้ากับแขนเพื่อเป็นอาวุธได้ มีระบบป้องกันคือสตาร์ชิลด์ที่เป็นโล่แสงรูปดาวที่สร้างเพื่อป้องกันการยิงปืนอานุภาคของพวกเฟรซ ส่วนอาวุธไม้เด็ดก็คือ “โกลแฮมเมอร์” ที่เป็นลูกตุ้มที่เชื่อมติดกับโซ่เหล็ก โดยจะใช้การควงด้วยความเร็วเพื่อสะสมพลังงานและฟาดออกไปโดยจะผนวกเวทกราวิตี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักและพลังทำลายในชั่วพริบตาตัวลูกตุ้มเสริมพริซันเพื่อป้องกันไม่ให้แตกตอนกระทบวัตถุ โดยลักษณะท่าจะคล้าย ๆ กับท่ากราวิตอนแฮมเมอร์ของโบลด์กันดั้มจากภาค G ส่วนอาวุธอีกชิ้นก็คือวอร์แฮมเมอร์ที่เป็นค้อนใหญ่ ๆ เอาไว้ฟาดศัตรู ส่วนดีไซน์ของเจ้าออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดนั้นก็ล้อ ราชันย์ผู้กล้ากาโอไกก้าแบบเต็ม ๆ เพราะในเรื่องได้บอกไว้ว่าซูได้แรงบันดาลใจมาจากอนิเมะหุ่นยนต์ที่โทยะเปิดให้ดูโดยเจ้าหุ่นตัวนี้มีค้อนสีทองเป็นอาวุธและถึงแม้ตัวจะใหญ่ยักษ์แต่การเคลื่อนไหวกลับคล่องตัวมากเพราะมีการเสริมกราวิตี้เข้าไปทำให้น้ำหนักของตัวเครื่องลดลงกว่าที่ควรเป็น
ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดทันโทว!!!!!!
.
กริมเกอร์เด้
กริมเกอร์เด้ เครื่องประจำตัวของรีน รูปลักษณ์เป็นป้อมปืนเดินได้ สูง 17.5 เมตร หนัก 26.5 ตันสีโทนหลักคือสีดำ ออกแบบมาเป็นรุ่นโจมตีแบบทำลายล้างวางกว้าง นับเป็นเฟรมเกียร์ตัวแรก ๆ ที่เริ่มติดตั้งอาวุธประเภทปืนเดิมทีแล้วการโจมตีด้วยเวทมนตร์หรืออาวุธยิงนั้นไม่ค่อยได้ผลกับเฟรซก็จริงแต่ถ้าสามารถเจาะผิวเปลือกนอกเข้าไปและระเบิดจากภายในได้ละก็มันก็สามารถจัดการเฟรซได้เพราะแก่นของพวกมันไม่ได้ต้านทานเวท และผู้ที่เข้ามาพัฒนาเฟรมเกียร์เครื่องต่อจากออทรินเด้ก็คือตัวเรจีน่าที่เป็นผู้คิคค้นเฟรมเกียร์นั่นเอง และด้วยแรงบันดาลใจจากอนิเมะหุ่นยนต์ที่โทยะเอาให้ดูเรจีน่าก็ได้อยากจะสร้างหุ่นสายยิงที่ติดปืนเต็มตัว และปืนถืออย่างพวกแกตลิ่งขึ้นมาบ้างหลังจากปรึกษากันก็ได้ข้อสรุปและสร้างออกมาได้สำเร็จ กริมเกอร์เด้ถือว่าเป็นเฟรมเกียร์ที่มีอาวุธติดตัวมากที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาโดยทั้งหมดโดยมีปืนแกตลิ่งแบบสี่ลำกล้องติดอยู่ที่อกทั้งสองข้าง มิซายส์พ็อตแบบบรรจุหกลูกที่ไหล่สองข้าง มิซายส์ลันเชอร์แบบบรรจุเจ็ดลูกที่เข่าทั้งสองข้าง แกรนเน็ตลันเชอร์ที่เอวสองข้าง นิ้วมือข้างซ้ายเป็นวัลแคนห้ากระบอก และแขนขวาเป็นแกตลิ่งกันแบบหกลำกล้อง เนื่องจากต้องแบบรับน้ำหนักของอาวุธและแรงสะท้อนขณะยิงจึงต้องออกแบบมีโครงสร้างใหญ่เพื่อให้มั่นคง มีท่าไม้ตายคือการยิงแบบฟลูเบิร์ส ส่วนกระสุนที่ใช้ยิงนั้นเป็นกระสุนที่สร้างจากผลึกเฟรเซี่ยมจึงมีความแข็งพอจะเจาะผิวแข็ง ๆ ของพวกเฟรซได้โดยตัวกระสุนนั้นจะไม่ได้ติดตั้งไว้ในตัวของกริมเกอร์เด้แต่จะส่งผ่านมาจากคลังที่อยู่บนบาบิโลน ตราบเท่าที่กระสุนในคลังนั้นยังไม่หมดกริมเกอร์เด้ก็จะสามารถยิงต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่ถึงแม้จะมีพลังทำลายล้างมหาศาลแต่กริมเกอร์เด้ก็มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงอยู่นั่นก็คือ หลังจากการยิงฟลูเบิร์สแล้วเครื่องจะต้องเข้าสู่สภาวะหล่อเย็นซึ่งในช่วงเวลานี้มันจะไร้การป้องกันสิ้นเชิง การเคลื่อนค่อนข้างทื่อเมื่อเทียบกับเฟรมเกียร์เครื่องอื่นแถมตัวเครื่องยังกินพลังเวทสูงหากว่าไม่มีพลังเวทมากระดับโทยะ รีนหรือลินเซ่ก็จะไม่สามารถขับมันได้และไม่สามารถรบเป็นกลุ่มกับใครเขาได้เพราะรัศมีการทำลายกว้างเกินไป ส่วนเบสดีไซน์ของกริมเกเด้ผมคาดว่าน่าจะมาจากกันดั้มเฮฟวี่อาร์มคัสตอมจากภาควิง
กริมเกอร์เด้ ฟลูเบิร์ส
.
เฮล์มวีเก้
เฮล์มวีเก้ หรือ เฮล์มเวจ เครื่องประจำตัวของลินเซ่ สูง 16.4 เมตร หนัก 7.3 ตัน สีโทนหลักคือสีฟ้า ออกแบบมาเพื่อการรบทางอากาศเป็นตัวแรกที่สามารถบินได้ และถือว่าเป็นเฟรมเกียร์ตัวตัวเดียวในเรื่อง ณ ตอนนี้ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบจากหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ไปเป็นยานบินได้ โดยส่วนโล่ของเฮมวีเก้มีความสำคัญมากกว่าเป็นเครื่องป้องกันเพราะมันเป็นส่วนประกอบที่จะกลายเป็นส่วนหัวของโหมดยานบินหากเสียส่วนนี้ไปจะไม่สามารถแปลงร่างเป็นยานได้ และยังพิเศษกว่าเครื่องอื่นตรงที่สามารถนั่งได้สองคนอีกด้วย โดยช่องว่างของค็อทพิทนี้เกิดมาจากโครงสร้างที่ต้องพับเปลี่ยนรูปร่างทำให้ค็อทพิทมีช่องว่างพอจะใส่ที่นั่งลงไปได้อีกหนึ่ง เฮล์มวีเก้ติดตั้งอาวุธเป็น ปืนมัลติไรเฟิ้ล 2 กระบอก ปืนวัลแคน 4 กระบอก แกรนเน็ตลันเชอร์แบบสามท่อยิง 2 กระบอก เบลดวิงสองเล่ม และภายหลังก็ได้มีการเพิ่มฟรากราคเข้าไปด้วย โดยมากแล้วจะเห็นลินเซ่ใช้โหมดยานมากกว่าโหมดหุ่น ส่วนเบสดีไซน์ผมคิดว่าน่าจะมาจากเซต้ากันดั้มหรือไม่ก็กันดั้มวิง
เฮล์มวีเก้ แลนดิ้ง
.
รอสไวเซ่
รอสไวเซ่ เครื่องประจำตัวของซากุระ ออกแบบมาเพื่อเป็นยูนิตสนับสนุนแบบกลุ่ม ข้อมูลด้านความสูงและน้ำหนักยังไม่ปรากฏข้อมูลในนิยาย สีโทนหลักคือสีขาว รอสไวเซ่ไม่ติดตั้งอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว (แต่ยุคหลัง ๆ มีการติดตั้งฟรากราคแบบมีดสั้นเข้าไปเพิ่ม) สิ่งที่ดูคล้ายปืนที่ติดอยู่กับไหล่ทั้งสองข้างนั้นคือลำโพงที่ใช้สำหรับกระจายพลังเสียงเพลงของซากุระออกไปให้ได้วงกว้างมากที่สุดโดยผลของเสียงเพลงหรือ “เวทสังคีต” นี้จะช่วยเพิ่มพลังของพวกเดียวกันและจะลดพลังของศัตรู ส่วนเบสดีไซน์ผมคิดว่าน่าจะมาจาก VF-19 Kai Fire ของบาซาร่าจากมาครอส 7 เพราะหุ่นที่ใช้เพลงเป็นอาวุธและติดลำโพงยาว ๆ ที่ไหล่ก็มีแค่เจ้านี่เครื่องเดียว
.
วัลเทราท์
Type A and B
Type C and D
วัลเทราท์ เครื่องประจำตัวของรูเชียมีความสูง 17 เมตรหนัก 7.9 ตัน สีโทนหลักคือสีเขียว ออกแบบมาเพื่อเป็นยูนิตอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการรบได้ตามสถานการณ์ วัลเทราท์นั้นโดดเด่นในเรื่องของความคล่องตัวเนื่องจากใช้เบสพัฒนาจากดรากูนเฟรมที่ใช้กับวัลเทราท์นั้นถือได้ว่าเป็นเฟรมที่มีความคล่องตัวมากที่สุดเท่าที่เคยสร้างแต่ก็มีปัญหาเรื่องของพลังป้องกันและพลังโจมตีแต่ด้วยความสามารถในการเปลี่ยนพาร์ทกลางสนามรบเพื่อให้เข้าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่โดยรูปแบบการต่อสู้ของรูเชียจะเน้นการต่อสู้แบบกองโจรหรือ Hit and Away ที่จะช่วยก่อกวนศัตรูได้จึงทำให้สามารถช่วยอุดช่องว่างของกลุ่มในเวลาต่อสู้ได้เป็นอย่างดี โดยพาร์ทของวัลเทราท์มีด้วยกันทั้งหมด 4 แบบได้แก่ . - ไทป์ A (แอคแทคเกอร์) เน้นต่อสู้ประชิด ติดตั้งอาวุธเป็นดาบ 4 เล่ม - ไทป์ B (บูสเตอร์) เน้นความเร็วในการเคลื่อนที่ ติดบูสเตอร์ที่ด้านหลัง มีเวอร์เนียปรับได้รอบทิศ - ไทป์ C (แคสเตอร์) เน้นโจมตีระยะไกลด้วยปืนใหญ่ทีติดตัวบนบ่า - ไทป์ D (ดีเฟ่นเดอร์) เน้นป้องกัน แต่ไทป์นี้ยังไม่เคยเห็นใช้ในเรื่อง . ส่วนเบสดีไซน์ของเจ้านี่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสไตร์กันดั้มไม่ก็กันดั้มอิมพัลเพราะหุ่นที่เปลี่ยนพาร์ทการสนามรบและมีไทป์ใกล้กลางไกลแบบนี้ก็มีเด่น ๆ แค่สองตัวนี้เท่านั้น
.
บรุนฮิวเด้
บรุนฮิวเด้ เครื่องประจำตัวของยูมิน่าข้อมูลด้านความสูงและน้ำหนักยังไม่ปรากฏข้อมูลในนิยายสีโทนหลักคือสีเงิน ออกแบบมาเพื่อเป็นยูนิตซุ่มโจมตีระยะไกล มีอาวุธหลักคือปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลกระสุนหัวระเบิดและยังได้รับการติดตั้งฟรากราคไว้สี่อันเพื่อใช้ป้องกันตัวในระยะกลาง มีความสามารถพิเศษคือที่จะสามารถพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาวะแวดล้อมเสมือนกับล่องหนได้หรือก็คือ “สเตลโหมด” หน้าที่หลักของบรุนฮิวเด้ในสนามรบก็คือการยิงสนับสนุนจากนอกระยะด้วยอานุภาพของปืนบวกกับความแม่นยำในการยิง (ยิงเข้าตำแหน่งเดิมสามนัดซ้อน) บวกสกิลที่สามารถมองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้ประมาณ 2-3 วินาทีของตัวยูมิน่าทำให้บรุนฮิวเด้กลายเป็นสไนเปอร์ยูนิตที่อันตรายและพึ่งพาได้อย่างยิ่ง (ตอนที่โทยะสามารถปราบกิระก็ได้ยูมิน่านี่แหละที่เป็นคนยิงสร้างจังหวะให้โทยะสามารถเข้าไปเผด็จศึกกิระได้) ส่วนเบสดีไซน์ของเจ้าเครื่องนี้โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นส่วนหัวมันคล้าย ๆ กับพวกแพทเลเบอร์แต่ถ้าเป็นสายสไนเปอร์แล้วจะคิดถึงเจ้า M9 จา่กฟลูเมทัลพานิคที่เป็นเครื่องของครูสขึ้นมา แต่ถ้าจะเทียบกับกันดั้มก็คงหนีไม่พ้นไดนาเมสของล็อคออน
.
เรกินเรฟ
เรกินเรฟ เครื่องประจำตัวของโทยะที่เกิดจากการนำข้อมูลของวัลคิรี่ยูนิตทั้งเก้ามาพัฒนาโดยถูกระบุว่าเป็นไทป์แบบ all rounder type หรือก็รบได้ทุกระยะข้อมูลด้านความสูงและน้ำหนักยังไม่ปรากฏข้อมูลในนิยาย สีโทนหลักของเรกินเรฟนั้นหากมองจากภาพประกอบจะดูเป็นสีฟ้าอ่อน ๆ แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นสีแบบเดียวกับผลึกของพวกเฟรซเนื่องจากชิ้นส่วนเกราะและอาวุธของมันนั้นถูกสร้างจากผลึกเฟรซล้วน ๆ มีอาวุธหลักคือฟรากราคที่มีจำนวนมากถึงสิบสองอันโดยจะติดอยู่ที่แพ็คหลังราวกับเป็นปีกของเรกินเรฟ โดยการบังคับเรกินเรฟนั้นโทยะต้องใช้สามารถโฟนเข้าช่วยเพื่อบังคับและล็อคเป้าให้กับฟรากราค โดยฟรากราคเหล่านี้จะมีความพิเศษกว่าของตัวอื่นตรงที่มันถูกโปรแกรมไว้ให้สามารถทำการเปลี่ยนรูปร่างเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ตามที่โทยะได้โปรแกรมมันเอาไว้ด้วยเวทโมเดลลิ่ง โดยหลัก ๆ ที่โทยะใช้ก็จะมี สเฟียร์โหมด แลนซ์โหมด แดรกเกอร์โหมด รีเฟลกโหมด ฯลฯ ส่วนท่าเด็ดที่โทยะชอบใช้ก็คือ “กราดิอุส” โดยการแบ่งฟรากราคทั้ง 12 เป็นมีดสั้น 48 เล่มแล้วปล่อยให้ไปไล่แทงเป้าหมายตามที่ได้ล็อคเป้าเอาไว้ส่วนความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของเรกินเรฟก็คือหากตัวเครื่องเริ่มจะทานพลังของโทยะไม่ไหวมันจะเปิดการทำงานระบบหยุดฉิกเฉินเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบภายในเสียหาย เรกินเรฟแปลว่า "ผู้สืบทอดของพระเจ้า" ตอนแรกโทยะจะตั้งชื่อว่า "โอดีน" แต่เกิดเปลี่ยนใจเอาเป็นเรกินเรฟที่มาจากตำนานวัลคิรี่เหมือนกันแทนส่วนดีไซน์ของเจ้าเรกินเรฟค่อนข้างจะถกเถียงกันพอสมควรเพราะเนื่องจากมันเป็นหุ่นมีเอวคอด หลาย ๆ คนจึงโยงมันกับกันดั้มบาบาทอส จากภาคไอร่อนบลัด แต่สำหรับผมแล้วหุ่นเอวค่อด ๆ แบบนี้ต้นตำหรับของมันก็หุ่นจากซีรีส์ Five Star Story ที่ออกแบบโดย อ.มาโมรุ นากาโน่ มากกว่า
.
ต่อไปจะเป็นข้อมูลยิบย่อยของสิ่งที่พัฒนาต่อยอดจากเฟรมเกียร์อย่างพวกอุปกรณ์เสริมและหุ่นซีรี่ส์ใหม่ที่นำเทคโนโลยีจากโลกเบื้องหลังมารวมเข้าด้วยกัน
.
ไฟท์เกียร์ (ยังไม่มีภาพประกอบ) เป็นอุปกรณ์เสริมวำหรับเฟรมเกียร์เพื่อให้สามารถบินบนท้องฟ้าได้โดยจะมีสภาพเป็นยานให้พวกเฟรมเกียร์ขึ้นไปยืนบนนั้นและพาบินไปราวกับขี่เซิร์ฟบอร์ดและเวลาที่ไม่ใช้บินจะสามารถพับเป็นโล่นาดใหญ่ให้เฟรมเกียร์ถือเอาไว้ได้แต่มีข้อเสียตรงที่มีขนาดใหญ่เกินไปทำให้เวลาสู้ประชิดจะเคลื่อนได้ลำบากหน่อย
.
โอเวอร์เกียร์
โอเวอร์เกียร์ เป็นประดิษฐกรรมชิ้นให้ที่เกิดจากการรวมกันของเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ของเรจีน่ากับเทคโนโลยีโกเลมของวิศวกรเอลก้า โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำให้พวกโกเลมในโลกเบื้องหลังมีศักยภาพมากพอที่จะต่อกรกับพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ได้คอนเซปหลัก ๆ แล้วมันก็คือพาวเวอร์สูทของโกเลมนั่นเองแต่โดยพื้นฐานแล้วโกเลมจะสู้ได้อย่างเต็มที่ก็ต้องมีมาสเตอร์คอยช่วยสั่งการด้วยเพื่อความปลอดภัยของตัวมาสเตอร์จึงต้องทำค็อทพิทให้ มาสเตอร์ของโกเลมตัวนั้นเขาไปนั่งอยู่ภายในและร่วมมือกับโกเลมของตอนเข้าต่อสู้โอเวอร์เกียร์นั้นจะต่างกับเฟรมเกียร์ทั้งระบบควบคุมและรูปทรง กล่าวคือเฟรมเกียร์จะมีรูปแบบเป็นเครื่องจักรรูปแบบมนุษย์แต่โอเวอร์เกียร์นั้นจะเป็นเครื่องจักรรูปแบบสัตว์ป่า ส่วนเหตุทีออกแบบมางี้ก็ไม่ได้มีเหตุอะไรซับซ้อน เรจีน่าแค่อยากสร้างอะไรที่ฉีกแนวเดิม ๆ บ้างก็เท่านั้น แม้ว่าจะเป็นยูนิตที่มีพลังรบเหลือเฟือแต่ก็มีจุดด้อยที่ร้ายแรงที่สุดอยู่ก็คือโกเลมที่ความคุมมันได้ต้องเป็นโกเลมระดับสูงโกเลมไก่กาทั่ว ๆ ไปบังคับไม่ได้และส่วนที่เป็นค็อทพิทที่เรียกว่า “คอร์เฟรม” คอร์เฟรมหนึ่งชิ้นจะถูกจูนให้เข้ากับผู้เป็นเจ้าของในกรณีที่จะให้คนอื่นอย่างเช่นเนียมาใช้โอเวอร์เกียร์ของโนรุนก็จำเป็นต้องสร้างคอร์ของเนียขึ้นมาก่อนและนำมาติดแทนที่เนียจจึงจะสามารถบังคับโอเวอร์เกียร์ของโนรุนได้จึงทำให้โอเวอร์เกียร์ผลิตจำนวนมากไม่ได้และปัจจุบันก็โอเวอร์เกียร์ถูกผลิตมาแค่สามเครื่องเท่านั้นได้แก่
.
เลโอนัวร์
เลโอนัวร์ เครืองประจำตัวของโนรุนผู้เป็นน้องสาวของเอลก้า โดยโกเลมคู่หูของโนรุนนั้นก็คือโกเลมชั้นคราวน์ สูง 26.8 เมตรหนัก 32.8 ตัน ติดตั้งอาวุธที่ทำจากผลึกเฟรเซี่ยม เซเบอร์แฟงก์ x 2 เลเซอร์ครอว์ x 4 และ สไตร์เบลด x 2 และบาเรียป้องกันทีสามารถใช้พุ่งชนได้โดยโอเวอร์เกียร์นั้นมีรูปแบบล้อเลียน “ซอยด์” ตระกูลไลเกอร์
.
ไทเกอร์รูส
ไทเกอร์ รูจ เครื่องประจำตัวของเนียผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มโจรเรดแคทโดยโกเลมคู่หูของเนียนั้นก็คือโกเลมชั้นคราวน์ สูง 29.6 เมตรหนัก 34.7 ตัน ติดตั้งอาวุธที่ทำจากผลึกเฟรเซี่ยม เซเบอร์แฟงก์ x 2 เลเซอร์ครอว์ x 4 และ สไตร์เบลด x 2 และบาเรียป้องกันทีสามารถใช้พุ่งชนได้แบบเดียวกับเลโอนัวร์แต่พิเศษกว่าของโนรุนนิดหน่อยตรงที่มีท่าประสาน (แบบไม่เต็มใจ) กับเรดลิงก์ของเจ้เอสนั่นก็คือ เรดลิงก์จะขึ้นไปขี่บนตัวของไทเกอร์ รูจประหนึ่งว่าเป็นม้าแล้ววิ่งทะลวงฝ่าดงศัตรูไปโดยท่านี้จะล้อมท่าประสานของไดเซนเกอร์กับอัลเซนไซเดอร์จาก SRW OG (แต่ไม่มีซันคันโต) ส่วนเบสของมันก็น่าล้อมากจากเซเบอร์ไทเกอร์ จากเรื่องซอยด์
.
เดียร์ บาวด์ เครื่องประจำตัวของโรเบิร์ทผู้เป็นเจ้าชายแห่งอาณาจักนพานาเชสโดยโกเลมคู่หูของเนียนั้นก็คือโกเลมชั้นคราวน์ ดิสตรอนชั่น บาวด์ แต่ตอนนี้ยังไม่ภาพและข้อมูลจากออฟฟิเชี่ยลรู้แค่ว่ามีระบบสร้างบาเรียแบบวงกว้าง
.
ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากจะใช้สู้ศึกกับเฟรซแล้วเฟรมเกียร์ก็ยังมีบทบาทอื่น ๆ ในเรื่องอีกอย่างเช่นการจัดการกับงานกู้ซากปรักหักพัง การจัดการกับพวกมอนสเตอร์ขนาดยักษ์หรือแม้แต่เอาไปลากหมึก ลากอวน ตกปลามากุโร่ก็ยังเอาไปทำมาแล้ว แถมยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหารายได้เข้าประเป๋าโทยะในฐานะของเล่นสะสมอย่างกาชาปองหรือแอคชั่นฟิกเกอร์อีกด้วย ภายหลังเรจีน่าได้สนใจพลาโมเดียถึงขนาดประดิษฐ์พลาโมเดลพร้อมกับเครื่องเล่นที่จะเอาพลาโมเดลต่อเสร็จแล้วใส่เข้าไปแล้วบังคับให้ต่อสู้กันได้ (ล้อกันดั้มบิลไฟท์เตอร์เต็มสูบ)
.
และนั่นก็คือข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดในตอนนี้ซึ่งหากว่าในอนาคตมีการอัพเดทหรือได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมผมก็จะมาแก้ไขและอัพเดทใหม่ให้ได้ทราบกันใครคิดเห็นยังไงก็คอมเมนต์เอาไว้ได้นะครับแล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 27 พาร์ท 1 (272 - 281)
หลังจากจบเหตุการณ์ที่ซานโดร่าตอนนี้ฤดูกาลก็ล่วงเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว แม้ว่าฤดูร้อนในบรุนฮิวด์จะไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับอุณหภูมิในซานโดร่าแต่มันก็ยังร้อนอยู่ดี ถึงขนาดที่โทยะต้องใช้เวทย์ทำความเย็นภายในปราสาทของเขาเพื่อคลายร้อนกันเลยทีเดียว รีนกับโพล่าก็เดินเข้ามาหาโทยะที่ระเบียง แม้สภาพอากาศที่ร้อนแบบนี้แต่รีนก็ยังทนใส่ชุดโกธิคสีดำเอาไว้อยู่เหมือนเดิมเพิ่มเติมก็คือรักษาอุณหภูมิที่ลอยอยู่รอบตัวเธอสรุปว่าเธอก็โดนคลื่นความร้อนเล่นงานเช่นกันรวมไปถึงประชากรที่อาศัยอยู่บรุนฮิวด์เองก็คงไม่ต่างกัน และเมื่อพูดถึงสภาพอากาศที่เกาะดันเจี้ยนถือว่าดีกว่าที่นี่มากเพราะอย่างน้อยก็มีลมทะเลพัดผ่านแต่เกาะนั้นเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ทำให้นอกจากนักผจญภัยแล้วคนทั่วไปก็ไม่อยากจะย่างกรายเข้าไปเพราะมันเต็มไปด้วยอันตราย รีนจึงเสนอให้โทยะสร้างชายหาดสำหรับให้ผู้คนไปเที่ยวเล่นหลบลมร้อนและในตอนนั้นเองทาคาซากะก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย โดยบอกว่าข้อเสนอนั้นไม่เลวทีเดียวเพราะในเขตของซานโดร่าก็มีประชากรอาศัยอยู่มากการสร้างชายหาดสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนจะช่วยสร้างผลกำไรให้กับอาณาจักรได้อีกทางหนึ่งด้วย เมื่อทำการกางแผนที่ออกมารีนก็อธิบายถึงแนวทางการบริหารจัดการปรับสภาพพื้นที่เกาะที่ไม่มีดันเจี้ยนภายใต้การครอบครองของบรุนฮิวด์ให้เป็นชายหาดทอดยาวไปตลอดแนว เคลื่อนย้ายมอนสเตอร์ สร้างเขตแดนป้องกันไม่ให้มอนสเตอร์หลุดเข้ามาได้ จากนั้นก็สร้างเกทที่เชื่อมต่อไปที่เกาะนี้โดยตรงโดยจะให้แยกกับเกทที่ใช้ไปเกาะดันเจี้ยนและมอบหน้าที่เก็บค่าผ่านทางให้กับกิลด์คอยดูแล นอกจากนั้นพื้นที่ที่เหลืออยู่บนเกาะก็จะวางร้านอาหาร ร้านขายอุปกรณ์สำหรับลงเล่นน้ำทะเล และอื่น ๆ ลงไปด้วย แต่ถึงแม้รีนจะวางโครงการมากมายออกมาทว่าผู้ลงมือปฏิบัติก็หนีไม่พ้นโทยะอยู่ดีนั่นแหละ
. โทยะกับโคคุโยและซังโกะเดินทางไปยังเกาะที่ถูกวางโครงการเอาไว้เพื่อจัดการกางวางจุดกางบาเรียเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุดโทยะคิดจะวางทีมแพทย์พยาบาลเอาไว้ในเขตนี้ด้วย ทั้งนี้โทยะยังเปลี่ยนเกาะเล็ก ๆ อีกเกาะให้มีสภาพเป็นชายหาดส่วนตัวของเขาเพื่อที่จะได้ใช้เป็นพักผ่อนตอนหน้าร้อนกับเหล่าว่าทีภรรยาแยกไว้ตะหาก แน่นอนว่าการมาที่ทะเลก็ทำเอาโทยะอยากจะโยนทิ้งเรื่องงานไปบ้างอยู่เหมือนกัน หลังจากที่ตระเตรียมพื้นที่เสร็จโทยะก็ชักชวนเหล่าผู้ร่วมธุรกิจเจ้าประจำอย่าง ร้านแฟชั่นคิงซาแน็ค โรงแรมจันทราสีเงินของมิกะ และพ่อค้าโอลบามาร่วมเปิดกิจการบนเกาะท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเขา ส่วนเหล่าผู้ดูแลความเรียบร้อยหรือพวกไลฟ์เซฟเวอร์ก็จะให้พวกอัศวินที่ว่ายน้ำเก่ง ๆ มาคอยดูในช่วงที่ว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่หลักเพราะยังไงซะทะเลเขตนี้ก็ถือเป็นอาณาเขตภายใต้การปกครองของอาณาจักรบรุนฮิวด์และเมื่อเปิดให้ใช้งานผลตอบรับก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามมีผู้คนเข้ามาแน่นขนัดทุกวันจนต้องเร่งเพิ่มคนเพิ่มงานกันเลยทีเดียว . ส่วนโทยะในตอนนี้ได้หลบร้อนไปพักผ่อนอยู่ที่ชายหาดส่วนตัวที่เตรียมไว้ นอนเล่นอยู่บนเก้าอี้ชายหาดใต้ร่มกันแดดโดยมียูมิน่าในชุดว่ายน้ำแบบวันพีชสีขาวอยู่ข้าง ๆ เอลเซ่ ยาเอะ ฮิลด้า กำลังเล่นปิดตาตีแตงโมกับท่านพี่โมโรฮะ ลินเซ่กับรีนนั่งคุยกันอยู่ใต้ม่านบังแดด รูเชียกำลังเตรียมอาหารกลางวันอยู่กับแคลร์ ซูกับซากุระก็เล่นบอลชายหาดอยู่กับท่านพี่คาเร็น คารินะดำน้ำไปจับปลาในทะเลส่วนเทพสุราซุยกะนั้นก็เมาหัวทิ่มเหมือนเดิม เทพแห่งดนตรีโซสุเกะบรรเลงเพลงฮาวายอยู่ที่ไหนซักแห่งบนเกาะส่วนท่านลุงโคสุเกะไม่ได้มาด้วย นอกจากนี้โทยะก็ได้เรียกเหล่าบรรดาบาบิโลนซิสเตอร์ให้มาร่วมในทริปนี้ด้วยแต่ด็อกเตอร์ โรเซ็ตต้ากับโมนิก้า ยังคงง่วนอยู่กับงานวิจัยและงานซ่อมบำรุง ริโอร่าไม่สามารถทิ้งโนเอลที่นอนหลับไม่ยอมตื่นเอาไว้ลำพังได้ ฟามก็ไม่ยอมออกจากห้องสมุด ฟลอร่าก็เตรียมการอะไรบางอย่างอยู่ที่ห้องยาภายในปราสาท ส่วนพัลเช่กับทิก้า อันตรายเกินกว่าจะให้ออกมาจากเกาะลอยฟ้าดังนั้นจึงมีเพียงเชสก้าคนเดียวที่มา และแน่นอนว่ามุกลามกของเชสก้าก็สร้างความปั่นป่วนให้โทยะเช่นเดิม (เชสก้าพูดเรื่องความสามารถในการมองทะลุเสื้อผ้า ซึ่งโทยะสามารถทำได้โดยใช้ก็อดอาย) . ยูมิน่าบอกว่าอยากให้โทยะเรียกพ่อเธอมาร่วมสนุกในทริปนี้ด้วยเหมือนกับตอนที่อิเชน แต่โทยะว่าถ้าทำแบบนั้นก็ต้องเรียกพระราชาและผู้นำคนอื่น ๆ มาด้วยเพื่อความเท่าเทียม แต่ในตอนนั้นเองโคเกียวคุก็ใช้โทรจิตติดต่อเข้ามารายงายสถานการณ์บนเกาะที่สาปสูญที่เขาให้เฝ้าจับตาดูอยู่ในขณะนี้ว่า เมืองทางใต้บนเกาะนั้นกำลังโดนอสูรยักษ์บุกเข้าโจมตีอยู่ซึ่งปกติแต่ละเมืองจะมีระบบป้องกันภัยและสามารถต่อต้านอสูรยักษ์พวกนี้ได้อยู่แต่คราวนี้สถานการณ์แตกต่างออกไปเพราะอสูรยักษ์สามตัวได้เข้าล้อมโจมตีเมืองดูเหมือนจะเกิดความผิดพลาดอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะหาข้ออ้างเข้าไปที่นั่นได้โทยะจึงเตรียมการที่จะไปยังเกาะแห่งนั้นและเพื่อรับมือกับอสูรยักษ์เขาคิดจะพา เอลเซ่ ยาเอะกับฮิลด้าไปด้วย ส่วนเครื่องของรูเชียกำลังอยู่ระหว่างการวางโครงสร้างและปรับแต่งรูปแบบอีกเล็กน้อยถึงจะเริ่มการผลิตได้ และแล้วพักร้อนสั้น ๆ ของโทยะก็จบลงด้วยประการฉะนี้ . โทยะเปิดเกทยังเกาะแห่งนั้นได้โดยอาศัยภาพที่ได้จากสัตว์อัญเชิญที่ส่งไปสำรวจแต่เพราะสนามพลังที่อยู่บนเกาะทำให้โทยะรู้สึกว่าการเปิดเกทคราวนี้สิ้นเปลืองพลังเวทย์ไปมากกว่าปกติพอควร เมืองทางทิศใต้ของเกาะนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและที่บนกำแพงมีธนูบัลลิสตั้งเอาไว้มากมายและมันก็กำลังระดมยิงใส่สัตว์อสูรที่จู่โจมเข้ามาอยู่โดยสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่กำลังโจมตีเมืองอยู่ก็มี เฮฟวี่คองมีรูปร่างเหมือนคิงคอง กราว์โบลด์มีรูปร่างเหมือนหมูป่าและพาวเวอร์ไบซันมีรูปร่างเหมือนวัวกระทิงแต่การโจมตีของบัลลิสต้าดูจะไม่สามารถสร้างความเสียหายอะไรให้กับสัตว์อสูรพวกนั้นได้ซักเท่าไหร่ ส่วนบาเรียป้องกันหากคิดตามหลักง่าย ๆ บาเรียมีพลังป้องกัน 10 เฮฟวี่คองมีพลังโจมตี 3 กราวด์โบลด์มีพลังโจมตี 5 พาวเวอร์ไบซันมีพลังโจมตี 4 รวมกันเป็น 11 บาเรียก็ไม่มีทางจะต้านเอาไว้ได้แน่นอนเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถี่ถ้วนดีแล้วโทยะก็ติดต่อกับกลุ่มของเขาที่รออยู่ที่บรุนฮิวด์ให้เตรียมพร้อมและเมื่อโทยะทำการเปิดเกทเฟรมเกียร์ร้อยเครื่องก็ร่อนลงสู่พื้นดิน โทยะสั่งการให้เอลเซ่จัดการกับเฮฟวีคอง ยาเอะไปจัดการกับกราวด์โบลด์ ส่วนฮิวด้าไปจัดการพาวเวอร์ไบซัน ส่วนเครื่องอื่นที่เหลือให้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังและจัดการกับสัตว์อสูรตัวอื่นที่อาจจะโผล่มากระทันหัน ทุกคนขานรับคำสั่งและปฏิบัติตามทันที เอลเซ่ ยาเอะ ฮิลด้า บังคับเครืองของเธอเข้าหาเป้าหมายที่กำหนดให้ทันที ส่วนพวกสัตว์อสูรเองก็หันกลับมาตรงเข้าเล่นงานเฟรมเกียร์เช่นกัน . เฮฟวี่คองพุ่งเข้ามาหาเกลฮิวเด้ของเอลเซ่ แต่เธอก็สวนกลับการโจมตีด้วยการต่อยหมัดขวาสวนไปแบบครอสเคาท์เตอร์อัดเข้าที่ส่วนอกของเฮฟวี่คองและปลดปล่อยพลังทำลายของไพล์บังเกอร์ทะลวงอกอีกฝ่ายจนเลือดสาดกระจายและร่างอันใหญ่โตนั้นก็ล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนกราวด์โบลด์ที่พุ่งเข้ามาหาชูเวสไลท์ราวกับลูกกระสุนปืนก็โดนสะบั้นเป็นสองซีกจากทางด้านหน้าด้วยดาบอันคมกริบชนิดรอยตัดเรียบสวย ส่วนพาวเวอร์ไบซันที่พุ่งเข้าใส่จีเกลูเน่ของฮิวด้าก็ถูกหยุดเอาไว้ด้วยโล่ห์ก่อนจะโดนดาบบั่นคอจนหัวกระเด็นสิ้นฤทธิ์ไปในที่สุด การต่อสู้จบลงในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีสัตว์อสูรยักษ์ทั้งสามตัวถูกสังหารลงอย่างง่ายดายจากน้้นเฟรมเกียร์ทั้งสามก็ถอยห่างออกมาจากประตูเมืองเล็กน้อย เฟรมเกียร์ทีเหลือเริ่มแปรขบวนไชน์นิ่งเคาท์ของเรนเดินออกมาเบื้องหน้า โทยะขึ้นไปยืนบนไหล่ของไชน์นิ่งเคาท์เพื่อจะส่งข้อความแสดงเจตจำนงว่าเขาไม่ใช่ผู้รุกรานไปให้คนในเมืองผ่านทางเครื่องขยายเสียงจากสมาร์ทโฟนของเขาและจะขอการตอบกลับในหนึ่งชั่วโมง ส่วนตัวโทยแล้วเขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตอบรับหรือไม่เขาวางแผนว่าถ้าหากติดต่อเมืองนี้ไม่ได้เขาก็จะลองไปที่เมืองอื่นที่อยู่บนเกาะนี้ดูแทนแต่ถ้าตอบรับเขาก็จะสามารถหาข้อมูลของเกาะนี้รวมถึงเมืองอื่น ๆ ที่เหลือได้ ในช่วงเวลานั้นโคเกียวคุที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนฟ้าก็ได้ส่งโทรจิตมารายงานว่าภายในเมืองกำลังมีการเคลื่อนไหวมีการเตรียมบัลลิสต้ากับเครื่องยิงหินขนาดใหญ่ด้วย โทยะยังไม่ตัดสินใจในท่าทีของอีกฝ่ายแต่ก็เริ่มให้คนของเขาเตรียมความพร้อมหากถูกโจมตี และแล้วประตูเมืองก็เปิดออกโทยะจึงลงมาจากไหล่ของไชน์นิ่งเคาท์ เหล่าอัศวินสวมเกราะขี่บนหลังม้าทยอยพากันออกมาจากประตูเมือง อัศวินคนหนึ่งตรงเข้ามาหาที่ระยะห่างจากโทยะและเฟรมเกียร์ไปราว ๆ สิบเมตรเขาลงจากหลังม้าและค่อยเดินเข้ามา โทยะสังเกตหมวกเกราะของเขาดูเหมือนกับพวกนักรบกรีกโบราณ ทำให้พอจะมองเห็นใบหน้าของผู้ที่สวมมันอยู่ได้โทยสังเกตท่าทีของผู้ที่กำลังเข้ามาสัมผัสไม่ได้ถึงอารมณ์โกรธหรือเกลียด . คนผู้นั้นแนะนำตัวเองกับโทยะว่าเขาคือตัวแทนของเมืองทางใต้ชื่อ “เด็นซ์ เซาท์”และขอขอบคุณที่เข้ามาให้การช่วยเหลือส่วนโทยะก็แนะตัวเองตามมารยาทและเริ่มสนทนากันเด็นซ์เริ่มเปิดประเด็นว่าเมื่อโทยะบอกว่ามาจากทางตอนใต้ของทวีปเช่นนั้นแล้วก็หมายความว่าโลกยังไม่ถูกทำลายเช่นนั้นหรือ? เพราะเกาะแห่งนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกไปนับตั้งแต่ก่อนที่พารุเทียโน่จะล่มสลายดังน้้นพวกเขาจึงไม่รู้ถึงสภาพของโลกภายนอกเลยเป็นเวลายาวนานมาก โทยะจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาฉายภาพของโลกภายนอกในปัจจุบันให้เห็น หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวเมื่อ 5000 ปีก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ . เกาะแห่งนี้มีชื่อว่า “พาเรริอุส” ซึ่งก็มาจากชื่อแท้จริงของจอมเวทย์ทีถูกเรียกว่าไวท์แมนในยุคพารุเทโน่นั่นเอง เมื่อ 5000 ปีก่อนจอมเวทย์คนนี้ได้ค้นพบเวทย์มนตร์ที่สามารถสร้างขอบเขตป้องกันพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวของเขาเองและเมื่อเกิดเหตุเฟรซบุกเข้าโจมตีพารุเทโน่ พาเรริอุสก็พาครอบครัวและผู้คนในบ้านเกิดหลบหนีมายังเกาะแห่งนี้และซ่อนมันเอาไว้จนกระเขาเสียชีวิตไปหลังจากนั้น ด้วยบาเรียทำให้พวกเฟรชบุกเข้ามาไม่ได้แต่ก็แลกมาด้วยการที่เกาะนี้ได้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ผู้คนบนเกาะก็ไ่ม่สามารถจะออกไปจากเกาะแห่งนี้ได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็มีเฟรซระดับล่างเคยหลุดเข้ามาบ้างแล้ว สรุปว่าบาเรียนี้มันแทบจะไร้ประโยชน์แล้วในตอนนี้แต่การจะนำบาเรียที่ล้อมเกาะออกไปนั้นเด็นซ์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เขาต้องนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้นำของอีกสามเมืองและผู้สืบเชื้อสายของ “อาเรริอัส พาเรริอุส” ผู้ที่ทำหน้าทีพิทักษ์ประตูที่อยู่ใจกลางของเกาะเสียก่อนและอีกอย่างหนึ่งเขาก็ยังไม่สามารถจะเชื่อใจโทยะได้ทั้งหมด โทยะจึงได้ขอให้เด็นซ์ช่วยเป็นคนกลางติดต่อกับอาเรริอัสให้กับเขาหน่อยซึ่งถ้าหากการเจรจาล้มเหลวและยืนยันว่าจะยังคงบาเรียเอาไว้โทยะก็จะไม่ก้าวก่ายเรื่องภายในของเกาะและจะถอยกลับออกไปโดยให้เวลาสองสัปดาห์ในการเตรียมการเจรจา โทยะคิดว่าต่อให้การเจรจาล้มเหลวก็ไม่มีผลอะไรเพราะอย่างน้อยเกาะนี้ก็ไม่ได้ไปสร้างปัญหาอะไรให้ใครเหมือนกับอาณาจักรซานโดร่า แต่ที่ยังคาใจอยู่ก็คือใครเป็นคนซ่อมบาเรียของโลกนี้เพราะพาเรริอุสเสียชีวิตไปก่อนที่บาเรียจะถูกซ่อมแซม คนที่ทำแบบนั้นได้จะมีใครอื่นอีก . เวลาผ่านไปจนเหลืออีกแค่หนึ่งวันก็จะครบกำหนดสองสัปดาห์ในระหว่างที่รอนั้นโทยะก็ให้บริวารของโคเกียวคุคอยสังเกตการณ์เกาะแห่งนั้นเอาไว้ตลอด ซึ่งก็ดูจะมีการเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้นไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการเตรียมการเจรจาก็ได้ โดยการเจรจาจะทำในนามของพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกแต่ทั้งนี้จะไม่ใช่แนวทางการดึงเข้าร่วมกลุ่มแต่จะเจรจาทางการค้าขายมากกว่าแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับโทยะแม้จะเสียดายชิ้นจากพวกอสูรขนาดยักษ์อยู่บ้างก็ตาม โทยะมาที่แฮงเกอร์เพื่อพบกับเรจีน่าที่กำลังสร้างเฟรมเกียร์เครื่องใหม่อยู่ ดูเหมือนว่าเรจีน่าจะรู้จักพาเรริอุสเพราะเทคโนโลยีบางอย่างที่เธอใช้ก็มารากฐานมาจากการค้นพบของปู่พาเรริอุสและเธอยังขอติดตามโทยะไปที่เกาะแห่งนี้ด้วย และหลังจากนั้นเรจีน่าและโมนิก้าก็ขึ้นไปบนค็อกพิทของเฟรมเกียร์เครื่องใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ เฟรมเกียร์เครื่องนี้มีสีเหมือนดอกซากุระสลับสีขาวซึ่งมันคือเครื่องประจำตัวของซากุระ “รอสไวเซ่” ท่อที่ไหล่ซ้ายไหล่ขวาที่ดูเหมือนปืนใหญ่นั้นเป็นอุปกรณ์ขยายเสียงให้กลับเพลงของซากุระ ซึ่งถ้าหากไม่ใช้งานก็จะพับเก็บเอาไว้ได้ แต่ในโรงเก็บนี้นอกจากรอสไวเซ่แล้วยังมีเฟรมเกียร์สีเขียวมรกตอีกเครื่องหนึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ ที่ค็อทพิทของเฟรมเกียร์เครื่องนี้โรเซ็ตต้ากับพวกมินิโรบ็อทกำลังช่วยกันจัดการอยู่มันก็คือเครื่องประจำตัวของรูเชีย “วาลเทราด์” ยูนิตที่สามารถปรับเปลี่ยนไทป์ได้ตามสถานะการณ์ เช่น ไทป์ต่อสู้ประชิด ไทป์โจมตีระยะไกล ไทป์อาวุธหนัก และยังเป็นเฟรมที่มีความคล่องตัวสูงกว่าของทุกคนที่เคยสร้างมาแต่ประสิทธิภาพด้านอื่นก็จะด้อยกว่าเครื่องอื่นด้วยเช่นกันแต่ทั้งสองเครื่องยังไม่ได้รับการทดสอบการทำงานโทยะคิดว่าจะลองใช้พวกอสูรยักษ์บนเกาะนั่นเป็นตัวทดลองก็น่าจะดี . เมื่อถึงวันนัดโทยะก็ไปยังจุดนัดพบซึ่งก็คือสถานที่เดียวกับที่เขาไปเยื่อนเกาะนั้นครั้งแรกโทยะพร้อมกับเฟรมเกียร์ร้อยเครื่องก็ได้มาพบกับกองกำลังอัศวินในชุดเกราะของเด็นซ์ เมื่อโทยะถามถึงความพร้อมในการเจรจา เด็นซ์ก็ตอบว่าเขาได้บอกกับทุกคนแล้วแต่ต้องเชิญโทยะไปยังวิหารที่ใจกลางเกาะเสียก่อนเมื่อได้ฟังเช่นนั้นโทยะจึงใช้เกทไปยังสถานที่นัดพบทันทีโดยอาศัยภาพที่ได้โคเกียวคุ เมื่อวาร์ปไปที่วิหารที่มีหอคอยเหมือนกับหอเอนเมือปิซ่าแล้ว เด็นซ์ก็นำทาง โทยะ เรจีน่า ยาเอะและโคฮาคุไปยังสถานที่ประชุมที่นั่นโทยะได้พบกับ “เซนทรัล พาเรริอุส” ผู้สืบเชื้อสายของอาเรริอัส พาเรริอุส ผู้ปกครองเมืองตะวันออก “มอแกน อีท” ผู้ปกครองเมืองทางเหนือ “ซากิสต้า นอร์ท” และผู้ปกครองเมืองตะวันตก “มิรี่ เวส” สรุปก็คือผู้ปกครองเมืองแต่ละทิศจะใช้ชื่อทิศเป็นนามสกุลกันหมดนั่นเอง และหลังจากแนะนำตัวกันแล้วทั้งหมดก็เข้าเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมกัน โทยะก็ยืนยันในคำพูดเดียวกับที่เขาได้บอกให้เด็นซ์นำเอามาบอกกับผู้นำคนอื่น ๆ ของเกาะ ส่วนมิรี่นั้นมีข้อสงสัยว่าหากเธอปฏิเสธข้อเสนอจะมีประเทศอื่นเข้ามายุ่งยากกับเกาะนี้หรือไม่ ซึ่งโทยะก็ตอบว่าบาเรียรอบเกาะนี้แกร่งมากนอกจากเขาแล้วก็คงไม่มีใครสามารถเข้ามาได้แน่ดังนั้นไม่ต้องกังวล ส่วนอีกเรื่องคือเธอกลัวว่าถ้าเอาบาเรียออกแล้วประเทศอื่นก็อาจจะมารุกรานเกาะนี้ก็เป็นได้ แต่โทยะก็บอกไปว่า การรุกเข้าเพื่อยึดเกาะนี้จำเป็นต้องใช้กองกำลังขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องยากถึงจะยกเลิกบาเรียคุมเกาะไปแต่ว่าตัวเมืองเองก็มีบาเรียเหมือนกันและที่สำคัญบนเกาะนี้มีสัตว์อสูรขนาดใหญ่เพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมดการยกทัพมาขึ้นเกาะนี้จึงเป็นอะไรที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนมอแกนก็ตั้งคำถามว่า ถ้าเอาบาเรียลงโทยะจะช่วยกำจัดพวกอสูรยักษ์พวกนี้ให้เขาหรือเปล่า ซึ่งโทยะก็ตอบตกลงเพราะเดิมทีโทยะก็ต้องการใช้มันเป็นเป้าทดสอบเฟรมเกียร์ใหม่ ๆ อยู่แล้วแถมชิ้นส่วนของมันก็แปลงเป็นเงินได้และโทยะก็ยินที่จะแบ่งส่วนหนึ่งให้กับคนบนเกาะด้วย แต่เซนทรัลก็บอกถึงปัญหาในการที่จะปิดบาเรียนี้ว่า บาเรียโดนควบคุมด้วยอุปกรณ์เวทย์มนตร์ที่อยู่ภายในวิหารที่ไม่สามารถจะแตะต้องหรือทำลายได้ แต่โทยะก็โชว์อุปกรณ์ “อินเทอไลท์” ที่สามารถให้ยกเลิกการทำงานของอาติแฟกอื่นได้ให้ทุกคนดูแล้วก็ให้ทุกคนที่ในที่นี้ตัดสินใจเอาว่าจะใช้มันหรือไม่ใช้ . เซนทรัลได้ตั้งคำถามอีกข้อหนึ่งกับโทยะ โดยถามว่าถ้าหากผู้คนบนเกาะนี้ออกจะออกไปสู่โลกภายนอกแต่จะให้บาเรียยังคงอยู่ต่อไปเช่นนี้โทยะจะยอมรับคนเหล่านี้หรือไม่ โทยะก็ให้คำตอบว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้เพราะก็ยังมีประเทศที่ยอมรับให้ไปอาศัยอยู่ได้แต่เขาไม่สามารถจะรับรองว่าจะดูแลคนเหล่านั้นได้ทั่วถึงหรือเปล่า เซนทรัลรับอินเทอไลท์ไปแต่เธอก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ เหล่าผู้นำของเกาะขอเวลาปรึกษากันอีกซักพักแล้วจีงจะให้คำตอบแต่แล้วจู่ ๆ เรจีน่าก็เข้าไปดึงแขนเสื้อของเซนทรัลและถามหาสิ่งที่ อาเรริอัส พาเรริอุส ทิ้งเอาไว้ สิ่งที่เรียกว่า “เกท” เรจีน่าขอให้พาไปดูสิ่งนั้นเซนทรัลก็ตอบตกลงเพราะมันก็ไม่ใช่ความลับอะไรอยู่แล้วแต่ซากิสต้าดูจะไม่เห็นด้วยซักเท่าไหร่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เซนทรัลได้พาพวกโทยะขึ้นไปบนยอดวิหารที่เกทนั้นตั้งอยู่ . และเมื่อไปถึงที่ตั้งของเกทเรจีน่าก็ขออนุญาตทำการตรวจสอบเจ้าสิ่งนั้นทันทีและก็พบว่าวัสดุที่ใช้สร้างนั้นไม่ใช่โอริฮารุก้อนหรือมิสทริลแต่เป็นโครงสร้างโลหะที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่สุดท้ายเรจีน่าก็ได้ข้อสรุปว่ามันคือ “โครโนเที่ยม” เมื่อได้ฟังแบบนั้นเซ็นทรัลก็ประหลาดใจมากเมื่อเห็นเด็กน้อยสามารถวิเคราะห์โครงสร้างวัตถุได้เพียงแค่มองด้วยตาเปล่าจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ซึ่งโทยะก็ให้คำตอบว่า “เธอคือด็อกเตอร์เรจีน่า บาบิโลน เป็นวิศวกรเวทย์มนต์ประจำอาณาจักร” ต่อมาเรจีน่าก็เริ่มทำการตรวจสอบเกทอย่างละเอียดด้วยเวทย์มนตร์อานาไลท์ของเธอโทยะเองก็ลองทำดูเช่นกันแต่ก็ยอมแพ้ในสองวินาทีเพราะเขาไม่สามารถจะทำความเข้าใจโครงสร้างการทำงานของระบบอันสลับซับซ้อนนั้นได้ และหลังจากทำความเข้าใจในตัวระบบได้แล้วเรจีน่าก็เริ่มสาธยายยืดยาวตามสไตล์ของเธอและยังถามเซ็นทรัลด้วยว่านี่คือสิ่งที่อาเรริอัสได้ทิ้งไว้ให้ใช่หรือไม่ เซ็นทรัลก็ตอบว่าใช่แต่มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทว่าเรจีน่ากลับแย้งว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ปัญหาที่มันใช้การไม่ได้ก็เพราะพลังเวทย์ที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำงานได้นั่นเอง เซนทรัลจึงได้ถามเรจีน่าว่าแม้แต่ตัวเธอที่มีพลังเวทย์มากที่สุดในเกาะนี้มันก็ยังไม่เพียงพออีกหรือ เรจีน่าจึงให้คำตอบว่า แม้เซนทรัลจะมีพลังมากก็จริงแต่ก็เทียบได้กับคนปกติรวมกัน สองถึงสามคนเท่านั้นแต่หากจะให้อุปกรณ์นี้ทำงานอย่างต่ำต้องใช้พลังเวทย์อย่างน้อยต้องทีพลังพอ ๆ กับคนธรรมดาหนึ่งแสนคนขึ้นไปและถ้าหากว่าจะใช้การสะสมพลังเวทย์แบบตามปกติล่ะก็ต้องใช้เวลาประมาณสามร้อยปีถึงจะสามารถเปิดการทำงานอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ . และถึงแม้ว่าจะคิดคำนวณกันหัวแทบแตกแต่การจะให้อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำงานได้ก็ยังต้องใช้เวลามากถึงสามปีอยู่ดีแต่เรจีน่าก็มีแผนอยู่ในใจแต่แรกแล้วนั่นก็คือให้โทยะลองเปิดการทำงานของอุปกรณ์ชิ้นนี้ดูแน่นอนโทยะก็ได้แต่บ่นว่านึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ และเมื่อได้รับอนุญาตจากเซ็นทรัลโทยะก็ได้ทดลองใช้พลังของเขาเปิดการทำงานของเกทดู แต่ในใจก็หวั่นอยู่เล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าเจ้าประตูนี้จะเชื่อมต่อไปทีไหนกันแน่ แต่ไม่ยังไงก็มีแต่จะต้องลองดูเท่านั้นและเมื่อโทยะเริ่มปล่อยพลังเวทย์ของเขาเข้าไประบบก็เริ่มมีการตอบสนอง โทยะรู้สึกได้ถึงพลังเวทย์จำนวนมากที่ถูกใช้ออกไปและเกทก็เริ่มทำงานเมื่อพลังของเขาลดลงไปครึ่งหนึ่งประตูก็เปิดออกโทยะเดินก้าวผ่านเกทออกมาและไปยังสถานที่ที่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนที่นั่นมีสภาพเป็นป่า เมื่อโทยะหันหลังกลับไปก็ไม่พบกับประตูแล้วพอลองหยิบสมาร์ทโฟนออกมาเพื่อเรียกดูแผนที่ก็ปรากฏว่ามันใช้การไม่ได้ไปเสียดื้อ ๆ ไม่ใช่แค่นั้นจะโทรติดต่อยาเอะหรือเทเลพาธีหาโคฮาคุก็ทำไม่ได้เช่นกัน แต่ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงร้องของใครบางคนดังมาจากป่าที่อยู่ข้างหน้าเขาจึงรีบรุดไปดูและก็พบกับสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเหมือนมังกรสองหัวกำลังไล่ตามรถม้ารูปทรงประหลาดที่กำลังถูกลากด้วยอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนปูอยู่ เมื่อเห็นว่าคนในรถกำลังตกอยู่ในอันตรายโทยะจึงยื่นมือเข้าช่วยโดยการยิงเวทย์ไฟเพื่อดึงความสนใจของเจ้ามังกรสองหัวมาที่เขาและเมื่อมันพุ่งมาหาโทยะก็ใช้บรุนฮิวด์โหมดดาบฟันหัวทั้งสองนั้นขาดกระเด็นอย่างง่ายดาย . เมื่อภัยคุกคามถูกจัดการเรียบร้อยคนในรถม้าก็ได้ลงมาพบกับโทยะ แต่ทันทีที่เริ่มพูดคุยกันโทยะก็ว่าภาษาที่คนเหล่านั้นใช้ไม่ใช่ภาษาที่เขาสามารถทำความเข้าใจได้ ลงท้ายก็จำเป็นต้องใช้เวทย์มนต์ “ทรานเลสชั่น” เข้าช่วยถึงได้พอจะเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ชายที่ลงมาคุยกับโทยะแนะนำตัวว่าเขาชื่อ “เปโดร ซันโจ” เป็นพ่อค้า โทยะก็แนะนำตนเองกลับไปแต่เปโดรกับมีความสงสัยในชื่อของโทยะจึงได้ถามว่าโทยะนั้นเกิดทีไหน โทยะจึงด้นสดไปว่าเขาเกิดที่อิเชน แต่ตอนนี้อาศัยอยู่ที่บรุนฮิวด์ แต่ทว่าพ่อค้าคนนี้กลับไม่รู้จักชื่อสถานที่ที่กล่าวมาโทยะเริ่มประหลาดใจจึงได้เอ่ยถามกับพ่อค้นคนนั้นว่าที่นี่คือที่ไหน เปโดรก็ตอบว่าที่นี่คือเส้นทางที่จะไปสู่เมืองอเลน เมืองหลวงของอาณาจักรอเลนแต่โทยะก็ยังงงอยู่ดีพ่อค้าจึงเดินไปหยิบแผนที่ในรถของเขาออกมาให้โทยะดูและชี้ตำแหน่ง เมื่อโทยะได้เห็นแผนที่เขาก็ตกใจพอสมควร แผนที่เห็นตอนนี้ไม่ใช่แผนที่โลกที่เขารู้จักและดูอยู่เป็นประจำ แผนที่โลกที่เขาเห็นตอนนี้มันกลายเป็นดั่งภาพกลับด้านบนกระจกที่ทุกอย่างสลับจากซ้ายไปขวาดูเหมือนว่าประตูของอาเรริอัสจะไม่ใช่ประตูเคลื่อนย้ายสถานที่ธรรมดาหากแต่เป็นประตูข้ามไปสู่โลกอื่นไปเสียแล้ว . หลังจากแยกทางกับเปโดรโทยะลองใช้เวทย์เกทดูแต่มันก็ไม่เชื่อมต่อไปที่ไหนเลยดูเหมือนสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ที่นี่คือที่ไหนและเขาจะหาทางกลับไปโลกเดิมได้อย่างไรสิ่งนั้นทำให้โทยะรู้สึกเป็นกังวลอยู่แต่หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ของก็ดังขึ้นและผู้ที่ติดต่อเข้ามาไม่ใช่ใครปู่เวิร์ลก็อดนั้นเองปู่แกบอกว่าไม่คิดเลยว่าโทยะจะข้ามโลกไปแบบนั้นแต่ไม่ต้องตกใจให้รออยู่นั่นเดี๋ยวจะส่งคนไปรับ และหลังจากนั้นประตูมิติก็เปิดออกและท่านพี่คาเร็นก็ปรากฏกายออกมาจากประตูนั้นจากนั้นก็เทศนาโทยะซะยกใหญ่เพราะทางฝั่งนั้นไม่สามารถติดต่อกับโทยะได้มิหนำซ้ำบรรดาสี่สัตว์เทพจู่ ๆ ก็สลายหายไปเพราะสูญเสียการเชื่อมต่อกับพลังเวทย์ของโทยะทำให้ยาเอะเป็นห่วงมากจนร้องไห้ใหญ่แล้วบรรดาเหล่าเทพทั้งหลายก็ไม่สามารถสัมผัสพลังของโทยะได้จึงเดือดร้อนพากันติดต่อไปหาปู่เวิร์ลก็อด โทยะไปโลกโน้นเพียงหนึ่งชั่วโมงแต่โลกฝั่งนี้ได้ผ่านไปแล้วสิบชั่วโมงและแน่นอนว่าเมื่อเห็นโคฮาคุสลายหายไปต่อหน้าต่อตาแบบนั้นยาเอะก็ต้องรู้สึกกังวลมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และเมื่อถามว่าจะกลับโลกเดิมได้อย่างไร ท่านพี่ก็ให้คำตอบว่าการจะเปิดมิติจากตรงนี้กลับไปยังโลกเดิมเลยนั้นทำได้ยากมากแต่ก็มีอีกวิธีที่จะกลับไปได้นั่นก็คือให้กลับไปที่โลกของเทพก่อนแล้วจากนั้นก็ค่อยใช้จุดนั้นเป็นทางเชื่อมในการกลับไปสู่โลกเดิม โทยะเปิดเกทไปหาคุณปู่ที่รออยู่ที่โลกเทพและได้ขอโทษที่ทำให้ทุกคนวุ่นวายแต่คุณปู่แกก็ไม่ได้ว่าอะไรและขอให้โทยะรีบกลับไปที่โลกก่อนเรื่องอื่นไว้คุยกันทีหลัง และหลังจากนั้นโทยะกับท่านพี่คาเร็นก็กลับไปยังวิหารเกทตั้งอยู่ . ทันทีที่กลับมายาเอะก็กระโดดกอดโทยะทั้งน้ำตาพร้อมกับระบายความรู้สึกที่กลัวว่าเขาอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว โทยะโอบกอดยาเอะพลางลูบผมเธอเบาเพื่อเป็นการปลอบประโลมความกังวลของเธอพร้อมกับบอกว่าเขาไม่มีทางจะทอดทิ้งพวกเธอไปหรอกแต่หลังจากนั้นโทยะก็บอกเรจีน่าเกี่ยวกับปลายทางที่ประตูนี้ได้เชื่อมต่อไปแน่นอนว่าทุกคนพากันตกตะลึงกับเรื่องนั้น โลกที่เป็นดั่งโลกอีกใบของโลกใบนี้ซึ่งหลักฐานก็คือภาพถ่ายแผนที่ของเปโตรที่โทยะถ่ายเก็บเอาไว้ ซึ่งเหตุผลในการสร้างประตูนี้ขึ้นมาก็คงจะเพื่อหลบหนีไปหาโลกใหม่ที่ไม่มีพวกเฟรซแต่ทว่าไม่สามารถเดินเครื่องได้ทำให้ผู้คนที่หลบหนีมาในตอนนั้นยังคงติดอยู่บนเกาะแห่งนี้มาจนถึงตอนนี้นั่นเอง และการค้นพบนี้ทำให้เกิดตัวเลือกใหม่ขึ้นว่าจะปลดบาเรียลงและเริ่มติดต่อกับโลกภายนอก หรือจะคงบาเรียเอาไว้และใช้ชีวิตกันแบบเดิม ๆ ต่อไป หรือ จะข้ามไปอาศัยอยู่โลกอื่นโดยใช้เกทนี้ แต่โทยะก็ให้คำเตือนกับเหล่าผู้นำบนเกาะไว้ว่าหากพวกเขาเลือกจะไปอาศัยที่โลกอื่นแล้วล่ะก็พวกเขาจะไม่มีโอกาสกลับมาที่โลกนี้ได้อีกเป็นครั้งที่สองและตัวเขาที่เคยข้ามไปมาแล้วก็ยังไม่ทราบถึงสภาพทั้งหมดของโลกนั้นจึงไม่อาจประกันความปลอดภัยใด ๆ ได้จึงอยากจะให้คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ เซ็นทรัลจึงบอกว่าตอนนี้เธอไม่อาจจะตัดสินใจอะไรได้ขอเวลาอีกซักพักในการคิดใคร่ครวญดูก่อน ซึ่งโทยะก็ไม่ได้ว่าอะไรบอกแต่เพียงว่าไม่จำเป็นต้องรีบให้คำตอบก็ได้ หลังจากนั้นโทยะก็กลับออกจากเกาะ . เมื่อกลับถึงปราสาทโทยะก็โดนเหล่าภรรยากระโจนเข้าใส่ด้วยความเป็นห่วง หลังจากนั้นโทยะก็ต้องทำการอัญเชิญเหล่าสัตว์อสูรออกมาใหม่และกล่าวขอโทษกับอสูรอัญเชิญเหล่านั้นต่อมาโทยะก็โดนเหล่าภรรยาในชุดนอนมารุมล้อมถึงเตียงนอนเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมไปโลกที่โทยะได้ไปมา (เตียงนอนของโทยะใหญ่ขนาดนอนได้พร้อมกันสิบคนเลยทีเดียว) ในสภาพเช่นนี้มันช่างปลุกเร้าพลังหมีในตัวของโทยะได้ดีนักแลทว่าเขาก็ยังพอสะกดมันเอาไว้ได้อยู่ แม้ว่าซูในชุดนอนสีเหลืองสุดน่ารักจะกอดเข้าจากทางด้านหลังอยู่ก็ตามเหล่าว่าที่ภรรยาสอบถามว่าโลกฝั่งโน้นมีสภาพเป็นอย่าง โทยะบอกเพียงว่าเขาไม่มีเวลามากพอจะดูให้ละเอียดพอรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงอยู่ก็เลยรีบกลับมา แต่ถึงกระนั้นก็ยังโดนเอลเซ่กับซากุระกดดันด้วยท่าทีงอน ๆ เล็กน้อยอยู่ดี และเมื่อรูเชียถามว่าโทยะกลับมาได้อย่างไรโดยไม่ใช้เวทย์เกท โทยะก็ได้อ้ำอึ้งเพราะไม่อาจจะบอกความจริงทั้งหมดได้ซึ่งนั่นก็ทำให้รีนรู้สึกได้ว่าโทยะปิดบังอะไรบางอย่างกับพวกเธออยู่และแล้วเธอก็ได้พูดประโยคหนึ่งออกมานั่นก็คือ . “ 私たちのダーリンは異世界人で神様の眷属ってわけね……。” . ซึ่งแปลได้ว่า “ดาร์ลิ้งของพวกเราน่าเป็นคนที่มาจากต่างโลกและเกี่ยวข้องกับวงศ์วานของพระเจ้าด้วยสินะ” . แน่นอนว่าตอนนี้สาว ๆ ก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของโทยะและบรรดาเหล่าพี่สาวแล้วแต่ท้ายที่สุดยูมิน่าก็บอกว่า ไม่ว่าโทยะจะเป็นอะไรก็ตามเขาก็คือสามีคนสำคัญของพวกเธอเพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา จากนั้นโทยะที่ถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าว่าที่ภรรยาผู้แสนดีก็ค่อย ๆ ง่วงและหลับไปในที่สุด วันถัดมาโทยะก็ไปหาปู่เวิร์ลก็อดพร้อมกับนำอาหารฝีมือรูเชียกับเค๊กของแคร์ติดมือไปฝากปู่แกด้วยเผื่อแสดงการขอโทษที่ทำให้วุ่นวายกันไปหมดส่วนตัวคุณปู่เองก็ได้ไม่ได้ติดใจอะไรมากนักแต่ก็ขอบคุณสำหรับของฝาก โทยะจึงถือโอกาสสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกอีกใบหนึ่งที่เขาเพิ่งข้ามไปมาจากปู่เวิร์ลก็อด ก็ได้ใจความมาว่าโลกนั้นอยู่ถัดไปจากโลกนี้มีลักษณะบางอย่างคล้าย ๆ กันแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียวคล้าย ๆ จะเป็นโลกคู่ขนานแต่โลกนั้นเคยล่มสลายมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดจากภายในโลกของตัวเองเรียกว่าเป็นโลกที่อยู่เบื้องหลังโลกใบนี้ก็ได้และการข้ามไปที่นั่นก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก จากนั้นโทยะก็ยังถามถึงเหตุผลที่ทำไมเวทย์เคลื่อนย้ายไม่สามารถข้ามไปโลกอื่นแบบตรง ๆ ได้ คำตอบก็ที่ได้ก็คือเพราะโลกแต่ละโลกมีบาเรียคอยคุ้มกันเอาไว้อยู่ทำให้เวทย์ปกติแทรกผ่านเข้าไปไม่ได้แต่หากเคลื่อนย้ายมาที่โลกเทพที่เป็นเหมือนช่องว่างของมิติเสียก่อนก็จะสามารถใช้เทคนิคของพวกเทพเดินทางข้ามไปโลกอื่นต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะไปที่โลกเดิมของโทยะก็สามารถทำได้เช่นกันแต่ปู่แกก็ห้ามเอาไว้ก่อนที่โทยะจะทำอะไรแผลง ๆ เพราะตัวตนของโทยะได้ตายจากโลกนั้นไปแล้วแต่การที่โทยะสามารถข้ามเข้าสู่ช่องว่างและเดินทางข้ามโลกได้เช่นนี้ก็ถือว่ามีความสามารถพอจะประดับยศของเทพได้แล้ว โทยะคิดว่าเรจีน่าคงจะวิเคราะห์ประตูนั่นเรียบร้อยแล้วเขาน่าจะสร้างประตูข้ามมิติที่บรุนฮิวได้เหมือนกันและมันก็น่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ได้อีก . มีรายงานเกี่ยวกับโซลอีทเตอร์และสเกลตันเฟรซปรากฏตัวขึ้นอีกคราวนี้เกิดขึ้นที่เมือท่าแห่งในริฟุริสซึ่งเป็นเมืองแห่งการค้าซึ่งก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นเมืองที่แย่หรือว่าแต่โทยะคาดการณ์ว่าไม่แน่ว่าความโลภของผู้คนก็ในเมืองแห่งการค้าขายก็สามารถเป็นแหล่งพลังงานให้ได้เหมือนกันหรือไม่ก็ไม่มีปัจจัยอะไรทั้งนั้นเป็นเพียงการสุ่มไปเรื่อย ๆ ก็เป็นได้แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องทำอะไรซักอย่างก่อนที่เมืองจะถูกทำลายในตอนนั้นเองเรลิชาก็โทรศัพท์มาหาโทยะเพื่อแจ้งข่าวว่าโซลอีทเตอร์ปรากฏขึ้นที่ยูโรน โทยะฝากให้เรจีน่าแจ้งสถานการณ์ปัจจุบันกับทุกคนส่วนตัวเขารีบมุ่งหน้าไปที่ยูโรนในทันทีและเมื่อไปถึงก็พบผู้คนมากมายนอนกันเกลื่อนอยู่บนถนน เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าทุกคนถูกกัดกินวิญญาณไปหมดแล้วไม่ผิดแน่นอนนี่คือฝีมือของโซลอีทเตอร์และในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงคำรามของอะไรบางอย่างเขาจึงรีบรุดไปยังจุดที่เสียงนั้นดังมาและโทยะก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตขนาดประมาณสี่เมตรมีขนสีทองรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับสิงโตกับหมาป่ากำลังงับคอชายผู้โชคร้ายคนหนึ่งอยู่ เมื่อเผชิญหน้ากันเจ้าสัตว์ร้ายก็เหวี่ยงร่างของเหยื่อทิ้งและกระโดดหนีขึ้นหลังคาไป เมื่อโทยะตรวจดูสภาพศพก็พบว่าที่บาดแผลบริเวณคอของศพที่แห้งเหี่ยวมีผลึกคริสตัลงอกออกมาไม่ผิดตัวแน่ สิ่งนั้นก็คือ “โซลอีทเตอร์” . โซลอีทเตอร์ที่กระโดดขึ้นหลังคาไปได้กระโดดเข้ามาโจมตีใส่แต่โทยะชักบรุนฮิวโหมดดาบออกมาตั้งรับการโจมตีเอาไว้ได้ทันเสียงของแข็งปะทะกันดังสนั่นใบดาบที่ทำจากคริสเฟรซได้รับความเสียหาย มาถึงตรงนี้โทยะเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สัตว์อสูรหรือปิศาจธรรมดา ๆ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างโดยเทพและคนที่จะทำอย่างนั้นก็มีเพียงคนเดียวนั่นก็คือเจ้าเทพนีทที่หลบหนีการจับกุมไปในตอนนั้นนั่นเอง เมื่อถูกล่วงรู้ถึงตัวจริงแล้วเทพมารหรือเทพนีทที่โทยะเรียกขานก็ปรากฏตัวออกมา โทยะถามถึงวัตถุประสงค์ที่เทพนีททำเช่นนี้และก็ได้รับคำตอบมาว่า หากโลกนี้ถูกทำลายโดยวิญญาณชั่วร้ายแล้วล่ะก็สิทธิ์ในการบริหารจัดการโลกของเวิร์ลก็อดก็จะหมดไปและถึงตอนนั้นก็จะต้องมีคนดูแลคนใหม่พูดง่าย ๆ ก็คือเทพนีทต้องการจะเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ของโลกนี้ และตามกฏแล้ววิญญาณชั่วร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกพระเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาจัดการกับพวกนี้ได้ด้วยตนเองดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้กล้า พวกนักบุญมาเป็นตัวแทนของพระเจ้าคอยกำจัดความชั่วร้ายเหล่านี้และหากเหล่าผู้กล้าพ่ายแพ้โลกก็จะค่อย ๆ ล่มสลายลงเพื่อรอให้พระเจ้าองค์ใหม่เข้ามารับช่วงต่อนั่นเอง เมื่อโทยะรู้แบบนั้นจึงได้ตอบกลับแบบจี้ใจดำทำให้เทพนีทโกรธมากและให้สัตว์ประหลาดของเขาตรงเข้าเล่นงานโทยะด้วยเปลวเพลิงสีดำ โทยะสามารถใช้หมัดปัดมันออกไปได้ลูกไฟที่เปลี่ยนทิศทางออกไปนอกเมืองก่อนจะระเบิดราวกับนิวเคลียร์ ในตอนนั้นเทพนีทลำพองใจจึงได้เปิดปากพูดถึงชื่อยูระออกมา โซลอีทเตอร์นั้นถูกสร้างมาโดยมียูระให้ความร่วมมือด้วยนั่นเอง เทพนีทพยายามจะรีบจัดการโทยะให้ได้ก่อนที่คาเร็นกับโมโรฮะจะมาสมทบ . ในตอนนั้นเองโทยะก็ใช้เวทย์เพิ่มพลังกับเทเลพอร์ตเข้าประชิดโซลอีทเตอร์ได้และซัดหมัดเข้ากลางอกของมันไปอย่างจังจนร่างปลิวไปกลางอากาศก่อนจะตกกระแทกหอคอยของราชวังและหายเข้าไปในนั้น เทพนีทตกใจมากที่ผลงานชิ้นเอกขของเขาโดนเล่นงานอย่างง่ายดายและในตอนนั้นเองโทยะก็ใช้ปืนยิงไปที่ขาของเทพนีท เทพนีทไม่เข้าใจว่าทำไมโทยะถึงได้ทะลวงผ่านพลังเทพของเขามาได้ โทยะจึงเฉลยว่าเขาเป็นวงศ์วารเทพของปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง พอได้ฟังดังนั้นเทพนีทถึงกับเข่าทรุดลงไปกับพื้นด้วยความเจ็บใจ โทยะคิดจะให้คาเร็นกับโมโรฮะมารับช่วงจัดการกับเทพนีทองค์นี้ต่อแต่ในตอนนั้นเอง โซลอีทเตอร์ก็ปรากฏกายออกมาจากหอคอยที่ตกลงไปเมื่อครู่และเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยบอลเพลิงสีดำอีกครั้ง โทยะจำเป็นต้องจัดการกับบอลเพลิงพวกนั้นเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนที่ยังเหลืออยู่ในเมือง เขาใช้หมัดต่อยบอลเพลิงสามลูกให้ออกไปพ้นเมืองเทพนีทก็เลยอาศัยจังหวะนั้นคลานหนีไปหาโซลอีทเตอร์เพื่อที่จะให้มันพาเขาหลบหนีทว่าจู่เจ้าสัตว์ร้ายนั่นก็ฝังคมเขี้ยวของมันลงไปบนคอของเทพนีททันที และเมื่อถูกกินพลังไปจนหมดเทพนีทก็สลายกลายเป็นฝุ่นไปในที่สุด และหลังจากกินเทพเข้าไปแล้วโซลอีทเตอร์ก็เริ่มแปรสภาพกลายเป็นไหมดักแด้ แม้ไม่รู้ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นแต่โทยะก็รู้สึกได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่เขาจึงคิดจะทำลายรังไหมเสียแต่การโจมตีด้วยดาบหรือเวทย์มนต์ใด ๆ นั้นไร้ผลและรังไหมได้หลุดลอยหายไปในห้วงมิติ วินาทีต่อมาคาเร็นกับโมโรฮะก็ปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้าแต่ทุกอย่างนั้นได้สายไปแล้วและเมื่อสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดบนโลกแต่ได้กลืนกินพลังของเทพไปเช่นนั้นก็มีแต่จะต้องจัดการกับมันเท่านั้นแล้วภารกิจของคาเร็นและโมโรฮะจึงต้องดำเนินต่อไป . หลังปรึกษากันอย่างดีแล้วเซ็นทรัลก็ตัดสินใจยกเลิกบาเรียที่ปกคลุมเกาะและเริ่มติดต่อกับโลกภายนอกโดยขอความร่วมมือจากบรุนฮิวให้ช่วยรับประกันความปลอดภัยให้ และเมื่อโทยะตอบตกลงที่จะร่วมมือเซ็นทรัลก็พาโทยะไปยังใต้ดินของวิหารส่วนกลางเพื่อหยุดการทำงานของเครื่องสร้างบาเรีย แต่พอเซ็นทรัลจะแตะแผงควบคุมก็ถูกกำแพงที่มองไม่เห็นหยุดยั้งเอาไว้ทำให้ไม่สามารถแตะต้องแผงควบคุมได้แต่ด้วยอินเทอไลท์ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ก็ทำให้บาเรียที่แผงควบคุมถูกยกเลิกไปได้อย่างง่ายดาย และเซ็นทรัลก็ได้หยุดการทำงานของเครื่องกำเนิดบาเรียที่คอยปกป้องเกาะแห่งนี้จากโลกภายนอกยาวนานกว่าห้าพันปีลงได้ในที่สุด โทยะติดต่อกับอสูรอัญเชิญที่สังเกตการอยู่รอบนอกก็ได้รับคำยืนยันว่าทั้งบาเรียและหมอกที่คอยปกคลุมเกาะนี้อยู่นั้นบัดนี้ได้สลายหายไปจนหมดสิ้นแล้วปฏิบัติการขั้นต่อไปก็เปิดฉากขึ้น วาลเทราด์ของลูเชียเริ่มเปิดฉากโจมตีสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนกับตัวเม่น ด้วยแบ็คแพ็คที่ชื่อว่า B Unit (ฺBooster) ที่ประกอบไปด้วยท่อขับดันและเวอร์เนียทำให้วาลเทราด์สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและว่องไวและเมื่อเข้าใกล้เป้าหมายวาลเทราด์ก็เปลี่ยนแพ็คเป็น A Unit (Attacker) ประกอบไปด้วยดาบสี่เล่มที่แพ็คหลังและเอว ซึ่ีงการเปลี่ยนแพ็คสามารถทำได้ในพริบตา ดาบสั้นที่เอวทั้งสองเล่มถูกชักออกมาจู่โจมใส่เป้าหมายที่กำลังพยายามจะหลบหนีใบดาบสามารถตัดหนามแหลม ๆ พวกนั้นขาดได้ไม่ยาก เมื่อถูกโจมตีเจ้าเม่นยักษ์ก็ทำการขดตัวให้กลายเป็นลูกบอลหนามแล้วก็กลิ้งหนีต่อไป แต่รูเชียก็เก็บดาบและเปลี่ยนวาลเทราด์เป็น C Unit (Caster) ที่เป็นไทป์โจมตีระยะไกล ปืนใหญ่ถูกติดตั้งไว้ที่ไหล่ขวา หมุดเล็กที่ส้นเท้าถูกยิงลงปักพื้นมื่อทั้งสองข้างประคองกระบอกปืนเอาไว้ขณะทำการเล็งเป้าหมาย และเมื่อเหนียวไกเสียงปืนก็คำรามดังลั่นพร้อมกับส่งกระสุนสังหารเข้าเป้าอย่างแม่นยำ เมื่อทำการยืนยันว่าเป้าหมายสิ้นฤทธิ์เหล่าทหารจากเมืองทางใต้ก็เข้าไปจัดการกับซากเม่นยักษ์เพื่อทำการแย่งส่วนและขายมันต่อไป รูเชียส่งคืน C Unit กลับไปยังบาบิโลนแล้วจึงลงจากวาลเทราด์เมื่อโทยะถามว่าประสิทธิภาพเครื่องเป็นอย่างไรบ้างเธอก็ตอบว่าไม่มีปัญหา ระบบราบรื่นและเคลื่อนไหวของตัวเครื่องก็ตอบสนองตามความต้องการของเธอได้อย่างดี วาลเทราล์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็นยูนิตเฉพาะด้านแต่เป็นยูนิตอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์และหน้าทีที่ได้รับ ณ ขณะนั้น . แม้บาเรียจะถูกปลดออกแต่สัตว์อสูรยักษ์เหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นโทยะจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังไม่ใช้มันเข้าโจมตีเมืองทั้งสี่ทิศและต้องระวังไม่ให้มันหลุดออกไปนอกเกาะด้วย รวมถึงการคุ้มกันขบวนพ่อค้าจากเอลฟลัวที่กำลังจะมาขึ้นเกาะด้วยแต่สิ่งที่น่ากว่านั้นก็คือเจ้ารังไหมาสีทองที่หนีหายไปนั่นมากกว่าเพราะเมื่อมันได้กลืนกินพลังของเข้าไปแล้วมันจะกลายเป็นอะไรต่อไปก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยแต่ในระหว่างที่กำลังกังวลเรื่องนี้อยู่นั้นเสียงของรูเชียก็ดึงโทยะกลับมาสู่โลกความจริงและเขาก็คิดได้ว่าตอนนี้ควรใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะดีกว่า หลังจากนั้นโทยะก็รับรายงานการศึกษาวิจัยที่อาเรริอัสเหลือทิ้งไว้เมื่อ 5000 ปีก่อนจากเซ็นทรัล โทยะคัดลอกมันออกมาและส่งไปให้เรจีน่าทำการค้นคว้าที่ห้องแล็บเผื่อว่าจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับบาเรียที่ป้องกันโลกนี้อยู่ แต่หลังจากการดูรายงานการวิจัยก็พบว่า มีชิ้นส่วนที่เหมือนกับชุดเกราะอยู่ในรายงานด้วย ในตอนแรกโทยะคิดว่าเป็นเฟรมเกียร์แต่เรจีน่าแย่งว่าไม่ใช่ขนาดมันเล็กกว่าดังนั้นเดาว่าจะเป็นคล้าย ๆ กับพวกพาวเวอร์สูทเสียมากกว่า ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามมิติเสียเป็นส่วนใหญ่ เรจีน่าได้พบกับข้อความสุดท้ายที่เขียนไว้ในดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับต่างโลกซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะหมายถึงตัวอาเรริอัสได้ข้ามไปต่างโลกเอง หรือได้ทำการอัญเชิญอะไรบางอย่างจากต่างโลกมาหรือจะมีใครอื่นที่เดินทางข้ามมิติได้เหมือนกับเอนเด้กันแน่ แต่การได้พบกับผู้ที่มาจากต่างมิติมันเป็นจุดเริ่มต้นให้อาเรริอัสทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโลกต่างมิติและสร้างประตูนี้ขึ้นมาไม่ผิดแน่ และชุดเกราะที่ว่าก็อาจจะเป็นของผู้มาเยือนจากต่างมิติเหลือทิ้งเอาไว้ก็ได้ เพื่อหาคำตอบทั้งหมดโทยะจำเป็นจะต้องเดินทางข้ามโลกไปอีกครั้ง ส่วนแผนการที่จะทำให้ประตูมิติทำงานได้สมบูรณ์นั้นเรจีน่าคิดจะนำมันไปติดตั้งกับบาบิโลนและใช้พลังงานจากทาวเวอร์เป็นแหล่งพลังงานให้กับมัน เรจีน่าอยากให้โทยะพาเธอไปที่โลกฝั่งโน้นในตอนนี้เลยทว่าโทยะปฏิเสธเพราะถ้าทำเช่นเรจีน่าจะกลับมาด้วยไม่ได้เพราะเธอไม่สามารถจะไปยังมิติแห่งเทพแบบที่โทยะทำก่อนหน้านี้ได้นั่นเอง โทยะใส่พลังเวทย์ครึ่งหนึ่งของตนไว้ในแทงค์เก็บพลังที่ติดไว้ที่บาบิโลนการเด้นเพื่อให้เป็นพลังหล่อเลี้ยงเหล่าสัตว์อัญเชิญในขณะที่เขาไม่อยู่ และโทรบอกพวกยูมิน่าให้ทราบว่าเขาจะออกเดินทางไปโลกอีกฝากเพื่อที่พวกเธอจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงและเมื่อเกททำงานโทยะก็เดินทางข้ามโลกไปแต่เขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อ สถานที่ที่โผล่ออกมามันต่างจากคราวก่อนที่เป็นป่าคราวนี้โทยะดันมาโผล่ที่เทือกเขาหินแถบ ๆ ชายฝั่งแทน . โทยะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะใช้ทำการค้นหา แต่ก็ใช้ไม่ได้เพราะเขายังไม่ได้อัพเดทข้อมูลของโลกนี้ลงไปโทยะนึกถึงแผนที่ที่ได้มาจากเปโดรเมื่อคราวก่อนและเมื่อเดินไปตามชายหาดเรื่อย ๆ โทยะก็พบกับชาวประมงกำลังตกปลาอยู่แถว ๆ นั้นจึงเข้าไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้และก็ได้รู้ว่าประตูนั้นมันจะทำการเชื่อมต่อแบบแรนด้อมไปเรื่อย ๆ ทำให้จุดที่ไปโผล่นั้นไม่ซ้ำกัน โทยะตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองอเลนที่ร้านค้าของเปโดร ซันโจ ตั้งอยู่ซึ่งเมืองนั้นหากดูในแผนที่สลับด้านมันก็จะอยู่ตรงจุดที่เป็นอาณาจักรเฟลเซนในโลกโน้นซึ่งถ้าใช้เวทย์ฟลายบินไปก็ไม่ไกลจากที่นี่มากนักเมื่อตัดสินใจได้แบบนั้นแล้วโทยะก็ใช้เวทย์ล่องหนพรางตัวเองไว้และรีบบินไปยังอาณาจักรอเลนในทันที แต่เมื่อไปถึงก็ต้องพบกับปัญหาเข้าให้เพราะการจะเข้าเมืองได้นั้นจำเป็นจะต้องจ่ายค่าผ่านทางและโทยะก็ไม่มีเงินของโลกนี้เลยแม้แต่เหรียญเดียวแน่นอนว่ากิลด์การ์ดของโลกฝั่งโน้นก็ใช้การในโลกฝั่งนี้ไม่ได้เช่นกัน แต่ปัญหานั้นก็แก้ได้ด้วยการใช้เวทย์ล่องหนเดินผ่านยามเฝ้าประตูมาแบบดื้อ ๆ เลยและเมื่อเดินมาไกลมากพอแล้วโทยะก็คลายเวทย์ล่องหนและเริ่มเดินไปในเมือง . สภาพแวดล้อม สิ่งปลูกสร้าง วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง รูปแบบการแต่งกายของผู้คนในเมืองก็ดูไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างจากโลกอีกฝังซักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วก็พบว่ามีจุดที่แตกต่างกันอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ในระหว่างที่กำลังเดินไปเรื่อย ๆ โทยะก็สังเกตเห็นพาหนะที่ผู้คนบนโลกนี้ใช้งาน กลับไม่ใช่ม้า แต่เป็นเครื่องจักรที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์ไม่ว่าจะเป็นนกกระจอกเทศ หรือแม้แต่แมงมุมที่มีล้อติดอยู่บนขาทั้งแปดและเคลื่อนที่โดยใช้การสไลด์ไปกับพื้น ร้านกาแฟเพื่อตั้งสติแต่ปัญหาก็คือเขาไม่มีเงินเลยซักแดงเดียวจำเป็นจะต้องหาเงินของโลกนี้มาให้ได้ซะก่อน โทยะจึงตัดสินใจเข้าไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งเพื่อที่ขายไอเท็มเพื่อแลกเงินทว่าร้านที่เข้าไปนั้นรับซื้อแต่พวกไหมพรม ไม่ก็พวกหินเวทย์มนตร์ซึ่งโทยะไม่มีของเหล่านี้จึงอยากจะขายพวกแร่ อย่างทองคำไม่ก็แร่เงินแทน แต่ทางร้านนั้นไม่รับซื้อและแนะนำว่าให้ถ้าจะขายก็ให้ไปที่ร้านที่รับซื้อพวกแร่โลหะจะดีกว่า . มาถึงตรงนี้โทยะก็นึกถึงร้านของซันโจที่น่าจะอยู่ในเมืองนี้จึงได้สอบถามข้อมูลจากพนักงานในร้านก็ได้ข้อมูลที่อยู่ของร้านมาดูเหมือนว่าร้านของซันโจจะค้าขายเกี่ยวกับพวกโลหะอย่างพวกเงินและทองด้วย ซึ่งก็เข้าทางพอดี หลังจากร่ำลาผู้ที่ให้ข้อมูลแล้วโทยะก็เดินไปตามถนนเส้นเหนือตามคำบอก ในระหว่างทางที่ไปโทยะสังเกตเห็นเครื่องจักรที่คล้ายกับหุ่นยนต์เกราะเหล็กเดินตามหลังคนที่แต่งกายคล้ายนักผจญภัยด้วย และการที่ผู้คนรอบ ๆ ไม่มีปฎิกิริยาอะไรกับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้เลยนั่้นก็แสดงว่ามันเรื่องปกติของโลกฝั่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่โทยะก็วางความสนใจในเรื่องนี้ทิ้งไปก่อนและรีบมุ่งหน้าไปยังปลายทางที่เขาตั้งใจ เมื่อไปถึงที่ร้านโทยะก็เดินเข้าไปทันทีที่นั่นเขาได้พบกับผู้หญิงอายุราวยี่สิบกว่าปีสวมชุดผ้ากันเปื้่อนออกมาต้อนรับเขาและกล่าวขอบคุณออกมาทำเอาโทยะรู้สึกงงเป็นอย่างมาก หญิงสาวผู้นั้นแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ "โมน่า" เป็นภรรยาของซันโจซึ่งเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่โทยะเข้ามาจัดการกับมังกรสองหัวด้วยแต่ในตอนนั้นเธอไม่ได้ลงไปจากรถที่ลากด้วยโกเลมทำให้โทยะไม่รู้จักเธอ สรุปแล้วพาหนะแปลก ๆ รูปร่างเหมือนสัตว์พวกนี้ก็คือโกเลมนั่นเองซึ่งมันก็ดูจะต่างไปจากโกเลมในความคิดของโทยะไปพอสมควร จากนั้นโมน่าก็ไปตามซันโจสามีของเธอมาพบกับโทยะ ในระหว่างที่รออยู่นั้นโทยะก็เดินดูสิ่งของภายในร้านพร้อมกับถ่ายภาพเจ้าโกเลมนี้เอาไว้ด้วยสมาร์ทโฟนของเขาเพื่อที่จะนำกลับไปให้เรจีน่าได้ดู ไม่นานนักซันโจก็มาพบกับโทยะทั้งสองก็จับมือทักทายกันตามมารยาท . โทยะบอกความต้องการของเขาและนำเอาทองคำก้อนออกมาจากสโตร์ ซันโจดูจะประหลาดใจกับสิ่งที่โทยะทำอยู่ไม่น้อยโทยะเข้าใจว่าโลกนี้อาจจะไม่มีเวทย์อย่างสโตร์ให้ใช้งานกันก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่สิ่งที่ซันโจประหลาดใจก็คือโทยะสามารถใช้สโตร์ได้โดยไม่มีการ์ดสโตร์ตะหาก หลังจากนั้นซันโจก็นำการ์ดของเขาออกมาให้โทยะดู สรุปแล้วคนในโลกนี้สามารถใช้เวทย์สโตร์ผ่านการ์ดได้นั่นเองและการ์ดเองก็มีหลายระดับแต่การที่โทยะสามารถใช้เวทย์ได้โดยไม่ผ่านการ์ดทำให้ซันโจรู้สึกสนใจรายละเอียดเป็นอย่างมากจึงพยายามสอบถามแต่โทยะก็เลี่ยงที่จะตอบจนเมื่อซันโจรู้สึกว่าเขาถามมากเกินไปหน่อยเขาจึงกล่าวขอโทษกับโทยะ . ทองคำของโทยะเสนอราคารับซื้อที่สิบเหรียญทองคำขาวเพราะไม่รู้เรทราคาของโลกฝั่งนี้โทยะจึงไม่กล้าที่จะต่อรองราคาและยอมรับราคานี้จากนั้นโทยะก็ลองสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับโกเลมและได้รู้ว่าโกเลมพวกนี้ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานภายในอาณาจักรและมันมีราคาแพงมากกว่าสิบเหรียญทองคำขาวและเมื่อเห็นว่าโทยะมีความสนใจในโกเล็มมากเป็นพิเศษซันโจจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโกเลมเพิ่มเติมให้โทยะฟัง ย้อนไปเมื่อครั้งอดีตอาณาจักรโบราณสองแห่งได้ทำสงครามครั้งใหญ่กัน ตุ๊กตากลรูปแบบมนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นกำลังรบแทนมนุษย์และหลังจากนั้นโกเลมก็ถูกพัฒนาขึ้นจากทั้งสองฝ่ายและด้วยพลังของโกเลมพวกนี้ก็ทำให้สงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานและท้ายที่สุดโลกก็ได้ล่มสลายลงเพราะไฟแห่งสงคราม หลังจากนั้นโลกก็เข้าสู่การฟื้นฟูอารยธรรมโกเลมที่ถูกค้นพบก็ได้ถึงศึกษาวิจัยจากนั้นก็ทำการลดประสิทธิภาพของมันลงเพื่อผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่เห็นใช้กันอยู่นี้โดยมากแล้วเป็นของผลิตใหม่จากโรงงานแต่ถ้าหากอยากจะได้ของดั่งเดิมก็คงต้องไปค้นหาเอาจากซากโบราณสถาน ซึ่งโกเลมโบราณกับโกเลมปัจจุบันจะต่างกันที่ใช้เวทย์ได้กับใช้เวทย์ไม่ได้และของโบราณก็มักจะมีความสามารถพิเศษบางอย่างด้วย และหลังจากได้รับเงินจากซันโจมาแล้วโทยะก็เริ่มค้นหาร้านหนังสือเป็นอย่างต่อไป โมน่าก็แนะนำร้านหนังสือที่อยู่ถัดไปให้ . โทยะออกจากร้านของซันโจตรงไปที่ร้านหนังสือทันทีหนังสือที่เขาต้องการก็หนังสือเกี่ยวกับสังคมและประวัติศาสตร์แล้วก็หนังสือที่เกี่ยวข้องกับโกเลม หลังจ่ายเงินซื้อหนังสือกว่าร้อยเล่มมาแล้วโทยะก็เริ่มมองหาของกินเขาแวะเข้าไปในคาเฟ่แห่งหนึ่งสั่งอาหารมาทานพลางสังเกตโกเลมรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองรวมถึงเผ่าพันธุ์ของคนในเมืองจนถึงตอนนี้โทยะยังไม่เห็นพวกมนุษย์ครึ่งสัตว์หรือพวกเอลฟ์เลย หลังจากนั้นโทยะก็ออกจากคาเฟ่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงใครบอกคนบอกให้ช่วยจับโจรวิ่งราวโทยะซัดเวทย์สลิปใส่โจรทันทีทำให้โจรล้มคว่ำและถูกจับกุมได้ในที่สุด จากนั้นก็มีคนในชุดเกราะอัศวินสีเงินสองคนมารับตัวโจรคนนั้นไป หลังจากนั้นโทยะก็เห็นร้านขายปืนแต่มันไม่ใช่ปืนธรรมดาแต่เป็นปืนที่ยิงเวทย์มนต์แทนกระสุนดูเหมือนว่าโลกนี้จะมีการใช้เวทย์ที่แตกต่างออกไปจากโลกอีกฟาก . ทว่าในตอนนั้นโทยะก็รู้สึกได้ว่ามีคนประมาณสามคนกำลังแอบติดตามเขาอยู่ คนเหล่าน้้นสวมฮูดปิดบังใบหน้าเอาไว้ โทยะจึงค่อยเดินปะปนกับฝูงชนแล้วจึงแยกเข้าตรอกและทำการล่องหนเพื่อรอจับตัวผู้ที่แอบตามเขามา และเมื่อทั้งสามเข้ามาในตรอกโทยะจึงค่อยปรากฏตัวออกมาและถามถึงจุดประสงค์ของคนเหล่านั้น คนที่ดูจะเป็นหัวหน้าจึงได้กล่าวขอโทษที่แอบสะกดรอยมาก่อนจะเปิดเผยใบหน้าที่ซ่อนอยู่ เธอเป็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบปีมีผมสีน้ำตาลอมแดงตัดสั้นบรรยากาศรอบตัวเธอให้รู้สึกว่าเป็นพวกทหารไม่ก็นักสู้ สาเหตุที่พวกเธอตามโทยะมาก็เพราะเธอสัมผัสได้ถึงเวทย์มนต์ทีโทยะใช้ตอนอยู่ที่คาเฟ่จึงต้องการอยากจะรู้ว่าโทยะใช้เวทย์ถอนสาปได้หรือเปล่าแน่นอโทยะตอบว่าได้ เมื่อรู้ดังนั้นเธอจึงต้องการให้โทยะช่วยถอนคำสาปให้พรรคพวกของเธอที่กำลังอาการโคม่าเพราะถูกเวทย์คำสาปและบอกว่าหากรักษาเพื่อของเธอได้ล่ะก็เธอจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเป็นการตอบแทน และเธอคนนั้นจึงหันไปหาพวกอีกสองคนที่เพิ่งจะเปิดฮูดออกปรากฏว่าอีกสองคนที่เหลือก็เป็นเด็กสาวอายุราว ๆ 16-17 ปีเท่านั้น และเมื่อโทยะตกลงจะช่วยทั้งสามคนก็ก้มหัวแสดงความขอบคุณ . หญิงสาวแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ เอส โฟลเดีย เป็นหัวหน้าหน่วยปฎิบัติการของกลุ่มเรดเแคทซึ่งโทยะก็งงว่ากลุ่มนี้คืออะไรหรือว่าจะเป็นพวกหัวขโมยประมาณ โรบิน ฮู้ดหรือลูแปงอะไรทำนองนั้นหรือเปล่าแต่ที่แน่ ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรการขโมยก็ถือเป็นอาชญกรรมอยู่แต่ท้ายที่สุดแล้วโทยะก็ได้ตบปากรับคำไปแล้วจึงต้องช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โทยะตามสามสาวแห่งเรดแคทไปยังเขตสลัมของเมืองนี้และใช้เส้นทางลับที่ซ่อนอยู่ในตรอกที่ไม่มีใครสังเกตเพื่อเข้าสู่ทางลับใต้ดินเพื่อเข้าไปสู่ฐานลับของกลุ่มเรดแคทและได้พบกับเด็กสาวผู้เป็นผู้นำของกลุ่มเรดแคทที่ชื่อว่า “เนีย” แต่การพบกันครั้งแรกดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเพราะเนียมีความหวาดระแวงในตัวของโทยะค่อนข้างมาก หลังจากนั้นพวกเธอก็พาโทยะไปยังห้องกว้างประมาณ 12 เสื่อทาทามิ ที่นั่นมีโกเลมรูปหมาป่านามว่า “เฟนริล” อยู่และที่อยู่ในห้องนั้นยังมีหญิงสาวอีกคนนอนอยู่บนเตียงและเธอคนนี้ก็คือบุคคลที่โดนคำสาปและต้องการความช่วยเหลือชื่อของเธอก็คือ “ด็อกเตอร์ เอลก้า พาโทรัคเชีย” ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับคำสาปหลังจากทำการเปิดกล่องอัญมณีใบหนึ่งเข้า เอสได้นำกล่องอัญมณีที่ว่ามาให้โทยะดูแน่นอนว่าโทยะเลี่ยงที่จะเปิดมันโดยตรงแต่ก็ได้ใช้เวทย์อานาไลท์ทำการตรวจสอบมันดูก็พบว่ากล่องนี้มีคำสาปที่จะทำให้ผู้เปิดกล่องตกอยู่ในสภาพโคม่าและหลับไปแบบนี้จนตายแต่ก็ยังโชคดีที่เป็นคำสาปแบบง่าย ๆ โทยะจึงทำการร่ายรีโคเวอร์รี่ใส่หญิงสาวที่ต้องคำสาปนั้นทันทีและคำสาปก็คลายลง หญิงสาวก็รู้สึกตัวแต่เธอขอนอนต่ออีก 5 นาทีจึงโดนเฟนริลเอ็ดเข้าให้ . หลังจากแก้คำสาปได้แล้วเอสก็ตั้งใจจะมอบของตอบแทนให้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ทำให้โทยะคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เขาได้พบกับดยุคออทรินเด้ขึ้นมา แต่โทยะไม่ต้องการรับสิ่งของจากกลุ่มที่ดูแล้วจะเป็นกองโจรแบบนี้ จึงตอบเลี่ยง ๆ ไปว่าตอนนี้เขายังคิดไม่ออกไว้ค่อยว่ากันคราวหน้า แต่เนียก็บอกว่าพวกเธอจะถอนกำลังออกจากที่แห่งนี้แล้วเพราะที่นี่ไม่ใช่ฐานทัพจริง ๆ ของพวกเธอแต่เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องซ่อมโกเลมที่เนียเป็นเจ้าของอยู่ทำให้ต้องมาสร้างฐานชั่วคราวที่นี่แต่เมื่อภารกิจจบแล้วพวกเธอก็ต้องเผ่นออกจากเมืองนี้ก่อนที่จะเหล่าอัศวินจะมาจับพวกเธอ แต่โทยะก็บอกว่าไม่เป็นไรถ้าเขาอยากตามหาพวกเธอเขาก็สามารถเซิร์จเอาได้ เมื่อเห็นความสามารถทางเวทมนตร์ของโทยะแล้วเนียก็ชักชวนให้โทยะเข้าร่วมกลุ่มเรดแคทแน่นอนโทยะปฏิเสธแต่เนียก็ตื้อไม่เลิก หลังจากนั้นเอลก้าก็เข้ามาแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการกับโทยะและร่วมวงสนทนาด้วย ดูเหมือนว่าเอลก้าจะต้องการโลหะโอริอารุก้อนเพื่อนำไปซ่อมแซมโกเลมที่เสียหายแต่พวกเธอกำลังจนหนทางที่จะหาโลหะชนิดนี้ โทยะจึงได้นำออกมาจากสโตร์และวางลงบนโต๊ะเอลก้ารีบใช้เครื่องมือของเธอตรวจสอบดูทันทีก็พบว่ามันเป็นของจริง เอลก้าจึงขอซื้อในทันทีซึ่งโทยะก็ยอมขายให้ แต่แล้วในตอนนั้นสมาชิกของกลุ่มก็เข้ามาแจ้งว่า ฐานลับในภูเขาของกลุ่มเรดแคทกำลังถูกพวกกองกำลังอัศวินบุกเข้าโจมตี พวกเธอจำเป็นจะต้องหนีแล้วแต่เนียยืนกรานไม่ยอมที่จะทิ้งพรรคพวกที่อยู่ข้างหลัง ท้ายที่สุดเธอจึงขอความช่วยเหลือจากโทยะ . โทยะใช้สมาร์ทโฟนของเขาเปิดแผนที่ขึ้นมาแสดงต่อหน้าทุกคนในที่นั้นเพื่อเตรียมใช้เวทย์เคลื่อนย้าย แต่จำเป็นจะต้องให้พวกของเนียระบุตำแหน่งของพวกเธอเสียก่อนในระหว่างที่เตรียมการอยู่นั้นเอลก้าก็ได้พูดถึงโกเลมชั้น “คราวน์” ให้โทยะฟัง ความวุ่นวายของการเตรียมการรบเริ่มปกคลุมที่แห่งนี้ตอนนี้โทยะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากร่วมมือไปกับพวกเรดแคทเพราะสถานการณ์ตอนนี้ถ้าพวกอัศวินมาเจอเข้าก็ต้องถูกเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับเรดแคทอยู่แล้ว เมื่อทำการมาร์คเป้าหมายเรียบร้อยโทยะก็เปิดเกทพาพวกของเนียไปที่ซ่อนยังใจกลางภูเขาเพื่อสมทบกับกลุ่มเรดแคทที่รวมตัวกันอยู่ที่นั่นและเริ่มพาทุกคนหลบหนีจากแนวหน้าด้วยเกทว่าตอนนี้ถึงเวลาที่โทยะจำเป็นต้องกลับแล้วเขาจึงขอแยกตัวจากกลุ่มของเนียและบอกว่าเขาจะมารับสิ่งตอบแทนจากพวกเธอในภายหลัง ก่อนจากกันเนียสัญญาว่าจะพบกันคราวหน้าเธอจะเอาโกเลมของเธอมาโชว์ให้โทยะดู ส่วนโทยะก็บอกว่าเขาจะเอาเฟรมเกียร์ของเขามาให้เธอดูเช่นกันหลังจากเนียข้ามเกทไปแล้วโทยะก็ใช้เวทย์ล่องหนและบินขึ้นท้องฟ้าก่อนจะระเบิดภูเขาด้วยเวทย์เมก้าเอกโพลชั่นเพื่อให้เหล่าอัศวินตกใจและล่าถอยไป หลังจากนั้นโทยะก็ทำการตระเตรียมการอีกหลายอย่างเพื่อที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง ทว่าก่อนกลับโทยะก็เหลือบไปเห็นบ่อนคาสิโนเข้า ด้วยความอยากรู้อยากลองเขาจึงเข้าบ่อนไปเสี่ยงโชคผลปรากฏว่าหมดตูดกลับบ้าน โทยะเปิดเกทกลับไปยังโลกของพระเจ้าด้วยความรู้สึกเข็ดขยาดการพนันไปอีกนาน . สามวันต่อมาหลังจากที่โทยะเดินทางกลับมาจากโลกอีกฟากหนึ่ง หลังจากที่ได้รับข้อมูลโลกอีกฝากหนึ่งที่โทยะรวบรวมมาได้ เรจีน่ากับรีนก็เอาแต่หมกตัวอยู่ห้องแล็บส่วนลินเซ่ก็ไปอยู่กับฟามที่ห้องสมุดเ โรเซ็ตต้ากับโมนิก้าก็ยังคงทำงานกันอยู่ภายในโรงเก็บ โทยะกับยูมิน่าไปที่นั่นเพื่อดูการสร้างเฟรมเกียเครื่องสีเงินซึ่งเป็นเครื่องประจำตัวของเธอบรุนฮิวเด้ที่ตอนนี้สร้างเสร็จไปได้ราว ๆ 60% แล้ว บรุนฮิวเด้เป็นเฟรมเกียไทป์จู่โจมระยะไกล เกราะสีเงินของมันความสามารถในการซ่อนพรางตัวเครื่องให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมีระบบเสตล ติดตั้งปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลและมีระบบอาวุธปล่อยโจมตีระยะไกล Flagarach หรือซอร์ดบิท แต่เมื่อยูมิน่ารู้ถึงชื่อของเฟรมเกียร์เครื่องนี้ก็สงสัยว่าทำไมถึงได้เอาชื่ออาณาจักรมาตั้งให้กับเฟรมเกียร์ตัวนี้ ซึ่งโทยะก็ได้ให้เหตุผลว่า ชื่อของเครื่องส่วนตัวทั้งหมดที่สร้างให้กับพวกเธอนั้นได้นำมาจากมากชื่อของเทพธิดาแห่งสงครามทั้ง 9 หรือก็คือเหล่าวัลคิวเร่ย์นั้นเอง โดยเรียงลำดับตามนี้ . บรุนฮิลเด้ของยูมิน่า สไนเปอร์ไทป์ ตัวเครื่องสีเงิน เกอร์ฮิลด์ของเอลเซ่ ไฟท์เตอร์ไทป์ ตัวเครื่องสีแดง ออร์ทรินเด้ของซู ดีเฟนดไทป์ ตัวเครื่องสีทอง วาลเทราด์ของรูเชีย ลาพิดไฟท์เตอร์ไทป์ ตัวเครื่องสีเขียว ชูเวสไลท์ของยาเอะ ไลท์คอมแบทไทป์ ตัวเครื่องสีม่วง เฮมวีเก้ของลินเซ่ แอร์คอมแบทวาริเอเบิ้ลไทป์ ตัวเครื่องสีฟ้า จีเกลูเน่ของฮิวด้า เฮฟวีคอมแบทไทป์ ตัวเครื่องสีส้ม กริมเกเด้ของรีน บอมบอร์ดไทป์ ตัวเครื่องสีดำ รอสไวเซ่ของซากุระ ซับพอร์ตไทป์ ตัวเครื่องสีขาว . และเมื่อดำเนินการสร้างเครื่องประจำตัวของว่าที่ภรรยาครบแล้วโทยะก็คิดว่าถึงคราวที่เขาจำเป็นจะต้องสร้างเฟรมเกียร์ของตัวเองได้แล้ว เพราะถ้าสถานการณ์ยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้บาเรียที่อ่อนแออยู่แล้วอาจจะพังครืนลงมาเมื่อไหร่ก็ได้หากมีเฟรซที่แกร่งกว่านี้ปรากฏตัวขึ้นอีกเขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรับมือได้มากแค่ไหนการมีเฟรมเกียร์ที่สร้างให้เขาใช้งานได้โดยเฉพาะเอาไว้ซักเครื่องจึงเป็นเรื่องจำเป็น หลังจากคุยกันได้ซักพักยูมิน่าก็ถามถึงโลกอีกฟากก็มีเทคโนโลยีเฟรมเกียเหมือนกันสินะ โทยะจึงอธิบายว่ามันเป็นแค่หุ่นยนต์รูปสัตว์และไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรนัก ยูมิน่าอยากจะไปเห็นโลกอีกฝากเช่นกันโทยะจึงสัญญาว่าเมื่อถึงเวลาเขาจะพาพวกเธอไปยังโลกอีกฟากด้วย . หลังจากนั้นเหล่าผู้นำประเทศภายใต้กลุ่มสมาชิกพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกก็มาประชุมปรึกษาหารือกันไปพลางดูการแข่งเบสบอลไปพลาง ดูเหมือนว่าปัญหาเล็ก ๆ น้อยก็ยังคงจะเกิดอยู่ทั่วไปในโลกนี้โดยเฉพาะยูโรนกับซานโดร่า ในตอนนี้ความต้องการข้าวจากอิเชนของมิสนิดเพิ่มสูงขึ้นเพราะ ข้าวแกงกะหรี่จึงมีการปรึกษาแนวทางการนำเข้าหรือไม่ก็ลองปลูกข้าวด้วยตัวเองดู ในระหว่างที่การแข่งขันกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดซูก็วิ่งมาหาโทยะที่ชั้น VIP ของสนามกีฬาพร้อมตะโกนว่าเธอมีเด็กแล้วเล่นเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมามองโทยะด้วยสายตาแปลก ๆ ทันที แต่หลังจากตั้งสติได้ก็สอบถามจนได้ความว่า พ่อกับแม่ของซูกำลังจะมีลูกคนที่สองแล้วนั่นเองดูเหมือนว่าอาติเฟก “พรแห่งชีวิต” จะได้ผล โทยะจึงคิดถึงตัวเองที่มีภรรยาถึง 9 คนถึงเวลานั้นแล้วเขาจะมีลูกถึง 9 คนหรืออาจจะมากกว่านั้นเป็น 18 คนก็ได้ แต่คิดอีกทีซูนั้นยังเด็กเกินไป คิดให้ดีน่าจะแค่ 8 คนก่อนแต่ทั้ง 8 คนจะตั้งครรภ์พร้อมกันเลยอย่างนั้นหรือ? ในหัวของโทยะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 27 พาร์ท 2 (282 - 291)
โทยะลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ด้วยเสียงปลุกของยูมิน่า โทยะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมยูมิน่าถึงมาอยู่บนเตียงนอนในห้องของเขาได้ทั้ง ๆ ที่เขาจำได้ว่าเขาล็อคกุญแจห้องเรียบร้อยแล้วแท้ ๆ แต่ยูมิน่าก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มราวกับนางฟ้าว่า เธอสะเดาะมันออกไปแล้วแถมยังบอกอีกด้วยว่านี่เป็นแค่หนึ่งใน 7 ความสามารถพิเศษของเธอ แต่สำหรับโทยะแล้วเป็นคำตอบที่น่าขนหัวลุกนิดหน่อยแล้วความสามารถพิเศษอีก 6 อย่างของเธอคืออะไรกันล่ะนั่น และแน่นอนว่าการโดนปลุกให้ตื่นโดยสาวน้อยคนรักไม่ใช่สิ่งที่แย่เพราะยูมิน่าที่อยู่ในชุดนอนนั้นช่างเย้ายวนจนไม่ค่อยดีกับสุขภาพการเต้นของหัวใจซักเท่าไหร่ นี่ก็สองปีผ่านไปแล้วหลังจากที่ได้พบกับยูมิน่า ตอนนี้เธออายุ 14 ปีแล้วหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปทำให้เธอดูเป็นหญิงสาวมากขึ้นอีกนิดหน่อยแต่บางส่วนก็ยังคงเท่าเดิม แต่พอถามว่ายูมิน่าเข้ามาตั้งแต่ตอนไหนเธอก็ไม่ตอบอะไรแล้วก็ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โทยะลงไปที่ลานฝึกที่นั่นเขาเห็น เอลเซ่ ยาเอะ แล้วก็ฮิวด้ากำลังร่วมกันฝึกซ้อมกับอัศวินคนอื่น ๆ ส่วนรูเชียไม่ได้อยู่นี่โทยะคิดว่าเธอคงอยู่ที่ห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้า ท่านพี่โมโรฮะเดินเข้ามาทักทายโทยะจากทางด้านหลังพร้อมกับชวนให้เขามาเป็นคู่ซ้อมดาบกับเธอโดยไม่ใช้พลังเวทหรือพลังเทพ และหลังจากรับดาบไม้จากเอลเซ่แล้วโทยะก็ประดาบกับโมโรฮะและแน่นอนว่าสู้โมโรฮะไม่ได้ตามเคย
.
หลังจากรักษาร่างกายตนเองที่โดนโมโรฮะยำใหญ่ใส่สารพัดแล้วโทยะก็ไปยังห้องอาหารเพื่อทานอาหารเช้า ที่นั่นลินเซ่กับรีนที่อยู่สภาวะครึ่งหลังครึ่งตื่นแล้วก็รูเชียรออยู่ก่อนแล้ว อาหารเช้าวันนี้เป็นอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นฝีมือรูเชียประกอบไปด้วย ข้าว ซุปมิโซะ ปลาย่าง ไข่ทอด ฯลฯ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้วโทยะก็ได้รับการติดต่อจากไรฮาร์ดราชาแห่งเลสเทียหรือก็คือพี่เขยของเขาว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นที่อาณาจักรรีเนีย โทยะจึงมุ่งหน้าไปยังเลสเทียด้วยเกทเพื่อไปพบกับไรฮาร์ดและก็ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่คลาวด์จะขึ้นเป็นกษัตริย์นั้น อาณาจักรรีเนียมีปัญหากับอาณาจักรบาลูฟที่อยู่ติดกันจนเกือบจะทำสงครามกันอยู่แล้วแต่ก็ผ่านพ้นวิกฤตินั้นไปได้เพราะราชาองค์ใหม่แห่งรีเนียได้ทำการเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับบาลูฟใหม่และเริ่มทำการค้าขายกันแต่ก็เกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย
.
ราชาองค์ก่อนของบาลูฟนั้นมีทายาทสองคนคือ เจ้าหญิง รูเซียนน์ เดีย บาลูฟ กับ องค์ชายเอลเนส ดีน บาลูฟ ผู้เป็นน้องชายของเจ้าหญิงลูเซียนน์และประเด็นก็คือคลาวด์ราชาแห่งริเนียเกิดมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเจ้าหญิงลูเซียนน์ขึ้นมาแต่ปัญหาก็คือเอลเนสนั้นเพิ่งจะอายุสิบขวบเท่านั้นจึงค่อนข้างจะติดพี่สาวและไม่ยอมให้คลาวด์นำตัวเธอกลับไปอาณาจักรจึงเป็นปัญหาเล็ก ๆ ที่ดูจะใหญ่มากสำหรับราชาแห่งรีเนีย แม้ว่าการแต่งงานนี้จะเป็นผลดีกับความสัมพันธ์ของสองอาณาจักรและมีเสียงที่ให้การสนับสนุนมากมายทว่าลูเซียนน์ก็ไม่อาจจะละทิ้งน้องชายที่ยังเด็กไปได้เธอจึงอยากรอให้น้องชายของเธอโตเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ก่อนแล้วจึงค่อยแต่งงานแต่ว่าตอนนี้ลูเซียนน์ก็อายุ 19 แล้วการเลื่อนเวลาแต่งงานออกไปก็ดูจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันไปถึงการสืบทายาทการรอจึงไม่ค่อยเป็นผลดีกับทางรีเนียเท่าไหร่เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ต้องรอถึง 5 ปีซึ่งตอนนั้นลูเซียนน์ก็อายุราว ๆ 24 ปี ซึ่งตามหลักของโลกนี้แล้วถือว่าแก่เกินไปที่จะแต่งงานมิหนำซ้ำทางด้านของคลาวด์เองก็ไม่มีผู้สืบทอดคนอื่นเหลืออยู่เลยนอกจากตัวเขาดังน้้นเขาจึงถูกกดดันทางการเมืองให้รีบแต่งงานโดยเร็ว ตอนนี้ก็มีลูกสาวของพวกบรรดาเหล่าขุนนางต่อคิวรออยู่เพียบ แม้ว่าการมีภรรยาหลายคนจะเป็นเรื่องที่ทำได้แต่กระนั้นในอีกมุมมองหนึ่งผู้คนราชินีลำดับหนึ่งค่อนข้างมีภาษีดีกว่าราชินีลำดับสองและการจะให้ผู้มีฐานะเป็นเจ้าหญิงมาเป็นราชินีลำดับสองทีในขณะที่ที่ราชินีลำดับหนึ่งเป็นลูกขุนนางมีฐานันดรต่ำกว่าก็เป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยดี โทยะจึงมองกลับมาที่เคสของตนเองบ้างเพราะแม้ว่าตัวเขาจะไม่มีความคิดที่จะจัดลำดับราชินีอยู่เลยก็ตามแต่ ในทางสังคมแล้วยูมิน่าต้องเป็นราชินีลำดับหนึ่ง ส่วนรูเชียก็ลำดับสอง ลำดับสามก็คงหนีไม่พ้นฮิวด้าทั้งนี้ก็เพราะว่าแม้ลำดับการรับเข้ามาเป็นภรรยาจะอยู่ท้าย ๆ แต่ด้วยฐานะที่รูเชียกับฮิวด้าเป็นเจ้าหญิงจึงต้องได้สิทธิในการเป็นราชินีลำดับต้น ๆ ส่วนคนที่ฐานะต่ำกว่า อย่างพวกเอลเซ่นั้นก็ต้องอยู่อันดับท้าย ๆ ไปตามระเบียบ ดังนั้นลำดับสี่ก็ต้องเป็นซู ลำดับห้าก็คงจะเป็นรีน หกก็น่าจะเป็นซากุระ
.
เมื่อเข้าใจถึงปัญหาแล้วโทยะก็สงสัยว่าแล้วไรฮาร์ดต้องการให้เขาทำอะไรกับเรื่องนี้เพราะดูทรงแล้วก็ไม่น่าเกี่ยวหรือเข้าไปยุ่งเลยซักนิด ซึ่งไรฮาร์ดก็ตอบว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่เกี่ยวหรอกทว่าพอพูดถึงอาณาจักรบรุนฮิวเอลเนสก็อยากจะพบกับโทยะดูเหมือนว่าเอลเนสจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของโทยะมามากและรู้สึกประทับใจราวกับโทยะนั้นคือซุปเปอร์ฮีโร่เลยก็มิปาน แม้โทยะจะคิดว่าเขาไม่ได้เป็นฮีโร่ซักหน่อยแค่ไหลไปตามสถานการณ์แล้วผลลัพธ์ที่ได้มันดันเกินคาดไปหน่อยก็แค่นั้นแต่ยังไงก็แล้วแต่สิ่งที่ไรฮาร์ดต้องการก็คือให้โทยะไปเกลี้ยกล่อมเอลเนสนั่นเอง โทยะจึงต้องเดินทางไปรีเนียเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โทยะได้พบกับมาควิสคูฟที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่และก็ได้ข้อมูลมาอีกเล็กน้อย คูฟเองก็หนักใจกับเรื่องนี้ไม่น้อยใจจริงเขาก็ต้องการให้คลาวค์แต่งงานกับลูเซียนน์ แต่ปัญหาการสืบทายาทเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์แล้วจำเป็นต้องรีบมีทายาทโดยเร็ว แต่การแต่งงานโดยที่ไม่ได้รักก็อาจเกิดปัญหาซ้ำรอยเดียวกับตอนพ่อของคลาวด์แต่งงานกับราชินีดาเคียก็เป็นได้ เพื่อหาทางออกของปัญหานี้โทยะจึงต้องเดินทางไปยังอาณาจักรบาลูฟ
.
เมื่อได้พบกับโทยะกับคลาวด์เดินทางไปยังปราสาทบาลูฟเพื่อพบกับราชาตัวน้อย เมื่อได้พบหน้ากันเอลเนสก็กล่าวแนะนำตัวด้วยอาการประหม่าสุด ๆ ฝ่ายโทยะก็กล่าวแนะนำตนเองตามมารยาท คลาวด์บอกให้ฟังว่าเอลเนสได้ฟังเรื่องราววีรกรรมของโทยะจากเขานี่แหละ หลังจากนั้นเอลเนสก็หน้าแดงและวิ่งไปหลบที่ด้านหลังผู้หญิงคนหนึ่ง เธอผู้นี้ก็คือเจ้าหญิงลูเซียนน์ นั่นเองเธอได้กล่าวขอโทษสำหรับกริยาที่ไม่เหมาะสมของน้องชาย ก่อนจะค่อยดันหลังของเอลเนสให้ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อพูดคุยกับโทยะด้วยตนเอง ซึ่งราชาองค์น้อยนั้นต้องการอยากจะเห็นเฟรมเกียร์ แม้ว่าไม่ใช่ความลับอะไรแต่ทว่าจากจะเรียกหุ่นยนต์ยักษ์แบบนั้นออกมาตรงสวนกลางปราสาทของประเทศอื่นเขาแบบนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนมันก็ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ในตอนนั้นเองดยุคโดโนบัน แรมบาร์ด ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของราชองค์ก่อนหรือก็คือคุณอาของสองพี่น้องก็อนุญาตให้นำเฟรมเกียร์มาลงจอดที่นี่ได้ โทยะจึงเปิดเกทเพื่อนำเอาคาวาเลียเครื่องหนึ่งออกมาให้เอลเนสได้ชมเป็นขวัญ ตา ราชาตัวน้อยตื่นเต้นกับมันมากเมื่อโทยะบังคับให้คาวาเรียย่อเข่าลงยื่นมือออกมารับและเปิดค็อทพิทออก จากนั้นความต้องการต่อมาก็คืออยากจะขึ้นไปนั่งในค็อทพิทและขับมันดู โทยะก็เลยพาเอลเนสขึ้นไปแน่นอนว่าตามประสาของเด็กผู้ชายเอลเนสตาลุกวาวกับระบบของเฟรมเกียร์ พร้อมยังถามตาประสาเด็ก ๆ ว่า ด้วยสิ่งนี้เขาก็น่าจะสู้กับพวกเฟรซได้เหมือนกับที่โทยะทำ แต่โทยะก็บอกถึงความยากลำบากในการบังคับและการสู้รบไปตรง ๆ เพราะในอีกแง่มุมหนึ่งเอลเนสยังเด็กเกินกว่าที่จะเผชิญกับการต่อสู้เสี่ยงตายแบบนั้น อีกอย่างดูลักษณะทางกายภาพแล้วเอลเนสเหมาะจะเป็นสายบุ๊นมากกว่าสายบู้
.
เอลเนสถามโทยะว่าโทยะไม่กลัวว่าพลังนี้ทำร้ายคนอื่นบ้างหรือ? โทยะก็ตอบว่า เขาไม่ได้ต้องการทำร้ายใครถ้าเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เขากลัวยิ่งกว่าการต่อสู้ก็คือการไม่สามารถปกป้องคนสำคัญของเขาได้ เขาจำเป็นต้องมีพลังเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญของเขาเอาไว้จากนั้นโทยะก็ถามถึงสิ่งสำคัญที่เอลเนสอยากปกป้องคืออะไร ซึ่งคำตอบของเขาก็คือ “พี่สาว” เอลเนสอยากให้พี่สาวของเขามีความสุขและรู้ด้วยว่าราชาแห่งริเนียนั้นต้องการจะแต่งงานกับพี่สาวของตน แต่ว่าหากไม่มีพี่สาวอยู่ด้วยแล้วลำพังเขาคนเดียวจะเป็นราชาที่เข้มแข็งได้แน่หรือ? ซึ่งโทยะก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่การแก้ปัญหาง่าย ๆ อย่างติดเกทมิเลอร์ให้กับปราสาททั้งสองแล้วตั้งค่าให้เจ้าหญิงผ่านไปมาได้คนเดียวมันจะใช่การแก้ปัญหาจริง ๆ น่ะเหรอ? แถมดีไม่ดีคนจะมองว่าเป็นสปายเอาก็ได้เพราะสองอาณาจักรนี้ก็ขัดแย้งกันมานานอยู่แล้วด้วย แต่ในระหว่างที่โทยะกำลังพูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอยู่จู่ ๆ สายตาของเอลเนสก็จ้องมองไปที่เบื้องหน้าผ่านกล้องมองของคาวาเลีย มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ดยุคแรมบาร์ด เธอผู้นั้นชื่อว่าเรเชลเป็นบุตรสาวของดยุคแรมบาร์ดและเป็นว่าที่คู่หมั้นของเอลเนส ซึ่งทั้งสองมีอายุเท่ากัน จากปากคำของเอลเนส เรเชลมีเวทมนตร์ถึงสี่ธาตุแถมยังเก่งการใช้ดาบส่วนตัวเขานั้นดาบห่วยแตกเวทย์ใช้ได้ธาตุเดียวแล้ว ถ้าสังเกตดูดี ๆ แล้วเด็กสาวคนนั้นเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่างเอลเนสจึงบอกว่าเขานัดปาร์ตี้น้ำชากับเธอแต่ทว่าจู่โทยะก็มาหากระทันหันทำให้กำหนดการผิดพลาดไปนิดหน่อย เพื่อกันไม่ให้เด็กน้อยคนนั้นอารมณ์เสียโทยะจึงลงไปพบกับเธอและเธอแนะนำตัวเองตามแบบมารยาทของชนชั้นสูง แต่ที่แปลกหน่อยก็คือเธอแนะนำตัวว่าเป็นคู่หมั้นของเอลเนส ในขณะที่เจ้าตัวกลับบอกว่าเป็นแค่ว่าที่ สรุปคือชะตากรรมของเอลเนสถูกตัดสินแล้วนี่นา
.
แม้ท่าทีของเรเชลจะปกติแต่โทยะก็พอจะเดาได้ว่าเธอไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับการมาของเขา ที่ทำให้การใช้เวลาอยู่กับคู่หมั้นของเธอโดนยกเลิกไปแบบนี้และหลังจากนั้นเรเชลก็ท้าดวลกับโทยะโดยอ้างว่าต้องการให้โทยะชี้แนะให้หน่อยซึ่งดยุคแรมบาร์ดก็อนูญาตจากนั้นทั้งหมดพาไปกันไปยังลานฝึกซ้อมสำหรับเหล่าอัศวินแห่งบาลูฟ การประลองครั้งนี้สำหรับโทยะแล้วค่อนข้างจะลำบากอยู่นิดหน่อยเพราะถ้าหากเขาทำรุนแรงเกินไปก็คงจะไม่ดีเพราะยังไงซะเรเชลก็เป็นผู้หญิงแต่ถ้าเขาแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงอายุสิบขวบมันก็เสียภาพพจน์เกินไปหน่อย เรเชลเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดเดรสมาเป็นชุดที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ง่าย ๆ สวมทับด้วยเกราะเบาและใช้ดาบไม้เป็นอาวุธ ส่วนโทยะเลือกใช้กิ่งไม้ที่ตกอยู่แถว ๆ นั้นเป็นอาวุธ แม้ว่าเจตนาที่แท้จริงของโทยะจะเป็นเพราะห่วงความปลอดภัยแต่สำหรับเรเชลแล้วมันเหมือนการดูแคลนมากกว่าจากเดิมที่ไม่ค่อยพอใจอยู่แล้วก็เลยกลายเป็นความโกรธไป ในการต่อสู้ใครก็ตามที่ต่อสู้โดยใช้อารมณ์โกรธเป็นที่ตั้งมันจะสร้างจุดอ่อนอันใหญ่หลวงให้กับคนผู้นั้นโทยะตระหนักถึงเรื่องนั้นดีแต่เรเชลนั้นยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ และเมื่ออัศวินผู้ทำหน้าที่กรรมการได้ให้สัญญาณเริ่มการต่อสู้ เรเชลก็พุ่งเข้าใส่โทยะอย่างรวดเร็วแต่โทยะก็อาศัยจังหวะนั้นหลบออกข้างและชิงดาบไม้ของเรเชลมาแล้วใช้มันเคาะหัวเธอเบา ๆ และสั่งสอนให้ระวังในการพุ่งเข้าหาศัตรู ในตอนนั้นเรเชลรีบกระโดดถอยหลังออกไปแล้วเริ่มร่ายเวทย์เพื่อโจมตีด้วยเวทมนตร์ไฟร์สเปียร์แต่โทยะก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบาย ๆ พร้อมสอนศาสตร์การใช้เวทให้อีกนิดหน่อย เรเชลตั้งใจจะพุ่งเข้ามาอีกคราวนี้โทยะใช้เวทสลิปจัดการ เรเชลล้มลงแล้วก็ถูกโทยะเอากิ่งไม้เคาะหัวไปหนึ่งที แต่ถึงกระนั้นเรเชลก็ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เธอลุกขึ้นมาใหม่และคราวนี้ก็ได้ใช้เวทเอิร์ทไบด์ ล็อคขาโทยะไว้แล้วโจมตีต่อเนื่องด้วยธันเดอร์สเปียร์ ทักษะของเรเชลถือว่ายอดเยี่ยมแต่ก็สามารถทำอะไรได้มากนัก โทยะร่ายเวทอควาเชลล์ขึ้นมาป้องกันหอกสายฟ้าเอาไว้ได้ แต่เรเชลก็อาศัยจังหวะนั้นปราดเข้ามาประชิดและจู่โจมด้วยดาบไม้ โทยะจึงเปิดการป้องกันตัวด้วยเวทโวลเทคมิส ด้วยพลังของหมอกไฟฟ้าพลังอ่อน ๆ เรเชลก็ลงกลิ้งกับพื้นอีกรอบ เธอไม่รู้ว่าโทยะใช้เวทมนตร์อะไรออกมา โทยะจึงบอกไปว่าเขาผสมเวทสายฟ้ากับเวทน้ำเข้าด้วยกัน เรเชลจึงตะโกนว่าโทยะขี้โกง โทยะจึงเปลี่ยนไปใช้เวทสโตนบูเล็ตโจมตีใส่เธอแทน เรเชลพยายามหลบหลีกสุดความสามารถจนร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าและเมื่อได้จังหวะโทยะก็จัดสลิปให้อีกหนึ่งดอกทำให้เด็กน้อยล้มกลิ้งไปอีกครั้ง
.
แต่ถึงจะโดนไปหลายดอกแล้วเรเชลก็ยังไม่ยอมแพ้ และพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยดาบไม้อีก โทยะตระหนักแล้วว่าการสู้กับเด็กคนนี้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ คงไม่สามารถทำให้เธอยอมรับความพ่ายแพ้แน่ ๆ โทยะจึงตัดสินใจจัดการขั้นเด็ดขาด เขาเปิดเกทที่พื้นตรงบริเวณเท้าของเรเชลแล้วส่งเธอไปบนฟ้าที่ความสูงประมาณห้าร้อยเมตรแล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงพาร่างน้อย ๆ นั้นดิ่งพสุธาแบบไร้เชือกและร่มชูชีพ แน่นอนว่าเรเชลนั้นตกใจสุดขีดแต่อีกคนที่ตกใจไม่แพ้กันก็คือเอลเนส แต่หลังจากนั้นโทยะร่ายเวทย์ลมหมุนและกับเลวิเทชั่นช่วยชะลอการตกและทำให้เรเชลถึงพื้นอย่างปลอดภัยไร้รอยแผล ร่างกายของเรเชลสั่นสะท้านด้วยความกลัวโทยะเดินเข้าไปหาเธอแต่เมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างโทยะจึงใช้เวทวอเตอร์ฟอลออกมาใส่เธอน้ำที่ตกลงมาทำเสื้อผ้าของเธอเปียกปอนไปหมด รอบ ๆ นั้นก็เจิงนองไปด้วยน้ำเอลเนสรีบเข้าไปดูเรเชลแต่ก็ตอบว่าไม่เป็นไรแล้วก็รีบวิ่งออกจากลานฝึก โทยะรู้สึกว่าเขาทำผิดพลาดเสียแล้วแต่ดยุคแรมบาร์ดก็บอกว่าไม่ต้องใส่ใจ และเมื่อสังเกตผู้คนที่อยู่แถวนั้นก็พบว่าพวกเขามีรอยยิ้มแปลก ๆ บนใบหน้า โทยะได้กล่าวขอโทษกับเอลเนสในเรื่องที่เขาทำกับเรเชลและเขาก็คิดว่าจะไปขอโทษเธอภายหลังเพราะดูสภาพแล้วตอนนี้เธอคงไม่อยากจะเจอหน้าเขาแน่ ๆ ส่วนเอลเนสก็ไม่ได้ว่าอะไรและคิดว่าจริงแล้วเรเชลคงไม่ได้โกรธอะไรโทยะหรอกและยังบอกอีกว่าเขารู้สึกโกรธตัวเองมากกว่าที่เป็นคนอ่อนแอแบบนี้ จากนั้นราชาแห่งริเนียก็ได้เดินเข้ามาคุยกับโทยะส่วนเจ้าหญิงรูเซียนน์ก็ถามโทยะว่าทำไมถึงได้ใช้เวทน้ำโจมตีปิดฉาก โทยะก็บ่ายเบี่ยงไปว่าต้องการทำให้เรเชลหัวเย็นลงน่ะแหละ (ในความเป็นจริงเรเชลกลัวจนฉี่ราดก็เลยต้องใช้น้ำอำพรางเอาไว้นั่นเอง) แต่หลังจากฟังคำตอบนั้นเจ้าหญิงลูเซียนน์ก็พูดขึ้นว่า “ฝ่าบาทนี่ช่างอ่อนโยนจริง ๆ” สรุปได้ว่าเจ้าหญิงรูเซียนน์ก็น่าจะรู้เหตุผลอยู่แล้วแต่ที่ถามนั้นก็อาจจะเพื่อลองใจเท่านั้นเอง จากนั้นรูเชียนน์ก็บอกให้เอลเนสไปพาเรเชลมาพบโทยะอีกครั้ง แม้จะอิดออดนิดหน่อยแต่เอลเนสก็ทำตามจากนั้นรูเซียนน์ก็พาโทยะไปยังสถานที่จัดเลี้ยงน้ำชา
.
ที่ระเบียงของปราสาทบาลูฟโทยะนั่งจิบชาพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ว่าตัวเองอาจจะเล่นแรงเกินไปหน่อยส่วนรูเซียนน์ก็ได้กล่าวขอโทษแทนเรเชลที่ทำกระทำกริยามารยาทไม่เหมาะสม แต่โทยะก็บอกเขาไม่ถือสาเพราะยังไงซะเธอก็ยังเป็นเด็กแถมยังบอกว่าถ้าเขาปฏิเสธที่จะสู้กับเธอไปเสียแต่แรกเรื่องแบบก็คงไม่เกิดขึ้น รูเซียนน์กล่าวขอบคุณอีกครั้งที่โทยะให้ความกรุณากับน้องชายของเธอหลังจากนั้นคลาวด์ก็ถามว่าโทยะคิดว่าเอลเนสเป็นยังไงบ้าง โทยะก็บอกประมาณว่า เป็นเด็กดีแต่ไม่ค่อยมั่นใจในตนเองซักเท่าไหร่นัก ถ้าจะให้ดีก็ควรเสริมสร้างให้เอลเนสมั่นใจในตัวเองขึ้นมาบ้าง โทยะจึงถามว่าเอลเนสถนัดอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมและคำตอบที่ได้ก็คือ “โชงิ” เอลเนสชอบโชงิและเคยชวนเรเชลเล่นด้วยกันอยู่แต่พอเรเชลแพ้เธอก็ไม่เคยกลับมาเล่นอีกเลย และในระหว่างนั้นเองเอลเนสก็เข้ามาที่ระเบียงโทยะถามถึงเรเชลว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เอลเนสก็ตอบว่าเธอขังตัวเองอยู่ในห้องน่าจะกำลังอารมณ์ไม่ดี แต่แล้วสายตาของเอลเนสก็เหลือบไปเห็นกระดานโชงิที่วางอยู่บนโต๊ะ โทยะจึงชวนเอลเนสเล่นโชงิด้วยกันผลสรุปออกมาก็คือโทยะแพ้สามตารวด แต่นั่นก็แสดงให้เห็นอัจฉริยะภาพภายในตัวของเอลเนสได้เป็นอย่างดีและทำให้โทยะมีความดี ๆ เกิดขึ้นมานั่นก็คือการจัดการแข่งขันโชงิขึ้นและเชิญชวนเหล่าผู้ชื่นชอบโชงิทั้งหลายที่เขารู้จักมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง แต่ถ้ามีแค่โชงิอย่างเดียวก็ดูน่าเบื่อเกินไปลงท้ายโทยะจึงเพิ่มเมนูการแข่งขันอื่นไปด้วย
หลังจากสรุปว่าจะทำการแข่งอะไรกันได้แล้วโทยะมาคุยกับยูมิน่า ลิสการแข่งขันมีทั้งหมดสามรายการด้วยกันคือ การแข่งขันโชงิ การแข่งขันศิลปะการต่อสู้ และการแข่งขันเบสบอลโดยมีรายนามเหล่าผู้เข้าร่วมดังต่อไปนี้ โชงิ
ราชาเบลฟาส ดยุคออทรินเด้ จักรพรรดิ์เรกุรุส จักรพรรดิ์ริฟุริส ราชาบาลูฟ ดยุคแรมบาร์ด ประธานาธิบดีลอนโดเมีย
ศิลปะการต่อสู้
ราชามิสนิส ราชาเลสเทีย แกสเปอร์ นายพลเลออน ลีออน การุน ปู่บาบะ ยามากาตะ จูทาโร่
เบสบอล
ทีมบรุนฮิว ทีมเบลฟาส ทีมมิสนิด ทีมเรกุรุส ทีมเรสเทีย ทีมริฟุริส ทีมริเนีย ทีมลอนโดเมีย
ส่วนยาเอะ ฮิวด้าแล้วก็เอลเซ่นั้นถูกขอให้ไปทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยอีกส่วนหนึ่งก็เพราะโทยะรู้สึกว่าสามคนนั้นเริ่มจะเกินขอบเขตของมนุษย์ธรรมดาไปบ้างแล้ว ในตอนนั้นยูมิน่าก็นึกขึ้นได้ว่าสันตปาปาแห่งรามิชูกับท่านพี่คาเร็นจะขอยืมใช้โบสถ์ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับปราสาทเธอจึงแจ้งเรื่องนี้กับโทยะ โทยะก็สงสัยว่าจะทำพิธีนมัสการหรืออย่างไรแต่ยูมิน่าตอบว่าอาจจะเป็นการรับปรึกษาปัญหาหรือสารภาพบาปกับพระเจ้าก็ได้ ซึ่งโทยะก็ไม่ได้ว่าอะไรและคิดว่าการมีที่ปรึกษาปัญหาชีวิตหรือความรักมันก็ดีอยู่หรอกแต่ในตอนนั้นเองสมาร์ทโฟนในมือโทยะก็แสดงสัญญาณการโทรเข้าและผู้ที่โทรเข้ามาก็คือปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง ปู่แกโทรมาแจ้งให้ทราบว่าแกจะมาดูการแข่งขันที่โทยะเป็นจัดขึ้นในครั้งนี้ด้วยจึงจะขอรบกวนที่โบสถ์ซักหน่อย โทยะรู้ได้ทันทีเลยว่างานยากมาเยือนตนแล้วตอนนี้ การจัดเตรียมงานแข่งขันนั้นเดิมทีวางแผนว่าจะทำการแข่งเป็นเวลา 2 วันแต่เพราะรอบตัดสินของโชงิกับการแข่งศิลปะการต่อสู้เกิดตารางชนกันสุดท้ายเลยต้องเพิ่มเป็น 4 วันในที่สุด โดยกำหนดการในแต่ละวันจะเป็นดังนี้
วันที่ 1 พิธีเปิด การแข่งขันเบสบอลรอบแรก
วันที่ 2 การแข่งขันเบสบอลรอบตัดสิน การแข่งขันโชงิรอบคัดเลือก
วันที่ 3 การแข่งขันโชงิรอบตัดสิน การแข่งขันศิลปะการต่อสู้รอบคัดเลือก
วันที่ 4 การแข่งขันศิลปะการต่อสู้รอบตัดสิน พิธีปิด
แรกเริ่มเดิมทีโทยะตั้งใจจะชวนแค่ประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มพันธมิตรตะวันออกและตะวันตกเท่านั้นแต่ก็ติดปัญหาตรงที่บาลูฟไม่ได้อยู่ในกลุ่มด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะให้เอลเนสมาเข้าร่วมได้โดยไม่เกิดประเด็นดราม่าในภายหลังโทยะจึงจำเป็นจะต้องส่งเทียบเชิญไปยังผู้นำอาณาจักรอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มสมาชิกด้วยอย่าง ฮาน็อค เฟลเซน ไรล์ เซนอส เอลฟลัว ฯลฯ ส่วนอิเชนนั้นโทยะไม่เคยพบองค์พระจักรพรรดิ์มาก่อนเขาจึงส่งเทียบเชิญไปให้อิเอยาสุแทน เทียบเชิญเหล่านั้นได้รับการตอบรับพวกเขาตกลงที่จะมาร่วมงาน แต่พอซากุระรู้ว่าพ่อเธอจะมางานนี้ด้วยก็ออกอาการไม่ชอบใจซักเท่าไหร่ ส่วนฮิลด้าก็กลัวว่าปู่ของเธอจะมาทำงานปั่นป่วน เอลเซ่อยากให้คุณอาของเธอมาร่วมงานด้วยแต่ลินเซ่บอกว่าถ้ามาคงสติแตกแน่เพราะคุณอาแกกลัวพวกชนชั้นสูงอย่างหนัก และบทสรุปสุดท้ายของอาณาจักรที่จะมาเข้าร่วมในงานครั้งนี้ก็ได้แก่
จากพันธ์มิตรตะวันตกและตกวันออก
บรุนฮิว(เจ้าภาพ) เบลฟาส เรกุรุส ริฟุริส มิสนิด รามิชู ลอนโดเมีย เลสเทีย ริเนีย
จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ที่ดี
อิเชน เซนอส บาลูฟ เฟลเซน เอลฟลัว ไรล์ ฮาน็อค
จากประเทศที่ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กันซักเท่าไหร่
อิเกรท โฮรุน โนเกีย
สรุปรวมทั้งหมด 19 อาณาจักร ส่วนเกาะพาเรรุสนั้นไม่ถูกจัดเป็นอาณาจักร ส่วนยูโรนกับซานโดร่า แม้จะยังมีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นแต่ก็ไร้ซึ่งผู้ปกครองโดยชอบธรรมไปจึงไม่ถูกนับสถานภาพให้เป็นอาณาจักรอีกต่อไป การเตรียมการดำเนินไปอย่างราบรื่นจนถึงกระทั่งถึงวันงานเทศกาลได้มาถึง บรรดาแขกเหรื่อจากประเทศต่าง ๆ เริ่มเดินทางมาถึงตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ บรรดาเหล่าผู้นำที่ไปรวมตัวกันที่ปราสาทบรุนฮิวก็ได้ทำการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดธรรมดาและได้รับแจกอาติแฟกที่รูปร่างเหมือนดาวที่จะช่วยทำให้คนรอบข้างมองเห็นพวกเขาในรูปลักษณ์ที่ผิดแปลกไปจากเดิม (คุณสมบัติคล้าย ๆ กับเหรียญที่ซากุระใช้ปลอมตัว) เมื่อเอลเนสลองใช้ดู รูเซียนน์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็บอกว่าเธอไม่เห็นว่าน้องชายเธอมีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย โทยะจึงบอกให้เธอถอดดาวแบบเดียวกันนี้ออกจากตัวเธอและลองมองดูใหม่ เมื่อเธอทำตามที่บอกจึงเห็นว่าน้องชายของเธอได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะถ้าหากสวมใส่มันไว้อยู่ก็จะไม่ได้รับผลจากอาติเฟกแบบเดียวกันนี้ทำให้มองเห็นคน ๆ นั้นในภาพลักษณ์ปกติ และมันยังติดตั้งโหมดหลบหนีฉุกเฉินไว้ด้วยหากถูกทำร้ายมันจะวาร์ปผู้สวมใส่ไปยังที่ปราสาทบรุนฮิวทันที จึงขอให้ทุกคนสวมใส่มันเอาไว้ตลอดงานด้วย นอกจากนี้โทยะยังได้มอบลูกหมาป่าหิมะที่เป็นอสูรอัญเชิญให้กับเอเนลหากมีเรื่องฉุกเฉินอะไรก็ให้ติดต่อเขาผ่านลูกสนัขตัวนี้ หลังจากนั้นโทยะก็มอบหน้าที่รับรองแขกให้กับยูมิน่า รูเชีย แล้วก็คนอื่น ๆ ดูแลและเปิดเกทไปยังโรงแรมจันทราสีเงิน
.
ที่โรงแรมเอลเซ่กับลินเซ่อยู่ที่นั่นพร้อมด้วยครอบครัวของคุณอารวมทั้งหมดเจ็ดคนกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีมิตรสหายจากลีฟเล็ทอย่าง บารันเจ้าของร้านหมีแปดกับชิมอนเจ้าของร้านขายชุดเกราะ ส่วนโดรานนั้นไปช่วยมิกะอยู่ในครัวเพราะตอนนี้มีลูกค้าเยอะมากจนคนไม่พอ ส่วนกำหนดการเปิดงานนั้นจะเริ่มประมาณแปดโมง หลังพิธีเปิดจะมีการโชว์การต่อสู้ด้วยเฟรมเกียร์และตามด้วยการแข่งขันเบสบอลโดยจะทำการจับฉลากคัดเลือกทีมกันก่อนแข่งส่วนจำนวนทีมที่เข้าร่วมนั้นมีทั้งหมด 8 ทีม ส่วนหน้าที่ในการสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวในเมืองก็ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของเนียวทาโร่ที่จะคอยสั่งให้แมวทุกตัวในเมืองจัดการไป หลังเสร็จเรื่องที่จันทราสีเงินโทยะก็กลับไปที่ปราสาทเพื่อพบกับ 4 สัตว์เทพบริวารของเขาเพื่อดูความพร้อมในเรื่องของการจัดการรักษาความปลอดภัย จากนั้นเขาก็ลงไปที่หน้าประตูทางเข้าปราสาทที่นั่นเหล่าผู้นำได้มารวมตัวกันรออยู่แล้ว พระสันตปาปาแห่งรามิชูกับพระคาดินัลฟิริสก็อยู่ที่นั่นด้วย พระสันปาปาเอ่ยถามโทยะว่า “ท่านผู้นั้น” จะมาถึงเมื่อไหร่ แน่นอนว่าท่านผู้นั้นที่ว่านั้นหมายถึงปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง โทยะจึงบอกว่าปู่แกคงจะไม่มาในวันนี้น่าจะมาในพรุ่งนี้ และเมื่อถึงเวลาแปดโมง ดอกไม้ไฟก็ถูกปล่อยลงมาจากเกาะลอยฟ้าฯ เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง งานเทศกาลใหญ่ครั้งแรกของบรุนฮิวเปิดฉากขึ้น ณ บัดนี้แล้ว
.
พิธีเปิดงานเป็นไปอย่างราบรื่น บรุนฮิวในเวลานี้คับคั่งไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาจากอาณาจักรอื่นทำให้เหล่าอัศวินต้องออกตรวจตรารักษาความปลอดภัยกันอย่างเข้มงวด บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นบริวารของเนียวทาโร่และสี่สัตว์เทพต่างก็ช่วยคอยสอดส่องอีกแรงหนึ่ง ตารางการแข่งในวันนี้แบ่งเป็นสองสนามการแข่งมรรอบเช้าและรอบบ่าย โดยจะแข่งกันทั้งหมดสี่เกมส์ สนามที่หนึ่ง รอบเช้า ทีมบรุนฮิวแข่งกับทีมเลสเทีย รอบบ่าย ทีมมิสนิดแข่งกับทีมริฟุริส สนามที่สองรอบเช้า ทีมเบลฟาสแข่งกับทีมลอนโดเมีย รอบบ่ายทีมเรกุรุสแข่งกับทีมริเนีย ซึ่งผลการแข่งในรอบเช้าสนามแรก บรุนฮิวพ่ายเลสเทียไป 2 ต่อ 3 ส่วนที่สนามสองเบลฟาสกับลอนโดเมียนั้นยังแข่งกันอยู่ซึ่งดูจากสถานการณ์แล้วทีมเบลฟาสเป็นต่ออยู่ ก่อนการแข่งรอบบ่ายจะเริ่มขึ้นโทยะตัดสินใจไปหามื้อเที่ยงทาน โทยะได้พบกับเอลเนส รูเซียนน์ ดยุคแรมบาร์ดและเรเชลที่คาเฟ่จึงได้เข้าไปทักทายแต่ดูเหมือนว่าเรเชลจะมีปฏิกริยาไม่ค่อยดีเล็กน้อยโทยะจึงคิดว่าเธอคงเกลียดเขาแหง ๆ โทยะได้ถามถึงกำหนดการตอนบ่ายของพวกเขา รูเซียนน์จึงตอบว่าเธอจะไปดูการแข่งเบสบอลของทีมริเนีย ส่วนดยุคแรมบาร์ดก็เอ่ยปากชมว่าบรุนฮิวเป็นอาณาจักรที่ดีทีเดียวและดูเหมือนว่าเอลเนสจะโดนวัฒนธรรมตู้กาชาปองเล่นงานเข้าให้เสียแล้ว เขาใช้เงินในการไขตู้กาชาปองไปเยอะมากจนได้โมเดลมาเกือบครบขาดแต่กริมเกเด้ของรีน รีนที่มากับโทยะจึงส่งสายตามมองไปเขาราวกับจะส่งสัญญาณบางอย่างให้ โทยะจึงต้องเอาจากในสโตร์มาให้รีน จากนั้นรีนก็ได้มอบโมเดลกริมเกเด้ให้เอลเนสไป เด็กน้อยดีใจมากเพียงเท่านี้เขาก็สะสมได้ครบเซตแล้ว แต่จากนั้นโทยะจึงบอกว่า วาลเทราด์ของรูเชียกับรอสไวเซ่ของซากุระจะลงตู้เดือนหน้า แถมวาลเทราด์ยังมีเวอร์ชั่น A B C และ D อีกด้วย ( A = แอคแทคเกอร์ B = บูสเตอร์ C = แคสเตอร์ D = ดีไวน์เดอร์ อนึ่งไทป์ D ยังไม่ได้ปรากฏในตอนที่ทำการทดสอบเมื่อครั้งก่อน) เมื่อได้ยินแบบนั้นเอลเนสก็ถึงกับร้องเสียงหลง
.
หลังทานอาหารเสร็จโทยะก็จะแยกจากกลุ่มของเอลเนส แต่ในตอนนั้นเองเรเชลก็มาขอโทษโทยะเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ โทยะจึงได้บอกกับเรเซลว่า หากคิดว่าตนเองเก่งที่สุดแล้วเมื่อไหร่นั่นก็คือจบสิ้นกัน เพราะในโลกกว้างนี้ยังมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมีคนที่ไม่อาจเอาชนะได้อยู่เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจจะเอาชนะได้สักทีแพ้ทุกวัน (น่าจะหมายถึงเจ้โมโรฮะ) ส่วนเหตุผลที่เรเชลต้องการความแข็งแกร่งก็เพราะต้องการปกป้องเอลเนสแต่เมื่อเธอพ่ายแพ้ให้กับโทยะเธอจึงเข้าใจว่าตัวเธอนั้นอ่อนแอเพียงใด แต่รีนก็ได้บอกกับเรเชลว่า ถ้าเรเซลแข็งแกร่งก็คงปกป้องราชาแห่งบาลูฟจากศัตรูได้แต่เรื่องแบบนั้นอัศวินหรือทหารคนไหน ๆ ก็ทำได้แต่มีสิ่งหนึ่งที่มีแต่เรเชลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำได้นั่นก็คือคอยปกป้องหัวใจของเขา คอยยืนเคียงข้างและเป็นพลังให้กับเขา คอยแบ่งเบาความทุกข์ แบ่งปันความสุข มอบรอยยิ้มให้กับเขา เป็นโล่ห์ที่คอยปกป้องจิตใจของเขา (เหมือนกับที่เธอทำอยู่ในตอนนี้) และยังให้กำลังใจเรเชลอีกด้วย เมื่อได้รับคำสอนจากรีนแล้วเรเชลก็กลับไปรวมกลุ่มกับเอลเนส ส่วนโทยะก็รู้สึกเขิน ๆ กับสิ่งที่รีนพูดเมื่อกี้อยู่เหมือนกันหลังจากหยอกล้อกันเล็กน้อยทั้งสองก็ค่อย ๆ ก้าวเดินไปด้วยกัน
.
งานเทศกาลใหญ่ที่จัดขึ้นที่บรุนฮิวก้าวเข้าสู่วันที่สอง วันนี้จะทีการแข่งขันเบสบอลรอบตัดสินกับการแข่งขันโชงิรอบคัดเลือก โดยในช่วงเช้าการแข่งที่สนามที่หนึ่ง ทีมเรสเทีย VS ทีมมิสนิด ส่วนสนามที่สอง ทีมเบลฟาส VS ทีมเรกุรุส และทีมที่ชนะเลิศของแต่ละสนามก็จะมาชิงชัยกันต่อ ส่วนการแข่งโชงินั้นต้องใส่กติกากำหนดเวลาในการคิดที่จะเคลื่อนหมากอยู่ที่ 2 นาที เพราะถ้าหากปล่อยตามใจก็อาจจะทำให้การแข่งขันยืดเยื้อเกินไปนั่นเอง หากไม่เคลื่อนไหวหมากใน 2 นาทีก็ถือว่าแพ้ไปโดยปริยาย ในวันที่สองนี้ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ข้างกายโทยะคือยาเอะ (เมื่อวานคือรีน) เธอขอให้โทยะไปรอเธอที่โรงแรมจันทราสีเงินก่อน ส่วนตัวเธอขอเวลาไปเปลี่ยนชุดซักครู่ ระหว่างทางไปโรงแรมโทยะก็พบกับเทพสุราซุยกะ เธอโผเข้ามาหาโทยะเพื่อขอยืมเงินไปซื้อเหล้าหน่อย ด้วยท่าทีฟูมฟายของซุยกะทำให้โทยะต้องจำใจให้ซุยกะยืมเงินไปแต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนว่าซุยกะต้องมาทำงานใช้หนี้หลังจากจบงานเทศกาล ซึ่งซุยกะก็ตกลงแถมยังจูบแก้มโทยะไปหนึ่งทีก่อนจะจากไปด้วย หลังจากซุยกะแยกตัวไปแล้วโทยะก็มุ่งหน้าต่อไปจนถึงที่หมาย ที่นั่นยังคงมีผู้ใช้บริการเยอะตามเคยแต่วันนี้โดรานไม่อยู่ทำให้พนักงานไม่ค่อยจะพอให้บริการ โทยะจึงโดนลากให้เข้าไปช่วยเป็นเด็กเสิร์ฟจากนั้นก็วิ่งวุ่นไปกับออร์เดอร์ของลูกค้า ทว่าในตอนนั้นเองแลนซ์อัศวินหนุ่มประจำบรุนฮิวก็มาที่โรงแรมพอดี โทยะจึงได้มอบหมายภาระกิจในการช่วยงานมิกะให้กับแลนซ์ในทันที ทำให้โทยะหลุดพ้นจากขุมนรกมาได้หวุดหวิด จากนั้นยาเอะในชุดยูกาตะก็เข้ามาที่โรงแรม เพราะว่าเป็นงานเทศกาลทั้งที่ท่านแม่ของยาเอะจึงได้ให้พี่ชายของเธอนำชุดนี้มาให้ แน่นอนว่ายาเอะต้องถามว่าเป็นไงบ้างและโทยะกล่าวชมตามสูตร ถึงขนาดบอกว่าไม่เคยเห็นใครที่ดูงดงามในชุดยูกาตะเท่ากับยาเอะมาก่อนเลย
.
จากนั้นโทยะจึงชวนยาเอะไปดูการแข่งเบสบอลรอบตัดสิน โดยในตอนนั้นยาเอะได้ขอจับมือกับโทยะ และทั้งสองก็เดินจับมือกันไปบนถนนที่กำลังคึกคักไปด้วยบรรยากาศของงานเทศกาล ส่วนผลการแข่งขันเบสบอลในรอบเช้า สนามหนึ่งทีมมิสนิดชนะส่วนสนามสองทีเบลฟาสชนะ และเกมส์ชี้ชะตาว่าใครจะได้เป็นแชมป์ก็เปิดฉากขึ้นที่สนามที่หนึ่ง ที่อัฒจรรย์ยาเอะถามโทยะว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งโทยะก็ไม่สามารถจะฟันธงได้เพราะทั้งสองทีมต่างก็มีจุดแข็งจุดด้อยกันคนละแบบ ทว่าในตอนนั้นเองราชาเบลฟาส ยูมิน่า ดยุคออทรินเด้ และซูก็เข้ามาร่วมวงด้วย ซูเห็นชุดที่ยาเอะสวมอยู่ก็รู้สึกถูกใจและอยากทำชุดแบบนี้ใส่บ้าง ยาเอะจึงบอกว่าคราวหน้าจะให้แม่ของเธอทำชุดให้ทุกคนใส่ได้ใส่กันบ้าง จากนั้นการแข่งขันเบสบอลรอบตัดสินก็เปิดฉากขึ้น การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านและบทสรุปของแข่งขันเบสบอลทัวร์นาเมนต์ครั้งที่หนึ่ง ผู้ที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศไปนั้นก็คือ มิสนิด ที่สองเบลฟาสและที่สามเรกุรุส จากนั้นก็เป็นพิธีมอบถ้วยและเหรียญรางวัลให้กับผู้ชนะตามลำดับ โดยเลียนแบบจากโอลิมปิก เพียงแต่โลหะที่ใช้ทำเหรียญนั้นจะต่างออกไป เหรียญทองใช้โอริฮารุก้อน เหรียญเงินใช้มิทริล ส่วนเหรียญทองแดงนั้นใช้ฮิฮิอิโระคาเนะ (ทองคำสีแดงชาด) แต่หลังจากการแข่งจบลงฝนก็เทลงมา แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากเพราะโทยะได้จัดสถานที่ภายในปราสาทให้เป็นสถานที่จัดงานฉลองไว้แล้ว
.
หลังจากนั้นโทยะ ยูมิน่า ยาเอะ และซูก็ได้ไปยังสถานที่จัดการแข่งโชงิที่นั่นซูได้มองเห็นพ่อของเธอจึงได้วิ่งเข้าไปหา เนื่องจากพระราชาเบลฟาสกับดยุคออทรินเด้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งโชงิจึงได้แยกตัวมาก่อนที่การแข่งขันเบสบอลชิงชนะเลิศจะจบลง แต่เขาก็ได้รู้ข่าวว่าใครเป็นผู้ชนะ แต่ก็ถือว่าทีมได้ทำดีที่สุดแล้วและได้อันดับสองมา ส่วนการแข่งโชงิรอบคัดเลือกนั้นมีผู้ผ่านเข้ารอบ 32 คน ซึ่งทั้งหมดจะไปแข่งตัดสินกันในเช้าวันพรุ่งนี้ ส่วนรอบตัดเชือกจะแข่งกันในตอนเย็น แต่ในตอนนั้นเองมือถือของโทยะก็สั่นเพราะมีคนโทรเข้ามา เมื่อโทยะตรวจดูว่าใครเป็นคนโทรมาแล้วเขาก็ฝากเรื่องของที่นี่ให้พวกยูมิน่าดูแลต่อ ส่วนตัวเขาก็เทเลพอร์ตออกจากที่นี่ไปเพื่อคุยโทรศัพท์ ซึ่งคนที่โทรมาก็คือปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง ปู่ได้แจ้งเวลาที่จะลงไปหาก็คือ “ช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้” จากนั้นโทยะก็ไปที่โบสถ์นำเรื่องนี้ไปแจ้งให้พระสันตปาปาแห่งรามิชูได้ทราบ การลงมาที่เยี่ยมเยียนโลกเบื้องล่างของพระเจ้านั้นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักซึ่งเรื่องนี้ก็ทำเอาพระคาดินัลฟิริสตื่นเต้นจนสติกระเจิดกระเจิง ส่วนคาเร็นนั้นรู้สึกกังวลใจกับเทพมารที่หนีหายไปในขณะที่โทยะก็ยังหาคำตอบว่าใครเป็นคนซ่อมบาเรียของโลก กับใครกันคือผู้มาเยือนจากต่างโลกเมื่อ 5000 ปีก่อนไม่เจอไม่แน่ว่ากุญแจไขปริศนาอาจจะอยู่ที่โลกอีกฝากหนึ่งก็เป็นได้ แต่ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากด้านนอกดูเหมือนจะเป็นเสียงแมว เพื่อให้สามารถเข้าใจภาษาแมวได้โทยะจึงต้องเปิดเกทเพื่อเรียกโคฮาคุมาช่วยและข้อความที่ได้ก็คือ เนียวทาโร่กำลังต่อสู้กับราชันปิศาจอยู่
.
เมื่อโทยะไปถึงก็พบว่าทั้งสองกำลังดวลดาบอย่างดุเดือด และดูเหมือนจะยิ้มให้กันแบบถูกใจในฝีมือของอีกฝ่ายเสียด้วย ทั้งสองพุ่งเข้าหากันเพื่อปิดฉากการต่อสู้ทว่าโทยะก็โผล่มาใช้เวทสลิปทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปซะก่อน หลังจากนั้นจึงทำการสืบสาวราวเรื่องว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไรกันแน่ซึ่งก็ได้ความว่า ราชาปิศาจบอกว่าต้องการทดสอบฝีมือของเนียวทาโร่ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองเฟียน่าแม่ของซากุระว่าแข็งแกร่งแค่ไหน ส่วนเนียวทาโร่บอกว่าได้รับคำสั่งจากซากุระให้ขวางทางราชาปิศาจเอาไว้ไม่ให้ไปหาเฟียน่าได้ หลังจากนั้นซากุระก็เปิดหน้าต่างห้องเรียนแล้วชะโงกหน้าออกมา ราชาปิศาจรีบไปอ้อนวอนลูกสาวเพื่อขอเข้าไปข้างในแต่ก็โดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดีจากนั้นก็ปิดหน้าต่างไป ราชาปิศาจก็อยู่ในสภาพสีซีดเป็นสีขาวไปในบัดดลและเข้าใจว่าลูกสาวคงเกลียดเขาแน่ ๆ ซึ่งเรื่องนี้โทยะก็ลำบากใจแต่ถ้ามองให้ลึก ๆ แล้วซากุระไม่น่าจะเกลียดพ่อตัวเองขนาดนั้นแต่อาจจะเพราะไม่ชอบการกระทำที่ดูบ้าบอเกินไปของราชาปิศาจเสียมากกว่า และถ้าเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ต่อไปมันก็ไม่น่าจะดีแน่เพราะอนาคตลูกที่จะเกิดกับโทยะและซากุระยังไงซะก็จะต้องมีศักดิ์เป็นหลานของชายคนนี้อยู่ดี แต่ในระหว่างที่กำลังคิดหาทางออกอยู่นั้น เฟียน่ากับซากุระก็ออกมาจากโรงเรียนและเริ่มการสนทนากัน เฟียน่าพูดคุยกับราชาปิศาจเซกัลดี้อย่างสุภาพและใจเย็น เซกัลดี้นั้นเดินทางมาหาเฟียน่าตั้งแต่เมื่อวานแต่ก็โดนซากุระไล่กลับไป ซากุระจึงให้เหตุผลว่าเพราะแม่ของเธอกำลังยุ่งกับการเตรียมกิจกรรมให้พวกเด็ก ๆ จึงไม่อยากให้เซกัลดี้มาเกะกะ ซึ่งงานนี้จะเป็นเหมือนนิทรรศการเล่านิทานให้พวกเด็ก ๆ ฟังนั่นเอง เพราะหนังสือในโลกนี้ราคาแพงมากจึงไม่ใช่ของที่เด็กทั่ว ๆ ไปจะหามาอ่านได้ง่าย ๆ เมื่อได้ฟังแบบนั้นแล้วเซกัลดี้ก็ขอมีส่วนร่วมในงานนี้ทันที แม้มันจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยฟื้นความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้แต่สำหรับเฟียน่าการจะให้คนระดับเซกัลดี้ที่เป็นถึงผู้นำแห่งอาณาจักรปิศาจเซนอสเข้ามาช่วยงานแบบนี้มันก็ดูยังไงอยู่โทยะจึงเข้ามาช่วยพูดอีกแรงราชาปิศาจจึงได้เข้าร่วม เนียวทาโร่เองก็เสนอตัวเข้าร่วมแต่ถูกซากุระปฏิเสธเพราะมีปัญหาในการออกเสียงแต่ท้ายที่สุดโทยะก็มาเกลี้ยกล่อมซากุระจนเธอยอมให้เนียวทาโร่เข้าร่วม
.
แม้ว่าจะดูไม่ค่อยเต็มใจอยู่บ้างแต่ซากุระก็ยอมให้พ่อของเธอมาช่วยในงานนี้จนได้ โทยะจึงถือโอกาศนี้จัดตำแหน่งทั้งสามคนให้ยืนเคียงกันและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและทำการปริ๊นภาพลงกระดาษด้วยเวทดรออิ้งก่อนจะส่งภาพถ่ายสามใบให้กับคนทั้งสาม แน่นอนว่าเซกัลดี้ชอบใจมากส่วนซากุระนั้นหน้าบอกบุญไม่รับเท่าไหร่ จากนั้นโทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นแมสโปรดักซ์ให้กับเฟียน่าในฐานะหัวหน้าการศึกษาของอาณาจักรบรุนฮิว พอเซกัลดี้เห็นแบบนั้นเขาก็อยากได้บ้างแต่โทยะก็ปฏิเสธและบอกว่าเขาจะให้เฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกเท่านั้น (กรณีสำหรับพวกผู้นำอาณาจักร) พอได้ยินแบบนั้นเซกัลดี้ก็ขอเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกในทันที ซึ่งก็เท่ากับว่าอาณาจักรปิศาจที่ปิดประเทศมาอย่างยาวนานจะทำการเปิดประเทศแล้วแต่มันก็น่าสงสัยว่านี่มันจะดีจริง ๆ หรือเปล่านี่สิ? แต่เรื่องนี้คงต้องรอตกลงกันหลังจบงานเทศกาลแล้วนั่นแหละซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วโทยะก็คิดว่าจะถือโอกาสเชิญชวนอาณาจักรที่เหลืออย่าง ฮาน็อค เฟลเซน ไรล์ เอลฟลัว อิเกรท และอิเชน มาเข้าร่วมพันธมิตรด้วยเลยก็น่าจะดีถ้าจะให้ดีก็น่าจะชวนเกาะพาเรรุสมาด้วย
.
งานเทศกาลก้าวเข้าสู่วันที่สาม การแข่งโชงิในตอนเช้ามีการแข่งขันทั้งหมด 16 คู่ ส่วนผู้ที่จะทำหน้าอยู่กับโทยะในวันนี้ก็คือยูมิน่ากับรูเชีย หลังทานอาหารเช้าเสร็จโทยะกับสองสาวก็เดินไปด้วยกันโดยรูเชียควงอยู่ทางขวาและยูมิน่าควงอยู่ทางซ้าย แม้มันจะเดินลำบากไปซักหน่อยแต่เมื่อสีหน้ามีความสุขของทั้งสองแล้วก็เลยปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไป ในวันนี้หอนาฬิกาที่เทพแห่งดนตรีเล่นเพลงอยู่เป็นประจำก็มีวงออเคสต้ามาร่วมขับขานทำนองเพลงร่วมด้วย ที่ใกล้ ๆ กันนั้นท่านลุงโคสึเกะหรือก็คือเทพแห่งการเกษตรก็มาตั้งแผงขายข้าวแกงกระหรี่ ที่นำพืชผักจากแปลงปลูกและของป่ามาเป็นวัตถุดิบในการทำโดยมีคารอนเป็นผู้ช่วย โทยะจึงถือโอกาสแจ้งข่าวเรื่องปู่เวิร์ลก็อดกับท่านลุงแต่โคสึเกะก็บอกว่าได้ฟังมาจากคาเร็นแล้วหลังจากนั้นโทยะและสาว ๆ ก็เดินออกจากบริเวณหอนาฬิกาไปเดินชมงานต่อ มีสินค้ามากมายนำมาวางขาย มีทั้งไม้แกะสลักเป็นรูปหมีคาบปลา ตุ๊กตารัสเชีย ฯลฯ พวกโทยะเดินเที่ยวงานไปเรื่อย ๆ จนใกล้เที่ยงก็พากันไปที่โบสถ์ ที่นั่นพระสันตปาปาแห่งรามิชูกับพระคาดินันฟิริสและเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้รออยู่ก่อนแล้ว เมื่อโทยะก้าวเข้ามาฟิริสก็เข้ามาถามโทยะด้วยความตื่นเต้นว่า ท่านผู้นั้นมาหรือยัง ซึ่งโทยะก็ตอบว่ายังแต่พูดไม่ทันจบปู่เวิร์ลก็ปรากฏตัวมาอยู่ข้างโทยะเล่นเอาเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจเล็กน้อย ปู่เวิร์ลก็อดปรากฏกายมาในชุดเสื้อผ้าธรรมดา ๆ ไม่ต่างอะไรชายชราทั่ว ๆ ไปพร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นจุดขายของปู่พร้อมกับกล่าวทักทายพระสันตปาปากับพระคาดินันฟิริสอย่างเป็นกันเองสุด ๆ ทั้งสองก็ทำท่าจะลงไปนั่งคุกเข่าแต่ปู่เวิร์ลก็อดก็ห้ามไว้และขอให้ทำตัวตามสบาย การลงมาของปู่ในครั้งนี้ไม่ได้มาแค่อวตาร์เหมือนคราวก่อนปู่ตัวจริงได้เดินทางลงมาที่โลกนี้โดยตรง
.
ยูมิน่าเอ่ยปากถามโทยะว่าชายชราผู้นี้เป็นใครกันในขณะที่โทยะไม่รู้จะอธิบายถึงตัวตนของปู่ยังไงดี ปู่เวิร์ลก็อดก็เปิดปากแนะนำตนเองกับเด็กสาวว่า เขาชื่อ “โมจิสึกิ ชินโนะสุเกะ” เป็นปู่ของโทยะซึ่งนั่นก็ทำให้ยูมิน่ากับรูเชียรู้สึกประหลาดใจมากเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าโทยะไม่ใช่คนของโลกนี้ดังนั้นตัวตนของที่บอกว่าเป็นคุณปู่ย่อมจะเป็นเผ่าพันธ์เดียวกับท่านพี่คาเร็นและท่านพี่โมโรฮะ ยูมิน่าและรูเชียจึงรีบกล่าวแนะนำตัวเองกับปู่อย่างนอบน้อมพร้อมกับขอโทษที่แนะนำตัวเองช้าไป ส่วนปู่ผู้แสนใจดีก็ไม่ถือสาอะไรแถมยังบอกว่าโทยะมีภรรยาที่น่ารักแบบนี้คงจะมีความสุขมากแน่ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ทั้งสองสาวหน้าแดงไปเลย และหลังจากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็สวมชุดนักบวชและเทศนาเรื่องราวการสร้างโลกของพระเจ้าให้เหล่าผู้คนมาที่โบสถ์ได้ฟังกัน รวมไปถึงการเกิดดับของเหล่าสรรพชีวิตว่าจะเดินทางไปยังที่ไหนหลังจากสิ้นชีวิตแล้ว รวมถึงเรื่องราวสปริตทั้งหกผู้เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโลกพร้อมทั้งมอบคำสอนเพื่อชี้นำผู้คน หลังจากการเทศนาจบลงปู่เวิร์ลก็อดก็อยากจะไปเที่ยวชมเมืองและต้องการให้ใครซักคนมาทำหน้าที่ไกด์นำเที่ยวและผู้ที่เสนอตัวมาทำหน้าที่ก็คือท่านพี่คาเร็นที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตอนไหน
.
เมื่อท่านพี่คาเร็นมารับหน้าที่ดูแลคุณปู่แล้ว พวกโทยะก็พากันออกจากโบสถ์ไปยังสนามแข่งโชงิซึ่งตอนนี้กำลังจะเริ่มแข่งรอบสอง เมื่อโทยะไปถึงก็พบว่าบรรยากาศการแข่งขันกำลังดำเนินไปด้วยความเร่าร้อน บารัน ชิมอน จักรพรรดิ์ริรุริฟ ผู้นำลอนโดเมีย และ จักรพรรดิ์เรกุรุสตกรอบเรียบร้อย และที่กำลังแข่งกับอย่างดุเดือดในตอนนี้ก็คือ คู่ของราชาแห่งเบลฟาสกับราชาแห่งบาลูฟ หลังจากนั้นโทยะก็พายูมิน่ากับรูเชียไปสมทบกับยาเอะและฮิวด้าที่สนามการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ที่กำลังดำเนินการแข่งขันรอบคัดเลือกอยู่เช่นกัน พี่ชายของยาเอะเอาชนะคู่ต่อสู้จนได้เป็นผู้ชนะจากบล็อค G และเข้ารอบไปในที่สุดส่วนไรฮาร์ดพี่ชายของฮิวด้ากำลังแข่งอยู่บล็อค A ในระหว่างนั้นฮิวด้าก็ชี้ให้โทยะดูอะไรบางอย่างที่บล็อค H ที่นั่นมีมนุษย์มังกรเพศหญิงอยู่คนหนึ่งเธอก็คือโซเนียนั่นเอง แม้จะประหลาดใจอยู่นิด ๆ ว่าทำไมทั้งถึงมาอยู่ที่นี่แต่เมื่อพิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ของเธอแล้วก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยากการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดทำเอายาเอะกับฮิวด้าอดบ่นออกมาด้วยความเสียดายที่พวกเธอไม่ได้เข้าร่วมด้วย (โดนโทยะสั่งห้ามแบบอ้อม ๆ โดยการให้ทำหน้าที่อื่น)
.
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างในสนามแข่งดูเรียบร้อยดีแล้วโทยะก็เตรียมตัวจะไปยังสถานที่ต่อไปนั่นก็คือโรงเรียนแต่ในตอนนั้นเอง สัตว์อัญเชิญที่โทยะปล่อยไว้ให้ทำหน้าที่สอดส่องความเรียบร้อยก็ได้แจ้งอะไรบางอย่างเข้ามาโทยะจึงกล่าวโทษสาว ๆ เพียงสั้น ๆ ก่อนรีบเทเลพอร์ตออกมาจากสนามแข่งเพียงลำพัง สัตว์อัญเชิญตัวหนึ่งได้แจ้งว่ามีมิฉาชีพเข้ามาก่ออาชญากรรมในงาน โทยะจึงรีบไปจัดการเมื่อเผชิญหน้ากันเจ้าหัวขโมยก็ชักมีดเข้าจู่โจมโทยะแต่ก็โดนโทยะเล่นงานซะอยู่หมัดก่อนจะส่งตัวให้หน่วยอัศวินเอาตัวไปดำเนินคดีต่อไป ส่วนถุงเงินที่ถูกขโมยมาโทยะก็นำไปคืนให้เจ้าของเดิม ซึ่งตอนไปถึงก็ดูเหมือนว่าเจ้าของเงินผู้เป็นพ่อค้าก็กำลังงานเข้าเพราะเงินหายจึงไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารและก็กำลังจะโดนเจ้าของร้านเล่นงานเพราะเข้าใจว่าจะชักดาบและเมื่อเคลียร์ปัญหาเสร็จโทยะก็เพิ่งสังเกตรูปลักษณ์ของพ่อค้าผู้นี้มีผิวสีแดงผิดจากคนทั่วไป เพื่อยืนยันความเข้าใจของตนโทยะจึงถามพ่อค้าว่าเขาเป็นคนเผ่าอาคาน่าใช่ไหม? ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันว่าใช่จากนั้นโทยะจึงได้นำภาพถ่ายจารึกที่เขาพบในโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเก่าของเบลฟาสที่ที่พวกเขาเผชิญหน้ากับอสูรผลึกเป็นครั้งแรกให้คน ๆ นี้ดู ก็ได้คำตอบว่ามันเป็นอักษรโบราณที่ไม่ใช้กันแล้ว แต่ตัวเขายังพออ่านได้อยู่และเขาก็ได้อ่านอักษรบนนั้นให้โทยะฟัง ใจความประมาณว่า
เมื่ออาณาจักรมีภัย อัศวินขาวและอัศวินดำผู้ติดตามพระราชาได้ส่งเหล่าปิศาจร้ายจากขุมนรกไปยังสุดขอบขุมนรกและปิดผนึกมันเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง ในภายภาคหน้าหากประตูนรกถูกเปิดออกอีกครั้งอสูรร้ายจะทำลายโลกนี้ ซากของอสูรร้ายที่อยู่ที่นี่อย่าให้มันได้คืนชีพกลับมา (สรุปแล้วมันก็คือป้ายคำเตือนไม่ให้ไปปลุกเฟรซให้ตื่นขึ้นมานั่นเอง แต่พวกโทยะที่ไม่รู้เรื่องก็เผลอไปคืนชีพมันขึ้นมาโดยมิได้ตั้งใจ)
.
เบาะแสส่วนหนึ่งคลี่คลายลงแต่ก็มีอีกส่วนที่ไม่เข้าใจ อัศวินขาวและอัศวินดำที่อยู่ในบันทึกคืออะไรกัน? ก่อนจะจากกันพ่อค้าคนนั้นก็กล่าวขอบคุณโทยะอีกครั้ง ดูเหมือนว่าพ่อค้าคนนี้จะชื่อ “โพรุนก้า” หลังจากนั้นพ่อค้าก็ร่ำลาและแยกตัวไป ส่วนโทยะยังคงติดใจกับคำว่า อัศวินทั้งสองที่อยู่ในบันทึกแต่ก็คิดอะไรไม่ออกเลยดูเหมือนว่าเขาอาจจะต้องกลับไปหาคำตอบที่โลกอีกฟากหนึ่งจริง ๆ และเมื่อยูมิน่ากับรูเชียตามมาสมทบทั้งหมดก็ไปที่โรงเรียนเพื่อดูงานที่เฟียน่าจัดขึ้นก่อนจะย้อนกลับไปที่สนามแข่งโชงิในตอนเย็นซึ่งตอนนี้กำลังแข่งรอบชิงชนะเลิศระหว่างเอลเนสกับโดรานที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุดัน บรรยากาศภายในสนามแข่งเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกทุกครั้งที่พวกเขาเคลื่อนหมากแม้โดรานจะดูได้เปรียบแต่ก็ไม่มีอะไรประกันว่าเกมส์จะไม่พลิกผันสุดท้ายแล้วใครกันจะเป็นผู้ชนะ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 27 พาร์ท 3 (292 - 301)
หลังขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานโดรานก็ประกาศยอมแพ้จากนั้นเสียงเชียร์ก็ดังกึกก้อง เจ้าหญิงรูเซียนน์ ราชาแห่งรีเนีย เรเชลและดยุดแรมบาร์ดต่างก็พากันดีอกดีใจในชัยชนะของเอลเนสกันยกใหญ่เรเชลถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งด้วยความปิติยินดีเลยทีเดียว ส่วนโดรานถึงจะพ่ายแพ้ไปแต่ก็ยังได้อันดับสอง มิหนำซ้ำโดรานดูท่าจะถูกใจในฝีมือของเอลเนสมากถึงกับออกปากชวนให้ไปเข้าร่วมการแข่งโชงิที่ลีฟเล็ทเพื่อจะได้แข่งกับเอลเนสอีกครั้ง ซึ่งเอลเนสก็รับปากและจับมือกับโดรานแทนคำหมั่นสัญญาลูกผู้ชายแม้โทยะอยากจะบอกว่าที่โดรานชวนอยู่นั้นน่ะราชาของอาณาจักรอื่นเลยนะแต่ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรเพราะดูจากบรรยากาศแล้วคู่ซี้ต่างวัยจะถึงกำเนิดขึ้นแล้ว หลังจากการแข่งขันอันยาวนานจบลงก็ถึงเวลาของพิธีมอบเหรียญรางวัลให้ผู้ชนะ ที่หนึ่งก็คือเอลเนส ที่สองโดราน ส่วนที่สามนั้นเป็นผูู้ชายคนหนึ่งที่ในนิยายไม่ได้ระบุชื่อ หลังจากที่โทยะคล้องเหรียญรางวัลให้ราชาตัวน้อยก็จ้องมองเหรียญนั้นด้วยแววตาที่เป็นประกายเพราะนี่คือเกียรติยศและความภาคภูมิใจที่เขาไขว่คว้ามาได้ด้วยพลังของตนเองล้วน ๆ หลังจากนั้นโทยะก็กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ชนะซึ่งเอลเนสก็บอกว่าเขาจะเก็บเหรียญนี้เอาไว้อย่างดีราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าเลยทีเดียว หลังพิธีมอบรางวัลจบเอลเนสก็เดินลงจากแท่นรับเหรียญในตอนนั้นเองเรเชลก็พุ่งมาหาเอลเนสอพร้อมกับสวมกอดเขาอย่างเร็ว แม้จะรุนแรงไปหน่อยแต่ทั้งสองก็ดูจะไปด้วยกันได้ดีแน่ ๆ
.
การแข่งขันโชงิจบลงอย่างงดงามตอนนี้เหลือเพียงแค่ตัดสินของการแข่งศิลปะการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้กับพิธีปิด แต่ในตอนนั้นเองกิลด์มาสเตอร์เรลิชาก็ติดต่อผ่านโทรศัพท์มาโทยะสังหรณ์ใจไม่ดีเพราะถ้าเธอคนนี้โทรมามันมักจะมีปัญหาบางอย่างที่ค่อนข้างร้ายแรงเกิดขึ้น และก็จริงดังคาด เรลิชาได้แจ้งว่าตรวจจับสัญญาณของพวกเฟรซขนาดกลางได้ที่ทางตะวันออกของยูโรนประมาณ 500 - 1000 ตัว มีเมืองที่อยู่ใกล้สุดห่างไปราวห้าสิบกิโลเมตรแต่เพราะสภาพภายในที่กำลังเกิดสงครามภายในอยู่ทำให้เมืองไม่ต่างจากเมืองร้าง ส่วนเวลาที่พวกเฟรซจะลงมาคือคืนนี้ ราวอีก 5 ชั่วโมงโทยะรีบสั่งการให้เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงดูท่าว่าคืนนี้จะกลายเป็นค่ำคืนที่ยาวนานเสียแล้ว ท่ามกลางท้องฟ้าที่สุกสกาวไปด้วยดวงดาวกองกำลังเฟรมเกียร์ของโทยะเตรียมพร้อม ณ พื้นที่เป้าหมายในระหว่างนั้นโทยะก็ได้พูดคุยกับเหล่าว่าที่ภรรยาเกี่ยวกับเรื่องของยูโรนเกี่ยวกับการอพยพของประชากรภายในพื้นที่แห่งนี้ว่าทำไมจึงไม่ไปอาณาจักรโนเกียส่วนผู้ที่ไขข้อข้องใจนี้ให้ก็คือลินเซ่ เหตุผลก็ง่าย ๆ เพราะโนเกียวกับยูโรนนั้นไม่ถูกกันอย่างแรง ยูโรนพยายามบุกโนเกียหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวเพราะมีเทือกเขาเป็นปราการธรรมชาติขวางไว้นั่นเอง หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องมาเป็นการวางแผนรับมือและแบ่งหน้าที่กัน พวกที่บินได้ยกให้เป็นหน้าที่ของลินเซ่ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง “เรกินเรฟ” เครื่องประจำตัวของโทยะที่ตอนนี้ออกแบบเกือบเสร็จแล้วด้วย แต่ในตอนนั้นเองพัลเช่ที่ขับกุงกุนีลออกไปสังเกตการณ์อยู่ก็แจ้งถึงการบุกของเฟรซเข้ามาพวกโทยะจึงรีบพากันออกไปรับมือทันที
.
คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดก็จริงแต่สำหรับ “วาลคิเรียยูนิต” (เครื่องเฉพาะตัวที่สร้างให้บรรดาภรรยา) แล้วไม่เป็นปัญหาเพราะมีระบบไนท์วิชชั่น แต่ทว่าพวกเครื่องเก่า ๆ อย่างไนท์บารอนหรือคาวาเลียนั้นยังไม่ได้รับการติดตั้งไว้ภายในจึงต้องเอากล้องมองกลางคืนแบบติดตั้งภายนอกมาติดให้แทนเพื่อให้ออกรบได้ไปก่อนส่วนโทยะด้วยพลังระดับเขามองทะลุความมืดได้ไม่มีปัญหา และแล้วไม่นานพวกเฟรซก็ปรากฏตัวออกมารอยแตกของมิติโทยะก็เริ่มออกคำสั่งให้โจมตีโดยให้ รินเซ่ รีน ยูมิน่าคอยจัดการพวกที่บินได้ ส่วนรูเชียให้ปรับรูปแบบไปตามสถานการณ์ จากนั้นโทยะเตรียมเปิดฉากโจมตีด้วยเมเทโอสตอร์ม แต่การเคลื่อนไหวของพวกเฟรซก็ดูจะแปลกไปแทนที่มันจะพุ่งเข้ามาโจมตีแบบทุกทีมันกลับถอยหนีออกไปแทน โทยะจึงยกเลิกเมเทโอสตรอมและสั่งให้ลินเซ่กับยูมิน่าไปสกัดกั้นเฟรซที่กำลังมุ่งหน้าออกห่างจากพวกเขาไป เฮมวีเก้จึงแปลงร่างเป็นโหมดยานบินทะยานไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว ส่วนบรุนฮิวเด้ของยูมิน่าก็ใช้สไนเปอร์ไรเฟิ้ลยิงทำลายคอร์จากระยะไกลแบบเรียงตัวได้อย่างแม่นยำด้วยกระสุนที่ทำจากผลึกเฟรซ การต่อสู้ก็ดูจะน่าจะมีอะไรที่ต้องกังวลแต่ไม่นานนักพัลเช่ก็รายงานว่าการโจมตีระลอกสองกำลังจะมา พวกมันแหวกมิติลงมาเหมือนเดิมขนาดขนาดก็ไม่ต่างจากเดิมทว่าสีของมันแตกต่างจากที่เคย เพราะเฟรซพวกนี้ส่องประกายเรืองแสงสีทองและสิ่งที่ทำให้มันเรืองแสงแบบนั้นก็คือ “พลังเทพ” นั่นเองโทยะรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่เฟรซตามปกติแต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็ทำให้โทยะต้องประหลาดใจเมื่อเฟรซตัวนี้เริ่มทำลายเฟรซระดับต่ำที่อยู่ใกล้ ๆ และเริ่มแปรสภาพสิ่งที่มันทำก็คือการดูดกลืนพวกเดียวกันเข้าไป แม้ไม่รู้ว่าศัตรูกำลังจะทำอะไรกันแน่แต่โทยะก็รู้แก่ใจดีว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาจึงบอกให้ยูมิน่ารีบโจมตีมันแต่ทว่ากระสุนของยูมิน่าที่ลั่นออกจากปืนของบรุนฮิวเด้สร้างความเสียหายได้เพียงเล็กน้อยแต่ยูน่าก็ใช้เทคนิคยิงซ้ำจุดเดิมไปเรื่อย ๆ จนรอยร้าวเริ่มขยายตัวขึ้นทว่าเฟรซตัวนั้นเริ่มแปรสภาพเป็นสีทองขุ่น ๆ จนมองไม่เห็นตำแหน่งของคอร์แล้ว เมื่อเริ่มเห็นท่าไม่ดีโทยะจึงเรียกการสนับสนุนจากรอสไวเซ่ของซากุระ
.
เมื่อเสียงเพลงของซะกุระถูกส่งออกไปการเคลื่อนไหวของเฟรซก็เริ่มทื่อลงกองกำลังอัศวินแห่งบรุนฮิวจึงตรงพร้อมกับพวกเอลเซ่จึงตรงเข้าโจมตี แม้ว่าเกอร์ฮิวเด้จะปล่อยไพล์บังเกอร์อัดเข้าใส่เต็ม ๆ แต่ก็ไร้ผลศัตรูโต้กลับมาด้วยระยางค์แต่เอลเซ่ก็อาศัยจังหวะโต้กลับและทำลายคอร์ได้ในการโจมตีครั้งที่สามร่างของเฟรซค่อย ๆ หลอมละลายซึ่งสภาพนั้นก็ทำเอาเอลเซ่รู้สึกขยะแขยงอยู่ไม่น้อย ในระหว่างที่โทยะคิดวิเคราะห์ถึงสภาพที่แปลกไปของเฟรซพัลเช่ก็รายงานการโจมตีอีกระลอก ความนี้ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาก็คือเฟรซระดับรูลเลอร์คลาสกิระนั่นเอง เมื่อกิระปรากฏตัวเศษซากของเฟรซสีทองก็โจมตีใส่กิระแต่ก็ไม่ผลอะไรกิระรับการโจมตีและจัดการเหวี่ยงมันทิ้งไปอย่างง่ายดายหลังจากกิระก็หันมาทางโทยะและยิงลำแสงจากนิ้วทั้งสองข้างโจมตีใส่ทันที โทยะรีบร่ายเวทรีเฟล็กชั่นออกมาป้องกันลำแสงถูกสะท้อนให้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าจึงไม่เกิดความเสียหายใด ๆ กับพื้นที่โดยรอบดูเหมือนว่าพลังในการโจมตีของกิระจะรุนแรงกว่าตอนที่เคยปะทะกันที่เซนอส โทยะดึงเอาค้อนยักษ์ที่ทำจากผลึกเฟรซออกมาจากสโตร์ เร่งพลังกล้ามเนื้อด้วยเวทพาวเวอร์ริสและเทเลพอร์ตเข้าไปหวดกิระจากด้านหลังราวกับหวดลูกเบสบอลเลยทีเดียว กิระกลิ้งไปกับพื้นหลายสิบเมตรแต่ก็พอหยุดกลิ้งก็ลุกขึ้นยืนได้อย่างสบายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กิระหันกลับมาชมเชยการโจมตีนั้นว่าทำได้ไม่เลวทว่าโทยะไม่อยู่ในอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับกิระมากนัก จึงบอกว่่ากำลังยุ่งและไม่อยากเสียเวลากับกิระ จากนั้นก็ชักบรุนฮิวโหมดปืนออกมาเตรียมพร้อม
.
แต่กิระก็ตอบมาว่าเขาเองก็กำลังยุ่งเพราะจะไล่ตามพวกยูระ โทยะไม่อาจจะคาดเดาได้ว่ากิระกับยูระแท้จริงแล้วเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แปลว่ายูระก็อาจจะลงมาที่โลกนี้และอยู่ที่ไหนซักแห่งซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีแน่หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ โทยะจึงพยายามจะสืบข้อมูลของ “รังไหม” จากกิระแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยเพราะกิระเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายูระกำลังอะไรอยู่กันแน่แต่อย่างน้อย ๆ ก็ได้รู้ว่าสิ่งนั้นยังไม่ฟักตัวออกมาและตัวยูระเองก็ยังไม่ลงมาที่โลกนี้ด้วยถือว่าโล่งใจได้เปราะหนึ่งและยังพอจะเข้าใจได้ว่า พวกรูลเลอร์คลาสไม่ได้มีแนวคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและแม้จะอยากรู้อะไรมากกว่านี้แต่โทยะก็โยนเรื่องนั้้นทิ้งไปและสนใจกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าก่อน กิระเปิดฉากเข้าโจมตีโทยะแต่ก็โดนเวทสลิปทำให้ล้มลงหน้าทิ่มกับพื้น โทยะไม่รอช้ารีบยิงกระสุนที่ทำคริสตัลใส่แต่กิระก็กลิ้งหลบไปได้ก่อนและพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยความเกรี้ยวกราด โทยะพยายามยิงสกัดแต่ก็ไร้ผล แต่ก่อนที่จะโดนหอกของกิระทะลวงอกโทยะก็ใช้เวทแอคเซลเร่งความเร็วหลบมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่ากิระก็ยังตามโจมตีต่อได้อย่างไม่สะดุดโทยะต้องรีบป้องกันตนเองไว้ด้วยเวทชิลด์แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกเขาแหลม ๆ ที่ยื่นออกมาจากไหล่กิระแทงทะลุแต่แรงกระแทกก็ทำเอาโทยะกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นและในระหว่างที่กำลังพยายามลุกขึ้นตั้งหลักกิระก็ไล่ตามมาติด ๆ และเปิดฉากโจมตีต่อเนื่องโทยะต้องรีบกลิ้งหลบไปด้านข้างการโจมตีนั้นจึงอัดลงไปที่พื้นอย่างแรงจนพื้นดินแถวนั้นแตกกระจายด้วยพลังทำลายมหาศาล โทยะพยายามคิดหาทางโค่นกิระให้ได้แต่ด้วยความเร็วของกิระในตอนนี้การหลบด้วยเทเลพอร์ตหรือแอคเซลอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเพราะถ้าฝ่ายไล่ตามทันก็มีแต่จะเปิดช่องว่างเท่านั้น โทยะต้องการจะทำลายคอร์ก็ไม่รู้ว่าคอร์ของพวกระดับรูลเลอร์นั้นมันอยู่ตรงไหนเพราะร่างกายของพวกนี้ไม่ได้โปร่งใสเหมือนกับพวกระดับล่าง ๆ และหากการต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปโทยะก็จะยิ่งเสียเปรียบดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้ไพ่ใบสุดท้าย
.
โทยะเริ่มปลดปล่อยพลังเทพในตัวออกมาทำให้ผมของเขาเปลี่ยนสีแต่ไม่ยาวออกมาเหมือนคราวก่อนดูเหมือนเขาจะเริ่มควบคุมพลังได้บ้างแล้วกิระรู้สึกประหลาดใจกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของโทยะและรีบพุ่งเข้าโจมตีทันทีแต่ว่าหมัดของกิระก็ถูกหยุดเอาไว้อย่างง่ายดาย โทยะที่เขาโหมดพลังเทพสามารถรับหมัดของกิระเอาไว้และทำลายจนแตกสลายได้ในพริบตากิระรีบถอยหนีออกไปเพื่อสร้างมือใหม่และเร่งความเร็วกลับมาโจมตีอีกครั้งแต่โทยะก็ใช้บรุนฮิวด์โหมดดาบรับการโจมตีเอาไว้และหมัดของกิระก็เริ่มค่อย ๆ ถูกทำลายอีกครั้ง กิระไม่เข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ในตอนนี้โทยะตัดสินใจที่จะเผด็จศึกให้เรียบร้อยส่วนกิระก็ทุ่มพลังเต็มที่เปลี่ยนรูปร่างตัวเองไปจนดูคล้ายกับมนุษย์มังกรพร้อมเปล่งเสียงคำรามดังกึกก้องนี่อาจจะเป็นร่างที่แท้จริงของรูลเลอร์คลาสโทยะคิดแบบนั้นพลางใช้ปืนยิงเข้าใส่ กิระก็ใช้แขนกันเอาไว้แต่กระสุนก็เจาะทะลวงเข้าไปในแขนนั้นได้ แต่ถึงแม้จะกระสุนจะเจาะเข้าไปได้แต่อีกฝ่ายก็ฟื้นสภาพจากบาดแผลได้อยู่ดีทางเดียวที่จะฆ่ากิระได้มีคงมีแต่ต้องทำลายคอร์เท่านั้น กิระปลดปล่อยเสียงคำรวมแห่งความโกรธออกมาพร้อมกับเริ่มทำอะไรบางอย่างร่างกายของกิระเริ่มสั่นเทิ้มโทยะไม่แน่ใจว่ากำลังจะรวมพลังงานเพื่อยิงลำแสงหรือปลดปล่อยระเบิดแรงสูง ซึ่งถ้าเป็นนั้นจริงก็แย่แน่เพราะหลายคนที่กำลังต่อสู้อยู่ใกล้ ๆ นี้อาจจะโดนลูกหลงจากการโจมตีนี่ด้วย แต่เมื่อกิระรวบรวมพลังมาก ๆ เข้าก็ปรากฏจุดเรืองแสงขึ้นที่บริเวณลำคอ จุดนั้นต้องเป็นคอร์ของกิระแน่ ๆ ถ้าหากทำลายจุดนั้นได้ล่ะก็โทยะชนะ ทว่ากิระก็เตรียมปลดปล่อยการโจมตีแล้ว
.
เสี้ยววินาทีต่อมากระสุนนัดนึงก็พุ่งมาจากที่ไหนก็ไม่รู้กระทบเข้ากับร่างของกิระทำให้ร่างกายของกิระแตกกระจายได้รับความเสียหายอย่างหนักและหยุดชะงักไปโทยะอาศัยจังหวะนั้นยิงทำลายคอร์ของกิระในทันที เสียงผลึกแตกสลายดังก้องไปในค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ เมื่อคอร์ถูกทำลายร่างของกิระก็ค่อย ๆ แตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ และร่วงลงกับพื้นโทยะมองดูของสภาพของคู่ต่อสู้อยู่พักหนึ่งก็ไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัวกลับมาอีกเลย รูลเลอร์คลาสกิระถูกทำลายเรียบร้อย โทยะหันไปมองดูเทพธิดาที่มอบโอกาสแห่งชัยชนะให้เขา เฟรมเกียร์สีเงินของยูมิน่าลอยอยู่บนท้องฟ้ากระสุนนัดนั้นมาจากปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้นั่นเอง โทยะปลดพลังเทพลงและความอ่อนล้าก็เข้ามาแทนทีในตอนนั้นคาเร็นกับโมโรฮะก็เข้ามาช่วยพยุงเอาไว้พร้อมกับบอกว่าจะรับช่วงต่อเองจากนั้นโทยะก็หมดสติไปเพราะความอ่อนล้า โทยะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็ 36 ชั่วโมงหลังจากนั้นซึ่งงานเทศกาลก็ได้จบลงไปเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างที่โทยะสลบไปนั้นพวกยูมิน่ากับเหล่าอัศวินและท่านพี่โมโรฮะก็จัดการกับเฟรซที่เหลืออยู่จนหมดจากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็เปิดเกทพาทุกคนกลับมายังบรุนฮิวด์ ส่วนการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ผู้ชนะเลิศคือจูทาโร่ พี่ชายของยาเอะ รองชนะเลิศก็คือไรฮาร์ดพี่ชายของฮิวด้าและอันดับสามคือโซเนีย หลังจากนั้นก็เป็นพิธีปิดทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ
.
หลังจากฟังเรื่องราวจากยูมิน่าแล้วโทยะก็รู้สึกไม่ดีกับเหล่าบรรดาแขกที่มางานและคนอื่น ๆ ซักเท่าไหร่ที่ปล่อยคนอื่นต้องมาทำหน้าที่แทนเขา บรรดาแขกและผู้นำของแต่ละอาณาจักรได้ถูกส่งกลับไปหมดแล้วด้วยเกทของปู่เวิร์ลก็อด แม้หลาย ๆ คนจะประหลาดใจว่ามีคนอื่นนอกจากโทยะใช้เวทเกทได้อยู่อีกแต่พระสันตะปาปาแห่งรามิชูก็ได้ช่วยบอกไปว่าชายคนนี้คือปู่ของโทยะทุกคนก็เลยยอมรับได้แล้วตัวปู่เวิร์ลก็อดเองก็เดินทางกลับไปแล้วเช่นกัน แม้เอลเซ่จะบอกว่างานเทศกาลประสบความสำเร็จด้วยดีแต่โทยะก็อยากจะอยู่ร่วมจนจบงานอยู่ดี ทว่าฮิวด้ากับยาเอะกลับวางแผนไปถึงงานเทศกาลปีหน้าเสียแล้ว ถึงร่างกายจะไม่มีอะไรผิดปกติแต่โทยะก็ถูกเหล่าว่าที่ภรรยาขอให้นอนพักไปจนกว่าจะหายดี จากนั้นทุกคนก็ออกจากห้องไปเหลือเพียงโคฮาคุกับรูริ แต่ถึงจะบอกให้นอนพักแต่โทยะที่หลับมามากพอแล้วก็ไม่รู้ง่วงเขาอยากจะยืดเส้นยืดสายมากกว่าแต่ถ้าแว่บออกแล้วไปโดนจับได้ภายหลังก็ดูท่าเรื่องจะจบไม่สวยแหง ๆ โทยะจึงพูดคุยกับสัตว์อัญเชิญทั้งสองแทนแต่แล้วไป ๆ มา ๆ ทั้งสองตัวก็ทะเลาะกันอีกตามเคยหลังจากนั้นโคเกียวคุก็บินกลับมาที่ห้องและปรามทั้งสองตนไว้จากนั้นก็รายงานสภาพในเมืองให้โทยะได้รับทราบ หลังจากจบงานก็มีขยะจำนวนมากที่ต้องจัดการโทยะจึงคิดจะวางถังขยะไว้ภายในเมืองเพื่อการนี้และอีกหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากได้ฟังรายงานจากโคเกียวคุแล้วโทยะก็ได้ให้ทั้งหมดไปพักได้ แต่ก่อนจะไปโคเกียวคุก็ย้ำให้โทยะนอนพักอยู่เฉย ๆ อย่าได้แอบหนีไปไหนโทยะตระหนักได้ทันทีว่าเขาไม่มีทางเล็ดรอดสายตาของยูมิน่าไปได้แน่ ๆ สุดท้ายก็จำใจต้องนอนกลิ้งเปิดเน็ตดูข่าวจากโลกเดิมแก้เซ็งไปพลาง ๆ ส่วนเรื่องที่เขาไม่ได้อยู่รับรองแขกจนจบงานนั้นโทยะคิดว่าจะส่งจดหมายไปขอโทษในภายหลัง และยังมีเรื่องที่อาณาจักรเซนอสจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรอีก
.
ในตอนที่กำลังว่างอยู่นั้นโทยะก็เอาหนังสือเกี่ยวกับโกเลมออกมาอ่านดูเพื่อศึกษาข้อมูลทว่าในตอนนั้นเรจีน่าก็ติดต่อมาแจ้งว่าประตูข้ามมิตินั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วตอนนี้สามารถใช้เดินทางข้ามไปข้ามมาระหว่างสองโลกได้เสียทีแต่เรื่องที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเดินเครื่องนั้นก็ยังเป็นปัญหาเหมือนเดิมเกทจะไม่ทำงานหากไม่มีโทยะเรจีน่าจึงอยากให้โทยะไปพบตอนนี้แต่ถึงอยากจะไปตอนนี้ก็ไม่สามารถทำได้เพราะโดนกักตัวอยู่ดังนั้นโทยะจึงจำใจต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เสียก่อน โทยะจึงได้แต่อธิบายสถานภาพของตนในตอนนี้ให้เรจีน่าฟังไปพลาง ๆ ก่อน และหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการถูกจองจำแล้วโทยะกับทุก ๆ คนจึงได้ไปพบกับเรจีน่าที่บาบิโลนการ์เด้นซึ่งตอนนี้ได้ติดตั้งประตูข้ามมิติมาร์คทูเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งดีไซน์ของมาร์คสองก็คล้าย ๆ กับมาร์คหนึ่ง การทำงานก็อาศัยการง่าย ๆ เมื่อเซตประตูหนึ่งเป็นทางขาไปและนำอีกประตูหนึ่งไปติดตั้งไว้ที่โลกอีกฝากพียงเท่านี้ก็สามารถจะเดินทางไปกลับได้โดยไม่ต้องอ้อมไปที่โลกเทพให้ยุ่งยากอีกแล้ว ทว่าการจะติดตั้งประตูไว้ก็ต้องหาสถานที่ปลอดภัยให้ได้ก่อนเพราะถึงจะไม่มีใครเปิดประตูได้แต่ก็มีโอกาสที่ประตูจะถูกทำลายได้อยู่ดี ลินเซ่ที่มองดูประนั้นอยู่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า เพียงเท่านี้พวกเธอก็จะสามารถข้ามโลกไปพร้อมกับโทยะได้แล้วสินะแต่เรจีน่าก็อธิบายว่ามันทำได้ก็จริงแต่มันข้อจำกันอยูู่นิดหน่อยนั้นก็คือน้ำหนักของคนที่จะไปด้วยได้นั้นต่อคนต้องไม่เกิน 50 กิโลจะให้ดีควรอยู่ที่ 48 กิโล ณ จุด ๆ นี้ก็เกิดบรรยากาศหนักอึ้งขึ้นมายังไงซะเจ้าตัวก็คงจะรู้ถึงน้ำหนักที่แท้จริงของตัวเองกันอยู่แล้ว แต่ในตอนนี้โทยะยังไม่พาใครไปด้วยเพราะจำเป็นต้องไปหาสถานที่ที่ปลอดภัยในการติดตั้งประตูเสียก่อน
.
โทยะเก็บประตูมิติมาร์คทูเข้าสโตร์ไปแล้วจึงเริ่มถ่ายพลังเวทให้กับประตูมิติมาร์ควันเพื่อเปิดทางสู่โลกอีกฝาก แน่นอนกว่าก่อนไปเขาก็ได้บอกกล่าวกับบรรดาว่าที่ภรรยาว่าจะกลับมาในอีก 1-2 สองวัน ส่วนยูมิน่าก็บอกไม่ให้โทยะทำอะไรที่เสี่ยงมากจนเกินไปนัก จากนั้น ยาเอะ ฮิวด้าแล้วก็เอลเซ่ก็บอกเป็นทำนองให้ระวังตัวและไม่ไปพัวพันกับปัญหายุ่ง ๆ อีก หลังจากนั้นโทยะก็ข้ามผ่านประตูไปยังโลกอีกฝาก คราวนี้โทยะมาโผล่ที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแผนที่โลก โทยะคิดจะติดตั้งประตูมิติเอาไว้ในที่ลับตาคนแต่ก็เกรงว่าอาจจะถูกทำลายโดยมอนสเตอร์ได้ การใช้เวทป้องกันหรือเวทภาพลวงตาป้องกันและปกปิดไว้ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี จะใช้อสูรอัญเชิญก็ไม่ได้เพราะหากโทยะกลับไปโลกฝากโน้นแล้วพวกอสูรอัญเชิญก็จะสลายหายไปด้วยทางออกที่ดีที่สุดที่คิดได้ก็คือหาโกเลมมาใช้เป็นยามเฝ้า แต่มันจำเป็นต้องใช้เงินแล้วโทยะในตอนนี้ก็ไม่มีเงินของโลกนี้ติดตัวเลย ส่วนที่ได้มาคราวก่อนก็เอาไปเสียพนันที่คาสิโนซะหมดแล้ว แต่แล้วโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าพวกกลุ่มเรดแคทยังติดหนี้เขาอยู่เมื่อคราวก่อนจากการขายโอริฮารุก้อนกับโลหะอื่น ๆ ให้ไปในตอนนั้นยังไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย โทยะจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาที่อยู่ของพวกเรดแคทโดยหาตัวหัวหน้าที่ชื่อเนีย และที่อยู่ของเธอตอนนี้ก็คือเมืองคาลเน่ แต่โทยะไม่อยากจะใช้เวทเคลื่อนย้ายไปที่เมืองนั้นโดยตรงและถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ได้อยากจะทำตัวให้ดูข้องเกี่ยวกับกลุ่มที่ดูเหมือนกองโจรมากนักจึงคิดจะวาร์ปไปที่ป่าใกล้ ๆ ก่อน โทยะใช้เกทไม่ได้เพราะไม่เคยไปสถานที่นั้นมาก่อนแต่ก็ได้ทดลองใช้เทเลพอร์ตวาร์ปไปยังจุดหมายบนแผนที่แทนพริบตาต่อมาโทยะก็มาโผล่ที่ป่า การเคลื่อนย้ายได้ผลแต่มีปัญหาตอนลงเล็กน้อย แม้จะรู้ระยะทางจากการมองแผนที่แต่ก็ไม่สามารถรู้ระดับความสูงของพื้นที่อยู่ปลายทางได้
.
แต่เมื่อเรียนรู้การเคลื่อนย้ายแบบใหม่โดยอาศัยการวางพิกัดผ่านมือถือแล้วโทยะก็เลยทดลองเทเลพอร์ตตัวเองไปยังสถานที่ที่เนียอยู่เสียเลย ทว่าโทยะกลับวาร์ปไปผิดเวลาและสถานที่ไปหน่อยเพราะสถานที่ที่เนียอยู่นั้นคือเต๊นท์ที่พักของเธอแถมในตอนนั้นเธอก็กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่พอดี เนียที่ถูกเห็นสภาพกึ่งเปลือยก็ปลดปล่อยพลังความโกรธและความอายที่ผสมปนเปกันอัดใส่จนโทยะล้มกลิ้งไปและหลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้แล้วทั้งสองถึงได้เริ่มพูดคุยกันแบบดี ๆ ในตอนนี้ภายในเต๊นท์ของเนียก็มียูริเข้ามาสมทบ และอย่างน้อย ๆ เนียก็ยังพอจะให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยกโทษให้ง่าย ๆ ซะทีเดียวเนียใช้โอกาสนี้เป็นการบังคับกลาย ๆ ให้โทยะสอนเรื่องราวเกี่ยวกับเวทมนตร์ที่เขาใช้ให้กับพวกเธอเพราะโลกฝั่งนี้อารยธรรมด้านเวทมนตร์ไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก โทยะจำเป็นต้องรับปากแต่ก็ยื่นเงื่อนไขว่าห้ามนำไปใช้ในทางไม่ดีเด็ดขาดจากนั้นโทยะก็เอาหินเวทมนตร์ที่ใช้สำหรับทดสอบพลังธาตุในตัวบุคคลออกมาวางบนโต๊ะ แน่นอนว่าคนในโลกนี้ไม่รู้จักมันจึงเห็นเป็นเพียงแค่หินสวย ๆ ที่ส่องประกายระยิบระยับเท่านั้น ซึ่งในจุดนี้โทยะก็ได้อธิบายถึงคุณลักษณะและวิธีการทดสอบว่าใครจะมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ธาตุใดบ้าง ซึ่งเนียที่ดูจะสนใจเรื่องเวทมนตร์เป็นพิเศษก็สอบถามเกี่ยวกับวิธีใช้หิน ซึ่งโทยะก็อธิบายไปเหมือนกับตอนที่ลินเซ่สอนเขา และผลการทดสอบก็คือ เนียนั้นมีธาตุไฟ ยูริมีธาตุแสง
.
เมื่อโทยะถามว่ารู้จักพลังเวทไหม? เนียก็ตอบว่ารู้เพราะเวลาควบคุมโกเลมเองก็ต้องใช้พลังเวทเหมือนกัน เมื่ออธิบายหลักการแล้วโทยะก็เริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่างโดยการใช้เวทแสงง่าย ๆ ออกมา พอเนียเห็นแบบนั้นก็ตาเป็นประกายและถามว่าเธอจะสามารถทำแบบนั้นได้ใช่ไหมแต่โทยะก็ดับฝันเธอโดยการบอกว่าไม่ได้เพราะ ธาตุของเนียคือไฟจะใช้ได้แต่เวทสายไฟเท่านั้นไม่สามารถใช้ในส่วนของธาตุแสงได้ ส่วนยูริสามารถใช้ได้ไม่มีปัญหาเมื่อเธอรวบรวมพลังเวทและท่องคาถาดวงแสงประมาณเหรียญสิบเยนก็ปรากฏออกมาแต่เมื่อยูริตกใจที่เห็นดวงแสงสมาธิจึงขาดห้วงและแสงก็สลายไปแต่นี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้แล้วว่าคนของโลกนี้ก็ใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกัน เมื่อเห็นยูริใช้เวทได้แล้วเนียก็รบเร้าให้โทยะสอนเวทไฟให้เธอบ้าง โทยะจึงจำเป็นต้องพาพวกเธอออกไปนอกเต๊นท์และใช้กำแพงปราสาทเก่าเป็นเป้าหมายในทดสอบเวท โทยะใช้เวทอิกนิสไฟร์ให้ดูเป็นตัวอย่างกระสุนไฟที่พุ่งออกไปจากปลายนิ้วของโทยะเผาพื้นผิวกำแพงไปเล็กน้อยก่อนจะมอดดับลง จากนั้นเนียก็ลองใช้ดูบ้างก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว เนียดีใจมากที่ตนสามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้วหลังจากนั้นเธอก็ยิงเวทไฟเล่นอย่างต่อเนื่องอย่างสนุกสนาน จากนั้นเธอก็ขอโทยะสอนเวทไฟแบบอื่นให้อีก โทยะจึงได้สอนไฟร์วอร์เพิ่มให้ ซึ่งเนียก็ทำได้ทันทีดูเหมือนว่าเธอจะมีทักษะด้านเวทมนตร์สูงมากทีเดียว ในขณะที่ยูริยังไม่สามารถจะใช้เวทย์แสงในระดับที่สูงขึ้นไปได้ดูเหมือนว่าเธอต้องใช้เวลาในการฝึกฝนมากพอควรถึงจะสามารถควบคุมพลังได้
.
หลังจากฝึกเวทกันอยู่พักหนึ่งยูริจึงได้ถามจุดประสงค์ว่าทำไมโทยะถึงได้มาที่นี่ โทยะจึงบอกว่าเขาต้องการหาซื้อโกเลมแต่ไม่มีเงินจึงจะมาขอรับเงินในส่วนที่ขายแร่ให้กับพวกเธอในตอนนั้น ว่าแล้วยูริก็ไปเอาเงินมาให้โทยะ เมื่อได้เงินมาแล้วโทยะก็ถามว่าเงินจำนวนนี้มากพอจะซื้อโกเลมได้ไหม? ยูริก็บอกได้เพียงแค่ว่าถ้าของที่ผลิตจากโรงงานล่ะก็ได้แต่ถ้าเป็นพวกที่ขุดเจอจากซากโบราณสถานล่ะก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ในความคิดของโทยะตอนนี้ก็คือไม่จำเป็นต้องใช้ของระดับนั้นก็ได้แค่ของที่มีขายก็น่าจะโอเคแล้วเดี๋ยวค่อยเอาไปให้เรจีน่าช่วยปรับปรุงให้ภายหลังก็น่าจะได้ แต่ยูริได้บอกถึงสถานที่ที่มีโกเลมโบราณอยู่จากนั้นเนียจึงบอกชื่อสถานที่ที่จะสามารถหาโกเลมโบราณได้ให้โทยะรู้สถานที่แห่งนั้นก็คือ “ตลาดมืด” นั่นเอง ที่นั่นนอกจากโกเลมแล้วก็ยังมีสิ่งของที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องของผิดกฏหมายและหลายสิ่งหลายอย่างอีกเพียบสมชื่อตลาดมืดโดยมีองค์กรที่ชื่อ “ปาปิยอง” ที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงินคอยอยู่เบื้องหลังแน่นอนว่ามันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างอันตรายแต่ตัวเนียเองก็ต้องการจะไปนั่นอยู่แล้วและเมื่อ “บลัดรูส” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “รูส” โกเล็มคู่หูของเธอทีมีลักษณะเป็นหมาป่าเหล็กสีแดงก็กลับมาพอดีเธอจึงแนะนำให้รูสรู้จักกับโทยะหลังจากนั้นเธอก็สั่งให้รูสตามเธอไปที่ตลาดมืดด้วย โทยะเปิดแผนที่โลกนี้ขึ้นมาและให้เนียชี้ว่าตลาดมืดนั้นตั้งอยู่ที่ไหน เพราะโดยปกติแล้วตลาดมืดจะย้ายสถานที่ไปในทุก ๆ เดือนแต่ว่าตอนนี้มันตั้งอยู่ที่เมืองโกลดอส ซึ่งเป็นสถานที่ที่โทยะไปเสียพนันจนหมดตัวนั่นเอง โทยะเรียกอสูรอัญเชิญออกมาทิ้งไว้ที่นี่เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
.
เนื่องจากเคยไปที่นั่นมาแล้วโทยะจึงใช้เกทเดินทางไปได้โดยไม่มีปัญหา ตอนนี้เป็นเวลากลางวันอยู่ดังนั้นคาสิโนจึงยังไม่เปิดทำการแต่ส่วนอื่น ๆ ก็ยังคงเปิดค้าขายกันอยู่ ดูเหมือนว่าคาสิโนที่โทยะเคยมาเล่นเสียนั้นปัจจุบันได้เปลี่ยนเจ้าของไปแล้วโดยพวกปาปิยองได้เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการแทนและตอนนี้มันก็ไม่ใช่คาสิโนอีกต่อไปแล้ว พวกโทยะจ่ายค่าผ่านทางเพื่อเข้าไปในนั้นแล้วก็พบว่าคาสิโนได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นตลาดมืดไปเรียบร้อยแล้วแต่ถึงแม้จะมีของวางขายอยู่มากมายแต่ก็ไม่มีโกเลมขายอยู่เลย แต่เมื่อลองสืบข้อมูลดูก็พบว่าของที่ต้องการนั้นทำการซื้อขายกันอยู่ที่ใต้ดินดังนั้นพวกโทยะจึงต้องจ่ายค่าผ่านทางไปอีกครั้งเพื่อที่จะได้สามารถลงไปที่นั่นได้ ที่ใต้ดินมีโกเลมมากมายหลายแบบขายอยู่ตั้งแต่ขนาดเล็กไปใหญ่รูปร่างมนุษย์ รูปร่างสัตว์ พวกเนียพากันเดินพิจารณาโกเลมแต่ละตัวดูส่วนโทยะไม่รู้วิธีดูหรือแยกแยะว่าโกเลมตัวไหนเป็นแบบโบราณหรือผลิตจากโรงงาน ซึ่งโกเลมจะแบ่งเป็นสามคลาสนั่นก็คือ แบบโบราณที่ขุดได้จากโบราณสถานเรียกว่า “เลกาซี่” แบบผลิตจำนวนมากจากโรงงานเรียกว่า “เรดี้เมด” และแบบที่สร้างเองโดยพวกนักสร้างโกเลมเรียกว่า “ออเดอร์เมด” หลังจากนั้นเนียกับยูริก็ช่วยกันนำเสนอโกเลมแบบต่าง ๆ กับโทยะ แต่เขาก็ยังไม่ตัดสินใจเลือกจนกระทั่งเจ้าของร้านได้เข้ามาแนะนำโกเลม “เอโทวาล” ซีรี่ส์ให้แต่แน่นอนว่าราคาของมันค่อนข้างจะแพงเพราะเป็นโกเลมโบราณแต่เมื่อคิดถึงคุณประโยชน์ของมันแล้วโทยะก็ตัดสินใจที่จะซื้อโดยใช้แร่อาดามันไทด์แลกเปลี่ยนกับโกเลมจำนวนสามตัว หลังซื้อขายเสร็จโทยะก็กำลังคิดถึงสถานที่ที่เขาจะทำการติดตั้งประตูข้ามมิติว่าควรจะเอาเป็นที่ไหนดีในตอนนั้นเขาก็ยินเสียงเสียงร้องดังมาจากที่ไหนซักแห่ง เขาจึงพยายามมองหาต้นตอของเสียงแต่หลังจากเสียงร้องเงียบไปซักพักมันก็เปลี่ยนเป็นเสียงเพลงแทน เมื่อได้ยินเสียงนั้นเนียก็เหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเธอรีบไปจุดที่น่าจะเป็นต้นเสียงและที่นั่นก็มีสาวน้อยคนหนึ่งรออยู่
.
สาวน้อยผมยาวสีม่วง ในชุดโกธิคสีม่วง ในมือถือร่มสีม่วง สวมแว่นตาแบบบางแต่แววของเธอนั้นกลับดูมืดมน ทั่วร่างโฉลมไปด้วยเลือดข้าง ๆ กายเธอมีโกเล็มยืนอยู่ด้วยเนียกับยูริรู้จักเธอคนนั้นกับโกเลมตัวนั้น โกเลมชั้นคราว ฟานาติก วิโอล่า กับ ลูน่า โทริเอสเต้ เธอคนนั้นหันมาทางมองพวกโทยะและยังคงร้องเพลงอย่างสนุกสนานอยู่แบบนั้นราวกับว่าเธอกำลังอยู่บนทุ่งดอกไม้ก็ไม่ปาน จากนั้นสาวน้อยที่ชื่อลูน่าก็ออกคำสั่งให้โกเลมของเธอเข้าจู่โจมทุกคนที่นั่น วิโอล่าเปลี่ยนร่างเข้าสู่โหมดต่อสู้และสังหารผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ (ฉากสังหารเลือดทะลักหัวกระเด็น) เนียรีบออกคำสั่งให้รูสเข้าโจมตีวิโอล่าทันที โกเลมทั้งสองจึงเปิดฉากปะทะกัน ลูน่ากับเนียก็เช่นกัน รูสนั้นพยายามลากให้วิโอล่าออกไปสู้ในจุดที่มีคนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูน่ายังสนุกสนานกับเหตุการณ์นี้ดูเหมือนว่าสามัญสำนึกของเธอคนนี้จะบิดเบี้ยวน่าดูการฆ่าสำหรับลูน่าแล้วก็คงคล้ายกับการทำกิจกรรมฉันทนาการดี ๆ นี่เอง การเจรจาไร้ผลทว่าในตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งนำโกเลมขนาดใหญ่เข้ามาโจมตีลูน่า กำปั้นเหล็กของโกเล็มอัดกระแทกร่างสาวน้อยจนปลิวไปอัดกับกำแพงและกลิ้งไปกับพื้นอีกหลายตลบมองยังไงก็ไม่น่าจะรอดตายได้ชายผู้นั้นมั่นใจว่าจัดการลูน่าได้แล้วจึงคิดจะไปจัดการโกเลมสีม่วงต่อแต่ทว่า ลูน่าที่สภาพกระดูกหลายจุดก็ลุกขึ้นยืนและค่อยฟื้นสภาพกลับมาเป็นดังเดิม ดูเหมือนว่าความสามารถพิเศษของโกเลมของเธอจะมีความสามารถในการฟื้นฟูระดับสูงและความสามารถนั้นก็ส่งมาที่เธอด้วย ดังนั้นสภาพของลูน่านั้นดูจะไม่ต่างจากพวกอันเดธเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันรูสก็โดนวิโอล่าโจมตีจนกระเด็นไปเนียจึงรีบวิ่งไปดูคู่หูของตน วิโอล่าหันไปโจมตีโกเลมขนาดใหญ่ที่เข้ามาจนพังพินาศอย่างง่ายดาย ลูน่าจึงแสดงท่าทีเบื่อหน่ายกับคู่ต่อสู้ที่ไม่สามารถทำอะไรเธอกับโกเลมของเธอได้ เสี้ยววินาทีต่อมาก็มีหอกอันหนึ่งแทงทะลุอกของลูน่าทว่าก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้เช่นเดิม เธอใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถดึงหอกที่ปักคาอกเธอออกมาได้อย่างง่ายดายแล้วก็เสียบทะลุหน้าคนที่แทงเธอจนตายคาที่จากนั้นลูน่าก็เดินจะไปหยิบร่มของเธอแต่ก็มีคนทำร่มคันโปรดของเธอพัง
.
ลูน่าตั้งใจจะจัดการกับผู้ที่ร่มของเธอพังแต่ในตอนนั้นโทยะก็เทเลพอร์ตเข้าไปหาและคว้ามือของเธอเอาไว้ โทยะสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่ผิดมนุษย์มนาที่ส่งผ่านออกมาจากร่างกายเล็ก ๆ ที่ดูบอบบางนั้น ส่วนลูน่าก็มองดูโทยะด้วยความประหลาดใจว่าเขาเข้ามาใกล้เธอขนาดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน โทยะตั้งใจหยุดการกระทำของลูน่าจึงได้อัดเวทกราวิตี้ใส่เธอทำให้ลูน่าขยับตัวไม่ได้โทยะรีบส่งสัญญาณให้รีบจับกุมตัวเธอเอาไว้ แต่ทว่าวิโอล่าก็พุ่งเข้ามาโจมตีใส่โทยะจึงจำเป็นจะต้องผละออกมาจากลูน่าเพื่อหลบการโจมตีนั้นและรีบชักบรุนฮิวด์เบลดโหมดออกมาเพื่อรับมือกับศัตรู โทยะสะบั้นชิ้นส่วนของวิโอล่าขาดกระจายได้อย่างไม่ยากเย็นจนมันหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ทว่าลูน่ากลับตบมือด้วยความชอบใจที่เห็นโทยะสามารถต่อกรกับโกเลมของเธอได้ ส่วนโทยะก็ได้แต่ตกใจที่เห็นลูน่าขยับได้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้คลายเวทกราวิตี้ออกจากตัวเธอแท้ ๆ ลูน่าเอ่ยถามชื่อของโทยะพร้อมกับบอกว่าถ้าเป็นโทยะล่ะก็คงจะสามารถฆ่าเธอได้ แต่ว่าเธอยังพร้อมในวันนี้เธอต้องการให้โทยะฆ่าเธอบนเวที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่โทยะก็ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีงานอดิเรกไปเที่ยวไล่ฆ่าใครต่อใคร แต่ลูน่าก็ไม่ได้สนใจฟังนักแถมยังหันไปพูดกับวิโอล่า แต่สิ่งที่ทำให้โทยะประหลาดใจก็คือวิโอล่าที่ถูกเขาฟันจนเสียหายฟื้นฟูสภาพกลับมาแล้ว แต่ในตอนนั้นเองรูสก็พุ่งเข้ามาโจมตีใส่วิโอล่าจนกระเด็นไปอัดกับกำแพงของคาสิโนสภาพของรูสในตอนนี้แตกต่างไปจากเมื่อครู่ลิบลับ จากนั้นเนียก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสภาพที่มือขวาชุ่มไปด้วยเลือด ดูเหมือนว่าการปลดความสามารถพิเศษของรูสจะต้องใช้เลือดมาเป็นกุญแจ โทยะทนเห็นสภาพนั้นไม่ได้จึงร่ายมนตร์รักษาเพื่อปิดบาดแผลให้ โชคดีที่มันเป็นเพียงแผลทีไม่ลึกมาก แต่ทันทีที่เห็นโทยะใช้เวทมนตร์ลูน่าก็แสดงอาการแปลก ๆ คล้ายกับเชสก้าเวลาหื่นแตก แถมยังบอกว่าอยากจะกินโทยะเสียอีกนั่นทำเอาโทยะรู้สึกเสียววาบไปเลยทีเดียว พริบตาต่อมาลูน่าก็เข้ามาประชิดตัวโทยะพร้อมกับกระซิบข้างหูว่า “คราวหน้าได้โปรดฆ่าลูน่าด้วย” จากนั้นก็เลียแก้มโทยะไปหนึ่งที ช็อตนั้นทำเอาเนียโวยวายเป็นการใหญ่จากนั้นลูน่าก็ถอนตัวไป แต่ก่อนจากไปเธอได้ส่งจูบและปล่อยหมอกควันพิษเอาไว้โทยะจึงต้องร่ายเวทควาเชลขึ้นมาโอบกลุ่มควันพวกนั้นไว้และเมื่อจัดการกับพิษได้ โทยะก็ไม่เห็นลูน่ากับโกเลมของเธอแล้วเนียรู้สึกหัวเสียมากเมื่อลูน่าหนีไปได้อีกครั้งโทยะเข้าใจความรู้สึกดีแต่ตอนนี้เขาคิดว่าควรจะช่วยรักษาผู้บาดเจ็บก่อน โทยะร่ายเวทเอเรียฮีลเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บทุกคนในตลาดมืด โชคดีที่รูทเข้าไปสู้ถ่วงเวลาไว้จำนวนคนที่เสียชีวิตจึงไม่มากแต่สภาพของที่นี่ก็ดูไม่ต่างจากนรกเลย หลังจากนั้นโทยะก็พาเนีย รูส แล้วก็ยูริกลับไปยังฐานที่มั่นของพวกเรดแคทโดยใช้เกท หลังจากกลับมาที่เต็นท์โทยก็นั่งดื่มชาที่ยูริชงมาให้แล้วจึงได้พูดคุยกันถึงความสามารถในการฟื้นฟูสภาพของโกเลมสีม่วงตัวนั้น ซึ่งตรงจุดนี้เนียก็ได้อธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขในการใช้ความสามารถพิเศษของโกเลมนั้นจำเป็นต้องมีการจ่ายบางสิ่งบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังนั้น
.
ตัวอย่างก็เช่นรูสโกเลมของเธอนั้นถ้าจะใช้ความสามารถพิเศษจำเป็นจะต้องใช้เลือดของผู้ทำพันธะสัญญามาเป็นค่าตอบแทนยิ่งให้เลือดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นแต่แน่นอนว่าถ้าเสียเลือดเป็นจำนวนมากก็หมายถึงตายพ่อของเนียที่เป็นผู้นำคนก่อนของกลุ่มเรดแคทก็เสียชีวิตไปเพราะเหตุผลนี้ และเมื่อถามถึงค่าตอบของวิโอล่าเนียก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะผู้ครอบครองวิโอล่านั้นบางครั้งก็ถูกสังหารเสียเองโดยโกเลมของตัวเอง ในกรณีของเนียนั้นจะไม่ตายหากไม่จ่ายค่าตอบแทนออกไป แต่ในกรณีของลูน่านั้นเหมือนว่าความตายกำลังรออยู่ โทยะลองใช้สมาร์ทโฟนค้นหาตัวลูน่าแต่ก็ไม่พบเป็นไปได้ว่าเธอจะมีอะไรบางอย่างที่คอยสกัดกั้นเวทค้นหา หลังจากนั้นโทยะก็ได้ลองเอาโกเลมสามตัวที่ซื้อมาออกมาจากสโตร์เพื่อจะได้ทดสอบการทำงาน เอโทวาลซีรี่ส์เป็นโกเลมรูปแบบมนุษย์มีมีลักษณะเป็นเพศหญิงเนื่องจากเป็นการเปิดการทำงานครั้งแรกโทยะจำเป็นจะต้องนำเอา G-Cube ออกมาทำการลงทะเบียนโดยการใส่เส้นผมหรือเศษเล็บลงไปก็เป็นอันเรียบร้อย ซึ่งวิธีการใช้งานโกเลมนั้นก็ได้เนียเป็นคนช่วยสอนให้ หลังลงทะเบียนเสร็จ G-Cube ก็ถูกใส่กลับคืนที่เดิมแล้วโทยะก็ทดสอบเดินเครื่องระบบจะเริ่มทำงานแต่แล้วจู่ ๆ มันก็หยุดนิ่งไป เนียรู้สึกแปลกใจที่มันไม่ทำงานเลยคิดว่ามันอาจจะพังมาจากที่ร้านแล้วก็ได้ โทยะจึงลองใช้เวทอานาไลท์ตรวจสอบดู ก็พบว่าพลังเวทมันไม่ยอมไหลไปที่ Q - crystal ที่ทำหน้าทีเหมือนสมองของโกเลมพลังเวทไหลไปติดอยู่ที่ชิ้นส่วนบริเวณคอแล้วก็ไม่ยอมไหลไปต่อเหมือนติดบาเรียอะไรซักอย่าง โทยะใช้เวทแคร็กกิ้งทำการแฮคระบบป้องกันซะแล้วทำให้บาเรียหายไปและเมื่อพลังเวทไหลไปถึง Q - crystal โกเลมก็เริ่มทำงานและเปิดระบบให้ลงทะเบียนเจ้านายและจำเป็นต้องตั้งชื่อให้กับโกเลมด้วย โทยะจึงตั้งชื่อให้โกเลมว่า “รูบี้” เมื่อระบบถูกรีเซ็ตใหม่รูบี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากเด็กทารกที่ไม่รู้อะไรเลยแต่ด้วยระบบเรียนรู้ที่ติดตั้งไว้ถ้าสอนให้ซักพักมันก็จะทำได้เอง หลังจากนั้นโทยะก็เปิดการทำงานของอีกสองตัวที่เหลือตามมาโดยตั้งชื่อให้ว่า ซาฟ่ากับเอเมล่า
.
แต่มีความผิดพลาดเล็ก ๆ นิดหน่อยนั่นก็คือโกเลมเอโทวาลซีรี่ส์ไม่ใช่โกเลมสำหรับการต่อสู้แต่เป็นโกเลมเพื่องานทั่ว ๆ ไปหรืองานเกี่ยวกับงานด้านพยาบาลเสียมากกว่า โทยะจึงคิดหาสถานที่ที่ปลอดคนให้มากที่สุดอย่างเกาะที่อยู่ห่างไกล จากนั้นก็ได้โทยะก็ได้รู้ว่ามีเกาะที่เป็นที่อยู่ของมังกรอยู่ผู้คนค่อยไม่กล้าเข้าใกล้ที่นั่น โทยะจึงตัดสินใจว่าจะลองไปที่นั่นและลองเจรจากับพวกมังกรดูโดยจะลองใช้รูริเป็นสื่อกลางแต่ถ้าไม่ได้เขาก็อาจจะต้องจัดการกับมังกรพวกนั้นซะ โทยะกล่าวขอบคุณเนียและได้มอบชิ้นส่วนหินเวทมนตร์เจ็ดธาตุ ตำราเวทและแว่นแปลอักษรให้กับเนียซึ่งเธอก็สัญญาว่าจะใช้เวทมนตร์เพื่อความสุขของผู้คนภายในนามของเรดแคท และโทยะก็พาโกเลมทั้งสามตัวของเขามุ่งหน้าไปยังเกาะมังกรของโลกนี้ โทยะหยุดหาข้อมูลที่หมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ใกล้ ๆ กับเกาะเพื่อหาข้อมูลจากนั้นก็เรียกรูริมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นล่ามในการพูดคุยกับพวกมังกรบนเกาะ แต่ไม่ทันไรก็มีมังกรสีทองแดงตัวหนึ่งบินมาโจมตีหมู่บ้าน โทยะจึงพยายามเข้าไปห้ามแต่ก็เหมือนกับเมื่อครั้งมังกรดำที่มิสนิดมังกรหนุ่มตัวนี้โจมตีหมู่บ้านเพราะความสนุกการเจรจาไร้ผลมังกรสีทองแดงเปิดปากยิงไฟใส่โทยะกับรูริและโกเกมของเขา โทยะจึงใช้เวทแอบซอร์บจัดการสูบพลังเพลิงนั้นไว้ได้จากนั้นรูริก็คืนร่างเดิมและประจัญหน้ากับมังกรสีทองแดงตัวนั้น และไม่กี่อึดใจต่อมามันก็โดนเปลวเพลิงของรูริเป่าเละไม่เหลือชิ้นดีดูเหมือนว่ามังกรตัวนั้นจะพูดอะไรเสีย ๆ หาย ๆ กับโทยะจึงโดนรูริสังหารอย่างไร้ปราณี
.
โทยะตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่เกาะโดยการขี่หลังของรูริไปไม่นานนักพวกเขาก็ไปถึงเกาะ ทว่าบรรยากาศแห่งการต้อนรับดูจะไม่ค่อยมีซักเท่าไหร่มังกรที่นั่นพยายามขัดขวางไม่ให้ไปพบกับเอลเดอร์ดราก้อนแต่โทยะก็สั่งให้รูริบินฝ่าวงล้อมไปด้วยความเร็วสูง ส่วนการโจมตีมากมายที่เหล่ามังกรรุมยิงเข้ามาถูกโทยะใช้แอบซอร์บดูดเอาไว้จนหมด และเมื่อร่อนลงบนเกาะได้พวกมังกรดินก็พากันเข้ามาโจมตีโทยะเลยกดสมาร์ทโฟนแจกเวทกราวิตี้ให้ไปมังกรเหล่านั้นกันถ้วนหน้า หลังจากนั้นสไปค์ดราก้อนที่มีขนาดใหญ่กว่ารูริก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเตรียมการโจมตีด้วยดราก้อนเบลสรูริเองก็ยิงดราก้อนเบลสโต้กลับไปเปลวเพลิงของทั้งสองปะทะกันก่อนที่พลังอันเหนือกว่าของรูริจะแผดเผาสไปค์ดราก้อนจนมอดไหม้หลังจากนั้นก็มีมังกรสีเงินตัวหนึ่งเดินออกมาจากภูเขาที่อยู่ใจกลางเกาะและหยุดลงที่เบื้องหน้ารูริ มันก้มหัวลงและกล่าวต้อนรับอย่างสุภาพหลังจากนั้นมังกรตัวอื่น ๆ ก็พากันหมอบลงกับพื้น เมื่อรูริกล่าวแนะนำว่าโทยะคือเจ้านายของเธอแล้ว มังกรสีเงินก็โค้งศีรษะให้กับโทยะพร้อมกล่าวขอโทษเรื่องมังกรสีทองแดงที่ออกไปโจมตีหมู่บ้าน โทยะสังเกตเห็นว่ามังกรตัวนี้ดูแปลก ๆ มันดูไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนป่วยแถมที่หางมีรอยแผลเล็ก ๆ ลักษณะเป็นจุดสีม่วงดูไม่เข้ากับสีของเกล็ดเลย โทยะจึงสอบถามไป มังกรเงินจึงเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 200 ปีก่อนมันถูกหุ่นจักรกลโจมตีได้รับบาดเจ็บและติดพิษซึ่งแผลนี้ทำให้มันไร้กำลังและบินไม่ไหว โทยะจึงถามว่าถ้าตัดหางที่ติดพิษออกจะช่วยได้ไหมแต่มังกรเงินก็บอกว่าหางเป็นเหมือนตัวรักษาสมดุลหากไม่มีก็ลำบาก โทยะคิดว่าสิ่งที่ทำร้ายมังกรตัวนี้น่าจะเป็นโกเลมและเมื่อสอบถามไปสอบถามมาก็ได้รูปพรรณสันฐานของมันมีสีม่วงตอนแรกโทยะคิดว่ามันอาจจะเป็นวิโอล่าแต่คิดไปคิดมาก็อาจจะเป็นโกเลมตัวอื่นที่บังเอิญมีสีม่วงก็ได้เขาจึงเลิกใส่ใจมันและทำการใช้เวทรีโคเวอร์รี่ถอนพิษให้กับมังกรเงินแถมเมก้าฮีลให้อีกแผลที่หางก็หายสนิทในพริบตา
.
เมื่อพิษถูกถอนและแผลถูกรักษามังกรเงินก็ได้พละกำลังกลับคืนมามันแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้าราวพร้อมส่งเสียงร้องดังมากเหล่ามังกรตัวอื่นก็ส่งเสียงตามกันใหญ่เล่นเอาหูแทบดับกันเลยทีเดียว มังกรเงินก้มหัวลงมาหาโทยะอีกครั้งพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณและถามว่ามันจะทำอะไรตอบแทนได้บ้าง โทยะก็ให้คำตอบว่าเขาไม่ต้องการอะไรมากอยากจะขอแค่พื้นที่สร้างบ้านบนเกาะนี้ซักหลังมังกรเงินจึงได้มอบพื้นที่ที่อยู่บนภูเขาใจกลางเกาะให้พร้อมกับนำทางโทยะไปที่นั่นโดยคราวนี้มันพาโทยะบินไปที่นั่นเลยหลังจากถึงที่หมายมังกรเงินก็แปลงร่างเป็นมนุษย์เพศชายที่มีผมยาวและใบหน้าหล่อเหลาเอาการทีเดียว โทยะจึงถามว่ารูริทำได้หรือเปล่าแต่ก็ได้คำตอบมาว่าไม่อยากทำจากนั้นก็คืนร่างเป็นฟอร์มร่างเล็ก เมื่อหาทำเลได้แล้วโทยะก็เอาแมนชั่นหลังหนึ่งออกมาจากสโตร์ดูเหมือนว่าหลังนี้จะซื้อมาจากเรกุรุสจากนั้นก็เจรจาต่อรองกับซิลเวอร์ดราก้อนเรียบร้อยเกี่ยวกับข้อตกลงว่าพวกโทยะจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเกาะส่วนมังกรเองก็จะไม่ยุ่งกับแมนชั่นหลังนี้ แต่กระนั้นโทยะก็ยังวางบาเรียไว้รอบ ๆ กันเหนียวไว้ก่อนและโทยะก็ทำการติดตั้งประตู แต่ปัญหาหลังจากนี้ก็คืออาคารที่ไม่มีคนดูแลนั้นจะผุพังได้ง่ายทว่าจะให้พวกรูบี้ที่มีสภาพไม่ต่างกับทารกเป็นคนดูแลมันก็ดูจะเกินกำลังไปนิด รูริจึงบอกว่างั้นก็ให้มังกรเงินเป็นคนดูแลก็น่าจะได้ซึ่งเจ้าตัวก็รับทำหน้าที่เพราะเขาก็อยากจะลองใช้ชีวิตในบ้านของพวกมนุษย์ดูบ้างอยู่แล้ว โทยะจึงได้มอบเงินและพรมวิเศษให้มังกรเงินเอาไว้ใช้จ่ายในการดูแลแมนชั่นหลังนี้ แต่พวกมังกรนั้นไม่มีชื่อเรียกเฉพาะมังกรเงินจึงขอให้โทยะตั้งชื่อให้กับตนเองบ้าง โทยะจึงได้มอบชื่อ “ชิโรกาเนะ” ให้ซึ่งมังกรเงินก็ดูจะชอบใจมากทีเดียว หลังจากกล่าวคำอำลากับชิโรกาเนะแล้วโทยะก็เปิดการทำงานของประตูมิติและก็เดินทางกลับไปยังโลกฝั่งที่เขาจากมาได้อย่างปลอดภัย โดยมีโกเลมเอโทวาลซีรี่ส์สามตัวกลับไปด้วย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 27 พาร์ท 4 Final (302 - 311)
หลังกลับมาจากโลกอีกฝากหนึ่งโทยะก็ได้นำ โกเลมเอโทวาลซีรี่ส์ไปให้เรจีน่าดูที่แลปซึ่งเธอก็ดูจะชอบใจให้ความสนใจเป็นอย่างมากแต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของเรจีน่าโทยะจึงพยายามปรามไม่ให้สอนเรื่องแปลก ๆ ให้กับโกเลมที่มาสกิลในการเรียนรู้พวกนี้เพราะไม่ต้องการให้โกเลมที่อุตสาห์ซื้อมาต้องมีคาแรคเตอร์แปลก ๆ ไปนั่นเอง จากนั้นโทยะได้บอกเล่าเรื่องราวของโกเลมที่ได้รู้มาจากเนียให้เรจีน่าได้ฟัง หลังจากนั้นเธอก็ใช้เวทอานาไลซ์เพื่อทำการวิเคราะห์โครงสร้างของโกเลมเหล่านั้นดู ซึ่งก็ได้รู้คร่าว ๆ ว่าวัสดุที่ใช้สร้างนั้นมีบางอย่างที่ไ่ม่รู้จักและไม่น่าจะมีอยู่ในโลกฝั่งนี้แต่ก็น่าจะหาอย่างอื่นมาทดแทนได้ส่วนเรื่องของความสามารถพิเศษนั้นยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือเปล่แล้วก็ยังมีข้อสันนิษฐานว่าโกเลมที่ข้ามมาโลกนี้และพบกับพาเรริอุสเมื่อ 5000 ปีก่อนนั้นอาจจะเป็นโกเลมระดับคราวน์และอาจมีความเป็นได้ว่าผู้ที่ทำการซ่อมแซมบาเรียของโลกนั้นอาจจะเป็นโกเลมนั่นก็ได้ ซึ่งการจะได้มาซึ่งคำตอบนั้นเรจีน่าจึงเสนอว่ายังไรซะก็คงต้องศึกษาโกเลมที่นำกลับมาก่อนเท่านั้นเผื่อจะได้รู้อะไรมากขึ้นซึ่งโทยะก็เห็นด้วยแต่ก็พยายามปรามการกระทำแปลก ๆ ของเรจีน่ากับทิก้าเอาไว้ หลังจากนั้นจึงออกจากห้องแลปและเปิดเกทมุ่งหน้ากลับไปที่ปราสาทบรุนฮิว
.
ไม่นานมานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่ออาณาจักรเซนอส อาณาจักรเฟลเซน และอาณาจักรบาลูฟ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มพันธมิตรตะวันตกและตะวันออกทำให้ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “พันธมิตรโลก” ไปเป็นที่เรียบร้อยและก็ได้มีการจัดการประชุมระดับโลกขึ้นโดยส่วนตัวแล้วโทยะคิดว่าครั้งหน้าจะเชิญให้อาณาจักรเอลฟลัว ฮาน็อค ไรด์ รวมไปถึง อิเชนกับพาเรริอุสมาเข้าร่วมด้วย แต่ถึงจะบอกว่าเป็นการประชุมแต่อันที่จริงมันก็ดูไม่ค่อยต่างจากโฮมปาร์ตี้ซักเท่าไหร่ เอลเนส เรเชลแล้วก็บลันเช่กำลังสนุกสนานกับการเล่นเฟรมยูนิต เอลเชียคู่หมั้นของบลันเช่หรือก็คือพี่สาวของรูเชียก็พากับตั้งวงสนทนากับพ่อแล้วก็น้องสาวของเธอ ส่วนราชาปิศาจเซกัลดี้ก็พยายามขอร้องลูกสาวให้บอกเบอร์โทร ส่วนอีกโต๊ะนึงก็มีผู้นำของลอนโดเมียกับเรสเทียกำลังพูดคุยอะไรซักอย่างด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง ส่วนที่ระเบียงก็มีราชาแห่งริเนียคลาวด์กับเจ้าหญิงแห่งบาลูฟรูเชียนน์ที่กำลังอยู่ในบรรยากาศที่ดี ส่วนเทพความรักกับเทพนักล่าอยู่กับสันตะปาปาแห่งรามิชู ส่วนราชาของมิสนิส เบลฟาส ริฟุริส และโทยะ นั้นก็นั่งคุยกันไปพลางเล่นไพ่นกกระจอกกันไปพลาง แต่หลังจากนั่นโทยะก็แพ้ท่านพ่อตาไปในที่สุด และหลังจากนั้นจึงได้มีการพูดถึงแผนก่อสร้างทางรถไฟ โดยโทยะได้เอาโมเดลจำลองรถไฟที่เหมือนหัวรถจักรไอน้ำ(แต่ไม่ได้วิ่งด้วยไอน้ำ) ออกมาโชว์ประกอบคำอธิบายประกอบแผนผังเส้นทางรถไฟโดยโชว์เส้นทางแรกคือจากเมืองหลวงริฟุริสมายังเบลฟาส โดยเจ้ารถไฟต้นแบบนี้ใช้พลังเวทเป็นตัวขับเคลื่อนโดยทำการประยุกต์ผลึกเฟรซรวมเข้ากับเอลลิควิดทำให้ได้แบตเตอรี่พลังเวทและนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนให้กับรถไฟได้ โดยการประกอบตัวรถไฟนั้น 90% มีอยู่ในเฟลเซนอยู่แล้วแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่พลังเวทกับเอลลิควิดนั้นโทยะสงวนไว้เพื่อเกงกำไร ส่วนทางด้านมิสนิดกับเบลฟาสที่มีแม่น้ำกาอูกั้นอยู่จำเป็นต้องสร้างสะพานเชื่อม หลังจากนั้นพระราชาเบลฟาสก็เกิดสนใจในโมเดลรถไฟจังอยากขอไปให้ลูกชายเล่น ซึ่งโทยะก็เอาออกมาให้แบบครบเซ็ตทั้งราง ทั้งถ้ำ สะพาน ฯลฯ ซึ่งต่อมาโทยะก็คิดว่าของเล่นพวกนี้มีวงจรไม่ได้ซับซ้อนอะไร(เหมือนรถไฟใส่ถ่านทั่ว ๆ ไป) น่าจะเอาไปผลิตจำนวนมากแล้วเอาไปให้อัลบาวางขายที่ร้านได้
.
โทยะไปพบกับเซ็นทรัลที่เกาะพาเรริอุสดูเหมือนว่าหลังจากการค้าขายชิ้นส่วนของพวกอสูรขนาดใหญ่ให้อาณาจักรบาลูฟกับอาณาจักรเอลฟลัวดำเนินไปด้วยดีทางเกาะก็มีความคิดที่จะสร้างท่าเรือที่บริเวณอาณาเขตทางตอนใต้ของเกาะ เพราะว่าในอดีตเกาะนี้เป็นดินแดนปิดตายและยังมาบาเรียคอยคุ้มกันจึงไม่มีเรือแล่นเข้ามาใกล้แต่ในตอนนี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วแม้ว่าจะมีความหวาดกลัวชีวิตหลังจากลบบาเรียที่คอยปกป้องเกาะมาอย่างยาวนานออกไปในตอนแรกแต่ตอนนี้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาดแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งเพราะได้เฟรมเกียร์มาช่วยกำจัดพวกอสูรขนาดใหญ่ให้และใช้ชิ้นส่วนของพวกมันเป็นเงินทุนเริ่มต้นในการก้าวไปสู่ยุคใหม่นั่นเอง หลังพูดคุยกับเซ็นทรัลเสร็จแล้วโทยะก็ติดต่อกับกิลด์มาสเตอร์เรลิชาเพื่อแจงให้ทราบถึงว่าเซนทรัลได้อนุญาตให้ตั้งกิลนักผจญภัยบนเกาะได้แล้ว ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อขยายขอบเขตการเฝ้าระวังและจับตาการเคลื่อนไหวของพวกเฟรซนั่นเอง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเกาะนั้นมีมอนสเตอร์อยู่เยอะจึงมีสภาพไม่ต่างกับดันเจี้ยนเหมาะให้เหล่านักผจญภัยไปท้าทายและการมีคนคอยกำจัดมอนสเตอร์ให้ก็เป็นการช่วยประกันความปลอดภัยให้ประชากรบนเกาะได้อีกส่วนหนึ่งนั่นเองเรียกว่าสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
.
เมื่อคุยธุระเสร็จงานวันนี้ของโทยะก็จบลงแล้วเขาจึงใช้เวลาว่างนี้ไปเดินเที่ยวในเมือง ที่ถนนสายหลักของเมืองนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดูเหมือนว่ากาชาปองที่ขายอยู่ที่หน้าร้านของอัลบาก็ยังคงดูดสตางค์เด็ก ๆ ได้ดีเหมือนเดิม ร้านของอัลบาที่อยู่ในเมืองนี้มีประมาณสามร้าน ร้านขายของเล่นเป็นหนึ่งในนั้น โมเดลรถไฟของโทยะก็ถูกนำมาวางจำหน่ายที่นี่แล้วแต่โทยะยังมีแผนที่จะพัฒนาโมเดลอื่น ๆ อย่างพวกรถยนต์หรือรถแข่งอีกด้วยแต่ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นฮิวด้าก็เขามาหา โทยะสังเกตเห็นว่าฮิวด้ามีปลอกแขนแล้วก็ดาบอีกเล่มหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอพกติดตัวมาด้วยจึงได้สอบถามดู จึงได้รู้ว่าฮิวด้า เอลเซ่แล้วก็ยาเอะได้รวมทีมสามคนไปที่ดันเจี้ยนมาแต่ตอนขากลับเอลเซ่กับยาเอะของแยกตัวไปซื้อปลาจึงได้ฝากอาวุธของพวกเธอให้ฮิวด้านำกลับมาก่อน เมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะจึงชวนฮิวด้าเดินกลับปราสาทด้วยกัน ระหว่างเดินกลับฮิวด้าก็ค่อยเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับแสดงท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ที่ขอจับมือโทยะเห็นท่าทางแบบนั้นจึงได้เอ่ยปากถามไปตรง ๆ ฮิวด้าก็ออกอาการทันทีเธอบอกว่ามือเธอนั้นเพื่อไปสู้มามันสกปรกและเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ว่าโทยะก็ไม่ได้ใส่ใจเขาจับมือขวาของฮิวด้าทันที แน่นอนว่าทั้งฮิวด้าและโทยะก็หน้าแดงไปด้วยกันทั้งคู่ โทยะรู้มากจากไรฮาร์ดว่าฮิวด้ามีนิสัยขี้เกรงใจและมักจะอดกลั้นความรู้สึกของตนเองอยู่บ่อย ๆ ทั้งหมดก็มาจากการฝึกฝนและการอบรบในแบบอัศวินนั่นเองแม้จะเกิดมาในฐานะองค์หญิงแต่ก็จับดาบมาตั้งแต่เด็กและเลือกเส้นทางของอัศวินมากกว่าเส้นทางของเจ้าหญิง โทยะจึงบอกฮิวด้าว่าเวลาอยู่ด้วยกันไม่ต้องฝืนทนหรืออดกลั้นความต้องการของตนเองหรอกเพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นหนึ่งในคนรักของเขาไม่ใช่ในฐานะของอัศวินหญิงฮิวด้าแต่ในฐานะของผู้หญิงที่ชื่อฮิวด้าซึ่งแน่นอนว่าฮิวด้าก็รับคำอย่างว่าง่าย
.
โทยะเดินจับมือกับฮิวด้าแบบนั้นแล้วค่อยเดินกลับปราสาทจริง ๆ จะใช้เกทกลับเลยก็ได้แต่นาน ๆ ทีการทำแบบนี้ก็ไม่เลวและในระหว่างนั้นฮิวด้าก็เอ่ยถามกับโทยะด้วยถ้อยคำที่ค่อนตะกุกตะกักว่า โทยะชอบเธอไหม? ซึ่งก็เล่นเอาโทยะสตันไปเล็กน้อยเหมือนกัน จากนั้นฮิวด้าก็ยิ้มเศร้า ๆ ออกมาและบอกให้ลืมสิ่งที่เธอถามไปเมื่อครู่นี้ซะแต่โทยะก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าทำไมฮิวด้าจึงได้ถามแบบนั้นออกมา ฮิวด้าจึงได้เผยความในใจของเธอว่าตัวเธอนั้นดูไม่เป็นกุลสตรีแถมยังทำอะไรไม่เห็นนอกจากต่อสู้เพียงอย่างเดียว ที่เธอได้หมั้นกับโทยะนั้นคงจะเป็นเพราะสถานะเจ้าหญิงเรสเทียของเธอก็ได้ (การแต่งทางการเมือง) เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้โทยะจึงจับมือทั้งสองของฮิวด้าเอาไว้แน่นพร้อมประจันหน้าและบอกความรู้สึกของเขาออกไป ว่าที่เขาต้องการไม่ใช่เจ้าหญิงของเรสเทียแต่เป็นผู้หญิงที่ชื่อฮิวด้า เขาอยากจะปกป้องและทำให้เธอมีความสุขแบบเดียวกับเจ้าสาวทุกคนของเขาและได้สารภาพรักกับฮิวด้าแบบตรงไปตรงมา ฮิวด้าที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ถึงกับบ่อน้ำตาแตกแต่ในขณะที่บรรยากาศกำลังเป็นไปด้วยดี ท่านพี่คาเร็นก็โผล่มาเชียร์ทำให้โทยะตกใจกอดฮิวด้าซะแน่น จนกระทั่งฮิวด้าบอกว่าอึดอัดโทยะจึงได้รู้สึกตัวแล้วปล่อยเธอออกจากอ้อมแขนในสภาพหน้าแดงกันไปทั้งคู่ ส่วนท่านพี่คาเร็นก็แซวไม่หยุด จากนั้นก็มอบปรัชญาความรักให้กับโทยะแต่น่าเสียดายที่โทยะไม่เข้าใจซักเท่าไหร่ แต่คาเร็นก็บอกว่าไว้เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะเข้าใจเองแล้วในตอนนั้นเอง เอลเซ่กับยาเอะที่หอบปลามาเต็มตระกร้าก็กลับมาและพบกับพวกโทยะและเห็นว่าฮิวด้ากำลังร้องไห้ทำให้โทยะเกือบงานเข้าเพราะสองสาวคิดว่าโทยะทำอะไรให้ฮิวด้าเสียใจ แม้โทยะกับฮิวด้าจะพยายามช่วยกันอธิบายว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นแต่ท่านพี่คาเร็นก็เทน้ำมันลงกองไฟโครมเบ้อเร่อ ว่าทั้งสองจู๋จี๋กันอย่างเร่าร้อนจนถึงเมื่อกี้นี้ และแล้วโทยะก็โดนเอลเซ่กับยาเอะลากกลับปราสาทและในคืนนั้นโทยะก็โดนทั้ง 9 คนทำโทษให้สารภาพว่ารักพวกเธอมากแค่ไหน หลังจากหลุดพ้นจากทำโทษเขาก็กลับไปที่ห้องตัวเองทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วโทยะก็อายมากจนต้องกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอนอยู่หลายตลบ
.
โทยะเดินสวนกับเรเน่ที่ตรงทางเดินและก็สังเกตเห็นว่าเธอมีหนังสือวางอยู่บนศีรษะด้วยความสงสัยจึงได้สอบถามออกไปแล้วก็ เมื่อเรเน่รู้ถึงการมาของโทยะเธอก็ก้มหัวลงทำเคารพทำให้หนังสือที่วางอยู่ตกลงพื้นไป และหลังจากได้พูดคุยกันจึงทราบว่าเรเน่กำลังอยู่ระหว่างการฝึกฝนเพื่อการทดสอบของเมดกิลด์ ดูเหมือนเซซิลจะบอกว่าหากสามารถรักษาสมดุลของการเดินได้ดีล่ะก็จะได้คะแนนดี ดูเหมือนว่าเรเน่จะมีเป้าหมายในการเป็นเมดชั้นหนึ่งและอนาคตอยากจะเป็นหัวหน้าเมดของบรุนฮิวด้วย (หัวหน้าเมดของบรุนฮิวในตอนนี้คือลาปิส) แต่สิ่งน่าตกใจกว่านั้นก็คือเรเน่เรียนทักษะการต่อสู้จากโมโรฮะอยู่นอกจากนั้นแล้วเธอก็ยังไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนของเฟียน่าอีกด้วย โดยจะไปเรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงบ่ายสองจากนั้นก็จะกลับมาทำงานของเมดเรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่ขยันเกินวัยไปหน่อยแต่ถึงแม้ว่าโทยะจะเสนอวันหยุดให้แต่เรเน่ก็เลือกที่จะปฏิเสธ ดังนั้นโทยะจึงเสนอที่จะให้รางวัลตอบแทนความขยันเป็นโบนัสแทน โดยให้เรเน่บอกของที่อยากได้มาหนึ่งอย่างซึ่งเมดตัวน้อยก็ได้ขอเมจิกไอเทมแบบเดียวกับที่ซูมีอยู่ซึ่งมันก็คือสมาร์ทโฟนรุ่นแมสโปรดักซ์นั่นเอง โทยะก็ไม่ขัดข้องอะไรจึงมอบมันให้กับเรเน่พร้อมกำชับว่าไม่ให้พกไปโรงเรียนและถ้าทำหายหรือถูกขโมยให้รีบมาแจ้งเขาโดยด่วนซึ่งเรเน่ก็รับปากก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับหนังสือที่ถูกนำมาวางบนหัวอีกครั้ง
.
โทยะไปที่ลานฝึกเพื่อพบกับพวกดวอร์ฟที่มาที่นี่ตามจดหมายแนะนำของราชาแห่งอาณาจักรไรด์นามว่า “บารุสโทร่า โดรุก้า ไรด์ที่สี่” ดูเหมือนว่าเขาจะมีสายเลือดของพวกดวอร์ฟดังนั้นอาณาจักรไรด์จึงมีพวกดวอร์ฟอาศัยอยู่มากและที่พวกดวอร์ฟมาในวันนี้ก็เพื่อนำหุ่นยนต์ที่เป็นเทคโนโลยีของพวกดวอร์ฟมาโชว์นั่นเอง รูปทรงของมันดูใกล้เคียงกับไอร่อนโซลเยอร์ที่โทยะเคยสู้ด้วยมาก่อนมีความสูงประมาณ 4 เมตร ส่วนเหตุผลที่เอามาโชว์ก็เพราะอยากลองเปรียบเทียบกับทหารยักษ์(เฟรมเกียร์) ที่โทยะมีอยู่นั่นเอง เมื่อขอมาก็จัดให้โทยะเปิดเกทเรียกคาวาเลียเฟรมเกียร์รุ่นทั่วไปออกมาโชว์ให้พวกดวอร์ฟในทันที เมื่อเฟรมลงถึงพื้นพวกดวอร์ฟก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงทันที เมื่อเทียบกันก็แทบไม่ต่างอะไรจากเด็กยืนเทียบกับผู้ใหญ่เลย เมื่อความภาคภูมิใจถูกทำลายลงจนไม่เหลือซากแล้วพวกดวอร์ฟก็ร้องขออยากจะพบกับผู้ที่เป็นคนสร้างเฟรมเกียร์ให้ได้โทยะจึงได้พาเรจีน่ามาพบกับพวกดวอร์ฟซึ่งด้วยรูปร่างราวกับเด็กสิบขวบก็ทำเอาพวกดวอร์ฟต้องตะลึงเป็นครั้งที่สองหลังจากนั้นหัวหน้าของพวกดวอร์ฟ ก็เข้ามาพูดคุยกับเรจีน่าซักพักเธอก็โทรไปเรียกโรเซ็ตต้าให้มาร่วมวงด้วยและหลังจากทำการทดสอบหุ่นยนต์ของพวกดวอร์ฟแล้วเรจีน่าอธิบายถึงความแตกต่างของ หุ่นเหล็กที่พวกดวอร์ฟสร้างกับที่โบแมนสร้างทำให้โทยะเข้าใจว่าพวกดวอร์ฟนั้นมีทักษะทางวิศวกรรมค่อนข้างดี และโทยะก็เกิดความคิดหากนำเทคโนโลยีของโลกทั้งสองมารวมกันแล้วล่ะก็น่าจะทำให้มีการพัฒนาไปได้มากกว่านี้อีกแน่นอน หลังจากนั้นโทยะก็ทดลองขับหุ่นยนต์ของพวกดวอร์ฟดูแต่ด้วยพลังเวทอันมหาศาลเกินไปส่งผลให้เกิดระเบิดขึ้นและสุดท้ายหุ่นยนต์ตัวนั้นก็มีสภาพไม่ต่างจากเศษเหล็กทำเอาเหล่าดวอร์ฟติดสตันกันไปทั้งแถบ
.
อัลบามาพูดคุยกับโทยะเรื่องเกี่ยวกับโจรสลัดที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับเรือในเขตทะเลเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญเพื่อใช้ในการที่ติดกับริฟุริส เอลฟลัว ลิเนียและบาลูฟ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าแหล่งกบดานของพวกโจรสลัดนั้นอยู่บนเกาะใกล้ ๆ กับริฟุริสแต่ทว่าจนป่านนี้ยังจับพวกนั้นไม่ได้ และแม้ว่าราชนาวีของริฟุริสจะพยายามวางกำลังลาดตระเวนแค่ไหนแต่ก็มีขีดจำกัดและช่องโหว่ให้พวกโจมสลัดโจมตีเรือสินค้าได้อยู่ดี โทยะจึงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาทำการค้นหาที่ตั้งของแหล่งซ่อนตัวของพวกโจรสลัด ก็พบว่ามันมีทั้งหมด 6 จุดเป็นได้ว่าโจรสลัดกลุ่มนี้มีที่ซ่อนหลายแห่งหรือไม่ก็เป็นคนละกลุ่มกัน จากนั้นโทยะก็โทรไปหาจักรพรรดิ์แห่งริฟุริสและส่งข้อมูลทั้งหมดให้เพื่อให้ทางนั้นดำเนินการกันต่อไป หลังจากนั้นโทยะก็ได้หารือกับอัลบาโดยฉายภาพวีดีโอสาธิตหุ่นยนต์ของพวกดวอร์ฟให้อัลบาดู และเชิญชวนให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ประเภทนี้ออกขายในรูปแบบของจักรกลเพื่อการก่อสร้างซึ่งอัลบาก็ตกลงเข้าร่วมแล้วหลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทไปที่บาบิโลนการ์เด็นที่นั่นมีเรจีน่ากับโรเซ็ตต้ารออยู่แล้ว ตอนนี้เรจีน่าสามารถปรับปรุงประตูข้ามมิติให้สามารถเปิดได้ด้วยพลังงานที่น้อยลงและไม่จำกัดน้ำหนักที่จะผ่านได้สำเร็จแล้ว โทยะจึงเรียกทุกคนมารวมกันและพาพวกเขาข้ามไปโลกอีกฝากตามที่สัญญาไว้ ขณะเดินทางรวมกันมีสิบคนส่วนที่เหลือไม่นับเป็นคน เมื่อโทยะเดินเครื่องประตูข้ามมิติเพื่อเตรียมออกเดินทาง ทว่าบรรดาสาวที่หวั่น ๆ กับการข้ามประตูก็พากันไปเกาะโทยะกันหมด ยูมิน่าจับมือซ้าย รูเชียจับมือขวา เอลเซ่กับลินเซ่จับแขนขวา ฮิวด้ากับยาเอะจับแขนซ้าย รีนกับซากุระเกาะอยู่ที่เอว ซูเกาะอยู่ที่หลัง ส่วนโพล่าเกาะอยู่บนหัวเมื่อข้ามมิติไปแล้ว ปลายทางที่โผล่ก็คือสวนในแมนชั่นที่ตั้งเอาไว้ที่เกาะมังกรนั่นเองเมื่อก้าวเท้าออกมาโทยะก็พบว่าสภาพของสวนนั้นเปลี่ยนไปจากตอนที่เขากลับไปค่อนข้างมากมีการดูแลและตกแต่งเป็นอย่างดีจนกลายเป็นสวนที่งดงามตระการตา
.
หลังจากนั้นไม่นานชิโรกาเนะที่อยู่ในชุดพ่อบ้านก็ออกมาต้อนรับหลังจากพูดคุยกันก็ทำให้ทราบว่าสวนนี้เขาเป็นคนตกแต่งมันเองจากนั้นเชิญทุกคนเข้าไปในตัวบ้านซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราเช่นกันของแตกแต่งล้วนเป็นของดีมีราคาทั้งนั้นแม้แต่หนังสือมากมายหลายชนิด หลังจากนั้นก็พากันไปที่ห้องนั่งเล่น พ่อบ้านมังกรให้ทั้งหมดนั่งพักตามสบายส่วนตัวเองก็ไปจัดเตรียมชา ส่วนสาว ๆ ก็พากันปรึกษาว่าจะทำอะไรกันดีเพราะเย็นนี้ก็ต้องเดินทางกลับแล้ว โดยรูเชียเสนอว่าอยากไปเที่ยวดูเมืองหลวงของทางนี้ แต่โทยะเคยไปมาแค่สองเมืองแล้วก็ค่อนข้างจะเจอเหตุการณ์ไม่ค่อยดีด้วยอย่างเช่นเหตุการณ์ที่ตลาดมืดแล้วโดยส่วนตัวตอนนี้โทยะยังไม่ต้องการติดต่อกับพวกเนียด้วยแต่คิดว่าถ้าจะไปเที่ยวก็น่าจะไปที่อาณาจักรอเลนที่มีร้านของซันโจตั้งอยู่ ส่วนทางด้านของเรจีน่าก็ทำการปรับแต่งประตูติดตั้งถังพลังเวทให้กับประตูฝากนี้ โทยะตัดสินใจว่าจะฝากเอโทวาลซีรี่ส์ทั้งสามตัวให้ชิโรกาเนะเป็นผู้ดูแลก่อนจะพาคนอื่น ๆ ไปยังอาณาจักรอเลน โทยะตั้งใจจะไปที่ร้านของซันโจก่อนเพราะตอนนี้เขามีเงินของโลกนี้ติดตัวอยู่ไม่มาก ที่ได้มาจากพวกเรดแคทก็เอาไปถลุงกับโกเลมสามตัวนั้นซะเกือบหมดแล้วจึงมีเงินเหลือไม่มากพอจะพาสาวเดินชอปปิ้ง แต่ทว่าเมือไปถึงที่ร้านก็พบว่าซันโจกันคุยกับกลุ่มพ่อค้าคนอื่น ๆ ด้วยสีหน้าลำบากใจแต่เมื่อเห็นโทยะเขาก็หันมาทักทายทันที และบอกถึงเรื่องที่พวกเขากำลังคุยกันนั้นเกี่ยวของกับเหตุที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านจิโอเร่ แต่พอโทยะบอกว่าไม่รู้เรื่องซันโจก็ตกใจมากทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ก็อยู่ในหนังสือพิมพ์ แต่โทยะก็บอกไปว่าเขาไม่ไม่อยู่ในเมืองมาพักใหญ่แล้วเพิ่งจะกลับมาทำให้ซันโจพอจะยอมรับได้แล้วจากนั้นเขาก็ส่งหนังสือพิมพ์ให้โทยะดู และสิ่งที่อยู่บนพาดหัวข่าวก็คือมอนสเตอร์ลึกลับสีทอง โทยะตะลึงกับสิ่งที่เห็นเพราะเขารู้จักสิ่งนั้นดีมันก็คือเฟรซที่มีพลังของเทพนั่นเอง
.
จากหนังสือพิมพ์ที่ซันโจให้มาโทยะได้รู้ข้อมูลของเหตุการณ์ที่เกิดที่หมู่บ้านจิโอเร่ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเมืองหลวงนั้นถูกมอนสเตอร์บุกเข้าจู่โจมและสังหารผู้คนในหมู่บ้านอย่างโหดเหี้ยมคนแล้วคนเล่า ผู้ที่รอดตายมาได้ก็รีบมาขอความช่วยเหลือทางเมืองหลวงจึงได้ส่งอัศวินโกเลมไปช่วยเหลือเมื่อไปถึงก็พบกับมอนสเตอร์สีทองและโครงกระดูกผลึกแก้วอยู่เต็มพื้นที่หมู่บ้าน อัศวินโกเลมพยายามจะจัดการกับมอนสเตอร์ตัวนั้นแต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรมันได้เลยแม้จะใช้ความสามารถพิเศษของอัศวินโกเลมแล้วก็ตาม เจ้าชายแห่งพานาเชสได้ใช้โกเลมระดับคราวน์เข้าจัดการกับมอนสเตอร์สีทองตัวนั้นได้สำเร็จแต่ร่างของมันก็ละลายหายไปหลังจากนั้นทำให้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ทางอาณาจักรเองก็ต้องรีบหาทางรับมือเป็นการด่วนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ที่อื่นอีก หลังจากขายทองคำแท่งให้กับซันโจวแล้วโทยะก็พาสาว ๆ ไปทานอาหารที่คาเฟ่ใกล้ ๆ นั้นแต่เพราะมัวแต่สนใจข้อมูลในหนังสือพิมพ์มากไปหน่อยจึงถูกรีนตำหนิเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารไปเล็กน้อย หลังจากนั้นยูมิน่าที่ทานอาหารเสร็จแล้วก็หยิบเอาหนังสือพิมพ์ที่โทยะถืออยู่มาไล่อ่านดูเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นพวกโทยะก็มั่นใจว่านี่เป็นฝีมือของพวกเฟรซแน่ แต่ทำไมเฟรซถึงมาปรากฏตัวที่โลกฝั่งนี้ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเพราะเดิมที่พวกเฟรซนั้นกำลังตามหาคอร์ของคิงที่อยู่ในโลกฝั่งของโทยะแต่เฟรซที่โผล่มาทางนี้นั้นดูจะมีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป ยูระกำลังทำอะไรอยู่ในช่องว่างระหว่างโลกทั้งสองนี้กันแน่โทยะพยายามคิดหาคำตอบแต่ก็ไม่ได้อะไรเขาจมอยู่ในห้วงความคิดจนกระทั่งเสียงขอยูมิน่าได้ดึงเขากลับมาสู่ความเป็นจริง โทยะเลิกคิดถึงเรื่องพวกนั้นไปก่อนเพราะตอนนี้เขาไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วหันมาให้ความสนใจกับโกเลมที่เอาชนะเฟรซได้แทนดูเหมือนว่าจะมีวิธีการอื่นในการกำจัดพวกเฟรซโดยไม่ต้องใช้การโจมตีกายภาพเพียงอย่างเดียวอยู่ จากนั้นโทยะก็ลองใช้สมาร์ทโฟนค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของอาณาจักรพานาเชสแล้วก็พบว่ามันตั้งอยู่บนเกาะที่เหมือนกับเกาะบาลูเนียที่อาณาจักรริเนียกับบาลูฟตั้งอยู่ ส่วนพอเซิร์จหาพวกเฟรซก็ไม่พบปฏิกิริยาใด ๆ
.
เมื่อรู้ว่าตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วโทยะก็เก็บเรื่องของเฟรซไปจากหัวก่อนชั่วคราวและเริ่มกลับเข้าสู่ประเด็นหลักที่เขาพาสาว ๆ มาในวันนี้ก็คือการเที่ยวเล่นชอปปิ้งนั่นเอง เมื่อเปิดประเด็นนี้บรรดาสาว ๆ ก็เริ่มพูดคุยกันถึงสิ่งของที่อยากซื้อโทยะก็ต้องเซิร์จหาร้านพวกนั้นก่อนจะพาพวกเธอออกจากคาเฟ่ไป จากนั้นโทยะก็ต้องเจอนรกแห่งการพาเมียชอปปิ้งไปตามระเบียบ เมื่อบรรดาสาว ๆ เริ่มเลือกของและขอความคิดเห็นซึ่งโทยะต้องโดนทำแบบนี้อย่างต่ำ ๆ ก็ 9 รอบต่อหนึ่งร้าน แล้วร้านที่ไปนั้นก็มี ร้านขายรองเท้า ร้านขายหมวก ร้านกิฟชอป ร้านขายอาวุธ ร้านหนังสือ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ร้านขายของจิปาถะ ร้านเครื่องดนตรี ร้านขายผลไม้ ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายลูกกวาด และอื่น ๆ ที่เริ่มจำไม่ได้ และตอนนี้สาว ๆ ก็พากันมาที่ร้านขายชุดชั้นในซึ่งโทยะไม่สามารถจะออกความเห็นใด ๆ ได้เขาจึงยืนรออยู่นอกร้าน ที่ตรงนั้นโทยะมองเห็นร้านที่คล้ายกับร้านตีเหล็กที่คนในร้านกำลังจัดการทำบางอย่างกับโกเล็มอยู่ด้วย เขาจึงเดินเข้าไปดูและพูดคุยกับเจ้าของร้านและเหลือบไปเห็นของชิ้นหนึ่งเข้า มันเป็นวัตถุที่มีความกว้างและความยาวประมาณสี่สิบเซ็น มันเป็นของแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ในหุ่นยนต์ของพวกดวอร์ฟแต่อันนี้มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมันเป็นกลไกขยายพลังเวทของจักรกลเวทมนตร์นั่นเองโทยะตัดสินใจซื้อของชิ้นนี้ไปทันที โดยมีความคิดว่าหากมันใช้ได้ล่ะก็เขาจะสามารถนำไปสร้างอะไรได้อีกหลาย ๆ อย่างเช่นรถยนต์เป็นต้น หลังจากที่เห็นว่าพวกสาว ๆ ออกมาจากร้านกันแล้วโทยะก็กลับไปหาพวกเธอทั้งทีแต่พอโทยะจะเก็บถุงที่ใส่ของที่ซื้อมาเข้าสโตร์ก็ถูกปฏิเสธ หลังจากนั้นก็เกิดมหกรรมการแฉกันเองเกี่ยวกับการชุดที่ซื้อกันมาแต่ก่อนที่จะเกิดการลุกลามไปมากกว่านั้นรีนก็เข้ามาเบรกไว้ก่อนแต่ก็ไม่วายจะหยอกโทยะ ประมาณว่าอยากดูชุดชั้นในของเธอไหม? หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทพาทุกคนกลับไปที่แมนชั่น
.
และด้วยสิ่งที่โทยะซื้อมาจากโลกอีกฝากหนึ่งก็ทำให้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นจนได้รถยนต์ส่วนบุคคลได้ถูกนำมานำเสนอต่อหน้าเหล่าผู้นำประเทศที่มารวมตัวกันที่นี่ โดยอาศัยต้นแบบจากรถยนต์ Fiat 3.5 ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1899 โดยเชื้อเพลิงที่ใช้ก็คือเอลลิควิด แต่เดิมนั้นเอลลิควิดจะใช้ในพวกเฟรมเกียร์เป็นหลักแต่ในตอนนี้เฟรมเกียร์รุ่นใหม่ไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้แล้วจึงสามารถนำมาใช้ทำอะไรแบบนี้แทน เมื่อทำการเดินเครื่องตัวรถก็เริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ มันก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดาเหล่าผู้ชมเป็นอย่างมาก ความเร็วของรถนั้นพอ ๆ กับรถม้าแต่ดูแลง่ายและบังคับได้ไม่ยากแต่ก็อันตรายเกินไปสำหรับเด็กอยู่ดี แน่นอนว่าเมื่อได้เห็นรถยนต์พวกนี้แล้ว เหล่าราชาก็พากันอยากลองขับอยากลองนั่งกันเป็นแถวแถมตัวโทยะเองก็ต้องการจะขายรถพวกนี้ให้กับทุกประเทศพันธมิตรแต่แรกอยู่แล้วจึงเอารถออกมาจากสโตร์เพื่อให้เหล่าผู้นำทั้งหลายได้ลองขับลองนั่งกัน ในระหว่างนั้นจักรพรรดิ์ริฟุริสก็ได้บอกพูดคุยกับโทยะเกี่ยวกับเรื่องโจรสลัดที่ได้รับข้อมูลมาก่อนหน้านี้ แต่ทว่ายังมีเรือลำหนึ่งของริฟุริสที่ออกล่าโจรสลัดแล้วหายสาบสูญไปแถมตอนนี้ยังหาไม่พบ โทยะลองใช้สมาร์ทโฟนค้นหาดูก็ไม่พบเช่นกันจึงเดาว่าอาจโดนจมไปแล้วโดยอสูรใต้ทะเลไปแล้วก็เป็นได้ ส่วนเรื่องของรถยนต์เมื่อได้ลองขับแล้วเหล่าผู้นำก็ตัดสินใจซื้อกันทันทีส่วนเอลลิควิดที่สำรองไว้ก็มีมากพอจะใช้ได้ครึ่งปี นอกจากนี้ก็ยังมีกระปรับรูปแบบของล้อให้เหมาะกับถนนออฟโรดด้วย เรียกว่าหากำไรกันได้ยาวแต่โทยะตั้งเป้ากับการขายเอลลิควิดมากกว่านอกจากนี้ก็จำเป็นจะต้องสร้างถนนเพิ่มขึ้นอีก หลังจากนั้นก็มีการฝึกขับรถยนต์ให้กับเหล่าเมดและคนอื่น ๆ ในปราสาทโดยมีการดัดแปลงสวนบางส่วนเป็นสนามสำหรับฝึกขับ สำหรับหัวหน้าเมดลาปิสก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไรสำหรับการฝึกขับรถแถมยังพัฒนาทักษไปถึงขั้นการดริฟได้อย่างสบาย ๆ แต่ในตอนนั้นองก็มีการติดต่อจากราชาปิศาจเซนอสเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องของโซลอีทเตอร์บุกเข้าโจมตีเมืองที่ชื่อราดัม
.
โทยะได้รับรายงานจากเรลิชาเกี่ยวกับสัญญาณการปรากฏตัวของเฟรซนับหมื่นตัวที่ทะเลทรายพารินในเขตของพื้นที่ของซานโดร่าโดยมีเวลาเหลืออีกประมาณ 1 วันก่อนการบุกจะเริ่มโดยที่บริเวณนั้นมีเมืองที่ชื่อโดราก้าที่อยู่ห่างจากจุดที่ระบุไปราวร้อยกิโลเมตร สภาพของซานโดร่าตอนนี้เรียกได้ว่าไม่เหลือความอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว หลังจากโทยะจัดการกับผู้ปกครองและปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระที่นี่ก็สูญเสียการปกครองส่วนกลางไปสถานะของโทยะสำหรับซานโดร่าแล้วก็มีสองอย่างคือ ผู้ปลดปล่อยเหล่าทาสให้เป็นอิสระกับปิศาจร้ายที่ทำลายล้างซานโดร่า โทยะติดต่อกับผู้นำในกลุ่มพันธมิตรโลกเพื่อเตรียมหาทางรับมือ เฟรมเกียร์ถูกส่งไปยังเขตทะเลทรายซึ่งประกอบไปด้วยกองกำลังจาก เบลฟาส ริฟุริส มิสนิด เรกุรุส รามิชู โลโดเมีย ลิเนีย บาลูฟ เรสเทีย เซนอสและเฟลเซน โดยทัพของแต่ละประเทศได้รับไนท์บารอนไปคนละ 3 เครื่องและคาวาเลียไปคนล่ะ 27 เครื่อง รวมเป็นทัพละ 30 เครื่องรวมทั้งหมดเป็น 330 เครื่องส่วนทัพของบรุนฮิวประกอบไปด้วยวัลคิรีเรียยูนิต 9 เครื่อง ไชน์นิงเคาท์ แบล็คไนท์ และบลูมูน 3 เครื่องและคาวาเรียอีก 70 เครื่องรวมแล้วก็มี 412 เครื่องที่ลงสนามรบในครั้งนี้ แต่สิ่งที่สร้างปัญหาอีกอย่างในการรบครั้งนี้ก็คือความร้อนของทะเลทรายที่ส่งผลต่อผู้ที่อยู่ในค็อทพิทของเฟรมเกียร์ ทั้งนี้ก็เพราะระบบปรับอากาศในเครื่องแบบผลิตจำนวนมากนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักและถึงแม้จะมีระบบกันความร้อนแต่มันก็ยังร้อนอยู่ดี การเปิดฮัทไว้อาจจะดีกว่าแต่มันก็เป็นสิ่งไม่ควรเพราะไม่รู้ว่าการต่อสู้จะเริ่มเมื่อไหร่การทำเช่นนั้นจึงอันตรายและหากต้องสู้กันตอนกลางคืนก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่เพราะจะมีปัญหาเรื่องการมองตอนกลางคืน เพราะยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ติดระบบไนท์วิชชั่นนั่นเอง เหล่าผู้นำของแต่ละประเทศก็มารวมตัวกันภายในเต็นท์บัญชาการซึ่งแม้ภายในจะมีการใช้เวทช่วยลดอุณหภูมิแต่ภายนอกก็ร้อนราวกับอยู่ในนรก ในการหารือกันนั้นก็มีมติว่าหากพบเฟรซสีทองก็ควรรีบกำจัดเป็นอันดับแรก ๆ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาอาหารโทยะเอาหมี่เย็นมาให้พวกผู้นำทาน แล้วก็มีการส่งอาหารไปให้กับทหารที่เฝ้าระวังกันอยู่ด้วย ส่วนพวกยูมิน่าก็พลัดเปลี่ยนกันลงมาทานอาหาร ดูเหมือนว่าอาหารรอบนี้จะเป็นที่ถูกใจถึงขนาดมีการขอสูตรการทำกันเลยทีเดียว
.
เวลาผ่านไปอากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ สภาพแบบนี้ไม่เป็นมิตรกับคนและเครื่องจักรซักเท่าไหร่ โทยะเดินออกมาจากเต็นท์เพื่อไปพบกับคนอื่น ๆ ที่รอยู่ที่แนวหน้าแต่เขาก็ได้พบกับอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในระยะสายตา ห่างไปประมาณสามเมตรตอนแรกโทยะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรเป็นสัตว์อสูรหรือพวกปิศาจกันแน่ แต่ไม่นานนักสิ่งนั้นก็ปรากฏร่างให้โทยะเห็น เธอก็คือสปริตออฟแซนด์ เธอมาที่นี่เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นโทยะก็อธิบายเหตุผลไปหลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยเธอก็กล่าวอำลาและหายตัวไป หลังจากนั้นโมโรฮะกับคารินะก็มาที่ทะเลทรายและขอเข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วยสำหรับโมโรฮะแล้วไม่น่าแปลกแต่คารินะที่เป็นเทพแห่งนักล่าใช้ธนูเป็นหลักนั้นโทยะเกรงว่าจะทำอะไรพวกเฟรซไม่ได้แล้วถ้าเกิดเธอเผลอใช้พลังเทพออกมาก็คงเกิดปัญหาใหญ่แน่ แต่คารินะก็ตอบว่าเธอไม่ได้ใช้เป็นแค่ธนูอย่างเดียว หอกหรือมีดสั้นเธอก็ใช้เป็น โทยะจึงเอาผลึกเฟรซออกมาจากสโตร์และสร้างหอกให้กับคารินะ
.
และแล้วเวลาแห่งการต่อสู้ก็มาถึงเมื่อรอยแตกร้าวเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าพวกเฟรซจำนวนมากค่อย ๆ พากันหล่นร่วงลงมายังพื้นทะเลทราย โดยที่ลงมานั้นเป็นระดับล่างทั้งหมด โทยะสั่งการให้เฟรมเกียร์เริ่มปฏิบัติการพร้อมกับหยิบดาบใหญ่ออกมาจากสโตร์สองเล่มก่อนจะยื่นเล่มหนึ่งมอบให้โมโรฮะไป ส่วนตัวเขาก็ทะยานขึ้นฟ้าเพื่อมองดูภาพรวมของสนามรบเพื่อคอยบัญชาการ ในขณะเดียวกันก็มีพวกเฟรซสีทองโผล่มาจากรอยแตกอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์แบบนี้เรียกว่าไม่สู้ดีเท่าไหร่หากพวกเฟรซสีทองทำการกลืนกินเฟรซปกติเข้าไปมันก็จะแกร่งขึ้นจนมีพลัง ๆ พอ ๆ กับแอดวานท์คลาสได้หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะรับมือได้ลำบากแน่ โทยะจึงตัดสินใจส่งวัลคิเรียยูนิตไปจัดการกับพวกเฟรซสีทองก่อน แต่ว่าเมื่อเฟรซสีทองปรากฏตัวกลุ่มเฟรซที่ลงมาก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะแตกกระจายไปคนละทิศล่ะทางถ้าปล่อยไว้ก็จะจับพวกมันไม่ได้ แต่โทยะได้คิดเตรียมการสำหรับเรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้วเขาจึงสั่งให้เปลี่ยนรูปขบวนโดยเคลื่อนย้ายเฟรมเกียร์ของแต่ละประเทศไปยังแปดจุดรอบทิศทางของกลุ่มเฟรซเพื่อสร้างเป็นแนววงล้อมดักจับไม่ให้เฟรซหลุดออกไปได้ เฟรซที่ออกมาในคราวนี้มีถึง 16,927 ตัวแบ่งเป็นระดับต่ำ 10,954 ระดับกลาง 2,352 ตัว พวกกลายพันธุ์อีก 3,621 ตัว ซึ่งเมื่อนับรวมแล้วก็มากกว่าเมื่อศึกยูโรนที่มีประมาณ 13,000 แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดฉากโจมตี ก็มีรายงานว่ามีรอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นห่างไปประมาณสองกิโลเมตร เฟรซระดับไฮคลาสรูปแบบนกยูงปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกนั้นต่อจากนั้นอีกไม่กี่วินาทีเชสก้าก็รายงานว่ามีเฟรซไฮคลาสอีกตัวกำลังออกมาคราวนี้มาในรูปลักษณ์เหมือนหอยงวงช้าง
.
การจะเอาชนะเฟรซระดับสูงนั้นแม้จะมีการเตรียมการเอาไว้อยู่บ้างอย่างเช่นปืนใหญ่ “บริเน็กซ์” ที่สามารถยิงกระสุนเจาะทะลวงแรงสูงราวกับสว่านได้แต่ปืนนั้นมีข้อด้อยที่ร้ายแรงคือหลังยิงไปแล้วหนึ่งครั้งต้องใช้เวลานานมากเรียกได้ว่าไม่มีโอกาสจะยิงนัดที่สองในศึกเดียวได้เลยแถมยังกินพลังเวทมนตร์จากธาตุไฟและธาตุลมอย่างมากแม้ตัวโทยะจะมีพลังมากพอสำหรับจ่ายให้กับปืนแต่ถ้าหากควบคุมพลังผิดพลาดล่ะก็ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายดังนั้นจึงมอบหน้าที่ในการควบคุมปืนนี้ให้กับลินเซ่กับรีนไปแทนและโทยะก็เริ่มเปิดฉากโจมตีด้วย “เมเทโอซัพเปอร์” ทว่าเจ้าเฟรซนกยูงก็เปิดหางรำแพนออกมาแล้วยิงลำแสงสกัดกั้นห่าฝนดาวตกที่พุ่งลงมาจนหายไปหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือซักชิ้น เมื่อการโจมตีของโทยะหยุดลงเฟรซนกยูงก็ลดหางลงเหมือนเตรียมการบางอย่าง โทยะเห็นท่าไม่ดีเกรงว่าจะเป็นการโจมตีระลอกสองก็เป็นได้เขาจึงรีบสั่งให้โมนิก้าปืนใหญ่บริเน็กซ์มาแล้วให้ลินเซ่กับรีนเข้าประจำตำแหน่ง ปืนเชื่อมต่อกับเข้าเฮมวิเก้และกริมเกเด้และเริ่มชาร์จพลังงาน โทยะสั่งให้เอลเซ่ ยาเอะ ฮิวด้าเข้าโจมตีเฟรซนกยูงเพื่อดึงความสนใจศัตรูไว้ ส่วนรูเชียกับยูมิน่าให้ไปโจมตีเฟรซหอยงวงช้างพยายามดึงมันให้ออกห่างจากเฟรซนกยูง ส่วนซากุระกับซูให้คอยทำหน้าที่คุ้มกันลินเซ่กับรีนเอาไว้ ส่วนเฟรมเกียร์เครื่องอื่น ๆ นั้นไม่สามารถจะรับมือกับเฟรซระดับสูงได้จึงถูกส่งไปสกัดกั้นเฟรซระดับล่าง เกอร์ฮิลด์ของเอลเซ่ จีกลูเน่ของฮิวด้า และชูไวน์เลย์ของยาเอะ รุกเข้าไปถึงขาขวาของเฟรซนกยูงได้สำเร็จและปลดปล่อยการโจมตี (มีตะโกนชื่อท่าด้วย) ทำลายส่วนขาขวาลงได้สำเร็จ เมื่อเสียขาไปเฟรซนกยูงก็เสียสมดุลและล้มลงกระแทกพื้นทรายอย่างแรงส่วนพวกเอลเซ่รีบถอยหนีออกมาได้ทันเวลา
.
ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นวาลเทราด์ของรูเชียได้เปลี่ยนแพ็กเป็น B-Unit เพื่อต่อกรเฟรซหอยงวงช้างที่ใช้หนวดที่แหลมราวกับหอกเป็นอาวุธและด้วยความเร็วของ B-Unit นั้นทำให้รูเชียหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้ไม่ยากเย็นส่วนบรุนฮิวเด้ของยูมิน่าก็ใช้ฟังก์ชั่นพลางตัวกับสิ่งแวดล้อมคอยยิงโจมตีใส่เป็นระยะ และในที่สุดบริเน็กซ์ก็ชาร์จพลังงานจนเต็มและพร้อมยิงแล้วทว่าฝ่ายเฟรซนกยูงเองก็ฟื้นฟูสภาพกลับมาได้แล้วแถมมันยังรับรู้ได้ว่ามันกำลังตกเป็นเป้าการโจมตีมันจึงกางปีกและยิงผลึกที่รูปร่างคล้าย ๆ กับเซิร์ฟบอร์ดจำนวนมากเข้าใส่พวกลินเซ่แต่ออรทรินเด้โอเวอร์โหลดก็เข้ามาป้องกันทั้งสองไว้ด้วยสตาร์ดัสชิลด์ และในตอนนั้นเองโทยะก็ยิงเมเทโอซัฟเปอร์เข้าใส่เฟรซนกยูงอีกครั้ง เมื่อห่าดาวตกพุ่งลงมาเฟรซนกยูงก็รำแพนหางอีกครั้งและพุ่งการโจมตีทั้งหมดไปยังกลุ่มผลึกดาวตกจึงเปิดโอกาสให้ลินเซ่กับรีนมีจังหวะเหนียวไกปลดปล่อยกระสุนสังหารในที่สุด ลำแสงเกลียวสว่านพุ่งผ่านทะเลทรายและเจาะทะลวงนิวเคลียสที่บริเวณกลางอกของเฟรซนกยูงและทะลุออกด้านหลังไปอย่างง่ายดายและร่างอันใหญ่โตของมันก็ค่อย ๆ แตกร้าวและพังทลายลงกลายเป็นภูเขาก้อนผลึกไปในที่สุด แต่ในขณะเดียวกันทั้งเฮมวิเก้ กริมเกเด้และปืนใหญ่บริเน็กซ์รวมทั้งตัวลินเซ่กับรีนก็หมดสภาพไปจนไม่สามารถจะสู้รบต่อได้อีก พลังเวทลดหายไปจนเกือบหมดเฟรมเกียร์และตัวปืนปลดปล่อยควันออกมาจำนวนมากเพื่อระบบความร้อนแม้จะสามารถฟื้นพลังเวทคืนได้จากแหวนหมั้นที่โทยะให้ไว้แต่เธอทั้งสองก็ต้องการเวลาฟื้นสภาพร่างกายซักครู่โทยะจึงทำการเปิดเกทส่งทั้งสองกลับไปหาฟลอร่าที่ฐานบัญชาการก่อน หลังจากนั้นก็เหลือแค่จัดการกับเฟรซหอยงวงช้าง แต่ทว่าในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงยูมิน่าก็ร้องตะโกนเรียกเขา
.
เหล่าเฟรซที่กลายพันธุ์ได้เข้าจู่โจมใส่เฟรซหอยงวงช้างแม้มันจะพยายามใช้ระยางค์ที่อยู่มากมายของมันโจมตีสกัดกั้นผู้บุกรุกแล้วแต่ด้วยจำนวนของผู้เข้าโจมตีที่มีมากมายราวกับฝูงผึ้งไม่ช้าร่างของมันก็ค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีทองขุ่น ๆ จากนั้นไม่นานร่างของเฟรซหอยงวงช้างก็ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาที่พื้นทรายจากนั้นเหล่าเฟรซที่กลายพันธุ์ก็ตรงเข้ารุมกัดกินทันทีและแล้วหลังจากนั้นมันเริ่มกลายสภาพเป็นสีทองขุ่น ๆ รูปลักษณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปดูคล้ายปลาหมึกผสมเข้ากับหอยทาก ร่างกายของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนส่วนที่เหมือนเปลือกของมันเริ่มจะปริแตกมีวัตถุทรงกรวยจำนวนมากโผล่ยื่นออกมาจากภายในและกรวยพวกนั้นก็พุ่งออกมาราวกับจรวดและแตกออกเป็นวัตถุที่ใกล้เคียงกับพวกลูกธนูตกลงมาบนพื้นทะเลทรายราวกับเป็นห่าฝนผลึก โทยะรีบกางชิลด์ออกมาป้องกันตัวเอง ลักษณะการโจมตีแบบนี้คล้าย ๆ กับของเฟรซจระเข้ที่เคยสู้เมื่อครั้งศึกยูโรนการโจมตีนี้ทำเอาทั้งเฟรซและเฟรมเกียร์ต่างได้รับความเสียหายไปตาม ๆ กันดูเหมือนว่าเจ้านี่จะไม่ได้เข้าพวกกับใครทั้งนั้นเฟรซสามารถฟื้นตัวเองได้แต่ทางพวกเฟรมเกียร์นั้นทำแบบนั้นไม่ได้ โทยะรีบติดต่อโรเซ็ตต้าเพื่อขอทราบความเสียหายที่เกิดขึ้น เฟรมเกียร์เสียหายปานกลาง 29 เครื่อง เสียหายหนัก 7 เครื่อง นักบินบาดเจ็บสาหัสสองแม่จะไม่ถึงกับชีวิตแต่ก็ไม่สามารถกลับลงสนามในตอนนี้ได้แล้ว
.
ในระหว่างที่โทยะกำลังเป็นห่วงนักบินสองคนที่เจ็บหนักรูเชียก็แจ้งเตือนถึงการโจมตีระลอกสอง ครั้งนี้เสียหายปานกลางเพิ่มอีก 19 เครื่อง เสียหายหนัก 7 เครื่อง คนบาดเจ็บสาหัสเพิ่มอีก 3 ซึ่งถ้าหากให้มันโจมตีแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ล่ะก็สถานการณ์คงจะแย่ลงเรื่อย ๆ แน่ ทว่าในตอนนั้นเองเรจีน่าก็ติดต่อเข้ามาบอกว่า ถ้าโทยะต้องการเธอจะส่งเฟรมเกียร์ของเขาที่เสร็จเพียงเก้าสิบเปอร์เซนต์ไปให้ แม้ว่าระบบบางอย่างจะยังใช้การไม่ได้แต่ก็พอจะใช้ต่อสู้ได้แล้ว และพริบตาต่อมาเฟรมเกียร์ส่วนตัวของโทยะก็ถูกส่งมายังสนามรบ นามของมันคือ “เรกินเรฟ” โทยะตรงไปยังเฟรมเกียร์ของเขาเปิดค็อทพิทและเข้าไปนั่นด้านในจากน้้นก็เซ็ตสมาร์ทโฟนของเขาเข้าไปที่คอนโซลที่อยู่ตรงหน้าระบบต่าง ๆ เริ่มทำงานเสียงต่ำ ๆ ที่ส่งออกมานั้นทำให้รู้สึกได้ว่าเรกินเรฟกำลังลืมตาตื่น ภาพภายนอกเริ่มฉายขึ้นบนหน้าจอในค็อทพิทเมื่อกำคันบังคับและเริ่มส่งถ่ายพลังเวทเข้าไปเรกินเรฟก็เริ่มเคลื่อนไหว ทุกระบบทำงานปกติไม่มีปัญหาโทยะเริ่มเปิดฉากการโจมตีด้วยซอร์ดบิท เมื่อโทยะออกคำสั่งและสมาร์ทโฟนของเขาตอบรับ แพ็คหลังที่ดูเหมือนปีกก็เริ่มเคลื่อนไหว เมื่อโทยะออกคำสั่งให้เปลี่ยนรูปเป็นสเฟียร์โหมดใบดาบยาวที่ทำจากผลึกก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นวัตถุทรงกลมและพุ่งเข้าใส่เฟรซกลายพันธุ์ราวกับลูกกระสุน แม้หนวดของเฟรซสีทองจะคมเหมือนดาบแต่ก็ถูกลูกบอลเหล่านี่อัดกระแทกจนแตกกระจายได้อย่างง่ายดาย จากนั้นบอลทั้งสิบสองลูกก็พากันพุ่งอัดร่างของเฟรซสีทองราวกับเป็นกระสอบทรายจนมันมีสภาพไม่ต่างจากรถยนต์ที่ถูกชนจนยับเยิน พริบตาต่อมาโทยะออกคำสั่งให้บอลคริสตัลทั้งสิบสองเปลี่ยนเป็นเบลดโหมด จากนั้นก็ใช้มันพุ่งไปตัดหนวดของอีกฝ่ายแต่ดูเหมือนว่าเฟรซที่กลายพันธุ์ไปแล้วจะมองไม่เห็นนิวเคลียสทำให้ไม่สามารถฆ่าด้วยวิธีตามปกติได้ โทยะเรียกซอร์ดบิทกลับมารวมกับที่แขนขวาและเปลี่ยนรูปร่างมันเป็นหอก ก่อนจะพาเรกินเรฟบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เรกินเรฟนั้นมีฟังก์ชั่นบินได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องเปลี่ยนร่างเหมือนเฮมวิเก้ด้วยเวทฟลาย
.
หลังจากนั้นหอกผลึกก็เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเวทแอคเซลก็ทะลวงร่างของเฟรซสีทองจนเป็นรูใหญ่ และในรูนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นแกนกลางที่สภาพเหมือนเลือดที่จับตัวเป็นก้อน ๆ เหมือนโคลนโทยะเปลี่ยนรูปแบบจากหอกเป็นดาบและจัดการทำลายนิวเคลียสนั้นในทันทีและเมื่อแกนกลางถูกทำลายร่างขนาดยักษ์ของเฟรซสีทองก็ค่อย ๆ ละลายกลายเป็นของเหลวร่วงล่งจากฟ้าลงสู่พื้นทราย หลังจากเฟรซสีทองถูกกำจัดเรจีน่าก็ติดต่อเข้ามาถามเรกินเรฟเป็นยังไงบ้าง โทยะก็ตอบว่าถูกใจมากหลังจากนั้นเรจีน่าก็บอกว่ามันมีระบบที่เธอเก็บไว้เซอร์ไพรส์โทยะด้วยแต่โทยะแกล้งแซวไปว่าคงไม่ใช่ระบบระเบิดตัวเองนะ หลังจากตรวจดูตำแหน่งของศัตรูที่เหลือบนจอมอนิเตอร์แล้วก็พบว่าศัตรูยังเหลืออยู่มาทางทิศเหนือกับตะวันออกแต่ทางทิศตะวันออกนั้นเจ๊โมโรฮะกับเจ๊คารินะกำลังมุ่งหน้าไปดังนั้นโทยะจึงคิดจะไปเก็บเฟรซที่เหลืออยู่ทางเหนือ จากนั้นก็เรียกซอร์ดบิทของเขากลับคืนมาติดเป็นโหมดปีกตามเดิม โทยะขอให้พวกยูมิน่าจัดการกับพวกเฟรซที่เหลืออยู่ในบริเวณนี้ส่วนตัวเขาก็พาเรกินเรฟไปทางทิศเหนือซึ่งจุดนั้นอัศวินของริเนียกับบาลูฟกำลังต่อสู้กับเฟรซอยู่ เมื่อโทยะบินไปถึงก็เห็นว่ามีเฟรซที่รูปร่างเหมือนตั๊กแตนตำข้าวกำลังจะยิงเลเซอร์จู่โจมอยู่พอดีโทยะจึงปล่อยซอร์ดบิทออกไปและเปลี่ยนเป็นรีเฟลกเตอร์โหมด ดาบทั้งสิบสองกลายสภาพเป็นกำแพงเข้ามาปกป้องเฟรมเกียร์ที่กำลังจะถูกเลเซอร์นั้นโจมตีเอาไว้ได้ลำแสงถูกสะท้อนให้หักเหขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นโทยะก็เปลี่ยนซอร์ดบิทให้กลายเป็นแดรกเกอร์โหมด ใบดาบยาว ๆ แยกตัวออกมาเป็นมีสั้นสี่เล่ม รวมกันแล้วมีมีดสั้น 48 เล่มบินรายล้อมเรกินเรฟอยู่ และเมื่อโทยะออคำสั่ง “กราดิอุส” มีดสั้นทั้งหมดก็พุ่งเข้าจู่โจมเป้าหมายซึ่งก็คือแกนกลางของพวกเฟรซที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงตัวแล้วตัวเล่าราวกับห่าฝนดาวตก ซึ่งตอนหลังโทยะเรียกดาบพวกนีว่า “โฮชิเคน” 「星剣」 หรืออาจจะแปลเป็นไทยว่า “ดาบดารา” ซึ่งการโจมตีนี้ก็สังหารเฟรซระดับต่ำได้ถึง 500 ตัวในคราวเดียว
.
หลังจากนั้นไม่นานเสียงกู่ร้องประกาศชัยชนะก็ดังกึกก้องขึ้นโทยะถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่เขารู้ดีว่าการต่อสู้นี้ยังไม่จบ ทว่าตอนนั้นเองเรกินเรฟก็เริ่มแสดงสภาพผิดปกติออกมาแสงที่อยู่ด้านหน้าคอนโซลเริ่มอ่อนลง ตัวเรกินเรฟย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นทราย สตาร์ซอร์ดก็กลับสู่สภาพเดิมแล้วกลับมาเข้าที่ โทยะกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่แล้วเรจีน่าก็ติดต่อเข้ามาบอกว่าไม่ต้องตกใจมันคือลิมิตเตอร์เพราะเรกินเรฟนั้นจะสามารถรับพลังเวทย์โดยตรงจากโทยะได้แต่มันก็มีขีดจำกัดอยู่มันยังทนพลังเต็มที่ของโทยะไม่ได้อยู่ดีดังนั้นแล้วก่อนที่จะเกิดภาวะโอเวอร์โหลดวงจรจะทำการตัดการทำงานลงเพื่อรักษาตัวเครื่อง ซึ่งขีดจำกัดที่ทนได้อยู่ราว ๆ สิบนาทีเท่านั้น โทยะคิดว่าถ้าเขาลองควบคุมปริมาณพลังเวทของตัวเองดูมันจะสามารถปฏิบัติการได้นานกว่านี้หรือเปล่า แต่สิ่งที่ควรจะคิดถึงมากกว่าก็คือการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอีกก็ได้ โทยะถอดสมาร์ทโฟนของเขาออกมาจากคอนโซลแล้วเดินขึ้นไปบนบ่าของเรกินเรฟ ก่อนจะกล่าวขอบคุณคู่หูคนใหม่ของเขาจากนั้นก็โทยะก็เก็บเรกินเรฟเข้าสโตร์และส่งเฟรมเกียร์ที่ยังรบได้อยู่ไปยังสนามรบที่อยู่ถัดไป
.
ตัดไปอีกฟากหนึ่งที่ช่องว่างของห้วงมิติ เฟรซระดับรูลเลอร์สองตนอยู่ที่นั่นตนหนึ่งมีรูปลักษณ์เป็นเด็กผู้ชายอีกตนมีรูปลักษณ์เป็นเด็กผู้หญิงมีลักษณะเหมือนจะเป็นฝาแฝดแล้วที่สำคัญมีผมเป็นสีทองและร่างกายเป็นสีทองขุ่น ๆ ตัวเด็กผู้หญิงมีชื่อว่าเรด ส่วนตัวเด็กผู้ชายมีชื่อว่ารูทที่ด้านหลังของทั้งคู่มีรังไหมขนาดใหญ่สีทองลอยอยู่ด้วยขณะที่รูทกำลังบ่นด้วยความรู้สึกเซ็งสุด ๆ อยู่นั้นเรดก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างและไม่นานนักสิ่งนั้นก็ปรากฏตัว เฟรซระดับรูลเลอร์รูปแบบผู้หญิงนามว่า “เน” ก็ปรากฏตัวออกมาต่อหน้าทั้งสองพร้อมกับจ้องมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเพราะไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าเด็กสองคนนี้ซักเท่าไหร่ ตอนนี้พวกเฟรซก็เริ่มแนวคิดออกมาเป็นพวกไม่สนใจในพลังของคิงและแสวงหาความแข็งแกร่งที่ยิ่งกว่านั้นแล้วซึ่งก็คือกลุ่มของยูระ ส่วนเนนั้นยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องการจะนำเอาพลังของคิงกลับคืนมา แต่ในระหว่างการสนทนานั้นเรดก็พูดขึ้นมาว่าหากให้รังไหมนี้กินแกนกลางของคิงเข้าไปล่ะก็มันอาจจะฟักตัวเร็วขึ้น ได้ฟังเช่นนั้นเนก็บันดาลโทสะพุ่งเข้าไปบีบคอเรดทันทีแต่แล้วมือของเนก็ค่อย ๆ ถูกกัดกินจนกลายเป็นสีทองขุ่น ๆ เธอจึงรีบตัดแขนตัวเองทิ้งแล้วถอยหนีออกมา พลังพิเศษของเฟรซสายพันธุ์ใหม่ก็คือการกลืนกินพวกเฟรซเมื่อรู้ว่าตนเสียเปรียบเนจึงถอนตัวออกมาจากที่นั่นทันที
.
ขณะเดียวกันทางด้านของปู่เวิร์ลก็อดก็กำลังคุยกับใครบางคนอยู่ เขาเป็นชายที่ดูเหมือนคนอายุราว ๆ หกสิบปีแต่ร่างกายกำยำล่ำสัน ดวงตาสีดำ ผมและเคราสีดำเขาคนนี้ก็คือเทพแห่งการทำลายล้างนั่นเองหน้าที่ของเขาก็คือการทำลายล้างโลกที่เสื่อมโทรมมากเสียจนไม่ไหวแล้วและจะส่งผลกระทบต่อโลกอื่น ๆ ซึ่งเป็นเคสที่ค่อนข้างจะเกิดขึ้นได้ยากซึ่งถ้าเขาต้องลงมือล่ะก็นั่นหมายถึงจุดจบของโลกนั้นได้มาถึงแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังปรึกษากับปู่เวิร์ลก็อดเกี่ยวกับสภาพของโลกที่โทยะอาศัยอยู่ตอนนี้มีสภาพแย่ลงมากขนาดไหนแต่ปู่เวิร์ลก็อดก็บอกว่าเขามอบหน้าที่ในการจัดการโลกใบนี้ให้กับโทยะไปแล้ว ซึ่งเทพแห่งการทำลายล้างก็ถามกลับไปว่ามันไม่หนักเกินไปสำหรับเทพเกิดใหม่หรอกหรือ? แต่ปู่แกก็ดูจะมั่นใจในตัวหลานรักของแกเอามาก ๆ ดังนั้นเทพแห่งการทำลายจึงเปลี่ยนไปพูดถึงโลกอีกใบที่เป็นอีกด้านหนึ่งของโลกนี้ ซึ่งตอนนี้พวกเฟรซได้เริ่มเข้าไปรุกรานแล้วซึ่งปู่แกก็ส่งไอเท็มกับเหล่ากะพวกเทพลงไปช่วยเหลือบ้างแล้วแถมปู่แกก็ยังวางแผนให้โทยะเข้ามาจัดการกลับโลกอีกฝากไปด้วยเลยและยังสั่งห้ามไม่ให้เทพแห่งการทำลายล้างลงไปที่โลกโดยเด็ดขาดเพราะแค่เท้าของเขาแตะพื้นโลกก็จะถูกทำลายอย่างง่ายดายแล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็คุยเรื่องอื่นต่อจนกระทั่งถามถึง “เทพสงคราม” ว่าหายตัวไปอยู่ไหนจากนั้นจึงค่อยใช้ทีวีที่อยู่ตรงหน้าทำการค้นหาตัวเทพสงคราม
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 1 (312 - 321)
โทยะเดินไปยังโลกเบื้องหลังพร้อมกับเหล่าภรรยาของเขาเมื่อไปถึงพ่อบ้านมังกรชิโรกาเนะกับ เอโทวาลซีรี่ส์ทั้ง 3 ก็ออกมาต้อนรับ แม้ว่าเมื่อหลายวันก่อนโลกทางฝั่งโน้นมีกการโจมตีใหญ่ของพวกเฟรซเกิดขึ้นที่ทะเลทรายซานโดร่าแต่โลกฝากนี้กลับไม่มีวี่แววของการรุกรานเลย พวกที่ไล่ตามแกนกลางของ “คิง” นั้นไม่เคยปรากฏตัวขึ้นที่โลกนี้ทว่ากับพวกที่กลายพันธุ์ไปแล้วมันดูจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งและสิ่งที่โทยะกังวลก็คือการยกพลบุกขนานใหญ่ของพวกที่กลายพันธุ์อาจเกิดขึ้นที่โลกฝั่งนี้ได้ทุกเมื่อ แต่การมาครั้งนี้นั้นมีเพียง ยูมิน่า รูเชีย ลินเซ่ รีนแล้วก็เรจีน่า เท่านั้น ซูมีธุระกับทางบ้าน เอลเซ่ ยาเอะ ฮิวด้ามีงานของกองอัศวินส่วนซากุระต้องช่วยแม่ของเธอที่โรงเรียนจึงไม่สามารถร่วมทางมาด้วยได้ อันที่จริงความตั้งใจเดิมของโทยะก็แค่จะมาดูลาดเลาของพวกเฟรซกลายพันธุ์ว่ามีหลงมาที่นี่บ้างหรือเปล่าก็แค่นั้น แต่ลินเซ่กับรีนก็ขอตามมาด้วยเพราะต้องการอ่านหนังสือในห้องสมุดที่อยู่ในแมนชั่นหลังนี้ ส่วนเรจีน่าก็อยากมาสำรวจเมืองส่วนเหตุผลของยูมิน่าและลูเชียก็เหมือนกับเรจีน่า โทยะเปิดเกทพาสามสาวไปที่ตรอกเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีผู้คนเหมือนกับเมื่อคราวก่อนจากนั้นก็ค่อยเดินเข้าไปในตัวเมืองจากนั้นก็แวะซื้อหนังสือพิมพ์และพาสาว ๆ ไปยังคาเฟ่ ระหว่างที่ทานอาหารกันอยู่นั้นโทยะก็คิดว่าน่าจะทำหนังสือพิมพ์ในเมืองของเขาดูบ้างแล้วในตอนนั้นเองเรจีน่าก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างในหนังสือพิมพ์เข้า เธอหยิบเอาของที่ดูเหมือนจะเป็นแว่นขยายออกมาส่องดูหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับ เรือโจรสลัดที่เมืองท่าบาลุกุลเมื่อเรจีน่าขยายภาพให้ดูโทยะก็เห็นตราสัญลักษณ์ม้ายูนิคอร์นสีขาวกับสีดำบนโล่ห์รูปดาวจึงรู้ได้ทันทีว่ามันคือเรือของริฟุริสที่หายไปตอนที่มีการกวาดล้างโจรสลัดนั่นเอง และเมื่อไล่อ่านเนื้อหาข่าวดูก็พบว่า เรือลำนี้เป็นเรือไม่ระบุสัญญชาติและได้แล่นเข้ามาใกล้เมืองท่าแถมผู้คนยังสนทนาด้วยภาษาที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นภาษาอะไรอีกตอนนี้ลูกเรือทั้งหมดจึงถูกจับกุมตัวเอาไว้ แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือทำไมเรือลำนั้นถึงมาโผล่อยู่ที่โลกฝั่งนี้ได้
.
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการช่วยเหลือลูกเรือที่ถูกจับกุมอยู่แต่การช่วยคนเหล่านั้นให้กลับไปยังโลกเดิมนั้นก็สุ่มเสี่ยงกับการที่จะต้องเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับโลกต่างมิติออกไปด้วยซึ่งเรจีน่ามองว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะให้ผู้คนในโลกรับรู้ความจริงข้อนี้และยังมีความเป็นไปได้ถึงโอกาสที่ข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้จะรั่วไหลไปถึงพวกเฟรซได้ด้วย แต่ในที่สุดก็สามารถหาทางออกของปัญหาได้โดยจะทำการใช้เวท “ฮิปนอส” ที่เป็นหนึ่งในเวทโบราณธาตุมืดของบาบิโลนเข้ามาจัดการ โทยะรีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาที่ตั้งของเมืองท่าบาลุกุลทันทีแล้วก็พบว่ามันอยู่ที่อาณาจักรพานาเชส หรือก็คือเกาะบาลุเนียในโลกของพวกโทยะนั่นเอง โทยะตัดสินใจจะบินไปที่นั่นจึงได้ให้พวกสาว ๆ รออยู่ที่คาเฟ่ก่อน เขาออกจากคาเฟ่แล้วหาจุดอับสายตาเพื่อร่ายเวทล่องหนคลุมตนเองไว้ ก่อนจะทะยานไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วสูงไม่นานนักก็ถึงที่หมายเมื่อเข้ามายังเมืองท่าได้แล้วโทยะจึงเปิดเกทไปรับพวกยูมิน่ามาสมทบ บรรยากาศภายในเมืองก็สมกับที่เป็นเมืองท่ามีเรือมากมายหลายลำจอดเรียงรายกัน มีตลาดขายของทะเล ในระหว่างนั้นยูมิน่าก็เห็นเรือของริฟุริสที่จอดอยู่จึงชี้ให้โทยะดู โดยเรือลำนี้มีชื่อว่า “แมกเคลน” หลังจากนั้นโทยะก็สอบถามรายละเอียดจากพวกกะลาสีที่อยู่แถวนั้น ๆ จนได้ข้อมูลมาว่า เรือลำนี้ปรากฏขึ้นที่เมื่อ 4 วันก่อนในรุ่งเช้าหลังที่เมื่อคืนได้มีพายุพัดผ่านมา บนเรือพบลูกเรือรอดชีวิตมา 34 คนส่วนที่เหลือนั้นเสียชีวิต หลังจากนั้นก็มีความพยายามจะสื่อสารกันแต่เนื่องจากไม่เข้าใจภาษาที่ใช้จึงไม่สามารถสนทนาอะไรกันได้ แต่เมื่อค้นพบว่าตัวเรือมีการติดตั้งอาวุธจึงทำให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นโจรสลัดจึงได้ทำการจับกุมตัวไป เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วโทยะจึงตัดสินใจที่รีบช่วยคนเหล่านี้อย่างเร่งด่วน โดยลูกเรือทุกคนของเรือแมกเลนโกถูกขังอยู่ที่สำนักงานของหน่วยรักษาความปลอดภัยในเมืองท่าแห่งนี้ เมื่อไปถึงที่นั่นโทยะพบว่าการรักษาความปลอดภัยของที่นี่ช่างหละหลวมยิ่งนักมีคนเฝ้าเวรยามอยู่น้อยมาก โทยะจึงใช้เวทล่องหนลอบเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
.
เมื่อลอบเข้าไปถึงห้องขังได้สำเร็จโทยะก็ได้พบกับชิมอนผู้เป็นกัปตันของเรือแมกเลนโกจึงได้สอบถามถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้พวกเขามาโผล่ที่โลกอีกฝากหนึ่งได้ ชิมอนจึงได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้โทยะได้ฟัง ว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหมือนสิ่งที่จำได้คือจู่ ๆ ก็มีหมอกปริศนาออกมาปกคลุมบริเวณนั้นจากนั้นหมอกประหลาดพวกนั้นก็เปล่งสีทองออกมาหมอกพวกนั้นบดบังทัศนวิสัยทั้งหมดจนทำให้ไม่รู้ว่าเรือกำลังแล่นไปในทิศทางไหนจากนั้นก็เกิดพายุตามมาอีกและหลังจากพายุสงบลงพวกเขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วโทยะก็จัดการใช้เวทฮิปนอสกับพวกชิมอนเสียแล้วจัดการใส่ความทรงจำปลอมลงไป โดยให้เข้าใจว่าทุกอย่างที่เห็นที่นี่มันคือความฝันภาพหลอนที่เกิดจากความหิวความกลัวหลังจากถูกอสูรในทะเลโจมตี จากนั้นจึงค่อยเปิดเกทส่งทุกคนไปยังสวนที่แมนชั่นของเขาที่อยู่บนเกาะมังกร โดยให้พวกยูมิน่านำทางพวกเหล่าลูกเรือไปส่วนโทยะก็ไปเก็บกู้เรือแมกเคลนเข้าในสโตร์ซะแล้วจึงกลับไปรวมกลุ่มอีกที ในระหว่างที่โทยะกำลังจะรีบส่งคนเหล่านี้กลับไปยังริฟุริส สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้นเพราะมีใครบางคนโทรมาเสียก่อนและเมื่อดูชื่อของผู้ที่กำลังโทรเข้ามาแล้วโทยะก็กดรับทันที ปู่เวิร์ลก็อดได้โทรมาบอกให้โทยะขึ้นไปพบที่โลกเทพเพราะกำลังมีปัญหาบางอย่าง แต่ก่อนจะขึ้นไปโลกเทพโทยะก็ไม่ลืมที่จะส่งคนเหล่านี้กลับไปยังโลกเดิมก่อน
.
โทยะพาลูกเรือของแมกเคลนกลับมาที่โลกเดิม จากนั้นก็เอาตัวเรือไปลอยไว้ใกล้ ๆ ชายหาดในเวลาที่คนไม่พลุกพล่านมากนักแล้วจึงเอาเหล่าลูกเรือใส่กลับเข้าไปในเรือตามเดิมเพื่อเป็นการจัดฉาก หลังจากนั้นไม่นานคนพวกนั้นก็รู้สึกตัวและพบว่าตัวเองเข้าใกล้ฝั่งแล้วก็พากันดีใจกระโดดลงทะเลมุ่งหน้าเข้าฝั่งและสามารถไปถึงหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างปลอดภัย หลังจากนี้ไปก็แค่รอดูผลของเวทฮิปนอสเท่านั้น ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจความทรงจำเกี่ยวกับโลกอีกฝากถูกแก้ไขจนหมดตามที่คาดเอาไว้เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วพวกโทยะก็เดินทางกลับบรุนฮิวด้วยเกท แต่สิ่งที่ยังคาใจอยู่ไม่หายก็คือสาเหตุที่ทำให้เรือและบรรดาลูกเรือข้ามไปยังโลกอีกฝากหนึ่งได้มันคืออะไรกันแน่? แต่โทยะก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าลองไปถามจากปู่เวิร์ลก็อดล่ะก็น่าจะรู้สาเหตุแน่นอน แต่ก่อนที่จะไปหาปู่โทยะก็ไม่ลืมที่จะแจ้งเรื่องที่เขาจะไปพบปู่กับพวกยูมิน่าพร้อมกับไปเตรียมขนมไปมากมายหลายอย่างอาทิเช่น พุดดิ้ง เค๊ก โดรายากิ ฯลฯ จากในห้องครัวนำใส่กล่องไปฝากปู่ หลังเตรียมการเรียบร้อยโทยะก็เปิดเกทไปที่โลกเทพโดยมีท่านพี่คาเร็นที่แอบมาจิ๊กเค๊กในห้องครัวกินโบกมือให้กำลังใจสำหรับการเดินทาง เมื่อโทยะพบปู่ก็กล่าวทักทายพร้อมมอบขนมให้ปู่แกก็รับไว้ด้วยความยินดีแล้วทั้งสองก็เริ่มสนทนากัน ปู่เริ่มอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่สร้างโลกของตนและหน้าที่ในการทำลายโลกของเทพแห่งการทำลายล้าง และโดยหน้าที่ของปู่เองก็ควบคุมเพียงโลกเท่านั้นไม่ได้รวมถึงสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลกนั้นแต่หากว่าโลกนั้นได้แปรสภาพเป็นโลกที่เสื่อมถอยจาก หลุดการความคุมจากการถือกำเนิดของสิ่งชั่วร้ายและจะส่งผลไปสู่โลกอื่น ๆ แล้วล่ะก็เทพแห่งการทำลายล้างก็จะจัดการลบโลกพวกนั้นทิ้งไปเสียเพื่อป้องกันโลกใบอื่นไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อไป
.
เมื่อได้ฟังดังนั้นโทยะก็รู้สึกหวั่นเกรงแต่ปู่ก็บอกว่าโลกที่โทยะอยู่ตอนนี้ยังไม่แย่ขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้เพราะวิญญาณชั่วร้ายนั้นรวมตัวกันอยู่ที่รอบนอกเขตแดนของโลกมิหนำซ้ำปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งก็คือเทพมารกำลังจะทำการดึงโลกทั้งสองใบให้เข้ามาเชื่อมต่อกันและนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เรือแมกเลนโกหลุดไปยังโลกอีกฟากหนึ่งได้นั่นเอง และเหตุผลที่เทพมารทำแบบนั้นก็คงเพราะเมื่อโลกทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วก็จะกลายเป็นโลกใบอื่นที่เวิร์ลก็อดไม่สร้างขึ้นอีกต่อไปแล้วสิทธิในการครอบครองโลกนี้ก็จะหลุดจากมือของเวิร์ลก็อดและเทพมารก็จะสามารถยึดครองโลกนี้เป็นของได้และหากเป็นเช่นนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็คงจะต้องทำลายโลกนี้ทิ้งแน่ ๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวกลายเป็นเช่นนั้นปู่เวิร์ลก็อดจึงคิดที่จะให้โทยะรับหน้าที่แก้ไขปัญหาของโลกทั้งสองนี้ด้วยการขึ้นรับตำแหน่งเทพระดับสูงที่มีอำนาจเต็มในการจัดการโลกใบนั้นซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทลูกข่ายภายใต้บริษัทแม่ยักษ์ใหญ่ยังไงอย่างงั้น ซึ่งจุดนี้เองทำให้โทยะปฏิเสธเพราะเขาไม่มีความมั่นใจมากถึงขนาดว่าจะแบกรับโลกทั้งใบเอาไว้ได้แต่ปู่แกก็บอกแค่ว่ามันเป็นงานง่าย ๆ แค่ระวังอย่าให้โลกเสื่อมถอยจนเทพแห่งการทำลายล้างต้องออกโรงก็พอแถมปู่ยังบอกว่าถึงจะกำจัดเทพมารได้แล้วก็ยังไม่ได้ขึ้นมาเป็นเทพระดับสูงทันทีหรอกต้องอยู่ในสภาพเหมือนเด็กฝึกงานไปอีก 2 - 3 พันปีโน้นแหละ ซึ่งมันก็ฟังดูแปลก ๆ สำหรับโทยะอยู่ดีแต่แน่นอนว่าปู่ไม่ได้บังคับโทยะจะไม่รับเงื่อนไขนี้ก็ได้แต่ว่าหากเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดที่เทพแห่งการทำลายล้างต้องออกโรงแล้วล่ะก็ทุกสิ่งบนโลกก็จะต้องหายไปหมดสิ้น โทยะจึงถามไปว่าหากถึงตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้าง ปู่ก็ให้คำตอบว่าตัวโทยะกับเหล่าเครือญาติหรือก็คือเหล่าภรรยาทั้ง 9 คนจะยังอยู่รอดแล้วสามารถไปอยู่ที่โลกอื่นได้แต่คนอื่น ๆ นอกจากนั้นจะหายไปไม่เหลือแม้เพียงเศษละอองเล็ก ๆ โทยะแทบไม่อยากจินตนาการถึงคนอื่น ๆ ในอาณาจักรของเขา ผู้นำอาณาจักรต่าง ๆ และผู้คนอีกมากมายที่เขารู้จักต้องสูญสลายหายไปเลยแม้แต่นิดเดียวมันจึงทำให้เขาคิดไม่ตก
.
โทยะกลับลงมาที่โลกแล้วก็เอาแต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงพร้อมกับความกังวลใจว่าตัวเขาจะแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไหวหรือ? แค่อาณาจักรเล็ก ๆ อาณาจักรเดียวเขาก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าสามารถดูแลมันได้ดีพอและในระหว่างที่กำลังกลัดกลุ้มใจไม่รู้จะทำยังไงดีอยู่นั้นเสียงของยูมิน่าก็ดังขึ้นใกล้ ๆ ตัวเขาโทยะจึงลุกขึ้นมองก็พบกับยูมิน่าในชุดนอนสุดน่ารักยืนอยู่ใกล้ ๆ กับเตียง โทยะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ยูมิน่ามาอยู่ที่นี่จึงได้เอ่ยถามออกไปซึ่งยูมิน่าก็บอกว่าเธอสังเกตเห็นพฤติกรรมของโทยะดูแปลกไป ข้าวเย็นก็ทานน้อยลงผิดปกติแถมยังมีท่าทีเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอด โทยะจึงขอโทษที่ทำให้เธอเป็นห่วงหลังจากนั้นยูมิน่าก็ถามถึงเรื่องที่โทยะกลุ้มใจอยู่ว่าบอกเป็นเรื่องที่บอกเธอไม่ได้อย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้วโทยะก็ยอมเล่าเรื่องที่ไปพูดคุยกับปู่มาให้ยูมิน่าฟัง และเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วยูมิน่าก็ให้กำลังใจโทยะโดยการบอกว่า โทยะต้องทำได้แน่พร้อมกับมองดูเขาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและยังบอกอีกว่าพวกเธอเองก็จะช่วยโทยะอยู่ข้าง ๆ ด้วย โทยะไม่ได้อยู่เพียงลำพังดังนั้นจึงไม่ต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียวหรอกและยังมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือโทยะ พร้อมกับมอบรอยยิ้มที่อ่อนโยนให้กับเขา
.
โทยะที่ระบายความกลัดกลุ้มในใจออกไปพร้อมกับได้รับกำลังใจมาก็สวมกอดยูมิน่าทันที ยูมิน่าเองก็กอดกลับมาเช่นกันโทยะรู้สึกดีใจอย่างที่สุดและคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้พบกับพวกเธอทั้ง 9 คน ไม่ใช่แค่นั้นทุกคนที่พานพบมาจนถึงตอนนี้ก็ถือเป็นคนที่มีความหมายสำหรับเขาดังนั้นเขาจะพยายามทำให้ดีที่สุดแต่ในขณะที่บรรยากาศกำลังเป็นไปด้วยดีนั้น เสียงของซูก็ดังขึ้นมา และหลังจากนั้นโทยะก็พบความจริงว่าเหล่าว่าภรรยาของเขาอีก 8 คนกับอีก 1 ตัว ก็อยู่ในห้องนี้มาตลอดโดยซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องมาตั้งแต่แรกแล้วโดยมีความตั้งใจว่าจะให้ใครซักคนมาปลอบประโลมโทยะแต่สุดท้ายก็เป็นยูมิน่าเพราะเป่ายิ้งฉุบชนะ ซึ่งถ้าใครยังจำได้ก็จะรู้ว่าเนตรมารของยูมิน่าอัพเกรดเป็นเนตรที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ราว 2-3 วินาทีดังนั้นจึงสามารถรู้ว่าใครจะออกอะไร โทยะรู้เรื่องนี้แต่อีก 8 คนนั้นไม่รู้จึงแพ้ราบคาบตามระเบียบ หลังจากนั้นซูก็กระโดดเข้ากอดโทยะแล้วก็จูบแก้มไปหนึ่งที หลังจากนั้นเอลเซ่ ลินเซ่ แล้วก็ซากุระก็เข้ามาทำแบบเดียวกับซูและที่เหลือก็ตามมาติด ๆ ส่วนเจ้าโพล่าก็พยายามจะดึงกางเกงโทยะ
.
หลังจากตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและแน่วแน่แล้วโทยะก็เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงไม่ว่าจะเป็นเฟรซเทพมารรวมไปถึงการหาทางป้องกันเพื่อให้เกิดความโกลาหลเมื่อโลกทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน สิ่งแรกที่โทยะคิดจะทำเป็นอย่างแรกก็คือขอให้พี่สาวของเขาสอนวิธีการข้ามมิติให้นั่นเองเพราะการข้ามมิติโดยใช้ประตูที่อยู่บนเกาะลอยฟ้าบาบิโลนนั้นมีข้อจำกัดค่อนข้างมากและทำได้ไม่อิสระนักตรงจุดนี้ท่านพี่คาเร็นก็ไม่ได้ข้องขัดอะไรทว่าการข้ามมิติของพวกเทพนั้นมันก็ใช่เทคนิคที่จะสอนกันได้แบบเป็นรูปธรรมมากนักไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมันก็แทบไม่ต่างอะไรจากการใช้เวทเคลื่อนย้ายตามปกติแต่ปัญหามันก็อยู่ที่การจับสัมผัสที่ปลายทางที่จะไป แต่การอธิบายทฤษฎีนั้นมันค่อนข้างทำความเข้าใจได้ยากดังนั้นจึงต้องลองให้ฝึกภาคปฏิบัติแทน โทยะกับพี่สาวทั้งสองจึงย้ายสถานที่ไปยังลานฝึกแทน และเมื่อโทยะลองปฏิบัติตามคำบอกของท่านพี่คาเร็นโทยะก็ข้ามมิติไปยังโลกไหนซักแห่งที่ไม่ใช่โลกที่เขารู้จักได้ในที่สุด สภาพแวดล้อมของโลกนี้ดูเต็มไปด้วยมลพิษจนมนุษย์ไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้อีกแล้วจากนั้นคาเร็นก็พาโทยะไปยังโลกอื่นอีก สภาวะการข้ามมิติแบบนี้ทำให้โทยะรู้สึกปั่นป่วนเล็กน้อยเพราะยังไม่คุ้นชินมากนักและปลายทางของคราวนี้ก็คือโลกแบบปกติธรรมดาแต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ มีแต่สิ่งมีชีวิตประเภทพืชเท่านั้นแถมพืชที่นี่ก็มีความพิเศษเมื่อมันถูกถอนหรือทำลายมันก็จะฟื้นสภาพกลับมาเป็นแบบเดิมเร็วมาก และหลังจากนั้นคาเร็นพาโทยะข้ามไปยังโลกต่าง ๆ อีกมากมายหลายโลกจนโทยะเริ่มจับทางในการข้ามมิติขึ้นมาได้บ้างแล้วโดยพื้นฐานแล้วมันก็ใกล้เคียงกับเทเลพอร์ตนั่นเอง จากนั้นคาเร็นก็ให้โทยะลองวาร์ปข้ามมิติกลับไปโลกเดิมด้วยตัวเองดูโดยที่ไม่ต้องให้เธอจับมือนำทางแต่เมื่อโทยะลองทำดูเขาก็วาร์ปไปโผล่ที่อื่นที่ไม่ใช่จุดที่เขาตั้งใจ ท่านพี่เลยให้แค่ 70 คะแนนและเมื่อโทยะลองถามว่าถ้าเขาวาร์ปกลับไปโลกดั่งเดิมของตัวเองจะได้ไหมท่านพี่ก็บอกแค่ว่ามันไกลจากโลกนี้เยอะมากโทยะในตอนนี้ทำไม่ได้หรอก นอกนั้นก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปแล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับโลกของสปิริตที่เคยเข้าไปครั้งหนึ่งตอนสู้กับเทพมารว่าโลกนั้นเป็นโลกชั่วคราวที่เกิดขึ้นแปบหนึ่งแล้วก็จะสลายไป
.
ส่วนอีกข้อสงสัยหนึ่งก็คือหากโลกเบื้องหน้ากับโลกเบื้องหลังรวมเข้าด้วยกันแล้วสปิริตของโลกทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันหรือไม่ซึ่งคำตอบที่ได้จากท่านพี่คาเร็นก็คือ “ไม่รู้” ต้องรอดูเอาว่ามันจะส่งผลยังไงแต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า น้ำทะเลอาจจะสูงขึ้น แผ่นดินอาจจะเปลี่ยนรูปร่าง ไม่ก็อากาศแปรปรวนไปบ้าง ซึ่งการที่คาเร็นลืมบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปโทยะก็เลยของขึ้นเล็กน้อยจึงทำทีแกล้งจะโทรไปฟ้องปู่คาเร็นต้องรีบมาห้ามเป็นการใหญ่และบอกวิธีที่จะแก้ไขปัญหาให้แต่ทั้งนี้เพราะโทยะก็ยังไม่ได้เป็นเทพอย่างเต็มตัวดังนั้นมันก็ค่อนข้างจะลำบากนิดหน่อยแต่หนทางที่คาเร็นแนะนำมาก็ได้แก่
เกลี้ยกล่อม หรือก็คือให้ไปพูดคุยขอร้องกับพวกสปิริตอย่างเป็นมิตรที่สุด ให้กำลังทำให้สยบ ไม่ก็ทำลายเสียแล้วค่อยรอให้เกิดใหม่จึงเอามาเป็นพวก ส่วนตัวเลือกที่ 3 คือพยายามกุมจุดอ่อนเอาไว้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีทางอื่นนนอกจากนี้แล้วสปิริตแม้จะถูกกำจัดแต่ก็จะไม่ตายและจะมาเกิดใหม่อีกครั้งอยู่แล้วดังนั้นหากพูดกันดี ๆ ไม่ได้ก็ต้องใช้กำลังทำให้ยอมรับทางเดียวแต่เอาเข้าจริงโทยะก็ไม่อยากใช้วิธีที่รุนแรงแบบนั้นซักเท่าไหร่แต่สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงการใช้กำลังไม่ได้อยู่ดีเพราะเมื่อไปยังโลกของพวกสปิริตก็มีกลุ่มที่ยอมรับกับกลุ่มที่ไม่ยอมรับและก็ต้องเจรจาด้วยกำปั้นจนได้ แม้ตัวผู้นำกลุ่มอย่างพวกเกรทสปิริตส่วนมากหรือแม้แต่สปิริตแห่งความมืดที่คืนชีพกลับมาเป็นเด็กน้อยน่ารักจะยอมรับในตัวของโทยะแล้วแต่ก็มีพวกที่ไม่ยอมรับจนต้องโชว์ฝีมือกันก็คือจะมีพวกในกลุ่มของสปิริตธาตุดินที่เป็นตัวแทนของโลหะธาตุอย่างทองแดงกับสังกะสี และถ้าว่ากันด้วยรูปร่างของพวกสปิริตก็มีหลายแบบเป็นมีทั้งที่เป็นชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่รวมไปถึงพวกที่เหมือนกับครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ยังมีแต่สำหรับพวกที่เป็นระดับเกรทสปิริตนั้นจะมีรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศกันหมด
.
ในการต่อสู้นี้พวกที่สนับสนุนโทยะก็พากันส่งเสียงเชียร์ จากนั้นคู่ต่อสู้ลำดับต่อมาก็เข้ามาท้าชิงกับโทยะ เขาคือสปิริตแห่งพายุที่อยู่ในกลุ่มของสปิริตแห่งลมซึ่งตัวผู้นำกลุ่มนั้นเลือกเข้าข้างโทยะแล้วแต่ ตัวสปิริตแห่งพายุกลับไม่ยอมรับเรื่องนั้นง่าย ๆ จึงต้องลงมาขอทดสอบด้วยตัวเองและผลก็ออกมาไม่ต่างจากผู้ท้าชิงคนก่อน ๆ ที่โดนโทยะโค่นลงได้ในเวลาชั่วพริบตา ต่อมาก็คือเกรทสปิริตแห่งไฟ เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นสปิริตแห่งไฟก็เปิดฉากรุกอย่างดุดันเล่นซะรอบ ๆ กลายเป็นทะเลเพลิงโดยไม่สนใจพวกเดียวกันที่อยู่แถวนั้นเลยจนสปิริตแห่งน้ำต้องกางกำแพงน้ำกั้นไว้ โทยะจึงรีบบินออกห่างจากจุดนั้นแต่สปิริตแห่งไฟก็ยังคงโจมตีต่อเนื่องโดยการสร้างเสาไฟเพื่อสกัดกั้นโทยะแต่ไร้ผลเพราะเมื่อโทยะสะบัดบรุนฮิวเสาไฟพวกนั้นก็สลายหายไปอย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับเป่าไฟจากเปลวเทียนจากนั้นโทยะก็ทำการโต้กลับโดยใช้ความเร็วระดับสูงสุดเข้าประชิดตัวและจับมืออีกฝ่ายแล้วทำการเตะสกัดขาทำให้อีกฝ่ายล้มลงไปจากนั้นก็จ่อปลายดาบไปที่อกทันทีจากนั้นสปิริตแห่งไฟก็ประกาศยอมแพ้ โทยะจึงช่วยดึงมือเธอให้ยืนขึ้น จากนั้นโทยะก็ก้าวเข้าไปหาพวกกลุ่มต่อต้านและถามหาคู่ต่อสู้รายต่อไป ส่วนสปิริตแห่งไฟย้ายข้างกันแบบดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น ในตอนนั้นท่านพี่คาเร็นก็เริ่มตกไข่ใส่สีจนทิศทางของเรื่องราวของการต่อสู้เพราะเห็นต่างทางอุดมการณ์กลายเป็นความริษยาที่โทยะได้รับความนิยมจากพวกเกรทสปิริตแทนและเหล่าสปิริตทั้งหมดนั้นก็พากันบุกเข้ามารุมโทยะอย่างพร้อมเพรียงทำเอาโทยะเสียวสันหลังวาบนิดหน่อยและหลังจากนั้นอีกหลายนาทีต่อมาโทยะก็จัดการทั้งหมดนั้นลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้นโดยมีสภาพไม่ต่างกับนักรบที่สังหารศัตรูมายจนซากศพกองเป็นภูเขาและยืนอยู่บนยอดกองซากศพนั้นโดยความรู้สึกอันว่างเปล่าก็มิปาน เป็นฟีลลิ่งที่แย่มากสำหรับตัวโทยะในเวลานี้ แต่เอาจริง ๆ แล้วพวกสปิริตพลังหมีทั้งหลายก็ไม่ได้เป็นอะไรกันมากนักพวกนั้นยังคงบ่นพึมพำไปต่าง ๆ นานา และเมื่อผลการต่อสู้ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ภายในกลุ่มที่สนับสนุนโทยะสปิริตแห่งแสงก็ได้ยกมือขึ้นและประกาศให้โทยะเป็นราชันย์แห่งเหล่าสปิริต จากนั้นสปิริตแห่งน้ำ สปิริตแห่งดิน สปิริตแห่งความมืด สปิริตแห่งลม สปิริตแห่งไฟ ก็ได้ยกมือขึ้นตามมา
.
หลังจากนั้นโทยะก็มีปาร์ตี้น้ำชาเล็ก ๆ ในโลกของสปิริตและได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเวทมนตร์ของภูติโบราณซึ่งเป็นเวทที่เกิดจากการทำสัญญาและยืมพลังจากพวกสปิริตมาใช้ได้จากคำบอกเล่าของพวกเกรทสปิริต โดยพันธสัญญานี้แตกต่างจากพันธสัญญาของพวกสัตว์อสูรอัญเชิญตรงตัวพันธสัญญานั้นถูกยกเลิกได้ตามความพอใจของเหล่าสปิริต หรือพูดง่าย ๆ คือไม่สามารถไปบังคับให้ทำในสิ่งที่สปิริตตนนั้น ๆ ไม่ชอบใจได้นั่นเอง หากเปรียบให้เห็นภาพชัด ๆ อสูรอัญเชิญก็คือพนักงานบริษัทที่ทำงานแลกกับเงินจึงจำเป็นต้องเชื่อฟังนายจ้างส่วนสปิริตนั้นเป็นเหมือนเพื่อนที่หากไม่ถูกใจก็เลิกคบนั่นเอง แต่ปัจจุบันเวทที่ว่าได้สูญหายไปเกือบหมดที่ยังพบเห็นก็ดูจะเป็นพวกเอกสารโบราณที่ชาล็อตเต้ศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นั่นเอง เวทของสปิริตมีความพิเศษอยู่ตรงที่ในกรณีที่สามารถทำสัญญากับสปิริตใด ๆ ได้ก็จะสามารถใช้เวทธาตุนั้นได้เลยโดยไม่ต้องสนคุณสมบัติทางเวทของคนผู้นั้้น ตัวอย่างเช่นหากสามารถทำสัญญากับสปิริตแห่งไฟได้สำเร็จคนผู้นั้นก็จะใช้พลังไฟได้โดยไม่จำเป็นต้องไปสนคุณสมบัติทางเวทมนตร์แต่หากว่าเป็นคนที่มีธาตุนั้นอยู่แล้วและไปทำสัญญากับสปิริตธาตุเดียวกันแล้วล่ะก็เวทที่ใช้ออกมาก็จะไม่ต่างกันมากแต่จะมีข้อได้เปรียบคือเวทที่ใช้ออกมาจะใช้ปริมาณพลังเวทน้อยลงกว่าเมื่อเทียบกับที่ตัวเองเรียกใช้เองเหมือนกับติดออฟชั่นเพื่อลดค่าพลังเวทที่ต้องใช้ต่อเวทนั้น ๆ ลงนั่นเอง หรือในอีกนัยนึงก็คือต่อให้เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ แต่หากทำสัญญากับสปิริตได้ล่ะก็เด็กคนนั้นก็จะสามารถใช้เวทที่ทรงพลังได้นั่นเอง
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้นำเอาเวทของสปิริตกลับมายังโลกอีกครั้งโดยพวกเหล่าสปิริตเองก็ยอมรับในเรื่องนี้และแน่นอนว่าสิทธิในการตอบรับพันธะสัญญานั้นพวกสปิริตมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะรับ ปฏิเสธ หรือยกเลิกได้ด้วยตนเองโดยไม่ทีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้นขึ้นกับความพอใจของตนเองได้เลยแต่ปัญหาใหญ่ต่อมาก็คือมีผู้คนน้อยมากที่สามารถมองเห็นสปิริตได้ ส่วนมากก็มักจะเป็นเผ่าภูติที่มีพลังในการมองเห็นเป็นพิเศษดังนั้นโทยะจึงคิดที่จะลองปรึกษาเรื่องนี้กับชาร์ล็อตเต้ดูเขาจึงไปที่ห้องทดลองของเธอที่ปราสาทเบลฟาส โทยะเรียกเหล่า “ชิลฟ์” สปิริตแห่งลมที่มีรูปลักษณ์เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบจิบิคาแรคเตอร์สามตนออกมาให้ชาล็อตเต้ได้เห็นซึ่งเธอก็ตกใจและประหลาดใจอย่างมากเรียกได้ว่าสติแตกจนเหล่าผู้ช่วยที่เป็นผู้หญิงหลายคนต้องมาช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ซึ่งก็ใช้เวลาสิบกว่านาทีกว่าที่ชาร์ล็อตเต้จะกลับมามีสติและพูดคุยกันได้จึงทำให้รู้ว่าในสมัยที่ชาร์ล็อตเต้ยังเป็นเด็กนั้นเธอเคยมองเห็นพวกสปิริตมาก่อนและเพื่อจะได้มองเห็นอีกครั้งสิ่งนี้จึงกลายเป็นแรงบัลดาลใจและแรงผลักดันให้เธอศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสปิริตอย่างเอาเป็นเอาตายมาจนถึงตอนนี้ เมื่อโทยะเอ่ยปากขอให้ช่วยเธอจึงรีบตอบรับทันทีโดยไม่มีลังเลแม้แต่นิดเดียว หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มอธิบายเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับสปิริตที่เขารู้ให้ชาล็อตเต้และผู้ช่วยคนอื่น ๆ ได้ฟังซึ่งตัวชาร์ล็อตเต้นั้นเธอได้จดสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ฟังเอาไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสปิริตทุกตนจะไม่สามารถจู่โจม “ราชาแห่งสปิริต” ได้ซึ่งผู้ที่รับตำแหน่งนี้อยู่ในปัจจุบันก็คือโทยะดังนั้นหากคิดจะใช้เวทของเหล่าสปิริตโจมตีโทยะแล้วล่ะก็พันธสัญญาจะถูกยกเลิกในทันที โทยะได้นำหนังสือเรียนภาษาของพวกภูติฉบับถูกต้องออกมาจากสโตร์เพื่อมอบให้ชาร์ล็อตเต้ทั้งนี้ก็เพื่อให้การสื่อสารมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเพราะเอกสารเก่าที่ชาร์ล็อตเต้มีอยู่มันเป็นภาษาที่ล้าสมัยแล้วพูดไปพวกสปิริตอาจจะไม่เข้าใจหรือเข้าใจไปคนละความหมายเอาได้ ทั้งหมดก็เพื่อการสานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสปิริตให้มีความเข้าใจและสนับสนุนพึ่งพากันดั่งมิตรสหาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้พลังของเหล่าสปิริตแข็งแกร่งขึ้นและเตรียมรับมือกับการรวมกันของโลกที่กำลังจะมาถึง
.
ข้อสงสัยต่อมาก็คือ คนหนึ่งคนสามารถทำพันธสัญญากับสปิริตได้มากเท่าไหร่โทยะจึงลองสอบถามเกี่ยวกับเวทธาตุที่ชาร์ล็อตเต้มีอยู่ซึ่งเธอก็บอกว่าเธอมีอยู่ห้าธาตุด้วยกันส่วนธาตุที่ขาดไปนั้นก็คือธาตุมืดกับไร้ธาตุ ดังนั้นเริ่มแรกโทยะจึงอยากจะให้ทดลองทำพันธสัญญาณกับสปิริตระดับล่าง ๆ อย่างสปิริตแห่งลมหรือสปิริตแห่งน้ำขนาดเล็ก ๆ ดูก่อนซึ่งชาร์ล็อตเต้ก็เลือกที่จะลองทำพันธสัญญากับสปิริตแห่งน้ำ เพื่อทำพิธีกรรมพวกเขาจึงย้ายสถานที่ไปยังน้ำพุที่อยู่ในสวนของปราสาทเบลฟาสและเมื่อ ชาร์ล็อตเต้เปิดหนังสือที่โทยะให้ไปและเริ่มทำพิธีสปิริตแห่งน้ำ “อุนดีเน่” ก็ปรากฏตัวออกมาและเมื่อชาร์ล็อตเต้กล่าวคำขอเป็นเพื่อนกับอุนดีเน่เธอก็ได้รับ “สปิริตสโตน” มาซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าพันธสัญญาสำเร็จซึ่งการจะทำพันธสัญญาได้สำเร็จหรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่คำพูดแต่ต้องแสดงถึงจิตใจแท้จริงให้สปิริตรับรู้ด้วยมิฉะนั้นก็จะไร้ผล ส่วนสปิริตสโตนมีเอาไว้สื่อสารและเรียกเหล่าสปิริตออกมาได้ตามใจ ซึ่งหลังจากนั้นผู้ช่วยของชาร์ล็อตเต้ก็ได้ทำสัญญากันอุนดีเน่แล้วก็ชิลฟ์ ส่วนหินเหล่านี้สามารถนำไปทำเป็นเครืองประดับเพื่อให้สะดวกต่อการพกพาได้ทว่าต้องระวังอย่าทำแตก
.
ในระหว่างนั้นราชาและราชินีแห่งเบลฟาสก็เดินมาที่นั่นพร้อมกับอุ้มเจ้าชายยามาโตะออกมาด้วยชาร์ล็อตเต้จึงได้เรียกสปิริตออกมาให้ราชาและราชินีได้ทอดพระเนตร ส่วนโทยะวางแผนที่จะเผยแพร่เรื่องของสปิริตไปยังอาณาจักรอื่น ๆ นอกจากเบลฟาสด้วย โทยะเข้าดูองค์ชายยามาโตะพร้อมกับพูดคุยกับพ่อตาที่เอาภาพถ่ายที่เก็บไว้สมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากออกของพระองค์ออกมาให้โทยะดูแต่ทว่าในตอนนั้นเองโทยะก็รู้สึกสัมผัสได้ถึกความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ออกมาจากองค์ชายยามาโตะ โทยะอุ้มยามาโตะออกมาจากราชินีและลองใช้ “เนตรเทวะ” ของเขาตรวจสอบดูก่อนจะส่งคืนให้กับราชินีพลางยิ้มกลบเกลื่อนในสิ่งที่เขาเห็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของยามาโตะ คอร์ของ “คิง” ที่เอนเด้และเหล่าเฟรซเฝ้าตามหาบัดนี้มันได้มาอยู่ตรงนี้แล้วหลังจากนั้นโทยะจึงได้กลับไปบอกเรื่องนี้ให้ยูมิน่าและคนอื่น ๆ แต่ว่าเขายังไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้ให้ราชากับราชินีแห่งเบลฟาสให้รับรู้และเมื่อยูมิน่าถามว่าไม่มีทางจะทำอะไรได้เลยหรือโทยะก็บอกว่าหนทางนั้นมีอยู่เขาสามารถใช้เนตรเทวะของเขามองหาและใช้แอปพอร์ตดึงคอร์ให้แยกตัวออกมาจากร่างของยามาโตะและใช้เวทฟื้นฟูรักษาชีวิตทันทีได้แต่ทว่าหากเขาทำแบบนั้นแล้วความเป็นไปได้ว่าพวกเฟรซจะสัมผัสได้ถึงคอร์ของคิงแล้วทำการบุกเข้าโจมตีขนานใหญ่ก็ได้และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะไปพวกที่กลายพันธุ์เองก็จะบุกมาเช่นกัน ตราบใดที่คอร์ของคิงยังคงสิงอยู่ในหัวใจเสียงการเต้นของหัวใจก็จะคอยกลบเสียงที่ออกมาจากคอร์ของคิงทำให้พวกเฟรซไม่สามารถตรวจจับตำแหน่งของคอร์ได้ แม้ว่าจะสามารถทำลายทิ้งทันทีที่ดึงออกมาได้แต่ถ้าทำเช่นนั้นเอนเด้ก็จะกลายศัตรูกับโทยะทันทีโทยะรู้ดีว่าเอนเด้คงไม่ยกโทษให้กับคนที่ฆ่าคนรักของเขาแน่ ดีไม่ดีจะพ่วงเฟรซระดับรูลเลอร์ที่ชื่อว่า “เน” เข้าไปอีกหนึ่งด้วยแน่ ๆ
.
แต่ยูมิน่ามีความร้อนรนมากในเรื่องนี้เพราะทั้งหมดมันเกี่ยวพันกับชีวิตของน้องชายของเธอ โทยะจึงพยายามพูดให้เธอใจเย็นลงก่อนจากนั้นจึงได้แสดงเวทมนตร์บทหนึ่งที่ได้ค้นพบมาจากห้องสมุดเก่าบนเกาะพาเลริอุสโดยใช้โต๊ะในห้องเป็นเป้า เวทนั้นมีชื่อว่า “พริซัน” ซึ่งเป็นเวทที่ใช้สำหรับกักขังเป้าหมายเอาไว้ในลูกบาศก์โปร่งแสงซึ่งสิ่งที่ถูกขังอยู่ภายในจะถูกย่อขนาดให้เล็กลงอยู่ภายในลูกเต๋าเล็ก ๆ ขนาดประมาณสามเซ็นติเมตรและมีสภาพเหมือนกับโดนหยุดเวลาเอาไว้และยิ่งเป็นเวอร์ชั่นที่โทยะเป็นคนใช้ด้วยแล้วหากไม่ใช้พลังเทพล่ะก็จะไม่สามารถทำลายกรงขังนี้ได้ทำให้สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัยที่สุดและเมื่อปลดเวทออกวัตถุนั้นก็จะกลับสู่สภาพดั่งเดิม โทยะคิดว่าจะลองใช้วิธีนี้เพื่อช่วยยามาโตะโดยทันทีที่ดึงคอร์ออกมาเขาจะผนึกมันเอาด้วยเวทพริซันนี้แต่ปัญหาต่อมาคือจะทำอย่างไรกับคอร์อันนี้หลังจากที่ดึงมันออกมาแล้วดี แม้ว่าจะมอบให้พวกเฟรซเพื่อยุติศึกหรือให้เอนเด้เพื่อนำไปโลกอื่นแต่การรุกรานของเฟรซกลายพันธ์ก็ไม่จบอยู่ดี ดีไม่ได้เมื่อเอนเด้ไปโลกอื่นพวกเฟรซที่ไล่ตามคิงคอร์ไปก็คงไปสร้างความเสียหายให้โลกอื่นต่อ ๆ ไปอีกก็ได้
.
เมื่อคิดทบทวนดีแล้วโทยะก็บอกเรื่องทั้งหมดให้กับราชากับราชินีของเบลฟาสได้รับรู้แน่นอนว่าทั้งสองตกใจกันมากแต่ก็ได้ยูมิน่ามาช่วยปลอบให้เย็นลง การที่โทยะเล่าเรื่องราวให้ทั้งสองได้รับรู้นั้นก็ต้องการให้ผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กคนนี้ได้ตัดสินใจว่าจะให้โทยะลงมือหรือไม่ ก็คงคล้าย ๆ กับการผ่าตัดใหญ่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากญาติผู้ป่วยเสียก่อนนั่นเองและท้ายที่สุดราชาแห่งเบลฟาสก็ยอมให้โทยะช่วยลูกชายของเขา แต่การจะทำเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่มากดังนั้นโทยะจึงเปิดเกทพาผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ราชา ราชินี เจ้าชายยามาโตะและยูมิน่าไปยังพื้นที่ของยูโรนเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ก่อนจะเริ่มโทยะได้กางกำแพงของเวทพริซันล้อมพวกเขาเผื่อเหตุเฉินไว้เรียบร้อยจากนั้นจึงเริ่มลงมือ โทยะเริ่มใช้เนตรเทวะหาตำแหน่งเป้าหมายจากนั้นก็ใช้แอปพอร์ตดึงคอร์ของคิงออกมาไว้ที่มือขวาและใช้มือซ้ายร่ายเวทรักษาและฟื้นฟูสภาพให้กับองค์ชายทันที ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเกิดความผิดปกติใด ๆ กับยามาโตะทั้งสิ้นทำให้ พ่อกับแม่และพี่สาวต่างพากันโล่งอกจนถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจออกมา ทว่าในตอนนั้นเองคอร์ที่โทยะถืออยู่ก็เกิดมีปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นโทยะจึงโยนมันออกจากมือไปด้วยความตกใจ คอร์ของคิงเริ่มแปรสภาพเพราะมันกำลังจะตื่นสถานการณ์จึงดูไม่ดีนักแต่โทยะก็ปลดเวทพริซันลงไม่ได้เพราะหากปลดออกพวกเฟรซจะจับสัญญาณเสียงของคิงได้เขาจึงตัดสินใจส่งพวกยูมิน่ากลับไปที่เบลฟาสก่อนโดยเหลือตัวเขาเพียงคนเดียวที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงสภาพของสิ่งนั้นอยู่ที่ด้านนอกของอาณาเขตของเวทพริซัน คอร์ของคิงเริ่มแปรสภาพของผลึกจนมีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์เพศหญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและแล้วเธอก็ลืมตาขึ้นและเริ่มพูดอะไรบางอย่างแต่เนื่องจากอยู่หลังกำแพงเวทจึงไม่ยินเสียงโทยะจึงตัดสินใจเดินเข้าไปภายในนั้นแต่ก็ยังฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดีว่าเธอคนนี้พูดว่าอะไร โทยะจึงของใช้เวททรานเลชั่นดูเพื่อที่จะลองสื่อสารกับคิงของเหล่าเฟรซทำให้สามารถสื่อสารกันได้ในที่สุด และเมื่อโทยะแนะนำตัวเองเรียบร้อย คิงของเหล่าเฟรซก็แนะนำตัวเองเช่นกัน นามของเธอนั้นคือ “เมล” ราชาแห่งโลกแห่งผลึก “เฟรซเซีย”
.
โทยะพาเมลกลับไปยังเกาะลอยฟ้าบาบิโลนและกักบริเวณเธอเอาไว้ในปราสาทที่ผนึกด้วยพริซันเพื่อป้องกันไม่ให้เธอหลบหนีและป้องกันไม่ให้พวกเฟรซตามหาตัวเธอพบซึ่งแม้ว่ามันจะฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่มันก็ปลอดภัยสำหรับตัวเมลเองและกับฝ่ายของโทยะด้วยที่สิ่งที่น่ากังวลใจกว่าก็คือสภาพจิตใจของเมลที่แย่ลงหลังจากได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดและสถานการณ์ปัจจุบันจากโทยะ หลังจากที่เมลฝากฝังเฟรซเซียให้กับราชาองค์ใหม่แล้วก็มีพวกที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งข้ามมิติโดยไม่ได้รับอนุญาตและไล่ตามเมลเพื่อช่วงชิงพลังของเธอและทำลายโลกที่ข้ามผ่านเข้าไปเหล่านั้น แม้ว่าเอนเด้กับริเสะจะคอยข้ามไปยังโลกต่าง ๆ เพื่อคอยช่วยเหลือและจับตาดูแต่พอยูระมาที่โลกนี้และช่วงชิงพลังของเทพไปพวกเฟรซก็เริ่มมีการกลายพันธุ์เมื่อรับรู้ถึงเรื่องนั้นเมลก็มีอาการเหมือนคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงแต่เธอก็ไม่พูดอะไรมากนัก คนเดียวที่จะช่วยเมลได้ก็คงจะหนีไม่พ้นเอนเด้แต่ทว่าโทยะไม่สามารถหาตัวเอนเด้ได้ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ที่ช่องว่างของมิติหรือไม่ก็โลกอื่นเพราะสมาร์ทโฟนของโทยะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ความตั้งใจของเมลแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จริง ๆ ต้องบอกว่ามันเริ่มที่เธอเลยตะหากแต่โทยะก็รู้ดีว่าคนที่สังหารเฟรซไปมากมายอย่างเขาจะมีสิทธิไปต่อว่าเมลเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทุกอย่างจบอย่างสันติทว่าในตอนนี้นั้นมันเป็นไปไม่ได้
.
ยูมิน่าถามโทยะว่าจะทำอย่างไรกับเมลต่อไปด้วยความรู้สึกกังวลใจ โทยะถึงถามกลับว่าแล้วยูมิน่าล่ะคิดยังไงเฟรซคือศัตรูจะฆ่าทิ้งหรือกักขังเอาไว้ตลอดกาลดี ยูมิน่าบอกว่าแม้จะเล็กน้อยแต่ก็เธอก็รู้สึกว่าเข้าใจความรู้สึกของเมลเพราะเธอไม่อยากแยกจากเอนเด้จึงพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันแต่ผลที่ตามมามันกลับออกมาเป็นผลเสียดังนั้นยูมิน่าจึงขอร้องให้โทยะช่วยเหลือเมลซึ่งโทยะก็รับคำส่วนยูมิน่านั้นก็บอกว่าพวกเธอจะช่วยอีกแรง พร้อมกำชับให้โทยะพยายามตามหาเอนเด้ดูอีกครั้งส่วนเมลนั้นโทยะฝากให้ริโอล่าช่วยดูแล จากนั้นโทยะก็ไปพบกับเทพแห่งการเกษตรเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นหลังจากโลกทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งแม้ว่าพวกสปิริตจะบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลแต่โทยะก็อดที่จะคิดมากไม่ได้อยู่ดีแล้วโทยะก็ได้รับการคำตอบว่า โลกสองใบนี้จะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวแต่จะไม่ได้ทับซ้อนกันเสียทีเดียวซึ่งถ้าจะทำถึงขนาดหลอมรวมทับซ้อนเป็นหนึ่งเดียวเลยนั้นก็ต้องเป็นโลกที่ไม่มีพระเจ้าคุ้มครองอีกต่อไปแล้วเรื่องที่ต้องห่วงมากกว่าในตอนนี้คือพวกโลกอีกฝากจะรับมือพวกเฟรซกลายพันธุ์ได้อย่างไรแม้โลกฝั่งนั้นจะมีโกเลมระดับคราวน์แต่หากเจอเฟรซระดับแอดวานท์คลาสเข้าไปจะรับมือไหวหรือ ดังนั้นโทยะจึงคิดที่จะศึกษาเรื่องราวของโกเลมแบบเจาะลึกในรายละเอียดดูจึงขอแยกตัวจากเทพการเกษตรแล้วใช้พลังข้ามมิติไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อไปพบกับเอลก้าวิศวกรโกเลมที่เมืองอเลน แต่ก่อนหน้านั้นโทยะแวะซื้อหนังมือพิมพ์และคิดจะแวะคาเฟ่เพื่อหาอาหารกินก่อน ในหนังสือพิมพ์มีข่าวของเฟรซกลายพันธุ์ได้มาบุกโจมตีโลกนี้อีกแล้วแต่โกเลมของพวกอัศวินศักดิ์ก็สามารถจัดการลงได้แต่ความเสียหายก็ใหญ่หลวงนักจนเกิดเป็นเสียงเล่าลือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อกบฏเพื่อต่อต้านราชวงศ์และคนที่พูดอะไรทำนองก็โดนลงโทษอย่างหนักไปกันไปหลายคน
.
เมื่ออ่านเรื่องราวในหนังสือพิมพ์แล้วโทยะก็คาดการณ์การที่เฟรซบุกมาที่นี่ได้บ่อยขึ้นก็หมายความว่าบาเรียที่กั้นโลกฝั่งนี้เองก็คงเริ่มอ่อนแอลงมากแล้วเช่นกันคิดได้แบบนั้นโทยะก็ยกเลิกแผนทานข้าวเที่ยงแล้วรีบบึ่งไปหาเอลก้าอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โทยะไปถึงดินแดนที่เป็นส่วนกลับด้านของฮาน็อคแล้วก็ได้พบกับเอลก้าที่กำลังถูกเฟนริลโกเลมของเธอลากมา ตอนแรกโทยะก็คิดว่าเอลก้าได้รับบาดเจ็บแต่แท้จริงแล้วหล่อนแค่หิวจนหมดแรงเท่านั้น โทยะจึงเอาเนื้อมังกรออกมาจากสโตร์ให้เอลก้ากิน เธอบอกว่าไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้วและหล่อนก็ไม่อยากกินกบหรือแมลงแถว ๆ นั้นก็เลยหิ้วท้องว่าง ๆ ไปจนมีสภาพแบบนั้น หลังจากเอลก้าฟื้นสภาพกลับมาได้แล้วทั้งสองจึงเริ่มการสนทนา โทยะเอาหนังสือพิมพ์ออกมาให้เอลก้าดูข่าวของสัตว์ประหลาดสีทองพร้อมกับบอกว่ามันคือสิ่งที่เทพมารสร้างขึ้นมาเพื่อรุกรานโลกนี้ โลกนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายแต่เอลก้าไม่เชื่อคิดว่าโทยะสติมีปัญหาซะอย่างนั้นโทยะจึงต้องพยายามอธิบายและบอกว่าตัวเขานั้นเป็นราชาที่มาจากอีกโลกหนึ่งกว่าจะยอมเข้าใจก็ใช้เวลาไปนานโข หลังจากที่พอจะทำใจยอมเชื่อได้แล้วเอลก้าก็พูดถึงโกเลมที่ชื่อว่า “นัวร์” โกเลมระดับคราวน์ที่สามารถข้ามมิติได้แต่การจะทำใจเชื่อว่ามนุษย์สามารถทำแบบนั้นได้นั้นก็เป็นอะไรที่ไม่อาจจะยอมรับได้อยู่ โทยะจึงต้องแสดงหลักฐานว่าเขาเป็นคนที่มาจากโลกอื่นโดยการเปิดเกทแล้วเรียกเรกินเรฟเฟรมเกียร์ของเขาออกมาให้เอลก้าได้เห็นกันแบบเต็ม ๆ ตา หลังจากนั้นก็อธิบายความแตกต่างของโกเลมกับเฟรมเกียร์ให้ฟังตามด้วยขึ้นไปขับโชว์ให้ดู หลังจากลงมาจากเรกินเรฟแล้วเอลก้าพุ่งเข้ามาขอเฟรมเกียร์กับโทยะทันทีแต่แน่นอนโทยะปฏิเสธทันควันทำให้เอลก้าต้องผิดหวังไปในที่สุด โทยะเก็บเรกินเรฟกลับเข้าสโตร์ไปแล้วจึงค่อยเริ่มหัวข้อหลักของการสนทนาในครั้งนี้
.
โทยะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโกเลมแบบที่ใช้ในการทหารซึ่งจะแตกต่างจากโกเลมทั่วไปคือตามปกติโกเลม 1 ตัวจะใช้ผู้ควบคุม 1 คนแต่สำหรับโกเลมทางการทหารแล้วคน 1 คนบังคับโกเลมได้หลายตัวโดยควบคุมผ่านโกเลมที่เป็นหัวหน้าอีกทีแต่โกเลมลักษณะนี้มีข้อด้อยคือถ้าตัวหัวหน้าถูกทำลายล่ะก็ที่เหลือก็จะหยุดการทำงานแล้วความสามารถพิเศษของโกเลมจะใช้ได้แค่ของตัวมันเองตัวอื่น ๆ ที่เป็นลูกข่ายใช้สกิลไม่ได้ และเมื่อเข้าใจความสามารถของโกเลมในโลกนี้แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่สามารถจะต่อต้านการรุกรานขนาดใหญ่หรือเฟรซระดับสูงได้แน่นอนโทยะจึงคิดหาทางออก ที่เขาพอคิดได้ตอนนี้คือสร้างองค์กรสำหรับจัดการกับเฟรซโดยคิดจะขอความช่วยเหลือจากพวกกลุ่มเรดแคทของเนีย ในตอนนั้นเอลก้าก็ถามว่าโทยะสร้างเฟรมเกียร์ขึ้นได้ใช่ไหมซึ่งโทยะก็บอกว่าเขาสร้างไว้เป็นร้อยตัวแต่ไม่คิดจะมอบให้คนอื่นใช้ง่าย ๆ แต่ยกเว้นเอนเด้ไว้หนึ่งคนและที่สำคัญก็มันไม่ได้สร้างกันง่าย ๆ เพราะมันต้องใช้ทรัพยากรหลายอย่างที่จะสร้างขึ้นมา หลังจากนั้นเอลก้าก็ได้ขอร้องให้โทยะช่วยเหลืออาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “อาณาจักรพริมล่า” ที่ตอนนี้กำลังเกิดสงครามเพราะถูกรุกรานโดย “จักรวรรดิ์เทพโทริฮารัน” โทยะจึงลองใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของอาณาจักรทั้งสองนั้นดูก็พบว่า พริมล่าเป็นอาณาจักรที่อยู่ตรงตำแหน่งพื้นที่บางส่วนของเซนอสในโลกฝั่งโน้นและโทริฮารันก็อยู่ตรงที่เป็นยูโรนนั้นเอง นั่นทำให้โทยะรู้สึกเดจาวูขึ้นมาแบบแปลก ๆ แถมระบอบการปกครองดันคล้ายกันเสียอีกแต่ถึงกระนั้นโทยะก็ยังไม่ตัดสินใจเขาจำเป็นจะต้องรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของความเป็นมาทั้งหมดเสียก่อนว่ามันเป็นมาอย่างไรกันแน่ เขาจึงตัดสินใจที่จะไปพบราชาแห่งอาณาจักรพริมล่าเพื่อขอทราบเรื่องราวทั้งหมดและจำเป็นต้องรีบทำเขาจึงใช้เลวิเทชั่นทำให้เอลก้ากับเฟนริลลอยขึ้นแล้วพาทั้งคู่บินไปยังที่หมายด้วยความเร็วเต็มที่ในทันทีแม้ว่าจะช่วยใช้เวทป้องกันไว้ให้แต่หลังจากลงถึงพื้นเอลก้าก็ขยาดการบินไปอีกนานโข
.
โทยะกับเอลก้าและเฟนริลมาถึงที่หมายในห้านาทีหลังสถานที่แห่งนั้นก็คือเมืองหลวงของอาณาจักรพริมล่า “พริมเรด” จากนั้นโทยะก็ขอให้เอลก้านำทางเขาไปยังปราสาท เมื่อเอลก้าโชว์การ์ดบางอย่างให้พวกอัศวินดูพวกเขาก็ให้พวกโทยขึ้นรถโกเลมหกขาแล้วพามุ่งหน้าไปยังปราสาทในทันทีเมื่อไปถึงเอลก้าก็ได้พบกับชายอายุราว ๆ ห้าสิบปีผู้หนึ่งเขาก็คือรองเลขาธิการพระราชวังที่มีนามว่า “อูลรี่” เขาตรงเข้ามาทักทายเอลก้าและยังบอกอีกว่าถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ “พริมราจ” ต้องสามารถสู้ได้เต็มกำลังแน่นอน “พริมราจ” ที่ว่านี้ก็คือโกเลมชั้นสูงประจำราชวงศ์นี้นั่นเอง หลังจากนั้นอูลรี่ก็หันไปมองโทยะแล้วจึงถามเอลก้าว่าคนผู้นี้เป็นใครเอลก้าก็ตอบว่าคนที่จะมาช่วยกู้สถานการณ์และน่าจะช่วยหยุดการรุกรานของจักรวรรดิ์โทริฮารันได้จากนั้นโทยะขอพบกับราชาของอาณาจักรนี้ อูลรี่ก็รีบไปจัดการให้ทันทีในระหว่างที่รอโทยะก็พูดคุยกับเอลก้าโดยเธอได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของอาณาจักรนี้ให้ฟัง โดยกล่าวถึงสงครามที่ทำให้อารยธรรมของโลกล่มสลายและการปรากฏตัวของผู้หนึ่งที่ใช้ภาษาที่ไม่รู้จักและสามารถใช้เวทมนตร์ได้ชายคนนั้นรวบรวมชนเผ่าที่อยู่รอบ ๆ ให้กลายเป็นหนึ่งและก่อตั้งอาณาจักรนี้ขึ้นและได้เป็นราชาองค์แรกของอาณาจักรแห่งนี้ โดยชายคนนั้นได้บอกเอาไว้ว่าตัวเขานั้นมาจากโลกอื่น ส่วนชื่ออาณาจักรนั้นเอามาจากชื่อชนเผ่าส่วนชื่อของราชาองค์แรกนั้นก็คือ “เลริออส พาเรริอุส” เมื่อได้ยินชื่อนั้นโทยะก็นึกถึงไวส์แมน หรือ อาเลริอัส พาเรริอุสแน่นอน ชายผู้สร้างบาเรียล้อมเกาะพาเรริอุสและยังเป็นผู้สร้างประตูข้ามมิติคนนั้นขึ้นมาทันที โทยะจึงบอกกับเอลก้าว่าเขารู้จักชื่อพาเรริอุสในฐานะของจอมเวทแห่งห้วงมิติและกาลเวลาที่อยู่ในโลกของเขาเมื่อห้าพันปีก่อนโดยเขามีชื่อว่า “อาเลริอัส” และเกาะที่เขาเป็นคนสร้างก็ชื่อ “พาเรริอุส” และถ้าหากเป็นไปตามที่คิดก็แสดงว่าราชาองค์แรกนั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับอาเลริอัสก็เป็นได้และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็สายเลือดของอาเลริอัสก็ต้องมีอยู่ที่นี่ด้วยแน่นอน เมื่อคิดได้แบบนั้นโทยะจึงให้เอลก้ารออยู่ที่นี่ก่อนส่วนตัวเขากลับข้ามมิติกลับมายังโลกฝั่งของเขาและตรงไปหาเรจีน่าทันที
.
เมื่อไปถึงก็พบว่าเรจีน่าหลับอยู่แถมยังกำลังฝันอะไรลามก ๆ อยู่อีกตะหากโทยะจึงรีบปลุกเธอขึ้นมาในทันทีพร้อมกับบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วพร้อมเขย่าตัวเรจีน่าอย่างแรงเพื่อให้ตื่นทว่าในจังหวะนั้นโทยะก็โดนเรจีน่ากอดติดหนึบโดยแขนสองข้างคล้องไปที่คอ ขาสองข้างก็ล็อกเอวโทยะไว้แน่นส่วนริมฝีปากก็จู่โจมจูบแบบดูดดื่ม โทยะจึงจำเป็นต้องรีบสลัดเรจีน่าให้หลุดออกไปโดยเร็วร่างเล็ก ๆ ของเรจีน่าจึงหลุดลงไปกองกับพื้นแล้วก็สะดุ้งตื่นแต่ก็ยังดูจะงัวเงียอยู่นิดหน่อยจึงพยายามมองหาเหล่าเด็กสาวน่ารักในความฝันโทยะจึงต้องรีบกระตุ้นให้สติกลับมาจากนั้นเขาก็พาเรจีน่าไปที่โลกอีกฝากเพื่อพบกับเอลก้าและแนะนำให้รู้จักแถมยังบอกอีกด้วยว่าคนนี้แหละคือผู้ที่พัฒนาเฟรมเกียร์ขึ้นมา และด้วยผลจากเวททรานเลชั่นของโทยะจึงทำให้สองสาวคุยกันโดยตรงได้ไม่มีปัญหา จากนั้นโทยะแนะนำเอลก้าให้เรจีน่ารู้จักบ้างจากนั้นสองสาวก็จับมือกันทว่าโทยะรู้สึกเหมือนกับมีบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจถูกปล่อยออกมาจากสองนั้นเหมือนกับเอาสารเคมีอันตราย 2 ชนิดมาผสมกันยังไงอย่างงั้นแต่ในตอนนั้นเองอูลรี่ก็เข้ามาบอกให้พวกโทยะไปพบกับราชาของอาณาจักรนี้ ในระหว่างนั้นโทยะก็บอกชื่อของราชาองค์แรกของอาณาจักรนี้ให้เรจีน่ารู้ เรจีน่าจึงบอกว่านั่นคงจะเป็นลูกชายคนที่สองของพาเรริอุสว่าที่ว่ากันว่าเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังหนุ่มซึ่งนั่นก็หมายความว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ตายแต่ถูกส่งข้ามมายังโลกอีกฝากแล้วก็กลายเป็นราชาอยู่ในโลกนี้ ซึ่งฟังดูแล้วก็ออกจะคล้าย ๆ กับตัวโทยะนิดหน่อย และเมื่อไปถึงหน้าประตูมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่อูลรี่ก็เป็นคนเปิดประตูให้พวกโทยะเดินเข้าไปในห้องเพื่อพบกับราชาแห่งอาณาจักรพริมร่า ราชาองค์ปัจจุบันนั้นมีชื่อว่า “เรเดียส พริมล่า พาเรริอุส” เมือเอลก้าบอกว่าโทยะเองก็เป็นคนที่มาจาก “ด้านนอก” เรเดียสก็ดูอึ้ง ๆ ไปเล็กน้อยจากนั้นเขาก็พูดภาษาบางอย่างที่โทยะไม่เข้าใจออกมาแต่เรจีน่ารู้ทันทีว่ามันคือภาษาอะไรและตอบกลับไปด้วยภาษาเดียวกันนั้น มันก็คือภาษาเวทมนตร์โบราณที่มาจากโลกฝั่งโทยะนั่นเอง ดูเหมือนว่าภาษานี้จะถูกถ่ายทอดกันมาในราชวงศ์ของอาณาจักรนี้เท่านั้นหากไม่สามารถจดจำและใช้ภาษานี้ได้ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้สืบราชสมบัติ มีความเป็นไปได้ว่าราชาองค์แรกจะเชื่อมั่นว่าพ่อของเขาจะสร้างประตูข้ามมิติได้สำเร็จและนำพาทุกคนบนเกาะนั้นมาที่โลกฝั่งนี้จึงได้ทำการสร้างอาณาจักรเอาไว้รอแต่เมื่อไม่มีใครมาก็ทำให้เชื่อว่าโลกฝั่งโน้นได้ล่มสลายไปแล้ว
.
หลังจากนั้นราชาแห่งพริมล่าก็ได้แนะนำตนอย่างเป็นทางการโทยะเองก็ทำเช่นกันพร้อมกับแนะนำเรจีน่าให้เรเดียสได้รู้จักด้วยหลังจากนั้นโทยะก็ทำการฉายภาพการต่อสู้ระหว่างเฟรซ และเหล่าเฟรซสีทองกับเฟรมเกียร์ให้เรเดียส เอลก้า เฟนริลและเหล่าข้าราชบริพารอาทิ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าอัศวิน ฯลฯ ได้ดูกันผ่านทางสมาร์ทโฟนของเขาและได้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนในโลกเบื้องหลังได้รับรู้ถึงการต่อสู้กับพวกเฟรซและยังเตือนอีกว่าพวกเฟรซเองก็เริ่มรุกรานมายังโลกฝั่งนี้แล้วและคาดการณ์ว่าอีกไม่นานการบุกครั้งใหญ่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอนและสิ่งที่โทยะอยากให้คนในโลกฝั่งนี้ทำก็คือรวมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามนี้ทว่าหัวหน้าอัศวินของอาณาจักรพริมล่าก็ดูไม่ชอบใจกับความคิดนี้เพราะการจะให้ไปจับมือกับผู้ที่กำลังรุกรานอาณาจักรตนเองอย่างจักรวรรดิ์โทริฮารันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะทำใจยอมรับได้แถมก็มีความเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รับฟังเสียด้วยซ้ำ โทยะจึงบอกทำนองว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็คงต้องใช้กำลังทำให้ยอมฟังนั่นแหละ เมื่อพูดทำนองนี้ออกไปทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโทยะจะโค่นโทริฮารันแต่โทยะก็ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความคิดจะทำแบบนั้น ในหัวของโทยะมีความคิดว่าการทำลายประเทศซักประเทศนั้นมันไม่เรื่องยากแต่การจะปกครองประเทศให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นเรื่องที่ยากลำบากมากกว่าเยอะ แถมยังไม่เข้าใจว่าการยกทัพไปรุนรานอาณาจักรอื่นมันสนุกตรงไหน หนทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองก็มีให้ทำได้ตั้งหลายทางแท้ ๆ และเมื่อปฏิเสธที่จะเป็นฝ่ายรุกราน ราชาพริมล่าจึงถามเกี่ยวกับวิธีการที่จะช่วยให้อาณาจักรของพวกเขาจากการรุกรานโทยะก็ตอบว่ามีวิธีแต่เนื่องจากเฟรมเกียร์นั้นไม่ได้มีไว้เพื่อทำสงครามกับมนุษย์ด้วยกันดังนั้นโทยะจึงปฏิเสธที่จะใช้มันต่อต้านการรุกราน นั่นทำให้หัวหน้าอัศวินขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจถามโทยะว่าแล้วจะใช้วิธีไหนรับมือกับสถานการณ์นี้ โทยะจึงหันไปถามเรเดียสว่าใครคือผู้นำทัพในการรุกรานครั้งนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ องค์ชายลำดับที่สอง “ริสเทน ลา โทริฮารัน” เมื่อรู้ข้อมูลแล้วโทยะก็เริ่มคิดแผนการจับตัวริสเทนมาเป็นตัวประกันเพื่อใช้ในการต่อรองในทันที
.
แม้แผนการคราวนี้มันจะดูเป็นเหมือนโจรเรียกค่าไถ่ไปซักหน่อยแต่ก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุดแต่ก็มีคอมเมนต์อยู่ว่าในการเจรจานี้เพื่อการร่วมมือรับศึกเฟรซ ห้ามไม่ให้มีการเรียกร้องดินแดนหรือค่าไถ่ตัวองค์ชายลำดับสองที่เขาจะไปหิ้วตัวมาโดยเด็ดขาด แต่เมื่อมีคำถามว่าแล้วถ้าหากองค์ชายลำดับสองยกทัพกลับมารุกรานอีกล่ะจะทำยังไงซึ่งโทยะก็ตอบแค่ว่าเขาเตรียมจะฝังคำเตือนดี ๆ เอาไว้ให้กับเจ้าชายลำดับสองก่อนจะส่งตัวกลับอยู่แล้ว หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มค้นหาตำแหน่งของเป้าหมายทันที แต่เนื่องจากไม่มีการระบุอัตลักษณ์ในตอนแรกทำให้เป้าหมายถึงระบุถึงยี่สิบสามเป้าหมายเพื่อให้การระบุเป้ามาความแม่นยำมากขึ้นโทยะจึงต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับองค์ชายริสเทนให้ได้มากที่สุดถ้ามีรูปเหมือนหรือรูปถ่ายให้ดูล่ะก็การค้นหาก็คงจะง่ายกว่นี้แต่น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรแบบนั้นโทยะจึงจำเป็นต้องรวมข้อมูลจากคำบอกเล่าจนได้ความว่า อายุสิบเก้า ผมทองรูปร่างสูงโปร่งและมีตราสัญลักษณ์ของราชวงค์เมื่อใส่ข้อมูลรายละเอียดลงไปก็ทำให้ระบุเป้าได้ในที่สุด โทยะก็เตรียมเดินทางในตอนนั้นเรจีน่าก็ขอตามไปด้วยซึ่งโทยะก็ได้ทำตามที่เธอขอ โทยะใช้เวทเทเลพอร์ตไปยังเต็นท์ขององค์ชายที่อยู่ในเขตจักรวรรดิ์โทริฮารัน โดยในเต็นท์นั้นนอกจากเจ้าชายแล้วก็ยังมีเมดอีกสองคนอยู่ด้วย เมื่อโทยะเห็นตัวจริงของเจ้าชายริสเทนก็ให้นิยามว่าหน้าตาอย่างกะเจ้าชายในโชโจมังกะ แน่นอนว่าเมื่อโทยะโผล่มาอยู่ในเต็นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยองค์ชายริสเทนก็ตะโกนถามลั่นตามสูตรว่าพวกโทยะเป็นใคร โทยะตอบแต่เพียงว่าอาณาจักรพริมล่าใช้มาแล้วก็ทำการถามองค์ชายเพื่อยืนยันตัวตน ริสเทนเตรียมชักดาบพร้อมจะตะโกนเรียกทหารของเขาทว่าในตอนนั้นโทยะก็ใช้เวทพริซันครอบเต๊นท์นี้เอาไว้ทำให้พวกทหารเข้ามาไม่ได้และคนข้างในก็หนีไปข้างนอกไม่ได้ด้วยเช่นกัน
.
เจ้าชายพุ่งเข้ามาฟันโทยะด้วยดาบซึ่งโทยะก็หลบได้สบายพร้อมกับจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้แล้วใช้เวทพาราไลท์ทันทีเพียงเท่านี้เจ้าชายริสเทนก็หมดสภาพและล้มลงไปนอนนิ่งกับพื้น โทยะแจ้งกับทหารของจักรวรรดิ์โทริฮารันว่าให้เลิกรุกรานอาณาจักรพริมล่าซะโดยก่อนจะถึงตอนนั้นเขาจะขอรับฝากตัวเจ้าชายลำดับที่สองไว้ก่อนและเมื่อจักรวรรดิ์โทริฮารันถอนทหารออกจากพริมล่าเมื่อไหร่เขาก็จะคืนตัวเจ้าชายให้ ในระหว่างนั้นเรจีน่าก็ทำการตรวจสอบอะไรบางอย่างกับเจ้าชายที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นจากนั้นก็บอกโทยะว่าให้พาเมดสองคนนั้นไปด้วย เมื่อโทยะจะพาเมดสองคนนั้นไปพวกเธอก็ชักมีดออกมาแล้วพุ่งเข้ามาโจมตีแต่โทยะเดาไว้อยู่แล้วว่าสองนี้คงไม่ใช่เมดธรรมดาจึงระวังตัวอยู่ก่อนแล้วจึงได้จัดการทั้งสองด้วยพาราไลท์ และเมื่อยืนยันเงื่อนไขกับพวกอัศวินของโทริฮารันแล้วโทยะก็เทเลพอร์ตกลับมายังอาณาจักรพริมล่า โทยะได้ปลดดาบที่เอวขององค์ชายมอบให้กับราชาแห่งพริมล่าเพื่อให้ดูว่ามันเป็นของจริงแล้วผู้ที่เขาพามาก็คือองค์ชายริสเทนตัวจริงเสียงจริง หลังจากนั้นโทยะก็บอกกับองค์ชายว่าที่นี่คืออาณาจักรพริมล่าเขาจะปลดพาราไลท์ให้แต่อย่าได้คิดหนีเพราะยังไงเสียก็ไม่มีทางออกไปได้ จากนั้นโทยะการร่ายเวทรีโคเวอร์รี่ให้กับเจ้าชายเมื่อหายจากสภาพอัมพาตแล้วเจ้าชายจึงได้ถามโทยะว่าเขาไม่ใช่คนของพริมล่าอย่างนั้นหรือ โทยะก็ตอบว่าเขาไม่ใช่คนของอาณาจักรพริมล่าที่เขาต้องการคือหยุดสงครามเท่านั้น ฉะนั้นหากอาณาจักรพริมล่าทำร้ายเจ้าชายในระหว่างที่อยู่ที่นี่เขาก็จะไม่ยกโทษให้เช่นกัน
.
ทว่าความเซอร์ไพร์ครั้งใหญ่มันก็เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายกลับบอกว่าการหยุดสงครามนี้ก็เป็นความตั้งของเขาเหมือนกันดังนั้นถ้าหากว่านี่จะช่วยให้การต่อสู้จบลงได้เขาก็ยินดีเป็นตัวประกัน ในตอนนั้นเองเรจีน่าพยายามจะบอกบางอย่าง โทยะจึงได้ขอให้เรเดียสจัดเตรียมห้องให้กับองค์ชายจะได้พูดคุยกันได้สะดวกกว่านี้หลังจากนั้นเหล่าอัศวินก็นำทางเจ้าชายและเมดทั้งสองไปที่ห้องห้องหนึ่งและเมื่อโทยะเข้าไปในห้องแล้วก็จัดการร่ายพริซันป้องกันไม่ให้ใครมาได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันและเมื่อโทยะแนะนำตัวกับริสเทนแล้วเรจีน่าก็เฉลยว่าจริง ๆ แล้วริสเทนไม่ใช่เจ้าชายแต่เป็นเจ้าหญิง
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 2 (322 - 331)
เมื่อถูกยิงคำถามแบบนั้นเข้าใส่ริสเทนก็ถามกลับมาด้วยความสงสัยว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนนั้นเป็นสตรี เรจีน่าจึงตอบว่ารู้ได้จากรูปร่างของมือ ลักษณะโครงกระดูก ท่วงท่าการเดิน ลักษณะของผิวหนังและที่สำคัญเธอสัมผัสฟีโรโมนของผู้หญิงจากตัวของริสเทน และชื่อที่แท้จริงของเธอก็คือ “ริสทีส เล โทริฮารัน” ด้วยเหตุนี้เองในตอนนั้นเรจีน่าจึงได้ให้โทยะพาเมดทั้งสองของริสเทนติดมาด้วย ซึ่งผู้ที่รู้ความลับเรื่องที่ริสเทนแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิงนั้นก็จากพ่อแม่กับพี่ชายแล้วก็มีอาจารย์ของเธอ หมอ แล้วก็ลาล่ากับริริเมดประจำตัวทั้งสองที่ถูกพามาด้วยนั่นเอง แม้ว่าจะผิดจากที่คิดไปนิดหน่อยแต่ไม่ว่ายังไงก็ถือเป็นเชื้อพระวงศ์อยู่ดีจึงไม่น่าจะกระทบกับแนวทางที่ตั้งไว้แต่ ริสทีสกลับบอกว่ามันคงไม่ง่ายแบบนั้นเพราะถึงพ่อเธอจะยอมถอยแต่พวกสภาสูงคงไม่ยอมถอยง่าย ๆ แน่ เลวร้ายที่สุดคือพวกนั้นจะส่งคนมาฆ่าเธอซะและใช้ข้ออ้างนี้ดำเนินการรุกรานต่อไป ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อล้างแค้นให้กับองค์ชายลำดับที่สองที่ถูกพวกอาณาจักรพริมล่าฆ่าตายซึ่งก็หมายความว่าสิ่งที่โทยะทำไปนั้นคือสูญเปล่าแถมยังจะเข้าทางของอีกฝ่ายอีกตะหาก เพราะในความเป็นจริงแล้วผู้คิดทำสงครามนั้นคือบรรดาสมาชิกของเหล่าสภาพสูงแม้องค์จักรพรรดิ์จพยามทัดทานแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะอำนาจของจักรพรรดิ์ของจักรวรรดิ์โทริฮารันนั้นมันแทบไม่ต่างจากเสือกระดาษ ส่วนผู้กุมอำนาจตัวจริงของจักรวรรดิ์นั้นคือ “โมร็อค ลาปิโทส” ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาสูงอยู่แม้จะอายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้วแต่ก็มีอำนาจที่น่าเกรงขามเอามาก ๆ จนไม่มีใครกล้าต่อต้าน
.
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมริสทีสต้องปลอมเป็นผู้ชายนั้นก็เพราะหากเธอประกาศตนว่าเป็นหญิงเธอก็จะต้องถูกบีบให้แต่งงานกับหลานชายของพวกคนในสภาสูงเป็นแน่จึงต้องปกปิดสถานะแท้จริงของตนไว้เพื่อไม่ให้ถูกดึงไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั่นเอง ส่วนองค์ชายลำดับที่หนึ่งนั้นโดนให้แต่งงานกับลูกสาวประธานสภาสูงไปแล้วดูเหมือนเจ้าสาวจะค่อนข้างอายุเยอะแล้วด้วย ทำให้โทยะรู้สึกดีใจที่เหล่าว่าทีภรรยาของเขามีแต่สาวน้อยน่ารักที่ดูอายุน้อยกว่าไม่ก็ใกล้เคียงกับตัวเขา(แม้ว่าจะมีคนอายุเกินไปอยู่คนหนึ่งแต่เรื่องรูปร่างหน้าตาก็ยังดูเด็กกว่าเขาอยู่) และเมื่อรู้ถึงตัวผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังสงครามครั้งนี้แล้วถ้าจะให้เรื่องนี้ยุติก็คงต้องเด็ดหัวอสรพิษลงให้ได้เสียก่อนโทยะจึงได้เบนเข็มไปยังโมร็อคเพราะถ้าขาดแกนนำหลักไปที่เหลือก็จะแตกพ่ายไปเอง โทยะจึงขอให้ริสทีสไปอธิบายทุกอย่างกับจักรพรรดิ์ส่วนเขาจะจัดการกับโมร็อคซึ่งริสทีสก็รับปากยอมร่วมมือด้วย จากนั้นโทยะก็เปิดเกทไปเชิญตัว “เซโร่ริค” อาจารย์ของรีสทีสและยังทำหน้าที่เป็นรองแม่ทัพในการนำศึกครั้งนี้โดยการใช้ปืนแทนบัตรเชิญแล้วก็พาตัวกลับมาหาริสทีสเพื่อให้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และแผนการที่วางไว้และได้ขอให้เขาไปช่วยริสทีสพูดกับจักรพรรดิ์อีกแรงหนึ่งซึ่งเซโร่ริคก็ยอมร่วมมือด้วยแต่โดยดี หลังจากนั้นโทยะก็ใช้รีคอลดึงเอาความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลที่ต้องการหาตัวมาจากเซโร่ริคและเริ่มใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของเป้าหมายในทันทีและก็ค้นพบในเวลาอันรวดเร็วปลายทางคือเมืองหลวงของจักรวรรดิ์ โมร็อคมีผู้คุ้มกันเป็นโกเลมห้าตัวและอัศวินอีกสามนายด้วยกัน เมื่อทุกอย่างพร้อมโทยะก็ทำการเทเลพอร์ตตัวเขากับเซโร่ริคไปยังสถานที่ที่โมร็อคอยู่ในทันที
.
เมื่อวาร์ปมาดักอยู่ด้านหน้ากลุ่มของโมร็อคแล้วเซโร่ริคก็รีบแยกตัวหนีหายไปในเงามืดของต้นเสาที่อยู่บริเวณนั้นอัศวินผู้ทำหน้าที่คุ้มกันก็ตะโกนลั่นทันทีเมื่อเห็นโทยะโกเลมคุ้มกันก็เริ่มเปิดฉากยิงโจมตีตามคำสั่งของผู้ควบคุมทันทีแต่โทยะก็สามารถป้องกันได้อย่างสบาย ๆ ด้วยเวทชิลด์และยิงเวทธันเดอร์สเปียร์ใส่โกเลมตัวสั่งการทันทีและเมื่อตัวสั่งการถูกทำลายโกเลมที่เหลือก็หยุดทำงานไปในทันที โมร็อคเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งให้อัศวินที่ชื่อ “วอยด์” ให้เข้าไปจัดการกับโทยะซะ แม้โทยะจะพยายามจับตาการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีแค่ในพริบตานั้นวอยด์ก็หายไปจากทัศนวิสัยของโทยะและเข้ามาอยู่ที่ด้านหลังเพื่อโจมตีแต่โทยะก็ไหวตัวทัน เปลี่ยนบรุนฮิวจากโหมดปืนเป็นโหมดดาบและใช้มันปัดการโจมตีออกไปได้อย่างฉิวเฉียด โทยะยิงเวทสลิปใส่วอยด์เป็นการโต้กลับทำให้อัศวินคนนั้นเสียจังหวะโทยะรีบเปลี่ยนบรุนฮิวเป็นสตันโหมดเตรียมเข้าปิดฉากทว่า วอยด์สามารถบิดตัวกลางอากาศหลบการโจมตีไปได้แต่ใบดาบของบรุนฮิวก็โดนหมวกเกราะของวอยด์ทำให้หมวกเกราะหลุดกระเด็นออกไป แต่ในขณะเดียวกันวอยด์ลอยอยู่กลางอากาศก็ใช้เท้าถีบใส่โทยะจนกระเด็นถอยออกมาในตอนนั้นโทยะคิดจะใช้พริซันตอบโต้แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้เห็นใบหน้าที่เคยถูกปกปิดด้วยหมวกเกราะแบบเต็ม ๆ ตา แม้ว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวของบุคคลคนที่ยืนอยู่ตรงนี้จะแตกต่างกันอยู่มากแต่ใบหน้านั้นคือ “เอนเด้” ไม่ผิดแน่แต่ทว่าทำไมเด็กหนุ่มผมขาวโมโนโทนคนนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้
.
ทว่าเอนเด้กลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เคยรู้โทยะ จนโทยะสับสนไปชั่วขณะว่าเอนเด้มันกำลังเล่นอะไรของมันอยู่เขาจึงบอกชื่อของตนออกไปแต่เอนเด้ก็ตอบกลับมาอย่างไร้เยื่อใยว่าไม่รู้จักและจู่โจมเข้ามาโทยะจึงคิดไปแว่บหนึ่งว่าหรือหมอนี่จะไม่ใช่เอนเด้แต่เป็นแค่คนหน้าเหมือน แต่ยังไงซะไม่ว่าจะมองยังไงมันหมอนี่ก็คือเอนเด้ดังนั้นโทยะจึงลองทดสอบดู โดยการถามเรื่องของเมลออกไป ซึ่งทันทีที่ได้ยินชื่อนั้นเด็กหนุ่มคนนี้ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองและหยุดการเคลื่อนไหวลงชั่วและมีอาการว่อกแวกเหมือนกำลังพยายามนึกถึงอะไรบางอย่าง ดังที่โทยะคาดไว้ถ้าหากหมอนี่คือเอนเด้จริงยังไงก็ไม่มีทางลืมเรื่องของเมลไปได้หมดแน่เมื่อยืนยันได้แน่ชัดแล้วว่านี่คือเอนเด้ตัวจริงงั้นการที่เขามีสภาพแบบนี้คงต้องมีสาเหตุมาจากอะไรซักอย่างเช่นการล้างสมองหรือไม่ก็ความทรงจำมีปัญหา ทว่าในตอนนั้นเองโมร็อคก็ตะโกนออกคำสั่งให้เอนเด้กำจัดศัตรู เอนเด้จึงสะบัดศีรษะอย่างแรงราวกับจะสลัดความสับสนในหัวออกไปแล้วตั้งท่ากลับมาเตรียมโจมตีอีกครั้ง เมื่อเรื่องราวดูท่าจะยุ่งยากมากขึ้นโทยะจึงตัดสินใจผนึกการเคลื่อนไหวของเอนเด้โดยใช้เวทพริซัน กำแพงเวทมนตร์ได้ปิดล้อมเป้าหมายเอาไว้ในพริบตาแม้ว่าเอนเด้จะพยามฟันหรือถีบมันยังไงก็ไม่สามารถทลายกำแพงนี้ได้หากว่าปราศจากพลังเทพแล้วละก็ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางพังกำแพงนี้ออกมาได้อย่างเด็ดขาด
.
เมื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเอนเด้ได้แล้วโทยะก็เบนความสนใจไปที่ตาเฒ่าที่อยู่ตรงหน้า เขามีคำถามมากมายที่อยากถาม ซึ่งในระหว่างนั้นอัศวินคุ้มกันอีกสองคนก็พุ่งเข้ามาโจมตีโทยะแต่สำหรับโทยะแล้วทั้งสองก็ต่างอะไรกับเด็กอมมือที่เขาสามารถจัดการได้ง่าย ๆ โดยไม่ลำบากเลย เมื่อสูญเสียผู้คุ้มกันไปจนหมด โมร็อคประกาศชื่อและตำแหน่งของเขาเพื่อหมายจะข่มขวัญศัตรูแต่โทยะก็ตอบกลับไปง่าย ๆ ว่าไม่รู้จัก รู้แค่ว่าแกคือตาแก่บ้าอำนาจคนหนึ่งเท่านั้นจากนั้นโทยะก็ถามว่าโมร็อคทำอะไรกับเอนเด้ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า เอนเด้ถูกพบในสภาพปางที่บริเวณใกล้ ๆ กับปราสาทและลูกน้องของโมร็อคก็ได้นำตัวมา โมร็อคสนใจในเมจิกไอเท็มที่เอนเด้มีติดตัวอยู่จึงได้พยายามลองสืบหาว่าไปได้มาจากไหนและแต่เนื่องจากเอนเด้ความจำเสื่อมจึงไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก หลังจากนั้นโมร็อคก็ตั้งชื่อ “วอยด์” ให้แล้วเอาตัวมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โทยะจึงนึกย้อนไปถึงในตอนกรณีเดียวกับซากุระที่บาดเจ็บสาหัสจนเสียความทรงจำไปแต่ถ้าใช้เวทรีคอลก็อาจจะรักษาได้ แต่ในตอนนั้นเองโมร็อคก็หยิบเอาแผ่นแก้วที่อยู่ในกระเป๋าออกมาแล้วทำลายทิ้งพริบตานั้นแสงสว่างเจิดจ้าก็แผ่ปกคลุมทั่วบริเวณและสิ่งที่ปรากฏออกมาหลังจากทำลายแผ่นแก้วนั้นก็คือเฟรมเกียร์ดรากูนไรด์ของเอนเด้นั่นเอง
.
โมร็อคหัวเราะออกมาดังลั่นเพราะคิดว่าตนได้รับชัยชนะแล้วจากนั้นโมร็อคก็เข้าไปในค็อทพิทเพื่อที่จะบังคับมันมาจัดการกับโทยะแต่โทยะก็ไม่สนใจอะไรเขาทำหยิบสมาร์ทโฟนของเขาขึ้นมากด ส่วนโมร็อคที่กำลังได้ใจก็เริ่มทำการบังคับเฟรมเกียร์แต่ทว่าไม่ว่าจะทำยังไงดรากูนไรด์ก็ไม่ยอมขยับแม้แต่มิลเดียว หลังจากนั้นโทยะเดินเข้าไปเปิดฝาครอบค็อทพิทออกแล้วบอกกับโมร็อคว่าของสิ่งนี้คือของที่เขาเป็นคนสร้างดังนั้นเพราะฉะนั้นเจ้าสิ่งนี้จึงไม่สามารถจะทำอะไรเขาได้ (แม้ว่าในความเป็นจริงเรจีน่ากับโรเซ็ตต้าเป็นคนสร้างก็ตาม) และในเฟรมเกียร์ทุกตัวมีระบบหยุดฉุกเฉินที่ควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนของเขาอยู่แล้วเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ให้ประเทศอื่นยืมเฟรมเกียร์นั่นเองจากนั้นโทยะก็ใช้เวทเลวิเทชั่นยกร่างของโมร็อคให้ลอยออกมาจากค็อทพิทของดรากูนไรด์แล้วส่งลงไปที่พื้น จากนั้นเซโร่ริคก็ออกมาจากที่ซ่อน เมื่อเห็นเซโร่ริคเดินเข้ามาโมร็อคจึงรีบบอกให้เซโร่ริคจัดการกับโทยะเสียแต่เซโร่ริคก็ปฏิเสธพร้อมกับอ้างว่าตอนนี้องค์ชานริสเทนถูกจับเป็นตัวประกันอยู่จึงไม่สามารถทำอะไรได้ โมร็อคจึงกล่าวออกมาด้วยความฉุนเฉียวว่าระหว่างองค์ชายไร้ประโยชน์นั่นกับตัวเขาใครมีความสำคัญมากกว่ากันซ้ำยังขู่ว่าจะลงโทษเซโร่ริคด้วยข้อหากบฏอีก ทว่าในตอนนั้นโทยะก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างปริแตกแล้วเมื่อหันไปดูก็พบว่าเอนเด้ทำลายกำแพงของพริซันออกมาได้แล้ว
.
โทยะรู้สึกตกใจและแปลกใจว่าทำไมกำแพงของพริซันถึงพังลงได้การโจมตีธรรมดา ๆ แต่เมื่อสังเกตที่มือของเอนเด้ก็พบว่าในมือของเอ็นเด้มีดาบสั้นคู่อยู่ เมื่อเอนเด้พุ่งออกมาโทยะก็ร่ายเวทโวเทคมิสโต้กลับทันทีหมอกไฟฟ้าล้อมรอบตัวเอนเด้และปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตจนทำให้ดาบสั้นนั้นหลุดจากมือไป โทยะรีบไปเก็บดาบสั้นนั้นขึ้นมาพิจารณาดูก็พบว่ามันคืออาวุธที่ถูกสร้างโดยเทพเป็นหนึ่งในสมบัติศักดิ์ดังนั้นมันจึงมีพลังเทพสถิตย์อยู่จึงสามารถทำลายกำแพงออกมาได้และที่สำคัญเอนเด้ไปได้มันมาจากที่ไหนกัน ฝ่ายเอนเด้ที่โดนหมอกไฟฟ้าเขาไปเต็มก็ยังคงบุกเข้าจู่โจมต่อแต่โทยะเปิดแอคเซลบูสเพื่อเร่งความเร็วสูงสุดในเสี้ยววินาทีสามารถเข้าไปตุ้ยท้องของเอนเด้ได้สำเร็จก่อนอัดยังมีการบอกด้วยว่า “โทษทีนะ แต่ยูมิน่าขอร้องให้ฉันพาตัวนายกลับไป” หลังจากเอนเด้หมดสภาพจะสู้ต่อแล้วโทยะก็เก็บดาบทั้งสองของเอนเด้เข้าสโตร์ไป ส่วนตัวเอนเด้โทยะจับผนึกเข้าพริซันจากนั้นก็ย่อส่วนให้เหลือประมาณลูกเต๋าแล้วเก็บใส่กระเป๋าไป ส่วนโมร็อคก็ถูกขังไว้ในพริซันเช่นกันหลังจากเก็บดรากูนไรด์เข้าสโตร์แล้วเซโร่ริคก็นำทางโทยะไปหาองค์จักรพรรดิ์โดยใช้เวทล่องหนเพื่อให้สามารถผ่านพวกยามรักษาการไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเข้าไปพบจักรพรรดิ์ได้สำเร็จและได้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้ได้เข้าใจในสถานการณ์แล้วองค์จักรพรรดิ์ก็ได้ให้คนไปตามตัว องค์ชายลำดับที่หนึ่งรูเฟียสมาที่นี่
.
หลังจากปรึกษากันแล้วรูเฟียสก็เสนอว่านี่คือโอกาศอันดีที่จะจัดการกับเหล่าสภาสูงและยุติสงครามกับอาณาจักรพริมล่าและเมื่อจักรพรรดิ์เห็นพ้องกับความคิดนี้ปฏิบัติการหลาย ๆ อย่างก็เริ่มขึ้นสภาสูงถูกถอดถอนโมร็อคถูกคุมขังการส่งสาสน์ไปยังสนามรบเพื่อแจ้งให้ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและหลังจากนั้นอีกหกชั่วโมงสงครามระหว่างจักรวรรดิ์โทริฮารันและอาณาจักรพริมล่าก็เป็นอันยุติและจักรวรรดิ์โทริฮารันก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แต่สำหรับโทยะแล้วสิ่งที่เขาต้องทำมันยังไม่จบ เมื่อสงครามระหว่างอาณาจักรพริมล่ากับจักรวรรดิ์โทริฮารันจบลงอย่างงดงามเจ้าหญิงรีสทิสก็ได้เดินทางกลับไปจักรวรรดิ์อย่างปลอดภัยแม้จะมีการต่อต้านเกิดขึ้นภายในจักรวรรดิ์บ้างแต่บรรดาเหล่าสมาชิกสภาสูงส่วนใหญ่ก็ถอดถอนอำนาจไปจนไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกแล้วและเมื่อทำให้ทั้งสองประเทศจับมือเป็นพันธมิตรกันได้ก็ถือว่าการเตรียมการสำหรับรับมือเหล่าเฟรซกลายพันธุ์ก็บรรลุไปหนึ่งขั้นทว่าตอนนี้โทยะกำลังมีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังโลกฝั่งตนเมื่อเอลก้าขอร้องให้โทยะพาเธอไปยังโลกเบื้องหน้าด้วยโดยมีเรจีน่าช่วยพูดอีกแรง ส่วนหนึ่งก็เพราะความรู้ความสามารถของเอลก้านั้นจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อโทยะลองพิจารณาดูแล้วมันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีในด้านการพัฒนาโกเลมและเฟรมเกียร์เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วโทยะก็ตัดสินใจยอมรับคำขอโดยจะให้เธอไปอาศัยอยู่บนเกาะลอยฟ้าบาบิโลน
.
เมื่อได้ยินแบบนั้นเอลก้าก็ดีใจยกใหญ่ถึงขนาดจับขาหน้าของเฟรนริลและพาเริงระบำด้วยความดีใจ ส่วนราชาแห่งพริมล่าก็ได้บอกกับโทยะว่าเขาเองซักวันหนึ่งก็อยากจะข้ามไปยังโลกที่อีกฝั่งอันเป็นดินแดนบ้านเกิดของบรรพบุรุษของเขาเช่นกัน โทยะจึงบอกว่าครั้งหน้าเขาจะพาคนที่มีชื่อว่าพาเลริอุสอีกคนหนึ่งมาให้ได้พบและรู้จักกัน หลังจากจับมือกันและกล่าวคำอำลาเรียบร้อยแล้วโทยะก็พาเรจีน่ากับเอลก้ากลับมายังเกาะลอยฟ้าบาบิโลน หลังจากนั้นโทยะก็ไปพายูมิน่ามาพบกับเอลก้าเพื่อให้ใช้เนตรมารทำการตรวจสอบซึ่งผลที่ออกมาก็ไม่มีปัญหาอะไร โทยะจึงให้เรจีน่าพาเอลก้าไปทำความรู้จักกับสถานที่ต่าง ๆ ของเกาะลอยซึ่งเมื่อทั้งสองจากไปแล้วยูมิน่าก็ถามโทยะว่า “หรือว่านี่จะเป็นคนที่สิบ” ซึ่งโทยะก็รีบปฏิเสธในทันทีพร้อมกับบอกว่าเขาพาเธอมาเพื่อทำงานในฐานะวิศวกรเท่านั้น หลังจากนั้นโทยะก็บอกเรื่องที่เขาพบเอนเด้ที่โลกอีกฟากให้ยูมิน่ารู้รวมไปถึงเรื่องที่เสียความทรงจำด้วยแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็พาตัวเอนเด้กลับมาตามที่ยูมิน่าขอร้องแล้วหลังจากนั้นโทยะก็ปล่อยเอนเด้ออกจากเวทคุมขังทว่าเอนเด้กลับพุ่งเข้าใส่ยูมิน่า โทยะจึงดึงยูมิน่าให้หลบออกมาพร้อมกับคว้ามือเอนเด้ไว้และอัดเวทพาราไลท์ใส่ทันทีทำให้เอนเด้แน่นิ่งไป หลังจากดูจนแน่ใจว่าเอนเด้สิ้นฤทธิ์แล้วแน่ ๆ โทยะจึงปล่อยมือแต่ในใจเขาก็พลางคิดไปว่า “ไอ้เบี๊อกนี่บังอาจเล่นงานยูมิน่า ซัดมันอีกซักสอง สาม ตุ๊บดีไหม” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ยูมิน่ามองดูสภาพเอนเด้และบอกกับโทยะว่าดูเหมือนเขากำลังสับสน โทยะคาดว่าความทรงจำในหัวของเอนเด้น่าจะกำลังตีกันวุ่นไปหมดอยู่เขาจึงตัดสินใจพาเอนเด้ไปหาเผื่อว่าจะช่วยให้จำอะไรได้บ้าง
.
โทยะใช้เลวิเทชั่นยกร่างที่มีสภาพไม่ค่อยต่างจากตอไม้ของเอนเด้ไปยังส่วนที่เมลอยู่ และเมื่อโทยะวางเอนเด้ลงกับพื้นแล้วเมลก็รีบโผเข้ามากอดคนรักของเธอทันทีและเมื่อเห็นสภาพยับยู่ยี่ของเอนเด้แล้วเมลก็ถามว่าใครเป็นคำทำให้เขาเป็นแบบนี้ ซึ่งโทยะก็ยอมรับว่าเป็นฝีมือเขาเองแน่นอนว่าเมลจ้องเขม็งมาที่โทยะทันที ซึ่งโทยะก็ต้องรีบอธิบายอย่างด่วนจี๋ว่าเพราะเอนเด้เสียความทรงจำเลยโจมตีคนอื่นไปทั่วเขาเลยต้องสะกดการเคลื่อนไหวของเอนเด้ไว้ก่อน ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น หลังจากนั้นโทยะก็เล่าเรื่องราวที่เขารู้ให้เมลฟังและบอกอีกว่าถึงจะจำเขาไม่ได้แต่ก็ยังจะพอจำเมลได้อยู่บ้าง เมื่อเมลรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วเธอก็เริ่มทำการรักษาเอนเด้ทันที เมลสร้างระยางที่เป็นผลึกแก้วออกมาจากนิ้วมือทั้งสิบของเธอและเข้าไปยึดติดกับศีรษะของเอนเด้และเริ่มปล่อยคลื่นเสียงออกมา โทยะกับยูมิน่าจึงถอยออกไปรอดูอยู่ด้านนอกของกำแพงเวทพริซัน หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นลงเมลก็เรียกให้โทยะเข้ามาเพื่อบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยแต่เอนเด้กลับขยับเขยื้อนไม่ได้ โทยะจึงนึกออกว่าเขาลืมคลายเวทพาราไลท์ เขาจึงรีบทำการร่ายรีโคเวอร์รี่ให้แต่ก็ยังคงเตรียมระวังตัวและพร้อมใช้พาราไลท์ได้อีกทุกเมื่อเผื่อเอนเด้อาจจะโจมตีเข้ามาอีก เมื่อขยับเขยื้อนร่างกายได้แล้วเอนเด้ก็ยกมือขึ้นสัมผัสแก้มของเมลอย่างอ่อนโยนพร้อมกับกล่าวทักทาย เมลเองก็กอดเอนเด้ด้วยความดีใจเช่นกัน เอนเด้คนเดิมกลับมาแล้วแต่เขาก็ยังจำเรื่องราวในช่วงที่เสียความทรงจำได้ด้วย แม้จะกล่าวขอบคุณแต่ก็แอบแขวะว่าโทยะอัดเขาซะแรงเลย แถมยังถามอีกว่าทำไมเมลถึงมาอยู่ในที่แบบนี้หรือว่าโทยะลักพาตัวเธอมา โทยะก็บอกว่าอย่าพูดอย่างกะเขาเป็นคนร้ายสิทั้งหมดนี้ทำเพื่อป้องกันตัวเมลไม่ให้พวกเฟรซรับรู้ถึงที่อยู่ของเธอตะหาก แต่หลังจากนั้นโทยะก็โดนยูมิน่าพาตัวออกไปเพราะต้องการให้เอนเด้กับเมลได้อยู่กันสองต่อสอง แม้ว่าโทยะจะยังมีเรื่องที่อยากจะถามจากเอนเด้อยู่อีกมากมายทว่าตอนนี้ก็จำเป็นจะต้องหยุดเอาไว้ก่อนแต่ยังไงเสียโทยะก็มั่นใจว่าทั้งสองไม่มีทางหนีไปจากพริซันได้ส่วนดาบสั้นที่มีพลังเทพสถิตย์เขาก็ยึดมันเอาไว้แล้ว เมื่อคิดว่าทุกอย่างไม่น่าจะมีปัญหาโทยะกับยูมิน่าก็เดินออกจากห้องและปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันไป
.
หลังจากนั้นโทยะก็กลับไปหาเอนเด้กับเมลอีกครั้งโดยคราวนี้เอา “คัตสึด้ง” หรือข้าวหน้าหมูทอดมาด้วย โทยะวางข้างหน้าหมูทอดลงบนโต๊ะโดยมีเอนเด้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามภายให้ห้องที่บรรยากาศอึมครึมมีแสงไฟส่องหน้าเรียกได้ว่าบรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างกับห้องสอบสวนซักเท่าไหร่ ( แถมโทยะยังเลียนแบบคำพูดของแบบตำรวจอีกตะหากว่า 「故郷くにのお袋さんが泣いてるぞ。……カツ丼食うか?」 (Furusato kuni no ofukuro-san ga nai teru zo.…… Katsudon kuu ka?') ซึ่งถ้าใครเคยละครแนวสืบสวนสอบสวนก็คงจะเคยได้ยินประโยคนี้กันบ่อย ๆ ซึ่งมันแปลคร่าว ๆ ประมาณว่า “คุณแม่ที่อยู่บ้านนอกกำลังร้องไห้อยู่นะ กินข้าวหน้าหมูทอดหน่อยไหม? ) ซึ่งแน่นอนว่าโทยะมันกำลังเล่นบทตำรวจสอบสวนผู้ต้องสงสัยอยู่แต่แน่นอนว่าเอนเด้ไม่เข้าใจว่าโทยะมันกำลังต้องการทำอะไรกันแน่แต่ว่ายังไงซะก็กำลังหิวดังนั้นจึงรับข้าวหน้าหมูทอดไปกิน ที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ก็มีโทยะ เอนเด้ เมล และเชสก้าซึ่งในถาดที่เชสก้าถืออยู่ก็มีข้าวหน้าหมูทอดเหลืออยู่อีกสองชามนั่นคือส่วนของเมลกับโทยะ ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงเฟรซไม่จำเป็นต้องกินอาหารเพราะเฟรซนั้นมีใช้พลังงานจากแสงเล็กน้อยกับพลังเวทมนตร์ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้วแต่ไหน ๆ ก็ทำมาแล้วก็เลยอยากให้ลองทานดูและแล้วเมลก็หลงเสน่ห์ข้าวหน้าหมูทอดไปในที่สุด การกินเป็นอะไรที่เฟรซไม่ค่อยทำกันยกเว้นริเสะที่ค่อนข้างจะชอบการกิน แต่พอโทยะจะถามข้อมูลต่อเอนเด้ก็ขอว่าให้กินเสร็จก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง โทยะจึงลองกินดูบ้างสรุปแล้วข้าวหน้าหมูทอดจานนั้นอร่อยมาก เมื่อทานเสร็จโทยะก็ลองสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ จากเอนเด้ (ส่วนเมลนั้นทำหน้าเหมือนอยากจะกินอีก)
.
เอนเด้ถามว่าโทยะรู้เรื่องเฟรซสีทองหรือเปล่าซึ่งแน่นอนว่าโทยะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เอนเด้จึงบอกว่าตอนนี้พวกเฟรซแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่อยู่ฝ่ายคิงนำโดยเน ส่วนกลุ่มที่ต้องการปฏิวัตินำโดยยูระ ยูระนำเอาพลังอะไรบางอย่างมาจากที่ไหนซักแห่งมาใช้ทำให้เฟรซสายพันธุ์ใหม่ถือกำเนิด ซึ่งพลังที่ว่านั้นก็คือพลังเทพที่ช่วงชิงไปจากเทพมารนั่นเอง เอนเด้เข้าไปในห้วงมิติเพื่อสืบเรื่องพลังที่ยูระใช้แต่ก็ไปพบกับเฟรซฝาแฝด เรดกับรุทเล่นงานจนเกือบเอาตัวไม่รอดแต่ก็ทำให้รู้ว่าพลังนั้นคือพลังของพระเจ้าที่ใช้สร้างโลกแต่โทยะก็แย้งว่านั่นคือพลังของเทพมารไม่ใช่พลังของเวิร์ลก็อด เมื่อได้ยินแบบนั้นเอนเด้ก็ยิ้มเล็ก ๆ และบอกว่าเขารู้สึกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าโทยะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ โทยะจึงปลดปล่อยพลังแห่งเทพออกมาให้เอนเด้ได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา เมื่อรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของโทยะแล้วเอนเด้ก็ถามว่าจะให้คุกเข่ากราบไหว้เลยไหม? ซึ่งแน่นอนโทยะไม่ต้องการอะไรแบบนั้นเพราะมันทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากกว่า จากนั้นโทยะก็ถามต่อเกี่ยวกับเรื่องที่เสียความทรงจำนั้นก็คือเพราะไปสู้กับเฟรซคู่แฝดนั่นมาหรืออย่างไรแต่เอนเด้ก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เขาสามารถหลบหนีจากเรดกับรุทได้แต่ที่สาเหตุที่เสียความทรงจำไปนั้นมันเกิดขึ้นหลังจากนั้นเพราะหลังจากพ่ายแพ้จนต้องหลบหนีมาเอนเด้ก็พยายามค้นหาพลังใหม่ เมื่อได้ยินเอนเด้พูดแบบนั้นโทยะจึงเอาดาบสั้นคู่ที่มีพลังของเทพสถิตย์อยู่ออกมาจากสโตร์เพื่อถามที่มาที่ไปของมัน เอนเด้ก็บอกว่าดาบคู่นั้นมันเป็นดาบที่มาจากโลกอื่นที่อยู่ไกลจากโลกนี้ มันเป็นของที่ผู้กล้าของโลกนั้นเอาไว้ใช้ปราบเทพมารซึ่งเอนเด้ก็ไปหยิบเอามาจากตระกูลผู้สืบสายเลือดของผู้กล้านั้นโดยไม่ได้บอกเจ้าของหรือก็คือไปขโมยมานั่นเอง แล้วจากนั้นเอนเด้ก็ได้พบกับบุคคลปริศนาที่บอกว่าจะมาเอาดาบคืน พร้อมกับบอกว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์นั่นเป็นของโลกนี้จากนั้นก็สู้กันแล้วเอนเด้ก็พ่ายแพ้จนต้องเผ่นหนีแทบไม่ทันตามระเบียบแต่ทว่าในระหว่างหนีนั้นเกิดไปลงผิดโลกเข้าอาการเสียความทรงจำก็เกิดขึ้นตอนนั้นนั่นเอง
.
โทยะรู้สึกติดใจกับคนที่จะมาเอาดาบคืนและอัดเอนเด้ซะเละนั้นน่าจะเป็นเทพโทยะจึงโทรหาปู่เวิร์ลก็อดเพื่อสอบถามข้อมูลแล้วก็ได้คำตอบว่าเทพองค์นั้นก็คือ “เทพสงคราม” ส่วนเรื่องดาบยกให้โทยะจัดการไป ส่วนริเสะตอนนี้กลับไปหาเนและข้อมูลสำคัญที่ได้รู้ในตอนนี้ก็คือ เนกับริเสะเป็นพี่น้องกัน เอนเด้ถามโทยะว่าจากนี้วางแผนจะทำอะไรกับพวกตน โทยะบอกว่าแม้มันจะดูไม่ดีเท่าไหร่แต่ตอนนี้จะให้เมลออกไปนอกอาณาเขตของพริซันไม่ได้เพราะพวกเฟรซยังคงโจมตีโลกนี้อยู่และถึงแม้จะแตกเป็นสองส่วนแต่ก็ยังไม่มีพวกไหนเป็นมิตรกับฝ่ายมนุษย์ซึ่งตรงจุดนี้เอนเด้ก็เข้าใจดี ส่วนเมลนั้นอยากจะไปพบกับเนเพื่อพูดคุยให้เข้าใจแต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ต้องรอฟังข่าวจากริเสะเท่านั้นดังนั้นโทยะจึงให้เอนเด้หยุดพักอยู่กับเมลที่นี่ไปก่อนและเพราะเขาไม่ได้เฝ้ามองดูที่นี่เอนเด้กับเมลอยากจะใช้เวลาเรื่องอะไรก็เชิญได้ตามสะดวกพูดจบโทยะก็เดินออกจากห้องนั้นไป โทยะกลับไปที่ห้องนั่งเล่นก็พบกับยาเอะที่นั่งกินข้าวไปมากมายหลายชามจนวางซ้อนกันสูงขึ้นไปราวกับต้นเสา ยาเอะบอกกับโทยะว่าได้รับจดหมายจากทางบ้านดูเหมือนว่าพี่ชายของเธอจะอยากขอประลองกับท่านพี่โมโรฮะอีกครั้ง ซึ่งโทยะก็งง ๆ ว่าสองคนนี้เคยสู้กันตอนไหนยาเอะจึงบอกว่าหลังจากการประลองศิลปะการต่อสู้ แม้ว่าจะไม่ค่อยดีต่อตัวจูทาโร่นักแต่โทยะก็บอกกับยาเอะไปตรง ๆ ว่ารอบนี้ก็คงแพ้อีกตามเคยนั่นแหละแต่แล้วในตอนนั้นโทรศัพท์ของโทยะก็ดังขึ้น โคซากะโทรมาตามโทยะให้ไปช่วยสอนเหล่านักผจญภัยในโรงเรียนฝึกสอนนักผจญภัยมือใหม่ที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เหล่านักผจญภัยมีความรู้พอที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ โทยะจึงได้บอกกับยาเอะว่าเขาจะออกไปทำงาน ส่วนยาเอะก็กล่าวคำอวยพรให้โทยะไปดีมาดีตามประสาของสามีภรรยา แล้วโทยะก็เปิดเกทมุ่งหน้าไปยังปราสาทบรุนฮิว
.
รีน ฮิลด้า รูเชีย ยาเอะ ได้ทำการฝึกซ้อมซูมิเลชั่นโดยใช้เฟรมยูนิตโดยทำการจับคู่แบ่งเป็นสองทีม ยาเอะคู่กันรีน ส่วนฮิลด้าคู่กับรูเชียแต่หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดจบลงก็ไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะเพราะแลกกันตายจนเรียบทุกคน หลังการจำลองการต่อสู้จบลงทั้งสี่คนก็ออกมาจากเครื่องเฟรมยูนิท โดยทั้งหมดที่ทำไปนั้นก็เพื่อแสดงให้เอลก้าเห็นและเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเฟรมเกียร์ว่ามันสามารถใช้งานต่อสู้อย่างไรได้บ้าง ฝ่ายเอลก้ากับเฟนริลก็ได้แต่ยืนตะลึงอ้าปากค้างกับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ดูผ่านทางมอนิเตอร์ไปเมื่อครู่ ส่วนเรื่องที่คิดจะให้เอลก้ามามีส่วนช่วยนั้นในตอนนี้ก็คือการสร้างอุปกรณ์สื่อสารที่จะช่วยให้โลกสองฝั่งติดต่อสื่อสารกันได้อย่างอิสระ ซึ่งโทยะก็ยกเรื่องนี้ให้เรจีน่าจัดการไปและให้บอกเขาด้วยเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ซึ่งเรจีน่าก็รับคำก่อนจะถามเรื่องเกี่ยวกับรถไฟที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่ที่เฟลเซน โทยะจึงบอกว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วตอนนี้ก็จะเป็นเรื่องของการจัดการเส้นทาง จากนั้นโทยะไปหาโอลบาที่ร้านค้าของเขาที่อยู่ในบรุนฮิลเพื่อคุยเรื่องธรุกิจตอนนี้รถยนต์เอลลิควิดเป็นของที่มีราคาสูงและยังซื้อขายกันในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้นแต่ก่อนจะกลับโทยะก็ได้มอบโมเดลจำลองของรถยนต์เอาไว้ให้โอลบานำไปขายต่อ โทยะเดินสำรวจไปในเมืองของเขาที่ตอนนี้ขยับขยายออกไปมากกว่าแต่ก่อนปัญหาหลายอย่างเพิ่มขึ้นเหล่าอัศวินก็ต้องคอยควบคุมดูแลความสงบกันมากขึ้นแต่ก็ยังดีที่ไม่เคยมีเหตุร้ายแรงมาก ๆ เกิดขึ้นเลยในระหว่างที่เดินไปเรื่อย ๆ โทยะก็ผ่านโรงเรียนของเฟียน่า ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการร้องขอเครื่องดนตรีซึ่งโทยะก็ให้เปียโนไปแล้วดูเหมือนว่าเทพแห่งดนตรีจะมาร่วม ๆ แจมเล่นเพลงอยู่ที่นี่เป็นครั้งคราว ในระหว่างที่เดินผ่านนั้นเนียวทาโร่ก็มาขอร้องโทยะให้ช่วยอัญเชิญพรรคพวกมาเพิ่มให้หน่อย เพราะตอนนี้งานของเขาล้นมือมากจนจัดการตัวเดียวไม่ไหวแล้ว แต่พอโทยะถามว่าทำไมไม่ขอให้ซากุระเป็นคนอัญเชิญ คำตอบที่ได้ก็คือซากุระไม่สามารถอัญเชิญแคทชิทที่เป็นกลุ่มสามตัวได้จึงต้องขอให้โทยะช่วย
.
โทยะยอมรับคำขอของเนียวทาโร่และได้อัญเชิญพรรคพวกของเนียวทาโร่ที่มีถึงสามตัวออกมาซึ่งสามตัวนี้มีแต่งตัวคล้าย ๆ กับเนียวทาโร่แต่มาในลักษณะของสามทหารเสือส่วนหน้าตาก็จะมีตัวหนึ่งมีลักษณะเหมือนกับแมวสายพันธ์อเมริกันช็อตแฮร์ ตัวที่สองเหมือนกับแมววิเชียรมาศและอีกตัวเหมือนกับแมวเปอร์เซียซึ่งทั้งสามตัวก็ยอมทำสัญญาโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้นโดยพวกมันได้ร้องขอให้ตั้งชื่อให้กับพวกมันตามแบบฉบับของอสูรอัญเชิญตัวอื่น ๆ ซึ่งโทยะก็ตั้งชื่อให้มันดังนี้ อเมริกันช็อตแฮร์ชื่อ “อาร์โต” วิเชียร์มาสชื่อ “อารามิส” และเปอร์เซียชื่อ “ปอร์ธอส” หรือก็คือโทยะมันเอาชื่อของสามทหารเสือมาตั้งให้เจ้าแคทชิสสามตัวนี้กับโต้ง ๆ เลยนั่นเอง หลังจากนั้นเนียวทาโร่ก็เข้าไปทักทายทั้งสามตัวนั้นตามประสาคนรู้จักและไม่พบกันมานานและตัดสินใจว่าจะไปฉลองกันที่บาร์แต่เนื่องจากเนียวทาโร่ยังติดภาระกิจคุ้มกันเฟียน่าโทยะจึงพาเจ้าสามทหารเสือ(?) ล่วงหน้าไปก่อนโดยได้หมอบเหรียญเงินให้พวกมันไปตัวละเหรียญ ส่วนภาระหน้าที่ที่โทยะมอบให้สามทหารแมวนี้ก็คือสอดส่องดูแลความปลอดภัยในตัวเมืองเหมือนกันเนียวทาโร่ และเมื่อไปถึงที่บาร์โทยะก็พบกับเทพสุราซุยกะมาดื่มเหล้าเมาหยำเปอยู่ที่นี่เขาจึงต้องพาตัวเธอกลับไปก่อน โดยฝากฝังเจ้าสามตัวนั้นไว้กับมาสเตอร์ของบาร์แห่งนั้นแล้วก็เปิดเกทพาซุยกะกลับบ้านทว่าซุยกะที่ดื่มมากเกินไปก็เกิดอาการคลื่นไส้แล้วก็อาเจียนใส่โทยะเต็ม ๆ
.
โทยะมาดูผลของการฝึกฝนเวทมนตร์ของซู โดยธาตุที่ซูมีคือแสงดังนั้นเธอจึงมีเวทสายป้องกันและรักษาเป็นหลักแต่ก็ได้ลินเซ่และรีนคอยสั่งสอนและฝึกฝนให้จนตอนนี้เธอเริ่มใช้เวทโจมตีอย่างไชน์นิ่งจาเวลินได้แล้วนอกจากนี้ก็ยังมียาเอะกับลาปิสที่ช่วยสอนวิชาต่อสู้ให้แล้วก็ยังมีเซซิลที่สอนทักษะการปามีดให้อีกแต่ซูก็ยังต้องการจะเก่งมากขึ้นกว่านี้ในฐานะภรรยาของโทยะแม้โทยะจะดีใจที่ซูมีความพยายามแต่เขาก็ไม่อยากให้เธอทำอะไรที่ฝืนตัวเองจนเกินไปนักเพราะไม่ว่าซูจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอก็ถือเป็นเจ้าสาวคนสำคัญของเขาอยู่ดีแต่ในระหว่างที่บรรยากาศกำลังเป็นไปด้วยดีอยู่นั้นซูก็ถามว่า เรื่องที่ว่าโทยะมีภรรยาเพิ่มมาอีกนั้นเป็นเรื่องจริงหรือซึ่งนั่นก็เล่นเอาโทยะแปลกใจว่าซูไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน โดยข้อมูลที่ซูได้มานั้นคือมีผู้หญิงคนใหม่มาที่บาบิโลนเป็นสาวสวมแว่นที่มากับสุนัขโดยเธอได้ยินเรื่องนี้มาจากเชสก้าซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงเอลก้ากับเฟนริลนั่นเอง โทยะปฏิเสธเรื่องจำนวนเจ้าสาวและบอกว่าเอลก้าเป็นแค่ช่างเทคนิคที่มาทำงานกับเรจีน่าเท่านั้นหลังจากนั้นโทยะก็พาซูกลับปราสาท ท้องฟ้าวันนี้สดใสมากเสียจนไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อวันก่อนนั้นจะมีพายุเกิดขึ้น โทยะถามซูถึงเอเลนแม่ของซูที่ตอนนี้กำลังตั้งท้องลูกคนที่สองอยู่ ซูก็บอกว่าแม่ของเธอสบายดีท้องก็เริ่มโตขึ้นมามากแล้วและเด็กที่กำลังจะเกิดมาถ้าเป็นผู้ชายก็คงดีเพราะเธออยากได้น้องชาย แต่ในตอนนั้นเองซูก็เห็นอะไรบางอย่างผิดปกติบนท้องฟ้าจึงชี้ให้โทยะดู
.
โทยะใช้ลองเซนส์เพื่อตรวจดูสิ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาก็พบว่ามันคือนกขนาดใหญ่ที่มีคนขี่อยู่บนหลังของมันด้วยและยังมีถึงสามตัว โทยะไม่อาจล่วงรู้จุดประสงค์ของพวกนั้นไม่แน่ว่าอาจจะมาโจมตีเมืองก็ได้แต่แล้วนกยักษ์สามตัวนั้นก็บินเลยไปแล้วร่อนลงจอดที่ทุ่งราบทางทิศเหนือโทยะจึงรีบไปยังจุดที่พวกนั้นร่อนลงโดยใช้เทเลพอร์ตโดยพาซูไปด้วย คนที่มานั้นเป็นชายสองคนหญิงหนึ่งคนดูจากชุดที่สวมใส่แล้วน่าจะมาจากต่างถิ่นคนเหล่านี้สวมชุดคล้าย ๆ ชุดของพวกชาวเตนอชตีตลันที่หัวและไหล่มีขนนกประดับอยู่แถมสีผิวของพวกเขาก็เป็นสีน้ำตาลแดงอีกโทยะจึงสงสัยว่าพวกนี้มาจากไหนคงไม่ใช่จากโลกอีกฝากหนึ่งหรอกนะ หลังจากนั้นไม่นานนิโคล่าก็ได้นำกำลังอัศวินส่วนหนึ่งมุ่งหน้ามาที่นี่เพราะพวกเขาก็สังเกตเห็นนกยักษ์เช่นกันและเมื่อนิโคล่ามาถึงพวกโทยะก็เริ่มพูดคุยกับบุคคลปริศนาทั้งสามและจึงได้ทราบว่าพวกเขานั้นมาจาก “อาณาจักรอิเกรท” ที่เป็นประเทศเกาะอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่นี่ ซึ่งโทยะเคยไปแถว ๆ นั้นตอนที่ไปหาโบราณสถานแห่งสุดท้ายของบาบิโลนแต่ก็ไม่ได้เฉียดเข้าไปในเขตของตัวเกาะใหญ่ ส่วนจุดประสงค์ของพวกเขานั้นก็คือนำสาสน์จากราชาแห่งอิเกรทมามอบให้กับราชาแห่งบรุนฮิว เมื่อได้ฟังดังนั้นโทยะก็เดินเข้าไปแล้วบอกว่าเขานี่แหละคือราชาแห่งบรุนฮิวซึ่งทั้งสามคนที่มานั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจพอสมควรที่เห็นว่าราชาของประเทศนี้เป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยแต่เขาก็มอบสาสน์ให้แต่โดยดี โทยะแอบบ่นใจในว่ามันแปลกตรงไหนกันขนาดบาลุฟยังมีราชาอายุน้อยกว่าเขาตั้งเยอะเลยแท้ ๆ โทยะเปิดดูข้อความในสาสน์
.
ข้อความนั้นเป็นคำร้องขอความช่วยเหลือจากราชาแห่งอิเกรทเนื่องด้วยตอนนี้อาณาจักรอิเกรทประภัยธรรมชาติโดยพายุใต้ฝุ่นถล่มและเกิดอุทกภัยพืชผลทางการเกษตรเสียหายอย่างหนักเกิดอาหารที่สะสมไว้มีไม่เพียงพอจนใกล้จะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและยังมีผู้คนล้มตายและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ส่วนการส่งความช่วยเหลือทางเรือจากอาณาจักรเบลฟาส มิสนิด ริฟุริส นั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าจะถึงแต่บรุนฮิวเองก็เป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่มีผลิตอาหารในระดับเพียงพอเลี้ยงตนเองเท่านั้นจึงไม่อาจสนับสนุนในด้านสเบียงอาหารได้แต่อย่างน้อยก็ยังพอจะสนับสนุนในด้านอื่นแทนได้อยู่นั่นคือขอการสนับสนุนด้านอาหารจากประเทศพันธมิตรและส่งไปให้ โทยะรับทราบข้อความในสาสน์และเตรียมการเขียนตอบกลับและได้ขอให้ตัวแทนส่วนหนึ่งไปที่ปราสาทเพราะโทยะจะเรียกประชุมผู้นำเพื่อปรึกษาหารือในเรื่องนี้ ตัวแทนของอิเกรทที่มานั้นมีสามคน ชายหนุ่มที่ประดับขนนกสีขาวมีชื่อว่า “โทโทร่า รูฟ” เป็นหัวหน้ากลุ่ม หญิงสาวที่ประดับขนนกสีแดงชื่อ “ริริคาร่า รูฟ” ทั้งสองเป็นพี่น้องกันส่วนชายหนุ่มคนสุดท้ายที่ประด้บขนนกสีน้ำตาลชื่อว่า “โรชา รูฟ” แต่ถึงจะนานสกุลเหมือนกันแต่ก็ไม่ใช่พี่น้องของสองคนนั้นดูเหมือนจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง ส่วนซูนั้นดูจะสนใจอยากขี่นกยักษ์ดูบ้างแต่โทยะห้ามไว้เพราะอันตรายเกินไป และพอรู้ว่าซูคือคู่หมั้นของโทยะพวกโทโทร่าก็พากันตะลึงงันกันไปอีกรอบ
.
แต่นอกจากภัยพิบัติที่กำลังเผชิญอยู่อิเกรทก็ยังมีปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งนั่นอันเกี่ยวเนื่องกับอาชีพหลักของคนบนเกาะนั้นซึ่งก็คือการทำประมงแต่ตอนนี้ที่อิเกรทเกิดภาวะขาดแคลนเรือแม้ว่าโทยะจะสร้างมันขึ้นได้ด้วยพลังของบาบิโลนแต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้นรออยู่อีกนั่นก็คือมีอสูรกายใต้ทะเลที่ชื่อว่า “เทนตาคุล่า” คอยจมเรือที่แล่นไปในทะเลแถบนั้นอยู่ ซึ่งฟังจากลักษณะก็ดูจะคล้าย ๆ กับพวกคราเค่นแต่มีขนาดใหญ่กว่าแม้ว่าแต่เดิมน่านน้ำของอิเกรทจะมีมังกรสมุทรคอยดูแลอยู่แต่ทว่าตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะหลังจากการต่อสู้กับเทนตาคุล่าแล้วมังกรสมุทรที่พ่ายแพ้ก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้โทยะจำเป็นต้องทำอะไรซักอย่างกับเจ้าเทนตาคุล่าเสียเขาจึงเปิดเกทมุ่งหน้าไปยังอิเกรทโดยการเดินทางครั้งนี้โทยะตั้งใจพาภรรยาไปด้วยสามคนแต่ครั้งนี้ซูร้องขอจะขอตามไปด้วย ส่วนอีกสองคนที่จะได้ไปนั้นตัดสินกันที่การเป่ายิ้งฉุบและผู้ชนะก็คือลินเซ่กับซากุระส่วนคนที่แพ้นั้นก็ร้องขอของฝากกันแทน การต่อสู้ครั้งนี้โทยะอยากจะหลีกเลี่ยงการลงไปสู้ใต้น้ำเพราะอาจทำให้เสียเปรียบและยิ่งพอทราบขนาดคร่าวของเทนตาคุล่าแล้วก็ประมาณได้ว่ามันใหญ่กว่าเฟรมเกียร์เสียอีกซึ่งขนาดของมันเมื่อประเมินคร่าว ๆ ก็ประมาณห้าสิบเมตรเห็นจะได้
.
อาณาจักรอิเกรทนั้นประกอบด้วยเกาะสองเกาะใหญ่ส่วนที่สามเป็นเกาะเล็ก ๆ ทีคั่นกลางระหว่างสองเกาะนั้นมีชื่อว่า “เกาะมาลเล็ท” โทยะ ซู ลินเซ่ ซากุระ พร้อมด้วยโคคุโยกับซังโกะเดินทางไปที่เกาะแห่งนั้นเพื่อตามหามังกรสมุทรที่บาดเจ็บจากการต่อสู้กับเทนตาคุล่าส่วนคนตระกูลรูฟทั้งสามคนโทยะใช้เกทส่งกลับไปยัง “เรทราบันบะ” เมืองหลวงของอาณาจักรอิเกรทก่อนแล้ว เมื่อไปถึงก็พบกับมังกรสมุทรที่บาดเจ็บนอนอยู่ในบึงน้ำใต้ดินโทยะจึงรักษาบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ให้เมื่อมังกรสมุทรหายดีแล้วโทยะก็สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเทนตาคุล่า มังกรสมุทรจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่ามันจัดการไปได้สองตัวแต่หลังจากตัวที่สามมามัยก็พลาดท่าถูกหนวดนั้นรัดจนกระดูกหักจึงต้องถอยหนีมานั่นหมายความว่าเทนตาคุล่ามีน่าจะมีจำนวนมากอยู่ โทยะบอกให้มังกรสมุทรให้พักฟื้นร่างกายจนกว่าจะหายดีส่วนพวกเทนตาคุล่าพวกเขาจะจัดเองหลังจากนั้นพวกโทยะก็เปิดเกทไปยังเมืองหลวงของอิเกรท ที่เปี่ยมไปด้วยความสงบและธรรมชาติอันงดงามแต่เมื่องสังเกตดี ๆ ก็จะพบร่องรอยความเสียหายอันเกิดจากพายุหลงเหลือให้เห็นอยู่ทั่วไปและที่ใจกลางเมืองมีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อยู่คาดว่าน่าจะเป็นปราสาทโทยะจึงตัดสินใจจะไปที่นั่น เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยคุกคามจากเทนตาคุล่าจึงต้องเผชิญกับวิกฤตทางอาหารประชาชนของอาณาจักรนี้จึงมีสภาพไม่สู้ดีนักแม้ตัวเมืองจะเสียหายไม่มากแต่สภาพโดยรอบก็แย่พอควร และในระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปนั่นก็มีรถม้าที่ใช้นกตัวใหญ่ ๆ ที่คล้าย ๆ กับนกกระจอกเทศลากแทนมาจอดรับพวกโทยะโดยคนที่มารับก็คือสองพี่น้องรูฟนั่นเอง
.
แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นไปบนรถโทยะก็ได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้องดังมาจากทางชายหาดเมื่อมองลงไปก็เห็นว่ามีหมึกยักษ์ขึ้นจากทะเลมาโจมตีผู้คน ซากุระร่ายเวทอควาคัทเตอร์โจมตีใส่หนวดของหมึกยักษ์ที่กำลังจับตัวชายคนหนึ่งอยู่จนขาดกระเด็นร่างของชายคนนั้นหล่นลงไปบนชายหาดแล้วเขาก็รีบวิ่งหนีไปทันทีหลังจากหลุดออกจากหนวดมาได้เลือดสีฟ้า ทะลักออกมาจากหนวดที่โดนตัดลินเซ่ร่ายเวทไฟบอลโจมตีซ้ำไปอีกทีเจ้าหมึกยักษ์เทนตาคุล่าจึงล่าถอยกลับลงทะเลไปโทยะเตรียมจะยังไฟร์แอโรว์ซ้ำแต่ช้าเกินไปเพราะมันจมหายลงทะเลไปเสียก่อน แม้ว่าเจ้าเทนตาคุล่าตัวนี้จะมีขนาดเล็กกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นแค่ตัวลูกแต่ถ้ามันถึงขนาดขึ้นบกมาโจมตีกันแบบนี้ในทะเลก็ยิ่งอันตราย โทยะจึงลองใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาดูว่ามีเทนตาคุล่าทั้งหมดอยู่กี่ตัวก็ได้คำตอบว่ามีทั้งหมดห้าสิบสามตัว หลังจากเหตุการณ์สงบลงแล้วโทยะก็ลงไปที่ชายหาดแล้วลองใช้บรุนฮิวเบลดโหมดฟันลงที่หนวดอันหนึ่งตกอยู่บนชายหาดดูก็พบว่าตัดให้ขาดได้ยากมากเพราะแน่นและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อลดทอนแรงลงไปมากแต่เมื่อลองแทงดูก็พบว่าทะลุผ่านไปได้ไม่ยากส่วนพวกคมมีดที่เกิดจากพลังเวทมนตร์ตัดขาดได้สบาย ๆ ส่วนเวทธาตุอย่างไฟหรือสายฟ้าก็มีผลแต่หากใช้ในทะเลผลของมันจะลดลงไปเพราะน้ำทะเลเป็นตัวขัดขวางทางที่ดีที่สุดในการสู้กับพวกมันนั้นคงหนีไม่พ้นต้องลากมันขึ้นจากน้ำเท่านั้นและในระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีจัดการกับเทนตาคุล่าอยู่นั้น ก็มีทหารกลุ่มหนึ่งพร้อมกับชายที่มีขนนกสีทองประดับที่ศีรษะหุ่นดีดูมีกล้ามเนื้อแข็งแรงปรากฏตัวขึ้น เขาคนนั้นก็คือราชาแห่งอาณาจักรอิเกรท “เรฟอน เรโทร่า อิเกรท” หลังทักทายกันอย่างเป็นทางการแล้วโทยะก็แนะนำคู่หมั้นทั้งสามของตนให้เรฟอนรู้จักด้วย หลังจากนั้นโทยะก็ลองถามโคคุโยดูว่าเจ้าชิ้นส่วนหมึกนี้กินได้หรือเปล่า ซึ่งโคคุโยก็ตอบว่ามันไม่มีพิษกินได้แต่รสชาตินั้นไม่รับประกัน
.
โทยะลองใช้เวทอานาไลซ์ตรวจสอบดูอีกครั้งเพื่อความมั่นใจจากนั้นก็เอาเครื่องปรุงออกมาจากสโตร์และจัดการแปรสภาพหนวดหมึกมาเป็นอาหารแล้วลองทานดู ก็พบว่ารสชาติของมันก็ไม่เลวทีเดียวหลังจากนั้นพวกอิเกรทก็มาลองทานดูบ้างผลก็คือชอบบ้างไม่ชอบบ้าง โทยะจึงคิดจะลองทำเมนูหลาย ๆ แบบออกมาดูโดยมีคนปรุงหลาย ๆ คนทำออกมาหลาย ๆ สไตล์แม้กระทั่งอาหารสไตล์ของอิเกรทก็มีเมื่อรู้แล้วว่าพวกมันสามารถกินได้โทยะก็คิดวิธีที่จะจับพวกมันขึ้นมาโดยจะใช้เฟรมเกียร์ของพวกลินเซ่แต่ในตอนนั้นโทยะก็นึกถึงคำของปู่แท้ ๆ ของเขาเกี่ยวกับวิธีฆ่าหมึกให้ตายในทีเดียวขึ้นมาโดยประเมินเอาจากความรู้เกี่ยวกับปลาหมึกในโลกเดิมมาอ้างอิงได้หลังจากนั้นโทยะก็ใช้บาบิโลนเวิร์กชอปสร้างเหยื่อล่อที่มีรูปร่างเหมือนกับเรือใบขนาดใหญ่ขึ้นมาจากนั้นก็ให้ออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูทำหน้าที่เป็นตัวลากเทนตาคุล่าที่ฮุบเหยื่อขึ้นมาบนบก จากนั้นก็จะให้เฮมวีเก้ของลินเซ่จะใช้ซอร์ดบิทคอยโจมตีเข้าที่ตำแหน่งหัวใจของมันที่อยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองแม้ว่าปลาหมึกจะมีหัวใจทั้งหมดสามดวงแต่ถ้าทำลายได้ซักดวงก็คงจะลดทอนพลังลงไปได้บ้างแต่ถ้าหากหัวใจมันอยู่ผิดจากที่คาดไว้ก็อาจจะไม่ได้ผลก็ได้ เมื่อเริ่มปฏิบัติการออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็จับลวดที่เชื่อมต่อโดยตรงกับเรือที่ใช้เป็นเหยื่อล่อซึ่งเจ้าลวดนี้ก็ทำมาจากโอริฮารุก้อนที่ใช้โมเดลลิ่งทำให้มาขวดรวมกันเป็นเกลียวทำให้ไม่มีทางขาดได้ง่าย ๆ โดยให้รอสไวเซ่ของซากุระคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังส่วนเฮมวีเก้ของลินเซ่คอยบินวนรอโจมตีอยู่บนท้องฟ้า
.
โทยะใช้เวทกราวิตี้ทำให้เรือที่เป็นเหยื่อล่อเบาลงและให้เฮมวีเก้ขนไปทิ้งลงทางทะเลจากนั้นออทรินด้ก็ค่อย ๆ ลากเรือนั้นช้า ๆ ให้เหมือนกับว่ามันกำลังแล่นอยู่โดยตัวโทยะเองได้คอยสังเกตการณ์อยู่บนเรือลำนั้นและไม่นานนักเป้าหมายก็ฮุบเหยื่อ โทยะส่งสัญญาณบอกซูพร้อมกับใช้เวทฟลายบินหนีออกจากเรือ ออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็ทำการดึงลวดตะขอที่อยู่กับตัวเรือที่เป็นเหยื่อล่อก็เกี่ยวตัวเทนตาคุล่าเอาไว้และมันถูกลากขึ้นมาบนฝั่งซึ่งเจ้านี้มีขนาดมากกว่ายี่สิบเมตรเลยทีเดียว เทนตาคุล่าพยายามจะเข้าโจมตีออทรินเด้โอเวอร์โหลดแต่ว่าเสียงเพลงของซากุระที่ส่งออกมาจากรอสไวเซ่ก็ช่วยสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของมันเอาไว้ พริบตาต่อมาเฮมวีเก้ที่อยู่ในโหมดยานบินก็ปล่อยซอร์ดบิทพุ่งเข้ามาแทงบริเวณระหว่างดวงตาทั้งสองของเทนตาคุล่าทันที มันส่งเสียงร้องอย่างโหยหวนก่อนจะค่อยดูอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ และแน่นิ่งไปในทีสุด จากนั้นร่างกายของมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากน้ำตาลแดงกลายเป็นสีขาวซึ่งก็เป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามันมีลักษณะเหมือนกับปลาหมีกทั่ว ๆ ไปในโลกเดิมของเขา ในระหว่างที่เฮมวีเก้ขนเอาเหยื่อล่อมุ่งหน้ากลับไปที่ทะเล โทยะก็เปิดเกทเรียกเรกินเรฟของเขาออกมาและลากเอาซากของเจ้าหมึกยักษ์ไปจัดการชำแหละโดยมีโคคุโยกับซังโกะมาเป็นผู้ช่วย จากนั้นก็เอาส่วนที่แล่แล้วไปล้างน้ำทะเลแล้วก็เอาไปตากซึ่งโทยะก็ต้องทำแบบนี้ไปอีกห้าสิบกว่าครั้งและหลังจากจัดการพวกเทนตาคุล่าได้หมดซากก็มันถูกชำแหละเรียงกันเป็นแถวยาวไปตามชายหาด ซึ่งมันจะถูกแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ จากพ่อครัวของอาณาจักรนี้ในภายหลังและโทยะยังสร้างอาณาเขตของพริซันป้องกันเอาไว้อย่างดีอีกด้วยจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีสัตว์หรือคนอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเข้ามาขโมยได้
.
ในเย็นวันนั้นดู ราชาแห่งอิเกรทก็มากล่าวแสดงความรู้สึกขอบคุณที่โทยะได้ช่วยเหลืออาณาจักรของเขาอีกทั้งยังมอบเรือให้อีกเป็นร้อยลำเพื่อให้สามารถกลับมาทำประมงได้ตัวเรือนั้นสร้างจากเวิร์กชอปแต่วัตถุดิบก็ตัดเอาจากป่าในอิเกรทนั่นแหละ แต่แน่นอนว่านี่ยังเป็นแค่การช่วยเหลือเบื้องต้นเพราะสเบียงอาหารจากอาณาจักรอื่น ๆ กำลังค่อย ๆ ทยอยตามมาภายหลังเหมือนว่าการกินหมึกจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้สำหรับชาวอาณาจักรนี้เป็นที่เรียบร้อยออทรินเด้โอเวอร์โหลดลงไปลากอวนจับปลาในทะเลขึ้นมาให้กับชาวเมืองหลังจากนั้นก็มีการเฉลิมฉลองกันที่ ผู้คนต่างพากันดื่มกินร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน โทยะก็เอาเปียโนออกมาเพื่อเล่นเพลงให้ซากุระได้ขับขานบทเพลงบ้างดูเหมือนจะเอาเพลงจากอนิเมะเรื่องหนึ่งหลังจากเพลงจบลงและกำลังจะเริ่มเพลงที่สองโทยะได้เสียงใครบางคนบรรเลงกีตาร์ขึ้นมาเขาผู้นั้นก็คือเทพแห่งดนตรีนั่นเอง ซึ่งโทยะก็งงว่าเขาผู้นั้นมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันและเมื่องสังเกตดี ๆ ก็พบว่าพวกท่านพี่คาเร็นและท่านพี่โมโรฮะก็อยู่ด้วยโทยะแกล้งทำเป็นไม่สนใจและเล่นเปียโนต่อเพื่อให้ซากุระได้ร้องเพลงที่สองและเมื่อเพลงจบลง ท่านพี่คาเร็นก็เข้ามาพูดคุยกับโทยะจึงทำให้รู้ว่าพวกยูมิน่าก็มาด้วยแถมโพล่าด้วยอีก 1 ตัวและตอนนี้พวกเธอก็รวมกลุ่มอยู่กับพวกลินเซ่เรียบร้อยแล้ว โทยะจึงเดินกลับมาหาราชาอิเกรทซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าเขาเองก็มีภรรยาอยู่เจ็ดคนและรู้สึกอิจฉาโทยะนิดหน่อยทื่เหล่าคู่หมั้นของโทยะนั้นดูสนิทสนมกันดี แถมยังย้ำเตือนโทยะอีกว่าเพื่อความสงบของประเทศจงพยายามอย่าให้เหล่าภรรยาเกิดความกังวลใจหรือไม่ชอบใจโดยเด็ดขาดมิฉะนั้นอาจจะได้เห็นนรก ซึ่งตอนที่เขาพูดคำนั้นดวงตาของเขาดูล่องลอยและว่างเปล่าเล่นเอาโทยะรู้สึกสยองขึ้นมาในทันที จากนั้นโทยะก็เชิญชวนให้อิเกรทเข้ามาเป็นกลุ่มพันธมิตรและยังคิดจะเชิญ อิเชน ฮาน็อค ไรด์ เอลฟลัว และเกาะพาเรลิอุสเเข้ามาเป็นสมาชิกด้วยแต่ปัญหาคือ อิเชนนั้นแม้เขาจะรู้จักกับเจ้าแคว้นอย่างอิเอยาสุแต่ผู้ที่เป็นผู้นำสูงสุดจริง ๆ ของอิเชนนั้นคือพระจักรพรรดิ์โทยะไม่มีข้อมูลเลยว่าพระจักรพรรดิ์แห่งอิเชนนั้นเป็นหญิงหรือชายเด็กหรือแก่และถ้าหากจะให้อิเชนเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรแล้วล่ะก็คงมีความจำเป็นที่จะต้องไปพบพระจักรพรรดิ์โดยตรงซักครั้ง
.
แม้ว่าจะลองสอบถามยาเอะดูแต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเพราะเธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระจักรพรรดิ์เช่นกันว่ากันว่าเป็นบุคคลที่มีปริศนาอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ดังนั้นโทยะจึงติดต่อกับอิเอยาสุเพื่อให้เขาช่วยเป็นคนกลางติดต่อให้หลังจากนั้นโทยะกับยาเอะไปพบกับอิเอยาสุที่อิเชน หลังจากคุยเรื่องสรรพเพเหระไปซักพักโทยะก็เข้าเรื่องหลักเกี่ยวกับเรื่องของพระจักรพรรดิ์ จักรพรรดิ์แห่งอิเชนนั้นไม่ได้พำนักอยู่ที่อิเชนแต่อยู่ที่ “เกียวโนะโต” ( キョウの都 ) ซึ่งอิเอยาสุก็รับอาสาเป็นคนนำทางให้ เมื่อใช้รีคอลเก็บเอาความทรงจำมาเรียบร้อยโทยะก็เปิดเกทพายาเอะและอิเอยาสุไปยังที่หมาย เมื่อพวกโทยะเข้าไปถึงที่ประทับขององค์พระจักรพรรดิ์แล้วอิเอยาสุก็กล่าวแนะโทยะต่อองค์พระจักรพรรดิ์ที่อยู่หลังม่านไม้ไผ่ เมื่ององค์จักรพรรดิ์กล่าวต้อนรับโทยะแล้วม่านไม้ไผ่ก็ค่อย ๆ ถูกเลื่อนเปิดขึ้นและผู้ที่เดินลงมาจากด้านบนนั้นคือ ผู้ดำรงตำแหน่งพระจักรพรรดิ์ ไม่สิต้องบอกว่าเป็นพระจักรพรรดินีเพราะท่านผู้นั้นเป็นสตรีผู้งดงามมีผิวขาวผ่องและเรือนผมยาวสีขาวราวกับหิมะ ดวงตาสีแดงเข้ม มีเขาเล็ก ๆ สองอันงอกออกมาจากบริเวณหน้าผาก เธอมีนามว่า “ชิราฮิเมะ” ผู้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งอิเชนมายาวนานถึงสองพันปี เมื่อได้ฟังเช่นนั้นโทยะพลันคิดถึงราชินีของอาณาจักรเอลฟลัวที่เป็นเอลฟ์ขึ้นมาทันที และหลังจากที่ทำการกล่าวแนะนำตัวซึ่งกันและกันตามธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ชิราฮิเมะก็บอกกับโทยะว่าเธอนั้นไม่ใช่คนปกติเธอเป็นลูกครึ่งระหว่างมนุษย์กับสปิริต นั่นแปลว่าในโลกนี้มนุษย์กับสปิริตสามารถมีลูกด้วยกันได้แต่ว่าหลังจากให้กำเนิดแล้วสปิริตนั้นจะเสียพลังไปอย่างมากและในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั่นก็คือสปิริตตนนั้นจะสลายหายไป
.
แต่แน่นอนว่าสปิริตนั้นไม่มีทางตายแต่จะไปกำเนิดใหม่อีกครั้งแต่อาจจะคืนชีพมาในรูปลักษณ์ ที่แตกต่างไปจากเดิมก็ได้โทยะจึงคิดว่าแม่ของชิราฮิเมะก็อาจจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อสืบสายเลือดของสปิริตมาชิราฮิเมะรู้ดีว่าโทยะนั้นดำรงตำแหน่งราชาแห่งสปิริตอยู่แต่ตัวเธอเองก็แบกรับสถานะของผู้นำอยู่จึงกล่าวขอโทษที่ไม่สามารถคุกเข่าต่อหน้าโทยะได้ซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องที่ต้องให้ใครมาคุกเข่าเพื่อแสดงความเคารพต่อเขาอยู่แล้วแต่สงสัยเพียงแค่ว่าชิราฮิเมะไปรู้เรื่องของเขามาจากไหน ซึ่งก็ได้คำตอบว่าสปิริตในวงศ์วานของสปิริตแห่งน้ำแข็งเป็นคนบอกมาและเธอยังบอกอีกว่าแม่ของเธอนั้นก็คือสปิริตแห่งหิมะซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพวกเกรทสปิริตอีกทั้งยังกล่าวขอบคุณที่โทยะเข้ามาช่วยเหลือเมื่อตอนเกิดเรื่องของ “ฮาจิบะ ฮิเดโยชิ” ด้วยหลังจากนั้นโทยะก็ได้บอกถึงเรื่องที่จะเชิญชวนให้อิเชนเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มของพันธมิตรโลกและเชิญให้ชิราฮิเมะเข้าร่วมประชุมผู้นำครั้งหน้าที่จะจัดขึ้นที่ชาดหาดส่วนตัวที่อาณาจักรอิเกรทหลังจากนั้นโทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากให้กับชิราฮิเมะและอิเอยาสุพร้อมกับสอนวิธีใช้ให้ซึ่งเธอก็เรียนรู้วิธีใช้ได้อย่างรวดเร็วทีเดียว
.
หลังจากนั้นโทยะก็ถามชิราฮิเมะว่าแม่ของเธอนั้นมาปรากฏตัวออกมาอีกบ้างไหม? เพราะถ้าคิดกันตามหลักแล้วระยะเวลาผ่านมานานถึงสองพันปีแล้วสปิริตแห่งหิมะก็น่าจะฟื้นคืนชีพมาแล้วแน่ ๆ แต่ชิราฮิเมะกลับบอกว่าถึงจะคืนชีพขึ้นมาแต่ก็อาจจะจำเธอไม่ได้ก็ได้แบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนอื่นคนไกลที่ไม่เคยรู้จักกัน โทยะจึงคิดไปถึงสปิริตแห่งความมืดที่โดนเขาจัดการแล้วเมื่อเธอถือกำเนิดขึ้นใหม่เธอก็จำอะไรก่อนหน้านั้นไม่ได้เลยแต่ก็ใช่ว่าจะสูญเสียตัวตนไปทั้งหมดเพื่อพิสูจน์เรื่องนั้นโทยะจึงทำการเรียกสปิริตแห่งหิมะออกมา สปิริตแห่งหิมะปรากายขึ้นตรงหน้าของโทยะรูปลักษณ์ของเธอละม้ายคล้ายกับชิราฮิเมะต่างกันที่สีตาแล้วก็ไม่มีเขา หลังจากที่สปิริตแห่งหิมะได้จ้องมองไปที่ชิราฮิเมะแล้วเธอก็ออกมาบาง ๆ โทยะจึงถามว่าจำไม่ได้หรือ? สปิริตแห่งหิมะก็ยอมรับว่าจำไม่ได้ความทรงจำมันเลือนลางไปหมดแต่ เธอก็รับรู้ได้ว่าชิราฮิเมะคือลูกของเธอคนสำคัญของเธอหัวใจของเธอมันบอกแบบนั้น เมื่อได้ฟังเช่นนั้นชิราฮิเมะก็โผเข้ากอดแม่ทั้งน้ำตาแน่นอนว่าภาพแห่งประทับใจนั้นก็ทำเอายาเอะบ่อน้ำตาแตกอีกเช่นเคยไม่เพียงแค่นั้นอิเอยาสุเองก็ตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกันสปิริตแห่งหิมะได้ขออนุญาตโทยะเพื่อขอทำสัญญาณกับลูกสาวของเธอซึ่งโทยะก็ไม่ขัดข้องและเมื่อสปิริตแห่งหิมะหายไปสปิริตสโตนของสปิริตแห่งหิมะก็ปรากฏอยู่บนมือของชิราฮิเมะ โทยะนำมิสทริลออกมาจากสโตร์และใช้โมเดลลิ่งสร้างมันเป็นกำไลข้อมือและฝังสปิริตสโตนเอาไว้ในนั้นและมอบให้กับชิราฮิเมะและเมื่อเธอได้รับกำไลนั้นไปแล้ว ชิราฮิเมะก็ประกาศให้อิเชนร่วมเป็นพันธมิตรกับบรุนฮิวด์
.
และแล้วพันธมิตรโลกก็ได้สมาชิกใหม่มาเพิ่มอีกหกประเทศด้วยกันได้แก่ อาณาจักรอิเกรท อาณาจักรอิเชน อาณาจักรเอลฟลัว อาณาจักรไรด์ อาณาจักรฮาน็อคแล้งก็เกาะพาเลริอุสซึ่งเพิ่งจะทำการสถาปนาตั้งขึ้นมาเป็นอาณาจักรพาเลริอุสเมื่อไม่นานมานี้โดยมีเซ็นทรัลเป็นผู้รับตำแหน่งราชินี สรุปรวมสมาชิกในกลุ่มพันธมิตรโลกในตอนนี้ก็มีทั้งหมด 18 ประเทศแล้วที่ยังไม่ยอมเข้าร่วมก็เหลืออยู่อีกสองอาณาจักรก็คืออาณาโนเกียร์กับอาณาจักรโฮรุนเท่านั้นแม้ว่าโทยะจะลองติดต่อสองอาณาจักรนี้ผ่านเซนอสกับเฟลเซนแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใดซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าสองอาณาจักรนี้อาจจะกำลังมีปัญหาภายในกันอยู่ซึ่งตอนนี้โทยะก็คงทำได้แค่จับตาดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น ส่วนในเรื่องของการประชุมพบปะของเหล่าผู้นำประเทศในกลุ่มพันธมิตรโลกนั้นก็ยังคงบรรยากาศของโฮมปาร์ตี้เหมือนเช่นเคย ผู้เข้าร่วมแต่ละคนก็พากันนั่งดื่ม นั่งเล่นเกมส์ นั่งจับกลุ่มคุยกันตามปกตินอกจากนี้ก็ยังมีการสอนถึงวิธีใช้เจ้าสมาร์ทโฟนให้กับเหล่าสมาชิกใหม่ด้วยซึ่งชิราฮิเมะนั้นเรียนรู้วิธีใช้สมาร์ทโฟนจนชำนาญถึงระดับสามารถสอนคนอื่นได้แล้ว ราชาแห่งอาณาจักรฮาน็อค “คาลโร โอล ฮาน็อค” และ ราชาแห่งอาณาจักรไรด์ “บารุสโทรา โดรูก้า ไรด์ที่สี่” จับคู่สนทนากันเกี่ยวกับเจ้าสมาร์ทโฟนที่เพิ่งได้รับมาว่ามันทำอะไรแจ๋ว ๆ ได้แค่ไหน ส่วนราชินีแห่งเอลฟลัว ราชินีแห่งพาเลริอุสและพระจักรพรรดินีแห่งอิเชนนั้นก็จับกลุ่มคุยกันเกี่ยวกับฟังก์ชั่นการถ่ายรูปของสมาร์ทโฟนซึ่งการจับกลุ่มของสามท่านนี้ก็ดูแทบจะไม่ต่างกับแก็งค์สาวม.ปลายซักเท่าไหร่เพียงแต่ถ้านำอายุของสองในสามคนนั้นมารวม ๆ แล้วก็ปาเข้าไปสีพันปีกันเลยทีเดียว ส่วนราชาแห่งอิเกรทก็พยายามเรียนรู้การส่งเมลและหลังจากการสอนวิธีใช้สมาร์ทโฟนในช่วงเช้าจบลง ช่วงบ่ายโทยะก็พาเหล่าผู้นำประเทศทั้งหลายพร้อม ๆ กับเหล่าเจ้าหญิงเจ้าชายย้ายสถานทีไปยังชายหาดส่วนบุคคลที่ตั้งอยู่ที่อาณาจักรอิเกรทเพื่อไปสนุกสนานกับท้องทะเลแสนงามและชายหาดที่ทอดยาวไป เรียกได้ว่าที่นี่เป็นชายหาดส่วนตัวสำหรับเหล่าราชาก็ว่าได้โดยโทยะได้ทำการร่ายเวทพริซันครอบคลุมที่นี่เพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอกเอาไว้เรียบร้อยและยังให้โคคุโยกับซังโกะคอยดูแลความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งและแต่ละอาณาจักรก็พาคนคุ้มกันของตนมาด้วยทำให้ชายหาดดูเนื่องแน่นด้วยผู้คนพอสมควร
.
และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงทะเลก็ต้องชุดว่ายน้ำผู้คนส่วนมากก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดว่ายน้ำกันพวกเหล่าคู่หมั้นของโทยะก็พากันเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำเช่นกัน เหล่าผู้นำกับบุตรหลานที่เรี่ยวแรงดี ๆ ก็ออกไปเล่นสนุกกันบนชายหาดแบบไม่สนลุคกันเลยทีเดียว ยาเอะยังเอ่ยปากว่าพวกผู้นำนี่เขาไม่กลัวอันตรายกันเลย เอลเซ่ยังเสริมอีกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นที่นี่คงเรื่องใหญ่แหงระดับผู้นำเล่นมารวมตัวกันหมดในที่แห่งเดียวแบบนี้ ส่วนพวกเด็ก ๆ ก็ลงไปเล่นน้ำทะเลพร้อมกับอุปกรณ์อย่างห่วงยาง ลูกบอลชายหาด เรือยาง ฯลฯ ที่โทยะให้ยืมไป พวกเด็กที่ลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนานนั้นก็มี เจ้าชายเลมซ่ากับเจ้าชายอัลบาจากมิสนิด เจ้าหญิงไลแล็คกับเจ้าหญิงมิลเนียจากฮาน็อค ราชาเอลเนสและคู่หมั้นเรเชลจากบาลูฟ นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าชายริดิสจากริฟุริสกับเจ้าหญิงเทียจากมิสนิดที่ดูจะมีออร่าแห่งความรักแผ่ซ่านไปทั่วชายหาด ซึ่งภาพนั้นก็หนีไม่พ้นสายตาของท่านพี่คาเร็นที่มาในชุดบิกินี่สีชมพูแบบมีผ้าพันรอบเอวไปได้แต่ว่าท่านพี่ก็ไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายอะไรก่อนจะแยกตัวไปหายูมิน่ากับซู เมื่อท่านพี่คาเร็นแยกตัวไปแล้วโทยะก็นั่งลงบนเก้าอี้ชายหาดแล้วก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างนอนนิ่งราวกับเป็นศพอยู่บนพื้นทรายใกล้ ๆ กับเขา ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลผู้ที่ลงไปกองอยู่กับพื้นนั้นก็คือท่านพ่อตาเซกัลดี้ราชาปิศาจแห่งเซนอสนั่นเองตอนแรกโทยะก็คิดว่าเป็นลมแดดแต่สปีก้าก็มาอธิบายความจริงให้ทราบว่าแท้จริงแล้วเซกัลดี้ไปรัวชัตเตอร์ถ่ายภาพซากุระในชุดว่ายน้ำแล้วโดนลูกสาวบอกว่า “คิโม่ย” ก็เลยร่วงไปอย่างที่เห็นแต่โทยะไม่คิดว่าแค่นั้นจะทำให้จอมราชาปิศาจล้มพับไปดื้อ ๆ อาจจะมีอาการฮีทสโตรกร่วมด้วยก็ได้เขาจึงขอให้สปีก้ากับซิริอุสพาไปหลบในที่ร่มก่อน หลังจากนั้นลินเซ่ก็พาเจ้าหญิงริริเอลมาพบกับโทยะ ซึ่งโทยะก็แปลกใจว่าลินเซ่ไปรู้จักกับริริเอลตอนไหน แล้วก็ได้คำตอบจากริริเอลว่าลินเซ่รู้จักเธอผ่านทางยูมิน่าส่วนหนึ่งก็เพราะลินเซ่เป็นแฟนหนังสือของเธอนั่นเองจากนั้นลินเซ่ก็ขอร้องให้โทยะมอบสมาร์ทโฟนให้กับริริเอลเพื่อให้เธอนำไปใช้ในการเขียนนิยายได้แบบทุกที่ทุกเวลาและไม่เสี่ยงต่อการถูกเมดหรือคนอื่น ๆ ไปพบโดยบังเอิญได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้าถามว่าโทยะอยากจะมอบให้ไหมคำตอบคือ “ไม่” แต่ทว่าคำขอร้องนั้นมาจากลินเซ่ไม่ใช่จากริริเอล แถมลินเซ่ยังบอกอีกว่าริริเอลนั้นต้องเขียนสคริปของละครเวทีที่มีกำหนดแสดงในอาทิตย์หน้าด้วยสุดท้ายโทยะก็ทนสายตาออดอ้อนของลินเซ่ไม่ไหวบวกกับความที่ว่าริริเอลก็ไม่ได้เป็นที่นิสัยไม่ดีอะไรและยังเป็นคนที่ยูมิน่าเคารพรักด้วย โทยะจึงเอาสมาร์ทโฟนสีขาวออกมาจากสโตร์และมอบมันให้กับริริเอลไป แล้วมอบหน้าที่สอนวิธีใช้งานให้กับลินเซ่ นอกจากนี้ก็ยังมอบปริ๊นเตอร์รุ่นทดลองที่โทยะสร้างขึ้นเองให้ริริเอลเอาไปใช้งาน
.
หลังจากนั้นลินเซ่กับริริเอลก็แยกจากโทยะไป ราชาแห่งอิเกรทก็เข้ามาคุยต่อพร้อมกับถืออาหารที่ทำจากหมึกยักษ์มาด้วยเมื่อโทยะลองชิมดูก็พบว่ารสชาติไม่เลวแต่จะอร่อยกว่านี้ถ้าใส่มายองเนสว่าแล้วเขาก็เอามายองเนสออกมาจากสโตร์และใส่มันลงไปในอาหารและผลที่ได้ก็เป็นไปดังคาดราชาอิเกรทก็ชอบมันเช่นกันจากนั้นเขาก็ชวนโทยะไปดื่มด้วยแต่โทยะปฏิเสธไปแล้วนั่นจึงทำให้โทยะรู้ว่าโลกนี้เด็กที่มีอายุประมาณ 14-15 ปีก็สามารถดื่มเหล้าได้แล้ว เมื่อโทยะปฏิเสธราชาอิเกรทจึงไปดื่มกับราชาแห่งมิสนิดและราชาแห่งเฟลเซนแทน เมื่อโทยะสังเกตไปที่ชายหาดก็เห็นท่านพี่โมโรฮะกับราชาแห่งเรสเทียกำลังถือดาบไม้ประจันหน้ากันอยู่ ท่านพี่คารินะก็ลงไปจับปลาในทะเล ซุยกะไปร่วมวงก๊งเหล้าตามเคยส่วนเทพแห่งดนตรีโซสุเกะก็บรรเลงเพลงฮาวาย เทพการเกษตรโคสุเกะก็เอาแตงโมที่ปลุกในบรุนฮิวมาเสิร์ฟให้กับทุกคน โทยะก็นำเอาเตาย่างบาบีคิวออกมาและใช้พืชผักที่เทพแห่งการเกษตรเพราะปลูกไว้กับเนื้อมังกรมาทำเป็นอาหารเลี้ยงทุกคนกลิ่นหอมหวนชวนให้ ซู ยาเอะและรูเชียก็เดินมาหา โทยะได้ขอให้รูเชียมาช่วยเขาอีกแรงโดยรูเชียมาช่วยทำยากิโซบะและยังมีอาหารอีกหลายรายการงานเลี้ยงก็ดำเนินไปจนถึงเย็นหลังจากนั้นโทยะก็ส่งผู้นำทุกคนกลับประเทศของตนไป โทยะที่เหนื่อยจากงานก็กลับมานอนหมดสภาพบนโซฟาจนฮิวด้าทักว่าทำกริยาแบบนั้นดูไม่เหมาะสมเลย แต่โทยะเหนื่อยเสียจนอยากจะนอนหลับตรงนี้เลยแต่แล้วโทยะก็ต้องตกใจจนร่วงโซฟาเพราะเชสก้ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ เชสก้ามารายงานว่ามีคนสองคนมาขอพบโทยะตอนนี้ทั้งสองอยู่ที่นอกประตูปราสาทแต่พอโทยะถามว่าคนที่มาขอพบเป็นใครเชสก้าก็บอกว่าทั้งสองใช้ฮูดปิดบังใบหน้าไว้แต่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงทั้งคู่ โทยะจึงคิดไปว่าอาจจะเป็นนักผจญภัยที่เคยพบกันที่ไหนซักแห่งหรือเปล่า เชสก้าก็เลยหยอดมุกไปว่าคงไม่ใช่ผู้หญิงที่โทยะไปทำท้องไว้ที่ไหนซักแห่งหรอกนะ เท่านั้นแหละสายตาของทุกคนที่อยู่ในห้องก็พลันพุ่งตรงไปยังโทยะในทันทีแม้ว่าพวกเธอจะรู้ดีว่าโทยะคงไม่ทำอะไรแบบนั้นแต่ก็อดคิดไม่ได้ โทยะจึงรีบใช้เทเลพอร์ตเผ่นทุกคนออกจากห้องนั้นก่อนและไปที่ประตูปราสาทเพื่อดูว่าใครกันที่มาขอพบเขาและเมื่อไปถึงหนึ่งในสองสาวปริศนาที่รออยู่ก็ได้เดินเข้ามาหาและกล่าวคำทักทายพร้อมกับเปิดเผยใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮูดให้โทยะได้เห็นเธอผู้นั้นก็คือริเสะนั่นเอง เธอมาที่นี่เพื่อตามหาเอนเด้ ส่วนอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกันนั้นก็ “เน” เฟรซที่โทยะเคยเคยปะทะด้วยเมื่อครั้งศึกโรดเมียนั่นเอง
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 3 (332 - 341)
โทยะเอ่ยชื่อของเนออกมาทันทีเมื่อเขาเห็นใบหน้าของเธอ ฝ่ายเนนั้นเมื่อได้ยินโทยะเอ่ยชื่อของเธอมาได้โดยที่เธอไม่เคยบอกชื่อของเธอกับเขาก็เดาได้ทันทีว่าคงได้ยินชื่อของเธอจากเอนเด้แน่จึงได้เอ่ยถามออกไป ซึ่งโทยะก็ยอมรับว่าได้ยินมาจากเอนเด้และนอกจากนี้ก็ยังได้ยินมาจากเมลด้วย เมื่อโทยะกล่าวชื่อนั้นออกไปเนก็พุ่งเข้ามาหาและคว้าปกคอเสื้อของโทยะอย่างรวดเร็วการกระทำของเนทำให้เหล่าทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณนั้นเตรียมตั้งเคลื่อนไหวแต่โทยะก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามเหล่าทหารเอาไว้ก่อน ฝ่ายเนก็พยายามบังคับขู่เข็ญเพื่อจะเอาข้อมูลเพราะการที่โทยะรู้ชื่อจริงของราชาแห่งเฟรซแบบนี้แสดงต้องเคยพบกับเมลมาก่อนแต่ในตอนนั้นโทยะก็เพิ่มพลังกายด้วยเวทพาวเวอร์ไรซ์ก่อนจะจับแขนของเนเอาไว้และทำการทุ่มเธอกระเด็นออกไป ร่างของเนหล่นลงไปในคูน้ำของปราสาทร่างของเธอปะทะกับน้ำเกิดเป็นเสียงดังตูมใหญ่ไม่ต่างกับจับหินก้อนใหญ่ ๆ ทุ่มลงน้ำแต่ทว่าอึดใจต่อมาร่างของเนก็ทะยานขึ้นมาจากคูน้ำด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด
.
โทยะบอกกับเนว่าทั้งเอนเด้และเมลนั้นอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่เขาจัดเตรียมไว้และก็อนุญาตให้ริเสะเข้าพบทั้งสองได้แต่สำหรับเนแล้วเขาคงยอมให้พบไม่ได้หากเนยังคงแสดงท่าทีคุกคามอยู่แบบนี้แต่คำพูดเหล่านั้นก็ดูจะทำให้เนโกรธมากขึ้นไปอีกเธอค่อย ๆ กลายสภาพร่างผลึกของเธอจนดูเหมือนกับมีเกราะผลึกมาสวมใส่ตามร่างกายแต่ในตอนนั้นเองริเสะก็เข้ามาห้ามเนเอาไว้ก่อน เพราะในตอนนี้เนมีเรื่องสำคัญที่จะต้องแจ้งให้เมลทราบหากทำอะไรบุ่มบ่ามลงไปล่ะก็ย่อมจะเกิดผลร้ายตามมาอย่างแน่นอน และจากภาพโดยรวมแล้วโทยะดูไม่น่าจะคิดร้ายกับเมลและที่สำคัญโทยะคือคนที่สามารถจัดการกับกิระได้จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เนจะสามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ เป็นแน่หลังจากฟังคำของริเสะแล้วเนจึงยอมสงบลงและยอมทำตามเงื่อนไขของโทยะเพื่อจะได้พบกับเมล โทยะสร้างบาเรียพริซันล้อมทั้งสองไว้ก่อนจะพาไปพบกับเมลทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้แน่นอนว่าต่อให้เป็นเฟรซระดับรูลเลอร์ก็ไม่สามารถจะทำลายกำแพงพริซันลงได้แต่สำหรับพวกเฟรซที่มีพลังเทพแล้วล่ะก็บาเรียนี้ก็ไร้ผลเมื่อเตรียมการพร้อมแล้วโทยะติดต่อไปหาเมลกับเอนเด้ผ่านทางสมาร์ทโฟนที่ได้มอบให้ก่อนหน้า และถึงแม้จะบอกว่ากักบริเวณทั้งสองไว้บนบาบิโลนแต่พื้นที่ของบาบิโลนก็กว้างมากพอที่จะให้ทั้งคู่อยู่อย่างผ่อนคลายสามารถไปอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ หรือชมสวนและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ แน่นอนว่าโทยะบอกให้เอนเด้เตรียมไว้ให้พร้อมด้วยเพราะเขากำลังจะพาเนกับริเสะขึ้นไปพบและเมื่อเตรียมการพร้อมโทยะก็พาทั้งสองเทเลพอร์ตขึ้นไปยังบาบิโลน
.
เมลรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ของสวนลอยฟ้าท่ามกลางดอกไม้ใบหญ้าภายใต้ท้องฟ้าที่แสงจันทร์สาดส่องเป็นพื้นหลังอันสวยงามแต่ที่นั่นกลับไม่เห็นวี่แววของเอนเด้เลย เมื่อพบหน้าเมลด้วยความดีใจเนรีบวิ่งเข้าไปหาในทันทีแต่ทว่าก็ชนเข้ากับบาเรียพริซันอย่างจังจนหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น โทยะจึงต้องลดบาเรียลงหลังจากนั้นเมลก็กล่าวทักทายเนกับริเสะที่ไม่ได้พบหน้ากันเสียนาน เนถึงกับเขาอ่อนเสียงสั่นขณะจับมือกับเมลเลยทีเดียว ส่วนริเสะก็เผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นจากนั้นเมลก็กล่าวขอบคุณโทยะที่พาทั้งสองมาพบเธอ ส่วนความต้องการของโทยะนั้นมีเพียงแต่ต้องการให้พวกเฟรซหยุดการรุกรานโลกซึ่งเนก็ให้คำตอบว่าเมื่อพวกเธอได้ตามหา “คิง” พบแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว พร้อมทั้งยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเฟรซที่กลายพันธ์ เรื่องของเรดกับรูทที่เป็นคนบุกเข้ามาโจมตีและทำให้เฟรซกลายสภาพเป็นเฟรซสีทองและได้กำชับว่าเฟรซที่กลายเป็นสีทองไปแล้วนั้นพวกเธอไม่นับว่าเป็นเผ่าพันธ์เดียวกันอีกต่อไปแต่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าจะช่วยต่อต้านหรือไม่ช่วย ซึ่งสำหรับโทยะแล้วมันก็ฟังดูคล้าย ๆ ปัดความรับผิดชอบกลาย ๆ อยู่เล็กน้อยท้ายที่สุดโทยะก็เรียกเอนเด้ที่หลบอยู่หลังเงาต้นไม้ให้ออกมาร่วมวงสนทนาด้วย แต่เมื่อเนเห็นเอนเด้เธอก็ลุกขึ้นยืนและจ้องมองไปที่เขาด้วยแววตาที่แสดงถึงความเกรี้ยวกราดราวกับมีเพลิงลุกไหม้อยู่ข้างใน แขนของเนแปรสภาพเป็นกันเล็ตเตรียมตัวจะเข้าไปจู่โจมเพราะสำหรับเนแล้วเอนเด้ก็คือต้นตอของเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่เนถูกเมลปรามเอาไว้เสียก่อนพร้อมทั้งบอกว่าถ้าเนโจมตีล่ะก็เธอจะไม่ยกโทษให้เด็ดขาดฝ่ายเอนเด้ก็พยายามจะพูดแก้สถานการณ์แต่ก็ดูจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง โทยะก็เลยเสนอให้เอนเด้ยอมโดนซัดไปซักทีก็แล้วกันเผื่อเนจะสงบใจลงได้บ้างซึ่งถ้าไม่ถึงตายยังไงเดี๋ยวรักษาให้ส่วนเมลก็ย้ำไม่ให้เนฆ่าเอนเด้และในที่สุดเอนเด้ก็รับหมัดของเนและลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างสวยงาม
.
เช้าวันต่อมาโทยะก็นั่งจิบชาอยู่กับฮิวด้าพร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าหลังจากนั้นเมลก็พยายามเกลี้ยกล่อมเน แต่เนก็ยังยืนยันอยากจะให้เมลกลับไปโลกเดิมของตนดูท่าทางว่าจะยังต้องคุยกันอีกนานในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่าฮิวด้ากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ซึ่งฮิวด้าก็ตอบว่ากำลังอ่านหนังสือที่ยืมมาจากลินเซ่เป็นนิยายที่กำลังนิยมอยู่ในโร้ดเมียโดยนิยายเรื่องนี้มีตัวเอกหลักเป็นผู้หญิงซึ่งฮิวด้าไม่เคยอ่านอะไรแบบนี้มาก่อน ที่เธอเคยอ่านส่วนมากเป็นแนวอัศวินปราบมังกรเพื่อช่วยเหลือเจ้าหญิง ซึ่งก็ฟังดูเหมาะสมกับอาณาจักรอัศวินอย่างเรสเทียอยู่ไม่น้อยซึ่งฮิวด้าก็พูดทำนองว่าพอเธออ่านนิยายพวกนั้นแล้วเธอก็อยากเป็นแบบในนิยายบ้าง โทยะถามกลับว่าอยากเป็นแบบเจ้าหญิงในเรื่องหรือฮิวด้าก็ตอบว่าอยากเป็นแบบอัศวินในเรื่อง ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นความรู้สึกพื้นฐานของเจ้าหญิงอัศวิน แต่ว่า ความรู้สึกของเจ้าหญิงมีอัศวินโผล่ออกมาช่วยเหลือตอนกำลังมีอันตรายถึงตายนั้นเธอได้สัมผัสมันในตอนที่พบกับโทยะครั้งแรกแล้ว ตอนที่เธอเผชิญหน้ากับเฟรซและกำลังเพลี้ยงพล้ำนั้น โทยะที่ปราดเข้ามารับสถานการณ์และซัดเฟรซจนปลิวไปนั้นมันช่างเหมือนกับอัศวินในนิยายเลยหลังจากวันนั้นเธอก็เริ่มสืบหาเรื่องราวของโทยะจนได้รับรู้วีรกรรมอันห้าวหาญอย่างการปราบมังกรที่มิสนิด กอบกู้จักรวรรดิ์เรกุรุสจากการปฏิวัติ ความรู้สึกของฮิวด้าก็คล้าย ๆ กับรูเชียหากไม่เกิดเรื่องเลวร้ายนั้นเธอก็คงไม่ได้พบกับโทย สำหรับฮิวด้าแล้วหากเฟรซไม่ปรากฏตัวขึ้นในวันนั้นเธอก็คงไม่ได้พบกับโทยะและคงไม่ได้มาอยู่ด้วยกันเช่นนี้แน่ เมื่อพูดถึงนิยายรักโรแมนติกแล้วโทยะก็เสนอให้ฮิวด้าลองดูภาพยนต์แนวรัก ๆ บ้างโดยฉายผ่านสมาร์ทโฟนของเขาแต่ในระหว่างที่กำลังดูหนังอยู่นั้น ก็มีการติดต่อจากเรจีน่าเข้ามาดูเหมือนว่าระบบสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงกับโลกเบื้องหลังได้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในขณะเดียวกันเอลก้าก็พยายามหาทางพัฒนาโกเลมให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้เพื่อรับมือกับเฟรซโทยะจึงต้องขึ้นไปที่บาบิโลน
.
หลังจากนั้นโทยะก็ข้ามไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อทำการทดสอบอุปกรณ์สื่อสารข้ามมิติว่าสามารถใช้งานได้ดีแค่ไหน ซึ่งผลของมันก็ออกมาค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียวคราวนี้ก็เหลือแค่หาองค์กรที่จะให้ความร่วมมือประสานในเรื่องของการตรวจจับและแจ้งเตือนไปที่ตัวเขาหากตรวจพบเฟรซ ซึ่งเท่าที่คิดออกตอนนี้ก็มีแค่องค์กรเรดแคทของเนียโทยะจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของพวกเนียทันทีตำแหน่งที่ถูกระบุก็คือป้อมปราการทางตอนเหนือของอาณาจักรสเตรนจากนั้นก็ใช้เกทเดินทางไปยังที่แห่งนั้นทันที เมื่อก้าวออกมาจากเกทโทยะก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนเฝ้ายามอยู่ตรงนั้น เขาตกใจเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่ไม่คุ้นจู่ ๆ ก็โผล่ออกอย่างกระทันหันโทยะสังเกตว่าชายคนนี้ผูกผ้าพันคอสีแดงจึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นคนของเรคแคทโทยะจึงบอกชื่อของเขาออกไปพร้อมกับบอกว่าจะมาพบกับเนียแต่ชายหนุ่มคนนั้นก็ยังแสดงท่าทีไม่ไว้ใจโทยะจึงบอกให้ไปบอกเอส ยูนิ หรือ ยูริ เพราะสามคนนี้สามารถยืนยันตัวตนของเขาได้ซึ่งชายหนุ่มก็ทำตามนั้นเขาวิ่งหายไปซักพักจากนั้นไม่นาน “ยูนิ” ก็ออกมาพบกับโทยะ แต่ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวคำทักทายอะไรออกมายูนิก็รีบขอร้องให้โทยะไปช่วยเนียที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากกับอสูรกายสีทองอยู่ที่เมืองริฟโตสที่ตั้งอยู่ทางเหนือของที่นี่ ซึ่งคราวนี้ปรากฏตัวออกมาหลายตัวแม้ว่า “เจ้าชายแห่งอาณาจักรพานาเชส” จะเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วยแต่ก็มีโกเลมชั้นคราวน์เพียงแค่สองตัวซึ่งไม่เพียงพอที่จะต่อการอสูรกายสีทองได้
.
เมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะก็รู้ทันทีว่ามันคือพวกเฟรซที่กลายพันธ์นั่นเองดูเหมือนว่าการยกพลบุกของพวกนั้นจะเร็วว่าที่คาดไว้โทยะรีบหยิบสมาร์ทโฟนออกมาเพื่อค้นหาและระบุจำนวนของพวกเฟรซกลายพันธ์ก็พบว่ามันมีจำนวนมากเป็นร้อยตัวเลยทีเดียวโกเลมแค่สองตัวไม่มีทางรับมือได้แน่ ๆ และที่สำคัญการที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันประชาชนแล้วโกเลมของเจ้าชายแห่งพานาเชสก็ไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้เต็มที่ส่วน รูสโกเลมของเนียนั้นก็ต้องใช้เลือดของเจ้านายเป็นตัวเร่งเพื่อปลดพลังและหาการต่อสู้ยืดเยื้อโอกาสที่เนียจะตายเพราะเสียเลือดมากก็มีสูง เมื่อรับทราบเรื่องราวแล้วโทยะก็ไม่รอช้ารีบเทเลพอร์ตไปยังเมืองริฟโตสทันทีเมื่อมาถึงโทยะก็พบว่าเมืองกำลังถูกเฟรซระดับต่ำมีระดับกลางผสมมาด้วยจำนวนนับร้อยโจมตีอยู่ โทยะไม่รอช้าเปิดเกทเรียกเฟรมเกียร์คู่ใจ “เรกินเรฟ” ออกมาและใช้มันเข้ากวาดล้างพวกเฟรซสีทองในทันที โทยะแปรสภาพดาบดาราจากโหมดดาบเป็นโหมดมีดสั้นจำนวน 48 เล่มและปล่อยมันพุ่งออกไปสังหารเฟรซเหล่านั้นในทันที ด้วยการโจมตีนั้นพวกเฟรซระดับต่ำถูกกวาดล้างไปอย่างง่ายดาย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเฟรซที่มีรูปร่างคล้ายกับตะขาบยิงลำแสงโจมตีมายังเรกินเรฟ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีโกเลมสีฟ้าตัวหนึ่งปรากฏตัวออกมารับการโจมตีนั้นเอาไว้และเบี่ยงทิศทางของลำแสงให้พุ่งขึ้นฟ้าไป ซึ่งมันก็ดูจะใกล้เคียงกับเวทรีเฟลกชั่นที่โทยะเคยใช้มาก่อนดูเหมือนว่าโกเลมตัวนี้จะมาเพื่อช่วยเหลือเขา โทยะอาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนอาวุธบินของเรกินเรฟกลับมาเป็นเบลดโหมดและใช้มันเผด็จศึกเฟรซที่เหลืออยู่ทันที เฟรซถูกกำจัดหมดสิ้นในเวลาไม่นานแต่เมื่อมองดูไปรอบ ๆ ก็เห็นได้ชัดเจนว่าตัวเมืองได้รับความเสียหายหนักมากทีเดียวระหว่างที่มองผ่านมอนิเตอร์โทยะก็เห็นตำแหน่งที่เนียกับเอสพร้อมกับโกเลมคู่หูยืนอยู่โทยะจึงนำเรกินเรฟร่อนลงจอดเบื้องหน้าของทั้งคู่ก่อนจะเปิดค็อทพิทออกไปพบทั้งสองคน โทยะสอบถามว่าทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าทั้งสองปลอดภัยดีแต่ก็อดแปลกใจกับขนาดของเรกินเรฟไม่ได้ เนียถึงกับเอ่ยถามว่าโทยะไปเอาโกเลมแบบนี้มาจากไหน แต่โทยะก็แย้งว่ามันคือเฟรมเกียร์ตะหากแต่ก่อนที่จะสนทนาอะไรกันต่อโทยะก็ขอตัดบทและทำการใช้เวท “เฮเว่นลี่เรน” เรียกฝนให้ตกลงมาดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ในเมือง
.
เนียดูท่าจะมีความสนใจเกี่ยวกับเรกินเรฟอยู่ไม่น้อยแต่โทยะไม่อยากอธิบายทุกอย่างตอนนี้เขากะจะทำหลังจากพาพวกเนียกลับไปที่ป้อมเรียบร้อยแล้ว แต่แล้วในตอนนั้นก็มีเสียงของใครบางคนนอกเหนือจากคนในกลุ่มดังแทรกขึ้นมา เมื่อโทยะหันไปมองต้นเสียงเขาก็พบกับคนที่มีภาพลักษณ์ประหนึ่งเจ้าชายที่หลุดออกมาจากหนังสือนิทานเด็กก็ไม่ปาน เจ้าของเสียงนั้นมีผมสีบลอน มีมงกุฏเล็ก ๆ วางอยู่บนศีรษะ สวมผ้าคลุมสีน้ำเงิน และกางเกงทรงฟักทองซึ่งถ้าเป็นเด็กสวมก็คงดูน่ารักแต่ดูแล้วอายุคนใส่ก็ดูจะพอ ๆ กับโทยะก็เลยดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร คนผู้นี้ก็คือเจ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรพานาเชส “โรเบิร์ต เทล พานาเชส” ผู้ที่มีท่าทางและคำพูดคำจาออกไปทางพวกโอเวอร์แอคติ้ง ผู้เป็นเจ้าของโกเลมสีฟ้าที่ชื่อว่า “ดิสโทชั่น บราว” โกเลมตัวที่เข้ามาช่วยป้องกันโทยะไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง โรเบิร์ตเข้ามาถามว่าโทยะเป็นเจ้านายของโกเลมยักษ์นี่งั้นหรือ ซึ่งโทยะก็ตอบว่าใช่ หลังจากนั้นโรเบิร์ตก็ได้กล่าวขอบคุณที่โทยะเข้ามาช่วยเหลือแล้วก็ได้ถามชื่อของโทยะ เมื่อโทยะแนะนำตัวแล้วโรเบิร์ตก็แนะนำตัวเองบ้างและยังบอกให้โทยะนับเขาเป็นสหายเรียกเขาว่าโรเบิร์ตเฉย ๆ ก็ได้พร้อมกับจับมือกับโทยะอย่างไม่ถือตัวซึ่งแม้จะดูนิสัยโอเวอร์แอคติ้งและเซนส์ด้านแฟชั่นติดลบไปหน่อยแต่โดยรวมแล้วก็ไม่ใช่คนนิสัยไม่ดีอะไร แต่เนียก็ดูจะไม่ถูกชะตากับโรเบิร์ตซักเท่าไหร่ แต่แล้วจู่ ๆ โรเบิร์ตก็หยุดการเคลื่อนไหวไปเฉย ๆ ราวกับของเล่นถ่านหมดยังไงอย่างงั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วเขาหลับไปนั่นเองทั้งนี้มันก็เป็นผลข้างเคียงมาจากการใช้พลังพิเศษของโกเลมของเขานั่นเอง ส่วนเรื่องที่ว่าจะหลับไปนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังที่ใช้ไปเพราะเคยได้ยินว่าหลับไปสองวันเต็ม ๆ ก็มี หลังจากที่โรเบิร์ตหลับไปแล้ว ดิสโทชั่น บราวก็เข้ามาแบกร่างของเขาไปจากนั้นก็มีคนมารับช่วงต่อพาเจ้าชายกลับไป สำหรับโทยะแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ครอบครองโกเลมระดับคราวน์ อย่าง “แดง” “ม่วง” “ฟ้า” ต่างก็ดูไม่ค่อยปกติกันซักเท่าไหร่เลย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วโทยะก็เก็บเรกินเรฟกลับเข้าสโตร์ไปจากนั้นก็พาพวกเนียเดินทางกลับและเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้พวกเธอฟังทั้งเรื่องที่มาจากโลกอีกฟาก และเรื่องของเฟรซที่กำลังจะมาทำลายโลกนี้รวมถึงแผนการณ์รับมือที่วางเอาไว้ด้วย แน่นอนว่าสำหรับเนียแล้วมันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อแถมอยากพาลให้คิดว่าสติของโทยะยังดีอยู่หรือเปล่า
.
ผู้ที่กำลังรับฟังเรื่องราวของโทยะอยู่ในเต๊นท์ภายในป้อมของเรดแคทก็มี เนีย เอส ยูนิและยูริ รวมทั้งหมดสี่คนด้วยกัน ถึงแม้ว่ามันจะเชื่อได้ยากแต่เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างก็ได้พิสูจน์ตัวมันเองอยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องโกหกเพราะพวกอสูรกายสีทองพวกนั้นมีตัวตนอยู่จริงและพวกเธอก็ได้เผชิญหน้ากับมันมาแล้วจึงยากที่จะปฏิเสธว่าเรื่องที่โทยะพูดมานั้นจะไม่มีมูลความจริง โทยะได้บอกถึงวิธีที่ใช้รับมือพวกเฟรซในโลกเบื้องหน้านั้นทำกันอย่างไร และถ้าหากเป็นไปได้เขาก็ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหานี้เพราะมีเริ่มมีความเป็นไปได้ว่าการโจมตีชุดใหญ่จากเฟรซจำนวนนับหมื่นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ซึ่งถ้าหากไม่เตรียมพร้อมเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะก็เมืองและผู้คนของโลกนี้คงโดนเล่นงานจนเสียหายอย่างหนักแน่ ซึ่งพอได้ยินว่าจำนวนศัตรูบุกทีละนับหมื่นเนียก็บ่นมาทันทีว่านี่มันแทบไม่เห็นทางชนะเลย แต่โทยะก็บอกถึงเฟรมเกียร์อาวุธที่ออกแบบมาต่อกรกับพวกเฟรซโดยเฉพาะซึ่งเขามีของแบบนี้อยู่เป็นร้อย ๆ ตัว หลังจากนั้นเนียก็ถามว่าหลังจากนี้โทยะจะทำยังไงต่อ โทยะก็บอกว่าต้องรวบรวมสมัครพรรคพวกที่มีกำลังพอจะสนับสนุนแผนการของเขาซึ่งตอนนี้ก็มีอาณาจักรพริมล่ากับจักรวรรดิ์โทริฮารันที่ให้ความร่วมมืออยู่แต่ยูริมีความเห็นว่า การจะให้อาณาจักรอื่น ๆ ที่เหลือมาช่วยสนับสนุนนั้นมันน่าจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้เลยเพราเรื่องของโทยะนั้นเป็นเชื่อถือได้ยากมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องโลกต่างมิติถ้าพูดออกไปมีโอกาสโดนหัวเราะเยาะเสียมากกว่าแถมเวลาก็มีไม่มากพอที่จะมาพิสูจน์ความจริงให้กันด้วยแต่ครั้นจะปล่อยให้โดนเฟรซบุกทำลายเละไปซักสองสามอาณาจักรเสียก่อนก็ไม่ใช่แนวคิดที่ดีเลย ในขณะที่กำลังคิดหาทางออกอยู่นั้น เอสก็แสดงท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกและสิ่งมี่เอสเสนอมาก็คือ “ปาปิยอง” องค์กรที่มีอำนาจควบคุมตลาดมืดอยู่นั่นเอง จากที่เคยฟังจากเนียมาองค์กรนี้ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน แต่ทว่าในตอนนี้นั้นองค์กรนี้กำลังแตกเป็นสองส่วนเนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ลูน่าบุกเข้าไปสังหารคนตลาดมืดปาปิยองก็ส่งคนออกตามล่าลูน่าแต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าผู้นำระดับสูงของปาปิยองกลับโดนลูน่าฆ่าตายเสียเองและเจ้าตัวก็ไม่ทายาทสืบต่อตอนนี้ก็เลยทำให้เกิดการแบ่งแยกออกมาเป็นกลุ่มเบื้องหน้ากับกลุ่มเบื้องหลัง
.
กลุ่มเบื้องหน้าจะทำงานเกี่ยวข้องกับพวกข้อมูลข่าวสารอย่างเช่นหนังสือพิมพ์ ส่วนกลุ่มเบื้องหลังก็จะทำงานเกี่ยวกับงานลอบสังหาร ขายของเถื่อน ฯลฯ ในความหมายของเอสนั้นถ้าหากว่าสามารถจับมือกับผู้นำกลุ่มเบื้องหน้าได้ล่ะก็โทยะก็จะได้เครื่องข่ายข้อมูลที่แทรกซึมอยู่ในอาณาจักรทั่วโลกนี้มาใช้งานได้เหมือนกับที่ใช้กิลด์นักผจญภัยที่อยู่ในโลกอีกฝากเป็นผู้รวบรวมข่าวสารให้นั่นเอง ซึ่งผู้ที่เป็นผู้นำกลุ่มเบื้องหน้าอยู่ตอนนี้ก็คือ “ชิลเอท ลิลลี่” หรือ “ลิลลี่แสงจันทร์” ( ต้นฉบับเขียนว่า [影百合] 影 แปลเงา 百合 แปลว่าดอกลิลลี่ แต่คำว่า 影 แปลว่าแสงจันทร์หรือแสงดาวได้ด้วยและด้วยความที่ว่าเธอคนนี้มีคอนเซปเป็นสาวจีน คำว่า [影百合] สามารถอ่านเป็นภาษาจีนได้ว่า “ยินไป่เหอ” ในที่นี้ผมขอเรียกฉายาของนางว่า ลิลลี่แสงจันทร์ เพราะหอนางโลมของเธอนั้นชื่อว่าว่า “หอแสงจันทร์” ) แต่พอพูดถึงชื่อนั้นเนียกลับแสดงท่าทางไม่เห็นด้วยอย่างแรง แถมบอกอีกว่าถ้าให้โทยะไปพบกับผู้หญิงคนนั้นมีหวังเสร็จแน่แต่สุดท้ายก็มีแต่ต้องไปเท่านั้นและด้วยเครือข่ายข้อมูลของกลุ่มเรดแคทก็ทำให้รู้ถึงที่อยู่ของลิลลี่ ที่นั่นคือ “เมืองคันทาเร่” โทยะไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “หอแสงจันทร์” 「月光館」ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอนางโลมที่หรูที่สุดในเมืองนี้ซึ่งค่าเข้าไปข้างในก็แพงบรรลัย ราคาผ่านประตูคือหนึ่งเหรียญทองคำขาว ซึ่งโทยะจ่ายค่าผ่านประตูและเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเข้ามาได้แล้วโทยะพนักงานชายในชุดดำก็เข้ามากล่าวต้อนรับโทยะและถามว่าเพิ่งมาครั้งแรกใช่ไหม? โทยะก็ตอบกลับว่ามาครั้งแต่เขาไม่ใช่แขก พร้อมกับถามถึง ชิลเอท ลิลลี่ ซึ่งนั่นทำให้พนักงานต้อนรับแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาและข่มขู่ให้โทยะรีบไสหัวออกไปจากที่นี่เสียก่อนจะเจ็บตัว แต่โทยะไม่ถอยพนักงานจึงตะโกนเรียกพวกมาจัดการโทยะพร้อมทั้งตรงเข้ามากระชากคอเสื้อโทยะแต่พริบตามาโทยะก็จับมือเขาและอัดพาลาไรท์ใส่จนชายคนนี้จนเขาร่วงลงไปนอนแน่นิ่ง หลังจากนั้นก็มีพนักงานตะโกนว่า “แกเป็นพวกเดียวกับซาบิตใช่ไหม?” จากนั้นชายคนหนึ่งก็ชัดมีดออกมาจากใต้เคาท์เตอร์และพุ่งเข้ามาโจมตีโทยะทันทีแต่ก็โดนเวทสลิปทำเอาล้มหงายหลังหมดสภาพไปในที่สุด ส่วนชื่อซาบิตนั้นตอนแรกโทยะก็งง ๆ แต่วินาทีต่อมาเขาก็พอจะเดาได้ว่ามันคงเป็นชื่อของผู้นำของกลุ่มเบื้องหลัง
.
หลังจากนั้นไม่นานชิลเอทก็ปรากฏตัวออกมาห้ามปรามการทะเลาะวิวาทกันในครั้งนี้ ชิลเอทเธอมีผมยาว เส้นผมสีน้ำตาลอมเหลือง ดูจากใบหน้าแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ รูปร่างดี สวมชุดที่ดูคล้าย ๆ กับกี่เผ้าสีขาวมีเครื่องประดับผมเป็นรูปดอกลิลลี่สีขาว เมื่อพบหน้ากันโทยะลองถามเพื่อเช็คว่าใช่ชิลเอทคนที่เขาต้องการพบหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันว่าใช่หลังจากนั้นโทยะก็ขอโทษที่ทำรุนแรงลงไปแต่ทั้งหมดมันเป็นแผนการของเอสเพื่อให้ลิลลี่แสงจันทร์ยอมปรากฏตัวออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วชิลเอทก็เดินลงบันไดมาเพื่อพูดคุยกับโทยะเพราะเธอพิจารณาดูแล้วว่าโทยะไม่น่าจะใช่นักฆ่าที่ซาบิตส่งมา เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโทยะทว่าในตอนนั้นโทยะก็ถามชิลเอทว่า ไอ้สี่ ห้าสิบคนที่ยืนล้อมอยู่ข้างนอกนั้นใช่แขกหรือเปล่า พูดไม่ทันขาดคำกระจกห้องโถงก็แตกกระจายพร้อมกับการบุกเข้ามาของผู้บุกรุกสามคน ไม่สิต้องเรียกสามตัวถึงจะถูกเพราะสิ่งที่บุกเข้ามานั้นก็คือโกเลมที่ถือดาบสองเล่มอยู่ในมือ และมันทั้งสามตัวก็พุ่งเข้าใส่ชิลเอททันทีแต่โทยะที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ร่ายเวทชิลด์สกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้ จากนั้นก็ร่ายเวท “เอทานอลคอนฟิน” จัดการแช่งแข็งโกเลมทั้งสามตัวนั้นเอาไว้ในแท่งน้ำแข็งหลังจากรอดตายหวุดหวิดชิลเอทก็เดินผ่านเสาน้ำแข็งทั้งสามมาหาโทยะ แต่ข้างนอกยังมีโกเลมแบบนี้เหลืออยู่โทยะจึงอาสาไปเก็บกวาดให้แต่ชิลเอทต้องยอมฟังเรื่องราวที่เขาจะเล่าหลังจากนี้ซึ่งเธอก็รับปาก โทยะจึงออกไปจัดการเก็บกวาดข้างนอกจนเรียบร้อยไปตามระเบียบ
.
หลังจากจัดการกับโกเลมสังหารได้หมดจนซากของพวกมันกองเกลื่อนอยู่หน้าทางเข้าหอแสงจันทร์ พวกคนชุดดำของหอแสงจันทร์ก็มาเก็บกวาดซากเหล่านี้ออกไป โทยะถามชิลเอทเกี่ยวกับคนที่ชื่อซาบิตที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ ชื่อเต็ม ๆ ของคนผู้นี้ก็คือ “ซาบิต แกรนด์” ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มเบื้องหลังอยู่ในตอนนี้และเหตุการณ์จู่โจมสายฟ้าแล่บในครั้งนี้ก็คงจะต้องเป็นฝีมือของชายผู้นี้ไม่ผิดแน่ ๆ แต่จากที่โทยะคาดการณ์นี่การกระทำให้ครั้งนี้ไม่น่าจะใช่การกระทำที่หมายจะเอาชีวิตน่าจะเป็นการข่มขู่มากกว่า เพราะหากคิดตามตรรกะของพวกผู้ชายอันธพาลนิสัยเสีย ๆ แล้ว ชิลเอทนั้นเป็นคนสวยชนิดที่ว่าถ้าฆ่าให้ตายก็น่าเสียดายแย่แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น หลังจากโทยะกลับเข้าไปในหอแสงจันทร์ แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุอึกทึกขนาดนี้ก็ย่อมต้องทำให้คนที่อยู่ภายในหอออกมาดูว่าเกิดอะไรกันขึ้นทุกสายตาในที่แห่งนั้นต่างพากันจับจ้องไปที่โทยะเพียงผู้เดียวแน่นอนว่าผู้มามุงดูนั้นมีทั้งชายและหญิงแต่จำนวนของผู้หญิงนั้นมากเกินครึ่งและที่สำคัญพวกเธอส่วนมากอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยกันแทบทั้งนั้น เสื้อผ้าบาง ๆ บาง สภาพหลุดหลุยบ้าง ไม่ใส่ยกทรงบาง ไม่ใส่ท่อนล่างก็ยังมีบ่งบอกให้รู้ว่าคนเหล่านี้คงกำลังอยู่ระหว่างทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ต้องใช้จินตนาการมากมายก็เดาออก พวกเหล่านางโลมพากันมารุมล้อมโทยะส่งเสียงขอบคุณที่ช่วยปกป้องแหล่งทำมาหากินบ้าง เชิญชวนโทยะไปรับบริการพิเศษบ้าง หลังจากโดนค่ายกลบุปผานารีโอบล้อมจนสติเกือบจะหลุดลอยไปอยู่แล้วนั้นบอสใหญ่ชิลเอทก็ตบมือเป็นสัญญาณและให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตนเองโทยะจึงหลุดออกมาได้
.
หลังจากนั้นชิลเอทก็พาโทยะไปที่ห้องของเธอที่อยู่ชั้นบน ห้องของชิลเอทใหญ่โตราวท้องพระโรงประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สุดหรูชนิดที่ทำเอาท้องพระโรงในปราสาทบรุนฮิวหมองกันไปเลยทีเดียว ในห้องนั้นนอกจากโทยะแล้วก็มีแมวดำอยู่ตัวหนึ่งนอนอยู่บนโซฟาซึ่งก็น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของชิลเอทและตามมารยาทของเจ้าของสถานทีชิลเอทก็ทำการจัดเตรียมเครื่องดื่มให้โทยะซึ่งเขาก็ร้องขอน้ำผลไม้ไป (ท่าเสิร์ฟน้ำเจ๊เซ็กซี่มาก แบบว่ามีบอลลูนสองลูกสะท้อนบนแก้วกันเลยทีเดียว) หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มการสนทนาชิลเอทถามชื่อของโทยะก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งโทยะก็บอกชื่อของตนไปและสมทบว่าเป็นนักเดินแม้จะประหลาดใจกับสถานะของโทยะแต่ชิลเอทก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจในเรื่องนั้นและเข้าสู่ประเด็นหลัก โทยะได้บอกเล่าเรื่องราวของอสูรกายสีทองที่ปรากกฏตัวออกมาในระยะนี้และความต้องการของเขาก็คืออยากให้ชิลเอทร่วมมือกับเขาสร้างโครงข่ายระวังและแจ้งเตือนเพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที ซึ่งในเรื่องของพวกเฟรซชิลเอทพอจะได้ข้อมูลบางส่วนมาบ้างแล้วทั้งนี้ก็เพราะเครือข่ายขององค์กรปาปิยองนั้นกว้างขวางและแทรกซึมอยู่ทุกที่ในโลกนี้ไม่ต่างจากกิลด์นักผจญภัยของโลกเบื้องหน้าเลย แต่แน่นอนว่าชิลเอทก็ถามถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับหากร่วมมือด้วย โทยะบอกถึงข้อดีที่ว่ามันจะสามารถช่วยให้ปกป้องเมืองได้ทันท่วงทีซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นผลดีกับคนของโลกฝากนี้แต่ทว่าชิลเอทไม่สนใจขอเสนอนี้เพราะมันดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลกับผลประโยชน์ที่พึงได้ (มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเพราะคิดว่าเมืองใหญ่อาจจะไม่ถูกโจมตีและเมื่อเป็นการคุ้มกันเขตที่ไม่เกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียของตนแล้วก็ดูจะเป็นผลตอบแทนไม่คุ้มค่า)
.
แต่สำหรับโทยะที่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเวลาเฟรซยกทัพนับหมื่นมาถล่มนั้น การเตือนภัยล่วงหน้าสำคัญยิ่งการเสียเวลารอให้ศัตรูบุกก่อนแล้วค่อยมาไล่ตามทีหลังจากเกิดความเสียหายแล้วนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีแต่ทว่าโทยะก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องผลตอบแทนอื่นไว้เลยแต่แล้วโทยะก็ยกเรื่องของซาบิตขึ้นมาพูดและนั่นก็คือสิ่งชิลเอทต้องการ (ในระหว่างสนทนามีการไขว้ขาโชว์ความเซ็กซี่ของเรียวขาด้วย) จากสายข่าวของเธอชิลเอทรู้ว่าโทยะมีส่วนร่วมในการจบสงครามที่พริมล่าเมื่อหลายวันก่อนและยังรู้ด้วยว่าโทยะใช้เวทเคลื่อนย้ายได้และสิ่งที่เธอต้องการก็คือลักพาตัวซาบิตมาให้เธอ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับโทยะตรงจุดสำคัญคือเธอจะทำอะไรกับซาบิตนจะฆ่าเขาซะเพื่อให้ตัวเธอได้ครอบครององค์กรปาปิยองโดยสมบูรณ์? แต่ชิลเอทก็ส่ายหน้าและบอกว่าสิ่งที่เธอต้องการก็คือแยกตัวจากองค์กรปาปิยอง หรือก็คือต้องการล้างมือจากองค์กรทว่าซาบิตนั้นกลับต้องการจะยึดเอาองค์กรเบื้องหน้าให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของตนซึ่งถ้าจัดการให้ซาบิตไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งกับเธอได้อีกล่ะก็.... ซึ่งในจุดนี้โทยะจึงจัดแจงวางแผนและคิดว่าจะใช้เวทคำสาปและเมื่อทราบที่อยู่ของซาบิตจากชิลเอทแล้ว (ก็อยู่ไม่ห่างจากที่นี่ซักเท่าไหร่) ที่นั่นก็คือหอคอยที่สูงที่สุดในเมืองนี้นั่นเอง ในระหว่างนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็มารายงานเกี่ยวกับผู้อยู่เบื้องหลังการบุกโจมตีเมื่อครู่ซึ่งมันก็เป็นไปดั่งที่คาดไว้ ซาบิตเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริง ๆ จากนั้นโทยะก็ถามถึงรูปพรรณสันฐานของซาบิตซึ่งชิลเอทก็บอกว่า เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม ผมบาง ๆ หนวดยาว ๆ สวมแว่นตากรอบทองและแววตาดูลามก โทยะใช้สมาร์ทโฟนของเขาหาตัวซาบิตเจอได้ไม่ยากเจ้าตัวอยู่ในห้องชั้นบนสุดของหอคอยพอดี
.
โทยะใช้เทเลพอร์ตเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปยังชั้นบนสุดของหอคอยที่ซาบิตอยู่ การปรากฏตัวของโทยะทำให้ซาบิตที่กำลังนั่งกินสเต๊กอยู่ตกใจ แต่ไม่ทันจะพูดอะไรโทยะพาคว้าคอเสื้อขอองซาบิตแล้วใช้เทเลพอร์ตกลับมายังห้องของชิลเอทรวมเวลาปฏิบัติการทั้งหมดห้าวินาที หลังจากตั้งสติได้ซาบิตก็ลุกขึ้นมาโวยวายด้วยความโกรธและเมื่อเขาหันไปเห็นชิลเอทเขาก็ระเบิดความโกรธใส่เธอต่อทันทีโดยอ้างว่าทั้งหมดเป็นเพราะชิลเอทไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการแถมยังหันไปออกคำสั่งกับโทยะให้จัดการกับชิลเอทอีกด้วย แต่แน่นอนว่าโทยะไม่บ้าจี้ตามไปด้วยเขาจึงชักปืนออกมาและยิงกระสุนยางเสริมพาราไลซ์ใส่ซาบิตจนร่วงลงไปกองกับพื้น จากนั้นโทยะก็ร่ายคำสาปใส่ซาบิตไว้ว่าถ้าเขาหรือลูกน้องของเขามายุ่มยามกับชิลเอลล่ะก็เขาจะค่อย ๆ ถูกพาราไลซ์กัดกินร่างกายไปเรื่อย ๆ และถ้ามันลามถึงหัวใจเมื่อไหร่ก็เกมส์โอเวอร์ และหลังจากนั้นโทยะก็คลายพาราไลซ์ที่ยิงใส่ไปในตอนแรกซาบิตก็ยังพยายามจะแผลงฤทธิ์อีกแต่ทว่าคำสาปก็เริ่มทำงานสรุปก็คือแม้จะเพียงแค่คิดก็ทำไม่ได้และหลังจากนั้นโทยะก็จัดการใช้เกทส่งซาบิตกลับไปและเมื่อปัญหาของชิลเอทได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วเธอก็ยอมให้ความร่วมมือกับโทยะโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกแผนการสร้างเครือข่ายระวังภัยสามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้นชิลเอทก็ถามว่าหลังจากนี้โทยะจะทำอะไรต่อจะลงไปเที่ยวเล่นข้างล่างไหม? ซึ่งในจุดนี้โทยะดันไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงของมัน (ที่นี่คือหอนางโลม ไปเที่ยวเล่นข้างล่างจึงมีความหมายว่า........ แต่โทยะมันดันเข้าใจว่าจะไปเที่ยวชมเมือง) แต่แล้วก็มาถึงบางอ้อตอนที่ชิลเอทบอกว่าหรือจะให้เธอเป็นคู่ขาให้ก็ได้ (เธอพูดพร้อมกับโพสท่าสุดเซ็กซี่) ทำให้โทยะลนลานบอกว่านี่ก็ดึกมากแล้วคงต้องขอตัวแต่ยังไงก็อย่าลืมเรื่องที่คุยกัน ชิลเอทก็ตอบกลับมาว่า “แหม~ น่าเสียดาย” จากนั้นโทยะก็โดดข้ามมิติกลับปราสาทแบบด่วนจี๋
.
หลายวันต่อมาหลังจากที่ร่ายคำสาปไปแล้วนั้นซาบิตและสมาชิกที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเขาก็ถอนตัวออกไปจากเมืองและกลุ่มปาปิยองของชิลเอทก็ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่มาเป็นกลุ่ม “แบล็คแคท” โทยะกลับมาหาชิลเอทอีกครั้งเพื่อมอบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตรวจจับพวกเฟรซเพื่อให้นำไปติดตั้งเอาไว้ตามที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งยังมอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากให้กับเธอเพื่อจะได้ใช้ในการติดต่อกับเขาโดยตรงแต่ทว่าการพบกันในครั้งนี้ของโทยะกับชิลเอทต่างไปจากครั้งก่อนเพราะว่าในตอนนี้โทยะถูกขนาบข้างจากทั้งยูมิน่าและรูเชีย แม้ว่าชิลเอทจะบอกว่าเธอสัญญาความร่วมมือกับโทยะเพียงอย่างเดียวเท่านั้นโดยไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ก็ตามที และแม้ว่ายูมิน่าจะใช้เนตรมารสแกนดูชิลเอทแล้วว่าเธอไม่ใช่คนเลวร้ายแต่ทว่าไม่ว่ายังไงก็ตามพวกเธอก็จะประมาทไม่ได้อยู่ดีและที่เหตุการณ์มันออกมาเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าวันก่อนหลังจากที่โทยกลับออกไปจาก “หอแสงจันทร์” เมื่อถึงปราสาทก็โดนเหล่าที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมแถมมีรอยจูบติดมาอีกและไม่ต้องถามถึงชะตากรรมหลังจากนั้น โทยะโดนเทศนายาวตามเคยและหลังจากนั้นโทยะก็โดนกฏบัญญัติใหม่ว่าหากจะเดินทางข้ามมาโลกเบื้องหลัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะไปพบกับชิลเอท) จะต้องพาภรรยาส่วนหนึ่งติดตามมาด้วยและเมื่อมันเป็นมติจากสภาสูงสุด(ในบ้าน) โทยะก็มีแต่จะต้องทำตามเพียงเท่านั้น ทางด้านก็ชิลเอทก็พอจะเข้าใจหัวอกของพวกยูมิน่า ในระหว่างที่สนทนากันนั้นชิลเอทก็พูดขึ้นว่า พวกเธอคงจะ “ยังไม่เคยทำ” ถ้ายังไม่เคยจะลองไปศึกษาดูงานจากพวกแขกกับผู้หญิงที่นี่ก็ได้เพราะว่ามีพวกที่ชื่นชอบการทำโชว์คนอื่นอยู่เหมือนกันซึ่งก็เล่นเอายูมิน่ากับรูเชียหน้าแดงแจ๋ไปเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นแค่มุกล้อเล่นแต่โทยะกับเกิดไอเดียว่าถ้าเขาเอาอุปกรณ์ถ่ายวีดีโอมาใช้ล่ะก็น่าจะผลิต AV ขายได้ไม่ยากแน่นอน แต่ตอนนี้โทยะต้องปรามชิลเอทก่อนเพราะสภาพของยูมิน่ากับรูเชียตอนนี้แทบจะระเหิดกลายเป็นไอกันแล้ว
.
หลังจากนั้นโทยะก็พายูมิน่ากับรูเชียไปที่ยังป้อมปราการของพวกเรดแคท เมื่อรู้ว่าโทยะมีคู่หมั้นแล้วแถมยังควงมาถึงสองคนจึงโดนเนียแขวะว่าเป็นโทยะเป็นชายเจ้าชู้ แต่ยูมิน่าก็ช่วยแก้ไขให้ว่าที่ถูกต้องคือมีอยู่เก้าคนตะหาก วัตถุประสงค์ที่โทยะมาที่นี่นั้นก็คือนำสมาร์ทโฟนแมสโปรดักซ์มามอบให้กับ เนีย เอส ยูนิ และยูริ และนำเครื่องจำลองการฝึกขับเฟรมเกียร์เฟรมยูนิทมาให้พวกสมาชิกที่เป็นกำลังรบของเรดแคทได้ฝึกซ้อมการขับกันก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนของจริงที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ โดยโทยะให้ยูมิน่ากับรูเชียเป็นคนสาธิตวิธีการต่อสู้ด้วยเฟรมเกียร์ให้ทุกคนในที่นั้นได้เห็นกัน โดยในซุมิเลชั่นนั้นยูมิน่าขับไชน์นิ่งเคาท์ ส่วนรูเชียขับไนท์บารอน โดยเฟรมยูนิทชุดนี้ไม่ได้ถูกบรรจุข้อมูลของเฟรมเกียร์ไทป์วัลคิเรียเอาไว้ ภาพการต่อสู้ของเฟรมเกียร์ทั้งสองถูกฉายออกมาให้ทุกคนได้เห็นซึ่งสมาชิกของกลุ่มเรดแคททุกคนก็อดทึ่งกับสิ่งที่เพิ่งเคยเห็นเพิ่งเคนรู้จักจนเก็บอาการกันไม่ได้กันไปตาม ๆ กันส่วนผลของการต่อสู้ รูเชียเป็นฝ่ายชนะหลังการสาธิตจบลงทั้งสองก็ออกมาจากเครื่องเฟรมยูนิท เนียก็ตรงเข้าไปเพื่อจะลองเล่นบ้างแต่ในตอนนั้นโทยะก็บอกกับเนียว่าถ้าไม่เข้าใจการบังคับเฟรมเกียร์ล่ะก็ไม่จำเป็นต้องฝืนก็ได้ นั่นก็ทำเอาเนียอารมณ์ขึ้นนิดหน่อยเพราะเข้าใจว่าโทยะดูแคลนความสามารถของเธอแต่โทยะก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่แบบนั้นก่อนจะอธิบายว่าตอนนี้เอลกัากับเรจีน่ากำลังพัฒนาอุปกรณ์เสริมเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโกลเลมอยู่ โดยมีพื้นฐานเทคโนโลยีของโกเลมกับเฟรมเกียร์ผสานรวมกัน ซึ่งเนียจะใช้ระบบใหม่นี้ร่วมกับโกเลมของเธอแล้วล่ะก็การฝึกบนเฟรมยูนิทก็ไม่จำเป็นซักเท่าไหร่นักแต่สุดท้ายเนียก็ขึ้นไปลองเล่นเฟรมยูนิตอยู่ดีโดยเนียลากรูเชียไปคอยเป็นคนแนะนำให้เธอ เอส ยูนิ ยูริ ก็เข้าไปร่วมวงด้วย โทยะเริ่มคิดไตร่ตรองถึงแผนขั้นต่อไปโดยกำลังคิดว่าจะมอบสมาร์ทโฟนให้กับราชาแห่งพริมล่ากับพระจักรพรรดิ์แห่งจักรวรรดิ์โทริฮารันดีไหม? แต่ในตอนนั้นโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยสัญญาว่าจะพาเซ็นทรัลหรือตอนนี้ก็คือราชินีแห่งอาณาจักรพาเรลิอุสมาพบกับราชาแห่งพริมล่าและยังนึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาจากเอลก้าว่า ราชาแห่งอาณาจักรพริมล่ามีแผ่นหินที่เป็นบันทึกโบราณเก็บไว้อยู่ ซึ่งถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะขอดูเพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีข้อมูลสำคัญจารึกเอาไว้ก็ได้
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้พาราชินีแห่งอาณาจักรพาเรลิอุสมายังโลกเบื้องหลังเพื่อพบกับราชาแห่งอาณาจักรพริมล่าผู้ซึ่งเป็นญาติที่พลัดพรากจากกันมายาวนานถึง 5000 ปี เมื่อทั้งสองได้พบกันก็ได้กล่าวทักทายและแนะนำตัวเองซึ่งกันและจับมือทักทายกันตามมารยาทโดยการเดินทางมาในครั้งนี้มี มิรี่ เวส หนึ่งในสี่ผู้ปกครองเมื่องใหญ่ทั้งสี่ของบนเกาะพาเรริอุสติดตามมาด้วย ส่วนโทยะนั้นมากับยาเอะและฮิวด้า การพบกันในครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันด้วยทางด้านของราชินีแห่งพาเรลิอุสได้มอบคัมภีร์เวทมนตร์ของอาเรลิอัสที่เกี่ยวกับเวทมิติและกาลเวลาให้กับราชาแห่งพริมล่าในขณะเดียวกันทางด้านของราชาแห่งพริมล่าก็ได้นำแผ่นจารึกของ “เลริออส พาเรริอุส” ที่มีขนาดพอ ๆ กับกระดาษ A4 มาให้พวกโทยะกับเซนทรัลดูแต่ทว่ามันไม่มีอะไรเขียนไว้บนนั้นเลยผิวหน้าของแผ่นจารึกนั้นดูราวกับเป็นแผ่นกระจกเสียด้วยซ้ำแต่ราชาแห่งพริมล่าก็ได้บอกว่าให้ลองใส่พลังเวทมนตร์ลงไปบนจารึกนี้และเมื่อเซนทรัลลองปล่อยพลังเวทดูก็มีอักษรปรากฏขึ้นมาบนแผ่นจารึกขึ้น ซึ่งอักษรเหล่านั้นจะปรากฏและหายไปและปรากฏใหม่แต่เป็นอักษรที่ไม่เหมือนเดิม สรุปก็เจ้าแผ่นนี่ก็คือคล้ายกับ อาติเฟกที่ใช้ส่งข้อความในกิลด์นักผจญภัยนั่นเอง ส่วนอักษรที่จารึกไว้ก็เป็นภาษาที่โทยะไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักและแม้แต่ราชาพริมล่าองค์ปัจจะบันเองก็ไม่รู้จักภาษานี้ ว่ากันว่ามีเพียงกษัตริย์องค์แรกของพริมล่าเท่านั้นที่สามารถอ่านออกดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าตัวเขานั้นมาจากต่างโลก ซึ่งในที่แห่งนี้ก็มีเพียงเซนทรัลกับมิรี่ที่เข้าใจอักษรเหล่านี้เพราะแท้จริงแล้วมันก็คืออักษรโบราณที่ใช้กันภายในเกาะพาเรลิอุสนั่นเองและเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้ในแผ่นจารึกนั้นแท้จริงแล้วก็คือไดอารี่ของเลริออสนั่นเอง
.
โดยได้มีการบันทึกนั้นได้กล่าวถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจทำการอพยพไปยังเกาะพาเลริอุสและเริ่มเปิดระบบบาเรียเพื่อป้องกันตนเองจากกองทัพเฟรซที่กำลังรุกรานใกล้เข้ามาในขณะนั้นการเริ่มสร้างประตูข้ามมิติและมีการกล่าวถึง “เขา” ผู้ที่มาจากต่างโลกพร้อมกับ “ขาว” และ “ดำ” ซึ่ง “เขา” ผู้นั้นก็ได้ใช้พลังของ “ขาว” และ “ดำ” ส่งอสูรผลึกที่มารุกรานส่วนมากออกจากโลกไปได้แต่นั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เลริออสหลุดมายังโลกอีกฝากหนึ่งแม้ว่าจะมีโลกอื่นตามที่ตามหวังไว้แต่ทว่านี่มันก็เป็นการเดินทางเที่ยวเดียวเพราะไม่สามารถจะย้อนกลับไปได้อีกแล้วแต่ถึงกระนั้นเลริออสก็สำรวจโลกแห่งนี้เอาไว้เพื่อรอว่าซักวันหนึ่งพ่อหรือพี่ชายของเขาจะสามารถเปิดประตูและเดินทางข้ามมายังโลกนี้ได้สำเร็จในซักวันหนึ่ง ระหว่างการเดินทางเขาได้ช่วยเหลือลูกสาวของหัวหน้าเผ่าพริมล่าเอาไว้จากอันตรายและได้ถูกต้อนรับเข้ามาเป็นสมาชิกในเผ่าและหลังจากที่ได้ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มากมายเขาก็ได้แต่งงานกับลูกสาวหัวหน้าเผ่าและกลายเป็นหัวหน้าเผ่าคนใหม่หลังจากนั้นก็รวบรวมชนเผ่ารอบ ๆ เข้ามาและก่อตั้งเป็นอาณาจักรพริมล่าในที่สุด โดยเฝ้าปราถนาว่าจะสร้างอาณาจักรนี้ให้เป็นสถานที่รองรับผู้คนที่จะอพยพมาจากเกาะพาเรลิอุสโดยตัวเลริออสหวังที่จะได้พบกับพี่ชายและคนบนเกาะนั้นอีกครั้งทว่าความหวังนั้นก็ไม่เป็นจริง ข้อความสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้แกลูกหลานที่จะปกครองอาณาจักรนี้ต่อไปในภายภาคหน้านั้นก็คือ หากพี่ชายของเขาได้พาผู้คนบนเกาะข้ามมายังโลกนี้ด้วย “ประตู” แล้วล่ะก็ของให้ประชาชนของอาณาจักรนี้ยอมรับพวกเขาให้อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย
.
หลังอ่านข้อความจบโทยะก็เริ่มปะติปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดและติดใจกับคำว่า “ขาว” และ “ดำ” โดยโทยะคิดว่ามันน่าจะเป็นโกเลมซึ่งราชาพริมล่าก็ให้คำตอบว่า “ดำ” นั้นน่าจะหมายถึงโกเลมที่ชื่อว่า “โครนอส นัวร์” แต่ “ขาว” นั้นตัวเขาไม่ทราบแต่ก็น่าจะเป็นโกเลมชั้นคราวน์เช่นเดียวกับโครนอส นัว ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าผู้เฒ่าพาเรลิอุสนั้นต้องเคยพบกับคนที่มาจากโลกอีกฝากหนึ่งมาก่อนจริง ๆ และจารึกที่กล่าวถึงอัศวินขาวและอัศวินดำที่โทยะเคยพบก่อนหน้านี้ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นแน่ โดยโทยะได้ยินมาจากยูริว่ามาสเตอร์ของโครนอส นัว นั้นเป็นคู่แข่งของเนียดังนั้นก็หมายความว่า “ดำ” นั้นยังอยู่ที่นี่แต่การที่มันไปปรากฏชื่ออยู่ในโลกเบื้องหน้าได้มีความเป็นไปได้ว่าโครนอส นัวร์ นั้นอาจจะมีสกิลพิเศษที่ใช้มิติก็เป็นได้ ซึ่งโทยะก็มารู้เอาภายหลังว่าผู้เป็นมาสเตอร์ของโครนอส นัวคนปัจจุบันก็คือน้องสาวของเอลก้านั่นเอง หลังจากนั้นไม่นานก็มีใครบางคนโทรศัพท์เข้ามาหาเขาเมื่อโทยะหยิบสมาร์ทโฟนออกมาดูก็พบว่าพ่อบ้านมังกรของเขาเป็นคนติดต่อมาเพื่อแจ้งข่าวว่าที่เกาะมังกรกำลังเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้มีเด็กสาวพร้อมกับโกเลมสีดำกำลังโจมตีบาเรียของเกาะพร้อมกับเรียกร้องให้คืนพี่สาวของเธอมาโทยะจึงรีบวางสายเพื่อรีบรุดไปยังเกาะมังกรเพื่อรับสถานการณ์ในทันที
.
เมื่อกลับถึงเกาะโทยะใช้ลองเซนส์สังเกตการจากคฤหาสน์ที่อยู่บนเกาะก็พบว่ามีมังกรหลายตัวโดนอัดลงไปนอนกองกับพื้นตรงบริเวณแถว ๆ ชายหาด และที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่ามังกรที่หมดสภาพนั้นก็คือเด็กหญิงผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดโกธิคโลติต้าสีดำเหมือนกับรีน รูปร่างหน้าตาของน่าเธอดูแล้วเด็กพอ ๆ กับเรเน่ นั่นก็คือประมาณหกถึงเจ็ดขวบเห็นจะได้ โทยะจึงโชว์ภาพของคนนี้ให้เอลก้าดูและถามเพื่อยืนยันว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นใช่น้องสาวของเธอจริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าใช่แต่มันก็น่าแปลกนิดหน่อยตรงท่าทีของเอลก้าที่ดูจะมีอาการเหงื่อออกมากกว่าปกติแถมยังพยายามเกาะต้นไม้ในสวนไว้ซะแน่นชนิดว่าจะไม่ยอมขยับไปไหน และพอโทยะบอกจะรีบพาไปให้พบกันเพื่อจะได้อธิบายความจริงทุกอย่างให้น้องสาวของเธอฟังเอลก้าก็รีบปฏิเสธและบอกว่าตอนนี้น้องสาวเธอกำลังโกรธจัดอยู่เด็กคนนั้นเวลาโกรธค่อนข้างจะน่ากลัวพอควรและถ้าโผล่ไปให้เห็นตอนนี้ล่ะก็แย่แน่ ๆ ส่วนเหตุผลที่น้องของเอลก้ามาโจมตีเกาะมังกรเพราะตอนนี้เธอกำลังเข้าใจผิดว่าโทยะลักพาตัวพี่สาวของเธอไปทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเอลก้ารีบออกเดินทางไปโดยที่ไม่ได้บอกและแถมยังลืมที่จะการติดต่อกลับไปนับตั้งแต่ออกเดินทางมาเสียอีกคุณน้องสาวจะเข้าใจผิดและโกรธหนักขนาดนี้ก็คงจะไม่แปลกอะไรแต่ไหนสถานการณ์มันก็เลยเถิดมาถึงเพียงนี้แล้วอยู่ที่ตรงนี้ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาโทยะจึงจะพาเอลก้าไปพบน้องสาวแต่ตัวเอลก้านั้นก็ไม่เอาแต่ยึดต้นไว้แน่นแม้ว่าฮิลด้าจะพยายามดึงตัวออกมาก็ตาม สุดท้ายเฟนริลก็เลยเสนอให้โทยะไปพบและอธิบายเรื่องราวให้คุณน้องสาวของเอลก้าฟังก่อนอย่างน้อยอาจจะพอช่วยลดอารมณ์โกรธของเธอลงได้บางซักนิดนึง
.
โทยะฝากให้เฟนริล ฮิวด้าและยาเอะ จัดการเรื่องของเอลก้าไปก่อนโดยให้ทั้งสามคอยระวังไม่ให้เอลก้าแอบหลบหนีไปไหนได้ส่วนตัวเขาก็มุ่งหน้าไปพบกับเด็กสาวในชุดโกธิคสีดำผู้นั้น เมื่อพบกันเด็กหญิงก็เอ่ยถามว่าคนที่อยู่ตรงหน้าตนใช่ “โมจิสึกิ โทยะ” หรือเปล่า? โทยะก็ตอบรับและถามชื่อของเธอกลับไปบ้าง เด็กหญิงจึงบอกว่าตนเองชื่อ “โนรุน” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ “โนรุน ชิเบเรีย” ผู้เป็นรองหัวหน้ากองอัศวินแห่งบรุนฮิลนั่นเอง หลังจากนั้นโนรุนก็ถามถึงพี่สาวของเธอโทยะก็บอกไปตามตรงว่ากำลังกลัวหัวหดอยู่ที่ข้างบน (คฤหาสน์) พร้อมกับจะเอ่ยปากเชิญให้เธอไปด้วยกันแต่ทว่าไม่รู้ว่าเข้าใจความหมายของคำพูดโทยะผิดหรืออย่างไรจู่ ๆ เธอก็เรียกให้ “นัวร์” โกเลมของเธอออกมาเล่นงานโทยะแต่ด้วยบาเรียที่กางไว้ทำให้การโจมตีนั้นเข้าไม่ถึงตัว โทยะพยายามอธิบายว่าเขาไม่ได้ลักพาตัวเอลก้าไปแต่ตอนนี้โนรุนไม่ฟังอะไรทั้งนั้นเธอสั่งให้นัวเรียกอาวุธที่เป็นค้อนขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “นิวตัน” ออกมาและด้วยการโจมตีนี้เองบาเรียที่ป้องกันเกาะอยู่ก็ถูกทำลายลง หลังทำลายบาเรียลงได้แล้วโนรุนก็ออกคำสั่งให้เรียกอาวุธที่เป็นปืนเวทมนตร์ที่ชือ “ชูดิงเกอร์” ออกมาและใช้มันยิงใส่โทยะ กระแสไฟฟ้าที่รุนแรงพอจะสังหารคนได้ในพริบตาพุ่งเข้าใส่เป้าที่เล็งไว้แต่โทยะก็ใช้เวทแอบซอร์ปดูพลังเวททั้งหมดเอาไว้ได้สบาย ๆ ก่อนจะตอบโต้ด้วยเวทพริซันโดยเขาได้ทำการกักขัง โครนอส นัว เอาไว้ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาโนรุนที่ยืนอยู่บนตัวของมังกรที่ล้มอยู่แถวนั้น ๆ แต่พริบตานั้นก็มีเมดผมสั้นคนหนึ่งพุ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับดาบในมือได้เข้ามาขัดขวางโทยะไว้ไม่ให้เข้าถึงตัวโนรุนแต่ในวินาทีต่อมาคุณเมดก็โดนโทยะขว้าแขนไว้ได้และร่ายเวทพาราไลท์แต่ทว่าไม่ได้ผลคุณเมดโจมตีต่อโทยะจึงต้องรีบหลบดาบที่ฟันเข้ามาดูเหมือนว่าเธอจะมีไอเทมป้องกันเวทพาราไลท์
.
เมื่อใช้พาราไลท์ไม่ได้ผลโทยะจึงเปลี่ยนมาใช้กราวิตี้แทน เขาจับไหล่ของเธอและร่ายเวทเพิ่มน้ำหนักทันทีทำให้ร่างของคุณเมดถูกกดลงกับพื้นทราย ในจังหวะนั้นเองโนรุนก็ชักปืนเวทมนตร์ออกมาและหันปา่กกระบอกเล็งไปที่โทยะแต่ช้าไปนิดเพราะโทยะสังเกตเห็นก่อนเขาจึงร่ายเวทสลิปใส่โนรุนก่อนที่เธอจะได้เหนี่ยวไก ผลของเวทสลิปทำให้โนรุนร่วงหล่นลงมากจากจุดที่ยืนอยู่และถูกจับกุมตัวไว้โดยเวทพริซัน แต่ถึงกระนั้นหล่อนไม่ได้สิ้นฤทธิ์เสียที่เดียว โนรุนตะโกนด่าทอโทยะต่าง ๆ นานา พร้อมกับพยายามจะทุบทำลายกำแพงเวทพริซันเพราะยังคงเข้าใจว่าโทยะเป็นคนที่ลักพาตัวพี่สาวของเธอไปแถมยังโดนด่าว่าเป็นจอมเวทหื่นกามอีกตะหาก กว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ก็ใช้เวลาอยู่นานแต่ท้ายที่สุดแล้วโนรุนก็เข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวส่วนใหญ่จนได้ จากนั้นโนรุนก็ขอให้โทยะปล่อยเธอออกจากพริซัน เมื่อโทยะคลายเวทพริซันและกราวิตี้สองคนกับอีกหนึ่งเครื่องจึงได้อิสระกลับคืนมา โนรุนกล่าวแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการชื่อเต็ม ๆ ของเธอก็คือ “โนรุน พาโทรัคเชีย” ส่วนเมดของเธอมีชื่อว่า “เอลฟลัว” ซึ่งก็ไปเหมือนกับชื่อของอาณาจักรหนึ่งในโลกเบื้องหน้าอีก ซึ่งเอลฟลัวก็ขอให้เรียกชื่อเธอสั้น ๆ ว่า “ฟลัว” หลังจากนั้นโนรุนได้เล่าเรื่องราวของเธอให้โทยะได้ฟังถึงความยากลำบากของเธอในการไล่ตามพี่สาวที่ชอบไปไหนมาไหนตามใจชอบแบบไม่บอกไม่กล่าว ในระยะประมาณเวลาสองปีที่ผ่านมานี้เอลก้าไปก่อหนี้สินไว้มากมาย โนรุนก็ต้องตามล้างตามเช็ดแทบไม่หวาดไม่ไหว แต่ก็ต้องขอบคุณมือสังหารที่จัดเจ้าของคาสิโนหน้าเลือดนั่นไปแล้วทำให้ปัญหาของเธอเบาบางลง (มือสังหารที่ว่านั้นก็คือลูน่าที่เชือดหัวหน้าองค์กรปาปิยองไปนั่นเอง) เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเธอโทยะก็รู้สึกสงสารที่เด็กน้อยอย่างโนรุนต้องมาตกระกำลำบากเพราะพี่สาวของตัวเองแต่ทว่าเมื่อโทยะพูดว่าโนรุนเป็นเด็ก ฟลัวกับนัวก็รีบส่งสัญญาณเตือนภัยทันที โทยะก็งงว่าเขาพูดอะไรผิดและพริบตานั้นเองโทยะก็โดน (ด้วยสิ่งที่น่าจะเป็นรองเท้าหัวเหล็ก) ทำเอาโทยะถึงกับยืนไม่อยู่ทรุดลงกับพื้นไปเลยทีเดียว นั่นก็เพราะโนรุนอายุ 15 ปีแล้วนั่นเองแต่ด้วยรูปร่างแบบนี้เลยทำให้ดูไม่ออก ดังนั้นโนรุนจึงเกลียดการโดนปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นเด็กและมันจึงกลายเป็นเดธเวิร์ดสำหรับใครก็ตามที่พูดกับเธอแบบนี้ ฟลัวเข้ามาดูอาการของโทยะแต่กว่าจะฟื้นสภาพได้ก็ต้องใช้เวลาไปซักพักในระหว่างนี้ นัวก็บอกให้มาสเตอร์ขอโทษต่อการกระทำของตนแต่โนรุนก็บอกว่าที่มันเป็นแบบนี้เพราะทางโน้นเสียมารยาทกับเธอก่อน และบทเรียนในครั้งนี้โทยะก็เลยคิดว่าเขาควรจะร่ายเวทชิลด์เอาไว้ที่กางเกงของเขาด้วย
.
โกเลมสีดำ โครนอส นัวร์ ความสามารถพิเศษของมันคือควบคุมเวลากับเดินทางข้ามมิติได้แม้ว่าจะมีเวลาจำกัดในการใช้สกิลเพียงแค่หนึ่งนาทีแต่ก็มากพอจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายซึ่งในจุดนี้เรจีน่าได้ทำการคร่าว ๆ โดยการเดินผ่านจุด 4 จุดโดยกำหนดเป็นจุด A B C D โดยทุกวินาทีเรจีน่าจะเดินผ่านจุดแต่ละจุดไป โดยเมื่อหยุดลงที่จุด A ก็แทนว่าคือปัจจุบันแต่เมื่อหนึ่งวินาทีก่อนเธออยู่ที่จุด B สองวินาทีก่อนเธออยูที่จุด C และเมื่อสามวินาทีก่อนเธออยู่ที่จุด D แต่ถ้าใช้ความสามารถของนัวแล้วก็สามารถดึงตัวเธอจากจุด B C และ D ให้มาปรากฏที่จุด A ได้พร้อมกันจะทำให้ช่วงเวลานี้มีเรจีน่าได้ถึง 4 คนแต่การสมมุตินี้ทำเอาโทยะที่ฟังอยู่รู้สึกจากใจจริงเลยว่าขอให้อย่าให้เกิดขึ้นจริงเลย แต่ที่พูดมาข้างต้นเป็นเพียงทฤษฎีที่ทุกอย่างดำเนินมาเป็นเส้นตรงเท่านั้น เพราะในเป็นจริงคนเราไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงอย่างเดียวมีทั้ง เดินหน้า เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ถอยหลัง ซึ่งการเลือกแต่ละครั้งก็จะส่งผลกับอนาคตต่อไปเรียกได้ว่าความเป็นไปได้ของอนาคตมีความเป็นไปได้หลากหลายมาก การเลือกแต่ละครั้งอาจส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “โลกคู่ขนาน” หรือ ไทม์พาราด็อก ได้แต่ความสามารถของโครนอส นัวก็ไม่ถึงกับทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าโลกคู่ขนานได้หากแต่เป็นการสร้างความเป็นได้ของเหตุการณ์ที่อยู่ในโลกเดิมเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับการสร้าง “If Route” ขึ้นมาได้นั่นเอง แต่เมื่อถามถึงเหตุการณ์เมื่อ 5000 ปีก่อนที่เฟรซถูกจัดการไปด้วยความสามารถของโครนอส นัวอย่างนั้นหรือ เรจีน่าก็ไม่สามารถจะฟันธงได้เพราะถึงแม้ว่าเฟรซจะถูกทำให้หายไปชั่วคราวนั้นจะเกิดขึ้นจริงแต่มันก็มีความเป็นได้ว่าอาจจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน ในเรื่องนี้เอลก้าเองก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้มิหนำซ้ำเมมโมรี่ของโครนอสนัวก็ถูกใครบางคนรีเซ็ตไปเสียอีก ตอนที่สู้กับโทยะอาวุธที่นัวนำออกมาใช้นั้นก็เป็นอาวุธที่เอลก้าเป็นคนสร้างเหตุผลที่ไม่ใช้ความสามารพิเศษของนัวก็เพราะค่าตอบแทนที่มาสเตอร์จะต้องจ่ายหลังจากใช้สกิลนั้นมาสเตอร์จะถูกย้อนสภาพร่างกายกลับไปนั่นจึงเป็นสาเหตุให้โนรุนที่อายุ 15 ปีแล้วแต่กลับมารูปลักษณ์ภายนอกเป็นเด็กเจ็ดขวบก็เพราะสาเหตุนี้นั่นเอง และหากใช้มากเกินไปก็จะย้อนกลับไปจนถึงจุดที่ยังไม่ถือกำเนิดก็เรียกได้ว่าไม่ต่างจากตายซักเท่าไหร่
.
ส่วนเรื่องราวของเอลก้ากับโนรุนนั้นหลังจากได้พบกัน โนรุนก็การอบรมสั่งสอนคุณพี่เสียยกใหญ่แม้จะดูว่าโกรธแต่ทั้งหมดนั้นก็ทำเพราะรักและห่วงใย เรียกได้ว่า “ซึนเดเระ” ก็คงได้หลังจากนั้นเธอก็ข้ามมาโลกเบื้องหน้าพร้อมกับเอลก้าแต่เธอไม่ชอบที่จะอยู่บนบาบิโลน และปฏิเสธที่จะอาศัยอยู่ปราสาทบรุนฮิวดังนั้นโนรุนจึงไปพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมจันทราสีเงิน ส่วนโกเลม “ขาว” นั้นแม้บันทึกของเลริออสจะบอกว่ายังอยู่ในโลกฝั่งของโทยะแต่ว่าก็ยังหาไม่พบโดยโทยะสันนิษฐานว่ามาสเตอร์ของ ขาวกับดำ ที่มาโลกนี้เมื่อห้าพันปีก่อนอาจทำการลงผนึกไว้เพื่อไม่ให้สามารถตามหามันได้ง่าย ๆ ด้วยเวทค้นหาก็เป็นได้ และเมื่อพูดถึงค่าตอบแทนของการใช้สกิลของนัวแล้วเรจีน่าก็คิดว่าค่าตอบแทนของโกเลมขาวนั้นอาจจะเป็นตรงข้ามซึ่งถ้าหากใช้มันพร้อม ๆ กันทั้งสองตัวมาสเตอร์ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ก็ได้ ส่วนในเรื่องของการพัฒนาอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพให้กับพวกโกเลมเพื่อสู้ศึกเฟรซนั้นก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากคุยกับเรจีน่าเสร็จโทยะก็ไปที่พบกับพวกเอนเด้อยู่ที่ส่วนของบาบิโลนป้อมปราการ ซึ่งตอนนี้สามสาวเฟรซ เมล เน และ ริเสะ ก็กำลังปาร์ตี้น้ำชาและจับกลุ่มคุยกันเรื่องข้าวเย็นวันนี้ดูเหมือนว่าทั้งสามจะเริ่มผันตัวไปเป็นสายกินกันมากขึ้นแถมกินจุกันสุด ๆ เยอะกว่ายาเอะเสียอีกนั่นก็เล่นเอาโทยะรู้สึกลำบากใจเกี่ยวเสบียงที่ต้องนำมาเลี้ยงเฟรซสามตนนี้เอาการ แถมเอาจริง ๆ ก็ไม่กินเพื่อเป็นพลังงานใด ๆ แต่กินเพราะชอบรสชาติก็เท่านั้น ส่วนความคืบหน้าด้านอุดมการณ์ก็ยังคงเดิมเมลจะอยู่กับเอเด้ส่วนเนก็อยากให้เมลกับไปยังเฟรซเซีย
.
เอนเด้ถามถึงข่าวคราวของโลกภายนอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น โทยะก็บอกว่ายังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมากนักแต่เฟรซเริ่มบุกไปยังโลกอีกฟากแล้ว ส่วนจำนวนเฟรซที่กลายพันธุ์ก็มีจำนวนมากกว่าแสนตัวแต่ถึงจะรูปแบบนั้นโทยะก็ยังให้พวกเมลออกจากกำแพงของพริซันไม่ได้เพราะถ้าพวกเฟรซตรวจจับได้เมื่อไหร่มันก็คงแห่กันมาแน่แต่การจะให้เอนเด้กับเมลอยู่เฉย ๆ แบบนี้ก็ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยดีมันเหมือนพยายามกันพวกเขาออกจากปัญหาที่มีผลมาจากการตัดสินใจของพวกเขาเองโทยะจึงลองคิดทบทวนและคิดว่าจะให้เอนเด้ออกจากพริซันได้ ส่วนทางด้านของเอนเด้เองในตอนนี้เขาก็ต้องการที่จะฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าตอนนี้เพราะไม่เช่นนั้นเขาไม่มีทางจะเอาชนะเฟรซฝาแฝดนั่นได้แน่ ๆ แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นมายืนอยู่ข้าง ๆ โทยะทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะมีใครเข้ามาได้ ผู้ที่ปรากฏตัวออกมานั้นมีรูปร่างหน้าตาประมาณยี่สิบปลาย ๆ ผมสั้นสวมชุดสีขาวที่ดูคล้ายชุดโดกิ* (ชุดที่สวมใส่เวลาเล่นเคนโด้ หรือ ยิงธนู) ร่างกายกำยำกล้ามเนื้อนั้นแสดงให้เห็นว่าฝึกร่างกายมาดีแค่ไหน ที่หน้าผากมีผ้าคาดศีรษะ คิ้วหนา ตาแหลม เรียกได้ว่ามีคาแรคเตอร์ของนักสู้อยู่เต็มเปี่ยมและแน่นอนว่าการที่เขาเข้ามาในนี้ได้ก็หมายความว่าเขามีพลังเทพ แต่สำหรับเอนเด้เขาเคยเจอชายคนนี้มาก่อน ชายผู้นี้ก็คือคนที่อัดเอนเด้เสียจนเสียความทรงจำเมื่อครั้งที่เขาไปขโมยดาบคู่มานั่นเอง สรุปแล้วคนผู้นี้ก็คือ “เทพสงคราม” นั่นเองและเขามาที่นี่ก็เพื่อทำให้คำขอของเอนเด้เป็นจริง และแล้วตอนนี้บรุนฮิวก็มีเทพมาอาศัยอยู่ถึงเจ็ดองค์ด้วยกันแล้วส่วนเหตุผลที่ลงมาที่โลกนี้ก็ดูเหมือนว่าเทพสงครามนั้นก็กำลังตามหาคนที่มาเป็นลูกศิษย์หรือจะเรียกว่า “สาวก” และหลังจากนั้นเอนเด้ก็ถูกนำเข้าสู่การฝึกสุดหฤโหดในเวลาต่อมา
.
เทพสงครามได้แนะนำตนเองกับคนอื่น ๆ ว่า เขาคือคุณอาของโทยะมีชื่อว่า “โมจิซึกิ ทาเครุ” ซึ่งถ้าจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วสามารถรับบทเป็นพี่ชายของโทยะได้อยู่ แต่คาเรนกับโมโรฮะค้านหัวชนฝาเพราะไม่อยากจะมีพี่ชายที่มีคาแรคเตอร์สุดเร่าร้อนแบบนี้ สุดท้ายก็เลยต้องไปรับบทเป็นน้องชายของเทพการเกษตรแทนแต่สำหรับเอลเซ่ที่รู้ความจริงเกี่ยวกับโทยะอยู่ย่อมรู้ได้ทันทีว่าคุณอาท่านนี้เป็นใครเธอจึงแอบกระซิบถามโทยะเกี่ยวกับตัวจริงของทาเครุและเมื่อเอลเซ่รู้ว่าคุณอาท่านนี้คือเทพแห่งสงครามผู้เชี่ยวชาญในศิลปะแห่งการต่อสู้ ดวงตาของเอลเซ่ก็เป็นประกายขึ้นมาในทันใดจากนั้นเธอก็รีบแจ้นไปแนะนำตัวเองกับคุณอาและขอให้เขาช่วยชี้แนะเธอในทันทีทันใดส่วนเทพสงครามนั้นก็ชอบใจเป็นอย่างมากจึงและยอมรับเอลเซ่เป็นศิษย์ทันทีเช่นกัน โทยะก็คิดว่าแบบนี้ก็ดีเอนเด้จะได้มาเพื่อนร่วมฝึก ส่วนฮิวด้ากับยาเอะนั้นก็ยังฝึกฝนกับท่านพี่โมโรฮะต่อไปและหลังจากนั้นเทพสงครามก็พาเอลเซ่กับเอนเด้ไปฝึกวิชาที่น้ำตกโดยใช้วิธีวาร์ปหายไปต่อหน้าต่อตา เหล่าอัศวินมากมายที่ยืนเรียงแถวกันอยู่ชนิดไม่แคร์สายตาผู้ที่ดูอยู่กันเลยที่เดียวแต่ว่าก็ไม่มีใครแตกตื่นตกใจอะไรกันมากนักเพราะก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นโทยะทำประจำอยู่แล้ว ขนาดโคซากะยังออกปากว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าแปลกใจเลยถ้าหากเป็นผู้ที่เป็นเครือญาติกับโทยะแล้วล่ะก็ หลังจากนั้นการฝึกประจำวันก็เริ่มขึ้น โมโรฮะกับคาริน่าเริ่มประลองฝีมือกัน ส่วนลินเซ่รู้สึกเป็นห่วงพี่สาวที่เพิ่งจากวาร์ปไปกับเทพสงครามเมื่อครู่นี้ท่านพี่คาเร็นจึงเข้ามาปลอบให้ลินเซ่สบายใจขึ้นว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะถึงจะเป็นพวกบ้าการฝึกขนาดไหนแค่ เทพสงครามก็คงไม่ให้เอลเซ่ทำอะไรที่เกินตัวจนเสี่ยงอันตรายมาก ๆ แน่ที่น่าห่วงคืออีกคนที่ไปด้วยตะหาก
.
ส่วนทางด้านของโทยะตอนนี้นั้นเขารู้สึกอยากกินซูชิขึ้นมาเพราะไปเปิดเว็บแล้วเจอภาพพวกนั้นเข้า แต่ที่โลกนี้เขายังไม่เคยเห็นซูชิที่ไหนมาก่อนเลยแม้แต่ที่อิเชนเองก็ตามยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เคยเห็นว่ามีวาซาบิในที่โลกนี้เลยแต่เมื่อโทยะเอ่ยถึงสิ่งนั้นยูมิน่าที่ไม่เคยรู้จักซูชิมาก่อนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยโทยะจึงค้นหาภาพในเน็ตมาให้ยูมิน่าดูพร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับซูชิให้เธอฟังและในระหว่างที่กำลังคิดถึงเรื่องราวของซูชิอยู่นั้นก็มีการติดต่อเข้ามาจากชิลเอทว่าตรวจพบสัญญาณของพวกเฟรซ โดยการโจมตีจะเริ่มขึ้นประมาณหกชั่วโมงหลังจากนี้โดยจะมีเฟรซระดับล่างประมาณร้อยตัวและระดับกลางประมาณสามตัวที่จะบุกเข้ามา แต่ด้วยจำนวนเพียงเท่านี้ถือว่ายังไม่เป็นปัญหาสำหรับเฟรมเกียร์และเขาก็ได้ทำการฝึกพวกกลุ่มเรดแคทให้เป็นกำลังรบเพื่อคอยรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้วดังนั้นในตอนนี้น่าจะมีคนที่พร้อมพอจะออกรบได้อยู่และหลังจากวางสายไป โทยะเตรียมมุ่งหน้าสู่โลกอีกฝากโดยยูมิน่าขอตามไปด้วยจากนั้นเธอก็เรียกสมาชิกในกลุ่มภรรยาอีกคนหนึ่งให้ตามไปด้วยซึ่งในครั้งนี้ก็คือก็คือรีน พ่วงด้วยโพล่าและโคเกียวคุและหลังจากโหลดเฟรมเกียร์เข้าสโตร์แล้วพวกโทยะก็มุ่งหน้าไปยังโลกเบื้องหลัง โทยะวาร์ปมายังป้อมของกลุ่มเรดแคท เมื่อยูนิสังเกตเห็นว่าพวกโทยะเดินทางมาเธอก็แจ้งให้เนียทราบทันที ผู้คนในป้อมก็จับจ้องไปทีกลุ่มของโทยะเพราะเจ้าโพล่านั้นดูจะเป็นแปลกไม่ก็สัตว์หายากสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยพบเคยเห็นมันและเมื่อเนียออกมาพบกับโทยะรีนแนะนำตัวเองและบอกว่าเป็นหนึ่งในคู่หมั้นของโทยะ ทว่าเมื่อเนียได้ยินแบบนั้นเธอก็จ้องมองรีนก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนไปมองยูมิน่าและจากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนไปมองโทยะ ดูเหมือนว่าเนียจะประเมินว่าโทยะเป็นพวกโลลิค่อน โทยะจึงพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดและบอกว่ารีนนั้นอายุมากกว่าที่เห็นแต่รีนก็พูดแทรกขึ้นมาว่าจะเผยข้อมูลส่วนตัวของเธอมากไปแล้ว
.
หลังจากนั้นรียก็บอกกับเนียว่าเธอเป็นเผ่าภูติซึ่งเป็นเผ่าที่มีอายุขัยยืนยาว เมื่อได้ฟังแบบนั้นเนียก็พูดออกมาว่าเหมือนกับ “ยัยนั่น” กับ “ดำ” สินะซึ่งโทยะก็พอจะเดาได้ว่าหมายถึงโนรุนน้องสาวของเอลก้า โทยะลองถามดูเพื่อย้ำความมั่นใจเนียก็ถามว่ารู้จักด้วยหรือ? เขาจึงบอกว่ารู้จักและตอนนี้เธอก็อาศัยอยู่ที่เมืองของเขาในโลกอีกฝากหนึ่งแล้วเมื่อรู้แบบนั้นเนียก็บอกให้โทยะพาเธอไปบ้าง แต่แล้วการสนทนานอกเรื่องก็ถูกหยุดโดยเอสที่เข้ามาด้านหลังและใช้สันมือสับกระบาลเนียก่อนจะกลับเข้าเรื่องการรวมพลสู้ศึกครั้งนี้ โดยสมาชิกที่ร้องขอไปนั้นทั้งหมดสิบคนโดยมีเนีย เอส และยูนิร่วมไปด้วยส่วนยูริกับรูจจะรออยู่ที่นี่ ในระหว่างที่กำลังวางแผนกันนั้นโพล่าเดินเข้าไปใกล้เนีย พอเนียเห็นตุ๊กตาหมีขยับได้เธอก็สงสัยเล็กน้อยและถามว่ามันคือโกเลมหรือ? รีนจึงบอกว่านั่นคือโพล่าที่สร้างขึ้นมาจากเวทมนตร์และหลังจากนั้นโพล่าก็โดนเนียกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างรุนแรง แต่พอรีนบอกว่าเธอใช้เวลาสร้างมันถึงสองร้อยปี เนียก็ตะลึงคลายแรงที่แขนลงโพล่าจึงหลุดออกมาได้
.
ตำแหน่งที่เฟรซจะปรากฏตัวออกมานั้นคือ “เมืองจีเน่” ที่อยู่ในเขตของ “อาณาจักรไอเซนกัลด์” และความเป็นไปได้ที่จะเฟรซจะโจมตีเมืองเพื่อเล่นงานมนุษย์นั้นมีสูงมาก ๆ โดยเฉพาะพวกที่กลายพันธุ์จะเล่นงานมนุษย์เพื่อกลืนกินวิญญาณของมนุษย์เป็นหลักและเศษซากที่เหลือก็จะกลายสภาพเป็นสเกลตันเฟรซ ส่วนวิญญาณกลืนกินไปก็น่าจะเอาไปเป็นพลังงานเพื่อฝักตัวให้กับเทพมารที่อยู่ในรังไหมนั่นเองเมื่อปรึกษาเรียบร้อยยูนิก็เรียกสมาชิกทีมที่จะร่วมศึกครั้งนี้ออกมารวมตัวกันในตอนนั้นมีสามคนเดินออกมาหาโทยะและสอบถามว่าเกี่ยวกับเรื่องที่สามารถค้นหาบุคคลได้ด้วยเวทค้นหานั้นจริงหรือไม่ ซึ่งแม้จะยังไม่รู้เหตุผลแต่แววตาของพวกเขานั้นจริงจังมากจากนั้นโทยะก็ตอบว่าเขาทำได้แต่มันจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้วย อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเคยเห็นใบหน้าของคนที่ต้องการจะค้นหาจากภาพ หรือความทรงจำของใครซักคนและคนที่จะค้นหาต้องไม่อยู่ในสถานที่ที่ถูกปกป้องด้วยบาเรียเวทมนตร์ ซึ่งหลังจากฟังคำอธิบายแล้วเขาก็บอกว่าหลังเสร็จการต่อสู้นี้แล้วเขาอยากขอร้องให้โทยะช่วยตามหาคนให้หน่อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นโทยะจึงส่งสายตามองไปที่เนียกับเอส เธอสองคนพยักหน้าเล็กน้อย โทยะจึงให้คำตอบกับชายผู้นั้นว่าถ้าหากว่าไม่ใช่การตามหาเพื่อประสงค์ร้ายแล้วล่ะก็เขาก็ยินดีจะช่วย หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเพื่อเตรียมตัวรับมือเฟรซที่กำลังจะบุกมาซึ่งสมรภูมิในครั้งนี้คือทุ่งกว้าง โทยะนำเฟรมเกียร์ชีวาเรียสิบเครื่องพร้อมด้วยบรุนฮิวเด้ของยูมิน่ากับกริมเกเด้ของรีนออกมาจากสโตร์ กลุ่มเรดแคทพากันขึ้นไปบนค็อทพิทของชีวาเรียโดยครั้งนี้โทยะจะให้พวกเขาเป็นแนวหน้า ส่วนยูมิน่ากับรีนนั้นคอยทำหน้าที่สนับสนุน พร้อมกับส่งโคเกียวคุคอยสังเกตการณ์มองภาพรวมของสนามรบจากบนท้องฟ้า การเตรียมความพร้อมดำเนินไปอย่างราบรื่นแต่ความรู้สึกที่อยากจะกินซูชินั้นกลับไม่ลดลงเลย
.
ระหว่างที่รอให้การบุกมาถึงเนียก็ทำสีใหม่ให้กับชีวาเรียทั้งสิบเครื่องโดยเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มแทนพร้อมทำเครื่องหมายรูปแมวบนหัวไหล่ด้วยซึ่งโทยะก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรแต่เนื่องจากไม่มีสีเก็บอยู่ในสโตร์เลยต้องกลับไปเอาจากบาบิโลนที่โลกอีกฝากมาให้หลังจากทำสีเสร็จโทยะก็ดูสมาร์ทโฟนของเขาเพื่อเช็คเวลาปัจจุบัน ขณะนีเป็นเวลาบ่ายสี่โมงแล้วมีความเป็นได้ว่าการต่อสู้จะเกิดขึ้นในเวลากลางคืนซึ่งเป็นสิ่งที่ยูมิน่ากังวลเล็กน้อยแต่ว่าโทยะก็บอกว่าชีวาเรียพวกนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์มองภาพกลางคืนแบบบิวด์อินไว้เรียบร้อยแล้วไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่ต้องเอามาติดตั้งภายนอกเพราะเร่งรีบของสถานการณ์ดังนั้นต่อให้ต้องรบกลางคืนก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ระหว่างที่กำลังรอให้ศัตรูปรากฏตัวก็เหมือนจะมีใครบางคนมาแอบสังเกตการณ์พวกโทยะซึ่งโทยะคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นคนของเมืองใกล้ ๆ นี้โทยะฝากให้โกเคียวคุเฝ้าจับตาดูคนผู้นั้นเอาไว้ในขณะที่เขาให้ความสนใจกับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงและจากนั้นไม่นานมิติก็เริ่มแตกร้าวโทยะเริ่มบัญชาการรบโดยแจ้งให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูที่กำลังจะออกมาในอีกสิบนาทีข้างหน้า เฟรมเกียร์ทุกตัวเริ่มเดินเครื่องเตรียมออกสู้ยูมิน่ารีนประจำตำแหน่งตามที่ตกลงกันไว้เมื่อมิติแตกออกเฟรซก็ลงมาสู่โลกนี้และการต่อสู้ก็เปิดฉากขึ้น เฟรซสีทองที่โผล่ออกมานั้นแม้รูปลักษณ์จะดูเป็นพวกระดับต่ำแต่ขนาดของมันก็ผิดแผกไปจากที่เคยพบเพราะมันใหญ่กว่าปกติราว ๆ สามเท่าเห็นจะได้ แต่ที่จะเป็นปัญหามากกว่าก็คือเฟรซระดับกลางที่มีสามตัว ตัวหนึ่งรูปรางเหมือนปลาแสงอาทิยต์ซึ่งมันลอยอยู่บนท้องฟ้าซึ่งเฟรมเกียร์พวกเนียไม่มีอาวุธใด ๆ ที่พอจะต่อกรกับศัตรูที่บินอยู่ โทยะจึงบอกให้ยูมิน่าจัดกับเฟรซตัวนั้นซะก่อนที่มันจะเข้าใกล้กลุ่มของเนีย ยูมิน่ารับคำและลั่นกระสุนสังหารใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ กระสุนหัวระเบิดจมลึกเข้าไปและระเบิดจากภายใน เฟรซต้านเวทมนตร์ที่โจมตีโดนผิวภายนอกได้แต่ไม่สามารถดูดซับผลของเวทที่เกิดภายในได้ผลก็คือแรงระเบิดอัดทำลายคอร์ที่อยู่ภายในจนแตกหมดไม่เหลือเฟรซปลาแสงอาทิตย์จึงถูกจัดการได้อย่างง่ายดายโดยการยิงเพียงนัดเดียว แต่ก็ยังเหลือเฟรซระดับกลางอีกสองตน ในระหว่างนี้พวกเรดแคทมุ่งหน้าเข้าจัดการกลับเฟรซกลุ่มใหญ่ก่อนโดยมีรีนกับยูมิน่าคอยยิงสนับสนุนเป็นระยะ ๆ ไม่นานจำนวนของเฟรซก็ลดลงไปเกินครึ่งแล้วพวกของเนียก็แบ่งกลุ่มไปรับมือกับเฟรซระดับกลางอีกสองตัวที่มีรูปร่างเหมือนกับไดโนเสาร์อิกัวโนดอนกับอีกตัวรูปร่างเหมือนนกระจอกเทศแต่ในระหว่างนั้นเฟรซอิกัวโนดอนก็ยิงลำแสงออกโดยลำแสงนั้นพุ่งผ่านพวกเนียตรงไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งถ้าหากโดนเข้าไปล่ะก็เมือเสียหายใหญ่หลวงแน่โทยะจึงรีบร่ายรีเฟลกชั่นขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนทิศทางของลำแสงให้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าโล่ง ๆ แทนและหลังจากนั้นไม่นานเฟรซระดับกลางก็ถูกพวกเนียจัดการได้ในที่สุดและการรบครั้งนี้ก็จบลงโดยทางฝ่ายของพวกโทยะไม่มีเครื่องที่เสียหายหรือคนทีบาดเจ็บเลย
.
หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทพาพรรคพวกกลับไปยังฐานที่มั่นทางกลุ่มเรดแคทมีการฉลองชัยชนะกันเล็กน้อย ในตอนนั้นเองสามคนที่เคยมาถามโทยะเกี่ยวกับเรื่องตามหาคนก็ได้เดินเข้ามาหาโทยะอีกครั้ง เนียจึงเริ่มแนะนำให้โทยะรู้จักกับพวกเขาโดยแนะนำว่าเขาคือ “พันเอก” “ร้อยโท” แล้วก็ “สิบเอก” เมื่อฟังเช่นนี้โทยะก็งงเพราะนี่มันไม่น่าจะเป็นชื่อคนได้เลยแต่เจ้าตัวบอกว่านี่มันเป็นชื่อปลอมพวกเขาตัดสินใจว่าจะไม่ใช้ชื่อจริงจนกว่าจะทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จ โทยะจึงส่งซิกให้ยูมิน่าตรวจสอบพวกเขาดูก่อนผลที่ได้ก็คือไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงโดยพันเอกต้องการให้โทยะตามหาคนผู้หนึ่งจากนั้นเขาก็เอารูปภาพออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้โทยะในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอุ้มทารกอยู่ โทยะก็เข้าใจว่าพันเอกคงจะกำลังคิดจะตามหาผู้หญิงในภาพแต่ความจริงแล้วไม่ใช่คนที่พันเอกอยากให้ตามหาก็คือทารกที่ผู้หญิงคนนี้กำลังอุ้มอยู่ตะหาก ซึ่งตอนนี้โทยะก็หนักใจขึ้นมาทันทีเพราะสำหรับเขาแล้วหน้าตาทารกนั้นคล้ายกันหมดจึงไม่รู้ว่าจะใส่คีย์เวิร์ดในการค้นหาว่ายังไงดีเพราะถ้าใช้คำว่า “ทารก” ก็คงมีจุดมาร์คโผล่มาเต็มแผนที่แน่แถมนี่มันก็เป็นภาพถ่ายเมื่อสิบปีก่อนทารกในภาพตอนนี้ก็อายุสิบขวบแล้วนี่มันก็ยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้หน้าตายังไงแถมจากภาพถ่ายนี้ทารกนี้เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่รู้เลย แต่พันเอกก็ให้ข้อมูลเพิ่มว่าเป็นเด็กผู้ชาย เด็กที่เขากำลังตามหาก็คือ เจ้าชายของ “อาณาจักรเรวี” ที่บัดนี้ล่มสลายไปแล้วเพราะถูกจักรวรรดิ์กลาดิโอกับอาณาจักรไอเซนกัลด์โจมตี ซึ่งเด็กคนนี้มีนามว่า “รูเฟรเดี้ยน”
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 4 (342 - 351)
เมื่อสิบปีก่อน “อาณาจักรเรวี” เป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรไอเซนกัลด์และจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ อาณาจักรนี้ก็มีเทคโนโลยีจากอารยธรรมโบราณอยู่มากพอสมควรมันจึงเป็นที่หมายตาของประเทศรอบ ๆ แต่แม้ว่าจะถูกขนาบโดยมหาอำนาจทั้งสองด้านแต่ก็ด้วยภูเขาที่เป็นปราการธรรมชาติและโกเล็มที่แข็งแกร่งทำให้อาณาจักรเรวีสามารถรักษาอธิปไตยของตนเองเอาไว้ได้อย่างยาวนาน โกเล็มที่คอยปกป้องอาณาจักรแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “จูโอคิ” [獣皇機] ที่อยู่ทั้งหมดสิบสองตัวด้วยกันโดยพวกมันแต่ละตัวจะมีขุนพลที่เก่งกาจเป็นคู่หู ดูเหมือนว่าพวกมันจะโกเลมที่ได้มาจากโบราณสถานที่เป็นอารยธรรมโบราณและนอกจากนี้พื้นดินของอาณาจักรเรวีก็ยังมีสินแร่มิสทริลอยู่มากอีกด้วย ซึ่งแร่มิสทริลนั้นมีผลต่อพวกโกเลมทำให้พลังของพวกโกเลมนั้นลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเข้ามาในพื้นที่ส่วนพวกจูโอคินั้นมีความสามารถพิเศษที่ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากสินแร่เหล่านี้ เรียกได้ว่าสภาพพื้นที่เหมาะแก่การตั้งรับเป็นอย่างยิ่งแต่ทว่ามันก็ล่มสลายลงจนได้ในยุคของในยุคของราชาลำดับที่สิบสาม “แม็กมิเลี่ยน แกรนด์ เรวี” สาเหตุก็เพราะมีหนึ่งในสิบสองขุนพลได้ทำการทรยศหักหลังและหลบหนีไปยังอาณาจักรไอเซนกัลด์และพวกนั้นก็สามารถวิเคราะห์โกเลมจูโอคิของนายพลผู้ทรยศนั้นและด้วยความมือของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ทั้งสองอาณาจักรก็สามารถสร้างอุปกรณ์ที่ทำให้โกเลมของพวกตนไม่ได้รับผลกระทบจากแร่มิสทริลและหลังจากนั้นอาณาจักรเรวีก็ถูกลบหายไปจากแผนที่โลกโดยฝีมือของกองทัพของทั้งสองประเทศที่บุกเข้ามาโจมตีในที่สุด และผู้ที่ร้องขอให้โทยะช่วยตามหาเด็กทารกในภาพนั้นก็คือเหล่าทหารของอาณาจักรเรวีผู้รอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นนั่นเอง
.
พันเอกได้นำเอาหนึ่งในสิบสองโกเลมจูโอคิ “ไลท์ติงเลปเพิร์ด” ที่เก็บไว้ในสโตร์การ์ดออกมาโชว์ให้โทยะได้เห็น มันเป็นโกเลมที่มีขนาดประมาณสองเมตรครึ่งมีส่วนหัวคล้ายกับเสือดาวการที่เขามีมันอยู่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงว่าตัวจริงของเขาก็คือหนึ่งในสิบสองขุนพลแห่งอาณาจักรเรวีที่ล่มสลายไปแล้ว ส่วนเจ้าชายรูเฟรเดี้ยนนั้นถือกำเนิดมาได้สามวันก่อนที่อาณาจักรจะล่มสลายดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงจะพาองค์ชายหลบหนีไปได้ก่อนที่อาณาจักรจะถูกโจมตีจนย่อยยับแต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถตามหาตัวได้จนถึงตอนนี้ ส่วนตัวของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากผู้นำของเรดแคทคนก่อนหรือก็คือพ่อของเนียและเข้าร่วมกับกลุ่มเรดแคทและในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาเขาก็ได้พยายามใช้แหล่งข้อมูลทั้งหมดของกลุ่มเรดแคทเพื่อตามหาตัวองค์ชายรูเฟรเดี้ยนแต่ก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย สำหรับพวกเขาและชาวเรวีที่ยังเหลือรอดอยู่จนถึงตอนนี้แล้วเจ้าชายที่หายสาบสูญไปนั้นคือแสงแห่งความหวังที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้พันเอกจึงก้มหัวขอร้องโทยะอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อถูกขอร้องมาแบบนั้นโทยะจึงคิดจะลองหาเด็กคนที่ว่านี้ดูโดยเขาพยายามสอบถามข้อมูลรูปพรรณสันฐานตำหนิต่าง ๆ ของเด็กคนนี้ให้ได้มากที่สุดซึ่งก็พอจะได้ข้อมูลมาว่าเด็กคนนี้มีเนตรมาร และเพื่อจะสะกดพลังนี้ไว้จึงได้มีการสวมกำไลผนึกเอาไว้ที่ตัวเด็กด้วยเมื่อโทยะลองสังเกตภาพถ่ายดูดี ๆ แล้วก็พบว่ามีกำไลสวมไว้ที่ข้อมือของเด็กในภาพด้วย จากคำบอกเล่าเนตรมารของราชาแห่งเรวีคือเนตรมารแห่งการติดไฟดังนั้นองค์ชายเองก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเนตรมารในกรณีที่มีพลังไม่มากดวงตาทั้งสองจะมีสีเดียวกันแต่ถ้าเนตรมารมีพลังมากล่ะก็มันเกิดเป็นลักษณะของออดอายส์ เมื่อได้ข้อมูลมาแบบนี้โทยะก็คิดว่ามันคงไม่น่ายากเพราะเนตรมารนั้นไม่ได้เกิดกับคนทุกคนอยู่แล้วและถ้ายิ่งใช้อายุเป็นตัวบ่งชี้ก็น่าจะหาตัวได้
.
โทยะลองใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาเด็กอายุสิบขวบที่มีเนตรมาร ผลการค้นหาคือมีสามคนที่ตรงเงื่อนไข แต่เมื่อโทยะลองสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกำไลก็ได้ทราบว่ากำไลอันนั้นสามารถปรับขนาดให้พอดีกับข้อมือของผู้สวมใส่ได้โดยอัตโนมัติดังนั้นแม้ว่าเขาจะโตขึ้นแล้วก็ยังสามารถสวมกำไลเอาไว้ได้อยู่ และเมื่อเพิ่มกำไลผนึกพลังลงไปในการค้นหาผลของมันก็แสดงออกมาเพียงหนึ่งคนทันทีแต่ทว่าตำแหน่งของมันกลับไปปรากฏอยู่ในสถานที่ที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือ “จักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ” นั่นเองแถมจุดที่ระบุยังเป็นพระราชวังที่อยู่ในเมืองหลวงอีกตะหากซึ่งมันก็ดูเป็นเรื่องที่น่าฉงนเอามาก ๆ ซึ่งตรงจุดนี้โทยะก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่ตัวองค์ชายที่ตามหาจริงหรือเปล่า เพราะผลการค้นหามันมาจากคีย์เวิร์ดสามอย่างคือ เด็กผู้ชายอายุสิบขวบ เนตรมาร และ กำไลผนึก เพื่อคลี่คลายปมปริศนานี้โทยะจึงถามหาสิ่งที่ราชาเรวีที่สิ้นไปแล้วยังพอจะเหลือไว้อย่างเส้นผมหรือเศษกระดูกเพื่อจะทำการตรวจ DNA ซึ่งผู้พันก็บอกว่าตอนนี้ที่ตัวเขาไม่มีแต่น่าจะพอหาได้จากโกเลมที่เคยเป็นขององค์ราชา จะเหลือก็แค่ไปนำเอาเส้นผมของเด็กคนนี้มาเท่านั้นโทยะจึงตัดสินใจที่จะไปยังจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ โดยยูมิน่ากับรีนและโพล่าได้ขอติดตามไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีโคเกียวคุอีกตัวและหลังจากร่ำลาสมาชิกของเรดแคทแล้ว โทยะก็พาสมาชิกไปยังป่าที่ลับตาคนโดยใช้เกทจากนั้นก็ทำการล่องหนด้วยอินวิซิเบิ้ลแล้วก็ทำการเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมายโดยใช้เทเลพอร์ตทันที แต่เพราะกะตำแหน่งพลาดไปเล็กน้อยทำให้จุดที่โผล่อยู่เหนือพื้นราว ๆ สามสิบเซ็นฯ โทยะจึงต้องกอดยูมิน่าไว้เพื่อไม่ให้เธอล้มลงแต่ด้วยความตกใจทำให้เธอเผลอส่งเสียงร้องอุทานออกมาทำให้ทหารยามที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินเข้าแค่เพราะผลของอินวิซิเบิ้ลทหารยามจึงมองไม่เห็นใครและสุดท้ายเขาก็คิดว่าอาจจะเป็นเสียงนกก็ได้ ในตอนนั้นเองก็มีเด็กคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาและเห็นท่าทีแปลก ๆ ของทหารยามจึงได้เอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กคนนั้นมีดวงตาสองสีข้างหนึ่งสีน้ำตาลเข้มอีกข้างหนึ่งเป็นสีเขียว ที่สำคัญยูมิน่าได้สังเกตเห็นกำไลที่ข้อมือของเด็กคนนั้นจึงรีบชี้ให้โทยะดู เมื่อเป้าหมายมาปรากฏอยู่ตรงหน้าโทยะจึงให้โคเคียวคุบินเข้าไปเอาเส้นผมของเด็กคนนั้นมาในทันที เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วโทยะก็เตรียมถอยกลับแต่ในตอนนั้นเององค์จักรพรรดิ์และจักรพรรดินีก็ได้ปราฏตัวออกมา และเรียกชื่อเด็กคนนี้ว่า “รูเครเชียน” และเด็กคนนี้ก็เรียกทั้งสองว่า ท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย ทั้งสามดูเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างมากโทยะจึงสั่งให้โคเคียวคุไปเอาเส้นผมของสองคนนั้นมาด้วย ส่วนยูมิน่ากันรีนก็พูดคุยกันถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ยูมิน่ารู้สึกแปลกใจว่าทำไมเจ้าชายของอาณาจักรเรวีจึงมาอยู่ในฐานะลูกของพระจักรพรรดิ์ผู้ที่ทำลายบ้านเกิดและครอบครัวของตนเองได้ส่วนรีนนั้นยังไม่ฟันธงว่าเด็กคนนี้จะใช้เจ้าชายแห่งเรวีหรือไม่ส่วนโทยะนั้นรู้สึกได้ถึงเรื่องยุ่งยากที่กำลังจะตามมาต่อจากนี้
.
และผลตรวจ DNA ก็ได้ให้ข้อสรุปออกมาว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เกี่ยวข้องอะไรกับสายเลือดในราชวงศ์ของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ เลยเด็กคนนี้คือลูกของราชาแห่งเรวีจริง ๆ เมื่อความจริงออกมาในรูปแบบนี้โทยะก็ไม่รู้ทำอย่างไรต่อไปดีเพราะเขายังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางและความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมดว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ รู้เรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่าและตัวของเขาเองควรจะยื่นมือไปยุ่งกับเรื่องนี้ดีหรือไม่? เขาควรเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ออกไปดีหรือเปล่า? โทยะตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเหล่าว่าที่ภรรยาของเขาในตอนเย็นของวันนั้นโดยสถานที่ประชุมก็คือภายในห้องนอนของโทยะที่มีเตียงใหญ่ขนาดนอนได้ถึงสิบคนอยู่ (แล้วก็มีอีกเตียงหนึ่งที่ปกใช้นอนแค่คนเดียวอยู่ด้วย) และคืนนี้ซูก็มานอนค้างที่บรุนฮิวด้วยเหล่าว่าที่ภรรยาก็สวมชุดนอนที่เป็นสีประจำตัวของพวกเธอจนเรียกได้ว่าดูจะเป็นปาร์ตี้ชุดนอนมากกว่าการประชุมเสียอีก (อีเวนนี้จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อซูมานอนค้างแรมที่ปราสาทเพราะซูจะนอนห้องเดียวกับโทยะเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบมติที่ประชุมจึงออกมาว่าให้ทุกคนมานอนห้องเดียวกับโทยะด้วยเลย) ยาเอะกับฮิวด้าพุ่งประเด็นไปที่ว่าองค์จักรพรรดิ์รู้หรือไม่ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของตนเพราะดูจากภาพรวมแล้วก็ดูเป็นพ่อลูกที่รักใคร่กันดีและถ้ารู้อยู่แล้วทำไมถึงได้เอาสายเลือดของราชวงศ์ที่ตนเองมีส่วนร่วมในการเข้าไปทำลายล้างมาเลี้ยงเป็นลูกของตัวเองกัน ส่วนรูเชียให้ความเห็นว่าถ้าจะให้เรื่องราวทั้งหมดกระจ่างคงต้องตามหาความจริงจากจุดเริ่มต้นว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่เด็กถูกพาหนีออกมาจากอาณาจักร ในตอนนั้นลินเซ่ก็ถามโทยะว่าจะบอกความจริงเรื่องนี้กับพวกพันเอกไหม? ซึ่งจุดนี้โทยะก็ยังสองจิตสองใจและยิ่งสถานการณ์ยังไม่แน่ชัดหากเปิดเผยออกไปก็เกรงว่าตัวองค์ชายจะมีอันตรายเอาได้ และถ้าดูจากสภาพการณ์ตอนนี้เด็กคนนั้นก็อยู่ดีมีสุขแล้วถ้าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปก็อาจจะดีกว่าก็ได้ แต่เอลเซ่มองว่าสำหรับประชาชนของเรวีที่ยังเหลือรอดอยู่ในตอนนี้รู้ว่าองค์ชายของพวกเขาได้กลายไปเป็นองค์ชายของจักรวรรดิ์ที่รุกรานอาณาจักรตนเองจนพินาศย่อยยับแล้วพวกเขาจะยอมรับมันได้ง่าย ๆ หรือ
.
ส่วนรีนนั้นเสนอว่าให้ลองถามความจริงจากจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ โดยตรงเลยดีไหม แต่โทยะปฏิเสธและยังเห็นว่ามีความเป็นไปได้อีกข้อคือตัวจักรพรรดิ์อาจไม่รู้อะไร ทั้งหมดอาจเป็นแผนของจักรพรรดินีก็ได้ จากนั้นซากุระก็เสนอว่าทำไมโทยะไม่ลองใช้เวทฮิปนอสเพื่อให้พวกเขาบอกความจริงดูล่ะ เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วโทยะก็คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลย ถ้าแค่สะกดจิตแล้วถามว่าเด็กคนนี้เป็นลูกแท้ ๆ ของพวกเขาหรือเปล่าถ้าเขาตอบว่าใช่ก็แสดงว่าพวกนั้นไม่รู้แต่ถ้าว่าไม่ใช่ก็แสดงว่าพวกเขารู้ความจริงกันอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นยูมิน่าก็ถามว่าโทยะจำเป็นต้องทำแบบนั้นด้วยหรือ? เพราะตามคำขอก็แค่ให้หาที่อยู่ของเจ้าชายเท่านั้นซึ่งตอนนี้ก็หาเจอแล้วก็เท่ากับว่าเรื่องราวหลังจากนี้โทยะไม่ต้องเข้าไปยุ่งก็ได้ โทยะแค่บอกที่อยู่ขององค์ชายให้ทั้งสามคนนั้นรู้และปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองก็ได้แท้ ๆ ซึ่งโทยะก็เข้าใจความหมายของยูมิน่าดีเพราะเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากหากทำอะไรพลาดไปก็เรียกได้ว่าอาจเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ของครอบครัวหนึ่งที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตลอดกาลเลยก็ได้ แต่ว่าจะไม่สนความรู้สึกของพวกพันเอกเลยมันก็ทำไม่ได้เพราะหากไม่สามารถหาความจริงทั้งหมดได้มันก็ดูเป็นการยากที่จะให้พวกนั้นยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้ และถึงสามคนนี้จะยอมรับได้แล้วชาวเรวีคนอื่น ๆ ล่ะจะเป็นยังไงหากไม่ใครสามารถจะอธิบายความจริงของเหตุและผลให้คนเหล่านั้นรู้ได้แล้วมันจะส่งผลตามมาในภายหลังหรือเปล่า ดังนั้นโทยะจำเป็นจะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดเพื่อจะได้อธิบายให้พวกพันเอกเข้าใจได้ ส่วนซูนั้นแม้จะไม่ได้ออกความเห็นใด ๆ ในเรื่องนี้เลยแต่เธอก็ให้กำลังใจโทยะพร้อมกอดโทยะจากด้านหลังจากนั้นซากุระ รูเชีย ฮิวด้า ยาเอะ เอลเซ่ ลินเซ่ก็ตามกันมาติด ๆ เล่นเอาโทยะต้องวิ่งหนีวนไปรอบห้องเลยทีเดียว แต่สุดท้ายโทยะก็โดนเอลเซ่ใช้บูสพุ่งเข้ากระแทกกระเด็นกลับไปที่เตียงและโดนสาว ๆ เข้ามารุมล้อมและแน่นอนว่าแม้จะถูกทับอยู่แบบนั้นเขาก็ไม่สามารถจะพูดคำว่า “หนัก” ออกไปได้โดยเด็ดขาดเพราะเขารู้ดีว่าถ้าพูดออกไปล่ะก็มันจะเป็นการปักธงตายให้ตัวเองในทันทีและโทยะยังมีไพ่ตายคือเทเลพอร์ตที่จะช่วยให้เขาหลุดรอดไปจากตรงนี้ได้อยู่ แต่หลังจากนั้นรีนก็เข้ามาระงับเหตุและทำให้ทุกคนใจเย็นลงโทยะจึงรอดตัวมาได้
.
หลังจากนั้นก็มีการถามเอลเซ่ถึงเรื่องที่ไปฝึกกับเทพสงครามว่าได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง เอลเซ่จึงเล่าให้ฟังว่าพวกเธอถูกพาไปยังหุบเขาลึกของเทือกเขาเมอริเชียซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้โชว์การต่อยก้อนหินที่ใหญ่พอ ๆ กับเฟรมเกียร์แตกสลายภายหมัดเดียวให้ดูจากนั้นพวกเธอก็ได้รับการสอนวิธีใช้ “จิตต่อสู้” หรือพลังที่เรียกว่า “คิ” โดยมันเป็นวิธีผนึกพลังเวทเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายซึ่งสามารถใช้ทำอะไรได้หลายอย่างและสามารถยิงออกไปเป็นคลื่นพลังโจมตีก็ได้ ส่วนเอนเด้นั้นใช้ “คิ” ได้เก่งกว่าเอลเซ่ หลังจากนั้นโทยะก็ถามซูว่าแม่ของเธอเป็นยังไงบ้างในตอนนี้ ซูก็ตอบว่าใกล้คลอดแล้วจะเป็นน้องชายหรือน้องสาวเธอก็ได้เธอหวังเพียงให้คลอดออกมาอย่างปลอดภัยก็พอ แต่แล้วยาเอะก็พูดเรื่องเกี่ยวกับการมีลูกขึ้นมาจึงทำให้ทุกคนยกเว้นซูพากันหน้าแดงไปกันหมด ต่อจากนั้นฮิวด้าก็พูดถึงเรื่องอนาคตที่เรจีน่าดูผ่านอุปกรณ์ของเธอว่าโทยะจะมีลูกสาวแปดคนลูกชายหนึ่งคนใช่ไหม? รีนเสริมว่าเผ่าภูตินั้นอัตราเกิดของเพศชายนั้นค่อนข้างต่ำลูกของเธอจึงมีโอกาสที่จะเป็นผู้หญิง ซากุระเองก็บอกว่าเผ่าของเธอก็เช่นเดียวกับรีนและที่สำคัญเธออยากได้ลูกสาวมากกว่าลูกชายเพราะกลัวว่าจะมีนิสัยเหมือนกับพ่อของเธอ ส่วนยาเอะ ฮิวด้าและเอลเซ่ อยากได้ลูกชาย ด้านลินเซ่นั้นรู้สึกว่ามีลูกชายแค่คนเดียวมันก็ดูแย่ไปหน่อยแต่ยูมิน่ากลับให้ความเห็นว่า จากคำพูดของดร.เรจีน่านั้นบอกแค่เพียงว่าลูกคนแรกของพวกเธอนั้นเป็นลูกสาว 8 ลูกชาย 1 ก็จริง แต่ไม่ได้พูดถึงลูกคนที่สองนั่นหมายความว่าอนาคตส่วนนั้นยังไม่แน่ไม่นอนอยู่ โอกาสที่พวกเธอจะมีลูกคนที่สองเป็นผู้ชายนั้นยังมีอยู่ จากคำพูดของยูมิน่าก็ทำให้โทยะคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าเขาจะมีลูกมากกว่าสิบคนถ้าขนาดนั้นละก็ตั้งทีมฟุตบอลไม่ก็ทีมรักบี้ได้เลยทีเดียว และถ้าลูกมากขนาดนั้นเขาคงต้องการพี่เลี้ยงเด็ก ให้พวกบาบิโลนซิสเตอร์มาทำหน้าที่นี้ดีไหม แต่สุดท้ายโทยะก็โยนความคิดนั้นทิ้งเพราะนิสัยส่วนบุคคลของยัยพวกนั้นไม่น่าจะฝากฝังให้ดูแลลูกของเขาได้แน่ ๆ
.
แต่แล้วในตอนนั้นซูก็ถามโทยะตามประสาเด็กใสซื่อว่าจะมีลูกได้ต้องทำยังไง คำพูดนั้นทำเอาบรรยายกาศภายในห้องเย็นเฉียบลงในทันที แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีโรงเรียนที่จะมาสอนวิชสุขศึกษาพื้นฐานดังนั้นพวกเด็กผู้หญิงในโลกนี้จะได้รับการสั่งสอนจากแม่ของพวกเธอ แต่สำหรับซูที่เพิ่งอายุสิบสองและแม่ของเธอก็ยังไม่สั่งสอนเรื่องแบบนี้ให้ได้รู้มันก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องยกเว้นซูลำบากใจเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องแบบนี้ได้ยังไงดี แต่แล้วในตอนนั้นเรจีน่ากับเชสก้าก็เปิดประตูเข้ามาและรับอาสาว่าจะสอนเบสิกให้ทุกคนเอง แน่นอนว่าโทยะรีบลากคอทั้งสองคนออกจากห้องทันทีแต่เมื่อโทยะได้ดูหนังสือที่เชสก้าถืออยู่ในมือก็พบว่ามันเป็นหนังสือวิชาการที่เกี่ยวกับการศึกษากายวิภาคโทยะก็เลยยอมให้ทั้งสองสอนเรื่องสุขศึกษาให้กับพวกสาว ๆ แต่มีเน้นย้ำไว้ว่าสอนแค่ธรรมดาปกติห้ามไปสอนอะไรแปลก ๆ แหวกแนวเด็ดขาดหลังจากนั้นโทยะก็ออกจากห้องไปปล่อยให้พวกเรจีน่าช่วยสอนเรื่องสุขศึกษาไปด้วยใจที่หวั่น ๆ ว่าแบบนี้มันดีแล้วเหรอ? ทว่าเช้าวันต่อมาในเวลาอาหารเช้าทุกคนมารวมกันเพื่อทานอาหารตามปกติแต่ทว่าซูกลับมีท่าทีแปลก ๆ หน้าแดง ๆ และแววตาดูล่องลอยแปลก ๆ และเมื่อมองดูโทยะซักพักเธอก็จะหันไปทางอื่นและมีอาการหน้าแดงซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนี้หลายครั้ง รีนจึงบอกว่าอย่าใส่ใจเลยเธอแค่มีอาการสับสนนิดหน่อย แต่พอโทยะสังเกตดี ๆ ก็พบว่าตอนนี้ทุกคนก็มีอาการแปลก ๆ กันหมดแม้แต่รีนเองก็มีอาการหน้าแดงอยู่เหมือนกันไม่รู้ว่าเรจีน่ากับเชสก้าไปสอนอะไรให้กับพวกเธอกันแน่ซึ่งกว่าเหตุการณ์จะกลับมาเป็นปกติก็ต้องใช้เวลาอยู่หลายวันทีเดียว
.
เมื่อตะวันลับขอบฟ้าในโลกเบื้องหลังค่ำคืนอันเงียบสงบก็เข้าปกคลุมโลก โทยะเปิดเกทมายังสวนในพระราชวังของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ได้อย่างง่ายดายเพราะที่นี่ความเจริญก้าวหน้าทางเวทมนตร์ค่อนข้างต่ำจึงไม่มีการสร้างบาเรียป้องกันเวทเคลื่อนย้ายเอาไว้ โดยในครั้งนี้ผู้ที่มากับโทยะก็คือยาเอะกับรูเชีย ภาระกิจลอบเข้าไปหาองค์จักรพรรดิ์นั้นถ้าแบบทุก ๆ ครั้งโทยะก็คงเลือกที่จะใช้อินวิซิเบิ้ลล่องหนและค่อย ๆ ลักลอบเข้าไปแต่ทว่าการรักษาการณ์ในยามค่ำคืนของที่นี่นั้นได้มีการใช้โกเลมเป็นจำนวนมากซึ่งโทยะไม่แน่ใจว่าเวทล่องหนจะสามารถหลบเร้นการตรวจจับของโกเลมได้หรือไม่เพราะพวกมันเป็นเครื่องจักรจึงอาจจะไม่ได้ใช้ตามองเหมือนกับมนุษย์ก็เป็นได้มิหนำซ้ำพาราไลท์ก็ไม่สามารถใช้กับพวกมันได้ทางเดียวที่จะหยุดมันได้ก็คือต้องทำลายมันแต่นั่นย่อมทำให้เกิดเสียงดังจนพวกทหารในราชวังนี้รู้ตัวเป็นแน่ ดังนั้นโทยะจึงลองใช้สมาร์ทโฟนของเขาเพื่อหาพิกัดของห้องนอนขององค์จักรพรรดิ์เพื่อที่จะได้ระบุุตำแหน่งที่แน่นอนและใช้เทเลพอร์ตวาร์ปไปที่นั่นในทันทีแต่ทว่า รูเชียกลับมาท่าทีอิดออดและไม่อยากให้โทยะวาร์ปเข้าแบบนั้นเพราะเธอกลัวจะโผล่เข้าไปเจอคนในห้องกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอยู่ก็ได้ ทั้งหมดนี้ดูท่าจะเป็นผลพวงจากการสอนของเรจีน่ากับเชสก้าเมื่อวันก่อน เพื่อตัดปัญหาโทยะจึงกะว่าจะใช้ลองเซนส์มองดูเข้าไปในห้องก่อนก็ได้แต่ก็โดนยาเอะหาว่าเป็นการถ้ำมองซะอีก สุดท้ายโทยะจึงต้องใช้วิธีเรียกสัตว์อัญเชิญที่เป็นหนูตัวเล็ก ๆ มาและส่งให้มันเข้าไปสำรวจก่อนส่วนตัวเขาก็ร่ายเวทอินวิซิเบิ้ลให้กับตัวเองและสองสาวเป็นเตรียมความพร้อมและเมื่อสัตว์อัญเชิญส่งสัญญาณว่าสองคนในห้องกำลังหลับอยู่พวกโทยะก็เทเลพอร์ตเข้าไปในห้องนั้นทันที เมื่อเข้าไปในห้องได้แล้วโทยะก็ทำการใช้เวทไซเรนเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงจากภายในห้องเล็ดลอดออกไปได้เพื่อป้องกันไม่ให้ยามที่อยู่หลังประตูรู้ตัว พร้อมกันนี้โทยะในสภาพล่องหนก็ยังใช้ไซเรนลบเสียงฝีเท้าของตนเพื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ กับเตียงที่องค์จักรพรรดิ์และจักรพรรดินีนอนอยู่และเตรียมจะร่ายเวทฮิปนอสใส่
.
ทว่าในตอนนี้องค์จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาและจ้องมองไปยังจุดที่พวกโทยะอยู่ พร้อมกับตะโกนถามว่าเป็นใครแน่นอนว่าพวกโทยะอยู่ในสภาพล่องหนแต่องค์จักรพรรดิ์กลับรู้สึกได้ถึงตัวตนของพวกโทยะที่อยู่ตรงนั้น โทยะแปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงรู้ได้ยาเอะจึงบอกว่าน่าจะใช้การจับสัมผัสการมีตัวตนคนผู้นี้น่าจะมีฝีมือไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแล้วโทยะก็คิดขึ้นได้ว่า อินวิซิเบิ้ลเองก็ให้กับยาเอะ ฮิลด้าแล้วก็เอลเซ่ซึ่งฝึกฝนมาอย่างดีทางสายนักรบไม่ได้เช่นกันนั่นก็แปลว่าจักรพรรดิ์องค์นี้มีฝีมือทางการต่อสู้เช่นเดียวกัน แต่ว่าด้วยอาคมไซเรนที่โทยะกางคลุมที่นี่เอาไว้ก่อนหน้าทำให้เสียงในห้องนี้ไม่สามารถดังออกไปข้างนอกได้ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลาเรื่องทหารจะเข้ามาช่วย ส่วนตัวองค์จักรพรรดิ์ก็ได้คว้าอาวุธที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมาเตรียมต่อสู้เพราะกำลังเข้าใจว่าโทยะเป็นคนที่อาณาจักรไอเซนกัลส่งมาเล่นงานเขา ยาเอะจึงถามโทยะว่าจะทำอย่างไรต่อไป เมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวแล้วก็ช่วยไม่ได้โทยะก็เลยว่าจะถามกันตรง ๆ ไปเลย ส่วนรูเชียก็กังวลว่าเรื่องที่กำลังจะถามออกไปนี้จะส่งผลให้ครอบครัวเขาเกิดความร้าวฉานหรือเปล่า แต่โทยะก็บอกว่าไม่เป็นไรถึงตอนนั้นก็จะใช้ฮิปนอสแก้ความทรงจำพวกเขานิดหน่อยก็แล้วกัน โทยะทำการคลายเวทล่องหนร่างของพวกเขาตัวสามปรากฏขึ้นมาให้อีกฝ่ายเห็น องค์จักรพรรดิ์ก็ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับถามพวกโทยะว่าใช่คนของไอเซนกัลหรือเปล่าซี่งโทยะก็กลับไปว่า ไม่ใช่เขาเป็นคนที่รับหน้าที่มาจากอาณาจักรเรวีพอได้ยินคำว่าอาณาจักรเรวีเท่านั้นทั้งสองคนก็หน้าซีดทันที โทยะรู้ได้ทันทีจากปฏิกิริยาของทั้งคู่พวกเขาต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้วแน่ ๆ จากนั้นจักรพรรดิ์ก็ชักดาบออกมาพร้อมกับพยายามตะโกนเรียกพวกทหารแต่เพราะผลของไซเรนทำให้เสียงของเขาส่งไปไม่ถึง โทยะได้บอกถึงเรื่องที่ห้องนี้ถูกเขาผนึกเสียงด้วยเวทมนตร์เอาไว้เรียบร้อยแล้วให้องค์จักรพรรดิ์ได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นไร้ประโยชน์ องค์จักรพรรดิ์ถือดาบและเดินเข้ามาหาโทยะ ยาเอะเตรียมตัวที่จะชักดาบที่เอวของเธอ ดูเหมือนว่าตอนนี้องค์จักรพรรดิ์กำลังเข้าใจว่าพวกโทยะคือชาวเรวีที่จะมาล้างแค้น โทยะก็ได้บอกไปว่าเขาไม่ใช่ชาวเรวีแต่เขาได้รับการไหว้วานให้ช่วยใช้เวทมนตร์ตามหาเจ้าชายของอาณาจักรเรวีที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะมากลายเป็นเจ้าชายของที่นี่ได้
.
เมื่อได้ฟังสิ่งที่โทยะพูดองค์จักรพรรดิ์ดินีแห่งกัลดิโอ้ ก็ถึงกับร่วงลงจากเตียงและนั่งนิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับมองไปยังพวกโทยะด้วยสีหน้าอันโศกเศร้าพลางเอ่ยอ้อนวอนขอร้องทั้งน้ำตาไม่ให้พวกโทยะพรากเด็กคนนั้นไปจากพวกเขา แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือดแต่ว่าเด็กคนนั้นก็คือลูกของพวกเขา องค์จักรพรรดิ์ก็ได้แต่ยืนมองดูภรรยาของตนที่กำลังร่ำไห้ก่อนจะหันมาจ้องมองพวกโทยะด้วยแววตาแห่งความโกรธพลางกำดาบในมือแน่นพร้อมกับถามว่าพวกโทยะจะมาพรากลูกไปจากพวกเขางั้นหรือ? ฝ่ายโทยะเองเมื่อได้เห็นสภาพอันน่าเวทนานั้นก็พลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย มันเหมือนกับว่าตนเองกำลังทำเรื่องที่เลวร้ายอยู่อย่างนั้นแหละ และคำตอบที่โทยะตอบกับองค์จักรพรรดิ์ก็คือ ตัวเขาที่สามารถใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายได้นั้นถ้าต้องการจะชิงตัวองค์ชายล่ะก็เขาสามารถทำได้ง่าย ๆ และไม่จำเป็นจะต้องมาที่นี่เขาคงเข้าไปลักพาตัวเด็กคนนั้นและหนีจากไปได้อย่างง่าย ๆ อยู่แล้วหากเขาต้องการ แต่ที่มาวันนี้ก็เพียงแค่อยากรู้ความจริงว่าทำไมเจ้าชายแห่งเรวีถึงได้กลายมาเป็นเจ้าชายของกัลดิโอ้ ไปได้ ที่มาที่ไปทั้งหมดตั้งแต่ต้น ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้หรือไม่? หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิ์ก็ลดดาบลงและกลับไปที่เตียง วางดาบลงและประคองภรรยาของตนให้กลับขึ้นมานั่งบนเตียงและเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนให้พวกโทยะฟัง
.
เมื่อสิบปีก่อนองค์จักรพรรดิ์นั้นยังเป็นเพียงแค่องค์ชายรัชทายาทเท่านั้น องค์จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ในตอนนั้นก็คือพ่อของเขานั่นเอง ในเวลานั้นอดีตองค์จักรพรรดิ์ได้มีคำสั่งให้ยกกองทัพเข้ารุกรานอาณาจักรเรวีแต่เพราะว่าสินแร่มิลทริลที่มีอยู่มากในดินแดนแห่งนั้นส่งผลให้ประสิทธิภาพของโกเลมลดลงไปครึ่งหนึ่งและที่สำคัญโกเลมจูโอคิทั้งสิบสองตัวของพวกนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากสินแร่ที่ว่านั่นทำให้การบุกโจมตีอาณาจักรแห่งนั้นไม่สามารถทำได้แต่เพราะว่ามีหนึ่งในสิบสองขุนพลของเรวีได้ทรยศและได้ขายโกเลมหนึ่งในในซีรีส์จูโอคินั้นให้กับอาณาจักรไอเซนกัลด์และนั่นก็คือจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ทั้งหมด อาณาจักรไอเซนกัลด์ได้ทำการวิเคราะห์โกเลมตัวนั้นและสามารถสร้างอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันความผิดปกติเมื่อเข้าไปในดินแดนของเรวีให้กับพวกโกเลมได้สำเร็จแต่วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ตัวนั้นมีอยู่น้อยมากในอาณาจักรไอเซนกัลด์ดังนั้นจึงได้มีการร่วมมือกับจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ เพื่อให้สนับสนุนในเรื่องนั้นและสองประเทศนี้ก็บุกโจมตีอาณาจักรเรวีในที่สุด แม้ว่าเขาจะพยายามคัดค้านการทำสงครามในครั้งนี้แต่ทว่าอดีตจักรพรรดิ์กลับตกลงรับข้อเสนอของอาณาจักรไอเซนกัลด์ที่ว่าจะยกดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรเรวีให้กับจักรวรรดิ์หากทำการยึดครองได้สำเร็จ แน่นอนว่าจักรพรรดิ์ก่อนหน้านี้หลายต่อหลายรุ่นของกัลดิโอ้ ได้พยายามจะบุกเข้ายึดครองอาณาจักรเรวีมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ต้องล้มเหลวทุกรายไปดังนั้นนี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พลักดันให้อดีตจักรพรรดิ์มีความทะยานอยากที่จะพิชิตอาณาจักรเรวีเพื่อเป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของตนที่จะสามารถทำในสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ ทำไม่สำเร็จให้สำเร็จได้ ส่วนอาณาจักรไอเซนกัลด์นั้นหมายตาสิ่งที่เรียกว่า “โบราณสถานสีฟ้า” ที่ตั้งอยู่ในดินแดนของอาณาจักรเรวีซึ่งสิ่งที่อาณาจักรไอเซนกัลด์ต้องการก็คือเทคโนโลยีโบราณที่อยู่ที่นั่น
.
หลังจากนั้นกองกำลังนับแสนจากอาณาจักรไอเซนกัลด์และจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ก็ได้บุกเข้าโจมตีอาณาจักรเรวีพร้อม ๆ กัน ขุนพลของเรวีไม่อาจจะต้านทนการโจมตีไว้ได้ต่างก็พ่ายแพ้และล้มตายไป และหลังจากที่ปราสาทถูกตีแตกอาณาจักรเรวีก็ล่มสลายลงในที่สุด วันต่อมาหลังการต่อสู้จบลง ทหารคนสนิทขององค์จักรพรรดิ์ก็ได้ไปพบกับพี่เลี้ยงที่หลบหนีออกจากปราสาทไปพร้อมกับทารกคนหนึ่งในตอนที่ปราสาทถูกโจมตีเข้า พี่เลี้ยงนั้นเสียชีวิตแล้วแต่ยังกอดทารกคนนึงเอาไว้ ตัวเขารู้ได้ทันทีว่าเด็กทารกน้อยคนนี้ต้องเป็นสายเลือดของราชาแห่งเรวี สายเลือดของศัตรูที่เขาเพิ่งจะโค่นล้มไปไม่ผิดแน่ ทายาทแห่งเรวีคนสุดท้ายที่เหลืออยู่หากเด็กคนนี้เติบโตขึ้นเขาจะต้องกลับมาทวงคืนดินแดนของตนคืนแน่ทางที่ดีที่สุดคือเขาควรจะต้องฆ่าทารกน้อยนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถตัดใจสังหารทารกน้อยนี้ได้ เพราะตัวเขาเองก็มีลูกน้อยที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วันเช่นกัน ทั้งนี้เพราะภรรยาของเขานั้นมีภาวะตั้งครรภ์ได้ยากแต่ก็ยังสามารถให้กำเนิดบุตรมาได้คนหนึ่งจนได้เขายังจดจำช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้เห็นชีวิตน้อย ๆ นั้นกำเนิดขึ้นมาได้ผนวกกับมโนธรรมในใจของเขากับการฆ่าเด็กน้อยที่ไร้ซึ่งความผิดใด ๆ และความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ต้องการจะปกป้องลูกแถมทารกน้อยนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาราวกับจะบอกกับเขาว่าต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปมันทำให้องค์จักรพรรดิ์ตัดสินใจที่จะไม่ฆ่าเด็กและยังปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับอีกด้วยโดยผู้ที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่เขากับคนสนิทที่มาพบศพของพี่เลี้ยงเท่านั้น หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิ์ก็ได้แอบนำเด็กกลับไปยังเมืองหลวงโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ และยังได้ทำลายหลักฐานต่าง ๆ ที่จะบ่งชี้ว่าเด็กคนนี้คือใครอีกด้วย ในความตั้งใจของเขาในตอนนั้นก็คือจะเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้เพื่อเป็นผู้ติดตามลูกของเขาในอนาคตก็น่าจะดี แต่ว่าสิ่งเลวร้ายก็เกิดขึ้นลูกที่เพิ่งเกิดมานั้นเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ การเสียลูกไปมันทำให้จุดยืนของเขาเข้าสู่ความเลวร้าย หากภรรยาของเขาให้กำเนิดบุตรไม่ได้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาภรรยาใหม่ พ่อของเขามีภรรยาอยู่มากมายแต่สำหรับตัวเขาแล้วเขาไม่ต้องการหญิงอื่นใดนอกจากภรรยาคนนี้เท่านั้น แต่สำหรับพ่อที่มองสตรีเป็นเพียงแค่เครื่องให้กำเนิดทายาทคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนี้ของเขาแน่ ๆ และถ้าเรื่องที่ลูกของเขาตายรู้ไปถึงหูของอดีตองค์จักรพรรดิ์แล้วล่ะก็เขาจะต้องโดนบังคับไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้แต่งงานกับหญิงอื่นแน่ดังนั้นเขาจึงได้วางแผนการบางอย่างขึ้น ในเมื่ออดีตองค์จักรพรรดิ์นั้นมัวแต่ยุ่งอยู่กับทางไอเซนกัลด์จึงยังไม่เคยมาเห็นหน้าตาของหลานเลยเขาจึงใช้โอกาสทำการสับเปลี่ยนเด็กเสียและหยุดยั้งทุกคนที่คิดจะรายงานเรื่องนี้ให้อดีตองค์จักรพรรดิ์ทราบ เขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาอดีตองค์จักรพรรดิ์จากไปอย่างกระทันหันเขาจึงได้สืบทอดราชสมบัติต่อและเด็กคนนั้นก็กลายมาเป็นเจ้าชายแห่งกัลดิโอ้ ในที่สุด
.
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากองค์จักรพรรดิ์แล้วโทยะก็อยากจะให้ทุกอย่างมันดำเนินไปแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรแต่ก็ติดปัญหาที่ว่าพวกพันเอกจะสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างนั้นหรือ? สำหรับโทยะแล้วความซับซ้อนของเรื่องราวมันยากที่เขาจะสามารถตัดสินใจทำอะไรลงไปได้ในตอนนี้จริง ๆ ทั้งสองยังคงอ้อนวอนโทยะไม่ให้พรากเด็กคนนั้นไปจากพวกเขาและท้ายที่สุดแล้วยาเอะก็ให้ทั้งสองฝ่ายไปพบและพูดคุยกันโดยตรงน่าจะเป็นการดีที่สุด โดยส่วนตัวแล้วโทยะก็คิดว่าพวกพันเอกไม่น่าจะคิดเรื่องการแก้แค้นแต่น่าจะเป็นเรื่องความสุขของตัวองค์ชายเสียมากกว่าพวกเขาน่าจะคิดว่าองค์ชายของพวกเขาอาจจะตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนซักแห่งก็ได้ นอกจากนี้จากเนตรมารของยูมิน่าก็พอจะช่วยยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าพวกพันเอกไม่ใช่พวกที่มีความคิดเลวร้ายน่าจะพอคุยกันได้บ้าง ซึ่งองค์จักพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ เองก็ยอมรับข้อเสนอนี้และตั้งใจจะไปพบกับพวกพันเอกเพื่อคุยกันให้รู้เรื่อง และแน่นอนว่าเมื่อโทยะกลับไปยังที่ฐานที่มั่นของกลุ่มเรดแคทเพื่อนำเรื่องที่ว่าเจ้าชายที่พวกพันเอกกำลังตามหาตอนนี้ได้กลายไปเป็นเจ้าชายแห่งจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ทำลายบ้านเกิดพวกเขาก็รู้สึกช็อคและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก บรรยากาศภายในเต็นท์ที่พวกเขาอยู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง โดยภายในเต็นท์นั้นมีเนียกับเอสที่ร่วมฟังและมองดูสถานการณ์อยู่ด้วย หลังจากนั้นโทยะก็ได้แจ้งความประสงค์ขององค์จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ว่าต้องการจะพูดคุยกับพวกพันเอกโดยตรง แต่ร้อยโทนั้นแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการจะเจรจาและต้องการให้ทางนั้นคืนเจ้าชายมาให้ในทันทีในขณะที่พันเอกยังคงสงบนิ่งอยู่ ในตอนนั้นรูเชียก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยอารมณ์โกรธเล็กน้อยว่าเรื่องการเจรจานั้นโทยะไม่ได้เป็นต้นคิดแต่เป็นข้อเสนอที่องค์จักรพรรดิ์กัลดิโอ้ เสนอขึ้นมาเอง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ตัวร้อยโทที่กำลังหัวร้อนได้ที่เข้าใจผิดว่าโทยะเป็นคนคิดเรื่องเจรจาแล้วเอาความโกรธมาระบายลงที่โทยะ หลังจากนั้นพันเอกก็บอกว่าเขาเคยประจัญหน้ากันแบบตัวต่อตัวกับองค์จักรพรรดิ์มาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเขาคนนั้นยังเป็นองค์ชายเมื่อครั้งตอนที่ปราสาทโดนบุกและการต่อสู้ในครั้งนั้นก็เป็นสาเหตุให้พันเอกต้องสูญเสียตาไปข้างหนึ่งและพ่ายแพ้สงคราม พื้นที่ส่วนใหญ่ของเรวีตกเป็นของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ไม่มีการกดขี่ ไม่มีการขูดรีดภาษี ประชาชนยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นโดยอย่างไม่อดอยากแตกต่างจากเขตที่โบราณสถานสถานสีฟ้าที่ไอเซนกัลด์ยึดครอง แต่สำหรับสิบเอกไม่ว่าองค์จักรพรรดิ์จะทำดีแค่ไหนความจริงที่ว่าเขาได้รุกรานและทำลายอาณาจักรเรวีก็ไม่ได้เปลี่ยนไปและนี่ก็เป็นสิ่งที่ยกโทษให้ไม่ได้
.
โทยะเข้าใจความรู้สึกนั้นแต่สิ่งที่เขาไม่ปราถนาอยากให้เกิดก็คือการผลักดันความแค้นของคนรุ่นก่อน ๆ ไปยังคนรุ่นหลังอันจะนำพาไปสู่บ่วงกรรมแห่งการล้างแค้นที่ไม่สิ้นสุดถ้าจำเป็นที่จะต้องสะบั้นมันลงไม่เช่นนั้นการล้างแค้นมันก็จะวนเวียนไปแบบนี้ไม่ว่าจะผ่านไปเป็นร้อย ๆ ปีก็ตาม โทยะให้การรับประกันความปลอดภัยกับพวกเขาทั้งสามที่จะไปเจรจากับองค์จักรพรรดิ์และในขณะเดียวกันเขาก็ต้องรับประกันความปลอดภัยให้อีกฝ่ายด้วยเช่นกันดังนั้นพวกพันเอกก็ต้องไม่ทำการใด ๆ อันเป็นการประทุษร้ายต่อองค์จักรพรรดิ์โดยเด็ดขาด ซึ่งพันเอกยังไม่สามารถให้คำตอบในตอนนี้ได้เขาต้องขอกลับไปปรึกษากับพรรคพวกที่เหลือของเขาก่อนซึ่งโทยะก็ให้เวลาคิดอีกสัปดาห์แล้วค่อยมาว่ากันใหม่หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ออกจากเต็นท์ไปตอนนี้เรื่องราวของเรวีและกัลดิโอ้ ไม่มีอะไรที่โทยะจะสามารถทำได้อีกแล้วทุกอย่างหลังจากนี้ไปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย พวกโทยะเนียแล้วก็เอสก็เริ่มพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์หลังจากนี้ว่าถ้าพวกพันเอกจะพาตัวเจ้าชายกลับมาล่ะก็เด็กก็ต้องพบกับความจริงอันโหดร้ายที่ว่าพ่อแม่ที่อยู่ด้วยตอนนี้ไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ มิหนำซ้ำพวกเขานี่แหละที่เป็นคนสังหารพ่อแม่แท้ ๆ ของตนอีก คงจะช็อคมากแน่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาโทยะเลยคิดว่าจะลองให้เวทสะกดจิตให้กับพวกพันเอกให้เขาคิดว่าหาเจ้าชายไม่พบดีไหม? แต่ก็ถูกเอสตำหนิจนต้องล้มเลิกความคิดไปและหลังจากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรไอเซนกัลด์กับจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ในปัจจุบัน ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าไม่สู้ดีนักเพราะหลังจากยึดครองอาณาจักรเรวีและได้ครอบครองโบราณสถานสีฟ้าแล้วหลังจากนั้นก็ได้มีการค้นพบโบราณสถานแห่งใหม่ที่ชื่อว่า “โบราณสถานสีเขียว” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่จักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ครอบครองอยู่อาณาจักรไอเซนกัลด์ต้องการที่นี่ด้วยจึงเริ่มไม่ลงรอยและเกิดปัญหากันจนมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการใช้กำลังทหารบุกเข้าโจมตีเพื่อยึดครอง เดิมทีไอเซนกัลด์ก็เป็นอาณาจักรที่เติบโตมาได้เพราะการสะสมเทคโนโลยีโกเลมโบราณโดยมีโกเลมประเภทโซลเยอร์และโกเลมแพนเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเกราะหรืออาวุธให้กับเจ้าของได้ สรุปก็คือาณาจักรไอเซกัลด์จะใช้วิธีรุกรานประเทศข้างเคียงเพื่อช่วงชิงเทคโนโลยีและขยายอาณาเขตจนกลายเป็นอาณาจักรใหญ่ได้นั่นเอง โทยะเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อยเพราะการต่อสู้กับเฟรซเมื่อก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในเขตของไอเซนกัลด์ในตอนนั้นก็มีคนมาแอบดูพวกเขาด้วย ถ้าหากพวกนั้นเกิดสนใจเฟรมเกียร์ล่ะก็คงได้เกิดเรื่องแน่ โทยะได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดอะไรร้ายแรงตามมาภายหลัง โทยะจึงตัดสินใจว่าในการประชุมพันธมิตรโลกที่กำลังจะมาถึงนี้เขาจะเปิดเผยเรื่องราวของโลกเบื้องหลังและสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ให้กับเหล่าประเทศพันธมิตรได้รับทราบเพื่อจะได้เตรียมการวางแผนรับมือก่อนที่โลกทั้งสองจะรวมเข้าด้วยกัน
.
โทยะได้ประกาศเรื่องการมีอยู่ของโลกเบื้องหลังให้ผู้นำของประเทศพันธมิตรทั้งยี่สิบประเทศในกลุ่มพันธมิตรโลกได้ทราบโดยทั่วกันโดยในการประชุมครั้งนี้มีพามผู้ที่ถือตำแหน่งผู้นำสูงสุดของบรรดาชนเผ่าจากทะเลมหาพฤกษาและกิลด์มาสเตอร์เรลิชาเข้าร่วมด้วยทว่าส่วนที่ไม่ถูกนับเป็นอาณาจักรอีกต่อไปอย่างยูโรนกับซานโดร่านั้นไม่ได้เข้าร่วม แน่นอนว่าเหล่าผู้นำที่เพิ่งทราบเรื่องก็พากันตกตะลึงกันไปหมดแต่ก็ไม่ขนาดที่ยอมรับไม่ได้เพราะพวกเฟรซเองก็เป็นผู้รุกรานจากต่างมิติดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีโลกที่เหมือนกับขั้วกลับด้านของโลกนี้อยู่ นอกจากนี้แล้วโทยะยังได้กล่าวถึงอนาคตที่โลกทั้งสองใบจะมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย แต่เพื่อไม่ให้ทุกคนแตกตื่นโทยะจึงอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดนั้นไม่ร้ายแรงขนาดเกิดภัยธรรมชาติขนาดใหญ่หรือโลกจะล่มสลายแต่อย่างใด ลักษณะของโลกจะนั้นจะไม่ได้เกิดการทับซ้อนและรวมกันแต่จะเป็นการเพิ่มอาณาเขตขึ้นมาอารมณ์นั้นก็คงไม่ต่างจากการไปค้นพบแผ่นดินใหม่ที่อีกฝากโพ้นทะเลประหนึ่งโลกนี้จะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวนั่นเองแต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่แผ่นทวีปอาจชนกันและเกิดดินแดนใหม่ขี้นได้อยู่เหมือนกัน ส่วนราชาแห่งเฟลเซนก็ให้ความสนใจไปที่ลักษณะของผู้คนที่ของโลกอีกฝากว่าเป็นอย่างไร โทยะก็ให้คำตอบได้แบบไม่เต็มปากเพราะเขาก็ยังเดินทางไปไม่ทั่วทั้งหมดของโลกแต่ส่วนใหญ่ที่พบก็ไม่แตกต่างจากผู้คนของฝั่งนี้ซักเท่าไหร่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางอารยธรรมเวทมนตร์ในโลกนั้นค่อนข้างด้อยกว่าโลกฝังนี้มากแต่ค่อนข้างเจริญในด้านของจักรกลเวทมนตร์มากกว่า ส่วนพามนั้นไม่เข้าใจอะไรยาก ๆ อยู่สิ่งที่เธออยากรู้ก็คือมันจะมีผลกระทบอะไรร้ายแรงกับทะเลมหาพฤษาหรือไม่ ซึ่งโทยะก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรถ้าจะมีก็คงเป็นการบุกโจมตีของพวกเฟรซที่กลายพันธุ์เมื่อทราบดังนั้นพามจึงบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีปัญหาและถ้าหากโทยะต้องการความช่วยเหลือชนเผ่าทั้งหลายที่อยู่ในทะเลมหาพฤกษาก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
.
ส่วนเรื่องที่ราชาแห่งรีเนียเป็นกังวลก็คือการรุกรานจากประเทศอื่นหลังจากที่โลกรวมกันแล้วอาจมีการใช้เทคโนโลยีโกเลมพวกนั้นทำสงครามเพื่อขยายดินแดน แต่โทยะก็ให้คำมั่นว่าถ้ามีการรุกรานเกิดขึ้นจริงประเทศในกลุ่มพันธมิตรก็จะไม่อยู่เฉยแน่ ๆ ประมาณว่าอยากเปรี้ยวเดี๋ยวจัดให้ นั่นจึงทำให้ราชาเบลฟาส จักรพรรดิ์เรกุรุส ราชามิสนิดและราชาแห่งริฟุริส ต่างพากันพูดต่อ ๆ กันไปว่า สมเป็นท่านโทยะ ภวนาว่าผู้นำของอาณาจักรเหล่านั้นจะไม่โง่เง่า คิดว่าจะมีซักกี่อาณาจักรที่จะถูกลบหายไปจากแผนที่ โลกฝั่งนี้ก็ลบไปสองแล้วนี่ ซึ่งโทยะก็อยากจะประท้วงว่ายูโรนล่มนี่ไม่ใช่ฝีมือเขาซักหน่อยส่วนกรณีซานโดร่าพวกท่าน ๆ ก็มีเอี่ยวด้วยไม่ใช่เหรอ? ส่วนเรื่องของไอเซนกัลด์โทยะยังไม่อาจจะฟันธงตัดสินว่าผู้นำของอาณาจักรนั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่จนกว่าจะได้ลองเจอดูซักครั้ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตส่วนตอนนี้โทยะคิดว่าควรประกาศเรื่องนี้ให้ผู้คนในโลกฝั่งนี้ได้รับรู้โดยทั่วกันก่อนน่าจะดีกว่า จากนั้นผู้นำของโรดเมียก็ถามเรื่องที่ว่าจะแจ้งเรื่องนี้ให้ทาง อาณาจักรโนเกียกับอาณาจักรโฮรุนให้ทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรเพราะสองอาณาจักรนี้ไม่ร่วมเป็นพันธมิตรและไม่มาเข้าประชุมในวันนี้ด้วย แต่อย่างน้อย ๆ อาณาจักรโฮรุนก็ยังพอจะติดต่อกับอาณาจักรเฟลเซนอยู่บ้างส่วนความวุ่นวายภายในของโฮรุนนั้นดูจะมีผลมาจากที่ราชาองค์ก่อนสิ้นลงไปก่อนจะได้คัดเลือกผู้สืบทอด ส่วนอาณาจักรโนเกียนั้นจะติดต่อกับทางเซนอสแต่ก็ไม่ค่อยจะมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอะไรมากนักจนถึงตอนนี้โทยะก็ได้แต่คอยเฝ้ามองดูสถาการณ์ภายในของทั้งสองอาณาจักรนี้อยู่ห่าง ๆ เท่านั้นและเขาก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้าแทรกแซงโดยไม่มีเหตุจำเป็นด้วย ต่อมาเรลิชาก็ถามว่าที่โลกเบื้องหลังนั้นมีองค์กรที่เหมือนกับกิลด์นักผจญภัยหรือไม่ คำตอบก็คือในอาณาจักรที่เขาได้ไปมาในโลกแห่งนั้นไม่มีองค์กรแบบเดียวกับกิลด์นักผจญภัย เพราะโลกฝั่งโน้นจะนิยมใช้โกเลมไปทำงานที่เสี่ยง ๆ แทนอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นโทยะก็มีความคิดที่จะสร้างกิลด์นักผจญภัยที่โลกเบื้องหลังอยู่เหมือนกันในตอนนั้นเองราชามิสนิดก็พูดกับโทยะว่าตัวเขาอยากไปเห็นโลกอีกฝากดูซักครั้งจึงขอให้พาไปทำให้โทยะต้องคิดหนักอยู่พอสมควร เพราะหลาย ๆ อย่างยังไม่เรียบร้อยดี อาณาจักรที่เป็นมิตรที่ฝั่งโน้นตอนนี้ก็มีแค่อาณาจักรพริมล่ากับจักรวรรดิ์โทริฮารันเท่านั้น จึงยังดูเป็นอันตรายเกินกว่าที่จะให้คนระดับผู้นำไปเยือนในตอนนี้ ว่าแล้วโทยะก็นึกถึงอาณาจักรพานาเชสขึ้นมาได้ โดยโทยะคาดว่าน่าจะพูดคุยกับอาณาจักรนี่ได้อยู่แต่พอนึกย้อนไปถึงภาพของเจ้าชายที่ใส่กางฝักทองคนนั้นแล้วเขาก็รู้สึกหวังแค่ว่านี่คงไม่ใช่การตัดสินใจทีผิดพลาดหรอกนะ
.
เวลาล่วงเลยผ่านไปวันแห่งการเจรจาก็มาถึงจนได้และพวกของพันเอกยอมตกลงเข้าพบและเจรจากับองค์จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ตามที่มีการเสนอมา สถานที่เจรจานั้นก็คือภายในราชวังของจักรวรรดิ์นั้นเอง ผู้ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ก็มี พันเอก ร้อยโท และสิบเอก เป็นตัวแทนฝ่ายเรวีส่วนทางด้านของจักรวรรดิ์ก็มี องค์จักรพรรดิ์ “ฟาลชิออน ริค กัลดิโอ้ ” จักรพรรดินี “อัสทิเรีย” แล้วก็นายกรัฐมนตรีผู้ช่วยคนสนิทขององค์จักรพรรดิ์ “รันสโลว์ โอค็อท” ซึ่งรันสโลว์นั้นก็คือคนแรกที่ไปพบศพของพี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งบรรยากาศภายในห้องนั้นก็เต็มไปด้วยบรรยากาศมาคุแบบสุด ๆ แต่ว่าห้องนี้ถูกโทยะร่ายเวทไซเรนเอาไว้แล้วจึงทำให้เสียงจากภายในห้องนี้ไม่มีทางที่จะเล็ดลอดออกให้บุคคลภายนอกได้ยินได้ ซึ่งเมื่อองค์จักรพรรดิ์ได้พบกับพันเอกเขาก็จำได้ทันทีว่าเป็นนักรบที่เคยต่อสู้กันเมื่อสิบปีก่อน และดวงที่เสียไปของพันเอกก็เป็นฝีมือของเขาเองด้วยแต่ยังไม่ทันที่ได้พูดอะไรต่อพันเอกก็ชิงบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดในสนามรบเขาไม่ได้แค้นเคืองอะไรทั้งสิ้น แต่องค์จักรพรรดิ์ก็บอกว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็จำเป็นต้องกล่าวคำขอโทษต่อพวกพันเอกให้ได้ เขาพูดเช่นนั้นพร้อมก้มหัวลงแสดงการขอโทษต่อบุคคลทั้งสาม ขอโทษที่ทำลายบ้านเกิดของพวกพันเอก ขอโทษที่ไม่อาจจะหยุดยั้งพ่อของเขาได้ในเวลานั้นและขอโทษที่ช่วงชิงเอาทายาทของราชาแห่งเรวีมาทั้งหมดเป็นความผิดของเขา เป็นเพราะความอ่อนแอของเขาเอง แต่ทว่าพอได้ฟังเช่นนั้นสิบเอกก็ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความโกรธพร้อมกับต่อว่าจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ทั้งนี้ก็เพราะสิบเอกรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนมันคือความเจ็บปวดที่ไม่ใช่ว่าจะมาโทษแล้วหายกัน แน่นอนองค์จักรพรรดิ์รู้ดีอยู่แล้วว่าการกระในครั้งนั้นมันยากที่จะยกโทษให้และเขาเองก็ได้ต้องการจะได้รับการให้อภัยแต่สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือกล่าวคำขอโทษจากใจจริงของเขาต่อผู้ที่ถูกพ่อของเขาสั่งให้รุกรานและทำลายจนพินาศเขาคิดแต่เพียงว่าถ้าตอนนั้นเขามีความกล้ามากกว่านี้ กล้าที่จะคัดค้านพ่อของตัวเองเรื่องทั้งหมดก็คงไม่ลงเอยแบบนี้
.
จากนั้นรันสโลว์ที่นั่งเงียบดูสถานการณ์มาตั้งแต่แรกก็ได้เอ่ยปากบอกว่า ทางองค์จักรพรรดิ์ตั้งใจจะปลดปล่อยดินแดนดั่งเดิมของเรวีที่อยู่ในปกครองให้ได้เป็นเอกราชและได้กลับไปปกครองตนเองดังเดิมแต่ส่วนทีอาณาจักรไอเซนกัลด์ยึดไปนั้นคงจะให้คืนไม่ได้ ซึ่งส่วนนั้นคิดเป็นพื้นประมาณ 10% ของพื้นที่ทั้งเดิมหมดของอาณาจักรเรวีซึ่งข้อเสนอนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้แต่ พันเอกยังมีเงื่อนไขอยู่ว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่จะไปรับใช้ผู้ใดก็ได้คนที่พวกเขาจะรับใช้มีเพียงแค่เจ้าชายรูเฟรเดี้ยนผู้เป็นผู้สืบสายเลือดอันชอบธรรมของราชาของพวกเขาเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกล่าวเป็นนัย ๆ ว่าพวกพันเอกต้องการให้องค์จักรพรรดิ์คืนตัวเจ้าชายของพวกเขามาด้วยนั่นเอง และในที่สุดองค์จักรพรรดิ์ก็ได้ให้รันสโลว์ไปเรียกตัวองค์ชายมาที่นี่เพื่อที่จะบอกเล่าความจริงทุกอย่างให้ได้รับรู้และให้องค์ชายตัดสินใจด้วยตนเองว่าเขาจะทำเช่นไรต่อไป และหลังจากที่นำตัวเจ้าชายมาแล้วองค์จักรพรรดิ์ก็ได้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้องค์ชายตัวน้อยได้รับรู้ ความจริงเมื่อสิบปีก่อนและเรื่องที่พวกเขาไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง ตอนแรกโทยะคิดว่าเจ้าชายคงจะช็อคเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแต่กลับกลายเป็นว่าองค์ชายกลับฟังเรื่องราวด้วยท่าทีสงบและเมื่อจักรพรรดิ์ได้เล่าความจริงทั้งหมดออกไปแล้ว องค์ชายก็ได้บอกออกมาว่าตัวเขารู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วทำเอาทุกคนพากันฉงนกันไปหมด เจ้าชายจึงให้องค์จักรพรรดิ์ดูกำไลผนึกที่ข้อมือของเขา บนกำไลนั้นมีรอยแตกเล็ก ๆ อยู่ เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนตอนที่เขาฝึกดาบได้เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยจึงทำให้กำไลได้รับความเสียหายจึงทำให้พลังเนตรมาของเขาตื่นขึ้นมา เนตรมารของเจ้าชายก็คือสามารถมองเห็นความทรงจำของวัตถุที่ไปสัมผัส จึงทำให้เห็นภาพในอดีตในสถานที่ที่กำไลอันนี้เคยไปประสบพบเจอมา หรือก็คือ “เนตรมารย้อนอดีต” นั่นเอง แต่ทว่าความผูกพันที่ผ่านมาตลอดเวลาสิบปีก็ทำให้สายสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกที่ไม่ได้เกี่ยวโยงกันด้วยสายเลือดนี้แน่นแฟ้นจนไม่อาจจะตัดแยกจากกันได้แล้ว
.
องค์ชายน้อยตัดสินใจที่จะไม่สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิ์เพราะตัวเขาไม่ได้มีสายเลือดของราชวงศกัลดิโอ้ แต่เขาก็ไม่ขอรับตำแหน่งราชาแห่งเรวีเช่นกันเขาจะขออยู่ที่นี่และสนับสนุนจักรวรรดิ์ต่อไปเขาเลือกที่จะเป็น “ รูเครเชียน” แทนที่จะเป็น “รูเฟรเดี้ยน” และขอให้ชาวเรวีเลือกผู้นำคนใหม่ที่จะมาปกครองเรวีที่ถือกำเนิดใหม่อีกครั้งแทนเรื่องราวก็เหมือนจะจบลงด้วยดีอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้งทว่าในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างทะลุกระจกเข้ามามันเป็นวัตถุโลหะที่มีรูปร่างเหมือนกับขนนก สิ่งนั้นพุ่งลงมาปักพื้นตรงจุดที่พันเอกและองค์จักรพรรดิ์อยู่พอดีเมื่อพันเอกได้เห็นของชิ้นก็รีบพลักเจ้าชายให้ถอยห่างออกไปแล้วก็ตะโกนให้ทุกคนหลบและในวินาทีต่อมาก็เกิดระเบิดขึ้นภายในห้องนั้นแต่ด้วยผลของเวทพริซันที่โทยะร่ายเอาไว้ก่อนหน้านี้ทำให้ไม่มีใครได้รับอันตรายใด ๆ แม้ว่าสภาพของห้องจะเสียหายอย่างหนักก็ตามหลังจากนั้นผู้ลงมือก่อเหตุก็ปรากฏตัวขึ้นเขาเป็นชายที่ดูรูปร่างหน้าตาแล้วอายุประมาณสามสิบกว่า ลอยตัวอยู่ด้านนอกหน้าต่างอันที่จริงแล้วเขาไม่ได้ลอยแต่กำลังยืนอยู่บนวัตถุบางอย่างที่ลอยได้มากกว่าและยังมีโกเลมที่มีความสูงประมาณเมตรครึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ส่วนหัวนั้นเป็นนกฮูกอยู่ด้วย เขาผู้นี้ก็คือหนึ่งในสิบสองขุนพลแห่งเรวีที่ทรยศและทำให้อาณาจักรต้องพบกับความพินาศชื่อของเขาก็คือ “เกร็น กรีด” และเมื่อเผชิญหน้ากันพันเอกก็ตะโกนเรียกชื่อของคนทรยศด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด เมื่อเกร็นมองมาลงมาที่ต้นเสียงก็นั้นก็พบว่าเป็นคนที่ตนรู้จักดีจึงได้เอ่ยเรียกชื่อที่แท้จริงของพันเอกออกมา ซึ่งชื่อจริงของพันเอกนั้นก็คือ “รันดิน่า โดลฟ์”
.
จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นก็เริ่มมาจากเกร็นได้ขายความลับของโกเลมจูโอคิให้กับไอเซ็นกัลด์นั่นเองซึ่งส่วนเหตุผลที่เขาตัดสินใจทำไปนั้นมันเพื่อสนองความทะเยอทะยานของตนล้วน ๆ พันเอกนำไลท์ติงเลปเพิร์ดโกเลมของตนออกจากสโตร์การ์ดและเตรียมพร้อมจะเข้าโรมรันกับเจ้าคนทรยศแต่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเกร็นนั้นก็คือการสังหารองค์จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ เขาจึงไม่สนใจที่จะสู้กับพันเอกและรีบส่งการโจมตีไปยังบุคคลที่เป็นเป้าหมายทันทีขนนกเหล็กแบบเดียวกับที่ยิงเข้ามาให้ห้องก่อนหน้านี้ถูกปล่อยออกมาจากโกเลมของเกร็นแต่ว่าด้วยผลจากเวทพริซันการโจมตีนั้นไม่ส่งผลอะไรองค์จักรพรรดิ์เลยนั่นจึงทำให้เกร็นประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาไม่รู้ว่ากำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่ที่เขารู้แน่ ๆ คือเลปเพิร์ดของพันเอกนั้นไม่มีความสามารถอะไรแบบนี้อยู่แต่ในจังหวะนั้นเองโทยะก็เทเลพอร์ตไปอยู่ใกล้ ๆ กับเกร็นและใช้เวทสลิปทำให้เกร็นหล่นจากอุปกรณ์ลอยตัวทีเขายืนอยู่และตกลงไปยังสวนเบื้องล่าง แต่โกเลมของเขาก็โฉบลงไปช่วยเหลือเอาไว้ได้ทันทำให้เกร็นรอดพ้นจากการกระแทกพื้นไปได้ ส่วนโทยะตอนนี้ก็ดูจะเบนความสนใจไปยังอาติเฟกที่เกร็นใช้เป็นแท่นยืนเมื่อครู่นี้จึงได้ขึ้นไปลองเหยียบดูบ้างก็พบว่ามันลอยอยู่ได้เองกลางอากาศจริง ๆ แล้วโทยะก็จัดการตบยึดไอเท็มชิ้นนี้เข้าสโตร์ไปโดยไม่สนใจเสียงต่อว่าของเกร็นที่อยู่ข้างล่างแม้แต่น้อย เกร็นสั่งให้ “เกร็ก” โกเล็มหัวนกฮูกของเขาโจมตีใส่ด้วยขนนกระเบิดทันทีแต่โทยะก็ใช้เวทไฟร์แอโรว์ยิงเข้าสกัดกั้นขนนกเหล็กพวกนั้นเอาไว้ได้ทั้งหมด แต่ในตอนนั้นเองเลปเพิร์ดก็กระโจนลงมาจากชั้นสองและเข้ามาโจมตีเกร็น แต่เกร็กก็เข้ามารับการโจมตีเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียดวินาทีต่อมาพันเอกก็เข้าโรมรันกับเกร็นด้วยดาบเซเบอร์ส่วนเกร็นนั้นก็ชักเรเปียที่ห้อยอยู่ที่เอวออกมาตอบโต้ โทยะเตรียมร่าบเวทเพื่อสนับสนุนแต่พันเอกก็ห้ามเอาไว้เพราะเขาอยากจัดการกับคนทรยศด้วยมือของเขาเอง
.
ในขณะเดียวกันเมื่อออกมาสู้กันที่สวนเสียงระเบิดจากการต่อสู้ก็ทำให้อัศวินในปราสาทรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติและกำลังพากันมุ่งหน้ามาที่นี่ ในการดวลดาบนั้นพันเอกเป็นฝ่ายด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดดาบของอีกฝ่ายไวกว่ามากแค่หลบก็เต็มกลืนแล้ว ส่วนทางด้านของเลปเพิร์ดเองก็ตกเป็นรองความรวดเร็วของเกร็กเช่นกัน ไม่นานนักร่างของพันเอกเต็มไปด้วยบาดแผลและดูจะท่าทางจะหมดสภาพจะต่อสู้ได้ต่อไป และในจังหวะต่อมาเกร็นก็ปัดดาบของพันเอกจนกระเด็นหลุดมือไปได้แล้วก็ใช้เรเปียแทงเข้าที่บริเวณท้องของพันเอก อาการบาดเจ็บทำให้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาแต่ในระหว่างที่เกร็นกำลังย่ามใจเพราะคิดว่าตนชนะแล้วอยู่นั้นเองพันเอกก็ใช้มือซ้ายจับแขนขวาของเกร็นเอาไว้ได้นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถจะหนีไปไหนได้และพริบตาต่อมาพันเอกก็ส่งหมัดขวาที่ผนวกพลังแห่งความแค้นเข้าใส่ใบหน้าของเกร็นอย่างแม่นยำแรงอัดจากกำปั้นส่งร่างของเกร็นกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบพร้อมกับเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากจมูกหมัดของพันเอกส่งคู่ต่อสู้ลงไปนอนกองชนิดนับสิบก็ไม่ฟื้นแต่หลังจากนั้นพันเอกก็ร่วงลงกับพื้นตามไปติด ๆ โทยะรีบทำการผนึกพื้นที่บริเวณที่เลปเพิร์ดกับเกร็กต่อสู้กันอยู่ด้วยเวทพริซันเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีจากนั้นจึงเข้าไปดูอาการของพันเอกและรีบใช้เวทฟื้นฟูเพื่อรักษาบาดแผลให้ แม้ว่าเลือดที่เสียไปจะไม่กลับคืนมาแต่บาดแผลส่วนใหญ่ได้รับการรักษาแล้วจึงทำให้พันเอกสามารถลุกขึ้นยืนกลับมาได้อีกครั้ง พันเอกบอกกับโทยะว่าถึงจะสันดารเสียแค่ไหนแต่เกร็นก็เป็นคนที่เก่งเป็นอันดับสองของเรวีถ้าเขาไม่ทำแบบนี้ก็คงไม่มีทางจะจับเขาได้แน่ แต่โทยะที่ยืนดูการต่อสู้อยู่นั้นก็รู้สึกได้เกร็นนั้นก็ดูมีฝีมือร้ายกาจอยู่หรอกแต่ว่าดูแล้วไม่ใกล้เคียงกับยาเอะหรือฮิวด้าเลยแม้แต่น้อย ไม่สิเอาจริง ๆ ยังด้อยกว่า เรน โนรุน และนิโคล่าด้วยซ้ำไป แต่โทยะก็ไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไปเพราะมันคงเป็นการเสียมารยาทมากหากทำเช่นนั้น
.
หลังจากนั้นพวกอัศวินที่อยู่ภายในปราสาทก็เข้ามาถึงห้องประชุมและบริเวณสวนด้านล่างและได้จับกุมเกร็นที่นอนหมดสติอยู่ที่สวนตามคำสั่งขององค์จักรพรรดิ์ ดูทรงแล้วเขาคงไม่รอดพ้นโทษประหารอย่างแน่นอนในระหว่างนั้นเกร็กก็พยายามจะพังกำแพงของพริซันออกมาเพื่อจะเข้าไปช่วยผู้เป็นนายโทยะจึงใช้เวทกราวิตี้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเกร็กเอาไว้จากนั้นก็ทำการเปิดส่วนบริเวณหน้าอกของเกร็กออกและถอดเอาจีคิวออกมาและเกร็กหยุดการเคลื่อนไหวลงจากนั้นโทยะก็มอบจีคิวนั้นให้กับพันเอกไปเมื่อรับจีคิวไปแล้วพันก็แสดงสีหน้าเหมือนกับคิดอะไรบางอย่างอยู่โทยะจึงสอบถามด้วยความสงสัย แล้วก็ได้คำตอบว่าถ้าเป็นราชาแห่งไอเซนกัลด์แล้วล่ะก็เขาจะชอบทำให้เมืองหลวงของศัตรูตกอยู่ภายใต้ทะเลเพลิงแต่ยังไม่ทันที่พันเอกจะพูดอธิบายอะไรได้มากกว่านั้นก็มีอัศวินคนหนึ่งส่งเสียงตะโกนออกมาพร้อมกับชี้ให้คนอื่นมองไปบนท้องฟ้าโทยะใช้ลองเซนส์ตรวจสอบดูทันทีก็พบว่ามีโกเลมแบบเกร็กแต่ขนาดเล็กกว่าจำนวนหนึ่งกำลังบินมายังเมืองหลวงของกัลดิโอ้ และเริ่มทิ้งระเบิดทำลายเมืองดูเหมือนว่าไอเซนกัลด์จะสร้างกองทัพเกร็กขึ้นมาใช้งานเสียแล้วหากปล่อยให้การทิ้งระเบิดดำเนินต่อไปความเสียหายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นแน่ ๆ โทยะจึงรีบเข้ามารับสถานการณ์โดยทำการอัญเชิญเหล่าวัลคิรี่ออกมาเป็นและส่งฝูงวัลคิรี่ออกไปจัดการทำลายโกเลมที่กำลังทำการทิ้งระเบิดทันที โดยตัวโทยะเอกก็เข้าไปร่วมต่อสู้ด้วยแม้ว่าโกเลมของศัตรูจะพยายามโต้กลับแต่ด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าตัวตนแบบอยู่มากและไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรบกับศัตรูกลางอากาศมันจึงไม่ต่างอะไรกับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบโบราณจึงไม่ใช่คู่มือของเหล่าวัลคิเรียเลยแม้แต่น้อยหลังจากนั้นโทยะก็ร่ายเวทแอเรีฮีลเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บในบริเวณที่โดนระเบิดและเรียกฝนมาช่วยทำการดับไฟ
.
โทยรู้สึกว่าจำนวนของโกเล็มที่ยกมาโจมตีมันไม่น่าจะแค่นี้มันน่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เขาจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งทหารและโกเลมของพวกไอเซ็นกัลด์ก็ได้พบว่ากองกำลังทหารของไอเซ็นกัลด์กำลังยกเข้ามารุกรานจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ โดยมุ่งหน้าไปยังเขตพื้นที่ที่เคยเป็นราชอาณาจักรเรวีเก่า โดยการบุกครั้งนี้ไม่มีการประกาศสงครามมาก่อนแต่อย่างใดดูเหมือนจุดมุ่งหมายของไอเซนกัลด์ก็คือการยึดโบราณสถานสีเขียวนั่นเอง เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดเหตุสลดเหมือนเมื่อสิบปีก่อนโทยะจึงตัดสินใจเข้าไปหยุดยั้งการรุกรานนี้พร้อมกับสืบหาความเป็นมาของการบุกครั้งนี้เป็นความต้องการจากราชาของไอเซนกัลด์เองหรือมีใครอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โทยะใช้เวทฟลายมุ่งหน้าไปหากองทัพของไอเซนกัลด์เมื่อโทยะและเหล่าวัลคิเรียมาถึงพวกทหารไอเซนกัลด์ก็พากันโจมตีใส่ทันทีแต่ก็ทำอะไรโทยะไม่ได้ โทยะได้ประกาศให้ทหารของไอเซนกัลด์รับรู้ว่าแผนการทิ้งระเบิดเมืองหลวงนั้นล้มเหลวแล้วดังนั้นให้ถอยทัพกลับไปซะมิฉะนั้นพวกเขาทั้งหมดจะต้องเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์แต่ผู้นำการบุกยังคงสั่งให้ยิงใส่โทยะต่อไปและไม่คิดที่จะถอย เมื่อไม่เชื่อฟังคำเตือนและยังคิดจะซ่าต่อโทยะจึงจัดการใช้เวทสลิปและพาราไลซ์ใส่ทหารไอเซนกัลด์ทุกคนจากนั้นก็ใช้กราวิตี้สะกดการเคลื่อนไหวของโกเลมทุกตัวในสนามรบเขาไว้ จากนั้นก็ทำการอัญเชิญฝูงกรีนสไลม์ให้ออกมาและให้มันเข้าไปละลายเสื้อผ้าของพวกทหารที่ถูกสะกดการเคลื่อนไหวเอาไว้ แม้จะหวาดกลัวแต่ก็ส่งเสียงร้องไม่ได้ ขยับหนีก็ไม่ได้พวกนี้ทำได้แค่นอนนิ่ง ๆ ให้สไลม์ค่อยกลืนกินเท่านั้น โทยะหยิบเอาสไลม์ตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วจึงไปหาผู้นำทัพคนนั้นก่อนจะหย่อนสไลม์ลงไปบนตัวเขาและมันก็ค่อย ๆ ละลายชุดที่เขาใส่อยู่ไปทีละนิดโทยะถามว่ายังจะสู้ต่อไปทั้ง ๆ สภาพนี้ไหม? เผื่อประวัติศาสตร์จะได้บันทึกว่า “กองทัพชีเปลือยแห่งไอเซนกัลด์” จากนั้นโทยะก็บอกกับแม่ทัพของศัตรูว่ากรีนสไลม์ที่กำลังกินเสื้อผ้าพวกเขาอยู่ตอนนี้นั้นมันพิเศษกว่ากรีนสไลม์ทั่วไปอยู่นิดหน่อยเพราะเขาได้ดัดแปลงให้มันละลายอะไรบางอย่างของคนเป็น ๆ ได้ พอได้ฟังแบบนั้นแม่ทัพก็หน้าซีดทันที สิ่งที่สไลม์นี้จะละลายนอกจากเสื้อผ้าก็คือเส้นขนทั่วทั้งร่างกายนั่นเอง ผมเผ้า หนวด และขนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะถูกละลายหายเกลี้ยงเรียกว่าโคตรแห่งการแวกขนกันเลยทีเดียวผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ โดยประมาณพวกสไลม์ก็ทำงานของพวกมันเสร็จสิ้นเหล่านักรบผู้ถูกทำให้เกลี้ยงเกลาไปทั้งหัวและใบหน้าก็ล่าถอยกลับไปในสภาพที่ไร้ทั้งผม ทั้งคิ้ว โดยไม่แน่ใจว่าขนบริเวณต่าง ๆ ก็ดูท่าจะเกลี้ยงเกลาไปขนาดไหนกันแต่สิ่งที่โทยะไม่แน่ใจคือสไลม์พวกนี้มันกินรากขนไปด้วยหรือเปล่าโดยโทยะก็หวังว่ามันคงจะงอกกลับคืนมานะไม่งั้นก็ล่ะ........
.
แต่ถึงแม้จะสามารถพลักดันกองทัพของไอเซนกัลด์กลับไปได้แต่ทว่าหากราชาแห่งไอเซนกัลด์ยังคงหมายตาโบราณสถานแห่งนั้นอยู่ยังไงเสียก็คงจะต้องมีการส่งกองทัพที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมาโจมตีอีกแน่แถมไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าคราวหน้าจักรวรรดิ์จะต้านได้ไหวหรือเปล่าและตราบใดที่ยังไม่จัดการกับต้นตอของปัญหาให้เรียบร้อยเสียก่อนก็ไม่มีทางจะวางใจอะไรหลังจากนี้ได้ โทยะจึงนึกถึงคำสอนของปู่ที่ว่าด้วยเรื่องการต่อสู้แบบหนึ่งต่อกลุ่มนั้นจำเป็นจะต้องจัดการกับหัวหน้ากลุ่มนั้นให้ได้ก่อนเป็นอันดันแรกและจะต้องจัดการให้อีกฝ่ายไม่กล้าที่จะกลับมาเป็นศัตรูหรือตอแยกับเราได้เป็นครั้งที่สอง แต่มันก็มีเรื่องคาใจโทยะอยู่อย่างหนึ่งก็คือเหตุผลที่ทำไมราชาของไอเซนกัลด์ถึงได้ยึดติดกับพวกโบราณสถานมากถึงขนาดนั้น มันมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงอยู่หรือเปล่า? อะไรคือสิ่งที่ตามหาอยู่กันแน่? และทางเดียวที่น่าจะได้คำตอบอย่างแน่นอนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการไปพบกับเจ้าตัวโดยตรงเลย โทยจึงตัดสินใจที่จะไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรไอเซนกัลด์เพื่อพบกับราชาของที่นั่นและสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากปากของอีกฝ่ายซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคนอื่นได้ยินแผนนี้ก็ว่ามันเป็นความบ้าบิ่นโดยแท้ที่จะเดินเข้าไปในดงของศัตรูแบบนั้น แต่โทยะคิดว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เขาจะได้รู้เรื่องราวของอาณาจักรไอเซนกัลด์ว่าเป็นแบบไหนและคิดว่าการหยุดสงครามของสองประเทศก่อนที่มันจะเกิดนั้นน่าจะดีกว่ารอให้เกิดการสูญเสียไปแล้วค่อยมาหยุดทีหลังมันดีกว่าเป็นไหน ๆ เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้วโทยะก็เตรียมตัวจะมุ่งหน้าสู่ไอเซนกัลด์ แต่ในจังหวะนั้นจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ ก็ถามว่าโทยะเป็นใครและทำไมถึงช่วยเขา โทยะจึงได้บอกความจริงว่าเขามาจากต่างโลกและเหตุผลที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะต้องการเป็นมิตรกับอาณาจักรในโลกนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นโทยะกะว่าจะใช้เกทเพื่อไปยังเขตที่เขากับพวกของเนียช่วยกันสู้กับเฟรซเมื่อคราวก่อนและใช้เวทฟลายบินต่อไปยังจุดหมายอีกที แต่ทว่าก่อนจะไปบุกรังศัตรูนั้นโทยะก็ยังไม่ลืมที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้พวกยูมิน่าทราบก่อน ทั้งนี้ก็เพราะศึกกับไอเซนกัลด์นั้นมันจิ๊บจ้อยมากเมื่อเทียบกับการทำศึกกับเมียที่บ้าน
.
โทยะบินมาถึงปราสาทไอเซนกัลด์ที่ดูรูปทรงแล้วเหมือนกับสิ่งปลูกสร้างเหล็กที่นำเอาเศษเหล็กจำนวนมากมาประกอบเข้าด้วยกันยังไงอย่างงั้น มีท่อมากมายติดตั้งอยู่รูปทรงของมันก็ยาว ๆ เหมือนกับเรือไม่ก็เรือดำน้ำ เมื่อโทยะร่อนลงพื้นที่บริเวณที่โล่ง ๆ ในตัวปราสาทพวกทหารยามและโกเลมทที่คอยรักษาการณ์อยู่ก็แห่กันมาล้อมพวกโทยะไว้ ผู้ที่โทยะพามาด้วยในคราวนี้ก็คือยาเอะกับฮิวด้า ซึ่งสองสาวก็เตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรับมือสถาการณ์ตรงหน้าโทยะจัดเวทเอทานอลคอนฟินทำการแช่แข็งพวกโกเล็มที่อยู่รอบบริเวณเสียก่อนเพื่อป้องกันปัญหายุ่งยากที่อาจตามมาภายหลังได้หากพวกนี้ยังเคลื่อนไหวได้อยู่ จากนั้นจึงได้สอบถามพวกทหารรักษาการณ์ถึงที่อยู่ของราชาของพวกเขาก่อนจะยิงเสาน้ำแข็งด้วยกระสุนระเบิดทำให้เสาน้ำแข็งล้มลงฟาดพื้นอย่างแรงเป็นการข่มขวัญทหารรักษาการณ์ที่ได้เห็นภาพนั้นก็กลัวลนลานและรีบนี้จุดที่ราชาแห่งไอเซนกัลด์อยู่ให้แทบจะในทันที ที่นั่นเป็นหอคอยสูงคล้ายกับสะพานเดินเรือของพวกเรือรบ แต่ในระหว่างทางมุ่งหน้าไปที่นั่นก็มีพวกทหารใช้ปืนยิงโจมตีเข้ามา แต่ยาเอะกับฮิวด้าก็เคลื่อนตัวออกมาข้างหน้าและใช้ดาบฟาดฟันทำลายกระสุนพวกนั้นได้หมดทุกนัดด้วยความเร็วของดาบชนิดที่สายตามนุษย์ปกติไม่สามารถจะมองเห็นการขยับใบดาบของพวกเธอได้และด้วยใบดาบที่สร้างจากผลึกเฟรซกระสุนพวกนั้นมีค่าไม่ต่างอะไรกับเต้าหู้ก้อนหนึ่งเลย เหล่าทหารที่ได้เห็นภาพนั้นก็พากันยืนถือปืนค้างตกตะลึงกันถ้วนหน้า โทยะชักปืนออกมายิงกระสุนไซโคลนสตอร์มเข้าใส่กลุ่มทหารที่ยิงปืนเมื่อครู่แรงลมได้พัดพาเหล่าทหารกระเด็นไปคนละทิศละทาง แต่ถ้าบุกไปซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ก็คงจะต้องรับมือกับทหารอีกนับร้อยแน่แม้ว่าโทยะจะคิดว่าถ้าจะทำแบบนั้นก็น่าจะได้อยู่หรอกแถมยาเอะกับฮิวด้าตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับเทพระดับล่างแล้วด้วยแต่จะไปทำอะไรเหนื่อย ๆ แบบนั้นก็ใช่ที่แล้วในตอนนั้นโทยะก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้
.
โทยะเอาอุปกรณ์ที่รูปร่างเหมือนกับจานที่อยู่ในสโตร์ของเขาออกมา มันก็คืออุปกรณ์ที่เกร็นใช้ลอยตัวบนอากาศในตอนที่บุกมาโจมตีพวกโทยะนั่นเอง โทยะทำการวิเคราะห์และเขียนคำสั่งทับเรียบร้อยและด้วยอุปกรณ์ชิ้นนี้พวกโทยะก็สามารถตรงไปยังหอคอยนั้นได้โดยไม่ต้องใช้วิธีตีฝ่าเขาไป เมื่อไปถึงหอคอยโทยะก็ต้องเจอกับพวกโกเลมที่คอยปกป้องที่นั่นอยู่แต่โทยะก็จัดการกวาดพวกมันโดยใช้เวทชิลด์กับพาวเวอร์ไรซ์อัดกระแทกพวกมันจนกระเด็นออกนอกทางไป หลังจากนั้นพวกโทยะก็พบกับบันไดทางขึ้นและเมื่อไปจนสุดทางก็พบกับประตูเหล็กปิดกั้นทางอยู่แต่ทว่ายาเอะก็ใช้ดาบฟันประตูบานนั้นเพื่อเปิดทางไปต่อ ทางเดินกว้างที่ปูด้วยพรมแดงมีประตูอีกบานหนึ่งอยู่ข้างหน้าแต่ที่ตรงนั้นมีชายคนหนึ่งกับโกเลมขนาดใหญ่ตัวหนึ่งยืนขวางอยู่ ชายคนนี้สวมเกราะเหมือนกับพวกทหารและที่หัวยังสวมหมวกเกราะไว้อีกและจากคำประกาศของเขาทำให้โทยะมั่นใจว่าผู้นำสูงสุดของไอเซนกัลด์นั้นอยู่หลังประตูบานนี้อย่างแน่นอน แน่นอนว่าโทยะขอผ่านทางแต่ทหารที่เฝ้าหน้าห้องไม่ยอมง่าย ๆ และประกาศว่าถ้าจะเข้าไปต้องล้มเขาให้ได้ก่อนจากนั้นโกเลมที่ยืนอยู่นั้นก็แยกส่วนตัวเองและเข้าไปประกอบเป็นเกราะให้กับทหารคนนั้นจากนั้นก็วิ่งตรงเข้าหาพวกโทยะราวกับเป็นนักอเมริกันฟุตบอล ยาเอะกับฮิวด้าเตรียมตั้งท่าจับอาวุธแต่พริบตานั้นโทยะก็เปิดเกทที่พื้นตรงหน้าของทหารคนนั้นและด้วยความเร็วที่เขาพุ่งมามันทำให้ไม่สามารถจะหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางกระทันหันได้เลยร่วงไปตามระเบียบ ซักพักก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงของหนัก ๆ กลิ้งตกลงไป โทยะส่งชายคนนั้นไปตรงบันไดตรงประตูที่ยาเอะพังเข้ามานั่นเอง หลังจากนั้นพวกโทยะก็เปิดประตูเข้าไปด้านในต่อ ในห้องนั้นเต็มไปด้วยท่อและฟันเฟืองมากมายที่กำลังทำงานอยู่ แม้แต่บัลลังก์ก็ยังทำด้วยเหล็กที่บนบัลลังก์นั้นมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายชราผู้นี้มีแขนทั้งสองข้างเป็นเครื่องจักรและกำลังจ้องมองมายังพวกโทยะด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัยชายชราคนนี้ก็คือราชาแห่งไอเซนกัลด์ “กีบลัม ไซน์ ไอเซนกัลด์”
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 5 (352 - 361)
เมื่อเผชิญหน้ากันโทยะก็เอ่ยถามชายชราที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ว่าใช่ราชาแห่งไอเซนกัลด์หรือไม่ ชายชราก็ตอบว่าถ้าเอาตามที่คนนอกอาณาจักรเรียกล่ะก็ใช่ แต่ความจริงแล้วตำแหน่งราชาของอาณาจักรนี้ก็เป็นแค่ฉายาที่มอบให้กับผู้ที่มีทักษะทางด้านเวทมนตร์สูงที่สุดในอาณาจักรเท่านั้น หลังจากนั้นกีบลัมก็ถามกลับว่า โทยะมีธุระอะไรกับไอเซนกัลด์โทยะรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้รู้จักชื่อของเขาได้เพราะคนที่น่าจะรู้จักเขาในโลกฝั่งนี้นั้นน่าจะมีอยู่น้อยคนมากและเขาก็ไม่เคยติดต่อกับคนของอาณาจักรนี้เลยแม้แต่คนเดียว แต่กีบลัมก็เฉลยข้อข้องใจนี้ให้โดยบอกว่าอาณาจักรเขาก็มีหน่วยสืบข้อมูลลับเหมือนกับพวกแบล็คแคทเหมือนกันทำให้เขารู้ถึงวีรกรรมหลายอย่างของโทยะอย่างเรื่องที่ไปหยุดสงครามระหว่างอาณาจักรพริมล่ากับจักรวรรดิ์โทริฮารัน หรือเรื่องที่ใช้โกเลมยักษ์ปราบอสูรกายสีทองที่ปรากฏตัวขึ้นในเขตของไอเซนกัลด์ และยังแถมท้ายด้วยการกล่าวว่าขอบคุณที่โทยะช่วยจัดการอสูรกายพวกนั้นให้แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่คำขอบคุณที่มาจากใจจริงแต่อย่างใดและโทยะก็ไม่ได้รู้สึกชอบใจกับคำขอบคุณนั้นเลยซักนิด จากนั้นกีบลัมก็ถามว่าโทยะไปได้พลังขนาดนี้มาจากโบราณสถานแห่งไหนกันถึงทั้ง ๆ ที่สถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้แท้ ๆ แต่พวกโทยะก็ฝ่าการป้องกันที่เตรียมไว้เข้ามาได้อย่างง่ายดาย แต่โทยะตอบกลับไปแค่ว่าแค่นั้นก็ทำให้เขาเสียเวลาไปมากพอแล้วเพราะบาเรียนั่นมันขวางกั้นเวทเคลื่อนย้ายของเขาเอาไว้ทำให้เขาต้องเสียเวลาไปพอควรกว่าจะมาถึงนี่ได้
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้แจ้งความประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อต้องการจะให้ทางไอเซนกัลด์หยุดการรุกรานจักรวรรดิ์กัลดิโอ้แต่กีบลันก็ตอบกลับมาว่าเขาได้ร้องขอให้ทางกัลดิโอ้ส่งมอบโบราณสถานสีเขียวมาให้แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ดีดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องใช้กำลังแย่งชิงมันมาโทยะถึงเอ่ยปากถามไปว่าในโบราณสถานแห่งนั้นมันมีอะไรอยู่กันแน่ถึงได้จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นโกเลมที่แข็งแกร่งงั้นหรือ? ทว่ากีบลัมก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรง ๆ เขาถามพวกโทยะว่ารู้จักโกเลมสงครามยุคโบราณหรือเปล่าซึ่งโทยะรู้อยู่แล้วว่าโลกนี้เคยเกิดสงครามจนถึงกับอารยธรรมล่มสลายมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็คงมาจากโกเลมที่ถูกใช้ในสงครามครั้งนั้นถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่ากีบลัมต้องการจะค้นหาโกเกมตัวนั้นอยู่ก็เป็นได้ ในระหว่างการสนทนานั้นกีบลัมก็หยิบเอาซิกก้าขึ้นมาและใช้มือกลที่มีอุปกรณ์สำหรับตัดซิกก้าพร้อมไฟแช็คเสร็จสรรพและหลังจากสูบควันเข้าไปเต็มปอดแล้วพ่นฟู่ ออกมาแล้วกีบลัมก็ได้พูดถึงของสิ่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา มันเป็นป้อมปราการลอยฟ้าและมีปีนขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่และเจ้าสิ่งนี้ก็ได้บุกทำลายเมืองหลวงของอาณาจักรอื่น ๆ จนพินาศย่อยยับแต่ว่าเจ้าของสิ่งนี้มันกลับไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์แต่อย่างใดมันจึงแทบจะกลายเป็นนิทานหรือตำนานปรัมปราเลยก็ว่าได้แต่ทว่าของชิ้นนั้นมีอยู่จริงเพราะเขาได้ค้นพบมันแล้วและเขาก็ได้ขนานนามให้กับสิ่งนั้นว่า “เฮคาตอนเกล” แต่สิ่งหนึ่งที่โทยะไม่เข้าใจก็คือในเมื่อมีสุดยอดอาวุธขนาดนั้นอยู่ในมือแต่แรกแล้วทำไมถึงยังจะต้องไปเสียเวลาค้นซากโบราณสถานอื่น ๆ ที่เหลืออีกทำไมกัน แต่ในตอนนั้นเองกีบลัมก็ได้ทำอะไรบางอย่างทำให้ภายในห้องเกิดอาการสั่นไหวขึ้น ห้องที่พวกโทยะอยู่ในตอนนี้กำลังเคลื่อนตัวลงไปด้านล่างซึ่งห้องนี้จริง ๆ แล้วมันก็คือลิฟท์ เมื่อเคลื่อนลงมาจนสุดทางพวกเขาก็พบกับห้องที่เหมือนกับเป็นโรงงานลับ ที่นั่นมีของมีรูปร่างคล้ายกับหัวของโกเลมอยู่แต่มันมีขนาดใหญ่มากเสียจนไม่แน่ใจว่าใช่อย่างที่คิดหรือไม่ เพราะมันมีแต่ส่วนนี้เท่านั้นที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น
.
ดีไซน์ส่วนหัวนั้นดูคล้าย ๆ กับพวกปิศาจที่มีเขา รูปทรงของส่วนตาดูเหมือนมันสภาพของคนที่กำลังหลับอยู่และที่บริเวณหน้าผากก็เหมือนกับมีตาที่สามติดอยู่ด้วย สิ่งนี้ก็คือเฮกาตอนเคลซึ่งแต่เดิมประเทศนี้ได้ทำการผนึกมันเอาไว้แต่กีบลัมนั้นกลับมีความคิดที่จะปลุกอสูรร้ายตนนี้ให้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งแต่เพราะส่วนที่เรียกว่าคิวคริสตัลที่เปรียบได้กับสมองของโกเลมนั้นมีปัญหาอยู่จึงทำให้ไม่สามารถปลุกเฮกาตอนเคลขึ้นมาได้ในตอนนี้แต่จากการวิจัยกว่าสามสิบปีนั้นก็ทำให้กีบลัมพบคำตอบว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะปลุกเฮกาตอนเคลขึ้นมาได้ และในระหว่างนั้นกีบลัมก็ได้ไปอยู่เบื้องหน้าเฮกาตอนเคลและกดปุ่มบนคอนโซลที่อยู่ตรงหน้าส่วนหัวของเฮลกาตอนเกลก็เปิดออกเผยให้เห็นคริสตัลที่มีรูปทรงคล้าย ๆ กับสมองของมนุษย์เรียงรายกันอยู่ภายในหลอดที่มีของเหลวสีเขียวบรรจุอยู่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่าบนคริสตัลพวกนั้นมีลายคล้าย ๆ แผงวงจรไฟฟ้าอยู่ด้วยซึ่งการจะให้เจ้าสิ่งนี้ทำงานก็ต้องใช้คิวคริสตัลถึงห้าสิบชิ้นและจำเป็นจะต้องเป็นคิวคริสตัลระดับสูงที่มาจากเทคโนโลยีโบราณและที่สำคัญยิ่งกว่านั้นมันโกเลมจะเคลื่อนไหวได้ก็จำเป็นจะต้องใช้และพลังเวท เฮกาตอนเคลก็เช่นกันเพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบของเฮกาตอนเคลทำงานจำเป็นต้องมีอาติกแฟกที่ให้กำเนิดแสงซึ่งของชิ้นนั้นอยู่ในอาณาจักรเรวีนั่นก็คือเหตุผลที่แท้จริงที่ว่าทำไมไอเซนกัลด์จึงได้บุกโจมตีเรวีทว่าของสิ่งนั้นกลับไม่อยู่ในโบราณสถานสีน้ำเงินนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าไมคราวนี้ถึงได้ต้องการโบราณสถานสีเขียว โทยะถามกีบลัมว่าเขาต้องการจะขับเคลื่อนสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรเพื่อครองโลกงั้นหรือ? แต่คำตอบของกีบลัมนั้นคือต้องการจะเหนือกว่าจอมเวททุกคนโลกนี้การปลุกสิ่งนี้ขึ้นมาได้จะเป็นข้อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเขามีความสามารถทำสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำได้นั่นเองแต่สำหรับโทยะแล้วนี่มันก็แค่ตาแก่บ้าคนหนึ่ง
.
เมื่อเจรจากันไม่ได้แล้วโทยะก็คิดที่จะทำลายเจ้าของอันตรายนี่ทิ้งซะทว่าในตอนนั้นเองก็มีวัตถุที่เหมือนหลอดแก้วโผล่ขึ้นมาจากพื้นและเพดานปิดล้อมตัวโทยะไว้และสิ่งนี้ก็สูบพลังเวทของโทยะไป ทั้งหมดเป็นแผนการของกีบลัมตั้งแต่แรกแล้วโทยะที่ไม่ได้ระวังตัวจึงติดกับเข้าเต็ม ๆ ทว่าพริบตานั้นยาเอะกับฮิวด้าก็ปราดเข้ามาและใช้ดาบจัดการกับหลอดแก้วนั้นทำให้โทยะรอดพ้นวิกฤตมาได้แต่แค่ไม่กี่วินาทีโทยะก็โดนสูบพลังเวทออกไปเกือบ 40% เลยทีเดียวหากว่าเป็นคนธรรมดาโดนแบบนี้คงตายในทันทีแน่และเพราะถูกดึงพลังออกไปอย่างกระทันหันทำให้ตอนนี้โทยะมีอาการเวียนหัวอยู่นิดหน่อย และที่แย่กว่านั้นคือพลังเวทที่ถูกสูบไปนั้นมากพอจะทำให้เฮกาตอนเคลทำงานได้แล้วแต่ในระหว่างที่กีบลัมกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งให้กับความสำเร็จในการคืนชีพอาวุธโบราณชิ้นนี้อยู่นั้นยาเอะก็ปราดเข้าไปฟันแขนขวาที่เป็นเครื่องจักรของกีบลัมจนขาดกระเด็นแต่ในขณะที่ฮิวด้ากำลังจะโจมตีซ้ำแต่เสี้ยววินาทีนั้นขากรรไกรของกีบลัมก็เปิดออกกว้างกว่ายี่สิบเซนและพ่นห่ากระสุนออกมาจากปากโชคดีที่โทยะรีบกางชิลด์สกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้แต่หลังจากนั้นที่ร่างของกีบลัมก็แสดงความผิดปกติออกมาอีกมีวัตถุที่เหมือนกับดาบยื่นแทงทะลุเสื้อผ้าออกมาจากบริเวณกระดูกสันหลัง มาถึงตอนนี้โทยะรู้แล้วว่าชายแก่คนนี้ไม่ใช่มนุษย์แล้ว แต่เป็นโกเลมที่ถูกสร้างให้เหมือนกับมนุษย์ตะหาก เจ้าโกเลมแกว่งแขนเหล็กที่เหลืออยู่อีกข้างไปมายาเอะกับฮิวด้าปราดเข้าไปจัดการกับมันในทันทีและเมื่อดาบของยาเอะตัดหัวและดาบของฮิวด้าฟันตัดลำตัวจนขาดเป็นสองท่อนมันสิ้นฤทธิ์และล้มลงไปกองตรงนั้น แต่โทยะยังคงข้องใจกับเรื่องนี้อยู่ถ้าหากราชาของไอเซนกัลด์เป็นโกเลมแบบนี้มันยังจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังอีกหรือเปล่า ทว่าในตอนที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นทุกสิ่งที่อยู่ภายในห้องนี้กำลังเคลื่อนไหวและเสียงของกีบลัมก็ดังก้องไปทั่วทั้งโรงงาน และในระหว่างที่โทยะกำลังพยายามค้นหาต้นตอของเสียงยาเอะก็ชี้ไปยังส่วนหัวของเฮกาตอนเคลเสียงนั้นดังออกมาจากวัตถุที่มีรูปร่างเหมือนกับสมองคนที่อยู่ในนั้นนั่นเอง
.
กีบลัมตัวจริงนั้นได้โอนถ่ายสมองของตนไปใส่ในคิวคริสตัลตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้วและก็ได้ใช้โกเลมตัวนั้นแสดงเป็นตัวเขามาจนถึงตอนนี้นั่นเอง สรุปก็คือได้ทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วเขาเลือกที่จะกลายเป็นเครื่องจักรมากกว่าที่จะเป็นคน แม้จะประหลาดใจกับการกระทำของอีกฝ่ายอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ทำให้โทยะตกใจอะไรเป็นพิเศษ โทยะยิงกระสุนระเบิดจากบรุนฮิวด์เข้าใส่บริเวณหน้าผากของเฮลกาตอนเกลทว่าไม่ได้ผลเพราะเกราะของเฮกาตอนเคลนั้นต้านทานเวทมนตร์ได้ โทยะจึงเปลี่ยนกระสุนเป็นแบบธรรมดาและเหนียวไกยิงอีกครั้งแต่ก็ไร้ผลเช่นเดิมเพราะกระสุนที่พุ่งออกไปนั้นถูกเบี่ยงให้พุ่งไปในทิศทางอื่นก่อนจะกระทบกับเป้าหมายดูเหมือนจะมีสนามพลังที่คล้ายกับเวทชิลด์ค่อยป้องกันเอาไว้อยู่ถ้าเป็นแบบนี้ดาบของฮิวด้ากับยาเอะก็คงจะทำอะไรมันไม่ได้เช่นกันและในระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีจัดการกับอีกฝ่ายอยู่นั้นสถานที่แห่งนี้ก็เริ่มสั่นไหวรุนแรงมากขึ้นและเริ่มพังทลายลงเพราะเฮกาตอนเคลกำลังจะเคลื่อนที่เพื่อจะออกไปด้านนอกโดยการพังโรงงานนี้ออกไป แม้โทยะจะท้วงออกไปว่าที่นี่มันใต้ปราสาทของแก ข้างบนนี้มีคนอยู่มากมายและที่สำคัญคนเหล่านั้นก็เป็นคนของแกเองแต่กีบลัมก็ไม่ใส่ใจเพราะสำหรับเขาแล้วคนเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่ไร้ค่าและเมื่อเฮกาตอนเคลเริ่มขยับตัวโรงงานใต้ดินก็เริ่มถล่มลงมาสถานที่นี้อันตรายเกินกว่าจะอยู่ต่อไปโทยจึงจำเป็นต้องรีบคว้าตัวยาเอะกับฮิวด้าและใช้เวทเทเลพอร์ตหลบหนีออกมาจากที่นั่นโดยด่วน
.
พวกของโทยะวาร์ปออกอยู่ภายในตัวเมืองทางทิศใต้ของปราสาทที่บนหลังคาของตึกที่สูงที่สุดในเมืองโทยะมองเห็นสภาพของปราสาทที่กำลังพังทลายผู้คนมากมายต่างพากันหนีตายกันอลหม่านโทยะรีบใช้สมาร์ทโฟนทำการล็อคเป้าหมายไปยังผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้ปราสาทและจัดการย้ายคนเหล่านั้นให้ออกห่างจากเมืองหลวงไปราว ๆ สามกิโลเมตรและตามด้วยเวทเมก้าฮีลเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บในขณะเดียวกันนั้นสิ่งที่อยู่ใต้ปราสาทก็ได้ค่อยโผล่ขึ้นมาปีกขนาดใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับทุกสิ่งที่อยู่ใกล้ ปราสาท ถนน พังทลายเสียหายอย่างหนักส่วนกีบลัมนั้นยังคงส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจกับหายนะที่กำลังเกิดขึ้นนี้ราวกับเสียสติ และเฮกาตอนเคลก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากทะเลเพลิงตรงจุดที่ปราสาทเคยตั้งอยู่ มันมีสีโทนหลักเป็นสีดำ ส่วนหัวมีเขาขนาดใหญ่สองอันยื่นออกมา มีแขนขนาดใหญ่ถึงสี่แขน และยังมีแขนขนาดกลางอยู่ที่อกและข้างลำตัวด้วย มีปีกขนาดใหญ่คู่หนึ่งที่กลางหลัง และยังมีส่วนที่เหมือนระยางยื่นออกมาอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนหางที่เหมือนกับแส้ ตัวมันยังมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเฟรซระดับแอดวานคลาสเลยทีเดียว การจะรับมือกับศัตรูขนาดนี้จึงจำเป็นต้องใช้เฟรมเกียร์แต่ทว่าเฟรมเกียร์ที่สามารถนำมาใช้ได้ตอนนี้นั้นมีแค่เรกินเรฟที่อยู่ในสโตร์ของโทยะเท่านั้น ส่วนเครื่องของยาเอะกับฮิวด้านั้นอยู่ที่บาบิโลนซึ่งอยู่ที่โลกอีกฝากหนึ่งจึงไม่สามารถจะเรียกมาใช้ได้ในตอนนี้
.
แต่ทว่าในตอนนั้นเองท่านพี่คาเร็นก็ปรากฏตัวมาอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้แถมยังหอบหิ้วเอาเกาะลอยฟ้าบาบิโลนมาด้วยดูเหมือนว่าปู่เวิร์ลก็อดจะเป็นคนส่งมาให้ถึงที่นี่ โทยะส่งยาเอะกับฮิวด้าไปที่นั่นทันทีจากนั้นจึงหันไปมองดูเฮกาตอนเคลพร้อมกับพิจารณาดูมัน แม้มันจะมีปีกขนาดใหญ่และลอยตัวอยู่บนอากาศแต่ปีนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยในการบินตัวมันน่าจะลอยอยู่ได้โดยอาศัยการต้านแรงโน้มถ่วงมากกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สลิปไม่มีผลกับศัตรูที่ลอยอยู่ พริซันก็ไม่สามารถจะกักขังศัตรูที่ใหญ่ขนาดนี้ได้เพราะยิ่งอาณาเขตกว้างมากเท่าไหร่ความแข็งแกร่งกำแพงพริซันก็จะลดลงตามจะเปิดเกทให้ร่วงลงจากท้องฟ้าก็เลิกหวังไปได้เลยเช่นนั้นแล้วโทยะจึงจำเป็นจะต้องใช้วิธีอื่นแทน เขานำเรกินเรฟออกมาจากสโตร์และขับมันออกไปจัดการกับศัตรูในทันที โทยะเริ่มเปิดการทำงานของฟรากราทหรือซอร์ดบิทที่เป็นอาวุธประจำตัวและเปลี่ยนมันให้เป็นสเฟียร์โหมดก่อนสั่งให้ลูกบอลคริสตัลทั้งสิบสองลูกพุ่งเข้าไปอัดศัตรูแต่การโจมตีไร้ผลเพราะอีกฝ่ายมีบาเรียป้องกันอยู่ทำให้การโจมตีนั้นไปไม่ถึงตัวของเฮกาตอนเคล ฝ่ายกีบลัมนั้นดูมั่นใจในพลังของตนเป็นอย่างมากและเตรียมจะเป็นฝ่ายรุกบ้างในจังหวะนั้นโทยะก็เปลี่ยนโหมดซอร์ดบิทของเขาให้กลายเป็นแดรกเกอร์โหมด มีดสั้นสี่สิบแปดเล่มบินวนรอบตัวเรกินเรฟก่อนจะถูกส่งให้พุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายโดยการโจมตีคราวนี้โทยะได้ใส่พลังเทพลงไปในมีดแต่ละอันด้วยและคราวนี้มันก็สามารถทะลวงผ่านบาเรียของเฮกาตอนเคลไปได้อย่างง่ายดายและเสียบเข้าที่บริเวณลำตัว กีบลัมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบาเรียที่เขาภาคภูมิใจนักหนาแน่นอนว่าโทยะก็ไม่ยอมบอก
.
ทว่าความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีนั้นก็ฟื้นคืนสภาพได้ในเวลาไม่นานจากความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็วของมัน ทำให้โทยะนึกถึงโกเลมสีม่วงของลูน่าขึ้นมาเลยทีเดียวแต่การโจมตีของโทยะก็ทำให้กีบลัมหัวเสียพอสมควร เฮกาตอนเคลเปิดฉากโจมตีเรกินเรฟด้วยอาวุธบีมที่อยู่ที่มือ ลำแสงพวกนั้นแตกกระจายออกเป็นเส้นแสงนับรอยพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง โทยะเปลี่ยนโหมดซอร์ดบิทของเขาเป็นโหมดรีเฟลกเตอร์เพื่อเบี่ยงการโจมตีเหล่าออกไปลำแสงนับร้อยนั้นจึงไม่สะกิดผิวเกราะของเรกินเรฟเลยแม้แต่น้อย และในเสี้ยววินาทีนั้นเองแขนข้างหนึ่งของเฮกาตอนเคลที่กำลังยิงบีมอยู่ก็ถูกฟันเข้าที่บริเวณข้อศอกจนขาดกระเด็น ซูเวิทไลท์ของยาเอะและชิกกรูเน่ของฮิวด้าที่ติดตั้งแพ็คสำหรับสู้รบบนฟ้าที่โรเซ็ตต้าคิดค้นขึ้นมาเสร็จเแล้วก็ได้เข้ามาสมทบกับโทยะ พวกเธอหลบหลีกห่าฝนลำแสงบีมและเข้าไปทำลายแขนอันอื่นต่อไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าเฮกาตอนเคลจะไม่มีสกิลฟื้นฟูชิ้นส่วนที่ถูกตัดขาดทำให้แขนที่ถูกตัดไม่สามารถงอกออกมาใหม่ได้ กีบลัมแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเพราะเขาเชื่ออย่างสุดใจว่าเฮกาตอนเคลคือโกเลมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งอารยธรรมโบราณไม่น่าจะมีอะไรสร้างความเสียหายให้กับมันได้ เขารู้สึกโกรธมากกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและคนที่ทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นก็คือโทยะด้งนั้นจึงยกโทษให้ไม่ได้เด็ดขาดต้องจัดการกับไอ้เด็กเวรนี่ให้ได้ กีบลัมจึงงัดไม้ตายก้นหีบของเฮกาตอนเคลออกมาใช้เพื่อหมายจะบดขยี้พวกโทยะให้เละคามือนั่นก็คือโกเล็มสกิลของเฮกาตอนเคลนั่นเอง
.
เฮกาตอนเคลพ่นควันสีเขียวออกมาจากทั่วร่างและควันพวกนั้นก็ได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณโทยะคิดว่ามันควันพิษซึ่งถ้าเป็นเฟรมเกียร์รุ่นเก่าอาจมีปัญหาได้แต่ทว่าสำหรับเฟรมเกียร์รุ่นใหม่แล้วมีการติดตั้งตัวกรองอากาศไว้อย่างดีพิษไม่น่าจะเล็ดลอดเข้าไปได้แต่โทยะก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีเขาจึงรีบติดต่อหายาเอะและฮิวด้าทันที ซึ่งทั้งสองก็ยืนยันกลับมาว่าร่างกายไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแล้วไอ้ควันพวกนี้มันมีไว้ทำอะไร ในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นกีบลัมก็หัวเราะร่าราวกับจะประกาศชัยชนะ เขาคิดว่าเฟรมเกียร์ของพวกโทยะกำลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นอยู่แน่ ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเจ้าควันพวกนี้นั้นจะส่งผลต่อคิวคริสตัลของโกเลมซึ่งมันจะทำให้การทำงานติดขัดและหยุดชะงักคล้าย ๆ กับเป็นอาวุธ EMP สำหรับจัดการกับพวกโกเลมนั่นเองมันจึงเป็นสกิลที่น่ากลัวมากสำหรับโกเลมที่ต้องสู้กับมันทว่าเฟรมเกียร์นั้นไม่มีคิวคริสตัลดังนั้นพวกมันจึงไม่ได้รับผลอะไรจากการสกิลนี้แม้แต่น้อยโทยะเปลี่ยนซอร์ดบิทเป็นแลนซ์โหมดและประกอบมันเข้ากับแขนขวาของเรกินเรฟ กีบลัมถึงกับอึ้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังขยับได้อยู่เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นมันไม่น่าจะมีโกเลมตัวไหนที่จะต้านทานโกเลมสกิลของเฮลกาตอนเคลได้ แต่โทยะก็ตอบง่าย ๆ ว่า เขาไม่เคยพูดซักครั้งว่าเจ้านี่เป็นโกเลม นั่นทำให้กีบลัมยิ่งงงหนักว่าหากว่าเจ้ายักษ์นี่ไม่ใช่โกเลมแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก แต่โทยะไม่ให้คำตอบอะไรกับกีบลัมทั้งสิ้นเขาบอกแต่เพียงแค่ว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องตอบ” ก่อนจะเปิดการทำงานของเวอร์เนียที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับใช้เวทแอคเซลพุ่งเข้าใส่และใช้หอกในมือนั้นทะลวงอกของเฮกาตอนเคลจากด้านหน้าจนทะลุออกด้านหลังเกิดเป็นรูขนาดใหญ่และเมื่อระบบลอยตัวของมันถูกทำลายลงมันก็ร่วงหล่นจากฟ้าลงมากระแทกพื้นจนแผ่นดินสะเทือนก่อนจะเกิดการระเบิดตามมาและในที่สุดมันก็กลายสภาพเป็นเพียงซากเหล็กกองโตไปในที่สุด
.
แต่ถึงกระนั้นเจ้าเศษเหล็กกองยักษ์นี้ก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ไปซะทีเดียวระบบบางอย่างของมันยังทำงานได้อยู่ ในระหว่างที่พวกโทยะกำลังมองดูสภาพที่พังยับเยินพลางคิดว่าถ้าหากพวกเขาไม่มีเฟรมเกียร์อยู่ล่ะก็คงจะหยุดยั้งสิงนี้ได้ยากแน่ ๆ ที่ส่วนหัวของเฮกาตอนเคลก็มีส่วนที่คล้าย ๆ กับขายื่นออกมาจำนวนหกอันโดยกีบลัมพยายามจะถอดส่วนหัวออกจากลำตัวที่เสียหายเพื่อจะทำการหลบหนีแต่โทยะก็ใช่เวทสลิปทำให้อีกฝ่ายล้มกลิ้งไม่เป็นท่าไปซะก่อน จากนั้นโทยะก็ใช้เรกินเรฟจับส่วนที่เป็นระยางเชื่อมต่อที่ตอนนี้ดูราวกับเป็นหางของส่วนหัวนี้เอาไว้ แน่นอนว่ากีบลัมก็ยังไม่ยอมจำนนโทยะจึงใช้เวทอานาไลซ์ทำการวิเคราะห์โครงสร้างของเฮลกาตอนเคลดูจากนั้นก็ใช้มือของเรกินเรฟทำการควักเอาแคปซูลส่วนทีเป็นแกนหลักที่เป็นสมองของกีบลัมออกมาจากส่วนหัว แคปซูลนั้นมีขนาดสูงสองเมตรเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหกสิบเซ็น โทยะแคปซูลนั้นลงกับพื้นแล้วตัวเขาก็ออกมาจากเรกินเรฟกีบลัมคิดว่าโทยะจะทำลายแคปซูลเพื่อฆ่าเขาแต่โทยะก็ได้ทำการเลือกบทลงโทษที่แสนสาหัสกว่าการฆ่าให้ตายโดยเริ่มจากการใส่เวทชิลด์ลงไปที่ตัวแคปซูลเพื่อไม่ให้มันถูกทำลายง่าย ๆ เสียก่อนจากนั้นก็ร่ายคำสาปที่จะส่งความเจ็บปวดไปยังสมองของกีบลัมโดยตรงเมื่อพื้นผิวของแคปซูลนี้ได้รับแรงกระทำ พูดง่าย ๆ ก็คือโทยะได้เปลี่ยนให้แคปซูลนี้เป็นร่างกายของกีบลัมแทนร่างเนื้อที่สูญเสียไปแล้วนั่นเอง หลังลงคำสาปเสร็จโทยะก็ทดลองเตะแรง ๆ ใส่แคปซูลนั้นทำเอากีบลัมถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็ตามติดด้วยการเอาบรุนฮิวด์โหมดดาบฟันใส่เพื่อทบสอบความทนทาน เพอร์เฟกมากไม่มีรอยเลยซักนิดส่วนความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นไม่ต้องพูดถึงและหลังจากนั้นแคปซูลนี้ก็ถูกส่งมอบให้กับพวกพันเอกเพื่อนำกลับไปสอบสวนที่จักรวรรดิ์กัลดิโอ้
.
ไอเซนกัลด์ตกอยู่ในภาวะไร้ซึ่งผู้นำเพราะกีบลัมไม่มีลูกหรือพี่น้องและด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ไม่สามารถจะเข้ามาวุ่นวายกับจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ได้ ภายหลังก็มีคำเล่าลือว่าราชาแห่งไอเซนกัลด์ได้ทำการเดินเครื่องอาวุธโบราณแล้วเกิดความผิดพลาดและเสียชีวิตอยู่ใต้ซากของปราสาทที่พังถล่มลงมาส่วนชะตากรรมของแคปซูลอันนั้นเป็นอย่างไรต่อไปตัวโทยก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จากการคาดการณ์ก็คืออีกประมาณซักหนึ่งปีพลังเวทที่อยู่ภายในถูกใช้จนหมดก็คงจะหยุดทำงานไปเอง ส่วนทางด้านของอาณาจักรกัลดิโอ้เองก็มีการเปลี่ยนตัวผู้นำเช่นกัน โดยจักรพรรดิ์องค์ใหม่นั้นก็คือ “รันสเลท กัลดิโอ้” หรือชื่อเดิมก็คือ “รันสเลท โอค็อท” ซึ่งก็คือลูกชายของรันสโลว์ โอค็อท นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั่นเองทั้งนี้ก็เพราะภรรยาของรันสโลว์นั้นเป็นน้องสองของอดีตจักรพรรดิ์ฟาลชิออนจึงทำให้มีสายเลือดสืบต่อมานั่นเอง หลังจากนั้นจักรพรรดิ์องค์ใหม่แห่งกัลดิโอก็ได้มอบเรวี ที่เป็นเขตปกครองที่ขึ้นตรงกับอดีตจักรพรรดิ์ให้กับองค์ชายรูเครเชียนและแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองและได้เปลี่ยนชื่อจาก “รูเครเชียน ริค กัลดิโอ้” เป็น “รูเครเชียน แกรนด์ เรวี” ส่วนพวกพันเอกก็กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเรื่องราวของโศกนาศกรรมเมื่อสิบปีก่อนจึงได้ปิดฉากลงด้วยดี
.
โทยะกลับไปบรุนฮิวด์และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้โนรุนน้องสาวของเอลก้าที่พักอยู่ที่โรงแรมจันทราสีเงินฟังจากนั้นโนรุนก็เล่าให้โทยะฟังว่าเธอเคยเจอกับกีบลัมครั้งหนึ่งในตอนที่เธอกำลังตามหาตัวพี่สาวอยู่ เธอได้ฟังเรื่องราวหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับโครนอส นัวร์จากปู่คนนั้นชนิดรู้ลึกรู้จริงจนเข้าขั้นกูรูเลยก็ว่าได้ หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันเรื่องอื่น โนรุนได้ไปสมัครเป็นนักผจญภัยกับทางกิลด์เรียบร้อยแถมยังขึ้นไปถึงระดับบลูแล้วด้วย เควสที่รับทำได้จึงมีค่าตอบแทนที่สูงพอสมควรหลังจากนั้นโทยะก็ถามนัวร์เกี่ยวกับเรื่องของโกเลมสีขาว ทว่านัวร์ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เพราะความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่มีอยู่ดูเหมือนว่าความทรงจำก่อนหน้าที่จะมาเจอกับโนรุนนั้นจะถูกผนึกไว้ก็เป็นได้ ส่วนความจำเป็นที่ต้องตามหา “สีขาว” ก็เพราะโทยะคาดว่าโกเลมตัวนั้นอาจจะมีความสามารถพิเศษในการซ่อมบาเรียของโลกอยู่ก็เป็นได้ ในระหว่างนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเล็กน้อยซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับตัวอาคาร โนรุนบอกว่าการสั่นไหวนี้เกิดขึ้นมาบ่อยมากในระยะนี้แถมยังสั่นไหวไปถึงเกาะดันเจี้ยนอีกด้วยนั่นทำให้โทยะเริ่มตระหนักว่านี่อาจเป็นผลข้างเคียงจากการที่โลกสองใบกำลังจะมาเชื่อมต่อกันก็ได้ และถ้าหากเกิดการสั่นไหวที่รุนแรงมากอาจทำให้ดันเจี้ยนถล่มลงมาก็ได้ โทยะจึงได้มอบเพนตันที่ใส่เวทเกทกับเทเลพอร์ตและโปรแกรมให้โนรุนติดตัวเอาไว้เพื่อให้ใช้มันหลบหนีได้หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมทั้งอธิบายวิธีการใช้ ซึ่งโนรุนก็รับไว้ทว่าเธอก็หรี่ตามองโทยะพร้อมกับถามกลับมาทำนองว่า คิดอะไรกับเธอหรือเปล่า? ทำเอาโทยะพ่นน้ำที่กำลังดื่มออกมาเป็นสายเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เพราะเธอเข้าใจว่าการผู้ชายมอบเครื่องประดับให้เครื่องประดับให้กับผู้หญิงนั้นย่อมมีความหมายแอบแฝงและยังได้ยินมาอีกว่า ราชาของที่นี่เป็นพวกเจ้าชู้และเป็นเสือผู้หญิงอีกตะหาก แน่นอนโทยะปฏิเสธพลางคิดว่าใครมันเป็นคนพูดแบบนี้ช่วยเอาตัวมันมาที่นี่ที่สิ แน่นอนว่ายังมีข่าวลือเรื่องรสนิยมแบบกว้างขวางของโทยะอีด้วยซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เป็นความจริง ทว่าหลังจากวันนั้นก็มีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องที่โทยะให้เครื่องประดับกับโนรุนแพร่กระจายออกไปจากจันทราสีเงินและเมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูของเอลก้าเธอก็บึ่งมาหาโทยะพร้อมกับขอพูดเรื่องที่เกี่ยวกับน้องสาวของเธอในทันที
.
เช้าวันหนึ่งขณะที่โทยะยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงซูก็ได้โทรมาแจ้งข่าวว่าแม่ของเธอได้ให้กำเนิดบุตรคนที่สองแล้วโดยเด็กที่คลอดออกมานั้นเป็นผู้ชายและได้ตั้งชื่อให้ว่า “เอ็ดเวิร์ด” หลังการคลอดทั้งแม่และลูกแข็งแรงดีไม่มีปัญหาอะไรและการได้ลูกชายก็เช่นนี้ก็เท่ากับว่าดยุคออทรินเด้มีผู้สืบทอดตระกูลต่อแล้วเพราะถ้าหาไม่ได้ลูกชายล่ะก็คงจะต้องฝากความหวังไว้กับลูกของซูทว่าลูกของโทยะที่จะเกิดมานั้นมีผู้หญิงถึงแปดคนการจะให้ไปสืบทอดตระกูลของดยุคจึงดูท่าจะเป็นเรื่องยาก โทยะเตรียมตัวไปเยี่ยมแม่ของซูพร้อมกับคิดว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญอวยพรดี ซึ่งต่อมาโทยะก็คิดว่ามอบเครื่องปริ๊นให้ก็น่าจะดีเพราะจะได้ปริ๊นภาพที่ถ่ายไว้มาเก็บไว้ในอัลบั้มได้หลังจากแต่งตัวเสร็ขโทยะมาชวนยูมิน่าไปเยี่ยมแม่ของซูด้วยกัน หลังจากการกลับมาจากการไปเยี่ยมบ้านดยุคออทรินเด้แล้วพวกโทยะก็ไปนั่งจิบชาคุยกันที่บาโคนี่เกี่ยวกับเรื่องของซูที่ดูท่าทางมีความสุขมากกับการที่ได้เป็นพี่สาวหลังจากนั้นโทยะก็ได้รับโทรศัพท์จากกิลด์มาสเตอร์เรลิชาเกี่ยวกับเรื่องของอาคาเดมี่ ซึ่งอาคาเดมี่ที่ว่านั้นก็คือโรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่ออบรมสั่งสอนและฝึกฝนนักผจญภัยมือใหม่ให้มีความรู้และประสบการณ์ในระดับหนึ่งก่อนที่จะได้ลงสนามจริงทั้งนี้เพื่อลดอัตราความเสี่ยงของนักผจญภัยจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตอันเกิดมาจากการขาดประสบการณ์นั่นเอง
.
โทยะมุ่งหน้าไปที่กิลด์เพื่อพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของอาคาเดมี โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างแรกสำหรับกิลด์นักผจญภัยก็เรื่องของกิลด์การ์ด ซึ่งแต่เดิมผู้สมัครเป็นนักผจญภัยหน้าใหม่จะได้รับกิลด์การ์ดสีดำซึ่งถือเป็นแรงค์ที่ต่ำสุด ซึ่งลำดับสีของกิลด์การ์ดเดิมจะมี ดำ ม่วง เขียว น้ำเงิน แดง เงิน และทอง แต่ในระบบใหม่จำเพิ่มการ์ดสีขาวเข้ามาซึ่งผู้ที่สมัครเป็นนักผจญภัยในระบบใหม่จะได้รับกิลด์การ์ดสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของนักผจญภัยฝึกหัดและยังไม่ได้รับอนุญาตออกไปผจญภัยได้จนกว่าจะผ่านหลักสูตรอบรมและการทดสอบจากอาคาเดมี่ ซึ่งพวกหน้าใหม่แต่มีฝีมือมากพอที่สามารถผ่านการสอบวัดระดับก็ได้รับกิลด์การ์ดระดับสูงกว่าสีดำหลังผ่านการทดสอบด้วย ส่วนผู้ที่รับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนก็คือพวกนักผจญภัยที่เกษียณตัวเองแล้วและหลังจากผ่านการฝึกอบรมเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้วพวกการ์ดสีขาวก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นสีดำโดยอัตโนมัติ แต่ใครจะไม่เข้าอบรมก็ได้ทว่างานของพวกแรงค์ขาวนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ มอนที่ให้ไปกำจัดก็จะมีแต่ระดับต่ำสุด ๆ เท่านั้นค่าตอบแทนก็เรียกได้ว่าถูก ส่วนในเรื่องของการจัดสอบเลื่อนระดับจำเป็นต้องมีผู้ทำหน้าทีประเมินผู้เข้าทดสอบและการทดสอบในครั้งนี้เรลิชาก็ได้ขอให้โทยะมาช่วยรับหน้าที่เป็นผู้ประเมิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโทยะก็มีความจำเป็นจะต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงด้วยแต่คนในเมืองเขาก็รู้จักหน้าตาโทยะกันหมดเพราะชอบลงมาเดินในเมืองประจำดังนั้นการทำหน้าที่ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องใช้เวทมิราจปลอมตัวเช่นเคยเมื่อเปิดเผยสถานะไม่ได้ก็ไม่สามารถประกาศว่าเป็นนักผจญภัยระดับทองได้ดังนั้นจึงต้องไปพานักผจญภัยระดับทองอีกคนหนึ่งมาร่วมเป็นผู้พิจารณาในครั้งนี้ด้วยซึ่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “กาเรน ยูนัส เรสเทีย” ปู่ของฮิวด้านั่นเอง
.
โทยะเปิดเกทไปเรสเทียเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังและเชิญตัวปู่แกมา ปู่ของฮิวด้ามาร่วมทำหน้าที่เป็นกรรมการประเมินโดยไม่ปฏิเสธทั้งนี้เขาบอกว่าอยากว่าอยากจะมาเยี่ยมเยียนหลานสาวด้วยถือว่าเป็นผลพลอยได้แน่นอนว่าได้รับอนุญาตจากพี่ชายของฮิวด้าที่เป็นราชาองค์ปัจจุบันมาเเรียบร้อยแล้วก็เดินทางมาพร้อมกับทหารคุ้มกันจำนวนหนึ่ง เมื่อมาถึงกิลด์ปู่แกก็ยังไม่ทิ้งลายความเป็นตาแก่ลามกอยู่ดีเพราะก็ยังเที่ยวไปจับก้นสาวพนักงานกิลด์ตามนิสัยเดิมของปู่แก แต่ปู่กาเรนก็มีแนวทางปฏิบัติที่ถือเป็นเหล็กของปู่แกอยู่เหมือนกันนั่นก็คือ “ไม่จับก้นผู้หญิงคนเดิมเป็นครั้งที่สอง” และเป้าหมายในการจับของปู่ก็ต้องเป็นหญิงสาวที่มีอายุประมาณยี่สิบปีขึ้นไปถ้าอายุน้อยกว่านั้นก็จะถือว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งแน่นอนโทยะไม่เข้าใจตรรกะนี้ของปู่แกเลยซักกะนิดเดียว ในการทดสอบครั้งนี้มีการกำหนดตัวกรรมการไว้สามคน โดยหน้าที่ของปู่แกในงานนี้ก็คือคอยตัดสินพวกนักผจญภัยหน้าใหม่ที่เข้าร่วมการทดสอบโดยการนั่งดูภาพรวมจากนอกสนาม โดยเกณฑ์การตัดสินจะให้เน้นไปที่ทักษะของตัวนักผจญภัยเป็นหลัก ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นสาวพนักงานกิลด์ก็มาแจ้งว่ากรรมการคนที่สามมาถึงแล้ว และเมื่อกรรมการคนที่สามเข้ามาโทยะก็ต้องประหลาดใจเพราะคนที่เข้ามานั้นก็คือ คารินะหรือก็คือเทพนักล่านั่นเองซึ่งตอนนี้เป็นนักผจญภัยระดับเงินแล้วจึงถูกเรียกมากรรมการในครั้งนี้ด้วย ดูเหมือนว่าคาริน่าจะไปล่ามังกรที่เกาะดันเจี้ยนจนได้แรงค์มา หลังจากนั้นโทยะก็แนะนำให้ปู่กาเรนรู้จักกับท่านพี่คารินะ และเมื่อปู่แกรู้ว่าเป็นญาติของโทยะแกก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปแตะอั๋งจับก้นอีกฝ่ายเพราะเคยโดนดีไปแล้วครั้งหนึ่งตอนที่จะไปจับก้นท่านพี่คาเร็นนั่นเอง ส่วนเรื่องของการทดสอบครั้งนี้กำหนดไว้ที่ระดับเขียวผู้ที่ผ่านการทดสอบครั้งนี้จะได้เลื่อนไปอยู่ในระดับการ์ดเขียว
.
หนึ่งเดือนให้หลังอาคาเดมี่ก็เปิดทำการ ที่นี่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้อาวุธ ลักษณะของมอนสเตอร์ประเภทต่าง ๆ เทคนิคการเอาตัวรอด ฯลฯ และเมื่อผ่านการอบรมสองสัปดาห์พวกเขาก็จะเป็นนักผจญภัยระดับสีดำจากนั้นจะสามารถเข้าสอบเลื่อนระดับต่อไปได้ และผู้ที่มาเข้าร่วมการสอบเลื่อนระดับในครั้งนี้ก็มีทั้งสิ้น 27 คนด้วยกันซึ่งก็ถือว่ามากอยู่ หลังจากที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบถูกพามารวมตัวกันที่ลานฝึกของกิลด์แล้วปู่กาเรนก็กล่าวแนะนำตัวเองและกรรมการคุมสอบอีกสองคน ซึ่งก็ได้แก่คารินะและนักผจญภัยระดับแดงที่ชื่อว่าเรกินเรฟ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือโทยะที่ปลอมตัวด้วยเวทมิราจอยู่นั่นเอง และการทดสอบแรกนั้นก็คือการให้สู้กับเรกินเรฟเป็นเวลาหนึ่งนาที โดยใช้อาวุธกับทักษะที่ถนัดได้ตามสบาย ตรงจุดนี้ก็มีผู้เข้าทดสอบยกมือถามว่าจะไม่ใช้อาวุธสำหรับการฝึกซ้อมหรือเพราะหากใช้อาวุธจริงล่ะก็อาจพลาดพลั้งทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสก็ได้ แต่ผู้ที่ตอบคำถามนั้นคือเรกินเรฟที่เดินก้าวออกไปข้างหน้าและบอกให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบใช้อาวุธและเวทมนตร์ได้ตามใจต้องการส่วนตัวเขาจะใช้เพียงแค่ท่อนไม้ที่ยาวประมาณเจ็ดสิบเซ็นติเมตรเป็นทำจากไม้ฮิโนกิมันคืออาวุธที่มีชื่อเรียกว่า “ฮิโนกิโนะโบ” เมื่อผู้เข้าร่วมได้เห็นอาวุธนั้นก็มีความรู้สึกแตกออกเป็นสองฝั่งคือโล่งใจกับรู้สึกไม่พอใจ จากนั้นนายเรกินเรฟก็ถามเหล่าผู้เข้าสอบว่าใครอยากจะเป็นคนแรก และผู้ที่อยากลองดีก็คือนักผจญภัยที่ดูท่าทางเหมือนโจรภูเขาผู้ใช้ขวานใหญ่เป็นอาวุธแน่นอนว่าผู้เข้าสอบคนนี้ดูจะโอนไปทางพวกไม่พอใจเขาเสนอตัวขึ้นมาเป็นคนแรก โดยชายคนนี้มีคำถามว่าถ้าเขาจัดการกับคนที่เป็นระดับแดงได้ก็แสดงว่าเขามีความสามารถพอที่จะเป็นระดับแดงใช่ไหม? ซึ่งโทยะก็ตอบว่าแค่ความสามารถในการต่อสู้ไม่ช่วยให้เป็นระดับแดงได้หรอก และยังถามถึงความแน่ใจว่าจะใช้อาวุธชิ้นนั้นสู้จริงหรือ จะเปลี่ยนอาวุธไหม? แน่นอนว่าคำถามนั้นกลับเป็นการยั่วโมโหชายคนนี้แทน
.
ชายผู้นั้นใช้ขวานบุกเข้าโจมตีแต่ก็ได้แต่ความว่างเปล่าตัวขวานฟาดลงไปบนพื้นและจมลึกลงไป เขาพยายามเหวี่ยงขวานไปมาเพื่อโจมตีแต่พลาดเป้าทั้งหมดเพราะมันทั้งใหญ่และหนักทำให้ต้องใช้แรงมากตามไปด้วยไม่ช้าเขาก็เริ่มหายใจติดขัด ในขณะที่ท่านพี่คารินะขานเวลาว่าเหลือเวลาอีก 30 วิ ชายผู้ใช้ขวานก็โวยวายว่ากรรมการนั้นเอาแต่หนี ซึ่งจุดนี้โทยะก็ให้คำแนะนำว่าเกี่ยวกับเรื่องที่อาวุธนั้นหนักเกินไป มอนสเตอร์ที่มีความเร็วเป็นอาวุธก็มี แม้ว่าขวานยักษ์จะเป็นอาวุธที่ดีแต่ก็ควรมีขวานเล็ก ๆ หรืออาวุธเสริมอื่นเผื่อในกรณีเช่นนี้ด้วยแต่คำแนะนำนี้ก็ดูจะไม่เข้าไปในหัวของอีกฝ่าย ตอนนี้เหลือเวลาอีกห้าวินาทีคารินะก็ขานบอกเวลาอีกครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่โทยะซัดไม้ในมือของตนเข้าไปที่ลิ้นปี่ของอีกฝ่ายอย่างแรงทำเอาชายผู้ใช้ขวานหงายหลังตาเหลือกล้มกลิ้งสิ้นสติไปในทันที และเหล่ากรรมการก็ประเมินให้ชายคนนี้ได้ระดับม่วงไป เจ้าหน้าที่กิลด์ก็มานำร่างไร้สติของชายผู้ใช้ขวานไปห้องพยาบาลส่วนโทยะก็ถามถึงผู้จะเข้าทดสอบคนต่อไปและหลังจากนั้นไม่นานโทยะซ้อมมือกับผู้เข้าทดสอบครบ 27 คนและแน่นอนว่าไม่มีใครมีความสามารถพอจะโจมตีโดนโทยะเลยซักคนและจากผู้เข้าร่วม 27 คน มีผู้ถูกประเมินให้สามารถอยู่ในระดับเขียวอยู่ 7 คน ที่เหลือเป็นระดับดำ 13 คน และระดับม่วงอีก 7 คน
.
ตอนนี้ผู้เข้าร่วม 20 คนได้ถือว่าเสร็จสิ้นการทดสอบและได้กลับไปที่กิลด์เพื่อนำการ์ดไปเลื่อนระดับ ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดคนคือผู้ที่ได้รับการพิจารณาว่าเหาะสมจะเป็นระดับเขียวนั้นยังต้องอยู่ต่อเพื่อรับการทดสอบขั้นต่อไปโดยปู่กาเรนรับหน้าที่เป็นวิทยกรในเรื่องนี้ สิ่งที่ปู่แกบรรยายนั้นไม่เน้นไปที่เรื่องของการต่อสู้เพราะจริง ๆ แล้วทักษะในการต่อสู้ไม่ใช่หัวใจหลักของการเป็นนักผจญภัยเพราะงานของนักผจญภัยนั้นมีหลากหลายซึ่งเนื้อหาของงานหลัก ๆ ก็จะเป็นการกำหนดจากผู้ว่าจ้างเป็นหลัก รวมไปถึงเรื่องของการจัดการกับมอนสเตอร์ก็จำเป็นต้องเลือกวิธีการให้เหมาะสมเพราะชิ้นส่วนของมอนสเตอร์แต่ละตัวสามารถขายได้ในราคาสูงและการถ้าหากว่าทำรุนแรงเกินไปหรือไม่ระวังตัวชิ้นส่วนเหล่านั้นก็จะได้รับความเสียหายซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของมันในทันที ในการทดสอบครั้งนี้โทยะได้ส่ง “ซารุโทบิ โฮมุระ” นินจาสาวที่อยู่ในกลุ่มของสึบากิเข้ามาแทรกซึมปะปนอยู่กับเหล่าผู้เข้ารับการทำสอบเลื่อนขั้นนี้ด้วยเพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากภายใน และการทดสอบสำหรับผู้ผ่านรอบแรกมานั้นก็คือการรับเควสไปและทำมันให้สำเร็จลุล่วงให้ได้นั่นเองแล้วก็ไม่ใช่เควสของใครของมันแต่พวกเขาทั้ง 7 คนถือเป็นปาร์ตี้ที่ต้องร่วมมือกันทำภารกิจที่รับมอบหมายไปให้ลุล่วง เมื่อรู้ถึงหัวข้อการทดสอบเหล่านักผจญภัยก็เริ่มพูดคุยและโต้เถียงกันเล็กน้อย ซึ่งการทดสอบนั้นจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้และคารินะก็ได้ประกาศกับผู้เข้าร่วมว่าถ้าใครไม่พอใจก็สามารถถอนตัวได้ในตอนนี้แต่ก็จะไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นระดับเขียว ส่วนเนื้อหาของภารกิจนั้นก็คือให้พวกเขาเดินทางไปยังเกาะดันเจี้ยนและไปนำเอาสิ่งที่เรียกว่า “ฮิกุรุมะโซ” ซึ่งมันเป็นพืชประเภทต้นหญ้าชนิดหนึ่งทีมีสีแดงราวกับเปลวเพลิงกลับมาซึ่งสิ่งนี้จะอยู่ที่บริเวณภูเขาทางตอนเหนือของเกาะ โดยมีกำหนดเวลาสามวันและเพราะมีมอนสเตอร์ที่อันตรายอยู่บนเกาะภารกิจนี้จึงมีค่าตอบแทนอยู่ที่ สองเหรียญทองคำเขาต่อหนึ่งคนซึ่งตามหลักแล้วงานนี้อันตรายสำหรับพวกระดับเขียวแต่ว่า ในการสอบนั้นโทยะและนินจาสาวของเขาจะคอยจับตาดูอยู่และไม่ปล่อยให้ผู้เข้าทดสอบได้รับอันตรายถึงตายแน่นอน
.
หากพวกเขาทั้งหก (ไม่นับโฮมุระที่เป็นสายสืบ) สามารถทำภาระกิจนี้ได้สำเร็จพวกเขาก็จะได้รับการเลื่อนไปสู่ระดับเขียวทุกคนนั่นคือสิ่งที่พวกกรรมการตั้งใจเอาไว้และในท้ายที่สุดก็ไม่ใครถอนตัวจากการทดสอบและสมาชิกปาร์ตี้ทั้ง 7 นี้ก็ได้แก่
นินจาสาว ซารุโทบิ โฮมุระ
สาวน้อยหูแมวผู้เงียบขรึม มิอุ
นักรบหนุ่มผมแดง กาลอน
สาวอกโตผู้มีรอยสัก โรส
ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาล อาเบล
คนแคระ โดม
ผู้ใช้เวทมนตร์ ซาเจ็ต พอลติส
ซึ่งงานนี้กิลด์จะรับหน้าที่ส่งพวกเขาไปยังเกาะดันเจี้ยนเท่านั้นส่วนที่เหลือกลุ่มนักผจญภัยต้องพึ่งพาตนเองเพราะนี่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการทดสอบด้วยเช่นกันและหลังจากนั้นสาวหูแมวมิอุก็เข้ามาถามเกี่ยวกับเรื่องของฮิกุรุมะโซหรือต้นหญ้าอัคคีซึ่งโทยะก็อธิบายให้เธอฟัง
. นับจากตรงนี้มุมมองของคนเล่าเรื่องจะเปลี่ยนเป็นโฮมุระแทน
โฮมุระคิดเอาไว้อยู่แล้วว่า เจ้านายของเธอนั้นคงไม่เตรียมบททดสอบกระจอก ๆ เอาไว้แน่ ๆ แล้วก็เป็นดังคาด เพราะตรงที่มีต้นหญ้านั้นขึ้นอยู่มันเป็นที่อยู่ของพวก “ไฟร์ลิซาร์ด” กิ้งก่าตัวใหญ่สีแดงและเวลามันโกรธก็สามารถปล่อยไฟออกมาจากร่างกายของมันด้วยเป็นอะไรที่น่ากลัวมากที่เดียวสมัยอยู่อิเชนเธอได้ยังเรื่องราวมาพอควรแต่ตัวเธอเองก็ไม่เคยกับมันจริง ๆ ซักครั้ง ดูท่างานนี้เธอจะโดนหลอกว่าเป็นงานง่าย ๆ เข้าซะแล้วใจหนึ่งก็อยากจะเปลี่ยนตัวกับนากิอยู่หรอกแต่ได้เงินสองเหรียญทองคำขาวฟรี ๆ เนี้ยมันก็เป็นอะไรที่เกินห้ามใจเหมือนกันถ้าได้เงินมาล่ะก็เธอจะสามารถซื้ออาหารที่อยากกินได้เพียบเรียกได้ว่าโชคดีสุด ๆ ไปเลย แต่นอกเหนือจากนั้นนี่ก็เป็นคำสั่งโดยตรงจากนายเหนือหัวซึ่งปกติแล้วเธอก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสแบบนี้ซักเท่าไหร่นี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเช่นกัน ในระหว่างนั้นมิอุก็เข้ามาจ้องมองเธอด้วยท่าทีเงียบขรึมแบบนั้นเลยทำให้โฮมุระตกใจเล็กน้อยแต่ภายหลังก็เข้าใจว่า มิอุคงถามด้วยความเป็นห่วงโฮมุระก็เลยให้คะแนน +1 ในใจแก่มิอุไป และหลังจากนั้นเธอก็ได้ยินโทยะประกาศเริ่มการทดสอบโดยอีกสามวันให้หลัง ถ้าผู้เข้าทดสอบทั้ง 7 คนสามารถนำเอาต้นหญ้าอัคคีกลับไปส่งที่กิลด์ได้ก็ถือว่าผ่านการทดสอบ สำหรับโฮมุระแล้วนั่นก็คือสัญญาณเริ่มภารกิจของเธอเช่นกัน
.
หลังจากที่พวกกรรมการกลับไปแล้วเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบก็เริ่มปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันต่อหลังจากนี้แต่ทว่าคนในปาร์ตีก็ดูมีความเห็นไม่ลงรอยกันซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะโรสกับกาลอนจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปเพื่อตระเตรียมความพร้อมและอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลังก็จะไปรวมตัวกันที่วาร์ปเกทเพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะดันเจี้ยน ในช่วงเวลานั้นโทยะก็ได้นำสิ่งจำเป็นสำหรับงานในครั้งนี้มามอบให้โฮมุระโดยมันบรรจุเอาไว้ในกระเป๋าสะพายหลังซึ่งเจ้ากระเป๋าใบนี้มันได้ใส่เวทสโตร์เอาไว้ทำให้มันมีค่าไม่ต่างอะไรกับกระเป๋าสี่มิติจากนั้นก็สั่งกำชับให้โฮมุระเก็บซ่อนสมาร์ทโฟนเอาไว้ให้ดีอย่าให้ใครเห็นเป็นอันขาด และเมื่อครบกำหนดเวลานัดหมายโฮมุระก็ได้กลับไปรวมกลุ่มกับพวกนักผจญภัยจุดนัดพบและพวกเขาทั้งเจ็ดก็ออกเดินทางไปยังที่หมายเมื่อทุกคนเดินผ่านประตูเคลื่อนย้ายมาแล้วก็มาอยู่ที่เกาะดันเจี้ยนที่ชื่อว่า “อามาเทระสุ” สำหรับโฮมุระแล้วเธอเพิ่งเคยมาเกาะดันเจี้ยนเป็นครั้งแรกเช่นกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะมัวแต่ยุ่งกับการฝึกและภาระกิจบวกกับเธอว่ายน้ำไม่เป็นจึงทำให้เธอไม่ค่อยอยากจะมาที่ทะเลซักเท่าไหร่นัก พวกเขาต้องหาทางขึ้นไปทางตอนเหนือของเกาะให้ได้โดยพวกเขาตั้งใจจะข้ามสะพานที่อยู่ห่างจากจุดนี้ไปราว ๆ หนึ่งกิโลเมตร แม้ว่าจะมีดันเจี้ยนอยู่สามแห่งคือ “อามาเทราสุ” “สึคุโยมิ” และ “ซุซาโนะโอ” แต่ว่าแท้จริงแล้วเกาะดันเจี้ยนนั้นประกอบด้วยเกาะจำนวน 7 เกาะรวมกันซึ่งชื่อของเกาะทั้งเจ็ดนั้นก็คือ ซันดี้ มันดี้ ทิวดี้ เวนดี้ ซารุดี้ ฟลายดี้ และ ซาเทอดี้ ซึ่งดันเจี้ยนอามาเทราสุนั้นตั้งอยู่บนเกาะซันดี้ ส่วนสึคุโยมิอยู่ที่เกาะมันดี้ และซุซาโนะโออยู่บนเกาะเวนดี้
.
หลังจากเดินกันมาได้ซักเหล่านักผจญภัยก็ได้พบกับสะพานขนาดใหญ่ที่ทอดยาวข้ามไปยังอีกเกาะหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังเดินข้ามสะพานไปนั้นโฮมุระก็สึกถึงอะไรบางอย่างเธอจึงแอบใช้เนตรมารของเธอเพื่อตรวจสอบดูก็เห็นว่ามีมังกรอยู่ที่นี่ โฮมุระรู้สึกตกใจมากเธอจึงแอบใช้สมาร์ทโฟนของเธอส่งข้อความไปเพื่อขอกำลังสนับสนุนแต่คำตอบที่ได้รับคือไม่ต้องกังวลให้ดำเนินภาระกิจต่อไปหลังจากข้ามสะพานมาพวกนักผจญภัยก็มาถึงเกาะทิวดี้ ซาเจ็ตใช้แม่เหล็กเป็นเข็มทิศเพื่อยืนยันตำแหน่งและชี้ไปยังภูเขาที่ต้นหญ้าอัคคีน่าจะอยู่ซึ่งจากจุดที่อยู่ไปจนถึงที่หมายนั้นมันไกลจนเรียกได้ว่าไม่มีทางจะไปถึงได้ในวันเดียวทว่าในตอนนั้นเองมิอุก็ร้องเตือนว่ามีอะไรบางอย่างกำลังมา เมื่อสิ่งนั้นปรากฏออกมาให้เห็นทุกคนก็โล่งใจเพราะสิ่งนั้นเป็นแค่กวางตัวเล็ก ๆ เมื่อคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วกาลอนกับโรสก็เริ่มมีปากเสียงกันอีกแต่แล้วในพริบตานั้นก็มีอะไรบางอย่างกระโจนออกมาขยำกวางตัวนั้น เลือดสด ๆ สาดกระจายอย่างน่ากลัวมันคือมอนสเตอร์ที่มีชื่อว่า “บลัดไลเกอร์” และตอนนี้สายตาของมันก็จ้องมองมาทางกลุ่มนักผจญภัยอย่างมุ่งร้าย กาลอนพุ่งเข้าไปโจมตีบลัดไลเกอร์แต่ก็ไม่ได้ผลจากนั้นไลเกอร์ก็สวนกลับมาแต่กาลอนใช้โล่ห์ในมือต้านไว้ได้ ในตอนนั้นเองโรสก็ตะโกนให้ถอยหนีออกมาเพราะบลัดไลเกอร์กำลังจะพ่นไฟออกมาจากปาก กาลอนล้มลงเพราะการโจมตีนั้นแต่โชคยังดีที่โดมเข้าไปช่วยโจมตีทำให้บลัดไลเกอร์ถอยห่างออกไป
.
ซาเจ็ตร่ายเวทร็อคแครชโจมตีใส่บลัดไลเกอร์แต่เนื่องจากเสียเวลาในการร่ายมันจึงช้าเกินไปเป้าหมายจึงเคลื่อนตัวหลบไปได้ก่อนที่ก้อนหินจะหล่นลงมา อาเบลกับโรสเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธของตนแต่การการตะลุมบอลที่สเปะสปะนี้กลับกลายเป็นการขัดแข้งขัดขาพวกเดียวกันเองไปแทน เพราะอาวุธของโรสคือแส้การฟาดมันโดยไม่ระวังเพื่อนในกลุ่มทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ในตอนนั้นโฮมุระก็หยิบชูริเคนออกมาปาใส่หน้าบลัดไลเกอร์ ชูริเคนอันหนึ่งปักเข้าที่ดวงตาของมันแต่ผลลัพธ์ก็คือบลัดไลเกอร์ที่บาดเจ็บหันมาเล่นงานเธอแทน โฮมุระจึงต้องเผ่นหนีสุดชีวิตกระโดดไปตามต้นไม้กิ่งไม้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยมีบลัดไลเกอร์ไล่หลังมาติด ๆ เมื่อทิ้งระห่างจากกลุ่มมาได้แล้วเธอก็ลงมาที่พื้นและชักดาบนินจาของเธอออกมาพูดกันตามตรงเจ้านี่ไม่ใช่คู่มือของโฮมุระเลยด้วยซ้ำ เพราะหากเทียบกับการฝึกกับเจ๊โมโรฮะแล้วความเร็วในการโจมตีของบลัดไลเกอร์มันก็ไม่ต่างอะไรกับเต่าเลย แต่ปัญหาก็คือถ้าเธอฆ่ามันได้ด้วยตัวคนเดียวแล้วล่ะก็มันก็จะสะดุดตาเกินไปนี่สิ “จะทำยังไงดีนะ” นั่นคือสิ่งที่โฮมุระคิดไม่ตกในตอนนี้ และท้ายที่สุดโฮมุระก็ตัดสินใจใช้พิษที่ส่งผลให้บลัดไลเกอร์อ่อนแอลงจนกลุ่มนักผจญภัยจะสามารถโค่นมันได้ โดยเธอได้ทาพิษลงบนดาบของเธอและใช้ดาบนั้นโจมตีใส่บลัดไลเกอร์ทำให้เกิดบาดแผลเพียงเล็กน้อย ซึ่งพิษที่เธอใช้นั้นคือพิษของอิเชนที่จะทำให้เป้าหมายเกิดอาการชาและเป็นอัมพาตยิ่งเคลื่อนไหวร่างกายเร็วมากเท่าไหร่พิษก็จะยิ่งเดินเร็วเท่านั้น
.
ในระหว่างที่รอให้พิษออกฤทธิ์อยู่นั้นมิอุก็เข้ามาโจมตีบลัดไลเกอร์จากด้านหลังและสามารถตัดหางของมันได้สำเร็จ บลัดไลเกอร์ที่บาดเจ็บพุ่งเป้าไปที่มิอุทันที มิอุหลบฉากไปอาเบลพุ่งออกมาด้านหน้าพร้อมกับโล่ห์ในขณะเดียวกันซาเจ็ตที่อยู่ด้านหลังร่ายเวท์ไลท์แอโรว์โจมตีใส่บลัดไลเกอร์ หลังถูกศรแสงโจมตีสภาพของมันเริ่มดูแย่ลงไม่รู้ว่าเพราะพิษเริ่มออกฤทธิ์หรือเพราะการโจมตีนั้นส่งผลโดยตรงแต่ที่แน่ ๆ บลัดไลเกอร์เริ่มอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นโรสกับโดมก็เข้ามาโจมตีซ้ำทำให้บลัดไลเกอร์ล้มลงและจากนั้นกาลอนก็วิ่งเข้าไปปิดฉากการต่อสู้โดยฟาดดาบเข้าผ่ากลางแสกหน้าของบลัดไลเกอร์และปิดฉากการต่อสู้ลง แต่แล้วกาลอนก็โดนโรสตำหนิอีกจนได้เพราะเขาฟาดดาบใส่หัวบลัดไลเกอร์อย่างแรงทำให้เขี้ยวของมันหักกลางซึ่งเขี้ยวของบลัดไลเกอร์มีราคาที่สูงถ้าหากอยู่ในสภาพดีแต่ถ้าเสียหายขนาดนี้ราคาก็ย่อมตกลงไปเป็นธรรมดาแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมิอุก็เข้าไปเลาะเอาเขี้ยวของมันออกมาอยู่ดีอ หลังจากนั้นเหล่านักผจญภัยก็หารือกันว่าจะจัดการกับซากของบลัดไลเกอร์อย่างไรดีเพราะนอกจากเขี้ยวแล้ว ขนกับหนังก็ยังเป็นของที่ขายได้ราคาแต่ในสถานที่แบบนี้หากถลอกหนังของมันใส่กระเป๋าไปล่ะก็กลิ่นคาวเลือดอาจจะเป็นเรียกให้มอนสเตอร์อื่น ๆ ให้เข้ามาโจมตีเอาได้ ในตอนนั้นเองดวอร์ฟโดมก็เสนอให้เอาขนมันไปอย่างเดียวก็น่าจะได้ซึ่งโรสกับมิอุก็เห็นด้วยกับความคิดนี้จึงเริ่มลงมือจัดการ ส่วนเนื้อของมันนั้นรสชาติห่วยแตกจึงไม่นำมาเป็นอาหาร
.
หลังจากที่จัดการแยกเอาชิ้นส่วนที่ขายได้ออกมาแล้วพวกนักผจญภัยก็จัดการฝังซากของบลัดไลเกอร์เอาไว้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อมันกลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ต่อไป ส่วนชิ้นส่วนพวกนั้นหลังจบการทดสอบก็จะนำไปขายที่กิลด์และหารแบ่งเงินกันภายหลัง เหล่านักผจญภัยทั้งเจ็ดเริ่มออกเดินทางต่อ ในระหว่างทาง มิอุ โรสและโฮมุระก็สนทนากันเป็นระยะ ๆ เนื่องจากเป็นผู้หญิงเหมือนกันจึงสนทนากันได้ง่าย จากการสนทนาทำให้รู้ว่า บ้านเกิดของมิอุนั้นอยู่ใกล้ ๆ กับทะเลมหาพฤษา ส่วนโรสนั้นเป็นนักล่าของจักรวรรดิ์มาก่อน ส่วนโรสนั้นสังเกตชุดที่โฮมุระใส่อยู่ก็คาดเดาว่าเป็นคนที่มาจากทางตะวันออกซึ่งโฮมุระก็บอกว่าเธอเกิดที่อิเชน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับอาณาจักรบรุนฮิวเพราะประชากรส่วนหนึ่งที่บุกเบิกอาณาจักรนี้ก็เป็นชาวอิเชน แต่หลังจากนั้นมิอุที่เดินนำหน้าอยู่ก็หยุดเดินและบอกว่าเธอได้ยินเสียงน้ำน่าจะมีแม่น้ำอยู่ใกล้ ๆ นี้ โรสจึงเรียกซาเจ็ตที่อยู่ด้านหลังให้นำแผนที่ออกมาดู ซึ่งถ้าเดินไปตามนี้ก็จะขึ้นไปบนเขาได้ กลุ่มนักผจญภัยเดินตามแม่น้ำมาโดยไม่ได้พบเจอกับมอนสเตอร์จนถึงเวลาเย็นเนื่องจากการเดินทางในตอนกลางคืนมีความเสี่ยงสูงพวกเขาจึงตัดสินใจหยุดตั้งแคมป์ค้างแรมที่บริเวณพื้นที่โล่งใกล้แม่น้ำเริ่มก่อกองไฟและหุ่งหาอาหาร โฮมุระอาศัยจังหวะนี้แยกตัวออกมาจากกลุ่มโดยบอกกับโรสว่าเธอจะไปเด็ดดอกไม้หน่อย (ซึ่งความหมายจริง ๆ หมายถึงไปเข้าห้องน้ำ) เพราะเธอกะจะไปแอบกินข้าวแกงกระหรี่ที่อยู่เก็บอยู่ในกระเป๋าสี่มิติของเธอนั่นเองพร้อมกับส่งรายงานสถานการณ์ให้โทยะด้วยหลังจากนั้นเธอก็กลับไปรวมกลุ่มอีกครั้ง มิอุกได้กลิ่นแกงกระหรี่จากตัวโฮมุระทว่าโชคดีที่ไม่มีใครคิดว่าจะสามารถพกแกงกระหรี่มากินได้ทำให้โฮมุระรอดตัวไป
.
หลังจากนั้นก็มีการจัดเวรยามเฝ้าระวังโดยแบ่งเป็นสามช่วง โดยกลุ่มชายที่มีสี่คนแบ่งเป็นทีมละสองคนส่วนทีมหญิงรวมเป็นทีมสามคน ซึ่งตอนนี้คนที่ยังไม่ถึงเวลาเฝ้ายามก็แยกตัวไปนอน ส่วนสามสาวนั้นรับหน้าที่เป็นเวรผลัดแรก โฮมุระคิดว่าถ้าพรุ่งนี้ตรงจุดที่หมายถ้าไม่เจอไฟร์ลิซาร์ดก็คงจะดี ในระหว่างนั้นโฮมุระก็สังเกตว่าโรสกำลังมองไปรอบ ๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างเธอจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย โรสนั้นกำลังสงสัยว่าพวกผู้คุมสอบกำลังเฝ้าดูพวกเธออยู่จริงหรือเปล่าเพราะไม่รู้สึกว่ามีใครกำลังคอยจับตาดูพวกเธออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งจริงแล้วคนที่โรสว่าก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้นั่นแหละแต่ทว่าโฮมุระก็พูดอะไรมากไม่ได้เธอจึงได้แต่บอกว่า ต้องดูอยู่แน่บางทีที่จับสัมผัสไม่ได้เพราะว่าคนที่เคยจับตาดูนั้นเป็นหน่วยลับของบรุนฮิวที่มีทักษะสูงกว่าพวกเธอมาก แต่นั่นก็ยิ่งทำให้โรสสงสัยว่าทำไมพวกหน่วยลับของบรุนฮิวถึงออกมาเคลื่อนไหวทั้ง ๆ ที่นี่มันเป็นการทดสอบของกิลด์ โฮมุระก็ตอบไปว่าเพราะผู้คุมสอบคนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรบรุนฮิวดังนั้นการจะให้หน่วยลับของบรุนฮิวมาคอยจับตาดูและช่วยเหลือหากเกิดเหตุร้ายแรงก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ถ้าให้พวกเขาออกมาช่วยล่ะก็นั่นแปลภารกิจล้มเหลวและพวกเธอก็จะสอบตกหลังจากนั้นพวกเธอก็คุยกันตามประสาผู้หญิงเสียงดังไปหน่อยโดมเลยตะโกนออกมาบอกให้พวกเธอเบา ๆ กันหน่อยเพราะพวกเขานอนไม่หลับ พวกเธอจึงพยายามลดเสียงลงและคุยกันไปเรื่อยจนถึงเวลาเปลี่ยนเวร
.
เช้าวันรุ่งขึ้นโฮมุระที่กำลังหลับอยู่ก็ถูกปลุกให้ตื่นโดยมิอุ แม้จะยังง่วงอยู่เล็กน้อยแต่การล้างหน้าที่แม่น้ำก็ช่วยให้ตาสว่างขึ้นได้ ท้องฟ้าในวันนี้แจ่มใสเหล่านักผจญภัยเริ่มออกเดินทางและหวังว่าจะได้พบกับต้นหญ้าอัคคีภายในวันนี้ ในระหว่างที่เดินไปตามเส้นทางบนภูเขาพวกเขาพยายามระมัดระวังตัวให้มากที่สุดหลังจากเดินมาได้ราวสามชั่วโมงพวกนักผจญภัยก็พ้นออกจากเขตป่าเข้าสู่เขตที่เป็นพื้นที่ที่เป็นหินผาที่ถึงแม้จะมีต้นหญ้างอกขึ้นมาอยู่มากมายแต่นั่นก็ไม่ใช่หญ้าอัคคี เพราะต้นหญ้าชนิดนี้จะเติบโตอยู่บริเวณใต้เงาของหินผามันจึงเป็นการยากที่จะค้นหาด้วยการมองแบบผ่าน ๆ อาเบลจึงเสนอว่าควรจะแยกย้ายกันหาดีไหม? ทางด้านของโดมนั้นคิดว่าการแยกกันไปคนละทิศละทางมันดูอันตรายไปหน่อยเพราะที่นี่มีไฟร์ลิซาร์ดอยู่ แต่ซาเจ็ตนั้นเห็นว่าในเวลาที่จำกัดแบบนี้การแยกย้ายกันค้นหาจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเพราะถ้าพวกเขาเสียเวลามากเกินไป ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถนำเอาหญ้าอัคคีไปส่งที่กิลด์ได้ทันตามเวลาที่กำหนดสุดท้ายแล้วเหล่านักผจญภัยก็เลือกวิธีแยกย้ายกันค้นหา โฮมุระปืนขึ้นไปบนก้อนหินที่สูงที่สุดในบริเวณนั้นเพื่อใช้เนตรมารของเธอมองค้นหาต้นหญ้าอัคคี แต่เธอก็รู้สึกว่ามันอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเธอไปหรือเปล่าเธอควรจะปล่อยให้ผู้เข้ารับการทดสอบค้นหามันให้เจอด้วยตนเองดีไหม เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เธอจึงส่งข้อความไปหาโทยะและก็รับคำตอบว่าอนุญาตให้เธอค้นหาด้วยได้ เมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียวโฮมุระก็ตั้งหน้าตั้งตามองหาต้นหญ้าอัคคีแต่มองหาอยู่เกือบชั่งโมงก็ไม่พบ
.
โฮมุระเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่กำลังมองหานั้นมันอยู่บนเกาะนี้จริงหรือเปล่าแล้วก็คิดว่าหรือว่าบางทีโทยะแอบมาเก็บออกไปเกือบหมดแล้วและทิ้งอันที่มองหายาก ๆ เอาไว้ให้ก็ได้แต่แล้วในตอนนั้นเองโฮมุระก็จ๊ะเอ๋กับไฟร์ลิซาร์ดเข้าจนได้ เธอใช้ชูริเคนโจมตีใส่ไฟร์ลิซาร์ดแต่ไร้ผลเพราะเกล็ดของมันแข็ง โฮมุระชักดาบนินจาของเธอออกมาพร้อมกับคิดหาทางเอาชนะพลางคิดไปถึงชิซุคุที่เชี่ยวชาญการใช้วิชานินจาที่เกี่ยวกับการใช้น้ำแต่ตัวเธอนั้นตรงข้ามเพราะเธอถนัดวิชานินจาสายที่ใช้ไฟ แต่ก็ยังโชคดีที่ตอนนี้เธอก็อยู่ลำพังจึงสามารถใช้ทักษะได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าความจะแตก โฮมุระขว้างถุงดำที่บรรจุผงจากปีกของผีเสื้อกลางคืนเอาไว้เข้าใส่ไฟร์ลิซาร์ด เมื่อสูญเสียทัศนวิสัยไฟร์ลิซาร์ดก็เริ่มอาละวาด โฮมุระอาศัยจังหวะนั้นยกก้อนหินขนาดประมาณลูกแตงโมมาทุ่มใส่หัวไฟร์ลิซาร์ด มันได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่สินฤทธิ์และเตรียมจะพ่นไฟโฮมุระจึงทุ่มหินใส่มันอีกจนมันตายในที่สุด โฮมุระลองสำรวจซากของไฟร์ลิซาร์ดแต่เธอไม่รู้ว่าส่วนไหนเอาไปขายได้บ้างถ้าเป็นโรสหรือมิอุก็คงจะรู้แน่ แต่การที่มีไฟร์ลิซาร์ดอยู่นั่นก็แปลว่าแถวนี้ต้องมาหญ้าอัคคีอยู่แน่นอน ในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นเธอก็สังเกตเห็นแสงสว่างระเบิดขึ้นกลางอากาศ
.
นั่นเป็นแสงที่เกิดจากเวทแฟลซ คนที่ใช้มันคือซาเจ็ตไม่ผิดแน่แต่การส่งสัญญาณเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันเขาเจอตัวหญ้าอัคคีแล้วหรือว่ากำลังสู้กับไฟร์ลิซาร์ดอยู่กันแน่โฮมุระจึงตัดสินใจรีบมุ่งหน้าไปจุดที่แสงนั้นเกิดขึ้นในทันที เมื่อมาถึงก็พบว่าซาเจ๊ต การอนและโดมกำลังถูกฝูงไฟร์ลิซาร์ดล้อมไว้อยู่ ซาเจ็ตพยายามใช้เวทไลท์แอโร่ของเขาโจมตีพวกไฟร์ลิซาร์ดแต่ก็ได้ผลไม่มากนัก โฮมุระเข้าไปช่วยสู้ไม่นานนักมิอุ โรสและอาเบลก็เข้ามาสมทบและจัดการกับไฟร์ลิซาร์ดแต่สามคนนั้นยังคงติดอยู่ในวงล้อม โฮมุระจำเป็นต้องเปิดทางให้ทั้งสามหนีออกมาให้ได้เธอจึงโยนระเบิดเข้าไปแรงระเบิดอัดไฟร์ลิซาร์ดกระเด็นกระดอนไปหลายตัวส่วนพวกโดมปลอดภัยเพราะโล่ห์ป้องกันไว้ได้ และพวกเขาก็พากันหนีออกจากจุดนั้นกลับมาสมทบกับคนในกลุ่ม หลังจากนั้นโฮมุระก็ปาระเบิดไปอีกหลายลูกแรงระเบิดเล่นงานพวกไฟร์ลิซาร์ดจนย่ำแย่จนสุดท้ายมันก็ล่าถอยไป หลังจากนั้นโรสก็ถามว่าสามคนนั้นไปทำอะไรพวกไฟร์ลิซาร์ดถึงได้แห่กันมามากมายขนาดนี้แต่อาเบลก็ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำอะไรแค่กำลังจะเข้าไปในซอกหินตรงนั้นพวกไฟร์ลิซาร์ดก็แห่กันออกมา มิอุจึงลองเดินไปที่ตรงนั้นดูทุกคนที่เหลือค่อย ๆ เดินตามกันไปและสิ่งที่เขาพบก็คือต้นหญ้าอัคคีที่งอกงามอยู่มากมายจนมีสภาพดูเหมือนกับพรมสีแดง เมื่อเหล่านักผจญภัยเก็บต้นหญ้าอัคคีมาได้แล้วพวกเขาก็รู้สึกดีใจที่จะได้ผ่านการทดสอบแต่ในระหว่างนั้นโฮมุระก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูแปลก ๆ เธอรีบขึ้นไปดูสิ่งที่อยู่ด้านบนก็พบกับรังของสัตว์อะไรบางอย่างและเธอก็ฉุกคิดได้ว่าหญ้าชนิดนี้ไม่ได้มีแค่ไฟร์ลิซาร์ดเท่านั้นที่กินมันเป็นอาหาร และการที่พวกไฟร์ลิซาร์ดแห่งกันมากินหญ้าในเวลานี้เพราะ “มัน” ไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นโฮมุระก็พยายามจะตะโกนบอกให้ทุกคนรีบหนีแต่ทว่าตอนนี้เจ้าของสถานที่ “ไวเวิร์น” ได้กลับมาถึงรังเรียบร้อยแล้วพร้อมกับจ้องมองมายังกลุ่มนักผจญภัย
.
แน่นอนว่าเหล่านักผจญภัยไม่มีทางรับมือกับไวเวิร์นที่ถูกจัดเป็นมอนสเตอร์ระดับสีแดงได้แม้แต่โฮมุระเองก็ไม่สามารถจะทำได้(เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ของหน่วยอัศวินของบรุนฮิวติดมาด้วย) ถ้าเป็นมังกรดินอาจจะพอทำอะไรได้บ้างแต่กับมังกรบินแล้วถ้าไม่มียุทธโทปกรณ์เข้าช่วยล่ะก็ไม่มีหนทางจะเอาชนะได้เลยทางเลือกเดียวของพวกเขาคือหนีแต่ไม่ใช่การหนีแบบสะเปะสะปะต้องถอยร่นอย่างเป็นแบบแผนไม่เช่นนั้นก็ตายหมู่ แต่ทว่าในตอนนั้นกาลอนก็ดันทำโล่ห์ตกทำให้เกิดเสียงดังขึ้นไวเวิร์นจึงเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยไฟร์บอลสามลูกพวกเขาจึงต้องรีบหลบกันจ้าละหวั่นแม้จะรอดจากเปลวเพลิงไปได้แค่ร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากไฟร์บอลนั้นก็สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับพื้นที่เป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่าถ้าโดนเข้าละก็ตายทันทีแน่นอน โฮมุระจึงตัดสินใจที่จะหลอกล่อไวเวิร์นเพื่อถ่วงเวลาให้คนอื่น ๆ ถอยหนีไปตอนแรกมิอุจะตามไปด้วยแต่โฮมุระปฏิเสธหลังจากนั้นเธอก็เริ่มจู่โจมไวเวิร์นด้วยชุริเคนโดยพยายามเล็งไปที่ตาของมันแต่ว่ามันหลบได้ โฮมุระวิ่งหนีไปในทิศทางตรงข้ามกับเพื่อน ๆ และใช้ชุริเคนกับก้อนหินโจมตีต่อไปเพื่อดึงความสนใจของไวเวิร์นมาที่ตน พวกนักผจญภัยยังหนีไปได้ไม่ไกลพอเธอจึงจำเป็นต้องอยู่ตรงนี้ต่อ
.
โฮมุระหยิบขวดที่บรรจุพิษยาชาเอาไว้ออกมาจากนั้นก็ปามันไปยังจุดที่อยู่สูงกว่าไวเวิร์นก่อนจะปาชุริเคนทำลายขวดนั้นเพื่อให้พิษกระจายออกมาใส่ไวเวิร์นแม้ว่าถ้าไม่เข้าสู่ร่างกายพิษยาชาก็จะไม่ส่งผลแต่อย่างน้อย ๆ มันก็สร้างความเจ็บปวดที่บริเวณผิวภายนอกได้บ้างและยังเป็นการยั่วโมโหอีกฝ่ายไปในตัวด้วยไวเวิร์นที่ได้รับความเจ็บปวดโจมตีใส่โฮมุระอย่างบ้าคลั่งด้วยไฟบอลแต่แน่นอนว่าเธอหลบมันได้และเมื่อเห็นว่านักผจญภัยคนอื่น ๆ เผ่นหนีไปแล้วเธอก็เตรียมเผ่นเหมือนกันเธอโดดหนีไปตามชะง่อนหินอย่างรวดเร็วแต่จะทำยังไงถึงจะหนีพ้นล่ะในระหว่างที่กำลังคิดหาทางอยู่นั้นไวเวิร์นก็พุ่งเข้าใส่ทำให้เธอต้องรีบเปลี่ยนเส้นทางหนีเข้าไปในป่า โฮมุระคิดว่าคนอื่น ๆ น่าจะหนีไปยังที่ปลอดภัยได้แล้วส่วนทเธอเองก็ต้องรีบหาทางหนีจากที่นี่เช่นกันแต่ทันใดนั้นลูกไฟก็พุ่งลงมาตกลงที่ด้านหลังของเธอทำเอาทั้งต้นไม้และตัวเธอถึงกับปลิวไปเลยทีเดียวแรงกระแทกทำให้โฮมุระกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบและทำให้เธอได้รับบาดเจ็บที่เท้าข้างขวาความเร็วในการหลบหนีถูกตัดทอนลงในทันที ไวเวิร์นพยายามจะโจมตีด้วยไฟร์บอลอีกครั้งแต่พลังเวทของมันก็หมดลงเสียก่อนทำให้โฮมุระรอดจากการโดนย่างสดไปแต่ทว่าสถานการณ์ก็ยังย่ำแย่ไม่เปลี่ยนอยู่ดีเพราะยังไงซะเธอไม่มีวิธีจัดการกับมันและเมื่อเวลาผ่านไปพลังเวทของมันฟื้นกลับมามันก็โจมตีได้อีก ในระหว่างนั้นไวเวิร์นก็ลงมาที่พื้นและอ้าปากว้าง ๆ หมายจะขย้ำโฮมุระด้วยเขี้ยวเธอถอยหนีออกมาและปาชุริเคนเข้าไปในปากของมันทันทีแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่นักไวเวิร์นพ่นชุริเคนที่ถูกปาเข้าไปออกมาและใช้หางฟาดใส่โฮมุระ เธอหลบได้อย่างฉิวเฉียดก็จริงแต่นั่นก็ทำให้อาการบาดเจ็บที่ขาของเธอแย่ลง
.
ระหว่างสถานการณ์ของโฮมุระกำลังย่ำแย่ลงอยู่นั้น พวกมิอุก็กลับมาช่วยเธอซาเจ็ทร่ายเวทวู้ดไบน์เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของไวเวิร์นเอาไว้ รากไม้ที่งอกออกมาพันขาของไวเวิร์นเอาไว้แน่นแต่ก็หยุดมันไว้ได้ไม่นานไม่ช้ามันก็กระชากรากไม้จนขาด มิอุ โดมและอาเบลที่สู้แรงไวเวิร์นไม่ไหวถูกอัดกระเด็นไปตกบนพุ่มไม้แล้วมันก็บินขึ้นท้องฟ้าไปอีกครั้ง โรสเข้ามาดูอาการของโฮมุระและสอบถามถึงสภาพของเธอ โฮมุระบอกว่าเธอไม่เป็นไรแต่ทำไมพวกโรสถึงได้กลับมา โรสจึงบอกว่าที่จริงพวกเธอคิดว่าจะหนีไปแล้วแต่กาลอนกลับวิ่งกลับมาทำให้พวกเธอต้องตามมาที่นี่ แต่ถึงแม้พวกโรสจะกลับมาช่วยแต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นักเพราะการโจมตีของพวกเขาสร้างความเสียหายให้กับไวเวิร์นได้ไม่มากพอและบาดแผลเล็ก ๆ แบบนั้นก็เป็นได้แค่การยั่วโมโหมันเท่านั้น ไม่ช้ากาลอนก็ถูกซัดปลิวซาเจ็ทรีบปราดเข้าไปใช้เวทรักษาให้ทันที ไวเวิร์นพุ่งเป้าไปหากาลอนด้วยความโกรธเพราะถูกเขาฟันเขาที่หางในจังหวะนั้นอาเบลก็ใช้ดาบฟันเข้าไปที่ปีกแต่ก็ได้แผลเล็ก ๆ เท่านั้น ไวเวิร์นจึงเปลี่ยนเป้ากลับมายังอาเบลกับโดมและใช้ไฟโจมตีใส่เขาทั้งสอง แม้จะมีโล่ห์ป้องกันแต่พวกเขาทั้งสองก็ต้านแรงไม่ไหวและล้มกลิ้งไปกับพื้นในที่สุด เปลวเพลิงของไวเวิร์นทำให้ต้นไม้ในป่าติดไฟจนสภาพรอบ ๆ กลายเป็นทะเลเพลิงซาเจ็ทกับกาลอนก็โดนลูกหลงกลิ้งไปกับพื้นและแน่นิ่งไปเช่นกัน
.
โฮมุระรีบลุกขึ้นและตรงเข้าหาไวเวิร์นที่กำลังเตรียมจะพ่นไฟอีกครั้ง ถ้าโดนเข้าอีกทีสองคนนั้นก็คงจบเห่แน่โฮมุระพุ่งเข้าไปแทงไวเวิร์นจากด้านหลังแต่ทว่าดาบนินจาของเธอก็ทำอะไรไวเวิร์นไม่ได้ถ้าเธอพกดาบมิสทริลหรือดาบคริสตัลของกองอัศวินมาด้วยคงจัดการได้แล้วเสี้ยววินาทีต่อมาเมื่อไวเวิร์นสะบัดร่างกายของมันโฮมุระก็ตกลงมาส่วนมิอุกับโรสที่ตามมาก็โดนหางของไวเวิร์นอัดปลิวไป เหล่านักผจญภัยหมดสภาพจะสู้ต่อไปโฮมุระพยายามลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สะบักสะบอม สำหรับนินจาอย่างสึบากิหรือพวกโฮมุระแล้ววิชานินจาของพวกเธอไม่ใช่สิ่งที่เน้นไปที่การกำจัดศัตรูแต่มันเป็นวิชาที่เอาไว้สร้างโอกาสในการหลบหนีเพราะงานหลักของพวกเธอก็คือการรายงานข่าวลับ โฮมุระเองก็ไม่ได้เก่งวิชานินจามากนักแต่เมื่อเธอมาเป็นอัศวินแห่งบรุนฮิวเธอจึงได้รับการฝึกสอนทักษะต่อสู้จากพวกกองอัศวินมาและเธอจำเป็นจะต้องใช้มันที่นี่และเดี๋ยวนี้ โฮมุระเริ่มรวบรวมพลังเวทเอาไว้ที่หมัดของเธอ แม้ว่าจะไม่มีคุณสมบัติธาตุจึงไม่สามารถใช้เวทมนต์ออกมาได้แต่มนุษย์ทุกคนนั้นมีพลังเวทอยู่ในร่างกายดังนั้นการจะดึงมันออกมาใช้รูปแบบอื่นนั้นจึงสามารถทำได้ แม้ว่าจะไม่มั่นใจเต็มร้อยว่ามันจะได้ผลหรือไม่และเธอยังมีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวแต่โฮมุระก็จำเป็นต้องเสี่ยง ถ้าการโจมตีนี้ของเธอส่งผ่านไปยังภายในร่างกายของไวเวิร์นได้ละก็เธอก็เป็นฝ่ายชนะ เธอจ้องมองศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเพื่อเตรียมโจมตี ส่วนไวเวิร์นนั้นก็ไม่ได้บินขึ้นฟ้าดูเหมือนว่าบาดแผลจากการโจมตีของอาเบลนั้นจะมีผลอยู่เหมือนกัน
.
โฮมุระพุ่งเข้าใส่ไวเวิร์นอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู ทางไวเวิร์นเองก็อ้าปากออกกว้างเตรียมยิงลูกไฟ โฮมุระเข้าประชิดบริเวณหน้าอกที่ไม่มีเกล็ดหุ้มและส่งการโจมตีเข้าใส่อย่างแม่นยำและปลดปล่อยพลังเวทที่สะสมไว้ให้ระเบิดออกมา โฮมุระกลับลงมาที่พื้นเพราะแรงปฏิกิริยาจากการปะทะ เธอพยายามลุกจะลุกขึ้นยืนอีกครั้งแต่ร่างกายเธอก็รับไม่ไหวแล้ว แต่การโจมตีนั้นก็ทำให้ไวเวิร์นมีอาการแปลก ๆ เหมือนกันมันค่อย ๆ ถอยหลังไปแล้วจากนั้นก็สำรอกอะไรบางอย่างออกมาและหยุดนิ่งส่วนมือขวาของโฮมุระแตกยับและมีเลือดไหล ตอนนี้เธอขยับไม่ได้อีกแล้วแต่แล้วจู่ ๆ ความโล่งใจของเธอก็พังทลายลงเมื่อไวเวิร์นตัวนั้นมันกลับฟื้นคืนสติกลับมาการโจมตีเมื่อกี้ทำให้มันสลบไปเท่านั้นตอนนี้มันฟื้นกลับมาและเตรียมตัวจะพ่นไฟใส่โฮมุระที่นอนหมดสภาพอยู่ตรงนั้น เมื่อหนีไปไหนไม่ได้เธอก็ได้แต่นอนรอความตายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าเธอก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้นั่นจึงทำให้ใจของเธอสงบลงและรู้ว่าเธอไม่มีทางตายอยู่ที่นี่แน่นั่นก็เพราะเธอรับคำสั่งมาจากท่านผู้นั้นและเสี้ยววินาทีต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงของท่านผู้นั้นที่ออกมากล่าวคำว่า “พริซัน”
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 6 (362 - 371)
ในพริบตาต่อมาไวเวิร์นตัวนั้นถูกขังเอาไว้ในกำแพงเวทมนตร์ทีทรงพลังขนาดที่เปลวเพลิงของมันไม่สามารถจะเล็ดลอดออกมาทำอันตรายโฮมุระได้ และท่านผู้นั้นของโฮมุระก็ค่อย ๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้าสู่ผืนดิน “โมจิสึกิ โทยะ” ที่น่าจะเฝ้าดูเหตุการณ์ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้นยอมปรากฏกายออกมาช่วยเหลือจึงโดนโฮมุระบ่นว่ามาช้าจริง โทยะล็อกเป้าหมายไปที่กลุ่มนักผจญภัยที่บาดเจ็บทั้งหมดและทำการใช้เวทเมก้าฮีลรักษาทำให้พวกนั้นสามารถลุกขึ้นยืนกลับมาได้อีกครั้ง บาดแผลที่มือและข้อเท้าของโฮมุระเองก็ได้รับการรักษาจนหายดีเช่นกันแต่เธอก็ยังไม่หายดีเพราะเสียพลังเวทไปมากจากการใช้วิชานั้นจึงทำให้เรี่ยวแรงไม่กลับคืนมาแถมยังรู้สึกเวียนหัวอีกด้วยดังนั้นโทยะจึงต้องใช้ทรานเฟอร์ถ่ายโอนพลังเวทไปให้โฮมุระจึงฟื้นสภาพกลับมาเป็นปกติได้
.
เมื่อเหล่านักผจญภัยหายดีจากอาการบาดเจ็บแล้วโทยะจึงได้บอกกับพวกเขาว่าการทดสอบได้จบลงแล้ว แต่ถ้าต้องการพวกเขาสามารถจะขอทำเควสต่อได้โดยที่พวกกรรมการคุมสอบจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งแน่นอนรวมถึงว่าพวกเขาจะต้องจัดการกับไวเวิร์นนั่นด้วยตัวเองด้วย และสิ่งที่เหล่าเหล่านักผจญภัยเลือกก็คือยอมหยุดแต่เพียงเท่านี้เพราะพวกเขารู้ตัวเองดีแล้วว่าพวกเขาในตอนนี้ไม่มีทางเอาชนะไวเวิร์นได้ดันทุรังสู้ต่อไปก็ตายเปล่าเท่านั้นและเมื่อมติเป็นเอกฉันท์แล้ว โทยะก็ปลดบาเรียที่ขังไวเวิร์นไว้ออกและผู้เข้ามาคั่นกลางระหว่างไวเวิร์นกับกลุ่มนักผจญภัยก็คือชายชราที่ถือดาบอยู่เล่มหนึ่งอยู่ในมือ โฮมุระรู้สึกตกใจและประหลาดใจไปพร้อม ๆ กันที่ตกใจก็เพราะชายชราคนนั้นคืออดีตราชาแห่งอาณาจักรเลสเทียให้คนระดับนั้นมาเผชิญหน้ากับอันตรายแบบนี้ได้อย่างไรนั่นคือความตกใจส่วนประหลาดใจนั้นก็คือชายชราคนนี้มาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ นอกจากนี้ก็ยังมีเจ๊คารินะอีกคนหนึ่งด้วยและหลังจากนั้นปู่กาเรนก็ทำการสอนพวกเหล่านักผจญภัยว่าวิธีเชือดไวเวิร์นที่ถูกต้องนั้นต้องทำอย่างไร พูดจบปู่แกก็หายวับไปจากตำแหน่งที่เคยอยู่พริบตาต่อมาแกก็ไปโผล่ที่ด้านหลังของไวเวิร์นและฟันหางมันขาดด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว โดยปู่แกสอนว่าโดยปกติคนส่วนมากจะเล็งที่ปีกแต่ความจริงแล้วมันจะง่ายกว่ามากถ้าจัดการกับหาง ยิ่งใกล้โคนหางมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะไวเวิร์นที่เสียหางไปนั้นจะไม่สามารถรักษาสมดุลได้จะทำให้การเคลื่อนไหวจะแย่ลงและการบินก็จะรักษาสมดุลได้ยากทำให้บินเร็วไม่ได้อีกด้วย ส่วนต่อมาที่ควรจัดการก็คือเล็บเพราะมันส่วนที่เล็กที่สุดบนร่างกายของมันและถ้าหากจัดการกับเล็บได้ก็จะลดอาวุธโจมตีของมันได้ด้วย
.
และอีกไม่กี่อึดใจต่อมาปู่แกก็กระโดดขึ้นไปพร้อมกับตวัดดาบอย่างรวดเร็วหัวของไวเวิร์นก็หลุดลอยไปในอากาศปีกก็ถูกสะบั้นขาดไปด้วยเช่นกันร่างของมันล้มลงและแน่นิ่งในไม่กี่อึดใจ แต่ปู่แกก็ยังไม่ลืมที่จะเน้นสิ่งสำคัญที่ว่าการจัดการกับมอนสเตอร์สำหรับนักผจญภัยแล้วต้องสร้างความเสียหายให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้การซัดให้อยู่ในทีเดียวเป็นสิ่งที่ควรทำ (แม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสุดก็ตาม) โฮมุระสังเกตเห็นว่าดาบที่ปู่แกใช้มันคือดาบที่สร้างจากผลึกเฟรซก็จริงแต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะดาบนั่นอย่างเดียวแน่เพราะเธอเองก็มีดาบแบบนั้นอยู่แต่เธอก็ใช้มันทำอะไรแบบนั้นไม่ได้และสมมุติว่าถ้าเธอพกมันมาด้วยและใช้มันสู้กับไวเวิร์นล่ะก็อาจจะเอาชนะได้ก็จริงแต่ว่าสภาพศพของมันคงเละเทะจนขายไม่ได้ราคาแน่นอนเพราะเธอไม่สามารถใช้ดาบนั่นทำอะไรแบบนี้ได้นั่นเอง และหลังจากนั้นโทยะก็ได้ทำการประกาศผลสอบ ผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนได้ระดับเขียวแม้ว่าการทำเควสจะล้มเหลวแต่มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการพิจารณาเท่านั้น ผลการตัดสินนั้นประเมินจากการกระทำทุกอย่างนับตั้งแต่เริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง พวกเขาต่าวคนต่างแยกย้ายกันไปทางใครทางมันไม่ได้ปรึกษาหารือและไม่ได้ไปที่ห้องสมุดของกิลด์เพื่อศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับต้นหญ้าเปลวเพลิงหรือไฟร์ลิซาร์ดให้ดีเสียก่อนเลย ไม่มีการวางแผนที่ดีพอ ไม่มีการจัดระเบียบแบบแผนในการต่อสู้และยังดูแลรักษาตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ไม่ดีพอ และเรื่องที่คิดว่าการเจอไวเวิร์นเป็นความบังเอิญอันโชคร้ายก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดมหันต์เพราะในความเป็นจริงแล้วถ้าพวกเขาไปดูข้อมูลที่กิลด์ซักนิดก็จะรู้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไร และจุดนี้ก็เป็นเรื่องที่โฮมุระเองก็ทำผิดพลาดไปด้วยเช่นกัน และด้วยเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดก็ทำให้พวกเหล่าผู้เข้าทดสอบเข้าใจและยอมรับผลการตัดสิน
.
หลังจากการประกาศผลสอบจบปู่แกก็ยกซากไวเวิร์นให้กับเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบเอาไปขายเพราะอุปกรณ์ของพวกเขาได้รับความเสียหายมากจากการทดสอบในครั้งนี้ รวมกับชิ้นส่วนที่ได้มาจากเบลดไลเกอร์ก็ถือว่าได้มาเยอะอยู่และแน่นอนว่าพวกนั้นไม่สามารถจะขนกลับไปได้หมดสุดท้ายโทยะก็ต้องช่วยขนโดยนำใส่สโตร์มาและเมื่อแบ่งเงินที่ได้จากการขายก็ดูเหมือนว่าจะมีเศษที่หารไม่ลงตัวอยู่สุดท้ายอาเบลก็เลยเสนอให้ใช้เงินส่วนนั้นพาทุกคนไปเลี้ยงฉลอง โรสกับมิอุชวนโฮมุระร่วมปาร์ตี้ด้วยแต่โฮมุระปฏิเสธเพราะเธอมีหน้าที่หลักของเธออยู่แล้วแต่การเล่นเป็นนักผจญภัยในวันหยุดก็ไม่เลวเหมือนกัน แล้วเธอก็บอกกับทั้งสองว่าเธออยู่ที่บรุนฮิวนี่แหละถ้าหากมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้
.
กลับไปทางฝั่งของโทยะหลังจากฟังรายงานจากสึบากิก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่มีใครในกลุ่มนั้นสติกระเจิงจนต้องถอนตัวจากการเป็นนักผจญภัยหลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับไวเวิร์น ส่วนเรื่องตัวโฮมุระเองก็คงได้บทเรียนอะไรหลาย ๆ อย่างจากการปฏิบัติงานในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นยาแรงสำหรับความไม่รอบคอบของเธอ ส่วนเรื่องวิชาที่โฮมุระใช้ตอนอัดไวเวิร์นนั้นดูเหมือนว่าหากใช้โดยไม่ผ่านอุปกรณ์ป้องกันก็มีแต่จะบาดเจ็บเท่านั้นหากจะให้เป็นศาสตร์ที่ใช้ต่อสู้ที่จะถ่ายทอดให้ใช้งานได้แพร่หลายแล้วล่ะก็จำเป็นต้องหาทางที่ดีกว่านี้และหลังจากรายงานเสร็จสิ้นสึบากิก็หายแวบไปตามสไตล์นินจา ส่วนปู่ของฮิลด้าได้รับสมาร์ทโฟนแมชโปรดักซ์เป็นรางวัลสำหรับงานนี้ โดยเจ้าตัวอ้างว่าจะไว้ใช้โทรหาหลานสาวแต่โทยะก็หวั่น ๆ ว่าปู่แกจะเอาไปทำอะไรพิเรนท์หรือเปล่า นอกจากนี้ปู่แกก็ร้องขอภาพกราเวียไอดอลเพิ่มอีกโทยะจึงต้องโหลดจากในเน็ตและส่งให้ไปแต่ความหื่นของปู่แกยังไม่จบเพราะฮิวด้าไปเล่าถึงรูปภาพที่เคลื่อนไหวได้ให้ปู่แกฟังคราวนี้แกเลยขอคลิปวีดีโอแถมไปด้วยหลังจากได้ตามที่ของปู่ก็ฟินไปตามระเบียบ
.
ในที่สุดเรจีน่ากับเอลก้าก็ผลิตยูนิตเสริมพลังให้กับโกเลมออกมาได้สำเร็จโดยตั้งชื่อให้ว่า “โอเวอร์เกียร์” และได้ทำการทดสอบมันที่บริเวณทุ่งราบทางเหนือของบรุนฮิวซึ่งเป็นสถานที่เอาไว้สำหรับทดสอบอาวุธและฝึกซ้อมด้วยเฟรมเกียร์ โดยยูนิตที่กำลังใช้ทดสอบการเคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นโกเลมรูปแบบสิงโตสีดำขนาดของมันนั้นหากเทียบให้เฟรมเกียร์มีขนาดเท่ากับคนปกติเจ้าโกเลมตัวนี้ก็จะมีขนาดเท่ากับสิงโตจริง ๆ ขนาดเต็มวัยเมื่อเอามายืนเทียบกันโดยที่ส่วนหน้าอกของโกเลมตัวนี้ส่วนที่เป็นคริสตัลติดอยู่สิ่งนั้นคือส่วนที่เรียกว่า “คอร์เฟรม” โดยมันจะทำหน้าทีเหมือนกับค็อทพิทโดยให้พาร์ทเนอร์ของโกเลมจะสามารถเข้าไปอยู่ภายในนั้นและควบคุมโกเลมในการต่อสู้ได้ โดยตัวโกเลมจะซิงโครเข้ากับตัวโอเวอร์เกียร์โดยตรงและจะเพิ่มพลังในการต่อสู้ให้คิดง่าย ๆ โอเวอร์เกียร์ก็คือพาวเวอร์สูทของโกเลมอีกทีหนึ่งนั่นเอง ซึ่งความจริงสามารถทำเป็นรูปร่างมนุษย์ก็ได้แต่ทว่าเรจีน่ากลับไม่ทำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “อยากทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง” ก็เท่านั้นดังนั้นโอเวอร์เกียร์ในตอนนี้จึงมีรูปแบบเป็นสัตว์ไม่ใช่คน แต่การใช้รูปแบบสัตว์ก็ดูจะทำให้ได้ประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่ดีกว่ามา แต่ทว่าการใช้โกเลมสกิลในตอนที่สวมใส่โอเวอร์เกียร์อยู่นั้นยังไม่อาจจะทำได้เพราะยังมีความเสี่ยงอยู่หลายจุดเกินไป ส่วนเจ้าสิงโตสีดำที่เป็นเครื่องทดสอบนี้ถูกตั้งชื่อให้ว่า “เลโอนัวร์” ส่วนอาวุธของมันก็คือเขี้ยวและเล็บที่ทำจากผลึกเฟรซ ซึ่งก็น่าจะพอรับมือกับเฟรซระดับต่ำ ๆ ได้สบายอยู่แต่ระดับกลางกับสูงนั้นดูแล้วยังไม่น่าไหว แต่โทยะก็ยังอยากลองให้มันแปลงร่างจากรูปแบบสัตว์มาเป็นมนุษย์ได้ ทว่ามันก็ยังติดปัญหาที่ว่าสภาพภายในคอร์เฟรมอาจจะมีปัญหาจากการเปลี่ยนรูปทรงกระทันหันเอาได้
.
หลังจากนั้นเลโอนัวร์ก็หยุดการเคลื่อยไหวและย่อตัวนอนลงจากนั้นผู้ที่อยู่ด้านในคอร์เฟรมก็ออกมา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบินทดสอบเครื่องก็คือน้องสาวของเอลก้า โนรุนกับโกเลมคู่หูของเธอโครนอสนัวร์นั่นเอง โทยะเดินเข้าไปหาเธอเพื่อสอบถามความรู้สึกที่ได้ขับยูนิตใหม่นี้ในทันทีแต่โนรุนกลับมีอาการแปลก ๆ เธอมองโทยะด้วยแววตาราวกับปลาตายก่อนจะเข้ามาคว้าเสื้อโคทของโทยะเอาไว้แน่นและเหตุการณ์ต่อจากนี้ก็ถูกเซนเซอร์ (โนรุนอ้วกแตก) เนื่องอุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทกขณะเคลื่อนที่นั้นยังทำได้ไม่ดีพอนั่นเองเพราะการวิ่งในลักษณะของสัตว์สี่เท้านั้นสร้างแรงกระแทกมากกว่าการเคลื่อนที่แบบมนุษย์มากพอสมควรจึงจำเป็นต้องเพิ่มระดับให้มากกว่าที่ใช้ในเฟรมเกียร์ โทยะที่โดนโนรุนทิ้งบอมใส่เต็ม ๆ ก็ต้องรับหน้าที่พาเธอไปพัก จากนั้นเรจีน่าก็มาบอกว่าโอเวอร์เกียร์นั้นผลิตจำนวนมากไม่ได้เพราะโอเวอร์เกียร์ก็เหมือนยูนิตส่วนตัวบุคคล สร้างให้เฉพาะโกเลมตัวนั้น ๆ ใช้เท่านั้นถ้าให้ตัวอื่นมาใช้มันก็จะไม่ทำงานโดยจุดสำคัญอยู่ที่คอร์เฟรม คอร์เฟรมหนึ่งชิ้นจะถูกจูนให้เข้ากับผู้เป็นเจ้าของในกรณีที่จะให้คนอื่นอย่างเช่นเนียมาใช้โอเวอร์เกียร์ของโนรุนก็จำเป็นต้องสร้างคอร์ของเนียขึ้นมาก่อนและนำมาติดแทนที่จึงจะให้โอเวอร์เกียร์ของโนรุนได้ แต่สำหรับโทยะแล้วแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ เขาจึงต้องการจะพัฒนามันไปให้ถึงขั้นที่จะสามารถผลิตจำนวนมากได้เพราะการศึกเรื่องจำนวนมีความสำคัญมากแม้จะมียูนิตประสิทธิภาพดีแต่ถ้ามีน้อยเกินไปก็ย่อมพ่ายแพ้ได้
.
โทยะกลับไปที่ปราสาทและแวะไปที่ลานฝึกและได้พบกับฮิวด้า เธอเข้ามาบอกโทยะเกี่ยวกับเรื่องที่พี่ชายเธอเสนอการฝึกอัศวินร่วมกันระหว่างอาณาจักรเลสเทียกับอาณาจักรบรุนฮิว และฮิวด้ายังเสริมอีกว่าไม่แน่ว่าพี่ชายเธออาจจะอยากมาขอคำชี้แนะจากท่านพี่โมโรฮะด้วยก็ได้ เพราะวันก่อนไรฮาร์ดประลองกับฮิวด้าแล้วแพ้ ดูเหมือนว่าการโดนน้องสาวแซงหน้าไปก็อาจจะเป็นอะไรที่อดรนทนไม่ไหวจนต้องลุกมาฟิตฝีมือกันซักหน่อย โทยะเองก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันเขาจึงใช้โทรศัพท์ของเขาติดต่อไปหาไรฮาร์ดทันทีและหลังจากนั้นไรฮาร์ดและเหล่าอัศวินระดับหัวกะทิจำนวนหนึ่งก็เดินทางมาที่บรุนฮิวด้วยเกท จากนั้นหัวหน้ากองอัศวินแห่งบรุนฮิวก็ได้มาต้อนรับหัวหน้าอัศวินแห่งเรสเทีย “ฟราน ไอซ์แมน” ชายผู้ที่ดูมีอายุมากกว่าสี่สิบปี เขาเป็นเพื่อนกับอดีตราชาองค์ก่อนและยังเป็นอาจารย์ของไรฮาร์ทอีกด้วย ส่วนคนที่สอนดาบให้ฮิวด้านั้นคือคุณปู่กาเรน หลังจากนั้นก็มีการปรึกษากันเพื่อหาแนวทางว่าจะฝึกร่วมกันอย่างไรและสุดท้ายก็ตัดสินใจว่าการฝึกร่วมครั้งนี้จะให้เหล่าอัศวินไปล่าบลัดดี้แคร็ปที่เป็นมอนสเตอร์ระดับแดงอันตรายพอ ๆ กับพวกมังกรระดับต่ำ โดยการฝึกครั้งนี้เหล่าอัศวินบรุนฮิวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธคริสตัลแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเหล่าอัศวินจากทั้งสองประเทศก็ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการบลัดดี้แคร็ปลงได้และจบการฝึกอย่างงดงามด้วยการตั้งแคมป์กินหม้อไฟปูกัน แต่ในระหว่างที่กำลังอยู่ในปาร์ตี้นั้นชิลเอทก็ติดต่อมาหาโทยะดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นที่ไอเซนกัลด์ซะแล้ว
.
หลังจบศึกกับกีบลัมโทยะก็ไม่ใส่ใจอะไรกับอาณาจักรไอเซนกัลด์อีกเลยแต่จากข่าวที่เพิ่งได้รับมาตอนนี้ไอเซนกัลด์ถูกอะไรบางอย่างเล่นงานเข้าให้แล้ว โดยประมาณสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ที่นั่นได้มีหิมะสีทองตกลงมาแต่ก็ไม่นานอะไรทว่าหลายวันต่อมาผู้คนก็เริ่มมีอาการผิดปกติ พวกเขาเริ่มล้มป่วยมีไข้สูงและพากันเสียชีวิตกันอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมันมาจากอะไรกันแน่แต่เรื่องมันไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เพราะว่าศพของคนที่ป่วยตายดันมีดอกไม้สีทองงอกออกจากบริเวณศีรษะ และเมื่อดอกไม้นั้นเบ่งบานศพพวกนั้นก็กลายเป็นซอมบี้ลุกขึ้นมาเล่นงานผู้คนต่อไปอีก ดูเหมือนว่าจุดเกิดเหตุจะไม่ใช่ไอเซนกัลด์ทั้งหมดแต่อยู่บริเวณทางตอนเหนือซึ่งจุดนั้นก็คือบริเวณที่โทยะเขาไปจัดการกับพวกกับพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง โทยะ ยูมิน่า ซากุระและซูจึงเดินทางข้ามไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อสืบเรื่องนี้
.
พวกโทยะได้พบกับต้นไม่ยักษ์สีทองขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่าร้อยเมตรตั้งตระหง่านอยู่โดยเมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้วเหมือนไม่ใช่ต้นไม้ด้วยซ้ำมันเป็นเหมือนโลหะมากกว่าใบของต้นไม่ดูราวกับเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ ด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาดที่เหมือนกับมีต้นไม้หลาย ๆ พันธุ์มาผสมรวมกันเช่นนี้โทยะรู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นฝีมือของพวกกลายพันธ์ุแน่พวกนั้นมีแผนการจะทำอะไรบางอย่างกับที่แห่งนี้ ซูสงสัยว่าตัวตนที่แท้จริงของต้นไม้ต้นนี่อาจจะเป็นเฟรซแม้โทยะจะไม่เคยเห็นเฟรซที่เป็นลักษณะพืชมาก่อน และเจ้าสิ่งนี้นี่เองที่เป็นต้นตอของหิมะสีทองที่ว่าและอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่หิมะแต่เป็นสปอร์ที่เจ้าต้นไม้สีทองนี้ปล่อยออกมานั่นเองเมื่อคนสูดเอาสปอร์พวกนี้เข้าไปก็จะล้มป่วยตายและกลายเป็นซอมบี้ เฟรซที่กลายพันธุ์ไปแล้วจะกินวิญญาณของพวกมนุษย์หรือก็คือมันได้กลายเป็นพวกโซลอีทเตอร์ไปแล้วนั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วซูจึงเสนอให้กำจัดเจ้าต้นไม้นี่ให้สิ้นซากเสียแต่ปัญหาก็คือมันใหญ่ขนาดนี้แล้วคอร์ของมันอยู่ที่ตรงไหนกัน อยู่บนยอดหรือใต้ดินกันแน่โทยะจึงใช่ลองเซนส์ค้นหาดูก็พบว่าคอร์ของมันอยู่ด้านบนสูงขึ้นไปประมาณแปดสิบเมตรโดยมีกิ่งและใบบดบังอยู่เจ้าต้นไม้นี่คือเฟรซกลายพันธุ์ไม่ผิดแน่แล้วแถมเป็นระดับแอดวานท์อีกตะหาก
.
แต่ในระหว่างนั้นเองพื้นดินก็แตกออกและหนามสีทองจำนวนมากก็ทิ่มแทงออกมาใส่พวกโทยะจากทุกทิศทาง โทยะรีบพาทั้งสามคนหลบออกจากจุดนั้นด้วยเทเลพอร์ตทันทีโดยทิ้งระยะห่างออกจากต้นไม้นั้นไปประมาณร้อยเมตร เฟรซต้นไม้ยักษ์แม้มันเคลื่อนไหวรากที่เหมือนหนวดนั้นไปมาแต่มันเคลื่อนที่ตามมาไม่ได้สรุปว่ารากจำนวนมากมายนั่นเป็นอาวุธป้องกันไม่ให้ศัตรูเข้าประชิดได้การเข้าไปโจมตีมันในระยะใกล้แม้จะใช้เฟรมเกียร์ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปอยู่ดี โทยะตัดสินใจให้ยูมิน่าจัดการเธอรับคำและหยิบสมาร์ทโฟนของเธอออกมาจากกระเป๋าเสื้อโทยะได้ติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่เข้าไปนั่นก็คือ “สโตร์” โดยมันจะทำหน้าที่เป็นโรงเก็บเฟรมเกียร์ส่วนตัวของพวกเธอเอาไว้ทำให้สามารถเรียกออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ ยูมิน่าเรียกบรุนฮิวเด้เฟรมเกียร์ประจำตัวของเธอออกมา ยูมิน่าเข้าประจำที่และใช้ปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลเล็งเป้าไปยังเฟรซต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะลั่นไกส่งกระสุนหัวระเบิดเจาะเกราะที่ทำจากผลึกเฟรซเข้าใส่คอร์ของมันอย่างแม่นยำและด้วยแรงระเบิดจากหัวกระสุนก็ป่นคอร์ออกเป็นชิ้นแล้วร่างของมันก็ค่อย ๆ ละลายซึ่งเป็นสัญญาณว่ามันตายแล้วแน่นอน
.
เมื่อมั่นใจว่าเฟรซต้นไม้ตายแน่นอนแล้วโทยะหยิบสมาร์ทโฟนของเขาขึ้นมาเพื่อเตรียมตรวจหาเฟรซที่เหลืออยู่ในเมืองเพื่อจะได้ทำการเก็บกวาดแต่แล้วหน้าจอที่แสดงผลการค้นหาก็มีบางสิ่งเกิดขึ้นทำให้โทยะต้องประหลาดใจ เมื่อพินที่แสดงตำแหน่งของเฟรซมันค่อย ๆ หายไปทีละจุดทีละจุด ซากุระจึงให้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะโทยะกำจัดต้นไม้นั่นไปจึงทำให้เฟรซตัวอื่น ๆ ค่อย ๆ ตายตามไปนั่นอาจจะหมายความได้ว่าเฟรซที่เกิดขึ้นในเมืองนี้นั้นถูกควบคุมโดยเฟรซต้นไม้นี่ โดยมันจะควบคุมร่างของคนตายผ่านทางดอกไม้ที่บานอยู่บนหัวนั่น หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยโทยะก็เตรียมจะกลับไปยังหอแสงจันทร์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้ชิลเอทแต่ทว่ายูมิน่าดูจะอิดออดเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะคราวนี้ซูมาด้วยนั่นเองการจะพาเด็กอายุเท่านี้ไปที่หอนางโลมมันก็เป็นที่พูดได้ยาก โดยเฉพาะการจะอธิบายว่าที่นั่นมันเป็นสถานที่แบบไหนแล้วยิ่งทำได้ยากใหญ่สุดท้ายโทยะก็ผลักภาระหน้าที่ในการอธิบายให้ซูเข้าใจว่าหอนางโลมมันคืออะไรให้กับยูมิน่าและซากุระไป ส่วนเขารีบชิ่งออกมาเพื่อทำการติดต่อกับชิลเอทและในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องไปนัดพบกันที่คาเฟ่แห่งนึงแทน
.
ชิลเอทบอกกับโทยะว่าประมาณหนึ่งชั่วโมงซอมบี้ที่มีดอกไม้สีทองบนหัวพวกนั้นก็ละลายหายไปจนหมดโทยะจึงได้เล่าเรื่องราวของเฟรซต้นไม้ยักษ์ให้ชิลเอทฟังจึงได้รู้ว่าเรดาร์ตรวจจับเฟรซนั้นไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรกับเฟรซที่บุกมาในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเฟรซต้นไม้จะทำตัวเองเป็นเหมือนเมล็ดที่มีขนาดเล็กแล้วลอดผ่านช่องว่างมาทำให้ไม่เกิดแรงกระเพื่อมของมิติเรดาร์จึงตรวจจับไม่ได้ หลังจากอธิบายเรื่องเฟรซแล้วโทยะก็แนะนำซูกับซากุระให้ชิลเอทรู้จัก หลังจากนั้นชิลเอทก็พูดถึงเรื่องที่โทยะไปสอนเวทมนตร์ให้กับพวกเรดแคทและขอร้องให้โทยะสอนให้เธอบ้างและหลังจากตรวจสอบด้วยหินเวทแล้วก็พบว่าชิลเอทมีธาตุมืดแต่แน่นอนว่าโทยะสอนแต่เวทสายอัญเชิญเท่านั้นเขาไม่สอนเวทโบราณของบาบิโลนให้โดยเด็ดขาด โดยโทยะลองถามถึงความต้องการของชิลเอทว่าอยากได้สัตว์อสูรแบบไหน เจ๊แกก็บอกว่าเธอชอบแมวแต่ก็อยากได้ที่แกร่งพอจะมาเป็นบอดี้การ์ดให้เธอด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยพลังเวทของชิลเอทเองก็ไม่ได้มากมายอะไรนักจะให้สัตว์อัญเชิญออกมาอยู่นาน ๆ จึงเป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนอื่นโทยะได้เรียกโคฮาคุมาเพื่อช่วยในพิธีอัญเชิญ เมื่อผนวกพลังของโคฮาคุกับพลังเวทของชิลเอทแล้ว เสือดำตัวหนึ่งก็ถูกอัญเชิญออกมามันก็คือ “ไลท์ติ้งแพนเทอร์” และหลังจากที่โคฮาคุเจรจาต่อรองให้เสือดำตัวนั้นก็ยอมทำสัญญากับชิลเอท จากนั้นโทยะก็ได้มอบปลอกคอที่มีเหรียญสีเงินห้อยอยู่โดยสิ่งนี้จะช่วยมอบพลังเวทให้กับสัตว์อัญเชิญแทนพลังเวทของชิลเอทเพียงเท่านี้มันก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับเธอได้แล้วโดยเธอได้ตั้งชื่อให้กับเสือดำตัวนี้ว่า “เชด” แต่เนื่องจากมันหดร่างไม่ได้เหมือนกับโคฮาคุชิลเอทจึงมีเสือตัวใหญ่ ๆ เดินตามไปโดยปริยายนอกจากนี้ชิลเอทก็มีคนที่อยากจะให้พวกโทยะได้พบด้วยเธอบกว่าเขาเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้
.
สถานที่ที่เป็นจุดนัดพบเป็นร้านอาหารสุดหรูที่เรียกได้ว่าเป็นร้านสำหรับชนชั้นสูงหรือขุนนางพวกโทยะจึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนชุดแต่งกายกันซักหน่อยเพื่อกาลเทศะ พวกเขากลับไปที่แมนชั่นที่อยู่บนเกาะมังกรเพื่อเปลี่ยนชุด โดยพวกยูมิน่านั้นมีชุดสำหรับเปลี่ยนอยู่ในสโตร์อยู่แล้ว โทยะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดเบลเซอร์ ซึ่งก็มีต้นแบบมาจากชุดยูนิฟอร์มที่โทยะขายให้กับซานัคไปนั่นเองหลังจากเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จพวกโทยะก็กลับไปหาชิลเอทจากนั้นจึงค่อยพากันเข้าไปในร้าน เมื่อขึ้นไปที่ชั้นสองก็พบว่ามีหญิงคนหนึ่งอายุประมาณสี่สิบปีนั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้วที่อยู่ด้านหลังของเธอมีโกเลมสีเงินและสีทองคอยทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันอยู่ เธอก็คือราชินีแห่งอาณาจักรสเตรน “มัลกริต้า โดเวน สเตรน”
.
หลังจากทักทายและแนะนำตัวเองกันตามมารยาทแล้วมัลกริต้าก็เริ่มการสนทนาทันที เนื่องจากในตอนนี้เรื่องราววีรกรรมมากมายของโทยะกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากเป็นทอคออฟเดอะทาวน์เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเรื่องหยุดสงครามระหว่างพริมล่ากับโทริฮารัน ปราบอสูรกายสีทองที่ไอเซนกัลด์ จัดการกับเฮลกาตอนเกล ฯลฯ (ซึ่งวีรกรรมบางอย่างดูไม่ค่อยตรงกับความจริงอยู่บ้างจึง) ทำให้เธออยากจะพบกับและพูดคุยด้วยซักครั้งในระหว่างที่พูดคุยกันยูมิน่าก็แอบใช้ความสามารถของเนตรมารเพื่อตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามก่อนจะส่งสัญญาณให้โทยะรู้ว่าคนผู้นี้ไม่มีปัญหาให้โทยะทราบ หลังจากนั้นราชินีมัลกริต้าก็เชิญให้ทุกคนนั่งลงหลังจากนั้นอาหารก็เริ่มมาเสิร์ฟ ในระหว่างนั้นเองมัลริต้าก็ถามโทยะว่ารู้จัก “อาณาจักรเบลฟาส” หรือไม่และด้วยปฏิกิริยาของโทยะที่มีต่อคำถามนั้นก็ทำให้ราชินีแห่งสเตรนรู้ได้ทันทีโดยที่โทยะนั้นรู้จักแน่นอนโดยไม่ต้องบอกเป็นพูดออกมา ฝ่ายโทยะก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมัลกริต้าถึงรู้จักชื่อของอาณาจักรที่อยู่อีกโลกหนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่เขาจำได้ว่าไม่เคยพูดถึงอาณาจักรเบลฟาสกับใครเลยในโลกนี้ มัลกริต้าบอกกับโทยะว่าเมื่อหลายเดือนก่อนที่นี้ได้ทำการช่วยเหลือบุคคลปริศนากลุ่มหนึ่งเอาไว้พวกเขาพูดภาษาที่ไม่รู้จักสิ่งที่พอจะจับใจความได้ก็คือ เบลฟาส โร้ดเมีย เรกุรุส เฟลเซน ซึ่งเป็นชื่อของประเทศที่พวกเขาเคยอยู่
.
สรุปได้ว่าคนเหล่านั้นก็คือคนจากโลกเบื้องหน้าที่หลุดมาโลกเบื้องหลังเพราะช่องว่างของบาเรียกั้นมิติ และสิ่งที่มัลกริต้าต้องการอยากจะรู้ก็คือพวกโทยะมาจากที่ไหนกันแน่ โทยะคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีกแล้วจึงได้บอกเรื่องราวของโลกอีกฝากหนึ่งเรื่องที่ตัวเขาเป็นราชาแห่งบรุนฮิว เรื่องที่ยูมิน่าคือเจ้าหญิงแห่งเบลฟาส เรื่องของเฟรซที่เขาจัดการไปในวันนี้และเรื่องที่โลกกำลังจะเคลื่อนเข้ามารวมกันเป็นหนึ่งให้มัลกริต้าได้รับทราบ และเมื่อเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้แล้วมัลกริต้าก็บอกว่าเธอคิดจะแจ้งเรื่องนี้ให้อาณาจักรอเลนที่อยูู่ข้าง ๆ ได้รับรู้ด้วยและอาจจะต้องมีการประชุมหารือระดับประเทศเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ด้วย เมื่อตกลงกันได้โทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากให้กับราชินีแห่งสเตรนเพื่อความสะดวกในการติดต่อกัน ซึ่งตัวของราชินีมัลกริต้าเองก็ดูจะถูกใจกับฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายของมันอยู่ไม่น้อยและหลังจากมื้ออาหารจบลง ราชินีมัลกริต้าก็เดินทางกลับไป การพบกันในครั้งนี้ช่วยให้โทยะได้โอกาสที่จะได้พบกับผู้นำประเทศคนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นถือเป็นความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งของแผนการที่วางไว้ หลังจากกล่าวขอบคุณชิลเอทแล้วโทยะก็กะจะไปพบกับเนียต่อเขาเปิดเกทเพื่อเดินทางไปยังที่ป้อมปราการซึ่งเป็นฐานลับของกลุ่มเรดแคททว่าเมื่อเปิดเกทไปที่นั่นเขาก็พบแต่เพียงร่องรอยของการถูกโจมตีอย่างหนัก ทุกอย่างพังเสียหายเศษซากกระจัดกระจายไปทั่ว ดูจากร่องรอยแล้วความเสียหายเหล่านี้น่าจะมาจากปืนใหญ่ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของพวกเนียนั้นเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้
.
โทยะรีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาติดต่อกับเนียทันที ดูเหมือนว่าพวกเธอจะปลอดภัยดีกันทุกคน โทยะจึงได้ใช้เกทเดินทางไปหาพวกเธอ ที่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ภายในป่าที่อยู่ทางตอนเหนือของป้อมปราการที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบจึงเหมาะสมที่ใช้เป็นที่ซ่อนชั้นดีเลยทีเดียวส่วนเหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ พวกเธอถูกบุกโจมตีอย่างกระทันหันโดยยักษ์กลุ่มหนึ่งโดยมีใครบางคนคอยควบคุมพวกมันอยู่และยังมีการยิงปืนใหญ่สนับสนุนมาจากแนวหลังอีกด้วยเนียกับรูจได้สู้ถ่วงเวลาให้พรรคพวกหนีมาได้อย่างปลอดภัยส่วนเธอก็จัดการกับโทรลจำนวนหนึ่งไปแล้วจึงถอยหนีมาโดยแลกกับค่าตอบแทนนิดหน่อย จากนั้นพวกเธอมีสภาพอย่างที่เห็นตอนนี้ เอสบอกกับโทยะว่ายักษ์พวกนั้นมันน่าจะเป็นพวกโทรลมอนสเตอร์ที่ตัวสูงใหญ่มีพละกำลังมากแต่สติปัญญาค่อนข้างต่ำแต่พวกมันก็ไม่ได้มีถิ่นอาศัยอยู่แถวนี้ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีการนำมอนสเตอร์มาใช้งานเป็นกำลังรบแต่โทยะไม่เคยเห็นโทรลมาก่อนเราจึงสงสัยว่ามันต่างจากโอเกอร์ยังไง ซากุระจึงอธิบายให้ฟังว่าโทรลกับโอเกอร์นั้นต่างกันสิ้นเชิงโอเกอร์เป็นเผ่ามารแต่โทรลนั้นเป็นเผ่าปิศาจ (หรือก็คือมีความต่างทางด้านสติปัญญาอย่างชัดเจน) ส่วนผู้ที่ควบคุมโทรลเหล่านั้นก็คือผู้ที่มีรอยสักอยู่บนร่างกายคาดว่าน่าจะเป็นชนเผ่าจีร่าที่อาศัยอยู่ที่อาณาจักรโซดเนียที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของที่นี่ตัวชนเผ่านี้มีเทคนิคที่ทำให้สามารถควบคุมพวกปีศาจได้และด้วยความสามารถนี้เองทำให้ชนเผ่านี้มักประกอบอาชีเป็นทหารรับจ้าง
.
ส่วนเหตุผลที่พวกนั้นมาโจมตีนั้นเนียเดาว่าน่าจะมีคนใหญ่คนโตของอาณาจักรสเตรนคอยชักใยอยู่เบื้องหลังพวกนั้นน่าจะต้องการสมบัติที่พวกเธอรวบรวมมาได้ แต่ในความเป็นจริงเรดแคทเป็นกลุ่มโจรที่เหมือนกับโรบินฮูดที่ออกปล้นคนรวยช่วยคนจนทรัพย์สมบัติกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ถูกแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้และบริจาคให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าและอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้นเนียเก็บมันเอาไว้ในสโตร์ที่อยู่ติดตั้งไว้ในสมาร์ทโฟนของเธอดังนั้นการโจมตีของพวกนั้น นอกจากฐานที่มั่นแล้วก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับกลุ่มเรดแคทมากนัก แต่สภาพในตอนนี้พวกเธอยังรวมกลุ่มกันอยู่ก็มีโอกาสที่จะถูกกวาดล้างได้ง่าย พวกเนียจึงตัดสินใจว่าจะแยกย้ายกันหลบหนีเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละประมาณสิบคนกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อรอเวลากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ในตอนนั้นเองซูก็ได้เสนอให้พวกเนียไปอาศัยอยู่ที่บรุนฮิวเพราะที่นั่นยังมีพื้นที่ให้อยู่อาศัยและก็มีงานให้พอหาทำได้ ซึ่งก็ตอบรับข้อเสนอได้ทันทีก็เพราะนอกจากจะได้ที่หลบซ่อนชั้นดีแล้ว นอกจากนี้ไหน ๆ โลกก็จะรวมกันอยู่แล้วการได้สถานที่ลงหลักปักฐานที่มั่นคงก็เป็นเรื่องสำคัญโอกาสดี ๆ แบบนี้ไม่คว้าไว้ก็เสียดายแย่แต่คนที่มีดูจะมีปัญหาคือโทยะมากกว่า เพราะว่าแม้จะไม่ใช่คนเลวร้ายแต่ด้วยภาพลักษณ์ขององค์กรเรดแคทที่บอกชัดเจนว่าตัวเองเป็นโจรหรือก็คือพวกทำผิดกฏหมาย ตัวเขาในฐานะราชาของอาณาจักรแห่งหนึ่งแล้วการจะอนุญาตให้โจรเข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศของตัวเองนั้นมันเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
.
ในระหว่างนั้นยูมิน่าก็ได้บอกกับโทยะว่าในเมื่อเนียเป็นผู้ครอบครองโกเลมชั้นคราวน์ “แดง” อยู่เช่นนั้นแล้วก็น่าจะให้เธอไปทดสอบโอเวอร์เกียร่วมกับโนรุน ซึ่งตัวของเนียเองก็ยอมที่จะให้ความร่วมมือกับโทยะในเรื่องของการทดสอบและด้วยเหตุผลนี้เองก็ทำให้โทยะยอมรับให้สมาชิกของกลุ่มเรดแคทก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บรุนฮิว โทยะได้พากลุ่มของเนียจำนวนสิบสองคนไปยังโรงแรมจันทราสีเงินเพื่อหาที่พักเนียจึงได้พบกับโนรุนที่พักอยู่นั่น ด้วยความที่ทั้งสองไม่ค่อยจะกินเส้นกันสักเท่าไหร่จึงมีการปะทะคารมกันทันทีที่ได้พบหน้ากัน ตัวโนรุนนั้นกำลังจะออกไปที่ดันเจี้ยนอามาเทราสึเพื่อล่าไบคอน ฝ่ายเนียได้ยินเรื่องดันเจี้ยนเข้าก็เกิดความสนใจขึ้นมาในทันทีและหลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับกิลด์และดันเจี้ยนแล้วเธอก็สนใจจะสมัครเป็นนักผจญภัยในทันทีและหลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้วโทยะก็ต้องพาพวกเรดแคทไปลงทะเบียนที่กิลด์นักผจญภัยโดยหวังว่าจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาในภายหลัง
.
เรจีน่าได้ทำการติดตั้งประตูมิติที่สวนของปราสาทเพื่อให้การเดินทางข้ามมิติทำได้ง่ายขึ้นเพราะอนาคตอันใกล้นี้น่าจะมีการเดินทางข้ามมิติบ่อยขึ้นโทยะจึงตัดสินใจให้เปลี่ยนให้ประตูที่เชื่อมอยู่บนเกาะมังกรของโลกฝั่งโน้นมาเชื่อมต่อกับประตูที่อยู่ที่สวนนี้แทนอันเก่าที่อยู่บนบาบิโลน ทั้งหมดนี้ก็การเตรียมตัวเพื่อการประชุมระหว่างสองโลกที่กำลังจะมาถึงด้วยเพราะเมื่อถึงเวลานั้นที่จะทำหน้าที่นำพาผู้นำของโลกอีกฟากมาที่นี่ก็คงหนีไม่พ้นตัวเขาอยู่ดี ซึ่งโทยะก็หวังว่าการพบกันครั้งแรกของผู้นำจากทั้งสองโลกจะให้ผลลัพธ์ที่ดีโทยะได้ขึ้นไปพบกับพวกของเมลที่ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ที่บาบิโลนที่นั่นนอกจากสามสาวเฟรซจอมสวาปามแล้วก็ยังมีเอนเด้ที่หมดสภาพรวมอยู่ด้วย เมล เน ริเสะ กำลังเพลิดเพลินกับการกินหม้อไฟกันอยู่ที่ศาลาในสวนของบาบิโลน ส่วนเอนเด้นั้นไม่ได้ร่วมอยู่ในวงหม้อไฟแต่นอนอยู่บนพื้นหญ้าที่ด้านนอกของศาลาแทน ร่างกายของเขามีบาดแผลเล็ก ๆ กับรอยถลอกอยู่หลายแห่งซึ่งก็คงได้มาจากการฝึกวิชากับเทพสงครามนั่นแหละแต่ผลจากการฝึกอันหนักหนาสาหัสก็ทำให้ร่างกายของเอนเด้เปลี่ยนแปลงไปอยากเห็นได้ชัดโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนโดยโทยะได้เปรียบเปรยว่าเปลี่ยนจากแมวเป็นเสือเลยก็ว่าได้ (ในตอนนี้เอนเด้จะบอกกับโทยะว่าตัวเขาเป็นสิ่งมีชีวิตแบบที่ไม่ต้องการอาหารมากถึงจะไม่เท่ากับพวกเฟรซที่ไม่ต้องกินเลยก็อยู่ได้ แต่ความจำเป็นในการบริโภคอาหารเพื่อเป็นแหล่งพลังงานก็ไม่มากนัก )
.
โทยะลองใช้พลังของดวงตาเทวะเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของเอนเด้ก็พบมีแสงสีทองจางอยู่รอบ ๆ ตัวของเอนเด้หมายความว่าเอนเด้เริ่มจะกลายเป็นสาวกเทพแล้วโดยแสงนั้นก็คือพรคุ้มครองจากเทพสงครามนั่นเอง เอนเด้รู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากโทยะว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเขาก็เบาใจแต่เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาของการฝึกที่ผ่านมาก็ทำให้เอ็นเด้เหม่อมองออกไปข้างนอกด้วยแววตาเหมือนกับปลาตายแล้วก็ยิ้มทำเอาโทยะคิดว่าหมอนี่ไหวไหมเนี้ยหลังจากนั้นเอนเด้ก็ถามถึงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของพวกเฟรซในตอนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรมากนักมีเพียงแค่พวกกลายพันธุ์ระดับต่ำที่ปรากฏตัวที่โลกฝั่งนี้ทีโลกฝั่งโน้นทีราวกับแมลงสาบซึ่งพวกนี้ก็ถูกจพวกผจญภัย กองอัศวินอัศวินและผู้ใช้โกเลมจัดการไป ส่วนพวกเฟรซนั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ และไม่มีปรากฏตัวออกมาเลยในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เอนเด้จึงคิดว่าน่าจะปลอดภัยพอที่จะให้เมลออกไปข้างนอกได้บ้างเพราะจากข้อมูลของเน พวกกลายพันธุ์นั้นไม่สนใจในตัวเมลแต่โทยะไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้น การที่อีกฝ่ายยังไม่เคลื่อนไหวหรือปรากฏตัวออกมาก็อาจจะเพราะไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัดของเมลก็ได้ ถ้าหากว่าเมลออกไปข้างนอกแล้วพวกนั้นจับคลื่นเสียงของเธอได้ล่ะก็จะยกขบวนมาบุกโจมตีบรุนฮิวเลยก็ได้ แถมเสียงของพวกเฟรซนั้นก็เปรียบได้กับการเต้นของหัวใจมนุษย์ไม่สามารถจะหยุดได้ทำได้ลดเสียงให้เบาลงเท่านั้น โดยกรณีของริเสะนั้นสามารถใช้ไอเทมช่วยลบให้เสียงสะท้อนเบาลงได้แต่เมลนั้นมีพลังมากกว่าทำให้ไอเทมพวกนั้นไม่สามารถลบเสียงสะท้อนของเธอให้เบาลงในระดับที่ต้องการได้ แต่การจะบาเรียพริซันคลุมทั้งเขตบรุนฮิวก็ทำไม่ได้เพราะยิ่งอาณาเขตกว้างเท่าไหร่ความสามารถในการป้องกันก็จะลดลงตามขนาดพื้นที่
.
แล้วเอนเด้ก็เสนอว่าลองสร้างเป็นบาเรียขนาดเล็กหุ้มเฉพาะส่วนคอร์เอาไว้เพื่อกันแค่เสียงสะท้อนเอาไว้ไม่ได้หรือ เมื่อโทยะลองไตร่ตรองดูก็คิดว่ามันน่าจะทำได้ แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้นเขาก็ได้ลองถามความสมัครใจของพวกเธอทั้งสามดูก่อน เมื่อถูกถามว่าอยากออกไปข้างนอกไหมเมลก็ตอบว่าถ้าทำได้ล่ะก็……. โทยะจึงใช้ดวงตาเทวะเพื่อหาตำแหน่งคอร์ของพวกเธอทั้งสาม แต่เพราะไม่รู้ว่าจะมีผลข้างเคียงที่อันตรายอะไรหรือเปล่าเนจึงเสนอให้ทดลองกับคอร์ของเธอคนแรก หลังจากสร้างบาเรียหุ้มคอร์เข้าไปแล้วผลที่ได้ก็คือเสียงสะท้อนหายไปดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้ หลังจากนั้นโทยะก็ได้ร่ายเวทย์พริซันใส่คอร์ของริเสะและเมลตามลำดับ เมลนั้นดีใจมากเพราะเพียงเท่านี้เธอก็จะสามารถลงไปเดทกับเอนเด้ที่ด้านล่างได้แล้ว แต่แค่นั้นยังไม่เสร็จเพราะถ้าหากปล่อยให้พวกเธอไปเดินสภาพผลึกแก้วแบบนี้ล่ะก็มีหวังผู้คนได้แตกตื่นกันยกใหญ่ โทยะจึงต้องมอบสร้อยคอรูปดาวที่ใส่เวทย์มิราจไว้ให้กับทั้งสามคนไปเพื่อให้สามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ โดยเมลเป็นสาวผมฟ้า เนเป็นสาวผมแดง ริเสะเป็นสาวผมสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นแค่ภาพลวงตาต้องระวังอย่าให้ใครมาถูกตัวโดยเด็ดขาด นอกจากนี้โทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากพร้อมคู่มือการใช้ให้กับเนและริเสะความสะดวกในการติดต่อพร้อมกำชับให้พวกเธออยู่แต่ภายในอาณาเขตของบรุนฮิวเท่านั้นห้ามออกอาณาจักรอื่นเด็ดขาดซึ่งพวกเธอก็รับปาก นอกจากนี้โทยะก็ย้ำกับเอนเด้ให้ดูแลพวกนี้ไม่ให้ก่อปัญหาด้วยหลังจากนั้นโทยะก็พาพวกเอนเด้กลับลงมาที่ปราสาทและแนะนำให้ทุกคนในปราสาทรู้จักกับพวกเอนเด ้ในฐานะเพื่อนของเขา ส่วนเรื่องที่พักโทยะได้ไปปรึกษาไนโตะเพือหาบ้านว่าง ๆ ให้พวกเอนเด้ไปพักอาศัยอยู่เพราะที่โรงแรมจันทราสีเงินนั้นมีแขกที่โทยะพามาไปพักอยู่มากพอมิหนำซ้ำพวกกลุ่มนี้ค่อนข้างจะเป็นปัญหาหาเอาไปพักที่นั้นก็จะเป็นภาระให้กับมิกะเปล่า ๆ และหลังจากปรึกษากับไนโตะแล้วก็ได้บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ทางตะวันออกเป็นเขตกสิกรรมมาเป็นที่พักให้กับพวกเอนเด้ หลังจากนั้นพวกเมลและเอนเด้ก็มาที่เมืองรอบปราสาท แน่นอนว่าสำหรับเมลแล้วนี่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอลากเอนเด้ไปดูทางนั้นทีทางโน้นทีไม่ต่างอะไรกับคู่รักมาออกเดทส่วนคนที่ไม่เอนจอยกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเน ยิ่งเห็นทั้งคู่เดินควงแขนกันด้วยแล้วอารมณ์อิจฉาตาร้อนก็พุ่งปรี๊ด เนรีบเข้าไปแยกทั้งสองและดึงเมลออกมาทันที ส่วนริเสะก็บอกว่าท่าทางเนกำลังสนุกสนานอยู่ เนพาเมลไปชื่อร้านทาโกะยากิจากนั้นก็หยิบทาโกยากิไปกินหน้าตาเฉยโดยไม่ยอมจ่ายตังค์เดือดร้อนเอนเด้ต้องตามมาจ่ายให้ก่อนจะลากทั้งสองคนออกมา จากนั้นเอนเด้กับริเสะจึงต้องมาอธิบายเรื่องของเงินให้ทั้งสองเข้าใจในภายหลัง
.
โทยะได้ฟังรายงานจากสึบากิเกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในอาณาจักรโฮรุนและกำลังจะลุกลามสงครามภายในภายในไม่ช้าก็เร็ว โดยต้นสายปลายเหตุเกิดมาจากเรื่องการแย่งชิงสิทธิ์ในการสืบทอดราชบัลลังก์ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนหลานของราชากับฝ่ายที่สนับสนุนน้องชายของราชา อาณาจักรโฮรุนนั้นตั้งอยู่ที่ทวีปฝั่งตะวันออก โดยมีชายแดนค้างตอนออกติดกับอาณาจักรเฟลเซนและชายแดนทางเหนือติดกับเขตยูโรน โฮรุนเป็นอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์เน้นการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมวัฒนธรรมโดยรวมคล้าย ๆ กับอีเชนแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มจากปีก่อนราชาผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน ซึ่งตามหลักแล้วรัชทายาทลำดับที่หนึ่งนั้นควรจะเป็นผู้ได้รับสืบทอดราชบัลลังก์ต่อแต่ทว่าในกรณีของอาณาจักรโฮรุนนั้น รัชทายาทลำดับที่หนึ่งที่มีอายุยี่สิบเอ็ดปีนั้นได้สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุก่อนองค์ราชาจะสิ้นพระชนม์ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ แม้ตัวขององค์ราชาจะไม่มีทายาทที่เป็นชายเหลืออยู่อีกแล้วแต่ว่าองค์ชายลำดับที่หนึ่งนั้นยังเหลือลูกชายอยู่หรือก็คือยังมีหลานอยู่นั่นเอง แต่หลานที่มีอายุแค่หนึ่งขวบไม่มีทางที่จะขึ้นมาเป็นผู้ปกครองอาณาจักรได้ นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าจะถึงเวลาที่หลานของพระราชาจะเติบโตพอจะมารับหน้าที่ได้แต่ทว่าน้องชายของราชาที่สิ้นไปนั้นไม่ยอมรับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีผู้ที่ทำหน้าที่สำหรับราชการแทนอยู่ในตอนนี้นั้นมีศักดิ์เป็นตาของรัชทายาทนี้ เจ้าตัวก็พูดเองว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของราชาองค์กรที่ได้สิ้นไปอันที่จริงแล้วองค์ราชากับรัชทายาทลำดับที่หนึ่งนั้นมีความไม่ลงรอยกันอยู่ เรื่องส่วนตัวของราชานั้นเน้นแนวทางพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมแต่ทว่าองค์ชายรัชทายาทนั้นมีแนวคิดในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมจากการที่บุคคลทั้งสองมาเสียชีวิตลงในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นมันก็ดูจะแปลกประหลาดเกินไปแต่ว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ในเวลานี้
.
แต่ถึงจะบอกว่าแตกออกเป็นสองกลุ่มแต่จริงๆแล้วการต่อสู้ครั้งนี้มันก็คือการแย่งชิงอำนาจกันของนายกรัฐมนตรีกับน้องชายของราชาดี ๆ นี่เองแหละ โดยน้องชายของราชาคือ “กานอส ดา โฮรุน” ส่วนนายกรัฐมนตรีนั้นคือ “ชูไบน์ อดันเต้” ส่วนหลานของเขาชื่อ “คุโอ ดา โฮรุน” แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าค่อนข้างจะอยู่ไกลตัวโทยะอยู่พอสมควรเพราะว่ามันเป็นสงครามภายในของอาณาจักรที่ไม่ได้มีสัมพันธไมตรีใด ๆ กับอาณาจักรบรุนฮิวแม้แต่นิดเดียวเท่าที่ศึกแย่งชิงอำนาจี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศพันธมิตรการจะยื่นมือเข้าไปแทรกแซงนั้นก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะสมซักเท่าไหร่ทางด้านของเฟลเซนที่มีชายแดนติดกันก็ยังคงไม่อยู่ในสถานะเฝ้าจับตามองส่วนการเคลื่อนไหวของสองขั้วอำนาจในอาณาจักรโฮรุนนั้นก็เรียกว่าอยู่ในสถานภาพต่างฝ่ายต่างยังดูเชิงกันอยู่แต่ว่าจากรายงานที่ได้รับมาดูเหมือนว่าสงครามครั้งนี้จะมีพวกยูโรนเข้ามามีเอี่ยวอยู่ด้วย แม้ในตอนนี้ยูโรนจะมีสภาพไม่เป็นอาณาจักรที่ต่อไปแล้วมีการแตกแยกและเกิดสงครามภายในแต่ก็ยังจะสร้างปัญหาให้ได้อยู่ โดยหน่วยลอบสังหารของยูโรนที่เรียกกันว่า ”โครว” ที่กระจัดกระจายไปหลังการล่มสลายของอาณาจักรยูโรนก็น่าจะมีพวกที่หลั่งไหลเข้าไปในโฮรุนด้วยแน่ ๆ เพราะเดิมทียูโรนก็ต้่องการจะพิชิตทั้งฮาน็อคและโฮรุนอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยและการสิ้นพระชนม์ของราชาและองค์ชายทายาทก็น่าจะเป็นฝีมือของพวกโครวด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าคนที่จ้างวานจะเป็นกานอสหรือชูไบน์หรือจะมีมือที่สามอยู่อีกก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้ซึ่งโทยะก็คาดเดาไปต่าง ๆ นานา
.
หลังจากนั้นโทยะก็ฟังรายงานจากโคซากะต่อเกี่ยวกับสภาพเมืองของเขาที่ตอนนี้เริ่มเติบโตมากขึ้นอีกทำให้มีปัญหาหลาย ๆ อย่างตามมากองกำลังอัศวินที่คอยรักษาความสงบภายในอาณาจักรเริ่มจะมีไม่เพียงพอกับปัญหาที่เกิดขึ้นรายวัน และไหนจะมีเรื่องของพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่ก็ไม่รู้ว่าจะแห่ออกมาโจมตีกันที่ไหนและเมื่อไหร่แถมมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีศึกใหญ่เร็ว ๆ นี้ ก็เป็นได้ดังโทยะเข้าใจถึงสิ่งที่โคซากะอยากจะบอกเพราะคิดว่าน่าจะจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาภายใต้การกำกับดูแลของยามากาตะและปู่บาบะเพื่อเป็นกำลังหนุนในยามฉุกเฉินหรือในเวลาที่โทยะไม่อยู่ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการเปิดทำการประมงที่เกาะดันเจี้ยนเป็นที่เรียบร้อยตอนนี้เริ่มมีคนหลั่งไหลมาจากเบลฟาสบ้างเรกุรุสบ้างเพื่อหาซื้อปลาสด ๆ และหลังจากการฟังรายงานจากโคซากะเสร็จและทานมื้อเที่ยงเรียบร้อย โทยะก็ข้ามไปยังโลกเบื้องหลังพร้อมกับฮิวด้าและลินเซ่เพื่อไปร่วมประชุมย่อยโดยไปที่จักรวรรดิ์โทริฮารันเพื่อไปพบกับองค์จักรพรรดิ์โดยผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกโทยะก็คือเจ้าหญิงริสทีสนั่นเองหลังจากที่แนะนำคู่หมั้นทั้งสองให้เจ้าหญิงริสทีสได้รู้จักแล้วเธอก็นำทางพวกโทยะไปที่ปราสาทเพื่อพบกับพ่อและพี่ชายของเธอ
.
ผู้ที่รออยู่ในห้องนั้นมีจักรพรรดิ์แห่งจักรวรรดิ์โทริฮารัน “แฮร์โรลด์ ลา โทริฮารัน” มงกุฎราชกุมาร “รูเฟียส ลา โทริฮารัน” แล้วก็ ลอร์ดเซโรริค และหลังจากการทักทายตามมารยาทแล้วก็สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเล็กน้อยหากวัดกันด้วยภาพแล้วทั้งองค์จักรพรรดิ์และเจ้าชายเองก็ดูสดใสมากกว่าก่อนหน้านี้โดยเฉพาะรูเฟียสที่ไม่ต้องโดนบังคับให้ไปแต่งงานกับลูกสาวของหัวหน้าวุฒิสภาพแล้วเพราะพวกนั้นโดนซิวไปหมดแล้วนั่นเอง ส่วนในเรื่องของการเตรียมพร้อมเพื่อการประชุมระหว่างสองโลกนั้นทางด้านของอาณาจักรโทริฮารันเองนั้นยังทำได้ไม่ค่อยดีนักทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมานั้นโทริฮารันไม่ค่อยจะทำตัวเป็นมิตรที่ดีต่อเพื่อนบ้านรอบ ๆ ซักเท่าไหร่ตอนนี้โดยอาณาจักรราเซะที่อยู่ทางใต้กับอาณาจักรเจมที่อยู่ทางตะวันออกก็ไม่ได้มีสัมพันธ์ที่ดี อาณาจักรที่พอจะเป็นมิตรด้วยตอนนี้ก็มีแต่อาณาจักรพริมล่าเท่านั้นนอกจากนั้นพวกเขาก็ยังต้องการให้โทยะช่วยเหลืออะไรบ้างอย่างอีกนิดหน่อยซึ่งโทยะก็ยินดีจะช่วยเท่าที่เขาทำได้ซึ่งเรื่องที่จักรพรรดิ์แห่งโทริฮารันอยากให้โทยะช่วยนั้นก็คือ อยากให้ช่วยบอกเบอร์สมาร์ทโฟนของราชินี่แห่งสเตรนให้หน่อยโดยต้นสายปลายเหตุก็มาจาก “เจ้าหญิงเบลริเอตต้า” โดยความต้องการขององค์จักรพรรดิ์โทริฮารันก็คืออยากจะติดต่อกับราชินีแห่งสเตรนเพราะอยากจะทาบทามสู่ขอลูกสาวทางนั้นให้มาแต่งงานกับลูกชายของตนทั้งนี้ก็เพื่อความสัมพันธ์ของสองอาณาจักรแต่ส่วนตัวรูเฟียสเองนั้นแม้ว่าจะไม่คัดค้านความเห็นของพ่อแต่ตัวเขาก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับผู้หญิงที่ตนไม่รักอันที่จริงต้องบอกว่าไม่เคยรู้จักและไม่เคยเจอกันเลยด้วยซ้ำแถมรูเฟียสยังมีนิสัยเป็นพวกมองโลกแง่ลบบวกกับเหตุการณ์ที่บังคับให้แต่งงานก่อนหน้าเลยทำให้รู้สึกไม่อยากแต่งเข้าไปใหญ่แต่องค์จักรพรรดิ์ถึงกับยอมก้มหัวขอร้องเพื่อเรื่องนี้ โทยะเลยไม่กล้าปฏิเสธโดยทางจักพรรดิ์โทริฮารันเองก็ได้สืบข้อมูลขององค์หญิงเบลริเอตต้ามาคร่าวๆ แล้วทางนั้นยังไม่มีคู่หมั้นหมายซึ่งก็น่าแปลกอยู่ทั้ง ๆ ที่อายุยี่สิบแล้วแต่กลับไม่มีใครมาหมั้นหมายแบบนี้ แต่ในเมื่อรับปากแล้วว่าช่วยโทยะจึงไปพบกับราชีนีแห่งสเตรนเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
.
ถ้าจะขายสินค้ามันก็ต้องแนะนำผลิตภัณฑ์กันหน่อยในกรณีนี้ก็ไม่ต่างกันโทยะได้รูปถ่ายของรูเฟียสแล้วก็ให้พวกเลขาในวังเขียนข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทำเป็นแฟ้มประวัติเพื่อจะนำไปส่งให้ราชินีแห่งสเตรนพิจารณา เมื่อลองอ่านข้อมูลประวัติทั้งหมดแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเว้นอยู่ข้อหนึ่งคือเรื่องของการฉีกสัญญาหมั้นหมายในอดีตที่ผ่านมาในตอนนั้นเององค์หญิงริสทีสก็พูดถึงเรื่องงานอดิเรกกับความชอบส่วนบุคคลของพี่ชายของเธอขึ้นมา สิ่งที่รูเฟียสชื่นชอบนั้นก็คือพวกจักรกลเวทมนตร์ทุกรูปแบบและยังชอบใช้เวลาว่างในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงโกเลม ความชื่นชอบในบ้านจักรกลเวทมนตร์ของเขาจะว่าเป็นระดับมาเนียก็ว่าได้แต่ทักษะยังไม่สูงพอจนถึงขนาดสามารถสร้างจีคิวบ์หรือคิวคริสตัลขึ้นมาเองได้ เมื่อรู้ว่าองค์ชายรูเฟียสชอบเครื่องจักรกลโทยะจึงเชิญทุกคนไปที่สวนจากเพื่อจะให้ดูอะไรบางอย่าง โทยะนำรถยนต์พลังอีเทอร์ลิควิดที่เรียกย่อ ๆ ว่า “อีเทอร์วีเคิล” ออกมาจากสโตร์โดยโทยะแนะนำว่ามันเป็นวรรณะที่เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้โกเลมเป็นตัวลากจูง จากนั้นก็ขึ้นไปขับโชว์ให้ดูซักเล็กน้อยเพียงแค่นั้นก็จุดประกายความสนใจให้กับรูเฟียสได้แล้วเขาวิ่งเข้ามาหาโทยะพร้อมกับพิจารณาดูอีเทอร์วีเคิ้ลด้วยความสนอกสนใจและกระตือรือร้นชนิดว่าหลุดจากคาแรคเตอร์เดิมไปไกลเลยทีเดียว และโทยะก็ได้ยกรถคันนี้ให้กับรูเฟียสไปทางด้านโทยะเองก็กำลังพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่อยู่เหมือนกันการให้ต้นแบบกับคนที่มีแนวคิดชอบพัฒนาจักรกลแบบรูเฟียสก็เป็นทางนึงในได้ไอเดียดี ๆ มาใช้ต่อยอดในการพัฒนาได้เหมือนกัน นอกจากตัวรถแล้วโทยะก็ยังได้มอบแบบแปลนและคู่มือที่จำเป็นให้อีกด้วย จากนั้นโทยะก็ได้เปิดเกทเพื่อไปยังอาณาจักรสเตรน
.
“จิโทเนีย” เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรสเตรนนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับเมืองของเบลฟาสอยู่พอสมควรบรรยากาศในเมืองค่อนข้างคึกคักและมีชีวิตชีวา พวกโทยะมุ่งหน้าไปยังปราสาทเพื่อขอเข้าพบกับองค์ราชินีเมื่อบอกชื่อของเขากับเหล่าทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าปราสาทแล้วก็ในรับอนุญาตให้เข้าไปได้ในทันทีดูเหมือนว่าองค์ราชินีจะได้บอกกับเหล่าทหารเกี่ยวกับเรื่องของโทยะเอาไว้แล้ว เมื่อเข้ามาภายในปราสาทราชินีมัลกริต้าก็ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง โทยะอย่างกล่าวทักทายพร้อมทั้งแนะนำตัวคู่หมั้นอีกสองคนหลังจากนั้นแจ้งถึงเรื่องการทาบทามสู่ขอเจ้าหญิงให้องค์ราชินีได้รับทราบ แต่พอได้ฟังความประสงค์นั้นแล้วองค์ราชินีก็มีท่าทีลำบากใจดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอยู่เล็กน้อยและปัญหาก็มันอยู่ที่ตัวองค์ชายหากแต่อยู่ที่ตัวฉันเองต่างหาก เจ้าหญิงเบลริเอตต้าเมื่อเทียบกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ แล้วถือว่าไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วเธอมีความชื่นชอบในโกเลมอย่างมากและคร่ำเคร่งอยู่การศึกษาวิศวกรรมจักรกลเวทมนต์ แถมพอจะพูดเรื่องแต่งงานทีไรเธอก็ชิ่งหนีตลอด เหตุผลง่ายๆว่าถ้าจะเอาเวลาไปทำลูกละก็สู้เอาเวลาไปสร้างโกเลมดีกว่าอะไรทำนองนั้น เมื่อได้ฟังดังนั้นโทยะก็รู้สึกว่านิสัยเหมือนกับรูเฟียสไม่มีผิดเมื่อเป็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้โทยะขออนุญาตเข้าพบองค์หญิงเพื่อจะพูดคุยและมอบของขวัญให้ ซึ่งองค์ราชินีก็ทรงอนุญาต และในระหว่างที่รอให้คนไปเรียกเจ้าหญิงมาพบนั้นพวกโทยะก็ได้พูดคุยถึงเหล่าผู้คนจากโลกฝั่งโน้นที่หลุดมาฝั่งนี้โดยที่อาณาจักรสเตรนช่วยไว้นั้นมีทั้งหมดแปดคน มีสามคนในกลุ่มนั้นไม่ต้องการจะกลับโลกเดิมส่วนอีกห้าคนนั้นต้องการจะกลับไปยังโลกเดิม ซึ่งโทยะกะว่าการจะพากลับไปนั้นคงต้องหลังจากนี้
.
องค์ราชินีมัลกริต้านั้นความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับเวทมนต์เช่นกันเธอจึงถามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเวทมนตร์จากลินเซ่ และในระหว่างนั้นเองประตูห้องรับแขกก็เปิดออกและผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เธอสวมชุดทำงานคล้าย ๆ กับที่โรเซ็ตตาใส่ถุงมือที่สวมอยู่ก็ชุ่มไปด้วยน้ำมันสภาพแบบนี้ดูยังไงก็ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าเป็นเจ้าหญิง เบลริเอตต้าถึงจะบอกอายุยี่สิบแล้วแต่หน้าตากลับดูอ่อนเยาว์ไล่เลี่ยกับโทยะเลยทีเดียว แน่นอนว่าเมื่อเธอปรากฏกายออกมาในสภาพนี้องค์ราชินีก็ตำหนิเธอเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องการแต่งกาย แต่เวลานี้เธออยู่จะไม่ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ แบบนั้นแล้วเพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่า โทยะเริ่มกล่าวแนะนำตนเองตามมารยาทแต่พูดไม่ทันจบเจ้าหญิงเบลริเอตต้าก็ตัดบทแนะนำตนเองและปราดเข้ามาหาเพื่อขอสมาร์ทโฟนจากโทยะทันทีพร้อมทั้งพร่ำพรรณนาอะไรหลาย ๆ อย่างตามสไตล์โอตาคุจักรกล แต่เพราะเธอเข้ามาต้อยมากเกินไปทำให้ถึงกับออกอาการไปไม่เป็น จนที่สุดฮิวด้าต้องเข้ามาคั่นกลางระหว่างโทยะกับเบลริเอตต้าเหตุการณ์จึงได้สงบลง หลังจากนั้นโทยะก็ได้อธิบายว่าเขาไม่ได้เป็นคนสร้างสมาร์ทโฟนเหล่านั้นหากจะเป็นวิศวกรจักรกลเวทมนต์ (เรจีน่า) ตะหากที่เป็นคนทำสมาร์ทโฟนพวกนี้ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถให้คำตอบกับคำถามของเธอได้ เมื่อได้ฟังเช่นเบลริเอตต้าก็กำลังใจลดฮวบลงไปทันตาเห็นก่อนจะนั่งลงบนโซฟาส่วนราชินีก็กล่าวขอโทษแทนลูกสาวที่ได้ทำเรื่องเสียมารยาทลงไปซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว โทยะบอกว่าจะมอบของขวัญให้กับเจ้าหญิงเบลริเอตต้านั้นตอนแรกเธอเข้าใจว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนแต่ก็ไม่ใช่ แต่ถึงจะพลาดหวังจากสมาร์ทโฟนที่อยากได้แต่โทยะก็ได้มอบอีเทอร์วีเคิลให้กับเธอไปแทนโดยพร้อมกับบอกว่าเขาได้มอบของแบบเดียวกันนี้ให้กับองค์ชายแห่งโทริฮารันซึ่งมีความชื่นชอบในเรื่องของจักรกลเวทมนตร์เช่นเดียวกับเธอ จากนั้นโทยะก็ได้บอกถึงเรื่องการสู่ขอและได้มอบรูปภาพและประวัติของรูเฟรียสให้กับเจ้าหญิง ซึ่งเบลริเอตต้าได้อ่านดูแล้วก็ไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะอย่างน้อย ๆ ก็อาจจะเพราะมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน โทยะจึงเสนอให้ลองพบและลองพูดคุยกันดูซึ่งเธอก็ตกลงพร้อมกับแสดงท่าทีเขินอายออกมา ท่าทีนั้นของเธอทำเอาราชินีและเหล่าทหารองค์รักษ์ตกตะลึงกันเป็นแถบเมื่อโดนกระแสจากคนรอบข้างมาก ๆ เข้าเธอตะโกนว่าน่ารำคาญก่อนโดดขึ้นไปบนอีเทอร์วีเคิลแล้วขับหนีไปด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ ส่วนองค์ราชินีก็ไม่คัดค้านเพราะนี่เป็นโอกาสจะลงจากคานของลูกสาวคนนี้แล้วแต่ทุกอย่างมันจะเป็นไปตามที่หลังหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับเจ้าตัวนั่นแหละ
.
และแล้ววันดูตัวก็ได้มาถึง และสถานที่ที่จะเลือกให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันนั้นก็คือคฤหาสน์ของโทยะที่ตั้งอยู่บนเกาะมังกรนั่นเองสถานที่แห่งนี้โดยปกติแล้วมนุษย์ไม่สามารถย่างกรายเข้ามาได้เพราะมีเรามาก่อนเฝ้าอยู่ดังนั้นจึงการันตีเรื่องความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นทั้งองค์ชายรูเฟียสและเจ้าหญิงเบลริเอตต้าต่างแต่งกายกันมาแบบจัดเต็มโดยเฉพาะเจ้าหญิงเบลริเอตต้านั้นแต่งกายด้วยชุดเดรสพร้อมสวมมงกุฎพร้อมทั้งแต่งหน้าบาง ๆ โดยรวมแล้วเรียกได้ว่าสวยงามชนิดที่ผิดกับตอนที่เจอกันครั้งแรกชนิดเป็นคนละคนก็ว่าได้งานนี้โทยะผู้ต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายก็มีหน้าที่จะต้องกล่าวแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน จากนั้นก็เสนอให้ทั้งสองออกไปเดินเล่นด้วยกันในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์แห่งนี้ ซึ่งทั้งคู่ก็ชวนกันออกไปแบบเก้ ๆ กัง ๆ แต่ในสายตาขององค์จักรพรรดิแห่งโทริฮารันกับองค์ราชินีแห่งสเตรนแล้วโดยภาพรวมการพบกันครั้งแรกแล้วก็ถือว่าพอจะไหว แน่นอนว่าโทยะได้ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่กันตามลำพังภายในสวนโดยไม่คิดจะเข้าไปเป็น กขค. แต่ก็ทำการซิงโครกับโคเกียวคุที่คอยจับตาดูสถานการณ์ของทั้งสองอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ สถานการณ์ในตอนนี้ทั้งสองก็ยังคงเดินอยู่ในสวนโดยรักษาระยะห่างกันเอาไว้อยู่ แถมยังดูไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไรกันอีกต่างหากเรียกว่าดูไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งสองฝ่ายก็ดูจะมีประสบการณ์ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ สักกันสักเท่าไหร่นักแต่ในตอนนั้นเองครับพี่คาเร็นก็ปรากฏตัวออกมาอยู่ข้าง ๆ และบอกให้โทยะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ทั้งสองใกล้ชิดกัน ซึ่งโทยะก็ตกใจตามเคยที่จู่ ๆ ท่านพี่ก็โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงและเหตุผลที่จู่ ๆ ก็โผล่มานั้นก็เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของความรักเหมือนทุกทีนั่นเอง
.
เพื่อไม่ให้การสานสัมพันธ์ของทั้งคู่ล้มเหลวโทยะจึงนำเอาอีเทอร์วีเคิลออกมาจากสโตร์จากนั้นก็สตาร์ทเครื่องยนต์และขับมันไปหารูเฟียสกับเบลริเอตต้าโดนมีท่านพีคาเร็นโดยสารมาด้วย โดนจับจะใช้อีเทอร์วีเคิลนี้เป็นจุดเริ่มต้นหัวข้อสนทนาของทั้งสองที่มีความชื่นชอบในเครื่องจักเวทมนตร์เหมือนกัน โดยอีเทอร์วีเคิลที่โทยะให้ทั้งสองคนนั้นไปก่อนหน้านี้เป็นคันที่มีต้นแบบมาจาก fiat 3.5 (3 1/2) hp แต่คันที่โทยะขับมาหาทั้งสองคนนี้มีต้นแบบมาจาก Renault type K ก็เป็นไปดังที่คาดเอาไว้เมื่อโทยะขับอีเทอร์วีเคิลมาจอดใกล้กับบริเวณที่ทั้งสอง (รวมถึงเหล่าอัศวินคุ้มกัน) อยู่ ทั้งคู่ก็เข้ามาหาด้วยความสนทันที โดยเฉพาะองค์หญิงเบลริเอตต้าถึงกับขอดูโครงสร้างภา่ยในกันเลยทีเดียวซึ่งโทยะก็อนุญาต และเมื่อได้เห็นโครงสร้างของเครื่องจักรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็จุดประกายความคิดและบทสนทนาให้กับทั้งสองได้เป็นอย่างดี ฝ่ายโทยะก็ได้บอกกับทั้งสองว่าโรคทางฝั่งเขากำลังมีการพัฒนาอีเทอร์วีเคิลแบบใหม่ ๆ อยู่ อย่างเช่นไทป์เคคันนี้ก็เป็นผลงานของโรเซ็ตต้า พวกดอร์ฟหรือวิศวกรเวทมนตร์ของอาณาจักรเฟลเซนเองก็เริ่มพัฒนาอีเทอร์วีเคิลในแบบของตนเองกันแล้ว ซึ่งตัวโทยะเองก็มีโครงการที่จะรวบรวมอีเทอร์วีเคิ้ลของประเทศต่าง ๆ มาทำการทดสอบกันซึ่งตอนนี้ก็กำลังทดลองสร้างสนามที่จะใช้ทำการทดสอบอยู่พร้อมทั้งเอ่ยปากชวนให้ทั้งสองเข้าร่วมกันทดสอบรถที่ว่านี้ด้วยซึ่งทั้งคู่ก็ตอบตกลงในทันที จากนั้นโทยะก็ได้มอบแบบพิมพ์เขียวของไทป์เคให้กับทั้งคู่ไป หลังจากได้รับแบบแปลนไปทั้งรูเฟียสและเบลริเอตต้าต่างจดจ่อไปกับแบบแปลนพร้อมกับพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการออกแบบและโครงสร้างทางวิศวกรรม หลังจากนั้นโทยะก็ปล่อยให้ทั้งสองดำดิ่งไปสู่โลกส่วนตัวของพวกเขาไป เมื่อเห็นว่าแค่นี้ก็น่าจะทำให้สองพูดคุยกันได้เป็นปกติแล้วโทยะก็คิดว่าน่าจะสำเร็จแล้วแต่ท่านพี่คาเร็นกลับบอกว่านี่มันแค่เริ่มต้นถ้าทั้งสองไม่เกิดความรู้สึกที่อยากจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ล่ะก็สิ่งที่พวกเขาจะสนใจก็มีแค่เจ้าเครื่องจักรนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นโทยะก็ปล่อยให้ทั้งสองคุยกันต่อไปส่วนตัวเขาก็กลับไปที่คฤหาสน์
.
เมื่อกลับไปถึงคฤหาสน์องค์จักรพรรดิข้อสอบถามถึงสภาพความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในทันที ซึ่งโทยะก็ตอบว่าคู่พูดคุยกันอย่างสนิทสนมดีเมื่อได้ฟังเช่นนั้นองค์จักรพรรดิและองค์ราชินีก็รู้สึกโล่งอกหลังจากที่ต้องนั่งลุ้นอยู่นานและหลังจากนั้นโทยะก็ได้แนะนำท่านพี่คาเรนให้องค์จักรพรรดิและองค์ราชินีได้รู้จักก่อนจะนั่งดื่มชาและสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องการประชุมสองโลกโดยผลจากการเชิญที่อาณาจักรสเตรนส่งไปนั้น ทางอาณาจักรอเลนตอบรับและยอมเข้าร่วมส่วนอาณาจักรราเซะนั้นยังมีท่าทีลังเลอยู่ดูเหมือนว่าทางอาณาจักรราเซะนั้นไม่เคยมีการโจมตีจากพวกเฟรซกลายพันธ์เกิดขึ้นจึงดูไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่ว่ามีโลกอีกใบหนึ่งอยู่ ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้รับโทรจิตจากโคเกียวคุว่าตอนนี้มีปัญหาเกิดขึ้น รูเชียสกับเบลริเอตต้าเกิดโต้เถียงกันขึ้นมาแบบไม่มีใครยอมใครเสียแล้วโทยะจึงต้องขออนุญาตองค์จักรพรรดิและองค์ราชินีเพื่อออกไปจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อโทยะเทเลพอร์ตยังจุดเกิดเหตุก็พบว่าทั้งสองกำลังโต้เถียงกันเพราะแนวคิดของเรื่องแนวทางการออกแบบอีเทอร์วีเกิ้ลไม่ตรงกัน โทยะจึงพยายามเข้าไปปรามเพื่อให้ทั้งสองใจเย็นลงแต่ก็เปล่าประโยชน์แถมยังโดนคำถามเกี่ยวกับแนวคิดในด้านการออกแบบตอกกลับมาอีกด้วยซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่มีทางตอบคำถามเหล่านั้นได้เพราะเขาไม่ได้เป็นคนสร้างอีเทอร์วีเคิล และสุดท้ายทั้งคู่ก็ท้าดวลกันในการทดสอบรถที่โทยะจะจัดขึ้นนั่นเองเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าแนวคิดของใครถูกต้องกว่ากัน เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจจะพัฒนาอีเทอร์วีเคิ้ลของตนเองมาเพื่อตัดสินกันเช่นนั้นแล้วท่านพี่คาเร็นก็เข้ามาโหมไฟการต่อสู้ให้ลุกโชนขึ้นอีกแถมยังบอกอีกว่าบางครั้งความรักก็เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งหรือไม่ลงรอยได้เหมือนกันทำเอาโทยะปวดกระบาลไปตามระเบียบ
.
สถานที่จัดการทดสอบถูกสร้างขึ้นบนเกาะมังกรของโลกเบื้องหลังโดยกำหนดให้วิ่งวนรอบเกาะรอบโดยจุดประสงค์หลักในการทดสอบนั้นก็คือการเก็บข้อมูลของรถแต่ละครั้งที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ดังนั้นสนามทดสอบจึงไม่ได้เป็นแค่การวิ่งไปตามปกติแต่ภายในสนามทดสอบมีการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายรอเอาไว้เพียบโดยผู้ออกแบบสนามแห่งนี้ก็คือด็อกเตอร์เรจีน่ากับเอลก้านั่นเอง โทยะย้ำกับเรจีน่าว่าถึงจะเป็นอุปสรรคมหาหินขนาดไหนก็เน้นความปลอดภัยมาก่อนอื่นถ้าเกิดมีการบาดเจ็บร้ายแรงกันเกิดขึ้นก็คงไม่เวิร์คแน่นอนฝ่ายเรจีน่าก็รับประกันว่าปลอดภัยไร้กังวลแน่นอน หลังจากนั้นโทยะแยกตัวออกมาก็ปล่อยให้เรจีน่าทำงานอยู่ที่แล็ปต่อไป โทยะไปยังโรงเก็บก็พบกับกับโมนิก้าและโรเซ็ตต้าและเหล่ามินิโรบ็อทกำลังทำการปรับแต่งอีเทอร์วีเคิลกันอยู่ เพราะว่าพวกเธอทั้งสองก็จะเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วยโดยโรบัสต้ามีความมั่นใจว่าอีเทอร์วีเคิลของเธอจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทุกรูปแบบที่รีจิน่ากับเรียวก้าเตรียมเอาไว้ในสนามทดสอบได้อย่างแน่นอน ซึ่งรถที่โมนิก้ากับโรเซ็ตต้าจะนำไปลงทดสอบนั้นจะต้องไม่มีการใช้เทคโนโลยีของบาบิโลน นอกจากโมนิก้ากับโรเซ็ตต้าแล้วก็ยังมีลาปิสหัวหน้าเมดประจำปราสาทบรุนฮิวเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยแล้วก็ยังมีเนียหัวหน้ากลุ่มเรดแคทที่ขอเข้าร่วมด้วยขึ้นรถที่ทั้งสองคนจะใช้ก็ได้โมนิกาก็โรเซ็ตต้านี่แหละเป็นคนสร้างให้และนอกจากจักรวรรดิโทริฮารันและอาณาจักรสเตรนแล้วก็ยังมีอาณาจักรเฟลเซนเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยโดยเฉพาะอาณาจักรเฟลเซนนั้นราชาของอาณาจักรถึงกับมาขับด้วยตัวเองเลยทีเดียวโทยะจินตนาการไม่ออกเลยว่าอีเทอร์วีเคิลของอาณาจักรเฟลเซ็นที่ตาลุงกล้ามโตบ้าอาวุธเข้าเส้นคนนั้นจะเอามาลงร่วมการทดสอบนั้นจะหน้าตาเป็นแบบไหนหวังว่าคงไม่ใช่รถดัมป์นะ
.
และแล้ววันทดสอบรถก็มาถึง วันนี้ท้องฟ้าและสายลมช่างปลอดโปร่งและสงบเหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้เข้ารถที่มาเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ก็มีทั้งหมดแปดคันด้วยกันได้แก่
หมายเลข 1 ชื่อรถ : ฮากาเนะโนะโอโนะ (ขวานเหล็กกล้า) ขับโดยกริฟที่เป็นหัวหน้าวิศกรของพวกดอร์ฟ
หมายเลข 2 ชื่อรถ : กินเซย์ (ดาวเงิน) ขับโดยโมนิก้ากับโรเซ็ตต้า
หมายเลข 3 ชื่อรถ : ชิราโทริ (หงส์ขาว) ขับโดยลาปิส
หมายเลข 4 ชื่อรถ : อาคะเนโกะ (แมวแดง) ขับโดยเนีย
หมายเลข 5 ชื่อรถ : สเตรน ขับโดยองค์หญิงเบลริเอตต้า
หมายเลข 6 ชื่อรถ : โทริฮารัน ขับโดยองค์ชายรูเฟียส
หมายเลข 7 ชื่อรถ : เฟลเซ็น ขับโดยบลันเช่ราชาแห่งอาณาจักรเฟลเซ็น (รถคันใหญ่มาก)
หมายเลข 8 ชื่อรถ :บรุนฮิว ขับโดยโทยะ
โดยเส้นทางที่ต้องวิ่งผ่านนั้นถูกแบ่งออกเป็น 4 แอเรียตามทิศ เหนือ ใต้ ตะวันออกและตัววันตกของเกาะตัวจุดสตาร์ทอยู่ที่แอเรียทิศใต้ของเกาะโดยจะวิ่งในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาแล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งจึงถือว่าเข้าเส้นชัย โดยสภาพของแต่ละแอเรียก็จะมีดังนี้
แอเรียทิศใต้ สภาพสนามเป็นหาดทรายกับน้ำทะเลจะต้องวิ่งไปตามสะพานที่สร้างไว้
แอเรียทิศตะวันออก สภาพสนามเป็นป่าเส้นทางวิ่งจะเป็นทางวิบาก
แอเรียทิศเหนือ สภาพสนามเป็นหิมะและน้ำแข็งเส้นทางค่อนข้างลื่น
แอเรียทิศตะวันตก สภาพสนามเป็นทางขาดเป็นสนามที่อันตรายมากสุด
และตามกฎของการทดสอบในครั้งนี้หากไม่สามารถออกจากพื้นที่นั้น ๆ ในเวลาที่กำหนดก็โดนคัดออก เงื่อนไขสุดหินขนาดนี้ทำเอาโทยะรู้สึกว่าคิดผิดไปหน่อยที่ฝากให้พวกนั้นเป็นคนจัดการ ทั้งนี้ถ้าหากรถได้รับความเสียหายก็สามารถจอดเข้าพิทที่อยู่ในแอเรียนั้น ๆ เพื่อซ่อมแซมได้ ดังนั้นการวิ่งทดสอบรถในครั้งนี้มันก็เลยดูจะกลายเป็นการแข่งรถไปเสียมากกว่า
.
ชั่วโมงก่อนเริ่มออกสตาร์ทเหล่าผู้นำอาณาจักรและเหล่าทหารองครักษ์ได้มารวมตัวกันที่ด้านหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ถ่ายทอดในสนามทดสอบอันที่จริงก็ได้มีการส่งเทียบเชิญไปยังอาณาจักรต่างๆที่ เบื้องหลังแล้วแต่ผู้ที่มาเข้าร่วมดูการทดสอบครั้งนี้มีแค่ โทริฮารัน สเตรน พริมล่า และกัลดิโอ้เท่านั้น โดยตัวแทนจากกัลดิโอ้ก็คือองค์ชายรูเครเชี่ยนนั่นเองตัวย่อเข้าไปทักทายรูเครเชี่ยนหลังจะไม่ได้เจอกันมาพักนึงหลังจากนั้นโทยะก็คิดว่าน่าจะแนะนำให้รูเครเชียนรู้จักกับเอลเนสราชาแห่งบารูฟผู้ที่มีอายุไล่เลี่ยกันให้รู้จักกันไว้น่าจะดีแต่น่าเสียดายที่วันนี้เอลเนสไม่ได้มาที่นี่ด้วย ส่วนผู้นำคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงานก็จับกลุ่มคุยกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวีกรรมที่ผ่านมาของโทยะ โทยะเปิดเกทกลับไปที่โรงรถเพื่อเตรียมตัว ที่โรงรถหมายเลข 8 มีมินิโรบ็อทสี่ตัวกำลังจัดการตรวจสภาพและเตรียมความพร้อมให้กับอีเทอร์วีเค้ลของโทยะอยู่ซึ่รถที่โทยะนำมาเข้าร่วมในการทดสอบรถครั้งนี้ก็คอืโมเดล Renault Type K.นั่นเอง การทดสอบครั้งนี้อนุญาตให้มีช่างซ่อมบำรุงทั้งหมด 4 คน ส่วนคนที่จะอยู่บนรถนั้นในระหว่างการทดสอบได้นั้นจะมีแค่คนขับและคนบอกทางเท่านั้นแต่เพราะ ถ้าหากนั่งกันไป 2 คนก็จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักดังนั้นผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ นอกจากโมนิก้าและโรเซ็ตต้าจึงเลือกที่จะขับคนเดียวมากกว่า แต่โดยส่วนตัวแล้วโทยะต้องการขับสบาย ๆ ในการทดสอบนี้เพราะไม่ได้เล็งตำแหน่งชนะเลิศเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วในระหว่างนั้นเองเอลเซ่กับลินเซ่ก็มาหาโทยะที่โรงรถ รวมถีงเหล่าคู่หมั้นคนอื่น ๆ ด้วยในระหว่างทานอาหารเบา ๆ กันไปพลาง ๆ นั้นพวกสาว ๆ ก็พูดคุยกันว่าไปทำอะไรกันมาบ้างนั้นในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับผู้นำประเทศ ยูมิน่ากับซูก็กับราชาเบลฟาส รูเชียกับจักรพรรดิ์เรกุรุส ฮิวด้ากับราชาเรสเทีย รีนกับราชามิสนิด ซากุระกับราชาเซนอส ยาเอะกับพระจักรพรรดิ์แห่งอิเชน ส่วนเอลเซ่กับลินเซ่นั้นไม่มีหน้าทีรับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ
.
เอลเซ่ถามโทยะถึงโอกาสที่จะชนะ แต่พอโทยะบอกว่าเขาไม่ได้สนตำแหน่งชนะเขาแค่อยากทดสอบสมรรถนะของรถเท่านั้นก็เลยโดนเอลเซ่บ่นใส่นิดหน่อย โทยะคิดแค่ว่าอยู่รอดปลอดภัยยันจบก็น่าจะพอแล้วและยังคิดว่าคงไม่มีพวกกับระเบิดฝังไว้หรอกนะ ซูนั้นอยากจะนั่งรถไปกับโทยะด้วยแต่ก็ถูกปฏิเสธเพราะเหตุผลทางด้านความปลอดภัย ส่วนสาวคนอื่น ๆ ไม่มีใครพูดว่าจะไปด้วยเลยแต่ในตอนนั้นเองโพล่าก็ยกมือเสนอตัวขึ้นมาและบวกกับคำขอร้องของรีนโทยะจึงต้องนำโพล่าไปกับเขาด้วย โพล่าก็ทำท่าดีใจแล้วก็วิ่งออกจากโรงรถไป จากนั้นไม่นานโพล่าก็กลับเข้ามาที่โรงรถอีกครั้งแล้วก็มาดึงกางเกงของโทยะราวกับต้องการจะให้ไปดูอะไรที่นอกโรงรถ และเมื่อโทยะตามโพล่าออกมาก็พบว่า รูเฟียสกับเบลริเอตต้ากำลังประจัญหน้ากันอยู่พร้อมด้วยรอยยิ้มแสนน่ากลัวพร้อมทั้งประกาศว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายให้จงได้ด้วยอีเทอร์วีเกิลที่พวกเขาพัฒนามากับมือก่อนจะหัวเราะให้กันอย่างน่ากลัว และแล้วในตอนนั้นเองก็เอลก้าก็ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเพื่อแจ้งว่าการแข่งจะเริ่มในอีกสิบห้านาทีให้ผู้เข้าร่วมทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อได้ฟังเช่นนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับไปที่โรงรถของตนเองโทยะภวนาจากใจว่าของให้การทดสอบครั้งนี้จบลงด้วยดีด้วยเถิด
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 28 พาร์ท 7 Final (372 - 383)
เอลก้าเริ่มอธิบายถึงกฎกติกาในการแข่งขันครั้งนี้ให้เหล่าผู้เข้าร่วมได้รับทราบโดยหลักใหญ่ใจความเรื่องมีอยู่ว่าถ้าหากไม่สามารถออกจากสนามในแต่ละเขตตามเวลาที่กำหนดได้ก็จะถูกคัดออกถ้ารถเสียหายตราบใดที่ยังไม่เกินเวลาที่กำหนดก็สามารถซ่อมแซมได้ที่พิทที่อยู่ในแต่ละแอเรีย ขัดขวางคู่แข่งสามารถทำได้ตัวสนามระบบป้องกันก็จริงแต่ก็ควรให้ระมัดระวังกันการถูกชนกระเด็นเอาไว้ด้วย กรณีที่เกิดการชนอย่างรุนแรงดวงคนขับจะถูกวาร์ปออกมาก่อนนอกจากนี้ก็ยังมีฟลอล่าเตรียมสแตนบายด์รอรับเหตุอยู่แล้วด้วย ส่วนเวทมนตร์ต้องห้ามสำหรับงานนี้ก็คือ “สลิป” ถ้าใช้ล่ะก็โดนปรับแพ้ทันที่ซึ่งกฏนี้ก็ออกมาเพื่อโทยะโดยเฉพาะส่วนผู้มารับหน้าที่เป็นโฆษกบรรยายการแข่งขันนั้นก็คือเนียวทาโร่นั่นเอง
.
เนียวทาโร่ส่งสัญญาณให้อีเทอร์วีเคิลทุกคันสตาร์ทเครื่อง โทยะเริ่มดูแผนที่เพื่อตรวจดูสภาพเส้นทางก็พบว่าเส้นทางที่จะต้องวิ่งไปนั้นคือถนนหินปูนลงไปยังพื้นทรายของชายหาดก่อนจะหักเลี้ยวไปทางชวาเพื่อเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นสะพานบนทะเลซึ่งความกว้างของสะพานเป็นทางวิ่งนั้นกว้างประมาณ 2.5 เมตรเห็นจะได้ซึ่งมันก็ดูโหดหินเอาการ แต่สุดท้ายโทยะก็โยนความคิดเรื่องอื่นทิ้งและตั้งสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะสวมหมวกและปิดกระจกลงมาให้เรียบร้อยและเมื่อเนียวทาโร่ให้สัญญาณออกสตาร์ททุกคันก็เร่งเครื่องและพุ่งทะยานออกจากจุดสตาร์ทกันในทันทีโดยคนที่ได้ออกตัวนำไปก่อนก็คือเจ้าหญิงเบลริเอตต้า ตามติดมาด้วยเนียและโมนิก้ากับโรเซ็ตต้า ถัดมาก็คือลิปิส เจ้าชายรูเฟียส ส่วนโทยะตามมาเป็นคันที่หก ส่วนที่ไล่ตามหลังโทยะมาก็คือราชาเฟลเซนแล้วก็กริฟ จากมุมมองของโทยะระยะห่างของห้าคันที่นำอยู่นั้นถือว่าไม่มากนักแต่ว่าเมื่อเข้าสู่พื้นถนนที่เป็นทรายก็ทำให้วิ่งได้ลำบากขึ้นแต่ทว่าในสภาพพื้นผิวถนนแบบนี้อีเทอร์วีเกิลของราชาเฟลเซนกลับวิ่งได้อย่างสบายจนสามารถแซงโทยะและรูเฟียสไปได้ในที่สุด กลุ่มนำเริ่มหักเลี้ยวเข้าสู่สะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเลอันที่จริงถึงจะตกน้ำก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะอีเทอร์วีเกิลที่เข้าร่วมในงานนี้เป็นแบบไม่มีหลังคาถึงตกลงไปในน้ำคนขับก็สามารถออกมาได้อยู่แล้ว อีกทั้งอีเทอร์วีเกิลไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบรถยนต์ที่ใช้น้ำมันตามปกติจึงไม่เป็นปัญหาแม้จะจมน้ำแต่ถ้าตกลงไปก็มีหวังได้เสียอันดับไปอย่างแน่นอน
.
ราชาเฟลเซนไล่จี้ลาปิสไปติด ๆ และขึ้นมาตีคู่ทั้งต่างพยายามเร่งความเร็วเพื่อจะแซงกันให้ได้และในจังหวะที่จะต้องหักเลี้ยวนั้นลิปิสก็ใช้เทคนิคที่เหมือนกับการดริฟแซงผ่านราชาเฟลเซนไปได้ส่วนรถของราชาเฟลเซนนั้นด้วยความที่ว่ารถมีขนาดใหญ่การหักเลี้ยวด้วยความเร็วทำให้ตัวรถเสียบาลานซ์จากนั้นตกลงทะเลไปแต่ตัวคนขับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรจึงยังสามารถกลับมาแข่งต่อได้ไม่มีปัญหา ส่วนกลุ่มนำในขณะนั้นได้มีการเปลี่ยนลำดับกันเล็กน้อยโดยโมนิก้ากับโรเซ็ตต้าได้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนโทยะยังคงตามหลังรูเฟียสอยู่โดยเขาเริ่มสังเกตเห็นว่าอีเทอร์วีเกิลของรูสเฟียสนั้นสามารถเข้าโค้งได้โดยไม่ต้องลดความเร็วมากนักดูเหมือนว่าความลับนั้นน่าจะมาจากประสิทธิภาพของยางที่ใช้ ในระหว่างนั้นก็กลุ่มนำก็มีการเปลี่ยนลำดับอีกเมื่อเนียสามารถแซงขึ้นมาเป็นที่สองโดยเบียดนำเบลริเอ็ตต้ามาได้ ดูเหมือนว่าอีเทอร์วีเกิลของเบลริเอตต้าจะมีปัญหากับสภาพสนามที่เป็นทางโค้ง และหลังจากนั้นไม่นานก็โดนลาปิสแซงไปอีกทำให้ตอนนี้เบลริเอตต้าตกลงไปอยู่ลำดับที่สี่ รูสเฟียสที่ตอนนี้อยู่อันดับห้าก็เริ่มไล่ตามกระชั้นชิดไป แต่ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดนั้นเองโทยะที่ขับตามหลังมาก็มองเห็นช่องว่างและเร่งเครื่องแซงทั้งคู่ไปได้สำเร็จและเข้าไปอยู่ในลำดับที่สี่และไล่ตามหลังลาปิสไปและก่อนจะได้ออกจากแอเรียทิศใต้ลาปิสก็สามารถแซงเนียขึ้นไปเป็นอันดับสองได้สำเร็จ
.
กลุ่มนำเริ่มเข้าสู่แอเรียตะวันออกซึ่งเป็นป่าโดยลำดับตอนนี้ที่หนึ่งคือโมนิก้ากับโรเซ็ตต้า ที่สองลาปิส ที่สามเนียและโทยะผ่านแอเรียไปเป็นลำดับที่สี่ หลังจากนั้นพวกโมนิก้า ลาปิสและโทยะก็วิ่งเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยางและซ่อมแซมรถ ส่วนเนียนั้นเลือกที่จะไม่เข้าพิทเธอยังคงวิ่งต่อไปทั้ง ๆ แบบนั้นทำให้เนียเลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับหนึ่ง โทยะเข้าพิทไปเพื่อให้เหล่ามินิโรบ็อทปรับแต่งรถของเขาให้พร้อมกับสภาพทางวิบากในระหว่างนั้นกลุ่มที่ตามหลังมาก็เริ่มตามเข้าสู่แอเรียตะวันออกพวกโมนิก้าก็ที่เปลี่ยนยางเสร็จก็ออกจากพิทกลับเข้าสนาม ลาปิสก็ออกตัวตามไปติด ๆ ในขณะที่เบลริเอตต้ากับรูเฟียสเพิ่งเข้ามาที่พิทและยังคงฟาดฟันกันด้วยดวงตาและคารมเช่นเดิม และเมื่อโทยะกลับเข้าสู่สนามก็พบกับอีเทอร์วีเกิลของกริฟไล่ตามหลังเขามาดูเหมือนว่ากริฟก็เลือกที่จะไม่เข้าพิทเพราะโครงสร้างของรถมันดูจะเป็นแบบออฟโรดอยู่แต่แรกแล้วส่วนราชาเฟลเซนนั้นวิ่งเข้าไปที่พิทแล้วหลังจากขับออกมาจากพิทโทยะก็ได้ยินเนียวทาโร่ประกาศว่าตอนนี้ใครอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ โดยที่นำเป็นอันดับหนึ่งตอนนี้คือเนีย ตามติดมาด้วยพวกโมนิก้า ลาปิส โทยะ กริฟ ส่วนรูเฟียสกับเบลริเอตต้าที่เพิ่งออกจากพิทก็ไล่ตามพวกเขามาติด ๆ ในขณะที่มุ่งหน้าสู่แอเรียตะวันออกโทยะก็ได้แต่คิดว่าจะมีอะไรแผลง ๆ รอเขาอยู่กันนะ
.
เมื่อเข้าสู่แอเรียตะวันออกแล้วก็เข้าสู่เส้นทางวิ่งที่อยู่ในป่ากิ่งไม้ต้นไม้มากมายในป่านั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากเนื่องจากเป็นตัวคอยบดบังทัศนวิสัยและทางวิ่งที่อยู่ในสนามนี้ได้แยกออกเป็นสองเส้นทาง คือคอร์ด A และคอร์ด B คอร์ด A นั้นมีระยะทางที่สั้นแต่สภาพพื้นผิวถนนนั้นย่ำแย่เอามาก ๆ เข้าขั้น เส้นทางมหาโหดเลยทีเดียว ส่วนคอร์ด B นั้นเส้นทางจะยาวกว่าแต่พื้นผิวของถนนนั้นก็ดีกว่าจึงขับได้ง่ายกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกไปทางไหนที่ปลายสุดเส้นของทางทั้งสองก็จะมาบรรจบกันกันอยู่ดีโดย เนีย ลาปิส เกรฟ รูเฟียส เลือกไปทางคอร์ด A โทยะ โมนิก้ากับโรเซ็ตต้า เบลริเอตต้า และราชาแห่งเฟลเซน เลือกไปทางคอร์ด B กลุ่มที่มุ่งหน้าไปทางคอร์ด A นั้นต้องข้ามแม่น้ำโดยต้องอาศัยการเร่งเครื่องไปยังสะพานที่จะทำหน้าที่เป็นแท่นกระโดดซึ่งจุดนี้รถของเกรฟเกือบจะตกลงไปในน้ำเพราะความเร็วมีน้อยเกินไปจนเกือบตกลงไปในแม่น้ำแต่ก็ยังโชคดีที่สามารถใช้สองล้อหน้าตะกุยขึ้นมาบนตลิ่งมาได้ก่อนที่ร่วงลงไป ในขณะเดียวกันนั้นทางด้านของคอร์ด B โทยะที่กำลังขับอย่างชิว ๆ อยู่นั้นก็ถูกเบลริเอตต้าไล่จี้ตามมาติด ๆ แซงขึ้นไปจนได้และในระหว่างนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงประกาศของเนียวทาโร่ว่าทางคอร์ด A เนียโดนพายครีมอัดหน้าเข้าไปเต็ม ๆ ทำให้เสียจังหวะใบเล็กน้อยและเปิดโอกาสให้ลาปิสและเกรฟวิ่งแซงไปได้ เนียจึงหล่นมาอยู่อันดับสาม
.
และเมื่อโทยะสามารถขับผ่านป่ามาได้เขาก็ต้องเผชิญกับสภาพถนนที่เป็นโคลนเราวกับกำลังลงไปวิ่งอยู่ในทุ่งนาผืนใหญ่ รถทุกคันที่วิ่งไปบนเส้นทางนี้ก็ต้องเผชิญกับสภาพราวกับติดอยู่ในใยแมงมุมกันถ้วนหน้า แถมยิ่งเร่งเครื่องล้อมันก็ก็ยิ่งติดกับโคลนมากขึ้น ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับกันถ้วนหน้า ซึ่งกว่าจะผ่านอุปสรรคและกับดักในสนามโคลนออกมากันได้ก็เล่นเอาเละเทะกันถ้วนหน้า ซึ่งสภาพสนามเช่นนี้รถของเกรฟนั้นได้เปรียบกว่าจึงสามารถแซงลาปิสและขึ้นอยู่ไปอันดับหนึ่งได้สำเร็จส่วน ตอนนี้พวกกลุ่มนำใกล้จะหลุดออกจากแอเรียกตะวันออกได้แล้ว ตอนนี้ครองอันดับหนึ่งคือเกรฟ ตามมาด้วย ลาปิส รูเฟียส เบลริเอทต้า พวกโมนิก้า ราชาเฟลเซน โทยะ และเนียตามลำดับและเมื่อเริ่มเข้าใกล้แอเรียทางเหนืออุณภูมิก็เริ่มลดลงทำให้รู้สึกหนาวและเส้นทางวิ่งก็จะเป็นพื้นน้ำแข็งซึ่งมีแรงเสียดทานต่ำและอาจจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และเมื่อเข้าสู่แอเรียทางเหนือโทยะก็แวะเข้าพิทอีกครั้งแล้วก็พบ รูเฟียสกับเบลริเอตต้าที่กำลังแสดงท่าทีแบบเดียวกับตอนที่เข้าพิทรอบที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จพร้อมใส่เสื้อกันหนาวเรียบร้อยแล้วโทยะก็กลับเข้าสู่การแข่ง
.
อุปสรรคใหญ่ ๆ ในสนามนี้นอกจากจะเป็นความลื่นของพื้นผิวทางวิ่งแล้วยังมีกำแพงน้ำแข็งกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงมาอีกด้วยซึ่งกริฟที่นำโด่งมาในตอนแรกก็โดนลูกบอลหิมะอัดเข้าไปจนหล่นไปอยู่อันดับสุดท้ายแถมและผลจากการชนทำให้ระบบของตัวรถส่งคนขับกลับไปยังโรงรถไม่รู้ว่ารถเสียหายมากแค่ไหนแต่กว่าตัวคนขับจะกลับมาเอารถและกลับเข้าแข่งได้ก็น่าจะหมดเวลาก่อนโทยะจึงคิดว่ากริฟน่าจะรีไทร์แล้ว เมื่อกริฟหลุดจากอันดับไปลาปิสก็ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแทนตามติดมาด้วยรูเฟียสและเบลริเอตต้าตามลำดับแต่สิ่งที่รอเหล่าผู้เข้าแข่งขันอยู่เบื้องหน้าก็คือทางวงกต ซึ่งถ้าเลี้ยวผิดทางก็จะวิ่งไปเจอกับทางตันและจำเป็นจะต้องยูเทิร์นกลับมาทางเก่าเพื่อเลือกเส้นทางที่ถูกต้องหากเลือกผิดบ่อย ๆ ก็จะเสียเวลามากและโดนรีไทร์ในที่สุด ซึ่งในจุดนี้โทยะก็ใช้วิธีโยนโพล่าขึ้นฟ้าเพื่อให้มองดูสภาพสนามจากบนฟ้าจะได้รู้ว่าจะต้องเลี้ยวไปทางไหนจนสามารถผ่านออกมาได้เป็นคนแรกและมุ่งเข้าสู่ทางออกของแอเรียนี้ตรงเข้าไปสู่แอเรียทิศตะวันตกแต่แล้วจู่ ๆ รถของโทยะก็ไปเหยียบเข้าอะไรบางอย่างจดเกิดเสียงดัง “คลิ๊ก” และพริบตาต่อมาโทยะกับโพล่าก็โดนวาร์ปกลับไปที่โรงรถ
.
สรุปก็คืออีเทอร์วีเกิลของโทยะกับระเบิดเข้าเต็ม ๆ และเกิดการระเบิดขึ้นนั่นเองโทยะมองสภาพรถของเขาผ่านทางจอมินิเตอร์ที่โรงรถก็เห็นว่าสภาพรถที่โดนระเบิดก็เสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ในเวลาสั้น ๆ สรุปแล้วโทยะจึงโดนรีไทร์ไปด้วยประการฉะนี้ ดังนั้นตอนนี้จึงเหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงหกคน โทยะฝากให้มินิโรบ็อทไปจัดการกู้ซากบรุนฮิวกลับมาส่วนตัวเขาก็เปิดเกทกลับไปหาพวกราชาที่ดูการแข่งอยู่ พวกยูมิน่าก็สอบถามด้วยความเป็นห่วงแต่พอรู้ว่าโทยะไม่เป็นอะไรก็โล่งอกกันไป อันที่จริงถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์กะโหลกไขว้อยู่บนทางวิ่งนั่นคือสัญลักษณ์บอกว่าจุดนั้นมีระเบิดแต่โทยะที่รีบเร่งความเร็วเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่นจึงไม่ได้สังเกตและเหยียบทับไปเต็ม ๆ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ เริ่มหลุดออกจากวงกตและเข้าสู่สนามสุดท้ายหลังจากเปลี่ยนยางและกลับเข้าสู่สนาม พวกโมนิก้านำมาเป็นที่หนึ่ง ตามติดมาด้วย ลาปิส ราชาเฟลเซน รูเฟียส เบลริเอตต้าและเนีย เนื่องจากต้องคอยซิกแซกหลบระเบิดทำให้ทุกคนไม่เร่งความเร็วกันมากนัก แต่สนามที่เป็นสะพานขาดนั้นต้องเร่งความเร็วเพื่อกระโดดข้ามหากตกลงไปล่ะก็ได้รีไทร์แน่นอน และในตอนนั้นเองรถของเจ้าหญิงเบลริเอตต้าก็เสียหลักหมุนคว้างอย่างควบคุมไม่ได้เพราะน้ำมันที่อยู่ผิวถนนแต่ก่อนที่รถจะตกลงไปข้างล่างรูเฟียสก็เบียดเข้ามาและชนรถของเบลริเอตต้าทำให้เธอรอดจากการตกลงไปแต่รถของทั้งสองคู่ก็ได้รับความเสียหายส่วนตัวคนขับก็ถูกวาร์ปกลับไปที่โรงรถ โทยะจึงเปิดเกทเพื่อไปโรงรถเพื่อไปพบกันทั้งสองคน
.
เมื่อไปถึงโทยะก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันอยู่แน่นอนว่า เบลริเอตต้ากับรูเฟียสกำลังเถียงกันอยู่และสาเหตุก็มาจากการกระทำของรูเฟียสแต่ความไม่พอใจของเบลริเอตต้านั้นไม่ได้มาจากการที่รูเฟียสชนรถของเธอจนเสียหายแต่เพราะการพุ่งเข้ามาชนรถเธอไม่ให้ตกหน้าผานั้นทำให้รถรูเฟียสเสียหายมากจนอาจจะถูกรีไทร์ได้นั่นเองเบลริเอตต้าไม่อยากให้การแข่งระหว่างเธอกับเขาจบลงไปแบบนี้ แต่รูเฟียสยังคงมีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ในฐานะของคนขับและในฐานะของช่างเทคนิคเขาคิดว่าถ้าซ่อมส่วนที่เสียหายซะก็ยังตัวรถก็ยังจะสามารถกลับมาวิ่งได้อีก โดยกติกาก็ไม่ได้ห้ามซ่อมรถระหว่างแข่งแต่ในสนามแข่งห้ามคนอื่นเข้าไปยกเว้นคนขับถ้าคนอื่นในทีมลงไปในสนามแข่งก็จะถูกตัดสิทธิ์ แต่ในกรณีของรูเฟียสกับเบลริเอตต้านั้นไม่ถือว่าผิดกติกาเพราะพวกเขาเป็นคนขับนั่นเอง รูเฟียสนำเอากล่องเครื่องมือใบใหญ่ออกมาพร้อมกับจับมือของเบลริเอตต้าที่ยืนก้มหน้าอยู่เพื่อพาเธอกลับไปที่สนามพร้อมกับเขาซึ่งเบลริเอตต้าก็ไม่ได้ขัดขืนและตามไปอย่างว่าง่ายหลังจากทั้งสองไปแล้วโทยะก็มองดูอีเทอร์วีเคิลของเขาที่ถูกมินิโรบ็อทเก็บกู้กลับมาแต่เขาก็แปลกใจว่าทำไมมันซ่อมแซมได้เร็วนักทั้งที่ ๆ โดนระเบิดไปขนาดนั้น แถมตัวรถเองก็ไม่ได้มีรอยไหม้อันน่าจะเกิดจากความร้อนจากการระเบิดสรุปแล้วระเบิดที่เห็นนั้นคือภาพลวงตาและสิ่งที่อัดให้รถลอยขึ้นไปนั้นคือเวทลมเท่านั้นเอง ในระหว่างนั้นโทยะก็ได้ยินเนียวทาโร่ประกาศว่ารถของราชาเฟลเซนเข้าไปติดกับกาวเหนียวหนืดเข้าให้แล้วและไม่ว่าจะพยายามยังไงก็คงหลุดออกไปได้ยากแต่แกก็ใช้กำลังกายของแกลากรถหลุดออกมาจนได้ในที่สุด
.
เมื่อดูจากสถานการณ์แล้วตอนนี้คนที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะก็เหลือแค่ลาปิส โมนิก้ากับโรเซ็ตต้า แล้วก็ก็เนียซึ่งรถสามคันนี้เป็นงานของพวกโรเซ็ตต้าดังนั้นเรื่องของประสิทธิภาพจึงไม่ต่างกันงานนี้ต้องวัดกันที่ฝีมือคนขับในการชี้ขาด ส่วนทางด้านของรูเฟียสกับเบลริเอตต้าที่เริ่มลงมือซ่อมแซมตัวรถกันแล้วโทยะที่รู้สึกเป็นห่วงทั้งสองจึงได้เปิดเกทและส่งเสียงไปสอบถามดู รถของรูเฟียสเสียหายหนักมากกว่าที่คิดระบบเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายและล้อด้านหลังข้างหนึงก็บิดงอไปแล้ว ส่วนรถของเบลริเอตต้าล้อหน้าข้างหนึ่งหลุดหายไปซึ่งความเสียหายระดับนี้ทั้งสองคันไม่สามารถจะกลับเข้าสู่การแข่งได้ แต่เมื่อโทยะลองพิจารณารถทั้งสองคันดูเขาก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าเอาอะไหล่ของสองคันนี้มารวมกันไม่ได้เหรอ นั่นจึงทำให้รูเฟียสกับเบลริเอตต้าเกิดปิ้งไอเดียและเริ่มถอดแยกอะไหล่รถมารวมกันแถมบรรยากาศรอบ ๆ ตัวสองคนนั้นก็ดูจะเป็นไปด้วยความสนุกสนานไปซะแล้วและเมื่อใดที่มีบรรยากาศแห่งความรักท่านพี่คาเร็นก็ไม่พลาดที่ปรากฏตัวออกมา
.
ในขณะเดียวกันนั้นลาปิสที่นำอยู่ก็ไปเจออุปสรรคที่เป็นฝูงแมวที่กำลังข้ามถนนขวางอยู่เข้าให้จึงต้องหยุดรถอย่างช่วยไม่ได้เมื่อพวกโมนิก้าไล่ตามมาทันก็ต้องหยุดรถเช่นกันและเมื่อเนียตามมาทันก็ต้องจอดรอเช่นกันแต่พอโมนิก้าออกไปจับแมวพวกนั้นจึงได้รู้ว่าแมวพวกนั้นแท้จริงแล้วเป็นภาพลวงตาเมื่อรู้แบบนั้นลาปิสกับเนียก็ออกตัวไปทันที ส่วนโรเซ็ตต้าต้องให้โมนิก้ากลับขึ้นรถก่อนถึงจะออกตัวตามไปได้ ในขณะเดียวกันรูเฟียสกับเบลริเอตต้าก็ประกอบรถเสร็จพอดีตอนนี้มันมีสภาพเป็นรถที่มีหกล้อไปแล้วผู้ที่นั่งอยู่ตรงเบาะคนขับคือรูเฟียสส่วนเบลริเอตต้านั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อเครื่องยนต์เริ่มทำงานทั้งคู่ก็ภวนาให้รถของพวกเขาสามารถใช้งานได้และเมื่อทุกอย่างโอเครูเฟียสก็ขับรถที่เกิดจากการรวมกันของเขาและเธอพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ และเมื่อทั้งคู่หลายลับตาไปแล้วโทยะหันไปถามท่านพี่คาเร็นว่าใช้พลังเทพทำอะไรไปแต่ท่านพี่ก็ไม่ยอมตอบ ที่โทยะถามเช่นนั้นก็เพราะเขาเห็นประกายแสงแห่งเทพที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวสองคนนั้นซึ่งสิ่งที่ท่านพี่คาเร็นบอกมาก็มีแค่ว่า คำอธิฐานของหญิงสาวที่กำลังมีความรักนั้นมักก่อให้เกิดปาฏิหารย์ได้เสมอ
.
เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปรูเฟียสเร่งเครื่องและพารถของเขาและเธอวิ่งฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างรวดเร็วทั้งโซนกับดักกาวเหนียวหนืดโซนแมวข้ามถนนพวกเขาฝ่าผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็นแต่ก็ยังห่างจากกลุ่มนำทั้งสามคันมากนัก ลาปิส โมนิก้ากับโรเซ็ตต้าและเนียเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของสนามนี้แล้วแต่ในสนามก็ยังมีกับดักรออยู่อีกและเนียก็ไปเหยียบกับดักที่ทำให้รถต้องหยุดนิ่งไปหนึ่งนาทีเข้าให้ ส่วนลาปิสวิ่งหลบหลีกกับดักจนหลุดออกจากโซนไปได้และยังคงนำอยู่ตามติดมาด้วยพวกโมนิก้าทั้งสองคันกลับเข้ามาในแอเรียทางใต้เพื่อพุ่งเข้าสู่จุดเริ่มต้นเป็นเส้นชัยทั้งสองคันขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดเพื่อเข้าเส้นชัย ทั้งคู่เลี้ยวเข้าสู่โค้งสุดท้ายมาแบบสูสีโดยลาปิสยังนำอยู่นิดหน่อย แต่ในขณะที่กำลังจะเข้าเส้นชัยนั้นอีเทอร์วีเกิลทั้งสองคันก็จมหายไปลงไปใต้ดิน เมื่อมองดูให้ดีจะพบว่ามีมันมีทางลาดโผล่ออกมาและเมื่อรถทั้งสองวิ่งลงไปแล้วมันก็ปิดกลับคืนมาอย่างเดิมซึ่งนั่นก็คือกับดักสุดท้ายที่รออยู่นั่นเอง ซึ่งเส้นทางนี้จะพาลอดผ่านเส้นชัยไปโผล่อีกฝากหนึ่งแต่ก็จะถือว่าไม่เข้าเส้นชัย ในเวลาเดียวกันนั้นรูเฟียสกับเบลริเอตต้าก็เข้ามาถึงแทร็ปแอเรีย ส่วนเนียก็ครบเวลาหนึ่งนาทีพอดีเธอจึงเริ่มออกวิ่งอีกครั้งแล้วก็ไปเหยียบปุ่มซ้ำเข้าอีกแต่คราวนี้ปุ่มที่เหยียบไปเป็นปุ่มเคลียร์กับดักตอนนี้กับดักทั้งสนามจึงได้หยุดทำงานลงเป็นที่เรียบร้อยเพียงเท่านี้สิ่งเดียวที่ก็คือวิ่งไปถึงเส้นชัยเท่านั้นเท่านั้น ทั้งเนียและรูเฟียสกับเบลริเอตต้าต่างเร่งเครื่องเต็มกำลังเข้าโค้งสุดท้ายเพื่อมุ่งหน้าเข้าเส้นชัยในขณะเดียวกันลาปิสกับพวกโมนิก้าก็วิ่งกลับมาจากอีกฝากของเส้นชัยและเสี้ยววินาทีต่อมาทั้งสี่คันก็วิ่งผ่านเส้นชัยไปโดยมีเอลก้าเป็นผู้ทำหน้าที่โบกธงตราหมากรุก
.
แต่เนื่องจากทั้งสีคันวิ่งผ่านเส้นชัยไปแทบจะพร้อมกันจึงต้องตัดสินจากภาพถ่ายและผู้ที่เข้าเส้นชัยไปเป็นคนแรกก็คือเนียนั่นเอง ซึ่งในระหว่างที่พวกเนียกำลังดีใจอยู่นั้นราชินีแห่งสเตรนก็แอบกระซิบกับโทยะเกี่ยวชื่อเรดแคท เพราะมันเป็นชื่อเดียวกับกลุ่มโจรที่ก่อเหตุ(เล่นงานพวกขุนนางโฉด) อยู่รอบอาณาจักรสเตรนกับอาณาจักรอเลนซึ่งโทยะก็ได้แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ส่วนผู้ที่ได้อันดับสองก็คือลาปิสส่วนอับดับสามคือพวกโมนิก้า และรูเฟียสกับเบลริเอตต้าเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่สี่ และหลังจากแข่งจบลงโทยะก็ว่าจะไปพบกับรูเฟียสกับเบลริเอตต้า เมื่อไปถึงก็พบว่าทั้งคู่ได้ลงจากรถและพูดคุยกันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และหลังจากนั้นรูเฟียสก็ย่อตัวคุกเข่าลงต่อหน้าเบลริเอตต้าและชวนให้เธอมาที่โทริฮารันเพื่อช่วยเขาซึ่งเบลริเอตต้าก็ตอบตกลง (ซึ่งมันก็เป็นการขอสาวแต่งงานแบบอ้อม ๆ นั่นเอง)และเมื่อการแข่งขันจบลงก็เป็นช่วงเวลาของงานปาร์ตี้ซึ่งก็จัดกันบนชายหาด ซึ่งอาหารนั้นก็จัดทำโดยคนครัวของราชสำนักจากโลกทั้งสองเพื่อให้คนจากทั้งสองโลกได้ลิ้มลองรสชาติของอาหารจากต่างโลกเพื่อให้นำไปสู่การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องราวต่าง ๆ ของแต่ละโลกในลำดับต่อไป พร้อมกันนี้ก็ยังได้ประกาศการหมั้นหมายของรูเฟียสกับเบลริเอตต้าให้อาณาจักรอื่น ๆ ที่มาร่วมในครั้งนี้ได้รับรู้โดยทั่วกันไปด้วยเลย ทุกอย่างจบลงด้วยดีจากนี้ไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็คงจะดีขึ้นไปตามลำดับแม้ว่าอาจจะทะเลาะกันบ้างแต่นั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ แนบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
.
โทยะรู้สึกยินดีที่งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จแม่งจะโดนเอลเซ่แขวะเรื่องที่โดนรีไทร์นิด ๆ แต่โทยะก็หาแนวร่วมทันทีนั่นก็คือราชาแห่งเฟลเซนที่สุดท้ายก็โดนรีไทร์เช่นกันหลังจากไปติดกับกาวเหนียวหนืดแต่ถึงจะแพ้หรือจะเละเทะกันไปบ้างแต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะได้รับความสนุกและประสบการณ์ที่ดีในเรื่องของการพัฒนาอีเทอร์วีเกิลทั้งในโลกเบื้องหน้าและในโลกเบื้องหลัง แต่ในระหว่างนั้นราชาเฟลเซนก็ได้บอกกับโทยะเกี่ยวกับรายงานที่เพิ่งได้รับมาเกี่ยวกับอาณาจักรโฮรุนว่าทั้งสองขั้วขัดแย้งต่างก็ได้ยื่นข้อเสนอชักชวนให้เฟลเซนเข้าร่วมกับฝ่ายของตนอีกแล้วหลังจากที่แรกเริ่มเดิมทีราชาเฟลเซนนั้นยืนยันที่จะทำตัวเป็นกลางและไม่ยื่นมือเข้าช่วยฝ่ายใดซึ่งในครั้งนี้พวกนั้นก็ได้ขอคำตอบในอีกสามวันหลังจากนี้โดยราชาเฟลเซ็นต้องการให้โทยะไปเข้าร่วมในงานนี้ด้วยทั้งนี้ก็เพราะราชาแห่งเฟลเซ็นรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างของเรื่องราวในครั้งนี้นั่นเอง เมื่อโทยะลองคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างรวมถึงเรื่องรายงานที่ได้รับมาจากสึบากิเกี่ยวกับ “โครว” องค์กรลับของยูโรนที่ดูเหมือนว่ามีเอี่ยวกับความวุ่นวายภายในของอาณาจักรโฮรุนตอนนี้ดูแล้ว โทยะก็ตกลงที่จะไปเข้าร่วมตามคำเชิญของราชาแห่งเฟลเซนและเพื่อจับให้ได้ว่าใครเป็นคนโกหกในครั้งนี้โทยะจึงคิดว่าเขาจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพระสันตะปาปาแห่งรามิชด้วยในงานนี้
อาณาจักรโฮรุนนั้นคืออาณาจักรที่ตั้งอยู่ในโลกเบื้องหน้ามีพรมแดนทางเหนือติดกับยูโรนและพรมแดนทางใต้จรดตะวันตกติดกับเฟลเซนทั้งนี้โฮรุนเป็นอาณาจักรที่เน้นสังคมเกษตรกรรมมีความอุดมสมบูรณ์ จะมากสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศก็ค่อนข้างดีเหมาะสมกับการเพาะปลูกด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่อาณาจักรยูโรนจะอยากยึดครองพื้นที่อาณาจักรแห่งนี้เอาไว้เป็นของตนเองส่วนในส่วนเรื่องของทางการทูตนั้นอาณาจักรโฮรุนตัดสัมพันธุ์กับยูโรนมาเป็นร้อยปีแล้วและเลือกเป็นพันธมิตรกับเฟลเซนแต่ทั้งนึ้ทั้งนั้นก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เดิมของตนเอาไว้อย่างเหนียวแน่นแม้ว่าจะเป็นมิตรกับเฟลเซนแต่ก็ไม่ค่อยจะรับเอาเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมของเฟลเซนเข้าไปเลย โดยอดีตราชาปกครองโฮรุนก่อนหน้านี้มีนามว่า “โทนัม ดา โฮรุน” ส่วนลูกชายของเขาหรือก็คือองค์ชายลำดับที่หนึ่งนั้นมีนามว่า “คามุร่า ดา โฮรุน” แต่เนื่องจากทั้งคู่ได้สิ้นพระชนน์ลงในเวลาไล่เลี่ยกันและในตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ปกครองคนใหม่มาแทน แต่งก่อนหน้าที่ทั้งสองจะเสียชีวิตลงนั้นความสัมพันธ์ของพ่อลูกก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนักเนื่องจากความคิดเห็นแตกต่างในเรื่องการเมืองและรูปแบบการปกครองซึ่งความไม่ลงรอยกันนี้กินเวลาอยู่เป็นปีจนกระทั่งโศกนาฏกรรมได้เกิดขึ้นในวันที่ฝนตกเมื่อรถม้าขององค์ชายลำดับที่หนึ่งนั้นประสบอุบัติเหตุตกหน้าผา เหตุการณ์นั้นทำให้องค์ชายลำดับที่หนึ่งสิ้นพระชนน์ลงเมื่ออายุเพียงยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์องค์ราชาก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหันซึ่งความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกที่เกิดขึ้นนี้ยาวนานเป็นปีเช่นนี้มันทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยว่ามันเป็นแผนการของพ่อกับลูกที่คิดจะกำจัดกันเองหรือเปล่าและสิ่งนี้ก็เป็นฉนวนที่ค่อย ๆ ลุกลามกลายเป็นความแตกแยกภายในโฮรุนอยู่ในตอนนี้
.
บรรยากาศภายในโฮรุน ณ เวลานี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าประชาชนในเมืองต่างแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์แต่ความซวยของชาวรุ่นมันยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น แม้ว่าโดยหลักการแล้วผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปจะต้องเป็นรัชทายาทขององค์ชายลำดับที่หนึ่งเจ้าชาย "คุโอ ดา โฮรุน" แต่ทว่าตอนนี้ก็มีอายุแค่หนึ่งขวบเท่านัั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้มาบริหารประเทศ จึงต้องให้ "ชูไบน์ อดันเต้" ผู้ดำงรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและมีศักดิ์ เป็นต่อของคุโอมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนแต่ว่าน้องชายของอดีตราชาโทนัม “กานอส ดา โฮรุน” นั้นไม่ยอมรับเพราะถ้ามองให้อีกมุมหนึ่งแล้วเหมือนชูไบน์จะอาศัยความสัมพันธ์ตาหลานกับคุโอยึดครองอำนาจการปกครองโฮรุนได้เหมือนกันความขัดแย้งของพ่อลูกที่ส่งผลกลายเป็นความเคลือบแคลงและชักนำให้โฮรุนเขาสู่สงครามภายในซึ่งในระหว่างที่เดินทางจากเฟลเซนไปยังโฮรุนราชาแห่งเฟลเซนก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระสันตะปาปาแห่งรามิชได้รับทราบโดยการเดินทางในครั้งนี้มียาเอะกับซากุระติดตามมาด้วยในฐานะภูมิคุ้มกันโดยจุดประสงค์ที่ให้พระสันตะปาปาแห่งรามิชมาร่วมด้วยในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้เนตรมารตรวจสอบดูว่าในระหว่างการเจรจานั้นฝ่ายไหนกันแน่ที่พูดโกหกและผลลัพธ์ของการเจรจาในครั้งนี้ก็จะช่วยกำหนดทิศทางการวางตัวของอาณาจักรเฟลเซนด้วยแต่โดยส่วนตัวแล้วราชาแห่งเฟลเซนไม่ต้องการให้เกิดสงครามภายในแต่อย่างใด ส่วนที่อยากให้โทยะมาด้วยก็เพราะต้องการให้โทยะมาคอยระแวดระวังกับภัยคุกคามที่อาจจะซ่อนเร้นอยู่เพราะในสายตาของราชาแห่งเฟลเซนนั้น ณ ตอนนี้ไม่มีฝ่ายไหนไว้ใจได้เลย โทยะเข้าใจจุดนี้ดีเพราะถ้าหากผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือพวกยูโรนล่ะก็เพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็ไม่เลือกวิธีการอยู่แล้วถึงขนาดเคยใช้ระเบิดเพื่อลอบสังหารก็ยังมี
.
รถม้าของพวกโทยะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นสถานที่จัดการเจรจาในครั้งนี้ซึ่งเมื่อไปถึงก็มีคนผู้หนึ่งออกมาให้การต้อนรับเขาเป็นชายอายุประมาณสามสิบชื่อของเขาก็คือ หนึ่งในสี่มาควิสแห่งโฮรุน มาควิสทะเลตะวันออก ( 東海侯 ) “โทเรน ฮานอย” ในโฮรุนนั้นมีขุนนางระดับมาควิสที่ปกครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของโฮรุนอยู่ทั้งหมดสี่คน โทเรนครอบครองที่เขตที่ติดทะเลทางทิศตะวันออก ส่วนที่เหลือก็คือ มาควิสป่าตะวันตก ( 西森侯 ) มาควิสภูเขาเหนือ ( 北山侯 ) และมาควิสน้ำพุใต้ ( 南泉侯 ) โดยสภาพการณ์ตอนนี้ก็คือ มิควิสเหนือกับตะวันตกอยู่ฝ่ายกานอสส่วนมาควิสตะวันออกกับใต้อยู่ฝ่ายชูไบน์ จากนั้นโทเรนก็ทำหน้าที่นำทางพวกโทยะเข้าไปยังห้องประชุมที่เตรียมไว้ภายในปราสาท ห้องนั้นตกแต่งอย่างหรูหราที่เสาและผนังห้องเป็นสีทองทันที่ก้าวเข้ามาในห้องโทยะก็รู้สึกได้ว่าแก้วที่ใช้ทำเป็นดวงตาของมังกรแบบจีนที่ทำไว้เป็นของประด้บห้องนั้นเป็นไอเท็มเวทซึ่งมันใส่เวท “ไซเรน” เอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงจากภายในห้องเล็ดรอดออกไปหลังจากนั้นไม่นานผู้ร่วมการเจรจาที่เหลือก็ปรากฏตัวกันครบโดยทางด้านของชูไบน์มี มาควิสทะเลตะวันออก “โทเรน ฮานอย” กับ มาควิสน้ำพุใต้ “นาไบด์ เชลมิน” ส่วนทางด้านกานอสก็มี มาควิสภูเขาเหนือ “ฮ็อค มานิอุส” กับ มาควิสป่าตะวันตก “เซเรีย สวิล” ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มมาควิสแถมยังอายุน้อยที่สุดในอีกด้วย
.
เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วการเจรจาเพื่อตัดสินอนาคตของโฮรุนก็เริ่มขึ้นทั้งกานอสและชูไบน์ต่างก็โต้เถียงกันโดยต่างคนก็ต่างอ้างสิทธิอันชอบธรรมที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากกษัติรย์ที่สิ้นไปแล้วชนิดไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว แล้วกานอสก็ได้ถามชูไบน์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ราชาโทนัมสิ้นพระชนน์ ก่อนหน้านั้นได้โต้เถียงอะไรบางอย่างกับชูไบน์ ซึ่งชูไบน์ก็ว่าพูดถึงแนวคิดขององค์ชายลำดับหนึ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอาณาจักรเพราะตอนนี้อาณาจักรอบข้างพัฒนาไปมากแล้วโฮรุนเองก็จำเป็นต้องเปิดรับอะไรใหม่ ๆ บ้างหรือคือเสนอการเปิดประเทศแต่องค์ราชาไม่ยอมรับเรื่องนั้นแต่ว่ากานอสก็ดูไม่ค่อยจะเชื่อในคำพูดของชูไบน์ซักเท่าไหร่ การตายของราชาจะมีผลดีกับใครได้บ้างถ้าคิดตามนี้ชูไบน์ก็มีโอกาสเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารองค์ราชาเสียเองก็เป็นได้ ในระหว่างที่รอดูท่าทีของทั้งสองฝ่ายอยู่นั้นโทยะก็ได้แอบถามพระสันตะปาปาแห่งรามิชว่าตอนนี้มีฝ่ายไหนโกหกออกมาแล้วบ้างแต่ผลปรากฏว่าทั้งคู่จนถึงตอนนี้ไม่มีใครโกหกเลย สิ่งที่ทั้งกานอสและชูไบน์พูดมานั้นล้วนเป็นความจริง พระสันตะปาปาแห่งรามิชบอกว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จากคำพูดของทั้งสองหรือไม่ก็เนตรมารของเธออาจจะมีปัญหา แต่โทยะไม่คิดว่าดวงตาของพระสันตะปาปาจะมีปัญหาซึ่งก็แสดงว่าทั้งคู่ไม่ได้โกหก
.
การโต้เถียงของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไปเมื่อฮ็อคยกประเด็นเรื่องอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตขององค์ชายลำดับที่หนึ่งไปซึ่งในจุดนี้เป็นการตั้งข้อสงสัยว่ามันเป็นอุบัติเหตุจริงหรือจัดฉากกันแน่ เป็นการชี้ชัดว่าทางฝ่ายของฮ็อคกำลังตั้งข้อสงสัยว่ามันจะเป็นแผนของชูไบน์ที่ต้องการจะยึดอำนาจการปกครองซึ่งเรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้แต่ว่าชูไบน์ต้องทำถึงขนาดลงทุนฆ่าลูกเขยตัวเองเลยเช่นนั้นหรือ? บรรยากาศภายในห้องเริ่มเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันในตอนนั้นเองราชาแห่งเฟลเซนก็บอกว่าขอพักซักหน่อยทำให้คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายแยกตัวและเดินออกจากห้องไป หลังจากนั้นเมดของโฮรุนก็นำน้ำชากับขนมมาเสิร์ฟให้กับพวกโทยะ ราชาเฟลเซนเริ่มถามความคิดเห็นของโทยะหลังจากเห็นการโต้เถียงอันดุเดือดเมื่อครู่ ซึ่งโทยะก็คิดว่าจากนี้ไปมันคงจะยิ่งรุนแรงขึ้นอีกแน่ส่วนพระสันตะปาปาแห่งรามิชก็รู้สึกแย่ที่ตนช่วยอะไรไม่ได้เลยและในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้น ซึ่งห้องนี้กันเสียงภายในออกไปภายนอกแต่เสียงจากภายนอกนั้นสามารถดังเข้ามาข้างในได้ ทุกคนที่ได้ยินเสียงร้องนั้นก็พากันวิ่งไปตามยังต้นเสียงและเมื่อไปถึงที่นั่นก็พบกับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังสั่นเทิ้มอยู่หน้าประตูห้องด้วยความกลัวเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้คงเป็นเสียงของเธอคนนี้ไม่ผิดแน่ และเมื่อเข้าไปภายในห้องก็ว่ามีร่างของผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่จมกองเลือดอยู่ ซึ่งคนที่นอนเสียชีวิตอยู่ตรงนี้ก็คือมาควิสน้ำพุใต้นาไบด์นั่นเอง
.
เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้การประชุมจึงถูกระงับชั่วคราว โดยโทยะได้บอกให้ชูไบน์ออกคำสั่งกับทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่ให้ออกไปไหนเพราะมีความเป็นไปได้คนร้ายน่าจะยังไม่หนีไปไหนและแฝงตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ เมื่อสำรวจที่เกิดเหตุก็พบว่าภายในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ที่พื้นมีถ้วยชากับกองเลือดของผู้ตายเพียงเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกลอบวางยาพิษเมื่อโทยะลองใช้เวทค้นหาก็พบว่ามีพิษเจือปนอยู่ในของเหลวที่อยู่ที่พรม ส่วนที่บนโต๊ะก็มีถาดที่ฃวาวางกาน้ำชาที่ที่ชงเสร็จเรียบร้อยแล้ววางอยู่ด้วย โดยราชาเฟลเซนบอกว่า ก่อนหน้าจะเข้าไปประชุมชูไบน์ได้มาเตรียมตัวอยู่ที่ห้องนี้แล้วในช่วงที่ประชุมกันจนถึงพักเบรคห้องนี้ก็ไม่ได้ถูกล็อกกุญแจไว้ดังนั้นใคร ๆ ก็สามารถเข้าออกห้องนี้ได้อย่างอิสระแต่ดังนั้นถ้าไม่นับรวมพวกที่อยู่ภายในห้องประชุมในตอนนั้นแล้วทุกคนก็มีสิทธิเป็นคนร้ายได้หมดแต่ผู้ลงมือนั้นก็อาจจะเป็นลูกน้องของใครซักคนที่อยู่ภายในห้องประชุมในตอนนั้นก็ได้ ซึ่งเมื่อถามว่าใครเป็นผู้ที่ชงชานี้มันก็เป็นไปได้ทุกคนรวมไปถึงตัวของชูไบน์เองก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย แต่โทยะแปลกใจก็คือทำไมถึงไม่ได้เขาถึงไม่ได้ยินเสียงว่ามีอะไรตกในระหว่างนั้นเลยหลังจากนั้นโทยะก็เรียกฟลอล่ามาเพื่อเก็บตัวอย่างของพิษจากที่เกิดเหตุเพื่อนำไปวิเคราะห์ว่ามันเป็นพิษชนิดไหน
.
ข้อสงสัยต่อมาก็คือทำไมคนร้ายจึงลอบวางยาพิษมาควิสนาไบด์ถ้าเป็นชูไบน์หรือกานอสก็ยังพอจะทำความเข้าใจได้แต่แล้วสาวใช้ก็บอกว่าห้องนี้จริง ๆ แล้วเป็นห้องที่เตรียมไว้สำหรับชูไบน์ ส่วนห้องของนาไบด์จะเป็นอีกห้องหนึ่งเมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ยาเอะจึงเอ่ยข้อสรุปของตนออกมาว่าถ้าเช่นนั้นคนที่เป็นเป้าหมายจริง ๆ จะต้องตายก็คือนายกรัฐมนตรีชูไบน์เช่นนั้นสินะซึ่งข้อสรุปนี้มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลเพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามอยากจะเล่นงานล่ะก็ชูไบน์เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่ควรจะกำจัดมากกว่านาไบด์ หลังจากนั้นโทยะลองสำรวจภายในห้องแต่ก็ไม่พบอะไรครั้นจะใช้เวท “รีซูเรคชั่น” คืนชีพคนตายขึ้นมาถามก็ทำไม่ได้เพราะโอกาสสำเร็จมีแค่ 20% แถมตัวคนใช้ก็เสี่ยงด้วย ซึ่งในระหว่างนั้นเองพระสันตะปาปาแห่งรามิชก็ได้สวดภวนาให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปได้สู่สุขคติ ส่วนโทยะก็พยายามค้นหาอะไรก็ได้ที่จะเป็นเบาะแสสำหรับคลี่คลายคดีนี้ต่อไปโดยโทยะคิดว่าหลังจากนี้คงต้องให้ฟลอล่าช่วยชันสูตรศพของนาไบด์
.
ในตอนนั้นเองซากุระก็ได้เรียกให้โทยะไปหาและบอกเกี่ยวกับเรื่องที่ประสาทสัมผัสในการรับฟังของเธอที่เพิ่มขึ้นมากจนสามารถได้ยินเสียงที่ห่างออกไปจากจุดนี้มาก ๆ ได้ซึ่งเมื่อเธอลองไปถามท่านพี่คาเร็นดูก็ได้คำตอบว่าเป็นเพราะโทยะ เมื่อได้ยินเช่นนั้นยาเอะก็บอกว่าตอนนี้ความสามารถเฉพาะตัวในฐานะเครือญาติได้ตื่นขึ้นแล้ว เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เนตรมารของยูมิน่ามีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาเป็นมองเห็นอนาคตในระยะเวลาสั้น ๆ ส่วนซากุระนั้นได้พลังในการได้ยินมา เงื่อนไขการปลุกพลังนี้ก็คือ “ความรักจากเทพ” ในกรณีของซากุระนอกจากโทยะและคาเร็นแล้วก็ยังมีความสนิทกับเทพแห่งดนตรีและเทพแห่งสุราด้วย ส่วนยาเอะกับฮิวด้าก็จะเป็นท่านพี่โมโรฮะ โดยซากุระได้บอกกับโทยะว่าก่อนหน้านี้เธอได้ยินเสียงแก้วตกนอกจากนี้ก็ยังได้ยินเสียงสวบสาบและก็ยังได้ยินเสียงเปิดหน้าต่างอีกด้วย เมื่อได้ฟังสิ่งที่ซากุระพูดโทยะก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ ถ้าหากถูกวางยาพิษแค่คนเดียวในห้องก็ต้องมีแค่เสียงแก้วตกกับเสียงที่ร่างของผู้ตายล้มลงกับพื้นแค่นั้น แต่การที่มีเสียงดังสวบสาบแล้วยังมีเสียงเปิดหน้าต่างอีกนั่นก็แสดงว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องในช่วงเวลานั้นด้วยหรือว่ายาพิษออกฤทธิ์ช้าไปแต่มันก็ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นแล้วถ้าหากมันเป็นไปตามที่ซากุระว่ามานั่นก็อาจจะตีความได้ว่านาไบด์ถึงสังหารจากที่อื่นแล้วค่อยนำศพมาไว้ที่นี่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็แสดงความคนร้ายเล็งที่จะสังหานนาไบด์มาตั้งแต่แรกแล้วแต่ทำไมเป็นแบบนั้นโทยะไม่อาจจะทำความเข้าใจได้เลย
.
โทยะลองไปสำรวจห้องทางด้านทิศเหนือและลองเปิดหน้าต่างดูก็พบกับสวนที่มีต้นไม้สูงอยู่นิดหน่อยหน้าต่างนั้นไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้ถ้าจะมีใครซักคนหลบหนีออกไปล่ะก็คงต้องออกไปจากตรงนี้แน่แต่ไม่พบวี่แววของใครในสวนแล้วก็ไม่พบรอยเท้าที่ในสวนด้วยจะว่าโดดไปบนต้นไม้ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เพราะระยะห่างจากหน้าต่างไปถึงต้นไม้สูงนั้นไกลถึงห้าเมตรคนปกติไม่น่าจะทำได้แล้วพื้นดินในสวนก็นิ่มมากถ้าเหยียบลงไปยังไงก็ต้องทิ้งร่องรอย กรณีที่จะหนีไปได้แบบไม่ทิ้งร่อยรอยถ้าไม่ใช้เวทเคลื่อนย้ายไม่ก็บินหนีไป ในขณะนั้นโทยะก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างตกอยู่ใต้หน้าต่างสิ่งนั้นก็คือแผ่นไม้ที่หลุดออกมาจากกรอบหน้าต่างและในตอนนั้นเองยาเอะก็วิ่งมาหาโทยะและบอกว่าโทเรนกับฮ็อคกำลังโต้เถียงกันยกใหญ่แล้วเมื่อโทยะกลับมาที่ห้องประชุมก็พบว่าสองคนนั้นกำลังโต้เถียงกันอยู่จริง ๆ แต่ในห้องไม่มีวี่แววของชูไบน์กับกานอสเลย ซึ่งหัวข้อที่ทั้งสองโต้เถียงกันนั้นก็ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษในครั้งนี้ และเมื่อพูดถึงยูโรนทางคนของโฮรุนก็ยังเข้าใจว่าโทยะเป็นคนทำลายยูโรนจนล่มสลายซึ่งจุดนี้โทยะก็ได้อธิบายว่าความเป็นมาเป็นเช่นไร ส่วนเรื่องการลอบวางยาพิษครั้งนี้เขากำลังสืบอยู่และเมื่อยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ความคลางแคลงระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงยังคงมีอยู่ต่อไป
.
หลังจากนั้นกานอสกับชูไบน์ก็กลับเข้ามาในห้องประชุมและแจ้งว่าเนื่องจากคดีลอบวางยาพิษยังไม่คลี่คลายทุกคนจำเป็นต้องอยู่ที่กันซักพักซึ่งกานอสก็ยอมรับเงื่อนไขแต่โดยดีทั้งหมดก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของฝ่ายตน แต่ก่อนที่จะมีการนำทางไปยังห้องพักที่จัดเตรียมไว้พระสันตะปาปาแห่งรามิชก็ได้ให้ทุกคนกล่าวคำสาบานภายใต้นามของพระผู้เป็นเจ้าว่าตนไม่ได้เป็นคนฆ่าหรือมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมในครั้งนี้ โดยพระสันตะปาปาจงใจให้พูดคำว่าไม่ได้ฆ่าออกกับไม่รู้เห็นออกมาตรง ๆ เพื่อจะได้ใช้เนตรมารตรวจดูว่าใครจะเป็นผู้กล่าวคำโกหก และถึงแม้ว่าห้องนี้จะมีการใส่กลไกกันเสียงไว้แล้วแต่โทยะก็ไม่ประมาทเขาจัดการร่ายเวทไซเรนของเขาทับลงไปอีกชั้นเพื่อความชัวร์และหลังจากที่ทุกคนกล่าวคำสาบานแล้วผลสรุปออกมาก็คือมีคนหนึ่งที่พูดโกหกนั่นคือ โทเรน ฮานอย
.
ฟลอล่าได้นำผลการวิเคราะห์ที่ได้จากการเก็บตัวอย่างในที่เกิดเหตุมาแจ้งให้ทราบว่าพิษที่ใช้นั้นมีชื่อว่า “ยูโรนิเฟรด” ซึ่งสกัดมาจากรากของพืชที่ชื่อว่า “ยูโรนิเชีย” เมื่อกินเข้าไปตัวพิษจะไปผสมรวมเข้ากับน้ำลายและเกิดปฏิกิริยาทางเคมีขึ้นซึ่งผลของปฏิกิริยาที่ว่านั้นรุนแรงถึงขนาดทำให้หลอดอาหารฉีกขาดอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งยูโรนิเชียนั้นจะพบได้ในภูเขาทางตอนเหนือของยูโรนซึ่งมีอาณาเขตติดกับเซนอสดังนั้นจึงสามารถพบได้ในเซนอสด้วยเช่นกัน ซากุระก็ได้บอกว่าเธอก็เคยได้ยินเกี่ยวกับพิษชนิดนี้มาเช่นกันนั่นทำให้โทยะเริ่มมั่นใจว่าต้องมีพวกยูโรนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยแน่ ๆ และถ้าเป็นเช่นน้้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าโทเรนจะเป็นผู้ที่ร่วมมือกับยูโรนหรือไม่ก็แอบจ้างมือสังหารจากยูโรนเพื่อจัดการกับเป้าหมาย แต่ฟลอล่าก็ได้บอกข้อมูลอีกอย่างหนึ่งแก่โทยะนั้นก็คือมีการพบสารประเภทยานอนหลับอย่างแรงในศพด้วยจึงมีความเป็นไปได้ผู้ตายได้ถูกทำให้หลับไปก่อนที่จะได้รับพิษที่อยู่ในน้ำชา เมื่อคิดตามตรรกะแล้วคนที่ถูกทำให้หลับไม่มีทางจะดื่มพิษเข้าไปได้ด้วยตนเองนั่นก็แสดงว่าในตอนนั้นจะต้องมีคนอื่นอยู่ด้วยแน่ ๆ มีความเป็นไปได้ว่ามาควิสนาไบด์ได้ไปพบกับคนร้ายเข้าโดยบังเอิญคนร้ายที่เกรงกลัวจะถูกเปิดโปงจึงทำให้นาไบด์หลับไปก่อนจากนั้นจึงลงมือสังหารแต่จุดที่น่าฉงนสำหรับโทยะในเวลานี้ก็คือทำไมถึงใช้พิษ? ในเมื่อทำให้ผู้ตายหลับไปแล้วใช้มีดสังหารเลยน่าจะง่ายกว่าแท้ ๆ แต่ทำไมคนร้ายกลับใช้วิธีแบบนี้ฆ่าคนที่หลับไปแล้วกัน และถ้าโทเรนเป็นคนร้ายหรือผู้อยู่เบื้องหลังจริงแล้วอะไรจะเป็นจูงใจให้เขาต้องฆ่าคนที่อยู่ฝั่งเดียวกับตนล่ะ?
.
หลังจากนั้นราชาแห่งเฟลเซนก็มาบอกโทยะว่าการประชุมเรื่องเกี่ยวกับผู้สืบทอดราชบัลลังก์จะเริ่มอีกครั้งวันพรุ่งนี้โดยคนอื่น ๆ จะค้างแรมอยู่ที่นี่พร้อมกับถามโทยะที่ใช้เวทเคลื่อนย้ายได้ว่าจะกลับหรือจะค้างคืนที่นี่พร้อมกันนี้ก็บอกว่าจะต้องคอยจับตาดูพฤติกรรมของโทเรนด้วยแต่ทว่าในเย็นวันนั้นมาควิสโทเรนก็ถูกสังหารไปอีกคน ตอนที่องค์รักษ์เข้าไปพบโทเรนก็กลายเป็นศพอยู่ในห้องไปแล้วโดยสาเหตุการตายเกิดมาจากถูกรัดคอ และผ้าที่ใช้รัดคอโทเรนอยู่นั้นก็ดูไม่ใช่ผ้าธรรมดาทั่วไปมันเป็นของอย่างดีแถมยังมีตราสัญลักษณ์ปักอยู่บนผ้าอีกด้วยมันเป็นตราของมาควิสเซเรียซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าผ้าพันคอนั้นเป็นของเธอก็จริงแต่มันหายไปตั้งแต่เมื่อวานพร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนฆ่ามาควิสโทเรน ซึ่งโทยะก็ค่อนข้างเชื่อว่าเซเรียไม่น่าจะใช่คนร้ายเพราะถ้าเธอเป็นคนร้ายจริงก็คงโง่มากที่จะใช้อาวุธสังหารที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นคนร้ายโต้ง ๆ แบบนี้ ฟลอล่ารับหน้าที่เข้ามาชันสูตรศพของโทเรนโดยใช้เครื่องมือพิเศษของเธอจากผลการชันสูตรของฟลอล่าก็พบความผิดปกติบางอย่าง จะว่าเครื่องมือมีปัญหาก็คงไม่ใช่และศพก็ไม่มีทางโกหกได้เมื่อโทยะได้ข้อมูลนี้มาเขารวมพลังเทพไปไว้ที่ตาทั้งสองเพื่อใช้ “ดวงตาเทวะ” และค่อย ๆ มองดูทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินออกไปจากห้องไปเพื่อตรวจสอบเหล่าทหารองค์รักษ์ที่อยู่ที่ห้องโถงใหญ่พร้อมทั้งเหล่าคนรับใช้ด้วย
.
และแล้วในที่สุดโทยะก็พบเป้าหมายที่ตามหา โทยะเดินเข้าไปหาทหารคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ทหารคนนี้สวมเกราะของอาณาจักรโฮรุนพกดาบและถือหอกเหมือนทหารทั่ว ๆ ไป โทยะวางมือลงบนไหล่ของทหารคนนั้นพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะก่อนร่ายเวทกราวิตี้เพื่อกดร่างของทหารคนนั้นให้หมอบลงไปกับพื้นซึ่งการกระทำของโทยะก็ทำเอาหลายคนตกใจกันพอสมควร จากนั้นก็จัดการใช้ลวดที่เสริมด้วยกราวิตี้จัดการมัดแขนมัดขาทหารคนนั้นเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีได้ก่อนจะใช้เวทแอบซอร์บทำการดูดพลังเวทมนตร์ที่ทหารคนนี้ใช้จำแลงร่างออกมาจนหมดทำให้กลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงที่เป็นชายวัยกลางคนไปแล้ว คนร้ายที่ถูกจับกุมตัวนั้นก็คือสมาชิกของกลุ่มนักฆ่าจากยูโรน “โครว” โดยมีหลักฐานยืนยันก็คือหน้ากากที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรที่หล่นออกมาจากตัวเขานั่นเองส่วนความผิดปกติที่ฟลอล่าตรวจพบนั้นก็คือเวลาการเสียชีวิตของโทเรน จากการชันสูตรสภาพศพนั้นพบว่าโทเร็นเสียชีวิตมาแล้วประมาณห้าถึงหกชั่วโมงซึ่งมันเป็นเวลาไล่เลี่ยกับที่นาไบด์ถูกสังหาร แต่ตอนที่แยกย้ายกันก่อนหน้านี้มันเป็นเวลาแค่สองชั่วโมง ดังนั้นโทเรนคนที่พระสันตะปาปาบอกว่าพูดโกหกนั้นก็ย่อมต้องเป็นตัวปลอมและถ้าหากว่าคนร้ายต้องการก่อสงครามภายในก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตัวเองเพื่อหลบซ่อนอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้พร้อมทั้งหาโอกาสที่จะกำจัดเหยื่อรายต่อไป
.
มือสังหารคนนั้นจ้องมองโทยะด้วยความโกรธแค้นในขณะเดียวกันโทยะก็เริ่มสอบปากคำคนร้ายว่าพวกโครววางแผนจะทำอะไรกับอาณาจักรโฮรุนกันแน่แต่มือสังหารนั้นไม่ยอมตอบแถมยังท้าให้ฆ่าตนเองอีก แต่ก็ทิ้งทวนไว้ว่าโฮรุนนั้นจบสิ้นแล้วอีกไม่นานความโกรธของยูโรนก็จะทำลายพวกเขาทั้งหมด ส่วนโทยะเมื่อได้ยินอีกฝ่ายโชว์พาวเวอร์ในด้านความปากแข็งเขาจึงร่ายเวทฮิปนอสใส่มือสังหารเสียเพื่อที่จะทำการรีดข้อมูลออกมาและสรุปใจความได้ดังนี้ เริ่มต้นด้วยก่อนเข้าประชุมมือสังหารได้ทำให้มาควิสนาไบด์ตัวจริงหลับไปก่อนจากนั้นก็นำเอาไปซ่อนไว้ภายในตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในห้องนั้นจากนั้นก็ใช้เวทไร้ธาตุที่ชื่อว่า “มิมิกรี่” จำแลงกายเป็นมาควิสนาไบด์เข้าไปร่วมประชุมแทนและในตอนที่พักเบรคก็ได้ไปแจ้งความประสงค์ขอเปลี่ยนห้องกับชูไบน์เพื่อสร้างสถานการณ์ว่ามีคนต้องการจะฆ่าชูไบน์อยู่ และเมื่อกลับเข้ามาในห้องก็นำร่างของมาควิสนาไบด์ตัวจริงออกมาแล้วก็จัดการกรอกยาพิษ จากนั้นก็หลบหนีออกไปทางหน้าต่างแล้วก็ใช้เชือกปืนขึ้นไปบนหลังคาซึ่งเศษไม้ที่โทยะพบในที่เกิดเหตุก็คือที่หลุดออกมาจากกรอบหน้าต่างในตอนที่คนร้ายปีนหนีออกมานั่นเอง แล้วหลังจากนั้นก็บุกเข้าไปในห้องของมาควิสโทเรนและจัดการสังหารเขาซะด้วยผ้าพันคอของมาควิสเซเรียที่ขโมยมา หลังจากนั้นก็แปลงกายเป็นมาควิสโทเรนกลับมารวมกับคนอื่น ๆ แล้วก็เริ่มทำการยุยงให้เกิดความขัดแย้งในห้องประชุมอีกครั้งหลังจากนั้นพอกลับไปที่ห้องก็นำศพของมาควิสโทเรนวางไว้ในห้องแล้วก็หนีออกไปทางหน้าต่างอีกแล้วก็มาปลอมตัวเป็นทหารอยู่ตรงนี้แล้วก็ถูกโทยะตามจับได้ในท้ายที่สุด ส่วนทหารตัวจริงที่ถูกนำมาใช้เป็นร่างสวมรอยนี้ถูกซัดสลบแล้วนำร่างไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า
.
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นในตัวของมือสังหารคนนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “สโตร์การ์ด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มาจากโลกเบื้องหลังและเขาก็ได้ใช้สิ่งนี้เก็บศพของมาควิสโทเรนเอาไว้ก่อนที่จะนำเอาไปไว้ในห้องและการที่เทคโนโลยีจากโลกเบื้องหลังมาอยู่นี่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีคนจากโลกเบื้องหลังหลุดมายังโลกฝั่งนี้เช่นกันโดยพวกเขาน่าจะไปโผล่ที่ยูโรนแล้วพวกโครวก็มาเจอเข้าจึงได้จับกุมหรือไม่ก็ฆ่าคนเหล่านั้นแล้วชิงเอาสิ่งของที่ติดตัวพวกนั้นมาสโตร์การ์ดอันนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งของที่ชิงมา ส่วนแผนการยุยงให้โฮรุนเกิดความแตกแยกนั้นพวกนี้ได้ดำเนินการมาเป็นปีแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้เป็นการจัดฉากและสร้างสถานการณ์เพื่อดึงให้ขั้วอำนาจทั้งสองของโฮรุนเผชิญหน้ากันนั่นเอง โดยเจ้ามือสังหารคนนี้ได้แปลงกายเป็นองค์ราชาแล้วก็ไปบอกกับกานอสว่าจะยกราชบัลลังค์ให้แล้วหลังจากลอบสังหารพระราชาแล้วก็จะใช้ชนวนความขัดแย้งระหว่างองค์ชายลำดับที่หนึ่งคามุร่ากับกานอสทว่าองค์ชายคามุร่าก็เสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุไปเสียก่อนซึ่งจุดนี้ก็เป็นสิ่งที่เจ้าคนร้ายคาดไม่ถึงเช่นกันดังนั้นมันจึงต้องมีการเปลี่ยนแผนให้คนภายในราชวงศ์ตีกันเองแทนสรุปว่าพวกเขาทุกคนต่างเต้นไปบนแผนการของพวกโครวมาตั้งแรกแล้วนั่นเอง เมื่อความจริงกระจ่างออกมาทั้งกานอสและชูไบน์ต่างก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงกันไปตาม ๆ กัน
.
จากนั้นโทยะก็เอ่ยถามว่าทั้งสองฝ่ายว่าถ้าสมมุติว่าทั้งสองเกิดแตกหักกันจนถึงขั้นก่อสงครามต่างฝ่ายต่างก็จะใช้ “สิ่งนั้น” ห้ำหั่นกันใช่ไหม? คำพูดของโทยะทำเอากานอสและชูไบน์อึ้งไปตาม ๆ กัน สิ่งนั้นที่โทยะพูดถึงก็คือ “ไอร่อนโซลเยอร์” หรือเฟรมเกียร์จีนแดงด็อกเตอร์โบแมนพัฒนาขึ้นจากชิ้นส่วนของเฟรมเกียร์ที่เสียหายจากการต่อสู้ที่ศึกเฟรซที่โร้ดเมีย แล้วพวกโกลดิอัสก็คิดจะใช้พวกมันเข้าบุกเข้ายึดเฟลเซน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ซื้อไอร่อนโซลเยอร์มาจากพ่อค้าที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนและการเจรจาซื้อขายก็น่าจะยังไม่เรียบร้อย เมื่อทั้งคู่ได้ฟังคำพูดของโทยะต่างฝ่ายต่างก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ส่วนตัวโทยะเมื่อตอนที่เห็นสโตร์การ์ดก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าพวกโครวน่าจะได้อะไรไปมากกว่านี้และที่สำคัญสโตร์การ์ดนี้ขนอะไรมา มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นโกเลมและเป็นได้อีกว่าคนที่หลุดมานั้นอาจจะเป็นพวกวิศวกรโกเล็มเมื่อพวกโครวจับคนพวกนั้นไว้ได้ก็น่าจะมีการนำเทคโนโลยีโกเลมเข้ามาผนวกกับไอร่อนโซลเยอร์และสร้างไอร่อนโซลเยอร์แบบใหม่เพื่อเตรียมใช้ในสงครามครั้งนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงก็ไม่ใช่เงินแต่เป็นการทำให้สองขั้วอำนาจห้ำหั่นกันจนกองทัพอ่อนแอลงตะหาก เพราะหากมีการต่อสู้ภายในเกิดขึ้นกำลังทหารจะถูกดึงไปยังส่วนที่เป็นสมรภูมิและการป้องชายแดนทางเหนือก็จะอ่อนแอลง ส่วนไอร่อนโซลเยอร์ที่ขายให้ก็มีกับดักอันน่ากลัวซ่อนอยู่เพราะไอร่อนโซลเยอร์รุ่นใหม่นี้เหมือนกับโกเลมดังนั้นเมื่อพวกมันเข้าถึงเมืองหลวงได้แล้วล่ะก็ไอร่อนโซลเยอร์พวกนี้ก็จะควบคุมไม่ได้และเข้าโจมตีพวกโฮรุนแน่และพวกโครวก็จะเข้ามาจัดการส่วนที่เหลือและยึดโฮรุนในที่สุด
.
ถึงแม้ที่กล่าวมานั้นจะเป็นแค่จินตนาการของโทยะก็ตามและโทยะก็แอบคิดว่ามันอาจจะมีวิธีอื่นที่พวกโครวจะใช้ยึดครองโฮรุนอย่างเช่นให้สมาชิกของโครวเข้ามาแทรกซึมภายในองค์กรสำคัญที่เกี่ยวกับการปกครองของโฮรุนแล้วก็ค่อยยึดครองเอาก็ได้เช่นกันซักสิบปีดีไม่ได้สองประเทศนี่อาจจะยอมรับกันได้บ้างก็ได้แต่ทั้งหมดที่ว่ามาก็จินตนาการล้วน ๆ เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นกานอสก็ยังคงเหลือความสงสัยอยู่ว่าอดีตองค์ราชาพี่ชายของเขาถูกลอบสังหารโดยคนคนนี้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ โทยะจึงต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนสุด ๆ เพื่อคลายข้อสงสัยนี้โดยการดึงเอาความทรงจำของมือสังหารผู้นี้ออกมาด้วยรีคอลและใช้เวทมิราจฉายภาพความทรงจำเหล่านั้นออกมาให้ทั้งกานอสและชูไบน์ได้เห็นว่ามีข้ารับใช้คนหนึ่งได้ผสมยาพิษลงไปในชาที่พระราชาเสวยซึ่งเจ้าข้ารับใช้คนนั้นก็คือมือสังหารที่ใช้เวทแปลงกายมานั่นเอง และเมื่อได้รู้ความจริงเป็นที่ประจักษ์แล้วกานอสก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับความโกรธแค้นโทยะคาดเดาการกระทำของเขาได้ในทันทีจึงรีบตามออกไป กานอสไปยังห้องที่คุมตัวมือสังหารไว้พร้อมกับชักดาบออกมาและฟันไปลงไปแต่ดาบก็ชนเข้ากับกำแพงเวทพริซันที่โทยะกางออกมาเสียก่อนทำให้มือสังหารรอดตายหวุดหวิดซึ่งกานอสก็ไม่เข้าใจว่าโทยะจะมามาช่วยเจ้ามือสังหารนี่ทำไม
.
โทยะจะได้อธิบายไปถึงเหตุผลที่เขามาหยุดการกระทำของกานอสว่าถ้ากานอสจัดการคนร้ายซะตรงนี้มันจะไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ของโฮรุน นักโทษที่มีโทษใหญ่หลวงเช่นนี้ต้องประกาศความผิดให้ประชาชนของโฮรุนได้รับรู้และการที่คนร้ายตัวจริงถูกจับและสำเร็จโทษต่อต่อหน้าสาธารณะชนมันจะช่วยให้ความคลางแคลงและความโกรธแค้นของผู้คนบรรเทาลงและจะแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในได้ซึ่งแม้จะไม่ชอบใจแต่กานอสก็ยอมรับในความจริงข้อนี้และในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่ามือสังหารที่ขยับตัวไม่ได้เพราะผลของพาราไลซ์ได้จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาอันโกรธแค้นแต่ว่าปากยังคงยิ้มอยู่โทยะจึงร่ายเวทรีโคเวอร์รี่เพื่อคลายอาการอัมพาฒให้เพื่อที่จะได้รู้ว่าชายคนนั้นต้องการจะพูดอะไร และมือสังหารก็ได้บอกว่าโฮรุนนั้นจบสิ้นแล้วเพราะว่าหากเขาไม่ติดต่อกลับไปภายในเวลาที่กำหนดพวกโครวที่เหลือก็จะทำการเริ่มทำการเคลื่อนไหว ไอร่อนโซลเยอร์กว่าสามพันตัวและวู้ดโกเลมอีกราวสามพันตัวจะเข้าโจมตีโฮรุนจากชายแดนทางเหนือ เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งกานอสและชูไบน์ก็พากันตกตะลึงในขณะเดียวกันก็มีทหารของโฮรุนคนหนึ่งรีบเข้ามาในห้องเพื่อแจ้งข่าวว่ามีทหารเหล็กกำลังมุ่งหน้าเข้ามาโจมตีที่นี่ เมื่อได้ยินแบบนั้นมือสังหารก็หัวเราะชอบใจเหมือนกับว่าเขาได้กำชัยชนะเอาไว้ได้แล้วทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องถูกกำจัด พร้อมทั้งยังบอกอีกว่าถ้าเฟลเซนไม่เข้ามายุ่งล่ะก็ยูโรนก็คงยึดฮาน็อกได้แล้วพร้อมทั้งยังก่นด่าว่าชาวโฮรุนเป็นพวกชั้นต่ำด้อยพัฒนาพร้อมทั้งยังต่อว่าโทยะที่เป็นคนทำลายยูโรนด้วย
.
โทยะจึงบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำลายยูโรนฝีมือพวกเฟรซตะหากแต่มือสังหารผู้นั้นก็ไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้นพร้อมยังโทษว่าที่ยูโรนต้องล่มสลายก็เพราะโทยะไม่ยอมมอบทหารยักษ์ให้กับจักรพรรดิ์ของเขาเพราะหยิ่งยโสของโทยะทำให้ชาวยูโรนมากมายต้องทุกข์ทรมานเหมือนกับนรกพร้อมยังด่าว่าโทยะคือปิศาจร้ายอีกด้วย ฝ่ายโทยะก็รู้สึกเหมือนกำลังพูดกับคนเมาที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมทำความเข้าใจยังไงอย่างงั้นโทยะก็เลยด่ากลับว่าสิ่งที่พวกแกทำลังทำอยู่นี่มันต่างจากโจรตรงไหน เกียรติภูมิของยูโรนนี่ก็คือเกียรติภูมิของโจรสินะ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าโครวมันคืออะไรแต่สำหรับตัวเขาแล้วมันก็ไม่ต่างจากกองโจรและที่สำคัญโทยะยังไม่ลืมเรื่องที่พวกนี้เคยมาลอบสังหารตนและคิดจะทำร้ายครอบครัวของเขาดังนั้นโทยะจึงตัดสินใจที่จะบดขยี้โครวให้สิ้นซาก โทยะจึงหยิบสมาร์ทโฟนของเขาออกมาและค้นหาจำนวนและตำแหน่งของไอร่อนโซลเยอร์ผลก็คือมีทั้งหมด 31 เครื่อง โทยะจึงขอให้ยาเอะออกไปจัด ยาเอะเรียกเฟรมเกียร์ของเธอออกมาจากแหวนที่อยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายออกมาในขณะที่ชาวโฮรุนที่พึ่งเคยเห็นเฟรมเกียร์ของจริงเป็นครั้งแรกต่างพากันตกตะลึงกับขนาดของมันอยู่นั้นยาเอะก็กระโดดเข้าไปในค็อทพิทของซเวิทเลย์ จะเริ่มเดินเครื่องโทยะก็จะตามยาเอะไปด้วยโดยฝากฝังให้ซากุระคอยคุ้มกันที่นี่เอาไว้แม้ว่าโดยส่วนตัวจะคิดว่าพวกนั้นไม่น่าจะมีทางบุกมาถึงที่นี่ได้แต่ถ้าเกิดหลุดมาได้ก็ให้ซากุระใช้รอสไวเซ่จัดการพวกนั้นซะจากนั้นเขาก็ใช้เวทย์ฟลายบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
.
โทยะใช้สมาร์ทโฟนทำการล็อคเป้าหมายไว้ที่ไอร่อนโซลเยอร์ทั้งหมดจากนั้นก็ใช้เวทเกท เคลื่อนย้ายศัตรูทั้งหมดไปยังทุ่งราบที่อยู่ภายในอาณาจักรก่อนจะย้ายตัวเองกับยาเอะตามไป ไอร่อนโซลเยอร์ที่อยู่ตรงนี้มีความสูงประมาณเจ็ดเมตรถือว่าใหญ่กว่ารุ่นเก่าอยู่นิดหน่อย เกราะหุ้มดูพัฒนาขึ้นแต่ก็ยังคงแขนยาวขาสั้นไม่มีหัวเหมือนเดิมแล้วก็ไม่มีค็อทพิทเหมือนกับรุ่นเก่ากลายเป็นจักรกลไร้คนขับคาดว่าน่าจะมาจากเทคโนโลยีของโกเลมแต่ยูนิทที่ทำหน้าที่ออกคำสั่งนั้นจะมีคนคอยควบคุมอยู่แต่สิ่งที่โทยะอยากจะรู้อีกอย่างก็คือใครเป็นผู้พัฒนาไอร่อนโซลเยอร์พวกนี้ต่อเพราะโบลด์แมนก็ตายไปแล้วทีมวิจัยคนอื่น ๆ ก็ถูกจับกุมไปหมดโรงงานที่ผลิตก็ถูกเขาทำลายทิ้งไปหมดแล้ว โทยะจึงสั่งให้ยาเอะ ทำลายเฉพาะส่วนขาของไอร่อนโซลเยอร์เท่านั้นเพราะเขาต้องการที่จะนำพวกมันกลับไปให้เอลก้าตรวจสอบในภายหลังไอร่อนโซลเยอร์จำนวนห้าเครื่องจัดรูปขบวนเข้าโจมตีเป็นรูปแบบตัว V แต่พริบตาต่อมามันก็โดนซเวิทเลย์ของยาเอะฟาดกระเจิงไปในพริบตา เครื่องอื่น ๆ ที่เหลือก็ทยอยเข้ามาโจมตีแล้วค่อย ๆ ก็ถูกซัดร่วงไปทีละตัว ท้ายที่สุดแล้วไอร่อนโซลเยอร์รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ ก็ยังไม่ใช่คู่มือของเฟรมเกียร์อยู่ดีและหลังจากเก็บซากของไอร่อนโซลเยอร์เข้าสโตร์แล้วโทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนตามหาคนที่คอยทำหน้าที่สั่งการไอร่อนโซลเยอร์พวกนี้เมื่อยืนยันตำแหน่งได้แล้วโทยะก็พายาเอะเทเลพอร์ตไปยังพื้นที่เป้าหมาย พวกโครวที่คอยควบคุมไอร่อนโซลเยอร์อยู่นั้นกำลังพยายามหลบหนีออกจากดินแดนทางทิศเหนือของโฮรุนด้วยรถม้า แผนการที่วางเอาไว้อย่างยาวนานพินาศในพริบตาเมื่อเจ้ารัฐแห่งบรุนฮิวด์เหยียบย่างเข้ามายังโฮรุน
.
มีการโต้เถียงกันเองภายในกลุ่มโครวที่กำลังหลบหนีว่าเตือนแล้วแท้ ๆ ว่าควรจะสังหารเจ้าเจ้ารัฐแห่งบรุนฮิวด์นั่นเสียก่อนที่จะบุกโฮรุน แต่ก็มีคนโต้แย้งกลับมาว่าไม่ใช่ว่าไม่ได้ส่งคนไปลอบสังหารเจ้ารัฐแห่งบรุนฮิวด์อันที่จริงส่งไปหลายคนแล้วแต่ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว โดยผู้ที่คอยพิทักษ์บรุนฮิวอยู่ภายในเงามืดและรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกโครวในบรุนฮิวด์นั้นก็คือกลุ่มนินจาของสึบากินั่นเอง ซึ่งกลุ่มนินจานี้จะไม่ยอมให้ศัตรูหน้าไหนเข้ามาย่ำกรายบรุนฮิวด์ โดยความตั้งใจเดิมของพวกโครวนั้นก็คือยึดครองโฮรุนและสร้างอาณาจักรยูโรนขึ้นใหม่แต่แล้วพวกโครวก็ได้โกเลมมาด้วยพลังของโกเลมก็ทำให้เกิดความคิดที่ว่าถ้ามีพลังนี้ล่ะก็พวกเขาก็ไม่ต้องเกรงกลัวบรุนฮิวด์แล้วแต่ความคิดนั้นก็ถูกขยี้ลงในพริบตาเมื่อได้เห็นว่าสิ่งที่ตนเองภาคภูมิใจนักหนาเทียบกับทหารยักษ์ของบรุนฮิวด์ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวแต่ก็ใช่ว่าพวกนี้จะล้มเลิกแผนการไปซะทีเดียวจุดมุ่งหมายของพวกนี้ก็คือพยายามรีบกลับไปรวมกับทัพหลัก แต่ในตอนนั้นเองพวกนี้ก็สังเกตเห็นว่ามีเด็กสาวผมดำคนหนึ่งออกมายืนขวางทางรถม้าของพวกเขาเอาไว้แต่แทนที่พวกนี้จะหยุดรถม้ากลับเร่งความเร็วขึ้นไปอีกและในเสี้ยววินาทีต่อมายาเอะก็กระโดดขึ้นไปและใช้ดาบฟันจุดเชื่อมต่อระหว่างรถกับม้าจนขาดออกจากกันและในจังหวะเดียวกันนั้นโทยะก็ยิงกระสุนจากปืนบรุนฮิวด์ทำลายล้อหน้าของรถม้าไปข้างหนึ่งทำให้แล่นไปต่อไม่ได้ มือสังหารที่อยู่ภายในรถออกมาโจมตีโทยะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้โทยะไม่ได้แล้วก็ถูกจัดการซะเรียบตามระเบียบแถมโทยะยังริบหน้ากากที่จะใช้ระเบิดตัวเองของพวกนี้ออกมาจนหมดเพราะไม่ต้องการให้พวกนี้ชิงฆ่าตัวตายไปซะก่อนเพราะบาปที่พวกนี้ทำเอาไว้จะต้องได้รับการพิพากษาจากโฮรุน
.
หลังจากนั้นโทยะก็ใช้เวทฮิปนอสกับรีคอลเพื่อดึงเอาข้อมูลที่อยากรู้จากพวกนี้ออกมาซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดเดาไว้มีวิศวกรโกเลมจากโลกเบื้องหลังถูกพวกโครวจับกุมไว้และใช้ปลอกคอที่ใช้บังคับทาสของซานดร้าบังคับให้คนเหล่านั้นยอมสร้างไอร่อนโซลเยอร์รุ่นใหม่ให้ ซึ่งโทยะตัดสินใจว่าจะช่วยคนเหล่านั้นหลังจากจัดการจับกุมพวกโครวที่พยายามจะหลบหนีได้หมดแล้วนำตัวทั้งหมดกลับมาให้กานอสกับชูไบน์ ตอนนี้ก็เหลือแค่พวกที่รุกเข้ามาที่ชายแดนทางเหนือโทยะลองใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบเพื่อยืนยันตำแหน่งและจำนวนของไอร่อนโซลเยอร์และวู้ดโกเลม ไอร่อนโซลเยอร์มีจำนวน 3021 เครื่อง วู้ดโกเลมมี 3122 ตัว รวมจำนวนศัตรูทั้งหมดคือ 6143 ยูนิต โทยะตัดสินใจเรียกกองกำลังอัศวินของเขามาเพื่อจัดการเก็บกวาดขยะพวกนี้เสียพร้อมในขณะเดียวกับเขาก็ได้ทราบเรื่องจากเรจีน่าว่า “สิ่งนั้น” ได้สร้างเสร็จแล้วดังนั้นโทยะจึงถือโอกาสใช้พวกนี้เป็นเป้าทดสองยูนิตใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จไปในคราเดียวเลย
.
โอเวอร์เกียร์ “เลโอนัวร์” กับ “ไทเกอร์รูส” ที่มีโนรุนกับเนียเป็นผู้ควบคุมพร้อมกับโกเลมคู่หูถูกส่งไปยังสนามรบ โดยโนรุนดูท่าจะกังวลเรื่องระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือนของโอเวอร์เกียร์อยู่เพราะคราวก่อนก็ทำเธออ้วกแตกมาทีนึงแล้วฝ่ายเรจีน่าก็ยืนยันว่าจัดการเรียบร้อย นอกจากนี้ก็ยังมีคนจากเรดแคทอีกสิบคนรวมเจ้เอสที่ขับไนท์บารอนแบบคัสตอมทาสีแดงที่มีชื่อว่า “เรดลิงค์” นอกจากนี้ก็มีอัศวินจากบรุนฮิวอีกสี่สิบคนและเมื่อรวมพวกยูมิน่าเข้าไปด้วยแล้วฝ่ายโทยะก็มีกำลังรบอยู่หกสิบเครื่องแต่ถ้าแม้ว่าจำนวนจะน้อยกว่าศัตรูมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด โดยโทยะได้บอกให้ซูไปจัดการกับพวกวู้ดโกเลมเป็นหลักเพราะมันมีขนาดประมาณยี่สิบเมตรซึ่งใหญ่กว่าเฟรมเกียร์ที่อยู่ประมาณสิบหกถึงสิบแปดเมตรแต่ออทรินเด้โอเวอร์โหลดมีขนาดถึงยี่สิบห้าเมตรไม่นานนักยูมิน่าที่มองผ่านสโคปเล็งปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้ก็แจ้งให้โทยะทราบว่าอีกฝ่ายเริ่มเข้ามาในระยะมองเห็นของเธอแล้ว โทยะจึงออกคำสั่งเริ่มการโจมตีโดยให้โอเวอร์เกียร์สองเครื่องเป็นหัวหอกลุยเข้าไปส่วนพวกเอสกับเรนให้คอยเก็บพวกไอร่อนโซลเยอร์ โดยยูมิน่ากับซากุระจะทำหน้าที่ยิงคุ้มกันและซับพอร์ตให้ทุกคนส่วนเอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ ฮิวด้า รูเชีย รีนและซูให้โจมตีพวกวู้ดโกเลม
.
เลโอนัวร์และไทเกอร์รูสเริ่มทำการเดินเครื่องและกระโจนเข้าใส่ฝูงไอร่อนโซลเยอร์อย่างรวดเร็วแรงในการพุ่งชนอันทรงพลังของพวกโอเวอร์เกียร์ส่งไอร่อนโซลเยอร์ที่ขวางหน้ากระเด็นไปคนละทิศละทางทั้งนี้ตัวโอเวอร์เกียร์จะมีบาเรียหุ้มขณะเคลื่อนทีด้วยความเร็วจุดนี้สามารถนำมาประยุกต์เป็นอาวุธในการพุ่งชนศัตรูได้โดยที่ตัวเครื่องไม่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ก็ยังมีเขี้ยวกับกรงเล็บที่ทำจากผลึกเฟรซเป็นอาวุธที่จะให้ขย้ำและฉีกกระชากศัตรูไม่ว่าจะไอร่อนโซลเยอร์หรือวู้ดโกเลมก็เป็นแค่เหยื่อของนักล่าทั้งสองเครื่องนี้ในระหว่างนั้นเรจีน่าก็ชี้ให้โทยะดูว่าเจ้โมโรฮะกับเจ้คารินะนั้นได้โผล่เข้ามาร่วมวงตะลุมบอลตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ทั้งดาบของโมโรฮะและขวานของคารินะต่างพากันฟาดฟันไอร่อนโซลเยอร์จนพินาศย่อยยับผลการต่อสู้ครั้งนี้รู้ผลแน่นอนแล้วพวกโครวแพ้ร้อยเปอร์เซนต์ แล้วในตอนนั้นเองเทพสงครามทาเครุก็ปรากฏตัวออกมาอีกคนโดยมาพร้อมกับเอนเด้ที่ตอนนี้มีดวงตาราวกับปลาที่ตายแล้วยืนอยู่ด้านหลังดูเหมือนว่าจะโดนทาเครุผู้เป็นอาจารย์ลากตัวมาที่นี่ ซึ่งจุดประสงค์ของทาเครุก็ค่อนข้างแน่นอนว่ามาหาอะไรให้เอนเด้ได้ซ้อมมือเพื่อดูผลของการฝึก โทยะจึงปล่อยเรื่องของไอร่อนโซลเยอร์และวู้ดโกเลมให้คนอื่นจัดการกันไปส่วนตัวเขาก็พาทาเครุกับเอนเด้ไปถล่มฐานทัพของพวกโครวซึ่งโทยะรู้ที่ตั้งของมันจากความทรงจำของพวกที่จับได้ก่อนหน้าภายในน่าจะมีคนอยู่ไม่น้อยทีเดียว
.
โทยะขอร้องเทพสงครามว่าไม่ให้ฆ่าคนเหล่านี้ แต่ทาเครุก็บอกว่าเขาไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกเพราะเขาจะให้เอนเด้เป็นคนจัดการส่วนตัวเขาจะยืนดูการต่อสู้และประเมินว่าเอนเด้มีความสามารถถึงระดับที่ต้องการหรือไม่ โดยถ้าเอนเด้จะต้องควบคุมพลังของตนอัดคนเหล่านี้ให้ร่วงแต่ไม่ให้ถึงตายซึ่งถ้าไม่ผ่านการประเมินล่ะก็จะโดนให้วิ่งมาราธอนแบบนอนสต็อปเป็นเวลา 168 ชั่วโมงแต่ถ้าทำได้ก็จะได้หยุดพักตามสมควรซึ่งจากจุดที่พวกโทยะอยู่ห่างไปประมาณกิโลหนึ่งมีพวกโครวอยู่ประมาณสามร้อยคนทาเครุจึงสั่งให้เอนเด้ไปจัดการพวกนั้นให้หมดโดยมีโทยะรับหน้าที่เป็นคนเทเลพอร์ตพาไปส่ง เมื่อพวกโทยะไปปรากฏตรงหน้าพวกโครวก็พากันตกใจที่จู่ ๆ มีใครก็ไม่รู้โผล่มา โทยะจัดการกางอาณาเขตพริซันเพื่อไม่ให้มีใครหลบหนีไปได้ส่วนที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของเอนเด้ โดยเงื่อนไขก็คือให้เอนเด้ล้มสามร้อยคนนี้ให้ได้ภายในสามนาทีถ้าเกินไปแม้แต่เพียงวินาทีเดียวถือว่าไม่ผ่าน นั่นก็หมายความว่าเอนเด้ต้องอัดคู่ต่อสู้ให้ร่วงสิบคนในทุกหกวินาที ชะตากรรมที่จะได้หยุดพักหนึ่งสัปดาห์หรือต้องวิ่งมาราธอนไปหนึ่งสัปดาห์ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในครั้งนี้และเอ็นเด้ก็ทำสำเร็จโดยใช้เวลาไป 2 นาที 47 วินาทีแต่ปัญหาคือคนสุดท้ายที่โดนเตะไปนั้นค่อนข้างรุนแรงเกินไปหน่อยและอาจถึงตายโทยะจึงต้องร่ายเวทเมก้าฮีลเพื่อช่วยชีวิตนักฆ่าผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้ เอนเด้จึงผ่านการทดสอบที่เวลา 2 นาที 50 วินาที ส่วนทางด้านการทำลายล้างไอร่อนโซลเยอร์และวู้ดโกเลมยังดำเนินต่อไปและภารกิจต่อไปของโทยะก็คือเข้าไปช่วยพวกวิศวกรโกเลมที่ถูกจับตัวเอาไว้ในป้อมแห่งหนึ่งที่ถูกแปรสภาพเป็นโรงงานใต้ดินที่ใช้ผลิตไอร่อนโซลเยอร์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือจากจุดที่พวกโทยะอยู่ในตอนนี้
.
เมื่อบุกไปถึงทาเครุก็ได้โชว์พลังต่อยประตูป้อมที่สร้างมาอย่างแข็งแรงปลิวไปอย่างง่ายดายในหมัดเดียว โดยให้เหตุผลว่าถ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริงต้องบุกไปแบบซึ่ง ๆ หน้า ผู้ที่เฝ้าระวังอยู่ก็ทำการส่งสัญญาณว่ามีศัตรูบุกเข้ามาโจมตีพวกคนที่อยู่ในป้อมจู่แห่กันออกมาโทยะชักปืนออกมายิงใส่พวกโครวในขณะที่ทาเครุกับเอนเด้กระโดดเข้าไปอัดกับพวกนั้นตรง ๆ เมื่อถูกเล่นงานหนักเข้าพวกโครวก็จะส่งไอร่อนโซลเยอร์ออกมาเพื่อจัดการกับผู้บุกรุกแต่ก็ไม่นานมันก็โดนหมัดของทาเครุเสยกระเด็นขึ้นฟ้าพังยับแล้วตกลงมากระแทกพื้นกลายเป็นเศษเหล็กในชั่วพริบตาพวกโครวที่ได้เห็นภาพการทำลายล้างนั้นของก็ขวัญหนีดีฝ่อวิ่งหนีกันกระเจิงไป แต่ก็ไม่มีใครหนีไปได้เพราะโทยะได้กางบาเรียพริซันเอาไว้ก่อนแล้วในจังหวะนั้นเองหัวหน้าของกลุ่มโครวก็พุ่งเข้ามาโจมตีโทยะจากด้านหลังแต่โทยะหลบไปได้อย่างสบาย ๆ และในจังหวะที่หัวหน้าของโครวกำลังจะร่ายสโลว์แกนประจำกลุ่มเอนเด้ก็พุ่งเข้ามาอัดอีกฝ่ายซะร่วงโดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำและการต่อสู้ในครั้งนี้ก็จบลงแผนการเข้ายึดครองโฮรุนของพวกโครวล้มเหลวโทยะเข้าเดินหน้าต่อเข้าไปในส่วนโรงงานใต้ดินเพื่อช่วยเหลือเหล่าวิศวกรโกเลมที่ถูกจับตัวเอาไว้ออกมา
.
เมื่อโทยะลงมาถึงโรงงานใต้ดินก็จัดการกับพวกโครวเฝ้าอยู่ที่นี่อย่างง่ายดายก่อนจะไปพบกับคนกลุ่มหนึ่งเข้าโดยหนึ่งในนั้นเป็นชายชราวัยประมาณหกสิบได้ก้าวออกมาคุยกับโทยะเมื่อสังเกตว่าพวกนี้ไม่มีหน้ากากและยังมีปลอกคอสวมอยู่ด้วยนั่นทำให้มั่นใจได้ว่าคนเหล่านี้ก็คนพวกที่ถูกจับตัวมานั่นเอง จากการสอบถามทำให้ได้ทราบว่าผู้คนเหล่านี้คือวิศวกรโกเลมมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบแปดคนโดยพวกเขากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปส่งโกเลมให้กับอาณาจักรไอเซนกัลด์แต่แล้วจู่ ๆ ก็หลงทางมายังสถานที่ที่ไม่รู้จักและถูกคนสวมหน้ากากพวกนี้จับตัวมาแถมพวกของเขาสามคนยังถูกฆ่าตายในระหว่างที่ถูกจับทำให้ตอนนี้เหลือผู้รอดชีวิตอยู่เพียงสิบห้าคนโทยะได้ทำการถอดปลอกคอให้กับทุกคนที่ถูกจับและใช้เกทพาคนเหล่านั้นไปยังจุดที่เอลกับเรจีน่าอยู่ปรากฏว่าชายชราคนนั้นเป็นคนรู้จักของเอลก้าโดยเอลก้าเรียกชายชราคนนั้นว่า "โปรเฟสเซอร์" โทยะจึงฝากให้เอลก้าดูแลคนเหล่านี้แล้วกลับไปที่ป้อมเพื่อสะสางงานต่อให้เสร็จแต่โดยรวมแล้วสมาชิกโครวส่วนใหญ่ก็โดนทาเครุกับเอนเด้จัดการจนหมดสภาพไปส่วนใหญ่แล้วหน้าที่ของโทยะจึงเหลือแค่การจับพวกนี้ส่งกลับไปให้โฮรุนเท่านั้นเมื่อยืนยันได้ว่าไม่มีใครเหลืออยู่ในป้อมแล้วพวกโทยะก็กลับออกมาทีบริเวณประตูทางเข้าของป้อมและเทพสงครามทาเครุก็ทำหน้าทีปิดงานโดยโชว์สกิล "ฮาโดเคน" (ในเรื่องไม่ได้บอกชื่อบอกแค่ว่าเป็นบอลพลังงานที่มารวมตัวกันที่มือของเทพสงครามแล้วก็ปล่อยออกไปใส่เป้าหมาย) เป่าป้อมปราการหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษซากรวมไปถึงภูเขาที่อยู่หลังป้อมก็ถูกลบหายไปด้วย
.
หลังจากนั้นสมาชิกของโครวทั้งหมดก็ได้ถูกส่งตัวไปให้อาณาจักรโฮรุน ไอร่อนโซลเยอร์และวู้ดโกเลมทั้งหมดถูกทำลายพินาศหัวหน้าของโครวถูกสำเร็จโทษต่อหน้าสาธารณะชนส่วนที่เหลือก็ถูกส่งไปอยู่ที่เหมืองแร่ตลอดชีพ หลายวันต่อมาโฮรุนก็ได้กษัตริย์องค์ใหม่ก็คือ "คุโอ ดา โฮรุน" กษัตริย์ผู้มีอายุเพียงหนึ่งขวบเท่านั้นส่วนชูไบน์ก็ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีและให้กานอสขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนและรับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพร้อมทั้งยกเลิกสถานะปิดประเทศพร้อมกับเริ่มศึกษาและเปิดรับอารยธรรมของอาณาจักรรอบ ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนวิศวกรโกเลมที่ช่วยมาทั้งหมดยกเว้นอยู่คนนึงเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่โรงงานของไอเซนกัลด์ซึ่งส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ได้ขอที่จะกลับไปไอเซนกัลด์โทยะจึงใช้ประตูมิติส่งพวกเขากลับไป ส่วนชายชราที่เอลก้าเรียกว่าโปรเฟสเซอร์นั้นยังคงอยู่โลกนี้ต่อโดยตั้งใจจะออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อศึกษาสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้
.
โทยะถูกปู่เวิร์ลก็อดเรียกให้ขึ้นไปพบเพราะมีเรื่องสำคัญจะต้องคุยกันและเรื่องที่ปู่ต้องการจะบอกกับโทยะก็คือ อีกสามวันหลังจากนี้โลกทั้งสองใบก็จะเริ่มรวมตัวกันแล้วและหลังจากนี้ไปโลกนั้นก็จะหลุดจากอำนาจการดูแลของปู่ จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของโทยะที่จะต้องจัดการกับเทพมารให้ได้ก่อนที่เทพแห่งการทำลายล้างจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ โดยเทพทั้งเจ็ดองค์ที่อยู่ที่นั่นจะคอยช่วยสนับสนุนอีกแรงโดยทิ้งท้ายไว้ว่าเมื่อโทยะจัดการปัญหาทุกอย่างและได้ดูแลโลกนั้นแล้วโลกนั้นก็จะมีสภาพเหมือนกับรีสอร์ตที่จะให้เหล่าเทพลงไปพักร้อนกัน หลังจากรับทราบข้อมูลแล้วโทยะก็เตรียมคิดแผนดำเนินการเพื่อช่วยโลกจากเทพมารและในอีกสามวันต่อมาโลกทั้งสองก็เริ่มรวมกัน
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 29 พาร์ท 1 (384 - 393)
หลังจากได้รับทราบเรื่องราวจากปู่เวิร์ลก็อดแล้ว โทยะก็ได้แจ้งเรื่องที่โลกทั้งสองกำลังจะรวมกันในอีก 3 วันให้หลังนั้นแก่เหล่าผู้ปกครองแต่ละอาณาจักรของทั้งสองโลกรวมไปถึงกิลด์มาสเตอร์เรลิชาและเจ้ชิลเอทเพื่อให้ช่วยกระจายข่าวเรื่องนี้ไปให้ได้มากที่สุด เพื่อกันผู้คนไม่ให้เดินทางยังสถานที่อันตรายในช่วงสามวันนี้โดยที่บรุนฮิวเอง ก็ห้ามไม่ให้ผู้คนเดินทางไปที่เกาะดันเจี้ยนในช่วงเวลานี้เช่นกัน เหล่าสปิริตทั้งหลายก็เตรียมความพร้อมจัดการกับภัยพิบัติที่อาจจะขึ้นจากผลของการรวมกันของโลกทั้งสองอย่างเช่น ภูเขาไฟระเบิด คลื่นยักษ์ แผ่นดินไหว ฯลฯ และในที่สุดเวลาก็มาถึง
.
พื้นดินสั่นไหว ท้องฟ้าดำมืดและมีแสงออโรร่าฉายออกมาตามมาด้วยฝนแสงที่เริ่มโปรยปรายลงมาก่อนจะถูกดูดหายไปในพื้นดินและจากนั้นไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มเปิดเผยให้เห็นดวงอาทิตย์สองดวง ที่กำลังค่อยประสานเป็นดวงเดียวและหลังจากนั้นแผ่นดินก็หยุดสั่น โทยะรีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาฉายภาพแผนที่โลก ณ ปัจจุบันออกมาทันทีและก็พบว่าตอนนี้แผนที่ของโลกได้เปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โลกเบื้องหลังที่ทับซ้อนเข้ามากลายเป็นทวีปอยู่ทางด้านซ้ายส่วนแผ่นดินของโลกเดิมกลายเป็นทวีปอยู่ทางขวาสภาพพื้นแผ่นดินบิดเบี้ยวไปบางเล็กน้อย ดินแดนของอาณาจักรพานาเชสเชื่อมต่อเข้ากับอาณาจักรริฟริส หลังจากนั้นโทยะก็ส่งข้อมูลแผนที่โลกใหม่ไปให้เรจีน่าเพื่อให้ทำการอัพเดทข้อมูลไปให้คนอื่น ๆ ต่อไปและยังไม่มีสัญญาณของภัยพิบัติใด ๆ หลังการรวมโลกเสร็จสิ้น โทยะติดต่อไปหาจักรพรรดิ์แห่งริฟริสเพื่อพูดคุยเรื่องสถานะการณ์ที่ดินแดนของริฟริสกับพานาเชสมาเชื่อมต่อกันซึ่งก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่แล้วในตอนนั้นก็มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นท้องฟ้าได้แตกออกและมีบางอย่างตกลงมา ยูมิน่าได้ชี้ให้โทยะมองดูบนท้องฟ้าในทันที สิ่งที่ตกลงมาจากท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันออกนั้นคือสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับเข็มสีทองขุ่น ๆ จำนวนมากกำลังร่วงลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง โดยโทยะรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเทพมารแน่เขาจึงรีบค้นหาจุดที่เข็มพวกนั้นตกลงมา จากผลการค้นหาสรุปได้ว่าเข็มพวกนั้นตกลงที่พื้นที่ในเขตของเรกุรุส
.
โทยะรีบใช้เทเลพอร์ตมุ่งหน้าไปยังจุดตกทันที เข็มพวกนั้นปักลงไปในดินโดยมีส่วนที่ยื่นพ้นพื้นดินออกมาประมาณสามสิบเมตรเห็นจะได้และเข็มพวกนี้ก็กำลังปล่อยอะไรบางอย่างลงสู่ผืนดินในระหว่างนั้นสปริตออฟเอิร์ทก็ได้ส่งร่างจำแลงมาหาโทยะเพื่อบอกถึงบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยพิษที่ปล่อยออกมาจากเข็มพวกนี้จะทำให้แผ่นดินค่อย ๆ ถูกกัดกินโดยแผ่นดินที่กำลังละลายไปนั้นไม่ได้แปรสภาพเป็นแมกม่าแต่มันจะหายไปเลยกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า แต่ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเฟรซกลายพันธ์ระดับต่ำออกมาจากเข็มเหล่านั่นและเข้ามาโจมตีโทยะ ซึ่งตัวโทยะรีบหยิบเอาค้อนยักษ์ออกมาจากสโตร์และใช้มันฟาดใส่เฟรซกลายพันธุ์นั่นทันทีซึ่งก็การโจมตีนั้นก็ทำลายเฟรซกลายพันธุ์พวกนั้นลงได้ไม่ยากไม่เย็นอะไร แต่ในตอนนี้โทยะคิดว่าควรจะรีบทำอะไรซักอย่างกับเข็มพวกนี้ก่อนจะเป็นการดีกว่าเขาจึงเหวี่ยงค้อนใส่เข็มสีทองนั่นอย่างเต็มแรง เจ้าเข็มสีทองก็แตกกระจายลงไปแทบจะในทันทีแต่ทว่าหลังจากทำลายเข็มนั่นลงแล้วก็มีบางสิ่งที่เหมือนทรายสีทองแพร่กระจายออกมา และทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้นสปริตออฟเอิร์ทก็ถึงกับทรุดลงกับพื้น โทยะจึงรีบเข้าไปดูโดยก่อนที่เธอจะหายไปได้บอกให้โทยะรีบหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
.
แต่หลังจากนั้นไม่นานโทยะก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนก่อนจะทรุดลงไปกับพื้นราวกับพลังทั่วร่างถูกดึงออกไป ลมหายใจเริ่มปั่นป่วน เหงื่อไหล และประสาทตาก็เริ่มพร่ามัว ดูเหมือนว่าสาเหตุของความผิดปกตินี้คงจะมาจากผงสีทองเมื่อกี้แน่ ๆ โทยะพยายามจะหนีออกจากที่นี่โดยใช้เทเลพอร์ตแต่ไม่สำเร็จเพราะตอนนี้เขารวบรวมพลังเวทไม่ได้เลย โทยะจึงลองใช้พลังเทพทว่ามันกลับทำให้อาการของเขาแย่ลงกว่าเดิมและล้มลงกับพื้นในที่สุด ในระหว่างนั้นโทยะมองเห็นแสงสีทองตกลงมาจากท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันตกโทยะคิดว่าคงจะเป็นเข็มพิษอีกชุดหนึ่งที่กำลังตกลงมา แต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้แล้วแม้กระจะขยับตัวแต่ในตอนนั้นเองซากุระก็ฝ่าเข้ามาในหมอกพิษและใช้เทเลพอร์ตพาโทยะกลับออกมาได้ทันและหลังจากนั้นโทยะก็หมดสติไป
.
เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งโทยะก็พบว่าตัวเองกลับมานอนอยู่บนเตียงภายในห้องของเขาแล้ว โทยะพยายามจะขยับตัวแต่ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนนั้นหนักอึ้ง ท่านพี่คาเร็นที่นั่งอยู่ที่โซฟาภายในห้องจึงบอกให้โทยะนอนพักต่อไปอีกหน่อยเพราะผลจาก “พิษเทพมาร” ทำให้โทยะตกอยู่ในสภาพนี้ ซึ่งพิษที่ว่านี้มีไว้เพื่อสังหารเทพโดยเฉพาะยิ่งมีพลังเทพสูงมากเท่าไหร่ผลกระทบที่ตามมาก็ยิ่งมากตามเท่านั้นนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกคาเรนถึงไม่สามารถไปช่วยโทยะได้ในตอนนั้น ซากุระทีเป็นเพียงคนเดียวที่ใช้เวทเคลื่อนย้ายได้จึงเข้าไปช่วยโทยะแทนแต่ซากุระที่มีมีพลังเทพแฝงอยู่ในร่างก็ได้รับผลจากพิษนี้เช่นกันมันทำให้เธอหมดสติไปเป็นวันส่วนโทยะหลับไปสามวันเต็ม ๆ เล่นเอาปั่นป่วนกันไปหมดเลยทีเดียว ส่วนผลของพิษหากไม่เข้าใกล้จุดกำเนิดพิษซักพักมันก็จะค่อย ๆ จางหายไปเองแต่ในระหว่างนั้นโทยะก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้สิ่งที่เขาเห็นก่อนจะหมดสติไป เขารีบใช้สมาร์ทโฟนของเขาตรวจดูสภาพแผนที่โลกในตอนนี้ทันแล้วก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติไปจากก่อนหน้านี้
แผ่นดินทางตอนเหนือไล่มาทางทิศตะวันออกของอาณาจักรไอเซนกัลด์ได้หายไปสภาพแผ่นดินของเขตนั้นถูกตัดขาดออกจากทวีปใหญ่ไปเป็นที่เรียบร้อยซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเข็มสีทองแบบเดียวกับที่โทยะทำลายไปนั้นได้ตกลงมาตลอดแนวนั้นนั่นเองซึ่งในบริเวณนี้ก่อนหน้านั้นได้มีต้นไม้ยักษ์สีทองปรากฏขึ้นมาและปล่อยสปอร์ออกไปทั่วซึ่งสปอร์เหล่านั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวมาร์คจุดที่จะให้ทิ้งเข็มพวกนี้ลงมาในบริเวณที่กำหนดส่วนสภาพในไอเซนกัลด์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจจะรู้ได้เพราะที่ตรงนั้นถูกปกคลุมด้วยพิษของเทพมารหมดแล้วทำให้พวกเทพไม่สามารถเข้าไปใกล้ที่นั่นได้ในตอนนี้แถมยังทำให้เวทค้นหาตรวจจับไม่ได้อีกตะหาก แต่โมโรฮะตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือทำไมเทพมารจึงไม่ปรากฏตัวออกมาในทันทีแต่กลับค่อยแทรกซึมเข้ามาในรูปแบบของหมอกพิษแบบนี้ หลังจากนั้น คารินะ โคสุเกะ และซุยกะก็เข้ามาในห้องของโทยะ โคสุเกะบอกว่าพิษนี้จะมีผลแค่บนพื้นดินเท่านั้นโดยจะอยู่ในสภาพของหมอกถ้ามันตกลงไปในน้ำพิษก็จะสลายหายไปและพิษนี้ก็ไม่ผลอะไรกับมนุษย์ปกติ แต่นอกจากเทพแล้วพวกสปริตเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกันดังนั้นตอนนี้ในดินแดนของไอเซนกัลด์คงไม่มีพวกสปริตอยู่แล้วและถ้าปล่อยไว้นานเขาดินแดนนั้นก็จะค่อย ๆ ล่มสลายเพราะไม่มีสปิริตคอยดูแลพืชพันธุ์จะไม่เติบโตและกลายเป็นดินแดนที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ในที่สุด
.
และเมื่อโลกนี้ได้หลุดจากการดูแลของปู่เวิร์ลก็อดไปแล้วสิ่งที่โทยะตัดสินใจจะทำเป็นอย่างแรกก็คือกำจัดเทพมารซะ โดยเหล่าเทพทั้งหมดที่อยู่ที่นี่จะร่วมมือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนโทยะและหลังจากนั้นเหล่าว่าที่ภรรยาก็พากันเข้ามาในห้อง โทยะไม่ลืมที่จะขอบคุณซากุระที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเขาแต่ซากุระก็ตอบกลับมาว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วเพราะการช่วยเหลือและสนับสนุนสามีเป็นหน้าที่ของภรรยาอยู่แล้วจะให้ช่วยอะไรมากกว่านี้ก็ยังได้ ได้ยินแบบนั้นโทยะก็เลยกอดซากุระเอาไว้ ในระหว่างนั้นโทยะก็คิดว่าถ้าหากซากุระยังได้รับผลกระทบจากพิษแบบนี้แสดงว่าเหล่าว่าทีภรรยาที่เหลือก็น่าจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกันและอาจจะรวมไปถึงเหล่าคนที่โทยะมีความรู้สึกด้านบวกให้ก็อาจจะได้รับผลเช่นกัน ซึ่งการหาทางรับมือกับพิษนี้ถือเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแรกในการจะจัดการกับเทพมารแต่หลังจากปรึกษาหารือกันยาเอะก็ถามขึ้นว่า “พิษ” นั้นมีผลกับเครื่องจักรไหม? ถ้าใช้พวกโกเลมแทนจะได้ผลหรือเปล่าโทยะจึงคิดจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเอลก้าดู
.
โทยะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับพวกเรจีน่า พร้อมทั้งบอกถึงสภาพการณ์ปัจจุบันที่ไม่สามารถส่งคนของบรุนฮิวเข้าไปตรวจสอบสภาพของไอเซนกัลด์ในตอนนี้ได้เรจีน่าจึงเสนอให้โทยะไปลองไหว้วานกลุ่มแบล็คแคทให้เข้ามาช่วยเหลือในการสีบข่าวแทน แม้ว่าจะเป็นการลดความเสี่ยงให้กับพวกของโทยะแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เข้าไปในเขตนั้นจะปลอดภัยซะทีเดียวแม้ว่าพิษจะไม่มีผลกับคนปกติแต่ก็ยังมีอันตรายอื่นอยู่อีกสำหรับโทยะแล้วการส่งโกเลมเข้าไปดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าส่งมนุษย์คนอื่นเข้าไปเสี่ยงแต่มันก็ดันมีปัญหาอยู่สองข้อนั่นก็คือหนึ่งโกเลมที่ทั่วไปที่ผลิตมาจากโรงงานตามปกตินั้นหากไม่มีมาสเตอร์อยู่ด้วยมันก็สามารถปฏิบัติงานได้ไม่ค่อยดีนักเพราะโกเลมพวกนี้ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ส่วนข้อสองนั้นก็คือในกรณีของโกเลมโบราณที่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้นั้นมันเป็นผลมาจากการสะสมประสบการณ์อันยาวนานกับมาสเตอร์เรียกว่าเป็นความผูกพันในระดับสูงก็ว่าได้และการจะให้ส่งโกเลมพวกนั้นไปยังสถานที่อันตรายแบบนั้นเจ้าของเขาก็คงไม่ยอมง่าย ๆ แน่ ๆ
.
ถ้าเช่นนั้นแล้วจะไปหาโกเลมโบราณที่มีความสามารถในการสอดแนมให้มันมาช่วยทำงานนี้ได้จากแหล่งไหนดีซึ่งในตอนนั้นเอลก้าก็ได้เสนอให้โทยะไปเอาโกเลมจากกลุ่มที่มีชื่อว่า “ปีกแห่งผู้วายชนน์” 「死者の翼」ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรโดยพวกนี้จะมีโกเลมโบราณจำนวนมากอยู่ในครอบครองเพื่อเอาไว้ใช้ก่ออาชญากรรม โดยพวกนี้อาละวาดออกปล้มสะดมทำลายหมู่บ้านฆ่าผู้ชายจับผู้หญิงกับเด็กไปขายเป็นทาสในตลาดมืดอยู่ภายในเขตของอาณาจักรอเลนส่วนสาเหตุที่อาชญากรกลุ่มนี้ไม่ถูกจับเสียทีก็เพราะความสามารถของโกเลมสอดแนมที่พวกนี้ครอบครองอยู่ซึ่งมันลงล็อคกับที่โทยะต้องการพอดีได้กำจัดโจรร้ายแล้วยังได้ของมาใช้งานด้วยแถมเฟนริลก็ยังบอกอีกว่าถ้าโทยะถล่มพวกนั้นซะก็จะเป็นการดีเพราะในโกเลมที่พวกนั้นครอบครองอยู่มีโกเลมที่เป็นพี่น้องของเฟนริลที่ชื่อ “อานุบิส” กับ “บาเตส” รวมอยู่ด้วย หลังจากนั้นโทยะก็ไปหาเนียกับเอสที่โรงแรมจันทราสีเงินเพื่อสอบถามและรวบรวมข้อมูลของพวกปีกแห่งผู้วายชนน์ก็ได้ตำแหน่งแหล่งกบดานของพวกนั้นมาคราว ๆ ว่าอยู่แถว ๆ ทะเลทรายที่อยู่ติดกับชายแดนทางเหนือของอาณาจักรอเลนหรือก็คืออาณาจักรไฟ “ดูเบิร์น” โดยที่ตรงนั้นมีโอเอซิสอยู่ดังนั้นจึงเป็นจุดเหมาะที่จะตั้งแหล่งกบดานและสมาชิกของกองโจรนี้ทุกคนจะมีรอยสักรูปยมทูตกับปีกอยู่ที่ไหล่เมื่อได้ข้อมูลระบุอัตลักษณ์ชัดเจนเพียงนี้โทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาคนที่มีรอยสักนี้ทันทีและก็หาเจอได้อย่างไม่ยากเย็น
.
และแน่นอนว่าเหล่าผู้เรียกตนเองว่าปีกแห่งผู้วายชนน์ก็โดนท่านเทพหักปีกซะเรียบ โกเลมก็โดนผนึกด้วยพริซันและจับเก็บเข้าสโตร์ไป ส่วนหัวหน้าโจรที่พยายามต่อรองกับโทยะโดยเสนอเงินให้ก็โดนยิงแสกหน้าด้วยกระสุนพาราไลซ์จนร่วงลงไปกับพื้นในที่สุด ส่วนสมบัติที่โจรพวกนี้ปล้นมาสะสมไว้มากมายโทยะก็ยึดมาหมดโดยกะว่านำมันไปแจกจ่ายให้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในภายหลังส่วนพวกโจรก็โดนส่งไปให้ทางการเพื่อตัดสินโทษอันที่จริงถ้าไปเสนอตัวว่าเป็นคนปราบโจรพวกนี้ก็อาจจะได้รางวัลนำจับมาเพิ่มอีกแต่ครั้งนี้เป็นการกระทำแบบมีนัยยะแอบแฝงโทยะจึงไม่ต้องการให้ใครรับรู้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของเขาจึงเก็บงำเรื่องนี้ไว้และปล่อยให้เรื่องราวของคนที่ทำลายกองโจรปีกแห่งผู้วายชนน์นั้นเป็นบุคคลปริศนาไป แต่ในระหว่างที่เดินกลับออกมาจากโบราณสถานที่โจรพวกนี้เก็บสมบัติเอาไว้โทยะก็ได้พบกับ โกเลมชั้นคราวน์ สีม่วง “ฟานาติก วิโอล่า” และ “ลูน่า โทริเอสเต้” เดิมทีความตั้งใจของลูน่าก็คือมาสังหารพวกโจรที่อยู่ที่นี่แต่เมื่อเจอกับโทยะแทนแบบนี้เธอก็ดีใจยิ่งกว่าเดิมและชวนโทยะมาเล่นสนุกกับเธอทันที (ฆ่ากัน)
.
ลูน่ากระโดดลงมาจากต้นเสาที่เธอยืนอยู่พร้อมกับชักดาบออกมาจากร่มในมือของเธอเพื่อโจมตีโทยะ แต่ถีงแม้ว่าการเคลื่อนไหวของลูน่าจะรวดเร็วแต่ก็ยังห่างชั้นจากฮิวด้าและยาเอะทำให้โทยะหลบการโจมตีนั้นได้อย่างสบายส่วนลูน่านั้นก็ดูจะชอบอกชอบใจเอามาก ๆ แถมยังเรียกร้องให้โทยะทำร้ายเธอในแบบต่าง ๆ นานา แล้วตบท้ายด้วยเชิญชวนให้โทยะฆ่าเธอ แต่โทยะไม่เล่นด้วยจึงผนึกลูน่าเอาไว้พริซันและบอกให้เธอยอมแพ้ซะ แต่ลูน่ากลับไม่สะทกสะท้านอะไรกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่เธอสั่งให้วิโอล่าทำลายบาเรียนี้ซะซึ่งแน่นอนการโจมตีทุกอย่างของวิโอล่านั้นไม่เป็นผลแต่ลูน่าก็ยังคงหัวเราะชอบใจอยู่และหลังจากนั้นไม่นานลูน่าก็พังกำแพงพริซันออกมาได้อย่างง่ายดาย ด้วยแขนขวาของเธอที่แปรสภาพเป็นกลายเป็นหอกสีทองและเมื่อเธอพังกำแพงพริซันออกมาได้ร่างกายของเธอก็แปรสภาพไปจนดูคล้าย ๆ กับเฟรซรูปแบบมนุษย์โดยมีร่างกายเป็นสีทองและยังมีพลังของเทพมารแผ่ออกมาจากร่างนั้นอีกด้วยและถึงแม้การใช้พลังนี้จะทำให้ร่างกายของลูน่าต้องเจ็บปวดทรมานแต่ก็ดูจะชอบใจกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วนั้น
.
ส่วนสาเหตุที่กลายเป็นแบบนี้ลูน่าบอกว่าเพราะรับการโจมตีจากพวกสัตว์ประหลาดสีทองหลายต่อหลายครั้งจนในที่สุดก็กลายสภาพเป็นเช่นนี้ โทยะคาดว่าสาเหตุก็น่าจะมาจากโกเลมสกิลของวิโอล่าที่ฟื้นฟูร่างกายของลูน่าและดูดซับเอาพลังของเทพมารมาไว้ในร่างทีจนกลายสภาพเป็นแบบนี้แต่พอโทยะถามว่าเธอเป็นพวกเดียวกับเทพมารงั้นหรือ ลูน่าได้แต่แสดงท่าทีสงสัยว่าโทยะพูดถึงอะไรอยู่นั้นจึงเป็นสัญญาณว่าแม้เธอจะกลายสภาพไปแต่จิตใจก็ไม่ได้ถูกควบคุมไปด้วยแต่อย่างใด โทยะพยายามเตือนลูน่าให้เธอทิ้งพลังนั้นไปซะเพราะมันเป็นอันตรายแต่เธอก็ไม่ได้สนใจฟังคำเตือนนั้นและเปิดฉากโจมตี โทยะรีบชักบรุนฮิวโหมดดาบออกมาเพื่อต่อกรกับลูน่าและในขณะเดียวกันก็ต้องคอยหลบกับการโจมตีของวิโอล่าไปด้วย เมื่อหลบการโจมตีได้โทยะก็ร่ายสลิปใส่วิโอล่าทำให้ลื่นล้มหน้าทิ่มลงพื้นไป ฝ่ายลูน่าก็ได้แต่หัวเราะชอบใจเมื่อเห็นโกเล็มคู่หูของตนล้มไม่ไปท่า ในตอนนั้นเองโทยะก็หยิบเอาดาบใหญ่ออกมาจากสโตร์แล้วใช้มันตัดร่างของวิโอล่าขาดเป็นสองท่อน
.
เสี้ยววินาทีต่อมาลูน่าก็แปรสภาพแขนขวาของตนให้กลายเป็นดาบขนาดใหญ่และพุ่งเข้ามาโจมตี โทยะกางเวทย์ชิลด์ขึ้นมาป้องกันแต่ก็เปล่าประโยชน์เวทมนตร์ธรรมดาไม่สามารถรับการโจมตีของเธอได้เลย ดาบของลูน่าผ่านโล่ห์เวทย์มาได้ราวกับไม่มีอะไรขวางกั้นเอาไว้เลยส่วนโทยะก็กระเด็นไปชนกับกำแพงของซากโบราณสถาน ลูน่าอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าประชิดโทยะที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นและใช้เข่าทั้งสองของเธอกดทับไหล่ของโทยะเอาไว้ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มพร่ำเพ้ออะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับความรุ่มร้อนของร่างกายและความรักแล้วจู่ ๆ ลูน่าก็เริ่มเปลื้องผ้าตัวเองซะอย่างนั้นเล่นเอาโทยะไปไม่เป็นเลยที่เดียวแถมลูน่ายังบอกอีกว่า “เธอเคยได้ยินมาว่าเรื่องแบบนี้ผู้ชายน่ะไม่เจ็บหรอกแต่ผู้หญิงน่ะจะเจ็บมากเลยคงสนุกน่าดู” ลูน่าเริ่มมีอาการหน้าแดงและหายใจแรงขึ้นและเริ่มเลียริมฝีปากของเธอ (สภาพหื่นมาเลย) และในระหว่างที่กำลังตื่นตระหนกอยู่นั้นโทยะก็รู้สึกว่ามีมือเล็ก ๆ จับแขนทั้งสองของเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้ขัดขืน ซึ่งเจ้าของมือนั้นก็คือวิโอล่าที่น่าจะพังไปแล้วนั่นเอง แม้จะเสียหายหนักเช่นนั้นแต่กลับฟื้นสภาพกลับมาได้อย่างรวดเร็วดูเหมือนว่าการจะทำลายวิโอล่าคงมีแต่จะต้องทำลายที่คิวคริสตัลหรือไม่ก็จีคิวบ์เท่านั้น แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้นเพราะลูน่าที่ตอนนี้เหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าขาวผุดพ่องกำลังเริ่มถกเสื้อเชิ้ตโทยะขึ้น ตอนนี้ส่วนล่างของลูน่าที่ตอนนี้ไม่ได้ส่วมใส่อะไรเลยสัมผัสเข้ากับส่วนท้องของโทยะเต็ม ๆ ในตอนนั้นเองโทยะรีบใช้เทเลพอร์ตวาร์ปหนีไปจากตรงนั้นและถอยห่างจากลูน่าไปประมาณสิบเมตร
.
แต่หลังจากนั้นลูน่าก็ล่าถอยไปเสียเฉย ๆ โดยจู่ ๆ เธอก็หายไปราวกับใช้เวทเทเลพอร์ต หลังจากลูน่าไปแล้วโทยะก็รีบหาที่หลบพร้อมกับหยิบเอาน้ำผลไม้จากสโตร์ออกมาดื่มเรียกสติกันเลยทีเดียว เมื่อสงบใจได้แล้วโทยะก็ตั้งใจจะกลับบรุนฮิวแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะเอาสมบัติของพวกโจรไปบริจาคให้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนน่าจะดีกว่า โทยะจึงได้เดินทางไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ใกล้แถวนั้นมากที่สุดแต่เมื่อไปถึงโทยะก็พบกับอันธพาลสามคนกำลังมาทำการไล่ที่คุณยายผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงฯกับพวกเด็ก ๆ ในระหว่างที่กำลังดูสถานการณ์อยู่นั้นหัวหน้าใหญ่ของอันธพาลสามคนนั้นก็ลงมาจากรถที่จอดอยู่ประตูทางเข้าสถานรับเลี้ยงฯ ซึ่งโทยะก็รู้สึกคุ้น ๆ หน้าเหมือนเคยเจอชายคนนี้ที่ไหนมาก่อนและเมื่อหญิงชราเรียกชื่อของชายคนนั้นว่า “ซาบิต” โทยะก็นึกออกในที่สุดชายคนนี้ก็คือคนที่เคยมีเรื่องแย่งชิงอำนาจกับเจ๊ชิลเอทก่อนจะโดนโทยะร่ายเวทคำสาปใส่เพื่อไม่ให้ไปยุ่มย่ามกับเจ๊ชิลเอทได้อีกแล้วก็หายตัวไปหลังจากนั้นไม่นานคนนั้นนั่นเอง
.
และเมื่อโทยะปรากฏตัวออกมาประจันหน้ากับซาบิต มันก็ทำเอาซาบิตหวาดกลัวจนตัวสั่นและพยายามจะหลบหนีแต่ก็โดนโทยะร่ายสลิปใส่จนล้มหน้าทิ่มไป ส่วนสามอันธพาลเมื่อเห็นลูกพี่ของตนถูกทำร้ายก็โวยวายขึ้นแต่พอดีว่าโทยะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยด้วยจึงอัดเวทกราวิตี้ใส่อันธพาลพวกนั้นทันที จากนั้นโทยะก็เข้าไปหาซาบิตและถามว่าหนี้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ติดอยู่มีจำนวนเท่าไหร่ ซาบิตก็ตอบกลับมาด้วยความหวาดกลัวว่าสามเหรียญทองคำขาวซึ่งหากชำระเงินคืนภายในวันพรุ่งนี้ที่ดินตรงนี้ก็จะตกเป็นของพวกปาปิยอง โทยะจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวให้กับซาบิตไปเพื่อใช้หนี้ทั้งหมดและให้เรื่องราวจบลงโดยที่พวกนี้จะไม่มีข้ออ้างใด ๆ ในการมาวอแวกับที่นี่อีกแม้ซาบิตจะงง ๆ แต่พอโทยะถามหรือจะเอาคำสาปอีกเขาก็รีบเผ่นหนีไปในทันทีโดยมีลูกน้องทั้งสามไล่ตามไปแล้วโทยะจัดการเผาเอกสารสัญญาเงินกู้ที่ซาบิตทำตกเอาไว้ทิ้งไปซะ จากนั้นโทยะก็มอบเงินอีกเจ็ดเหรียญทองคำขาวให้กับผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงฯ และแจกจ่ายขนมให้กับเด็ก ๆ ก่อนจะเดินทางกลับ
.
โทยะมอบหมายหน้าที่เข้าไปสืบข่าวในไอเซนกัลด์ให้กับอานุบิสและบาเตสซึ่งเป็นโกเลมในซีรีส์เดียวกับเฟนริล โดยอานุบิสนั้นเป็นโกเลมรูปแบบหมาดำส่วนบาเตสนั้นเป็นโกเลมนรูปแบบแมวดำ ส่วนเอลก้าซึ่งตอนนี้ได้เป็นมาสเตอร์ของอานุบิสและบาเตสก็กำชับว่าให้ทำภารกิจเน้นความปลอดภัยหากเห็นว่าอันตรายให้ถอยหนีกลับมาทันที โดยโทยะได้ทำการอัพเกรดให้กับโกเลมทั้งสองโดยการใส่ปลอกคอที่บรรจุเวทย์อย่าง สโตร์ แอคเซล ฟลาย อินวิซิเบิ้ล ฯลฯ ส่วนที่กรงเล็บก็ได้ทำการเอนเชนท์เวทย์ พาราไลซ์ กราวิตี้ ฯลฯ ลงไปให้ด้วย จากนั้้นก็เปิดเกทไปที่ทางตะวันออกของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้เพื่อให้โกเลมทั้งสองสามารถไปยังไอเซนกัลด์ได้เร็วขึ้น โดยโทยะกำชับให้ทั้งสองตัวติดต่อกลับมาเป็นระยะ ๆ โดยมีกำหนดเวลาในการสืบข่าวคือหนึ่งเดือนหลังจากสั่งงานเสร็จแล้วอานุบิสกับบาเตสก็บินไปตรงยังเขตไอเซนกัลด์
.
โทยะได้เดินทางไปยังอาณาจักรพานาเชสเพื่อไปพบกับราชาแห่งพานาเชสนามว่า “ลาเบล เทล พานาเชส” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการพบปะกับอาณาจักรริฟริสที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ก็เพราะหลังการรวมโลกทั้งสองเป็นหนึ่งมีเพียงริฟริสกับพานาเชสเท่านั้นที่มีชายแดนเชื่อมต่อกันเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดตามมาราชาแห่งริฟริสจึงจำเป็นจะต้องมาพบปะพูดคุยกับราชาแห่งพานาเชส ซึ่งทางด้านของราชาแห่งพานาเชสเองก็ได้พอจะได้ฟังเรื่องราวของโทยะจากคำบอกเล่าของเจ้าชายโรเบิร์ตมาบ้างแล้ว (แม้ว่ามันจะออกจูนิเบียวไปซักหน่อยก็ตาม) ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ตัวโรเบิร์ตเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน โทยะได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากให้กับราชาแห่งพานาเชสเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารส่วนเจ้าชายโรเบิร์ทเมื่อเห็นสมาร์ทโฟนก็อยากได้บ้างโทยะก็ต้องจำใจให้ไป หลังจากนั้นโทยะก็ลองถามโกเลมคู่หูของโรเบิร์ท “บาวด์” เกี่ยวกับโกเลมที่ถูกเรียกว่า “ขาว” บาวด์รู้จักโกเลมเครื่องนั้น ขาวหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ “อัลบัส” แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับโกเลมสกิลนั้นไม่ทราบคนที่รู้ดีมีสุดก็จะหนีไม่พ้น “โครม รันเชส” ผู้ที่สร้างโกเลมพวกนี้ขึ้นมา ส่วนที่อยู่ปัจจุบันนั้นก็ไม่ทราบแต่จากข้อมูลที่มีนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่กับนัวร์ โทยะจึงคิดว่าจะเดี๋ยวลองไปถามเอลก้าเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปพบนัวร์ครั้งแรกนั้นคือที่ไหนแต่ในตอนนั้นเองโรเบิร์ทก็เข้ามาขอร้องให้โทยะช่วยมอบสมาร์ทโฟนแบบเดียวกันนี้ให้กับคู่หมั้นของเขาที่เป็นเจ้าหญิงของอาณาจักรสเตรนด้วยได้หรือเปล่า ซึ่งอาณาจักรสเตรนนั้นโทยะก็เคยมอบสมาร์ทโฟนให้กับองค์ราชินีกับเจ้าหญิงเบลริเอตต้าไปแล้วจะมอบให้คนในราชวงศ์นี้อีกซักเครื่องก็คงไม่มีปัญหาอะไรและเพื่อที่จะได้มอบให้กับมือโดยตรงโทยะจึงพาโรเบิร์ทเดินทางไปยังอาณาจักรสเตรนด้วยเกท
.
การพบปะกันระหว่างผู้นำของริฟริสกับพานาเชสจบลงด้วยดีโดยไม่มีปัญหาทั้งในเรื่องของความชัดเจนของเขตแดนและการเจริญสัมพันธ์ไมตรีนอกจากนี้ก็ยังมีการแปลกเปลี่ยนในเรื่องเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์กับความรู้เกี่ยวกับโกเลมอีกด้วย ส่วนทางด้านของพวกอานุบิสที่เข้าไปทำหน้าที่สืบความเป็นไปภายในไอเซนกัลด์ก็ได้รายงานกลับมาว่าเมืองท่าทางตะวันออกเริ่มมีมอนสเตอร์สีทองเริ่มเข้าทำลายเมืองต่าง ๆ พวกโกเลมไนท์กำลังรับมือกับสถานการณ์นี้อยู่ ส่วนในวันพรุ่งนี้พวกอานุบิสจะออกเดินทางจากเมืองท่าไปสืบข่าวที่เมืองใหญ่ต่อไป หลังจากนั้นโทยะก็ไปหาเอลก้าเพื่อสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับตอนที่ไปพบนัวร์ ซึ่งเอลก้าก็เล่าให้ฟังว่านัวร์นั้นถูกค้นพบอยู่ภายในเขตขุดแร่และนำกลับมาแล้วใช้เวลาเป็นปีกว่าจะซ่อมแซมเสร็จแต่นัวร์นั้นกลับไม่ยอมรับเอลก้าเป็นมาสเตอร์คนใหม่แต่กลับเลือกโนรุนที่เดินเข้ามาในห้องทดลองเป็นมาสเตอร์แทน ทั้งนี้ก็เพราะโกเลมชั้นคราวน์นั้นจะทำการเลือกมาสเตอร์ที่เหมาะสมด้วยตนเองแต่ในเคสของโรเบิร์ทกับเนียนั้นรับสืบทอดมาจากคนที่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าความเกี่ยวโยงทางสายเลือดก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
.
แต่เอลก้าตั้งมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปพบนัวร์ซึ่งมันดูค่อนข้างผิดปกติ เพราะโกเลมทั่วไปนั้นแม้ว่าจะขุดพบแต่จุดที่ขุดพบมันก็มักจะเป็นซากโบราณสถานแต่นัวร์กลับไปอยู่ในจุดเป็นเหมือนอุโมงค์ใต้ดินแทนจึงมีความเป็นไปได้ว่า มันถูกนำเอามาทิ้งไว้หรือไม่ก็มีอะไรทำให้ระบบการทำงานของนัวร์หยุดทำงานในตอนที่ไปอยู่ตรงนั้น หรือไม่ก็อาจจะมีใครบางคนทำการจงใจหยุดการทำงานของนัวร์เอาไว้ จากสิ่งที่บาวด์บอกก็คือ นัวร์จะอยู่กับอัลบัสเสมอหรือว่าอัลบัสคือผู้ที่หยุดการทำงานนัวร์เสียเอง? สรุปแล้วเอลก้าพบนัวร์แค่เครื่องเดียวโดยไม่มีวี่แววของอัลบัส และเนื่องจากไม่เคยเห็นรูปร่างของอัลบัสมาก่อนจึงไม่สามารถใช้สมาร์ทโฟนค้นหาได้เบาะแสของอัลบัสจึงขาดลงตรงนี้ หลังจากนั้นโทยะก็กลับไปยังปราสาทบรุนฮิวก็พบกับรีนที่กำลังนั่งคิดเกี่ยวกับความแตกต่างทางด้านความสามารถในการใช้เวทมนตร์ของคนโลกเบื้องหน้ากับโลกเบื้องหลังอยู่ โทยะจึงนั่งลงข้าง ๆ เพื่อฟังเรื่องราวของเธอแล้วหลังจากนั้นหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องลูกหลานของพวกในอนาคตกันซะแบบนั้นและยังมีเรื่องอัตราเกิดของเพศชายในเผ่าภูตินั้นต่ำมากแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซนต์ของทารกที่เกิดมานั้นจะเป็นเพศหญิงและสำหรับรีนที่เป็นชนเผ่าอายุยืนอยู่แล้วผนวกเข้ากับโทยะที่เป็นเทพก็จะยิ่งทำให้ลูกของทั้งคู่มีอายุขัยที่ยาวนานอย่างแน่นอนที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีซากุระอีกคนหนึ่งที่เป็นชนเผ่าที่มีอายุขัยยืนยาว จากนั้นก็เข้าสู่อีเวนท์หวานเจี๊ยบ (มีช็อตรีนจูบไปซอกคอของโทยะด้วย) จากนั้นก็มีการพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของรีน รีนนั้นไม่มีพี่น้องส่วนพ่อกับแม่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่โลกนี้พวกท่านกลับไปยังโลกแห่งภูติ “อวาลอน” เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ แต่ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานเจี๊ยบอยู่นั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็สั่นเพราะเรนหัวหน้ากองอัศวินแห่งบรุนฮิวได้โทรเข้ามา
.
เรนแจ้งว่ามีเพื่อนสนิทของโทยะมารอพบเขาอยู่ที่ประตูปราสาท ตอนแรกโทยะก็สงสัยว่าใครแต่พอเรนบอกลักษณะมาเท่านั้นโทยะก็นึกออกทันทีคนที่มารอพบก็คือเจ้าชายโรเบิร์ทนั่นเอง แม้จะรู้สึกยุ่งยากเล็กน้อยแต่โทยะชวนรีนไปด้วยแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็เทเลพอร์ตมาที่หน้าประตูปราสาท ที่นั่นนอกจากโรเบิร์ทแล้วก็ยังมีโกเลมคู่หูบาวด์แล้วก็ยังมีเด็กสาวในชุดเดรสอีกคนหนึ่งอยู่ด้วยซึ่งเธอคนนี้ก็คือคู่หมั้นของโรเบิร์ทชื่อของเธอก็คือ “เซเรสเทีย ทเวนเต้ เอลนันเดส” คนที่โทยะเอาสมาร์ทโฟนไปให้เมื่อวันก่อนนั่นเองโดยเธอคนนี้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของราชินีแห่งอาณาจักรสเตรน เซเรีสเทียได้กล่าวขอบคุณเรื่องที่โทยะมอบสมาร์ทโฟนให้กับเธอเมื่อหลายวันก่อนทำให้เธอสามารถคุยกับโรเบิร์ทได้ทุก ๆ วันตามที่เธอต้องการ ส่วนเหตุผลที่มาในวันนี้ก็เพื่อแนะนำคนผู้หนึ่งให้โทยะได้รู้จัก แต่พูดไม่ทันจบโรเบิร์ทก็ผลอยหลับกลางอากาศเพราะผลจากการใช้สกิลของบาวด์อีกตามเคยหลังจากนั้นเซเรสเทียก็เข้ามาดูแลโรเบิร์ทพร้อมกับขออนุญาตยืมให้ห้องนอนจากโทยะเพื่อให้โรเบิร์ทได้พักเป็นเวลาประมาณสี่ชั่วโมง ซึ่งโทยะก็อนุญาตและให้เรนนำทางไปเมื่อโรเบิร์ทถูกพาตัวไปแล้วเซเรสเทียก็ได้ทำหน้าที่แนะนำเด็กหนุ่มคนที่โรเบิร์ทพามาให้โทยะรู้จักแทน ชื่อของเขาคือ “ซานเบรุท กัล ราซ” เจ้าชายลำดับที่สองแห่งอาณาจักรราซและซานเบรุทผู้นี้ก็ไม่ใช่มนุษย์ปกติทั่วไปเพราะเขาคือมนุษย์มังกรจากโลกเบื้องหลังที่เรียกตนเองว่าเผ่าดราโกนิวส์
.
อาณาจักรราซนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรสเตรน อยู่ทางทิศเหนือของอาณาจักรไอเซนกัลด์ เป็นอาณาจักรที่เกิดจากการรวมตัวกันของเชื้อชาติต่าง ๆ รูปแบบของอาณาจักรนี้เปรียบได้กับอาณาจักรมิสนิสอของโลกเบื้องหน้าส่วนสาเหตุที่เจ้าชายลำดับที่สองท่อมาถึงที่นี่ในวันนี้ก็เพราะต้องการจะของท้าประลองกับคนที่เก่งที่สุดในอาณาจักรนี้ ซึ่งก็น่าจะหมายถึงท่านพี่โมโรฮะหรือไม่ก็ทาเครุ โดยส่วนตัวโทยะไม่อยากให้สู้เพราะมันรู้ผลกันเห็น ๆ แต่พอพูดไปแบบนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจนักเพราะมันเหมือนกับการดูถูกและยืนกรานจะสู้ให้ได้และเมื่อรีนถามถึงสไตล์การต่อสู้ของซานเบรุทก็ได้คำตอบว่าเขาเป็นผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้และเมื่อถามย้ำความแน่ใจของซานเบรุทแล้วจึงพาไปที่ลานฝึก ส่วนเซเรสเทียนั้นไม่สนใจการต่อสู้เธอจึงขอแยกตัวไปดูแลโรเบิร์ท และเมื่อทั้งสองประจันหน้ากันต่างฝ่ายต่างก็ประกาศนามของตนอย่างหนักแน่นและเมื่อได้สัญญาณให้เริ่มการประลองจากโมโรฮะ และเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นซานเบรุทก็ถูกอัดปลิวลงคลุกฝุ่นและหมดสติไปในทันที เล่นเอาโทยะต้องรีบมาร่ายเวทย์รักษาอย่างเร่งด่วนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะตายเอา เมื่อซานเบรุทได้สติกลับมาก็ยังงง ๆ จำไม่ได้ว่าตัวเองวูบไปได้อย่างไรและไม่อยากจะทำใจยอมรับว่าเขาจะสลบไปเพียงแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวจากนั้นเจ้าชายซานเบรุทก็ขอสู้กับทาเครุอีกครั้งหนึ่ง
.
ฝ่ายทาเครุก็ยอมเป็นคู่มือให้อีกรอบแต่ก็เตือนอีกฝ่ายว่าถ้าหากไม่มีแผนอะไรนอกเหนือจากเมื่อกี้ผลมันก็คงเหมือนเดิมฝ่ายซานเบรุทจึงบอกว่าเขาจะใช้พลังที่แท้จริงของดราโกนิวส์ว่าแล้วเขาปลดปล่อยพลังที่คล้าย ๆ กับปราณออกมา ซึ่งก็จะดูคล้ายกับพลังภายในที่โซเนียเคยใช้และเมื่อโมโรฮะให้สัญญาณเริ่มการต่อสู้ภาพเดียวกับเมื่อกี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ซานเบรุทกระเด็นไปสลบเหมือดโทยะก็ต้องลงไปร่ายเวทย์รักษาให้อีกรอบและซานเบรุทก็ตื่นขึ้นมาแบบงงอีกรอบและคราวนี้เขาก็ขอยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไขจากนั้นก็ร้องขอเป็นศิษย์แต่ทาเครุปฏิเสธเพราะเลเวลของซานเบรุทนั้นยังต่ำกว่าเอนเด้และเอลเซ่มากนักจะให้เขาสอนเด็กทารกแบบนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นซานเบรุทจึงต่อรองว่าถ้าเขาเอาชนะทั้งสองคนนั้นได้ก็ขอให้ทาเครุช่วยรับเขาเป็นศิษย์ด้วยซึ่งทาเครุก็รับปาก แถมยังกำชับเอนเด้กับเอลเซ่ว่าถ้าไม่ตั้งใจทำให้ดีล่ะก็พรุ่งนี้จะฝึกด้วยเมนูสุดโหด แต่ถ้าสามารถจัดการได้รวดเร็วล่ะก็พรุ่งจะให้พักช่วงบ่ายเมื่อเช่นนี้พวกเอลเซ่จึงคึกเป็นพิเศษและผลการต่อสู้ก็ออกมาอย่างที่รู้กันซานเบรุทชนะใครไม่ได้เลยซักคนเล่นเอาความภาคภูมิใจในฐานะดราโกนิวส์ของเขาถึงกับป่นปี้ไม่มีชิ้นดีกันเลยทีเดียวแต่หลังจากนั้นทาเครุก็ให้โอวาทสอนใจจนสามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งแต่ทว่านอกจากจะมาท้าสู้แล้วเจ้าชายซานเบรุทยังมาที่บรุนฮิวด้วยธุระอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือนำจดหมายตอบรับที่จะเข้าร่วมการประชุมสองโลกจากพ่อของเขามาส่งให้กับโทยะด้วย ส่วนซานเบรุทที่ได้บทเรียนไปอย่างจุใจแล้วก็ตั้งใจจะกลับไปฝึกฝนตนเองใหม่อีกครั้งทาเครุจึงบอกว่าหากว่ายังอยากเป็นศิษย์ของเขาอยู่ล่ะก็ให้กลับมาหาเขาอีกครั้งเมื่อแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้แล้ว
.
อานุบิสกับบาเตสแทรกซึมเข้าไปภายในไอเซนกัลด์โดยอาศัยรูปลักษณ์ของหมากับแมวคอยป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ บาร์เหล้าเพื่อคอยแอบฟังสิ่งที่แขกในร้านพูดกัน เกี่ยวกับเรื่องที่หมู่บ้านโทนัมกำลังถูกพวกสัตว์ประหลาดสีทองบุกโจมตีนอกจากที่นั่นก็ยังมีหมู่บ้านอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่กำลังโดนบุกโจมตี นอกจากนั้นที่ “ไอเซนบรุค” เมืองหลวงของไอเซนกัลด์ยังมีสเกลตันสีทองโผล่ออกมาอาละวาดอีกจนเกิดคำล่ำลือว่าเป็นคำสาปของราชาองค์ก่อนแต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่อาณาจักรไอเซนกัลด์ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่แล้วประชาชนจึงเริ่มพากันอพยพออกไปยังจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ไม่ก็อาณาจักรสเตรนกันบ้างแล้ว หลังจากนั้นอานุบิสกับบาเตสก็ตัดสินใจเดินทางไปทางใต้เพื่อสืบข้อมูลของสเกลตันสีทอง
.
ตัดกลับมาทางด้านของบรุนฮิวหลังจากสู้กับเอนเด้และเอลเซ่ไปแล้วเจ้าชายซานเบรุทก็ได้ไปลองประมือกับยาเอะ ฮิวด้าแล้วก็รูเชียซึ่งผลลัพธ์ก็คือเขาเอาชนะใครไม่ได้เลยซักคนซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะเอาจริง ๆ ตอนนี้พวกสาว ๆ ที่ได้รับการฝึกจากท่านพี่โมโรฮะนั้นก็มีฝีมือแกร่งกล้าระดับที่น่าจะจัดการกับเอลเดอร์ดราก้อนได้ด้วยลำพังตัวคนเดียวกันแล้วแต่ซานเบรุทที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็แทบจะหัวใจแตกสลายหมดความมั่นใจกันไปเลยทีเดียว แต่หลังจากเฟลไปได้ครู่เดียวซานเบรุทก็กลับมาฮึดใหม่เพื่อกลับไปฝึกฝนตนเองอีกครั้งหลังจากนั้นโรเบิร์ทก็พาพวกซานเบรุทกลับไปด้วยพลังของบาวด์ หลังจากแขกเดินทางกลับแล้วโทยะเตรียมตัวจะกลับปราสาทบ้างแต่ในตอนนั้นสมาร์ทโฟนของส่งสัญญาณว่ามีใครบางคนติดต่อเข้ามา คราวนี้มาจากราชาแห่งอิเกรทที่ติดต่อมาบอกให้โทยะช่วยมาทีอิเกรทในตอนนี้ทีเพราะมีเรือติดอาวุธไม่ปรากฏสัญชาติกำลังแล่นเข้ามาทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิเกรท เมื่อโทยะลองเช็คแผนที่ดูก็พบว่าหลังจากโลกรวมกัน ดินแดนที่โผล่มาติดกับอิเกรททางตะวันตกเฉียงใต้นั้นก็คืออาณาจักรปิศาจ “เฮลไกอา” จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเรือที่กำลังมุ่งหน้ามานั้นน่าจะเป็นเรื่องของอาณาจักรนั้น
.
จากข้อมูลของกลุ่มแบล็คแคท แม้จะเรียกว่าเป็นปิศาจแต่จริง ๆ แล้วก็ใกล้เคียงกับเผ่ามารของโลกทางนี้นั่นแหละกรณีเดียวกับชนเผ่าที่เป็นครึ่งคนครึ่งมังกร โลกเบื้องหน้าจะเรียกว่ามนุษย์มังกรแต่โลกเบื้องหลังจะเรียกว่าดราโกนิวส์แม้จะมีความแตกต่างกันนิดหน่อยแต่โดยพื้นฐานแล้วก็คล้ายคลึงกันมาก เฮลไกอานั้นถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนโดยแวมไพร์ที่เรียกตนเองว่าราชาปิศาจและถึงแม้พื้นที่จะเล็กกว่าอาณาจักรมารเซนอสแต่ความสมบูรณ์ด้านทรัพยากรมีมากกว่าทำให้ปิศาจที่อาศัยอยู่ที่นั่นไม่มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตแต่การที่ส่งเรือรบมายังอิเกรทนั้นมีความหมายว่าอย่างไรกัน? เพื่อรุกรานหรือเพื่อติดต่อและเพราะว่าอีกฝ่ายมาจากโลกอีกฟากราชาอิเกรทจึงอยากให้โทยะช่วยในฐานะคนกลาง โทยะกับฮิวด้า ยาเอะ แล้วก็เอลเซ่จึงเดินทางไปยังอิเกรท โทยะใช้ลองเซนส์ที่ผนวกกับดวงตาเทวะของเขาตรวจดูเรือลำที่ว่านั้นก็พบว่ามีเรือสีดำสองลำกำลังแล่นมา แต่ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใดลงไปโทยะอยากจะรู้ถึงความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหากมาด้วยวัตถุประสงค์ร้าย ๆ ล่ะก็ค่อยจัดเต็มกันอีกที
.
เพื่อการนั้นโทยะจึงใช้เวทย์ฟลายบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อเข้าใกล้เรือลำนั้นก่อนจะใช้เวทย์สปีคเกอร์ขยายเสียงตนเองเพื่อประกาศให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของอิเกรทขอให้หยุดเรือแล้วค่อยส่งคนลงเรือเล็กมาพูดคุยกันแต่พูดยังไม่ทันจบฝ่ายนั้นก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่โทยะจึงยื่นคำเตือนสุดท้ายให้กับฝ่ายนั้นว่าหากมีการโจมตีครั้งต่อไปจะถือว่าเป็นการประกาศสงคราม พร้อมกับย้ำเจตนาว่าทางฝ่ายเขาต้องการจะพูดคุยกันก่อนขอให้อีกฝ่ายช่วยทำตามที่บอกไปเมื่อครู่ แต่ทว่าอีกฝ่ายก็ยังคงยิงใส่ต่อไปคราวนี้ยิงถึงสองนัดแถมยังมีเสียงตะโกนมาจากข้างล่างว่าให้สอยให้ร่วงด้วย เมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะพูดกันดี ๆ และได้ละเมิดคำเตือนโทยะจึงทำการซัมม่อนคราเค่นออกมาสองตัวและใช้ให้มันจัดการกับเรือทั้งสอง เมื่อโดนหนวดของคราเค่นจับเอาไว้ลูกเรือก็พากันกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัวและการเคลื่อนไหวของเรือทั้งสองลำก็หยุดลงทั้งนี้เพราะโทยะไม่ได้สั่งให้คราเค่นจมเรือแต่สั่งให้ล็อกเรือไว้เฉย ๆ แต่แค่นี้ยังไม่สาใจท่านเทพซาดิสต์โทยะทำการเรียกพวก “เมอโฟร์ก” ให้ขึ้นไปเล่นงานพวกที่อยู่บนเรือต่อแต่ก็ออกคำสั่งไม่ให้ฆ่าให้จับตัวเอาไว้ให้หมดและแล้วพวกลูกเรือก็ถูกจับมัดเอาไว้เรียบร้อยและเรือทั้งสองก็ถูกยึดการควบคุมในที่สุด
.
โทยะลงมาทีเรือเพื่อพบกับคนที่น่าจะเป็นกัปตันของเรือลำนี้และถามเขาว่าทำไมจึงเพิกเฉยต่อคำเตือน แต่สิ่งที่ออกจากปากของชายคนนั้นกลับกลายเป็นคำถามว่าโทยะเป็นใครเป็นพวกของราชาปิศาจอย่างนั้นเหรอ? นั่นทำให้โทยะรู้สึกแปลกใจแต่ในตอนนั้นเองเมอโฟร์กตนหนึ่งก็ได้กวักมือเรียกให้โทยะไปดูอะไรบางอย่างที่อยู่ในโกดังเก็บสินค้าของเรือ เมื่อโทยะไปถึงก็พบกรงเหล็กทรงลูกบาศก์ขนาดประมาณสองเมตรที่ภายในมีผู้หญิงสามคนถูกโซ่สีเงินล่ามเอาไว้ โดยมีผู้หญิงผิวสีแทนแต่งชุดสาวใช้อยู่สองคนน่าจะเป็นดาร์กเอล์ฟ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงผิวขาว ผมยาวสีขาว นัยน์ตาสีแดง ใบหูแหลมเล็กน้อย ไม่ผิดแน่เธอคนนี้คือแวมไพร์ภายนอกเธอดูเหมือนผู้หญิงอายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ แถมชุดที่สวมใส่อยู่ก็ดูไม่ธรรมดาน่าจะเป็นชนชั้นสูงเมื่อแวมไพร์ตนนั้นเอ่ยถามว่าโทยะเป็นใคร โทยะก็จึงแนะนำตัวว่าเขาคือโมจิสึคิ โทยะ เจ้ารัฐแห่งราชรัฐบรุนฮิวแต่เธอคนนั้นบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อของประเทศนี้มาก่อนโทยะจึงบอกว่ามันเป็นประเทศเล็ก ๆ ก่อนจะถามว่าเธอเป็นคนของเฮลไกอาใช่ไหม? เธอคนนั้นจึงได้แนะนำตนเองว่าชื่อ “คลอเดีย มิล่า เฮลไกอา” เป็นภรรยาของราชาปิศาจ “อัลฟอร์ด คิวล่า เฮลไกอา” ซึ่งนั่นก็ทำเอาโทยะอึ้งแดรกไปอีกรอบ
.
หลังจากพาตัวราชินีคลอเดียมายังปราสาทอิเกรทแล้วพวกโทยะจึงได้รู้ความจริงว่าพวกที่ถูกควบคุมตัวเอาไว้ตอนนี้ก็คือพวกโจรสลัดที่ได้ทำการลักพาตัวราชินีแล้วก็หลบหนีออกมา เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ราชาอิเกรทก็ไม่ได้ติดใจอะไรและตัดสินใจจะส่งราชินีคลอเดียกลับอาณาจักรอย่างปลอดภัย คลอเดียจึงกล่าวขอบคุณและบอกว่าไม่คิดเลยว่าจะมนุษย์ที่มีเมตตาเช่นนี้อยู่ใกล้ ๆ กับเฮลไกอา ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปิศาจในโลกเบื้องหลังนั้นจะไม่ค่อยไปในทางที่ดีซักเท่าไหร่นัก ที่ราชาแวมไพร์ต้องก่อตั้งเฮลไกอาขึ้นมาส่วนหนึ่งก็เพื่อปกป้องเผ่าปิศาจจากเผ่ามนุษย์นี่แหละและด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้อาณาจักรเฮลไกอาไม่มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่นเลย แต่ดูจากรูปการตอนนี้ถ้าลองพูดคุยกันดี ๆ ก็อาจจะเริ่มติดต่อเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับอาณาจักรอิเกรทก็พอจะมีความเป็นไปได้อยู่ หลังจากนั้นราชาอิเกรทก็เริ่มเอ่ยปากถึงวิธีการที่จะส่งคลอเดียกลับอาณาจักรพร้อมกับส่งสายตาไปหาโทยะ
.
การส่งสัญญาณมาแบบนี้โทยะก็เดาได้อยู่แล้วว่าจะให้ทำอะไร โทยะกะว่าจะใช้สูตรเดิมคือเดิมคือเทเลพอร์ตไปยังเฮลไกอาก่อนแล้วค่อยเปิดเกทมารับซึ่งตอนแรกคลอเดียก็งง ๆ ว่าพูดถึงเรื่องอะไรกันแต่พอราชาแห่งอิเกรทบอกว่าโทยะเป็นผู้ที่สามารถใช้เวทย์เคลื่อนย้ายได้ก็ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจพอดูแต่ในตอนนั้นเองหัวหน้านักรบแห่งอิเกรทโทโทร่าก็เปิดประตูเข้ามาด้วยอาการรีบร้อนพร้อมกับแจ้งว่ามีเรือดำอีกสี่ลำกำลังแล่นตรงมาที่นี่จากทิศตะวันตกเฉียงใต้โทยะจึงรีบเปิดเกทพาผู้ที่เกี่ยวข้องไปที่ชายหาดสถานการณ์ช่างเดจาวูกับเมื่อกี้นี้เปี๊ยบมีความไปได้ว่านี่อาจจะเป็นพวกโจรสลัดที่เหลืออยู่หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ เพื่อยืนยันให้แน่ใจโทยะจึงต้องบินขึ้นไปบนท้องฟ้าและประกาศให้พวกนั้นรู้ว่ากำลังรุกล้ำน่านน้ำของอาณาจักรอิเกรทขอทำการหยุดเรือและถ้าหากเป็นคนจากเฮลไกอาก็ขอให้มาคุยกัน หลังจากที่โทยะประกาศออกไปเช่นนั้นแล้วเรือเหล่านั้นก็ค่อย ๆ แล่นช้าลงและหยุดรอ โทยะค่อย ๆ ร่อนลงบนเรือดำลำที่นำขบวนมาแล้วโทยะก็ได้พบกับราชาปิศาจ “อัลฟอร์ด คิวล่า เฮลไกอา” บนเรือลำนั้นทั้งสองกล่าวแนะนำตนเองกันตามมารยาท แม้ว่าอัลฟอร์ดจะยังงง ๆ เรื่องชื่ออาณาจักรที่ไม่เคยได้ยินอย่างบรุนฮิวหรืออิเกรทแต่สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากกว่าตอนนี้ก็คือคลอเดียภรรยาของเขาปลอดภัยดีอยู่หรือเปล่า
.
ระหว่างนั้นโทยะสังเกตเห็นท่าทีแสดงความเป็นศัตรูของคู่สนทนาแล้วก็รู้สึกเดจาวูแบบเดียวกับตอนที่พบกับเซกัลดี้เพื่อป้องกันการเข้าใจอะไรผิด ๆ โทยะจึงต้องรีบอธิบายให้อัลฟอร์ดเข้าใจก่อนว่าพวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกับพวกที่ลักพาตัวคลอเดียมาและตอนนี้ภรรยาของอัลฟอร์ดกับข้ารับใช้อีกสองคนนั้นก็ถูกช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์แล้วโทยะก็เปิดเกทเชื่อมไปที่ชายหาดเพื่อให้ทั้งสองได้พบกัน และทันที่ที่พบหน้าอัลฟอร์ดก็โผเข้าไปกอดภรรยาของตนทันทีและหลังจากที่สอบถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนมั่นใจแล้วว่าคลอเดียไม่ได้เป็นอะไรอัลฟอร์ดจึงได้หันไปขอบคุณราชาแห่งอิเกรทที่ให้ความช่วยเหลือ ราชาแห่งอิเกรทจึงได้บอกให้ราชาแห่งเฮลไกอาว่าต้องขอบคุณโทยะด้วยอีกคนเพราะผู้ที่บุกเดี่ยวไปช่วยราชินีแห่งเฮลไกอานั้นก็คือโทยะผู้นี้นั่นเอง ซึ่งจุดนี้โทยะก็แย้งในใจว่าเขาไม่ได้ทำคนเดียวซะหน่อยมีคราเค่นสองตัวกับเมอโฟร์กอีกฝูงหนึ่งร่วมด้วยตะหาก ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ราชาแห่งเฮลไกอาอยากรู้ก็คือเพราะอะไรทำไมเขาจึงไม่เคยรู้เลยว่ามีเกาะแห่งนี้อยู่ใกล้ ๆ กับอาณาจักรเฮลไกอาซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่คำตอบของคำถามน้้นราชาแห่งอิเกรทให้ขอให้โทยะช่วยอธิบายแทน เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โทยะจึงฉายแผนที่โลก ณ ปัจจุบันให้ราชาแห่งเฮลไกอาดูพร้อมกับอธิบายถึงปรากฏการณ์การที่โลกทั้งสองได้มาหลอมรวมเข้าด้วยกันหลังจากเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกเมื่อหลายวันก่อน พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้กับพวกเฟรซกลายพันธ์ให้ได้รับรู้ด้วยพร้อมทั้งยังบอกเรื่องเกี่ยวกับการประชุมสองโลกที่กำลังจะจัดขึ้นให้ทราบด้วย
.
แต่อัลฟอร์ดยังเหลือคำถามคาใจอยู่อีกหนึ่งข้อนั่นก็คือสถานะภาพของพวกปิศาจในโลกใหม่ (สำหรับอัลฟอร์น่าจะหมายถึงโลกเบื้องหน้า) พวกเขานั้นถูกปฏิบัติในฐานะอะไร ซึ่งจุดนี้โทยะก็ไม่ได้ฟันธงว่าความเหยียดเผ่าพันธุ์นั้นมันจะหมดไปแต่อย่างน้อย ๆ ก็มีอาณาจักรที่ยอมรับพวกปิศาจอยู่มากพอควรแล้วก็ยังมีอาณาจักรมารเซนอสที่มีชาติพันธุ์ใกล้เคียงกับเฮลไกอา นอกจากนี้ระบบทาสในโลกฝั่งโทยะก็ไม่เหลืออาณาจักรที่ใช้ระบบนี้อีกแล้วเพราะได้ทำการยกเลิกการใช้ทาสแล้วคงเหลือไว้เพียงแต่ไว้ลงโทษอาชญากรให้ไปใช้แรงงานหนักในเขตการทำเหมืองแร่เท่านั้นแม้ว่าจะยังมีการลอบค้าทาสในตลาดมืดเหลืออยู่ก็คือว่าเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ส่วนอาณาจักรที่ใช้ทาสกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันอย่างอยู่โรนกับซานดร้าก็ล่มสลายไปหมดสิ้นแล้ว แต่แม้ว่าจะฟังดูน่าสนใจแต่สำหรับอาณาจักรเฮลไกอาที่ก่อตั้งขึ้นมาจากประชากรที่มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับมนุษย์มาตั้งแต่แรกเริ่มนั้นมันคงยากที่จะหันไปจับมือกับพวกมนุษย์แบบทันทีทันใดแต่หากไม่ทำอะไรซักอย่างล่ะก็เฮลไกอาก็คงจะไม่มีอนาคตดังนั้นในฐานะของราชาแห่งเฮลไกอาอัลฟอร์ดจึงต้องจัดการทำอะไรบางอย่าง โทยะจึงเสนอว่าให้ลองเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตกับอิเกรทดูเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจกันและกันทั้งฝ่ายมนุษย์และฝ่ายปิศาจ ซึ่งทางด้านราชาแห่งอิเกรทและเฮลไกอาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ความสัมพันธ์ของอาณาจักรอิเกรทกับอาณาจักรเฮลไกอาก็เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่วินาทีนั้นนั่นเอง และหลังจากนั้นราชาปิศาจก็ได้บอกว่า ระยะนี้ในน่านน้ำของเฮลไกอามีปลาหมึกยักษ์ออกมาอาละวาดทำให้พวกเขาทำประมงกันไม่ได้มีวิธีดี ๆ ที่จะช่วยจัดการปัญหานี้ไหม? เมื่อได้ฟังเช่นนั้นโทยะกับราชาแห่งอิเกรทก็หันมามองหน้ากันดูเหมือนว่าจะได้เวลาล่าหมึกกันอีกครั้งแล้ว
.
และแล้ววันที่จัดการประชุมของทั้งสองโลกก็มาถึงจนได้ ซึ่งการประชุมนั้นจัดขึ้นที่บรุนฮิวแต่ทว่าอาณาจักรที่อยู่ในฝั่งของโลกเบื้องหลังได้มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เพียงแค่เจ็ดอาณาจักรเท่านั้น ได้แก่ พริมล่า โทริฮารัน สเตรน อเลน กัลด์เดีย ราซ แล้วก็พานาเชส ส่วนทางด้านเฮลไกอานั้นแม้โทยะจะได้ออกปากเชิญมาแล้วแต่ทางนั้นขอผ่านก่อนเพราะยังไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน ทางด้านเหล่าผู้นำที่เดินทางมาร่วมในครั้งนี้นั้นมาสามคนที่โทยะเพิ่งจะเคยได้พบหน้าเป็นครั้งแรกได้แก่ จักรพรรดิ์องค์ใหม่แห่งจักรวรรดิ์กัลด์เดีย "รันสเลท ริค กัลดิโอ้" ซึ่งมีอายุพอ ๆ กับไรฮาร์ดพี่ชายของฮิวด้า คนต่อมาก็คือราชาจากอาณาจักรสเลน "กราวด์ เซส สเลน" ซึ่งเป็นชายชราอายุราว 60 ปีแล้วแต่ดูเหมือนจะบึกบึ้นไม่แพ้ราชาแห่งเฟลเซนเลยทีเดียว ส่วนคนสุดท้ายก็คือราชาแห่งอาณาจักรราซ "กิมเรท กัล ราซ" ดราโกนิวส์ผู้เป็นพ่อของเจ้าชายซานเบรุทซึ่งรายนี้ก็ได้มาขอโทยะว่าอยากจะประมือกับคนที่ชื่อว่า "โมจิสึคิ ทาเครุ" ซักครั้ง แต่พอดีว่าตอนนี้ทาเครุได้พาเอนเด้กับเอลเซ่ไปฝึกวิชาอยู่ที่นอกเมืองกว่าจะกลับมาก็คงตอนใกล้ค่ำโน้นแหละ ซึ่ง ในความเป็นจริงแล้วโทยะก็ไม่ได้อยากเห็นภาพราชาของอาณาจักรแห่งหนึ่งโดนอัดกลิ้งภายในหมัดเดี่ยวซักเท่าไหร่นัก ส่วนเรื่องที่เจ้าชายลำดับสองถูกอัดกลิ้งแพ้ไม่เป็นท่านั้นกิมเรทนั้นกลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำเพราะหลังจากนั้นซานเบรุทก็ละทิ้งทิฐิและความอวดดีแล้วหันไปตั้งหน้าตั้งตาฝึกอย่างจริงจัง ดังนั้นในฐานะนักรบแล้วจึงอดไม่ได้ที่อยากประมือกับคน ๆ นั้นสักครั้ง (เป็นการเสวนาฉบับนักบู้ที่ต้องคุยกันด้วยหมัด)
.
แต่ในระหว่างที่โทยะกำลังลำบากใจว่าจะหาทางบ่ายเบี่ยงอย่างไรดีอยู่นั้นความช่วยเหลือก็ถูกส่งมาถึงเมื่อราชาแห่งมิสนิดเสนอตัวเข้ามาเป็นคู่ต่อสู้ให้กับราชาแห่งราซซึ่งอีกฝ่ายก็รับข้อเสนอและพากันไปยังสนามฝึกของพวกอัศวินที่โทยะสร้างเอาไว้ซึ่งราชามิสนิดรู้อยู่แล้วว่าในสนามฝึกนั้นโทยะได้ทำการเอนชานท์เวทย์ "เมก้าฮีล" รีโคเวอร์รี่" "รีเฟรซ" เอาไว้และให้มันทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะป้องกันไม่ให้เหล่าอัศวินเดี้ยงคามือเจ๊โมโรฮะไปซะก่อนนั่นเองและบางครั้งก็ใช้ฝึกร่วมกับอัศวินเรสเทียแบบให้สู้กันแบบจริง ๆ จัง ๆ และถึงแม้ว่าจะราชินี่แห่งสเตรนจะเอ่ยปากรับรองว่าราชาแห่งราซนั้นไม่ก่อปัญหาอะไรแน่นอนก็ตามแต่โทยะก็ได้ให้ยาเอะกับฮิวด้าตามไปคอยสังเกตการณ์ด้วยหากเกิดอะไรขึ้นมาจะได้หยุดยั้งได้ทันท่วงทีและเมื่อเหล่าราชาสมองกล้ามทั้งสองพร้อมด้วยผู้ติดตามได้เดินหายลับตาไปแล้วยูมิน่าก็เอ่ยถามราชินีแห่งสเตรนเกี่ยวกับเรื่องผู้อพยพจากไอเซนกัลด์ที่เริ่มหลังไหลเข้ามาแม้จะไม่มากเท่ากับที่จักรวรรดิ์กัลดิโอ้แต่สภาพการณ์ตอนนี้แต่แนวโน้มที่จำนวนผู้อพยพมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นและปัญหาขาดแคลนอาหารก็จะเริ่มตามมาและท้ายที่สุดก็จะเริ่มเป็นบ่อเกิดของขโมยโจรผู้ร้ายที่จะเริ่มแย่งชิงอาหารกันในที่สุดแต่ปัญหาในตอนนี้ก็คืออาณาจักรรอบ ๆ ไม่รู้เลยว่าภายในอาณาจักรไอเซนกัลด์นั้นเป็นอย่างไรบ้างตัวโทยะเองก็ไม่สามารถจะเข้าไปที่นั่นได้สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรอฟังข่าวจากพวกอานุบิสที่กำลังรวบรวมข้อมูลภายในไอเซนกัลด์เท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรน้ำแข็ง "ซาร์ดเนีย" กับ อาณาจักรไฟ "ดูเบิร์น" ที่ อยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรอเลน
.
สองอาณาจักรนี้ไม่ลงรอยกันมานานมากแล้วแถม ภูมิประเทศของ 2 อาณาจักรนี้ก็ขัดแย้งกันสุด ๆ ซาร์ดเนียเป็นดินแดนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแต่ดูเบิร์นกลับเป็นดินแดนทะเลทราย แถมยังมีเรื่องของการขโมยอะไรบางอย่างแบบต่างคนต่างขโมยฝ่ายตรงข้ามเสียอีกทว่าราชินี่แห่งสเตรนเองก็บอกว่าไม่รู้รายละเอียดในเรื่องนี้มากนักข้อมูลที่ได้ก็เป็นสิ่งที่ฟังต่อมาจากทางอาณาจักรอเลนอีกทีหนึ่ง แถมยังมีเรืองเล่าว่าซาร์ดเนียโดนคำสาปจากเทพธิดาแห่งน้ำแข็งส่วนดูเบิร์นนั้นก็ต้องคำสาปจากอสูรแห่งไฟ โดยต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าอีกฝ่ายนั้นได้มาขโมยของบูชาเทพธิดาแห่งน้ำแข็งกับอสูรแห่งไฟไปจึงทำให้ดินแดนตกอยู่ในสภาพนี้ จุดสำคัญของเรื่องนี้ก็คือเป็นไปได้ไหมว่าโทยะจะสามารถช่วยให้สองอาณาจักรนี้หันมาคุยกันดี ๆ ได้หรือไม่เพราะไม่ว่าก่อนหน้านี้จะให้ใครไปทำหน้าที่เป็นคนกลางก็ไม่ได้ผลเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็เอาเหตุผลของตนเองที่ตั้งแล้วถ้าหากว่าสองอาณาจักรทำสงครามกันตอนนี้ล่ะก็ประชาชนก็ต้องได้รับผลกระทบและอาจจะเกิดการอพยพหนีภัยสงครามขึ้นอีกมันก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่หนักเข้าไปอีกและถ้าพูดกันตามตรงประชาชนสองประเทศนี้ก็ไม่ได้มีความชิงชังกันมากมายนักแต่พวกชนชั้นปกครองกลับมีความเป็นศัตรูต่อกันสูงมาก แต่ในตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดีดังนั้นจึงได้แต่จับตาดูท่าทีกันไปก่อน แต่ในระหว่างนั้นเองเรลิชาก็โทรเข้ามาแจ้งโทยะว่าตรวจพบสัญญาณของพวกเฟรซกลายพันธุ์ประมาณหมื่นตัวตรงเหนือทะเลหรือไม่ก็ผิวทะเลที่อยู่ตรงกลางระหว่างอาณาจักร ริเนีย ริฟริส และพานาเชส โดยคาดคะเนเวลาที่จะปรากฏตัวคืออีกราวสามสิบชั่วโมง หลังรับทราบข้อมูลแล้วโทยะอธิบายเรื่องราวและสถานการณ์ให้เหล่าผู้นำทั้งหลายได้ทราบและเริ่มเตรียมการรับมือกับศึกที่กำลังมาทางทะเลในครั้งด้วยความมุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมพวกเฟรซกลายพันธุ์หรือเทพมารมากล้ำกรายโลกใบนี้โดยเด็ดขาด
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 29 พาร์ท 2 (394 - 403)
ไนท์บารอนสองเครื่องกับชูวาเลียอีกสิบแปดเครื่อง รวมเป็นยี่สิบเครื่องได้ถูกนำไปให้อาณาจักรพันธ์มิตรที่เข้าร่วมรบ เมื่อรวมเข้ากับกองกำลังบรุนฮิวด์จำนวนห้าสิบเครื่องกับพวกเครื่องพิเศษอย่างวัลคิรี่ยูนิตและเรกินเรฟ ดรากูนไรด์เอนเด้คัสตอม เลโอนัวร์และไทเกอร์รูสแล้วก็จะมียูนิตที่ลงสนามสู้ในศึกนี้อยู่ราวสี่ร้อยกว่าเครื่องเรียกได้ว่ามากกว่าตอนทำศึกที่ยูโรนถึงสองเท่าแต่ปัญหาคราวนี้ก็คือสภาพของสนามรบที่เป็นกลางมหาสมุทร เดิมทีเฟรมเกียร์เหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการสู้รบใต้น้ำ แม้ว่ารุ่นใหม่จะมีระบบกันน้ำและสามารถลงไปสู้ได้แต่กับพวกรุ่นเก่าอย่างชูวาเลียที่เป็นกำลังรบเกินครึ่งนั้นค็อทพิทของมันไม่ใช่แบบปิดสนิทน้ำจะสามารถซึมเข้าไปภายในได้ซึ่งมันอาจจะให้นักบินจมน้ำตายเอาได้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีระบบส่งตัวนักบินออกมาจากค็อทพิทแต่ถ้าอยู่ในทะเลโอกาสรอดก็ต่ำดังนั้นการสู้บนพื้นดินจะมีความปลอดภัยมากกว่า ดังนั้นคงจะดีกว่าถ้าหากสามารถคาดเดาจุดหมายปลายทางที่พวกเฟรซกลายพันธุ์จะมุ่งไปหลังจากผ่านบาเรียกั้นมิติมาแล้วจึงค่อยไปวางกำลังสกัดกั้นไว้แทนที่จะเข้าไปซัดกับศัตรูตรง ๆ ที่กลางมหาสมุทรนอกจากนี้แล้วก็ยังมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีพวกที่บินได้ร่วมมาด้วยดังนั้นจึงต้องคิดวิธีรับมือเรื่องนี้เอาไว้ด้วย โดยตอนนี้เฟรมเกียร์ที่สามารถจะรับมือกับพวกที่บินได้นั้นก็มี เรกินเรฟของโทยะ เฮมวีเก้ของลินเซ่ กริมเกเด้ของรีน บรุนฮิวเด้ของยูมิน่า รอสไวเซ่ของซากุระ และวาลเทราของรูเชีย
.
หลังจากปรึกษาเรื่องการปรับแต่งเฟรมเกียร์กับเรจีน่าเสร็จโทยะก็กลับไปที่ปราสาทและได้พบกับท่านพี่คาเร็นและได้สอบถามเกี่ยวกับพิษสังหารเทพเพราะโทยะกลัวว่าหากศัตรูใช้มันขึ้นมาพวกยูมิน่าอาจจะได้รับอันตรายได้แต่ท่านพี่คาเร็นบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะพิษพวกนั้นถึงมันจะน่ากลัวก็จริงแต่ถ้าไม่อยู่ใกล้ ๆ แหล่งกำเนิดมันก็จะโดนสิ่งแวดล้อมดูดกลืนไปและมันก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ง่าย ๆ ขนาดจะเอามาใช้พร่ำเพื่อได้เพราะมันต้องมีวิญญาณของเทพเป็นส่วนประกอบและยิ่งอยู่ในเขตติดทะเล หรือใจกลางมหาสมุทรแบบนั้นพิษสังหารเทพก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เพราะพิษจะสลายไปเมื่อถูกน้ำนั่นเอง ส่วนวิญญาณเทพที่นำมาเป็นส่วนประกอบในการสร้างพิษสังหารเทพนี้ขึ้นมาก็เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเจ้าเทพนีทนั่นแหละ ถ้าเทพมารเปลี่ยนเขตไอเซนกัลด์ให้เป็นรังของมันแล้วก็ย่อมจะเป็นจุดที่พิษสังหารเทพกระจายอยู่มากที่สุดและถ้าหากไม่หาทางทำอะไรซักอย่างกับพิษนี้โทยะและเทพองค์อื่น ๆ ก็คงไม่มีทางที่จะเข้าไปจัดการกับเทพได้แน่ ๆ ท่านพี่คาเร็นได้บอกว่าท่านลุงโคสุเกะ หรือก็คือเทพแห่งการเกษตรกำลังพยายามสร้างพืชที่สามารถดูดซับเอาพิษสังหารเทพนี้อยู่แต่ผลลัพธ์ยังไม่ดีเท่าไหร่
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเอนเด้โดนเขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยรบกวนให้โทยะมาพบที่บ้านหน่อยซึ่งโทยะก็ตอบตกลงและในระหว่างทางที่กำลังเดินไปบ้านของเอนเด้อยู่นั้นระหว่างทางโทยะก็พื้นสนามฝึกซ้อมทางทิศเหนือและที่นั่นโทยะก็พบกับเจ้าชายโรเบิร์ตกำลังคุยอะไรบางอย่างกับเนียและโนรุนอยู่ ซึ่งโทยะก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมโรเบิร์ตถึงมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ได้ เมื่อโรเบิร์ตเห็นโทยะก็รีบเข้ามาทักและบอกว่าเขากำลังรู้สึกสนใจโอเวอร์เกียร์และอยากจะลองขับดูบ้างจึงได้พยายามตื้อเนียกับโนรุนเพื่อที่จะขึ้นไปขับแต่ก็โดนเนียใส่แองเกอร์คลอว์ แถมยังโดนโนรุนเตะเข้าที่หน้าแข้งให้อีกตะหากโทยะจึงต้องอธิบายให้โรเบิร์ตเข้าใจว่าโอเวอร์เกียร์นั้นเป็นของใครของมันโกเลมตัวอื่นนอกเหนือจากที่เซ็ตไว้จะไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อได้ยินดังนั้นโรเบิร์ตจึงพุ่งความสนใจไปหาโทยะแทนด้วยจุดประสงค์ที่คาดเดาได้ไม่ยากเย็น โรเบิร์ตอยากให้โทยะสร้างโอเวอร์เกียร์ให้เขาบ้างนั่นเองซึ่งถ้าไม่ทำให้ก็ดูท่าจะเซ้าซี้ไม่เลิก โทยะจึงมองส่งสายตาไปยังโรเซ็ตต้าซึ่งถ้าใช้เบสโครงสร้างเดียวกันก็คงใช้เวลาในการสร้างไม่นานมากแต่จะเป็นสัตว์อะไรดีจากนั้นก็เกิดการแขวะกันไปมาและโรเบิร์ตก็โดนอังเกอร์คลอว์ของเนียและลูกเตะของโนรุนเข้าไปอีกรอบ
.
โทยะแยกตัวจากพวกเนียและเดินทางต่อไปจนถึงบ้านเอนเด้ เมลในร่างจำแลงกายเป็นมนุษย์ที่สวมชุดผ้ากันเปื้อนราวกับเป็นแม่บ้านก็ออกมาต้อนรับ โทยะได้มอบคุ๊กกี้ทำมือเป็นของฝากให้กับริเสะ หลังจากนั้นโทยะก็มานั่งดื่มชาพร้อมกับสนทนากับเอนเด้เกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง โดยเมลนั้นสัมผัสได้ว่าพวกกลายพันธุ์ที่กำลังจะมาบุกในวันพรุ่งนี้มีพวกระดับสูงอย่างรูลเลอร์อยู่ด้วยซึ่งถ้าหากว่าเป็น “เรท” กับ “รุท” ล่ะก็เขาก็ขอจัดการพวกนี้เองเพราะเอนเด้ยังมีบัญชีแค้นที่ต้องสะสางกับเจ้าฝาแฝดนี้อยู่ ซึ่งโทยะก็ตกลงให้เอนเด้ทำตามที่ต้องการแต่เมื่อถามถึงความมั่นใจที่จะชนะ เอนเด้ก็ตอบกลับมาอย่างมั่นใจเพราะเขานั้นผ่านการฝึกนรกที่เจียนตายนั่นมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งและเมื่อนึกย้อนไปถึงวันคืนแห่งการฝึกเอนเด้ก็สติหลุดลอยไปไกลและหัวเราะราวกับคนเสียสติจนเมลต้องเข้ามาเขย่าเรียกสติกันเลยทีเดียว (โดยมีคำหนึ่งหลุดออกมาจากปากเอนเด้ว่าเกี่ยวกับการฝึกของเขาว่า “明鏡止水” ซึ่งแปลได้ว่า “น้ำนิ่งดุจกระจกเงา” ) หลังคุยกับเอนเด้จบโทยะก็กลับไปเตรียมแผนการสำหรับการรบวันพรุ่งนี้ต่อ
.
วันต่อมาพวกเฟรซกลายพันธุ์ก็ฝ่าบาเรียกั้นมิติเข้ามาได้สำเร็จแต่ยังมีแค่ระดับต่ำกับพวกบินได้เท่านั้นยังไม่มีวี่แววของพวกระดับสูง จากการคาดการณ์ของยูมิน่าที่คิดว่าจุดมุ่งหมายที่พวกเฟรซเหล่านี้น่าจะเป็นไอเซนกัลด์ที่ตอนนี้กลายเป็นรังของเทพมาร แล้วมันก็เป็นดังนั้นจริง ๆ กองทัพเฟรซกลายพันธ์เริ่มมุ่งหน้าไปยังไอเซนกัลด์ โดยเส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะมุ่งตรงไปยังไอเซนกัลด์นั้นจะต้องตัดผ่านเขตแดนของพานาเชสดังนั้น พวกโทยะจึงได้วางกำลังสกัดกั้นที่บริเวณชายหาดในเขตของอาณาจักรพานาเชสโดยได้รับอนุญาตให้ทำการต่อสู้ได้ตามสะดวกจากราชาพานาเชสเป็นที่เรียบร้อย และภาพในสนามรบก็กำลังถูกถ่ายทอดไปให้เหล่าผู้นำทั้งหลายได้ดูผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ที่ห้องประชุมของบรุนฮิวด้วย แต่เนื่องจากครั้งนี้ศัตรูอยู่ในทะเลการเปิดฉากด้วยเวทเมเทโอซัปเปอร์เหมือนกับทุกทีนั้นจึงไม่อาจจะทำได้เพราะเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิตามมาภายหลัง ลินเซ่ที่อยู่ในเฮมวีเก้โหมดยานบินเสนอให้รีบไปจัดการกับฝูงเฟรซที่บินได้กันก่อน ซึ่งในเวลานี้เฟรมเกียร์ที่มีความสามารถในการบินบนท้องฟ้าได้นั้นมีแค่เรกินเรฟกับเฮมวีเก้เท่านั้น ส่วนไฟท์ยูนิตของโรเซ็ตต้าที่เคยใช้ก่อนหน้านี้มีปัญหามากเกินไป เรจีน่าจึงได้ทำการออกแบบใหม่แต่ทว่าใช้เวลาไปกับพวกโอเวอร์เกียร์มากเกินไปการพัฒนาไฟท์ยูนิตจึงยังพัฒนาไม่เสร็จก็เลยนำเอามาใช้ในศึกนี้ไม่ได้ ดังนั้นการรับมือกับพวกที่บินได้จึงเป็นงานของโทยะกับลินเซ่ และถ้าหากว่าพวกนั้นเข้ามาใกล้ชายฝั่งก็จะมี บรุนฮิวเด้ของยูมิน่า กริมเกเด้ของรีน และรอสไวเซ่ของซากุระที่จะสามารถสอยพวกมันลงมาได้
.
เรกินเรฟกับเฮมวีเก้เริ่มเข้าโจมตีศัตรู โดยโทยะขอให้ยูมิน่าคอยช่วยยิงสนับสนุน เรกินเรฟปลดซอร์ดบิทที่อยู่บนหลังออกมาและแปรสภาพมันเข้าสู่ แดร็กเกอร์โหมดและปล่อยแดร็กเกอร์ทั้งสี่สิบแปดเล่มออกไปโจมตีเป้าหมาย ดวงพลังของดวงตาเทวะโทยะสามารถมองเห็นคอร์ที่ซ่อนอยู่ในร่างของมันได้ชัดเจนทำให้การสังหารเฟรซกลายพันธุ์พวกนี้เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาเฟรซกลายพันธ์ตัวแล้วตัวเล่าถูกคมดาบของเรกินเรฟสอยร่วงไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเฮมวีเก้ก็ใช้ปืนรีวอลโว่แคนน่อนที่ติดอยู่กับส่วนปีกของร่างโหมดยานบินโจมตีไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ส่วนกระสุนที่ถูกยิงมาจากปืนสไนเปอร์ของบรุนฮิวเด้ที่ปักหลักอยู่บนชายหาดก็เข้าเป้าอย่างแม่นยำไม่แพ้กัน เมื่อโทยะทำลายพวกบินได้ไปประมาณครึ่งหนึ่งซูก็ติดต่อเข้ามาบอกว่าพวกเฟรซเริ่มทยอยขึ้นฝั่งแล้ว กริมเกเด้ของรีนที่ปักหลักรออยู่ก็เริ่มเปิดฉากสาดอาวุธทีมีทั้งหมดบนตัวเข้าใส่พวกเฟรซทันที ห่ากระสุนและมิซายส์ผลึกเจาะทะลวงเฟรซกลายพันธุ์พวกนั้นราวกับห่าฝน ส่วนออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูก็ปล่อยหมัด “แคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรอล” ออกไปเช่นกัน ชูไวไลท์ของยาเอะ จีกรูเน่ของฮิวด้า และเกอร์ฮิวเด้ของเอลเซ่ก็เริ่มเข้าไปฟาดฟันกับพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่อยู่บนชายหาด ซากุระเริ่มขับขานบทเพลงของเธอผ่านรอสไวเซ่เพื่อบัฟพลังให้กับเฟรมเกียร์ตัวอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมกระโจนเข้าสู่การตะลุมบอล และเมื่อผู้นำทัพของแต่ละอาณาจักรให้สัญญาณกองกำลังอัศวินก็พุ่งเข้าสู่สนามรบทันที
.
ในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นโอเวอร์เกียร์ที่กำลังใช้บาเรียชนพวกเฟรซให้กระเด็นกระดอนล้มกลิ้งแล้วพวกชูวาเลียที่อยู่ใกล้ ๆ ก็เข้ามาซ้ำซึ่งถึงแม้ดูเผิน ๆ มันจะดูเหมือนเป็นแบบแผนแต่อันที่จริงแล้วมันก็แค่การวิ่งไปแบบมั่ว ๆ เท่านั้นเองโทยะจึงติดต่อไปหาเนียเพื่อเตือนให้ระวังการเคลื่อนไหวของเธอหน่อยเพราะมันเสี่ยงที่จะโดนพวกเดียวกันเองแต่เนียก็บอกว่าไม่เป็นไรไม่ต้องกังวลเธอไม่มีทางทำพลาดโง่ ๆ แบบนั้นอยู่แล้วแต่โทยะก็ไม่คิดจะเชื่อตามนั้นและในตอนนั้นเอง เรดลิงก์เฟรมเกียร์ของเอสก็ขึ้นมาขี่บนตัวไทเกอร์รูสของเนียและทำหน้าที่จ็อกกี้คอยบังคับทิศทางให้เนียวิ่งไปและถึงแม้ว่าจะมีการโต้เถียงกันระหว่างเอสกับเนียแต่ทั้งสองก็ทำงานประสานกันได้แบบไม่มีปัญหา ในระหว่างที่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเอนเด้ก็ได้ติดต่อเข้ามาหาโทยะเพื่อแจ้งว่าพวกระดับสูงกำลังจะลงมาแล้วโดยเมลสามารถจับสัมผัสของพวกมันได้ประมาณสามตัว เสี้ยววินาทีต่อมายูมิน่าก็บอกให้โทยะมองไปที่ทะเลผิวน้ำกำลังหมุนวนอยู่และไม่นานนักเฟรซขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวออกมา โดยมีแบบที่เป็นด้วงเขากรรไกร ปลาดาวและมังกรสองหัวและที่อยู่บนหัวคนละข้างของเฟรซมังกรสองหัวก็คือเฟรซระดับรูลเลอร์เรทกับรุทอยู่ด้วย เมื่อเอนเด้เห็นเรทกับรุทเขาก็พูดถึงเรื่องที่ตกลงกันกับโทยะไว้เมื่อวานในทันที เมื่อเรทกับรุทเห็นเฟรมเกียร์ที่อยู่เบื้องหน้าก็เปิดฉากโจมตีใส่ด้วยลำแสงที่ยิงออกจากปากของเฟรซมังกรสองหัวในทันที โดยลำแสงนี้เป็นพลังปืนใหญ่อานุภาคที่ประสานพลังเทพเข้าไปด้วยมันจึงมีพลังทำลายมากกว่าปกติ
.
แต่โทยะก็ประสานพลังเทพเข้ากับเวทย์ชิลด์และใช้มันสร้างกำแพงป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้เพราะจากบทเรียนในครั้งก่อนตอนสู้กับลูน่าทำให้โทยะรู้ว่าเวทย์ป้องกันทั่ว ๆ ไปไม่มีทางต้านทานการโจมตีที่แฝงพลังของเทพมารได้ จึงต้องใช้พลังเทพมาเป็นตัวช่วยในการเสริมการป้องกันให้กับบาเรียแต่กระนั้นพลังทำลายของลำแสงเฟรซที่ผนวกพลังเทพก็รุนแรงมากจนบาเรียเกือบต้านเอาไว้ไม่อยู่แต่เคราะห์ดีที่การโจมตีของอีกฝ่ายหมดพลังไปก่อนทีบาเรียจะแตกทำให้ทุกคนรอดมาได้อย่างฉิวเฉียด โทยะบอกกับเอนเด้ว่าเขาจะจัดเตรียมสถานที่พิเศษให้กับเจ้าเฟรซฝาแฝดนี่ให้แล้วก็ฝากให้เอนเด้ช่วยจัดการที่เหลือต่อตามที่ได้ตกลงกันไว้ โทยะได้ใช้โซ่คริสตัล “เกรปเนีย” มัดตัวเรทกับรุทที่กำลังยืนอยู่บนหัวแต่ล่ะด้านของเฟรซมังกรสองหัวเอาไว้จากนั้นจึงโยนทั้งสองไปบนชายหาดแล้วก็สร้างกำแพงพริซันขังทั้งสองเอาไว้และเปลี่ยนให้บริเวณนั้นกลายเป็นสนามต่อสู้สำหรับพวกเอนเด้กับเรทและรุท หลังจากนั้นโทยะก็ส่งไม้ต่อให้กับเอนเด้และมุ่งหน้าไปจัดการกับระดับแอดวานท์คลาสอีกสามตัวที่เหลือ ส่วนดรากูนไรด์ของเอนเด้ที่มีพวกเมลโดยสารมาบนฝ่ามือก็มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่เรทกับรุทถูงขังอยู่เมื่อถึงที่หมายดรากูนไรด์ก็หยุดการเคลื่อนไหว เมล เน ริเสะและเอนเด้ก็ลงมาจากดรากูนไรด์เพื่อประจันหน้ากับเฟรซฝาแฝด ฝ่ายเรทกับรุทเมื่อเห็นพวกเอนเด้ที่เดินเข้ามาก็เริ่มพูดจาดูถูกถากถางในทันที ในขณะที่เมลนั้นได้กล่าวขึ้นว่า “เรท รุท ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ”
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของโทยะก็เริ่มจัดกระบวนทัพเพื่อกำจัดแอดวานท์คลาส โดยให้ออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูไปจัดการกับเฟรซด้วงเขากรรไกรโดยมีรอสไวเซ่ของซากุระคอยช่วยซับพอร์ต ส่วนยาเอะ ฮิวด้า เอลเซ่และลินเซ่ให้ไปรับมือกับเฟรซรูปปลาดาว ส่วน รีน รูเชียและยูมิน่าให้คอยยิงซับพอร์ตพวกอัศวินหรือโจมตีใส่พวกแอดวานท์คลาสตามแต่สถานการณ์ ส่วนตัวโทยะจะไปจัดการกับเฟรซมังกรสองหัวเองและเมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยทุกคนก็เริ่มเข้าหาศัตรูของตนในทันที ซูเปิดฉากโจมตีด้วยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรอลในทันที หมัดจรวดของออทรินเด้โอเวอร์โหลดทะลวงร่างของเฟรซด้วงเขากรรไกรได้อย่างง่ายดายก็จริงแต่พริบตาต่อมามันก็ฟื้นสภาพกลับมาเหมือนเดิมซึ่งถ้าหากไม่ทำลายคอร์ของมันซะก็ไม่มีทางเอาชนะได้ แต่ทว่าเฟรซที่กลายพันธุ์จะมีลักษณะเป็นสีทองขุนมัวจึงยากที่จะสามารถระบุตำแหน่งของคอร์ได้ด้วยตาเปล่า แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับรอสไวเซ่ของซากุระที่มีความสามารถในการค้นหาตำแหน่งของคอร์ได้ด้วยการใช้คลื่นเสียง ซากุระเริ่มใช้พลังเสียงเพลงของเธอเพื่อยืนยันจำนวนและตำแหน่งของคอร์ภายในตัวของเฟรซด้วงเขากรรไกรซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามจุดด้วยกัน ตรงหัวหนึ่งและตรงบริเวณอกมีอยู่สองจากนั้นก็ได้ส่งข้อมูลมาให้กับซู เมื่อรู้ถึงตำแหน่งของคอร์แล้วทีนี้ก็เหลือแค่จะโจมตีอย่างไรให้เข้าไปถึงตำแหน่งที่คอร์เหล่านั้นอยู่ได้และที่สำคัญคือต้องทำลายทั้งหมดนั้นอย่างรวดเร็วหากคอร์ยังเหลืออยู่ไม่ช้ามันก็จะสร้างคอร์ขึ้นมาใหม่ได้ ในกรณีนี้ถ้าหากถอดหัวส่วนที่อยู่ตรงขามาประกอบเข้ากับส่วนแขนแล้วยิงออกไปล่ะก็....
.
แต่ในระหว่างนั้นเองโรเซ็ตต้าก็ติดต่อเข้ามาพร้อมกับส่งอาวุธลับของออทรินเด้โอเวอร์โหลดจากบาบินโลนมาให้ มันคือลูกตุ้มขนาดใหญ่สีทองที่มีโซ่ติดอยู่หรือที่เรียกกันว่ามอนิ่งสตาร์ โดยอาวุธชิ้นนี้มีชื่อเรียกว่า “โกลด์แฮมเมอร์” ซึ่งเจ้าโกลด์แฮมเมอร์นี้ใช้กราวิตี้กับพริซันสร้างคลื่นแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังเพื่อบดขยี้เป้าหมายให้เป็นฝุ่นได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวยิ่งหมุนแรงและเร็วเท่าไหร่ก็จะยิงมีพลังทำลายมากขึ้นเข้านั้นแต่มันก็มีผลสะท้อนกลับสำหรับตัวเครื่องของออทรินเด้โอเวอร์โหลดเองก็จะได้รับผลข้างเคียงเช่นกันดังนั้นเวลาใช้จึงต้องระวังให้ดี ออทรินเด้โอเวอร์โหลดยิงโกลด์แฮมเมอร์ขึ้นมาและเริ่มเหวี่ยงมันไปมาอย่างช้า ๆ ราวกับลูกตุ้มของนาฬิกาและหลังจากนั้นก็เริ่มหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และพลังงานก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเฟรซด้วงเขากรรไกรก็เริ่มชาร์จพลังงานเพื่อเตรียมลำแสงแต่ซูก็ได้ปลดปล่อยพลังทำงานของโกลด์แฮมเมอร์เข้าใส่เป้าหมายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนร่างของเฟรซด้วงเขากรรไกรจมลงไปกับพื้นชายหาดพร้อมตะโกนว่า 「塵となれえぇっ!」( 塵 ในที่นี้อ่านว่า “จิริ” แปลว่า “ฝุ่น” ประโยคพูดของซูแปลได้ว่า จงกลายเป็นฝุ่นไปซะ หรือ จงกลายเป็นผุยผงไปซะ ซึงก็ล้อประโยคที่ว่า จงกลายเป็นแสงสว่างไปซะ ของพระเอกจากเรื่องกาโอไกก้า นั่นเอง) หลังการโจมตีจบลงก็ไม่หลงเหลือซากของเฟรซตัวนั้นอยู่อีกแล้วแต่หลังจากนั้นออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็หยุดทำงานและนั่งนิ่งลงกับพื้นและเกิดความเสียหายหลายจุดกับตัวเครื่องอันเป็นผลมาจากการใช้โกลด์แฮมเมอร์ การต่อสู้ของซูในศึกนี้จบลงเพียงเท่านี้เพราะเธอไม่สามารถสู้ต่อได้แล้วส่วนพวกอัศวินยังคงตะลุมบอลกับเฟรซกลายพันธุ์ระดับล่างอย่างติดพันอยู่ แม้ว่าจะไม่เต็มใจแต่ซูก็ถูกโมนิก้าเคลื่อนย้ายกลับไปยังบาบิโลน (โดยคำที่สั่งให้เคลื่อนย้ายคือซากุระ) หลังจากที่ซูถูกพาตัวกลับไปแล้วซากุระก็นำรอสไวเซ๋กลับเข้าสู่สนามรบและทำหน้าที่ของเธอต่อไป
.
ทางฝั่งของพวกยาเอะก็เปิดฉากเข้าปะทะกับเฟรซปลาดาวเช่นกัน เอลเซ่ทำการเร่งพลังให้กับเกอร์ฮิวเด้ด้วยบูสพร้อมกับพุ่งเข้าหาเป้าหมายและปลดปล่อยกระบวนท่า “แคนน่อนเบรค” ที่รำเรียนมาจากเทพสงครามเข้าใส่ จากนั้นก็อัดตามด้วยไพล์บังเกอร์ตามติดด้วยไปด้วยหมัดซ้ายและไพล์บังเกอร์แต่ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วมากจนน่าตกใจถ้าหากไม่ทำลายคอร์ก็แทบจะไม่เห็นโอกาศชนะแต่ว่าการที่มันทำการฟื้นฟูตนเองเมื่อครู่นี้สามารถทำให้ลินเซ่ที่อยู่บนท้องฟ้าสามารถยืนยันตำแหน่งของคอร์ได้จากการสัมผัสพลังเวทย์ที่ปล่อยออกมาจากคอร์ในตอนที่มันทำการฟื้นฟูตัวเอง โดยเจ้าเฟรซปลาดาวนี้มีคอร์อยู่ทั้งหมดหกอันด้วยกันโดยอยู่ที่ปลายขาแต่ละข้างกับตรงแกนกลาง ซึ่งหมายความว่าต้องโจมตีถึงหกจุดในเวลาเดียวกันแต่ทว่าทีมของยาเอะมีเพียงแค่สี่คนเท่านั้นถือว่าเป็นอะไรที่หนักหนาเอาการ ในกรณีเช่นนี้อาวุธที่พอจะทำลายมันในคราวเดียวได้นั้นก็มีแค่ปืนใหญ่ “บริเน็กซ์” แต่เนื่องจากมันต้องใช้ร่วมกันกับรีน ตัวปืนกินพลังงานมากแถมกว่าจะยิงได้แต่ละนัดก็ช้ามากจึงมีความเสี่ยงเกินไปที่จะใช้ในสถานการณ์นี้ ในระหว่างที่กำลังคิดหาทางกันอยู่นั้นเฟรซปลาดาวก็เริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยระยางและลำแสงขนาดเล็กที่ดูเหมือนเลเซอร์ ทำให้พวกยาเอะต้องรีบหลบกันเป็นการใหญ่ ในระหว่างหลบการโจมตียาเอะได้ทำการตัดขาข้างหนึ่งของมันได้ทำให้มองเห็นคอร์ที่อยู่ด้านในแต่ด้วยรวดเร็วในการฟื้นฟูแค่พริบตามันก็ฟื้นกลับมาได้ก่อนที่จะมีโอกาสได้โจมตีใส่คอร์เสียด้วยซ้ำ จะขอให้ยูมิน่า รูเชีย หรือรีนให้เข้าช่วยตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะทางนั้นเองก็กำลังติดพันการต่อสู้เช่นกัน
.
แต่ผู้ช่วยโจมตีอีกสองคนก็ปรากฏกายออกมา โมโรฮะที่แบกดาบใหญ่และยาวกว่าสามเมตรกับคารินะที่ถือธนูคันใหญ่ที่จู่ก็มายืนอยู่บนส่วนไหล่ของชูไวไลท์ของยาเอะ จีกรูเน่ของฮิวด้าตอนไหนก็ไม่รู้แต่ไม่ว่าจะอยากให้ช่วยหรือไม่ท่านพี่โมโรฮะก็จะซัดอีกฝ่ายอยู่ดีสุดท้ายจึงได้มีการนัดแนะกันว่าห้าคนจะจัดการคอร์ที่ส่วนขาแต่ล่ะข้างและให้ลินเซ่โจมตีลาสช็อตคอร์อันที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งสำหรับลินเซ่แล้วนี่เป็นภาระที่หนักมากหากว่าพลาดไปโปรเซสก็ต้องเริ่มใหม่กันหมดซึ่งตอนแรกเธอก็ไม่อยากรับหน้าทีแต่พอคารินะให้กำลังใจว่าเธอทำได้และนี่ยังเป็นการแสดงให้โทยะเห็นด้านดี ๆ ของเธอด้วยลินเซ่จึงตกลงรับหน้าที่นี้และเมื่อโมโรฮะให้สัญญาณบุกทุกคนก็เปิดฉากเข้าโจมตีเป้าหมายตามที่ตกลงกันไว้ในทันที ยาเอะใช้วิชาดาบของเธอสะบัดขาของเฟรซปลาดาวขาดกระจายก่อนจะแทงดาบเข้าไปทำลายคอร์อย่างแม่นยำ ส่วนเอลเซ่ก็ใช่ไพล์บังเกอร์ทั้งสองข้างของเกอร์ฮิวเด้อัดขาและคอร์จนแตกกระจาย ส่วนฮิวด้าเองก็ใช้เพลงดาบท่าทะลวงของเธอทำลายคอร์อีกอันลงได้เช่นกัน ส่วนโมโรฮะแค่หวดดาบลงไปแบบธรรมดา ๆ ทั้งขาและคอร์ของเฟรซก็ขาดสะบั้นอย่างง่ายดายแล้ว คารินะก็เช่นกันเมื่อคอร์ทั้งห้าส่วนถูกทำลายลงแล้วลินเซ่ก็บังคับเฮมวีเก้เข้าหาเป้าหมายเพื่อทำการปิดฉาก เมื่อล็อกเป้าไว้ในศูนย์เล็งได้แล้วลินเซ่ก็เหนี่ยวไกส่งกระสุนจากรีวอลโว่แคนน่อนเข้าใส่แบบไม่ยั้งจนคอร์เริ่มมีรอยปริแตกแต่มันก็ยังไม่แตกออกง่าย ๆ แถมยังเริ่มทำการฟื้นฟูสภาพ ลินเซ่ทำการเปลี่ยนร่างเฮมวีเก้จากโหมดยานบินมาเป็นโหมดหุ่นยนต์เพื่อทิ้งตัวลงมาจากฟ้าพร้อมกับรวมพลังจิตต่อสู้เอาไว้ที่ส่วนเท้าของเฮมวีเก้
.
เมื่อการโจมตีของเฮมวีเก้กระทบเข้ากับคอร์ของเฟรซปลาดาวอย่างจังคอร์อันสุดท้ายก็ถูกทำลายลงและเฟรซปลาดาวก็ค่อย ๆ ละลายไปในที่สุดในขณะเดียวการต่อสู้ระหว่างเรกินเรฟกับเฟรซมังกรสองหัวก็เพิ่งเริ่มเปิดฉากขึ้น โทยะเปลี่ยนซอร์ดบิททั้งสิบสองเล่มเป็นสเฟียร์โหมดและใช้มันโจมตีใส่เป้าหมาย ในระหว่างนั้นเฟรซมังกรสองหัวก็เริ่มชาร์จพลังงานไว้ที่ปากเพื่อเตรียมยิง โทยะจึงเปลี่ยนซอร์ดบิทจากสเฟียร์โหมดเป็น แลนซ์โหมดแล้วก็ใช้มันทำลายส่วนหัวของเฟรซมังกรสองหัว พร้อมกับใช้ดวงตาเทวะมองหาตำแหน่งของคอร์ โดยคอร์ของเฟรซตัวนี้มีทั้งหมดสามชิ้น เมื่อยืนยันตำแหน่งได้แล้วโทยะก็ปรับโหมดอาวุธเป็นเฮฟวี่แลนด์และใช้มันแทงเข้าไปที่บริเวณกลางอกของเฟรซมังกรสองหัวแต่กลับทะลวงเข้าไปไม่ได้ง่าย ๆ แต่เมื่อโทยะปลดปล่อยพลังเทพการโจมตีของเรกินเรฟก็ทะลุทะลวงร่างของเฟรซมังกรสองหัวไปได้ในทันทีและด้วยความรวดเร็วในการโจมตีเพียงชั่วพริบตาคอร์ทั้งสามก็ถูกทำลายจนหมดสิ้นเฟรซมังกรสองหัวก็ค่อย ๆ ละลายไปเมื่อแอดวานท์ทั้งหมดถูกกำจัดแล้วโทยะก็เตรียมติดต่อกับคนอื่น ๆ เพื่อดำเนินแผนการรบขั้นต่อไปในระหว่างนั้นยูมิน่าก็แจ้งเข้ามาว่ามีชูวาเลียสองเครื่องได้รับความเสียหายอย่างหนัก โทยะจึงติดต่อกับฟลอล่าเพื่อสอบถามสภาพของนักบินที่ถูกเคลื่อนย้ายกลับไปยังศูนย์บัญชาการที่อยู่แนวหลังซึ่งฟลอร่าก็รายงานกลับมาว่านักบินทั้งสองปลอดภัยดี เฟรซบางส่วนเริ่มมีพฤติกรรมเหมือนกับการล่าถอยทว่าโทยะไม่แน่ใจว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเขาประกาศให้ทุกคนในสนามรบกวาดล้างเฟรซทุกตัวที่อยู่ตรงหน้าเพื่อปิดฉากการต่อสู้ คราวนี้ก็เหลือแค่ทางฝั่งของเอนเด้ที่กำลังต่อสู้กับเฟรซฝาแฝดเรทกับรุทแล้ว
.
กลับไปทางฝั่งของพวกเอนเด้หลังจากเมลกล่าวทักทายเรทกับรุทไปแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาได้แต่หัวเราะเท่านั้น อันที่จริงแล้วเรทกับรุทควรจะต้องอยู่เป็นผู้ช่วยของคิงคนใหม่แห่งเฟรซเซียแต่ทั้งสองกลับไม่สนใจอะไรและเลือกเข้าข้างยูระที่นำพลังสีทองมาให้เพราะต้องการเล่นสนุกกับการทำลายล้างโดยไม่สนใจว่ายูระไปเอาพลังนี้มาจากไหนและเป้าหมายที่แท้จริงของยูระคืออะไรและไม่สนใจจะรู้ด้วยสองฝาแฝดนี้ปราถนาเพียงพลังและความสนุกจากการได้บดขยี้สิ่งที่อ่อนแอกว่าตนเองเพียงเท่านั้นดังนั้นการที่เมลพยายามจะหาข้อมูลว่ายูระตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนจึงไม่มีประโยชน์ และสิ่งที่เรทกับรุทต้องการจะทำต่อจากนี้ก็คือกำจัดเมลซะเพราะทั้งสองคิดว่าพลังที่พวกเขามีอยู่ตอนนี้มันเหนือกว่าพลังของราชาแห่งเฟรซไปแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเนก็ออกตัวมายืนขวางพร้อมประกาศจะบดขยี้คอร์ของทั้งคู่ให้เป็นผุยผงหากคิดจะแตะต้องเมลแต่ว่าเรทกับรุทก็ไม่หยี่ระกับคำขู่นั้นเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่ายังไงก็ไม่มีทางแพ้ เพราะทั้งเอนเด้และเนต่างก็เคยพ่ายแพ้ตนมาอย่างหมดรูปมาก่อนนั่นเอง โดยรุทได้กล่าวว่าจะสังหารเอนเด้ต่อหน้าเมลแล้วก็กำลังคิดว่าจะฆ่าให้ตายแบบไหนดีทว่าเอนเด้ในตอนนี้นั้นไม่ได้มีความหวั่นเกรงใด ๆ อีกต่อไปแล้วแถมยังย้อนกลับไปว่าทางเขาก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะอัดไอ้พวกงี่เง่าตรงหน้านี้ยังไงดีอยู่เหมือนกัน
.
เมื่อได้ยินเอนเด้พูดเช่นนั้นรุทก็ถามกลับอย่างดูถูกว่าคราวที่แล้วยังแตะพวกตนไม่ได้แม้แต่ปลายก้อยแท้ ๆ จะมีปัญญาอะไรมาจัดการพวกตนแต่พริบตาต่อมาเอนเด้ก็โชว์ผลจากการฝีกที่ได้รับจากเทพสงครามเคลื่อนเข้าไปตะบันแก้มซ้ายของรุทด้วยหมัดขวา จนรุทหน้าหันปลิวกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงของพริซันการหมุนจึงได้หยุดลง รุทลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธที่ถูกต่อยใบหน้าข้างที่โดนอัดไปมีรอยปริแตกทว่าไม่ช้ามันก็หายไปเพราะความสามารถในการฟื้นสภาพและเริ่มเปิดฉากรุกเข้ามาโจมตีเอนเด้ แต่การโจมตีด้วยหมัดของรุทก็ถูกเอนเด้จับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังบอกอีกว่าเอลเซ่ตอนที่ใช้บูสต่อยนั้นยังเฉียบคมและรวดเร็วกว่านี้เยอะ จากนั้นเอนเด้ก็ใช้ลูกเตะอัดรุทกระเด็นกลิ้งวัดพื้นไปอีกรอบ เรทที่เห็นรุทกำลังเสียเปรียบก็เตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วยทว่าเนกับริเสะก็เข้ามาขัดขวางเอาไว้ เรทจึงเปลี่ยนมือของตนให้กลายเป็นดาบและฟาดในเนที่อยู่ตรงหน้าแต่ทว่าการโจมตีของเรทถูกป้องกันเอาไว้ได้ด้วยดาบสั้นเล่มหนึ่ง ซึ่งมันก็คืออาวุธเทพที่เอนเด้ได้แอบไปโขมยมาจากโลกอื่นนั่นเองโดยโทยะได้ขออนุญาตจากปู่เวิร์ลก็อดเพื่อนำมาใช้ในศีกนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยแบ่งให้เนกับริเสะถือเอาไว้คนล่ะเล่ม ในระหว่างการต่อสู้ริเสะสามารถตัดแขนของเรทได้ข้างหนึ่งแต่ครู่เดียวก็ฟื้นกลับมาดังเดิมส่วนเนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างประดาบ หลังจากนั้นเรทก็เริ่มเปลี่ยนสภาพตนเองเข้าสู่โหมดต่อสู้โดยมีสภาพเหมือนกับมีเกราะมาหุ้มร่างกายในเวลาเดียวกันนั้นทางฝั่งของรุทเองก็ทำเช่นเดียวกัน ในขณะที่เอนเด้เตรียมปะทะกับรุท เนและริเสะเตรียมปะทะกับเรท ส่วนเมลก็ยังคงยืนดูการต่อสู้นี้อยู่เฉย ๆ
รุทเปลี่ยนแขนตนเองเป็นดาบและฟาดฟันเข้าใส่เอนเด้ โดยปกติการโจมตีที่แฝงพลังเทพมาแบบนี้หากไม่มีอาวุธหรือไอเท็มป้องกันที่มีพลังเทพเหมือนกันล่ะก็ไม่มีทางที่การป้องกันธรรมดาทั่วไปจะต้านทานเอาไว้ได้แต่เอนเด้กลับไม่หลบดาบที่พุ่งเข้ามาแม้แต่น้อยและพริบตาต่อมาเอนเด้ก็ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเอาไว้ออกมา จิตต่อสู้และพลังเทพห่อหุ้มร่างกายของเอนเด้ไว้แม้ว่าพลังเทพที่เอนเด้มีอยู่จะไม่ทรงพลังเท่ากับของโทยะแต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการรับมือกับพลังของเทพมาร ทำให้ดาบของรุทถูกสกัดกั้นและทำลายลงได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเอนเด้ก็ไล่ต้อนรุทชนิดที่ว่าอีกฝ่ายแทบไม่มีจังหวะให้ตอบโต้จนเรทต้องยิงลำแสงมาเพื่อให้เอนเด้แยกตัวออกห่างจากรุท แต่ในจังหวะเดียวกันเนก็เข้ามาโจมตีทำให้เรทต้องหยุดการโจมตีสนับสนุนและหันกลับมารับมือศัตรูตรงหน้าแทนและเมื่อการต่อสู้เริ่มเริ่มยืดเยื้อและฝ่ายตนกำลังเเสียเปรียบเรทกับรุทจึงรวมร่างกันเห็นหนึ่งเดียวและแปรสภาพเป็นรูปแบบสัตว์ประหลาดที่มีแปดขาคล้าย ๆ กับอารัคเน่ คอร์ของทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและย้ายจากตำแหน่งเดิมไปอยู่ตรงจุดเป็นตำแหน่งหัวใจของแมงมุมแทน ร่างรวมของเรทกับรุทเริ่มแปรสภาพแขนของตนเป็นกรรไกรอันใหญ่และใช้มันโจมตีใส่เอนเด้ แต่เอนเด้นั้นหลบไปได้ก่อนที่การโจมตีจะถึงตัว
.
เมื่อเอนเด้หลบได้เป้าหมายต่อไปของเรทกับรุทก็คือริเสะ ริเสะนั้นเคลื่อนไหวช้ากว่าเธอจึงไม่อาจหลบการโจมตีได้ทันและการโจมตีนั้นตรงมาที่ลำคอของริเสะซึ่งตำแหน่งนั้นถือเป็นจุดตายของเฟรซระดับรูลเลอร์เพราะเป็นจุดที่มีคอร์อยู่หากถูกโจมตีเข้าตรงนั้นคอร์ก็จะถูกทำลายและริเสะก็จะพบกับจุดจบแต่ทว่าก่อนการโจมตีจะถึงตัวริเสะก็มีเสาคริสตัลโผล่ขึ้นมาจากดินทำให้ริเสะมีเวลาพอที่จะหลบออกมาได้ทัน ผู้ที่ช่วยริเสะเอาไว้ก็คือเมลนั่นเองแต่การกระทำนั้นก็ดูจะยั่วโมโหเรทกับรุทพอสมควร เมลพยามเกลี้ยกล่อมเรทกับรุททว่าทั้งสองก็ไม่ฟังอะไรทั้งนั้นเพราะทั้งสองคิดตนไม่ใช่เฟรซอีกต่อไปแล้วและตราบที่พวกเขายังมีพลังนี้อยู่จะสามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำพูดของเมลที่เป็นอดีตราชาของเฟรซ เมื่อยืนยันเจตนาของสองฝาแฝดได้แล้วเมลจึงเข้าร่วมการต่อสู้ด้วย เธอใช้โซ่คริสตัล “ปริซึมเชน” พันธนาการร่างของเรทกับรุทเอาไว้ทำให้เด้มีจังหวะเข้าไปโจมตีปิดฉากด้วยท่า “ชินระราเซนโช” (神羅螺旋掌) ซึ่งทันทีที่เอนเด้อัดฟ่ามือเข้าไปที่ร่างกายที่เหมือนแมงมุมนั้นก็มีเสียงที่ดังมากเกิดขึ้นแต่ร่างกายของเรทกับรุทที่โดนฝ่ามือไปเต็ม ๆ กลับดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้เลย แต่หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น พลังของเอนเด้พุ่งเข้าไปทำลายคอร์ที่อยู่ภายในร่างโดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเสียหายให้กับร่างกายภายนอกเลยและไม่นานหลังจากคอร์ถูกทำลายร่างกายของเรทกับรุทก็เริ่มสลายกลายเป็นควันสีดำและพบกับจุดจบในที่สุดและหลังจากนั้นไม่นานเฟรซที่เหลือก็ถูกกวาดล้างจนหมด เมื่อการต่อสู้จบโทยะจึงถอนกำลังพร้อมกับเริ่มมีแนวคิดที่จะออกแบบเฟรมเกียร์ที่เป็นแบบวาริเอเบิ้ลไทป์จึงคิดจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเรจีน่าดู
.
สองวันต่อมาเหล่าผู้นำประเทศก็มารวมตัวกันที่บรุนฮิวอีกครั้งเพื่อหารือกันในเรื่องนี้แนวทางที่จะปฏิบัติกันหลังจากนี้รวมไปถึงการคิดหาทางจบเรื่องนี้ด้วยแน่นอนว่าหลังจากได้เห็นภาพการต่อสู้ในศึกที่ผ่านมากับตาตัวเองแล้วเหล่าผู้นำของโลกเบื้องหลังซึ่งบัดนี้กลายเป็นทวีปฝั่งตะวันตกก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญกันอยู่ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตขั้นร้ายแรงหากอาณาจักรในทวีปฝั่งตะวันตกไม่ร่วมมือกันแล้วล่ะก็คงไม่มีทางรอดพ้นไปจากหายนะในครั้งได้แน่ ๆ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์นี้ พริมล่า โทริฮารัน สเตรน อเลน กัลดิโอ้ ราซ
(ราซนี่แก้นิดหน่อยจากเดิมผมเขียนว่า ราเซ่ แต่มันเขียน ラーゼ แบบนี้ผมเลยเอาเป็นราซแทนดีกว่า)
และพานาเชสรวมทั้งหมด 7 อาณาจักรได้มีการร้องขอเฟรมยูนิตเพื่อนำไปใช้ฝึกฝนทหารของตนให้มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมเฟรมเกียร์ให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าร่วมต่อสู้ในศีกต่อไปได้หลังจากนั้นโทยะไปยังห้องทดลองของบาบิโลนและได้ลองเอาแนวเกี่ยวกับเฟรมเกียร์แบบวาริเอเบิ้ลไทป์ไปคุยกับเรจีน่าดู ซึ่งซึ่งเรจีน่าก็ตอบว่าไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอาวุธที่ใช้ก็คงไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมมากนักแถมยังถามอีกว่าจะให้ใส่ระบบระเบิดตัวเองเข้าไปด้วยไหม? (ล้อวิงกันดั้ม) ซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่เห็นด้วยกับการใส่ระบบระเบิดตัวเองเข้าไป จากนั้นก็มีการพูดถึงยูระ โดยจากข้อมูลที่ได้จากเมลยูระนั้นเป็นพวกใช้มันสมองเป็นหลักเพรามีทักษะในด้านวิศวกรรม ชีวะวิทยาและเชียวชาญนักการเมืองอีกด้วยหลังจากสนทนากันไปซักพักเรจีน่าก็บอกว่าได้เวลาศึกษาไอเดียใหม่ ๆ แล้วซึ่งไอ้การศึกษาไอเดียที่ว่านี้ก็คือ การนั่งดูอนิเมะหโรบ็อทนั่นเอง จากนั้นก็พากันย้ายสถานที่ไปยังส่วนของการ์เด้นแทนเรจีน่าได้โทรไปหาโรเซ็ตต้าเพื่อให้ให้ไปแจ้งกับคนอื่น ๆ ที่สนใจจะดูให้ทราบโดยทั่วกัน
.
โดยผู้ที่มาร่วมดูอนิเมะในรอบนี้ก็มีโรเซ็ตต้า โมนิก้า เอลก้า ซู ซากุระ ลินเซ่ เชสก้า โพล่าแล้วก็พวกโคฮาคุ หลังจากเลือกอนิเมะโรบ็อทที่จะฉายได้แล้วโทยะก็ใช้มิราจฉายภาพจากสมาร์ทโฟนขึ้นไป (อนิเมะที่เลือกเห็นว่าเป็นอนิเมะโรบ็อทที่เกี่ยวกับพลาโมเดล) เวลาบ่ายสามเป็นเวลาน้ำชาแต่ซูกับซากุระดูอนิเมะแบบติดหนึบอยู่จึงไม่ได้มารวมกับทุกคนอย่างเช่นเคย เมื่อโทยะอธิบายถึงสาเหตุที่สองคนนั้นไม่มาให้ยูมิน่ารู้ รูเชียก็บอกว่าเธอเองก็อยากดูอนิเมะเหมือนกันแต่เพราะในตอนที่ชวนนั้นรูเชียอบคุ๊กกี้อยู่ในครัวจึงไม่ได้ไปร่วมด้วย โทยะจึงบอกว่าเดี๋ยวเขาจะส่งเข้าไปในสมาร์ทโฟนของทุกคนให้เพื่อที่จะได้หยิบมาดูได้ในเวลาว่าง รีนจึงเริ่มพูดถึงความสะดวกที่สามารถส่งผ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านทางสมาร์ทโฟนนี้ โทยะจึงเริ่มพูดถึงเทคโนโลยีเครื่อข่ายของโลกเดิมที่เกี่ยวข้องกับการอัพข้อมูลของตนให้คนอื่นได้รับทราบอย่างเช่นการอัพ “บล็อก” คุยกันไปกันมาโทยะก็เริ่มคิดจะลองวิธีนี้แชร์ข้อมูลระหว่างอาณาจักรดูเขาจึงได้ขอให้รูเชียทำบล็อกเกี่ยวกับการทำอาหารแล้วลองเผยแพร่ดูไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของอาหาร วิธีการทำ เป็นการแพร่วัฒนธรรมของบรุนฮิวไปในตัวและหลังจากพูดคุยปรึกษากันแล้วรูเชียก็ตกลงจะลองทำดู นอกจากนี้โทยะก็เริ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องแอปพลิเคชั่นอย่างเช่น “แอปไฟร์บอล” เมื่อกดใช้ก็จะมีไฟบอลยิงออกมาได้อะไรแบบนั้นด้วย หลังจากนั้นโทยะกลับไปการ์เด้น ก็เห็นสมาชิกหลักของห้องแลปบาบิโลนทุกคนต่างก็จดจ่ออยู่กับอนิเมะแบบประชิดติดหน้าจอกันเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าจะได้ไอเดียในการออกแบบไฟท์ยูนิตแบบใหม่มาแล้ว แถมมีไอเดียที่จะสร้างบีมซอร์ดบ้าง ไอเดียที่จะส่งพลังเวทจากบาบิโลนลงไปเพื่อชาร์จปืนใหญ่บริเน็กซ์บ้าง
.
กลับไปที่พวกอานุบิสที่ตอนนี้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของไอเซนกัลด์ โดยสภาพภายในเมืองตอนนี้ก็เรียกได้ว่าย่ำแย่ท้องฟ้าก็มีเมฆดำปริศนาปกคลุมและมีศพคนตายเกลื่อนกลาดอยู่ภายในเมืองโดยสภาพศพนั้นไร้ซึ่งบาดแผลและมีสภาพเหมือนกับเพิ่งจะตายได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนศพพวกนั้นกลับดูขัดแย้งมันดูสกปรกขาดวิ่นและเสื่อมสภาพจากสภาพแวดล้อมถ้าเป็นเช่นนั้นคนเหล่านี้ก็น่าจะตายมานานกว่านั้นนี่แสดงถึงความไม่ปกติบางอย่าง พวกอานุบิสมุ่งหน้าไปยังหอคอยที่สูงที่สุดภายในเมืองแต่เมื่อไปถึงก็พบว่าประตูทางเข้าถูกปิดไว้ บาเตสจึงใช้กรงเล็บพังประตูเข้าไปและขึ้นไปสังเกตการณ์บนนั้นและส่งที่พวกอานุบิสได้เห็นก็คือกลุ่มก้อนสีทองขนาดยักษ์ราวกับปราสาทอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแม้อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจแต่การเข้าไปใกล้มากกว่านี้ถือว่าอันตรายเกินไปเพราะมีสเกลตันสีทองจำนวนมากอยู่รอบบริเวณนั้น เมื่อประเมินถึงความเสี่ยงบวกกับเวลาที่นัดหมายกับโทยะใกล้จะมาถึงแล้วพวกอานุบิสจึงตัดสินใจยุติภาระกิจสอดแนมเพียงเท่านี้และมุ่งหน้ากลับบรุนฮิวเพื่อนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ไปรายงานให้โทยะได้รับทราบ หลังจากรับทราบข้อมูลที่พวกอานุบิสนำกลับมาแล้วโทยะก็รู้สึกได้ถึงความยุ่งยากที่กำลังจะมาถึง โดยพวกคาเร็นคาดการณ์ว่าในปราสาทนี้อาจจะมีเทพมารอยู่ การที่โปรยเข็มสีทองที่มีพิษสังหารเทพลงมาในเขตไอเซนกัลด์ก็คงเพราะต้องการป้องกันไม่ให้พวกโทยะสามารถเข้าไปยุ่มยามได้นั่นเองส่วนพวกสเกลตัลสีทองนั้นก็คงเป็นพวกคนที่ถูกกินวิญญาณไป พวกนี้คงถูกใช้เป็นเหมือนทหารเฝ้าปราสาทเพราะถึงแม้ว่าพิษสังหารเทพจะป้องกันไม่ให้เทพบุกไปที่นั่นได้แต่มันไม่มีผลกับคนธรรมดาจึงต้องมีการเตรียมรับมือไว้เผื่อมีใครเข้ามาโจมตี
.
นอกจากนี้จำนวนผู้อพยพในตอนนี้ก็มีมากขึ้นจนบางอาณาจักรไม่สามารถจะแบกรับผู้อพยพออกมาจากไอเซนกัลด์ได้มากเกินไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อมีคนมากขึ้นและไม่สามารถหาอาหารได้มากพอความหิวโหยจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาอาชญากรรมให้เกิดขึ้นได้ในภายหลังด้วย ส่วนทางด้านของเทพแห่งการเกษตรก็กำลังสร้างพืชที่จะสามารถดูดซับพิษสังหารเทพอยู่โดยอาศัยตัวอย่างของหินและดินที่พวกอานุบิสนำกลับมาด้วยทำให้พืชที่ว่านั้นเริ่มพอจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้บ้างแล้ว ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงโทยะจึงไปพบกับเทพแห่งการเกษตรที่ห้องทดลองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของปราสาท ที่นั่นนอกจากเทพแห่งการเกษตรแล้วอานุบิสก็อยู่ที่นั่นด้วยดูเหมือนว่าจะมาช่วยงานทดลอง โดยอาศัยหลักการของการสังเคราะห์แสงของต้นไม้พืชที่จะใช้จัดการกับพิษนั้นจะดูดพิษเข้าไปแล้วทำให้บริสุทธิ์เหมือนกับต้นไม้ดูคาบอนไดออกไซด์เข้าไปแล้วคายออกซิเจนออกมา ทว่าพืชที่ว่านี้ยังไม่สมบูรณ์แบบเพราะเมื่อมันดูพิษเข้าไปมาก ๆ มันก็จะตายและคายพิษกลับออกมาจึงเป็นผลงานที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงหากใช้พลังของเทพล่ะก็เขาก็สามารถสร้างต้นไม้ที่ต้องการนั้นออกมาได้อย่างง่ายดายทว่าสิ่งที่โคสุเกะต้องการคือสร้างมันออกมาด้วยพลังของมนุษย์ไม่ใช้สร้างด้วยพลังเทพ เขาจึงเลือกที่จะทดลองทำต่อไปเป็นความสนุกอย่างหนึ่งที่หาไม่ได้จากโลกเทพอะไรทำนองนั้น
.
แต่ในระหว่างที่กำลังคุยกับเทพแห่งการเกษตรอยู่นั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็ดังขึ้นโดยผู้ที่โทรมาก็คือราชาแห่งเบลฟาสนั่นเองเนื่องจากมีการไปพบของบางสิ่งที่แปลกประหลาดเข้าเขาจึงต้องการให้โทยะรีบไปที่เบลฟาสในตอนนี้เลย โทยะจึงรีบเปิดเกทไปที่เบลฟาส เมื่อไปถึงก็พบกับดยุคออทรินเด้กับอัศวินจำนวนหนึ่งมารอต้อนรับอยู่แล้ว ดยุดออทรินได้บอกกับโทยะว่าได้มีการเจออะไรบางอย่างในทะเลสาปที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองหลวงจากนั้นก็นำทางไปจนถึงที่นั่นโดยพระชาแห่งเบลฟาสก็รออยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อไปถึงราชาแห่งเบลฟาสก็ได้ชี้ให้ดูสิ่งนั้น มันก็คือโกเลมที่โทยะตามหามาตั้งนานแต่เบาะแสของมันได้ขาดหายไปทำให้เขาไม่สามารถตามหามันต่อได้แต่ทว่าสิ่งนั้นได้มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว โกเลม “ขาว” ที่หายสาปสูญได้ถูกค้นพบด้วยความบังเอิญแต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่เบลฟาสได้นั้นคือแหละคือประเด็น โทยะได้คาดเดาว่าเมื่อพันปีก่อนตอนที่เฟรซบุกเบลฟาส โกเลม “ดำ” กับ “ขาว” น่าจะได้เข้าต่อสู้จนหยุดการทำงานลงอยู่ตรงนี้ก็เป็นได้ เพราะจากบันทึกที่ได้มาจากโบราณสถานในเขตเมืองหลวงเก่าของเบลฟาสก็ได้บันทึกถึงอัศวินขาวและอัศวินดำเอาไว้ด้วย โทยะตั้งใจจะลองเปิดการทำงานของโกเลมตัวนี้จึงได้ทำการเปิดส่วนอกของโกเล็มตัวนี้ออกมาแต่พอโทยะเอามือไปแตะจีคิวบ์เข้ามันก็เกิดเดินเครื่องระบบป้องกันตนเองและปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าออกมา รู้สึกตัวอีกทีโทยะก็กลับมาอยู่ที่ห้องทดลองของเทพแห่งการเกษตรโทยะรู้สึกงง ๆ ว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแถมในมือยังถือก้อนหินที่เขาเคยถือก่อนหน้านี้เอาไว้อีก แต่ดูเหมือนว่าเทพแห่งการเกษตรจะรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างจึงได้บอกให้โทยะทำใจเย็น ๆ และเริ่มบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มีใครบางคนได้ทำการเปลี่ยนแปลง “ความเป็นจริง” ไปแล้ว และนั่นก็คือความสามารถของโกเลม “ขาว” นั่นเอง
.
โคสุเกะหรือเทพแห่งการเกษตรได้อธิบายถึงปรากฏกการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ให้โทยะฟังแบบคร่าว ๆ ว่าการจะเกิดเรื่องราวต่างที่ส่งผลให้ทุกอย่างเป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้นั้นมันย่อมต้องมีส่วนที่เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เรื่องราวดำเนินไปในทิศทางนั้น ตัวอย่างเช่นหากในวันนั้นโทยะไม่ได้ไปพบซูเข้าระหว่างเดินทาง โทยะก็จะไม่ได้พบกับดยุคออทรินเด้และก็จะไม่ได้พบยูมิน่าและการหมั้นหมายของเขากับยูมิน่าก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้เกิดอนาคตที่เป็นแบบอื่นขึ้นมาแทน หรือถ้าหากว่าโทยะไม่ออกเดินทางจากรีฟเลทเพื่อไปเมืองหลวงในวันนั้น หรือพลาดจากช่วงเวลานั้นไปซักนิดก็เป็นไปได้ว่าเขาก็จะไม่ได้พบกับยาเอะ ซึ่งหากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามที่มันเคยเป็นอนาคตก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปในทันทีและนั่นก็จะส่งผลให้มีโลกคู่ขนานเกิดขึ้น (เช่นโลกที่โทยะเจอยูมิน่ากับโลกที่โทยะไม่ได้เจอยูมิน่า) สกิลที่ทำให้เกิดการแก้ไขเหตุการณ์โดยมันส่งผลต่อโลกทั้งใบหรือเรียกง่าย ๆ ว่า “Reset” ราวกับตอนเล่นเกมส์แพ้แล้วทำการโหลดเซฟกลับมาใหม่แล้วทำให้การเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปและนำไปสู่ฉากจบที่ต่างออกไปแต่ว่าสกิลของโกเลมนั้นไม่ส่งผลต่อเทพอย่างพวกโทยะทำให้พวกเขายังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เหมือนเดิม ซึ่งหากรวมความสามารถของนัวร์ที่ใช้เชื่อมโยงโลกคู่ขนานได้กับความสามารถของอัลบัสที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนของความเป็นจริงได้แล้วล่ะก็มันก็คือพลังที่สามารถทำให้เหตุการณ์ที่ควรจะเป็น if route ถูกนำมาเขียนทับกับความจริงเดิมและทำให้ if route กลายเป็นเนื้อเรื่องที่แท้จริงไปแทนนั่นเอง ซึ่งโคสุเกะเดาว่าที่ความสามารถนี้ของโกเลมเกิดทำงานขึ้นมาก็เพราะอัลบัสไม่ต้องการให้โทยะไปแตะต้องจีคิวบ์ของมันเข้า ทำให้เกิดเกิดการรีเซ็ตขึ้นแต่เพราะพลังงานเหลืออยู่น้อยการย้อนเหตุการณ์กลับไปยังช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนจึงไม่ไกลนัก
.
เมื่อได้ทราบเรื่องราวจากโคสุเกะแล้วโทยะก็โทรไปหาพระราชาแห่งเบลฟาสทันที และได้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้มีจุดหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากที่ได้ฟังมาจากดยุคออทรินเด้ก่อนหน้าที่จะเกิดการรีเซตแม้ว่าจะมีเหตุการณ์เดิมแต่ไม่เกิดเหตุการณ์ที่อัศวินของเบลฟาสไปพบกับอัลบัสที่จมอยู่ในทะเลสาบนั่นก็คือส่วนที่ถูกเขียนทับไปนั่นเอง โทยะจึงเปิดเกทไปที่นั่นแต่ว่าเมื่อลองใช้เวทย์ค้นหาดูก็ปรากฏว่าไม่พบ โทยะจึงร่ายพริซันป้องกันตนเองไว้แล้วลงไปในทะเลสาบ แต่เพราะมันกว้างมากเกินไปโทยะจึงจำเป็นต้องเรียกซังโกะกับโคคุโยมาช่วยอีกแรงโดยบัญชาให้พวกปลาที่อยู่ในทะเลสาบช่วยกันค้นหาและในที่สุดก็หาพบจนได้และโทยะได้นำเอาอัลบัสที่เสียหายกลับไปยังบรุนฮิวและนำไปยังห้องแล็ปบาบิโลน เอลก้าที่เข้ามาดูสภาพของอัลบัสก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมอัลบัสถึงมาอยู่ที่โลกฝั่งนี้ได้ ในขณะเดียวกันเรจีน่าที่เห็นอัลบัสก็ดีใจเหมือนกับเด็กได้ของเล่นใหม่กำลังจะเข้าไปแตะอัลบัสแต่โทยะห้ามเอาไว้พร้อมกับบอกเรื่องสกิลรีเซ็ต หลังจากได้ฟังสกิลของอัลบัสก็มีการคาดคะเนกันว่าค่าตอบแทนพลังระดับนี้อาจจะเป็นชีวิตของมาสเตอร์ที่ใช้สกิลก็เป็นไปและยังมีความเป็นไปได้ว่าด้วยสกิลของอัลบัสนี้เองที่อาจจะเปลี่ยนบาเรียของโลกที่ถูกทำลายให้กลายเป็นไม่ถูกทำลาย
.
แต่ปัญหาในตอนนี้นั้นก็คือจะทำการจะรีสตาร์ทระบบใหม่ยังไงโดยไม่ต้องไปแตะจีคิวบ์ มีทางเดียวก็คือต้องลงทะเบียนมาสเตอร์คนใหม่เท่านั้น แต่ด้วยระบบป้องกันแบบนี้ถ้าฝืนไปแตะสุ่มสีสุ่มห้าดีไม่ได้ก็อาจจะหนีไปอีก หรือไม่ก็อาจจะอาละวาดก็ได้และหากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้นก็อาจถึงขั้นต้องทำลายทิ้งแต่โทยะก็คิดว่าถ้าใช้พริซันผนึกไว้ก็น่าจะพอได้ แต่เอลก้ามีความคิดว่าลองเรียกนัวร์มาที่นี่ก่อนน่าจะดีกว่าอาจจะพอเจรจาอะไรได้บ้างก็ได้ โทยะจึงย้ายสถานที่ไปยังลานฝึกทางตอนเหนือของปราสาทและเรียกโนรุนกับนัวร์มาพบที่นั่น หลังจากนั้นเอลก้าก็เปิดส่วนอกของอัลบัสออกเพื่อเตรียมทำการรีเซ็ต โดยเอลก้าได้นำเอาของอย่างหนึ่งออกมาโดยไม่แตะต้องจีคิวบ์ของสิ่งนั้นมีรูปร่างเหมือนกับฟิวส์ หลังจากนั้นเอลก้าก็ขอให้โทยะใส่พลังเวทลงไปในของสิ่งนั้นเสร็จแล้วเอลก้าก็นำมันใส่กลับคืนเข้าไปในตัวของอัลบัสแล้วก็ปิดส่วนอกกลับไป จากนั้นอัลบัสก็กลับมาทำงานอีกครั้งและเรื่องขยับร่างกายส่วนบนให้ลุกขึ้นมาแต่เนื่องจากส่วนขาที่เสียหายจึงยืนไม่ได้และล้มคว่ำไป โทยะลองเข้าไปคุยกับอัลบัสดูโดยเริ่มต้นจากการแนะนำตัวและบอกว่าตนคือราชาแห่งอาณาจักรบรุนฮิวแห่งนี้ ซึ่งและถามว่านายคือเครื่องพี่น้องของนัวร์ “อัลบัส” ใช่หรือไม่ ซึ่งตัวอัลบัสก็ยืนยันว่าถูกต้องตามนั้น ดูเหมือนว่าจะสามารถสื่อสารกันได้อยู่ จากนั้นโทยะจึงลองถามชื่อของมาสเตอร์คนปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นใครอัลบัสก็ตอบกลับมาว่า มาสเตอร์ของเขาตอนนี้ก็คือ “อาเธอร์ เอลเนส เบลฟาส” ราชาแห่งราชอาณาจักรเบลฟาส
.
คำตอบของอัลบัสก็ทำเอาพวกโทยะพากันอึ้งไปตาม ๆ กันการที่คนความจะอยู่กันคนละโลกในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจพออยู่แล้วแต่ประเด็นสำคัญก็คือโทยะไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อนเลย เพราะราชาคนปัจจุบันนั้นชื่อ “ทริสโทเวน เอลเนส เบลฟาส” ซึ่งเป็นว่าที่พ่อตาซึ่งก็ถือได้ว่าโทยะมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชวงศ์เบลฟาสเป็นอย่างดีจึงมั่นใจว่าตอนนี้ไม่มีใครในราชวงศ์เบลฟาสชื่อนี้แน่นอน ถ้าเช่นนั้นแล้วคนที่ชื่อ “อาเธอร์” นั้นเป็นใครกัน ในเมื่อคนที่มีนามว่า “เบลฟาส” มีแค่ครอบครัวของยูมิน่า ตัวราชา ราชินี ตัวของยูมิน่าและแล้วก็ยามาโตะผู้เป็นน้องชาย ซึ่งนับแล้วก็แค่สี่คนเท่านั้นส่วนพ่อของซูก็ไม่ใช้นามว่าเบลฟาสจึงตัดทิ้งไปได้เลย อัลบัสยังบอกต่ออีกด้วยว่าคนผู้นั้นก็ยังเป็นมาสเตอร์ของนัวร์อีกด้วย แต่นัวร์ก็คัดค้านและบอกว่ามาสเตอร์ของเขาคือ โนรุน พาโทรัคเชีย เมื่อปะติดปะต่อข้อมูลที่ได้เข้าด้วยกันแล้ว คนที่ชื่อว่าอาเธอร์คนนั้นในอดีตก็คือมาสเตอร์ของโกเลมขาวและดำนี้แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดอัลบัสจึงจมอยู่ในทะเลสาบของโลกฝั่งนี้และนัวร์กลับไปที่เหมืองในหุบเขาของโลกอีกฝากหนึ่งได้ แต่น่าคิดมากกว่านั้นก็คือทำไมโกเลมที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างอยู่ในโลกอีกฟากทำไมถึงมาที่โลกฝั่งนี้ได้ตะหาก
.
เมื่อมีเบาะแสว่า อาเธอร์น่าจะเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เบลฟาสโทยะจึงติดต่อไปหาพระราชาองค์ปัจจุบันของเบลฟาส และก็ได้คำตอบจากบันทีกแผนผังของตระกูลเบลฟาสว่าแท้ที่จริงแล้ว อาเธอร์ เอลเนส เบลฟาสนั้นก็คือ ราชาผู้ปกครองอาณาจักรเบลฟาสเมื่อ 1019 ปีก่อนหรือก็คือเมื่อกว่าพันปีที่แล้วนั่นเอง และอาเธอร์ผู้นั้นก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับจารึกบนกำแพงที่โทยะไปพบในโบราณสถานเขตเมืองหลวงเก่านั่นและยังเป็นผู้ย้ายเมืองหลวงจากที่นั่นมายังตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย แต่เรื่องราวเกี่ยวกับเฟรซและโกเลมทั้งสองนั้นกลับไม่มีบันทีกใด ๆ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเพราะผลของ “รีเซ็ต” แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาเป็นหลักฐานยืนยันได้ หลังจากกล่าวคำขอบคุณกับราชาแห่งเบลฟาสแล้วโทยะก็วางโทรศัพท์และบอกสิ่งที่ได้ฟังมาจากราชาแห่งเบลฟาสให้ทุกคนได้รับรู้ มาสเตอร์ของอัลบัสได้ตายไปแล้วเป็นพันปี แต่สำหรับอัลบัสที่เป็นเครื่องจักรนั้นไม่สามารถจะเข้าใจความหมายของคำว่า “ตาย” และเมื่อไม่มีคำสั่งของมาสเตอร์ที่ลงทะเบียนไว้การจะสั่งการอัลบัสให้บอกข้อมูลหรือทำอะไรไปมากกว่านั้นก็ทำไม่ได้ การฝืนรีเซ็ตโดยใช้กำลังก็เสี่ยงเกินไป แต่ในขณะนั้นเอลก้าก็บอกว่าคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลงทะเบียนซับมาสเตอร์
.
เอลก้าได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องซับมาสเตอร์เอาไว้ว่า ถึงแม้ว่าโกเลมจะเชื่อฟังคำสั่งของมาสเตอร์เพียงคนเดียวก็จริงแต่มันก็ความเป็นไปว่ามาสเตอร์ของโกเลมตัวนั้นจะเสียชีวิตอย่างเช่นเสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามขึ้นมาแต่โกเลมรอดกลับมาได้ ในกรณีเช่นนั้นโกเลมที่เชื่อฟังเพียงมาสเตอร์แค่คนเดียวก็จะนำกลับมาใช้งานต่อไม่ได้ดังนั้นจึงต้องมีการลงทะเบียนซับมาสเตอร์เพื่อให้สามารถมารับช่วงต่อได้เมื่อมาสเตอร์คนเดิมเสียชีวิต ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีเงื่อนไขอยู่ว่าผู้ที่จะการลงทะเบียนซับมาสเตอร์ได้นั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับมาสเตอร์คนเก่า เมื่อทำเช่นนั้นแล้วโกเลมจะเข้าใจสถานะภาพที่ว่ามาสเตอร์คนเดิมนั้นได้เสียชีวิตแล้วจะโอนสิทธิ์ในการควบคุมให้กับซับมาสเตอร์และเลื่อนให้ขึ้นมาเป็นมาสเตอร์คนต่อไปแทน และด้วยฟังก์ชั่นเช่นนี้เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนียและโรเบิร์ตถึงได้สามารถรับสืบทอดรูจและบาวด์ต่อมาจากพ่อหรือบรรพบุรุษได้ แต่ในกรณีเช่นนี้จะมีแค่ในโกเลมระดับพิเศษอย่างพวกคราวน์เท่านั้นโกเลมทั่ว ๆ ไปแค่ลบดาต้าลงทะเบียนใหม่ก็เรียบร้อย ส่วนการเป็นมาสเตอร์กับซับมาสเตอร์ก็ต่างกันที่ซับมาสเตอร์จะไม่สามารถเรียกใช้งานสกิลพิเศษได้
.
และผู้ที่จะมีคุณสมบัติเป็นผู้สืบสายเลือดของอาเธอร์ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากยูมิน่า เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์เบลฟาส โทยะจึงเรียกเธอมาที่นี่และได้ให้เธอทำการเปิดเกราะส่วนอกของอัลบัสออกมาได้โดยที่ตัวอัลบัสไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านโดยมีเอลก้าคอยให้คำแนะนำอยู่ข้าง ๆ และหลังจากที่ยูมิน่าใส่เส้นผมของเธอเข้าไปในจีคิวบ์ของอัลบัสเป็นที่เรียบร้อย จีคิวบ์ก็ส่องแสงออกมาไม่มีการต่อต้านใด ๆ เกิดขึ้นยูมิน่าได้ทำการลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย เกราะอกของอัลบัสปิดกลับเข้าไปและระบบก็เริ่มทำงานอีกครั้งพร้อมกับให้ยูมิน่าทำการแจ้งชื่อของเธอเพื่อลงทะเบียนซับมาสเตอร์และหลังจากที่ยูมิน่าบอกชื่อของเธอแล้ว คราวน์ซีรี่ส์ โมเดล CS-01 อิลูมินาติกอัลบัส ก็โอนสิทธิ์การควบคุมจากมาสเตอร์คนเก่ามาให้มาสเตอร์คนใหม่แทนและเริ่มทำการรีสตาร์ทและลุกขึ้นมาและจ้องมองไปยังยูมิน่า ก่อนจะคุกเข่าลงราวกับอัศวินที่จะประกาศว่าจะจงรักภักดีต่อเจ้าหญิง และเมื่อตอนนี้ยูมิน่าได้กลายเป็นมาสเตอร์ของอัลบัสเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรจีน่าก็ขอให้ยูมิน่าช่วยสั่งการให้อัลบัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่รู้ออกมาให้ฟังทั้งเมื่อห้าพันปีก่อนและเมื่อหนึ่งพันปีก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซึ่งคำถามแรกก็คือใครมาสเตอร์ของอัลบัสและนัวร์เมื่อห้าพันปีก่อนนั้นคือใคร ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็คือ “โครม รันเชส” ซึ่งชื่อนี้ดูเหมือนว่าเอลก้าจะรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาก็คืออัจฉริยะผู้สร้างโกเลมในสมัยโบราณ ในตอนนั้นเขาได้ใช้พลังของโกเลมทั้งสองเพื่อเดินทางข้ามมิติมายังโลกฝั่งนี้ซึ่งน่าจะเป็นพลังที่ใกล้เคียงกับที่พวกเทพใช้ข้ามมิติไปโลกต่าง ๆ แต่การทำแบบนั้นมันส่งผลกับตัวของโครเมื่อมาถึงโลกฝั่งนี้ โครมที่ความจริงแล้วเป็นชายแก่กลับกลายสภาพกลายเป็นเด็กหนุ่มไปหลังจากที่เขาข้ามมิติมาซึ่งถ้าหากผิดพลาดอายุไขของเขาจะลดลงไปจนกลับไปสู่จุดเป็นศูนย์หรือก็คือยังไม่ได้มีตัวตนซึ่งนั่นก็คงไม่ต่างอะไรกับตายซักเท่าไหร่ แต่สาเหตุที่โครมข้ามมิติมาโลกนี้มันคืออะไรนั้นก็ไม่มีใครทราบแม้แต่ตัวอัลบัสหรือนัวร์เองก็ไม่รู้ถึงเรื่องนั้น สถานที่ที่โครมได้อาศัยอยู่ในตอนนั้นก็คือแถว ๆ ที่เป็นอาณาจักรมาเซโนอัสในปัจจุบัน เขาได้ศึกษาวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์อยู่ที่นั่นเป็นเวลาสิบปีจนได้เป็นผู้ใช้เวทย์ระดับแนวหน้าจนกระทั่งถึงวันที่เหล่าผู้รุกรานจากต่างมิติ “เฟรซ” ได้ปรากฏตัวขึ้น
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 29 พาร์ท 3 (404 - 413)
โลกทั้งโลกตกอยู่ในความตื่นตระหนกจากการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของอสูรกายผลึกเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเฟรซจะปรากฏตัวขึ้นที่ไหนมันก็จะสังหารผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ อย่างโหดเหี้ยมราวกับปิศาจร้าย ถึงแม้ว่าเมื่อห้าพันปีก่อนเทคโนโลยีด้านเวทมนตร์จะเจริญรุ่งเรืองล้ำหน้ากว่าสมัยนี้มากนักและผู้คนส่วนมากก็สามารถใช้เวทมนตร์กันได้อย่างแพร่หลายแต่สำหรับศัตรูที่เวทมนตร์ใช้ไม่ได้ผลแล้วเฟรซถือเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สำหรับผู้ใช้เวทมนตร์ แล้วไหนจะความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองอีกเรียกได้ว่ามนุษย์ชาติในตอนนั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะได้เลย เมืองใหญ่ ๆ เริ่มถูกโจมตีโดยเฟรซระดับต่ำ ระดับกลาง บางเมืองก็โดนลำแสงของพวกระดับสูงกวาดหายไปก็มี ในช่วงเวลานั้น โครม รันเชส อาศัยอยู่ในหมูบ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ภายในเขตของสหราชอาณาจักรปิริสทรา ซึ่งเขาก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงในโลกนี้แล้วก็มีลูกชายคนหนึ่ง ซึ่งถ้านับจากวันที่เขาเดินทางข้ามมายังโลกนี้ก็เป็นเวลาสามสิบปีแล้ว ครั้นจะใช้พลังของนัวร์เพื่อพาครอบครัวหนีไปยังโลกที่เขาเกิดก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ครั้งนั้นอายุของเขาลดลงจากชราวัยกลับเป็นเด็กแต่ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่อายุน้อยกว่านั้นถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีกล่ะก็ความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ แต่ครั้นจะสร้างโกเลมตัวใหม่เพื่อหยุดยั้งผลกระทบนี้ก็ไม่มีเวลามากพอ
.
ในที่สุดเฟรซก็รุกรานไปทั่วโลก กองกำลังที่ป้องกันสหราชอาณาจักรแตกพ่ายเฟรซรุกคืบเข้ามาจนถึงหมู่บ้านที่โครมและครอบครัวอาศัยอยู่ จากการบรรยายลักษณะของเฟรซตัวที่อยู่ในความทรงจำของอัลบัสโทยะก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าเฟรซตัวนั้นมันก็คือ “กิระ” นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ากิระไล่ฆ่าผู้คนในหมู่บ้านโดยไม่สนว่าจะเป็นใคร ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนชรา ล้วนไม่มีความหมายอะไรกับเฟรซโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สำเริงสำราญกับการฆ่าสิ่งมีชีวิตอย่างกิระด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ โครมใช้นัวร์กับอัลบัสเข้าต่อกรกับกิระแต่ก็ไม่อาจจะเอาจัดกับกิระได้ และสุดท้ายครอบครัวของโครมก็ถูกลำแสงของกิระเป่าหายไปในที่สุด โครมที่เสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาเกิดความโกรธแค้นจนบ้าคลั่งและเปิดการทำงานสกิลของอัสบัสและนัวร์พร้อม ๆ กัน ซึ่งสกิลของทั้งสองเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน การทำเช่นนั้นส่งผลให้เกิดภาวะที่ไม่อาจจะควบคุมได้และเมื่อใช้พร้อม ๆ กันสกิลของอัลบัสจะเป็นแกนหลักในการสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมาและสกิลของนัวร์ก็จะทำการรวมโลกคู่ขนานที่เกิดขึ้นนั้นให้ลงมาทับซ้อนกับความเป็นจริง การกระทำนั้นส่งผลให้บาเรียของโลกถูกย้อนสภาพกลับยังจุดที่ยังไม่ถูกทำลายและเฟรซเกือบทั้งหมดก็ถูกดันกลับไปยังช่องว่างของมิติ แล้วหลังจากนั้นเอนเด้ก็เข้ามาจัดการผลักดันพวกระดับสูงแล้วก็พวกระดับรูลเลอร์ออกไป นั่นจึงทำให้โลกรอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้แม้ว่าอารยธรรมหลาย ๆ อย่างจะพังพินาศไปมากมายก็ตาม
.
แต่แน่นอนว่าโครมก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการใช้พลังนั้นเช่นกันและค่าตอบแทนสำหรับการใช้พลังของอัลบัสนั้นก็คือ “ความทรงจำ” นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่สั่งสมมาหรือแม้แต่เรื่องราวอดีตก็ล้วนแล้วแต่คือค่าตอบแทนของการใช้พลังของอัลบัส นั่นหมายความว่าหากใช้พลังของอัลบัสไปแล้วคนผู้นั้นก็อาจจะลืมเรื่องราวในอดีต ลืมเพื่อน ลืมคนในครอบครัว ลืมคนรัก ลืมเป้าหมายของตน หรือไม่ก็อาจจะลืมตัวตนของตัวเองเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกลบหายไปจากสมองเลยก็ว่าได้ ในส่วนของโครมนั้นแม้ว่าขะโชคดีที่ความทรงจำไม่ได้หายไปทั้งหมดไปฝนคราเดียวและสามารถแก้ไขเหตุการณ์ทำให้ภรรยาและลูกรอดมาได้แต่ทว่าความทรงทำของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปเรื่อย ๆ ราวกับทรายที่หล่นร่วงจากมือ นอกจากนี้พันธสัญญาระหว่างโครมกับโกเล็มทั้งสองก็ถูกตัดขาดอีกด้วย หลังการใช้งานครั้งนั้นระบบของโกเลมก็หยุดทำงานและเข้าสู่โหมดจำศีล จึงไม่มีใครรู้ว่าโครมทำอะไรกับโกเลมทั้งสองที่หยุดการทำงานไปโทยะเดา ๆ เอาว่าเขาอาจจะขายมันไปก็ได้
.
อัลบัสและนัวร์กลับมาทำงานอีกครั้งก็คือเมื่อพันปีก่อนโดย “อาเธอร์ เอลเนส เบลฟาส” ส่วนสถานที่ที่อัลบัสบอกว่าพบกับอาเธอร์ในตอนนั้นก็คือในถ้ำที่ไหนซักแห่งที่มีสมบัติกองเป็นภูเขาสูงและมีมังกรตัวหนึ่งที่ถูกอาเธอร์ฆ่าตายกองอยู่แถว ๆ นั้น ซึ่งที่นั่นเป็นรังของมังกรนั่นเอง ดูเหมือนว่าระหว่างต่อสู้กับมังกรนั้นอาเธอร์จะได้รับบาดเจ็บและเลือดของเขาได้กระเซ็นลงไปบนอกที่เปิดอยู่ของนัวร์ ทำให้เกิดการลงทะเบียนมาสเตอร์ขึ้นโดยบังเอิญและหลังจากจัดการมังกรได้แล้วเขาก็เปิดการทำงานของอัลบัสด้วยวิธีเดียวกันโดยมีนัวร์เป็นผู้ให้คำแนะนำ ทำให้อาเธอร์ได้เป็นมาสเตอร์คนใหม่ของโกเลมทั้งสองและด้วยพลังของอัลบัสและนัวร์ ทำให้อาเธอร์สามารถจัดการกับสัตว์อสูรจำนวนมากที่อยู่บริเวณนั้นบุกเบิกดินแดนและขยายอาณาเขตจากอาณาจักรเล็ก ๆ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้จนกลายมาเป็นอาณาจักรเบลฟาสในปัจจุบัน แต่ทว่าก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เมื่ออาเธอร์เกิดไปเปิดสกิลโกเลมของนัวร์เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจส่งผลให้บาเรียกเกิดรูรั่วขึ้นทำให้เฟรซสามารถบุกรุกกลับเข้ามาได้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่หนักหนาเท่ากับเมื่อห้าพันปีก่อนแต่ก็มีเฟรซระดับต่ำประมาณพันตัวและระดับกลางหลุดเข้ามา กองทัพของเบลฟาสต้องต่อสู้กับเฟรซที่บุกรุกเข้ามาที่เมืองหลวง การต่อสู้อันดุเดือดส่งผลให้เมืองหลวงต้องกลายเป็นทะเลเพลิง แม้ว่ามนุษย์จะสามารถรับมือกับเฟรซระดับต่ำได้แต่ระดับกลางแล้วไม่มีทาง
.
อาเธอร์จึงตัดสินใจใช้พลังของนัวร์เพื่อผลักเฟรซระดับกลางให้กลับออกไปยังช่องว่างของมิติซึ่งการใช้วิธีนี้ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจทว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างนั้น เมื่อเฟรซระดับกลางที่กำลังถูกผลักออกไปได้ชาร์จพลังเตรียมยิงปืนอานุภาค อาเธอร์ก็ได้เปิดการโกเล็มสกิลของอัลบัสเพื่อที่จะหยุดยั้งการโจมตี ทำให้เกิดภาวะที่สกิลของอัลบัสและนัวร์ทำงานพร้อมกันอีกครั้งและเกิดภาวะควบคุมไม่ได้ตามมาในที่สุด นัวร์ถูกดูดหายไปในห้วงมิติส่วนอัลบัสกระเด็นตกลงไปในทะเลสาปและระบบของทั้งสองก็เข้าสู่ภาวะจำศีลอีกครั้ง หลังจากนั้นก็มีการย้ายเมืองหลวงมายังที่ตั้งปัจจุบันเพราะความเสียหายและเผ่าอาคาน่าก็ได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้ในกำแพงที่อยู่ในโบราณสถานที่ผนึกเฟรซเอาไว้และโทยะไปพบกับมันโดยบังเอิญในที่สุดส่วนสาเหตุที่ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับโกเลมทั้งสองอยู่ภายในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เบลฟาสก็คงเพราะอาเธอร์เสียความทรงจำเกี่ยวกับพวกมันไปนั่นเองแม้ว่าจะได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อนและพันปีก่อนแล้ว แต่เรจีน่าก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ความรู้ของโครม แต่โทยะกลับดีใจมากกว่าที่ความรู้ของโครมได้สูญสลายไปแล้วเพราะ โกเลมชั้นคราวน์นั้นล้วนแล้วแต่มีอันตรายและค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายหลังใช้สกิลก็ไม่ต่างอะไรกับพันธสัญญาของปิศาจ และแน่นอนว่าโทยะก็กำชับไม่ให้ยูมิน่าเลื่อนระดับการลงทะเบียนของอัลบัสจนถึงระดับใช้โกเลมสกิลได้โดยเด็ดขาดเพราะไม่ต้องการให้เธอลืมเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา แต่ถ้าหากว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเขาก็คิดว่าจะใช้พลังเทพเพื่อแก้ไขมันอยู่ดีหลังจากนั้นโทยะก็จับมือยูมิน่าด้วยบรรยากาศอันหวานชื่นชนิดไม่สนสายตาคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย
.
เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างระหว่างอาณาจักรน้ำแข็ง "ซาร์ดเนีย" กับ อาณาจักรไฟ "ดูเบิร์น" โทยะจึงต้องเดินทางไปยังโลกของพวกสปริตเพื่อสืบสาวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำนานที่ว่าดินแดนทั้งสองโดนสาปจากเทพธิดาแห่งน้ำแข็งกับอสูรแห่งไฟ ซึ่งในความคิดของโทยะสิ่งที่ตำนานเล่าขานเอาไว้น่าจะเป็นพวกสปิริตเสียมากกว่า ซึ่งผู้ที่โทยะเรียกมาคุยด้วยนั้นก็คือสปริตออฟไฟร์กับสปริติออฟไอซ์ แต่ทว่าสปิริตทั้งสองกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้ว่าจะมีสปิริตที่เป็นเครือญาติของพวกเธออยู่ในดินแดนเหล่านั้นก็ตามแต่ความสัมพันธ์ของเหล่าสปริตทั้งสองก็ไม่ได้บาดหมางอะไรกันแถมจะว่าไปแล้วดินแดนที่สองอาณาจักรนั้นตั้งอยู่ก็เป็นแบบนั้นมานานมากแล้วด้วย เมื่อดูแล้วว่าคงไม่ได้เรื่องราวอะไรไปมากกว่านี้แล้วโทยะจึงหยุดพักเรื่องนี้ไว้เพียงแค่นี้แต่ในหัวก็คิดว่า น่าจะจับราชาสองอาณาจักรนี้ไปอยู่ด้วยกันบนเกาะร้างซะดีไหมลองให้ผ่านความเป็นความตายไปด้วยกันเผื่อว่าจะยอมลดทิฐิกันลงบ้าง ก่อนจะเดินทางกลับมายังบาบิโลนการ์เด้น
.
ที่บาบิโลนการ์เด้นเองก็กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชาของบรรดาว่าที่เจ้าสาวของโทยะอยู่ แน่นอนว่าเหล่าสมาชิกของสภาเมียอยู่ที่นั้นกันครบรวมไปถึงเชสก้าที่ทำหน้าที่เป็นเมดคอยบริการเสิร์ฟด้วย หลังจากนั้นโทยะก็เข้าไปรวมกลุ่มกับพวกเหล่าว่าทีภรรยาของเขา ยูมิน่าเอ่ยถามโทยะนั่งลงข้าง ๆ เธอว่าเมื่อกี้นี้โทยะเดินทางไปที่ไหนมาซึ่งเขาก็ตอบว่าไปโลกของสปิริตเพื่อสอบถามข้อมูลจากสปิริตออฟไฟร์กับสปิริตออฟไอซ์ ก่อนจะถามกลับว่าพวกยูมิน่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ซึ่งคนที่ตอบคำถามนั้นก็คือรีนแต่คำตอบนั้นก็ไม่ได้เจาะจง เพราะเธอบอกว่าคุยกันหลาย ๆ เรื่อง (ซึ่งถ้าอ้างอิงจากเนื้อหาก่อนหน้า ปาร์ตี้น้ำชาของเหล่าราชินีก็จะเมาส์เรื่องของโทยะเป็นหลักนั่นแหละ) จากนั้นรีนก็ยิงคำถามต่อทันทีซึ่งในตอนนี้โทยะรู้สึกได้ว่าสายตาของทุกคนกำลังมองตรงมาที่เขา และสิ่งที่รีนถามก็คือสัญญาที่โทยะให้ไว้กับพวกเธอว่าจะแต่งงานกับพวกเธอเมื่อเขาอายุครบสิบแปดปีนั่นเอง และทีนี้ประเด็นมันก็อยู่ตรงที่ ท่านคาเร็นได้บอกเรื่องความต่างของเวลาในโลกเดิมของโทยะกับโลกนี้ให้พวกเธอได้รู้ โดยในโลกนี้หนึ่งปีจะสิบหกเดือน มากกว่าของโลกอยู่สี่เดือนและปัจจุบัน ณ เวลานี้ก็คือเดือนสิบสาม ซึ่งถ้านับเอาตามปฏิทินของโลกนี้โทยะจะยังอายุ 17 เพราะยังไม่ครบปี แต่ถ้านับตามปฏิทินโลกเดิมแล้วล่ะก็โทยะจะมีอายุครบสิบแปดตามที่สัญญาเอาไว้แล้วนั่นเอง แล้วถ้าเอาตามปฏิทินโลกล่ะก็ ยูมิน่าก็จะไม่อายุสิบสีแต่เธอจะมีอายุสิบแปดปี
.
และเมื่อเวลาแห่งพันธสัญญามาถึงเหล่าว่าที่เจ้าสาวก็เริ่มออกตัวทวงสัญญาแต่กระนั้นก็ไม่ใช่การมากดดันเพราะอย่างไรเสียพวกเธอก็ยังให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโทยะว่าทำอย่างไรต่อไปแล้วไหนจะเรื่องของเทพมารอีกและยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่จะตามมาด้วย ซึ่งยาเอะก็ยกตัวอย่างเช่นถ้าเกิดมีลูกขึ้นมาก็คงจะไปอยู่แนวหน้าไม่ได้ สำหรับโทยะแล้วที่เขาไม่พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมาในตอนนี้ก็เพราะสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับเทพมารนั้นเป็นอะไรที่หนักหนา เขาจึงกล่าวขอโทษกับเหล่าว่าที่เจ้าสาวเรื่องที่เขาปิดปากเงียบและทำให้พวกเธอไม่สบายใจและบอกกับพวกเธอว่าเขาจะทำตามสัญญาเมื่อจัดการกับเทพมารได้แล้ว โทยะคิดว่านี่อาจจะเป็นบททดสอบของปู่เวิร์ลก็อดว่าเขาจะดูแลโลกนี้ได้หรือไม่ก็เป็นได้ หลังจากนั้นเอลเซ่ก็บอกโทยะเกี่ยวกับเรื่องที่พลังของ รูเชียในฐานะเครือญาติได้ตื่นขึ้นมาแล้วซึ่งพลังของรูเชียก็คือความสามารถในการรับและแยกแยะรสชาติไปถึงขั้นรู้ว่าของที่กินไปนั้นประกอบด้วยวัตถุดิบใดบ้าง (ความสามารถในฐานะเครือญาตินั้นสามารถเปิด ปิด การใช้งานได้โดยมันจะทำงานเมื่อเจ้าตัวต้องการ) ซูก็บ่นว่าเธออยากให้พลังในฐานะเครือญาติของเธอตื่นขึ้นมาเร็ว ๆ เหมือนกัน หลังจากนั้นการสนทนาก็เริ่มไปในทิศทางของการวิเคราะห์ว่าพลังในฐานะเครือญาติของตนจะปรากฏออกมาในลักษณะไหนและมีปัจจัยอะไรเป็นตัวร่วมบ้างเพราะยูมิน่าก็พลังเกี่ยวกับการมอง ซากุระพลังเกี่ยวกับได้ยิน รูเชียพลังเกี่ยวกับการรับรส ซึ่งก็ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะพื้นฐานเกี่ยวกับบุคลิกและความสามารถและความชื่นชอบส่วนบุคคลของพวกเธอรวมอยู่ด้วย จึงมีการคิดกันว่าบรรดาสายบู้อย่าง ฮิลด้า ยาเอะ และเอลเซ่อาจจะมาในรูปแบบของพลังทางร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นได้
.
ต่อมาการสนทนาก็เริ่มออกทะเลเมื่อมีการกล่าวไปถึงว่าหากใช้พลังแล้วมีปีกงอกออกมากลางหลังหรือเปล่า แต่โทยะก็ยืนยันว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบหลุดโลกขนาดนั้นเพราะตอนเขาเองก็แค่ผมยาวขึ้นเท่านั้น ซูจึงรู้สึกเสียดายเพราะคิดว่าถ้าใช้พลังแล้วร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาวหุ่นดีอย่างท่านพี่คาเร็นอะไรทำนองนั้นได้ ว่าแล้วซูก็สัมผัสหน้าอกของตัวเองพลางบอกว่ามันจะใหญ่พอ ๆ กับของฟลอล่าได้ไหมนะ ซึ่งโทยะก็บอกว่ารายนั้นมันเกินมาตราฐานอย่าเอาไปเทียบเลย ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้เกิดสภาวะมืดมนขึ้นรอบ ๆ ตัวยูมิน่า รูเชีย ลินเซ่ เอลเซ่ เสียอย่างนั้นด้านซากุระนั้นดูจะไม่แคร์อะไรเกี่ยวเรื่องขนาดหน้าอกของตัวเองส่วนรีนก็ดูจะปลงตกไปนานแล้ว ส่วนยาเอะกับฮิวด้านั้นปกติ แต่พอลินเซ่พูดขึ้นมาว่าฟลอล่าไม่ใช้ยาอะไรทำให้หน้าอกใหญ่ใช่ไหม โทยะก็ดันหลุดปากออกไปว่ายาที่ใช้เพิ่มขนาดหน้าอกนั้นเหมือนจะมีเก็บอยู่ในบาบิโลนคลังเก็บของที่พัลเช่ดูแล เท่านั้นแหละเหล่าผู้สิ้นหวังทั้งสี่เมื่อครู่ก็พุ่งเข้ามาคาดคั้นโทยะในทันที ซึ่งไอ้ยาที่ว่านั้นมันเป็นผลงานที่เรจีน่าทำขึ้นแต่การทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นเกินสามร้อยเซนติเมตรมันก็ดูจะเป็นอะไรที่ผิดธรรมชาติจนหน้ากลัวเกินไป แต่ในตอนนั้นยูมิน่าก็สั่งการให้เอลเซ่กับรูเชียไปพาตัวเรจีน่ามาเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมส่วนเธอกับลินเซ่จะไปที่คลังเก็บของเพื่อค้นหาของสิ่งนั้น ถึงขนาดเปิดเวทแอคเซลที่อยู่ในแหวนเพื่อมุ่งหน้าไปที่นั่นกันเลยทีเดียว ไม่นานซูกับซากุระก็ตามพวกยูมิน่าไปซึ่งภายหลังเรจีน่าก็มาอธิบายถึงยาที่ว่านั่นว่าจริง ๆ แล้วมันก็แค่การให้พลังเวทมนตร์ไปรวมกันอยู่ที่บริเวณหน้าอกเพื่อให้มันดูใหญ่ขึ้นเท่านั้นแต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับลูกโป่งเป่าลมเมื่อเวลาผ่านไปมันซักสามสิบนาทีมันก็จะกลับมาเป็นอย่างเดิมแต่ต่อมาเรจีน่าก็พูดว่ามีวิธีทำให้ผู้ชายอกใหญ่ขึ้นด้วยเล่นเอาโทยะสับสนงุนงงเลยทีเดียว
.
ทางด้านของเทพแห่งการเกษตรก็เพาะต้นไม้ที่สามารถดูดซับพิษสังหารเทพขึ้นมาได้ภายในโรงเพาะชำของเขาโดยตอนนี้ต้นไม้ที่ว่านั้นงอกเงยขึ้นมาจากดินได้ประมาณยี่สิบเซ็นติเมตรแล้วแต่เพื่อจะล่อเลี้ยงให้ต้นไม้ศักดิสิทธิ์นี้เติบโตจำเป็นต้องหาวัถตุดิบมาทำปุ๋ย ซึ่งของที่จำเป็นต้องใช้ก็ได้แก่ หางของนกฟินิกส์ น้ำตาของมังกรศักดิสิทธิ์ คราบของงูเทพสีขาว และเขาของม้ายูนิคอร์นมาผสมเข้าด้วยกัน แม้ว่าโทยะจะไม่มีปัญหากับ หางนกฟินิกส์ น้ำตามังกร กับคราบของงูขาว แต่ก็ติดตรงม้ายูนิคอร์นนี่แหละเพราะตามตำนานม้ายูนิคอร์นจะไม่ชอบผู้ชายหากเข้าไปใกล้มันจะโจมตี จะเข้าใกล้มันได้ต้องเป็นสาวบริสุทธิ์เท่านั้น และการจะเอาเขาของมันมาได้อย่างเลวร้ายที่สุดก็อาจต้องฆ่ามันซะด้วยซึ่งจุดนี้โทยะรู้สึกไม่ดีเอาซะเลยแต่ไม่ว่าอย่างไรโทยะก็จำเป็นจะต้องรวบรวมวัตถุดิบเหล่านั้นเพื่อทำให้ต้นไม้ศักดิสิทธิ์เติบโตเพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจจะจัดการกับเทพมารได้ ยูนิคอร์นนั้นอาศัยอยู่ในเขตของทะเลมหาพฤกษา ซึ่งโทยะก็ได้ทำการติดต่อปามแห่งเผ่าลาวรี่ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเขตนั้นและก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ ซึ่งโทยะก็ได้พาบรรดาคู่หมั้นของเขาทั้งหมดติดสอยห้อยตามไปในครั้งนี้ด้วย
.
เมื่อไปถึงบริเวณน้ำพุที่อยู่ในป่าพวกโทยะก็ได้พบกับม้ายูนิคอร์นที่กำลังมาดื่มน้ำอยู่ตรงนั้นพอดี และเมื่อยูนิคอร์นหันมาทางพวกโทยะบรรดาสาว ๆ ก็เริ่มเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนเข้าไปหามันดี สุดท้ายรูเชียก็เป็นคนเข้าไป ยูนิคอร์นตัวนั้นจ้องมองดูขณะที่รูเชียเข้ามาใกล้ รูเชียพยายามทักทายและพูดคุยกับมันแต่มันกลับเมินหน้าหนีไปซะดื้อ ๆ พอรูเชียเดินตามมันก็หันหลบไปอีกทาง แต่รูเชียก็ไม่ยอมแพ้พยายามจะพูดกับมันให้ได้สุดท้ายเจ้ายูนิคอร์นมันก็หมดความอดทนและตะคอกใส่รูเชียไม่ให้เข้ามาใกล้มัน ซึ่งคำพูดนั้นของเจ้ายูนิคอร์นมันก็พาให้เกิดความสับสนเกิดขึ้น เพราะตามตรรกะแล้วยูนิคอร์นจะชอบสาวบริสุทธิ์การที่มันปฏิเสธรูเชียออกนอกหน้าซะปานนี้ก็ชวนให้เข้าใจได้ว่าเธอนั้นมีมลทิน นั่นก็ทำเอารูเชียต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัลว่าเธอไม่เคยทำแบบนั้นกับใครอื่นและไม่คิดจะทำกับใครนอกจากโทยะ ซึ่งโทยะก็เข้าใจเรื่องนี้ดีจึงพยายามปลอบรูเชียให้ใจเย็นลง แต่การกระทำของยูนิคอร์นตัวนี้ก็แปลกประหลาดจริง ๆ หรือว่าแบบรูเชียอาจไม่ใช่สเปคของมันคราวนี้รีนจึงให้ยาเอะลองเข้าไปคุยดูบ้าง คราวนี้ยาเอะพยายามจะเอามือสัมผัสตัวยูนิคอร์นก็โดนมันพยศใส่และตอบกลับมาว่าอย่ามาแตะต้องตัวมันเพราะยาเอะมีกลิ่นของผู้ชาย นั่นก็ทำเอายาเอะออกอาการเดียวกับรูเชียเมื่อซักครู่นี้เป๊ะ โทยะจึงต้องปลอบยาเอะและบอกว่ากลิ่นของผู้ชายที่เจ้าม้ายูนิคอร์นั้นพูดถึงคงหมายถึงเขา
.
คนต่อไปที่เข้าไปหายูนิคอร์นก็คือซากุระ เธอร้องเพลงขณะเดินเข้าไปหาซึ่งยูนิคอร์นก็ได้ทำท่าจะหนีไปไหนแต่ปัญหาก็คือซากุระได้พูดออกไปตรง ๆ ว่าเธอต้องการเขาของยูนิคอร์นทำให้มันเข้าใจว่าซากุระต้องการเขาของมันไปขายเพื่อนำเงินไปปรนเปรอให้ผู้ชาย (หมายถึงโทยะ) ซึ่งวาจาสามหาวเช่นนั้นก็ทำให้ยาเอะเริ่มจะปรี๊ดแตก แน่นอนว่าโทยะเองก็รู้สึกไม่ชอบใจที่ยูนิคอร์นดูถูกซากุระเช่นกันเขาจึงออกมาเผชิญหน้ายูนิคอร์นในที่สุด เจ้ายูนิคอร์นนั่นดูท่าจะเกลียดโทยะเอามาก ๆ ดูเหมือนเหตุผลก็เพราะมันไม่ชอบผู้ชายสายฮาเร็มอย่างโทยะนั่นเอง (เพราะกลิ่นผู้ชายที่ติดตัวพวกรูเชียอยู่ก็คือกลิ่นของผู้ชายคนเดียวกันและดูท่าทางมันจะออกไปทางอิจฉาซะมากกว่า) โทยะจึงใช้พริซันผนึกยูนิคอร์นตัวนั้นเอาไว้ จากนั้นก็ได้อัญเชิญหญิงงามสามคนออกมา ซึ่งทันทีที่เห็นหญิงงามยูนิคอร์นก็ออกอาการหื่นในทันที ผู้หญิงทั้งสามนั้นก็สปิริตออฟเมเดน ที่โทยะเรียกมาซึ่งทันทีทีพวกเธอเข้าไปคลอเคลียกับเจ้าม้านั้นมันก็ออกอาการระริกระรี้สุดจะบรรยาย จากนั้นโทยะก็ต่อรองว่าถ้ายอมมอบเขาให้ล่ะก็ จะได้เล่นกับพวกสปริตเหล่านี้หนึ่งวันเด็ม ๆ แต่เจ้ายูนิคอร์นก็ต่อรองขอเป็นสามวัน ซึ่งโทยะก็ยอมรับข้อเสนอและปลดปล่อยมันออกมาจากพริซัน (เฉพาะส่วนเขา) จากนั้นก็ใช้บรุนฮิวตัดเขาของมันออกมา หลังจากนั้นยูนิคอร์นก็เรียกร้องให้โทยะทำตามสัญญาแน่นอนว่าเขารักษาสัญญาแล้วก็ให้สปิริตพวกนั้นคืนร่างจริงกลับเป็นชายงามกล้ามเต่ง แท้จริงแล้วพวกนี้ก็คือสปิรติออฟสโตนนั่นเอง โทยะมอบเหล้าให้พวกสปิริตหนึ่งถังก่อนจะกลับออกจากที่นั่นโดยทิ้งให้ยูนิคอร์นตัวนั้นสนุกสนานกับเหล่าชายงามไปตลอดสามวันสามคืน หลังจากนั้นโทยะก็ได้ทราบเรื่องราวจากปามว่า สถานที่แห่งนั้นผู้หญิงเข้าไปไม่ได้แล้วผู้ที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ชายกล้ามล่ำ ๆ ดูเหมือนว่าเจ้ายูนิคอร์นตัวนั้นจะค้นพบโลกใบใหม่เข้าเสียแล้ว
.
และหลังจากรวบรวมวัตถุดิบมาได้ครบต้นไม้ศักดิสิทธิ์ก็เสร็จสมบูรณ์เพียงเท่านี้ก็สามารถจัดการกับพิษสังหารเทพที่กระจายอยู่ในไอเซนกัลด์ได้แล้ว แม้จะมีคำถามว่าต้นไม้เล็ก ๆ แค่นี้จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะดูดพิษได้หมดแต่เทพแห่งการเกษตรหรือท่านลุงโคสุเกะก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นเพราะ เมื่อต้นไม้นี้เริ่มดูดซับพิษเข้ามันก็จะโตขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ปัญหาอยู่ตรงนี้การวิธีการที่จะนำมันไปปลูกที่ไอเซนกัลด์ตะหากเพราะตอนนี้ไม่มีใครสามารถเข้าไปยังไอเซนกัลด์ได้ แม้ว่าจะให้อานุบิส บาเตสนำต้นไม้เข้าไปปลูกได้แต่จะให้ป้องกันต้นไม้เอาไว้จนกว่ากระบวนการดูดซับพิษจะเสร็จสิ้นนั้นลำพังแค่สองตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นของศัตรูแถมทั้งสองก็ยังเป็นโกเลมที่ถูกสร้างมาเพื่อภาระกิจสอดแนมความสามารถในการต่อสู้จึงไม่ได้สูงส่งอะไรนักจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถต้านกับเฟรซกลายพันธุ์ที่จะเข้ามาโจมตีแบบเป็นกองทัพ แต่หลังจากหารือกันพักหนึ่งสุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนำต้นไม้ไปปลูกให้ห่างจากฐานหลักของศัตรูและคอยคุ้มกันมันเอาไว้จนกว่ากระบวนการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นเพื่อการนี้จึงจำเป็นจะต้องรวมทีมคุ้มกันขึ้นมา ตรงจุดนี้ท่านลุงโคสุเกะได้บอกว่าหลังจากปลูกต้นไม้ศักดิสิทธิ์แล้วบริเวณรอบ ๆ ต้นไม้จะกลับคืนมาเป็นดังเดิมดังนั้น โมโรฮะ คารินะ และทาเครุ จะสามารถเข้าไปลุยได้ดังนั้นการปกป้องต้นไม้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาและเมื่อสามารถจัดการกับพิษได้หมดก็จะสามารถบุกไปถึงตัวของเทพมารและทำการกำจัดซะเท่านี้ก็น่าจะจบเรื่องราวในครั้งนี้ได้
.
สุดท้ายโทยะก็ตัดสินใจว่าผู้ที่จะได้รับมอบหมายหน้าที่นำต้นไม้ศักดิสิทธิ์ไปปลูกก็คืออานุบิสกับบาเตสพ่วงด้วยอัลบัสที่ยูมิน่าให้ตามไปช่วยทำหน้าที่คุ้มกันอีกแรง หลังจากทุกอย่างพร้อมพวกเขาก็จะบุกไปที่นั่นเพื่อจัดการกับศึกสุดท้ายเมื่อไม่มีอะไรให้ทำต่อแล้วพวกโทยะก็ออกจากโรงเพาะชำของเทพแห่งการเกษตรไป ระหว่างทางซูก็พูดถึงเรื่องงานแต่งงานที่ว่ากันว่าจะจัดหลังจบการต่อสู้นี้ขึ้นมาว่าต้องทำให้ยิ่งใหญ่อลังการไปเลยแม้ว่าโทยะจะไม่ได้อยากให้อลังการมากนักแต่ยังไงซะเจ้าสาวของเขาก็มีฐานะเป็นเจ้าหญิงถึงสามคน จะให้จัดแบบธรรมดาก็คงจะไม่ได้ในระหว่างนั้นเองก็มีแอปอัพเดทขึ้นมาบนสมาร์ทโฟนของพวกเธอ ซึ่งมันก็คือแอปพลิเคชั่น “เลวิเทชั่น” กับ “สปีกเกอร์” แล้วก็สูตรอาหารของรูเชีย ซึ่งแอปเวทมนตร์เหล่านี้สามารถทำให้ผู้ที่ไม่มีความเหมาะสมทางเวทมนตร์สามารถใช้เวทมนตร์พวกนั้นออกมาได้ในทันที แต่ทั้งนี้เวทที่เป็นอันตรายหากใช้งานไม่เหมาะสมก็จะไม่ถูกอัพเดทไปให้ นอกจากนี้ก็ยังมีการแชร์ข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิในแต่ละวันด้วยซึ่งผู้ที่ถ่ายทอดการพยากรณ์อากาศก็คือพวกสปิริตแต่เอาจริง ๆ สปิริตคิงอย่างโทยะสามารถบังคับสภาพอากาศได้ดั่งใจแต่เขาก็เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่าเพราะไม่งั้นคงได้มีเรื่องปวดหัวตามมาแน่ถ้าหากมีคนรู้ว่าเขาคุมสภาพอากาศได้
.
หลังจากกลับมาถึงปราสาทโทยะก็มุ่งหน้าไปยังบาบิโลนส่วนห้องวิจัยดูเหมือนว่าการดูอนิเมะก่อนหน้านี้จะทำให้เรจีน่าสร้างพลาโมเดล หรือกันพลาขึ้นมาได้สำเร็จ (ขนาด 1/144 ซะด้วย) แถมยังทำอุปกรณ์ที่เมื่อนำพลาโมเดลตัวนี้ใส่เข้าไปแล้วสามารถบังคับให้เคลื่อนไหวได้ด้วย ตอนแรกโทยะก็ไม่ปลื้มเท่าไหร่เพราะคิดว่าเรจีน่ามัวแต่เอาเวลาไปประดิษฐ์ของเล่น แต่ที่จริงแล้วเรจีน่าสร้างมันขึ้นมาเพื่อจำลองการทำงานของ “ไฟท์เกียร์” อุปกรณ์ที่ช่วยให้เฟรมเกียร์บินบนท้องฟ้าได้โดยหลักการก็คือเป็นยานบินแบน ๆ ให้เฟรมเกียขึ้นไปยืนอยู่บนนั้นแถมไฟท์เกียร์ยังเปลี่ยนร่างเป็นโล่ห์ขนาดใหญ่ให้กับเฟรมเกียร์ได้ยามที่ไม่ใช้บินอีกด้วยแต่มันก็มีปัญหานิดหน่อยคือขนาดใหญ่จนถึอได้ยากทำให้การต่อสู้ประชิดตัวแย่ลงแถมกินพลังเวทมากด้วยและยังต้องใช้ทักษะในการควบคุมพอสมควรจึงเหมาะกับพวกสายยิงมากกว่า นอกจากนี้เพดานบินก็ยังไม่สูงมากความเร็วก็ต่ำจนเรียกว่าลอยมากกว่าบิน การสร้างพลาโมเพื่อทดสอบก่อนจึงเป็นการประหยัดเวลาและทรัพยากรก่อนจะนำไปสร้างจริงนั่นเอง แต่ความจริงที่สุดคือเจ๊สนุกกับการทำพลาโมเดลก็เป็นอีกความนัยแฝงแม้ตอนแรกโทยะจะไม่ชอบใจแต่ไป ๆ มา ๆ เขาก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าเอาไปวางขายที่ร้านของอัลบาล่ะก็มันคงทำเงินได้มากมายมหาศาลก็ได้
.
โทยะเข้าไปฝึกการควบคุมพลังเทพของเขาภายในป่าที่ลับตาผู้คนโดยมีโมโรฮะกับคารินะคอยดูอยู่ด้วย ตอนนี้ระดับพลังของโทยะสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนและตอนใช้พลังผมก็ยาวเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย โมโรฮะบอกว่าตอนนี้โทยะน่าจะสลับโหมดระหว่างร่างมนุษย์กับร่างเทพได้แล้ว และหลังจากนั้นก็เม้าส์มอยถึงปู่เวิร์ลก็อดกับคารินะสนุกปากแต่แล้วจู่ปู่เวิร์ลก็อดก็มาปรากฏกายอย่างกระทันหันที่ด้านหลังของทั้งคู่ เล่นเอาสองเทพเหงื่อแตกพลั่กแล้วหาเรื่องชิ่งหนีไปจากตรงนั้นทันที โทยะถามปู่เวิร์ลก็อดว่าลงมาแบบนี้ไม่เป็นไรแน่เหรอ? ปู่ก็บอกว่านี่เป็นแค่ร่างแยกเท่านั้นจึงไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งสิ้น จากนั้นโทยะก็ชวนปู่แกกลับไปคุยกันที่ปราสาทโดยปู่ก็ว่าดีเหมือนกันเพราะจะได้พบหน้ากับบรรดาหลานสะใภ้ทั้งหลายด้วย แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ปู่แกเคยลงมาตอนงานเทศกาลแล้วครั้งหนี่งโดยใช้ชื่อว่า “โมจิสึกิ ชินโนสุเกะ” มีศักดิ์เป็นปู่ของโทยะ ซึ่งคนอื่นทั่ว ๆ ไปก็จะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นแต่สำหรับเหล่าคู่หมั้นของโทยะนั้นได้รู้ถึงสถานะแท้จริงของปู่แล้วว่าเป็นถึง เวิร์ลก็อดเทพผู้อยู่บนจุดสูงสุดของเทพทั้งมวลจึงให้พวกเธอประหม่ากันอยู่บ้าง แต่ปู่ก็บอกว่าให้ทำตัวสบาย ๆ เสมือนแกเป็นปู่จริง ๆ ของโทยะก็ได้ยูมิน่าจึงกล่าวต้อนรับคุณปู่เวิร์ลก็อดอย่างสุภาพ หลังจากนั้นโทยะก็พาปู่ไปที่ระเบียงเพื่อคุยกันสองคน
.
เหตุผลที่ปู่ลงมานั้นสองข้อ ข้อแรกเพื่อมาดูสภาพของโลกก่อนที่จะหลุดจากการควบคุมของปู่แกไป อันที่จริงในกรณีเช่นนี้โลกควรจะต้องถูกทำลายไปแล้วโดยเทพแห่งการทำลายล้าง แต่เพราะแกต่อรองเอาไว้ว่าให้โทยะจัดการเรื่องนี้ก่อน ถ้าหากโทยะทำไม่สำเร็จเมื่อไหร่ค่อยถึงมือเทพแห่งการทำลายล้าง ส่วนเรื่องที่สองก็คือเพื่อมารับคำตอบเกี่ยวกับการจะให้โลกนี้กลายเป็นรีสอร์ทสำหรับพักร้อนของเหล่าทวยเทพโดยให้โทยะรับหน้าที่ดูแลจัดการโดยปู่ได้ออกกฏไว้ว่าเทพองค์ใดที่จะลงมาพักร้อนที่นี่ต้องอยู่ในสถานะมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะของเทพ นอกจากนี้ปู่ยังเสริมอีกว่า บรรดาเหล่าเทพมากมายต้องการพักผ่อนเพราะความเครียดจากงานที่ทำอยู่ภายในโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของปู่แก ซึ่งถ้าหากพวกที่ลงมาไม่ทำอะไรจนสุดโต่งเกินไปโทยะพอก็ยอมรับความต้องการของปู่แกได้อยู่ จากนั้นโทยะก็ถามปู่ว่าแกจะอยู่ที่โลกนานแค่ไหน ปู่แกก็ตอบว่าคงหลายวันหน่อยเพราะแกต้องการจะไปดูสภาพรอบโลก โทยะจึงเตือนเรื่องของไอเซนกัลด์แต่ปู่แกบอกว่าพิษสังหารเทพไม่มีผลอะไรกับปู่แกแถมยังบอกด้วยว่า เรื่องพิษสังหารเทพที่ว่ากันว่าสังหารได้แม้แต่พระเจ้าเป็นแค่ความเข้าใจผิด ๆ ของพวกเทพระดับล่างเท่านั้นแถมปู่ยังบอกอีกว่าแกสามารถชำระล้างพิษพวกนี้ให้หมดไปได้ถ้าแกจะทำแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นบททดสอบของโทยะที่จะต้องหาทางแก้ให้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้นปู่แกจะไม่ยุ่งอะไรทั้งสิ้น (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังส่งให้เทพแห่งการเกษตรมาคอยช่วยเหมือนกับเป็นติวเตอร์ให้อยู่ดี)
.
หลังจากนั้นซุยกะก็มาที่ระเบียงในสภาพเมาปลิ้นเหมือนเคยก็เข้ามาทักทายปู่เวิร์ลก็อด ดูเหมือนว่าเธอเพิ่งจะกลับมาจากโร้ดเมีย โดยได้เหล้าจากผู้นำของโร้ดเมียคนปัจจุบันมาด้วยเลยถามหากลับแกล้มจากโทยะ โดยเธอบอกว่าได้มาเป็นของตอบแทนที่ไปช่วยจัดการกับมอนสเตอร์มา ไม่นานหลังจากนั้นคาเร็น โคสุเกะ โซสุเกะ ก็มาพบกับปู่เวิร์ลก็อดส่วน โมโรฮะกับคารินะยังไม่ปรากฏตัวออกมาคาดว่าคงยังกลัวที่จะเผชิญหน้ากับปู่แกอยู่ ส่วนทาเครุพาเอนเด้ไปฝึกกว่าจะกลับมาก็ตอนเย็นโทยะ จึงปล่อยให้เหล่าเทพทั้งหลายได้พบปะพูดคุยกับปู่แกไปก่อนส่วนตัวเขาก็ตรงไปที่ครัวเพื่อจะบอกเรื่องเมนูอาหารเย็นกับแคลร์ ระหว่างเธอก็เจอกับโมโรฮะกับคารินะสรุปก็คือไม่กล้าไปสู้หน้าปู่แกจริง ๆ นั่นแหละโทยะจึงได้มอบไวน์ที่ได้รับมาจากราชาเบลฟาสกับชีสให้ทั้งสองเพื่อนำไปเป็นของขวัญขอขมาปู่เวิร์ลก็อด หลังจากได้รับไวน์กับชีสแล้วโมโรฮะกับคารินะจึงได้เข้าไปที่ระเบียงเพื่อพบปู่จากนั้นบรรยากาศตรงระเบียงก็เต็มไปด้วยความครื้นเครง
.
หลังจากเตรียมการพร้อมแล้วโทยะก็เปิดเกทส่ง อานุบิส บาเตสและอัลบัสออกเดินทางสู่ไอเซนกัลด์ภารกิจนำต้นไม้ศักดิสิทธิ์ไปปลูกและปกป้องมันเอาไว้จนกว่ามันจะดูดซับพิษบริเวณรอบ ๆ ให้ลดลงมากพอที่พวกโทยะและเหล่าเทพสายบู้คนอื่น ๆ จะสามารถเข้าไปในบริเวณนั้นได้ แต่จุดที่ส่งทั้งสามตัวไปนั้นไม่ใช่ในเขตไอเซนกัลด์โดยตรงหากแต่เป็นอาณาเขตของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ซึ่งกว่าจะข้ามทะเลไปถึงเขตไอเซนกัลด์อย่างเร็วที่สุดก็กินเวลาถึงสองวัน ซึ่งในระหว่างนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่โทยะจะสามารถทำได้นอกจากรอให้ทั้งโกเลมสามปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น แม้ว่าจะมีความกังวลใจอยู่บ้างแต่ยูมิน่าก็ให้กำลังใจว่าทั้งสามต้องทำได้แน่จะต้องไม่เป็นไรแน่นอนทำให้โทยะคลายความกังวลลง หลังจากนั้นโทยะก็ทำหน้าที่เป็นไกด์พาปู่เวิร์ลก็อดไปเที่ยวเล่นภายในเมืองรอบปราสาทบรุนฮิวด์ ปัจจุบันที่นี่ค่อนข้างครึกครื้นและคราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากนับตั้งแต่มีดันเจี้ยนและกิลด์นักผจญภัย เหล่าพ่อค้าเองก็หลั่งไหลเข้ามาทำให้ตัวเมืองมีชีวิตชีวาดั่งเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้ก็ยังมีความปลอดภัยสูงและอัตรการก่ออาชญากรรมต่ำ ผู้คนที่มาหางานทำที่นี้ก็มาลงหลักปักฐานไม่ก็พาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่กันที่นี่ก็มีไม่น้อย โทยะพาปู่มาดูโรงเรียนที่อยู่ภายในเมืองที่อาณาจักรบรุนฮิวนั้นให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาของพวกเด็ก ๆ ค่อนข้างมากโดยปกติในโลกนี้เด็ก ๆ ที่อยู่ในดินแดนห่างไกลหรือเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดีมักจะไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและอนาคตของเด็กเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นการเป็นชนชั้นแรงงานแต่โทยะอยากให้เด็กที่อยู่ในอาณาจักรของเขาได้มีโอกาสได้กำหนดอนาคตของตัวเองจึงได้สร้างสถานศึกษาขึ้นมา
.
ในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นเนียวทาโร่งีบหลับอยู่บนต้นไม้เขาเลยตะโกนใส่ทำให้เนียวทาโร่ตกใจตื่น โทยะสอบถามต้นสายปลายเหตุว่าทำไมถึงมาหลับอยู่ที่นี่เพราะโดยปกติแล้วเนียวทาโร่ได้รับมอบหมายหน้าที่จากซากุระให้เป็นบอดี้การ์ดให้กับแม่ของเธอ เนียวทาโร่จึงบอกว่า เฟียน่าได้บอกให้เขามานอนพักหากว่ารู้ไม่ค่อยดีแต่กลับไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ซากุระรับรู้โทยะจึงบอกว่าจะส่งเนียวทาโร่ไปให้โคฮาคุอบรมสั่งสอนซึ่งเนียวทาโร่ก็ขอร้องโทยะสุดชีวิตเพราะไม่อยากโดนโคฮาคุเล่นงาน ในระหว่างนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็หัวเราะชอบใจท่าทีของเนียวทาโร่ตามประสาคุณปู่ใจดี โทยะได้แนะนำให้เนียวทาโร่รู้จักกับปู่ในฐานะของคุณปู่ชินโนสุเกะไม่นานหลังจากนั้นเฟียน่ามองเห็นโทยะจากทางหน้าต่างก็ได้ส่งเสียงออกมาทักทาย และเมื่อรู้ว่าโทยะมาพวกเด็กก็มารวมกันที่หน้าต่างในทันที หลังจากนั้นโทยะก็ได้แนะนำให้เฟียน่ารู้จักกับคุณปู่ชินโนสุเกะ เฟียน่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนทุก ๆ วันและถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นแม่ยายในอนาคตของโทยะแต่เธอก็ไม่ได้อาศัยที่ปราสาทกับซากุระ เฟียน่าพักอาศัยอยู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนกับเนียวทาโร่ซึ่งอันที่จริงโทยะก็ได้เอ่ยปากเชิญให้เธอไปอยู่ด้วยกับซากุระที่ปราสาทแล้วแต่เฟียน่าก็ปฏิเสธข้อเสนอนั้น
.
หลังจากคุยกับเฟียน่าแล้วปู่ก็หันไปหาพวกเด็ก ๆ และถามพวกเด็กว่าชอบโรงเรียนไหม? ซึ่งเด็กหลายคนก็ตอบว่าชอบ แต่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าชอบโรงเรียนแต่ไม่ชอบการเรียนหนังสือ ปู่จึงไปคุยเด็กผู้ชายคนนั้นซึ่งเด็กคนนั้นบอกว่าเขาอยากเป็นอัศวินดังนั้นจึงมองว่าการเรียนหนังสือไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเขาแต่ปู่ก็ค่อยสอนเด็กคนนั้นอย่างใจเย็นก่อนแต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะมีความเชื่อว่าการเป็นอัศวินที่เก่งกาจไม่จำเป็นต้องอ่านออก เขียนได้หรือคิดเลขเป็น ปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไรและหันมาถามความคิดเห็นของโทยะ ซึ่งโทยะก็ตอบแบบชัด ๆ ว่าแบบนั้นน่ะเข้ากองอัศวินของบรุนฮิวไม่ได้หรอก ทำเอาความมั่นใจของเด็กน้อยพังทลายในพริบตา แน่นอนว่าใจของเด็กน้อยอยากเป็นอัศวินเพื่อปกป้องคนอื่น ๆ แต่เพราะความเยาว์วัยจึงมีความคิดที่คับแคบเกินไปและเข้าใจว่าแค่แข็งแกร่งอย่างเดียวก็พอ โทยะจึงลองตั้งคำถามกับเด็กน้อยว่า ถ้าจะส่งอัศวิน 15 นายไปปราบมอนสเตอร์ ในเวลาหนึ่งสัปดาห์ต้องพกสเบียงอาหารไปด้วยเท่าไหร่? ถ้าหากพกไปน้อยเกินไปอัศวินก็จะกินไม่อิ่มและไม่มีเรี่ยวแรงพอจะต่อสู้ ถ้าพกมาเกินไปก็จะหนักจนสู้ไม่ได้ และหากภารกิจผิดพลาดมอนสเตอร์จะโจมตีผู้คนที่อัศวินต้องทำหน้าที่ปกป้อง และการที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็ทำให้ไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารหรือกับใครได้ เช่น การอ่านแผนการในสาสน์ที่ถูกส่งมา หรือการจะเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้วค่อยมานั่งเรียนมันก็คงไม่ทันการณ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพอัศวินที่ต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นด้วยแล้วการศึกษาพื้นฐานนั้นสำคัญยิ่งเพราะการกระทำอันผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะส่งผลต่อผู้คนมากมายในภายหลังนั่นเอง โทยะได้บอกถึงเรื่องราวของบุคคลากรในกองกำลังอัศวินแห่งบรุนฮิวว่าบางคนก็ไม่ได้มีทักษะการใช้ดาบหรือการต่อสู้ที่เก่งกาจแต่อย่างใด แต่พวกมีความสามารถที่จะปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง มีความสามารถให้การปลูกพืชทำการเกษตรผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ความแข็งแกร่งอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ทั้งหมด หลังจากได้ฟังสิ่งที่โทยะพูดแล้วเด็กชายคนนั้นก็หันไปถามเฟียน่าว่า ที่โทยะพูดมานั้นจริงหรือเปล่าแน่นอนว่าเฟียน่าก็ยืนยันในสิ่งที่โทยะพูดมาทั้งหมดนั้นว่าเป็นความจริงหลังจากนิ่งไปแปบหนึ่งเด็กชายคนนั้นก็บอกว่าเขาจะตั้งใจเรียนเพื่อเป็นอัศวินที่สามารถปกป้องทุกคนได้ และหลายปีต่อมาเด็กคนนี้ก็ได้เติบโตขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจและไปเข้าร่วมการทดสอบเป็นอัศวินแห่งบรุนฮิวในที่สุด
.
หลังจากพาปู่ทัวร์เสร็จแล้วปู่ก็บอกว่าที่นี่เป็นที่ที่ดีเดียวจากนั้นปู่แกก็ถามโทยะว่ารู้เสียใจที่ถูกส่งมายังโลกนี้ไหม? เคยคิดไหมว่าถ้าเป็นไปได้อยากกลับไปยังโลกเดิมหรือเปล่า? ซึ่งโทยะก็ตอบในทำนองว่าแม้ว่าตอนแรกเขาจะรู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้พบกับครอบครัวและเพื่อนที่โลกโน้นแต่ตอนนี้เขาก็มีความสุขในโลกนี้แล้ว เขาไม่รู้สึกเสียใจตรงกันข้ามเขารู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้มายังโลกนี้ โลกที่เขาได้พบกับคนสำคัญในชีวิตเขา โลกที่เขาได้พบกับเอลเซ่และลินเซ่ ได้เดินทางไปกับยาเอะ ได้พบซู ได้ถูกยูมิน่าขอแต่งงาน ถูกรีนชักชวนให้มาเป็นลูกศิษย์ ได้ไปช่วยรูเชียที่เรกุรุส ช่วยฮิวด้าจากอันตราย ได้ฟื้นความทรงจำให้กับซากุระ ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เขาได้พานพบเพราะถูกส่งมายังโลกนี้ จากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็ได้บอกเกี่ยวกับสกิลข้ามมิติของพวกเทพถ้าหากโทยะใช้มันได้อย่างชำนาญพอเขาจะสามารถกลับไปที่โลกเดิมได้ แต่โทยะคิดว่าตัวตนของเขาได้ตายจากโลกนั้นแล้ว และไม่มีปาฏิหารย์คืนชีพในโลกเดิมด้วยดังนั้นการที่คนที่ตายไปแล้วอย่างเขาจะไปมีตัวตนบนโลกนั้นอีกก็ดูจะผิดธรรมชาติเกินไป แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าทำได้เขาก็อยากไปพบพ่อกับแม่ของเขาในแบบคนตายไปเข้าฝันซักครั้งอยู่เหมือนกัน ปู่เวิร์ลก็อดจึงได้บอกเรื่องที่ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของโทยะตอนนี้กำลังจะมีลูกอีกคนแล้ว ทำเอาโทยะอึ้งพอสมควรแต่ก็ดีใจที่พ่อกับแม่จะมีน้องชายไม่ก็น้องสาวมาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว
.
ทางด้านของพวกอานุบิสก็เดินทางไปถึงบริเวณใจกลางของเขตไอเซนกัลด์แถวบริเวณป่าที่ลับตาผู้คน เมื่อเลือกตำแหน่งเหมาะ ๆ ได้แล้วอานุบิสก็นำเอาต้นไม้ศักดิสิทธิ์ออกมาจากสโตร์ที่อยู่ในปลอกคอและส่งให้อัลบัสทำหน้าที่ขุดหลุมและทำการปลูกมันลงดิน ต้นไม้ศักดิสิทธิ์เริ่มดูดพิษเข้ามาและค่อยเติบโตซึ่งกว่ากระบวนการชำระล้างบริเวณนี้จะเสร็จสิ้นต้องใช้เวลาประมาณสองวันพวกโทยะถึงจะสามารถมาที่นี่ได้ดังนั้นในระหว่างนี้พวกอานุบิสจำเป็นต้องรับหน้าที่คุ้มกันต้นไม้นี้ไปก่อน ศัตรูที่โผล่หน้ามาเป็นกลุ่มแรกก็คือพวกก็อบบลินดูเหมือนว่าในป่าเขตนั้นเป็นถิ่นอาศัยของพวกมันแต่พวกอานุบิสก็จัดการกับพวกมันได้ไม่ยากเย็นอะไรแต่ภารกิจก็ยังห่างไกลจากคำว่าลุล่วง ขณะเดียวกันทางฝั่งของบรุนฮิวก็กำลังทำการทดสอบไฟท์เกียร์โดยให้ไชน์เคาท์กับบลูมูนเฟรมเกียร์ของ เรนกับโนรุน(ที่เป็นรองหัวหน้าอัศวิน) แต่เนื่องจากตอนนี้มีคนชื่อโนรุนอยู่สองคน จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อ รองหัวหน้าอัศวิน “โนรุน” (ノルン) มาเป็น “โนลเอะ” (ノルエ ) แม้ว่าไฟท์เกียร์จะพอใช้งานได้แล้วแต่ก็ออกแบบมาเพื่อพวกไนท์บารอนกับชีวาเลียร์ ดังนั้นมันจึงไม่สามารถติดตั้งกับวัลคิรี่ยูนิตของพวกยูมิน่าได้ ส่วนแนวคิดที่ว่าจะรวมเกอร์ฮิลเด้กับเฮมวีเก้ของเอลเซ่กับลินเซ่เข้าด้วยกันนั้นก็ประสบกับปัญหาจึงต้องล้มเลิกโครงการไป นอกจากทดสอบไฟท์ยูนิตแล้วก็ยังมีโอเวอร์เกียร์เครื่องใหม่ที่กำลังทำการทดสอบอยู่ด้วยชื่อของมันก็คือ “เดียบาวด์”
.
โอเวอร์เกียร์ที่มีรูปลักษณ์เป็นกวางสีน้ำเงินซึ่งมันก็คือโอเวอร์เกียร์ของเจ้าชายโรเบิร์ตนั่นเองโดยจะมีความแตกต่างจากเลโอนัวร์และไทเกอร์รูสที่เป็นโอเวอร์เกียร์สายโจมตี เดียบาวด์เป็นโอเวอร์เกียร์สายป้องกันและเน้นหนักไปที่ความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ ส่วนเขาที่อยู่บนหัวคืออุปกรณ์สร้างบาเรียป้องกันแบบครอบคลุมพื้นที่และสามารถใช้โจมตีได้ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเรจีน่าก็เข้ามาคุยกับโทยะดูเหมือนว่าช่วงนี้เธอจะทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายวัน เรจีน่าร้องขอรางวัลสำหรับความเหนี่อยยากของเธอจากโทยะ โดยตอนแรกเธอขอค่ำคืนอันเร้าร้อนกับโทยะซักคืนแต่แน่นอนโทยะปฏิเสธ ก่อนจะต่อรองจนเหลือแค่ให้กอดเธอหน่อยโทยะที่ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องยอมกอดเธอ แต่หลังจากกอดได้แปบเดียวเรจีน่าก็หลับไปโทยะจึงได้ฟากโรเซ็ตต้าให้พาเรจีนากลับไปนอน ในตอนนั้นโรเซ็ตต้าก็ได้เผยความลับบางอย่างเกี่ยวกับเรจีน่าในอดีตเรจีน่าไม่เคยใช้ความสามารถของตนเพื่อคนอื่นเลยแต่พอเธอได้เห็นโทยะจากการส่องดูอนาคตเธอก็ทั้งหมดมันเป็นสิ่งที่เรจีน่าเตรียมเอาไว้เพื่อที่จะทำให้เธอได้พบกับโทยะในอีกห้าพันปีข้างหน้าและสาเหตุที่พวกโรเซตต้ามีความรักและผูกพันกับโทยะมากกว่าการเป็นเจ้านายกับลูกน้องนั่นก็เพราะพวกเธอทั้งหมดคือความรู้สึกที่แยกตัวออกมาจากเรจีน่านั่นจึงทำให้โทยะรู้ว่าไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของบาบิโลนได้นอกจากเขา
.
การต่อสู้เพื่อตัดสินชะตากรรมของโลกนี้ที่ไอเซนกัลด์ใกล้เข้ามาทุกขณะโทยะจำเป็นต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทางด้านของพวกอานุบิสที่ทำหน้าที่ปกป้องต้นไม้ศักดิสิทธิ์อยู่หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งวันก็ต้องตั้งรับการโจมตีของพวกเฟรซกลายพันธ์ุที่เข้ามาโจมตีโดยไม่ยังไม่ยอมถอยหนีกลับมา เพราะถ้าถอยกลับต้นไม้ก็ต้องถูกทำลายและกระบวนการทุกอย่างก็จะกลับไปเริ่มจากศูนย์ แต่การต่อสู้เป็นอย่างยากลำบากเพราะเดิมทีบาเตสกับอานุบิสก็ไม่ใช่โกเลมสายต่อสู้อยู่แล้วอาวุธที่ติดตั้งไว้ก็ไม่ได้รุนแรงพอจะรับมือกับเฟรซกลายพันธุ์ได้ ส่วนอัลบัสแม้จะพอจัดการกับศัตรูได้แต่เพราะไม่มีมาสเตอร์อยู่ด้วยจึงสำแดงศักยภาพในต่อสู้ได้ไม่เต็มที่ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังย่ำแย่อยู่นั้น ลูน่ากับวิโอล่าก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น
.
ตัดกลับมาทางพวกโทยะก็กำลังอยู่ระหว่างการเรียกประชุมพันธมิตรทั้งหมดเพื่อรายงานสถานการณ์ในไอเซนกัลด์ให้ผู้นำทุกคนได้รับรู้ ดูเหมือนว่าเทพมารกำลังจะเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วแน่นอนว่าคำถามต่อมาที่ไม่ว่าใครก็คงอยากกได้คำตอบนั้นก็คือจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกหากว่าเทพมารตื่นขึ้นมา โทยะได้คาดการณ์ว่าหลังจากนี้พวกเฟรซกลายพันธุ์ก็คงจะเริ่มบุกโจมตีไปทั่วโลกเพื่อกัดกินวิญญาณของมนุษย์อาจจะร่วมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วยและสิ่งมีชีวิตที่ถูกแย่งชิงวิญญาณไปก็จะกลายเป็นสเกลตันเฟรซไม่ก็ซอมบี้และกลายเป็นสมุนของเทพมารไป เมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้นแล้วก็ไม่มีผู้นำคนไหนคัดค้านหรือไม่เชื่อในสิ่งที่โทยะพูดออกมาเลยแม้แต่คนเดียวทั้งนี้ก็เพราะการต่อสู้ที่ผ่าน ๆ มามันชี้ชัดอยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด โทยะได้อธิบายต่อเกี่ยวกับแผนการที่นำต้นไม้ศักดิสิทธิ์ไปปลูกที่ไอเซนกัลด์และเมื่อจัดการกับพิษได้แล้วพวกเขาก็จะบุกเข้าไปจัดการกับเทพมาร ถึงตรงนี้ราชินีแห่งสเตรนก็ถามโทยะว่าโทยะจะสามารถจัดการกับเทพมารได้แน่หรือ? โทยะตอบว่าเขาต้องจัดการให้ได้ เพราะเขายังไม่ได้แต่งงานดังนั้นจะไม่ยอมตายที่นั่นเด็ดขาดทำให้ราชาแห่งเฟลเซนหัวเราะและบอกว่าเชิงล้อเล่นว่าพูดแบบนั้นมันจะปักธงตายเอานะ ส่วนสิ่งที่โทยะอยากให้ทุกอาณาจักรทำก็คือในระหว่างที่เขาเข้าไปจัดการกับเทพมารก็คือการใช้เฟรมเกียร์ปกป้องต้นไม้ศักดิสิทธิ์เอาไว้จนกว่าเขาจะจัดการกับเทพมารลงได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้นโทยะคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายจะมีแผนอะไรซ่อนไว้อยู่อีกก็ได้ดังนั้นเขาจึงแจ้งแผนการลับไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินให้ผู้นำทั้งหลายได้รับรู้เอาไว้และหลังจากการประชุมจบลงก็เป็นช่วงของงานปาร์ตี้
.
ในเวลานั้นเองพระสันตปาปาแห่งรามิชก็ได้กระหืบกระหอบมาหาโทยะเพราะได้ยินจากเมดในปราสาทว่าปู่ชินโนสุเกะแกอยู่ที่นี่จึงมาถามว่าตอนนี้ปู่แกอยู่ที่ไหนเพราะเธอต้องการจะไปทักทายท่านและเมื่อโทยะบอกว่าน่าจะกำลังดื่มชาอยู่กับท่านพี่คาเร็นที่ห้องนั่งเล่น พระสันตปาปาก็รีบแจ้นไปทันทีโดยไม่ห่วงอายุตนเองเลย จากนั้นโทยะก็คุยกับราชาของอาณาจักรอเลนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาภูติแต่ดูเหมือนว่าท่านราชาพยายามจะอัญเชิญและทำสัญญากับสปิริตแห่งลม แต่เพราะแกออกเสียงผิดจาก คาเสะ ( 風 ) ที่แปลว่าลมเป็น คาเบะ ( 壁 ) ที่แปลว่ากำแพงซะแทนทำให้อัญเชิญไม่ได้ หลังจากนั้นโทยะก็สอนการออกเสียงที่ถูกต้องจนในที่สุดราชาแห่งอเลนก็สามารถอัญเชิญสปริตแห่งลมมาได้สำเร็จ ซึ่งในตอนนั้นโทยะยังไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่ที่ต้นไม้ศักดิสิทธิ์ บาเตสเช็คข้อมูลจากเมมโมรี่ของตนเองเกี่ยวกับโกเลมชั้นคราวน์ที่บันทึกเอาไว้ (ในตอนนี้จะมีการพูดถึงโกเลม “เขียว” แกรนด์ กรัน แต่มันจะปรากฏตัวก็หลังศึกเทพมารไปพอสมควร) ทำให้รู้ว่าผู้ที่ปรากฏตัวออกมานี้คือ ลูน่าและโกเลมชั้นคราวน์ “ม่วง” วิโอล่า นั่นเองซึ่งการโจมตีของวิโอล่าก็สามารถจัดการเฟรซกลายพันธ์ลงได้อย่างง่ายดายและตอนนี้สิ่งที่ลูน่าให้ความสนใจก็คือโกเลมชั้นคราวน์สีขาวที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
.
ลูน่าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับมาสเตอร์ของอัลบัส ซึ่งอัลบัสก็ตอบว่า ยูมิน่า เอลแนร์ เบลฟาส แต่ดันพ่วงตำแหน่งภรรยาของโทยะราชาแห่งอาณาจักรบรุนฮิวไปด้วย พอได้ยินชื่อ โมจิสึกิ โทยะ ลูน่าก็ตาเป็นประกายในทันทีและสอบถามข้อมูลจากอัลบัสต่อ แต่พออานุบิสถามว่าลูน่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับโทยะ เธอก็ตอบว่าเป็นความสัมพันธ์แบบฆ่าหรือถูกฆ่า จากนั้นเธอก็พยายามมองหาโทยะเพื่อจะได้ฆ่ากันต่อ บาเตสก็บอกว่าโทยะไม่ได้อยู่ที่นี่แต่เขาจะเดินทางมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้หากว่าสามารถป้องกันที่นี่เอาไว้ได้จนถึงเวลานั้น แต่ในระหว่างที่คุยกันอยู่ลูน่าก็ถูกเฟรซกลายพันธ์โจมตีเข้าเธอเลยหันไปจัดการกับเฟรซ เมื่อเห็นพลังของลูน่าบาเตสจึงได้คิดแผนเพื่อยืมพลังของลูน่ามาใช้เพื่อปกป้องต้นไม้ศักดิสิทธิ์โดยบอกว่าถ้าช่วยปกป้องที่นี่จนถึงวันพรุ่งนี้ได้สำเร็จล่ะก็จะได้พบกับโทยะ แม้ว่าลูน่าจะงอแงว่าอยากเจอโทยะตอนนี้แต่บาเตสก็ปฏิเสธและหลอกล่อว่ามีแค่โกเลมเท่านั้นที่จะผ่านเกทกลับไปยังบรุนฮิวได้ นั่นจึงทำให้ลูน่ายอมร่วมมือด้วยในที่สุด ส่วนทางด้านของโทยะตอนนี้ก็กำลังไปพบกับเอนเด้ที่บ้าน เพราะเอนเด้โทรมาตามให้ไปพบที่บ้านเพราะมีเรื่องเกี่ยวกับยูระจะพูดคุยด้วยดูเหมือนว่าเมลจะสัมผัสได้ถึงเฟรซระดับปกครองตัวใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ไอเซนกัลด์ จากสัมผัสที่รู้สึกได้ดูเหมือนว่าจะเป็นขุนพลของพวกเฟรซที่มีนามว่า “เซโน่” เช่นเดียวกับโลกนี้ โลกเฟรซเซียเองก็มีสิ่งมีชีวิตที่คล้าย ๆ กับพวกมอนสเตอร์ที่เป็นภัยต่อพวกเฟรซเช่นกันและผู้คอยทำหน้าที่ต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้นก็คือเฟรซชั้นปกครองหากว่า ยูระคือหัวกะทิด้านการบริหาร เซ่โน่ก็คือหัวกะทิด้านกองทัพมิหนำซ้ำยังเป็นพี่ชายของกิระอีกด้วยเมื่อเซโน่ร่วมมือกับยูระศึกนี้ก็ถือเป็นงานที่ยากลำบาก เมลได้บอกกับโทยะว่าพวกเธอจะจัดการกับเซโนเองดังนั้นจึงอยากจะให้โทยะช่วยมอบพลังที่จะจัดการกับพลังของเทพมารแก่พวกเธอด้วย
.
หลังจากฟังคำของร้องของเมลแล้วโทยะก็ได้มอบอาวุธลับที่เขาเตรียมเอาไว้ให้กับพวกเอนเด้ นอกจากนี้โทยะก็ได้มอบกอนเลทที่ทำจากผลึกของพวกเฟรซให้กับเอนเด้เพื่อใช้เป็นอาวุธ ซึ่งกอนเลทอันนี้มีพื้นฐานแบบเดียวกับที่เอลเซ่ใช้แต่ดีไซน์ต่างกัน ส่วนหน้าที่ที่โทยะอยากให้เอนเด้ทำในศึกนี่ก็คือคุ้มครองต้นไม้ศักดิสิทธิ์ แถมยังมีขู่ว่าถ้าทำไม่สำเร็จจะไปบอกให้ทาเครุจับเข้าคอร์สฝึกนรกด้วยหลังจากคุยธุระจบโทยะก็ออกจากบ้านของเอนเด้และมุ่งหน้าไปยังโรงแรมจันทราสีเงินต่อพร้อมกับคิดถึงผู้ที่จะให้มาเข้าร่วมศึกนี้คนอื่น ๆ ต่อไป ส่วนทางด้านของพวกอานุบิสที่ได้ลูน่ามาช่วยก็สามารถต้านการโจมตีเอาไว้จนถึงเช้าวันต่อมาแต่นั่นก็หมายความว่ามันใกล้ถึงเวลาตามที่สัญญาแล้วดังนั้นลูน่าจึงเริ่มทวงถามถึงสิ่งที่บาเตสสัญญาไว้ ตอนนี้ต้นไม้ก็สูงได้ประมาณสี่เมตรแล้ว บาเตสจึงบอกว่ากับลูน่าว่าเธอจะไปตามโทยะมา ซึ่งลูน่าก็ออกอาการดีอกดีใจที่จะได้พบกับโทยะ จากนั้นบาเตสก็ส่งสัญญาณให้อานุบิสนำเกทมิเลอร์ออกมาแล้วก็บอกกับลูน่าว่าจะพาโทยะมาที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมง
.
หลังผ่านเกทกลับมาที่บรุนฮิวบาเตสก็ได้พบกับริปเปิ้ล บาเตสจึงรีบให้ริปเปิ้ลรีบไปแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉินกับโทยะอย่างเร็วที่สุดแต่ทว่าลูน่าได้ตามบาเตสผ่านเกทมาถึงปราสาทบรุนฮิวแล้ว ริปเปิ้ลจึงต้องรีบแจ้นไปปลุกโทยะที่ห้องนอนเป็นการด่วนจี๋ ริปเปิ้ลบอกกับโทยะว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในปราสาทเป็นเด็กสาวใส่แว่นกับโกเลมตัวเล็ก ๆ สีม่วง พอได้ฟังเช่นนั้นโทยะก็รู้ได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกนั้นเป็นใคร โทยะรีบความสมาร์ทโฟนและเทเลพอร์ตออกยังที่เกิดเหตุทั้ง ๆ ที่ใส่ชุดนอนอยู่ แต่เมื่อไปถึงก็ไม่พบลูน่ากับวิโอล่าแล้วมีเพียงบาเตสนอนหมอบอยู่ใกล้ ๆ กับกำแพงเท่านั้น โทยะจึงเขาไปดูสภาพของบาเตส ดูเหมือนว่านอกจากส่วนขาแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายมากนัก บาเตสได้แจ้งผู้บุกรุกก็คือ ลูน่า โทริเอสเต้ ซึ่งก็ตรงตามที่คิดไว้และการที่ลูน่ามาที่นี่ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ แต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องบาเตสกลับไปยังห้องแล็ปของบาบิโลนเพื่อส่งต่อให้เอลก้าช่วยจัดการซ่อมแซมเสียก่อน จากนั้นโทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของลูน่าในทันที ผลจากการค้นหาทำให้รู้ว่าเธออยู่ที่ชั้นสองของปราสาทบรุนฮิวและกับต่อสู้อยู่กับโมโรฮะและคารินะ
.
แม้ว่าจะรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่งว่าทั้งสองน่าจะรับมือกับลูน่าได้แต่โทยะก็รีบเทเลพอร์ตไปยังจุดที่กำลังมีการต่อสู้อยู่ในทันที แต่พอไปถึงก็พบว่าลูน่าถูกซัดร่วงไปเรียบร้อยแล้วส่วนวิโอล่าก็โดนลูกธนูจำนวนหลายดอกยิงอัดติดกำแพงจนหมดสภาพไปแล้วเช่นกัน ที่ตรงนั้นนอกจากโมโรฮะและคารินะแล้วก็ยาเอะกับฮิลด้าก็อยู่ที่นั่นด้วย เมื่อโทยะมาถึงท่านพี่ทั้งสองก็กล่าวทักทายอรุณสวัสดิ์เหมือนกับว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งนั้น แถมโมโรฮะยังเข้าใจผิดคิดว่าลูน่าคือกิ๊กใหม่ของโทยะเสียอีกเล่นเอาโทยะเกือบจะงานเข้า หลังจากนั้นโทยะจึงได้อธิบายเรื่องราวของลูน่าว่าที่เธอคลุ้มคลั่งแบบนี้ก็เพราะค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้โกเลมสกิลของวิโอล่าทั้งนี้ทั้งนั้นหลัก ๆ แล้วก็เพื่อเคลียร์กับยาเอะและฮิวด้า แต่ปัญหาต่อมาก็คือจะเอายังไงกับเธอดี ลูน่าเป็นบุคคลอันตรายเกินกว่าที่จะให้มีอิสระต่อไปแม้โทยะจะมีความคิดว่าฆ่าให้ตายไปเลยหรือขังไว้ที่ไหนซักแห่งอาจจะเป็นการดีแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโทยะก็มีอีกความคิดหนึ่งก็คือถ้าทำลายวิโอล่าซะลูน่าจะถูกปลดปล่อยจากคำสาปนี้หรือเปล่า แต่การจะทำลายวิโอล่าที่มีสกิลฟูสภาพแม้จะกลายเป็นเศษซากก็สามารถฟื้นสภาพกลับมาได้แบบนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งและตอนนี้เขาเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะมาคิดเรื่องอื่นแล้วด้วย โทยะจึงจัดการแช่แข็งวิโอล่าเอาไว้ด้วยเวท “เอทานอล คอนฟิน” หลังจากนั้นพวกอัศวินที่ริปเปิ้ลไปเรียกมาก็มาสมทบ
.
เหล่าอัศวินพากันขออภัยที่การรักษาการณ์ของพวกเขาหละหลวมทำให้มีผู้บุกรุก แต่โทยะก็บอกไม่ใช่ความผิดของพวกอัศวินเพราะ เดิมที่ในห้องเกทมิเลอร์ที่ลูน่าใช้บุกรุกเข้ามานั้นมีเวทพริซันป้องกันอยู่แต่เพราะลูน่ามีพลังของเทพมารอยู่ในตัวเธอจึงสามารถทำลายกำแพงป้องกันนั้นเข้ามาได้ ดังนั้นตอนนี้โทยะเลยกำลังกลุ้มใจว่าจะกักขังลูน่าเอาไว้อย่างไรดีเพราะเวทพาราไลซ์ก็ไม่ได้ผลกับเธอและต่อให้พริซันขังไว้เธอก็พังมันได้อยู่ดี แต่ในระหว่างนั้นเองคารินะก็ได้บอกให้โทยะลองใช้ดวงตาเทวะมองดูที่ลูน่าให้ดี ๆ และพอทำตามที่คารินะบอกโทยะก็พบว่าในตัวของลูน่ามีคอร์ของเฟรซกลายพันธ์ุขนาดประมาณลูกกอล์ฟฝังอยู่ในอกข้างขวาโทยะจึงใช้แอปพอร์ทดึงมันออกมาและทำลายมันทิ้งซะเพียงเท่านี้พลังของเทพมารที่อยู่ในตัวเธอก็จะน่าจะหายไปจากนั้นโทยะก็ฝากให้รีเบคก้าพาตัวลูน่ากับวิโอล่าที่ถูกแช่แข็งไปคุมขังเอาไว้ในคุกก่อน เมื่อบาเตสถอยกลับมาก็หมายความว่ากำลังคุ้มกันต้นไม้ศักดิสิทธิ์ที่ไอเซนกัลด์ย่อมต้องลดลงดังนั้นโทยะจึงขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเรดแคทของเนียให้ช่วยไปทำหน้าที่เป็นกำลังหนุนชุดแรกที่จะเข้าไปปกป้องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อโทยะนำพวกเนียไปยังต้นไม้ศักดิสิทธิ์แล้ว อานุบิสก็เข้ามาถามถึงสถานการณ์ที่ปราสาท โทยะจึงตอบไปว่าสถานการณ์ถูกควบคุมไว้ได้แล้วและให้อานุบิสถอยกลับไปบรุนฮิวทว่าเมื่อโทยะเดินออกห่างจากตนไม้เขาก็โดนพิษเล่นงานเข้าอีกแม้จะไม่หนักเท่าก่อนหน้าแต่ก็ยังมีผลอยู่แม้ว่าตอนนี้ต้นไม้จะสูงกว่าห้าเมตรไปแล้วแต่ระยะปลอดภัยที่โทยะสามารถเคลื่อนไหวได้ตอนนี้ก็แค่รัศมีสิบเมตรรอบต้นไม้นี้เท่านั้น
.
โทยะรวบรวมพลังและสมาธิเพื่อเปิดเกทเรียกเฟรมเกียร์ของพวกกลุ่มเรดแคทออกมาพร้อมกับไทเกอรรูสของเนียเพื่อใช้รับมือกับเฟรซที่บุกเข้ามาก่อนจะพาตัวเองถอยกลับมาตั้งหลักที่ปราสาทก่อนกลับโทยะได้เรียกอัลบัสให้ตามเขากลับมาด้วย หลังจากนั้นโทยะก็ถามอัลบัสว่าตลอดเวลาที่คุ้มกันต้นไม้อยู่มีเฟรซบุกมาโจมตีจำนวนเท่าไหร่ อัลบัสก็รายงานว่ามีทั้งหมดห้าสิบสามตัวทั้งหมดที่มาเป็นระดับต่ำแต่โทยะรู้สึกว่าการโจมตีต้องมาอีกแน่เขาจำเป็นต้องรีบส่งกำลังเสริมไปสมบทกับพวกเนียให้เร็วที่สุดโทยะจึงรีบติดต่อไปหาโนรุนกับโรเบิร์ตด้วยสมาร์ทโฟนของเขา
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 29 พาร์ท 4 Final (414 - 425)
ในวันนั้นการโจมตีของพวกเฟรซกลายพันธุ์ต่อต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่เนื่องจากพวกที่เข้ามาจู่โจมนั้นมีแต่พวกระดับต่ำทำให้กลุ่มเฟรมเกียร์ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่คุ้มกันนั้นก็สามารถต้านทานเอาไว้ได้โดยไม่มีปัญหาส่วนสถานการณ์การรบนั้นก็ได้เจ้เอสแห่งกลุ่มเรดแคทคอยติดต่อกลับมารายงานด้วยสมาร์ทโฟน ดูเหมือนว่าแม้เวทค้นหาจะโดนปิดกั้นแต่การติดต่อสื่อสารกันด้วยสมาร์ทโฟนนั้นยังสามารถทำได้อยู่ หลังจากผ่านเวลาไปอีกหนึ่งวันต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มจะมีความสูงมากกว่าต้นไม้อื่น ๆ ในป่าแล้วทำให้การซ่อนพรางตำแหน่งที่ตั้งทำได้ยากขึ้นและถ้ามันสูงไปมากกว่านี้ก็คงจะกลายเป็นจุดเด่นและเผยที่ตั้งของตัวเองในที่สุด และหลังจากส่งโอเวอร์เกียร์อย่างเลโอนัวร์กับไทเกอร์รูสล่วงหน้าไปก่อนแล้วโทยะก็ได้ส่งเจ้าชายโรเบิร์ตกับโอเวอร์เกียร์ “เดียบาวด์” ตามไปสมทบพวกเนียและโนรุนด้วยอีกแรงด้วยระบบสร้างบาเรียปกคลุมพื้นที่ของเดียบาวด์น่าจะช่วยให้ปกป้องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยโทยะตั้งใจว่าจะเคลื่อนพลเข้าไอเซนกัลด์ในอีกสองวันให้หลังเพราะต้องการรอให้แน่ใจว่าพิษสังหารเทพที่ปกคลุมที่นั่นเบาบางลงมากพอจนไม่ส่งผลกับตัวเขาและเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าและเทพองค์อื่น ๆ ที่จะเข้าไปที่นั่น
.
ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเรจีน่าเกี่ยวกับเฟรซรูปแบบใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นที่ไอเซนกัลด์ โทยะจึงมุ่งหน้าไปยังห้องทดลองของบาบิโลนและได้เห็นเฟรซรูปแบบใหม่ที่ว่านั้นผ่านทางจอมอนิเตอร์โดยภาพนั้นถูกส่งมาจากกล้องของเฟรมเกียร์ที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเจ้าเฟรซรูปแบบใหม่นี้มีรูปร่างลักษณะและขนาดที่เหมือนกับเฟรมเกียร์เลยทีเดียวแถมยังถือดาบและโล่ห์มาเป็นอาวุธอีกด้วย โดยรูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมก็ดูคล้าย ๆ กับชีวาเลียแต่จะมีบางส่วนที่ดูต่างไปเล็กน้อยและสีของมันก็เป็นสีทองหม่น ๆ แม้ว่าในตอนแรกทั้งโทยะและเรจีน่าจะไม่เข้าใจว่าพวกเฟรซจะลอกแบบเฟรมเกียร์ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันเพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้วถ้าต้องการเฟรซขนาดใหญ่เฉย ๆ สามารถทำออกมาเป็นรูปแบบอื่นก็ได้เช่นพวก โกเลมก็ได้แท้ ๆ แต่ทว่าในตอนนั้นเรจีน่าก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างหลังจากที่ เรดลิงก์ของเจ้เอสใช้อาวุธฟาดฟันใส่เฟรซรูปแบบเฟรมเกียร์จนมีชิ้นส่วนบางอย่างหลุดออกมาและนั่นก็ทำให้เรจีน่าเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำไมพวกเฟรซจึงได้สร้างของที่คล้ายเฟรมเกียร์ออกมา
.
เรจีน่าได้อธิบายว่า เฟรซนั้นไม่ว่าจะเป็น ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง หรือแม้แต่พวกระดับชนชั้นปกครองต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือต่างมีคอร์ที่อยู่ภายใน และขนาดและจำนวนของคอร์เองก็แปรผันไปตามขนาดของร่างกายด้วยอย่างเช่นพวกระดับต่ำก็จะมีคอร์ขนาดประมาณลูกซอฟท์บอล ขนาดกลางคอร์มีขนาดประมาณลูกบาสเก็ตบอลไปจนถึงบาลานซ์บอล และระดับแอดวานท์มีคอร์ขนาดใหญ่ประมาณสองถึงสามเมตร ส่วนของพวกชนชั้นปกครองนั้นมีขนาดประมาณลูกเชอร์รี่ เช่นนั้นแล้วเฟรซที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเฟรมเกียร์จะต้องมีคอร์ขนาดประมาณเท่าไหร่ โดยตัวโทยะคิดว่ามันน่าจะมีคอร์ใหญ่พอ ๆ กับพวกระดับกลางนั่นก็คือประมาณลูกบาสเก็ตบอล แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่คอร์ของพวกเฟรซรูปแบบเฟรมเกียร์นั้นมีขนาดแค่ประมาณสองเซนติเมตรเท่าน้้น จากนั้นเรจีน่าก็ชี้ให้โทยะสังเกตสิ่งตกอยู่ใกล้ ๆ กับเท้าของเรดลิงก์ให้ดี ซึ่งสิ่งที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ก็คือสเกลตัลเฟรซ แท้จริงแล้วเฟรซรูปแบบเฟรมเกียร์ก็คือเปลือกนอกขนาดใหญ่ที่ใช้สเกลตัลเฟรซเข้าไปควบคุมมันอยู่อีกทีหนึ่งนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เฟรซระดับต่ำมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับระดับกลางได้และยังมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนกับเฟรซปกติทั่ว ๆ อีกด้วย และการที่คอร์มีขนาดเล็กทำให้ยากต่อการค้นหาและทำลายตราบใดที่ตัวสเกลตัลที่อยู่ภายในไม่ถูกทำลายก็จะไม่มีทางเอาชนะพวกมันได้
.
โทยะได้ติดต่อไปยังเจ้เอสเพื่อแจ้งข้อมูลของศัตรูตัวใหม่ให้ทราบโดยทั่วกันพร้อมกับตั้งชื่อเรียกขานเฟรซในลักษณะนี้ว่า “เฟค” และด้วยความที่มันลอกเลียนแบบจากเฟรมเกียร์มามากเกินไปทำให้จุดอ่อนของมันอยู่ตรงจุดเดียวกับเฟรมเกียร์ด้วยเช่นกันนั่นก็คือจุดเป็นค็อกพิทนั่นเองเมื่อโจมตีไปที่จุดนั้นก็จะสามารถทำลายสเกลตัลเฟรซลงได้และเฟคก็จะหมดพิษสงไปในทันทีและจุดบอดที่สำคัญของเฟคก็คือคอร์ที่มีขนาดเล็กมีพลังงานไม่มากพอที่จะใช้ความสามารถในการเปลี่ยนสภาพโครงสร้างของตัวเองได้แบบเดียวกับเฟรซปกติทั่วไป มันจึงไม่สามารถเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นอาวุธโจมตีดังที่ควรจะเป็นมันจึงต้องถืออาวุธอย่างดาบและโล่ห์มาทดแทนส่วนนั้นทำให้ความสามารถการโจมตีของมันลดลงไปมาก ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเฟรมเกียร์ที่มีขนาดพอ ๆ กันรวมไปถึงรับรู้ถึงจุดอ่อนของพวกมันแล้วแล้ว เฟคจึงไม่ใช่ภัยคุกคามที่น่ากลัวอีกต่อไป มันค่อย ๆ ถูกกำจัดไปจนหมดในที่สุด หลังจากต่อสู้จบลงเนียก็ได้โทรมาหาโทยะพร้อมกับโวยวายเรื่องที่ไม่ได้รับการส่งสเบียงบำรุง และที่สำคัญเธอหิวมากจนจะแย่อยู่แล้ว ซึ่งตัวโทยะเองดันก็ดันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิททำให้เขาต้องรีบไปจัดการส่งเสบียงให้กับพวกเนียโดยเร็ว หลังจากนั้นโทยะก็ได้จัดหน่วยอัศวินจำนวนห้าสิบคนทำหน้าที่เป็นกองหน้าชุดแรกเข้าไปทำหน้าที่สำรวจพื้นที่ภายในไอเซนกัลด์ โดยมีนิโคล่าเป็นผู้นำกลุ่ม โดยโทยะได้มอบสเบียงอาหารและสิ่งของที่จำเป็นทั้งหมดที่ถูกบีบอัดไว้ในพริซันพร้อมกับกำชำให้ติดต่อรายงานสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นระยะ ๆ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็อย่าได้มองข้ามเป็นอันขาด หลังจากรับคำสั่งนิโคล่าก็หันไปสั่งเหล่าอัศวินใต้บังคับบัญชาของตนให้ขึ้นเฟรมเกียร์และเตรียมพร้อมออกปฏิบัติการ โดยเฟรมเกียร์ชุดนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับบินบนท้องฟ้า “ไฟท์เกียร์” เป็นที่เรียบร้อยและเมื่ออัศวินทุกคนขึ้นบังคับเครื่องของตนแล้วโทยะก็เปิดเกทส่งพวกเขาไปยังพื้นที่เป้าหมายในทันทีและในวันรุ่งขึ้นกองกำลังอัศวินจากนานาประเทศก็จะได้ไปรวมกันที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และตั้งฐานทัพขึ้น ณ จุดนั้น
.
โทยะพาพวกยูมิน่ามุ่งหน้าสู่ไอเซนกัลด์โดยใช้เกทและแน่นอนว่าจุดที่ไปก็คือบริเวณใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนว่ากระบวนการชำระล้างจะสำเร็จไปด้วยดีเพราะทั้งโทยะและบรรดาเหล่าว่าที่ภรรยาทุกคนไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติใด ๆ เมื่อก้าวเข้ามาที่นี่ ส่วนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เองก็เติบโตสูงขึ้นไปหลายสิบเมตรแล้ว ซึ่งซากุระกับลินเซ่ก็อดที่จะแสดงความประทับใจกับความยิ่งใหญ่และงดงามของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ออกมาไม่ได้ หลังจากนั้นนิโคล่าก็มานำทางโทยะไปยังจุดที่พวกหัวหน้ากับรองหัวหน้าอัศวินของประเทศอื่นรวมตัวกันอยู่ โดยเรนก็อยู่ที่นั่นด้วยหลังจากโทยะเข้าไปในเต็นท์ที่บุคคลเหล่านั้นรวมตัวกันอยู่โทยะก็ได้รับทราบสถานการณ์จาก นีลรองแม่ทัพจากเบลฟาสและฟราทหัวหน้าอัศวินจากเรสเทียเกี่ยวกับการโจมตีที่ผ่านมาว่านอกจากพวกเฟคแล้วก็มีแค่เฟรซระดับต่ำเท่านั้นที่มาโจมตีไม่มีพวกระดับกลางหรือระดับสูงเลยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกและน่ากังวลอยู่พอสมควร แต่โทยะไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะจากสภาพการณ์ในตอนนี้รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาได้ทำให้รู้ว่าเฟรซที่อยู่ในไอเซนกัลด์นั้นไม่เหมือนกับเฟรซที่เคยต่อสู้ด้วยก่อนหน้านี้ โดยเฟรซที่เคยสู้ด้วยก่อนหน้านี้นั้นจะเป็นพวกที่เดินทางมาจากต่างมิติแต่เฟรซที่เข้ามาจู่โจมต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นคือเฟรซที่ถูกสร้างขึ้นภายในไอเซนกัลด์และสาเหตุที่ว่าทำไมพวกนั้นถึงต้องสร้างเฟคออกมานั่นก็เพราะว่าพวกนั้นไม่สามารถสร้างเฟรซระดับไฮคลาสออกมาได้นั่นเองแต่เพื่อความไม่ประมาทจึงยังคงต้องให้หน่วยสอดแนมจับตาดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายต่อไปโดยผู้รับหน้าที่นี้ก็คือกลุ่มเรดแคทนั่นเอง ทว่าพวกเนียไม่ใช่คนของกองอัศวินพวกเธอเปรียบได้กับทหารรับจ้างจึงไม่ได้ทำงานให้โทยะฟรี ๆ โดยพวกเธอได้ทำข้อตกลงกับกองอัศวินเอาไว้ว่าเมื่อโทยะมาถึงที่นี่จะต้องสร้างห้องอาบน้ำให้กับพวกเธอ
.
ซึ่งข้อเสนอนี้ก็ดูจะโดนใจเหล่าสมาชิกกองอัศวินจากนานาประเทศกันทุกภาคส่วนการชำระล้างร่างกายให้สดชื่นไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างก็ต้องการกันทั้งนั้น โทยะจึงยอมรับข้อเสนอไปแบบจำใจ ยูมิน่า รูเชีย แล้วก็ซูออกไปช่วยในเรื่องของการเตรียมอาหาร ยาเอะ ฮิลด้าและเอลเซ่นำเฟรมเกียร์ออกไปจัดการกับพวกเฟรซ ส่วนพวก ลินเซ่ รีนและซากุระเสนอตัวออกไปกางบาเรียรอบ ๆ เขตนี้เพื่อป้องกันภัยคุกคามอื่นที่อาจจะเล็ดรอดเข้ามาได้ หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้วโทยะก็ออกไปมองหาทำเลเหมาะ ๆ ที่จะสร้างสถานที่สำหรับอาบน้ำ และเนื่องจากมีประสบการณ์ในการสร้างออนเซ็นให้กับโรงแรมจันทราสีเงินมาก่อนแล้วการจะสร้างออนเซนขึ้นที่นี่อีกแห่งด้วยเทคนิคเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยและแล้วห้องอาบน้ำกลางแจ้งก็เสร็จสมบูรณ์ในเวลาไม่นาน แม้ว่าจะเป็นออนเซ็นแบบกลางแจ้งแต่โทยะก็ไม่ลืมที่จะใส่ระบบป้องกันการถ้ำมองเอาไว้พร้อมสรรพแม้ว่าจะมองจากที่สูงก็จะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นไม้ หลังจากนั้นพวกเนียก็เข้าไปใช้ที่นั่นกันอย่างสบายอุราส่วนโทยะก็กลับไปยังต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกตั้งให้เป็นแคมป์ของพวกอัศวิน ที่นั่นพวกโรเซ็ตต้ากับโมนิก้ากำลังทำหน้าที่จับตาดูการเคลื่อนไหวของศัตรูที่บริเวณปราสาททองคำ ผ่านมอนิเตอร์ที่รับภาพจากกล้องที่ถูกนำไปติดตั้งเอาไว้บนหอคอยไอเซนกัลด์ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
.
โทยะได้ติดต่อเรียกให้เอนเด้ เมล เน และ ริเสะให้มารวมกันที่นี่เพื่อเตรียมความพร้อมแม้ว่าจะยังไม่เริ่มแผนการบุกแต่โทยะก็คิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้จึงควรให้มาเตรียมตัวรออยู่ที่นี่น่าจะเป็นการดีกว่าแต่ในระหว่างที่โทยะกับเอนเด้กำลังคุยกันอยู่นั้นกลิ่นหอมของหมูทอดแกงกระหรี่ก็ลอยมาดึงความสนใจของพวกเมลไป พอเอนเด้คุยกับโทยะเสร็จหันไปอีกที่พวกเธอทั้งสามก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วแต่พุ่งไปหาหมูทอดแกงกระหรี่เรียบร้อยเอนเด้จึงต้องรีบไล่ตามพวกเธอไป หลังจากนั้นพวกรีนที่ออกไปกางบาเรียก็กลับมาที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ (พวกเธอออกไปโดยใช้เฮมวีเก้ของลินเซ่เป็นพาหนะ โดยค็อทพิทของเฮมวีเก้มีลักษณะยาวกว่าค็อทพิทของเฟรมเกียร์เครื่องอื่นทั้งนี้เพราะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการเปลี่ยนร่างจึงมีพื้นที่เหลือพอให้เบาะหลังลงไปได้) ลินเซ่ได้บอกกับโทยะว่าพวกเฟคกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้คาดว่าอีกสามสิบนาทีคงจะมาถึงที่นี่ เมื่อโทยะรับทราบข้อมูลแล้วเขาก็กล่าวขอบคุณลินเซ่และใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาพวกเฟค เพื่อยืนยันตำแหน่งพลางคิดถึงแผนการที่จะใช้โต้กลับ โทยะได้ใช้เรกินเรฟของเขาทำลายพวกเฟคลงได้อย่างง่ายดายเพราะตำแหน่งของสเกลตัลเฟรซนั้นเป็นจุดตายตัวอยู่ตรงบริเวณค็อทพิทถ้าหากโจมตีไปที่ตรงนั้นก็จะสามารถกำจัดพวกเฟคลงได้อย่างง่ายดาย
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้ใช้สามารทโฟนของเขาตรวจสอบการชำระล้างพิษในเขตของเมืองหลวงของไอเซนกัลด์ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้างแล้วซึ่งจากผลการตรวจสอบก็พบว่าพิษได้ลดลงไปมากพอจนถึงระดับปลอดภัยแล้วโทยะจึงเตรียมเริ่มแผนเดินหน้าการบุกเข้าไปฐานทัพใหญ่ของศัตรู โทยะเปิดเกทเรียก โมโรฮะ คารินะ และทาเครุให้มาช่วยทำหน้าที่คุ้มกันต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในระหว่างที่พวกโทยะจะมุ่งหน้าเข้าไปปะทะกับเทพมาร โดยโทยะได้มอบอาวุธที่ทำจากผลึกเฟรซอันได้แก่ ดาบยาวกับดาบใหญ่ให้กับโมโรฮะ ขวานและธนูมอบให้คารินะและมอบกอนเล็ทแบบเดียวกับเอนเด้ให้กับทาเครุ และทันทีที่ได้อาวุธมาทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังสนามรบในทันทีประมาณว่า พร้อมจะลุยกันมานานแล้วและกระหายอยากอัดศัตรูใจจะขาด หลังจากนั้นโทยะกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเต็นท์ก่อนจะเปิดเกทเพื่อเดินทางไปยังไอเซนบรุ๊คเมืองหลวงของไอเซนกัลด์ โดยผู้ที่ร่วมเดินทางมากับโทยะในครั้งนี้ก็คือเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าและกลุ่มของเอนเด้ที่ประกอบไปด้วย เอนเด้ เมล เน และริเสะ โดยมีโพล่าเป็นตัวแถม
.
หลังจากผ่านเกทมาแล้วพวกโทยะก็ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายภายในเมืองไอเซนบรุ๊ค ที่อเนจอนาถเสียจนไม่อาจจะหาคำพูดใน ๆ มาพรรณาความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้ได้ตลอดทางที่เดินมามีแต่ซากศพเกลื่อนกลาดเต็มไปหมดเรียกได้ว่ามันกลายเป็นเมืองต้องสาปไปโดยสมบูรณ์แล้วก็ว่าได้ ทว่าในระหว่างนั้นเองพวกซากศพที่นอนอยู่กับพื้นก็เริ่มเคลื่อนไหวและตรงเข้ามาโจมตีโทยะ แต่เพราะเสียงร้องเตือนของลินเซ่จึงทำให้โทยะจัดการกับซอมบี้ที่เข้ามาโจมตีด้วยเวทย์สลิปได้ทัน จากนั้นลินเซ่ก็รายเวทย์ไฟร์สตอมเพื่อทำการเผาพวกซอมบี้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะแม้ว่าผิวหนังภายนอกถูกเผาทำลายแต่พวกส่วนที่อยู่ภายในกลับไม่ได้รับความเสียหายและเมื่อผิวหนังภายนอกถูกทำลายมันก็กลายสภาพเป็นสเกลตัลเฟรซแทนซึ่งถึงแม้ว่าสเกลตันเฟรซจะไม่ได้แกร่งมากมายอะไรนัก และมันก็ถูกฆ่าได้ง่าย ๆ หากทำลายคอร์ของมันลงได้แต่ทว่าจำนวนของมันมากมายเกินไปหากโจมตีด้วยอาวุธประชิดก็เสียเวลามากกว่าจะเปิดทางไปต่อได้เวทมนตร์เองก็ใช้กับเฟรซไม่ได้ผลอย่างดีก็ทำลายได้แค่ผิวหนังภายนอกเท่านั้น เนื่องจากไม่มีเวลามากพอโทยะจึงตัดสินใจเลี่ยงการปะทะและเพื่อที่จะหนีออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุดทุกคนจึงเรียกเฟรมเกียร์ของตนออกมาและบึ่งตรงไปยังปราสาททองคำที่เป็นจุดหมายปลายทาง ส่วนเนกับริเสะที่ไม่มีเฟรมเกียรก็ขึ้นไปยืนอยู่บนมือของดรากูนไรด์ของเอนเด้ส่วนเมลนั้นเข้าไปนั่งอยู่ในค็อทพิทกับเอนเด้
.
เรกินเรฟกับเฮมวีเก้โหมดยานบิน พุ่งทะยานไปบนท้องฟ้าในขณะที่เครื่องอื่น ๆ นั้นใช้การเคลื่อนทีไปตามทางบนพื้นดินเพื่อตรงไปยังปราสาททองคำ ในระหว่างทางเอนเด้พูดกับโทยะว่าเขาก็อยากให้ดรากูนไรด์ของเขาบินบนฟ้าได้แบบเรกินเรฟบ้างเหมือนกันแต่พอโทยะเสนอว่าให้ลองใช้ไฟท์เกียร์ดูเอนเด้ก็ตอบกลับไปว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นมันเทอะทะเกินไปคงทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าใกล้ตัวปราสาทก็มีฝูงสเกลตัลเฟรซมุ่งหน้ามาทางพวกโทยะอีกรีนจึงเปิดใช้ท่าไม้ตายของกริมเกเด้ “ฟลูเบิร์ส” ซึ่งคือการกระหน่ำอาวุธที่ติดตั้งไว้ทั้งตัวไม่ว่าจะเป็นปินแกตลิ่ง ปืนใหญ่ และมิซายส์ ออกไปถล่มเป้าหมายเป็นบริเวณกว้างและหลังจากพายุห่ากระสุนหยุดลง ฝูงสเกลตัลเฟรซก็ถูกลบหายไปราว ๆ 80 - 90 เปอร์เซนต์ส่วนกริมเกเด้ก็อยู่ในสภาพโอเวอร์ฮีทจนต้องเปิดระบบหล่อเย็นและหยุดการทำงานไปราวสี่สิบวินาทีก่อนจะเริ่มกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ในขณะเดียวกันซากุระก็บอกว่าเธอยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังแตกร้าวดังมาจากทิศที่ปราสาทตั้งอยู่ ส่วนเอนเด้ก็บอกว่าเมลจับสัญญาณเสียงของเซโน่ได้ ดูเหมือนว่าจะอยู่ในกลุ่มของเฟคที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ และเมื่อโทยะลองปรับโหมดซูมภาพกล้องของเรกินเรฟก็พบว่าในกลุ่มนั้นมีเฟคตัวหนึ่งที่ดูแตกต่างจากเฟคตัวอื่นและผู้ที่ึอยู่ในเฟคตัวนั้นก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฟรซระดับรูลเลอร์แม่ทัพที่เก่งที่สุดของเฟรซเซียเซโน่นั่นเอง
.
ซากุระได้ปลดปล่อยพลังเสียงเพลงของเธอผ่านรอสไวเซ่ส่งผลให้ความสามารถในการเคลื่อนที่ของพวกโทยะเพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันก็ลดความสามารถในการเคลื่อนที่ของศัตรูลง โทยะอาศัยจังหวะนั้นเปลี่ยนโหมดซอร์ทบิทตั้งสิบสองอันของเขาให้กลายเป็นหอกพร้อมกับใช้แอคเซลบูสเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตี เมื่อหอกพุ่งออกไปโจมตีกลุ่มของเฟคก็ถูกทำลายหายไปราวกับโมเสกแหวกทะเล ในขณะที่ออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูก็ใช้ค้อนวอร์แฮมเมอร์ที่เป็นอาวุธใหม่มาไล่ทุบพวกเฟค ถึงแม้ว่าค้อนอันนี้จะไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษเหมือนกับอันก่อนหน้านี้แต่ด้วยขนาดและกำลังเครื่องของออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็ทำให้มันกลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพมากพอสมควร มิหนำซ้ำเมื่อค็อทพิทถูกทำลายสเกลตันเฟรซที่หล่นลงมาก็โดนเท้าใหญ่ ๆ ของออทรินเด้เหยียบซ้ำเข้าอีก และพอเหวี่ยงค้อนแบบตีกอล์ฟพวกเฟคก็โดนอัดลอยขึ้นฟ้าไปอย่างง่ายดาย และเพราะมีบรุนฮิวเด้ของยูมิน่าคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลังทำให้การบุกรุดหน้าไปเรื่อย ๆ ทางด้านของเกอร์ฮิวเด้ของเอลเซ่เองก็เดินหน้าอัดศัตรูจนแหลกเรียงตัว ทันที่ทีหมัดของเกอร์ฮิวเด้อัดเข้าที่ค็อทพิทไพบังเกอร์ก็พุ่งเข้าทะลวงตามไปอย่างแม่นยำและรุนแรงทำให้สเกลตัลเฟรซที่อยู่ตรงจุดนั้นถูกทำลายลงในทันที ส่วนชูไวไลท์ของยาเอะและจีกรูเน่ของฮิวด้าต่างก็พากันวาดลวดลายเพลงดาบสะบั้นตัดค็อทพิทของพวกเฟคอย่างสวยงาม ส่วนวาลเทราของรูเชียที่ติดอุปกรณ์ของไทป์ซี ก็ช่วยยิงปืนใหญ่หัวกระสุนแบบครัชเตอร์สนับสนุนอยู่ ส่วนกริมเกเด้ของรีนเมื่อหล่อเย็นเสร็จก็เริ่มเปิดฉากยิงอีกครั้ง ส่วนเฮมวีเก้ของลินเซ่ที่อยู่ในร่างยานบินนั้นก็ได้คอยใช้เวทย์ไอซ์วอลทำการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของพวกเฟคเอาไว้ ทำให้พวกมันเคลื่อนที่เข้ามาโจมตีได้ยากขึ้น
.
ในขณะที่กำลังตะลุมบอลกันอยู่นั้นดรากูนไรด์ของเอนเด้ก็แยกตัวออกห่างจากจุดปะทะไป ทว่านั่นไม่ใช่การหลบหนีออกจากการต่อสู้หากแต่เป็นการหลอกล่อให้เซโน่ไล่ตามไปสู้กันที่อื่นซึ่งเซโน่ก็ไล่ตามพวกเอนเด้ไปติด ๆ เพราะก่อนหน้านี้โทยะได้คลายเวทพริซันที่หุ้มคอร์ของพวกเมลออกแล้วทำให้เซโน่จับคลื่นเสียงของเมลได้ ซึ่งก็เป็นตามข้อตกลงที่โทยะกับเอนเด้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาจะจัดการกับเซโน่เอง แต่พวกที่ไล่ตามเอนเด้ไปนั้นไม่ได้มีแค่เฟคที่เซโน่บังคับอยู่แต่ยังมีเฟคตัวอื่น ๆ อีกประมาณยี่สิบตัว โทยะจึงได้บอกให้เอลเซ่กับซากุระไปช่วยเอนเด้ และเมื่อจัดการแยกเฟคตัวอื่นออกไปได้แล้วเอนเด้ก็เผชิญหน้ากับเฟคของเซโน่ แต่ก่อนจะเริ่มการต่อสู้เอนเด้ก็ได้ถามถึงเจตนาของเมลอีกครั้ง ซึ่งเมลก็ยังคงยืนยันตามเดิมจากนั้นเอนเด้ก็ทำการเปิดฝาครอบค็อทพิทของดรากูนไรด์ออกและเมลก็ได้ก้าวออกมาจากค็อทพิทเพื่อประจันหน้ากับเซโน่พร้อมกับถอดสร้อยคอแปลงกายที่โทยะให้มาออก ทำให้รูปลักษณ์ที่แท้จริงของเธอปรากฏออกมา เนและริเสะเองก็คืนร่างเดิมของเธอเช่นกันพร้อมกับเตรียมตัวปกป้องเมลหากมีการโจมตีเข้ามา ทางด้านของเซโน่ก็หยุดการเคลื่อนไหวของเฟคและเปิดค็อทพิทออกมาเผชิญหน้ากับพวกเมลเช่นกัน อดีตราชากับอดีตขุนพลที่เคยรับใช้ได้เผชิญหน้ากัน เมลได้ถามเซโน่ถึงสาเหตุที่ทำไมเขาถึงได้ทอดทิ้งเฟรซเซีย ทั้งที่ ๆ ความจริงเขาควรจะอยู่คอยสนับสนุนราชาคนใหม่
.
สาเหตุที่เซโน่เลือกที่จะออกจากเฟรซเซียนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่ยอมรับในความสามารถและความเข้มแข็งของราชาองค์ใหม่ สำหรับเซโน่แล้วน้องชายของเมลนั้นทั้งขี้ขลาดและอ่อนแอ (เพราะเป็นพวกประณีประนอมมากกว่าจะชอบการใช้กำลัง) สำหรับคนที่ในหัวมีแต่คำว่าต่อสู้อย่างเซโน่แล้วนั้นทำให้เขาไม่พอใจและไม่อยากรับใช้คนที่มีแนวคิดเช่นนั้นและอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาต้องการจะเอาชนะ “ราชา” แต่ว่าราชาคนปัจจุบันนั้นอ่อนแอเกินไปถึงจะโค่นล้มได้ก็ไม่อาจเติมเต็มความปราถนาในใจของเขาดังนั้นเมลจึงเป็นเป้าหมายที่เขาอยากจะจัดการลงให้ได้จึงทำให้เขาร่วมมือกับยูระ แต่พอเมลถามถึงที่อยู่ของยูระเซโน่ก็ตอบแค่ว่าไม่ได้พบกับยูระมาพักนึงแล้ว แต่ไม่ว่าเซโน่จะรู้หรือไม่รู้ว่ายูระอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเพราะอย่างไรเสียเซโน่ก็ไม่คิดจะตอบคำถามของเมลอยู่แล้วเพราะเขามีเรื่องอื่นที่สนใจอยากทำมากกว่า เมื่อรู้ว่าไม่สามารถใช้การเจรจากับอีกฝ่ายได้แล้วเมลก็รับคำท้ารบของเซโน่ หลังจากพูดจบเซโน่ก็กล่าวคำขอบคุณต่อเมลก่อนจะกลับเข้าไปภายในค็อทพิทของเฟค ส่วนเอลเซ่ก็ถามเอนเด้จะเอายังไงต่อ เอนเด้จึงได้บอกให้เธอช่วยจัดการกับเฟคตัวอื่นที่อยู่รอบ ๆ ส่วนเขาจะรับมือเซโน่เอง ซากุระได้ทำการร้องเพลงอีกครั้งเพื่อบัฟพลังให้กับเฟรมเกียร์ของเอลเซ่กับเอนเด้ เมื่อได้รับการเสริมพลังแล้วเกอร์ฮิวเด้ก็พุ่งทะยานเข้าไปโจมตีศัตรูในขณะเดียวกันดรากูนไรด์ก็พุ่งเข้าหาเฟคของเซโน่ เน กับ ริเสะ กระโดดลงจากมือของดรากูนไรด์ แต่เนก็ยังไม่วายจะขู่เอนเด้ว่าถ้าเมลได้รับบาดเจ็บล่ะก็เรื่องไม่จบง่าย ๆ แน่ ดรากูนไรด์ของเอนเด้ที่มีเมลนั่งไปด้วยตรงเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วด้วยแรงส่งจากเวอร์เนียที่ติดอยู่ที่ด้านหลังและส่วนเอว พร้อมกับชักมีดสั้นที่เก็บไว้ที่ด้านหลังออกมาจากโจมตี
.
แต่เฟคของเซโน่ก็สามารถรับการโจมตีเอาไว้ได้ด้วยดาบที่ถืออยู่ในมือ เอนเด้อาศัยจังหวะโจมตีต่อเนื่องด้วยมีดสั้นอีกเล่มทว่าก็ถูกหยุดเอาไว้ได้โดยโล่ห์ ในระหว่างต่อสู้เอนเด้ก็สังเกตเห็นว่าดาบกับโล่ห์ที่เซโน่ใช้จะไม่ใช่ของแบบที่เฟคทั่วไปใช้เพราะมันมีออร่าบางอย่างแผ่ออกมาเซโน่จึงบอกว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษโดยยูระ เมื่อรู้ว่าปะทะตรง ๆ ไม่ได้เอนเด้จึงเปลี่ยนรูปแบบการจู่โจมเป็นลักษณะของ Hit and Away แทน แต่ในจังหวะที่เข้าโจมตีเซโน่ก็สามารถใช้โล่ห์รับการโจมตีและใช้แรงกระแทกทำให้ดรากูนไรด์เสียสมดุลก่อนจะใช้ดาบฟันสวนกลับมาโดยเล็งไปที่ส่วนลำคอของดรากูนไรด์ แต่โชคดีที่เอนเด้หลบออกมาได้ทำให้ดาบฟันโดนส่วนเขาด้านขวาขาดกระเด็นไปแทน เมื่อกลับมาตั้งตัวได้เอนเด้ก็บังคับดรากูนให้ถอยห่างจากเฟคของเซโน่เพื่อทิ้งระยะแต่เซโน่ก็ใช้โล่ห์ปาใส่ทำให้ส่วนล้อด้านขวาของดรากูนไรด์ได้รับความเสียหายและเกิดการเสียสมดุลทำให้ตัวเครื่องทรุดลงกับพื้น เมื่อศัตรูหยุดการเคลื่อนไหวเซโน่ก็ปราดเข้ามาหมายเผด็จศึกด้วยดาบที่อยู่ในมือ คมดาบกระแทกเขาที่บริเวณส่วนเอวของดรากูนไรด์ โดยพื้นฐานแล้วเฟรมของดรากูนไรด์ออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวจึงไม่ได้เน้นความแข็งแรงเท่ากับรุ่นอื่น ๆ ดังนั้นมันจึงเหมาะจะใช้ต่อสู้ในรบแบบ Hit and Away มากกว่าที่จะใช้ประจันหน้ากับศัตรูตรง ๆ ดังนั้นการถูกโจมตีใส่เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความเสียหายค่อนข้างมากทางด้านของเซโน่ที่คิดว่าตัวเองกำลังได้เปรียบก็พูดเรียกร้องให้อีกฝ่ายอย่าเพิ่งหมอบและรีบลุกขึ้นมาทำให้ตัวเองสนุกกว่านี้อีก แม้ว่าจะยังไม่ได้ตัดใจยอมแพ้เแต่ตอนนี้ดรากูนไรด์ก็ได้รับความเสียหายค่อนข้างมากเอนเด้ได้ขอยืมพลังจากเมลเพื่อจัดการกับเซโน่ เมื่อได้รับพลังจากเมลดรากูนไรด์ทิ้งมีดสั้นทั้งสองไปและก็เริ่มการแปรสภาพ ผลึกของเฟรซเริ่มงอกออกมาห่อหุ้มส่วนแขนไล่ขึ้นไปจนถึงข้อศอกของดรากูนไรด์ทั้งสองข้างเอาไว้จนมีสภาพเป็นเหมือนกันกอนเลท ซึ่งมันก็คือคริสตัลอาร์มเมอร์ที่พวกเฟรซระดับปกครองจะสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองในยามที่จะเข้าต่อสู้นั่นเอง แต่ทว่ารูปแบบของเมลนั้นจะมีความพิเศษกว่าของคนอื่น ๆ อยู่นิดหน่อยซึ่งรูปแบบการส่งพลังไปให้สิ่งอื่นได้แบบนี้มีเพียงเท่านั้นเธอสามารถทำได้
.
เซโน่กับกิระแม้จะเป็นพี่น้องกันแต่ก็มีความคิดต่างกันสิ้นเชิง กิระต้องการจะชิงพลังของเมลมาเป็นของตนจึงได้ออกไล่ล่าเธอแต่เซโน่นั้นไม่ใช่ สิ่งที่เขาต้องการคือเอาชนะเมลให้ได้นั่นคือความปราถนาของเขานับตั้งแต่เข้ามาอยู่ใต้บัญชาของเธอ แต่ทว่าวันหนึ่งเมลกลับหนีหายออกไปจากเฟรซเซียทำให้ความปราถนาสูงสุดของเซโน่มลายหลายไปแต่พอยูระปรากฏตัวออกมายื่นข้อเสนอที่จะช่วยให้เขาได้ต่อสู้กับเมลเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมในทันทีและตอนนี้ความต้องการนั้นก็กำลังจะเป็นจริงแล้วดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำก่อนหน้านั้นก็คือจัดการกับเอนเด้ให้ได้ก่อน เฟคของเซโน่จึงปราดเข้ามาโจมตีด้วยดาบอีกครั้งแต่คราวนี้ดรากูนไรด์สามารถหยุดการโจมตีเอาไว้ได้ด้วยกอนเล็ทที่หุ้มอยู่ที่แขน เอนเด้บอกกับเซโน่ว่าจากนี้เขาจะเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้เป็นแบบของอาจารย์ล่ะ จากนั้นก็ดรากูนไรด์ก็กระชากแขนข้างที่ถือดาบของอีกฝ่ายจนขาดออกมาและโจมตีอัดค็อทพิทด้วยท่า “ชินระราเซ็นโช” เมื่อการโจมตีของอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาเซโน่ก็ใช้แขนของเฟคที่เหลืออยู่อีกข้างหนึ่งรับการโจมตีเอาไว้ได้แต่แขนข้างที่รับการโจมตีนั้นก็ถูกทำลายไป เซโน่ไม่รู้ว่าตนโดนพลังอะไรโจมตีเข้าไปซึ่งเอนเด้เองก็ไม่ยอมบอกว่าพลังที่เขาใช้ไปเมื่อกี้นั้นคืออะไร แต่เอนเด้ได้บอกเรื่องที่ว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ถนัดสู้โดยใช้อาวุธเท่าไหร่แต่ว่าเฟรมของดรากูนไรด์มันไม่แข็งพอที่จะเอาไปใช้รูปแบบการต่อสู้ที่เขาถนัดดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายเขาจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธสู้ ถ้าจะให้เหมาะจริง ๆ เอนเด้ต้องรีโมเดลตัวเครื่องเปลี่ยนมาใช้เฟรมแบบเดียวกับเกอร์ฮิวเด้ของเอลเซ่ แต่นั่นจะทำให้ความคล่องตัวอันเป็นจุดเด่นของดรากูนหายไปแถมเอนเด้นั้นถูกใจรูปแบบของดรากูนมากกว่าทำให้เขาปฏิเสธที่จะรีโมเดลตัวเครื่องและโดยปกติดรากูนก็ไม่มีทางจะสู้ประชิดตัวในลักษณะนี้ได้แต่ด้วยเกราะคริสตัลของเมลทำให้ส่วนแขนของดรากูนมีความแข็งแกร่งพอที่จะสู้ประชิดตัวแบบนี้ได้
.
ทางด้านเฟคของเซโน่หลังได้รับความเสียหายจนเสียแขนสองข้างไปก็งอกแขนขวาออกมาใหม่โดยแขนที่งอกออกมาใหม่นี้รูปร่างเหมือนกับดาบพร้อมกับเปิดฉากโจมตีอีกครั้งโดยในขณะที่พุ่งเข้ามาเฟคของเซโน่ได้ฉายแสงสว่างวาบออกมาจากส่วนที่เหมือนกับไวเซอร์ของชีวาเลีย แสงสว่างนั้นทำภายให้ค็อทพิทของดรากูนสว่างวาบและเอนเด้คลาดสายตาจากเซโน่ไปชั่วขณะ เมื่อเฟคของเซโน่ปรากฏให้เห็นอีกครั้งมันก็แทงดาบพุ่งเข้ามาที่ค็อทพิทของดรากูนทว่าเอนเด้ก็เบี่ยงหลบได้อย่างฉิวเฉียดคมดาบของเฟคแทงเข้าไปที่ไหล่ซ้ายของดรากูนเมื่อโจมตีพลาดเป้าที่ตั้งใจเซโน่ก็พยายามจะดึงดาบออกแต่เพราะโดนผลึกของเมลที่งอกออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ถูกแทงนั้นจับเอาไว้จึงทำให้ดึงดาบออกไม่ได้และหลบไปทางไหนก็ไม่ได้ด้วยและเมื่อล็อกศัตรูอยู่กับที่ได้แล้วเอนเด้ก็ใช้ท่าชินระราเซนโชอีกครั้งและคราวนี้เฟคของเซโน่ก็โดนอัดเข้าเต็ม ๆ จนหมดสภาพไปในที่สุดแต่ทว่าตัวเซโน่ที่รอดมาได้นั้นก็ออกมาจากตัวเฟคได้เปลี่ยนสภาพเป็นร่างเกราะผลึกและท้าสู้กับเมล ซึ่งเมลก็รับคำท้าและขอให้เอนเด้คอยดูการต่อสู้ของเธอหลังจากกระโดดออกมาจากค็อทพิทของดรากูนเมลก็ค่อย ๆ ร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวล ส่วนเนกับริเสะก็รีบเข้ามาประกบเมลเพื่อทำหน้าที่องค์รักษ์ในทันทีแต่เมลก็ได้สั่งให้พวกเธอทั้งสองถอยออกไปการต่อสู้ครั้งนี้เธอจะจัดการเอง แม้ว่าเนจะไม่ค่อยเห็นด้วยซักเท่าไหร่แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
.
เมลเปลี่ยนร่างเข้าสู่โหมดเกราะผลึกที่ดูราวกับชุดเดรสที่ทำจากน้ำแข็งและมีหนามขึ้นมาพันร่างกายของเธอ หลังจากนั้นเซโน่ก็พุ่งเข้ามาโจมตีแต่เมลก็ใช้ “พริม่าโรส” หรือก็คือหนามที่พันอยู่รอบตัวเธอนั้นป้องกันตัวเองจากการโจมตีของเซโน่เอาไว้ได้ ซึ่งหนามพวกนี้เป็นทั้งอาวุธและเครื่องป้องกันที่จะเคลื่อนไหวอย่างอิสระตามความต้องการของเมล หนามพวกนี้ได้พันเข้ากับแขนของเซโน่และจับร่างของเขาสะบัดลงกับพื้นอย่างแรงจนแผ่นดินสั่นสะเทือน แขนขวาของเขาแตกหักแต่ก็ยังคงลุกขึ้นมาหัวเราะร่าด้วยความสะใจก่อนจะยิงลูกศรออกมาจากแขนซ้ายที่เหลืออยู่แต่การโจมตีของเซโน่ก็ไร้ผลเพราะหนามพวกนั้นสกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้แต่พอศรนั้นตกพื้นมันก็เกิดการระเบิดขึ้นทำให้เมลเสียจังหวะไปเล็กน้อย เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรแต่ฝุ่นควันจากการระเบิดก็ทำให้เมลคลาดสายตาจากศัตรูไป เซโน่ปรากฏตัวในระยะใกล้และใช้แขนขวาที่แปรสภาพเป็นเคียวโจมตีใส่เมล แต่ในวินาทีที่เห็นว่าคมเคียวทะลวงเข้าไปในอกร่างของเมลก็จางหายไป ก่อนที่เธอจะปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังของเซโน่และใช้หนามจำนวนนับไม่ถ้วนมัดร่างของเขาเอาไว้ และพริบตาต่อมาเมลก็ใช้ “พริม่ากิโยติน” ตัดร่างเซโน่เป็นสองท่อนก่อนจะโยนชิ้นส่วนลงกับพื้นราวกับเป็นขยะ ในใจของเซโน่ตอนนี้มีความรู้สึกอยู่สองอย่างคือ ความสนุกและความหวาดกลัวผสมปนเปกัน ความสนุกที่ได้ต่อสู้กับความกลัวที่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง เซโน่ฟื้นสภาพร่างกายกลับมาอีกครั้งและเริ่มเปลี่ยนสภาพตนเองเป็นร่างครึ่งสัตว์และแกนคอร์ก็เริ่มเรืองแสงออกมาดูเหมือนว่าเซโน่จะพยายามรีดเร้นพลังครั้งสุดท้ายออกมาโดยพร้อมที่จะสู้ตาย เซโน่เปลี่ยนสภาพเข้าสู่ร่างเกราะขั้นสุดท้ายและพุ่งเข้าหาเมลพร้อมกับเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่า พลังทั้งหมดของเซโน่ถูกปลดปล่อยออกมาแต่เมลรับการโจมตีนั้นเอาไว้ได้ด้วยมือข้างซ้ายของเธอและจับมันเอาไว้อย่างนั้นโดยที่สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยนไปเลยคำถามสุดท้ายของเมลนั้นก็คือ “พอใจแล้วหรือยัง” แต่เซโน่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา การใช้เกราะขั้นสุดท้ายนั้นคือการรีดเอาพลังทั้งหมดออกมาหลังจากใช้แล้วก็จะหมดสติไป เมลหลับตาลงหนามของเธอก็สะบั้นคอของเซโน่ทำให้คอร์ที่อยู่ตรงนั้นถูกทำลายและร่างกายของเซโน่ก็สลายไป
.
หลังจากที่พวกโทยะสามารถกำจัดเฟรซที่ขวางทางอยู่ทั้งหมดได้แล้วเอนเด้ เอลเซ่และซากุระก็กลับเข้ามารวมกลุ่มกันอีกครั้ง เมื่อโทยะสังเกตเห็นความเสียหายของดรากูนของเอนเด้แล้วก็พลางคิดว่าแบบนี้โรเซ็ตต้าร้องไห้แน่ หลังจากรวมกลุ่มกันแล้วทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปที่ปราสาทสีทองแต่เพราะประตูทางเข้านั้นสูงแค่ประมาณสี่เมตรเท่านั้นพวกโทยะจึงจำใจต้องลงจากเฟรมเกียร์และค่อยพาทุกคนบินเข้าปราสาทไป แต่ที่นั่นไม่มีใครอยู่เลยจึงมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่ามันจะเป็นกับดักแต่เพราะโทยะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าต่อไป โทยะร่ายพริซันป้องกันพื้นที่รอบ ๆ ตัวเองเอาไว้และให้เอนเด้คอยระวังหลังให้ หลังจากเดินไล่มาตามทางเดินที่ยาวจุดสุดลูกหูลูกตานั้นโทยะก็รู้สึกเหมือนกับว่าทางเดินนี้กำลังนำพาพวกเขาลงไปยังใต้ดินเรื่อย ๆ ในระหว่างทางโทยะ เมล และเอนเด้ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างซึ่งสิ่งนั้นมันก็คือสัมผัสของช่องว่างระหว่างมิติดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้มันกำลังเชื่อมโยงกับมิติอื่นอยู่ซึ่งเรื่องนี้ปู่เวิร์ลก็อดได้เคยอธิบายให้โทยะฟังก่อนหน้านี้แล้ว โดยยกตัวอย่างประกอบคือ “โรงเรียน” โดยเปรียบตัวแกเป็นเหมือนครูใหญ่ ห้องต่าง ๆ ในอาคารเรียนคือโลกแต่ละใบ ประตู หน้าต่างของห้องเปรียบได้กับบาเรียกั้นโลกและช่องว่างมิตินั้นก็เปรียบได้กับ ทางเดินกับบันไดที่จะพาไปยังห้องอื่น ๆ ที่อยู่ถัดไปหรืออยู่ชั้นที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าห้องที่เราอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนเฟรซก็เปรียบได้กับพวกแมลงที่อยู่ตามทางเดินและลักลอบเข้ามาให้ห้องโดยแทรกผ่านช่องว่างของประตูหรือหน้าต่าง
.
เมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนและพอจะเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้บ้างแล้วแต่มาถึงตรงนี้พวกโทยะก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปและหลังจากเดินกันต่อมาอีกพักหนึ่งพวกโทยะก็มาถึงจุดที่เห็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ทีมีหลังคาที่สูงมากราวกับว่าที่นี่คือวิหารของเทพมารก็ว่าได้และที่นั่นพวกโทยะก็ได้พบกับวัตถุที่มีรูปร่างเหมือนกับไข่สีทองหม่น ๆ ขนาดใหญ่และยูระที่มีร่างกายเป็นสีทองและอยู่ในโหมดเกราะคริสตัลสภาพพร้อมรบก็ยืนอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อเผชิญหน้ากันยูระก็กล่าวทักทายเมลและโทยะด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนเพราะตอนนี้ยูระมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขาได้วิวัฒนาการไปมากกว่าเดิมแล้ว ส่วนไข่ที่อยู่ตรงนั้นก็คือเทพมารที่ดูดซับเอาความรู้สึกด้านลบเอาไว้มากมายมหาศาลแต่ถึงกระนั้นโทยะก็ชี้ปืนไปยังเทพมารและบอกว่ายังไงเขาก็ต้องกำจัดสิ่งนั้นไปให้พ้นจากโลกนี้ทว่าในตอนนั้นเองยูระก็ทำการดีดนิ้วของตน พริบตาต่อมาก็มีศัตรูจำนวนมากโผล่ออกมาจากพื้นและตรงเข้ามาโจมตีพวกโทยะแต่ด้วยกำแพงป้องกันของพริซันทำให้พวกศัตรูเข้ามาโจมตีไม่ได้แต่ทว่ายูระก็ได้ยิงพลังที่เหมือนกับเลเซอร์ออกมาจากปลายนิ้วทำให้กำแพงพริซันถูกทำลายลงพวกศัตรูจึงบุกเข้ามาได้ พวกโทยะจึงต้องเข้าฟาดฟันศัตรูที่บุกเข้ามา โทยะ ยาเอะ ฮิวด้า รูเชีย เอลเซ่ เอนเด้ เน และ ริเสะ ทำหน้าที่แนวหน้าส่วน ยูมิน่า ลินเซ่ ซู รีน ซากุระ และเมลคอยทำหน้าที่ซับพอร์ต เมลใช้พริม่าโรสของเธอกวาดพวกสเกลตัลทีอยู่รอบ ๆ ซากุระใช้พลังจากเสียงเพลงของเธอ ลินเซ่ใช้เวทย์น้ำแข็งแช่แข็งเท้าของศัตรูเอาไว้ ส่วนเอนเด้กับเอลเซ่นั้นก็ไล่ขยี้คอร์ของพวกเฟรซไปทีละตัว ส่วนเนกับริเสะก็ใช้ดาบสั้นที่มีพลังเทพสถิตย์อยู่ฟาดฟันศัตรูลงได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนรีนกับซูคอยใช้เวทป้องกันคอยสนับสนุน ส่วนยูมิน่าก็ใช้ปืนโคลด์ M1860 อาร์มมี่ของเธอยิงสนับสนุนโทยะที่กำลังรับมือกับศัตรูขนาดใหญ่อยู่
.
แต่การต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ที่ได้ผลดีที่สุดคือการเล่นงานตัวหัวหน้าดังนั้นโทยะจึงคิดที่จะจัดการกับยูระแต่คมดาบที่ฟาดฟันลงไปนั้นถูกยูระสกัดเอาไว้ได้ และหลังจากนั้นยูระก็สร้างสนามพลังบางอย่างขึ้นมาล้อมรอบตัวเขากับโทยะก็หายตัวไปจากตรงนั้น เมื่อโทยะหายตัวไปต่อหน้าต่อตา ยูมิน่ารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวทเคลื่อนย้ายของโทยะเพราะปกติไม่ว่าโทยะจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้พวกเธอก็จะสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้อยู่เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงการเชื่อมโยงระหว่างพวกเธอกับเขาแต่ตอนนี้พวกเธอกลับสัมผัสตัวตนของโทยะไม่ได้การที่การเชื่อมโยงนี้ถูกตัดขาดก็หมายความว่าโทยะในตอนนี้ไม่อยู่ภายในโลกนี้นั่นเอง และสิ่งนั้นก็ทำให้พวกยูมิน่าอยู่ในสภาวะช็อค สับสนจนทำอะไรไม่ถูกแต่ในระหว่างที่สถานการณ์ดูท่าจะเลวร้ายพวกยูมิน่าก็ได้ยินเสียงของท่านพี่คาเร็นที่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงโทยะนั้นปลอดภัยดี อีกเดี๋ยวก็กลับมาไม่ต้องเป็นห่วง แต่พอยูมิน่าพยายามจะมองหาเจ้าของเสียงก็พบว่าตัวคาเร็นนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่นี่และเสียงนี้พวกเอนเด้นั้นไม่ได้ยินด้วย ผู้ที่ได้ยินเสียงของคาเร็นในเวลานี้มีแค่เหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าคนเท่านั้น นอกจากนี้คาเร็นก็บอกให้พวกยูมิน่ารีบออกมาจากที่นั่นซะเพราะว่ามันอันตรายหลังจากฟังคำเตือนนั้นพริบตาต่อที่นั่นก็เริ่มสั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว เอนเด้รู้ได้ทันทีว่าช่องว่างของมิตินี้กำลังจะพังทลายเขาจึงขอให้เมลช่วยพาทุกคนหนีออกไปจากที่นี่และด้วยพลังของเมลทุกคนจึงรอดออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยแต่สิ่งที่อยู่ในไข่ใบนั้นก็ได้ฝักตัวออกมาเสียแล้ว
.
ทางด้านของโทยะนั้นได้ถูกยูระพาไปยังมิติที่ถูกเรียกว่า “นิฟเฟลไฮล์ม” เป็นมิติที่ยูระใช้พลังเทพสร้างขึ้นโดยมิตินี้มีสภาพเหมือนกับกล่องปิดตายไม่เชื่อมต่อกับมิติไหนเลยซักแห่งและแม้จะใช้พลังเทพก็ยังยากที่จะออกไปจากมิติแห่งนี้ได้แม้ว่าโทยะจะลองใช้ความสามารถในการข้ามมิติดูแต่ก็ไม่ได้ผลราวกับว่ามีอะไรบางอย่างก่อกวนทำให้เขาไม่สามารถหาพิกัดปลายทางที่จะไปได้ประหนึ่งติดอยู่ในทางวงกตแล้วก็วนกลับมาที่เดิมแต่ว่ามิตินี้มันก็มีจุดอ่อนอยู่นิดหน่อยนั่นก็คือหากผู้สร้างไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นก็จะหายไป หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือถ้าอยากจะออกไปล่ะก็ต้องจัดการกับยูระให้ได้นั่นเองแต่การเอาชนะยูระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ คงต้องใช้เวลพอสมควรและดูเหมือนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของยูระนั้นไม่ใช่การเอาชนะแต่เป็นการถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ยังมีแผนที่จะทำให้โทยะสิ้นหวังที่จะทำการต่อสู้ต่อไปอีกด้วย ยูระได้ทำการฉายภาพของอาณาจักรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บรุนฮิว เบลฟาส เรกุรุส สเตรน อเลน ฯลฯ ขึ้นมาและสิ่งที่ยูระเล็งไว้ก็คือการส่งกองทัพของเฟรซลงไปโจมตีอาณาจักรเหล่านั้นพร้อม ๆ กันนั่นเอง
.
ตัดกลับมาที่อีกด้านหนึ่งกิลด์มาสเตอร์เรลิชาได้รับรายงานว่าพบรอยแตกของมิติปรากฏขึ้นทั่วทุกหนแห่งรวมไปถึงใกล้ ๆ บรุนฮิวนี้ก็มีรอยแตกปรากฏขึ้นด้วยเช่นกันทว่าในตอนนี้เธอไม่สามารถติดต่อกับโทยะเพื่อบอกเรื่องนี้กับเขาได้และถึงแม้ว่าอาณาจักรเฟรมเกียร์คอยปกป้องแต่อาณาจักรอื่น ๆ ที่ไม่มีอะไรไว้ต่อกรพวกเฟรซก็คงจะได้รับความเสียหายอย่างแน่นอนและด้วยการโจมตีระลอกใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกแบบนี้ความเสียหายจะลุกลามไปมากแค่ไหนกันในระหว่างที่คิดเช่นนั้นเรลิชาก็จ้องมองสมาร์ทโฟนของเธอราวกับรอคอยอะไรบางสิ่งอย่างใจจดใจจ่อด้วยความลุ้นระทึกพร้อมกับสวดภวนาให้สิ่งนั้นถูกส่งมาโดยเร็ว ทางด้านของอาณาจักรเบลฟาสเองก็มีรอยแตกของมิติปรากฏขึ้นที่เมืองหลวงเหล่าขุนนางพยายามบอกให้องค์ราชารีบหนีแต่ราชาแห่งเบลฟาสก็ปฏิเสธที่จะหนี ตอนนี้เฟรซกว่าห้าพันตัวได้บุกเข้ามาแล้วด้วยจำนวนขนาดนี้กองทัพของเบลฟาสไม่อาจจะต้านทานได้นานนักและพวกมันคงจะรุกคืบเข้ามาถึงปราสาทได้ในไม่ช้า แต่ถึงกระนั้นกองทัพก็ถูกส่งไปรอตั้งรับอยู่ที่นอกกำแพงเมืองและยังมีเหล่านักผจญภัยมาเข้าร่วมอีกด้วย โดยมีไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการ หลังจากออกคำสั่งแก่ไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คไปแล้วราชาเบลฟาสก็ได้รับการติดต่อมาจากราชาแห่งมิสนิดผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยทางมิสนิดนั้นการต่อสู้ได้เริ่มไปแล้วแต่แผนลับที่เป็น “ไพ่ตาย” ของโทยะนั้นยังส่งมาไม่ถึง
.
ทางด้านของอาณาจักรรามิช พระสันตปาปาก็ได้ทำการสวดอำนวยพรแด่เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะเคลื่อนพลออกไปสู้รบ ที่นี่เองสถานการณ์ก็ไม่ต่างกับที่อื่น ๆ หลังจากนั้นฟิริสก็เข้ามาหาพระสันตปาปาพร้อมกับรายงานเรื่องที่ยังไม่สามารถติดต่อกั
บโทยะได้ให้พระสันตปาปาได้ทราบแต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังคงมีความเชื่อมั่นและรอคอยสิ่งนั้น ในขณะเดียวกันทางด้านของสามสาวนินจา โฮมุระ นางิ และ ชิซึคุ ก็กำลังรอสิ่งนั่นอยู่ ณ ที่ทำการของอัศวินและเมื่อสิ่งนั้นมาถึงพวกเธอก็จะออกปฏิบัติการตามหน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายในทันทีในช่วงเวลาเดี่ยวกันนั้นทางด้านของเรจีน่าแหละเหล่าบาบิโลนซิสเตอร์ที่ประจำอยู่ที่นั่นก็กำลังมองดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นผ่านมอนิเตอร์รอยแตกของมิติที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกนั้นมีทั้งหมด 78 จุด แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับเมื่อห้าพันปีก่อนแล้ว “ไพ่ตาย” ที่จะเอาไว้ฝ่าวิกฤตในครั้งนี้เริ่มเตรียมการจัดส่งหลังจากตรวจเช็คความเรียบร้อยของถึงเก็บพลังเวทของหอคอยบาบิโลนแล้ว “ไพ่ตาย” ก็ได้ถูกส่งออกไปและสำหรับเรจีน่าแล้วศึกในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการแก้แค้นเมื่อห้าพันปีก่อนด้วย และแล้วปฏิบัติการ “ฟลูมูน” ก็ได้เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อแอปนั้นถูกส่งไปยังสมาร์ทโฟนของทุกคน
.
กลับมาทาด้านของโทยะ ในเวลานี้ยูระได้ปล่อยเสียงหัวเราะของผู้ชนะออกมาเพราะเขาคิดว่าตนเองได้รับชัยชนะแล้ว แม้ว่าโทยะจะออกไปจากที่นี่ได้แต่ด้วยจำนวนสนามรบที่มากมายขนาดนี้แม้ว่าโทยะจะเก่งซักแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางออกไปจัดการกับกองทัพของเฟรซที่กระจายไปทั่วโลกแบบนี้ได้โดยลำพังแค่คนเดียวได้แน่ ๆ และเมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกเปลี่ยนให้เป็นพวกเดียวกันแล้วยูระก็จะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้และด้วยพลังในการข้ามมิตินี้อีกไม่นานเขาจะสามารถครอบครองได้แม้แต่โลกของพระเจ้า การเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตในโลกต่าง ๆ ให้กลายเป็นเฟรซกลายพันธุ์และรวบรวมขุมกำลังนั้นเอาไว้เพื่อใช้เป็นกองทัพในการบุกโลกของพระเจ้าคือเป้าหมายสูงสุดที่ยูระเล็งเอาไว้ ในระหว่างนั้นโทยะก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งทำให้ยูระคิดว่าโทยะหมดท่าแล้วจึงได้พูดจาถากถางตามสไตล์ตัวร้ายแต่แท้จริงแล้วโทยะไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังตรงกันข้ามเข้าคิดว่า ยูระนี่มันโง่ชัด ๆ ในระหว่างนั้นเอง “ไพ่ตาย” ที่เตรียมไว้ก็ถูกส่งมาถึงแม้ว่ายูระจะมีผู้ใต้บัญชาอยู่มากมายแต่โทยะเองก็มีมิตรสหายและคนรู้จักมากมายเช่นกัน ดังนั้นแล้วแม้ว่าโทยะจะโดนขังอยู่ที่นี่มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรทั้งนั้น เพราะว่าทั้ง 78 จุดนั้นโทยะไม่จำเป็นต้องไปจัดการอะไรทั้งนั้นเพราะทุกคนที่อยู่ที่นั่นจะจัดการกับตัวปัญหาเหล่านั้นเอง ก่อนจะโชว์หน้าจอของสมาร์ทโฟนของเขาให้ยูระได้เห็นถึงไพ่ตายที่เขาเตรียมเอาไว้จัดการกับยูระโดยเฉพาะ ด้วยแอปที่มีชื่อว่า “โมจิสึกิ โทยะ” นี้จะทำให้ความทะเยอทะยานของยูระกลายเป็นผุยผง
.
เมื่อราชามิสนิดได้เห็นแอปที่ถูกส่งมาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกำหมัดด้วยความดีใจ และเมื่อเริ่มกดใช้แอปโดยการแตะไปที่ไอค่อนรูปโทยะมันก็เริ่มทำการดาวน์โหลดและไม่นานนักสิ่งที่ตามมาก็คือพลังอันมหาศาลที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง และเมื่อราชาแห่งมิสนิดลองใช้เวทฟลายดู ร่างของเขาก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างง่ายดาย พอลองใช้สโตร์ดูเขาก็สามารถดึงดาบคริสตัลออกมาจากได้ ซึ่งสโตร์นี้เป็นสโตร์ส่วนกลางที่แชร์อุปกรณ์จากส่วนของโรงเก็บของบาบิโลน มันจึงมีทั้งอาวุธ เครื่องป้องกันและอาหาร ที่จะสามารถเรียกออกมาใช้ได้ และที่มิสนิดแห่งนี้ผู้ที่มีสมาร์ทโฟนนอกจากองค์ราชาแล้วยังมีนายกรัฐมนตรีกราซอีกคนหนึ่ง หลังจากทดสอบพลังของแอปเรียบร้อย ราชาแห่งมิสนิดก็บินไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็วและเมื่อใช้แอคเซลร่วมด้วยก็ทำให้ความเร็วในการบินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทำให้สามารถไปถึงสนามรบที่อยู่บริเวณทุ่งราบทางทิศใต้ในชั่วพริบตา และเมื่อราชาแห่งมิสนิดมาถึงบริเวณเหนือสนามรบเขาก็ใช้เวทสปีคเกอร์ ประกาศถ้อยคำปลุกขวัญกำลังใจของทหารที่อยู่เบื้องล่าง ทำให้เหล่าทหารพากันฮึกเหิมและยังได้ทำการร่ายเวทเทลวินด์กับสกินบาเรียให้กับเหล่าทหารเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและพลังป้องกันให้อีกด้วยและเมื่อสิ้นเสียงประกาศให้บุกเหล่าทหารของมิสนิดก็บุกทะลวงเข้าหาศัตรู
.
ขณะเดียวกันทางฝั่งของจักรวรรดิ์เรกุรุส องค์จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุสก็ได้ออกมาวาดลวดลายใช้หอกที่ทำจากผลึกเฟรซฟาดฟันเฟรซกลายพันธ์ุที่อยู่ตรงหน้าจากขาดเป็นสองส่วนได้ราวกับตัดเต้าหู้ จากนั้นก็ทดสอบใช้เวทสลิปทำให้ศัตรูล้มลงและชีวาเลียที่บังคับโดยอัศวินของจักรวรรดิ์เรกุรุสก็เข้ามาจัดการกับเฟรซกลายพันธ์ุตัวที่เพิ่งล้มลงไป ซึ่งการที่องค์จักรรพรรดิ์เรกุรุสที่ชราภาพผู้นั้นได้ออกมาสู้รบด้วยตัวเองแบบนี้ทำให้เหล่าอัศวินทั้งหลายพากันทัดทานและขอให้องค์จักรพรรดิ์นั้นรีบออกไปจากสถานที่อันตรายเช่นนี้ แต่องค์จักรพรรดิ์กลับปฏิเสธที่จะถอยกลับไปแถมยังให้เหตุผลว่าถ้าเขาถอยหนีไปแบบนั้นได้โดนโทยะ (ลูกเขย) หัวเราะเยาะกันพอดี อนึ่งในอดีตนั้นสมัยหนุ่ม ๆ องค์จักรพรรดิ์เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานจึงวนเวียนอยู่กับการต่อสู้วันแล้ววันเล่าและเมื่อกาลเวลาผ่านไปอายุที่มากขึ้นก็ทำให้เขาใจเย็นลงมากกว่าสมัยหนุ่ม ๆ แต่ทว่าในเวลานี้ความเร้าร้อนนั้นได้กลับคืนมาอีกครั้งรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้งก็ไม่ปาน คำประกาศให้บุกทะลวงศัตรูอันสุดฮึกเหิมปลุกใจเหล่าอัศวินแห่งเรกุรุสให้หน้าบดขยี้ศัตรูอย่างไม่ลดละพร้อมกับเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญองค์จักรพรรดิ์ที่ดังกึกก้อง เหล่าเฟรซกลายพันธุ์ค่อย ๆ ถูกบดขยี้จนลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ กลุ่มของเนียวทาโร่กับสหายสามทหารเสือเองก็พากันไล่ล่าสังหารพวกกลายพันธุ์กลุ่มเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายโจมตีหมู่บ้านตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลกโดยกลุ่มนี้จะใช้สมาร์ทโฟนค้นหาตำแหน่งเป้าหมายและเทเลพอร์ตไปไล่จัดการ ซึ่งจุดต่อไปที่พวกเนียวทาโร่จะไปก็คือหมู่บ้านมาทาทาเบีย ที่อยู่ในเขตของโรดเมียร์ ส่วนมังกรสีเงินชิโรกาเนะผู้ดำรงตำแหน่งพ่อบ้านประจำคฤหาสน์บนเกาะมังกรของโทยะก็ได้ไปจัดการกับพวกกลายพันธุ์ที่ปรากฏตัวที่ทางตอนใต้ของอาณาจักรเจม
.
เมื่อยูระเห็นฝ่ายตัวเองที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะไปถล่มอีกฝ่ายแบบไม่ให้ตั้งตัวแต่ทุกอย่างดันกลับตาลปัตรกลับเป็นว่าโดนอีกฝ่ายยำเละแทนเขาก็เริ่มหัวเสียและไม่เข้าใจว่ามนุษย์เหล่านั้นไปเอาพลังมากมายแบบนั้นมาจากไหนกัน ยูระตอนนี้ไม่เหลือภาพลักษณ์ที่เยือกเย็นเหมือนก่อนหน้านี้เลย สภาพของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเกมส์เมอร์หัวร้อนที่กำลังจะเล่นเกมส์แพ้แถมยังโดนโทยะกวนประสาทเข้าอีกทำให้เขาโกรธแค้นโทยะมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งนี้โทยะไม่ยอมเฉลยข้อสงสัยของยูระที่ว่าคนพวกนั้นเอาพลังแบบนั้นมาจากไหนก็จริง แต่ได้เฉลยให้คนอ่านอย่างเราทราบว่า ทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากแอปที่ชื่อ “โมจิสึกิ โทยะ” แอปนี้จะทำให้ผู้ที่กดใช้มันได้รับความสามารถทั้งหมดที่โทยะมี ไม่ว่าคุณสมบัติทางร่างกาย ความสามารถทางเวทมนตร์แต่ไม่สามารถใช้พลังเทพได้ สรุปง่าย ๆ ก็คือเมื่อกดใช้แอปแล้วคนผู้นั้นจะกลายเป็นโทยะรุ่นผลิตจำนวนมากชั่วขณะหนึ่งโดยตัวจ่ายพลังก็จะมาจากถังบรรจุพลังเวทที่ติดตั้งไว้บนบาบิโลนนั่นเองโดยการใช้ความสามารถของบาบิโลนหอคอยทำการรวบรวมพลังเวทให้อากาศมาสะสมเอาไว้และจ่ายพลังออกไปให้กับทุกคนที่เรียกใช้แอปนี้และนี่ก็คือ “ไพ่ตาย” ที่โทยะเตรียมเอาไว้ก่อนที่จะบุกมาที่นี่นั่นเอง โดยคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่โทยะไม่สามารถช่วยทุกคนได้ในกรณีนี้ทุกคนก็ต้องพึ่งพลังของตนสถานเดียว ถึงแม้มันจะฟังดูตัวใครตัวมันไปซักหน่อยแต่ในที่ประชุมก็เห็นด้วยกับแผนการนี้ดังนั้นทุกอย่างจึงดำเนินการได้อย่างไม่มีปัญหา
.
ในระหว่างนั้นเรจีน่าก็ติดต่อมาหาโทยะผ่านทางสมาร์ทโฟน เมื่อโทยะรับสายยูระก็สงสัยว่าโทยะกำลังคุยกับใครเพราะในมิติปิดตายนี้ไม่น่าจะมีใครสามารถติดต่อเข้ามาได้ แต่โทยะก็ไม่สนใจท่าทีของยูระและยังคงคุยต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ประหนึ่งจะปฏิเสธการมีตัวตนของยูระที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้า แต่เพราะรำคาญเสียงอันเกรี้ยวกราดของยูระที่พยายามหาคำตอบว่าทำไมภายนอกถึงติดต่อเข้ามาได้โทยะจึงวางสายและหันไปทางยูระ ถ้าหากจะพูดกันไปแล้วมิติที่กักขังโทยะอยู่นี้ตามหลักการมันคือห้องปิดที่มียูระคอยทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าไม่ให้ใครเข้าออกได้หากไม่ได้รับอนุญาตแต่ว่าก่อนหน้านี้โทยะเจอปัญหาในตอนที่ข้ามไปโลกเบื้องหลังแล้วโทรกลับมาที่โลกเบื้องหน้าไม่ได้จึงมีการแก้ปัญหาโดยทำการลิงค์เข้ากับประตูข้ามมิติที่ติดตั้งอยู่บนบาบิโลนเพื่อให้มันทำหน้าที่เป็นเหมือนเสาสัญญาณเวลาติดต่อข้ามมิติแต่พอโลกรวมกันแล้วระบบนี้ก็เลยไม่ใช้งานแต่คิดถึงว่ามีโอกาสที่จะเรื่องแบบนี้เข้าอีกซักวันโทยะก็เลยอาศัยจังหวะตอนที่ปู่ลงมาที่โลกขอให้ช่วยปรับปรุงสมาร์ทโฟนของเขาโดยใส่ฟังก์ชั่นโทรข้ามมิติได้เข้าไปไม่ว่าคราวนี้จะข้ามไปโลกไหนโทยะก็สามารถโทรติดต่อได้อย่างไร้กังวลเพราะโทยะมีความคิดว่าซักวันหนึ่งหากว่าเขาสามารถข้ามมิติไปยังโลกเดิมของเขาได้ล่ะก็ฟังก์ชั่นนี้ก็น่าจะมีประโยชน์ซึ่งปู่เวิร์ลก็อดก็อัพเกรดให้ด้วยความยินดี
.
เมื่อรู้ถึงพิกัดของมิติแล้วโทยะก็สามารถที่จะหนีออกจากที่นี่ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่ทำแบบนั้นโทยะได้พูดกับถึงเรื่องของยูระที่ได้ฟังมาจากเน ว่ายูระเป็นพวกที่แม้จะชาญฉลาดในเรื่องของการวางแผนและเรื่องยุทธศาสตร์แต่ไม่เคยลงมาทำอะไรด้วยตนเองเลยซักครั้งไม่เคยลงมาดูหน้างานหรือไม่เคยลงมาดูคู่ต่อสู้ด้วยตนเองซักครั้ง ด้วยความคิดที่ว่าถ้าใช้ให้คนอื่นไปทำได้ตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องลงไปทำเองแต่อย่างใดและพอได้พลังเทพมาไว้ในมือก็หลงลำพอง ซึ่งโทยะก็โดนยูระด่ากลับว่าโทยะเองก็เป็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? และพอโทยะถามว่ารู้หรือเปล่าว่าเทพที่ถูกยูระนำพลังมาสร้างเทพมารนั้นเป็นเทพประเภทไหน? ยูระก็ตอบด้วยความอวดดีว่าเขาย่อมรู้ดีอยู่แล้วเพราะเทพองค์นั้นได้บอกให้ฟังแต่สรุปว่าสิ่งที่ยูระฟังมาก็คือเรื่องหลอกลวงของเทพนีทที่พูดเอาดีเข้าตัวล้วน ๆ มาถึงจุดนี้โทยะก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าแท้จริงยูระก็เป็นประเภทเดียวกับเจ้าราชามังกรที่ออกมาก่อเหตุการณ์กบฏมังกรและพบจุดจบไปอย่างน่าอนาถนั่นเอง ด้วยความเมตตาที่พอจะคิดได้ว่าเหมือนสงสารปลาตัวน้อย ๆ โทยะจึงได้บอกความจริงเกี่ยวกับเจ้านีทก็อดให้ยูระได้รู้ว่า เจ้านั่นเป็นเทพระดับต่ำสุดหรือเรียกกันว่า “เทพบริวาร” พูดง่าย ๆ กระจอกสุด ๆ ในบรรดาทวยเทพก็ว่าได้เมื่อได้ยินแบบนั้นยูระก็ตกตะลึงจะพูดอะไรไม่ออก หลังนั้นโทยะที่ได้รับพิกัดของมิติผ่านสมาร์ทโฟนก็วาร์ปหนีออกมาจากมิติของยูระ โดยไม่สนใจว่าฝ่ายนั้นกำลังจะพูดอะไรต่อ เมื่อวาร์ปกลับยังโลกเดิมได้โทยะก็พบว่าตัวเองอยู่บนฟ้าสูงกว่าพื้นดินกว่าร้อยเมตรและกำลังร่วงหล่นจึงต้องรีบใช้เวทฟลายเพื่อพายังเองลอยขึ้นในทันที
.
โทยะพยายามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อเช็คให้มั่นใจว่าเขาวาร์ปกลับมาถูกที่หรือไม่ เมื่อมองเห็นหอคอยสูงอันเป็นจุดเด่นโทยะก็มั่นใจว่าที่นี่คือไอเซนบรุ๊ค เมืองหลวงของไอเซนกัลด์แน่นอน โทยะร่อนลงบนยอดหอคอยและใช้สมาร์ทโฟนค้นหาตำแหน่งของพรรคพวกก็พบว่ากำลังเคลื่อนไปทางตัวเมืองบริเวณที่อยู่ด้านหลังของเขาดูเหมือนว่าทุกคนจะหนีออกมาจากปราสาททองคำได้อย่างปลอดภัยทุกคนทว่าในตอนนั้นเองโทยะก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งและเมื่อหันไปดูทางปราสาททองคำก็พบว่ามีแสงขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงนั้นมันคือออร่าเทพไม่ผิดแน่แต่ทว่ามันแตกต่างไปจากออร่าของปู่เวิร์ลก็อดหรือพวกคาเร็นเพราะออร่านั้นมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกด้านลบ ขนาดของมันใหญ่ยิ่งกว่า “เฮกาตอนเกล” เสียอีกรูปลักษณ์เหมือนกับสัตว์หลาย ๆ ชนิดมารวมกัน ร่างกายท่อนบนเหมือนกับแมลงมีหนวดและดวงตาขนาดใหญ่ มีแขนหกแขน ที่หลังมีปีกที่เหมือนกับผีเสื้อถึงหกปีก ส่วนร่างกายท่อนล่างยาวเหมือนกับงู ร่างสีทองหม่นอันใหญ่โตนั้นทำลายปราสาททองคำลงและแล้วเทพมารได้จุติลงมายังโลกนี้
.
เทพมารเริ่มส่งเสียงกรีดร้องพร้อมกับเริ่มโปรยผงสีทองที่ใช้เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตอื่นให้กลายเป็นพวกกลายพันธุ์ออกมา เพื่อหยุดยั้งการกระทำนั้นโทยะจึงเรียกเรกินเรฟเฟรมเกียร์คู่ใจของตนออกมาและเตรียมตัวเข้าปะทะกับเทพมาร ในระหว่างนั้นทางฝ่ายของเทพมารก็เปิดฉากโจมตีใส่ด้วยบอลแสงขนาดใหญ่โทยะบังคับเรกินเรฟหลบออกมาจากบริเวณหอคอย ไม่กี่วินาทีต่อมาบอลแสงก็กระทบเข้าหอคอยและเกิดการระเบิดที่รุนแรงราวกับระเบิดนิวเคลียร์ตามมา โทยะกางเวทพริซันคุ้มกันเรกินเรฟจากแรงระเบิดและเศษซากที่ปลิวว่อนจากแรงระเบิด แม้ว่าเรกินเรฟจะรอดพ้นมาจากการโจมตีนั้นได้แต่ทว่าเมืองไอเซนบรุ๊คก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบดูเหมือนว่าพลังทำลายจะเหนือกว่าปืนอนุภาคของพวกเฟรซระดับแอดวานท์เสียอีกแถมเวทป้องกันอย่างพริซันหรือชิลด์ก็ไม่น่าจะต้านทานได้ไหวหากโดนเข้าไปเต็ม ๆ เคราะห์ดีที่เมืองไอเซนบรุ๊คนั้นไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่แล้วจึงไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลแต่ถ้าหากว่าการโจมตีครั้งต่อไปเกิดขึ้นที่เมืองหลวงของอาณาจักรอื่นแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ โทยะจึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปจู่โจมเทพมาโดยรวมซอร์ดบิททั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดเกรทซอร์ดพร้อมกับส่งถ่ายพลังเทพให้ไหลผ่านมือของเรกินเรฟไปยังใบดาบขนาดยักษ์จากนั้นก็พุ่งเข้าไปฟันใส่จนสามารถตัดแขนข้างหนึ่งของเทพมารจนขาดได้สำเร็จ แต่เสี้ยววินาทีต่อมาแขนข้างที่โดนฟันขาดก็ฟื้นสภาพกลับมาดังเดิม
.
โทยะโจมตีต่อเนื่องด้วยเวทเบิร์นนิ่งแลนซ์ โดยหอกไฟที่ถูกสร้างจากเวทมนตร์นั้นพุ่งเข้าใส่บริเวณปีกของเทพมารส่งผลให้ปีกมีรูขนาดใหญ่เกิดขึ้นแต่หากเทียบกับขนาดตัวของเทพมารกับรูที่โทยะทำได้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับรอยบุหรี่ที่จี้ไปบนแผ่นกระดาษซักเท่าไหร่นักแต่มันก็ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่าเวทมนตร์ยังพอจะใช้ได้ผล แต่ปัญหาก็คือจะทำยังไงถึงจะโค่นสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตขนาดนี้ได้ถ้าหากเป็นสิ่งมีชีวิตทั่ว ๆ ไปก็คงจะตัดหัวหรือทำลายหัวใจ แต่สำหรับเทพมารนั้นจะมีวิธีฆ่าให้ตายหรือเปล่า ทว่าในระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีจัดการอยู่นั้นการโจมตีอีกระลอกหนึ่งด้วยเลเซอร์ที่ยิงออกมาจากแขนทั้งหกก็พุ่งเข้าใส่เรกินเรฟ โทยะพยายามบังคับเครื่องหลบการโจมตีทว่าแรงลมที่เกิดจากการกระพือปีกของอีกฝ่ายก็ทำให้เรกินเรฟเสียจังหวะและโดนเลเซอร์ยิงอัดจนกระเด็นออกไป ระบบของเรกินเรฟแจ้งเตือนว่าบาเรียที่ใช้ป้องกันได้รับความเสียหายไปสามสิบห้าเปอร์เซนต์ แม้ว่าตัวเครื่องจะยังไม่ได้รับความเสียหายแต่ถ้าโดนโจมตีซ้ำอีกซักสองครั้งบาเรียก็คงจะทนไม่ไหวและถูกทำลายลงแน่ ๆ แต่ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะจัดการกับอีกฝ่ายอยู่นั้นโทยะก็รู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเพลงที่ใช้เปิดเวลาเจอกับบอสใหญ่ในเกมส์ RPG ชื่อดังเกมส์หนึ่งลอยเข้ามาในหัวในตอนแรกเขาก็คิดว่าตัวเองคิดไปเองแต่พอซักพักโทยะก็รู้ตัวว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง เพลงนั้นมันกำลังบรรเลงอยู่จริง ๆ และเมื่อโทยะหันกล้องของเรกินเรฟให้มองไปทางด้านข้างก็พบว่าเทพแห่งดนตรี โซสุเกะกำลังลอยอยู่บนฟ้าพร้อมกับบรรเลงกีต้าไปด้วยแถมท่านพี่คาเร็นกับซุยกะก็อยู่นั่นเช่นกัน
.
เมื่อเห็นเทพทั้งสามปรากฏตัวออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุโทยะอดไม่ได้ที่จะถามออกไปและคำตอบที่ได้ก็คือ ซุยกะบอกว่ามาทัศนศึกษาส่วนคาเร็นบอกว่ามาดูโทยะ อารมณ์คล้ายกับวันที่โรงเรียนเปิดให้ผู้ปกครองมาดูการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั่นแหละ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นเทพมารก็ตวัดหางโจมตีเข้ามา เหล่าเทพทั้งสามวาร์ปหลบไปได้อย่างง่ายดายส่วนโทยะก็รีบใช้เทเลพอร์ตหลบการโจมตี หลังจากนั้นโทยะก็สอบถามถึงวิธีการที่จะจัดการกับเทพมารจากคาเร็นซึ่งเธอก็บอกว่าจะปราบเทพก็ต้องใช้พลังเทพเท่านั้นแต่โทยะก็แย้งว่าเมื่อกี้นี้เขาก็ลองใช้แล้วมันไม่ได้ผลแต่ซุยกะก็ได้แย้งว่าที่โทยะใช้เมื่อกี้มันยังไม่ใช่พลังเทพที่สมบูรณ์แต่ทว่าการอธิบายสไตล์คนเมาของซุยกะก็ไม่ได้ช่วยให้ได้ความกระจ่างมากนักโทยะจึงต้องหันไปพึ่งคาเร็นให้ช่วยอธิบายให้อีกทีและจากคำอธิบายของคาเร็นก็ช่วยให้ได้ความกระจ่างว่า ในตอนนี้สถานะของโทยะนั้นก้ำกึ่งกันระหว่างมนุษย์กับเทพ ดังนั้นจึงมีพลังอยู่สองส่วนนั่นก็คือพลังเวทกับพลังเทพและหากว่ามีพลังอื่นมาเจือปนกับพลังเทพแล้วล่ะก็มันก็จะไม่สามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้ ดังนั้นเพื่อให้เป็นเข้าสู่สถานะเทพโดยสมบูรณ์โทยะต้องยอมรับสถานะ “เทพ” ของตนเองหรือก็คือต้องสลัดความลังเลใจทั้งหมดออกไปให้ได้ เพราะในจิตใจลึก ๆ ของโทยะนั้นยังคงอยากจะเป็นมนุษย์และใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ที่ไหนซักแห่งบนโลกและคิดว่าตนเองนั้นไม่เหมาะจะก้าวขึ้นไปเป็นเทพในตอนนี้และยังมีความกลัวว่าหากเขาก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้วตัวเขาอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก แต่สุดท้ายแล้วก็เข้าใจว่าตนเองควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป และในตอนนั้นเองห่าฝนเลเซอร์ของเทพมารก็โจมตีใส่พวกโทยะอีกครั้ง แต่ก็ไม่โดนใครอีกเช่นเคยพวกคาเร็นหายตัวไปจากที่แห่งนั้นพร้อมกับทิ้งคำพูดให้กำลังใจโทยะ
.
และเมื่อโทยะทำใจให้สงบลงได้แล้วโทยะก็ค่อย ๆ สัมผัสถึงพลังทั้งสองส่วนที่อยู่ในร่างและค่อย ๆ ทำการแยกมันออกจากกัน พลังเทพก็ค่อย ๆ พวยพุ่งออกมาจากร่างกายและถ่ายทอดไปยังเรกินเรฟซึ่งออร่าเทพของโทยะนั้นเป็นสีแพทตินั่มและเมื่อกวัดแกว่งดาบที่ฉาบไว้ด้วยพลังเทพตัดแขนข้างหนึ่งของเทพมารจนขาดกระเด็นไปอีกครั้งคราวนี้เทพมารส่งเสียงกรีดร้องออกมาเหมือนกับรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในขณะเดียวกันแขนที่ถูกตัดไปก็ไม่สามารถฟื้นสภาพกลับมาได้อีกถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็น่าจะพอเอาชนะได้และในระหว่างที่คิดแบบนั้นโทยะก็ได้รับการติดต่อจากยูมิน่า และเมื่อโทยะมองกลับไปก็พบกว่าเฟรมเกียร์วัลคิรี่ยูนิตทั้งเก้าเครื่องกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้จากอีกฝั่งของเมืองแต่ในเวลาเดียวกันนั้นเทพมารก็ทำการสร้างบอลพลังงานแบบเดียวกับที่ใช้ทำลายเมืองหลวงไปเมื่อก่อนหน้านี้ขึ้นมาและยิงใส่พวกยูมิน่าทันทีในตอนแรกโทยะก็เตรียมจะใช้เทเลพอร์ตเข้าไปช่วยแต่ทว่าเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงหยุดการกระทำของตน การระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งแต่ว่าการโจมตีนั้นไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ ให้กับพวกยูมิน่าได้เพราะก่อนที่การโจมตีจะถึงตัว ด้วยผลของแอป “โมจิสึกิ โทยะ” พวกเธอทุกคนได้ใช้เทเลพอร์ตเคลื่อนย้ายตัวเองมาอยู่ข้าง ๆ โทยะเรียบร้อยแล้วแต่แล้วโทยะก็สังเกตเห็นว่าที่อยู่ที่นี่ตอนนี้มีเพียงแค่เหล่าคู่หมั้นทั้งเก้าของเขาเท่านั้นไม่มีพวกเอนเด้รวมอยู่ด้วยและเมื่อเขาเอ่ยถามออกไปก็ได้คำตอบจากเอลเซ่ว่า พวกเมลนั้นมุ่งหน้าไปจัดการกับพวกกลายพันธุ์แล้วส่วนดรากูนก็เสียหายหนักเกินกว่าจะสู้ศึกต่อได้
.
หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มพุ่งความสนใจไปที่เทพมารโดยโทยะได้สั่งให้ทุกคนกระจายตำแหน่งออกไปเพื่อจะได้เข้าโจมตีจากหลายทิศทาง และด้วยความสามารถที่ได้จากการใช้แอปทำให้ตอนนี้วัลคิรี่ยูนิตทุกเครื่องมีความสามารถในการบินบนท้องฟ้าได้ ทำให้สายฟ้าที่เทพมารปล่อยออกมาโจมตีไม่โดนเป้าหมายอีกเช่นเดิม แต่ก่อนที่จะเริ่มทำการต่อสู้ลินเซ่ก็ได้เอ่ยถามโทยะเกี่ยวกับพลังบางอย่างที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของพวกเธอตอนนี้นั้นเป็นพลังของโทยะใช่หรือเปล่า พอได้ยินแบบนั้นโทยะจึงได้ลองสังเกตไปที่เครื่องของแต่ละคนก็พบว่าเฟรมเกียร์ของพวกเธอในตอนนี้นั้นมีออร่าเทพสีแพลทตินั่มแบบเดียวกับของเขาพวยพุ่งออกมาแม้จะไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่โทยะก็มีข้อสันนิษฐานอยู่ว่าเพราะพวกเธออยู่ในสถานะของเครือญาติแล้วจึงทำให้พลังของเขาถ่ายทอดไปสู่พวกเธอด้วยก็เป็นได้ และด้วยความที่พลังนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับว่าโทยะมานั่งอยู่ข้างทำให้พวกเธอเริ่มตีความหมายของพลังนี้ว่า “เป็นความรักของโทยะ” ที่ถ่ายทอดมาให้พวกเธอเพียงแค่นั้นกำลังใจของพวกเธอก็พุ่งทะลุขีดชนิดว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางแพ้แน่และด้วยฮึกเหิมถึงขีดสุดยูมิน่าก็ได้ออกคำสั่งให้สมาชิกสภาภรรยาทุกคนเข้าจัดการกับเทพมารในทันที เริ่มต้นด้วยเอลเซ่ที่พุ่งเข้าไปจัดท่าแคนน่อนเบรคเข้าที่แขนข้างหนึ่งของเทพมารแต่ด้วยใหญ่โตของแขนนั้นทำให้ไพล์บังเกอร์ของเกอร์ฮิวเด้ไม่สามารถจะทะลวงเข้าไปได้แต่ก็สร้างรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ และเพราะตอนนี้เอลเซ่มีพลังเทพไหลเวียนอยู่เทพมารจึงไม่สามารถฟื้นฟูบาดแผลที่เกิดจากการโจมตีนั้นได้ แต่พริบตาต่อมาเฟรมเกียร์ของฮิวด้ากับยาเอะก็ปราดเข้ามาพร้อมกับดาบที่ฉาบไว้ด้วยพลังเทพและฟันเข้าใส่แขนข้างที่เกิดรอยร้าวนั้นพร้อม ๆ กัน ยาเอะใช้ท่าดาบที่ชื่อว่า “ริวกะเร็ทสึซัน” ส่วนฮิลด้าใช้ท่าดาบที่ชื่อว่า “โกไร” จนเกิดรอยฟันเป็นรูปกากบาท
.
หลังจากรับการโจมตีแล้วเทพมารก็ยิงสายฟ้าใส่ทั้งสามแต่พวกเอลเซ่ก็ใช้เทเลพอร์ตหลบหนีไปเสี้ยววินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดขึ้นที่บริเวณดวงตาของเทพมาร การโจมตีนั้นก็คือเมก้าเอ็กโพลชั่นที่เกิดจากกระสุนปืนที่ถูกยิงมาจากบรุนฮิวเด้ของยูมิน่า และนัดสองนัดสามที่ตามมาหลังจากนั้นก็อัดเข้าที่บริเวณคอหอย ตามติดมาด้วยการโจมตีของวัลเทราไทป์ซีที่ยิงกระสุนระเบิดเข้าใส่ที่บริเวณไหล่ เทพมารจึงเริ่มตอบโต้ด้วยการปล่อยคลื่นเสียงบางอย่างออกมาจากส่วนปีกซึ่งคลื่นนี้ส่งผลเหมือนกับคลื่นแรงโน้มถ่วงออกมากดดันเฟรมเกียร์แต่ละเครื่องเอาไว้แต่ก็โดนซากุระปลดปล่อยพลังเสียงเพลงของเธอผ่านรอสไวเซ่ด้วยพลังของเพลงที่ชื่อว่า “พลังแห่งรัก” [愛の力] ก็ทำให้คลื่นเสียงของเทพมารถูกลบหายไปและเปิดโอกาสให้ออรินเด้โอเวอร์โหลดของซูเรียกอาวุธไม้ตาย “โกลด์แฮมเมอร์” ออกมาและเริ่มทำการหมุนควงลูกบอลหนามที่มีโซ่ติดอยู่นั้นเทพมารก็ได้ปล่อยห่าแสงเลเซอร์เข้าโจมตีออทรินเด้โอเวอร์โหลดแต่ก็ถูกเวทรีเฟลกชั่นสะท้อนการโจมตีออกมาไป และเมื่อหมุนตัวลูกตุ้มจนได้ความเร็วเต็มที่แล้วซูก็ฟาดลูกตุ้มนั้นออกไปเต็มแรงพร้อมประโยคเด็ดว่า “จงกลายเป็นผุยผงไปซะ” เทพมารใช้หางของตนรับการโจมตีของออทรินเด้โอเวอร์โหลดเอาไว้ และผลที่ออกมาก็คือหางยาว ๆ นั้นสลายกลายเป็นฝุ่นสีทองไปกว่าครึ่งส่วนโกลด์แฮมเมอร์นั้นสลายหายไปเลยแต่ตัวออทรินเด้นั้นไม่ได้หยุดการทำงานลงหลังการใช้งานโกลด์แฮมเมอร์เหมือนครั้งก่อนเพราะตัวเครื่องได้รับการปรับปรุงใหม่แถมยังได้พลังจากแอปจึงทำให้สามารถสู้รบต่อไปได้
.
หลังการโจมตีของซูผ่านพ้นไปรีนกับลินเซ่ก็เข้ามารับช่วงต่อ เฮมวีเก้กับกริมเกเด้ได้ทำการประทับปืนใหญ่ “บริเน็กซ์” ที่ชาร์จพลังงานจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกับปากกระบอกไปยังเป้าหมายและกดลั่นไก ลำแสงควงสว่านออกจากปากกระบอกปืนพุ่งเข้าทะลวงร่างของเทพมารจนทะลุได้เป็นผลสำเร็จเทพมารหยุดการเคลื่อนไหวแต่หลังจากนั้นไม่นานโทยะก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากร่างของเทพมาร โดยเจ้าของได้พร่ำบ่นในทำนองว่า “ข้าคือพระเจ้า พระเจ้าสูงสุด ไม่ยอมให้ใครมาต่อต้าน หากใครต่อต้านจะต้องถูกลงทัณฑ์” จากก็มีแสงสว่างสีรุ้งออกมาจากร่างของเทพมารจากนั้นก็เริ่มกระบวนการคล้ายกับดักแด้ลอกคราบและแล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏออกมาซึ่งรูปร่างโดยก็ดูสัตว์ประหลาดเหมือนเดิมแต่แสดงที่เปล่งออกมาตอนนี้กลายเป็นแสงสีรุ้งไม่ใช้สีทองหม่น ๆ แบบในตอนแรกแถมยังดูเป็นเครื่องจักรมากกว่าสิ่งมีชีวิตอีกตะหาก หลังจากออกมาจากดักแด้แล้วเสียงนั้นก็ยังพร่ำถึงตนเป็นพระเจ้าทุกสิ่งต้องยอมสยบและยอมทำตาม พอฟังมาถึงตรงนี้โทยะก็รู้แล้วว่าเจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเขาก็คือเจ้าเทพนีทตัวต้นเหตุนั่นเอง เมื่อเทพนีทเห็นโทยะเขาก็จำได้และเริ่มโทษว่าทัังหมดเป็นความผิดของโทยะในทันที ซึ่งโทยะก็ย้อนกลับว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะเมล็ดพันธุ์ที่แกหว่านเอาไว้เองไม่ใช่เหรอ? แต่แน่นอนว่าเทพนีทจอมโทษทุกอย่างแต่ไม่เคยโทษตัุวเองย่อมไม่ฟังเหตุผลใด ๆ และเปิดฉากโจมตีใส่โทยะทันทีแต่โทยะก็กางชิลด์รับเอาไว้ได้ จากนั้นเทพนีทก็ระบายความอัดอั้นที่ว่าใครก็คอยขัดขวางแนวคิดของเขา แนวคิดที่ว่าพระเจ้าควรเป็นผู้จัดการทุกอย่าง ผู้ที่อยู่ในโลกนั้นแค่ก้มหน้าทำตามและข้ารับใช้ของพระเจ้าอย่างเดียวก็พอเแล้ว เพียงเท่านี้โลกก็จะไม่มีความขัดแย้งและสงบสุขแล้วแท้ ๆ ความคิดของเขามันผิดตรงไหนทำไมทุกคนไม่ยอมเข้าใจ
.
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้โทยะก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมปู่เวิร์ลก็อดจึงไม่ยอมยกระดับเจ้าเทพบริวารองค์นี้ให้ทำหน้าที่อะไรซักอย่างเพราะด้วยแนวคิดและกริยาแบบนี้มีแต่จะสร้างปัญหาเพียงเท่านั้นกับคนแบบนี้พูดไปก็คงป่วยการเปล่าและไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะปล่อยให้ผู้ที่คิดจะทำลายโลกแบบนี้คงอยู่ต่อไปโทยะจึงเปลี่ยนซอร์ดบิทของเรกินเรฟให้เป็นโหมดมีดสั้น โทยะปลดปล่อยท่าโจมตีที่ชื่อว่า “กราดิอุส” เข้าใส่เทพนีทโดยมีดสั้นทั้งสี่สิบแปดเล่มถูกฉาบด้วยพลังเทพพุ่งเข้าทะลวงไปทั่วทั้งร่างของเป้าหมาย ก่อนจะบินกลับบินวนอยู่รอบตัวเรกินเรฟ การโจมตีของโทยะสร้างความเจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก เจ้าเทพนีทถึงกับด่าทอว่าโทยะเป็นแค่มนุษย์แท้ ๆ บังอาจอวดดีต่อต้านพระเจ้าที่แท้จริงอย่างเขา อภัยให้ไม่ได้ เขาจะฉีกโทยะเป็นแปดส่วน แถมยังด่าโทยะว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอีกตะหาก แต่โทยะก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรได้แต่ตอบโต้กลับไปว่า แนวคิดของแกบนโลกฉันเขาเรียก “ดิสโทเปีย” แน่นอนว่าโลกลักษณะนั้นไม่ใช่แนวทางของโลกที่โทยะชอบใจนักและเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาดจากนั้นโทยะก็ปล่อยท่ากราดิอุสเข้าใส่เทพนีทอีกครั้งหนึ่ง
.
หลังจากโดนโจมตีด้วยกราดิอุสเป็นครั้งที่สองเทพนีทโวยวายเรื่องเดิม ๆ เป็นแค่มนุษย์ริอาจจะมาสั่งสองพระเจ้าต้องลงทัณฑ์และก็ได้ปล่อยสายฟ้าออกมาตอบโต้ การโจมตีนั้นไปโดนออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูกับกริมเกเด้ของรีนเข้าเนื่องจากทั้งสองเครื่องเป็นเฟรมเกียร์ที่เคลื่อนไหวค่อนข้างช้าจึงหลบไม่ทันโชคดีที่ทั้งสองคนไม่เป็นอะไรแต่บาเรียก็ได้รับความเสียหายไปถึงสี่สิบเปอร์เซนต์นั่นหมายความว่าหากรับการโจมตีแบบเดิมซ้ำ ๆ อีกครั้งหรือสองครั้งบาเรียก็จะถึงขีดจำกัดและหายไปเมื่อถึงตอนนั้นความเสียหายจะส่งผลกับตัวเครื่องโดยตรงและสำหรับคนอื่น ๆ นอกจากโทยะกับซากุระแล้วสายฟ้านั้นก็รวดเร็วมากจนไม่สามารถใช้งานเทเลพอร์ตได้ทันเพราะพวกเธอเหล่านั้นยังไม่คุ้นชินกับการควบคุมจังหวะการใช้เทเลพอร์ต เมื่อเห็นว่ายังทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เทพมารจึงเปิดฉากโจมตีต่อด้วยการยิงเลเซอร์จากปลายนิ้วทั้งหมดเข้าใส่พวกโทยะ ลำแสงจำนวนสามสิบเส้นถาโถมเข้าใส่อย่างไม่มีหยุดหย่อน เครื่องของฮิวด้า ลินเซ่และยาเอะโดนเลเซอร์ยิงอัดเข้าไปแม้บาเรียจะยังต้านการโจมตีเอาไว้ได้แต่เครื่องก็เสียการทรงตัวจากแรงกระแทกทำให้เสียหลักล้มลงและการโจมตีอีกระลอกหนึ่งก็กำลังจะตามมาหากโดนเข้าจัง ๆ คราวนี้ละก็บาเรียก็คงไม่อาจจะต้านทานได้แน่ ๆ แต่จังหวะนั้นออทรินเด้โอเวอร์โหลดของซูก็แทรกเข้ามาและกางสตาร์ดัสชิลด์ป้องกันทุกคนเอาไว้และเมื่อการโจมตีของด้วยแสงเลเซอร์หยุดลง ออทรินเด้โอเวอร์โหลดก็ปล่อยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลจากหมัดข้างขวาให้พุ่งไปโจมตีเทพนีทในทันที
.
หมัดจรวดได้พุ่งเข้าไปอัดกระแทกตรงบริเวณคอหอยของเทพนีทเข้าอย่างจังและการโจมตีนั้นสร้างรอยแตกร้าวบนแผ่นเกราะของเทพนีทแต่ว่านั่นก็ยิ่งเป็นการไปกระตุ้นความเกรี้ยวกราดของเทพนีทให้เพิ่มมากขึ้นเพราะยอมรับไม่ได้ที่โดนมนุษย์สร้างบาดแผลให้เช่นนี้บวกกับโดนโทยะบอกว่าแกไม่ใช่เทพแล้วซักหน่อย เป็นเทพมารที่ถือกำเนิดบนโลกต่ำยิ่งกว่าเทพบริวารเสียอีกก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายโกรธจัดและเริ่มรวมพลังไว้ที่มือทั้งหกโดยแต่ละมือมีแสงสีต่าง ๆ กันไปปรากฏขึ้นมาโดยมี สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีน้ำตาล สีเหลือง และสีดำ ซึ่งตอนแรกโทยะก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่รีนก็รีบเตือนให้ทุกคนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะโจมตีด้วยเวทธาตุ โดยบอลสีแดงเริ่มแปรสภาพเป็นเปลวไฟ สีฟ้าเริ่มแปรสภาพเป็นพายุหิมะ สีเขียวเริ่มแปรสภาพเป็นพายุทอร์นาโด สีน้ำตาลเริ่มแปรสภาพเป็นก้อนหิน สีเหลืองเริ่มรวมตัวกันเป็นเลเซอร์ขนาดใหญ่และสีดำแปรสภาพเป็นกลุ่มก้อนควันและทั้งหมดนั้นก็พุ่งเข้าใส่พวกโทยะ ที่พุ่งมาเร็วที่สุดก็คือแสงเลเซอร์ซึ่งทุกคนสามารถหลบได้ หลังจากนั้นก็ใช้ชิลด์กับรีเฟลกชั่นป้องกันบอลเพลิง ทอร์นาโด พายุหิมะ และก้อนหินเอาไว้ ส่วนหมอกสีดำ ๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นเวทเอนเนอร์จี้เดรนก็ใช้เทเลพอร์ตหลบเอา ซึ่งแสงเลเซอร์ที่พวกโทยะหลบหลีกไปก่อนหน้านี้ก็ได้เป่าภูเขาที่อยู่ไกลออกไปทางด้านหลังหายไปในพริบตา หลังจากนั้นเทพนีทก็ประกาศก้องว่าตัวเขาคือพระเจ้า พระเจ้าผู้ไม่มีวันจะเสื่อมสลาย เป็นพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้ เป็นกฏเกณฑ์ ของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นทุกสรรพสิ่งควรจะต้องคุกเข่าสยบให้แกเขา ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้โทยะรู้ดีว่าพูดอะไรต่อไปก็ป่วยการเพราะผู้ที่มีตรรกะว่าโลกหมุนรอบตนเองเช่นนี้ไม่ว่าจะใช้เหตุผลพูดด้วยขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ แม้จะมีอายุอยู่มานานเป็นหมื่น ๆ ปีแต่เจ้าเทพนีทนี่ก็แทบจะไม่เรียนรู้อะไรเอาเสียเลยยังคงมีสมองแบบเด็กอายุไม่กี่ขวบที่เอาแต่ใจตัวเอง
.
และในท้ายที่สุดเทพมารก็ได้โปรยผงสีทองออกมาปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นแม้ตอนแรกโทยะก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เขากางพริซันออกมาปกป้องตัวเองไว้ก่อนแต่แล้วก็มีความปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกยูมิน่า พวกเธอค่อยทรุดลงราวกับเรี่ยวแรงถูกดึงออกจากร่างตอนนี้โทยะรู้แล้วว่าผงสีทองนี้คืออะไรพวกกับเจ้าเทพนีทก็ประกาศออกมาดังลั่นว่ามันคือ พิษเทพมารที่ใช้สำหรับสังหารเทพนั่นเองและยิ่งประกาศว่าจะฆ่าพวกยูมิน่าก็ทำให้คำว่า “ปราณี” ที่อยู่ในตัวของโทยะลดฮวบลงถึงระดับติดลบในพริบตาและเข้าสู่โหมดเมียข้าใครอย่าแตะขั้นสูงสุด (ซึ่งตัวโทยะเวลาโกรธจะไม่แสดงออกถึงอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดแต่จะมีลักษณะดูเยือกเย็นแทนและคำพูดจาจะไม่ใช่คำสุภาพ) ความเกรี้ยวกราดในใจโทยะเพิ่มสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อรัศมีเทพสีแพลทตินั่มก็ยิ่งส่องสว่างและปกคลุมทุกสรรพสิ่งราวกับเปลวเพลิงที่เกรี้ยวกราด รัศมีเทพอันแรงกล้าถึงขนาดว่าเทพนีทยังต้องรู้สึกสะพรึงกลัว โทยะเปลี่ยนโหมดของซอร์ดบิทให้เปลี่ยนไปเป็นโหมดเกรทซอร์ดแต่ทว่าโทยะในตอนนี้กลับรู้สึกว่าดาบใหญ่ที่ถืออยู่ในมือของเรกินเรฟมันเล็กเกินไป เขาอยากได้ดาบมันใหญ่ ๆ กว่านี้เพื่อฟาดหัวไอ้สารเลวนี่เอาแบบให้สาแกใจเขาจึงส่งถ่ายพลังเทพเข้าไปในดาบเพื่อทำให้มันใหญ่ขึ้นไปอีก และแล้วดาบศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่เบิ้มที่ฉาบไว้ด้วยพลังเทพสีแพลทตินั่นก็ถูกสร้างออกมา ทันทีที่เทพนีทเห็นดาบนั่นก็ตกตะลึงตาตั้งเพราะว่าพลังที่จะสามารถสร้างสมบัติศักดิ์แบบนี้ออกมาได้ต้องเป็นพลังของเทพชั้นสูงเท่านั้น แต่โทยะในเวลานี้ไม่สนใจจะฟังคำพูดจากปากเจ้าเทพนีทนี่อีกต่อไปแล้วเขาได้เอ่ยวลีสุดท้ายกับเทพนีทว่า
「お前の存在を消してやるよ」
ซึ่งแปลความหมายได้ประมาณว่า “ฉันจะลบการมีตัวตนของแกล่ะนะ” ก่อนจะที่ดาบในมือเรกินเรฟจะถูกยกขึ้นและฟาดลงไปที่ร่างของเทพนีทอย่างรวดเร็วและตัดแขนของมันจนขาดกระเด็น เทพนีทส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาณจากแผลที่เกิดจากดาบเล่มนั้นและแขนที่โดนตัดขาดก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปหลังจากนั้นโทยะก็ใช้ดาบตัดหางของเทพนีทเป็นลำดับต่อไป แน่นอนว่าทุกครั้งที่ลงดาบเทพนีทก็จะส่งเสียงร้องและสบถออกมาทุกครั้งแต่โทยะก็ดูจะไม่ใส่ใจและดูจะสนุกสนานกับการเชือดเฉือนอีกฝ่ายซะด้วย ประมาณว่า ร้องโวยวายน่ารำคาญจัง เป็นเทพสูงสุดไม่ใช่เหรอนี่แค่นิด ๆ หน่อย ๆ เองนะ ซึ่งแน่นอนว่าเทพนีทโกรธแค้นมากจึงพยายามยื่นมือไปจะไปคว้าจับเรกินเรฟแต่ก็โดนดาบนั่นฟันนิ้วขาดกระจายโทยะเริ่มสร้างดาบยักษ์แบบเดียวกับที่ถืออยู่ออกมาเรื่อย ๆ จนมีจำนวนถึงสี่สิบแปดและเป้าหมายที่ดาบทุกเล่มกำลังจะพุ่งไปหานั้นก็เทพนีทอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อเห็นว่าโทยะกำลังจะปล่อยการโจมตีนี้ใส่ตนเทพนีทก็กรีดร้องและพยายามห้ามว่า “やめろ!” ดังลั่นแต่ก็สายเกินไปแล้วเพราะโทยะที่อยู่ในโหมดความปราณีติดลบนี้ไม่คิดที่จะสนใจเสียงกรีดร้องนั้นซักนิดแถมยังบอกว่า “ไม่ค่อยได้ยิน” ก่อนปล่อยท่า “กราดิอุส” ใส่เทพนีท ดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่สิบแปดเล่มพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายราวกับจรวดมิซายส์และทำการเชือดเฉือนและทิ่มแทงทุกส่วนบนร่างกายนั้นจนท้ายที่สุดร่างนั้นก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นทรายสีรุ้งไปในที่สุด
.
หลังจากนั้นโทยะก็รีบเข้าไปช่วยลบล้างผงสีทองที่เกาะติดอยู่บนตัวเครื่องของพวกยูมิน่าด้วยพลังที่เรียกว่า “ดีรีท” แม้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้างแต่ทุกคนก็ปลอดภัยดีแต่งานเก็บกวาดนั้นยังไม่จบโทยะทำการติดต่อกับใครบางคนผ่านทางสมาร์ทโฟนของเขา ทางด้านของยูระที่ยังคงหลบซ่อนตัวเองเพื่อดูสถานการณ์ภายนอกอยู่ภายมิติ “นิฟเฟลไฮล์ม” ที่เขาสร้างขึ้นก็ได้เห็นถึงความพ่ายแพ้ของเทพมารตอนนี้แผนการที่วาดไว้แตกสลายราวกับฟองสบู่ไปเสียแล้ว ยูระยังไม่เข้าใจว่าเขาคำนวณผิดพลาดที่ตรงไหนกันทำไมผลมันถึงได้ออกมาเป็นเช่นนี้ไปได้และเมื่อสูญเสียเทพมารที่เป็นแหล่งพลังไปแล้วพลังเทพในตัวของยูระจึงค่อย ๆ หายไปด้วยนั่นจึงส่งผลให้มิติที่สร้างจากพลังเทพนี้ค่อย ๆ สลายไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ยูระไม่เหลือไพ่ในมืออีกแล้วเขาจึงคิดที่จะถอยกลับไปที่เฟรซเซียและหาทางทำอะไรซักอย่างกับราชาองค์ปัจจุบันแล้วค่อยกลับมาใหม่อีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อพวกเมลก็มายืนอยู่ข้างหลังยูระแล้ว ยูระไ่ม่เข้าใจว่าทำไมเมลถึงรู้ได้ว่าเขาอยู่ที่นี่ซึ่งเธอตอบคำถามของยูระไปเพียงว่าเพื่อนที่ต่างโลกบอกให้เธอรู้ว่ายูระอยู่ที่นี่พลางโชว์สมาร์ทโฟนให้ยูระดู
.
เมื่อไร้พลังเทพยูระก็ไม่อาจจะต่อกรกับใครในกลุ่มนี้ได้เลยเขาจึงพยายามหนีแต่ก็ถูกหนามของเมลจับตัวเอาไว้ เวลานี้ยูระรู้สึกถึงความหวาดกลัวจนสุดขั้วหัวใจเมื่อยินน้ำเสียงของเมล ยูระพยายามร้องขอความเมตตาจากเมลว่าอย่างน้อย ๆ ก็ขอให้ตนเองได้ตายอย่างสมเกียรติตามประเพณีของเฟรซเซียแต่แน่นอนว่าเมลจัดการยูระด้วยพริม่ากิโยตินตัดหัวของยูระและทำลายแกนกลางที่อยู่บริเวณลำคอจนแตกเป็นสองส่วนหลังจากนั้นร่างของยูระก็ค่อย ๆ แตกสลายและกลายเป็นควันสีดำไปในที่สุดแต่ถึงแม้ว่าจะกำจัดเทพมารลงได้แล้วแต่เฟรซกลายพันธุ์ที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกนั้นก็ไม่ได้หายไปด้วยถึงกระนั้นพิษสงของพวกมันก็ลดลงไปมากเพราะไม่มีพลังของเทพมารคอยคุ้มครองอีกแล้วสภาพของพวกมันในตอนนี้กลายเป็นสีเทาเข้มและยังคงเข้าจู่โจมมนุษย์ต่อไปแม้ว่าจะหลุดจากการควบคุมของยูระกับเทพมารแล้วก็ตามดังนั้นจึงไม่อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าการต่อสู้ได้จบลงแล้ว แต่การที่มันกลายพันธุ์แถมยังไร้พลังเทพมารคุ้มครองพวกที่หลงเหลืออยู่นี้จึงไม่มีความสามารถในการฟื้นฟูตนเองและความแข็งของร่างกายก็แทบไม่ต่างจากสโตนโกเลมมันจึงสามารถูกจัดการได้โดยอัศวินหรือนักผจญภัยทั่ว ๆ ไป ส่วนพวกโทยะเองก็ได้ไล่จัดการกับพวกกลายพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่ตามที่ต่าง ๆ ที่มันปรากฏตัวแต่ถึงแม้ว่าจะเตรียมการเอาไว้ซักแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยังมีบางเมืองที่ถูกทำลายไปในการต่อสู้ครั้งนี้เรียกได้ว่าแม้โลกจะรอดพ้นจากภัยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้รับความเสียหาย และกว่าจะทำการกวาดล้างพวกกลายพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่ในโลกไปจนหมดสิ้นได้ก็เป็นเวลาอีกสองวันหลังจากนั้นและเมื่อทุกอย่างจบลงแล้วก็มีการประกาศจากบรุนฮิวไปยังนานาประเทศว่าโลกได้กลับคืนสู่ความสงบแล้วดังเดิมแล้ว
.
หลังจากเรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปแอป “โมจิสึกิ โทยะ” ก็ไม่สามารถใช้งานได้เพราะพลังเวทย์ที่บรรจุไว้ในแทงค์ได้ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้วดูเหมือนว่าจะใช้กันหนักมือไม่น้อย เช้าวันหนึ่งโทยะลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืดเขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปนั่งจิบกาแฟยามเช้าระหว่างชมพระอาทิตย์ขึ้นปู่เวิร์ลก็อดก็ปรากฏตัวมานั่งคุยด้วย โดยปู่เวิร์ลก็อดได้แสดงความยินดีที่โทยะสามารถปราบเทพมารลงได้อย่างงดงามและประกาศยอมรับให้โทยะเป็นเทพในวงศ์วานเดียวกันอย่างเป็นทางการแต่ถึงแม้ว่าจะได้ทำหน้าที่ของเทพระดับสูงแต่ตำแหน่งของโทยะตอนนี้ก็คือเทพบริวารซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งต่ำสุดแถมท้ายให้ด้วยว่าถ้าตั้งใจพยายามทำหน้าที่อีกซักหมื่นปีก็คงได้ขึ้นเป็นเทพระดับสูงได้ ส่วนเรื่องราวหลังจากนี้นั้นโทยะยังสามารถใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ที่โลกนี้ได้ประมาณร้อยหรือสองร้อยปีแต่หลังจากนั้นก็ถึงแกเวลาที่เขาจะต้องขึ้นไปอยู่ที่โลกเทพและคอยดูแลโลกนี้ต่อไป ซึ่งถ้าฟังจากคำบรรยายหน้าที่บริหารจัดการโลกจากปู่แล้ว หน้าที่ที่โทยะจะทำต่อโลกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหน้าที่ของปู่เวิร์ลก็อดเพียงแต่ดูแค่โลกนี้โลกเดียวเท่าก็เท่านั้น จากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็ยกเรื่องรีสอร์ทเทพขึ้นมาพูดต่อตามที่ตกลงกันไว้ก็คือหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยโลกนี้ก็จะถูกทำให้กลายเป็นรีสอร์ทแห่งการพักร้อนสำหรับบรรดาเทพที่ต้องการมาพักผ่อนหลังจากทำหน้าที่มาอย่างยาวนานโดยจะให้โทยะนั้นรับงานเป็นผู้จัดการรีสอร์ทหลังจากพูดคุยกันจบแล้วปู่เวิร์ลก็อดก็หายไปพร้อมกับแสงอรุณยามเช้า เรื่องที่จะให้เป็นผู้ดูแลโลกนั้นยังเป็นเรื่องที่ดูห่างไกลอาจจะอีกซักร้อยปีหรือซักสองร้อยปีแต่มีสิ่งหนึ่งที่โทยะต้องทำเป็นอย่างแรกในตอนนี้ก็คือการเข้าพิธีแต่งงานกับพวกเธอทั้งเก้านั่นเอง พวกยูมิน่าก็ดูจะวุ่นวายกับการเลือกแบบชุดแต่งงานกันพอสมควรแน่นอนว่าพวกเธอดีใจกันมากที่จะได้เข้าพิธีแต่งงานเสียทีโดยเฉพาะซูเพราะเธอจะได้ย้ายมาอยู่ที่บรุนฮิวอย่างถาวรเสียทีแม้ว่าโทยะจะรู้สึกไม่ค่อยดีที่จะให้ซูย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะกลัวว่าดยุคออทรินเด้จะเหงาแต่ซูก็บอกว่าที่บ้านมีน้องชายอยู่แล้วเรื่องนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา (อันที่จริงก็ไปหาได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว)
.
ส่วนกำหนดการแต่งงานนั้นก็คืออีกครึ่งปีหลังจากนี้เพราะตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำอยู่ในระหว่างนี้ก็จะค่อย ๆ เตรียมงานแต่งไปที่ละเล็กทีละน้อย ปัญหาหลัก ๆ ตอนนี้ก็คือดินแดนไอเซนกัลด์ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาได้ตอนนี้เหล่าสปิริตก็เริ่มจะกลับเข้าไปได้แล้วแต่ปัญหาต่อมาก็คือใครจะเป็นผู้ดูแลดินแดนที่ไร้ซึ่งผู้นำไปแล้วนั้นแต่เรื่องนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปก็คงต้องวางเอาไว้ก่อนเพราะวันนี้เขาจะใช้เวลาอยู่กับพวกเธอให้เต็มที่หลังจากที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเสียนาน
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 30 พาร์ท 1 (426 - 434)
หลังจบศึกกับเทพมารโทยะก็ได้ลงไปพบกับลูน่าที่ถูกคุมขังเอาไว้ในคุกใต้ดิน ซึ่งวิโอล่าโกเลมของเธอที่ถูกผนึกเอาไว้ในเอทานอลคอนฟินก็อยู่นั่นด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะถูกขังอยู่ที่นี่มาพักนึงแล้วสภาพของลูน่าก็ไม่ได้ดูแย่ลงเท่าไหร่นักเพราะโทยะให้คนดูแลเธออย่างดีอาหารครบสามมื้อ มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำให้อีกตะหาก ส่วนสาเหตุที่โทยะลงมาพบลูน่าถึงที่นี่ก็เพื่อตัดสินโทษของคดีที่เธอก่อขึ้นข้อหาของลูน่าก็คือประทูษร้ายต่อผู้ปกครองประเทศและครอบครัวนั่นจึงทำให้ลูน่ารู้ว่าผู้หญิงสองคนที่เธอสู้ด้วยในตอนนั้นก็คือพี่สาวของโทยะ เมื่อได้ยินแบบนั้นลูน่าก็ออกอาการดีใจและบอกว่าถ้าเป็นสองคนนั้นล่ะก็คงจะฆ่าเธอได้อย่างดายแน่ ๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้โทยะเอ่ยปากถามถึงเหตุผลที่ทำไมลูน่าถึงอยากจะตายนัก ลูน่าก็ได้ให้คำตอบกับโทยะว่า ถ้าเธอตายได้เธอก็อยากจะตายส่วนสาเหตุที่เป็นแบบนั้นเธอเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่เมื่อก่อนเธอกลัวที่จะตายไม่อยากตายแท้ ๆ และก่อนหน้านี้เนียก็เคยบอกกับเธอว่าถ้าใช้พลังของวิโอล่าไปเรื่อย ๆ จนเธอแตกสลายเมื่อไหร่วิโอล่าก็จะฆ่าเธอ
.
โทยะเริ่มพอจะเข้าใจแล้วว่าผลของการโกเลมสกิลของวิโอล่าจะทำให้จิตใจของมาสเตอร์ค่อย ๆ ถูกกัดกินไปทีละนิดไม่ต่างจากคำสาป โดยปกติคนจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อรู้ว่ากำลังจะตายแต่สำหรับลูน่าที่พบเจอกับวินาทีแห่งความตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วจนมันเริ่มกลายเป็นความสนุกแทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวไปยิ่งเจ็บปวดเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนยังมีชีวิตอยู่ มาถึงตรงนี้โทยะก็รู้สึกว่าโกเลมชั้น “คราวน์”ที่โครมสร้างขึ้นนั้นแม้โกเลมสกิลของมันจะสุดยอดแต่ค่าตอบแทนของมันก็น่ากลัวจนแทบจะไม่ต่างจากทำพันธะสัญญากับปิศาจเลยแต่สกิลของวิโอล่าของลูน่านั้นจะแตกต่างจากของโกเลมชั้นคราวน์ของคนอื่น ๆ ตรงที่สกิลนั้นเป็นสกิลแบบทำงานอัตโนมัติในขณะที่ของตัวอื่นต้องเรียกใช้ทางเดียวที่ลูน่าจะหลุดไปจากคำสาปนี้ได้มีแต่รอให้วิโอล่าฆ่าเธอหรือไม่ก็ให้คนที่มีความสามารถมากพอช่วยปลิดชีวิตให้เธอซึ่งตรงจุดนี้ลูน่าคิดว่าโทยะนี่แหละคือผู้ที่จะสามารถทำให้ความปราถนาของเธอเป็นจริงได้ แต่สำหรับโทยะแล้วเขาไม่ได้มีความคิดที่จะฆ่าลูน่าเลยนอกจากนี้เขาก็ยังได้ฟังเรื่องที่ลูน่าปกป้องต้นไม้ศักดิ์ตอนศึกที่ไอเซนกัลด์ด้วยดังนั้นเขาจึงคิดว่าโดยเนื้อแท้แล้วลูน่าไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายแต่ความบิดเบี้ยวของเธอน่าจะมีสาเหตุมาจากวิโอล่าดังนั้นถ้าจัดการกับวิโอล่าได้ล่ะก็ลูน่าก็อาจจะหายจากความผิดปกตินี้ก็ได้ทว่าวิโอล่านั้นมีสกิลในการฟื้นสภาพตัวเองอย่างรวดเร็วแม้จะถูกทำลายเป็นเศษซากไปแล้วก็ตามแต่โทยะก็คิดว่าถ้าหากใช่พลังเทพของเขาแล้วล่ะก็อาจจะทำลายให้สิ้นซากได้
.
โทยะลองถามความเห็นจากลูน่าว่าหากเขาจะทำลายวิโอล่าทิ้งไปซะเธอจะว่ายังไงซึ่งจุดนี้ลูน่าไม่เห็นด้วยเธอให้เหตุผลว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาวิโอล่าดูแลเธอมาตลอดสำหรับเธอแล้ววิโอล่านั้นไม่ใช่เด็กไม่ดีและเชื่อว่าตัววิโอล่าเองก็คงไม่ได้อยากจะเกิดมาเป็นแบบนี้ดังนั้นทั้งหมดที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ความผิดของวิโอล่าหากแต่เป็นที่สร้างวิโอล่าให้เป็นเช่นนี้ตะหากที่เป็นคนผิด เมื่อลูน่าเลือกที่จะไม่ทำลายวิโอล่าทิ้งโทยะจึงใช้วิธีอื่นแทนนั่นก็คือใช้เวท “แคร็กกิ้ง” ทำลายโกเลมสกิลของวิโอล่าไปซะและหลังจากที่สกิลถูกทำลายลงแล้ววิโอล่าจะไม่ใช่คราวน์อีกต่อไปแต่ก็ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าโกเลมปกติทั่วไปอยู่ดี และเมื่อลูน่าลองเอาเข็มทิ่มไปที่นิ้วตัวเองดูก็พบวาดบาดแผลที่เกิดขึ้นไม่เกิดการฟื้นฟูขึ้นมาเองอีกแล้วแต่ยังสามารถเรียกให้ใช้สกิลรักษาแผลเล็ก ๆ ตามปกติได้อยู่ ส่วนตัวลูน่านั้นโทยะได้ร่ายเวทคำสาปใส่เธอเพื่อเป็นการลงโทษเช่นกัน โดยคำสาปนี้จะทำให้อาการเสพติดความเจ็บปวดของลูน่าหายไปแต่เธอจะกลายเป็นพวกเสพติด “คำขอบคุณ” แทนเมื่อใดก็ตามที่ได้ยินคำขอบคุณล่ะก็ลูน่าก็จะรู้สึกฟินมาก ๆ แต่ประเด็นคือลูน่ายังมีนิสัยเดิม ๆ หลงเหลืออยู่เล็กน้อยดังนั้นเพื่อให้ลูน่าสามารถทำความเข้าใจว่าการได้รับคำขอบคุณจากใจจากผู้คนเยอะนั้นต้องทำอย่างไรโทยะจึงพาลูน่ากับวิโอล่าไปยังโรงเรียนของเฟียน่า
.
เมื่อไปถึงโรงเรียนเด็ก ๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมวิโอล่ากันยกใหญ่เพราะเด็ก ๆ ไม่เคยเห็นโกเลมมาก่อนและเมื่อเฟียน่ากับเนียวทาโร่เดินเข้ามาหาโทยะก็แนะนำให้เฟียน่ารู้จักกับลูน่าพร้อมกับบอกว่าจะให้ลูน่าช่วยพวกเด็ก ๆ ทำแปลงดอกไม้ หลังจากนั้นลูน่าก็ถูกบรรดาเด็กน้อยทั้งหลายลากตัวไปทำแปลงดอกไม้โดลมีวิโอล่าวิ่งตามไปด้วย และหลายชั่วโมงต่อมาแปลงดอกไม้ก็สร้างเสร็จจนได้แม้จะเลอะเทอะกันไปบ้างแต่เหล่าเด็ก ๆ ก็สนุกสนานกันมากทีเดียวและเมื่อได้รับคำขอบคุณจากเด็กน้อยมาลูน่าก็รู้สึกดีอย่างที่สุดแต่พอเฟียนาพากลุ่มเด็ก ๆ มารวมกลุ่มและกล่าวขอบคุณพร้อม ๆ กันก็ทำเอาลูน่าออกอาการฟินน้ำแตกเข่าอ่อนในสมองขาวโพลนกันเลยทีเดียว สภาพของลูน่าตอนนี้ให้เด็ก ๆ เห็นเข้าคงไม่ไหวโทยะจึงต้องรีบเทเลพอร์ตพาลูน่ากลับมายังที่คุมขังก่อนจะฝากให้วิโอล่าดูแลลูน่าที่หมดสภาพไปแล้วต่อ
.
ความเสียหายที่เกิดจากการบุกของเฟรซในศึกสุดท้ายในอาณาจักรต่าง ๆ นั้นถือว่าไม่มากมายอะไรนักในส่วนของการรือซากปรักหักพังก็ได้เครื่องจักรของพวกดอร์ฟมาช่วยเหลืองานในจุดนี้ทำให้หลาย ๆ อย่างง่ายขึ้นและด้วยความง่ายในการควบคุมและราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับเฟรมเกียร์จึงมีออร์เดอร์จากหลายประเทศเข้ามาทำให้งานนี้โอลบาได้กำไรเป็นกอบเป็นกำชนิดว่าผลิตออกมาขายกันแทบไม่ทันเลยทีเดียวแถมโมเดลจำลองของเครื่องจักรตัวนั้นก็น่าจะได้ลงตู้กาชาในอีกไม่ช้าแน่ ๆ ส่วนเฟรมเกียร์ที่จอดเรียงรายกันอยู่ในบาบิโลน “โรงเก็บ” นั้นโทยะคิดว่าตอนนี้มันคงจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้อีกแล้วก็ได้แต่เรจีน่ากลับบอกว่ามันก็ไม่ได้แน่หรอก เพราะผลจากการที่โลกสองใบทับซ้อนกันทำให้ปริมาณของพลังเวทในโลกมันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นทำให้อัตราการเกิดอสูรขนาดใหญ่นั้นมีเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากซึ่งแม้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในทันทีหลังจากที่โลกรวมกันแต่ว่าหากผ่านเวลาไปหลายปีเข้าพวกสิ่งมีชีวิตที่รับพลังเวทปริมาณมากเข้าไปก็น่าจะเริ่มกลายเป็นอสูรยักษ์และปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ แน่นอน นอกจากนี้บาเรียของโลกนี้ก็ยังไม่ได้รับการซ่อมซอมจึงมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่าอาจมีผู้รุกรานจากต่างโลกแบบเดียวกับเฟรซโผล่มาอีก แต่ถึงจะอยากซ่อมบาเรียซักแค่ไหนก็ทำไม่ได้เพราะโทยะเองก็ไม่สามารถจะซ่อมบาเรียของโลกได้ ส่วนเทพอีกเจ็ดองค์ที่อยู่ที่นี่ตอนนี้ก็ไม่มีองค์ไหนทำได้เลยการจะซ่อมบาเรียนั้นต้องอาศัยเทพที่มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะดั่งที่ปู่เวิร์ลก็อดแกเคยบอกไว้ว่าการซ่อมบาเรียของโลกยากชิดนที่ว่าเหมือนกับการทักใยแมงมุมด้วยมือเปล่านั่นเองแต่ทางปู่เวิร์ลก็อดเองก็เคยบอกเอาไว้ว่าจะส่งผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้มาช่วยซึ่งก็น่าจะเบาใจได้ในระดับหนึ่ง
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเจ้ชิลเอทแห่งกลุ่มแบล็คแคทเขาจึงเดินทางไปยังหอแสงจันทร์ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของกลุ่มแบล็คแคทซึ่งผู้ที่ติดสอยห้อยตามโทยะไปในครั้งนี้ก็คือฮิวด้ากับยาเอะ ส่วนเรื่องที่เจ้ชิลเอทอยากจะคุยด้วยนั้นก็คือเรื่องของการขยายกิจการของแบล็คแคทไปยังอาณาจักรต่าง ๆ ที่อยู่ทางทวีปฝั่งตะวันออกหรือก็คือส่วนที่เคยเป็นโลกเบื้องหน้านั่นเองแต่นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่งที่เธอได้มาจากตลาดมืดซึ่งหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า『シュラフ歴程』 (ชูราฟเรคิเทย์) เป็นหนังสือชีวประวัติของนักบวชแห่งดูเบิร์นที่มีชื่อว่า “ชูราฟ ไซคุส” ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้มีการบันทึกเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างดูเบิร์นกับซาร์ดเนียเอาไว้ด้วย ซึ่งตอนแรกนั้นว่ากันว่าสองอาณาจักรนี้ขัดแย้งกันเพราะมีการโต้เถียงกันเรื่องต่างฝ่ายต่างขโมยเครื่องสังเวยของเทพที่เป็นที่นับถึอของทั้งสองอาณาจักรนี้ไป ดูเบิร์นนับถือเทพเจ้าแห่งไฟและเครื่องสังเวยที่ว่านั้นก็คือบุตรของราชานั่นเองแต่เพราะความรักลูกจึงได้สร้างเรื่องโกหกเพื่อให้ลูกของตนรอดจากการถูกบูชายัญก็เลยโทษว่าอาณาจักรข้าง ๆ ช่วงชิงเครื่องสังเวยไปดังนั้นความซวยเลยไปตกกับซาร์ดเนีย ทว่าทางด้านซาร์ดเนียเองก็มีประเพณีลักษณะแบบเดียวกันนี้เช่นกันดังนั้นเพื่อรักษาชีวิตบุตรของตนไว้ราชาแห่งซาร์ดเนียเองก็เลยใช้วิธีการแบบเดียวกับดูเบิร์นและเมื่อเทพของทั้งสองอาณาจักรไม่พอใจก็เลยส่งผลให้ทั้งดูเบิร์นและซาร์ดเนียตกอยู่ในสภาพดังเช่นปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าเหล่าและคนที่รู้สาเหตุจริง ๆ ของเรื่องนี้ย่อมไม่ยอมที่จะเปิดเผยความจริงว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะการกระทำของราชาของตนและโยนความผิดทั้งหมดไปให้อีกฝ่ายหนึ่งแทน
.
และด้วยคำโกหกแถมไม่ยอมรับผิดชอบในการกระทำของตนก็ส่งผลให้สองอาณาจักรนี้ขัดแย้งและห้ำหั่นกันมายาวนานหลายร้อยปีจนถึงทุกวันนี้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือเล่มนี้ดันใช้ภาษาโบราณมาก ๆ เขียนทำให้มีน้อยคนนักที่จะอ่านออกดีไม่ดีพวกขุนนางกับคนระดับสูงของสองอาณาจักรเจ้าปัญหานั่นอาจจะไม่มีใครอ่านออกเลยก็ได้ (ส่วนเจ้ชิลเอทอ่านได้เพราะพลังของแอปในสมาร์ทโฟนของเธอ) และหลังจากได้ฟังเรื่องราวจากชิลเอทแล้วยาเอะก็ถามว่าโทยะจะทำอย่างไรกับสองอาณาจักรนั้นต่อไป ซึ่งตัวโทยะเองมีความคิดที่อยากจะเข้าไปไกล่เกลี่ยแก้ความเข้าใจผิดนี่ซะเพราะถ้าให้ขัดแย้งกันต่อไปเพราะความเข้าใจผิดแบบนี้ก็มีแต่จะเป็นผลเสียต่อประชากรทั้งสองอาณาจักรว่ากันตามตรงเด็ก ๆ ที่ทำงานอยู่หอแสงจันทร์แห่งนี้ก็เป็นคนที่มาจากดูเบิร์นและซาร์ดเนียอยู่ไม่น้อยเพราะสภาวะสงครามแต่ในฐานะของผู้นำอาณาจักรแห่งหนึ่งแล้วการยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเรื่องภายในของประเทศอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งแต่ว่าโลกนี้ก็กำลังจะกลายเป็นรีสอร์ทของเหล่าเทพดังนั้นจะปล่อยมีความขัดแย้งแบบนี้อยู่ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างโทยะจึงตัดสินใจว่าจะลองทำเท่าที่ทำได้ดู แต่ประเด็นที่น่าคิดก็คือใครจะยอมเชื่อเจ้าบันทึกคร่ำครึนี่หรือเปล่าดีไม่ได้อาจจะคิดว่าเป็นการล้อเล่นด้วยซ้ำหรือไม่ก็ใครจะไปยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่บรรพบุรุษของตนได้ลงล่ะ เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโทยะจึงไปสอบถามเรื่องราวจากสปริตออฟเฟลมกับสปิริตออฟไอซ์อีกครั้งหนึ่งแต่ปัญหามันยังไม่หมดแค่น้้นเนื่องจากราชาของทั้งสองอาณาจักรนี้ไม่ถูกกันอย่างรุนแรงเรียกว่าเจอหน้ากันเมื่อไหร่ได้เถียงกันเสมอแบบนี้คงจะหาทางลงได้ยากเพราะถ้าหากมีฐิทิต่อกันมากขนาดนี้คงไม่มีทางจะยอมกันง่าย ๆ แน่ฉะนั้นต่อให้มีหลักฐานมายืนยันยังไงก็ไม่น่าจะเจรจากันดี ๆ ได้แน่ ๆ แถมยิ่งอายุมากแล้วย่อมมีความหัวแข็งอยู่มากด้วย โทยะจึงตัดสินใจจะเข้าหาคนที่น่าจะคุยกันรู้เรื่องอย่างเจ้าชายเจ้าหญิงของอาณาจักรทั้งสองน่าจะพอหวังผลได้มากกว่า
( ในเรื่องจะมี 炎の精霊 กับ 火の精霊 ซึ่งสองคำจะหมายถึงไฟทั้งคู่ ดังนั้นเพื่อแยกแยะผมขอแทน 炎の精霊 ว่า สปริตออฟเฟลม ส่วน 火の精霊 ผมจะแทนว่า สปริตออฟไฟร์ครับ)
.
โทยะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเครื่องสังเวยจากสปริตออฟเฟลมและสปิริตออฟไอซ์ซึ่งสปริตออฟเฟลมบอกว่าไม่เคยเรียกร้องเครื่องสังเวยอะไรแบบนั้นส่วนของสปิริตออฟไอซ์นั้นไม่แน่ใจเพราะตัวเองก็กลับมาเกิดใหม่เมื่อห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ทำให้จำเรื่องก่อนหน้านั้นไม่ได้สปริตออฟไอซ์จึงให้ลองให้ไปถามสปริตออฟวอร์เตอร์ซึ่งเป็นเกรทสปริตดูโทยะจึงได้ไปยังโลกของสปริตและได้ลองสอบถามเรื่องนี้จากสปิริตออฟไฟร์กับสปิริตออฟไอซ์ดูและข้อมูลที่ได้ก็คือ เมื่อห้าร้อยปีที่แล้วสปริตออฟเฟรม(ร่างก่อนเกิดใหม่) ได้พบบุคคลที่มีความสามารถพอจะเป็น “มาสเตอร์สปริต” ได้ซึ่งมาสเตอร์สปิริตนี้ก็ออกจะคล้าย ๆ ก็พวกมีความสามารถในการติดต่อกับเหล่าสปิริตและยืมพลังจากพวกสปิริตได้ในระดับที่สูงกว่าคนทั่ว ๆ ไปซึ่งค่าตอบแทนในบางครั้งก็คือยอมให้พวกสปิริตเข้ามายืมใช้ร่างคล้าย ๆ กับเป็นร่างทรงอะไรทำนองนั้นซึ่งนั่นก็คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เครื่องสังเวย” แต่คงเพราะความคลาดเคลื่อนของภาษาทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันไปคนละทางและเมื่อพอจะเข้าใจสภาพโดยรวมแล้วปัญหาต่อมาก็คือจะทำยังไงกับสองอาณาจักรนี้ดีความเป็นไปได้ที่ผู้นำของทั้งสองประเทศจะเชื่อในคำพูดของโทยะที่เป็นคนนอกโดยสมบูรณ์นั้นมีต่ำมากแถมอาณาจักรบรุนฮิวก็ไม่เคยติดต่อเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสองอาณาจักรนี้มาก่อนเลยด้วยจึงจำเป็นจะต้องหาคนกลางเข้ามาช่วยตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้ก็คืออาณาจักรอเลน
.
โทยะกับราชาแห่งอาณาจักรอเลนได้เดินทางไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรดูเบิร์นซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของประชากรที่นั่นไม่ค่อยดีเท่าไร่นักเพราะภาวะสงครามที่ต่อเนื่องยาวนานและเมื่อเดินทางไปถึงปราสาทดูเบิร์นโดยผู้ออกมาทำหน้าที่ต้อนรับก็คือนายพลเกร็นกับนายกรัฐมนตรีรอซโซ่จากนั้นทั้งคู่ก็ได้นำทางโทยะและราชาแห่งอาณาจักรอเลนไปพบกับราชาแห่งดูเบิร์นนามว่า “จาฮาราดี เบีย ดูเบิร์น” ซึ่งถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะกล่าวต้อนรับแต่โทยะก็รู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นไม่ได้ออกมาจากใจจริงซักเท่าไหร่นักและพอพูดถึงเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในชูราฟเรคิเทย์ราชาแห่งดูเบิร์นก็ไม่ยอมรับฟังอย่างที่ได้คาดการณ์เอาไว้แถมยังโดนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่อีกจนเกือบจะวางมวยกันเสียด้วยซ้ำ แต่โทยะก็ได้ห้ามคนของตัวเองไว้และบอกกับทางดูเบิร์นว่า สาเหตุทั้งหมดมันมาจากการแปลใจความที่ผิดพลาดทำให้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นและเมื่อตอนนี้ความจริงมันก็กระจ่างแล้วว่าทุกอย่างมันเกิดเพราะเข้าใจผิดดังนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทั้งสองอาณาจักรต้องฟาดฟันกันต่อไปแล้ว แต่พวกขุนนางทั้งหลายก็ยังคงจะดึงดันและไม่ยอมรับที่จะยอมหันหน้าเข้าไปเจรจากับซาร์ดเนียอยู่ดี เพราะความเรื่องมันเลยเถิดมาไกลขนาดสั่งสอนกันมาว่าคำสาปของดินแดนนี้จะได้รับการปลดปล่อยก็ต่อเมื่อทำลายซาร์ดเนียให้สิ้นซากเท่านั้น แต่พอโทยะสั่งสอนว่าทำสงครามต่อไปแบบนี้ก็มีแต่จะล่มจมทั้งสองฝ่าย นายพลจาฮากิลที่ไม่พอใจตั้งแต่ตอนที่โทยะบอกให้หยุดทำสงครามกับซาร์ดเนียเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ตบะแตกชักดาบและพุ่งเข้ามาหาโทยะ แต่พริบตาต่อมาโทยะก็สั่งให้โคฮาคุคืนร่างจริงและจัดการกับนายพลจาฮากิลด้วยคลื่นกระแทกทำเอาร่างของนายพลกระเด็นกลับไปในทันที แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปใหญ่โต เจ้าชายแห่งดูเบิร์นก็ตะโกนห้ามพ่อของตนเอาไว้ก่อนหลังจากนั้นโทยะจึงได้ใช้คำขู่ที่ว่า ตัวเขาน่ะไม่เท่าไหร่ถ้าหากว่าเกิดทำอะไรให้อาณาจักรอเลนไม่พอใจขึ้นมาล่ะก็จะดูเบิร์นและซาร์ดเนียก็ไม่น่าจะเหลือ เพราะว่ากันตามจริงแล้วศักยภาพของอาณาจักรเลนนั้นเหนือกว่าสองอาณาจักรนี้มากนักถ้าหาต้องใช้กำลังทหารพูดกันจริง ๆ ผลแพ้ชนะก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ (แต่ว่าราชาแห่งอเลนก็จับบ่าโทยะพร้อมกับบอกว่า อย่างดึงข้าไปติดร่างแหสิ)
.
เมื่อโดนขู่เช่นนั้นไปก็ทำให้ราชาแห่งดูเบิร์นหน้าถอดสีไปเล็กน้อยแต่สุดท้ายราชาแห่งดูเบิร์นก็ออกคำสั่งให้จับตัวพวกโทยะแต่ทว่าทหารที่เข้ามาก็ทำอะไม่ได้เพราะโดนพริซันของโทยะบล็อคเอาไว้หมดเมื่อเห็นว่าพูดไปก็เสียเวลาเปล่าโทยะก็ได้บอกกับราชาแห่งดูเบิร์นว่าเขาจะไปคุยกับทางซาร์ดเนียต่อ แต่ในขณะที่กำลังจะไปนั้นเจ้าชายแห่งดูเบิร์นก็ได้เข้ามาขอโทษโทยะแทนพ่อของเขาที่เรื่องเสียมารยาทและขอติดตามพวกโทยะไปยังซาร์ดเนียด้วยเพราะเขาต้องการจะหยุดสงครามอันยืดเยื้อนี้เสียทีดังนั้นเขาจึงต้องการจะไปยังซาร์ดเนียเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าศัตรูที่สู้กันมาตลอดนั้นเป็นเช่นไรกันแน่และอาจจะมีคนที่คิดแบบเขาอยู่ในซาร์ดเนียก็ได้เขาจึงอยากจะพูดคุยกับคนเหล่านั้นและหลังจากที่ตกลงกันได้แล้วโทยะก็เปิดเกทไปยังซาร์ดเนีย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ต่างกันนักแม้ว่าทางเจ้าชายฟรอสแห่งซาเนียจะสามารถจับมือเป็นมิตรกันได้อย่างรวดเร็วกับเจ้าชายอาคีมแห่งดูเบิร์นแต่ราชาแห่งซาร์ดเนียก็เป็นพวกหัวแข็งไม่ต่างจากราชาแห่งดูเบิร์นซักเท่าไหร่นักหลังพูดคุยกันไม่นาน ราชาแห่งซาร์ดเนียก็ทะเลาะกับลูกชายอย่างรุนแรงเพราะเจ้าชายฟรอสเองก็มีความคิดแบบเดียวกับเจ้าชายอาคีมนั่นก็คือห่วงประชาชนของตนที่ต้องทนทุกข์ทรมาณจากสงครามที่ยาวนานและไหนจะสภาพอากาศที่หนาวเหน็บอีกการทำสงครามต่อไปก็มีแต่จะพาให้ล่มจมกันเท่านั้นและมาถึงจุดนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วพวกที่ยังปราถนาสงครามก็มีแค่ตัวองค์ราชากับขุนนางแก่ ๆ แต่ก่อนที่พ่อลูกจะวางมวยกันโทยะก็ได้ใช้เทเลพอร์ตวาร์ปร่างของเจ้าชายฟรอสให้มาอยู่ข้าง ๆ ตัวเองเสียก่อนตอนนี้จึงสรุปได้ว่าการเจรจานั้นล้มเหลวเพราะราชาของทั้งสองประเทศนี้เอาเข้าจริงแล้วน่าจะไม่ถูกกันการส่วนตัวเสียมากกว่าดังนั้นไม่ว่าจะยกเหตุผลหรือข้อเท็จจริงขึ้นมาซักแค่ไหนก็คงจะยืนกรานดื้อแพ่งที่จะตีกันต่อไปตามเดิม
.
เมื่อรุ่นพ่อไม่ไหวจะเคลียร์โทยะจึงต้องหันมาคุยกับรุ่นลูกที่น่าจะคุยได้รู้เรื่องมากกว่าแทนโดยโทยะเสนอให้เปลี่ยนสถานที่คุยเพราะอยู่ที่นี่ต่อก็คงคุยไม่รู้เรื่องในขณะที่ราชาแห่งซาร์ดเนียก็ยังคงแสดงความไม่เห็นด้วยที่ลูกชายจะไปเจรจากับดูเบิร์นถึงขนาดบอกว่าให้องค์ชายฟรอสทำตามที่สิ่งที่ผู้เป็นพ่ออย่างเขาพูดก็พอแล้วแต่แน่นอนมาถึงจุดนี้องค์ชายฟรอสก็ไม่สนใจและตอบกลับว่าเลิกทำเหมือนกับเขาเป็นเด็กได้แล้วจากนั้นก็เดินออกจากห้องประชุมไปส่วนพวกในห้องนี้โดนเวทพริซันของโทยะขังไว้ระหว่างเดินออกมาองค์ชายทั้งสองก็คุยกันอย่างถูกคอโทยะคิดว่าถ้าถึงวันที่ทั้งสองได้ครองบัลลังก์แล้วล่ะก็หลาย ๆ อย่างก็น่าจะดีขึ้นกว่าตอนนี้และสถานที่ประชุมที่องค์ชายตัดสินใจเลือกก็คืออาณาจักรบรุนฮิวแต่ก่อนที่จะกลับราชาแห่งอเลนก็ได้ขอร้องให้โทยะพาหลานสาวสองคนของเขาไปบรุนฮิวด้วย ซึ่งหลานสาวทั้งสองคนนั้นมีชื่อว่า “อาเรียตี้ ทิส อเลน” กับ “เลทิเชีย ทิส อเลน” อาเรียตี้อายุ 18 ปีเป็นพี่สาว ส่วน เลทิเชียอายุ 17 ปี เมื่อมาถึงบรุนฮิวด์บรรดาเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ร่วมโต๊ะปาร์ตี้น้ำชากันราวกับเป็นงานนัดบอดยังไงอย่างงั้น ดูเหมือนว่าทั้งหมดนี้จะเป็นแผนจับคู่ของราชาแห่งอเลนเพราะอย่างไรเสียเจ้าชายทั้งสองก็ยังไม่มีคู่หมั้นและนี่ก็ไม่ใช่การบังคับหากแต่ถ้าเป็นไปได้ด้วยดีล่ะก็มันก็จะมีผลดีต่อทุกฝ่าย และดูเหมือนว่าเจ้าชายอาคีมก็จะสนใจเลทิเชียส่วนเจ้าชายฟรอสก็จะสนใจอาเรียตี้และแน่นอนว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีเจ้คาเร็น
.
คาเร็นออกมาบ่นแบบงอน ๆ นิด ๆ ที่โทยะไม่เรียกเธอมาร่วมวงด้วยในขณะที่ฝั่งเจ้าชายกำลังเจริญความสัมพันธ์กับเจ้าหญิงที่อีกโต๊ะอีกมุมหนึ่งโทยะกับราชาแห่งอเลนและนายพลเกร็นจากดูเบิร์นกับนายพลโคดีแห่งซาร์ดเนียผู้ซึ่งติดตามองค์ชายทั้งสองมาบรุนฮิวด์ด้วยนั้นก็ได้พูดคุยหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีทางที่ไวที่สุดที่จะจบสงครามได้ก็น่าจะทำให้ทั้งสองได้ครองบัลลังก์โดยเร็วซึ่งตรงจุดนี้ นายพลทั้งสองค่อนข้างเห็นด้วยเพราะว่ากันตามตรงคนที่กระสันอยากทำสงครามก็มีแค่ตัวผู้ปกครองกับขุนนางเก่าแก่ส่วนทหารกับคนรุ่นใหม่ ๆ ไม่มีใครอยากทำสงครามแล้วอันที่จริงประชาชนของทั้งสองอาณาจักรก็ไม่ค่อยจะชอบใจราชาองค์ปัจจุบันที่มุ่งเน้นการทำสงครามจนไม่ลืมหูลืมตาซักเท่าไหร่นักดังนั้นหากทำได้ก็ต้องการให้เปลี่ยนตัวผู้ปกครองเสียดีกว่าแต่จะให้ก่อการปฏิวัติมันก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีแต่แล้วโทยะก็นึกอะไรขึ้นมาได้ถ้าใช้สิ่งที่อยู่ที่ บาบิโลน “โรงเก็บของ” แล้วล่ะก็มันก็อาจจะพอทำอะไรได้บ้างและรอยยิ้มแห่งเทพแห่งการทรมาณก็ปรากฏบนใบหน้าของโทยะอีกครั้ง
.
เมื่อราชาแห่งดูเบิร์นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาวที่ไม่คุ้นตา บอกตามตรงตัวเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร สิ่งที่จำได้ก็มีเพียงแค่เมื่อคืนเพราะจมอยู่กับความโกรธก็เลยดื่มเหล้าเข้าไปมากแล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ โดยห้องนี้มีลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมเพดานห้องนั้นเรืองแสงอยู่แต่ไม่มีหน้าต่างเลยซักบาน มีแค่ประตูบานนึงเท่านั้นแต่ว่ากลับไม่มีลูกบิดหรือที่จับอะไรเลยและแม้ว่าจะออกแรงผลักซักเท่าไหร่ประตูก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกเลยหรือแม้แต่จะลองเลื่อนดูผลก็ไม่ต่างกัน พอรู้สึกว่าตัวเองโดนขังใจก็เริ่มนึกไปถึงผู้ที่จะทำแบบนี้กับราชาแห่งดูเบิร์นอย่างเขาก็ต้องมีพวกซาร์ดเนียอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ และนี่คงเป็นเวทมนตร์ของเจ้าคนที่ชื่อโมจิซึกิอะไรซักอย่างแน่ ๆ ราชาแห่งดูเบิร์นจึงเริ่มเตะไปที่ประตูและตะโกนเรียกให้ผู้อยู่เบื้องหลังออกมาสู้กับตนซึ่ง ๆ หน้าแต่ถึงจะตะโกนมากแค่ไหนก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ กลับมาเลยเขาจึงลองวิ่งสำรวจไปรอบห้องเพื่อหาทางออกทางอื่นแต่ก็ไม่พบจึงกลับไปเตะประตูอีกครั้งแต่ไม่มีอะไนเกิดขึ้นราชาแห่งดูเบิร์นลองสำรวจรอบห้องอีกครั้งแล้วก็พบว่าที่มุมห้องทั้งสี่นั้นปุ่มสีเหลี่ยมอยู่บนพื้นแต่ว่าพอเหยียบดูแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงลองเหยียบปุ่นอื่น ๆ ดูแต่ก็ไม่จะลองทำยังไงก็มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี แต่แล้วจู่ ๆ พื้นห้องก็เริ่มสั่นไหวกำแพงที่อยู่ทางด้านซ้ายของประตูก็ค่อย ๆ เลื่อนจมลงด้านล่างและหายไปและที่ฟากตรงข้ามก็มีลักษณะเป็นห้องแบบเดียวกันนี้อยู่หรือพูดง่าย ๆ ลักษณะของห้องตอนนี้ก็เหมือนลูกบาศก์สองลูกเชือมติดกันนั่นเอง และผู้ทีอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามก็คือราชาแห่งซาร์ดเนีย “จูนัส เรม ซาร์ดเนีย” นั่นเอง
.
และเมื่อทั้งสองเห็นหน้ากันเท่านั้นแหละต่างฝ่ายต่างก็ปรี่เข้าหากันหมายจะซัดอีกฝ่ายให้ร่วงโดยไม่ได้คิดเลยว่าทำไมทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้แค่นี้ถึงไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเลยแหละผลลัพธ์ของความใจร้อนก็คือทั้งสองกระแทกเข้ากับผนังกระจกของห้องเจ็บตัวกันไปตามระเบียบแน่นอนว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ภายใต้การจับตามองของโทยะกับเรจีน่าโดยทั่งคู่ได้เฝ้าดูพฤติกรรมของราชาทั้งสองผ่านทางจอมอนิเตอร์ พอทั้งคู่อาการเจ็บที่ใบหน้าทุเลาลงแล้วก็เริ่มเปิดฉากเถียงกันโดยทั้งคู่นั้นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรแต่สำหรับห้องผู้สังเกตการณ์แล้วจะได้ยินทุกอย่างและคำพูดที่ทั้งสองงัดมาพูดใส่กันก็ดันเหมือนกันราวกับอ่านสคริปแผ่นเดียวกันอย่างไงอย่างงั้นจะไม่เหมือนกันก็ตรงที่ชื่ออาณาจักรนี่แหละทำเอาโทยะรู้สึกประหลาดใจกับการสอดประสานนี้ราวกับคู่นี้เป็นฝาแฝดกันก็ไม่ปาน ส่วนเรจีน่าก็ถามว่าแน่ใจหรือว่าจะให้ทั้งสองคนนี้ทำงานร่วมกันเพราะดูสภาพแล้วสอนลิงให้เต้นรำยังจะง่ายกว่าทำให้สองคนนี้ทำงานเป็นทีมได้ แต่โทยะก็บอกว่าต่อให้เป็นลิงก็เหอะแต่ถ้าเวลาที่มีภัยถึงชีวิตลิงมันก็ต้องยอมจับมือกับหมาแน่ ๆ และบอกให้เรจีน่าคอยดูต่อไป และหลังจากเถียงกันแบบที่ไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่าราชาแห่งดูเบิร์นก็รู้สึกตัวว่าที่ทำไปนั้นสูญเปล่าแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายพูดอะไรซักอย่างอยู่ก็กลับมาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนเดิมในระหว่างนั้นราชาแห่งดูเบิร์นก็สังเกตเห็นว่าปุ่มที่อยู่มุมห้องปุ่มหนี่งมันมีแสงไฟกระพริบขึ้นมาแต่พอลองไปเหยียบดูก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเดิม แสงกระพริบไม่ยอมหายไปแม้จะเหยียบลงไปหลายครั้งแล้วก็ตาม
.
และเมื่อมองไปยังห้องของราชาแห่งซาร์ดเนียก็พบว่าห้องนั้นก็มีแสงกระพริบแบบเดียวกันที่ตำแหน่งเดียวกันแต่ว่าพอเหยียบลงไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกันแต่ทันทีที่ทั้งราชาทั้งสองเหยียบลงไปที่ปุ่มพร้อม ๆ กันประตูห้องก็เลื่อนเปิดขึ้นไปประมาณสิบเซนติเมตร เมื่อเห็นว่าประตูเปิดออกเล็กน้อยแล้วราชาแห่งดูเบิร์นก็พยายามจะใช้พลังของตนผลักประตูให้เลื่อนขึ้นไปแต่มันก็ไม่ขยับเลยแม้แต่เซ็นเดียวหลังจากพยามอยู่หลายนาทีเขาถึงจะรู้ตัวว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดประตูนี้ด้วยกำลังซึ่งทางด้านของราชาซาร์ดเนียเองก็เป็นแบบเดียวกันเป๊ะและเมื่อทั้งสองหันมามองหน้ากันปุ่มที่พื้นห้องก็มีแสงกระพริบออกมาอีกครั้ง ราชาแห่งดูเบิร์นรีบกลับไปเหยียบปุ่มที่เรืองแสงอยู่แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นแต่พออีกฝั่งเหยียบพร้อม ๆ กันประตูก็ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นคราวนี้ราชาแห่งดูเบิร์นเข้าใจแล้วว่าถ้าไม่เหยียบปุ่มพร้อม ๆ กันแล้วล่ะก็ประตูจะไม่มีทางเปิดออกและเมื่อเข้าใจได้แล้วทั้งสองก็วิ่งไปเหยียบปุ่มที่มีแสงกระพริบพร้อม ๆ กันจนกระทั่งประตูเลื่อนเปิดออกและทั้งสองก็สามารถออกมาจากห้องได้และค่อย ๆ เดินตามทางขึ้นบันไดไปและทั้งสองก็มาโผล่ยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนแต่จุดที่ยืนอยู่นั้นคือชายหาดที่ทอดยาวไปาสุดลูกหูลูกตาแน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่อาณาเขตของดูเบิร์นหรือซาร์ดเนียแต่เรื่องนั้นก็เอาไว้ก่อนเพราะตอนนี้ทั้งสองได้เผชิญหน้ากันแบบไม่มีอะไรมากั้นแล้วราชาทั้งสองจึงปรี่เข้าหากันแล้วซัดกันจนล้มกลิ้งคลุก ๆ ไปบนพื้นทรายพร้อมทั้งต่อว่าต่อขานกันเรื่องและก่นด่าให้คืนลูกชายของตนมาหลังจากฟัดกันไปได้ซักพักราชาแห่งซาร์ดเนียก็สังเกตเห็นโทยะที่นอนอยู่บนเตียงภายใต้ร่มกันแดด พร้อมแว่นตาและเสื้ออาโลฮ่าในมือถือเครื่องดื่มและมีเสือขางนอนอยู่ข้าง ๆ จึงพยายามจะชี้ให้ราชาแห่งดูเบิร์นได้เห็นแต่อีกฝ่ายไม่ฟังอะไรโจมตีใส่ซะราชาแห่งซาร์ดเนียกระเด็นล้มกลิ้งไป
.
เมื่ออัดราชาแห่งซาร์ดเนี้ยล้มไปแล้วราชแห่งดูเบิร์นจึงสังเกตเห็นโทยะที่นอนชิว ๆ อยู่แต่ไม่ทันไรราชาแห่งซาร์ดเนียก็กระโดดดรอปคิ๊กใส่เพื่อเอาคืนในทันทีทำเอาราชาแห่งดูเบิร์นล้มหน้าทิ่มไปแต่ว่าหลังจากลุกขึ้นมาได้เป้าหมายของราชาทั้งสองก็เปลี่ยนมาที่โทยะ เขารีบตรงมายังจุดที่โทยะอยู่ในทันทีแต่แล้วทั้งคู่ก็ตกหลุมลึกประมาณสองเมตรที่โทยะขุดรอไว้กว่าจะขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลพอควรแถมยังโดนโทยะกวนประสาทเข้าอีกแต่ระหว่างนั้นแผ่นดินก็มีการสั่นไหวเกิดขึ้นเล็กน้อยพอหันกลับไปมองก็พบว่ามีงูกับเต่าตัวใหญ่อยู่ทำให้ทั้งสองต้องรีบวิ่งหนีไม่คิดชีวิตโดยมีเต่ายักษ์ไล่หลังมาทั้งสองวิ่งจนสุดแรงและสลัดการไล่ล่าได้ในที่สุดหลังแต่ก็เสียพลังกายไปมากจนต้องมานอนแผ่กับพื้นด้วยกันทั้งคู่แบบนี้แบะตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้วถึงแม้ทั้งสองจะยังทะเลาะกันไม่เลิกแต่ร่างกายก็ไม่เหลือแรงพอให้ปะทะกันได้อีกแล้วแถมตอนนี้ก็ยังถูกความหิวคุกคามอีกแต่เพราะความอ่อนล้านั้นมีมากกว่าความหิวทำให้ทั้งคู่ผลอยหลับไปซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าพวกเขาถูกใครบางคนทำให้หลับด้วยเวทมนตร์ตะหากเมื่อทั้งคู่หลับไปแล้วโทยะกับโคฮาคุก็ปรากฏตัวออกมาและนำโซ่ตรวนออกมาจากสโตร์และจัดการล่ามขาของทั้งคู่เอาไว้ด้วยกันเสียพร้อมร่ายคำสาปใส่เอาไว้ด้วย เช้าวันต่อมาเมื่อทั้งสองลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่ามีโซ่ตรวนยาวประมาณห้าสิบเซนติเมตรล่ามอยู่ที่ขาของพวกเขา
.
พอเห็นว่าตัวเองถูกล่ามโซ่ให้ติดอยู่ด้วยกันทั้งสองก็วางมวยกันต่อในทันทีโดยต่างฝ่ายต่างคิดว่าเป็นฝีมือคู่อริไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นฝีมือของคนอื่น แต่พอทั้งสองอัดใส่กันก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเองนั่นก็คือเมื่อลงมือทำร้ายอีกฝ่ายตัวพวกเขาเองก็จะได้รับความเจ็บปวดแบบเดียวกันไปด้วยนั่นก็เพราะว่าโทยะได้ลงคำสาปให้ทั้งสองแชร์ความเจ็บปวดร่วมกันเมื่อใครคนหนึ่งทำร้ายใครอีกคนหนึ่งความเจ็บปวดนั้นก็จะส่งผลไปให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วยและถ้าเกิดฆ่ากันขึ้นมาอีกคนก็จะตายด้วยเช่นกันแม้ในตอนแรกจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ราชาแห่งดูเบิร์นก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากลงมือกับฝ่ายตรงข้ามตัวเองก็จะได้รับความเสียหายแบบเดียวกันด้วยเมื่อรู้แบบนั้นแล้วเขาจึงพยายามจะห้ามราชาแห่งซาร์ดเนียไม่ให้โจมตีเข้ามาแต่ราชาแห่งซาร์ดเนียไม่ฟังและเตะก้านคออีกฝ่ายเข้าให้ผลคือตัวเขารับแดมเมจไปเต็ม ๆ ตอนนี้ราชาแห่งดูเบิร์นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าทั้งหมดนี่ต้องเป็นฝีมือของโทยะแน่ ๆ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นทั้งสองก็ยังทะเลาะกันต่อไปแถมยังเปลี่ยนมาซัดตัวเองเพื่อให้อีกเจ็บไปพร้อมกันแทนอีกตะหาก ทางด้านเรจีน่าที่เฝ้ามองทั้งคู่อยู่ถึงกับหันไปพูดโทยะว่าสองคนนี่ท่าทางจะโง่กว่าลิงซะอีกทำเอาโทยะถึงกับกุมขมับในความงี่เง่าของสองคนนี้เลยทีเดียว หลังจากทำร้ายตัวเองกันมาได้พักหนึ่งทั้งสองก็หมดแรงและล้มลงกับพื้นไปทั้งคู่แต่ไม่นานหลังจากนอนลงกับพื้นความเจ็บปวดที่มีก็ค่อย ๆ การหายไปซึ่งอันที่จริงแล้วโทยะได้ร่ายเวทฟื้นฟูเอาไว้ที่พื้นหากนอนลงไปที่พื้นก็จะได้รับผลจากเวทนั้นแต่ราชาทั้งสองนั้นไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย
.
หลังจากอาละวาดกันมาพักใหญ่ ๆ ทั้งสองก็เริ่มถูกความหิวเข้าจู่โจมเพราะว่าไม่ได้ทานอะไรเลยมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วทั้งสองจึงคิดเรื่องหาอาหารเพื่อประทังชีวิตแต่ก็ไม่วายจะขัดแย้งกันอีกจนได้เพราะราชาดูเบิร์นจะไปจับปลาส่วนราชาซาร์ดเนียจะไปหาผลไม้ในป่าแต่เพราะถูกล่ามไว้ด้วยกันจึงไม่สามารถจะไปทางใครทางมันได้นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่เถียงกันอีกรอบแต่ครั้งนี้ราชาเป็นฝ่ายเถียงเอาชนะได้ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีเครื่องมือที่จะสามารถใช้จับปลาได้และถึงจะสามารถจับมาได้ก็ไม่สามารถจะก่อไฟเพื่อย่างได้ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการเข้าไปหาอาหารอย่างพวกผลไม้ในป่าที่สามารถนำมากินได้เลยโดยไม่ต้องใช้กรรมวิธีในการปรุงที่ยุ่งยากแม้ว่าอาจจะเสี่ยงต่อการเจอพวกผลไม้มีพิษเข้าแต่ถ้าหากยังเถียงกันต่อไปก็มีแต่จะหิวตายกันเสียเปล่า ๆ สุดท้ายแล้วทั้งสองก็เดินเข้าป่าไปและโชคดีได้พบกับผลไม้ชนิดนึงที่กินได้เข้า (ในเรื่องจะเขียนว่า パシモ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าแปลว่าผลไม้อะไรเหมือนกัน) แต่ปัญหาก็คือผลของมันอยู่สูงจนไม่สามารถเอื้อมมือขึ้นไปเก็บได้ อุปกรณ์อย่างไม้ยาว ๆ จะใช้สอยก็ไม่มี จะใช้หินขว้างใส่มันก็จะเละซะก่อนสุดท้ายทั้งคู่ก็เลยต้องปีนขึ้นไปเก็บแต่กิ่งของต้นไม้นี้มันก็เล็กเกินว่าจะรับน้ำหนักของผู้ใหญ่สองคนพร้อมกันได้แต่ทั้งคู่ถูกล่ามให้ติดกันแบบนี้แล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องปืนขึ้นไปพร้อม ๆ กันและเมื่อไม่มีทางเลือกอี่นอีกแล้วทั้งสองจึงจำใจต้องร่วมมือกันปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อเก็บผลไม้มาให้ได้ และหลังจากตกต้นไม้กันไปหนึ่งรอบแม้จะยังเถียงกันอยู่แต่ทั้งสองก็ประสานงานกันได้ดีขึ้นและไปจนถึงกิ่งที่มีผลไม้อยู่จนได้แต่แล้วกิ่งไม้ที่รับน้ำหนักทั้งสองคนไม่ไหวก็หักและทั้งสองก็ร่วงลงมาแต่เคราะห์ดีที่มีกิ่งไม้อีกสี่กิ่งอยู่ใกล้ ๆ จึงช่วยให้พวกเขารอดมาได้และหลังจากที่ได้ผลไม้มาทั้งสองก็ตั้งหน้าตั้งตากินกันใหญ่ ไม่รู้ว่าเพราะความหิวหรือเปล่าแต่ผลไม้ที่ได้กินในเวลานั้นมันรู้สึกว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิตเลยก็ว่าได้
.
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็อยู่ในสายตาของโทยะกับเรจีน่ามองดูที่เฝ้ามองดูพฤติกรรมของทั้งสองคนอยู่ที่แลปโดยเจ้า “สิ่งนั้น” ที่โทยะพูดถึงในก่อนหน้านี้ก็คือกล่องเล็ก ๆ ที่มีความกว้างประมาณสี่สิบเซนติเมตร ความยาวประมาณสามสิบเซนติเมตรภายในกล่องมีเกาะจำลองอยู่ซึ่งเจ้ากล่องนี้ก็จะคล้าย ๆ กับกล่องเกมส์บาบิโลนเวิร์ลที่พวกโทยะเคยโดนดูดเข้าไปในบทคั่นของนิยายเล่ม 8 นั่นแหละส่วนเหตุการณ์ภายนอกนั้นกำลังดำเนินไปด้วยดีเพราะเดิมทีตัวตั้งตัวตีที่จะก่อสงครามก็มีแค่ตัวราชากับขุนนางแก่ ๆ เท่านั้นในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนแนวคิดของเจ้าชายทั้งสองและ ณ ตอนนี้เนื่องจากองค์ราชาหายตัวไปเจ้าชายทั้งสองจึงเข้ามาจัดการทำหน้าที่แทน ส่วนเรื่องการหายตัวไปขององค์ราชานั้นก็ได้ประกาศให้สาธารณะชนได้ทราบและแน่นอนว่าเจ้าชายทั้งสองก็เป็นผู้ร่วมมือในแผนการครั้งนี้ด้วย และเพราะเจ้าชายทั้งสองได้กุมจุดอ่อนของพวกขุนนางฝ่ายฝักใฝ่สงครามไว้ได้แล้วทำให้พวกนั้นต้องอยู่เฉย ๆ ไปตาม ๆ กันหมดรวมถึงคราวนี้ก็เหลือแค่ตัวขององค์ราชาทั้งสองนี้เท่านั้นที่เป็นปัญหาอยู่แต่หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ราชาทั้งสองก็เริ่มที่จะทำงานร่วมกันได้ พวกเขาประดิษฐ์เครื่องมือและอาวุธต่าง ๆ อย่างหอก คันธนูกับลูกธนูจากไม้และหินคม ๆ ที่หาได้บนเกาะและสามารถใช้ไม้มาก่อไฟเพื่อปรุงอาหารได้ (แน่นอนว่าราชาทั้งสองไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นการจัดฉากทั้งวัสดุและมอนที่มีให้ล่าพวกนี้ก็คือสิ่งที่ตระเตรียมไว้แต่แรก) และในวันนี้ราชาทั้งสองก็วางแผนจะไปจับปลากันในตอนบ่ายแต่ว่าเมื่อออกมาที่ชายหาดก็พบกับโทยะอีกครั้ง
.
เมื่อเห็นหน้าโทยะราชาทั้งสองก็พุ่งเข้าใส่โทยะด้วยความโกรธทันทีแล้วก็ตกหลุมพรางแบบเดิมไปตามระเบียบ จากนั้นโทยะก็บอกกับทั้งสองว่าวันนี้เขามีอะไรน่าสนใจมาให้ดูจากนั้นก็เริ่มมีการฉายภาพขึ้นภายในหลุมที่ราชาทั้งสองติดอยู่มันคือภาพของสนามรบที่มีกองทัพสองฝ่ายเตรียมจะเข้าปะทะกันซึ่งมันก็คือกองทัพของดูเบิร์นกับซาร์ดเนียนั่นเอง แต่ทว่าตอนนี้ราชาทั้งสองกลับไม่เข้าใจว่าสงครามมันเริ่มขึ้นได้ยังไงและตลอดเวลาที่ขัดแย้งกันมานั้นราชาทั้งสองไม่เคยเห็นสนามรบด้วยตัวเองซักครั้ง ไม่เคยแม้แต่จะรู้ถึงความสูญเสียมากมายของเหล่าทหารและประชาชนไม่เคยเข้าใจความโศกเศร้าของผู้ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเพราะสงครามและตอนนี้ภาพที่ทั้งสองเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ ภาพที่เจ้าชายของทั้งสองประเทศกำลังห้ำหั่นกันด้วยดาบที่อยู่ในมือนั่นยิ่งทำให้ราชาทั้งสองไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่าทำไม ลูกชายของพวกเขาถึงไปอยู่ในสนามรบได้ โทยะจึงได้บอกว่าสาเหตุที่สงครามมันอุบัติขึ้นก็เพราะทั้งดูเบิร์นและซาร์ดเนียต่างก็โทษว่าอีกฝ่ายเป็นคนลักพาตัวองค์ราชาของตนไปและประกาศสงครามกันในที่สุดเมื่อราชาทั้งสองได้ฟังแบบนั้นก็โกรธมากแต่โทยะก็ตอบกลับไปว่า มันก็เหตุผลเดียวกันกับที่พวกท่านทำสงครามกันอยู่ไม่ใช่เหรอ? แต่อีกฝ่ายก็เถียงกลับว่าไม่ใช่มันไม่เหมือนกันคราวนี้เพราะทั้งสองเข้าใจผิดตะหากคนร้ายตัวจริงคือโทยะตะหาก
.
ทว่าโทยะก็แย้งกลับไปว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่ก็อยากจะทำลายซึ่งกันและกันอยู่แล้วนี่ผลออกมาแบบนี้มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่ในระหว่างนั้นก็ภาพการต่อสู้ของเจ้าชายทั้งสองก็ปรากฏผลตัดสินออกมาจนได้ เมื่อคมดาบของทั้งสองฟาดผ่านกันเลือดก็ไหลทะลักออกมาทั้งคู่และทั้งสองก็ล้มลงจมกองเลือดเมื่อเห็นลูกชายของตนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาราชาทั้งสองก็ถึงกับหัวใจแตกสลายและพุ่งความโกรธมาที่โทยะพร้อมกับโทษว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของโทยะและเรียกร้องให้คืนลูกชายของเขามา ส่วนอีกคนก็บอกว่าจะฆ่าโทยะให้ได้ ทำไมลูกชายของต้องมาตายแบบนี้ด้วยแต่แล้วราชาทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวโทยะ จากนั้นโทยะก็เริ่มเทศนาสั่งสอนราชาทั้งสองว่า แรกเริ่มเดิมที่สงครามมันก็เริ่มมาจากตัวของทั้งคู่อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมนี้หรือยังไง หรือเพราะคิดว่าตัวเองเป็นราชาเลยคิดว่าจะไม่ตัวเองจะไม่มีทางตาย ตั้งแต่มาอยู่เกาะนี้ทั้งคู่เผชิญความตายมากี่ครั้งแล้วล่ะ คนเรามันตายง่ายมาก ๆ เลยรู้ไหม? ประชาชนที่อยู่ในดูเบิร์นและซาร์ดเนียต้องเผชิญกับอดอยากและหิวโหยแต่บรรดาผู้นำกับเหล่าขุนนางต่างยังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย ผู้ที่ออกไปสู้รบก็ต้องลัมตายและผู้รออยู่เบื้องหลังก็ต้องทนทุกข์ทรมาณจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเพราะสงครามอันไร้เหตุผลที่พวกเขาก่อขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและหลังจากได้เผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้ายแสนสาหัสและบาปอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะความดื้อดึงของตนเป็นเหตุแล้วราชาทั้งสองก็ถึงกับช็อคจนไม่อาจจะยืนอยู่ได้ ไม่อาจจะพูดอะไรออกมาได้ มีเพียงน้ำตาจากความเสียใจเพียงเท่านั้นเมื่อเห็นว่าราชาทั้งสองได้สำนึกได้ถึงความผิดพลาดของตนแล้วโทยะก็ได้ร่ายเวททำให้ทั้งสองหลับไป
.
หลังจากนั้นโทยะก็คลายเวทล่องหนให้กับเจ้าชายทั้งสองที่เฝ้าดูอยู่ โดยภาพทั้งหมดที่ฉายให้เห็นนั้นเป็นแค่ละครที่เตี้ยมกันมาก่อนหน้าเท่านั้นซึ่งภาพจำลองที่สร้างขึ้นนั้นนอกจากสองราชาจะได้สำนึกแล้วสององค์ชายเองก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นพวกเขาจะทำทุกอย่างไม่ให้ภาพจำลองเมื่อครู่นี้กลายเป็นจริงขึ้นมาและหลังจากนั้นทั้งสองก็พาพ่อของตนกลับอาณาจักรไป หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งราชาแห่งดูเบิร์นก็พบว่าตนได้กลับมานอนอยู่ในห้องของตนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับความฝันแต่การมีอยู่ของโซ่ที่เคยล่ามอยู่ที่ขาของเขาเอาไว้วางอยู่ที่โต๊ะกับร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ที่ขาทำให้รู้ได้ว่านั่นคือความจริงไม่ใช่ฝันถ้าเช่นนั้นแล้วลูกชายของเขาก็.... แต่ในระหว่างที่กำลังเสียใจอยู่นั้นเจ้าชายก็เปิดประตูเข้ามาและเมื่อรู้ว่าลูกชายของตนยังมีชีวิตอยู่ราชาแห่งดูเบิร์นก็ดีใจมากและเมื่อเจ้าชายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสองอาทิตย์ที่ผ่านมาและเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมทำสงครามกับซาร์ดเนียเมื่อได้ฟังลูกชายกล่าวเช่นนั้นราชาแห่งดูเบิร์นก็ตัดสินใจที่จะดำเนินการบางอย่างและหลายวันต่อมาราชาแห่งดูเบิร์นกับราชาซาร์ดเนียก็ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งแต่ว่าไม่มีสงครามเกิดขึ้นเพราะทั้งสองได้ตัดสินใจประกาศยกบัลลังก์ของตนให้กับบุตรชายเป็นผู้สืบต่อความขัดแย้งกว่าร้อยปีจึงได้ปิดฉากลงในที่สุดและหันหน้ามาจับมือกันแต่สำหรับชื่อเสียงของโทยะต่ออดีตราชาแห่งดูเบิร์นแล้วซาร์ดเนียแล้วดูจะออกไปทางแย่ประมาณกลายเป็นพวกคบไม่ได้ไปซะแบบนั้น ส่วนทางด้านความสัมพันธ์กับสองเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรอเลนก็เป็นไปด้วยดีอีกไม่นานคงมีข่าวการหมั้นหมายระหว่าง เจ้าชายอาคีมกับเจ้าหญิงเลทิเชียและเจ้าชายฟรอสกับเจ้าหญิงอาเรียตี้ ในไม่ช้านี้แน่ ๆ ดูเหมือนว่าแผนของราชาแห่งอเลนจะประสบความสำเร็จส่วนโทยะก็ได้ขอให้สปิริตออฟเฟรมกับสปิริตออฟไอซ์ช่วยจัดการกับสภาพอากาศที่เรียกว่าเป็นคำสาปของสองอาณาจักรคาดว่าอีกซักสิบปีก็คงจะดีขึ้น
.
แม้ว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างดูเบิร์นกับซาร์ดเนียจะจบลงแล้วแต่สำหรับโทยะก็ยังมีเรื่อราวอีกมากมายที่ต้องทำในการบริหารจัดการโลกใบนี้นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องราวของการเตรียมงานแต่งงานอีกซึ่งตอนนี้ก็ต้องมานั่งคัดเลือกว่าจะเชิญใครมาบ้างและโดยส่วนตัวโทยะจะไม่ได้อยากจัดลำดับของภรรยาของตนเองเท่าไหร่นักแต่เนื่องจากกฏเกณฑ์ทางสังคมมันบังคับทำให้โทยะต้องจัดลำดับภรรยาออกมาตามเกณฑ์ทั้งนี้ด้วยสถานะดั่งเดิมแล้ว ยูมิน่า รูเชียและฮิวด้าเป็นเจ้าหญิงของอาณาจักร ส่วนซากุระนั้นไม่ถูกตัดประกาศว่าไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์แต่ก็ยังเป็นเชื้อสายของผู้ปกครองจึงมีศักดิ์เท่ากับซู ดังนั้นแล้วเมื่อกำหนดลำดับราชินีแห่งบรุนฮิวแล้วก็จะได้เป็น .
ราชินีลำดับที่หนึ่ง ยูมิน่า ราชินีลำดับที่สอง รูเชีย ราชินีลำดับที่สาม ฮิวด้า ราชินี่ลำดับที่สี่ ซู ราชินี่ลำดับที่ห้า รีน ราชินีลำดับที่หก ซากุระ ราชินีลำดับที่เจ็ด ลินเซ่ ราชินีลำดับที่แปด เอลเซ่ ราชินีลำดับที่เก้า ยาเอะ
.
ส่วนสาเหตุที่ออกมาเป็นแบบนี้ก็เพราะ ยูมิน่า รูเชีย ฮิวด้า เป็นเจ้าหญิงทางสังคมถือว่ามีศักดิ์สูงกว่าหกคนที่เหลือจึงต้องได้ลำดับต้น ๆ และเมื่อเรียงตามลำดับการรับเข้ามาเป็นเจ้าสาวยูมิน่าจึงได้ลำดับหนึ่ง ตามด้วยรูเชียและฮิวด้าตามลำดับ ส่วนซู รีน ซากุระ ถือว่าเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์จึงอยู่ลำดับรองลงมาจากสามคนแรกและสามคนสุดท้ายเป็นสามัญชนจึงต้องจัดไปอยู่ลำดับล่างแต่เพราะลินเซ่สารภาพรักก่อนจึงได้ลำดับก่อนเอลเซ่และยาเอะ (ส่วนถ้าใครสงสัยว่าทำไมยาเอะถึงอยู่รวมกลุ่มกับพวกเอลเซ่คำตอบคือตระกูลโคโคโนเอะไม่ใช่ขุนนางแม้จะทำงานรับใช้อิเอยาสุก็จริงแต่ตำแหน่งก็เป็นแค่ทหารทั่ว ๆ ไปจึงจัดว่าเป็นตระกูลสามัญชน) และในระหว่างที่กำลังคัดเลือกรายชื่อแขกกันอยู่นั้นคาเร็นก็ปรากฏตัวออกมาบอกว่ามีเรื่องด่วนจำเป็นต้องรีบพาโทยะไปแดนเทพ หลังจากบอกยูมิน่าว่าขอยืมตัวโทยะไปซักพักหลังจากนั้นคาเร็นก็พาตัวโทยะไปโดยบอกว่าจะพาไปงานรวมญาติซึ่งสถานที่ที่ไปในคราวนี้นั้นก็คือ “พาทิออน” ซึ่งเป็นดั่งสถานที่จัดการประชุมใหญ่ ๆ ของเหล่าทวยเทพเมื่อเข้าไปด้านในก็นกกระจอกตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ไหล่ของคาเร็นซึ่งนกตัวนี้ก็คือเทพแห่งการบิน โดยเขาเข้ามาทักทายและถามว่านี่คือเทพองค์ใหม่สินะคาเร็นก็ตอบว่าใช่แต่ตอนนี้เธอกำลังรีบจึงคุยกันไม่ได้มากกว่านี้
.
หลังจากเข้าไปที่ด้านในแล้วโทยะก็ได้พบกับลุงโคสุเกะเทพแห่งการเกษตรรออยู่ที่นั่นนอกจากนี้ก็ยังมีคารินะเทพแห่งการล่ายืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยแต่โทยะถามว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่มีใครอธิบายและบอกว่าให้โทยะไปฟังจากปู่เวิร์ลก็อดเองจะดีกว่าหลังจากเดินตามโคสุเกะกับคารินะไปซักโทยะก็ได้พบกับปู่เวิร์ลก็อดที่นั่งรออยู่บนเสื่อใต้ต้นซากุระต้นใหญ่โดยทีซุยกะเทพแห่งสุราและโซสุเกะเทพแห่งดนตรีนั่งอยู่ด้วยเมื่อเจอหน้ากันปู่ก็เรียกให้โทยะมานั่งด้วยกันและจึงค่อยเริ่มอธิบายว่าที่จริงวันนี้มีงานเลี้ยงของพวกทวยเทพจึงถือเป็นโอกาสดีที่จะพูดเรื่องรีสอร์ทเทพที่จะให้โทยะเป็นผู้ดูแลซึ่งพวกเทพที่ได้รู้เรื่องนี้ก็ดีใจกันใหญ่นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องงานแต่งงานของโทยะด้วย เพื่อจะส่งเทพอีกส่วนหนึ่งลงไปบุกเบิกเรื่องรีสอร์ทเทพและยังมีพวกที่อยากจะลงไปร่วมงานแต่งด้วยจึงจำเป็นจะต้องปรึกษาหารือกันว่าใครลงไปบ้างและจะต้องรับบทเป็นญาติฝ่ายไหนของโทยะกันบ้างนั่นเองแต่โทยะกลับคิดว่าที่มีอยู่ตอนนี้ก็เยอะพออยู่แล้วถ้าเพิ่มมาเยอะเกินไปมันก็จะดูน่าสงสัยเกินไป โทยะจึงเสนอว่าไม่จำเป็นต้องแสดงเป็นญาติของเขาซะทั้งหมดก็ได้ แสดงเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักจากบ้านเกิดของเขาหรือผู้มีความเกี่ยวข้องกันในทางอื่น ๆ ได้ เพราะบุคคลเหล่านี้ก็สามารถไปร่วมงานแต่งได้โดยไม่ผิดแปลกอะไรซึ่งเมื่อได้ฟังดังนั้นพวกเทพทั้งหลายก็ยอมรับแนวคิดนี้กันทันทีแต่แน่นอนว่าเมื่อลงไปแล้วใช่ว่าจะทำอะไรอิสระได้ตามใจชอบไปซะทุกอย่างจำเป็นจะต้องทำตามกฏข้อบังคับที่มีอยู่ด้วยสุดท้ายแล้วก็ตกลงกันว่ารอบนี้จะให้ลงไปซักสิบองค์ดูก่อน ซึ่งหนึ่งในสิบที่จะลงไปนั้นได้ถูกกำหนดตัวเอาไว้ก่อนแล้วเพราะเทพองค์นี้จะลงไปช่วยทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมบาเรียกั้นโลกที่เป็นรูโหว่อยู่เพราะฝีมือของพวกเฟรซซึ่งเทพองค์นี้มีภาพลักษณ์เป็นหญิงชราอายุประมาณเจ็ดสิบเป็นคุณย่าในชุดกิโมโนสีขาวเมื่อหญิงชรามานั่งลงข้าง ๆ ปู่เวิร์ลก็อดก็ทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งสองดูเป็นคู่สามีภรรยาสูงวัยไม่มีผิด
.
หญิงชราผู้นั้นก็คือเทพระดับสูง (น่าจะระดับเดียวกับปู่เวิร์ลก็อด) เทพแห่งปริภูมิเวลาโดยจะลงไปยังโลกในฐานะคุณย่าของโทยะ โดยใช้ชื่อว่า “โมจิซึกิ โทคิเอะ” หรือเรียกสั้น ๆ ว่าย่าโทคิเอะ (ส่วนปู่เวิร์ลก็อดเวลาลงไปที่โลกใช้ชื่อว่า ปู่ชินโนสุเกะ) ส่วนสมาชิกทีมบุกเบิกที่เหลือนั้นตัดสินกันจากการจับฉลากวัดดวงกันเอาและเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบจึงต้องห้ามใช้พลังเทพโดยเด็ดขาดซึ่งงานนี้ก็ทำเอาเหล่าทวยเทพทั้งหลายลุ้นกันตัวโก่งไปเลยทีเดียวและดูเหมือนว่าผู้โชคดีรายแรกที่จะได้ลงไปยังโลกมนุษย์ก็คือเทพแห่งพละกำลังนั่นเองหลังจากนั้นโทยะก็พาท่านย่าโทคิเอะมายังปราสาทบรุนฮิวและได้พบกับพวกยูมิน่าส่วนปู่เวิร์ลก็อดไม่ได้ลงมาด้วยดูเหมือนจะติดธุระบางอย่างส่วนเทพที่ได้รับเลือกให้ลงมายังโลกได้ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ลงมาเช่นกันดังนั้นในตอนนี้มีแค่ย่าโทคิเอะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ลงมาเพื่อทำหน้าที่ซ่อมแซมบาเรียกั้นโลกที่เสียหายซึ่งอุปกรณ์ในการซ่อมบาเรียโลกของท่านย่าดูเหมือนกับสเวตเตอร์ยังไงยังงั้น โดยท่านย่าได้อธิบายว่ามันเป็นสิ่งจำลองสภาพของบาเรียที่กั้นโลกอยู่ตอนนี้โดยตัวบนตัวสเวตเตอร์ก็ร่องรอยความเสียหายอยู่มากมายส่วนสาเหตุที่ทำไมต้องเป็นสเวตเตอร์นั้นท่านย่าบอกว่ามันเข้าใจง่ายดี โดยระหว่างที่ซ่อมสเวตเตอร์ตัวนี้บาเรียของโลกก็จะถูกซ่อมแซมตามไปด้วยและเมื่อถักสเวตเตอร์เสร็จสมบูรณ์ก็ถือว่าบาเรียของโลกได้รับการซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อย อีกอย่างภาพลักษณ์ของหญิงชราที่กำลังนั่งถักไหมพรมนั้นก็ดูเป็นเรื่องปกติทั่วไปไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วกำลังซ่อมบาเรียของโลกอยู่แน่ ๆ และหลังจากนั้นพื้นที่ตรงระเบียงก็กลายเป็นสถานที่ประจำของท่านย่าไปโดยปริยาย
.
หลังจากที่ท่านย่าโทคิเอะมาอยู่ปราสาท ลินเซ่ เมล และเน ก็แวะมาเรียนรู้ทักษะในการถักไหมพรมจากท่านย่าซึ่งการรวมตัวกันถักไหมพรมแบบนี้ถ้ามองในสายตาของคนทั่วไปแล้วก็ไม่แปลกอะไรแต่สำหรับคนที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกพอสมควรเลยก็ว่าได้ โดยท่านย่าบอกว่า ลินเซ่กับเมลมีความสนใจในเรื่องของการเย็บปักถักร้อยแต่เนนั้นดูท่าจะมาเข้าร่วมเพราะอยากอยู่ข้าง ๆ เมลมากกว่าจะสนใจเรื่องแบบนี้ โดยเอนเด้ได้บอกว่าเมลนั้นศึกษาเรื่องการถักมาตั้งแต่อยู่ที่เฟรซเซียแล้วโดยผ้าพันคอที่เขาใส่อยู่นี้ก็เป็นงานฝีมือของเมลนั่นเอง หลังจากนั้นเอนเด้ก็มากระซิบถามถึงตัวจริงของท่านย่าโทคิเอะเพราะเขารู้ดีว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ พอรู้ว่าเป็นเทพแห่งปริภูมิเวลาเอนเด้ก็หวั่น ๆ เล็กน้อยกลัวว่าจะโดนท่านย่าคิดบัญชีเรื่องที่ทำบาเรียของโลกพัง แต่โทยะก็บอกว่าท่านย่าแค่ลงมาซ่อมบาเรียเท่านั้นส่วนถ้าจะว่าทั้งหมดเป็นความผิดของใครก็ต้องยกให้ยูระรับไปเพราะถ้าหากว่าพวกนั้นไม่ออกไล่ล่าเมลล่ะก็เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิด หลังจากนั้นโทยะก็ได้ถามเอนเด้ว่าพวกเขาทำอะไรกันต่อไปหลังจากนี้ ในตอนแรกเอนเด้คิดว่าจะพาเมลกลับไปยังโลกของเขาเพราะต่อให้กลับไปเฟรซเซียเมลก็คงไม่มีอิสระแน่ดังนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเมลจึงต้องวิวัฒนาการตนเองในตอนแรกแต่ว่าโลกของเอนเด้เองก็ไม่ได้มีวัฒนธรรมการกินหรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีเรื่องของการทำอาหารของที่กินกันเพื่อประทังชีวิตสำหรับเผ่าพันธุ์ของเอนเด้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเครื่องดื่มซึ่งมันก็เหมือนกับที่โลกของเมลไม่มีผิดเพราะเฟรซไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็อยู่ได้และเหตุผลที่เอนเด้เดินทางออกจากโลกของตนก็เพราะเขาสนใจในวัฒนธรรมการกินที่โลกของเขาไม่มีนี่เอง ดังนั้นเอนเด้จึงคิดว่าจะอยู่โลกนี้ต่อไปจนกว่าเขาจะจดจำวิธีการทำอาหารได้ส่วนเมลเองก็ดูจะสนุกสนานกับชีวิตในโลกนี้ราวกับเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง แม้ว่าจะเกิดเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมากมายจึงถึงตอนนี้แต่เอนเด้ก็ขอบคุณโทยะที่ช่วยให้เขาได้พบกับช่วงเวลาแห่งความสุขนี้
.
โทยะได้รับแจ้งจากโคซากะว่ามีทูตพิเศษจากอาณาจักรโนเกียร์มาขอเข้าพบ เมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะก็รู้สึกประหลาดใจมากเพราะอาณาจักรโนเกียนั้นอยู่ห่างจากอาณาจักรของเขาไปไกลมากโดยที่ตั้งของอาณาจักรโนเกียนั้นอยู่ทางตะวันออกของยูโรนและมีอาณาเขตทางเหนือติดกับเซโนอัส อาณาจักรที่ห่างไกลขนาดนั้นมีธุระอะไรกับบรุนฮิวกันแน่ลมอะไรหอบมายังงั้นหรือนั่นคือสิ่งที่โทยะคิดเพื่อยืนยันสาเหตุของการมาในครั้งนี้โทยะจึงจำเป็นต้องไปพบกับทูตพิเศษของอาณาจักรโนเกีย โทยะจึงต้องแต่งองค์ทรงเครื่องซักเล็กน้อยและรวมบุคคลสำคัญ ๆ ด้านบริหารอย่างโคซากะ รองหัวหน้าอัศวินอย่างนิโคล่าและรีนที่ดำรงตำแหน่งจอมเวทวังหลวงเข้ามาร่วมด้วย โดยคณะทูตพิเศษนั้นมาด้วยกันสามคนโดยคนที่เดินนำมาเป็นผู้ชายส่วนอีกสองคนที่เดินตามมาส่วนชุดคลุมและใส่ฮู้ดปิดบังใบหน้าไว้ทำดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย เมื่อทั้งสามเดินมาถึงก็คุกเข่าทำความเคารพโดยชายที่เดินนำมาได้แนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ “ฟาโร ยันเจ” แต่พอโดนถามว่าถึงธุระที่มาในครั้งนี้ฟาโรก็ดูอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะพูดแสดงความยินดีที่โทยะกำลังจะงานในเร็ว ๆ นี้ขึ้นมา
.
ซึ่งโทยะรู้สึกแปลก ๆ เพราะถ้าแค่จะมาแสดงความยินดีแค่ส่งจดหมายมาก็น่าจะได้ไม่จำเป็นต้องลงทุนส่งทูตมาแบบนี้จากนั้นฟาโร่ก็พูดออกนอกเรื่องไปซักพักจนโคซากะต้องย้ำถึงธุระที่มาที่นี่และได้คำตอบว่า “ต้องการมาเสนอเจ้าสาวคนที่สิบให้กับโทยะ” เล่นเอาบรรยากาศภายในท้องพระโรงอุณภูมิลดฮวบฮาบเลยที่เดียวโดยเฉพาะ รีนที่ยืนอยู่ข้างบัลลังดูจะไม่กับเรื่องนี้ด้วย โดยผู้ที่มาเสนอตัวขอเป็นเจ้าสาวคนที่สิบนั้นก็คือ เจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งอาณาจักรโนเกีย “พาเฟีย ราด้า โนเกีย” แน่นอนว่าโทยะปฏิเสธและบอกว่าเขามีคู่หมั้นมากพออยู่แล้วและแล้วจู่ ๆ คนที่นั่งอยู่ด้านหลังฟาโร ก็เปิดฮู้ดออกมาเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใน อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดไว้ผมสั้นเธอคนนี่ก็คือเจ้าหญิงลำดับสองแห่งอาณาจักรโนเกีย พาเฟีย ราด้า โนเกียนั่นเองและเธอก็ได้เรียกร้องขอให้โทยะรับพิจารณาให้เธอเข้าเป็นเจ้าสาวคนที่สิบในทันที
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 30 พาร์ท 2 Final (435 - 443)
เมื่อได้รับทราบความประสงค์ของเจ้าหญิงพาเฟียยังไม่ทันที่โทยะจะได้กล่าวอะไรออกไปรีนก็ได้พูดออกไปก่อนว่า เรื่องการจะได้เป็นเจ้าสาวคนทึ่สิบของโทยะได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของเจ้าหญิงพาเฟียแต่เพียงผู้เดียวแต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากเหล่าคู่หมั้นทั้งเก้าคนเสียก่อน (ซึ่งรีนก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น) แต่เจ้าหญิงพาเฟียก็ได้ถามกลับมาว่ารีนนั้นเป็นใครถึงได้ออกมาพูดแทนโทยะแบบนี้ รีนจึงได้แนะนำตัวเองกับเจ้าหญิงพาเฟียว่าเธอคือ จอมเวทวังหลวงประจำอาณาจักรบรุนฮิว อดีตราชินีแห่งเผ่าภูตและเป็นหนึ่งในคู่หมั้นของโทยะมีนามว่ารีน เมื่อได้เจ้าหญิงพาเฟียได้ทราบว่ารีนนั้นเป็นหนึ่งในคู่หมั้นของโทยะเธอจึงถามว่าเธอจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้เป็นหนึ่งในคู่หมั้นของโทยะ แต่รีนก็พยามปัดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าโทยะไม่ต้องการเจ้าสาวเพิ่มแล้วแต่เจ้าหญิงพาเฟียก็ยังคงดึงดันที่จะเป็นคู่หมั้นคนที่สิบให้ได้โดยถามรีนว่าพวกเธอเอาอะไรมาเป็นตัวตัดสินคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นว่าที่เจ้าสาว ความสามารถ รูปร่างหน้าตา หรือชาติตระกูลซึ่งพาเฟียก็ดูจะมั่นใจว่าเธอมีทุกอย่างพร้อมและไม่น่าจะด้อยไปกว่าพวกรีนเลยบรรยากาศการสนทนาระหว่างรีนกับพาเฟียเริ่มจะไปในทิศทางที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นไปทุกขณะโทยะเริ่มสังเกตเห็นว่าทั้งสองเริ่มฟาดเนตรใส่กันจนดูเหมือนจะมีประกายสายฟ้าวิ่งออกมาจากดวงตาของทั้งสองแล้วแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายโคซากะก็เข้ามาแก้สถานการณ์โดยการบอกกับยันเจเกี่ยวกับคำขอที่ว่ามานั้นมันเป็นเรื่องใหญ่และกระทันหันเกินไปจึงไม่สามารถจะให้คำตอบในทันทีได้ดังนั้นจึงขอให้ทางนี้ได้ปรึกษาหารือกันก่อนแล้วจึงจะให้คำตอบในภายหลัง ซึ่งทางด้านของยันเจก็ได้ยอมรับขอเสนอจากนั้นหัวหน้าเมดลาปิสก็ได้นำทางเจ้าหญิงและคณะทูตไปยังที่พักแต่ก่อนจะออกไปจากท้องพระโรงพาเฟียก็ได้จ้องมองไปที่โทยะด้วยแววตาที่เหมือนมีความคิดอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
.
และหลังจากที่คณะทูตจากโนเกียเดินจากไปแล้วพวกโทยะก็เริ่มปรึกษากันเกี่ยวกับเบื้องหน้าเบื้องหลังของการมาเสนอตัวเป็นเจ้าสาวของเจ้าหญิงพาเฟีย ซึ่งตรงจุดนี้พวกโทยะก็มองออกได้ไม่ยากว่าพวกนั้นคงต้องคาดหัวอะไรบางอย่างจากการแต่งงานพูดให้ถูกก็คือต้องการพลังของบรุนฮิวหรือก็คือต้องการพลังของโทยะ เพราะการที่ประเทศที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ทางการทูตมาก่อนแถมอยู่ห่างไกลกันมากขนาดนี้อยู่ดี ๆ จะมาขอเสนอตัวเป็นเจ้าสาวมันต้องมีเป้าหมายไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ อยู่แล้ว ความไม่ชอบมาพากลของเหตุการณ์ในครั้งนี้รีนเกรงว่าอีกฝ่ายจะให้กลยุทธนารีพิฆาตเธอจึงสั่งให้โทยะระวังตัวให้ดีโดยก่อนนอนต้องมั่นใจว่าได้ล็อกห้องอย่างดีแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายแอบย่องเข้าไปได้แม้ว่าห้องของโทยะจะมีเวทป้องกันอยู่แต่ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะมีอาติแฟกที่ใช้จัดการกับเวทป้องกันพวกนั้นอยู่ก็เป็นได้แถมยังไม่รู้ว่าพวกนั้นมีแผนการอะไรอื่นอีกหรือเปล่าดังนั้นรีนจึงเสนอตัวที่จะไปนอนกับโทยะที่ห้องในคืนนี้เพื่อระวังภัย (ซึ่งแบบนั้นดูจะเป็นอันตรายต่อโทยะมากกว่าในหลาย ๆ ความหมาย) ส่วนความรู้สึกของโทยะทื่มีต่อพาเฟียเมื่อแรกเห็นนั้นก็คือ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่งแต่ทว่าโทยะไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวต่อเสน่ห์ของเธอแม้แต่น้อยเพราะดวงตาของพาเฟียนั้นไม่ได้มองมาที่เขา สิ่งที่พาเฟียมองมีเพียงแค่ตำแหน่งและพลังของเขาเท่านั้นไม่ได้สนใจในตัวเขาแม้แต่น้อยแม้ว่าลึก ๆ แล้วจะรู้สึกได้ว่าเธอไม่ใช่คนไม่ดีแต่โทยะก็ไม่ได้คิดจะไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักเขาจากใจจริง ส่วนรีนก็เห็นว่าพาเฟียนั้นไม่ได้มีความรักให้กับโทยะจึงไม่เข้าเงื่อนไขต่ำสุดที่สภาสูงแห่งบรุนฮิวได้กำหนดเอาไว้เช่นกัน หลังจากนั้นรีนก็หยิบสมาร์ทโฟนของเธอออกมาและได้ทำการส่งเมลล์ไปบอกคู่หมั้นคนอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อเตรียมเปิด “การประชุมเจ้าสาว” ส่วนโทยะก็บอกสึบากิให้ไปสืบข้อมูลความเคลื่อนไหวของอาณาจักรโนเกียมาให้เขา นอกจากนี้โทยะก็ได้ลองโทรไปถามเซกัลดี้เกี่ยวกับเรื่องของอาณาจักรโนเกียเพราะว่าอาณาจักรมารเซโนอัสกับอาณาจักรโนเกียนั้นอยู่ใกล้กันแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยเพราะเซโนอัสไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับอาณาจักรโนเกียแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนว่ากำลังมีความวุ่นวายภายในอาณาจักรเกิดขึ้นอยู่
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้รับการติดต่อจากรีนผ่านทางโทรศัพท์โดยรีนได้บอกว่าพวกเธอทั้งเก้าคนจะไปพบกับพาเฟียในวันพรุ่งนี้เพื่อประเมินเธออีกครั้งแต่มีข้อแม้ว่าก่อนจะถึงเวลานั้นโทยะต้องห้ามพบกับเธอโดยเด็ดขาดเพราะมันจะมีปัญหาหลาย ๆ อย่างตามมาหากโทยะไปพบกับเธอตอนนี้และเพื่อเป็นการป้องกันคืนนี้โทยะควรอยู่กับใครซักคนเพื่อความชัวร์โดยรีนได้แกล้งถามว่าจะไปนอนที่ห้องของพวกเธอไหม? เล่นเอาโทยะลนลานไปพอควรส่วนรีนก็หัวเราะชอบใจและหลังจากวางสายจากรีนไปโทยะก็ติดต่อกับคนกลุ่มหนึ่งและในคืนนั้นโทยะก็ได้ไปตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกับบุคคลเหล่านั้น คนที่โทยะติดต่อให้มาเล่นไพ่นกกระจอกโต้รุ่งในคืนนั้นก็ได้แก่ ราชาแห่งมิสนิด จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุส ราชาแห่งริฟริส ส่วนราชาแห่งเบลฟาสชวนแล้วไม่มาเพราะต้องดูแลลูกชายแต่พอถูกถามเหตุผลว่าทำไมอยู่ดี ๆ มาชวนเล่นไพ่นกกระจอกโต้กันคืนนี้ โทยะก็บอกได้แค่ว่าเขามีปัญหานิดหน่อยทำให้กลับไม่ได้ จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุสก็เลยคิดว่าโทยะไปทำอะไรให้พวกรูเชียโกรธเลยโดนไล่ออกจากปราสาทเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่านี้โทยะจึงต้องเล่าเรื่องราวของเจ้าหญิงจากโนเกียให้พวกผู้นำทั้งสามได้รับรู้ แต่สำหรับบรรดาเหล่าผู้นำทั้งสามเมื่อได้ฟังแล้วเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับพวกเขาเลยเพราะสำหรับพวกเขาแล้วการแต่งงานในลักษณะแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมเสียด้วยซ้ำ และยังมองว่าโทยะที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วถึงเก้าคนจะเพิ่มมาอีกคนก็ไม่เห็นจะเป็นไรและผลของการเล่นไพ่ในตานั้นโทยะก็เป็นฝ่ายแพ้ไปตามระเบียบ
.
เช้าวันรุ่งขึ้นโทยะก็ต้องเผชิญกับอาการปวดตามร่างกายเพราะนอนผิดท่าจนต้องใช้เวทรีเฟรชกับรีโคเวอร์รี่มาช่วยจัดการกับอาการดังกล่าว ก่อนจะถามการเคลื่อนไหวเจ้าหญิงพาเฟียจากโคเกียวคุที่ส่งบริวารไปคอยจับตาดูเอาไว้เมื่อคืน ซึ่งโคเกียวคุก็รายงานว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เมื่อคืนนี้ไม่มีใครออกมาจากห้องพักและก็ไม่พบการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์แต่อย่างใด หลังจากนั้นโทยะก็ได้เดินไปยังลานฝึกในตอนเช้าและก็ได้พบกับเจ้าหญิงพาเฟียที่กำลังเตรียมตัวจะดวลฮิลด้า นอกจากสองคนนั้นแล้วก็ยังมียันเจกับลิเชียซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมเดินทางมากับองค์หญิงพาเฟียแล้วก็ท่านโมโรฮะก็อยู่ที่นั่นด้วย โดยฮิวด้าได้ถามเจ้าหญิงพาเฟียว่าจะเอาแบบนี้จริง ๆ หรือ ซึ่งทางนั้นก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าให้ฮิวด้าเอาจริงเพราะเธอเองก็จะเอาจริงเช่นกันแน่นอนว่าพาเฟียค่อนข้างมั่นใจมากว่าตนเองไม่ด้อยไปกว่าฮิวด้า และที่สถานการณ์มันออกมาในรูปแบบนี้ก็เป็นเพราะพาเฟียอยากจะแสดงความสามารถของตนเองให้พวกยูมิน่าได้เห็น เป็นความมั่นใจที่สุดยอดมากแต่สำหรับโทยะแล้วเขารู้สึกได้เลยว่าความมั่นใจนั้นท่าจะโดนพังทลายเอาง่าย ๆ ได้เลยจึงต้องส่งสัญญาณไปบอกฮิวด้าว่า “อย่าทำเกินไปนะ” ซึ่งฮิวด้าก็พยักหน้าตอบรับเหมือนจะเข้าใจและเมื่อท่านพี่โมโรฮะให้สัญญาณการต่อสู้ระหว่างพาเฟียกับฮิวด้าก็เริ่มต้นขึ้นและฮิวด้าก็ชนะในเสี้ยววินาทีเท่านั้นเมื่อดาบไม้ของฮิวด้าจ่อเข้าที่ต้นคอของพาเฟียหลังจากส่งสัญญาณเริ่ม กลายเป็นว่าฮิวด้าเข้าใจสัญญาณจากโทยะว่า “ให้ลุยเต็มที่ไม่ต้องออมมือ” ไปซะแทนและท่านพี่โมโรฮะก็ประกาศให้ฮิวด้าเป็นผู้ชนะในที่สุด
.
แน่นอนว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่พาเฟียเองก็ยังไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และของท้าสู้อีกรอบหนึ่งซึ่งฮิวด้าก็รับข้อเสนอและเริ่มประลองใหม่อีกรอบและเมื่อโมโรฮะส่งสัญญาณเริ่มการต่อสู้รอบที่สองแต่คราวนี้ฮิวด้าไม่ได้พุ่งเข้าไปโจมตีแบบในตอนแรกทั้งสองเอาแต่เดินวนราวกับเป็นเข็มนาฬิกาและคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังและผู้ที่เปิดฉากเข้ารุกก่อนก็คือพาเฟียแต่การโจมตีทั้งหมดก็ถูกฮิวด้าใช้โล่ห์ปัดป้องออกไปได้อย่างง่ายดายในขณะที่พาเฟียเคลื่อนไหวโจมตีอย่างบ้าคลั่งส่วนฮิวด้าเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่นานพาเฟียก็เริ่มจะเหนื่อยเพราะการเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงของตัวเองและดาบไม้ของฮิวด้าก็จ่อเข้าที่คอของพาเฟียอีกครั้งและในครั้งนี้พาเฟียก็ยอมรับความพ่ายแพ้โดยแต่โดยดีและกล่าวชมฮิวด้าว่าเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา แต่ฮิวด้าก็ตอบกลับไปว่าถ้าหากเทียบกับท่านพี่โมโรฮะแล้วก็เหมือนกับราชสีห์กับหนูเลยทีเดียว แต่โมโรฮะก็แย้งว่าไม่ถึงขนาดนั้นหรอกฮิวด้าในตอนนี้ไม่ใช่หนูแต่เทียบได้กับลูกแมวแล้ว
.
หลังจากทดสอบทักษะทางด้านดาบไปแล้วคราวนี้ก็เป็นคราวของการทดสอบทักษะทางด้านเวทมนตร์กันต่อหลังจากโดนทำลายความมั่นใจเรื่องดาบไปแล้ว ตอนนี้พาเฟียก็แสดงออกถึงความมั่นใจทางเวทมนตร์ออกมาแทนที่ประมาณว่าดาบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอถนัดมากนักแต่ถ้าเป็นเรื่องเวทมนตร์ล่ะก็เธอมีความถนัดมากกว่า ตุ๊กตาไม้ตัวใหญ่ได้ถูกนำเข้ามาในลานฝึกโดยเอลเซ่กับยาเอะโดยตุ๊กตาไม้นี้ก็คือเป้าซ้อมยิงนั่นเองซึ่งเจ้าตุ๊กตาไม้นี้สร้างมาจากไม้ของมิสนิดที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทานและติดไฟได้ยากมันจึงเป็นเป้าซ้อมยิงที่มีความแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษการโจมตีระดับทั่ว ๆ ไปนั้นทำลายตุ๊กตาไม้ตัวนี้ไม่ได้ง่าย ๆ และหลังจากได้รับอนุญาตพาเฟียก็เริ่มรวมพลังเวทและยิงเวทพลาสม่าสตอร์มเข้าใส่หุ่นไม้ พลังทำลายจากเวทมนตร์หุ่นไม้ล้มลงกับพื้นและแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ แม้ว่าเวทจะดูรุนแรงแต่ก็ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ พลาสม่าสตรอมเป็นเวทที่เกิดจากการผนวกรวมกันของเวทธาตุลมกับธาตุแสงซึ่งสำหรับยุคปัจจุบันถือว่าเป็นเวทที่หายากน้อยคนนักที่จะรู้แต่ไม่ใช่กับผู้ที่อ่านตำราเวทโบราณมาแล้วอย่างลินเซ่กับรีนพวกเธอจึงสามารถวิเคราะห์เวทที่พาเฟียใช้เมื่อกี้ได้อย่างง่ายดายเล่นเอาพาเฟียถึงกับประหลาดใจไปเลยทีเดียวจากนั้นรีนกับลินเซ่ก็เป่ายิ้งฉุบกันสรุปว่าลินเซ่แพ้จากนั้นเธอก็เดินมายังลานฝึก เอลเซ่กับยาเอะจึงได้ช่วยกันนำตุ๊กตาไม้แบบเดียวกับเมื่อกี้เข้ามาวางให้จากนั้นลินเซ่ก็เริ่มรวมพลังเวทโดยความเร็วในการรวมพลังนั้นไวกว่าพาเฟียเมื่อครู่เสียอีก เวทที่ลินเซ่ใช้นั้นคือ “พริสม่าเรนโบว์” ซึ่งมีลักษณะเป็นลำแสงเลเซอร์เจ็ดสีพุ่งออกไปโจมตีเป้าหมาย ซึ่งผลของมันก็ทำให้ส่วนบนของตุ๊กตาไม้ถูกเลเซอร์ทำลายไปไม่เหลือแม้แต่ซากแถมลำแสงยังพุ่งต่อไปจนกระแทกเข้ากับบาเรียของสนามฝึกก่อนจะแตกกระจายกลายเป็นละอองแสงสีรุ้ง
.
หลังจากนั้นลินเซ่ก็ถามพาเฟียว่าเธอไปเรียนการผนวกสองธาตุมาจากที่ไหน ซึ่งก็ได้คำตอบว่าจากตำราโบราณที่ได้จากดันเจี้ยนที่อาณาจักรโนเกียหลังจากนั้นยูมิน่าก็เข้ามาคุยกับพาเฟียและเชิญเธอไปร่วมปาร์ตี้น้ำชาส่วนโทยะนั้นโดนกันไม่ให้เข้าร่วมด้วยโดยรีนได้บอกว่าเป็นเรื่องที่จะคุยกับเฉพาะผู้หญิง โทยะจึงกลับมาที่ปราสาทพร้อมกับท่านทูตยันเจ หลังจากแยกกับยันเจแล้วสึบากิก็นำข้อมูลของอาณาจักรโนเกียสืบมาได้กลับมารายงานให้ทราบ ดูเหมือนว่าราชาแห่งโนเกีย “รูม ราโดะ โนเกีย” จะสิ้นพระชนน์แล้วส่วนสาเหตุนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดโดยราชาแห่งโนเกียนั้นมีบุตรสาวสองคนก็คือ “เรเฟีย” แล้วก็ “พาเฟีย” ซึ่งตอนนี้เจ้าหญิงเรเฟียผู้เป็นลูกสาวคนโตนั้นรับสืบทอดต่อจากบิดาอยู่แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือเรื่องของเจ้าหญิงพาเฟียเพราะจากข้อมูลที่ได้มาในตอนนี้นั้นเจ้าหญิงลำดับที่สอง พาเฟีย ราด้า โนเกีย นั้นเสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อนแล้วซึ่งนั่นก็ทำให้โทยะรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในทันที ถ้าหากว่าเจ้าหญิงพาเฟียเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามเดือนก่อนจริงแล้วคนที่ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองคือเจ้าหญิงพาเฟียตอนนี้คือใครกัน จากข้อมูลที่ได้มาระบุว่าเมื่อสามเดือนก่อนเจ้าหญิงได้ตกลงไปในแม่น้ำใต้หน้าผาพร้อม ๆ กับม้าและหลายวันต่อมาก็มีการยืนยันว่าพบร่างของเจ้าหญิง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่าพาเฟียที่อยู่ที่นี่นั้นเป็นตัวปลอมและยังไม่รู้ถึงการตายของตัวจริงแต่มันก็มีบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่เพราะถ้าหากว่าเขายอมรับเธอเป็นภรรยาคนที่สิบขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ต้องพาเธอไปที่โนเกียเพื่อพบกับญาติ ๆ ของเธออยู่ดีถึงตอนนั้นมันต้องจริงเรื่องที่เป็นตัวปลอมมันก็ต้องแดงขึ้นมาอยู่แล้วซึ่งมันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยแต่ทว่าก่อนที่โทยะจะได้ออกคำสั่งใหม่ให้กับสึบากิเรนก็ได้เข้ามาแจ้งว่ามีคณะทูตจากโนเกียอีกชุดหนึ่งกำลังเดินทางมาหาโดยมีข้อเรียกร้องว่าให้ส่งตัวผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สอง พาเฟีย ราด้า โนเกีย ไปให้กับทางนั้นโดยด่วน
.
เมื่อทำการตรวจสอบดูก็พบว่าคณะทูตทั้งสองต่างก็มีตรารับรองว่าเป็นทูตจากโนเกียเหมือนกันโดยข้อมูลทางอาณาจักรมารเซโนอัสก็ยืนยันว่าเป็นของจริงแต่มันก็ดูจะแปลกเกินไปที่มีคณะทูตถึงสองคณะเดินทางมาอาณาจักรเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้และถ้าหากว่าคณะของยันเจเป็นตัวปลอมแล้วอีกคณะหนึ่งรู้ได้อย่างไรว่าพวกยันเจอยู่ที่นี่เพราะก็ไม่น่าจะมีตารางเวลาระบุแน่ชัดว่าอยู่ที่ไหนหรือจะใช้เวทมนตร์แบบเซิร์จค้นหาเอาซึ่งตอนนี้โทยะก็ยังไม่รู้ว่าคำตอบมันคืออะไรกันแน่ดังนั้นทางเดียวที่จะได้คำตอบก็มีแต่ต้องไปพบโดยตรงเท่านั้น เมื่อโทยะมาที่ท้องพระโรงก็พบกับคณะทูตจากโนเกียชุดใหม่ที่คนในกลุ่มจำนวนห้าคนบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่มนั้นก็คือทูตส่วนที่เหลือคือผู้คุ้มกันโดยทูตที่มาใหม่นั้นมีชื่อ “ไดร์ฟ ชาเหมา” เมื่อโทยะลองถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของพวกเขาทางนั้นก็ได้แจ้งเจ้าหญิงพาเฟียนั้นได้ตกหน้าผาและสิ้นพระชนน์ไปแล้วซึ่งเป็นข้อมูลที่เหมือนกับที่ได้ฟังมาจากสึบากิไม่มีผิดเพี้ยนส่วนเรื่องตราของยันเจนั้นเป็นของจริงเพราะเขาเคยรับหน้าที่เดินทางไปติดต่อกับเซโนอัสมาก่อนแต่หลังจากนั้นเขาก็ก่อเรื่องพาเจ้าหญิงตัวปลอมมุ่งหน้ามาที่บรุนฮิวทำให้คณะของไดร์ฟต้องตามมา ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหญิงตัวปลอมนั่นพวกเขาก็ไม่รู้ละเอียดนักเพราะก็ได้รับคำสั่งมาอีกทีเอาจริง ๆ หน้าที่อีกส่วนของพวกไดร์ฟก็คือการเป็นสายลับที่เข้าไปสอดส่องดูการเคลื่อนไหวของอาณาจักรอื่น ๆ ด้วย ส่วนเรื่องการสิ้นพระชชนน์ของราชาของโนเกียนั้นไดร์ฟบอกว่าเพราะสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่โทยะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเจ้าหญิงพาเฟียตัวปลอมนั้นทำไมเจ้าหญิงเรเฟียถึงไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งไดร์ฟก็ได้ให้คำตอบว่าเพราะเจ้าหญิงเรเฟียเป็นห่วงน้องสาวมากพยายามตามหาอย่างหนักแต่ถ้าเกิดเธอรู้เรื่องการตายของน้องสาวเข้าก็อาจจะกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักได้ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลกองทัพคนปัจจุบันและเป็นคู่หมั้นของเจ้าหญิงเรเฟีย “คานาซ่า โนทริส” จึงปิดบังเรื่องนี้ไว้และพวกของไดร์ฟเองก็มาที่นี่เพราะคำสั่งของคานาซ่าไม่ใช่คำสั่งของเจ้าหญิงเรเฟีย
.
แม้ว่าจะได้ฟังเรื่องราวจากไดร์ฟแล้วโทยะก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำตามข้อเรียกร้องนั้นดีหรือไม่เพราะทั้งไดร์ฟและยันเจต่างก็มีตราทูตของโนเกียร์อย่างถูกต้องและในสภาวะที่มีความขัดแย้งกันภายในเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้อยู่ว่าพวกไดร์ฟเองก็อาจจะไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดออกมาก็ได้แต่พอไดร์ฟถามว่าจะส่งตัวเจ้าหญิงตัวปลอมให้กับพวกเขาได้หรือไม่ โทยะนั้นอิดออดที่จะให้คำตอบเพราะเขาเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเพราะมันไม่ใช่ปัญหาของเขาแต่แรกแต่ก็ไม่ได้อยากจะส่งตัวให้ไปเพราะมันมีความไม่ชอบมาพากลบางอย่างอยู่แต่จู่ ๆ ยูมิน่าก็ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างบัลลังก์และกล่าวปฏิเสธคำร้องของไดร์ฟอย่างชัดเจน พร้อมกับบอกกับทูตว่าพวกเธอนั้นได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเจ้าหญิงพาเฟียแล้วให้กลับไปโนเกียและบอกกับคานาซ่าว่าถ้าคิดจะหนีก็รีบหนีไปให้เร็วที่สุดในขณะที่ยังทำได้ ไม่สิถึงไม่ต้องทำแบบนั้นก็น่าจะรู้ถึงสิ่งที่เธอพูดอยู่แล้ว คำพูดที่แฝงไปด้วยอารมณ์โกรธของยูมิน่าพุ่งตรงเข้าใส่เหล่าทูตที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโทยะไม่รู้ว่าเธอได้ฟังอะไรมาจากเจ้าหญิงพาเฟียถึงได้แสดงความโกรธออกมาได้มากขนาดนี้ ขณะเดียวกันยูมิน่าก็ได้บอกให้โทยะลองใช้ดวงตาเทวะมองดูคณะทูตเหล่านี้ให้ดี เมื่อทำตามที่ยูมิน่าบอกโทยะก็มองเห็นว่ารอบ ๆ ตัวของไดร์ฟและคนอื่น ๆ ในคณะทีสิ่งที่เหมือนกับหมอกควันห่อหุ้มร่างกายอยู่มันก็คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับอีวิลสปิริตที่คอยบงการคนเหล่านี้อยู่ซึ่งยูมิน่ามองเห็นมันผ่านเนตรมารของเธอ เมื่อถูกยูมิน่าเปิดโปงตัวจริงไดร์ฟก็ลุกขึ้นยืนและมีเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียงของไดร์ฟพูดแทรกออกมาตัวตนนั้นบอกว่าชื่อของมันคือ “อิฟติมัส” หลังจากนั้นอีกสี่คนที่เหลือก็ลุกขึ้นยืนแม้ว่าจะไม่มีอาวุธอยู่แต่ยังไงก็ยังมีพลังของอีวิลสปิริตอยู่ก็น่าจะพอเล่นงานคนที่อยู่ในท้องพระโรงได้แต่ลินเซ่ก็ร่ายเวทแวนนิสอัดใส่พวกนั้นเต็ม ๆ ทำให้อีวิลสปิริตได้รับความเสียหายและแยกตัวออกจากร่างที่สิงอยู่ทันที
.
หลังจากแยกตัวออกมาจากร่างของทั้งหาคนแล้วมันก็กลับมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวและจู่โจมใส่ลินเซ่แต่เอลเซ่ก็ปราดเข้ามารับสถานการณ์และพุ่งเข้าไปโจมตีอีวิลสปิริตด้วยกอนเล็ทของเธอ เมื่ออีวีลสปิริตเห็นว่าผู้ที่เข้ามาโจมตีใช้อาวุธโจมตีทางกายภาพมันก็ย่ามใจเพราะคิดว่าการโจมตีกายภาพนั้นไม่ส่งผลต่อร่างของมันแต่มันคิดผิดถนัดกอนเล็ทคริสตัลของเอลเซ่นั้นโทยะได้ใส่ธาตุทั้งหกเอาไว้ให้แล้วเพื่อให้สามารถโจมตีศัตรูที่มีลักษณะเป็นวิญญาณได้ เมื่อเข้าระยะโจมตีกอนเล็ทของเอลเซ่ก็ปรากฏแสงสีทองรวมอยู่ที่หมัดก่อนเธอจะซัดท่าที่มีชื่อว่า “โคฮะเซนเคน” ใส่อีวิลสปิริตจนร่างของมันสลายหายไปแทบจะในทันทีหลังจากนั้นยูมิน่าก็ขอให้โทยะทำการรักษาพวกที่ไดร์ฟที่นอนหมอบอยู่กับพื้น หลังจากนั้นพวกนิโคล่าก็พายันเจมายังท้องพระโรง ส่วนยาเอะกับรูเชียก็พาเจ้าหญิงพาเฟียกับลิเซียตามเข้ามาเมื่อเห็นร่างของพวกไดร์ฟนอนอยู่กับพื้นพาเฟียก็กัดฟันด้วยความโกรธแค้นพร้อมกับบอกว่าจะไม่ยกโทษให้กับการกระทำของกานาซ่าเด็ดขาด โทยะจึงได้สอบถามเรื่องที่ว่าเจ้าหญิงพาเฟียนั้นเป็นตัวปลอมแต่ พาเฟียก็ยืนยันว่าเธอเป็นตัวจริงเรื่องที่ว่าเธอตายนั้นเป็นแผนการของกานาซ่าที่กุเรื่องขึ้นมาโดยใช้ศพปลอมสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับการตายของเธอด้วย ส่วนเรื่องที่ม้าตกเหวนั้นก็เป็นแผนลอบสังหารไม่ใช่อุบัติเหตุเพราะเธอล่วงรู้ถึงแผนการร้ายของกานาซ่าที่จะยึดครองโนเกียโดยอาศัยการแต่งงานกับพี่สาวของเธอดังนั้นเธอจึงถูกหมายหัวและแม้ว่าจะรอดมาได้เธอก็ไม่สามารถกลับไปยังโนเกียได้เพราะอำนาจทางทหารตกอยู่ในมือกานาซ่าทั้งหมดและเธอก็ได้ไปพบกับยันเจที่อาณาจักรมารเซโนอัสก่อนจะมุ่งหน้ามายังบรุนฮิวเพื่อหาพันธมิตรที่มีกำลังแข็งแกร่งพอจะต่อต้านกานาซ่าจึงได้เสนอตัวเข้ามาเป็นเจ้าสาวคนที่สิบเพื่อจะได้ขอยืมพลังนั้น หลังจากนั้นยูมิน่าก็ได้บอกกับโทยะว่าพวกเธอได้ปรึกษากันแล้วว่าจะเป็นพลังให้กับพาเฟียในการทวงคืนอาณาจักรถ้าหากโทยะไม่ว่าอะไรพวกเธอจะขออนุญาตเดินทางไปโนเกียเพื่อจัดการเรื่องนี้กันเอง
.
จากข้อมูลที่ได้จากเจ้าหญิงพาเฟียนั้น กานาซ่าเป็นเนโครแมนเซอร์ที่ชั่วช้าที่ใช้เวทมนตร์ควบคุมจิตใจของผู้คนให้กลายเป็นเครื่องมือนอกจากนั้นก็ยังชอบทำกับผู้หญิงเหมือนกับเป็นของเล่นอีกด้วยและจุดนั่นก็ดูจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกยูมิน่าที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นแทนเหล่าหญิงสาวที่ถูกคานาซ่าย่ำยีและโยนทิ้งราวกับพวกเธอเป็นแค่ตุ๊กตาสนองตัณหาที่เมื่อเบื่อแล้วก็โยนทิ้งแบบไม่ใยดีจากนั้นก็ไปหาคนใหม่มาแล้วก็ทำแบบเดิมวนซ้ำไปเรื่อย ๆ ซึ่งบรรดาลูกสาวของขุนนางในอาณาจักรโนเกียนั้นโดนคานาซ่าย่ำยีไปหลายต่อหลายคนแล้วแต่เพราะเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งของอาณาจักรโนเกียเจ้าหญิงเรเฟียนั้นมีจิตใจที่เข้มแข็งมากทำให้คานาซ่าไม่สามารถควบคุมจิตใจของเธอได้จึงทำให้แผนการยึดครองอาณาจักรยังไม่ประสบความสำเร็จตามแผนที่คานาซ่าตั้งใจไว้แต่ว่ามันก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วในตอนนี้ถ้าหากช้าไปกว่านี้ก็อาจจะไม่ทันการณ์เพราะคานาซ่าเริ่มให้พวกขุนนางออกมาเคลื่อนไหวและบังคับให้เจ้าหญิงเรเฟียเป็นคู่หมั้นของตนอำนาจส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ในมือคานาซ่าแล้วด้วยส่วนเรื่องที่หันมาเล่นงานพาเฟียและกุเรื่องที่เธอตายแถมใช้ศพปลอมมาหลอกนั้นก็จงใจทำเพื่อให้จิตใจของเรเฟียอ่อนแอลงจะได้สามารถควบคุมได้ แต่ก็ยังคุมจิตใจของเรเฟียไม่ได้อยู่ดีดังนั้นตอนนี้จึงกำลังมุ่งเป้าไปที่การเร่งแต่งงานกับเรเฟียแทนและหลังจากแต่งงานแล้วก็จัดการกับเรเฟียซะบัลลังก์ก็จะตกเป็นของคานาซ่าโดยสมบูรณ์ ส่วนสาเหตุที่ทำไมคราวนี้พวกยูมิน่าถึงจะออกไปจัดการเองนั้น เหตุผลก็เพราะว่าสำหรับขยะที่เห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นเป็นแค่เครื่องมือใช้แล้วทิ้งสมควรจะต้องถูกจัดการโดยมือของผู้หญิงเท่านั้น (ซากุระบอกประมาณว่า ต้องตัดทิ้งพร้อมกับทำมือมือเป็นรูปกรรไกร) นอกจากนี้ก็ยังจะไปเพื่อดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยและยังมีอีกเรื่องก็คือ การที่อีวิลสปิริตบังอาจบุกเข้ามาก่อความวุ่นวายในปราสาทบรุนฮิวแถมยังโจมตีใส่ราชาของอาณาจักรอีกเป็นเรื่องที่ยกโทษให้ไม่ได้ (แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะโดนเอลเซ่อัดก่อนจะได้ทำอะไรอย่างที่ว่ามาก็ตาม) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือถ้าหากโทยะออกไปช่วยด้วยตัวเองล่ะก็มันก็อาจจะเกิดเรื่องแบบตอนรูเชียขึ้นมาได้อีกดังนั้นเพื่อไม่ให้ใช้ข้ออ้างนั้นเพิ่มจำนวนเจ้าสาวพวกยูมิน่าจึงต้องออกโรงจัดการเอง
.
พวกยูมิน่าที่ตอนนี้กำลังอารมณ์กรุ่นได้ที่เป็นอะไรที่โทยะไม่สามารถต่อกรได้แต่เขาก็เป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเธอจึงไม่อยากจะอนุญาตในสิ่งที่พวกเธอร้องขอแต่แล้วท่านย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกโทยะว่าเธอจะไปกับพวกยูมิน่าด้วยดังนั้นโทยะไม่ต้องเป็นกังวลเพราะถึงเธอจะทำอะไรมากบนโลกไม่ได้แต่แค่พาพวกยูมิน่าหนีหากเกิดอันตรายนั้นก็ทำได้ง่าย ๆ อยู่แล้วแถมยังโดนคุณย่าเทศนาไปอีกหนึ่งดอกโทยะจึงต้องยอมอนุญาตให้พวกยูมิน่าเดินทางไปยังอาณาจักรโนเกียหลังส่วนโทยะที่โดนห้ามไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวในการต่อสู้ครั้งนี้ก็เลยต้องไปนั่งดื่มน้ำผลไม้พลางปรับทุกข์กับเอนเด้ที่บาร์ใกล้ ๆ กับกิลด์นักผจญภัยดูเพราะพวกเมลจัดงานปาร์ตี้เฉพาะพวกผู้หญิงขึ้นที่บ้านเอนเด้ก็โดนให้ออกจากบ้านมาเหมือนกันหลังจากนั้นซุยกะก็เข้ามาที่บาร์สั่งเหล้ามาดื่มหนึ่งแก้วและบอกโทยะว่ามีเทพต้องการจะลงมาคุยกับโทยะเธอเลยมาตามเข้าเพื่อให้ไปพบกับเทพองค์นั้นซึ่งเทพองค์นั้นก็คือ “เทพแห่งการทำลายล้าง” นั่นเองพอได้ยินชื่อนั้นเข้าโทยะที่กำลังดื่มน้ำผลไม้อยู่ก็พ่นน้ำผลไม้ออกจากปากเข้าเต็มหน้าเอนเด้กันเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันทางด้านของคานาซ่าผู้เป็นชายวัยยี่สิบกลาง ๆ ที่อยู่เซนบาระเมืองหลวงของอาณาจักรโนเกียก็รับได้ว่าอิฟติมัสได้ถูกจัดการโดยเด็กสาวเพียงคนเดียวก็บ่นออกมาว่าเป็นลูกน้องที่ใช้ไม่ได้เอาซะเลยในระหว่างที่กำลังบ่นแบบนั้นอยู่ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องแต่จริง ๆ แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นแค่ร่างที่ถูกอะไรบางอย่างที่สิงสู่อยู่ภายในควบคุมไว้อีกทีหนึ่ง โดยตัวคานาซ่าเองนั้นได้เป็นฝ่ายเรียกให้เจ้าสิ่งนี้มาพบเขาจากนั้นคานาซ่าก็บอกกับสิ่งนั้นว่าอิฟติมัสถูกจัดการไปแล้ว พาเฟียหนีไปบรุนฮิวและดึงพวกนั้นมาเป็นพันธมิตรได้สำเร็จซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารำคาญสำหรับเขาเสียจริง แต่ว่าเจ้าสิ่งนั้นก็ได้บอกกับคานาซ่าว่าไม่มีความจำเป็นต้องหวาดกลัวบรุนฮิวเพราะทางนี้เองก็มี “มรดกของเอลคุส” อยู่ถ้าใช้สิ่งนั้นล่ะก็ไม่ว่าใครก็ต้องสยบอยู่ใต้แทบเท้าของคานาซ่าอย่างแน่นอน หลังจากนั้นคานาซ่าก็ได้พูดชื่อของสิ่งนั้นออกมาว่า “เซเบต้า”
.
คานาซ่าสั่งให้เซเบต้าเข้ามารับหน้าที่ต่อจากอิฟติมัสที่โดนจัดการไปแล้วโดยให้ไปเอาตัวพาเฟียกลับมาถ้าหากเอากลับมาเป็น ๆ ไม่ได้ก็ให้ฆ่าทิ้งซะแล้วก็ให้เอาตัวผู้หญิงที่อยู่บนเตียงนั่นไปขายเป็นทาสด้วยเมื่อเซเบต้ามองไปที่เตียงก็พบกับร่างของผู้หญิงที่นอนเปลือยเปล่าอยู่เธอคนนี้เป็นบุตรสาวของขุนนางระดับเคาท์ที่คานาซ่าใช้อำนาจบีบให้ส่งตัวมา เซเบต้าจึงเอ่ยถามเพื่อยืนยันทำนองว่า “แน่ใจแล้วหรือกว่าจะได้มาครอบครองลำบากแทบแย่แท้ ๆ” แต่คานาซ่าก็ตอบอย่างไม่ใยดีว่าแค่คืนเดียวก็เพียงพอแล้วจากนั้นเขาก็ออกจากห้องไปโดยไม่ใยดีอะไร หลังจากคานาซ่าออกจากห้องไปแล้วเซเบต้าก็เข้าไปมองดูร่างกายของผู้หญิงคนนั้นดี ๆ ก็พบว่าตามร่างกายของเธอมีร่องรอยถูกทำร้ายจากการฟาดและทุบตีอยู่ทั่วไปหมดคงจะเป็นเพราะเธอขัดขืนเซเบต้าบ่นกับการกระทำของคานาซ่าเล็กน้อยก่อนจะทำให้ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเธอคนนั้นลอยขึ้น
.
พวกยูมิน่าและพวกของเจ้าหญิงพาเฟียเดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรโนเกียด้วยเวทเคลื่อนย้ายของท่านย่าโทคิเอะ ที่นี่มีบรรยากาศคล้าย ๆ กับเมืองหลวงของมิสนิดแต่สิ่งปลูกสร้างของที่นี่ไม่ได้ใช้หินแต่ไม้เป็นหลักคล้าย ๆ กับที่อิเชนและเพื่อไม่ให้เด่นสะดุดตาเกินไปจึงหาซื้อชุดพื้นเมืองของที่นี่มาสวมใส่กันก่อนเนื่องจากพวกเธอไม่สามารถใช้เวทมิราจหรืออินวิซิเบิ้ลได้เหมือนกับโทยะและเมื่อไม่รู้ว่าจะมีหูตาของคานาซ่าอยู่ที่ไหนบ้างการทำตัวให้เป็นจุดสนใจน้อยที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากเปลี่ยนชุดกันแล้วพวกเธอก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปถึงจะไปยังจุดหมายซึ่งก็ปราสาทที่ตั้งอยู่บนภูเขาได้แม้ว่าพาเฟียจะอยากรีบติดต่อกับพี่สาวโดยเร็วแต่การไปที่นั่นก็เสี่ยงเกินไปเพราะที่นั่นโดนคานาซ่าควบคุมไว้หมดแล้วแถมที่นั่นมีคนรู้จักพาเฟียอยู่เยอะเกินไปทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กรณีนี้ถ้าเป็นโทยะก็คงสามารถใช้เวทเคลื่อนย้ายไปที่นั่นได้เลยแต่ในกรณีของพวกยูมิน่านั้นพวกเธอทำแบบนั้นไม่ได้ซึ่งตรงจุดนี้ท่านย่าโทคิเอะสามารถส่งพวกเธอไปที่นั่นได้ทันทีแต่ท่านย่าก็ถามกลับมาว่าแน่ใจที่จะทำแบบนั้นหรือเปล่าเพราะพวกยูมิน่าบอกกับโทยะว่าจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองถ้าหากใช้พลังของท่านย่ามาปิดจ็อบแบบนี้จะโอเคสำหรับพวกเธออย่างนั้นหรือ ด้วยเหตุนี้พวกยูมิน่าจึงตัดสินใจหาทางไปกันเอง แต่ถ้าแม้ซากุระจะเสนอให้ใช้เทเลพอร์ตแต่ก็สามารถพาคนอื่นไปด้วยได้แค่คนหรือสองคนเท่านั้นแถมมันยังเสี่ยงเกินไปว่าจะไปโผล่ตรงหน้าคานาซ่าเลยก็ได้ ครันจะลองใช้สัตว์อัญเชิญทั้งยูมิน่าและซากุระก็ไม่มีสัตว์อัญเชิญที่จะสามารถใช้กับงานสอดแนมแบบนี้ได้หลังปรึกษากันพักใหญ่ก็หาข้อสรุปไม่ได้แต่สุดท้ายพาเฟียก็เข้ามาบอกว่ามันมีทางลับที่รู้กันเฉพาะคนในราชวงศ์อยู่ถ้าใช้เส้นทางนั้นล่ะก็จะสามารถเข้าไปยังปราสาทได้ เดิมทีมันคือทางหนีออกจากปราสาทในเวลาฉุกเฉินแต่ทว่าตัวของพาเฟียเองก็ไม่เคยใช้เส้นทางนั้นเหมือนกันจึงไม่รู้ว่าภายในมันมีสภาพเป็นอย่างไรบ้างโดยทางลับที่ว่านี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองหลวงจุดนั้นเป็นเหมืองแร่หลวงเมื่อรู้แบบนั้นซูก็เตรียมจะออกเดินทางไปที่นั่นในทันทีแต่ยูมิน่าห้ามไว้และบอกว่าควรจะบุกไปตอนกลางคืนจะดีกว่าเมื่อตัดสินใจได้แล้วจนกว่าจะถึงเวลาค่ำพวกยูมิน่าก็ตัดสินใจไปหาอะไรกินกันก่อน
.
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำกลุ่มสตรีล้วนจำนวนสิบสองคนก็ได้ลอบเข้าไปยังเหมืองที่เป็นตำแหน่งของเส้นทางลับได้สำเร็จโดยการนำทางของพาเฟีย เส้นทางภายในเหมืองมืดมากจึงต้องลินเซ่จึงร่ายเวทไลท์เพื่อใช้เป็นแสงนำทางแทนตะเกียงแต่พอลงมาเรื่อย ๆ จึงถึงทางแยกแต่พาเฟียกลับไม่ได้เดินไปที่ทางแยกแต่เดินไปตรงกลางที่เป็นกำแพงหินแทนซึ่งจุดนั้นก็คือทางลับที่เชื่อมไปถึงปราสาทกำแพงที่ขวางกั้นอยู่นั้นเป็นหินจริง ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาแต่ปัญหาก็คือทางนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางหลบหนีออกจากปราสาทดังนั้นสวิทซ์สำหรับเปิดประตูจึงอยู่ที่อีกฝากของกำแพงแม้ว่าจะมีกุญแจกับตัวของพาเฟียที่เป็นสายเลือดราชวงศ์ครบตามเงื่อนไขแต่ก็ไม่สามารถเปิดประตูจากฝั่งนี้ได้เอลเซ่กับลินเซ่จึงเตรียมจะพังกำแพงแต่ยูมิน่าห้ามไว้เพราะการทำแบบนั้นอาจทำให้ศัตรูรู้ตัวเอาได้แต่สุดท้ายทุกคนก็ผ่านกำแพงมาได้ด้วยเวทเทเลพอร์ตของซากุระ ที่ด้านในนั้นมีสภาพเป็นเหมือนกับซากโบราณสถานดูเหมือนว่าปราสาทแห่งนี้จะสร้างทับพื้นที่ที่มีอารยธรรมโบราณสมัยพารุทีโน่แต่ภายในดันเจี้ยนก็ไม่ได้มีมอนสเตอร์ที่เก่งอะไรมากนักจากคำบอกเล่าของพาเฟียศัตรูที่พบอย่างมากก็คือพวกสไลม์ แต่พอได้ยินคำว่าสไลม์เท่านั้น ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่และยาเอะก็ถึงกับหยุดเดินดูเหมือนว่าแผลใจเมื่อครั้งที่ไปบุกคฤหาสน์สไลม์จะเป็นแผลใจที่ลึกเกินกว่าที่คิดโดยทั้งสี่ได้เห็นพ้องต้องกันว่าถ้าสไลม์โผล่มาล่ะก็จะรีบเชือดทิ้งแบบไม่ลังเลเลยและไม่ทันขาดคำเมื่อซูเห็นกรีนสไลม์และชี้ให้คนอื่น ๆ ดูเสี้ยววินาทีต่อมาลินเซ่ก็เวทไอซ์นิดเดิ้ลสังหารกรีนสไลม์ตัวนั้นในทันที พร้อมกับบอกว่ากรีนสไลม์คือศัตรูของผู้หญิงเหมือนกับคานาซ่าดังนั้นจึงต้องกำจัด
.
เมื่อไปถึงสุดทางที่จะเข้าสู่ปราสาทก็พบว่าตรงนั้นมีแผ่นหินปิดทางที่จะขึ้นไปอยู่ยาเอะพยายามดันแผ่นหินนั้นแต่มันไม่ขยับสุดท้ายเอลเซ่จึงเข้ามาทำหน้าที่แทนและด้วยเวทบูสของเธอก็ทำให้แผ่นเพดานหินนั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไปได้ในที่สุดเมื่อขึ้นมาได้แล้วเอลเซ่ก็พบว่าตรงจุดนี้คือเตาผิงเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วหลังจากที่รีนร่ายเวทป้องกันไม่ให้เสียงเล็ดรอดไปจากห้องนี้ได้แล้วพวกยูมิน่าก็ตามขึ้นมาส่วนซากุระกับท่านย่าโทคิเอะใช้เวทเคลื่อนย้ายตามมาที่ห้องนี้ เมื่อลอบเข้ามาได้แล้วพาเฟียก็คิดจะไปพบกับพระราชาหรือไม่ก็พี่สาวที่อยู่ที่ชั้นสามของปราสาทและด้วยความบังเอิญที่ที่พวกเธออยู่ในตอนนี้มันก็คือชั้นสามอยู่แล้วซากุระจึงใช้เทเลพอร์ตไปยังห้องนอนของพระราชาแต่คนที่อยู่ที่นั่นนอกจากพระราชาแล้วก็ยังมีเจ้าหญิงเรเฟียอยู่ด้วยและทันทีที่ได้พบกันทั้งสองก็โผเข้าสวมกอดกันในทันทีหลังจากนั้นรีนก็ให้ซากุระไปพาคนอื่น ๆ มายังห้องนี้เมื่อเรเฟียถ้าว่าคนเหล่านี้คือใคร พาเฟียก็บอกว่าเป็นเหล่าคู่หมั้นของราชาแห่งบรุนฮิว เมื่อได้ฟังแบบนี้เรเฟียก็นิ่งไปเพราะเรื่องราวของโทยะที่เธอได้ยินมาหลังจากการล่มสลายของยูโรนนั้นมีหลากหลายมากทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่เพราะผลพวงของเรื่องที่ว่าเป็นพวกเจ้าชู้บวกกับการกระทำเวร ๆ ของคานาซ่าก็เลยทำให้เรเฟียเกิดแนวคิดด้านลบกับราชาแห่งบรุนฮิวไปด้วยหลังจากนั้นยูมิน่าก็เข้ามาคุยกับเรเฟียแต่ว่าในระหว่างนั้นสเปคเตอร์อสูรรับใช้ของคานาซ่าที่ชื่อว่า “การาเบลั่ม” ผู้ที่สิงอยู่ในร่างของพระราชาที่นอนอยู่บนเตียงก็เข้ามาขัดขวางเสียก่อน
.
เนื่องจากคานาซ่าได้ทำสัญญากับอสูรอัญเชิญสายวิญญาณระดับสูงทำให้สามารถซัมม่อนอสูรอัญเชิญสายนี้ออกมาใช้ได้จำนวนมากและด้วยวิธีนี้เองทำให้เขาสามารถส่งอสูรอัญเชิญจำนวนมากไปสิ่งร่างคนอื่น ๆ และควบคุมผู้คนเหล่านั้นให้ตกอยู่ใต้อำนาจของตนเองแต่ในขณะที่การาเบลั่มกำลังโม้อยู่นั้นรีนก็อัดเวทบานดิสใส่ทำให้การาเบลั่มหลุดออกร่างของราชาแห่งโนเกีย การโจมตีของรีนทำให้การาเบลั่นได้รับบาดเจ็บจนมันสถบออกมาประมาณว่า “ยัยหนูแกเป็นผู้ใช้เวทแสงอย่างนั้นเหรอ!!” แต่รีนก็ตอบกลับไปว่า “ใครเป็นยัยหนูกันฉันอาจจะอายุมากกว่าแกด้วยซ้ำไปนะ” ก่อนจะปล่อยไลท์แอโร่ว์จำนวนห้าดอกอัดใส่จนการาเบลั่มสลายร่างไปในที่สุด หลังจากการาเบลั่มถูกจัดการไปแล้วทั้งเรเฟียและพาเฟียก็รีบเข้าไปดูอาการพ่อของตนทันทีแต่ก็ถูกรีนห้ามไว้โดยบอกว่าให้ผลจากการถูกสิงจะทำให้ร่างกายสูญเสียพลังไปมากปล่อยให้นอนพักไปแบบนั้นจะดีกว่าผ่านไปซักสองสามวันพละกำลังก็จะฟื้นกลับมาเองทำให้เจ้าหญิงทั้งสองโล่งอกขึ้นมาหน่อยแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสบายใจอยู่ได้เพราะซากุระได้ยินเสียงอึกทึกที่ด้านนอกนั่นหมายความว่าศัตรูรู้ตัวแล้ว
.
ถ้าหากมีกันแค่พวกยูมิน่าล่ะก็คงพอจะสู้ได้อยู่แต่ที่ห้องนี้มีทั้งราชาและเจ้าหญิงทั้งสองอยู่รวมถึงลิเซียอีกการต้องระวังหลาย ๆ ทางเป็นอะไรที่ทำให้การต่อสู้ลำบากขึ้นในตอนนั้นท่านย่าโทคิเอะก็ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้โดยท่านย่าจะดูแลคนเหล่านี้ให้เองและแน่นอนว่าบาเรียของท่านย่านั้นแกร่งยิ่งกว่าพริซันของโทยะหลายขุมนักดังนั้นจึงปลอดภัยหายห่วงตอนนี้ว่าที่ภรรยาของโทยะทั้งเก้าสามารถต่อสู้ได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาซากุระก็รีบแจ้งเตือนทุกคนให้เตรียมพร้อม ฮิวด้ากับยาเอะชักดาบที่เอวออกมาส่วนเอลเซ่ก็สวมกอนเลทเข้ากับมือทั้งสองข้าง ส่วนทางย่าโทคิเอะก็กางบาเรียป้องกันเรียบร้อยแล้วไม่เพียงแค่ป้องกันการโจมตีเท่านั้นแต่ยังล่องหนได้อีกด้วยทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นผู้ที่อยู่ในบาเรียได้เลย และในที่สุดเหล่าทหารที่พรั่งพร้อมไปด้วยอาวุธก็พังประตูห้องเข้ามาและเพื่อไม่ให้ถูกล้อมกรอบจนสู้ไม่ถนัดยูมิน่าได้บอกให้ย้ายสถานที่ไปยังจุดที่จะสามารถต่อสู้ได้ถนัด ๆ โดยให้ยาเอะ ฮิวด้าและเอลเซ่บุกทะลวงออกไป โดยดาบคริสตัลของฮิวด้าและยาเอะนั้นว่ากันตามตรงสามารถฟันเหล็กขาดได้เหมือนกับตัดเนยหากว่าใช้พลังของมันเต็มที่ก็คงตัดร่างของทหารที่บุกเข้ามาได้ไม่ยากแต่ว่าดาบนี้ก็มีคุณสมบัติพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือสามารถปรับความคมของดาบได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ดังนั้นทหารโนเกียเหล่านี้จึงไม่ถูกฟันเป็นเศษเนื้อแต่ด้วยแรงฟาดของสองสาวที่ซัดออกไปก็พอจะทำให้กระดูกหักซักท่อนสองท่อนได้เลยทีเดียว แค่การเริงระบำรำร่ายเพลงดาบและเพลงหมัดของสามสาวทหารที่บุกเข้ามาก็ร่วงผลอยเป็นใบไม้ในเวลาแค่อึดใจ
.
เมื่อตีฝ่าออกจากห้องไล่ไปตามทางเดินได้แล้วก็ถึงเวลาเปิดทางหลบหนีโดยเอลเซ่ได้เร่งพลังของเธอด้วยเวทบูสและเพื่อทำลายกำแพงและเปิดทางให้สามารถหนีลงไปยังสวนได้ที่อยู่ใจกลางปราสาทได้เมื่อกำแพงถูกเจาะเป็นรูใหญ่แล้วลินเซ่ก็รีบใช้เวทไอซ์วอร์สร้างทางเชื่อมต่อกับพื้นด้านล่างเพื่อทำสไลเดอร์สำหรับกระโดดลงไปลงจากชั้นสามลงสู่พื้นเบื้องล่าง เอลเซ่กระโดดนำลงมาก่อนตามด้วย ลินเซ่ ยูมิน่า ซากุระ ซู รีนกับโพล่า รูเชีย ส่วนฮิวด้ากับยาเอะนั้นช่วยรั้งทหารเอาไว้ก่อนจะโดดตามมาทีหลัง เมื่อทุุกคนกระโดดลงมาแล้วยูมิน่าใช้เวทเอิร์ทวอร์สร้างกำแพงดินสูงเท่าปราสาทสามชั้นขึ้นมาทำลายสไลเดอร์น้ำแข็งทิ้งซะพร้อมกับปิดรูที่กำแพงไปด้วยทำให้ทหารพวกนั้นไล่ตามพวกเธอมาไม่ได้แม้ว่าพวกทหารจะพยามทำลายกำแพงแต่ก็ไม่สำเร็จจึงต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นทว่าก็มีทหารอีกกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาโจมตีที่สวน ยูมิน่าสังเกตได้ถึงอะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจากทหารทั่วไปกับทหารกลุ่มนี้ทหารที่เจอก่อนหน้าจะสวมเกราะเบาแต่ทหารที่กำลังมาทางนี้กลับสวมเกราะหนักชนิดฟลูอาร์มเมอร์รูปแบบดีไซน์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแถมตัวเกราะก็ยังเป็นสีดำสนิททั้งหมด เมื่อศัตรูประชิดเข้ามายาเอะก็ได้บอกให้ลินเซ่ใช้เวทแวนนิสทว่าหลังจากเวทถูกใช้งานไปแล้วแต่พวกอัศวินเกราะดำก็ยังยืนอยู่ได้ราวกับไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลย เมื่อเห็นดังนั้นรีนจึงรับรู้ได้ทันทีว่าเกราะนั่นคืออาติแฟกโบราณสามารถต้านทานการโจมตีด้วยเวทมนตร์ได้
.
หลังจากนั้นคานาซ่าก็ปรากฏตัวออกมาจากทางด้านหลังของกลุ่มอัศวินดำพร้อมกับโฆษณาเกราะสีดำที่แสนภาคภูมิใจว่าเกราะนี้ต้านเวทได้อย่างดีเวทแสงของพวกยูมิน่านั้นไม่อาจทำอะไรได้หลังจากนั้นคานาซ่าก็ใช้คำพูดประหนึ่งว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ามีค่าแค่สัตว์เพศเมีย
. [ブリュンヒルドのメスども] ซึ่ง メス ถ้าเอาตามบริบทน่าจะตัวนี้น่าจะหมายถึง 雌 ที่แปลว่าสัตว์เพศเมีย .
พร้อมทั้งยังข่มขู่ให้บอกที่อยู่ของพาเฟียมาอีกด้วยแน่นอนว่าการข่มขู่นั้นไม่ได้ทำให้เหล่าสตรีแห่งบรุนฮิวหวั่นเกรงแต่อย่างใดตรงกันข้ามลินเซ่ถึงกับบอกว่าคนอย่างคานาซ่านี่นิสัยต่ำช้าสุด ๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เกรงกลัวตนคานาซ่าจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกแกไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร” แต่แทนที่จะทำให้อีกฝ่ายกลัวได้กลับทำให้ยาเอะหัวเราะเยาะประกาศตัวของอีกฝ่ายแทน (คานาซาจะแทนตัวเองว่า “โอเระซามะ”) ซึ่งฮิวด้าก็บอกว่าท้วงยาเอะว่าหัวเราะเยาะเขาแบบนั้นมันเสียมารยาทนะแต่ทว่าตัวฮิวด้าเองก็กลั้นขำไว้แทบแย่เหมือนกันนั่นจึงทำให้คานาซ่าเริ่มอารมณ์เสียมากขึ้นเขาจึงพูดออกมาประมาณว่า เอาอย่างนั้นก็ได้เขาถ้าอย่างนั้นเขาจะจับพวกยูมิน่าไปทรมานจนกว่าจะบอกที่ซ่อนของพาเฟียโดยจะมอบความเจ็บปวดให้ชนิดที่รู้สึกว่าตายไปซะยังจะดีกว่า แต่รูเชียก็สวนกลับทันควันว่ารอดตัวไปนะคานาซ่าที่ท่านโทยะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยถ้าเขาได้ยินคำนั้นเข้าล่ะก็คงตะบันหน้าคานาซ่าในทันทีแน่ ๆ และยูมิน่าก็เสริมขึ้นอีกว่าถ้าเป็นโทยะล่ะก็ทำแน่ ๆ โดยเฉพาะถ้ามีใครมาทำบ้า ๆ กับพวกเธอล่ะก็ คำพูดนั้นยิ่งทำให้คานาซ่าเดือดดาลหนักขึ้นไปอีกอันที่จริงหมอนี่ก็เป็นคนจุดเดือดต่ำอยู่แล้วแถมยังไม่เคยโดนผู้หญิงที่ตนเองดูถูกนักหนามาแสดงท่าทีดูถูกตัวเองแบบนี้เข้าอีกก็เลยยิ่งโมโหหนักมากขึ้นไปอีกเรียกได้ว่าความโกรธของคานาซ่าตอนนี้พอ ๆ กับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิดเลยทีเดียวแต่ก็พยายามจะรักษามาดของผู้ชายที่แข็งแกร่งและอยู่เหนือกว่าเอาไว้ ทว่าคำพูดสุดท้ายของซูที่เกี่ยวกับผมร่วงก็ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง
.
คานาซ่าที่โกรธจนคลั่งออกคำสั่งให้อัศวินดำของเขาจับกุมพวกยูมิน่าแต่แทนที่จะหวั่นเกรงกับอัศวินในชุดเกราะสีดำที่กำลังเฮโลเข้ามาเอลเซ่กลับดูมีท่าทางดีใจแทนก่อนจะเข้าไปอัดอัศวินดำคนหนึ่งจนปลิวขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นและแน่นิ่งไป แม้ว่าการโจมตีกายภาพจะไม่ส่งผลกับสเปคเตอร์ที่สิ่งอยู่ภายในร่างแต่ถ้าร่างที่ถูกสิงสู่ได้รับความเสียหายมาก ๆ ก็จะทำให้ขยับร่างกายไม่ได้ตามที่ต้องการไม่ต่างอะไรจากอัศวินที่ขี่ม้าหากม้าถูกล้มก็ต้องลงจากม้าและออกมาสู้เอง สเปคเตอร์ที่สิ่งอยู่ในร่างของอัศวินที่โดนเอลเซ่อัดคว่ำได้เผยตัวออกมาและเมื่อมันเผยตัวออกมาก็แปลว่าไม่มีเกราะป้องกันเวทติดตัวมันอีกแล้วเอลเซ่จึงอัดธาตุแสงที่อยู่ในกอนเลทซัดจนร่างสลายไป ในระหว่างนั้นอัศวินดำอีกคนก็เข้ามาโจมตีเอลเซ่จากทางด้านหลังแต่ลินเซ่ก็ร่ายเวทไอซ์ไบด์ใส่ขาของอัศวินดำผู้นั้นทำให้ขยับไปไหนไม่ได้ทำให้เอลเซ่มีจังหวะสวนกลับด้วยการเตะและน็อคอีกฝ่ายลงได้อย่างง่ายดาย แต่คราวนี้ไม่มีสเปคเตอร์ลอยออกมาดูเหมือนว่ามันคงกลัวที่จะพบชะตากรรมแบบเดียวกับตัวก่อนหน้ามันจึงเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ ดีกว่า
.
ส่วนยาเอะ ฮิวด้า และรูเชียนั้นก็ใช้อาวุธของพวกเธอจัดการกับอัศวินดำพวกนั้นอย่างง่ายดายประมาณว่าเทียบกับเฟรซแล้วทหารพวกนี้กระจอกกว่ามาก ในขณะเดียวกัน ยูมิน่า ซากุระ และรีนก็ได้ประสามคอมโบการใช้เวท โดยยูมิน่าได้ขุดหลุมด้วยเวทพิทฟอล ทำให้พวกอัศวินดำหล่นลงไปในหลุม ซากุระใช้เวทวอเตอร์ฟอลเทน้ำลงไปในหลุมและปิดท้ายด้วยรีนยิงเวทธันเดอร์สเปียร์ลงไปในน้ำ ทำให้พวกอัศวินโดนไฟฟ้าช็อตน็อคไปทั้งกลุ่มพวกสเปคเตอร์จึงค่อย ๆ พากันออกจากร่างของพวกอัศวินที่หมดสภาพแต่ก็โดนเวทไชน์นิ่งเจวาลินของซูจัดการเรียบเมื่อคานาซ่าเห็นอัศวินดำของตนโดนเล่นงานไปเรื่อย ๆ จึงเรียกเซเบต้าให้ออกมาและสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เกราะพวกนั้นไม่ได้ทำให้ทหารแข็งแกร่งขึ้นหรอกหรือ เซเบต้าก็บอกว่าเกราะนั่นช่วยป้องกันเวทธาตุแสงที่เป็นจุดอ่อนของพวกสเปคเตอร์ไม่ได้ช่วยให้พลังการต่อสู้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดทว่าคนที่ถูกสเปคเตอร์สิงนั้นจะมีพลังกายมากกว่าคนปกติประมาณสองเท่าแต่ยังไม่ทันที่เซเบต้าจะอธิบายจบคานาซ่าก็ตัดบทว่าให้หาทางทำอะไรซักอย่างที เซเบต้าจึงได้มอบมรดกของเอลคุสหมายเลขแปดมาให้
.
ซึ่งสิ่งที่เซเบต้ามอบให้กับคานาซ่านั้นคือลูกบอลกลม ๆ ขนาดประมาณสี่เซ็นติเมตรที่มีเลขแปดประทับอยู่บนนั้นและเมื่อคานาซ่าปาสิ่งนั้นลงพื้นลูกบอลก็แตกออกและสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นก็ปรากฏออกมา มังกรขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงชิ้นส่วนของร่างกายให้กลายเป็นไซบอร์กโดยสิ่งนี้มีนามว่า “อาร์มดราก้อน” โดยมันมีขนาดตัวสูงประมาณสิบห้าเมตร เนื่องจากมันเป็นคลาสเดียวกับมังกรดินจึงไม่มีปีกจากนั้นซเบต้าก็ย้ายตัวเองออกจากร่างของเด็กหนุ่มและเข้าไปรวมร่างกับอาร์มดราก้อนและหลังจากนั้นไม่นานอาร์มดราก้อนก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกับส่งเสียคำรามราวกับฟ้าผ่า อาร์มดราก้อนคือสิ่งที่เอลคุสสร้างขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อนเพื่อเอาไว้ต่อกรกับพวกเฟรซ และเพื่อเป็นการโชว์พลังก่อนสู้เซเบต้าก็ควบคุมให้อาร์มดราก้อนพังกำแพงปราสาทโชว์ก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อและเมื่อเห็นพลังทำลายของอาร์มดราก้อนแล้วคานาซ่าก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากหลังจากทดสอบการเคลื่อนไหวของร่างกายนี้เรียบร้อยเซเบต้าก็หันมาประจัญหน้ากับเด็กสาวทั้งเก้าคนพร้อมกับความคิดที่จะลดจำนวนคู่ต่อสู้ลงให้ได้ซักคนหนึ่งก่อนโดยพยายามมองหาเป้าหมายที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม เมื่อเลือกได้แล้วอาร์มดราก้อนก็ปล่อยกรงเล็บที่มือด้านขวา “สไตร์คลอว์” เข้าใส่ซูแต่พริบตาก่อนที่กรงเล็บนั้นจะเสียบทะลวงทะลุอกซูก็เบี่ยงตัวหลบกการโจมตีนั้นไปได้อย่างง่ายดายทำเอาเซเบต้าตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็นเพราะไม่คิดว่าเด็กตัวเล็ก ๆ แบบนั้นจะสามารถหลบการโจมตีที่รวดเร็วของเขาได้แต่ซูก็บอกว่าการโจมตีเมื่อกี้มันช้าจนแมลงวันเกาะได้เลยเมื่อเทียบกับความเร็วในการโจมตีของเจ้โมโรฮะ
.
เมื่อการโจมตีแรกไม่ได้ผลอาร์มดราก้อนจึงปล่อยอาวุธชิ้นที่สองจากไหล่ทั้งสองข้าง ที่มีลักษณะคล้ายกับรูปจันเสี้ยว มันคืออาวุธบินที่สร้างจากมิสทริลมันถูกปล่อยออกมาด้วยความเร็วสูงราวกับชุริเคนพุ่งเข้ามาหากลุ่มเด็กสาวแต่ยาเอะและฮิวด้าก็ใช้ดาบของพวกเธอปัดมันทิ้งได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับบอกว่าถ้าเอาเจ้ามังกรนี่กลับไปให้เรจีน่าล่ะก็คงจะดีในน่าดูแต่ในความจริงแล้วเรจีน่าเคยเห็นเจ้ามังกรตัวนี่มาก่อนเมื่อห้าพันปีที่แล้วแถมยังบอกอีกว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้ความอีกด้วยเพราะมันผลิตจำนวนมากไม่ได้แถมการจับมังกรมาทำอะไรแบบฃนี้ก็ยังจะส่งผลทำให้มังกรหันมาเป็นศัตรูกับมนุษย์อีกด้วยถึงตอนนี้มนุษย์จะโดนมังกรบุกทำลายก่อนพวกเฟรซแน่ ๆ และด้วยเหตุผลที่เรจีน่ายกขึ้นมานี้ทำให้โครงการอาร์มดราก้อนถูกล้มพับไปดังนั้นอาร์มดราก้อนที่อยู่ตรงนี้ก็คือตัวที่ไม่ถูกทำลายทิ้งหลังพับโครงการ หลังการโจมตีของอาร์มดราก้อนผ่านพ้นไปลินเซ่ก็ร่ายเวทบับเบิ้ลบอมเข้าไปล้อมตัวศัตรูเอาไว้เมื่อมันขยับไปโดนฟองที่รายล้อมนั้นก็จะเกิดการระเบิดขึ้นทว่าเซเบต้าก็ใช้อาวุธที่เหมือนกับหอกที่ติดตั้งเอาไว้ที่บริเวณสันหลังไล่ยาวตั้งแต่หัวจรดหางออกมาทำลายฟองพวกนั้นไปจนหมดและในจังหวะนั้นมันก็หมุนตัวเพื่อที่จะใช้หางฟาดใส่พวกยูมิน่าแต่ทันใดนั้นเซเบต้าก็ต้องกับความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นสาวน้อยร่างกายบอบบางที่สวมกอนเลทไว้ที่มือสามารถรับการโจมตีจากการฟาดหางของมังกรเหล็กได้ ซึ่งพลังของเอลเซ่ที่ตื่นขึ้นมาในฐานะเครือญาติของเทพนั้นก็คือพละกำลังนั่นเองและไม่กี่อึดใจต่อมาเอลเซ่ก็จัดการทำลายหางของอาร์มดราก้อนลงได้อย่างง่ายดาย คานาซ่าเห็นภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ตกตะลึงแต่ก็ยังไม่วายจะด่าลูกน้องว่ามัวแต่ทำอะไรอยู่ท่าเดียวโดยไม่ประเมินสถานการณ์ที่เป็นอยู่แม้แต่น้อย
.
พริบตาต่อมาฮิวด้าก็ปราดเข้าไปพร้อมกับดาบในมือก็ฟาดฟันด้วยกระบวนท่าดาบเรสเทียกระบวนที่สาม “ซันเทะสึ” สะบั้นหัวอาร์มดราก้อนขาดกระเด็นภายในดาบเดียวส่วนหัวของอาร์มดราก้อนที่ถูกตัดขาดกลิ้งคลุก ๆ ไปบนพื้นสวนส่วนลำตัวที่ไร้หัวไปแล้วนั้นก็ล้มลงกับพื้นราวกับเป็นตุ๊กตาพัง ๆ สถานการณ์เริ่มไม่ดีสำหรับฝั่งคานาซ่าเขาเริ่มรู้สึกรับไม่ได้ที่จะต้องมาแพ้ให้กับพวกผู้หญิงแบบนี้แต่เซเบต้าก็ได้บอกให้คานาซ่าใช้มรดกของเอลคุสหมายเลขสามมันก็คือเกราะที่สร้างจากผลึกเฟรซ เมื่อเกราะถูกปล่อยออกมาจากบอลผนึกมันก็แยกเป็นชิ้นส่วนและเข้าประกอบกับร่างกายของคานาซ่า โดยเซเบต้าได้บอกกับคานาซ่าว่านี่คือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดที่สร้างจากผลึกของปิศาจเฟรซไม่ว่าดาบดีแค่ไหนก็ฟันไม่เข้า เวทมนตร์ก็ทำอะไรเกราะนี้ไม่ได้ เกราะนี้มีโล่ห์และดาบที่ทำจากวัสดุเดียวกันติดมาด้วยและยังมีน้ำหนักเบาเพราะผลจากเวทลดน้ำหนัก เมื่อคานาซ่าดึงดาบออกมาและฟันไปที่กำแพงมันก็สามารถตัดกำแพงขาดได้ราวกับตัดกระดาษ หลังจากรับรู้ถึงพลังของเกราะคานาซ่าก็ระเบิดเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตอนนี้ไม่มีใครหยุดเขาได้แล้ว มาถึงจุดนี้จะมีการเฉลยว่า เดิมทีคานาซ่าเป็นทหารธรรมดาที่ทำหน้าที่อยู่ในอาณาจักรโนเกียแต่สามารถไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งสูง ๆ ได้ในเวลาไม่กี่ปีก็เพราะมรดกของเอลคุสที่คานาซ่าไปค้นพบเข้าในโบราณสถานทางตอนเหนือของอาณาจักรโนเกีย เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อคานาซ่าทำลูกบอลหมายเลขหนึ่งตกแตกและได้พบกับเซเบต้าและนั่นก็ทำให้เขาสามารถเรียกสเปคเตอร์ออกมาใช้ได้ตามที่เขาต้องการทำให้เขาสามารถควบคุมผู้คนได้ตามที่ต้องการและอยู่มาวันหนึ่งคานาซ่าก็เริ่มมีความเชื่อว่าตัวเขาคือผู้ที่ถูกเลือกเขาจะปกครองประเทศนี้และก้าวไปสู่อาณาจักรภายนอกและเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ และผู้ที่คิดจะขวางทางราชันย์ของโลกต้องถูกกำจัด
.
คานาซ่าหันคมดาบไปยังพวกยูมิน่าและเอ่ยถามถึงที่อยู่ของพาเฟียอีกครั้งราวกับจะให้โอกาสซึ่งถ้ายอมบอกคานาซ่าก็จะไว้ชีวิตและอยู่ในสถานะทาส แต่รีนก็บอกกลับไปว่าให้หัดส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อนเพราะว่าเกราะที่คานาซ่าสวมอยู่นั้นมันตลกสิ้นดี หลังจากนั้นเหล่าสาว ๆ ก็เริ่มคุยกันเกี่ยวกับความงี่เง่าของคานาซ่าที่ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์ของตนเองเลยแถมยังตาถั่วไม่ได้สังเกตบางสิ่งที่อยู่ในมือของพวกเธอเลยด้วยโดยซากุระได้สรุปแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความให้ว่า “พูดง่าย ๆ ก็คือโง่” (馬鹿) นั่นเองทำให้คานาซ่าสติขาดผึงอีกครั้งและเข้ามาโจมตีพวกยูมิน่า ถ้าคานาซ่าสังเกตให้ดีซักนิดก็จะเห็นว่าดาบที่อยู่ในมือของยาเอะและฮิวด้าคือดาบผลึกคริสตัลที่มีสีใสและพริบตาที่คมดาบปะทะกันดาบของคานาซ่าก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน และเสี้ยววินาทีต่อมายาเอะกะซัดท่า “ฮิเอนเรปปะ” เข้าใส่คานาซ่าเต็ม ๆ เกราะผลึกที่ภูมิใจนักหนาถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดีเพราะถึงจะทำจากผลึกเฟรซเหมือนกันแต่พลังเวทอยู่ภายในนั้นต่างกันทำให้เกิดความต่างชั้นกันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อกระถูกทำลายและดาบก็หลุดมือแล้วเอลเซ่ก็ปราดเข้ามาปิดฉากโดยอัดคานาซ่าซะลอยขึ้นไปสูงเกือบสิบเมตร ในระหว่างที่ลอยขึ้นไปนั้นคานาซ่าก็เห็นใครบางคนยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสามของปราสาท คนนั้นก็คือพาเฟียนั่นเองเธอจัดการล้างแค้นคานาซ่าด้วยการยิงเวทพลาสม่าสตอร์มเข้าใส่คานาซ่า
.
ในตอนนั้นคานาซ่าพยายามเรียกให้เซเบต้าเข้ามาช่วยตนแต่เซเบต้ากลับปฏิเสธที่จะฟังคำสั่งพริบตาต่อมาเวทของพาเฟียก็กระทบร่างของคานาซ่าที่ตอนนี้ไร้การป้องกันสิ้นเชิงเข้าเต็ม ๆ เขาส่งเสียงร้องดังลั่นด้วยความเจ๊บปวดก่อนร่วงหล่นลงมาที่พื้นราวกับผ้าขี้ริ้วแม้จะยังไม่ตายแต่ก็หมดสติไปแล้วส่วนกล่องที่เก็บมรดกของเอลคุสก็พังเสียหายจากแรงกระแทก ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมพาเฟียถึงไปอยู่ตรงนั้นในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะขนาดนั้นได้ก็เพราะยูมิน่านั้นเห็นอนาคตผ่านเนตรมารของเธออยู่แล้วว่าคานาซ่าจะลอยไปอยู่ตรงนั้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจึงโทรบอกท่านย่าและพาเฟียก็ถูกนำให้ไปอยู่ตรงนั้นเพื่อรอยิงอัดคานาซ่าที่จะลอยไปหานั่นเอง หลังจากจัดการคานาซ่าได้แล้วก็เหลือแค่เซเบต้าเท่านั้น แต่เซเบต้าก็ได้บอกว่าเจ้านายของเขาไม่ใช่คานาซ่าแต่เป็นเอลคุสและคำสั่งที่เขาได้รับมาก็คือให้คอยรับใช้ผู้ที่สืบทอดมรดกของเอลคุสแต่ตอนนี้ทุกอย่างมันจบลงแล้ว เซเบต้าบอกให้พวกยูมิน่าจัดการถอดกำไลทองที่คานาซ่าใส่อยู่ออกซะผู้ที่ถูกสเปคเตอร์สิงสู่ก็จะได้รับการปลดปล่อย ซึ่งโพล่าก็จัดการถอดกำไลนั้นออกมาและทันทีที่กำไลถูกถอดออกร่างของคนที่ถูกสิงสู่ก็มีควันลอยออกมาและควันพวกนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไปหลังจากนั้นรีนก็เอากำไลทองจากโพล่าขึ้นมาดู ซึ่งพลังของรีนในฐานเครือญาติของเทพนั้นก็คือ “วินิฉัย” นั่นเอง ที่คานาซ่าสามารถควบคุมพวกสเปคเตอร์ได้เพราะกำไลอันนี้เป็นแหล่งพลังให้เมื่อมันถูกถอดออกก็จะไม่สามารถควบคุมพวกอสูรรับใช้ได้ ส่วนตัวของเซเบต้านั้นได้รับพลังจากกล่องที่เก็บมรดกของเอลคุสไว้แต่ตอนนี้กล่องนั้นได้แตกไปแล้วอีกไม่นานตัวเขาก็จะถูกส่งกลับไปยังโลกของเขาแต่ก่อนที่จะหายไปเซเบต้าได้บอกว่ามีพวกผู้หญิงถูกขังเอาไว้ที่ห้องใต้ดินของคฤหาสของคานาซ่าและบอกให้ไปช่วยพวกเธอเหล่านั้นด้วยและหลังจากนั้นเซเบต้าก็สลายหายไป
.
คานาซ่าได้สติกลับมาอีกครั้งหลังจากหมดสติไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เขาพบว่าตนเองถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินที่ไหนซักแห่ง คานาซ่าพยายามเรียกเซเบต้าให้ออกมาพบเขาแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ เลยครันพยายามจะใช้เวทเรียกอสูรอัญเชิญตนอื่นก็ทำไม่ได้เพราะคุกนี้ปิดผนึกการใช้เวท ตอนนี้คานาซ่าทำได้แค่เพียงอาฆาตแค้นเหล่าสตรีจากบรุนฮิวเพียงเท่านั้นและคิดว่าถ้าเจอตัวคราวหน้าจะฆ่าให้ตายให้หมดแต่ทว่าในตอนนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพังเมื่อหันไปมองดูตามทิศทางที่เสียงนั้นดังมาก็พบว่ามีม้าตัวหนึ่งอยู่ตรงนั้น ถึงที่หัวมันจะสั้นไปหน่อยแต่มันก็คือม้ายูนิคอร์นไม่ผิดแน่แต่คานาซ่าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีม้ายูนิคอร์นอยู่ที่นี่ได้ความหวาดกลัวเริ่มโจมตีคานาซ่าตามปกติแล้วยูนิคอร์นจะไม่ชอบผู้ชายและมันจะแสดงอาการต่อต้านเมื่อผู้ชายเข้าใกล้แต่ยูนิคอร์นตัวนี้ทันต่างออกไปมันกลับจ้องมองคานาซ่าราวกับกำลังให้ความสนอกสนใจไม่ช้ายูนิคอร์นก็เดินเข้ามาประชิดคานาซ่าจนหลังติดกำแพงและไม่มีทางหนีอีก หลังจากนั้นยูนิคอร์นก็ใช้เท้าหน้าของมันทำคาเบะด้งใส่คานาซ่าหลังจากพิจารณาคานาซ่าอยู่ครู่หนึ่งเจ้ายูนิคอร์นตัวนั้นก็พูดออกมาว่า ถ้ามีกล้ามมากกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดีแต่ก็ไม่เป็นไรพอรับได้ ในขณะที่คานาซ่ากำลังประหลาดใจว่าม้ายูนิคอร์นพูดได้อยู่นั้นยูนิคอร์นก็ใช้ปากของมันกระชากเสื้อผ้าส่วนบนของคานาซ่าออกอย่างรวดเร็ว และเมื่อเห็นร่างกายท่อนบนแล้วเจ้ายูนิคอร์นก็คึกขึ้นมาทันทีประมาณว่า “ซ่อนรูปเหมือนกันนะเรา” เป็นร่างกายที่ดีที่เดียวเห็นแล้วอารมณ์พุ่งพล่านเลยล่ะ (ถ้าหากจำกันได้เจ้าม้าตัวนี้มันก็คือยูนิคอร์นตัวที่โทยะตัดเขาไปทำปุ๋ยและโดนโทยะแกล้งจนกลายเป็นยูนิคอร์เกย์คิงไปในที่สุดตัวนั้นนั่นเอง) หลังจากนั้นกางเกงและกางเกงชั้นในของคานาซ่าก็โดนยูนิคอร์นเกย์คิงถอดออกไปตอนนี้คานาซ่าเริ่มรู้สึกได้ว่าตนเองเริ่มจะไม่ปลอดภัยเข้าไปทุกขณะแล้วเขาพยายามร้องห้ามไม่ให้ยูนิคอร์นเข้าใกล้เขา แต่ยูนิคอร์นที่อยู่ในสภาพคึกเต็มที่ก็บอกแค่ว่า ไม่เป็นไรหรอกไม่เป็นไร แค่แปบเดียวก็เสร็จแล้วไม่เจ็บหรอกหลังจากนั้นคานาซ่าที่ร่างกายเปลือยเปล่าก็ถูกยูนิคอร์นเกย์คิงวิ่งไล่ไปรอบ ๆ คุกพร้อมกับตะโกนเรียกให้เซเบต้าออกมาช่วยเขาแต่ก็เปล่าประโยชน์และวันนั้นทั้งวันที่คุกใต้ดินของอาณาจักรโนเกียก็มีแต่เสียงกรีดร้องอย่างทรมานดังออกมาแต่ทว่าก็ไม่มีผู้ใดจะสนใจต้นเสียงนั้นเลยซักนิด
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรโนเกียจากยูมิน่าว่า ราชาแห่งโนเกียนั้นแม้ว่าจะฟืนกลับมาได้แต่ก็มีปัญหาสุขภาพอยู่ดีดังนั้นจึงมอบบัลลังก์ให้กับเจ้าหญิงเรเฟียเป็นผู้สืบทอดต่อส่วนเจ้าหญิงพาเฟียนั้นก็อยู่เป็นผู้ช่วยส่วนคานาซ่าและเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดก็ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตส่วนคนที่ถูกควบคุมจิตใจเอาไว้ก็ได้รับการปลดปล่อย ส่วนมรดกของเอลคุสที่เหลืออยู่ราชินีเรเฟียก็ได้สั่งให้ทำลายทิ้งทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาไปใช้ในทางที่ผิดอีกนอกจากนี้ก็เริ่มดำเนินนโยบายการทูตกับอาณาจักรอื่น ๆ มากขึ้นด้วยแต่สำหรับโทยะแล้วการที่พวกสาว ๆ กลับมาอย่างปลอดภัยนั่นแหละคือเรื่องที่น่ายินดีที่สุดสำหรับเขา แต่พอโดนรีนถามว่าเป็นห่วงเหรอโทยะก็บ่ายเบี่ยงแต่สุดท้ายก็โดนโคฮาคุแฉในที่สุดว่าแทบจะนั่งเฝ้าโทรศัพท์รอให้พวกเธอโทรมาด้วยซ้ำ ในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นยาเอะก็เอ่ยถามโทยะเกี่ยวกับคนที่กำลังนั่งคุยอยู่กับท่านย่าโทคิเอะนั้นเป็นใครกัน ซึ่งคำพูดคำจาของทั้งสองเทพนี้มันค่อนข้างส่อไปในทางไม่ลงรอยกันเท่าไหร่นักแม้ว่าจะยิ้มแย้มให้กันอยู่ก็ตามแต่แน่นอนว่าพวกยูมิน่าก็จะเดาออกอยู่แล้วว่าแขกผู้นี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ ซึ่งโทยะก็ลำบากใจที่จะพูดออกไปแต่สุดท้ายโทยะก็บอกให้ทุกคนรู้ว่าเทพที่ดูเป็นชายมีอายุแต่กล้ามล่ำบึ๊กคนนั้นก็คือ “เทพแห่งทำลายล้าง” ก็เล่นเอาทุกคนในวงสนทนาอึ้งรับประทานกันไปเลยที่เดียวและคนที่เริ่มต้นการสนทนาอีกครั้งก็คือรูเชียซึ่งเธอได้ถามโทยะว่า เทพแห่งการทำลายล้างลงมาที่โลกนี้ทำไมกัน โทยะก็ตอบว่าเหมือนจะลงมาพูดอะไรซักอย่างแล้วก็จะรีบกลับ ส่วนซุยกะนั้นก็เมากลิ้งอยู่ข้าง ๆ เทพแห่งการทำลายล้างนั่นแหละ
.
ส่วนสาว ๆ ก็พากันเดาว่าเทพแห่งการทำลายล้างจะมารับบทเป็นพ่อของโทยะไม่อยากให้เป็นนั้นเลยหลังจากนั้นโทยะก็ถูกเรียกเข้าไปคุยด้วยและสิ่งที่เทพแห่งการทำลายล้างอยากจะคุยก็คือเขาอยากให้โทยะมารับตำแหน่งต่อจากเขาโดยหลังจากที่เขาเกษียณแล้วก็อยากให้โทยะมารับตำแหน่งนี้ต่อจากเขาทั้งนี้ก็เพราะเขาเล็งเห็นว่าโทยะมีคุณสมบัติพอจะรับช่วงงานนี้ต่อจากเขาได้แน่นอนว่าโทยะไม่อยากเป็นเทพสายโหดแบบนั้น แต่เทพแห่งการทำลายล้างก็บอกถึงข้อดีของตำแหน่งนี้ให้ฟังว่ามันว่างดีจะตายถ้าไม่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที (หรือไม่ก็ถ้าไม่เกิดหมั่นไส้โลกไหนขึ้นมาซักโลกน่ะนะ) จากนั้นท่านย่าโทคิเอะก็เสริมให้ว่างานของเทพแห่งการทำลายล้างนั้นไม่ใช่ว่าทำลายทิ้งไปเสียเฉย ๆ แต่เป็นการทำลายโลกที่ไม่อาจจะแก้ไขอะไรได้แล้วจะส่งผลไปยังโลกอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงและเมื่อโลกที่มีปัญหาถูกทำลายล้างแล้วก็จะสามารถให้กำเนิดโลกใหม่ได้ (ดีเคทชัด ๆ) หลังจากนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็บอกว่าเขาได้พูดในสิ่งที่ต้องการจะพูดแล้วและเขาจะไปหาเหล้าดื่มที่บาร์กับซุยกะต่อแล้วถึงจะกลับแดนเทพพรุ่งนี้เสร็จซุยกะก็ขอตังโทยะเพื่อไปเลี้ยงเหล้าเทพแห่งการทำลายล้างซะอีกตะหากหลังจากให้เงินไปแล้วโทยะก็คิดว่าถ้าไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็คงดีมารู้อีกทีเหล่าเทพในเมืองก็ไปจัดงานเลี้ยงกันที่ร้านเหล้าเสียแล้ว
.
หลังผ่านเหตุการณ์นั้นแล้วโทยะก็มานั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำในงานแต่งซึ่งมีลิสรายการยาวเหยียดพอสมควรถึงการเตรียมการส่วนใหญ่จะมีโคซากะและคนอื่น ๆ ช่วยจัดการให้แล้วแต่ก็ยังมีส่วนที่โทยะต้องจัดการเองอยู่ดีนอกจากเรื่องแหวนแล้วก็ยังมีเรื่องที่จะไปฮันนีมูนอีกโดยโทยะมีความตั้งใจที่อยากจะพาเจ้าสาวทุกคนของเขาไปพบกับพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาแม้ว่าจะไปเจอตรง ๆ ไม่ได้แต่ทำแบบลักษณะไปเข้าฝันก็น่าจะพอทำได้และในระหว่างนั้นลาปิสก็โทรเข้ามาบอกว่าซานัคมาขอเข้าพบเกี่ยวกับเรื่องชุดที่เจ้าสาวจะใส่ในวันงาน โทยะจึงเรียกทุกคนไปยังห้องเสื้อผ้า เมื่อพวกโทยะไปถึงก็พบกับชุดเจ้าสาวทั้งเก้าชุดแขวนเรียงรายอยู่พร้อมกับซานัคแล้วก็เหล่าเมดรออยู่ที่นั่นแล้วซึ่งชุดเจ้าสาวแต่ละชุดนั้นแตกต่างกันทั้งหมดโดยถ้าพูดถึงตัวซานัคแล้วตอนนี้เขามีร้านที่ใหญ่โตกว่าเมื่อก่อนมากแถมยังมีสาขาแยกย่อยอีกหลายแห่งเมื่อสาว ๆ ทำการลองชุดเพื่อปรับไซส์ครั้งสุดท้ายโทยะก็โดนให้ออกจากห้องมาก่อนและหลังจากที่พวกยูมิน่าลองชุดกันเสร็
จแล้วพวกเธอก็เดินออกมาแต่ว่าพวกเธอใส่ชุดปกติของพวกเธอออกมาไม่ใส่ชุดเจ้าสาวพอโทยะถามว่าจะไม่ให้เขาดูชุดเจ้าสาวให้เขาดูหน่อยเหรอ? ยูมิน่าก็บอกว่าไว้ค่อยให้ดูวันจริงจะดีกว่าหลังจากนั้นเซซิลก็เรียกโทยะเข้าไปลองชุดบ้างซึ่งชุดของโทยะนั้นดูเรียบ ๆ ไม่ฉูดฉาดมากนัก ไหน ๆ เจ้าสาวก็เป็นจุดเด่นในงานอยู่แล้วชุดเจ้าบ่าวไม่ต้องหวือหวามากเกินไปนั้นแหละดีแล้วโทยะคิดเช่นนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเสื้อ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 31 พาร์ท 1 (444- 452) การเตรียมพิธีแต่งงานของโทยะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นโดยบัตรเชิญที่ใส่ซองและประทับขี้ผึ้งเสร็จแล้วก็ได้คุณพ่อบ้านไลม์ไปจัดการเรื่องการส่งให้เพราะจำนวนบัตรเชิญทีเยอะพอควรโทยะจึงรู้สึกปวดไหล่ไม่น้อยกับการมานั่งผนึกซองจดหมายแต่เพราะมันเป็นพิธีการสำคัญจึงจะทำส่ง ๆ อย่างแค่การส่งเมลล์ไปเชิญไม่ได้และโทยะก็คิดว่าจะเปิดเกทไปรับทุกคนในวันงานแต่ก็โดนคุณย่าโทคิเอะห้ามไว้และบอกว่าเจ้าบ่าวไม่ต้องมานั่งทำทุกอย่างเองหมดก็ได้แล้วก็อาสาทำหน้าที่นี้แทนให้ ซึ่งถ้าวัดกันแล้วเวทเคลื่อนย้ายของท่านย่าก็เหนือกว่าโทยะหลายขุมเลย หลังจากจบเรื่องส่งบัตรเชิญต่อไปก็เป็นเรื่องของที่จะแจกให้แขกในงานแม้ว่าความจริงแล้วในโลกนี้ไม่มีประเพณีแจกของก็ตามแต่ว่าด้วยนิสัยของโทยะแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมอบสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแทนคำขอบคุณแด่ทุกคนที่มาร่วมงานแต่โทยะก็คิดหนักอยู่ว่าจะแจกอะไรดี สุดท้ายก็เลยต้องหันไปพึ่งแคตาล็อกของขวัญแต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าจะเอาแบบไหนดียิ่งคิดก็ยิ่งเลยเถิดสุดท้ายโทยะก็เลยปล่อยวางเรื่องนี้ไปซักพักและออกไปเดินพักสมอง
.
ระหว่างที่เดินผ่านลานฝึกที่เหล่าอัศวินทั้งหลายต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกกันตามปกติโทยะก็เห็นเอลเซ่ยืนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ที่มุมด้านหนึ่งของสนามฝึกเขาจึงแอบย่องเข้าไปปิดตาเธอเพื่อกะทำเซอร์ไพรส์แต่ก็โดนเอลเซ่หลังแหวนสวนกลับมาเข้าให้อย่างไม่ได้ตั้งใจด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติเล่นเอาเลือดกำเดาไหลกันเลยทีเดียวเอลเซ่จึงรีบขอโทษโทยะในทันทีแต่โทยะก็ไม่ได้ว่าอะไรเอลเซ่และบอกว่าเขาผิดเองที่จะเข้ามาด้านหลังหวังจะเซอร์ไพรส์จากนั้นก็ร่ายเวทรักษาแผลตัวเองไปตามระเบียบหลังจากนั้นโทยะจึงได้ถามว่าเอลเซ่กำลังทำอะไรอยู่เธอก็บอกว่ากำลังคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังจะแต่งงานนั่นแหละพอคิดแบบนั้นแล้วก็พาลให้คิดถึงอะไรหลาย ๆ อย่างตามมาโทยะเลยนึกขึ้นมาได้ถึงอาการที่เรียกว่า “marriage blue” หรือก็คืออาการกังวลก่อนแต่งงานนั่นเองซึ่งถ้าในเคสที่อาการหนักก็อาจจะถึงขั้นยกเลิกการแต่งงานไปเลยทีเดียวพอรู้แบบนั้นโทยะก็รู้สึกลนลานขึ้นมาในทันทีแต่ก็พยายามสงบใจและค่อย ๆ ถามถึงความกังวลที่เอลเซ่ซึ่งเธอก็ตอบว่ามีหลายเรื่องเลย ทั้งเรื่องที่จะต้องเป็นราชินีหลังจากนี้ ทั้งเรื่องตอนที่ลูกเกิดมาเธอจะสั่งสอนลูกได้หรือเปล่า เธอจะสามารถทำเรื่องพวกนั้นได้จริงหรือเปล่ายิ่งคิดก็ยิ่งพาลให้กังวลใจแต่ในตอนนั้นเองโทยะก็สับสันมือลงไปบนหัวของเอลเซ่เบา ๆ และบอกให้เธอนั้นคิดมากเกินไปแล้ว เอลเซ่จะเป็นราชินีในแบบของเธอเองก็ไม่เห็นจะเป็นไร เรื่องลูกก็ไม่ต้องกังวลเพราะยังไงซะก็ยังมีคุณแม่อีกตั้งแปดคนคอยช่วยดูแลดังนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีความสุขรออยู่ข้างหน้าแน่นอน
.
เมื่อได้ฟังคำพูดของโทยะแล้วเอลเซ่ก็สบายใจขึ้นและหัวเราะออกมาถ้าหากมีทุกคนอยู่ด้วยตอนนี้เธอก็รู้สึกกังวลอีกต่อไปแล้วเอลเซ่ขอบคุณโทยะแต่โทยะก็บอกว่าการรับฟังความทุกของภรรยาก็มันเป็นหน้าทีของสามีอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้เอลเซ่เขินหนักขึ้นไปกว่าเก่าแต่ในขณะที่บรรยากาศกำลังดียาเอะกับฮิวด้าก็เดินเข้ามาหาดังนั้นโทยะเลยถือโอกาสถามทั้งสองคนเรื่องความกังวลก่อนแต่งงานของพวกเธอด้วยซึ่งก็ดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีความกังวลอยู่นิดหน่อยของยาเอะเป็นเรื่องที่ว่าเจ้าสาวนั้นจะกินอาหารจัดเลี้ยงในงานแต่งไม่ได้ส่วนฮิวด้านั้นกังวลเรื่องที่ว่าตอนที่กำลังตั้งครรภ์จะออกกำลังหนัก ๆ ไม่ได้แล้วมันจะทำให้ร่างกายของเธอฝืดลงแน่ซึ่งก็เล่นเอาโทยะกุมขมับไปเหมือนกันแต่สุดท้ายฮิลด้าก็บอกว่าไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรรออยู่แต่เธอเชื่อว่าพลังแห่งรักจะคอยช่วยให้ฝ่าฟันทุกสิ่งไปได้ในที่สุดหลังจากนั้นโทยะก็คิดถึงลินเซ่ว่าจะมีความกังวลแบบเดียวกันไหมจึงลองสอบถามที่อยู่ของลินเซ่จากทั้งสามซึ่งคนที่ให้คำตอบกับโทยะก็คือยาเอะ โดยยาเอะบอกว่าลินเซ่น่าจะอยู่กับย่าโทคิเอะ โทยะจึงเทเลพอร์ตไปที่ระเบียงที่เป็นสถานที่ประจำของท่านย่า ซึ่งลินเซ่ก็อยู่ที่นั่นจริง ๆ ซึ่งเธอกำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ โทยะสอบถามลินเซ่เกี่ยวกับความไม่สบายใจก่อนแต่งงานของลินเซ่ ซึ่งในเคสของลินเซ่ดูจะเป็นความตื่นเต้นมากกว่าความกังวลใจโดยเฉพาะตอนที่ลูก ๆ เกิดมามันชวนให้รู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ แถมลินเซ่ยังรู้อีกว่าที่โทยะมาถามเรื่องนี้สาเหตุของมาจากเอลเซ่แน่ ๆ
.
หลังจากคุยกับลินเซ่แล้วโทยะก็สังเกตเห็นว่าเธอกำลังถักชุดและหมวกสำหรับเด็กทารกอยู่ซึ่งโทยะนั้นคิดว่านี่มันเร็วไปหน่อยหรือเปล่าแต่ดูเหมือนว่าลินเซ่จะคิดข้ามช็อตจากเจ้าสาวไปเป็นคุณแม่ซะแล้ว แต่แล้วโทยะก็นึกถึงของแจกในงานขึ้นมาจึงได้ลองถามความคิดเห็นจากลินเซ่ดูก็ได้ความว่าเป็นพวกขนมก็น่าจะดีแต่ไหน ๆ คืนนี้ซูก็จะมาค้างที่นี่ดังนั้นโทยะเลยคิดว่าจะถามความเห็นจากทุกคนอีกที คืนนั้นพวกโทยะและว่าที่เจ้าสาวทั้งเก้าคนมาปรึกษากันส่วนสัตว์เทพทั้งสี่กับโพล่าก็มาล้อมวงนั่งเล่นบอร์ดเกมส์ ซึ่งโคฮาคุรูริก็ยังคงเถียงกันเช่นเดิมทางด้านของซูก็มีความกังวลก่อนแต่งงานเกี่ยวกับอาการโฮมซิกนิดหน่อย หลังจากนั้นช่วยกันคิดเรื่องของแจกในงานกันพร้อมกับเซิร์จหาข้อมูลจากทางฝั่งโลกแล้วได้เห็นภาพต่าง ๆ เหล่าว่าที่เจ้าสาวก็มีความสนอกสนใจกันอย่างมาก(โดยเฉพาะพวกอาหาร)โทยะก็มีความคิดที่อยากจะพาเจ้าสาวของเขาไปฮันนี่มูนที่โลกทั้งนี้ทั้งนั้นโทยะได้รับอนุญาตจากปู่เวิร์ลก็อดให้สามารถเดินทางไปดูงานที่โลกอื่นได้ในฐานเทพฝึกหัดส่วนเรื่องของแจกนั้นก็สรุปว่าจะแจกเป็นแบบคอร์ส A B C ให้แขกเลือกเอาแบบที่ชอบไป
.
หลังเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะถึงวันแต่งงานตอนนี้บรรดาว่าที่เจ้าสาวไม่ได้อยู่ที่ปราสาทพวกเธอทุกคนเดินทางกลับไปบ้านเกิดเพื่อพบกับครอบครัวของพวกเธอ เอลเซ่กับลินเซ่กลับไปที่ฟาร์มของคุณอาที่ริฟริส ยาเอะก็กลับไปบ้านที่โอเอโดะ ยูมิน่ากลับไปปราสาทเบลฟาส ซูก็กลับไปบ้านตระกูลออทรินเด้ รูเชียกลับไปที่เรกุรุส ฮิวด้าก็กลับไปที่เรสเทีย ซากุระกับแม่ของเธอก็กลับไปที่บ้านของสปีก้าที่เซโนอัส ส่วนรีนเองถึงพ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่ที่โลกนี้แล้ว (พ่อแม่ของรีนไม่ได้ตายแต่ไปอยู่ที่มิติแห่งภูต “อวาลอน” แล้ว) แต่เธอก็ยังกลับไปมิสนิดพร้อมกับโพล่า แน่นอนว่าพอพวกเธอทั้งหมดไม่อยู่แล้วบรรยากาศรอบ ๆ ตัวโทยะมันก็ดูเงียบเหงาลงไปในทันตาทำเอาช่วงเวลาอาหารเช้าของวันนี้มันเหงาหงอยมากทีเดียวส่วนเทพองค์อื่น ๆ ที่อยู่ในปราสาทนั้น โมโรฮะกับทาเครุก็ออกไปฝึกกันแต่เช้า โคสุเกะก็ออกไปง่วนกับงานที่ท้องไร่ท้องนา คารินะก็ออกไปล่าสัตว์แต่เช้าส่วนคาเร็นกับซุยกะก็ยังนอนไม่ตื่น จึงเหลือแค่โซสุเกะคนเดียวที่อยู่กับโทยะแต่รายนี้ก็ไม่พูดอะไรอยู่แล้วส่วนท่านย่าโทคิเอะที่อยู่ที่ระเบียง หลังจากมื้ออาหารเช้าจบลงโทยะก็ไม่มีธุระอะไรให้ต้องทำหลังจากนี้เพราะโคซากะให้โทยะหยุดพักงานจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงานยิงยาวไปถึงช่วงฮันนีมูนแต่เพราะมันว่างเกินไปจะนอนอยู่เฉย ๆ ก็กะไรอยู่โทยะจึงพาโคฮาคุเทเลพอร์ตออกไปข้างนอก สถานที่ที่โทยะมาก็คือที่กิลด์นักผจญภัยนั่นเองและหลังจากนั้นโทยะก็เข้าไปพบกับเรลิชา เมื่อเข้าไปถึงห้องของกิลด์มาสเตอร์เรลิชาก็กล่าวขอบคุณเรื่องบัตรเชิญร่วมงานแต่งงานแล้วค่อยถามถึงธุระของโทยะที่มาพบเธอในวันนี้
.
โทยะไม่กล้าพูดออกไปว่าเขามาที่นี่เพราะมันว่างก็เลยสอบถามเรื่องกับเรื่องของโรงเรียนที่คอยฝึกสอนนักผจญภัยมือใหม่ว่าทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่ซึ่งเรลิชาก็บอกว่าทุกอย่างราบรื่นดีไม่มีปัญหาส่วนเควสยาก ๆ ในช่วงนี้ก็จะมีเอนเด้ โนรุน เนียกับกลุ่มเรดแคทของเธอมาช่วยจัดการให้ซึ่งตอนนี้ระดับของเอนเด้คือระดับเงิน ส่วนโนรุนกับเนียนั้นเป็นระดับแดง โทยะคิดว่าด้วยฝีมือของเอนเด้ในตอนนี้น่าจะขึ้นเป็นระดับทองได้ไม่ยากนอกจากนี้แล้วเอนเด้ก็ยังมีดรากูนอยู่ด้วยถึงจะต้องสู้กับพวกอสูรยักษ์ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา หลังจากหมดเรื่องคุยแล้วโทยะก็ออกจากกิลด์แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังโรงเรียนซึ่งตอนแรกโทยะคิดว่าโรงเรียนน่าจะหยุดเพราะเฟียน่ากับซากุระไม่อยู่คนก็อาจจะไม่พอให้เปิดทำการเรียนการสอนได้แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้นเด็ก ๆ ยังคงวิ่งเล่นอยู่กับคุณครูอยู่ที่สวนของโรงเรียนและผู้ที่เล่นอยู่กับเด็ก ๆ ก็คือลูน่ากับวิโอล่านั่นเอง ตอนแรกโทยะก็ประหลาดใจว่าทำไมลูน่าถึงมาอยู่ที่นี่มันก็จริงอยู่ว่าเขาปล่อยตัวเธอเป็นอิสระหลังจากลงคำสาปที่ตัวเธอและทำลายคราวน์สกิลของวิโอล่าไปแล้วแต่โทยะไม่รู้เลยว่าเธอมาเป็นคุณครูอยู่ที่นี่ หลังจากนั้นโทยะก็สอบถามเรื่องราวจากมิเอทกับเรเซลที่เป็นอาจารย์ของที่นี่ร่วมกับเฟียน่าก็ได้ความว่าเพราะว่าเฟียน่าเห็นว่าลูน่ามาเล่นกับพวกเด็ก ๆ อยู่บ่อย ๆ ก็เลยจ้างให้เธอมาเป็นครูอยู่ที่นี่ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ลูน่าเลือกจะอยู่ที่นี่ก็เพราะผลของคำสาปที่โทยะร่ายไว้นั่นเอง ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะเสพติดคำขอบคุณจากใจของพวกเด็ก ๆ จนถอนตัวไม่ขึ้นไปซะแล้ว ส่วนเรเซลก็บอกว่าแม้ว่าลูน่าจะออกอาการเพี้ยน ๆ อยู่บ้างแต่วิโอล่าก็ทำงานช่วยพวกเขาได้ดีและลูน่าเองก็ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของพวกเด็ก ๆ เอามาก ๆ ซะด้วย ดูเหมือนว่าลูน่าจะได้พบกับชีวิตใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
เมื่อหมดธุระกับโรงเรียนแล้วโทยะก็มุ่งหน้าไปที่อื่นต่อและที่หมายแห่งต่อไปก็คือโรงแรมจันทราสีเงินที่นั่นโทยะได้พบกับอัศวินหนุ่มแลนซ์ที่อยู่ในสภาพที่ไม่สวมชุดเกราะแสดงว่าเขาไม่อยู่ในช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่โทยะจึงเดินไปนั่งโต๊ะเดียวกับแลนซ์ทำให้อัศวินหนุ่มตกใจพอสมควรที่จู่ ๆ ราชาของตนมานั่งด้วยแต่โทยะก็บอกให้แลนซ์ไม่ต้องตื่นเต้นเขาแค่มาแวะทานอาหารเท่านั้นหลังจากนั้นมิกะก็เข้ามารับออร์เดอร์โทยะจึงได้รู้ว่าตอนนี้โดราน บารัน ชิม่อนเดินทางมาถึงบรุนฮิวด์เพื่อร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานของโทยะด้วย หลังรับออเดอร์แล้วมิกะก็กลับเข้าไปในครัวโทยะสังเกตท่าทีของแลนซ์แล้วจึงได้ถามว่ายังไม่ได้สารภาพรักมิกะอีกเหรอ? ทำเอาแลนซ์ลนลานยกใหญ่และเพื่อให้ทางรักของแลนซ์ราบรื่นโทยะจึงต้องหาทางให้แลนซ์ตีสนิทกับโดรานให้ได้เสียก่อนและแน่นอนว่าสิ่งสำคัญในการทำเช่นนั้นก็คือ “โชงิ” นั่นเองซึ่งโชคดีที่แลนซ์พอจะเล่นเป็นอยู่บ้างหลังทานมื้อกลางวันเสร็จโทยะก็ได้ประลองโชงิกับแลนซ์ด้วยแอปโชงิบนสมาร์ทโฟนทั้งหมดนี้ก็เพื่อล่อให้โดรานสนใจนั่นเองซึ่งมันก็ได้ผลส่วนผลการแข่งเกมส์นั้นแลนซ์ก็ชนะโทยะไปได้ในที่สุดแต่แผนการของโทยะก็สำเร็จเพราะโดรานได้เข้ามาโทยะจึงส่งไม้ต่อด้วยการชวนให้โดรานดวลโชงิกับแลนซ์และโดรานก็ตอบตกลง
.
หลังจากนั้นโทยะก็ลองถามมิกะว่าคิดว่าแลนซ์เป็นคนยังไงซึ่งเธอก็ตอบว่าแลนซ์เป็นคนตรงไปตรงมาดีและยังคอยช่วยเธอถือของหลายต่อหลายครั้ง แถมเมื่อวันก่อนเธอเห็นแลนซ์เข้ามาระงับเหตุคนเมาอาละวาดที่กิลด์ก็รู้สึกว่าเขาเท่ห์ดีอยู่เหมือนกัน แต่พอโทยะถามว่าถ้าหากจะมีแฟนมิกะอยากได้คนแบบแลนซ์หรือเปล่ามิกะก็ตอบว่าอีกฝ่ายเขาคงไม่สนใจฉันหรอกแต่พอโทยะถามว่าทำไมคิดแบบนั้นมิกะก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มมีอาการหน้าแดงและพอโทยะถามถึงการกระทำของแลนซ์ที่ผ่าน ๆ มาว่าได้เข้ามาแสดงความใกล้ชิดกับเธอบ้างหรือเปล่ามิกะก็บอกว่ามีชวนไปทานข้าวบ้างแล้วก็ให้ช่อดอกไม้บ้าง โทยะจึงบอกว่าไปว่าปกติแล้วผู้ชายน่ะเขาไม่ให้ช่อดอกไม้กับผู้หญิงที่ไม่เขาไม่สนใจหรอกนะเมื่อได้ฟังดังนั้นมิกะนิ่งไปก่อนจะมีลูกค้าเรียกรับออเดอร์เธอจึงแยกตัวไปเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วโทยะก็พาโคฮาคุกลับปราสาท วันเวลาผ่านไปจนถึงว่าก่อนเข้าพิธีหนึ่งวันครอบครัวของคุณอาของเอลเซ่และลินเซ่ก็เดินทางมาที่ปราสาทแต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่าโจเซฟคุณอาของลินเซ่เป็นโรคกลัวคนระดับสูงขั้นรุนแรงเมื่อเจอโทยะจึงได้แต่หมอบท่ากราบโทยะอยู่ในระยะห่างชนิดว่าอยู่สุดมุมของของรับแขกของปราสาทเลยทีเดียวโดยโทยะได้ใช้เกทไปรับพวกเขามาพักที่ปราสาทซึ่งนอกตัวของโจเซฟแล้ว ลาน่าภรรยาของโจเซฟและลูก ๆ ของพวกเขาอีก 8 คนซึ่งก็ได้แก่ เอม่าลูกสาวคนโต (อายุ 21 ปี) อารอน (อายุ 16 ปี) ชีน่า (อายุ 10 ขวบ) อเลน (อายุ 7 ขวบ) คุราร่า (อายุ 6 ขวบ) คิราร่า (อายุ 6 ขวบ) อลัน (อายุ 5 ขวบ) และ ริโนะ (อายุ 3 ขวบ) โดยต่างจากโจเซฟพวกเด็ก ๆ นั้นต่างพากันตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราและใหญ่โตของห้องรับแขกจนเอม่าพี่สาวคนโตต้องออกปากห้ามปรามพวกเด็ก ๆ
.
เอลเซ่ได้ถามลาน่าเกี่ยวกับสภาพของโจเซฟว่าจะไหวหรือเปล่าเพราะในงานพิธีพรุ่งนี้จะมีคนใหญ่คนโตระดับผู้นำประเทศและขุนนางมากมายมาเข้าร่วมแสดงความยินดีในพิธีแต่งงานเป็นจำนวนมากแบบนั้นมีหวังคุณอาได้เป็นลมล้มพับแน่ ๆ ส่วนลินเซ่ก็บอกว่าไม่ต้องฝืนตัวเองก็ได้แค่ยอมมาด้วยเธอก็ดีใจแล้วไม่ต้องฝืนไปเข้างานพิธีก็ได้แต่โจเซฟไม่ยอมเขาบอกว่าถ้าหากไม่ได้เห็นหลานสาวทั้งสองในชุดเจ้าสาวด้วยตาตัวเองแล้วล่ะก็เขาคงไม่มีหน้าไปพบพี่สาวที่อยู่โลกหน้าแน่ ๆ ถึงจะต้องตายตอนนี้เขาก็จะกลายเป็นซอมบี้แล้วไปเข้าร่วมให้ได้เมื่อเป็นแบบนี้เอลเซ่จึงขอให้โทยะช่วยทำอะไรซักอย่างเพื่อให้โจเซฟสามารถไปเข้าร่วมพิธีได้โทยะจึงขออนุญาตลาน่าเพื่อที่จะใช้เวท “ฮิปนอส” กับโจเซฟทำให้จิตใจสงบลงและบรรเทาอาการหวาดกลัวชนชั้นสูงลงเมื่อร่ายเวทใส่แล้ว เอลเซ่ก็ลองทดสอบดูโดยการถามโจเซฟว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร โจเซฟก็ตอบว่า โมจิซึกิ โทยะ เจ้ารัฐแห่งอาณาจักรบรุนฮิวจากนั้นก็กล่าวขอบคุณที่โทยะเชิญครอบครัวของเขามาร่วมอวยพรในพิธีแต่งงาน ฟังจากคำพูดแม้จะยังติดขัดอยู่บ้างแต่อาการหวาดกลัวก็ลดลงไปมาจนไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วจากนั้นเอลเซ่กับลินเซ่ก็นำทางครอบครัวของคุณอาไปยังห้องพัก
.
หลังจากที่พวกเอลเซ่แยกตัวไปแล้ว ยาเอะกับครอบครัวของเธอก็เข้ามาพบโทยะ จูเบ นานาเอะ จูทาโร่แล้วก็อายาเนะว่าที่ภรรยาของจูทาโร่มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแน่นอนว่าโทยะก็ไปรับพวกเขามาพักอยู่ที่ปราสาทเช่นเดียวกับครอบครัวของโจเซฟ โทยะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ยาเอะบอกว่าจะพาครอบครัวไปเที่ยวชมเมืองรอบปราสาทคงจะเพิ่งกลับกันมาละมั้งแต่แล้วโทยะก็สังเกตุเห็นว่าจูทาโร่มีท่าทางไม่ค่อยร่าเริงซักเท่าไหร่และหลังจากนั้นจึงได้ทราบว่าจูทาโร่เพิ่งจะแพ้โมโรฮะมาไม่พอยังแพ้ยาเอะอีกตะหาก ตรงจุดนั้นโทยะไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะยาเอะฝึกกับโมโรฮะทุกวันแถมยังได้รับพลังเทพจากโทยะไปอีกจะแกร่งกว่าจูทาโร่ไปมากแล้วก็ไม่แปลกแต่สำหรับจูทาโร่นั้นคงรู้สึกช็อคที่โดนน้องสาวแซงหน้า ส่วนโทยะลองถามจูเบว่าไม่ได้ลองสู้กับยาเอะดูบ้างหรือ ซึ่งจูเบก็ตอบว่าแค่ดูตอนที่ยาเอะสู้กับจูทาโร่ก็รู้แล้วว่าตัวเขาตอนนี้เทียบกับยาเอะไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นตอนเขาอายุซักยี่สิบนี่อาจจะพอถูไถ หลังจากนั้นจูทาโร่ก็ก้มหัวขอร้องโทยะว่าเขาต้องการจะอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนดาบกับท่านพี่โมโรฮะเหมือนกับยาเอะ ตอนแรกโทยะก็คิดว่าจูทาโร่จะขอเข้าเป็นสมาชิกกองอัศวินแห่งบรุนฮิวแต่จูทาโร่ปฏิเสธและบอกว่าเขาจะรับใช้เพียงแค่ท่านอิเอยาสุเท่านั้นเขาต้องการจะอาศัยอยู่ที่นี่ซักระยะเพื่อเรียนฝึกฝนตัวเองสำหรับคำขอของจูทาโร่นั้นโทยะรู้ดีว่าถ้าไปบอกโมโรฮะล่ะก็ท่านพี่แกคงโอเคอยู่แล้วเพราะเจ้ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้วแต่ถึงแม้จูทาโร่จะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไรแต่ก็ถือว่าเป็นคนของอิเอยาสุอยู่ดีโทยะจึงมองไปทางจูเบซึ่งทางนั้นก็พยักหน้าตอบกลับมาโทยะจึงบอกจูทาโร่ว่าเขาจะตัดสินใจเรื่องนี้หลังจากได้คุยกับอิเอยาสุแล้วถ้าทางนั้นอนุญาตโทยะก็จะจัดเตรียมบ้านไว้ให้จูทาโร่กับอายาเนะได้อยู่อาศัยที่บรุนฮิว
.
คืนนั้นหลังจากทานอาหารกันแล้วทุกคนก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนกันหมดเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าและสำหรับตัวโทยะคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะนอนตามลำพบังแบบนี้แล้วทว่าโทยะกลับตื่นเต้นจนนอนไม่หลับพลางคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ๆ นับตั้งแต่เขาถูกส่งมายังโลกนี้และได้พบกับผู้คนมากมายและรู้สึกว่าดีใจที่ได้มายังโลกนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะต้องรีบนอนแต่ทำยังไงโทยะก็ข่มตาหลับไม่ได้เขามองดูนาฬิกาในสมาร์ทโฟนของเขาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้วแถมพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าอีกแต่ทำยังไงก็ข่มตาให้หลับไม่ได้ซะทีครั้นจะใช้เวทสลีปคลาวน์กับตัวเองก็กลัวจะตื่นสายอีกแบบนั้นไม่ดีแน่ โทยะเลยเปิดเน็ตหาข้อมูลจากโลกเผื่อจะได้ง่วงและเป็นการเก็บข้อมูลสถานที่ที่เขาจะไปฮันนี่มูนไปในตัวแต่ทำไปทำมาเข้าก็คิดได้ว่าถ้าไปแค่ญี่ปุ่นที่เดียวคงไม่คุ้มถ้ายังไงก็ถือโอกาสเดินเที่ยวรอบโลกมันเสียเลยก็น่าจะดี อย่างอียิป ฮาวาย ออสเตเรีย ฯลฯ ทว่าการหาข้อมูลก็ไม่ทำให้รู้สึกง่วงขึ้นมาเลยโทยะจึงหาวิธีอื่นอย่างแทนเขาจึงเดินออกไประเบียงด้านนอกและที่นั่นโทยะก็ได้พบกับปู่เวิร์ลก็อดนั่งอยู่ที่นั่นและชวนโทยะดื่มชาของโลกเทพพร้อมกับบอกว่ามันจะช่วยให้หลับสบาย หลังจากรับชามาดื่มโทยะก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับปู่เวิล์ดก็อดบรรยากาศมันช่างเหมือนกับตอนที่ได้พบกันครั้งแรกเสียจริง ๆ ปู่แกบอกกับโทยะว่าปู่เข้าใจดีว่ามันตื่นเต้นเพราะปู่เองก็เพิ่งจะเคยมางานแต่งงานในรูปแบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน จากนั้นปู่ก็ถามโทยะว่าชอบโลกนี้สินะ โทยะตอบว่าใช่เพราะมันเป็นโลกที่เขาได้พบกับทุกคน ซึ่งปู่ก็ได้บอกถึงโลกมากมายที่ดูแลอยู่ว่าถึงจะมีบางโลกที่รับมือยากแต่ก็น่าสนใจอยู่แต่สำหรับโลกนี้แล้วมันไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย เทพองค์อื่น ๆ ก็ไม่ได้จะสนใจมันซักเท่าไหร่ปู่จึงปล่อยโลกนี้เอาไว้เฉย ๆ มาอย่างยาวนานแต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ปู่ดีใจที่มันกำลังจะกลายเป็นโลกที่ทวยเทพพากันสนใจและอำนวยพรให้กับมันและพรุ่งนี้เช้าเหล่าทวยเทพก็จะลงมากันอีกหลายองค์
.
หลังจากพูดคุยกันเสร็จแล้วปู่เวิร์ลก็อดก็บอกให้โทยะไปพักผ่อนซะตอนนี้โทยะเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วเขาจึงทำตามแนะนำของปู่ ปู่เวิร์ลก็อดหายไปหลังจากบอกว่าแล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าส่วนโทยะก็กลับห้องไปและนอนหลับไปในที่สุด รุ่งอรุณมาเยือนบรุนฮิวพร้อมกับเสียงจุดพลุที่ดังก้องท้องฟ้าวันแต่งงานของผู้ครองเมืองแห่งนี้ได้มาถึงแล้วผู้คนมากมายต่างพากันหลั่งไหลมาที่นี่ทั้งคนที่มาร่วมงานและเหล่าพ่อค้าที่มาเปิดร้านบรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความคึกคักและตามกำหนดการวันนี้ตอนบ่ายจะมีขบวนพาเหรดเล็ก ๆ แห่ไปรอบเมืองด้วย ที่ตรงหน้าทางเข้าเมืองเฟรมเกียร์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าทางเข้าดูจะเป็นจุดสนใจเป็นอย่างมากและเมื่อระฆังที่หอนาฬิกาที่สูงที่สุดในเมืองดังขึ้นก็ถึงเวลาเริ่มพิธีแต่งงาน
.
ตอนที่ 447 นั้นเป็นตอนพิเศษเป็นตอนที่เพื่อนสมัยมัธยมต้นของโทยะเป็นคนเล่าเรื่องราว โดยจุดเริ่มต้นของตอนนี้จะกล่าวถึงเพื่อนคนนี้ได้ฝันถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่เขาเรียนอยู่มัธยมต้นกับโทยะ โดยตอนเบื้องต้นของบทนี้จะขึ้นด้วยบทพูดที่ว่า “นี่โทยะ นี่มันไม่ทำเกินไปหน่อยหรอ?” หลังจากที่เขาเห็นสภาพของผู้ชายผมยาวคนหนึ่งที่อยู่ในสภาพเปลือยกายและจิตใจแตกสลายไปแล้วกองอยู่ตรงหน้า ผู้ชายคนนี้เป็นหัวหน้าของแก็งซิ่งที่โด่งดังมากในแถบนี้และผู้ชายคนนี้ก็สนใจผู้หญิงคนหนึ่งอยู่จึงเริ่มทำตัวเป็นสโตกเกอร์คุกคามเธอแต่ว่าผู้หญิงคนนั้นมีแฟนอยู่แล้ว และเมื่อแฟนของเธอรู้เข้าจึงได้พูดกับเจ้าสโตกเกอร์คนนี้ตรง ๆ ว่าให้เลิกพฤติกรรมนี้เสียแต่ก็ถูกเจ้าสโตกเกอร์กับลูกสนุมของมันรุมทำร้ายจนต้องเข้าโรงพยาบาลซึ่งแฟนของผู้หญิงคนนั้นก็คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของโทยะนั่นเอง ตอนที่โทยะกับเพื่อนคนที่กำลังเล่าเรื่องไปเยี่ยมเพื่อนถูกซ้อมจนเจ็บหนักที่โรงพยาบาลก็พบว่าเพื่อนคนนั้นกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงโดยมีผู้หญิงที่เป็นคนรักร้องไห้อยู่ข้างเตียงและเอาแต่พร่ำบอกว่ามันเป็นความผิดของเธอเองและหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเธอคนนั้นแล้ว โทยะก็เดินออกจากโรงพยาบาลและหยิบสมาร์ทโฟนออกมาโทรหาใครบางคน ดูเหมือนว่าคนที่โทยะโทรหาจะเป็นคนรู้จักของคุณตาของโทยะและได้ขอให้เขาช่วยไปลักพาตัวใครบางคนมาให้หน่อย (ซึ่งในบทสนทนานั้นมันแทบจะไม่ต่างกับพวกยากุซ่าบอกให้ลูกน้องไปจัดการใครซักคนเลย เพียงแต่โทยะแกพูดเชิงขอร้องไม่ได้สั่ง) โทยะตามหาที่อยู่ของเจ้าหัวหน้าและจัดการหลอกล่อออกมาติดกับและให้กลุ่มคนรู้จักที่ว่ารุมสกรัมเจ้าหัวหน้าแกงค์นั่นซะยับก่อนจะจับแก้ผ้าล่อนจ้อนแล้วโทยะก็ถ่ายรูปเปลือยของเจ้าหัวหน้าแก็งค์และส่งไปให้รองหัวหน้าของแก็งค์ซิ่งนี้ดูพร้อมเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายทำเอาเพื่อนของโทยะรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะทำให้โทยะโกรธเลยทีเดียวหลังจากนั้นเจ้าหัวหน้าแก็งก็ถูกเฉดหัวออกจากกลุ่มและไม่สามารถอยู่ที่เมืองนี้ต่อไปได้อีกแล้วก็หายตัวไปที่ไหนซักแห่งเหตุการณ์สโตกเกอร์ก็จบลงไปและก็ไม่มีใครพูดออกไปว่ามันเป็นฝีมือของโทยะ โดยโทยะพูดถึงคำพูดที่ตาสอนเขาว่า “เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือก็ให้ลงมือ” แต่เพื่อนของโทยะกลับรู้สึกเหมือนว่า “เมื่อถึงเวลาฆ่าก็ให้ฆ่า” มากกว่า หลังจากนั้นเรื่องราวก็จะตัดมาที่ช่วงปัจจุบันที่เพื่อนคนนี้กำลังนั่งคุยอยู่กับพ่อของโทยะ ซึ่งพ่อของโทยะนั้นเป็นนักเขียนการ์ตูนส่วนแม่ของโทยะเป็นนักเขียนหนังสือภาพและได้ถามถึงเรื่องราวของคุณตาของโทยะว่าเป็นคนยังไง ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่าเป็นคนกว้างขวางมีคนรู้จักและเพื่อนมากมายทั้งในแวดวงบันเทิง คนเบื้องหลังหรือแม้แต่คนในรัฐบาลถึงขนาดว่าเรียกอดีตนายกรัฐมนตรีมาช่วยถ่ายรูปโทยะตอนเป็นทารกให้ยังได้เลย แถมดูเหมือนว่าจะเคยฆ่าหมีด้วยมือเปล่า เคยพบกับมนุษย์ต่างดาว และยังเคยถล่มแก็งมาเฟียอีกด้วยแต่ส่วนที่ว่า ฆ่าหมีมือเปล่า พบมนุษย์ต่างดาว ถล่มแกงค์มาเฟียนั้นไม่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
.
ตอน 448 กลับเข้าเหตุการณ์ต่อจาก 446 โทยะในชุดทักซิโด้สีขาวติดโช่กุหลาบขาวที่อกกำลังเช็คสภาพตัวเองว่าพร้อมพอหรือเปล่ามีอะไรกับผิดปกติไหม? โดยมีโคฮาคุ ซังโกะและโคคุโยเป็นผู้ให้คำชมว่าดูดี แต่ยังไงซะก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดีเพราะนี่ถือเป็นอีเวนท์ใหญ่ในชีวิตก็ว่าได้ หลังจากคิดอะไรไปต่าง ๆ นานาซักพักคุณไลม์พ่อบ้านของโทยะก็มาเคาะประตูและเดินเข้ามาพร้อมกับปู่เวิร์ลก็อดที่มาในชุดฮาคามะและเทพอีกจำนวนหนึ่งก็เดินตามเข้ามาและหลังจากไลม์เดินออกจากห้องไปแล้วปู่เวิร์ลก็อดก็กล่าวชมว่าโทยะดูดีทีเดียวก่อนจะแนะนำให้โทยะรู้จักกับเหล่าเทพที่มากับปู่ซึ่งประกอบไปด้วย เทพแห่งการเต้นรำ เทพแห่งพละกำลัง เทพแห่งการประดิษฐ์ เทพแห่งแว่นตา เทพแห่งการแสดง เทพแห่งตุ๊กตา เทพพเนจร เทพแห่งดอกไม้ และเทพแห่งอัญมณี ที่จะมาร่วมอวยพรในพิธีแต่งงานในวันนี้ หลังจากนั้นโทยะก็พูดคุยและแนะนำตัวเองตามมารยาทกับบรรดาเทพเหล่านั้นแต่ดูเหมือนโทยะจะงงกับเทพแห่งแว่นหรือเทพแว่นนิดหน่อยเพราะเจ้าตัวใส่แว่นด้วยนั่นเอง ส่วนเทพแห่งพละกำลังดูชุดจะปรินิดหน่อยเพราะกล้ามบึ๊กมากไปนิดชุดเลยดูจะทนไม่ไหว ส่วนเทพแห่งตุ๊กตา เทพแห่งดอกไม้ และเทพแห่งอัญมณีนั้นเป็นผู้หญิง ส่วนทีเหลือก็เป็นผู้ชายแต่ยกเว้นเทพแห่งการแสดงที่ดูจะออกเหมือนเพศที่สามแบบเดียวกับโคคุโย โดยปู่เวิร์ลก็อดได้บอกว่าหลังเสร็จพิธีแต่งงานแล้วเทพเหล่านี้ก็อยู่บนโลกต่อเพื่อพักร้อนตามโครงการรีสอร์ทเทพแต่ถ้าหากก่อความวุ่นวายให้จัดการได้ตามสมควรหลังจากคุยกันเสร็จพวกปู่ก็เดินพากันออกจากห้องไปซึ่งถ้านับรวมตอนนี้ก็มีเทพลงมาที่โลกนี้เกือบยี่สิบองค์แล้ว
.
หลังจากนั้นโคเกียวคุที่ออกไปตรวจดูสภาพโดยรวมของการจัดงานก็กลับเข้ามารายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีบรรดาแขกคนสำคัญที่เชิญไปเริ่มมากันแล้วส่วนสถานที่ทำพิธีไม่ใช่ในตัวปราสาทแต่เป็นที่สวนเรียกได้ว่าเป็นการจัดแบบ “การ์เด้นเวดดิ้ง” นั่นเองเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะพื้นที่ในปราสาทไม่พอจะให้แขกเข้ามาได้หมดนั่นเองซึ่งผู้ที่รับหน้าที่จัดการสวนให้สวยงามนี้ก็คือเชสก้ากับคนสวนจูลิโอ้ และแน่นอนว่าในวันนี้บาบิโลนซิสเตอร์ทุกคนก็ได้ลงมายังพื้นโลกรวมถึงตัวของเรจีน่าเอลก้าและเฟนริลด้วย พ่อบ้านมังกรชิโรกาเนะกับเมดโกเลมทั้งสามก็มาช่วยงานพ่อบ้านไลม์ด้วยเพราะคนแทบจะไม่พอใช้ทั้งกองอัศวินและบรรดาเมดต่างงานยุ่งกันไปหมดขนาดสึบากิและสามสาวนินจายังต้องมาทำงานเป็นเมดในวันนี้ดังนั้นโทยะจึงคิดว่าจะมอบโบนัสให้ทุกคนที่ทำงานอย่างยากลำบากหลังจากเสร็จงานนี้ หลังจากนั้นไม่นานไลม์ก็มาเคาะประตูเรียกอีกครั้งและบอกว่าถึงเวลาแล้วโทยะจึงเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นเพื่อตรงไปยังสถานที่จัดพิธีโดยมีพวกโคฮาคุและพ่อบ้านไลม์เดินตามมาด้วยแต่เพราะความตื่นเต้นโทยะจึงเดินแบบเก้กัง ๆ จนโคฮาคุต้องร้องทักแล้วในตอนนั้นเองพ่อบ้านไลม์ก็บอกกับโทยะว่าสมัยที่ราชาเบลฟาสจะเข้าพิธีแต่งงานเขาก็ตื่นเต้นมากขนาดว่าดื่มน้ำไปไม่รู้กี่รอบของจะเริ่มพิธีแล้วผลที่ตามมาก็ย่อมรู้กันดีแต่ว่าระหว่างพิธีก็ไปเข้าห้องน้ำไม่ได้จึงทนอั้นไปจนกว่าพิธีจะเสร็จ หลังจากนั้นพ่อบ้านไลม์ก็ให้คำแนะนำที่ราชาเบลฟาสมักจะคอยบอกกับเหล่าข้าราชบริพารว่าถ้าหากรู้สึกตื่นเต้นก็อย่าพยายามทำอะไร ให้ปล่อยวางและทำตัวตามสบายแบบเป็นตัวของตัวเอง
.
และเมื่อได้ฟังคำแนะนำนั้นแล้วโทยะก็ได้สงบใจลงและทำตัวตามปกติได้ในที่สุดและเมื่อเดินไปถึงทางเข้าของสวนนิโคล่ากับโนรุเอะรองหัวหน้าของกองอัศวินทั้งสองก็ทำหน้าที่เปิดประตูให้โทยะเดินเข้าไปด้านในจากนั้นดนตรี “Marriage March”ก็เริ่มบรรเลงดังออกมาจากลำโพงที่เรจีน่าติดตั้งเอาไว้ภายในสถานที่จัดงานผ่านทางเดินที่เรียกว่า “virgin road” เพื่อตรงไปยังแท่นพิธีที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามเพื่อยืนรอเจ้าสาวหลังจากนั้นประตูทางเข้าก็เปิดออกอีกครั้งและผู้ที่เดินเข้ามาก็คือโจเซฟและที่ด้านซ้ายและขวาของเขาก็คือหลานสาวทั้งสองเอลเซ่กับลินเซ่ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวนั่นเอง (รายละเอียดชุดเจ้าสาวบรรยายยาวมากผมไม่อธิบายนะครับ รอดูจากภาพประกอบในนิยายเอาน่าจะเข้าใจมากกว่า) ดีไซน์ชุดของทั้งเหมือนกันโทยะคิดว่าทั้งคู่คงจะเลือกแบบเดียวกันเพราะเป็นฝาแฝดแต่ช่อดอกไม้ที่ทั้งสองถืออยู่นั้นสีต่างกัน จากนั้นโทยะก็พรรณาถึงทั้งสองความรู้สึกว่าถึงจะนิสัยต่างกันแต่ก็มีเสน่ห์ทั้งคู่ ตอนที่พบกับทั้งคู่ที่ตรอกในเมืองลีฟเลทครั้งแรกนั้นเขายังจำได้ดีเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานและไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาแต่งงานกับพวกเธอทั้งคู่ในวันนี้ โจเซฟค่อย ๆ พาทั้งคู่เดินไปยังแท่นพิธีถึงจะดูตื่นเต้นอยู่บ้างแต่ก็ดีกว่าเมื่อวานมากแล้วเมื่อส่งตัวเจ้าสาวทั้งสองให้กับโทยะแล้วโจเซฟก็ได้ฝากฝังหลานสาวทั้งสองของเขาให้โทยะช่วยดูแล เจ้าสาวคนต่อไปที่เดินเข้าประตูมาก็คือยาเอะโดยมีจูเบพ่อของเธอเป็นคนทำหน้าที่เดินมาส่งตัวแต่เพราะยาเอะอยู่ในชุดเจ้าสาวแบบตะวันตกแต่ตัวจูเบนั้นแต่งกายด้วยชุดฮาคามะจึงดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ โทยะนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับยาเอะ ตอนนั้นเขากับเอลเซ่และลินเซ่ออกเดินทางไปเมืองหลวงด้วยกันครั้งแรกและพรรณาถึงนิสัยใจคอของยาเอะว่าเป็นอย่างไรและหลังจากจูเบกล่าวฝากฝังลูกสาวของตนกับโทยะแล้วเจ้าสาวคนต่อไปก็เดินเข้ามา
.
ซูกับดยุคออทรินเด้เดินผ่านประตูมาเป็นลำดับต่อไป สำหรับโทยะเขาได้พบกับยาเอะได้ไม่นานเขาก็ได้พบกับซูในระหว่างทางที่เดินทางไปเมืองหลวงของเบลฟาสและถ้าหากไม่ได้พบเธอโทยะก็จะไม่ได้พบกับยูมิน่าและเธอยังเป็นเจ้าสาวที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาเจ้าสาวทั้งหมดอีกด้วยและโทยะก็พรรณถึงนิสัยของซูเช่นกันหลังจากรับตัวซูขึ้นไปบนแท่นพิธีแล้ว ยูมิน่ากับราชาแห่งเบลฟาสก็เดินผ่านประตูมาเป็นลำดับต่อไปซึ่งคราวนี้โทยะก็พรรณาถึงความน่ารักของยูมิน่าที่ทำให้เขาละสายตาไม่ได้ ตามติดมาด้วยรีนกับราชาแห่งมิสนิดที่มาทำหน้าที่เป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอส่วนเจ้าโพล่าวันนี้ไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของพวกแขกเมื่อพูดถึงรีนแล้วโทยะก็คิดว่าหากไม่มีเธอละก็เขาคงไม่ได้ค้นพบบาบิโลนและไม่มีวันได้ครอบครองเฟรมเกียร์และโลกก็อาจจะถูกทำลายโดยพวกเฟรซไปแล้วก็ได้หลังจากโทยะพารีนขึ้นแท่นพิธี รูเชียกับจักรพรรดิ์เรกุรุสเดินผ่านประตูมาโทยะคิดถึงเรื่องราวความวุ่นวายในวันนั้นและถ้าหากเขาไปถึงที่นั่นช้าไปซักนิดเดียวละก็รูเชียก็คงจะถูกฆ่าตายไปแล้วจากนั้นก็พรรณาถึงตัวรูเชียแบบเดียวกับเจ้าสาวคนอื่น ๆ เมื่อรูเชียขึ้นแท่นพิธีแล้วซากุระกับท่านจอมมารก็เดินผ่านประตูมาเป็นลำดับต่อไปแต่ว่าสภาพของท่านจอมมารนั้นจะต่างจากพ่อหรือญาติผู้ใหญ่คนอื่นเขานิดหน่อยนั่นก็คือแกร้องไห้สะอึกสะอื้นมาส่งตัวเจ้าสาวนั่นเองดูเหมือนว่าเดิมทีซากุระอยากจะให้เฟียน่าแม่ของเธอเดินมาส่งตัวแต่ดูเหมือนว่าท่านจอมมารจะไปก้มกราบขอร้องให้เขาได้ทำหน้าที่นี้และเฟียน่าก็ยอมทำตามคำขอนั้นซากุระจึงต้องจำใจยอมรับและให้ท่านจอมมารเดินมาส่งตัว
.
โทยะคิดถึงตอนที่พบกับซากุระครั้งแรกตอนนั้นเธอความจำเสื่อมเพราะโดนนักฆ่าจากยูโรนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสหากไม่มีเทคโนโลยีของบาบิโลนล่ะก็เธอคงจะตายไปแล้วแน่ ๆ ก่อนจะพรรณาถึงลักษณะนิสัยของซากุระและเมื่อซากุระขึ้นไปแท่นพิธีแล้วฮิวด้าเจ้าสาวคนสุดท้ายก็เดินผ่านประตูมาโดยผู้ที่ทำหน้าที่มาส่งตัวก็คืออดีตราชาแห่งเลสเทียพ่อของเธอแน่นอนว่าโทยะก็พรรณาถึงเธอเช่นกันและเมื่อเจ้าสาวทั้งเก้าขึ้นไปบนแท่นพิธีแล้วโทยะก็เรียกเกรทสปิริตทั้งหกออกมาท่ามกลางสายตาของแขกในงาน สปิริตแห่งไฟ สปิริตแห่งน้ำ สปิริตแห่งลม สปิริตแห่งดิน สปิริตแห่งแสง และสปิริตแห่งความมืด ก็ปรากฏกายออกโดยลอยอยู่บนท้องฟ้าแขกทุกคนในงานสามารถมองเห็นร่างของพวกเธอได้อย่างชัดเจนทำเอาบรรดาแขกในงานเซอร์ไพรส์กันยกใหญ่เพราะตามปกติแล้วพวกสปิริตจะปรากฏตัวให้มนุษย์เห็นยากกว่าพวกเทพเสียอีกและที่ทะเลมหาพฤกษาก็มีพวกที่นับถือสปิริตอยู่ด้วย โดยสปิริตแห่งแสงได้เป็นกล่าวอวยพรในฐานตัวแทนของเกรทสปิริตได้กล่าวอวยพรเจ้าสาวทั้งเก้า แม้ว่าบรรดาแขกในงานพากันอึ้งกันเป็นส่วนใหญ่เพราะการปรากฏตัวของพวกสปิริตแต่เหล่าเกรทสปิริตเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยเพราะแขกที่อยู่ในงานนั้นมีระดับสูงกว่าพวกสปิริตเหล่านี้รวมอยู่ด้วยนั่นก็คือปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง หลังจากนั้นสปิริตแห่งไฟก็กล่าวคำอวยพรให้ความรักของพวกเขาคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ตามติดมาด้วยสปิริตแห่งดินที่กล่าวว่าของมอบของขวัญให้กับบ่าวสาวนั่นก็คือแหวนแพลตินั่นโกลด์เก้าวง ซึ่งแหวนแต่งงานทั้ง 9 วงนี้ก็คือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ปู่เวิร์ลก็อดเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง ซึ่งผู้สวมมันจะได้รับพลังความรักจากเทพของโทยะและเปลี่ยนคนที่สวมแหวนนี้ให้มีศักดิ์ใกล้เคียงกับเทพบริวารแต่ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนเอาไปใส่ก็จะได้รับผลนี้ต้องเป็นผู้ที่เทพให้ความรักเท่านั้นจึงจะได้รับผล
.
โทยะนำแหวนไปสวมให้กับเจ้าสาวแต่ละคนจนครบจากนั้นแหวนทั้งเก้าวงก็เปล่งลำแสงพวยพุ่งขึ้นฟ้าและพุ่งลงมารวมกันที่แหวนของโทยะนั่นก็คือการอวยพรของเทพและเหล่าสปิริตแหละหลังจากนั้นดาร์กสปิริตก็ได้ยืนยันว่าการแต่งงานของพวกเขาได้เสร็จสมบูรณ์แล้วและได้ให้เหล่าสปิริตทั้งหลายอวยพรให้กับราชาแห่งสปิริตหลังจากนั้นท้องฟ้าก็เปล่งประกายแสงสีแดง สีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล สีเหลือง และสีม่วง อย่างสวยงามจากนั้นเหล่าเกรทสปิริตก็แปรสภาพกลับเป็นไปตามธาตุของตนและลอยสูงเป็นไปบนท้องฟ้าร่วมกับเหล่าสปิริตทั้งหลายและกลายเป็นสายรุ้งขนาดใหญ่พาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของบรรดาแขกที่มาร่วมงานหลังจากพิธีของพวกสปิริตเสร็จสิ้นลงแล้วก็กลับเข้าสู่พิธีการตามรูปแบบปกติเสียงระฆังจากหอนาฬิกาดังขึ้นเพื่ออวยพรแด่คู่บ่าวสาว มีกลีบดอกไม้ถูกโปรยปรายลงมาดูเหมือนจะเป็นฝีมือของเทพแห่งดอกไม้ โทยะเริ่มเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวและจูบสาบานไปตามลำดับ แต่ตอนจูบซูนั้นโทยะต้องย่อตัวลงหน่อยเพราะความสูงต่างกัน (ในระหว่างที่จูบกับเจ้าสาวแต่ละคนก็จะมีบทพูดระหว่างพวกเธอกับตัวโทยะแต่ผมขอไม่ใส่รายละเอียดตรงนี้เพราะเดี๋ยวมันจะยาวเกินไปแต่บอกได้ว่าหวานเจี๊ยบกันทุกคน ยกเว้นซากุระที่บอกว่าหิว) หลังจากนั้นโทยะก็ได้กล่าวขอบคุณบรรดาแขกที่มาร่วมงานหลังกล่าวจบเสียงระฆังก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมีนกพิราบสีขาวโบยบินบนท้องฟ้าเป็นเครื่องประกอบฉากและหลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการโยนช่อดอกไม้ โดยเจ้คาเรนได้บอกว่าตามทำเนียมบ้านเกิดของโทยะหากใครสามารถรับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวโยนออกไปได้และนำไปมอบให้กับคนที่แอบชอบก็จะสมหวังในความรักพร้อมกับปลุกระดมเหล่าหนุ่มโสดทั้งหลายที่กำลังหมายปองสาวคนไหนอยู่ก็จงลุกขึ้นมาไขว่คว้าความสุขนั้นโดยไว
.
หลังจากคำประกาศปลุกใจราวกับจะส่งทหารไปออกรบของท่านพี่คาเร็นถูกส่งออกไปเหล่าหนุ่มโสดทั้งหลายก็กู่ร้องกันดังลั่นซึ่งในความเป็นจริงไอ้เรื่องช่อดอกไม้ที่ว่านั้นมันดูจะไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่โทยะเคยได้ยินมาซักเท่าไหร่ว่ากันตามตรงบรรดาเจ้าสาวเองก็ออกอาการงง ๆ เหมือนกันแต่พอโทยะจะแย้งก็โดนโมโรฮะห้ามไว้เพราะโมโรฮะรู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องราวจริง ๆ เป็นอย่างไรแน่นอนว่าคาเร็นก็รู้แต่ทั้งหมดนี้เป็นอีเวนท์สร้างความบันเทิงของคาเร็นล้วน ๆ หลังจากนั้นเหล่าชายโสดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็มาออกันเต็มที่ด้านหน้าแท่นพิธีแม้แต่โดรานก็มากับเขาด้วย ถ้าสังเกตุดี ๆ เหล่าสมาชิกกองอัศวินก็มากันหลายคนแถมมีคนที่คุ้นหน้าอีกไม่น้อย อย่างวิลที่ตอนนี้ฝึกเป็นอัศวินอย่างทีเบลฟาสก็ยังมากะเขาด้วยหรือแม้แต่การุนหัวหน้าอัศวินแห่งมิสนิด หรือเรนเก็ตสึนักผจญภัยหัวโล้นจากอิเชน หรือแม้แต่เอลเนสราชาแห่งบาลุฟ โรเบิร์ตเจ้าชายแห่งพานาเชสหรือแม้แต่เอนเด้ก็มาลงร่วมศึกชิงช่อดอกไม้ในครั้งนี้เหมือนกันทำเอาช่อดอกไม้เก้าช่อดูน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ต้องการ จากนั้นคาเร็นก็ได้อธิบายกติกาว่าห้ามแย่งจากมือคนอื่นถ้าใครรับได้แล้วไปแย่งจากมือเขาทุกอย่างจะเป็นตรงข้าม ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องและคอยฟังสัญญาณเจ้าสาวทั้งเก้าเริ่มหันหลังให้ผู้รอรับช่อดอกไม้และเมื่อคาเร็นให้สัญญาณเหล่าเจ้าสาวก็โยนช่อดอกไม้ของพวกเธอไปทางกลุ่มคนพวกนั้นทันที ช่อดอกไม้ลอยสูงบ้างต่ำบ้างตามแรงขว้างของเจ้าสาวแต่ละคนซึ่งผู้ที่ได้รับช่อดอกไม้ที่เป็นคนรู้จักของโทยะก็มี เอนเด้ เอลเนส แลนซ์ โดราน วิล แล้วก็ โรเบิร์ต ซึ่งมันก็ดูน่าแปลไปนิดเพราะทั้งหมดว่ามาพวกเขาล้วนมีคนรักอยู่แล้วทั้งนั้นแต่เพราะคารินะกับซุยกะทำให้โทยะรู้ว่าคาเร็นแอบใช้พลังเทพเพื่อให้ช่อดอกไม้ไปตกอยู่ในมือของคนเหล่านั้น
.
หลังจากจบการโยนช่อดอกไม้ก็เป็นช่วงเวลาของขบวนพาเหรด โดยมีโกเลมขนส่งขนาดใหญ่แบบมีหลายขา (แต่จะเปลี่ยนโหมดเป็นแบบใช้ล้อวิ่งก็ได้) ทำหน้าที่พาคู่บ่าวสาวแห่รอบเมืองโดยมีโรเซตต้าทำหน้าที่พลขับแน่นอนว่าเจ้าโกเลมตัวนี้ก็เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของเอลก้ากับเรจีน่าโดยโทยะเรียกมันว่า “โกเลมบัส” โดยขบวนพาเหรดนั้นจำทำการวนรอบเมืองเสร็จแล้วก็กลับมาที่ปราสาท โดยระหว่างทางที่ขบวนพาเหรดผ่านไปเหล่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็โบกมือให้กับผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีตามทางมีทั้งคนที่เคยเห็นหน้าและไม่เคยเห็นหน้าเยอะแยะมากมาย และในระหว่างที่กำลังอยู่ในขบวนแห่นั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่ามีโจรล้วงกระเป๋ากำลังจะลงมือปฏิบัติการลวงกระเป๋าเหยื่ออยู่เขาจึงคิดจะใช้พาราไลซ์เล่นงานโจรแต่ทว่ายังไม่ทันที่จะขยับตัวโจรล้วงกระเป๋าคนนั้นก็โดนเนียวทาโร่เข้ามาจัดการเสียก่อนซึ่งกระบี่เรเปียของเนียวทาโร่นั้นเสริมเวทพาราไลซ์เอาไว้ด้วยโจรล้วงกระเป๋าจึงถูกจับกุมอย่างง่ายดาย โทยะจึงคิดว่าจะตบรางวัลให้พวกเนียวทาโร่ด้วยมาทาทาบิหลังจากเสร็จงานนี้ หลังจากวนครบรอบขบวนพาเหรดก็กลับมาที่ปราสาทหลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาของงานปาร์ตี้ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจึงต้องไปเปลี่ยนชุดใหม่ คราวนี้โทยะเปลี่ยนเป็นชุดสูทก่อนจะกลับเข้าไปที่งานก่อนเพราะเจ้าสาวต้องใช้เวลาแต่งตัวกันนานหน่อย พอเข้าไปในงานเลี้ยงเหล่าอิเอยาสุก็มากล่าวอวยพร ส่วนราชาแห่งอิเกรทก็เตือนว่าหลังจากนี้จะทำอะไรก็ระวังกระทบอารมณ์ของเมียไว้ด้วย (ประสบการณ์ตรง) ตามติดมาด้วยรูเฟียสกับเบลริเอตต้าที่มาแสดงความยินดีกับการแต่งงานในครั้งนี้ส่วนของพวกเขาทั้งสองนั้นก็จะแต่งงานกันหลังจากนี้อีกไม่นาน แต่ถึงจะเป็นคู่หมั้นและจะแต่งกันอยู่แล้วทั้งสองก็ยังคงเถียงเรื่องการสร้างรถเหมือนเดิมและหลังจากนั้นประตูใหญ่ก็เปิดออกและบรรดาเจ้าสาวที่เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วก็เข้ามาในงานและกลายเป็นจุดรวมของแขกทุกคนในงานทันที ปู่บาบะที่ยืนอยู่ด้านหลังของโทยะก็ได้บอกให้เจ้าบ่าวรีบเดินไปรับเจ้าสาวโดยมียามากาตะกับไนโต้ยืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบหลังจากแจกของขวัญแล้วย่าโทคิเอะก็รับหน้าที่ส่งแขกทุกคนกลับอาณาจักรของตนแต่ก็ยังมีแขกบางกลุ่มที่ยังขอค้างที่ปราสาท หลังงานเลี้ยงเลิกโทยะก็ไปนอนกลิ้งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับบ่นว่าเหนื่อยส่วนบรรดาเจ้าสาวกลับไปห้องของตัวเองหมดแล้ว พ่อบ้านไลม์ได้นำน้ำเย็นมาให้โทยะก็ยกดื่มรวดเดียวเลยเพราะวันนี้ได้ดื่มน้ำน้อยมาก แต่ในระหว่างนั้นไลม์ก็พูดถึงเรื่องทายาททำเอาโทยะสำลักน้ำที่กำลังดื่มเลยทีเดียว ส่วนเรื่องลำดับของการเข้าห้องหอนั้นเหล่าเจ้าสาวได้ตกลงกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้วโดยใช้ลำดับของการเข้ามาเป็นคู่หมั้นเป็นตัวกำหนดดังนั้นลำดับการเข้าหอจึงเป็นตามนี้ ยูมิน่า ลินเซ่ เอลเซ่ ยาเอะ รูเชีย ซู ฮิวด้า รีน และซากุระ ดังนั้นคืนนี้โทยะจึงต้องไปหายูมิน่า แต่พอคิดแบบนั้นแล้วโทยะก็รู้สึกตื่นเต้นหนักกว่าตอนเข้าพิธีแต่งงานซะอีก
.
หลังจากที่ไลม์ออกไปแล้วโทยะก็ยังคงนั่นทำใจอยู่ในห้องซักพักและตัดสินใจจะก้าวไปยังขั้นต่อไปเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูและคนที่เข้ามาในห้องก็คือเชสก้านั่นเองเธอนำเอาของขวัญจากเรจีน่ามาให้เป็นของเหลวหลากสีอยู่ในขวดแต่ละใบ สีแดงคือยาเพิ่มความอึด สีฟ้าคือยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ส่วนสีเขียวคือยาบำรุงกำลัง แถมยังบอกว่ายาพวกนี้ฟลอล่าเป็นคนทำขึ้นมาไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วยแต่แน่นอนว่าโทยะไม่เอา เพราะโทยะคิดว่าเขาฟื้นพลังตัวเองได้ด้วยรีเฟรซ แต่จู่ ๆ เชสก้าก็มาจับข้อมือของโทยะราวกับกำลังตรวจเช็คชีพจรและเธอก็บอกว่าโทยะกำลังตื่นเต้นอยู่สินะ จากนั้นเชสก้าก็บอกจะให้โทยะทดสอบก่อนลงสนามจริงเธอจึงผลักเขาลงบนโซฟาและเริ่มปลดกระดุมเสื้อของโทยะแถมบอกว่า มันไม่เจ็บหรอกถ้านับรอยเปื้อนบนเพดานแต่ยังไงซะโทยะก็เทเลพอร์ตหนีเชสก้ามาได้ก่อนจะรีบเผ่นแน่บไปที่ห้องของยูมิน่าในทันที โทยะเปิดประตูเข้าห้องไปพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าใหม่ ส่วนทางด้านเชสก้าก็กำลังติดต่อกับเรจีน่าผ่านทางสมาร์ทโฟนทั้งหมดนั้นเป็นแผนการของเรจีน่าที่จะกระตุ้นให้โทยะรีบไปหาเจ้าสาวซะที ส่วนทางด้านของโทยะเมื่อเข้าไปในห้องยูมิน่าแล้วเขาก็กางพริซันป้องกันเอาไว้ทันทีเพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครสามารถมาแอบดูแอบฟังหรือเข้ามาขัดจังหวะได้แล้ว แต่ยังวางใจไม่ได้เพราะเรจีน่าอาจซ่อนกล้องไว้ในห้องนี้ก็ได้โทยะจึงใช้เวทค้นหาเพื่อความปลอดภัยแต่ก็ไม่พบอะไร โทยะเดินเข้าไปหายูมิน่าในชุดนอนสีขาวนั่งรออยู่บนเตียงซึ่งยูมิน่าก็บ่นว่าโทยะปล่อยให้เธอรอนานไปหรือเปล่า หลังจากปรับอารมณ์เรียบร้อยยูมิน่าก็นั่งลงบนเตียงและโค้งคำนับดูเหมือนว่ายาเอะจะเป็นคนสอนให้หลังจากนั้นโทยะก็ขึ้นไปบนเตียงและทำแบบเดียวกันกับที่ยูมิน่าทำเมื่อครู่หลังจากนั้นความตื่นเต้นและความประหม่าก็เริ่มค่อย ๆ หายไปโทยะเริ่มจูบยูมิน่าในแบบที่ไม่ได้ทำตอนพิธีแต่งงานท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมานั้นเงาของทั้งคู่ค่อย ๆ เริ่มทับซ้อนกันอย่างช้า ๆ ถ้านับรวมวันนี้ด้วยก็จะเป็นเวลาทั้งหมดเก้าวันที่ต้องทำอะไรแบบนี้ซึ่งโทยะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย
.
สิบวันผ่านไปโทยะกับก็ได้มานั่งดื่มชาที่สวนที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งตามคำเชิญของพพวกพี่สาวอย่าง คาเร็น โมโรฮะ คารินะ โดยมีซุยกะเป็นตัวแถมซึ่งคาเร็นก็ชงหัวเรื่องว่า “เพียงเท่านี้โทยะกับพวกยูมิน่าก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยแล้วสินะ” ซึ่งโทยะก็ตอบว่าเหลือแค่ซูคนเดียวเท่านั้นที่เขายังไม่ได้แตะต้องแค่ไปเตียงเดียวกันเฉย ๆ เพราะเขาไม่อยากจะรีบร้อนจนเกินไปเพราะยังไงก็อยู่ด้วยกันอีกยาว (แน่นอนว่าโทยะยังทำใจที่จะมีสัมพันธ์แบบนั้นกับซูไม่ได้เพราะซูยังไม่ปะสีปะสาเรื่องแบบนี้และไม่อยากจะฝืนเกินไปส่วนรีนเป็นข้อยกเว้น) ส่วนโมโรฮะก็ถามเรื่องแผนที่ว่าจะโทยะจะพาภรรยาทั้งหมดไปฮันนีมูนที่โลกเดิมของเขานั้นได้เตรียมความพร้อมหรือยังแล้วซุยก็พูดแทรกขึ้นว่าอยากได้เหล้าเป็นของฝาก ซึ่งแม้ว่าโทยะในตอนนี้จะมีพลังมากกว่าเมื่อก่อนแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพาทุกคนข้ามมิติกลับไปยังโลกเดิมได้ด้วยตนเองงานนี้ปู่เวิร์ลก็อดเลยจะเข้ามาช่วยซึ่งถ้าว่ากันตามหลักการแล้ว “โมจิซึกิ โทยะ” ได้ตายไปจากโลกนั้นแล้วและจะไม่สามารถคืนชีพขึ้นที่โลกเดิมในฐานะของมนุษย์ได้แต่การไปในครั้งนี้จะอยู่ในสถานะของเทพที่มีชื่อว่า “โมจิซึกิ โทยะ” ที่ลงไปเยี่ยมเยียนโลกอื่นในฐานะของเทพฝึกหัด (ประมาณไปทัศนศึกษา) และดูเหมือนว่าถ้าลงไปที่โลกก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้เพราะโลกเดิมนั้นมีพลังเวทต่ำมากแต่พลังเทพน่าจะยังพอใช้ได้อยู่ คาเร็นจึงบอกว่าไม่ต้องกังวลไปเพราะสมาร์ทโฟนของโทยะถือเป็นก็อดอาติแฟกน่ามันน่าจะทำให้โทยะใช้เวทมนตร์ผ่านทางสมาร์ทโฟนได้แต่อย่าใช้มากเกินไปจะดีกว่าเพราะถ้าความแตกขึ้นมาอาจจะไม่ได้อยู่ฮันนีมูนยาวตามที่ตั้งใจก็ได้ ดังนั้นโทยะจึงตั้งในว่าจะใช้แค่เซิร์จไว้ค้นหากันเผื่อผลัดหลงกับสโตร์เอาไว้หิ้วของตอนชอปปิ้งก็น่าจะพอ
.
จากนั้นก็มีการพูดถึงปู่เวิร์ลก็อดว่าปู่มาช้าจังทั้ง ๆ ที่นัดไว้แล้วซึ่งโทยะก็คิดว่าไม่แปลกหรอกเพราะปู่ช่วงนี้ก็ดูวุ่น ๆ อยู่เพราะตอนงานแต่งของโทยะนั้นถือว่าเป็นครั้งแรกที่เทพเกือบสิบองค์ลงมาที่โลกพร้อม ๆ กันและเรื่องราวตอนที่เทพเหล่านั้นจำแลงกายเป็นมนุษย์มาเที่ยวเล่นอย่างสนุกสนานก็แพร่กระจายไปทั่วแดนเทพแล้วคาดการณ์ว่าในอนาคตจะทีเทพอีกหลายองค์ตามลงมาเพราะในสภาพของเทพที่ลงมาที่โลกมันก็จะคล้าย ๆ กับการเล่นเกมส์ RPG ซึ่งผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นตัวละครในเกมส์นั่นแหละ โดยคารินะได้เล่าให้ฟังว่าเทพแห่งการประดิษฐ์กับเทพแห่งตุ๊กตาเริ่มผลิตผลงานของตัวเองที่นี่แล้ว เทพแห่งการแสดงและเทพแห่งการเต้นรำก็ไปเข้าร่วมกับคณะละคร คาดว่าอีกไม่นานบรุนฮิวคงได้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอีกแน่ ๆ ส่วนเทพแห่งแว่นก็ตั้งหน้าตั้งตากับการทำแว่นราวกับจะมาเผยแพร่อารายธรรมแห่งแว่นที่โลกนี้ยังไงอย่างงั้นเพราะแว่นตาในโลกนี้ยังไม่แพร่หลายนักแต่ตอนนี้โทยะมีความกังวลใจอยู่อีกอย่างนั่นก็คือในระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นพวกเทพที่ลงมาจะก่อปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ในเวลานั้นเองปู่เวิร์ลก็อดปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าไม่ต้องกังวลช่วงที่โทยะพาเหล่าภรรยาไปฮันนีมูนปู่แกจะดูแลทางนี้ให้เอง ส่วนที่ปู่แกมาช้าเพราะการตกลงกันเรื่องรีสอร์ทเทพนั้นถกกันไม่ลงตัวเล็กน้อย จากนั้นปู่แกก็จะบอกสิ่งที่จำเป็นและข้อควรระวังในขณะที่ไปฮันนีมูนที่โลกให้ได้รู้ไว้โดยกำหนดการเดินทางก็คือวันพรุ่งนี้โทยะจึงเมลล์เรียกภรรยาทุกคนมา
.
ปู่เวิร์ลก็อดบอกถึงความสำคัญของแหวนที่ทุกคนสวมอยู่นั่นเป็นเหมือนกับเป็นเครื่องแปลภาษาซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจภาษาทุกภาษาบนโลกได้ทำให้การสื่อสารไม่ติดขัดและที่สำคัญปู่เตรียมเงินของโลกไว้ให้เรียบร้อยแล้วเที่ยว ชอป ชิม ชิวได้ตามอัธยาศัยแล้วก็สมาร์ทโฟนของพวกยูมิน่านั้นได้รับการอัพเกรดให้สามารถนำไปใช้งานที่โลกได้ (ของที่นี่จะใช้พลังเวทเป็นสื่อกลางในเชื่อมต่อกันแต่ที่โลกมีพลังเวทน้อยจึงจะใช้งานไม่ได้ถ้าเอาไปที่โลกทั้งแบบนั้นโดยปู่แกเปลี่ยนให้ใช้อากาศเป็นสื่อกลางแทน) และที่สำคัญโลกมีพลังเวทอยู่น้อยมากซึ่งมันจะส่งผลให้ใช้เวทมนตร์ได้ยากแม้แต่เวทไร้ธาตุก็ยังใช้การได้ไม่ดี แถมไม่สามารถเก็บกักพลังเวทไว้ในถังเก็บได้ด้วยเพราะเมื่อข้ามโลกไปแล้วพลังเวทที่เก็บไว้มันก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ปู่เวิล์ดก็อดก็ถามว่าโลกนั้นมันมีอะไรอันตรายขนาดต้องใช้เวทมนตร์กันเลยหรือ? ซึ่งถ้าไม่ได้ไปยังสถานที่อันตรายแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรหนักหนาถึงกับต้องใช้เวทเลยซึ่งเรื่องใช้เวทไม่ได้จึงไม่เป็นปัญหาแต่ปัญหาใหญ่สุดคือตัวโทยะเองนั่นแหละเพราะโทยะเคยเป็นคนของโลกนั้นและได้ตายไปแล้ว ดังนั้นคนที่ตายไปแล้วจะไปเดินดุ่ม ๆ ในโลกนั้นไม่ได้ถ้ามีคนจำโทยะได้ขึ้นมาได้เป็นปัญหาแน่ดังนั้นปู่จึงจัดการเสกให้โทยะกลายสภาพเป็นคืนอื่นซะคนจะได้จำไม่ได้แต่ทว่าซากุระกับซูก็แย้งว่าไม่อยากให้ทำแบบนั้นเพราะมันเหมือนกับการไปเที่ยวกับคนอื่นที่ไม่ใช่โทยะและโดยส่วนตัวโทยะก็อยากไปพบกับพ่อแม่ทางความฝันด้วยจะให้มีรูปลักษณ์เป็นคนอื่นไปก็คงจะไม่ได้ แต่ปู่แกบอกว่าอย่าได้ห่วงเพราะแกแค่จะทำให้โทยะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปนิดหน่อยเท่านั้นแล้วปู่แกก็เสกให้โทยะกลายเป็นเด็กประถมปีหนึ่ง
.
เมื่อเห็นสามีกลายสภาพเป็นเด็กประถมเท่านั้นแหละพลังโชตะในตัวสาว ๆ ก็เอ่อล้นออกมาในทันทียาเอะถึงกับเข้ามาอุ้มโทยะขึ้นมาแต่ปัญหาก็คือตัวของโทยะเล็กลงก็จริงแต่เสื้อผ้ามันไม่ได้เล็กลงตามไปด้วยเมื่อยาเอะอุ้มโทยะขึ้นมากางเกงมันเลยจะหลุดโทยะจึงต้องพยามจับกางเกงในตัวเองไว้ไม่ให้หลุดตามกางเกงตัวนอกไป หลังวุ่นวายกันพักหนึ่งเหตุการณ์ก็สงบลงซากุระก็ได้เทเลพอร์ตไปซื้อชุดสำหรับเด็กมาให้โทยะแต่ในจำนวนนั้นมีเสื้อผ้าเด็กผู้หญิงปนมาด้วย ยูมิน่า รูเชียและฮิวด้าเข้ามาดูชุดพวกนั้นและสนทนากันอย่างสนุกสนานฮิวด้าถึงกับคิดว่าน่าจะเตรียมชุดเกราะสำหรับเด็กไว้ด้วยก็จะดีมาก หลังจากนั้นโทยะก็ชุดกางเกงขายาวกับเสื้อแบบมีฮู้ดมาใส่ โทยะในรูปลักษณ์จะไม่ตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนหรือคนรู้จักที่อายุไล่ ๆ กันแต่ก็ต้องระวังคนที่รู้จักเขาสมัยยังเด็กเอาไว้เหมือนกัน แถมท้ายปู่ยังบอกให้ด้วยว่าทักษะที่ปู่แกใช้นั้นถ้าเป็นเทพระดับสูง ๆ แล้วก็จะสามารถใช้ได้อย่างอิสระซึ่งตัวของปู่เองก็สามารถเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์แบบอื่นได้แต่ปู่แกชอบรูปลักษณ์นี้เพราะมันดูน่าเกรงขามดี และหลังจากนั้นโทยะก็โดนเหล่าภรรยาลากตัวไปเตรียมตัวจัดกระเป๋าเพื่อที่จะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น แน่นอนว่าคนอื่น ๆ ในปราสาทรู้สึกแปลกใจกับสภาพของโทยะอยู่บ้างแต่ก็พอจะหาเรื่องแถกลบเกลื่อนไปได้อยู่ว่าใช้เวทมิราจส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องแปลงเป็นเด็กนั้นอันนี้ก็ปล่อยให้กำกวมต่อไป
.
เพราะโทยะกลายสภาพเป็นเด็กเหล่าภรรยาจึงออกไปชื้อชุดสำหรับเด็กจากร้านของซานัคมาให้ซึ่งตอนนี้โทยะก็ต้องสวมชุดนอนสำหรับเด็กและอยู่ในห้องนอนกับภรรยาทุกคน พออยู่ในสภาพนี้แล้วโทยะก็โดนยาเอะอุ้มบ่อยมากดูเหมือนจะถูกใจน่าดูแถมยังบอกอีกว่าถ้าหากเธอมีลูกชายก็คงอารมณ์ประมาณนี้ ส่วนเอลเซ่ก็ถามเรื่องปีกของรีนว่าถ้าไปที่โลกแล้วจะไม่มีปัญหาเหรอ? เพราะใช้เวทอินวิซิเบิ้ลซ่อนไม่ได้เหมือนที่นี่แล้วที่โลกก็ไม่มีเผ่าภูตด้วยแต่รีนบอกว่าปีกของเธอจะมีปฏิกิริยากับพลังเวทมนตร์จึงจะปรากฏชัดเจนในที่ ๆ ความเข้มข้นของพลังเวทมนตร์เท่านั้นถ้าไม่มีพลังเวทลอยอยู่อากาศแล้วล่ะก็ปีกนี้ก็แทบจะมองไม่เห็นเลย แล้วรีนก็หันไปถามซากุระเรื่องเขาราชาของซากุระ แต่เธอตอบว่าไม่เป็นปัญหาเช่นกันเพราะสามารถเก็บซ่อนมันไว้ใต้ผมได้ถึงหูของซากุระจะดูแหลมกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยแต่ก็น่าจะพอหาทางแถได้อยู่ ในขณะเดียวกันซูที่กำลังนั่งดูภาพของเมืองโตเกียวยามค่ำคืนผ่านสมาร์ทโฟนของโทยะยูมิน่ากับรูเชียก็กำลังศึกษากฏจราจรเรื่องสัญญาณไฟเขียวไฟแดงอยู่ ซึ่งอันที่จริงก็สามารถใช้เวทรีคอลทำการแชร์ความรู้ที่มีอยู่ให้กันได้แต่ว่าให้นั่งเรียนรู้ด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า ส่วนฮิวด้ากับยาเอะนั้นดูจะกังวลเรื่องทื่ไม่สามารถพกดาบไปด้วยได้และด้วยฝีมือระดับพวกเธอในตอนนี้โทยะคิดว่าแค่มีดสั้นก็คงเอาชนะคนปกติได้สบายแล้วว่ากันตามตรงฝีมือการต่อสู้ของภรรยาแต่ละคนในตอนนี้โทยะคิดว่ายังไงก็ไม่มีทางจะแพ้คนธรรมดา ๆ ที่โลกเลย
.
หลังจากนั้นไม่นานยูมิน่าก็บอกให้ทุกคนเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าซึ่งถ้าเป็นก่อนหน้านี้เวลาทุกคนมานอนรวมกันแบบนี้โทยะจะต้องระเห็ดไปนอนบนโซฟาไม่ก็นอนอยู่ขอบเตียงแต่ว่าตอนนี้โทยะก็ได้เป็นสามีภรรยากับพวกเธอเต็มตัวไปแล้วดังนั้นคราวนี้จึงนอนบนเตียงเดียวกันแต่เพราะโทยะโดนทำให้กลายเป็นเด็กคืนนี้ก็เลยอดกิจกรรมยามค่ำคืนไปตามระเบียบ โทยะเลยแอบเจ็บใจเล็กน้อย แต่จู่โทยะก็โดนซูเข้ามากอดจากทางด้านหลังและดันไปที่เตียงจากนั้นซากุระก็เข้ามาผสมโรงด้วยทันทีโดยการเข้ามากอดจากทางด้านหน้าโทยะจึงโดนประกบทั้งสองด้านราวกับเป็นแซนวิสแต่โชคดีที่รูเชียเข้ามาช่วยดีงตัวออกมาจากการโดนประกบได้แต่ไม่ช้ารูเชียก็ทำแบบเดียวกับซูบ้างแล้วยูมิน่าก็เข้ามาบ้าง ซูกับซากุระก็เข้ามากอดต่อ ฮิวด้า ยาเอะ ลินเซ่และเอลเซ่ก็เตรียมจะโดดมาเข้าร่วมแต่รีบก็เข้ามาแก้สถานการณ์ให้สงบลงได้โดยให้ทุกคนมาเล่นเกมส์ตัดสินกันว่าใครจะได้นอนข้าง ๆ โทยะในคืนนี้แต่ก่อนที่สาว ๆ จะตัดสินกันได้โทยะก็หลับไปก่อนแล้วและคืนนั้นโทยะก็ฝันว่าโดนหนวดจำนวนมากมาโอบรัดจนเขาต้องเทเลพอร์ตหนี รู้สึกตัวตื่นมาอีกทีโทยะก็ไปอยู่บนโซฟาแล้วในขณะที่ภรรยาทุกคนนอนอยู่บนเตียงและเช้าวันรุ่งขึ้นโทยะกับเหล่าภรรยาก็มาพบกับปู่เวิร์ลก็อดที่บาบิโลนส่วนของ “สวน” เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางโดยมี เรจีน่า เอลก้า เอนเด้ เมล พวกเชสก้าและเหล่าพวกเทพพักร้อนทั้งหลายต่างก็มารวมตัวกันที่นั่นเพื่อมองส่งพวกโทยะที่กำลังจะออกเดินทางไปยัง “โลก” และเมื่อเอนเด้เห็นสภาพของโทยะก็ถึงกับหัวเราะออกมาทำให้โทยะแอบเคืยงนิด ๆ และคิดว่าแกอดของฝากแน่เอนเด้ พวกยูมิน่าก็เปลี่ยนชุดเป็นแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปบนโลกเรียบร้อยมองดูก็เหมือนกับคนต่างชาติที่มาท่องเที่ยวแต่ยกเว้นยาเอะไว้คนหนึ่งที่เหมือนชาวญี่ปุ่น
.
หลังจากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็ทำการส่งพวกโทยะไปที่โลกโดยได้บอกกับโทยะว่าถ้าจะกลับเมื่อไหร่ก็ให้โทรบอกแล้วปู่จะไปรับ เมื่อมาถึงโลกพวกโทยะก็พบว่าพวกเขานั้นอยู่ในป่าที่ดูไม่แตกต่างจากที่โลกโน้นมากนักแต่เพราะปีกของรีนจางหายไปแล้วทำให้ทุกคนรู้แล้วว่าตอนนี้พวกเขามาถึง “โลก” แล้วและไม่นานนักพวกเขาก็ได้พบกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นซึ่งบ้านหลังนี้ก็คือบ้านที่คุณตาของโทยะเคยอาศัยอยู่นั่นเองแต่คุณตาก็เสียไปนานแล้วตั้งแต่โทยะอยู่มัธยมต้นแต่ตัวบ้านกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยมันจึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากหลังจากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็โทรมาหาเพื่อเช็คดูว่าพวกโทยะไปถึงที่หมายโดยปลอดภัยหรือไม่และบอกว่าจัดตรงนั้นไว้ให้เป็นจุดพักของพวกโทยะโดยน้ำปะปาและไฟฟ้าพร้อมสรรพแถมก็ยังเป็นที่ที่โทยะคุ้นเคยอีกด้วยหลังจากนั้นซูก็ลองเปิดประตูดูพบว่ามันไม่ได้ล็อคทำให้พวกโทยะสามารถเดินเข้าไปในบ้านได้
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 31 พาร์ท 2 (453- 461) Final
[ก่อนเริ่มเนื้อหาของพาร์ทนี้ขอจูนกันนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องปู่แท้ ๆ ของโทยะซึ่งจริง ๆ แล้วต้องบอกว่าเป็นคุณตา เพราะจากเนื้อหาตอนที่แล้วเพิ่งจะมีการเฉลยว่า じいちゃん ที่โทยะพูดถึงมาตลอดตั้งแต่ตอนแรกนั้นแท้จริงแล้วเป็นคุณพ่อของแม่โทยะดังนั้นผมจึงจะเปลี่ยนเป็นคุณตาเพื่อให้เข้ากับภาษาของบ้านเรานะครับ]
.
หลังจากเดินเข้ามาภายในบ้านโทยะก็ลองเปิดสวิทซ์ไฟดูก็พบว่าภายในนั้นมีทั้งไฟฟ้าให้ใช้งานได้โทยะรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่ยังมีไฟฟ้าให้ใช้อยู่ทั้งที่คุณตาของเขาก็เสียไปนานแล้วจึงไม่น่าจะมีใครอาศัยอยู่ที่นี่ซึ่งในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่ รีนก็เปิดปิดสวิทซ์ไฟเล่นด้วยความสนอกสนใจในเทคโนโลยี “ไฟฟ้า” ที่ไม่ได้เกิดมาจากเวทมนตร์ หลังนั้นซูก็เริ่มเดินนำทุกคนเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่ถอดรองเท้าจึงโดนยาเอะเรียกให้กลับมาถอดรองเท้าให้เรียบร้อยก่อนเพราะถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นทรงสไตล์ตะวันตกแต่ก็ยังใช้ธรรมเนียมตามญี่ปุ่นอยู่ดีทุกคนจึงกลับมาถอดรองเท้าให้เรียบร้อยและจึงค่อยเดินเข้าไปใหม่ เมื่อเข้ามาภายในก็พบว่าสภาพบ้านนั้นดูสะอาดสะอ้านและมีสภาพพร้อมอยู่อาศัยได้อย่างสบาย มีน้ำปะปา ทีวี ตู้เย็นพร้อมสรรพขนาดนี้โทยะไม่แน่ใจว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของปู่เวิร์ดก็อดหรือเพราะแม่ของเขาคอยมาดูแลทำความสะอาดที่นี่อยู่บ่อย ๆ กันแน่ หลังจากนั้นซากุระกับซูก็มุ่งความสนใจไปยังทีวีที่อยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแม้ว่าทั้งคู่จะรู้จักทีวีมาก่อนแล้วแต่เพิ่งได้เห็นของจริงก็วันนี้จึงทำให้มีความรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เอลเซ่กับลินเซ่เองก็สนใจเช่นกันโทยะจึงหยิบรีโมตขึ้นมาเปิดทีวีซึ่งรายการที่เปิดเจอนั้นคือรายการสารคดีสัตว์โลกดูเหมือนว่าม้าลายจะเป็นสัตว์ที่แปลกประหลาดสำหรับเหล่าภรรยาที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
.
ในขณะที่ ซู ซากุระ เอลเซ่ ลินเซ่กำลังสนใจทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่นรูเชียก็ไปสำรวจห้องครัวแล้วก็หอบอุปกรณ์ต่างที่อยู่ในนั้นออกมาหาโทยะด้วยแววตาเป็นประกายพร้อมกับถามว่าอุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานได้ไหม? ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถใช้การได้ระบบแก๊สทำงานปกติจากนั้นโทยะก็แนะนำรูเชียว่าอุปกรณ์อย่างตู้เย็นกับไมโครเวฟนั้นมีไว้ใช้ทำอะไรและใช้งานอย่างไรแต่ทว่าเมื่อเปิดตู้เย็นออกดูก็พบว่าภายในตู้นั้นว่างเปล่า หลังจากนั้นโทยะก็โดนรูเชียกระหน่ำคำถามเกี่ยวกับอุปกรณ์การทำอาหารอีกหลายชนิดซึ่งก็มีบางอันที่โทยะตอบไม่ได้อยู่เหมือนกันสุดท้ายแล้วโทยะจึงต้องหาทางเผ่นออกจากห้องครัวโดยเร็วหลังจากนั้นโทยะก็ขึ้นไปที่ชั้นสองก็พบยูมิน่า รีน ยาเอะ และฮิวด้าที่อยู่ที่ห้องทำงานของคุณตาที่มีหนังสืออยู่เต็มไปหมดและพวกเธอก็กำลังล้อมวงอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่สำหรับยูมิน่ากับรีนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเธอจะสนใจหนังสือพวกนี้แต่สำหรับยาเอะกับฮิวด้านั้นค่อนข้างจะแปลกแต่เมื่อโทยะเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเธอทั้งสี่กำลังดูอัลบั้มรูปถ่ายของโทยะสมัยยังเป็นเด็กอยู่ซึ่งมันถูกวางเอาไว้บนโต๊ะทำงานของคุณตานั่นเอง ซึ่งภาพเหล่านี้ก็เป็นผลงานการถ่ายภาพของคุณตา แน่นอนว่าโทยะรู้สึกอายที่จะให้พวกยูมิน่าเห็นภาพเหล่านั้นเขาจึงรีบไปยึดอัลบั้มนั้นมาจากมือยูมิน่าทันที ก่อนจะรีบใช้พลังเทพเปิดสโตร์แล้วปาอัลบั้มนั้นเข้าสโตร์ไปแต่นั่นก็ทำให้โทยะรู้สึกว่าเสียพลังไปมากกว่าปกติดูเหมือนว่าการใช้พลังเทพจะเป็นภาระกับตัวเขาในสภาพนี้พอสมควรดังนั้นช่วงนี้ควรใช้เวทผ่านสมาร์ทโฟนน่าจะการดีกว่า
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้ยินซูร้องบอกว่าหิวแล้วดังมาจากชั้นล่าง พอลองเช็คเวลาดูก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงไปแล้วแต่เพราะไม่มีวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในตู้เย็นเลยจึงไม่สามารถจะให้รูเชียทำอาหารให้กินได้และถึงแม้ว่าจะมีอาหารเก็บอยู่ในสโตร์แต่ไหน ๆ ก็มาที่โลกแล้วทั้งทีโทยะจึงตัดสินใจพาเหล่าภรรยาทั้งหมดออกไปทานอาหารที่ร้านอาหารที่อยู่ในเมืองโดยใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางแต่โทยะที่ตอนนี้ขายาวไม่พอถีบจึงต้องซ้อนท้ายเอลเซ่มาซึ่งร้านที่พวกโทยะเลือกเข้าไปทานั้นคือร้านอาหารสำหรับครอบครัวที่อยู่บนถนนสายหลักของตัวเมืองหลังจากเข้ามาในร้านแล้วทุกคนก็เลือกสั่งเมนูมาทานโดยอาศัยดูจากภาพและทุกคนก็สั่งอาหารมาทานกันชนิดจัดหนักจัดเต็ม ยูมิน่าสั่งข้าวห่อไข่ เอลเซ่สั่งสเต็กลูกเต๋า ลินเซ่สั่งกราแตงกุ้ง ยาเอะสั่งเซตสตูเนื้อวัว + เซตโรสคัทสึ + ข้าวหน้าหมู + สเต็กไก่ ฮิวด้าสั่งสปาร์เกตตี้มะเขือม่วงผัดกับซอสมะเขียเทศ รูเชียสั่งปลาย่างกับเซ็ตอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ซูสั่งแฮมเบอเกอร์กับกุ้งทอด รีนสั่งแซนวิซ และซากุระสั่งเบค่อนพิซซ่า ส่วนโทยะนั้นเป็นชุดอาหารเที่ยงสำหรับเด็กแน่นอนว่าในระหว่างทานอาหารนั้นรูเชียก็พยามวิเคราะห์รสชาติของอาหารที่ทานไปด้วย ซึ่งอาหารทั้งหมดที่สั่งมานั้นพวกเธอก็แบ่ง ๆ กันลิ้มชิมรสอย่างเอร็ดอร่อยและเมื่อจานหลักหมดลงแล้วก็ถึงเวลาของ “ของหวาน” ส่วนโทยะตอนนี้กินไม่ไหวแล้วเพราะขนาดร่างกายที่เป็นเด็กนั่นทำให้โทยะสงสัยว่าพวกเธอยังจะกินกันไหวอีกเหรอ?
.
และแล้วบนโต๊ะก็มีแพนเค๊ก ช็อกโกแลตพาเฟ่ มิวฟิล แอปเปิ้ลพาย อันมิสึราดช็อกโกแล็ตฟองดูกับครีมชาเขียว พุดดิ้งอาลาโม้ด มองบลัง ไอครีมและเค้ก นานาชนิด เรียกว่าจัดหนักกว่าจานหลักเสียอีก ส่วนโทยะนั้นดื่มแค่กาแฟในระหว่างนั้นรูเชียก็ถามว่าอาหารค่ำจะทานอะไรดี แน่นอนว่าในตู้เย็นนั้นว่างเปล่าถ้าหากจะทำอาหารก็ต้องไปซื้อวัตถุดิบมาเท่านั้นโทยะจึงตัดสินใจว่าจะไปซื้อของกันในช่วงบ่ายของวันนี้ โดยรีนกับลินเซ่เองก็อยากจะดูร้านหนังสือของโลกนี้ด้วย เอลเซ่ก็อยากจะไปดูซื้อเสื้อผ้า ซูอยากไปเล่นสนุก ส่วนฮิวด้าอยากไปดูร้านขายอาวุธ โทยะได้แต่คิดว่าซึ่งหอกหรือดาบก็คงไม่มีขายหรอกอย่างดีก็คงดาบไม้ไผ่สำหรับกีฬาเคนโด้ ทว่าเมื่อฟังความต้องการของแต่ละคนแล้วก็ดูจะแตกต่างวัตถุประสงค์กันเหลือเกินโทยะเองก็ไม่คุ้นเคยกับเมืองนี้เท่าไหร่เขาจึงไม่รู้ว่าจะต้องพาทุกคนไปที่ไหนดีถึงจะตอบสนองความต้องการของสาว ๆ ได้ครบแต่ในระหว่างที่กำลังคิดว่าจะเอายังไงดีอยู่นั้นบริกรสาวก็เดินผ่านมาพอดีโทยะจึงลองถามเธอเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าที่มาเปิดทำการที่นี่เมื่อประมาณห้าปีก่อนดูจึงได้ทราบว่า ห้างหรือชอปปิ้งเซนเตอร์นั้นอยู่ถัดจากที่นี่ไปไม่ไกลนักยูมิน่าที่ไม่รู้ว่าชอปปิ้งเซนเตอร์นั้นคืออะไรจึงได้เอ่ยถามโทยะก็อธิบายว่ามันเป็นอาคารที่รวมสินค้ามากมายมาวางขาย อย่างเช่นเสื้อผ้าหรือของกินอะไรพวกนี้แน่นอนว่ามีร้านหนังสืออยู่ในนั้นด้วยและทุกคนก็ได้ตกลงกันว่าหลังจากทานของหวานเสร็จแล้วก็จะไปที่ชอปปิ้งเซนเตอร์กันต่อแล้วก็จะซื้อวัตถุดิสำหรับทำอาหารเย็นที่นั่นด้วยเมื่อตกลงกันได้แล้วสาว ๆ ก็เริ่มจัดการของหวานบนโต๊ะและไม่นานของหวานเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปในเวลาไม่นาน
.
พวกโทยะเดินทางมาถึงทางเข้าชอปปิ้งเซนเตอร์โดยใช้จักรยานเหมือนเดิม เมื่อมาถึงที่หมายความใหญ่โตของตัวอาคารก็ทำให้พวกยูมิน่าตื่นตาตื่นใจกับขนาดของมันพอสมควรและพอเข้ามาภายในก็ตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเพราะมีสินค้ามากมายอย่างพวกกระเป๋า รอง เท้า เครื่องประดับ ฯลฯ แม้ว่าจะตกเป้าสายตาอยู่บ้างแต่ผู้คนก็เข้าใจว่าเป็นชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวจึงไม่ใครใส่ใจอะไร หลังจากนั้นโทยะก็มาดูแผนที่เพื่อจะค้นหาว่าร้านที่ต้องการจะไปนั้นอยู่ชั้นไหนกันบ้างซึ่งอาคารแห่งนี้มีห้าชั้น พวกร้านขายหนังสือ CD DVD นั้นอยู่ที่ชั้นสี่ ที่ชั้นห้ามีสวนสนุกกับเกมส์เซนเตอร์ ทว่าในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเขาจึงบอกให้ภรรยาทุกคนยืนรอตรงนี้ก่อนจากนั้นเขาก็วิ่งตามคนที่เดินผ่านไปเมื่อกี้ ที่เดินผ่านไปเมื่อครู่เป็นคนรู้จักของโทยะที่เป็นคู่รักวัยชราคู่หนึ่งที่โทยะเรียกว่า “คุณอาซาโนะ” ที่เป็นเพื่อนกับคุณตาของโทยะแม้ว่าจะรู้สึกคิดถึงแต่ก็ไม่สามารถออกไปพบได้โทยะจึงได้แต่มองทั้งสองอยู่ห่าง ๆ ก่อนจะกลับไปตรงบันไดเลื่อนที่เขาบอกให้พวกยูมิน่ารออยู่แต่ทว่าพอไปถึงก็ไม่พบใครเลยซักคน โทยะจึงรีบมองหาภรรยาของเขาแล้วในที่สุดโทยะก็หาเอลเซ่พบที่ร้านขายเสื้อผ้าแต่ก็มีแค่เอลเซ่คนเดียวเท่านั้น ดูเหมือนว่าทุกคนจะกระจัดกระจายกันไปหมดเสียแล้วโทยะรู้สึกร้อนรนเอามาก ๆ เพราะกลัวว่าภรรยาที่เดินทางมาจากต่างโลกอาจจะเจอกับปัญหาเข้าก็ได้หากเดินไปไหนมาไหนตามลำพังในโลกที่ไม่รู้จักโทยะจึงพยายามโทรหายูมิน่าแต่เธอก็ไม่รับสายยิ่งทำให้โทยะร้อนใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
.
ทว่าเอลเซ่ก็บอกกับโทยะว่าพวกเธอทุกคนไม่ได้เอาสมาร์ทโฟนของพวกเธอติดตัวมาด้วยเพราะกลัวจะทำหายแล้วโลกนี้ก็ไม่มีพลังเวทมากพอจะใช้เวทเรียกกลับคืนมาจึงทิ้งเอาไว้ที่บ้านดังนั้นเพื่อจะหาตำแหน่งของภรรยาที่เหลืออีกแปดคนโทยจึงจำเป็นต้องใช้เซิร์จผ่านสมาร์ทโฟนของเขา ส่วนเอลเซ่ก็ยังคงห่วงการเลือกชุดอยู่โทยะเลยตัดปัญหาซื้อไปทั้งสองตัวเลยเพราะเขาอยากจะรีบไปพาทุกคนกลับมารวมกันให้เร็วที่สุดเพราะถ้าเกิดปัญหาแล้วต้องไปจบที่ป้อมตำรวจล่ะก็เรื่องใหญ่แน่ ๆ เพราะพวกโทยะไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนเลยซักชิ้น พูดถึงเรื่องพลัดหลงแล้วถ้าโทยะสามารถใช้พลังได้เต็มที่ก็คงสามารถรู้ที่อยู่ของทุกคนได้ไม่ยากแต่ตอนนี้เหลือพลังอยู่น้อยมากทำให้สามารถจับตำแหน่งได้แบบคร่าว ๆ เท่านั้นยิ่งทำให้โทยะรู้สึกว้าวุ้นเกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอแต่ใจหนึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรอกแต่ก็มันก็อดวางใจไม่ได้ เมื่อรู้ว่าโทยะกำลังร้อนรนเอลเซ่จึงกล่าวขอโทษที่แยกตัวออกไปตามลำพังเพราะเธอคิดว่าแค่แยกกันแปบเดียวคงไม่มีปัญหาแต่โทยะก็ไม่ได้ว่าอะไรเอลเซ่ ตอนนี้เขาคิดแต่จะต้องพวกทุกคนกลับมารวมกันให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อน
.
โทยะพาเอลเซ่ออกมาจากร้านเสื้อผ้าพร้อมกับถึงที่ใส่เสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาก่อนจะเริ่มมองหาคนอื่นที่เหลือแต่ไม่มีวี่แววแสดงว่าไม่มีใครอยู่ที่ชั้นหนึ่งอีกแล้วซึ่งห้างแห่งนี้ใหญ่พอ ๆ กับปราสาทบรุนฮิวถ้ายังไม่ได้ออกไปข้างนอกล่ะก็ยังไงก็ต้องหาเจอโทยะคิดเช่นนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาโทยะจึงตัดสินใจจะไล่หาจากชั้นบนลงล่างน่าจะง่ายกว่าเพราะบางทีอาจจะต้องไล่ไปจนถึงชั้นใต้ดินด้วยดีไม่ยาเอะกับรูเชียน่าจะอยู่โซนที่สิ่งที่เกี่ยวกับอาหารที่ชั้นใต้ดินนั่นแหละ เมื่อตัดสินใจเรียบร้อยโทยะก็เริ่มเคลื่อนไหวโดยพาเอลเซ่ขึ้นไปที่ชั้นห้าโดยใช้ลิฟท์ สำหรับเอลเซ่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใช้ลิฟท์มาก่อนก็ดูจะตื่นกลัวกับมันอยู่บ้าง และเมื่อขึ้นมาถึงชั้นห้าโทยะก็พบกับซูที่ชั้นนี้ตรงแถว ๆ ตู้เครนเกมส์ตู้ขนมในสภาพไม่ค่อยพอใจเพราะเจ้าตู้ที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ยอมทำงานไม่ว่าจะกดปุ่นหรือโยกคันโยกยังไงก็ตามแต่สาเหตุที่มันไม่ทำงานก็เพราะซูไม่ได้หยอดเหรียญลงไปนั่นเองและพอโทยะหยอดเหรียญร้อยเยนลงไปเครื่องก็เริ่มทำงานหลังจากนั้นซูและเอลเซ่ก็ลองเล่นเครนเกมส์จนได้ขนมมาจำนวนหนึ่งแล้วทั้งสามคนก็ลงไปยังชั้นสี่โดยใช้บันไดเลื่อน ที่ชั้นนี้โทยะพบซากุระอยู่ที่ร้านขายแผ่น CD ที่กำลังฉายมิวสิกวีดีโอของวงไอดอลอยู่ดูเหมือนว่าเธอจะร้องเพลงตามมิวสิกวีดีโอนั้นด้วย พอโทยะเข้ามาเรียกเธอก็บอกว่าเพลงนี้สุดยอดอยากได้โทยะจึงต้องควักตังซื้อ CD ให้ซากุระไปตามระเบียบหลังจากนั้นก็พากันไปตามหารีนกับลินเซ่ที่อยู่ชั้นนี้เหมือนกัน
.
ทั้งรีนกับลินเซ่อยู่ที่ร้านหนังสือโดยรีนอยู่ตรงมุมของหนังสือจำพวกเรื่องเล่า ตำนานเทพหรือเทพนิยายปรัมปรา โดยหนังสือที่รีนเลือกมาก็ดูจะเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าทั้งของกรีก อินเดีย แสกนดิเนเวีย และญี่ปุ่นแน่นอนว่าเมื่อโทยะมาถึงรีนก็ขอให้โทยะซื้อหนังสือพวกนี้ให้เธอทันทีจากนั้นก็บอกให้รู้ว่าลินเซ่อยู่ที่โซนหนังสือนิยายเมื่อตามโทยะเดินตามหาก็พบว่าลินเซ่อยู่ตรงโซนนิยายรักแถมนิยายที่ลินเซ่อ่านอยู่นั้นหน้าปกของมันก็ส่อให้เห็นชัดว่าเป็นแนวบอยเลิฟ แม้ว่าตอนที่โทยะมาพบเข้าลินเซ่จะลนลานและแถว่าจะซื้อไปให้ลูกค้าที่ร้านอ่านก็ตามทีแต่ลงท้ายลินเซ่ก็ซื้อหนังสือนิยายมาเพียบหลังจากนั้นพวกโทยะก็จะลงไปที่ชั้นสามแต่ก่อนจะไปต่อโทยะจำเป็นต้องเอาของที่ชอปมาเมื่อกี้ไปยัดเข้าสโตรเสียก่อนโทยะจึงต้องไปหาสถานที่ลับตาในห้องน้ำเพื่อยัดของพวกนั้นเข้าสโตร หลังจากนั้นพวกโทยะก็ลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นสามที่เป็นชั้นขายของอย่างเสื้อผ้าเด็ก อุปกรณ์กีฬา ของเล่น ฯลฯ และโทยะก็พบกับฮิวด้าที่อยู่ตรงหน้าร้านขายของเล่นโดยเธอกำลังดูฟิกเกอร์ของเฮนชินฮีโร่ตัวหนึ่งอยู่อยู่ (ดูทรงแล้วน่าจะเป็นคาเมนไรเดอร์) นอกจากตัวฟิกเกอร์แล้วก็ยังมี เข็มขัด ดาบ แล้วก็ปืนวางขายอยู่ด้วย ตุ๊กตาที่หน้าตาคล้ายกับโพล่าหรือพวกรถจำลองก็มีวางขายอยู่แต่ในขณะที่ภรรยาคนอื่น ๆ กำลังดูของเล่นหลากหลายที่อยู่ในร้านซากุระก็ไปหยิบเอาของเล่นที่เป็นคทาของสาวน้อยเวทมนตร์มาแล้วก็บอกกับโทยะว่า “อันนี้น่าสนใจอยากได้” ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วซากุระสามารถใช้เวทมนตร์ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งของแบบนั้นอยู่แล้วและตอนนี้โทยะก็รู้สึกว่าขืนอยู่ที่นี่นานไปมีหวังได้เสียเงินบานตะไทแน่ต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็วโดยแลกกับการที่เขาต้องซื้อฟิกเกอร์เฮนชินฮีโร่ ตุ๊กตาหมีแล้วก็คทาเวทมนตร์ ให้กับฮิวด้า รีนแล้วก็ซากุระไป
.
หลังจากนั้นพวกโทยะก็ลงมาที่ชั้นสองที่เป็นชั้นที่ขายสินค้าสำหรับสุภาพสตรีและไม่นานนักโทยะก็เจอยูมิน่าอยู่ที่ร้านขายเครื่องประดับและสาวก็ตรงรี่เข้าไปเลือกเครื่องประดับกันทันทีแน่นอนว่าโทยะก็ต้องควักตังจากอีกตามเคยพร้อมกันนี้โทยะก็ต้องซื้อเครื่องประดับให้กับยาเอะกับรูเชียที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยโดยโทยะเลือกปิ่นปักผมให้ยาเอะและเลือกกำไลข้อมือให้กับรูเชียหลังจากนั้นพวกโทยะก็มุ่งหน้าลงชั้นใต้ดินเพื่อไปหายาเอะกับรูเชียเพื่อจะไปรับทั้งสองและซื้ออาหารค่ำตามที่ตั้งใจไว้แต่พอลงไปถึงชั้นล่างก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ดังผิดปกติดูเหมือนว่าข้างล่างนี้กำลังมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ จากตรงบันไดเลื่อนโทยะสังเกตเห็นยาเอะอยู่แผงขายอาหารที่อยู่โซนของชั้นใต้ดินโดยมีเหล่าป้า ๆ ที่อยู่แผงขายต่างพากันส่งอาหารทดลองชิมให้กับเธออยู่แต่ถ้าจะพูดให้ถูกจริง ๆ แล้วก็ยังมีลูกค้าคนอื่น ๆ อยู่ตรงแผงขายอาหารนั้นพอสมควรและลูกค้าเหล่านั้นต่างก็พากันมองดูอาหารที่ยาเอะกินโดยโทยะสงสัยว่ายาเอะไปช่วยคุณป้าเหล่านั้นโปรโมทสินค้าอยู่หรือไงกันเพราะทุกครั้งที่กินเข้าไปยาเอะก็จะวิจารณ์รสชาติของอาหารเหล่านั้นว่ามีรสชาติยอดเยี่ยมขนาดไหน ซึ่งโอเวอร์แอคชั่นของเธอเป็นสิ่งที่เรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อเห็นมีคนแสดงท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็เป็นธรรมที่ลูกค้าคนอื่น ๆ จะเกิดความสนใจและอยากลองชิมดูบ้างจึงไม่แปลกที่เหล่าป้า ๆ ที่ขายอาหารอยู่จะใช้ประโยชน์จากรีแอคชั่นนั้นมาเป็นตัวเรียกลูกค้า มิหนำซ้ำเธอยังไม่เคยจะเรื่องมากเรื่องของกินอาหารที่ไม่ชอบก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ
.
แต่ว่าจะปล่อยให้ยาเอะเรียลูกค้าแบบนี้ต่อไปก็คงจะไม่ได้แม้จะรู้สึกผิดกับพวกป้า ๆ นิดหน่อยอยู่แต่โทยะก็ตัดสินใจเข้าไปหายาเอะเพื่อเรียกเธอกลับมารวมกลุ่ม โทยะจึงแกล้งเนียน ๆ ว่าเป็นน้องชายเดินเข้าไปตามพี่สาวแต่ยาเอะนั้นลืมตัวไปหน่อยเผลอเรียกโทยะว่า “ท่านสามี” ออกมาแต่โชคดีที่ก่อนจะหลุดคำนั้นออกมาเต็ม ๆ ฮิวด้าก็ปราดเข้าไปปิดปากยาเอะได้ทันพร้อมกับบอกว่าพวกคุณแม่ตามหาอยู่ให้รีบกลับมาได้แล้วแต่ยาเอะก็ดันซื่อและกำลังจะบอกกับฮิวด้าว่าคุณแม่ของเธออยู่ที่อิเชนไม่ได้อยู่ที่นี่แต่พอสังเกตเห็นว่าฮิวด้ามีการส่งซิกอะไรบางอย่างมาให้ก็ทำให้ยาเอะนึกขึ้นได้และค่อยไหลตามน้ำได้ในที่สุดหลังจากนั้นยาเอะก็บอกลาพวกคุณป้าที่แผงขายอาหารและกลับมารวมกลุ่มกับโทยะตอนนี้เหลือรูเชียเพียงแค่คนเดียวแล้วเมื่อลองค้นหาไปตามจุดที่สมาร์ทโฟนชี้ไปก็พบว่าแถวนั้นเป็นโซนขายเครื่องครัวและพบกับรูเชียที่กำลังพิจารณากะทะทรงสี่เหลี่ยมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่โดยเธอตั้งใจมากเสียจนไม่ได้รู้สึกถึงการมาของโทยะจนโทยะต้องเรียกเธอถึงสองรอบภายหลังโทยะก็อธิบายให้รูเชียรู้ว่ากะทะลักษณะนี้เขาเอาไว้สำหรับทำไข่ม้วน แน่นอนว่าพอได้ยินแบบนั้นรูเชียก็อยากได้กะทะนี้ทันทีแต่ก็ไม่ได้บอกให้โทยะซื้อให้เธอตรง ๆ ตามนิสัยของเธอแต่โทยะก็รู้ถึงความต้องการของรูเชียดีจึงได้บอกให้ซื้อไปสองใบเลย เพราะจะให้รูเชียเอาไปฝากแคลร์ที่เป็นหัวหน้าแม่ครัวประจำปราสาทด้วย
.
ในขณะเดียวกันฮิวด้ากับยาเอะก็หันไปให้ความสนใจกับมีดทำครัวที่แขวนอยู่โดยความสนใจของพวกเธอนั้นมองมันในเชิงศิลปะของการทำอาวุธเสียมากกว่าจะว่ากันด้วยเรื่องของการใช้งานหลังจากซื้อของกันจนพอแล้วรีนก็ถามว่าเย็นนี้จะอาหารอะไร รูเชียก็ได้ยื่นการ์ดที่เธอหยิบมาจากตรงด้านหน้าทางเข้าโซนขายวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมาให้ดูมันเป็นภาพของชุดอาหารที่มีทั้งรายชื่อวัตถุดิบ เครื่องปรุงและวิธีทำเขียนเอาไว้เสร็จสรรพแน่นอนว่าเธออยากจะทำอาหารตามสูตรที่เขียนไว้บนการ์ดนี้ด้วยความรู้สึกเร่าร้อนสุด ๆ แต่ว่าถ้าจะทำทั้งหมดตามเมนูนี้โทยะเกรงว่าจะกินกันไม่ไหวเอาแต่รูเชียก็ตอบง่าย ๆ ว่ามียาเอะอยู่ ประเด็นนี้จึงจบแค่นั้นหลังจากนั้นพวกโทยะก็เข้าไปซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับอาหารมื้อค่ำโดยรูเชียนั้นต้องการพว พวกผัก เนื้อ ปลาสด โทยะจึงนำทางเธอไปในขณะที่ซูก็ให้ความสนใจกับมุมขนมหวาน ซากุระกับลินเซ๋ก็พากันไปเลือกซื้อไอครีมนอกจากนี้ก็ซื้อข้าวสารมาด้วยซึ่งวัตถุดิบข้าวสารและของหวานที่เพียงพอสำหรับคนเก้าคน (หรือจริง ๆ อาจจะเกินเพราะแค่ยาเอะคนเดียวก็เกือบจะเท่ากับสามสี่คนแล้ว) ถือเป็นอะไรที่หนักมาก ๆ โทยะจึงต้องหาที่ลับตาและนำของทั้งหมดยัดลงสโตรอีกรอบหลังจากนั้นก็เดินทางกลับโดยจักรยาน
.
เมื่อกลับมาถึงรูเชียก็เริ่มเข้าครัวโดยขอให้ลินเซ่กับซูไปเป็นลูกมือคอยช่วยเพราะนอกจากสองคนนี้แล้วคนอื่น ๆ ที่เหลือไม่มีสกิลด้านทำอาหารเลย ยูมิน่ากับฮิวด้านั้นดั่งเดิมก็เป็นเจ้าหญิง(และไม่ได้มีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษแบบรูเชีย) จึงไม่ค่อยได้ทำอาหารอยู่แล้ว ส่วนยาเอะนั้นถึงจะทำเองเป็นบ้างแต่ถนัดกินมากกว่า รีนกับซากุระไม่สนใจเรื่องการทำอาหารเลย เอลซ่นี่ยิ่งแล้วใหญ่ไม่ว่าจะทำอาหารอะไรก็จะออกมาเป็นอาหารรสเผ็ดจัดไปซะหมดดังนั้นจึงถูกห้ามไม่ให้เข้าครัวในขณะที่ลินเซ่มีความสามารถในการทำอาหารอยู่แล้วเพราะประสบการณ์การใช้ชีวิตของเธอที่ผ่านมาส่วนซูนั้นศึกษามาบ้างจากคอร์สการฝึกเป็นเจ้าสาว หลังจากนำวัตถุดิบออกจากสโตรแล้วโทยะก็ปล่อยหน้าที่ในครัวให้กับ รูเชีย ลินเซ่และซูไปในระหว่างนั้นก็นั่งดูที่วีรอไปพลาง ๆ จนกระทั่งลินเซ่มาบอกว่าอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเมื่อถึงเวลาทานอาหารทั้งหมดก็ถูกนำมาจัดเรียงอย่างสวยงามเต็มโต๊ะโทยะและเหล่าภรรยาทั้งหมดก็มานั่งร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมเพรียงโดยอาหารนั้นนับได้คร่าว ๆ แปดเมนูโดยยังไม่รวมของย่อย ๆ และของที่กำลังอบอยู่ในเตาอบและหลังจากนั้นก็ถึงเวลาลงมือทานกันและหลังจากมื้ออาหารจบลงสาว ๆ ก็ไปเอาไอศครีม เค้ก พุดดิ้ง เยลลี่และขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นมาทานกันต่ออีกเล่นเอาโทยะรู้สึกกังวลใจขึ้นมาว่ามาฮันนีมูนคราวนี้ภรรยาเขาจะอ้วนขึ้นไหมนี่แต่ถึงจะอ้วนยังไงเขาก็รักภรรยาทั้งหมดไม่เปลี่ยนอยู่ดีนั่นแหละแล้วพอคิดไปคิดว่าโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้พวกเธอมีสถานะเป็นเทพกันแล้วอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากก็ได้
.
คิดได้แบบนั้นแล้วโทยะจึงลองหยิบไอศครีมที่ลินเซ่ซื้อมาลองกินดูบ้างรสชาติมันก็อร่อยดีแถมยังชวนให้คิดถึงอีกด้วยหลังจากนั้นยาเอะก็ถามโทยะถึงกำหนดการณ์ในวันพรุ่งนี้ โทยะจึงบอกว่าเขาอยากจะไปเข้าฝันคุณพ่อแต่มันต้องรอให้ถึงเวลาค่ำก่อนแต่ถ้าจะให้นอนรออยู่ที่บ้านเฉย ๆ มันก็คงไม่ดีสำหรับการมาฮันนีมูนที่ควรเน้นไปที่การสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกับภรรยาทุกคนในขณะที่อยู่ที่โลกนี้ ยูมิน่าก็เลยบอกว่าเธออยากลองนั่งรถไฟดูซึ่งซูเองก็สนับสนุนความคิดนี้ แต่โทยะคิดว่าแค่นั่งรถไฟอย่างเดียวมันก็ออกจะน่าเบื่อเกินไปหลังจากพิจรณาว่าควรจะไปที่ไหนดีอยู่หลายที่สุดท้ายโทยะก็ได้ข้อสรุปว่าจะพาพวกยูมิน่าไปสวนสัตว์แน่นอนว่าพวกยูมิน่าไม่รู้จักว่ามันคืออะไรเพราะโลกฝากโน้นไม่มีสวนสัตว์ โทยะจึงได้อธิบายให้พวกเธอฟัง ระหว่างนั้นซากุระก็ถามเรื่องอาหารที่จะกินระหว่างเที่ยวสวนสัตว์ ส่วนเอลเซ่ก็ถามเรื่องความปลอดภัยของสวนสัตว์เพราะเธอเข้าใจว่าถ้าสัตว์พวกนั้นเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมดมันจะไม่อันตรายหรือจะไม่โดนโจมตีแน่นะ โทยะก็อธิบายว่ามันอยู่ในที่มีกรงคอยกันไว้รับรองว่าไม่มีอันตรายถึงจะเคยมีเหตุสิงโตหรือเสือหลุดจากกรงบ้างก็เถอะแต่คิดว่าคงไม่บังเอิญขนาดนั้นแต่ในหัวของโทยะแล้วว่ากันตามตรงเอลเซ่นั้นแกร่งกว่าสัตว์ในสวนสัตว์หลายเท่าดีไม่ดีเธอจะอัดกอลิล่าไม่ก็ช้างร่วงได้โดยไม่ต้องอาศัยบูสเสียด้วยซ้ำ ทว่าเอลเซ่ก็ดูเหมือนจะจับได้ว่าโทยะกำลังแอบคิดอะไรไม่ดีอยู่โชคดีที่ศึกชิงขนมหวานกับลินเซ่ช่วยเบนความสนใจของเอลเซ่ไปได้ แต่โทยะก็เริ่มรู้สึกกังวลกับความสามารถในการอ่านใจของเหล่าภรรยาที่เฉียบคมขึ้นราวกับทีพลังเทเลพาธีก็ไม่ปานแบบนี้เขาคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้แล้ว
.
วันรุ่งขึ้นโทยะก็พาเหล่าภรรยาไปสวนสัตว์โดยใช้เส้นทางรถไฟใต้ดินโดยใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีในการเดินทางจากบ้านของคุณตามายังสถานี หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกประมาณสิบนาทีเพื่อไปยังสถานีที่อยู่ใกล้ ๆ กับสวนสัตว์ ในระหว่างนั่งรถมาทุกคนก็ดูจะสนุกสนานกับการขึ้นรถไฟมีแค่ยูมิน่าเท่านั้นที่สังเกตถึงอะไรบางอย่าง โดยเธอได้บอกกับโทยะว่าการที่สามารถนำรถลงมาวิ่งใต้ดินได้แบบนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจเพราะมันช่วยไม่ให้ถูกโจมตีจากพวกมอนสเตอร์หรือพวกโจรที่คอยดักปล้นได้ดังนั้นถ้านำไปสร้างที่โลกของพวกเธอได้ล่ะก็จะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเดินทางได้อีกระดับหนึ่งซึ่งการขุดอุโมงนั้นถ้าใช้เวทดินล่ะก็ทำได้สบายอยู่แล้ว และหลังจากลงจากรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีอันเป็นที่หมายแล้วพวกโทยะก็เดินออกจากสถานีและใช้เวลาอีกไม่กี่นาทีก็มาถึงสวนสัตว์ โดยราคาตั๋วของที่นี่ประชาชนทั่วไปจะอยู่ที่ห้าร้อยเยน เด็กประถมกับมัธยมต้นจะอยู่ที่คนละร้อยห้าสิบเยน สำหรับยาเอะ ฮิวด้า เอลเซ่และลินเซ่นั้นหากพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเธอก็ดูประมาณเด็กมัธยมปลาย ส่วนซากุระที่อายุสิบหกก็น่าจะถูกรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนยูมิน่ากับรูเชียนั้นดูก้ำกึ่งระหว่างเด็กม.ต้นกับม.ปลาย ส่วนรีนกับซูนี่ดูยังไงก็เด็กม.ต้นชัด ๆ ส่วนโทยะตอนนี้มีสภาพเป็นเด็กประถมและหลังจากจ่ายเงินซื้อตั๋วแล้วเสร็จแล้วพวกโทยะก็เข้ามาภายในบริเวณของสวนสัตว์โดยหยิบแผนที่ติดมือมาด้วย
.
ภายในสวนสัตว์มีผู้คนไม่มากนักเนื่องจากว่าไม่ใช่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จึงมีแค่เด็กเล็ก ๆ ที่มากับพ่อแม่และกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษาสิ่งแรกที่ได้ดูกันก็คือพวกนกเป็ดน้ำกับพวกหงส์ เพนกวิน ฯลฯ โทยะที่เคยเห็นนกพวกนี้ผ่านจอทีวีพอได้เห็นของจริงเข้าก็เลยพลอยตื่นเต้นไปกับเขาด้วย ยูมิน่ากับรูเชียถูกใจความน่ารักของเพนกวินเสียแทบอยากจะเอากลับบ้านด้วยเลยทีเดียว ถัดจากสวนของเพนกวินไปนั้นก็เป็นโซนที่อยู่ของพวกอูฐโหนกเดียว อูฐสอฃโหนกแล้วก็ลามาถัดมาก็เป็นโซนของพวกแพนด้าแดง ตามติดมาด้วยลิงกังญี่ปุ่น หมีควาย หมูป่า ฯลฯ หลังจากนั้นจึงเข้าโซนสัตว์อันตรายอย่างพวกสิงโตและเสือหลังจากนั้นก็เข้าไปยังโซนที่อยู่ของหมีขาวซึ่งรีนดูจะถูกใจเจ้าหมีขาวนี่พอสมควร หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่ส่วนของกรงนกที่มีนกเหยี่ยว นกฮูก นกอินทรีย์ หลังจากนั้นพวกโทยะก็ย้ายจากโซนฝั่งตะวันออกเข้าไปยังโซนฝั่งตะวันตกที่เป็นโซนของพวกสัตว์สายพันธ์ุลิงแล้วก็นกยูงและในระหว่างนั้นเองยาเอะก็สังเกตเห็นร้านอาหารเข้าแม้ว่าจะเร็วไปหน่อยสำหรับมื้อเที่ยงแต่โทยะก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่นั่นและสั่งอาหารมาทานกันซึ่งอาหารในร้านก็เป็นเมนูแบบเฟมิเรสทั่ว ๆ ไปเพียงแต่การจัดและตกแต่งอาหารแต่ละเมนูจะทำเป็นรูปสัตว์ให้ดูน่ารักน่าทานแน่นอนว่ารอบนี้ก็สั่งอาหารกันมาเพียบอีกตามเคยและรูเชียก็วิเคราะห์อาหารเหล่านั้นเพื่อจะนำกลับไปลองทำเองดูหลังจากนั้นหน้าที่เก็บให้เรียบทุกจานก็คือยาเอะ
.
ในระหว่างนั้นซากุระก็ได้ถามโทยะถึงที่หมายต่อไป ซึ่งโทยะตั้งใจจะไปยังโซนของพวกม้าลาย ช้าง แรด กอลิล่าและพวกสัตว์จากแอฟฟริกาและหลังจากทานอาหารกันเสร็จและปิดท้ายด้วยเมนูของหวานแล้วพวกโทยะก็พากันออกจากร้านอาหารและมุ่งหน้าสู่โซนต่อไปและสัตว์ชุดแรกที่พวกโทยะได้ดูกันในโซนแอฟฟริกาก็คือช้างแต่สำหรับรูเชียกับยาเอะดูเหมือนจะมองช้างเป็นวัตถุดิบสำหรับทำอาหารไปเสียแล้วถัดจากโซนของช้างก็เป็นโซนนกกระจอกเทศ โดยรีนบอกว่าที่ทาองตอนใต้ของมิสนิดก็นกที่คล้าย ๆ แบบนี้อยู่เหมือนกันซึ่งชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในเขตนั้นนิยมใช้นกเป็นพาหนะหรือใช้ลากรถแทนม้าแถมเนื้อของมันก็ยังรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อม้าอีกด้วยหลังจากนั้นก็เข้าสู่โซนของม้าลายในระหว่างที่กำลังดูม้าลายกันอยู่นั้น ซากุระบอกว่าอยากลองขี่ม้าลายดูแต่แน่นอนว่าทำอย่างนั้นไม่ได้หลังจากดูม้าลายกันจนพอใจแล้วก็เข้าสู่โซนของยีราฟถัดไปอีกหน่อยก็โซนของฮิปโปโปเตมัสซึ่งในระหว่างนี้โทยะจะนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับแม่ของเขาขึ้นมาโดยเฉพะเวลาที่แม่ของเขาโกรธนั้นน่ากลัวมาก หลังจากนั้นพวกโทยะก็ไปต่อยังโซนของพวกนกฟามิงโก้แล้วก็ไปจบลงที่กรงกอลิล่าก็เป็นการวนครบรอบสวนสัตว์พอดีแต่ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ของพวกสัตว์เลื้อยคลานอยู่อีก
.
เมื่อเดินเข้าไปก็รู้สึกได้ทันทีว่าอุณภูมิภายในอาคารสูงกว่าภายนอกเพราะต้องทำการปรับสภาพให้เหมาะกับสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ที่นี่ซึ่งโดยมากก็เป็นพวกงูชนิดต่าง ๆ พวกเต่า แล้วก็ยังมีจระเข้ที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองของโลกอยู่ด้วยโดยรีนบอกว่าตัวคล้ายแบบนี้มีอยู่ในทะเลมหาพฤกษาแถมกินได้ด้วย พอพูดว่ากินได้แน่นอนยาเอะกับรูเชียก็สนใจจระเข้แคระขึ้้นมาทันที นอกจากงูกับเต่าแล้วที่นี่ก็ยังมีกิ้งก่าอีกหลายสายพันธุ์อยู่ด้วยเล่นเอานับกันไม่หวาดไม่ไหวเมื่อเดินดูจนครบพวกโทยะก็มาถึงทางออกของโซนพิพิธภัณฑ์และยูมิน่าก็สังเกตเห็นอาคารหลังหนึ่งเข้าเธอจึงได้ถามว่ามันคือสถานที่สำหรับอะไรเมื่อโทยะดูจากแผ่นพับที่นำติดตัวมาด้วยจึงทำให้รู้ว่ามันคืออาคารแสดงสัตว์ที่ถูกสตาฟและร้านขายของฝากของที่ระลึก เมื่อรู้ว่าเป็นจุดขายของพวกสาว ๆ ก็ให้ความสนใจกับมันและเดินหน้าต่อไปยังสถานที่นั้นในทันที เมื่อเดินเข้าไปภายในอาคารแห่งนั้นก็พบว่ามีพวกสัตว์ที่ถูกสตาฟรวมไปถึงโครงกระดูกของสัตว์ต่างถูกจัดแสดงเอาไว้มากมายหลังจากเดินดูสัตว์พวกนั้นได้ครู่หนึ่งพวกโทยะก็ไปยังส่วนที่เป็นร้านขายของ และเลือกหาซื้อของฝากกันโดยซูได้เลือกซื้อฟิกเกอร์ม้าลายไปให้เอ็ดเวิร์ดน้องชายของเธอส่วนยูมิน่าก็เลือกซื้อฟิกเกอร์สิงโตไปให้ยามาโตะน้องชายของเธอเช่นกันและแล้วทัวร์สวนสัตว์ก็จบลงด้วยความสนุกสนานและราบรื่นแต่ภารกิจสำคัญยังรออยู่ในค่ำคืนนี้นั่นก็คือไปเข้าฝันพ่อกับแม่เพื่อแนะนำภรรยาทุกคนให้รู้จัก
.
หลังจากกลับจากสวนสัตว์พวกโทยะก็งีบหลับกันเล็กน้อยเพื่อรอเวลาเนื่องจากพ่อกับแม่ของโทยะค่อนข้างนอนดึกเพราะงานที่ทำ โดยพ่อของโทยะเป็นนักเขียนการ์ตูนส่วนแม่ก็เป็นนักเขียนหนังสือภาพถ้าไม่ใช่ช่วงเส้นตายก่อนส่งงานก็คงจะไม่อยู่โต้รุ่งน่าจะเข้านอนกันตามปกติโทยะคิดเช่นนั้นโดยบ้านของพ่อกับแม่ของโทยะนั้นอยู่ที่เมืองข้าง ๆ เมืองของบ้านคุณตาถ้าหากเดินทางโดยใช้รถไฟก็จะใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีแต่เมื่อถึงสถานีก็ต้องเดินต่ออีกสิบห้านาทีจึงจะถึงบ้านบวกเวลาเดินทางจากบ้านคุณตาไปสถานีอีกสามสิบนาทีรวมเวลาเบ็ดการเดินทางจากบ้านคุณตาไปบ้านพ่อกับแม่ของโทยะแล้วก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำแถมช่วงเวลากลางดึกแบบนี้ก็ไม่มีรถไฟวิ่งแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับโทยะ ด้วยการใช้เกทจากสมาร์ทโฟนทำให้โทยะสามารถเดินทางถึงที่หมายได้ในชั่วอึดใจ เมื่อเข้ามาในบ้านได้แล้วก็พบว่าตอนนี้บ้านปิดไฟมืดหมดจุดที่อยู่ตอนนี้น่าจะเป็นห้องนั่งเล่นเมื่อโทยะลองมองดูสภาพของห้องแล้วก็ไม่ได้ต่างไปจากตอนที่เขาเห็นมันครั้งสุดท้ายซักเท่าไหร่แต่ทีวีนั้นดูเหมือนจะเป็นเครื่องที่ซื้อมาใหม่
.
โทยะทำการร่ายเวทสลีปคลาวด์เพื่อทำให้คนในบ้านหลับให้หมดก่อนเสร็จแล้วจึงเปิดเกทไปรับพวกยูมิน่ามายังบ้านของเขาตอนแรกโทยะก็คิดว่าจะใช้เวทฮิปนอสกับมิราจในการทำเหมือนกับว่าตัวเขามาเข้าฝันแต่ว่าท่านพี่คาเร็นได้ส่งเมลล์มาบอกว่าให้ใช้พลังเทพเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับสติสัมปชัญญะของพ่อกับแม่จะดีกว่าเพราะมันง่ายกว่าเพราะเหมือนกับมาเข้าฝันจริง ๆ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานั้นสามารถทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนของโทยะที่เป็นก็อดอาติเฟกเท่านั้นรุ่นแมสโปรดักซ์ไม่สามารถทำได้ ซึ่งการเชื่อมต่อที่โทยะกำลังจะทำนั้นก็คล้ายกับการใช้พลังเทพสร้างเซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาหนึ่งตัวและทำให้ทุกคนล็อคอินเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์เดียวกันนั่นเองและเมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วโทยะก็เริ่มทำการเชื่อมต่อและสติของทุกคนก็ถูกเชื่อมโยงเข้าถึงกันและหลังจากเดินพลังแล้วทุกคนรวมถึงตัวโทยะก็ถูกดึงให้เข้าสู่ห้วงนิทราและมุ่งไปรวมกันที่จุดเชื่อมโยงนั้น มันคือโลกใบเล็ก ๆ ที่ถูกสร้างด้วยพลังปริมาณน้อยจึงไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากหมอกที่อยู่บริเวณใต้เท้าที่โทยะจงใจสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับคนที่ตายไปแล้วเป็นวิญญาณเดินทางมาเข้าฝันแต่เอลเซ่ค้านว่าบรรยากาศแบบนี้มันดูหม่นหมองและหดหู่เกินกว่าจะมาบอกว่าตอนนี้เขากำลังมีความสุข
.
สุดท้ายโทยะก็เลยต้องเปลี่ยนฉากหลังใหม่ตามคำแนะนำของฮิวด้าโดยเปลี่ยนฉากหลังให้สว่างจ้า มีดวงอาทิตย์มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานในทุ่งกว้างเอาให้เหมือนกับว่าโทยะกำลังอยู่อย่างมีความสุขบนสรวงสวรรค์กันไปเลยหลังจากเปลี่ยนพื้นหลังเสร็จแล้วยูมิน่าก็หยิบดอกไม้ขึ้นมาดูซึ่งมันเหมือนกับของจริงเลยทีเดียวแต่โทยะไม่สามารถรักษาสภาพของโลกจำลองนี้ไว้ได้นานนักขีดจำกัดอยู่ที่ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นซูก็ถามว่าพ่อกับแม่ของโทยะตอนนี้อยู่ที่ไหนถูกพาเข้ามาที่โลกนี้แล้วหรือยัง โทยะก็บอกได้แค่ว่าเขาดึงทุกคนในบ้านเข้ามาหมดแล้วน่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งในนี้และในระหว่างนั้นเองพ่อกับแม่ของโทยะก็ปรากฏกายขึ้นที่ด้านหลังของซู พ่อของโทยะนั้นชื่อว่า “โมจิซึกิ โทอิจิโร่” ส่วนแม่นั้นชื่อว่า “โมจิซึกิ สึซึริ” แต่ว่าสีหน้าของแม่นั้นดูจะไม่สบอารมณ์ซักเท่าไหร่นักโทยะรู้ดีว่าถ้าแม่ทำหน้าแบบนี้แสดงว่ากำลังโกรธหรือไม่พอใจอะไรซักอย่างอยู่ สึซึริเดินมาหยุดตรงหน้าโทยะ ฝ่ายลูกชายก็ถามว่าแม่สบายดีไหม สึซึริไม่ตอบแต่ยื่นมือไปจับแก้มลูกชายเอาไว้ก่อนจะจัดเฮดบัดใส่ลูกชายไปหนึ่งดอกแถมสวดให้อีกชุดใหญ่โทษฐานมาเข้าฝันช้าที่จริงควรจะมาตั้งแต่วันที่ตายด้วยซ้ำแถมยังรู้อีกว่าที่พามาด้วยทั้งเก้าคนนั้นคือภรรยาของโทยะอีกทำเอาโทยะงงเต๊กไปเลยว่าแม่ของเขารู้ได้ยังไงจากนั้นคุณพ่อก็เข้ามาช่วยปรามแม่และบอกว่าถึงสาเหตุที่ทำไมแม่ถึงได้รู้จักพวกยูมิน่าได้
.
โดยพ่อของโทยะได้เล่าให้ฟังว่าราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีปู่คนหนึ่งมาเข้าฝันโดยปู่คนนั้นบอกว่าตนเองคือพระเจ้ามาขอโทษที่ทำให้ลูกชายพวกเขาต้องตายไปเมื่อฟังรูปพรรณสันฐานของปู่ที่พ่อกับแม่ฝันเห็นโทยะก็รู้ทันทีว่านั่นก็คือปู่เวิร์ลก็อดไม่ผิดแน่ ซึ่งในตอนนั้นแม่ของโทยะโกรธปู่เวิร์ลก็อดมากที่เป็นสาเหตุให้ลูกชายของเธอต้องตายแถมตายเพราะโดนฟ้าผ่าคงทรมานมากแน่ทำให้ความโกรธของผู้เป็นแม่เพิ่มมากเป็นทวีคูณแต่ปู่เวิร์ลก็อดก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าอีกไม่นานลูกชายที่เสียไปแล้วของคุณจะมาปรากฏตัวในฝันพร้อมกับเจ้าสาวเก้าคนแล้วจากนั้นทั้งสองก็ตกใจตื่นซึ่งตอนแรกทั้งคู่ก็คิดว่าแค่ฝันเป็นตุเป็นตะแต่ว่าการที่ฝันเหมือนกันทั้งสองคนมันก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปทำให้คิดว่านั่นเป็นแค่ฝันจริงเหรอ หลังจากนั้นพ่อของโทยะก็เข้ามาดูอาการของโทยะหลังจากโดนเฮดบัดของแม่เข้าไปและบอกว่าดีใจที่ได้พบกับลูกชายอีกครั้งแม้จะเป็นความฝันก็ตามหลังจากนั้นแม่ของโทยะก็เข้ามาและบอกโทยะไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิดพร้อมกับบ่นว่าความฝันที่จะเห็นโทยะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มันได้จบลงไปแล้วหลังจากนั้นสึซึริก็หันไปมองพวกยูมิน่าแต่พอยูมิน่าก้าวออกมาเพื่อจะแนะนำตัว สึซึริก็พูดชื่อของยูมิน่าออกมาราวกับว่ารู้จักเธออยู่แล้วไม่เพียงแค่นั้น เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ ซู และ รีน พ่อกับแม่ก็รู้จักแต่ไม่นึกเลยว่าซูกับรีนก็เป็นหนึ่งในภรรยาของลูกชายเขาด้วย โทยะเริ่มสงสัยว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงรู้ว่า เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ และยูมิน่า เป็นเจ้าสาวแต่ไม่รู้ว่าซูกับรีนก็เป็นด้วยส่วน รูเชีย ฮิวด้า และซากุระพ่อกับแม่ของโทยะกลับไม่รู้จักเพราะยังไม่ได้อ่าน
.
เพราะคำว่า “ยังไม่ได้อ่าน” ของแม่ทำให้โทยะสะกิดใจอะไรบางอย่างพ่อของโทยะจึงบอกว่าจำ “ฮิมุระคุง” เพื่อนสนิทที่เคยเรียนชั้นด้วยกันกับโทยะตอนนี้มาทำงานเป็นผู้ช่วยของพ่อดูเหมือนว่าปู่เวิร์ลก็อดจะไปเข้าฝันของฮิมุระบ่อยมากและในฝันนั้นก็มีเรื่องราวของโทยะที่อยู่ต่างโลกมาให้ดูบ่อยมากและฮิมุระก็ได้เขียนเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็น “เนม” ให้พ่อกับแม่ของโทยะได้อ่านกันซึ่งเรื่องราวของโทยะที่ถูกนำมาเขียนให้พ่อกับแม่ของโทยะได้อ่านนั้นก็อยู่ในช่วงที่โทยะไปยังโบราณสถานนิรุย่าและเพิ่งจะอัญเชิญซังโกะกับโคคุโยซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนจะเจอบาบิโลนการ์เด้นและเชสก้าเสียอีกดังนั้นจึงไม่แปลกที่พ่อกับแม่จะไม่รู้จัก รูเชีย ฮิวด้า และซากุระ แต่โดยส่วนตัวแล้วโทยะรู้สึกว่ามีคนแอบดูชีวิตของเขามากเกินไปจนอยากจะภวนาให้เพื่อนเลิกเขียนเรื่องของเขาแล้วไปเขียนเรื่องแทนทีเถิด และในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นซากุระก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างโดยเธอบอกว่าเป็นเสียงของเด็กทารกแต่ที่นี่ไม่น่าจะมีใครอื่นนอกจากคนที่โทยะพาเข้ามาในโลกที่เขาสร้างขึ้นนอกจากคนในบ้านแต่แล้วพ่อกับแม่ของโทยะก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกจากนั้นก็รีบออกเดินไปโทยะจึงเดินตามไปด้วยและไม่นานก็ได้พบกับเด็กทารกนอนร้องไห้จ้าอยู่ในทุ่งดอกไม้นั้น สึซึริอุ้มทารกน้อยขึ้นมาปลอบโยนซึ่งเด็กคนนี้ก็คือน้องสาวของโทยะที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานชื่อของเธอคือ “ฟุยุกะ” เพราะโทยะดึงทุกคนที่อยู่ในอาณาเขตบ้านมายังโลกนี้ทั้งหมดฟุยุกะจึงถูกพาเข้าด้วย หลังจากอุ้มลูกสาวขึ้นมาแล้วแม่ของโทยะก็บอกกับทารกน้อยว่าคนที่อยู่หน้านี้คือพี่ชาย
.
ทารกน้อยมองไปที่โทยะจากนั้นก่อนที่แม่จะส่งน้องสาวมาให้พี่ชายได้ลองอุ้ม มือน้อย ๆ ของฟุยุกะโบกไปมานั่นทำให้โทยะและเหล่าภรรยาต่างพากันโดนความน่ารักของทารกน้อยครอบงำกันหมดและพากันมารุมล้อมเป็นการใหญ่ ฟุยุกะให้ความสนใจกับลินเซ่และพยายามขยับตัวเพื่อจะไปหาแม่ของโทยะเลยบอกให้เธอลองอุ้มฟุยุกะดูโทยะจึงฟุยุกะให้กับลินเซ่และเมื่อลินเซ่พูดทักทายทารกน้อยก็แสดงท่าทางร่าเริงดีใจออกมา จากนั้นเอลเซ่ก็ขออุ้มบ้างแล้วคนอื่น ๆ ที่เหลือก็เข้ามาพลัดกันอุ้มในระหว่างนั้นฮิลด้ากับรีนก็พูดถึงอนาคตของฟุยุกะดูจะเข้ากับคนแปลกหน้าได้ง่ายสมกับที่เป็นน้องสาวของโทยะและคิดว่าเมื่อเธอเติบใหญ่ขึ้นก็น่าจะเหมือนกับโทยะแต่ดูท่าทางคุณจะเริ่มคิดหนักถึงเรื่องอนาคตของลูกสาวเสียแล้ว ส่วนโทยะเองก็ไม่สามารถจะช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้องสาวได้เพราะตัวเขาไม่สามารถมายังโลกนี้ได้อย่างอิสระ หลังจากนั้นสึซึริก็เริ่มเล่าเรื่องวีรกรรมตอนเด็ก ๆ ของโทยะให้พวกยูมิน่าได้ฟังซึ่งก็เรียกได้ว่าซนพอตัวในระหว่างที่คุณแม่กำลังเผาลูกชายให้เหล่าลูกสะใภ้ฟังโทยะก็แยกมานั่งคุยกับพ่อโดยคุณพ่อได้แสดงความยินดีกับการแต่งงานของลูกชายซึ่งพ่อก็แนะนำแนวทางการใช้ชีวิตครอบครัวให้กับลูกชายแต่ของโทยะจะหนักกว่าพ่อเพราะมีถึงเก้าคน พร้อมทั้งแนะนำว่าความหยิ่งทะนงของลูกผู้ชายอะไรนั่นโยนทิ้งไปให้หมดเพราะมันไม่มีค่ามีแต่จะทำให้ชีวิตครอบครัวแย่ลง (รักชีวิตอย่าคิดสู้เมีย) และครอบครัวต้องยอมรับซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดี หลังจากคุยกันมาได้พักใหญ่ฟุยุกะก็แสดงท่าทีเหมือนกับง่วงนอน (ซึ่งในความเป็นจริงทุกคนนั้นหลับกันอยู่แล้ว) ก็เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่โทยะต้องไปแล้วสำหรับโทยะนี่ถือเป็นระฆังช่วยชีวิตจากน้องสาวที่จะช่วยไม่ให้แม่เผาเรื่องของเขาต่อหน้าภรรยามากไปกว่านี้ (แต่ก่อนจะจากกันในบทบรรยายได้บอกว่าคุณตากับคุณพ่อของโทยะทำอาหารเก่ง แม่ของโทยะทำอาหารไม่เก่งทำได้แต่ข้าวปั้นกับแซนวิซ) โดยแม่ของโทยะได้บอกกับโทยะว่าช่วงโอบ้งให้กลับมาด้วยถ้าจะให้ดีให้พาคุณตามาด้วยจะได้มาดูหน้าหลานแต่โทยะก็ได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณตาของเขานั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนคงจะพามาด้วยไม่ได้แล้วก็ไม่แน่ด้วยซ้ำว่าจะมาได้หรือเปล่าในช่วงโอบ้งแต่ซักวันจะกลับมาอีกแน่อย่างน้อยก็อยากจะกลับมาดูน้องสาวตอนโตและเมื่อกล่าวร่ำลากับคุณพ่อและคุณแม่แล้วโทยะก็ปลดพลังเทพการเชื่อมต่อจึงหยุดลงและทุกคนก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงโทยะและพวกยูมิน่าเริ่มได้เริ่มตื่นขึ้นหลังคลายการเชื่อมต่อแต่พ่อกับแม่และน้องสาวยังคงหลับอยู่ด้วยผลของสลีปคลาวด์แต่ในระหว่างนั้นโทยะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งอยู่ที่นอกบ้านเขาจึงเปิดของห้องนั่งเล่นออกและมองไปที่สวนก็พบว่าปู่เวิร์ลก็อดยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับกวักมือเรียกให้โทยะออกไปพบซึ่งปู่ไม่ได้มาเพียงลำพังแต่พาใครบางคนมาด้วย
.
เมื่อโทยะออกไปพบกับปู่เวิร์ลก็อดเขาก็ได้ขอโทษเรื่องที่แม่ของเขาทำเรื่องเสียมารยาทกับปู่แต่ตัวปู่แกก็ไม่ได้ถือโทษอะไรและบอกว่ามันเป็นความผิดของตนเองแม่ของโทยะจะโกรธก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหลังจากนั้นโทยะก็ถามถึงหญิงสาวที่มากับปู่ว่าเป็นใครซึ่งปู่ตอบว่าเป็นเทพบริวารและยังเป็นอาจารย์ของนีทก็อดที่โดนโทยะจัดการไปก่อนหน้านี้ด้วย หญิงสาวผู้เป็นเทพบริวารได้ก้มหัวขอโทษโทยะในสิ่งที่ศิษย์ของเธอทำลงไปความจริงเธออยากจะลงมาขอโทษนานแล้วแต่เพราะเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปที่โลกได้ตามใจจึงได้มาเอาป่านนี้แต่โทยะเองก็ได้ไม่ถือโทษโกรธเธอแม้แต่น้อยและบอกให้เธอเงยหน้าขึ้นแต่เพราะเธอไม่สามารถให้อภัยกับความผิดของตนที่ไม่สามารถหยุดยั้งนีทก็อดไว้ได้ทำให้เธอรู้สึกโทษตัวเองและต้องการที่จะชดใช้ในความผิดของตนแม้ว่าปู่เวิร์ลก็อดจะพยายามบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเธอและเพื่อชดใช้บาป (ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ) เทพบริวารองค์นี้จึงเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเทพพิทักษ์ให้กับน้องสาวของโทยะโดยจะคอยทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้และแน่นอนว่าจะใช้พลังเทพไม่ได้ และเมื่อเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ได้โทยะก็เลยจำเป็นต้องอนุญาตให้เธอทำตามความต้องการแต่จะให้เข้าไปอยู่ในบ้านด้วยร่างคนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ดังนั้นจึงต้องแปลงเป็นสัตว์และคอยทำหน้าที่ปกป้องฟุยุกะในฐานะบอดี้การ์ดและต้องเป็นสัตว์ที่พ่อกับแม่ของโทยะชอบซึ่งนั่นก็คือ “สุนัข” นั่นเองซึ่งตอนแรกเธอแปลงเป็นหมาป่าแต่โทยะบอกว่ามันดูดุเกินไปเธอจึงเปลี่ยนเป็นลูกสุนัขสีขาวตัวเล็ก ๆ แทนและแน่นอนว่าด้วยรูปร่างน่ารักน่ากอดแบบนี้จึงโดนพวกสาวพากันรุมทึ้งแบบเดียวกับตอนโคฮาคุไม่มีผิด
.
เช้าวันต่อมาฟุยุกะดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษสึซึริจึงคิดว่าเมื่อคืนเด็กคนนี้ก็คงจะฝันแบบเดียวกันแน่ ๆ เรื่องที่ลูกชายตายไปมาปรากฏตัวในฝันพร้อทกับภรรยาถึงเก้าคน ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะที่เดียวและพอไปเล่าให้สามีของเธอฟังก็ต้องแปลกใจเพราะสามีของเธอก็ฝันแบบเดียวกันชนิดตรงกันในทุกรายละเอียดเลยทีเดียวโทอิจิโร่พ่อของโทยะจึงคิดว่าไม่แน่ว่าโทยะวิญญาณของโทยะอาจจะมาหาพวกเขาจริง ๆ ก็ได้แต่สึซึริกับไม่ค่อยอยากจะเชื่อแนวคิดของสามีเท่าไหร่และในระหว่างนั้นฟุยุกะก็โบกไม้โบกมือมองตรงไปที่หน้าต่างก่อนจะเดินไปจับขอบหน้าต่างและมองไปที่สวนและทำท่าทางเหมือนกับจะพยายามเปิดหน้าต่างและพอสึซึริมองออกไปก็พบกับลูกสุนัขสีขาวตัวหนึ่งนั่งอยู่ภายในสวน โดยลักษณะของลูกสุนัขตัวนี้จะคล้าย ๆ กับสายพันธ์ไซบีเรียนฮัสกี้ สึซึริจึงได้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูกสาวกำลังพยามจะสื่อสารเสียที เธออุ้มลูกสาวขึ้นมาและพาออกไปที่สวน ส่วนเจ้าหมาน้อยก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่หนีไปไหนเมื่อเธอนำลูกสาวเข้าไปใกล้กับลูกสุนัขฟุยุกะก็ลูบหัวสุนัขโดยไม่กลัวเลย และเมื่อสังเกตดูดี ๆ ก็สังเกตเห็นว่าสุนัขตัวนี้ไม่มีปลอกคอนั่นหมายความว่ามันเป็นสุนัขที่ไม่มีเจ้าของและด้วยความที่ชอบสุนัขอยู่แล้วพอมองดูลูกสุนัขไปซักพักสึซึริก็เริ่มโดนความน่ารักของมันครอบงำ แถมมีความแปลก ๆ เกิดขึ้นด้วยโดยคิดว่าหรือว่านี่จะเป็นโชคชะตา ส่วนอีกความคิดหนึ่งก็คือว่าหรือว่าสุนัขตัวนี้จะเป็นลูกชายของเธอที่กลับมาเกิดใหม่แต่สุดท้ายก็โยนความคิดตั้งหมดนั้นทิ้งไปแต่ท้ายที่สุดแล้วพ่อกับแม่ของโทยะก็ตัดสินใจที่จะเลี้ยงสุนัขตัวนี้เอาไว้ที่บ้าน
.
ส่วนทางด้านของพวกโทยะนั้นก็กลับมาที่บ้านของคุณตา เมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องเมื่อวานแล้วก็มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง ส่วนทางด้านของเทพบริวารองค์นั้นโทยะก็คิดว่าน่าจะไปได้สวยเพราะพ่อกับแม่ของเขานั้นชอบสุนัขอยู่แล้วแต่สำหรับตัวโทยะกับคุณตานั้นจะชอบแมวมากกว่า หลังจากลงบันไดมาจากชั้นสองก็พบรูเชียที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อรู้ถึงการมาของโทยะรูเชียจึงหันไปทักอรุณสวัสดิ์แต่ในช่วงเวลานั้นโทยะกลับรู้สึกหลงไหลไปกับรูเชียในชุดผ้ากันเปื้อนอยู่เลยเผลอพูดว่า “ดี.....” ออกไปแต่รูเชียสงสัยโทยะหมายถึงอะไรเขาก็ดึงสติกลับมาได้และกล่าวทักทายตามปกติก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะแล้วรูเชียก็รินน้ำชามาให้ โทยะเห็นว่ารูเชียตื่นเช้ามากเลยถามว่าเธอได้นอนพักบ้างหรือเปล่าซึ่งรูเชียก็ตอบว่าเธอตื่นเวลานี้เป็นประจำอยู่แล้วจากนั้นโทยะก็ถามถึงคนอื่น ๆ แล้วก็ได้คำตอบมาว่า ยาเอะ ฮิวด้า และเอลเซ่ออกไปฝึกซ้อมกันอยู่ที่สวน ลินเซ่กับนยูมิน่าดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ส่วนที่เหลือยังหลับอยู่ในระหว่างที่กำลังคุยกับรูเชียอยู่รีนที่อยู่ในสภาพสะลึมสะลือก็มายืนอยู่ที่ด้านหลังของโทยะ สภาพของรีนในตอนนี้นั้นไม่ได้มัดผมแบบทุกทีภาพลักษณ์ของรีนตอนปล่อยผมให้ยาวสยายลงมานั้นโทยะถึงกับบอกว่าน่ารักมาก ๆ
.
รีนเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับโทยะและขอน้ำชาจากรูเชียตอนนี้คนที่ยังไม่ตื่นก็เหลือแค่ซูกับซากุระเท่านั้น และเพราะสิ่งที่โทยะต้องการจะทำเป็นอย่างแรกได้เสร็จสิ้นไปแล้วรีนจึงถามโทยะถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ซึ่งเขาก็บอกว่าจะรอปรึกษากับพวกเธอทุกคนก่อนเพราะตอนนี้ก็เหลือแค่เรื่องเที่ยวเท่านั้นแล้วจากนั้นโทยะก็นึกถึงอะไรบางอย่างได้แล้วเขาเดินไปหยิบหนังสือนำเทียวที่ปู่ของเขาเก็บเอาไว้ออกมาให้รีนอ่านดูในนั้นมีรายชื่อสถานท่องเที่ยวดัง ๆ ทั่วโลกรวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ เขียนเอาไว้หลังจากรีนลองเปิดอ่านดูเธอก็รู้สึกสนใจมันมากโดยเฉพาะพวกโบราณสถาน และหลังจากที่อาหารเช้าพร้อมแล้วรูเชียก็ได้บอกให้โทยะขึ้นไปปลุกซูกับซากุระเมื่อเข้าไปในห้องที่ทั้งสองนอนอยู่ก็พบว่าทั้งสองนอนดิ้นจนออกนอกที่นอนไปแล้วท่าทางการนอนที่ไม่ค่อยเรียบร้อยแถมดูไร้การป้องกันทำให้โทยะรู้สึกว่าทั้งสองน่ารักมาก ๆ แล้วโทยะก็เข้าไปเรียกซูให้ตื่นขึ้นแต่ซูนั้นไม่ยอมตื่นง่าย ๆ โทยะจึงบอกว่าอาหารเช้าเสร็จแล้วแต่ทว่าคนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำพูดนั้นกลับไม่ใช่ซูแต่เป็นซากุระ แถมเธอยังบอกอีกว่าอนาคตเธอคงอ้วนแน่และถามโทยะว่าถ้าเธออ้วนขึ้นโทยะจะรังเกียจเธอเหรอ? แน่นอนว่าโทยะตอบว่าไม่ ไม่ยังไงเขาก็ยังรักซากุระเหมือนเดิมซากุระดีใจจึงโผเข้ากอดโทยะแต่ด้วยความที่ว่าร่างกายไซส์เด็กโทยะจึงไม่สามารถจะรับตัวซากุระเอาไว้ได้เขาจึงล้มลงกับพื้น ประจวบเหมาะกับซูที่ตื่นเต็มตาแล้วเห็นซากุระทำแบบนั้นก็ยอมไม่ได้จึงปราดเข้าร่วมวงด้วยทันทีในจังหวะนั้นลินเซ่ก็มาอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องพอดีเนื่องจากพวกโทยะไม่ยอมลงไปซักทีเธอจึงเดินขึ้นมาตาม
.
แต่เพราะโทยะนอนอยู่กับพื้นภาพที่เห็นจึงเป็นลักษณะของมุมเงยและจากจุดนั้นก็ทำให้สามารถมองเห็นใต้กระโปรงของลินเซ่ได้อย่างชัดเจนแต่คนที่บอกให้รู้ว่ากำลังถูกเห็นกางเกงในอยู่นั้นก็คือซากุระ พอได้ยินแบบนั้นลินเซ่ก็รีบกดประโปรงตัวเองและถอยหนีออกมาด้วยความอาย ซากุระพูดขึ้นว่านั่นมันตัวที่ซื้อมาใหม่เมื่อวานซืนนี่ ส่วนซูก็บอกว่าสีขาวน่ารักดีแต่ว่าลินเซ่ก็เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วน่าจะใส่แบบที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้แต่ลินเซ่ก็บอกแค่ว่าเธอชอบแบบนี้ จากนั้นซูก็บ่นว่าเธอเองเป็นผู้หญิงแต่งงานแล้วก็อยากจะใส่ชุดที่มันดูเป็นผู้ใหญ่ว่านี้แต่ก็โดนยูมิน่าห้ามไว้และบอกว่ายังเร็วเกินไปสำหรับเธอหลังจากนั้นโทยะก็คิดถึงเรื่องอายุขัยของผู้คนในโลกนั้นหากเป็นคนที่มีสายเลือดของเผ่าอายุยืนผสมอยู่ล่ะก็จะมีอายุขัยเกินร้อยปีและพูดถึงเลือดผสมแล้วจากการตรวจสอบจากบาบิโลนห้องทดลองพบว่ายาเอะมีสายเลือดของชนเผ่าที่ชาวอิเชนเรียกว่า “โอนิ” ผสมอยู่ในตัวของเธอด้วย (เผ่าพันธ์เดียวกับพ่อของชิราฮิเมะซึ่งชนเผ่านี้จะมีเขางอกออกมาจากศีรษะ) ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้ยาเอะสามารถกินอาหารได้มากมายขนาดนั้นโดยไม่มีผลกระทบต่อร่างกายเธอเลย หลังจากนั้นลินเซ่ก็รีบย้ำให้ทั้งสองลุกขึ้นเพราะถ้าหากช้าละก็มีหวังยาเอะจัดการหมดเกลี้ยงแน่ได้ยินแบบนั้นทั้งซูและซากุระก็รีบลุกขึ้นและตรงไปชั้นล่างทันทีส่วนโทยะนั้นลินเซ่ก็โดนลินเซ่ดึงมือให้รีบเดินตาม
.
หลังจากไปพบกับพ่อแม่แล้วโทยะก็ใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ในการพาเหล่าภรรยาไปฮันนีมูนบนโลกกันอย่างสนุกสนานตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ อย่างหอเอนปิซ่า พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ โมอาย ฯลฯ ทานอาหารอร่อย ๆ อย่างเจลาโต้ ชีสฟองดู ต้มยำกุ้ง(ดูเหมือนเอลเซ่จะชอบต้มยำกุ้งของไทยซะแล้ว) หาซื้อของฝากเวลาแห่งความสุขของการฮันนีมูนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายของการมาทัวร์ครั้งนี้ โดยสายเที่ยวได้แก่ ลินเซ่ รีน ซากุระ สายชิมได้แก่ รูเชีย ยาเอะ เอลเซ่ และสายชอปได้แก่ ซู ยูมิน่าและฮิวด้า ภรรยาทุกคนได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานมากมายจากการมาเยือนโลกเดิมของโทยะก็ถือว่าการเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จเมื่อถึงเวลาที่จะเดินทางกลับโทยะก็ติดต่อกับปู่เวิร์ลก็อดแต่คนที่มารับกลับเป็นท่านพี่คาเร็นแทน เมื่อลินเซ่ถามว่าคุณพี่คาเร็นมารับพวกเธอกลับใช่ไหม? ในตอนนั้นเองคาเร็นบอกว่าให้ลินเซ่เปลี่ยนวิธีการเรียกเธอ จากเดิมคือ “โอเน่ซัง” เป็น “โอเน่จัง” แทน ส่วนสาเหตุที่คาเร็นเป็นคนมารับก็ดูเหมือนว่าจะเป่ายิ้งฉุบชนะแล้วได้รับสิทธิ์ให้ลงมาแน่นอนว่านางมีเบื้องหลังแอบแฝงที่อยากจะมาเที่ยวเล่นด้วยดังนั้นพอโทยะบอกว่าจะเดินทางกลับคาเร็นก็เลยออกอาการเว้าวอนไม่อยากรีบกลับ สุดท้ายแล้วด้วยคำขอร้องจากพวกยูมิน่าทำให้โทยะต้องตัดสินใจอยู่ที่โลกต่ออีกสองวันเพื่อให้พาคาเร็นไปเที่ยวเล่นในสถานที่ต่าง ๆ แต่พอถึงวันที่กำหนดคาเร็นก็ดันขอต่อเวลาอีก แต่พอโทยะทำท่าจะฟ้องปู่คาเร็นก็เลยต้องยอมพาพวกโทยะกลับไปยังบรุนฮิว
.
พ่อบ้านไลม์ หัวหน้าเมดลาปิส เมดเซซิล เรเน่ เชสก้า หัวหน้าแม่ครัวแคลร์ โคซากะ สี่สัตว์เทพ คุณย่าโทคิเอะก็มารอต้อนรับการกลับมาของพวกโทยะ แต่ว่าโมโรฮะกลับไม่อยู่ด้วยเพราะพาพวกอัศวินออกไปฝึกในป่า และในระหว่างนั้นเองซุยกะก็ได้เข้ามาหาโดยโถมตัวใส่โทยะและถามหาถึงของฝากแม้โทยะอยากจะโวยเรื่องที่โดนกระแทกแต่ก็ไม่อาจสู้แรงกดดันทางสายตาที่กำลังร่ำร้องหาเหล้าชของซุยกะได้ โทยจึงต้องเปิดสโตร์และเอา บรั่นดี ไวน์ วิสกี้และเหล้าอีกหลายชนิดให้ไปโดยส่วนมากแล้วก็เป็นของที่เอามาจากห้องเก็บของใต้ดินของคุณตานั่นแหละ เพราะมันเป็นห้องลับที่โทยะรู้กับคุณตาแค่สองคนจึงไม่มีใครเข้าไปที่นั่นหลังจากคุณตาเสียไปแล้วส่วนพ่อกับแม่ของโทยะก็ไม่ใช่นักดื่มซักเท่าไหร่ เมื่อได้เหล้าไปแล้วซุยกะก็เปิดขวดเพื่อสูดดมกลิ่นของเหล้าและเตรียมจะดื่มมันเข้าไปอย่างไม่รีรอ แต่ในตอนนั้นเองทาเครุก็มาหยิบเอาเหล้าขวดนั้นไปดื่มทำให้ซุยกะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นักที่เหล้าของเธอถูกแย่งไปดื่มแต่ทาเครุก็ไม่สนใจเสียงคร่ำครวญของซุยกะเลยซักนิดสุดท้ายทาเครุก็กระดกจนหมดขวดก่อนจะวางขวดเปล่า ๆ ไว้บนหัวของซุยกะและหันไปบอกกับเอลเซ่ว่าให้ตามไปที่ลานฝึกซ้อมหลังจากนี้เขาอยากจะทดสอบว่าในช่วงที่ไปฮันนีมูนนั้นทำเอลเซ่นั้นฝีมือตกลงไปบ้างหรือเปล่า ส่วนซุยกะที่โดนแย่งเหล้าไปดื่มก็อยู่ในสภาพเหมือนคนสติเลื่อนลอยดวงตาเหมือนกับปลาตายก่อนจะพยายามดื่มเหล้าที่เหลืออยู่ก้น ๆ ขวดสุดท้ายโทยะก็เลยต้องหยิบอีกขวดหนึ่งที่อยู่ในสโตรออกมาให้เลยทำให้ซุยกะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งและรีบเก็บเหล้าทั้งหมดเข้าประเป๋าของเธอ หลังจากนั้นคารินะก็เข้ากล่าวตอนรับการกลับมาของทุกคน
.
แต่ในขณะที่กำลังรู้สึกยินดีที่ได้กลับมายังโลกนี้อยู่นั้นลาปิสก็ได้ทำให้โทยะนึกอะไรบางอย่างออกนั่นก็คือร่างกายของเขายังไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมนั่นเอง แต่ท่านย่าโทคิเอะก็บอกว่าไม่ต้องกังวลไปเดี๋ยวคืนนี้ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมเอง หลังจากนั้นรูเชียก็ชวนแคลร์ไปเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารโดยกะว่าจะจัดชุดใหญ่โดยเธอได้ไปเห็นและลิ้มรสอาหารมากมายจากโลกมาส่วนเอลเซ่ก็ขอตัวไปลานฝึกโดยมียาเอะกับฮิลด้าตามไปด้วย ส่วนซูก็จะกลับไปหาน้องชายเพื่อนำของฝากไปให้โดยชวนเรเน่ไปด้วย ส่วนซากุระก็ไปหาแม่ของเธอที่โรงเรียน ยูมิน่ากับลินเซ่ก็ตามไปช่วยรูเชีย ส่วนรีนมุ่งหน้าไปบาบิโลน ส่วนโทยะโดนโคซากะลากกลับไปจัดการกับงานที่กองค้างไว้เพราะโทยะกลับมาช้ากว่ากำหนดสองวัน ฮันนีมูนแสนสนุกของโทยะจึงจบลงด้วยประการฉะนี้ และในวันนั้นก่อนช่วงเวลาอาหารเย็นร่างกายของโทยะก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมซึ่งโทยะรู้สึกดีใจที่ได้กลับคืนสภาพก่อนยามค่ำคืนเพราะยังไงซะก็เพิ่งแต่งงานนี่นา แต่โทยะมันก็แอบย้ำว่าไม่ได้มีความหมายแอบแฝงใด ๆ (แต่ผมคิดว่าคนอ่านอย่างเราคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่ามันจะไม่คิดอะไรจริง ๆ ) โทยะยืนมองเมืองของเขาพร้อมกับกำสมาร์ทโฟนไว้ในมือและคิดว่าพรุ่งนี้เขาก็ต้องพยายามต่อไปเพื่อความสุขของทุกคนที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
สรุปเนื้อหาเทพสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นและจุดจบของการต่อสู้กับเฟรซและเทพมาร (Part 1)
นับตั้งแต่ที่ผมตามอ่านนิยายเรื่อง “isekai wa smartphone to tomo ni” หรือ “ต่างโลกต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ” หรือชื่อย่อ “เทพสมาร์ทโฟน” ฉบับ WN ตั้งแต่ ep 1 ไล่ยาวมาจนถึง ep 29 รวมจำนวนเบ็ดเสร็จก็ 425 ตอนพอดี ๆ รวมถึงฉบับ LN อีก 14 เล่มซึ่งถ้าคำนวนคร่าว ๆ ล่ะก็เนื้อหาของ ep 29 น่าจะจบลงใน LN เล่มที่ 19 - 20 โดยประมาณ แต่ ณ ปัจจุบันที่ผมเขียนบทความนี้ฉบับเนื้อหาฉบับ WN นั้นอยูที่ ep 32 จำนวนตอนคือ 495 ตอน อย่างที่หลายคนทราบกันว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายสายชิวเนื้อหาจะไม่ค่อยหนักแต่กระนั้นก็ยังมีเรื่องราวการต่อสู้แบบจริง ๆ จัง ๆ ที่สอดแทรกมาตลอดการดำเนินเนื้อเรื่องนั้นก็คือการต่อสู้กับอสูรกายผลึกที่มาจากต่างมิติซึ่งนามของศัครูตนนั้นก็คือ “เฟรซ” และเป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อหาที่หลายคนบอกว่า “มันออกทะเล” เพราะมีการปรากฏตัวของหุ่นยนต์ยักษ์ที่เรียกว่าเฟรมเกียร์ขึ้นมาจนหลายคนไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วนี่นิยายเรื่องนี้มันอะไรกันแน่มันต่างโลกแบบไหนไม่ใช่แนวฮาเร็มไปวัน ๆ เหรอ? ทำไมจู่ ๆ มีหุ่นยนต์โผล่มาได้ ซึ่งตัวผมเองที่ตามอ่านมาตั้งแต่แรกก็ต้องเก็บรวบรวมคีย์เวิร์ดที่ถูกทิ้งไว้ตามทางมาจนกว่าที่เรื่องราวทั้งหมดจะมาเฉลยให้เข้าใจก็ต้องใช้เวลาถึง 425 ตอน ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาจุดนี้ได้ง่าย ๆ ผมจึงตัดสินใจทำการสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มาให้คนที่ไม่ได้ตามเรื่องนี้แบบต่อเนื่องได้เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราวว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ยังไงและเกี่ยวกันอย่างไรและปลายทางของเรื่องราวนี้ได้จบลงอย่างไร แน่นอนว่าเป็นการสปอยด์ระดับรุนแรงใครยังไม่อยากรู้ก็ขอปิดบทความนี้ไปได้เลยนะครับ
.
ก่อนที่เราจะเริ่มกันจริง ๆ ผมขอเกริ่นอะไรนิดหน่อยก่อนอย่างที่เราทราบกันว่านิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เริ่มต้นมาจากแพลทฟอร์มนิยายต่างโลกที่เราคุณชินกันอยู่แล้วบวกกับการเดินเรื่องซึ่งเป็นแนวชิว ๆ ทำให้มีเนื้อหาที่ดำเนินไปในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งถ้าจะให้มองเห็นภาพใหญ่ของเรื่องเลยมันก็คล้าย ๆ กับเกมส์ RPG แนว Open World ซึ่งจะมีเนื้อหาหลักและเนื้อหารอง ๆ รวมกันอยู่มากมายและประเด็นคือนิยายเรื่องนี้ดันเน้นไปที่การเดินเรื่องฝั่งเนื้อเรื่องรองไปซะเยอะจึงทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนคือเนื้อเรื่องหลักกันแน่และทิศทางของเรื่องมันจะเดินไปทางไหนกันแน่เพราะมักจะชอบเปิดหัวอีเวนท์ไว้หลายอีเวนท์ในคราวเดียวแล้วก็ทิ้งไว้แบบนั้นก่อนจะไปเดินเรื่องทางอื่นต่อแล้วค่อยวกกลับมาเข้าอีเวนท์ที่เปิดหัวไว้ก่อนหน้าแต่บางทีก็ทิ้งเวลามากไปจนคนอ่านลืมไปก็มีแต่ถ้าสังเกตให้ดี ๆ ในทุกช่วงของเนื้อเรื่องจะมีการทิ้งคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับพวกนี้เอาไว้เพื่อให้นำไปปะติดปะต่อกันราวกับภาพจิ๊กซอว์อยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นเนื้อหาของการต่อสู้กับเฟรซที่น่าจะเนื้อหาการต่อสู้ที่เป็นสเกลใหญ่ที่สุดของเรื่องเปรียบได้กับการค้นหาก้อนกรวดในกองทรายซึ่งกว่าจะเห็นความเชื่อมโยงของมันก็ต้องมานั่งร่อนทรายออกก่อน
.
นับตั้งแต่ตอนที่ 1 ไล่ยาวมาจนถึงตอนที่ 425 โทยะได้สร้างวรีกรรมการต่อสู้ไว้มากมายโดยไม่นับการต่อสู้กับพวกกี้กี้กระจอก ๆ ช่วงแรก ๆ ศึกใหญ่ที่สุดของโทยะก็คงหนีไม่พ้นการปราบกบฏที่จักรวรรดิ์เรกุรุสก่อนจะนำพาให้โทยะเข้าสู่การเป็นเจ้ารัฐบรุนฮิวและได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ระดับอาณาจักรอีกหลายต่อหลายครั้งแต่จุดเริ่มต้นของสงครามกับพวกเฟรซจริงแล้วนั้นสำหรับโทยะมันเริ่มมาตั้งแต่ ep 3 ในบทที่ชื่อว่า 水晶の怪物 หรือก็คือเนื้อหาที่อยู่ในฉบับนิยายเล่มที่หนึ่งนั่นเองโดยเนื้อหาของส่วนนี้ก็คือหลังจากที่ได้ยาเอะมาร่วมปาร์ตี้พวกโทยะก็ได้รับภารกิจไปปราบดูลาฮานที่ซากโบราณสถานในเขตเมืองหลวงเก่าของราชอาณาจักรเบลฟาสและที่นั่นพวกโทยะก็ได้ลงไปสำรวจชั้นใต้ดินของโบราณสถานเพราะผลของเวทย์เซิร์จที่บ่งบอกว่ามีของโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อยู่ที่นั่นและเมื่อลงไปถึงที่ด้านล่างพวกโทยะก็พบกับกำแพงที่มีอักษรโบราณสลักอยู่โทยะจึงได้ถ่ายรูปกำแพงพวกนั้นเอาไว้ก่อนที่จะสามารถเข้าไปที่ด้านในและได้พบกับเฟรซระดับต่ำตัวหนึ่งที่ถูกผนึกอยู่ที่นั่นและด้วยความไม่รู้ก็ทำให้โทยะเผลอปลุกชีพเฟรซตัวนั้นขึ้นมาจนเกิดการต่อสู้ขึ้นแต่พวกโทยะก็สามารถเอาชนะมาได้ด้วยการคาดคะเนว่าแก่นสีแดง ๆ นั้นน่าจะเป็นจุดอ่อนและด้วยเวทแอปพอร์ตก็สามารถทำให้พวกโทยะชนะมอนเตอร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตัวนี้ลงได้แต่ทว่าในการต่อสู้นั้นก็ทำให้ซากโบราณสถานได้พังไปแล้วจึงเข้าไปตรวจสอบอะไรไม่ได้อีกโทยะจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ดยุคออทรินเด้ฟังพร้อมกับเตรียมจะส่งสำเนาคัดลอกภาพถ่ายไปส่งให้เพื่อจะได้ช่วยกันหาคำตอบแต่ทว่าเนื้อหาส่วนนี้ก็หยุดชะงักไปเพราะมีเรื่องราวการลอบวางยาพิษพระราชาและนำมาซึ่งการได้พบกับยูมิน่าและนำพาไปสู่ชีวิตพ่อบ้านใจกล้าของโทยะในเวลาต่อมา
.
หลังจากนั้นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเฟรซก็ปรากฏอีกครั้งหลังจากที่โทยะเดินทางไปมิสนิดและได้พบกับรีนแล้วเมื่อเดินทางกลับมาถึงเบลฟาสโทยะก็ใช้ชีวิตชิว ๆ ได้พักหนึ่งจนกระทั่งวันหนึ่งรีนก็ได้มาหาโทยะถึงที่คฤหาสเพราะเธอได้รับข้อมูลจากชาร์ลล็อตโทยะเคยต่อสู้และเอาชนะอสูรคริสตัลได้เมื่อหลายเดือนก่อนพร้อมกับเล่าให้ฟังว่ามีมอนสเตอร์แบบเดียวกันนี้ปรากฏตัวที่มิสนิดโดยมันปรากฏตัวออกมาจากรอยแตกที่แปลกประหลาดบนฟ้าการต่อสู้มีความสูญเสียอย่างหนัก ศัตรูก็แข็งแกร่งมากฟันไม่เข้า ใช้เวทมนตร์โจมตีก็ไม่ได้ผล แถมฟื้นฟูร่างกายจากความเสียหายได้ถือเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง โชคดีที่รีนใช้เวทสร้างก้อนหินขนาดใหญ่ทุ่มใส่มันจนแก่นของมันแตกจึงเอาชนะมาได้ในที่สุดหลังจากนั้นรีนตรวจสอบเรื่องราวของอสูรกายผลึกนั่นและตามเบาะแสมาจนรู้ว่าที่เบลฟาสก็เคยเจอแบบนี้เหมือนกันและโทยะก็คือคนที่จัดการมันได้ หลังจากนั้นรีนก็ได้เล่าเรื่องที่เธอเคยได้ฟังมาจากเหล่าผู้อาวุโสของเผ่าหนึ่งเมื่อตอนเธอเป็นเด็กให้โทยะฟัง มันคือเรื่องเกี่ยวกับอสูรกายที่ร่างกายเป็นผลึกที่จะโผล่ออกมาทำลายล้างโลกใบนี้ซึ่งนามของอสูรกายที่ว่านั้นก็คือ “เฟรซ” แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากมาอีกทีหนึ่งเหมือนกันและผู้เฒ่าคนที่ว่าก็นั้นก็ตายไปตั้งนานแล้วจึงไม่สามารถจะไปสอบถามอะไรเพิ่มเติมได้อีกเพื่อตามหาข้อมูลเกี่ยวกับเฟรซต่อ รีนได้ขอให้โทยะพาเธอไปยังอิเชนเพื่อตามหาโบราณสถานที่ชื่อว่า “นิรุยะ”
.
หลังจากที่โทยะพาทุกคนมายังอิเชนและหลังจากจบเรื่องราวการต่อสู้กับคันสึเกะโทยะก็ได้รู้ที่อยู่ของโบราณสถานนิรุยะจากปู่บาบะและได้เดินทางไปที่นั่น ซึ่งแท้จริงแล้วโบราณสถานแห่งนี้ก็คือทางเข้าสู่เกาะลอยฟ้าบาบิโลนในส่วนของ “สวน” นั่นเองและที่นั่นโทยะก็ได้พบกับ แอร์เฟรมหมายเลข 23 ฟรานเชสก้าผู้ทำหน้าที่ดูแลที่นี่มากว่าห้าพันปีแล้วและยังมีเกาะลอยแบบเดียวกันนี้อีกแปดส่วนโดยทั้งหมดนี้ถูกสร้างโดยนักวิทยาศาสตร์อัจริยะที่ชื่อว่า “ศาสตราจารย์ เรจีน่า บาบิโลน” หลังจากได้รู้ข้อมูลดังกล่าวรีนก็ดูจะสนใจส่วนที่เป็น “ห้องสมุด” เป็นอย่างมากซึ่งการจะตามหาบาบิโลนส่วนที่เหลือนั้นก็จำเป็นจะต้องหาทางเข้าแบบเดียวกันนี้ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกให้เจอเท่านั้นและเชสก้าเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนบ้างดังนั้นงานนี้จึงต้องไปตกหนักที่โทยะแทนหลังจากจบเรื่องวุ่น ๆ และ“สภาภรรยาของโทยะ” ได้ถูกก่อตั้งขึ้นแล้วในคืนหนึ่งเชสก้าก็ได้เข้ามาหาโทยะเพื่อนำข้อความของเรจีน่าที่บันทึกเอาไว้เมื่อห้าพันปีก่อนมามอบให้โดยในบันทึกนั้นเรจีน่าได้บอกว่าเธอรู้จักโทยะจากอุปกรณ์ที่ส่องอนาคตของเธออยู่ก่อนแล้วและรู้เรื่องราวของโทยะเป็นบางช่วงบางตอนและในบันทึกนั้นก็ได้มีการกล่าวถึงเฟรซว่าเป็นเพราะการรุกรานของพวกมันจึงเป็นสาเหตุแห่งการล่มสลายของอารยธรรมพารุทีโน่แม้ว่าคนในยุคนั้นจะพยายามต่อสู้กับพวกมันแล้วแต่ด้วยจำนวนของเฟรซที่บุกมานับหมื่นก็ทำให้ไม่สามารถต้านทานเอาไว้ได้และโลกก็ควรจะล่มสลายดังนั้นจึงมีช่วงหนึ่งที่เธอส่องดูอนาคตไม่ได้ทว่า ก็มีเหตุประหลาดเกิดขึ้นเพราะหลังจากนั้นเธอก็กลับมาดูอนาคตได้อีกและเพราะอะไรที่ทำให้โลกนี้ยังรอดปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้และทำไมจู่ ๆ พวกเฟรซมันถึงหายไปตัวเรจีน่าเองก็ไม่ทราบสาเหตุเช่นกันและสุดท้ายก็เธอก็ได้บอกว่าเกาะลอยฟ้าบาบิโลนที่เธอทิ้งเอาไว้ให้โทยะใช้ได้ตามใจชอบและจะหาส่วนที่เหลือหรือไม่ก็แล้วแต่โทยะจะตัดสินใจ
.
โทยะตัดสินใจปิดเรื่องที่ว่าเฟรซคือต้นเหตุแห่งหายนะเมื่อห้าพันปีก่อนเอาไว้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกตื่น วันต่อมาโทยะเข้าไปในเมืองและที่นั่นเขาก็ได้พบกับเด็กหนุ่มผมขาวที่มีชื่อว่า “เอนเด้” ผู้ซึ่งกำลังเจอกับปัญหาอยู่เนื่องจากเขาซื้อเครฟแล้วไม่มีเงินจ่าย (เหรียญเงินที่เอนเด้ใช้เป็นเหรียญโบราณใช้จ่ายในยุคนี้ไม่ได้) โทยะจึงเข้ามาช่วยจ่ายแทนให้หลังจากพูดคุยกันซักพักโทยะก็พาเอนเด้ไปสมัครเป็นนักผจญภัยที่กิลด์จากนั้นก็แยกย้ายกันไปโดยในตอนนั้นโทยะก็ได้ใส่ใจอะไรกับเอนเด้มากนักแต่หลังจากกลับไปคฤหาสน์แล้วถึงได้รู้ว่าเหรียญที่ได้รับมาจากเอนเด้นั้นคือเหรียญที่ใช้กันในสมัยพารุทีโน่หรือมันก็คือเงินตราของเมื่อห้าพันปีก่อนนั่นเองเมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดของเอนเด้ที่ว่าเมื่อก่อนเขาใช้เงินนี้ได้ก็ทำให้โทยะเริ่มสงสัยในตัวเอนเด้ขึ้นมานิดหน่อยว่าเขาเป็นคนจากห้าพันปีก่อนเหมือนกับเชสก้าหรือเปล่าแต่เชสก้าก็บอกว่าแอร์เฟรมทั้งหมดไม่มีใครเป็นเพศชายดังนั้นจึงไม่น่าจะเกี่ยวกับบาบิโลนสุดท้ายโทยะก็ไม่ได้พบกับเอนเด้อีกเลยเรื่องราวของเอนเด้จึงหยุดไว้แค่นั้น ส่วนเรื่องของการตามหาบาบิโลนส่วนที่เหลืออีกแปดส่วนนั้นแรกเริ่มโทยะไม่ได้ใส่ใจและไม่ได้ต้องการจะตามหาแต่ก็สัญญากับรีนว่าถ้ารีนได้ข้อมูลของโบราณสถานที่เป็นทางเข้าแบบเดียวกับที่อิเชนล่ะก็จะยอมให้ความร่วมมือก็ได้
.
รีนได้รับข้อมูลของโบราณสถานที่น่าจะเป็นทางเข้าของบาบิโลนแห่งต่อไปว่าอยู่ที่ทะเลทรายรับบี้ในเขตของอาณาจักรซานดร้าซึ่งตอนแรกโทยะก็แสดงท่าทีไม่สนใจแต่พอโดนรีนยกข้อสัญญาชุดชั้นในลามกขึ้นมาบวกความต้องการอยากรู้ข้อมูลที่เรจีน่าทิ้งไว้เกี่ยวกับล่มสลายของพารุทีโน่เมื่อห้าพันปีก่อนโทยะจึงต้องยอมร่วมมือโดยดีและพวกโทยะก็เดินทางไปยังทะเลทรายรับบี้โดยใช้บาบิโลน “สวน” เป็นพาหนะในการเดินทางไปและที่นั่นระหว่างทางโทยะก็ได้พบกับโลแกน รีเบคก้าและวิลและทาสหญิงอีกจำนวนเจ็ดคนที่กำลังประสบปัญหาพวกโทยะจึงได้เข้าช่วยเหลือ (ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในภายหลังแต่อยู่ในส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเฟรซจึงขอละไว้แค่นี้) เมื่อจบเหตุการณ์นี้พวกโทยะก็ได้ปะทะกับเฟรซตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยปะทะมาก่อนหน้ามันมีรูปร่างเหมือนปลากระเบนและด้วยความที่ว่าเฟรซตัวนี้บินได้และคอร์ก็มีขนาดใหญ่ประมาณลูกบาสเกตบอลถึงสองอันทำให้ไม่สามารถจัดการด้วยสลิปหรือแอปพอร์ตได้เหมือนกับตัวก่อนหน้านี้ แต่ในระหว่างที่กำลังจะเพลี้ยงพล้ำจนต้องเตรียมล่าถอยอยู่นั้นเอนเด้ก็ปรากฏตัวออกมาช่วยและจัดการเฟรซตัวนี้ลงอย่างง่ายดายและจากเหตุการณ์ในครั้งน้้นก็ทำให้โทยะรู้ว่าเอนเด้นั้นมีความรู้เกี่ยวกับพวกเฟรซจากคำพูดของเอนเด้โทยะก็ได้รู้ว่าเฟรซมีระดับชั้น เรื่องของเขตแดนโลกและเป้าหมายของพวกเฟรซคือการค้นหา “ราชา” ของพวกมันจากปากของเอนเด้แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไรมากไปกว่านั้นเอนเด้ก็แยกตัวไปซะก่อนโทยะจึงไม่ได้ความกระจ่างใด ๆ เพิ่มเติมแม้แต่น้อยตรงกันข้ามกลับมีแค่ปริศนาเพิ่มมากขึ้น แต่เรื่องที่ว่าเฟรซเป็นต้นตอของหายนะเมื่อห้าพันปีก่อนที่โทยะปิดบังไว้นั้นก็ถูกยูมิน่าจับได้ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมเล่าทุกอย่างที่รู้ให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้รับรู้
.
และเมื่อตระหนักถึงความไร้พลังของตนที่แค่จะรับมือเฟรซระดับกลางแค่ตัวเดียวยังทำไม่ได้แล้วถ้าหากมีระดับสูงโผล่มาหรือว่าพวกนั้นยกพลบุกเป็นหมื่น ๆ ตัวแบบครั้งอดีตล่ะก็แทบไม่ต้องคิดเลยว่าโลกนี้คงถึงกาลล่มสลายแน่ ๆ โทยะจึงเริ่มรู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งค้นหาเกาะบาบิโลนส่วนที่เหลือแบบจริง ๆ จัง ๆ ขึ้นมาและจากข้อมูลจากเชสก้าทำให้โทยะได้รู้ว่าเมื่อห้าพันปีก่อนเรจีน่าได้สร้างอาวุธที่เอาไว้ต่อกรกับพวกเฟรซเอาไว้เหมือนกันซึ่งนามของอาวุธชิ้นนั้นก็คือหุ่นยนต์ยักษ์รูปแบบมนุษย์ที่ชื่อว่า “เฟรมเกียร์” แต่ทว่าหลังจากที่สร้างเฟรมเกียร์เสร็จพวกเฟรซก็หายไปเสียเฉย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุทำให้พวกมันไม่ได้เคยได้ลงสู่สนามรบจริง ๆ เลยซักครั้งและเรจีน่าก็ได้นำมันไปเก็บเอาไว้ที่เกาะลอยฟ้าในส่วนที่เรียกว่า “โรงเก็บ” และด้วยเฟรมเกียร์นี้เองก็จุดประกายเลือดเหล็กไหลในตัวโทยะทำให้เขามีความกระตือรือร้นที่จะออกตามหาทางเข้าของบาบิโลนส่วนที่เหลืออยู่มากขึ้นและหลังจากได้บาบิโลนส่วน “โรงงาน” มาเรื่องราวเกี่ยวกับเฟรซก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลยจนกระทั่งโทยะได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้ารัฐและก่อตั้งอาณาจักรบรุนฮิวขึ้นมา
.
โทยะได้รับข่าวจากรีนว่ามีเฟรซรูปแบบแมงมุมปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณใจกลางของทะเลมหาพฤกษาและได้เข้าโจมตีหมู่บ้านจนตอนนี้มีผู้ถูกสังหารไปเป็นจำนวนมากแล้วโทยะจึงรีบรุดไปที่นั่นโดยการเดินทางไปในครั้งนี้โทยะก็คาดหวังว่าอาจจะได้พบกับเอนเด้ก็ได้ซึ่งถ้าเจอตัวคราวนี้ก็ตั้งใจว่าจะสอบถามข้อมูลทุกอย่างเพื่อให้ได้ความกระจ่างแต่ทว่าก็ต้องผิดหวังเพราะแม้จะกำจัดเฟรซได้สำเร็จแล้วก็ไม่มีวี่แววของเอนเด้เลยแม้แต่น้อย แต่ที่นั่นโทยะได้พบกับปามแทนซึ่งเธอผู้นี้จะเป็นต้นเรื่องของเหตุการณ์ “พิธีตัดแต่ง” ในภายหลัง แต่ถึงแม้จะไม่ได้พบกับเอนเด้เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องที่อยากรู้ในตอนนี้แต่เหตุการณ์ครั้งนี้โทยะก็ได้รู้เรื่องคุณสมบัติพิเศษของผลึกเฟรซจากการทดลองของรีนว่าหากถ่ายพลังเวทย์เข้าไปในผลึกพวกนี้แล้วล่ะก็มันจะแกร่งขึ้นอย่างมากและยังสามารถฟื้นฟูสภาพได้เรื่อย ๆ ตราบเท่าที่มีพลังเวทย์ไหลเวียนอยู่ภายในผลึกจึงทำให้มันกลายเป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่โทยะนำมาสร้างเป็นอาวุธและเครื่องป้องกันชั้นดีในภายหลัง และเมื่อโทยะได้มีโอกาสได้พบกับปู่เวิร์ลก็อดที่ลงมายังโลกนี้ในช่วงของเหตุการณ์ที่ศาสนจักรรามิชโทยะได้ถามถึงเรื่องเกี่ยวกับเฟรซจากปู่เวิร์ลก็อดแต่ปู่ก็ทำท่าบ่งบอกว่าไม่รู้เรื่องและไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าเฟรซดังนั้นผู้ที่จัดการขับไล่เฟรซไปเมื่อห้าพันปีก่อนจึงไม่น่าจะใช่ปู่แต่เรื่องที่ว่าใครเป็นคนทำนั้นจึงยังเป็นปริศนาต่อไปแต่ในช่วงนี้ก็ได้มีคีย์เวิร์ดเรื่องของ “เทพมาร” เผยออกมาเล็กน้อย
.
หลังจบเรืองราวที่ศาสนจักรรามิชโทยะก็ได้มีโอกาสพาเอลเซ่และลินเซ่กลับไปบ้านเกิดเพื่อไปพบกับครอบครัวของน้าชายที่เคยดูแลพวกเอลเซ่ตอนเด็กโดยจุดประสงค์ที่มาก็เพื่อสู่ขอเอลเซ่และลินเซ่กับญาติผู้ใหญ่และที่นั่นโทยะก็ได้รับคำร้องขอให้ไปจัดหมีอัสนีออกมาอาละวาดทำลายไร่นาของชาวบ้านแถบนั้นหลังจากจัดการเสร็จโทยะก็นำหมีพวกนั้นไปที่กิลด์ที่อยู่ภายในเมืองเซนก้าเพื่อจะขายซากหมีพวกนี้และที่นั่นโทยะก็ได้พบกับเอนเด้เข้าโดยบังเอิญโทยะจึงมีโอกาสได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเฟรซแต่ว่าเอนเด้ก็ไม่ได้ยอมตอบคำถามทั้งหมดโทยะโดยบอกว่ามีบางเรื่องที่บอกไม่ได้อยู่ซึ่งโทยะก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอย่างน้อย ๆ ก็อยากให้เอนเด้บอกในส่วนที่บอกได้มาก่อน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับเฟรซที่ได้จากมาในคราวนี้ก็คือ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากโลกอื่น โดยเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่การรุกรานเพื่อยึดครองแต่เป็นการตามหา “ราชา” ของพวกมันแต่สาเหตุที่มันจู่โจมมนุษย์นั้นก็เพราะแก่นของราชานั้นจะเข้าไปสิงอยู่ในร่างของใครซักคนที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ซึ่งอันที่จริงแก่นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องไปสิงอยู่กับมนุษย์เสมอไปบางทีก็อาจจะสิงอยู่ในสิ่งมืชีวิตที่อื่นที่พอจะมีสติปัญญาในระดับหนึ่งอย่างพวกมนุษย์สัตว์ไม่ก็เผ่ามารก็ได้ แต่การจะนำแก่นนั้นออกมาได้จำเป็นต้องฆ่าร่างที่เป็นสิงสู่ซะก่อนเพื่อที่จะนำสิ่งนั้นออกมา โดยตามปกติตัวแก่นของราชาจะส่งคลื่นเสียงเฉพาะตัวออกมาแต่เพราะเสียงการเต้นของหัวใจของสิ่งมีชีวิตจะคอยกลบเสียงนั้นไว้ทำให้พวกมันไม่สามารถจะหาตำแหน่งของแก่นของราชาได้พวกมันจึงจำเป็นต้องฆ่าสิ่งมีชีวิตเพื่อให้เสียงหัวใจหยุดเต้นจะได้หาเสียงของราชาเจอ
.
ส่วนแก่นของราชานั้นตอนนี้อยู่ในสภาวะจำศีลแล้วก็ข้ามไปโลกต่าง ๆ เพื่อสิงสถิตอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นทีละน้อยเมื่อเจ้าของร่างสิ้นอายุขัยแก่นก็จะย้ายไปสิ่งร่างใหม่โดยการสุ่มเมื่อสะสมพลังงานจนพอแล้วก็จะข้ามโลกไปยังโลกอื่นและทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ และเจ้าพวกที่ไล่ตามก็จะบุกยังโลกอื่นเพื่อทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เช่นกัน ส่วนเอนเด้เองก็มีเป้าหมายอยู่ที่แก่นของราชาเช่นกันแต่เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเฟรซและสิ่งที่เขาทำก็เหมือนกับเป็นการปกป้องแก่นนั่นให้พ้นจากมือของเฟรซเสียมากกว่าและยังได้อธิบายถึงบาเรียที่คอยปกป้องโลกให้โทยะได้รู้ร่วมถึงเหตุการณ์เมื่อห้าพันปีก่อนที่พวกเฟรซได้ทำลายบาเรียของโลกและบุกรุกเข้ามาโจมตีทำให้โลกเกือบล่มสลายแต่เรื่องที่บาเรียที่เสียหายเหล่านั้นถูกซ่อมแซมได้อย่างไรและเป็นฝีมือของใครนั้นตัวเอนเด้ก็ไม่รู้เหมือนกันเขารู้แค่ว่าเพราะเกิดเรื่องนั้นขึ้นเขาจึงสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือโลกนี้ให้รอดพ้นจากหายนะมาได้แต่ว่าตอนนี้ก็ดูท่าจะวางใจไม่ได้เสียแล้วเพราะบาเรียเริ่มมีช่องว่างพอให้พวกเฟรซระดับสูง ๆ ลงมาได้แล้วพวกนั้นจะยกพลมาบุกอีกเมื่อไหร่ก็ขึ้นกับเวลาแล้ว แต่พอโทยะถามว่าเอนเด้เป็นพวกเดียวกับมนุษยชาติหรือเปล่าเขาก็ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่าก็ไม่เชิงเป็นพันธมิตรเพราะสิ่งที่เขาทำก็แค่ฆ่าเฟรซเพื่อรอเวลาและปกป้องเฉพาะแค่แก่นเท่านั้นถ้าหากว่าเกิดเรื่องแบบเดียวกับเมื่อห้าพันปีก่อนเขาอาจจะยืนดูเฉย ๆ ไม่ทำอะไรก็ได้แต่เขาจะไม่ยอมมอบแก่นของราชาให้กับเฟรซแน่ดังนั้นเขาจะไม่เข้าร่วมกับพวกเฟรซแต่ก็ยังไม่ใช่มิตรของพวกโทยะเสียทีเดียว และก่อนจากกันโทยะก็ได้ถามว่าเอนเด้เป็นใครกันแน่ซึ่งเขาก็บอกแค่ว่าตัวเขาเป็น “นักข้าม” นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่โทยะได้รู้จากการพูดคุยกับเอนเด้ในครั้งนี้
.
หลังจากแยกกับเอนเด้โทยะก็ลองไปปรึกษาปู่เวิร์ลก็อดแต่ก็ไม่ได้อะไรอีกตามเคย แถมศัตรูจะบุกมาเมื่อไหร่ก็รู้ไม่มีเวลาให้โอ้เอ้อีกแล้วสิ่งที่ต้องทำอย่างเร็วที่สุดตอนนี้ก็คือการค้นหาเฟรมเกียร์ให้พบแต่โรเซ็ตต้ากลับบอกว่ามีของแบบนั้นอยู่และคนทั่วไปก็สามารถขับมันได้ก็จริงแต่มันมีอยู่ในโรงเก็บแค่สี่ถึงหกเครื่องเท่านั้นเองซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยเกินไปที่จะนำสู้ศึกแถมการผลิตก็ทำได้ยากต้องใช้ทรัพยากรเยอะและต่อให้ใช้โรงงานผลิตออกมาก็ทำได้แค่สองเครื่องต่อวันเท่านั้นแต่ก็ดีว่าไม่ทำอะไรเลยด้วยอัตรากำลังผลิตนี้อย่างน้อย ๆ เดือนหนึ่งก็ได้ประมาณหกสิบเครื่องก็ถือว่าพอไหวที่เหลือก็คือการรวบรวมวัตถุดิบและเตรียมการเรื่องต่าง ๆ ให้พร้อมมากที่สุดและเพื่อเร่งค้นหาทางเข้าของบาบิโลนที่เหลืออยู่ทำให้โทยะต้องอัญเชิญจักรพรรดิ์เพลิงออกมาและตั้งชื่อให้ว่า “โคเกียคุ” เพื่อใช้พลังของพวกนกในการตามหาโบราณสถานจากมุมสูงส่วนแก่นของราชาไม่สามารถใช้เวทค้นหาได้จึงต้องปล่อยไปก่อน
.
ในที่สุดโทยะก็ตามหาบาบิโลน “โรงเก็บ” พบและได้เฟรมเกียร์มาครอบครองจนได้แต่ทว่าก็ต้องประสบกับปัญหาต่อมาคือที่มีอยู่ในโรงเก็บคือรุ่นเก่าแถมยังขาดแคลนเชื้อเพลิงที่เรียกว่า “อีเทอร์ลิคควิด” ทำให้เครื่องที่อยู่ที่นี้ไม่สามารถใช้งานได้ส่วนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้อีเทอร์ลิคควิดนั้นแม้จะวาดพิมพ์เขียวเอาไว้แล้วแต่ก็ไม่ได้ถูกสร้างออกมาเพราะสงครามจบไปซะก่อนแล้วพิมพ์เขียวพวกนั้นตอนนี้ก็เก็บเอาไว้ที่บาบิโลน “คลัง” ภายหลังปัญหาเรื่องอีเทอร์ลิคควิดจะแก้ได้โดยให้ฟลอร่าผู้ดูแลบาบิโลน “โรงแปรธาตุ” ช่วยสร้างขึ้นมาให้ได้แม้คุณภาพจะด้อยกว่าของที่ผลิตจากส่วน “ห้องวิจัย” แต่ก็พอใช้ทดแทนกันได้ซึ่งเจ้าอีเทอร์ลิคควิดนี้ก็คือสิ่งที่สกัดได้จากสินแร่อีเทอร์หรือก็คือหินเวทมนตร์แบบเดียวกับที่ลินเซ่เคยใช้ทดสอบความเหมาะสมทางเวทมนตร์ของโทยะนั่นเองเมื่อได้อีเทอร์ลิคควิดมาแล้วโทยะได้โชว์เฟรมเกียร์รุ่นทั่วไปอย่างชีวาเลียให้พวกอัศวินในบรุนฮิวได้รับรู้และเตรียมฝึกอัศวินของพวกเขาคุ้นชินกับการบังคับเฟรมเกียร์ให้ได้มากที่สุดแต่ทว่าศึกแรกที่เฟรมเกียร์ได้ออกโรงไม่ใช่การต่อสู้กับเฟรซแต่เป็นการต่อสู้กับอสูรยักษ์ที่มีรูปร่างเป็นแมงป่องสองหาง “สกอร์ปินัส” โดยเป็นคำร้องขอจากกิลด์โทยะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทดสอบประสิทธิภาพของเฟรมเกียร์ในสถานการณ์รบจริงซึ่งเฟรมเกียร์ที่โทยะขับออกไปสู้นั้นเป็นเครื่องสำหรับหัวหน้าหน่วยที่มีชื่อว่า “ไนท์บารอน”
.
หลังจากสำแดงพลังของเฟรมเกียร์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วเรลิชาก็รู้สึกหวั่นเกรงกับพลังของมันเพราะถ้าหากโทยะใช้มันรุกรานอาณาจักรอื่นล่ะก็คงไม่มีใครสามารถต้านทานได้เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดโทยะจึงได้บอกกับเรลิชาว่าสิ่งนี้คืออาติแฟคท์ที่ศาสตราจารย์เรจีน่าบาบิโลนสร้างขึ้นเพื่อปกป้องโลกจากสิ่งที่เรียกว่าเฟรซ โทยะเมื่อพูดถึงสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเป็นผลึกคริสตัลที่โจมจตีด้วยดาบและเวทมนตร์ไม่เป็นผลขึ้นมา เรลิชาก็พลันมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที่แน่นอนว่าเธอที่เป็นถึงกิลด์มาสเตอร์ได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาจากหลายพื้นที่ตอนนี้มีหมู่บ้านเล็ก ๆ และกองทหารต่าง ๆ ถูกทำลายเสียหายย่อยยับไปมากมายแล้วเรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวโทยะจึงได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเฟรซบางส่วนให้เรลิชารู้เพื่อขอความร่วมมือจากกิลด์ในการสร้างเครื่อข่ายข้อมูลขึ้นเพื่อจะได้รับมือต่อเหตุได้อย่างรวดเร็วแต่ทว่าเพื่อป้องกันความแตกตื่นข้อมูลของเฟรซจึงจำกัดให้รู้กันแค่ในหมู่ผู้นำระดับสูงเท่านั้น แต่หลังจากขับเฟรมเกียร์ออกลุยครั้งแรกโทยะก็โดนพวกโมนิก้าห้ามขับเฟรมเกียร์อีกเพราะพลังเวทของโทยะนั้นทรงพลังเกินไปทำให้เฟรมเกียร์รุ่นเก่าทนไม่ไหวและเกิดความเสียหายที่ระบบข้อต่ออย่างหนักซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ออกรบพวกเธอก็ซ่อมไม่ไหวเหมือนกันโทยะจึงต้องตัดใจและรอจนกว่าสร้างเฟรมเกียร์เฉพาะของตัวเองหลังจากได้แบบแปลนที่อยู่ทีคลังแล้วเท่านั้น หลังจากนั้นโทยะก็ได้ออกไปตามหาแร่โอริคัลคุมที่คำขอของโรเซตต้าเพราะที่สต็อกไว้ใช้ผลิตชิ้นส่วนเฟรมเกียร์นั้นใกล้หมดแล้ว โทยะมุ่งหน้าไปอิเชนและจัดการกับโอริคัลคุมโกเลมแล้วก็เก็บกลับมาและในเหตุการณ์นี้เองโทยะก็ได้พบกับซากุระบาดเจ็บสาหัสเขาจึงได้พาเธอกลับมารักษาและให้พักอยู่ที่นี่จนในฐานะแขก
.
โทยะได้เปิดเผยถึงการมีอยู่ของเฟรมเกียให้เหล่าผู้นำของอาณาจักรในกลุ่มพันธมิตรได้รับรู้มอบเฟรมยูนิทให้แต่ละอาณาจักรไปใช้โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อรับมือกับอสูรยักษ์แต่จริง ๆ โทยะต้องการให้ทุกอาณาจักรฝึกอัศวินของตนให้พร้อมเพื่อรับมือกับพวกเฟรซที่อาจจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หลังจากนั้นไม่นานโทยะก็ได้รับรายงานเกี่ยวกับทางเข้าบาบิโลนแห่งใหม่ที่แถว ๆ อาณาจักรเรสเทียโทยะจึงมุ่งหน้าไปที่นั่นและในระหว่างทางเขาก็ได้พบว่ามีฝูงเฟรซกำลังเข้าโจมตีหมู่บ้านอยู่โทยะจึงเข้าไปช่วยจัดการและได้พบกับฮิวด้าที่นั่น ก่อนจากกันโทยะได้มอบดาบคริสตัลให้กับเธอไปสามเล่มและมุ่งหน้าไปยังที่ทางเข้าบาบิโลนตามความตั้งใจเดิมและเมื่อได้บาบิโลนส่วนหอคอยที่ทำหน้าที่เหมือนกับโรงไฟฟ้าหลักมาแล้วก็ทำให้การผลิตเฟรมเกียร์กับอีเทอร์ลิคควิดมีความเร็วเพิ่มขึ้น รวมถึงพวกโรบ็อทจิ๋วมาคอยช่วยงานพวกโรเซ็ตต้าอีกแรง
.
เทพแห่งความรักได้ลงมายังโลกเพื่อทำภาระกิจตามจับเทพบริวารที่หลบหนีลงมายังโลกนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเธอได้มาอาศัยอยู่กับโทยะในฐานะของพี่สาวและใช้ชื่อว่า “โมจิซึกิ คาเร็น” โดยให้เหตุผลว่าตอนนี้เธอสัมผัสจิตเทพของเป้าหมายไม่ได้ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ใช้พลังเทพออกมาดังนั้นเธอจึงขอพักอยู่ที่นี่จนกว่าจะตามหาอีกฝ่ายเจอและขอให้โทยะให้ความร่วมมือในการตามจับเทพบริวารด้วยอีกแรงแม้ว่าโทยะจะไม่อยากยุ่งด้วยแต่เพราะโดนคาเร็นกุมความลับเอาไว้เพียบดังนั้นจึงต้องยอมร่วมมือ หลังจากนั้นไม่นานโทยะก็ได้ข่าวว่าอาณาจักรยูโรนได้ประกาศทำสงครามกับอาณาจักรฮาน็อค ซึ่งถ้าหากฮาน็อคถูกยึดยูโรนจะมาอยู่ใกล้ ๆ กับเรกุรุสและก็มีความเป็นไปได้สูงว่ายูโรนจะไม่หยุดอยู่แค่นั้นอาจจะเดินหน้ารุกรานเรกุรุสต่อก็ได้ โทยะจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือฮาน็อคแต่ในระหว่างทำสงครามนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีเฟรซจำนวนนับหมื่นทำลายบาเรียกั้นโลกและรุกเข้ามาโจมตีอาณาจักรยูโรนโทยะได้นำกำลังเฟรมเกียร์เข้ากวาดล้างเฟรซชุดแรกที่อยู่ใกล้ที่สุดแต่เฟรซที่ลงมาในคราวนี้กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไปหมดจึงทำให้กวาดล้างได้ลำบากแต่ในระหว่างนั้นเอนเด้ก็ปรากฏตัวออกมาโดยเขามีความสนใจในเฟรมเกียร์ที่โทยะมีอยู่หลังจากพูดคุยกันโทยะก็ได้รู้ถึงวิธีที่จะเรียกให้เฟรซที่กระจัดกระจายอยู่ตามทึ่ต่าง ๆ นั้นให้เข้ามารวมกันในจุดเดียวนั่นก็คือการสร้างเสียงที่เหมือนชีพจรของราชาขึ้นมาเพื่อเป็นตัวล่อ ซึ่งของที่จะสร้างเสียที่ว่าก็อยู่ในมือเอนเด้นั่นเอง
.
แน่นอนว่าไม่มีของฟรีในโลกเอนเด้ต่อรองกับโทยะโดยขอแลกแผ่นที่ใช้เก็บเสียงชีพจรของราชาเอาไว้กับเฟรมเกียร์ที่โทยะครอบครองอยู่แม้ว่าจะมีความระแวงอยู่บ้างแต่โทยะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออีกแล้วในตอนนี้เขาจึงมอบเฟรมเกียร์รุ่นที่มีความคล่องตัวสูง “ดรากูน” ที่ขับได้ยากราวกับม้าพยศให้แต่ด้วยฝีมือการขับของเอนเด้เจ้าม้าพยศก็กลับดูว่านอนสอนง่ายไปเสียอย่างนั้นและเอนเด้ก็ดูจะถูกใจเจ้าดรากูนเครื่องนี้เอามาก ๆ ด้วยและก่อนจากกันเอนเด้ก็มอบแผ่นใสแบบเดียวกันให้โทยะอีกสองแผ่นรวมทั้งหมดเป็นสามแผ่นโดยบอกวิธีใช้และข้อจำกัดว่าแต่ละแผ่นใช้ได้ครั้งเดียวและไม่สามารถบันทึกไว้ได้จากนั้นก็ขับดรากูนหายลับตาไป หลังจากนั้นก็มีเรียกประชุมกลุ่มอาณาจักรพันธมิตรเพื่อเปิดเผยเรื่องราวของเฟรซให้ทุกคนได้รับรู้และประชุมวางแผนเพื่อหาทางจัดการกับวิกฤตในครั้งนี้ ส่วนท่านพี่คาเร็นนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงสำหรับเรื่องนี้เพราะเธอไม่ใช่เทพสายบู้ดังนั้นครั้งนี้โทยะและกองกำลังพันธมิตรต้องจัดการกันเอง และในศึกนั้นโทยะก็ได้ปะทะกับเฟรซระดับสูงเป็นครั้งแรกการโจมตีเพียงครั้งเดียวของมันก็ลบเมืองหลวงของยูโรนหายไปในพริบตา แม้ว่าสุดท้ายโทยะกองกำลังอัศวินจากกลุ่มพันธมิตรจะสามารถเอาชนะและผ่านพ้นเรื่องราวในครั้งนี้มาได้แต่อาณาจักรยูโรนก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักและจักรพรรดิ์แห่งยูโรนเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ การบุกโจมตีของเฟรซในครั้งนี้ก็ทำให้ทั่วโลกรับรู้ถึงเรื่องราวของเฟรซผ่านการกระจายข่าวของกิลด์แม้ว่าในยูโรนจะมีการประกาศเรื่องนี้ชนิดเป็นหนังคนละม้วนแต่โดยรวมแล้วอาณาจักรอื่น ๆ จะเชื่อข่าวที่มาจากกิลด์มากกว่าและภายหลังอาณาจักรยูโรนก็เกิดการแก่งแย่งอำนาจกันภายในและนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรในที่สุด
.
โทยะตามหาบาบิโลน “ห้องสมุด” จนพบและได้อ่านหนังสือที่ได้ทำการบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเฟรซเอาไว้เมื่อห้าพันปีก่อนโดยในหนังสือเล่มนั้นมีการวาดภาพประกอบเกี่ยวกับเฟรซรูปแบบต่าง ๆ เอาไว้ด้วยและหนังสือเล่มนั้นก็ได้ทำให้โทยะได้รู้ว่าเฟรซนั้นนอกจากระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูงแล้วอีกก็ยังมีรูปแบบหนึ่งที่อยู่เหนือกว่าระดับสูงซึ่งมันก็คือเฟรซรูปแบบ “มนุษย์” แต่หลังจากนั้นเรื่องราวในเล่มนี้ก็ไปโฟกัสที่เรื่องราวของกบฏมังกรและเรื่องราวของพวกนักผจญภัยนอกรีตที่ทำการลักพาตัวเหล่านักผจญภัยมือใหม่ไปขายให้กับพ่อค้าทาสทำให้โทยะต้องเข้ามาจัดการและผลจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้โทยะได้พบกับกลุ่มเด็กนักผจญภัยมือใหม่ที่ชื่อ ร็อป ฟราน กราอุสและอิอ้อนและด้วยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งที่ได้รับเด็กกลุ่มนี้ก็ทำให้โทยะสามารถหาทางเข้าของบาบิโลนของบาบิโลน “คลัง” ที่ซ่อนอยู่ในถ้ำได้สำเร็จทำให้เขาได้รับแบบแปลนของเฟรมเกียร์รุ่นใหม่มาและเริ่มใช้มันสร้างเฟรมเกียร์ที่เป็นแบบเครื่องส่วนบุคคลให้กับเหล่าว่าที่ภรรยาแต่ละคนของเขาโดยเครื่องแรกสุดที่ตัดสินใจจะสร้างก็คือเครื่องเฉพาะตัวของเอลเซ่เพราะมีรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนมากนัก
.
ต่อมาเอนเด้ได้นำดรากูนที่หยุดการเคลื่อนไหวไปกลับมาหาโทยะเพื่อซ่อมแซม ซึ่งปัญหานั้นมาจากอีเทอร์ลิคควิดหมดทำให้โทยะจึงคิดว่าจะปรับแก้ให้เป็นโมเดลรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้อีเทอร์ลิคควิดแล้วน่าจะดีกว่าจากนั้นเอนเด้ก็ได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับการบุกของเฟรซระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึงซึ่งจุดที่จะปรากฏตัวคราวนี้อยู่ในเขตสหพันธรัฐโร้ดเมียแต่ทว่าโร้ดเมียไม่ได้อยู่ในกลุ่มพันธมิตรจึงต้องติดต่อประสานไปทางกิลด์เพื่อให้ช่วยเป็นคนกลางในการขอเข้าพบเสียก่อนแม้ว่าในตอนแรกทางโร้ดเมียจะไม่ค่อยยากจะยอมให้ความร่วมมือเพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีวู้ดโกเลมที่ตนมีอยู่แสงสุดท้ายเมื่อนำวู้ดโกเลมของทางน้ำมาวัดฝีมือกับเฟรมเกียร์ของฝั่งโทยะแล้วผลปรากฏว่าวู้ดโกเลมพ่ายแพ้หมดรูปนอกจากนี้ภายในโร้ดเมียเองก็มีความเห็นที่แตกต่างกันด้วยโดยเฉพาะ “ออร์ดรี” ผู้เป็นเจ้ารัฐเนินเขาได้เข้ามาเจรจาและให้ความร่วมมือกับโทยะเป็นคนแรกเพราะจุดที่ถูกระบุว่าเฟรซจะปรากฏตัวนั้นมันอยู่ใกล้ ๆ กับรัฐของเธอนั่นเองเมื่อตกลงกันได้แล้วโทยะเรียกประชุมอาณาจักรพันธมิตรเพื่อปรึกษาหารือและวางแนวทางในการรับศึกในครั้งนี้ รวมถึงมีการพูดถึงการสร้างอุปกรณ์ที่จะสามารถใช้ตรวจจับตำแหน่งและแจ้งเตือนถึงการรุกรานของพวกเฟรซเพื่อที่จะได้สามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
.
สามวันต่อมาโทยะก็ส่งมอบดรากูนที่ปรับแต่งเสร็จแล้วให้กับเอนเด้พร้อมกับลองเจรจาขอแผ่นใสที่ใช้สร้างเสียงที่เหมือนชีพจรของราชาแบบคราวก่อนแต่เอนเด้บอกว่าตอนนี้มันเหลืออยู่น้อยแล้วจึงแบ่งให้ไม่ได้แต่อย่างน้อยเขาก็ยอมบอกว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าเฟรซจะปรากฏตัวได้อย่างไรซึ่งมันก็คือสัมผัสถึงรอยบิดเบี้ยวของมิติกับเสียงสั่นพ้องที่เฟรซปล่อยออกมาผ่านรอยแตกนั้นด้วยข้อมูลเหล่านี้ก็จะสามารถใช้บอกจำนวนและระยะเวลาที่จะปรากฏตัวได้หลังจากนั้นเอนเด้ขับดรากูนจากไปแต่ก็ได้ให้สัญญากับโทยะว่าเมื่อเฟรซปรากฏตัวเขาจะกลับช่วยสู้หลังจากนั้นโทยะก็ง่วนอยู่กับการค้นหาเวทมนตร์โบราณที่จะใช้ในการต่อสู้นี้จากห้องสมุดบาบิโลนรวมไปถึงการสร้างเฟรมเกียร์เครื่องประจำตัวของเอลเซ่ “เกอร์ฮิวเด้” จนกระทั่งตัวเครื่องสร้างเสร็จและผ่านการทดสอบการใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ก่อนจะได้สู้ศึกเฟรซเกอร์ฮิวเด้ก็ได้ไปอุ่นเครื่องกับพวกวู้ดโกเลมของโร้ดเมียที่คุ้มคลั่งเพราะการปรับแต่งที่ผิดพลาดและเข้าโจมตีเมืองหลวงจนเสียหายหนักและผลของเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ “โบแมน” ผู้เป็นหัวหน้าที่วิจัยและพัฒนาถูกปลดและลงโทษให้ไปใช้แรงงานที่เหมืองแร่แต่ภายหลังเขาก็ถูกใครบางคนช่วยให้หนีไปได้และหายตัวไปแต่ภายหลังเขาก็ก่อเรื่องจนถูกจับกลับมารับโทษประหารในที่สุด (เนื้อหาอยู่ในส่วนของศึกโกลด์เดี้ยนและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเฟรซจึงขอข้ามไป)และหลังจากจบเหตุการณ์วู้ดโกเลมอาละวาดแล้วโร้ดเมียก็อนุญาตให้กองกำลังเฟรมเกียร์เข้ามาปักหลักรออยู่ในดินแดนของโร้ดเมียได้หลังจากปักหลักเฝ้ารออยู่สามวันรอยแตกของมิติก็ปรากฏขึ้นเฟรซประมาณแปดพันตัวบุกเข้าโจมตี กองทัพเฟรมเกียร์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็รุกเข้าหาศัตรูส่วนเอนเด้ก็มาช่วยสู้ตามที่สัญญาไว้นอกจากนี้ก็ยังมีเทพแห่งดาบ “โมจิซึคิ โมโรฮะ” มาช่วยสู้ด้วยอีกคน
.
แต่หลังจากนั้นไม่นานเฟรซระดับสูงก็ปรากฏตัวออกมาแต่คราวนี้โทยะได้นำเวทใหม่มาใช้จัดการกับปืนอานุภาคที่ระดับสูงยิงออกมาซึ่งชื่อของเวทนั้นก็คือ “รีเฟลกชั่น” ซึ่งเวทนี้สามารถปรับองศาของการสะท้อนได้ตามใจผู้ใช้โทยะจึงใช้มันเบี่ยงการโจมตีของปืนอานุภาคให้พุ่งขึ้นไปบนฟ้าแทนเพื่อป้องกันเมืองด้านล่างจากการถูกโจมตี แต่การเผด็จศึกเฟรซระดับสูงก็ทำไม่ได้ง่าย ๆ เลยแม้แต่โมโรฮะเองก็ยังยอมแพ้และบอกว่ามันตึงมือเกินไปสำหรับเธอที่ใช้พลังไม่ได้แต่ถ้าอยากจะให้ทำจริง ๆ เธอก็อาจจะควบคุมพลังไม่ได้และอาจเผลอผ่าทวีปเป็นสองส่วนแต่ในท้ายที่สุดดรากูนของเอนเด้ก็เข้ามาโจมตีและสร้างจังหวะให้เอลเซ่เข้ามาทำลายแก่นของเฟรซระดับสูงตัวนี้ลงได้แต่ดรากูนก็เสียแขนขวาไปเช่นกันแต่หลังจากจัดการกับเฟรซระดับสูงลงได้เฟรซรูปแบบมนุษย์หรือที่เรียกว่า “ระดับชั้นปกครอง” ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นโดยเฟรซตัวนี้รูปร่างเป็นผู้หญิง เมื่อปรากฏตัวออกมาเฟรซตนนี้ก็เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่โทยะฟังไม่รู้เรื่องแต่เอนเด้นั้นดูเหมือนจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรและพริบตาต่อมาเอนเด้กับเข้าปะทะกับเฟรซตนนั้นแล้วก็พากันหายไปแต่ก่อนจะหายไปเอนเด้ก็ได้บอกกับโทยะว่าเขาจะกลับมารับดรากูนคืนทีหลังฝากให้โทยะช่วยซ่อมให้ที หลังจากนั้นเนื้อหาจะตัดมาทางฝั่งของเอนเด้และในเนื่อหาส่วนนี้เองจะทำให้เรารู้ชื่อเต็ม ๆ ของเอนเด้นั้นก็คือ “เอนเดเมียน” และเฟรซตนนั้นมีชื่อว่า “เน” ซึ่งเนนั้นมีจุดประสงค์ที่จะตาม “ราชา” กลับคืนมาแต่ดูเหมือนว่าในกลุ่มที่ไล่ตามราชานั้นจะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างเช่นต้องการแย่งชิงพลังของราชามาเป็นของตนอยู่ด้วย ซึ่งเนนั้นดูจะเกลียดเอนเด้เอามาก ๆ แถมยังบอกอีกว่าเอนเด้นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ราชาผิดเพี้ยน แม้ว่าเอนเด้จะพยายามเกลี้ยกล่อมเนให้ยอมถอยแต่เนก็ดูจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ และแม้ว่าต้องฆ่ามนุษย์ทั้งโลกเธอก็จะทำเพื่อให้บรรลุความประสงค์ของเธอแต่ตอนนี้เธอไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วเพราะติดเขตแดนที่กั้นโลกอยู่เนจึงล่าถอยไป และในเนื้อเรื่องส่วนนี้เองเราก็จะได้รู้ว่าเอนเด้มีเฟรซที่เป็นพรรคพวกอยู่ด้วยเช่นกันซึ่งเธอคนนั้นมีชื่อว่า “ริเสะ” อีกทั้งยังรู้สึกถึงตัวตนที่ไม่ธรรมดาของโทยะและพี่สาวและเคยพบกับเรจีน่ามาก่อนอีกด้วย
.
หลังจบศึกแม้ว่าความสูญเสียจะไม่มากเท่าตอนยูโรนแต่ภูมิประเทศของเขตที่เป็นสนามรบก็มีร่องรอยความเสียหายอย่างหนักชนิดเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศไปเลยทีเดียวและหลังจากเหตุการณ์นี้จบลงออร์ดรีก็ได้รับเลือกให้เป็นประมุขรัฐคนใหม่แห่งโร้ดเมียเพราะผลงานที่เธอได้ทำเอาไว้ในครั้งนี้นั่นเองแต่ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ก็ได้มีกลุ่มบุคคลปริศนาลอบเข้ามาขโมยชิ้นส่วนของเฟรมเกียร์ที่เสียหายกลางสนามรบไปแต่เนื่องจากยังไม่สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้ในตอนนี้ดังนั้นโทยะจึงต้องปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน (โดยเหตุการณ์ที่ชิ้นส่วนเฟรมเกียร์ถูกขโมยไปนี้จะเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาของศึกโกลด์เดี้ยนในภายหลัง) ในการรบที่ผ่านมาโทยะได้ให้พัลเช่ผู้ดูแลบาบิโลน “คลัง” รับหน้าที่เก็บข้อมูลลักษณะความยาวคลื่นเสียงที่เฟรซปล่อยออกมาเพื่อนำข้อมูลนั้นไปสร้างเป็นอุปกรณ์เรดาร์เพื่อตรวจจับตำแหน่งที่เฟรซจะปรากฏตัวเดิมทีจะให้โรเซ็ตต้าเป็นคนสร้างแต่พอไปขอให้ทำโทยะก็โดนโรเซ็ตต้าโวยใส่ว่ายัดงานมาให้มาเธอมากเกินไปจนเธอทำไม่ทันสุดท้ายงานสร้างเรดาร์ตรวจจับเฟรซจึงตกไปอยู่กับริโอล่าผู้ดูแล “ปราการ” แทนและอุปกรณ์ตรวจจับที่สร้างเสร็จแล้วก็ได้ถูกกระจายไปติดตั้งอยู่ที่สถานที่ทำการของกิลด์ตามเมืองต่างเพื่อสร้างเป็นโครงข่ายสถานนีเรดาร์คอยทำหน้าที่เฝ้าระวัง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเครื่องประจำตัวของยาเอะ “ชเวิร์ทไลท์” กับเครื่องประจำตัวของฮิลด้า “ซิกรุเน่” ก็สร้างเสร็จพอดี
.
โทยะได้รับรายงานจากสึบากิเกี่ยวกับความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้นในอิเชนแต่ทว่าในตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นปัญหาภายในโทยะที่ตอนนี้มีสถานะเป็นผู้ปกครองอาณาจักรแล้วจึงไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้เพราะมันจะดูเป็นการแทรกแซงจึงต้องทำตัววางเฉยกับเรื่องนี้ไปก่อนจนกระทั่งมีจดหมายส่งมาถึงยาเอะโดยผู้ส่งก็คือแม่ของยาเอะนั่นเองโดยในจดหมายได้แจ้งว่าแคว้นฮาชิบะได้เริ่มส่งทหารมารุกรานโอเอโดะบ้านเกิดของเธอแล้วด้วยความร้อนใจยาเอะจึงคิดนำเฟรมเกียร์ออกไปจัดการกับทัพฮาจิบะแต่โทยะก็ห้ามเอาไว้ก่อนจากนั้นจึงพายาเอะเดินทางไปยังอิเชนโดยการไปในครั้งนี้โทยะจำเป็นต้องปิดบังตัวจริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระดับประเทศตามมาในภายหลังจึงได้ปลอมตัวเป็นนักรบปิศาจสวมหน้ากากที่ชื่อว่า “ชิโรกาเนะ” ส่วนตัวยาเอะนั้นไม่เป็นปัญหาเพราะการหมั้นหมายระหว่างเธอกับโทยะไม่ได้ประกาศออกไปอย่างแพร่หลายจึงสามารถเข้ามาช่วยการศึกในครั้งนี้ได้ หลังจากได้พูดคุยกับอิเอยาสึโทยะก็ได้ทราบถึงสถานการณ์การรบว่าทางด้านของอิเอยาสึกับพันธมิตรนั้นกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเพราะกำลังรบของศัตรูมีจำนวนเหนือกว่ามาก เพื่อจบศึกให้ได้โดยเร็วโทยะจึงตัดสินใจบุกเข้าไปหา “ฮิเดโยชิ” ที่เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด ทว่าเมื่อโทยะบุกไปถึงที่นั่นเขาก็พบความจริงว่าฮิเดโยชิเป็นแค่ลิงธรรมดา ๆ เท่านั้นส่วนผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงก็คือเทพบริวารที่คาเร็นกำลังตามจับตัวอยู่นั่นเองและการต่อสู้ในครั้งนี้ก็ทำให้พลังเทพของโทยะตื่นขึ้นมาในที่สุดแต่ถึงแม้ว่าคาเร็นกับโมโรฮะจะตามมาสมทบและพยามยามจับกุมเทพบริวารตนนี้แต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็สามารถหลบหนีไปได้ ภายหลังโทยะได้เรียกเทพบริวารตนนี้ว่า “เทพนีท” เพราะเป็นเทพที่ไม่มีหน้าที่อะไรเป็นชิ้นเป็นอันแถมนิสัยยังเหมือนพวกนีทอีก เมื่อขาดผู้นำทัพฮาจิบะก็พ่ายแพ้และสงครามสงครามในอิเชนก็จบลงในที่สุดส่วนโทยะที่พลังเทพตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในวงวารเทพ
.
และหลังจากที่เรื่องราวของซากุระเด็กสาวที่โทยะช่วยมาจากอิเชนได้รับการเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเธอคือลูกลับ ๆ ของจอมมารแห่งอาณาจักรเซโนอัสและได้ความทรงจำกลับมาเธอก็อยากกลับไปพบกับแม่และจะชักชวนให้มาอยู่ที่บรุนฮิวด้วยกัน โทยะจึงต้องเดินทางไปที่บ้านของสปิก้าดาร์กเอลฟ์ที่คยเป็นองค์รักษ์ประจำตัวของซากุระมาก่อนเพราะแม่ของซากุระนั้นอาศัยอยู่ที่นั่นแต่ในระหว่างนั้นเฟรซระดับปกครองนามว่า “กิระ” ก็ได้มาบุกโจมตีปราสาทจอมมารและสังหารเผ่ามารไปมากมายโทยะจึงเข้าไปทำการต่อสู้กับกิระแต่ก็ไม่รู้ผลแพ้ชนะเพราะตัวกิระถูกเขตแดนของโลกดันกลับไปซะก่อน หลังจากนั้นโทยะก็ได้ค้นหาบาบิโลนส่วนสุดท้ายจนพบและได้เจอกับเรจีน่า บาบิโลน ที่โอนถ่ายตนเองไปไว้ในแอร์เฟรมหมายเลข 29 ซึ่งเรเจีน่าก็ได้บอกว่าเธอสนในตัวโทยะก็จริงแต่ที่สนใจยิ่งกว่าก็คือสมาร์ทโฟนที่โทยะพกติดตัวอยู่ซึ่งเธอเคยพยายามลองสร้างเลียนแบบดูแต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันขาดอะไรไปบ้างหรือเปล่าเธอจึงของดูสมาร์ทโฟนของโทยะและหลังจากรวบรวมบาบิโลนได้ครบแล้วโทยะก็ได้เปิดเผยเรื่องที่ตนเองเป็นคนที่มาจากต่างโลกให้กับพวกแอร์เฟรมทั้งหลาย รวมถึงบรรดาว่าที่ภรรยาของเขาทุกคนได้รับรู้และหลังจากที่ได้ศึกษาโครงสร้างของสมาร์ทโฟนแล้วเรจีน่าก็ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากออกมาและมันก็ได้ถูกแจกจ่ายไปให้เหล่าภรรยา เหล่าลูกน้องคนสนิท ผู้ทำหน้าที่สำคัญ ๆ ผู้นำอาณาจักรต่าง ๆ และคนที่โทยะอยากแจกและด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากนี้ก็ทำให้การสื่อสารภายในกลุ่มพันธมิตรมีความรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น
.
หลังจากการต่อสู้ที่โร้ดเมียโทยะก็ไม่ได้พบกับเอนเด้มาพักใหญ่จนกระทั่งเฟรซชั้นปกครองที่ชื่อว่า “ริเสะ” ได้มาพบกับโทยะและขอร้องให้เขาช่วยเหลือเอนเด้ติดอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติทำให้กลับมายังโลกนี้ไม่ได้ แม้จะยังไม่เชื่อใจสนิทแต่โทยะก็ยอมทำตามที่ริเสะบอกและเอนเด้ก็กลับมาได้ในที่สุดและในครั้งนี้เอนเด้ก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวของเขาให้โทยะได้รับรู้โดยตัวของเอนเด้นั้นคือผู้ที่มาจากต่างโลกเช่นกันโดยโลกของเอนเด้อยู่สูงกว่าโลกที่พวกโทยะอยู่ตอนนี้มากนัก ส่วนพลังในการข้ามมิติของเอนเด้นั้นสามารถลงไปยังโลกที่ต่ำกว่าโลกของตัวเขาได้แต่ไม่สามารถขึ้นไปยังโลกที่สูงกว่าได้หลังจากเดินทางอยู่อย่างยาวนานก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เอนเด้ไปยังโลกของพวกเฟรซที่มีชื่อเรียกว่า “เฟรซเซีย” และได้พบราชาของเฟรซซึ่งอันที่จริงถึงจะเรียกว่าราชาแต่แท้จริงแล้วราชาของเฟรซนั้นเป็นผู้หญิง และหลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายปีราชาแห่งเฟรซก็ปราถนาอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเอนเด้ขึ้นมา แต่เพราะเอนเด้เป็นผู้ข้ามมิติหรือก็คือ นักพเนจรไปตามโลกต่าง ๆ ดังนั้นจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับโลกใดโลกหนึ่งแต่ “เธอ” ผู้นั้นก็ไม่ยอมรับและคิดค้นหาวิธีข้ามมิติสำหรับเฟรซขึ้นมา
.
โดยตัวเธอได้ใช้วิธีเปลี่ยนร่างกายของตนให้เหลือแต่แก่นแล้วจึงข้ามโลกไปและดูดซับพลังของร่างที่มีชีวิตอยู่ในโลกนั้น ๆ ไปทีละน้อยเพื่อให้ตนเองวิวัฒนาการไปทีละขั้นและจึงข้ามไปยังโลกที่สูงกว่าและทำแบบเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยความปราถนาที่จะวิวัฒนาการตนเองให้ขึ้นไปเท่าเทียมกับตัวตนของเอนเด้แล้วจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามที่ตนปรารถนาแต่การตัดสินใจทำแบบนั้นของเธอก็มีเสียงคัดค้านจากระดับปกครองตนอื่น ๆ โดยเฉพาะเนที่แสดงความคัดค้านมากที่สุด ส่วนกิระที่โทยะเจอก่อนหน้านี้เป็นพวกที่ไล่ตามราชาเพราะต้องการจะชิงพลังของเธอไปเป็นของตน ซึ่งพวกเฟรซนั้นจะดำรงอยู่ได้ต้องได้รับพลังจากราชามิฉะนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ซึ่งในเรื่องนี้เธอคนนั้นได้แต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งราชาต่อจากเธอแล้วจึงได้ออกเดินทางไปแต่ปัญหากลับไม่ได้จบลงแค่นั้นเพราะมีเฟรซบางกลุ่มใช้วิธีข้ามมิติที่เธอหลงเหลือไว้ ซึ่งวิธีที่เฟรซพวกนั้นเลือกใช้ก็คือทำลายเขตแดนของโลกเพื่อบุกรุกเข้าไปและในที่สุดพวกเฟรซก็ไล่ตามเอนเด้กับเธอคนนั้นไปแม้ว่า “เธอ” จะหลบหนีไปได้แต่โลกที่ถูกเฟรซรุกรานก็ถูกทำลายย่อยยับและยังมีอีกหลายโลกที่ถูกรุกราน ในช่วงเวลานั้นเอนเด้ก็ได้พบกับริเสะที่ตามมาแจ้งถึงการกระทำของกลุ่มเฟรซที่เหลือ หลังจากนั้นเอนเด้ก็ต้องคอยต่อสู้กับพวกเฟรซพร้อมกับปกป้องเธอคนนั้นไปด้วยทำเช่นนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อห้าพันปีก่อนเอนเด้และเธอคนนั้นก็มายังโลกนี้และก็เป็นฉนวนเหตุทำให้โลกนี้ต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานครั้งใหญ่จนโลกเกือบล่มสลาย แม้ว่าเอนเด้จะพยายามรับมือกับพวกเฟรซที่บุกเข้ามาแต่ลำพังแค่ตัวเขาคนเดียวไม่สามารถจะต้านทานเอาไว้ได้ ริเสะเองก็ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย เพราะไม่ต้องการต่อสู้กับเผ่าพันธุ์เดียวกันบาเรียของโลกนี้ก็พังเสียหายอย่างหนักแต่แล้วจู่ ๆ บาเรียที่กั้นโลกก็ฟื้นสภาพกลับมาโดยตัวเอนเด้ก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและเป็นฝีมือของใครแต่นั่นก็ช่วยให้เอนเด้สามารถจัดการพาพวกระดับปกครองและระดับสูงออกไปจากโลกได้แต่เอนเด้ก็ไปติดอยู่ในห้วงมิติจนผ่านไปห้าพันปีเมื่อพลังฟื้นกลับมาเขาก็กลับลงมาที่โลกนี้ได้อีกครั้งและได้พบกับโทยะในที่สุด
.
จึงสรุปได้ว่าต้นตอแห่หายนะเมื่อห้าพันปีก่อนนั้นเกิดจากการที่เอนเด้กับราชาแห่งเฟรซเกิดตกหลุมรักกันและอยากจะออกเดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขแต่เพราะความคิดอันแตกแยกของพวกเฟรซบางส่วนมีความทะเยอทะยานและไม่ยอมรับในตัวของราชาองค์ใหม่จึงได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ขึ้นไม่รู้ว่ามีโลกมากมายขนาดไหนต้องถูกทำลายไป ส่วนโทยะเมื่อได้ฟังเรื่องราวแล้วเขาก็ไม่คิดจะโทษว่ามันเป็นความผิดของเอนเด้หรือเธอคนนั้นเพราะถ้าเอากันตามจริงแล้วถ้าเธอคนนั้นตอนนี้อยู่ในสภาพจำศีลล่ะก็ย่อมไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแน่ ๆ เรื่องราวทั้งหมดมันผิดที่พวกเฟรซที่แตกฝูงมาไล่ตามสองคนนี้เสียมากกว่าดังนั้นแนวทางของโทยะก็คือถ้าหากเฟรซตนใดโจมตีเข้ามาเขาก็จะทำลายพวกนั้นให้หมดส่วนเอนเด้เองก็อยากให้พวกที่ไลล่าเธอคนนั้นหายไปซะให้หมดที่โลกนี้เลยจะเป็นการดีเพราะนอกจากจะได้ปกป้องเธอแล้วยังจะช่วยให้โลกอื่นปลอดภัยจากการรุกรานได้ด้วยจากนี้ไปเอนเด้ตั้งใจว่าจะต่อสู้กับเฟรซที่บุกเข้ามาในโลกนี้ต่อไปจนกว่าเธอคนนั้นจะเคลื่อนย้ายไปยังโลกอื่นและเมื่อรับดรากูนที่ซ่อมเสร็จแล้วคืนมาแล้วเอนเด้กับริเสะก็แยกจากพวกโทยะและออกเดินทางต่อไป
.
เรจีน่าได้บอกเรื่องเล่าราวเกี่ยวกับแผนที่โลกปัจจุบันกับแผนที่โลกเมื่อห้าพันปีก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากยุคสมัยของเธอบ้าง ซึ่งจุดที่เฟรซบุกเข้ามาโจมตีเป็นครั้งแรกเมื่อห้าพันปีก่อนนั้นก็อยู่แถว ๆ เซโนอัสไล่ลงมายังยูโรน โนเกีย และฮาน็อค ส่วนสิ่งเรจีน่าแปลกใจมากที่สุดเมื่อได้เห็นแผนที่ในปัจจุบันก็คือมีเกาะแห่งหนึ่งที่เคยตั้งอยู่บริเวณทางทิศเหนือของอาณาจักรเอลฟลัวในปัจจุบันมันได้หายไปจากแผนที่เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าบริเวณนั้นมีการกางบาเรียปิดกั้นไว้อยู่แถมยังเป็นบาเรียแบบใกล้เคียงกับที่เรจีน่าเพื่อปกปิดการมีอยู่ของบาบิโลน การกางบาเรียปกคลุมเกาะขนาดใหญ่ทั้งเกาะแบบนั้นจะไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้แต่ก็ใช่ว่าในยุคนั้นจะไม่มีเพราะในยุคนั้นก็มีจอมเวที่เก่งกาจผู้ถูกขนานนามว่า “ไวส์แมน” หรือ “จอมเวทแห่งห้วงเวลา” อยู่ส่วนเหตุผลที่ปิดซ่อนเกาะนั้นเอาไว้ก็คงจะเพื่อหลบซ่อนตัวจากพวกเฟรซที่มารุกรานโลกในเวลานั้น แต่ถึงแม้ว่าจะรู้สึกสนใจแต่การจะเข้าไปที่เกาะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะบาเรียที่กางอยู่รอบเกาะหากใช้ยานบินไปก็จะคงจะร่วงผลของเขตแดนส่วนถ้าไปทางเรือก็จะโดนกวนให้หลงทาง ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจที่จะทำการสอดแนมดูสภาพเกาะนั้นโดยให้พวกนกลองบินเข้าสำรวจที่นั่นไปพลาง ๆ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองเฟรมเกียร์ประจำตัวของลินเซ่กับรีนก็สร้างเสร็จและเข้าสู่การทดสอบการใช้งานส่วนเรื่องของการปรากฏตัวของเฟรซในช่วงนี้เรียกได้ว่ามีประปรายแต่โดยมากยังเป็นพวกระดับต่ำจึงยังพอจัดการได้โดยพวกนักผจญภัยที่มีฝีมือ
.
โทยะพยายามหาวิธีถอดอักษรที่สลักอยู่บนกำแพงในโบราณสถานที่เขาได้ปะทะกับเฟรซเป็นครั้งแรกไม่แน่ว่าถ้ารู้ความหมายที่สลักอยู่บนกำแพงนั่นก็อาจจะช่วยไขปริศนาที่เหลือได้แต่เมื่อไปถามฟามผู้ดูแลบาบิโลน “ห้องสมุด” ก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมามากนักเพราะเธอก็ไม่รู้จักภาษานี้เช่นกันเพราะอักษรเหล่านั้นไม่ใช่อักษรสมัยพารุทีโน่จึงน่าจะเป็นภาษาที่เกิดขึ้นหลังจากอารยธรรมล่มสลายและก็ยังเป็นภาษาที่สาบสูญไปแล้วในปัจจุบันแม้ว่าจะมีรูปแบบคล้ายกับอักษรอัลติม่าแต่พอใช้เวทมนตร์แปลออกมาก็อ่านเข้าใจเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้นปะติดปะต่ออะไรแทบไม่ได้เลยแต่หลังจากโทยะรับงานไปปราบอสูรยักษ์ที่อาณาจักรเอลฟลัวและได้มีโอกาสได้เข้าไปในคลังเก็บสมบัติที่ปราสาทเอลฟลัวที่นั่นโทยะได้พบกับขวานเล่มหนึ่งที่มีอักษรที่คล้ายกับอักษรที่สลักบนกำแพงในซากโบราณสถานและเมื่อสอบถามที่มาที่ไปของขวานเล่มนี้จากองค์ราชินีแห่งเอลฟลัวก็ทำได้รู้ว่าขวานเล่มนี้ได้มาจากชนเผ่า “อัลคาน่า” เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วโทยะก็ลองใช้เวทแปลภาษาอีกครั้ังแต่ผลก็คือยังอ่านไม่รู้เรื่องเหมือนเดิมทางเดียวที่จะสามารถรู้ความหมายของอักษรที่สลักบนกำแพงได้ก็คงมีแค่ตามหาลูกหลานของเผ่าอัลคาน่าให้พบและให้พวกเขาแปลให้เท่านั้นแต่ปัญหาก็คือแต่เดิมเผ่าอัลคาน่าเป็นพวกเรร่อนจึงไม่รู้ว่าไปตั้งรกรากและมีลูกหลานอยู่ที่ไหนกันบ้างการตามปริศนาอักษรอัลคาน่าจึงต้องหยุดชะงักไปเพราะไม่มีเบาะแสให้สืบต่อ หลังจากนั้นโทยะก็ได้รับรายงานจากโคเกียคุเกี่ยวกับสภาพบนเกาะที่ให้ไปสืบโดยตอนนี้รู้คร่าว ๆ ว่าที่เกาะนั้นมีอสูรยักษ์อยู่เต็มไปหมดและก็เหมือนจะมีเมืองที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์อีกจำนวนสี่เมืองโดยตั้งอยู่บนทิศทั้งสี่ของเกาะและที่ใจกลางเกาะก็มีสิ่งปลูกสร้างที่เหมือนกับวิหารตั้งอยู่ด้วย หลังจากได้ฟังข้อมูลมาแล้วโทยะก็ตัดสินใจที่จะสอดแนมและเก็บข้อมูลต่อไปก่อนโดยจะยังไม่เข้าไปยุ่งกับเกาะนี้ในตอนนี้
.
หลังจากนั้นก็เกิดศึกใหญ่กับพวกเฟรซขึ้นอีกครั้ง ณ ที่ราบอิสรุม ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงของเรกุรุสซึ่งการต่อสู้ในครั้งนี้พวกโทยะต้องเผขิญหน้าเฟรซระดับสูงที่มีรูปร่างเหมือนเต่ายักษ์และด้วยคุณสมบัติพิเศษของกระดองของมันทำให้การโจมตีด้วยเมเทโอซัฟเปอร์ของโทยะไม่ได้ผลแต่ในขณะที่กำลังจะย่ำแย่กันนั้นเรจีน่าก็ส่งปืนใหญ่ “บริเน็กซ์” มาให้รีนกับลินเซ่ใช้และสามารถจัดการกับเฟรซเต่ายักษ์ลงได้ในที่สุด หลังจากปราบตัวใหญ่ได้แล้วโทยะก็ได้เผชิญหน้ากับ“ยูระ” เป็นครั้งแรกซึ่งยูระได้ประกาศว่าเขาไม่สนใจที่จะสู้กับโทยะหรือแก่นของคิงพร้อมกับเตือนโทยะว่าให้เข้าอย่าเข้ามาขวางทางพวกเขาแต่แน่นอนว่าโทยะไม่ไม่สนใจจะฟังคำพูดของยูระและเข้าโจมตีจนสามารถตัดแขนขวาของอีกฝ่ายได้แต่ทว่ามันฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วและยูระก็หนีหายไปในที่สุด หลังจากถอยหนีไปแล้วยูระก็พบกับกิระและได้พูดคุยกันดูเหมือนว่าเป้าหมายของทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่อย่างไรก็ตามความต้องการของทั้งคู่ก็ไม่สิ่งที่ส่งผลดีต่อโลกนี้ซักเท่าไหร่ ยูระปราถนาในพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังของราชาเขาต้องการพลังที่สูงส่งพอที่จะนำพาไปสู่ระดับของพระเจ้าและจากกิระแยกตัวไปแล้วยูระก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างจึงได้มุ่งหน้าไปที่นั่นและในเวลาต่อมายูระก็ได้พบกับเทพนีทที่หลบหนีมายังช่องว่างของมิติและทั้งคู่ก็ได้ร่วมมือกันดำเนินแผนการร้ายครั้งยิ่งใหญ่
สรุปเนื้อหาเทพสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นและจุดจบของการต่อสู้กับเฟรซและเทพมาร (Part 2) หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติขึ้นภายในอาณาจักรซานดร้า โฮมุระ ชิซุคุ และนางิ สาวนนินจาสาวแห่งหน่วยลับผู้สังกัดอยู่ภายใต้การดูแลของสึบากิก็ได้รับหมอบหมายหน้าที่ให้เข้าไปสืบข่าวที่นั่นโทยะจึงได้มอบสมาร์ทโฟนและพรมวิเศษให้กับพวกเธอพร้อมทั้งกำชับว่าให้ถอยหนีกลับมาหากเห็นว่าไม่ปลอดภัยและหลังจากนั้นไม่นาน พวกโฮมุระก็ติดต่อกลับมาว่าที่เมือง “อัสทัล” ทุกคนในเมืองตายหมดไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียวและศพพวกนั้นมีผลึกขึ้นตามตัวด้วย โทยะจึงสั่งให้ทั้งสามรีบถอนกลับมาและรีบตามไปสมทบกับทั้งสามโดยเร็วที่สุดหลังจากส่งพวกโฮมุระกลับไปแล้ว โทยะ โมโรฮะและคารินะก็กลับไปที่เมืองนั้นอีกครั้งในตอนพลบค่ำเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตแต่ก็ไม่มีและเมื่อใช้ดวงตาแห่งเทพตรวจสอบดูก็พบว่าดวงวิญญาณเหล่านี้ได้ถูกอะไรบางอย่างกัดกินจนหลุดออกจากวัฎจักรและไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้อีกแล้วมีแต่ต้องสลายหายไปเพียงเท่านั้นและส่วนซากศพเหล่านี้ก็จำเป็นต้องเผาทิ้งเพราะหากทิ้งไว้จะกลายเป็นอันเดธได้โทยะจึงต้องจัดการเผาเมืองนี้ทิ้งทั้งเมือง ซึ่งพวกโมโรฮะก็คาดการณ์ว่าน่าจะปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นฝีมือของ“โซลอีทเตอร์” ว่ากันว่าความรู้สึกด้านลบโดยเฉพาะ “ความหวาดกลัว” จะเป็นสิ่งที่เรียกหาพวกมันได้อย่างดีที่สุดแต่ก็มีอีกอย่างหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้นั่นก็คือ การกลืนกินวิญญาณจำนวนมากเพื่อให้ตนเองเติบโตขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเทพมารอาจจะกำลังจะถึงกำเนิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็เป็นได้แต่ในระหว่างที่ไฟกำลังแผดเผาเมืองอยู่นั้นซากศพในเมืองก็กลายสภาพเป็นสเกลตันเฟรซทำให้โทยะ โมโรฮะ และคารินะต้องรีบจัดการกับพวกมันก่อนที่พวกมันจะหลุดออกไปจากเมืองได้เมื่อกำลังคนไม่พอโทยะจึงทำการอัญเชิญกองทัพสเกลตัลวอริเออร์ออกมาให้ช่วยจัดการสเกลตันเฟรซและหลังจากการต่อสู้ผ่านไปประมาณสองชั่วโมงทั้งสเกลตันเฟรซและเมืองทั้งเมืองก็ถูกทำลายจนไม่เหลือ
.
โทยะเรียกประชุมพันธมิตรเป็นการด่วนเพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองอัสทัลให้ผู้นำทุกคนทราบรวมถึงส่งข้อมูลไปให้กับทางกิลด์แม้จะยังขาดหลักฐานหลายอย่างที่จะนำมายืนยันว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ก็พอจะสรุปได้ว่าความรู้สึกด้านลบของมนุษย์เป็นสิ่งที่ดึงดูด “โซลอีทเตอร์” ให้เข้าไปหาอาณาจักรซานดร้าเป็นแหล่งค้าทาสนั้นมีสิ่งเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยมโดยเฉพาะความสิ้นหวังของเหล่าผู้ที่ถูกขายเป็นทาสจึงมีความเป็นไปได้ที่จะตกเป็นเป้าโจมตี หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้สิบวัน เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นอีกคราวนี้สเกลตันเฟรซปรากฏตัวขึ้นที่ “เมืองเมริกะ” ที่อยู่ภายในเขตการปกครองของเรสเทียที่น่าแปลกใจก็คือผู้ปกครองเมริกะค่อนข้างใส่ใจประชาชนของเขามากดังนั้นความรู้สึกด้านลบของผู้คนในเมืองนั้นก็น่าจะมีน้อยแต่ก็ยังตกเป็นเป้าโจมตีโทยะจึงรู้สึกไม่สบายใจและอยากจะรีบสืบหาต้นตอและรีบหยุดเหตุการณ์นี้ให้เร็วที่สุดแต่ก็เกิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทรกทำให้โทยะต้องวางมือจากเรื่องนี้เพื่อไปการเรื่องที่ด่วนกว่าซึ่งส่วนนี้ก็จะอยู่ในเนื้อหาของศึกกับอาณาจักรซานดร้า
.
หลังจากจบเหตุการณ์ที่ซานดร้าโทยะก็ไปพักผ่อนที่ชายหาดส่วนตัวที่เขาสร้างขึ้นแต่แล้วการพักร้อนของเขาก็ต้องจบลงเมื่อโคเกียคุได้ติดต่อมาบอกว่าเกิดบนเกาะที่เขาสั่งให้จับตาดูอยู่นั้นเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมีอสูรยักษ์สามตัวได้เข้าล้อมโจมตีเมืองทางใต้บนเกาะนั้นและระบบป้องกันของเมืองก็ดูท่าทางจะเอาไม่อยู่แล้วโทยะจึงรุดหน้าไปที่นั่นในทันทีเมื่อเปิดเกทยังเกาะแห่งนั้นได้โดยอาศัยภาพที่ได้จากสัตว์อัญเชิญที่ส่งไปสำรวจแต่เพราะสนามพลังที่อยู่บนเกาะทำให้โทยะรู้สึกว่าการเปิดเกทคราวนี้สิ้นเปลืองพลังเวทย์ไปมากกว่าปกติพอควรแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดและสัตว์อสูรยักษ์ทั้งสามก็ถูกเฟรมเกียร์ของเอลเซ่ ฮิวด้าและยาเอะสังหารลงอย่างง่ายดายหลังจากนั้นตัวแทนของเมืองนี้ก็ออกมาพบชื่อของเขาคือ “ เด็นซ์ เซาท์” และจากการพูดคุยกันก็ทำให้ได้รู้ว่าผู้คนในเกาะนี้มีชื่อว่า “พาเรริอุส” ซึ่งก็มาจากชื่อแท้จริงของจอมเวทย์ทีถูกเรียกว่าไวท์แมนในยุคพารุเทโน่นั่นเอง เมื่อห้าพันปีก่อนเขานี้ได้ค้นพบเวทย์มนตร์ที่สามารถสร้างขอบเขตป้องกันพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวของเขาเองและเมื่อเกิดเหตุเฟรซบุกเข้าโจมตีพารุเทโน่ พาเรริอุสก็พาครอบครัวและผู้คนในบ้านเกิดหลบหนีมายังเกาะแห่งนี้และซ่อนมันเอาไว้จนกระเขาเสียชีวิตไปหลังจากนั้น ด้วยบาเรียทำให้พวกเฟรชบุกเข้ามาไม่ได้แต่ก็แลกมาด้วยการที่เกาะนี้ได้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ผู้คนบนเกาะก็ไ่ม่สามารถจะออกไปจากเกาะแห่งนี้ได้ทำให้คนที่นี่ไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกนั้นไม่ได้ล่มสลายไปตามที่พวกเขาเข้าใจและข่วงนี้ก็มีเฟรซระดับล่างหลุดเข้ามาในเกาะบ้างแล้ว บาเรียที่เคยเชื่อว่าป้องกันเฟรซได้ดูจะไร้ประโยชน์แล้วในตอนนี้แต่การจะนำบาเรียที่ล้อมเกาะออกไปนั้นเด็นซ์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เขาต้องนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้นำของอีกสามเมืองและผู้สืบเชื้อสายของ “อาเรริอัส พาเรริอุส” ผู้ที่ทำหน้าทีพิทักษ์ประตูที่อยู่ใจกลางของเกาะเสียก่อนโดยเธอคนนั้นมีชื่อว่า “เซ็นทรัล” ซึ่งงานนี้โทยะก็ได้ฝากให้เดนซ์เป็นคนกลางช่วยติดต่อให้ก่อนจะเดินทางออกจากเกาะไปส่วนกำหนดเวลาที่จะมาพบปะพูดคุยเรื่องนี้กันนั้นก็คืออีกสองสัปดาห์ให้หลัง
.
ในระหว่างที่รอนั้นโทยะก็ได้คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวบนเกาะอยู่ห่าง ๆ ในช่วงเวลานั้นเฟรมเกียร์ของซากุระรอสไวเซ่กับเครื่องของรูเชียวัลเทราด์ก็อยู่ในระหว่างการสร้าง ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เรจีน่าขอติดตามไปด้วยและเมื่อถึงวันนัดหมายโทยะได้พบกับผู้ปกครองเมืองที่เหลืออีกสามคนและเซ็นทรัลซึ่งการประชุมในครั้งนั้นจะยังไม่ได้บทสรุปแต่โทยะก็ได้มอบอุปกรณ์ที่สามารถหยุดการทำงานของเครื่องสร้างบาเรียให้กับเซนทรัลและให้เธอตัดสินใจเลือกเอาว่าจะทำอย่างไรต่อไปโดยตัวโทยะจะเคารพการตัดสินใจของเธอ เมื่อการประชุมจบลงเรจีน่าได้ถามถึงมรดกที่อาเรริอัสทิ้งเอาไว้โดยเรียกสิ่งนั้นว่า “เกท” และขอดูสิ่งนั้นซึ่งเซ็นทรัลก็อนุญาตและพาพวกโทยะไปดูสิ่งนั้นที่อยู่บนยอดของวิหารส่วนกลาง เมื่อได้พบกับเกทเรจีน่าก็ตรวจสอบมันด้วยเวทอานาไลท์ของเธอและเข้าใจการทำงานของมันอย่างไม่ยากเย็นซึ่งตัวเซ็นทรัลได้บอกกับเรจีน่าอาเรริอัสทิ้งสิ่งนี้เอาไว้ก็จริงแต่ดูเหมือนว่ามันเป็นผลงานที่สร้างไม่เสร็จจึงไม่สามารถใช้งานได้แต่เรจีน่าก็แย้งว่ามันสร้างเสร็จแล้วที่มันทำงานไม่ได้ก็เพราะต้องใช้พลังเวทมหาศาลระดับของคนทั่วไปประมาณแสนคนขึ้นไปจึงจะสามารถทำให้สิ่งนี้ทำงานได้ ถ้าหากว่าจะใช้การสะสมพลังเวทย์แบบตามปกติล่ะก็ต้องใช้เวลาประมาณสามร้อยปีถึงจะสามารถเปิดการทำงานอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ดังนั้นงานหยาบเลยมาตกที่โทยะอีกตามเคย
.
โทยะเปิดการทำงานของประตูได้สำเร็จและลองเดินก้าวผ่านประตูไปก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ที่นั่นมีสภาพเป็นป่า เมื่อโทยะหันหลังกลับไปก็พบว่าไม่มีประตูที่ตนเองใช้ผ่านมาเมื่อกี้แล้วและพอลองหยิบสมาร์ทโฟนออกมาเพื่อเรียกดูแผนที่ก็ปรากฏว่ามันใช้การไม่ได้ไปเสียดื้อ ๆ ไม่ใช่แค่นั้นจะโทรติดต่อยาเอะหรือเทเลพาธีหาโคฮาคุก็ทำไม่ได้เช่นกันแต่ก็มีเวลาให้งงได้ไม่นานเพราะในระหว่างนั้นโทยะได้ยินเสียงใครบางคนดังมาป่าที่อยู่ข้างหน้าและเมื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังมาโทยะก็พบกับมอนสเตอร์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนรูปลักษณ์ขอองมันดูเหมือนมังกรสองหัวแต่ที่สำคัญกว่าคือมันกำลังวิ่งไล่ตามรถม้ารูปทรงประหลาดที่ไม่เคยมาก่อนอีกเช่นกัน เมื่อเห็นว่าคนในรถกำลังตกอยู่ในอันตรายโทยะจึงยื่นมือเข้าช่วยและหลังจากที่โทยะจัดการมอนสเตอร์ได้แล้วคนที่ขับรถม้าประหลาด ๆ ก็ได้ลงมาขอบคุณโทยะที่ช่วยเหลือเขาและแนะนำตัวว่าเขาชื่อ “เปโดร ซันโจ” เป็นพ่อค้าโทยะจึงลองสอบถามจากซันโจดูว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนและซันโจนำปผนที่ออกมาให้ดูโทยะก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเพราะ แผนที่โลกที่เขาเห็นตอนนี้มันกลายเป็นดั่งภาพกลับด้านบนกระจกที่ทุกอย่างสลับจากซ้ายไปขวาดูเหมือนว่าประตูของอาเรริอัสจะไม่ใช่ประตูเคลื่อนย้ายสถานที่ธรรมดาหากแต่เป็นประตูข้ามไปสู่โลกอื่นตะหากและหลังจากแยกทางกับซันโจแล้วโทยะลองใช้เวทย์เกทดูแต่มันก็ไม่เชื่อมต่อไปที่ไหนเลยดูเหมือนสถานการณ์ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ที่นี่คือที่ไหนและเขาจะหาทางกลับไปโลกเดิมได้อย่างไรสิ่งนั้นทำให้โทยะรู้สึกเป็นกังวลอยู่แต่หลังจากนั้นไม่นานปู่เวิร์ลก็อดก็โทรมาหาและบอกโทยะว่าไม่ต้องตกใจให้รออยู่นั่นเดี๋ยวจะส่งคนไปรับและหลังจากนั้นไม่นานคาเร็นก็มาช่วยและทำให้ได้รู้ว่าเวลาของสองโลกนี้แตกต่างกันพอสมควรเพราะโทยะอยู่ที่นี่แค่หนึ่งชั่วโมงแต่โลกฝั่งนี้ได้ผ่านไปแล้วสิบชั่วโมงทำให้พวกยูมิน่าร้อนรนกันยกใหญ่
.
ส่วนวิธีที่จะกลับไปโลกทางฝากโน้นได้อย่างง่ายที่สุดก็คือต้องเปิดเกทไปโลกเทพก่อนแล้วค่อยใช้โลกเทพเป็นทางผ่านเพื่อกลับไปยังอีกฝั่ง โทยะเปิดเกทไปหาคุณปู่ที่รออยู่ที่โลกเทพและได้ขอโทษที่ทำให้ทุกคนวุ่นวายแต่คุณปู่แกก็ไม่ได้ว่าอะไรและขอให้โทยะรีบกลับไปที่โลกก่อนเรื่องอื่นไว้คุยกันทีหลังเมื่อกลับมายังวิหารที่ประตูตั้งอยู่ได้แล้ว โทยะก็บอกเรจีน่าเกี่ยวกับปลายทางที่ประตูนี้ได้เชื่อมต่อไปแน่นอนว่าทุกคนพากันตกตะลึงกับเรื่องนั้น โลกที่เป็นดั่งโลกอีกใบของโลกใบนี้ซึ่งหลักฐานก็คือภาพถ่ายแผนที่ของเปโตรที่โทยะถ่ายเก็บเอาไว้ ซึ่งเหตุผลในการสร้างประตูนี้ขึ้นมาก็คงจะเพื่อหลบหนีไปหาโลกใหม่ที่ไม่มีพวกเฟรซแต่ทว่าไม่สามารถเดินเครื่องได้ทำให้ผู้คนที่หลบหนีมาในตอนนั้นยังคงติดอยู่บนเกาะแห่งนี้มาจนถึงตอนนี้นั่นเอง เมื่อกลับถึงปราสาทโทยะก็โดนเหล่าภรรยากระโจนเข้าใส่ด้วยความเป็นห่วงและคืนนั้นโทยะก็โดนเหล่าภรรยาในชุดนอนมารุมล้อมถึงเตียงนอนเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมไปโลกที่โทยะได้ไปมาแต่จุดสำคัญที่สุดก็คือเมื่อประตูที่ใช้เดินทางไปมันหายไปทันทีหลังจากเดินผ่านไปเช่นนั้นแล้วโทยะกลับมาได้อย่างไรกันและนั่นก็ทำให้ตัวตนที่แท้จริงของโทยะได้ถูกเปิดเผยต่อเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าในที่สุด วันถัดมาโทยะก็ได้ไปพบกับปู่เวิร์ลก็อดและได้รับทราบเรื่องราวของโลกแห่งนั้นว่าเป็นโลกที่อยู่ถัดไปจากโลกนี้มีลักษณะบางอย่างคล้าย ๆ กันแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียวคล้าย ๆ จะเป็นโลกคู่ขนานแต่โลกนั้นเคยล่มสลายมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดจากภายในโลกของตัวเองเรียกว่าเป็นโลกที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
.
มีรายงานเกี่ยวกับโซลอีทเตอร์และสเกลตันเฟรซปรากฏตัวขึ้นอีกคราวนี้เกิดขึ้นที่เมือท่าแห่งในริฟุริสซึ่งเป็นเมืองแห่งการค้าซึ่งก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นเมืองที่แย่หรือว่าแต่โทยะคาดการณ์ว่าไม่แน่ว่าความโลภของผู้คนก็ในเมืองแห่งการค้าขายก็สามารถเป็นแหล่งพลังงานให้ได้เหมือนกันหรือไม่ก็ไม่มีปัจจัยอะไรทั้งนั้นเป็นเพียงการสุ่มไปเรื่อย ๆ ก็เป็นได้แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องทำอะไรซักอย่างก่อนที่เมืองจะถูกทำลายในตอนนั้นเองเรลิชาก็ติดมาหาโทยะเพื่อแจ้งข่าวว่าโซลอีทเตอร์ปรากฏขึ้นที่ยูโรน (ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ในฉบับ WN กับ LN จะแตกต่างกันเล็กน้อยกล่าวคือ WN โทยะจะไปคนเดียว LN โทยะจะพายูมิน่า รูเชีย โคฮาคุและรูริร่วมเดินทางไปด้วย) เมื่อเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุโทยะก็ได้ปะทะกับโซลอีทเตอร์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดประมาณสี่เมตรมีขนสีทองรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับสิงโตกับหมาป่าและผู้ที่สร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมาก็คือเทพนีทนั่นเองโทยะเหตุการณ์ของโซลอีทเตอร์ทั้งหมดที่เกิดอย่างต่อเนื่องนั้นก็มียูระกับเทพนีทที่ร่วมมือกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนั่นเองโดยจุดประสงค์ของเทพนีทก็คือทำให้โลกนี้หลุดออกจากดูแลของเวิร์ลก็อดโดยใช้วิญญาณชั่วร้ายเข้าทำลายโลกซะและเทพนีทก็จะได้เป็นพระเจ้าองค์ใหม่ของโลกนี้และตามกฏแล้ววิญญาณชั่วร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกพระเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาจัดการกับพวกนี้ได้ด้วยตนเองดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้กล้า พวกนักบุญมาเป็นตัวแทนของพระเจ้าคอยกำจัดความชั่วร้ายเหล่านี้และหากเหล่าผู้กล้าพ่ายแพ้โลกก็จะค่อย ๆ ล่มสลายลงเพื่อรอให้พระเจ้าองค์ใหม่เข้ามารับช่วงต่อแต่แล้วจู่ ๆ โซลอีทเตอร์ก็เล่นงานเทพนีทและสูบเอาพลังเทพไปก่อนจะกลายร่างเป็นรังไหมและหนีหายไปในห้วงของมิติทำให้โทยะไม่สามารถจัดการกับมันได้ในตอนนี้
.
หลังปรึกกันภายในเรียบร้อยแล้วเซ็นทรัลก็ตัดสินใจยกเลิกบาเรียที่ปกคลุมเกาะและนำพาเกาะแห่งนี้ไปสู่ยุคสมัยใหม่ซึ่งโทยะก็ได้ให้ความร่วมมือในการไล่จัดการอสูรยักษ์บนเกาะนั้นเพื่อเปิดเส้นทางให้อาณาจักรอื่น ๆ สามารถเข้ามาทำการติดต่อค้าขายได้อย่างปลอดภัยและหลังจากนั้นไม่นานโทยะก็ได้รับผลการศึกษาวิจัยที่อาเรริอัสเหลือทิ้งไว้เมื่อห้าปีก่อนจากเซ็นทรัล โดยโทยะคัดลอกมันส่งไปให้เรจีน่าทำการค้นคว้าที่ห้องแล็บเผื่อว่าจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับบาเรียที่ป้องกันโลกนี้อยู่ แต่หลังจากการดูรายงานการวิจัยก็พบว่า มีชิ้นส่วนที่เหมือนกับชุดเกราะอยู่ในรายงานด้วย ในตอนแรกโทยะคิดว่าเป็นเฟรมเกียร์แต่เรจีน่าแย่งว่าไม่ใช่ขนาดมันเล็กกว่าดังนั้นเดาว่าจะเป็นคล้าย ๆ กับพวกพาวเวอร์สูทเสียมากกว่า ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามมิติเสียเป็นส่วนใหญ่ เรจีน่าได้พบกับข้อความสุดท้ายที่เขียนไว้ในดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับต่างโลกซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะหมายถึงตัวอาเรริอัสได้ข้ามไปต่างโลกเอง หรือได้ทำการอัญเชิญอะไรบางอย่างจากต่างโลกมาหรือจะมีใครอื่นที่เดินทางข้ามมิติได้เหมือนกับเอนเด้กันแน่ แต่การได้พบกับผู้ที่มาจากต่างมิติมันเป็นจุดเริ่มต้นให้อาเรริอัสทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโลกต่างมิติและสร้างประตูนี้ขึ้นมาไม่ผิดแน่ และชุดเกราะที่ว่าก็อาจจะเป็นของผู้มาเยือนจากต่างมิติเหลือทิ้งเอาไว้ก็ได้ เพื่อหาคำตอบทั้งหมดโทยะจำเป็นจะต้องเดินทางข้ามโลกไปอีกครั้ง ส่วนแผนการที่จะทำให้ประตูมิติทำงานได้สมบูรณ์นั้นเรจีน่าคิดจะนำมันไปติดตั้งกับบาบิโลนและใช้พลังงานจากทาวเวอร์เป็นแหล่งพลังงานให้กับมัน เรจีน่าอยากให้โทยะพาเธอไปที่โลกฝั่งโน้นในตอนนี้เลยทว่าโทยะปฏิเสธเพราะถ้าทำเช่นเรจีน่าจะกลับมาด้วยไม่ได้เพราะเธอไม่สามารถจะไปยังมิติแห่งเทพแบบที่โทยะทำก่อนหน้านี้ได้นั่นเอง
.
เมื่อข้ามมายังโลกเบื้องหลังแล้วโทยะก็เดินทางไปพบกับซันโจที่อาณาจักรอเลนเพื่อหาทุนทรัพย์ที่เป็นเงินตราของโลกนี้โดยโทยะได้ขายทองคำก้อนให้กับซันโจไปและได้รู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีของโลกนี้พอคร่าว ๆ จากซันโจซึ่งโลกนี้อารยธรรมเวทมนตร์ค่อนข้างต่ำก็จริงแต่จะมีเทคโนโลยีจักรกลที่เรียกว่า “โกเลม” มาทดแทนอยู่ซึ่งโกเลมพวกนี้ก็คือมรดกจากอารยธรรมโบราณนั่นเอง หลังจากแยกกับซันโจแล้วโทยะก็ได้พบกับกลุ่มโจรที่เรียกตนเองว่า “เรดแคท” ที่ทำตัวคล้าย ๆ กับโรบินฮู้ดที่ไล่ปล้นขุนนางเลว ๆ และเอาเงินไปแจกจ่ายคนจนโดยกลุ่มนี้มีเด็กสาวที่ชื่อว่า “เนีย” เป็นผู้นำกลุ่มโดยพวกเธอได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากโทยะที่พวกเธอเห็นว่าเป็นจอมเวทที่น่าจะพอให้การช่วยเหลือพรรคพวกของเธอที่โดนคำสาปได้และคนที่กลุ่มเรดแคทต้องการให้ช่วยก็คือ “เอลก้า พาโทรัคเชีย” วิศวกรโกเล็มผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนั่นเอง และหลังจากช่วยเอลก้าจากคำสาปได้แล้วทางกลุ่มเรดแคทก็อยากจะมอบของตอบแทนให้แต่เพราะพวกเธอใช้ชื่อว่ากลุ่มโจรแน่นอนว่าเป็นพวกอาชญากรโทยะจึงไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยซักเท่าไหร่เขาจึงได้บอกปัดไปโดยอ้างว่ายังคิดไม่ออกไว้ค่อยมารับค่าตอบแทนคราวหน้าส่วนเนียบอกว่าพวกเธอจะถอนกำลังออกจากที่แห่งนี้แล้วเพราะที่นี่ไม่ใช่ฐานทัพจริง ๆ ของพวกเธอแต่เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องซ่อมโกเลมที่เนียเป็นเจ้าของอยู่ทำให้ต้องมาสร้างฐานชั่วคราวที่นี่แต่เมื่อภารกิจจบแล้วพวกเธอก็ต้องเผ่นออกจากเมืองนี้ก่อนที่จะเหล่าอัศวินจะมาจับพวกเธอ แต่โทยะก็บอกว่าไม่เป็นไรถ้าเขาอยากตามหาพวกเธอเขาก็สามารถเซิร์จเอาได้ เมื่อเห็นความสามารถทางเวทมนตร์ของโทยะแล้วเนียก็ชักชวนให้โทยะเข้าร่วมกลุ่มเรดแคทแน่นอนโทยะปฏิเสธแต่เนียก็ตื้อไม่เลิกแต่แล้วเอลก้าก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย ทำให้รู้ว่าเอลก้าจะต้องการโลหะโอริอารุก้อนเพื่อนำไปซ่อมแซมโกเลมที่เสียหายแต่พวกเธอกำลังจนหนทางที่จะหาโลหะชนิดนี้ โทยะจึงได้นำออกมาจากสโตร์และวางลงบนโต๊ะเอลก้ารีบใช้เครื่องมือของเธอตรวจสอบดูทันทีก็พบว่ามันเป็นของจริง เอลก้าจึงขอซื้อในทันทีซึ่งโทยะก็ยอมขายให้ แต่แล้วในตอนนั้นสมาชิกของกลุ่มก็เข้ามาแจ้งว่า ฐานลับในภูเขาของกลุ่มเรดแคทกำลังถูกพวกกองกำลังอัศวินบุกเข้าโจมตี พวกเธอจำเป็นจะต้องหนีแล้วแต่เนียยืนกรานไม่ยอมที่จะทิ้งพรรคพวกที่อยู่ข้างหลัง ท้ายที่สุดเธอจึงขอความช่วยเหลือจากโทยะ
.
หลังจากช่วยพวกเนียสำเร็จแล้วโทยะก็กลับมายังโลกเบื้องหน้าโทยะก็เอาข้อมูลที่รวบรวมมาได้ส่งมอบให้กับเรจีน่าเพื่อทำการวิเคราะห์ในช่วงเวลานี้เฟรมเกียร์ของยูมิน่าสร้างเสร็จไปประมาณ 60% แล้วและโทยะเองก็กำลังวางแผนที่จะสร้างเครื่องของเขาเองอยู่เหมือนกันเรื่องราวดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ที่โทยะจัดงาน “มัตสึริ” ขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเอลเนสราชาตัวน้อยแห่งอาณาจักรบาลูฟได้เข้าร่วมการแข่งโชงิเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเอลเนสแต่เพราะบาลูฟไม่ได้อยู่ในกลุ่มพันธมิตรการจัดงานเลยต้องเล่นใหญ่ชนิดเชิญทุกอาณาจักรในโลกมาเข้าร่วมและเมื่อต้องให้อาณาจักรต่าง ๆ มีส่วนร่วมจึงต้องจัดการแข่งทั้งเบสบอลและการประลองศิลปะการต่อสู้พวกเข้าไปด้วยซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ปู่เวิร์ลก็อดก็ลงมาเอนจอยกับเขาด้วย และในวันงานวันที่สามนี้เองโทยะก็ได้ไปช่วยพ่อค้าคนหนึ่งที่ถูกมิจฉาชีพขโมยเงินเมื่อนำเงินไปคืนให้โทยะก็พบว่าพ่อค้าคนนี้มีผิวสีแดงผิดจากคนทั่วไป เพื่อยืนยันความเข้าใจของตนโทยะจึงถามพ่อค้าว่าเขาเป็นคนเผ่าอาคาน่าใช่ไหม? ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันว่าใช่จากนั้นโทยะจึงได้นำภาพถ่ายจารึกที่เขาพบในโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเก่าของเบลฟาสที่ที่พวกเขาเผชิญหน้ากับอสูรผลึกเป็นครั้งแรกให้คน ๆ นี้ดู ก็ได้คำตอบว่ามันเป็นอักษรโบราณที่ไม่ใช้กันแล้ว แต่ตัวเขายังพออ่านได้อยู่และเขาก็ได้อ่านอักษรบนนั้นให้โทยะฟัง ใจความประมาณว่า
เมื่ออาณาจักรมีภัย อัศวินขาวและอัศวินดำผู้ติดตามพระราชาได้ส่งเหล่าปิศาจร้ายจากขุมนรกไปยังสุดขอบขุมนรกและปิดผนึกมันเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง ในภายภาคหน้าหากประตูนรกถูกเปิดออกอีกครั้งอสูรร้ายจะทำลายโลกนี้ ซากของอสูรร้ายที่อยู่ที่นี่อย่าให้มันได้คืนชีพกลับมา
เมื่อถอดข้อความที่จารึกบนกำแพงได้เบาะแสส่วนหนึ่งคลี่คลายลงแต่ก็มีอีกส่วนที่ไม่เข้าใจ อัศวินขาวและอัศวินดำที่อยู่ในบันทึกคืออะไรกันซึ่งโทยะก็คิดว่าคำตอบน่าจะอยู่ที่โลกอีกฟากหนึ่งทว่าในคืนนั้นเฟรซก็ได้บุกเข้ามาทางตะวันออกของยูโรนโทยะจึงต้องรีบนำกำลังไปจัดการกับอีกฝ่ายแต่เมื่อถึงเวลาที่พวกเฟรซบุกเข้ามาก็มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเฟรซการเคลื่อนไหวของพวกเฟรซก็ดูจะแปลกไปแทนที่มันจะพุ่งเข้ามาโจมตีแบบทุกทีมันกลับถอยหนีออกไปแทน ไม่นานนักพัลเช่ก็รายงานว่าการโจมตีระลอกสองกำลังจะมาโดยพวกมันแหวกมิติลงมาเหมือนเดิมขนาดขนาดก็ไม่ต่างจากเดิมทว่าสีของมันแตกต่างจากที่เคย เพราะเฟรซพวกนี้ส่องประกายเรืองแสงสีทองและสิ่งที่ทำให้มันเรืองแสงแบบนั้นก็คือ “พลังเทพ” นั่นเองโทยะรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่เฟรซตามปกติแต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็ทำให้โทยะต้องประหลาดใจเมื่อเฟรซตัวนี้เริ่มทำลายเฟรซระดับต่ำที่อยู่ใกล้ ๆ และเริ่มแปรสภาพสิ่งที่มันทำก็คือการดูดกลืนพวกเดียวกันเข้าไปและในระหว่างที่การต่อสู้กำลังดำเนินต่อไปอยู่นั้นกิระก็ปรากฏตัวออกมาและได้ปะทะกับโทยะและท้ายที่สุดกิระก็โดนโทยะทำลายแก่นลงและสลายไปในที่สุดส่วนโทยะที่ระเบิดพลังเทพเข้าต่อสู้ก็หลับยาวไปสามสิบหกชั่วโมงตื่นมาอีกทีงาน “มัตสึริ” ก็จบลงไปเรียบร้อยแล้ว
.
โทยะเดินทางกลับไปโลกเบื้องหลังอีกครั้งเพื่อหาสถานที่เหมาะ ๆ ที่จะนำประตูอีกบานหนึ่งไปติดตั้งเอาไว้ได้เมื่อติดตั้งสำเร็จคราวนี้คนอื่น ๆ ก็จะสามารถเดินทางไปกลับระหว่างโลกเบื้องหน้ากับเบื้องหลังได้และเมื่อเดินทางมาถึงโทยะก็หาที่อยู่ของพวกเรดแคทเป็นอันดับแรกเพราะตอนนี้เขาไม่มีเงินอยู่เลยและพวกเนียก็ยังติดหนี้เขาอยู่ด้วยหลังจากติดต่อกับเนียได้แล้วเขาก็บอกพวกเนียว่าเขาต้องการจะหาซื้อโกเลมพวกเนียจึงพาโทยไปยังตลาดมืดเพื่อหาซื้อโกเลมแต่แล้วก็เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อ “ลูน่า โทริเอสเต้” กับ โกเลมชั้นคราว ฟานาติก วิโอล่า ได้บุกเข้าไปสังหารโหดผู้คนที่นั่นทำให้โทยะต้องปะทะกับลูน่าแต่แล้วเธอก็ล่าถอยไปเสียเฉย ๆ แต่มีทิ้งท้ายว่า “คราวหน้าได้โปรดฆ่าลูน่าด้วย” หลังจบเหตุการณ์ที่ตลาดมืดแล้วโทยะก็กลับมาให้ความสำคัญกับการหาจุดตั้งประตูต่อแต่ทว่าโกเลมที่เขาซื้อมาทั้งสามตัวนั้นดันไม่ใช่โกเลมสายต่อสู้จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นยาวเฝ้าประตูได้ โทยะจึงคิดหาสถานที่ที่ปลอดคนให้มากที่สุดอย่างเกาะที่อยู่ห่างไกล จากนั้นก็ได้โทยะก็ได้รู้ว่ามีเกาะที่เป็นที่อยู่ของมังกรอยู่ผู้คนค่อยไม่กล้าเข้าใกล้ที่นั่น โทยะจึงตัดสินใจว่าจะลองไปที่นั่นและลองเจรจากับพวกมังกรดูโดยจะลองใช้รูริเป็นสื่อกลาง ที่นั่นโทยะได้พบกับมังกรเงินที่ได้รับบาดเจ็บ มังกรเงินเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 200 ปีก่อนมันถูกหุ่นจักรกลโจมตีได้รับบาดเจ็บและติดพิษซึ่งแผลนี้ทำให้มันไร้กำลังและบินไม่ไหวและเมื่อโทยะรักษาให้มันหายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้วมังกรเงินตัวนั้นก็สวามิภักดิ์ต่อโทยะและได้รับมอบนามใหม่ว่า “ชิโรงาเนะ”
.
โทยะมอบหมายให้ชิโรงาเนะที่แปลงร่างเป็นคนดูแลคฤหาสน์ของเขาที่ตั้งอยู่บนเกาะนี้และได้นำประตูมาติดตั้งเอาไว้ในสวนของคฤหาสน์หลังนั้นเสร็จแล้วก็เดินทางกลับไปยังโลกเบื้องหน้าพร้อมกับนำโกเล็มสามตัวที่ซื้อมาจากตลาดมืดไปมอบให้กับเรจีน่าเพื่อทำการศึกษาหลังจากนั้นก็ได้มีการก่อตั้งพันธมิตรโลกขึ้นเมื่ออาณาจักรเซนอส อาณาจักรเฟลเซน และอาณาจักรบาลูฟ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วยเรื่องราวดำเนินไปอย่างสงบสุขจนกระทั่งวันหนึ่ง อัลบามาพูดคุยกับโทยะเรื่องเกี่ยวกับโจรสลัดที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับเรือในเขตทะเลเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญเพื่อใช้ในการที่ติดกับริฟุริส เอลฟลัว ลิเนียและบาลูฟ โทยะใช้สมาร์ทโฟนของเขาทำการค้นหาที่ตั้งของแหล่งซ่อนตัวของพวกโจรสลัดทั้งหมดและรายงานจักรพรรดิ์แห่งริฟุริสเพื่อให้ส่งกำลังไปกวาดล้างต่อไปหลังจากนั้นโทยะก็ได้พาเหล่าภรรยาทั้งเก้าพร้อมกับเรจีน่าข้ามไปยังโลกเบื้องหลังตามสัญญาโดยหลัก ๆ แล้วก็คือจะพาเมียไปเที่ยวชอปปิ้งต่างโลกนั่นเองแต่การมาครั้งนี้ก็ทำให้โทยะได้ทราบข่าวเกี่ยวกับมอนสเตอร์สีทองที่ออกมาอาละวาดอยู่ในโลกเบื้องหลังซึ่งโทยะก็รู้ได้ทันทีว่ามอนสเตอร์ที่ว่านั่นก็คือพวกเฟรซที่กลายพันธุ์ไปนั่นเองดูเหมือนว่าพวกนั้นจะเริ่มหันมารุกรานโลกเบื้องหลังนี่แล้วส่วนสาเหตุของการรุกรานนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่และหลังจากกลับมายังโลกเบื้องหน้าได้ไม่นานโทยะได้รับรายงานจากเรลิชาเกี่ยวกับสัญญาณการปรากฏตัวของเฟรซนับหมื่นตัวที่ทะเลทรายพารินในเขตของพื้นที่ของซานโดร่าในตอนแรกเฟรซปกติได้บุกเข้ามาก่อนและไม่นานหลังจากนั้นก็มีพวกเฟรซสีทองโผล่มาจากรอยแตกอีกด้านหนึ่งก่อนจะตามมาด้วยเฟรซระดับสูงอีกสองตัว
.
เฟรซระดับสูงตัวแรกโดนปืนใหญ่บริเน็กซ์ที่ควบคุมโดยรีนกับลินเซ่จัดการลงได้ส่วนระดับสูงตัวที่สองถูกเฟรซสีทองกลืนกินจนกลายเป็นพวกกลายพันธุ์และเริ่มจู่โจมพวกโทยะอย่างหนักหน่วงแต่ในช่วงเวลานั้นเองเรจีน่าก็ได้ส่งเรกินเรฟเฟรมเกียร์ของส่วนบุคคลของโทยะลงมายังสนามรบ ถึงแม้ว่าจะสร้างเสร็จไปประมาณ 90% แต่เรกินเรฟก็ทรงพลังพอที่จะจัดการกับเฟรซระดับสูงที่กลายพันธุ์ไปแล้วได้อย่างง่ายดายแต่หลังจากใช้งานไปได้ซักพักเรกินเรฟก็หยุดทำงานเพราะระบบลิมิตเตอร์ที่ติดตั้งไว้เนื่องจากทนรับพลังของโทยะไม่ไหวระบบจึงตัดการทำงานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้วโทยะจึงเก็บเรกินเรฟเข้าสโตร์ไปแล้วจึงค่อยไปไล่กวาดล้างพวกที่เหลือต่อ ในขณะเดียวกันทางด้านของเนก็ได้ไปพบกับเรดและรุทเฟรซฝาแฝดเพราะความไม่พอใจที่ทั้งคู่ส่งพวกกลายพันธุ์ลงไปป่วนการต่อสู้ในครั้งนี้เนื้อหาตอนนี้จะทำให้เรารู้ว่ากลุ่มของเฟรซที่ออกมาอาละวาดที่โลกต่างมิติในเวลานี้ก็เริ่มแตกคอกันเองแล้วโดยเริ่มแนวคิดออกมาเป็นพวกไม่สนใจในพลังของคิงและแสวงหาความแข็งแกร่งที่ยิ่งกว่านั้นแล้วซึ่งก็คือกลุ่มของยูระ ส่วนเนนั้นยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องการจะนำคิงกลับคืนมาสุดท้ายก็เกิดการปะทะกันแต่เนไม่สามารถต่อกรกับเรดได้เพราะอีกฝ่ายมีพลังเทพอยู่เนจึงต้องถอยหนีมาในที่สุด ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็ได้ไปพบกับปู่เวิร์ลก็อดเกี่ยวกับสภาพที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกที่โทยะอาศัยอยู่ตอนนี้ว่ามันกำลังแย่ลงมากแล้วถ้าไม่รีบทำอะไรซักอย่างอาจจะไม่ทันการณ์ก็ได้แต่ปู่ก็บอกว่าจะยกเรื่องนี้ให้โทยะจัดการไปแล้วในส่วนของโลกเบื้องหลังเองก็เช่นกันนอกจากนี้ปู่แกก็ได้บอกให้เทพแห่งการทำลายล้างอยู่เฉย ๆ ไปก่อน
.
โทยะเดินไปยังโลกเบื้องอีกครั้งและได้ทราบข่าวว่าเรือของริฟุริสที่หายไปตอนที่มีการกวาดล้างโจรสลัดนั้นได้หลุดมาอยู่ที่โลกนี้แม้ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่โทยะก็จำเป็นต้องไปช่วยลูกเรือเหล่านั้นและส่งกลับไปยังโลกเบื้องหน้าแต่ก่อนจะส่งกลับโทยะจำเป็นต้องแก้ไขความทรงจำของเหล่าลูกเรือโดยใช้เวท “ฮิปนอส” เพราะการเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับโลกต่างมิติออกไปในตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะให้ผู้คนในโลกรับรู้ความจริงข้อนี้ หลังส่งเสร็จสิ้นการส่งพวกลูกเรือกลับไปยังโลกเบื้องหน้าแล้วโทยะก็ไปพบกับปู่เวิร์ลก็อดและได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับ เทพมารที่กำลังจะทำการดึงโลกทั้งสองใบให้เข้ามาเชื่อมต่อกันและนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เรือแมกเลนโกหลุดไปยังโลกอีกฟากหนึ่งได้นั่นเองและเหตุผลที่เทพมารทำแบบนั้นก็คงเพราะเมื่อโลกทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วก็จะกลายเป็นโลกใบอื่นที่เวิร์ลก็อดไม่สร้างขึ้นอีกต่อไปแล้วสิทธิในการครอบครองโลกนี้ก็จะหลุดจากมือของเวิร์ลก็อดและเทพมารก็จะสามารถยึดครองโลกนี้เป็นของได้และหากเป็นเช่นนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็คงจะต้องทำลายโลกนี้ทิ้งแน่ ๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวกลายเป็นเช่นนั้นปู่เวิร์ลก็อดจึงคิดที่จะให้โทยะรับหน้าที่แก้ไขปัญหาของโลกทั้งสองนี้ด้วยการขึ้นรับตำแหน่งเทพระดับสูงที่มีอำนาจเต็มในการจัดการโลกใบนั้นแม้ในตอนแรกโทยะจะลังเลใจที่จะรับหน้าที่จัดการเรื่องนี้แต่พอได้กำลังใจจากยูมิน่าและภรรยาคนอื่น ๆ เขาก็ตัดสินใจที่จะจัดการกับเทพมารในที่สุด
.
หลังจากตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและแน่วแน่แล้วโทยะก็เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงไม่ว่าจะเป็นเฟรซเทพมารรวมไปถึงการหาทางป้องกันเพื่อให้เกิดความโกลาหลเมื่อโลกทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน สิ่งแรกที่โทยะคิดจะทำเป็นอย่างแรกก็คือขอให้บรรดาพี่สาวของเขาสอนวิธีการข้ามมิติให้นั่นเองเพราะการข้ามมิติโดยใช้ประตูที่อยู่บนเกาะลอยฟ้าบาบิโลนนั้นมีข้อจำกัดค่อนข้างมากและทำได้ไม่อิสระนักและคนที่ทำหน้าที่สอนวิธีข้ามมิติให้โทยะก็คือคาเร็นนั่นเองและหลังจากที่ได้เรียนรู้การข้ามมิติแล้วสิ่งที่โทยะต้องทำต่อคือการทำให้เหล่าสปิริตที่ดูแลโลกอยู่ยอมให้ความร่วมมือกับเขาเพราะ หากโลกเบื้องหน้ากับโลกเบื้องหลังรวมเข้าด้วยกันแล้วสปิริตของโลกทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วมันอาจจะส่งผลให้โลกเกิดความแปรปรวนได้เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาจึงจำเป็นต้องเจรจากับสปิริตให้ได้แม้ว่าจะต้องใช้กำลังตัดสินกันอยู่บ้างแต่ท้ายที่สุดโทยะก็ได้รับตำแหน่ง “ราชาแห่งสปิริต” มาได้ที่สุดทำให้เขาสามารถบังคับบัญชาสปิริตทุกตนได้และหลังจากเสร็จเรื่องของพวกสปิริตโทยะก็ได้มาพบกับชาร์ล็อตเพือนำเอาข้อมูลที่เกี่ยวกับเวทสปิริตมามอบให้และได้พบกับราชากับราชินีแห่งเบลฟาสที่อุ้มลูกชายมาด้วยและในเวลานั้นโทยะก็ได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ในหัวใจของเจ้าชายยามาโตะซึ่งสิ่งนั้นก็คือแก่นของราชาที่หลายฝ่ายกำลังตามหานั่นเอง
.
โทยะเลือกจะไม่ทำลายแก่นนั้นเพราะถ้าทำเช่นนั้นเขาจะต้อเป็นศัตรูกับเอนเด้แน่ ๆ แต่จะปล่อยไว้ในตัวยามาโตะแบบนั้นก็ได้ท้ายที่สุดโทยะจึงตัดสินใจใช้เวทย์ใหม่ที่เรียนรู้มาจากเกาะพาเรริอุส “พริซัน” เข้ามาจัดการกับเรื่องนี้โดยแพงป้องกันพริซันนี้หากไม่ใช่พลังเทพแล้วล่ะก็จะไม่สามารถทำลายมันลงได้และมันยังสามารถป้องกันคลื่นเสียงที่เกิดจากแก่นของราชาไม่ให้เล็ดรอดออกไปภายนอกได้อีกด้วยดังนั้นพวกเฟรซจะไม่มีทางจับคลื่นเสียงของเธอได้และเมื่อโทยะใช้แอปพอร์ตดึงเอาแก่นของราชาออกจากหัวใจของยามาโตะแล้ว แก่นนั้นก็คืนชีพเป็นเฟรซรูปแบบมนุษย์ผู้หญิงโดยอดีตราชาแห่งเฟรซผู้นี้มีนามว่า “เมล” และหลังจากที่เธอได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากกระทำของพวกเฟรซที่ไล่ตามเธอมาแล้วก็ทำให้เมลจิตตกเป็นอย่างมาก ยูมิน่าที่เห็นสภาพของเมลก็รู้สึกสงสารและเข้าใจความรู้สึกของเมลที่ต้องการจะอยู่เคียงข้างคนที่เธอรักเพียงเท่านั้นแต่กลับเป็นฉนวนเหตุให้โลกมากมายถูกทำลายไป ยูมิน่าจึงขอให้โทยะช่วยตามหาเอนเด้และพามาพบกับเมลเพราะคนที่จะช่วยหัวใจที่กำลังเจ็บปวดของเมลได้ก็มีแค่เอนเด้เท่านั้นแต่ในตอนนี้โทยะจำเป็นกักบริเวณเธอเอาไว้ก่อนดังนั้นเมลจึงถูกพาไปอยู่บนบาบิโลน “ปราการ” และฝากให้ริโอล่าช่วยดูแล จากนั้นโทยะก็ไปพบกับเทพแห่งการเกษตรเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นหลังจากโลกทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งแม้ว่าพวกสปิริตจะบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลแต่โทยะก็อดที่จะคิดมากไม่ได้อยู่ดีแล้วโทยะก็ได้รับการคำตอบว่า โลกสองใบนี้จะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวแต่จะไม่ได้ทับซ้อนกันเสียทีเดียวซึ่งถ้าจะทำถึงขนาดหลอมรวมทับซ้อนเป็นหนึ่งเดียวเลยนั้นก็ต้องเป็นโลกที่ไม่มีพระเจ้าคุ้มครองอีกต่อไปแล้วเรื่องที่ต้องห่วงมากกว่าในตอนนี้คือพวกโลกอีกฝากจะรับมือพวกเฟรซกลายพันธุ์ได้อย่างไรแม้โลกฝั่งนั้นจะมีโกเลมระดับคราวน์แต่หากเจอเฟรซระดับสูงเข้าไปจะรับมือไหวหรือ ดังนั้นโทยะจึงคิดที่จะศึกษาเรื่องราวของโกเลมแบบเจาะลึกในรายละเอียดดูจึงขอแยกตัวจากเทพการเกษตรแล้วใช้พลังข้ามมิติไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อไปพบกับเอลก้าวิศวกรโกเลมที่เมืองอเลนเมื่อข้ามมากที่โลกเบื้องหลังก็ได้รับทราบข่าวว่ามีการบุกรุกของมอนสเตอร์สีทองเพิ่มมากขึ้นโทยะก็คาดการณ์การที่เฟรซบุกมาที่นี่ได้บ่อยขึ้นก็หมายความว่าบาเรียที่กั้นโลกฝั่งนี้เองก็คงเริ่มอ่อนแอลงมากแล้ว
.
โทยะตามหาเอลก้าจนพบและบอกว่าสัตว์ประหลาดสีทองพวกนั้นมันคือสิ่งที่เทพมารสร้างขึ้นมาเพื่อรุกรานโลกนี้ โลกนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายแต่เอลก้าไม่เชื่อคิดว่าโทยะสติมีปัญหากว่าจะทำให้ยอมเชื่อโทยะก็ต้องแสดงหลักฐานอย่างเฟรมเกียร์ให้ดูทำให้เอลก้ายอมเชื่อในที่สุดซึ่งแผนการของโทยะในตอนนี้ก็คืออยากจะสร้างองค์กรสำหรับจัดการกับเฟรซขึ้นที่โลกนี้แต่ก่อนจะดำเนินแผนการนั้นเอลก้าก็ได้ขอให้โทยะไปช่วยเหลืออาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “อาณาจักรพริมล่า” ที่ตอนนี้กำลังเกิดสงครามเพราะถูกรุกรานโดย “จักรวรรดิ์เทพโทริฮารัน” เมื่อเดินทางไปถึงอาณาพริมล่าโทยะก็ได้พบกับความจริงที่น่าตกใจนั่นก็คือราชาของอาณาจักรนี้คือผู้สืบเชื้อสายของอาเลริอัสเช่นกันเพื่อยืนยันเรื่องนี้โทยะจึงต้องกลับไปพาเรจีน่ามาและด้วยภาษาโบราณของพารุทีโน่ที่ตกทอดมาในราชวงศ์รุ่นต่อรุ่นก็เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากโลกเบื้องหน้าจริง ๆ โทยะได้บอกเล่าเรื่องราวของเฟรซสีทองและบอกความต้องการของตนที่อยากให้อาณาจักรต่าง ๆ ในโลกนี้จับมือกันต้านภัยพิบัติครั้งนี้โดยแลกกับการที่เขาจะช่วยจบสงครามในครั้งนี้ให้ซึ่งแม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านที่จะยอมร่วมมือกับจักรวรรดิ์โทริฮารันอยู่บ้างแต่ก็ยอมตกลงในที่สุดและเรื่องราวก็เข้าสู้เนื้อเรื่องของศึกโทริฮารัน (เนื้อหาหลักของศึกนี้ขอข้ามไปเพราะมันยาวและไม่เกี่ยวกับเฟรซ) และในระหว่างที่บุกเข้าไปจัดการกับ”โมร็อค” ผู้เป็นต้นตอของความวุ่นวายโทยะก็ได้เผชิญหน้ากับเอนเด้ที่เสียความทรงจำและถูกโมร็อคทำอะไรบางอย่างเข้าจึงกลายเป็นลูกน้องของโมร็อคไปซึ่งในระหว่างที่ปะทะกันนั้นเอ็นเด้ก็ได้นำดาบสั้นคู่ที่มีพลังเทพสถิตย์อยู่ออกมาทำลายกำแพงพริซันของโทยะได้แต่สุดท้ายโทยะก็พลิกเอาชนะและจับตัวเอนเด้ไว้ได้สำเร็จก่อนจะยึดดาบนั้นไว้และจบเรื่องราวระหว่างพริมล่ากับโทรฮารันลงได้ในที่สุดหลังจากนั้นโทยะก็พาเอ็นเด้กลับไปหาเมลและเมลก็ได้รักษาอาการความจำเสื่อมให้กับเอ็นเด้จนกลับมาเป็นปกติส่วนเอลก้าก็ได้ขอตามมาโลกเบื้องหน้าและทำงานร่วมกับเรจีน่า
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้พูดคุยกับเอ็นเด้อีกครั้งและได้ทราบว่าตอนนี้เฟรซได้แตกแยกกันเรียบร้อย ฝ่ายยูระได้นำพลังบางอย่างมาใช้ซึ่งเอนเด้ได้ตามสืบเรื่องนั้นจนกระทั่งไปปะทะกับเฟรซฝาแฝดรุดกับเรทเข้าแต่เอนเด้สู้ไม่ไหวจึงต้องถอยหนีซึ่งในระหว่างนั้นเอนเด้ก็ได้ไปยังโลกอื่นแล้วขโมยเอาดาบสั้นคู่นั้นมาเพื่อจะเอาไปต่อกรกับเรดและรุทแต่ว่าก็ถูกเทพสงครามที่มาตามดาบคืนเล่นงานซะบาดเจ็บสาหัสและทำให้เอนเด้ไปหลงทางไปโผล่ที่โลกเบื้องหลังแทนและเสียความทรงจำไป เมื่อเล่าเรื่องราวให้โทยะฟังหมดแล้วเอนเด้ถามถึงตัวตนที่แท้จริงของโทยะว่าเป็นใครกันแน่โทยะจึงได้เปิดเผยสถานะที่แท้จริงของเขาให้เอนเด้ได้รู้ ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปนั้นโทยะได้ตัดสินใจให้เอนเด้กับเมลหลบอยู่ที่นี่ไปซักพักหนึ่งก่อนส่วนเมลนั้นก็อยากจะพบกับเนเพื่อเจรจาอยู่เหมือนกันแต่ถ้าเธอออกไปข้างนอกพวกเฟรซอาจยกทัพมาบุกก็ได้ดังนั้นจึงต้องให้รอไปก่อน จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์เกาะอิเกรท จักรพรรดิ์แห่งอิเชนและงานประชุมพันธมิตรโลกครัังใหญ่ที่เกาะอิเกรทแล้วริเสะกับเนก็ได้เดินทางมาพบกับโทยะซึ่งตอนแรกเนก็แสดงท่าทีคุกคามและพยายามจะใช้กำลังแต่ริเสะมาห้ามไว้ก่อนจึงทำให้พอจะเจรจากันได้บ้างหลังจากนั้นโทยะก็พาเนกับริเสะไปพบกับเมลที่รออยู่ที่บาบิโลนซึ่งความต้องการของโทยะก็คืออยากให้เฟรซหยุดการรุกรานโลก เนก็บอกว่าเมื่อพวกเธอได้ตามหา “คิง” พบแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว พร้อมทั้งยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเฟรซที่กลายพันธ์ เรื่องของเรดกับรูทที่เป็นคนบุกเข้ามาโจมตีและทำให้เฟรซกลายสภาพเป็นเฟรซสีทอง ซึ่งเฟรซที่กลายเป็นสีทองไปแล้วนั้นพวกเธอไม่นับว่าเป็นเผ่าพันธ์เดียวกันอีกต่อไปแต่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าจะช่วยต่อต้านหรือไม่ช่วยดังนั้นศึกเฟรซทางฝั่งพวกของเนจึงจบลงด้วยการเจรจาในครั้งนี้แต่การระหว่างเมลกับเนดูท่าจะยังต้องคุยกันอีกนาน
.
โทยะข้ามไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อทำการทดสอบอุปกรณ์สื่อสารข้ามมิติจากนั้นก็เดินทางไปพบกลุ่มเรดแคทยูนิก็รีบขอร้องให้โทยะไปช่วยเนียที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากกับอสูรกายสีทองอยู่ที่เมืองริฟโตสที่ตั้งอยู่ทางเหนือของที่นี่ ซึ่งคราวนี้ปรากฏตัวออกมาหลายตัวแม้ว่า “เจ้าชายแห่งอาณาจักรพานาเชส” จะเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วยแต่ก็มีโกเลมชั้นคราวน์เพียงแค่สองตัวซึ่งไม่เพียงพอที่จะต่อการอสูรกายสีทองได้โทยะรีบรุดไปช่วยโดยใช้เรกินเรฟเข้าจัดการและหลังจากกำจัดพวกเฟรซสีทองได้หมดแล้วโทยะก็ได้พบกับเจ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรพานาเชส “โรเบิร์ต เทล พานาเชส” ซึ่งมีคาแรคเตอร์สุดโต่งโคตรลิเกไปนิดแต่โดยรวมแล้วก็เป็นนิสัยดีมากคนหนึ่งแต่เนียไม่ถูกชะตากับโรเบิร์ตซักเท่าไหร่เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วโทยะก็พาพวกเนียเดินทางกลับมาที่ฐานของพวกเรดแคทและเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้พวกเธอฟังทั้งเรื่องที่มาจากโลกอีกฟากและเรื่องของเฟรซที่กำลังจะมาทำลายโลกนี้รวมถึงแผนการณ์รับมือที่วางเอาไว้ด้วย แน่นอนว่าสำหรับเนียแล้วมันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อแถมอยากพาลให้คิดว่าสติของโทยะยังดีอยู่หรือเปล่าแต่ถึงแม้ว่ามันจะเชื่อได้ยากแต่เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างก็ได้พิสูจน์ตัวมันเองอยู่แล้วเพราะพวกอสูรกายสีทองพวกนั้นมีตัวตนอยู่จริงและพวกเธอก็ได้เผชิญหน้ากับมันมาแล้วจึงยากที่จะปฏิเสธว่าเรื่องที่โทยะพูดมานั้นจะไม่มีมูลความจริง โทยะได้บอกถึงวิธีที่ใช้รับมือพวกเฟรซในโลกเบื้องหน้านั้นทำกันอย่างไร และถ้าหากเป็นไปได้เขาก็ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหานี้เพราะมีเริ่มมีความเป็นไปได้ว่าการโจมตีชุดใหญ่จากเฟรซจำนวนนับหมื่นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าดังนั้นจึงจำเป็นต้องรวบรวมสมัครพรรคพวกที่มีกำลังพอจะสนับสนุนแผนการของเขาซึ่งตอนนี้ก็มีอาณาจักรพริมล่ากับจักรวรรดิ์โทริฮารันที่ให้ความร่วมมืออยู่แต่ยูริมีความเห็นว่า การจะให้อาณาจักรอื่น ๆ ที่เหลือมาช่วยสนับสนุนนั้นมันน่าจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้เลยเพราเรื่องของโทยะนั้นเป็นเชื่อถือได้ยากมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องโลกต่างมิติถ้าพูดออกไปมีโอกาสโดนหัวเราะเยาะเสียมากกว่าในขณะที่กำลังคิดหาทางออกอยู่นั้น เอสก็แสดงท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกและสิ่งมี่เอสเสนอมาก็คือ “ปาปิยอง” องค์กรที่มีอำนาจควบคุมตลาดมืดอยู่นั่นเอง
.
หลังจากได้ข้อมูลจากเอสโทยะก็เดินทางไปยัง “เมืองคันทาเร่” เพื่อไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “หอแสงจันทร์” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอนางโลมที่หรูที่สุดในเมืองนี้ซึ่งที่ผู้โทยะต้องการจะไปพบนันก็คือ “ชิลเอท ลิลลี่” ผู้เป็นบอสใหญ่ของที่นี่นั่นเองหลังจากได้พบกับชิลเอทแล้วโทยะได้บอกเล่าเรื่องราวของอสูรกายสีทองที่ปรากกฏตัวออกมาในระยะนี้และความต้องการของเขาก็คืออยากให้ชิลเอทร่วมมือกับเขาสร้างโครงข่ายระวังและแจ้งเตือนเพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที ซึ่งในเรื่องของพวกเฟรซชิลเอทพอจะได้ข้อมูลบางส่วนมาบ้างแล้วทั้งนี้ก็เพราะเครือข่ายขององค์กรปาปิยองนั้นกว้างขวางและแทรกซึมอยู่ทุกที่ในโลกนี้ไม่ต่างจากกิลด์นักผจญภัยของโลกเบื้องหน้าเลยแต่ก่อนที่จะให้ความร่วมมือชิลเอทก็มีเงื่อนไขหนึ่งที่โทยะจะต้องทำให้เธอก่อนนั่นก็คือการไปลักพาตัวชายที่ชื่อ “ซาบิต” มาให้เธอเพราะสิ่งที่ชิลเอทต้องการในตอนนี้ก็คืออยากจะแยกตัวออกจากปาปิยองแต่ซาบิตคือผู้ที่ขัดขวางเธออยู่ถ้าจัดการไม่ให้ซาบิตมายุ่งกับเธอได้ละก็เธอก็จะยอมร่วมมือด้วยและหลังจากที่โทยะจัดการกับซาบิตโดยร่ายคำสาปใส่ให้เขากลับมายุ่งชิลเอทไม่ได้อีกเป็นครั้งที่สองแล้ว ชิลเอทก็ได้เปลี่ยนชื่อองค์กรของตนมาเป็น “แบล็คแคท” และยอมให้ความร่วมมือกับโทยะตามที่สัญญาเอาไว้
.
โทยะนำสมาร์ทโฟนแมสโปรดักซ์มามอบให้กับ เนีย เอส ยูนิ และยูริ และนำเครื่องจำลองการฝึกขับเฟรมเกียร์เฟรมยูนิทมาให้พวกสมาชิกที่เป็นกำลังรบของเรดแคทได้ฝึกซ้อมการขับกันก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนของจริงที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้หลังจากนั้นเขาก็ได้พาราชินีแห่งอาณาจักรพาเรลิอุสมายังโลกเบื้องหลังเพื่อพบกับราชาแห่งอาณาจักรพริมล่าผู้ซึ่งเป็นญาติที่พลัดพรากจากกันมายาวนานถึง 5000 ปี การพบกันในครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันด้วยทางด้านของราชินีแห่งพาเรลิอุสได้มอบคัมภีร์เวทมนตร์ของอาเรลิอัสที่เกี่ยวกับเวทมิติและกาลเวลาให้กับราชาแห่งพริมล่าในขณะเดียวกันทางด้านของราชาแห่งพริมล่าก็ได้นำแผ่นจารึกของ “เลริออส พาเรริอุส” มาให้พวกโทยะได้ดู ซึ่งในที่แห่งนี้ก็มีเพียงเซนทรัลกับมิรี่ที่เข้าใจอักษรเหล่านี้เพราะแท้จริงแล้วมันก็คืออักษรโบราณที่ใช้กันภายในเกาะพาเรลิอุสนั่นเองและเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้ในแผ่นจารึกนั้นแท้จริงแล้วก็คือไดอารี่ของเลริออสนั่นเอง โดยได้มีการบันทึกนั้นได้กล่าวถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจทำการอพยพไปยังเกาะพาเลริอุสและเริ่มเปิดระบบบาเรียเพื่อป้องกันตนเองจากกองทัพเฟรซที่กำลังรุกรานใกล้เข้ามาในขณะนั้นการเริ่มสร้างประตูข้ามมิติและมีการกล่าวถึง “เขา” ผู้ที่มาจากต่างโลกพร้อมกับ “ขาว” และ “ดำ” ซึ่ง “เขา” ผู้นั้นก็ได้ใช้พลังของ “ขาว” และ “ดำ” ส่งอสูรผลึกที่มารุกรานส่วนมากออกจากโลกไปได้แต่นั่นก็เป็นสาเหตุทำให้เลริออสหลุดมายังโลกอีกฝากหนึ่ง
.
หลังอ่านข้อความจบโทยะก็เริ่มปะติปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดและติดใจกับคำว่า “ขาว” และ “ดำ” โดยโทยะคิดว่ามันน่าจะเป็นโกเลมซึ่งราชาพริมล่าก็ให้คำตอบว่า “ดำ” นั้นน่าจะหมายถึงโกเลมที่ชื่อว่า “โครนอส นัวร์” แต่ “ขาว” นั้นตัวเขาไม่ทราบแต่ก็น่าจะเป็นโกเลมชั้นคราวน์เช่นเดียวกับโครนอส นัวร์ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าผู้เฒ่าพาเรลิอุสนั้นต้องเคยพบกับคนที่มาจากโลกอีกฝากหนึ่งมาก่อนจริง ๆ และจารึกที่กล่าวถึงอัศวินขาวและอัศวินดำที่โทยะเคยพบก่อนหน้านี้ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นแน่ ซึ่งโทยะก็มารู้เอาภายหลังว่าผู้เป็นมาสเตอร์ของโครนอส นัวคนปัจจุบันก็คือน้องสาวของเอลก้านั่นเอง และหลังจากนั้นไม่นานโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเกาะมังกรว่ามีคนมาโจมตีซึ่งผู้ที่มาโจมตีนั้นก็คือ “โนรุน” น้องสาวของเอลก้าที่เข้าใจผิดว่าโทยะลักพาตัวพี่สาวเธอไปจึงเกิดการปะทะกันขึ้นแต่หลังจากที่ทำให้โนรุนสงบลงได้จึงได้อธิบายทุกอย่างให้เข้าใจและจึงได้พาโนรุนไปพบกับเอลก้าซึ่งหลังจากได้พบกันโนรุนก็การอบรมสั่งสอนคุณพี่เสียยกใหญ่ หลังจากนั้นเธอก็ข้ามมาโลกเบื้องหน้าพร้อมกับเอลก้าแต่เธอไม่ชอบที่จะอยู่บนบาบิโลน และปฏิเสธที่จะอาศัยอยู่ปราสาทบรุนฮิวดังนั้นโนรุนจึงไปพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมจันทราสีเงิน ส่วนโกเลม “ขาว” นั้นแม้บันทึกของเลริออสจะบอกว่ายังอยู่ในโลกฝั่งของโทยะแต่ว่าก็ยังหาไม่พบโดยโทยะสันนิษฐานว่ามาสเตอร์ของ ขาวกับดำ ที่มาโลกนี้เมื่อห้าพันปีก่อนอาจทำการลงผนึกไว้เพื่อไม่ให้สามารถตามหามันได้ง่าย ๆ ด้วยเวทค้นหาก็เป็นได้
.
โทยะกลับพบกับพวกเอนเด้อยู่ที่ส่วนของบาบิโลนป้อมปราการเอนเด้ถามถึงข่าวคราวของโลกภายนอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น โทยะก็บอกว่ายังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมากนักแต่เฟรซเริ่มบุกไปยังโลกอีกฟากแล้ว ส่วนจำนวนเฟรซที่กลายพันธุ์ก็มีจำนวนมากกว่าแสนตัวแต่ถึงจะรูปแบบนั้นโทยะก็ยังให้พวกเมลออกจากกำแพงของพริซันไม่ได้แต่การจะให้เอนเด้กับเมลอยู่เฉย ๆ แบบนี้ก็ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยดีมันเหมือนพยายามกันพวกเขาออกจากปัญหาที่มีผลมาจากการตัดสินใจของพวกเขาเองโทยะจึงลองคิดทบทวนและคิดว่าจะให้เอนเด้ออกจากพริซันได้ ส่วนทางด้านของเอนเด้เองในตอนนี้เขาก็ต้องการที่จะฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าตอนนี้เพราะไม่เช่นนั้นเขาไม่มีทางจะเอาชนะเฟรซฝาแฝดนั่นได้แน่ ๆ แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นมายืนคนผู้นี้ก็คือ “เทพสงคราม” นั่นเองและเขามาที่นี่ก็เพื่อทำให้คำขอของเอนเด้เป็นจริงโดย เทพสงครามได้แนะนำตนเองกับคนอื่น ๆ ว่า เขาคือคุณอาของโทยะมีชื่อว่า “โมจิซึกิ ทาเครุ” และเมื่อเอลเซ่รู้ว่าคุณอาท่านนี้คือเทพแห่งสงครามผู้เชี่ยวชาญในศิลปะแห่งการต่อสู้ ดวงตาของเอลเซ่ก็เป็นประกายขึ้นมาในทันใดจากนั้นเธอก็รีบแจ้นไปแนะนำตัวเองกับคุณอาและขอให้เขาช่วยชี้แนะเธอในทันทีทันใดส่วนเทพสงครามนั้นก็ชอบใจเป็นอย่างมากจึงและยอมรับเอลเซ่เป็นศิษย์ทันทีเช่นกัน โทยะก็คิดว่าแบบนี้ก็ดีเอนเด้จะได้มาเพื่อนร่วมฝึก
.
โทยะได้รับการติดต่อเข้จากชิลเอทว่าตรวจพบสัญญาณของพวกเฟรซ โดยการโจมตีจะเริ่มขึ้นประมาณหกชั่วโมงหลังจากนี้โดยจะมีเฟรซระดับล่างประมาณร้อยตัวและระดับกลางประมาณสามตัวที่จะบุกเข้ามาเขาจึงรุดหน้าไปยังโลกเบื้องหลังและนำกลุ่มเรดแคทที่ผ่านการฝึกขับเฟรมเกียร์แล้วออกไปสู้ไปสู้ศึกในครั้งนี้ส่วนตำแหน่งที่เฟรซจะปรากฏตัวออกมานั้นคือ “เมืองจีเน่” ที่อยู่ในเขตของ “อาณาจักรไอเซนกัลด์” ซึ่งการต่อสู้ในครั้งนี้พวกโทยะสามารถเอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็นหลังจากนั้นเรื่องราวก็จะเข้าสู่เนื้อหาของการตามหาเจ้าชายแห่งอาณาจักรเรวีที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนและต่อยอดเป็นเหตุการณ์การศึกไอเซนกัลด์ซึ่งในระหว่างนี้ โทยะก็ได้ประกาศเรื่องการมีอยู่ของโลกเบื้องหลังให้ผู้นำของประเทศพันธมิตรทั้งยี่สิบประเทศในกลุ่มพันธมิตรโลกได้ทราบโดยทั่วกันโดยในการประชุมครั้งนี้มีพามผู้ที่ถือตำแหน่งผู้นำสูงสุดของบรรดาชนเผ่าจากทะเลมหาพฤกษาและกิลด์มาสเตอร์เรลิชาเข้าร่วมด้วยแน่นอนว่าเหล่าผู้นำที่เพิ่งทราบเรื่องก็พากันตกตะลึงกันไปหมดแต่ก็ไม่ขนาดที่ยอมรับไม่ได้เพราะพวกเฟรซเองก็เป็นผู้รุกรานจากต่างมิติดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีโลกที่เหมือนกับขั้วกลับด้านของโลกนี้อยู่ นอกจากนี้แล้วโทยะยังได้กล่าวถึงอนาคตที่โลกทั้งสองใบจะมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย แต่เพื่อไม่ให้ทุกคนแตกตื่นโทยะจึงอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดนั้นไม่ร้ายแรงขนาดเกิดภัยธรรมชาติขนาดใหญ่หรือโลกจะล่มสลายแต่อย่างใด และหลังจากจบศึกไอเซนกัลด์ โทยะก็ได้ลองสอบถามนัวร์เกี่ยวกับเรื่องของโกเลมสีขาว ทว่านัวร์ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เพราะความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่มีอยู่ดูเหมือนว่าความทรงจำก่อนหน้าที่จะมาเจอกับโนรุนนั้นจะถูกผนึกไว้ก็เป็นได้ ส่วนความจำเป็นที่ต้องตามหา “สีขาว” ก็เพราะโทยะคาดว่าโกเลมตัวนั้นอาจจะมีความสามารถพิเศษในการซ่อมบาเรียของโลกอยู่ก็เป็นได้ ในระหว่างนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเล็กน้อยซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับตัวอาคาร โนรุนบอกว่าการสั่นไหวนี้เกิดขึ้นมาบ่อยมากในระยะนี้แถมยังสั่นไหวไปถึงเกาะดันเจี้ยนอีกด้วยนั่นทำให้โทยะเริ่มตระหนักว่านี่อาจเป็นผลข้างเคียงจากการที่โลกสองใบกำลังจะมาเชื่อมต่อกันก็ได้
.
ในเวลาต่อมาเรจีน่ากับเอลก้าก็ผลิตยูนิตเสริมพลังให้กับโกเลมออกมาได้สำเร็จโดยตั้งชื่อให้ว่า “โอเวอร์เกียร์” และได้ทำการทดสอบมันที่บริเวณทุ่งราบทางเหนือของบรุนฮิวซึ่งเป็นสถานที่เอาไว้สำหรับทดสอบอาวุธและฝึกซ้อมด้วยเฟรมเกียร์ โดยยูนิตที่กำลังใช้ทดสอบการเคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นโกเลมรูปแบบสิงโตสีดำขนาดของมันนั้นหากเทียบให้เฟรมเกียร์มีขนาดเท่ากับคนปกติเจ้าโกเลมตัวนี้ก็จะมีขนาดเท่ากับสิงโตจริง ๆ ขนาดเต็มวัยเมื่อเอามายืนเทียบกันโดยที่ส่วนหน้าอกของโกเลมตัวนี้ส่วนที่เป็นคริสตัลติดอยู่สิ่งนั้นคือส่วนที่เรียกว่า “คอร์เฟรม” โดยมันจะทำหน้าทีเหมือนกับค็อทพิทโดยให้พาร์ทเนอร์ของโกเลมจะสามารถเข้าไปอยู่ภายในนั้นและควบคุมโกเลมในการต่อสู้ได้ โดยตัวโกเลมจะซิงโครเข้ากับตัวโอเวอร์เกียร์โดยตรงและจะเพิ่มพลังในการต่อสู้ให้คิดง่าย ๆ โอเวอร์เกียร์ก็คือพาวเวอร์สูทของโกเลมอีกทีหนึ่งนั่นเอง ซึ่งความจริงสามารถทำเป็นรูปร่างมนุษย์ก็ได้แต่ทว่าเรจีน่ากลับไม่ทำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “อยากทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง” ก็เท่านั้นดังนั้นโอเวอร์เกียร์ในตอนนี้จึงมีรูปแบบเป็นสัตว์ไม่ใช่คน แต่การใช้รูปแบบสัตว์ก็ดูจะทำให้ได้ประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่ดีกว่ามา แต่ทว่าการใช้โกเลมสกิลในตอนที่สวมใส่โอเวอร์เกียร์อยู่นั้นยังไม่อาจจะทำได้เพราะยังมีความเสี่ยงอยู่หลายจุดเกินไป ส่วนเจ้าสิงโตสีดำที่เป็นเครื่องทดสอบนี้ถูกตั้งชื่อให้ว่า “เลโอนัวร์” ซึ่งผู้รับหน้าที่เป็นนักบินทดสอบก็คือโนรุนนั่นเองแต่การทดลองขับครั้งแรกจบไม่สวยนักเพราะระบบกันสะเทือนไม่ดีพอผลคือโนรุนอ้วกแตก
.
โทยะได้รับข่าวมาว่าตอนนี้ไอเซนกัลด์ถูกอะไรบางอย่างเล่นงานเข้าให้แล้ว โดยประมาณสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ที่นั่นได้มีหิมะสีทองตกลงมาแต่ก็ไม่นานอะไรทว่าหลายวันต่อมาผู้คนก็เริ่มมีอาการผิดปกติ พวกเขาเริ่มล้มป่วยมีไข้สูงและพากันเสียชีวิตกันอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุมันมาจากอะไรกันแน่แต่เรื่องมันไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เพราะว่าศพของคนที่ป่วยตายดันมีดอกไม้สีทองงอกออกจากบริเวณศีรษะ และเมื่อดอกไม้นั้นเบ่งบานศพพวกนั้นก็กลายเป็นซอมบี้ลุกขึ้นมาเล่นงานผู้คนต่อไปอีก ดูเหมือนว่าจุดเกิดเหตุจะไม่ใช่ไอเซนกัลด์ทั้งหมดแต่อยู่บริเวณทางตอนเหนือซึ่งจุดนั้นก็คือบริเวณที่โทยะเขาไปจัดการกับพวกกับพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง โทยะ ยูมิน่า ซากุระและซูจึงเดินทางข้ามไปยังโลกเบื้องหลังเพื่อสืบเรื่องนี้และเมื่อไปถึงพวกเขาก็ได้พบกับต้นไม่ยักษ์สีทองขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่าร้อยเมตรตั้งตระหง่านอยู่เจ้าสิ่งนี้นี่เองที่เป็นต้นตอของหิมะสีทองที่ว่าและอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่หิมะแต่เป็นสปอร์ที่เจ้าต้นไม้สีทองนี้ปล่อยออกมานั่นเองเมื่อคนสูดเอาสปอร์พวกนี้เข้าไปก็จะล้มป่วยตายและกลายเป็นซอมบี้ เฟรซโทยะจึงใช่ลองเซนส์ค้นหาดูก็พบว่าคอร์ของมันอยู่ด้านบนสูงขึ้นไปประมาณแปดสิบเมตรโดยมีกิ่งและใบบดบังอยู่เจ้าต้นไม้นี่คือเฟรซกลายพันธุ์ไม่ผิดแน่แล้วแถมเป็นระดับแอดวานท์อีกตะหากแต่เจ้าเฟรซต้นไม้นี่ก็โดนยูมิน่าใช้ปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้จัดการลงได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยโทยะก็เตรียมจะกลับไปยังหอแสงจันทร์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้ชิลเอทแต่ทว่ายูมิน่าดูจะอิดออดเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะคราวนี้ซูมาด้วยนั่นเองการจะพาเด็กอายุเท่านี้ไปที่หอนางโลมมันก็เป็นที่พูดได้ยาก โดยเฉพาะการจะอธิบายว่าที่นั่นมันเป็นสถานที่แบบไหนแล้วยิ่งทำได้ยากใหญ่สุดท้ายโทยะก็ผลักภาระหน้าที่ในการอธิบายให้ซูเข้าใจว่าหอนางโลมมันคืออะไรให้กับยูมิน่าและซากุระไป ส่วนเขารีบชิ่งออกมาเพื่อทำการติดต่อกับชิลเอทและในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องไปนัดพบกันที่คาเฟ่แห่งนึงแทน
.
ที่นั่นโทยะได้พบกับราชินีแห่งอาณาจักรสเตรน “มัลกริต้า โดเวน สเตรน” และได้รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนของโลกเบื้องหน้าได้หลุดเข้ามายังโลกเบื้องหลังจำนวนหลายคนส่วนจุดประสงค์ที่เธอมาพบโทยะในวันนี้ก็เพื่อต้องการอยากจะรู้ก็คือพวกโทยะมาจากที่ไหนกันแน่ โทยะคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีกแล้วจึงได้บอกเรื่องราวของโลกอีกฝากหนึ่งเรื่องที่ตัวเขาเป็นราชาแห่งบรุนฮิว เรื่องที่ยูมิน่าคือเจ้าหญิงแห่งเบลฟาส เรื่องของเฟรซที่เขาจัดการไปในวันนี้และเรื่องที่โลกกำลังจะเคลื่อนเข้ามารวมกันเป็นหนึ่งให้ราชินีแห่งสเตรนได้รับทราบ และเมื่อเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้แล้วราชินีแห่งสเตรนก็คิดจะแจ้งเรื่องนี้ให้อาณาจักรอเลนที่อยูู่ข้าง ๆ ได้รับรู้ด้วยและอาจจะต้องมีการประชุมหารือระดับประเทศเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ด้วย เมื่อตกลงกันได้โทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากให้กับราชินีแห่งสเตรนเพื่อความสะดวกในการติดต่อกัน หลังจากนั้นโทยะก็ได้เปิดเกทเพื่อไปพบกับเนียแต่พอไปถึงฐานที่มั่นของพวกเรดแคทก็พบว่าที่นั่นโดนถล่มซะเละแล้วแต่โชคดีที่พวกเนียนั้นหลบหนีมาได้อย่างปลอดภัยแต่เมื่อเสียฐานหลักไปแล้วเนียก็สั่งให้สมาชิกกลุ่มแยกย้ายกันไปหลบซ่อนตัวในที่ต่าง ๆ ก่อนเพื่อรอเวลามารวมตัวกันใหม่ส่วนตัวของเนียกับพรรคพวกของเธอจำนวนสิบสองคนได้ตามโทยะกลับมาที่บรุนฮิวโดยเนียได้ตกลงยอมช่วยโทยะในเรื่องของการพัฒนาโอเวอร์เกียร์
.
โทยะไปพบกับเอนเด้ที่บาบิโลนและพบว่าหลังผ่านการฝึกอย่างหฤโหดจากเทพสงคราม ร่างกายให้ร่างกายของเอนเด้เปลี่ยนแปลงไปอยากเห็นได้ชัดโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนโดยโทยะได้เปรียบเปรยว่าเปลี่ยนจากแมวเป็นเสือเลยก็ว่าได้และที่สำคัญเขาเริ่มมีแสงสีทองจาง ๆ อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วซึ่งแสงนี้เป็นหลักฐานว่าเอนเด้กลายเป็นสาวกเทพแล้วโดยแสงนั้นก็คือพรคุ้มครองจากเทพสงครามนั่นเอง หลังจากนั้นเอนเด้ก็ถามถึงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของพวกเฟรซในตอนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรมากนักมีเพียงแค่พวกกลายพันธุ์ระดับต่ำที่ปรากฏตัวที่โลกฝั่งนี้ทีโลกฝั่งโน้นทีราวกับแมลงสาบซึ่งพวกนี้ก็ถูกพวกผจญภัย กองอัศวินอัศวินและผู้ใช้โกเลมจัดการไป ส่วนพวกเฟรซนั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ และไม่มีปรากฏตัวออกมาเลยในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เอนเด้จึงคิดว่าน่าจะปลอดภัยพอที่จะให้เมลออกไปข้างนอกได้บ้างแต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรกับคลื่นเสียงที่เมลปล่อยออกมาดี แล้วเอนเด้ก็เสนอว่าลองสร้างเป็นบาเรียขนาดเล็กหุ้มเฉพาะส่วนคอร์เอาไว้เพื่อกันแค่เสียงสะท้อนเอาไว้ไม่ได้หรือ เมื่อโทยะลองไตร่ตรองดูก็คิดว่ามันน่าจะทำได้ แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้นเขาก็ได้ลองถามความสมัครใจของพวกเธอทั้งสามดูก่อนซึ่งเมลก็ตอบตกลงเพราะเธอก็อยากจะออกไปข้างนอกอยู่เหมือนกันและหลังจากสร้างบาเรียหุ้มคอร์เข้าไปแล้วผลที่ได้ก็คือเสียงสะท้อนหายไปดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้ โทยะจึงต้องมอบสร้อยคอรูปดาวที่ใส่เวทย์มิราจไว้ให้กับทั้งสามคนไปเพื่อให้สามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ โดยเมลเป็นสาวผมฟ้า เนเป็นสาวผมแดง ริเสะเป็นสาวผมสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นแค่ภาพลวงตาต้องระวังอย่าให้ใครมาถูกตัวโดยเด็ดขาด นอกจากนี้โทยะก็ได้มอบสมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากพร้อมคู่มือการใช้ให้กับเนและริเสะความสะดวกในการติดต่อพร้อมกำชับให้พวกเธออยู่แต่ภายในอาณาเขตของบรุนฮิวเท่านั้นห้ามออกอาณาจักรอื่นเด็ดขาดซึ่งพวกเธอก็รับปาก นอกจากนี้โทยะก็ย้ำกับเอนเด้ให้ดูแลพวกนี้ไม่ให้ก่อปัญหาด้วยหลังจากนั้นพวกของเอนเด้ก็ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ทางตะวันออกเป็นเขตกสิกรรมหลังจากนั้นเรื่องราวก็จะเข้าสู่บทของการแข่งรถบนเกาะมังกรและศึกโฮรุน
.
หลังจากความวุ่นวายภายในอาณาจักรโฮรุนจบลงโทยะก็ถูกปู่เวิร์ลก็อดเรียกให้ขึ้นไปพบเพื่อจะบอกให้รู้ว่าอีกสามวันหลังจากนี้โลกทั้งสองใบก็จะเริ่มรวมตัวกันแล้วและหลังจากนี้ไปโลกนั้นก็จะหลุดจากอำนาจการดูแลของปู่ จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของโทยะที่จะต้องจัดการกับเทพมารให้ได้ก่อนที่เทพแห่งการทำลายล้างจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ โดยเทพทั้งเจ็ดองค์ที่อยู่ที่นั่นจะคอยช่วยสนับสนุนอีกแรงโดยทิ้งท้ายไว้ว่าเมื่อโทยะจัดการปัญหาทุกอย่างและได้ดูแลโลกนั้นแล้วโลกนั้นก็จะมีสภาพเหมือนกับรีสอร์ตที่จะให้เหล่าเทพลงไปพักร้อนกัน หลังจากรับทราบข้อมูลแล้วโทยะก็เตรียมคิดแผนดำเนินการเพื่อช่วยโลกจากเทพมารและในอีกสามวันต่อมาโลกทั้งสองก็เริ่มรวมกัน
สรุปเนื้อหาเทพสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นและจุดจบของการต่อสู้กับเฟรซและเทพมาร (Part 3) Final โทยะได้แจ้งเรื่องที่โลกทั้งสองกำลังจะรวมกันในอีกสามวันให้หลังนั้นแก่เหล่าผู้ปกครองแต่ละอาณาจักรของทั้งสองโลกรวมไปถึงกิลด์มาสเตอร์เรลิชาและเจ้ชิลเอทเพื่อให้ช่วยกระจายข่าวเรื่องนี้ไปให้ได้มากที่สุดเหล่าสปิริตทั้งหลายก็เตรียมความพร้อมจัดการกับภัยพิบัติที่อาจจะขึ้นจากผลของการรวมกันของโลกทั้งสองอย่างเช่น ภูเขาไฟระเบิด คลื่นยักษ์ แผ่นดินไหว และแล้วในที่สุดก็ถึงเวลาที่โลกทั้งสองรวมเข้าด้วยกันโลกเบื้องหลังที่ทับซ้อนเข้ามากลายเป็นทวีปอยู่ทางด้านซ้ายส่วนแผ่นดินของโลกเดิมกลายเป็นทวีปอยู่ทางขวาสภาพพื้นแผ่นดินบิดเบี้ยวไปบางเล็กน้อย ดินแดนของอาณาจักรพานาเชสเชื่อมต่อเข้ากับอาณาจักรริฟุริสและจนถึงตอนนี้กฌยังไม่มีสัญญาณของภัยพิบัติใด ๆ หลังการรวมโลกเสร็จสิ้น แต่แล้วในตอนนั้นก็มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นท้องฟ้าได้แตกออกและมีบางอย่างตกลงมาสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับเข็มสีทองขุ่น ๆ จำนวนมากกำลังร่วงลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง โดยโทยะรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเทพมารแน่เขาจึงรีบค้นหาจุดที่เข็มพวกนั้นตกลงมา จากผลการค้นหาสรุปได้ว่าเข็มพวกนั้นตกลงที่พื้นที่ในเขตของเรกุรุส โทยะรีบใช้เทเลพอร์ตมุ่งหน้าไปยังจุดตกทันทีเมื่อไปถึงก็พบว่าเข็มพวกนี้ก็กำลังปล่อยอะไรบางอย่างลงสู่ผืนดินในระหว่างนั้นสปริตออฟเอิร์ทก็ได้ส่งร่างจำแลงมาหาโทยะเพื่อบอกถึงบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยพิษที่ปล่อยออกมาจากเข็มพวกนี้จะทำให้แผ่นดินค่อย ๆ ถูกกัดกินโดยแผ่นดินที่กำลังละลายไปนั้นไม่ได้แปรสภาพเป็นแมกม่าแต่มันจะหายไปเลยกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า แต่ในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเฟรซกลายพันธ์ระดับต่ำออกมาจากเข็มเหล่านั่นและเข้ามาโจมตีโทยะ ซึ่งตัวโทยะรีบหยิบเอาค้อนยักษ์ออกมาจากสโตร์และใช้มันฟาดใส่เฟรซกลายพันธุ์นั่นทันทีซึ่งก็การโจมตีนั้นก็ทำลายเฟรซกลายพันธุ์พวกนั้นลงได้ไม่ยากไม่เย็นอะไร แต่ในตอนนี้โทยะคิดว่าควรจะรีบทำอะไรซักอย่างกับเข็มพวกนี้ก่อนจะเป็นการดีกว่าเขาจึงเหวี่ยงค้อนใส่เข็มสีทองนั่นอย่างเต็มแรง เจ้าเข็มสีทองก็แตกกระจายลงไปแทบจะในทันทีแต่ทว่าหลังจากทำลายเข็มนั่นลงแล้วก็มีบางสิ่งที่เหมือนทรายสีทองแพร่กระจายออกมาและ โทยะก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนก่อนจะทรุดลงไปกับพื้นราวกับพลังทั่วร่างถูกดึงออกไป ลมหายใจเริ่มปั่นป่วน เหงื่อไหล และประสาทตาก็เริ่มพร่ามัวเขาถูกพิษสังหารเทพเล่นงานเข้าให้แล้ว
.
แต่โชคยังดีที่ซากุระได้เข้าไปช่วยโทยะออกมาได้ทันแต่กระนั้นโทยะก็หมดสติไปสามวันเต็ม ๆ และในระหว่างที่เขาหลับไปนั้น แผ่นดินทางตอนเหนือไล่มาทางทิศตะวันออกของอาณาจักรไอเซนกัลด์ได้หายไปสภาพแผ่นดินของเขตนั้นถูกตัดขาดออกจากทวีปใหญ่ไปเป็นที่เรียบร้อย สภาพในไอเซนกัลด์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจจะรู้ได้เพราะที่ตรงนั้นถูกปกคลุมด้วยพิษของเทพมารหมดแล้วทำให้พวกเทพไม่สามารถเข้าไปใกล้ที่นั่นได้ในตอนนี้แถมยังทำให้เวทค้นหาตรวจจับไม่ได้อีกตะหาก ถึงแม้ว่าพิษสังหารเทพจะไม่มีผลต่อมนุษย์ปกติแต่การจะส่งคนเข้าไปสืบข่าวในไอเซ็นกัลด์ตอนนี้ก็อันตรายเกินไปดังนั้นการส่งโกเลมเข้าไปดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าและเพื่อให้ได้โกเลมสอดแนมประสิทธิภาพสูงพอจะทำงานนี้ได้โทยะจึงไปจัดการกับกลุ่มอาชญากรที่มีชื่อว่า “ปีกแห่งผู้วายชนน์” เพื่อไปนำโกเลมที่ชื่อว่า “อานุบิส” กับ “บาเตส” ที่เป็นซีรีส์เดียวกับเฟนริลที่เป็นโกเลมของเอลก้า (และทั้งสามเครื่องนี้จัดเป็นพี่น้องในซีรีส์เดียวกันด้วย) เพื่อนำกลับมาใช้งานในภารกิจสอดแนมในครั้งนี้ทว่าหลังจัดการกับพวกปีกแห่งผู้วายชนน์ได้แล้วลูน่ากับวิโอล่าโกเลมของเธอก็ได้ออกมาจู่โจมโทยะในการต่อสู้ในครั้งนี้ลูน่าก็ได้แสดงให้เห็นถึงพลังใหม่ที่เธอได้รับมานั่นก็คือพลังจากเทพมารนั่นเองนั่นจึงทำให้ลูน่าสามารถแปลงร่างเป็นเฟรซสีทองได้และบาเรียพริซันก็ไม่อาจจะหยุดยั้งลูน่ามีพลังเทพมารสถิตย์อยู่ได้ในขณะที่โทยะกำลังจะเสียท่าลูน่าก็ถอนตัวจากการต่อสู้ไปเสียเฉย ๆ และเมื่อนำอานุบิสกับบาเตสกลับมาได้แล้วโทยะก็ได้มอบทั้งสองเครื่องให้กับเอลก้าเพื่อทำสัญญาเป็นมาสเตอร์และได้ส่งทั้งสองไปสืบข่าวภายในไอเซนกัลด์
.
โทยะได้ลองไปสอบถามโกเลมคู่หูของโรเบิร์ท “บาวด์” เกี่ยวกับโกเลมที่ถูกเรียกว่า “ขาว” บาวด์รู้จักโกเลมเครื่องนั้น ขาวหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ “อัลบัส” แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับโกเลมสกิลนั้นไม่ทราบคนที่รู้ดีมีสุดก็จะหนีไม่พ้น “โครม รันเชส” ผู้ที่สร้างโกเลมพวกนี้ขึ้นมา ส่วนที่อยู่ปัจจุบันนั้นก็ไม่ทราบแต่จากข้อมูลที่มีนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่กับนัวร์ โทยะจึงคิดว่าจะเดี๋ยวลองไปถามเอลก้าเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปพบนัวร์ครั้งแรกนั้นคือที่ไหน ซึ่งเอลก้าก็เล่าให้ฟังว่านัวร์นั้นถูกค้นพบอยู่ภายในเขตขุดแร่ ซึ่งมันดูค่อนข้างผิดปกติ เพราะโกเลมทั่วไปนั้นแม้ว่าจะขุดพบแต่จุดที่ขุดพบมันก็มักจะเป็นซากโบราณสถานแต่นัวร์กลับไปอยู่ในจุดเป็นเหมือนอุโมงค์ใต้ดินแทนจึงมีความเป็นไปได้ว่า มันถูกนำเอามาทิ้งไว้หรือไม่ก็มีอะไรทำให้ระบบการทำงานของนัวร์หยุดทำงานในตอนที่ไปอยู่ตรงนั้น หรือไม่ก็อาจจะมีใครบางคนทำการจงใจหยุดการทำงานของนัวร์เอาไว้ และหลังจากนำกลับมาแล้วใช้เวลาเป็นปีกว่าจะซ่อมแซมเสร็จแต่นัวร์นั้นกลับไม่ยอมรับเอลก้าเป็นมาสเตอร์คนใหม่แต่กลับเลือกโนรุนที่เดินเข้ามาในห้องทดลองเป็นมาสเตอร์แทน ทั้งนี้ก็เพราะโกเลมชั้นคราวน์นั้นจะทำการเลือกมาสเตอร์ที่เหมาะสมด้วยตนเองแต่ในเคสของโรเบิร์ทกับเนียนั้นรับสืบทอดมาจากคนที่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าความเกี่ยวโยงทางสายเลือดก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่เท่าที่ฟังมาทั้งหมดสรุปแล้วเอลก้าพบนัวร์แค่เครื่องเดียวโดยไม่มีวี่แววของอัลบัส และเนื่องจากไม่เคยเห็นรูปร่างของอัลบัสมาก่อนจึงไม่สามารถใช้สมาร์ทโฟนค้นหาได้เบาะแสของอัลบัสจึงขาดลงตรงนี้
.
ทางด้านของอานุบิสกับบาเตสแทรกซึมเข้าไปภายในไอเซนกัลด์โดยอาศัยรูปลักษณ์ของหมากับแมวคอยป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ บาร์เหล้าเพื่อคอยแอบฟังสิ่งที่แขกในร้านพูดกัน เกี่ยวกับเรื่องที่หมู่บ้านโทนัมกำลังถูกพวกสัตว์ประหลาดสีทองบุกโจมตีนอกจากที่นั่นก็ยังมีหมู่บ้านอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่กำลังโดนบุกโจมตี นอกจากนั้นที่ “ไอเซนบรุค” เมืองหลวงของไอเซนกัลด์ยังมีสเกลตันสีทองโผล่ออกมาอาละวาดอีกจนเกิดคำล่ำลือว่าเป็นคำสาปของราชาองค์ก่อนแต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่อาณาจักรไอเซนกัลด์ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่แล้วประชาชนจึงเริ่มพากันอพยพออกไปยังจักรวรรดิ์กัลเดียไม่ก็อาณาจักรสเตรนกันบ้างแล้ว หลังจากนั้นอานุบิสกับบาเตสก็ตัดสินใจเดินทางไปทางใต้เพื่อสืบข้อมูลของสเกลตันสีทอง ส่วนทางด้านโทยะก็ได้จัดการประชุมผู้นำของโลกทั้งสองฝากขึ้นเพื่อหารือในเรื่องต่าง ๆ และหาทางรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น สภาพการณ์ตอนนี้แต่แนวโน้มที่จำนวนผู้อพยพมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นและปัญหาขาดแคลนอาหารก็จะเริ่มตามมาและท้ายที่สุดก็จะเริ่มเป็นบ่อเกิดของขโมยโจรผู้ร้ายที่จะเริ่มแย่งชิงอาหารกันในที่สุดแต่ปัญหาในตอนนี้ก็คืออาณาจักรรอบ ๆ ไม่รู้เลยว่าภายในอาณาจักรไอเซนกัลด์นั้นเป็นอย่างไรบ้างตัวโทยะเองก็ไม่สามารถจะเข้าไปที่นั่นได้สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรอฟังข่าวจากพวกอานุบิสที่กำลังรวบรวมข้อมูลภายในไอเซนกัลด์เท่านั้น แต่ในระหว่างนั้นเองเรลิชาก็โทรเข้ามาแจ้งโทยะว่าตรวจพบสัญญาณของพวกเฟรซกลายพันธุ์ประมาณหมื่นตัวตรงเหนือทะเลหรือไม่ก็ผิวทะเลที่อยู่ตรงกลางระหว่างอาณาจักร ริเนีย ริฟริส และพานาเชส โดยคาดคะเนเวลาที่จะปรากฏตัวคืออีกราวสามสิบชั่วโมง หลังรับทราบข้อมูลแล้วโทยะอธิบายเรื่องราวและสถานการณ์ให้เหล่าผู้นำทั้งหลายได้ทราบและเริ่มเตรียมการรับมือกับศึกที่กำลังมาทางทะเล
.
แต่ปัญหาใหญ่ก็คือเดิมทีเฟรมเกียร์เหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการสู้รบใต้น้ำ แม้ว่ารุ่นใหม่จะมีระบบกันน้ำและสามารถลงไปสู้ได้แต่กับพวกรุ่นเก่าอย่างชูวาเลียที่เป็นกำลังรบเกินครึ่งนั้นค็อทพิทของมันไม่ใช่แบบปิดสนิทน้ำจะสามารถซึมเข้าไปภายในได้ซึ่งมันอาจจะให้นักบินจมน้ำตายเอาได้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีระบบส่งตัวนักบินออกมาจากค็อทพิทแต่ถ้าอยู่ในทะเลโอกาสรอดก็ต่ำดังนั้นการสู้บนพื้นดินจะมีความปลอดภัยมากกว่า ดังนั้นคงจะดีกว่าถ้าหากสามารถคาดเดาจุดหมายปลายทางที่พวกเฟรซกลายพันธุ์จะมุ่งไปหลังจากผ่านบาเรียกั้นมิติมาแล้วจึงค่อยไปวางกำลังสกัดกั้นไว้แทนที่จะเข้าไปซัดกับศัตรูตรง ๆ ที่กลางมหาสมุทรนอกจากนี้แล้วก็ยังมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีพวกที่บินได้ร่วมมาด้วยดังนั้นจึงต้องคิดวิธีรับมือเรื่องนี้เอาไว้ด้วย หลังจากปรึกษาเรื่องการปรับแต่งเฟรมเกียร์กับเรจีน่าเสร็จโทยะก็กลับไปที่ปราสาทและได้พบกับท่านพี่คาเร็นและได้สอบถามเกี่ยวกับพิษสังหารเทพเพราะโทยะกลัวว่าหากศัตรูใช้มันขึ้นมาพวกยูมิน่าอาจจะได้รับอันตรายได้แต่ท่านพี่คาเร็นบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะพิษพวกนั้นถึงมันจะน่ากลัวก็จริงแต่ถ้าไม่อยู่ใกล้ ๆ แหล่งกำเนิดมันก็จะโดนสิ่งแวดล้อมดูดกลืนไปและมันก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ง่าย ๆ หลังจากนั้นโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเอนเด้ว่าต้องการให้โทยะไปพบกับเขาที่บ้านและสิ่งที่เอนเด้บอกกับโทยะก็คือเมลนั้นสัมผัสได้ว่าพวกกลายพันธุ์ที่กำลังจะมาบุกในวันพรุ่งนี้มีพวกระดับสูงอย่างรูลเลอร์อยู่ด้วยซึ่งถ้าหากว่าเป็น “เรท” กับ “รุท” ล่ะก็เขาก็ขอจัดการพวกนี้เองเพราะเอนเด้ยังมีบัญชีแค้นที่ต้องสะสางกับเจ้าฝาแฝดนี้อยู่ ซึ่งโทยะก็ตกลงให้เอนเด้ทำตามที่ต้องการ
.
พวกเฟรซกลายพันธุ์ได้ฝ่าบาเรียกั้นมิติเข้ามาได้สำเร็จแต่ยังมีแค่ระดับต่ำกับพวกบินได้เท่านั้นยังไม่มีวี่แววของพวกระดับสูง จากการคาดการณ์ของยูมิน่าที่คิดว่าจุดมุ่งหมายที่พวกเฟรซเหล่านี้น่าจะเป็นไอเซนกัลด์ที่ตอนนี้กลายเป็นรังของเทพมาร แล้วมันก็เป็นดังนั้นจริง ๆ กองทัพเฟรซกลายพันธ์เริ่มมุ่งหน้าไปยังไอเซนกัลด์ โดยเส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะมุ่งตรงไปยังไอเซนกัลด์นั้นจะต้องตัดผ่านเขตแดนของพานาเชสดังนั้น พวกโทยะจึงได้วางกำลังสกัดกั้นที่บริเวณชายหาดในเขตของอาณาจักรพานาเชสโดยได้รับอนุญาตให้ทำการต่อสู้ได้ตามสะดวกจากราชาพานาเชสเป็นที่เรียบร้อย และภาพในสนามรบก็กำลังถูกถ่ายทอดไปให้เหล่าผู้นำทั้งหลายได้ดูผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ที่ห้องประชุมของบรุนฮิวด้วย หลังจากการต่อสู้ดำเนินไปได้ซักพักเอนเด้ก็ได้ติดต่อเข้ามาหาโทยะเพื่อแจ้งว่าพวกระดับสูงกำลังจะลงมาแล้วโดยเมลสามารถจับสัมผัสของพวกมันได้ประมาณสามตัว เสี้ยววินาทีต่อมายูมิน่าก็บอกให้โทยะมองไปที่ทะเลผิวน้ำกำลังหมุนวนอยู่และไม่นานนักเฟรซขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวออกมา โดยมีแบบที่เป็นด้วงเขากรรไกร ปลาดาวและมังกรสองหัวและที่อยู่บนหัวคนละข้างของเฟรซมังกรสองหัวก็คือเฟรซระดับรูลเลอร์เรทกับรุทอยู่ด้วย เมื่อเอนเด้เห็นเรทกับรุทเขาก็พูดถึงเรื่องที่ตกลงกันกับโทยะไว้เมื่อวานในทันที เมื่อเรทกับรุทเห็นเฟรมเกียร์ที่อยู่เบื้องหน้าก็เปิดฉากโจมตีใส่ด้วยลำแสงที่ยิงออกจากปากของเฟรซมังกรสองหัวในทันที โดยลำแสงนี้เป็นพลังปืนใหญ่อานุภาคที่ประสานพลังเทพเข้าไปด้วยมันจึงมีพลังทำลายมากกว่าปกติ แต่โทยะก็ประสานพลังเทพเข้ากับเวทย์ชิลด์และใช้มันสร้างกำแพงป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทันและจัดการลากเฟรซฝาแฝดรุดกับเรทโยนไปบนชายหาดเพื่อให้พวกเอนเด้จัดการ
.
เมลได้ลงมาเจรจากับเฟรซฝาแฝดแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะทั้งสองสนใจเพียงแต่ความสนุกของตนที่จะได้บดขยี้สิ่งที่อ่อนแอกว่าตนเองเพียงเท่านั้นและการต่อสู้ก็เปิดฉากขึ้นแต่คราวนี้รุดกับเรทไม่อาจจะต่อกรกับพวกเอนเด้ได้จึงได้รวมร่างกันเพื่อหมายจะเผด็จศึกแต่ก็ถูกเอนเด้สังหารไปในที่สุดส่วนเฟรซระดับสูงสามตัวที่ลงมาพร้อมกับรุทและเรทนั้นก็ถูกโทยะและเหล่าภรรยาทั้งเก้ารวมถึงท่านพี่โมโรฮะและท่านพี่คารินะจัดการไปและเฟรซที่เหลือก็ถูกกวาดล้างสองวันต่อมาเหล่าผู้นำประเทศก็มารวมตัวกันที่บรุนฮิวอีกครั้งเพื่อหารือกันในเรื่องนี้แนวทางที่จะปฏิบัติกันหลังจากนี้รวมไปถึงการคิดหาทางจบเรื่องนี้ด้วยแน่นอนว่าหลังจากได้เห็นภาพการต่อสู้ในศึกที่ผ่านมากับตาตัวเองแล้วเหล่าผู้นำของโลกเบื้องหลังซึ่งบัดนี้กลายเป็นทวีปฝั่งตะวันตกก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญกันอยู่ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตขั้นร้ายแรงหากอาณาจักรในทวีปฝั่งตะวันตกไม่ร่วมมือกันแล้วล่ะก็คงไม่มีทางรอดพ้นไปจากหายนะในครั้งได้แน่ ๆ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์นี้ พริมล่า โทริฮารัน สเตรน อเลน กัลดิโอ้ ราซ และพานาเชสรวมทั้งหมด 7 อาณาจักรได้มีการร้องขอเฟรมยูนิตเพื่อนำไปใช้ฝึกฝนทหารของตนให้มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมเฟรมเกียร์ให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าร่วมต่อสู้ในศีกต่อไปได้หลังจากนั้นโทยะไปยังห้องทดลองของบาบิโลนและได้ลองเอาแนวเกี่ยวกับเฟรมเกียร์แบบวาริเอเบิ้ลไทป์ไปคุยกับเรจีน่าดู
.
พวกอานุบิสที่ตอนนี้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของไอเซนกัลด์ โดยสภาพภายในเมืองตอนนี้ก็เรียกได้ว่าย่ำแย่ท้องฟ้าก็มีเมฆดำปริศนาปกคลุมและมีศพคนตายเกลื่อนกลาดอยู่ภายในเมืองโดยสภาพศพนั้นไร้ซึ่งบาดแผลและมีสภาพเหมือนกับเพิ่งจะตายได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนศพพวกนั้นกลับดูขัดแย้งมันดูสกปรกขาดวิ่นและเสื่อมสภาพจากสภาพแวดล้อมถ้าเป็นเช่นนั้นคนเหล่านี้ก็น่าจะตายมานานกว่านั้นนี่แสดงถึงความไม่ปกติบางอย่าง พวกอานุบิสมุ่งหน้าไปยังหอคอยที่สูงที่สุดภายในเมืองแต่เมื่อไปถึงก็พบว่าประตูทางเข้าถูกปิดไว้ บาเตสจึงใช้กรงเล็บพังประตูเข้าไปและขึ้นไปสังเกตการณ์บนนั้นและส่งที่พวกอานุบิสได้เห็นก็คือกลุ่มก้อนสีทองขนาดยักษ์ราวกับปราสาทอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแม้อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจแต่การเข้าไปใกล้มากกว่านี้ถือว่าอันตรายเกินไปเพราะมีสเกลตันสีทองจำนวนมากอยู่รอบบริเวณนั้น เมื่อประเมินถึงความเสี่ยงบวกกับเวลาที่นัดหมายกับโทยะใกล้จะมาถึงแล้วพวกอานุบิสจึงตัดสินใจยุติภาระกิจสอดแนมเพียงเท่านี้และมุ่งหน้ากลับบรุนฮิวเพื่อนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ไปรายงานให้โทยะได้รับทราบ หลังจากรับทราบข้อมูลที่พวกอานุบิสนำกลับมาแล้วโทยะก็รู้สึกได้ถึงความยุ่งยากที่กำลังจะมาถึง โดยพวกคาเร็นคาดการณ์ว่าในปราสาทนี้อาจจะมีเทพมารอยู่ การที่โปรยเข็มสีทองที่มีพิษสังหารเทพลงมาในเขตไอเซนกัลด์ก็คงเพราะต้องการป้องกันไม่ให้พวกโทยะสามารถเข้าไปยุ่มยามได้นั่นเองส่วนพวกสเกลตัลสีทองนั้นก็คงเป็นพวกคนที่ถูกกินวิญญาณไป พวกนี้คงถูกใช้เป็นเหมือนทหารเฝ้าปราสาทเพราะถึงแม้ว่าพิษสังหารเทพจะป้องกันไม่ให้เทพบุกไปที่นั่นได้แต่มันไม่มีผลกับคนธรรมดาจึงต้องมีการเตรียมรับมือไว้เผื่อมีใครเข้ามาโจมตี
.
เพื่อรับมือกับพิษสังหารเทพทางด้านของเทพแห่งการเกษตรก็กำลังสร้างพืชที่จะสามารถดูดซับพิษสังหารเทพอยู่โดยอาศัยตัวอย่างของหินและดินที่พวกอานุบิสนำกลับมาด้วยทำให้พืชที่ว่านั้นเริ่มพอจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้บ้างแล้ว ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงโทยะจึงไปพบกับเทพแห่งการเกษตรที่ห้องทดลองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของปราสาท ที่นั่นนอกจากเทพแห่งการเกษตรแล้วอานุบิสก็อยู่ที่นั่นด้วยดูเหมือนว่าจะมาช่วยงานทดลอง โดยอาศัยหลักการของการสังเคราะห์แสงของต้นไม้พืชที่จะใช้จัดการกับพิษนั้นจะดูดพิษเข้าไปแล้วทำให้บริสุทธิ์เหมือนกับต้นไม้ดูคาบอนไดออกไซด์เข้าไปแล้วคายออกซิเจนออกมา ทว่าพืชที่ว่านี้ยังไม่สมบูรณ์แบบเพราะเมื่อมันดูพิษเข้าไปมาก ๆ มันก็จะตายและคายพิษกลับออกมาจึงเป็นผลงานที่ใช้ไม่ได้ แต่ในระหว่างที่กำลังคุยกับเทพแห่งการเกษตรอยู่นั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็ดังขึ้นโดยผู้ที่โทรมาก็คือราชาแห่งเบลฟาสนั่นเองเนื่องจากมีการไปพบของบางสิ่งที่แปลกประหลาดเข้าเขาจึงต้องการให้โทยะรีบไปที่เบลฟาสในตอนนี้เลย โทยะจึงรีบเปิดเกทไปที่เบลฟาส เมื่อไปถึงราชาแห่งเบลฟาสก็ได้ชี้ให้ดูสิ่งนั้น มันก็คือโกเลมที่โทยะตามหามาตั้งนานแต่เบาะแสของมันได้ขาดหายไปทำให้เขาไม่สามารถตามหามันต่อได้แต่ทว่าสิ่งนั้นได้มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว โกเลม “ขาว” ที่หายสาปสูญได้ถูกค้นพบด้วยความบังเอิญแต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่เบลฟาสได้นั้นคือแหละคือประเด็น โทยะได้คาดเดาว่าเมื่อพันปีก่อนตอนที่เฟรซบุกเบลฟาส โกเลม “ดำ” กับ “ขาว” น่าจะได้เข้าต่อสู้จนหยุดการทำงานลงอยู่ตรงนี้ก็เป็นได้ เพราะจากบันทึกที่ได้มาจากโบราณสถานในเขตเมืองหลวงเก่าของเบลฟาสก็ได้บันทึกถึงอัศวินขาวและอัศวินดำเอาไว้ด้วย โทยะตั้งใจจะลองเปิดการทำงานของโกเลมตัวนี้จึงได้ทำการเปิดส่วนอกของโกเล็มตัวนี้ออกมาแต่พอโทยะเอามือไปแตะจีคิวบ์เข้ามันก็เกิดเดินเครื่องระบบป้องกันตนเองและปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าออกมา รู้สึกตัวอีกทีโทยะก็กลับมาอยู่ที่ห้องทดลองของเทพแห่งการเกษตรโทยะรู้สึกงง ๆ ว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแถมในมือยังถือก้อนหินที่เขาเคยถือก่อนหน้านี้เอาไว้อีก แต่ดูเหมือนว่าเทพแห่งการเกษตรจะรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างจึงได้บอกให้โทยะทำใจเย็น ๆ และเริ่มบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มีใครบางคนได้ทำการเปลี่ยนแปลง “ความเป็นจริง” ไปแล้ว และนั่นก็คือความสามารถของโกเลม “ขาว” นั่นเอง
.
อัลบัสมีสกิลที่ทำให้เกิดการแก้ไขเหตุการณ์โดยมันส่งผลต่อโลกทั้งใบหรือเรียกง่าย ๆ ว่า “Reset” ราวกับตอนเล่นเกมส์แพ้แล้วทำการโหลดเซฟกลับมาใหม่แล้วทำให้การเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปและนำไปสู่ฉากจบที่ต่างออกไปแต่ว่าสกิลของโกเลมนั้นไม่ส่งผลต่อเทพอย่างพวกโทยะทำให้พวกเขายังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เหมือนเดิม ซึ่งหากรวมความสามารถของนัวร์ที่ใช้เชื่อมโยงโลกคู่ขนานได้กับความสามารถของอัลบัสที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนของความเป็นจริงได้แล้วล่ะก็มันก็คือพลังที่สามารถทำให้เหตุการณ์ที่ควรจะเป็น if route ถูกนำมาเขียนทับกับความจริงเดิมและทำให้ if route กลายเป็นเนื้อเรื่องที่แท้จริงไปแทนนั่นเอง เมื่อได้ทราบเรื่องราวจากโคสุเกะแล้วโทยะก็โทรไปหาพระราชาแห่งเบลฟาสทันที และได้ทราบว่าไม่เกิดเหตุการณ์ที่อัศวินของเบลฟาสไปพบกับอัลบัสที่จมอยู่ในทะเลสาบเหมือนกันในตอนแรก โทยะจึงเปิดเกทไปเบลฟาสและเรียกซังโกะกับโคคุโยมาช่วยอีกแรงโดยบัญชาให้พวกปลาที่อยู่ในทะเลสาบช่วยกันค้นหาและในที่สุดก็หาพบจนได้และโทยะได้นำเอาอัลบัสที่เสียหายกลับไปยังบรุนฮิวและนำไปยังห้องแล็ปบาบิโลน เอลก้าที่เข้ามาดูสภาพของอัลบัสก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมอัลบัสถึงมาอยู่ที่โลกฝั่งนี้ได้ แต่ปัญหาในตอนนี้นั้นก็คือจะทำการจะรีสตาร์ทระบบใหม่ยังไงโดยไม่ต้องไปแตะจีคิวบ์ มีทางเดียวก็คือต้องลงทะเบียนมาสเตอร์คนใหม่เท่านั้น แต่ว่าเอลก้าก็สามารถทำให้อัลบัสทำงานได้อีกครั้งโดยไม่ต้องแตะจีคิวบ์ โทยะจึงลองเข้าไปคุยกับอัลบัสและดูเหมือนว่าจะสามารถสื่อสารกันได้อยู่ จากนั้นโทยะจึงลองถามชื่อของมาสเตอร์คนปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นใครอัลบัสก็ตอบกลับมาว่า มาสเตอร์ของเขาตอนนี้ก็คือ “อาเธอร์ เอลเนส เบลฟาส” ราชาแห่งราชอาณาจักรเบลฟาส ซึ่งก็คือราชาที่เคยปกครองเบลฟาสเมื่อหนึ่งพันปีก่อนหรือก็คือบรรพบุรุษของยูมิน่านั่นเองดังนั้นเอลก้าจึงได้ให้ยูมิน่าทำการลงทะเบียนเป็นซับมาสเตอร์ของอัลบัส
.
และเมื่อตอนนี้ยูมิน่าได้กลายเป็นมาสเตอร์ของอัลบัสเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรจีน่าก็ขอให้ยูมิน่าช่วยสั่งการให้อัลบัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่รู้ออกมาให้ฟังทั้งเมื่อห้าพันปีก่อนและเมื่อหนึ่งพันปีก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซึ่งคำถามแรกก็คือใครมาสเตอร์ของอัลบัสและนัวร์เมื่อห้าพันปีก่อนนั้นคือใคร ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็คือ “โครม รันเชส” ซึ่งชื่อนี้ดูเหมือนว่าเอลก้าจะรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาก็คืออัจฉริยะผู้สร้างโกเลมในสมัยโบราณ ในตอนนั้นเขาได้ใช้พลังของโกเลมทั้งสองเพื่อเดินทางข้ามมิติมายังโลกฝั่งนี้ซึ่งน่าจะเป็นพลังที่ใกล้เคียงกับที่พวกเทพใช้ข้ามมิติไปโลกต่าง ๆ แต่การทำแบบนั้นมันส่งผลกับตัวของโครเมื่อมาถึงโลกฝั่งนี้ โครมที่ความจริงแล้วเป็นชายแก่กลับกลายสภาพกลายเป็นเด็กหนุ่มไปหลังจากที่เขาข้ามมิติมาแต่สาเหตุที่โครมข้ามมิติมาโลกนี้มันคืออะไรนั้นก็ไม่มีใครทราบแม้แต่ตัวอัลบัสหรือนัวร์เองก็ไม่รู้ถึงเรื่องนั้น สถานที่ที่โครมได้อาศัยอยู่ในตอนนั้นก็คือแถว ๆ ที่เป็นอาณาจักรมาเซโนอัสในปัจจุบัน เขาได้ศึกษาวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์อยู่ที่นั่นเป็นเวลาสิบปีจนได้เป็นผู้ใช้เวทย์ระดับแนวหน้าจนกระทั่งถึงวันที่เฟรซบุกมาโจมตีในช่วงเวลานั้น โครม รันเชส อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ภายในเขตของสหราชอาณาจักรปิริสทรา ซึ่งเขาก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงในโลกนี้แล้วก็มีลูกชายคนหนึ่ง ซึ่งถ้านับจากวันที่เขาเดินทางข้ามมายังโลกนี้ก็เป็นเวลาสามสิบปีแล้ว ครั้นจะใช้พลังของนัวร์เพื่อพาครอบครัวหนีไปยังโลกที่เขาเกิดก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ครั้งนั้นอายุของเขาลดลงจากชราวัยกลับเป็นเด็กแต่ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่อายุน้อยกว่านั้นถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีกล่ะก็ความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ แต่ครั้นจะสร้างโกเลมตัวใหม่เพื่อหยุดยั้งผลกระทบนี้ก็ไม่มีเวลามากพอในที่สุดเฟรซก็รุกรานไปทั่วโลก กองกำลังที่ป้องกันสหราชอาณาจักรแตกพ่ายในช่วงเวลานั้นกิระก็ได้บุกมายังหมู่บ้านของโครมและสังหารลูกเมียของโครมตายไปต่อหน้าต่อตา
.
โครมที่เสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาเกิดความโกรธแค้นจนบ้าคลั่งและเปิดการทำงานสกิลของอัสบัสและนัวร์พร้อม ๆ กัน ซึ่งสกิลของทั้งสองเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน การทำเช่นนั้นส่งผลให้เกิดภาวะที่ไม่อาจจะควบคุมได้และเมื่อใช้พร้อม ๆ กันสกิลของอัลบัสจะเป็นแกนหลักในการสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมาและสกิลของนัวร์ก็จะทำการรวมโลกคู่ขนานที่เกิดขึ้นนั้นให้ลงมาทับซ้อนกับความเป็นจริง การกระทำนั้นส่งผลให้บาเรียของโลกถูกย้อนสภาพกลับยังจุดที่ยังไม่ถูกทำลายและเฟรซเกือบทั้งหมดก็ถูกดันกลับไปยังช่องว่างของมิติ แล้วหลังจากนั้นเอนเด้ก็เข้ามาจัดการผลักดันพวกระดับสูงแล้วก็พวกระดับรูลเลอร์ออกไป นั่นจึงทำให้โลกรอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้แม้ว่าอารยธรรมหลาย ๆ อย่างจะพังพินาศไปมากมายก็ตาม แต่แน่นอนว่าโครมก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการใช้พลังนั้นเช่นกันและค่าตอบแทนสำหรับการใช้พลังของอัลบัสนั้นก็คือ “ความทรงจำ” นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่สั่งสมมาหรือแม้แต่เรื่องราวอดีตก็ล้วนแล้วแต่คือค่าตอบแทนของการใช้พลังของอัลบัส นั่นหมายความว่าหากใช้พลังของอัลบัสไปแล้วคนผู้นั้นก็อาจจะลืมเรื่องราวในอดีต ลืมเพื่อน ลืมคนในครอบครัว ลืมคนรัก ลืมเป้าหมายของตน หรือไม่ก็อาจจะลืมตัวตนของตัวเองเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกลบหายไปจากสมองเลยก็ว่าได้ ในส่วนของโครมนั้นแม้ว่าขะโชคดีที่ความทรงจำไม่ได้หายไปทั้งหมดไปฝนคราเดียวและสามารถแก้ไขเหตุการณ์ทำให้ภรรยาและลูกรอดมาได้แต่ทว่าความทรงทำของเขาค่อย ๆ เลือนหายไป
.
ไม่ใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอัลบัสและนัวร์หลังจากนั้นแต่ทั้งสองเครื่องเริ่มทำงานอีกครั้งหลังผ่านไปสี่พันปีนับจากวันที่จัดการกับเฟรซโดยผู้ที่เปิดการทำงานของทั้งสองเครื่องอีกครั้งก็คือ “อาเธอร์ เอลเนส เบลฟาส” ส่วนสถานที่ที่อัลบัสบอกว่าพบกับอาเธอร์ในตอนนั้นก็คือในถ้ำที่ไหนซักแห่งที่มีสมบัติกองเป็นภูเขาสูงและมีมังกรตัวหนึ่งที่ถูกอาเธอร์ฆ่าตายกองอยู่แถว ๆ นั้น ซึ่งที่นั่นเป็นรังของมังกรนั่นเอง ดูเหมือนว่าระหว่างต่อสู้กับมังกรนั้นอาเธอร์จะได้รับบาดเจ็บและเลือดของเขาได้กระเซ็นลงไปบนอกที่เปิดอยู่ของนัวร์ ทำให้เกิดการลงทะเบียนมาสเตอร์ขึ้นโดยบังเอิญและหลังจากจัดการมังกรได้แล้วเขาก็เปิดการทำงานของอัลบัสด้วยวิธีเดียวกันโดยมีนัวร์เป็นผู้ให้คำแนะนำ ทำให้อาเธอร์ได้เป็นมาสเตอร์คนใหม่ของโกเลมทั้งสองและด้วยพลังของอัลบัสและนัวร์ ทำให้อาเธอร์สามารถจัดการกับสัตว์อสูรจำนวนมากที่อยู่บริเวณนั้นบุกเบิกดินแดนและขยายอาณาเขตจากอาณาจักรเล็ก ๆ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้จนกลายมาเป็นอาณาจักรเบลฟาสในปัจจุบัน แต่ทว่าก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เมื่ออาเธอร์เกิดไปเปิดสกิลโกเลมของนัวร์เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจส่งผลให้บาเรียกเกิดรูรั่วขึ้นทำให้เฟรซสามารถบุกรุกกลับเข้ามาได้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่หนักหนาเท่ากับเมื่อห้าพันปีก่อนแต่ก็มีเฟรซระดับต่ำประมาณพันตัวและระดับกลางหลุดเข้ามา กองทัพของเบลฟาสต้องต่อสู้กับเฟรซที่บุกรุกเข้ามาที่เมืองหลวง การต่อสู้อันดุเดือดส่งผลให้เมืองหลวงต้องกลายเป็นทะเลเพลิง แม้ว่ามนุษย์จะสามารถรับมือกับเฟรซระดับต่ำได้แต่ระดับกลางแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ อาเธอร์จึงตัดสินใจใช้พลังของนัวร์เพื่อผลักเฟรซระดับกลางให้กลับออกไปยังช่องว่างของมิติซึ่งการใช้วิธีนี้ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจทว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างนั้น เมื่อเฟรซระดับกลางที่กำลังถูกผลักออกไปได้ชาร์จพลังเตรียมยิงปืนอานุภาค อาเธอร์ก็ได้เปิดการโกเล็มสกิลของอัลบัสเพื่อที่จะหยุดยั้งการโจมตี ทำให้เกิดภาวะที่สกิลของอัลบัสและนัวร์ทำงานพร้อมกันอีกครั้งและเกิดภาวะควบคุมไม่ได้ตามมาในที่สุด นัวร์ถูกดูดหายไปในห้วงมิติส่วนและไปโผล่ที่เหมืองอัลบัสกระเด็นตกลงไปในทะเลสาปและระบบของทั้งสองก็เข้าสู่ภาวะจำศีลอีกครั้ง หลังจากนั้นก็มีการย้ายเมืองหลวงมายังที่ตั้งปัจจุบันเพราะความเสียหายและเผ่าอัลคาน่าก็ได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้ในกำแพงที่อยู่ในโบราณสถานที่ผนึกเฟรซเอาไว้ส่วนสาเหตุที่ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับโกเลมทั้งสองอยู่ภายในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เบลฟาสก็คงเพราะอาเธอร์เสียความทรงจำเกี่ยวกับพวกมันไปนั่นเอง
.
หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่เทพแห่งการเกษตรก็สามารถเพาะต้นไม้ที่สามารถดูดซับพิษสังหารเทพขึ้นมาได้ภายในโรงเพาะชำของเขาโดยตอนนี้ต้นไม้ที่ว่านั้นงอกเงยขึ้นมาจากดินได้ประมาณยี่สิบเซ็นติเมตรแล้วแต่เพื่อจะล่อเลี้ยงให้ต้นไม้ศักดิสิทธิ์นี้เติบโตจำเป็นต้องหาวัถตุดิบมาทำปุ๋ย ซึ่งของที่จำเป็นต้องใช้ก็ได้แก่ หางของนกฟินิกส์ น้ำตาของมังกรศักดิสิทธิ์ คราบของงูเทพสีขาว และเขาของม้ายูนิคอร์นมาผสมเข้าด้วยกันซึ่งส่วนผสมอื่น ๆ นั้นไม่เป็นปัญหายกเว้นแต่เขายูนิคอร์นที่ดูจะเป็นงานยากนิดหน่อยแต่ถึงแม้จะเกิดเรื่องยุ่ง ๆ ขึ้นนิดหน่อยแต่โทยะก็สามารถรวบรวมส่วนผสมมาได้ครบจนได้และเมื่อต้นไม้ศักดิสิทธิ์ก็เสร็จสมบูรณ์ โทยะก็ตั้งใจจะมอบหมายหน้าที่ให้นุบิสกับบาเตสพ่วงด้วยอัลบัสนำต้นไม้ศักดิสิทธิ์ไปปลูกที่ไอเซนกัลด์และคอยปกป้องมันเอาไว้จนกว่ามันจะโตพอที่จะดูดซับพิษในอากาศได้มามากพอเมื่ออากาศบริเวณนั้นปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้วโทยะจะส่งกำลังเสริมตามไปในช่วงเวลาที่รอให้ปฏิบัติการปลูกต้นไม้เสร็จสิ้นอยู่นั้นเรจีน่าก็ได้ออกแบบอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยให้เฟรมเกียร์สามารถบินบนท้องฟ้าได้อย่าง “ไฟท์เกียร์” ออกมาส่วนโทยะก็ฝึกการควบคุมพลังเทพให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลานั้นปู่เวิร์ลก็อดก็ใช้ร่างแยกลงมายังโลก เหตุผลที่ปู่ลงมานั้นสองข้อ ข้อแรกเพื่อมาดูสภาพของโลกก่อนที่จะหลุดจากการควบคุมของปู่แกไป อันที่จริงในกรณีเช่นนี้โลกควรจะต้องถูกทำลายไปแล้วโดยเทพแห่งการทำลายล้าง แต่เพราะแกต่อรองเอาไว้ว่าให้โทยะจัดการเรื่องนี้ก่อน ถ้าหากโทยะทำไม่สำเร็จเมื่อไหร่ค่อยถึงมือเทพแห่งการทำลายล้าง ส่วนเรื่องที่สองก็คือเพื่อมารับคำตอบเกี่ยวกับการจะให้โลกนี้กลายเป็นรีสอร์ทสำหรับพักร้อนของเหล่าทวยเทพโดยให้โทยะรับหน้าที่ดูแลจัดการโดยปู่ได้ออกกฏไว้ว่าเทพองค์ใดที่จะลงมาพักร้อนที่นี่ต้องอยู่ในสถานะมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะของเทพ นอกจากนี้ปู่ยังเสริมอีกว่า บรรดาเหล่าเทพมากมายต้องการพักผ่อนเพราะความเครียดจากงานที่ทำอยู่ภายในโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของปู่แก ซึ่งถ้าหากพวกที่ลงมาไม่ทำอะไรจนสุดโต่งเกินไปโทยะพอก็ยอมรับความต้องการของปู่แกได้อยู่ จากนั้นโทยะก็ถามปู่ว่าแกจะอยู่ที่โลกนานแค่ไหน ปู่แกก็ตอบว่าคงหลายวันหน่อยเพราะแกต้องการจะไปดูสภาพรอบโลก โทยะจึงเตือนเรื่องของไอเซนกัลด์แต่ปู่แกบอกว่าพิษสังหารเทพไม่มีผลอะไรกับปู่แกแถมยังบอกด้วยว่า เรื่องพิษสังหารเทพที่ว่ากันว่าสังหารได้แม้แต่พระเจ้าเป็นแค่ความเข้าใจผิด ๆ ของพวกเทพระดับล่างเท่านั้นแถมปู่ยังบอกอีกว่าแกสามารถชำระล้างพิษพวกนี้ให้หมดไปได้ถ้าแกจะทำแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นบททดสอบของโทยะที่จะต้องหาทางแก้ให้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้นปู่แกจะไม่ยุ่งอะไรทั้งสิ้น
.
หลังจากเตรียมการพร้อมแล้วโทยะก็เปิดเกทส่ง อานุบิส บาเตสและอัลบัสออกเดินทางสู่ไอเซนกัลด์ภารกิจนำต้นไม้ศักดิสิทธิ์ไปปลูกและปกป้องมันเอาไว้จนกว่ามันจะดูดซับพิษบริเวณรอบ ๆ ให้ลดลงมากพอที่พวกโทยะและเหล่าเทพสายบู้คนอื่น ๆ จะสามารถเข้าไปในบริเวณนั้นได้ แต่จุดที่ส่งทั้งสามตัวไปนั้นไม่ใช่ในเขตไอเซนกัลด์โดยตรงหากแต่เป็นอาณาเขตของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ ซึ่งกว่าจะข้ามทะเลไปถึงเขตไอเซนกัลด์อย่างเร็วที่สุดก็กินเวลาถึงสองวัน ซึ่งในระหว่างนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่โทยะจะสามารถทำได้นอกจากรอให้ทั้งโกเลมสามปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น เมื่อพวกอานุบิสเดินทางไปถึงบริเวณใจกลางของเขตไอเซนกัลด์แถวบริเวณป่าที่ลับตาผู้คน เมื่อเลือกตำแหน่งเหมาะ ๆ ได้แล้วอานุบิสก็นำเอาต้นไม้ศักดิสิทธิ์ออกมาจากสโตร์ที่อยู่ในปลอกคอและส่งให้อัลบัสทำหน้าที่ขุดหลุมและทำการปลูกมันลงดิน ต้นไม้ศักดิสิทธิ์เริ่มดูดพิษเข้ามาและค่อยเติบโตซึ่งกว่ากระบวนการชำระล้างบริเวณนี้จะเสร็จสิ้นต้องใช้เวลาประมาณสองวันพวกโทยะถึงจะสามารถมาที่นี่ได้ดังนั้นในระหว่างนี้พวกอานุบิสจำเป็นต้องรับหน้าที่คุ้มกันต้นไม้นี้ไปก่อน ศัตรูที่โผล่หน้ามาเป็นกลุ่มแรกก็คือพวกก็อบบลินดูเหมือนว่าในป่าเขตนั้นเป็นถิ่นอาศัยของพวกมันแต่พวกอานุบิสก็จัดการกับพวกมันได้ไม่ยากเย็นอะไรแต่ภารกิจก็ยังห่างไกลจากคำว่าลุล่วงหลังจากผ่านไปหนึ่งวันการต่อสู้เป็นอย่างยากลำบากเพราะเดิมทีบาเตสกับอานุบิสก็ไม่ใช่โกเลมสายต่อสู้อยู่แล้วอาวุธที่ติดตั้งไว้ก็ไม่ได้รุนแรงพอจะรับมือกับเฟรซกลายพันธุ์ได้ ส่วนอัลบัสแม้จะพอจัดการกับศัตรูได้แต่เพราะไม่มีมาสเตอร์อยู่ด้วยจึงสำแดงศักยภาพในต่อสู้ได้ไม่เต็มที่ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังย่ำแย่อยู่นั้น ลูน่ากับวิโอล่าก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น เมื่อรู้ขอมูลว่าพวกอนุบิสเกี่ยวข้องกับโทยะเธอจึง พยายามมองหาโทยะเพื่อจะได้ฆ่ากันต่อ บาเตสก็บอกว่าโทยะไม่ได้อยู่ที่นี่แต่เขาจะเดินทางมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้หากว่าสามารถป้องกันที่นี่เอาไว้ได้จนถึงเวลานั้น แต่ในระหว่างที่คุยกันอยู่ลูน่าก็ถูกเฟรซกลายพันธ์โจมตีเข้าเธอเลยหันไปจัดการกับเฟรซ เมื่อเห็นพลังของลูน่าบาเตสจึงได้คิดแผนเพื่อยืมพลังของลูน่ามาใช้เพื่อปกป้องต้นไม้ศักดิสิทธิ์โดยบอกว่าถ้าช่วยปกป้องที่นี่จนถึงวันพรุ่งนี้ได้สำเร็จล่ะก็จะได้พบกับโทยะ แม้ว่าลูน่าจะงอแงว่าอยากเจอโทยะตอนนี้แต่บาเตสก็ปฏิเสธและหลอกล่อว่ามีแค่โกเลมเท่านั้นที่จะผ่านเกทกลับไปยังบรุนฮิวได้ นั่นจึงทำให้ลูน่ายอมร่วมมือด้วยในที่สุด
.
ส่วนโทยะในตอนนี้ก็กำลังไปพบกับเอนเด้ที่บ้าน เพราะเอนเด้โทรมาตามให้ไปพบที่บ้านเพราะมีเรื่องเกี่ยวกับยูระจะพูดคุยด้วยดูเหมือนว่าเมลจะสัมผัสได้ถึงเฟรซระดับปกครองตัวใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ไอเซนกัลด์ จากสัมผัสที่รู้สึกได้ดูเหมือนว่าจะเป็นขุนพลของพวกเฟรซที่มีนามว่า “เซโน่” ผู้เป็นหัวกะทิด้านกองทัพมิหนำซ้ำยังเป็นพี่ชายของกิระอีกด้วยเมื่อเซโน่ร่วมมือกับยูระศึกนี้ก็ถือเป็นงานที่ยากลำบาก เมลได้บอกกับโทยะว่าพวกเธอจะจัดการกับเซโนเองดังนั้นจึงอยากจะให้โทยะช่วยมอบพลังที่จะจัดการกับพลังของเทพมารแก่พวกเธอด้วย หลังจากนั้โทยะเรียกประชุมพันธมิตรทั้งหมดเพื่อรายงานสถานการณ์ในไอเซนกัลด์ให้ผู้นำทุกคนได้รับรู้ ดูเหมือนว่าเทพมารกำลังจะเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วแน่นอนว่าคำถามต่อมาที่ไม่ว่าใครก็คงอยากกได้คำตอบนั้นก็คือจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกหากว่าเทพมารตื่นขึ้นมา โทยะได้คาดการณ์ว่าหลังจากนี้พวกเฟรซกลายพันธุ์ก็คงจะเริ่มบุกโจมตีไปทั่วโลกเพื่อกัดกินวิญญาณของมนุษย์อาจจะร่วมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วยและสิ่งมีชีวิตที่ถูกแย่งชิงวิญญาณไปก็จะกลายเป็นสเกลตันเฟรซไม่ก็ซอมบี้และกลายเป็นสมุนของเทพมารไปและสิ่งที่โทยะอยากให้ทุกอาณาจักรทำก็คือในระหว่างที่เขาเข้าไปจัดการกับเทพมารก็คือการใช้เฟรมเกียร์ปกป้องต้นไม้ศักดิสิทธิ์เอาไว้จนกว่าเขาจะจัดการกับเทพมารลงได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้นโทยะคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายจะมีแผนอะไรซ่อนไว้อยู่อีกก็ได้ดังนั้นเขาจึงแจ้งแผนการลับไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินให้ผู้นำทั้งหลายได้รับรู้เอาไว้
.
กลับมาทางด้านของพวกอานุบิสที่ได้ลูน่ามาช่วยก็สามารถต้านการโจมตีเอาไว้จนถึงเช้าวันต่อมาแต่นั่นก็หมายความว่ามันใกล้ถึงเวลาตามที่สัญญาแล้วดังนั้นลูน่าจึงเริ่มทวงถามถึงสิ่งที่บาเตสสัญญาไว้ ตอนนี้ต้นไม้ก็สูงได้ประมาณสี่เมตรแล้ว บาเตสจึงบอกว่ากับลูน่าว่าเธอจะไปตามโทยะมา ซึ่งลูน่าก็ออกอาการดีอกดีใจที่จะได้พบกับโทยะ จากนั้นบาเตสก็ส่งสัญญาณให้อานุบิสนำเกทมิเลอร์ออกมาแล้วก็บอกกับลูน่าว่าจะพาโทยะมาที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมงแต่ทว่าลูน่าได้ตามบาเตสผ่านเกทมาถึงปราสาทบรุนฮิวแล้ว ริปเปิ้ลจึงต้องรีบแจ้นไปปลุกโทยะที่ห้องนอนเป็นการด่วนจี๋ ริปเปิ้ลบอกกับโทยะว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในปราสาทเป็นเด็กสาวใส่แว่นกับโกเลมตัวเล็ก ๆ สีม่วง พอได้ฟังเช่นนั้นโทยะก็รู้ได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกนั้นเป็นใคร โทยะรีบความสมาร์ทโฟนและเทเลพอร์ตออกยังที่เกิดเหตุแต่ไม่พบตัวเธอโทยะจึงใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของลูน่าในทันที ผลจากการค้นหาทำให้รู้ว่าเธออยู่ที่ชั้นสองของปราสาทบรุนฮิวและกับต่อสู้อยู่กับโมโรฮะและคารินะแต่พอไปถึงที่ก็พบว่าลูน่าถูกซัดร่วงไปเรียบร้อยแล้วส่วนวิโอล่าก็โดนลูกธนูจำนวนหลายดอกยิงอัดติดกำแพงจนหมดสภาพไปแล้วเช่นกันแต่เพราะลูน่าเป็นบุคคลอันตรายโทยะจึงได้ตัดสินใจนำตัวเธอไปขังไว้ก่อนไว้จบเรื่องของเทพมารแล้วค่อยมาว่ากันและเมื่อกลุ่มอานุบิสถอยกลับมาแล้วโทยะก็ได้ส่งเนีย โนรุน โรเบิร์ตและสมาชิกของกลุ่มเรดแคทไปทำหน้าที่คุ้มกันต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แทนและหลังจากผ่านเวลาไปอีกหนึ่งวันต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มจะมีความสูงมากกว่าต้นไม้อื่น ๆ ในป่าแล้วทำให้การซ่อนพรางตำแหน่งที่ตั้งทำได้ยากขึ้นและถ้ามันสูงไปมากกว่านี้ก็คงจะกลายเป็นจุดเด่นและเผยที่ตั้งของตัวเองในที่สุด โทยะจึงตั้งใจว่าจะเคลื่อนพลเข้าไอเซนกัลด์ในอีกสองวันให้หลังเพราะต้องการรอให้แน่ใจว่าพิษสังหารเทพที่ปกคลุมที่นั่นเบาบางลงมากพอจนไม่ส่งผลกับตัวเขาและเหล่าว่าที่ภรรยาทั้งเก้าและเทพองค์อื่น ๆ ที่จะเข้าไปที่นั่น
.
ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้รับการติดต่อจากเรจีน่าเกี่ยวกับเฟรซรูปแบบใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นที่ไอเซนกัลด์ โทยะจึงมุ่งหน้าไปยังห้องทดลองของบาบิโลนและได้เห็นเฟรซรูปแบบใหม่ที่ว่านั้นผ่านทางจอมอนิเตอร์โดยภาพนั้นถูกส่งมาจากกล้องของเฟรมเกียร์ที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเจ้าเฟรซรูปแบบใหม่นี้มีรูปร่างลักษณะและขนาดที่เหมือนกับเฟรมเกียร์เลยทีเดียวแถมยังถือดาบและโล่ห์มาเป็นอาวุธอีกด้วย โดยรูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมก็ดูคล้าย ๆ กับชีวาเลียแต่จะมีบางส่วนที่ดูต่างไปเล็กน้อยและสีของมันก็เป็นสีทองหม่น ๆ ซึ่งภายหลังโทยะได้เรียกเฟรซประเภทนี้ว่า “เฟค” ซึ่งแท้จริงแล้วเฟคก็คือเปลือกนอกขนาดใหญ่ที่ใช้สเกลตัลเฟรซเข้าไปควบคุมมันอยู่อีกทีหนึ่งนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เฟรซระดับต่ำมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับระดับกลางได้และยังมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนกับเฟรซปกติทั่ว ๆ อีกด้วย และการที่คอร์มีขนาดเล็กทำให้ยากต่อการค้นหาและทำลายตราบใดที่ตัวสเกลตัลที่อยู่ภายในไม่ถูกทำลายก็จะไม่มีทางเอาชนะพวกมันได้แต่ด้วยความที่มันลอกเลียนแบบจากเฟรมเกียร์มามากเกินไปทำให้จุดอ่อนของมันอยู่ตรงจุดเดียวกับเฟรมเกียร์ด้วยเช่นกันนั่นก็คือจุดเป็นค็อกพิทนั่นเองเมื่อโจมตีไปที่จุดนั้นก็จะสามารถทำลายสเกลตัลเฟรซลงได้และเฟคก็จะหมดพิษสงไปในทันทีและจุดบอดที่สำคัญของเฟคก็คือคอร์ที่มีขนาดเล็กมีพลังงานไม่มากพอที่จะใช้ความสามารถในการเปลี่ยนสภาพโครงสร้างของตัวเองได้แบบเดียวกับเฟรซปกติทั่วไป มันจึงไม่สามารถเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นอาวุธโจมตีดังที่ควรจะเป็นมันจึงต้องถืออาวุธอย่างดาบและโล่ห์มาทดแทนส่วนนั้นทำให้ความสามารถการโจมตีของมันลดลงไปมาก ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเฟรมเกียร์ที่มีขนาดพอ ๆ กันรวมไปถึงรับรู้ถึงจุดอ่อนของพวกมันแล้วแล้ว เฟคจึงไม่ใช่ภัยคุกคามที่น่ากลัวอีกต่อไป
.
หลังจากส่งหน่วยสำรวจชุดแรกที่นำโดยนิโคล่าไปแล้วในวันรุ่งขึ้นโทยะก็พาพวกยูมิน่ามุ่งหน้าสู่ไอเซนกัลด์โดยใช้เกทและแน่นอนว่าจุดที่ไปก็คือบริเวณใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างให้เป็นจุดรวมพลจากนั้นโทยะได้ติดต่อเรียกให้เอนเด้ เมล เน และ ริเสะให้มารวมกันที่นี่เพื่อเตรียมความพร้อมแม้ว่าจะยังไม่เริ่มแผนการบุกแต่โทยะก็คิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้จึงควรให้มาเตรียมตัวรออยู่ที่นี่น่าจะเป็นการดีกว่า ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อความพร้อมในศึกที่กำลังจะมาถึงอย่างเต็มที่โทยะตรวจสอบการชำระล้างพิษในเขตของเมืองหลวงของไอเซนกัลด์ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้างแล้วซึ่งจากผลการตรวจสอบก็พบว่าพิษได้ลดลงไปมากพอจนถึงระดับปลอดภัยแล้วโทยะจึงเตรียมเริ่มแผนเดินหน้าการบุกเข้าไปฐานทัพใหญ่ของศัตรู โทยะเปิดเกทเรียก โมโรฮะ คารินะ และทาเครุให้มาช่วยทำหน้าที่คุ้มกันต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในระหว่างที่พวกโทยะจะมุ่งหน้าเข้าไปปะทะกับเทพมารเมื่อพวกเขาเข้าไปในเมืองไอเซนบรุ๊คก็ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายภายในเมืองแต่แล้วพวกโทยะก็ถูกซอมบี้และสเกลตัลเฟรซจำนวนมากรุมล้อมเข้ามาโจมตีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาพวกโทยะจึงใช้เฟรมเกียร์ฝ่าวงล้อมออกมาและมุ่งหน้าไปยังปราสาทสีทองแต่เบื้องหน้าก็มีพวกสเกลตัลเฟรซและพวกเฟคขวางทางอยู่จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นและที่นั่นพวกเอนเด้ก็ได้ปะทะกับเซโน่ที่ควบคุมเฟคตัวหนึ่งมา เอนเด้ใช้ดรากูนเข้าต่อสู้กับเฟคของเซโน่จนดรากูนได้รับความเสียหายอย่างหนักแต่เพราะความช่วยเหลือของเมลเอนเด้จึงสามารถทำลายเฟคของเซ่โน่ลงได้ จากนั้นเซโน่ก็ขอท้าดวลเพื่อตัดสินกับเมลและผลที่ออกมาก็คือเซโน่พ่ายแพ้โดยไม่อาจจะแตะต้องเมลได้แม้แต่ปลายเส้นผมก่อนจะถูกทำลายแก่นและสลายไปในที่สุด
.
หลังจากที่พวกโทยะสามารถกำจัดเฟรซที่ขวางทางอยู่ทั้งหมดได้แล้วเอนเด้ เอลเซ่และซากุระก็กลับเข้ามารวมกลุ่มกันอีกครั้งและมุ่งหน้าไปยังปราสาทสีทองแต่เพราะประตูทางเข้านั้นสูงไม่พอที่จะนำเฟรมเกียร์เข้าไปได้พวกเขาจึงต้องลงจากเฟรมเกียร์และไปต่อด้วยตัวเองที่ที่รออยู่ภายในปราสาทนั้นก็คือยูระที่อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่เมื่อเผชิญหน้ากันยูระก็กล่าวทักทายเมลและโทยะด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนเพราะตอนนี้ยูระมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขาได้วิวัฒนาการไปมากกว่าเดิมแล้ว ส่วนไข่ที่อยู่ตรงนั้นก็คือเทพมารที่ดูดซับเอาความรู้สึกด้านลบเอาไว้มากมายมหาศาลแต่ถึงกระนั้นโทยะก็ชี้ปืนไปยังเทพมารและบอกว่ายังไงเขาก็ต้องกำจัดสิ่งนั้นไปให้พ้นจากโลกนี้ทว่าในตอนนั้นเองยูระก็ทำการดีดนิ้วของตน พริบตาต่อมาก็มีศัตรูจำนวนมากโผล่ออกมาจากพื้นและตรงเข้ามาโจมตีพวกโทยะแต่ด้วยกำแพงป้องกันของพริซันทำให้พวกศัตรูเข้ามาโจมตีไม่ได้แต่ทว่ายูระก็ได้ยิงพลังที่เหมือนกับเลเซอร์ออกมาจากปลายนิ้วทำให้กำแพงพริซันถูกทำลายลงพวกศัตรูจึงบุกเข้ามาได้ พวกโทยะจึงต้องเข้าฟาดฟันศัตรูที่บุกเข้ามา โทยะ ยาเอะ ฮิวด้า รูเชีย เอลเซ่ เอนเด้ เน และ ริเสะ ทำหน้าที่แนวหน้าส่วน ยูมิน่า ลินเซ่ ซู รีน ซากุระ และเมลคอยทำหน้าที่ซับพอร์ต เมลใช้พริม่าโรสของเธอกวาดพวกสเกลตัลทีอยู่รอบ ๆ ซากุระใช้พลังจากเสียงเพลงของเธอ ลินเซ่ใช้เวทย์น้ำแข็งแช่แข็งเท้าของศัตรูเอาไว้ ส่วนเอนเด้กับเอลเซ่นั้นก็ไล่ขยี้คอร์ของพวกเฟรซไปทีละตัว ส่วนเนกับริเสะก็ใช้ดาบสั้นที่มีพลังเทพสถิตย์อยู่ฟาดฟันศัตรูลงได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนรีนกับซูคอยใช้เวทป้องกันคอยสนับสนุน ส่วนยูมิน่าก็ใช้ปืนโคลด์ M1860 อาร์มมี่ของเธอยิงสนับสนุน
.
แต่เมื่อโทยะพุ่งเข้าไปโจมตียูระมันก็ใช้พลังเทพสร้างมิติที่ถูกเรียกว่า “นิฟเฟลไฮล์ม” ขึ้นโดยมิตินี้มีสภาพเหมือนกับกล่องปิดตายไม่เชื่อมต่อกับมิติไหนเลยซักแห่งและแม้จะใช้พลังเทพก็ยังยากที่จะออกไปจากมิติแห่งนี้ได้แม้ว่าโทยะจะลองใช้ความสามารถในการข้ามมิติดูแต่ก็ไม่ได้ผลราวกับว่ามีอะไรบางอย่างก่อกวนทำให้เขาไม่สามารถหาพิกัดปลายทางที่จะไปได้ประหนึ่งติดอยู่ในทางวงกตแล้วก็วนกลับมาที่เดิมแต่ว่ามิตินี้มันก็มีจุดอ่อนอยู่นิดหน่อยนั่นก็คือหากผู้สร้างไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นก็จะหายไป หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือถ้าอยากจะออกไปล่ะก็ต้องจัดการกับยูระให้ได้นั่นเองแต่การเอาชนะยูระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ คงต้องใช้เวลพอสมควรและดูเหมือนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของยูระนั้นไม่ใช่การเอาชนะแต่เป็นการถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็ยังมีแผนที่จะทำให้โทยะสิ้นหวังที่จะทำการต่อสู้ต่อไปอีกด้วยโดยยูระตั้งใจจะรั้งโทยะไว้ที่นี่ในขณะที่เขาส่งกองทัพของตนออกไปโจมตีอาณาจักรต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อม ๆ กัน แต่ทว่าโทยะก็ได้มีไพ่ตายซ่อนไว้ก่อนแล้วนั่นก็คือแอปที่มีชื่อว่า “โมจิสึกิ โทยะ” ซึ่ง แอปนี้จะทำให้ผู้ที่กดใช้มันได้รับความสามารถทั้งหมดที่โทยะมี ไม่ว่าคุณสมบัติทางร่างกาย ความสามารถทางเวทมนตร์แต่ไม่สามารถใช้พลังเทพได้ สรุปง่าย ๆ ก็คือเมื่อกดใช้แอปแล้วคนผู้นั้นจะกลายเป็นโทยะรุ่นผลิตจำนวนมากชั่วขณะหนึ่งโดยตัวจ่ายพลังก็จะมาจากถังบรรจุพลังเวทที่ติดตั้งไว้บนบาบิโลนนั่นเองโดยการใช้ความสามารถของบาบิโลนหอคอยทำการรวบรวมพลังเวทให้อากาศมาสะสมเอาไว้และจ่ายพลังออกไปให้กับทุกคนที่เรียกใช้แอปนี้และนี่ก็คือ “แผนลับ” ที่โทยะเตรียมเอาไว้ก่อนที่จะบุกมาที่นี่นั่นเอง
.
ด้วยพลังของแอปทำให้ผู้คนบนโลกสามารถจัดการกับเฟรซที่ยกทัพลงไปบุกได้อย่างไม่ยากเย็นจำนวนของผู้รุกรานถูกลดจำนวนลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วแผนที่ยูระวางเอาไว้ล้มพังไม่เป็นท่าส่วนโทยะเมือได้รับพิกัดของมิติผ่านสมาร์ทโฟนก็วาร์ปหนีออกมาจากมิติของยูระมาได้แต่เทพมารก็ฝักตัวออกมาจากดักแด้แล้วแม้ว่าโทยะจะพยายามเข้าต่อกรกับเทพมารแต่การโจมตีธรรมดาทั่วไปทำอะไรเทพมารไม่ได้เพราะเมื่อโจมตีไปแล้วมันจะฟื้นฟูสภาพกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่แล้ว โซสุเกะท่านพี่คาเร็นและซุยกะก็ปรากฏตัวออกมาและด้วยคำแนะนำจากท่านพี่คาเร็นโทยะก็สามารถใช้พลังเทพที่แท้จริงได้ในที่สุด ในเวลาเดียวกันนั้นพวกยูมิน่าก็เข้ามาสมทบซึ่งตอนนี้พวกเธอเองก็มีออร่าเทพปกคลุมร่างกายอยู่เช่นกันและหลังจากที่พวกยูมิน่าได้เปิดฉากถล่มการโจมตีใส่เทพมารแบบชุดใหญ่แล้ว เทพมารก็ลอกคราบเข้าสู่ร่างสองซึ่งแก่นแท้ของเทพมารตนนี้ก็คือเทพนีทนั่นเองและแม้ว่าโทยะจะพยายามเจรจาด้วยอย่างไรเทพนีทก็ไม่ยอมฟังและโจมตีใส่พวกโทยะอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายก็ได้มีการโปรยพิษสังหารเทพออกมา พวกยูมิน่าที่ได้รับผลกระทบจากพิษสังหารเทพทำให้พวกเธอหมดแรงและล้มลงโทยะจึงระเบิดความโกรธจนพลังพุ่งขึ้นไปถึงระดับเทพชั้นสูงและโทยะก็ได้จัดการสังหารเทพมารทิ้งอย่างไร้ปราณี ส่วนยูระหลังจากเทพมารถูกกำจัดพลังเทพในร่างของเขาก็สลายหายไปและถูกเมลสังหารในที่สุดส่วนเฟรซที่เหลืออยู่ก็เสียพลังเทพคุ้มครองไปและจนเหลือความแกร่งประมาณโกเลมหินเท่านั้นและอีกสองวันให้หลังเฟรซกลายพันธุ์ที่มาบุกโลกก็ถูกกำจัดจนหมดสิ้นและสงครามกับเหล่าเฟรซที่ดำเนินมาอย่างยาวนานก็ได้ปิดฉากลงในที่สุด
.
และถ้าหากว่าเราจะเรียงไทม์ไลน์ทั้งหมดของเหตุการณ์นี้ก็จะได้ประมาณนี้
.
จุดเริ่มต้นเอนเด้เดินทางไปเฟรซเซียและได้พบกับเมลและใช้เวลาอยู่ร่วมกันจนหลายปีจนเกิดเป็นความผูกพันธ์แต่เอนเด้ต้องออกเดินทางไปเรื่อย ๆ เมลจึงอยากจะตามไปด้วย เมลค้นหาวิธีข้ามมิติได้สำเร็จและได้ประกาศลงจากตำแหน่งพร้อมประกาศผู้สืบทอดต่อจากตนและออกเดินทางไปพร้อมกับเอนเด้ หลังจากเมลไปแล้วเกิดความแตกแยกทางความคิดในหมู่เฟรซด้วยกันส่วนหนึ่งยอมรับและยังคงอยู่ที่เฟรซเซียแต่อีกส่วนที่ไม่ยอมรับได้นำเอาวิธีข้ามมิติที่เมลทิ้งไว้มาใช้โดยกลุ่มทีออกตามมาล้วนก็มีความคิดที่แตกต่างแต่ที่แน่ ๆ ก็ไล่เข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตในโลกนั้น ๆ เพื่อตามหาแก่นของราชาเหมือนกัน เอนเด้ที่ถูกไล่ตามมาได้รู้ความเคลื่อนไหวของพวกเฟรซที่ไล่ตามตนมาจากริเสะ และเข้าต่อสู้กับพวกเฟรซเพื่อปกป้องเมลมาตลอดจนกระทั่งมาถึงโลกที่ดำเนินเรื่องอยู่ในปัจจุบันและพลัดหลงกับเมล สามสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์เฟรซบุก โครม รันเชส ได้ใช้พลังของนัวร์เพื่อเดินทางข้ามมายังโลกฝั่งนี้แต่เพราะค่าตอบแทนของความสามารถทำให้โครมที่เดิมทีแล้วเป็นชายชราถูกย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กและเริ่มศึกษาวิทยาการในโลกนี้อยู่สิบปีและช่วงเวลานี้เองที่เขาน่าจะได้พบกับและทำความรู้จักกับอาเรริอัสและสามสิบปีหลังจากที่โครมเดินทางมาที่โลกนี้เอนเด้กับเมลก็เดินทางมาถึงโลกนี้และเฟรซก็ตามมาถล่ม บาเรียที่กั้นโลกพังเสียหายหนัก เฟรซบุกเข้ามาจำนวนมาก เอนเด้รับศึกคนเดียวไม่ไหว ส่วนเรจีน่าในเวลานั้นก็กำลังพัฒนาเฟรมเกียร์อยู่แต่ยังเสร็จไม่สมบูรณ์ กิระบุกมาฆ่าครอบครัวของโครมตาย โครมใช้พลังของอัลบัสและนัวร์พร้อมกันทำให้เกิดเหตุการณ์คู่ขนานที่บาเรียของโลกไม่ถูกทำลายและได้นำโลกคู่ขนานนั้นทับซ้อนกับโลกเดิมทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนไป เฟรซจำนวนมากถูกพลักกลับไปนอกมิติส่วนเอนเด้ก็เข้ามาพลักดันพวกระดับสูงที่เหลือออกไปจนหมดโลกจึงได้ปลอดภัยแต่เอนเด้ติดอยู่ใยห้วงมิติกลับมาไม่ได้ โครมเสียความทรงจำหลังจากใช้สกิล ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโกเลมทั้งสองหลังจากนั้น ส่วนเฟรมเกียร์เมื่อสร้างเสร็จแต่ไม่มีศัตรูให้สู้จึงถูกนำไปเก็บไว้ในโรงเก็บแต่อารยธรรมพารุทีโน่ก็ล่มสลายในที่สุด สี่พันปีต่อมาอาเธอร์ ผู้เป็นบรรพบุรุษของยูมิน่าเมื่อพันปีก่อนเปิดการทำงานของนัวร์กับอัลบัสได้ด้วยความบังเอิญและได้พลังของมันมาครอบครองแต่เพราะความผิดพลาดทำให้บาเรียเกิดช่องโหว่และเฟรซก็อาศัยช่องโหว่นั้นลงมาทำลายเมืองหลวงเก่าของเบลฟาส หลังจากพยายามแก้ไขสถานการณ์อาเธอร์ก็ได้เปิดสกิลโกเลมทั้งสองพร้อมกันทำให้อัลบัสและนัวร์กระเด็นไปคนละที่ส่วนอาเธอร์เสียความทรงจำจึงไม่มีบันทึกเกี่ยวกับโกเลมทั้งสองเหลืออยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ของเบลฟาส แต่ชาวอัลคาน่าได้สร้างวิหารและผนึกเฟรซตัวนึงเอาไว้และได้เขียนบันทึกและคำเตือนเอาไว้บนกำแพง ห้าพันปีต่อมาโทยะถูกส่งมาที่โลกนี้และได้ไปปลุกเฟรซขึ้นมาโดยบังเอิญ บวกกับผ่านไปห้าพันปีบาเรียของโลกก็เริ่มอ่อนลงเฟรซจึงเริ่มบุกรุกเข้ามาได้ ในขณะที่เอนเด้ที่ได้พลังกลับมาก็เดินทางกลับมาโลกนี้อีกครั้งหลังผ่านไปห้าพันปีและได้พบกับโทยะโดยบังเอิญ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากรีนเกี่ยวกับเรื่องของเฟรซการเดินทางตามหาโบราณสถานก็เริ่มขึ้นและก็ได้ค่อย ๆ ได้รับรู้เรื่องราวเมื่อห้าพันปีก่อนแบบค่อย ๆ ปะติดปะต่อไปทีละนิดและสามารถหาเฟรมเกียร์จนพบ เทพแห่งความรักลงมาที่โลกเพื่อไล่ตามจับเทพบริวารที่หนีมายังโลกโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเกิดศึกเฟรซบุกครั้งใหญ่ที่ยูโรนก็ทำให้โลกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเฟรซที่เป็นต้นตอการล่มสลายของอารยธรรมโบราณและการปะทะกับเฟรซแบบสเกลใหญ่ ๆ ที่ต้องยกกำลังเป็นกองทัพก็เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เทพบริวารได้ไปก่อเรื่องวุ่นวายที่อิเชนโทยะจึงต้องไปจัดการแต่ว่าเทพบริวารสามารถหลบหนีการจับกุมไปได้หลังจากนั้นก็ไปร่วมมือกับยูระก่อนจะถูกหักหลังและแย่งชิงพลังเทพไป โทยะได้ค้นพบประตูที่สามารถใช้เดินทางข้ามไปยังโลกอีกฝากที่เป็นโลกที่คล้าย ๆ โลกคู่ขนานหรือก็คือโลกของโครม รันเชสจากมา พวกเฟรซที่ไล่ตามเมลมานั้นเกิดแตกแยกกันภายในกลายเป็นสองกลุ่มโดยกลุ่มแรกนำโดนเน ส่วนกลุ่มที่สองนำโดยยูระกลุ่มของยูระได้นำพลังเทพมาใช้ทำให้เฟรซเกิดเป็นพวกกลายพันธุ์โดยมีร่างกายเป็นสีทองและเริ่มบุกโจมตีโลกเบื้องหลัง ปู่เวิร์ลก็อดได้แจ้งเรื่องที่เทพมารกำลังจะทำให้โลกสองใบมารวมเป็นหนึ่งให้โทยะได้รับรู้และฝากให้โทยะช่วยจัดการเรื่องนี้ โทยะพบแก่นของเมลที่สิงอยู่ในหัวใจของเจ้าชายยามาโตะโดยบังเอิญและเมื่อทำการดึงแก่นออกมาเมลก็ฟื้นสภาพจากภาวะจำศีลและได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้เกิดอาการจิตตก โทยะเดินทางไปโลกเบื้องหลังเพื่อเตรียมสร้างพันธมิตรพิชิตเฟรซที่ฝั่งโน้นแล้วก็ไปเจอเอนเด้ที่ความจำเสื่อมจึงลากกลับมาหาเมลให้เมลรักษาเสร็จเอนเด้ก็เข้าเป็นพวกโทยะโดยสมบูรณ์ เนกับริเสะมาพบกับเมลการต่อสู้กับเฟรซกลุ่มของเนจบลงเหลือแค่ศึกกับกลุ่มของยูระ โลกสองใบรวมเข้าด้วยกันและเทพมารก็เริ่มคุกคามโลกเปลี่ยนเขตไอเซนกัลด์เป็นฐานทัพของตนโปรยพิษสังหารเทพที่ทำให้พวกเทพเข้าไปที่นั่นไม่ได้ โทยะวางแผนตอบโต้รวบรวมกำลังพลและอาวุธเดินหน้าลุยเข้าไอเซนกัลด์เพื่อจัดการเทพมาร และได้เข้าปะทะกับยูระโดยยูระวางแผนถ่วงเวลาโทยะให้นานที่สุดและส่งกำลังรบของตัวเองบุกสายฟ้าแล่บหมายทำลายทั้งโลกในพริบตาแต่โดนโทยะดัดหลังและแพ้ไป เทพมารฝักตัวออกจากรังไหมและปะทะกับพวกโทยะก่อนจะยั่วโมโหโทยะจนโดนลบหายไปไม่เหลือซาก ยูระเสียพลังเทพที่ตนมีและถูกเมลกำจัดปิดฉากสงครามเฟรซ ซึ่งทั้งหมดก็ราว ๆ นี้สำหรับเนื้อหาศึกเฟรซและเทพมารแต่ทว่าในเนื้อหาล่าสุดใน WN ตอนนี้ก็เหมือนจะมีพวก “สาวกเทพมาร” โผล่มาอีกแล้วซึ่งคราวนี้จะเชื่อมโยงอะไรกับเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มาหรือไม่นั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 1 (462- 471)
หลายวันต่อมาหลังกลับจากฮันนีมูนโทยะก็ต้องยุ่งหัวปั่นกว่าเคลียร์งานเสร็จก็เป็นเวลาเดียวกับที่กับเอนเด้เรียกโทยะไปพบสถานที่นั้นก็คือที่บาร์ข้างกิลด์นักผจญภัยอันที่จริงโทยะอยากใช้เวลากับสวีทกับภรรยาที่เพิ่งแต่งงานมากกว่าแต่จะเมินสหายเอนเด้ก็ไม่ได้เขาจึงตัดสินใจมาพบกับเจ้าหนุ่มโมโนโทนตามนัดและก็พบว่าเอนเด้ดูแปลก ๆ ไปจากที่เคยเป็นเลยรู้สึกตงิด ๆ ขึ้นมาว่าท่าทางจะมีเรื่องยุ่งอีกแหงซึ่งหัวข้อที่เอนเด้จะสนทนากับโทยะในวันนี้ก็คือเรื่อง “แต่งงาน” นั่นเอง เพราะโดยตัวของเอนเด้เองเข้าใจว่ามันคือการจับคู่เพียงเพื่อสืบทายาทต่อไปสำหรับชนเผ่าของเอนเด้มีน้อยมากที่จะแต่งงานเพราะนอกจากจะอายุขัยยืนยาวแล้วยังมักจะไม่ค่อยอยู่โลกไหนนาน ๆ ด้วยการแต่งงานสำหรับเผ่าของเอนเด้แล้วจะหมายถึงจุดสิ้นสุดแห่งการเดินทางของพวกเขาด้วยเพราะเลือกจะยึดติดกับใครซักคนขึ้นมานั่นจะหมายถึงว่าเขาคนนั้นจะไม่ใช่ผู้เดินทางข้ามโลกอีกต่อไปแต่ในบางครั้งหากคู่ที่เลือกเป็นเผ่าที่อายุขัยสั้นกว่าตนเมื่อคู่ที่เลือกตายจากไปแล้วบางทีพวกนักข้ามก็จะออกเดินทางต่อ ซึ่งถ้าจะสรุปง่าย ๆ จากสิ่งทีเอนเด้สาธยายมาซะยาวเหยียดก็คือ เอลเด้อยากจะแต่งงานนั่นแหละแน่นอนว่าคนที่เอนจะแต่งด้วยก็คือเมลซึ่งโทยะก็เพิ่งมานึกออกว่าเอนเด้ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับช่อดอกไม้ของเจ้าสาวด้วยนี่นา พอโทยะถามว่าจะแต่งกับเมลใช่ไหมเอนเด้ก็แขวะโทยะว่าแน่นอนสิผมไม่ได้ใช่คนเจ้าชู้แบบโทยะนะ
.
ส่วนทางด้านของเมลนั้นรู้สึกสนใจวัฒนธรรมการแต่งงานที่ได้เห็นในพิธีแต่งงานของโทยะเพราะพวกเฟรซไม่มีประเพณีแบบนี้เพราะพวกเฟรซที่โตเต็มวัยแล้วจะขยายพันธุ์โดยการสร้างแก่นใหม่ออกมาแล้วแก่นก็จะค่อย ๆ มีผลึกมาหุ้มและเกิดเป็นรูปร่างในภายหลังแต่พวกระดับปกครองจะแตกต่างออกไปนิดหน่อยซึ่งนั่นก็คือจะไม่ใช้การแบ่งแก่นของตัวเองออกมาแต่จะใช้วิธีเฟรซระดับปกครองสองตัวในการสร้างแก่นใหม่ โดยใช้แก่นสองชิ้นมาประสานกันแล้วก่อกำเนิดแก่นใหม่ ซึ่งถ้าเกิดอยากจะสร้างก็แค่ไปขอแก่นของเฟรซระดับปกครองตัวที่มีความสนใจให้กันก็พอดังนั้นแนวคิดที่ว่าจะต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจึงไม่มีอยู่ในวัฒนธรรมของเฟรซ ส่วนเรื่องที่โทยะกังวลว่าเมลกับเอนเด้นั้นเป็นคนละเผ่าพันธ์ุกันชนิดว่าแตกต่างกันสิ้นเชิงขนาดนั้นจะสามารถมีลูกด้วยกันได้อย่างนั้นเหรอ? เอนเด้ก็บอกว่าเมลนั้นวิวัฒนาการไปแล้วถึงร่างกายภายนอกจะดูเป็นเฟรซแต่ก็ไม่ใช่เฟรซแล้วเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับเอนเด้แล้วในตอนนี้หลังจากนั้นเอนเด้ก็เสริมขึ้นมาว่า เนกับริเสะก็อยากแต่งงานด้วยเหมือนกันแต่ไม่ใช่กับเอนเด้สองคนนั้นเขาอยากแต่งงานกับเมลจึงสรุปได้ว่าเมลเป็นเจ้าของฮาเร็มนี้ และในกรณีของเฟรซตามปกติแล้วถึงจะเป็นชนชั้นปกครองที่มีรูปลักษณ์เป็นสตรีเหมือนกันก็สามารถสร้างแก่นออกมาได้อยู่ดีดังนั้นรูปลักษณ์ที่ดูเป็นเพศหญิงหรือเพศชายจึงไม่ได้มีนัยยะอะไรกับเรื่องนี้นัก
.
และหลังจากที่คุยกันไปมาหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานเอนเด้ก็วกมาเข้าประเด็นที่เรื่องพิธีแต่งงานและอาหารที่เสิร์ฟในงานจนได้โทยะจึงได้เข้าใจว่าหลักใหญ่ใจความจริง ๆ มันคือเรื่องนี้เพราะเมลเป็นผู้ที่สนใจวัฒนธรรมการกินอย่างมากแต่ประเด็นคือเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะไปมุ่งแต่เรื่องกินอย่างเดียวในงานก็ไม่ได้และในระหว่างที่กำลังคุยอยู่นั้นเมลเข้ามาแทรกการสนทนาและมาบอกว่าเธอมาทีนี่เพื่อตามเอนเด้กลับบ้านและหลังจากที่เอนเด้โดนเมลลากกลับบ้านไปแล้วโทยะก็พบกับเนียและรูจโกเลมคู่หูของเธอแล้วก็สมาชิกของเรดแคทที่เข้ามาในบาร์โดยพวกเธอเพิ่งกลับมาจากการสำรวจดันเจี้ยนและได้พบกับหีบสมบัติถึงสองหีบพวกเธอจึงพากันมาเลี้ยงฉลองกันที่นี่จากนั้นไม่นานลูน่ากับวิโอล่าก็เข้าที่บาร์ เนียที่ไม่ถูกกับลูน่าอยู่แล้วจึงออกปากไล่แต่ลูน่าไม่สนใจแล้วเดินไปหาโทยะโดยนั่งลงทีฝั่งตรงข้ามของโทยะซึ่งเป็นเก้าอี้ที่เอนเด้เคยนั่งอยู่ก่อนหน้าพร้อมกับถามโทยะว่าโดนไล่ออกจากปราสาทมาเหรอ? จากนั้นเนียก็เข้ามาผสมโรงเรื่องโดนไล่ออกจากปราสาทด้วยโดยถามว่าไปแอบดูเมดมาหรือไง? พอความวุ่นวายเริ่มจะมากขึ้นโทยะก็เลยรีบชิ่งแต่พอไปเช็คบิลด์โทยะก็พบว่าเขาต้องจ่ายค่าอาหารในส่วนของเอนเด้ด้วยเรียกได้ว่าวันนี้เป็นวันซวยของแท้
.
เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งริฟริส ริริเอล รีม ริฟริส ได้ส่งจดหมายผ่านเกทมิเลอร์ไปเรียกโทยะมาพบเพราะกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ โทยะ ยูมิน่าและลินเซ่จึงได้เดินทางมายังริฟริสตามคำเรียกร้องของริริเอลโดยยูมิน่าสังเกตเห็นว่าริริเอลมีสีหน้าไม่สู้ดีนักจึงได้สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นและคำตอบก็คือสมาร์ทโฟนของเธอถูกเอาไปแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าถูกใครบางคนขโมยไปลินเซ่จึงปลอบใจว่าโทยะสามารถเรียกมันกลับมาได้ด้วยกลไกที่ใส่เอาไว้แต่ในระหว่างที่กำลังหมายซีเรียลนัมเบอร์ของเครื่องที่ให้ริริเอลไปอยู่นั้นตัวริริเอลก็หลุดปากออกมาว่าคนที่เอาสมาร์ทโฟนของเธอไปนั้นก็คือพ่อของเธอนั่นเอง สรุปแล้วคือมันไม่ได้หายไปไหนแต่มันโดนยึดไปโดยกษัตริย์แห่งริฟริสเองนั่นแหละ สรุปแล้วริริเอลทำตัวเองล้วน ๆ เพราะมัวแต่ไปเขียนนิยายในงานพิธีสำคัญจึงโดนพ่อยึดสมาร์ทโฟนไปเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้โทยะจึงไม่เรียกสมาร์ทโฟนของริริเอลกลับมาให้ แต่สิ่งที่ริริเอลกังวลกว่านั้นก็คือในนั้นมีต้นฉบับนิยายที่เขียนค้างเอาไว้อยู่ถ้าหากว่าพ่อของเธอเปิดเจอเข้าล่ะก็เธอจบเห่แน่มีหวังได้โดนส่งไปอารามบวชชีแห่ง ๆ โทยะเลยเสนอว่าจะรีโมทไปลบข้อมูลให้ก็ได้แต่ริริเอลไม่ยอมให้ลบเพราะมันเป็นผลงานที่ทุ่มเทเขียนโดยใช้วันเวลาไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อันที่จริงแค่ไปขอโทษพ่อแล้วขอคืนเรื่องมันก็น่าจะจบแท้ ๆ แต่กษัตริย์แห่งริฟริสดันมีเงื่อนไขแถมมาด้วย นั่นก็คือริริเอลต้องไปเข้าพิธีดูตัวนั่นเองซึ่งสาเหตุทั้งหมดก็มาจากหลังจากการแต่งงานของโทยะกษัตริย์แห่งริฟริสก็กลับมาเร่งเร้าให้ริริเอลรีบหาคู่แต่งงานมีหลานให้แกชื่นชมได้แล้ว
.
ได้ยินแบบนั้นโทยะก็สงสัยเพราะเขาจำได้ว่าเมื่อก่อนหน้านี้กษัตริย์แห่งริฟริสเคยบอกว่ายกลูกสาวให้หมั้นหมายกับคนอื่นแล้วนี่นาแต่สรุปคือคู่หมั้นหมายของริริเอลเทนางทิ้งแล้วหนีตามหญิงอื่นไปแล้วซึ่งคู่หมั้นของริริเอลที่หนีไปนั้นเป็นบุตรชายของตระกูลมาควิสของอาณาจักรเบลฟาส ส่วนริริเอลที่โดนเทก็บอกว่าไม่ได้คิดอะไรมาก (แต่ดวงตามันฟ้องว่าไม่ใช่แบบนั้น) ถึงขนาดถามว่าการแต่งงานนี่มันคือความสุขจริง ๆ เหรอ แต่แน่นอนว่าทั้งยูมิน่าและลินเซ่ก็ตอบว่ามีความสุข จนริริเอลต้องพูดว่า “ระเบิดไปซะ” กันเลยทีเดียว ส่วนเรื่องสเปคของชายที่กษัตริย์แห่งริฟริสอยากจะให้มาแต่งกับริริเอลก็ไม่ได้จำกัดเรื่องฐานะเอาไว้มากนักขอแค่มีอนาคตก็พอจะเป็นขุนนางจากริฟริสหรือจากอาณาจักรอื่นก็ได้หรือน้องชายของยูมิน่าก็ได้ แต่ทว่ายูมิน่าไม่ยกให้ หลังจากนั้นโทยะก็ไปพบกับกษัตริย์แห่งริฟริสแต่ก็โดนจับได้ทันทีว่าริริเอลใช้ให้มาพูดแทน ในฐานะของพ่อแล้วก็กังวลถึงอนาคตของลูกสาวที่ตอนนี้ก็อายุยี่สิบไปแล้วสำหรับโลกนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องดีหากไม่รีบแต่งงานโดยปกติทั่วไปแล้วบรรดาเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางจะแต่งงานกันตั้งแต่อายุ 14-15 ช้าสุดก็ไม่เกิน 16 ในขณะที่น้องชายของริริเอลที่ชื่อ “ริดิส” นั้นแม้จะอายุแค่สิบสามแต่ก็ได้หมั้นหมายกับเจ้าหญิงเทียแห่งอาณาจักรมิสนิดไปเรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดจะแต่งงานกันในอย่างเร็วสุดคือปีหน้าหรืออย่างช้าสุดก็สามปี แล้วพอริดิสอายุซักยี่สิบปีก็จะยกตำแหน่งให้สืบทอดต่อแล้วกษัตริย์แห่งริฟริสก็จะเป็นเอนจอยกับชีวิตวัยปลดเกษียณกับจักรพรรดิ์แห่งเรกุรุส
.
ด้วยเหตุนี้เองกษัตริย์แห่งริฟริสจึงอยากจะรีบให้ริริเอลเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนที่เขาจะลงจากตำแหน่งถึงขนาดถามโทยะว่ามีผู้ชายดี ๆ จะแนะนำให้ลูกสาวเขาบ้างไหม? แต่ทว่าชื่อของผู้ชายที่โทยะนึกออกมาทั้งหมดเขาก็ล้วนมีคู่กันไปหมดแล้วนี่สิและเพื่อที่จะหาคู่ดูตัวในริริเอลก็เลยจำเป็นต้องจัดงานปาร์ตี้เต้นรำหน้ากากขึ้นและเชิญพันธมิตรทั้งจากทวีปฝั่งตะวันออกและทวีปฝั่งตะวันตกมาร่วมงานเพื่อจะได้มีผู้คนมากหน้าหลายตามาให้ริริเอลได้ปิ้งรักและในระหว่างที่คุยกันถึงเรื่องนี้คาเร็นก็โผล่มาแจมด้วยแถมยังได้ประโยชน์อีกหลายอย่างทั้งได้พบปะกับผู้นำหรือบุคคลระดับสูงจากทวีปทั้งสองฟากส่วนเจ้คาเร็นก็ทำตัวเป็นเหมือนบริษัทจัดหาคู่ไปซะแล้วหลังจากนั้นโทยะก็ต้องมานั่งทำหน้ากากที่ใช้ในงานด้วยเวทโมเดลลิ่งโดยหาแบบต่าง ๆ มาจากในเน็ตนอกจากนี้ก็ยังหูกับหางที่เรจีน่าประดิษฐ์ขึ้นให้สวมใส่เป็นออฟชั่นได้ด้วยเผื่อใครจะอยากปลอมตัวให้เนียนหลังจากทำหน้ากากเสร็จโทยะเอาหน้ากากทั้งเข้าสโตร์และจึงไปหาคนอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสำหรับงานวันพรุ่งนี้กันอยู่เมื่อโทยะไปที่ห้องเสื้อผ้าที่นั่นโทยะได้พบกับนิโคล่าที่กำลังลองชุดอยู่ที่จะสวมใส่ในงานอยู่ โดยงานนี้ทั้งนิโคล่า เรน โนลเอ้ รีเบคก้า โฮมุระ ชิสุคุ นางิหรือแม้แต่ลัคเช่ก็จะเข้าร่วมด้วย โทยะก็อยากให้พวกเธอเหล่านั้นได้พบกับคู่ครองแต่ถ้าแต่งงานแล้วต้องย้ายไปที่อื่นก็คงจะเหงาเหมือนกันแต่ถ้าพวกเธอเหล่านั้นมีความสุขกับการได้อยู่กับคนรักมันก็เป็นเรื่องดี
.
และแล้วก็ถึงวันงานโดยสถานที่จัดงานก็คือที่ริฟริสพวกโทยะและเหล่าภรรยานั่งกันอยู่บนระเบียงชั้นสองเมื่อมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่กับทิวทัศน์ที่สวยงามในระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ซูก็มาถามโทยะว่ารูเชียอยู่ไหนเพราะมองหาไม่เห็นโทยะจึงบอกว่ารูเชียไปเตรียมอาหารร่วมกับเซฟวังหลวง ซึ่งรูเชียตอนนี้ก็อัพบล็อคเกี่ยวกับอาหารจนเป็นที่สนใจของคนอื่น ๆ ไปแล้ว จากนั้นยูมิน่าก็บอกให้ทุกคนเตรียมตัวเพราะนี่จะเป็นงานสังคมครั้งแรกสำหรับพวกเธอในฐานะราชานีแห่งบรุนฮิวซึ่งงานนี้ เอลเซ่ ลินเซ่ ยาเอะ และซากุระแสดงท่าทีลำบากใจออกมาให้เห็นเพราะยังไม่ชินกับอะไรแบบนี้และหลังจากนั้นไม่นานจอมมารแห่งเซโนอัสก็มาเดินมาหาพวกโทยะพร้อมกับกล่าวทักทายและสอบถามสารทุกข์สุขดิบของซากุระซึ่งเธอก็ตอบแค่สั้น ๆ ว่าไม่มีปัญหาไม่มีอะไรต้องห่วงจากนั้นก็ได้มีการแนะนำลูกชายทั้งสองของเขาหรือก็คือพี่ชายต่างมารดาของซากุระให้พวกโทยะได้รู้จักโดยลูกชายคนโตมีชื่อว่า “ฟาลอน” ส่วนลูกชายคนรองชื่อว่า “ฟาเรส” โดยฟาลอนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่สไตล์สมองกล้ามส่วนฟาเรสจะดูไปทางพวกนักวิชาการ ฟาลอนเข้ามาทักทายซากุระตามสไตล์คนบ้าพลัง ส่วนฟาเรสนั้นเข้ามาแนะนำตัวแบบสุภาพพร้อมกับกล่าวขอโทษและก้มหัวให้ซากุระในสิ่งที่คนในตระกูลของแม่ของเขาได้ทำกับเธอเอาไว้ นั่นก็คือส่งนักฆ่าไปลอบสังหารเธอจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียความทรงจำแต่เรื่องมันก็จบไปนานแล้วและฟาเรสไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนี้แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดและต้องการขอโทษ
.
ส่วนทางด้านของซากุระนั้นไม่ได้ติดใจเอาความหรือถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใดเพราะผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอได้พบกับโทยะและได้พบกับทุก ๆ คนดังนั้นฟาเรสไม่จำเป็นต้องคิดมากส่วนเหตุที่พาสองคนนี้มาร่วมงานก็เพราะทั้งคู่ยังไม่มีคู่หมั้นก็เลยกะให้มาลองมองหาคู่ในงานนี้แต่ฟาเรสดูจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ในตอนนั้นเขาก็เข้ามาถามโทยะเรื่องหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดของปราสาทบรุนฮิวด์โดยเขาได้ฟังจากท่านจอมมารว่าที่นั้นมีหนังสือน่าสนใจอยู่เยอะจึงอยากจะไปเยี่ยมชม (อันนี้หมายถึงห้องสมุดในตัวปราสาทที่โทยะเคยโชว์ให้ราชาแต่ละอาณาจักรดูไม่ได้หมายถึงบาบิโลนห้องสมุด) ซึ่งโทยะก็ยินดีจะให้เข้าไปเยี่ยชมได้หลังจากนั้นพวกของท่านจอมมารก็แยกตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเต้นรำโทยะและพวกยูมิน่าเองก็แยกย้ายกันไปเพื่อเปลี่ยนชุดเช่นกันและเมื่อถึงเวลาเริ่มงานเหล่าแขกก็เริ่มทยอยกันเข้ามาในงาน โทยะที่เข้ามาในงานแล้วก็อยู่กับผู้นำคนอื่น ๆ ที่ระเบียงชั้นสองโดยที่อยู่ข้าง ๆ ตอนนี้ก็คือราชาแห่งรีเนียกับเจ้าหญิงรูเชียนน์ผู้เป็นคู่หมั้นที่อีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้ก็จะเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว ราชาแห่งรีเนียมองดูลงไปที่ลานเต้นรำที่อยู่ด้านล่างด้วยความเป็นห่วงคนของอาณาจักรตัวเองว่าจะไปได้สวยหรือเปล่า ในขณะที่ผู้นำของอาณาจักรอื่น ๆ ต่างก็พากันสนทนากันในเรื่องต่าง ๆ ส่วนเอลเนสกับเรเชลก็ไปรวมกลุ่มอยู่กับพวกองค์ชายและองค์หญิงที่อายุไล่เลี่ยกันอย่างเจ้าชายลำดับหนึ่งและสองแห่งอาณาจักรมิสนิดแรมซ่ากับอัลบา เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรฮาน็อคไรลัคแล้วก็เจ้าชายจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ที่ตอนนี้ไปเป็นผู้ปกครองเขตเรวีรูเครเชี่ยน ส่วนราชาองค์ใหม่แห่งอาณาจักรดูเบิร์นราชาอาคิมกับราชาองค์ใหม่แห่งอาณาจักรซาร์ดเนียราชาฟรอซก็กำลังนั่งคุยกับไรฮาร์ดราชาแห่งอาณาจักรเรสเทียอยู่ส่วนพวกยูมิน่าตอนนี้ก็ไปร่วมวงสนทนากับบรรดาราชินีของอาณาจักรต่าง ๆ ส่วนราชาของอาณาจักรต่าง ๆ ที่เหลือก็ต่างพากันจับกลุ่มคุยกัน
.
เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลงโทยะก็แยกตัวจากราชาแห่งริเนียจากนั้นก็ไปเราชาแห่งมิสนิด ราชาแห่งเฟลเซน ราชาแห่งราซและราชาแห่งอิเกรทที่จับกลุ่มกันอยู่โดยพวกเขากำลังมองดูอะไรบางอย่างที่ชั้นล่างกันอยู่และได้เรียกให้โทยะเข้ามาดูด้วยกันที่ด้านล่างนั้นกำลังจะมีการดวลกันเกิดขึ้นซึ่งราชาแห่งอิเกรทก็บอกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในงานเลี้ยงแบบนี้เมื่อมีการกระทบกระทั่งกันการเปิดฉากตัดสินแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นแต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะจะมีกติกาอยู่ดังนั้นไม่มีการถึงตายแต่อาจมีเจ็บกันเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าจะดวลกันยังไงและแบบไหนซึ่งการดวลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ดูท่าจะเป็นการชกกันเพราะมีการเตรียมหน่วยพยาบาลมาพร้อมและนั่นก็คือสาเหตุว่าทำไมราชาทั้งสี่ถึงขึ้นมานั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่ตรงนี้ แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังจดจ่อกับเหตุการณ์ตรงหน้าโทยะก็สังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ปลีกตัวออกไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ที่ถูกปลูกเอาไว้เป็นแนวกำแพงต้นไม้แถมในมือของผู้หญิงคนนั้นก็ถือสมาร์ทโฟนอยู่ด้วยนั่นจึงทำให้สามารถจะคาดเดาตัวบุคคลที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้ไม่ยากผู้หญิงคนนั้นก็คือเจ้าหญิงริริเอลนั่นเองส่วนสาเหตุทีไปแอบอยู่ตรงนั้นก็เพราะเธอกำลังหลบไปเขียนนิยายอยู่ถ้าพ่อของเธอมาเห็นเข้ามีหวังโดนยึดสมาร์ทโฟนอีกแหงแถมพอพูดถึงไม่ทันไรราชาแห่งริสริฟก็เดินเข้ามาทักทายโดยมากับราชาแห่งเบลฟาสและราชินีแห่งเอลฟลัวและเบนความสนใจของกษัตริย์แห่งริฟริสไปจากตรงนี้โทยะเลยแกล้งถามถึงเจ้าชายริดิสและบอกว่ามีของขวัญจะมอบให้องค์ชายและเชิญกษัตริย์แห่งริฟริสให้ไปด้วยกันซึ่งของขวัญที่โทยะมอบให้นั้นเป็นสิ่งที่ซื้อมาตอนไปฮันนีมูนนั่นก็คือลูกแก้วทีมีบ้านเล็ก ๆ อยู่ข้างในและมีประกายระยิบระยับเหมือนกับหิมะที่กำลังโปรยปรายหรือก็คือ “สโนว์โกลบ” นั่นเองเมื่อราชินีแห่งเอลฟลัวเห็นมันแล้วก็ได้เกิดแนวคิดดี ๆ ขึ้นและภายหลังสโนว์โกลบนี้ก็ได้กลายเป็นสินค้าที่มีขายที่อาณาจักรเอลฟลัว
.
ตัดมาทางด้านของเจ้าหญิงริริเอลซึ่งไม่ได้อยากจะมางานซักเท่าไหร่เพราะเส้นตายของการส่งต้นฉบับคือวันพรุ่งนี้เธอจึงไม่มีกระจิตกระใจอยากจะมางานเต้นรำหน้ากากนี้เลยแถมยังต้องแอบมาปั่นต้นฉบับให้เสร็จในคืนนี้อีกในระหว่างนั้นก็ได้มีผู้ชายที่ใส่หน้ากากสีทองถือแก้วแชมเปนเข้ามาทักเธอซึ่งนี่ก็เป็นรอบที่สี่แล้วที่โดนทักแบบนี้และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เธอหนีมาหลบอยู่นี้นั่นเองแต่พอชายคนนั้นเห็นสมาร์ทโฟนในมือของริริเอลก็ทักขึ้นว่าเธอเป็นคนของบรุนฮิวหรือซึ่งริริเอลก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่ชายคนนั้นก็ไม่ยอมลดละและยังตื้อต่อไปและพยายามจะชวนริริเอลไปดื่มกับเขาให้ได้ริริเอลรู้สึกรำคาญเลยจะเดินหนีแต่ก็ถูกชายคนนั้นคว้ามือเอาไว้ริริเอลพยายามจะดิ้นให้หลุดแต่ก็ไม่ได้ผลแต่ครั้นจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือก็กลัวจะทำลายงานเลี้ยงและทำให้พ่อเธอต้องเสียหน้ารวมถึงชื่อเสียงของอาณาจักรด้วยริริเอลทำอะไรไม่ถูกและกำลังจะถูกพาตัวไปแต่แล้วก็มีชายในชุดทักซิโด้สีดำสวมหน้ากากสีดำปรากฏตัวออกมาขัดจังหวะเสียก่อนทำให้ริริเอลดิ้นหลุดออกมาได้และรีบวิ่งไปหาชายหน้ากากดำทันทีและด้วยความช่วยเหลือจากชายหน้ากากดำชายหน้ากากทองจึงต้องรามือไปและเมื่อเหตุการณ์จบลงริริเอลที่รู้สึกโล่งใจแล้วก็ถึงกับหมดแรงทรุดลงกับพื้นชายหน้ากากดำจึงช่วยประคองเธอ ความรู้สึกที่ถูกชายหน้ากากทองแตะต้องนั้นมันทำให้ริริเอลรู้สึกขยะแขยงแต่กับชายหน้ากากดำแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นแต่ว่ามันก็เป็นความรู้สึกที่ตัวเธอก็ไม่เข้าใจ
.
เมื่อริริเอลใจเย็นลงแล้วชายหน้ากากดำก็จะขอตัวแยกจากไปแต่ริริเอลกลับเรียกเขาเอาไว้และบอกให้เขาอยู่กับเธอต่ออีกซักพักเพราะกลัวว่าผู้ชายหน้ากากทองคนนั้นอาจจะย้อนกลับอีกซึ่งชายหน้ากากดำก็รับปากและนั่งอยู่เป็นเพื่อนริริเอลอีกพักหนึ่ง ในระหว่างนั้นริริเอลก็พยายามจะหาหัวข้อสนทนาแต่พอคิดอะไรไม่ออกหล่อนก็พูดเรื่องสภาพอากาศวันนี้ขึ้นมาเฉยก่อนจะรู้สึกสมเพศตัวเองที่พูดอะไรน่าเบื่อแบบนั้นจึงพยายามจะหาหัวข้อใหม่แต่คิดเท่าไหร่ก็ยิ่งสับสนยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเองไป ๆ มา ๆ น้ำตาก็พาลไหลออกมาชายหน้ากากดำจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาซับน้ำตาให้และเมื่อริริเอลใจเย็นลงแล้วชายหน้ากากดำก็จากไปโดยไม่ได้บอกแม้แต่ชื่อแต่ริริเอลเห็นทวงท่าของชายผู้นั้นแล้วเธอก็รู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นอัศวิน ตัดกลับมาทางด้านของโทยะที่กำลังอยู่ในงานในช่วงเวลานั้นเขาก็ได้รับอีเมลจากจากชิซุคุหนึ่งในสามสาวนินจาที่แฝงตัวปะปนอยู่ในงานโดยเธอรายงานมาว่าพบบุคคลต้องสงสัยพร้อมกับแนบรูปถ่ายมาในอีเมลด้วย โทยะ ซึ่งภาพที่แนบมานั้นเป็นภาพของผู้หญิงในชุดเดรสสีชมพูสวมหน้ากากสีแดงซึ่งโทยะก็ไม่เข้าใจว่ามันน่าสงสัยตรงไหนกัน ในระหว่างนั้นเอลเซ่ก็เดินเข้ามาหาโทยะและถามว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ดูทำหน้าแปลก ๆ
.
โทยะเลยเอารูปให้เอลเซ่ดูเพราะคิดว่าถ้าในมุมมองของผู้หญิงแล้วอาจจะเห็นความผิดปกติก็ได้ซึ่งเอลเซ่ก็บอกว่าผู้หญิงคนนี้อกใหญ่จนน่าสงสัย แต่โทยะรู้สึกว่าเหมือนจะหลงประเด็นด้วยความรู้สึกอิจฉาส่วนตัวหรือเปล่าแต่ถึงแม้จะไม่พูดอะไรก็เอลเซ่หยิกเข้าอยู่ดีเพราะเหมือนจะรู้ว่าโทยคิดอะไรอยู่แต่ในเมื่อลูกน้องรายงานมาก็ต้องไปตรวจสอบโทยะเลยคิดจะเข้าไปสืบเอลเซ่จึงขอตามไปด้วย (เจอลูกอ้อนเอลเซ่เข้าไปงานนี้โทยะก็ต้องยอมล่ะ) แต่ยังไม่ทันจะไปไหนซากุระก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เข้ามาขอตามไปด้วยอีกคน (คนนี้หูทิพย์ได้ยินที่คุยกันเลยรีบตามมาแต่อีกส่วนหนึ่งคือจะหนีจอมมารเพราะรู้สึกรำคาญ) หลังจากนั้นโทยะก็พาเอลเซ่กับซากุระเทเลพอร์ตไปยังห้องที่ชั้นหนึ่งหลังจากนั้นก็ได้ไปพบกับชิซุคุที่อยู่ในสวนซึ่งมันเป็นจุดเดียวกับที่ริริเอลอยู่เมื่อตะกี้ซึ่งชิซุคุยืนรออยู่ตรงน้ำพุ พอโทยะเข้าไปเรียกชื่อเธอก็ตกใจว่าอีกฝ่ายรู้ชื่อเธอได้ยังไงแต่พอโทยะเปิดหน้ากากเธอก็คลายความสงสัย โทยะบอกให้ชิซุคุอธิบายถึงเรื่องที่ส่งอีเมลไปบอกและบอกว่าที่อยู่ข้าง ๆ เขาคือเอลเซ่กับซากุระดังนั้นไม่ต้องกังวลรายงานทุกอย่างมาได้เลย ชิซุคุได้ชี้เป้าไปยังกลุ่มคนห้าคนหนึ่งในนั้นก็คือผู้หญิงที่อยู่ในรูปถ่ายที่ส่งไป ซึ่งไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเป็นผู้หญิงธรรมดาทั่วไปแต่ที่ผิดปกติคือขนาดหน้าอกนั้นแหละ ซึ่งชิซุคุก็บอกจากประสบการณ์ของเธอว่าผู้หญิงคนนั้นมีอะไรที่ดูแปลกไปมีบางอย่างผิดธรรมชาติไปและในตอนนั้นเอลเซ่ก็ได้พูดถึงลักษณะการเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนั้นว่ามันงดงามก็จริงแต่ว่ามันเหมือนกับเป็นการกระทำซ้ำ ๆ เดิมด้วยจังหวะเดิม ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนจังหวะของการการเคลื่อนไหวเลย ส่วนซากุระก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นผิดปกติเพราะไม่มีเสียงการเต้นของหัวใจอยู่เลยเมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะจึงเปิดเนตรเทวะเพื่อตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นโกเลม
.
ซึ่งโกเลมรูปแบบที่เหมือนมนุษย์ขนาดนี้ถือว่าหาได้ยากที่โทยะเคยเห็นก็มีแค่ตัวที่ราชาแห่งไอเซนกัลด์ใช้แทนตัวเองแล้วก็เอลฟลัวที่เป็นเมดประจำของโนรุนเท่านั้นแต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือทำไมโกเลมนั่นถึงได้มาอยู่ในงานเต้นรำหน้ากากได้ถึงมันจะไม่ได้มีกฏห้ามว่าโกเลมห้ามเข้าร่วมงานปาร์ตี้ก็เถอะแต่ยังไงซะโกเลมก็คงไม่ได้มาหาคู่แต่งงานในปาร์ตี้หน้ากากแน่โทยะจึงถ่ายทอดภาพใบหน้าที่อยู่ใต้หน้ากากของโกเลมตัวนั้นลงกระดาษด้วยเวทดรอวอิ้งจากนั้นก็เทเลพอร์ตกลับไปชั้นสองเพื่อบอกเรื่องนี้กับกษัตริย์แห่งรีฟริสโดยทิ้งให้เอลเซ่ ซากุระและชิซุคุคอยจับตาดูเป้าหมายเอาไว้ก่อน และเมื่อนำเรื่องนี้กลับไปแจ้งให้กษัตริย์แห่งรีฟริสและผู้นำคนอื่น ๆ ทราบก็ได้คำตอบว่าผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า “อิเมลด้า โทไลออส” โดยเธอมาจากจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ซึ่งคนที่ยืนยันเรื่องนี้ก็คือรูเครเชี่ยนแต่ตัวเขาเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเธอเป็นโกเลม ซึ่งแม้แต่จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้เองเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งโทยะก็แอบให้พระสันตปาปาแห่งรามิชตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าทั้งสองไม่ได้โกหก ซึ่งรีนก็ได้ให้ความเห็นว่ามีความเป็นไปได้อยู่สามข้อ หนึ่งคืออิเมลด้าเป็นโกเลมมาตั้งแต่แรกถ้าเช่นนั้นจะหมายความว่าไม่เคยมีผู้หญิงที่ชื่ออิเมลด้า สองมีการสลับตัวแต่ในกรณีนี้อาจจะมีการเอาอิเมลด้าตัวจริงมาสลับกับโกเลมแล้วเปลี่ยนให้โกเลมตัวนี้มาแทนส่วนเหตุผลที่จะทำแบบนั้นอันนี้ไม่อาจรู้ได้และสามก็คือโทยะเข้าใจผิดไปเอง ซึ่งโทยะก็บอกว่าซากุระช่วยยืนยันแล้วไม่มีทางผิดแน่
.
หลังจากนั้นจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ก็บอกว่าเขาเคยพบกับอิเมลด้าเมื่อตอนเด็กมาก่อนดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นข้อแรกเพราะโกเลมไม่มีทางเติบโตหรือแก่ลงได้จึงน่าจะเป็นข้อสอง ข้อสงสัยต่อมาจึงเป็นว่าแล้วตระกูลโทไลออสรู้เรื่องนี้หรือเปล่าแต่ไม่ว่าจะยังไงก็คงต้องจับกุมตัวเอาไว้ก่อนแต่ว่าทั้งกัลดิโอ้และริฟริฟก็ไม่สามารถจะทำรุนแรงได้เพราะมันจะส่งผลต่อความสัมพันธ์แถมอีกฝ่ายก็ไม่มนุษย์ถึงแม้จะไม่มีโกเลมสกิลแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่รู้ว่ามีการดัดแปลงติดอาวุธอะไรลงไปหรือเปล่าถ้าพลีพลามเกินไปอาจเกิดโศกนาฏกรรมเลยก็ได้ ในระหว่างที่กำลังคิดหาทางอยู่นั้นรีนก็กระซิบบอกโทยะถึงวิธีที่จะจัดการกับปัญหานี้ โทยะแยกตัวจากรีนแล้วเทเลพอร์ตกลับมาพวกเอลเซ่โดยแผนการของรีนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเริ่มแรก ให้ซากุระกับเอลเซ่เข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจากนั้นโทยะจะใช้เวทอินวิซิเบิ้ลหายตัวเข้าไปประชิดตัวโกเลมนั้นแล้วทำการแครกกิ้งเพื่อหยุดการทำงานของคิวเบรนซะเพียงเท่านี้โกเลมก็จะหยุดทำงานและหลังจากนั้นเอลเซ่กับซากุระก็จะเข้าไปรับร่างที่เหมือนกับหมดสติของโกเลมตัวนั้นและทำทีว่าเธอคนนั้นเกิดเป็นลมหมดสติแล้วพวกเอลเซ่ก็จะอาสาพาคนป่วยไปห้องพยาบาลเพียงเท่านี้ภารกิจจับกุมก็เป็นอันเสร็จและทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนแม้ว่าตอนโทยะแบกโกเลมไปจะรู้สึกว่าไอ้ที่นิ่มสองก้อนมีโดนหลังอยู่นั่นมันทำมาจากอะไรกันนะแล้วก็โดนเมียเขม่นเข้าก็ตาม
.
หลังจับกุมโกเลมมาได้แล้วโทยะก็ไปพาตัวเอลก้ามาจากบาบิโลนโดยมีเรจีน่าติดตามมาด้วยส่วนเฟนริลนั้นกำลังอยู่ระหว่างซ่อมบำรุงเลยต้องนอนเฝ้าบ้านไป เมื่อเอลก้าทำการตรวจสอบโกเลมตัวนั้นดูแล้วก็พบว่ามันคือ “ฟลัวชูซีรี่ส์” และเมื่อตรวจสอบหลาย ๆ อย่างแล้วก็ยืนยันได้อย่างแน่นอนว่านี่คือโกเลมแต่ว่าสาเหตุของการกระทำเช่นนี้ยังเป็นปริศนากษัตริย์แห่งรีฟริสจึงได้ลองถามสาเหตุจากจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้เพราะเธอคนนี้ดั่งเดิมก็เป็นคนของกัลดิโอ้โดยมีพระสันตปาปาแห่วรามิชคอยจับตาดูอยู่ว่าเขาจะพูดจริงหรือโกหก ซึ่งจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ก็ได้บอกว่าเขาสั่งให้คนไปสืบที่บ้านของตระกูลโทไลออสแล้วและได้ความว่าตอนนี้เขาได้พบตัวอิเมลด้าแล้วโดยเธอถูกจับขังเอาไว้ในตู้เสื้อผ้าแม้จะยังไม่ตายแต่ตอนนี้ก็อาการโคม่าจึงยังไม่สามารถจะสอบถามเรื่องราวจากเธอได้ ส่วนตระกูลโทไลออสก็ตระกูลที่เป็นขุนนางสืบต่อกันมาซึ่งผู้สืบทอดคนปัจจุบันก็ดูแลเรื่องการศึกษาอยู่ที่เมืองหลวงของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้โดยรูเครเชี่ยนบอกว่าตอนเป็นองค์ชายอยู่จักรวรรดิ์เขาก็เคยพบกับผู้นำตระกูลโทไลออสมาก่อนโดยเขามีบุคลิคเป็นคนจริงจังและอ่อนโยนดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับโกเลมนี้เลยส่วนเรื่องอิเมลด้าตัวจริงนั้นโดยปกติแล้วเธอเป็นคนไม่ค่อยเข้าสังคมจึงไม่ค่อยไปได้ออกงานมากนักดังนั้นจึงไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกตเรื่องการกระทำของเธอนั่นจึงอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการสลับตัวก็ได้
.
เรจีน่าจึงได้เสนอว่าน่าจะลองสอบถามข้อมูลจากโกเลมตัวนี้ดูโดยจะลองเปิดการทำงานของโกเลมตัวนี้ขึ้นมาซึ่งส่วนเรื่องที่จะอาละวาดนั้นไม่ต้องห่วงเพราะฟลัวชูซีรี่ส์นั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนักแค่เอาเชือกมัดไว้ก็โอเคแล้วแต่โทยะก็แย้งว่าทำไมไม่ลงทะเบียนทับล่ะถ้าทำแบบนั้นก็ไม่ต้องมัดแถมจะถามอะไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้วเรจีน่าจึงแกล้งหยอกว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของโทยะนะเพราะโกเลมตัวนี้หุ่นดีซะขนาดนี้ ซึ่งการจะเอาจีคิวบ์ออกมาก็คือต้องเปิดส่วนบริเวณหน้าอกของโกเลมตัวนี้ออกมาแน่นอนว่ามันจะต้องถอดเสื้อผ้าออกและถ้าทำแบบนั้นก็จะได้เห็นส่วนหน้าอกเต็ม ๆ แต่โทยะก็รีบปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีความคิดบ้าบออะไรแบบนั้นแต่ทว่าเอลเซ่กับซากุระก็ดูจะเชื่อเรื่องที่เรจีน่าพูดเป็นจริงเป็นจังไปซะแล้วจนเอลก้าต้องเข้ามาปรามกับยุแหย่ของเรจีน่าแล้วก็กลับเข้าเรื่องกันได้ซะที โดยเอลก้าเสนอตัวว่าเธอจะเป็นคนลงทะเบียนเป็นมาสเตอร์คนใหม่ของโกเลมตัวนี้ให้เองจากนั้นก็บอกให้ผู้ชายทุกคนหันไปทางอื่น แต่ถึงกระนั้นเสียของเรจีน่าที่บอกว่า โกเลมตัวนี้อกใหญ่พอ ๆ กับฟลอล่าแถมยังนุ่มเหมือนของจริงก็ดังมาเข้าหูอยู่ดี แถมยังชวนให้เอลเซ่สัมผัสและหลังจากที่เอลก้าลงทะเบียนและจัดการใส่เสื้อผ้าให้โกเลมเสร็จแล้วเธอก็ขอให้โทยะปลดแครกกิ้งที่ทำเอาไว้ออกแต่พอเริ่มเดินเครื่องใหม่เอลก้าก็พบความผิดปกติและรีบบอกให้โทยะจัดการบังคับปิดการทำงานของโกเลมตัวนี้ด้ยวแคร็กกิ้งอีกครั้งแต่ก็สายเกินไป
.
เอลก้าบอกว่าเธอทำพลาดไปโดยลืมคิดไปว่าถ้าโกเลมตัวนี้ลอบเข้ามาเพื่อทำหน้าทีสอดแนมก็ไม่แปลกที่จะมีกลไกที่จะทำการลบความทรงจำทุกอย่างที่บันทึกไว้ออกไปหากมีการลงทะเบียนซ้อนเพื่อป้องไม่ให้สาวไปถึงตัวมาสเตอร์รวมถึงผู้เกี่ยวข้องที่อยู่เบื้องหลังตอนนี้ข้อมูลทั้งหมดถูกลบหายไปแล้วแต่ว่าการจะสามารถลงไปจัดการกับฟังก์ชั่นในคิวคริสตัลได้ขนาดนี้ก็แสดงว่าผู้สร้างโกเลมนี้ขึ้นมาต้องมีความรู้ด้านโกเลมอยู่ในระดับสูงและผู้ที่จะทำเช่นนั้นได้ก็มีแค่ผู้ที่ถูกเรียกว่า “ห้าสุดยอดไมสเตอร์” เท่านั้นโดยเอลก้าก็คือหนึ่งในห้านั้นโดย เอลก้ามาฉายาว่า “รีสโตร์ควีน” แต่ถึงจะบอกว่ามีห้าแต่ตอนนี้ก็ตายไปแล้วหนึ่งตอนนี้จึงเหลือแค่สี่คนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในห้าที่ตายไปก็คือราชาแห่งไอเซนกัลด์นั่นเองซึ่งมีโทยะเป็นสาเหตุการตายโดยตรง ส่วนอีกคนหนึ่งโทยะก็ได้เคยพบกับเขามาแล้วโดยเขามีฉายาว่า “โปรเฟสเซอร์” ซึ่งก็คือชายแก่ที่โทยะช่วยเหลือออกมาจากองค์กรโคลว์ตอนที่บุกไปทำลายฐานลับของพวกนั้นในช่วงเหตุการณ์ศึกโฮรุนนั่นเอง โทยะเลยสงสัยว่าหรือคุณลุงจะโดนจับตัวไปแล้วโดนบังคับให้สร้างโกเลมอีกแล้ว แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าตอนนี้ลุงแกอยู่ที่อาณาจักรพานาเชสโดยตอนนี้กำลังไปทำการซ่อมบำรุงบาวด์คู่หูของเจ้าชายโรเบิร์ตอยู่ดังนั้นจึงไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนั้นจึงเหลือผู้ต้องสงสัยอีกสองคนที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนนั่นก็คือ “ไมสโทร” กับ “ชีคเกอร์” แต่ว่าไมสโทรนั้นเกลียดมนุษย์ ส่วนชีคเกอร์นั้นเป็นสมญานามของกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญด้านโกเลมแต่ก็ทำอย่างอื่นเช่นสำรวจโบราณสถาน พัฒนาโกเล็ม ฯลฯ โทยะจึงลองสอบถามถึงลักษณะของพวกเขาและลองใช้เวทเซิร์จดูแต่ก็หาไม่พบ
.
เมื่อหมดหนทางจะสืบต่อกษัตริย์แห่งรีฟรีสก็ได้บอกให้ทุกคนกลับเข้างานปาร์ตี้กันก่อนเรื่องนี้เอาไว้คือว่ากันที่หลังในตอนนั้นเองรูเครเชี่ยนก็ได้เสนอตัวว่าเขาจะลองใช้เนตรมาร “มองย้อนอดีต” ของเขาตรวจสอบโกเลมตัวนี้ดูแต่การจะได้เด็กน้อยไปมองหน้าอกเสมือนจริงและสัมผัสมันนั้นค่อนข้างจะเป็นอะไรที่หนักไปนิดสำหรับเด็กอายุประมาณนี้เอลเซ่จึงดึงริบบิ้นที่ผูกผมเธออยู่ออกมาและใช้มันเป็นผ้าปิดตาให้กับรูเครเชี่ยนซึ่งพลังของเนตรมารนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ตามองแต่มาจากการสัมผัสแล้วความทรงจำจากวัตถุนั้นจะไหลเข้าสู่สมองของเจ้าตัวโดยตรงดังนั้นถึงปิดตาอยู่ก็ใช่ปัญหาจากนั้นผู้ชายคนอื่นก็โดนให้หันหลังไปอีกรอบและเมื่อรูเครเชี่ยนสัมผัสก็โกเลมแล้วเขาก็ได้เห็นภาพธงที่มีสัญลักษณ์รูปค้อนไขว้กันซึ่งธงนี่ก็คือสัญลักษณ์ของ “อาณาจักรกัลดิริส” ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้นั่นเองโดยอาณาจักรแห่งนั้นเป็นอาณาจักรที่โทยะไม่เคยไปเยือน อาณาจักรกัลดิริสนั้นอุดมไปด้วยเหมืองแร่จนเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรเหมืองแร่เลยก็ว่าได้แร่ธาตุสำคัญ ๆ ที่จักรวรรดิ์กัลดิโอ้ใช้ในการผลิตโกเลมโดยมากก็มาจากอาณาจักรแห่งนี้นั่นเอง ส่วนสภาพความสัมพันธ์ระหว่างกัลดิโอ้กับกัลดิริสนั้นแม้ว่าปัจจุบันจะมีความเป็นมิตรกันอยู่บ้างแต่ในอดีตก็เคยทำสงครามกันบ้างโดยเฉพาะรุ่นปู่ที่มีความทะเยอทะยานอยากจะครอบครองดินแดนที่เต็มไปด้วยทรัพยากรสินแร่ล้ำค่า
.
แต่สิ่งนี่น่าสนใจกว่านั้นก็คืออาณาจักรกัลดิริสจำทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรและถ้าคิดถึงนิสัยของราชาแห่งกัลดิริสองค์ปัจจุบันแล้วเขาก็ไม่ใช่ประเภทที่จะมานั่งทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนี้เลยดังนั้นที่พอจะเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นสายลับที่ลอบเข้ามาสืบการเคลื่อนไหวของอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเบลฟาสก็มีหน่วย “เอสเปี้ยน” บรุนฮิวก็มีหน่วยสืบราชการลับของสึบากิ แบบนี้เป็นต้นเพราะข้อมูลข่าวสารคืออาวุธสำคัญที่จะใช้ต่อกรกับอาณาจักรอื่น ๆ ได้นั่นเองโดยการเคลื่อนไหวนี้เป็นการเคลื่อนไหวตามคำสั่งของราชาหรือเคลื่อนไหวกันเองก็ไม่อาจจะทราบได้ในตอนนี้แต่ถ้าพิจารณาดูจากประเภทของโกเลมที่ถูกส่งมาแล้วมันน่าจะเป็นงานสืบข่าวมากกว่าภารกิจโจมตีหรือลอบสังหารแต่ว่าการที่มีผู้เคราะห์ร้ายอย่างคุณหนูอิเมลด้าเกิดขึ้นมาก็ดูจะเป็นกระทำที่เกินไปหน่อยแต่ในความคิดของโทยะแล้วถึงไม่แกร่งมากแต่ก็สามารถลอบสังหารได้เหมือนกันอย่างเช่นการใช้พิษและถ้าหากเกิดการวางยาพิษในงานขึ้นล่ะก็มันก็ต้องมีคนถูกเรียกหาความรับผิดชอบแน่นอนว่าเจ้าของงานจะโดนเป็นอันดับแรก ในขณะเดียวกันนั้นเอลเซ่ก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องที่อิเมลด้ายังคงมีชีวิตอยู่เพราะถ้าหากหวังจะแทรกซึมเพื่อการบางอย่างจริงแล้วทำไมถึงไม่จัดการตัวจริงซะการที่ไม่ทำแบบนั้นมันเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงแผนการของตนเองได้แท้ ๆ หลังจากนั้นกษัตริย์แห่งริฟริสก็ได้ถามถึงวิธีที่จะรับมือกับกัลดิริสจากจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเพราะถึงจะมีข้อมูลที่ได้จากเนตรมารย้อนอดีตแต่มันไม่ใช่หลักฐานที่แน่นหนามากพอจะไปเอาผิดกับกัลดิริสได้เลย เพื่อความมั่นในจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้จึงถามรูเครเชี่ยนอีกครั้งว่าแน่ใจนะว่าธงที่เห็นเป็นสัญลักษณ์ของกัลดิริสจริง ๆ ซึ่งรูเครเชี่ยนก็ยืนยันว่าเขาแน่ใจเพราะเคยเห็นธงบ่อยครั้งมากเมื่อสมัยยังเล็กซึ่งเจ้าธงที่ว่านั้นมันเป็นของประดับอยู่ในห้องตัวของรูเครเชียนเองก็ไม่เคยไปเห็นธงที่อยู่ที่กัลดิริสจริง ๆ
.
แต่ว่านอกจากภาพธงแล้วรูเครเชียนก็ยังได้ยินเสียงด้วยโดยเป็นเสียงของผู้หญิงแต่ทว่าคำพูดที่ได้ยินมันไม่ได้ต่อเนื่องทั้งหมดที่ยินชัด ๆ มีแค่ว่า “จักรพรรดิ์กัลดิโอ้” “เกะกะ” “ต้องจัดการ” ซึ่งใจความนี้ส่อให้เห็นเค้าลางของการคิดจะลอบสังหารองค์จักรพรรดิ์อย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงล่ะก็การที่ต้องส่งโกเลมปะปนเข้ามาในที่แบบนี้มันดูสมเหตุสมผลเพราะถ้ายังอยู่ในจักรวรรดิ์ล่ะก็การจะลงลอบสังหารนั้นถือว่าทำได้ยากเพราะจักรพรรดิ์มีคนคุ้มกันอยู่มากแต่ถ้าอยู่นอกจักรวรรดิ์ก็พอจะมีช่องให้ลงมือได้บ้างส่วนเรื่องที่ว่าที่กัลดิริสมีผู้หญิงที่เป็นขุนนางหรือคนระดับสูงอยู่หรือไม่นั้นเท่าที่พอจะนึกออกตอนนี้ก็ไม่มีเลยและยังไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ว่าเป็นคนของกัลดิริสหรือเกี่ยวข้องอะไรกับราชาของกัลดิริสหรือเปล่าก็ไม่รู้เช่นกันถ้าหากจับคนร้ายไม่ได้ก็คงไม่มีทางจะรู้อะไรเพิ่มเติมแน่ ๆ และเมื่อยังไม่มีหลักฐานให้สืบต่อเรื่องนี้จึงต้องพักไว้ก่อนชั่วคราว โทยะได้ให้เอลก้ากับเรจีน่านำโกเลมกลับไปตรวจสอบเพิ่มเติมเผื่อจะได้ข้อมูลอะไรอีกหลังจากนั้นโทยะกับคนอื่น ๆ ที่เหลือก็กลับเข้าไปในงานปาร์ตี้ต่อและงานก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นและเมื่อจบงานบรรดาแขกทั้งหลายก็พากันเดินทางกลับส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นกับริริเอลนั้นโทยะมาได้ฟังจากกษัตริย์แห่งริฟริสในภายหลัง
.
หลังจากนั้นโทยะ ยูมิน่าและลินเซ่ก็ได้ไปพบกับเจ้าหญิงริริเอลอีกและได้ฟังเรื่องราวของบุรุษหน้ากากดำที่มาช่วยเธอเอาไว้แต่ปัญหาคือริริเอลไม่ได้ถามชื่อคนผู้นั้นไว้เบาะแสเดียวที่มีก็คือผ้าเช็ดหน้า แล้วในงานเต้นรำหน้ากากแบบนั้นก็ไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นใครกันอยู่แล้วแต่จะว่าไปแล้วการถามชื่อในงานแบบนี้ถ้าไม่เกิดสนใจกันทั้งสองฝ่ายโดยมากก็จะไม่บอกชื่อให้รู้ด้วย ด้วยเลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ลินเซ่จึงพยายามขอร้องให้โทยะช่วยทำอะไรซักอย่างเพื่อตามหาคนผู้นั้น โทยะจึงเริ่มคิดถึงจุดเชื่อมโยงโดยเริ่มจากคีย์เวิร์ดที่ว่าหน้ากากสีดำแต่ว่าหน้ากากสีนี้แขกในงานก็ใส่กันทั่วไปไม่ได้เจาะจงว่าเป็นคนอาณาจักรไหนที่จะคัดออกได้ก็มีแต่พวกผู้หญิงที่ใส่หน้ากากดำในงานนี้เท่านั้น แถมรายชื่อคนที่ใช้หน้ากากดำก็มีเยอะมากด้วยยิ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชาวมิสนิดหรือเซโนอัสด้วยแล้วก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่แต่ยังไงริริเอลก็ยืนยันว่าอยากจะหาให้เจอและไปพบกับคนผู้นั้นอีกครั้งเพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วเธอคงจะเขียนนิยายต่อไม่ได้เพราะใจเธอมันไม่สงบ หลังจากนั้นโทยะก็แอบกระซิบกับยูมิน่าว่านี่ใช่ “อาการนั้น” หรือเปล่ายูมิน่าก็ได้แต่บอกว่าไม่เคยเห็นท่านพี่ริริเอลเป็นแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน หลังจากที่คัดผู้หญิงออกแล้วก็จะเหลือผู้ชายที่ใส่หน้ากากดำในคืนนั้นอยู่ทั้งหมด 38 คนด้วยกันโดยเริ่มค้นหาจากบรุนฮิวเป็นที่แรกซึ่งคนที่ใส่หน้ากากดำในคืนนั้นก็มีอัศวินสามคนคือ รูเชด คารอนแล้วก็นิโคล่า แต่หลังจากสอบถามแล้วก็พบว่า รูเชดเต้นรำอยู่กับผู้หญิงที่เจอในงานส่วนคารอนมัวแต่ไปสนใจอาหารของริฟริสที่ไม่เคยเห็น ดังนั้นจึงเหลือแค่นิโคล่าโทยะจึงไปที่ลานฝึกเพื่อสอบถามก็พบว่า นิโคล่ากำลังฝึกซ้อมกับยาเอะอยู่พอนิโคล่าเดินกลับมานั่งพักโทยะจึงได้สอบถามเรื่องในงานเลี้ยงแต่สรุปแล้วก็ไม่ใช่นิโคล่า
.
โทยะเลยคิดว่าคงต้องไปตั้งหลักใหม่แต่ในตอนนั้นโทยะก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างนั่นก็คือถ้าหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับความรักแล้วปกติท่านพี่คาเร็นต้องโผล่มาแจมด้วยทุกทีนี่นาแต่ครั้งนี้กลับไม่ปรากฏตัวซะอย่างนั้นหลังจากนั้นโทยะก็ลองติดต่อสอบถามไปยังผู้นำคนอื่น ๆ ให้ช่วยเรียกคนที่ใส่หน้ากากดำในคืนนั้นมาสอบถามแต่จนแล้วจดรอดก็ยังหาตัวคนผู้นั้นไม่พบเล่นเอาโทยะแทบอยากจะเลิกล้มเลยทีเดียวในระหว่างนั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็ดังขึ้นโดยผู้ที่โทรมาก็คือ “อาริอาตี้ ทิส อเรน” หลานสาวของราชาแห่งอเลนที่ตอนนี้เป็นคู่หมั้นของราชาแห่งซาร์ดเนียโดยเธอบอกว่ามีคนที่อยากจะให้โทยะมาพบซึ่งคนผู้นั้นเป็นคนของอาณาจักรกัลดิริส โทยะ ยูมิน่าและซูจึงได้เดินทางไปยังพระราชวังของอาณาจักรอเลนเพื่อไปพบกับเจ้าหญิงอาริอาตี้กับเจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งอาณาจักรกัลดิริส “คอร์เดเลีย ทิร่า กัลดิริส” หากว่ากันตามภูมิประเทศแล้วอาณาจักรกัลดิริสทางตอนเหนือมีเขตแดนใกล้กับอาณาจักรอเลนโดยมีแม่น้ำเซปร่าเป็นตัวขวางกั้นซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างอเลนกับกัลดิริสนั้นถือว่าดีมากสมาชิกของราชวงศ์ทั้งสองจึงมีความสนิทกันในระดับหนึ่งส่วนสาเหตุที่เรียกพวกโทยะมานั้นก็เพราะเจ้าหญิงคอร์เดเลียนั้นมีเรื่องจะต้องกล่าวขอโทษอยู่นั่นก็คือเรื่องของโกเลมที่ถูกทำให้ดูเหมือนคุณหนูอิเมลด้าที่ถูกส่งไปที่งานปาร์ตี้นั้น ผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังก็เมดประจำตัวของเจ้าหญิงคอร์เดเลียที่มีชื่อว่า “พารุเรล” นั่นเองซึ่งทั้งสองได้มากล่าวขอโทษที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายและจะขอแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นหากจะมีการเอาผิด
.
จากที่ได้ฟังจากเจ้าหญิงคอร์เดเลียก็คือคุณเมดพารุเรลคนนี้ได้ทำการจับตัวคุณหนูอิเมลด้าไปขังไว้แล้วก็ส่งโกเลมที่ถูกทำให้หน้าตาเหมือนกันคุณหนูไปอยู่ในงานแทนส่วนสาเหตุที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อคุ้มครององค์จักรพรรดิ์กัลดิโอ้ ตรงจุดนี่โทยะไม่เข้าใจนิดหน่อยว่าถ้าจะคุ้มครองไปเพื่อะไรเพราะยังไงซะองค์จักรพรรดิ์ก็มีคนคอยอารักษ์ขาอยู่แล้วและที่ไม่เข้าใจมากกว่าก็คือถ้าจะคุ้มครองจริง ๆ ทำไมถึงใช้โกเลมที่ความสามารถในการต่อสู้แทบจะเป็นศูนย์แบบนั้นไปทำหน้าที่นั้นกันแต่เจ้าหญิงอาริอาตี้ก็มาเฉลยให้ฟังว่าไม่ได้เอาไว้ปกป้องจากคนที่จะมาทำร้ายแต่คอยปกป้องจากหญิงสาวที่จะมาเกาะแกะตะหาก สรุปแล้วก็คือเจ้าหญิงคอร์เดเลียนั้นเคยพบกับจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้เมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นแค่ขุนนางธรรมดายังไม่ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ เนื่องจากนโยบายฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรและจักรวรรดิ์ทำให้ลันสเล็ทได้เดินทางไปที่กัลดิริสหลายครั้งและเธอก็แอบชอบเขามาตลอดแต่ก็ไม่มีโอกาสได้สารภาพรักแต่เพราะรูเครเชี่ยนสละสิทธิ์ในการขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ ลันสเล็ทที่มีศักดิ์เป็นญาติกับจักรพรรดิ์องค์ก่อนจึงได้รับสืบทอดราชบัลลังก์ไปทำให้เจ้าหญิงคอร์เดเลียไม่กล้าจะสารภาพรักออกไปเพราะกลัวจะถูกผู้คนครหาว่าเธอเล็งตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งกัลดิโอ้ แต่พอได้ยินว่าลันสเล็ทไปรร่วมงานปาร์ตี้หน้ากากก็เลยพาลเข้าใจผิดคิดว่าจะไปคัดเลือกสตรีมาเป็นคู่หมั้น ซึ่งอันที่จริงงานนี้มันสำหรับพวกพวกเจ้าชายเจ้าหญิงกับลูก ๆ ของเหล่าขุนนางที่ยังไม่มีคู่หมั้นตะหากส่วนองค์จักรพรรดิ์ที่มีตำแหน่งระดับผู้นำประเทศนั้นไม่ได้มาเข้าร่วมเพื่อดูตัวหาคู่อยู่แล้ว
.
ซึ่งภายหลังที่รู้ความจริงจากเจ้าหญิงอาริอาตี้ว่าเธอเข้าใจผิดจึงได้ออกมาขอโทษและยอมรับผิดถึงแม้ว่าพารุเรลจะเป็นคนลงมือโดยพลการก็ตาม แต่ว่ามีจุดหนึ่งที่โทยะสงสัยนั่นก็คือพารุเรลมีสถานะเป็นเมดแต่ทำไมถึงได้ทำการใหญ่ขนาดนี้ได้ คำตอบก็คือพ่อแม่ของพารุเรลนั้นเกี่ยวข้องกับชีคเกอร์ดังนั้นการจะทำโกเลมที่เหมือนกับคุณหนูอิเมลด้าจึงไม่ใช่เรื่องยากซึ่งโกเลมตัวนั้นมีชื่อว่า “คาโทเรีย” เป็นผลงานที่พ่อของพารุเรลได้ซ่อมแซมมันขึ้นมาโดยเธอได้ยืนยันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอเป็นคนจัดการเองหมดเจ้าหญิงคอร์เดเลียไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหากจะลงโทษก็ให้ลงโทษเธอแต่เพียงผู้เดียวส่วนเจ้าหญิงคอร์เดลียก็อยากจะกล่าวขอโทษทุก ๆ คนที่ทำให้วุ่นวายในตอนนั้นยูมิน่าก็ได้ถามถึงความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงคอร์เดเลียกับจักรพรรดิ์กัลดิโอ้คนปัจจุบันซึ่งคอร์เดเลียก็บอกว่าความสัมพันธ์ค่อนข้างดีและเธอเคยได้รับของขวัญวันเกิดจากลันสเล็ทด้วยแต่ปัญหาสำหรับตอนนี้ก็คือถ้าจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้รู้ว่าเจ้าหญิงคอร์เดเลียอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แล้วจะคิดยังไงเพราะมันมีผู้เสียหายอย่างคุณหนูอิเมลด้าเกิดขึ้นมานี่แหละแต่ทว่าพารุเรลก็ได้บอกว่าคุณหนูอิเมลด้าก็เป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดกับแผนการครั้งนี้เช่นกันเพราะอิเมลด้านั้นมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้วเธอจึงไม่อยากมาร่วมงานปาร์ตี้แต่พ่อกับแม่ของเธอก็กดดันอย่างหนักก็เลยวางแผนว่าเธอถูกคนร้ายลึกลับเล่นงานและจับขังไว้ทำให้มาร่วมงานไม่ได้ส่วนที่ดูมีสภาพโคม่านั้นก็เป็นผลมาจากยาที่กินเข้าไป ส่วนคนที่อิเมลด้าหลงรักอยู่นั้นก็คือหมอประจำตระกูลโทไลออสนั่นแหละและในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ป่านนี้พ่อกับแม่ของคุณหนูคงรู้เรื่องหมดแล้ว
.
หลังจากคุยกันอยู่นานก็ได้ข้อสรุปว่าโทยะจะนำเรื่องไปบอกให้จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้และกษัตริย์แห่งรีฟริสได้รับทราบหลังจากนี้จะเอายังไงค่อยว่ากันต่อส่วนโทยะเริ่มรู้สึกสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่มีเรื่องเกี่ยวกับความรักขนาดนี้ทำไมท่านพี่คาเร็นถึงไม่ปรากฏตัวออกมากันนะแถมหลัง ๆ มานี่ก็ติดต่อไม่ได้ด้วยเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าแต่พวกท่านพี่โมโรฮะก็ไม่ได้มีท่าอะไรกับการหายไปของท่านพี่คาเร็นเลยและหลังจากนั้นโทยะก็นัดรวมพลมาทีปราสาทบรุนฮิวและเล่าเรื่องให้จักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้และกษัตริย์แห่งรีฟริสฟังก็ไม่ได้มีการเอาผิดอะไร ส่วนจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้นั้นดูใจลอยผิดปกติเมื่อพูดถึงเรื่องของเจ้าหญิคอร์เดเลียสรุปแล้วจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ก็แอบชอบเจ้าหญิงคอร์เดเลียอยู่นานแล้วเช่นกันทว่าด้วยสถานภาพตอนนี้มันทำให้สารภาพรักได้ลำบากเพราะถ้าจะเลือกคู่หมั้นตอนนี้มันต้องผ่านความเห็นชอบของหลายฝ่ายว่าแล้วจักรพรรดิ์กัลดิโอ้ก็หันไปปรึกษาโทยะที่ตอนนี้มีดูมีประสบการณ์เพราะมีภรรยาถึงเก้าคนว่าเขาควรทำยังไงดีกับสถานการณ์ตอนนี้โทยะก็ตอบสั้น ๆ ประมาณว่า “ไหลตามน้ำ” ส่วนกษัตริย์แห่งรีฟริสก็บอกว่าแบบนั้นก็เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศการแต่งงานของทั้งสองนอกจากจะเป็นการผูกพันกับคนที่รักแล้วยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมิตรของทั้งสองประเทศด้วย ซึ่งโทยะบอกว่าการแบกรับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้มันก็เหมือนกับแบกรับประเทศเอาไว้ประเทศหนึ่งอยู่แล้วแน่นอนว่าตัวเขาแบกไว้ถึงเก้าเลยทีเดียว กษัตริย์แห่งริฟริสจึงได้บอกว่างั้นเอาลูกสาวเขาไปแบกไว้อีกคนด้วยไหม? ซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่อยากรับแต่โชคดีที่กษัตริย์แห่งริฟริสบอกว่าแค่ล้อเล่นเท่านั้นและถึงแม้ว่าจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้จะยังมีความกังวลอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าคดีนี้คลี่คลายแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่ตามหาบุรุษหน้ากากดำของเจ้าหญิงริริเอลเท่านั้นที่ยังหาตัวไม่เจอแต่แล้วในตอนนั้นโทยะก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
.
และในที่สุดโทยะก็รู้ตัวคนที่ริริเอลตามหาจนได้แต่ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่ใช้ผู้ชายหากแต่เป็นผู้หญิงพอยูมิน่ากับลินเซ่ทราบเรื่องเขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติเพราะคงไม่มีใครคิดว่ารักแรกพบของเจ้าหญิงริริเอลจะกลายเป็นผู้หญิงด้วยกันไปซะได้ซึ่งตอนนี้โทยะยังไม่ได้บอกริริเอลเพราะกลัวว่าจะรับความจริงไม่ได้แล้วเดี๋ยวจะช็อคเอาเลยต้องมาปรึกษาพวกยูมิน่ากับลินเซ่ก่อน ซึ่งผู้ที่เข้ามาช่วยริริเอลในคืนนั้นก็คือเจ้าหญิงริสทิสแห่งจักรพรรดิ์โทริฮารันนั่นเอง เนื่องจากเธอปลอมตัวเป็นผู้ชายมานานเพราะเหตุผลทางการเมืองทำให้เธอไม่คุ้นชินและไม่ชอบชุดที่ฟูฟ่องของพวกสตรีเนื่องจากใส่แล้วรู้สึกขยับตัวยากจึงเปลี่ยนไปใส่ชุดของผู้ชายแทนและมาเข้าร่วมงานปาร์ตี้ในคืนนั้นแต่ไม่ว่าผลจะออกมายังไงโทยะก็ต้องบอกความจริงเรื่องนี้กับริริเอลอยู่ดีเพราะท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นกับเจ้าตัวว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป ส่วนลินเซ่นั้นเธอรู้สึกว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันช่างเหมือนกับนิยายที่ริริเอลเป็นคนแต่งซะเหลือเกินแต่ครั้นจะไปนั่งอธิบายเองก็ท่าจะเสียเวลาโทยะเลยตัดสินใจให้ทั้งสองพบกันโดยตรงเลยดีกว่าคิดแบบนั้นแล้วโทยะก็ติดต่อไปหาริริเอลก่อนจะพายูมิน่าและลินเซ่ก็เดินทางไปยังปราสาทริฟริส ริริเอลที่รู้ว่าโทยะพบคนที่เธอตามหาแล้วก็ดีใจมากแต่ทว่าความดีใจของเธอก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อโทยะเปิดเกทและพาหญิงสาวผมสั้นสีทองในชุดเดรสสีฟ้าออกมาพบซึ่งตอนแรกริริเอลก็งง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร โทยะจึงแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกันจากนั้นทั้งสองก็แนะนำตัวเองตามธรรมเนียมแต่ยังงง ๆ อยู่ว่านี่มันเรื่องอะไรกันจากนั้นยูมิน่าก็ได้มาบอกว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือบุรุษหน้ากากดำที่ริริเอลตามหานั่นเอง
.
ตอนแรกริริเอลก็ไม่เชื่อคิดว่าอำกันเล่นแต่เพราะผ้าเช็ดหน้านั้นเป็นหลักฐานยืนยันริริเอลก็ช็อคค้างวิญญาณออกจากร่างไปในทันทีหลังจากนั้น โทยะก็พา ยูมิน่า ลินเซ่ ริสทิสและริริเอลที่ยังคงอยู่ในสภาพขาวซีดไปนั่งสนทนากันโดยริสทิสได้เล่าให้ฟังว่าคืนนั้นเธอรู้สึกไม่ชอบใจชุดที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้เธอจึงแอบเปลี่ยนเป็นชุดผู้ชายแล้วค่อยไปร่วมงานเลี้ยงซึ่งหลังจากนั้นเธอก็โดนเซโร่ริคอาจารย์ของเธอโกรธใหญ่เลย เพราะจุดมุ่งหมายที่จักรพรรดิ์โทริฮารันให้ริสทิสไปร่วมงานก็เพื่อหาคู่แต่ดันแต่งเป็นผู้ชายซะแบบนั้นจะมีชายคนไหนมาจีบกันล่ะ อันที่จริงที่วันนี่ใส่ชุดเดรสก็เพราะโทยะบอกให้ใส่ตามปกติแล้วเธอไม่ชอบชุดพริ้ว ๆ อย่างชุดเดรสเพราะเคลื่อนไหวลำบากเธอจึงชอบใส่ชุดผู้ชายที่มันเคลื่อนไหวสะดวกกว่าแต่ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อจะได้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่าริสทิสเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายตามที่ริริเอลเข้าใจ หลังจากนั้นก็พูดคุยกันถึงเรื่องที่พ่อของเธอไปงานปาร์ตี้หน้ากากนั้นจุดประสงค์ก็ชัดเจนคืออยากให้ริสทิสหาคู่ครองซักทีเพราะตอนนี้ พี่ชายเธอก็ได้หมั้นหมายกับเจ้าหญิงเบลริเอตต้าไปแล้วดังนั้นก็อยากให้ริสทิสได้เป็นฝั่งเป็นฝาบ้างแต่เนื่องจากตัวริสทิสปลอมตัวเป็นผู้ชายมานานเห็นด้านแย่ ๆ ของผู้ชายมาเยอะก็เลยไม่ได้สนใจในตัวผู้ชายเท่าไหร่นัก ในตอนนั้นพอเธอเห็นริริเอลกำลังโดนผู้ชายรังแกเธอจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วย ยูมิน่าจึงช่วยแถแบบเนียน ๆ ไปว่าที่เรียกมาวันนี้ก็เพื่อจะขอบคุณในเรื่องนั้นนั่นแหละและในตอนนั้นเองริสทิสก็พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ชายนั้นมันช่างเหมือนกับเหตุการณ์ที่ตัวละครที่ชื่อ “ชาน่อน” ในนิยายที่เธอเคยอ่าน โดยเรียกย่อกว่า “ยูริชิน” (百合親) เลยและด้วยคำพูดนั้นก็ทำให้ริริเอลที่นิ่งอยู่นานเริ่มมีการตอบสนอง ยูมิน่าจึงถามว่าริสทิสรู้จักเรื่องยูริชินด้วยหรือ? โดยริสทิสก็ตอบว่าเหมือนจะเป็นหนังสือนิยายที่มาจากบรุนฮิวเธออ่านแล้วรู้สึกสนใจเพราะที่ประเทศของเธอไม่ค่อยมีหนังสือแบบนี้ส่วนโทยะก็คาดเดาว่าริสทิสน่าจะไปยืมหนังสือที่ว่านั้นมาจากฟาม ซึ่งเจ้ายูริชินทีว่านี้มันก็คือชื่อย่อของนิยายเรื่อง “กองอัศวินบุปผา” ที่ริริเอลเป็นคนแต่งนั่นเอง ส่วนชาน่อนก็คือชื่อตัวเอกของเรื่องและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็เหมือนกับเรื่องที่อยู่ในนิยายเล่มนั้นมากและพอได้ยินว่าเจ้าหญิงริสทิสชอบนิยายเรื่องนี้ริริเอลก็คืนชีพกลับมาอีกครั้งและเริ่มจับกลุ่มคุยกับริสทิสและลินเซ่อย่างสนุกสนานปล่อยให้โทยะกับยูมิน่าอยู่วงนอกไปและในตอนนั้นเองสมาร์ทโฟนของโทยะก็ดังขึ้นโดยคาเร็นได้ติดต่อมาโดยเธอบอกว่าตอนนี้กำลังเจอปัญหาให้โทยะรีบมาช่วยหน่อย
.
โทยะเดินทางไปยังพาเทนอลเพื่อไปพบกับคาเร็นตามคำเรียกร้องพอเข้าไปภายในวิหารโทยะก็ได้พบกับนกกระจอกตัวหนึ่งที่บินเข้าทักทายและถามว่าโทยะมาที่นี่มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือซึ่งนกกระจอกตัวนั้นก็คือเทพแห่งการบินนั่นเองโดยโทยะก็บอกว่ามาพบกับเทพแห่งความรักเพทแห่งการบินจึงนำทางให้และโทยะก็ได้ไปพบกับคาเร็นเพราะทางในโลกเทพนั้นซับซ้อนถ้าหลงทางล่ะก็จะกลับลำบาก เมื่อไปถึงสถานที่ที่คาเร็นอยู่โทยะก็พบว่าคาเร็นนอนฟุบหมดเรี่ยวแรงดวงตาล่องลอยไปแล้วโทยะจึงรีบเข้าช่วยเหลือโดยร่ายเมก้าฮีลกับรีคัฟเวอรี่ให้แต่มันไม่ได้ผลตอนแรกโทยะก็กระวนกระวายคิดว่าคาเรนเป็นอะไรแต่สุดท้ายท่านพี่ก็ร้องว่าอยากกินข้าว โทยะเลยทิ้งโครมเข้าให้ซึ่งอันที่จริงแล้วเทพไม่ต้องกินอาหารก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้วแต่เพราะคาเรนติดนิสัยตอนอยู่บนโลกก็เลยอยากกินเพียงเท่านั้นตอนแรกโทยะก็จะเผ่นกลับแต่โดนคาเร็นคว้าเสื้อเอาไว้และสุดท้ายโทยะก็ต้องยอมเอาอาหารของรูเชียที่อยู่ในสโตร์ออกมาให้คาเร็นในที่สุด หลังจากนั้นจึงได้สอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดซึ่งคาเรนก็บอกว่าเธอกำลังอยู่ระหว่างการสอบเลื่อนระดับเทพอยู่ โดยเทพจะแบ่งออกเป็น เทพระดับล่าง เทพระดับกลางและเทพระดับสูง ซึ่งถ้าเปรียบโลกเทพเป็นเหมือนบริษัทแล้วเทพบริวารก็คือพวกเด็กฝึกงานไม่มีหน้าที่อะไรชัดเจนนัก เทพระดับล่างก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบหนึ่งประหนึ่งพนักงานทั่วไปในแผนกต่าง หน้าที่ส่วนระดับกลางก็จะมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้นมาอีกหน่อยในหน้าที่ของตนคล้าย ๆ กับเป็นหัวหน้าแผนกนั้น ๆ ส่วนเทพระดับสูงก็คือระดับบอร์ดบริหารซึ่งในตอนนี้โทยะได้ถึงมอบหมายหน้าที่บริหารจัดการดูแลโลกใบหนึ่งจากปู่เวิร์ลก็อดซึ่งก็เท่ากับว่าโทยะได้ก้าวขาขึ้นไปเป็นว่าที่เทพชั้นสูงแล้วแม้ว่าโดยสถานะตอนนี้จะเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม ซึ่งคาเรนรู้สึกว่าถ้าหากว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเธอก็คงโดนน้องชายแซงหน้าไปแน่ ๆ ดังนั้นเธอเลยจำเป็นต้องสปีดตัวเองให้ขึ้นไปให้สูงพอ ๆ กับโทยะให้ได้เพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคอ
.
สรุปแล้วที่คาเรนหายหน้าหายตาไปหลายวันไม่ยอมโผล่มาก็เพราะมาเข้ารับการทดสอบเลื่อนระดับอยู่นั่นเองส่วน พอโทยะถามว่าการทดสอบจะจบลงเมื่อไหร่คาเรนก็ทำสีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที โดยเธอบอกว่าเธออยากจะให้จบแต่มันไม่จบเพราะสองคนนั้นไม่ยอมจบเสียที ซึ่งหัวข้อการทดสอบเลื่อนระดับของเทพแห่งความรักอย่างคาเร็นนั้นก็คือจำเป็นต้องแสดงความสามารถที่จะทำให้คู่รักเทพที่ทะเลาะกันกันกลับมาคืนดีกันให้ได้ถึงจะผ่านการทดสอบแต่ว่าจนถึงตอนนี้คาเร็นก็ยังทำไม่สำเร็จไม่ช้าก็มีเสียงทะเลาะกันระหว่างชายหญิงแว่วมาเทพแห่งการบินรีบชิ่งหนีไปก่อนใครไม่นานทั้งสองก็มาปรากฏตรงหน้าพวกโทยะโดยคู่รักที่คาเร็นจะต้องทำให้คืนดีกันให้ได้นั้นก็คือ “เทพแห่งมหาสมุทร” กับ “เทพแห่งขุนเขา” นั่นเองเทพมหาสมุทรเป็นผู้ชายส่วนเทพแห่งขุนเขาเป็นผู้หญิงซึ่งการโต้เถียงกันของทั้งสองเรียกได้ว่าไม่มีลดราวาศอกกันแม้แต่นิดเดียวทำให้หาทางลงไม่ได้ซักทีคาเรนที่เป็นคนกลางก็ไม่รู้จะทำยังไงจึงโยนมาให้โทยะช่วยโดยอ้างว่าโทยะแต่งงานแล้วน่าจะมีประสบการณ์อยู่แม้ว่าโทยะจะแย้งว่านี่มันการทดสอบของพี่นะก็ตาม พอรู้ว่าโทยะแต่งงานแล้วน่าจะเข้าใจหัวอกตัวเองเทพทั้งสองก็หันมาทางโทยะทันทีซึ่งโทยะอยากจะบอกว่าถึงเขาจะแต่งงานแล้วแต่เขาก็ไม่เคยทะเลาะกับเมียแบบรุนแรงเลย (เพราะมันโทยะมันถอยตลอดทะเลาะกันทีไรมันก็ก้มกราบเมียทุกที) เทพทั้งสองนั้นต่างพยายามจะให้มีคนหนุนแนวคิดของคนซึ่งไม่ว่าคนกลางจะออกความเห็นอย่างไหนก็จะโดนแย้งตลอดจนสุดท้ายก็หาทางลงไม่ได้
.
แต่ในระหว่างที่กำลังปวดหัวว่าจะเอายังไงกับเทพหัวดื้อทั้งสองนี้ดีนั้น เทพแห่งมหาสมุทรและเทพแห่งขุนเขาก็สังเกตเห็นข้าวห่อไข่ที่คาเร็นยังกินไม่หมดวางอยู่บนโต๊ะและเกิดสนใจขึ้นมาเพราะบรรดาเทพไม่จำเป็นต้องกินอาหารพวกไวน์ศักดิ์หรืออาหารศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็เป็นของรสชาติเดิม ๆ ที่กินจนเบื่อพอมีของแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นไม่เคยกินก็รู้สึกสนใจเป็นธรรมดาโทยะเลยใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์โดยการนำอาหารต่าง ๆ ออกมาจากสโตร์และเมื่อมีของกินแปลก ๆ มากมายมากองอยู่ตรงหน้าเทพทั้งสองก็ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันอยู่และพุ่งความสนใจไปที่อาหารเหล่านั้นทันทีหลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็คืนดีกันและป้อนอาหารกันอย่างหวานชื่นชนิดเหม็นกลิ่นความรักตลบอบอวลกันเลยทีเดียวหลังจากที่ทุกอย่างสงบลงเทพแห่งการบินก็กลับมาและบอกว่าสมกับเป็นเทพแห่งความรักสามารถทำให้การทะเลาะกันของทั้งคู่จบลงได้อย่างรวดเร็วแต่คาเรนก็พึมพำว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเลย สุดท้ายเมื่อคู่รักมาคืนดีกันแล้วคนอื่น ๆ ก็แทบมีค่าไม่ต่างจากหินก้อนหนึ่งกันไปตามระเบียบเพราะเทพทั้งสองพลอดรักกันโดยไม่สนคนอื่นที่อยู่ตรงนั้นเลย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 2 (472- 481) แม้ว่าเทพท้องทะเลและเทพแห่งขุนเขากลับมาคืนดีกันได้แต่เพราะไม่ใช่เพราะฝีมือของคาเร็นเองจึงถือว่าสอบตกแต่ก็ยังดีที่ยังมีโอกาสสอบซ่อมได้อยู่แต่เพราะเธอหมดสภาพทั้งกายและใจจึงยอมรับผลการสอบและกลับลงมาที่โลกเมื่อกลับถึงปราสาทพวกยูมิน่าก็มารุมล้อมท่านพี่คาเร็นด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ในขณะเดียวกันโมโรฮะก็เข้ามาคุยกับโทยะซึ่งในตอนแรกโมโรฮะก็บอกเอาไว้แล้วว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของคาเร็นนั้นไม่ต้องกังวลมากก็ได้แต่โทยะกลับคิดว่าถ้าเขาไม่ไปช่วยล่ะก็ป่านนี้คาเร็นก็คงยังไม่ได้กลับลงมาแน่ ๆ จากนั้นโทยะก็ถามท่านพี่โมโรฮะว่าไม่อยากเข้ารับการทดสอบเพื่อขึ้นเป็นเทพชั้นสูงบ้างหรือ? ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือไม่ค่อยอยากเพราะแต่เดิมเธอก็สนใจแค่เรื่องดาบแถมพอเป็นเทพชั้นสูงแล้วมันมีภาระยุ่งยากหลายอย่างมากจนแทบจะหาวันหยุดไม่ได้เลยนั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างท่านย่าโทคิเอะนั้นกว่าจะรับอนุญาตได้ลงมาที่โลกนี่ก็ตั้งหลายหมื่นปีแล้ว แต่จะว่าไปท่านย่าแกก็ไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องวันหยุดเพราะสามารถเดินทางไปช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ตามใจชอบอยู่แถมพักนี้ท่านย่าแกยังชอบเดินทางข้ามเวลาไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ ที่เป็นลูก ๆ ของโทยะในอนาคตอีกด้วยซึ่งโทยะมารู้เรื่องนั้นก็ตอนที่โมโรฮะพูดให้ฟังนี่แหละ หลังจากนั้นพวกยูมิน่าก็ชวนท่านพี่คาเร็นกับท่านพี่โมโรฮะไปอาบน้ำด้วยกันส่วนโทยะต้องกลับไปสะสางงานต่อก่อนจะโดนโคซากะโกรธและแถมคืนนี้โทยะก็มีนัดกับเอนเด้เรื่องเกี่ยวกับงานแต่งงานด้วยดังนั้นโทยะจึงจำเป็นจะต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จก่อนจะค่ำ
.
หลังอาหารมื้อเย็นวันนั้นคาเร็นก็ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะที่เธอไม่อยู่และรู้สึกเสียดายเอามาก ๆ แถมยังบอกอีกด้วยว่าถ้าเธออยู่ละก็คงช่วยสานสัมพันธ์ให้กับริริเอลกับริสทิสได้แน่ซึ่งลินเซ่ก็ถามว่าทำแบบนั้นไม่เป็นไรแน่หรือ (แต่ดวงตาเป็นประกายมาก) ซึ่งท่านพี่คาเร็นก็บอกว่าความรักนั้นมันไม่มีพรมแดนอยู่แล้วในระหว่างนั้นโทยะก็ได้รับเมลจากเอนเด้ว่าเขามาถึงที่จุดนัดพบแล้วโทยะจึงขอตัวออกไปพบกับเอนเด้ แต่ซูก็ได้พูดขึ้นว่าโทยะจะไปเดทกับผู้ชายแบบนั้นดีแล้วเหรอ? ถ้าไม่สนใจภรรยาเดี๋ยวครอบครัวก็แตกแยกหรอก โทยะเลยแทบสำลักเพราะรู้ว่าต้องมีใครบ้างคนสอนซูแน่ซึ่งก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกยัยเมดโรบ็อทเชสก้าแต่เพราะตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วโทยะจึงได้แต่คิดว่าจะกลับมาคิดบัญชีทีหลังก่อนจะเปิดเกทมุ่งไปหาเอนเด้ที่รออยู่ที่บาร์ เมื่อมาถึงโทยะก็สังเกตเห็นว่าเทพแห่งดนตรีนั้นกำลังเล่นเปียโนอยู่ในร้านด้วยในระหว่างนั้นเอนเด้ก็ร้องทักโทยะที่เดินเข้ามาในร้านและเรียกให้ไปนั่งด้วยกัน แต่แล้วโทยะก็พบว่าผู้ที่รออยู่ไม่ได้มีแค่เอนเด้ แต่เมล เน และริเสะ ก็มาด้วยซึ่งพวกเธอทั้งหมดยังคงสวมอุปกรณ์แปลงกายเป็นมนุษย์อยู่แต่ดูเหมือนว่าชุดที่ใส่จะเป็นเสื้อผ้าจริง ๆ ไม่ใช่ของที่สร้างจากภาพลวงตาดูเหมือนว่าเหล่าเฟรซทั้งสามจะซึมซับเอาแฟชั่นของโลกนี้เข้าไปแล้ว
.
โดยปกติแล้วสามคนนี้จะไม่มาที่บาร์ตอนกลางคืนแต่เพราะเรื่องที่จะคุยกันวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานแต่งงานของพวกเธอเองดังนั้นจึงจำเป็นต้องมา ส่วนริเสะนั้นจุดประสงค์เพื่อเช็คเมนูอาหารล้วน ๆ โดยหลักใหญ่ใจความที่คุยกันเกี่ยวกับงานแต่งก็จะมีเรื่องการเชิญแขกมาร่วมงานซึ่งเอนเด้ตอนนี้ก็เป็นผจญภัยระดับเงินจึงมีคนรู้จักในกิลด์พอสมควร ส่วนพวกเมลเองก็มีคนรู้จักที่สนิทกันอยู่ในเมืองและในปราสาท ส่วนเรื่องของเฟรซที่บุกมารุกรานนั้นกลุ่มของยูระล่มสลายไปส่วนเนนั้นแต่เดิมเธอจากเฟรซเซียมาก็เพื่อมาตามเมลให้กลับไปยังโลกเดิมแต่ว่าตอนนี้เป้าหมายของเธอเปลี่ยนไปเป็นขอแค่ได้อยู่กับเมลเธอก็ไม่ต้องการอะไรแล้วซึ่งว่ากันตามตรงทั้งหมดทั้งมวลที่ทำไปทั้งหมดมันก็แค่ความอิจฉาที่เธอมีต่อเอนเด้เท่านั้นเองที่จริงเธอก็แค่อยากอยู่กับเมลแต่เอนเด้มาพาเมลไปจากเธอก็เลยโกรธแค้นเอนเด้แต่ตอนนี้ทุกอย่างเคลียร์แล้วก็เป็นว่าจบด้วยดี พอเมลบอกว่าจากนี้ไปอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ เนก็ถึงกับออกอาการอายม้วนต้วนไปเลยทีเดียว จากนั้นโทยะก็ถามเมลเกียวกับโลกทางฝังเฟรซเซียที่ตอนนี้น้องชายของเมลเป็นราชาอยู่ ซึ่งเมลก็พูดถึงน้องชายของเธอว่าถึงพลังจะน้อยกว่าเธอแต่ก็เป็นคนอ่อนโยน เมลหวังว่าซักวันหนึ่งเธออาจจะกลับไปพบกับน้องชายของเธอซักครั้งเหมือนกัน ส่วนเรื่องสถานที่จัดงานที่โทยะเสนอให้ก็คือที่โบสถ์ประจำเมืองซึ่งเอนเด้ก็ไม่ขัดข้องขอแค่พวกสปิริตกับพวกเทพมาร่วมอวยพรให้ได้ก็ไม่มีปัญหา เพราะตัวเอนเด้เองก็ถือเป็นเครือญาติของเทพเช่นกันส่วนปาร์ตี้จัดเลี้ยงก็จะจัดที่โรงแรมจันทราสีเงิน ส่วนเค้กแต่งงานก็จะจ้างให้คุณอาเอลเจ้าของร้านพาแรนท์เป็นคนจัดการซึ่งเจ้าเค้กแต่งงานนี่แหละที่ริเสะดูจะสนใจมากกว่าอย่างอื่นซึ่งพวกเอนเด้จะกำลังเข้าใจอะไรผิด ๆ เกี่ยวกับเค้กแต่งงานอยู่นิดหน่อย
.
แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังคุยกันเรื่องเค้กแต่งงานแล้วก็กำลังจะอาหารกับพนักงานเสิร์ฟอยู่นั้นพวกเอนเด้ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง โดยเมลบอกว่าเธอได้ยินอะไรบางอย่าง ซึ่งสิ่งที่เมลได้ยินก็ “เสียง” อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเฟรซนั่นหมายความว่ามีเฟรซตนอื่นนอกจากพวกเธอปรากฏตัวขึ้นในโลกนี้แม้ว่าจุดปรากฏตัวจะอยู่ห่างจากที่นี่มากและมีแค่ตนเดียวมันเป็นเสียงของพวกระดับชนชั้นปกครองซึ่งพอโทยะได้ยินแบบนั้นก็เกรงว่าจะเป็นพวกยูระที่ยังหลงเหลืออยู่แต่เนก็บอกว่าไม่น่าใช่เพราะคลื่นเสียงที่พวกสัมผัสได้มันไม่ใช่พวกชั้นปกครองที่พวกเธอเคยรู้จัก โทยะจึงเดาว่าอาจจะเป็นผู้สืบทอดที่ยูระหลงเหลือไว้แต่เอนเด้ก็ค้านว่าเฟรซที่เกิดจากเฟรซระดับชนชั้นปกครองจะสืบทอดรูปแบบจากตัวผู้ให้กำเนิดดังนั้นหากเป็นเฟรซที่เกิดจากคอร์ของยูระก็ต้องมีเสียงที่คล้ายคลึงกันแต่นี่มันไม่ใช่ เพราะเสียงที่พวกเขาสัมผัสได้มันเป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับของเมล ซึ่งผู้ที่จะมีคลื่นเสียงคล้ายกับเมลได้ก็มีแต่ราชาองค์ปัจจุบันของเฟรซเซียซึ่งเป็นน้องชายของเมลนั่นเอง แต่เมลก็ยืนยันว่ามันต่างออกไปจากของชายของเธอจึงมีความเป็นไปได้ว่านั่นไม่ใช่น้องชายของเมลหรือไม่ก็เขาโดนทำให้กลายเป็นพวกกลายพันธุ์ไปแล้ว แต่ว่าเฟรซระดับชนชั้นปกครองไม่น่าจะทะลวงบาเรียกันมิติที่ซ่อมแซมแล้วมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นเพื่อหาความจริงก็คงมีแต่ต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้น
.
สถานที่ที่สัญญาณเสียงปรากฏคือเมืองอามาสึมิทีอยู่ในเขตของอาณาจักรราซ โดยโทยะได้พาพวกเอนเด้เทเลพอร์ตไปที่นั่น เมื่อไปถึงก็พบว่าเมืองยังคงอยู่ดีไม่มีร่องรอยการโจมตีใด ๆ ปรากฏให้เห็นซึ่งแปลกมาก ๆ พวกเมลตามเสียงไปจนถึงถนนใหญ่ที่มีคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่เป็นจำนวนมากพร้อมกับมีเสียงโหวกเหวกโวยวายดูเหมือนจะกำลังมีการทะเลาะวิวาทกันอยู่สัญญาณเสียงที่สัมผัสได้อยู่ใจกลางที่ถูกฝูงชนห้อมล้อมไว้จึงมองไม่เห็นถ้าหากว่าเป็นน้องชายของเมลอาละวาดอยู่จริงจะคนหรือโกเลมก็คงต้านไม่อยู่แน่เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายโดยเร็วโทยะจึงใช้พริซันเปิดทางราวกับโมเสกแยกทะเลเพื่อเคลียร์ฝูงชนออกไปและพวกโทยะก็เห็นว่าที่เบื้องหน้ามีเด็กผู้ชายผมยาวสีขาวอายุประมาณ 6-7 ขวบที่หน้าตาคล้ายกับเอนเด้แถมมีผ้าพันคอเหมือนกันอีกกำลังสู้อยู่กับชายสามคน ด้วยความที่หน้าตาคล้ายกับเอนเด้มาก ๆ เนจึงถามว่าเอนเด้มีน้องชายหรือเปล่าซึ่งเขาก็ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีแถมเสียงที่กำลังตามหาก็ปล่อยออกมาจากร่างของเด็กคนนั้นด้วยไม่ช้าเด็กผู้ชายคนนั้นก็มองมาทางพวกโทยะและร้องทักพวกเขาแล้วก็จัดการส่งชายสามคนนั้นลงไปนอนอย่างรวดเร็วจากนั้นเด็กคนนั้นก็เข้าไปหาพวกโทยะ เมื่อเด็กคนนั้นเข้ามาใกล้ ๆ โทยะจึงรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กผู้ชายแต่เป็นเด็กผู้หญิงแถมเธอยังรู้จักโทยะด้วยโดยเด็กคนนั้นเรียกโทยะว่า “ฝ่าบาท” แถมบอกว่าทุกคนไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยแค่ดูอายุน้อยกว่าเดิมนิดหน่อยแถมเธอยังขอถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย ก่อนจะแนะนำตัวว่าเธอชื่อ “อลิสทิร่า” แต่พ่อกับบรรดาแม่ของเธอจะเรียกเธอว่า “อลิส” เพราะฉะนั้นก็เลยอยากให้ทุกคนในตอนนี้เรียกเธอว่าอลิสและจากนั้นเธอก็ชี้ไปยังเอนเด้ เมล เน และริเสะและบอกกับโทยะว่านั่นคือพ่อกับบรรดาแม่ของเธอ ท่ามกลางความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดของโทยะ เอนเด้และพวกเมล
.
หลังจากพาอลิสกลับมาที่ปราสาทบรุนฮิวแล้วก็ได้มีการสอบถามเรื่องราวจากเธอแต่ว่าตอนนี้เธอเหนื่อยและง่วงจึงนอนพักอยู่โดยอาศัยตักของเมลเป็นหมอน เมื่อไม่สามารถถามอะไรจากเด็กน้อยได้โทยะจึงหันไปถามเนที่กำลังยืนดูอยู่เงียบ ๆ แม้ว่าอลิสจะเรียกเมล เน และริเสะว่าแม่แต่เนก็ยืนยันว่าเด็กคนนี้ไม่มีคลื่นเสียงแบบเดียวกับเธอและริเสะแต่คลื่นเสียงของอลิสเหมือนกับของเมลและเพราะอลิสมีผมสีเงินเหมือนเอนเด้แต่มีดวงตาสีฟ้าเหมือนกับเมลดังนั้นอลิสก็น่าจะเป็นลูกของเอนเด้กับเมลโดยสถานะภาพของเธอนั้นก็น่าจะเป็นลูกครึ่งและด้วยการที่มีรูปลักษณะภายนอกบวกกับคลื่นเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นหลักฐานจึงไม่น่าจะใช่เรื่องโกหกแต่เมลก็บอกว่าเธอจำไม่ได้เลยว่าเคยให้กำเนิดบุตร ในตอนนั้นเองยูมิน่าก็เสนอแนวคิดที่ว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นลูกของเอนเด้กับเมลที่เดินทางมาจากอนาคต ตอนแรกโทยะก็คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นไปได้ไงแต่แล้วเขานึกได้ถึงเวทมนตร์ที่เกี่ยวกับกาลเวลา แต่ด้วยสภาพของอลิสตอนนี้ก็ดูจะง่วงมากแล้วโทยะจึงบอกให้พวกเอนเด้พาอลิสไปนอนที่เตียงในห้องนอนจะดีกว่าโดยโทยะแอบแซวเอนเด้นิด ๆ ว่า “เฮ้คุณพ่อพาลูกสาวของนายไปนอนที่เตียงสิ” แม้ว่าตอนแรกเอนเด้ทำท่าทีเหมือนจะโต้เถียงแต่แล้วเขาก็หยุดการกระทำนั้นและพาอลิสไปโดยมีพวกเมลตามไปด้วยซึ่งลาปิสหัวหน้าเมดก็ได้ทำหน้าที่นำทางพวกเอนเด้ไปยังห้องนอนที่อยู่ภายในปราสาท
.
หลังจากพวกเอ็นเด้ออกจากห้องไปแล้วรีนก็พูดถึงเรื่องเวทกาลเวลาที่เป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ยากแม้ว่าจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเวทกาลเวลาที่ได้มาจากอาณาจักรพาเรริอุสก็ตามส่วนข้อสงสัยที่ว่าอลิสนั้นเป็นผู้ใช้เวลกาลเวลาก็ตัดทิ้งไปได้เพราะเจ้าตัวยืนยันว่าไม่รู้สาเหตุที่ตัวเธอมาโผล่ในยุคนี้เหมือนกันดังนั้นก็น่าจะเป็นกรณีเดียวกับเรริออส พาราริอุส ที่เคยพลัดลงไปต่างโลกและได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรพริมล่าในภายหลังนั่นเอง แต่การที่เด็กจากอนาคตถูกส่งกลับมาในอดีตแบบนี้โทยะก็รู้สึกกังวลว่าในอนาคตมันเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นหรือเปล่าแต่เขาก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้สามารถล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้อยู่เลย ในขณะที่กำลังคิดหนักอยู่นั้นซูก็เสนอให้โทยะลองไปถามท่านย่าโทคิเอะดูเพราะยังไงซะท่านก็เป็นถึงเทพแห่งปริภูมิเวลาน่าจะมีคำตอบให้แน่ ๆ ดีไม่ดีการที่อลิสมาโผล่ในช่วงเวลานี้อาจจะเป็นฝีมือของท่านย่าเองก็ได้ แต่ปัญหาก็คือตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้วปกติในเวลากลางวันท่านย่าจะนั่งถักไหมพรม (ซ่อมบาเรียกกั้นโลก) อยู่ที่ระเบียงแต่ในตอนกลางคืนนั้นไม่มีใครรู้ว่าท่านย่าอยู่ที่ไหนแต่ว่ายังไม่ทันจะได้ออกตามหาท่านย่าโทคิเอะก็มาปรากฏตัวที่ด้านหลังของโทยะซะก่อนซึ่งโทยะสัมผัสถึงพลังเทพของท่านอย่าได้ก่อนแล้วจึงไม่ตกใจอะไรและยังไม่ท่านที่โทยะจะได้อ้าปากถามเสียด้วยซ้ำท่านย่าก็รู้อยู่แล้วว่าโทยะต้องการถามเรื่องของอลิส และยังบอกด้วยว่าเธอรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมดแต่จงใจปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปอีกซักพัก
.
ส่วนเรื่องของอลิสนั้นท่านย่าโทคิเอะยืนยันว่าเธอเป็นลูกสาวในอนาคตของเอนเด้กับเมลอย่างแน่นอนถึงเธอจะต่างจากเฟรซทั่ว ๆ ไปตรงที่เติบโตเหมือนกับเด็กปกติแต่ก็มีความเป็นเฟรซอยู่ส่วนคำถามต่อไปก็คือคนที่พาอลิสมายังช่วงเวลานี้ก็คือคุณย่าเองอย่างนั้นหรือ? ซึ่งคำตอบก็คือถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พวกเด็ก ๆ มาปรากฏตัวที่ช่วงเวลานี้ก็คือ “การสั่นไหวของมิติ”ทำให้เกิดช่องว่างของกาลเวลาโดยพวกเด็ก ๆ นั้นตกลงไปในช่องว่างนั้นและโดยมันจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับมีของตกลงไปในน้ำแล้วทำให้ผิวน้ำกระเพื่อมและเกิดวงคลื่นตามมาเด็ก ๆ อาจจะถูกคลื่นนั้นพัดพาไปยังไหนก็ไม่รู้เพื่อป้องกันเรื่องนั้นท่านย่าจึงใช้พลังช่วยนำทางให้พวกเด็ก ๆ ตกลงมาที่ช่วงเวลานี้นั่นเองส่วนเรื่องการสั่นไหวของมิติที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้มาจากเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรอย่างวิกฤตล้างโลกอะไรแบบนั้นโลกในอนาคตยังคงอยู่ดีมีสุขและนี่ก็ไม่ใช่การย้อนเวลามาแก้ไขอดีตแต่อย่างใด ส่วนลินเซ่กังวลว่าเอนเด้กับเมลที่อยู่ในอนาคตอาจจะกำลังเป็นห่วงอยู่ก็ได้แต่ท่านย่าก็บอกว่าไม่ต้องกังวลไปเพราะพวกเขานั้นรู้ดีอยู่แล้ว ซึ่งคำตอบของคุณย่านั้นมันก็น่าแปลกอยู่เพราะถ้าหากว่ารู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องทำไมเอนเด้กับเมลถึงปล่อยให้อลิสตกลงไปในหลุมเวลาโดยไม่คิดป้องกันหรือกันเธอออกไป ซึ่งท่านย่าก็บอกว่าเพราะหลังจากนั้นไม่นานพวกเด็ก ๆ ก็จะกลับไปอย่างปลอดภัยในเวลาไม่กี่วินาทีหลังเกิดเหตุการณ์นั้นและมันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าอลิสจะป่วนอดีตเพราะท่านย่าคอยควบคุมอยู่ ส่วนคำถามที่ว่าอลิสจะอยู่มี่ช่วงเวลานี้นานแค่ไหนนั้นก็คงต้องรอจนกว่าการสั่นไหวของมิติจะหยุดลงซึ่งก็คงต้องใช้เวลาประมาณซักหนึ่งเดือน
.
ในตอนนั้นฮิลด้าก็เอ่ยถามท่านย่าโทคิเอะเพราะมีประโยคหนึ่งของท่านย่าที่ว่า “เด็ก ๆ พวกนั้น” นั่นแสดงว่าไม่ได้มีแค่อลิสคนเดียวเท่านั้นที่มายังช่วงเวลานี้ซึ่งฮิวด้าคิดว่าหรือว่าเด็ก ๆ ที่ว่านั่นจะเป็น..... แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคท่านย่าก็ไขข้อข้องใจให้ฮิวด้าโดยบอกออกมาว่านอกจากอลิสแล้วก็ยังมีลูก ๆ ของพวกโทยะทั้งเก้าคนด้วยที่มายังช่วงเวลานี้ทำเอาโทยะและเหล่าภรรยาพากันประสานเสียงด้วยความตกตะลึงก่อนจะเข้าสู่ภาวะแตกตื่นกันยกใหญ่หลังจากเรียกสติกลับมาได้รูเชียจึงถามถีงเวลาที่พวกเด็ก ๆ จะมาถึงซึ่งท่านย่าประมาณการณ์ว่าภายในเดือนนี้แหละแต่ช่วงเวลานั้นจะไม่ตรงกันโดยอลิสมาถึงเร็วที่สุด หลังจากนั้นรูเชียก็กังวลว่าถ้าลูกของพวกเธอเกิดไปโผล่ในสถานที่อันตรายเข้าจะทำยังไงดีแต่ท่านย่าก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะลูก ๆ ของเธอแต่ละคนล้วนมีความสามารถในระดับนักผจญภัยระดับเงินกับทองทั้งสิ้นถึงขนาดโค่นอสูรยักษ์ด้วยตัวเองดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล แต่พอพวกยูมิน่าจะถามเรืองราวเกี่ยวกับลูกของตัวเองต่อท่านย่าก็ตัดบทซะดื้อ ๆ โดยบอกว่าไว้ค่อยรู้ตอนเจอหน้ากันจะดีกว่าและห้ามไม่ให้ไปถามอลิสด้วยส่วนโทยะก็เริ่มค้นหาหนังสือที่เกี่ยวกับวิธีการเข้าหาพวกเด็ก ๆ จากสมาร์ทโฟน เช้าวันรุ่งขึ้นช่วงเวลาของอาหารเช้าซึ่งวันนี้มีครอบครัวของเอนเด้มาเป็นแขกร่วมโต๊ะด้วย ในระหว่างที่ทานอาหารกันนั้นเอลเซ่ก็ถามอายุของอลิส โดยเอลเซ่เรียกเธอว่า “อลิสจัง” หลังจากนั้นอลิสก็เรียกเอลเซ่ว่า “อาจารย์” ซึ่งในอนาคตเอลเซ่ก็เรียกอลิสว่าอลิสจังแบบนี้เหมือนกัน โดยในอนาคตเอลเซ่จะเป็นคุณครูที่สอนวิชาการต่อสู้ให้กับอลิส นั่นทำให้เอนเด้แปลกใจว่าทำไมเอลเซ่ถึงมาเป็นอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ให้อลิสแทนที่จะเป็นตัวเขา อลิสจึงบอกว่าคุณพ่อไม่ค่อยกลับบ้านนาน ๆ จะกลับมาซักทีพอกลับมาถึงก็นอนหมดแรงแล้ว พอได้ฟังแบบนั้นเมลก็หันควับไปทางเอนเด้พร้อมกับคาดคั้นเรื่องนั้นทันทีแต่เอนเด้ก็บอกว่าเขาไม่รู้เรื่อง
.
แต่ก่อนที่เอนเด้จะโดนเมลจัดหนักเธอก็บอกว่าที่พ่อไม่ค่อยกลับบ้านก็เพราะเรื่องงาน ในอนาคนเอนเด้มีตำแหน่งเป็นกิลด์มาสเตอร์อยู่ที่เมืองอื่นที่ไม่ใช่บรุนฮิวนั่นจึงเป็นสาเหตุให้เอลเซ่มารับหน้าที่เป็นอาจารย์อันที่จริงอลิสก็เคยขอไปเรียนกับทาเครุแต่พ่อเธอห้ามไว้และบอกว่า “ยังเร็วไปที่จะเห็นนรก” พอได้ฟังแบบนั้นเอนเด้บอกว่า “ทำได้ดีมากตัวฉันในอนาคต” กันเลยทีเดียวส่วนเรื่องอายุนั้นตอนนี้อลิสอายุหกขวบ คราวนี้เอลเซ่จึงค่อย ๆ หลอกถามเกี่ยวกับลูกของเธอว่าเป็นเพื่อนเรียนการต่อสู้ด้วยกันใช่ไหม แต่อลิสกลับบอกว่า เอลน่าไม่ชอบการต่อสู้มือเปล่าคู่ซ้อมของเธอจึงเป็นลินเน่ แต่แล้วอลิสก็รู้ตัวว่าเผลอพูดมากเกินไปเธอเลยหยุดไว้แค่นั้นและเบี่ยงประเด็นไปแต่อย่างน้อย ๆ ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมานั่นก็คือ ชื่อของเด็กทั้งสองคนนั่นก็คือ เอลน่า ที่น่าจะเป็นลูกของเอลเซ่และ ลินเน่ ที่น่าจะเป็นลูกของลินเซ่ หลังจากนั้นอลิสก็ชวนให้เอนเด้เป็นคู่ซ้อมให้กับเธอด้วยซึ่งเอนเด้ก็ตกลงเพราะอยากจะรู้ฝีมือของลูกสาวตัวเองด้วย ในขณะที่ภรรยาทุกคนของโทยะก็ขอติดตามไปดูการต่อสู้นี้ด้วยส่วนหนึ่งก็คงเพราะอยากจะหากโอกาสแอบถามข้อมูลเกี่ยวกับลูกของตนจากอลิสนั่นเอง โดยสถานที่ที่จะใช้เป็นลานประลองก็คือสนามทดสอบทางเหนือที่ใช้ทดสอบพวกเวทแรง ๆ หรือเฟรมเกียร์เพราะที่นั่นจะมีบาเรียที่แข็งแกร่งกว่าที่อยู่ในลานฝึกของปราสาทโดยระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปที่นั้นเอนเด้ก็แอบมากระซิบถามโทยะว่าเขาควรจะชนะการประลองนี้ดีไหม? ซึ่งโทยะก็บอกได้แค่ว่าเป็นคำถามที่ตอบยาก ตามปกติก็ควรต้องชนะเพื่อรักษาหน้าของคุณพ่อเอาไว้หน่อยเพราะยังไงซะคุณพ่อก็เป็นเหมือนกำแพงที่ลูกอยากจะก้าวข้ามเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วแต่ว่าอันนั้นมันกรณีของเด็กผู้ชาย ส่วนในกรณีของเด็กผู้หญิงเนี้ยหากว่าจริงจังเกินไปแล้วโดนลูกสาวบอกว่า “เกลียดคุณพ่อ” ขึ้นมาล่ะก็งานงอกแหง ๆ
.
เมื่อมาถึงสนามที่จะใช้เป็นลานประลองแล้วทั้งเอนเด้แล้วก็อลิสก็สวมใส่ถุงมือแบบโอเพ่นไฟท์(จริง ๆ ไม่มีไซส์สำหรับอลิสแต่ลินเซ่ทำให้เป็นพิเศษอย่างรวดเร็วจนโทยะสงสัยว่าพลังพิเศษในฐานะเครือญาติของลินเซ่จะเป็นการเย็บผ้าด้วยความเร็วสูง) และเตรียมพร้อมที่จะทำการต่อสู้โดยมีท่านพี่โมโรฮะคอยทำหน้าที่เป็นกรรมการโดยโมโรฮะได้อธิบายกติกาของการประลองให้ทั้งสองทราบก่อนด้วยโดยหลัก ๆ ก็คือห้ามใช้เวทมนตร์ในการต่อสู้ หากออกนอกเวทีก็จะถูกปรับแพ้ เวลาในการต่อสู้จำกัดอยู่ที่ห้านาทีหรือจะจบลงทันทีที่มีคำประกาศยุติจากกรรมการเมื่อรับทราบกติกากันแล้วโมโรฮะก็ประการเริ่มการต่อสู้ซึ่ง ขนาดตัวของนักสู้ทั้งสองถือว่าต่างกันมากเพราะ เอนเด้สูงเกิน 170 ซม. แต่อลิสนั้นสูงไม่ถึง 120 ซม. แต่ว่าคนที่เปิดฉากก่อนก็คืออลิส แต่เอนเด้ก็ปัดป้องเอาไว้ได้หมดการเคลื่อนไหวของอลิสนั้นถือว่าทำได้ค่อนข้างดีในสายตาของยาเอะและฮิวด้า ในระหว่างการต่อสู้อลิสเริ่มใช้พลังปราณในการเพิ่มพลังโจมตีแต่เอนเด้ก็ยังป้องกันไว้ได้อยู่ แต่อลิสก็อาศัยจังหวะนั้นปล่อยพริสม่าโรสออกไปโจมตีเอนเด้ซึ่งการที่เธอใช้พลังนั้นได้ก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่าเธอคือลูกของเมลอย่างแน่นอน หลังจากนั้นอลิสก็รุกไล่เอนเด้ต่อโดยการสร้างผลึกเป็นกำปั้นยักษ์ไว้ที่มือของเธอและปล่อยออกไปในลักษณะคล้ายกับหมัดติดสปริงซึ่งท่านี้ได้ทำการดัดแปลงมาจากพริสม่ากิโยตินแต่เอนเด้ก็หลบการโจมตีนั้นได้และอาศัยช่องว่างในจังหวะที่อลิสดึงกำปั้นสปริงของเธอกลับมานั้นทำการจู่โจมสวนกลับด้วยท่า “เคียวชินเรปปะ” ทำลายหมัดสปริงของอลิสลงได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะว่าไปแล้วคนที่สอนการต่อสู้ให้อลิสก็คือเอลเซ่ และเอนเด้กับเอลเซ่ก็เรียนวิชาจากทาเครุเหมือนกันเรียกว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกันและยังประมือกันอยู่ทุกวันดังนั้นเอนเด้จึงรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมดของอลิสอยู่แล้วนั่นเองและสุดท้ายเอนเด้ก็เหวี่ยงให้อลิสออกนอกเวทีไปแม้จะเธอจะลงพื้นได้อย่างสวยงามแต่ก็แพ้ไปอยู่ดีแต่หลังจากนั้นเอนเด้ก็โดนเนกับริเสะลากตัวไปคุยข้างสนามเรื่องที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้อลิส
.
เมื่อเอนเด้โดนลากตัวไปแล้วอลิสก็ขอให้โทยะเป็นคู่ต่อสู้รายต่อไปของเธอซึ่งโทยะก็พยายามจะหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงโชคดีที่เอลเซ่เข้ามารับหน้าที่แทนอลิสก็ดีใจที่จะได้สู้กับอาจารย์ของเธอตอนสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น (เพราะในอนาคตเอลเซ่เป็นคุณแม่ไปแล้ว) ในขณะเดียวกันยาเอะกับฮิลด้าก็พูดคุยกันถึงเรื่องการอัพแรงค์ของพวกเธอให้เป็นระดับเงินเพราะถ้าหากว่าเป็นไปตามที่ท่านย่าโทคิเอะบอกพวกเด็ก ๆ จากอนาคตเป็นนักผจญภัยระดับเงินและทองกันทั้งนั้นซึ่งอยู่สูงกว่ายาเอะและฮิวด้าที่่ตอนนี้เป็นแค่ระดับแดง และหลังจากการต่อสู้จบลงด้วยชัยชนะของเอลเซ่ อลิสก็ไปเที่ยวภายในเมืองกับครอบครัวของเธอ เอลเซ่ ฮิวด้า ยาเอะและคืนอื่น ๆ ก็ไปที่กิลด์เพื่อจะทำภารกิจเพื่ออัพแรงค์ ส่วนโทยะไปที่บาบิโลนห้องสมุดเพื่อหาพูดคุยกับเรจีน่า เอลก้า แล้วก็ฟามเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเวทกาลเวลา แต่ก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าแม้ว่าโทยะจะถามเอลก้าเกี่ยวกับสกิลของนัวร์ที่สามารถเดินทางข้ามมิติได้แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจะสามารถย้อนอดีตหรือเดินทางไปอนาคตได้หรือเปล่าเพราะค่าตอบแทนของการใช้สกิลมันเสี่ยงต่อมาสเตอร์ค่อนข้างมากจึงไม่น่าจะสามารถได้ ส่วนเรื่องที่ว่าเด็ก ๆ ที่เดินทางมาถึงแล้วจะเจอปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่านั้นถ้าดูจากความสามารถของอลิสแล้วลูก ๆ ของโทยะก็น่าจะมีฝีมือพอป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่งและถ้าพวกเขามาถึงก็น่าจะติดต่อมาหา ถ้าเป็นแบบนั้นโทยะก็จะสามารถออกไปรับพวกเด็ก ๆ กลับได้ทันทีเพราะถึงโลกนี้จะไม่ได้มีอันตรายอยู่มากนักแต่พวกมิจฉาชีพ หรือพ่อค้าทาสก็ยังมีอยู่
.
หลังจากนั้นหลายวันต่อมาโทยะก็มาพบกับเอนเด้ที่กระดี้กระด้าผิดปกติจนโทยะคิดว่าไอ้นี่มันเอนเด้ตัวปลอมหรือเปล่าหลังจากนั้นเอนเด้ก็ได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับลูก ๆ ของโทยะที่ได้มาจากอลิสว่า โทยะมีลูกทั้งหมดเก้าคนหนึ่งในนั้นเป็นผู้ชายแค่คนเดียวที่เหลือเป็นลูกสาวทั้งหมดซึ่งโทยะก็บอกว่าอันนี้เขารู้อยู่แล้ว จากนั้นเอนเด้จึงได้บอกข้อมูลต่อไปว่า ลูกของโทยะอายุมากที่สุดคือ 11 ขวบ น้อยที่สุดคือ 5 ขวบ เมื่อลองคำนวนดูแล้วลูกคนแรกของโทยะจะเกิดในอีก 6 ปีข้างหน้าแถมมีความเป็นไปได้ว่าลูกคนที่สองกับสามอาจเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน และพอคิดถึงลูกคนโตที่อายุ 11 นั้นไล่เลี่ยกับอายุของยูมิน่าตอนที่พบกันโทยะเลยยิ่งคิดไปไกลว่าลูกคนนั้นมีคู่หมั้นหรือยังนะคิดแล้วก็พาลอยากจะร้องไห้ซะอย่างนั้น แต่เอนเด้ก็บอกว่าลูกคนโตของโทยะบอกว่าจะไม่ยอมรับคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองเป็นคู่ครองแถมเด็กคนนั้นยังเป็นนักผจญภัยระดับทองด้วยดูท่าว่าจะหาคนมาเทียบเคียงได้ยาก แต่ไม่ว่าจะยังไงบรุนฮิวก็มีสถานะเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่งถึงจะเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ แต่ยังไงก็ถือเป็นชนชั้นปกครองลูกสาวแต่ละคนก็มีสถานะเป็นองค์หญิงยังไงก็ไม่มีทางเลี่ยงการแต่งงานได้โดยส่วนตัวโทยะก็ไม่ได้อยากให้ลูกสาวไปแต่งงานทางการเมืองเขาอยากให้ลูกสาวของเขาแต่งงานไปอย่างมีความสุขมากกว่าจะให้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ในระหว่างที่กำลังคิดไปเรื่อยอยู่นั้นจู่ ๆ เอนเด้ก็ตบไหล่โทยะพร้อมกับบอกว่าลูกสาวของเขาดูเหมือนจะชอบลูกชายของโทยะอยู่ถึงขนาดบอกว่าจะไปเป็นเจ้าสาวของเด็กคนนั้นเลยทีเดียว พร้อมกับถามว่าโทยะคิดยังไงกับเรื่องนี้กันในระหว่างนั้นเอนเด้ก็เพิ่มแรงในการตบไหล่จนโทยะรู้สึกเจ็บกันเลยทีเดียว โดยเอนเด้บอกการพูดเรื่องแต่งงานกับเด็กอายุหกขวบเนี้ยลูกสาวของเขายังไม่พร้อมหรอกนะ โทยะก็ได้แต่บอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ว่ากันตามจริงมันก็เร็วไปจริง ๆ นั่นแหละแต่ปัญหาคือโทยะยังไม่เจอหน้าลูกชายของเขาเลยไม่อาจจะบอกได้ว่าตกลงแล้วคิดยังไงกับอลิสกันแน่แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้โทยะต้องเคลียร์กับไอ้คุณพ่อจอมหวงลูกสาวตรงหน้านี้ก่อน
.
โทยะพาครอบครัวของเอ็นเด้มายังอาณาจักรพาเรริอุสเนื่องจากได้รับการร้องขอให้ความมากำจัดอสูรยักษ์ “ทาสคบอร์” ที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กับหมูป่าโดยผู้ที่ทำหน้าที่จัดการกับทาสคบอร์ก็คืออลิสที่บังคับชีวาเรียอยู่เนื่องจากได้ยินว่าอลิสสามารถขับเฟรมเกียร์ได้ด้วยโทยะจึงอยากดูฝีมือจึงได้พากันมาที่นี่ โดยเทคนิคของอลิสนั้นเยี่ยมยอดมากขนาดขับชีวาเลียที่เชื่องช้าเพราะมีน้ำหนักมากให้เคลื่อนไหวได้อย่างพริ้วไหวและคล่องแคล่วโดยอาวุธติดตั้งให้กับชีวาเลียตัวนี้ก็คือกระบอง แต่สู้ไปซักพักอลิสก็ปากระบองใส่ทัคบอร์โดยตัวกระบองกระแทกเข้าที่ส่วนหน้าผากทำให้เกิดบาดแผลขึ้นในจังหวะนั้นเองอลิสก็ใช้พลังของเธอสร้างกอนเล็ทแบบเดียวกับทีเมลเคยสร้างให้กับดรากูนของเอนเด้เมื่อตอนสู้ศึกเทพมารขึ้นมาห่อหุ้มแขนทั้งสองข้างของชีวาเลียเอาไว้และปล่อยหมัดสังหารเข้าใส่ทาสคบอร์ตรงช่วงบริเวณจมูกพลังทำลายจากหมัดนั้นทำให้เขี้ยวของทาสคบอร์หักและส่งร่างของมันลอยไปบนอากาศก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นและสิ้นชีพลงในเวลาต่อมาซึ่งอลิสนั้นส่งเสียงร้อยไชโยด้วยความดีใจมาก ๆ ที่โค่นศัตรูลงได้แต่โทยะกลับบอกว่าใช้ไม่ได้ เนกับริเสะที่ได้ยินคำวิจารณ์นั้นก็แสดงความไม่พอใจออกมาทันที(ตามประสาคุณแม่จอมอวย) แต่เอนเด้ก็เข้ามาเคลียร์ว่าโทยะไม่ได้บอกว่าฝีมือการต่อสู้ของอลิสนั้นใช้ไม่ได้แต่วิธีการจัดการตะหากที่ใช้ไม่ได้เพราะอลิสทำเขี้ยวของทาสคบอร์หักทำให้มันสูญเสียมูลค่าไปอย่างมากในฐานะของนักผจญภัยระดับเงินหรือทองเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกเพราะชิ้นส่วนมอนสเตอร์จะขายได้ราคาดีมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของมัน
.
แต่พออลิสลงมาจากเฟรมเกียร์เธอก็วิ่งยิ้มร่าเข้ามาหาทำให้โทยะล้มเลิกความคิดที่จะบ่นเรื่องนั้นไป เนื่องจากงานคราวนี้ไม่ใช่งานที่รับจากกิลด์แถมยังสัญญากับราชินีแห่งพาเรริอุสไว้ด้วยว่าจะขายซากของสัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้ให้ในราคาถูกเนื่องจากสภาพเละเทะไปหน่อยแบบนี้คงขายไม่ได้ราคาดีเท่าที่ควรแน่ โทยะเลยให้เอนเด้รับผิดชอบจ่ายค่าส่วนต่างแทน และตามคำบอกเล่าของอลิสโลกในอนาคตอีกประมาณสิบปีหลังจากนี้จะมีพวกสัตว์อสูรขนาดยักษ์เกิดขึ้นมากมายสาเหตุก็เพราะผลพวงจากการที่โลกสองใบทับซ้อนกันทำให้ปริมาณพลังเวทในอากาศหนาแน่นขึ้นส่งผลให้สัตว์อสูรพวกนี้เติบโตผิดปกติและกลายเป็นอสูรยักษ์ดังนั้นเฟรมเกียร์จึงยังคงมีไว้เพื่อใช้ต่อกรกับพวกอสูรเหล่านั้นซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าลูก ๆ ของโทยะเองก็น่าจะขับเฟรมเกียร์ต่อสู้กับอสูรพวกนี้เหมือนกันหลังจัดการธุระที่อาณาจักรพาเรริอุสเสร็จ โทยะก็เปิดเกทพาทุกคนกลับมาที่บรุนฮิวแล้วในตอนนั้นเองก็มีเสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนดังขึ้นแต่โทยะรู้ว่าไม่ใช่ของตนจึงพยายามมองหาว่าเป็นเสียงจากสมาร์ทโฟนของใครสุดท้ายก็ได้คำตอบว่าเป็นเสียงสมาร์ทโฟนของอลิส เธอหยิบมันออกมาจากกระเป๋าซึ่งโทยะสังเกตเห็นว่าสามาร์ทโฟนของอลิสมีการตกแต่งอย่างน่ารักออกมาจากกระเป๋าโดยมีเคสที่เป็นลักษณะเหมือนหูแมวหุ้มตัวสมาร์ทโฟนไว้ด้วย เมื่ออลิสดูเบอร์บนหน้าจอแล้วก็บอกว่า “พี่ยาคุโมะ” โทรมาเมื่อโทยะได้ยินชื่อนั้นก็สะกิดใจขึ้นมาทันทีหลังจากนั้นอลิสก็รับสายและคุยกับพี่ยาคุโมะที่เธออ้างถึงเมื่อกี้และไม่นานนักอีกฝั่งก็วางสายไป
.
เมื่อสายถูกวางไปแล้วโทยะก็ถามว่าคนที่โทรมาเมื่อกี้คือ...ซึ่งตอนแรกอลิสก็ลังเลที่จะบอกเพราะเกรงว่ามันจะเผยข้อมูลมากไปหรือเปล่าแต่โทยะก็บอกว่าถ้ามันเป็นข้อมูลที่บอกไม่ได้ท่านย่าโทคิเอะก็คงออกมาห้ามเองแหละอลิสจึงยอมบอกให้รู้ว่า พี่ยาคุโมะที่เธอคุยด้วยเมื่อกี้ก็คือ ลูกคนโตของโทยะที่เกิดกับยาเอะสรุปแล้วโทยะมีลูกกับยาเอะเป็นคนแรกโดยตอนนี้เธออยู่ที่โรดเมียแต่จะยังไม่กลับบรุนฮิวซักพักเพราะเธอต้องการจะเดินทางฝึกฝนวิชาซักหน่อยแม้ว่าโทยะอยากจะไปรับลูกกลับมาแต่อลิสก็บอกว่าเปล่าประโยชน์เพราะยาคุโมะใช้เวทเกทได้เธอจึงสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตามที่เธอต้องการ และเพราะโทยะไม่เคยเห็นหน้ายาคุโมะทำให้เขาไม่สามารถใช้เซิร์จตามหาได้และถึงแม้ว่าจะสามารถใช้รีคอลกับอลิสเพื่อเก็บภาพของยาคุโมะได้แต่คาดว่าท่านย่าโทคิเอะคงออกมาห้ามอยู่ดีดังนั้นโทยะเลยตัดใจที่จะติดต่อกับยาคุโมะในตอนนี้ไปก่อนแต่ปัญหาคือต่อจากนี้ตะหากเขาจะต้องทำยังไงถึงจะบอกเรื่องนี้กับยาเอะได้โดยที่ไม่ให้เกิดความวุ่นวายหลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทกลับไปหาเหล่าภรรยาและค่อย ๆ อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ อย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าภรรยาของเขาเกิดอาการตื่นเต้นตกใจมากจนเกิดไป จากนั้นซูก็พูดขึ้นว่าลูกสาวของยาเอะนั้นเป็นนักผจญภัยระดับทองหรือเปล่านะ โทยะจึงนึกย้อนไปถึงสิ่งที่ได้ฟังมาจากเอนเด้ที่ว่า “จะไม่แต่งงานกับคนที่อ่อนแอกว่าตัวเอง” ซึ่งก็คงจะหมายถึงลูกสาวคนนี้แน่ ๆ โดยคนที่สอนวิชาดาบให้ยาคุโมะนอกจากยาเอะแล้วก็คงมีท่านพี่โมโรฮะร่วมด้วยแน่ ๆ แต่ไม่ว่าจะยังไงคนเป็นแม่อย่างยาเอะก็อดห่วงลูกสาวของตัวเองไม่ได้อยู่ดี ส่วนโมโรฮะก็บอกว่าเด็กคนนั้นเป็นนักผจญภัยระดับทองไม่ใช่หรือยังไงก็ไม่ต้องห่วงมากจนเกินไปและถ้าจะว่าไปแล้วตัวยาเอะเองก็เคยออกเดินทางฝึกฝนตัวเองแบบนี้เหมือนกันแต่ยาเอะก็แย้งว่าตอนเธอออกเดินทางนั้นเธออายุ 13 ปีสุดท้ายโมโรฮะก็บอกว่าคนเป็นพ่อแม่ก็รู้จักที่จะเชื่อมั่นในตัวของลูก ๆ นะ
.
สุดท้ายโทยะก็จนปัญญาที่จะตามหาตัวยาคุโมะดูเหมือนสมาร์ทโฟนที่เด็ก ๆ ในอนาคตใช้นั้นจะมีฟังก์ชั่นป้องกันการค้นหาด้วยเลย และต่อให้พิมพ์คำว่าลูกของยาเอะก็ไปโผล่ที่อิเชนเพียบเลยสรุปแล้วก็คือไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เวทค้นหา จากนั้นประเด็นก็เริ่มเบี่ยงไปทางอื่นเมื่อรูเชียพูดถึงเรื่องที่เธอรู้สึกเจ็บใจนิด ๆ ที่ยาเอะได้มีลูกกับโทยะเป็นคนแรกส่วนยาเอะก็ทั้งดีใจและอายหน้าแดงจากนั้นซูก็บ่นว่า ลูกของยาเอะอายุ 11 ปีแล้วอ่อนกว่าเธอแค่สองปีเองซูจึงอยากจะทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้พอปรึกษารีนแล้วได้ข้อสรุปว่าการแต่งตัว เสื้อผ้า กับทรงผม ก็พอจะช่วยได้อยู่หลังจากนั้นโทยะก็เปิดสมาร์ทโฟนเพื่อให้สาว ๆ ได้ดูแบบชุดแฟชั่นแต่แล้วโทยะก็มองย้อนดูตัวเองพร้อมกับจินตนาการว่าถ้าโดนลูกบอกว่า “คุณพ่อแต่งตัวแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?” เขาก็รู้สึกว่าแบบนั้นไม่ดีแน่โทยะจึงเริ่มหาดูชุดแฟนชั่นสำหรับผู้ชายบ้าง เช้าวันต่อมาระหว่างมื้ออาหารเช้ายาเอะก็มีสภาพจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวส่วนสาเหตุนั้นก็ไม่เดาได้ไม่ยากเรื่องเกี่ยวกับลูก ๆ ที่เดินทางข้ามเวลามานั่นแหละเพราะโทยะเองก็ไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน จากนั้นก็มีการคาดเดาว่าถ้าเด็กคนอื่น ๆ มาถึงยุคนี้แล้วจะตรงกลับมาที่บรุนฮิวเลยหรือไม่ซึ่งในความคิดของรีนเธอคิดว่าลูกของเธอคงไม่มาทันทีแน่เพราะถ้ามีโอกาสกลับมาอดีตได้แบบนี้คงไปแวะดูโน่นดูนี่แน่ ๆ เพราะโอกาสที่จะได้เดินทางย้อนอดีตมันไม่ได้มีกันได้บ่อย ๆ ส่วนเรื่องที่ว่าลูกสาวของยาเอะใช้เวทเกทได้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเพราะตามปกติเวทไร้ธาตุจะไม่ได้สืบทอดกันตามสายเลือดแม้จะเป็นพ่อลูกหรือแม่ลูกกันก็ไม่ค่อยจะมีลักษณะที่ว่าลูกที่เกิดมาจะสามารถมีเวทไร้ธาตุแบบเดียวกันกับพ่อแม่ หลังมื้อเช้าจบลง เอลเซ่ ยาเอะ และฮิวด้าก็เดินทางไปที่กิลด์นักผจญภัยหาเควสมาอัพแรงค์ส่วนโทยะก็ต้องไปจัดการงานเอกสาร
.
หลังจัดการงานเอกสารเสร็จแล้วโทยะก็ไปที่เมืองรอบปราสาทโดยมีโคฮาคุตามมาด้วย โดยจากปากคำของอลิสในอนาคตนั้นพวกสัตว์เทพจะทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ประจำตัวให้กับลูกชายของโทยะด้วยส่วนลูกของยาเอะนั้นดูจะไม่ต้องมีคนคุ้มกันเพราะเธอเก่งกว่าคนคุ้มกันเยอะ โทยะมาถึงหน้าร้านของโอลบาและได้พบกับอลิสที่กำลังไขตู้กาชาปองอยู่ที่หน้าร้านเมื่ออลิสสังเกตเห็นโทยะเธอก็เข้ามาทักทันทีโทยะจึงถามว่าอลิสมาทำอะไรอยู่แถวนี้คนเดียวและพวกเอนเด้ไปไหนซึ่งอลิสก็บอกว่าพ่อไปทำงานที่กิลด์ส่วนพวกคุณแม่ก็ซื้อของอยู่แถว ๆ นี้แหละหลังจากนั้นโทยะก็ถามว่ามีการติดต่อจากยาคุโมะเข้าอีกหรือเปล่า อลิสจึงตอบว่าไม่มี พร้อมกับบอกด้วยว่า พี่ยาคุโมะนั้นถ้ามุ่งมั่นกับอะไรซักอย่างแล้วจะไม่สนเรื่องอื่นเลยเพราะเป็นแบบนั้นก็เลยมักจะโดนพี่เฟรย์โกรธใส่อยู่บ่อย ๆ จากนั้นอลิสก็รู้ตัวว่าหลุดชื่อลูกของโทยะออกไปอีกแล้วสุดท้ายอลิสก็บอกให้ฟังว่า เฟรย์นั้นชื่อเต็ม ๆ ว่า “เฟรกัลด์” แต่ทุกคนจะเรียกว่า เฟรย์ หรือ พี่เฟรย์ โทยะคาดเดาว่าคงเฟรย์นั้นคงเป็นลูกสาวของฮิวด้าเพราะชื่อเต็ม ๆ ของฮิวด้าก็คือ ฮิวเดการ์ด และถ้าอลิสเรียกว่าพี่ก็แสดงว่ามีอายุมากกว่าแต่พอโทยะจะหลอกถามข้อมูลเพิ่มเติมสมาร์ทโฟนของอลิสก็ดังขึ้นซะก่อนหลังจากวางสายไปอลิสก็บอกว่าแม่เรียกเธอกลับบ้านแล้วเธอจึงขอตัวไปก่อน
.
หลังจากอลิสวิ่งหายลับไปแล้วก็มีคนเข้ามาทักโทยะต่อ เขาคนนั้นก็คือแลนซ์หนึ่งในอัศวินแห่งบรุนฮิวด์นั่นเองแต่ว่าวันนี้เขากลับไม่ได้ใส่ชุดเกราะและในมือก็ถือช่อดอกไม้อยู่ด้วยแสดงว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเขาและเขาก็คงกำลังจะไปหามิกะแน่ ๆ ดูเหมือนว่าหลังจากพิธีแต่งงานของโทยะแลนซ์ก็รุกเข้าหามิกะจะตอนนี้ได้เป็นคนรักกันแล้วทำเอาเหล่าอัศวินคนอื่น ๆ กับเหล่านักผจญภัยที่แอบชอบมิกะอยู่น้ำตาตกกันเป็นแถว แม้ว่าอุปสรรคใหญ่อีกอย่างหนึ่งของแลนซ์นั้นก็คือพ่อของมิกะแต่โทยะก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และเมื่อไม่รู้จะไปไหนต่อดีโทยะก็เลยตามแลนซ์ไปยังโรงแรมจันทราสีเงินด้วย เมื่อเข้าไปโรงแรมแล้วแลนซ์ก็มอบดอกไม้ให้มิกะแล้วก็อยู่กันลำพังในโลกของทั้งคู่ซักพักมิกะถึงได้สังเกตเห็นว่าโทยะก็มาด้วย แต่พอมิกะถามว่าวันนี้มีธุระอะไรโทยะก็บอกไปตรง ๆ ไม่ได้ว่ามาเดินมองหาเหล่าลูก ๆ ที่มาจากอนาคตก็เลยสั่งน้ำผลไม้สองแก้วมานั่งดื่ม โทยะสังเกตบรรกาศภายในห้องอาหารของโรงแรมก็พบว่ามีผู้คนเข้ามานั่งทานอาหารอยู่เยอะพอสมควร ในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นว่ามีพนักงานเสิร์ฟที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ด้วยน่าจะเป็นคนที่เพิ่งจ้างเข้ามาใหม่ดูภายนอกแล้วเธอน่าจะอายุประมาณยี่สิบไล่เลี่ยกับมิกะ พอมิกะเอาน้ำผลไม้มาเสิร์ฟให้โทยะก็ถามเกี่ยวกับเด็กเสิร์ฟคนนั้นทันที มิกะบอกว่าจ้างเด็กเสิร์ฟคนนั้นเข้ามาเมื่อสามวันก่อนโดยจ้างเป็นลักษณะพนักงานพาร์ทไทม์แต่หลังจากที่มิกะกลับเข้าครัวไปแล้วสาวเสิร์ฟคนนั้นก็จ้องมองมาทางโทยะก่อนจะเดินเข้ามาหาและถามว่าเขาคือ โมจิซึกิ โทยะ ใช่ไหม? โทยะก็ตอบว่าใช่จากนั้นเด็กเสิร์ฟก็ถามต่อว่าไม่รู้ว่าเธอเป็นใครสินะ ในตอนนั้นเองโคฮาคุก็บอกร่างของเด็กเสิร์ฟคนนี้ไม่ใช่ร่างจริงเป็นสิ่งที่เกิดจากเวทมนตร์เมื่อรู้แบบนั้นโทยะก็ถามกลับไปว่าเธอเป็นใครเด็กเสิร์ฟคนนั้นก็ตอบว่าเธอชื่อ “คูน” แม้ว่าจะไม่ใช่การพบกันครั้งแรกสำหรับเธอแต่ว่าก็ต้องพูดว่ายินดีทีไ่ด้พบคุณพ่อ
.
หลังจากพูดจบคูนก็คลายเวทมิราจที่ปกคลุมร่างตัวเองออกและคืนสู่รูปลักษณ์แท้จริงของเธอที่เป็นเด็กหญิงอายุประมาณสิบขวบสวมชุดโกธิคสีดำผมยาวสีขาวมัดผมแบบไซส์อัพดวงตาสีทองมองดูแล้วเหมือนปิศาจตัวน้อยแถมยังมีปีกใส ๆ คล้ายกับผีเสื้อที่ด้านหลังอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเผ่าภูติอีกด้วย หลังจากนั้นคูนก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบใจที่แกล้งพ่อสำเร็จและถ่ายภาพสีหน้าตอนนั้นเก็บเอาไว้ด้วยโดยบอกว่าจะเอาไปให้แม่ดูหลังจากกลับไปอนาคต เมื่อสมความตั้งใจแล้วคูนก็แนะนำตัวเองอีกครั้งโดยคราวนี้เธอจับชายกระโปรงยกขึ้นและก้มหัวลงเป็นการแสดงออกถึงมารยาทของชนชั้นสูง โดยเธอแนะนำตัวเองว่าเธอคือบุตรสาวของรีนจอมเวทประจำวังหลวงแห่งบรุนฮิวมีนามว่า “คูน” ซึ่งแลนซ์ที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็ได้แต่สงสัยว่าคุณพ่อที่เด็กคนนี้พูดถีงมันหมายความว่าอย่างไร เพราะโทยะพึ่งแต่งงานจึงไม่น่าจะมีลูกโตขนาดนี้ แต่คูนก็พูดแก้ตะกี้เธอพูดผิดจริง ๆ แล้วต้องเป็นพี่ชายและเธอเป็นญาติห่าง ๆ ของโทยะ หลังจากนั้นคูนก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนแล้วจะกลับมาคุยด้วยทีหลังแล้วก็ใช้มิราจแปลงร่างกลับไปเป็นสาวเสิร์ฟอีกครั้ง
.
หลังจากนั้นแม่กับลูกก็ได้มาเจอหน้ากันในที่สุด หากมองด้วยตาก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเป็นแม่ลูกกันเพราะสภาพภายนอกสองคนนี้เหมือนพี่น้องกันมากกว่าขนาดโพล่ายังมองซ้ายทีขวาทีด้วยความแปลกใจ คูนถามว่าเธอเป็นคนแรกที่มาถึงอย่างนั้นหรือแต่คำตอบก็คืออลิสกับยาคุโมะมาถึงก่อนแล้วแต่ว่าที่อยู่ที่บรุนฮิวมีแค่เธอกับอลิสเพราะยาคุโมะบอกว่าจะออกเดินทางฝึกฝนคูนจึงบอกว่าสมกับเป็นพี่ยาคุโมะล่ะนะ หลังจากนั้นโทยะก็ถามข้อมูลเกี่ยวกับคูนว่าอายุเท่าไหร่และเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ของเขาซึ่งคูนก็บอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอว่า ตอนนี้เธออายุสิบขวบเป็นลูกคนที่สาม เมื่อยาคุโมะคือลูกสาวคนโตและคูนคือลูกสาวคนที่สามถ้าเช่นนั้นลูกสาวคนที่สองก็อาจจะเป็นเฟรย์ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เฟรย์หรือเฟรกัลด์นั้นก็คือลูกสาวของฮิวด้าและเป็นลูกคนที่สองทีเกิดไล่เลี่ยกับยาคุโมะ พอได้ยินแบบนั้นฮิวด้าก็รีบถามคูนว่าลูกสาวของเธอเป็นอัศวินที่ดีหรือเปล่า คูนก็บอกได้แค่ว่าก็ดูเป็นอัศวินที่จริงจังอยู่หรอกแต่ว่าออกจะแตกต่างจากอัศวินทั่ว ๆ ไปอยู่นิดหน่อยแต่พอถามต่อว่าแตกต่างตรงไหนคูนก็ไม่ยอมบอกและบอกว่าให้รู้คำตอบตอนพบหน้ากันจะดีกว่าหลังจากนั้นรีนก็พาเปลี่ยนประเด็นมาที่ความสามารถของคูนโดยตัวของคูนนั้นมีเวทไร้ธาตุอยู่สี่อย่างได้แก่ มิราจ โมเดลลิ่ง เอนชานท์ และโปรแกรม แถมเธอยังบอกอีกด้วยว่าพี่น้องทุกคนมีเวทไร้ธาตุติดตัวกันอย่างน้อยหนึ่งเวท
.
หลังจากนั้นคูนก็ได้ขอให้โทยะพาเธอขึ้นไปที่บาบิโลนเพราะในยุคนี้เธอไม่สามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายไปที่นั่นได้อย่างอิสระเพราะยังไม่มีการลงทะเบียนและเธอยังบอกด้วยว่าเห็นแบบนี้เธอก็เป็นวิศวกรเวทมนตร์เธอจึงอยากขึ้นไปใช้อุปกรณ์ที่อยู่บนนั้นและเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเธอเป็นวิศวกรเวทมนตร์จริง ๆ เธอจึงนำผลงานการสร้างของเธอออกมาโชว์ให้ดู คูนหยิบเอาสโตร์การ์ดออกมาและนำสิ่งที่เก็บไว้ออกมาซึ่งมันก็คือโกเลมที่มีรูปร่างเหมือนกับโพล่าแต่มันสร้างมาจากโลหะเรียกได้ว่าเป็นเมก้าโพล่าก็ได้ซึ่งชื่อของมันก็คือ “พาล่า” โดยคูนสร้างมันโดยใช้จีคิวบ์กับคิวเบรนของโกเลมแบบเลกาซี่มันจึงไม่มีโกเลมสกิลแต่ก็พอใช้งานได้ในระดับหนึ่งซึ่งรีนกล่าวชมผลงานการประดิษฐ์ของลูกสาวว่าทำได้ดีทีเดียว ซึ่งความรู้เกี่ยวกับโกเลมนี้คูนเรียนมาจากเอลก้าแล้วก็เรจีน่าด้วยและเมื่อโดนลูกสาวอ้อนเข้าไปโทยะก็ทนความน่ารักของคูนไม่ไหวจึงพาคูนไปยังบาบิโลนตามที่เธอต้องการ คูนที่ดีใจที่พ่อยอมตามใจเธอก็โผเข้ากอดทำเอาโทยะฟินสุดขั้วและเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเอนเด้ที่พูดกับเขาก่อนหน้านี้ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เพราะออกอาการมากไปเลยโดนรีนดุนิดหน่อยในตอนนั้นคูนก็ถามแม่ตัวเองว่า “หึงเหรอ?” ประมาณจะแกล้งแม่ตัวเองแต่ทว่ารีนถือไพ่เหนือกว่าประมาณว่าพูดมากเดี๋ยวก็แบนสิทธิ์การใช้บาลิโลนซะเลยนี่และหลังจากนั้นโทยะก็พาคูนขึ้นไปยังบาบิโลน ในระหว่างที่พูดคุยกับเรจีน่าคูนก็บอกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไนท์โกเลมที่ถูกสร้างขึ้นใช้งานภายในบรุนฮิวโดยอยู่ภายในสังกัดกองอัศวินโดยมีอิลูมิน่าติกอัลบัสของยูมิน่าทำหน้าที่เป็นผู้นำของหน่วยนั้น ซึ่งตัวคูนเองนั้นก็คอยช่วยซ่อมและปรับแต่งพวกโกเลมเหล่านั้นร่วมกับเรจีน่าและเอลก้าด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วในตอนนี้เอลก้ากับเรจีน่าก็กำลังวางโครงการเกี่ยวกับโกเลมรุ่นใหม่ที่จะเอาไว้ดูแลเมืองอยู่พอดีแต่โทยะกำลังรู้สึกว่านี่มันไม่ส่งผลกระทบต่ออนาคตแน่นะ ส่วนทิก้าพอเห็นคูนเข้าก็อยากโผเข้ากอดจึงเข้ามาขออนุญาตโทยะแต่แน่นอนว่าโทยะกับรีนปฏิเสธ
.
หลังจากนั้นคูนก็ขอให้โทยะพาไปยังบาบิโลนส่วนของโรงเก็บเพื่อขอไปดูเฟรมเกียร์ เมื่อไปถึงที่นั่นคูนก็มองดูเฟรมเกียร์ที่เก็บอยู่ที่นั่นด้วยแววตาที่เปล่งประกายเมื่อโรเซ็ตต้ากับโมนิก้าเห็นคูนก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคือเด็กจากอนาคตเพราะระบบแชร์ข้อมูลของบาบิโลนซิสเตอร์แถมเธอเหมือนรีนซะขนาดนั้น คูนมาที่นี่เพราะอยากเห็นเฟรมเกียร์พวกนี้และเธอก็ประทับใจมาก ๆ ที่ได้เห็นมันโมนิก้าจึงสงสัยว่าทำไมต้องดีใจขนาดนั้นเพราะในอนาคตก็น่าจะยังมีเฟรมเกียร์ประจำการณ์อยู่จึงไม่น่าจะใช่ของแปลกอะไรสำหรับยุคนั้นแล้วแต่คูนบอกว่าในยุคที่เธอเกิดนั้นเฟรมเกียร์บางตัวก็ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วโดยเฉพาะพวกวัลคิรี่ยูนิตการที่ได้มาเห็นรุ่นก่อนหน้าด้วยตาตัวเองแบบนี้จึงเป็นอะไรที่สุดยอดมากความรู้สึกนี้ก็คงเหมือนกับแม่ของเธอตอนที่ค้นพบบาบิโลนห้องสมุดนั่นแหละ ซึ่งเรื่องนี้โทยะในอนาคตได้เล่าให้เธอฟังโทยะจงโดนรีนเล่นงานโดยการดึงหูไปตามระเบียบแต่พอคูนแยกตัวไปแล้วรีนถึงได้ปล่อยมือพร้อมกับบ่นว่าลูกสาวเธอนี่ช่างขี้แกล้งซะจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะยังไงคูนก็นิสัยเหมือนกับรีนเอามาก ๆ จนแอบคิดว่าแล้วตกลงลูกสาวคนนี้เหมือนตัวเขาตรงไหนบ้างล่ะเนี้ย ส่วนเหตุผลที่คูนเข้าไปอยู่ในกิลด์นักผจญภัยก็เพราะต้องการหาวัตถุดิบสำหรับงานประดิษฐ์ของเธอนั่นเอง
.
เมื่อมองดูลูกสาวของตนแล้วรีนก็พูดขึ้นว่าทั้งยังไม่ได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดแท้ ๆ แต่กลับได้พบกับลูกสาวในลักษณะแบบนี้แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่มาหกร้อยกว่าปีก็ยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่มากมาย นั่นทำให้โทยะฉุกคิดขึ้นได้ว่ารีนกับซากุระเป็นเผ่าอายุยืนดังนั้นช่วงเวลาชีวิตของลูกของพวกเธอนั้นน่าจะยาวนานกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ แม้ว่าโทยะจะคิดว่าดีเหมือนกันที่ลูกจะได้ไม่ต้องแต่งงานเร็วแต่อีกใจหนึ่งเขาก็รู้ดีว่าเวลาที่เขาจะกลับขึ้นสวรรค์ในฐานะเทพก็ต้องมาถึงแม้ว่าพวกภรรยาทั้งหมดจะได้กลับแดนเทพไปพร้อมกับเขาแต่พวกลูก ๆ ที่เป็นครึ่งเทพก็จะต้องอยู่บนโลกนี้ต่อไปเขาก็อยากให้ลูกได้พบคนที่ดีและมีครอบครัวที่มีความสุขเหมือนกัน แต่พอรีนเห็นโทยะนิ่งไปเธอจึงถามด้วยความสงสัยโทยะก็ตอบว่าเขากำลังคิดว่าอยากให้รีนอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป รีนก็ตอบกลับว่าไม่ว่ายังไงเธอก็จะตามติดเขาไปไม่มีวันปล่อยอยู่แล้วจากนั้นโทยะก็กอดรีนไว้ก่อนจูบกันอย่างหวานชื่นแต่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงแชะดังขึ้นพร้อมกับแสงวาบคูนแอบมาถ่ายภาพทั้งสองคนเอาไว้พร้อมกับบอกว่าคู่สามีภรรยารักใคร่กันดีแบบนี้ลูกสาวอย่างเธอก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว แต่รีนกลับบอกว่าพ่อกับแม่นี่แหละกังวลใจแทนไม่รู้ว่าโทยะสอนลูกมาผิดหรือเปล่าแต่โทยะคิดว่าเขาไม่น่าจะสอนลูกผิดแต่ว่าเด็กคนนั้นเหมือนใครบางคนมากเกินไปหน่อยตะหากแต่แน่นอนว่าโทยะไม่ได้พูดออกไปเขาได้แต่หัวเราะและคิดถึงอนาคตต่อจากนี้
.
ณ ปาร์ตี้น้ำชาของราชีนีแห่งบรุนฮิวที่จัดเป็นประจำในสวนของบาบิโลนการ์เด้น ราชินีทั้งเก้ามารวมตัวกันอยู่โต๊ะกลมเพื่อเริ่มเปิดการประชุมสรุปสถานการณ์เกี่ยวกับเหล่าลูก ๆ ของพวกเธอที่เดินทางข้ามเวลามายังยุคสมัยนี้โดยมียูมิน่าเป็นผู้กล่าวนำการประชุม จากข้อมูลปัจจุบันที่มีอยู่ยืนยันแน่ชัดแล้วว่ามีเด็กสองคนเดินทางมาถึงยุคนี้เรียบร้อยแล้วนั่นก็คือลูกของยาเอะ กับลูกของรีนแต่ว่ายาคุโมะกลับออกเดินทางเพื่อฝึกฝนตนเองจึงยังไม่กลับมาบรุนฮิวดังนั้นตอนนี้จึงมีแค่คูนเท่านั้นที่อยู่ที่บรุนฮิว ส่วนยาคุโมะก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลยหลังจากนั้น ลินเซ่สอบถามรีนที่ได้พบกับลูกของตัวเองมาแล้วว่าได้ข้อมูลอะไรจากคูนมาเพิ่มเติมอีกไหมแต่คำตอบคือไม่มีเพราะคูนระวังตัวมากกว่าอลิสจึงไม่เปิดช่องโหว่ให้ล้วงข้อมูลได้เลยแม้จะมีหลุดออกมานิด ๆ แต่ก็ไม่มากพอที่จะใช้ปะติดปะต่ออะไรได้เอาจริง ๆ เหมือนจงใจแกล้งปั่นหัวมากกว่าหลุดปากพูดเสียด้วยซ้ำ จนรีนต้องขอโทษแทนลูกสาวที่แกล้งปั่นหัวทุกคนแน่นอนว่าคูนรู้ทุกอย่างแต่ที่ทำแบบนี้ก็คงเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแถมยังบ่นด้วยว่านิสัยเสียเหมือนโทยะไม่มีผิดทว่าอีกอีกแปคคนที่เหลือนั้นก็ปฏิเสธกันอยู่ในใจว่านี่มันไม่ใช่นิสัยเสียของโทยะแต่เป็นของอีกคนตะหาก จากนั้นรูเชียก็ถามว่าตอนนี้คูนทำอะไรอยู่ รีนจึงตอบว่าตอนนี้ไปเที่ยวเล่นกับอลิสซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะถ้าเอาแต่หมกตัวอยู่แต่บนบาบิโลนก็คงไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ
.
ในตอนนั้นก็มีภาพจากเนียวทาโร่ส่งมาให้ซากุระเนื่องจากเนียวทาโร่เป็นอสูรอัญเชิญของซากุระดังและยังเป็นผู้ควบคุมหน่วยแมวที่ตรวจตราอยู่ในเมืองดังนั้นเธอจึงใช้ประโยชน์จากตรงนี้โดยให้เนียวทาโร่แอบติดตามการเคลื่อนไหวอลิสและคอยรายงานกลับมาให้รู้นั่นเองเผื่อว่าจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบ้างและตอนนี้คูนก็ไปพบกับอลิสที่ร้านพาแรนโดยขณะนี่เป็นการแอบถ่ายวีดีโอโดยมีทั้งภาพและเสียงส่งกลับไปให้พวกซากุระ โดยพวกเด็ก ๆ กำลังทานขนมที่สั่งมาแล้วก็พูดคุยกันไปพลาง ๆ หัวข้อสนทนาตอนนี้คืออลิสเงินหมดแต่โชคดีที่เจอคูนเข้าก็เลยนั่งกินขนมแบบนี้ได้แต่คูนก็บอกว่าเธอก็ไม่ได้พกเงินมาเหมือนกันทำเอาอลิสหน้าเสียไปเลย แต่ซักพักคูนก็บอกว่าเธอไม่ได้พกมาจริง ๆ แต่ว่า... จากนั้นเธอสั่งให้พาล่าหยิบเงินออกมาทำให้อลิสโล่งใจและบ่นเรื่องนิสัยขี้แกล้งของคูน จากนั้นอลิสก็พูดว่าอยากให้คนอื่น ๆ ที่เหลือมาที่นี่เร็ว ๆ และในบทสนทนานั้นเองก็มีชื่อ ลินเน่กับโยชิโนะ หลุดออกมาจากปากของคูน บรรดาเหล่าคุณแม่ที่แอบฟังอยู่พุ่งความสนใจไปที่คำพูดนั้นทันทีชื่อลินเน่นั้นเคยได้ยินจากอลิสมาก่อนแล้วแต่ชื่อโยชิโนะนั้นเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่ต้องเป็นชื่อลูกของใครซักคนในกลุ่มพวกเธอแน่ แต่ถ้าฟังจากการออกเสียงแล้วอาจจะเป็นคำที่มาจากโลกเดิมของโทยะยาเอะเดา ๆ ว่าคำว่าโยชิโนะอาจจะมาจาก โซเมะโยชิโนะที่เป็นชื่อของต้นซากุระสายพันธุ์หนึ่งก็ได้ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าโยชิโนะที่ว่านี้น่าจะเป็นลูกของซากุระ ส่วนตัวซากุระนั้นมั่นใจว่านั่นคงเป็นชื่อลูกของเธอแน่ จากนั้นก็ได้ยินคูนก็พูดต่อว่าโยชิโนะนั้นใช้เทเลพอร์ตได้คงไม่มีปัญหา จากนั้นก็พูดชื่ออาเชียออกมาอีก คราวนี้รูเชียคิดว่าน่าจะเป็นชื่อของลูกเธอแน่เพราะชื่อคล้าย ๆ กัน
.
คูนพูดต่อไปว่าถ้าเป็นอาเชียล่ะก็ถ้ามาถึงเมื่อไหร่คงมุ่งตรงมาที่บรุนฮิวทันทีแน่เพราะคงอยากจะรีบมาพบกับพ่อแต่หวังว่าคงจะไม่ทะเลาะกับคุณแม่อาเชียในช่วงเวลานี้หรอกนะ พอได้ยินแบบนั้นรูเชียก็มีสีหน้าปั้นยากเพราะไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกตัวเองในอนาคตเป็นยังไงกันแน่ แต่อย่างน้อย ๆ อลิสก็บอกว่าอาเชียนั้นไม่ได้เกลียดคุณแม่หรอกรักมากด้วยซ้ำ แต่ว่าในตอนนั้นเองเนียวทาโร่ก็โดนพาล่าจับได้ทำให้สมาร์ทโฟนหลุดมือและภาพก็ตัดไปจากนั้นคูนก็มาเก็บสมาร์ทโฟนของเนียวทาโร่และบอกกับพวกคุณแม่ว่าแอบถ่ายแบบนี้ไม่ดีเลยนะ เด็ก ๆ ก็ต้องการความเป็นส่วนตัวเหมือนกันจากนั้นเธอขอตัวและตัดการติดต่อไป ถึงพวกคุณแม่จะรู้ว่าการแอบถ่ายนั้นมันไม่ดีแต่อยากรู้นี่นาแต่โดนลูกจับได้ก็จ๋อยกันไปตามระเบียบ ส่วนทางด้านเนียวทาโร่ที่โดนพาล่าช็อตไฟฟ้าใส่คูนให้บอกให้นำตัวไปส่งที่กองอัศวิน พอรู้ว่าโดนแอบถ่ายอยู่อลิสก็กลัวว่าเมื่อกี้เธอได้เผลอพูดอะไรที่สำคัญออกไปหรือเปล่าแต่คูณก็บอกว่าไม่มีปัญหาเพราะถ้ามีปัญหาจริงท่านย่าโทคิเอะคงจะต้องเคลื่อนไหวแล้วแต่นี่ไม่มีก็คงไม่ใช่อะไรร้ายแรงหลังจากนั้นอลิสก็พูดถึงเรื่อง “เส้นด้ายแห่งเจอร์เซ่” ว่าจะปรากฏออกมาจริงหรือเปล่า แต่คูนรู้ได้ทันทีว่าอลิสไม่ได้ใส่ใจฟังที่ย่าโทคิเอะบอกแน่ ๆ เลยเรียกชื่อผิดแบบนี้ แต่คูนก็ย้ำว่าอย่าบอกเรื่องต่าง ๆ กับเอนเด้และพวกเมลมากนักเพราะถ้าพวกเขารู้พ่อเธอก็ต้องรู้ด้วยแน่แม้โทคิเอะจะบอกว่าอนาคตจะไม่เปลี่ยนไปแต่เธอก็ไม่ไว้ใจเพราะถ้าหากว่าเปิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก ๆ ก็อาจจะมีผลกระทบ
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของโทยะกับเอนเด้ที่ออกไปตกปลาด้วยกันอยู่นั้น เอนเด้ได้ถามโทยะว่ารู้จักเส้นด้ายแห่งเจอรเซ่ไหม? ซึ่งถ้าฟังดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับด้ายถักไหมพรมอะไรพวกนั้นเอนเด้บอกว่าเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรเขาได้ยินมากจากเมลที่ฟังมาจากอลิสอีกทีหนึ่ง โทยะคิดว่าอาจจะเป็นสินค้าหรือชุดเสื้อผ้าที่มีวางขายกันในอนาคตก็ได้ แต่การสนทนาเรื่องนี้ก็หยุดไปเพราะปลากินเบ็ดพอดีทั้งคู่เลยไปจดจ่อกับการดึงปลาขึ้นจากน้ำ จริง ๆ แล้วถ้าใช้เวทล่ะก็พวกเขาสามารถจับปลาขึ้นมาได้สบาย ๆ แต่เพราะนี่เป็นการแข่งขันกันระหว่างโทยะกับเอนเด้จึงใช้วิธีนี้ทันแทนส่วนสาเหตุที่ทำไมทั้งสองมาตกปลาแก้เบื่อกันอยู่แบบนี้ก็เพราะวันนี้ทั้งคู่โดนกันออกจากกิจกรรมของภรรยาและลูก ๆ ผลการแข่งนั้นตอนนี้ทั้งคู่เสมอกันอยู่และในตอนนั้นเอนเด้ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเร็วนี้เขาได้ฟังเรื่องราวมาจากกิลด์นักผจญภัยดูเหมือนว่าจะมีมังกรประเภทสไปค์ดราก้อนบุกไปโจมตีเมืองในเขตอาณาจักรเรสเทีย โทยะเลยบอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการอัพแรงค์ของเอนเด้แล้วถ้าหากว่าเขาทำภารกิจนี้สำเร็จก็น่าจะได้เลื่อนเป็นระดับทองแต่เอนเด้บอกว่าตอนแรกเขาก็คิดจะทำแบบนั้นแต่มังกรตัวนั้นโดนใครบางคนจัดการไปเสียก่อนและคนที่จัดการมันก็ไม่ใช่นักผจญภัยด้วยซากของมังกรก็ถูกทิ้งไว้ให้กับชาวเมืองเพื่อใช้เป็นทุนในการฟื้นฟูเมืองด้วย ฟังดูแล้วก็คล้าย ๆ กับตอนที่โทยะช่วยกำจัดมังกรดำเพื่อช่วยหมู่บ้านในมิสนิด และจากข้อมูลที่ได้มามังกรตัวนั้นถูกสังหารโดยคนเพียงคนเดียวแถมยังเป็นเด็กผู้หญิงอีกด้วย เธอมีผมสีดำ ดวงตาสีดำ มีดาบซามูไรคาดไว้ที่เอว เมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะก็ถึงพ่นน้ำที่กำลังดื่มอยู่ออกมาในทันที เด็กผู้หญิงทีจัดการมังกรลงได้ด้วยตัวคนเดียวคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากยาคุโมะ แม้ว่าข่าวล่าสุดเธอจะไปโผล่ที่เรสเทียแต่ว่ากิลด์เองตอนนี้ก็หาตัวเธอไม่พบซึ่งก็เป็นเรื่องปกติถ้าหากใช้เกทได้จะไปโผล่ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้หลังจากนั้นปลาก็กินเบ็ดอีกโทยะและด้วยข่าวของลูกสาวและการแข่งขันตกปลากับเอนเด้ โทยะจึงไม่ได้คำตอบว่าด้ายแห่งเจอร์เซ่ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่
.
หลังจากนั้นก็ผ่านไปสองสัปดาห์แต่ก็ยังไม่มีวี่แววหรือการติดต่อจากเด็กคนต่อไปเลย ในระหว่างนี้ เอนเด้ เอลเซ่ ยาเอะ และฮิวด้าก็ได้เลื่อนขั้นได้สำเร็จโดยเอนเด้เลื่อนขึ้นเป็นระดับทองและกลายเป็นนักผจญภัยระดับทองคนที่สามของโลกในที่สุด ส่วนอีกสามคนที่เหลือก็ได้เลื่อนขั้นเป็นระดับเงิน หลังขึ้นเป็นระดับทองแล้วก็มีหลายคนมาชวนให้เอนเด้ไปร่วมงานด้วยบางอาณาจักรก็เสนอให้เป็นหัวหน้ากองอัศวินเลยก็มีแต่เพราะอลิสบอกว่าจะไม่ยอมออกจากเมืองนี้ถ้าพ่อจะไปก็ไปคนเดียวเอนเด้ก็เลยไม่ตอบรับคำเชิญ ส่วนอลิสนั้นก็มาฝึกกับเอลเซ่ที่ปราสาทเป็นประจำ ส่วนคูนก็ไปหมกตัวอยู่กับพวกเรจีน่าและเอลก้าเพื่อพัฒนาหัวรถจักรที่สามารถแปลงร่างเป็นโกเลมขนาดใหญ่ได้เมื่อยามฉุกเฉิน เพื่อป้องกันรถไฟโดนจู่โจมจากพวกโจรแล้วก็พวกอสูรยักษ์ที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอนาคตจึงต้องรีบเตรียมการแต่เนิ่น ๆ ซึ่งคูนก็เอาเอาคำพูดของโทยะที่อยู่ในอนาคตมาเป็นข้ออ้างอิงว่า หากเทียบกับครั้งอดีตแล้วพวกอสูรยักษ์นั้นไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับครั้งอดีตและไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่ากับสมัยอดีตด้วยนักผจญภัยระดับแดงก็สามารถโค่นมันได้แต่ว่าก็มีโอกาสทื่พวกขนาดใหญ่และแข็งแกร่งจะโผล่มาเช่นกันและในอนาคตเองก็มีรถไฟแบบนี้วิ่งอยู่เป็นปกติก็แสดงว่าพวกเรจีน่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนามันแน่นอนอยู่แล้ว โทยะจึงคิดว่าในอนาคตคงจะไม่ใช่ว่าเป็นหัวรถจักรที่แปลงร่างเป็นโกเลมยักษ์ที่มีหน้าเหมือนคนหรอกนะ
.
แต่ในระหว่างนั้นสมาร์ทโฟนของคูนก็ดังขึ้นคูนรับสายและพูดคุยกับใครบางคนไม่นานนักก็วางสายโดยระหว่างสนทนาเธอย้ำกับคู่สนทนาว่าอย่างเพิ่งไปไหนให้รออยู่ก่อนหลังคุยโทรศัพท์เสร็จคูนก็บอกกับพ่อเธอว่าคนที่สามเดินทางมาถึงแล้ว คนที่เธอคุยด้วยเมื่อกี้ก็คือพี่เฟรย์ ตอนนี้เธออยู่ที่อาณาจักรเฮลไกอาซึ่งเป็นอาณาจักรของเผ่าปิศาจที่อยู่ใกล้ ๆ กับอิเกรทซึ่งโทยะเคยพบกับราชาแวมไพร์ที่ปกครองอาณาจักรนี้ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่ราชินีคูเดเลียโดนพวกโจรสลัดลักพาตัวมาหลังจากนั้นเฮลไกอาก็ติดต่อเป็นเพื่อนบ้านและเริ่มค้าขายกับอิเกรท หลังจากนั้นคูนก็ส่งเมลที่แนบภาพถ่ายที่เป็นภาพบอกตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของเฟรย์ให้กับโทยะ เมื่อโทยะเปิดดูก็พบว่าที่นั่นเป็นป่ามีสิ่งปลูกสร้างอยู่ด้วยดูเหมือนจะเป็นที่กบดานของพวกโจรป่าที่เฟรย์โทรมาบอกเมื่อกี้ก็คือเธอกำลังจะบุกเข้าไปถล่มที่นั่นคูนจึงบอกให้รอก่อนอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวแต่นอนว่าโทยะตกใจกับสิ่งที่ได้ยินคูนจึงอธิบายว่าพี่เฟรย์นั้นมีความเป็นอัศวินฝังแน่นอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมเพราะงั้นเลยไม่ยอมปล่อยให้คนชั่วทำอะไรตามอำเภอใจ หรือพูดง่าย ๆ ถ้าเจอวายร้ายก็จะต้องกำจัดนั่นแหละ ซึ่งไอ้เรื่องนิสัยรักคงามยุติธรรมนั้นก็พอเข้าใจสิ่งที่โทยะกังวลคือการบุกเดี่ยวไปแบบนี้ตะหาก ดูจากจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่เห็นในภาพแล้วกลุ่มโจรน่าจะมีเป็นร้อยคนเลยเรียกว่ามีขนาดพอ ๆ กับทหารหนึ่งกองร้อยแม้ว่าเฟรย์จะเก่งแค่ไหนก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบขวบจะให้ไปลุยเดี่ยวแบบนั้นก็เสี่ยงเกินไป
.
โทยะรีบไปหาฮิลด้าโดยมีคูนตามไปด้วยซึ่งตอนที่โทยะไปปรากฏตัวที่เบื้องหน้าอย่างกระทันหันเธอก็ตกใจแต่เพราะไม่มีเวลาอธิบายอะไรมากโทยะบอกแค่ว่าต้องรีบไปรับตัวเฟรย์แล้วก็รีบคว้ามือเธอพร้อมดึงตัวฮิลด้าให้ไปด้วยกันโดยใช้การเทเลพอร์ตไปยังเฮลไกอาแต่ว่าที่นั่นกลับไม่ใช่ที่ซ่อนตัวของพวกโจรธรรมดาแต่มันเป็นป้อมปราการของพวกฝ่ายต่อต้านราชาแวมไพร์ซะแทนแต่ตอนนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือต้องรีบหาตัวเฟรย์ให้เจอก่อนเธอจะบุกไปถล่มพวกนั้น แต่พอฮิวด้าถามว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นโทยะก็อึกอักพยายามจะหาคำอธิบายเพื่อที่จะไม่ให้ฮิวด้าตกใจแต่ก็มัวแต่ชักช้าคูนก็เลยอธิบายทุกอย่างให้ฮิวด้าฟังแทนแน่นอนว่าฮิลด้าโกรธที่ลูกสาวเธอทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้นจากนั้นเธอก็รีบวิ่งผ่านป่าไล่ตามไปอย่างเร็วแต่เพราะต้องระวังไม่ให้พวกโจรรู้ตัวพวกโทยะจึงตะโกนเรียกไม่ได้ต้องใช้สายตามองหาเอาและในระหว่างนั้นคูนก็บอกให้โทยะกับฮิวด้าเงียบก่อนแล้วจึงค่อยชี้ทางให้พวกโทยะตามไปจนกระทั่งพบกับเฟรย์ที่นั่งหลับอยู่ที่ใต้ต้นไม้ โทยะสังเกตเห็นว่าเฟรย์สวมเกราะอยู่ก็จริงแต่กลับไม่มีอาวุธวางอยู่แถว ๆ นั้นเลยหรือว่าเธอจะเป็นอาร์มวอริเออร์ในตอนนั้นคูนก็ได้เข้าไปปลุกเฟรย์ให้ตื่นขึ้น เมื่อเฟรย์ลืมตาขึ้นก็พบว่าพ่อกับแม่ของเธออยู่ที่นั่นด้วยเธอจึงวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจและโผเข้าหาทั้งคู่หลังจากดีใจที่ได้พบกันแล้วคูนก็ถามเฟรยว่าทำไมถึงจะไปที่ป้อมของพวกโจรด้วย
.
เฟรย์จึงเล่าว่าจากตรงนี้ไปทางทิศใต้มีหมู่บ้านเล็กอยู่ซึ่งที่นั่นคือจุดที่เธอตกลงมา โดยเธอได้ทราบเรื่องจากคนที่นั่นว่าทุก ๆ เดือนพวกโจรจะบุกไปปล้นเสบียงอาหารจากหมู่บ้านแห่งนั้นการกระทำเลวร้ายเช่นนั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้เธอจึงคิดที่จะจัดการพวกโจรซะ แน่นอนว่าฮิวด้าพยายามจะดุการกระทำของลูกแต่โดนบอกกลับมาว่า อัศวินจะต้องเป็นดาบและโล่ห์เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอและนั่นก็เป็นคำพูดที่แม่พร่ำสอนเธอมาทำให้ฮิลด้าเถียงไม่ออก เพราะจำได้ว่าตัวเองไม่เคยพูดแต่ก็เหมือนว่าตัวเองจะเป็นคนพูด แต่แน่นอนว่าด้วยความห่วงลูกจะได้รับอันตรายก็เลยพยายามจะหาทางพูดให้เฟรย์เปลี่ยนใจโดยบอกว่าเฟรย์ยังเด็กเกินไปแต่เฟรย์ก็บอกว่า มีคนในหมู่บ้านถูกฆ่าตายด้วยถ้ายิ่งปล่อยเอาไว้หมู่บ้านก็จะยิ่งเสียหาย ต้องทำในสิ่งที่ทำได้ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าหากว่ามีพลังที่จะทำก็สมควรต้องทำสุดท้ายฮิวด้าก็ยอมแพ้แต่ว่าเธอคงปล่อยให้ลูกสาวไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวไม่ได้ดังนั้นพวกเธอจะไปด้วยรีบจัดการให้จบ ๆ แล้วจะได้รีบกลับบ้าน แต่ก่อนจะลุยโทยะก็ถามเฟรย์ว่าเธอไม่มีอาวุธติดตัวเพราะเป็นอาร์มวอริเออร์หรือ แต่เฟรย์ก็บอกว่าอาวุธนั้นมีอยู่แต่เก็บเอาไว้ในสโตร์ จากนั้นก็ชักเอาดาบใหญ่ยาวเมตรครึ่งที่ทำจากผลึกเฟรซออกมาโชว์ให้ดูจากนั้นคูนก็อธิบายว่าในสโตร์ของเฟรย์นั้นมีอาวุธเก็บไว้มากมายหลายชนิดเพราะสไตล์การต่อสู้ของเฟรย์คือเปลี่ยนอาวุธไปเรื่อย ๆ ตามสถานการณ์ โดยเฟรย์บอกว่าแม่เป็นคนสอนเธอว่าวิถีแห่งอัศวินไม่ได้อยู่ที่วิธีการต่อสู้แต่เป็นความเชื่อมั่น แน่นอนว่าฮิลด้าก็เถียงไม่ออกเพราะจำได้ว่าตัวเองไม่เคยพูดแต่ก็เหมือนว่าตัวเองจะเป็นคนพูดอีกเช่นเคย เฟรย์ยังแถมให้อีกว่าอาวุธในสโตร์ของเธอกว่าร้อยชิ้นเป็นของที่พ่อทำให้เองด้วยมันจึงมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนโหมดเลือกได้ว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่า แน่นอนว่าฮิลด้าย้ำว่าห้ามฆ่าถึงอีกฝ่ายจะเป็นโจรซึ่งเฟรย์ก็เข้าใจเพราะเป้าหมายที่แท้จริงก็คือจับกุมพวกโจรและส่งพวกนี้ไปให้ทางการตัดสินเพื่อชดใช้ความผิดที่ก่อแต่ถึงจะไม่ฆ่าก็ขอหักกระดูกซักสองสามท่อนเพื่อล้างแค้นให้ชาวบ้านที่ถูกฆ่า ซึ่งฮิวด้าก็บอกว่าตัวเองก็คิดจะทำแบบนั้นเหมือนกัน
.
ส่วนโทยะที่ยืนมองสองแม่ลูกคุยกันเรื่องหักกระดูกคนแล้วก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา แถมคูนก็มากระซิบบอกว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเฟรย์นั้นเวลาโกรธจะน่ากลัวมากเพราะฉะนั้นระวังให้ดี เมื่อเตรียมตัวจะบุกโทยะกลับใช้เซิร์จระบุจำนวนของโจรอยู่ในป้อมไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมีบาเรียป้องกันการค้นหาอยู่แต่ถ้าหากให้เดาก็น่าจะเป็นร้อยและอาจจะมีโกเลมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่งโทยะหันไปถามคูนว่าสามารถต่อสู้ได้หรือเปล่าเพราะ เวทไร้ธาตุที่เธอมีไม่ใช่เวทสำหรับการต่อสู้เลยแต่คูนก็บอกว่าเธอนั้นมีคุณสมบัติเวทเหมือนกับแม่ของเธอทุกอย่างนั่นก็คือนอกจากเวทไร้ธาตุสี่อย่างแล้วเธอยังใช้เวทธาตุได้ทั้งหมดยกเว้นธาตุมืดเช่นเดียวกับรีนและนอกจากนี้เธอยังมีปืนเวทมนตร์สองกระบอกเป็นอาวุธและมีพาล่าเป็นผู้ช่วยเธอต่อสู้อีกด้วย แม้ว่าจะไม่ดีเท่าโกเลมชั้นคราวน์และไม่มีโกเลมสกิลแต่ก็สามารถใช้ต่อสู้ได้ด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ข้างในตัวและเมื่อเตรียมตัวพร้อมพวกโทยะก็เริ่มการบุกโจมตี ขึ้นชื่อว่าอาณาจักรปิศาจศัตรูที่ต้องสู้ด้วยก็ย่อมไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเผ่าปิศาจ เฟรย์เข้าปะทะกับโอเกอร์ผิวแดงตัวใหญ่ที่ใช้ท่อนซุงเป็นอาวุธซึ่งพลังทำลายนั้นเหลือเฟือที่จะฆ่าเด็กตัวเล็ก ๆ ซักคนแต่ว่าไม่ใช่กับเฟรย์เด็กหญิงตัวน้อยสามารถหลบการโจมตีนั้นได้สบาย ๆ ก่อนวิ่งขึ้นไปตามแขนของอีกฝ่ายแและใช้ดาบใหญ่ของเธอฟาดเข้าที่คอของโอเกอร์ตัวนั้นอย่างจังแต่เพราะดาบถูกปรับให้ไม่มีความคมหัวของโอเกอร์ตัวนั้นจึงไม่ขาดกระเด็นและไม่ถึงแก่ความตายแค่น็อคไปเท่านั้น
.
เมื่อโอเกอร์ล้มลงแวร์วูฟตัวหนึ่งที่ก็พุ่งเข้ามาหาเฟรย์พร้อมเตรียมจะจัดการกับเธอด้วยหอกในมือ แต่เฟรย์ก็ไม่ได้ตกใจอะไรเธอโยนดาบใหญ่ในมือทิ้งไปและเรียกอาวุธชิ้นใหม่ออกมาจากสโตร์อย่างรวดเร็ว พริบตาต่อมาดาบคาตานะก็อยู่ในมือของเธอแล้วและเธอก็ใช้มันฟันหอกในมือของแวร์วูฟตัวนั้นขาดเป็นสองท่อนในพริบตาก่อนจะฟันเข้าที่คออีกหนึ่งทีแล้วแวร์วูฟตัวนั้นก็ร่วงลงไปนอนกองกับพื้นในสภาพตาเหลือก เมื่อโค่นแวร์วูฟลงได้แล้วเฟรย์ก็เปลี่ยนอาวุธอีกครับจากดาบเป็นธนูจากนั้นเธอก็ยิงลูกธนูไปบนต้นไม้ที่มีศัตรูหลบซ่อนอยู่และหลังจากที่ลูกธนูถึงยิงออกไปก็มีศัตรูที่เป็นดาร์กเอลฟ์หล่นลงมาจากต้นไม้เพราะลูกธนูนั้นเป็นธนูเสริมสกิลพาราไลซ์คนที่ถูกยิงจึงยังไม่ตายแค่ติดสถานะอัมพาตแต่ตอนที่หล่นจากต้นไม้ก็อาจจะได้รับบาดเจ็บอยู่พอตัว เฟรย์เปลี่ยนอาวุธอีกครั้งคราวนี้เป็นแฮลเบิร์กก่อนจะปราดเข้าไปหาศัตรูที่เป็นเซนทอร์ โทยสังเกตดูทักษะการต่อสู้ของเฟรย์อยู่ห่าง ๆ ก็รู้สึกแปลกใจถึงวิธีการเรียกอาวุธจากสโตร์ที่ดูรวดเร็วผิดปกติ เพราะตามปกติเมื่อเปิดสโตร์แล้วก็ต้องใช้มือล้วงเขาเข้าไปหรือไม่ก็ต้องรอซักพักเพื่อปล่อยของที่อยู่ในนั้นให้ค่อย ๆ โผล่ออกมาพูดง่าย ๆ คือจะมีการหน่วงเวลานิดหน่อยแต่ว่าอาวุธของเฟรย์กลับปรากฏขึ้นมาในมือของเธอแทบจะในทันที คูนที่อยู่ข้าง ๆ จึงอธิบายว่า เฟรย์นั้นนอกจากจะใช้สโตร์ได้แล้วเธอยังใช้เวทแอปพอร์ตได้อีกด้วยเมื่อใช้ร่วมกับสโตร์จึงทำให้เธอดึงอาวุธออกมาจากคลังเก็บอาวุธของเธอได้เร็วอย่างที่ใจคิด ซึ่งในระหว่างโทยะกับคูนคุยกันอยู่นั้นปืนในมือของทังคู่ก็ลั่นใส่เป้าหมายที่รายรอบไปด้วย โดยโทยะกับคูนคอยยิงคุ้มกันฮิวด้ากับเฟรย์ ส่วนพาล่าก็ไล่โจมตีเป้าหมายด้วยกรงเล็บช็อตไฟฟ้าของมัน
.
และเมื่อโกเลมขนาดยักษ์เข้ามาขวางทางสองแม่ลูกก็เปิดท่าโจมตีประสานด้วยวิชาดาบสไตล์เรสเทีย โดยเฟรย์ใช้กระบวนดาบรูปแบบที่หนึ่งคมมีดวายุและฮิวด้าใช้รูปแบบที่ห้าทะลวง คมมีดวายุตัดหัวของโกเล็มขาดและคลื่นทะลวงก็เจาะทะลุร่างของโกเลมตัวนั้นและส่งมันลงไปกองกับพื้นและกลายเป็นเศษเหล็กในเวลาไม่ถึงอึดใจและหลังจากได้รับคำชมจากแม่เฟรย์ก็ยิ่งคึกเข้าไปใหญ่ เธอบุกเข้าโจมตีศัตรูต่อไปเปลี่ยนอาวุธไปเรื่อยศัตรูตัวล่าสุดที่เป็นโกเลมก็โดนค้อนของเฟรย์หวดกระเด็นไปชนกำแพงป้อมและแตกกระจายเป็นชิ้นโทยะเริ่มสังเกตว่าเฟรย์ใช้อาวุธชิ้นใหญ่ ๆ ได้ราวกับว่ามันไม่หนักตอนแรกเขาก็คิดว่าเป็นเพราะอาวุธที่เขาสร้างนั้นเสริมกราวิตี้ทำให้น้ำหนักมันเบาลงจนเฟรย์สามารถถือได้แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่เฟรย์ใช้เวทไร้ธาตุพาวเวอรไรส์อยู่ตะหาก หลังการบุกทะลวงอย่างบ้าคลั่งของเฟรย์กับฮิวด้าก็ทำกำลังพลของกลุ่มโจรหมดสภาพไปกว่าครึ่งโดยที่โทยะแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ในระหว่างนั้นก็หัวหน้ากลุ่มโจรที่เป็นแวมไพร์ก็บังคับโกเลมแบบไร้หัวตัวหนึ่งออกมาสู้โดยโกเลมตัวนั้นติดตั้งอาวุธเป็นขนาดขนาดใหญ่ไว้ที่มือทั้งสองข้าง หัวหน้าโจรประกาศกร้าวทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับพวกโทยะว่า พวกแกเป็นใครสมุนของราชาปิศาจเหรอ ซึ่งโทยะก็ตอบกลับไปว่าไม่ใช่แต่ยังไงซะอีกเดี๋ยวราชาปิศาจก็จะนำกำลังมาที่นี่อยู่ดีเพราะก่อนหน้าที่จะบุกเข้ามาโทยะส่งจดหมายอธิบายเรื่องราวทุกอย่างและส่งไปให้ราชาปิศาจผ่านทางเกทมิเลอร์แล้ว หัวหน้าโจรโกรธจัดเลยประกาศจะสังหารพวกโทยะทุกคนแต่เพราะโกเลมมันเคลื่อนไหวช้าก็เลยโดนฮิวด้าใช้เพลงดาบเรสเทียวิถีที่สามผ่าเหล็กซัดเข้าให้แบบจังเบอร์ จนแขนขวาของโกเลมขาดกระเด็นไปพร้อม ๆ กับขวานที่ถืออยู่พริบตาต่อมาเฟรย์ก็ปาหอกยักษ์ใส่บริเวณส่วนท้องของโกเลมการโจมตีนั้นทำให้หัวหน้าโจรถึงกับกระเด็นออกมาจากตัวโกเลมจนหล่นลงมาที่พื้นแต่ในระหว่างที่กำลังพยายามจะยืนขึ้นเขาก็โดนคูนยิงด้วยปืนช็อตไฟฟ้าทำให้หมดสภาพร่วงลงไปกองกับพื้น
.
เมื่อเหล่าโจรทั้งหลายเห็นว่าหัวหน้าของตนโดนเล่นงานแล้วก็ตกอยู่ในสภาวะแตกตื่นและพยายามจะหนีเอาตัวรอดแต่เฟรย์กับฮิวด้าก็ไล่ตามไปจัดการพวกที่กำลังหนีจนในที่ก็ไม่มีโจรคนไหนสามารถขยับเขยื้อนได้อีกและเมื่อกลุ่มของราชาปิศาจมาถึงที่นั่นโจรทั้งหมดก็ถูกจับกุมอย่างง่ายดาย ราชาปิศาจกล่าวขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้แต่โทยะก็กล่าวขอโทษที่เขาเข้ามาทำอะไรโดยพละการในเขตเฮลไกอาเช่นกัน ราชาปิศาจได้บอกกับโทยะเกี่ยวกับหัวหน้าโจรที่ถูกจับกุมในคราวนี้ว่าเดิมทีเจ้านี่เป็นขุนนางแต่กลับทำตัวต่ำช้าเยี่ยงโจรซะ ในอดีตเผ่าปิศาจก็ไม่ค่อยจะกินเส้นกับเผ่ามนุษย์อยู่แล้วการจะโกรธแค้นหรือทำร้ายมนุษย์ก็เป็นเรื่องปกติของพวกปิศาจ กลุ่มต่อต้านนโยบายผูกมิตรกับมนุษย์ของราชาปิศาจก็เกิดขึ้นเพราะเหตุผลนี้แต่การหันคมอาวุธเข้าหาเผ่าพันธ์ุเดียวกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โทยะจึงถามว่าการที่เฮลไกอาจะเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรนั้นยังถือเป็นเรื่องยากอย่างนั้นหรือ แต่ราชาปิศาจก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากถึงขนาดเป็นไปไม่ได้เพราะตอนนี้ก็มีการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาณาจักรอิเกรทและที่สำคัญกลุ่มที่ต่อต้านการผูกมิตรกับมนุษย์ก็เพิ่งจะล่มไปสด ๆ ร้อน ๆ ดังนั้นการเข้ารวมพันธมิตรก็อาจจะดำเนินการได้เร็ว ๆ นี้ จากนั้นราชาแวมไพร์ก็สังเกตเห็นเฟรย์ที่หน้าตาเหมือนกับฮิลด้าจึงทักว่าเด็กคนนั้นเป็นญาติกับภรรยาของโทยะหรือซึ่งโทยะก็ได้แต่บอกว่าอะไรทำนองนั้นเพราะเขาไม่สามารถพูดออกไปได้ว่านั่นคือลูกสาวของเขาที่มาจากอนาคต หลังจากเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จโทยะก็เดินทางกลับบรุนฮิวโดยไม่ขอรับเงินค่าหัวของกลุ่มโจรที่พวกเขาจัดการได้โดยเงินจำนวนนั้นโทยะได้บอกให้ราชาปิศาจเอาไว้ฟื้นฟูหมู่บ้านที่โดนโจรทำลายไป สิ่งที่ได้กลับมาจากงานนี้ก็มีชิ้นส่วนจากโกเลมของพวกโจรที่พังเสียหายจากการต่อสู้
.
เมื่อกลับมาถึงบรุนฮิวเฟรย์ก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวห่อไข่ฝีมือคุณแม่รูเชียเป็นการใหญ่แถมกินจุเสียด้วยแทบจะพอ ๆ กับยาเอะเลยทีเดียวแต่พอเฟรย์รู้ว่ายาคุโมะมาถึงแล้วแต่ยังไม่ยอมมาพบกับครอบครัวก็บ่นนิด ๆ ว่าน่าจะมาทักทายกันซักหน่อยก่อนแล้วค่อยออกเดินทางก็ได้แท้ ๆ หลังจากนั้นลินเซ่ก็ถามว่าเฟรย์อายุเท่าไหร่คำตอบก็คือ 11 ขวบเท่ากับยาคุโมะแต่เธออ่อนเดือนกว่าสรุปก็คือยาเอะกับฮิวด้าจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวในปีเดียวกันนั่นเอง แต่มีสิ่งที่น่ากังวลกว่ารออยู่นั่นก็คือคำถามจากยูมิน่าที่ว่าจะบอกคนอื่น ๆ ในปราสาทเกี่ยวกับเด็ก ๆ เหล่านี้ยังไงดีเพราะคงจะบอกไปตรง ๆ ไม่ได้ว่าเป็นลูกของพวกเธอที่เดินทางมาจากอนาคต ในกรณีของคูนนั้นใช้มิราจแปลงร่างเองได้จึงไม่มีปัญหาแต่เฟรย์นั้นหน้าตาเหมือนฮิวด้าชนิดเรียกได้ว่าแทบจะเป็นน้องสาวแต่ถ้าบอกไปว่านี่น้องสาวของฮิวด้าก็เกรงว่าอดีตราชาแห่งเรสเทียท่านพ่อของฮิวด้าจะงานเข้าสุดท้ายก็เลยต้องให้เข็มกลัดแปลงกายกับเฟรย์เพื่อแปลงกายเป็นคนอื่นไปก่อน หลังจากนั้นเฟรย์ก็ร้องขอจะไปที่ลานฝึกอัศวินโทยะจึงพาเธอไปเมื่อไปถึงลานฝึกยาเอะก็เห็นจูทาโร่กำลังประลองอยู่กับโมโรฮะ ตอนนี้จูทาโร่ย้ายมาอาศัยอยู่บรุนฮิวเป็นการชั่วคราวเพื่อศึกษาวิชาดาบจากโมโรฮะโดยมีอายาเนะผู้เป็นคู่หมั้นตามมาด้วยแม้ว่าเฟรย์จะใช่เข็มกลัดแปลงร่างเป็นคนอื่นอยู่แต่โมโรฮะก็ดูออกทันทีว่านั่นคือเฟรย์ แต่โทยะก็เจอกับเรื่องน่าฉงนเมื่อเฟรย์กลับเรียกโมโรฮะว่า “พี่โมโรฮะ” แทนที่จะเรียก “ป้าโมโรฮะ” ส่วนสาเหตุทีทำไมเรียกแบบนั้นทั้งหมดก็เพราะคาเร็นบอกให้เด็ก ๆ เรียกพี่ไม่ให้เรียกป้า หลังจากนั้นเฟรย์ก็ขอประลองฝีมือกับแม่ตัวเองแน่นอนว่าฮิลด้ารับคำท้า หลังจากที่เฟรย์กับฮิลด้าแยกตัวไปเตรียมจะประลองจูทาโร่ก็เดินมาคุยกับโทยะเรื่องที่เด็กคนนั้น (เฟรย์) เรียกเขาว่าลุงจูทาโร่ ทำให้เขารู้สึกช็อคนิด ๆ เพราะว่าตอนนี้เขาอายุแค่ 23 แต่เด็กคนนั้นกลับเรียกเขาว่าลุงเลยสงสัยว่าตัวเองหน้าแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ โทยะเข้าใจดีว่าทำไมเฟรย์ถึงเรียกจูทาโร่แบบนั้น นั้นก็เพราะความเคยชินของเด็กไม่เกี่ยวกับหนังหน้าแต่อย่างใดเพราะจูทาโร่คือพี่ชายของยาเอะ ดังนั้นจึงต้องศักดิ์เป็นคุณลุงของพวกเด็ก ๆ ในอนาคตนั่นเอง ส่วนยาเอะก็ปลอบใจพี่ชายว่าอย่าคิดมากเลยเดี๋ยวผมก็ร่วงหรอก โทยะจึงคิดว่าถึงจะผมร่วงแต่ที่บาบิโลนก็มียาปลูกผมอยู่คงไม่เป็นไร หลังจากนั้นไม่นานการประลองของสองแม่ลูกก็เปิดฉากขึ้นแน่นอนว่าชัยชนะตกเป็นของฮิวด้า
.
แม้ว่าเฟรย์จะสามารถใช้อาวุธได้หลายหลากแต่ก็ไม่ได้ไปสุดทางของอาวุธเหล่านั้นดังนั้นในด้านของทักษะแล้วฮิวด้าเหนือกว่าแต่จุดเด่นของเฟรย์คือการเปลี่ยนอาวุธให้เข้ากับสถานะการณ์และที่สำคัญกว่าก็คือฮิวด้านั้นมีพลังจากแหวนแต่งงานด้วยเธอจึงมีสถานะเป็นอยู่ในระดับเดียวกับเทพบริวารหากว่าไม่ใช่เทพด้วยกันก็คงล้มเธอได้ยาก แต่โทยะดูจะทึ่งกับปริมาณอาวุธที่เฟรย์เรียกออกมาแม้ว่าจะเป็นอาวุธฝึกซ้อมแต่ก็มากมายเกือบร้อยชิ้นจนโทยะสงสัยว่าเป็นลูกเป็น “มุซาชิโบะ เบงเค” หรือยังไงถึงได้มีอาวุธมากมายขนาดนี้ แต่การจะดึงอาวุธออกมาจากสโตร์อย่างรวดเร็วด้วยแอบพอร์ตหากว่ากันตามตรงแล้วไม่น่าจะทำได้เพราะแอบพอร์ตเป็นเวทที่ใช้ดึงสิ่งของเล็ก ๆ มาไว้ที่มือของผู้ใช้เวทในชั่วพริบตาแต่หากว่าของชิ้นนั้นมีขนาดใหญ่เกินไปก็จะไม่สามารถดึงมาได้แต่เฟรย์นั้นมีตัวช่วยซึ่งก็คือกอนเล็ทที่เธอสวมอยู่ที่แขนทั้งสองข้างนั่นเอง โดยที่บริเวณฝ่ามือของอุปกรณ์ที่ดูเหมือนเลนส์ติดอยู่สิ่งนั้นคือตัวช่วยให้อาวุธในสโตร์ของเธอถูกดึงมาไว้ที่มืออย่างแม่นยำซึ่งเจ้าอุปกรณ์ตัวนั้นคงทำหน้าที่เป็นตัวขยายพลังให้กับเวทแอปพอร์ตทำให้สามารถดึงของใหญ่ ๆ อย่างอาวุธมาได้ และยังทำงานโดยอัตโนมัติโดยเฟรย์ไม่ต้องเอ่ยคำร่ายเวทอีกด้วย เมื่อเฟรย์พ่ายแพ้เธอก็บอกว่าแม่ของเธอนั้นแข็งแกร่งมากจริง ๆ ส่วนฮิวด้าก็ชมลูกสาวว่าฝีมือดีทีเดียวจงยึดอกภาคภูมิใจได้สมกับเป็นลูกสาวของเธอ ซึ่งเฟรย์ดีใจมากที่ได้รับคำชมจากแม่ ส่วนจูทาโร่ยืนดูการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ ก็รู้ทึ่งในความสามารถของเฟรย์จึงถามโทยะว่าเด็กคนนั้นเป็นใครซึ่งโทยะก็ตอบแค่ว่าเป็นญาติ
.
โมโรฮะเข้ามาถามถึงจำนวนอาวุธที่เฟรย์ครอบครองอยู่ว่ามีจำนวนประมาณเท่าไหร่ เฟรย์ก็ตอบว่าอาวุธส่วนใหญ่ของเธอนั้นพ่อเป็นคนสร้างให้นอกจากนี้เธอก็ยังไปหาเก็บมาจากดันเจี้ยนบ้างโบราณสถานต่าง ๆ บ้าง ส่วนอาวุธไหนไม่ได้ใช้ต่อสู้เธอก็จะเก็บมันไว้ที่ห้องของเธอพอพูดถึงเรื่องนี้เฟรย์นึกอะไรบางอย่างได้เธอจึงรีบมาหาโทยะและบอกว่ามีสถานที่ที่เธออยากจะไปอยู่เมื่อจูทาโร่ได้ยินเฟรย์เรียกโทยะว่าพ่อเขาก็ทำหน้างุนงงด้วยความสงสัยว่ามันยังไงกันแน่แต่เรื่องนั้นก็ถูกปล่อยผ่านไปส่วนสถานที่ที่เฟรย์อยากให้พาไปก็คือเก็บของสะสมของราชาแห่งเฟลเซนผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นเวพ่อนมาเนียระดับต้น ๆ คนหนึ่ง จึงมีอาวุธจากหลายยุคหลายสมัยและจากทั่วโลกมารวมกันอยู่ซึ่งเฟรย์ก็ดูจะเข้าขากันได้ดีกับราชาแห่งเฟลเซน โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงประวัติและความเป็นมาของอาวุธแต่ละชิ้นก็ยิ่งทำให้คู่ซี้ต่างวัยคุยกันถูกคอยิ่งขึ้นแต่โทยะกลับรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาแทนและรู้สึกว่าเขาสอนลูกมาแบบผิด ๆ หรือเปล่านะแต่ฮิวด้ากลับรู้สึกว่าชีวิตคนคงจืดชืดแย่หากไม่มีงานอดิเรกซักอย่างสองอย่างเพราะงั้นการที่ลูกสาวจะชอบสะสมอาวุธก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกหรือว่าแย่แต่อย่างใด ส่วนเอลเชียพี่สาวของรูเชียที่เป็นคู่หมั้นของราชาแห่งเฟลเซนก็รู้สึกมีความสุขที่เห็นคนรักของเธอมีท่าทางสนุกสนานมากขนาดนั้นเป็นครั้งแรก ส่วนเรื่องงานแต่งของทั้งคู่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนหลังจากนี้ตอนนี้ทางเฟลเซนเองก็กำลังเตรียมงานกันยกใหญ่ ส่วนเรื่องชุดแต่งงานก็ไปจ้างให้ซานัคเป็นคนตัดเย็บด้วยดูเหมือนว่าชุดแต่งงานที่พวกยูมิน่าใส่ในงานนั้นจะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายไปแล้ว งานนี้แฟนชั่นคิงซานัคก็เลยได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเพราะมีออร์เดอร์จากพวกขุนนางและชนชั้นสูงเข้าอย่างต่อเนื่องจนถึงขนาดขยายกิจการสร้างร้านสำหรับตัดชุดแต่งงานโดยเฉพาะได้เลย
.
ในระหว่างที่เฟรย์กับราชาแห่งเฟลเซนกำลังสนใจกับคลอเลคชั่นอาวุธอยู่เอลเชียก็พูดคุยกับโทยะในเรื่องของวิทยาการโกเลมที่แพร่หลายอยู่ในทวีปฝั่งตะวันตกนั้นทวีปฝั่งตะวันออกจะสามารถสร้างขึ้นมาได้บ้างหรือเปล่า ซึ่งโทยะคิดว่าหากเป็นโกเลมทั่ว ๆ ไปไม่ใช่ระดับเลกาซี่ที่มีโกเลมสกิลล่ะก็น่าจะสามารถผลิตขึ้นได้จากวัตถุดิบจำพวกโลหะที่มีอยู่แต่สิ่งสำคัญก็คือจีคิวบ์กับคิวเบรนหากขาดสองสิ่งนี้ก็จะไม่สามารถทำให้โกเลมทำงานได้ซึ่งกระบวนการผลิตก็ค่อนข้างจะยุ่งยากแต่สำหรับทางบรุนฮิวแล้วเอลก้าก็พอจะสร้างมันขึ้นมาได้อยู่ พอได้ยินแบบนั้นเอลเชียก็รู้สึกเสียดายเพราะตัวเธอนั้นรู้สึกสนใจเทคโนโลยีโกเลมนั่นอยู่ไม่น้อย โทยะเลยโชว์โกเลมพาร์ทที่ได้มาตอนปราบโจรที่เฮลไกอาให้กับเอลเซียไปแน่นอนว่าในตัวโกเลมพวกนั้นมีจีคิวบ์และคริสตัลรวมอยู่ด้วย พอเห็นพาร์ทพวกนั้นแล้วเอลเชียก็ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นในขณะที่โทยะก็เริ่มอธิบายส่วนต่าง ๆ ของโกเลมให้เอลเชียได้รู้ว่าส่วนไหนคือส่วนไหนไม่นานนักเธอก็เริ่มตรวจสอบและศึกษาชิ้นส่วนพวกนั้นอย่างจริงจังจนบุคลิกแทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับเมื่อกี้เลย ในตอนนั้นเองราชาแห่งเฟลเซนก็อธิบายให้โทยะเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของเอลเชียนั้นติดหนึ่งในห้าของวิศวกรเวทฝีมือดีของเฟลเซนเลยทีเดียวและยังมีส่วนร่วมในการพัฒนารถไฟวิถีเวทของเฟลเซนอีกด้วย ขนาดเฟรย์ยังเอ่ยปากว่าถ้าได้เจอกับคูนละก็คงได้คุยกันยาวแน่ ๆ แต่พอได้ศึกษาแล้วเอลเชียก็หยุดไม่ได้เธอจึงขอให้โทยะช่วยส่งมอบชิ้นส่วนพวกนี้ให้กับเธอได้ไหม? แน่นอนว่าโกเลมพวกนี้เป็นแค่ของผลิตจากโรงงานไม่ได้มีอะไรสูงมากนักแถมเดิมที่ก็เป็นของตบยึดมาด้วยอาณาจักรรอบ ๆ อย่าง ริฟริส เบลฟาส ริเนีย ปาลูฟ ก็เริ่มศึกษาเทคโนโลยีนี้กันแล้วแต่เนื่องจากเฟลเซนอยู่ไกลกว่าพื้นทวีปตะวันตกจึงยังไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับอาณาจักรที่มาจากโลกเบื้องหลังการจะมอบให้ก็ไม่ใช่ปัญหาในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นราชาแห่งเฟลเซนก็เข้ายื่นข้อเสนอในลักษณะของการขอซื้อโดยหากว่าต้องการเป็นเงินเขาก็จ่ายให้หรือจะแลกเป็นอาวุธในคลอเลคชั่นของเขาก็ได้ (ราชาเฟลเฟนจะซื้อเป็นของขวัญให้เมียแหละว่าง่าย) พอได้ยินข้อเสนอนั้นเฟรย์ก็มีดวงตาเป็นประกายมองไปที่พ่อของเธอทันทีโทยะเข้าใจได้ในทันทีเลยว่าลูกสาวเขาต้องการอะไรโทยะจึงยอมรับข้อเสนอแลกอาวุธในคลอเลกชั่นกับโกเลมตัวนี้เฟรย์ดีใจมากโผเข้ามากอดและบอกว่ารักพ่อที่สุด แต่พอเฟรย์เรียกโทยะว่าพ่อ ทำให้ราชาแห่งเฟลเซนและเอลเชียเกิดความสงสัยแต่ฮิลด้าก็บอกกับทั้งคู่ว่าอย่าใส่ใจเลย
.
หลังจากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็ไปรวมตัวกันที่ร้านพาแรนเพื่อกินขนมและพูดคุยกันตามประสาส่วนคูนนั้นก็ตรวจสอบใต้โต๊ะ เพื่อความมั่นใจว่าพวกบรรดาคุณแม่ไม่ได้มาแอบฟังพวกเธอกันอีกเมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วเธอจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะก่อนจะมองดูมีดสีดำเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะและเมื่อถามพี่สาวของเธอว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรเฟรย์ก็อธิบายว่ามันคือ “ชาโดว์เอจ” จากนั้นก็เริ่มร่ายยาวถึงตำนานของมัน สำหรับคูนแล้วเฟรย์เป็นพี่สาวที่แข็งแกร่งและพึ่งพาได้แต่พอพูดถึงเรื่องของอาวุธและชุดเกราะที่ไรก็ออกอาการแบบนี้ทุกทีแต่เธอว่าใครไม่ได้มากเพราะเธอเองก็เป็นพวกคลั่งอุปกรณ์เวทเช่นกัน ส่วนเจ้าชาโดว์เอจนี้มีความสามารถพิเศษตรงที่สามารถส่งการโจมตีผ่านไปได้ทุกที่ที่มีเงาทอดอยู่ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับการลอบโจมตีหรือลอบสังหาร ซึ่งคูนก็บอกว่าเทคนิคคล้าย ๆ กับของพี่ยาคุโมะเลย โดยยาคุโมะจะใช้เกทส่งผ่านการโจมตีไปยังเป้าหมายได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนซึ่งก็ฟังดูจะขี้โกงไปนิดสำหรับพวกที่ถือเกียรตินักรบแต่พ่อของเธอก็สอนเอาไว้ว่าถึงจะไม่ชอบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้หากว่าถึงคราวจำเป็น ก็ให้นึกถึงสิ่งที่ต้องปกป้องมาก่อนเกียรติยศแต่ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้นอลิสก็นึกอะไรบางอย่างออกจึงหันไปถามคูนเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่เรียกเธอมาที่นี่คูนจึงเปิดประเด็นว่าจำเหตุการณ์ตอนเกิดการสั่นไหวของมิติได้หรือเปล่า เฟรย์ก็ตอบกลับมาทันทีว่าจำได้ตอนนั้น “คอร์” ได้เกิดสภาวะคุ้มคลั่งและเวลาก็หยุดลงชั่วขณะ จากนั้นคูนก็ถามว่าจำตำแหน่งที่ยาคุโมะยืนอยู่ในตอนนั้นได้ไหมอลิสก็ตอบว่าอยู่ข้าง ๆ เธอ คูนจึงถามต่อว่าแล้วแล้วทางไหนคือด้านหน้า ซึ่งคำถามนี้อลิสไม่แน่ใจในคำตอบแต่เข้าใจว่ายาคุโมะอยู่ด้านหน้า คูนถามต่อว่าแล้วด้านหน้ายาคุโมะล่ะอลิสก็ตอบว่าคูนกับเฟรย์ เมื่อฟังมาถึงจุดนี้เฟรย์ก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่คูนอยากจะบอก จากระยะห่างจากคอร์นั้นคนที่ยืนอยู่ห่างที่สุดก็คืออลิสตามมาด้วยยาคุโมะซึ่งคนที่มาถึงอดีตก่อนใครก็คืออลิส ตามติดมาด้วยยาคุโมะ คูน แล้วก็เฟรย์ซึ่งนั่นก็หมายความว่าลำดับของการมาถึงอดีตของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับระยะห่างที่แต่ละคนยืนอยู่ในตอนเกิดเหตุคนที่อยู่ห่างสุดจะมาถึงก่อนและคนที่อยู่ใกล้สุดจะมาถึงช้าสุด ถ้าหากว่าสันนิษฐานของคูนถูกต้อง คนที่จะเดินทางมาถึงอดีตเป็นลำดับต่อไปก็จะต้องเป็นเอลน่ากับลินเน่
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 3 (482- 491) เฟรย์ใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกซ้อมกับพวกอัศวินและใช้แสดงความสามารถอันโดดเด่นเอาชนะอัศวินได้มากมายหลายคนจนกลายเป็นขวัญใจของเหล่าอัศวินหญิงแม้ว่าเธอจะตัวเล็กแต่ก็มีทักษะที่ยอดเยี่ยม (แน่นอนว่าเธอเป็นนักผจญภัยระดับทอง) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเอาชนะอัศวินคนอื่น ๆ ได้ง่าย ๆ แบบนี้และส่วนหนึ่งก็เพราะโทยะบอกทุกคนว่าเฟรย์เป็นญาติของตนเหล่าอัศวินจึงยอมรับในความเก่งกาจของเด็กน้อยคนนี้ได้โดยไม่มีข้อกังขาและกลายเป็นเหมือนมาสค๊อตประจำกองอัศวินไปในที่สุดตรงกันข้ามกับคูนที่เอาแต่หมกตัวอยู่บนบาบิโลนแน่นอนว่าคุณพ่อจอมเห่อลูกอย่างโทยะที่เห็นลูกสาวตัวเองกลายเป็นขวัญใจของใครหลาย ๆ คนก็อดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ถึงขนาดฮิวด้าต้องเตือนเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าเลยทีเดียว แต่แล้วในระหว่างนั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็สั่นเพราะมีใครบางคนโทรเข้ามา ซึ่งผู้ที่โทรเข้ามานั้นก็คือเจ้าชายโรเบิร์ตนั่นเอง โดยโรเบิร์ตได้แจ้งกับโทยะว่าราชาแห่งอาณาจักร “แรร์” ต้องการพบ
.
อาณาจักรแรร์นั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรพานาเชสโดยมีสภาพเป็นเกาะเหมือนกับอาณาจักรพาเรลิอุสและยังเป็นอาณาจักรที่ปกครองโดยเผ่าเอลฟ์อีกด้วยดูเหมือนว่าราชาของอาณาจักรแรร์ต้องการปรึกษาโทยะเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แต่เพราะอาณาจักรแรร์ไม่เคยติดต่อกับบรุนฮิวมาก่อนจึงต้องติดต่อผ่านอาณาจักรพานาเชสเมื่อได้ฟังเช่นนั้นโทยะจึงตอบตกลงที่จะไปพบกับราชาแห่งแรร์ เมื่อถึงวันนัดหมายโทยะก็เดินทางไปยังอาณาจักรแรร์โดยให้ยูมิน่ากับรีนติดตามไปด้วยเพราะทั้งสองมีประสบการณ์ด้านการทูต แต่พอคูนรู้ว่าโทยะจะไปอาณาจักรแรร์เธอก็ขอติดตามไปด้วยเพราะที่นั่นเป็นแหล่งรวมโบราณสถานมากมายและมีเทคโนโลยีโกเลมรวมถึงพาร์ทต่าง ๆ ที่หาไม่ได้ตามสถานที่ทั่วไปอยู่มากและเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วโรเบิร์ตก็ใช้ความสามารถของบาวด์พาทุกคนไปยัง “ฟาน” เมืองหลวงอาณาจักรแรร์ในทันทีซึ่งภาพแรกที่เห็นก็คือประชากรของเมืองนี้โดยมากเป็นเอลฟ์ แม้จะมีชนเผ่าอื่นอยู่ด้วยแต่อัตราส่วนของเอลฟ์ก็มากกว่าถึง 7:3 เลยทีเดียว ซึ่งคูณได้อธิบายให้ฟังว่าอาณาจักรนี้คืออาณาจักรของพวกเอลฟ์แต่เริ่มมีการอพยพเข้ามาของชนเผ่าอื่น ๆ ในช่วงประมาณร้อยปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นโรเบิร์ตก็บอกทุกคนให้มุ่งหน้าไปที่ปราสาทของราชาเอลฟ์แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็หลับกลางอากาศเพราะผลจากการใช้โกเล็มสกิล อันที่จริงโทยะสามารถใช้รีคอลเรียกความทรงจำจากโรเบิร์ตและเปิดเกทมาที่นี่ก็ได้แต่เพราะคูนอยากเห็นการทำงานของบาวด์ตอนข้ามมิติก็เลยปล่อยให้โรเบิร์ตเป็นคนนำทุกคนมาที่นี่แทน
.
หลังจากโรเบิร์ตร่วงไปแล้วโทยะก็ฝากให้เหล่าอัศวินจากพานาเชสที่เดินทางทาด้วยกันดูแลเจ้าชายของพวกเขาไป ไม่นานหลังจากนั้นก็มีรถม้ามารับทุกคนไปยังปราสาทโดยผู้ที่ออกมาต้อนรับนั้นก็คือตัวราชาของอาณาจักรแรร์นั่นเองแต่การแต่งตัวของเขาดูเหมือนพ่อบ้านซะมากกว่าราชาเสียอีกหากคูนไม่บอกว่านี่คือราชาแห่งอาณาจักรแรร์โทยะก็ยังคงเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนรับใช้แน่ ๆ ซึ่งคูนให้ข้อสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายแต่งตัวเป็นพ่อบ้านออกมาต้อนรับคงกะจะเซอร์ไพรส์แขกแต่ว่าแผนก็แตกไปซะก่อนแล้วดังนั้นฝ่ายที่โดนเซอร์ไพรส์ก็คือราชาเอลฟ์เสียเองแน่นอนว่าพอถูกถามว่าเดาออกได้อย่างไรหากโรเบิร์ตที่หลับอยู่ตรงนั้นไม่ได้เป็นคนบอกซึ่งรีนก็แถไปว่าเพราะรัศมีแห่งราชานั้นปกปิดได้ไม่มิดแต่จริง ๆ แล้วเพราะคูนบอกตะหากและหลังจากนั้นทุกคนก็แนะนำตัวกันตามมารยาท โดยราชาเอลฟ์นั้นมีนามว่า “อัลวิน แรร์วินด์” ส่วนพวกรีนนั้นแนะตัวเองตามนี้ . “ราชินีลำดับที่ห้าแห่งราชรัฐบรุนฮิว โมจิซึกิ รีน” “ราชาแห่งราชรัฐบรุนฮิว โมจิซึกิ โทยะ” “ราชินีลำดับที่หนึ่งแห่งราชรัฐบรุนฮิว โมจิซึกิ ยูมิน่า” . แต่ถึงจะแนะนำกันแบบนั้นแต่ในความเป็นจริงพวกยูมิน่าจะมีอีกชื่อหนึ่งด้วยนั่นก็คือ “บรุนฮิว” อย่างรีนก็คือ รีน บรุนฮิว ยูมิน่าก็จะเป็น ยูมิน่า บรุนฮิว ซึ่งลูก ๆ ของพวกโทยะเองก็เช่นกันดังนั้นจึงขึ้นกับเจ้าตัวว่าจะใช้ โมจิซึกิ หรือ บรุนฮิว มาเป็นนามสกุลของตนส่วนตัวแล้วโทยะไม่เอาชื่อ โทยะ บรุนฮิว เพราะมันฟังดูตลกเกินไปสำหรับเขา ส่วนคูนแนะนำตัวเองว่าเป็นหนึ่งในเครือญาติของราชวงศ์ชื่อว่า “โมจิซึกิ คูน” หลังแนะนำตัวเสร็จคูนก็พุ่งความสนใจไปยังโกเลมสีเขียวที่อยู่ข้าง ๆ ราชาเอลฟ์ซึ่งมันก็คือโกเลมชั้นคราวน์อีกตัวหนึ่งที่มีนามว่า “แกรนด์ กรัน” ซึ่งหากเทียบกับคราวน์ตัวอื่นแล้วกรันนั้นดูจะมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเพศหญิงมากกว่าเพศชายแต่ก็แน่นอนว่าโกเลมนั้นไม่มีเพศส่วนการแสดงคาแรคเตอร์ว่าเป็นหญิงชายจะขึ้นกับข้อมูลที่อยู่ในคิวคริสตัล ส่วนคูนนั้นเมื่อได้เห็นกรันก็ตาเป็นประกายโดยเธอบอกว่าเธอไม่เคยเห็นมันกับตามาก่อนเพราะในอนาคตสาเหตุก็เพราะเธอไม่มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมผู้นำโลกและราชาแห่งแรร์เองก็ไม่ได้พากรันมาบ่อยเท่าไหร่นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นมันกับตา
.
หลังจากนั้นราชาแห่งแรร์ก็พาทุกคนไปยังปราสาทของตนแต่ว่าเมื่อไปถึงรถม้ากลับไม่ได้ตรงเข้าปราสาทแต่กลับมุ่งหน้าไปยังที่อื่นแทนซึ่งจุดหมายปลายทางที่รถม้าพาไปก็คือต้นไม้ใหญ่ที่อยู่หลังปราสาท ต้นไม้วิญญาณแรร์วิน ต้นไม้ที่เปรียบดั่งมารดาของเหล่าเอลฟ์สถานที่ที่ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะกลับมายังต้นไม้นี้แต่ทว่าตอนนี้ต้นไม้นี้ได้ตายไปแล้วแม้ว่าจะยังมีพลังเวทหลงเหลืออยู่จึงยังไม่เกิดความผิดปกติใด ๆ ให้เห็นแต่อีกไม่นานเมื่อพลังที่เหลืออยู่หมดลงเมื่อไหร่ปัญหาจะต้องเกิดแน่ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาต้นใหม่มาทดแทนแล้วในตอนนั้นเองก็ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ไอเซนกัลด์ว่าผู้ปลูกมันขึ้นมาก็คือโทยะนั่นเองดังนั้นราชาแห่งแรร์จึงต้องการพบโทยะเพื่อปรึกษาเรื่องนี้หรือก็คืออยากให้โทยะช่วยปลูกต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นใหม่ให้แก่อาณาจักรของเขานั่นเอง แม้ว่าในความเป็นจริงผู้ที่เพาะต้นไม้นั้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วคือเทพแห่งการเกษตรแต่ว่าความจริงข้อนี้คนทั่วไปไม่รู้เมื่อตัวตั้งตัวตีในการศึกครั้งนั้นคือโทยะคนอื่น ๆ จึงพากันเข้าใจว่าโทยะเป็นคนสร้างต้นไม้นั่นขึ้นมาและแม้จะมีต้นอ่อนเหลืออยู่ในสโตร์แต่โทยะก็ไม่กล้าตัดสินใจว่าควรจะมอบให้ดีหรือไม่โทยะจึงติดต่อไปหาเทพแห่งการเกษตรเพื่อขอความเห็นเสียก่อนซึ่งทางนั้นก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรพร้อมยังให้เหตุผลว่ายังไงซะมันก็เป็นของที่สร้างขึ้นในโลกนี้แต่แรกแล้วจึงไม่มีพลังพิเศษอะไรนอกจากกำจัดพิษสังหารเทพและฟอกอากาศเมื่อได้รับอนุญาตแล้วโทยะจึงได้นำต้นอ่อนของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสโตร์ออกมาและมอบให้ราชาเอลฟ์ไป
.
เมื่อสัมผัสถึงพลังที่ต้นอ่อนราชาเอลฟ์ก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา ๆ มันมีพลังเหนือกว่า ต้นไม้วิญญาณหลายเท่าพลังประดุจทวยเทพเรียกว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเต็มปากและเมื่อได้รับต้นไม้ศักดิ์ไปแล้วราชาแห่งแรร์ก็ได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับบรุนฮิวในทันทีหลังจากนั้นราชาแห่งแรร์ก็ได้ใช้โกเลมสกิลของกรันทำการย่อยสลายต้นไม้ต้นเก่าลงและทำการปลูกต้นใหม่ลงไปแทนที่และจัดการใช้สกิลของกรันทำให้ต้นอ่อนที่เพิ่งปลูกลงไปเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากนั้นคูนก็ได้อธิบายให้ฟังว่าโกเล็มสกิลของกรันนั้นก็คือ “การควบคุมพืช” และแน่นอนว่าโกเลมสกิลของคราวน์ซีรี่ส์มีค่าตอบแทนและไม่นานนักราชาเอลฟ์ก็ทรุดลงกับพื้นโทยะจึงรีบเข้าไปดูแต่ก็ได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างดังออกมาจากตัวของราชาเอลฟ์พร้อมกับคำกล่าวที่ว่า “หิว” หลังจากทรุดลงไปเพราะใช้สกิลราชาแห่งแรร์ก็ถูกพากลับมายังห้องของตนเพื่อพักฟื้นสภาพ ซึ่งค่าตอบแทนของการใช้สกิลของกรันก็คือ มาสเตอร์จะต้องเผชิญกับความหิวกระหายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นตายได้และระหว่างนั้นก็จะไม่สามารถจะทานอาหารได้เมื่อได้ก็ตามที่ไปแตะต้องอาหารอาหารนั้นจะกลายเป็นผง ซึ่งเจ้าตัวก็ประมาณการณ์ว่าน่าจะตกอยู่ในสภาพนี้ไปประมาณยี่สิบวัน โชคยังดีที่เผ่าเอลฟ์นั้นไม่ได้ต้องการอาหารมากนักก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระหว่างนี้ก็พอจะใช้น้ำประทั่งไปได้แต่ความทรมานจากความหิวโหยนี่ก็ถือว่าค่อนข้างสาหัสทีเดียวและในเมื่อมันเป็นผลมาจากการใช้สกิลรีโคเวอร์รี่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ทางเดียวที่พอจะนึกออกก็คือใช้แคร็กกิ้งทำลายคราวน์สกิลของกรันซะเหมือนกับที่เคยทำกับวิโอล่าแต่แบบนั้นราชาแห่งแรร์ก็คงจะไม่ปลื้มเป็นแน่โทยะเลยจำใจต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามนี้ต่อไป
.
อันที่จริงตัวของราชาแห่งแรร์เองก็ไม่ได้อยากใช่ความสามารถนี้แต่เพราะต้นไม้วิญญาณเป็นสัญลักษณ์สำคัญราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในอาณาจักรนี้จึงจำเป็นต้องเร่งการเติบโตของมันในเร็วที่สุดแม้ว่าสุดท้ายมันจะทำให้ตัวเขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็ตามถือว่าเป็นการเสียสละตัวเองในฐานะราชาเพื่อประชาชนของตนอย่างยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ และเพื่อตอบแทนที่โทยะยอมช่วยเหลืออาณาจักรของเขา ราชาแห่งแรร์จึงตั้งใจจะมอบของตอบแทนให้โดยจะมอบของที่อยู่ในคลังสมบัติให้ซึ่งมันก็คืออุปกรณ์หรือไอเท็มจากเทคโนโลยีโบราณที่ถูกขุดพบจากโบราณสถานต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในอาณาจักรแห่งนี้ ประมาณว่าถ้าถูกใจชิ้นไหนก็ให้เอากลับไปได้ ซึ่งแน่นอนโทยะก็เตรียมจะปฏิเสธตามนิสัยของเขาแต่ในตอนนั้นคูนก็แทรกเข้ามาบอกขอบคุณในความกรุณาในครั้งนี้และขอตามไปโทยะไปดูสิ่งที่เก็บอยู่ในห้องสมบัติด้วยคน หลังจากนั้นราชาแห่งแรร์ก็ได้ให้คนรับใช้นำทางพวกโทยะไปยังห้องเก็บสมบัติและตัวเองก็นอนพักผ่อนเพื่อรักษาสภาพร่างกายต่อไปในระหว่างนั้นโทยะก็คิดว่าถ้าราชาแห่งแรร์พ้นช่วงจ่ายค่าตอบแทนพลังแล้วลองนำอาหารฝีมือลูเชียมาเยี่ยมก็น่าจะดีพร้อมกับจะลองคุยเรื่องชวนเข้ามาเป็นพันธมิตรโลกด้วยและเนื่องจากว่าเจ้าชายโรเบิร์ตยังไม่ตื่นคนที่ได้เข้าไปยังห้องเก็บสมบัติจึงมีแต่พวกโทยะเท่านั้นและเมื่อไปถึงห้องสมบัติคูนก็ตาโตเมื่อได้เห็นโกเล็มโบราณและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายที่เก็บอยู่ในนั้น โทยะรับรู้ถึงความต้องการของลูกสาวในทันทีเขาจึงบอกให้คูนเลือกของที่อยากได้ตามใจชอบเลย
.
หลังเสร็จธุระที่อาณาจักรแรร์แล้วโทยะก็พาลูกเมียกลับอาณาจักรซึ่งคูนก็ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีหลังจากได้ไอเท็มชิ้นนึงจากห้องสมบัติของอาณาจักรแรร์สิ่งนั้นมีขนาดประมาณลูกบาสเกตบอลดูเหมือนว่าจะเป็นชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ มีสภาพดูเหมือนโลหะแต่กลับเบาราวกับพลาสติก พอรีนถามว่าสิ่งนั้นคืออะไรคูนก็ตอบว่ามันคือ “เตาวิญญาณ” แน่นอนว่าโทยะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนคูนจึงอธิบายว่า จีคิวบ์ที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของแก่เหล่าโกเลมนั้นใช้พลังเวทเป็นแหล่งพลังงาน เจ้าสิ่งนี้ก็จะคล้าย ๆ กันแต่จะใช้พลังของพวกสปิริตแทนและถ้าเธอวิเคราะห์สิ่งนี้ได้สำเร็จล่ะต้องค้นพบอะไรใหม่ ๆ แน่ว่าแล้วคูนก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งตามสไตล์นักวิทยาศาสตร์ผู้ชั่วร้าย ทำเอาโทยะต้องหันไปพูดกับรีนประมาณว่า “ทำไงดีเมียจ๋าลูกเราน่ากลัวเกิ๊น” แต่รีนก็บอกแค่ว่า “ทำอะไรไม่ได้หรอกคุณสามี เด็กคนนั้นน่ะ” ว่าแล้วคูนก็ขอตัวไปที่บาบิโลนเพื่อเริ่มต้นการศึกษาของเล่นชิ้นใหม่ของเธอทันทีแต่คุณแม่ของก็ย้ำว่าให้กลับมากินข้าวเย็นด้วยซึ่งคูนก็รับปากและแยกตัวไป ยูมิน่าที่มองดูภาพความน่ารักของคูนอยู่นั้นอยู่ก็บอกว่าเธอเองก็อยากให้ลูกของเธอมาถึงไว ๆ เหมือนกันแต่รีนก็แย้งขึ้นว่าพูดอะไรแบบนั้นเด็กคนนั้นก็ลูกสาวของเธอเหมือนกันไม่ใช่เหรอเพราะทุกคนเป็นพี่น้องกันนี่ นั่นจึงทำให้ยูมิน่าอึ้งไปแปบหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาและบอกว่า นั่นสินะฉันเองก็เป็นคุณแม่เหมือนกันเพราะถ้าว่ากันตามตรง คูนและเด็กคนอื่น ๆ เวลาเรียกยูมิน่าว่า “คุณแม่ยูมิน่า” หรือ “ท่านแม่ยูมิน่า” แน่นอนว่าภรรยาคนอื่น ๆ ของคุณพ่อเหล่าเด็ก ๆ ก็จะเรียกพวกเธอว่าคุณแม่ทุกคน สรุปก็คือเด็ก ๆ ทุกคนนับตั้งแต่เกิดมาก็มีคุณแม่ถึงเก้าคนที่จะคอยดูและให้ความรักนั่นเอง
.
แต่ก็ไม่ใช่ว่าโทยะจะไม่เข้าใจความรู้สึกของยูมิน่าซะทีเดียวเพราะตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าเหล่าลูก ๆ ที่เหลือของเขานั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนและจะปรากฏตัวขึ้นที่ไหนสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็มีแค่รอแต่โทยะก็ได้ทำการส่งเหล่านกที่เป็นบริวารของโคเกียวคุออกไปคอยสอดส่องตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลกหากว่าพบเจอเข้าก็จะได้รีบไปรับตัวกลับบ้านพร้อมกับนึกบ่นลูกสาวคนโตในใจที่ออกไปท่องโลกตามใจแบบนี้ และแล้วก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์คูนยังคงหมกตัวอยู่บนห้องวิจัยของบาบิโลนกับเรจีน่าและเอลก้า ส่วนเฟรย์กับอลิสนั้นก็ออกไปเที่ยวเล่นหรือแข่งขันด้วยกันทุกวัน พอพูดถึงการแข่งขันโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้มีการจัดการประลองยุทธ์ที่อาณาจักรมิสนิด ซึ่งลินเซ่ก็เหมือนจำได้ลาง ๆ ว่าการแข่งนั้นน่าจะจัดในวันนี้แต่เพราะไม่แน่ใจจึงหันไปถามเอลเซ่ ฝ่ายก็ยืนยันว่าใช่พร้อมกับบอกว่าตัวเองก็อยากจะไปร่วมลงแข่งด้วยเหมือนกันแต่โทยะไม่อยากให่ไปเพราะเกรงว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่เพราะดูทรงแล้ว เอลเซ่ ฮิวด้า และยาเอะคงอยู่ในเลเวลที่คนธรรมดาบนโลกนี้เอาชนะไม่ได้แล้วแน่ ๆ แต่โทยะก็ไม่ได้พูดแบบนั้นออกไปตรง ๆ และบอกว่างานคราวนี้จัดที่มิสนิดถ้าราชินีของอาณาจักรอื่นไปเข้าร่วมแบบนั้นคงจะมีปัญหาแย่ ส่วนสาเหตุที่การประลองนี้ถูกจัดขึ้นก็เพราะได้ตัวอย่างจากตอนที่มีการจัดงานประลองยุทธ์ที่บรุนฮิวก่อนหน้านี้นั่นเองดูท่าทางราชาแห่งมิสนิดจะชอบใจเอามาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหาหลายด้านจึงทำได้แค่เป็นการแข่งขันภายในอาณาจักรเท่านั้น แต่ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นโทยะก็ได้รับข้อความผ่านทางโทรจิตจากโคเกียวคุว่ามีรายงานจากพวกนกที่ออกไปทำหน้าที่เป็นดวงตาค้นหาลูก ๆ ของโทยะพร้อมกับซิงโครการมองเห็นจากนกพวกนั้นมาให้โทยะ
.
ภาพที่ส่งมานั้นมาคือภาพงานประลองที่มิสนิดเพราะโทยะสังเกตเห็นนายกรัฐมนตรีกราซจึงมั่นใจว่าต้องเป็นที่มิสนิดแน่ ๆ และเมื่อลองสังเกตบนลานประลองก็พบว่ามีคนกำลังต่อสู้กันอยู่และคนที่กำลังประลองกับผู้ชายตัวใหญ่นั้นเป็นเด็กผู้หญิงที่มีหน้าตาเหมือนกับลินเซ่ไม่มีผิดหลังจากนั้นโทยะก็ใช้เวทมิราจฉายภาพออกมาให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้เห็นด้วย ภาพที่เห็นนั้นคือเด็กน้อยอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบที่มีหน้าตาเหมือนกับลินเซ่ โดยเธอสวมก็อนเล็ตที่ไม่ค่อยจะเข้ากับขนาดร่างกายของเธอซักเท่าไหร่แต่เด็กน้อยมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแถมยังสามารถวิ่งบนอากาศได้อีกด้วยและไม่กี่อึดใจต่อมาเด็กน้อยก็อัดคู่ต่อสู้ร่างยักษ์ของเธอจนกระเด็นออกนอกเวทีไป ตอนนี้พวกโทยะมั่นใจเกินแปดสิบเปอร์เซ็นแล้วว่าเด็กน้อยคนนั้นคงจะเป็นลินเน่ลูกสาวของลินเซ่ เพราะไม่ว่าจะ หน้าตา ทรงผม การแต่งตัวมองยังไงก็มินิลินเซ่ชัด ๆ ส่วนตัวลินเซ่พอรู้ว่าลูกสาวของตัวเองเดินทางมาถึงแล้วก็ออกอาการสติแตกทันทีโทยะจึงต้องรีบบอกให้เธอใจเย็นลงก่อน แต่หลังจากนั้นเอลเซ่ก็สังเกตเห็นว่าลินเน่กำลังโบกมือโบกมือให้ใครบางคนที่อยู่ในกลุ่มคนดูแล้วก็ว่ามีเด็กที่หน้าเหมือนเอลเซ่กำลังโบกมือให้กับลินเน่อยู่นั่นก็คงจะเป็นเอลน่าลูกสาวของเอลเซ่ และพอรู้ว่าลูกสาวตัวเองมาถึงแล้วเอลเซ่ก็สติแตกตามลินเซ่ไปติด ๆ แล้วโทยะก็ต้องเข้ามาเรียกสติอีกตามเคย พอได้สติกันแล้วทั้งเอลเซ่และลินเซ่ก็รีบบอกให้โทยะรีบเดินทางไปมิสนิดในทันที
.
โทยะเปิดเกทมาบริเวณด้านหลังของอัฒจันทร์โดยมี เอลเซ่ ลินเซ่ ซากุระ และซูติดตามมาด้วยตอนนี้ลินเน่ลงจากเวทีและกำลังจะเดินกลับไปยังห้องเตรียมตัวของผู้เข้าร่วมการแข่งแล้ว ลินเซ่ทำท่าจะไล่ตามไปแต่โทยะคว้ามือเอาไว้ก่อนเพราะยังไงรินเน่ก็ต้องกลับเข้ามาในสนามน่าจะตามตัวไม่ยากตอนนี้ควรต้องไปหาเอลน่าที่อยู่ในกลุ่มฝูงชนซะก่อนเพราะมีโอกาสจะตามตัวได้ยากกว่าในระหว่างนั้นเอลเซ่ก็มองเห็นลูกสาวตัวเองอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามจากนั้นซากุระก็ใช้เทเลพอร์ตพาทุกคนไปยังจุดนั้นและเมื่อเอลน่าได้พบกับเอลเซ่เธอก็โผเข้ากอดแม่ของเธอพร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่ได้พบกับแม่ที่อยู่ในยุคนี้ในทันทีส่วนเอลเซ่ก็กอดลูกสาวของเธออย่างอ่อนโยนเช่นกันหลังจากนั้นก็พากันออกจากตรงบริเวณอัฒจันทร์เพื่อพาเอลน่าไปสงบสติอารมณ์หลังจากใจเย็นลงแล้วเอลน่าก็เริ่มเล่าเรื่องราวให้พวกโทยะฟังว่าพวกเธอปรากฏตัวที่แถวบริเวณสะพานตรงแม่น้ำโกว์แล้วพอดีสะพานนั้นมันผุพวกเธอก็เลยพลัดตกลงไปโชคดีที่ตัวจะไม่ตกลงไปในน้ำแต่สมาร์ทโฟนของพวกเธอก็ตกลงไปในน้ำทำให้ติดต่อกับพ่อแม่หรือพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่ได้และในระหว่างที่กำลังหาทางติดต่อไปที่บรุนฮิวให้ได้อยู่นั้นพวกเธอก็ได้ยินเรื่องงานประลองยุทธ์นี้เข้าและคิดว่าราชาแห่งมิสนิดจะต้องมาที่งานนี้แน่ก็เลยคิดจะหาทางเข้าพบให้ได้เพื่อจะได้ช่วยติดต่อที่บรุนฮิวต่อไป ซึ่งเอลเซ่ก็กล่าวชมในความช่างคิดของลูกสาว ส่วนสมาร์ทโฟนของเอลน่ากับลินเน่ที่ตกหายไปในแม่น้ำนั้นตอนนี้โทยะยังหาทางเก็บกลับมาไม่ได้เพราะไม่รู้หมายเลขประจำเครื่องแต่คิดว่าน่าจะพอใช้เซิร์จหาเจอได้อยู่
.
ในตอนนั้นซูก็ถามคำถามกับเอลน่าว่าตอนนี้ ทั้งเอลน่าและลินเน่อายุเท่าไหร่ เอลน่าก็ตอบว่าทั้งเธอและลินเน่อายุเจ็ดขวบเพราะปีเดียวกันแต่เพราะเธอเกิดก่อนหนึ่งเดือนจึงเป็นพี่สาวดังนั้นเอลน่าจึงเป็นลูกคนที่หกและลินเน่ก็คือคนที่เจ็ดดังนั้นก็จะเหลือลูกอีกสองคนที่เกิดก่อนเอลน่าและอีกสองคนที่เกิดหลังลินเน่ตอนนี้จึงยังเหลือลูกของ ยูมิน่า รูเชีย ซากุระแล้วก็ซู ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกคนที่เท่าไหร่หลังจากนั้นทั้งซูแล้วก็ซากุระก็พยามยามจะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับลูกของตัวเองแต่เอลน่าก็ได้แต่อ้ำอึ้งไม่ตอบอะไรคงเพราะโดนย่าโทคิเอะห้ามไว้ทำให้เอลน่าไม่ยอมบอกข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกทั้งสองคนก็เลยต้องยอมแพ้ไป หลังจากนั้นเอลน่าก็มีอาการท้องร้องเพราะนับตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรซูจึงไปสั่งไก่ย่างมากินกัน โทยะส่งไก่ย่างให้ลินเซ่ที่กำลังเป็นห่วงลูกสาวของเธออยู่ซึ่งซากุระก็เข้ามาปลอบใจลินเซ่ว่าไม่ต้องกังวลไปเพราะลูกสาวของลินเซ่นั้นคงไม่แพ้ง่าย ๆ แน่ เดิมทีลินเน่คงกะชนะเลิศเพื่อจะได้มีโอกาสได้เข้าไปพบกับราชาแห่งมิสนิดแต่ว่าตอนนี้มันก็คงไม่จำเป็นแล้วเพราะงั้นก็ให้ลินเน่สละสิทธิ์ในการแข่งรอบต่อไปซะแล้วจะได้พากันกลับบ้านแต่ทว่าเอลน่าก็บอกว่าแบบนั้นคงจะยากเพราะลินเน่ชอบการประลองยุทธ์มากเพราะงั้นคงไม่ยอมสละสิทธิ์แน่ขืนไปบังคับให้หยุดก็คงจะงอแงยกใหญ่แน่ทางเดียวที่จะทำให้ลินเน่ยอมก็คงต้องทำให้เธอแพ้การประลองเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งงานประลองนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในมิสนิดด้วยหากว่าคนจากอาณาจักรอื่นเอาชนะการแข่งได้มันคงดูเสียหน้าแย่ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ลินเน่แพ้เท่านั้น
.
เอลเซ่กับซากุระก็ลองถามข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของลินเน่จากเอลน่าดู ข้อมูลที่ได้ก็คือลินเน่มีเวทไร้ธาตุคือกราวิตี้กับชิลด์ ที่เห็นลินเน่วิ่งไปบนอากาศได้ก็เพราะเธอใช้ชิลด์เป็นแท่นเหยียบนั่นเองเรียกได้ว่ามีทั้งสกิลโจมตีและป้องกันที่โหดพอสมควร ส่วนเอลน่านั้นมีเวทไร้ธาตุคือ มัลติเพิ้ล รีคัฟเวอรี่และบูส ปัญหาต่อไปคือจะให้ใครไปสู้กับลินเน่ดีตอนแรกซากุระก็เสนอว่าใช้เทเลพอร์ตพาวาร์ปกลับแบบสายฟ้าแล่บเลยน่าจะเร็วกว่าแต่โทยะไม่เห็นด้วยเพราะถ้าทำแบบนั้นมีหวังลินเน่งอแงแน่ ๆ เอลเซ่จึงเสนอให้ใช้มิราจแปลงร่างเธอเป็นคนอื่นและให้ไปสู้กับลินเน่ แต่โทยะก็เกรงว่าลินเน่จะดูออกเพราะยังไงคนที่สอนวิชาต่อสู้ให้ลินเน่ในอนาคตก็คือเอลเซ่แล้วในตอนนั้นลินเซ่ก็บอกว่าเธอจะไปเองเพราะเธอก็อยากจะเล่นสนุกกับลูกสาวเหมือนกัน แต่ว่าการแข่งครั้งนี้ห้ามใช้เวทโจมตีคู่ต่อสู้ดังนั้นนักเวทอย่างลินเซ่น่าจะเสียเปรียบหากลงไปสู้แต่ลินเซ่ก็ดูจะมั่นใจว่าเธอทำได้เพราะกฏห้ามใช้เวทโจมตีอีกฝ่ายโดยตรงแต่ถ้าใช้กับตัวเองหรือสิ่งอื่นก็ถือว่าไม่ผิดกติกาอีกอย่างเธอก็ฝึกอะไรหลาย ๆ อย่างมาเหมือนกันแถมเธอยังรู้อีกว่าลินเน่คงจะคิดว่าการประลองนี้เธอคงชนะได้ง่าย ๆ แน่ ๆ คงจะอยู่ในสภาวะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปอยู่เป็นแน่ ซึ่งก็ถูกต้องตามนั้นและในฐานะของแม่แล้วคงต้องให้การสั่งสอนกันหน่อยและในระหว่างนั้นเองโทยะก็ได้รับการติดต่อจากนายกรัฐมนตรีกราซที่มองเห็นโทยะจากที่นั่ง VIP ก่อนจะเชิญไปคุยกันและสอบถามถึงสาเหตุที่โทยะเดินทางมาในวันนี้
.
ตัดกลับมาทางลินเน่ที่อยู่ในห้องพักเมื่อมองจากหน้าต่างของห้องนั้นก็ไม่เห็นเอลน่าอยู่ที่จุดเดิมทำให้เธอรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อยโดยการแข่งรอบต่อไปคือรอบสิบหกคนในระหว่างที่รอจะขึ้นประลองรอบต่อไปอยู่นั้นก็มีผู้เข้าแข่งขันเข้ามาเพิ่มโดยเธอมีชื่อว่า “รินริน” เป็นเด็กสาวอายุประมาณ 16-17 ปี มีผมสีบลอนด์ถักเป็นเปีย ในมือถือไม้เท้าสั้นปลายติดดาวและเครื่องประดับรูปดาวอยู่ที่อก เธอไม่สวมเกราะดูแล้วน่าจะเป็นพวกนักเวทหลังจากเข้ามาในห้องแล้วรินรินก็เข้าไปขอนั่งข้างลินเน่และเริ่มชวนคุยจากนั้นลินเน่ก็แนะนำตัวเองและจับมือกับรินริน ซึ่งอันที่จริงแล้วริน ๆ ก็คือลินเซ่ที่ปลอมตัวมานั่นเองพอได้จับมือกับลูกสาวแม้การแสดงออกภายนอกจะไม่มีอะไรแปลกไปแต่ในใจเธอนั้นลิงโลดไปแบบสุด ๆ แล้วจนถึงขั้นอยากจะคว้ามากอดใจจะขาดแต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการไว้ หลังจากนั้นลินเน่ก็ถามรินรินว่าเป็นผู้ใช้เวทมนตร์หรือ? แน่นอนรินรินก็รับว่าใช่และถามกลับไปว่าดูแปลกหรือเปล่า (ประมาณว่างานประลองยุทธแท้ ๆ แต่จอมเวทอย่างเธอกลับมาลงแข่ง) แต่ลินเน่ก็ปฏิเสธและบอกว่าแม่ของเธอก็เป็นจอมเวทเธอรู้ดีว่าเวทมนตร์นั้นทรงพลังขนาดไหนแต่ไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นผู้ชนะ รินรินจึงถามเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของลินเน่ต่อ ลินเน่ก็บอกว่าแม่ของเธอนั้นสุดยอดมาก ใช้เวทมนตร์ได้ ตัดเย็บเสื้อผ้าก็เป็น ทำอาหารก็เป็น และยังมีความสามารถอีกหลาย ๆ อย่างเลย รินรินจึงถามต่อว่า ลินเน่รักคุณแม่ไหม? ลินเน่ก็ตอบว่าไม่ใช่แค่รักธรรมดาแต่รักมาก ๆ เลย
.
จากนั้นลินเน่ก็ขอตัวเพื่อจะออกไปตามหาเอลน่าแต่จู่ ๆ รินรินก็เข้ามากอดลินเน่ทำให้เด็กน้อยรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำนั้นแต่รินรินก็ขอโทษและบอกว่าเพราะลินเน่เหมือนกับน้องสาวของเธอก็เลยเผลอตัวไปหน่อย เมื่อได้ยินแบบนั้นลินเน่ก็บอกกับรินรินว่าเธอเองก็มีน้องสาวเหมือนกันและยังมีน้องชายอีกหนึ่งคนด้วยแต่พอรินรินจะถามเรื่องเกี่ยวกับน้องชายและน้องสาวของลินเน่เพิ่มเติม ทหารของอาณาจักรมิสนิดก็เข้ามาแจ้งว่าการจับคู่แข่งขันรอบต่อไปเสร็จสิ้นแล้วและได้นำใบรายชื่อมาติดที่กำแพงให้ผู้แข่งขันได้รู้ว่าคู่ต่อสู้รอบต่อไปของตนคือใครและคู่ต่อสู้ของลินเน่ในรอบต่อไปนั้นก็คือรินริน ๆ นั่นเองซึ่งทั้งหมดมันก็เป็นตามแผนที่โทยะไปตกลงกับกราซไว้ พอเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นจอมเวทลินเน่ก็หันไปถามรินริน ๆ ว่าจะให้ออมมือให้ไหม? แต่รินรินก็ตอบกลับมาว่าบางทีเธออาจจะเก่งเหมือนกับแม่ของลินเน่ก็ได้ควรจะระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อย แต่นั่นกลับทำให้ลินเน่ไม่พอใจและพูดกลับมาว่านอกจากคนในตระกูลของเธอแล้วไม่มีจอมเวทคนไหนแข็งแกร่งกว่าแม่ของเธอไปได้ ดังนั้นเธอจะเอาชนะรินรินอย่างสบาย ๆ ให้ดูหลังจากนั้นทั้งสองก็ฟาดเนตรใส่กัน ในขณะที่พวกโทยะก็พากันกลับลงมานั่งดูการประลองต่อตรงจุดเดิมที่เอลน่าเคยอยู่อันที่จริงกราซก็ชวนให้ไปนั่งด้วยกันที่ชั้น VIP แต่โทยะกลัววว่าลินเน่จะเป็นกังวลถ้าหาเอลน่าไม่เจอจึงตัดสินใจพากันกลับไปที่จุดนั้น โดยทุกคนยกเว้นเอลน่าได้ใช้มิราจแปลงกายเป็นคนอื่นเอาไว้เรียบร้อยแล้วในระหว่างที่รอให้การแข่งขันระหว่างลินเซ่กับลินเน่มาถึงก็นั่งดูการต่อสู้ของคู่อื่นไปพลาง ๆ ก่อน ส่วนโทยะก็กังวลใจที่สองแม่ลูกจะสู้กัน
.
ทางด้านของลินเน่ที่มองผ่านหน้าต่างห้องพักออกมาก็เห็นว่าเอลน่ากลับมาแล้วแต่ว่าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นั่นเป็นใครกันแถมยังคุยกันได้แบบปกติอีกทั้งที่ปกติพี่สาวของเธอจะเข้ากับคนแปลกหน้าไม่ค่อยได้แท้ ๆ ในเวลาเดียวกันนั้นรินรินก็มองผ่านหน้าต่างไปที่เอลน่าเช่นกันและถามลินเน่ว่านั่นพี่สาวเหรอ? ลินเน่ก็บอกว่าใช่และเล่าเรื่องเกี่ยวกับเอลน่าให้ฟังนิดหน่อยหลังจากนั้นไม่นานก็ถึงคิวของลินเน่กับรินริน เมื่อกรรมการขานชื่อของผู้เข้าแข่งขันทั้งสองก็ขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับเสียงเชียร์จากผู้ชมรอบสนามที่ดังลั่น เมื่อทั้งคู่ขึ้นมาประจันหน้ากันบนเวทีลินเน่ก็มั่นใจอย่างมากว่าจะเอาชนะรินรินได้ และเมื่อกรรมการสอบถามถึงความพร้อมของทั้งคู่และได้รับการยืนยันว่าพร้อมแล้วกรรมการก็ให้สัญญาณเริ่มการแข่งทันที สิ้นเสียงกรรมการลินเน่ก็ปราดเข้าหารินรินทันทีเพื่อปิดระยะห่างเพื่อจะเข้าโจมตีแบบม้วนเดียวจบแต่รินรินก็ถอยหลังไปนิดหน่อยและร่ายเวทแฟลชเพื่อทำลายทัศนวิสัยของอีกฝ่าย ลินเน่ยกแขนทั้งสองมาบังดวงตาเอาไว้ทำให้การเคลื่อนไหวชะงักลง ดูเหมือนลินเซ่จะสามารถร่ายเวทได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร เมื่อลินเน่โดนเข้าไปแบบนั้นก็บ่นว่าอีกฝ่ายขี้โกงที่สาดแสงใส่ตาแบบนี้ แต่รินรินก็ตอบกลับไปเชิงสั่งสอนว่าอย่าพุ่งเข้าหาผู้ใช้เวทโดยตรงแบบนี้ถ้าจะโจมตีให้อ้อมไปจุดอับสายตาของอีกฝ่ายจะดีกว่า แต่นั่นกลับทำให้ลินเน่อารมณ์เดือดพล่านกว่าเดิมและพริบตาต่อมาลินเน่ก็หายตัวไปจากตำแหน่งที่เคยอยู่อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าลินเน่จะสามารถใช้เวทอินวิซิเบิ้ลได้ด้วยตอนนี้ไม่มีใครมองเห็นว่าเธอนั้นกำลังเคลื่อนที่ไปทางไหน (แต่ถ้าสัมผัสดี ๆ ก็จะได้ยินเสียงของลินเน่ที่วิ่งไปบนชิลด์อยู่) เสี้ยววินาทีต่อมาลินเน่ก็ปรากฏตัวมาในระยะประชิดและเตะใส่ท้องของรินริน แต่แล้วบางสิ่งที่ผิดปกติก็เกิดขึ้นเมื่อร่างกายของรินรินค่อย ๆ ร้าวและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับเป็นเศษแก้ว
.
แท้จริงแล้วที่ลินเน่เตะไปเต็ม ๆ นั้นคือกระจกรินรินตัวจริงยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งตะหากแต่พอลินเน่จะหันกลับไปโจมตีรินรินก็ฟาดคทาออกมาวัตถุรูปดาวที่ประดับอยู่ด้านบนก็พุ่งออกมาโจมตีใส่ลินเน่ราวกับชูริเคนแต่ว่าเธอก็หลบการโจมตีไปได้ ส่วนดาวที่ยิงออกไปนั้นก็บินกลับไปติดที่เดิมของมัน จากนั้นรินรินก็ใช้คทานั้นโจมตีลินเน่อีกครั้งแต่คราวนี้ลินเน่ไม่หลบและใช้กำปั้นของเธอที่ผนวกพลังกราวิตี้จากกอนเล็ตของเธอเข้าไปด้วยทำลายวัตถุรูปดาวอันนั้นจนแหลกไม่มีชิ้นดีจากนั้นก็แสดงท่าทีเหมือนจะเยาะเย้ยอีกฝ่ายที่เสียอาวุธไปแล้ว แต่ทว่ารินรินยังคงยิ้มอยู่ราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไรซึ่งอันที่จริงลินเซ่กำลังยิ้มให้กับท่าทีน่ารักน่าชังของลูกสาวอยู่แต่สำหรับลินเน่แล้วมันดูไม่เป็นแบบนั้นรอยยิ้มนั่นกลับยิ่งทำให้ลินเน่อารมณ์เดือดปุด ๆ มากขึ้นเกรี้ยวกราดมากขึ้นก่อนจะใช้ชิลด์เป็นแท่นเหยียบเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปบนอากาศและพุ่งลงมาถีบอย่างกับไรเดอร์คิ๊กด้วยท่าที่ชื่อ “ริวเซเคียวคุ” แต่พริบตาที่ถูกตัวรินรินร่างของเธอก็แตกสลายไปเหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้ ส่วนโทยะที่เข้าดูการต่อสู้อยู่ก็สงสัยว่าเมื่อครู่นี้ไม่ได้ลินเซ่ไม่ได้แสดงท่าทีว่าร่ายเวทเลยแม้แต่น้อยถ้าเช่นนั้นแล้วนี่คือเวทไร้ธาตุอย่างนั้นหรือ? แต่แล้วข้อข้องใจนั้นก็ถูกเฉลยเมื่อลินเน่สังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ข้าง ๆ กายลินเซ่นั่นก็คือ สปริตนั่นเองในยุคนี้มีคนใช้เวทสปริตกันได้น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับยุคของลินเน่ ลินเซ่เองตอนนี้ก็เป็นผู้ใช้เวทสปิริตซึ่ง รีน ซากุระ ยูมิน่า ซู ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน
.
ส่วนลินเน่นั้นแม้จะเคยเห็นสปิริตมาก่อนแต่เธอก็ไม่เคยเห็นสปิริตที่อยู่ข้าง ๆ รินรินมาก่อนเลย รินรินจึงบอกให้รู้ว่านี่คือสปิริตแห่งกระจกชื่อว่า “มิรอล” ซึ่งจากข้อมูลของเอลน่าลินเซ่ในอนาคตนั้นเป็นผู้ใช้เวทสปิริตระดับสูง พอลินเน่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใช้เวทสปิริตก็บ่นอุบว่าน่าจะบอกกันก่อน แต่รินรินก็บอกว่าใครเขาจะเผยไพ่บนมือตัวเองให้อีกฝ่ายรู้ตั้งแต่แรกกันล่ะลินเน่เองก็เก็บไพ่ตายไว้เหมือนกันใช่ไหม? เมื่อได้ยินแบบนั้นลินเน่ก็เปิดโหมดกอนเลตของตัวเองให้เข้าสู่โหมดแพนเซอร์ ทำให้กอนเล็ตของลินเน่ตอนนี้เหมือนท่อไอพ่นงอกออกมาพร้อมกับเริ่มใช้พลังปราณแบบเดียวกับที่เอนเด้และเอลเซ่ใช้ แน่นอนว่าทั้งอลิสและลินเน่ต่างก็เป็นศิษย์ของเอลเซ่ดังนั้นพวกเธอจะใช้วิชานี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อรวมพลังได้แล้วลินเน่ก็ปล่อยพลังจากฝ่ามือออกไปโจมตีรินรินทันที มิรอลได้ใช้พลังของตนสร้างกระจกจำนวนมากออกมาต้านการโจมตีเอาไว้แต่ลินเน่ก็ยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องจนกระจกที่สร้างออกมาจะเริ่มทานไม่ไหวแล้วแต่กระจกพวกนั้นก็ซื้อเวลาให้รินรินสามารถร่ายเวทเฮฟเวนลี่เรนได้สำเร็จทำให้ฝนตกลงมาบนลานประลองทำให้พื้นเปียกชุ่มไปหมดรวมถีงเสื้อผ้าของทั้งคู่ที่อยู่บนเวทีก็เปียกปอนไปหมดและเมื่อชุดแสนสำคัญที่แม่เป็นคนตัดเย็บให้ต้องเปื้อนเพราะฝนเมื่อกี้ก็ยิ่งทำให้ลินเน่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอีกครั้งแต่พอจะขยับตัวลินเน่ก็ลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าเพราะน้ำที่เปียกเวทีอยู่เมื่อกี้ถูกทำให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งราวกับเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งไปแล้วและข้าง ๆ กายของรินรินก็มีสปิริตอีกตนหนึ่งปรากฏกายมาอยู่ข้าง ๆ โดยสปิริตตนนั้นมีชื่อว่า “เอเรียล”
.
หลังจากนั้นลินเน่ก็ถูกโจมตีด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ทางด้านหน้าแม้ว่าลินเน่จะพยายามใช้กราวิตี้ทำลายมันแต่ก็ไม่ได้ผลและสิ่งนั้นก็ค่อย ผลักลินเน่ให้ถอยไปด้านหลังเรื่อย ๆ จนออกนอกเวทีไปในที่สุดและเมื่อลินเน่ตกเวทีกรรมการจึงประกาศให้รินรินเป็นผู้ชนะการแข่งในรอบนี้ แต่เพื่อคลายความสงสัยให้กับผู้ชมกรรมการจึงไปสอบถามถึงสิ่งที่รินรินใช้เมื่อกี้ซึ่งเธอก็บอกไปว่าเมื่อครู่เป็นเวทป้องกันธาตุลมที่ใช้ผลักคู่ต่อให้ถอยร่นออกไปหลังจากนั้นกรรมการก็พิจารณาว่าผิดกฏหรือไม่และสุดท้ายก็ลงความเห็นว่าไม่ผิดกฏและประกาศให้ผลตัดสินอีกครั้ง หลังจากนั้นรินรินก็ไปดูลินเน่ที่ซึม ๆ ไปไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอจึงนิ่งไปอาจจะช็อคที่แพ้แต่แล้วลินเน่ก็พูดขึ้นว่าสปิริตที่อยู่ข้าง ๆ รินรินเมื่อกี้คือสปิริตแห่งลม เอเรียลก็คือหนึ่งในเกรทสปิริตแต่ว่าผู้ที่สัญญากับสปิริตตนนั้นที่เธอรู้จักก็คือ ลินเซ่แม่ของเธอนั่นเองและตามปกติมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางที่จะทำสัญญากับเกรทสปิริตได้แต่ลินเซ่ถือเป็นข้อยกเว้นเพราะเธอเป็นทั้งเครือญาติเทพและยังเป็นภรรยาของราชาแห่งสปิริตอย่างโทยะและยังมีความสามารถที่สูงมากพอทำให้ลินเซ่สามารถทำสัญญากับเกรทสปิริตได้ ส่วนลินเน่นั้นอยู่ในสภาวะสับสนเมื่อเห็นคนที่ทำสัญญากับสปิริตแห่งลมในอดีตกับอนาคตเป็นคนละคนกันในตอนนั้นเอง รินรินก็หยิบเอาเข็มกลัดแบบเดียวกับที่เธอติดอยู่ออกมาจากกระเป๋าและสอนว่า ลินเน่เก่งก็จริงแต่ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่เก่งกาจ ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ครอบครัวของลินเน่เก่งอยู่ตระกูลเดียว ลินเน่จึงกล่าวคำขอโทษด้วยสภาพจ๋อยสนิทพลางสำนึกตัวเองอยู่ที่ห้องพักของผู้เข้าแข่งขัน
.
หลังจากสั่งสอนเสร็จแล้วรินรินก็เอาเข็มกลัดติดให้กับลินเน่เพื่อลบผลของเข็มกลัดที่เธอใช้แปลงกายและผู้ที่อยู่ต่อหน้าลินเน่ในเวลานี้ก็ไม่ใช่จอมเวทรินรินแต่เป็นลินเซ่แม่แท้ ๆ ของเธอนั่นเองและลินเน่ก็โผลเข้ากอดแม่และร้องไห้ยกใหญ่ส่วนลินเซ่ก็กอดลูกสาวเอาไว้และปลอบประโลมให้เธอสงบลงหลังจากนั้นลินเซ่ก็พาลินเน่กลับไปรวมกลุ่มแต่ว่าปฏิกิริยาของลินเน่ตอนเจอคุณพ่อนั้นกลับธรรมดากว่าที่โทยะจินตนาการไว้เพราะลูกสาวไม่โผเข้ากอดเขาแบบที่ทำกับลินเซ่บ้างเลยทำเอาคุณพ่อโทยะออกอาการผิดหวังนิด ๆ หลังจากนั้นลินเน่ก็มองสมาชิกในครอบครัวที่อยู่รอบไล่ไปเรื่อย ๆ ไล่ตั้งแต่โทยะ เอลเซ่ ซากุระแล้วก็ซูหลังจากนั้นเธอจึงบอกว่านอกจากท่านแม่ซูแล้วคนอื่น ๆ แทบไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยแค่ดูเด็กกว่าในอนาคตแค่นิดเดียวเองเลยรู้สึกน่าเบื่อนิดหน่อย ว่าแล้วซูก็เข้าไปถามลินเน่ว่าตัวเธอในอนาคตเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม? ซึ่งถ้าว่ากันตามคอมมอนเซนส์ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพราะในตอนนั้นเธอก็เป็นคุณแม่แล้วเหมือนกันแต่ผู้ใหญ่ในความหมายของซูนั้นหมายถึง ทรวดทรงองเอวตะหาก ซึ่งลินเน่ก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กับคำถามประมาณว่าตัวซูในอนาคตนั้นอวบอึ๋มอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้หรือเปล่าซึ่งลินเน่ก็ไม่ได้ตอบตรง ๆ เธอบอกแค่ว่า “ก็คงจะแบบนั้น” แต่โทยะที่ดูอากัปกริยาของลินเน่อยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังโกหกชัด ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นการโกหกเพื่อรักษาจิตใจของซูไว้เขาจึงไม่ได้ว่าอะไร
.
หลังจากนั้นเด็กทั้งสองก็ได้ทราบจากพ่อกับแม่ของพวกเธอว่า คูน เฟรย์ แล้วก็อริสไปรวมตัวกันที่บรุนฮิวแล้ว พอรู้แบบนั้นลินเน่แปลกใจว่าทำไมพี่อาเชียยังเดินทางมาไม่ถึงแต่แล้วเสียงท้องร้องของเธอก็ทำให้ประเด็นเรื่องอาเชียหยุดลงเนื่องจากยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงลินเซ่จึงถามลูกสาวว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม? ลินเน่จึงบอกว่าอยากกินกระหล่ำปลียัดไส้ขนาดใหญ่พิเศษฝีมือของคุณแม่แต่เพราะมันเป็นของที่ต้องใช้เวลาในการทำดังนั้นโทยะเลยเอาข้าวปั้นให้กินรองท้องไปก่อนแล้วจึงเปิดเกทพาทุกคนกลับบรุนฮิวส่วนโทยะนั้นถูกลูกสาวขอให้ไปช่วยตามหาสมาร์ทโฟนของพวกเธอที่ตกหายในแม่น้ำให้หน่อยซึ่งหลังจากส่งทุกคนผ่านเกทไปแล้วตัวโทยะก็ไปที่แม่น้ำโกว์เพื่อเก็บกู้สมาร์ทโฟนที่จมอยู่ก้นแม่น้ำเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับแล้วก็พบว่าทั้งเอลน่าและลินเน่ต่างก็นอนหลับอยู่บนตักของแม่เรียบร้อยแล้ว แม้จะเป็นเวลาแค่ 2-3 วันแต่ก็เจออะไรยุ่งยากมาพอสมควรโชคดีที่พวกเธอมีเงินติดตัวเลยอาศัยนอนพักที่โรงแรมได้ในช่วงเวลานั้น ในส่วนของเอลเซ่กับลินเซ่ที่กำลังลูบหัวลูกสาวของตนที่กำลังหลับอยู่ก็พูดถึงความรู้สึกของตัวเองที่ว่ามันแปลกดีทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ออกมาแท้ ๆ แต่แค่มองดูเท่านั้นเธอก็รับรู้ได้ว่านี่คือลูกของเธอ รู้สึกได้ถึงความสำคัญราวกับเป็นสมบัติอันล้ำค่า เมื่อเด็ก ๆ หลับแล้วโทยะก็คิดว่าถ้าให้นอนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะเป็นหวัดก็เลยใช้เลวิเทชั่นทำให้ลูก ๆ ลอยขึ้นและจะพาไปนอนที่เตียงในห้องเนื่องจากสองคนนี้ยังตัวเล็กพอที่จะนอนเตียงเดี่ยวได้ แต่ลินเซขอให้พาไปห้องที่มีเตียงใหญ่ที่นอนพร้อมกันหลาย ๆ คนได้แทนเพราะพวกเธออยากจะนอนอยู่กับลูก ๆ ด้วยและค่ำคืนนั้นก็ผ่านไป
.
เช้าวันต่อมา ลินเน่ก็กับอริสก็ได้พบกันทั้งสองวิ่งเข้าหากันพร้อมหัวเราะให้กันด้วยความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งแล้วก็เปิดฉากแลกหมัดอย่างสนุกสนานกันราวกับเป็นคนจากสำนักบูรพาไร้พ่ายกันตรงหน้าประตูปราสาททำเอาอัศวินที่เฝ้ายามอยู่ตรงนั้นงงกันไปเลยทีเดียวในขณะที่เอนเด้ได้เห็นภาพนั้นก็หันไปถามโทยะว่า โทยะสอนลูกมาแบบไหนกันเนี้ยส่วนโทยะก็ถามว่านายก็เหมือนกันแหละ ส่วนคุณแม่ทั้งสองของอลิสกลับดูชอบใจที่เห็นอลิสแข็งแกร่งและร่าเริงแบบนั้น ซึ่งในอนาคตทั้งอลิสและลินเน่ก็ทำแบบนี้กันประจำอยู่แล้วถ้าเจ็บขึ้นมาก็ใช้เวทรักษาเอาส่วนปฏิกิริยาของเอนเด้ตอนเห็นอลิสซัดกับลินเน่ก็ไม่ว่าจะตอนนี้หรือในอนาคตก็เป็นเหมือนกันเป๊ะเลย และพอเอลน่าเรียกเอนเด้ว่า “เอนเด้โอจิซัง” ตัวเอนเด้ก็เสียศูนย์ไปนิดหน่อย . (เนื่องจากว่า โอจิซังในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ลุง หรือ อา ก็ได้เนื่องจากผมไม่แน่ใจว่าคนแต่งเขานับว่าเอนเด้แก่กว่าโทยะหรืออ่อนกว่าโทยะเลยไม่กล้าฟันธงไปว่าเอลน่าหมายถึง คุณลุงเอนเด้หรือคุณอาเอนเด้)
.
ส่วนพวกเมลก็แอบขำกับปฏิกิริยาของเอ้นเด้ส่วนโทยะเพราะอลิสเรียกเขาว่า “ฝ่าบาท” ก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่หลังจากนั้นเอลน่าก็บอกให้โทยะช่วยห้ามสองคนนั่นหน่อยเพราะถ้าปล่อยไว้ก็คงตีกันอีกนานไม่จบแน่ โทยะก็เลยใช้เวทไอซ์พิล่าล้อมทั้งคู่เอาไว้เพื่อให้หยุดสู้กันซึ่งพลังหมัดของทั้งสองทำอะไรแท่งน้ำแข็งนี้ไม่ได้ลินเน่จึงโวยวายคุณพ่อว่าไอ้นี่มันเกะกะแต่โทยะก็บอกว่าอีกเดี๋ยวจะออกไปเที่ยวเมืองรอบปราสาทกับแม่ไม่ใช่เหรอ? จะมามัวเล่นแบบนี้อยู่ได้ยังไงหลังจากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็ยอมเลิกสู้กันแล้วโทยะก็คลายเวทหลังจากนั้นเอลเซ่กับลินเซ่ก็เดินออกมาถึงพอดีและกลุ่มแม่ลูกของบ้านโทยะกับแม่ลูกจากบ้านของเอนเด้ก็รวมตัวกันพาลูกสาวออกไปเที่ยวเล่นในเมืองโดยบอกว่าจะกลับมาตอนเย็นส่วนบรรดาคุณพ่อนั้นไม่ได้ไปด้วยแถมเอนเด้ยังโดนเนย์สั่งให้ทำข้าวเย็นรอด้วยและริเสะได้สั่งเมนูมื้อเย็นเป็นแกงกระหรี่เนื้อมังกรแล้วบรรดาคุณแม่และลูกสาวก็เดินหายลับไปจากสายตาทิ้งให้เหล่าพ่อบ้านในกล้ายืนเด่กันอยู่สองคน แม้ทั้งสองคนจะบ่น ๆ ที่โดนตัดออกจากกลุ่มที่ไปเที่ยวกันวันนี้แต่ยังไงซะทั้งคู่ก็ประจักษ์ดีแก่ใจว่า “คุณพ่อนั้นไม่อาจต่อกรกับคุณแม่ได้” เพราะงั้นก็ต้องยอมรับชะตากรรมกันไปว่าแล้วเอนเด้ก็เตรียมตัวที่จะไปหาวัตถุดิบในการทำแกงกระหรี่โดยเอนเด้ขอซื้อเนื้อมังกรจากโทยะเพราะตอนนี้เขาขี้เกียจออกไปล่าเอง โทยะก็สงสัยว่าทำไมเอนเด้ไม่มีเนื้อมังกรเก็บไว้บ้างเพราะว่ากันตามตรงฝีมือระดับเอนเด้แค่มังกรตัวสองตัวไม่น่าจะต่างอะไรกับการจิ้งเหลนตัวนึงแท้ ๆ แต่เอนเด้ก็บอกว่าบ้านเขาต่อให้ล่ามังกรมาทั้งตัวก็คงจะกินหมดในวันเดียวนั่นแหละก็สามสาวนั่นกินจุอย่างกะอะไรดี หลังจากได้เนื้อมังกรจากโทยะแล้วเอนเด้ก็ไปหาวัตถุดิบอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำแกงกระหรี่ส่วนโทยะก็กลับไปทำงานในฐานะราชาของตนเองต่อหลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกสามวัน
.
โทยะได้รับรายงานจากสึบากิเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในไอเซนกัลด์ที่ตอนนี้ไม่เหลือสภาพความเป็นอาณาจักรอีกแล้วและถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ในตอนศึกเทพมารจึงมีสภาพกลายเป็นเกาะไปแล้วแม้ว่าจะมีสภาพเหมือนกับยูโรนที่สูญเสียผู้นำแต่ไอเซนกัลด์ไม่ได้เกิดปัญหาแบบเดียวกันเพราะไม่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเหมือนตอนยูโรนทำให้ภายในนั้นอยู่กันอย่างสงบและตอนนี้ก็มีเมืองใหม่เกิดขึ้นบริเวณใต้ต้นไม่ศักดิ์สิทธิ์ที่โทยะเคยใช้เป็นฐานที่มั่นในตอนทำศึกกับเทพมารส่วนเจ้าโรคประหลาดที่เกิดขึ้นจากการสปอร์สีทองของต้นไม้เฟรซที่อยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่ในตอนนั้นคนท้องถิ่นเรียกโรคนั้นว่า “โรคดอกไม้สีทอง” และสิ่งที่จะรักษาโรคนี้ได้ก็คือใบไม้สีทองที่หาได้จากตอนใต้ของพื้นที่ก็เลยทำให้ผู้คนจะพากันมาหักกิ่งก้านของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์คราวนี้ก็เกิดปัญหาผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตทางใต้ก็ไม่ยอมให้มีการทำลายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เลยเกิดการต่อต้านกัน แต่ว่าด้วยสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปแทรกแซงโทยะจึงปล่อยเรื่องนี้ไว้ก่อนในตอนนั้นเองเอลน่าก็เข้ามาหาโทยะและขอให้โทยะทำอาวุธที่เหมือนกับของที่ลินเซ่ใช้ตอนที่ปลอมเป็นรินริน แต่เพราะคทาอันนั้นทำให้ลินเซ่ใช้จึงมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับเอลน่า ดังนั้นโทยะเลยตั้งจะใจจะสร้างอันใหม่ให้เอลน่าโดยเฉพาะว่าแล้วโทยะก็รีบเอาวัตถุดิบออกและดำเนินการทันทีหลังจากนั้นก็ได้มีการกล่าวถึงยาคุโมะที่จัดการกับอันธพาลที่พบเจออยู่แล้วเธอก็ได้พบกับยาสีทองที่พวกนั้นทำตกไว้แม้คำบอกเล่าจะบอกว่ายาพวกนี้ได้มาจากการบดกิ่งก้านของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แต่เธอสัมผัสได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ถ้าเอาไปให้พ่อของเธอวิเคราะห์อาจจะรู้อะไรก็ได้ยาคุโมะจึงเก็บยานั่นไว้แล้วไล่ตามอันธพาลที่หนีไป
.
โทยะสร้างคทาให้เอลน่าด้วยวัสดุคริสตัลพร้อมใส่พลังเวทลงไปให้มันแข็งมากพอและได้ให้เจ้าตัวทดลองใช้มันโดยให้ลองสู้กับลินเน่ซึ่งแม้ว่าลินเน่จะสามารถต่อยโดนวัตถุรูปดาวที่ปล่อยออกมาโจมตีได้แต่ก็ไม่สามารถทำลายมันลงได้เป็นอันสอบผ่านเรื่องในเรื่องความแข็งแรงทนทานทั้งนั้นทั้งนั้นโทยะอัดพลังเวทไปเยอะจนมันแข็งกว่ากอนเล็ตของลินเน่ซะอีกแถมยังใส่เวทชิลด์ไว้ให้ไม่เพียงแค่นั้นยังมีความสามารถทำให้ผู้ใช้ลอยตัวกลางอากาศได้อีกด้วยเรียกว่าจัดหนักจัดเต็มเพื่อลูกสาวสุดที่รักกันเลยทีเดียวหลังจากทดสอบกันจนเป็นที่พอใจแล้วการซ้อมต่อสู้ระหว่างเอลน่ากับลินเน่ก็จบลงหลังจากนั้นเฟรย์ก็เข้ามาขอสู้กับเอลน่าต่อแต่ก็โดนฮิลด้าก็คว้าคอเสื้อเอาไว้แต่สุดท้ายทั้งสองก็ได้ประมือกันอยู่ดีในระหว่างที่เอลน่าซ้อมมือกับเฟรย์อยู่นั้นลินเน่ก็เข้ามาคุยกับโทยะและถามเรื่องสวนสนุก ซึ่งลินเน่ถามว่าในยุคนี้ยังไม่ได้สร้างสวนสนุกเหรอ? ทำเอาโทยะตกใจนิดหน่อยเพราะตัวเขาไม่เคยคิดจะสร้างสวนสนุกมาตั้งแต่แรกแต่ว่าในอนาคตตอนที่ลินเน่เกิดสวนสนุกนั้นมีอยู่แล้วก็แสดงตัวเขาต้องเป็นคนสร้างนั่นอาจจะหมายความว่า ตัวเขาในอนาคตถึงกับลงทุนสร้างสวนสนุกให้ลูกเลยงั้นเหรอ? แต่คิดอีกทีเขาอาจจะสร้างมันเพื่อความบันเทิงของประชาชนในเมืองก็ได้ หลังจากนั้นลินเน่ก็เอาสมาร์ทโฟนของเธอออกมาและเปิดภาพที่ถ่ายไว้ในโลกอนาคตมาให้โทยะดู ภาพนั้นเป็นภาพที่ลินเน่ถ่ายกับลินเซ่ ในภาพนั้นลินเซ่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าตอนนี้ซึ่งสถานที่ที่ถ่ายภาพนี้มีมีทิวทัศน์ที่ดูแล้วน่าจะเป็นภายในสวนสนุก ลินเน่เลื่อนภาพให้โทยะดูไปเรื่อย ๆ ก็มีภาพของอลิส เอลน่า และเอลเซ่ที่โตเป็นผู้ใหญ่แต่ก่อนที่เลื่อนภาพไปมากกว่านั้นคาเร็นก็ปรากฏตัวออกมาแล้วหยิบสมาร์ทโฟนไปราวกับจะปิดบังภาพต่อไปที่กำลังจะมาถึง
.
หลังจากนั้นท่านพี่คาเร็นก็บอกลินเน่ไม่ให้เผยข้อมูลจากอนาคตมากเกินไป พอรู้ตัวว่าทำผิดลินเน่จึงขอโทษคาเร็น ซึ่งคาเร็นก็บอกว่าเธอไม่ได้ห้ามเรื่องสวนสนุกแต่เพราะในภาพถ่ายที่อยู่ในสมาร์ทโฟนของลินเน่นั้นมีภาพของเด็กคนอื่น ๆ ที่ยังเดินทางมาไม่ถึงอยู่ในนั้นด้วยเพราะอยากให้เจอตัวจริงเลยจึงไม่ต้องการให้โทยะเห็นภาพถ่ายพวกนั้นก่อน และเมื่อเรื่องสวนสนุกถูกเปิดประเด็นขึ้นมาแล้วโทยะก็ต้องสนองความต้องการของลูกสาวหน่อยจุดที่เหมาะจะสร้างก็มีอยู่พอดีตรงบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองแต่อีครั้นจะสร้างเลยมันก็ยุ่งยากหลายอย่างถึงจะมีโรงงานของบาบิโลนแต่มันก็ต้องใช้วัตถุดิบแต่สุดท้ายโทยะก็ทนแรงกดดันจากหลายด้านไม่ไหวจึงก็ต้องไปปรึกษากับโคซากะเพื่อเริ่มโปรเจคสวนสนุก โคซากะเห็นด้วยกับโปรเจคนี้เพราะมันจะช่วยหารายได้เข้าเมืองและดีต่อุตสหกรรมท่องเที่ยว แต่โคซากะไม่เห็นด้วยที่โทยะจะสร้างทั้งหมดเองเพื่อเป็นการสร้างงานและกระจายรายได้จึงให้ใช้วิธีก่อสร้างตามปกติแทน โทยะเลยกะจะใช้บาบิโลนสร้างพวกเครื่องเล่นแทนหลังจากนั้นโทยะก็ไปที่บาบิโลนและได้รู้ว่าในคลังเก็บของก็มีอะไรที่คล้าย ๆ กับสวนสนุกที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างให้เสียเวลาอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันก็คือไอ้ลูกเต๋าลูกใหญ่ ๆ ที่ซูเอามาทอยเล่นแล้วทำให้ทุกคนโดนดูดเข้าไปในนั้นเมื่อคราวก่อนนั่นเอง (เหตุการณ์ในฉบับนิยายเล่ม 8 ) ซึ่งอาติแฟกแบบนั้นมีอยู่หลายแบบหนึ่งในนั้นก็คือแบบที่มีสวนสนุกอยู่ภายในซึ่งคนในยุคเมื่อ 5000 ปีก่อนชอบใช้กันมาก
.
พอโทยะได้รับอุปกรณ์นั้นมาคูนก็อยากจะเข้าไปดูสวนสนุกที่อยู่ในนั้นด้วยตอนแรกโทยะก็บอกว่าคราวนี้เขาจะเข้าไปสำรวจดูก่อนว่ามันไม่มีอันตรายจริงไหมแล้วคราวหน้าคูนค่อยไปแต่พอคูนทำหน้าเศร้า ๆ เหมือนจะร้องไห้โทยะจึงต้องเปลี่ยนใจยอมให้ไปด้วยคูนดีใจมากจึงเข้ามากอดโทยะทำให้ เรจิน่า เอลก้าและเฟนริลแซวกันยกใหญ่แต่สรุปสุดท้ายผู้ที่จะเข้าไปทดลองสวนสนุกของชาวพารุเทโน่ก็คือครอบครัวของโทยะและครอบครัวของเอนเด้ หลังจากได้รับติดต่อจากโทยะ ครอบครัวของเอนเด้และครอบครัวของโทยะก็มารวมตัวกันที่สวนบาบิโลน ในขณะที่เรจีน่ากำลังตั้งค่าให้กับตัวอุปกรณ์เอนเด้ก็ถามโทยะว่าไม่มีอันตรายแน่นะ ซึ่งโทยะก็ตอบได้ไม่เต็มปากว่าปลอดภัยเพราะเขาก็ยังไม่เคยเข้าเห็นข้างในนั้นเหมือนกัน โดยเรจีน่าตั้งเวลาเอาไว้แปดชั่วโมงเมื่อครบกำหนดเวลาคนที่เข้าไปก็ถูกส่งกลับออกมาโดยอัตโนมัตินอกจากนี้แล้วก็ยังให้เชสก้าที่รู้ข้อมูลทั้งหมดของสวนสนุกแห่งติดตามไปด้วยเพื่อคอยให้คำแนะนำเมื่อเตรียมการเสร็จแล้วเรจีน่าก็ทำการวาร์ปทุกคนเข้าไปในนั้น เมื่อเข้ามาด้านในแล้วเชสก้าจึงได้บอกว่าที่นี่คือสวนสนุกที่เรจีน่าเป็นคนสร้างชื่อของมันคือ “บาบิโลนพาร์ค” และเริ่มแนะนำส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ภายในสวนสนุกแต่พอพูดถึงโซนสยองขวัญเอลเซ่ก็ออกอาการทันทีแต่พอรู้สึกว่าลูกสาวมองอยู่เธอก็รีบทำตัวเป็นปกติทันที ส่วนฮิลด้าดูจะสนใจอยากลองนั่งม้าหมุน หลังจากพูดกันจบแล้วเชสก้าก็เปิดประตูและเดินนำทุกคนไปยังแอเรีย “ผืนดิน” ที่เป็นสถานที่ที่มีสไลม์หลากสีขนาดใหญ่จำนวนหลายตัวอยู่ในสถานที่แห่งนั้น
.
สำหรับพวกเด็ก ๆ แล้วสไลม์พวกนี้มันดูน่ารักแต่กับบรรดาคุณแม่แล้วไม่ใช่โดยเฉพาะ ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่ แล้วก็ยาเอะ ที่มีความหลังที่ไม่ค่อยดีกับพวกสไลม์ (เหตุการณ์ในนิยายเล่ม 2 ) แต่ถึงจะมีสีต่างกันแต่สไลม์ที่อยู่ที่นี่เป็นสายพันธุ์เดียวกันหมดหรือก็คือสไลม์ที่เอาไว้ขี่นั่นเอง อลิสได้ขึ้นไปขี่สไลม์สีชมพู (เหมือนว่าบนตัวสไลม์พวกนี้จะอานและที่จับสำหรับให้ขึ้นไปนั่งได้อยู่) แล้วมันก็เริ่มกระโดดไปข้างหน้าและเร่งความเร็วในการกระโดดไปเรื่อย ๆ ซึ่งอลิสก็สนุกกับการขี่สไลม์พอสมควซึ่งความเร็วของในการเคลื่อนทีของสไลม์พวกนี้พอ ๆ กับจักรยานเลยทีเดียว หลังจากนั้นลินเน่ ซากุระแล้วก็ซูก็ได้ขึ้นไปลองขี่บ้าง เนได้ชวนเมลให้ไปลองขี่แต่เมลปฏิเสธเนจึงไปกับริเสะแทน พอเห็นแบบนั้นแล้วโทยะก็เลยคิดว่าจะลองขี่ดูบ้างพอดีใกล้ ๆ ตัวเขาก็มีสไลม์สีดำอยู่แต่พอโทยะขึ้นไปขี่บนตัวมันเท่านั้นแหละมันก็ออกอาการพยศเสียดื้อ ๆ โทยะจึงถูกเหวี่ยงไปมาและหล่นลงมาจากหลังของสไลม์สีดำในที่สุด หลังหล่นลงมาที่พื้นหญ้ารูเชียก็รีบเข้ามาดูอาการของโทยะ แม้ว่าจะโดนเหวี่ยงออกมาแต่โทยะก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนักดูเหมือนว่าพื้นหญ้าในบริเวณนี้จะมีความสามารถในการลดแรงกระแทกจากการตกได้อยู่ ส่วนเอนเด้ที่เห็นภาพโทยะโดนสไลม์เหวี่ยงกระเด็นก็ถึงกับหลุดขำออกมา โทยะเลยบอกให้เอนเด้ลองขี่สไลม์สีดำนั่นดูบ้าง และทันทีที่เอนเด้ขึ้นไปขี่สไลม์สีดำมันก็เริ่มพยศและเหวี่ยงไปมาแถมดูจะแรงกว่าตอนที่โทยะโดนด้วยซึ่งโทยะก็แอบสะใจและเชียร์ให้สไลม์นั่นเหวี่ยงแรง ๆ แบบจัดหนักไปเลยและสุดท้ายเอนเด้ก็โดนเหวี่ยงกระเด็นไม่ต่างจากโทยะ และโทยะก็ถือโอกาสนั้นเยอะเย้ยเอนเด้คืนในทันทีแต่เอนเด้ก็ย้อนว่าอย่างน้อยเขาก็อยู่บนหลังมันได้นานกว่าใครบางคนแหละน่า
.
แต่ในระหว่างที่สองคุณพ่อกำลังจะเปิดศึกกันนั้นลินเน่กับอลิสก็เข้ามาเห็นสภาพของทั้งสองที่โดนสไลม์เหวี่ยงร่วงลงมากองก็เลยเข้ามาถามตามประสาเด็ก ๆ ว่าคุณพ่อขี่ไม่ได้เหรอ? คุณพ่อไม่เท่ห์เลย โทยะกับเอนเด้จึงพยายามจะหาข้อแก้ตัวแต่ก็คูนเข้ามาช่วยพูดให้ว่าเมื่อกี้คุณพวกพ่อเขาทดสอบความปลอดภัยว่าถ้าเกิดผลัดตกลงไปจะบาดเจ็บอะไรมากหรือเปล่า แล้วโทยะกับเอ็นเด้ก็เนียนบอกว่าดูเหมือนว่าพื้นหญ้าบริเวณนี้จะมีการทำให้สามารถลดแรงกระแทกจากการตกได้ก็เลยทดลองดูว่ามันจะลดแรงกระแทกได้ดีแค่ไหนและด้วยความช่วยเหลือของคูนโทยะกับเอนเด้ก็เลยไหลตามน้ำทำให้ลินเน่กับอลิสเชื่อสนิทจนเอาตัวรอดมาได้ในที่สุด หลังจากยืนยันความปลอดภัยแล้วรีนกับคูนก็ไปลองขี่สไลม์ดูบ้างแต่พวกเธอจะหลีกเลี่ยงตัวสีดำเพราะพวกนี้อันตรายเกินไปหน่อย หลังจากนั้นลินเซ่ก็ถามข้อมูลเกี่ยวกับส่วนอื่นของสวนสนุกนี้จากเชสก้า โทยะสังเกตว่าจุดนี้ท่าจะเหมาะจะเป็นสถานที่พักทานข้าวกลางวันถ้ายังไงกลับมาอีกทีตอนช่วงเที่ยงก็น่าจะดีในระหว่างนั้นเองลินเน่ก็ขี่สไลม์กลับมาหาลินเซ่และชวนให้แม่ของเธอขึ้นมาขี่ด้วยกันแต่แน่นอนว่าลินเซ่ไม่ชอบสไลม์อยู่แล้วการจะขึ้นไปขี่นั้นมันทำใจได้ยากแต่เธอก็ไม่อยากปฏิเสธคำชวนของลูกสาวเลยเบี่ยง ๆ ไปว่าสไลม์มันตัวเล็กเกินไปขี่สองคนไม่ได้หรอก แต่เชสก้าก็บอกว่าไม่มีปัญหาถ้าเอาสไลม์สีเดียวกันมารวมกันล่ะก็มันจะมีใหญ่พอให้ขึ้นไปขี่สองคนได้ ซึ่งคูนก็ลองทำตามคำแนะนำของเชสก้าในทันทีซึ่งมันก็เป็นไปตามที่เชสก้าบอกเป๊ะ หลังจากนั้นเฟรย์ก็เข้ามาชวนฮิวด้าให้ไปขี่สไลม์กับเธอด้วยเหมือนกันและท้ายที่สุดเหล่าคุณแม่อย่าง เอลเซ่ ลินเซ่ ที่ถึงจะไม่ถูกกับสไลม์แต่เพื่อลูกสาวแล้วพวกเธอก็ตัดสินใจขึ้นไปขี่พวกมันจนได้ในขณะที่ยูมิน่ากับยาเอะได้แต่มองดูชะตากรรมของเอลเซ่กับลินเซ่พร้อมกับความรู้สึกดีใจที่ลูกของตนไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนนี้
.
หลังจากขี่สไลม์กันจนพอใจแล้วคณะทัวร์สวนสนุกก็ออกจากแอเรียนั้นโดยเด็ก ๆ นั้นสนุกสนานเบิกบานเริงร่าแต่บรรดาคุณแม่อย่างเอลเซ่กับลินเซ่นั้นย่ำแย่ไปตาม ๆ กันแต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ ตอนแรกโทยะก็อยากจะไปที่เจ็ทโคสเตอร์เลยแต่ตอนนี้ลินเซ่คงไม่ไหวเธอริเควสอะไรจุดที่มันช้า ๆ ไม่ต้องเคลื่อนที่เร็ว ๆ แบบเมื่อกี้ได้ไหมซึ่งเชสก้าก็แนะนำแอเรีย “ความมืด” ให้ซึ่งแอเรียนี้เอลเซ่ดูจะไม่โอเคกับคนกลัวผีอย่างเอลเซ่สุด ๆ แต่เชสก้าก็บอกว่าแอเรียนี้ไม่ใช่โซนบ้านผีสิงหรืออะไรทำนองนั้นแต่เป็นโซนที่ให้เข้าไปต่อสู้กับปิศาจที่อยู่ข้างในตะหากพอและรับรองว่าปลอดภัยเมื่อได้ฟังแบบนั้นเอลเซ่ถึงได้ใจเย็นลงได้ หลังจากนั้นก็มีอีเวนความอิจฉานิด ๆ ของโทยะที่อยากจูงมือลูกสาวบ้างแต่เพราะเอลน่าเกาะติดเอลเซ่แจโทยะเลยเฟลไปนิดหน่อยแต่คูนก็เข้ามาหาและให้จับมือกับเธอแทน และเมื่อเชสก้าทำการเปิดประตูให้เข้าไปในแอเรียความมืดแล้วก็พบว่าที่นั่นสภาพเป็นสุสานบรรยากาศโดยรอบเป็นเวลากลางคืนที่มีพระจันทร์สาดส่องแถมยังมี BGM ประกอบอีกตะหากและแล้วพวกสเกลตันจำนวนมากก็โผล่ออกมา โทยะรีบใช้เวทแบนนิชทันทีแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นดูเหมือนว่าเวทมนตร์ตจะถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ด้านยาเอะก็ชักดาบออกมาฟาดฟันศัตรูแต่ทำอะไรไม่ได้เช่นกันหลังจากนั้นเชสก้าก็อธิบายว่าจะจัดการสเกลตันพวกนี้ได้ต้องใช้อาวุธที่วางอยู่ตรงนี้เท่านั้น เฟรย์เข้าไปหยิบเอาดาบใหญ่มาและใช้มันโจมตีสเกลตันและเมื่อมันถูกทำลายก็มีเลข 10 ปรากฏขึ้นมาให้เห็น เชสก้าอธิบายว่านั่นคือแต้มที่จะได้รับหลังกำจัดศัตรูซึ่งศัตรูแต่ละชนิดก็จะให้แต้มต่างกันไปโดยในสามสิบนาทีนี้ให้ผู้เล่นเก็บแต้มให้ได้มากที่สุดเพื่อไปแลกรางวัลหลังจบเกมส์
.
เฟรย์ชวนแม่ของเธอมาร่วมกันเก็บแต้มฮิวด้าตอบตกลงและหยิบดาบยาวออกมาโจมตีสเกตัลแต่แต้มที่ได้กลับเป็น 5 ไม่ใช่ 10 เชสก้าจึงอธิบายเพิ่มว่าหากโจมตีจุดอื่นที่ไม่ใช่จุดอ่อนก็จะได้คะแนนลดลงหลังจากนั้นคนอื่น ๆ ที่เหลือก็ค่อย ๆ หยิบอาวุธและตรงเข้าจู่โจมพวกสเกลตันแต่ในขณะที่กำลังคิดว่ามีแค่สเกลตันนี่มันจะไม่น่าเบื่อไปหน่อยหรืออยู่นั้นพวกฝูงสารพัดซอมบี้ก็ทยอยโผล่ออกมายูมิน่าจึงแผลงศรใส่กลางหน้าผากซอมบี้ตัวหนึ่ง ซอมบี้ตัวนั้นถูกกำจัดและทิ้งเลข 20 เอาไว้ดูเหมือนว่าสเกลตันกับซอมบี้จะยังจัดการได้ไม่ยากแค่โจมตีโดนครั้งเดียวมันก็ตายแล้วแต่จำนวนของมันก็มากมายเกินไปอยู่ดีแถมยังลักไก่ใช้เวทมนตร์ทำลายไม่ได้ก็เลยต้องออกแรงกันเยอะหน่อยซึ่งผู้ที่บ่นเรื่องอยากใช้เวทกำจัดศัตรูแบบรวดเดียวก็คือลินเซ่กับรีนในขณะที่โทยะคอยทำหน้าที่ระวังหลังพวกที่รุกเป็นแนวหน้าก็อัดศัตรูกันอย่างสนุกสนาน เฟรย์บ่นเรื่องที่โดนฮิวด้าชิงจัดการศัตรูที่เธอหมายตาไว้แต่ฮิวด้าบอกว่าเรื่องแบบนี้ใครเร็วใครได้ส่วนเอนเด้กับอลิสก็แข่งกันทำคะแนนในการเก็บศัตรูแต่ตอนนี้แต้มของเอนเด้คือ 600 ส่วนอลิสเพิ่งได้แค่ 500 เท่านั้น ฝ่ายลินเน่ก็ชวนยาเอะให้เร่งทำแต้มและในระหว่างที่ทุกคนกำลังไล่กำจัดมอนสเตอร์อยู่นั้นลินเซ่ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงรีบชี้ให้โทยะดูพริบตานั้นผืนดินก็ยกตัวขึ้นพร้อมกับ BGM ที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการปรากฏตัวของซอมบี้ดรากอนที่เป็นบอสประจำเกมส์และผู้ที่เปิดฉากเข้าไปอัดบอสก่อนใครก็คืออลิสแต่ว่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวไม่อาจจะโค่นบอสประจำเกมส์ได้
.
ซอมบี้ดราก้อนพ่นหมอกพิษสีม่วงออกมาจากปากซึ่งว่ากันตามตรงมันก็ไม่น่าจะเป็นพิษจริง ๆ แต่ยังไงซะพวกโทยะก็พากันหลบตามสัญชาติญาณแต่ไอ้หมอกที่ปล่อยออกมานั้นกลิ่นเหม็นมากพอ ๆ กับแก๊สไข่เน่าทำเอาทุกคนต้องปิดจมูกเพราะทนความเหม็นไม่ไหว ซึ่งเชสก้าบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะสิ่งนี้ไม่มีผลอะไรกับร่างกายและถ้าจัดการเจ้าซอมบี้ดราก้อนนั่นได้กลิ่นก็จะหายไปเองแต่ว่าความเหม็นนี่ก็หนักหนาเอาการแต่แล้วโทยะก็สังเกตเห็นว่าพวกเมลนั้นดูไม่สะทกสะท้านกับเจ้ากลิ่นเหม็นโฉ่นี้เลย เมลจึงบอกให้รู้ว่าเฟรซนั้นมีความสามารถในการตัดระบบประสาทสัมผัสของตัวเองได้อย่างอิสระในกรณีนี้พวกเธอก็แต่ตัดประสาทการรับกลิ่นออกไปซะทำให้พวกเธอไม่ได้กลิ่นแต่สำหรับอลิสที่เป็นลูกครึ่งเฟรซนั้นไม่สามารถทำแบบนั้นได้และในช่วงเวลานั้นเอง เนย์กับริเสะก็ถืออาวุธที่เป็นขวานอันใหญ่กับดาบคู่เดินเข้าไปหาซอมบี้ดราก้อนและเตรียมจะเชือดมันทิ้งซะแต่โทยะก็ห้ามไว้ก่อนโดยให้เหตุผลว่าควรให้เด็ก ๆ เป็นคนจัดการมากกว่าผู้ใหญ่ควรทำหน้าที่สนับสนุนมากกว่าจัดการเองซะหมด ตอนแรกเนก็ดูจะไม่พอใจแต่เอนเด้ก็ยื่นข้อเสนอว่าไม่ใช่ให้ไปลุยเองหมดแต่ควรลุยไปพร้อมกับเด็ก ๆ ตะหากยิ่งเกมส์ยากเท่าไหร่แล้วเด็ก ๆ กับพ่อแม่ร่วมมือกันชนะอุปสรรค์นั้นมาได้พวกเด็ก ๆ ก็จะยิ่งสนุกมากเท่านั้น เมื่อเนย์เข้าใจแล้วเธอก็เรียกอลิสให้ไปลุยกับดราก้อนซอมบี้ด้วยกัน อลิส เนย์ และริเสะ ก็รุกเข้าไปเป็นกลุ่มแรก เฟรย์ คูน เอลน่า ลินเน่ ก็เข้าไปจู่โจมด้วยอาวุธของตน เอลเซ่ ฮิลด้า ยาเอะ และเอนเด้ ก็ตามติดไปสมทบอีกแรง ส่วนคนอื่นที่เหลืออยู่ก็คอยช่วยเก็บกวาดศัตรูที่อยู่รอบ ๆ ให้ซึ่งตัวโทยะนั้นอยู่ทีมเก็บลูกกระจ๊อกและในที่สุดซอมบี้ดราก้อนก็ถูกกำจัดลงได้ในที่สุดส่วนแต้มที่บอสมอบให้คือ 520 กับ 720
.
หลังโค่นบอสได้แล้วเฟรย์ก็ชูดาบใหญ่ของเธอพร้อมประกาศชัยชนะตามสไตล์อัศวินส่วนเด็กคนอื่น ๆ ก็ดีใจกันยกใหญ่ ส่วนบรรดาคุณพ่อคุณแม่ยิ้มอย่างมีความสุขและเมื่อเคลียร์เกมส์ได้แล้วฉากก็เปลี่ยนไปกลายเป็นพื้นสีขาวเชสก้าก็ได้ออกมาแสดงความยินดีและแนะนำให้เอาแต้มที่สะสมได้มาแลกรางวัลตามลิสรายการที่แสดงอยู่นี้แต่ทว่าภาษาที่แสดงให้เห็นบนลิสรายการนั้นเป็นภาษาโบราณเมื่อห้าพันปีก่อนทำให้เด็ก ๆ อ่านไม่ออกเชสก้าจึงได้ทำการเปลี่ยนภาษาให้กลายเป็นภาษาปัจจุบันให้และแน่นอนว่าคนที่จัดของรางวัลคือเรจีน่าผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโรคจิตดังนั้นจึงมีของหลายรายการที่ออกแนว 18+ แล้วเหล่าลูกสาววัยละอ่อนของโทยะก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรเลยพากันถามคุณพ่อกับคุณแม่ของพวกเธอกันยกใหญ่ทำเอาพวกโทยะปวดหัวกันไม่น้อย แถมเนกับริเสะก็แทบไม่ต่างกับพวกเด็ก ๆ เลยทำเอาวุ่นวายหนักกว่าเดิมและท้ายที่สุดเมลก็เข้ามาแก้สถานการณ์ด้วยการให้เนกับริเสะใช้แต้มแลกเครื่องประดับให้กับอลิสและคนอื่น ๆ ก็ทยอยเลือกตามซึ่งเซ็ตที่เลือกกันมาก็คือเครื่องประดับหูสัตว์ โดยเอลน่าได้ลองสวมที่คาดผมรูปหูสุนัขและทันที่มี่สวมลงไปที่คาดผมก็เปลี่ยนสีให้เข้ากับสีผมของผู้สวมใส่แถมยังขยับได้เหมือนกับเป็นหูจริง ๆ และยังสร้างภาพสามมิติของหางแถมให้อีกด้วย หลังจากนั้นลินเน่ก็ขอเครื่องประดับแบบเดียวกับพี่สาวด้วยเมื่อเพิ่มหูกับหางสัตว์เข้าไปก็ให้ลินเซ่รู้สึกว่าลูกสาวของเธอน่ารักน่ากอดขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากนั้นคูน เฟรย์ แล้วก็อลิสก็เข้ามาขอที่คาดผมหูสัตว์นี่ด้วย โทยะเลยให้หูจิ้งจอกกับคูน หูแมวกับเฟรย์และหูกระต่ายกับอลิสไป
.
หลังจากนั้นเชสก้าก็ถามว่าจะไปแอเรียไหนต่อดีโทยะคิดว่าคราวนี้อยากลองไปโซนที่ต้องใช้สมองประลองปัญญาแก้ปริศนาอะไรทำนองนี้เชสก้าเลยเสนอแอเรีย “ต้นไม้” และทำการเชื่อมต่อไปยังแอเรียนั้นทันทีซึ่งที่นั่นเป็นสวนที่มีทิวไม้ปลูกเอาไว้เป็นทางวงกตซึ่งเชสก้าบอกว่าจริง ๆ แล้ววงกตอันนี้ก็ผลงานของเธอทำเอาโทยะรู้สึกได้ว่าเจ้าวงกตต้นไม้นี่ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแหง ๆ จนรู้สึกอยากจะหันหลังกลับบ้านขึ้นมาตงิด ๆ รีนสังเกตที่พื้นและเห็นว่ามันเขียนคำว่าเส้นชัยเอาไว้แทนที่จะเป็นความว่าจุดสตาร์ท เชสก้าจึงอธิบายถึงวิธีการเล่นเกมส์ทางวงกตนี้ว่าจะต้องใช้วงเวทเคลื่อนย้ายโดยวงสีฟ้าจะวาร์ปมาที่ทางออกส่วนวงสีขาวจะเป็นการวาร์ปไปมาแบบสุ่มอยู่ภายในวงกต พูดง่าย ๆ ก็คือจุดสตาร์ทของผู้เล่นแต่ละคนจะเป็นการเสี่ยงดวงว่าจะไปโผล่ตรงไหนภายในทางวงกตนั้นพอฟังคำอธิบายจบเฟรย์กับลินเน่ก็ชวนคุณพ่อเล่นเกมส์นี้ทันที นอกจากพวกเด็ก ๆ แล้วก็มีเอลเซ่ ลินเซ่ ฮิวด้า รีน ซากุระ แล้วก็ซูที่เข้าร่วมการผจญภัยในทางวงกตนี้ส่วน ยูมิน่า รูเชีย ยาเอะ เมล แล้วก็ริเสะ ไม่ได้เข้าร่วม หลังและหลังจากฟังคำอธิบายจากเชสก้าแล้วคนที่เข้าร่วมเกมส์ก็เดินเข้าวงเวทเคลื่อนย้ายและไปโผล่ตามจุดต่าง ๆ ในเขาวงกต หลังเดินเข้าวงเวทเคลื่อนย้านแล้วโทยะโผล่มาที่ตรงไหนซักแห่งในเขาวงกตแห่งนี้ เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือทางสามแยกด้านหลังคือทางตัน โทยะเลือกออกเดินไปทางขวาโดยไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษและเมื่อเดินมาตามทางเรี่อย ๆ โทยะก็พบกับประตูแต่ไม่ว่าจะทำยังไงประตูมันเปิดไม่ออกแต่แล้วโทยะก็สังเกตเห็นว่ามีข้อความบางอย่างเขียนอยู่ซึ่งเขียนเอาไว้ว่า “ให้ร้องเพลงดัง ๆ หนึ่งเพลงแล้วประตูจะเปิดออก”
.
เมื่อเจอป้ายแบบนั้นเข้าโทยะจึงถอยกลับไปทางเดิมเพราะไม่อยากจะร้องเพลง เมื่อถึงทางแยกเมื่อครู่โทยะก็ลองเดินไปทางซ้ายบ้างพอเดินต่อไปเลี้ยวขวาก็พบกับประตูอีกบานหนึ่งคราวนี้ที่ประตูเขียนว่า “ให้ถอดเสื้อโชว์กล้ามแล้วประตูจะเปิดออก” ทำเอาโทยะตะโกนชื่อเชสก้าเสียดังลั่นซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วโทยะเองก็ไม่ได้มีกล้ามเนื้อมากขนาดนั้นแม้ว่าจะเริ่มมีมากกว่าแต่ก่อนหลังจากฝึกฝนกับโมโรฮะก็เถอะแต่ถ้าจะให้เทียบกับราชามิสนิดหรือราชาแห่งเฟลเซนแล้วโทยะก็ดูเป็นขี้ก้างดี ๆ นี่เองคราวนี้โทยะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะร้องเพลงดีหรือจะโชว์กล้ามดีและโทยะก็ตัดสินใจเลือกโชว์กล้ามแทนที่จะร้องเพลงเพราะคิดว่าถ้าร้องเพลงล่ะก็คนที่อยู่ใกล้ ๆ อาจจะได้ยินซึ่งเขาอายที่จะร้องแต่ถ้าโชว์กล้ามเนี้ยคงไม่มีใครเห็นถ้าไม่มีคนเห็นก็คือไม่รู้เมื่อไม่รู้ก็ไม่น่าอายเท่าไหร่ดังนั้นโทยะจึงลงมือถอดเสื้อและเบ่งกล้ามโชว์แล้วประตูก็เปิดออกแต่แค่นิดเดียวเท่านั้น โทยเลยต้องโชว์กล้ามส่วนอื่นเพิ่มโทยะเลยต้องถอดเสื้อเพื่อโชว์ร่างกายท่อนบนทั้งหมดแต่ประตูก็ยังไม่เปิด โทยะเลยต้องโพสท่าโชว์กล้ามไปอีกประมาณเบ่งกล้ามแขนสองข้างโชว์เป็นป๊อบอายแล้วก็โพสโชว์กล้ามไปอีกหลายท่าจนในที่สุดประตูก็เปิดออกแต่ว่าผู้อยู่ตรงประตูอีกฝากหนึ่งก็คือคูน แม้จะตกใจกันทั้งสองฝ่ายแต่คูนก็ตั้งสติกลับมาได้ไวกว่าเธอเลยหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแล้วถ่ายภาพโทยะทันทีแถมบอกว่าเอาไปรายงานท่านแม่อีกตะหากแน่นอนว่าโทยะแก้ตัวเป็นพัลวัลและบอกว่าเขาไม่ได้ทำแบบนี้เพราะชอบแต่เพราะทำตามสิ่งที่เขียนไว้บนประตูตะหากซึ่งประตูทางฝั่งของคูนนั้นเขียนไว้ว่า “หากไม่กระพริบตาเป็นเวลาสิบวินาทีประตูจะเปิดออก” ดูเหมือนว่าเงื่อนไขมันแตกต่างกันไปแล้วแต่คนหลังจากนั้นโทยะก็รวมกลุ่มกับคูนเพื่อหาทางไปต่อแต่ว่าทางที่คูนผ่านมาก็เป็นทางตันดังนั้นทางเดียวที่จะไปต่อก็คือตรงประตูที่จะต้องร้องเพลงนั่นเองตอนแรกโทยะก็คิดว่าคูนจะขึ้นมาร้องด้วยแต่ลงท้ายโทยะก็ต้องร้องเพลงไปคนเดียวแถมมีลูกสาวเป็นผู้ชมอีกตะหาก
.
หลังจากร้องเพลงจบแล้วประตูก็เปิดออกแต่กว่าโทยะจะรู้ตัวเขาก็โดนคูนอัดวีดีโอตอนที่เขาร้องเพลงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พอได้ฟังเสียงตัวเองที่คูนอัดไว้โทยะก็แทบอยากแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอายอย่างที่สุดแถมเนื้อเพลงที่โทยะร้องมันมีชื่อผู้หญิงอยู่ในเพลงด้วยคูนเลยบอกว่านี่ไม่ได้แอบนอกใจพวกคุณแม่ใช่ไหมแน่นอนโทยะปฏิเสธว่านั่นมันหนึ่งในเนื้อเพลงตะหากและถ้าคำพูดนี้แว่วไปถึงหูสภาพเมียล่ะก็เขานี่แหละที่จะซวยโดยไร้เหตุผลหลังจากนั้นโทยะกับคูนก็ออกเดินต่อในระหว่างที่กำลังเดินอยู่ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงของลินเน่ดังอยู่อีกฟากของรั้วต้นไม้ โทยะกับคูนจึงเข้าไปคุยด้วยลินเน่อยากจะเข้ามารวมกลุ่มแต่ก็ยังไม่สามารถข้ามมาได้เพราะมีรั้วพุ่มไม้กั้นไว้ลินเน่เลยคิดว่าจะลองกระโดดข้ามรั้วไปหาแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะมีเพดานที่มองไม่เห็นกั้นเอาไว้ คูนเลยบอกให้ลินเน่เดินไปหาทางอื่นแทนถ้าโชคดีอาจจะมีโอกาสมารวมกลุ่มได้แล้วหลังจากนั้นลินเน่ก็แยกตัวไปส่วนโทยะกับคูนก็เดินต่อไปตามทางจนกระทั่งมาพบประตูบานหนึ่งที่เขียนไว้ว่า “ถ้าหากจับนกด้วยมือเปล่าได้ประตูก็จะเปิดออก” ซึ่งในขณะที่กำลังงงว่านกที่ว่านั้นมันคืออะไรอยู่นั้น ก็มีเสียงร้องประหลาด ๆ ดังขึ้นแล้วไม่นานเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวออกมาให้เห็น มันอะไรที่คล้าย ๆ กับไก่แต่ก็ดูจะไม่ใช่ไก่ ซึ่งคูนก็คิดว่าเจ้านกที่ว่านั้นก็คงเป็นเจ้าตัวนี้แหละแต่พอเดินเข้าไปใกล้มันก็ถอยหนียิงไล่มันก็ยิ่งหนีแล้วพอจะไล่จับมันมันก็วิ่งหนีด้วยความเร็วที่สูงมากจนรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่ไก่ปกติทั่วไปแล้วแต่ว่าจะถอยก็ไม่ได้เพราะคูนดูอยู่จะมาเสียฟอร์มต่อหน้าลูกก็ยอมไม่ได้โทยะเลยต้องเอาจริงเต็มที่เพื่อไล่ต้อนเจ้าไก่ตัวนี้ แต่พอต้อนมันจนมุมได้เจ้าไก่ก็กางปีกแล้วกระโดดเหยียบหัวโทยะแล้วเผ่นหนีไปทางด้านหลังได้ต่อเลยทำให้โทยะรู้สึกเหมือนโดนเจ้าไก่ตัวนี้เยาะเย้ยทำให้โทยะรู้สึกอยากจะจับมันไปทำไก่ย่างเสียเหลือเกิน
.
โทยะจึงถอดเสื้อโค้ทออกและฝากไว้กับคูนก่อนแล้วทุ่มพลังในการจับไก่ตัวนี้เต็มที่จนท้ายที่สุดโทยะก็จับมันได้สำเร็จในอีกหลายนาทีต่อมาพอคว้าจับคอไก่มาได้โทยะก็เริ่มคิดว่าจะเอาไอ้ไก่บ้าตัวนี้ไปทำเมนูอะไรดีอยู่นั้นจู่ ๆ ไก่ตัวนั้นก็หายไปแล้วประตูก็เปิดออกซึ่งเหตุการณ์ตอนที่โทยะไล่จับไก่นั้นก็โดนคูนบันทึกไว้อีกเช่นเคยในระหว่างนั้นคูนก็บอกกับโทยะว่าการที่เธอชอบถ่ายรูปหรือถ่ายวีดีโอต่าง ๆ เอาไว้จะว่าเป็นงานอดิเรกก็ไม่เชิงส่วนหนึ่งก็เพราะเธอมีเชื้อสายของเผ่าภูติแถมยังบวกด้วยสายเลือดเทพอีกทำให้เธอน่าจะมีอายุขัยยืนยาวกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ ดังนั้นเธอเลยอยากเก็บภาพความทรงทำเหล่านี้เอาไว้เพราะไม่อยากจะลืมมันไปตามกาลเวลาแถมยังบอกอีกว่าท่านพ่อไม่ต้องห่วงเพราะเธอนั้นมีอายุขัยยืนยาวดังนั้นก่อนที่เธอจะเป็นเจ้าสาวของใครเธอจะอยู่กับท่านพ่อให้นานที่สุดเอาซักประมาณหกร้อยปีและหลังจากเดินกันต่อไปอีกหน่อยโทยะกับคูนก็ไปเจอกับเอลน่าเข้าดูเหมือนว่าเธอจะวนเวียนไป ๆ มา ๆ อยู่แถวนี้นานแล้วและหาทางไปต่อไม่ได้ซักทีเลยเริ่มใจเสียแล้วทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเอลน่าหลงทางแต่เพราะประตูที่เธอเจอมีแต่เควส 18+ ที่เธอไม่เข้าใจความหมายเลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเปิดประตูได้โทยะได้ยินแบบนั้นก็ตะโกนชื่อเชสก้าดังลั่นอีกครั้ง หลังจากรวมกลุ่มกับเอลน่าแล้วพวกโทยะก็ออกเดินต่อแต่ตอนนี้โทยะเริ่มรู้สึกว่าถ้าหากสามารถมองบนท้องฟ้าได้ละก็คงหาทางออกได้ง่ายกว่านี้แต่ว่าที่นี่เวทใช้ไม่ได้แถมยังมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้และสมาร์ทโฟนก็ใช้ฟังก์ชั่นที่เกี่ยวกับการออนไลน์หรือโทรหากันไม่ได้ แต่แล้วโทยะก็นึกได้ว่าคูนยังใช้ฟังก์ชั่นอื่นของสมาร์ทโฟนได้ก็แปลว่าที่นี่น่าจะปิดกั้นเวทมนตร์แต่สมาร์ทโฟนของโทยะนั้นต่างออกไป ดังนั้นเขาจึงแอบหยิบสามารถโฟนของเขาขึ้นมาและเปิดโหมดแผนที่ซึ่งมันก็ใช้งานได้ปกติและได้รู้ถึงแผนที่ของทางวงกฏทั้งหมด โทยะดีใจและคิดว่าสมแล้วที่เป็นของที่ปู่เวิร์ลก็อดสร้างพร้อมกับทำการรำลึกบุญคุณของปู่แต่แล้วก็มีเมลล์ส่งมาให้โทยะโดยเนื้อหาในเมลล์นั้นบอกว่า “ต่อหน้าเด็ก ๆ อย่าเล่นโกงสิ” ซึ่งผู้ส่งมาให้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนปู่เวิร์ลก็อดนั่นเอง
.
หลังจากนั้นไม่นานเฟรย์กับลินเน่ก็ตามทันกลุ่มของโทยะทั้งสองเลยพุ่งเข้าไปหาคุณพ่อกันแบบสุดตัวเล่นซะคุณพ่อแทบกระอักกระดูกเอวลั่นเปรี๊ยะกันเลยทีเดียว คูนเลยดุพี่สาวกับน้องสาวของตนว่าอย่าวิ่งกระโจนเข้าใส่ท่านพ่อแบบนั้นถ้าบรรดาท่านแม่เห็นเข้าจะโดนดุเอาได้ พูดถึงแม่ขึ้นมาทั้งเฟรย์และลินเน่ก็ขนลุกเพราะรู้ดีว่าถ้าโดนแม่เทศนาเข้าล่ะก็เรื่องยาวแน่นอน ส่วนโทยะก็ได้แต่ร่ายเวทฮีลรักษาตัวเองไป หลังจากนั้นก็มีการสอบถามถึงบรรดาคุณแม่แต่ว่าทั้งเฟรย์และลินเน่ก็ไม่ได้พบแม่คนไหนเลยในระหว่างที่เดินวนอยู่ในทางวงกตนี้หลังจากรวมกลุ่มกันเรียบร้อยทั้งหมดก็ออกเดินต่อและหลังจากผ่านอุปสรรค์มากมายในที่สุดพวกโทยะก็มาถึงที่จุดใกล้เส้นชัยเมื่อมองตรงไปก็พบว่า ยูมิน่า รูเชีย ยาเอะ เมลแล้วก็ริเสะกำลังนั่งปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ ในระหว่างนั้นลินเน่ก็ตรงไปกะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกแต่โทยะตงิดใจอะไรบางอย่างเพราะคิดดี ๆ แล้วยัยเชสก้าที่เป็นสร้างวงกตนี้ก็มีแนวคิดที่ถอดแบบมาจากบุคลิกของเรจีน่าดังนั้นมันต้องมีกับดักอะไรซ่อนอยู่แถว ๆ หน้าเส้นชัยแน่โทยะเลยวิ่งไล่ตามลินเน่ไปสุดแรงจนสามารถวิ่งแซงไปได้ทั้งหมดไม่ใช่เพราะเขาอยากเข้าเส้นชัยก่อนลูกสาวแต่เพื่อปกป้องลูกสาวสุดที่รักแล้วเป็นจริงอย่างที่คิดที่หน้าเส้นชัยมีกับดักจริง ๆ เมื่อเท้าของโทยะเหยียบบริเวณใกล้ ๆ หน้าเส้นชัยพื้นก็ยุบตัวลงและโทยะก็หล่นลงไปในหลุมกับดักแต่หลุมมันก็ไม่ได้ลึกอะไรมากจึงไม่เจ็บอะไรมากนักแต่ก็เละฝุ่นไปหมดพอปีนขึ้นจากหลุมได้แล้วบรรดาลูกสาวก็เข้ามาดูว่าพ่อของเธอเป็นยังไงบ้างจากนั้นก็พากันเข้าเส้นชัยไปพร้อม ๆ กันทุกคน
.
เมื่อเข้าเส้นชัยมาได้แล้วเชสก้าก็กล่าวแสดงความยินดีที่กลุ่มของโทยะกับมาถึงเส้นชัยได้เป็นกลุ่มแรกหลังจากนั้นโทยะจึงค่อยมารู้ความจริงว่าที่จุดนี้มีมอนิเตอร์ที่สามารถมองดูการเคลื่อนไหวของทุกคนที่อยู่ในวงกตนั้นได้อยู่ซึ่งก็หมายความว่าทุกสิ่งที่ทำไปในระหว่างอยู่ในทางวงกตคนที่นั่งอยู่ที่นี้รับรู้หมดนั่นเองนอกจากลูกสาวจะเห็นแล้วภรรยาที่อยู่ตรงนี้ก็เห็นการกระทำของเขาทั้งหมดแล้วพอรู้แบบนั้น HP ของโทยะก็แทบเป็นศูนย์เลยทีเดียวในระหว่างที่กำลังเฟลอยู่นั้นกลุ่มของเอนเด้ก็มาถึงเส้นชัยเป็นกลุ่มที่สองแน่นอนว่าอลิสก็รีบวิ่งจะเข้าเส้นชัยที่มีกับดักรออยู่ในจังหวะนั้นเมลก็ได้ตะโกนบอกลูกสาวของเธอให้กระโดดมาหาเธอซึ่งอลิสก็ทำตามและรอดจากกับดักมาได้ส่วนเอนเด้นั้นไม่รอดและก็ตกหลุมไปแบบเดียวกับโทยะก่อนหน้านี้หลังจากนั้นซูกับซากุระ เอลเซ่กับลินเซ่ และฮิลด้ากับรีนก็ทยอยกันเข้าเส้นชัยกันอย่างปลอดภัย ซึ่งโทยะก็คิดว่าทางวงกตสนุกดีแต่กับดักนี่ขอตัดออกตอนสร้างของตัวเองแล้วกันหลังจากนั้นเชสก้าก็ถามว่าจะไปที่ไหนต่อเฟรย์ก็ชิงตอบก่อนใครว่าอยากจะไปเล่นเจ็ตโคสเตอร์แต่เชสก้าไม่รู้ว่าเจ็ตโคเตอร์หมายถึงอะไรจึงได้ถามรายละเอียดจากเฟรย์และเมื่อได้ฟังข้อมูลจากเฟรย์แล้วเชสก้าก็บอกว่าพอจะมีอะไรที่คล้าย ๆ แบบนั้นอยู่เธอจึงพาทุกคนไปยังแอเรีย “สายลม” เพื่อเล่นเครื่องเล่นที่ว่านั่นซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คือรถไฟเวทถ้าหากดัดแปลงซักหน่อยก็จะได้เจ็ตโคสเตอร์ตามคำอธิบายของเฟรย์
.
เมื่อเข้าไปในตัวสถานีก็พบกับตัวรถที่ว่าแต่รูปทรงมันดูแล้วเหมือนมินิคาร์มาต่อกันซะมากกว่าโดยหนึ่งคันนั่งได้สองคนโดยมันต่อกันอยู่ห้าคันดันนั้นนั่งได้ครั้งละสิบคน แต่พวกโทยะมากันทั้งหมดสิบเก้าคนดังนั้นจึงต้องแบ่งเป็นสองรอบคำถามต่อมาคือใครบ้างที่จะไปรอบแรกและใครจะไปรอบสองและใครจะนั่งคู่กับใครซึ่ง เอลเซ่ ลินเซ่ ฮิวด้าและรีนนั้นจะนั่งคู่ไปกับลูกของตน เอนเด้ชวนอลิสให้ไปนั่งด้วยกันแต่อลิสบอกว่าอยากนั่งกับแม่มากกว่าเอนเด้เลยทรุดฮวบไปหลังจากนั้นพวกเมลก็เป่ายิ้งฉุบตัดสินกันว่าใครจะนั่งไปกับอลิสและผลการคัดเลือกว่าใครจะนั่งไปกับใครตรงที่นั่งลำดับที่เท่าไหร่ในรอบแรกก็ได้ผลสรุปออกมาดังนี้ [ฮิวด้า เฟรย์] [ยาเอะ ซากุระ] [รูเชีย ริเสะ] [รีน คูน] [โทยะ เอนเด้] ส่วนยูมิน่าแพ้ไปอย่างไวทั้ง ๆ ที่ความจริงเธอมีพลังเห็นอนาคตแท้ ๆ โทยะคิดว่าเธอคงจงใจแกล้งแพ้ เอนเด้สังเกตว่าที่นั่งไม่มีเข็มขัดนิรภัยเลยสอบถามโทยะว่ามันจะไม่เป็นไรเหรอ? แต่เชสก้าก็อธิบายว่าเมื่อตัวรถเริ่มทำงานเวทแรงโน้มถ่วงจะกดให้ตัวคนนั่งแน่นสนิทอยู่กับที่เองหลังจากนั้นเชสก้าก็ปรับค่าต่าง ๆ แบบเต็มแม็กแล้วตัวรถก็เริ่มวิ่ง คูนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็เริ่มวิเคราะห์การทำงานของมันในขณะที่ตัวรถเริ่มไต่เพดานความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนสูงลิบและเริ่มทิ้งดิ่งลงมาและวิ่งฉวัดเฉวียนแบบผาดโผนทำเอาเอนเด้ถึงกับหน้าซีดร้องจ๊ากกันเลยทีเดียวโทยะคิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้นั่งไปกับอลิสไม่งั้นคงเสียลุคแย่ แต่จะว่าไปแล้วตัวโทยะเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่พอวิ่งมาได้ซักพักขบวนรถก็แยกตัวออกจากกันและวิ่งไปคนละทาง เอนเด้พยายามถามโทยะว่ารถนี่มันจะวิ่งไปไหนกันแต่โทยะเองก็ไม่รู้เหมือนกันตัว รถของโทยะกับเอนเด้เริ่มวิ่งเข้าไปในป่าด้วยความเร็วและพุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ก่อนจะหักหลบออกมาก่อนจะชนได้นิดเดียวหลังจากมันก็พาทั้งคู่ตรงเข้าถ้ำไปด้วยความเร็วสูงโดยมีเสียงร้องจ๊ากของสองกะทะชายเป็นเพลงประกอบฉาก
.
ตัดภาพไปทางอาณาจักรพานาเชส เด็กหญิงคนนึงมาพบกับเจ้าชายโรเบิร์ตโดยเธอได้ขอร้องให้เขาช่วยพากเธอไปส่งที่บรุนฮิวด้วยความสามารถของบาวด์ให้หน่อย ซึ่งตอนที่โรเบิร์ตเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเขาก็รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นใบหน้าแบบนี้ที่ไหนมาก่อนเขาจึงหันไปถามบาวด์คู่หูของเขาว่าพอจะจำได้ไหมว่าเคยเจอเด็กคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าแต่บาวด์ก็ส่ายหัว โรเบิร์ตจึงเริ่มพิจารณาเด็กผู้หญิงคนนี้ ดูจากภายนอกเธอน่าจะอายุราว ๆ เจ็ดถึงแปดขวบ มีผมสีเงินตัดสั้นแต่ผมบริเวณต้นคอนั้นไว้ยาวดวงตาสีเขียวมรกตสวมเสื้อผ้าที่ดูเป็นของชั้นดีและที่เอวก็มีมีดสองเล่มคาดเอาไว้ด้วยแต่พอพูดถึงบรุนฮิวโรเบิร์ตก็นึกอะไรบางอย่างออกแต่ว่าคนที่หน้าตาประมาณนี้ที่เขารู้จักนั้นไม่ใช่เด็กหน้าตาของเด็กคนนี้คล้ายกับราชินีองค์หนึ่งของบรุนฮิว โรเบิร์ตจึงถามเด็กผู้หญิงคนนั้นว่าเธอเป็นรู้จักของราชินีแห่งบรุนฮิวงั้นเหรอ? ซึ่งเธอก็ตอบว่าอะไรประมาณนั้นก่อนจะบ่นว่าทั้ง ๆ ที่เธอพยายามโทรติดต่อทุกคนแล้วแต่กลับไม่มีใครรับสายเลย โชคยังดีที่เธอมาโผล่ที่เมืองหลวงของอาณาจักรพานาเชส เมื่อโรเบิร์ตลองพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าเด็กคนนี้ดูไม่ได้มีเจตนาร้ายดังนั้นเขาจึงถามว่าเธอชื่ออะไรและเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกว่าเธอชื่อ “อาเชีย บรุนฮิว”
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 4 (492- 501) หลังจากลงจากเจ็ทโคสเตอร์พวกเด็ก ๆ ก็คุยกันอย่างสนุกสนานตรงกันข้ามกับโทยะและเอ็นเด้ที่แทบไม่เหลือแรงจะยืนประมาณว่าขายังสั่นอยู่เลยหลังรูเชียและฮิลด้าก็อาการไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนยาเอะ ซากุระ รีนแล้วก็ริเสะนั้นปกติดี หลังจากนั้นก็ถึงคราวของกลุ่มที่สองที่จะได้ขึ้นเจ็ทโคสเตอร์ซึ่งก็ได้แก่ [ลินเน่ ลินเซ่] [เอลน่า เอลเซ่] [อลิส เมล] [เน ซู] [ยูมิน่า] เมื่อทุกคนเข้านั่งประจำที่แล้วตัวรถก็เคลื่อนตัวออกไป ส่วนตัวโทยะก็หยิบเอาชาที่เก็บไว้ในสโตร์ออกมาดื่มกับทุกคนซึ่งในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตว่ามีอะไรบางกระพริบอยู่ตรงโมโนลิสที่อยู่ใกล้ ๆ เชสก้า ซึ่งเธอก็ตอบข้อข้องใจของโทยะว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแค่เรจีน่าติดต่อเข้ามาเท่านั้นและเมื่อกดลงไปที่โมโนลิสก็มีภาพของเรจีน่าฉายขึ้นมา ดูเหมือนว่าทางปราสาทจะพยายามติดต่อพวกโทยะแต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงติดต่อมาหาเธอแทนและเธอก็ได้บอกว่าตอนนี้โรเบิร์ตเจ้าชายแห่งพานาเชสเดินทางมาหาแต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวของโรเบิร์ตหากแต่เป็นคนที่มาด้วยตะหากจากการสอบถามทำให้รู้ว่าเป็นลูกสาวของรูเชีย
.
พอได้ยินแบบนั้นรูเชียก็ลุกพรวดพราดจากเก้าอี้ในทันที หลังจากนั้นเรจีน่าก็เล่าความเป็นมาให้ฟังต่อว่าลูกของรูเชียนั้นชื่ออาเชีย เธอไปปรากฏตัวที่พานาเชสและก็ได้ทำการติดต่อกับโรเบิร์ตและขอให้เขาพามาส่งที่บรุนฮิวหลังจากได้ฟังเรื่องราวแล้วโทยะก็คิดว่าจะไปขอโทษที่ทำให้โรเบิร์ตต้องลำบากภายหลัง ในระหว่างนั้นซากุระก็ได้เอ่ยถามข้อมูลของอาเชียจากแล้วก็คูนจึงได้รู้ว่าอาเชียคือลูกคนที่ห้าส่วนโยชิโนะลูกซากุระนั้นคือลูกคนที่สี่ดังนั้นตอนนี้พวกโทยะจึงได้รู้ลำดับลูกทั้งเจ็ดโดยไล่เรียงกันไปตามนี้คือ
- ลูกของยาเอะ ลูกสาวคนโต ยาคุโมะ
- ลูกของฮิวด้า ลูกสาวคนที่สอง เฟรย์กัลด์
- ลูกของรีน ลูกสาวคนที่สาม คูน
- ลูกของซากุระ ลูกสาวคนที่สี่ โยชิโนะ
- ลูกของรูเชีย ลูกสาวคนที่ห้า อาเชีย
- ลูกของเอลเซ่ ลูกสาวคนที่หก เอลน่า
- ลูกของลินเซ่ ลูกสาวคนที่เจ็ด ลินเน่
ดังนั้นก็เหลือแค่ลูกของยูมิน่ากับซูแล้วที่ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไรและแน่นอนว่าหนึ่งในลูกของสองคนนี้จะต้องเป็นลูกชายเพียงคนเดียวในพี่น้องทั้งเก้าคน แต่โทยะมีความเชื่อว่าลูกของซูจะต้องเป็นลูกคนสุดท้องแต่ก็ยังไม่กล้าฟังธงแต่ในตอนนั้นเองรูเชียก็มาดึงมือโทยะและร้องขอให้รีบกลับไปที่ปราสาทตอนนี้เลยแต่เพราะคนอื่นยังไม่กลับมาดังนั้นคูนจึงเสนอให้เชสก้าส่งคท่านพ่อกับท่านแม่รูเชียกลับไปก่อนส่วนพวกเธอที่เหลือจะรออยู่ที่นี่คอยอธิบายเรื่องราวให้คนอื่น ๆ ฟังเองหลังจากนั้นเชสก้าก็ทำการส่งโทยะกับรูเชียกลับไปที่สวนบาบิโลนจากนั้นโทยะจึงพารูเชียเทเลพอร์ตกลับไปที่ห้องนั่งเล่นที่ปราสาทและก็ได้พบกับเด็กหญิงอายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบนั่งรออยู่บนโซฟา แน่นอนว่าอาเชียนั้นถอดแบบมาจากรูเชียไม่ว่าจะสีตาหรือสีผมซึ่งโทยะเคยเห็นอาเชียมาแล้วผ่านทางอัญมณีส่องอนาคตของเรจีน่า (เหตุการณ์ในนิยายเล่ม 8) แต่ว่าตอนนี้เธอดูโตขึ้นกว่าตอนนั้นเล็กน้อย รูเชียจึงเดินเข้าไปหาและถามเด็กคนนั้นว่าเธอคืออาเชียใช่ไหม? ซึ่งเด็กน้อยก็ตอบว่าใช่และวิ่งตรงเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้ม รูเชียเองก็ดีใจคิดว่าลูกสาวจะวิ่งมากอดแต่เป้าหมายของอาเชียกลับเป็นโทยะซะแทนทำเอารูเชียอึ้งรับประทานไปชั่วขณะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นเพราะอาเชียนั้นเป็น “ฟาค่อน” นั่นเองหรือจะบอกว่าความหลงรักในตัวโทยะของรูเชียมันรุนแรงขนาดถ่ายทอดผ่าน DNA ก็คงจะได้ แถมยังแสดงท่าทีเป็นคู่แข่งกับแม่ตัวเองกลาย ๆ อีกด้วย ตรงจุดนี้ท่านพี่คาเร็นเป็นคนยืนยันเรื่องที่ว่าอาเชียเป็นลูกสาวที่แสดงออกว่ารักพ่อมากที่สุดในบรรดาลูก ๆ ทั้งหมดและก็แถมให้ว่าอาเชียรักแม่ตัวเองมากเหมือนกันนะแต่ว่าตอนพูดแบบนั้นคาเร็นก็แสดงท่าทีลังเลหน่อย ๆ เหมือนกัน
.
ส่วนอาเชียก็บอกว่ามันเรื่องธรรมดาที่ลูกสาวจะหลงไหลในตัวพ่อและเธอก็ปราถนาว่าซักวันหนึ่งเธอจะมีสามีที่ยอดเยี่ยมเหมือนกับคุณพ่อของเธอ ดังนั้นทุก ๆ วันเธอจึงพยายามฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลา แต่พอได้ยินแบบนั้นรูเชียก็รู้สึกยอมไม่ได้จึงบอกว่าเรื่องแต่งงานมันยังเร็วไปนะแต่อาเชียก็มีการเถียงกลับและเริ่มมีการปะทะคารมกันจนเลยไปถึงเรื่องสกิลการทำอาหารซึ่งอาเชียก็ดูจะมั่นใจว่าตัวเองเหนือกว่าแม่ที่อยู่ในช่วงเวลานี้แล้วและนั่นก็เป็นการจุดประกายให้เกิดการประลองทำอาหารกันของสองแม่ลูกขึ้นแถมยังบังคับให้โทยะทำหน้าที่เป็นกรรมการซะอีก โดยกติกาก็มีแค่ว่าให้ตัดสินอาหารโดยไม่รู้จานไหนเป็นฝีมือใครและถ้าโทยะบอกว่าจานไหนอร่อยกว่าฝ่ายนั้นก็ชนะไปเลยซึ่งเมนูจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นแต่ขอให้เป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งว่ากันตามตรงแล้วรูเชียค่อนข้างจะถนัดอาหารสไตล์นี้พอสมควรแต่อาเชียกลับเลือกที่จะเสนอหัวข้อนี้เพราะเธอมั่นใจว่าจะชนะและการเอาชนะท่านแม่ในหัวข้อที่ ถนัดได้ก็จะเป็นการแสดงว่าเธอเหนือกว่านั่นเอง ซึ่งแม้ว่าโทยะอยากจะห้ามการดวลของทั้งคู่มันก็สายเกินไปแล้วและถึงโทยะอยากจะบอกว่าไอ้ที่ไปกินกันมาตอนไปฮันนีมูนนั่นมันเป็นอาหารจากร้านแฟมิเรสซึ่งก็ไม่ใช่อาหารสไตล์ญี่ปุ่นจริง ๆ แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันไปเถอะ
.
หลังจากนั้นโทยะ รูเชียและอาเชียก็กลับไปที่สวนสนุกและไปยังแอเรียไฟเพื่อเปิดศึกประลองการทำอาหาร โทยะจึงได้เล่าเรื่องราวให้คนอื่น ๆ ที่เหลือได้รับรู้ ส่วนวัตถุดิบนั้นไม่มีปัญหาเพราะก็นำออกมาจากสโตร์นั่นแหละ ซึ่งในระหว่างที่สองแม่ลูกเปิดศึกกันอยู่นั้นโทยะก็พูดคุยกับยูมิน่าเรื่องที่ว่าอาเชียนั้นนิสัยเหมือนรูเชียมากขนาดไหนแต่ตอนนี้ปัญหาใหญ่มาตกที่โทยะเรียบร้อยว่าจะตัดสินยังไงดีเพราะว่ากันตามตรงเขาก็ไม่ใช่นักชิมลิ้นเทพอะไรนักว่ากันตามตรงอยากตัดสินใจเสมอกันเสียด้วยซ้ำแต่ว่ากันตามตรงแล้วรูเชียมีโอกาสที่จะชนะมากกว่าเพราะเป็นคนทำอาหารให้โทยะกินอยู่ทั้งสามมื้อในทุก ๆ วัน เธอจึงรู้ถึงความชอบส่วนบุคคลของโทยะว่าชอบทานรสชาติแบบไหน ในขณะเดียวกันที่ฝั่งของอาเชียเฟรย์ก็มาบ่นอาเชียว่าที่รีบมานี่กะจะมาไฟท์กับท่านแม่รูเชียสินะซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มาจากความฟาค่อนของอาเชียนั่นเองทำให้เธอมองแม่ของเธอเป็นคู่แข่งทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รักแม่มากแท้ ๆ ซึ่งเฟรย์นั้นรู้ความจริงข้อนี้ดีส่วนเอลน่าก็ถามว่าจะชนะคุณแม่ได้เหรอ ส่วนลินเน่ก็สำทับว่าถ้าเป็นคุณแม่รูเชียในอนาคตล่ะก็อาเชียไม่มีทางชนะได้เลยแต่ถ้าเป็นยุคนี้อาจจะพอมีหวังส่วนอลิสนั้นไม่ได้ใส่ใจเธอขอแค่ได้กินของอร่อยก็พอ ซึ่งคูนมองว่าโอกาสชนะของอาเชียนั้นแทบไม่มีเพราะถึงจะเป็นยุคนี้ฝีมือของท่านแม่รูเชียก็ยังสูงมากอยู่ดี แต่อาเชียก็มีไพ่ตายอยู่นั่นก็คืออาหารที่รูเชียไม่เคยทำมาเสิร์ฟให้โทยะมาก่อน และเธอก็เคยทำให้พ่อของเธอและโทยะก็บอกว่าอร่อยด้วยแน่นอนว่ามันเป็นอาหารอยู่ในอนาคตพูดง่าย ๆ อาเชียจะแอบโกงนั่นเองแต่ถึงจะพูดแบบนั้นอาเชียก็ยังยกคำคมที่ว่า “ราชสีห์ต้องทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อจับเหยื่อ” ดังนั้นไม่ว่าจะยังไงเธอก็จะงัดไม้ตายทุกอย่างออกมาใช้เพื่อดวลกับแม่ของเธอและเอาชนะให้ได้
.
แต่อลิสก็แอบท้วงว่าแบบนั้นมันจะไม่ทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนเอาหรือการนำอาหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคนี้มาทำในยุคนี้แบบนี้แต่อาเชียก็ไม่ใส่ใจแล้วถ้ามันจะช่วยให้เธอเอาชนะแม่ได้ล่ะก็ แม้คูนจะกังวลอยู่ในใจว่าอาเชียกำลังจะบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือเปล่าแต่ก็ไม่ได้พูดออกไปรวมถึงท่านย่าโทคิเอะก็ไม่ได้ออกมาห้ามด้วยดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาหลังจากนั้นอาเชียก็เรียกให้เอลน่าไปช่วยเธอดูเหมือนว่าเอลน่าจะทำอาหารได้เก่งกว่าแม่ของเธออยู่มากทีเดียว หลังจากนั้นอาหารที่ทำเสร็จแล้วสองจานก็ถูกนำมาวางเรียงกันซึ่งทั้งสองชุดมีข้าวกับซุปมิโซะเสิร์ฟมาทั้งคู่แต่สิ่งที่ต่างไปคือจานหลักที่อยู่ตรงกลาง ชุดหนึ่งคือไก่นัมบัง ส่วนอีกชุดหนึ่งนั้นเป็นโชงะยากิหรือก็คือหมูผัดขิงนั่นเอง ตอนนี้โทยะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำเมนูไหนออกมาแต่โชงะยากินั้นโทยะได้กินอยู่บ้างแม้จะมาอยู่ที่โลกนี้แล้วก็ตามแต่ไก่นัมบังนั้นเขาไม่เคยได้กินเลยนับมาอยู่โลกนี้แต่จะว่าไปแล้วไก่นัมบังเนี้ยมันถือเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นหรือเปล่าโทยะก็ไม่กล้าลงดีเทลจึงเงียบเอาไว้แบบนั้นแต่ตอนนี้โทยะให้ดูจะให้ความสนใจกับไก่นัมบังเพราะนึกแค้นตอนที่ไล่จับไก่ในทางวงกต ส่วนยาเอะเมื่อเห็นอาหารอยู่วางอยู่หน้าโทยะก็พาลอยากกินบ้างซึ่งอาเชียก็บอกกับยาเอะว่าเธอเตรียมส่วนของท่านแม่ทุกท่านไว้ให้แล้วโปรดวางใจเมื่อได้ยินแบบนั้นยาเอะก็ดีใจมากหลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงของการชิม โดยโทยะตัดสินใจเลือกกินไก่นัมบังก่อน
.
เมื่อนำชิ้นไก่เข้าปากรสเปรี้ยวหวานของซอสทาร์ก็แผ่ซ่านไปทั่วปากบวกกับกรุบกรอบของไก่ที่ผ่านการทอดและความชุ่มช่ำของเนื้อที่อยู่ภายในสรุปก็คือรสชาติอร่อยถูกใจใช่เลยเมื่อกินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ กับซุปมิโซะก็ยิ่งเข้ากันได้ดีหลังจากนั้นโทยะก็ลองกินโชงะยากิบ้างเมื่อมองดูส่วนผสมที่อยู่ในจานโทยะก็สังเกตเห็นว่ามันเหมือนกับที่แม่ของเขาเคยทำเลยเมื่อลองใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อใส่ปากรสชาติอันสุดยอดก็แผ่ซ่านไปทั่วปากพอตักข้าวตามไปรสชาติก็ผสมผสานกันอย่างลงตัวไม่แพ้เมนูไก่นัมบังเลยที่เดียว แต่มันความรู้สึกบางอย่างที่แปลกออกไปจากตอนที่กินไก่นัมบังอยู่นิดหน่อยโทยะเลยแอบคิดว่าหรือว่าอาหารจานนี้จะเป็นฝีมือของอาเชียกันนะเมื่อลองทานทั้งสองจานแล้วโทยะก็ลำบากใจว่าจะตัดสินยังไงดีเพราะมันตัดสินได้ยากแต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องตัดสินชี้ขาดดังนั้นโทยะเลยต้องลองชิมเมนูทั้งสองซ้ำไปซ้ำมาเปรียบเทียบกันรวมไปถึงรสชาติของข้าวและซุปมิโซะที่เสิร์ฟมาด้วยเพื่อหาว่าเขาชอบจานไหนมากที่สุดและสุดท้ายโทยะก็ตัดสินว่าโชงะยากิเป็นฝ่ายชนะ พอพูดแบบนั้นอาเชียก็ร้องถามว่าทำไมขึ้นมาในทันทีและคำเฉลยก็ปรากฏตอนนี้เองว่า ไก่นัมบังนั้นเป็นฝีมือของอาเชียส่วนโชงะยากิเป็นฝีมือของรูเชีย และในตอนที่กำลังพยายามจะถามเหตุผลว่าทำไมเธอถึงแพ้อาเชียก็เผลอหลุดปากออกไปว่าทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกว่ากับเธอว่ามันอร่อยมากแท้ ๆ แต่พอรู้ตัวว่าเผลอหลุดออกไปแล้วก็เลยต้องเบี่ยงประเด็นไป แต่ถึงจะโดนคาดคั้นโทยะก็ตอบไม่ได้เพราะว่าเขาตัดสินจากความชอบของตัวเองล้วน ๆ แต่ในตอนนั้นเองรูเชียก็บอกให้อาเชียลองกินโชงะยากิที่เธอทำดูแล้วก็จะรู้คำตอบ
.
อาเชียจึงลองคีบโชงะยากิขึ้นมาลองชิมดูและเธอก็ไม่รู้สึกถึงเหตุผลว่ากันตามจริงมันก็อร่อยอยู่แต่มันก็น่าจะใกล้เคียงกับไก่นัมบังของเธอ จากนั้นรูเชียก็ถามโทยะว่ารู้สึกยังไงตอนที่กินเข้าไปโทยะก็ตอบว่ามันอร่อยและรู้สึกว่ารสชาติมันเข้มข้นด้วย ในตอนนั้นอาเชียก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกเธอจึงลองกินโชงะยากิและซดซุปมิโซะตามไปทำให้เธอรู้ถึงเหตุผลที่ซ่อนอยู่นั่นก็คือความเค็มนั่นเอง ซุปมิโซะของรูเชียใส่เกลือลงไปนิดหน่อยแต่ความเค็มนั้นช่วยปรับสมดุลของรสชาติของโชงะยากิ หลังจากนั้นรูเชียก็เริ่มอธิบายให้อาเชียฟังว่าตลอดช่วงเช้าของวันนี้โทยะเจอเรื่องหนัก ๆ อย่างโดนสไลม์เหวี่ยง สู้กับสเกลตัล วิ่งไล่จับไก่ พูดง่าย ๆ ก็คือเจอกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องดังนั้นร่างกายจึงสูญเสียเหงื่อไปมากร่างกายจึงต้องการเกลือมากขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปนั่นเองซึ่งรูเชียรู้ข้อนี้อยู่แล้วจึงสามารถปรับรสชาติของอาหารให้ถูกใจโทยะได้นั่นเอง อาเชียจึงต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไปแต่ จากนั้นรูเชียก็มาลองกินไก่นัมบังดูบ้างแล้วจึงกล่าวชมว่าฝีมือของอาเชียทว่าโทยกลับรู้สึกว่านี่มันเป็นแค่ยกแรกยังไงก็ไม่รู้ แต่ในขณะที่เหตุการณ์กำลังจะซึ้ง รูเชียก็ดันเปิดศึกกับลูกสาวในหัวข้อที่อาเชียหลุดปากออกมาก่อนหน้า แต่อาเชียก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ประมาณพูดเรื่องอะไรคะท่านแม่พร้อมกับหลบสายตาไปซะดื้อ ๆ รูเชียจึงถือโอกาสอบรมลูกในเรื่องที่แอบใช้กลโกงตุกติก แต่ในตอนนั้นเองเอลเซ่ก็พูดขึ้นมารูเชียเองก็ปิดเรื่องที่โทยะเสียเหงื่อไปมากไม่ให้อาเชียรู้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ คราวนี้ก็เลยเป็นรูเชียที่หลบสายตาและบอกว่าพูดเรื่องอะไรกันคะแทน อาเชียก็เลยโวยว่าท่านแม่ก็แอบตุกติกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ
.
หลังจากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็ไปรวมตัวกันที่ห้องนอน(พาจาม่าปาร์ตี้) อาเชียก็บ่นเจ็บใจที่โดนคุณแม่ช่วงชิงความได้เปรียบไปอีกจนได้ แต่เฟรย์ก็บอกว่าดูยังไงที่แพ้ก็เพราะอาเชียไม่รอบคอบเองมากกว่า ในขณะที่คูนสอบถามเอลน่ากับลินเน่เกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนเกิดเหตุอีกครั้งว่าอาเชียคือคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าทั้งสองคนใช่หรือไม่ ซึ่งทั้งคู่ก็ยืนยันว่าใช่แถมในตอนนั้นอาเชียยังเข้ามาบังพวกเธอไว้เสียด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นหลักฐานที่จะช่วยให้ข้อสันนิษฐานของเธอนั้นถูกต้องว่าคนที่จะเดินทางมาถึงนั้นไล่ตามลำดับคนที่ยืนอยู่ห่างจากคอร์ หลังจากนั้นคูนก็ถามอาเชียว่าใครอยู่ข้างหน้าเธอตอนที่เกิดเหตุ ซึ่งอาเชียก็บอกว่าเธอเองก็ไม่แน่ใจนักแต่คิดว่าน่าจะเป็นโยชิโนะ ซึ่งรายนั้นมีเวทเทเลพอร์ตจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่คงจะกลับมาที่ได้อย่างสบาย ๆ เพราะพลังเวทของโยชิโนะนั้นมากพอขนาดจะเทเลพอร์ตไปยันสุดขอบโลกที่น่าห่วงคือนิสัยของนางมากกว่าเพราะโยชินะเป็นพวกอารมณ์แปรปรวน เธอจะไม่ยุ่งกับสิ่งที่เธอไม่สนใจ ไม่มีใจอยากทำเธอก็จะไม่ทำแต่ถ้าสนใจล่ะก็จะรีบแจ้นไปทันทีแถมจุดยืนของโยชิโนะยังเข้ากับยาคุโมะไม่ได้อีกตะหาก ในขณะเดียวกันทางด้านของยาคุโมะที่ออกเดินทางไปตามเบาะแสของยาสีทองจากไอเซนกัลจนมาถึงอาณาจักรออลเฟน ที่เป็นแผ่นดินกลับด้านของอิเชนที่อยู่ในเขตทวีปฝั่งตะวันตกโดยใช้เกทมายังอาณาจักราซและขึ้นเรือเดินทางต่อมา
.
ยาคุโมะเดินทางมาจนถึงบ้านที่ข้อมูลระบุว่าเป็นที่อยู่ของผู้ค้ายาสีทองและเมื่อเข้าไปภายในบ้านก็พบว่าสภาพภายในเหมือนกับเป็นโรงงานผลิตอะไรซักอย่างแต่กลับไม่มีวี่แววของผู้คนอยู่เลยแต่ทว่าในตอนนั้นเองก็มีมีดสามเล่มพุ่งเข้ามาโจมตีเธอทว่ายาคุโมะหลบได้ทันเธอจึงชักดาบออกมาเตรียมต่อสู้ ผู้ที่ออกมาจู่โจมยาคุโมะนั้นสวมหน้ากากเหล็กรูปทรงประหลาดในระหว่างที่เผชิญหน้ากันยาคุโมะก็ถามว่าคนที่จำหน่ายยาสีทองพวกนี้คือพวกแกสินะ จึงทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่ายาคุโมะคือคนของรัฐบาลออลเฟนซึ่งยาคุโมะเองก็ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจไปแบบนั้น ส่วนยาสีทองนั้นก็เป็นเหมือนตะแกรงที่มีเอาไว้คัดสรรผู้เหมาะสมและผู้ไม่เหมาะสมและหลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้กันขึ้นยาคุโมะโจมตีใส่ชายหน้ากากแต่เขาก็ชักขวานที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาป้องกันไว้ได้ทันและทันที่คมอาวุธปะทะกันยาคุโมะก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าอาวุธของอีกฝ่ายก็ทำมาจากผลึกคริสตัลเหมือนกัน โดยอีกฝ่ายเรียกชื่ออาวุธของตอนว่า “ดีฟบลู” และยังรู้สึกประหลาดใจเรื่องที่ดาบของยาคุโมะสามารถรับขวานของเขาได้ แต่ยาคุโมะก็อาศัยจังหวะนั้นพุ่งตามไปโจมตีต่อจนสามารถทำให้ชุดที่เขาสวมอยู่เกิดความเสียหายและหมอกสีทองก็พวยพุ่งออกมาจากชุดนั้นแต่ก่อนที่คนร้ายจะหนีไปเขาก็ได้ประกาศตัวว่าพวกเขาคือเหล่า “สาวกเทพมาร” ที่จะมาทำการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้กลับไปเป็นสิ่งที่ควรเป็นแล้วก็ทำการหลบหนีไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นยาคุโมะก็พูดขึ้นว่า ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของท่านย่าโทคิเอะเป็นจริงซะแล้ว
.
หลังจากจบอีเวนท์เที่ยวสวนสนุกโทยะก็ได้ไอเดียที่จะนำมาปรับใช้และไม่นำใช้กับสวนสนุกที่กำลังสร้างที่บรุนฮิว ส่วนอาเชียที่กลับมารวมกลุ่มกับพี่คนอื่น ๆ ที่บรุนฮิวแล้วคืนนั้นเธอก็เข้าไปช่วยคุณแคลร์ทำอาหารมือค่ำส่วนเรื่องที่โรเบิร์ตอุตสาห์ช่วยพาอาเชียมาส่งถึงที่ปราสาทนั้นโทยะก็ได้ไปขอบคุณเป็นที่เรียบร้อย และหลังจากเลี้ยงอาหารค่ำเป็นการตอบแทนแล้วโทยะก็ใช้เกทส่งโรเบิร์ตกลับอาณาจักรไป ตอนนี้บรรดาลูก ๆ เกินครึ่งก็มารวมตัวกันเรียบร้อยแล้วเหลืออีกสี่คนที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เช้าวันต่อมาอาเชียบอกว่าอยากไปเที่ยวตลาดเช้าโทยะจึงพาไปในระหว่างนั้นโทยะก็ได้สอบถามเกี่ยวกับเวทไร้ธาตุที่อาเชียมี ซึ่งเธอก็บอกว่าเธอมีเวท “เซิร์จ” กับ “แอปพอร์ต” แต่ว่าเนื่องจากทักษะด้านเวทมนตร์ของเธอไม่สูงมากนักจึงเอาไว้ใช้ต่อสู้ไม่ได้โดยมากเธอจะเอาไว้ใช้ค้นหาวัตถุดิบทำอาหารไม่ก็ใช้เด็ดผลไม้ที่อยู่สูง ๆ เท่านั้นนอกจากนี้ก็ใช้มันแยกแยะวัตถุดิบที่มีพิษหรือไม่มีพิษด้วย ในระหว่างนั้นอาเชียก็เห็นแอปเปิ้ลวางขายอยู่เธอจึงบอกให้ซื้อกลับไปเพื่อทำแอปเปิ้ลพาย โทยจึงถามว่าอาเชียทำขนมเป็นด้วยหรือ ซึ่งเธอก็บอกว่าทำเป็นบางครั้งบางคราวเพราะโดยส่วนตัวคุณพ่อ (โทยะ) นั้นไม่ชอบกินของหวานมากนักแต่พี่น้องของเธอนั้นค่อนข้างชอบ ซึ่งโทยะก็คิดในใจว่าจริง ๆ ตัวเขาไม่ได้เกลียดของหวานหรอกแต่จำนวนที่กินได้นั้นค่อนข้างน้อยประมาณแค่สองชิ้นก็เต็มกลืนแล้วตรงกันข้ามเหล่าภรรยาทั้งหลายกินเข้าไปได้ยังไงตั้งมากมายขนาดนั้น
.
แต่ในระหว่างที่กำลังเลือกแอปเปิ้ลกันอยู่นั้นผู้ในตลาดก็พากันส่งเสียงเจี้ยวจ้าวผิดปกติ มีคนสังเกตเห็นอะไรแปลกบินอยู่บนท้องฟ้าผู้คนในตลาดพากันสงสัยแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรแต่พวกเขาคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งประดิษฐแปลก ๆ ของราชาของพวกเขาก็เป็นได้ เมื่อได้ยินคนในตลาดพูดกันแบบนั้นโทยะก็เลยใช้ลองเซนส์เพื่อมองดูวัตถุบินปริศนานั้น มันมีรูปลักษณ์เหมือนกับเรือเหาะ แต่มันก็มีส่วนที่เหมือนปีกและแขนยื่นออกมาด้วยดังนั้นมันอาจะเป็นโกเลมที่มาจากทวีปฝั่งตะวันตกก็ได้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือใครกันที่อยู่บนนั้นและมีจุดมุ่งหมายของพวกนั้นคืออะไรและการที่จะมีเทคยานบินแบบนี้ในครอบครองได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องระดับขุนนางและเพื่อพิสูจน์ข้อข้องใจทั้งหมดโทยะจึงรีบพาอาเชียเทเลพอร์ตไปยังสนามทดสอบที่อยู่ทางเหนือและเรียกเรกินเรฟออกมาและขับออกไปโดยมีอาเชียนั่งตักไปด้วย เมื่อเรกิเรฟทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก็บินตรงไปขวางหน้าเรือเหาะลำนั้นไว้โทยะทำการเปิดใช้งานเวทสปีคเกอร์เพื่อประกาศให้คนในเรือเหาะรู้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังรุกล้ำเข้ามาในเขตน่านฟ้าของอาณาจักรบรุนฮิวดังนั้นจึงขอให้ลงจอดและแจ้งจุดประสงค์การมา หากไม่ทำตามจะเริ่มเปิดฉากโจมตีเพื่อขับไล่ออกไปหลังออกประกาศเตือนไปแล้วโทยะก็รอดูท่าที หลังจากนั้นเรือเหาะก็เริ่มลดเพดานบินลงโทยะจึงบังคับเรกินเรฟตามเรือเหาะลำนั้นไปหลังจากนั้นไม่นานเรือเหาะก็ลงจอดที่บริเวณภูเขา โทยะลงมาจากเรกินเรฟเพื่อจะเข้าไปคุยกับคนที่โดยสารเรือเหาะลำนั้นมาแต่เพราะยังวางใจไม่ได้ซะทีเดียวโทยะจึงลงมาเพียงลำพังโดยให้อาเชียรออยู่บนค็อทพิทก่อน
.
เมื่อฮัซของเรือเหาะเปิดออกก็มีดอว์ฟเดินออกมาและเขาก็พุ่งตรงเข้ามาหาโทยะด้วยท่าทางน่ากลัวโทยะเลยรีบกางชิลด์ทันทีทำให้ดอว์ฟคนนั้นกระแทกเข้ากับชิลด์อย่างจังจนล้มหงายหลังไปและได้รับเจ็บเลือดกำเดาไหล แต่ไม่ทันไรก็มีเสียงด่าไล่หลังมาว่า เจ้าบ้าพุ่งเข้าไปแบบนั้นทำแบบนั้นคนอื่นเขาก็ตกใจหมด เจ้าของเสียงนั้นเป็นผู้หญิงอายุประมาณสามสิบทีเดินลงมาทีหลัง ดอว์ฟคนนั้นลุกขึ้นมาแล้วกล่าวขอโทษที่เขาตื่นเต้นมากไปหน่อยเพราะเพิ่งจะเคยเห็นโกเลมขนาดยักษ์หรือก็คือเจ้าเรกินเรฟที่จอดอยู่ตรงนั้นและหลังจากคุยกันซักพักโทยะก็ได้รู้ว่าทั้งคู่เดินทางมาจากการอาณาจักร์กัลดิริสที่อยู่ทางทิศใต้ของอาณาจักรอเลนและได้แนะนำตัวเองว่าพวกเขาคือกลุ่มวิศวกรที่เรียกว่า “ชีคเกอร์” หนึ่งในห้ายอดฝีมือโกเล็มที่โทยะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้นั่นเอง โดยคนผู้ชายชื่อว่า “มาริโอ้ แฟแลงซ์” ส่วนคนผู้หญิงชื่อว่า “ริปเปิ้ล แฟแลงซ์” ซึ่งสองคนนี้ก็คือพ่อแม่ของของเมดประจำตัวของเจ้าหญิงคอร์เดเลียที่ชือพารุเรลนั่นเอง ซึ่งริปเปิ้ลก็แปลกใจว่าทำไมถึงรู้จักลูกสาวของเธอได้ซึ่งโทยะก็ได้บอกว่าเขาเคยพบกับเจ้าหญิงคอร์เดเลียมาครั้งหนึ่ง (เหตุการณ์ตอนปาร์ตี้หาคู่ให้ริริเอลใครจำไม่ได้กลับไปอ่านได้ที่ EP 32 พาร์ท 1) หลังจากคุยกันได้ซักพักริปเปิ้ลก็ถามว่าโทยะเป็นใคร โทยะจึงบอกไปว่าเขาคือราชาแห่งอาณาจักรบรุนฮิวนามว่า โมจิซึกิ โทยะ
.
พอรู้ว่าเป็นพระราชาริปเปิ้ลก็ตกใจและรีบขอโทษเรื่องที่สามีของเธอทำเรื่องเสียมารยาทไปเมื่อครู่นี้แต่แน่นอนว่าโทยะไม่ได้ใส่ใจและขอให้ทั้งสองทำตัวตามปกติ หลังจากนั้นโทยะก็ถามถึงจุดประสงค์ที่ทั้งสองเดินทางมาทีนี่ซึ่งเหตผลนั้นมีอยู่สองอย่างก็คือ หนึ่งพวกเขาอยากจะมาเห็นโกเลมยักษ์หรือก็คือเฟรมเกียร์ สองพวกเขามีธุระกับเอลก้าเพราะได้ยินมาว่าตอนนี้เธออาศัยอยู่ที่นี่จึงอยากจะมาขอพบแต่ยังไม่ทันไรทั้งสองก็ขอดูเรกินเรฟที่จอดอยู่อย่างใกล้ชิดก่อนโทยะเลยต้องอนุญาตไปแบบจำใจว่าแล้วเหล่าวิศวกรที่โดยสารมากับเรือเหาะลำนั้นก็แห่กันลงมาวิ่งวนดูรอบเรกินเรฟด้วยความสนอกสนใจ ส่วนอาเชียที่รออยู่ในค็อทพิทก็ตกใจกับฝูงคุณลุงที่มาห้อมล้อมตัวเครื่องโทยะเลยต้องบินไปรับตัวเธอออกมา แต่พอเหล่าวิศวกรเริ่มปืนป่ายไปตามส่วนต่าง ๆ โทยะก็เลยรีบเก็บเรกินเรฟเข้าสโตร์แล้วเอาชีวาเลียออกมาให้พวกนั้นศึกษาแทนแน่นอนว่าเหล่าวิศกรก็ตื่นตาตื่นใจกับเครื่องใหม่ที่ถูกนำออกมา หลังจากนั้นริปเปิ้ลก็ถามว่าโทยะมีโกเลมแบบนี้อยู่กี่ตัวโทยะก็ตอบไปว่าประมาณพันเครื่องคำตอบนั้นเล่นเอาริปเปิ้ลถึงตะลึงงันไปเลยทีเดียวแต่จะว่าไปแล้วโทยะก็ไม่ได้ผลิตเฟรมเกียร์เพิ่มเลยหลังจบศึกเทพมารซึ่งหากคิดถึงเรื่องที่เทคโนโลยีจากสองฝากทวีปที่จะมารวมกันหลังจากนี้อนาคตต่อจากนี้ก็อาจจะมีการสร้างอะไรที่ดีกว่าออกมาก็ได้แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นโทยะก็ติดต่อไปหาเอลก้าเพื่อเรียกเธอมาที่นี่
.
หลังจากนั้นไม่นานเอลก้าก็เดินทางมาที่นี้พร้อมกับเรจีน่าแล้วก็คูน ซึ่งตอนแรกน่าก็บ่น ๆ พวกเหล่าวิศวกรที่ห้อมล้อมเฟรมเกียร์อยู่แต่พอเรจีน่าเห็นเรือเหาะของพวกชีคเกอร์เธอออกอาการไม่ต่างกันจนคูนต้องเข้าไปคุยกับพวกวิศวกรของชีคเกอร์และปรามเรจีน่าเอาไว้ ส่วนเอลก็เข้าไปคุยกับริปเปิ้ลถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่มาพบเธอ ริปเปิ้ลจึงได้หยิบเอาภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าและเอาให้เอลก้าดู มันคือภาพของของเรือขนาดใหญ่ที่ถูกขุดพบในเหมืองของกัลดิริสแต่รูปทรงของมันดูแล้วคล้ายยานอวกาศมากกว่าเรือเสียอีกและที่สำคัญบนเรือลำนั้นมีสัญลักษณ์ของคราวน์ซีรี่ส์ประทับอยู่ด้วยมันจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเรือลำนี้น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานการสร้างของ “โครม รันเชส” ผู้ให้กำเนิดโกเลมคราวน์ซีรี่ส์ แต่เพราะไม่มีใครสามารถเข้าไปในตัวเรือได้จึงไม่สามารถหาข้อมูลอะไรไปได้มากกว่านี้แต่ถ้าสามารถสอบถามข้อมูลจากโกเลมชั้นคราวน์ได้ล่ะก็อาจะพอหาทางขึ้นไปบนเรือได้และถ้าพูดถึงคราวน์ซีรีส์ที่อาณาจักรนี้ก็อยู่ถึงสามตัวดังนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของริปเปิ้ลก็คืออยากพบกับมาสเตอร์ของคราวน์ซีรีส์คนปัจจุบันเพื่อสืบหาข้อมูลนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงต้องเป็นที่บรุนฮิวก็เพราะ มาสเตอร์ของฟ้า แล้วก็เขียวเป็นคนระดับสูงโอกาสเข้าพบนั้นทำได้ยากกว่ามาสเตอร์ของดำแล้วก็แดง โทยะคิดว่าถ้าถามอัลบัสก็น่าจะได้เรื่องอะไรบ้างจึงได้ติดต่อกับยูมิน่าส่วนคูนนั้นไฟติดเต็มที่กับการค้นพบเรือโบราณลำนี้ไปซะแล้ว หลังจากนั้นพวกโทยะก็ได้ข้อมูลจากอัลบัสว่ามีความเป็นไปได้ว่าเรือลำนั้นก็คือ “อาร์ค” โรงงานเคลื่อนที่ของโครม ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับเกาะลอยฟ้าบาบิโลนของเรจีน่าเพียงแต่มันมีแค่ลำเดียวไม่ได้แยกเป็นเก้าส่วน โครม รันเชส ผู้ให้กำเนิดโกเลมชั้นคราวน์นั้นเป็นอัจฉริยะที่ไม่ค่อยจะอยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่งจึงไม่แปลกที่เขาจะมีโรงงานเคลื่อนที่แบบนี้อยู่และโกเลมชั้นคราวน์ทุกตัวก็ถูกสร้างขึ้นจากภายในอาร์คแห่งนี้โทยะเดาว่าหลังจากโครมทำการเคลื่อนย้ายตนเองมายังโลกฝั่งนี้เมื่อห้าพันปีก่อนตัวยานก็คงถูกจอดทิ้งเอาไว้แบบนั้น
.
หลังจากนั้นริปเปิ้ลก็ถามถึงวิธีที่จะสามารถเข้าไปข้างในได้ อัลบัสก็บอกว่าคราวน์ซีรีส์สามารถใช้เป็นกุญแจเปิดเข้าไปในตัวยานได้ เมื่อได้รับรู้ความจริงข้อนี้ทางชีคเกอร์จึงอยากขออนุญาตยืมตัวอัลบัสไปยังเรืออาร์คซึ่งในจังหวะนั้นคูนก็เข้ามาเสนอกับโทยะว่าให้แต่งตั้งเธอกับอัลบัสเป็นตัวแทนของอาณาจักรบรุนฮิวและส่งเธอไปอาณาจักรกัลดิริส แต่รีนก็เข้ามาดึงตัวคูนกลับไปและบอกคัดค้านขอเสนอนั้นเพราะเธอรู้ดีว่าลูกสาวเธอตั้งใจจะไปดูเรือลำนั้นก็เลยต้องรีบปรามเอาไว้ก่อน ส่วนตัวโทยะนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สนใจเรืออาร์คแต่เพราะยังไม่รู้ว่ามันมีความสามารถอะไรซ่อนอยู่บ้างมันจึงอันตรายเกินไปหากกระทำการบู่มบ่ามแต่ว่านอกจากคูนแล้ว เอลก้ากับเรจีน่าก็รู้สึกสนใจในเรืออาร์คเช่นกันมีเทคโนโลยีที่ไม่เคยเห็นอยู่ตรงหน้ามีเหรอที่เหล่านักวิทยาศาตร์สติเฟื่องอย่างพวกเธอจะไม่สนใจโทยะเลยขออนุญาตยูมิน่าก่อนจะพาตัวอัลบัสไป ส่วนคูนกับอาเชียก็ขอติดตามไปด้วย หลังจากนั้นพวกโทยะก็ออกเดินทางไปยังอาณาจักรกัลดิริส แต่คราวนี้ไม่ได้ใช้เกทเดินทางไปแต่พวกเขาโดยสารยานบินขนส่งความเร็วสูงที่ชื่อว่า “เบลมมุง” ที่เรจีน่าสร้างไว้เมื่อห้าพันปีก่อนเดิมทีตั้งใจจะเอาไว้ใช้ขนส่งเฟรมเกียร์ไปยังสนามรบแต่เพราะโทยะใช้เกทในการเคลื่อนพลจึงไม่ได้นำออกมาใช้ ซึ่งพวกเหล่าวิศวกรจากชีคเกอร์ก็พากันตื่นตาตื่นใจกับความเร็วของยานลำนี้เป็นอย่างมาก เพราะเรือเหาะของพวกเขากว่าจะเดินทางจากกัลดิริสมาถึงบรุนฮิวก็ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะเดินทางมาถึงดังนั้นโทยะจึงให้พวกเขาโดยสารยานลำนี้กลับแทนส่วนเรือเหาะของพวกเขานั้นโทยะจับยัดใส่สโตร์เอาไว้
.
ผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับโทยะในคราวนี้ก็ได้แก่ ยูมิน่า รีน คูน รูเชีย อาเชีย เรจีน่า เอลก้า ส่วนที่ไม่นับเป็นมนุษย์ก็ได้แก่ โพล่า อัลบัส แล้วก็เฟนริล ในระหว่างการเดินทางริปเปิ้ลก็คุยกับเอลก้าว่าเธอไม่ประหลาดใจมากที่มีเรือเหาะลำใหญ่ขนาดนี้อยู่ด้วย ทวีปฝากตะวันออกนี่มีเรือแบบนี้ใช้โดยทั่วไปเหรอ? แต่เอลก้าก็ตอบว่ามีแค่ที่บรุนฮิวทีเดียวที่นั่นแหละและที่อาณาจักรแห่งนี้ก็มีอะไรแปลก ๆ เหนือสามัญสำนึกอยู่มากมาย ด้วยความเร็วของยานเบลมมุงทำให้พวกโทยะเดินทางถึงที่หมายได้ในเวลาไม่กี่ชั่งโมง ทั้ง ๆ ที่ว่ากันตามจริงโทยะสามารถบินไปกัลดิริสและเปิดเกทพาทุกคนไปได้อย่างรวดเร็วแต่ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะพวกวิศวกรทั้งหลายอยากจะลองนั่งเบลมมังแน่นอนว่าคูนก็คือหนึ่งในนั้นซึ่งในระหว่างที่รอให้ยานบินถึงที่หมายทุกคนก็หากิจกรรมต่าง ๆ ทำฆ่าเวลากันไป รูเชียกับอาเชียก็ไปทำอาหารกันอยู่ในห้องครัวของยาน และหลังจากนั้นไม่นานนักเรจีน่าก็แจ้งว่ามองเห็นเทือกเขาบิสโต้แล้วซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาเดินทางเข้าเขตอาณาจักรกัลดิริสแล้วแต่ในระหว่างที่กำลังเข้าใกล้เป้าหมายพวกคนบนยานเบลมมังก็สังเกตุเห็นควันมากมายลอยขึ้นมาเหมือนกับว่ากำลังเกิดเหตุบางอย่างที่คล้ายกับไฟไหม้โทยะเลยใช้เวทลองเซนส์ตรวจสอบดูก็พบว่าที่นั่นกำลังถูกอะไรบ้างอย่างเข้าโจมตีอยู่ เรจีน่าจึงยกเลิกระบบออโต้ไพล็อทและขึ้นไปบังคับยานเองก่อนจะเร่งความเร็วให้ยานบินไปยังเป้าหมายเร็วขึ้นและเมื่อยานลงจอดสมาชิกของชีคเกอร์ก็รีบลงจากยานเพื่อไปดูสภาพของพรรคพวกที่อยู่ที่นั่น แม้จะมีซากโกเลมเกลื่อนกลาดไปหมดแต่ไม่เห็นวีแววของศัตรูเลยมีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นจะบุกเข้าไปข้างในไซส์งานที่มีการขุดพบเรืออาร์คแล้ว
.
โทยะรีบร่ายเวทรักษาผู้บาดเจ็บที่อยู่รอบ ๆ ในทันทีเคราะห์ดีที่ไม่มีใครเสียชีวิตหลังจากนั้นก็ได้ทำการสอบถามเรื่องราวจากอัศวินคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้ความว่าพวกเขาถูกโจมตีโดยกลุ่มคนปริศนาที่สวมหน้ากากแปลก ๆ บุกมาโจมตีพร้อมกับโกเลมสี่แขนจำนวนหนึ่ง โดยหน้ากากนั้นเป็นหน้ากากเหล็กที่ปิดทั้งใบหน้าโดยมีรูปลักษณ์ของหน้ากากคล้ายกับอีกาโทยะจินตนาการรูปลักษณ์ของหน้ากากนั้นว่าคล้าย ๆ กับหน้ากากของพวกหมอกาฬโรค เมื่อมองดูรอบ ๆ ก็พบว่ามีซากของโกเลมฝ่ายกัลดิริสกระจัดกระจายอยู่แต่ก็มีซากของโกเลมสี่แขนอยู่แถวนั้นด้วย ตอนนี้กลุ่มที่ว่านั้นก็บุกเข้าไปข้างในแล้วคาดว่าจุดประสงค์ที่บุกมาก็คงจะเพื่อชิงเรืออาร์ค รีนตั้งข้อสงสัยว่าเรือมันล็อคอยู่แล้วพวกนั้นจะเข้าไปโดยไม่มี “คราวน์” ได้ยังไง คูนก็บอกว่าพวกนั้นถ้าเปิดไม่ได้คงพังเข้าไปเลยนั่นแหละ แต่พอมาริโอ้ได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจอย่างมากเพราะเรือลำนี้ถือเป็นขุมสมบัติมางปัญญาส่วนเรจีน่านั้นไม่ได้สนใจว่าส่วนนอกจะเสียหายแต่เธอห่วงข้อมูลที่อยู่ข้างในมากกว่าหลังจากนั้นพวกโทยะก็เข้าไปด้านในโดยมีพวกมาริโอ้และชีคเกอร์เป็นผู้นำทางซึ่งไซสขุดเจาะแห่งนี้มีทั้งหมดเจ็ดชั้นซึ่งเรืออาร์คนั้นอยู่ที่ชั้นล่างสุดแต่เพราะสถานที่แห่งนี้มันกว้างและเส้นทางก็ซับซ้อนการจะหาเส้นทางที่สั้นที่สุดเป็นอะไรที่ยากและวิ่งไปดีไม่ดีมีโอกาสหลงทางอีก ในตอนนั้นเองอัลบัสก็ให้ข้อมูลว่ามันมีลิฟท์ที่ใช้ลงจากชั้นแรกพุ่งตรงไปที่ชั้นล่างสุดซ่อนอยู่พลางกับชี้ตำแหน่งบนแผนที่ให้ดู ซึ่งอันที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้ก็คือฐานทัพลับของโครม และด้วยคำแนะนำของอัลบัสพวกโทยะจึงสามารถค้นหาและเปิดการทำงานของลิฟท์ที่ซ่อนอยู่ได้สำเร็จเมื่อประตูลิฟท์เปิดออกโทยะก็พบกับโกเลมสี่แขนและมันก็พุ่งเข้ามาโจมตีใส่ในทันที โทยะจึงชักบรุนฮิวออกมาและยิงกระสุนสไปรัลแลนซ์ทะลวงอกโกเล็มสีแขนตัวนั้นจนหมดสภาพไป
.
หลังจากนั้นมาริโอ้ก็ประกาศสั่งพลพรรคซีคเกอร์ให้บุกเข้าไปตะลุมบอลกับพวกโกเลมสี่แขนด้วยอาวุธแต่ละคนพกมาอย่างไขควง ไม่ก็ค้อนฝ่ายโทยะก็เปลี่ยนบรุนฮิวเป็นโหมดดาบเพื่อเข้าไปต่อสู้ประชิดเพราะกลัวว่าจะยิงโดนพวกเดียวกันส่วนคูนก็ชักปืนคู่ของเธอออกมาช่วยต่อสู้ด้วยในขณะนั้นพวกที่เข้าไปตะลุมบอลกับโกเลมสี่แขนบางส่วนก็โดนมันเหวี่ยงกระเด็นออกมาดูเหมือนว่าโกเลมพวกนี้แม้รูปร่างจะบางมีพละกำลังมากทีเดียวโทยะเลยจัดสลิปใส่ทำให้มันล้มลงพวกชีคเกอร์จึงใช้จังหวะนั้นทุบมันจนพังหลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มวิเคราะห์ซากของมันและลงความเห็นว่า มันไม่เหมือนกับโกเลมที่ขุดพบจากโบราณสถานบอดี้ดูเหมือนจะมาจากไอเซนกัลแต่แขนขามาจากกัลดิริส ส่วนพวกโทยะมุ่งหน้าต่อไปยังจุดที่เรืออาร์คจอดอยู่ซึ่งห่างจากจุดนี้ไปประมาณร้อยเมตรและเมื่อไปถึงพวกโทยะก็พบกับเรืออาร์คซึ่งอัลบัสได้ว่าความจริงมันไม่ใช่ยานบินแต่เป็นเรือดำน้ำและก็ได้พบผู้ที่สวมหน้ากากเหล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าคั่นกลางระหว่างพวกโทยะกับเรืออาร์ค เขาสวมหน้ากากแบบเดียวกับที่หมอกาฬโรคใส่ สวมผ้าคลุมดำและมีฮู้ดปิดที่เอวมีเรเปียสีแดงห้อยไว้ด้วยและทันที่ที่เผชิญหน้ากันโทยะก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจากคนผู้นั้นซึ่งพอถามว่าเป็นใครมาจากไหน ก็ได้รับคำตอบว่า “สาวกเทพมาร” แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรอีกฝ่ายก็ขว้างวัตถุที่เหมือนกับกระป๋องสเปรย์ออกมาโทยะคาดว่าน่าจะเป็นแก๊สพิษจึงต้องรีบกางพริซันป้องกันทุกคนเอาไว้ก่อนในขณะที่ควันสีเขียวพวยพุ่งไปทั่วคนในหน้ากากเหล็กก็กางปีกออกมาจากอุปกรณ์ที่ติดอยู่ที่หลังแล้วก็บินหายลับไปขึ้นไปบนเรืออาร์คแต่เพราะควันหน้าแน่นมากโทยะก็คลาดสายตาจากเป้าหมาย ในจังหวะนั้นรีนก็ใช้เวทไซโคลนสตรอมพัดหมอกพิษให้กระจายไปทำให้ทัศนวิสัยกลับคืนมาอีกครั้งแต่ว่าเรืออาร์คก็ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นแล้ว
.
เนื่องจากไม่มีร่องรอยว่าหายไปได้ยังไงในเวลาแค่นิดเดียวก็แล้วก็ไม่มีคลื่นน้ำหลงเหลืออยู่จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เวทเคลื่อนย้ายโทยะพยายามใช้เวทเซิร์จตามหาเรือแต่ก็ไม่พบมีความเป็นไปได้ว่ามีการสร้างบาเรียป้องกันตัวเรือเอาไว้อยู่หรือไม่ก็ไม่อยู่ภายในโลกนี้ทำให้ไม่สามารถใช้เซิร์จตามหาได้แต่สิ่งที่รีนสนใจคือสิ่งที่เจ้าหน้ากากเหล็กนั่นพูดทิ้งไว้นั้นก็คือ “สาวกเทพมาร” นั่นเองถ้าพูดถึงเทพมารโทยะก็นึกถึงเจ้าเทพนีทที่โดนเขาลบหายไปเรียบร้อยแล้วเมื่อก่อนหน้านี้แต่สาวกเทพมารนั้นคืออะไรกันแน่โทยะเลยคิดจะถามปู่เวิร์ลก็อดดูแต่ทว่าในตอนนั้นอาเชียก็หลุดปากออกมาว่า สาวกเทพมารเรื่องที่ท่านย่าโทคิเอะกังวลเป็นจริงสินะแต่พริบตาหลังจากนั้นคูนก็เข้ามาปิดปากอาเชียเอาไว้ซะก่อนแต่ก็ช้าไปเพราะโทยะได้ยินประโยคนั้นเรียบร้อยแล้วแต่พอโทยะพยายามจะสอบถามคูนก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่ท่าทีนั้นมีพิรุธสุด ๆ โทยะเลยขู่ว่าถ้าไม่ยอมบอกจะตัดสิทธิ์การเข้าใช้บาบิโลนทำให้คูนต้องยอมสารภาพแต่เธอก็ต่อรองว่าที่นี่ไม่สะดวกจะเล่าดังนั้นไว้กลับปราสาทแล้วจะเล่าให้ฟัง ส่วนเหล่าชีคเกอร์กับพวกอัศวินของกัลดิริสก็ได้แต่เศร้าใจที่ปกป้องเรือที่เป็นสมบัติทางอารยธรรมเอาไว้ไม่ได้ ส่วนโกเลมสีแขนนี่ก็ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อนแต่หากดูจากโครงสร้างภายนอกแล้วชิ้นส่วนที่นำมาประกอบขึ้นมานั้นมาจากหลาย ๆ อาณาจักรเรียกว่าเป็นโกเลมลูกผสมก็ได้แต่ว่าถ้าหากทำแบบนั้นตามปกติมันจะไม่สามารถทำงานได้เลยดูเหมือนพวกที่มาบุกนั้นจะมีเทคโนโลยีที่สูงพอสมควรถึงขนาดชิงเรืออาร์คไปได้ในเวลาพริบตา ในระหว่างนั้นยูมิน่าก็สอบถามอัลบัสว่าเรืออาร์คมีความสามารถอะไรอยู่บ้าง ซึ่งอัลบัสก็ตอบว่ามันเป็นโรงงานเคลื่อนที่ถ้ามีวัตถุดิบเพียงพอก็สามารถผลิตโกเลมจำนวนมากออกมาได้ โทยะจึงรู้สึกกังวลถ้าหากโกเลมชั้นคราวน์จะถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่ แต่อัลบัสก็บอกว่าโกเลมชั้นคราวน์นั้นไม่สามารถผลิตออกมาเป็นจำนวนมากได้ ทำให้โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง
.
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวางใจไม่ได้เพราะยังไงซะนั่นก็เป็นเรือของโครม รันเชสผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะดังนั้นมันก็อาจจะมีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรซ่อนอยู่อีกก็ได้ซึ่งอัลบัสก็บอกว่าการจะเปิดการทำงานฟังก์ชั่นของเรืออาร์คนั้นจำเป็นต้องใช้โกเล็มคราวน์เป็นกุญแจในการเปิดระบบ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโทยะเลยคิดว่าเป้าหมายต่อไปของพวกนั้นก็คงจะเป็นผู้ครอบครองโกเลมชั้นคราวน์ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ที่บรุนฮิวถึงสี่คนแต่อัลบัสก็บอกว่าตอนนี้พวกนั้นอาจะได้ครอบครองโกเลมที่ว่านั่นเอาไว้แล้วเพราะการจะเปิดประตูทางเดินที่จะไปยังจุดที่เรืออาร์คจอดอยู่นั้นจะต้องใช้โกเลมระดับคราวน์ทำให้โทยะเป็นกังวลว่าพวกโรเบิร์ตกับราชาเอลฟ์ที่ครอบครองโกเลมสีฟ้ากับสีเขียวจะโดนเล่นงานไปแล้วหรือเปล่าแต่อัลบัสก็ให้ข้อมูลเพิ่มว่าคราวน์ที่ทำงานได้อยู่ตอนนี้มีหกเครื่องก็จริงแต่โครมนั้นสร้างโกเลมชั้นคราวขึ้นอีกสองตัวเขานั่นก็คือ “ทอง” กับ “เงิน” แต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดีแล้วมันก็อาจจะไปอยู่ในโบราณสถานที่ไหนซักแห่งและพวกสาวกเทพมารก็อาจจะไปเจอตัวใดตัวหนึ่งเข้าแล้วจากนั้นก็มาบุกชิงเรืออาร์ค หลังจากนั้นพวกโทยะก็ตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองหลวงของกัลดิริสเพื่อไปพบองค์ราชาและอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังพวกโทยะจึงกลับไปยานเบลมมุงส่วนพวกชีคเกอร์ก็ไปขึ้นเรือเหาะของตนและทำการบินนำทางให้กับเบลมุงทั้งนี้ก็เพราะจะได้ไม่สร้างความแตกตื่นโดยไม่จำเป็นนั่นเองหลังจากพวกชีคเกอร์กลับไปที่เรือเหาะแล้วภายในเบลมมุงจึงเหลือแต่พวกของโทยะเพียงเท่านั้นโทยะจึงอาศัยช่วงเวลานี้สอบถามเรื่องเกียวกับสาวกเทพมารจากคูนและอาเชีย
.
ซึ่งพวกเด็ก ๆ เองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักเพราะท่านย่าโทคิเอะก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้ฟังมากนักแต่หลัก ๆ แล้วสาวกเทพมารคือซากที่หลงเหลือของเทพมารประมาณว่าเมื่อเราทำเต้าหูขึ้นมาก็จะมีกากถัวเหลืองเหลืออยู่ สาวกเทพมารก็คืออะไรทำนองนั้นแล้วการปรากฏตัวของสาวกเทพมารก็ส่งผลบางอย่างกับมิติเวลาซึ่งมันจะทำให้พวกเด็ก ๆ กลับไปยังช่วงเวลาของตนเองไม่ได้ตราบเท่าที่ยังไม่กำจัดสาวกเทพมารให้เรียบร้อย สาวเป้าหมายของพวกนั้นต้องการทำอะไรกันแน่นั้นยังคงเป็นปริศนาแต่ยังไงซะก็คงเป็นเรื่องไม่ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ บนโลกแน่ การที่คิดจะคือชีพของเทพมารก็มีความเป็นไปได้อยู่แต่โทยะก็ทำลายวิญญาณของเทพนีทไปแล้วดังนั้นโอกาสที่จะคืนชีพมาได้จึงแทบไม่มี หรือว่าจะเป็นการให้กำเนิดเทพมารองค์ใหม่กันหลังจากนั้นพวกโทยะก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรกัลดิริส แต่เพราะยานเบลมมุงใหญ่เกินไปทำให้ลงจอดที่ลานจอดไม่ได้จึงต้องลอยค้างอยู่กลางอากาศแบบนั้นโทยะขอให้เรจีน่ารออยู่ที่ยานซึ่งเธอก็ตกลงและตั้งใจจะวิเคราะห์ซากของโกเลมสี่แขนที่ยึดมาได้ โทยะพายูมิน่า รูเชีย แล้วก็รีนเทเลพอร์ตลงไปเบื้องล่างส่วนคูนนั้นอยากวิเคราะห์โกเลมกับพวกเรจีน่าส่วนอาเชียอยากเตรียมอาหารให้พ่อจึงขออยู่บนยานไม่ตามลงไปด้วย เมื่อลงไปถึงก็มีอัศวินเข้ามานำทางพวกโทยะเข้าไปและได้พบกับราชาแห่งกัลดิริส “เกียลิบัน จิร่า กัลดิริส” นอกจากนี้ในห้องนั้นก็ยังมีเจ้าหญิงคลอเดเรียกับเมดพารุเรลอยู่ด้วยแน่นอนว่าทันทีที่พบพระราชาแห่งกัลดิริสก็ลุกขึ้นกล่าวทักทายต้อนรับส่วนโทยะเองก็แนะนำตัวเองพร้อมกับภรรยาทั้งสามให้ได้รู้จัก หลังจากนั้นมาริโอ้ก็กล่าวขอโทษต่อองค์ราชาเกี่ยวกับเรื่องเรือที่ถูกชิงไปแต่องค์ราชาแห่งกัลดิริสก็ไม่ได้ถือโทษอะไรแถมยังบอกอีกว่ามันเป็นความผิดของทางนี้ที่ไม่ได้วางการคุ้มกันที่แน่นหนาพอตะหาก
.
แต่หลังจากปรึกษากันก็ไม่มีคืบหน้าเพราะไม่มีข้อมูลอะไรซักอย่างทั้งที่ที่พวกนั้นหนีไป เป้าหมายที่จะเคลื่อนไหวต่อไปไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยดังนั้นตอนนี้จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากดูท่าทีกันไปก่อนแต่อย่างน้อย ๆ ทางกัลดิริสกับบรุนฮิวก็ตกลงร่วมมือกันในเรื่องนี้หากว่ามีข้อมูลอะไรเพิ่มก็จะนำมาแชร์กันในทันทีและหลังจากพูดคุยเจ้าหญิงคลอเดเรียก็พยายามอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เพราะเธออ้ำอึ้งเมดของเธอจึงพูดแทนซึ่งสิ่งที่เจ้าหญิงอยากได้ก็คือสมาร์ทโฟนนั่นเองเพราะเธออยากจะติดต่อกับจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ซึ่งโทยะก็แจกให้ไปทั้งเจ้าหญิง ราชา ลุงมาริโอ้ ริปเปิ้ลแล้วก็พารุเรลแต่ก็แอบกำชับพวกชีคเกอร์ไว้ว่าไม่ให้เอารื้อเล่นเพราะถ้าพังจะไม่ซ่อมให้แล้วไม่ให้เครื่องใหม่ด้วย การพบปะกับราชาแห่งกัลดิริสในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมดูเหมือนว่าการประชุมผู้นำโลกครั้งต่อไปอาณาจักรกัลดิริสก็จะเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้โทยะก็เริ่มคิดถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองฝากทั้งในเรื่องเทคโนโลยีเวทมนตร์และเทคโนโลยีโกเลมนอกจากนี้ก็ยังได้เช็คความเหมาะสมทางเวทมนตร์ให้กับราชาแห่งกัลดิริสกับเจ้าหญิงคลอเดเรียด้วยซึ่งทั้งสองมีความเหมาะสมกับธาตุดินทั้งคู่และรีนก็ได้ทำการสอนเวทสโตนบูเล็ทให้กับทั้งสอง นอกจากนี้เวทธาตุดินยังสามารถขุดหลุมหรือสร้างกำแพงได้ดังนั้นมันจึงเหมาะมากสำหรับอาณาจักรที่ทำเหมืองแร่เป็นหลักแบบนี้ก่อนเดินทางกลับโทยะก็ได้มอบหนังสือเวทมนตร์ให้กับราชาเอาไว้ด้วย
.
หลังจากการพบปะเสร็จสิ้นลงโทยะก็กลับไปขึ้นยานเบลมุงเพื่อเดินทางกลับซึ่งตามจริงจะเปิดเกทกลับเลยก็ได้แต่เพราะอาเชียเตรียมอาหารไว้โทยะเลยต้องกลับไปที่ยานพอกลับไปถึงก็พบว่าอาเชียเตรียมอาหารไว้มากมายทีเดียว อาหารที่อาเชียทำนั้นรสชาติดีขนาดที่รูเชียยังเอ่บปากชมว่าอร่อยแต่ก็ยังไม่วายจะใส่คำติเตียนลงไปตามเคยหลังจากนั้นโทยะก็ถามว่าพวกคูนอยู่ที่ไหนซึ่งอาเชียก็บอกตอนนี้คูนอยู่ที่แฮงเกอร์กับพวกเรจีน่าซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็ไปเรียกพวกนั้นมาทานอาหารพร้อมกันแต่ก็ไม่มีใครมาโทยะจึงไปเรียกพวกนั้นด้วยตัวเองพอไปถึงก็พบว่าทุกคนกำลังตรวจสอบเจ้าโกเลมสี่แขนนั่นกันอยู่พร้อมกับสีหน้าปั้นยากเพราะมันมีสิ่งที่แตกต่างจากโกเลมทั่วไปที่เคยพบเจอเรียกได้ว่าเป็นโกเลมแต่ก็ไม่ใช่โกเลมส่วนจีคิวบ์ของมันนั้นเรจีน่าไม่สามารถวิเคราะห์มันด้วยเวทอานาไลซ์ได้ เมือโทยะมองดูจีคิวบ์นั้นก็พบว่ามันสีแดงอย่างกับเลือดนอกจากนี้ยังมีบางสิ่งแฝงอยู่ด้วยโทยะจึงบอกให้พวกเรจีน่าอย่าแตะต้องจีคิวบ์นั้นมากไปเพราะมันมีพลังชั่วร้ายแฝงอยู่ พอได้ยินแบบนั้นเรจีน่าก็ทิ้งจีคิวบ์นั้นลงกับพื้นทันที พวกเรจีน่าจึงนึกถึงเทพมารขึ้นมาได้แต่ก็จำได้ว่าเทพมารโดนโทยะกำจัดไปแล้วในศึกครั้งนั้นซึ่งโทยะก็บอกว่ามันยังมีสิ่งที่เป็นกากที่หลงเหลือของเทพมารอยู่ ปริศนาต่อไปที่ต้องขบคิดก็คือใครคือวิศวกรที่สร้างโกเลมพวกนี้กันแต่อย่างน้อย ๆ ก็คิดว่าน่าจะตัดห้ายอดช่างฝีมือโกเลมไปได้เพราะคนแรกตายแล้ว โปรเฟสเซอร์ก็อยู่ที่พานาเชส เอลก้าอยู่กับโทยะ ชีคเกอร์เพิ่งโดนเล่นงานไป ส่วนไมสโตรปก็ไม่สร้างโกเลมรูปแบบมนุษย์เพราะอคติส่วนตัว นอกจากนี้สาวกเทพมารก็มีความเป็นไปได้ว่าจะกลุ่มลัทธิมากกว่าจะเป็นคนแค่คนเดียวด้วย อาจจะเป็นพวกนิกายศาสนาเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะตอนนี้พวกเขายังมีข้อมูลน้อยเกินไปจึงยังไม่อาจะทำอะไรได้แต่โทยะก็คิดไว้แล้วว่าถ้ามาก่อกวนความสงบสุขล่ะก็เขาก็จะขยี้มันให้เละ หลังจากนั้นเขาก็เรียกทั้งสามคนไปทานอาหารส่วน คอร์สีแดงที่เป็นแกนกลางของโกเลมสี่แขนโทยะผนึกไว้ในพริซันแล้วเก็บเข้าสโตร์ไป
.
หลังจากกลับมาที่ปราสาทโทยะก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับคนในครอบครัวฟัง เฟรย์ถึงกับบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปด้วย ในขณะที่ลินเน่บอกว่าสาวกเทพมารอะไรนั่นเก่งไหมอยากจะสู้ด้วยจังส่วนเอลน่าบอกว่าไม่อยากจะสู้เลยซึ่งเอลเซ่ก็ต้องปรามลูก ๆ ให้อยู่ห่าง ๆ เรื่องนี้ไว้ปล่อยเป็นหน้าที่ของพ่อกับพวกแม่ไปหลังจากนั้นยูมิน่าก็พาเด็ก ๆ ไปอาบน้ำเมื่อเด็ก ๆ ออกไปกันแล้วโทยะก็เปิดเกทเดินทางไปหาปู่เวิร์ลก็อดโดยไม่ลืมที่จะนำขนมไปฝากเหมือนเช่นเคยแต่พอไปถึงก็พบว่าเทพแห่งการทำลายล้างก็อยู่ที่นั่นด้วยหลังจากมอบขนมของฝากให้แล้วโทยะก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นปู่เวิร์ลก็อดฟังพร้อมกับขอคำแนะนำเพราะตอนนี้โทยะมีสถานะเป็นเทพผู้ดูแลโลกนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่ง วิธีที่ปู่เวิร์ลก็อดแนะนำก็เหมือนเดิมคือ หาอาวุธเทพปั้นผู้กล้าให้ไปปราบตามสเตปแต่กรณีของโทยะยังมีจุดพิเศษอยู่ตรงที่โทยะยังมีสถานะเป็นผู้อยู่อาศัยบนโลกนั้นอยู่จึงยังสามารถจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้อยู่ ส่วนอีกวิธีคือวิธีของเทพทำลายล้างที่จะแนะนำ แต่โทยะไม่เอาเพราะคิดว่ามันก็คือทำลายโลกทิ้งซะซึ่งแน่นอนว่าโทยะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ แต่ไม่ว่ายังไงโลกก็ตกอยู่ภายใต้การดูแลของโทยะแล้วดังนั้นจะจัดการยังไงก็ตามสะดวกแต่ก็มีการย้ำว่า การดูแลโลกไม่ใช่การปกครองโลกต้องแยกสองส่วนนี้ออกจากกันหลังจากนั้นก็พูดถึงเรื่องราวของเทพที่ไปพักร้อนอยู่บนโลกแต่ตรงนี้ไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก
.
เช้าวันต่อมาในระหว่างทานมื้อเช้าลินเน่ก็มาบอกพ่อว่าอยากออกไปล่าสัตว์อสูร เพราะแถว ๆ บรุนฮิวไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเธอเลยอยากไปล่าพวกสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณทะเลมหาพฤกษาในเขตมิสนิดแน่นอนลินเซ่ผู้เป็นแม่พอได้ฟังแบบนั้นก็มีสีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันทีจังหวะนั้นเฟรย์ก็บอกว่าอยากไปเหมือนกันเพราะตั้งแต่มานี่ก็แทบจะไม่ได้ออกล่าสัตว์อสูรเลยจนฝีมือทื่อลงไปหมดแล้ว โทยะเลยแอบถามคูนที่อยู่ข้าง ๆ ว่าในอนาคตนั้นพวกเด็ก ๆ ล่าสัตว์อสูรกันเป็นประจำหรือซึ่งคูนก็ตอบว่าในอนาคตนั้นมีสัตว์อสูรขนาดใหญ่มีจำนวนค่อนข้างมากเฟรย์กับลินเน่ก็มักจะออกไปล่าพวกมันพร้อม ๆ กับยาคุโมะอยู่บ่อย ๆ ตรงจุดนี้โทยะเลยต้องถามความเห็นของลินเซ่ซึ่งลินเซ่ก็ไม่ได้อยากขัดความต้องการของลูกแต่ก็ห่วงที่จะปล่อยให้ไปกันตามลำพังในตอนนั้นคารินะก็เสนอตัวว่าจะไปกับพวกเด็ก ๆ ด้วยเพราะเธอก็กำลังจะไปล่าเหมือนกันซึ่งคนที่เสนอตัวจะไปด้วยก็มี ลินเน่ เฟรย์ ส่วนเอลน่านั้นยังสับสนกับคำชวนของลินเน่ส่วนคูนกับอาเชียนั้นไม่สนใจกิจกรรมแนวนี้เท่าไหร่แต่อาเชียก็บอกว่าเจออะไรที่จะใช้ทำอาหารได้ก็ให้เอากลับมาด้วยส่วนโทยะแน่นอนว่าถ้าลูกไปเขาก็คงต้องตามไปด้วยนอกจากนี้ลินเน่ก็อยากจะชวนอลิสให้ไปด้วยกัน แต่พอถามถึงสัตว์อสูรที่ลินเน่อยากล่าเธอก็ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “มังกร” งานนี้ทำให้โทยะลำบากใจเพราะมังกรนั้นถือเป็นพันธมิตรของโทยะในฐานเครือญาติของรูริจะไปล่าสุ่มสี่สุ่มห้านั้นทำไม่ได้ การจะฆ่ามังกรโดยไม่สร้างความบาดหมางนั้นต้องเป็นมังกรที่แหกกฏเท่านั้นนอกจากนี้ก็จะมีมังกรที่เป็นพวกมังกรปิศาจที่เป็นพวกที่แยกสายไปจากมังกรอีกทีอย่างเช่นพวกไฮดร้าเป็นต้น
.
แม้จะห่วง ๆ อยู่แต่พอคิดว่าซักวันเด็ก ๆ ก็จะต้องกลับไปอนาคตแล้วบางทีการสร้างความทรงจำดี ๆ ในช่วงเวลานี้ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีโทยะเลยอนุญาตและเพื่อที่จะให้ลูกสาวสุดที่รักได้ล่ามังกรปิศาจได้สมใจโทยะเลยต้องค้นหาตำแหน่งของพวกมันพร้อมทั้งติดต่อกับปามเพื่อขออนุญาตเดินทางเข้าไปล่าแต่อีกใจหนึ่งก็คิดอยากจะให้ลูกสาวสองคนนี้มีงานอดิเรกที่สมเป็นเด็กผู้หญิงกับเขาบ้างเหมือนกันนะ ส่วนมังกรปิศาจนั้นถือว่าเป็นมอนสเตอร์ที่ค่อนข้างอันตรายเพราะมีความสามารถในการต่อสู้ค่อนข้างสูงและยังมีความสามารถพิเศษติดตัวด้วยแต่โชคดีที่มันไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาโจมตีพวกมนุษย์มากนัก โทยะได้พาบรรดาเด็ก ๆ ที่อยากล่ามังกรได้แก่ เฟรย์ ลินเน่แล้วก็อลิส ส่วนผู้ใหญ่ที่มาด้วยนอกจากโทยะแล้วก็มีเอนเด้กับท่านพี่คารินะ เดินทางมายังเขตทะเลมหาพฤษา ความจริงแล้วบรรดาคุณแม่ของพวกเด็กทั้งหลายก็อยากจะมาด้วยแต่เพราะ ลินเซ่กับฮิวด้าติดธุระส่วนบรรดาคุณแม่ของอลิสนั้นโดนอลิสห้ามไม่ให้ตามมาผลสุดท้ายพวกคุณพ่อเลยต้องมาแทนซึ่งตอนแรกอลิสก็ไม่อยากให้ตามมาแต่หลังจากเจรจาต่อรองกันเธอยอมให้มาแต่มีข้อแม้ว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยหากไม่เห็นว่าจำเป็นจริง และในระหว่างทางที่รังมังกรโดยระหว่างทาง อลิสกับลินเน่ก็แข่งจัดการมอนสเตอร์ที่โผล่มาตามทางไปเรื่อย ๆ โดยมีเฟรย์คอยเก็บซากสัตว์เข้าสโตร์ไปโดยโทยะพยามเตือนเด็กทัังสองให้พยายามรักษาคุณค่าของพวกมันในฐานะวัตถุดิบที่จะนำไปขายให้กิลด์ด้วย
.
หลังเดินทางมาได้อีกแปบหนึ่งเบลดบอร์ หมูป่าตัวใหญ่กว่าสามเมตรและมีเขี้ยวเหมือนกับดาบก็พุ่งเข้ามาโจมตี เบลดบอร์ถือเป็นมอนสเตอร์ที่ถูกจัดอยู่ในหมวมอนสเตอร์ที่มีความยากระดับแดงแต่ว่าพวกเด็ก ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรทั้งนั้นแถมยังเล่นเป่ายิ้งฉุบเพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นคนไปจัดการเบลอดบอร์ซึ่งผู้ชนะการแข่งเป่ายิ้งฉุบก็คืออลิสเธอจึงกระโดดออกไปสู้ส่วนอีกสองคนก็ยืนดูไปแน่นอนว่าแค่หมูป่าตัวเดียวจะไปสู้อะไรกับอลิสได้ไม่ถึงอึดใจเธอก็ใช้พริม่ากิโยตินฟันผ่าเบลดบอร์เป็นสองซีกได้ง่าย ๆ แต่เอนเด้กับคารินะกลับไม่ปลื้มการกระทำของอลิสแม้แต่น้อยเพราะนั่นเป็นการทำให้คุณค่าของวัสถุดิบเสียไปโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะขนของมันตอนนี้เอาไปขายไม่ได้ราคาแล้วแต่เนื้อยังพอเอาไปให้อาเชียทำอาหารได้อยู่ส่วนอลิสที่ตัวเปื้อนเลือดเต็มไปหมดก็ได้โทยะร่ายเวทคลีนให้ตามคำขอของเฟรย์ หลังจากนั้นพวกโทยะก็เดินทางไปถึงแม่น้ำใหญ่ที่อยู่ใกล้รังมังกรปิศาจที่ระบุไว้ในแผนที่เมื่อใช้เกทข้ามแม่น้ำและเดินไปตามทางเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าสู่เขตภูเขาหินเมื่อเขาขึ้นไปไม่นานก็เริ่มได้ยินเสียงของมังกรคำรามอยู่ไม่ไกลนักโทยะจึงหยิบสมาร์ทโฟนออกมาค้นหาตำแหน่งของเป้าหมายซึ่งก็ไม่ต้องลงแรงตามหาเพราะมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้โทยะเลยสั่งให้ทุกคนมุ่งไปหาตำแหน่งที่กว้างพอที่จะต่อสู้ได้ถนัด ๆ เฟรย์เริ่มสั่งการให้อลิสกับลินเน่ประจำตำแหน่งพร้อมกับเตรียมอาวุธให้พร้อมสู้ส่วนโทยะกับเอนเด้ก็หลบฉากไปและพยามจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย ซึ่งบรรยากาศแบบมันก็ดูเหมือนวันงานกีฬาสีไม่มีผิดคิดได้แบบนั้นโทยะก็หยิบสมาร์ทโฟนมาถ่ายวีดีโอเก็บไว้เพื่อจะเอาไปให้คนอื่นดูทีหลังซึ่งเอนเด้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ทำแบบเดียวกัน
.
ไม่นานนักมังกรดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏกายขึ้นมันคือมังกรนีดเฮดเป็นมังกรที่ชอบกินซากศพของมนุษย์ และเมื่อเป้าหมายปรากฏตัวออกมาแล้วเฟรย์ก็เปิดฉากโจมตีด้วยการขว้างหอกใส่ทันที นีดเฮดเบี่ยงหลบหอกที่พุ่งเข้ามาแต่เมื่อเฟรย์โบกมือหอกที่พุ่งไปก็หยุดค้างกลางอากาศแล้วก็กลับมาทิ่มแทงปีกของนีดเฮดทำให้มันเสียสมดุลไปในจังหวะนั้นลินเน่ก็ใช้ชิลด์ต่างแท่นเหยียบส่งตัวเองลอยขึ้นไปบนอากาศและอัดเข้าทีโคนปีกของนีดเฮดทำให้มันเสียหลักล้มลงแล้วอลิสก็ใช้พริสม่ากิโยตินตามลงมาอัดซ้ำทำให้นีดเฮดเสียความสามารถในการบินไปในที่สุด แต่นีดเฮดก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ซะทีเดียวมันเริ่มเปิดปากและพ่นไฟออกมาโจมตีเฟรย์จึงรีบโยนหอกทิ้งไปและเรียกโล่ห์ออกมาป้องกันการโจมตีเอาไว้ เมื่อเปลวไฟกระทบกับโล่ห์มันก็ถูกมันก็ถูกแหวกออกจากกันในทันที และลินเน่ก็ฉวยโอกาสนั้นเข้าไปอัดนีดเฮดจากด้านข้างอย่างแรงจนต้องส่งเสียงร้องคำรามออกมาก่อนจะหันกลับไปโจมตีลินเน่ด้วยบอลไฟที่พ่นออกมาอย่างรวดเร็วแต่ลินเน่ก็หลบการโจมตีไปได้แต่ไฟบอลพวกนั้นก็โดนพื้นที่แถวนั้นมั่วไปหมดจากนั้นมันก็สะบัดหางโจมตีอลิสที่อยู่ด้านหลังแต่เธอก็ถอยหลบออกมาได้ทัน เฟรย์ทิ้งโล่ห์และหยิบขวานขนาดใหญ่ออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปหานีดเฮด ในเวลาเดียวกันนั้นพวกโทยะก็สังเกตเห็นว่าตัวของนีดเฮดเริ่มมีการเปลี่ยนสีจากดำเป็นแดงและพริบตาต่อมาร่างกายของมันก็มีเปลวเพลิงลุกท่วมร่าง
.
เมื่อนีดเฮดใช้ความสามารถพิเศษของมันเข้าสู่สเตจสองเปลวเพลิงที่กลายเป็นดั่งชุดเกราะของมันก็ทำให้เข้าไปโจมตีระยะประชิดไม่ได้ถ้าหากว่าตอนนี้เอลน่าหรือคูนอยู่ด้วยก็คงจัดการได้ไม่ยากด้วยเวทน้ำหรือน้ำแข็งแต่ทว่าที่รวมกลุ่มกันอยู่ตอนนีไม่ใครสามารถใช้เวทธาตุน้ำได้เลยซักคนลินเน่ที่พยายามหลบการโจมตีก็เรียกให้เฟรย์ช่วยทำอะไรซักอย่าง ซึ่งเฟรย์ก็ไม่รู้จะทำยังไงพลางนึกถึงอาวุธที่เป็นธาตุน้ำแข็งหรือไม่ก็ธาตุน้ำที่อยู่ในสโตรแต่ในระหว่างที่กำลังค้นหาอาวุธนีดเฮดก็โจมตีใส่แต่โชคดีที่เฟรย์หลบทันลินเน่เลยเข้ามาช่วยเบนความสนใจให้จนในที่สุดเฟรย์ก็หาดาบเยือกแข็ง “ไอซ์บริงเจอร์” เจอในที่สุดแต่ว่าแทนที่จะรีบเอาไปโจมตีเฟรย์กลับร่ายยาวความเป็นมาของดาบเล่มนี้ขึ้นมาจึงโดนอลิสบ่นว่าจะอธิบายก็ไว้ที่หลังตอนนี้รีบมาจัดการเจ้านี่ก่อน หลังจากนั้นไม่นานเฟรย์ก็ใช้ความสามารถของไอซ์บริงเจอร์จัดการลดความร้อนแรงของไฟบนตัวของนีดเฮดลงและเปิดโอกาสให้อลิสกับลินเน่สามารถเข้าไปโจมตีได้ อลิสใช้พริสม่าโรสและพริสม่ากิโยตินโจมตีใส่จนสามารถตัดหางนีดเฮดได้สำเร็จ ส่วนลินเน่ก็ใช่ท่าลูกถีบดาวตกของเธออีดเข้าที่กลางหลังของนีดเฮดและสามารถทำให้กระดูกสันหลังของมันหักลงได้และเฟรย์ก็ทำการแช่แข็งนีดเฮดเอาไว้ได้ในที่สุดแต่ทว่าลินเน่กลับพุ่งเข้าไปโจมตีซ้ำโดยไม่ฟังเสียงห้ามของเฟรย์และด้วยการโจมตีนั้นนีดเฮดก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่เอนเด้ากับคารินะก็ไม่ปลื้มกับการกระทำของลินเน่แม้แต่น้อยนั่นเป็นการทำลายคุณค่าของวัตถุดิบจนไม่สามารถนำไปขายหรือใช้งานอะไรได้อีกแล้วที่พอจะเอาไปขายได้ตอนนี้ก็เหลือแค่ส่วนหางที่อลิสตัดขาดไปก่อนหน้านี้เท่าน้้น
.
หลังบึ้มมังกรเป็นเศษเนื้อไปหนึ่งตัวลินเน่ก็ร้องขอมังกรตัวต่อไปแต่โทยะเบรกไว้ก่อนและบอกว่าตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้วควรไปพักทานอาหารที่รูเชียกับอาเชียทำมาให้ก่อนดีกว่า ว่าแล้วโทยะก็จัดแจกนำอาหารโต๊ะเก้าอี้ออกมาจากสโตร์และเริ่มทานกันซึ่งในเมนูที่ถูกจัดมาให้นั้นมีข้าวปั้นใส่บ๊วยเค็มปนมาด้วยซึ่งอลิสกับลินเน่ดูจะไม่ค่อยชอบบ้วยเค็มพวกเธอจึงยกมันให้คุณพ่อของพวกเธอกินแทนแต่ทว่าในระหว่างที่พวกโทยะกำลังสำเริงสำราญกับการกินอาหารอยู่นั้นก็มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นจู่ ๆ ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมฝูงนกพากันบินหนีอย่างแตกตื่นโทยะจึงรีบหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็คสภาพรอบ ๆ ก็พบว่าและฝูงสัตว์มากมายที่อยู่ในป่าก็พากันวิ่งตรงมาทางนี้ด้วยท่าทีตื่นตระหนกของสัตว์ป่าและสัตว์อสูรที่พากันหนีทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกสัตว์มันกำลังพยายามหนีอะไรบางอย่างอยู่อย่างนั้นแหละ และทิศทางที่พวกฝูงสัตว์เหล่านั้นกำลังตรงมามันก็คือทางที่พวกโทยะอยู่นั่นเอง โทยะกำลังชั่งใจว่าจะใช้เกทพาทุกคนหนีไปทั้งแบบนี้เลยดีไหมเพราะถ้าปล่อยฝูงสัตว์วิ่งกระเจิงกันต่อไปมันก็จะเข้าไปในเขตที่มีคนอาศัยอยู่และด้วยปริมาณสัตว์ที่แห่กันมาราวคลื่นสึนามิแบบนี้แนวป้องกันที่ชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่แถบนี้ก็ไม่น่าจะเอาอยู่ พอเอนเด้ถามว่าจะเอายังไงโทยะก็ตอบคงปล่อยเอาไว้ไม่ได้ เพราะถ้าเพิกเฉยไปซะตอนนี้พวกปามก็คงเจอปัญหาหนักแน่แต่ดูเหมือนว่าอลิสกับลินเน่จะกำลังเข้าใจว่าโทยะไปล้างบางพวกฝูงสัตว์ที่กำลังแห่มาเลยจะขอเข้าร่วมด้วย แน่นอนโทยะปฏิเสธและบอกว่าเขาไม่ได้คิดจะฆ่าพวกมันเพราะถ้าฆ่ามาเกินไประบบนิเวศจะปั่นป่วนเอาได้ และพวกมันยังเป็นแหล่งอาหารของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่การกำจัดพวกมันออกไปจะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร
.
ดังนั้นสิ่งแรกที่โทยะเลือกทำก็คือใช้เวทเอิร์ธวอลสร้างแนวกำแพงป้องกันสูงยี่สิบเมตร หนาสิบเมตรและมีความยาวหลายกิโลขึ้นมาดักเอาไว้ก่อนพร้อมกับใส่เวทเกทลงไปที่กำแพงด้วยเมื่อสัตว์เข้าชนมันจะถูกส่งกลับไปทางด้านหลังแถวของฝูงอพยพห่างไปประมาณยี่สิบกิโลเมตรซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดวิ่งวนลูปไปเรื่อย ๆ พอพวกมันเหนื่อยแล้วก็น่าจะสงบลงเองแต่ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดก็คืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้ฝูงสัตว์แตกตื่นกันขนาดนี้จะว่าเกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดมันก็ไม่เห็นจะมีวี่แววเลย จึงใช้โทยะเกทพาทุกคนขึ้นไปบนจุดสูงสุดของกำแพงเพื่อมองหาสาเหตุที่ทำให้สัตว์แตกตื่นและในที่สุดคารินะก็มองเห็นต้นตอของเหตุการณ์นี้โทยะจึงใช้ลองเซนส์เพื่อตรวจสอบดูบ้างก็พบว่าป่าจุดหนี่งมันกำลังเคลื่อนไหวอยู่แต่พอสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันคือเตาขนาดยักษ์ขนาดพอ ๆ กับเกาะที่มีผืนป่าอยู่บนกระดองของมันมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ที่มักอาศัยอยู่ในทะเลมีชื่อเรียกว่า “ซาลาทัน” ซึ่งร่างกายอันใหญ่โตเป็นกิโลนี้ถือว่าเป็นขนาดปกติซึ่งซาลาทันนั้นเป็นสัตว์รักสงบแต่เนื่องจากขนาดตัวอันใหญ่โตของมันทำให้มีปัญหากับหลายสิ่งรอข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งในระหว่างนั้นลินเน่ก็ถามโทยะว่าขอจัดการเจ้าเต่าตัวนั้นได้ไหมแน่นอนโทยะปฏิเสธ ดูเหมือนว่าซาลาทันตัวนี้จะจำศีลมายาวนานหลายพันปีกว่าจะรู้ตัวอีกทีป่าก็งอกขึ้นมาบนหลังซะแล้ว พวกเด็ก ๆ จึงเริ่มวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมซาลาทันถึงได้กำลังเดินมาทางนี้โดยข้อสรุปของพวกเด็ก ๆ ก็คือคิดว่าซาลาทันที่เพิ่งตื่นอาจจะกำลังหิวเลยจะไล่จับสัตว์พวกนั้นเป็นอาหาร แต่เอนเด้ก็แอบกระซิบกับโทยะว่าสาเหตุที่ซาลาทันมุ่งหน้ามาทางนี้ก็อาจจะเป็นเพราะมันกำลังต้องการกลับลงทะเลก็เป็นได้เพราะเดิมทีซาลาทันจะอาศัยอยู่ในทะเล
.
แต่ปัญหาก็คือก่อนจะถึงทะเลมันมีหมู่บ้านตั้งอยู่ตรงบริเวณนั้นด้วยถ้าซาลาทันผ่านทางนั้นหมู่บ้านก็เละอยู่ดีและในเมื่อเป้าหมายของซาลาทันก็แค่อยากกลับลงทะเลเท่านั้นแค่จัดการส่งมันไปซะโดยไม่ต้องให้มันผ่านหมู่บ้านก็สิ้นเรื่อง ระหว่างนั้นลินเน่ก็มีความรบเร้าอยากจะขับเฟรมเกียร์สู้กับซาลาทันแต่โทยะก็ปฏิเสธคำขอของลูกสาวส่วนปัญหาอีกข้อที่ต้องคิดก็คือจะเคลื่อนย้ายมันไปยังไงถึงจะมีเวทเกทอยู่แต่เพราะซาลาทันมันใหญ่มากถ้าทิ้งลงทะเลตรง ๆ ก็คงได้เกิดคลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่งแน่ ๆ แต่ถ้าปล่อยมันลงไปในน้ำลึกเลยพวกสัตว์ที่ยังติดอยู่บนหลังของซาลาทันก็คงตายกันหมดแน่ดังนั้นโทยะจึงเลือกที่จะวาร์ปพวกสัตว์ที่ยังติดค้างอยู่บนหลังของซาลาทันออกไปก่อนว่าแล้วก็จัดการใช้สมาร์ทโฟนล็อกเป้าหมายและใช้เกทย้ายพวกมันทั้งหมดออกไปแต่ทว่าในระหว่างที่กำลังจะทำการเคลื่อนย้ายซาลาทันก็มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะจู่ซาลาทันก็ส่งเสียงร้องออกมาดังลั่นแล้วเหวี่ยงตัวไปมา พอสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าที่บริเวณเท้าของซาลาทันมีกิก้าแอนท์เข้ามารุมกัดเพราะซาลาทันเผลอไปเหยียบรังของพวกมันเข้า กิก้าแอนท์เป็นมอนสเตอร์ที่ดุร้ายและจะไล่ล่าศัตรูชนิดกันไม่ปล่อยและมักจะเข้าโจมตีเป็นฝูงด้วยทางเดียวที่จะรอดจากการโจมตีของพวกมันคือฆ่าพวกมันให้หมดถ้าหากวิ่งหนีมันก็จะไล่ตามอย่างไม่ลดล่ะจนกว่าจะฆ่าเหยื่อได้แม้ว่าซาลาทันจะตัวใหญ่มากแต่กิกันแอนท์ก็มีจำนวนมหาศาลและถึงแม้ว่ากิกันแอนท์จะไม่สามารถฆ่าซาลาทันได้แต่มันก็สร้างความเจ็บปวดให้ได้และอาจทำให้ซาลาทันอาลาวาดขึ้นมาได้และถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ป่าแถบนี้ราบแน่ ๆ แถมสัตว์ต่าง ๆ จะยิ่งหนีตายกันหนักขึ้นและส่งผลเสียตามมาอีกหลายอย่าง
.
โทยะจึงรีบจัดการเคลื่อนย้ายซาลาทันไปยังชายหาดในเขตซานดร้าโดยใช้เกททำให้พวกกิกันแอนท์ถูกเคลื่อนย้ายมาด้วย ซาลาทันที่มองเห็นทะเลก็ค่อยเคลื่อนตัวเพื่อกลับลงทะเลแต่พวกกิกันแอนท์ก็ยังไล่ตามโจมตีไม่เลิกบริเวณขาของซาลาทันเต็มไปด้วยบาดแผลจากการโดนกัดพอเห็นแบบนั้นอลิสก็เหลืออดและกระโดดเข้าไปโจมตีใส่พวกกิกันแอนท์ด้วยพริสม่าโรสทันที ซึ่งเอนเด้ก็พยายามจะห้ามลูกสาวแล้วแต่ก็ไม่ทันเมื่ออลิสฟาดกิกันแอนท์ร่วงไปได้พวกมันที่เหลืออยู่ก็เปลี่ยนเป้าหมายจากซาลาทันมาเป็นพวกโทยะในทันที ลินเน่ก็ถามพ่ออีกว่าคราวนี้หนูจัดการได้เลยไหม? แน่นอนว่ารอบนี้โทยะก็ต้องยอมอนุญาตพอได้รับอนุญาตจากพ่อแล้วลินเน่ก็พุ่งเข้าไปถล่มพวกกิกันแอนท์ทันทีส่วนเฟรย์เองก็หยิบดาบคู่ออกมาด้วยความดีใจที่ได้เป้าสำหรับทดลองดาบใหม่ว่าแล้วเฟรย์พุ่งเข้าไปไล่ฟาดฟันพวกกิกันแอนท์ ส่วนโทยะนั้นก็ได้แต่ยืนดูเด็ก ๆ ไล่ฆ่ากิกันแอนท์ไปเรื่อย ๆ ว่ากันตามตรงเข้าสามารถใช้เวทเป่าพวกกันแอนท์หายไปได้อย่างสบาย ๆ แต่ถ้าทำแบบนั้นเด็ก ๆ คงโกรธแย่ โทยะ เอนเด้และคารินะจึงได้แต่ดูพวกเด็ก ๆ อยู่ห่าง ๆ โดยคารินะบอกเด็ก ๆ ว่าเปลือกของกิกันแอนท์นั้นขายได้ราคาอย่าทำพังซะล่ะแม้เด็ก ๆ จะรับคำแต่ไม่นานอลิสก็ใช้พริสม่าแฮมเมอร์ฟาดเหล่ากิกินแอนท์ซะกระเด็นเปลือกแตกกระจายเอาไปขายไม่ได้อีกตามเคย เหล่าเด็ก ๆ จัดการกิกันแอนท์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตัวสุดท้ายลินเน่ก็ใช้ลูกเตะของเธออัดมันจนแน่นิ่ง ฉากกิกันแอนท์กลาดเกลื่อนเต็มชายหาดส่วนซาลาทันก็เดินลงทะเลไปแล้ว เด็ก ๆ ก็ได้โบกมือลาเจ้าเต่ายักษ์ที่กำลังค่อยจมหายไปในทะเลหลังจากสู้จนเต็มอิ่มเรียบร้อยโทยะก็พาทุกคนกลับไปที่กำแพง ดูเหมือนคลื่นของฝูงสัตว์ที่หนีตายจะสงบลงหลังจากซาลาทันไปแล้วทุกอย่างจึงเข้าสู่สภาวะปกติ โทยะจึงจัดการสลายกำแพงกั้นและพากันเดินทางกลับปราสาท
.
เมื่อกลับไปก็พบกับเหล่าภรรยากำลังปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ เมล เนย์ ริเสะ ก็อยู่ที่นั่นด้วย อลิสกลับไปหาแม่ทั้งสาม ลินเน่กับเฟรย์ก็เดินกลับไปหาแม่ของพวกเธอเช่นกัน ยูมิน่าน่าได้กล่าวต้อนรับโทยะพร้อมกับถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่าซึ่งแม้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอยู่บ้างแต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยดีแล้วจากนั้นรูเชียก็เตรียมจะจัดน้ำชามาให้โทยะ เอนเด้และคารินะแต่รูเชียกับอาเชียก็ดูจะแย่งกันเรื่องเตรียมน้ำชาให้กับโทยะในระหว่างรอน้ำชาโทยะก็ทิ้งตัวลงกับโซฟาและเอนหลังพักผ่อนดูเหมือนว่าการพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวเล่นนี่ใช้พลังงานมากกว่าที่เขาคิดจริง ๆ แต่ถ้าลูก ๆ มีความสุขมันก็คุ้มสำหรับเขาทว่าในระหว่างที่กำลังมองดูเหล่าภรรยาและลูก ๆ พูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้นก็มีอะไรบางอย่างหล่นใส่ท้องเขา จู่ ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ทันทีที่ได้เห็นหน้าแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเด็กผู้หญิงคนนั้นก็กอดโทยะและเรียกโทยะว่าท่านพ่อโทยะจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ก็คือโยชิโนะลูกสาวของเขาที่เกิดกับซากุระนั่นเอง พร้อม ๆ กันนั้นเฟรย์กับลินเน่ก็เรียกชื่อโยชิโนะออกมาแทบจะพร้อมกันดังนั้นจึงไม่ผิดตัวแน่ ๆ เมื่อซากุระเดินเข้าพบกับลูกโยชิโนะก็ลงจากตัวโทยะและตรงไปหาแม่ โยชิโนะนั้นมีสีผมเหมือนแม่แต่ผมตัดสั้นมีเครื่องประดับผมเป็นรูปดอกซากุระติดอยู่ เมื่อเธอเป็นลูกของซากุระจึงน่าจะมีเขาราชันย์แต่โทยะมองไม่เห็นเขาอาจจะเป็นไปได้ว่าเธอซ่อนมันไว้ หลังจากพบหน้ากันซากุระก็กล่าวต้อนรับลูกกลับบ้าน โยชิโนะก็ตอบรับว่ากลับมาแล้วเช่นกัน พลังจากนั้นพี่น้องคนอื่น ๆ ก็เข้ามาต้อนรับในขณะที่บรรยากาศกำลังจะชื่นมื่นอยู่แล้วนั้น โยชิโนะก็นึกอะไรบางอย่างได้และรีบขอร้องให้พ่อของเธอรีบไปช่วยทุกคนด้วย แม้ว่าจะงง ๆ ว่าทุกคนที่ว่านั้นหมายถึงใครแต่เมื่อเป็นคำขอร้องของลูกสาวโทยะก็ไม่อาจปฏิเสธได้
.
การเดินทางของโยชิโนะนับตั้งแต่มาถึงห้วงเวลานี้นั้นเริ่มขึ้นที่ภูเขาในเขตจักรวรรดิ์โทริฮารันเธอปรากฏตัวที่นั่นและทำการออกล่าสัตว์อสูรในภูเขาแถบนั้นแล้วก็ใช้เทเลพอร์ตเอาชิ้นส่วนไปขายในเมืองเพื่อหาเงินทุน แม้ว่าเธอจะมีสมาร์ทโฟนอยู่กับตัวและสามารถติดต่อกับกับพี่น้องทุกคนได้แต่เธอก็เลือกที่จะยังไม่ติดต่อหาใครและออกเดินทางดูโลกในอดีตซักพัก โยชิโนะเดินทางไล่ไปตั้งแต่โทริฮารัน ไปยังอเลนและต่อไปยังพานาเชสที่อาณาจักรพานาเชสนี้เองโยชิโนะก็ได้เดินทางไปที่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างพานาเชสกับปาลูฟโดยเกาะนั้นมีชื่อว่า “อาโรซ่า” ซึ่งผู้คนบนเกาะก็ให้การตอบรับคนแปลกหน้าอย่างโยชิโนะเป็นอย่างดีแต่แล้วจู่ก็เกิดเรื่องขึ้นบนเกาะนั้นเมื่อมีมอนสเตอร์ที่ไม่พบเห็นมาก่อนบุกขึ้นโจมตีผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะ จากคำบอกเล่าของโยชิโนะมอนสเตอร์พวกนั้นมีเกล็ดสีฟ้าหุ้มร่างกาย มีลักษณะเหมือนคนผสมกับปลาจำนวนสิบตัวได้ขึ้นมาไล่ทำร้ายชาวเกาะด้วยการกัดกว่าโยชิโนะรู้ตัวก็มีผู้ถูกทำร้ายไปหลายคนแล้วเธอสามารถจัดการพวกมันไปได้จำนวนหนึ่งส่วนพวกที่เหลือรอดล่าถอยกลับลงทะเลไปส่วนชาวเกาะไม่มีใครเสียชีวิตจากการถูกโจมตีทว่าบาดแผลที่ได้รับจากพวกมอนสเตอร์ครึ่งคนครึ่งปลานั้นมันกลับแย่ลงเรื่อย ๆ ผู้บาดเจ็บเริ่มมีไข้สูงและร่างกายก็เริ่มมีการกลายพันธุ์โดยเริ่มมีเกล็ดลามออกมาจากแผลที่โดนกัดซึ่งเป็นเกล็ดแบบเดียวกับพวกมนุษย์ครึ่งปลาพวกนั้นรีนจึงวิเคราะห์ว่ามันอาจจะใกล้เคียงกับคำสาปก็ได้ เพราะมอนสเตอร์บางชนิดก็มีความสามารถพิเศษอย่างทำให้เหยื่อเป็นหินได้นี่ก็อาจจะเป็นอะไรในทำนองนั้นแต่ว่าเมอร์แมนหรือเมอร์ฟ็อกก็ไม่มีความสามารถอะไรแบบนี้อยู่บางทีเจ้าพวกนี้อาจจะเป็นมอนสเตอร์ชนิดใหม่ก็ได้แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนจุดประสงค์ของโยชิโนะก็คือต้องการให้พ่อของเธอไปช่วยร่ายมนตร์รีคัฟเวอร์รี่รักษาผู้บาดเจ็บให้หน่อย
.
เมื่อเห็นลูกสาวอ้อนวอนด้วยใบหน้าที่ปริ่มจะร้องไห้โทยะก็ยอมทำตามคำขอนั้นทันทีและบอกให้โยชิโนะพาไปยังเกาะแห่งนั้นซึ่งเอลน่าก็ขอตามไปด้วยเพราะเธอก็ใช้รีคัฟเวอร์รี่ได้เหมือนกันตอนแรกโทยะก็คิดว่ามันอันตรายแต่ก็นึกถึงเหตุการณ์วันนี้ที่ทั้งปราบมังกรและฝูงกิกันแอนท์ได้ลูก ๆ ของเขาก็เก่งพอตัวโทยะจึงยอมให้เอลน่าติดตามไปด้วยและโยชิโนะก็พาโทยะกับซากุระเทเลพอร์ตไปที่เกาะนั้นก่อนพอไปถึงโยชิโนะก็รีบนำทางโทยะกับซากุระไปยังบ้านยกพื้นหลังหนึ่งที่นั่นมีผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบปีคนหนึ่งอยู่เธอชื่อว่าเหมาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและแขนของเธอก็กำลังกลายสภาพซึ่งคุณป้าเหมาคนนี้คือคนที่เคยมีพระคุณกับโยชิโนะดังนั้นเธอจึงรับกลับไปหาพ่อเพื่อขอให้มาช่วยป้าคนนี้พอโทยะร่ายเวทรีคัฟเวอร์รี่แล้วเกร็ดที่อยู่บนแขนก็สลายหายไปจากนั้นโทยะก็แถมเมก้าฮีลกับรีเฟรซให้ด้วยเมื่อรักษาอาการบาดเจ็บของคุณป้าเหมาเรียบร้อยโทยะก็เปิดเกทเรียกเอลน่าและคนอื่น ๆ มายังเกาะอาโรซ่าโดยมีครอบครัวของเอนเด้ติดตามมาด้วยเพราะอลิสอยากมา ส่วนรูเชียกับอาเชียนั้นจะมาทำอาหารเลี้ยงชาวเกาะ คนที่ใช้เวทรักษาได้อย่าง โทยะ เอลน่า ลินเซ่ ซู ลีน และคูนก็ไปช่วยรักษาคนเจ็บ คนอื่น ๆ ที่เหลือก็ไปช่วยรูเชียกับอาเชียทำอาหาร ส่วนพวกเมลก็ลงไปจับปลาในทะเล
.
หลังจากรักษาผู้บาดเจ็บครบหมดแล้วโยชิโนะก็พาโทยะกับซากุระไปดูซากศพของพวกมนุษย์ครึ่งปลาที่เธอจัดการได้จากบทสนทนาตรงนี้ทำให้รู้ว่าโยชิโนะนอกจากจะมีเวทไร้ธาตุคือเทเลพอร์ตแล้วเธอก็ยังมีเวทไร้ธาตุอีกสองชนิดคือแอปซอร์บและรีเฟรกชั่นและมีคุณสมบัติเวทธาตุไฟกับธาตุลมตรงกันข้ามกับแม่ของเธอที่มีธาตุน้ำกับธาตุมืดและโยชิโนะยังใช้การประสานเวทสองธาตุที่เป็นเวทโบราณระดับสูงได้อีกด้วย เมื่อมานับรวมบรรดาลูกสาวที่มีเวทไร้ธาตุมากกว่าสองตอนนี้ก็จะมี คูนที่มี เอนชานท์ มิราจ โมเดลลิ่ง และโปรแกรม เอลน่าที่มี มัลติเปิล บูส รีคัฟเวอร์รี่ แล้วก็โยชิโนะที่มี เทเลพอร์ต แอปซอร์ปและรีเฟรกชั่น หลังจากคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแปบนึงโทยะก็กลับมาโฟกัสที่มอนสเตอร์ที่ไม่เห็นมาก่อนตัวนี้และลองใช้เนตรเทวะมองดูก็พบว่ามีบางอย่างอยู่ในตัวมอนสเตอร์ตัวนี้โทยะเลยใช้แอปพอร์ตดึงมันออกมาซึ่งวัตถุชิ้นนี้ก็คือฝังอยู่ใกล้ ๆ กับกับหัวใจมีขนาดประมาณลูกเบสบอลโทยะสัมผัสได้ถึงพลังของเทพมารที่อยู่ในวัตถุชิ้นนี้มีรูปร่างเช่นเดียวกับจีคิวบ์ของโกเลมสี่แขนที่พวกเขาพบก่อนหน้านี้แต่อันนั้นเป็นสีแดงส่วนอันนี้เป็นสีน้ำเงินเข้มแต่ทั้งสองชิ้นมีจิตชั่วร้ายแฝงอยู่เหมือนกันดังนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่แต่ที่โทยะยังคาใจอยู่ก็ตรงที่พวกมันโจมตีเกาะแห่งนี้ทำไมกันหรือมันจะเป็นแค่การโจมตีไม่เลือกหน้าแล้วนี่จะยังมีแบบนี้ที่อี่นอีกไหม แต่ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นโทยะก็โดนซากุระใช้สันมือสับเข้าให้พร้อมกับเตือนโทยะว่าไม่ให้หน้าแบบนั้นต่อหน้าลูกเพราะตอนนี้ถึงจะคิดยังไงก็ไม่มีทางคิดออกหลังจากนั้นซากุระก็เริ่มร้องเพลงซึ่งโยชิโนะก็รู้จักเพลงนี้เธอจึงร่วมร้องไปกับแม่ของเธอด้วย เสียงเพลงของสองแม่ลูกกังวาลไปทั่วเกาะและทำให้ผู้คนที่ได้ฟังรู้สึกจรรโลงใจและเมื่อเพลงจบชาวเกาะก็พากันปรบมือให้กับสองแม่ลูกหลังจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารผู้คนบนเกาะจึงได้มารวมตัวกันและรับประทานอาหารฝีมือรูเชียและอาเชียกันอย่างมีความสุข ส่วนโทยะก็ได้ทำการเก็บซากของมอนสเตอร์พวกนั้นใส่สโตร์ไปเพื่อจะนำไปให้เรจีน่า ทีก้าแล้วก็ฟลอร่าช่วยกันวิเคราะห์ แม้ตอนนี้โทยะจะไม่รู้ว่าเป้าหมายของพวกสาวกเทพมารนั้นคืออะไรแต่การที่พวกนั้นบังอาจมาทำให้ลูกสาวของเขาต้องร้องไห้เขาก็ไม่คิดจะปล่อยพวกมันไปง่าย ๆ แน่นอน
.
ตัดภาพไปที่เมืองจีครันที่อยู่ทางของเขตไอเซนกัลด์ซึ่งเคยเป็นเส้นทางการค้ากับจักรวรรดิ์กัลดิโอ้แต่หลังจากเหตุการณ์ที่มีฝนดาวตกพุ่งลงมาที่นี่ก็โดนตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ได้มีการแพร่กระจายของยาสีทองอยู่ภายในเขตสลัมเนื่องจากผลกระทบจากโรคดอกไม้สีทองที่เชื่อกันว่าเป็นโรคระบาดและยาสีทองนี้คือสิ่งที่ทำมาจากชิ้นส่วนของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะช่วยรักษาโรคนี้ได้แต่เมื่อรับยานี้เข้าไปผู้ที่ใช้ยาก็เริ่มแสดงอาการผิดปกติออกมาเหมือนกับคนติดยาและจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยามาและเริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเองแต่ว่าก็ไม่มีใครรู้ถึงเรื่องนั้นเลยและตอนนี้ก็มีคนหนึ่งที่ล้มอยู่ในตรอกภายในเมืองจีครันโดยเขาได้สูญเสียสติอันเนื่องมาจากผลของการใช้ยาเดินทีเขาเป็นคนที่ทำธรุกิจร้านขายเนื้อและได้พบกับยานี้จากลูกค้าคนหนึ่งเนื่องจากราคาไม่แพงเขาจึงลองซื้อมาใช้ดู แรก ๆ ที่ใช้ก็ไม่รู้สึกอะไรนอกจากรู้เบากายสบายใจและหลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีความต้องการมันจนทนไม่ได้ถึงกับต้องตระเวนหายาสีทองไปทั่วแรก ๆ ก็จ่ายเงินซื้อแต่พอเวลาผ่านไปเขาก็กลายเป็นกร้าวร้าวขึ้นเรื่อย ๆ จนคนรอบ ๆ ข้างพากันตีตัวออกห่างไปหมดและชีวิตก็ตกต่ำลงและเริ่มชิงชังทุกสิ่งรอบตัวที่ไม่มอบยาให้กับตัวเองและเบื้องหน้าชายผู้หมดสภาพนั้นก็มีเงาสองเขาปรากฏขึ้นมาคนหนึ่งคือผู้สวมโค้ทและกับหน้ากากเหล็กที่เหมือนกับอีกาและมีเรเปียสีแดงห้อยไว้ที่เอว ส่วนอีกคนนั้นสวมหน้ากากเหล็กที่เหมือนกับบอลกลมมีขวานสีน้ำเงินเข้มเหน็บไว้ที่เอว ชายที่ฟุบอยู่นั้นยังไม่สิ้นสติเสียทีเดียวเมื่อเห็นคนหน้ากากสองคนเขาก็ร้องขอแต่ยาทว่าคนสวมหน้ากากอีกาก็ได้บอกว่าเขาจะให้อะไรที่ดีกว่ายานั่นก่อนจะหยิบปืนรีวอลโว่ที่อยู่ที่เอวออกมาใส่กระสุนลงไปในลูกโม่และเล็งปากกระบอกไปที่ชายคนนั้นแล้วจึงลั่นไกยิงโดยเล็งไปที่หัวใจ
.
แต่ว่าหลังจากที่ยิงไปชายที่นอนอยู่กลับไม่ตายแถมไม่มีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลที่โดนยิงและร่างกายของชายคนนั้นก็ค่อย ๆ กลายสภาพและกลายเป็นสาวกตนใหม่หลังกลายสภาพก็มีอาวุธชิ้นหนึ่งโผล่ออกมาจากออกของเขาสาวกเทพมารตนใหม่จริงค่อย ๆ ดีงมันออกมาอาวุธชิ้นนั้นก็คือมีดปังตอขนาดใหญ่และเขาก็ใช้อาวุธชิ้นนี้ไล่ทำร้ายผู้คนในเมืองจนทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นต้องขวัญผวาในช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่อาณาจักรเอลฟลัวก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเดินทางฝ่าทุ่งหิมะอยู่ตามลำพังด้วยชุดผ้าบาง ๆ ชนิดที่ว่าไม่ควรใส่ในเขตที่มีอากาศเย็น แม้ว่าชุดจะเป็นดีไซน์แบบง่าย ๆ แต่เนื้อผ้าก็เป็นของดีที่มีราคาบ่งบอกถึงสถานะการเงินของครอบครัวเขาได้เป็นอย่างดี เขาเป็นเด็กชายที่ดูแล้วอายุน่าจะประมาณห้าถึงหกขวบหน้าตาน่ารักผมยาวสีทองมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อยดวงตาทั้งสองของเขามีสีดำ ผมสีทองนั้นเป็นมรดกที่ได้รับจากแม่ส่วนดวงตาสีดำนั้นคือมรดกที่ได้รับมาจากพ่อ โดยเด็กชายเดินไปพลางก็บ่นว่าทำสมาร์ทโฟนตกหายไปไหนก็ไม่รู้ นี่ถ้าเขามีความสามารถแบบเดียวกับพี่ยาคุโมะหรือพี่โยชิโนะล่ะก็คงจะไม่มีปัญหาแต่ในระหว่างนั้นเด็กหนุ่มก็เจอกับสโนว์ลาวูฟตัวใหญ่เข้าทว่าเด็กน้อยไม่ได้หวาดกลัวสโนว์ลาวูฟที่ดูดุร้ายนั่นเลยแถมดูจะดีใจด้วยซ้ำที่เจอมัน และในพริบตาที่สโนว์ลาวูฟพุ่งเข้ามาโจมตีดวงตาข้างขวาของเด็กน้อยที่แต่เดิมเป็นสีดำก็แปรสภาพเป็นสีทองอมเขียวและแสงจากดวงตานั้นก็พุ่งไปที่สโนว์ลาวูฟ หลังจากโดนแสงนั่นเข้าสโนว์ลวูฟที่ดุร้ายก็กลายเป็นสุนัขเชื่อง ๆ ไปในทันทีและเด็กชายก็ได้ขึ้นขี่หลังสโนว์ลาวูฟตัวนั้นและบอกให้มันพาเขาออกไปจากที่นี่
.
ย้อนกลับมาทางฝังโทยะหลังจบเรื่องราวที่เกาะอาโรซ่าพวกเขาก็เดินทางกลับปราสาทและเริ่มใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติโดยเพิ่มโยชิโนะเข้ามาอีกหนึ่งคน โยชิโนะนั้นนอกจากจะมีความสามารถในการขับร้องแล้วเธอก็ยังมีความสามารถในการเล่นดนตรีในระดับสูงอีกด้วยโดยดูได้จากเพลงที่เธอบรรเลงเปียโนนั้นมีความยากเกินกว่าเด็กวัยนี้จะเล่นได้แม้แต่ตัวโทยะเองก็เล่นไม่ได้ที่อายุเท่าโยชิโนะ เมื่อโยชิโนบรรเลงเพลงจบเธอก็ได้รับคำชมจากซากุระทำให้โยชิโนะดีใจมากจากนั้นเฟรย์ก็บอกว่าโยชิโนะยังใช้เวทสังคีตได้เหมือนกับซากุระด้วยแต่ต่างกันตรงที่ของซากุระจะใช้ผ่านการร้องเพลงแต่ของโยชิโนะจะใช้ผ่านการบรรเลงเพลง ซึ่งโยชิโนะก็ได้หยิบสมาร์ทโฟนของเธอขึ้นมาและทำการรันแอปตัวหนึ่งจากนั้นสามารถโฟนของเธอก็ฉายภาพแป้นคีย์บอร์ดสำหรับใช้เล่นเพลงขึ้นมากกลางอากาศตรงหน้าเธอซึ่งผลของเวทก็จะต่างกันไปแล้วแต่เพลงที่เธอบรรเลง ซึ่งผู้ที่สร้างแอปนี้ให้โยชิโนะก็คือเทพแห่งดนตรีแถมยังเปลี่ยนชนิดเครื่องดนตรีได้อีกด้วยซึ่งก็น่าจะมีครบทั้งชนิด ดีด สี ตี เป่า จะเรียกว่าเป็นพรจากเทพแห่งดนตรีก็คงจะได้ แต่สำหรับตัวของโยชิโนะนั้นชอบเล่นเพลงแบบปกติมากกว่าเล่นเพลงที่ใช้ยามต่อสู้เพราะเธออยากให้คนที่ฟังเพลงของเธอมีความสุขหลังจากนั้นโยชิโนะก็ชวนโทยะมาเล่นดนตรีด้วยกันและซากุระก็ร่วมร้องเพลงด้วยเลยกลายเป็นมินิคอนเสิร์ตของพ่อแม่ลูกไปในที่สุด เมื่อโยชิโนะกลับมารวมกลุ่มด้วยก็เท่ากับว่าลูก ๆ ของโทยะกลับมาแล้วถึงหกคนแต่ละคนก็ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทกันในแบบฉบับของตนเองอย่างไม่มีปัญหาอะไรในปราสาทนี้ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะยังไงซะเด็ก ๆ ก็เกิดและเติบโตในปราสาทแห่งนี้อยู่แล้วแม้ว่าจะยังไม่ใช่ในเวลานี้ก็เถอะ คูนจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนบาบิโลนประดิษฐคิดค้นสิ่งต่างอยู่กับพวกเรจีน่าบนบาบิโลน เฟรย์ก็มักจะไปร่วมฝึกดาบกับพวกอัศวิน เอลน่าเรียนการเย็บปักทักร้อยกับลินเซ่ ส่วนลินเน่ก็ไปฝึกวิชาต่อกับเอลเซ่ที่สนามฝึก อาเชียก็ไปฝึกฝนทำอาหารจานใหม่ ๆ อยู่ที่ครัวบางครั้งเอาของคารินะที่ล่ามาได้มาทำอาหารดู ส่วนโยชิโนะนั้นก็ไปไหนมาไหนไปทั่วโดยใช้เทเลพอร์ตทำเอาโทยะปวดหัวพอสมควรแต่โคซากะกลับบอกว่าความรู้สึกนี้เขาเข้าใจดีดังนั้นจึงต้องให้รูริคอยตามประกบเอาไว้
.
โทยะขึ้นไปบนบาบิโลนห้องแลปเพื่อมาฟังผลการวิเคราะห์ซากมอนสเตอร์ที่นำกลับมาจากเกาะอาโรซ่า เมื่อเข้าไปก็พบกับทิก้าและฟลอร่ารออยู่ซึ่งผลการวิเคราะห์ที่ได้ก็คือมอนสเตอร์ตัวนี้ก็คือมนุษย์หรือจะพูดให้ถูกก็คือเคยเป็นมนุษย์แต่เกิดการกลายสภาพจนกลายเป็นคิเมร่าแต่ว่าคิเมร่าที่โทยะรู้จักมันไม่ได้หน้าตาแบบนี้ฟลอร่าจึงอธิบายเพิ่มว่า มอนสเตอร์ตัวนี่เกิดจากการผสมกันระหว่างมนุษย์กับปลาทำให้เกิดเป็นเจ้ามอนสเตอร์ตัวนี้และมีความเป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่เป็นต้นตอของการกลายสภาพนี้ก็คือเจ้าวัตถุสีน้ำเงินเข้มที่เอาออกมาจากบริเวณหัวใจ ส่วนคนที่โดนกัดจะแค่ติดคำสาปแต่จะไม่กลายสภาพเป็นเช่นนี้ดังนั้นโทยะเลยคิดหาทางแก้เผื่อจะเกิดเหตุการณ์นี้อีกอาจต้องสร้างอุปกรณ์ที่เสริมเวทรีคัฟเวอร์รี่เพื่อแก้ปัญหา หลังจากนั้นทิก้าก็ร้องขอรางวัลจากการทำงานในครั้งนี้เป็นการขอเข้าไปอาบน้ำพร้อมกับบรรดาลูกสาวของโทยะแบบถึงเนื้อถึงตัวซึ่งแน่นอนว่าโทยะปฏิเสธสุดตัวและสั่งห้ามทิก้าออกจากบาบิโลนห้องแลปโดยเด็ดขาดเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของบรรดาลูกสาวหลังจากนั้น โทยะก็ไปยังส่วนโรงงานที่นั่นโทยะพบว่าคูณกำลังประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “อาร์มเกียร์” อยู่ซึ่งมันมีลักษณะคล้าย ๆ กับเครื่องจักรของพวกดอว์ฟแต่ดูกระทัดรัดกว่ามอง ๆ แล้วจะคล้าย ๆ กับพาวเวอร์สูท โดยเรจีน่าบอกว่าสิ่งนี้เกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีเฟรมเกียร์กับเทคโลนีโกเลมมาผสมเข้าด้วยกันและสร้างให้เป็นรูปแบบมนุษย์เพื่อใช้สำหรับทำงานสำหรับคูนแล้วสิ่งนี้คล้าย ๆ กับของเล่นแต่ถ้าปรับแต่งและติดอาวุธเข้าไปก็ใช้รบได้เหมือนกัน แต่ถึงโทยะจะบ่นกับเรจีน่าเรื่องที่ให้คูนสร้างของที่ดูทรงแล้วจะอันตรายแต่พอคูนเรียกให้ดูผลงานของตัวเองโทยะก็อดชมลูกสาวไม่ได้จึงโดนเรจีน่าแซวเข้าให้ ในระหว่างนั้นเองโยชิโนะกับรูริก็เทเลพอร์ตมาปรากฏตรงหน้าโทยะและบอกว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจกำลังมาแต่เพราะโยชิโนะออกเสียงไม่ถูกโทยะเลยไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรจึงหันไปถามรูริจึงได้คำตอบว่า คณะละครกำลังเดินทางมาที่บรุนฮิวโยชิโนะที่ได้ใบปลิวมาจึงรีบมาหาโทยะเพื่อร้องขอให้พาทุกคนไปดู
.
เมื่อนำเรื่องคณะละครมาแจ้งให้ทุกคนทราบเหล่าภรรยาและเด็ก ๆ ก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากพอสมควร โทยะถามยูมิน่าว่าเคยดูละครแบบนี้บ้างไหม? ยูมิน่าตอบว่าเธอเคยดูแค่ครั้งเดียวตอนที่มาเปิดการแสดงที่ปราสาทเบลฟาส รีนเองก็เคยดูแค่ครั้งเดียวที่มิสนิดซึ่งโทยะไม่คิดจะเรียกคณะละครมาที่ปราสาทเพราะต้องการให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปดูด้วยส่วนตัวเขาและครอบครัวสามารถใช้มิราจแปลงโฉมเข้าไปดูได้ ส่วนเด็ก ๆ นั้นไม่ค่อยไปดูละครกันซักเท่าไหร่เพราะพวกเธอเคยดูแต่ภาพยนต์แล้วก็อนิเมะที่โทยะฉายให้ดูเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นคูนก็บอกว่าในอนาคตนั้นพวกคณะละครมักจะแสดงเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากตัวโทยะเป็นส่วนใหญ่นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โทยะไม่ยอมพาลูก ๆ ไปดูละครเวที โทยะเลยนึกถึงละครเวทีเรื่อง “เจ้าหญิงยูอิน่ากับนักผจญภัยโทยะ” ที่เคยไปดูกับยูมิน่าซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของเจ้าหญิงริริเอลขึ้นมา จากนั้นอาเชียก็บอกว่าเธอเคยแอบไปดูตอนที่เอาเรื่องราวของโทยะกับรูเชียไปเป็นต้นแบบซึ่งละครเรื่องนั้นมีชื่อว่า “การผจญภัยของผู้กล้าโทยะ บทที่สี่ การปฏิวัติที่จักรวรรดิ์” พอได้ยินแบบนั้นโทยะกับรูเชียก็ตะโกนออกมาพร้อมกันในทันทีเพราะนั่นมันก็คือเหตุการณ์ตอนที่โทยะได้พบกับรูเชียครั้งแรกนั่นเองแต่เหตุการณ์ในละครที่อาเชียเล่านั้นแตกต่างไป เช่นฉากที่โทยะไปปะทะกับผู้นำการปฏิวัติแบบตัวต่อตัวนั้นในละครจบด้วยท่าไม้ตายโทยะสแลชซึ่งเหตุการณ์จริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เรื่องจริงคือโทยะจับนายพลนั่นขังกล่องสไลม์เหม็นโฉ่วตะหากแต่ทว่ามันคงจะทำได้ยากเมื่อเป็นละครเวทีจึงมีการปรับเปลี่ยนให้มันตื่นเต้น แต่พอรูเชียถามว่าจะลองไปดูซักครั้งไหมแน่นอนโทยะไม่เอาด้วย และทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไมตัวเขาในอนาคตถึงไม่ยอมพาลูก ๆ ไปดูละครเวทีและภายหลังโทยะก็ได้รับรู้ว่า “การผจญภัยของผู้กล้าโทยะ” มีถึง 9 บทด้วยกันทำเอาเจ้าตัวรู้สึกเฟลพอสมควร
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 5 (502- 511) ข่าวคณะละครจะมาเปิดการแสดงที่บรุนฮิวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็สหลังจากนั้นไม่นานผู้คนจากอาณาจักรอื่นก็พากันหลั่งไหลกันมารวมทั้งเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในบรุนฮิวโดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ ต่างก็พากันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาที่จะได้ดูการแสดงของคณะละครที่พวกตนไม่เคยได้ดูมาก่อน โดยคณะละครได้ตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่สำหรับเปิดการแสดงอยู่ที่บริเวณลานกว้างที่ทางใต้ของเมือง ลินเน่ก็ถามพ่อของเธอด้วยความกระตือรือร้นว่าจะไปดูการแสดงกี่โมงเพราะพรุ่งจะเป็นการเปิดแสดงวันแรก แน่นอนว่าโทยะซื้อตั๋วเอาไว้เรียบร้อยแต่มีกำหนดการที่จะไปดูการแสดงในวันที่สองทำให้ลินเน่ออกอาการไม่พอใจเล็ก ๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะตำแหน่งที่นั่งดี ๆ ที่จะมองเห็นชัด ๆ โดนจองหมดไปในวันแรกแล้วแม้ว่าถ้าหากเอาจริง ๆ โทยะก็สามารถใช้อำนาจไปบีบบังคับเอาที่นั่งมามันก็ได้แต่ตัวเขามีความคิดถึงเหล่าประชากรที่อยู่ในเมืองต่างก็อยากดูเหมือนกันดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะพาครอบครัวไปดูในวันที่สองแทน เพราะแค่ครอบครัวโทยะก็ต้องจองที่นั่งถึงสิบหกที่เข้าไปแล้วไหนจะรวมครอบครัวของเอนเด้เข้าไปอีกก็ต้องจองถึงยี่สิบเอ็ดที่นั่งเลยทีเดียวซึ่งที่นั่งสำหรับเข้าชมนั้นมีเพียงหกสิบที่นั่งเท่านั้นเรียกได้ว่าถ้าโทยะขบวนกันไปดูก็กินที่นั่งไปถึงหนึ่งในสามแล้วนั่นเอง
.
แต่ว่าก่อนที่จะได้ไปดูการแสดงละครเด็ก ๆ ก็ต้องปฏิบัติภาระกิจอย่างหนึ่งให้เสร็จเสียก่อนนั่นก็คือการเรียนหนังสือนั่นเอง แม้ว่าจะหลุดมาในช่วงเวลานี้โทยะก็ไม่คิดที่จะละเลยการให้การศึกษาแก่ลูก ๆ เป็นอย่างดีดังนั้นพวกเด็ก ๆ จึงต้องมานั่งเรียนหนังสือกันอยู่แบบนี้และในบรรดาลูกของโทยะที่มารวมตัวกันอยู่ตอนนี้คนที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนก็จะมีโยชิโนะกับลินเน่ ส่วนคูนนั้นผลการเรียนระดับท็อป ส่วนเอลน่ากับอาเชียนั้นอยู่ระดับกลาง ๆ แต่ก็มีความตั้งใจ ส่วนเฟรย์ที่โทยะค่อนข้างเป็นห่วงเพราะมีลักษณะนิสัยเหมือนตาลุงคลั่งอาวุธจะเป็นพวกสมองกล้ามไปด้วยหรือเปล่ากลับเป็นเด็กที่หัวดีผิดคาด ขณะเดียวกันรูเชียกับอาเชียก็กำลังปรึกษากันถึงเรื่องอาหารที่จะนำไปทานกันพรุ่งนี้ ส่วนทางด้านของโทยะกับยูมิน่าก็กำลังเร่งเคลียร์งานเอกสารให้เสร็จให้ทันเพื่อจะได้มีเวลาว่างในวันพรุ่งนี้ โดยโทยะก็ได้บอกถึงความโชคดีของตัวเองที่ได้โคซากะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและยังมียูมิน่าที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประหนึ่งเลขาทำให้การบริหารอาณาจักรแห่งนี้ดำเนินไปได้ด้วยดีถ้าหากลำพังเขาคนเดียวคงแย่แน่
.
หลังจากทานมื้อเย็นแล้วโทยะก็ยังต้องมานั่งเคลียร์งานเอกสารต่อพลางดูพวกเด็ก ๆ ที่กำลังเรียนหนังสือไปด้วยนั้นคาเร็นกับโมโรฮะก็เข้ามาและเรียกโทยะออกไปคุยเป็นการส่วนตัวและได้บอกให้โทยะรับรู้ว่าในคณะละครที่กำลังมาเปิดการแสดงอยู่นั้นมีพวกเทพรวมอยู่ด้วยซึ่งเทพที่อยู่ในคณะละครแห่งนั้นก็คือเทพที่ลงมาพักร้อนกลุ่มแรกที่มาร่วมตอนงานแต่งงานของโทยะนั่นเองซึ่งในคณะละครที่กำลังเปิดการแสดงอยู่ที่บรุนฮิวนั้นมีเทพรวมตัวกันอยู่ที่นั่นถึงสามองค์ด้วยกันได้แก่ เทพแห่งการร่ายรำ เทพแห่งพละกำลัง และเทพแห่งการแสดง เมื่อจู่ ๆ เทพถึงสามองค์มารวมตัวกันและยังเดินทางมาที่นี่โทยะก็อดคิดไม่ได้ว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่แต่คาเร็นก็บอกว่าน่าจะเป็นแค่ความบังเอิญมากกว่าเพราะยังไงซะบรุนฮิวก็เป็นจุดพักที่จะใช้เดินทางระหว่างเรกุรุสกับเบลฟาสอยู่แล้วซึ่งหลังจากนั้นคาเร็นก็บอกว่าพวกเธอจะไปทักทายเทพทั้งสามโทยะจะไปด้วยไหม? แน่นอนงานนี้ไม่อยากไปก็ต้องไปเพราะโมโรฮะบอกว่าไม่ไปก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าคิดถึงหน้าที่ของโทยะที่ตอนนี้เป็นเหมือนผู้จัดการรีสอร์ทเทพจะไม่ไปพบหน้าลูกค้ามันก็กระไรอยู่สุดท้ายโทยะจึงต้องตกลงไปกับพวกคาเร็นแต่ตอนนี้ขอทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปและที่สำคัญโทยะต้องปิดเป็นความลับไม่ให้เด็ก ๆ รู้ไม่งั้นอาจโดนลูกงอนได้ที่พ่อแอบไปที่คณะละครก่อน
.
หลังจากพวกเด็ก ๆ เข้านอนกันไปหมดแล้วโทยะกับคาเร็นและโมโรฮะก็ออกเดินทางไปที่ที่เต็นท์ของคณะละครตั้งอยู่โดยพวกโทยะสามารถผ่านเข้าไปข้างในได้ง่าย ๆ หลังจากคุยกับคนที่เฝ้ายามอยู่และเมื่อเข้าไปข้างในได้แล้วโทยะก็ได้พบกับเทพทั้งสามและได้พูดคุยกันโดยเทพแห่งพละกำลังเป็นชายร่างใหญ่กำยำ ส่วนเทพแห่งการแสดงเป็นชายแต่นิสัยออกแนวเพศที่สาม ส่วนเทพแห่งการร่ายรำนั้นเป็นหญิงผิวสีแทนหลังจากพูดคุยกันก็ทำให้รู้เทพแต่ละองค์ได้ตั้งชื่อแทนตัวขณะอยู่บนโลกดังนี้ เทพแห่งการร่ายรำใช้ชื่อว่า “พริม่า” เทพแห่งการแสดงใช้ชื่อว่า “เชียโทร” และเทพแห่งพละกำลังใช้ชื่อว่า “พาวเวอร์” ส่วนสาเหตุที่มารวมตัวกันอยู่ที่คณะละครก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรลึกซึ้งแค่ไม่มีเงินก็หาอะไรกินไม่ได้ถึงไม่กินก็ไม่เป็นไรแต่มันออกจะน่าเบื่อไปหน่อยและถ้าอยากได้เงินก็ต้องทำงานและพอดีตอนที่กำลังลำบากไม่รู้จะทำยังไงดีหัวหน้าคณะละครก็เข้ามาช่วยและด้วยทักษะที่พวกเขามีก็ทำงานที่นี่แลกเงินได้สบาย ๆ แถมยังได้กินอาหารอร่อย ๆ และทำให้ผู้คนสำเริงสำราญได้อีกดังนั้นก็เลยถือว่าวิน ๆ ทั้งสองฝ่ายเรื่องราวก็เป็นประมาณนี้ หลังจากนั้นเชียโทรก็ชวนให้โทยะไปพบกับหัวหน้าคณะละครแต่โทยะบอกว่าวันนี้ไม่สะดวกเขาแค่มาทักทายกับพวกเทพรุ่นพี่ที่ลงมาบนโลกเท่านั้นและเขาจะพาครอบครัวมาดูการแสดงในวันพรุ่งนี้ด้วย หลังจากนั้นเชียโทรก็ถามคาเร็นเกี่ยวกับเทพองค์อื่น ๆ ที่อยู่บนโลกตอนนี้ว่าจะมาดูการแสดงไหม ซึ่งคาเร็นก็ตอบว่าถ้าเป็นท่านเทพแห่งปริภูมิเวลาล่ะก็คงมาไม่ได้แต่พวกกลุ่มของเทพแห่งการเกษตรอาจจะมาดังนั้นจึงขอตั๋วสำหรับเข้าชมจากเทพแห่งการแสดงมาด้วยแต่ก่อนจะจากกันโทยะแอบถามเชียโทรว่าละครที่จะแสดงวันพรุ่งนี้ใช่เรื่อง “ผู้กล้าโทยะ” หรือเปล่าซึ่งเชียโทรก็ตอบว่าไม่ใช่เรื่องที่จะแสดงพรุ่งนี้คือเรื่อง “บันทึกความวุ่นวายในราชาสำนัก” ซึ่งเป็นละครที่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและน้ำตาเพราะมีเด็ก ๆ มาดูเยอะจึงเลือกเรื่องนี้โทยะจึงโล่งใจไปได้เปราะหนึ่
.
เช้าวันต่อมาเด็ก ๆ พากันตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปดูการแสดงละครแน่นอนว่าทุกคนใช้มิราจแปลงกายเพื่อไม่ให้เด่นสะดุดตาผู้คนและเข้าแถวปะปนไปกับคนอื่น ๆ ที่มาดูละครและโทยะก็ได้บอกให้ทุกคนปิดสมาร์ทโฟนก่อนเข้าไปชมการแสดงเพื่อที่จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นหลังจากเดินเข้าในเต็นท์ทุกคนก็เริ่มเดินหาที่นั่งตามที่ได้จองไว้โดยนอกจากครอบครับของโทยะกับครอบครัวของเอนเด้แล้วเหล่าเทพที่ประจำอยู่ที่บรุนฮิวก็มาด้วยยกเว้นโซสุเกะเทพแห่งดนตรีคนเดียวที่ไม่ได้มา ในระหว่างที่กำลังหาที่นั่งอาเชียก็นั่งลงบริเวณแถวที่จองพลางเรียกให้โทยะมานั่งข้าง ๆ แต่รูเชียก็มาชิงตัดหน้านั่งลงที่ตรงนั้นก่อนและรูเชียก็บอกให้โทยะนั่งข้าง ๆ เธอแทนโดยเธอจะทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นให้เองและแล้วสองแม่ลูกก็เปิดศึกกันอีกตามเคยส่วนทางด้านของครอบครัวเอนเด้ก็เปิดศึกเป่ายิ้งฉุบชิงที่นั่งใกล้ ๆ อลิสกอยู่เช่นกันสุดท้ายเพื่อตัดปัญหาโทยะจึงต้องนั่งคั่นกลางระหว่างรูเชียกับอาเชียและในไม่ช้าที่นั่งทั้งหมดก็ถูกเติมเต็มด้วยผู้ชมที่มากันในวันนี้และหลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าคณะก็ขึ้นมากล่าวต้อนรับผู้ชอบและเริ่มเปิดการแสดงเมื่อเสียงดนตรีเริ่มรัวเหล่านักแสดงก็พากันทยอยกันออกมาแสดงโชว์กันไม่ว่าจะเป็นกายกรรมผาดโผนหรือการเต้นระบำที่สวยงาม แสดงโชว์จักลิ่งโดยการโยนและรับลูกแอปเปิ้ลที่ค่อย ๆ เพิ่มจากสี่ลูกเป็นห้าลูกและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นสิบลูกในที่สุดจากนั้นก็ค่อย ๆ โยนสลับสับเปลี่ยนจากแอปเปิ้ลสิบลูกกลายมาเป็นมีดสิบเล่มแทนแล้วก็โยนสลับสับเปลี่ยนเป็นขวานในระหว่างนั้นผู้ช่วยของชายผู้ที่กำลังโยนขวานก็ทำการตั้งท่อนไม้ที่มีความสูงประมาณสามสิบเรียงไว้บนเวทีแล้วชายที่กำลังโยนขวานก็จัดการโยนขวานแต่ละอันไปยังท่อนไม้แต่ละท่อนที่วางเรียงกันอยู่นั้นอย่างแม่นยำและหลังจากที่การแสดงของชายคนนั้นจบลงผู้ชมก็พากับปรบมือให้เสียงดังสนั่น
.
จากนั้นก็ตามติดมาด้วยการโชว์ขี่จักรยานแบบผาดโผน โหนเชือกไฟ ฯลฯ และหลังจากการแสดงขี่จักรยานผานโผนจบลงหัวหน้าคณะก็ออกมาประกาศถึงการแสดงชุดถัดไปซึ่งคราวนี้เป็นการแสดงของเทพแห่งพละกำลังที่ใช้ชื่อเต็ม ๆ ตอนจำแลงกายเป็นมนุษย์ว่า “ฟลู พาวเวอร์” เมื่อจบคำประกาศเทพแห่งพละกำลังก็ปรากฏตัวอยู่ที่กลางเวทีพร้อมกับผู้ช่วยที่เป็นสาวหูกระต่ายสองคน (ชนเผ่ามนุษย์สัตว์ไม่มนุษย์สวมชุดบันนี่) และเริ่มทำการแสดงพละกำลังอันมหาศาลให้เหล่าผู้ชมได้ประจักษ์แก่สายตาโดยเริ่มจากการให้ผู้ช่วยทั้งสองขึ้นไปยืนบนฝ่ามือคนละข้างและทำการยกสองสาวขึ้นไปบนอากาศเพื่อโชว์ความแข็งแรงของแขนที่มากมายขนาดให้คนทั้งคนขึ้นไปยืนได้อย่างไม่มีสั่นคลอนแค่นั้นยังไม่พอคุณพาวเวอร์ยังยกแขนขึ้นเหนือหัวตัวเองในขณะที่สองสาวยังยืนอยู่บนฝ่ามือด้วยซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะลินเน่กับเฟรย์ หลังจากปล่อยสองสาวลงจากฝ่ามือแล้วพาวเวอร์ก็รับโล่ห์เหล็กจากผู้ช่วยมาและทำการหักโล่ห์เป็นสองท่อนด้วยมือเปล่าจากนั้นก็เอาสองชิ้นที่หักแล้วมาซ้อนกันแล้วก็ทำการหักซ้ำอีกทีทำให้โล่ห์เหล็กนั้นกลายเป็นสี่ชิ้นหลังจากหักโล่ห์เหล็กโชว์แล้วคุณพาวเวอร์ของเราก็เบ่งกล้ามโชว์เล็กน้อยในขณะที่รอให้ชาวคณะค่อย ๆ ลากรถม้าคันใหญ่ออกมาแถมบนรถม้านั้นยังมีคนนั่นอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนอีกแต่คุณพาวเวอร์ก็ได้แสดงการยกรถม้าคันนั้นขึ้นเหนือหัวด้วยมือทั้งสองข้างได้ทำให้ผู้ชมพากันฮือฮาและปรบมือกันยกใหญ่ซึ่งถ้าคำนวนน้ำหนักของตัวรถบวกจำนวนคนแล้วมันก็น่าจะหนักเป็นตันเลยทีเดียว
.
และหลังจากการแสดงของคุณลุงพาวเวอร์จบลงต่อไปก็เป็นคิวการแสดงของพรีม่าหรือก็เทพแห่งการร่ายรำซึ่งผู้ที่มาร่วมทำหน้าที่บรรเลงเพลงอยู่ในคณะละครตอนนี้ก็คือโซสุเกะเทพแห่งดนตรีนั่นเองเมื่อเพลงเริ่มบรรเลงไปได้ซักพักเหล่านักแสดงก็เริ่มขึ้นมาบนเวทีและร่ายรำตามจังหวะเพลงซึ่งผู้ที่เป็นเซนเตอร์ของเหล่านักเต้นก็คือพรีม่าและเมื่อการแสดงจบลงก็ได้รับเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ชมเป็นจำนวนมากและหลังจากนั้นก็มีการแสดงชุดอื่นตามมาอีกจนกระทั่งการแสดงช่วงเช้าจบลงก็ถึงเวลาพักเบรคก่อนเริ่มการแสดงรอบบ่ายซึ่งการแสดงรอบบ่ายนั้นจะเป็นการแสดงละครเวทีดังนั้นผู้ชมจึงทยอยกันออกจากเต็นมาด้านนอกกันก่อนแล้วจึงจะกลับเข้าไปกันอีกครั้งในตอนบ่าย บางส่วนก็เป็นคนที่ซื้อตั๋วเฉพาะเข้าชมรอบเช้าเท่านั้นก็ทยอยกันกลับไปซึ่งพวกโทยะก็อาศัยช่วงเวลานี้ออกไปทานอาหารกลางวันกันแน่นอนว่าสองแม่ลูกรูเชียกับอาเซียนั้นจัดแจงทำอาหารปิ่นโตเซ็ตใหญ่พร้อมเซ็ตเครื่องดื่มมาด้วยอย่างพร้อมสรรพ ส่วนคุณแม่ลินเซ่นั้นจัดแจงบอกให้เหล่าเด็ก ๆ ล้างมือก่อนทานอาหารพร้อมกับเสกบอลน้ำออกมากลางอาการให้เด็ก ๆ ล้างมือกันส่วนโทยะก็หยิบผ้าออกมาจากสโตร์ให้เด็ก ๆ เช็ดมือและทั้งหมดก็เริ่มทานอาหารกันในระหว่างนั้นก็มีการสนทนาถึงความประทับใจในการแสดงชุดต่าง ๆ ในรอบเช้าไปพลาง ๆ หลังจากนั้นซูก็ได้เอ่ยถามถึงกำหนดการณ์รอบบ่ายซึ่งรีนก็ได้ตอบว่าเป็นการแสดงละครเวทีในตอนนั้นโทยะรู้สึกใจไม่ดีแปลก ๆ เพราะรอบนี้เชียโทรหรือเทพแห่งการแสดงต้องเข้าร่วมแน่นอนซึ่งโทยะก็หวั่น ๆ ว่าเชียโทรจะเล่นบทเจ้าหญิงซะหรือเปล่า ในขณะที่เด็ก ๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเวทีด้วยความตื่นนั้นโทยะก็ได้ถามลินเซ่เกี่ยวกับบทละครเรื่อง “บันทึกความวุ่นวายในราชาสำนัก” เป็นเรื่องราวแบบไหนซึ่งลินเซ่ก็บอกว่าเป็นเรื่องราวของเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่ได้เข้ามาทำงานเมดในวังหลวงแล้วก็ได้ไปข้องเกี่ยวกับพวกคนชั้นสูงในวัง ได้ฟังแบบนั้นแล้วโทยะก็คิดว่าอาจจะคล้าย ๆ กับเรื่องซินเดอเลร่าก็ได้
.
เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายคณะของโทยะก็กลับเข้าไปดูการแสดงละครเวทีในรอบบ่ายเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยจนกระทั่งถึงช่วงที่พระราชาทำจดหมายรักที่เขียนให้หญิงอื่นหายไปและกลัวว่ามันจะตกไปอยู่ในมือราชินีเข้าถ้าหากเป็นเช่นนั้นต้องงานเข้าแน่ ๆ ดังนั้นจึงต้องพยายามตามหาจดหมายที่หายไปนั้นให้ได้ซึ่งในขณะที่นั่งดูฉากนี้อยู่ คูนกับเฟรย์ก็มีความเห็นว่าถ้ากลัวโดยเมียจับได้ก็ไม่ควรจะนอกใจแต่แรกสิและเรื่องราวก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเชียโทรปรากฏตัวขึ้นมาบนเวทีโดยบทบาทที่แสดงนั้นก็คือบทเจ้าชาย ซึ่งในตอนที่ขึ้นแสดงนั้นท่าทีของเขาต่างไปจากเวลาปกติมากถึงขนาดว่าโทยะจำไม่ได้ไปแปบหนึ่งเลยทีเดียวท่วงท่าการแสดงของเชียโทรนั้นแสดงออกมาได้ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าชายในอุดมคติเลยก็ว่าได้ในระหว่างนั้นโยชิโนะก็ได้พูดขึ้นว่าต่างจากเจ้าชายของบ้านเราเลยและคูนก็ยังเสริมว่าก็คุณน้องชายไม่ใช่แบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ เฟรย์ก็เข้ามาสำทับเข้าไปอีกว่านิสัยออกจะเรื่อยเปื่อยขนาดนั้นแถมยังชอบโดดซ้อมอีกซึ่งแน่นอนว่าโทยะได้ยินที่ลูกสาวพูดทั้งหมดจึงพอจะเดาได้ว่าพวกเด็ก ๆ คงกำลังพูดถึงน้องชายหรือก็คือลูกชายของเขา จากนั้นเอลน่าก็บอกว่าแต่ถึงจะยังไงเด็กคนนั้นก็เป็นเจ้าชายสำหรับอลิสอยู่ดี ซึ่งทางด้านอลิสก็ออกอาการอวยเจ้าชายบ้านโมจิซึกิชนิดดูออกได้เลยว่าชอบซึ่งในจังหวะนั้นเอนเด้ก็จ้องเขม็งมาทางโทยะทันทีและในระหว่างที่คุยกันนั้นลินเน่ก็หลุดชื่อของคุณน้องชายของเธอออกมาจนได้ซึ่งชื่อของลูกชายเพียงคนเดียวของโทยะนั้นก็คือ “คุอง” ซึ่งพอได้ฟังชื่อนั้นโทยะก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันทีเพราะชื่อนั้นก็คือชื่อของคุณตาของเขานั้นเองนั่นหมายความว่าตัวเขาในอนาคตได้นำเอาชื่อของคุณตาที่เสียไปแล้วมาตั้งให้กับลูกชาย แต่ก่อนที่จะได้พูดคุยอะไรกันต่อคาเร็นก็บอกให้ทุกคนกลับมาจดจ่อกับละครเวทีที่กำลังแสดงอยู่ตรงหน้ากันก่อนจะดีกว่า ส่วนทางด้านของโทยะก็พอจะได้ข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยบกับลูกชายของตนแล้วว่าเกิดที่หลังลินเน่ดังนั้นเขาก็น่าจะมีอายุประมาณ 5-6 ขวบและเป็นลูกคนที่แปดหรือไม่ก็เก้า
.
ขณะเดียวกัน ณ อาณาจักรเอลฟลัว ณ เมืองเซลเลนี่ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงของเอลฟลัวไปทางตะวันออกเด็กชายคนหนึ่งที่ดูรูปลักษณ์ภายนอกแล้วอายุประมาณ 5-6 ขวบกำลังเดินอยู่ในเมืองที่หนาวเย็นด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสำหรับเมืองหนาวซึ่งแม้ว่าชุดของเด็กชายจะไม่ใช่ชุดที่แปลกแหวกแนวอะไรแต่ก็ไม่ใช่ชุดที่คนทั่วไปจะใส่กันสำหรับเมืองที่มีหิมะปกคลุมเช่นนี้ชาวบ้านที่เห็นเด็กน้อยแต่งกายเช่นนั้นก็อดถามไม่ได้ว่า “ไม่หนาวเหรอ?” แน่นอนว่าเด็กน้อยก็ต้องตอบไปตามตรงว่าหนาวว่ากันตรง ๆ เขาเองก็ไม่ได้อยากแต่งตัวแบบนี้แต่เพราะเหตุบางอย่างทำให้ต้องมาเดินกลางอากาศหนาวเย็นในสภาพนี้แต่จะให้ทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปก็คงจะไม่ไหวเด็กน้อยจึงสอบถามคนแถวนั้นว่ามีร้านขายเสื้อผ้าที่ใกล้ที่สุดอยู่แถวไหนพอได้ข้อมูลแล้วเด็กน้อยก็รีบบึ่งไปที่นั่นทันที เมื่อเข้าไปในร้านก็พบว่าที่นี่นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ยังมีพวกชุดเกราะขายด้วย เด็กน้อยได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านและบอกความต้องการของเขาแต่เพราะไม่มีเงินติดตัวเด็กน้อยจึงได้นำแร่โอริคุมออกมาขอแลกเปลี่ยนกับสินค้าในร้านซึ่งเจ้าของร้านก็เสนอว่าจะรับซื้อโอริคุมนี้ไว้แทนที่จะรับแลกไปเพราะมูลค่าของมันแพงเกินกว่าของในร้านมากนัก เด็กน้อยเดินเลือกชุดสวมใส่จนกระทั้งมาเจอเสื้อโค้ทที่เหมือนกับที่พ่อของเขาใส่แต่ว่าตัวนี้เป็นสีดำในขณะที่เสื้อโค้ทของพ่อนั้นเป็นสีขาวหลังจากเอาโค้ทตัวนั้นมาใส่แล้วเด็กชายก็นึกถึงบรรดาพี่สาวของเขาว่าจะเดินทางมาถึงยุคนี้หรือยังงนะถ้าหากว่าไม่ได้ทำสมาร์ทโฟนตกหายไปก็คงจะติดต่อกับพวกพี่สาวได้แล้ว
.
เมื่อติดต่อกับคนอื่นไม่ได้ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็ต้องเดินทางกลับไปที่บรุนฮิวเท่านั้นแต่ว่ายุคนี้ยังไม่มีรถไฟที่วิ่งจากเอลฟลัวไปยังบรุนฮิวดังน้้นถ้าจะเดินทางไปก็คงต้องเป็นรถม้าหรือไม่ก็เดินเท้า เอลฟลัวมีชายแดนเชื่อมต่อกับเรกุรุสถ้าใช้เส้นทางนั้นก็น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนและหลังจากที่เลือกอุปกรณ์สวมใส่มาครบตามความต้องการแล้วเจ้าของร้านก็กลับเข้ามาและมอบเงินส่วนที่เหลือหลังหักค่าของทั้งหมดที่ซื้อไปแล้วก็ยังมีเงินเหลือติดตัวอยู่มากพอสมควรและตอนนี้เด็กน้อยก็เริ่มหิวแล้วเขาจึงออกจากร้านขายเสื้อผ้าเพื่อไปหาซื้ออะไรกินแต่ในระหว่างทางเขาก็ได้พบกับชายสามคนที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีแน่นอนมาขวางทางไว้แน่นอนว่าสามคนนี้ก็คือโจรที่คิดจะปล้นเงินเด็กซึ่งหนึ่งในสามคนนี้ก็คือคนที่เด็กน้อยเคยเห็นที่ร้านขายเสื้อผ้าซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าคงจะเห็นว่าเด็กคนนี้มีเงินอยู่เยอะเลยพากันมาดักปล้นนั่นเองแต่เด็กชายก็ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งโจรแม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามข่มขู่แต่เด็กน้อยก็ดูจะไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไรโจรสามคนนี้เลยซักนิด ซึ่งเจ้าหนึ่งในสามคนนั้นก็ด่ากลับว่าหาว่าใครเป็นโจรกัน เด็กน้อยก็ตอบว่าแล้วพฤติกรรมที่ทำอยู่นี่มันต่างจากโจรตรงไหน ขนาดเด็ก ๆ ยังเข้าใจเลยว่านี่มันคือการกระทำของโจร สมองคุณมีปัญหาหรือเปล่า? แน่นอนว่าโดนเด็กด่าเข้าไปขนาดนั้นหนึ่งในสามคนนั้นก็ปรี๊ดแตกและตรงเข้ามาหมายจะทำร้ายเด็ก แต่พริบตาต่อมาพวกโจรก็ล้มหัวฟาดไม่เป็นท่าเพราะเวทสลิปที่เด็กชายคนนั้นใช้ออกมา พอเห็นเพื่อนล้มกลิ้งตาเหลือกไปแล้วชายคนที่สองก็เข้ากระชากคอเสื้อเด็กน้อยแต่ก็โดนพาราไลซ์เล่นงานจนหมอบไปอีกรายส่วนโจรอีกคนที่เหลือก็ได้แต่ตกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
.
เด็กน้อยจึงได้บอกกับพวกโจรว่าเขานั้นไม่รุนแรงเหมือนกับพวกพี่สาวของเขาหรอกก่อนจะน็อคโจรคนที่ถูกทำให้ล้มไปก่อนหน้านี้ให้หยุดนิ่งไป ส่วนโจรคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็ได้ตกตะลึงและหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเผชิญเขาเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังทำก็คือการเข้ามาปล้นเด็กรวย ๆ คนหนึ่งที่ไม่น่าจะมีอะไรต้องกลัวทั้งที่มันควรจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่พริบตาเดียวพรรคพวกสองคนกลับถูกจัดการไปอย่างง่ายดายในตอนนั้นเด็กน้อยก็พูดถึงค่าหัวขึ้นมา ถ้าเขาจับคนพวกนี้ไปส่งทางการก็คงจะได้เงินนำจับทำให้โจรคนสุดท้ายพยายามจะวิ่งหนีสัญชาติญาณของเขาร่ำร้องว่าเด็กคนนี้อันตรายไม่สิไม่ใช่เด็กเจ้านี่คือสิ่งที่ลึกลับเกินกว่าปัญญาของเขาจะเข้าใจขืนอยู่ต่อไม่รอดแน่แต่แล้วจังหวะนั้นดวงตาข้างขวาของเด็กชายก็เปล่งแสงสีเหลือทองออกมาและพริบตานั้นร่างกายของโจรที่กำลังวิ่งหนีก็ขยับไม่ได้ราวกับถูกสาปให้เป็นหินแม้ว่าจะยังหายใจและกรอกตาไปมาได้แต่ร่างกายส่วนอื่น ๆ ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อยและสุดท้ายโจรผู้น่าสงสารคนสุดท้ายก็โดนเด็กชายเดินเข้ามาใช้พาราไลซ์ใส่จนร่วงไปอีกคนหลังจากนั้นเด็กน้อยก็คิดว่าจะเอายังไงกับพวกนี้ดีถ้าไปแจ้งอัศวินก็คงโดนถามโน่นถามนี่และถึงจะบอกสถานะแท้จริงไปก็คงไม่มีใครเชื่อและตอนนี้เขาก็หิวมากแล้วดังนั้นเด็กน้อยจึงตัดสินใจลากโจรสามคนมากองรวมกันที่ป่าข้างทางและจัดการเอาถุงเงินของพวกโจรทั้งหมดมาจากนั้นก็จัดการโปรยเงินในถุงพวกนั้นไปบนถนนจากซึ่งกว่าพวกนี้จะขยับตัวได้ก็ไม่รู้ว่าจะเหลือเงินอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าหลังจากและสิ่งสุดท้ายที่เด็กชายผู้มีนามว่า “โมจิซึกิ คุอง” ได้มอบให้กับเหล่าโจรก็คือรอยยิ้มแสนหวานของปิศาจร้ายจอมซาดิสเพราะพ่อกับบรรดาคุณแม่ได้สอนเอาไว้ว่ากับพวกโจรไม่จำเป็นต้องมีความปราณีใด ๆ นี่ถ้าหากว่าพวกพี่สาวของเขาอยู่ด้วยล่ะก็คงโดนบ่นว่าใจอ่อนเกิดไปเป็นแน่ แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันก่อนเพราะตอนนี้คุองรู้สึกหิวมากแล้วจึงต้องรีบไปหาอะไรกินโดยด่วนว่าแล้วเด็กชายคุองก็แบกกระเป๋าขึ้นหลังและเริ่มออกเดินทางต่อไป
.
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคณะละครก็ได้มีการจัดงานฉลองที่การแสดงที่บรุนฮิวประสบความสำเร็จด้วยดีโดยสถานที่จัดงานก็คือห้องนันทนาการหรือก็คือห้องเกมส์ที่ปราสาทบรุนฮิวนั่นเองซึ่งผู้ที่มาร่วมงานนอกจากชาวคณะละครแล้วก็มีโทยะผู้เป็นเจ้าของสถานที่กับเหล่าภรรยาที่อยู่ในฐานราชินีและเหล่าเทพที่ลงมาอยู่บนโลกทั้งหลายก็ร่วมอยู่ในงานเลี้ยงนี้ด้วยส่วนพวกเด็ก ๆ ไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เพราะงานเลี้ยงนี้มีการดื่มเหล้าด้วยโทยะจึงไม่ให้เด็ก ๆ มาเพราะยังไม่ถึงวัยที่จะยุ่งกับของมึนเมา บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสนุกสนานซึ่งเทพแห่งการแสดงก็ได้มาพูดคุยกับโทยะการลงมาพักร้อนที่โลกครั้งนี้สนุกมากจริง ๆ หลังจากทำหน้าทีมาไม่รู้กี่หมื่นปีได้ลงมาผ่อนคลายแบบนี้บ้างก็รู้สึกสนุกสุดยอดไปเลย นอกจากนี้ก็ยังบอกว่าอยากเจอพวกเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของโทยะด้วยเหมือนกันแต่น่าเสียดายที่โทยะไม่ได้พาเด็ก ๆ มาด้วยแต่โทยะก็บอกว่าถ้าเป็นปาร์ตี้แบบส่วนตัวละก็จะพามาแน่ ส่วนคณะละครที่หมดรอบการแสดงที่บรุนฮิวแล้วก็จะทำการรื้อเต๊นท์เก็บข้าวของในวันพรุ่งนี้และจะออกเดินทางยังที่ต่อไปในวันถัดโดยที่หมายต่อไปของพวกเขาก็คือเมืองหลวงของอาณาจักรเบลฟาส จากนั้นก็พูดถึงเรื่องที่โทยะเพิ่งเป็นเทพมือใหม่แท้ ๆ แต่กลับต้องมารับหน้าที่หนักหนาอย่างการดูแลโลกหนึ่งใบนี่ก็ลำบากไม่ใช่น้อยซึ่งโทยะก็ตอบกลับไปว่าลำพังตัวเขาแค่คนเดียวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้ดีแค่ไหนแต่มีพวกท่านพี่คาเร็นคอยซับพอร์ตอยู่ก็น่าจะพอไหวซึ่งเทพแห่งการแสดงยังบอกอีกว่าถ้าเสียโลกนี้ไปเหล่าเทพก็คงจะเสียสถานที่พักผ่อนดี ๆ ไปแน่ยังไงก็ฝากให้โทยะดูแลโลกนี้ให้ดีด้วยแล้วกันจากนั้นก็บอกให้โทยะรับรู้เกี่ยวกับบางสิ่งที่ไม่ดีกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในโลกนี้ซึ่งก็คือพวกสาวกเทพมารนั่นเองแน่นอนว่าพวกนั้นกำลังดำเนินแผนการที่เป็นผลเสียกับโลกแต่ถึงจะรู้แต่พวกเทพองค์อื่นก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่งอะไรได้ นี่จึงเป็นปัญหาที่พวกโทยะต้องหาทางจัดการกันเอง แต่อย่างน้อย ๆ เทพแห่งการแสดงก็ให้สัญญาว่าจะคอยแจ้งข่าวให้หากพบเจอข้อมูลใหม่ ๆ ให้ทราบเป็นระยะ ๆ หลังจากนั้นก็แยกตัวไปสังสรรค์กับคนอื่นต่อ
.
โทยะเริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสาวกเทพมารที่ผ่าน ๆ มาถ้าหากว่าพวกนี้คิดจะคุกคามโลกแล้วล่ะก็เขาก็ไม่ลังเลที่จะลบพวกมันให้หายไปจากโลกอย่างแน่นอนหลังจากนั้นเอลเซ่กับลินเซ่ก็เข้ามาหาโทยะและพูดคุยกันโดยส่วนตัวแล้วเอลเซ่กับลินเซ่ไม่ค่อยถูกกับงานเลี้ยงกับพวกชนชั้นสูงซักเท่าไหร่แต่ปาร์ตี้นี้ทุกคนเป็นสามัญชนทั่วไปจึงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นักส่วนพวกเด็ก ๆ ตอนนี้โทยะให้เงินไปกินขนมกันอยู่ที่ร้านพาเรนโดยมีพวกโคฮาคุคอยทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้อยู่ โดยลินเน่ได้บ่นถึงพี่น้องอีกสามคนที่ยังเดินทางมาไม่ถึงบรุนฮิวได้แก่ ยาคุโมะ คุอง และสเตฟซึ่งคูนก็ถามว่าตอนที่เกิดเหตุสเตฟนั้นยืนอยู่บริเวณไหน ซึ่งโยชิโนะก็บอกว่าไม่แน่ใจว่าอยู่ข้าง ๆ คุองหรือเปล่า ซึ่งสเตฟที่พูดถึงกันอยู่นี้ก็คือน้องสาวคนสุดท้องที่มีอายุแค่ห้าขวบ ถ้าหากตำแหน่งที่ทั้งสองยืนอยู่ในตอนเกิดเหตุเป็นไปตามที่โยชิโนะบอกก็มีความเป็นไปได้สูงว่าทั้งคุองและสเตฟน่าจะมาถึงยุคนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ที่ไม่ยอมติดต่อมานั้นอาจจะเพราะทำสมาร์ทโฟนตกหายแบบตอนเอลน่ากับลินเน่ก็ได้ โดยส่วนตัวแล้วยาคุโมะไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่เพราะจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้เนื่องจากมีเวทเกทที่น่าเป็นห่วงคือคุองกับสเตฟ โดยเฉพาะคุองนั้นเป็นผู้เหมือนกับพ่อตรงที่มีความสามารถในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ถึงขนาดโทยะยังเคยพูดว่าคุองนั้นมีความสามารถเป็น troublemaker เลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นแบบน้้นแต่คุองก็มีสกิลที่เรียกว่า “เนตรมารทั้งเจ็ด” ติดตัวดังนั้นก็คงจะจัดการกับเรื่องยุ่งยากพวกนั้นแล้วเดินทางกลับมาที่บรุนฮิวได้ในไม่ช้า ส่วนสเตฟน่าเป็นห่วงเพราะเป็นคนหัวร้อนง่ายซึ่งว่ากันตามตรงพี่สาวคนอื่น ๆ ก็แทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนที่หัวร้อนง่ายนอกจากสเตฟแล้วเธอก็เหมือนกันนั่นแหละ
.
แต่สิ่งที่คูนกังวลมากกว่าเรื่องที่น้อง ๆ เธอยังมาไม่ถึงบรุนฮิวนั้นก็คือการเคลื่อนไหวของพวกเทพมารหรือสาวกเทพมารที่กำลังดำเนินการอยู่ในยุคนี้ซึ่งมันอาจส่งผลกระทบกับอนาคตของพวกเธอได้แต่ในขณะที่กำลังจะเริ่มคิดมากเฟรย์ก็เข้ามาขัดวงจรความคิดของคูนและบอกให้กินพาเฟ่อย่างสบายใจต่อไม่ต้องไปกังวลเพราะที่ยุคนี่ยังมีคุณพ่อและเหล่าคุณแม่คอยช่วยอยู่ แต่คูนก็ยังอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้อยู่ดีเธอจึงลองถามอัลบัสที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เกี่ยวกับโกเลมชั้นคราวน์สีเงินและสีทองซึ่งอัลบัสก็ไม่รู้ข้อมูลสกิลของทั้งสองตัวนั้นแต่เนื่องจากว่ามันเป็นของที่สร้างไม่เสร็จจึงอาจจะไม่มีสกิลอะไรเลยก็ได้แต่ก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี คูนที่อยากได้ข้อมูลมากกว่านี้จึงบ่นถึงฐานข้อมูลที่อยู่ในอนาคตที่เรียกว่า SNS แต่หลังจากนั้นเธอก็โดนเฟรย์สับสันมือเข้ากลางศีรษะเพราะไม่ยอมหยุดคิดมากหลังจากที่โดนพี่สาวบังคับให้หยุดคิดคูนก็เลยต้องยอมแพ้ไปเพราะเธอรู้ดีว่าพี่สาวคนนี้เวลาโกรธขึ้นมาน่ากลัวขนาดไหน เอลน่าที่เห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึมจึงรีบหาเรื่องอื่นขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเด็ก ๆ ก็ตกลงกันว่าจะไปที่กิลด์นักผจญภัยกันเพื่อที่จะได้นำซากของสัตว์อสูรที่ล่ามาได้ไปขายที่กิลด์ ซึ่งว่ากันตามตรงแม้ว่าพวกเธอทั้งหมดจะเป็นเจ้าหญิงของอาณาจักรแห่งหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถจะใช้เงินได้อย่างอิสระชนิดไม่มีลิมิตทั้งนี้ก็เพราะตระกูลโมจิซึกิมีคำสอนและหลักปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งอยู่คือต้องรู้จักพึ่งพาตัวเองถ้าหากอยากได้เงินก็ต้องทำงานหามานั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในอนาคตเด็ก ๆ ถึงได้ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยกันเพราะเด็ก ๆ ต้องการเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวนอกเหนือจากที่พ่อแม่ให้นั่นเองอย่างเฟรย์ก็จะใช้ซื้ออาวุธ คูนใช้ซื้ออุปกรณ์เวทมนตร์ต่าง ๆ อาเชียก็เอาไว้ซื้อพวกวัตถุดิบปรุงอาหารคุณภาพสูง ฯลฯ และด้วยคำแนะนำจากพ่อแม่เด็ก ๆ จึงฝากเงินเอาไว้ที่กิลด์ด้วย
.
หลังจ่ายเงินค่าอาหารที่กินไปแล้วเด็ก ๆ ก็ออกจากพาเรนและมุ่งหน้าไปที่กิลด์นักผจญภัยเมื่อเด็ก ๆ เดินเข้าไปนักผจญภัยหลายคนก็สงสัยว่าเด็ก ๆ พวกนี้มาทำอะไรกันแต่พวกเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรและเดินไปที่ประชาสัมพันธ์ซึ่งเจ้าหน้าที่กิลด์ที่ชื่อมีชาก็สอบถามว่าพวกเด็ก ๆ มาทำอะไรกันแล้วก็ได้คำตอบว่าเด็ก ๆ จะเอาวัตถุดิบมาขายแต่มีชาไม่เห็นว่าเด็ก ๆ ถืออะไรมาเลยแต่ก็คิดว่าถ้าพวกเด็ก ๆ จะนำของมาขายก็น่าจะเป็นพวกนกหรือกระต่ายซึ่งถ้าเป็นของพวกนั้นเอาไปขายที่ร้านขายเนื้อจะได้ราคาดีกว่ามีชาจึงได้แนะนำเด็ก ๆ ไปแต่เด็ก ๆ กลับบอกว่าที่นำมาขายคือสัตว์อสูร คิงแบร์ บลัดดี้โกท แล้วก็หางของมังกรนีดเฮด พอได้ยินแบบนั้นก็เล่นเอามีชาคิ้วกระตุกเลยทีเดียวเพราะชื่อสัตว์อสูรที่เด็ก ๆ พูดขึ้นมานั้นจัดเป็นสัตว์อสูรระดับแดงดังนั้นเธอจึงคิดว่าเด็ก ๆ โกหกแต่เมื่อเฟรย์นำเอาซากของบลัดดี้โกทออกมาจากสโตร์ก็ทำเอาคนอึ้งกันไปทั้งกิลด์ตอนแรกมีชาก็อึ้งไปแปบหนึ่งประกอบกับเหลือบไปเห็นเสือขาวตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งยืนอยู่กับพวกเด็กด้วยมีชาจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กพวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับราชาของอาณาจักรนี้แน่ดังนั้นเธอจึงตัวซักครู่และวิ่งหน้าตื่นเข้าไปด้านในไป ในระหว่างนั้นเอลน่าก็เตือนเฟรย์ว่าเลือดมันหยดอยู่ดังนั้นเฟรย์จึงต้องรีบเก็บบลัดดี้โกทเข้าสโตร์ไปและในระหว่างที่เหล่านักผจญภัยต่างก็กำลังอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จู่ ๆ มีกลุ่มนักผจญภัยเดินเข้าประตูมาแล้วพบกับกลุ่มเด็ก ๆ เข้าชายร่างใหญ่ทำผมทรงโมฮอกหน้าตาน่ากลัวประมาณว่าเด็กทั่วไปเห็นแล้วต้องร้องไห้แต่ทว่าเด็ก ๆ กลุ่มนี้กลับนิ่งเฉยแถมลินเน่ยังพูดขึ้นว่า “หัวประหลาด” อีกตะหากเมื่อได้ยินแบบนั้นกลุ่มคนมีมาพร้อมกับชายหัวโมฮอกก็ขำก๊ากออกมาทันทีแน่นอนคนอื่นที่อยู่ภายในกิลด์ก็พยายามกลั้นขำกันแทบแย่ส่วนชายหัวโมฮอกก็รีบเข้าไปหาลินเน่พร้อมกับชี้ไปที่ทรงผมของตัวเองและบอกว่านี่ทรงผมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันฮึกเหิมไม่ใช่หัวทรงประหลาดนะซึ่งลินเน่ก็บอกว่าแต่มันดูเหมือนไก่มากกว่านะ ทำให้เพื่อน ๆ ของชายผมโมฮอกระเบิดเสียงฮากันอีกรอบแต่คนอื่น ๆ กลับเริ่มกลัวว่าจะเกิดเรื่องทว่าในตอนนั้นเองเฟรย์ก็เข้ามาดุน้องของเธอที่พูดจาเสียมารยาทส่วนตัวลินเน่เองก็ได้ขอโทษชายคนนั้นไปและอาเชียก็ได้เข้ามาขอโทษชายผมโมฮอกด้วยท่าทีอันสุภาพเรียบร้อยซึ่งชายผมโมฮอกก็ไม่ได้โกรธอะไรและก็ยังขอโทษเด็ก ๆ ที่เขาเองก็ส่งเสียงดังไปเหมือนกัน
.
และเหตุการณ์ก็จบลงด้วยดีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วในบรรดาลูกสาวทั้งหมดของโทยะผู้ที่โดดเด่นด้านมารยาทในการเข้าสังคมก็มีคูนกับอาเชียแต่คูนนั้นมันจะไม่ค่อยสนใจการเข้าสังคมมากนักตรงกันข้ามกับอาเชียที่มักจะติดตามพ่อเธอไปงานเข้าสังคมบ่อย ๆ หลังจากนั้นพนักงานประชาสัมพันธ์ก็บอกให้ชายผมโมฮอกที่มีชื่อว่าไทเรสอย่าถือสาหาความกับพวกเด็ก ๆ เลยและบอกว่าอย่าทำหน้าตาน่ากลัวด้วยซึ่งไทเรสก็เถียงกลับเขาไม่ได้ทำนะนีทหน้าธรรมชาติและไม่ได้น่ากลัวซักหน่อยแต่ก็ไม่วายจะโดนเพื่อนแซวว่าน่ากลัวบ้าง มีหน้าตาเป็นอาวุธบ้างแต่พอลินเน่บอกว่าหน้าตาของไทเรสไม่น่ากลัวซักหน่อยก็เลยทำให้เขาดีใจใจมาก ๆ หลังจากนั้นเรลิชาก็ลงมาพบกับพวกเด็ก ๆ แล้วจึงค่อยพาไปคุยกันที่ห้องที่ใช้เป็นสถานที่ชำแหละซากสัตว์อสูรที่รับซื้อมา เฟรย์ได้นำเอาซากของสัตว์อสูรที่จะขายออกมาจากสโตร์ เมื่อเรลิชาได้เห็นซากสัตว์อสูรระดับสูงพวกนี้แล้วเธอจึงถามโคฮาคุว่าเด็ก ๆ พวกนี้เกี่ยวข้องกับฝ่าบาทใช่ไหม? ซึ่งโคฮาคุก็รับว่าเกี่ยวแต่บอกรายละเอียดอื่นไม่ได้ เรลิชาจึงติดต่อไปหาโทยะเพื่อขอคำยืนยันก่อนจะรับซื้อซากสัตว์อสูรเหล่านี้ซึ่งแน่นอนว่าก็รับอนุญาตแบบผ่านฉลุยแต่น่าเสียดายที่ขายไม่ค่อยได้ราคาดีเท่าไหร่เพราะส่วนมากซากพวกนั้นส่วนสำคัญที่ขายราคาดี ๆ เสียหายเป็นส่วนใหญ่อย่างมังกรนีดเฮดนี่ก็เหลือมาแค่หางเพราะทั้งตัวโดนลินเน่ทุบแตกไปแล้วเรียกว่านำเอาใช้อะไรไม่ได้เลยและนั่นก็เป็นบทเรียนให้ลินเน่รู้จักระวังการกระทำของตัวเองให้มากขึ้น
.
หลังจากเสร็จธุระที่กิลด์เด็ก ๆ ก็พากันกลับออกมาและได้พบกับโทยะที่ออกจากงานปาร์ตี้มาก่อนเพราะเป็นห่วงเด็ก ๆ แต่ดูจากรูปการณ์แล้วเด็ก ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการนำซากสัตว์อสูรมาขายส่วนเงินที่ได้เด็ก ๆ ก็กะจะเอาไปทำกิจกรรมตามสไตล์ของตัวเองอย่างเฟรย์ก็จะเอาไปซื้ออาวุธแต่รายนี้โดนห้ามเพราะเดี๋ยวคุณแม่จะวีนส่วนคูนจะเอาไปใช้เป็นเงินทุนพัฒนางานประดิษฐ์ ส่วนโยชิโนะจะเอาไปซื้อขนมจำนวนมากซึ่งทำให้โทยะแปลกใจเพราะปกติที่ปราสาทก็มีให้กินประจำแถมวันนี้ก็ยังให้เงินไปกินที่ร้านพาเรนมาหมาด ๆ แต่โยชิโนะก็อธิบายว่าเธออยากซื้อไปให้พวกเด็ก ๆ ที่โรงเรียนของท่านยายและเธอก็อยากจะไปพบกับท่านยายในยุคนี้ซึ่งท่านยายที่โยชิโนะกำลังพูดถึงนี้คือเฟียน่าแม่ของซากุระนั่นเอง ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงก็มีแค่คุณยายของโยชิโนะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในบรุนฮิวเพราะอย่างคุณยายของเฟรย์ ก็อยู่ที่เรสเทีย ของอาเชียก็อยู่ที่เรกุรุส ส่วนคุณยายของเอลน่ากับลินเน่นั้นก็เสียไปตั้งแต่พวกเธอยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำเมื่อคิดได้แบบนั้นโทยะก็เลยโทรไปปรึกษากับซากุระและตัดสินใจว่าจะพาโยชิโนะไปพบโดยซากุระบอกว่าแม่ของเธอเป็นคนของอาณาจักรเฟลเซนน่าจะรู้จักเวทแห่งห้วงมิติและกาลเวลาดังนั้นก็น่าจะทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้แต่ปัญหาอยู่ที่อีกคนหนึ่งตะหาก ซึ่งคนผู้นั้นก็คือท่านจอมมารเซกัลดี้นั่นเองแต่พอถามเรื่องเกี่ยวกับคุณตาโยชิโนะก็บอกว่าคุณตานั้นใจดีและชอบซื้อขนมมาฝากเธอบ่อย ๆ ซึ่งก็แปลว่าความสัมพันธ์ของโยชิโนะกับเซกัลดี้นั้นไม่ได้แย่อะไรแต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนซากุระตัดสินใจที่จะพาโยชิโนะไปพบกับคุณแม่ของเธอ
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้ใช้เทเลพอร์ตพาซากุระกับเหล่าเด็ก ๆ เดินทางไปพบกับเฟียน่าที่บ้านพักของเธอที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียนเนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดจึงไม่มีเด็ก ๆ มาเรียนเมื่อไปถึงก็พบกับเนียวทาโร่ที่กำลังกวาดใบไม้ในสวนอยู่จึงได้รู้ว่าตอนนี้เฟียน่าออกไปตลาดกับพวกเอทอสแต่พูดไม่ทันขาดคำเฟียน่าก็กลับมาถึงบ้านพอดีโดยโทยะก็เพิ่งจะรู้ว่าพวกเอทอส ปอร์ทอสและอารามิสนั้นก็อาศัยอยู่กับเฟียน่าด้วยพอเฟียน่าเห็นพวกเด็ก ๆ ก็เข้าใจว่าจะพามาฝากเข้าเรียนแต่แล้วโยชิโนะก็พุ่งเข้าไปกอดเฟียน่าพร้อมกับเรียกท่านยายทำเอาเฟียน่าช็อคไปนิดหน่อยเพราะเข้าใจว่าเธอดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ? เพราะถึงเธอจะผมขาวแต่ก็เพิ่งจะอายุสามสิบเท่านั้นเองในระหว่างก็กำลังช็อคอยู่นั้นซากุระก็ได้เข้ามาบอกว่าเด็กคนนี้คือโยชิโนะเป็นลูกของเธอกับโทยะซึ่งก็คือหลานของเฟียน่าก็ยิ่งทำให้งงใหญ่จนเฟียน่าเข้าใจว่าเป็นเด็กที่ไปรับมาเลี้ยง (คำว่า 養子 ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า “โยชิ” แปลว่าเด็กที่รับมาเลี้ยงซึ่งคำนี้พ้องเสียงกับชื่อของโยชิโนะ ทำให้เฟียน่าเข้าใจว่าเป็นเด็กที่รับมาเลี้ยงแทนที่จะเป็นชื่อ) ซึ่งซากุระก็บอกว่าไม่ใช่นี่เป็นลูกแท้ ๆ ของเธอและเพื่อพิสูจน์หลักฐานข้อนั้นซากุระจึงบอกให้โยชิโนะแสดงเขาแห่งราชันย์ออกมา และเมื่อโยชิโนะแสดงเขาแห่งราชันย์ให้เห็นแล้วคูนก็บอกให้ทำการถอดเข็มกลัดที่ใช้พลางตัวออกทำให้เฟียน่ามองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของโยชิโนะที่เหมือนกับซากุระไม่มีผิดซึ่งนั่นก็ทำให้เฟียน่างงยิ่งไปกว่าเก่าเสียอีก
.
หลังจากใช้เวลาอธิบายอยู่ครู่หนึ่งเฟียน่าก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างเพราะเธอก็รู้จักเวทที่เกี่ยวกับห้วงมิติและกาลเวลาอยู่แม้ว่าคนทั่วไปจะใช้งานมันได้ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้แต่สำหรับโทยะเธอถือว่าเป็นข้อยกเว้นแน่นอนว่าไม่ใช่ว่าเฟียน่าจะไม่ยอมรับในตัวหลานสาวแต่ทำใจเป็นคุณยายไม่ทันเพราะพอโดนเรียกยายแล้วมันรู้สึกแก่ขึ้นมาทันใด ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างโยชิโนะกับเฟียน่าในอนาคตเรียกได้ว่าใกล้ชิดกันมากโยชิโนะจะใช้เวลาอยู่กับคุณยายและยังเรียนเวทมนตร์กับเฟียน่าด้วยเพราะเฟียน่ามีธาตุไฟกับลมเหมือนกับโยชิโนะ หลังจากนั้นเฟียน่าก็ถามว่าได้บอกเรื่องนี้ให้จอมมารทราบหรือยังซึ่งแน่นอนว่ายังไม่ได้บอกส่วนหนึ่งก็เพราะซากุระเลือกที่จะให้บอกเฟียน่าก่อนและโทยะก็ไม่รู้ว่าเธอจะยอมให้ลูกสาวไปพบกับคุณตาหรือไม่แต่ซากุระก็บอกว่าก็ไม่ได้คิดจะปิดบังหรือกีดกันแต่ถ้าพาไปพบล่ะก็ท่านจอมมารก็คงออกอาการเหอหลานจนน่ารำคาญแน่นอนว่าแล้วก็พลางคิดไปถึงว่าวันที่โยชิโนะเกิดนั้นที่อาณาจักรเซโนอัสจะถึงขั้นจัดขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองกันเลยหรือเปล่าซึ่งโยชิโนะก็บอกว่าเธอได้ยินมาว่าวันที่เธอเกิดนั้น คุณตากับคุณลุงฟาลอนทะเลาะกันยกใหญ่เลยเพราะเซกัลดี้จะทิ้งทำแหน่งจอมมารและย้ายมาอยู่บรุนฮิวกับหลานก็เลยเกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ที่ปราสาทบรุนฮิวแต่เพราะโดนเฟียน่าดุเข้าก็เลยต้องยอมกลับไปเป็นจอมมารต่อทว่าตอนนี้ก็ดูเหมือนจะพยายามเต็มที่เพื่อหาทางลงจากตำแหน่งจอมมารให้ได้อยู่เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วโทยะก็หวั่น ๆ ว่าจะให้ลูกสาวคนนี้ไปพบกับคุณตาดีหรือเปล่าจึงได้หันไปถามซากุระว่าจะเอายังไงดี
.
ซึ่งซากุระก็ได้บอกว่าถึงใจจริงเธอจะไม่อยากให้ลูกสาวไปพบแต่ว่าถ้าทำแบบนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับตัวโยชิโนะเพราะในขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ สามารถไปพบกับคุณตาของตนเองได้แต่กลับมีโยชิโนะคนเดียวที่โดนห้ามไม่ให้พบทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายก็ยังมีชีวิตยู่นั้นและก็จะต้องเจอหน้าทุกครั้งที่มีการประชุมผู้นำด้วยแบบนั้นอาจจะสร้างปมในใจของโยชิโนะได้และถ้าหากไม่ยอมบอกแล้วเจ้าตัวมาจับได้ตอนหลังก็จะยิ่งน่าปวดหัวและตัวโยชิโนะเองก็อยากจะพบกับคุณตาด้วยดังนั้นโทยะจึงตัดสินใจพาโยชิโนะเดินทางไปอาณาจักรเซโนอัสซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้เฟียน่าก็ได้ขอติดตามไปด้วยเผื่อเกิดปัญหาจะได้ช่วยห้ามปราม ส่วนซากุระก็บอกว่าถ้าเกิดปัญหาจริงเธอจะใช้กำลังหยุดเองเพราะถ้าเป็นเธอล่ะก็คงไม่ทำให้เกิดปัญหาระหว่างอาณาจักรแต่โทยะก็หวั่น ๆ นิดหน่อยเพราะถึงจะเป็นลูกสาวแต่ก็เป็นราชาชินีของอาณาจักรบรุนฮิวด้วยและทั้งหมดก็พากันไปเดินทางไปยังอาณาจักรเซโนอัส แน่นอนว่าพอเซกัลดี้ได้ฟังเรื่องราวก็นิ่งไปแปบนึงเรียกได้ว่าวงจรความคิดถึงกับลัดวงจรไปชั่วขณะ ตอนที่โทยะพาโยชิโนะ ซากุระและเฟียน่าพบก็ได้พากันไปนั่งคุยกันอยู่ภายในห้องหนึ่งของปราสาทแพนเดโมเนี่ยมโดยในห้องนั้นนอกจากพวกโทยะแล้วก็มีเซกัลดี้ ฟาลอนและฟาเรส ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาของซากุระหรือก็คือคุณลุงของโยชิโนะนั่งอยู่ด้วย เซกัลดี้พยายามพิจารณาเด็กที่อยู่ตรงหน้าซึ่งหน้าตาก็เหมือนกับซากุระตอนเด็ก ๆ อยู่แต่จะให้เชื่อเรื่องที่เล่ามามันก็ทำใจเชื่อได้ยากอยู่แต่พอโชว์เขาแห่งราชันย์ออกมาให้เห็นเท่านั้นแหละทั้งเซกัลดี้ ฟาลอนและฟาเรส ก็ตกตะลึงกันยกใหญ่และข้อสงสัยก็ถูกเคลียร์จนหมดสิ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายหลังจากนี้
.
เมื่อรู้ว่าโยชิโนะคือหลานสาวแท้ ๆ ของตัวเองเซกัลดี้ก็เริ่มออกอาการดังคาดและเข้าไปพูดคุยสอบถามเรื่องต่าง ๆ จากโยชิโนะซึ่งตอนแรกซากุระก็เหมือนจะเข้าไปห้ามแต่พอเห็นลูกสาวของตนกำลังคุยกับพ่อของตัวเองอย่างมีความสุขเธอก็เลยล้มเลิกความคิดที่จะทำแบบนั้นไปแล้วเซกัลดี้ก็หันไปพูดกับโทยะที่เป็นลูกเขยว่าหลานสาวน่ารักสุดไปเลยซึ่งโทยะก็เห็นด้วยว่าลูกสาวของเขานั้นน่ารักสุด ๆ หลังจากนั้นท่านจอมมารก็สอบถามถึงสิ่งที่หลานชอบซึ่งโยชิโนะก็ตอบว่าชอบขนมเท่านั้นแหละเซกัลดีก็ออกคำสั่งให้ฟาลอนไปหาซื้อลูกกวาดทั้งอาณาจักรมาให้หลานแบบไม่ต้องสนเงินทุนประมาณพร้อมเปย์ไม่อั้นส่วนอีกความต้องการหนึ่งของโยชิโนะก็คืออยากถ่ายรูปร่วมกับคุณตาคุณยายแน่นอนว่าเซกัลดี้ก็รีบจัดให้ทันทีโดยรีบหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมาพร้อมกับยื่นให้ฟาเรสเป็นคนถ่ายให้โดยภาพนั้นมีเฟียน่ากับเซกัลดี้นั่งอยู่ทางซ้ายและขวาส่วนโยชิโนะนั่งอยู่ตรงกลางกอดแขนคุณตาคุณยายไว้คนละข้างแต่เพราะทั้งเซกัลดี้และเฟียน่าดูไม่แก่ทั้งคู่ภาพที่ออกมาเลยดูเป็นเหมือนพ่อแม่ลูกมากว่าตายายหลาน หลังจากนั้นเซกัลดีก็เรียกให้ซากุระมาถ่ายด้วยกันจะได้เป็นภาพครบครอบครัวแต่ซากุระปฏิเสธคำชวนทันควันแต่พอโยชิโนะบอกให้แม่มาถ่ายด้วยกันเท่านั้นแหละซากุระก็รับคำและยอมถ่ายรูปด้วยทันทีแต่ซากุระก็บอกให้โทยะไปร่วมถ่ายภาพด้วยถึงจะครบภาพครอบครัวซึ่งภาพนั้นเซกัลดี้ถึงบอกว่าจะเอาไปทำวอลเปเปอร์หน้าจอมือถือกันเลยมีเดียวส่วนโยชิโนะก็ขอให้คุณตาส่งภาพนั้นมาให้เธอทางสมาร์ทโฟนด้วยสภาพของท่านจอมมารตอนนี้เรียกได้ว่าเดเระแตกจนไม่เหลือความน่าเกรงขามใด ๆ ทั้งสิ้น
.
หลังจากนั้นเซกัลดี้ก็เสนอว่าจะพาโยชิโนะเดินเที่ยวชมปราสาทจอมมารแต่ฟาลอนรีบคว้าไหล่เซกัลดี้ไว้และบอกว่าหลังจากนี้มีกำหนดการที่ท่านจอมมารต้องไปเข้าประชุมซึ่งพอถามว่าการประเทศชาติกับหลานอันไหนสำคัญกว่าเซกัลดี้ก็ตอบว่าหลานแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดแล้วก็บอกกับฟาลอนว่าโอเคฉันยกตำแหน่งจอมมารให้เอาไปเลยตอนนี้แกเป็นจอมมารแห่งเซโนอัสแล้วซึ่งฟาลอนไม่เขากับมุกนี้ก็เลยเริ่มเถียงกันยกใหญ่เถียงกันไปถึงตอนงานจับคู่ที่จัดที่ริฟริสฟาเรสนั้นได้รับการทาบทามอยู่บ้างแต่ดูเหมือนว่าฟาลอนจะไร้สาวแลโดยสิ้นเชิงแต่หลังจากนั้นไม่นานโยชิโนะก็เข้ามาจบการทะเลาะเบาะแว้งนั้นลงอย่างง่ายดายเพียงแค่บอกให้ทั้งสองหยุดทะเลาะและคืนดีกันแถมเซกัลดี้ยังโดนหลานสาวบอกให้ตั้งใจทำงานให้ดี ๆ อีกสรุปแล้วงานนี้เฟียน่าไม่ต้องออกโรงเลยแค่โยชิโนะคนเดียวก็สยบทั้งคุณตาและคุณลุงลงได้ราบคาบหลังจากนั้นซิริอุสก็เข้าในห้องเพื่อบอกว่าถึงเวลาที่ท่านจอมมารต้องกลับไปทำงานแล้วซึ่งเซกัลดี้ก็ยังมีความงอแงอยากอยู่เล่นกับหลานต่อก็เลยโดนโยชิโนะดุอีก ซึ่งโยชิโนะก็บอกว่าเธอใช้เทเลพอร์ตได้ดังนั้นเธอจะมาหาท่านตาตอนไหนก็ได้ ซึ่งเซกัลดี้ก็ออกอาการเศร้า ๆ ว่าทั้ง ๆ ที่ลูกสาวก็มีเทเลพอร์ตเหมือนกันแท้ ๆ แต่ไม่เห็นกลับมาหาบ้างเลยซึ่งถึงแม้จะเศร้าใจอยู่บ้างแต่ท่านจอมมารก็ขอโทรคุยกับหลานบ้างหลังจากนี้ซึ่งแม้ว่าจะซากุระจะมีข้อห้ามจุกจิกมากมายหลายข้อแต่ก็ยอมให้เซกัลดี้โทรคุยกับโยชิโนะได้ หลังจากนั้นเซกัลดี้ก็โดนฟาลอนลากตัวออกจากห้องไปส่วนโทยะก็ได้คุยกับฟาเรสและเชิญให้เขาไปเยี่ยมชมห้องสมุดที่ปราสาทบรุนฮิวโดยจะให้โยชิโนะพาทัวร์ และหลังจากเหตุการณ์นี้โทยะก็คิดว่าเขาควรจะบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวของฮิลด้ากับครอบครัวของรูเชียได้รับรู้เรื่องราวของเหล่า ๆ เด็ก ๆ จากอนาคตด้วยน่าจะเป็นการดี
.
และแล้วอาเชียกับเฟรย์ก็ได้พบกับญาติ ๆ ของฝั่งแม่โดยจักรพรรดิ์เรกุรุสนั้นได้ชิมอาหารฝีมือของหลานสาวชมเชยว่าอร่อย ๆ พอ ๆ กับของรูเชียส่วนเฟรย์ก็ได้พบกับอดีตราชาของเรสเทียผู้เป็นคุณตาและได้ขอดูและสัมผัสดาบศักดิ์สิทธิ์เรสเทียด้วยซึ่งราชาแห่งเฟลเซนก็ไปร่วมวงกับเขาด้วยเพราะนิสัยเวพ่อนมาเนียเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะถามว่าทำไมราชาแห่งเฟลเซนถึงมาอยู่ที่นี่ด้วยนั้นคำตอบก็คือเพราะเขาถือเป็นคุณลุงของอาเชียเนื่องจากเกี่ยวดองกับเรกุรุสเพราะเป็นสามีของเอลเชียพี่สาวคนรองของรูเชียแต่จากนิสัยแล้วเขากับเฟรย์ได้ดีกว่าอาเชียเพราะมีงานอดิเรกเหมือนนั่นก็คือชอบสะสมอาวุธนั่นเองซึ่งผู้ที่เป็นญาติฝั่งแม่ของเฟรย์กับอาเชียที่มารวมตัวกันในวันนี้ก็ได้แก่ จักรพรรดิ์เรกุรุส ลุคพี่ชายของรูเชีย เอลเชียพี่สาวคนที่สองของรูเชีย ราชาแห่งเฟลเซ็น อดีตราชาและราชินีแห่งเรสเทีย ราชาองค์ปัจจุบันของเรสเทียไรฮาร์ด แล้วก็คุณปู่กาเรน อันที่จริงรูเชียยังมีสาวคนโตอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าเฟลิเชียที่แต่งงานกับดยุคคนหนึ่งในจักรวรรดิ์เรกุรุสและไม่ค่อยได้ออกงานสังคมเท่าไหร่หลังจากแต่งงานไปดังนั้นจึงไม่ได้มาร่วมในวันนี้ซึ่งโทยะก็เคยพบกับเธอคนนี้แค่ครั้งเดียวตอนที่เธอมาร่วมยินดีในงานแต่งงานของเขาและดูเหมือนว่าตัวอาเชียเองก็ไม่ค่อยจะได้พบคุณป้าคนนี้ซักเท่าไหร่ในยุคสมัยของเธอ
.
ส่วนคุณปู่กาเร็นก็ดีใจสุด ๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นหน้าเหลนเร็วขนาดนี้ซึ่งเขาก็ได้ใช้สมาร์ทโฟนของเขาถ่ายภาพเฟรย์เก็บเอาไว้ด้วยซึ่งในอนาคตในยุคของเฟรย์คุณปู่ทวดกาเรนก็ยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุขไม่รู้ว่าพลังลามกของปู่แกคือเคล็ดลับของความอายุยืนยาวหรือเปล่าในขณะที่คนอื่นกำลังทานอาหารกันไปพูดคุยกับสองเด็กน้อยที่มาจากอนาคตกันไปไรฮาร์ดก็มาคุยกับโทยะว่าการได้พบกับหลานสาวที่เดินทางมาจากอนาคตแบบนี้มันช่างสุดยอดหลุดสามัญสำนึกเสียจริง ๆ ซึ่งโทยะก็ทำได้แค่ขอโทษแต่หลังจากนั้นไรฮาร์ดก็บอกข้อมูลเกี่ยวกับการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ครึ่งคนครึ่งปลาจำนวนสามตัวที่หมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อว่า “เอวล่า” ที่อยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรเลสเทียซึ่งก่อนหน้านี้โทยะได้พบกับมอนสเตอร์ครึ่งคนครึ่งปลาและทราบว่ามันคือผลงานของพวกที่เรียกตัวเองว่าสาวกเทพมารและโทยะก็คิดว่าน่าจะมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นที่อื่นอีกและก็เป็นจริงดังคาดเมื่อโทยะได้รับการติดต่อจากผู้นำอาณาจักรต่าง ๆ ว่ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายแห่งซึ่งตอนนี้ก็เกิดขึ้นที่เรสเทียโดยมอนสเตอร์พวกนั้นจะโจมตีผู้คนซึ่งคนที่ถูกทำร้ายจะไม่ตายในทันทีและจะค่อย ๆ กลายสภาพเป็นแบบเดียวกันแล้วก็พากันกลับลงทะเลไป โทยะคาดเดาว่าพวกสาวกเทพมารอาจจะใช้เรืออาร์คเป็นฐานบัญชาการเคลื่อนที่อยู่ใต้ทะเลก็เป็นได้แต่โทยะก็ยังไม่เข้าใจว่าพวกนั้นจะเปลี่ยนคนให้เป็นมนุษย์ครึ่งปลาไปทำไมหรือว่าต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนบนโลกเพื่อเก็บเกี่ยวพลังด้านลบแต่ในระหว่างที่กำลังจมกับความคิดอยู่นั้นเสียงของพวกเด็ก ๆ ที่กำลังพูดคุยกับเหล่าคุณตาก็ทำให้โทยะกลับออกมาจากห้วงความคิดหลังจากนั้นโทยะก็ถามไรฮาร์ดว่าภรรยาของไรฮาร์ดหรือก็คือพี่สะใภ้ของเขายังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์เลยหรือ
.
ไรฮาร์ดนั้นมีคู่หมั้นหมายอยู่แล้วโดยเธอมีชื่อว่าโซเฟียซึ่งทั้งสองได้แต่งงานกันหลังจากที่ไรฮาร์ดได้ทำการฆ่ามังกรได้สำเร็จและได้รับสมญานามว่าดราก้อนสเลยเยอร์สมดังที่ตั้งใจซึ่งเป็นเรื่องราวก่อนที่จะทำศึกตัดสินกับเทพมารซึ่งโทยะก็ได้พบกับโซเฟียครั้งหนึ่งในตอนที่เธอมาร่วมในพิธีแต่งงานของเขาอีกเช่นกันซึ่งวันนี้เธอก็ไม่ได้มากับไรฮาร์ดเพราะดูเหมือนว่าจะรู้สึกไม่สบายมาสองสามวันแล้วหลังจากนั้นโทยะก็เริ่มทำการไซโคไรฮาร์ดว่ามีลูกนี่ดีนะโดยเฉพาะลูกสาวนี่ล่ะน่ารักสุด ๆ แต่ไรฮาร์ดก็บอกให้โทยะใจเย็นก่อนเพราะถ้านับกันตามความเป็นจริงตอนนี้โทยะก็ยังไม่มีลูกเหมือนกันหลังจากนั้นก็มีเสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาซึ่งเจ้าของเสียงก็คือลุคพี่ชายของรูเชียนั่นเองซึ่งเพราะเจ้าตัวมีคาแรคเตอร์จืดจางมากไปหน่อยทำให้ทั้งโทยะกับไรฮาร์ดไม่ได้สังเกตเห็นว่าเขาก็นั่งอยู่ด้วยมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งภรรยาของลุคเพิ่งให้กำเนิดบุตรสาวเมื่อไม่นานมานี้โดยลุคได้บอกขอบคุณเรื่องยาที่ได้จากโทยะนั่นจึงทำให้โทยะนึกถึงยาที่เขาเอาไปให้ราชาเบลฟาสกับดยุคออทรินเด้และในตอนนั้นจักรพรรดิ์เรกุรุสก็ขอไปด้วยที่แท้ก็เอาไปให้ลูกชายนี่เองซึ่งทั้งสามคนที่ได้ยาไปก็ได้ลูกกันมาคนละหนึ่งแสดงว่ายานั่นมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมมากจริง ๆ แบบนี้ขายได้แน่นอนและในระหว่างที่ลุคกับโทยะคุยกันออกรสในด้านการอวยลูกสาวไรฮาร์ดก็ออกอาการอิจฉานิด ๆ แล้วในตอนนั้นเองก็มีเมลล์ส่งมาที่สมาร์ทโฟนของไรฮาร์ดซึ่งผู้ที่ส่งมาก็คือโซเฟียภรรยาของไรฮาร์ดนั่นเอง
.
และในทันทีที่อ่านเมลล์นั้นไรฮาร์ดก็นิ่งไปแปบนึงจนทุกคนที่อยู่ในห้องพากันสงสัยจนพ่อของไรฮาร์ดต้องเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นและไรฮาร์ดก็บอกว่าโซเฟียตั้งครรภ์แล้วเมื่อได้ฟังแบบนั้นทางบ้านฝั่งเรสเทียทุกคนก็ดีใจกันยกใหญ่ อดีตราชาแห่งเรสเทียถึงกับยกแก้วแชมเปญฉลองและบอกว่ายินดีกับการเกิดของหลานคนที่สองแต่เฟรย์แย้งว่าหลานคนแรกตะหากเพราะตามความเป็นจริงเธอเป็นหลานคนที่สองท่านพี่ไบซ์เป็นคนที่หนึ่งและเฟรย์ก็รู้ตัวว่าเผลอหลุดปากเรื่องสำคัญออกไปจึงรีบพยายามปิดปากแต่ก็ไม่ทันเพราะทุกคนได้ยินกันหมดแล้ว ซึ่งเฟรย์ที่ไม่รู้จะทำยังไงก็ต้องรีบหันไปถามพ่อทันทีซึ่งโทยะก็บอกว่าถ้าท่านย่าโทคิเอะไม่ออกมาห้ามล่ะก็นั่นแปลว่าเรื่องที่พูดไปไม่ส่งผลกระทบอะไรกับอนาคตดังนั้นเฟรย์เลยยอมบอกว่า ท่านพี่ไบซ์ที่ว่านั้นก็คือลูกสาวของท่านลุงไรฮาร์ดกับท่านป้าโซเฟียโดยเธอมีชื่อเต็ม ๆ ว่า เบียทริซ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอฝ่ายไรฮาร์ดที่โดนสปอยด์ว่าตัวเองจะได้ลูกสาวก็ดีใจมาก ๆ และก็ได้บอกโทยะว่าเขาขอตัวกลับก่อนโทยะจึงเปิดเกทส่งไรฮาร์ดกลับอาณาจักรไปส่วนพ่อกับแม่ของไรฮาร์ดก็มีการพูดถึงอดีตว่าตอนที่เธอตั้งท้องไรฮาร์ดสามีของเธอก็ออกอาการแบบนี้เหมือนกันเรียกได้ว่าสมเป็นพ่อลูกกันเลยทีเดียว
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของยาคุโมะที่ตอนนี้อยู่ที่เมืองท่าในเขตไอเซนกัลด์ที่หากดูตามแผนที่เมืองท่านี้จะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ซึ่งถ้าเธอได้ปะทะกับพวกมนุษย์ครึ่งปลาที่บุกขึ้นมาทำร้ายผู้คนในเมืองและจัดการพวกมันลงได้อย่างง่ายดายซึ่งยาคุโมะก็ได้ช่วยชายแก่คนหนึ่งให้รอดพ้นจากการถูกพวกมนุษย์ครึ่งปลาทำร้ายไว้ได้ซึ่งมนุษย์ปลาโดนยาคุโมะจัดการไปสี่ตัวที่เหลือรอดก็พากันหนีลงทะเลไปส่วนสาเหตุที่เธอมาที่เขตไอเซนกัลด์ก็เพื่อตามเบาะแสของเหล่าสาวกเทพมารและจากศพของพวกมนุษย์ครึ่งปลายาคุโมะก็พบกับผลึกสีน้ำเงินเข้มขนาดประมาณลูกเบสบอลซึ่งยาคุโมะสัมผัสได้ถึงสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในนั้นเพราะเธอเป็นครึ่งเทพหลังจากจัดการมอนสเตอร์แล้วยาคุโมะก็เข้าไปดูชายแก่ที่ล้มอยู่และช่วยให้ลุกขึ้นมาจู่ ๆ ก็มีพวกอัศวินที่ถือดาบอยู่ในมือเข้ามารายล้อมซึ่งชายชราคนนี้มีคนคุ้มกันมาด้วยจึงไม่น่าจะใช่ชายแก่ธรรมดาจากนั้นชายชราก็บอกให้อัศวินลดอาวุธลงแนะนำตัวว่าเขาชื่อ “โรเจอร์ วิลก์ส” แต่คนอื่น ๆ จะเรียกเขาว่า “โปรเฟสเซอร์” ซึ่งแน่นอนว่ายาคุโมะรู้จักชื่อนี้ดีชายชราคนนี้ก็คือ 1 ใน 5 ยอมช่างฝีมือโกเลมที่คูนชอบพูดถึงอยู่บ่อย ๆ นั่นเองส่วนอัศวินที่รายล้อมอยู่ก็ไม่ใช่คนแต่เป็นโกเลมหลังจากนั้นยาคุโมะก็สอบถามถึงสาเหตุที่โปรเฟสเซอร์มาอยู่ที่นี่จึงได้ทราบว่าเขามาตามหาเบาะแสชิ้นส่วนของโกเลมยักษ์เฮลกาตอนเคลซึ่งยาคุโมะก็ได้บอกไปว่าพาร์ทนั้นน่าจะโดนเอลก้าเก็บกู้ไปแล้วแต่แม้จะได้ยินแบบนั้นโปรเฟสเซอร์ก็ยังต้องการจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของไอเซนกัลด์เพื่อดูสภาพปัจจุบันอยู่ดีซึ่งยาคุโมะก็พยายามเตือนว่าที่นั่นตอนนี้อันตรายไร้ผู้ปกครองแถมโจรผู้ร้ายก็ชุกชุมแถมมอนสเตอร์ก็มีจำนวนมากการที่ชายแก่จะเดินทางไปที่นั่นคนเดียวมันไม่ปลอดภัย แต่ไม่ว่ายาคุโมะจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรโปรเฟสเซอร์ก็ยืนยันที่จะเดินทางไปไอเซ็นบรุคให้ได้ยาคุโมะที่ไม่อาจเพิกเฉยต่อคำสอนประจำบ้านโมจิซึกิที่บอกว่า “จงทำดีต่อผู้สูงอายุ” ก็เลยต้องร่วมทางไปกับโปรเฟสเซอร์ในฐานผู้คุ้มกันแต่ในระหว่างที่กำลังจะแนะนำตัวยาคุโมะก็บอกไปแค่ว่าเธอชื่อยาคุโมะเพราะถ้าบอกชื่อเต็มไปโรปเฟสเซอร์อาจจะติดต่อกลับไปหาพ่อของเธอและถ้าพ่อเธอรู้เข้าล่ะก็คงบินฉิวมาที่นี่ทันทีแน่และถ้าเป็นแบบนั้นเธอคงโดนพาตัวกลับและถ้าหากพ่อรู้ถึงเรื่องที่เธอเคลื่อนไหวสืบเรื่องสาวกเทพมารโดยพละการก็คงจะโดนดุแต่มันคงไม่จบแค่นั้นปัญหาจริง ๆ อยู่ที่แม่ของเธอกับพ่อแค่โดนดุแต่กับแม่นี่เธอคงโดนฟาดก้นลายแน่ ๆ ตอนเด็ก ๆ เธอก็โดนมาไม่รู้กี่ครั้งดังนั้นก่อนจะกลับบ้านเธอต้องพยายามหาข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับพวกสาวกเทพมารมาให้ได้เพื่อจะได้ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาและหลังจากนั้นยาคุโมะกับโปรเฟสเซอร์ก็เริ่มออกเดินทางไปยังเมืองถัดไป
.
วันหนึ่งในช่วงเวลายามบ่ายที่โทยะมานั่งพักจิบชาหลังเคลียร์งานที่โคซากะให้มาอยู่ระเบียงพร้อมกับยูมิน่าและซู เอลน่ากับลินเน่ที่ก็วิ่งมาหาโดยพวกเธอทั้งสองต้องการจะอวดชุดเมดที่เป็นฝีมือการตัดเย็บของลินเซ่จึงได้แต่งชุดนั้นมาให้คุณพ่อกับคุณแม่ยูมิน่าและคุณแม่ซูได้ดูซึ่งก็ได้รับคำชมอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะจากคุณพ่อที่ถึงขนาดไม่สามารถสรรหาคำพูดมาบรรยายความน่ารักของลูกสาวทั้งสองคนในชุดเมดได้ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมทั้งสองคนแต่งชุดนี้นั่นก็เพราะทั้งคู่ไปบอกลินเซ่ว่าอยากจะช่วยงานคุณเรเน่ลินเซ่ก็จัดการตัดชุดนี้ให้พวกเธอทันทีดูเหมือนว่าสกิลเย็บผ้าของลินเซ่จะเข้าขั้นเทพไปแล้ว ส่วนเรเน่ที่เอลน่ากับลินเน่พูดถึงตอนนี้อายุประมาณ 10-11 ขวบเห็นจะได้แต่สำหรับในยุคสมัยของพวกเอลน่าแล้วเรเน่ตอนเด็กกับตอนโตแทบจะเป็นคนละคนกันก็ว่าได้จึงเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดดีเหมือนกัน เรเน่ที่อยู่ในยุคของพวกเอลน่าอายุยี่สิบแล้วดังนั้นทั้งรูปร่างบรรยากาศและความสามารถต่างจากตอนนี้ลิบลับในความทรงจำของพวกเด็ก ๆ เรเน่นั้นเป็นเมดสุดเฟอร์เฟกที่คอยสอนมารยาทต่าง ๆ ให้กับพวกเธอแถมยังค่อนข้างเข็มงวดกับพวกเด็ก ๆ มากพอสมควร มีทักษะสุดยอดไม่ว่าจะด้านการทำอาหาร เย็บปักถักร้อย การต่อสู้ กริยามารยาท ซึ่งนั่นก็ทำเอาโทยะนึกภาพแทบไม่ออกเลยว่าเรเน่ที่ปัจจุบันยังเรียกเขาพี่โทยะอยู่เลยนั้นจะกลายเป็นสุดยอดเมดในอนาคตไปได้ ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเรเน่ก็เปิดประตูเข้ามาและถามหาเอลน่ากับลินเน่และบอกว่าหัวหน้าเมดกำลังรออยู่ให้รีบไปกันได้แล้ว ซึ่งสำหรับเรเน่แล้วจะมองเห็นรูปลักษณ์ของเด็กทั้งสองผิดไปจากความเป็นจริงเพราะผลจากเข็มกลัดที่เด็ก ๆ ใช้พลางกายอยู่ซึ่งโทยะก็บอกให้รู้แค่ว่าเด็กสองคนนี้เป็นญาติกัน ส่วนเรื่องที่เด็ก ๆ เรียกโทยะและภรรยาคนอื่น ๆ ว่า พ่อกับแม่นั้นก็เข้าใจว่าเป็นการเรียกชื่อเล่นแทนตัวเฉย ๆ แต่ก่อนที่พวกเด็ก ๆ จะตามเรเน่ออกไปโทยะก็ได้ถือโอกาสถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกโดยภาพนั้นมีเรเน่รวมอยู่ด้วย
.
หลังจากพวกเด็ก ๆ ออกจากห้องไปแล้วโทยะก็หันมาคุยกับซูต่อเรื่องของเรเน่โดยโทยะเชื่อว่าที่เรเน่กลายเป็นเมดที่ยอดเยี่ยมได้ในอนาคตทั้งหมดก็คงมาจากความเพียรพยายามของตัวเธอนั่นเองแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเรเน่นั้นได้รับพรคุ้มครองจากเทพมาด้วยหรือเปล่าเพราะตัวเรเน่เองก็สนิทกับโคสุเกะเทพแห่งการเกษตรพอสมควรจากนั้นยูมิน่าก็บอกว่ารู้สึกแอบอิจฉานิด ๆเหมือนเพราะจนถึงตอนนี้ลูกของเธอกับซูยังเดินทางมาไม่ถึงยุคนี้ซักทีแต่ซูบอกว่าเธอได้ยินที่เด็ก ๆ คุยกันว่าตอนนี้น่าจะมาถึงแล้วแต่ว่าแค่ยังไม่กลับมาที่บรุนฮิวเท่านั้นส่วนสาเหตุที่ยังไม่มานั้นไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากกลับมาตอนนี้เองหรือว่าเพราะเกิดปัญหาอะไรขึ้นระหว่างทางกันแน่นั่นจึงทำให้ยูมิน่าร้อนใจและปรึกษากับโทยะว่าใช้เวทรีคอลดูความทรงจำของพวกเด็ก ๆ แล้วใช้เวทเซิร์จตามหาไม่ได้หรือซึ่งโทยะบอกว่าเขาโดนท่านย่าโทคิเอะห้ามไม่ให้ทำแบบนั้นและบอกว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะเดินทางมาถึงอย่างปลอดภัยไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งยูมิน่ากับซูก็คุยกันว่าลูกของใครจะเป็นลูกชายและก็มีความกังวลว่าที่ยังไม่กลับมาเนี้ยเพราะไปเที่ยวเล่นติดพันที่ไหนหรือไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากอะไรอยู่หรือเปล่าแต่สุดท้ายคิดไปก็แค่นั้นสุดท้ายพวกโทยะก็ทำได้แค่รอให้พวกเด็ก ๆ ที่เหลืออีกสามคนเดินทางกลับมาที่บรุนฮิวเท่านั้น หลังจากนั้นโทยะก็ถามว่าตอนนี้เด็ก ๆ คนอื่นทำอะไรกันอยู่บ้างดูเหมือนว่าเฟรย์จะอยู่ที่ลานฝึกกับฮิวด้าและยาเอะ อาเชียอยู่กับรูเชียที่ห้องครัว ส่วนคูนกับโยชิโนะอยู่ที่บาบิโลนซึ่งคูนนั้นไม่แปลกที่จะอยู่ที่นั่นแต่โยชิโนะไปทำอะไรที่บาบิโลนด้วยความสงสัยโทยะจึงตัดสินใจไปดูซะหน่อย
.
เมื่อโทยะขึ้นไปที่บาบิโลนก็พบว่าทั้งคูนและโยชิโนะอยู่ที่บาบิโลนส่วนของโรงงาน โดยที่ใที่คูนกำลังปรับแต่งอาร์มเกียร์ของเธออยู่ส่วนโยชิโนะก็กำลังทำอะไรบางอย่างเมื่อเข้าสอบถามพวกเด็กจึงได้รู้ว่าพวกเธอกำลังทำเครื่องดนตรีกันอยู่ซึ่งเครื่องดนตรีที่กำลังประกอบอยู่นั้นก็คือ “คาลิมบา” นั่นเองโดยโยชิโนะนั้นชอบเล่นเครื่องดนตรีมากและก็มักจะสร้างเครื่องดนตรีเองแต่สำหรับส่วนที่ทำยาก ๆ ก็มักจะมาขอให้คูนช่วยใช้เวทโมเดลลิ่งจัดการให้หลังจากนั้นโยชิโนะก็เริ่มลองเล่นคาลิมบาโดยโทยะเป็นคนหาโน๊ตเพลงให้และในระหว่างที่บรรเลงเพลงอยู่นั้นเทพแห่งดนตรีก็โผล่มาแจมด้วยและเมื่อเพลงเล่นจบโยชิโนะก็ได้รับคำชมและเสียงปรบมือจากโรเซ็ตต้าและคูนด้วยหลังจากนั้นโทยะก็ไปหาคูนที่ตอนนี้อยู่ในอาร์มเกียร์และถามว่าคูนเล่นดนตรีได้บ้างไหมซึ่งคูนก็บอกว่าเธอเล่นได้นิดหน่อยเพราะแม่ของเธอก็ชอบฟังดนตรีเหมือนกันจากนั้นคูนก็ทำการพรีเซนส์ผลงานการสร้างของเธอนั่นก็คืออาร์มเกียร์ “เบโอวูฟ” มีมือขนาดใหญ่แต่ขาเล็กซึ่งดูเหมือนว่าคูนจะเตรียมมันเอาไว้เพื่อต่อกรกับพวกสาวกเทพมารและในตอนนั้นเองราชาแห่งเฟลเซนก็โทรมาหาโทยะเพื่อบอกเรื่องเกี่ยวกับเรื่องรถไฟวิถีเวทที่จะใช้วิ่งวิ่งจากเบลฟาสกับริฟริสนั้นพร้อมแล้ว
.
โครงการสร้างโครงข่ายคมนาคมโดยรถไฟวิถีเวทนั้นดำเนินการมาได้พักใหญ่แล้วโดยโครงการนี้จะทำให้การเดินทางไปยังอาณาจักรต่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นซึ่งตัวรางนั้นทำเสร็จไปก่อนหน้าแล้วหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือขุดรางเก่าสมัยพารุเทโน่ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วส่วนตัวรถไฟนั้นทางอาณาจักรเฟลเซนเป็นผู้รับหน้าที่ผลิตและค่อย ๆ ทยอยส่งมอบไปตามลำดับซึ่งรถไฟสายแรกที่จะเริ่มวิ่งนั้นก็คือสายเบลฟาส-ริฟริส หลังจากพูดคุยกันจบแล้วโทยะก็วางสายและหันไปบอกคูนว่าเขาจะไปเฟลเซนเพื่อไปรับรถไฟพอคูนได้ยินแบบนั้นก็ขอติดตามไปด้วยทันทีส่วนโยชิโนะไม่ไปด้วยเพราะจะอยู่ปรับแต่งเครื่องดนตรีของเธอ และโทยะก็พาคูนไปยังอาณาจักรเฟลเซนด้วยเกทแต่ก่อนไปโทยะให้คูนทิ้งอาร์มเกียร์ไว้ที่นี่เพราะไม่อยากให้ราชาเฟลเซนกับเอลเชียเห็นมันตอนนี้เพราะเดี๋ยวจะเป็นปัญหาแม้ว่าคูนจะอยากเอามันโชว์ก็ตามและหลังจากนั้นก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ได้มีพิธีเปิดสถานีรถไฟสายเบลฟาส-ริฟริสขึ้นโดยเส้นทางที่จะวิ่งไปในวันนี้คือจากเมืองหลวงเบลฟาสไปยันสุดปลายทางที่เมืองหลวงของริฟริส โดยสถานที่ต้นทางนั้นชื่อว่าสถานี “อเรฟิส” โดยกำหนดการวิ่งคือจะจอดตามสถานนีรายทางทั้งหมดสี่สถานีที่ประจำอยู่ในเมืองตามเส้นทางที่วิ่งผ่านจนกว่าจะถึงเมืองหลวงของริฟริสโดยจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณห้าชั่วโมง และเนื่องจากวันนี้เป็นพิธีเปิดดังนั้นแขกที่มาในงานจากฝั่งเบลฟาสก็คือดยุคออทรินเด้ากับเหล่าขุนนางและพ่อค้ารายใหญ่ต่างก็พาครอบครัวมาลองนั่งรถไฟวิถีเวทกันจำนวนมากแน่นอนว่าโทยะก็ต้องพาครอบครัวมากันพร้อมหน้า ซึ่งคูนก็ถ่ายรูปรถไฟที่จอดอยู่อย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียวนอกจากนี้ครอบครัวของเอนเด้ก็ในงานนี้ด้วยในฐานะกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกจ้างให้มาทำหน้าที่คุ้มกัน
.
ฝั่งของดยุคออทรินเด้ได้พาภรรยาและลูกชายมาด้วยเมื่ออลิสกับลินเน่เห็นเอ็ดที่ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ก็เข้าไปหาทันทีแล้วก็เผลอหลุดปากเรียกว่า “พี่เอ็ด” ออกมาเมื่อดยุคออทรินเด้ได้ยินเข้าก็รู้สึกสงสัยแต่ซูก็ทำการเบี่ยงประเด็นไปได้แล้วก็รีบพาดยุคออทรินเด้ขึ้นรถไฟไปก่อนแน่นอนว่าลินเน่กับอลิสก็โดนดุไปตามระเบียบแน่นอนว่าในอนาคตนั้นเอ็ดก็ต้องเคยมาเล่นกับพวกเด็ก ๆ เพราะเบลฟาสกับบรุนฮิวก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถกันหมดแล้วประตูรถไฟก็ปิดลงซึ่งรถไฟนี้ยังไม่มีประตูอัตโนมัติจึงต้องทำการล็อกด้วยมือจากด้านนอกตัวรถเพื่อความปลอดภัยซึ่งประตูหลักจะเปิดจากด้านในตัวรถไม่ได้แต่มีประตูฉุกเฉินติดตั้งเอาไว้หากเกิดเหตุก็สามารถออกทางจากทางนั้นได้ส่วนภายในตัวรถตรงส่วนของชั้น VIP ก็ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามทีเดียวทั้งที่นั่งและอุปกรณ์ให้แสงสว่างระบบปรับอากาศ มีเครื่องดื่มต่าง ๆ ตระเตรียมไว้พร้อมสรรพซึ่งในส่วนของชั้นเฟิร์สคลาสก็เอาไว้บริการพวกผู้นำหรือบรรดาขุนนางนั่นเองและหลังจากนั้นไม่นานรถไฟก็เริ่มออกวิ่งไปตามทางผู้โดยสารต่างพากันมองไปยังทิวทัศน์ภายนอกตัวรถผ่านทางหน้าต่างในระหว่างนั้นยูมิน่าก็ถามโทยะว่าจะดื่มอะไรไหมพลางหยิบแก้วและเครื่องดื่มออกมารถไฟวิถีเวทวิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่านที่ราบสูงเข้าสู่เขตภูเขายูมิน่าบอกว่าความเร็วของรถไฟวิถีเวทนี้พอ ๆ กับรถไฟที่เคยนั่งตอนไปที่โลกเลยซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแม้ว่าโทยะจะได้ทราบข้อมูลจากเรจีน่าว่ารถไฟสมัยพารุเทโน่วิ่งเร็วกว่านี้มากนักซึ่งความเร็วของรถไฟในยุคนั้นน่าจะพอ ๆ กับชินคันเซ็น
.
ในช่วงเวลานั้นเองรินเน่ที่มองดูทิวทัศน์ด้านนอกอยู่ก็เห็นว่ามีไวเวิร์นสองตัวกำลังบินอยู่บนฟ้าและเมื่อดยุคออทรินเด้ของออกไปตามคำบอกนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่ามันกำลังตรงมาที่รถไฟเพื่อทำการโจมตีเพราะเข้าใจว่าเป็นเหยื่อแต่ทว่าเมื่อเข้ามาใกล้ ๆ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวรถไวเวิร์นที่กำลังบินอยู่ก็เสียสมดุลกระทันหันและตกลงพื้นและแน่นิ่งไปทั้งนี้ก็เพราะตัวรถไฟวิถีเวทได้ติดตั้งระบบป้องกันการถูกมอนสเตอร์โจมตีในขณะที่กำลังวิ่งเอาไว้ด้วยซึ่งถ้าเข้าใกล้ก็จะโดนพาราไลซ์กระแทกใส่และเมื่อพวกสัตว์อสูรเรียนรู้ถึงอันตรายแล้วมันจะไม่เข้าใกล้ตัวรถอีกส่วนเหตุผลที่เลือกใช้พาราไลซ์แทนที่จะกำจัดสัตว์อสูรพวกนั้นไปเสียเลยก็เพราะว่าถ้าฆ่าพวกมันก็จะมีศพตามรายทางซึ่งมันไม่น่าพิศสมัยซักเท่าไหร่แถมยังทำลายระบบนิเวศอีกดังนั้นแต่ทำให้มันรู้สึกถึงอันตรายและไม่เข้ามาใกล้จึงเป็นการดีกว่าซึ่งคูนก็ได้อธิบายไปว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ก็จะมีรถไฟรุ่นใหม่ที่เรียกว่ารถไฟโกเลมที่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ดังนั้นสัตว์อสูรจึงไม่เป็นปัญหา ซึ่งพอดยุคออทรินเด้ได้ยินเข้าก็รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดนั้นแต่ก็ได้ซูเข้ามาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้อีกครั้ง ส่วนคูนก็โดนซูจับตัวไว้จนต้องส่งสัญญาณขอให้โทยะช่วยด่วนซึ่งโทยะก็ตำหนิคูนว่าตอนนี้ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเราเท่านั้นจะอธิบายอะไรก็ระวังตัวหน่อยหลังจากนั้นรถไฟก็วิ่งพ้นเขตภูเขาเข้าสู่เขตป่าและสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเหล่าผู้โดยสารขณะนี้ก็คือนกหลากสีสันที่โบยบินอยู่บนฟ้า เอลน่าได้ชี้ให้แม่ของเธอดูนกเกะโระเกะโระ ส่วนยาเอะก็หันมาถามโทยะว่าตอนนี้รถไฟเดินทางถึงไหนแล้วโทยะจึงเช็คแผนที่จากสมาร์ทโฟนก็พบว่าตอนนี้ยังคงอยู่ในเขตเบลฟาสอยู่แต่อีกไม่นานจะถึงสถานีแรกที่อยู่ในเขตที่ชื่อพาราเมียซึ่งเป็นเขตปกครองของเอิร์นพาราเมส ตัวรถไฟเริ่มชะลอความเร็วลงเพื่อเข้าเทียบสถานีซึ่งเอิร์ลพาราเมสก็มารอต้อนรับอยู่ที่สถานีซึ่งงานนี้โทยะในฐานะเจ้ารัฐก็ต้องลงไปพบกับเอิร์ลพาราเมสพร้อมกับดยุคออทรินเด้ด้วยซึ่งอันที่จริงโทยะก็เกือบลืมไปแล้วเพราะในโบกี้ที่เขานั่งอยู่ก็เต็มไปด้วยเหล่าภรรยาและลูก ๆ เลยทำให้เผลอคิดว่าพาครอบครัวมาท่องเที่ยวไม่ได้มาทำงาน
.
เอิร์ลพาราเมสได้กล่าวต้อนรับโทยะและดยุคออทรินเด้ซึ่งโทยะจำได้ว่าเคนเห็นหน้าของเอิร์ลคนนี้มาก่อนในงานปาร์ตี้ซึ่งเอิร์ลพาราเมสก็มีความยินดีอย่างยิ่งที่กับการมีสถานีรถไฟในเมืองของเขาเพราะมันจะช่วยให้นักท่องเที่ยวจากอาณาริฟริสมาที่นี่ได้ง่ายขึ้นและจะทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้กระเตื้องขึ้นอย่างแน่นอนเพราะตามปกติถ้านั่งรถม้าจากริฟริสมายังเมืองนี้ก็ต้องใช้เวลาเป็นวันแต่ด้วยรถไฟวิถีเวทผู้คนจากริฟริสจะสามารถเดินทางมาที่นี่ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงซึ่งในวันเดียวกันเวลาเดียวกันนี้รถไฟที่อยู่สถานีปลายทางริฟริสก็ทำการออกวิ่งมาที่เบลฟาสเช่นนั้นและอีกไม่กี่ชั่วโมงรถไฟคันนั้นก็จะมาถึงสถานี้แห่งนี้ซึ่งเอิร์ลพาราเมสก็จำเป็นต้องอยู่รอพบผู้ที่โดยสารรถไฟคันนั้นมาด้วยเช่นกันในระหว่างที่รถไฟเทียบชานชาลาอยู่นั้นผู้โดยสารบางคนก็ลงจากรถบางคนก็ขึ้นรถที่สถานีนี้ซึ่งโบกี้ของผู้โดยสารเหล่านั้นจะแยกจากโบกี้ของเหล่าแขก VIP นอกจากนี้ก็ยังมีคนมาขายข้าวกล่องที่สถานีรถไฟด้วยซึ่งแนวคิดนี้โทยะเป็นคนเสนอให้ราชาเบลฟาสกับจักรพรรดิ์ริฟริสไปก็จริงแต่ก็คิดว่าจะเอามาทำจริง ๆ เร็วขนาดนี้ซึ่งผู้คนในรถไฟก็พากันซื้อข้าวกล่องพวกนี้ก็ยกใหญ่รวมไปถึงครอบครัวของโทยะก็ไปซื้อกับเขาด้วยเหมือนกันหลังจากได้รับของฝากจากเอิร์ลพาราเมสแล้วโทยะและดยุคออทรินเด้ก็กลับขึ้นรถไฟไปและรถไฟก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้งโทยะกลับไปยังที่นั่งของตนและพบว่าทุกคนกำลังเริ่มกินข้าวกล่องที่เพิ่งซื้อมาซึ่งยูมิน่าก็ได้ยื่นข้าวกล่องที่เพิ่งซื้อมาให้กับโทยะด้วยและทุกคนก็ทานอาหารกันเอร็ดอร่อยพลางมองทิวทัศน์ข้างนอกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรถไฟวิ่งข้ามสะพานยูมิน่าก็ถามโทยะเกี่ยวเรื่องของการสร้างรางรถไฟสายเบลฟาสมิสนิดเสร็จสิ้นแล้วใช่ไหม? ซึ่งโทยะก็บอกว่าตอนนี้ก็เหลือแค่การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโกว์แล้วคาดว่าอีกไม่กี่เดือนก็คงเปิดการเดินรถได้ ส่วนสายเบลฟาสเรกุรุสแล้วก็สายเฟลเซนกับเรสเทียก็กำลังดำเนินการถ้าเสร็จเมื่อไหร่ทุกเมืองก็จะเชื่อมถึงกัน แต่สายที่เป็นปัญหาที่สุดก็คงจะเป็นเส้นทางสายเซโนอัสกับโนเกียเพราะมันต้องไปตัดผ่านเขตยูโรน ในกรณีเลวร้ายที่สุดก็อาจจะต้องสร้างสะพานวิ่งข้ามทะเล แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มมีเทคโนโลยีเรือเหาะจากทวีปฝั่งตะวันตกเข้ามาแล้วแต่การบรรทุกของนั้นยังทำได้น้อยกว่ารถไฟและการเดินทางก็จำเป็นต้องคำถึงสภาพอากาศด้วยดังนั้นรถไฟจึงยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่
.
ส่วนโครงการสร้างสถานีรถไฟของบรุนฮิวนั้นโทยะวางโครงการจะให้เป็นเส้นที่วิ่งจากเมืองหลวงของเบสฟาสมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของเรกุรุสซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมากันมากขึ้นแต่โดยส่วนตัวโทยะไม่อยากให้แห่กันมาเท่าไหร่เพราะกลัวพื้นที่ของบรุนฮิวจะรองรับไม่ไหวแต่พอพูดถึงการท่องเที่ยวแล้วบรุนฮิวมีอะไรเป็นจุดดึงดูดหรือแลนด์มาร์คที่สำคัญ ๆ ไหม? ซึ่งโทยะก็นึกออกแค่หอนาฬิกากับเฟรมเกียร์แต่ประเด็นคือเฟรมเกียร์มันไม่ใช่สถานที่ถึงมันจะเป็นของที่ไม่ได้มีทั่วไปในอาณาจักร์อื่นก็ตามที อีกอย่างนึงที่พอจะเป็นแลนมาร์คได้ก็คงเป็นสวนสนุกที่กำลังสร้างอยู่ ส่วนเกาะดันเจี้ยนนี่จะบอกว่าเป็นสถานทีท่องเที่ยวก็คงไม่ได้แต่คาดว่านักผจญภัยที่อยู่อาณาจักรที่ห่างไกลก็น่าจะแวะเวียนไปที่นั่นเพิ่มขึ้นซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็คงต้องขยายกิจการโรงแรมกับเพิ่มกำลังพลกองอัศวินไปด้วยแต่คูนเคยบอกว่าในอนาคตอาณาจักรบรุนฮิวจะใช้โกเลมไนท์เป็นกองกำลังเสริมในการดูแลรักษาความสงบในเมืองแต่แล้วยูมิน่าก็บอกกับโทยะว่าให้ลืมเรื่องงานไปซักพักแล้วสนุกกับการเดินทางนี้ไปก่อนก็ได้
.
ตัดไปทางด้านบริเวณชายแดนของเอลฟลัวกับเรกุรุสหลังจากนั่งโยกเยกในรถม้ามาหลายวันในที่สุดคุองก็เดินมาใกล้ถึงเมืองชายแดนของจักรวรรดิ์เรกุรุสถึงแม้ว่าจะหลุดพ้นจากอากาศหนาวจากเขตเอลฟลัวแล้วแต่เมืองนี้ก็ยังมีอากาศที่เย็นอยู่ดังนั้นคุองจึงยังไม่ยอมถอดเสื้อโค้ทสีดำที่ซื้อมาจากเอลฟลัวซึ่งในระหว่างการเดินทางคุองก็ใช้ความสามารถในการยิงธนูช่วยเจ้าของรถม้าล่าสัตว์มาทำอาหารเลี้ยงผู้โดยสารคนอื่น ๆ มาตลอดทาง คุองรู้ดีว่าด้วยเงินที่ได้จากการขายโอริคุมนั้นไม่น่าจะเพียงพอให้เขาเดินทางกลับถึงบรุนฮิวได้แต่ถ้าไปที่เมืองหลวงของจักรวรรด์เรกุรุสก็น่าจะพออยู่ซึ่งเมืองชายแดนที่คุองเดินทางมาถึงนั้นมีชื่อว่าเมืองโจสซ์ซึ่งจากที่นี่จะมีรถม้าที่เดินทางตรงไปที่เมืองหลวงอยู่ถ้าโดยสารรถม้านั้นไปก็จะไปถึงเมืองหลวงของเรกุรุสได้แต่ว่าโชคไม่ดีที่คุองมาช้าเกินไปรถม้านั้นได้ออกเดินทางไปก่อนแล้วและเที่ยวต่อไปก็ต้องรออีกสองวันคุองจึงคิดว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อดีถ้าจะไปหารถม้าก็ต้องเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งแต่ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้วด้วยดังนั้นคุองจึงตัดสินใจหาที่พักแรมก่อนเด็กน้อยจึงมุ่งหน้าไปที่โรงแรมซึ่งคุองเลือกที่จะพักในโรงแรมที่ดี ๆ หน่อยแม้ว่าราคาจะแพงหน่อยแต่ก็น่าจะเลี่ยงปัญหาได้มากกว่าโรงแรมถูก ๆ ที่พวกนักผจญภัยนิยมไปใช้บริการซึ่งโรงแรมที่คุองเลือกเข้าไปพักมีชื่อว่า “ปีกน้อยสีเงิน” เมื่อเข้าไปถึงคุองก็บอกพนักงานที่เคาท์เตอร์ว่าต้องการห้องพักสำหรับสองคืนแต่โรงแรมนี้มีกฏว่าไม่ให้เด็กเข้าพักตามลำพังดังนั้นคุองจึงจ้องมองไปที่ผู้หญิงซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับและเปิดใช้เนตรมารของเขาพริบตานั้นตาข้างขวาของคุองก็ส่องประกายสีทองอมม่วงทำให้พนักงานคนนั้นเห็นภาพลวงตาว่ามีชายอายุประมาณสามสิบคนหนึ่งมากับเด็กด้วยเธอจึงยอมให้คุองเข้าพักในที่สุดหลังจากจ่ายไปสองเหรียญเงินพร้อมกับเซ็นชื่อเป็นหลักฐานแล้วพนักงานก็นำทางคุองไปยังห้องพักก่อนจะกลับลงมาซึ่งแม้ว่าเธอจะแปลกใจที่ผู้ชายที่มากับเด็กคนนั้นไม่พูดอะไรเลยซักคำก็ตามแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปละลาบละล้วงลูกค้าเธอจึงกลับไปทำงานของตัวเองต่อ คุองจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เข้าพักในโรงแรมมาตลอดนับตั้งแต่ที่เอลฟลัวต้องขอบคุณเนตรมารแห่งภาพลวงตาที่สามารถทำให้อีกฝ่ายเห็นภาพตามที่ตัวเองต้องการได้แต่ภาพลวงตานั้นโต้ตอบหรือทำอะไรไม่ได้ดังนั้นภาพของผู้ชายที่คุองทำให้คนอื่น ๆ เห็นจึงได้แต่ยืนเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรแม้ว่าคุองจะสามารถสร้างภาพให้อีกฝ่ายเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ได้แต่ตัวของเด็กน้อยก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจริง ๆ ดังนั้นถ้าทำอะไรไม่เนียนก็มีแต่จะโดนจับได้ดังนั้นคุองเลยเลือกวิธีนี้แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่ต้องจ่ายเงินค่าที่พักสำหรับสองคนทั้ง ๆ ที่มาพักแค่คนเดียวนี่แหละและหลังจากขึ้นไปนอนบนเตียงได้ไม่นานคุองก็หลับไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า
.
ตัดกลับมาทางด้านของโทยะหลังออกจากเขตพาราเมียรถไฟวิถีเวทก็วิ่งขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางผ่านภูเขา ผ่านป่า ผ่านทุ่งหญ้าจนมาถึงสถานีที่สองที่ชื่อว่าสถานีซาลาเนียซึ่งอยู่ในเขตปกครองของไวท์เคาน์ซาลานิสและแน่นอนว่าก็เหมือนกับสถานีก่อนหน้านี้โทยะกับดยุคออทรินเด้ก็ต้องลงไปพบกับหน้าและทักทายกับไวท์เคาน์ซาลานิสที่มารอต้อนรับอยู่ที่สถานีเมื่อกลับขึ้นรถมายาเอะก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างจึงได้ถามโทยะไปซึ่งกลิ่นหอม ๆ ที่ยาเอะสัมผัสได้นั้นก็คือผลไม้ที่ชื่อว่า “คริสตัลเชอร์รี่” ที่เป็นขึ้นชื่อของที่นี่เพราะปลูกได้เฉพาะในแถบซาลานิสนี้เท่านั้นซึ่งเป็นของฝากที่ได้รับมาเมื่อครู่ ซึ่งคริสตัลเชอรรี่ที่ได้รับมานั้นทั้งหมดสามสีได้แก่สีแดง สีเหลืองและสีเขียว และด้วยลักษณะของสีและพื้นผิวที่ดูเหมือนกับแก้วจึงถูกตั้งชื่อว่าคริสตัลเชอร์รี่ซึ่งว่าไปแล้วก็ดูคล้าย ๆ กับลูกกวาดอยู่เหมือนกันและเมื่อโทยะลองหยิบสีแดงขึ้นมากินดูก็รู้สึกได้ถึงรสชาติที่เหมือนกับลูกเชอร์รี่ที่เคยรู้จักว่าไปแล้วเจ้าคริสตัลเชอร์รี่นี่รสชาติดีกว่าเสียอีก ส่วนสีเหลืองจะมีรสหวานกว่าสีแดงแต่ในขณะกำลังจะลองกินสีเขียว ลินเน่ โยชิโนะ และอลิสก็ร้องขอกินคริสตัลเชอร์รี่ด้วยโทยะจึงวางกล่องใส่คริสตัลเชอร์รี่ทั้งสามใบลงบนโต๊ะและคริสตัลเชอร์รี่ในกล่องก็ค่อย ๆ หมดไปอย่างรวดเร็วซึ่งรูเชียมองว่าวัตถุดิบชิ้นนี้น่าจะเอาไปทำขนมได้อยู่แต่อาเชียก็บอกว่าขนมที่ทำจากคริสตัลเชอร์รี่นั้นมีอยู่แล้วแต่ราคามันค่อนข้างแพงและเพราะความอร่อยที่ตั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบดยุคออทรินเด้เลยเอาของตัวเองขึ้นมาวางบนโต๊ะเพื่อให้เด็ก ๆ กินกันต่อไปด้วยซึ่งโทยะก็ได้แต่ขอโทษที่ต้องรบกวนแต่ดยุคออทรินเด้ก็บอกไม่ต้องคิดมากเพราะเขาได้รับเป็นของขวัญจากไวท์เคาน์ซาลานิสทุก ๆ ปีอยู่แล้ว และเมื่อฮิลด้ามองพิจารณาคริสตัลเชอร์รี่แล้วเธอก็พูดว่าหากมีรถไฟวิถีเวทล่ะการจะหาคริสตัลเชอร์รี่ทานที่บรุนฮิวก็น่าจะสามารถทำได้ไม่เพียงแค่นั้นวัตถุดิบต่าง ๆ อย่างพวกปลาทะเลจากริฟริสก็น่าจะขนส่งไปยังอาณาจักรต่าง ๆ ได้รวมถึงพืชผลทางการเกษตรมากมายก็จะเดินทางไปได้ทั่วอย่างแน่นอน
.
ทว่าในระหว่างนั้นยูมิน่าก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ด้านนอกซึ่งโทยะก็มองตามไปเช่นกันแต่เนื่องจากมันอยู่ไกลมากจึงมองไม่ออกว่าเป็นอะไรซึ่งยูมิน่าบอกว่าน่าจะเป็นมอนสเตอร์กำลังวิ่งไล่ตามอะไรบางอย่างอยู่ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นคนโทยะจึงใช้เวทลองเซนส์เพื่อตรวจสอบดูก็พบว่ามีมอนสเตอร์แรดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ไรโนแบช” ซึ่งจัดว่าเป็นมอนสเตอร์ระดับแดงกำลังวิ่งไล่ตามรถม้าอยู่และดูท่าว่ามันกำลังจะไล่ตามทันได้ในไม่ช้าถ้าไม่รีบไปช่วยคงแย่แน่งานนี้โทยะจึงต้องไปช่วยซึ่งเขาก็ไม่ได้ไปคนเดียวแต่ชวนเอนเด้ไปด้วยทว่าในระหว่างที่กำลังจะเทเลพอร์ตไปลินเน่กับอลิสก็กระโดดเข้ามาเกาะเอวโทยะทำให้เด็ก ๆ ทั้งสองติดตามมาด้วยซึ่งตำแหน่งที่โทยะเทเลพอร์ตมาก็คือเส้นทางที่รถม้ากับไรโนแบชกำลังจะวิ่งมาถึงอลิสกับลินเน่ที่ติดมาด้วยก็พุ่งออกไปหาไรโนแบชโดยไม่ฟังคำทัดทานของเหล่าคุณพ่อเลยในขณะที่รถม้าคันนั้นวิ่งผ่านไปโทยะก็สังเกตเห็นว่าบนรถม้านั้นมีพวกอาหารบรรทุกอยู่เจ้าของรถน่าจะเป็นพ่อค้าและสาเหตุที่ไรโนแบชมาวิ่งไล่ล่ารถม้าแบบนี้ก็อาจจะเป็นเพราะมันหมายตาอาหารที่อยู่บนรถนั่นเอง ลินเน่วิ่งเข้าหาไรโนแบชและจัดการใช้กราวิตี้กดมันลงกับพื้นและอลิสก็จัดการใช้พริสม่ากิโยตินตัดหัวไรโนแบชลงได้ในชั่วพริบตาซึ่งบทเรียนจากคราวที่แล้วทำให้เด็ก ๆ จัดการมอนสเตอร์แบบไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชิ้นส่วนสำคัญที่จะนำไปขายให้กับกิลด์ซึ่งเด็ก ๆ ดีใจกันมากที่ทำสำเร็จจากนั้นจึงวิ่งกลับมาหาคุณพ่อของพวกเธอโทยะจึงเก็บซากของไรโนแบชเข้าสโตร์ส่วนรถม้าคันนั้นก็วิ่งหายลับไปแล้วโทยะจึงค่อยเปิดเกทพาทุกคนกลับไปที่รถไฟ
.
แต่ทันทีที่กลับมาลินเน่กับอลิสก็โดนลินเซ่กับเอนเด้ลากไปนั่งคุกเข่าพร้อมเทศนาสั่งสอนซะยกใหญ่จนกว่าจะถึงสถานีต่อไปคงจะได้ขาชากันเป็นแน่ซึ่งสถานีต่อไปก็คือสถานีรันสเลซ ซึ่งอยู่ในเขตรันสโลว์ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายที่อยู่ในเบลฟาสและหลังจากผ่านสถานีนี้แล้วก็จะเข้าสู่อาณาเขตของริฟริสและก็เหมือนกับสองสถานีก่อนหน้าโทยะได้ลงไปพบกับผู้ปกครองของเขตนี้และได้รับของฝากมาเช่นเคยซึ่งของที่ได้มาคราวนี้เป็นพวกผ้าสีต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่ให้ความสนใจกับของฝากชิ้นนี้ก็เห็นจะมีแค่ลินเน่กับเอลน่าหลังจากนั้นรถไฟก็แล่นมาถึงอุโมงค์ยาวที่เจาะผ่านภูเขาซุโลนิเซียซึ่งอุโมงค์นี้โทยะก็เป็นเจาะเองนั่นแหละซึ่งแน่นอนว่าไม่ขุดให้ฟรีงานนี้มีค่าตอบแทนจากสองอาณาจักรส่วนสาเหตุที่เลือกเจาะภูเขาก็เพราะมันถูกกว่าการสร้างรางให้วิ่งไปบนภูเขาซึ่งกว่ารถไฟจะผ่านอุโมงค์นี้ไปได้ก็ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีจึงทำให้เฟรย์ที่มองเห็นทิวทัศน์ข้างนอกตัวรถเป็นแค่สีดำ ๆ ที่มีแสงเป็นดวง ๆ วิ่งผ่านหน้าไปก็เริ่มรู้สึกเบื่อในระหว่างนั้นยูมิน่าก็ถามโทยะว่าโลกฝั่งนี้จะสามารถสร้างรถไฟใต้ดินได้บ้างหรือเปล่า ซึ่งโทยะก็บอกว่าน่าจะสร้างได้แต่ว่าค่าก่อสร้างน่าจะแพงมากกว่าสร้างรถไฟธรรมดาเยอะทั้งค่าวัสดุและค่าจ้างคนงานแม้ว่าเดินทีโทยะตั้งใจจะทำรถไฟใต้ดินที่บรุนฮิวขึ้นมาด้วยพลังของตัวเองก็ตามแต่แน่นอนว่าโดนโคซากะเบรคไว้ก่อนจึงต้องพับโครงการไปเมื่อรถไฟแล่นออกจากอุโมงค์มาทิวทัศน์ที่ด้านนอกก็สามารถมองเห็นทะเลได้ซึ่งเด็ก ๆ ก็ตื่นตาตื่นใจกับภาพนั้นมากซึ่งฮิวด้าก็เสนอความคิดที่จะมาเที่ยวทะเลกันทั้งครอบครัวเมื่อเด็ก ๆ ทุกคนกลับมารวมตัวกันแล้วซึ่งลินเน่กับคูนก็ตอบรับข้อเสนอนั้นอย่างรวดเร็ว
.
และเมื่อพูดถึงการกลับมารวมตัวก็ทำให้นึกถึงยาคุโมะว่าตอนนี้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนซึ่งก็น่าจะรีบกลับมาได้แล้วซึ่งยาเอะก็ค่อนข้างจะโกรธกับเรื่องที่ลูกไม่ยอมกลับบ้านอยู่พอควรถึงกับบอกว่าถ้ากลับมาเมื่อไหร่จะต้องลงโทษทำเอาเหล่าเด็ก ๆ เสียวก้นกันเป็นแถวเพราะทุกคนเคยโดนยาเอะทำโทษด้วยการตีก้นมาแล้วทั้งนั้นว่าแล้วยาเอะก็พูดไปถึงคุองกับลูกสาวคนสุดท้องที่ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกของซูหรือยูมิน่าด้วยความเป็นห่วงเพราะสำหรับลูกสาวของเธอนั้นนอกจากจะอายุมากสุดก็ยังมีฝีมือดาบและเวทเกทถ้าเกิดอะไรขึ้นก็น่าจะเอาตัวรอดได้แต่เด็กอีกสองคนนั้นจะเป็นยังไงจะโดนคนไม่ดีล่อลวงหรือเปล่าแต่แล้วอลิสที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็หัวเราะและบอกว่าคุองไม่มีทางโดนคนไม่ดีล่อลวงได้หรอกเพราะเขามีเนตรมารที่สามารถแยกแยะคนดีคนชั่วได้ แต่พูดไม่ทันจบเด็ก ๆ คนอื่นก็รีบพากันกระโจนเข้าไปปิดปากอลิสแต่ก็สายเกินไปเพราะทั้งโทยะและยูมิน่าได้ยินประโยคเมื่อกี้เรียบร้อยแล้วยูมิน่าจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นและเดินไปหาอลิสบรรยากาศรอบตัวยูมิน่าตอนนี้น่าพรั่นพรึงจนเด็ก ๆ ทุกคนต้องหลีกทางให้ราวเป็นโมเสกแหวกทะเลแม้แต่เอนเด้ก็ช่วยอลิสไม่ได้และเมื่อโดนถามอลิสก็พยักหน้าแทนคำตอบว่าเป็นไปตามที่ได้พูดไปดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่าคุองนั้นก็คือลูกชายของยูมิน่านั่นเองซึ่งซูก็บ่นเสียดายนิดหน่อยส่วนยูมิน่าดีใจสุดขีดเพราะในฐานะราชินีลำดับที่หนึ่งการให้กำเนิดรัชทายาทที่สืบต่อสกุลเป็นคนต่อไปนั้นสำคัญยิ่งซึ่งการให้กำเนิดลูกชายก็เท่ากับว่าเธอทำหน้าที่นั้นสำเร็จแล้วเรืยกได้ว่าอารมณ์ดีใจของยูมิน่าพุ่งสูงจนหยุดไม่อยู่ ส่วนเรื่องเนตรมารของคุองนั้นไม่ได้เหมือนกับของแม่ซะทีเดียวมันมีความแตกต่างอยู่แถมยังค่อนข้างโกงพอสมควรแต่คูนไม่ยอมเล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังมากนักและบอกว่าเมื่อคุองเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจเองหลังจากนั้นซูก็เริ่มถามถึงลูกสาวของตัวเองซึ่งตอนนี้รู้แล้วว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกสาวคนสุดท้องจากปากคำของเอลน่าแต่แล้วในตอนนั้นดยุดออทรินเด้ก็ถามเกี่ยวกับสิ่งที่โทยะคุยกันโดยเฉพาะเรื่องลูกสาวของซูนั้นมันหมายความว่ายังไง ซึ่งโทยะก็ดันลืมไปสนิทเลยว่าดยุคออทรินเด้ก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วยดังนั้นเรื่องที่คุยกันไปเมื่อกี้ดยุคอทรินเด้คงได้ยินไปหมดแล้ว จะทำยังไงกันดีละทีนี้
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 6 (512- 520) เมื่อไม่สามารถจะหาทางกลบเกลื่อนอะไรได้แล้วท้ายที่สุดแล้วโทยะก็เล่าความจริงเรื่องเกี่ยวกับลูก ๆ ของเขาที่เดินทางมาจากอนาคตใหดยุดออทรินเด้กับเอเลนแม่ของซูฟังในที่สุดซึ่งแต่เดิมโทยะมีแผนที่จะบอกให้ฟังหลังจากที่ลูกของซูเดินทางมาถึงแล้วแต่ในเมื่อความแตกไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ เด็กจึงถอดอุปกรณ์แปลงโฉมออกและแสดงรูปลักษณ์แท้จริงให้ได้เห็นซึ่งแน่นอนว่าเด็ก ๆ แต่ละคนนั้นหน้าตาถอดแบบมาจากแม่กันทุกคนจึงทำให้ยากที่จะปฏิเสธความจริงที่กล่าวมาข้างต้นหลังจากนั้นดยุคออทรินเด้ก็สอบถามเกี่ยวกับลูกสาวของซู ซึ่งตัวซูก็เป็นคนตอบคำถามข้อนั้นเองโดยบอกว่าตอนนี้ลูกสาวของยาเอะ ลูกชายของท่านพี่ยูมิน่าและลูกสาวของเธอนั้นยังเดินทางมาไม่ถึงบรุนฮิวแต่ก็น่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกนี้แล้วพอได้ยินแบบนั้นทั้งดยุดออทรินเด้และเอเลนก็ต่างพากันตกใจด้วยความเป็นห่วงหลาน แต่โทยะก็บอกว่าเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะลูกของเขาแต่ละคนมีความสามารถอยู่ในระดับนักผจญภัยระดับเงินและระดับทองกันทั้งนั้น หลังจากนั้นดยุคออทรินเด้ก็เริ่มถามข้อมูลเกี่ยวกับลูกสาวของซูจากอลิสซึ่งอลิสก็หลุดปากออกมาว่าสเตฟนั้นอายุห้าขวบแต่พอรู้ตัวว่าหลุดชื่อออกไปอลิสก็พยายามที่จะไม่ตอบอะไรอีก
.
ตอนแรกโทยะก็เดา ๆ สเตฟนั้นอาจจะเป็นชื่อย่อมาจากสเตฟานี่แต่สุดท้ายอาเชียก็เป็นคนเฉลยว่าชื่อเต็มของสเตฟก็คือ “สเตฟาเนีย” และยังถือเป็นคนที่ทักษะด้านการป้องกันสูงที่สุดในบรรดาพี่น้องเพราะเธอสืบทอดเวทพริซันมานั่นเองนอกจากนี้ก็ยังมีเวทแอคเซลอีกด้วยดังนั้นถ้าตั้งใจจะหนีก็คงยากที่จะมีคนตามทันแต่คูนกับลินเน่ก็บอกโดยปกติแล้วสเตฟไม่ได้ใช้แอคเซเพื่อหนีหรอกแต่จะใช้เป็นท่า “สเตฟร็อคเก็ต” ซะมากกว่าซึ่งสเตฟร็อคเก็ตนี้ถือเป็นท่าโจมตีเฉพาะตัวของสเตฟโดยจะใช้พริซันหุ้มตัวเองไว้แล้วใช้แอคเซลเร่งความเร็วเพื่อพุ่งชนศัตรู (หลัก ๆ ก็คือเอาหัวโหม่งใส่กลางตัวศัตรูนั่นแหละ) พอได้ยินแบบนั้นทั้งดยุดออทรินเด้และเอเลนก็ทำสีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันหลังจากนั้นดยุคออทรินเด้ก็ได้ถามว่าโทยะได้บอกเรื่องนี้กับราชาแห่งเบลฟาสหรือยังซึ่งโทยะก็ตอบไปว่ายังไม่ได้บอกเพราะตั้งใจว่าจะบอกให้รู้ตอนที่หลานเดินทางมาถึงแล้วจะได้พบหน้ากันได้ทันทีส่วน จักรพรรดิ์แห่งเรกุรุส ราชาแห่งเรสเทียแล้วก็จอมปิศาจเซโนอัสนั้นได้บอกให้รู้ไปแล้วหลังจากนั้นดยุดออทรินเด้กับภรรยาก็เฝ้ารอที่จะได้พบหลานสาวด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นโทยะก็บอกเรื่องของคุองลูกชายของยูมิน่านั้นเขาจะเป็นคนไปบอกราชาแห่งเบลฟาสเองเมื่อคุองเดินทางมาถึงบรุนฮิว หลังจากนั้นยูมิน่าก็ทำการสอบปากคำเอลน่าเกี่ยวกับเรื่องของคุองแต่เอลเซ่รีบเข้ามาห้ามไว้เพราะแรงกดดันของยูมิน่าทำเอาเอลน่าตาเหลือกไปแล้วนั่นเองส่วนโทยะก็ต้องเข้ามาทำให้ยูมิน่าเย็นลงพลางคิดไปถึงยาคุโมะซึ่งยังไม่ยอมกลับบ้านถ้าเกิดโผล่มาเจอกับยาเอะเข้าคงโดนฟาดก้นลายแหงแซะ
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของยาคุโมะที่กำลังเดินทางร่วมกับโปรเฟสเซอร์ขณะนี้ทั้งสองเดินทางเข้ามายังไอเซนกัลด์โดยอาศัยเรือข้ามมาจากฝั่งของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้และได้มุ่งหน้าไปยังเมืองไอเซนบรุคเมืองหลวงเก่าของไอเซนกัลด์ซึ่งไม่มีรถม้าหรือระบบขนส่งใด ๆ เดินทางไปที่นั่นแล้วดังนั้นจึงต้องอาศัยการเดินเท้าไปอย่างเดียวและระหว่างทางก็มักจะมีพวกโจรออกมาโจมตีแบบนี้แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับยาคุโมะเพราะเธอสามารถจัดการกับเหล่าโจรที่เข้ามาจู่โจมได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร (ฆ่าตายเรียบ) ซึ่งตลอดระยะทางที่เดินทางไปนั้นยาคุโมะจัดการพวกโจรไปแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนแต่ยาคุโมะก็รู้สึกแปลก ๆ กับผู้คนที่เข้ามาโจมตีอยู่เล็กน้อยเพราะดูเหมือนกับว่าคนเหล่านี้ดูไม่มีสติสัมปชัญญะกันซักเท่าไหร่เธอจึงลองค้นสิ่งของที่อยู่ในภายในตัวของโจรดูอย่างเช่นกระเป๋าสตางค์พอโปรเฟสเซอร์เห็นภาพนั้นก็ออกปากเตือนว่ามันดูไม่ดีมันเหมือนกับว่ายาคุโมะเป็นโจรชิงทรัพย์เสียเองเลยแต่เธอก็แย้งว่าเธอค้นกระเป๋าพวกนี้ไม่ใช่เพราะต้องการเงินและแล้วเธอก็พบกับสิ่งนั้นตามที่คาดไว้สิ่งนั้นก็คือผงสีทองหรือก็คือยาสีทองนั่นเอง โดยยาคุโมะได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวจริงของเจ้าผงสีทองนี้ให้โปรเฟสเซอร์ฟังว่าสิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับยาเสพติดเมื่อเสพเข้าไปแล้วก็แรก ๆ ก็จะรู้สึกดีแต่เมื่อเสพไปมาก ๆ เข้าก็จะเริ่มกลายเป็นคนก้าวร้าวคุมสติไม่ได้และก็ตายในที่สุด และที่มาที่ไปของยาพวกนี้ก็เริ่มต้นมาจากโรคดอกไม้สีทองที่เกิดแพร่ระบาดขึ้นในไอเซนกัลด์ และคนที่อ้างตัวว่าเป็นสาวกเทพมากก็ได้เป็นคนแพร่กระจายยานี้ไปทั่วไอเซนกัลด์โดยบอกว่ามันคือยารักษาโรคดอกไม้สีทองและหลังจากนั้นมันก็เริ่มแพร่กระจายไปยังอาณาจักรที่อยู่รอบ ๆ อย่าง ราซ กัลดิโอ้ สเตรน ออลเฟน ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวในครั้งนี้ดูจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งลำพังยาคุโมะเพียงคนเดียวก็คงทำอะไรไม่ได้มากนักกับเรื่องนี้ซึ่งเจ้าตัวก็รู้เรื่องนี้ดีแต่ถ้าจะกลับบ้านไปโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรติดมือกลับไปเลยก็คงจะไม่ดีเป็นแน่
.
หลังจากนั้นพวกยาคุโมะก็ออกเดินทางต่อเป็นเวลาอีกครึ่งวันจนสามารถมองเห็นจุดที่เคยเป็นสถานที่ที่โทยะจัดการกับเทพมารโดยที่นั่นยังคงมีร่องรอยเหลือให้เห็นอย่างชัดเจนที่จุดนั้นยังคงเหลือหลุมขนาดใหญ่มหึมาอยู่ที่นั่นก็คือซากของอดีตเมืองหลวงไอเซนบรุคซึ่งสภาพเมืองตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับเมืองที่โดนลาวาภูเขาไฟถล่มใส่ทว่าในระหว่างที่กำลังเดินสำรวจเมืองที่ล่มสลายอยู่นั้นยาคุโมะก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงได้ดึงโปรเฟสเซอร์ให้เข้ามาหลบแถว ๆ อาคารที่อยู่ใกล้ ๆ สิ่งที่ยาคุโมะสังเกตเห็นคือมอนสเตอร์ที่เธอกับโปรเฟสเซอร์ไม่รู้จัก มันมีปีกเหมือนค้างคาว มีหางยาวและมีผิวดำ ๆ ดูเหมือนเกราะมีเขาสองเขางอกอยู่บนหัวไม่แน่ใจว่ามันคือปิศาจที่ถูกใครบางคนอัญเชิญมาหรือเปล่า แต่พอลองสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ บนตัวมันเป็นอะไรที่ดูเหมือนเครื่องจักรมากกว่าสิ่งมีชีวิตประหนึ่งว่าเป็นโกเลมที่ผสมกับปิศาจมากกว่าหรือถ้าให้พูดกันจริง ๆ มันน่าจะเป็นพวกไซบอร์กมากกว่าและเจ้าปิศาจไซบอร์กตัวนี้มันก็แสดงท่าทางเหมือนกับว่ากำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ยาคุโมะจึงบอกให้โปรเฟสเซอร์ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก่อนส่วนเธอจะลองเข้าไปดูลาดเลาก่อนซึ่งยาคุโมะนั้นได้ร่ำเรียนวิชานินจามาจากซึบากิตั้งแต่เด็กดังนั้นเธอจึงใช้ทักษะนั้นค่อย ๆ ลอบเข้าไปใกล้ ๆ และค่อย ๆ สะกดรอยตามเป้าหมายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นว่าเป้าหมายหายเข้าไปภายในสถานที่ที่ดูเหมือนโรงงานร้างแห่งหนึ่งจากนั้นเธอก็ค่อย ๆ ลอบเข้าไปที่ด้านหลังของโรงงานและจึงค่อยแอบดูภายในโรงงานจากรอยแตกของกระจกหน้าต่างและเธอก็พบว่ามีสิ่งที่เหมือนกับแมลงที่เป็นหินค่อย ๆ ถูกลำเลียงอยู่บนสายพานจำนวนมากซึ่งจากคำบอกเล่าของพ่อกับบรรดาแม่ ๆ ของเธอยาคุโมะคิดว่านี่อาจจะเป็นพวกเฟรซกลายพันธ์ุที่หลังจากสูญเสียพลังเทพมารไปมันก็กลายสภาพเป็นหินแต่สิ่งที่ยาคุโมะสงสัยคือเจ้าพวกนั้นต้องการจะทำอะไรกับพวกกลายพันธุ์เหล่านี้
.
แต่ในระหว่างนั้นยาคุโมะก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างจากพวกปิศาจไซบอร์กที่เดินไปมาอยู่ในโรงงาน รูปร่างดูเป็นสตรีเพศแต่ตัวด้วยชุดสไตล์คล้าย ๆ ของรีนแต่ตรงบริเวณหน้าอกดูสะบึ้มกว่ามากกระโปรงสั้นโชว์สายรัดถุงน่องและยังสวมหน้ากากโดมิโน่ที่ทำจากเหล็กปิดบังใบหน้าไว้ด้วยที่เอวก็มีอาวุธเป็นกระบองสีส้มห้อยเอาไว้ยาคุโมะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากตัวผู้หญิงคนนั้นและค่อนข้างแน่ใจว่าเธอเป็นสาวกเทพมารแน่นอน และในระหว่างนั้นสาวกเทพมารก็ได้หยิบกระบองของตนเองขึ้นมาและทำการทุบไปที่ซากที่เป็นหินของพวกกลายพันธุ์อย่างบ้าคลั่งจนซากนั้นแหลกเละเหลือเพียงแก่นข้างในที่มีขนาดเท่ากับลูกเบสบอลและพอเอากระบองทุกลงไปที่แก่นนั้นอีกทีแก่นที่เป็นหินก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นสีทองจากนั้นก็ทำการทุบแก่นนั้นให้แหลกเป็นผงและปล่อยให้ร่วงหล่นลงไปบนวงเวทและผงพวกนั้นกลายสภาพเป็นยาสีทองตอนนี้ยาคุโมะรู้แล้วว่ายาสีทองพวกนั้นทำมาจากแก่นของพวกเฟรซกลายพันธุ์นั่นเองทว่าในระหว่างที่กำลังซุ่มแอบดูอยู่นั้นเธอเผลอดันมือไปข้างหน้ามากเกินไปทำให้กระจกหน้าต่างที่แตกอยู่เลื่อนหลุดออกมาและตกลงไปที่พื้นทำให้เกิดเสียงและทำให้คนที่อยู่ในโรงงานมองเห็นตัวเธอและเมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวแล้วก็ส่งไซบอร์กปิศาจพวกนั้นออกมาจู่โจมยาคุโมะในทันทีฝ่ายยาคุโมะก็รีบหันหลังเผ่นจากโรงงานร้างในทันทีเช่นกันทว่าวิ่งไปได้นิดเดียวยาคุโมะก็ต้องหยุดวิ่งเพราะมีไซบอร์กปิศาจมาดักหน้าไว้ส่วนพวกที่พุ่งทะลุหน้าต่างออกมาก็ไล่ตามมาอย่างรวดเร็วยาคุโมะจึงต้องหันมาต้องสู้ป้องกันตัวเอง
.
ฝ่ายไซบอร์กปิศาจใช้กรงเล็บที่คมกริบโจมตีใส่แต่ยาคุโมะก็โต้กลับด้วยดาบคริสตัลของเธอและตัดร่างอีกฝ่ายเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดายเลือดสีฟ้าพุ่งทะลักออกมาจากร่างที่โดนตัดขาดนั้นทว่าในระหว่างนั้นสาวกเทพมารที่ใช้กระบองสีส้มเป็นอาวุธก็ลอบเข้ามาโจมตีจากด้านหลังโชคดีที่ยาคุโมะไหวตัวทันจึงใช้ดาบของเธอรับเอาไว้ทันแต่กระบองสีส้มนั้นกลับไม่โดนตัดขาดทั้ง ๆ ที่ตามปกติถ้าไม่ใช้อาวุธที่สร้างจากผลึกเฟรเซี่ยมเหมือนกันจะไม่มีทางต้านเอาไว้ได้นั่นจึงหมายความว่ากระบองสีส้มนี้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าดาบผลึกคริสตัลของยาคุโมะ ซึ่งทางด้านของสาวกเทพมารก็แปลกใจที่ดาบของเด็กน้อยไม่ถูกทำลายด้วย “ฮาโลวีน” ของเธอเช่นกันและจากการพูดคุยกันหญิงหน้ากากเหล็กก็ได้พูดชื่อของสาวกเทพมารที่ยาคุโมะเคยปะทะด้วยเมื่อก่อนหน้านี้ว่าชื่อ “อินดิโก้” และหลังจากนั้นสาวกเทพมารตนนี้ก็กระหน่ำฟาดกระบองใส่ยาคุโมะอย่างรวดเร็วและรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วนแม้ว่ายาคุโมะจะรับการโจมตีเอาไว้ได้แต่พลังโจมตีแต่ละครั้งก็ส่งแรงกระแทกมายังแขนทั้งสองข้างของยาคุโมะอย่างต่อเนื่องจนผิดสังเกต ยาคุโมะจึงอาศัยจังหวะหลบการโจมตีออกมาทำให้การโจมตีของอีกฝ่ายพลาดเป้าและเมื่อกระบองฟาดลงไปโดนพื้นก็เกิดหลุมใหญ่ขึ้นมาในทันที และยาคุโมะก็รู้ถึงความสามารถพิเศษของกระบองสีส้มอันนั้นว่ามันสามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักของตัวกระบองได้เพราะมันเป็นแพทเทิ้ลเดียวกับที่ลินเน่น้องสาวของเธอใช้นั่นเอง
.
ตอนนี้ยาคุโมะโดนไซบอร์กปิศาจล้อมกรอบแถมยังมีสาวกเทพมารที่เป็นศัตรูที่รับมือลำบากอีกด้วยงานนี้ดูจะยากเกินไปสำหรับยาคุโมะซึ่งตัวเธอก็รู้ดีว่าสู้ต่อไปก็มีแต่จะเสียเปรียบตอนนี้เธอไม่มีความพร้อมพอแถมยังมีคุณปู่โปรเฟสเซอร์อยู่ด้วยถ้าปะทะกันต่อปู่แกคงได้รับอันตรายแน่ถ้าเธอจึงตัดสินใจเปิดเกทที่เท้าตัวเองเพื่อกลับไปหาโปรเฟสเซอร์แม้จะรู้สึกเจ็บใจที่ต้องเลือกที่จะหนีแต่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้และสีหน้าตกใจของสาวกเทพมารตอนที่เห็นเธอวาร์ปหนีก็ทำให้ยาคุโมะรู้สึกสะใจนิด ๆ เมื่อยาคุโมะมาปรากฏตัวตรงหน้าแบบกระทันหันปู่โปรเฟสเซอร์ก็ตกใจพอสมควรแต่พอเห็นว่าเป็นยาคุโมะก็เลยตั้งสติกลับมาได้ซึ่งยาคุโมะก็บอกว่าโดนศัตรูพบตัวเข้าแล้วต้องรีบหนีด่วนในขณะที่พวกปิศาจกำลังบินไล่ตามมาโดยมีสาวกเทพมาอยู่ในกลุ่มด้วย เมื่อตรึงตรองดูสภาพการณ์ตัวเองพร้อมถึงนึกถึงคำสอนของพ่อทีว่า “ถ้าใช้หมด 36 กลยุทธแล้วยังไม่ชนะก็ถอยทัพซะดีกว่า” แม้ว่ายาคุโมะจะไม่เข้าใจว่าไอ้ 36 กลยุทธมันคืออะไรก็ตามแต่สถานการณ์ตอนนี้ถอยก่อนดีที่สุดเธอจึงเปิดเกทพาโปรเฟทเซอร์พร้อมทั้งเหล่าโกเลมของปู่และตัวเองเผ่นหนีก่อน แม้ว่าในขณะที่กำลังจะโดดเข้าเกทจะโดนไซบอร์กปิศาจยิงโซ่มาจับตัวไว้แต่เธอก็ใช้ดาบฟันโซ่ขาดและหลบการโจมตีจากกระบองของสาวกเทพมารได้อย่างฉิวเฉียดแม้ว่าสถานที่ตรงนั้นจะถล่มยับแต่ยาคุโมะก็หลบหนีไปได้สำเร็จ ยาคุโมะและโปรเฟสเซอร์โดดผ่านเกทมาโผล่ที่บริเวณตรอกใกล้กับสถานสายหลักที่ไม่ห่างจากจตุรัสที่มีหอนาฬิกาตั้งอยู่มากนัก มองเห็นปราสาทตั้งตระหง่านอยู่บนเนินอย่างชัดเจนซึ่งปลายทางที่เกทนั้นพามาก็คือ “ราชรัฐบรุนฮิว” บ้านเกิดของยาคุโมะนั่นเอง
.
ตอนนี้ยาคุโมะรู้สึกมืดมนขึ้นมาทันทีเพราะเธอเผลอเปิดเกทกลับมาบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจทั้งนี้เพราะความฉุกละหุกของเหตุการณ์เธอจึงคิดจะหนีไปยังที่ที่ปลอดภัยที่สุดผลสุดท้ายก็เลยมาโผล่ที่ตรอกที่พวกเธอกับพวกน้อง ๆ มาด้วยกันบ่อย ๆ พอคุณปู่โปรเฟสเซอร์จำได้ว่าที่นี่คือบรุนฮิวเขาก็บอกกับเด็กสาวว่าเขารู้จักกับราชาที่นี่ดีดังนั้นที่นี่ปลอดภัยแน่ส่วนยาคุโมะก็บอกว่าเธอก็รู้จักราชาของที่นี่ดีเหมือนกัน เดิมทียาคุโมะก็ตั้งใจว่าหลังจากรวบรวมข้อมูลของสาวกเทพมารได้แล้วก็จะกลับพบพ่อกับแม่ในยุคนี้อยู่แล้วแต่เพราะไม่ได้ติดต่อกลับมาเลยเป็นเวลานานเธอก็รู้สึกกลัว ๆ เหมือนกันบวกกับตอนนี้เริ่มจะหิวแล้วยาคุโมะจึงชวนคุณปู่โปรเฟสเซอร์แวะหาอะไรทานก่อนแต่โปรเฟสเซอร์บอกว่าจะพาไปร้านดี ๆ ว่าแล้วก็นำทางไปซึ่งร้านที่ว่านั้นก็คือโรงแรมจันทราสีเงินแต่สำหรับยาคุโมะแล้วที่นั่นถือว่าเป็นสถานที่อันตรายเพราะเจ้าของร้านก็สนิทกับพ่อเธอแถมยังมีอัศวินในสังกัดแวะเวียนไปประจำถ้าคนพวกนั้นรู้เรื่องของเธอเข้าต้องแจ้งให้พ่อเธอทราบแน่แล้วพ่อก็ต้องแจ้นมาในพริบตาแน่นอนว่าแม่ก็คงมาด้วยแต่ยาคุโมะก็ไม่ได้หลบเลี่ยงไปเพราะเธอต้องการเวลาพักซักเล็กน้อยแต่ทว่ายาคุโมะกลับลืมบางสิ่งที่สำคัญมาไปสิ่งนั้นก็คือแมวที่อยู่ทั่วเมืองนี้ตอนนี้แมวเหล่านั้นกำลังจับตาดูเธออยู่และรายงานกลับไปให้เจ้านางของพวกมันที่อยู่ที่ปราสาท ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นรถไฟวิถีเวทก็ไปหยุดพักที่สถานีพริสตันที่อยู่ในเขตริฟริสและกำลังจะมุ่งหน้ายังเบรุนซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายและการทริปการเดินทางทดสอบรถไฟของพวกโทยะก็จะเสร็จสิ้นที่สถานีนั้นซึ่งภาพรวมทั้งหมดก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าตัวรถไฟไม่มีปัญหาอะไรและน่าจะเปิดให้บริการได้
.
ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามที่คาดการณ์หลังจากนี้สายต่าง ๆ ก็จะเริ่มทำการเดินรถตาม ๆ กันมาและการเดินทางไปมาระหว่างอาณาจักรต่าง ๆ ก็จะสะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอนธรุกิจนำเที่ยวก็น่าจะขยายตัวขึ้นมาตามลำดับซึ่งยูมิน่าก็ได้พูดถึงความเร็วอันน่าอัศจรรย์ของรถไฟนี้ที่สามารถเดินทางจากอเรฟิสมาถึงเบรุนได้ในเวลาแค่ห้าชั่วโมงถ้าใช้รถม้าตามปกติก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายวันแท้ ๆ ซึ่งโทยะเสริมตรงจุดนี้ด้วยว่าถ้าคิดถึงค่าใช้จ่ายแล้วรถไฟถือว่ามีราคาที่ถูกมากกว่าเขามั่นใจว่าผู้คนจะมาใช้บริการอย่างล้นหลามแน่ ในระหว่างนั้นเองโคฮาคุก็โทรจิตมารายงานเรื่องที่ว่าพบเด็กผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายกับยาเอะอยู่ภายในเมืองทำให้โทยะตกใจจนเผลอส่งเสียงออกมาทำให้คนรอบ ๆ ข้างพากันสงสัยโทยะจึงบอกเรื่องที่โคฮาคุรายงานมาให้ทุกคนทราบเมื่อได้ฟังเช่นนั้นยาเอะก็ลุกขึ้นอย่างพรวดพราดในทันที จากนั้นโทยะก็สอบถามถึงตำแหน่งปัจจุบันของยาคุโมะซึ่งโคฮาคุก็บอกว่าจากรายงานที่ได้รับบอกว่ายาคุโมะไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ปราสาทแต่กำลังไปทางอื่นส่วนตัวโคฮาคุก็กำลังไล่ตามไป ยาเอะร้อนใจมากจึงได้บอกให้โทยะรีบกลับไปที่บรุนฮิวโดยเร็วซึ่งตอนแรกโทยะก็จะรีบเปิดเกทกลับไปแต่ดยุคออทรินเด้ห้ามไว้ก่อนเพราะที่สถานีปลายทางมีราชาริฟริสรออยู่ถ้าหากไปถึงแล้วโทยะไม่ลงไปพบมันจะเป็นการเสียมารยาทมาก ๆ และอาจส่งผลไม่ดีตามมาทีหลัง เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ลินเซ่จึงเสนอว่าให้ส่งยาเอะกลับไปก่อนเพราะการพบปะนั้นสำคัญที่ตัวโทยะที่เป็นราชาของอาณาจักรส่วนราชินีนั้นถึงจะอยู่ไม่ครบก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ซึ่งดยุคออทรินเด้ก็เห็นด้วยขอให้ตัวโทยะอยู่ส่วนราชินีคนหนึ่งที่ไม่อยู่ในงานยังพอหาเรื่องแถว่าสภาพร่างกายไม่ดีเลยไม่ได้มาด้วยก็คงพอไหวอยู่ ดังนั้นยาเอะจึงพูดขึ้นว่าตอนนี้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเลยขอกลับไปก่อนโทยะเลยเปิดเกทส่งยาเอะกลับไปโดยมีเฟรย์ติดตามยาเอะไปด้วยเพื่อไปช่วยตามจับตัวยาคุโมะด้วยอีกแรงแต่ก่อนจะส่งกลับไปโทยะก็บอกให้ยาเอะใจเย็น ๆ เอาไว้ด้วยซึ่งยาเอะก็บอกว่าเธอเย็นอยู่แล้วหลังจากนั้นยาเอะกับเฟรย์ก็ข้ามเกทกลับไปบรุนฮิวไปส่วนรถไฟก็มุ่งหน้าสู่เบรุน
.
กลับมาทางด้านของยาคุโมะเพราะโปรเฟสเซอร์นั้นมุ่งหน้าไปพบกับเอลก้าที่อยู่ที่ปราสาทดังนั้นยาคุโมะจึงแยกทางกับโปรเฟสเซอร์เดินอยู่ที่เมืองรอบปราสาทเพราะเธอยังไม่อยากกลับไปที่นั่นในระหว่างที่ยาคุโมะกำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อไปดีจะไปขออนุญาติแม่ออกเดินทางต่อดีไหม แต่แล้วยาเอะก็มาดักรออยู่แล้วเมื่อยาคุโมะเผชิญหน้ากับยาเอะผู้เป็นแม่แม้ว่าจะดูอ่อนวัยกว่าในสมัยของเธอแต่คนที่อยู่ตรงหน้านี้คือแม่ของเธอไม่ผิดแน่ ยาคุโมะคิดจะเปิดเกทหนีแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าทำแบบนั้นก็ไม่ต่างกับราดน้ำมันลงกองไฟแม่จะยิ่งโกรธหนักแน่ยาคุโมะจึงทำได้แค่ยืนนิ่งราวกับกบที่โดนงูจ้องและทำได้เพียงแค่หลับตารอรับชะตากรรมแต่ผิดคาดที่แม่ไม่ได้เข้ามาตีเธอแต่กลับเข้ามากอดแทนและบอกว่าในที่สุดก็ได้พบกันซักทีส่วนยาคุโมะก็กำลังจะเอ่ยคำขอโทษที่ทำให้แม่เป็นห่วงจึงโดนเฟรย์ล้อว่าพี่เขินใหญ่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นยาเอะก็กอดยาคุโมะแน่นไม่ยอมปล่อยแถมยังกอดแน่นขึ้นและบอกว่าทำให้เป็นห่วงแบบนี้ยาคุโมะเป็นเด็กไม่ดีเลยนะ จากนั้นยาเอะก็ออกแรงกอดรัดแรงขึ้นจนยาคุโมะร้องว่าเจ็บกันเลยทีเดียวจากนั้นน้ำเสียงขอยาเอะก็เปลี่ยนไปเป็นโทนเสียงที่เยือกเย็นและบอกว่า เด็กไม่ดีต้องโดนลงโทษซึ่งนั่นก็ทำเอายาคุโมะถึงสั่นสะท้านเลยทีเดียว คิดถึงตอนที่ตัวเองกลับบ้านผิดเวลา นึกถึงตอนที่ตัวเองโกหกเพื่อกลบเกลื่อนความผิด นึกถึงตอนที่เธอทำเรื่องไม่ดีกับคนที่ปราสาทเธอก็ได้รับโทษแบบเดียวกันและครั้งนี้เธอก็กำลังจะโดนแบบนั้นจึงพยายามร้องขอแม่สุดชีวิตและพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดของแม่แต่ไร้ผล จึงต้องร้องให้เฟรย์ช่วยแต่ว่าน้องสาวของเธอก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ยาคุโมะจึงโดนยาเอะอุ้มกลับปราสาทไปโดยระหว่างนั้นยาคุโมะก็ได้แต่ตะโกนเรียกให้พ่อที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ให้มาช่วยเธอแต่ก็เปล่าประโยชน์แม้ว่าความเป็นจริงแล้วโคฮาคุจะส่งโทรจิตไปบอกโทยะก็ได้แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ทำเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
.
หลังจากเสร็จภาระกิจโทยะก็รีบพาทุกคนกลับปราสาทโดยใช้เกททันทีที่กลับมาถึงก็พบยาเอะนั่งรอต้อนรับทุกคนอยู่ในห้องนั่งเล่นส่วนยาคุโมะนอนอยู่บนโซฟาโดยมีเฟรย์คอยเอาถุงน้ำแข็งประคบก้นให้อยู่สรุปก็คือยาคุโมะโดนแม่ตีก้นไปตามระเบียบพอโทยะถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นยาเอะจึงบอกว่าแค่ลงโทษลูกสาวที่หนีออกจากบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ ส่วนยาคุโมะก็แย้งมามาเบา ๆ ว่านิด ๆ หน่อย ๆ ที่ไหนกันแต่พอโดนยาเอะเรียกชื่อเท่านั้นยาคุโมะก็ลุกพรวดขึ้นมาและก้มกราบและกล่าวขอโทษทุกคนที่ทำให้เป็นห่วงทันทีหลังจากนั้นโทยะก็ร่ายเวทรักษาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บให้กับลูกสาวซึ่งยาคุโมะก็ขอบพระคุณพ่อของเธอทันทีเมือโทยะมองดูหน้ายาคุโมะแล้วก็เหมือนลูกคนอื่น ๆ ที่เหมือนกับแม่เอามาก ๆ พลางคิดว่าตอนนี้ลูก ๆ ก็กลับมารวมตัวกันที่บรุนฮิวเจ็ดคนแล้วเหลือแค่ลูกชายกับลูกสาวคนสุดท้องเท่านั้นที่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน หลังจากนั้นโทยะก็ได้ลองใช้พลังเทพผนวกเข้ากับเวทเซิร์จเพื่อลองตามหาพวกสาวกเทพมารดูเพราะคิดว่าน่าจะทะลวงผ่านบาเรียที่เป็นเวทมนตร์ปกติได้แต่ว่ามันก็ไร้ผลเช่นเดิมมันจึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกนี้อาจจะไม่หลบซ่อนอยู่ในโลกนี้แต่หลบซ่อนอยู่ในช่องว่างมิติแบบเดียวกับพวกเฟรซหรือไม่ก็มีพลังบางอย่างที่ขัดขวางพลังเทพของเขาเอาไว้ได้ ที่เขาเซิร์จหาเรืออาร์คของโครมก็หาไม่เจอจะเพราะเหตุผลนี้เช่นกัน แต่จากข้อมูลที่ได้จากยาคุโมะดูเหมือนว่าตอนนี้พวกสาวกเทพมารกำลังวางแผนกระทำการกระจายยาสีทองให้กับผู้คนไปทั่วโลกอยู่และยาพวกนั้นก็ผลิตมาจากซากของพวกเฟรซกลายพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่หลังจบศึกเทพมารแต่เนื่องจากไม่สามารถจะสืบสาวเรื่องราวต่อไปได้ตอนนี้โทยะจึงยังไม่สามารถจะเคลื่อนไหวอะไรไปได้มากกว่านี้
.
ในระหว่างที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือปราสาทและคิดหาวิธีดำเนินการต่อไปอยู่นั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่ายาคุโมะกำลังประดาบกับยาเอะอยู่ สภาพไม่ต่างจากตอนที่เฟรย์เดินทางมาถึงเลยคิด ๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าลูกสาวของเขาทุกคนนี่ต้องสู้กับแม่ตัวเองจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วหรือยังไงกันเพราะขนาดอาเชียเองก็ยังประลองทำอาหารกับรูเชียเลย และถึงสองแม่ลูกจะประลองกันด้วยดาบไม้แต่โทยะก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงร่อนลงไปที่ลานฝึกซึ่งตอนนี้นอกจากพวกอัศวินแล้วก็ยังมีบรรดาเมดและคนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ในปราสาทมายืนดูการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ด้วยซึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีจูทาโร่พี่ชายของยาเอะรวมอยู่ด้วย โทยะจึงเดินเข้าไปทักทายและพูดคุยกันซึ่งเรื่องของยาคุโมะนั้นโทยะได้บอกให้ครอบครัวของยาเอะได้รับทราบไปก่อนหน้านี้แล้วซึ่งก็เหมือนกับครอบครัวของภรรยาคนอื่น ๆ ที่แม้ว่าจะตกใจนิดหน่อยแต่ก็ยอมรับได้โดยไม่มีปัญหาและท้ายที่สุดแล้วการประลองก็จบลงด้วยชัยชนะของยาเอะสรุปแล้วพวกเด็ก ๆ ก็ยังไม่แกร่งพอจะต่อกรกับแม่ของตนในวัยสาว(ที่คิดว่าน่าจะเก่งน้อยกว่าในอนาคต) ได้ซึ่งเฟรย์ก็บอกว่ายาคุโมะว่าเธอเองก็เอาชนะแม่ไม่ได้เช่นกันซึ่งโทยะก็คิดได้แค่ว่าส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากเหตุที่ว่าเหล่าคุณแม่ของพวกเธอนั้นมีพลังทัดเทียมกับเหล่าเทพบริวารเพราะพลังจากแหวนดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเด็ก ๆ จะไม่สามารถเอาชนะได้แล้วหลังจากนั้นฮิวด้าก็เข้ามาเป็นคู่มือรายต่อไปให้กับยาคุโมะและลาสบอสที่ยาคุโมะต้องเผชิญต่อจากนั้นก็คือโมโรฮะนั่นเองซึ่งแน่นอนว่าโทยะก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรยาคุโมะได้ในสถานการณ์นี้สิ่งเดียวที่ทำได้ก็มีแต่ใช้เวทรีเฟรชช่วยลูกหลังต่อสู้เสร็จแล้วเท่านั้น
.
หลังการฝึกซ้อมจบลงยาคุโมะก็นั่งหมดสภาพอยู่ที่ร้านพาเรนท์พร้อมกันเหล่าน้องสาวโดยมีอลิสพ่วงไปด้วย ซึ่งคูนก็ได้หยอกล้อพี่สาวคนโตว่าเป็นคนดังใหญ่แล้วเพราะหลังจากต้องซ้อมกับยาเอะ ฮิวด้า และโมโรฮะแล้วก็ยังมีพวกคนในกองอัศวินมาขอประมือด้วยอีกหลายคนเรียกได้ว่าทำเอายาคุโมะแทบหมดสภาพจนไม่รู้สึกดีใจที่กลายเป็นคนดังในลักษณะนี้เลยจะเรียกว่าทั้งหมดที่โดนมานั่นเรียกว่าทำโทษจะถูกต้องกว่าซึ่งคูนก็บอกให้ยาคุโมะสำนึกถึงการกระทำตามใจชอบของตัวเองที่ผ่านมาด้วย หลังจากนั้นลินเน่กับอลิสก็สอบถามเกี่ยวกับสาวกเทพมารว่าพวกนั้นแข็งแกร่งไหมและผลการต่อสู้ระหว่างยาคุโมะกับสาวกเทพมารตกลงแล้วชนะหรือแพ้ ซึ่งยาคุโมะก็เล่าให้น้อง ๆ ฟังว่าระหว่างเดินทางเธอได้ปะทะกับสาวกเทพมารไปสองตน ตนหนึ่งมีขวานสีฟ้าเข้มส่วนอีกตนมีกระบองสีส้มเป็นอาวุธ ซึ่งตนแรกมันถอยหนีไปหลังจากปะทะกันส่วนอีกตนเธอเป็นฝ่ายหนีมาก่อนจะรู้ผลซึ่งพอได้ยินว่ายาคุโมะเป็นฝ่ายหนีก็ทำให้น้อง ๆ แปลกใจแต่ยาคุโมะก็บอกว่าเพราะตอนนั้นเธอไม่ได้อยู่ลำพังปู่โปรเฟสเซอร์กับพวกโกเลมของปู่แกก็อยู่ด้วยแต่พูดไม่ทันจบประโยคคูนก็ลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้เพราะได้ยินชื่อโปรเฟสเซอร์เข้าซึ่งคูนอยากจะพบกับโปรเฟสเซอร์มานานแล้วและพอรู้ว่าตอนนี้ปู่แกน่าจะไปพบกับเอลก้าที่ปราสาทเธอก็รีบแจ้นออกจากร้านกลับปราสาทไปทันทีโดยไม่สนใจจะรอกันขนมที่สั่งไว้เลยแต่เฟรย์ก็บอกว่าเดี๋ยวจะจัดการส่วนของคูนให้ หลังจากนั้นทุกคนกลับไปยังหัวข้อที่ว่าสาวกเทพมารนั้นเก่งแค่ไหนซึ่งยาคุโมะก็บอกว่าเรื่องฝีมือยังเทียบเหล่าคุณแม่ไม่ได้แต่พวกนั้นมีความสามารถพิเศษจึงทำให้รับมือได้ลำบากอย่างยัยตัวกระบองสีส้มก็มีสกิลที่เหมือนกับกราวิตี้ของลินเน่ และในระหว่างสู้กันเธอก็สัมผัสได้ถึงจิตเทพมารด้วย
.
แต่หลังจากบริกรยกขนมมาเสิร์ฟแล้วพวกเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันโดยคราวนี้พูดถึงเรื่องของพวกเธอที่เดินทางมาถึงบรุนฮิวอย่างปลอดภัย ซึ่งในบรรดาเด็ก ๆ ทั้งหมดที่มารวมกันตอนนี้ยาคุโมะกับโยชิโนะแทบไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นเพราะใช้เวทเคลื่อนย้ายได้ ส่วนคูนก็ตกลงมาใกล้ ๆ กับบรุนฮิวเดินทางกลับมาได้ในเวลาสั้น ๆ ส่วนอาเชียก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าชายโรเบิร์ตแห่งพานาเชสจึงกลับมาได้ไม่ยากส่วนเอลน่ากับลินเน่นั้นลำบากหน่อยเพราะทำสมาร์ทโฟนตกหายดีที่พวกนกกลับมารายงานโทยะทำให้สามารถเดินทางไปรับกลับมาได้ส่วนเฟรย์แม้จะไปโผล่ถึงเฮลไกอาก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเธอใช้สมาร์ทโฟนติดต่อกลับมาได้และพูดถึงคุองกับสเตฟที่ยังมาไม่ถึงซึ่งก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้ไม่รู้ว่ายังเดินทางมาไม่ถึงหรือว่าทำสมาร์ทโฟนตกหายไปหรือเปล่าจึงยังไม่ติดต่อกลับมาและเมื่อพูดถึงคุองอลิสก็ออกอาการที่ลินเน่เรียกว่า “ป่วยคุอง” ออกมาแทบจะทันทีทั้งนี้ก็เพราะอลิสนั้นชอบคุองในระดับที่เรียกว่าคลั่งไคล้เลยก็ว่าได้เนื่องจากอายุพอ ๆ กันและอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ และถ้าจะถามว่าอลิสเริ่มชอบคุองตั้งแต่เมื่อไหร่และเพราะอะไรก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ เพราะแรกเริ่มเดิมทีมาตรฐานของอลิสก็ค่อนข้างจะแปลก ๆ อยู่แล้วและจากมุมมองของเหล่าพี่สาวคุองเองก็ให้ความสำคัญกับอลิสอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้แสดงออกมาโจ่งแจ้งแบบอลิส แน่นอนว่าสำหรับอลิสแล้วคุองนั้นทั้งแข็งแกร่ง อ่อนโยน และดูดีที่สุดในสายตาเธอและถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์ของคุองกับอลิสก็ต้องบอกว่าได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองขอทั้งสองฝ่ายแล้วยกเว้นแค่เอนเด้เท่านั้นซึ่งในอนาคตหากทั้งสองจะกลายเป็นคู่หมั้นหมายกันก็คงไม่แปลก ซึ่งจุดนี้โทยะก็ได้บอกไว้ว่าให้บรรดาลูก ๆ เลือกคู่ที่จะแต่งงานตามใจตนเองเมื่อถึงเวลาดังนั้นโทยะจึงไม่ได้กำหนดคู่หมั้นให้กับบรรดาลูกสาวของตน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีคนมาสู่ขอลูกสาวของโทยะกันเพียบแต่แน่นอนว่าโทยะปฏิเสธไปหมด
.
หลังจากนั้นก็เริ่มมีการคาดเดากันว่าที่คุองไม่ติดต่อกลับมาซักทีก็คงจะเพราะทำสมาร์ทโฟนตกหายดีไม่ดีสเตฟก็คงจะเหมือนกันเพราะรายนี้ทำสมาร์ทโฟนตกหายเป็นประจำอยู่แล้วและก็เดือดร้อนพ่อออกตามหาให้ทุกทีหลังจากนั้นก็มีการคาดเดากันว่าระหว่างคุองกับสเตฟใครจะกลับมาถึงบรุนฮิวก่อนกันแต่พูดกันตามตรงว่าเหล่าพี่สาวไม่ค่อยกังวลเรื่องสเตฟเท่าไหร่เพราะถ้ามาถึงช่วงเวลานี้เมื่อไหร่เธอก็คงบึ่งมาที่บรุนฮิวทันทีแน่และด้วยพลังพริซันของเธอก็คงไม่มีใครทำอะไรเธอได้ง่าย ๆ ห่วงก็แต่คุองที่รับสืบทอดความสามารถในการดึงดูดปัญหามาหาตัวเองเหมือนกับพ่อนั้นแหละว่าจะไปเจอเรื่องยุ่งยากอะไรอยู่ที่ไหนหรือเปล่าซึ่งในขณะที่บรรดาพี่สาวกำลังจับกลุ่มเมาท์มอยอยู่นั้นคุองก็กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองหลวงของจักรวรรดิ์เรกุรุสทว่าระหว่างทางก็โดนฝูงก็อบบลินที่ขนกันมาทั้ง ก็อบบลินธรรมดา ฮอบก็อบบลิน ก็อบบลินอาเชอร์ ก็อบบลินโซลเยอร์ ก็อบบลินเรนเจอร์ ก็อบบลินเจเนอร์รอล ก็อบบลินลอร์ด และก็อบบลินคิง เรียกได้ว่ามากันทั้งกองทัพยกมาปิดล้อมเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องมันก็มีอยู่ว่าในระหว่างทางที่กำลังนั่งรถม้ากำลังมุ่งหน้าไปเมืองหลวงก็บังเอิญมาจ๊ะเอ๋กับก็อบบลินฝูงใหญ่เข้าให้คนขับรถม้าพยายามขับหนีสุดชีวิตแต่ก็ดูท่าจะไม่พ้นแล้วจู่ ๆ ก็มีผู้โดยสารคนหนึ่งผลักคุองตกลงมาเพื่อหมายจะให้เป็นเหยื่อสังเวยก็อบบลินเพื่อให้พวกเขาหนีรอดไปได้เป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าโคตรขี้ขลาดที่เล็งผลักเด็กที่เดินทางโดยลำพังให้ตกรถลงไปเป็นเหยื่อก็อบบลินเช่นนี้แต่คุองที่แม้จะแปลกใจที่จู่ตัวเองโดนผลักหล่นลงมาแต่ว่าเขาก็ยังมีสติพอที่จะป้องกันตนเองในตอนที่ลงถึงพื้นเขาร่ายสลิปใส่ฝูงก็อบบลินทันทีทำให้พวกมันล้มลงและเด็กน้อยก็วิ่งไปหยิบดาบของพวกก็อบบลินที่ตกอยู่ขึ้นมาและแทงก็อบบลินตายทันทีก่อนจะเริ่มพุ่งเข้าไปโจมตีก็อบบลินที่กำลังเข้ามาโจมตีเขา
.
และในระหว่างที่หลบการโจมตีของก็อบบลินโซลเยอร์ไปได้ดวงตาข้างขวาของคุองก็เปล่งประกายสีทองอมส้มซึ่งมันคือ “เนตรพยากรณ์” หนึ่งในเจ็ดพลังเนตรของคุองที่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูล่วงหน้าได้ คล้ายกับ “เนตรส่องอนาคต” ของยูมิน่าแต่พลังด้อยกว่าเพราะมันจะมองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นแต่มันก็เพียงพอที่จะใช้หาช่องว่างเพื่อหลบการโจมตีหรือตอบโต้ได้ศัตรู คุองไล่ฆ่าก็อบบลินไปเรื่อย ๆ ทันทีที่อาวุธพังคุองก็หยิบอาวุธของพวกก็อบบลินขึ้นมาและไล่ฆ่ามันต่อไปและเมื่อผ่านไปราว ๆ สิบนาทีก็อบบลินก็ถูกสังหารจนหมดสิ้นหลังจากนี้คุองต้องนั่งรออยู่สองชั่วโมงก็ไม่มีวี่แววรถม้าจะกลับมาเขาจึงตัดสินใจเดินเท้าเพื่อไปยังเมืองหลวงโชคดีที่ตอนที่โดนผลักลงมากระเป๋าสะพายของเขาติดตัวมาด้วยแต่ธนูกับลูกศรติดของเขาไปกับรถม้าคุองจึงต้องหาอาวุธอื่นแทนซึ่งก็ตกอยู่แถวนั้นเพียบหลังจากนั้นคุองก็หยิบแผนที่ขึ้นมาดูเพื่อหาเส้นทางไปต่อซึ่งถ้าออกจากป่าไปได้เขาก็จะถึงเมืองอยู่ใกล้กับเมืองหลวงหลังจากเก็บดาบกับมีดสั้นขึ้นมาและเอามาห่อด้วยผ้าเพื่อความปลอดภัยแล้วคุองก็ออกเดินทางต่อแม้จะมีโอกาสที่จะโดนมอนสเตอร์โจมตีแต่ด้วย “เนตรมารสวามิภักดิ์” ก็พอจะทำให้พวกสัตว์ป่าและสัตว์อสูรเชื่อฟังเขาได้แม้จะมีบางตัวที่ใช้ไม่ได้ผลก็ตามแต่นั่นก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่
.
คุองเดินทางต่อมาจนถึงเขตป่าทึบที่บรรยากาศชวนขนหัวลุกถ้าเป็นคนปกติก็คงรู้สึกว่าน่ากลัวอันตรายและคงรีบหันหลังกลับไปแล้วแต่สำหรับเจ้าชายน้อยแห่งบรุนฮิวแล้วมันก็ดูเป็นแค่ป่าธรรมดา ๆ คุองเดินเข้าไปในเขตป่าแห่งนี้โดยไม่รู้สึกหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้นและไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของป่านี้คุองรู้สึกได้ว่าที่นี่ไม่ธรรมดาเพราะมีการร่ายอาคมอันทรงพลังที่จะกันผู้คนให้ออกห่างแต่เด็กน้อยก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปเพราะนี่คือเส้นทางที่สั้นที่สุดที่จะมุ่งไปสู่เมืองหลวงของจักรวรรดิ์เรกุรุสเขาใช้ดาบที่เก็บมาจากพวกก็อบบลินทำการถากถางกิ่งไม้ใบหญ้าที่ขวางทางเดินและมุ่งหน้าต่อไป เมื่อเดินลึกเข้าไปคุองก็เจอกับหมอกหนาที่ทำให้แทบจะมองไม่เห็นเส้นทางที่อยู่ห่างตัวไม่กี่เมตรแต่เนื่องจากอากาศรอบ ๆ ไม่ได้เย็นลงคุองจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่หมอกที่เกิดตามธรรมชาติแถมยังสัมผัสได้ถึงมวลพลังเวทที่กระจายอยู่รอบ ๆ อีกด้วยหมอกพวกนี้ถูกสร้างจากเวทมนตร์ของใครซักคนแน่ ๆ และในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงของคนชราบอกให้คุองหยุดอยู่แค่นั้นและรีบกลับออกไปจากที่นี่ซะก่อนจะต้องเจอกับสิ่งเลวร้าย แต่คุองไม่สนใจเด็กน้อยตอบกลับไปว่าเขาแค่จะเดินผ่านป่านี้ไปเท่านั้นไม่ได้คิดจะทำอะไรกับที่แห่งนี้ จึงอยากจะขอผ่านไปได้ไหมหรือว่าต้องจ่ายค่าผ่านทางก่อนถึงจะผ่านไปได้
.
เมื่อเจอคุองถามแบบนั้นเจ้าาของก็เหมือนจะเสียหลักไปแว่บหนึ่งแต่แล้วเสียงนั้นก็ยืนยันว่าไม่ต้องการเงินรีบกลับไปซะหรือว่าอยากจะเป็นอาหารของพวกสัตว์อสูร ซึ่งคุองก็ไม่สนคำเตือนพร้อมกับจุดประสงค์ว่าเขาแค่ต้องการจะเดินทางไปอีกฟากหนึ่งเท่านั้นและเขาจะไม่หันหลังกลับเถียงกันไปเถียงกันมาซักพักผู้ที่จับตาดูอยู่บนต้นไม้ก็เริ่มรู้สึกอับจนหนทางที่จะพูดให้อีกฝ่ายหันหลังกลับจึงคิดจะใช้วิธีขู่ให้กลัวจะได้หนีกลับไปจึงได้ส่งวู้ดโกเลมขนาดประมาณสี่เมตรออกมาซึ่งแน่นอนว่าการสนทนาของพวกที่แอบอยู่บนต้นไม้นั้นคุองได้ยินเมื่อฟังจากเสียงก็พอจะเดาได้ว่าคนที่แอบดูเขาอยู่นั้นเป็นผู้ชายกับผู้หญิง เมื่อวู้ดโกเลมโผล่ออกมาอยู่ตรงหน้าคุองเสียงนั้นก็พยายามทำการข่มขู่และบอกให้เด็กน้อยรีบกลับไปซะเดี๋ยวนี้ถ้าไม่อยากโดนขยี้แหลกอยู่ที่นี่แต่ทันใดนั้นบริเวณแถว ๆ ส่วนลำคอของวู้ดโกเลมก็ถูกทำลายส่วนหัวของมันหลุดออกและกลิ้งไปกับพื้นส่วนร่างกายที่ไร้หัวก็ล้มลงไปทำให้เหล่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังตกใจและประหลาดใจอย่างมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น สาเหตุก็เพราะคุองเปิดเนตรของเขาขึ้นมาเนตรมารนั้นก็คือ “เนตรมารบดขยี้” ซึ่งเวลาที่ใช้เนตรสีดวงตาของคุองจะเป็นสีแดงทองซึ่งพลังของเนตรมารบดขยี้ก็คือสามารถทำลายสิ่งไม่มีชีวิตได้เพียงแค่จ้องมอง แต่จุดอ่อนก็คือไม่สามารถใช้กับสิ่งมีชีวิตหรือของที่มีความแข็งมาก ๆ ได้
.
มาถึงตอนนี้ผู้ที่แอบซุ่มอยู่รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา ๆ ซึ่งคุองก็ยังคงได้ยินการสนทนาของทั้งสองคนที่ซ่อนตัวอยู่และพลางคิดถึงประโยคที่ว่า “ไม่ธรรมดา” นั้นเพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกพูดถึงแบบนี้คุองได้ยินคำนี้มาหลายครั้งนับตั้งแต่เกิดและไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ถูกเรียกแบบนั้นเหล่าพี่น้องคนอื่น ๆ ก็เช่นกันซึ่งคำ ๆ นี้มันให้คุองรู้สึกเจ็บปวดนิด ๆ เหมือนกันแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะปิดบังซ่อนเร้นอะไรเพราะพลังนี้มันเป็นสิ่งที่เขาได้รับสืบทอดมาจากพ่อกับแม่ของเขาและเขาก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธพลังนี้เมื่อจัดการวู้ดโกเลมได้แล้วคุองก็ก้าวเดินต่อไปและท้ายที่สุดแล้วเมื่อไม่มีทางเลือกผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฏตัวออกมาขวางทางคุองเอาไว้ซึ่งผู้ที่เข้ามาขัดขวางคุองไว้ก็คือเอลฟ์ชายหญิงคู่หนึ่ง เอลฟ์ชายเล็งธนูมาที่คุองและพยายามข่มขู่เพื่อให้เด็กชายถอยกลับไปในขณะที่เอลฟ์หญิงที่ถือคทาเวทก็เตรียมจะโจมตีด้วยเวทมนตร์ ซึ่งคุองก็ยังคงยืนยันว่าเขาแค่จะผ่านทางไปเท่านั้นทำไมถึงต้องขัดขวางเขาด้วยมันมีเหตุผลอะไรกันแน่ แต่เหล่าเอลฟ์ไม่ตอบแถมยังโจมตีเข้ามาด้วยธนูกับเวทน้ำทว่าคุองก็ใช้ดาบในมือฟันลูกธนูขาดกระจายพร้อมกับเริ่มใช้พลังเนตรมาร ดวงตาของคุองเปล่งแสงสีน้ำเงินทองและในพริบตานั้นเวทมนตร์ที่พุ่งมาก็สลายหายไปราวกับไม่เคยมีซึ่งมันก็คือความสามารถของเนตรมาร “สลายหมอก” ที่สามารถทำให้เวทมนตร์ของฝ่ายตรงข้ามถูกยกเลิกไปแต่มันก็มีจุดอ่อนอยู่ก็คือต้องอยู่ในระยะที่ตามองเห็นเท่านั้น ในขณะที่เอลฟ์สาวพยายามจะร่ายเวทอีกครั้งแต่มันก็ถูกทำให้สลายไปในพริบตาก่อนจะได้ปล่อยออกมาเสียด้วยซ้ำ
.
แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายผู้เฒ่าของชาวเอลฟ์ก็ออกมาห้ามทั้งสองฝ่ายเอาไว้และซึ่งแม้จะถูกเรียกว่าผู้เฒ่าแต่หน้าตาของเอลฟ์ผู้นั้นก็ดูประมาณมนุษย์อายุยี่สิบกลาง ๆ เท่านั้นซึ่งผู้เฒ่าก็ได้ออกมาขอโทษคุองและเชิญเข้าหมู่บ้านตอนแรกคุองก็ปฏิเสธเพราะเขากำลังรีบแต่ผู้เฒ่าก็ได้บอกว่านี่ก็ใกล้ค่ำแล้วเดินทางต่อไปก็คงจะมืดค่ำก่อนจะพ้นป่าดีไม่ดีก็อาจจะต้องพักแรมกลางป่า คุองจึงคิดไตรตรองถึงสภาพของตนที่ตอนนี้มีความพร้อมที่จะพักแรมกลางป่าน้อยมากอาหารก็ไม่มีติดตัวดังนั้นการรับข้อเสนอไปเข้าไปพักในหมู่บ้านเอลฟ์อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าแต่คุองก็ไม่ได้โง่พอที่จะเชื่อใจในทันทีเด็กน้อยคิดว่าการที่เอลฟ์มาชวนเข้าไปที่หมู่บ้านแบบนี้ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงแน่คุองจึงเปิดเนตรมารมองทะลุซึ่งเป็นพลังแบบเดียวกับแม่ของเขาเพื่อตรวจสอบว่าคนเหล่านี้เชื่อใจได้หรือไม่และเมื่อคุองใช้เนตรนี้ดวงตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นสีแพลทตินั่มและสิ่งที่เห็นก็คือพวกนี้ไม่มีปัญหาแต่มีออร่าที่แสดงว่าเขากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่ซึ่งคุองก็ไม่รู้ว่าเอลฟ์กำลังกลัวอะไรอยู่ กำลังกลัวเขาหรือกลัวอย่างอื่นก็ไม่อาจจะรู้ได้ เมื่อแน่ใจว่าเอลฟ์เหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไรคุองจึงได้แนะตัวเองว่า “โมจิสึกิ คุอง” ส่วนท่านผู้เฒ่าก็แนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ “วูลแฟลม” เป็นหัวหน้าหมู่บ้านหลังจากนั้นวูลแฟลมก็หันไปสั่งเอลฟ์สาวที่ถือคทาให้ทำหน้าที่นำทางคุองโดยเธอคนนั้นชื่อ “โคเลท” เมื่อโคเลทพาคุองเดินจากไปแล้ว เอลฟ์ชายที่ยิงธนูใส่คุองก่อนหน้านี้ก็แสดงออกถึงความไม่พอใจที่หัวหน้าหมู่บ้านอนุญาตให้มนุษย์เข้าไปในหมู่บ้าน แต่วูลแฟลมให้เหตุผลว่าพลังของเด็กคนนั้นอาจจะช่วยแก้วิกฤตที่หมู่บ้านกำลังจะเผชิญได้ เพราะเขาเฝ้าดูการต่อสู้ของคุองกับเอลฟ์ทั้งสองอยู่ตลอดและได้เห็นพลังของเนตรมาร ซึ่งตอนนี้ลึก ๆ ในใจของวูลแฟลมเชื่อว่าพระเจ้าอาจจะส่งเด็กคนนี้มาเพื่อช่วยพวกเขาก็เป็นได้
.
เมื่อคุองเข้าไปในหมู่บ้านของพวกเอลฟ์เขาก็กวาดสายตามองดูทัศนียภาพรอบ ๆ ทั้งบ้านที่ปลูกอยู่บนต้นไม้ทั้งเทคโนโลยีที่ให้กำเนิดแสงสว่างเพราะบ้านของพวกเอลฟ์นั้นเป็นไม้การจุดคบเพลิงเพื่อให้แสงสว่างน่าจะมีความเสี่ยงสูงดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้หินที่ให้แสงสว่างแต่ไม่ให้ความร้อนแทน คุองถูกพาไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านและโคเลทที่นำทางเขามาก็คือลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเองซึ่งถ้าวัดจากรูปร่างภายนอกก็แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นพ่อลูกกันดูไปแล้วเหมือนพี่น้องกันมากกว่าแต่ก็อย่างว่างพวกเผ่าที่มีอายุยืนก็มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมากนักเมื่อโตเต็มวัยแล้วคุองรู้เรื่องนี้ดีเพราะว่าในบรรดาเหล่าคุณแม่ของเขาก็มีรีนกับซากุระที่เป็นเผ่าอายุยืนแต่ว่ากันตามตรงตอนนี้บรรดาคุณแม่ก็คงไม่เปลี่ยนแปลงไปแล้วเพราะได้กลายเป็นเครือญาติเทพ เมื่อไปถึงที่บ้านของวูลแฟรมคุองก็ได้รับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวของวูลแฟรมซึ่งประกอบด้วยตัวเขา ภรรยาและลูกสาวโดยภรรยาของวูลแฟรมนั้นมีชื่อว่า “เออร์ซูลา” โดยวูลแฟรมก็ได้กล่าวขอโทษคุองที่เขาไม่มีอาหารเลิศหรูอะไรมารับรองแต่คุองก็ได้ว่าอะไรเพราะตัวเขานั้นเป็นฝ่ายมารบกวนเสียด้วยซ้ำและในระหว่างมื้ออาหารวูลแฟรมก็ถือโกาสสอบถามเรื่องราวของคุองว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ไหน ซึ่งคุองก็บอกว่าจะไปพบครอบครัวที่บรุนฮิวซึ่งการจะไปที่นั่นได้อันดับแรกต้องเดินทางไปให้ถึงแกลเรียเมืองหลวงของจักรวรรดิ์เรกุรุสเสียก่อนแต่ว่าระหว่างทางที่เดินทางมาเขาโดนผลักตกจากรถม้าจึงต้องเดินเท้าเลยจำเป็นต้องผ่านป่าแห่งนี้ ซึ่งวูลแฟรมก็เข้าใจเรื่องนั้นดีเพราะถ้าหากลัดผ่านป่านี้ไปล่ะก็มันจะถึงเมืองหลวงเร็วกว่าเดินไปตามถนนสายหลักแต่เพราะป่านี้มีบาเรียขวางกั้นผู้คนปกติจึงไม่สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ จากนั้นวูลแฟรมก็ถามต่อเกี่ยวกับกับทักษะการต่อสู้ของคุองโดยถามว่า คุองนั้นคงจะได้รับการฝึกมาอย่างดีมากสินะซึ่งคุองก็ตอบรับไปแบบผ่าน ๆ โดยไม่อธิบายอะไรมากโดยบอกว่าพอดีมีความเกี่ยวข้องกับคนเก่ง ๆ หลายคน ซึ่งจริง ๆ แล้วคุองได้รับการฝึกสอนจากทั้ง โมโรฮะ คารินะ และทาเครุรวมไปถึงบรรดาคุณแม่และเหล่าพี่สาวของเขาเองด้วย
.
และหลังปล่อยเวลาผ่านไปซักพักวูลแฟรมก็เริ่มเข้าสู่ประเด็นจริง ๆ เสียทีโดยเขาไอ้เอ่ยขอความช่วยเหลือจากคุองตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมและเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับป่าแห่งนี้ให้คุองฟังว่าป่าแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่า “ป่าเทพพิทักษ์” ซึ่งชนเผ่าของเขานั้นได้รับหน้าที่เป็นผู้ปกป้องสถานที่แห่งนี้มาช้านานเมื่อได้ยินแบบนั้นคุองก็พอจะเดา ๆ ได้จากชื่อว่าที่แห่งนี้ต้องมีอะไรถูกผนึกหรือถึงเก็บรักษาเอาไว้อย่างแน่นอน ซึ่งวูลแฟรมได้เล่าให้ฟังว่าที่นี่ได้ทำการผนึกสิ่งชั่วร้ายที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อสมัยโบราณมันคือมอนสเตอร์ที่เคยสร้างความพินาศวอดวายให้กับยุคสมัยหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งแม้ว่าพวกเอลฟ์จะเรียกมันว่าสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากจอมเวทสมัยโบราณแต่คุองมีความคิดว่ามันน่าจะเป็นพวก โกเลม กากอย หรือคิเมร่าอะไรพวกนี้ วูลแฟรมเล่าต่อไปว่าในตอนนี้ผนึกนั้นมันได้รับความเสียหายและเจ้าสิ่งที่ถูกผนึกไว้มันก็กำลังจะออกมาได้และเมื่อคุองถามถึงเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นวูลแฟรมก็ได้นำทางเด็กน้อยไปยังสถานที่ผนึกเพื่อที่จะได้เห็นสิ่งนั้นกับตาซึ่งหลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ววูลแฟรมกับโคเลทก็ได้นำทางคุองไปยังสถานที่ผนึกซึ่งสถานที่แห่งนั้นก็คือต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใจกลางหมู่บ้านนั่นเอง เมื่อไปถึงคุองก็พบกับดาบเล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนรากของต้นไม้ใหญ่ มันเป็นดาบสีเงินที่มีกระบังดาบสีทองและมีอัญมณีสีแดงส่องประกายประดับอยู่ ซึ่งมองยังไงมันก็เป็นดาบแล้วเจ้านี่มันเป็นสัตว์อสูรตรงไหนกันแต่แล้วซักพักก็มีเสียงพูดออกมาจากดาบเล่มนั้นซึ่งมันก็ได้แต่พร่ำบ่นว่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ประหนึ่งเป็นฆาตรกรโรคจิต ซึ่งเจ้าดาบนี่มันคืออินเทลิเจนซอร์ดที่มีสภาพเหมือนดาบต้องคำสาปซึ่งมันถูกสร้างขี้นมาเมื่อราว ๆ ห้าพันปีก่อนมันถูกผนึกด้วยพลังของต้นไม้ใหญ่แต่เพราะตอนนี้พลังของต้นไม้อ่อนไปเยอะและถ้ามันหลุดออกมาล่ะก็เรื่องใหญ่แน่
.
ทว่าพูดไม่ทันขาดคำเจ้าดาบนั้นมันก็หลุดออกมาและพุ่งตรงเข้ามาหาคุองด้วยความมุ่งร้ายด้วยความเร็วราวกับลูกธนูซึ่งมันเร็วมากเสียจนวูลแฟรมกับโคเลทไม่มีเวลาจะตอบสนองเสียด้วยซ้ำแต่ทว่าพริบตานั้นจู่ ๆ ดาบก็ร่วงลงไปกองกับพื้นและขยับไปไหนไม่ได้ซึ่งตัวมันเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฝ่ายคุองนั้นพอจะเดาได้แล้วว่าเจ้าดาบนี่น่าจะเคลื่อนไหวได้เองเพราะพลังเวทดังนั้นเมื่อเขาใช้เนตรมารสลายหมอกเจ้าดาบนั่นก็สิ้นฤทธิ์ไปในทันทีและหลังจากนั้นคุองก็เริ่มทำการทรมานเพื่อดัดนิสัยเจ้าดาบเล่มนี้ด้วยการค่อย ๆ ทำให้อัญมณีของมันค่อย ๆ ปริแตกด้วยเนตรมารบดขยี้เพราะคุองเดาได้ว่าตัวจริงของมันก็คืออัญมณีสีแดงนั่นแหละถ้าหากทำลายส่วนนี้ลงได้มันก็เท่ากับตายและที่สำคัญคุองสามารถใช้เนตรมารสองชนิดพร้อมกันได้ดังนั้นเจ้าดาบอันธพาลก็เลยไม่อาจจะขยับหนีไปไหนได้แม้มันจะพยายามร้องห้ามปรามแต่เด็กน้อยก็ไม่สนใจอะไรแล้วก็ค่อย ๆ ทำลายอัญมณีสีแดงไปทีละนิดจนมันต้องร้องขอชีวิตออกมาอย่างน่าสมเพศในขณะที่ใบดาบก็เริ่มค่อย ๆ กลายเป็นสีดำ ตามหลักแล้วมันมีบาเรียที่จะคอยปกป้องตัวอัญมณีอยู่แถมยังมีพลังในการฟื้นฟูสภาพจากความเสียหายได้แต่เพราะโดนคุองทำให้ไร้ผลไปดังนั้นตอนนี้มันจึงแทบไม่ต่างอะไรจากดาบธรรมดาราคาถูก ๆ ทั่วไป ซึ่งสองพ่อลูกเอลฟ์ก็ได้แต่ยืนเอ๋อเมื่อเห็นดาบปิศาจในตำนานโดนทำลายง่าย ๆ แบบนี้วูลแฟรมจึงเข้าไปคุยกับคุองแต่เด็กน้อยบอกว่าเขาขอเวลาสั่งสอนเจ้าดาบนี้แปบนึงขอให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านกรุณารอซักครู่ ซึ่งวูลแฟรมก็ไม่ได้ขัดอะไรส่วนเจ้าดาบพอได้ยินแบบนั้นก็กรีดร้องและพยายามจะหนีแต่ก็โดนเนตรมารของคุองทำให้หนีไปไหนไม่ได้ แล้วมันก็โดนคุองป่นอัญมณีซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้นวนไปเรื่อย ๆ จนมันต้องแทบจะต้องก้มกราบกรานขอให้เด็กน้อยหยุดการกระทำแต่มันก็ยังโดนคุองทรมานไปเรื่อย ๆ จนเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดทรมารของมันดังลั่นไปทั่วหมู่บ้านเอลฟ์ มันโดนทรมานจะกระทั่งอัญมณีสีแดงกลายสภาพเป็นสีฟ้าและไม่หลงเหลือความคิดที่จะต่อต้านคุองอีกแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวอะตอม
.
หลังจากโดนสังสอนจนถึงแก่นปัญญาประดิษฐ์แล้วดาบเจ้าปัญหาก็ได้มาก้มกราบกรานขอโทษขอโพยพวกเอลฟ์ในหมู่บ้านที่ตนได้สร้างความเดือดร้อนให้ทำเอาบรรดาเอลฟ์ทั้งหมายอ้าปากค้างไปตาม ๆ กันกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งคุองเองก็ช่วยพูดกับเหล่าเอลฟ์ให้ยกโทษให้กับเจ้าดาบมารอีกแรงซึ่งวูลแฟรมผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็บอกว่าพวกเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนักดังนั้นจึงไม่ถือโทษโกรธอะไรซึ่งคุองก็ขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านและถามว่าจะทำยังไงต่อไปกับดาบเล่มนี้ดีจะให้เขาทำลายทิ้งเลยไหม? ซึ่งเจ้าดาบก็กรีดร้องขอชีวิตประหนึ่งว่าจะให้ทำอะไรก็ยอมแต่อย่าทำลายมันเลยซึ่งวูลแฟรมก็ตัดสินใจมอบดาบมารเล่มนั้นให้กับคุองไปซึ่งคุองก็รับไว้เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีอาวุธเกรดดีติดตัวดีกว่าดาบที่ฉกมาจากก็อบบลิ้นซึ่งเจ้าดาบมารเองก็เสนอตัวรับใช้แบบสุดลิ่มทิ่มประตูไปเลยในงานนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่คุองสงสัยคือดาบที่มีประสิทธิภาพติดตั้งปัญญาประดิษฐ์และสามารถพูดตอบโต้ได้แบบนี้ใครเป็นคนสร้างหรือว่าจะเป็นของที่เรจีน่า บาบิโลนสร้างเอาไว้กันเพื่อคล้ายความสงสัยคุองจึงถามกับเจ้าดาบโดยตรงซึ่งคำตอบที่ได้กลับเหนือความคาดหมายเพราะคนที่สร้างดาบเล่มนี้ก็คือ “โครม รันเชส” ผู้ให้กำเนิดโกเลมชั้นคราวน์นั่นเองซึ่งแน่นอนว่าคุองรู้จักชื่อนี้ดี นอกจากจะได้ฟังมาจากเรจีน่าและคูนแล้วยูมิน่าแม่ของเขาก็เป็นมาสเตอร์ของ “ขาว” อิลูมินาติ อัลบัส หนึ่งในโกเลมชั้นคราวน์ด้วย คุองจึงถามต่อว่าถ้าหากใช้พลังของดาบจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรไหม? คำตอบคือไม่เพราะโครมวางแผนที่จะสร้างโกเลมชั้นคราวน์ที่สามารถใช้สกิลได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนซึ่งเจ้าดาบนี่ก็คือโปรโตไทป์ของสิ่งนั้น สรุปก็คือ เจ้าดาบมารเล่มนี้ถูกสร้างมาด้วยเทคโนโลยีโกเลมดังนั้นแล้วมันก็คือโกเลมที่มีรูปร่างเป็นดาบนั่นเอง
.
เจ้าดาบนี่ก็คุยอวดต่อไปว่าถ้ามีมันอยู่ละก็คุองไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธอื่นอีกแล้ว ซึ่งเด็กน้อยก็ลองเช็คดาบในมือดูมันไม่หนักเกินไปหรือเบาเกินไปก็จริงแต่ขนาดของมันก็ใหญ่เกินตัวคุองอยู่เมื่อได้ยินแบบนั้นเจ้าดาบมารก็แปรสภาพตัวเองให้มีขนาดเหมาะกับตัวคุอง ซึ่งความสามารถอย่างหนึ่งของดาบมาเล่มนี้ก็คือปรับความยาวและขนาดของใบดาบได้ตามต้องการแต่สำหรับคุองแล้วเขามีความคิดว่าถ้าเป็นดาบที่โครมสร้างขึ้นจริงล่ะก็มันไม่น่าจะมีความสามารถแค่เปลี่ยนรูปร่างน่าจะมีอย่างอื่นซ่อนอยู่ทางที่ดีควรให้เรจีน่ากับเอลก้าลองตรวจสอบดาบเล่มนี้ดูน่าจะเป็นการดีหลังจากนั้นวูลแฟรมก็เข้ามาบอกว่าจะจัดการทำฝักดาบให้ในวันพรุ่งนี้ซึ่งดาบมารก็ชอบใจมากหลังจากนั้นผู้คนก็แยกย้ายกันไปเข้านอน ซึ่งเจ้าดาบมารที่ไม่จำเป็นต้องหลับนอนในตอนนี้มันสามารถหนีได้แต่ดูเหมือนว่าคุองจะสั่งไว้ว่าถ้าหนีล่ะก็จับได้คือตายสถานเดียวดังนั้นดาบมารจึงต้องยอมศิโรราบและกลายเป็นข้ารับใช้ของคุองโดยไม่มีทางขัดขืน เช้าวันรุ่งขึ้นคุองก็เตรียมตัวออกเดินทางโดยเขาได้รับข้าวกล่องจากโคเล็ทเพื่อเอาไว้กินระหว่างทางส่วนดาบมารก็ถูกเก็บไว้ในฝักที่เผ่าเอลฟ์สร้างให้เอาไว้อย่างเรียบร้อย หลังจากที่ช่วยชาวเอลฟ์จบเรื่องราวภารกิจอันยาวนานหลายพันปีของพวกเขาลงได้แล้ว คุองก็อำลาหมู่บ้านแห่งนั้นและออกเดินทางต่อไปมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของจักรวรรดิ์เรกุรุสตามทางที่เหล่าเอลฟ์บอกมา ซึ่งระหว่างการเดินทางคุองก็มีดาบมารนี่แหละเป็นเพื่อนคุย
.
ซึ่งระหว่างทางนั้นคุองก็ได้ถามชื่อของดาบซึ่งเจ้าดาบนี้มีชื่อจริงว่า “อินฟินิตี้ ซิลเวอร์” ซึ่งชื่อเต็ม ๆ มันยาวไปดังนั้นคุองเลยเรียกดาบเล่มนั้นสั้น ๆ ว่า “ซิลเวอร์” และหลังจากนั้นไม่นานคุองก็สามารถเดินทางออกจากป่ามาได้และกลับเข้าเส้นทางหลักได้ในที่สุดหลังจากยืนยันทิศทางแล้วคุองก็ออกเดินมุ่งหน้าต่อไปถ้าไปถึงเรกุรุสได้ก็จะสามารถต่อรถม้ากลับไปที่บรุนฮิวได้แต่ปัญหาหนักใจของคุองอีกอย่างตอนนี้ก็คือ ถ้าเฟรย์กับคูนรู้เรื่องซิลเวอร์เข้าล่ะก็จะเป็นยังไงหลังจากนั้นคุองก็สลัดเรื่องยุ่งยากพวกนั้นออกไปจากหัวและมุ่งหน้าเดินทางต่อในขณะที่ทางด้านของพวกโทยะก็กำลังอยู่ในงานแต่งงานของเอนเด้กับพวกเมลซึ่งตอนนี้เป็นช่วงปาร์ตี้รอบสองที่บรรดาญาติหรือเพื่อนสนิทจะมารวมตัวฉลองกันโดยสถานที่จัดงานปาร์ตี้รอบสองนั้นก็คือที่บาร์ของกิลด์นั่นเองในตอนนี้พวกเด็ก ๆ ที่ร่วมงานตอนเช้าก็กลับปราสาทกันไปหมดแล้วสาเหตุหนึ่งก็เพราะโทยะไม่ค่อยอยากให้พวกเด็ก ๆ ในงานปาร์ตี้รอบดึกเพราะมีตัวอย่างที่ไม่ดีเยอะไปหน่อยจึงส่งเด็ก ๆ กลับก่อนโดยมียูมิน่ากับลินเซ่ช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ ส่วนผู้รับผิดชอบจัดอาหารในงานเลี้ยงก็คือมิกะแล้วก็อาเอล เรียกว่าอาหารคาวหวานมาแบบจัดหนักจัดเต็มตามรีเควสของเจ้าสาวเลยทีเดียว ในขณะที่เจ้าสาวสนใจกับอาหารเอนเด้ก็ไปคุยกับแขกคนอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้โทยะได้แถมให้นิดนึงว่าโลกนี้เพศเดียวกันก็สามารถแต่งงานกันได้ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ เน กับ ริเสะ จะแต่งงานกับเมล
.
เมื่อคุยกับแขกคนอื่นจบเอนเด้ก็มาคุยกับโทยะต่อซึ่งโทยะก็ได้อวยพรให้กับสหายผู้นี้ให้พบกับความสุขกับครอบครัวเอนเด้ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บรุนฮิวต่อไปแต่เขากำลังวางแผนจะสร้างบ้านใหม่ที่มีสวนด้วยเพื่ออลิสที่จะเกิดมาในอนาคตซึ่งโทยะก็แนะนำว่าเขากำลังวางแผนจะสร้างสถานีรถไฟที่พื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองถ้าเอนเด้สนใจก็ให้ไปจับจองที่ว่างแถว ๆ นั้นแต่ยังพูดไม่จบดีเอนเด้ก็โดนเพื่อน ๆ นักผจญภัยลากตัวไปอีกแต่จากนั้นไม่นานเรลิชาก็เข้ามาหาโทยะและพูดคุยเรื่องของยาสีทองดูเหมือนว่ายานั่นจะไม่เป็นที่นิยมในเขตทวีปตะวันออกเรลิชาไม่เข้าใจสาเหตุที่เป็นแบบนั้นแต่โทยะพอจะรู้ว่าทำไม นั่นก็เพราะในทวีปเขตนี้ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคดอกไม้สีทองดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาพวกนั้นซึ่งมันตรงกันข้ามกับทวีปฝั่งตะวันตก ซึ่งผลการวิเคราะห์ของฟลอล่าที่ได้ทำการนำตัวอย่างยาสีทองที่ยาคุโมะเอากลับมาด้วยนั้นให้ผลว่า ยานั่นมีคำสาปที่รุนแรงมาก ๆ อยู่คนปกติที่ได้กินยานี้เข้าไปสติสัมปชัญญะจะถูกทำลาย นอกจากเรื่องยาแล้วก็ยังมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นหลายจุดเช่นเกิดการที่สัตว์แตกตื่นอพยพครั้งใหญ่บ้าง ผู้คนหมู่บ้านหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอยบ้างอย่างเช่นหมู่บ้านชาวประมงทางตอนเหนือของริฟริสที่ชาวบ้านหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาไม่มีร่องรอยของการถูกโจรหรือโจรสลัดโจมตีแต่มีรอยเท้าจำนวนมากมุ่งลงทะเล เมื่อฟังเรื่องราวของเรลิชาแล้วโทยะก็นึกถึงหมู่บ้านชาวประมงที่โดนพวกมนุษย์ปลาโจมตี ผู้คนที่กลายเป็นมนุษย์ปลาจะกลับลงทะเลไปอย่างนั้นหรือ? หรือว่าฐานของพวกนั้นจะอยู่ใต้ทะเลจริง ๆ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นเรืออาร์คของโครมดังนั้นโทยะจึงคิดแผนการณ์ที่จะทำการค้นหาใต้น้ำจะใช้โดรน เฟรมเกียร์ หรืออุปกรณ์ใต้น้ำอื่น ๆ ดี และถ้าจะทำแบบนั้นก็ต้องไปปรึกษากับเรจีน่าและเอลก้า ที่สำคัญตอนนี้ปู่โปรเฟสเซอร์ก็อยู่ด้วยถ้ารวมหัวกันก็น่าจะมีไอเดียอะไรดี ๆ ออกมา
.
โทยะได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ เรจีน่า เอลก้า ปู่โปรเฟสเซอร์โดยมีคูนร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วยอีกหนึ่งคนซึ่งสถานที่ที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็คือส่วนลึกสุดของปราสาทที่เป็นห้องทำงานที่บนพื้นดินของเรจีน่า โดยโปรเฟสเซอร์ได้บอกว่าถ้าเป็นพวกโกเลมสำหรับใช้ใต้น้ำล่ะก็ “ไมสโตร์” ผู้ที่เป็นหนึ่งใน 5 ยอดฝีมือโกเลมจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษแต่ทว่าด้วยนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบมนุษย์ก็เลยมักจะไม่อาศัยอยู่เขตที่เป็นเมืองหรือหมู่บ้านแล้วตอนนี้วิศวกรคนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่อาจะทราบได้ ส่วนเรจีน่าก็บอกว่าการดัดแปลงเฟรมเกียร์ให้รบใต้น้ำได้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแต่ว่าประสิทธิภาพของมันก็คงด้อยกว่าของที่สร้างมาเฉพาะทางซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเรืออาร์คนั้นน่าจะออกแบบมาใช้ใต้น้ำโดยเฉพาะอยู่แล้วด้วยดังนั้นนี่คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักแต่ถึงจะพูดแบบนั้นเธอมีแบบจำลองพลาสติกโมเดลของเฟรมเกียร์รุ่นติดตอปิโดรบใต้น้ำวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ซึ่งโทยะก็เห็นด้วยในเรื่องที่ว่าแค่ติดอุปกรณ์เพิ่มไปเฉย ๆ มันน่าจะไม่เพียงพอดังนั้นความเป็นไปได้ขั้นต่อไปคือสร้างขึ้นมาใหม่แต่ต้นเลย ซึ่งถ้าจะทำเช่นนั้นก็น่าจะเป็นพวกโอเวอร์เกียร์จะดีกว่าเพราะรูปร่างแบบมนุษย์นั้นมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวใต้น้ำ ในตอนนั้นคูนก็เสนอถ้ารูปร่างเป็นปลาแล้วก็เอาเฟรมเกียร์บรรทุกไปบนนั้นด้วย แต่เรจีน่ามีความเห็นว่าถ้าจะเอาแบบนั้นเป็นรูปร่างเต่าน่าจะดีกว่าเพราะจะมีพื้นที่ให้เฟรมเกียร์ขึ้นไปยืนบนได้ถนัดกว่า ส่วนปู่โปรเฟสเซอร์คิดว่าเป็นฉลามดูน่าเกรงขามกว่า ส่วนเอลก้าบอกว่าเป็นโลมาน่ารักกว่า ในตอนนั้นโทยะก็ได้ถามถึงโกเลมที่จะใช้เป็นคอร์ของโอเวอร์เกียร์จะต้องใช้โกเลมชั้นคราวน์เป็นตัวควบคุม ซึ่งตอนนี้ทั้ง รูจ นัวร์ แล้วก็ บาวด์ ต่างก็ถูกนำไปใช้หมดแล้ว
.
ซึ่งผู้ที่ตอบคำถามข้อนี้ให้กับโทยะก็คือเอลก้าโดยเธอบอกว่ายังเหลืออัลบัสของยูมิน่าอยู่อีกตัว แต่สถานะภาพของยูมิน่านั้นเป็นแค่ซับมาสเตอร์โทยะจึงสงสัยว่ามันจะสามารถใช้ขับเคลื่อนโอเวอร์เกียร์ได้หรือ ซึ่งเอลก้าก็บอกว่าไม่มีปัญหาเพราะต่อให้เป็นแค่ซับมาสเตอร์ก็ยังสามารถใช้ขับเคลื่อนได้เพราะมันไม่ได้ใช้ของสกิลพิเศษประจำตัวโกเลมอยู่แล้วดังนั้นโอเวอร์เกียร์ตัวใหม่ที่จะใช้ใต้น้ำก็คงต้องยกให้ยูมิน่าไป จากนั้นก็ได้มีการเสนอแผนพัฒนาเฟรมเกียร์รูปแบบเงือกเพื่อใช้ใต้น้ำรวมไปถึงพวกรุ่นผลิตจำนวนมากด้วยซึ่งเมื่อคิดถึงการใช้งานด้านต่าง ๆ ใต้น้ำอย่างเช่นการกู้ภัยทางทะเลแล้วก็ดูมีประโยชน์มากอยู่แต่แน่นอนว่าทุกการวิจัยพัฒนานั้นมีต้นทุนและผู้ที่ต้องหาเงินมาลงทุนให้กับโปรเจคพวกนี้ก็คือตัวโทยะนั่นเองซึ่งแม้ว่าโทยะจะเห็นดีเห็นงามกับแผนนี้แต่จะให้ทุ่มเงินกับโปรเจคพวกนี้มากเกินไปก็ดูจะไม่ค่อยดีกับสภาพการเงินทว่าสุดท้ายโทยะก็เจอลูกอ้อนของคูนเข้าไป (แม้จะรู้ว่าเป็นกับดัก) ก็เลยต้องยอมให้เงิน จากนั้นนโทยะก็บอกให้ช่วยกันคิดแนวทางที่จะทำให้โอเวอร์เกียร์ผลิตจำนวนมากได้ด้วยจะเป็นการดีมากซึ่งคูนก็รับปากส่วนตัวของโทยะก็คิดว่าคงได้เวลาออกไปหาเงินเพิ่มอีกแล้วสิเนี้ยที่ผ่านมาโทยะยกงานของนักผจญภัยระดับทองให้เอนเด้ทำหมด แต่ช่วงนี้เอนเด้เพิ่งแต่งงานก็เลยน่าจะพักงานอยู่นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกลับไปทำงาน เช้าวันต่อมาโทยะก็เตรียมตัวจะเดินทางไปที่กิลด์พอยาเอะกับฮิลด้ารู้เข้าก็ขอติดตามไปด้วย โดยสถานะของทั้งสองนั้นอีกไม่นิดเดียวก็จะขึ้นเป็นระดับทองแล้ว นักผจญภัยระดับทองคนที่สี่และคนที่ห้ากำลังจะถือกำเนิดในอีกไม่ช้าซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าเกินครึ่งของนักผจญภัยระดับทองจะมาจากตระกูลของโทยะ และในอนาคตทั้งยาคุโมะและเฟรย์ที่เป็นลูกสาวก็เป็นนักผจญภัยระดับทองเช่นเดียวกับแม่ของพวกเธอเช่นกัน
.
แต่ว่าเมื่อโทยะสังเกตเห็นว่าเอลเซ่ไม่ได้มาด้วยก็นึกสงสัยเพราะเอลเซ่ก็เป็นอีกคนหนี่งที่ตั้งเป้าว่าจะเลื่อนขั้นเป็นนักผจญภัยระดับทองเหมือนกันแต่วันนี้กลับไม่มาด้วย ซึ่งผู้ที่ไขข้อข้องใจนี้ให้กับโทยะก็คือฮิลด้า โดยเธอบอกว่าวันนี้เอลเซ่พาเอลน่าไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้านของซานัคดูเหมือนว่าช่วงนี้เอลเซ่จะหมกมุ่นกับการจับลูกสาวแต่งตัวไปซะแล้ว พอโทยะลองมาคิดดูแล้วบรรดาลูกสาวของเขาต่างก็มีปฏิสัมพันธ์กับแม่ของตัวเองในแบบที่ต่าง ๆ กันออกไปพอสมควร โดย ยาคุโมะ เฟรย์ และคูน สามคนนี้แสดงความสัมพันธ์กับแม่แบบดูเป็นผู้ใหญ่หน่อย ในขณะที่ โยชิโนะกับซากุระดูไม่ค่อยแสดงออกอะไรกันมากนัก ส่วนอาเชียนี่แทบจะเป็นคู่ปรับของลูเชียเลยทีเดียว ส่วนเอลน่ากับลินเน่ค่อนข้างติดแม่ซึ่งก็ดูสมวัยของพวกเธอดี แต่พอมาเทียบด้านนิสัยระหว่างเอลเซ่กับเอลน่าแล้วก็มีจุดต่างกันพอตัว โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ค่อยชอบการต่อสู้เท่าไหร่ซึ่งจุดนี้ตรงกันข้ามกับแม่ของเธออย่างเห็นได้ชัด แต่พอยาเอะพูดถึงเรื่องที่โทยะคงไม่ยอมยกลูกสาวให้ใครง่าย ๆ แน่ ๆ โทยะก็นิ่งพลางคิดไปไกลโขและสุดท้ายก็โดนยาเอะกับฮิลด้าลากตัวไปยังกิลด์ หลังจากนั้นยาเอะและฮิวด้าก็ได้รับเควสจากกิลด์มาสเตอร์เรลิชา โดยยาเอะรับเควสไปปราบมังกรสายฟ้าที่พานาเชสส่วนฮิวด้ารับเควสไปปราบยักน้ำแข็งที่เอลฟลัวซึ่งแม้ว่าทั้งสองตัวนี้จะไม่ใช่ศัตรูที่น่าหวาดหวั่นสำหรับสองสาวในเวลานี้แต่โทยะก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีซึ่งยาเอะก็บอกว่าไม่ต้องกังวลไปพวกเธอได้รับการฝึกสอนจากท่านพี่โมโรฮะอยู่ที่เมื่อเชื่อวันดังนั้นไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแต่โทยะก็ยังให้รูริติดตามยาเอะไปด้วย และให้โคเกียวคุติดตามฮิวด้าไป เพราะอย่างน้อย ๆ รูริก็คุยกับมังกรได้อาจจะเคลียร์ปัญหาได้โดยไม่ต้องใช้กำลังส่วนโคเกียวคุก็มีพลังไฟน่าจะช่วยปกป้องฮิลด้าจากอากาศที่หนาวเย็นได้
.
หลังจากส่งยาเอะกับฮิวด้าไปยังสถานที่ทำเควสแล้วโทยะก็เตรียมรับงานจากเรลิชาทว่าตอนนี้กลับไม่มีงานสำหรับระดับทองเหลืออยู่เลยแม้แต่งานเดียวเพราะก่อนหน้านี้ไม่นานเอนเด้ได้จัดการกับเควสเหล่านั้นไปหมดแล้วเพราะเขากะจะพักยาวช่วงหลังแต่งงานเลยไล่เคลียร์งานทั้งหมด เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้โทยะเลยถามถึงงานอะไรก็ได้ที่พอจะทำเงินได้ในช่วงนี้ เรลิชาเลยพูดถึงเค้าลางของการอพยพครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่โร้ดเมียแต่งานนี้มันยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามใหญ่โตอะไรเรลิชาอยากให้พวกนักผจญภัยแถบนั้นจัดการกันเองก่อนซึ่งโทยะก็เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ว่าการเกิดการอพยพใหญ่ของพวกสัตว์ป่าและสัตว์อสูรนั้นมันต้องมีสาเหตุซึ่งโทยะก็คิดไปถึงเรื่องตอนซาลาธานและคิดถึงต้นตออื่นที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนั้นที่โรดเมียแต่ตอนนี้ก็คิดถึงพวกสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นเพราะผลของการรวมกันของโลกทั้งสองส่งผลให้อณูเวทในอากาศหนาแน่นมากขึ้นซึ่งโทยะก็บอกกับเรลิชาว่าหากมีอสูรยักษ์โผล่มาเขาก็จะส่งเฟรมเกียร์เข้าไปช่วยทันทีหลังจากนั้นโทยะก็กลับออกมาจากกิลด์พร้อมกับความรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถหางานทำเงินจากกิลด์ในเวลานี้ได้โทยะจึงต้องคิดหาทางอื่นในการระดมเงินทุนมาแทนซึ่งสิ่งที่ควรทำในเวลานี้ก็คงหาอะไรมาขายหรือไม่ก็หาทางเปิดธุรกิจใหม่เพื่อระดมเงินทุนและนอกจากเรื่องเงินแล้วพวกโลหะที่จะนำมาใช้สร้างไทป์ใต้น้ำพวกนั้นจะต้องใช้อะไรดีและต้องใช้จำนวนมากเสียด้วยถ้าหากว่ามีเหมืองแร่ละก็.. แล้วในตอนนั้นเองโทยะก็นึกถึงอาณาจักรที่กิจการทำเหมืองแร่อย่างกัลดิริสโทยะจึงคิดที่จะลองไปเจรจาซื้อขายโลหะในราคาถูกจากที่นั่นว่าแล้วโทยะก็จะไปถามถึงชนิดของโลหะที่ต้องนำมาใช้จากพวกเรจีน่า
.
เมื่อโทยะกลับไปที่ห้องทดลองภายในปราสาทก็พบว่าพวกนั้นยังไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันตั้งแต่เมื่อวานซึ่งนั่นทำให้โทยะรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับสุภาพของคนพวกนี้แน่นอนว่าเรจีน่านั้นไม่มีปัญหาเพราะร่างกายไม่ใช่มนุษย์แล้วแต่เอลก้ากับโปรเฟสเซอร์นั้นมันไม่ดีแน่และสำคัญก็คือคูนลูกสาวของเขาด้วย ทว่าคูนก็รีบบอกว่าเธอนอนพักผ่อนเรียบร้อยดีเพราะแม่ของมาลากกลับไปนอน ซึ่งโทยะก็ได้ชื่นชมรีนว่ารู้ทันลูกสาวดีเหลือเกินแต่พอโทยะบอกว่าเขาจะเดินทางไปกัลดิริสคูนก็ขอตามไปด้วยทันทีตอนแรกโทยะก็ไม่ได้อยากให้ตามไปแต่เพราะคูนยกเหตุผลความรู้ทางวิศวกรรมด้านโลหะวิทยาขึ้นมาสาธยายโทยะก็ต้องยอมแพ้และให้คูนตามไปด้วยแต่ก่อนจะออกไปโทยะก็ต้องทำสิ่งหนึ่งก่อนนั่นก็คือส่งเมลแจ้งให้เหล่าภรรยาทราบว่าเขากำลังจะออกไปไหนซึ่งผลที่ตามมาก็คือรีนก็ตามไปด้วยอีกคน ซึ่งนั่นก็ทำให้คูนไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่เพราะเธออยากออกไปเที่ยวกับพ่อแค่สองคนและโกเลม 1 ตัว แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามโทยะก็จะต้องเดินทางไปกัลดิริสพร้อมกับรีนแล้วก็คูนพ่วงด้วยโกเลมและตุ๊กตาอีกอย่างล่ะหนึ่งตัวโดยก่อนหน้าที่จะเดินทางไปนั้นโทยะได้โทรไปคุยเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายแร่โลหะเอาไว้คร่าว ๆ ในราคามิตรภาพซึ่งทางนั้นก็รับข้อเสนอแต่ขอปรึกษาอะไรบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งในจังหวะที่โทยะเปิดเกทขณะพูดคุยกับรีนอยู่นั้นคูนก็ได้รีบกระโดดผ่านเกทไปอย่างเร็วทำให้รีนบ่นว่าไม่รู้รีบร้อนเหมือนใคร ซึ่งโทยะก็พูดว่าก็เหมือนกับรีนตอนพบห้องสมุดบาบิโลนไม่ใช่หรือซึ่งรีนก็แอบแย้งนิด ๆ ว่าเธอใจเย็นกว่านี้นะแล้วโทยะกับรีนก็ข้ามเกทไปยังอาณาจักรกัลดิริส
.
หลังจากไปพบกับราชาแห่งกัลดิริสแล้วเขาก็ได้นำทางพวกโทยะไปที่คลังเก็บแร่ที่อยู่ใต้ปราสาทโดยโทยะได้เลือกโลหะตามที่คูนบอกเก็บเข้าสโตร์ไปเรื่อย ๆ จากจำนวนของแร่โลหะที่กองรวมกันอยู่มากมายเนื่องจากภูมิประเทศของกัลดิริสนั้นล้อมรอบไปด้วยหุบเขาจึงทำให้ทรัพยากรสินแร่อยู่มากมายซึ่งโลหะที่ใช้กันในอาณาจักรแถบ ๆ นี้ก็ล้วนมาซื้อจากที่นี่แทบทั้งนั้นแม้ในอดีตจะมีผู้ที่อยากจะพิชิตอาณาจักรนี้อยู่บ้างแต่ด้วยภูมิประเทศและเทคโนโลยีโกเลมก็ทำให้อาณาจักรแห่งนี้อยู่รอดปลอดภัยมาได้และนอกจากจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรแร่โลหะแล้วกัลดิริสยังมีพวกดอว์ฟอาศัยอยู่เป็นจำนวนทำให้เทคโนโลยีด้านอาวุธและชุดเกราะของที่นี่อยู่ในระดับสูงซึ่งถ้าหากเฟรย์มาด้วยคงได้ตาลุกวาวกับพวกอาวุธต่าง ๆ มากมายแน่ ๆ ซึ่งโทยะก็รู้สึกว่าดีแล้วที่ไม่ได้พามาด้วย ส่วนรีนก็รู้สึกอยากให้อาณาจักรบรุนฮิวมีเหมืองแร่บ้างแต่โทยะเคยใช้เวทเซิร์จสำรวจบริเวณโดยรอบอาณาจักรแล้วแต่ไม่พบเลยซักแห่ง ในขณะเดียวกันทางด้านของคูนก็ชอปแหลกแต่พอโทยะถามว่าซื้อไปขนาดนั้นจะผลิตโอเวอร์เกียร์กี่ตัวกันเนี้ยซึ่งคูนก็บอกแค่ว่าทั้งหมดที่เธอซื้อไปนั้นล้วนแต่จำเป็น ซึ่งรีนก็พูดดักคอลูกสาวทำนองว่าไม่ใช่ว่าซื้อเพราะตัวเองอยากได้หรอกหรือ
.หลังจากเลือกมาจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาคิดเงินซึ่งปริมาณโลหะที่คูนเลือกมามากกว่าที่โทยะคาดการณ์ไว้ถึงสองเท่าไม่รู้ว่าจะเอาไปสร้างกันซักกี่ตัวกันแน่โชคยังดีทางนั้นคิดราคาไม่แพงที่ต้องจ่ายนั้นน้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้และถ้าหากว่าโทยะสามารถแก้ปัญหาที่บอกว่าจะขอปรึกษาในตอนที่เขาบอกตอนคุยโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ได้ล่ะก็เขายินดีลดให้ครึ่งราคาเลยซึ่งปัญหาที่ราชาแห่งกัลดิริสอยากให้โทยะช่วยนั้นก็คือการสร้างเส้นทางขนส่งแร่จากเมอร์คิวเรี่ยมแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดเข้าสู่เมืองหลวงเนื่องจากภูมิประเทศของกัลดิริสนั้นเต็มไปด้วยภูเขาทำให้การสร้างถนนทำได้ยากและเส้นทางจากเหมืองแร่มายังเมืองหลวงก็มีเทือกเขาแกรนด้าเป็นอุปสรรค์ขวางกั้นทำให้จำเป็นต้องใช้การขนส่งแร่ทางอากาศโดยใช้เรือเหาะแต่เรือเหาะมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักบรรทุกทำให้ไม่สามารถขนแร่ในปริมาณมากได้เมื่อเทียบกันแล้วถ้าหากขนส่งทางบกได้ล่ะก็จะลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มปริมาณการขนส่งในแต่ละเที่ยวได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากเจาะภูเขาสร้างอุโมงค์ทางตอนใต้ได้ละก็จะได้ระยะทางที่สั้นที่สุดในการขนส่งแร่มายังเมืองหลวงและสิ่งที่ราชาแห่งกัลดิริสต้องการให้โทยะช่วยก็คือการสร้างอุโมงค์ผ่านเทือกเขานั่นเองซึ่งแผนการนี้ราชาแห่งกัลดิริสได้คิดเอาไว้นานแล้วทว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องการยุบตัวของชั้นดินได้แต่ถ้าหากว่าใช้ศาสตร์เวทธาตุดินเข้ามาช่วยก็อาจจะแก้ปัญหานี้ได้ซึ่งระยะทางที่จะต้องขุดนั้นยาวเกือบร้อยกิโลเลยที่เดียวแต่โทยะก็เลือกที่จะรับงานในครั้งนี้ โดยในระหว่างที่โทยะกำลังปรึกษาแผนงานในการขุดเจาะอุโมงกับราชาแห่งกัลดิริส รีนก็ใช้เวลาดื่มน้ำชาพลางสนทนาเรื่องต่าง ๆ กับองค์ราชินีแห่งกัลดิริสส่วนคูนก็เพลิดเพลินกับการดูสถาปัตยกรรมโกเล็มที่อยู่ในปราสาทแต่เพราะคูนออกอาการดี้ด๋าเกินไปหน่อยรีนจึงต้องไปลากตัวกลับมาพร้อมกับลงโทษด้วยการบี้ขมับและหลังจากที่ดูตำแหน่งคำนวณระยะทางและขนาดความกว้างของอุโมงค์ที่จะขุดเรียบร้อยแล้วโทยะก็เริ่มดำเนินแผนการขุดโดยมีรีนและคูนไปช่วยด้วยเรียกว่างานนี้เป็นกิจกรรมครอบครัวกันเลยทีเดียว
.
ในการดำเนินงานคราวนี้โทยะใช้เวทดิ๊กสไปรัลทำการขุดเจาะเข้าไปส่วนรีนกับคูใช้เวทเอิร์ทวอลทำการเสริมโครงสร้างของชั้นดินที่ถูกขุดออกมาแปรสภาพเป็นกำแพงหนาทำให้มันไม่ถล่มลงมาโดยการใช้เวทขุดของโทยะแต่ละครั้งสามารถขุดได้เป็นระยะทางถึงสิบกิโลซึ่งถ้าทำวนซ้ำแบบนี้ไปประมาณสิบครั้งก็จะเจาะทะลุไปยังอีกฟากหนึ่งได้นอกจากนี้ก็ยังต้องมีการกางเขตแดนป้องกันไม่ให้มอนสเตอร์เข้ามาในอุโมงค์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางเพราะรถม้าโกเลมยังมีความเร็วต่ำกว่ารถไฟวิถีเวท โดยอัตราความเร็วของรถม้าโกเลมจะอยู่แต่ประมาณ 20 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงดังนั้นระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ก็จะอยู่ที่ราว ๆ 4-5 ชั่วโมงจึงต้องมีการเตรียมสร้างจุดพักเอาไว้กลางทางด้วยซึ่งในระหว่างทางที่กำลังขุดไปนั้นโทยะก็บ่น ๆ อยู่ใต้ดินนาน ๆ แบบนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตุ๋นยังไงก็ไม่รู้แต่รืนก็บอกว่าพวกดอว์ฟเองก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน ส่วนคูนก็บอกว่าอยากจะเจอสายแร่ใต้ดินนี้เหมือนกันเผื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายค่าโลหะ ซึ่งในระหว่างนั้นเองพวกโทยะก็เจอตัวตุ่นยักษ์เข้าให้แล้วตุ่นยักษ์ก็ตรงเข้ามาจู่โจมพวกโทยะในทันทีแต่เจ้าตุ่นชะตาขาดก็โดนเวทอควาตัดเตอร์ของคูนซัดจนขาดเป็นสองส่วนในเสี้ยววินาที แต่หลังจากนั้นคูนก็โดนรีนเทศนาเรื่องการใช้เวทอย่างไม่คิดให้ดีก่อน ซึ่งคูนก็เถียงว่าถ้าใช้เวทไฟในที่แคบแบบนี้มันอันตรายเพราะเธอจึงเลือกใช้เวทน้ำแทนซึ่งมันก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่รีนได้บอกว่าใช้เวทน้ำนั้นไม่ผิดแต่วิธีการใช้มันไม่เหมาะสมเพราะการฆ่าตุ่นยักษ์ด้วยการใช้ใบมีดน้ำตัดมันแบบนี้ถึงจะเก็บซากเข้าสโตร์ได้แต่เรื่องของคาวเลือดและเครื่องในจะยังคงกระจายคละคลุ้งอยู่ในอุโมงค์และด้วยสภาพพื้นที่ผิดเช่นนี้กลิ่นจะหายไปยากมากดังนั้นหากจะใช้เวทน้ำก็ควรเป็นเวทสายน้ำแข็งจะดีกว่า หลังจากโดนแม่สั่งสอนแล้วแม้จะไม่พอใจนิดหน่อยคูนก็ยอมรับและบอกว่าครั้งหน้าเธอจะแช่แข็งพวกมันแทน ส่วนเรื่องกลิ่นที่อยู่ในอุโมงค์ตอนนี้โทยะได้ใช้เวทลมทำการพัดกลิ่นออกไปด้านนอกแล้ว
.
หลังจากนั้นพวกโทยะก็เริ่มงานขุดกันต่อและก็ได้เจอกับไส้เดือนยักษ์ซึ่งคราวนี้คูนจัดการแช่แข็งมันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกโทยะก็ดำเนินการขุดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงสถานที่ที่เหมือนกับเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ซึ่งรีนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพวกถ้าหินปูนแต่เพราะภายในมันมืดมากจึงทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดรีนจึงใช้เวทไลท์เพื่อทำให้รอบ ๆ ตัวพวกเธอสว่างขึ้นแต่ยังไม่มากพอที่จะมองเห็นสภาพภายในได้ชัดเจนอยู่ดีและในตอนนั้นคูนจึงได้สร้างบอลแสงสว่างขึ้นมาเพิ่มขึ้นมาแล้วออกเดินนำหน้าไปก่อนและซักพักคูนก็ร้องเรียกให้พ่อของเธอมาดูอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในถ้ำโทยะกับรีนจึงรีบไล่ตามไปและสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องล่างและยังมีหอคอยที่ดูเหมือนปิรามิดตั้งอยู่ด้วยสรุปก็คือสถานที่แห่งนี้ก็คือเมืองใต้พิภพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อมองพิจารณาดูดี ๆ แล้วมันเหมือนจะเป็นซากเมืองมากกว่าเมืองที่มีคนอยู่อาศัยเพราะมันเต็มไปด้วยซากปรักหักพังดังนั้นมันจึงน่าจะเป็นนครโบราณซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ก็ทำให้คูนดีใจยกใหญ่เพราะว่าในอนาคตก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการค้นพบนครแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นการค้นพบครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่โทยะกลับรู้สึกว่านี่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือเปล่าเพราะถ้าหากว่าในอนาคตในยุคสมัยของคูนไม่ได้ขุดพบที่แห่งนี้การที่เขามาขุดเจอเมืองใต้ดินเช่นนี้จะไม่เป็นไรแน่เหรอ? หรือว่าอาณาจักรกัลดิริสได้มีการปิดบังเรื่องการค้นพบนี้เอาไว้ซึ่งโทยะก็ได้ติดต่อไปหาราชาแห่งกัลดิริสเพื่อที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบแต่ว่าโทรไม่ติด เมื่อติดต่อไม่ได้โทยะก็คงต้องรอก่อนโดยคาดว่าราชาแห่งกัลดิริสน่าจะกำลังเดินทางมาด้วยเรือเหาะก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง
.
ซึ่งในระหว่างนั้นคูนก็ชวนโทยะออกไปทำการสำรวจเมืองแห่งนี้ดูซึ่งมันมีความเป็นไปได้ว่าที่นี่อาจจะกลายเป็นรังของพวกมอนสเตอร์ไปแล้วก็ได้แต่สุดท้ายพวกโทยะก็ตัดสินใจลงไปสำรวจซากเมืองนั้น เมื่อพวกโทยะเข้ามาถึงจุดที่ดูเหมือนเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองพวกเขาก็เห็นสภาพความพุพังของอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ จึงมั่นใจได้ว่าที่นี่คงเป็นเมืองร้างอย่างจริงแท้แน่นอนแล้วแต่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเสียงประหลาดดังขึ้นจากนั้นไม่นานก็มีโกเลมจำนวนมากปรากฏตัวออกมาแต่โกเลมพวกนี้ล้วนแต่อยู่ในสภาพทีพังเสียหายซึ่งดูไปแล้วก็คล้ายพวกซอมบี้ในหนังยังไงอย่างงั้นเมื่อโกเลมค่อย ๆ ใกล้เขามารีนก็ถามโทยะว่าจะเอายังไงดีจะใช้เวทวงกว้างเป่าพวกมันเลยดีไหม แต่คูนกลับคัดค้านเพราะโกเลมโบราณหรือเลกาซี่นั้นถ้าถูกทำลายแล้วจะไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก ซึ่งโทยะผู้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณค่าของโกเลมโบราณจึงไม่สนใจที่เรื่องว่ามันจะซ่อมได้หรือซ่อมไม่ได้ถ้าหากพวกนี้โจมตีเข้ามาเขาก็พร้อมจะบึ้มมันทิ้งแต่ก็ไม่อยากจะทะเลาะกับคูนดังนั้นโทยะจึงเตรียมจะใช้เวทเอนานอลคอนฟิน เพื่อแช่แข็งโกเลมเหล่านี้ทว่าในตอนนั้นเองก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาโดยเธอได้ออกคำสั่งให้โกเลมพวกนั้นหยุดการคุกคามและล่าเปิดทางราวกับโมเสกแหวกทะเลแล้วไม่นานนักผู้หญิงเจ้าของเสียงก็ได้ปรากฏตัวออกมาโดยเธอมีผมสีเงินยาว ดวงตาสีทอง สุดชุดที่ดูคล้ายกับโทก้าของชาวโรมัน ผู้หญิงคนนั้นได้กล่าวต้อนรับพวกโทยะและบอกให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “อากัลต้า”
.
ซึ่งอาณาจักรอากัลต้าแห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรโบราณที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวดานาเชียที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของที่นี่ พอได้ยินชื่อดานาเชียคูนก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก ดูเหมือนว่าดานาเชียจะเป็นชื่อของหนึ่งในสองชนเผ่าที่เคยมีอำนาจมากที่สุดในทวีปแทบนี้เมื่อครั้งอดีตกาลและสองชนเผ่านั้นก็ทำสงครามกันจนโลกล่มสลายซึ่งผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านสงครามในครั้งนั้นได้หลบหนีออกมาและก่อตั้งเมืองอยู่ ณ ที่แห่งนี้และเฝ้ารอวันเวลาที่สงครามจะจบลงแต่เพราะรออยู่นานมากสงครามก็ไม่จบซักทีผลสุดท้ายก็เลยอยู่ยาวแต่สิ่งที่คูนสนใจมากกว่าเรื่องนั้นก็คือโกเลมสงครามทีมีอายุเก่าแก่เกินสามร้อยปีพวกนั้นหรือจะพูดให้ถูกก็คือสามร้อยสามสิบห้าปี หลังจากนั้นรีนก็ถามถึงความเป็นไปของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ซึ่งผู้่หญิงคนนั้นก็บอกว่าพวกเขาตายไปหมดแล้วเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อนและแน่นอนว่าผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่คนแต่เป็นโกเลมยุคโบราณโมเดล PEL-42 เพรูลาจิโนเน่ซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า “เพลรูชิก้า” ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตก็มาจากความเชื่อของคนรุ่นถัด ๆ มาที่กลัวการกลับขึ้นไปบนพื้นพิภพและสุดท้ายก็จบลงที่การล่มสลายแต่ถึงจะไร้ซึ่งผู้คนไปแล้วเพลรูชิก้าก็ยังทำหน้าที่ปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้เอาไว้ในฐานะของผู้พิทักษ์ของ “กิกันเทส” หรือก็คือไอ้สิ่งปลูกสร้างงที่ดูคล้าย ๆ กับปิรามิดที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้นั่นเองแต่เพราะแสงมันน้อยเกินกว่าที่จะเห็นรายละเอียดรีนจึงร่ายเวทเมก้าไบร์ทเพื่อเพิ่มแสงสว่างและสิ่งอยู่ตรงนั้นมันก็คือโกเลมขนาดยักษ์ที่คล้ายกับเฮกาตอนเคล ซึ่งพอคูนได้ยินชื่อนั้นก็นึกถึงโกเลมโบราณขนาดยักษ์ที่พ่อของเธอเคยจัดการที่ไอเซนกัลด์ มาถึงตอนนี้โทยะเริ่มตงิดใจแล้วว่าแท้จริงแล้วพวกดานาเชียอาจจะตั้งใจใช้ที่นี่เป็นโรงงานลับในการวิจัยพัฒนาโกเลมตัวนี้เสียมากกว่าแถมเพลรูชิก้ายังบอกอีกว่ากิกันเทสตอนนี้อยู่ในโหมดจำศีลถ้าตื่นขึ้นมามันจะทำตามคำสั่งที่โดนโปรแกรมไว้ว่าให้ทำลายโกเลมของอาณาจักรอื่นให้หมดพูดง่าย ๆ ก็คือถ้ามันตื่นเมื่อไหร่โลกก็บรรลัยเมื่อนั้นซึ่งเพลรูชิก้าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น
.
เมื่อได้ยินแบบนั้นรีนก็ถามโทยะว่าจะเอายังไงกับเจ้ายักษ์นี่ดี แน่นอนว่าโทยะตั้งใจจะทำลายมันทิ้งซะก่อนจะเกิดปัญหายุ่งยากแน่นอนว่าคูนไม่อยากให้ทำแบบนั้นแต่เพราะโดนสายตาของพ่อกับแม่จ้องมองจึงต้องรีบเปลี่ยนท่าที แม้ว่าโทยะจะขบคิดเรื่องที่ว่าเขาจะทำลายกิกันเทสเลยโดยไม่บอกราชาแห่งกัลดิริสมันจะดีหรือเปล่าแต่คิดไปคิดมาถ้าหากมีคนรู้เรื่องนี้เข้าอาจเกิดเรื่องบานปลายกว่าเดิมโทยะเลยตัดสินใจว่าทำลายมันซะตอนนี้เลยดีกว่าแต่การจะทำแบบนั้นก็ต้องระมัดระวังไม่โจมตีมันสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะอาจไปทำให้ระบบของมันทำงานเอาได้ดีไม่ดีโกเลมที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดอาจจะพุ่งเป้ามาโจมตีพวกเขาได้โทยะเลยบอกเพลรูชิก้าพาเขาไปที่กิกันเทสแบบใกล้ชิดซึ่งเธอก็นำทางให้และยังโชว์ให้เห็นถึงระบบป้องกันอย่างพวกปืนเลเซอร์ให้เห็นพร้อมกับบอกให้พวกโทยะระวังเพราะถึงระบบหลักจะไม่ทำงานแต่ระบบป้องกันตัวเองอัตโนมัติยังทำงานอยู่หากเดินเข้าไปในระยะจะโดนเลเซอร์ยิงใส่เอาซึ่งตรงจุดนี้คูนก็แนะนำให้โทยะใช้พริซันเพื่อป้องกันการโจมตี เมื่อโทยะร่ายพริซันแล้วเริ่มเข้าไปในระยะเลเซอร์ก็ถูกกระหน่ำยิงลงมาราวกับห่าฝนแต่การโจมตีนั้นก็ไม่กระเทือนพริซันแม้แต่น้อยพวกโทยะเคลื่อนเข้าไปใกล้กิกันเทสเรื่อย ๆ คูนก็เริ่มพิจารณาถึงวิศวกรรมที่สร้างสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเริ่มบรรยายออกมาแต่รีนก็ตัดบทให้คูนบอกมาสั้น ๆ ว่าสิ่งนี้ทำลายได้หรือทำลายไม่ได้ ซึ่งคูนก็ได้อธิบายสั้น ๆ ว่าเกราะพวกนี้ก็เหมือนผิวหนังถ้าไปโดนเข้ามันก็จะรู้สึกเจ็บแล้วมันก็จะเริ่มทำงานดังนั้นทางเดียวที่จะปิดฉากมันโดยไม่ให้ตื่นก็คือทำลายให้หมดในการโจมตีครั้งเดียว
.
หลังจากปรึกษากันแล้วก็มีข้อสรุปว่าควรจะย้ายมันออกไปที่นี่ไปยังสถานที่ที่จะจัดการมันได้สะดวกกว่านี้และเรียกกองกำลังมาช่วยกันจัดการจะดีกว่าแต่ท่าจะทำแบบนั้นโทยะก็จำเป็นต้องรายงานให้ราชาแห่งกัลดิริสทราบเรื่องซะก่อนดังนั้นจึงต้องรอจนกว่าคณะของราชาแห่งกัลดิริสมาถึงซะก่อนจึงจะเริ่มลงมือในขั้นต่อไปได้ และเมื่อราชาแห่งกัลดิริสและคณะมาถึงพวกเขาก็ได้มาเห็นและรับรู้เรื่องราวของเมืองใต้ดินและกิกันเดสจากเพลรูชิก้าแม้ว่าจะมีเสียงทัดทานจากเหล่าข้าราชบริพารว่าไม่ให้ทำลายมันเพราะนี่คือโอกาสที่จะได้ศึกษาและนำเอาเทคโนโลยีที่สูญหายไปกลับมาได้แต่ราชาแห่งกัลดิริสก็เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดกับไอเซนกัลด์แล้วเขาก็ตัดสินใจให้ทำลายมันทิ้งแต่มีข้อแม้ว่าต้องให้กัลดิริสมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกิกันเดสด้วยซึ่งโทยะก็ตกลง ซึ่งโทยะก็ได้จัดการติดต่อกับทุกคนเพื่อเริ่มดำเนินงานต่อไป หลังจากนั้นทั้งภรรยาและลูก ๆ ของโทยะก็ขนกันมาหมดบ้านรวมไปถึงเอนเด้กับอลิสด้วย ซึ่งโทยะตั้งใจจะเคลื่อนย้ายกิกันเทสไปยังที่เขตไอเซนกัลด์แล้วค่อยจัดการมันซะ แต่ในระหว่างนั้นลินเน่กับอลิสก็มาขอร้องว่าอย่างลงไปสู้ด้วยแต่ลินเซ่กับเอนเด้ไม่เห็นด้วยจึงไม่อนุญาตแต่ท่านย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวออกมาและบอกว่าเธอจะคอยดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ ให้เองดังนั้นให้เด็ก ๆ ลงไปสู้ตามใจปราถนาแล้วกันสุดท้ายลินเซ่กับเอนเด้ก็เลยยอมให้ลูกของตนลงสนาม โดยเอลเซ่ได้ให้อลิสยืมเกอร์ฮิวเด้ไปใช้เพราะสไตล์การต่อสู้ของลินเน่คงไม่เข้ากับเฮมวีเก้ ส่วนอลิสนั้นไม่เอาดรากูนของพ่อเพราะมันเปราะเกินไป ทำเอาเอนเด้รู้สึกช็อคหนักมากโทยะเลยคิด ๆ ว่าอาจจะถึงเวลาอัพเกรดดรากูนใหม่แล้วก็ได้ สุดท้ายอลิสก็ไปของยืมออทรินเด้จากซูมาขับเมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยก็มีการแบ่งหน้าที่กันดังนี้ ยาคุโมะ เฟรย์ คูน โยชิโนะ อาเชีย เอลน่า หกคนนี้เฝ้าสังเกตการณ์ผ่านมอนิเตอร์โดยส่วนตัวแล้วคูนก็ยังดูจะอาลัยอาวรณ์รับไม่ได้กับการทำลายกิกันเทส
.
อีกด้านหนึ่งยูมิน่า รูเชีย ซากุระ รีน ประจำตำแหน่งแนวหลังเตรียมสนับสนุน ลินเน่ อลิส ยาเอะ ฮิวด้า ทำหน้าที่แนวหน้า ส่วน ลินเซ่ เอนเด้และโทยะสแตนบายรอดูและเตรียมเคลื่อนไหวตามสถานะการณ์ โดยก่อนจะเริ่มปฏิบัติการโทยะได้วาร์ปไปที่ไอเซนกัลด์เพื่อสำรวจสภาพตรงจุดที่จะใช้เป็นสนามรบก่อนว่าปลอดคนแน่นอนหรือเปล่าเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีผู้คนเริ่มอพยพกลับเข้ามาทำการบูรณะฟื้นฟูเมืองหลวงเก่าแห่งนี้หรือเปล่าซึ่งจากสภาพที่เห็นตอนนี้เมืองไอเซนบรุคก็ยังคงมีแต่ซากปรักหักพังอยู่เหมือนเดิมเมื่อลงใช้เวทค้นหาก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตเลยซักอย่างแม้แต่พวกผู้หญิงใส่หน้ากากกับพวกโกเลมปิศาจที่เคยปะทะกับยาคุโมะก็ไม่เห็นแม้แต่เงามีความเป็นไปได้สูงว่าพวกนั้นจะไปที่อื่นกันแล้วซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะเป้าหมายตอนนี้ของโทยะก็คือสถานที่ปลอดคนถ้าเป็นแบบนี้จะอาละวาดหนักมือหน่อยก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครโดนลูกหลง เมื่อตรวจดูสถานที่ที่จะใช้เป็นสนามรบเรียบร้อยดีแล้วโทยะก็เตรียมวาร์ปกลับไปที่อากัลต้าเพื่อไปรับกลุ่มที่เตรียมพร้อมอยู่บนเฟรมเกียร์มาที่นี่และจะส่งกิกันเทสผ่านเกทตามมาทีหลังส่วนคนอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์จะดูผ่านมอนิเตอร์อยู่ที่อากัลต้า ซึ่งอลิสที่ได้ลองบังคับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากเพราะขนาดของมันใหญ่กว่าเฟรมเกียร์ปกติที่เธอเคยขับ โดยอลิสได้ลองบังคับมันเดินไปรอบ ๆ พร้อมกับขยับแขนโดยใกล้ ๆ นั้นก็มีดรากูนของเอนเด้คอยตามประกบ ส่วนลินเน่ที่ยืมเกอร์ฮิวเด้ของเอลเซ่มาขับก็กำลังทดสอบการใช้ไพล์บังเกอร์อยู่เช่นกัน แม้จะเคลื่อนไหวได้ดีแต่ก็ยังมีความแตกต่างกับตอนที่เอลเซ่บังคับอยู่พอควร ในขณะที่ลินเซ่นั้นคอยดูลูกอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้ตามติดใกล้ชิดแบบเอนเด้ส่วนราชาของอาณาจักรกัลดิริสก็ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันเมื่อได้เห็นเฟรมเกียร์ของอาณาจักรบรุนฮิวด์กับตาของตนแต่อีกใจหนึ่งเขาก็มีความกังวลอยู่ว่ายักษ์ใหญ่พวกนี้จะเอาชนะอาวุธโบราณได้แน่หรือเปล่าแต่โทยะก็ให้คำมั่นว่าน่าจะจัดการได้เพราะถึงเทคโนโลยีโบราณจะน่ากลัวแค่ไหนแต่ก็ไม่น่าเก่งไปกว่าเทพมารและถ้ามันจวนตัวจริง ๆ โทยะก็ยังมีไพ่ตายเก็บไว้อยู่
.
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วโทยะก็ทำการเปิดเกทเคลื่อนย้ายกิกันเทสไปยังสนามรบและทันทีเริ่มเคลื่อนย้ายระบบของกิกันเทสก็ทำงานตามที่คูนคาดการเอาไว้จริง ๆ และเมื่อส่งเป้าหมายผ่านเกทไปเรียบร้อยโทยะก็กระโดดตามไปกิกันเทสที่ลืมตาตื่นขึ้นก็ได้ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นขนาดเต็ม ๆ ของมันแล้วโทยะก็รู้สึกว่ามันใหญ่พอ ๆ กับพวกเฟรซระดับแอดวานท์เลยทีเดียวและมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับพวกมนุษย์ยักษ์แต่ดีไซน์ของมันไม่ได้ดูดีเหมือนกับเฟรมเกียร์แค่อย่างใดดีไซน์มันออกแนวเครื่องจักรโบราณเสียมากกว่ามีท่อจำนวนมากยื่นออกมาจากด้านหลังด้วย แขนยาวใหญ่ ขาใหญ่แต่หัวเล็กจนดูไม่บาลานซ์กับขนาดตัว ใบหน้าก็เรียบ ๆ เหมือนหมวกเกราะ ร่างใหญ่ยักษ์นั้นยกแขนขึ้นพร้อมกับส่งเสียงคำรามในจังหวะนั้นยูมิน่าก็ได้แจ้งเตือนฮิวด้ากับยาเอะให้รีบหลบออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ เมื่อทั้งสองฉีกตัวหลบออกไปทางด้านข้างกำปั้นของกิกันเทสก็ฟาดลงมาที่พื้นและเกิดเป็นแผ่นดินกระเพื่อมราวกับเป็นคลื่นสึนามิถาโถมเข้าใส่ตรงบริเวณที่เฟรมเกียร์ของยาเอะกับฮิวด้าเคยอยู่ถ้าหากไม่ได้พลังเนตรมองอนาคตของยูมิน่าทั้งสองก็คงจะโดนคลื่นดินนั้นกลืนเข้าไปแล้วซึ่งรีนได้วิเคราะห์การโจมตีเมื่อครู่ว่าเหมือนกับเวทดินที่ชื่อ “เอิร์ทเวฟ” เมื่อเห็นดังนั้นโทยะจึงเรียกเรกินเรฟจากสโตพร้อมกับใช้เวทฟลายบินไปเข้าค็อทพิทอย่างเท่ห์เพื่อเตรียมจะสู้แต่ในตอนนั้นลินเซ่ก็ติดต่อเข้ามาหาและบอกว่าขอให้โทยะอย่าเพิ่งลงมือขอพวกเธอจัดการกันเองก่อน โทยะนั้นรู้ว่าพวกเหล่าภรรยานั้นไม่น่าจะมีปัญหาแต่ที่ห่วงคือ ลินเน่กับอลิส ที่ประสบการณ์ยังน้อยและไม่รู้ว่ากิกันเทสนั้นมีความสามารถพิเศษอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง แต่ทั้งลินเน่และอลิสก็บอกว่าพวกเธอจัดการได้ขอให้วางใจและคอยดูพวกเธออยู่ตรงนั้น เมื่อคิดตรองดูแล้วพวกยูมิน่าก็มีความเป็นเครื่อญาติเทพแล้วยังมีท่านย่าโทคิเอะคอยดูแลอยู่ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องกลัวมากนักโทยะจึงยอมทำตามที่เด็ก ๆ ขอแต่ก็ได้ย้ำไว้ว่าอย่าทำอะไรที่ฝืนเกินตัว แม้ว่าตอนนั้นเอนเด้จะแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยแต่โทยะก็ไม่สนใจ
.
เมื่อได้รับอนุญาตจากพ่อแล้วลินเน่ก็เตรียมจะพุ่งเกอร์ฮิวเด้เข้าไปบวกกับกิกันเทสเลยแต่ฮิวด้าก็มาห้ามเอาไว้และสั่งสอนว่าอย่าบุ่มบ่ามเข้าไปโจมตีศัตรูมั่ว ๆ ให้ดูและหาจังหวะและวิธีการเข้าโจมตีที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทำให้ลินเน่หยุดการวิ่งเข้าใส่ทว่าในจังหวะนั้นไหล่ของกิกันเทสก็เปิดออกและยิงมิซายส์ออกมานับร้อย ๆ ลูกราวกับห่าฝนเพื่อถล่มเป้าหมายทว่าอลิสก็ได้บังคับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดเคลื่อนออกมาข้างและกางสตาร์เชลออกมาป้องกันมิซายส์เอาไว้พร้อมกับสวนกลับด้วยหมัดจรวดแคนน่อนนัคเคิ้ลที่ประสานกับคริวตัลฮาร์มที่เธอสร้างขึ้นมาหุ้มหมัดจรวดที่ปล่อยออกไปจนมันมีลักษณะเหมือนกับหัวธนูแต่ถึงจะโดนการโจมตีของอลิสเข้าไปเต็ม ๆ กิกันเทสกลับไม่เสียหายเลยทั้ง ๆ ที่รับการโจมตีอันหนักหน่วงขนาดในขณะที่โทยะกำลังคิดว่าทำไมมันถึงแข็งขนาดที่ผลึกเฟรซยังทะลวงไม่เข้าอยู่นั้นซากุระก็ติดต่อเข้ามาบอกว่าตอนที่หมัดของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดปะทะกับกิกันเทสเธอได้ยินเสียงประหลาดคล้าย ๆ วัตถุที่เข้าไปปะทะกับยางแข็ง ๆ ดังนั้นจุดนั้นไม่น่าจะสร้างมาจากโลหะและเป็นวัสดุที่ทนต่อแรงกระแทบและแรงอัดได้เป็นอย่างดีแต่ไม่น่าจะป้องกันการโจมตีจากการเฉือนด้วยของมึคมได้ เมื่อคิดได้แบบนั้นยาเอะกับฮิวด้าจึงประสานการโจมตีด้วยท่าดาบโดยมีรอสไวเซ่ของซากุระบรรเลงบทเพลงเพิ่มพลังให้ ท่าดาบโฮโยคุฮิซันของยาเอะกับวินเบลดของฮิวด้าสร้างความเสียหายให้กับกิกันเทสได้แต่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับขนาดตัวของกิกันเทสแล้วมันก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับแผลถลอก กิกันเทสตอบโต้ด้วยการเหวี่ยงหมัดโจมตีซึ่งทั้งสองก็หลบหลีบได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร แต่มันก็ขุดเอาเศษดินเศษหินแถว ๆ นั้นจะจายขึ้นมากด้วยแต่สองสาวก็ปัดป้องมันเอาไว้ได้
.
กิกันเทสเริ่มใช้แสงเลเซอร์ยิงกวาดไปทั่วเกอร์ฮิวเด้ที่อยู่ในระยะโจมตีจึงต้องรีบหลบเป็นพัลวัลในระหว่างนั้นเองลินเซ่ก็ขับเฮมวีเก้โหมดยานบินเข้ามาและหย่อนเชือกตะขอลงไปให้ลินเน่เมื่อเกอร์ฮิวเด้คว้าตะขอนั้นเอาไว้ได้แล้วเฮมวีเก้ก็รีบบินขึ้นฟ้าเพื่อหนีออกมากินกันเทสจึงหันปากกระบอกปืนใหญ่ที่ติดอยู่ข้างหัวไปหมายจะโจมตีสองแม่ลูกแต่กริมเกเด้ก็สาดกระสุนอัดบริเวณส่วนหน้าของกิกันเทสเพื่อสกัดการโจมตีนั้นแม้ว่ากระสุนจะไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมากแต่ก็เบนความสนใจของอีกฝ่ายมาได้กิกันเทสจึงหันมาโจมตีใส่รีนแทน หมัดตรงของโกเลมขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่กริมเกเด้แต่รีนที่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วก็หลบหมัดนั้นมาได้ด้วยการเปิดระบบโฮเวอร์ของกริมเกเด้และสไลด์ตัวออกมา และในขณะที่เลเซอร์เริ่มเปิดฉากยิงอีกครั้งดรากูนของเอนเด้กับวาลเทราด์บียูนิตของรูเชียก็เคลื่อนเข้าหาเป้าหมายพร้อมกับการยิงสนับสนุนจากระยะไกลของบรุนฮิวเด้ที่คอยไล่ทำลายระบบป้องกันอัตโนมัติไปทีละอันแต่ในระหว่างนั้นยาเอะก็สังเกตเห็นว่ารอยที่เธอกับฮิวด้าฟันเอาไว้ค่อย ๆ หายไป กิกันเทสมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองอยู่เช่กันแม้ว่าจะไม่รวดเร็วเท่าเฮกาตอนเกลแต่ก็ความสามารถนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาไม่น้อยและในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงของลินเน่ติดต่อเข้ามาร้องขออาวุธตอนนี้เกอร์ฮิวเด้บินอยู่บนฟ้าโดยยืนอยู่บนเฮมวีเก้ราวกับกำลังขี่เซิร์ฟบอร์ดแม้โทยะจะแอบบ่นลูกสาวในใจว่าไหนบอกว่าจะไม่ยืมพลังพ่อไง แต่ถึงกระนั้นโทยะก็ยอมช่วยแบบง่าย ๆ โดยส่งฟรากราคทั้งสิบสองอันออกไปและแปรสภาพให้กลายเป็นเกราะแขนและเกราะขาให้กับเกอร์ฮิวเด้หลังจากนั้นเฮมวีเก้ก็บินขึ้นไปเหนือกิกันเทสที่ตอนนี้กำลังโดนเอนเด้กับรูเชียปั่นหัวอยู่และเมื่อได้ระยะและจังหวะที่เหมาะสมแล้วเกอร์ฮิวเด้ก็กระโจนออกจากเฮมวีเก้และพุ่งเข้ามาโจมใส่ส่วนหัวของกิกันเทสด้วยท่าถีบที่ลินเน่ประกาศชื่อว่า “ริวเซย์เคียคุ” ด้วยการเสริมพลังจากเวทกราวิตี้ทำให้นำหนักของการโจมตีเพิ่มเป็นหลายเท่าทำให้ส่วนหัวของกิกันเทสหลุดกระเด็นออกจากตัวไปและร่างที่ไร้หัวก็ทรุดลงกับพื้น
.
ในขณะเดียวกันนั้นผู้คนที่ดูการต่อสู้ผ่านมอนิเตอร์อยู่ที่อากัลต้าต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไปเมื่อเห็นกิกันเทสโดนอัดร่วงลงไปเอลเซ่กับซูรู้สึกว่าเรื่องมันยังไม่จบเพราะร่างส่วนที่เหลือของกิกันเทสเริ่มปล่อยควันออกมาจำนวนมากส่วนจากนั้นชิ้นส่วนของกิกันเทสก็เริ่มหลุดออกจากกันเป็นสิบเอ็ดส่วนและเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโกเลมขนาดเท่ากับเฟรมเกียร์แต่เพราะส่วนหัวนิ่งสนิทไปแล้วส่วนที่แปลงร่างจึงมีเพียงแค่สิบเท่านั้น
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 7 (521- 530) ส่วนที่แยกออกมาแล้วเปลี่ยนร่างเป็นโกเลมขนาดใหญ่นั้นก็ได้แก่ ลำตัวส่วนบน ลำตัวส่วนล่าง ต้นแขนสองข้าง ท้องแขนสองข้าง ต้นขาสองข้าง ขาส่วนล่างทั้งสองข้าง รวมทั้งหมดก็สิบส่วนพอดี และขนาดของพวกมันแต่ละตัวก็ใหญ่พอ ๆ กับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดโดยเฉพาะตัวที่เป็นส่วนของลำตัวท่อนบนกับท่อนล่างเรียกว่าทรงดูไม่สูงแต่ค่อนไปทางหนามากกว่า โดยโทยะคาดคะเนเอาว่าส่วนหัวของมันคงมีคิวคริสตัลควบคุมทุกส่วนไว้แต่เพราะส่วนนั้นถูกทำลายส่วนที่เหลือจึงแยกออกมาตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามมีสิบเครื่อง ฝ่ายของโทยะเองก็มีสิบเครื่องเท่า ๆ กันดังนั้นการต่อสู้หลังจากนี้จึงเปลี่ยนจากสิบรุมหนึ่งก็จะกลายเป็นจับคู่แบบ 1 ต่อ 1 แทนซึ่งยาเอะก็ดูจะชอบใจกับสภาพการตอนนี้มากกว่า ซึ่งอลิสก็ขอเลือกตัวที่ใหญ่ที่สุดเป็นคู่มือซึ่งมันก็คือส่วนที่เป็นลำตัวส่วนบนนั่นเอง แม้แคนน่อนนัคเคิ้ลจะใช้ไม่ได้ผลแต่ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดก็ยังมีอาวุธอื่นอยู่ด้วยตรงจุดนี้โทยะจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ยูมิน่าก็เสนอแผนการต่อสู้ให้เก็บตัวที่ดูอ่อนที่สุดก่อนเพื่อลดจำนวนอีกฝ่ายแล้วค่อยรุมจัดการตัวอื่น ๆ ต่อน่าจะเป็นการดีกว่าให้แยกไปสู้แบบตัวต่อตัวว่าแล้วยูมิน่าก็เปิดตำราใส่ก่อนได้เปรียบชักปืนสไนเปอร์ไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้เล็งตรงไปยังโกเล็มตัวหนึ่งในกลุ่มนั้นทันที ส่วนกริมเกเด้ของรีนก็เปิดพ็อตมิซายส์ที่ขวากับไหล่รวมถือปืนกลที่ส่วนอกออกมาพร้อมส่องปืนที่มือทั้งสองข้างไปที่โกเลมตัวกันกับที่ยูมิน่าล็อกเป้าไว้เพื่อเตรียมถล่มชุดใหญ่ วัลเทราด์ของรูเชียเองก็เปลี่ยนแพ็คเป็นไทป์ซีแล้วก็เล็งไปที่โกเลมตัวเดียวกันนั้นและในพริบตาต่อมาสามสาวก็ลั่นไกพร้อม ๆ กันส่งห่ากระสุนไปยังเป้าหมายและทำให้โกเลมตัวนั้นพรุนเป็นรังผึ้งในทันทีเนื่องจากมีความหนาของเกราะน้อยกว่าส่วนลำตัวห่ากระสุนจึงทะลวงได้อย่างง่ายดายหลังจากนั้นโกเลมที่เหลืออีกเก้าเครื่องก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อทำการจู่โจมกลับ โดยโกเลมที่เป็นส่วนต้นแขนนั้นเป็นไทป์แบบโจมตีระยะไกลมันจึงเริ่มใช้ห่าฝนมิซายส์ของมันยิงสวนกลับมาทำให้พวกยูมิน่าต้องกระจายกลุ่มกันเพื่อหลบการโจมตี ในจังหวะเดียวกันนั้นโกเลมที่โดนยิงพรุนก็พยายามจะยืนขึ้นแต่ก็โดนแคนน่อนนัคเคิ้ลของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดอัดจนแหลกไป
.
เมื่อเหลือศัตรูลดจำนวนลงเหลือเก้าเครื่องแล้วยูมิน่าก็ให้สัญญาณให้ทีมโจมตีระยะไกลทำการยิงระลอกสองซึ่งในตอนนั้นเองเฮมวีเก้ของลินเซ่ที่บินอยู่บนฟ้าก็เข้ามาเสริมทัพและใช้วิงเบลดตัดร่างของโกเลมเป้าหมายขาดเป็นสองท่อนและทำลายมันลงได้อีกหนึ่งตอนนี้ศัตรูจึงเหลือแค่แปดเครื่องแต่ในจังหวะนั้นห่าฝนมิซายส์ก็พุ่งตรงไปหาเฮมวีเก้ด้วยเช่นกันแต่ลินเซ่ก็สามารถบังคับเฮมวีเก้บินฉวัดเฉวียนหลบมิซายส์พวกนั้นไปได้ด้วยสกิลการบังคับร่างยานระดับเอสไพล็อทหลังจากนั้นฮิวด้ากับยาเอะก็เข้ามารับช่วงจัดการเจ้าโกเลมที่กำลังยิงมิซายส์พวกนั้นให้ซึ่งในขณะที่พวกยาเอะพุ่งเข้าไปหาพวกมันก็ได้ใช้ปืนแกตลิ่งยิงโต้กลับมา ซึ่งนอกจากอาวุธระยะไกลแล้วโกเลมคู่นี้ก็ยังมีโล่ห์และอาวุธประชิดที่เหมือนกับหอกด้วยแต่ถึงจะกระหน่ำยิงมายังไงก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับยาเอะกับฮิวด้าที่มีความสามารถระดับฟันห่ากระสุนปืนกลทิ้งได้แต่อย่างใด ส่วนยูมิน่าเริ่มวางแผนว่าจะจัดการกับโกเลมที่เป็นแขนส่วนล่างอีกสองตัวยังไงดีเพราะดูแล้วมันน่าจะเป็นไทป์ป้องกันที่เกราะแข็งในระดับหนึ่งซึ่งลินเน่ก็เสนอตัวเข้ามาจัดการลินเซ่จึงขอให้ซากุระช่วยซับพอร์ตลินเน่ในระหว่างที่รอสไวเซ่กับเกอร์ฮิวเด้ตรงเข้าไปจัดการเป้าหมาย อลิสก็ตั้งใจจะเผด็จศึกเหยื่อของเธอเช่นกันโทยะจึงโดนภาระจัดการลำตัวส่วนล่างที่ใหญ่เป็นอันดับสองให้กับเอนเด้ไปในทันที ซึ่งตอนแรกเอนเด้ก็โวยโทยะว่าทำไมตัดสินในโดยพละการไม่ถามความสะดวกของเลยแบบนั้น โทยะเลยใช้แผนหลอกถามอลิสว่าอยากเห็นพ่อของหนูจัดการศัตรูอย่างเท่ห์ไหมพออลิสบอกว่าอยากเห็นเท่านั้นแหละเอนเด้ก็ตอบตกลงทันที
.
ยูมิน่า ลินเซ่ รูเชีย แล้วก็รีนเข้าไปรับมือกับส่วนที่เป็นท่อนขาส่วนล่างทั้งสองตัวที่เป็นไทป์สู้ประชิดที่มีดาบสองเล่มเป็นอาวุธสาวเครื่องของสาว ๆ ล้วนเป็นไทป์ระยะไกลถ้าสู้โดยรักษาระยะห่างไว้ก็ชนะได้ไม่ยาก ฝ่ายลินเน่ที่กำลังพุ่งเข้าหาโกเลมส่วนท่อนแขนล่างก็ได้รับการเพิ่มพลังจากเพลงของซากุระและใช้ไพล์บังเกอร์ของเกอร์ฮิวเด้ทะลวงเกราะของศัตรูทะลุไปอย่างง่ายดาย (ช็อตอัดไพล์บังเกอร์นี่มันล้ออัลไอเซนชัด ๆ ) พออัดเครื่องแรกพังไปได้ลินเน่ก็เตรียมจะเข้าไปอัดอีกเครื่องที่เหลือแต่ก็พลาดท่าศัตรูโดนจับเอาไว้ได้โทยะเลยเตรียมจะเข้าไปช่วยแต่ซากุระก็ปล่อยฟรากราคแบบมีดสั้นที่ติดตั้งอยู่บนรอสไวเซ่ออกไปจัดการซะก่อนทำให้ลินเน่หลุดออกมาได้หลังจากนั้นลินเน่ก็โดนซากุระตักเตือนไปนิดหน่อย ทางด้านของอลิสก็กำลังประลองกำลังกับโกเลมที่เป้าหมายของเธออยู่ แน่นอนว่าเรื่องกำลังขับของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดนั้นเหนือกว่าเฟรมเกียร์ทุก ๆ ตัวจึงสามารถพลักอีกฝ่ายให้ถอยไปได้โกเลมตัวนั้นจึงเตรียมจะใช้ปืนกลที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนอกยิงใส่แต่อลิสก็ใช้ส่วนหัวของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดกระแทกใส่อกอีกฝ่ายและดันมันล้มลงได้ในที่สุดแต่มันก็ลุกขึ้นมาได้ในเวลาไม่นานและเริ่มเตรียมจะโจมตีใส่อลิสอีกครั้ง แม้อลิสจะรับการโจมตีด้วยหมัดของอีกฝ่ายไว้ได้แต่การโจมตีด้วยกายภาพของอลิสก็แทบไม่ส่งผลกับศัตรูเช่นกัน อลิสถอดสว่านที่ติดอยู่ที่ขาขึ้นมาประกอบเข้ากับส่วนแขนขวาและใช้มันโจมตีเข้าไปที่ส่วนอกของเป้าหมาย แม้ว่าตอนแรกจะดูเหมือนเจาะไม่เข้าแต่พอสว่านเร่งความเร็วมากขึ้นมันก็สามารถทะลวงเข้าไปได้เมื่อเจาะเข้าไปได้แล้วอลิสก็ปลดปล่อยพลังพริสม่าโรสของเธอออกมาทันทีและคริสตัลของอลิสก็เริ่มทะลวงอีกฝ่ายจากภายในและทำลายมันลงได้ในที่สุด ส่วนทางด้านของเอนเด้ที่ต้องสู้กับศัตรูที่ติดอาวุธเป็นปืนแกตลิ่งคู่ก็อยู่ระหว่างกับวิ่งซิกแซกหลบห่ากระสุนแต่พอได้ยินว่าอลิสจัดการศัตรูได้แล้วเขาก็ตัดสินใจจะเผด็จศึกบ้าง เอนเด้จึงชักเอาดาบสั้นคู่ของดรากูนออกมาและใช้มันตัดขา ตัดแขน และทะลวงอกโกเลมยักษ์ตัวนั้นจนสิ้นสภาพภายในพริบตาเรียกว่าโชว์เท่ห์แบบสุดขีดทว่าอลิสก็ไม่ได้อยู่ดูความเท่ห์ของพ่อแต่อย่างใดเพราะเมื่อเอนเด้หันกลับมาอีกทีออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดก็ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วหลังปราบโกเลมตัวนั้นได้อลิสก็ไปไล่จัดการศัตรูที่เหลือต่อทันทีเอนเด้จึงขับดรากูนไล่ตามอลิสไปสมทบกับพวกยูมิน่า ส่วนลินเน่ก็จัดการกับโกเลมส่วนแขนท่อนล่างอีกตัวลงได้แล้ว ยาเอะกับฮิวด้าก็ทำลายตัวยิงมิซายส์ได้แล้วเหมือนกันดังนั้นตอนนี้จึงเหลือโกเลมอีกแค่สองตัวที่กลุ่มของยูมิน่ากำลังสู่อยู่เท่านั้น
.
ในขณะที่พวกโทยะกำลังต่อสู้อยู่ที่ไอเซนกัลนั้นห่างออกไปก็มีคนสองคนยืนดูการต่อสู้น้้นอยู่ห่าง ๆ คนหนึ่งคือสาวผมแดงสวมหน้ากากโดมิโน่ ส่วนอีกคนนั้นคือชายที่สวมหมวกเหล็กที่คล้ายกับหมวกดำน้ำ ที่เอวของหญิงสาวมีกระบองสีส้มห้อยอยู่ส่วนผู้ชายก็มีขวานสีน้ำเงินเข้มทั้งสองก็คือสาวกเทพมาร “แทนเจรีน” กับ “อินดิโก้” ที่เคยปะทะกับยาคุโมะเมื่อก่อนหน้านี้นั่นเองซึ่งทั้งสองมาอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะความสามารถในการใช้เวทเคลื่อนย้ายของขวาน “ดีฟบลู” ของอินดิโก้นั่นเองส่วนสาเหตุที่โทยะใช้เวทเซิร์จหาโกเลมปิศาจพวกนั้นไม่เจอก็เพราะพวกมันไม่ใช่โกเลมธรรมดา ซึ่งทั้งสองก็ประเมินพลังของเฟรมเกียร์ที่ได้เห็นว่าทรงพลังมากและพวกเขาก็ยังไม่สามารถสร้างของอะไรแบบนั้นขึ้นมาต่อกรได้หลังจากนั้นทั้งสองก็ถอยกลับไปโดยจะกลับไปสมทบกับ “สกาเล็ต”
.
ตัดกลับมาทางด้านของพวกโทยะที่กำลังต่อสู้อยู่ อลิสใช้แคนน่อนนัคเคิ้ลอัดโกเลมตัวสุดท้ายแหลกไปได้ในที่สุดการต่อสู้กับกิกันเทสจบลงแล้วโทยะจึงคิดจะเก็บชิ้นส่วนของมันเข้าสโตร์แต่ทันใดนั้นชิ้นส่วนพวกนั้นก็ค่อยหายไปเหมือนกับมันกำลังจมลงไปในน้ำในตอนนั้นยูมิน่าก็แจ้งมาว่าให้มองไปทางทิศสามนาฬิกาและสิ่งที่โทยะได้เห็นก็คือเงาของคนสองคนที่ค่อย ๆ จมหายไปเหมือนกับเศษซากของกิกันเทสแม้จะเห็นแค่แว่บเดียวแต่ก็พอมองรูปร่างลักษณะออกว่าเป็นผู้หญิงกับผู้ชายที่สวมหมวกดำน้ำซึ่งโทยะรู้ได้ทันทีว่าเป็นสาวกเทพมารแน่แต่พอใช้เซิร์จเพื่อจะตามหาตำแหน่งก็ไม่พบเจออะไรเช่นเคยแม้แต่ซากของกิกันเทสก็หาไม่ได้เหมือนโดนอะไรขวางกั้นไว้เรียกว่างานนี้โทยะเจอหัวขโมยตอนไฟไหม้เล่นงานเข้าอย่างจัง แต่พอมาดูอีกทีก็พบว่าชิ้นส่วนที่ถูกขโมยไปมีแค่ส่วนหัวกับลำตัวเท่านั้นซึ่งโทยะก็ไม่แน่ใจว่าเพราะศัตรูมีขีดจำกัดในการเคลื่อนย้ายหรือว่าต้องการแต่สองชิ้นนี้กันแน่แต่ที่โทยะรู้สึกได้ก็คือทางนั้นต้องการจะประกาศสงครามหลังจากนั้นคูนก็โทรเข้ามาหาโทยะ ซึ่งโทยะแทบไม่อยากจะรับสายเอาซะเลยเพราะรู้ดีว่าจะโดนอะไรและก็เป็นไปตามคาดหลีงกลับไปคูนมาวีนใส่คุณพ่อด้วยอาการหัวร้อนสุดขีด เธอบ่นถึงเรื่องที่ทำกิกันเทสพังแหลกไปเกินครึ่งซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้วโทยะไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำคนอื่นถล่มกันแหลกเละแถมตอนท้ายโดนพวกสาวกเทพมารมาขโมยชิ้นส่วนไปอีกแต่ก็โดนคูนบอกห้ามแก้ตัว ส่วนเรื่องที่โดนฉกชิ้นส่วนไปต่อหน้าต่อตาโทยะเองก็โกรธตัวเองเหมือนกันที่ไม่ระมัดระวังตัวให้ดีกว่านี้
.
หลังจากนั้นคูนก็บ่นยาวเรื่องความสำคัญของกิกันเทสที่เป็นโกเลมสมัยโบราณที่เป็นเทคโนโลยีระดับเป็นอาวุธสุดท้ายเป็นหยาดเหงื่อและน้ำตาของวิศวกรสมัยโบราณที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาอย่างนับไม่ถ้วนแต่พอบ่น ๆ ไปคูนก็รู้ว่าพ่อของเธอของเธอไม่ได้ใส่ใจฟังเลยแม้แต่นิดเดียวเลยทำให้คูนโกรธหนักกว่าเดิมแต่โทยะกลับรู้สึกว่าเวลาที่คูนโกรธนั้นเหมือนกับตอนที่รีนโกรธไม่มีผิดเลยทำให้โทยะหลุดหัวเราะออกมาแต่แล้วเอลเซ่ก็เข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ให้โทยะแถมด้วยราชาแห่งกัลดิริสก็เข้ามาช่วยพูดว่าถึงมันจะเละไปหน่อยแต่ก็ยังพอจะศึกษาเทคโนโลยีโบราณได้จากเศษซากที่เหลืออยู่ซึ่งมันก็ดีกว่าปล่อยให้มันอาละวาดพังประเทศหายไปเป็นแถบ ๆ และในที่สุดคูนก็เลิกบ่นไปแม้จะยังไม่หายโกรธดีก็ตามหลังจากนั้นเรจีน่าก็บอกให้โทยะเอาซากของกิกันเทสออกมาเพื่อจะได้ทำการวิเคราะห์ในระหว่างที่โทยะกำลังเอาซากออกมาจากสโตร์เรจีน่าก็เข้าไปคุยกับราชาแห่งกัลดิริสว่าจะทำยังไงกับอากัลต้าเมืองใต้ดินแห่งนี้ดีเพราะที่ตั้งของมันอยู่ในพื้นที่ของกัลดิริสแต่เพราะคงอยู่มาก่อนอาณาจักรจะก่อตั้งจึงถือได้ว่าเป็นชนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนถ้าหากตามปกติก็คงจะยอมรับให้อยู่ที่นี่ต่อไปแต่ปัญหาก็คือตอนนี้ไม่ประชากรของเมืองนี้หลงเหลืออยู่อีกแล้วที่เหลืออยู่ก็มีแต่โกเลมทั้งนั้นซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่น่าหนักใจพอสมควร พวกโกเลมที่ไม่มีผู้ทำพันธสัญญาเหลืออยู่อีกแล้วถ้าจะทำสัญญาใหม่ก็ต้องทำการรีเซ็ตข้อมูลใหม่เท่านั้นแต่เอลก้าคัดค้านเรื่องนี้เพราะข้อมูลที่อยู่ในตัวของโกเลมพวกนี้ถือเป็นสิ่งทรงคุณค่าทั้งทางวิทยาการและประวัติศาสตร์เป็นบันทึกฉบับสมบูรณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงต้องปล่อยให้เพลรูชิก้าอยู่ที่นี่กันต่อไปส่วนเมืองใต้ดินอากัลต้าจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดพักของอุโมงที่กำลังขุดไปอยู่นี้
.
และแล้วในที่สุดโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังขุดอุโมงค์ไม่เสร็จเลยนี่นาจุดที่ขุดมาถึงนี้มันแค่ครึ่งเดียวของระยะทางทั้งหมดแต่ตอนนี้คูนงอนตุ๊บป่องไปแล้วเลยไม่ยอมมาช่วยส่วนรีนก็เหนื่อยล้าจากการต่อสู้เมื่อครู่เอลเซ่จึงเสนอให้เรียกเอนเด้ไปช่วยซึ่งเอนเด้ผู้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับงานนี้เลยก็ประท้วงไม่อยากจะช่วยแถมบ่นว่าระยะนี้โทยะใช้งานเขาหนักเกินไปแล้วนะ แต่โทยะใช้เวทพาวไรซ์เพิ่มพลังตัวเองแล้วก็ลากตัวเอนเด้ไปซึ่งเอนเด้ก็พยายามขอให้อลิสช่วยห้ามโทยะแต่อลิสก็ตะโกนกลับมาว่าให้คุณพ่อพยายามเข้าเท่านั้นแหละเอนเด้ก็มีใจจะขุดอุโมงค์ขึ้นมาทันที ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นคุองที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงของจักรวรรดิ์เรกุรุสแล้วนั้นก็กำลังกลุ้มใจอยู่แถว ๆ บริเวณม้านั่งใจกลางลานน้ำพุเกี่ยวกับเรื่องที่เขามีเงินไม่พอตอนแรกซิลเวอร์เข้าใจว่าคุองกลุ้มใจเรื่องที่เงินไม่พอโดยสารรถม้ากลับบ้านแต่จริงแล้วไม่ใช่ที่คุองว่าเงินไม่พอนั้นคือไม่พอจะหาซื้อของฝากตะหากซึ่งโดยส่วนตัวแล้วซิลเวอร์ก็คิดว่าของฝากมันไม่น่าจะจำเป็นอะไรขนาดนั้นแต่คุองบอกว่าไม่ได้สำหรับท่านพ่อกับบรรดาท่านแม่ยังไม่เท่าไหร่แต่กับเหล่าพี่สาวของเขานี่ไม่ได้เลยถ้ากลับไปมือเปล่าไม่รู้ว่าจะโดนบ่นอะไรบ้างแม้ว่าในบรรดาพี่สาวทั้งหมดเอลน่าเป็นคนที่อ่อนโยนมากที่สุดคงไม่บ่นอะไรแต่อีกหกคนที่เหลือนี้คงบ่นยับแน่นี่ยังไม่นับน้องสาวคนสุดท้องถ้าอยู่ด้วยล่ะก็คงโดนบ่นเหมือนกันหากรู้ว่าไม่มีของฝากแต่ด้วยงบแค่นี้ซื้อไปแค่ของถูก ๆ แบบตามมีตามเกิดก็โดนอีกเหมือนกัน
.
ในระหว่างที่กำลังคิดว่ามีอะไรพอจะเอาไปขายได้บ้างคุองก็มองไปทางซิลเวอร์ทำเอาเจ้าดาบของเราเสียวแว้บว่าจะโดนเอาไปขายจึงร้องประท้วงซึ่งใจจริงคุองก็ไม่ได้คิดจะขายซิลเวอร์แต่แรกแล้วเพราะถ้าคิดเป็นมูลค่าแล้วซิลเวอร์ที่เป็นโกเลมโบราณมีราคาสูงมากถ้าเอาไปขายแต่แบบนั้นคงโดนคูนโกรธแน่นอนแม้ว่าตอนนี้คุองจะอยู่มีจักรวรรดิ์เรกุรุสผู้ซึ่งมีคุณตาของอาเชียซึ่งก็นับว่าเป็นคุณตาของคุองด้วยปกครองอยู่แต่การจะเดินดุ่ม ๆ ไปหาแล้วบอกว่าผมคือหลานของท่านขอยืมเงินหน่อยมันก็ทำไม่ได้เพราะคงไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เขาพูดซึ่งคุองไม่รู้ว่าพ่อของเขาบอกความจริงเรื่องที่ลูก ๆ ของเขาเดินทางกลับมาจากอนาคตให้จักรพรรดิ์เรกุรุสรับรู้ไปแล้วถ้าหากคุองเดินไปหาคุณตาที่ปราสาทเรื่องนี้ก็คงจบลงเรียบร้อยแต่คุองไม่เลือกวิธีนั้นคุองคิดว่าอาจจะต้องไปออกล่าอะไรซักอย่างแล้วเอามาขายที่กิลด์แต่แล้วในตอนนั้นซิลเวอร์ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงเรียกให้คุองมองดูในสิ่งที่มันเห็น เมื่อคุองมองไปยังจุดที่ซิลเวอร์บอกก็เห็นชายสองคนกำลังประกาศขายเครื่องจักรบางอย่างอยู่โดยคนขายประกาศว่ามันคือโกเลมจากทวีปฝั่งตะวันตกแถมยังเป็นรุ่นเลกาซีที่ขุดพบจากโบราณสถานอีกด้วยตอนนี้กำลังขายในราคาถูก ๆ อยากให้รีบมาจับจองโดยโกเลมที่ถูกนำมาเสนอขายนั้นสูงประมาณเกือบสีเมตรดูแล้วน่าจะเป็นโกเลมไทป์พาวเวอร์ ในระหว่างนั้นก็มีพ่อค้าคนหนึ่งสนใจจะซื้อมันแต่คุองที่ดูออกว่านี่มันไม่ใช่โกเลมจึงเดินไปเตือนพ่อค้าคนนั้นว่าเขากำลังโดนพวกมิจฉาชีพหลอกขายของปลอมให้อยู่และยังเปิดโปงกลโกงอีกทำให้พวกมิจฉาชีพโกรธที่โดนเด็กน้อยมาขัดจังหวะและตรงเข้าทำร้ายคุองแต่ก็โดนคุองจัดการได้ไม่ยากแถมยังใช้ซิลเวอร์ฟันส่วนอกของโกเลมปลอมตัวนั้นจนเปิดออกมาอีกทำให้เห็นคนบังคับที่อยู่ข้างในแท้จริงแล้วเจ้านี่มันคือ ดเวิร์ก เครื่องจักรที่ถูกสร้างโดยพวกดอว์ฟแม้จะมีราคาสูงตามท้องตลาดแต่ก็ราคาถูกกว่าโกเลมชั้นเลกาซีมากนัก หลังจากพวกมิจฉาชีพถูกคนแถว ๆ นั้นรุมจับตัวไว้แล้วพ่อค้าคนนั้นก็เข้ามาขอบคุณเด็กน้อยที่ช่วยเขาจากการโดนต้มตุ๋นและเสนอตัวว่าจะตอบแทนจากนั้นเขาก็บอกว่ากำลังจะเดินทางไปยังโร้ดเมียถ้าหากว่าคุองจะไปทางเดียวกันเขาก็จะพาไป แต่คุองบอกว่าปลายทางของเขาอยู่ที่บรุนฮิวซึ่งเป็นคนละทางกันเลย
.
แม้ว่าในคุองจะสามารถเรียกเงินเพื่อไปซื้อของฝากได้แต่เด็กน้อยก็เลือกที่จะไม่ฉวยโอกาสเช่นนั้นเมื่อพ่อค้าคนนั้นได้ยินว่าเด็กน้อยจะไปบรุนฮิวเขาก็บอกว่าพี่ชายของเขามีร้านค้าอยู่ที่นั่นแล้วตอนนี้พี่ชายของเขาก็อยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้เช่นกันและเขาก็นัดเจอกับพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานาน ณ ที่แห่งนี้ถ้ายังไงล่ะก็เขาจะฝากฝังพี่ชายของเขาให้พาคุองกลับไปบรุนฮิวซึ่งคุองก็ตอบตกลงเมื่อไม่ต้องจ่ายค่ารถม้าแล้วคุองก็สามารถเอาเงินที่เหลืออยู่ไปซื้อของฝากได้ซะทีและแล้วชายผู้เป็นพี่ชายของพ่อค้าคนนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นและเขาคนนั้นก็เป็นคนที่คุองรู้จักเป็นอย่างดีเขาคนนั้นก็คือ “ซานัค เซนฟิลด์” เจ้าของร้านแฟชั่นคิงซานัคผู้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์บรุนฮิวมาอย่างยาวนานและเป็นพี่ชายของ “บารัค” พ่อค้าที่คุองช่วยเอาไว้นั่นเอง หลังจากการขุดอุโมงที่อาณาจักรกัลดิริสเสร็จสิ้นลงพวกโทยะก็กลับมาบรุนฮิวแต่ยกเว้นคูน เรจีน่า เอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์ยังคงอยู่ที่อากัลต้าเพื่อทำการวิเคราะห์ซากของกิกันเทสโดยมีวิศวกรโกเลมของอาณาจักรกัลดิริสเข้าร่วมด้วย โทยะกลับมานอนหมดแรงอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นโดยมียูมิน่านำชามาเสิร์ฟให้ในขณะที่เด็ก ๆ พากันไปเล่นเฟรมยูนิตกันต่อห้องฉันทนาการแล้วโดยมี เอลเซ่ ฮิวด้าแล้วก็ยาเอะแล้วก็เอนเด้ติดตามพวกเด็ก ๆ ไปด้วย ในระหว่างที่ดื่มชากันอยู่ท่านย่าโทคิเอะก็พูดถึงเรื่องที่เด็ก ๆ เริ่มกลับมารวมกลุ่มกันได้แล้วภายในเวลาไม่นานตอนนี้เหลือเด็กอีกแค่สองคนที่ยังไม่กลับมานั่นก็คือลูกชายของยูมิน่าแล้วก็ลูกสาวของซู โทยะคิดว่าถ้าเด็ก ๆ มารวมตัวกันครบเมื่อไหร่ก็คงถึงเวลาที่จะส่งเด็ก ๆ กลับไปยังช่วงเวลาเดิมของพวกเด็ก ๆ แต่ท่านย่ากลับบอกว่าเรื่องนั้นน่ะมันติดปัญหาเล็กน้อยตอนแรกโทยะก็กลัวว่าจะส่งลูก ๆ ของเขากลับอนาคตไม่ได้แต่ท่านย่าก็บอกว่ามันไม่ใช่ปัญหาเรื่องนั้นหรอก การส่งเด็ก ๆ กลับอนาคตนั้นทำได้โดยง่ายปัญหาจริง ๆ อยู่กับทางนี้เสียมากกว่า
.
แต่ว่าท่านย่าโทคิเอะก็ไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่านั้นบอกแต่เพียงว่าตอนนี้ยังบอกไม่ได้ไว้จะขอตรวจสอบจนแน่ใจก่อนแล้วบอกให้รู้ภายหลังส่วนโทยะก็คิดว่าจะใช่เรื่องสาวกเทพมารหรือเปล่าทว่าในตอนนั้นเองก็มีติดต่อจากซานัคเข้ามา ตอนนี้ชื่อเสียงของซานัคและกิจการร้านเสื้อผ้าของเขาโด่งดังไปทั่วโลกโดยเฉพาะชุดแต่งงานหลังจากงานแต่งของโทยะผ่านพ้นไปพวกคนระดับสูงของอาณาจักรต่าง ๆ ก็พากันให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากทำให้เขายุ่งมากนับแต่หลังงานแต่งก็แทบจะไม่เคยติดต่อมาเลยโทยะจึงรู้สึกประหลาดใจมากที่จู่ก็ติดต่อมาแบบนี้และเมื่อโทยะรับสายซานัคก็เอาโทรศัพท์ให้บุคคลอื่นพูดต่อและผู้อยู่ปลายสายก็บอกว่าชื่อ “โมจิซึกิ คุอง” พอได้ยินแบบนั้นตอนแรกโทยะก็อึ้ง ๆ ไปนิดหน่อยจากนั้นก็ลองถามย้ำว่าใช่คุองจริง ๆ ใช่ไหมซึ่งทางนั้นก็ยืนยันว่าใช่และบอกว่าตอนนี้เจอกับซานัคที่เรกุรุสเลยโทรกลับมาหาได้เพราะตัวเขานั้นทำสมาร์ทโฟนตกหาย โทยะฟังลักษณะคำพูดคำจาของคุองแล้วก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากทีดีเดียวแต่พอยูมิน่าได้ยินเข้าก็คว้ามือถือไปจากโทยะแล้วพูดคุยกับคุองต่อโทยะพยายามจะแย่งคืนแต่ก็พ่ายแพ้หลังจากนั้นยูมิน่าก็บอกให้คุองรออยู่ตรงนั้นห้ามไปไหนแล้วก็วางสายไปจากนั้นเธอก็บอกให้โทยะรีบเปิดเกทไปยังเมืองหลวงของเรกุรุสตรงแถว ๆ หน้าสถานีรถม้าเดี๋ยวนี้แต่ก่อนไปโทยะก็แอบมองไปทางย่าโทคิเอะก่อนซึ่งท่านย่าก็พยักหน้าอนุญาตโทยะจึงรีบเปิดเกทไปที่นั่นทันทีที่เกทเปิดออกยูมิน่าก็จะโจนผ่านเกทนำหน้าไปก่อนแล้วเมื่อโทยะผ่านเกทตามมาก็ไล่ตามยูมิน่าไปซักพักก็พบยูมิน่ากำลังกอดกับเด็กผู้ชายอายุประมาณห้าหกขวบอยู่ ใกล้ ๆ กันนั้นก็มีซานัคกับชายอีกคนที่หน้าตาคล้าย ๆ กับซานัคแต่โทยะไม่รู้จักยืนอยู่ด้วย
.
พอเจอหน้ากันซานัคก็ถามว่าเด็กคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับโทยะหรือซึ่งโทยะก็ตอบว่าใช่แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรออกไปมากกว่านั้น ส่วนทางด้านคุองที่โดนยูมิน่ากอดแรงเกินไปหน่อยก็แสดงสีหน้าทรมานตาเหลือกพยายามตบบ่ายูมิน่าเพื่อให้คลายแรงกอดแต่ไม่เป็นผลจนโทยะต้องมาบอกยูมิน่าถึงได้รู้ตัวแล้วคลายแรงกอดหลังจากนั้นโทยก็ได้มองพิจารณาลักษณะของลูกชายตัวเอง คุองมีผมสีทองเหมือนกับยูมิน่าร่างกายก็ดูบอบบางเค้าหน้าดูเหมือนกับเด็กผู้หญิงดูแล้วจะได้ลักษณะหน้าแม่มามากกว่าแต่มีดวงตาสีดำเหมือนกับโทยะหลังจากพบหน้ากันแล้วคุองก็บอกว่าควรกลับไปคุยกันต่อที่บรุนฮิวจะดีกว่าเพราะมีหลายเรื่องที่พูดกันตรงนี้ไม่ได้ซึ่งโทยะก็เห็นด้วยแต่ก่อนกลับโทยะก็ได้คุยกับซานัคเล็กน้อยโดยซานัคได้แนะนำน้องชายบารัคให้โทยะรู้จักทำให้รู้ว่าบารัคคือผู้จัดการร้านแฟชั่นคิงซานัคสาขาเรกุรุสฝ่าบารัคก็ได้มาขอบคุณโทยะเรื่องที่คุองช่วยเหลือเขาจากพวกต้มตุ๋น โทยะเสนอจะพาซานัคกลับบรุนฮิวด้วยเกทพร้อมเขาแต่ซานัคปฏิเสธเพราะทีธุระที่จะต้องแวะไปที่อื่นก่อน แต่ก่อนที่จะเปิดเกทกลับโทยะก็สังเกตเห็นดาบเล่มเล็ก ๆ ที่คุองถืออยู่เขาจึงคิดว่าคุองเป็นผู้ใช้ดาบอย่างนั้นเหรอ? หลังจากร่ำลาซานัคแล้วโทยะก็เปิดเกทพาภรรยาและลูกกลับบรุนฮิว
.
หลังจากกลับมาถึงแล้วคุองก็แนะนำตัวเองอย่างสุภาพเรียบร้อยด้วยภาษาสำนวนยกย่องถ่อมตนเรียกโทยะว่า 父上 (จิจิอุเอะ) และยูมิน่าว่า 母上 (ฮาฮะอุเอะ) ซึ่งปกติแล้วมันดูห่างเหินเกินไปนิดถึงขนาดที่ยูมิน่ายังบอกเลยว่าไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ยังไงก็แม่ลูกกันนะแต่คุองก็บอกว่าปกติประมาณนี้อยู่แล้วหลังจากนั้นคุองก็เอาของคุ๊กกี้ที่ซื้อมาเป็นของฝากมอบให้พ่อกับแม่เล่นเอาโทยะอึ้งไปเลยว่านี่เด็กหกขวบแน่เหรอถึงขนาดเตรียมของฝากมาด้วยแบบนี้ รูเชียถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็นเด็กฉลาดส่วนลินเซ่ก็บอกว่าดูเป็นผู้ใหญ่กว่าลินเน่ซะอีกฝ่ายยูมิน่าเมื่อได้ยินคนอื่น ๆ ชมลูกชายของเธอก็ทำให้เธอแฮปปี้สุด ๆ ไปเลยหลังจากนั้นโทยะก็สอบถามถึงจุดที่คุองปรากฏตัวที่ช่วงเวลานี้เพื่อจะได้เอาสมาร์ทโฟนที่คุองทำตกหายกลับมาซึ่งคำตอบก็คือทุ่งหิมะที่เอลฟลัว ตอนแรกโทยะก็ว่าจะทำการเรียกมันกลับมาแต่สุดท้ายเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่มีซีเรียลนัมเบอร์ของสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นเพราะมันเป็นเครื่องที่ยังไม่ได้ถูกสร้างในยุคนี้ด้งนั้นโทยะจึงต้องเดินทางไปยังทุ่งหิมะเพื่อไปเก็บกู้มันกลับมาโดยตรง คุองก็ได้กล่าวขอโทษที่ทำให้พ่อต้องลำบากหลังจากนั้นโทยะก็ไปที่ทุ่งหิมะแล้วค้นหาสมาร์ทโฟนของคุองกลับคืนมาได้ในที่สุดและเมื่อโทยะกลับมาที่ปราสาทก็พบว่าเด็ก ๆ คนอื่นกลับมาจากห้องฉันทนาการกันหมดแล้ว ลินเน่บ่นเรื่องที่คุองมาช้าแต่คุองก็บอกว่าเกิดอะไรขึ้นหลายอย่างทำให้เขาเดินทางมาถึงช้าแล้วก็มอบขนมของเรกุรุสที่ซื้อมาเป็นของฝากให้กับลินเน่ ส่วนเฟรย์ก็ตักเตือนให้ระวังตัวไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยุ่งยากแล้วคุองก็มอบมีดที่มีดีไซน์แปลกตาเป็นของฝากให้กับเฟรย์ หลังจากนั้นคุองก็แจกของฝากให้พี่สาวคนอื่น ๆ ต่อในระหว่างนั้นอลิสก็ทางของฝากจากคุองซึ่งอลิสนั้นเข้าไปนั่งแนบชิดติดคุองทำให้เอนเด้มาจับไหล่โทยะด้วยความไม่พอใจพลางบอกว่าลูกชายโทยะนั่งติดกับลูกสาวของเขามากเกินไปแล้ว
.
หลังจากนั้นคุองก็ถามถึงพี่น้องอีกสองคนที่เขาไม่เห็นวี่แววในห้องนี้นั่นก็คือคูนกับสเตป ซึ่งคนที่ตอบคำถามของคุองก็คืออาเชียโดยบอกว่าสเตปนั้นยังเดินทางมาไม่ถึงส่วนท่านพี่คูนนั้นตอนนี้อยู่ที่อาณาจักรกัลดิริสคงจะกลับมาตอนเวลาอาหารค่ำโดยยาคุโมะจะเป็นคนเดินทางไปรับกลับมาเอง พอได้ยินแบบนั้นคุองก็หยิบดาบเล็ก ๆ ขึ้นแล้วบอกว่าเสียดายจริง ๆ ที่พี่คูนไม่อยู่อุตสาห์ได้ของฝากดี ๆ มาแท้ ๆ พอซิลเวอร์ได้ยินแบบนั้นก็เลยเผลอพูดออกมาทำให้ทุกคนได้ยินเสียงของมันหลังจากนั้นซิลเวอร์ก็แนะนำตัวเองให้คนอื่น ๆ รู้จักตอนแรกยาคุโมะก็คิดว่าดาบพูดได้นี้คืออาติแฟคแต่คุองบอกว่ามันคือโกเลมที่ชื่อว่า “อินฟินิตี้ซิลเวอร์” ที่โครมรันเชสสร้างขึ้นพอโทยะเรียกซิลเวอร์ว่า “คราวน์สีเงิน” ซิลเวอร์บอกว่าเป็นชื่อที่ชวนให้คิดถึงแต่ถึงจะถูกเรียกว่าคราวน์แต่ตัวมันก็ไม่มีคราวน์สกิลอยู่หรอกเพราะตัวมันคือต้นแบบโกเลมคราวน์ที่จะสามารถใช้คราวน์สกิลได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแต่เพราะผลจากการใช้สกิลของอัลบัสจึงทำให้ความรู้และความทรงจำของโครมสูญหายไปแต่ตอนนั้นโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าซิลเวอร์เป็นโกเลมก็เท่ากับว่ามันได้ทำสัญญากับคุองแล้วงั้นหรือซึ่งซิลเวอร์ก็บอกว่าเรียบร้อยแล้วแต่คุองจำไม่ได้ว่าทำสัญญาตอนไหนซิลเวอร์จึงอธิบายให้ฟังว่า ตัวของมันเป็นโกเลมก็จริงแต่ก็เป็นลูกผสมของสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเวทมนตร์ด้วยขอแค่มีความเหมาะสมมันก็ทำสัญญาโดยอัตโนมัติไม่ใช่แค่ซิลเวอร์เท่านั้นอินเทลิเจนเวพ่อนทุกชิ้นก็เป็นหลักการนี้เช่นกัน และบุคลิคของซิลเวอร์ก็จะเปลี่ยนไปตามผู้ถือครองด้วยซึ่งบุคคลิกก่อนหน้านี้ของซิลเวอร์มาจากผู้ถือครองคนก่อนที่มีความกระหายอยากฆ่าคนราวกับกินอาหารสามมื้อก็เลยทำให้ซิลเวอร์มีสภาพคุ้มคลั่งแต่หลังจากคอนแทคกับคุองก็เลยส่งผลให้ซิลเวอร์มีบุคคลิกแบบนี้
.
เมื่อ “เงิน” อยู่ที่นี่ก็แสดงว่าสาวกเทพมารก็น่าจะครอบครอง “ทอง” อยู่และใช้มันเป็นกุญแจในการเปิดเข้าสู่เรืออาร์คโทยะจึงลองสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสีทองจากซิลเวอร์แต่มันเองก็ไม่รู้รายละเอียดเช่นกันแต่บอกได้ว่าเป็นแบบที่คล้าย ๆ กันหลังจากนั้นเฟรย์ก็พุ่งความสนใจไปที่ซิลเวอร์และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของซิลเวอร์ว่าทำอะไรได้บ้าง ซิลเวอร์จึงแถลงไขให้ฟังว่ามันสามารถปรับขนาดและรูปทรงของใบดาบให้เหมาะสมกับความต้องการของเจ้าของได้ แต่เฟรย์กลับบอกว่าแค่นั้นก็เหมือนกับดาบของพ่อเธอบรุนฮิวน่ะสิ ซิลเวอร์จึงบอกต่อว่ามันโจมตีระยะไกลกับใช้พาราไลท์ได้นะ แต่ทว่าบรุนฮิวก็ทำได้เหมือนกันแล้วถ้าเปลี่ยนกระสุนก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหลับหรือเป็นระเบิดทำลายล้างก็ได้ ซิลเวอร์หมดหนทางจึงบอกว่าความสามารถพิเศษของมันอีกอย่างก็คือพูดได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บรุนฮิวทำไม่ได้โยชิโนะจึงลงความเห็นว่าซิลเวอร์นั้นคือบรุนฮิวรุ่นลดสเปกที่พูดได้ทำเอาซิลเวอร์ช้ำใจไปพอสมควรคุองจึงเข้ามาปลอบใจดาบของตนว่าถึงนายจะพูดมากไปหน่อยแต่ก็เป็นดาบที่ใช้งานได้ดีนะ ทำเอาซิลเวอร์สับสนไม่รู้ว่าคุองปลอบใจหรือกระทืบซ้ำกันแน่ ในตอนนั้นรูเชียก็พูดขึ้นมาว่า “เหมือนท่านโทยะเลยนะคะ” หลังจากนั้นคุองก็จะบอกถึงเนตรมารทั้งเจ็ดของตนที่เรียกว่า “เนตรมารเจ็ดสี” ที่อยู่ในดวงตาทั้งสองข้างและสามารถเลือกเปิดปิดการใช้งานได้ตามใจชอบเรียกได้ว่าทำเอาโทยะแปลกใจมากเพราะนับแต่มาโลกนี้เขาก็ไม่เคยเห็นใครมีเนตรมารสองข้างมาก่อนเลย และตามปกติผู้ที่มีเนตรมารมักจะมีดวงตาคนละสีแต่ตาของคุองทั้งสองข้างก็เป็นสีดำ จากนั้นโทยะเลยอยากขอลองทดสอบพลังเนตรมารของลูกชายซะหน่อยซึ่งคุองก็ไม่ขัดข้องและขอให้โทยะสร้างบอลแสงขึ้นมา
.
เมื่อโทยะลองสร้างบอลแสงเล็ก ๆ ขึ้นมาหนึ่งดวงกลางอากาศพอคุองจ้องมองบอลแสงนั้นพลางดวงตาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมทองบอลแสงก็สลายหายไปจากนั้นคุองก็อธิบายว่านี่คือเนตรมาสลายหมอกที่เอาไว้ทำให้เวทมนตร์ไร้ผลเพียงแค่จ้องมองซึ่งเป็นพลังคล้าย ๆ กับแอปซอร์ปที่โทยะใช้หลังจากนั้นยูมิน่าก็ถามคุองว่ามีเนตรมารอะไรอยู่บ้าง ตอนนี้ยูมิน่ามีสภาพเป็นคุณแม่จอมเห่อลูกไปโดยสมบูรณ์แบบไม่เก็บอาการไปซะแล้วโดยคุองมีเนตรมารอยู่ทั้งหมดดังนี้
สีเขียวเนตรมารสวามิภักดิ์ - สามารถบงการพวกสัตว์หรือสัตว์อสูรให้เชื่อฟังได้
สีเหลืองเนตรมารจับตรึง - สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุหรือสสารที่มีมวลจับต้องได้
สีฟ้าเนตรมารสลายหมอก - สามารถทำลายผลของเวทมนตร์ได้
สีขาวเนตรมารมองทะลุ - สามารถมองจิตใจคนได้ (ความสามารถเดียวกับของยูมิน่า)
สีแดงเนตรมารบดขยี้ - สามารถทำลายวัตถุหรือสิ่งของได้เพียงการจ้องมอง
สีส้มเนตรมารพยากรณ์ - สามารถมองเห็นอนาคตชั่วขณะหนึ่งได้ (ความสามารถคล้าย ๆ กับยูมิน่า)
สีม่วงเนตรมารลวงตา - สามารถทำให้เกิดภาพลวงตาได้
.
ส่วนเวทไร้ธาตุที่มีติดตัวมาก็คือสลิปกับพาราไลท์ซึ่งเป็นเวทที่โทยะใช้บ่อยมาก ๆ เรียกได้ว่าสมเป็นลูกชายของยูมิน่ากับโทยะจริง ๆ ยูมิน่านั้นทั้งกอดทั้งลูบหัวคุองด้วยความเอนดูทำให้คุองรู้สึกอายพอควรสภาพของยูมิน่าตอนนี้เรียกว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เห็นมาก่อนเลยแต่สภาพร่างกายตอนนี้มันดูไม่ค่อยเหมือนแม่กับลูกแต่ดูเหมือนพี่สาวกับน้องชายซะมากกว่าหลังจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงการให้การศึกษากับลูกซึ่งอาเชียก็สปอยด์อนาคตให้ฟังว่า ยูมิน่านั้นค่อนข้างยุ่งกับงานบริหารประเทศดังนั้นคนที่ให้การศึกษากับคุองนั้นก็คือโคฮาคุ เรียกได้ว่าอยู่ดูแลกันตั้งแต่คุองเกิดเป็นทั้งอาจารย์และองค์รักษ์เลยทีเดียวพอได้ฟังแบบนั้นยูมิน่าก็ออกอาการบ่นตัวเองในอนาคตซะอย่างนั้นแต่คุองบอกว่าท่านแม่นั้นคอยสนับสนุนให้ท่านพ่อขับเคลื่อนประเทศนี้และคุองก็เคารพรักแม่ที่เป็นแบบนั้นมากพอได้ยินคุองพูดแบบนั้นยูมิน่าก็กอดลูกชายด้วยความดีใจอีกรอบ หลังจากนั้นยาคุโมะก็ไปรับคูนกลับมาจากอากัลต้าพอมาถึงคูนก็เข้าไปหาน้องชายของเธอและขอดูคราวน์สีเงินทันทีพลางหัวเราะอย่างนักวิทยาศาตร์ผู้บ้าคลั่งเมื่อได้เห็นซิลเวอร์ทำเอาเจ้าดาบของเรากลัวตัวสั่นไปเลยทีเดียวเธอหยิบมันแล้วจะเอากลับห้องวิจัยแต่รีนเข้ามาหยุดเอาไว้ก่อนพลางดุเรื่องที่คูนควรจะกล่าวต้อนรับน้องชายกลับบ้านก่อนแล้วก็ยังดุเรื่องที่หยิบเอาดาบของน้องไปตามใจชอบแบบนี้เป็นกริยาอันไม่สมควรสำหรับคนเป็นพี่ว่าแล้วรีนก็สับสันมือเข้ากลางหัวของคูนไปหนึ่งที
.
หลังจากโดนสันมือแม่เขาไปคูนก็เลยกลับมาตั้งลำใหม่พูดต้อนรับน้องชายแล้วค่อยขอดูดาบเล่มนั้นส่วนคุองก็บอกกับรีนว่าดาบเล่มนี้เดิมทีกะเอามาเป็นของฝากให้พี่คูนอยู่แล้วพอได้ฟังแบบนั้นเจ้าซิลเวอร์ก็เลยออกอาการประท้วงแต่คุองก็บอกว่าเขาตั้งใจจะให้คูนตรวจสอบเจ้าซิลเวอร์มาตั้งแต่แรกแล้วแต่อย่างน้อย ๆ คุองก็ขอร้องคูนว่าทำพังซึ่งคูนก็บอกว่าไม่ทำพังหรอกเพราะเธอรู้ถึงคุณค่าของมันว่าแล้วก่อนอื่นก็ใช้เวทอนาไลท์เพื่อดูโครงสร้างภายในซะก่อนหลังจากนั้นยูมิน่าตัดสินใจว่าจะจัดการกับชุดของคุองก่อนโดยจะพาไปร้านของซานัคซึ่งคุองก็ถามว่าชุดนี้ไม่ได้เหรอ? เดิมทีชุดมันดูดีกว่านี้แต่เพราะการเดินทางเลยทำให้มันยับเยินซึ่งยูมิน่าไม่ยอมทนเห็นลูกชายตัวเองอยู่ในสภาพนี้แน่ พอได้ยินยูมิน่าพูดแบบนั้นอริสก็เสนอตัวตามไปด้วยเพื่อจะได้ไปช่วยเลือกชุดให้คุองแน่นอนว่าเอนเด้ก็เขม่นใส่คุองตามระเบียบ เอลเซ่ก็จะไปด้วยเพราะจะไปดูชุดให้เอลน่า แต่ตัวเอลน่าแย้งกับแม่ว่าก็เพิ่งซื้อมาก่อนหน้านี้เองนะพอตัดสินใจได้แล้วโทยะก็เปิดเกทไปยังร้านของซานัคโดยยูมิน่าชวน โคฮาคุกับยาคุโมะหลังจากนั้น ยูมิน่า คุอง เอลเซ่ เอลน่า โคฮาคุ ยาคุโมะ อลิสแล้วก็เอนเด้ก็เดินผ่านเกทไปยังร้านของซานัคซึ่งตอนแรกโทยะก็จะรั้งเอนเด้ไม่ให้ตามไปเพราะกลัวไปคุกคามคุองแต่เอนเด้ก็หลุดไปจนได้โทยะจึงบ่นเอนเด้เรื่องที่หวงลูกสาวแต่ เฟรย์ คูน และอาเชียก็แอบกระซิบกระซาบกันว่าพ่อเองก็ไม่ต่างกันนักหรอกที่บ่นเอนเด้นั่นน่ะเข้าตัวเองทุกดอกเลย
.
หลังจากนั้นโทยะก็ถามคูนว่าจะให้เอาแร่ที่ซื้อมาทั้งหมดไปกองรวมกันที่โรงเก็บเลยไหม? ซึ่งคูนก็ตอบตกลงว่าเอาตามนั้นว่าแต่เอามาเยอะแบบนี้จะทำโอเวอร์เกียของอัลบัสเป็นแบบประกอบร่างหรือไงกันแต่คูนบอกว่าไว้รอดูตอนเสร็จออกมาละกันตอนนี้อุบไว้ก่อนจากนั้นคูนออกจากห้องไปพร้อมกับถือซิลเวอร์ไปด้วยรีนแอบบ่นเกี่ยวกับลูกสาวที่ทำตัวไม่ค่อยเรียบร้อยไม่เหมือนกับน้องชายเลยสงสัยว่าตอนคูนเกิดจะต้องเอาไปฝากให้โคฮาคุดูแลบ้างแล้วล่ะมั้งแต่โทยก็รู้ดีว่ามันคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกแต่ถ้าพวกเทพชั่วร้ายยังอยู่ก็อาจจะเป็นอีกเรื่องแต่เรื่องนั้นโทยะจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแน่ จากนั้นอาเชียก็เสนอจัดอาหารเลี้ยงต้อนรับคุองและยังคงท้าดวลกับแม่ว่าใครจะทำให้คุองยอมรับได้มากกว่ากันซึ่งรูเชียก็ไม่ขัดข้องแต่อาเชียก็บอกว่าเธอครองความได้เปรียบในคราวนี้เพราะรูเชียไม่รู้ถึงรสชาติที่คุองชอบแต่เธอรู้แล้วสองแม่ลูกก็ฟาดเนตรใส่กันตามเคย หลังจากนั้นคุองที่ไปร้านของซานัคก็กลับมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ทับด้วยเสื้อกั๊กสีกรมท่าติดโบว์สีกรมท่า กางเกงสีดำ แบบดูดีมีสง่าราศีออร่าเจ้าชายจับกันเลยทีเดียวแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ซื้อมาแค่ชุดนี้เพราะถือถุงกลับมาหลายใบแสดงว่าซื้อมาอีกหลายชุดแน่ ๆ หลังจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารค่ำฝีมือรูเชียกับอาเชียก็ถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะอาหารถึงอาเชียจะได้เปรียบด้านข้อมูลแต่รูเชียก็ใช้วิธีซื้อข้อมูลจากโยชิโนะและลิเน่มาดังนั้นจึงสามารถทำอาหารออกมาได้ไม้ด้อยไปกว่ากันแต่สุดท้ายคุองก็หาทางลงให้อย่างละมุมละม่อมโดยบอกว่าไม่ว่าจะจานไหนก็มีรสชาติของครอบครัวไม่ต่างกัน
.
หลังทานอาหารเสร็จยูมิน่าก็จะพาคุองไปอาบน้ำด้วยกันแต่คุองปฏิเสธเสียงแข็งสุดท้ายก็เลยเหลือแค่คืนนี้ให้ไปนอนด้วยกันแทนแล้วคุองก็โดนลากไปส่วนโทยะได้แต่สวดภวนาให้คุองที่จะต้องเผชิญชะตากรรมจากความเห่อลูกของคุณแม่ไปอีกพักใหญ่ส่วนซูก็บอกว่าอยากพบกับสเตปเร็ว ๆ แล้วสิ ตอนนี้ลูกของคนอื่น ๆ กลับกันหมดแล้วเหลือแต่สเตฟาเนียแค่คนเดียวจึงไม่แปลกที่ซูจะรู้สึกอิจฉาขึ้นมาโทยะจึงต้องปลอบใจซูว่าเดี๋ยวก็คงมา จากนั้นลินเน่กับเอลน่าก็เข้ามาปลอบและบอกว่าคืนนี้จะไปนอนด้วยแม้ว่าตอนแรกซูจะพยายามแสร้งว่าเธอไม่ได้เหงาขนาดนั้นซักหน่อยแค่ลงท้ายก็ยอมรับข้อเสนอของลินเน่กับเอลน่า เช้าวันต่อมาคุองก็โดนยาเอะกับฮิลด้าพาไปที่ลานฝึกแต่เช้าโดยการฝึกจะใช้แค่ฝีมือดาบห้ามใช้เวทแม้ว่าทักษะจะสู้ยาคุโมะกับเฟรย์ไม่ได้แต่ก็เก่งกว่านักผจญภัยทั่ว ๆ ไปมากพอสมควรแต่ถ้าหากตอนสู้กันแล้วใช้เนตรมารอย่าง “เนตรมารจับตรึง” ล่ะก็ต่อเป็นยาคุโมะหรือเฟรย์ก็คงจะลำบากแน่แม้ว่าจะหยุดการเคลื่อนไหวไม่ได้ 100% แต่ก็ทำให้ช้าลงได้ชั่วขณะและหลังจากนั้นอลิสก็มาถึงสนามฝึกพร้อมกับ เมล เนย์ แล้วก็ริเสะแต่ไม่มีวี่แววของเอนเด้ โทยะจึงถามพวกเมลดูจึงทราบว่าวันนี้เอนเด้ติดทำงานที่กิลด์ก็เลยมาไม่ได้พวกเธอก็เลยต้องมาเฝ้าอลิสแทน ส่วนเมลนั้นไม่ได้ว่าอะไรถ้าอลิสตัดสินใจเลือกแล้วเธอก็ไม่คัดค้านที่มาวันนี้ก็แค่จะมาดูหน้าตาว่าที่ลูกเขยซักหน่อย ว่ากันตามตรงเด็กทั้งสองไม่ได้จะแต่งงานกันตอนนี้เสียหน่อยแต่ว่าในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้านั้นก็ไม่แน่แต่ถ้าเป็นนั้นก็แสดงว่าอลิสจะกลายเป็นราชินีของบรุนฮิวในอนาคตงั้นสิแบบนั้นจะเป็นอะไรไหมนะ โทยะได้แต่คิดไปเรื่อยเปื่อยแบบนั้น
.
โทยะและยูมิน่าพาคุองไปยังปราสาทเบลฟาสเพื่อไปพบท่านตากับท่านยายแน่นอนว่าทั้งราชาเบลฟาสและราชินี่ยูเอลต่างก็ประหลาดใจและตกใจกับคำอธิบายของโทยะซึ่งโทยะเล่าต้นสายปลายเหตุให้ฟังว่าเด็ก ๆ ประสบอุบัติเหตุนิดหน่อยเลยตกลงมาให้หลุมกาลเวลาแต่อีกไม่กี่เดือนก็คงจะกลับไปได้ไม่ต้องเป็นห่วงแต่ประเด็นที่ทั้งสองตกใจมันคือการมาบอกว่านี่คือหลานของพวกคุณที่มาจากอนาคตมากกว่าส่วนคุองก็ได้แนะนำตัวเองต่อท่านตาและท่านยายตามประสานิสัยสุภาพของเขาพลางโค้งศีรษะลงเป็นแสดงความนอบน้อมซึ่งทางฝังของท่านตาก็ทำตามหลานเช่นกันเรียกได้ว่าปฏิกริยาตอบสนองแบบเดียวกับตอนโทยะไม่มีผิด ด้วยความกริยามารยาทของคุองทำเอาท่านยายถึงกับเอ่ยปากชมแน่นอนว่าเมื่อยูมิน่าได้ยินแม่ของเธอออกปากชมลูกชายของเธอแล้วก็ออกอาการดีใจยกใหญ่แถมอวยลูกว่าคุองของเธอนั้นเป็นสุดยอดเจ้าชายในหมู่เจ้าชายเลยทีเดียวเรียกว่าในเวลานี้ยูมิน่ากลายเป็นคุณแม่จอมเห่อลูกโดยสมบูรณ์แล้วแต่ก็ใช่ว่าโทยะจะไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นซะทีเดียว คุองนั้นมีทั้งความฉลาด นิสัยสุภาพและรูปโฉมก็ยังคล้ายกับยูมิน่า บุคลิกก็ดีเรียกได้ว่าจะมองจากมุมไหนก็เจ้าชายชัด ๆ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเจ้าชายล่ะนะ สรุปแล้วโทยะก็เห่อลูกไม่แพ้กับยูมิน่าซักเท่าไหร่
.
หลังจากนั้นโทยะก็ได้บอกเรื่องลูกสาวคนสุดท้องที่เป็นลูกของซู หลานของดยุดออทินเด้ที่ตอนนี้ยังเดินทางมาไม่ถึงและราชาแห่งเบลฟาสก็ได้รับรู้เรื่องราวที่ว่าลูกของโทยะนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมดยกเว้นคุองเพียงคนเดียวที่เป็นลูกชายซึ่งนั่นก็หมายความว่าเด็กคนนี้คือราชาองค์ต่อไปของราชรัฐบรุนฮิวเมื่อรู้แบบนั้นราชาแห่งเบลฟาสก็ดีใจมากแล้วหันไปยินดีกับความสำเร็จของลูกสาวแต่โทยะดูจะไม่ค่อยเข้าใจสองพ่อลูกนี่ซักเท่าไหร่แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในระบบราชวงศ์มันก็คงเป็นเรื่องที่สำคัญนั่นแหละเรียกว่าเป็นชัยชนะของครอบครัวก็คงได้ ซึ่งราชินียูเอลได้กล่าวว่าแบบนี้ก็หมายความว่าองค์ชายคุองเป็นหลานชายของยามาโตะสินะแต่ได้ฟังแบบนั้นคุองก็ของให้เรียกเขาว่าคุองเฉย ๆ ส่วนยามาโตะมีศักดิ์เป็นน้าชายและเคยมาเล่นกับกับคุองตอนเล็ก ๆ แล้วก็เล่าให้ฟังต่อว่าทั้งยามาโตะและเอ็ดเวิร์ดลูกชายของดยุดออทรินเด้ในอนาคตนั้นมักจะมาเล่นกับพวกเด็ก ๆ อยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้ด้วยความที่ว่ายาคุโมะสามารถใช้เวทเกทและโยชิโนะก็สามารถใช้เวทเทเลพอร์ตได้นั่นเองดังนั้นการจะไปมาหาสู่กันมันง่ายดายเอามาก ๆ ดังนั้นเลยมักจะเข้ามาเล่นในปราสาทเบลฟาสโดยไม่ได้รับอนุญาตกันบ่อยครั้ง
.
พอพูดไปถึงอนาคตราชาแห่งเบลฟาสก็ถามถึงเรื่องของยามาโตะว่าเขาโตขึ้นไปเป็นคนแบบไหนมีแววพอจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งราชาองค์ต่อไปของเบลฟาสได้หรือเปล่าซึ่งคุองก็บอกว่าท่านน้ายามาโตะนั้นเก่งทั้งบุ๋นและบู้พร้อมมีจิตใจที่รักความยุติธรรมเป็นอย่างมาก คิดถึงประชาชนมาก่อน มีบุคลิคที่เถรตรง ถึงขนาดโทยะในอนาคตยังบอกเลยว่ายามาโตะต้องเป็นราชาที่ดีได้แน่ได้ฟังแบบนั้นท่านตาท่านยายก็พากันดีใจกันยกใหญ่พลางพากันมองลูกชายที่หลับอยู่ในอ้อมอกของราชินียูเอล หลังจากนั้นทั้งสองก็ถามคุองอีกหลายเรื่องแต่ก็มีทั้งเรื่องที่บอกได้และบอกไม่ได้ซึ่งส่วนใหญ่จะไปทางตอบไม่ได้ซึ่งคนที่ห้ามไม่ให้บอกก็คงเป็นท่านย่าโทคิเอะนั่นแหละและคุองนั้นก็ไม่เหมือนกับอลิสดังนั้นจึงแทบไม่มีอะไรหลุดออกมาเลยหลังจากเยี่ยมเยียนท่านตากับท่านยายเสร็จแล้วพวกโทยะก็เดินทางกลับมาที่บรุนฮิว อลิสก็เข้ามาล็อคตัวคุองดูเหมือนว่าอยากจะออกไปเที่ยวนอกปราสาทกันสองคนตอนแรกยูมิน่าก็จะตามไปด้วยแต่โดนรีนห้ามเอาไว้และบอกว่า “ถ้าแม่ของฝ่ายชายติดตามไปด้วยการเดทมันจะแย่ขนาดไหน” และในระหว่างที่โทยะกำลังยืนคิดถึงเรื่องอนาคตอยู่นั้นสึบากิก็เข้ามารายงานเรื่องเกี่ยวกับการปรากฏตัวของพวกที่คล้าย ๆ กับ “คิเมร่า” (ซึ่งคิเมร่าคือคำที่ใช่เรียกแทนพวกสัตว์ประหลาดที่เกิดจากคำสาปของสาวกเทพมาร) ที่บริเวณหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ในอาณาจักรเรอา คิเมร่าพวกประเภทครึ่งคนครึ่งปลาที่ปรากฏตัวตามชายหาดนั้นถึงจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนั้นแต่มันก็น่ากลัวตรงคำสาปที่จะทำให้ผู้ที่โดนมันทำร้ายเริ่มกลายสภาพเป็นแบบเดียวกันราวกับพวกซอมบี้แพร่เชื้อยังไงอย่างงั้น จากนั้นก็เริ่มสูญเสียสติของตัวเองแล้วก็จะเดินหายลงทะเลไปมันดูเหมือนกับว่าพวกสาวกเทพมารนั้นกำลังรวบรวมกองกำลังทหารของตนเองเลยและถึงแม้จะใช้เวทเซิร์จก็ไม่พบเพราะพวกนี้ก็น่าจะได้รับพรจากเทพมาร และที่สำคัญพวกนี้เลือกที่จะไม่ปรากฏตัวในเขตบรุนฮิวส่วนเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นดูเหมือนว่าพวกชาวบ้านได้ทิ้งหมู่บ้านแล้วหลบหนีกันออกมาแต่ก็ยังมีโดนเล่นงานไปบางพอพวกอัศวินกับโกเลมเข้าไปช่วยเหลือที่นั่นก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว จากข้อมูลนี้ทำให้โทยะเริ่มมั่นใจแล้วว่าพวกสาวกเทพมารใช้ทะเลเป็นฐานปฏิบัติการแม้ว่าจะลองให้พวกสัตว์ทะเลช่วยค้นหาแล้วแต่มันก็กว้างเกินไปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของคุองกับอลิสที่กำลังเดินจูงมือกันไปที่ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งภายในเมืองซึ่งในอนาคตคุองกับอลิสจะมาซื้อขนมปังที่นี่บ่อย ๆ ซึ่งอลิสบอกว่ารสชาติของขนมปังแตกต่างไปจากในยุคนี้ต่างไปจากในยุคของเธออยู่นิดหน่อยแต่นั่นอาจจะเพราะการสะสมประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งร้านนี้ในอนาคตจะคุ้นเคยกับเด็กทั้งสองและมักจะสมนาคุณให้บ่อย ๆ แต่เวลานี้เจ้าของร้านดูอ่อนวัยกว่าในยุคสมัยที่เด็กทั้งสองอาศัยอยู่ในช่วงเวลานี้ไม่มีใครรู้จักพวกเด็ก ๆ แต่พวกเด็ก ๆ กลับรู้จักผู้คนในเมืองนี้เป็นอย่างดีจึงทำให้รู้สึกแปลก ๆ อยู่นิดหน่อย มีสิ่งปลูกสร้างมากมายที่ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้แต่โดยรวมแล้วเมืองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่นักหลังจากนั้นเด็กทั้งสองก็มายังสถานที่โปรดของพวกเขานั้นก็คือสวนสาธารณะที่สร้างอยู่บนเนินสูงแต่ถึงจะบอกว่าเป็นสวนสาธารณะแต่ก็ไม่ได้มีเครื่องเล่นอะไรมีแค่พวกพุ่มไม้ประดับเอาไว้เท่านั้นแต่ตรงนี้จะสามารถมองเห็นเมืองได้จากมุมสูง แม้อลิสจะบอกว่าวิวมันก็เหมือนกับที่เคยมองแต่คุองบอกว่ามีจุดแตกต่างอยู่หลายจุดซึ่งส่วนมากจะเป็นพวกขนาดและที่ตั้งของอาคารบ้านเรือน อลิสจึงเอ่ยปากชมว่าคุองนั้นเป็นคนละเอียดรอบคอบจริง ๆ แต่ในมุมมองของคุองแล้วเขาคิดว่าเพราะอลิสค่อนข้างเป็นคนไม่ใส่ใจรายละเอียดเองซะมากกว่าแต่แน่นอนว่าคุองไม่พูดออกไปเพราะเรียนรู้มาจากประสบการณ์ตรงตั้งแต่เกิดแล้วว่าสตรีนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะต่อกรทางที่ดีอย่าทำอะไรให้เกิดปัญหาจะดีกว่า
.
หลังจากนั้นอลิสก็พูดถึงสเตฟว่าอยากให้เธอกลับมารวมกลุ่มเร็ว ๆ ส่วนคุองคิดถึงน้องสาวคนสุดท้องแล้วก็หวั่น ๆ ว่าถ้าไม่ก่อเรื่องก็คงจะดีเพราะสเตฟเป็นพวกที่ว่าถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วจะไม่มีใครห้ามได้ แถมไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังพุ่งตรงลูกเดียวและตอนที่เกิดเหตุสเตฟกับคุองยืนอยู่ใกล้ ๆ กันซึ่งก็หมายความว่าเวลาที่สเตฟก็น่าจะมาถึงช่วงเวลานี้ในเวลาไล่เลี่ยกับคุองนั่นแหละแต่ยังกลับมาไม่ถึงบรุนฮิวเพราะระยะทางหรือไม่ก็ติดปัญหาบางอย่างซึ่งคุองก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นเลย ทว่าในระหว่างนั้นคุองก็เห็นดาบที่เล่มหนึ่งที่สวมอยู่ในฟักบินลงมาจากฟ้าและพุ่งดิ่งลงมาปักพื้น มันก็คือโกเลมชั้นคราวน์อินฟินิตี้ซิลเวอร์ที่น่าจะถูกคูนนำไปยังบาบิโลนนั่นเองมันรีบเผ่นหนีจากคูนมาเพราะกลัวจะโดนแยกชิ้นส่วนมันจึงหลบหนีออกมาส่วนที่ว่ามันรู้ที่อยู่ของคุองได้ยังไงนั้นก็เพราะความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของมันนั่นก็คือสามารถบินกลับไปหาเจ้าของได้หากคุองเรียก สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองในะระยะสั้นเพื่อกลับไปหาผู้เป็นนายได้และจากนั้นไม่นานคูนก็โทรมาหาคุองเพื่อถามว่าซิลเวอร์กลับไปหาคุองหรือไม่แล้วคุองก็ถามพี่สาวของเขาว่าได้ทำอะไรลงไปกับซิลเวอร์บ้างมันถึงได้เผ่นแนบมาแบบนี้คูนบอกว่าเธอไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ซะหน่อยแค่จะทดสอบว่าสร้างจากอะไรเท่านั้นเลยลองปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านบ้าง หยดกรดซัลฟิวริกใส่บางแล้วพอจะลองไขน็อตดูมันก็เผ่นหนีไปเลยซึ่งในมุมมองของซิลเวอร์และคุองแล้วนั่นมันก็ไม่ต่างจากการการทรมานดี ๆ นี่เอง ส่วนข้อมูลที่ได้ตอนนี้ก็คือซิลเวอร์เป็นโกเลมที่ประสานเทคโนโลยีโกเลมเข้สกับสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์โดยใช้จีคิวบ์กับคิวเบรนแบบพิเศษมีเฉพาะในโกเลมชั้นคราวน์ ส่วนตัวคมดาบมีความแกร่งพอ ๆ กับดาบผลึกเฟรซที่โทยะสร้างขึ้น
.
หลังจากวางสายจากคูนไปคุองก็คุยกับซิลเวอร์อีกนิดหน่อยในจังหวะนั้นอลิสก็เริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจที่คุองเองเอาแต่คุยกับซิลเวอร์ประมาณว่าทั้ง ๆ ที่กำลังเดทกับเธออยู่แท้ ๆ แต่กลับไปสนใจอย่างอื่นมากกว่าแถมเจ้าซิลเวอร์ยังไปเรียกเธอว่าหนูน้อยอีกอลิสก็เลยโกรธและประกาศตัวว่าเธอไม่ใช่หนูน้อยชื่อชื่ออลิสทิร่าเป็นภรรยาของคุอง ซึ่งแม้คุองจะแอบตบมุกว่าเรายังเป็นแค่คู่หมั้นกันเท่านั้นนะ แต่ซิลก็เถียงขาดใจว่าจะเป็นภรรยาหรืออะไรก็ไม่สนเขาเพราะเขาคือคู่หูของคุอง ไม่ว่าจะที่ไหนเมื่อไหร่จะพวกเขาก็ร่วมเป็นรวมตายกันเสมอมาแค่ภรรยาตัวเตี้ยอย่างเธอน่ะเทียบไม่ติดหรอก พอได้ฟังแบบนี้อารมณ์ของอลิสก็พุ่งปรี๊ดเลยสวนกลับว่าเป็นแค่บรุนฮิวดาวเกรดแท้ ๆ มาทำปากดีเมื่อการทะเลาะกันระหว่างเด็กหญิงกับดาบเกรียนทำท่าจะทวีความรุ่นแรงคุองก็เลยต้องมาห้ามทัพโดยขู่ถ้าไม่เลิกทะเลาะกันเขาจะโทรเรียกคูนกับเมลมานะพอได้ยินแบบนั้นทั้งสองก็หยุดทะเลาะกันทันทีแล้วคุองก็ให้ทั้งสองคืนดีกันซะแม้จะไม่อยากแต่ก็ต้องทำเพราะคุองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือโชว์ถ้าไม่ทำตามก็คงจะแย่แน่สุดท้ายทั้งอลิสและซิลเวอร์ก็จำใจต้องยืนดีกันเมื่อเรื่องจบลงด้วยดีแล้วคุองก็เอ่ยปากชวนอลิสไปแวะหาอะไรกินแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่มีเงินเหลือเลย แต่พออลิสเสนอตัวจะเป็นคนเลี้ยงเองเพราะเธอเพิ่งได้เงินมาจากการขายซากสัตว์อสูรเมื่อคราวก่อนแต่คุองไม่ยอมเพราะมันเป็นเรื่องที่เสียศักดิ์ศรีสำหรับเขา เจ้าซิลเวอร์ก็เลยบ่น ๆ ว่าคุองเป็นเจ้าชายแท้ ๆ แต่ทำไมยาจกแบบนี้จริง ๆ ขอเงินจากพ่อก็น่าจะได้แท้ ๆ แต่คุองบอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้เพราะเงินที่ใช้จ่ายกันภายในครอบครัวเป็นเงินที่พ่อหามาได้จากการทำงานให้กับกิลด์ เงินที่ใช้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียจ่ายให้กองทหารไม่เคยเอาจากภาษีของประชาชนเหรียญทองแดงเดียวดังนั้นพวกเด็ก ๆ จึงได้รับเงินค่าขนมในจำนวนจำกัดหากอยากได้มากกว่านั้นก็ต้องไปทำงานและหาเงินมาใช้จ่ายด้วยตนเอง ส่วนเงินภาษีที่เก็บมาจากประชาชนนั้นจะใช้กับเรื่องโปรเจคต่างในการพัฒนาเมืองส่วนเงิน ส่วนโทยะนอกจากจะต้องหางเงินเลี้ยงครอบครัวแล้วก็ยังต้องหาเงินเลี้ยงตัวสูบเงินอย่างบาบิโลนอีกโปรเจคเฟรมเกียร์หรืออุปกรณ์ใหม่ ๆ ต่าง ๆ ก็ต้องใช้เงินทุนในการพัฒนาไม่ใช่น้อย และเมื่อต้องการเงินคุองเลยตัดสินใจออกไปนอกเมืองเพื่อล่าสัตว์อสูรอะไรก็ได้ซักตัวสองตัวเพื่อเอามาขายเป็นเงินหลังจากโทรไปบอกพ่อกับแม่เรียบร้อยพวกคุองก็เดินทางออกไปข้างนอกเมือง
.
ณ ทวีปฝั่งตะวันตกมีใกล้ ๆ กับอาณาจักรอเลนมีอาณาจักรที่ชื่อว่าคิวริเอล่าตั้งอยู่ อาณาจักรคิวริเอล่ามีอาณาเขตติดกับอาณาจักรอเลนทางชายแดนตะวันตกและอาณาจักรราเซ่ทางทิศใต้ ถ้าหากล่องเรือไปทางเหนือก็จะพบกับอาณาจักรพานาเชส เนื่องด้วยมีเทือกเขาทอดตัวยาวเป็นแนวปราการธรรมชาติคิวริเอล่าจึงติดต่อค้าขายกับ อเลนและราเซ่ผ่านทางเรือบินและการค้าทางทะเลกับพานาเชส แต่หลังจากโลกทั้งสองหลอมรวมกันคิวริเอล่าก็ได้ติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและเทคโนโลยีกับเบลฟาส รีฟริส และมิสนิดด้วยเรียกได้ว่าศูนย์รวมของเทคโนโลยีโกเลมเวทมนตร์ สินค้าและวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ก็ว่าได้ และที่ทางตะวันออกของอาณาจักรแห่งนี้ก็มีเมืองท่าขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “อัลพิริส” ตั้งอยู่และในเวลานี้ที่แห่งนั้นกำลังถูกสาวกเทพมารบุกเข้าโจมตี โดยมีพวกมนุษย์ครึ่งปลา โกเลมสี่แขนและยักษ์หินที่สูงประมาณสี่เมตรบุกขึ้นมาจากทะเลและเข้าโจมตีเมืองท่าโดยบุกทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า โกเลมและเหล่าอัศวินที่ทำหน้าที่ปกป้องเมืองพยายามอพยพผู้คนและต่อกรกับผู้รุกรานแต่ว่าก็ไม่อาจจะรับมือได้หมดอัลพิริสจึงตกอยู่ในทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังของผู้คนดังระงมไปทั่ว ที่ยอดหลังคาของหอระฆังแฝดก็มีใครบางคนยืนมองภาพความวุ่นวายนั้นอยู่ด้วยความสำราญใจ เขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ปิดบังใบหน้าส่วนล่างด้วยหน้ากากเหล็กแต่งกายคล้ายกับนักผจญภัยสวมผ้าคลุมสีน้ำเงินอมม่วงและในมือถือหอกรูปร่างประหลาดสีม่วงเมทัลลิคเอาไว้ด้วย โดยเขาเรียกหอกนั้นว่า “วิสเทเรีย” เมื่อเด็กชายกวัดแกว่งหอกนั้นหมอกสีดำก็เข้าปกคลุมเมือง
.
หมอกดำนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อผู้คนสัมผัสกับหมอกดำนั่นเข้าพวกเขาก็ล้มลงแม้จะยังมีชีวิตอยู่แต่คนพวกนั้นก็สูญเสียการมองเห็นหลังจากนั้นเด็กคนนั้นก็ใช้พลังของหอกเรียกสายฟ้านับพันลงมาถล่มเรือที่ทอดสมออยู่เด็กคนนั้นยังคงสนุกกับการทำลายล้างและคิดกว่าจะทำลายอะไรต่อไปดีทว่าในตอนนั้นเองสาวกเทพมารที่ชื่อว่าอินดิโก้ก็เข้ามาบอกให้ถอยทัพและได้เรียกชื่อสาวกเทพมารที่เป็นเด็กชายคนนี้ว่า “ออคิท” โดยอินดิโก้บอกว่าเป้าหมายของเขาตอนนี้แค่ต้องการเก็บสะสมพลังด้านลบไม่ใช่ต้องการทำลายเมืองและสิ่งที่ออคิทกำลังทำมันก็มากเกินไปหากพวกกองกำลังอัศวินยกทัพมาจะยิ่งยุ่ง ออคิทแย้งว่าวิธีการของเขารวดเร็วดีกว่าของอินดิโก้ตั้งเยอะ แต่อินดิโก้ก็ย้อนกลับว่าความหวาดกลัวเพียงชั่วคราวมันไม่ได้ช่วยให้สร้างยาสีทองที่ดีออกมาได้ทว่าออคิทก็ไม่ได้สนใจอยากจะฟังทั้งนี้ก็เพราะอินดิโก้นั้นเคยเป็นบาทหลวงมาก่อนเขาจึงชอบพูดอะไรยาว ๆ ราวกับเทศนา แม้ว่าออคิทจะไม่สนใจหากพวกอัศวินจะมาโจมตีเขาคิดว่าจะจัดการคนพวกนั้นไปด้วยเลยแต่อินดิโก้บอกว่ายามนี้ยังไม่ถึงเวลาเพราะพวกเขายังไม่แกร่งพอจะต่อกรกับประเทศทั้งประเทศได้หลังจากนั้นพวกสาวกเทพมารก็ถอนตัวไปจากที่นั่นด้วยพลังเคลื่อนย้ายของอินดิโก้ ส่วนพวกมนุษย์ครึ่งปลา โกเลมสี่แขนและพวกยักษ์หินก็เดินกลับลงทะเลไปส่วนชาวเมืองที่ได้รับบาดเจ็บก็พากันกลายพันธุ์และเดินลงทะเลไปเช่นกัน แต่ข่าวเรื่องเมืองอัลพิริสถูกทำลายนั้นแพร่กระจายไปได้ทั่วโลกได้ช้าเพราะทางทวีปฝั่งตะวันตกนั้นมีกิลด์นักผจญภัยตั้งอยู่น้อยและอาณาจักรคิวริเอล่าเองก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรโลกดังนั้นกว่าคนอื่น ๆ ในโลกจะรู้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้ก็ต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่ง
.
ซากุระได้เสนอเรื่องการสร้างฮอลคอนเสิร์ตขึ้นมาโดยจะมุ่งเน้นให้เชิญเหล่านักดนตรีไปเกิดการแสดงที่นั่นเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมเนื่องจากว่าตอนนี้สถานที่ที่เหล่าศิลปินและกวีทั้งหลายจะเปิดการแสดงได้ก็มีแค่ตามสวนสาธารณะไม่บาร์เหล้าและแน่นอนว่าบาร์เหล้ามันก็คือบาร์เหล้าไม่ได้เหมาะเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรีแบบจริง ๆ จัง ๆ และค่อนข้างจำกัดคนที่จะเข้าไปใช้บริการด้วยถ้าหากเป็นฮอลสำหรับจัดคอนเสิร์ตโดยเฉพาะล่ะก็มันก็จะเปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าไปรับชมได้ซึ่งโคซากะนายกรัฐมนตรีแห่งบรุนฮิวก็เห็นด้วยความคิดนี้จึงได้ประสานงานกับไนโต้ผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างและวางผังเมืองในทันที แต่โทยะก็สงสัยว่าทำไมจู่ ๆ ซากุระถึงได้คิดอยากจะสร้างฮอลคอนเสิร์ตขึ้นมาเฉย ๆ จึงได้ลองสอบถามกับตัวซากุระดูซึ่งเธอก็บอกว่าโยชิโนะบอกให้ฟังว่าตัวเธอในอนาคตกับโยชิโนะนั้นได้ไปแสดงดนตรีที่นั่นอยู่หลายครั้งและในตอนนั้นเองโยชิโนะก็เทเลพอร์ตมาหาพ่อกับแม่ของเธอโดยเธอได้นำเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ที่ได้รับมาจากเรจีน่ามาอวดสิ่งนั้นก็คือกีตาร์ไฟฟ้า (แต่ใช้พลังเวท) ขนาดเล็กที่ทำมาให้เหมาะกับขนาดตัวของโยชิโนะ แถมรูปทรงของมันยังเหมือนกับสตาร์โตแคสเตอร์อีกตะหากโทยะเดาว่าซากุระน่าจะซื้อของที่เกี่ยวกับเครื่องดนตรีกลับมาด้วยหลายอย่างจากตอนที่ไปฮันนีมูนเจ้ากีต้านี่ก็คงรวม ๆ อยู่ในนั้นด้วยและเรจีน่าก็ใช้มันเป็นแบบในการสร้างเจ้านี่ออกมา
.
หลังจากนั้นโยชิโนะก็หยิบปิ๊กกีตาร์ขึ้นมาและเริ่มดีดบรรเลงเพลงเสียงของกีตาร์ตัวนี้ดังได้โดยไม่ต้องใช้แอมป์ช่วยเพราะมีเวทสปีกเกอร์ใส่เอาไว้แต่สิ่งที่ทำให้โทยะประหลาดใจกว่าฝีมือการเล่นกีตาร์ของลูกสาวก็คือเพลงที่เธอกำลังดีดอยู่นั้นมันเป็นเพลงร็อคของนักดนตรีร็อคชื่อดังที่เสียชีวิตไปตอนเขาอายุยี่สิบเจ็ดโทยะหวังว่าลูกสาวของเขาคงจะไม่เอาฟันรีสกีตาร์หรอกนะ ในระหว่างที่เล่นเพลงรอบ ๆ ตัวโยชิโนะก็มีควันสีม่วง ๆ ปรากฏขึ้นและซากุระก็เริ่มร้องเพลงเข้ากับจังหวะดนตรี โทยะฟังการเล่นดนตรีประสานของสองแม่ลูกด้วยความเพลิดเพลินเพราะตัวเขาก็ชอบเพลงนี้อยู่แล้วและหลังจากเล่นจบไปหนึ่งเพลงโยชิโนะก็บอกว่าถึงจะสามารถเล่นเพลงได้โดยใช้เวทบรรเลงของเธอก็เถอะแต่การได้เล่นเครื่องดนตรีจริง ๆ มันสนุกกว่าเป็นไหน ๆ ซึ่งความสามารถของเวทบรรเลงของโยชิโนะก็จะคล้าย ๆ กับเวทสังคีตของซากุระเพียงแต่ของโยชิโนะจะเน้นไปที่การบรรเลงดนตรีออกไปมากกว่าการขับร้อง โทยะเริ่มอยากจะเห็นการแสดงของสองแม่ลูกที่ฮอลคอนเสิร์ตขึ้นมาซะแล้วแต่ทว่าตัวฮอลคงจะยังสร้างไม่เสร็จในช่วงที่โยชิโนะอยู่ที่ช่วงเวลานี้เป็นแน่มันก็จริงอยู่ที่ว่าถ้าใช้พลังของบาบิโลนล่ะก็คงสร้างเสร็จได้ในเวลาพริบตาแต่แบบนั้นมันจะเป็นการไปเบียดเบียนเหล่าผู้ใช้แรงงานซะเปล่า ๆ เพราะงั้นให้มันค่อยเป็นค่อยไปดีกว่ายังไงก็คงจะได้ดูในอนาคต
.
แต่ในระหว่างที่กำลังคิดถึงเรื่องราวในอนาคตอยู่นั้นโคฮาคุก็โทรจิตมาเรียกโทยะบอกว่าคุองกับอลิสกำลังมีปัญหานิดหน่อยที่กิลด์นักผจญภัยพอได้ยินเช่นนั้นโทยะก็รีบเปิดเกทมุ่งหน้าไปยังกิลด์นักผจญภัยในทันทีและรีบไปพบกับมีชาประชาสัมพันธ์สาวมนุษย์สัตว์ที่เคาท์เตอร์เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่มีชาไม่ได้อธิบายอะไรเธอรีบนำทางโทยะไปยังลานกว้างด้านหลังของกิลด์ซึ่งเป็นสถานที่ที่เอาไว้เอาซากมอนสเตอร์หรือสัตว์อสูรตัวใหญ่ ๆ ที่ล่ามาได้มาวางไว้พอไปถึงโทยะก็เห็นหมาป่าขนาดใหญ่มีปีกงอกออกมาจากหลังและหางก็เป็นงูถูกกองเอาไว้ที่ตรงนั้นแน่นอนว่ามันตายสนิทไปแล้ว และก็มีคุอง อลิส เรลิชานั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้ ๆ กับซากหมาป่าประหลาดตัวนี้แล้วที่ด้านล่างของเก้าอี้ก็มีโคฮาคุกับซิลเวอร์ โทยะเข้าไปถามเรื่องราวกับเรลิช่าว่าเด็ก ๆ สร้างปัญหาอะไรหรอกเปล่าฝ่ายเรลิช่าบอกว่าไม่ได้ทำอะไรที่เป็นปัญหาแต่ก็ตอบยากว่าไม่เป็นปัญหา คุองเลยเล่าเรื่องให้โทยะฟัง (เนื่องจากอยู่ต่อหน้าเรลิช่าคุองจึงไม่เรียกโทยะว่าพ่อแต่เรียกว่าฝ่าบาทแทน) เขากับอลิสออกไปล่าสัตว์อสูรเพื่อหาเงินค่าขนมเพิ่มเติมแต่พอเข้าไปที่ป่าทางตอนเหนือก็โดนมอนสเตอร์ตัวนี้กระโดดเข้ามาจู่โจมพวกเขาซึ่งโชคดีที่มันไม่เก่งเท่าไหร่เขาเลยจัดการมันได้ไม่ยากแต่พอเขาลากมันกลับมาที่กิลด์ทุกคนก็แตกตื่นกันยกใหญ่เลย โทยะบอกว่าเขาไม่เคยเห็นสัตว์อสูรหน้าตาแบบนี้ในเขตบรุนฮิวมาก่อนหรือว่าจะมันข้ามมาจากทางเขตเรกุรุส
.
แต่เรลิชาก็เฉลยให้ฟังว่าเจ้านี่มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ เธอเปิดหนังสือให้โทยะดูและอธิบายให้ฟังว่านี่คือ “มาโคเชียส” เป็นสัตว์อสูรโบราณมีขนที่แข็งดั่งเหล็ก พ่นไฟออกจากปากได้และมีความดุร้ายมากความแข็งแกร่งของมันเทียบได้กับมอนสเตอร์ระดับเงินเลยทีเดียวแต่ว่ามันก็หายสาบสูญไปตั้งแต่สามพันปีก่อนแล้วเรียกว่าเป็นสัตว์อสูรในตำนานก็ว่าได้เพราะงั้นทุกคนเลยตกใจกันยกใหญ่เมื่อเห็นมันส่วนปัญหาที่น่าหนักใจต่อมาสำหรับเรลิชาก็คือเพราะมันคือสัตว์อสูรระดับตำนานก็เลยไม่อาจจะประเมินมูลค่าในการซื้อขายชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้จึงลำบากใจที่จะรับซื้อแต่ว่ามันก็เป็นวัตถุดิบที่หายากมาก ๆ เกินที่จะปล่อยให้หลุดมือไปโทยะเลยเสนอให้ประมูลขายซึ่งมันก็คงเป็นทางเดียวที่จะทำได้แต่มันติดปัญหาที่ว่าอายุของพวกเด็ก ๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะทำให้ใช้วิธีนั้นไม่ได้ แต่แล้วคุองก็เสนอว่าให้ประมูลโดยใช้ชื่อของโทยะไปแทนโดยเด็ก ๆ ได้รับเงินจากโทยะไปคนละหนึ่งเหรียญทอง โทยะถามคุองอีกครั้งเพื่อย้ำความมั่นใจว่าเจอเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ที่ป่าทางตอนเหนือไม่ผิดแน่ใช่ไหมซึ่งคุองก็ยืนยันและบอกอีกด้วยว่าพวกเขาไม่เจอสัตว์อื่นเลยที่แถว ๆ ปากทางพอเดินลึกเข้าไปก็ถูกเจ้ามาโกเชียสพุ่งเข้ามาโจมตีจึงมีความเป็นไปได้ว่าสัตว์อื่น ๆ น่าจะอพยพหนีไปหมดแล้วก็ได้ ฝ่ายโทยะก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่มีสัตว์อสูรอันตรายแบบนี้มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เมือง แต่มันก็น่าแปลกเพราะตามปกติบรุนฮิวจะมีฝูงนกคอยตรวจตราอยู่ตลอดแต่ทำไมถึงตรวจไม่พบสัตว์อสูรนี้กัน ครั้งนี้โชคดีที่คุองจัดการไปได้ก่อนแต่ถ้าหากคนอื่นไปเจอเข้าอาจจะเกิดเหตุร้ายได้โทยะจึงบอกให้โคฮาคุสั่งการพวกสัตว์ป่ารอบเมืองให้ช่วยกันสอดส่องว่ามีมอนสเตอร์แปลก ๆ หรืออะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นบ้างหรือไม่หลังจากนั้นอลิสก็มาขออนุญาตโทยะว่าจะไปดื่มชากับคุองซึ่งโทยะก็อนุญาตแต่ก่อนที่จะพากันออกไปอลิสก็โยนซิลเวอร์ไปให้โทยะเพราะเธอไม่ต้องการให้เจ้านี่อยู่เป็น กขค. แต่เจ้าซิลเวอร์ไม่ยอมและบอกให้โทยะรีบปล่อยมันตามคุองไปขืนให้อยู่กับหญิงแพศยานั่นมีหวังเสร็จแน่แต่โทยะก็เตือนซิลเวอร์ว่าอย่าไปเรียกแบบนั้นให้เอนเด้ได้ยินเชียวมีหวังได้หักสองท่อนแน่ ๆ และหลังจากนั้นซิลเวอร์ก็ถอดตัวเองออกจากฝักแล้วบินตามคุองกับอลิสไปทำเอาคนทั้งกิลด์แตกตื่นกันยกใหญ่ขนาดเรลิชายังอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าดาบเล่มนั้นมันคืออะไรแต่โทยะก็บอกว่าไม่ต้องไปใส่ใจหรอกและชวนเรลิชากลับมาคุยเรื่องการประมูลต่อ
.
เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้วโทยะก็มานั่งรำพึงรำพันกับตัวเองว่า “ยากจังแหะ” ทำให้ลินเซ่ที่นั่งถักไหมพรมอยู่ข้างเอ่ยถามด้วยความสงสัย โทยะจึงบอกว่าเขากำลังกลุ้มใจเรื่องของคุองลินเซ่เลยคิดว่าคุองไปก่อเรื่องอะไรขึ้นแต่โทยะก็บอกว่าไม่ใช่หรอกตรงกันข้ามเลย เทียบกับลูกคนอื่น ๆ แล้วคุองนั้นทำความเข้าใจได้ยากมากที่สุดถึงจะไม่เท่ากับยูมิน่าก็เถอะแต่สำหรับโทยะแล้วตอนนี้เขารู้สึกว่าเขากับลูกชายมันดูเหมือนคนห่างไกลกันมากไปหน่อย ถึงแม้ว่าในครั้งลูกชายก็ไม่จำเป็นต้องสนิทชิดใกล้กับพ่อมากนักก็เถอะ อย่างในกรณีของโทยะสมัยที่ยังเด็ก ๆ เขาเองก็ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับพ่อแม่ของตัวเองซักเท่าไหร่เพราะพ่อกับแม่ของเขาต่างงานยุ่งดังนั้นโทยะจึงใช้เวลาอยู่กับคุณตามากกว่า ลินเซ่จึงแนะนำว่าให้ลองใช้เวลาร่วมเล่นสนุกกับพวกเด็ก ๆ ดูเพราะเธอเคยอ่านหนังสือที่ซื้อกลับมาจากโลกในนั้นเขียนไว้ว่าพ่อแม่ลูกมักจะเล่นแคชบอลด้วยกัน ซึ่งฟังดูมันก็จะเป็นไอเดียที่ดีอยู่แต่ปัญหาต่อมาคือจะทำอะไรต่อแล้วจะชวนคุยอะไรต่อดี ว่ากันตามจริงโทยะก็แทบจะไม่รู้เรื่องราวของตัวคุองมากซักเท่าไหร่หรือจะเรียกว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกชายเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ที่ชอบไป อาหารที่ชอบทานหรืองานอดิเรก ถ้าตามปกติเขาควรจะต้องรู้หากได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดแต่ทว่ากรณีนี้ลูกชายย้อนเวลากลับมาหาก็เลยแทบไม่ต่างจากคนที่ไม่รู้จักกันเลยดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือการรวบรวมข้อมูลของคุองมาให้ได้ก่อนอันดับแรกต้องเริ่มไล่ถามจากบรรดาลูกสาวของเขานี่แหละ
.
คนแรกที่โทยะไปถามก็คืออาเชียโดยถามถึงอาหารที่คุองชอบซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า คุองนั้นชอบอาหารอย่างพวกเต้าหู้เย็นราดซอส ไก่ต้มผักอย่างเผือก หัวบุก รากบัว หรือพวกซุปเห็ดมัตสึทาเกะ เรียกได้ว่าแต่ละอย่างออกแนวอาหารสไตล์คนแก่ซะงั้นแทนที่จะเป็นอาหารที่เด็กทั่วไปชอบอย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์หรือแกงกระหรี่ทำเอาโทยะไม่อาจทำความเข้าใจกับรสนิยมความชอบของคุองได้เลย ส่วนอาหารที่ไม่ชอบนั้นไม่มี คุองนั้นสามารถกินได้ทุกอย่างโดยไม่ปริปากแต่กับอาหารพื้นบ้านของเซโนอัสก็พอจะมีแขยงบ้างนิดหน่อยทำเอาโทยะนึกถึงซุปสุดโหดที่จอมมารเซกัลดี้เคยเอามาให้เขากินขึ้นมาเลย หลังจากนั้นโทยะก็ไปถามข้อมูลจากเอลน่าต่อเพราะคิดว่าเอลน่าที่อายุไล่เลี่ยกับคุองน่าจะรู้อะไรอยู่บ้างส่วนลินเน่นั้นถึงจะอายุเท่ากับเอลน่าแต่มีนิสัยที่ไม่ค่อยจะใส่ใจรายละเอียดซักเท่าไหร่ถ้าไปถามก็อาจจะไม่ได้เรื่องมากนัก ตอนนี้เอลน่ากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่างที่ข้าง ๆ นั้นมีแม่ของเธอหรือก็คือเอลเซ่ที่กำลังพิงหน้าต่างหลับคาหนังสืออยู่ เอลเซ่อยากอ่านหนังสือเป็นเพื่อนลูกแต่พออ่านทีไรก็ง่วงได้ทุกที โทยะสอบถามถึงสิ่งที่คุองชอบจากเอลน่าและได้ความมาว่าคุองชอบสัตว์มากและชอบคุยกับแมวบ่อย ๆ ได้ฟังแบบนั้นโทยะถึงกับตกใจคิดว่านอกจากเนตรมารแล้วคุองยังมีความสามารถพิเศษคุยกับสัตว์ได้ด้วยหรือ แต่จริง ๆ แล้วเพราะมีโคฮาคุเป็นล่ามให้ตะหาก นอกจากนั้นก็จะใช้สัญญาณง่าย ๆ ในการสื่อสารกับพวกแมวในอนาคตที่บรุนฮิวจะมีแมวอาศัยอยู่มากกว่านี้และพวกมันส่วนมากก็รู้จักคุองดี โทยะคิดว่านี่ลูกชายเขากลายเป็นราชาแมวไปแล้วเหรอ นอกจากแมวแล้วก็ยังมีพวกนกอีกด้วยโดยพวกนกจะมีโคเกียวคุเป็นล่ามให้ ในบรุนฮิวแห่งนี้แมวกับนกถือได้ว่าเป็นหูและตาคอยสอดส่องดูเมืองนี้ ถ้าหากพวกมันได้เห็นหรือได้ยินอะไรมามันก็จะรายงานมายังโคฮาคุกับโคเกียวคุ จากนั้นเรื่องก็จะส่งไปยังโคซากะหรือเรน หรือหน่วยลับของสึบากิไปตามลำดับ และถ้าหากเกิดเหตุอย่างเช่นอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุพวกมันก็จะไปแจ้งยังที่ทำการของกองอัศวินเพื่อแจ้งข่าว
.
สำหรับความเห็นของเอลน่าแล้วคุองชอบคุยกับสัตว์พวกนั้นแต่โทยะคิดว่าคุองดูไม่เหมือนพวกชอบคุยเลย คิดอีกทีคงไม่ใช่ว่าลูกชายเขาจะกลายเป็นพวกเกลียดมนุษย์ไปหรอกนะ แต่เอลน่าก็บอกว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะคำสอนของโทยะตะหาก การจะทำให้บรุนฮิวเป็นเมืองที่ดีนั้นต้องมองจากมุมมองของพวกสัตว์ก็สำคัญจะมองแต่มุมมองของมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อรู้แบบนั้นโทยะก็ดีใจจนน้ำตาแทบไหลแต่เพราะดีใจมากไปหน่อยก็เลยทำให้เอลเซ่ตื่นทั้ง ๆ ที่เขาตะโกนอยู่ภายในใจแท้ ๆ แต่เอลเซ่กลับรับรู้ถึงมันได้ซะงั้นพอได้ฟังเรื่องของคุองจากเอลน่า เอลเซ่ก็กอดลูกสาวของเธอไว้แน่นทั้ง ๆ ที่ยังสลืมสลืออยู่นิดหน่อยและบอกโทยะว่าไม่ใช่แค่คุองคนเดียวหรอกนะที่พยายามอาณาจักรของเรา เอลน่าเองก็พยายามเรียนเพื่ออาณาจักรของเราเช่นกัน โทยะลองมองดูหนังสือที่เอลน่าอ่านอยู่ก็พบว่ามันคือหนังสือที่เกี่ยวกับการแพทย์ชั้นสูงที่รีนเอากลับมาจากโลกและก็ให้ฟามผู้ดูแลห้องสมุดทำการแปลเป็นภาษาของโลกนี้โดยเอลน่าปราถนาจะช่วยพ่อกับแม่ แม้ว่าเธอจะสามารถใช้เวทรีโคเวอร์รี่ได้แต่เธอก็มีความต้องการที่จะใช้การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างเช่นการใช้ยาด้วย โทยะคิดว่าในอนาคตลูกสาวคนนี้คงจะเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณะสุขและการแพทย์ของอาณาจักรแห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็เวลาที่เขาจะต้องจากอาจักรนี้ไปพร้อม ๆ กับเหล่าภรรยาเขาก็วางใจได้แล้วแต่คิดไปคิดมามันพาลน้ำตาจะไหลเอาหลังจากนั้นโทยะก็แยกจากตัวไปและคิดว่าทางที่ดีที่สุดที่จะรู้จักคุองก็คงจะต้องไปคุยกับเจ้าตัวตรง ๆ ดูน่าจะลองชวนไปไหนด้วยกันซักแห่ง
.
โทยะชวนคุองออกมาเที่ยวที่สนามเบสบอลเพื่อชมการแข่งขันและพยายามลองชวนคุยเรื่องต่าง ๆ แต่ก็ไปได้ไม่สวยอย่างที่คาดเอาไว้เลยแต่โทยะก็ไม่ละความพยายามเขาคิดหาหัวข้อที่จะต่อยอดการสนทนาระหว่างเขากับลูกชายและก็ได้ถามถึงงานอดิเรกของคุองและก็ได้รู้ว่างานอดิเรกของคุองก็คือการทำโมเดลแบบไดโอรามา โดยคุองได้โชว์ภาพโมเดลที่เขาถ่ายเอาไว้ในสมาร์ทโฟนออกมาโชว์ให้โทยะดูซึ่งผลงานชิ้นนี้สวยงามอยู่ในระดับของมือโปรโดยคุองบอกว่าเขาทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว (ในอนาคต) ซึ่งก็แปลว่าผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างตอนคุองอายุห้าขวบเท่านั้นแต่สำหรับคุองแล้วงานระดับแค่นี้ถ้าเป็นพ่อของเขาล่ะก็ใช้โมเดลลิ่งจัดการเอาก็ทำได้ง่าย ๆ แล้วแต่โทยะไม่คิดแบบนั้นจริงอยู่ว่าถ้าใช้เวทล่ะก็มันง่ายดายมากแต่คนที่ใช้เวทโมเดลลิ่งได้มีอยู่น้อยมากการที่จะทำงานฝีมือละเอียดระดับนี้ได้ต้องมีทักษที่สูงพอตัวถ้าหากว่ามีการแข่งขันประกวดโมเดลล่ะก็คุองคงได้ถ้วยชนะเลิศมาครองได้แน่ เมื่อจับจุดได้แล้วโทยะก็เริ่มค้นหาภาพโมเดลต่าง ๆ เอามาให้คุองดูและนั่นก็ทำให้คุองตื่นเต้นมากและแสดงท่าทีสมกับเป็นเด็กให้เห็นเป็นครั้งแรกหลังจากนั้นโทยะก็ชวนให้คุองสร้างโมเดล แต่คุองแสดงท่าทีลำบากใจนิดหน่อยเพราะมันค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่น้อยซึ่งของจำเป็นพวกนั้นถูกทิ้งเอาไว้ในห้องของคุองที่อยู่ในอนาคต แต่ว่าเรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับซุปเปอร์คุณพ่ออย่างโทยะแม้แต่นิดเดียวเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นแล้วโทยะก็พาคุองไปรวบรวมวัสดุที่จำเป็นสำหรับการสร้างโมเดลจำลองในทันที แม้คุองจะออกอาการว่าเกรงใจคุณพ่อแล้วบอกว่าของบางอย่างมันก็อยู่ไกลบางอย่างก็เป็นของหายาก แต่โทยะก็บอกกับลูกชายว่าไม่มีปัญหา มี “เกท” กับ “เซิร์จ” ซะอย่าง เครื่องไม้เครื่องมือบางอย่างอาจจะมีอยู่ในคลังเก็บของของเรจีน่าก็ได้ เรื่องสีนี่ก็น่าจะไปหาได้แถวอาณาจักรอเลนว่าแล้วโทยะก็เปิดเกทพร้อมกับจูงมือลูกชายเดินทางไปยังอาณาจักรอเลนทันที
.
เป็นไปดังคาดร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการวาดภาพที่อาณาจักรอเลนนั้นมีของที่ต้องการให้เลือกมากมาย โทยะบอกคุองว่าอยากได้อะไรจัดเต็มไปเลยแต่คุองก็ยังดูมีความเกรงใจอยู่ แล้วโทยะก็ว่าคุองอยากจะสร้างโมเดลอะไรเพื่อที่ได้ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและโมเดลที่ตัดสินใจจะสร้างในคราวนี้ก็คือ “ปราสาทบรุนฮิว” นั่นเองเมื่อตัดสินใจว่าจะทำโมเดลนี้แล้วกระบวนการตระเตรียมวัสดุที่จำเป็นก็เริ่มขึ้นดูเหมือนว่าคุองจะร่างแบบเอาไว้ในหัวเรียบร้อยแล้วเมื่อซื้อของที่ร้านเสร็จคุองก็ส่งเมล์ไปให้โทยะเพื่อจะได้ตามหาของตามรายการที่อยู่ในนั้นเช่น สไลม์กาว กระดองของครัชชั่นเทอเทิ้ล เปลือกของเอลเดอร์ทรังค์ ฯลฯ ถึงโทยะจะไม่รู้ว่าพวกนี้เอาไว้ใช้ทำอะไรบ้างแต่ก็ยอมไปหามาให้แต่โดยดีแต่ก่อนหน้านั้นโทยะได้ส่งคุองไปที่หาพัลเช่ที่บาบิโลนคลังเก็บของเพื่อหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้จากนั้นตัวโทยะก็ไปที่กิลด์นักผจญภัยเพื่อหาวัสดุตามที่คุองต้องการแต่กระดองเต่านั้นไม่มีเหลือในสต๊อกแล้วโทยะจึงต้องออกไปตามหาด้วยตัวเอง เมื่อรวบรวมวัสดุที่ต้องการได้แล้วโทยะก็กลับมาที่ปราสาทก็พบว่าคุองประกอบส่วนฐานที่มีขนาดประมาณ 1 เสื่อทาทามิ ส่วนตัวคุองก็กำลังง่วนกับการตัดแต่งตัววัสดุด้วยอุปกรณ์ที่เหมือนกับเครื่องตัดโดยสวมหน้ากากป้องกันใบหน้าเอาไว้อย่างดี ตอนนี้เขามุ่งมั่นตั้งใจเอามาก ๆ พอพ่อเอาวัสดุมาให้ก็ตอบกลับไปสั้น ๆ ว่าให้เอาวางไว้ตรงนั้นพอเอาของไปวางเสร็จโทยะก็ลองถามคุองว่าจะให้เขาช่วยทำอะไรไหม คุองเลยบอกให้เอากระดองเต่าไปทาสีเขียวตากให้แห้งและตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้เกาะโทยะเลยเอากระดองเต่าออกไปทำที่สวนพอทำเสร็จก็กลับไปที่ห้องของคุอง
.
ตอนนี้คุองเริ่มทำส่วนที่เป็นถนนรอบ ๆ ปราสาทแล้วในระหว่างนั้นยูมิน่าที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั้นพร้อมกับโคฮาคุก็เอ่ยทักขึ้นโดยยูมิน่าบอกว่าเธอมาเรียกคุองไปทานมื้อเย็นพอมาเห็นสิ่งนี้เข้าเธอก็ประหลาดใจมากเพิ่งรู้ว่าลูกชายของเธอมีงานอดิเรกแบบนี้ด้วยซึ่งโทยะก็บอกว่าเขาเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน คุองเอาแต่ทำโมเดลต่อเนื่องไม่ยอมหยุดโทยะเลยบอกให้อาเชียทำข้าวปั้นกับแซนวิซมาส่งให้ที่ห้องแทนที่จะบังคับให้หยุดลงไปทานข้าว ซึ่งเฟรย์ได้ให้ข้อมูลว่าถ้าคุองลงมือทำแล้วเขาจะไม่ยอมหยุดมือง่าย ๆ ถ้าไม่บอกให้หยุดล่ะก็มีหวังทำไปทั้งคืนแน่นอนดังนั้นโทยะเลยจำเป็นต้องบังคับให้คุองหยุดทำตอนสี่ทุ่มแล้วค่อยมาทำต่อวันพรุ่งนี้พอยูมิน่าพาคุองไปแล้วโทยะก็ลองพิจาณาผลงานของลูกชายด้วยความชื่นชมว่าทำออกมาได้เหมือนจริง ต้นไม้ใบหญ้าที่ประดับอยู่นี่ทำได้สวยมากใจจริงก็อยากจะลองสัมผัสดูแต่กลัวว่ามันจะพังแล้วเดี๋ยวลูกชายจะโกรธไว้รอดูตอนเสร็จสมบูรณ์จะดีกว่าและเมื่อคุองทำโมเดลปราสาทบรุนฮิวเสร็จโทยะก็นำมันมาโชว์ให้คนในปราสาทดู โดยโมเดลปราสาทถึงใส่เอาไว้ในเคสแก้วและนำมาโชว์ไว้ที่ตรงล็อบบี้ของปราสาทเพราะโทยะต้องการโมเดลนี้ให้คนอื่น ๆ ที่ผ่านไปมาได้เห็นดีกว่าจะเอาไปเก็บไว้ในห้อง ซึ่งในแบบจำลองนี้นอกจากจะตัวอาคารต้นไม้ใบหญ้าแล้วก็ยังมีแบบจำลองของโทยะและภรรยาทั้งเก้าคนด้วย โดยโมเดลของเอลเซ่ ฮิวด้า ยาเอะจะทำท่าต่อสู้กันอยู่ตรงลานฝึก โมเดลของลินเซ่ รีนแล้วก็ซากุระจะนั่งจิบชาและถักไหมพรมอยู่ที่ระเบียง ส่วนโทยะ ยูมิน่า ซู และรูเชียจะอยู่ที่ต้นซากุระที่สวนพร้อมกับนั่งทานอาหารในกล่องที่วางเรียงรายอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมีโมเดลของพวกคาเร็น โคซากะ และคนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้อีกมากมายหลายคน ส่วนโทยะก็บอกกับคุองว่าคราวหน้าช่วยสอนให้เขาทำโมเดลแบบนี้บ้างสิ คุองบอกว่าพ่อทำได้โมเดลลิ่งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แต่โทยะก็บอกกับลูกชายของเขาว่า ตัวเขาก็อยากทำแบบนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเวทมนตร์เหมือนกับที่คุองทำเหมือนกันแม้จะทำท่าเขินอายนิดหน่อยแต่คุองก็ยอมรับปากดูเหมือนว่าระยะห่างระหว่างพ่อกับลูกจะลดลงมาบ้างแล้ว
.
โมเดลปราสาที่คุองทำขึ้นมานั้นได้รับความนิยมอย่างมากไม่ใช่แค่เพียงคนในปราสาทเท่านั้นแต่รวมถึงคนที่มางานประชุมผู้นำโลกก็ให้ความสนใจกับมันไม่แพ้กันถึงขนาดที่ว่าราชาแห่งเบลฟาสที่เป็นคุณตาของคุองเอ่ยปากว่าอยากได้โมเดลปราสาทเบลฟาสบ้างเลยทีเดียวและแน่นอนว่าคุองก็ต้องทำให้ตามระเบียบและถ้าว่ากันตามตรงปราสาทบรุนฮิวนั้นแรกเริ่มเดิมทีก็ใช้ปราสาทเบลฟาสเป็นต้นแบบอยู่แล้วคุองจึงสามารถนำมาใช้เป็นแบบอ้างอิงและสร้างโมเดลปราสาทเบลฟาสเสร็จได้ในอีกไม่กี่วันต่อมาแล้วหลังจากนั้นราชาอาณาจักรต่าง ๆ ก็ร้องขอกันเข้ามาอีกเพียบตอนแรกโทยะก็รู้สึกว่ามันจะเป็นการสร้างภาระให้ลูกชายของเขาจึงคิดว่าควรบอกปฏิเสธไปแต่คุองก็ยอมรับทำด้วยความเต็มใจ แต่ถึงอย่างนั้นโทยะก็ไม่อยากให้คุองทำโมเดลชนิดไม่กินไม่นอนจึงต้องมีการกำหนดเวลาให้เหมาะสมเสียหน่อยแต่เพราะแบบนี้เวลาที่จะไปเล่นกับอลิสก็เลยลดลงไปด้วยก็เลยทำให้อลิสไม่ค่อยพอใจกับเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ เมื่อยาคุโมะลองมองดูแบบจำลองปราสาทแล้วก็ลองมาคิดทบทวนดูว่าในอนาคตมีแบบจำลองของปราสาทที่แสดงอยู่ที่ห้องโถงของปราสาทแต่ละอาณาจักรต่าง ๆ มากมายนั่นก็หมายความว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะฝีมือของคุองในตอนนี้นั่นเองซึ่งตัวคุเองก็ไม่รู้ตัวว่าโมเดลปราสาทเขาคลั่งไคล้ในตอนที่ยังเล็กมาก ๆ นั้นมันจะเกิดมาจากฝีมือของตัวเขาเองที่ย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้ และถ้าหากว่าไม่มีโมเดลปราสาทพักนี้คุองในอนาคตก็จะไม่เกิดความสนใจในการสร้างโมเดล
.
ตามปกติแล้วการทำอะไรบางอย่างในอดีตอาจส่งผลไปถึงอนาคตและอาจทำให้เกิดภาวะไทม์พาราด็อกซ์แต่ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้มันเหมือนกับการชี้นำให้อนาคตมุ่งไปในทิศทางที่มันเป็นอยู่ในอนาคตยังไงอย่างงั้นเลยซึ่งจุดนี้โมโรฮะได้บอกว่าด้วยพลังของสปิริตแห่งกาลเวลาจะทำให้การแก้ไขอนาคตนั้นไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ทุกอย่างจะถูกทำให้กลับเข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรเป็นแต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ตามใจชอบเพราะบางครั้งมันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเงื่อนไขพิเศษบางอย่างเช่นพลังเทพที่มอบให้แก่มนุษย์ที่เรียกกันว่า “ปาฏิหารย์” หรือไม่พวกสปริตแห่งกาลเวลาทำผิดพลาดซะเองที่มักจะเรียกว่า “บังเอิญ” อย่างในกรณีบางครั้งเทพเจ้าเองก็ยังทำผิดพลาดได้อย่างเช่นเทพสูงสุดทำพลาดปาสายฟ้าตกใส่คนบนโลกระดับล่างตายแบบนี้เป็นต้นแต่ในกรณีที่ไม่มีพวกเทพมารมาเกี่ยวข้องโอกาสที่อนาคตจะถูกเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าเป็นไปได้ยากแต่หลังจากนั้นยาคุโมะก็เปลี่ยนเรื่องและโดยดาบไม้ให้คุอง ในกรณีที่ไม่ใช้เนตรมารความสามารถทางเชิงดาบของยาคุโมะถือว่าเหนือกว่าแต่หากมีการใช้เนตรมารร่วมด้วยคุองจะเหนือกว่า ซึ่งในกลุ่มเด็ก ๆ นั้นผู้ที่เป็นนักผจญภัยระดับทองนั้นคือยาคุโมะกับเฟรย์ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ อยู่ที่ระดับเงินและโดยส่วนตัวแล้วโทยะคิดว่าถ้าหากสู้โดยไม่ใช้เวทมนตร์แล้วล่ะก็เอลน่าถือว่าเป็นคนที่มีทักษะในการต่อสู้ต่ำที่สุดในกลุ่มแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเอลน่าก็ยังเก่งกว่าพวกคนในกองอัศวินอยู่ดี เหตุผลก็คงเพราะเหล่าเด็ก ๆ ล้วนแต่เป็นครึ่งเทพและยังได้รับการฝึกวิชาจากเทพมาตั้งแต่เล็กนั่นเอง แต่ถึงกระนั้นงานนี้คุณแม่ยูมิน่าดูจะไม่ปลื้มเท่าไหร่ที่เห็นลูกชายแพ้ถึงขนาดบ่นว่ายาคุโมะเป็นพี่สาวแท้ ๆ น่าจะออมมือให้ซักหน่อยแต่ยาเอะก็บอกด้วยความลำบากใจว่าแบบนั้นก็ไม่เรียกการฝึกสิ
.
ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กันนั้นก็คือโกเลมสีขาวอัลบุสซึ่งได้แต่ยืนมองแบบเงียบ ๆ ส่วนเจ้าซิลเวอร์ก็คุยโวว่าถ้าคุองใช้มันล่ะก็คงจะสามารถดึงพลังที่แท้จริงของคุองออกมาได้แน่ ๆ หลังจากสู้กันเสร็จคุองก็กลับมาพักลินเน่ก็เข้าไปสู้กับยาคุโมะต่อ คุองบอกกับพวกคุณแม่ว่าเป็นคู่มือให้พี่ยาคุโมะนี่เหนื่อยมากน่าจะออมมือให้กันซักหน่อยแท้ ๆ พอได้ยินลูกชายบ่นแบบเดียวกับแม่ของเขาเป๊ะโทยะกับยาเอะเลยหลุดขำออกมา แต่โทยะต้องพยายามเก็บอาการเพราะยูมิน่าจ้องอยู่จากนั้นยาเอะก็ถามคุองว่าตัวเขาไม่ค่อยชอบการต่อสู้สินะ แต่โดยส่วนตัวแล้วแม้คุองชอบที่จะนั่งอ่านหนังสือมากกว่าแต่เขาก็รู้ดีว่าความแข็งแกร่งก็เป็นสิ่งจำเป็นจึงไม่ได้รังเกียจการฝึกฝนวิชาาการต่อสู้แบบนี้เพราะถ้าหากเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้สามารถช่วยปกป้องคนอื่น ๆ ได้ และพอคุองพูดประโยคสุดหล่อขนาดนี้ออกไปยูมิน่าก็เขาไปกอดและลูบหัวลูกชายด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุด สภาพของยูมิน่าตอนนี้กลายเป็นพวกเห่อลูกไปโดยสมบูรณ์แล้วแต่โทยะก็คิดว่าไม่ถึงขั้นจอมมารแห่งเซโนอัสและในระหว่างที่คิดแบบนั้นอยู่ เรจีน่า เอลก้า เฟนริล โปรเฟสเซอร์แล้วก็คูนก็ได้เข้าที่สนามฝึกซ้อมโทยะเลยคิดว่าโอเวอร์เกียร์ของอัลบุสนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เรจีน่าบอกว่าโอเวอร์เกียร์นั้นยังไม่เสร็จแต่ไนท์โกเลมนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไนท์โกเลมที่ว่าก็คือกองกำลังหนึ่งที่สังกัดอยู่ภายใต้กองอัศวินบรุนฮิวในอนาคต ว่าแล้วเรจีน่าก็บอกให้คูนนำผลงานนั้นออกโชว์
.
หลังจากรับคำของเรจีน่าคูนก็หยิบสโตร์การ์ดขึ้นมาแล้วนำเอาไนท์โกเลมที่เก็บไว้ภายในออกมาซึ่งมีอยู่สองเครื่องด้วยกันซึ่งดีไซน์ของมันดูไม่เหมือนมนุษย์ซักเท่าไหร่ เครื่องแรกนั้นขนาดของมันใหญ่พอ ๆ กับผู้ชายคนหนึ่งติดตั้งดาบไว้ที่เอวและติดโล่ห์เอาไว้ที่ด้านหลัง ในขณะที่อีกเครื่องหนึ่งนั้นมีขนาดใหญ่ประมาณสามเมตรสูงพอ ๆ กับพวกโอเกอร์ดูทรงแล้วน่าจะเป็นไทป์พาวเวอร์ ทั้งสองเครื่องทางสีขาวดำราวกับเป็นรถตำรวจซึ่งโมเดลทั้งสองนี้มีชื่อว่า “ซอร์ดแมน” กับ “กาเดี้ยน” ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมได้สร้างออกมาถึงสองแบบนั่นก็เพราะ ซอร์ดแมนจะเน้นเอาไว้รับมือกับผู้คนส่วนการ์เดี้ยนจะเน้นเอาไว้ใช้ด้านงานกู้ภัยอย่างพวกอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ พวกซอร์ดแมนจะเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมาะกับการต่อสู้ส่วนการ์เดี้ยนจะเน้นไปที่พลังการยกสิ่งของและมีระบบดับเพลิง จากนั้นปู่โปรเฟสเซอร์ก็บอกว่าซอร์ดแมนนั้นยังมีปัญหาอยู่นิดหน่อยคือการกำหนดมาตรฐานกำลังของมันก็เลยอยากให้พวกกองอัศวินช่วยในเรื่องนี้ แต่ยูมิน่าไม่เข้าความหมายนั้นเธอคิดว่าทำให้สูงที่สุดไปเลยน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือแต่เรจีน่าก็อธิบายว่าถ้าใช้โมโรฮะมาเป็นมาตรฐานล่ะก็เครื่องมันจะโอเวอร์โหลดเอาได้และพังระหว่างใช้งานเอาได้ดังนั้นจึงต้องหามาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อปรับจูนให้มันไปในทางเดียวกับอัศวินที่จะต้องทำงานร่วมกับโกเลมพวกนี้และการทดสอบให้แน่ใจก่อนผลิตจำนวนมากก็ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการลดค่าใช้จ่าย
.
โลแกนผู้ที่เป็นหัวหน้าอัศวินฝ่ายดูแลความสงบภายในเมืองได้เสนอตัวเข้ามาขอทดสอบไนท์โกเลมทันทีโดยการทดสอบนี้โทยะตัดสินใจที่จะให้ใช้ดาบไม้เพื่อความปลอดภัย ส่วนหนึ่งก็กลัวตัวต้นแบบจะเสียหายมาเกินไป พอการต่อสู้เริ่มขึ้นโลแกนก็เป็นฝ่ายเปิดฉากรุกและพอฟันไปได้แค่สองสามทีซอร์ดแมนก็แพ้ไป แต่เรจีน่าได้อธิบายว่าตอนนี้มันถูกตั้งค่าไว้ที่พลังต่ำสุดและมันจะค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านการต่อสู้ไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากสู้กับอัศวินอีกหลายคนซอร์ดแมนก็แพ้มาตลอดแต่พอผ่านไปเรื่อย ๆ มันก็เริ่มดีขึ้นและเริ่มมีอัตราการชนะเพิ่มขึ้นและท้ายที่สุดมันก็เอาชนะโลแกนและอัศวินทุกคนได้ในที่สุดและผู้ที่ก้าวออกมาพร้อมกับดาบไม้เพื่อท้าทายซอร์ดแมนก็คือจูทาโร่พี่ชายของยาเอะ การต่อสู้ระหว่างซอร์ดแมนกับจูทาโร่ดำเนินไปอย่างดุเดือดแม้ตอนแรกซอร์ดแมนจะดูได้เปรียบแต่จูทาโร่ก็ตอบโต้และเอาชนะได้ในที่สุด จากนั้นเอลก้าก็เห็นว่าซอร์ดแมนมาถึงขีดจำกัดแล้วจึงหยุดการทดสอบและซอร์ดแมนก็ออกจากสนามฝึกไปและจากการต่อสู้ครั้งนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าจูทาโร่เก่งขึ้นมากทีเดียว ส่วนไนท์โกเลมนั้นจะมีการทดลองใช้ซักห้าเครื่องก่อนส่วนเรื่องการหามาสเตอร์ให้โทยะ กับหัวหน้าอัศวินและเหล่ารองหัวหน้าตัดสินใจกันเอาเอง
.
หลังการฝึกจบลงทุกคนก็กลับปราสาท คุองกับพวกยาคุโมะรีบตรงไปยังห้องอาบน้ำเพื่อล้างเหงื่อไคลส่วนโทยะก็กลับไปที่ห้องทำงานเพื่อตรวจดูเอกสารรายงานต่าง ๆ และในตอนนั้นเองสึบากิก็ปรากฏตัวออกมาจากเงาของต้นเสาโดยเธอบอกกับโทยะว่ามีเรื่องรายงานให้ทราบสองเรื่องด้วยกันเรื่องแรกคือเมื่อท่าในเขตอาณาจักรคิวริเอล่าถูกสาวกเทพมาบุกเข้าทำลายจากรายงานของสึบากิทำให้รู้ว่าที่นั่นถูกโจมตีโดยพวกมนุษย์ครึ่งปลา โกเลมสี่แขนและพวกยักษ์หิน มีผู้รอดชีวิตบางส่วนแล้วก็มีพวกที่กลายเป็นซอมบี้ กลายเป็นมนุษย์ครึ่งปลาแล้วก็พากันหายลงทะเลไปนี่คือหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของพวกสาวกเทพมาร แต่ที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากมายขนาดนี้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พวกนั้นลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้ ที่น่าปวดหัวกว่านั้นก็คือไม่สามารถค้นหาเค้าลางการโจมตีได้เหมือนกับตอนศึกเฟรซจึงเป็นเรื่องยากที่จะนำกองกำลังไปคอยดักทางเพื่อรับมือแต่เมื่ออีกฝ่ายถึงกับออกอาละวาดขนาดนี้โทยะจึงตัดสินใจแจ้งไปยังทุกอาณาจักรในกลุ่มพันธมิตรผ่านสมาร์ทโฟนของเขา ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีสัตว์อสูรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนปรากฏตัวขึ้นแถว ๆ ชายแดนเรกุรุสแม้ว่าพวกนักผจญภัยจะปราบมันลงได้แต่ก็แลกมาด้วยความเสียหายที่ใหญ่หลวง เลยมีการพูดกันว่านี่เป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์ใหม่เพราะไม่เคยมีการบันทึกมาก่อนว่าแล้วสึบากิก็ส่งภาพของสัตว์อสูรนั้นผ่านสมาร์ทโฟนไปให้โทยะดู มันมีหัวเหมือนสิงโต แต่ก็ดูเหมือนนกด้วยเป็นสิ่งมีชีวิตทีเหมือนคิเมร่า ตอนแรกโทยะก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สาวกเทพมารสร้างขึ้นมาอีกหรือเปล่าแต่เพราะมันไม่มีผลึกแบบที่เคยพบในตัวพวกมนุษย์ครึ่งปลาฝังอยู่จึงไม่น่าจะใช่ แต่มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่แน่หรือ
.
เพื่อคลายความสงสัยนั้นโทยะจึงไปที่บาบิโลนห้องสมุดเพื่อถามฟามผู้ดูแลห้องสมุดพร้อมกับนำภาพที่ได้มาจากสึบากิไปให้ฟามดูจากนั้นเธอก็เดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาและเริ่มเปิดมันจากนั้นก็นำภาพจากสมาร์ทโฟนมาเทียบกับภาพที่บันทึกไว้ในหนังสือก็พบว่ามันใกล้เคียงกันและชื่อของสัตว์อสูรตัวนี้ก็คือ “อิโพส” หรือ “ไอโพรอส” ซึ่งแม้ว่ามันจะดุร้ายแต่เพราะเนื้อมันอร่อยจึงโดนล่าจนสูญพันธุ์ไปเมื่อราว ๆ 5574 ปีก่อนดังนั้นมันจึงไม่ใช่สัตว์อสูรสายพันธุ์ใหม่หากแต่เป็นที่สูญพันธ์ุไปแล้วจะหากแล้วก่อนหน้านี้คุองก็จัดการกับมัลโกเชียสที่ก็เป็นพวกที่สูญพันธุ์ไปแล้วเหมือนกันแต่สิ่งที่น่าจะไม่มีอยู่แล้วกลับปรากฏตัวออกมาจากที่ไหนกันหรือจะมีพลังอะไรบางอย่างทำการเรียกสัตว์อสูรจากอดีตกาลกลับมาได้ หรือว่าพวกมันตกมาจากหลุมกาลเวลาแบบเดียวกับพวกเด็ก ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่ามีการสั่นไหวของห้วงมิติเกิดขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นโทยะก็ตัดสินใจโทรไปปรึกษากับท่านย่าโทคิเอะและก็เป็นตามคาดการณ์เอาไว้จริง ๆ เมื่อส่งภาพไปให้ท่านย่าดูท่านย่าก็ยืนยันว่าสัตว์อสูรที่สูญพันธุ์ไปแล้วพวกนี้มาปรากฏตัวในยุคสมัยนี้ได้เพราะผลจากการสั่นไหวของห้วงมิติแต่พอโทยะถามว่าท่านย่าใช้พลังของเทพห้วงมิติและกาลเวลาจัดการไม่ได้เหรอ ย่าโทคิเอะก็บอกว่าไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้แต่โทยะก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเทพนั้นมีกฏว่าห้ามใช้พลังบนโลกเพราะมันจะส่งผลกระทำรุนแรงตามมาหากว่า
ไม่จำเป็นจริง ๆ ท่านย่าก็ไม่อยากลงมือสรุปก็คือทำได้แต่ไม่ทำนั่นเองโดยท่านย่าได้ให้เหตุผลไว้อีกข้อหนึ่งว่าอยากจะเก็บพลังเอาไว้ใช้ตอนส่งพวกลูก ๆ ของโทยะกลับยุคสมัยเดิมและอีกอย่างก็คือการสั่นไหวของมิตินั้นก็เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติเหมือนกับแผ่นดินไหวบนโลกอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่ควรจะไปยุ่งกับมันมากจนเกินไปนักเพราะบนโลกมนุษย์เองก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างในกรณีของ Moberly–Jourdain incident เป็นต้น แต่โทยะก็ไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหนเพราะบนโลกนั้นไม่มีเวทมนตร์
.
ท่านย่าโทคิเอะอธิบายต่อไปว่าการสั่นไหวของมิตินั้นไม่เป็นปัญหามากถ้าอดีตกับอนาคตสามารถกลับมาเชื่อมต่อกันได้ตามปกแต่ถ้าหากเกิดอุโมงเวลาแล้วผู้คน สัตว์ สิ่งของเกิดโยกย้ายไปมาได้อย่างอิสระในช่วงเวลาต่าง ๆ นั่นแหละที่จะเป็นปัญหาและหากเกิดปัญหานั้นขึ้นเทพแห่งห้วงมิติและกาลเวลาก็ต้องใช้พลังเพื่อแก้ไขให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะเดิมแต่ถ้าหากว่ามีปัญหาหรือผิดกฏขึ้นมาล่ะก็ถึงตอนนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็จะเข้ามาจัดการลบโลกนั้นให้หายไปแต่ว่าเรื่องเลวร้ายถึงขั้นนั้นคงไม่เกิดกับโลกใบนี้หรอกแต่มันก็มีปัญหาที่น่ากังวลใจอยู่เล็กน้อยนั่นก็คือพวกสาวกเทพมารนั่นเองเพราะ
พวกนั้นก็มีพลังของเทพอยู่เหมือนกันและปัญหาที่ตามมาตอนนี้ก็คือโทยะได้รับการรับรองให้อยู่ในฐานะของเทพแล้วดังนั้นถ้าหากเทพมารคืนชีพขึ้นมาคราวนี้เขาจะไม่สามารถลงไปต่อสู้จัดการได้โดยตรงเหมือนกับเมื่อคราวก่อนแล้วดังนั้นทางออกสำหรับปัญหานี้ก็คงการหาตัวแทนอย่างเช่นการมอบอาวุธที่มีพลังเทพให้กับผู้กล้าเพื่อให้ไปโค่นล้มเทพมารซึ่งถ้าผู้กล้าแพ้เทพทำลายล้างก็จะออกโรงและผู้กล้าที่ว่านั้นจะมอบหน้าที่ให้ยูมิน่าหรือภรรยาคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้เพราะพวกเธอตอนนี้มีศักดิ์เทียบเคียงกับนางฟ้าหรือเทพธิดาแล้วดังนั้นต้องเลือกคนบนพื้นโลกมาทำหน้าที่แทน ท่านพี่โมโรฮะตัดไปได้เลยเพราะเป็นเทพแท้ ๆ ตอนนี้โทยะคิดว่าจะให้เอนเด้เป็นคนถือดาบเทพดีหรือเปล่าหลังจากนั้นท่านย่าโทคิเอะก็ขอตัวไปจับตาดูการสั่นไหวของมิติและจะให้พวกสปิริตแห่งกาลเวลาคอยเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็วางสายไปหลังคุยกับท่านย่าโทคิเอะจบโทยะก็กลับมาคุยกับฟามต่อโดยถามถึงวิธีที่คนในยุคนั้นรับมือสัตว์อสูรพวกนี้ ซึ่งในยุคนั้นเทคโนโลยีบาเรียมีความก้าวหน้ามากพอจะรับมือกับพวกมันได้แต่สำหรับยุคนี้ที่เทคโนโลยีสูญหายไปมากจึงทำให้การรับมือพวกมันทำได้ยากกว่าเมื่อก่อน โทยะเริ่มคิดถึงสภาพการณ์หากว่ามีพวกสัตว์อสูรโบราณหลุดมากกว่าที่คิดการรับมืออาจจะลำบากประเทศพันธมิตรมีกิลด์อยู่ก็จริงแต่บางอาณาจักรก็ไม่มีกิลด์และการติดต่อสื่อสารที่ล่าช้าก็อาจทำให้เกิดกรณีแบบเดียวกับที่อาณาจักรคิวริเอล่าอีกก็ได้บางทีเขาอาจจะต้องขยายเครื่อข่ายให้ครอบคลุมไปทั่วโลกซึ่งฟามก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้แต่นั่นก็เพราะเธออยากได้เครื่อข่ายที่จะทำให้หนังสือทั่วโลกมารวมกันอยู่ ณ ห้องสมุดแห่งนี้เพราะยังมีหนังสือจากอีกหลายอาณาจักรที่โทยะยังไม่เคยไปซื้อ
.
หลังกลับลงมาจากบาบิโลนเฟรย์ก็พุ่งมาหาโทยะอย่างเร็วและกระแทกใส่โทยะอย่างแรงเธอรีบมาหาพ่อเพื่อบอกเรื่องงานประมูลชุดเกราะที่เฟลเซนโดยมันมีชุดเกราะของวีรบุรุษดามูเอลอยู่ด้วยถ้าไม่รีบละก็คงอดแน่แต่ปัญหาก็คือเฟรย์มีเงินไม่พอแต่เนื่องจากเฟรย์ที่กำลังลนพูดจาไม่รู้เรื่องโทยะเลยบอกให้ลูกสาวของเขาใจเย็นและค่อย ๆ พูดพลางร่ายเวทรักษาอาการบาดเจ็บที่โดนลูกพุ่งกระแทกใส่เมื่อกี้พอเฟรย์ใจเย็นลงแล้วจึงเริ่มพูดคุยกันใหม่ สรปุก็คือในลิสของที่ถูกนำออกมาประมูลมีชุดเกราะของดามุเอลวีรบุรุษเมื่อ 800 ปีก่อนเคยใช้รวมอยู่ด้วยนั่นเองแล้วราชาเฟลเซนก็ส่งเมลล์มาบอกเรื่องนี้ให้เฟรย์ทราบตามประสาคนคอเดียวกันและเฟรย์ก็อยากได้มันมากเพราะในอนาคตเกราะชุดนี้่ได้สูญหายไปแล้วเธอจึงไม่มีโอกาสได้เห็นมันในยุคของเธอโทยะเริ่มเอะใจนิด ๆ ว่าถ้าเกราะมันหายไปก็มีความเป็นได้ว่ามีคนขโมยมันไปหรือไม่ก็มีสูญหายไปในระหว่างช่วงเวลานั้นแต่ถ้ามันเป็นของราชาเฟลเซนก็น่าจะอยู่ในห้องคลังสมบัติก็ไม่น่าจะโดนขโมยไปได้ง่าย ๆ เลย เฟรย์อยากได้เจ้าชุดเกราะนี้มาก ๆ ชนิดไม่ว่ายังไงก็ต้องเอามาให้ได้เธอจึงอยากให้พ่อพาเธอไปล่ามังกรปิศาจอีกรอบเพื่อหาเงินทุนซึ่งฟังดูก็สมเหตุสมผลเพราะมังกรปิศาจมีราคาค้อนข้างสูงน่าจะได้เงินก้อนใหญ่อยู่และเพราะงานประมูลแบบนี้โทยะเอาเงินให้ลูกไปใช้ก่อนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะโดนฮิลด้าโกรธเอา เฟรย์ออกลูกอ้อนว่าไม่ต้องพาเธอไปก็ได้ขอแค่บอกตำแหน่งที่อยู่ของมังกรปิศาจเฉย ๆ ก็ได้เดี๋ยวเธอให้โยชิโนะหรือไม่ก็ยาคุโมะพาไปก็ได้โทยะเลยบอกว่าให้เฟรย์ไปขออนุญาตจากฮิลด้าแม่ของเธอซะก่อน พอได้ฟังแบบนั้นเฟรย์ก็รีบแจ้นไปหาฮิลด้าทันที จากนั้นไม่นานเธอก็กลับมาหลังจากได้รับอนุญาตจากฮิวด้าโดยมียาคุโมะกับลินเน่ตามมาด้วย โดยยาคุโมะอยากสู้กับมังกรปิศาจส่วนลินเน่ก็เหมือนอยากจะแก้มือจากคราวก่อน
.
หลังจากนั้นโทยะก็พาลูกสาวทั้งสามไปล่ามังกรกรปิศาจมาได้สองตัวและขายให้กับกิลด์ไปได้เงินมาพอสมควรแต่ก็มันมีปัญหาเกิดขึ้นอีกจนได้เพราะงานประมูลของเฟลเซนนั้นไม่อนุญาตให้เด็กเข้าร่วมจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของงานประมูลทั่ว ๆ ไปอยู่แล้วนั่นแหละ ราชาเฟลเซนจึงได้โทรมาขอโทษที่เขาตื่นเต้นมากเกินไปจนลืมเรื่องสำคัญข้อนี้ไปซะสนิท งานนี้่หวยก็เลยไปตกที่โทยะที่จะต้องไปประมูลแทนงานนี้เฟรย์โดนฮิลด้าดุไปนิดหน่อยส่วนโทยะไม่ว่าอะไรมากนักเพราะเงินนี้เฟรย์หามาเองแต่ก็บอกไปว่าอย่าทำให้คนรอบตัวเดือดร้อนส่วนฮิลด้าขู่ไว้ว่าถ้าฉีกสัญญาล่ะก็จะยึดอาวุธที่โทยะสร้างให้เฟรย์ทั้งหมดงานนี้เรียกได้ว่าฮิลด้าคุมเฟรย์ได้อยู่หมัดเลยทีเดียว หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทไปยังพิพิธภัณฑ์หลวงของอาณาจักรเฟลเซนพร้อมกับเฟรย์ในระหว่างนั้นโทยะก็บอกกับเฟรย์ว่างานประมูลแบบนี้มันก็มีโอกาสที่เขาจะแพ้การประมูลได้อยู่เหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าราชาเฟลเซนเข้าร่วมด้วยแบบนี้โอกาสแพ้ก็มีสูงแต่เฟรย์ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่จะแพ้จากนั้นเฟรย์ก็บอกว่าเกราะนั้นมีคำสาปติดอยู่ถ้าสวมใส่มันเข้าไปล่ะก็จะโดนคำสาปโทยะเลยสงสัยว่าไอ้เกราะต้องสาปนี้มันมีประโยชน์อะไรเฟรย์เลยอธิบายต่อว่ามันมีคุณสมบัติในการเรื่องการฟื้นฟูและเพิ่มพลังโจมตีได้แต่มันก็สูบเอาพลังชีวิตมาเผาผลาญเป็นพลังอยู่ดีเพราะดามุเอลใช้เกราะที่มีข้อเสียร้ายแรงเช่นนี้เขาจึงได้ชื่อว่า "วีรบุรุษแห่งการเสียสละ" แต่โทยะรู้สึกว่ามันฟังดูแปลก ๆ ยังไงชอบกลโทยะรู้สึกไม่อยากให้ลูกสาวของเขาใส่เกราะที่มีคำสาปพิลึก ๆ นั่นแต่เฟรย์บอกว่าเธอก็แค่อยากได้เกราะมาเก็บสะสมไว้เป็นคลอเลคชั่นเฉย ๆ เพราะดามุเอลเป็นคนตัวสูงเกือบสองเมตรคนที่จะสวมเกราะนั่นได้ก็คงมีแค่คนที่ตัวพอ ๆ กันอย่างราชาแห่งเฟลเซนเท่านั้นแหละพอได้ยินแบบนั้นโทยะก็โล่งใจขึ้นมาได้นิดหน่อย หลังจากนั้นโทยะกับเฟรย์ก็เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่จัดงานโดยงานครั้งนี้จัดโดยกิลด์ช่างฝีมืองานเวทหลังจากยื่นบัตรเชิญให้อัศวินที่อยู่ตรงทางเข้าดูแล้วก็สามารถเข้ามาภายในงานประมูลได้ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็ดูจะเป็นพวกขุนนางกับพ่อค้าใหญ่แน่นอนว่าการแต่งกายของคนเหล่านั้นประดับประดาด้วยของระยิบระยับเฟรย์เลยพูดขึ้นมาประมาณว่าอยากให้พ่อเธอสวมมงกุฏเหมือนราชาคนอื่น ๆ เขาบ้างเหมือนกันแต่โทยะไม่เอาด้วยเพราะเขารู้สึกเหมือนโดนเกมส์ลงทัณฑ์ซะมากกว่าถ้าประเทศใหญ่ ๆ อย่างเบลฟาสหรือเรกุรุสก็ว่าไปอย่างแต่สำหรับอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างบรุนฮิวแล้วมันดูไม่ค่อยจำเป็นซักเท่าไหร่ หลังจากนั้นโทยะก็ไล่เช็คลิสรายการของที่จะประมูลไล่ลงมาจนถึงเกราะของดามูเอลพอเห็นภาพของเกราะแล้วดูยังไงมันก็เกราะปิศาจชัด ๆ เพราะมันมีหนามแหลม ๆ แทบทั้งตัวที่ไหล่ก็ประดับด้วยหัวกระโหลก แถมตรงอกยังมีอะไรที่เหมือนดวงตาอีกแต่เฟรย์กลับบอกว่ามันเท่ห์ดี โทยะไม่อาจทำความเข้าใจเซ้นส์ของลูกสาวคนนี้เลยจริง ๆ
.
จุดที่จัดงานประมูลนั้นอยู่บริเวณใจกลางของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นฮอลขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ภายในก็มีแขกที่มาร่วมงานจำนวนมากเริ่มนั่งประจำที่กันแล้วแน่นอนว่ามีแต่คนที่ดูรวย ๆ ทั้งนั้น ระหว่างกำลังมองหาที่นั่งของตัวเองตามเลขบัตรที่ได้มาอยู่นั้นเฟรย์ก็สะกิดโทยะและชี้ให้เห็นว่าราชาแห่งเฟลเซนอยู่ที่ด้านหน้าไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่มากนักซึ่งอีกฝ่ายก็โบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณตอบกลับมาด้วยในงานนี้เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงราชาเฟลเซนจึงสวมหน้ากากโดมิโน่เอาไว้และเพราะทางฝั่งของโทยะเองก็ต้องปิดบังตัวตนเช่นกันดังนั้่นเขาจึงไม่สามารถเข้าไปทักทายกันตรง ๆ ได้ในตอนนี้โดยโทยะกะว่าเดี๋ยวงานประมูลจบลงเมื่อไหร่ค่อยเข้าไปทักทายอย่างเป็นทางการอีกทีดังนั้นตอนนี้จึงทำแค่โบกมือตอบกลับไปเล็กน้อยเท่านั้นว่าแล้วเขาก็หาที่นั่งต่อจนเจอและนั่งรอเวลาเริ่มการประมูลในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตคนรอบ ๆ ข้างก็พบว่าพวกคนที่แต่งตัวแบบพวกขุนนางก็ใส่หน้ากากแบบเดียวกับราชาแห่งเฟลเซนสงสัยว่าพวกเขาคงมีเหตุผลที่ต้องปิดบังตัวตนกัน ที่นั่งของโทยะกับเฟรย์นั้นอยู่บริเวณตอนกลางแถวหน้าใกล้ ๆ กับเวทีซึ่งเป็นตำแหน่งที่จัดว่าดีที่จะมองเห็นสินค้าที่นำออกมาประมูลได้อย่างชัดเจนทุกคนในงานได้รับการแรกป้ายหมายเลขที่จะเอาไว้ยกขึ้นตอนประมูลราคาดูเหมือนว่ารูปแบบของงานก็ไม่ได้ต่างไปจากที่โลกเดิมของโทยะซักเท่าไหร่โดยโทยะได้หมายเลข 65 เฟรย์เปิดแคทตาล็อคดูรายการของที่จะถูกนำมาประมูลดูอีกครั้งดูเหมือนว่าในงานประมูลครั้งนี้จะไม่ได้มีแค่อาวุธ ชุดเกราะและอุปกรณ์เวทอย่างอาติแฟกเท่านั้นยังมีพวกงานศิลปะต่าง ๆ ด้วยแต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไรเตะตาโทยะแม้แต่ชิ้นเดียว ส่วนเรื่องชุดเกราะที่เฟรย์อยากได้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสชนะไหม
.
พอพูดถึงเกราะที่มีคำสาปแบบนั้นในกรณีที่ถ้าเกิดชนะและได้มันมาโทยะก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับของที่มีคำสาปแฝงมาแบบนั้นเขากะจะล้างคำสาปทิ้งด้วยเวทของเขาแต่เฟรย์ไม่ยอมโดยให้เหตุผลว่าถ้าทำแบบนั้นคุณค่าของมันก็จะลดลงซึ่งโทยะก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ลูกสาวคนนี้พูดซักเท่าไหร่สำหรับเขาแล้วของมีคำสาปมันน่ากลัวจะตายไป แต่พอเฟรย์อ่านแคทตาล็อคไปได้อีกครู่หนึ่งเธอก็สะดุดตาเขากับไอเท็มชิ้นหนึ่งเข้านั่นก็คือ "มีดสั้นของแมทลัค" ซึ่งเฟรย์ก็อยากได้ชิ้นนี้ด้วยแต่เงินดูท่าจะไม่พอเฟรย์ทำหน้าเหมือนกับจะพูดอะไรบางอย่างโทยะรู้ได้ทันทีว่าลูกสาวจะพูดอะไรด้วยความรักลูกก็เลยบอกว่าถ้าไม่แพงจนเกินไปพ่อก็จะช่วยในส่วนต่างนั้นให้ทำให้เฟรย์แฮปปี้มากและบอกว่ารักพ่อที่สุดแต่โทยะก็รู้ชะตากรรมของตนหลังจากนี้ดีว่ากลับไปคงโดนฮิลด้าโกรธแน่เลยเรื่องที่ตามใจลูกมากเกินไปในระหว่างที่กำลังนั่งคิดถึงอนาคตด้วยใจกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่นั้นงานประมูลก็เริ่มขึ้นของชิ้นแรกที่ออกมานั้นเป็นวัตถุที่มีรูปร่างเหมือนกับไหอะไรซักอย่างดูเหมือนจะเป็นผลงานศิลปะเมื่อประมาณสามพันปีที่แล้วโดยพิธีกรอธิบายว่าไหใบนี้เป็นของราชาที่ประเทศได้ล่มสลายแล้วมันก็วนเปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ และประเทศที่ครอบครองมันก็ล่มสลายตาม ๆ กันไปสรุปแล้วนี่ไหแห่งวิบัติชัด ๆ ใครจะอยากได้กันและหลังจากนั้นก็มีของทยอยกันออกมาเรื่อง ๆ การประมูลก็เริ่มดุเดือดมากขึ้นซึ่งงานประมูลนี้จะใช้หน่วยเงินเป็นเหรียญทองซึ่งหนึ่งเหรียญก็มีค่าพอ ๆ กับค่าเงินหนึ่งแสนเยนบนโลกแล้วของที่ถูกนำออกประมูลค่อย ๆ ผ่านไปเรื่อย ๆ จนมาถึงมีดสั้นของแมทลัคที่เฟรย์หมายตาเอาไว้ โดยมีดเล่มนี้มีลักษณะเป็นมีดที่มีช่องอยู่ตรงกลางใบมีแยกออกจากกันทางด้านซ้ายและขวารูปทรงของมันว่ากันตามตรงคล้ายส้อมสำหรับจิ้มผลไม้ พิธีกรบนเวทีก็เริ่มอธิบายที่มาที่ไปของมีดเล่มนี้ว่ามันเป็นมีดของนายพลแมทลัคแห่งอาณาจักรคาตันผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของราชาแห่งอาณาจักรนั้นโดยมีดเล่มนี้เป็นสมบัติที่แมทลัคได้มอบให้กับลูกชายตัวน้อยของเขา ใบมีดทำจากมิสทริลและมีการประดับตกแต่งด้วยโอริคุมถึงจะผ่านกาลเวลามาเป็นพันปีแล้วแค่ความเปล่งประกายเงางามของมันก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อยและทันที่เริ่มการประมูลก็มีผู้เสนอราคาเริ่มต้นหนึ่งร้อยเหรียญ แล้วก็โดดไปร้อยยี่สิบห้าเหรียญอย่างไวในขณะที่โทยะยังอึ้งกับการเสนอราคาอยู่นั้นเฟรย์ก็รีบบอกให้พ่อของเธอรีบเสนอราคาสู้กับคู่แข่งก่อนจะโดนชิงตัดหน้าแม้โทยะจะรู้สึกว่ามันแพงโอเวอร์กว่าที่คิดและยังไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่แต่ผลสุดท้ายเพื่อลูกจ๋าปะป๋าก็ยอมสู้ส่วนหนึ่งก็เพราะคิดว่าเงินที่เฟรย์ได้มาจากการปราบมังกรอสูรสองตัวมีมากกว่าราคาที่แข่งกันอยู่และการประมูลก็จบลงที่ราคาสองร้อยเหรียญโทยะชนะและได้มีดนี้มาสมความตั้งใจของเฟรย์
.
เฟรย์มีความสุขกับชัยชนะแต่สำหรับโทยะโทสะของฮิวด้านั้นรออยู่เป็นแน่แท้แค่จินตนาการถึงรอยยิ้มของภรรยาที่กำลังโกรธโทยะก็รู้สึกใจสั่นแล้วแต่พอมานึกดูดี ๆ ทำไมการประมูลเมื่อกี้ราชาเฟลเซนถึงไม่กระโดดลงมาแจมทั้ง ๆ ที่เป็นเวพ่อนมาเนียตัวพ่อแท้ ๆ แต่เฟรยก็อธิบายให้ฟังว่าราชาแห่งเฟลเซนสนใจแต่อาวุธหรือชุดเกราะที่เหล่าวีรบุรุษใช้เท่านั้นมีดเล่มนี้เป็นของที่แมทลัคมอบให้ลูกชายเจ้าตัวไม่ได้ใช้เองดังนั้นจึงไม่อยู่ในความสนใจของราชาเฟลเซน เมื่อตีราคาของมีดเล่มนี้โดยเทียบกับโลกแล้วใช้เงินไปถึงยี่สิบล้านเยนซึ่งเป็นอะไรที่ฟุ่มเฟือยเอามาก ๆ โทยะเองก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็นพวกตามใจลูกเกินไปแต่ก็ยังเคราะห์ดีที่สอนให้เด็ก ๆ รู้จักหาเงินมาใช้จ่ายเองมากกว่าที่จะเปย์ลงไปแบบไม่ลืมหูลืมตาในระหว่างงานประมูลโทยะก็คิดได้ว่าในสโตร์ของเขากับบาบิโลนโรงเก็บของมีสิ่งของและอาติเฟกมากมายที่สร้าง ๆ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เอาไว้และไม่จำเป็นสำหรับเขาถ้ายังไงลองเอาออกมาประมูลขายเพื่อหาเงินบ้างก็อาจจะดี หลังจากนั้นของชิ้นต่อไปก็ถูกนำออกมาพิธีกรบรรยายว่ามันเป็นหินเวทที่ถูกสร้างจากอาณาจักรเวทมนตร์ในสมัยโบราณมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยพบทั่วไปแม้ว่าพลังเวทจะหมดไปแล้วแต่ก็ยังทรงคุณค่าในฐานะอัญมณี โดยเจ้าหินเวทก้อนนี้่เป็นคริสตัลมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับลูกบาลานซ์บอลและมีสีแดง หินนี้มีความสามารถในการกักเก็บ ขยายและปลดปล่อยพลังเวทได้ซึ่งขนาดของผลึกที่ใหญ่ขนาดนี้ยคนี้หาได้ยากมันจึงเป็นของที่ทรงคุณค่าไม่น้อย แต่หินเวทที่ใหญ่แบบนี้ตามธรรมชาติไม่มีจึงต้องสร้างขึ้นมาแต่หินสังเคราะห์พวกนี้มีข้อเสียคือประจุพลังใหม่ไม่ได้หรือก็คือใช้แล้วทิ้งแต่เรจีน่าได้พัฒนารูปแบบที่สามารถประจุพลังใหม่ได้ขึ้นมาซึ่งก็คือเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในส่วนบาบิโลนหอคอยนั่นเองแต่ถ้าจะว่ากันไปแล้วคริสตัลที่เรจีน่าพัฒนาขึ้นนั้นก็ค่อนจะใกล้เคียงกับพวกจีคิวบ์และถ้าคิดกันอีกทีจีคิวบ์นี้่ก็มีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกับแก่นของพวกเฟรซ หินเวทสังเคราะห์พวกนี้ส่วนมาจะเอาไว้ใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับสถานที่อย่างพวกโรงงานซึ่งถ้าพลังเวทหมดแล้วก็เป็นได้แค่ของประดับสวย ๆ เท่านั้น
.
และเมื่อการประมูลเริ่มขึ้นก็มีผู้เสนอราคาให้ถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยเหรียญในทันที โทยะตกใจกับการเสนอราคานั้นเพราะสำหรับเขาเจ้าหินนี่มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้วนอกจากตั้งโชว์เขาจึงรู้สึกว่ามันเป็นราคาที่แพงเวอร์เกินไปจากนั้นก็มีคนเสนอราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนราคาไปจบที่ราคาสามพันเหรียญโดยผู้เข้าประมูลหมายเลข 98 เป็นผู้ชนะไปเขาเป็นชายในชุดขุนนางสวมหน้ากากโดมิโน่สีน้ำเงินในตอนนั้นเฟรย์บ่นประมาณว่าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนยอมจ่ายตั้งสามาพันเหรียญเพื่อของพรรณนั้นโทยะจงพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าที่นี่ไม่มีกระจกหรือไงกันนะเพราะเขาอยากให้เฟรย์ลองมองดูสิ่งที่ตัวเองทำไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่แต่ในตอนนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่าขุนนางที่สวมหน้ากากสีน้ำเงินที่ชนะประมูลไปเมื่อครู่เดินออกจากสถานที่จัดงานไปแล้วดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สนใจของอย่างอื่นนอกเหนือจากหินเวทมนตร์ก้อนนั้น และแล้วการประมูลก็ดำเนินมาถึงสิ่งที่เฟรย์หมายตาไว้จริง ๆ นั่นก็คือชุดเกราะของวีรบุรุษดามุเอลแม้ว่าเฟรย์จะพยายามบอกว่าพ่ออย่าแพ้ราชาเฟลเซนแต่โทยะไม่มั่นใจเลยว่าจะชนะได้หรือเปล่าเพราะมันขึ้นกับเงินของเฟรย์ว่ามันจะพอสู้ได้หรือเปล่าและพอการประมูลเริ่มขึ้นราคาที่ถูกเสนอมาเริ่มแรกก็คือห้าร้อยเหรียญและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากห้าร้อยก็โดดไปหกร้อยอย่างไวเพดานของโทยะอยู่ที่แปดร้อยเหรียญเพื่อพยายามตัดคู่แข่งโดยเสนอไปเจ็ดร้อยห้าสิบเหรียญแต่ราชาเฟลเซ็นก็ไม่ยอมแพ้สู้ราคาต่อและสุดท้ายโทยะก็พ่ายแพ้ ราชาเฟลเซนชนะไปที่ราคาแปดร้อยห้าสิบเหรียญส่วนเฟรย์ก็บ่น ๆ ว่ารู้งี้ไม่น่าซื้อมีดสั้นของแมทลัคเลยแต่ถึงจะพลาดชุดเกราะไปแต่ก็ได้มีดมาแทนเมื่องานประมูลจบลงเหล่าผู้ชนะการประมูลก็ต้องไปจ่ายเงินแล้วค่อยรับของมา
.
ชายสามคนเดินออกมาจากสถานที่จัดงานประมูลพร้อมกับของที่เขาได้ประมูลมาของสิ่งนั้นถูกบรรจุไว้ในกล่องใบใหญ่ที่มีการป้องกันการกระแทกเป็นอย่างดี ชายคนที่ถือกล่องนั้นมามีร่างกายสูงใหญ่เกือบสองเมตรประคับประคองสิ่งนั้นมาเป็นอย่างดี เด็กหนุ่มผมขาวที่เดินนำอยู่หน้าสุดก็บ่นชายที่สวมหน้ากากโดมิโน่ว่าจ่ายเงินไปตั้งเยอะเพื่อของแบบนี้ที่จริงควรจะโจมตีสถานที่จัดงานแล้วชิงมาเลย แต่ชายคนนั้นก็ตอบว่าที่นี่คืออาณาจักรแห่งเวทมนตร์เฟลเซนไม่รู้ว่าที่นั่นมีอาติแฟกอะไรติดตั้งไว้บ้างและแถมยังมีบุคคลเจ้าปัญหาอยู่ในงานด้วยซึ่งนั่นก็คือเจ้ารัฐบรุนฮิว "โมจิซึคิ โทยะ" ซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าสาวกเทพมารดังนั้นเขาจึงเลือกใช้วิธีตรงไปตรงมาแบบนี้ดีกว่า ซึ่งชายที่สวมหน้ากากโดมิโน่สีฟ้าคนนั้นก็คือ "อินดิโก้" นั่นเองเขามีคติที่จะเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำงานเนื่องจากรู้ดีว่าถ้าหากใช้กำลังเข้าไปแย่งชิงล่ะก็คงไม่สำเร็จแน่ ๆ และถ้าแผนล้มเหลวเขาก็คงไม่มีหน้ากลับไปพบกับสกาเล็ตและแผนการก็คงต้องมีการปรับแก้กันยกใหญ่ แต่เด็กหนุ่มผมเทา "ออคิท" ดูจะไม่เชื่อว่าโทยะนั้นเก่งพลางหันไปถาม "เฮเซล" คนตัวสูงที่ถือลังอยู่แต่ในระหว่างที่ทั้งสามกำลังจะเดินเข้าไปในตรอกที่ลับตาคนก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาดักรอพวกเขาอยู่พร้อมกับอาวุธครบมือ คนกลุ่มนี้่ก็คือคนของพ่อค้าที่ประมูลแพ้อินดิโก้ก่อนหน้านี้นั่นเองเขาคิดจะมาปล้นหินเวทนั้นไปจากพวกอินดิโก้ พอเห็นแบบนั้นออคิทก็ดีใจที่จะได้ฆ่าคนพลันชักหอกของเขาออกมา แต่พ่อค้านั้นยังไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่จึงสั่งให้สมุนเข้าไปไปฆ่าคนทั้งสามและชิงหินเวทมาออคิทใช้หอกในมือแทงเหล่าผู้ชายถืออาวุธที่วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้ายินดีปรีดาก่อนจะกวัดแกว่งหอกอย่างรวดเร็วจนเกิดแสงสีม่วงวาบหนึ่งวิ่งที่ด้านหลังซอยและหลังจากนั้นเสียงของวาระสุดท้ายของคนจำนวนหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลังตรอกฟาลม่า ณ เมืองหลวงของอาณาจักรเฟลเซนแต่ว่าก็ไม่มีใครรู้สึกได้ถึงเรื่องนั้นเลย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 8 (531- 540)
โทยะมองดูเกราะต้องสาปของดามูเอลที่ว่างอยู่ตรงหน้าพลางคิดหนักว่าเขาจะเอายังไงกับมันดี ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเกราะตัวนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ทั้ง ๆ ที่คนที่ชนะการประมูลไปคือราชาแห่งเฟลเซนคำตอบก็คือโทยะซื้อมันต่อมาจากราชาเฟลเซนอีกทีหนึ่ง หรือพูดให้ถูกก็คือโดนบังคับให้ซื้อต่อมาอีกทีนั่นแหละสาเหตุก็เป็นเพราะราชาเฟลเซนโดนเอลิเชียที่เป็นคู่หมั้นและนายกรัฐมนตรีใส่เพราะว่าใช้เงินเกินกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมากไปแต่พอเป็นแบบนี้แล้วหวยมันก็มาตกที่โทยะที่เป็นคนเสนอราคารองลงมาจากผู้ชนะการประมูลแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วโทยะไม่ได้อยากจะได้ไอ้ของต้องสาปพรรณนี้ก็ตามและปัญหาที่ตามมาก็คือเขาจะทำยังไงกับไอ้เกราะตัวนี้ดี เพราะท้ายที่สุดแล้วเฟรย์แพ้การประมูลแล้วก็ใช้เงินที่หามาได้ประมูลได้มีดมาเล่มหนึ่งแล้วโชคดีที่ว่าฮิลด้าไม่โกรธเรื่องนี้เพราะเงินที่จ่ายไปเป็นเงินที่เฟรย์หามาเองโดยที่โทยะไม่ได้เป็นคนออกให้แต่ถ้าเกิดให้เกราะนี้กับเฟรย์ตอนนี้ล่ะก็ฮิวด้าคงจะโกรธแน่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรู้ว่าเกราะนี้มันราคาเท่าไหร่และนี่ก็เงินที่เขาจ่ายไปเองล้วน ๆ ด้วย เมื่อเอาไปขายต่อก็ไม่ได้ให้ใครต่อก็ไม่ได้โทยะเลยตัดสินใจว่าคงต้องยัดมันลงสโตร์เอาไว้ก่อนแล้วค่อยมอบมันให้กับเฟรย์หลังจากนี้เมื่อถึงเวลาที่เธอโตพออย่างแต่หลังจากนั้นโทยะก็นึกถึงสิ่งที่เฟรย์บอกก่อนหน้านี้ว่าในอนาคตเกราะนี้มันได้หายสาบสูญไปแล้วสรุปก็คือสาเหตุที่มันหายไปก็เพราะมันถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในสโตร์ของเขานี่เอง หลังจากเอาเกราะยัดเขาสโตร์ไปแล้วยูมิน่าก็มาเคาะประตูและเดินเข้ามาในห้องเพื่อแจ้งว่ามีจดหมายส่งมาจากราชาแห่งอาณาจักรราซซึ่งตรงจุดนี้โทยะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงส่งมาเป็นจดหมายทั้ง ๆ ที่อาณาจักรราซก็เป็นหนึ่งในพันธมิตรโลกหากมีเรื่องอะไรก็น่าจะส่งเมลมาก็ได้แต่กลับเลือกที่จะส่งเป็นจนหมายแสดงว่าต้องมีอะไรแน่ถ้าคิดถึงธรรมเนียมปฏิบัติถ้าหากเป็นเรื่องที่เป็นทางการจะส่งเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรแสดงว่าต้องไม่ใช่เรื่องส่วนตัวตอนนี้ยูมิน่าเป็นหัวเรือใหญ่ผู้รับหน้าที่ดูแลเรื่องการติดต่อกับประเทศต่าง ๆ หรือก็คือเป็นเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศดังนั้นเอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่มาจากอาณาจักรอื่น ๆ จะมาถึงมือเธอก่อนที่จะมาถึงโทยะ
.
เมื่อรับจดหมายมาจากมือของยูมิน่าแล้วโทยะก็เริ่มอ่านเนื้อหาข้างในซึ่งมันเขียนเอาไว้ว่า "อาณาจักรโอลฟาน" ต้องการจะเข้าร่วมกับพันธมิตรโลกผ่านทางอาณาราซ อาณาจักรโอลฟานนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรราซมีสภาพเป็นประเทศเกาะซึ่งความจริงแล้วมันก็คือส่วนกลับด้านของอิเชนที่เคยอยู่ในโลกเบื้องหลังก่อนจะเกิดการทับซ้อนกันนั่นเองด้วยเหตุผลนี้ก็เลยทำให้ประเทศนี้มีความคล้ายคลึงกับอิเชนหรือก็คือประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายจุด อาทิเช่นพวกเครื่องแต่งกายที่จะมีรูปแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก รูปแบบของอาวุธที่ใช้อย่างพวกดาบ หรือวัฒนธรรมการกินอาหารที่ใช้ตะเกียบ ส่วนในเรื่องของการปกครองอิเชนนั้นจะมีจักรพรรดิ์ที่เรียกกันว่า "มิคาโดะ" เป็นผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวแต่โอลฟานนั้นต่างออกไปคือจะจักรพรรดิ์อยู่สองตำแหน่งคือ "จักรพรรดิ์มังกร" (ริวเทย์) กับ "จักรพรรดิ์หงสา" (โฮเทย์) ซึ่งสองตำแหน่งนี้จะมาจากสองตระกูลใหญ่คือ ตระกูลมังกร กับ ตระกูลหงสา ส่วนเหล่าขุนนางก็จะถูกคัดให้เข้ามาสังกัดอยู่ภายในสองตระกูลนี้จะเรียกว่าสังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งก็คงไม่ผิดแต่การจู่ ๆ ประเทศที่ไม่เคยมีสัมพันธ์กันมาก่อนจะมาของเข้าร่วมพันธมิตรโลกนั้นน่าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่แน่เหตุผลก็เดาได้ไม่ยากสาเหตุก็เพราะ "ยาสีทอง" กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ภายในโอลฟาน ยานี้เป็นของที่เหล่าสาวกเทพมารผลิตขึ้นมาด้วยคำสาปที่รุนแรงในยานี้มันจะกัดกร่อนจิตใจของผู้ที่ได้รับยาและทำให้มีสภาพไม่ต่างจากคนตาย โทยะได้มอบยาสีทองที่ยาคุโมะนำกลับมาด้วยให้ฟลอร่าเอาไปวิเคราะห์เพื่อผลิตยารักษาแต่ว่าเดิมทียาสีทองนี้ก็ผลิตมาจากพวกเฟรซกลายพันธุ์มันจึงต้องใช้เวลาและวัตถุดิบในการปรุงยาที่มากและซับซ้อนทำให้ยาแก้มีปริมาณน้อยแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ได้มีส่งมอบไปให้อาณาจักรราซ สเตรน และโทริฮารัน การที่โอลฟานตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตรโลกก็คงเพราะต้องการยารักษานี้แม้โทยะจะรู้สึกดีใจที่มาเข้าร่วมแต่ปัญหาคือยาในสต็อกมีเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แม้ว่าจะสามารถใช้รีคัฟเวอร์รี่ของเขาถอนพิษของยาได้แต่ด้วยจำนวนผู้ติดยาจำนวนมหาศาลโทยะก็ไม่ไหวเหมือนกัน
.
เมื่อไตรตรองถึงเรื่องนั้นดูแล้วโทยะก็เลยเทเลพอร์ตไปหาฟลอล่าที่โรงแปรธาตุแต่พอไปถึงโทยะก็พบว่าเอลเซ่กับเอลน่าก็อยู่ที่นี่ด้วยพอสอบถามเอลเซ่ดูเธอก็บอกว่าเธอมาเป็นเพื่อนเอลน่าที่อยากจะมาเรียนการปรุงยาโพชั่นกับฟลอร่าถึงแม้ว่าโพชั่นที่ขายกันทั่วไปจะให้ผลในการรักษาไม่เท่ากับเวทฟื้นฟูแต่ก็เป็นที่นิยมในหมู่นักผจญภัยดังนั้นจึงมีวางขายที่กิลด์นักผจญภัยแต่ของบาบิโลนนั้นมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูที่เหนือกว่าด้วยวิทยาการโบราณเรียกได้ว่ากินปุบหายปับเลยทีเดียวแต่นั่นก็แลกมาด้วยวัตถุดิบในการปรุงที่หาได้ยากด้วยเช่นกันโดยเฉพาะส่วนที่จากสัตว์อสูรที่หลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่โทยะสงสัยเรื่องที่เอลน่าอยากจะเรียทำโพชั่นมากกว่าเพราะถ้าพูดถึงความสามารถของเอลน่าแล้วเธอใช้เวทธาตุแสงและเวทสายฟื้นฟูได้อยู่แล้วถ้าคิดกันตามนี้โพชั่นก็ไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับเธอเลย เอลน่าบอกถึงเหตุผลของเธอว่าถ้าสามารถผลิตยาคุณภาพดีด้วยวัตถุดิบที่ไม่แพงมากได้ก็น่าจะช่วยพวกนักผจญภัยที่กิลด์ได้อีกมากด้วยเหตุผลสุดแม่พระขนาดนี้ทำให้เอลเซ่และโทยะอดจะเทิดทูลนางฟ้าตัวน้อยของพวกเขาไม่ได้เลยทีเดียวว่าแล้วทั้งสองก็กอดลูกกันยกใหญ่เลยโดนฟลอร่าแซวเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ถามโทยะว่าต้องการสิ่งใดถึงได้มาที่นี่ โทยะถามถึงยารักษาพิษของยาสีทองที่เหลือในสต๊อกว่ามีจำนวนเท่าไหร่ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือเหลืออยู่ประมาณหนึ่งร้อยขวดเห็นจะได้แน่นอนจำนวนแค่นี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่ ๆ ที่สำคัญคือตอนนี้วัตถุดิบไม่พอจะผลิตเพิ่มสิ่งนั้นก็คือ "หยาดน้ำของต้นแสงจันทร์" โดยเอลน่าได้อธิบายให้ฟังว่ามันเป็นน้ำค้างที่อยู่บนต้นแสงจันทร์และต้องเป็นน้ำค้างที่เกิดขึ้นในตอนเช้าหลังคืนวันพระจันทร์เต็มดวงด้วย ซึ่งสถานที่ที่มีต้นไม้ชนิดนี้งอกงามอยู่เมื่อห้าพันปีก่อนก็คืออยู่ทางตอนใต้ของที่นี้ถ้าปัจจุบันก็คืออยู่ในเขตของซานดร้าที่ตอนนี้สภาพย่ำแย่สุด ๆ เพราะศูนย์กลางการปกครองที่ล่มสลายซึ่งโทยะก็ไม่แน่ใจว่าจะมีต้นไม้ต้นแสงจันทร์หลงเหลืออยู่ในสถานที่แบบนั้นหรือเปล่าแต่ก็จำเป็นต้องเซิร์จหาดูก่อน โทยะรับเอาความทรงจำเกี่ยวกับต้นแสงจันทร์ด้วยเวทรีคอลและลองทำการค้นหาในเขตซานดร้าดูก็พบว่าไม่มีอยู่อีกแล้วดูท่าคงจะสูญพันธุ์ไปเรียบร้อย แต่เอลเซ่ก็เสนอให้โทยะลองหาจากทั่วโลกดูเผื่อจะมีหลงเหลืออยู่ที่อื่นเมื่อโทยะทำตามนั้นดูก็พบว่ามันยังมีงอกงามอยู่ภายในทวีปฝั่งตะวันออกเพียงเล็กน้อยแต่ยังงอกงามอยู่พอสมควรในทวีปฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะทางตอนเหนือของอาณาจักรแรร์และในโอลฟานเองก็มีงอกงามอยู่ไม่น้อยเช่นกันแม้ว่าจะในอาณาจักรโอลฟานจะมีวัตถุดิบไม่ครบแต่ถ้าติดต่อซื้อขายวัตถุดิบที่ขาดไปจากประเทศอื่น ๆ ล่ะก็น่าจะสามารถปรุงยาตามสูตรได้และถ้าหากโอลฟานส่งออกหยาดน้ำของต้นแสงจันทร์ล่ะก็ประเทศอื่น ๆ ก็จะได้รับวัตถุดิบในการปรุงยาในประเทศของตัวเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องที่จะต้องทำตอนนี้ก็คือให้ราชาแห่งราซทำหน้าที่เป็นคนกลางแนะนำกับผู้มีอำนาจสูงสุดของโอลฟานตอนนี้ก่อนดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้นำสูงสุดของโอลฟานจะเป็นจักรพรรดิ์หงสาดังนั้นโทยะเลยตัดสินใจพาโคเกียคุไปด้วยเพราะฟินิกส์ก็ถือเป็นเครือญาติของโคเกียคุดังนั้นจึงเหมาะที่จะพาไปด้วยจะว่าไปแล้วตอนสร้างต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้ขนหางของนกฟินิกส์มาเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยด้วยและตอนนี้ก็ยังมีขนหางเหลืออยู่ในสโตร์ของโทยะซึ่งขนนกนี้ทีพลังในการคืนชีพแต่เรื่องที่น่ากังวลก็คือถ้าหากคนเหล่านั้นนับถือฟินิกส์เป็นเทพเจ้าของพวกเขาแล้วการที่โทยะไปเอาขนนกมาแบบนี้ทางนั้นจะโกรธหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ถ้ามีปัญหาก็คงจะเรียกเจ้าของขนออกมาเคลียร์
.
พอทราบว่าโทยะจะเดินทางไปส่งยาที่โอลฟานเอลน่าก็ขอติดตามไปด้วยเผื่อจะได้ใช้รีคัฟเวอร์รี่ของเธอช่วยเหลือคนที่กำลังทรมานเพราะพิษยาสีทองแน่นอนว่าเอลเซ่ก็ขอตามไปดูแลปกป้องลูกสาวของเธอด้วยแน่นอนว่าถ้าจะไปเลยทันทีโดยไม่บอกไม่กล่าวมันก็จะดูเสียมารยาทดังนั้นโทยะจึงต้องติดต่อกลับไปทางอาณาจักรราซก่อนพร้อมกับเตรียมขนนกฟินิกส์ไปเป็นของฝากติดไม้ติดมือที่จะมอบให้ทางนั้นและถ้าหากทางนั้นเข้าเป็นพันธมิตรด้วยก็คงต้องเตรียมสมาร์ทโฟนแมสโปรดักซ์ไปด้วย หลังเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพแล้วโทยะก็เดินทางไปยังโอลฟานด้วยเกทที่ยาคุโมะเป็นคนเปิดให้เพราะเธอเคยมาที่นี่มาก่อน เมืองหลวงของอาณาจักรโอลฟานมีชื่อว่า "โอเฟอุส" บรรยายกาศของเมืองนี้มีสภาพเป็นเมืองที่ผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอิมเมจก็ประมาณญี่ปุ่นในช่วงสมัยไทโช (ค.ศ. 1912 - 1926) มีทั้งความเรคโทและโมเดินผสมกัน การแต่งกายของผู้คนในเมืองก็คล้ายกับในสมัยไทโช ประชากรก็ดูจะไม่ได้มีแค่มนุษย์ปกติแต่มีพวกมนุษย์สัตว์รวมอยู่ด้วย ซึ่งมนุษย์สัตว์ที่อยู่ที่นี่มีสถานะเป็นประชากรเท่าเทียมกับมนุษย์เรียกได้ว่าไม่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือถูกกดขี่แต่อย่างใดในระหว่างนั้นเอลเซ่ก็สังเกตเห็นรถม้าขนาดใหญ่ที่ใช้ม้าเทียมถึงสี่ตัวกำลังแล่นมาเธอจึงชี้ให้โทยะดู ด้วยรถม้าที่มีขนาดใหญ่และหากดูเวลาก็ตรงตามเวลาที่นัดหมายกันเอาไว้ก็คงไม่ผิดแน่และเมื่อรถม้าแล่นจอดตรงหน้าพวกโทยะคนบนรถก็ลงมากล่าวต้อนรับและเชิญโทยะและคณะขึ้นไปบนรถ ซึ่งผู้ที่เดินทางมากับโทยะในครั้งนี้นอกจากเอลเซ่กับเอลน่าแล้วก็ยังมียูมิน่ากับคุองแล้วก็อัศวินคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งด้วย สำหรับภารกิจการทูตในครั้งนี้คุองไม่มีส่วนเกี่ยวอะไรด้วยแต่โดนยูมิน่าลากมาด้วยล้วน ๆ อาจจะเป็นเพราะยูมิน่าเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเที่ยวกับลูกชายก็เลยชวนมาด้วยกันส่วนตัวคุองก็ยอมตามมาด้วยแต่โดยดีแล้วก็มีเจ้าซิลเวอร์ที่อยู่ในโหมดมีดสั้นติดสอยห้อยตามคุองมาด้วย
.
ตอนที่มองดูเด็ก ๆ คนของโอลฟานก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่พอเห็นโคเกียคุที่อยู่บนไหล่ของเอลน่าฝ่ายนั้นก็มองดูด้วยสายตาแปลก ๆ เมื่อโดนจ้องแบบนั้นเอลน่าก็แสดงท่าทีอึดอัดและหน้าก็เริ่มแดงโคเกียคุจึงย้ายจากไหล่ของเอลน่าไปยืนบนไหล่ของโทยะแทนสายตาของคนเหล่านั้นก็ย้ายไปที่โทยะเอลน่าจึงผ่อนคลายลงโทยะลองถามเหตุผลจากคนเหล่านั้นก็ได้คำตอบว่าโคเกียคุนั้นคล้ายกับวิหคมงคลที่พวกเขาเชิดชูบูชาหรือก็คือนกฟินิกส์นั่นเองซึ่งโทยะก็เคยพบกับนกฟินิกส์นั้นมาครั้งนึงซึ่งสีของนกฟินิกส์นั้นก็คล้าย ๆ กับสีของโคเกียคุหลังจากนั้นพวกโทยะก็พากันขึ้นรถม้าซึ่งรถม้าที่ทางโอลฟานจัดมาให้นั้นกว้างพอที่จะให้โทยะและครอบครัวห้าคนเข้าไปนั่งได้อย่างสบายในระหว่างทางคุองก็บอกว่าในยุคนี้โอลฟานปกครองโดยจักรพรรดิ์หงสา แต่ในยุคสมัยของคุองนั้นผู้ปกครองเป็นจักรพรรดิ์มังกรซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการเปลี่ยนผู้ปกครองไปตามยุคสมัยแต่โทยกำลังคิดว่าผู้ปกครองคนปัจจุบันนี้อายุมากแล้วหรือยังนะหลังจากนั้นไม่นานรถม้าก็พาพวกโทยะมายังปราสาทของโอลฟานซึ่งมันอยู่ถึงสองปราสาทปราสาทหนึ่งคงเป็นของจักรพรรดิ์หงสาอีกหนึ่งคงเป็นของจักรพรรดิ์มังกรหลังจากนั้นพวกโทยะก็ตามผู้นำทางยังสถานที่ที่มีเสาสีแดงและพรมสีแดงที่ปลายสุดของทางเดินมีประตูขนาดใหญ่ที่สลักรูปนกฟินิกส์สองตัวหันหน้าเข้าหากันและผู้ที่ออกมากล่าวต้อนรับการมาเยือนของเจ้ารัฐแห่งบรุนฮิวกับราชินีทั้งสองก็คือสตรีที่ดูอายุประมาณยี่สิบกลาง ๆ สวมชุดหรูหราที่ปักลวดลายนกฟินิกส์ไว้บนชุดด้วยด้ายสีเงินและสีทอง มีผมยาวสีแดงและดวงตาสีแดงมีมงกฏสีทองเล็ก ๆ ประดับอยู่บนศีรษะเธอก็คือจักรพรรดิ์หงสานั่นเอง หลังจากกล่าวทักทายกันตามมารยาทแล้วโทยะลองไปรอบ ๆ ก็พบว่ามีข้าราชบริพารยืนเรียงรายกันอยู่นั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยฝั่งหนึ่งสวมชุดสีแดงอีกฝั่งหนึ่งสวมชุดสีน้ำเงินฝั่งหนึ่งคงเป็นฝั่งของมังกรและอีกฝั่งก็คงเป็นของหงสา แต่ถ้ามองดูจากอายุของจักรพรรดิ์หงสาตอนนี้แล้วก็ยังเร็วเกินไปที่จะลงจากตำแหน่งในยุคสมัยของคุองหรือว่ามีอะไรมากกว่านั้นอย่างเช่นเกิดการลอบสังหารพอความคิดแบบนั้นเริ่มเข้ามาในหัวโทยะก็ส่ายหัวและพยายามที่จะสลัดความคิดเช่นนั้นทิ้งไปซะ
.
แล้วหลังจากที่พบปะพูดคุยเพื่ออธิบายกฏและข้อพึงระวังในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกพันธมิตรโลกแล้วโทยะก็ได้มอบยารักษาพิษของยาสีทองให้กับจักรพรรดิ์หงสาตามที่ได้ร้องขอมาไปจำนวนหนึ่งร้อยขวด ซึ่งโทยะก็ได้อธิบายถึงหยาดน้ำของต้นแสงจันทร์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของตัวยานี้นั้นสามารถเก็บได้จากในประเทศนี้ถ้าหากทำการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งนี้วัตถุดิบอื่น ๆ ที่เหลือกับประเทศอื่นรอบ ๆ แล้วล่ะก็จะสามารถผลิตยาภายในประเทศได้เป็นอย่างดีทีเดียวรวมไปถึงสอนวิธีการใช้สมาร์ทโฟนรุ่นผลิตจำนวนมากที่มอบให้แก่จักรพรรดิ์หงสาอีกด้วย จากนั้นก็มอบของฝากที่ตั้งใจจะมอบให้ในตอนแรกไปอีกด้วย และเมื่อจักรพรรดิ์หงสาเปิดกล่องที่ได้รับและเห็นของที่อยู่ข้างในก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดไม่ใช่แค่จักรพรรดิ์หงสาเท่านั้นรัฐมนตรีวัยกลางคนที่สวมชุดสีน้ำเงินก็ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นของที่อยู่ข้างใน เพราะเจ้าสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นมันก็ขนนกฟินิกส์นั่นเองแต่คนที่นี่จะเรียกว่า "โฮโอ" ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะมีความสำคัญในการปรุงยาเพื่อชุบชีวิตคนที่ชื่อ "ทาสึมะ" ได้แต่แล้วการโต้เถียงกันภายในระหว่างขั้วอำนาจทั้งสองก็เริ่มขึ้นจากฝั่งแดงกับฝั่งน้ำเงินดูเหมือนว่าจะเป็นการคานอำนาจกันภายในการโต้เถียงเริ่มรุนแรงจนเริ่มจะเข้าสู่ภาวะควบคุมไม่ได้ จักรพรรดิ์หงส์ก็เริ่มจะร้องไห้แล้วถ้าปล่อยไว้แบบนี้ท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องแน่โทยะเลยจัดการควบคุมสถานการณ์เอาไว้ก่อนโดยการใช้เวทไซเรน เมื่อทำให้เสียงอันน่ารำคาญหายไปแล้ว แม้ว่าคนเหล่านั้นจะพยายามตะโกนพูดอะไรก็ไม่มีเสียงออกมาจากนั้นโทยะก็เริ่มสอบถามต้นสายปลายเหตุ แต่ก่อนอื่นจักรพรรดิ์หงสาได้ขอโทษพวกโทยะที่ก่อกริยาไม่งามเช่นนี้ต่อหน้าแขกบ้านแขกเมืองแน่่นอนว่าฝั่งโทยะไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว
.
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน อดีตจักรพรรดิ์มังกรนาม "ทาสึมะ" ผู้ที่เป็นเปรียบเสมือนพี่ชายของเธอ ตระกูลหงสากับตระกูลมังกรแม้จะไม่ค่อยจะกินเส้นกันแต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นศัตรูกัน ในเวลานั้นทาสึมะเป็นจักรพรรดิ์มังกรและตัวเธอก็คือว่าที่จักรพรรดิ์หงสาคนต่อไปสายสัมพันธ์ของทั้งสองก็เป็นไปในทางที่ดีเหมือนกับพี่ชายน้องสาวแต่แล้วชะตากรรมของทั้งสองก็ต้องแตกสะบั้นลงเมื่อสิบห้าปีก่อนเพราะเหตุที่เกิดขึ้นที่วังของจักรพรรดิ์มังกร จักรพรรดิ์มังกรทาสึมะเสียชีวิตอย่างกระทันหันเพราะอุบัติเหตุแท่นบูชาในปราสาทถล่มลงมาอย่างกระทันหันซึ่งตัวจักรพรรดิ์หงสาก็อยู่ที่ด้านหน้าของแท่นบูชานั้นด้วยแต่รอดมาได้เพราะจักรพรรดิ์มังกรผลักเธอออกมาจึงรอดมาได้แต่เพราะเขาช่วยเธอไว้เขาจึงต้องตาย จริงอยู่ว่ายาชุบชีวิตนั้นเคยมีอยู่จริงในประเทศแห่งนี้แต่ก็ไม่สามารถปรุงขึ้นมาได้เป็นเวลานานนับพันปีแล้วเพราะวัตถุดิบที่จะใช้มันเป็นของที่หายากมากถึงมากที่สุดแต่เพราะมีความหวังว่าจะสามารถปรุงยานี้ขึ้นได้จักรพรรดิ์หงสาจึงเก็บรักษาร่างของทาสึมะเอาไว้ เพราะตัวจักรพรรดิ์หงสาสามารถใช้เวทไร้ธาตุที่ชื่อว่า "โลกปิดผนึก" ได้สิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ในนั้นจะถูกหยุดเวลาเอาไว้ซึ่งอันที่จริงมันก็คือ เวท "สโตร์" แบบที่่โทยะใช้แต่เนื่องจากพลังเวทผิดกันทำให้ขนาดที่จะจุของลงไปได้มีน้อยกว่าและแม้ว่าในโลกฝั่งนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าสโตร์การ์ดแต่มันไม่สามารถหยุดเวลาของใส่เข้าไปได้หากเป็นของที่เน่าเปื่อยได้มันก็จะสลายไปตามเวลาแต่กับเวทสโตร์แล้วมันจะไม่เป็นเช่นนั้น
.
ตลอดเวลาสิบห้าปีเธอพยายามทำหน้าที่ของจักรพรรดิ์หงสาอย่างสุดความสามารถเพื่อจะได้ไม่ละอายต่อทาสึมะที่ตายไปและในระหว่างนั้นเธอก็พยายามส่งคนออกไปหาวัตถุดิบสำหรับปรุงยาคืนชีพมาทีละน้อย ๆ จนครบหมดแล้วขาดไปเพียงสิ่งเดียวที่ยังหาไม่ได้ก็คือขนนกฟินิกส์แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้มาอยู่ในมือแล้วหลังจากฟังเรื่องราวแล้วโทยะก็เข้าใจถึงน้ำตาที่หลั่งออกมา มันคือน้ำตาแห่งความตื้นตันที่ในที่สุดก็จะสามารถช่วยพี่ชายคนนั้นกลับให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้นั่นเอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่พอรู้สึกตัวอีกทีโทยะก็พบว่าเอลน่าก็ร้องไห้ด้วยความตื้นตันไปอีกคนเอลเซ่จึงต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับลูกสาวของเธอแต่โทยะรู้ดีว่าเอลเซ่เองก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกันสองแม่ลูกนี้ช่างเหมือนกันเสียเหลือเกินส่วนทางด้านแม่ลูกอีกคู่หนึ่งนั้น คุองกับยูมิน่าต่างก็วิเคราะห์สถานการณ์กันอย่างใจเย็น ความปราถนาอันแรงกล้าที่จะชุบชีวิตอดีตจักรพรรดิ์มังกรของจักรพรรดิ์หงสานั้นแรงกล้ายิ่ง แต่ในระหว่างนั้นก็มีคนที่สวมชุดแดงพยายามจะบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับยาคืนชีพโดยโทยะสงสัยในประโยคที่ว่า "ถ้าหากใช้ยานี้" แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างซึ่งในจังหวะนั้นเองยูมิน่าก็มองมาที่โทยะเพื่อเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างซึ่งเขาเข้าใจสิ่งที่ยูมิน่าจะบอกในได้ในทันที โทยะจึงหยิบยาขวดเล็ก ๆ ขวดหนึ่งที่บรรจุน้ำยาสีฟ้าใสออกมาจากสโตร์แล้วบอกกับทุกคนว่านี่คือยาคืนชีพทันในนั้นสายตาของทุกคนก็จ้องไปที่ขวดยาที่วางอยู่บนโต๊ะทันทีแล้วโทยะก็มอบยานั้นให้กับจักรพรรดิ์หงสาไปโดยเล็งผลไปที่การให้ความร่วมมือในฐานะประเทศสมาชิกพันธมิตรโลกจริง ๆ แล้วโทยะอยากดึงเวลาไว้อีกหน่อยแต่ยูมิน่าใช้เนตรมารของเธอตรวจสอบดูแล้วว่าเธอไม่ใช่คนเลวร้ายจึงได้ทำการกระตุ้นให้โทยะจัดการมอบยาให้ไป
.
แต่ก่อนจะคืนชีพให้อดีตจักรพรรดิ์มังกรเธอก็ได้ขอให้โทยะช่วยรักษาบาดแผลที่บนร่างกายของทาสึมะก่อนเพราะเธอได้ยินมาว่าโทยะสามารถใช้เวทรักษาได้ด้วยซึ่งโทยะก็รับปากจะช่วยเหล่าข้าราชบริพารพากันวิ่งวุ่นกันยกใหญ่โดยเฉพาะฝ่ายสีน้ำเงินโดยหลัก ๆ ก็ตะโกนให้เรียกหมอกับเภสัชมาแล้วก็ตามคนที่ชื่อ "ทาสึยะ" มาด้วยหลังจากนั้นพวกตระกูลมังกรก็เข้ามาขอบคุณกันยกใหญ่ตอนนี้โทยะรู้สึกกดดันขึ้นมานิดหน่อยแล้วว่าถ้ายามันไม่เวิร์กจะทำยังไงดีเพราะโอกาสสำเร็จนั้นมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง เช่นสภาพศพถ้าเสียหายเกินไปก็ไม่ได้ รวมถึงหากไม่มีวิญญาณอยู่แล้วก็ไม่สามารถคืนชีพได้ในขณะที่คิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา อยู่นั้นคุองก็ถามกับนายกรัฐมนตรีว่าคนที่ชื่อทาสึยะนั้นเป็นใครคำตอบก็คือเขาคือน้องชายของทาสึมะและเป็นว่าที่จักรพรรดิ์มังกรคนต่อไป แต่เอลเซ่กลับให้ความสำคัญกับคำว่า "ว่าที่" เพราะนั่นแสดงถึงว่าจักรพรรดิ์มังกรยังไม่ได้ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะการคัดเลือกจะต้องเฟ้นหาจากคนในตระกูลสิบคนซึ่งถ้าหากทาสึมะคืนชีพกลับมาเขาก็จะได้กลับมาครองบัลลังก์ต่อส่วนจักรพรรดิ์หงสาก็จะได้ลงจากตำแหน่งอันหนักอึ้งนี่เสียทีแต่โทยะเริ่มกังวลว่าฝั่งตระกูลหงสาจะคิดยังไงถ้าจักรพรรดิ์หงสาลงจากบัลลังก์แต่โทยะก็คิดว่าตัวเองอาจจะคิดมากเกินไปเพราะนี่เป็นปัญหาของทางนั้นก็ควรให้ทางนั้นตัดสินในเองหลังจากนั้น พอดื่มชาผ่อนอารมณ์ไปได้ครู่หนึ่งเหล่าขุนนางชุดแดงก็เข้ามาเชิญโทยะไปยังห้องทำพิธีคืนชีพโดยพวกเขาจะนำทางไป แต่โทยะไม่อยากให้ลูก ๆ เห็นศพคนตายหรือไม่ก็พิธีล้มเหลวแล้วอาจจะเกิดภาพสะเทือนใจก็เลยบอกให้พวกยูมิน่าอยู่เป็นเพื่อนลูก ๆ ที่นี่ส่วนเขาจะไปห้องทำพิธีโดยมีโคเกียวคุติดตามไปด้วย เมื่อไปถึงห้องทำพิธีโทยะก็เห็นร่างของชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงที่อยู่ตรงหน้า เนื่องจากถูกหยุดเวลาไว้ทำให้ร่างนี้ยังคงสภาพเดิมเริ่มแรกโทยะใช้เนตรเทวะตรวจสอบว่าวิญญาณของเขายังอยู่ดีหรือไม่ดูเหมือนว่าวิญญาณจะยังอยู่ดีไม่มีปัญหา
.
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วโทยะก็ร่ายเวทเมก้าฮีลเพื่อรักษาบาดแผลทั่วร่างจนหายสนิทจากนั้นก็นำยาคืนชีพให้ดื่มในขณะที่ผู้คนรอบ ๆ กำลังลุ้นว่าจะสำเร็จหรือไม่สัญญาณการคืนชีพก็เริ่มขึ้นเมื่อมีเสียงหายใจของเขาดังออกมาสีหน้าของเขาเริ่มมีสีเลือดหลังจากไอออกมาเล็กน้อยอดีตจักรพรรดิ์มังกรทาสึมะก็ได้สติและถามว่าเขาอยู่ที่ไหนเมื่อเสียงนั้นดังออกมา ผู้คนต่างก็ส่งเสียงกู่ร้องด้วยความดีใจ ส่วนจักรพรรดิ์หงสาก็โผเข้ากอดทาสึมะด้วยความดีใจแต่ว่าทาสึมะไม่รู้ว่าสตรีที่เข้ามากอดเขานั้นเป็นใครพอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็สงสัยว่าเขาเสียความทรงจำหรือ จักรพรรดิ์หงสาจึงได้บอกว่าเธอก็คือ "โฮกะ" แต่ว่าในความทรงจำของทาสึมะโฮกะเป็นแค่เด็กอายุสิบขวบเท่านั้นแน่นอนว่าทุกคนต่างพากันขำกับคำพูดนั้น เพราะผ่านไปตั้งสิบห้าปีเด็กคนนั้นก็ต้องโตขึ้นอยู่แล้วแต่เนื่องจากความทรงจำของทาสึมะยังติดอยู่นับตั้งแต่ตอนเกิดเหตุเขาจึงรีบมองหาโฮกะพร้อมกับพูดเรื่องที่แท่นพิถีถล่มลงมา จักรพรรดิ์หงสาจึงย้ำว่าเธอก็คือโฮกะและบอกถึงเรื่องที่ทาสึมะตายไปทั้งสิบห้าปีและเพิ่งฟื้นคืนชีพมาด้วยยาคืนชีพแต่เพราะยังสับสนเขาเลยดูไม่ค่อยเชื่อแต่พอเห็นนายกรัฐมนตรีที่แก่ลงไปเยอะก็ยิ่งตกใจ ตอนนี้นายกรัฐมนตรีหรือริวซังนั้นอายุประมาณสี่สิบได้แล้วเมื่อสิบห้าปีก่อนเขาก็อายุเกินสามสิบไปแล้วด้วย นายกรัฐมนตรีจึงบอกกับอดีตจักรพรรดิ์มังกรว่าตั้งแต่วันนั้นมันก็ผ่านมาสิบห้าปีแล้วเขาก็ต้องแก่ขึ้นเป็นธรรมดา เล่นเอาจักรพรรดิ์มังกรงงไปหมดดังนั้นโฮกะจึงได้บอกให้ทาสึมะทำใจเย็นก่อนแล้วเธอจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังเองซึ่งเขาก็ได้ยอมทำตามทั้งที่ยังทำหน้างง ๆ พิธีคืนชีพจบลงด้วยดีไม่มีปัญหาที่เหลือโทยะก็ให้ก็เป็นหน้าทีของจักรพรรดิ์หงสาไป
.
หลังจากฟังคำอธิบายและมองดูโลกภายนอกผ่านทางหน้าต่างแล้วแล้วอดีตจักรพรรดิ์มังกรก็พอจะทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่อารมณ์ก็คล้าย ๆ กับดี ๆ ก็โดนจับวาร์ปมาอนาคตในอีก 15 ปีต่อมาแต่สิ่งที่เขาดูจะตกใจมากที่สุดก็คือเจ้าหญิงทอมบอยคนนั้นหรือก็คือโฮกะที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ กาลเวลานี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ แต่ฝ่ายจักรพรรดิ์หงสาดูจะไม่ชอบถ้อยคำนักซักเท่าไหร่เธอจึงแย้งว่าเธอแค่โตเป็นผู้ใหญ่เองมันน่ากลัวตรงไหนกันหลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกันถึงเรื่องหลังจากนี้ โฮกะนั้นอยากให้ทาสึมะกลับมารับตำแหน่งจักรพรรดิ์มังกรอีกครั้งแต่ทาสึมะรู้สึกว่าการให้เขากลับขึ้นมาดำรงตำแหน่งหลังจากโฮกะปกครองมาตั้งสิบห้าปีแล้วมันก็ดูจะไม่เหมาะไม่ควรเท่าไหร่ แถมเขาก็ไม่รู้เลยว่าโลกตอนนี้เปลี่ยนไปยังไงแล้วเพราะนอนยาวมาสิบห้าปีตอนนี้แทบไม่ต่างจากคนหลงยุค จะให้เขาที่เป็นแบบนั้นกลับมาเป็นผู้นำประเทศคงไม่ใช่เรื่องดีแม่โฮกะอยากจะให้ทาสึมะกลับมารับตำแหน่งแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเหตุผลของเขาได้ และการที่จู่ ๆ จะคืนบัลลังก์ให้เพราะเขาคืนชีพกลับมาเช่นนั้นก็ยิ่งไม่ควรใหญ่ถ้าทำแบบนั้นอาจทำให้เกิดความสับสนและวุ่นวายได้แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่กลับมาเป็นจักรพรรดิ์มังกรแต่ก็อยู่ช่วยโฮกะบริหารบ้านเมืองในฐานะข้าราชบริพารคนหนึ่งและหลังจากเจรจากันเรียบร้อยแล้วทาสึมะก็หันมากล่าวขอบคุณโทยะและสัญญาว่าโอลฟานจะเป็นมิตรที่ดีต่ออาณาจักรบรุนฮิวตราบนานเท่านาน ถึงแม้ว่าในทางเทคนิคแล้วคำสัญญาของทาสึมะจะไร้ความหมายถ้านับแบบเป็นทางการเพราะเขาไม่ใช่จักรพรรดิ์แล้วด้งนั้นคงตัดสินใจอะไรใหญ่ ๆ ระดับชาติไม่ได้แต่เพราะจักรพรรดิ์หงสาสัญญาด้วยอีกคนก็เลยทำให้งานนี้สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็คือการร้องขอให้แบ่งหยาดน้ำของต้นแสงจันทร์มาให้ซักเล็กน้อย โดยหยาดน้ำของต้นแสงจันทร์ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงยาถอนพิษยาสีทองโดยทางโอลฟานก็สัญญาว่าจะรีบเก็บรวบรวมมาให้เร็วที่สุดแต่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายกว่าจะรวบรวมมาได้ถ้าได้มาล่ะก็จะสามารถปรุงยาแก้พิษยาสีทองเพิ่มได้
.
แต่เพราะทาสึมะถามแทรกขึ้นมาว่ายาสีทองคืออะไรโทยะก็เลยต้องอธิบายเรื่องราวให้ทาสึมะฟังด้วยและเขาก็ได้รับรู้ว่ามันคือยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ภายในโอลฟานตอนนี้ส่วนวิธีรักษานั้นนอกจากการใช้ยาแล้วก็มีเวทไร้ธาตุที่ชื่อว่า "รีคัฟเวอร์รี่" ที่จะสามารถรักษาได้แต่ทว่าผู้ใช้เวทนั้นได้ที่อยู่ที่นี่ตอนนี้ก็มีแค่โทยะกับเอลน่าเท่านั้น พอโทยะอธิบายไปเช่นนั้นเอลน่าก็ยืนขึ้นและขอให้พาเธอไปยังสถานที่ทีผู้ป่วยเพราะยาสีทองเหล่านั้นอยู่เธอจะได้ใช้เวทของเธอรักษาพวกเขาแต่ทว่าจักรพรรดิ์หงสาดูจะอิดออดเล็กน้อยจริง ๆ เธอก็อยากให้ช่วยแต่เพราะว่าผู้ป่วยเหล่านั้นมีอาการจิตไม่ปกติพวกบางที่ก็จะเข้ามาทำร้ายผู้อื่นแถมสภาพยังดูไม่ได้ยิ่งเห็นเอลน่าเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เท่านั้นจึงห่วงเรื่องความปลอดภัยและไม่อยากให้เห็นสภาพที่อาจทำร้ายจิตใจของเด็ก ๆ ได้ ซึ่งตัวตนของยาสีทองจริง ๆ แล้วมันคือคำสาปมันจะทำให้คนสูญเสียจิตใจและกลายสภาพราวกับเป็นศพเดินได้และค่อย ๆ กลายสภาพเป็นมนุษย์ปลาไปในที่สุดและถ้ากลายสภาพไปแล้วล่ะก็ไม่ว่าจะเป็นยาหรือเวทรีคัฟเวอร์รี่ก็ไม่อาจจะรักษาได้แล้ว หลังจากนั้นเอลซ่ก็ลุกขึ้นและบอกว่าไม่เป็นไรเพราะเดี๋ยวเธอจะปกป้องเด็กคนนี้เอง แม้โคซากะจะเตือนว่าไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องภายในของประเทศอื่นมากนักแต่ในเคสนี้มันค่อนข้างจะจำเป็นโทยะจึงตัดสินใจว่าไว้ค่อยแจ้งให้โคซากะรู้ทีหลังแต่ในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงขออนุญาตเข้ามาในห้องของคนจากฝั่งมังกรดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของทาสึยะที่รับรู้ถึงการคืนชีพของพี่ชายแล้ว
.
หลังจากนั้นทางฝั่งของจักรพรรดิ์หงสาก็อนุญาตให้คนนำทางพวกโทยะไปยังสถานบำบัด และทาสึมะก็ขอติดตามไปด้วยโดยห้ามยังไงก็ไม่ฟังดูเหมือนเจ้าตัวจะอยากเห็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปหลังผ่านไปสิบห้าปีดูเหมือนว่าตอนที่เป็นจักรพรรดิ์เขาจะไม่ค่อยได้ลงไปที่เมืองนักดังนั้นเมื่อถูกปลดปล่อยจากหน้าที่แล้วเขาก็คงอยากลงไปเที่ยวเล่นให้เต็มที่จักรพรรดิ์หงสาก็จะตามไปด้วยแต่โดนนายกรัฐมนตรีห้ามไว้ทันควัน พวกโทยะเดินทางด้วยรถม้าเข้าไปในเมืองโดยทาสึมะได้มองบ้านเมืองที่เปลี่ยนไปผ่านหน้าต่างรถและบอกว่าเขาคงไม่ต้องห่วงโฮกะแล้วเพราะเธอพัฒนาบ้านเมืองได้ดีมาก ส่วนคุองก็สังเกตว่าอาณาจักรแห่งนี้มีโกเลมอยู่มากมายหลายประเภทที่เดียวแต่ทั้งหมดนั้นเป็นรุ่นแฟคเทอร์รี่ ไม่ใช่แบบเลกาซีซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้บอกว่าโอลฟานนั้นนำเข้าโกเลมพวกนี้มาจากไอเซนกัลด์และเพราะเหตุผลนี้ก็เลยทำให้ยาสีทองที่ผลิตในไอเซนกัลด์แพร่ระบาดเข้ามาที่นี่ด้วยแม้ว่าไอเซนกัลด์จะสูญเสียเมืองหลวงไปแล้วแต่เมืองท่าต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่และยังส่งสินค้าไปมาได้เหมือนเดิมจึงไม่แปลกที่พวกสาวเทพมารจะใช้ช่องทางนี้แพร่กระจายยามายังโอลฟาน แต่หลังจากไอเซนกัลด์ถูกทำลายโอลฟานก็นำเข้าโกเลมส่วนใหญ่จากจักรวรรดิ์โทริฮารันแทน พอทาสึมะได้ยินแบบนั้นเขาก็ตกใจเมื่อรู้ว่าไอเซนกัลด์ล่มสลายไปแล้ว คุณนายกฯเลยต้องเล่าเรื่องเทพมารที่ปรากฏตัวที่ไอเซนกัลด์ให้ทาสึมะฟังต่ออีก แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องนั้นก็ต้องพูดไปถึงวีรกรรมการต่อสู้ของพวกโทยะ ซึ่งเจ้าตัวก็รู้สึกอาย ๆ ที่ลูก ๆ กำลังฟังวีรกรรมของเขาอยู่เหมือนกัน พวกเขาสนทนากันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเดินทางมาถึงสถานพยาบาลที่เหล่าคนป่วยเพราะยาสีทองอยู่ เมื่อลงจากรถม้าแล้วเจ้าหน้าที่ประจำสถานพยายาบาลก็ออกมาต้อนรับและนำทางพวกโทยะเข้าไปข้างใน สภาพของคนป่วยเพราะพิษของยาสีทองที่อยู่ในสถานพยาบาลแห่งนั้นทำเอาเอลน่ารู้สึกแย่จนแทบช็อค เอลเซ่ที่เห็นสภาพไม่สู้ดีของลูกสาวของเธอแล้วก็พยายามบอกว่าถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนแต่เอลน่าก็ยืนยันว่าจะรักษาทุกคนและเริ่มใช้เวทรีคัฟเวอร์รี่ของเธอรักษาผู้ป่วย โดยรายแรกที่ได้รับการรักษาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อเอลน่าร่ายเวทรักษาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ได้สติกลับมาและเป็นปกติทำให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์พยาบาลตะลึงกันยกใหญ่
.
เอลน่าค่อย ๆ รักษาผู้ป่วยไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจริง ๆ แล้วถ้าโทยะจัดการเองจะเร็วกว่านี้แต่เพราะเอลน่าบอกว่าเธออยากทำเองในฐานะของพ่อโทยะจึงยืนดูอยู่ห่าง ๆ เอลเซ่เองก็เช่นกันเธอยืนมองดูเอลน่ารักษาผู้ป่วยไปเรื่อย ๆ คนแล้วคนเล่า เธอมีพลังเวทมากขนาดที่รักษาคนได้จำนวนมากขนาดนี้นอกจาก รีคัฟเวอร์รี่แล้วเอลน่าก็ยังมีเวทธาตุไฟ ธาตุน้ำ และธาตุแสงเหมือนกับลิเนเซ่ที่มีศักดิ์เป็นน้าของเธอ นอกจากใช้รีคัฟเวอร์รี่แล้วเอลน่าก็ยังใช้เวทธาตุแสงรักษาผู้บาดเจ็บอีกด้วย แม้ว่าเอลเซ่จะสงสัยว่าพวกที่ได้รับการรักษาจากเอลน่าแล้วจะหันกลับไปเล่นยาสีทองอีกหรือเปล่าแต่โทยะคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเดิมทีการแพร่ระบาดของยาสีทองมันเกิดมาจากความเข้าใจผิดว่าเป็นยารักษา "โรคดอกไม้สิทอง" ถ้าหากรู้ว่ามันเป็นยาพิษก็คงไม่มีใครอยากกินมันหรอก ในขณะที่เอลน่ากำลังทำการรักษาคุองก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาเก็บภาพสภาพผู้ป่วยก่อนถูกทำการรักษาเอาไว้เพื่อจะเอาไว้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงความอันตรายของยานี้เพื่อจะได้เตือนผู้คนให้ระวังภัยจากมันและแล้วในที่สุดเอลน่าก็รักษาผู้ป่วยที่อยู่ในห้องจนหมดโชคดีที่ผู้ป่วยที่อยู่ที่นี่อาการยังไม่ร้ายแรงมากนัก ส่วนคนที่อาการหนักแล้วถูกกักตัวอยู่ภายในห้องใต้ดินพวกเจ้าหน้าที่ได้นำทางพวกโทยะลงไปที่นั่น ถึงจะเรียกว่าห้องกักกันแต่สภาพมันก็คือคุกที่ขังผู้ป่วยเอาไว้นั่นเองคนที่ถูกขังไว้นั้นอยู่ในขั้นเริ่มกลายสภาพแล้ว ไม่มีสติใด ๆ หลงเหลือพวกเขาพยายามจะพังกรงขังเพื่อหนีออกมา เอลน่าที่เผชิญกับภาพนั้นพยายามข่มความกลัวของเธอเอาไว้ คุองเข้ามาถามสภาพของพี่สาวว่าเป็นยังไงบ้าง เอลน่าตอบว่าไม่เป็นไรภาพตรงน้านั้นทำเอาเอลเซ่รู้สึกไม่ค่อยดีด้วยเหมือนกันแต่ยูมิน่ายังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้พร้อมกับสังเกตบางสิ่งบางอย่าง คนเหล่านี้อาจจะโดนคำสาปกัดกินจนสมบูรณ์แล้วซึ่งเจ้าหน้าก็พยายามรักษาเท่าที่ทำได้แล้วแต่เพราะมันเป็นคำสาปถ้าไม่มียาแก้ก็ย่อมทำอะไรไม่ได้
.
เอลน่าเริ่มทำการรักษาและร่ายเวทรีคัฟเวอร์รี่ลงไปผลปรากฏว่าผู้ป่วย ๆ ค่อย ๆ กลับคืนสภาพเป็นคนปกติและคนไข้คนนั้นก็ล้มลงเจ้าหน้าที่พยาบาลรีบไขกรงเขาไปแล้วตรวจดูสภาพเเขา ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่จากนั้นเอลน่าก็ค่อย ๆ รักษาคนอื่นที่อยู่ในนั้นจนหมดและด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยเพราะพิษของยาทองที่อยู่ในเมืองหลวงของโอลฟานจึงหมดสิ้นไปในที่สุด หลังจบงานทาสึมะก็อยากจะเดินชมเมืองในช่วงเวลาปัจจุบันและเพราะว่าเอลน่าบอกว่าเธอหิวทาสึมะจึงได้พาพวกโทยะไปยังร้านขนมหวานร้านโปรดของเขาซึ่งรสชาติของขนมที่นี่อร่อยจนเอลน่าชอบใจ แม้ว่าเอลน่าจะเรียกเอลเซ่ว่า "คุณแม่" แต่คนของโอลฟาลก็พากันเข้าใจว่านั่นเป็นชื่อเล่นของเอลเซ่ เพราะดูจากภายนอกแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีลูกอายุขนาดนี้เอาจริง ๆ แล้วเอลเซ่ดูเหมือนพี่สาวของเอลน่ามากกว่าจะเป็นแม่ ส่วนคุองนั้นรักษาฟอร์มได้เนียบกว่าเพราะเรียกยูมิน่า "ท่านยูมิน่า" และเรียกโทยะว่า "ฝ่าบาท" เวลาที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น ๆ ซึ่งตัวยูมิน่าเองก็ดูไม่มีปัญหาอะไรกับการโดนลูกชายเรียกแบบนั้นจึงถือว่าไม่เป็นปัญหา ทาสึมะบอกกับพวกโทยะว่าโชคดีที่ร้านนี้ยังคงเปิดทำการอยู่แต่ผ่านไปสิบห้าปีแล้วหลายสิ่งภายในร้านก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สมัยที่เขายังเป็นจักรพรรดิ์ก็ชอบปลอมตัวแว่บออกมากินขนมหวานที่นี่บ่อย ๆ สมัยก่อนเขาก็เคยพาโฮกะมาที่นี่เหมือนกันเพราะเธอเองก็ชอบขนมหวาน ตรงจุดนี้โทยะพอจะเข้าใจทาสึมะอยู่เหมือนกันเพราะตัวเขาเองเวลาทำงานเอกสารมาก ๆ ก็อยากชิ่งหนีมาเดินเล่นเหมือนกันในระหว่างนั้นทาสึมะก็รู้สึกว่าการสิ่งที่เขาตอบแทนให้พวกโทยะหลังจากช่วยรักษาคนป่วยตั้งมากมายกลับมีเพียงแค่การพามาที่ร้านขนมหวานแบบนีมันดูไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่แต่คุองก็บอกกับทาสึมะว่าไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้นยังไงโอลฟานก็เป็นพันธมิตรกันแล้วการช่วยเหลือซึ่งกันและกันถือเป็นเรื่องปกติ หลังจากทานขนมหวานกันเสร็จแล้วพวกของโทยะและทาสึมะก็ออกจากร้านและปรึกษากันว่ามุ่งหน้าไปยังสถานที่ต่อไป สำหรับทาสึมะที่นอนยาวไปสิบห้าปีเมืองในตอนนี้เปลี่ยนไปมากซะจนแทบจะกลายเป็นเมืองที่ไม่รู้จักแต่ว่ามันก็น่าตื่นเต้นดีไม่น้อย การได้กลับมามีชีวิตอีกรอบคราวนี้เขากะจะให้โอกาสนี้สนุกกับมันให้เต็มที่ไปเลย จุดนี้โทยะรู้สึกว่าทาสึมะก็คล้าย ๆ กับเขาที่ได้โอกาสเกิดใหม่เป็นครั้งที่สองทว่าในตอนนั้นเองซิลเวอร์ก็ได้บอกกับโทยะว่ามีบางอย่างผิดปกติเหมือนกับมีใครบางคนกำลังตามพวกโทยะอยู่
.
โทยะแปลกใจมากเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาสัมผัสกลิ่นอายของพวกนั้นไม่ได้เลยซักนิดหรือว่าประสาทสัมผัสของเขามันทื่อลงกันล่ะนี่แต่ซิลเวอร์เฉลยให้ฟังว่าที่โทยะจับสัมผัสอะไรไม่ได้ก็เพราะมันไม่ใช่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตแต่มันคือโกเลม เมื่อฟังแบบนั้นโทยะก็ใช้การซิงโครการมองเห็นผ่านตาของโคเกียคุที่เกาะอยู่ที่ไหล่แต่ในเมืองมีโกเลมอยู่หลายตัวจึงไม่อาจบอกได้ว่าตัวไหนกันแน่คือตัวที่กำลังเกาะติดพวกเขาอยู่ ซิลเวอร์จึงอธิบายรูปพรรณสันฐานของโกเลมตัวนั้น โดยบอกว่ามันมีเกราะสีน้ำเงินและที่แขนก็มีกรงเล็บติดอยู่ด้วยตอนนี้โทยะเห็นมันแล้วแต่เขาสงสัยว่ามันเป็นโกเลมของใครแล้วตามติดพวกเขามาทำไมกัน โทยะถามว่าจะจับมันมาเค้นถามดีไหมแต่คุองลูกชายของเขาว่ามันเป็นโกเลมคงเอามาสอบปากคำอะไรไม่ได้หรอกซึ่งจริง ๆ แล้วโทยะกะจะเล่นมุกแต่ดูท่ามันจะไม่ขำอย่างที่ตั้งใจไว้ คุองสงสัยว่าโกเลมตัวนี้ถูกส่งให้มาติดตามใครกันแน่ โทยะ ทาสึมะ หรือตัวนายกเทศรัฐมนตรีกันแน่แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้ก็คือต้องบอกให้ทาสึมะกับนายกรัฐมนตรีให้ทราบก่อน โทยะจึงเดินไปข้างหน้าในขณะที่คุองเข้ามาคุมด้านหลังของกลุ่มแทน พอทั้งคู่ได้ฟังเรื่องราวแม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่ก็พอเดา ๆ ได้ว่าเป็นฝีมือของใครเดิมที่ในกลุ่มของตระกูลมังกรและตระกูลหงสาเองก็ไม่ได้กลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปเสียทั้งหมดผู้ที่เห็นต่างก็มีอยู่ คนที่อยากกำลังจัดนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันไปให้พ้น ๆ ทางก็มีอยู่เหมือนกัน เพื่อจะยืนยันว่าฝ่ายนั้นกำลังเล็งใครอยู่กันแน่ทาสึมะจึงเสนอให้แยกกันตรงถนนทางแยกโดยพวกทาสึมะจะไปอีกทางและให้พวกโทยะไปอีกทางแล้วดูว่าเจ้าโกเลมนั่นตามกลุ่มไหนไป เมื่อตกลงกันได้แล้วโทยะก็ค่อย ๆ ถอยกลับมาหาพวกยูมิน่าและบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกเธอได้รู้ ซึ่งเอลเซ่บอกว่าอัดมันให้พังไปเลยก็สิ้นเรื่องแต่โทยะบอกว่าตอนนี้มันแค่ตามมาเฉย ๆ จะลงไม้ลงมือเลยก็กระไรอยู่ คุองเสริมว่าก่อนอื่นต้องเก็บหลักฐานก่อนอย่างแรกก็คือต้องบันทีกภาพไว้ก่อนว่าแล้วก็ต้องเตรียมถ่ายวีดีโอ
.
เมื่อกลุ่มของทาสึมะแยกเดินเข้าตรอกทางขวาไปในขณะที่พวกโทยะเดินตรงไปหลังจากนั้นโกเลมสองตัวก็ตามพวกทาสึมะเข้าตรอกไปเท่านี้ก็พอคาดเดาได้แล้วว่าเป้าหมายของโกเลมเหล่านี้คือทางพวกทาสึมะ พวกโทยะวกกลับและรีบตามพวกทาสึมะไปทันทีโกเลมเหล่านั้นเริ่มออกวิ่งเพื่อจะเข้าไปจู่โจมพวกทาสึมะทันทีแต่แล้วทันใดนั้นโกเลมทั้งสองตัวนั้นก็หยุดเคลื่อนไหวราวกับถูกหยุดเวลา จากนั้นคุองก็ตะโกนบอกให้พวกทาสึมะออกห่างจากโกเลมพวกนั้นด้วยพลังของเนตรมารยึดตรึงของคุองทำให้โกเลมสองตัวนั้นถูกผนึกการเคลื่อนไหวและพริบตาต่อมาโกเลมก็ระเบิดเป็นผุยผงแต่เพราะคำเตือนของคุองทำให้งานนี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด โกเลมพวกนี้คือโกเลมที่ติดตั้งระเบิดเอาไว้เพื่อระเบิดตัวเองไปพร้อมกับเป้าหมายแต่คุองสามารถเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ผ่านเนตรมารพยากรณ์ของเขาทำให้แจ้งเตือนได้ทัน แน่นอนว่างานนี้ยูมิน่าเข้ามากอดคุองและชื่นชมลูกชายของเธอยกใหญ่ถึงขนาดบอกว่ารับมือต่อเหตุการณ์ได้ไวกว่าโทยะที่เป็นพ่อซะอีก งานนี้ทำเอาโทยะรู้สึกจุกกับคำพูดของยูมิน่าอยู่พอควร ส่วนเอลน่าก็เข้าไปรักษาบาดแผลให้กับพวกทาสึมะที่โดนลูกหลงของสะเก็ดระเบิดจนบาดเจ็บกันคนละเล็กละน้อย หลังจากนั้นคุองก็ได้พูดคุยกับริวซังนายกรัฐมนตรีถึงความชัดเจนว่าฝ่ายนั้นต้องการจะเล่นงานให้ถึงตายและใครกันที่เป็นเป้าซึ่งริวซังคาดว่าคนที่โดนหมายชีวิตคงเป็นทาสึมะ แม้ว่าทาสึมะจะเพิ่งฟื้นคืนชีพแถมยังประกาศว่าจะไม่กลับไปรับตำแหน่งจักรพรรดิ์มังกรแล้วทำไมถึงตกเป็นเป้าได้ นั่นก็แสดงว่าการมีชีวิตอยู่ของเขาจะต้องส่งผลกระทบอะไรบางอย่างกับใครบางคนซึ่งคนที่มีแนวโน้มว่าจะทำแบบนั้นก็คือ "ทาสึยะ" ผู้เป็นน้องชายของทาสึมะที่ความสัมพันธ์ดูจะมีปัญหากันอยู่โดยเฉพาะเรื่องการถูกเปรียบเทียบจึงมีความเป็นไปได้ว่ามันจะกลายเป็นปมด้อยและก่อเกิดเป็นความแค้นแต่ทั้งหมดก็เป็นการคาดเดาของโทยะเท่านั้นและก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ว่าอาจจะเป็นฝีมือศัตรูทางการเมืองของริวซัง
.
ในระหว่างนั้นคุองก็เสนอให้รีบออกไปจากที่นี่เพราะเสียงระเบิดเมื่อครู่คนที่อยู่ระแวกนี้ต้องได้ยินมันและคงจะแห่มาที่นี่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ในอีกไม่นานนี้แน่ว่าแล้วโทยะก็ใช้เทเลพอร์ตพาทุกคนกลับมาที่ด้านหน้าวังหงสาตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับจักรพรรดิ์หงสา แต่ทว่าทาสึมะก็ได้พบกับทาสึยะที่กำลังจะขึ้นรถม้าตรงบริเวณหน้าวังพร้อม ๆ กับสตรีอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดสีฟ้าสตรีผู้นั้นก็น่าจะเป็นคนของตระกูลมังกรเช่นเดียวกัน เธอมีผมยาวสีดำ ดวงตาสีฟ้า ใบหน้างดงามแต่แววตาคมกริบดูน่าเกรงขามแต่เมื่อ ทาสึยะเห็นทาสึมะเขาก็ทำสีหน้าอารมณ์บูดและรีบขึ้นรถม้าไปส่วนผู้หญิงคนนั้นมองมาทางนี้แล้วก็ขึ้นรถม้าตามไปเงียบ ๆ แล้วรถม้าก็ออกแล่นไปในทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของทาสึมะแม้ซักนิด แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าทาสึยะจะส่งโกเลมไปลอบสังหารทาสึมะแต่เนื่องจากโกเลมระเบิดไม่เหลือซากไปแล้วจึงไม่มีหลักฐานอะไรบ่งชี้ว่าเขาเป็นคนร้ายและที่สำคัญกว่าก็คือนี่คือเรื่องภายในของโอลฟาน บรุนฮิลไม่มีสิทธิ์มาแทรกแซงมากนักกับเรื่องนี้สิ่งที่ทำได้ก็คือ บอกเล่าเหตุการณ์กับเป็นพยานให้เท่านั้น พวกโทยะกลับไปหาจักรพรรดิ์หงสาเธอสัมผัสได้ทันทีว่ามีเรื่องเกิดขึ้นเพราะสังเกตได้จากบรรยากาศรอบ ๆ ตัวของทาสึมะหลังจากนั้นริวซังก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้จักรพรรดิ์หงสาฟัง พอได้ยินว่าทาสึมะตกเป็นเป้าสังหารเธอก็หลุดคาแรคเตอร์จักรพรรดิ์ผู้งามสง่ากลายเป็นหัวหน้าแก๊งสาวขาโหดไปในทันทีขนาดโทยะยังสงสัยเลยว่านี่คนเดียวกับเมื่อกี้หรือเปล่าแต่พอรู้สึกตัวและสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ตนบวกกับความโกรธมันได้ระเบิดออกไปแล้วจักรพรรดิ์หงสาก็กลับไปเป็นจักรพรรดิ์ผู้งามสง่าอีกครั้งแต่ทาสึมะกลับรู้สึกดีใจที่โฮกะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยเธอเป็นคนหัวร้อนตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้ว โฮกะจึงพยายามแก้ตัวด้วยสีหน้าที่แดงก่ำเมื่อเห็นท่าทีแบบนั้นโทยะจึงหันไปถามยูมิน่าว่าสรุปแล้วจักรพรรดิ์หงสาเนี้ยแอบหลงรักทาสึมะอยู่ใช่ไหม ยูมิน่าหันกลับมามองโทยะด้วยท่าทีประหลาดใจประมาณว่าเพิ่งจะรู้หรือแน่นอนว่าทั้งเอลเซ่ คุอง เอลน่า ดูออกตั้งแรกแล้วสุดท้ายโทยะโดนยูมิน่าตำหนิไปหนึ่งดอกตามระเบียบแถมตามด้วย คุอง เอลน่า แล้วก็เอลเซ่ หลังจากนั้นยูมิน่าก็อธิบายต่อว่าด้วยเหตุผลนี้เธอจึงใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อคืนชีพคนที่รักและจู่ ๆ มีคนมาช่วงชิงคนรักไปจากเธออีกก็ไม่แปลกหรอกที่เธอจะโกรธจัดขนาดนั้นทำให้สมองทึบ ๆ ของโทยะได้เห็นทางสว่าง เอลเซ่เองก็บอกว่าถ้าเป็นเธอล่ะก็คงไปขุดรากถอนโคนพวกนั้นจนสิ้นซากแน่นอนแต่ว่าพวกโทยะลืมไปว่ากำลังนินทาเจ้าตัวระยะเขาขนกันอยู่รู้ตัวอีกทีจักรพรรดิ์หงสาก็เขามาขอให้หยุดพูดเรื่องของเธอด้วยใบหน้าแดงกล่ำเป็นปลาหมึกต้ม ส่วนทาสึมะก็อาการไม่ต่างกันหน้าเขาแดงไปถึงหูแล้ว ทาสึมะจึงขอบคุณโฮกะที่พยายามปกป้องเขาจากนั้นทั้งสองก็ได้สร้างโลกของตัวเองขึ้นมา โทยะคิดในใจว่าโชคดีที่เขาแต่งงานแล้วไม่งั้นคงจะแช่งให้ระเบิดไปซะแล้วล่ะ
.
ตกดึกคืนนั้นก็ได้มีเงาปริศนาบุกรุกเข้ามายังวังหงสาอย่างเงียบเชียบจัดการสะเดาะกุญแจหน้าต่างอย่างชำนาญและลอบเข้ามาภายในวังที่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิ์หงสาองค์ปัจจุบันแม้จะมีเวรยามคอยตรวจตราแน่นหนาแต่เงานั้นก็ลอบเข้าไปได้โดยไม่มีใครรู้สึกตัวเลยเขาสามารถรุดเข้าได้อย่างรวดเร็วราวกับรู้เส้นทางภายในและตำแหน่งการจัดวางเวรยามภายในเป็นอย่างดี อีกครั้งที่เขาสะเดาะกุญแจห้องอย่างรวดเร็วและเข้าไปในห้องโดยไม่ก่อให้เกิดเสียง เงานั้นจับจ้องไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่หลับอยู่บนเตียงภายในห้องนั้นด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่องทำให้เห็นว่าผู้ที่นอนอยู่คือใครเขาก็คืออดีตจักรพรรดิ์มังกรทาสึมะนั่นเอง เงานั้นหยิบมีดออกมาและค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้เตียงแต่ในพริบตานั้นคมดาบสีเงินก็มาจ่อที่คอของเงาลึกลับนั้นและบอกให้หยุด เมื่อมือสังหารรู้สึกตัวและหันไปก็พบว่ามีดาบสีเงินเล่มหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศและปลายดาบนั้นก็กำลังจ่อคอเขาอยู่แน่นอนว่ามันก็คือคราวน์สีเงินอินฟินิตี้ซิลเวอร์นั่นเอง ซิลเวอร์ขู่ว่าถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าก็จะจัดการเชือดฝ่ายนั้นทันทีมือสังหารจึงจำใจต้องทิ้งมีดในมือ ทาสึมะที่หลับอยู่ก็ตื่นขึ้นและหันไปมองผู้ที่บุกรุกเข้ามาในห้อง ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุองคาดการณ์ไว้จะเป็นจริงนั่นทำให้ทาสึมะถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลย แต่ในขณะที่ทาสึมะกำลังจะลุกขึ้นและลงจากเตียงมีสังหารก็รีบหยิบมีดขึ้นมาพร้อมชักมันออกจากฝักและตรงเข้าจู่โจมเป้าหมาย พริบตานั้นซิลเวอร์ก็ฟันอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วร่างของมือสังหารล้มลงกองกับพื้นแต่เนื่องจากซิลเวอร์ใช้สตันโหมดอยู่มือสังหารจึงไม่ได้ถูกฆ่าแต่หมดสติเท่านั้นจากนั้นซิลเวอร์ก็บอกให้ทาสึมะรีบเรียกคนมาช่วยก่อนที่เจ้านี่จะฟื้น เมื่อทาสึมะออกไปเรียกคนซิลเวอร์ก็จ้องมองดูมือสังหารที่อยู่ในชุดดำเหมือนกับนินจาสวมผ้าคลุมหน้าสีดำ เมื่อนำหน้าผ้านั้นออกใบหน้าของมือสังหารก็เผยออกมา เมื่อเห็นใบหน้านั้นซิลเวอร์ถึงกับอุทานออกมาว่าคุองนั้นอ่านเกมส์ไปไกลถึงขนาดนั้นเลยหรือดูเหมือนว่าคุองจะคาดเดาตัวคนร้ายเอาไว้ได้ถูกต้องเสียด้วย
.
ตัดกลับไปทางโทยะที่กำลังจะเข้านอนก็ได้รับเมลจากจักรพรรดิ์หงสา ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุองคาดการณ์ไว้จะเป็นจริงเสียด้วยโทยะอดทึ่งไม่ได้กับความสามารถของลูกชายตนเองแม้ว่าตัวเขาเองจะคาดเดาว่ามันมีความเป็นไปได้บ้างก็ตามแต่คุองกลับเดาได้แม่นยำเลย โทยะเลยรู้สึกหดหู่ขึ้นมาเล็กน้อยดูเหมือนโดนลูกแซงหน้ายังไงไม่รู้แต่รีนก็บอกว่าควรจะดีใจนะที่ลูกชายจะสามารถไปได้เหนือกว่าพ่อเพราะในฐานะว่าที่ราชาองค์ต่อไปแห่งบรุนฮิวและจะต้องรับฝากฝังบาบิโลนด้วยก็ควรต้องมีความรู้ความสามารถที่คู่ควร แต่แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าคนที่ตกเป็นเป้าก็คือทาสึมะเพราะในตอนกลางวันมีนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยจึงทำให้ไม่อาจฟันธงได้ชัดเจนแต่ตอนนี้ยืนยันได้แน่นอนแล้ว คุองทิ้งซิลเวอร์เอาไว้คุ้มกันทาสึมะเพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่าฝ่ายนั้นต้องลงมืออีกครั้งหลังจากที่ทำการลอบสังหารเมื่อตอนกลางวันล้มเหลวแน่ ๆ แต่จากเมลที่ส่งมาดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเล็กน้อยและโทยะจะต้องรีบไปที่นั่นก่อนที่เรื่องมันจะยุ่งยากไหน ๆ ก็ต้องไปเก็บซิลเวอร์กลับมาอยู่แล้วดังนั้นโทยะจึงจะเปิดเกทไปที่นั่นแล้วในตอนนั้นเองก็มีคนมาเคาะประตูห้องทำงานรีนจึงเดินไปเปิดคนที่มาก็คือคุองที่เปลี่ยนชุดพร้อมจะออกเดินทางในขณะที่ยูมิน่ายังคงอยู่ในชุดนอนอยู่ โดยคุองบอกว่าถ้าจะไปโอลฟานก็ขอให้พาเขาไปด้วยโทยะสงสัยว่าคุองรู้ได้ยังไงเพราะไม่น่าจะได้รับเมลจักรพรรดิ์หงสาคุองอธิบายว่าเขาสัมผัสได้ว่าซิลเวอร์ชักตัวเองออกจากฝักคงจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ยูมิน่าในฐานะของคุณแม่แล้วดูจะไม่เต็มใจที่จะให้ลูกออกไปไหนในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้แต่เพราะโทยะไปด้วยก็เลยจำใจต้องยอม ฝ่ายโทยะนั้นไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่เพราะตอนที่มาถึงยุคนี้คุองก็เดินทางตามลำพังจนกลับมาได้ด้วยตัวเองหลังจากสร้างความไว้วางใจให้กับพวกยูมิน่าได้แล้วโทยะก็เปิดเกทมายังโอลฟานพร้อมกับคุอง เมื่อมาถึงพวกขุนนางก็ออกมาต้อนรับและรีบนำทางโทยะไปยังห้อง ๆ หนึ่งทันทีที่นั่นมีจักรพรรดิ์หงสา ทาสึมะกับบรรดาคนคุ้มกันและมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงซึ่งโทยะรู้สึกว่าเคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก่อนโดยเธอคนนั้นนอนอยู่บนเตียง เธออยู่ในสภาพไม่ได้สติ หายใจแรงและมีเหงื่อซึมออกมามากทางหน้าผาก เธอผู้นี้มีชื่อว่า "ทาสึโนะ" เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของทาสึยะและเป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ เธอก็คือผู้หญิงแววตาคมกริบที่อยู่กับทาสึยะที่หน้าวังในตอนนั้นนั่นเอง ถ้าหากว่าเธอคนนี้เป็นคนร้ายก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าทาสึยะคือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ตัวทาสึโนะนั้นไม่ใช่คนของตระกูลมังกรแต่เป็นคนที่ทาสึยะรับมาจากที่ไหนซักแห่ง ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่คาดคิดว่าเธอคนนี้จะเป็นมือสังหาร คุองสังเกตอาการของทาสึโนะแล้วเห็นว่าไม่สู้ดีจึงถามว่าบาดเจ็บตรงไหนตอนจับกุมหรือเปล่า
.
ซิลเวอร์ขอโทษและบอกว่าเขาพลาดเองทาสึโนะฟื้นขึ้นมาก่อนที่ทาสึมะจะเรียกคนเข้ามาเธอพยายามจะแทงตัวเองด้วยเข็มพิษที่เธอซ่อนไว้ ซิลเวอร์สังเกตเห็นและพยายามปัดมันออกจากมือเธอแต่เข็มก็พลาดไปโดนนิ้วเธอเข้านิดหน่อยพิษก็เลยซึมเข้าร่างนิดหน่อยแม้จะยังไม่ตายแต่เธอก็คงไม่รอดจนถึงเช้านั่นเลยเป็นสาเหตุที่จักรพรรดิ์หงสาบอกให้โทยะรีบมา เมื่อทราบสาเหตุแล้วโทยะก็ร่ายเวทรีคัฟเวอรี่สลายพิษในร่างของเธอทันทีถ้าหากปล่อยให้ผู้ก่อเหตุตายมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากเพราะจะขาดเบาะแสที่จะตามสืบต่อ หลังร่ายเวทเสร็จจังหวะการหายใจของทาสึโนะก็กลับมาเป็นปกติ ที่นี้พวกทาสึมะก็เริ่มปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดีมีการเสนอให้ส่งทหารไปจับกุมตัวมาถ้าอีกฝ่ายขัดขืนก็คงต้องใช้มาตรการรุนแรงแต่สำหรับตัวทาสึมะแล้วยังสงสัยว่าทาสึยะเป็นคนออกคำสั่งจริงหรือ จักรพรรดิ์หงสาจึงบอกว่าทาสึมะว่าเวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ทาสึยะตั้งเป้าจะสานต่อตำแหน่งจักรพรรดิ์มังกรหลังจากทาสึมะตายไปแต่ว่าโลกของการเมือง การแย่งชิงอำนาจการเลือกตั้งนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องขาวสะอาดเธอได้ยินข่าวไม่ดีหลายอย่างของทาสึยะ ในประเทศนี้นอกจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูลมังกรและตระกูลหงสาแล้วภายในตระกูลเองก็แก่งแย่งอำนาจไม่แพ้กันเลยซึ่งมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อมีผู้สืบทอดหลายคนแต่บัลลังก์นั้นมีเพียงหนึ่ง เรื่องนี้สำหรับตัวโทยะแล้วเขาไม่คิดจะยึดติดกับสายเลือดมากนักถ้าหากมีคนเก่งกว่าเขา เขาก็พร้อมจะยกบัลลังก์ให้ดูแลประเทศเพื่อประชาชนอยู่แล้วและตอนนี้ยิ่งไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่เพราะลูกชายของเขานั้นฉายแววให้เห็นแล้วว่าสามารถฝากฝังอนาคตของประเทศเอาไว้ได้โทยะคิดพลางมองลูกชายที่อยู่ข้าง ๆ เขา แต่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากข้างนอกและมีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา และผู้ที่พรวดพราดเข้ามาในห้องพร้อมปรี่เข้าไปดูอาการทาสึโนะก็คือน้องชายของทาสึมะ ทาสึยะนั่นเองแน่นอนว่าเมื่อพุ่งพรวดเข้ามาแบบนั้นก็โดนองค์รักของจักรพรรดิ์หงสาจับตัวเอาไว้ทันที แต่ทาสึยะไม่สนใจเรื่องของตัวเองแม้จะโดนจักรพรรดิ์หงสาตำหนิแต่เขาก็เอาแต่ถามเรื่องของทาสึโนะว่าโดนเข็มพิษจริงหรือไม่ จักรพรรดิ์หงสาตอบกลับว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ทาสึโนะพยายามจะใช้เข็มพิษแทงตัวเองแต่เจ้ารัฐบรุนฮิวได้ทำการถอนพิษให้แล้ว
.
พอได้ฟังแบบนั้นทาสึยะก็ทรุดลงกับพื้นในขณะที่จักรพรรดิ์หงสามองดูด้วยสายตาที่เย็นชา ทาสึมะเข้าไปคุยกับทาสึยะที่โดนองค์รักษ์กดไว้กับพื้นเพื่อถามว่าทั้งเรื่องที่ผู้หญิงคนนี้ลอบเข้ามาสังหารเขาและเรื่องโกเลมระเบิดตัวเองที่จู่โจมเขาเมื่อตอนกลางวันเป็นคำสั่งของทาสึยะใช่ไหม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับออกมาว่าเป็นคำสั่งเขา นั่นยิ่งทำให้ความโกรธของจักรพรรดิ์หงสาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาสึมะจึงต้องเข้ามาบังน้องชายของตนไม่ให้เห็นสายตาของจักรพรรดิ์หงสาตอนนี้พร้อมกับถามถึงสาเหตุที่ทำแบบนั้น ทาสึยะจึงกล่าวว่าเขากลัวว่าเมื่อพี่ชายกลับมาตำแหน่งของเขาจะถูกแย่งชิงกลับไปให้พี่ชายก็เลยออกคำสั่งไปและทาสึโนะก็ทำตามทว่าในตอนนั้นคุองก็แทรกขึ้นมาว่าทาสึยะโกหก โทยะสังเกตเห็นว่าตาขวาของคุองเรืองแสงสีแพลทตินั่มเขาใช้เนตรมารอยู่เป็นเนตรมารแบบเดียวกับยูมิน่าแม่ของเขา "เนตรมารมองทะลุ" นั่นเอง ทาสึยะพยายามบอกว่าเขานี่แหละอยู่เบื้องหลังทุกอย่างเขาเป็นคนสั่งเพราะอยากฆ่าพี่ชาย แต่คุองดูออกว่าที่ทาสึมะออกตัวรับผิดง่าย ๆ และพยายามให้ทุกคนเชื่อว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังนั้นสาเหตุก็คงเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ที่เป็นคนร้ายตัวจริง ทาสึมะที่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ได้จึงหันไปถามคุองว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ซึ่งคุองบอกว่าตัวเขาก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักแต่เป็นไปได้ว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทาสึโนะจัดการเองและเหตุโกเลมระเบิดเมื่อตอนกลางวันก็คงจะเป็นฝีมือของเธอ พอคุองพูดแบบนั้นทาสึมะก็พยายามบอกว่าทุกอย่างเป็นคำสั่งของเขาถ้าจะลงโทษก็ให้เอาชีวิตเขาคนเดียวและขอให้ไว้ชีวิตของทาสึโนะพร้อมกับก้มกราบแทบเท้าทาสึมะ ตอนนี้คนในห้องเริ่มสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้แต่จักรพรรดิ์หงสาที่ตอนแรกโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟก็เริ่มจะสับสนไปหมดแล้ว
.
เมื่อทั้งทาสึมะและจักรพรรดิ์หงสาทำอะไรไม่ถูกโทยะก็เลยก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนของทั้งสองและถามคำถามกับทาสึยะที่ว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ทาสึมะตายเมื่อสิบห้าปีก่อนนั้นมันไม่ใช่อุบัติเหตุหรอกหรือ ทาสึยะตอบว่าไม่ใช่เดิมทีเขาต้องการจะแกล้งโฮกะหรือก็คือจักรพรรดิ์หงสาองค์ปัจจุบันให้ตกใจเท่านั้นเดิมทีที่เขาตั้งใจไว้ก็คือแท่นบูชานั่นมันจะต้องล้มลงมาก่อนโฮกะจะขึ้นไปบนนั้นเล็กน้อยแต่ว่ามันกลับไม่ล้มลงมา ตอนแรกก็คิดว่ามันคงไม่ล้มแล้วแต่มันกลับล้มลงมาในระหว่างพิธีและทาสึมะก็เสียชีวิตเพราะปกป้องโฮกะ เขาเสียกับเรื่องนี้และคิดว่าถ้าเขาไม่ทำแบบนั้นแต่แรกพี่ชายของเขาก็คงจะไม่ต้องตาย ทาสึยะสารภาพบาปของตนทั้งน้ำตาส่วนเหตุจูงใจที่ทำให้ทาสึมะทำอะไรแผลง ๆ แบบนั้นก็เพราะเขาอิจฉาโฮกะที่ได้ใกล้ชิดทาสึมะและได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ทาสึมะไม่เคยได้เรียนแต่นั่นก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วที่จักรพรรดิ์มังกรจะต้องเป็นผู้สั่งสอนว่าทีจักรพรรดิ์หงสารุ่นต่อไปแต่ในตอนนั้นด้วยความเยาว์วัยจึงไม่ได้อาจยั้งคิดและเขาใจว่าทาสึมะเอาแต่สนใจแต่โฮกะและเข้าใจว่าตัวเองนั้นไร้สามารถพี่ชายจึงไม่ใส่ใจและกลายเป็นปมด้อยไปในที่สุดและนั่นก็เลยทำให้เขาอยากแกล้งโฮกะ สรุปแล้วเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความอิจฉาของเด็กซึ่งตอนนั้นทาสึยะอายุประมาณสิบเอ็ด สิบสอง ก็ไม่แปลกที่จะมีความคิดแบบนั้นความรู้สึกที่ว่าโฮกะกำลังจะแย่งพี่ชายไปจากเขา แต่พอถามว่าทาสึโนะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นหรือเปล่าทาสึยะก็ตอบอย่างมั่นใจว่าเธอไม่มีทางรู้แน่ ๆ แต่ดูเหมือนว่าตอนที่ได้ข่าวว่าทาสึยะคืนชีพมาแล้วทาสึโนะถามเรื่องสถานะภาพของเขาหลังจากนี้อยู่หลายครั้งเธอคงเข้าใจว่าการที่ทาสึมะคืนชีพกลับมาจะเป็นอุปสรรคในการขึ้นเป็นจักรพรรดิ์มังกรของเขาก็ได้ และจากคำบอกเล่าของทาสึยะ ทาสึโนะนั้นเคยเป็นคนของกิลด์ "ยามิ" มาก่อนแต่ตอนที่กลุ่มล่มสลายทาสึยะก็ได้ช่วยเหลือเธอที่กำลังจะตายและให้มาทำงานอยู่ข้างกายในฐานะคนรับใช้ดังนั้นก็พอจะคาดเดาแรงจูงใจของเธอได้ว่าต้องการตอบแทนบุญคุณ
.
และในตอนนั้นเองทาสึโนะก็ฟื้นขึ้นมาและบอกว่า "ด้วยความคิดที่ตื้นเขินของฉันทำให้ท่านทาสึยะต้องเจ็บปวดสินะคะ" จากนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงเหล่าองค์รักษ์ก็รีบเขามาป้องกันทาสึมะและจักรพรรดิ์หงสาแน่นอนว่าเธอได้สติก่อนหน้านี้แล้วและได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเพียงแต่ขยับร่างกายไม่ได้เท่านั้น ทาสึโนะลงมาจากเตียงและก้มลงต่อหน้าทาสึมะและจักรพรรดิ์หงสาและสารภาพว่าการลอบสังหารที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเธอเป็นคนทำแต่เพียงผู้เดียวทาสึยะไม่มีความผิดให้ลงโทษเธอแต่เพียงผู้เดียวคราวนี้มหกรรมการออกรับแทนกันระหว่างทาสึยะกับทาสึโนะก็เลยเริ่มขึ้นหลังจากนั้นทาสึมะก็คุกเข่าลงต่อหน้าจักรพรรดิ์หงสา แถมยังไม่เรียกเธอว่าโฮกะอีกนั่นเลยทำให้จักรพรรดิ์หงสาดูจะไม่พอใจนิดหน่อย โดยทาสึมะได้ขอให้ละเว้นโทษตายเพราะเขาเข้าใจว่าทาสึโนะคงจะเป็นคนสำคัญสำหรับทาสึยะ เมื่อรูปการณ์เป็นแบบนี้จักรพรรดิ์หงสาจึงปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าจะเอายังไงกับสองคนนี้ดีแน่นอนว่าความผิดระดับนี้โทษถึงตายอยู่แล้วแต่เพราะอดีตจักรพรรดิ์มังกรถึงกับก้มหัวขอร้องให้ลดโทษดังนั้นจึงตัดสินให้ปลดจากตำแหน่งริบทรัพย์และเนรเทศออกจากโอลฟานไปและห้ามกลับมาอีกแม้จะฟังดูโหดร้ายแต่ทั้งสองก็ยอมรับโทษนั้นด้วยความเต็มใจโทยะคิดว่าอย่างน้อย ๆ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ที่ไหนซักแห่ง ส่วนคุองนั้นรู้สึกว่าเขาพูดมากเกินไปหรือเปล่าเลยทำให้สองคนนี้ต้องโดนเนรเทศแต่สำหรับโทยะเข้ารู้สึกว่าผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ดีกว่าเพราะถ้าคุองไม่พูดออกไปตอนนั้นเรื่องก็อาจจะไม่จบลงสวยแบบนี้อาจมีการตัดสินว่ามีความผิดแล้วก็ประหารกันเลยก็ได้ แม้การพูดความจริงจะไม่ดีเสมอไปแต่ครั้งนี้โทยะตัดสินว่าคุองทำถูกแล้วเขาคิดแบบนั้นพลางลูบหัวลูกชายของเขาเป็นอันว่าคดีนี้ก็ถูกคลี่คลายได้ในที่สุดตอนแรกโทยะก็เสนอว่าหากทาสึมะไม่มีที่ไปก็ให้ไปอยู่ที่บรุนฮิวก็ได้แต่พวกเขาปฏิเสธและเลือกจะไปเริ่มต้นใหม่ที่โทริฮารันที่เขามีความคุ้นเคยกว่า ซึ่งโทยะก็ได้ทำการเปิดเกทเพื่อส่งพวกเขาไปที่นั่น และในวันที่ต้องร่ำลากันทาสึมะก็ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ทาสึยะติดตัวไปพร้อมกับความเชื่อที่ว่าไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามทั้งสองคนก็คงไม่เป็นไรแน่แต่ก็ได้บอกย้ำไปว่าหากมีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ให้ส่งจดหมายมาเพราะไม่ยังไงก็ยังเป็นพี่น้องกันไม่เปลี่ยนแปลง และหลังจากกล่าวขอบคุณและโค้งคำนับทาสึมะกับจักพรรดิ์หงสาแล้ว ทาสึยะกับทาสึโนะก็เดินจูงมือกันข้ามเกทไปยังโทริฮารันแม้ว่าจะถูกรีบทรัพย์สมบัติและเนรเทศแต่ใบหน้าของทั้งสองกลับดูมีความสุขราวบางทีพวกเขาอาจจะรู้สึกว่าได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ที่คอยขวางกั้นก็เป็นได้
.
หลังจากส่งพวกทาสึยะไปโทริฮารันแล้วโทยะก็กลับมาที่บรุนฮิวและได้รับรายงานจากสึบากิว่าพวกสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วได้ปรากฏตัวขึ้นที่เขตทางเหนือของเซโนอัสแต่เจ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งเซโนอัสฟาลอนได้ไปยังที่เกิดเหตุและจัดการกับมอนสเตอร์นั่นไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในความคิดของโทยะการออกไปสู้กับมอนสเตอร์แบบนั้นช่างเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นยิ่งนักเพราะฟาลอนเป็นรัชทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเซโนอัสเพราะเจ้าชายลำดับสองโดนถอดสิทธิ์ไปแล้วตอนเกิดคดีลอบสังหารซากุระ ดังนั้นถ้าหากอะไรขึ้นกับเขามันจะเป็นปัญหาร้ายแรงกับการสืบทอดราชบัลลังก์เป็นแน่ แม้ว่าเผ่ามารจะมีอายุยืนยาวและจอมมารก็สามารถจะมีลูกคนต่อไปได้อยู่แต่ประเด็นคือตอนนี้จอมมารแกไม่มีเมียนี่สิหากเกิดเคสที่แย่ที่สุดขึ้นทางออกก็จะเหลือแค่ต้องให้โยชิโนะที่เป็นลูกสาวของซากุระที่สืบสายเลือดมาขึ้นเป็นผู้ปกครองแทนแต่ถ้าลองมาคิดกันดี ๆ อาจเพราะที่นั่นมีนักผจญภัยอยู่น้อยเพราะสภาพแวดล้อมของที่นั่นโหดร้ายเกินกว่ามนุษย์จะอาศัยอยู่ได้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นได้ต้องแข็งแกร่งในระดับหนึ่งและปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกนักผจญภัยไม่ค่อยไปอยู่ที่นั่นส่วนนึงก็เพราะเรื่องอาหารนี่แหละที่มันยากเกินกว่าคนทั่ว ๆ ไปจะรับไหวและการที่พวกสูญพันธฺ์ปรากฏตัวก็แปลว่าเกิดการสั่นไหวของมิติเวลาขึ้นมาอีกแล้วนั่นเอง ส่วนตัวฟาลอนที่ออกไปสู้กับมอนสเตอร์มาได้รับบาดเจ็บนิดหน่อยไม่อันตรายถึงชีวิตโทยะเลยคิดว่าจะส่งยาที่สร้างจากโรงแปรธาตุไปให้ทางเซโนอัสซะหน่อย ส่วนในเรื่องของความเสียหายที่สัตว์สูญพันธุ์ตัวนี้ก่อจะเล็กน้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอพยพใหญ่ของพวกสัตว์อสูรตัวอื่นซะอีกดูเหมือนจะมีหมู่บ้านได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้ด้วย และในระยะนี้ก็มีรายงานจากทั่วโลกว่ามีการอพยพลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายแห่งแต่ไม่รู้ว่าจะมีสาเหตุเดียวกันหรือไม่และในขณะที่โทยกำลังคิดถึงมาตรการป้องกันเกี่ยวกับเรื่องนี้สมาร์ทโฟนของเขามีสัญญาณเรียกเข้า
.
ตัดภาพมาทางพวกสาวกเทพมาร อินดิโก้กำลังยืนมองโกเลมขนาดใหญ่ที่เรียงรายกันอยู่เบื้องภายในโรงเก็บของเรืออาร์คด้วยความรู้สึกประทับใจซึ่งขนาดของโกเลมนี้ดูจะใหญ่กว่าพวกชีวาเรียอยู่เล็กน้อย ตัวเครื่องมีสีทองหม่น ๆ ไม่มีอาวุธใด ๆ ติดตั้งอยู่แม้จะมีส่วนที่ดูขรุขระอยู่บ้างก็คงเพราะเป็นรสนิยมของคนออกแบบนั่นแหละซึ่งคนที่ออกแบบนั้นก็คือชายที่สวมหน้ากากกาฬโรคหรือก็คือสกาเล็ตนั่นเอง แม้ว่าจะมีการออกแบบคล้าย ๆ กับชีวาเลียแต่ก็ที่หัวนั้นแตกต่างนั่นคือมีดวงตาขนาดใหญ่หนึ่งดวงเท่านั้นซึ่งสกาเล็ตก็มั่นใจว่าผลงานนี้ประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าเฟรมเกียร์ของบรุนฮิว คำถามต่อไปของอินดิโก้ก็คือสิ่งนี้พร้อมจะผลิตจำนวนมากหรือยัง คำตอบตอบก็คือสามารถผลิตได้ในระดับหนึ่งเพราะมีวัตถุดิบที่ได้มาจากท่าเรือใต้ดินของกัลดิริส บางส่วนก็หาได้จากใต้ทะเล ซึ่งตอนนี้เรืออาร์คก็กำลังดำน้ำเก็บสินแร่จากใต้ทะเลลึกอยู่โดยมีพวกมนุษย์ที่กลายพันธุ์เป็นครึ่งปลาทำหน้าที่ขุดสินแร่ดั่งกับแรงงานทาส และเพราะบาเรียที่ปกป้องอยู่รอบเรืออาร์คเป็นพลังของเทพมารจึงทำให้เวทค้นหาไม่สามารถตรวจพบได้ แต่ก็มีเรื่องนึงที่อินดิโก้กังวลนั่นก็คือ มีเครื่องหนึ่งหายไปจากจุดที่มันควรอยู่สกาเล็ตบอกว่าออคิทเป็นคนเอาไปและไม่รู้ว่าไปที่ไหน ออคิทไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่คนงี่เง่า แต่เป็นคนหัวร้อนไม่รู้จักยั้งคิด เคลื่อนไหวโดยสัญชาติญาณมากกว่าความคิดเกลียดเรื่องยุ่งยากอย่างการเตรียมตัวหรือการต่อรองเป็นประเภทชอบทำทุกอย่างด้วยความสนุกส่วนตัวล้วน ๆ ดังนั้นจึงไม่มีทางจะอยู่นิ่ง ๆ แน่เมื่อได้ของเล่นแบบนี้คงตั้งใจเอาไปอาละวาดที่ไหนซักแห่งซึ่งอินดิโก้คิดว่าตอนนี้ยังไม่สมควรทำอะไรแบบนี้และต้องรีบไปพาตัวกลับมาให้เร็วที่สุดแต่ว่าตอนนี้เจ้าหมอนั่นมันอยู่ที่ไหนนี่สิ ทว่าในขณะที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงดีอยู่นั้นก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้น คนผู้นั้นบอกว่าออคิทนั้นกำลังมุ่งหน้าไปอาณาจักรแรร์ เมื่ออินดิโก้หันไปก็พบกับผู้หญิงที่สวมหน้ากากโดมิโน่ประดับขนนกสีฉูดฉาด รูปร่างสูงเพรียว ชุดที่ใส่ก็มีขนนกสีเขียวประดับไปทั้งตัวจนแทบจะเรียกว่ามนุษย์นกก็ไม่ผิด ในมือของเธอถือจักรสีเขียวเมทัลลิกที่ดูไม่สมดุลเอาไว้สองอัน เธอคนนี้มีชื่อเรียกว่า "พีค็อก" โดยเธอบอกว่า "เวอร์ริเดี้ยน" ของเธอนั้นมีความสามารถพิเศษในการค้นหาตำแหน่งของศัตรูแต่ในทางกลับกันก็สามารถใช้ค้นหาตำแหน่งของสาวกคนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน ซึ่งเมื่อมองเขาไปในช่องว่างของจักรก็จะเห็นจุดแสงปรากฏอยู่ในนั้นซึ่งมันทำหน้าทีเหมือนกับจอเรดาร์ระบุเป้าหมาย ช่วยให้พีค็อกสามารถหาสิ่งที่ระบุไว้ได้ซึ่งถ้าเธอพูดแบบนั้นก็คงไม่ผิดแน่เมื่อรู้ตำแหน่งของออคิทแล้วอินดิโก้ก็เตรียมตัวจะรีบไปตามเขากลับเพราะตอนนี้ตัวอินดิโก้ไม่ต้องการให้ใครเห็นเจ้าโกเลมพวกนี้แต่ก่อนจะไปเขาก็ถามสกาเล็ตว่าจะตั้งชื่อเจ้าโกเลมพวกนี้ว่าอะไร และชื่อที่สกาเล็ตตั้งให้ผลงานของเขานั้นก็คือ "ไซคลอปส์" (ในเรื่องจะใช้คำว่า キュクロプス แต่มันจะมีอีกคำที่เขียนว่า サイクロプス ซึ่งอ่านว่าไซคลอปส์เหมือนกัน) ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเมื่อห้าพันปีก่อนจะมีคนตั้งชื่อสิ่งนี้เอาไว้แบบนั้นว่าแล้วสกาเล็ตก็หันไปพูดกับโกเลมสีทองที่อยู่ตรงทางเข้าโรงเก็บราวกับจะขอให้ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
.
โทยะเดินทางไปยังท่าเรือคาดันที่ในเขตของอาณาจักรแรร์และรับเอาความทรงจำของทหารที่เห็นเหตุการณ์ด้วยเวทรีคอลและใช้ดรอว์อิ้งปริ๊นลงกระดาษอีกที ซึ่งที่นี่ถูกโกเลมขนาดใหญ่ที่เข้าใจว่าเป็นเฟรมเกียร์บุกเข้าโจมตี เมื่อนำภาพให้ราชาเอลฟ์แห่งอาณาจักรแรร์ดูมันก็เกิดข้อสงสัยขึ้นว่านี่ไม่ใช่เฟรมเกียร์แน่ใช่ไหมซึ่งโทยะก็ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่มันจะพิสูจน์ได้ยากนิดหน่อยเพราะจนถึงตอนนี้ประเทศเดียวที่มีหุ่นยนต์ยักษ์ก็มีแค่บรุนฮิวเท่านั้น แต่ตัวที่อยู่ในรูปนั้นมีความแตกต่างจากเฟรมเกียร์อยู่มันแค่ดูคล้าย ๆ เท่านั้นเมื่อ เรจีน่า เอลก้า ปู่โปรเฟสเซอร์ และคูนลองพิจารณาเฟรมเกียร์ปลอมจากภาพนั้นก็ลงความเห็นว่ามันใช้เทคโนโลยีจากทวีปฝั่งตะวันออกหรือก็คือเทคโนโลยีโกเลม แต่ดีไซน์นั้นค่อนข้างเน้นไปทางความติสของคนออกแบบมากกว่าประโยชน์ใช้งานและบางคนก็อยากให้มันมาลองสู้กับเฟรมเกียร์ดู ชาวเมืองให้การว่าจู่ ๆ เจ้าสิ่งนี้มันก็โผล่มาจากทะเลแล้วก็โจมตีเมืองท่าแล้วก็หนีกลับลงทะเลไปเมื่อได้คีย์เวิร์ดว่าขึ้นมาจากทะเล โทยะก็เดาได้ทันทีว่าเจ้าเฟรมเกียร์เก๊นี่ต้องถูกสร้างโดยพวกสาวกเทพมารแน่ ๆ ครั้งหนึ่งพวกเทพมารก็เคยสร้าง "เฟค" ขึ้นมาต่อกรกับเฟรมเกียร์ซึ่งพวกนั้นเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตรูปแบบผลึกแต่ในรูปนี้มันเป็นเครื่องจักรเหมือนกับโกเลมไม่ก็พวกอาติเฟกหรืออีกความหมายหนึ่งก็คือพวกนั้นมีเทคโนโลยีที่จะสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้ ตอนแรกพวกโทยะก็เดา ๆ กันว่าอาจจะเป็นเทคโนโลยีที่หลงเหลืออยู่ในเรืออาร์ค พวกสาวกเทพมารอาจจะนำมาซ่อมแซมปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้แต่โกเลมสีเขียวแกรนด์ กรันก็ยืนยันว่าโครมไม่เคยสร้างอะไรแบบนี้นี่เป็นผลงานของคนอื่นถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าฝ่ายสาวกเทพมามีคนที่เป็นวิศวกรโกเลมรวมอยู่ด้วยหรือดีไม่ดีวิศวกรคนนั้นก็อาจเป็นสาวกเทพมารเองก็ได้แบบนี้ก็ยิ่งจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้น ฝ่ายราชาเอลฟ์ก็เชื่อว่าพวกโทยะที่มอบต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเขาคงไม่ทำอะไรแบบนี้แน่แต่ถ้าเฟรมเกียร์ปลอมนี่ไปโผล่ในอาณาจักรที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกันอยู่ล่ะก็น่าจะมีปัญหาตามมาแน่ ๆ เพราะพวกนั้นต้องโทษว่าเป็นฝีมือของอาณาจักรบรุนฮิวอย่างไม่ต้องสงสัยหรือว่านี่เป็นแผนทำลายชื่อเสียงของบรุนฮิวกันแต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะใช่เพราะสาวกเทพมารคงไม่มาทำอะไรอ้อมค้อมแบบนี้แน่ แต่ในเมื่อศัตรูมีเทคโนโลยีสร้างของแบบนี้ได้สิ่งแรกที่เรจีน่าเสนอให้ทำก็คือแจ้งให้ทุกประเทศในโลกนี้ทั้งที่มีสัมพันและไม่มีสัมพันธ์กับบรุนฮิวรู้ก่อนจะได้ไม่เป็นปัญหาภายหลัง แต่เมื่อโปรเฟสเซอร์พิจารณาดูภาพเฟรมเกียร์เก๊แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารู้สึกว่าเคยเห็นดีไซน์แบบนี้จากที่ไหนมาก่อนซึ่งเอลก้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันและในที่สุดพวกเขาก็นึกออก ผลงานการดีไซน์แบบนี้ก็คือ “ไมสโทร” หนึ่งในห้าสุดยอดไมสเตอร์นั่นเอง นั่นก็หมายความว่าทางฝั่งสาวกเทพมารมีวิศกรโกเลมที่เก่งพอ ๆ กับเอลก้าแล้วก็ปู่โปรเฟสเซอร์อยู่ด้วยแต่ที่โทยะยังไม่รู้แน่ชัดก็คือไมสโทรแค่ร่วมมือกับสาวกเทพมาร หรือตัวเขาคือสาวกเทพมารกันแน่ และเรืออาร์คของโครมก็เป็นเหมือนโรงงานเคลื่อนที่ดังนั้นมันจึงสามารถผลิตโกเลมพวกนี้ออกมาแบบจำนวนมากได้ ดังนั้นโทยะจึงคิดจะส่งเฟรมยูนิตไปให้ประเทศที่เพิ่งเป็นพันธมิตรใหม่ก่อนเพื่อจะได้สอนให้สามารถควบคุมเฟรมเกียร์ได้ ในขณะที่เรจีน่าก็ไฟติดขึ้นมาทันทีหลังจากได้เห็นโกเลมของฝ่ายศัตรูดังนั้นเธอจึงคิดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีลำดับต่อไปซึ่งก็คือโอเวอร์เกียร์ของอัลบุส ที่มีชื่อว่า "วาร์อัลบุส" ซึ่งเรจีน่าตั้งใจจะสร้างมันให้ออกมาอลังการชนิดว่าไมสโทรจะหัวเราะไม่ออกแน่เมื่อเจอกับมัน
.
หลังจากกลับมาจากอาณาจักรแรร์พวกเรจีน่าก็หมกตัวกันอยู่ภายในบาบิโลนเพื่อทำการสร้างโอเวอร์เกียร์สำหรับอัลบุสซึ่งตอนนี้ก็ยังคงปิดเป็นความลับไม่ยอมเปิดเผยให้โทยะได้รู้ ซึ่งในงานนี้คูนก็ไปช่วยด้วยแต่ก็ไม่ถึงขนาดหมกตัวไม่ออกมาเหมือนพวกเรจีน่าเพราะเธอก็ยังออกมาร่วมวงน้ำชากับบรรดาพี่น้องอยู่ ส่วนเรื่องของการประชุมสองโลกครั้งนี้โทยะก็ได้นำเฟรมยูนิตไปด้วยซึ่งการที่โรเซ็ตต้ากับโมนิก้าไปช่วยเรจีน่าก็เลยทำให้มีบุคลากรไม่ค่อยพอโทยะก็เลยต้องลงมาจัดการฝึกสอนการขับเฟรมเกียร์เองซึ่งในตอนนี้ผู้ทำกำลังซ้อมอยู่ในเฟรมยูนิตก็คือจักรพรรดิ์หงสากับราชาแห่งกัลดิริสและผลก็คือจักรพรรดิ์หงสาเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่าคนทางฝั่งทวีปตะวันตกไม่ได้คุ้นเคยกับเฟรมยูนิตแต่พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะขับมันเพราะโดยรวมแล้วมันก็เหมือนเล่นเกมส์หรือไม่ก็การแข่งขันซึ่งหลังจากที่แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นที่อาณาจักรแรร์ให้ได้ทราบกันทั้งสองฝั่งทวีปแล้วพวกเขาก็ต้องการที่จะฝึกการควบคุมเฟรมเกียร์เหมือนอย่างตอนที่มีการรุกรานของเฟรซ ในการประชุมนั้นราชามิสนิดได้ตั้งคำถามว่าคราวนี้จะเป็นการรุกรานครั้งใหญ่เหมือนกับตอนเฟรซหรือไม่ซึ่งจุดนี้โทยะมองว่ามีความเป็นไปได้เพราะศัตรูมีเรืออาร์คของโครม รันเชสที่มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับโรงงานในระดับประเทศอยู่จึงมั่นใจได้ว่าคงไม่ได้มีอยู่แค่ตัวหรือสองตัวแน่แต่การจะสร้างให้ได้จำนวนมากก็ต้องใช้เวลาอยู่ ซึ่งผู้นำจากฝั่งตะวันตกที่ใช้โกเลมเป็นกำลังรบอยู่แล้วย่อมเข้าใจถึงสถานการณ์นี้ดีว่ามันเป็นยังไงและบางทีตอนนี้พวกนั้นก็อาจจะกำลังขุดทรัพยากรใต้ทะเลเพื่อนำมาผลิตจำนวนมากชุดแรกอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งถ้ามีทรัพยากรมากขนาดนั้นยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานก็จะยิ่งผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมากตามไปด้วย ส่วนราชาเบลฟาสก็ถามว่าพวกสาวกเทพมารนั้นตั้งใจจะทำอะไรกับโลกใบนี้ซึ่งโทยะเดาว่าอาจจะต้องการคืนชีพเทพมาร หรือไม่ก็ให้กำเนิดเทพมารองค์ใหม่หรืออาจจะมีเป้าหมายอื่นแต่ว่าไม่ว่าจะอย่างไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น การจะคืนชีพเทพมารตั้งใช้ความรู้สึกด้านลบของผู้คนเป็นปริมารมหาศาลซึ่งยูระเคยใช้วิถีสร้างความหวาดผวาและข่มขวัญผู้คนไปทั่วโลกเพื่อรวบรวมพลังงานด้านลบถ้าหากว่าโกเลมยักษ์พวกนั้นผลิตจำนวนมากได้สำเร็จก็คงทำให้ทั่วโลกหวาดผวาได้และครั้งนี้มันต่างจากครั้งก่อนเพราะโทยะกับเหล่าภรรยามีสถานะเป็นเทพแล้วจึงไม่อาจจะจัดการกับเทพมารที่จะปรากฏตัวในครั้งนี้ได้โดยตรงเหมือนกับคราวก่อนดังนั้นจึงต้องหาวิธีป้องกันเอาไว้แต่พอมาทบทวนดูแล้วโทยะก็พบว่าอาณาจักรของเขาไม่มีพื้นที่ติดทะเลเลย (ซึ่งในที่นี้โทยะไม่นับเกาะดันเจี้ยน) ดังนั้นโอกาสที่จะโดนศัตรูที่อยู่ในทะเลบุกโจมตีโดยตรงจึงเป็นเรื่องยากและทางที่จะป้องกันการโจมตีของศัตรูก็มีแต่ต้องใช้เฟรมเกียร์เข้าหยุดยั้งแต่ปัญหาก็คือคราวนี้มันไม่เหมือนกับตอนเฟรซที่สามารถระบุตำแหน่งของพวกนั้นได้ล่วงหน้าก่อนที่จะบุกโจมตี ซึ่งเอลก้าเคยบอกว่าถ้าจับมาได้ซักตัวและทำการวิเคราะห์มันก็อาจจะพอสร้างเรดาร์ตรวจจับได้อยู่แต่ถ้าหากจับมาไม่ได้ก็ไม่มีความหมายดังนั้นตอนนี้จึงมีแต่ต้องเตรียมพร้อมรับการโจมตีไว้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งเฟรมเกียร์ไปยังประเทศพันธมิตรที่ไว้ใจได้ในทวีปฝั่งตะวันตกและฝึกพวกเขาให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้โดยเฉพาะตามแนวชายฝั่งและนอกจากจะมอบสมาร์ทโฟนให้กับเหล่าผู้นำแล้วก็ยังมอบ "เกทมิเลอร์" อีกจำนวนมากให้ไปอีกด้วยเพื่อที่ว่าพื้นที่ห่างไกลจะได้สามารถสื่อสารกับส่วนกลางได้หากมีเหตุจะได้ติดต่อกันและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทั้งนี้ก็เพราะการสื่อสารในทวีปตะวันตกยังไม่มีอุปกรณ์ที่ดีทำให้การสื่อสารนั้นค่อนข้างล่าช้า
.
และผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ราชาเอลฟ์ที่เพิ่งนำอาณาจักรของตนมาเข้าร่วมกับพันธมิตรโลกจึงเสนอว่าอยากจะให้ประเทศที่ยังไม่ได้เข้าร่วมพันธมิตรรีบมาเข้าร่วมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นกับอาณาจักรของเขาซึ่งราชาแวมไพร์แห่งเฮลไกอาที่เพิ่งเข้าร่วมพันธมิตรเช่นกันก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นที่อาณาจักรแรร์นั้นแม้จะป้องกันไว้ไม่ได้แต่ก็ได้รับเงินบริจาคจากอาณาจักรต่าง ๆ ในพันธมิตรหลั่งไหลไปช่วยเหลือจึงทำให้เมืองสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในเวลาไม่นานซึ่งเรื่องคราวนี้เกิดขึ้นที่เมืองเล็ก ๆ ก็จริงแต่ว่ามีเมืองชายฝั่งขนานใหญ่อยู่ไม่น้อยซึ่งครั้งหน้าพวกนั้นอาจจะโจมตีเมืองใหญ่แบบเดียวกับที่ทำกับเมืองท่าคาดันนี้ก็ได้ซึ่งหากต้องการสร้างความวุ่นวายเล็งเมืองใหญ่น่าจะดีกว่าซึ่งเจ้าชายโรเบิร์ตได้บอกว่าอาณาจักรคิวริเอล่าเองก็มีแนวโน้มว่าจะมาเข้าร่วมพันธมิตรเพราะเมืองของอาณาจักรนั้นก็โดนโจมตีจนเสียหายอย่างหนักไปก่อนหน้านั้นแล้วซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโทยะ ซึ่งถ้านับประเทศที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรโลกนอกจากคิวริเอล่าแล้วก็จะยังเหลือ อาณาจักรแลงซ์ อาณาจักรเรฟาน และอาณาจักรเจม ซึ่งถ้าหากคิวริเอล่าเข้าร่วมแล้วก็ไม่รู้ว่าสามอาณาจักรที่เหลือจะว่าอย่างไร ทางด้านอาณาจักรเจมนั้นโทริฮารันเข้าไปเจรจาอยู่ซึ่งสัญญาณตอบรับก็ดูไม่แย่นัก ส่วนแลงซ์ก็อาจจะเข้าร่วมหากว่าคิวริเอล่าที่อยู่ติดกันตัดสินใจเข้าร่วมดังนั้นตอนนี้ปัญหาจึงอยู่ที่อาณาจักรเรฟานที่เดียวที่ไม่มีข้อมูลอะไรที่จะประเมินการเคลื่อนไหวได้เลยโทยะจึงลองสอบถามข้อมูลจากราชาแห่งพริมล่าซึ่งเป็นอาณาจักรที่อยู่ติดกันดู แต่ถึงจะบอกว่าพื้นที่ติดกันแต่ก็มีเทือกเขาที่ชื่อ "ดาโอร่า" กั้นอยู่ทำให้ไม่มีทางจะสัญจรไปหากันได้และยิ่งไปกว่านั้นอาณาจักรเรฟานยังมีแร่มิทริลอยู่ในพื้นผิวดินเป็นปริมาณมากด้วยซึ่งแร่มิทริลจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของโกเลมลดลงเกินครึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งอาณาจักรเรวีก็เคยใช้วิธีนี้รับมือกับโกเลมของผู้รุกรานจากภายนอกมาแล้วมิทริลจึงเป็นแร่ล้ำค่าอย่างมากในเขตทวีปตะวันตกและสำหรับผู้ใช้โกเลมแล้วสถานที่แบบนั้นก็ไม่อยากจะมีใครอยากจะย่างกรายเข้าไปนักแต่ว่าก็มีโกเลมบางประเภทสามารถป้องกันผลจากมิทริลได้อย่างซีรีสย์ราชันย์สรรพสัตว์ของอาณาจักรเรวีที่ล่มสลายไปแล้วนอกจากนี้ก็ยังมีข่าวว่าเรฟานกำลังมีสงครามภายในดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมกับพันธมิตรโลก อาณาจักรเรฟานนั้นประกอบด้วยตระกูลหลายตระกูลอำนาจตัวราชาไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริงจึงโดนตระกูลหนึ่งขับไล่ออกจากเมืองหลวงไป แต่ตระกูลที่เป็นขั้วตรงข้ามที่ยังปักหลักอยู่เมือหลวงก็ใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายนี้และก่อให้เกิดการแย่งชิงอำนาจนานเข้าก็กลายเป็นสงครามกลางเมือง แต่รูเฟียสมงกุญราชกุมารแห่งโทริฮารันก็บอกว่าเขาได้ยินข่าวมาว่าสงครามภายในจบลงแล้วโดยผู้ใช้โกเลมผู้เก่งกาจได้ปรากฏตัวมาช่วยเหลือราชาของเรฟานไว้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้เจ้าหญิงเบลริเอตต้าผู้เป็นคู่หมั้นก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็ยังคงสนุกกับการปรับแต่งอีเทอร์วีเกิ้ลอยู่เหมือนเดิมต่อไปโทริฮารันจะกลายเป็นอาณาจักรที่โดดเด่นด้านอีเทอร์วีเกิ้ลก็เป็นได้
.
แต่ที่น่าสงสัยก็คือถ้าในเรฟานมีมิทริลอยู่มากก็ไม่น่าจะบังคับโกเลมได้ดั่งใจแต่เท่าที่รู้มาโกเลมตัวที่คนผู้นั้นใช้ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสภาพพื้นที่ดังนั้นอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าโกเลมนั้นติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันที่พัฒนาโดยไอเซนกัลด์หรือไม่ก็อาจจะเป็นโกเลมราชันย์สรรพสัตว์ของเรวีที่อาจจะหลงเหลืออยู่เดิมทีโกเลมซีรี่ย์นี้มีทั้งหมดสิบสองเครื่องแต่ตอนที่จักรกัลดิโอ้ยกทัพไปโจมตีนั้นก็ดูเหมือนว่าจะถูกทำลายไปเกือบหมดแต่ก็ยังเหลือรอดอยู่บ้างแต่ในข้อมูลที่ได้มาผู้ใช้โกเลมคนนั้นใช้โกเลมสีทองและผู้ใช้ก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงอีกด้วยและด้วยคำพูดของรูเฟียสก็ทำให้โทยะเริ่มเอะใจโกเลมสีทองนั้นโทยะจำได้ว่ามันมีโกเลมสีทองที่เป็นคราวน์ซีรี่ย์อยู่แต่พอใช้เซิร์จหา "คราวน์สีทอง" ก็ได้มาร์คเกอร์มาเพียบแต่ถึงจะบอกว่าการสร้างโกเลมสีทองมันดูเป็นอะไรที่อวดรวยไปหน่อยแต่โทยะก็พูดอะไรไม่ได้มากเพราะเขาก็มีเฟรมเกียร์สีทองอยู่เหมือนกัน รูเฟียสเล่าต่อว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุประมาณห้าขวบแต่ศัตรูไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลยดูเหมือนว่าโกเลมตัวนั้นจะมีพลังป้องกันสมบูรณ์แบบแถมตัวผู้ใช้ยังทะยานไปในสนามรบอย่างกะพายุโค่นล้มศัตรูมากมายโดยที่ไม่มีใครแตะต้องตัวเธอได้เลยฟังมาถึงตรงนี้โทยะเริ่มรู้สึกว่าคุ้น ๆ ว่ามันเริ่มเข้าเค้าแต่อีกใจก็พยายามจะบอกว่าคงไม่ใช่แต่คูนยืนยันว่าไม่ผิดตัวแน่ ซึ่งรูเฟียสที่ฟังเรื่องราวมาอีกทีก็ไม่ได้แน่ใจเรื่องชื่อของเด็กคนนั้นแต่เขาจำได้ว่าไม่ "สตาฟ" ก็ "สเตฟ" นี่แหละซึ่งโทยะรู้ทันทีว่าเด็กคนนั้นชื่ออะไรและรูเฟียสก็เกือบจะพูดถูกแต่ชื่อจริงของเด็กคนนั้นก็คือ "สเตฟาเนีย" และเป็นลูกสาวคนสุดท้องของเองแต่ไหงไปโผล่ในสงครามกลางเมืองได้นี่แหละที่โทยะไม่เข้าใจ ตรงจุดนี้คูนบอกว่าตัวสเตฟอาจจะไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอก บางทีแค่ให้อาหารเป็นรางวัลซักหน่อยเธอก็ช่วยแล้วนั่นทำให้โทยะเป็นห่วงว่าลูกสาวจะโดนคนไม่ดีหลอกใช้เอาหรือเปล่าแต่คูนก็บอกว่าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเพราะ สเตฟก็มีเนตรมาร "มองทะลุ" เหมือนกับคุองและยูมิน่าดังนั้นจึงสามารถแยกแยะได้ ถ้าฟังจากคำพูดของคูนก็แปลว่าสเตฟตั้งใจไปช่วยราชินีของเรฟานด้วยความตั้งใจของตัวเองในแบบของตัวเองนั่นแหละและนั่นก็หมายความว่าราชินีเรฟานก็น่าจะม่ใช่คนไม่ดี พอลองถามข้อมูลเกี่ยวกับราชินีของเรฟานจาก ราชาแห่งพริมล่ากับรูเฟียสดูก็ได้ทราบว่าราชินีเรฟานอายุใกล้หกสิบแล้วโดยรวมก็เป็นคนดีแต่ถึงจะเป็นคนดีก็ไม่อาจจะเป็นราชินีที่ดีได้แต่จุดที่โทยะกังวลคือตอนนี้มีใครกำลังเล็งจะให้สเตฟขึ้นตำแหน่งนั้นหรือเปล่าพอคิดแบบนั้นโทยะก็เริ่มกังวลใจขึ้นมาตอนนี้เรื่องโกเลมสีทองนั่นจะยังไงก็ช่างมันก่อนตอนนี้ต้องไปรับตัวกลับมาโดยด่วนแต่จะให้ทิ้งการประชุมไปเลยก็ทำไม่ได้และถ้าบอกซูที่เป็นแม่ของสเตฟซึ่งก็อยู่ที่นี่ตอนนี้ด้วยมีหวังได้วุ่นวายกันยกใหญ่โทยะเลยคิดว่าจะบอกเธอหลังจากนี้ หลายชั่วโมงต่อมาการประชุมก็เสร็จสิ้นลงด้วยดีแล้วโทยะก็รีบดำเนินการทันทีแน่นอนว่าโทยะต้องรายงานเรื่องสเตฟให้เหล่าภรรยาทราบซึ่งรีแอคชั่นของพวกเธอนั้นออกไปทางประหลาดใจ ส่วนบรรดาเด็ก ๆ นั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เกินคาดหมายเพราะสเตฟก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วทำตามใจตัวเองทั้งในทางดีและไม่ดี จากนั้นซูก็บอกให้โทยะรีบไปอาณาจักรเรฟานเพื่อรับตัวสเตฟกลับบ้านโดยส่วนตัวในฐานะแม่ เธอเข้าใจว่าลูกสาวคงจะกำลังเหงาและเธอต้องรีบไปรับแต่ปัญหาก็คือโทยะไม่เคยเดินทางไปเรฟานมาก่อนจึงไม่สามารถเปิดเกทไปที่นั่นได้ ยาคุโมะเองก็ไม่เคยไปที่นั่นเหมือนกัน จะใช้เทเลพอร์ตก็ไม่รู้พิกัดเดี๋ยวไปโผล่ผิดที่ผิดทางจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศเอาได้ ทางเลือกที่มีจึงเป็นการเปิดเกทไปที่อาณาจักรพริมล่าก่อนแล้วค่อยเดินทางข้ามเทือกเขาดาโอร่าไป ซึ่งโยชิโนะเสนอตัวขอตามไปด้วยเพราะถ้าหากสเตฟดื้อไม่ยอมกลับและคิดหลบหนีเธอจัดการจับสเตฟเองเพราะ โยชิโนะมีแอปซอร์บกับเทเลพอร์ตที่เอาไว้แก้ทางสเตฟได้ ซึ่งคุองที่มีเนตรมารก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของสเตฟได้เหมือนกัน
.
และเมื่อโยชิโนะจะไปด้วยแน่นอนว่าซากุระก็ขอตามไปด้วยเพราะห่วงลูก โทยะไปที่บาบิโลนโรงเก็บเพื่อนำยานบินความเร็วสูงกุงกุนีลมาใช้งานเดิมที่ถ้าเขาไปคนเดียวก็กะจะใช้เวทฟลายบินไปแต่เพราะไปกันหลายคนจึงเลือกใช้ยานลำนี้และเพราะมันมีระบบสเตลสามารถพรางตัวบินเข้าไปได้โดยไม่มีใครเห็น ว่าแล้วโทยะก็ให้โมนิก้าขับยานผ่านเกทไปโผลที่พริมล่าและบินมุ่งหน้าสู่เรฟานแต่ไม่ได้ไปที่เมืองหลวงเพราะราชาไม่ได้อยู่ที่นั้นและจากผลการค้นหาโกเลมสีทองที่ระบุพื้นที่แค่ในเขตเรฟานก็พบว่ามี 3 จุดแต่มี 2 จุดอยู่ที่เมืองหลวงส่วนอีกจุดอยู่ทางตะวันออกดังนั้นโทยะจึงบอกให้โมนิก้าบินไปทางนั้นโทยะถามกับตัวเองว่าทำไมลูก ๆ ของเขาถึงชอบไปพัวพันกับปัญหาแบบนี้ซึ่งซากุระก็บอกว่ามันคงเป็นมรดกตกทอดจากพ่อนั่นแหละไม่ผิดแน่ กุงกุนีลบินผ่านถิ่นทุรกันดารของเทือกเขาดาโอร่าไปเรื่อย ๆ เบิ้องล่างมีเมืองมีถนนแต่มีผู้คนสัญจรไปมาอยู่ไม่มากนักแต่ว่าจุดนี้อยู่ทางฟากของพลิมล่าสำหรับคนทางฟากฝั่งของเรฟานแล้วจุดนี้อาจจะถือว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลก็เป็นได้ ถนนที่เชื่อมระหว่างพริมล่ากับเรฟานก็มีแค่สองสายโดยสายหนึ่งเลียบทะเลไปทางเหนือส่วนอีกสายก็ไปทางใต้ซึ่งถนนพวกนั้นก็ไม่ค่อยได้ใช้กันบ่อยนักคนทางฝั่งพริมล่าเองก็ไม่ได้อยากจะเดินทางไปในเขตที่ไม่ปลอดภัยจากสงครามกลางเมืองซักเท่าไหร่ และโทยะก็ได้ยินมาว่าเหล่าผู้ดูแลหัวเมืองของเรฟานเองก็คอยจัดการกับผู้ที่จะอพยพด้วย เมื่อยานเข้ามาถึงเขตของเรฟานแล้วโมนิก้าก็ถามโทยะจะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ โทยะจึงชี้ไปยังจุดที่อยู่บนแผนที่ของสมาร์ทโฟนของเขาที่นั่นก็คือเมืองป้อมปราการ "แอสชิล่า" ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกด้วยความเร็วของกุงกุนีลพวกเขาสามารถไปถึงที่นั่นได้ภายในเวลาไม่เกินสามสิบนาทีแต่สำหรับโทยะแล้วกลับรู้สึกว่าถ้าเขาบินไปเองจะถึงไวกว่าแต่ก็เลือกที่จะเงียบปากไว้เพราะไม่ต้องการไปจุดระเบิดโมนิก้าโดยไม่จำเป็นและอีกอย่างคราวนี้มีเพื่อนร่วมทางมาด้วยหลายคนดังนั้นใช้วิธีนี่เดินทางต่อไปก็น่าจะดีกว่า และหลังจากที่บินต่อมาเรื่อย ๆ ด้วยโหมดสเตลพวกโทยะก็ผ่านอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับกองทัพเขาจึงบอกให้โมนิก้าหยุดเครื่องกลางอากาศเพื่อตรวจดูสถานการณ์เบื้องล่างโดยกองทัพนี้กำลังเคลื่อนไปทางตะวันออกโดยทหารส่วนมากสวมใส่อุปกรณ์ที่ดูคล้ายพาวเวอร์สูท เนื่องจากดินแดนเขตนี้มีแร่มิสทริลอยู่มากทำให้การสื่อสารระหว่างโกเลมกับตัวมาสเตอร์นั้นมีปัญหาและทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพเพราะหากไม่ได้รับค่ำสั่งจากมาสเตอร์ก็จะทำงานได้ไม่ดีนักแต่สำหรับโกเลมที่มีรูปแบบเป็นอุปกรณ์สวมใส่แบบนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก แต่ในระหว่างนั้นซูก็โวยวายให้รีบไปหาสเตฟได้แล้วยานกุงกุนีลจึงเคลื่อนตัวต่อไปด้วยความเร็วเต็มพิกัดแม้ว่าจะรู้สึกกังวลกับกองทัพที่กำลังเคลื่อนไปก็เถอะแต่ตอนนี้เขามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำและหลังจากนั้นไม่นานพวกโทยะก็มองเห็นเมืองแอสชิร่าที่เป็นเป้าหมายปลายทาง ซูรีบถามโทยะเกี่ยวกับที่อยู่ของโกเลมสีทองทันทีโทยะลองเซิร์จหาดูก็พบว่าอยู่ที่ปราสาทใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองอาจจะอยู่ข้างกายราชินีก็ได้
.
พอรู้แบบนั้นซูก็จะรีบบึ่งไปหาลูกทันทีชนิดว่าบุกทะลวงเข้าไปเลยแต่โทยะรีบห้ามเพราะกลัวเกิดปัญหาระดับประเทศซึ่งจุดนี้ซูก็เถียงว่ามาพูดอะไรเอาป่านนี้ทั้ง ๆ ที่โทยะก็เคยทำแบบนี้อยู่บ่อย ๆ แท้ ๆ เล่นเอาโทยะถึงกับเถียงไม่ออกไปเลยแต่ถึงยังไงการบุกไปพบตรง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดียิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นสเตฟจึงไม่สามารถค้นหาตัวเธอตรง ๆ ได้ด้วยข้อมูลบ่งชี้นี้มันชี้เป้าไปที่โกเลมสีทองซึ่งก็ไม่แน่ว่าสเตฟจะอยู่ที่นั่นด้วยในตอนนี้หรือเปล่าดังนั้นซากุระจึงเสนอให้ลอบเข้าไป โทยะลองสังเกตดูถึงระบบรักษาความปลอดภัยของทางนั้นแล้วก็รู้สึกว่าค่อนข้างแน่นหนามีทั้งเวรยามและระบบเซนเซอร์ตรวจจับความร้อนก็น่าจะมีติดตั้งไว้ในตัวโกเลมด้วยดังนั้นต่อให้ใช้อินวิซิเบิ้ลก็ไม่น่าจะผ่านไปได้จึงต้องหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้โทยะจึงให้ยานกุงกุนีลจอดรออยู่บนฟ้า โทยะ ซู ซากุระและโยชิโนะได้ทำการเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังตรอกที่ไม่ค่อยมีผู้คนภายในเมืองแอสชิล่าด้วยเทเลพอร์ตพลางส่งโทรจิตไปขอความช่วยเหลือจากโคฮาคุให้ช่วยบงการหนูและสัตว์เล็ก ๆ ต่างที่อยู่รอบ ๆ ปราสาทให้ช่วยทำการสำรวจให้แต่พอโคฮาคุเรียกหนูออกมาเป็นจำนวนมากก็ทำเอาพวกผู้หญิงผวากันไปนิดหน่อยหลังจากโคฮาคุสั่งการแล้วพวกหนูก็กระจายตัวกันไปโดยโคฮาคุบอกว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงในการสำรวจเส้นทางภายในปราสาทแต่ซูที่ค่อนข้างใจร้อนก็เสนอให้โทยะใช้มิราจแปลงร่างทุกคนให้เป็นคนอื่นแล้วบุกเข้าไปหาซะก็ได้ถึงจะดูเป็นการบุกเข้าไปจับตัวสเตฟก็ตามแต่ก็จะไม่มีใครรู้ตัวจริงของพวกเขาแน่แต่ซากุระไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก ๆ เธอจึงแย้งไปซูจึงได้แต่ขอโทษและล้มเลิกความคิดนี้ไปแต่เอาจริง ๆ โทยะก็คิดว่าการแอบเข้าไปแบบนี้ก็ไม่ดีเหมือนกันนั่นแหละ ส่วนโยชิโนะนั้นดูไม่ใส่เท่าไหร่สำหรับเธอที่มีเวทเทเลพอร์ตการเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นคงจะทำจนเป็นเรื่องปกติไปแล้วแต่วิธีที่ใช้มิราจก็เป็นทางเลือกที่ดีหากพวกหนูหาตัวสเตฟไม่เจอเพราะไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องยืนยันให้ได้ว่าสเตฟอยู่ที่นั่นหรือไม่แต่เพราะการรอคอยมันน่าเบื่อโยชิโนะเลยเสนอให้ไปหาอะไรทานกันเป็นการฆ่าเวลาว่าแล้วเธอก็จับมือซูแล้วพาเดินออกจากตรอกไปโทยะก็เห็นด้วยกับความคิดนี้และเดินตามกันออกไป ภายในเมืองแอสชิล่าแห่งนี้ไม่ค่อยมีโกเลมรถม้าที่วิ่งกันก็เป็นรถม้าปกติ สิ่งปลูกสร้างก็ดูเรียบง่ายเน้นความแข็งแรงเพราะเป็นเมืองป้อมปราการ สีหน้าของชาวเมืองดูหมนหมองสาเหตุน่าจะมาจากสงครามกลางเมืองแถมราชินีที่มีอำนาจสูงสุดยังถูกขับไล่ออกมาจากเมืองหลวงอีกแต่หลังจากนั้นโทยะก็เลิกคิดเรื่องปวดหัวและคิดว่าจะกินอะไรดีแทนตอนนี้มีโคฮาคุอยู่ด้วยเขาจึงเลี่ยงพวกร้านอาหารโยชิโนะเลยเสนอให้หาอาหารตามร้านแผงลอยซึ่งสิ่งที่ซื้อมาก็คือขนมที่ดูเหมือนเบบี้คัสเทร่าหลังซื้อมาแล้วพวกเขาก็ไปหาที่นั่งกินกันบนม้านั่งบริเวณที่คล้ายจะเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งเจ้าเบบี้คัสเทร่านี้่ยังร้อนอยู่โคฮาคุจึงยังกินไมได้ต้องรอให้มันเย็นกว่านี้ก่อนแต่โยชิโนะก็พยายามจะป้อนมันดังนั้นโคฮาคุจึงมีสีหน้าปั้นยากและหลังจากทานกันไปซักพักซูก็เสนอให้โทยะซื้อกลับไปฝากทุกคนด้วย
.
โยชิโนะที่กินอย่างรวดเร็วเกินไปก็เกิดติดคอจนได้โทยะจึงต้องเอาน้ำส้มที่เก็บไว้ในสโตรออกมาให้ดื่มเธอดื่มรวดเดียวหมดแก้วจนโทยะต้องเอาออกมาเติมให้อีกพอดื่มน้ำส้มแล้วอาการติดคอจึงทุเลาลงและหลังจากนั้นไม่นานซากุระกับซูก็มีอาการติดคอเหมือนกันโทยะเลยต้องเอาน้ำส้มให้พวกเธอด้วยและหลังจากนั้นโทยะก็กลับไปซื้อขนมนี้เพื่อเป็นเอากลับไปฝากทุกคนตามที่ซูบอกและโทยะก็แอบหวังว่าจะได้กินขนมนี้พร้อมกันกับสเตฟและในระหว่างนั้นหนูที่ส่งไปสำรวจก็กลับมารายงานว่าพบเด็กผู้หญิงที่น่าจะเป็นสเตฟอยู่ในปราสาทนั้นจริง ๆ แล้วก็มีโกเลมสีทองขนาดเล็กอยู่ข้างกายด้วยซึ่งโทยะรู้สึกเอะใจกับคำว่าโกเลมสีทองขนาดเล็กหรือว่ามันจะเป็นคราวน์สีทองแต่ว่าคราวน์สีทองนั้นน่าจะอยู่กับพวกสาวกเทพมารหรือว่าพวกสาวกเทพมารจะกำลังพยายามเข้าใกล้สเตฟกัน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วโทยะก็จัดแจงลอบเข้าปราสาทโดยการใช้อินวิซิเบิ้ลและใช้เลวิเทชั่นพาทุกคนข้ามกำแพงสูงของปราสาทไปอย่างไม่ยากเย็นและค่อย ๆ ผ่านคนเฝ้าไปอย่างเงียบเชียบโดยโทยะได้ให้ซากุระคอยฟังเสียงโกเลมเอาไว้หากพวกมันเข้ามาใกล้ก็ให้รีบแจ้งเขาหลังจากผ่านทางเดินที่ปูด้วยพรมแดงแล้วโคฮาคุก็นำทางพวกโทยะไปยังจุดที่พวกหนูแจ้งว่าคนที่เหมือนสเตฟอยู่โดยอาศัยข้อมูลแผนที่ที่พวกหนูนำมาให้ ในระหว่างนั้นซากุระก็แจ้งว่ามีโกเลมอยู่มุมด้านหน้ากำลังตรงมาทางนี้ซึ่งโชคยังดีที่มันมีแค่ตัวเดียวดังนันโทยะจึงตั้งใจจะจัดการกับโกเลมตัวนั้นให้ได้ก่อนที่มันจะส่งสัญญาณเรียกพวกโดยการใช้แคร็กกิ้งหยุดการทำงานของมันซะ เมื่อตัดสินใจได้แล้วโทยะก็หลบเข้าชิดกำแพงเพื่อรอจังหวะในขณะที่คนอื่น ๆ ถอยห่างออกไปเมื่อเห็นเงาของโกเลมเข้ามาในระยะแล้วโทยะก็เทเลพอร์ตไปที่ด้านหลังของโกเลมตัวนั้นและเตรียมจะจัดการกับมันแต่โทยะก็ชะงักไปเมื่อเห็นรูปร่างของมันคล้ายกับโกเลมที่เขารู้จักดีโกเลมตัวนี้มีรูปลักษณ์เหมือนกับคราวน์ซีรี่ส์และที่สำคัญมันเป็นสีทองโทยะจึงมั่นใจว่านี่คือคราวน์สีทองไม่ผิดแน่และเพราะคราวน์สีทองอยู่กับสาวกเทพมารแล้วดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่จัดการเขาสัมผัสโกเล็มสีทองและเริ่มใช้แครกกิ้งแต่การโจมตีของเขาได้ถูกขวางกั้นโดยบาเรียที่มองไม่เห็นและคราวน์สีทองตัวนั้นก็ชักดาบที่เอวออกมา รูปร่างของเจ้าสีทองตัวนี้คล้ายกับนัวร์มากแต่ก็ดูมีความเป็นอัศวินด้วยเพราะมีไวเซอร์และผ้าคลุมโกเลมสีทองตรวจจับโทยะได้ โทยะจึงคล้ายอินวิซิเบิ้ลและสวมมิราจเพื่อแปลงเป็นคนอื่นถึงเจ้าโกเลมนี้จะบันทึกภาพได้ก็จะได้ไปแต่ภาพคนอื่นที่ไม่ใช่โทยะ แต่ว่าในตอนนั้นซากุระก็เตือนว่ามีคงกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วที่สูงมากพอโทยะหันไปก็พบกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กผมสีทองกำลังพุ่งมาหาเขาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อเธอเอาหัวพุ่งชนเขาราวกับจรวดเด็กน้อยกระแทกเข้าที่ตรงหน้าอกความเจ็บนั้นบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียวอย่างกะโดนค้อนเหล็กฟาดเข้าจัง ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นมายืนขวางหน้าและประกาศว่าอย่าแตะต้อง "โกลด์" เธอมีผมยาวสีทองหยักศกเหมือนกับแม่ของเธอสวมชุดวันพีชสีกรมท่า คลุมทับด้วยโบเรโล่สีขาวสวมถุงน่องสีดำกับรองเท้าแบบแมรี่เจนดวงตานั้นจ้องเขม็งไปที่ร่างจำแลงของโทยะ
.
ฝ่ายโทยะเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์นั้นเขาก็มั่นใจได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ก็คือสเตฟาเนียหรือสเตฟลูกสาวของซูไม่ผิดตัวแน่และบาเรียที่ผลักแคร็กกิ้งของเขาออกมาเมื่อกี้มันก็คือพริซั่นนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโกเลมสีทองตัวนี้ไม่รับผลจากการโจมตีและการพุ่งชนเมื่อกี้ก็เกิดมาจากผลของพริซันบวกแอคเซลท่าโจมตีที่เด็ก ๆ คนอื่นเรียกว่าสเตฟร็อคเก็ต สเตฟเปิดการโจมตีอีกครั้งด้วยสเตฟร็อคเก็ตแต่โทยะกางพริซันป้องกันเอาไว้ได้ทันเมื่อพริซันของทั้งสองปะทะกันก็เกิดเสียงดังรวมกับมีของหนัก ๆ ก็แทกกันแล้วพริซันของทั้งคู่ก็สลายหายไปตอนแรกสเตฟก็แปลกใจที่พริซันของเธอหายไปแต่แปบเดียวเธอก็กางพริซั่นใหม่และเตรียมโจมตีอีกโทยะพยายามบอกให้สเตฟหยุดก่อนแล้วเสียงร้องห้ามของซูก็ดังขึ้นมาทำให้สเตฟหยุดการโจมตีโทยะคลายมิราจและปลดอินวิซิเบิ้ลให้กับพวกซูในที่สุดสเตฟก็รู้แล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอก็คือพ่อของเธอนั่นเอง โทยะบอกกับสเตฟว่าเขามารับแล้วพริบตาต่อมาสเตฟก็พุ่งเข้ากอดโทยะเต็มแรงแต่พอโทยะจะกอดสเตฟบ้างเธอก็ผละไปหาซูซะก่อนทำให้โทยะจั่วลมไปตามระเบียบแต่พอเห็นแม่ลูกกอดกันอย่างมีความสุขก็ถือว่าผลลัพธ์โอเคแต่พอพบหน้าสเตฟได้ไม่ทันไรพวกเขาก็โดนพวกทหารที่ถือหอกเป็นอาวุธเข้ามาล้อมเอาไว้ งานนี้ได้กลายเป็นผู้บุกรุกโดยสมบูรณ์เลยมิราจและอินวิซิเบิ้ลก็คลายออกแล้วงานนี้พวกโทยะก็เลยโดนเห็นตัวเข้าเต็ม ๆ ไอ้ครั้นจะเทเลพอร์ตหนีไปเลยก็ทำได้อยู่แต่ไหน ๆ อีกฝ่ายก็ช่วยดูแลลูกสาวให้ยังไงก็ควรจะไปขอบคุณให้เป็นเรื่องเป็นราวแต่จะให้พูดตรง ๆ ว่าเป็นลูกสาวมันก็ดูเชื่อยากหากมองจากอายุของเขาคงต้องบอกว่าเป็นญาติกันแทนในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นและจะก้าวออกไปสเตฟก็บอกกับพวกทหารว่าคนเหล่านี้คือครอบครัวของเธอไม่ใช่ศัตรูพวกทหารพากันมองหน้ากันไปมาซักพักแล้วหัวหน้าทหารก็สั่งให้ลดหอกลงแน่นอนว่าถ้าตัวสเตฟยืนยันเช่นนั้นก็คงจะไม่ผิดแน่และคงต้องนับเป็นแขกแต่ตำหนิเล็กน้อยว่าควรจะเข้ามาทางประตูอย่างถูกต้องและเปิดเผยโทยะได้กล่าวขอโทษและบอกกับหัวหน้าทหารว่าเพราะเขาไม่รู้ว่าสเตฟนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหนจึงต้องใช้วิธีนี้เพราะมีความเป็นไปได้ว่าถึงจะดิ่งมาทางประตูและบอกว่าเป็นญาติกับสเตฟก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อและยอมให้พบง่าย ๆ อยู่ดี แต่พอโทยะบอกว่าจะพาสเตฟกลับหัวหน้าทหารก็ขอร้องให้รอก่อนเพราะถ้าหากพวกเขาสูญเสียสเตฟไปตอนนี้ปราสาทแห่งนี้คงโดนตีแตกแน่ ซึ่งโทยะก็มองว่ามีความเป็นไปได้สูงมากแต่เขามีความจำเป็นต้องพาสเตฟกลับบ้านและไม่มีเหตุผลอะไรต้องเชื่อฟังทหารเหล่านี้แต่สเตฟก็ขอร้องให้พ่อของเธอไปพบกับราชินีของเรฟานก่อนและยังบอกอีกว่าถ้าเป็นคุณพ่อล่ะก็ต้องตามหา "เรกาเรีย" พบได้แน่ซึ่งตอนแรกโทยะก็เหมือนจะฟังคำพูดของสเตฟไม่เข้าใจเพราะการออกเสียงคำ แต่คำว่าเรกาเรียนั้นน่าจะหมายถึงเครื่องหมายแห่งราชันย์พอพวกทหารได้ยินแบบนั้นและได้รู้ว่าโทยะมีเวทค้นหาเขาก็รีบจัดแจงจะนำทางให้พวกโทยะได้ไปพบกับราชินีแห่งเรฟานโทยะที่ใจจริงอยากจะรีบพาลูกสาวกลับบ้านแต่พอโดนลูกอ้อนของสเตฟเข้าไปงานนี้เลยปฏิเสธยาก สเตฟขอร้องให้พ่อของเธอช่วยเหลือราชินีแห่งเรฟานเพราะท่านใจดีกับสเตฟช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่
.
โทยะไม่สามารถเมินเฉยต่อคำขอของลูกสาวได้จึงพยายามจะให้ซูช่วยแต่สเตฟก็นำไปก่อนหนึ่งก้าวโดยเธอได้เข้าไปขอร้องกับซูผู้เป็นแม่ของเธอให้ช่วยเหลือราชินีเรฟานและซูก็ตบปากรับคำว่าจะไปพบเพื่อฟังเรื่องราวต่าง ๆ พวกทหารได้จัดการนำทางพวกโทยะให้ไปพบกับราชินีแห่งเรฟานแน่นอนว่าโกเลมสีทองตัวนั้นก็เดินตามมาด้วย ในระหว่างนั้นโทยะก็สอบถามเรื่องโกเลมสีทองตัวนั้นว่าใช่คราวน์สีทองหรือไม่แต่สเตฟนั้นไม่เข้าใจเธอบอกว่ามันชื่อ "โกลด์" ไม่ได้ชื่อ "คราวน์สีทอง" โทยะไม่รู้จะอธิบายยังไงถึงในอนาคตจะมีอัลบุสที่เป็นคราวน์สีขาวอยู่ที่ปราสาทด้วยก็เถอะแต่ก็ไม่มีใครเรื่องมันว่า คราวน์สีขาวดังนั้นสเตฟจึงไม่เข้าใจดังนั้นโทยะจึงต้องเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นสเตฟได้พบกับโกลด์ที่ไหน สเตฟบอกว่าเธอพบกับโกลด์ที่ใกล้ ๆ กับเมืองไพส์ซึ่งโกลด์นั้นมันตกลงมาจากท้องฟ้าโดยสเตฟได้อธิบายให้ฟังว่าเธอตกลงมาที่ยุคนี้ในบริเวณป่าลึกทางตอนใต้ของอาณาจักรเรฟานบริเวณนั้นคือเขตโคลซอนแม้จะได้รับคำเตือนจากย่าโทคิเอะตอนอยู่ในห้วงมิติมาแล้วแต่สเตฟก็ดูจะลิงโลดกับโลกที่แปลกใหม่สำหรับเธอ สเตฟวิ่งตระเวนไปทั่วป่าจัดการกับหมีและหมาป่าที่เข้ามาจู่โจมและในระหว่างนั้นก็ทำสมาร์ทโฟนตกหายซึ่งโยชิโนะก็เคยบอกว่าในอนาคตนั้นสเตฟทำสมาร์ทโฟนตกหายเป็นประจำดังนั้นนี่จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ สเตฟนั้นเป็นประเภทถ้าใจมุ่งมั่นกับอะไรซักอย่างแล้วจะไม่สนสิ่งรอบข้างเลยและในทีสุดสเตฟผู้หิวโหยก็ได้ใช้เวทพริซันและแอคเซลพุ่งทะลวงต้นไม้ในป่าจนพังพินาศและออกจากป่าได้สำเร็จ คิด ๆ ดูแล้วโทยะรู้สึกว่าต้องอบรมลูกคนนี้เกี่ยวกับการทำลายสิ่งแวดล้อมเสียแล้ว และในช่วงเวลานั้นเองสเฟตก็ได้พบกับช่องโหว่ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าแล้วโกเลมสีทองก็หล่นลงมาจากช่องโหว่นั้นแต่พอตกลงมามันก็โดนพริซันดีดกระเด็นไปทั้งนี้ก็เพราะสเตฟนั้นเปิดใช้งานพริซันอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว พริซันของสเตฟนั้นเหมือนกับเสื้อผ้าที่จะสวมใส่เข้าเวลาที่เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยซึ่งสถานที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยก็คือตอนที่ได้อยู่กับครอบครัวดังนั้นหากเป็นสถานที่อื่นเธอก็จะเปิดพริซันไว้ตลอดเวลาแม้แต่เวลานอนและด้วยเหตุผลนี้่เองจึงทำให้สเตฟมีสภาวะตื่นตัวต่อสภาวะแวดล้อมค่อนข้างต่ำ หลังจากนั้นสเตฟก็เดินเข้าไปดูโกเลมที่ถูกพลักไปนอนพิงอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่มีความเสียหายร้ายแรงชิ้นส่วนยังอยู่ครบแต่มีรอยร้าวอยู่ทั่วไปหมดเรียกว่าสภาพค่อนข้างดูไม่จืดสภาพของมันราวกับว่าโดนอัดกระแทกมาด้วยแรงมหาศาล โกเลมสีทองไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้ว่าสเตฟจะลองทุบมันไปสองสามทีแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แล้วพอมองกลับขึ้นไปบนฟ้าก็พบกว่าช่องโหว่บนท้องฟ้าค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ แล้วก็หายไปในที่สุด สเตฟจ้องมองโกเลมนั้นพลางนึกถึงพี่สาวของเธอที่ชื่นชอบโกเลมขึ้นมา คูนต้องดีใจแน่ถ้าเห็นโกเลมนี้และเธอน่าจะซ่อมมันได้และพอนึกถึงคูนสเตฟก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เธอจึงพูดคำว่า "โอเพ่น" ออกมา เธอนึกถึงสิ่งที่คูนทำเวลาเปิดชิ้นส่วนของโกเลมและลองทำตามดูเธอวางมือลงไปบนอกและถ่ายพลังเวทลงไปส่วนหน้าอกของโกเลมเปิดออกเผยให้เห็นจีคิวบ์ที่อยู่ด้านในแต่ถึงจะเปิดมันได้แล้วแต่สเตฟก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปเธอค่อย ๆ ลองสัมผัสจีคิวบ์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เธอเรียนรู้มาจากพี่สาวว่าสิ่งนี้คือส่วนสำคัญของโกเลมเธอลองหยิบมันออกมาดูแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเธอจึงใส่มันกลับไปที่เดิมแต่แล้วจู่ก็มีเสียงของระบบแจ้งเตือนขึ้นโดยคำเตือนบอกว่าให้ทำการลงทะเบียนมาสเตอร์ให้เรียบร้อยแต่สเตฟไม่รู้ว่านั้นเป็นแค่เสียงของระบบซับพอร์ตเธอเข้าใจว่าโกเลมกำลังพูดกับเธอ ระบบยังคงย้ำให้ทำการลงทะเบียนมาสเตอร์สเตฟถามออกไปว่าต้องทำยังไงระบบจึงบอกกลับมาว่าให้ใส่เล็บหรือเส้นผมหรือเศษผิวหนังลงไปในจีคิวบ์ สเตฟจึงดึงเส้นผมสีทองที่เหมือนกับแม่ของเธอใส่ลงไปในจีคิวบ์และเชื่อว่าพี่สาวของเธอก็คงจะทำแบบนี้เหมือนกันจึงไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดหลังจากนั้นระบบก็ถามว่าจะให้ทำการลบข้อมูลเก่าออกหรือไม่ซึ่งการทำเช่นนั้นมันจะส่งผลต่อระบบของตัวเครื่องอยู่นิดหน่อยแต่สเตฟที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็ตอบตกลงให้ลบระบบจึงได้ทำการลบข้อมูลเดิมทิ้งและเริ่มระบบใหม่และแล้วคราวน์ซีรีส์หมายเลข CS-10 "เซราฟิก โกลด์" ก็เริ่มทำงานใหม่อีกครั้งและร้องขอการลงทะเบียนชื่อมาสเตอร์ซึ่งเธอก็ได้บอกชื่อของตัวเองออกไปว่า "สเตฟ สเตฟาเนีย บรุนฮิวด์" ไวเซอร์ที่ปิดดวงตาของโกเลมเลื่อนเปิดออกและบันทึกภาพของสเตฟและแล้วการลงทะเบียนก็เสร็จสมบูรณ์และเซราฟิก โกลด์ ก็ได้เป็นโกเลมของสเตฟโดยสมบรูณ์จากนั้นโกเลมสีทองก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมพร้อมรับคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย
.
พอฟังเรื่องราวจบโทยะก็สรุปได้ตอนนี้สเตฟได้เป็นมาสเตอร์ของคราวน์สีทองแน่นอนแล้วและในกรณีของสเตฟนั้นแตกต่างจากยูมิน่าลงทะเบียนเป็นแค่ซับมาสเตอร์เพราะเธอมีสายเลือดของอาเธอร์ผู้ที่เคยเป็นมาสเตอร์คนก่อนของอัลบุสซึ่งพันธสัญญาลักษณะนี้จะมีข้อจำกัดทำให้คราวน์สกิลใช้การไม่ได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอใช้สกิลออกไปและต้องจ่ายค่าตอบแทนแต่ในกรณีของสเตฟนั้นไม่ใช่เธอสามารถสั่งให้โกลด์ใช้คราวน์สกิลได้และสิ่งที่น่ากังวลก็คือค่าตอบแทนหลังใช้สกิล โทยะจึงลองถามโกลด์โดยตรงว่ามันเป็นโกเลมคราวน์สีทองใช่หรือไม่และมีสกิลอะไรซึ่งมันก็ให้คำตอบมาว่า ข้อแรกยืนยันว่ามันคือคราวน์สีทอง ส่วนคำถามที่สองมันไม่ตอบโดยบอกว่าบอกไม่ได้แต่บอกว่าไม่มีค่าตอบแทนสกิล ดูเหมือนข้อมูลที่ซิลเวอร์บอกว่าโครมสร้างคราวน์ที่ไม่ต้องใช้ค่าตอบแทนหลังใช้สกิลนั้นจะเป็นเรื่องจริงจึงทำให้โทยะโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง และถ้าคิดย้อนกลับไปอาเธอร์ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของยูมิน่ากับซูก็เคยทำสัญญากับโกเลมชั้นคราวน์มาก่อนเช่นกันและในตอนนี้ คุองลูกชายของยูมิน่าก็ได้ทำสัญญากับซิลเวอร์ส่วนสเตฟลูกสาวของซูก็ได้ทำสัญญากับโกลด์ ซึ่งถ้านับกันจริง ๆ เด็กสองคนนี้ก็เป็นเชื้อสายของอาเธอร์ที่สืบสายเลือดจากฝั่งแม่เหมือนกันทั้งคู่ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความบังเอิญอะไรหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้และหลังจากนี้เมื่อกลับไปแล้วก็คงต้องให้เรจีน่าหรือเอลก้าทำการวิเคราะห์โกลด์ดูหากว่าสิ่งนี้จะส่งผลกับสเตฟในภายภาคหน้าก็คงต้องหาทางทำอะไรซักอย่าง แต่ที่น่าสงสัยคือถ้าหากว่าคราวน์สีทองอยู่ที่นี่แล้วและสาวกเทพมารสามารถเอาเรืออาร์คไปได้อย่างไรกันหรือว่าจะมีคราวน์ที่ยังไม่รู้หลงเหลืออยู่อีกในระหว่างนั้นซูก็เตือนโทยะให้พักเรื่องโกเลมไว้ก่อนเพราะตอนนี้พวกเขากำลังจะไปพบกับราชินีแห่งเรฟานและแล้วพวกทหารก็นำทางโทยะมาจนถึงที่ที่ราชินีประทับอยู่เมื่อประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกก็พบว่ามีผู้หญิงคนนึงรออยู่ในห้องนั้นอายุประมาณห้าสิบบรรยากาศดูไม่เหมือนราชินีเลย เธอสวมชุดแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าและสวมแว่นตากรอบกลมบรรยากาศรอบตัวเธอเหมือนกับเอเลนแม่ของซูแต่แน่นอนว่าตัวเอเลนนั้นยังไม่ได้แก่ขนาดนี้แต่โทยะคิดว่าถ้าเอเลนแก่ตัวไปก็คงจะให้บรรยากาศประมาณนี้แหละ
.
หลังจากนั้นราชินีแห่งเรฟานก็กล่าวแนะนำตัวเองอย่างสุภาพกับโทยะโดยเธอรู้ถึงสถานะของเขาที่เป็นเจ้ารัฐบรุนฮิวอยู่แล้วและเธอก็แนะนำตัวว่าเธอชื่อ "โซเนีย ควิน เรฟาน" ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเธอถึงรู้นั่นก็เพราะสเตฟเล่าให้ฟังบ่อยมากซึ่งในสายตาของราชินีนั้นโทยะเป็นคุณพ่อที่ดูเด็กมาก ๆ แต่ก็ยังพอรับได้แต่พอมองไปทางซูและคิดว่าคงเป็นแม่ของสเตฟแล้วมันก็พลางให้รู้สึกประหลาดใจ สำหรับโลกนี้การแต่งงานจะอยู่ในช่วงวัยประมาณ 15-18 ปีก็จริงแต่ความผิดปกติก็คืออายุของสเตฟนั้นคือห้าขวบถ้าหากว่าคิดกันตามปกติโทยะจะมีลูกตั้งแต่ตอนเขาอายุ 13 และซูจะมีอายุอยู่ที่ 8 ขวบซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ดังนั้นโทยะเลยต้องหาเรื่องแถว่าสเตฟไม่ใช่ลูกสาวเขาแต่เป็นญาติตะหากที่เรียกพ่อเนี้ยมันเป็นเหมือนชื่อเล่นแต่สเตฟที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ก็พยายามจะแย้งว่าโทยะคือพ่อและซูคือแม่ของเธอจริง ๆ แต่ในตอนนั้นซูก็มาปิดปากสเตฟไว้และเป็นโชคดีที่ว่าสเตฟเป็นพวกอธิบายอะไรไม่ค่อยจะรู้เรื่องทำให้ราชินีเรฟานเข้าใจว่าเด็กคงจะอธิบายไม่ถูกเองจึงทำให้ความเข้าใจนั้นคลาดเคลื่อนหลังจากนั้นพวกโทยะก็ได้นั่งคุยกับราชินีแบบเป็นเรื่องเป็นราวซะที อันดับแรกโทยะขอบคุณที่ราชินีช่วยดูแลสเตฟให้ ส่วนราชินีก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะเธอเองได้เด็กคนนี้ช่วยชีวิตเอาไว้เช่นกันถ้าหากสเตฟไม่ปรากฏตัวออกมาตอนนั้นเธอก็คงถูกฆ่าตายไปแล้วโดยเธอได้เล่าว่าเธอถูกทหารฝ่ายตรงข้ามโจมตีใส่ขบวนรถม้าและในตอนนั้นเองสเตฟก็เข้ามาช่วย โทยะรู้สึกว่ามันคล้ายกับเหตุการณ์ตอนที่เขาได้พบกับซูเหลือเกินเพียงแต่มันสลับตำแหน่งกันนิดหน่อยและหลังจากนั้นพวกทหารก็มาบุกโจมตีเมืองที่ราชินีประทับอยู่ซึ่งสเตฟก็สามารถจัดการขับไล่ทหารพวกนั้นกระเจิงไปได้ด้วยลำพังตัวคนเดียวโดยเธอได้ยึดสะพานเอาไว้แล้วป้องกันจุดนั้นไม่ให้ใครผ่านมาได้ โทยะสงสัยว่าลูกสาวเขากลายเป็นเตียวหุยแห่งสามก๊กตอนศึกที่สะพานเตียงปันเกี้ยวไปแล้วเหรอ
.
ตอนแรกโทยะก็คิดว่าสเตฟออกไปลุยคนเดียวแต่ราชินีเรฟานบอกว่าจริง ๆ ก็มีทหารคนอื่นไปช่วยแต่เพราะพวกเขาโดนสเตฟเป่าปลิวหมดก็เลยไม่เหลือใครบนสะพานเพราะการโจมตีของสเตฟโดนพวกเดียวกันเองด้วยเนื่องสเตฟใช้วิธีต่อสู้โดยการป้องกันตัวเองด้วยพริซันแล้วพุ่งชนด้วยความเร็วจากผลของเวทแอคเซลผลก็คือมันจะกวาดทุกอย่างในระยะให้ปลิวไปโดยไม่สนฝ่ายและถ้าขยายอาณาเขตของพริซันออกไปก็ยิ่งส่งผลเป็นวงกว้างและด้วยเหตุนี้พรรคพวกเดียวกันก็เลยต้องถอยกลับมาแล้วปล่อยให้สเตฟวิ่งชนฝ่ายตรงข้ามไป โดยส่วนตัวราชินีก็รู้สึกเสียใจที่ต้องให้เด็กตัวแค่นี้มาแบกรับภาระการต่อสู้แต่สเตฟไม่ได้ใส่ใจเพราะเธอเองก็ได้รับมื้ออาหารที่ดีมาเช่นกันดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะช่วยเหลือเพื่อเป็นการตอบแทนและยังบอกอีกว่าความเมตตาไม่เคยสูญเปล่า ซูชื่นชมในความกล้าหาญของสเตฟพลางลูบหัวลูกสาวของตนโทยะก็อยากจะไปลูบบ้างแต่ตอนนี้ต้องข่มใจไว้ก่อนและดูทรงแล้วคนที่สอนแบบนั้นก็คงเป็นตัวโทยะเองนั่นแหละ จากนั้นโทยะก็ถามเรื่องเรกาเลียที่กำลังตามหาอยู่ สิ่งนั้นเป็นเครื่องแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งกษัตริย์แห่งเรฟานมานับตั้งแต่โบราณหากใครได้ครอบครองก็จะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ปกครองเรฟาน ในเรฟานตอนนี้แบ่งออกเป็นสามขั้วอำนาจคือ ฝ่ายสนับสนุนราชินี ฝ่ายต่อต้านราชินีและฝ่ายที่เป็นกลางซึ่งถ้าหากได้เรกาเลียกลับมาครอบครองก็มีแนวโน้มว่าฝ่ายเป็นกลางจะหันมาสนับสนุนและทำให้ฝ่ายต่อต้านยอมวางมือแต่ในขณะนั้นเองก็มีทหารเข้ารายงานว่ามีกองทัพของมาควิสเบริอุสจำนวนสองหมื่นนายกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ซึ่งมันก็คือกองทัพที่โทยะเห็นก่อนหน้านี้นั่นเองและเพื่อความแน่ใจโทยะได้ติดต่อไปหาโมนิก้าที่รออยู่บนกุงกุนีลและก็ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าไม่ผิดแน่จำนวนที่ยืนยันแน่นอนคือ 20,348 โกเลมที่เป็นรูปแบบอุปกรณ์สวมใส่อีก 2,037 เครื่องดูจากรูปแบบแล้วคงเป็นโกเลมแบบที่ผลิตจากโรงงานและด้วยพวกนั้นคงจะไปถึงที่นั่นในอีกประมาณสิบนาที เมื่อได้รับรายงานเรียบร้อยโทยะก็ให้โมนิก้ารออยู่เฉย ๆ ยังไม่ต้องทำอะไร หลังจากนั้นโทยะก็แจ้งข้อมูลที่ได้รับมาให้ราชินีแห่งเรฟานได้ทราบว่ากองทัพจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ โดยกองทัพนี้มีธงสัญลักษณ์เป็นรูปงูทะเลสีม่วงเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นกองทัพของมาควิสเบริอุสอย่างแน่นอนซึ่งเขาคนนี้เป็นพันธมิตรกับดยุคบลูซอนผู้ที่ยึดครองเมืองหลวงเอาไว้ ณ ขณะนี้่ ดยุคบลูซอนก็คือผู้นำของกลุ่มต่อต้านราชินีเป็นผู้สืบสายเลือดเชื้อพระวงศ์ที่มีลำดับรองลงมาจากองค์ราชินีองค์ปัจจุบันเมืองหลวงของเรฟานตอนนี้่ก็ตกอยู่ใต้กฏอัยการศึกและผู้ต่อต้านก็ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงซึ่งการยึดเมืองหลวงนี้ก็คือการแสดงอำนาจให้เหล่าขุนนางที่เหลือเห็นว่าเขามีอำนาจมากพอที่จะในราชบัลลังก์ โทยะสอบถามกำลังรบของฝ่ายราชินีว่าอยู่เท่าไหร่ซึ่งผู้ที่ตอบคำถามก็คือหัวหน้าของเหล่าทหารนั่นเอง กำลังทหารฝั่งนี้มีอยู่แค่ห้าพันและต้องใช้เวลาถึงสองวันกว่ากำลังเสริมจะมาถึงฝ่ายตรงข้ามมีสองหมื่นเรียกว่ามีกำลังแค่หนึ่งในสี่ของอีกฝ่าย คงได้แค่สู้ถ่วงเวลาเพื่อรอกำลังเสริม
.
พอพูดถึงธงงูทะเลสเตฟก็พูดขึ้นมาว่าลุงคนนั้นมาอีกแล้วดื้อด้านจริง ๆ ซูเลยหันไปถามลูกสาวของเธอว่ารู้จักด้วยหรือสเตฟเลยบอกว่าก่อนหน้านี้ตาลุงคนนั้นเคยเผชิญหน้ากับเธอและโกลด์พร้อมกับตะโกนพูดจาหยาบคายอย่าง "ไปลงนรกซะ" กับเธอด้วย พอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็พูดขึ้นมาทันทีเลยว่า "ดีล่ะ งั้นบดขยี้มันเลยดีกว่า" แน่นอนว่าการมาพูดหยาบคายเช่นนั้นกับลูกสาวของเขามันช่างสมควรตายหลาย ๆ รอบยิ่งนักไม่สิเขาไม่คิดจะฆ่าให้ตายง่าย ๆ หรอกต้องทำให้เห็นนรกทั้งเป็นน่าจะดีกว่า แต่ซากุระก็รีบปรามให้โทยะลดจิตสังหารลงเพราะแบบนั้นเด็ก ๆ คงไม่ปลื้มแน่พอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็กลับลำทันทีและบอกว่าเขาแค่ล้อเล่นเท่านั้นเองแต่ก็แอบจริงจังอยู่นิดนึง แค่นิดนึงจริง ๆ โทยะย้ำแบบนั้น ฝ่ายสเตฟก็เตรียมตัวจะออกไปจัดการกับกองทัพพวกนั้นว่าแรกเธอก็เรียกโกลด์ให้ออกไปด้วยกันแต่โทยะก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจัดการเอง โยชิโนะรีบปรามพ่อของเธอว่าอย่าฆ่าล้างบางทั้งกองทัพนะ เมื่อโดนห้ามแบบนั้นโทยะก็เลยต้องใช้วิธีที่น่าจะนุ่มนวลที่สุดว่าแล้วเขาก็สั่งใช้งานมัลติเพิ้ลจัดการล็อกเป้ากองทัพของศัตรูและจัดการเปิดเกทที่เท้าของพวกนั้นและส่งไปยังพื้นที่ใกล้ ๆ กับชายแดนของอาณาจักรพริมูล่าและกองทัพเจ้าปัญหาก็โดนเตะกลับไปเดินทัพมาใหม่ด้วยประการฉะนี้ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าวันกว่าจะเดินทัพกลับมาได้ใหม่ ในขณะที่พวกทหารของราชินีเรฟานได้แต่เห็นว่ากองทัพศัตรูโดนดูดหายไปในดินเท่านั้นหลังจากนั้นพวกโทยะก็คุยกับราชินีแห่งเรฟานเกี่ยวกับเรื่องของเรกาเรียต่อ เจ้าเรกาเรียหรือ "เครื่องราชกกุธภัณฑ์" ที่ว่านั้นคือสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงตัวตนของกษัตริย์แห่งเรฟานมาตั้งแต่โบราณกาลจากรุ่นสู่รุ่นแต่เมื่อสามช่วงอายุคนก่อนถึงยุคของราชินีโซเนียหรือในยุคของทวดนั้นเกิดความขัดแย้งในเรื่องการสืบราชบัลลังก์และเรกาเลียนั้นก็ได้สูญหายไป โดยองค์ราชินีคาดการณ์ว่าถ้าสามารถนำเรกาเลียกลับมาอยู่ในมือได้ฝ่ายเป็นกลางจะต้องยอมกลับมาเข้ากับเธอและดยุคบลูซอนจะหมดทางชนะและต้องยอมแพ้ในที่สุดเพราะผู้ครอบครองเรกาเลียจะได้สิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปกครองเรฟาน แต่โทยะกำลังคิดอยู่ว่าถ้าหากหาไม่เจอจะทำยังต่อไปดีเพราะมันก็มีความเป็นได้ว่าจะหาไม่เจอหากมีเขตแดนมาขวางกันการค้นหาของเขาซูได้ลองสอบถามถึงรูปร่างลักษณะของเรกาเลียว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร เป็นดาบ เป็นลูกบอล หรือว่าเป็นมงกุญแต่คำตอบที่ได้ก็คือมันเป็นเครื่องดนตรี พอโยชิโนะได้ยินคำว่าเครื่องดนตรีก็เกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาในทันทีซากุระเองก็เช่นกันเพราะว่าทั้งคู่เป็นสองแม่ลูกผู้คลั่งไคล้ดนตรีโดยแท้
.
เรกาเลียแห่งเรฟานนั้นเป็นเครื่องดนตรีสีทองที่ทำจากโลหะชื่อของมันก็คือ "ขลุ่ยแห่งสเตล่า" ซึ่งชื่อของมันก็ดูจะคล้าย ๆ กับสเตฟอยู่เหมือนกันตำคำบอกเล่าขององค์ราชินีเชื้อพระวงศ์ของเรฟานจะต้องได้รับการฝึกสอนการเป่าขลุ่ยตั้งแต่เด็ก ๆ เรียกว่าฝึกหนักถึงขั้นเข็ดขยาดกันไปเลยก็มีและผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ก็จำเป็นจะต้องแสดงบทเพลงต่อหน้าสาธารณะชนในงานพระราชพิธีด้วยโดยประชาชนจะฟังดนตรีนั้นและตัดสินว่าราชาองค์ต่อไปจะเป็นคนแบบไหนผ่านดนตรีนั้นถ้ากดดันมากจนประหม่าและทำการแสดงพลาดหรือไม่ประทับใจก็อาจจะถูกตัดสินว่าเป็นราชาที่อ่อนแอและไม่น่าเชื่อถือก็เป็นได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเพลงที่เลือกมาแสดงด้วยส่วนหนึ่ง จากนั้นโยชิโนะก็ถามองค์ราชินีถึงเรื่องการเปล่าขลุ่ยในงานราชพิธีตอนที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ซึ่งในช่วงเวลานั้นขลุ่ยแห่งสเตล่ามันก็ได้หายสาบสูญไปเสียแล้วเธอจึงไม่มีโอกาสได้เป่ามันแต่เพราะตัวเธอได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องการเป่าขลุ่ยมาตั้งแต่เล็กดังนั้นตอนนี้เธอก็ยังพอจะเป่าได้อยู่จากนั้นองค์ราชินีก็หยิบขลุ่ยออกมาและแสดงการเป่าให้ได้รับฟัง ดนตรีที่องค์ราชินีเป่าออกมานั้นช่างนุ่มนวล ไพเราะและฟังสบายซึ่งโทยะไม่เคยได้ฟังเพลงนี้มาก่อนและเพลงนี้ก็ขับกล่อมผู้คนในห้องนั้นให้ดื่มด่ำกับความสุนทรีเมื่อการแสดงจบลงทุกคนก็พากันปรบมือให้พร้อมกับคำชื่นชมแต่งองค์ราชินีก็บอกว่าคนอื่นในราชวงศ์เป่าได้เก่งกว่าเธอเสียอีก และพอได้ฟังดนตรีขององค์ราชินีแล้วซากุระกับโยชิโนะก็อดรนทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาแสดงดนตรีบ้างโดยบอกว่าจะแสดงดนตรีของบรุนฮิวถวายแด่องค์ราชินีบ้างโทยะพยายามปรามทั้งสองเพราะพวกเธอกำลังจะพาออกนอกเรื่องแต่องค์ราชินีก็ทรงอนุญาตเพราะตัวเธอก็อยากฟังดนตรีของบรุนฮิวดูบ้างเหมือนกัน ซึ่งอันที่จริงดนตรีของบรุนฮิวมันคล้าย ๆ กับดนตรีของโลกนั่นแหะ ในระหว่างนั้นโยชิโนะก็สร้างวงเวทเครื่องดนตรีของเธอออกมาผ่านทางสมาร์ทโฟน เครื่องดนตรีโปร่งแสงลอยขึ้นมาบนอากาศโดยมีอยู่สามอย่างได้แก่ กีตาร์ เบส และกลอง
.
หลังจากนั้นโยชิโนะก็ยื่นเบสให้พ่อเธอ เป็นการมัดมือชกให้โทยะต้องเข้ามาร่วมแสดงดนตรีด้วย ส่วนตัวโทยะแม้เขาจะเคยเล่นเบสมาก่อนแต่ฝีมือก็ไม่ได้ดีอะไรมากนักแต่เพลงที่โยชิโนะเลือกมาอย่างน้อย ๆ โทยะก็ฝึกเล่นโดยคุณตาเป็นผู้สอนให้และยังพอจะเล่นได้อยู่ในตอนนั้นเองเทพแห่งดนตรีที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ได้เข้ามารับหน้าที่เล่นกลอง ส่วนโยชินะเล่นกีต้าและซากุระทำหน้าที่เป็นนักร้องและหลังการแสดงจบลงองค์ราชินีก็ได้ชื่นชมเพลงนี้แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจเนื้อร้องแต่เพลงนี้ก็สื่อเข้ามาถึงใจเธอได้ซึ่งพอการแสดงจบเทพดนตรีก็หายตัวไปแล้วโทยะจึงพาวกกลับเข้าเรื่องเรกาเลียต่อเขาลองสอบถามรูปร่างลักษณะของขลุ่ยอันนั้นเพื่อจะได้ทำการค้นหาด้วยเซิร์จเพราะยิ่งมีข้อมูลของมันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้หาเจอได้ง่ายขึ้นโชคดีที่องค์ราชินีมีรูปถ่ายของมันอยู่เธอจึงนำมาให้โทยะดูเนื่องจากโลกเบื้องหลังมีเทคโนโลยีโกเลมอยู่ซึ่งสิ่งนั้นสามารถทำสร้างอุปกรณ์ถ่ายภาพได้ตั้งแต่สมัยโบราณแล้วในรูปนั้นมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งถือขลุ่ยแห่งสเตล่าอยู่ซึ่งเขาก็คือปู่ขององค์ราชินีสมัยยังเด็กนั่นเองซึ่งภาพนี้เก่าประมาณร้อยปีแล้วส่วนสาเหตุที่ขลุ่ยแห่งสเตล่าหายไปก็เพราะผลจากการแย่งชิงบัลลังก์ซึ่งลูกพี่ลูกน้องของคุณปู่ที่พ่ายแพ้ได้ทำการเผาคฤหาสน์แล้วขลุ่ยก็หายไปในตอนนั้นเองไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นถูกนำไปซ่อนไว้ที่ไหนและถึงจะมีภาพถ่ายก็เห็นรูปร่างของมันได้ไม่ชัดเพราะมือคนถือบังอยู่จึงไม่อาจเห็นภาพรวมได้แต่โชคดีที่ยังพอจะรู้วัสดุที่นำมาใช้ทำขลุ่ยนั่นก็คือโอริฮาคุม เมื่อรู้คีย์หลักที่จะใช้ค้นหาแล้วโทยะก็เริ่มดำเนินการและผลการค้นหาก็ชี้ไปที่เมืองหลวงเรฟาเซีย ซูจึงเกิดความคิดว่าขลุ่ยนั้นตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามแล้วอย่างนั้นหรือ แต่ราชินีเรฟานก็แย้งว่าถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ดยุคบลูซอนจะส่งกองทัพมาจัดกการกับเธอเพราะเขาจะได้สิทธิ์ในการปกครองเรฟานโดยชอบธรรมไปเรียบร้อยแล้วและคงเรียกร้องให้สละราชสมบัติแล้ว แต่โทยะดันหลุดปากไปว่า "ทั้งที่ขลุ่ยก็อยู่ที่เมืองหลวงแต่พวกนั้นกลับไม่รู้ตัวเลยทั้ง ๆ ที่ตามหาก็อยู่ใต้เท้าตัวเองแท้ ๆ น่าหัวเราะจริง ๆ " แต่โทยะดันลืมไปเรื่องหนึ่งนั่นก็คือก่อนหน้านี้องค์ราชินีก็อยู่ที่นั่นเหมือนกันสรุปก็คือโทยะเผลอถากถางองค์ราชินีไปโดยไม่ตั้งใจเข้าแล้วเขาจึงโดนซากุระตำหนิในทันที ซูเข้ามาถามข้อมูลต่อว่าขลุ่ยนั้นอยู่ตรงไหนของเมืองหลวงแล้วพอเซิร์จลึกลงไปก็พบว่ามันอยู่ในปราสาทขององค์ราชินีนั่นเอง สรุปแล้วสิ่งที่ตามหาก็อยู่ที่ตรงนั้นมาตลอดสรุปแล้วเวลาที่ตามหามันมาตั้งหลายสิบปีนั้นแทบจะกลายเป็นตลกร้ายไม่ต่างกับที่หากระเป๋าเงินที่ทำหายไปซะทั่วบ้านจนต้องไปแจ้งตำรวจว่ากระเป๋าตังหายแต่ที่ไหนได้มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงนี่เอง องค์ราชินีถึงขั้นตัดพ้อว่าอยู่ที่นั่นมาตั้งนานทำไมถึงหาไม่เจอแล้วดันมาเจอตอนโดนขับไล่ออกมาจากปราสาท ประเด็นคือเจอก็ดีใจแต่มันดันไปอยู่ในจุดที่นำกลับมาไม่ได้เรียกว่าอารมณ์มันสับสนปนเปกันไปหมด
.
สำหรับสเตฟที่ยังเด็กเกินไปจึงไม่อาจเข้าใจความรู้ขององค์ราชินีแห่งเรฟานได้ ซูก็ได้แต่บอกว่าผู้ใหญ่น่ะก็มีหลาย ๆ เรื่องแบบนี้แหละซึ่งนั่นก็เลยทำให้สเตฟรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่นี่ยุ่งยากจังสำหรับราชาที่สูญเสียสัญลักษณ์แห่งราชาไปจะไม่ถูกนับว่าเป็นราชา โทยะเริ่มคิดขึ้นมาว่าเรื่องแบบนี้ก็ไม่ควรมองข้ามเขาจำเป็นต้องสร้างของแบบเรกาเลียนี่ขึ้นมาบ้างหรือเปล่า สมาร์ทโฟนของเขาดีไหมแต่คิดอีกทีนี่มันสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของให้ซี้ซั้วไม่ได้และไม่ควรทิ้งไว้บนโลกด้วยเพราะถ้าหากลูกหลานของเขาเกิดเป็นคนไม่ดีขึ้นมามันก็อาจจะก่อให้เกิดผลด้านลบ ที่น่าจะเข้าท่าก็คงจะเป็นปืนดาบบรุนฮิวมอบให้คุองตอนขึ้นครองราชย์แต่คิดอีกทีเจ้าซิลเวอร์มันจะยอมหรือเปล่านี่สิ
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 9 (541- 550)
หลังกลับมาตั้งสติได้ราชินีแห่งเรฟานก็สอบถามว่าขลุ่ยแห่งสเตล่านั้น ณ จุดไหนของปราสาท โทยะลองขยายแผนที่ลงไปและบอกได้แค่ว่ามันอยู่ประมาณจุดนี้เพราะแผนที่มันก็คือแผนที่และตัวเขาก็ไม่เคยเห็นสถานที่จริงจึงไม่อาจจะอธิบายลักษณะของสถานที่ได้ถ้าไปที่เมืองหลวงล่ะโดยตรงอาจจะเซิร์จหาได้ง่ายกว่านี้ เมื่อราชินีเรฟานลองพิจจารณาดูก็บอกได้แค่ว่าเป็นมุมหนึ่งของปราสาทแต่ไม่ได้มีห้องสำคัญอะไรอยู่ ขลุ่ยแห่งสเตล่าจะอยู่ที่นั่นจริง ๆ อย่างนั้นหรือ แต่ซูมีความคิดว่าอาจจะมีทางลับซ่อนอยู่ตรงจุดนั้นก็เป็นได้เพราะโดยมากแล้วปราสาทก็ย่อมมีทางลับเพื่อไว้หลบหนียามฉุกเฉินสำหรับคนในราชวงศ์ยามเกิดเหตุขับขันอยู่แล้วอย่างที่ปราสาทบรุนฮิวก็มีอยู่ตรงด้านหลังของบัลลังก์ แต่พอลองสอบถามดูราชินีก็ปฏิเสธว่าถึงมันจะมีทางลับอยู่แต่ก็ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้และพวกเมดเองก็ทำความสะอาดทุกห้องภายในปราสาทแต่ก็ไม่เคยพบเห็นอะไรที่น่าสงสัยเลย แต่ว่าเดิมทีมันก็คือของที่ตั้งใจนำไปซ่อนดังนั้นคงจะไม่ได้วางเอาไว้ให้สะดุดตาแน่ ๆ บางทีผู้ก่อเหตุอาจจะตั้งใจจะมาเก็บกู้หลังจากที่หลังจากที่ไฟดับลงแล้วก็ได้ แต่อาจจะเกิดเหตุผิดพลางอย่างที่ไม่มีใครรู้เกิดขึ้นระหว่างนั้นแต่เรื่องมันก็ผ่านมาเป็นร้อยปีแล้วดังนั้นจะตามหาว่าความจริงเป็นไงก็คงยากแต่สิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่เรื่องนั้น
.
เมื่อรู้ที่อยู่ของขลุ่ยแห่งสเตล่าแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการไปเก็บกู้มันกลับมาซึ่งออกตัวสเตฟอาสาทันที ส่วนโทยะก็เดา ๆ ได้อยู่แล้วว่ามันจะออกมาในรูปนี้แต่เขาเองจะออกโรงมากก็ไม่เพราะจะเป็นการแทรกแซงอาณาจักรอื่นที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกันจนเกินไป ส่วนสเตฟนั้นตอนนี้คนอื่นยังเข้าใจว่าแค่ญาติ ๆ ของโทยะไม่ใช่ลูกสาวดังนั้นทางเทคนิคจึงไม่นับว่าเป็นคนของบรุนฮิวถึงจะเข้าร่วมสงครามกลางเมืองก็ไม่น่าจะเป็นอะไรแต่ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นปัญหาอยู่ดีนั่นแหละเพราะโทยะไม่อยากให้สเตฟไปยุ่งกับสงครามกลางเมือง ไม่สิต้องบอกว่ายุ่งไปแล้วน่าจะถูกกว่าในระหว่างที่โทยะกำลังคิดหนักว่าจะเอายังไงดีซากุระก็พูดขึ้นว่าพักนี้โทยะไม่ค่อยได้ฝึกฝนเวทเคลื่อนย้ายให้ดี เธอรู้สึกกังวลกับการเคลื่อนย้ายเมื่อกี้และขอให้เขาลองใช้เวทเคลื่อนย้ายใหม่อีกครั้ง โทยะไม่เข้าใจว่าทำไมซากุระถึงได้พูดเช่นนั้นเขาไม่น่าจะทำอะไรผิดพลาดนี่นา จากนั้นซากุระก็บอกต่อว่าให้โทยะลองเคลื่อนย้ายหินซักหลายพันก้อนไปยังรอบ ๆ เมืองหลวงของประเทศนี้ดู ตอนแรกโทยะก็งงว่าทำไมเขาต้องย้ายหินไปที่นั่นด้วยการฝึกบ้า ๆ นั่นมันคืออะไรกันแต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าซากุระกำลังแอบบอกใบ้อะไรให้กับเขาอยู่ โทยะก็เลยเล่นตามน้ำกับสิ่งที่ซากุระส่งมาให้ทันทีและนั่นก็ทำให้ราชินีเรฟานรับรู้ถึงจุดประสงค์ที่แฝงมาในคำพูดนั้น เธอจึงถามโทยะว่าจะทำการฝึกเมื่อไหร่ โทยะแจ้งกำหนดการว่าอีกสามวันหลังจากนี้ส่วนเวลานัดหมายคือตอนกลางคืนซึ่งการฝึกนี้่ต้องระวังอย่าให้เผลอย้าย "คน" หรือ "สัตว์" เข้าไปในเมืองแต่ก็อาจเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันได้จากการฝึก สรุปง่าย ๆ ก็คือโทยะจะทำการส่งทหารของราชินีเข้าไปในเมืองหลวงโดยอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุจากการฝึกเวทเคลื่อนย้ายนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ได้ทำการประกาศชัดเจนว่าอย่าเข้าใกล้บริเวณนั้นแต่การที่พวกเขาฝ่าฝืนเข้าและถูกวาร์ปไปนั้นพวกเขาต้องรับผลจากการกระทำด้วยตัวเองโดยตัวโทยะจะถือว่าเขาไม่มีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องนี้แน่นอนว่าสเตฟไม่เข้าใจว่า พ่อของเธอกับองค์ราชินีเรฟานกำลังคุยเรื่องอะไรกันซูก็ได้แต่ปลอบลูกสาวด้วยประโยคเดิมว่าผู้ใหญ่ก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างแบบนี้แหละ ส่วนเรื่องคำสั่งของราชินีที่ให้ไปรวบรวมไพร่พลมาให้ได้มากที่สุดภายในสามวันนี้โทยะปล่อยผ่านไปโดยถือว่าเขาไม่ได้ยินอะไร เรื่องการต่อสู้ของประเทศนี้่ก็ให้คนของประเทศนี้จัดการไป
.
เมื่อโทยะพาลูกสาวคนสุดท้องกลับบ้านเหล่าพี่สาวและพี่ชายของเธอก็ออกมาต้อนรับการกลับมาของเธอแต่มีคนหนึ่งจ้องมองโกเลมสีทองที่สเตฟพากลับมาด้วยราวกับจะกลืนกินมันและมันจะเป็นใครไปเสียได้นอกจากพี่สาวคนที่สาม คูนผู้บ้าคลั่งจักรกลเวทเธอออกอาการมากซะจนแม่ของเธอต้องกุมขมับ ในขณะนั้นเองรูเชียก็มาเรียกทุกคนไปทานข้าวแน่นอนว่าสเตฟพุ่งฉิวไปด้วยแอคเซล ส่วนโทยะก็โดนซูถามถึงเรื่องสมาร์ทโฟนของสเตฟที่ตกหายไปซึ่งโทยะยังไม่ได้ไปเก็บกลับมาแต่พอนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วลูก ๆ ของเขาทำสมาร์ทโฟนตกหายกันซะเกือบครึ่ง เอลน่า ลินเน่ คุอง สเตฟ ต่างก็ทำสมาร์ทโฟนตกหายเขาเลยเกิดความคิดว่าน่าจะทำสายคล้องคอให้พวกเด็ก ๆ สมาร์ทโฟนของสเตฟนั้นน่าจะตกอยู่ในป่าที่อยู่ในเขตของอาณาจักรเรฟาน แต่เขาไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนจึงต้องใช้เทเลพอร์ทเดินทางไป อันที่จริงจะใช้รีคอลขอความทรงจำจากสเตฟแล้วเปิดเกทไปที่ป่าเลยก็ได้แต่ตอนนี้สเตฟไปกินข้าวซะแล้วดังนั้นโทยะเลยต้องไปเอง แต่พอลองตรวจสอบตำแหน่งก็พบว่าสมาร์ทโฟนของสเตฟมันกำลังเคลื่อนที่อยู่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีใครเก็บมันไปเขาต้องรีบไปเอากลับมาก่อนจะเป็นเรื่องยุ่ง โทยะเปิดเกทไปที่เรฟานและใช้เทเลพอร์ทเข้าไปในป่าอย่างเร็ว แต่เมื่อโทยะเข้ามาในป่าแล้วเขาก็ยังหาสมาร์ทโฟนของสเตฟไม่พบเวลาก็ใกล้มืดแล้วเขาต้องรีบหาให้เจอ เมื่อตรวจสอบตำแหน่งด้วยสมาร์ทโฟนของตัวเองโทยะก็พบว่าผู้ที่เก็บสมาร์ทโฟนของสเตฟไปยังอยู่ในป่าซึ่งมันก็น่าสงสัยว่าทำไมถึงยังอยู่ในป่าในเวลาแบบนี้หรือว่าจะกลายเป็นเหยื่อของอะไรไปซะแล้วถ้าอย่างนั้นโทยะก็คงต้องช่วยแต่ในระหว่างนั้นจุดกระพริบที่แสดงตำแหน่งสมาร์ทโฟนของสเตฟที่อยู่บนสมาร์ทโฟนของโทยะมันก็ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหาเขาแต่สิ่งที่ปรากฏตัวต่อหน้าโทยะมันกลับไม่ใช่คนแต่กลับเป็นแมงมุมขนาดยักษ์พอ ๆ กับรถบัสที่อยู่ในป่าลึกดูท่ามันจะไม่ได้เก็บแต่กินเข้าไปมากกว่า แมงมุมยักษ์เปิดฉากพุ่งเข้าโจมตีใส่โทยะแต่เขาก็ใช้ชิลด์บล็อกเอาไว้ได้ แมงมุมยักษ์ปรับท่าทางใหม่และพ่นของเหลวออกจากปากเพื่อโจมตีแต่ก็ไม่อาจทะลวงผ่านชิลด์เข้ามาได้แต่มันก็ยังไม่ยอมแพ้และบุกมาโจมตีด้วยขาของมันอีก โทยะเลยจัดการร่ายโวเทคมิสเจ้าแม่งมุมนั่นทำให้มันตายทันทีหลังจากฆ่ามันแล้วโทยะก็ลองเซิร์จหาสมาร์ทโฟนของสเตฟอีกครั้งและก็ยืนยันได้ว่าอยู่ในท้องเจ้าแมงมุมนี่ไม่ผิดแน่เพราะสมาร์ทโฟนแมสโปรดักซ์ได้รับการปกป้องจากเวทโปรเทคชั่นมันจึงไม่ถูกหลอมละลายแม้จะอยู่ในท้องแมงมุมแต่ประเด็นคือจะเอามันออกมายังไงดีนี่แหละ
.
ตอนแรกโทยะก็คิดจะเอากลับไปที่กิลด์เพื่อผ่าท้องมันเพราะรู้สึกหยะแหยงที่ต้องทำเองแต่แล้วเขาก็คิดออกว่าใช้แอปพอร์ตก็ได้นี่หว่าแต่พอตั้งท่าจะใช้แอปพอร์ตก็นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าดึงมาแบบนั้นมันก็จะมาอยู่ในมือเขาน่ะสิแล้วสมาร์ทโฟนที่อยู่ในท้องแมงมุมมันจะมีอะไรต่อมีอะไรติดมาบ้างกันละโทยะนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาเจอซูครั้งแรกและช่วยดึงหัวธนูออกจากตัวคุณพ่อบ้านเลือดเหนียว ๆ มันก็ติดมาด้วยนี่นาโทยะเลยเปลี่ยนใจเปิดสโตร์เก็บซากแมงมุมนั่นเข้าไปแล้วเปิดเกทกลับไปที่กิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิวเพื่อให้กิลด์จัดการชำแหละมันให้ เมื่อโทยะนำมาที่กิลด์เรลิชาก็ลองเปิดม้วนคัมภีร์ที่บันทึกสัตว์อสูรโบราณเอาไว้แล้วก็พบว่าเจ้าแมงมุมตัวที่โทยะจัดการได้นั้นก็คือ "อโทลานาท" เป็นแมงมุมสายพันธุ์โบราณที่สูญพันธ์ไปแล้วเมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนและตอนนี้ทั่วโลกก็มีรายงานการค้นพบสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วทั่วโลกเรลิชาจึงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่ ตอนแรกโทยะก็ลังเลที่จะบอกความจริงไปตอนนี้่เลยดีไหมแต่คิดแล้วว่าอนาคตมันอาจจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกโทยะเลยตัดสินใจบอกเรื่องความบิดเบี้ยวของมิติเวลาที่ส่งผลให้สัตว์อสูรในยุคนั้นมาปรากฏตัวในยุคนี้ให้เรลิชาได้รับรู้แต่ก็เขาก็บอกไปว่ามันกำลังค่อย ๆ สงบลงเรลิชาเลยโล่งใจได้ในระดับหนึ่งหลังจากนั้นลุงคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกกิลด์ก็นำสมาร์ทโฟนที่เอาออกมาจากท้องแมงมุมมาให้โทยะแม้เขาจะเช็ดจนสะอาดแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่นติดหน่อย ๆ โทยะเลยใช้เวทคลีนนิ่งจัดการและนำมันไปคืนให้กับลูกสาวของเขาโดยตั้งใจว่าจะไม่บอกเรื่องที่มันไปอยู่ในท้องแมงมุมให้สเตฟรู้ พอกลับมาถึงปราสาทก็พบว่าลูก ๆ ของเขาทานอาหารกันเสร็จแล้วและกำลังพักผ่อนกันอยู่แต่เขาไม่เห็นคูนอยู่ที่นี่ โกลด์ก็ด้วยสงสัยว่าคงจะถูกพาไปที่บาบิโลนแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไปเจอกับ เรจีน่า เอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นบ้าง ส่วนเรื่องป่าที่สเตฟไปพบกับโกลด์ก็มีสัตว์อสูรที่ศูนย์พันธุ์ไปแล้วอยู่ด้วยโทยะรู้สึกว่านั่นเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือเปล่าหรือว่ามีการบิดเบี้ยวของมิติเวลาเกิดขึ้นที่ตรงนั้นไว้เขาจะให้เรจีน่าตรวจสองอีกที ในตอนนั้นสเตฟก็ออกมาต้อนรับพ่อด้วยการใช้แอคเซลพุ่งมาตามเคยแต่รอบนี้โทยะหลบทัน จากนั้นเขาก็คืนสมาร์ทโฟนให้สเตฟไปสเตฟดีใจที่ได้สมาร์ทโฟนคืนแล้วก็รีบวิ่งไปหาซูทันที จากนั้นยูมิน่าออกมาต้อนรับเขาหลังจากนั่งลงบนเก้าอี้เธอก็นำน้ำผลไม้เย็น ๆ มาเสิร์ฟให้ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เขา ในที่สุดลูก ๆ ทั้งเก้าคนของพวกเขาก็กลับมารวมตัวกันครบเสียที ถึงมันเจี้ยวจ้าวไปซักหน่อยแต่นี่ก็คือภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตยูมิน่าบอกว่าโทยะควรจะชินกับมันได้แล้วและในอนาคตภาพนี้ก็จะเป็นเรื่องธรรมดาแต่ว่าอีกไม่นานเด็ก ๆ ก็จะต้องกลับไปอนาคตตอนนี้โทยะคิดว่าคงต้องถามย่าโทคิเอะว่าจะส่งเด็ก ๆ กลับไปอนาคตเมื่อไหร่แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือพวกสาวกเทพมาร เพื่อส่งลูก ๆ กลับอย่างปลอดภัยเขาจะต้องบดขยี้เจ้าพวกนี้ให้เร็วที่สุดแม้ว่าการลาจากพวกลูก ๆ มันจะทำใจยากหน่อยก็เถอะและคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะได้พบกับพวกเด็ก ๆ อีกครั้งดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่จะเก็บเกี่ยวความทรงจำเอาไว้ให้มากที่สุด
.
สามวันให้หลังทหารกว่าสามหมื่นนายจากเมืองป้อมปราการแอสชิล่าก็โดนลูกหลงจากการฝึกเวทเคลื่อนย้ายของโทยะวาร์ปข้ามไปที่เมืองหลวงอาณาจักรเรฟานหลังจากนั้นไม่นานดยุคบลูซอนก็ประกาศยอมแพ้และคืนอำนาจการปกครองให้กับองค์ราชินี เหตุผลก็มันก็ง่าย ๆ เพราะจู่ ๆ มีทหารตั้งสามหมื่นบุกเข้ามาตอนกลางดึกมันจะไปทำอะไรได้ และประชาชนก็โดนกฏอัยการศึกให้อยู่แต่ในบ้านตอนกลางคืนอีกทางก็ยิ่งสะดวกประชาชนก็ไม่ได้รับผลจากการบุกนี้เลยและเพราะประชาชนสนับสนุนราชินีอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่มีการต่อต้านจากประชาชนตรงกันข้ามพวกเขาดีใจที่ได้รับการปลดปล่อยสู่อิสระภาพแม้ว่าจะจบลงโดยไม่เสียเลือดเนื้อแต่ว่านี่ก็ยังไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวหากยังหาขลุ่ยแห่งสเตล่าไม่เจอปัญหาเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีกโทยะไปที่เมืองหลวงของเรฟานและมุ่งหน้าไปยังจุดที่ถูกชี้ไว้ในแผนที่พร้อมกับองค์ราชินีพอลองใช้เซิร์จดูก็พบว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ตรงราวจับที่ทำจากไม้โดยตกแต่งให้ภายในนั้นมันกลวงและขลุ่ยแห่งสเตล่าก็ถูกซ่อนเอาไว้ในนั้นนั่นเองเพราะเหตุนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงไม่มีใครหามันเจอหลังจากโทยะนำมันออกมาจากที่ซ่อนแล้วเขาก็คืนมันให้กับราชินีแห่งเรฟานไปเพราะเขาคิดว่าให้คนนอกถือไว้นานคงไม่ดี ราชินีรับมันไปและยืนยันว่าสิ่งนี้คือขลุ่ยแห่งสเตล่าไม่ผิดแน่หลังจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานในที่สุดเธอก็สามารถนำมันกลับมาสู่ราชวงศ์ได้อีกครั้งเธอหลังน้ำตาด้วยความปิติยินดีพลางกอดขลุ่ยสีทองนั้นเอาไว้และนี่ก็น่าจะทำให้สงครามกลางเมืองของเรฟานคลี่คลายลงได้และหลังจากนั้นองค์ราชินีแห่งเรฟานได้ขึ้นไปยืนเป่าขลุ่ยบนกำแพงปราสาทโดยมีเวทสปีคเกอร์ของโทยทำหน้าที่เป็นเครื่องกระจายเสียงเพื่อส่งบทเพลงนั้นไปยังผู้คนที่มารวมตัวกันตรงหน้าประตูของปราสาท ข่าวเรื่องเรกาเลียที่สูญหายไปกว่าร้อยปีตอนนี้่ได้ถูกค้นที่ราชวังและได้กลับคืนไปสู่มือขององค์ราชินีแล้วแพร่ไปยังบรรดาลอร์ดของดินแดนนี้อย่างรวดเร็วทำให้ฝ่ายที่วางตัวเป็นกลางประกาศเข้าร่วมกับองค์ราชินีทันทีและนั่นก็ส่งผลให้ฝ่ายต่อต้านหมดหนทางที่จะเอาชนะแน่นอนว่าผู้นำฝ่ายต่อต้านอย่างดยุคบลูซอนที่ได้ทราบเรื่องนี้ก็ถึงกับสิ้นหวังขณะที่ตัวเองก็ต้องก้าวเข้าไปอยู่ในคุก แต่ถ้าหากว่าดยุคบลูซอนสามารถหาขลุ่ยแห่งสเตล่าเจอได้ก่อนสถานการณ์คงกลับตาลปัตรแน่ ๆ คนที่จะโดนขังคุกคงเป็นองค์ราชินีเองแต่ถ้าหากเกิดกรณีนั้นจริงโทยะก็ตั้งใจว่าจะช่วยพาองค์ราชินีลี้ภัยทางการเมืองไปประเทศอื่นแต่อย่างไรก็ตามสงครามภายในของเรฟานก็จบลงเพียงเท่านี้
.
หลังเรื่องราวจบลงบุตรชายขององค์ราชินีเจ้าชายแฟงค์ก็ได้มากล่าวขอบคุณโทยะ เจ้าชายแฟงค์นั้นอายุประมาณสามสิบในการศึกครั้งนี้เขาก็คือคนนำทัพบุกเมืองหลวงจนได้รับชัยชนะมาซึ่งสเตฟเรียกองค์ชายผู้นี้ว่า "ลุงแฟรงค์" หรือ "แฟรงค์โอจิจัง" แม้ว่าสงครามภายในจะจบลงแต่ยังมีเรื่องยุ่งยากอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการซึ่งองค์ราชินีก็ตั้งใจว่าจะจัดการปัญหาทั้งหมดให้หมดสิ้นลงก่อนจะถึงเวลาส่งไม้ต่อให้ลูกชายขึ้นครองราช แต่พอได้ฟังแบบนั้นสีหน้าของเจ้าชายแฟรงค์ก็ไม่สู้ดีซักเท่าไหร่นัก แม้ว่าที่เขาเกิดขลุ่ยแห่งสเตล่าจะหายไปนานแล้วและถึงจะเป่าขลุ่ยไม่ได้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการขึ้นครองราชย์ส่วนตัวองค์ราชินีนั้นรับสืบทอดตำแหน่งต่อมาจากปู่จึงได้รับการฝึกเป่าขลุ่ยมาแต่ว่าตอนนี้ขลุ่ยแห่งสเตล่านั้นถูกหาพบแล้วดังนั้นประเพณีดั่งเดิมที่ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต้องแสดงดนตรีของตัวเองต่อหน้าสาธารณะชนจึงกลับมาอีกครั้ง ดังนั้นองค์ชายจึงต้องฝึกเป่าขลุ่ยแบบหามรุ่งหามค่ำเพราะเกรงว่าหากแสดงดนตรีออกไปได้ไม่ดีอาจส่งผลให้เกิดความแตกแยกครั้งใหม่ได้เป็นประเพณีที่ยุ่งยากเอาการ หลังจากนั้นองค์ราชินีก็บอกถึงเรื่องการเข้าร่วมพันธมิตรโลกว่าโดยส่วนตัวแล้วเธออยากนำประเทศเข้าร่วมแต่ด้วยสถานการณ์ของประเทศที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางจึงยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในเวลานี้ แน่นอนว่าฝ่ายโทยะไม่ได้เร่งร้อนอะไรสิ่งสำคัญที่เขาต้องการคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศเท่านั้นเขาไม่ได้บังคับว่าจะต้องเข้าร่วมพันธมิตรโลกจากนั้นโทยะก็เล่าเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับพันธมิตรโลกว่าเป็นอย่างไรและเรื่องราวของสาวกเทพมารที่กำลังก่อความไม่สงบไปทั่วโลก ณ ตอนนี้รวมไปถึงเรื่องโกเลมยักษ์ที่โผล่ขึ้นมาโจมตีจากท้องทะเลโดยเฉพาะเรฟานควรต้องระวังเพราะมีพื้นที่ติดทะเลอยู่ถึง 70% ของพื้นที่โดยเฉพาะเมืองท่าอาจตกเป็นเป้าได้ง่ายโทยะเตือนว่าหากเห็นว่าเกินกำลังก็ให้รีบทิ้งเมืองหนี ส่วนทางด้านของโทยะก็เตรียมเกทมิเลอร์จำนวนมากรวมถึงสมาร์ทโฟนแมสโปรดักซ์เอาไว้เพื่อจะได้ติดต่อหากันอย่างเร็วที่สุดแม้ไม่รู้ว่าจะทันการหรือไม่แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอย่างน้อยถ้าติดต่อกันได้เร็วขึ้นก็จะสามารถหามาตรการรับมือได้ ซึ่งตัวองค์ราชินีจะได้รับเชิญไปร่วมงานประชุมในคราวหน้าถึงจะยังไม่สามารถเข้าร่วมได้เพราะขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในแต่อย่างน้อย ๆ ก็จะได้ฟังเรื่องราวของประเทศต่าง ๆ รอบโลกซึ่งก็น่าจะมีประโยชน์กับอาณาจักรเรฟาน
.
หลังจากทำการวิเคราะห์โกลด์ดูแล้วเรจีน่าก็ลงความเห็นว่า โกลด์นั้นคือโกเลมชั้นคราวน์ที่สร้างโดย โครม รันเชส ไม่ผิดแน่นอนแต่ว่าเครื่องนี้มีความแตกต่างจากคราวน์ตัวก่อน ๆ ที่ผ่านมาอยู่ภายในตัวเครื่องนั้นมีการสลักตราประทับเวทมนตร์เอาไว้อย่างสลับซับซ้อนแต่ก็พอจะวิเคราะห์ออกได้อยู่แต่ว่ามีบางส่วนที่ดูไม่สมเหตุสมผลและไม่เข้าใจว่ามีไว้ทำไมอย่างเช่น ถ้าจะให้เปรียบก็คล้าย ๆ กับการเอาแปรงสีฟันไปขัดรองเท้าอะไรแบบนั้นแม้แต่เรจีน่าเองก็ไม่อาจจะเข้าใจการกระทำดังกล่าวของโครมได้ เอลก้าเสริมขึ้นมาว่าประสิทธิภาพของโกลด์ไม่ต่างจากคราวน์ตัวอื่น ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนหน้าแต่ว่าคิวคริสตัลของมันมีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปอยู่ซึ่งคิวคริสตัลนี้เปรียบได้กับสมองของโกเลมและส่วนนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมพื้นฐานไปจนถึงการใช้โกเลมสกิลซึ่งตัวคิวคริสตัลเองก็มีรูปแบบที่สะท้อนถึงตัวผู้สร้างงานเช่นกันกล่าวคือมันจะจะคล้าย ๆ ลายเส้นของพวกศิลปินในเวลาวาดงานศิลปะนั่นเอง โดยปู่โปรเฟวเซอร์ได้ให้ข้อมูลเสริมอีกว่ารูปแบบของคิวคริสตัลที่อยู่ในตัวโกลด์มันเป็นของที่พิสูจน์ว่าโครมเป็นคนสร้างมันและยังมีบางส่วนของคิวคริสตัลที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้อยู่ด้วยดังนั้นจึงทำให้ไม่รู้ว่าสกิลของโกเลมเครื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ ซึ่งตรงจุดนี้เหมือนโทยะจะได้ยินมาว่าตัวของโกลด์นั้นบอกเองว่าตัวมันไม่คราวน์สกิลแต่ถึงจะไม่มีคราวน์สกิลแต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีความสามารถอื่น ๆ ติดตัวมาเลยอย่างเช่นนัวร์เองก็สามารถเปิดช่องว่ามิติเพื่อหยิบอาวุธออกมาได้เหมือนกับเวทสโตร์ของโทยะ สาเหตุสำคัญที่ต้องวิเคราะห์โกลด์ขนาดนี้ก็เพราะสิ่งที่โทยะกังวลก็คือโกลด์จะมีสกิลอะไรแล้วมีค่าตอบแทนใดและจะส่งผลกับสเตฟในอนาคตหรือเปล่าโทยะเสียว ๆ ว่ามันจะมีระบบระเบิดตัวเองติดตั้งไว้ด้วยไหมแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิษเป็นภัยอะไรและปู่โปรเฟสเซอร์ก็ยืนยันว่าโกเลมจะไม่กระทำการใด ๆ ที่จะทำให้เจ้านายต้องตกอยู่ในอันตรายโดยตรง จริง ๆ ถ้าวิเคราะห์ล็อคข้อมูลของมันได้อาจะได้รู้อะไรมากว่านี้แต่ว่าสเตฟก็ได้จัดการฟอร์แมทมันทิ้งไปหมดแล้วตอนที่เริ่มเดินเครื่องใหม่ซึ่งข้อมูลที่หายไปนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากที่เดียวโดยมีการคาดเดาว่าอาจจะเป็นบันทึกงานวิจัยของ โครม รันเชส ก็ได้ ว่าแล้วทั้งสามก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
.
แต่สำหรับโทยะเขาต้องการรู้แค่ว่าโกลด์จะไม่มีอันตรายต่อลูกสาวคนเล็กของเขาใช่ไหมซึ่งจุดนี้เรจีน่ายืนยันว่าไม่มีปัญหาเหมือนกับเจ้าซิลเวอร์นั่นแหละตอนนี้อันตรายมันจะไปอยู่ที่วิธีการใช้งานมากกว่า เมื่อยืนยันได้ว่ามันไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ ก็ทำให้โทยะโล่งใจได้เปราะหนึ่งดูเหมือนว่าตัวสเตฟเองก็อยากได้โกลด์คืนไว ๆ แต่แล้วโทยะก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าถึงเวลาตอนส่งเด็ก ๆ กลับอนาคตเจ้าซิลเวอร์กับโกลด์ก็ต้องถูกเอากลับไปอนาคตด้วยน่ะสิการนำเอาวัตถุจากอดีตไปอนาคตนี่มันจะไม่เป็นไรแน่เหรอหลังจากนั้นหัวข้อการสนทนาก็กลับไปที่เรื่องของโกลด์ต่อโดยอ้างอิงจากคำพูดของซิลเวอร์ที่ว่าทั้ง "เงิน" และ "ทอง" ต่างก็เป็นโกเลมชนิดใหม่ที่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์มากกว่าจะเป็นโกเลมในกรณีของซิลเวอร์นั้นยังพอทำความเข้าใจได้เพราะมีรูปร่างเป็นดาบแต่ก็มีความนึกคิดมีบุคลิกของตัวเอง แต่เจ้าโกลด์นี่มองยังไงก็โกเลมชัด ๆ เรจีน่าบอกว่าจากการวิเคราะห์ของเธอทำให้รู้ว่าเกราะสีทอง ๆ ของโกลด์นั้นไม่ได้เป็นทองคำแท้หากแต่เป็นโอริฮาคุมผสมกับอะไรบางอย่างซึ่งมันดูคล้ายกับการเอาสไลม์ผสมเข้ากับโอริฮาคุม จากนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่าคูนไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยความสงสัยเขาจึงถามเรจีน่าว่าคูนไปไหน เรจีน่าบอกว่าคูนไปช่วยโมนิก้าปรับแต่ง "วาร์อัลบุส" อยู่ว่าแล้วเธอก็บอกให้โทยะเรียกยูมิน่ากับอัลบุสมาที่นี่เพื่อจะได้โชว์ให้โทยะดูและทำการทดสอบเดินเครื่องไปพร้อมกันเลย หลังจากโทรเรียกยูมิน่าได้ซักพักเธอก็มาที่นี่พร้อมกับอัลบุสและคุอง ดูเหมือนยูน่าจะลากคุองที่เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อทำจิโอราม่าด้วยเหตุผลที่ว่าเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องจ้องของชิ้นเล็ก ๆ แบบนั้นโดยไม่พักบ้างมันไม่ดีต่อสายตาหลังจากนั้นพวกเขาก็พากันไปที่โรงเก็บซึ่งคุองก็ดูไม่ค่อยเต็มใจจะตามไปด้วยซักเท่าไหร่นักแต่ในเมื่อไม่อาจขัดขืนแม่ได้เขาจึงต้องตามมาอย่างจำใจ ระหว่างทางโทยะถามคุองว่าเคยเห็นวาร์อัลบุสที่อยู่ในอนาคตไหม คุองบอกว่าเคยเห็นแถมยังเคยขี่มาแล้วหลายครั้งด้วย โทยะแปลกว่ามันไม่ใช่เครื่องส่วนตัวหรอกหรือ หรือว่าเพราะคุองเป็นลูกของยูมิน่าเขาถึงขี่มันได้เมื่อมาถึงโรงเก็บโทยะก็พบกับโอเวอร์เกียร์ขนาดใหญ่พอ ๆ กับเรือรบอวกาศแม้จะไม่ยาวในระดับกิโลเมตร แต่ก็ยาวหลายร้อยอยู่ รูปร่างของมันดูคล้ายกับปลาวาฬสีขาว มันก็คือโอเวอร์เกียร์ชั้นเรือรบขนาดใหญ่ "วาร์อัลบุส" ที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งบทท้องฟ้าและใต้ทะเล ติดตั้งอาวุธเอาไว้มากมายเป็นเรือประจัญบานเอนกประสงค์ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ทุกด้านและยังสามารถบรรทุกเฟรมเกียร์ไปกับมันได้อีกหลายเครื่อง ตอนแรกเรจีน่าตั้งใจว่าจะให้มันแปลงร่างเป็นเฟรมเกียร์ขนาดใหญ่กว่าออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดแต่ก็เปลี่ยนใจเพราะการทำแบบนั้นส่งผลทำให้ความทนทานของตัวเครื่องนั้นลดลงไป ส่วนโทยะก็รู้สึกว่าการเอาเฟรมเกียร์ใหญ่ขนาดนั้นไปเดินบนพื้นมันก็คงไม่ดีแน่ถ้าล้มขึ้นมารอบ ๆ จะเสียหายขาดไหนไม่อยากคิด นอกจากนี้วาร์อัลบุสยังล่องหนได้เหมือนกับบาบิโลนดังนั้นเวลาที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็สามารถซ่อนพรางตัวเองได้ด้วยสิ่งนี้แต่ว่าหากจะเข้าสู่โหมดการรบก็จำเป็นต้องปิดระบบพรางตัว
.
และที่สำคัญกว่านั้นวาร์อัลบุสไม่ได้ใช้จีคิวบ์เป็นเตาพลังงานหลักในการขับเคลื่อนหากแต่ใช้ "เตาปฏิกรณ์วิญญาณ" ซึ่งเตานี้คูนนำกลับมาจากคลังสมบัติอาณาจักรแรร์ตอนที่นำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปมอบให้เธอได้ขอสิ่งนี้มาและได้ทำการวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุงจนสามารถนำมาใช้งานได้แล้ว ซึ่งมันจะรับพลังจากเหล่าสปริตทีละน้อย ๆ และขยายพลังออกไปหลายสิบเท่าด้วยหลักการเดียวกับส่วนหอคอยของบาบิโลนแต่พลังของสปริตนั้นทรงพลังกว่าพลังเวทมากนักแต่การจะขับเคลื่อนเจ้ายักษนี่ก็คงต้องใช้พลังระดับนั้นนั่นแหละหลังจากนั้นเรจีน่าก็นำทางพวกโทยะเข้าไปด้านใน ซึ่งทางเดินเข้าไปดูราวกับโรงแรมหรู ๆ มากกว่าจะเป็นยานรบซะอีกแต่ขึ้นไปที่ส่วนหอบังคับการเท่านั้นแหละโทยะก็ได้พบกับฉากหอบังคับการของยานรบอวกาศในหนังหรืออนิเมะไซไฟ ที่มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่บริเวณใจกลางมีเก้าอี้ที่ยกสูงน่าจะเป็นของกัปตันและส่วนของโอเปอร์เรเตอร์ที่ด้านหน้า ด้านซ้ายและขวา หลังจากนั้นคูนที่นั่งอยู่เก้าอี้กัปตันก็หันมาคุยกับพวกโทยะ พอถูกถามเรื่องการตรวจเช็คครั้งสุดท้ายคูนบอกว่าดำเนินการเสร็จแล้วเหลือแค่ปรับแต่งปลีกย่อยอย่างละเอียดในระหว่างการใช้งาน หลังจากนั้นเรจีน่าก็เรียกให้ยูมิน่ากับอัลบุสเข้าไปนั่งประจำที่ ซึ่งที่นั่งของอัลบุสจะเป็นเก้าอี้เล็ก ๆ อยู่ตรงด้านหน้าของที่นั่งกัปตันเมื่ออัลบุสเข้าประจำตำแหน่งเอลก้าก็ต่อสายปลั๊กเข้ากันด้านหลังของอัลบุส ส่วนคูนก็ลุกขึ้นจากที่นั่งกัปตันและให้ยูมิน่าขึ้นมานั่งแทนหลังจากนั้นก็มีไวเซอร์เลื่อนเข้ามาสวมศีรษะของยูมิน่าจากด้านหลังและด้วยไวเซอร์อันนั้นทำให้ยูมิน่าสามารถมองเห็นภาพหลายมุมได้ในเวลาเดียวกันจากกล้องที่ติดเอาไว้บนวาร์อัลบุสโดยข้อมูลนั้นจะส่งผ่านจากอัลบุสไปยังยูมิน่าโดยตรงและยังเชื่อมมุมมองนั้นไปยังมอนิเตอร์ด้านหน้าได้ ส่วนเรื่องขับเคลื่อนยูมิน่าจะสามารถควบคุมพลังของเตาปฏิกรณ์ได้โดยสั่งการผ่านอัลบุส เมื่อยูมิน่าออกคำสั่งเดินเครื่องก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อยและวาร์อัลบุสเริ่มก็เริ่มยกตัวลอยขึ้น ระบบเรจีน่าจึงเดินเครื่องระบบพรางตัวและสั่งให้โมนิก้าเปิดประตูโรงเก็บท้องฟ้าเหนือเมริเชียที่คั่นกลางระหว่างเบลฟาสกับเรกุรุสปรากฏให้เห็นเมื่อประตูเปิดออก เรจีน่าออกคำสั่งให้วาร์อัลบุสค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าไม่ใช่ยูมิน่าเป็นคนสั่งล่ะก็อัลบุสจะไม่ทำตาม และเมื่อยูมิน่าออกคำสั่งวาร์อัลบุสก็เริ่มเคลื่อนตัวออกสู่ท้องฟ้า แต่โทยะรู้สึกว่าการเคลื่อนตัวของมันไม่เร็วเท่าที่คิดไว้ เรจีน่าจึงอธิบายตรงจุดนี้ว่าวาร์อัสบุสสามารถเร่งความเร็วได้พอ ๆ กับกุงกุนิลแต่ถ้าทำแบบนั้นจะส่งผลกับบรรยากาศรอบ ๆ หรือไม่ก็ผืนน้ำที่มันเคลื่อนผ่านและการเร่งความเร็วสูงจะส่งผลทำให้เตาปฏิกรณ์ของมันหยุดการทำงานลงชั่วระยะเวลาหนึ่งแต่ถึงเครื่องจะดับมันก็ไม่หล่นลงพื้นทันทีมันจะค่อย ๆ ตกลงพื้นแบบขนนก
.
แต่ถ้าของใหญ่ขนาดนี้ตกลงไปที่เขตเมืองก็คงเกิดความเสียหายใหญ่แน่โทยะคิดว่าไว้ถึงคราวจำเป็นค่อยใช้น่าจะดีกว่า จากนั้นยูมิน่าก็ถามถึงจุดหมายปลายทางว่าจะให้มุ่งไปที่ไหนเรจีน่าจึงบอกให้มุ่งหน้าไปยังทิศใต้สู่ทะเล "ซาเปีย" ที่อยู่ระหว่างมิสนิดกับรามิชโทยะเสนอว่าจะเปิดเกทพาวาอัลบุสไปที่นั่นแต่โดนปฏิเสธเพราะนี่คือการทดสอบระบบการบินของวาร์อัลบุสถ้าทำเช่นนั้นก็ไม่มีความหมาย ถึงความเร็วของมันจะมากกว่ารถม้าแต่กว่าจะไปถึงที่หมายก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ดังนั้นจึงมีเวลาเหลือเอามาก ๆ ในขณะที่ยูมิน่าใช้เวลานั้นศึกษาการควบคุมวาร์อัลบุส พวกเรจีน่ารวมไปถึงคูนก็ยุ่งอยู่กับแผงหน้าปัดเพื่อดูค่าต่าง ๆ ส่วนโทยะกับคุองนั้นไม่มีอะไรทำได้แต่นั่งมองทิวทัศน์ผ่านจอมอนิเตอร์จนเบื่อหลังจากนั้นไม่นานคุองก็นั่งลงกับพื้นและหยิบเอาชิ้นส่วนจิโอราม่าจากสมาร์ทโฟนออกมาทำต่อโทยะที่ไม่มีอะไรทำก็เลยมานั่งช่วยลูกชายต่อจิโอราม่า ซึ่งจิโอราม่าที่คุองกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือปราสาทเรกุรุส หลังจากนั้นวาร์อัลบุสก็เคลื่อนมาจนเห็นทะเลซาเปียปรากฏอยู่ที่เส้นขอบฟ้าเรจีน่าจึงบอกให้เริ่มเข้าสู่การทดสอบดำน้ำหลังจากยูมิน่าออกคำสั่ง วาร์อัลบุสก็คือ ๆ เคลื่อนตัวลงแตะผิวน้ำและค่อย ๆ ดำลงไปอย่างช้า ๆ มอนิเตอร์ที่แสดงภาพมืดลงชั่วขณะแต่พอปรับเข้าโหมดดำน้ำภาพก็กลับมาอีกครั้ง และใช้เวลาไม่นานนักวาร์อัลบุสก็ดำลงถึงก้นทะเลดูเหมือนว่าทะเลซาเปียมีความลึกไม่เกินสามพันเมตรแต่โทยะก็ไม่แน่ใจว่าสามพันเมตรนี้จะเรียกว่าลึกหรือไม่ลึกดีเพราะเทียบกับที่โลกแล้วจุดลึกที่สุดที่ร่องมาเรียน่าที่ลึกถึงเกินหมื่นเมตรแล้วสามพันเมตรนี้ดูจิบจ้อยไปเลยหลังทดสอบระบบนำทางว่าทำงานได้ดีไม่มีปัญหาแล้วเรจีน่าก็บอกให้เริ่มการทดสอบขั้นต่อไปนั่นก็คือปล่อยยานไร้คนขับหรือ "โดรน" ออกไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ ซึ่งโดรนเหล่านี้มีจำนวนถึงหนึ่งร้อยเครื่องหมายเลข A00 ถึง A99 และมีขนาดประมาณแค่ลูกปิงปองเท่านั้นทั้งนี้ก็เพราะเรืออาร์คมีบาเรียป้องกันการเซิร์จของโทยะ เรจีน่าจึงใช้วิธีนี้ในการค้นหาแทนโดยระบบตรวจจับของมันสามารถมองทะลุระบบสเตลและตัวมันเองก็สามารถล่องหนได้เหมือนกับวาร์อัลบุสด้วย และถึงสายตาของมนุษย์จะรับภาพจากทั้งร้อยจอไม่ไหวแต่ด้วยการประมวลผลของอัลบุสเรื่องนั้นจึงไม่เป็นปัญหา
.
หลังจากปล่อยโดรนสำรวจออกไปได้ไม่นานหมายเลข A42 ก็ตรวจพบอะไรบางอย่างเข้ามันก็คือซากเรือที่จมอยู่ก้นทะเลนั่นเองเรือนั้นอยู่ในสภาพหักครึ่งแต่ว่ารูปทรงของมันดูแล้วไม่ใช่เรือธรรมดาทั่วไปซึ่งเรจีน่าบอกว่ามันคือเรือเหาะที่ใช้กันในยุคโบราณเมื่อห้าพันปีก่อนมันคงจะโดนจมลงในช่วงสงครามกับพวกเฟรซและเมื่อดูจากรูปลักษณ์ของมันแล้วมันไม่ใช่เรือรบแน่นอนว่าสิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของคูน เอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์ เรจีน่าบอกให้ยูมิน่าเคลื่อนวาร์อัลบุสไปยังจุดที่เรือจมเมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่ามันมีขนาดใหญ่ประมาณเกือบร้อยเมตรแต่กระนั้นก็ยังใหญ่ไม่เท่าวาร์อัลบุส มีเสากระโดงสามอัน ตัวเรือหักเป็นสองท่อนและมีชิ้นส่วนที่เหมือนกับใบพายยื่นออกมาจากข้างตัวเรือด้วยซึ่งโทยะก็สงสัยว่าถ้ามันเหาะอยู่บนฟ้าจะต้องใช้ไม้พายไปทำไม เรจีน่าจึงอธิบายว่าไม้พายพวกนั้นมีไว้จับอนูเวทในอากาศการเคลื่อนไหวของเรือนี้ก็จะเหมือนกับกำลังพายเรืออยู่กลางอากาศนั่นแหละจากนั้นคูนก็เสนอให้กู้เรือขึ้นมา โทยะจึงใช้สโตร์เก็บเรือขึ้นมาและเอาไปไว้ที่โรงเก็บภายในของวาร์อัลบุส เมื่อตรวจสอบตัวเรือดูเรจีน่าก็บอกว่านี่คือเรือบรรทุกสินค้าของพวกพ่อค้าจากสาธารณะรัฐทาลเวสหลังจากสำรวจภายในตัวเรือก็ไม่พบอะไรนอกจากโครงกระดูกแล้วก็สิ่งที่บรรทุกมาก็มีแค่อาหารดูเหมือนว่าเรือลำนี้จะพยามหลบหนีในช่วงสงครามและถูกยิงตก คูนที่ไปสำรวจระบบพลังงานของยานก็กลับมาบอกว่าระบบพลังงานของเรือลำนี้ยังใช้ได้ถ้าหากซ่อมแซมมันก็จะสามารถนำกลับมาใช้ได้ ในขณะที่ปู่โปรเฟสเซอร์กับเอลก้าไม่มีความสนใจอะไรกับเรือนี้พวกเขาจึงยกให้กับคูนไปโทยะก็ขัดคำขอของลูกสาวไม่ได้จึงยอมให้คูนทำตามใจต้องการแต่ในตอนนั้นเองเสียงแจ้งเตือนของอัลบุสก็ดังขึ้นเนื่องจากมีการตรวจพบสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ พวกโทยะจึงรีบกลับไปที่สะพานเดินเรือ
.
เมื่อกลับไปถึงก็พบว่ามีมอนสเตอร์ประเภทมังกรทะเล ลิเวียทานเข้ามาโจมตีปกติลิเวียทานจะมีขนาดประมาณร้อยเมตรแต่เจ้าตัวนี้ยาวเกือบสามร้อยเมตรซึ่งเจ้านี่เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า "ลิเวียทานลอร์ด" และในระหว่างที่กำลังพูดกันถึงสายพันธุ์นี่เองลิเวียทานลอร์ดก็โจมตีใส่วาร์อัลบุสด้วยการพ่นคลื่นน้ำออกมาจากปากดูเหมือนว่าพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นเขตแดนของมันแต่ไหน ๆ ก็ไหนแล้วเรจีน่าจึงถือโอกาสนี้ทดสอบประสิทธิภาพในการรบของวาร์อัลบุสเสียเลยเพราะชิ้นส่วนของลิเวียทานลอร์ดหลายชิ้นสามารถนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ได้พอได้ยินว่าวัตถุดิบเวทมนตร์คูนก็บอกให้ยูมิน่าจัดการลิเวียทานลอร์ดทันที ตอนแรกยูมิน่าจะเลือกตอปิโดเวทสามสิบหกแต่เรจีน่ากับคูนรีบห้ามไว้และบอกว่ามันแรงเกินไปเดี๋ยวลิเวียทานจะกลายเป็นสาหร่ายทะเลไปซะก่อน ยูมิน่าเลยเปลี่ยนมาเลือกตอปิโดเวทหมายเลขสี่แทนและทันที่ยิงออกไปโดนเป้าหมายพลังทำลายของตอปิโดก็ทำให้ลิเวียทานลอร์ดตัวขาดสองท่อนตายทันที สรุปคือถึงจะเลือกอาวุธที่คิดว่าเบาแล้วแต่มันก็ยังแรงไปสำหรับลิเวียทานที่มีความสามารถในการป้องกันต่ำอยู่ดีโทยะเก็บซากลิเวียทานเข้าไปในสโตร์และกะจะนำมันไปที่กิลด์ภายหลัง เรจีน่าตัดสินใจว่าทดสอบแค่นี้เพียงพอแล้วพวกโทยะจึงมุ่งหน้ากลับบาบิโลนเพื่อเตรียมปรับแต่งในขั้นต่อไป โทยะถามเกี่ยวกับการส่งวาร์อัลบุสออกสำรวจมหาสมุทรทั่วโลกเพื่อตามหาเรืออาร์ค เขาเกรงว่าการจะทำแบบนั้นยูมิน่าต้องอยู่บนวาร์อัลบุสตลอดเวลาเลยหรือเปล่า แต่เรจีน่าบอกว่าแค่ให้อัลบุสอยู่ก็พอเพราะพวกเธอสามารถติดต่อกับพวกโทยะได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินแต่ถึงอัลบุสจะสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงไม่มีพักแต่การจะค้นหาทั่วมหาสมุทรของโลกนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากในขณะเดียวกันเรจีน่าก็ได้บอกถึงการติดตั้งระบบเตือนภัยบริเวณชายฝั่งให้กับประเทศพันธมิตรเพื่อจะได้ตรวจจับการบุกโจมตีของพวกสาวกเทพมาได้อย่างรวดเร็วที่สุดซึ่งโทยะจะรับหน้าที่อธิบายเรื่องนี้ให้กับบรรดาเหล่าผู้นำได้รับทราบ
.
วาร์อัลบุสเริ่มออกตามหาเรืออาร์คอย่างช้า ๆ แต่การจะค้นหาไปในท้องทะเลทั่วโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปัจจุบันก็ยังหาเรืออาร์คไม่พบสิ่งที่ค้นพบก็มีแต่ซากเรือที่จมกับซากโบราณสถานใต้ทะเลเท่านั้น จากคำบอกเล่าของเรจีน่าเมื่อห้าพันปีก่อนตอนเกิดสงครามเฟรซนั้นได้มีการยิ่งอาวุธเวทมนตร์ที่รุนแรงใส่ทำให้ภูมิประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้น้อยซากโบราณสถานเหล่านี้ก็คงเป็นเศษซากที่หลงเหลือมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีการค้นพบร่องรอยการขุดเจาะที่ผิดธรรมชาติมีความเป็นไปได้ว่าพวกสาวกเทพมารได้ทำการขุดเจาะทรัพยากรใต้ทะเลขึ้นมาเพื่อใช้ในการในการผลิตโกเลมที่เหมือนกับเฟรมเกียร์ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ถึงแม้ว่าเรืออาร์คจะเป็นโรงงานผลิตโกเลมของโครม รันเชสแต่ก็คิดว่าไม่น่าจะผลิตออกมาจำนวนมากมายถึงขนาดพวกเฟรซที่ออกโจมตีเป็นหลักหมื่นแต่ปัญหาก็คือไม่รู้ว่ามันจะโจมที่ไหนและเมื่อไหร่นั่นแหละซึ่งในตอนนี้วาร์อัลบบุสกำลังทำการสำรวจทะเลในเขตเบลฟาส รีฟรีส และปานาเชสเพราะการตั้งรับนชายหาดดูจะเป็นการป้องกันที่ล่าช้าเกินไปถ้าเป็นไปได้โทยะก็อยากจะยืนยันการมาของพวกมันให้ได้ก่อนพวกมันจะบุกโจมตีเมืองแต่ว่าเรื่องนั้นตอนนี้วางพักไว้ก่อน เพราะตอนนี้โทยะพาสเตฟกับซูมาที่คฤหาสน์ของดยุคออทรินเด้เพื่อให้หลานได้พบกับคุณตาคุณยายซึ่งตอนนี้สเตฟก็กำลังเพลิดเพลินกับเอ็ดในวัยเด็กอยู่ซึ่งความจริงแล้วสเตฟต้องเรียกเอ็ดว่า "น้า" แต่เธอกลับเรียก "พี่" แทน ส่วนดยุคออทรินเด้กับเอเลนผู้เป็นคุณตาคุณยายก็เห่อหลานสาวไม่น้อยแย่งกันเอาใจหลานกันยกใหญ่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะสเตฟเป็นลูกสาวคนสุดท้องจึงมักจะโดนตามใจเป็นพิเศษแม้โทยะจะรู้สึกหวั่น ๆ ว่าสเตฟจะโดนตามใจมากไปหรือเปล่าแต่ก็โดนซูย้อนมาว่าคนที่ตามใจสเตฟมากกว่าใครเพื่อนก็ตัวโทยะเองไม่ใช่หรือ ส่วนดยุคออทรินเด้ดูจะแสดงท่าทีเอ็นดูสเตฟมากกว่าซูหรือเอ็ดที่เป็นลูกซะอีกนั่นทำให้โทยะเริ่มคิดไปไกลถึงอนาคตว่าถ้าเขามีหลานขึ้นมาบ้างตัวเขาจะเป็นยังไง
.
แต่พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมานิดหน่อยเพราะการจะไปถึงจุดนั้นแปลว่าบรรดาลูกสาวของเขาก็ต้องแต่งงานมีครอบครัวกันแล้ว ดังนั้นโทยะเลยปรับตัวเลือกในการจินตนาการนิดหน่อยมาเป็นคุองแทน หากคุองแต่งงานและเจ้าสาวของคุองก็คืออลิส ลูกที่เกิดกับอลิสก็จะเป็นหลานของเขาแต่นั่นก็แปลว่านั่นก็จะเป็นหลานของเอ็นเด้ด้วยเช่นกัน แล้วโทยะก็เริ่มจินตนาการถึงหลานที่บอกว่า รักปู่คุณโทยะมากกว่าคุณตาเอนเด้แต่ในระหว่างที่กำลังจินตนาการไปอย่างเคลิบเคลิ้มเสียงของซูก็ดึงโทยะกลับมาสู่ความจริง เมื่อลองมองไปที่สเตฟที่นั่งกินคุ๊กกี้อยู่ตรงกลางโดยมีดยุคออทรินเด้กับเอเลนนั่งประกบคนละด้านแล้วก็รู้สึกเหมือนพ่อแม่ลูกมากกว่า ตา ยาย หลาน เสียอีกเพราะอายุของสเตฟตอนนี้ก็ไม่ห่างจากซูที่เป็นแม่มากซักเท่าไหร่นักแต่หลังจากนั้นไม่นานซูก็เข้าไปร่วมวงกับสเตฟและเอเลนทำให้ดยุคออทรินเด้ต้องหลุดกลุ่มออกมาเขาจึงได้มานั่งคุยกับโทยะและบอกว่าไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นหน้าหลานเร็วขนาดนี้ซึ่งเธอเป็นเด็กดีเหมือนกับซูเลย จากนั้นดยุคออทรินเด้ก็ถามต่อถึงระยะเวลาที่สเตฟจะอยู่ในยุคนี้ซึ่งโทยะก็ให้คำตอบไปว่าอีกซักระยะหนึ่งและยังบอกอีกว่าไม่ต้องกังวลว่าพวกเด็ก ๆ จะหายไปกระทันหันความจริงก็คือถ้ายังไม่จัดการสาวกเทพมารซะก่อนละก็พวกเด็ก ๆ ก็กลับไปยังอนาคตไม่ได้เพราะถ้าฝืนกลับไปอาจจะทำให้พวกเด็ก ๆ กลับไปในอนาคตที่ไม่ถูกต้องแม้ว่าโอกาสจะเกิดเรื่องนั้นย่าโทคิเอะจะยืนยันว่ามีความเป็นไปได้ต่ำแต่เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้ได้ 100% การกำจัดพวกสาวกเทพมารซะก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หลังจากกลับมาจากคฤหาสน์ของดยุดออทรินเด้โทยะก็พบกับคุองที่กำลังเดินจับมือกับอลิสอยู่ตรงทางเดิน ทันทีทีเจอหน้ากันคุองก็กล่าวต้อนรับการกลับมาของ พ่อ คุณแม่ซูแล้วก็สเตฟน้องสาวของเขา ฝ่ายโทยะเมื่อสังเกตเห็นการกระทำของอลิสจึงถามไปว่าทั้งคู่กำลังจะออกไปไหนซึ่งคนที่ตอบคำถามก็คืออลิสโดยเธอบอกว่าคุองเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องเธอเลยมาชวนออกไปเล่นด้วยกัน แต่คุองก็โต้แย้งว่าเขากำลังต่อจีโอราม่าอยู่ตะหาก งานที่คุองกำลังทำนั้นก็คือจีโอราม่าของปราสาทของอาณาจักรต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาว่าต้องทำเสร็จเมื่อไหร่ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นและมันจะเป็นการดีกว่าหากออกไปเล่นข้างนอกบ้างดังนั้นโทยะจึงไม่คัดค้านสเตฟเองก็อยากออกไปเล่นด้วยเธอจึงขออนุญาตแม่ของเธอซึ่งซูก็อนุญาตให้ไป หลังจากเด็ก ๆ ออกไปกันแล้วโทยะก็สั่งให้โคเกียวคุคอยติดตามพวกเด็ก ๆ ไปด้วยซูถึงกับบ่นว่าโทยะนั้นห่วงลูกมากเกินไป ในระหว่างนั้นเองสมาร์ทโฟนของโทยะก็สั่นเพราะมีคนติดต่อเข้ามาเมื่อดูรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอจึงรู้ว่าคนที่ติดต่อเข้ามาก็คือเรจีน่านั่นเอง ทันทีทีรับสายโทยะก็ถามว่าเจอเรืออาร์คแล้วหรือ? แต่เรจีน่าบอกว่าไม่ใช่แต่จับสัญญาณอย่างอื่นได้แทนดูเหมือนว่าจะมีการอะไรบางอย่างอยู่แถว ๆ ทางตอนใต้ของปานาเชสตอนนี้พวกนั้นกำลังมุ่งหน้าตรงไปที่ปานาเชสจำนวนมีเกือบ ๆ สองพันแต่โดยมากเป็นวัถตุขนาดเล็กมีวัตถุขนาดใหญ่แค่ประมาณยี่สิบซึ่งน่าจะเป็นโกเลมขนาดใหญ่ โทยะจึงคิดจะเอาเรกินเรฟออกไปสกัดกั้นก่อนที่พวกนั้นจะไปถึงเมืองท่า แต่เรจีน่าบอกว่าตอนนี้เรกินเรฟไม่พร้อมออกรบเพราะกำลังปรับปรุงให้สามารถรบใต้น้ำได้ดีขึ้นอยู่
.
งานนี้โทยะเลยจำเป็นต้องกลับไปขับไนท์บารอนแทนไปพลาง ๆ ก่อน ตอนแรกเรจีน่าถามว่าจะส่งวาร์อัลบุสไปโจมตีสกัดกั้นไหมแต่โทยะเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้นเพราะเขาอยากเก็บวาร์อัลบุสเอาไว้ก่อนเพราะไม่อยากเผยไพ่บนมือให้ศัตรูรู้หากศัตรูรู้เรืออาร์คจะยิ่งระวังตัวมากหลังจากนั้นโทยะก็รีบโทรติดต่อราชาปานาเชส ซึ่งทางนั้นก็ได้เตรียมกำลังรบเพื่อรับมือศัตรูโทยะจึงเตรียมไปที่นั่นด้วยเกท ซึ่งซูของตามไปด้วยเพราะถ้าหากเป็นการต่อสู้แบบตั้งรับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดของเธอจะค่อนข้างเหมาะกับงานนี้ ซึ่งมันน่าจะสามารถหยุดโกเลมยักษ์ไม่ให้รุกเข้าเมืองได้ส่วนพวกมนุษย์ปลาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าอัศวินแห่งปานาเชสรับมือไปว่าแล้วโทยะก็พาซูวาร์ปไปยังบาบิโลน ทางด้านกลุ่มปริศนานั้นก็กำลังเคลื่อนตัวไปอย่างเงียบ ๆ จากใต้ทะเล กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย มนุษย์ครึ่งปลา ตุ๊กตาจักรกล ยักษ์หินและโกเลมไซคลอปส์ซึ่งในกลุ่มของโกเลมไซคลอปส์นั้นมีตัวหนึ่งที่มีสีผิดไปจากใครเพื่อนโดยมันมีสีเมทัลลิกสีม่วงที่เปล่งประกายส่วนตัวอื่นจะมีสีทองหม่น ๆ และมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องอื่นเล็กน้อยด้วยดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องของผู้บัญชาการซึ่งผู้ที่ควบคุมมันอยู่ก็คือสาวกเทพมารผู้ครอบครองหอกสีม่วงผู้มีนามว่า "ออร์คิด" ส่วนไซคลอปส์ตัวอื่น ๆ ที่ได้รับพรคุ้มครองจากเทพมารก็ถูกโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งของออร์คิดโดยใช้หลักการเดียวกับโกเลมประเภทโซลดาร์ท ซึ่งหนึ่งในสาวกเทพมารนามว่าสกาเล็ตได้ทำการดัดแปลงและนำมาใช้เพื่อให้สาวกเทพมารสามารถควบคุมโกเลมจำนวนมาก ๆ ได้ในคราเดียว ซึ่งจุดมุ่งหมายของออร์คิดกำลังมุ่งหน้าไปนั้นก็คือเมืองท่าที่ชื่อว่า "คูฟ" ที่อยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรปานาเชสจุดประสงค์ก็เพื่อทำลายเมืองและร่ายคำสาปใส่ผู้คนเพื่อจะนำมาเป็นแรงงานต่างแขนขาของพวกเขา แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ออร์คิดกระทำโดยพลการด้วยความตั้งใจของตัวเองเพราะในขณะที่สาวกคนอื่น ๆ ยังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหวแต่เพราะออร์คิดเป็นพวกกระหายการทำลายดังนั้นมักจะออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้และคนอื่น ๆ ก็ไม่ห้ามเพราะมันถ้าอัดอั้นมาก ๆ ออร์คิดก็อาจจะทำอะไรบ้า ๆ ทำให้เรืออาร์คเสียหายเอาได้ ซึ่งสาวกเทพมารทุกคนก็มีความบิดเบี้ยวทางจิตแทบทั้งนั้นไม่ว่าจะแสดงออกมาหรือน้อย เช่นความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินไป ความศัทธาที่มากเกินไป เป็นต้น ความบิดเบี้ยวของออร์คิดก็คือการกระหายที่จะทำลายหากได้ฆ่าหรือทำลายอะไรบางสิ่งเขาจะรู้สึกพอใจและเพื่อตอบสนองความสนุกนั้นเขาจึงนำไซคลอปส์ออกมาเพื่อจะทำให้เมืองคูฟกลายเป็นทะเลเพลิง
.
และด้วยความตั้งใจนั้นออร์คิดก็ตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างรวดเร็วเอาแบบให้ระเบิดเทิดเทิงไปเลยทว่าในขณะที่กำลังจะยืนยันเป้าหมายออร์คิดก็พบกับบางสิ่งที่ดูผิดปกติอยู่เบื้องหน้า ยักษ์สีทองที่สูงกว่าไซคลอปส์เป็นสิบเมตรกำลังเหวี่ยงหมัดมาด้านหน้า เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายออร์คิดก็บังคับเครื่องของตนให้ย่อตัวลงและในจังหวะนั้นเอง ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดของซูก็ปล่อยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลออกมาใส่กลุ่มไซคลอปส์ หมัดขวาที่หมุนควงพุ่งไปด้วยความเร็วสูงแต่เพราะเครื่องของออร์คิดย่อตัวหลบไปก่อนแล้วทำให้การโจมตีนั้นไปโดนตัวที่อยู่ด้านหลังแทน พลังทำลายรุนแรงทำให้น้ำสาดกระเซ็นขึ้นมาและไซคลอปส์ตัวนั้นก็จมลงทะเลไป ในขณะที่หมัดที่พุ่งไปบินกลับมาหาติดคืนที่เดิมออร์คิดก็บังคับเครื่องให้ลุกขึ้นยืนกลับมาเมื่อมองผ่านมอนิเตอร์ออร์คิดก็รู้ว่ามันเป็นทหารโกเลมยักษ์ของบรุนฮิวแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่นั้นเพราะยังมีเครื่องสีดำอีกจำนวนหนึ่งและยังมีตัวที่มีรูปร่างคล้ายกวางรวมอยู่ด้วย แม้จะไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ได้และดูเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกซุ่มโจมตีแต่ออร์คิดไม่ได้สนใจอะไรนอกเสียจากความสนุกที่จะได้ต่อสู้เท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อยตรงกันข้ามเขากลับดีใจเสียด้วยซ้ำการได้ทำลายทหารยักษ์ของบรุนฮิวจะเป็นความสุขที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนเขาล่ะอยากรู้จริง ๆ เขาเรียกหอกประจำตัว "วิซทาเรีย" ออกมาขณะที่ยังอยู่ในค็อทพิทของไซคลอปส์ซึ่งอาวุธที่สาวกเทพมารถึงครองอยู่นั้นก็คือสมบัติของเทพชั่วร้ายซึ่งก็คล้าย ๆ กับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของพวกเทพเพียงแต่สิ่งนี้ถูกย้อมเอาไว้ด้วยคำสาปของเทพมาร เขากวัดแกว่งมันก่อนจะชี้ปลายหอกไปด้านหน้า
.
ทางด้านของซูก็บ่นเสียดายเพราะกะอัดไปที่ตัวสีม่วงแต่ดันพลาดเป้าไปซะได้ ส่วนโทยะที่ตอนนี้บังคับไนท์บารอนอยู่ก็เพ่งความสนใจไปที่เครื่องสีม่วงผ่านจอมอนิเตอร์ การที่หลบแคนน่อนนัคเคิ้ลได้นั้นแปลว่ามันต้องมีดีพอสมควรแต่สาเหตุที่มันทำได้แบบนั้นเพราะมีคนควบคุมหรือว่าเพราะตัวเครื่องมีประสิทธิภาพในการคิดอ่านสูงอันนี้โทยะยังไม่แน่ใจและการที่มันมีสีต่างจากตัวอื่นแสดงว่ามันต้องเป็นเครื่องจ่าฝูงไม่ก็เครื่องที่ทำมาเป็นพิเศษ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเจ้าโกเลมนั่นเอาหอกที่น่าขนลุกนั่นออกมาจากไหนก็ไม่รู้นี่แหละและที่สำคัญโทยะสัมผัสถึงความรู้สึกสังหรณ์ใจและรู้สึกไม่สงบใจแปลก ๆ กับหอกเล่มนั้นโทยะบอกให้ซูไปป้องกันเมือง ส่วนไนท์บารอนที่ขับโดยอัศวินของปานาเชสให้ไปจัดการกับพวกโกเลมยักษ์ที่เหลืออยู่ส่วนเขาจะจัดการกับเจ้าสีม่วงนี่เอง ในศึกนี้มีไนท์บารอนเข้าร่วมห้าสิบเครื่องแต่มีแค่เครื่องของโทยะเท่านั้นที่ติดตั้งฟรากราคเอาไว้ ส่วนเดียบาวด์ของโรเบิร์ตก็ออกนำพวกอัศวินของอาณาจักรปานาเชสเข้าสู้รบในขณะที่กองอัศวินอีกส่วนหนึ่งของปานาเชสปักหลักอยู่ที่ท่าเรือเพื่อรับมือพวกมนุษย์ครึ่งปลากับโกเลมสี่แขน ว่าแล้วโทยะก็เข้าปะทะกับออร์คิด ฝ่ายนั้นพยายามโจมตีด้วยหอกโทยะหลบหลีกหอกและปัดป้องหอกด้วยดาบแต่เนื่องจากบริเวณที่สู้กันมีน้ำสูงถึงบริเวณเข่าของตัวเฟรมเกียร์จึงทำให้เคลื่อนไหวลำบากอยู่บ้าง ในตอนนั้นโทยะก็ได้ยินเสียงของคนที่บังคับโกเลมยักษ์สีม่วงที่กล่าวชมเชยเขาว่าเป็นคนแรกที่หลบวิซทาเรียได้มากขนาดนี้ เสียงนั้นฟังดูยังเป็นเด็กโทยะพอจะเดาได้ว่าคนที่บังคับโกเลมตัวนี้อยู่น่าจะเป็นสาวกเทพมารแต่เพื่อความมั่นใจโทยะจังเปิดสปีคเกอร์ของไนท์บารอนและถามออกไปตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายคือสาวกเทพมารอย่างนั้นหรือ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ใส่ใจจะตอบเป็นเรื่องเป็นราวออร์คิดสนแต่เรื่องฆ่าฟันเท่านั้นในขณะที่ออร์คิดแทงหอกรัวโทยะก็บังคับไนท์บารอนให้ถอยหนีออกมาเพื่อสร้างระยะห่าง
.
ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอมให้หนีง่าย ๆ สายฟ้าสีม่วงถูกปล่อยออกมาจากหอก โทยะตระหนักว่าหากสายฟ้าตกลงไปสัมผัสก็น้ำทะเลเขาคงไม่ดีแน่เขาจึงจัดการใช้เวทแอปซอร์บดูเอาสายฟ้าพวกนั้นเอาไว้ สายฟ้าที่พุ่งออกมาจึงหายไปและโทยะก็อาศัยจังหวะนั้นโต้กลับโดยการยิงฟรากราคที่ติดอยู่บนหลังสองอันออกไปส่วนอีกสองอันที่ถือไว้โทยะปล่อยอันหนึ่งให้พุ่งไป ฟรากราคสามอันพุ่งใส่โกเลมยักษ์สีม่วงราวกับมิซายส์ ออร์คิดปัดป้องการโจมตีด้วยหอกแต่เพราะฟรากราคทั้งสามเคลื่อนไหวเป็นอิสระต่อกันทำให้ไม่สามารถป้องกันได้หมดฟรากราคเล่มหนึ่งจึงทะลวงเข้าที่ส่วนไหล่ของไซคลอปส์ เมื่อการเคลื่อนไหวชะงักลงโทยะก็ใช้ช่วงเวลานั้นเข้าประชิดและใช้ดาบฟันเข้าไปที่บริเวณสีข้างของอีกฝ่าย ทำให้เกิดความเสียหายหนักและหยุดนิ่งไป จากนั้นไม่นานฝาครอบค็อทพิทก็เปิดออกและออร์คิดก็เผยโฉมให้โทยะเห็น พร้อมกับแนะนำตัวว่าเขาชื่อออร์คิดส่วนหอกนี้ก็คือวิซทาเรีย หอกที่เคยอยู่ในมือโกเลมนั้นลดขนาดลงและกลับไปอยู่ในมือออร์คิด จากนั้นเขาก็ท้าให้โทยะลงมาสู้กับเขาแบบตัวต่อตัวแต่โทยะไม่เอาด้วยแต่ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไรกันต่อก็ปรากฏร่างของชายที่สวมชุดและหน้ากากสำหรับดำน้ำขึ้นซึ่งลักษณะการปรากฏตัวของเขามีการสั่นไหวเหมือนกับผิวน้ำที่กระเพื่อมโทยะจำปรากฏการณ์นี้ได้มันเหมือนกับตอนที่ชิ้นส่วนของกิกันเทสถูกขโมยเขาจึงรู้ได้เลยว่าต้องเป็นฝีมือของสาวกเทพมารตนนี้แน่และโทยะก็ได้ยินออร์คิดก็เรียกสาวกเทพมาตนนั้นว่าอินดิโก้
.
ออร์คิดบอกอินดิโก้ไม่ให้เข้ามาเกาะกะแต่อินดิโก้ปฏิเสธและบอกให้ออร์คิดมองดูรอบ ๆ ให้ดีก่อน สภาพการณ์ตอนนี้ไซคลอปส์พ่ายแพ้ต่อไนท์บารอนที่ขับโดยอัศวินของปานาเชสและเดียบาวด์ของโรเบิร์ตดังนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่าพวกสาวกเทพมารกำลังเสียเปรียบเขาจะยอมให้ไซคลอปส์ถูกทำลายไปมากกว่านี้ไม่ได้ดังนั้นจึงจะทำการล่าถอยและนั่นก็เลยทำให้โทยะได้รู้ชื่อของโกเลมยักษ์พวกนี้ว่าชื่อ "ไซคลอปส์" แม้จะไม่พอใจนิดหน่อยแต่ออร์คิดก็ยอมถอยไปและยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนขับไนท์บารอนเครื่องนั้นอยู่แต่ออร์คิดก็หมายหัวอีกฝ่ายไว้และบอกว่าจะกลับมาเอาคืนในคราวหน้าหลังจากนั้นอินดิโก้ก็พาออร์คิดหนีไปด้วยสกิลเคลื่อนย้ายของตนโทยะรู้สึกว่าเขาต้องหาทางทำอะไรซักอย่างไม่อย่างนั้นการต่อสู้ในลักษณะเกมส์แมวจับหนูแบบนี้มันจะจบยากถ้าไม่หาทางป้องกันอีกฝ่ายเคลื่อนย้ายหนีก็ต้องจัดการให้ได้ก่อนจะหนี ไซคลอปส์สีม่วงหนีไปได้แต่ตัวอื่นที่เหลือและกองกำลังที่มาด้วยถูกจัดการหมดการต่อสู้ครั้งนี้โทยะสามารถป้องกันเมืองได้แต่นี่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ต้องการแต่ตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงเท่านี้ หลังการต่อสู้จบลงโทยะก็นำซากของไซคลอปส์ที่พังเสียหายกลับมาให้พวกเรจีน่าวิเคราะห์ดูซึ่งผลการวิเคราะห์ก็คือเทคโนโลยียังเทียบชั้นกับเฟรมเกียร์ไม่ได้ และผลการต่อสู้ในศึกนี้ไซคลอปส์ไม่สามารถเอาชนะเฟรมเกียร์ได้เลยถึงชีวาเรียที่ไปร่วมรบจะได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้หนักหนาถึงขนาดว่าพังยับแต่ถึงจะบอกว่าเทียบไม่ได้แต่ปู่โปรเฟสเซอร์กับเอลก้าก็ความเห็นว่าสิ่งนี้มีความยอดเยี่ยมทางวิศวกรรมเวทอยู่ในเรื่องของระบบข้อต่อและระบบกันน้ำโดยการใช้สไลม์เคลือบเอาไว้ช่วยให้เคลื่อนไหวใต้น้ำได้ดีขึ้นหลังจากนั้นโทยะก็ลองสอบถามถึงวิธีการป้องกันเวทเคลื่อนย้ายหรือปิดผนึกไม่ให้มันใช้งานได้อยู่หรือเปล่าเพราะแค่การกางบาเรียนั้นดูจะไม่เพียงพอ โทยะต้องการให้มันเปิดใช้งานไม่ได้เลยรวมไปถึงเคลื่อนย้ายต่างมิติใช้ไม่ได้ด้วยก็ยิ่งดี แม้ว่าจะมีทางออกง่าย ๆ ก็คือจัดการอีกฝ่ายให้ได้ก่อนจะเคลื่อนย้ายหนีแต่ถ้าหากอีกฝ่ายมีเวลาซักสองสามวินาทีที่จะใช้งานสกิลมันก็เป็นเรื่องยากที่จะใช้วิธีนี้ ซึ่งถ้าอัดอีกฝ่ายไม่ตายในทีเดียวแล้วมันหนีได้ก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากต้องไล่ตามจับกันอีก ถึงตอนนี้จะยังหาวิธีไม่ได้แต่อย่างน้อย ๆ ก็มีวีดีโอที่บันทึกเอาไว้ในไนท์บารอนที่โทยะขับออกไปสู้ศึกคราวนี้ถ้าหากวิเคราะห์ดูก็อาจจะได้อะไรบางอย่าง งานนี้โทยะเลยฝากให้พวกเรจีน่าหาคำตอบหลังจากนั้นเขาก็แยกตัวมาแล้วไปหาคนอีกกลุ่มเพื่อลองปรึกษาดูเผื่อจะได้คำตอบอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง
.
โทยะไปพบโมโรฮะกับคาเร็นที่กำลังปาร์ตี้น้ำชากันอยู่ภายในปราสาทเพื่อสอบถามถึงวิธีผนึกเวทเคลื่อนย้าย ซึ่งคาเร็นแนะนำว่าถ้าลองใช้พลังเทพบวกเข้ากับพริซันก็น่าจะพอเป็นไปได้แต่โทยะแย้งว่าเขาเคยลองคิดวิธีนั้นดูแล้วแต่ว่าอีกฝ่ายก็มีพลังของเทพมารเหมือนกันอาจจะทำลายพริซันลงก็ได้ คาเร็นจึงบอกว่าคุณภาพของจิตเทพนั้นทางฝั่งเทพมารนั้นเทียบไม่ได้กับเทพของโทยะที่เป็นเครือญาติของเทพระดับสูงอย่างเวิร์ลก็อดซึ่งตรงนี้ท่านพี่โมโรฮะเทียบให้ฟังอย่างง่าย ๆ ว่าเหมือนกับตั๊กแตนตำข้าวประจัญหน้ากับโล่โอริคุม หรือก็คือไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดำต่ำนั่นเองสรุปก็คือถ้าจะจัดการกับสาวกเทพมารก็ทำได้ง่าย ๆ เลยแต่มันปัญหาอยู่นิดนหน่อยก็ตรงที่ว่าถ้าโทยะใช้พลังเทพออกมาตรง ๆ คราวนี้จะผิดกฏของโลกเทพทันทีเพราะสถานะของโโทยะในตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนที่ไปต่อสู้กับเทพมารแล้ว ตอนนี้โทยะเป็นเทพเต็มตัวแล้วดังนั้นเขาจึงต้องทำตามกฏเทพไปโดยปริยาย พริซันที่ไม่ใส่จิตเทพลงไปย่อมโดนทำลายได้แต่แบบนี้โทยะรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไหร่ในขณะที่อีกฝ่ายใช้พลังเทพมารได้แต่ทางนี้กลับไม่สามารถจะใช้ออกไปได้ ถ้าคิดกันตามหลักเวลาไล่ล่าคนร้ายรถตำรวจก็เพิกฉายต่อกฏจราจรไม่ใช่เหรอถ้ามัวแต่รักษากฏอยู่คงไม่มีทางจับได้หรอกดังนั้นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินก็น่าจะอนุโลมกันได้บ้างแท้ ๆ แต่แล้วเขาก็นึกได้ว่าบางครั้งบางคราวเขาก็ผนึกจิตเทพลงไปกับเวทย์เซิร์จเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันถ้าหากการใช้พลังเทพบนโลกเป็นข้อห้ามล่ะก็แบบนี้เขาก็ทำผิดกฏน่ะสิ แต่ตรงจุดนี้โมโรฮะก็อธิบายให้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วกฏห้ามใช้พลังเทพบนโลกนั้นมันก็คือห้ามใช้พลังเทพที่จะก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับโลกนี้ตะหาก ถ้าไม่ได้ใช้พลังรุนแรงไปถึงระดับนั้นก็พอจะทำนิ่งเฉยหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ได้อยู่ แต่ในกรณีที่จะใช้พลังสู้กับเทพมารล่ะก็มันย่อมเป็นการปล่อยพลังไปตรง ๆ และนั้นก็จะเกินขอบเขตนั้นดังนั้นจึงถือว่าผิดกฏดังนั้นถ้าโทยะอยากปราบสาวกเทพมารเองก็จำเป็นต้องเอาชนะโดยไม่ใช้พลังเทพ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้แต่โทยะรู้สึกไม่ชอบใจตรงที่ไม่สามารถอัดพวกนั้นได้แบบเต็มกำลังนี่แหละ แต่แล้วคาเร็นก็แอบแย้ม ๆ มาว่ามันมีวิธีจะหลบเลี่ยงได้อยู่นั่นก็คือให้ใครซักคนบนโลกเป็นผู้ถือเทวภัณฑ์ที่สามารถผนึกเวทเคลื่อนย้าย โทยะถามกลับว่ามีเทวภัณฑ์แบบนั้นอยู่ด้วยหรือโมโรฮะบอกว่าเหมือนจะมีอะไรแบบนั้นเก็บไว้ในคลังสมบัติของพวกเทพแต่การจะเข้าไปค้นหาและเอามันออกมานั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพราะต้องผ่านเงื่อนไขมากมาย พอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็คิดว่าถ้ามันเป็นของอยู่ในคลังสมบัติของโลกเทพแล้วล่ะก็คงไม่มีทางให้ยืมกันง่าย ๆ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น
.
โมโรฮะพูดต่อไปว่าจริง ๆ ก็ไม่ได้จะไม่ให้ยืมหรอกแต่ปัญหามันอยู่ที่คลังสมบัติที่โลกเทพนั้นน่ะมีของที่พวกเทพพากันสร้างขึ้นแล้วก็เอามาโยน ๆ ทับถมกันไว้ซึ่งทำกันแบบนี้มาเนิ่นนานมากแล้วเมื่อของมันทับถมกันจำนวนมากแถมคนคอยจัดการดูแลก็คือปู่เวิร์ลก็อดที่ก็ไม่ได้จัดการอะไรให้มันเป็นระเบียบเลยทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะงมหาของชิ้นนึงในกองสิ่งของนั่นเองถ้าจะหาให้เจอก็คงต้องใช้เวลาซักพันปีขึ้นไปนั่นแหละ และถึงจะเรียกว่าคลังสมบัติแต่ในความจริง ๆ มันก็เป็นแค่ที่เก็บของที่ไม่ใช้แล้วมากกว่าเพราะถ้ามันเป็นของสำคัญจริง ๆ พวกเทพจะเก็บมันไว้กับตัวเองมากกว่า แม้จะมีของที่น่าจะใช้การได้อยู่แต่จะถ้าจะต้องใช้เวลาค้นหาเป็นพันปีเขาก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นและที่นั่นเป็นคลังสมบัติที่ใช้เก็บรักษาและปิดผนึกสมบัติเทพดังนั้นเวทค้นหาของเขาจึงไม่สามารถใช้งานภายในนั้นเพราะยังไงซะมันก็เป็นสมบัติเทพย่อมมีความอันตรายอยู่แล้วดังนั้นจะเก็บรักษาไว้อย่างเข้มงวดก็ไม่แปลกเมื่อดูจะหมดหนทางไปต่อโทยะเลยได้แต่คิดว่าคงต้องใช้วิธีอัดให้ตายก่อนหนีเท่านั้นจริง ๆ แล้วทว่าคาเร็นก็ให้คำแนะนำว่าถ้าหากไม่มีก็สร้างมันขึ้นมาสิไหน ๆ ก็เป็นเทพองค์นึงแล้วการสร้างเทวภัณฑ์ของตัวเองก็ถือเป็นเรื่องที่ทำได้แต่แน่นอนว่าสร้างขึ้นมาแล้วห้ามใช้เองและหลังสร้างแล้วต้องรับผิดชอบมันด้วยอย่าทิ้งไว้บนโลกเพราะมันอาจก่อให้เกิดเทพมารขึ้นมาได้ ซึ่งจุดนี้่โทยะสงสัยว่าตัวเองมีความสามารถในการทำเช่นนั้นเหรอ แต่โมโรฮะก็บอกว่าตอนที่โทยะจัดการเทพมารเขาก็ใช้พลังรังสรรค์เทวภัณฑ์ออกมาซึ่งโทยะก็เหมือนจะนึกได้เลา ๆ แต่การสร้างในลักษณะแบบนั้นไม่เป็นมิตรต่อมนุษย์มากนักโทยะจำเป็นต้องสร้างเทวภัณฑ์แบบทั่วไปที่มนุษย์ทุกคนสามารถใช้มันได้ แต่ประเด็นก็คือโทยะไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองสร้างเทวภัณฑ์ออกมาได้ยังไงตอนนั้นเขาก็แค่รู้สึกโมโหแล้วก็ใช้มันออกมาได้เฉย ๆ โดยไม่รู้ตัว แถมคาเร็นกับโมโรฮะก็ไม่ใช่เทพสายรังสรรค์ดังนั้นจึงแนะนำอะไรให้ไม่ได้ แต่ตอนนี้โทยะก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีเทพองค์ไหนเกี่ยวข้องกับการสร้างไปมากกว่าเวิร์ลก็อดแต่โทยะลืมเทพองค์หนึ่งไปซะสนิทซึ่งตอนนี้เทพองค์นั้นก็อยู่ที่โลกด้วยแต่โมโรฮะก็ช่วยเตือนความจำว่าเทพองค์นั้นโทยะเคยเจอตอนที่มาร่วมในพิธีแต่งงานของเขานั่นก็คือ "เทพการช่าง" นั่นเอง เทพการช่างนั้นมีรูปลักษณ์เป็นคุณลุงอายุประมาณสี่สิบ ผมหงอกยาวมัดเอาไว้ด้านหลังและมีหนวดเคราและแต่งกายด้วยชุดซามุเอะ ส่วนเทพแห่งแว่นกับเทพแห่งตุ๊กตาก็พอช่วยได้แต่เทพสององค์นั้นนิสัยค่อนข้างแปลกจึงไม่เหมาะเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ โทยะถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่าถ้าเขาไปเรียนกับเทพการช่างเขาจะสามารถสร้างเทวภัณฑ์ได้แน่ใช่ไหม ซึ่งโมโรฮะก็บอกได้แค่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ในเวลาแค่สองสามวัน แต่มันก็ยังเร็วกว่าจะไปค้นหาในคลังสมบัติเทพนั่นแหละ
.
แต่ในตอนนั้นโทยะก็คิดว่าทำไมเขาไม่ให้เทพการช่างสร้างสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้เขาซะเลยล่ะ แต่คาเร็นก็ห้ามไว้เพราะเทวภัณฑ์ที่เทพองค์ไหนสร้างก็จะตกเป็นความรับผิดชอบของเทพองค์นั้น ๆ ถ้าหากทำแบบนั้นก็เป็นแค่ผลักภาระไปให้เทพการช่างถึงจะโอนถ่ายให้กันได้อยู่แต่การไปเร่งให้สร้างและโยนภาระให้หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ดูไม่ดีเลยดังนั้นโทยะเลยตัดสินใจใช้โอกาสนี้เรียนรู้การสร้างเทวภัณฑ์และหลังจากนั้นถ้าไม่ใช้แล้วเขาจะเอาไปเก็บไว้ที่คลังสมบัติเทพภายหลังก็ได้ หลังจากนั้นโทยะก็ถามว่าเทพการช่างอยู่ที่ไหนแต่ก็โดนโมโรฮะย้อนกลับมาว่าก็ใช้เซิร์จหาเอาเหมือนปกติก็ได้นิ ทำเอาโทยะรู้สึกตัวว่าถามอะไรโง่ ๆ ออกไปซะแล้ว พอใช้เซิร์จหาก็พบว่าเทพการช่างอยู่ที่เมืองหลวงของมิสนิด สาเหตุก็คงเป็นเพราะมิสนิดมีไม้และสินแร่คุณภาพดีอยู่มากสำหรับงานประดิษฐ์อยู่ในที่ที่หาวัตถุดิบได้ง่าย ๆ คงเป็นอะไรที่สะดวกดี เมื่อรู้จุดหมายปลายทางแล้วโทยะก็เตรียมจะเปิดเกทไปที่นั่นแต่จู่ ๆ เทพสุราซุยกะก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ อย่างกระทันหันและขอตามไปด้วยโดยเธอบอกว่าจะไปซื้อเหล้าที่มิสนิดและจะไปเอาขวดเหล้าสาเกกับจอกเหล้าที่เทพการช่างด้วย หลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทและเดินทางไปมิสนิดกับซุยกะ แต่พอไปถึงซุยกะก็ดิ่งไปร้านเหล้าก่อนเลยซึ่งซุยกะให้เหตุผลว่าจะไปขอให้เขาช่วยสอนทั้งทีไม่มีของฝากติดไม้ติดมือไปได้ยังไงนั่นเลยทำให้โทยะเถียงไม่ออกเพราะมันก็จริงตามนั้นด้วยเหตุนี้ซุยกะเลยจะเอาเหล้าของมิสนิดกับเหล้าที่โทยะนำกลับมาจากบ้านคุณตาตอนไปฮันนีมูนที่ตอนนี้ยังเก็บไว้ในสโตร์เป็นของฝากให้กับเทพการช่างแต่ถ้าให้พูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของซุยกะนั้นก็แค่อยากดื่มเองเท่านั้นแหละและเหล้าที่นำกลับมาก็มีจำนวนจำกัดด้วยแต่ถึงคำพูดของซุยกะก็มองข้ามไม่ได้ดังนั้นเอาออกมาใช้ซักขวดคงไม่เป็นไรและถึงดูแย่ยังไงเธอก็เป็นเทพแห่งสุราดังนั้นย่อมต้องมีความสามารถในการหาสุราที่เลิศรสแน่หลังจากเข้าไปในร้านขายเหล้าตอนแรกโทยตั้งใจจะหยิบ "เหล้าน้ำผึ้งของมนุษย์หมี" ไปเป็นของฝากให้เทพการช่างแต่ซุยกะคัดค้านและบอกว่าเทพการช่างนั้นชอบเหล้าที่มีรสหวานน้อยจากนั้นเธอก็บอกว่าให้โทยะอยู่เฉย ๆ เดี๋ยวเธอจัดการเองโทยะคอยทำหน้าที่เดียวคือจ่ายตัง ซึ่งถึงจะรู้สึกไม่ชอบใจแต่ก็ต้องทำตามเพราะโทยะไม่ใช่เซียนเหล้าเขาแทบไม่เคยดื่มเลยไม่รู้ว่าเหล้าแบบไหนเป็นยังไง ถึงตอนนี้เขาจะแต่งงานแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอและเรื่องเหล้าบางทีเขาก็ดื่มในเวลาที่เหล่าภรรยาของเขาดื่มเท่านั้น หลังจากนั้นซุยกะก็กวาดเหล้ามาเพียบเกินครึ่งไม่น่าจะเป็นของฝากแต่เป็นส่วนที่เธอจะดื่มเองซะมากกว่าแต่โทยะก็ต้องควักเงินจ่ายส่วนนั้นไปด้วย
.
พอซื้อเหล้าเสร็จโทยะก็กะจะมุ่งหน้าไปหาเทพการช่างทว่าซุยกะจะยังไม่ยอมไปเธอจะไปหากับแกล้มเหล้าก่อนแต่รอบนี้โทยะไม่เอาด้วยแล้วเขาหยุดซุยกะแล้วรีบไปหาเทพการช่างเพราะกับแกล้มมีอยู่มากมายในสโตร์อยู่แล้ว โดยเทพการช่างนั้นตอนนี้อาศัยอยู่แถว ๆ ชานเมืองเมื่อไปถึงก็กับเทพการช่างที่กำลังนั่งเหลาไม้อยู่บริเวณหน้าบ้านโดยเทพการช่างได้ล่วงรู้ถึงการมาถึงของโทยะล่วงหน้าแล้วโดยเขาบอกให้โทยะเรียกเขาว่า "คราฟ" ซึ่งเป็นชื่อที่เขาใช้ตอนอยู่บนโลกนี้ในระหว่างที่คุยกันมือของคราฟก็ไม่ได้หยุดลงเลยพริบตาไม้ที่เขาทำการสลักเสลาอยู่เมื่อกี้ก็กลายสภาพเป็นรูปไม้แกะสลักรูปหมีอุ้มปลาแซลมอนไปแล้วซึ่งนี่เป็นงานที่เอาไว้ใช้หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งผลงานนี้ใช้แค่มีดเพียงอย่างเดียวแท้ ๆ แต่ผิวกลับเรียบเนียนมากไม่รู้ว่าจัดออกมาได้อย่างไรกันหลังจากนั้นคราฟก็ชวนพวกโทยะเข้าไปคุยกันในบ้านต่อ โทยะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังจนเทพแห่งการช่างเข้าใจแต่การจะสร้างเทวภัณฑ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่ด้วยระดับพลังของโทยะเป็นเครือญาติสายตรงกับปู่เวิร์ลก็อดมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งถ้าโทยะเข้าใจหลักการแล้วก็จะสามารถสร้างเทวภัณฑ์ออกมาได้แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ฝึกฝนประมาณสองถึงสามเดือน ถ้าเป็นเทพระดับล่างธรรมดาทั่วไปนั้นต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะสามารถสร้างเทวภัณฑ์ออกมาได้ แต่โทยะนั้นเป็นข้อยกเว้นเล็กน้อยแม้จะมียศต่ำมากในหมู่เทพแต่ด้านพลังนั้นเรียกว่าสูงมากเทียบเท่ากับเทพระดับสูงทำให้เวลาในการเรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้นมีระยะเวลาที่สั้นลงกว่าปกติมากแต่ก็มีข้อพึงระวังคือ ห้ามสร้างเทวภัณฑ์ที่เกินกว่ากำลังของตัวเองจะทำได้และต้องเป็นของที่มนุษย์สามารถใช้งานได้ หลังจากนั้นเทพการช่างก็เริ่มอธิบายหลักการพลางรินเหล้าโดยเบสิกของการสร้างควรจะเริ่มจากพวกภาชนะก่อนและถึงเทวภัณฑ์จะมีรูปร่างเป็นดาบแจกันหรือแหวนแต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็คือภาชนะที่บรรจุพลังเทพเอาไว้นั่นเอง และต้องเลือกภาชนะที่เหมาะสมกับพลังที่จะใส่ลงไป เช่นหากใส่พลังคมสุด ๆ ลงไปก็ควรเลือกรูปร่างที่เป็นดาบ เพราะถ้าหากบอกคุณสมบัติว่าคมสุด ๆ แต่รูปทรงดันเป็นหมีแกะสลักแบบนั้นมันก็ไปกันไม่ได้ ดังนั้นในกรณีของโทยะที่อยากสร้างเทวภัณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้ใช้เวทเคลื่อนย้ายก็ควรต้องคิดรูปร่างของเทวภัณฑ์อันนี้ให้เหมาะสมกับพลังของมัน ถึงจะใช้รูปลักษณ์เป็นหมีไม้แกะสลักก็ไม่ขัดข้องแต่คิดว่ามันคงดูไม่ดีแน่ซึ่งโทยะแอบคิดว่าถ้าจะเอารูปหมีเอาเป็นรูปเทพธิดาไม่ดีกว่าเหรอนอกจากนี้ยังต้องมั่นใจรูปแบบการเคลื่อนย้ายของศัตรูด้วยว่าเป็นอะไรใช่เวทมนตร์แน่หรือเปล่าเพื่อที่ว่ามันจะได้ผลการใช้งานตามที่คาดหวังไว้ไหมถ้าหากทำไม่ได้ก็เป็นแค่ของไร้ประโยชน์ โทยะเลยคิดว่าอาจจะต้องใช้พริซันเสริมด้วยจิตเทพเป็นคอนเซปในการสร้างแต่ตัวเขาไม่ใช่คนที่จะใช้เทวภัณฑ์นี้ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องคิดอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเลย
.
หลังจากกลับมาโทยะก็ฝึกสร้างส่วนที่เรียกว่า "แก่นเทวะ" ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างเทวภัณฑ์ มันคือส่วนที่เอาไว้บรรจุพลังเทพเอาไว้คล้าย ๆ กับแบตเตอรี่ เขาพยายามรวมพลังเทพเอาไว้ที่มือทั้งสองและสร้างเป็นแสงขนาดเท่าลูกวอลเล่ย์บอลแต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้มันออกมาอย่างที่คิดโทยะต้องใช้พลังและสมาธิอย่างมากในการรีดเร้นพลังจนใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด จนเฟรย์กับลินเน่ที่มองดูว่าพ่อของเธอกำลังทำอะไรแปลก ๆ อยู่ถึงกับร้องทักด้วยความไม่เข้าใจ ลินเน่สงสัยว่าพ่อของเธอทำอะไรอยู่ทำไมทำหน้าตาแปลกประหลาดแบบนั้นแต่เฟรย์ก็บอกว่าคุณพ่อของพวกเธอนั้นก็แปลกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วและเมื่อเสียงของลูกสาวทั้งสองกระทบโสตประสาทโทยะก็เสียสมาธิและแสงที่กำลังสร้างอยู่ในมือก็แตกสลายไป เนื่องจากต้องใช้พลังเยอะเมื่อเกิดความผิดพลาดโทยะก็เลยหมดแรงแล้วก็เลยนั่งลงที่ตรงนั้นเลย การบีบอัดจิตเทพให้เป็นก้อนเล็ก ๆ นั้นทำได้ยากมากสำหรับโทยะตอนนี้กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับการพับกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ ให้เล็กลง ๆ เรื่อย ๆ ซึ่งตอนพับแรก ๆ มันก็ง่ายแต่พอยิ่งหลายช้้นมากขึ้นก็จะยิ่งพับได้ยากไปเรื่อย ๆ และหากกดพลังค้างไว้ก็รีดเร้นพลังออกมาได้ไม่ถนัดด้วยแต่นี่ก็ถือเป็นการบ้านที่เทพการช่างให้ลองทำดูและเรื่องที่เทพการช่างบอกให้นึกถึงรูปแบบภาชนะที่จะสร้างเป็นเทวภัณฑ์ตอนนี้่ก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาเป็นแบบไหนดีแถมตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าสาวกเทพมารในชุดนักประดาน้ำหรือเจ้าอินดิโก้นั่นมันใช้เวทเคลื่อนย้ายหรือใช้พลังของเทพมารกันแน่ดังนั้นเทวภัณฑ์ที่จะสร้างออกมานั้นต้องสามารถผนึกการเคลื่อนย้ายได้อย่างแน่นหนาแต่ก็เพราะแบบนั้นแหละเลยทำให้นึกรูปร่างของภาชนะที่จะใช้ไม่ออกเลย
.
โทยะลองพิจารณาดูว่าจะเอาเป็นธนูที่ถ้าใครโดนธนูนี้ยิงจะใช้ทักษะเคลื่อนย้ายไม่ได้ดีไหม แต่คิดไปคิดมาถ้าหากยิงไม่โดนอีกฝ่ายก็ไม่มีประโยชน์ หรือจะเอาเป็นเครื่องประดับอัญมณีที่จะสามารถปิดกั้นการเคลื่อนย้ายได้ในบริเวณที่กำหนดแต่คิดถึงพลังและความสามารถของตัวเองตอนนี้ก็ไม่สามารถสร้างเทวภัณฑ์ที่จะส่งผลลัพธ์เป็นบริเวณกว้างอย่างเก่งของโทยะตอนนี้ก็สร้างให้มีรัศมีทำการได้ประมาณสิบเมตรแบบนั้นไม่โอเคแน่เลยแต่นอกจากนี้โทยะก็ยังมีปัญหาอยู่อีกข้อนั่นก็คือตัวเขาไม่สามารถที่จะใช้เทวภัณฑ์ที่ตัวเองเป็นสร้างได้เพราะตอนนี้เขาเป็นเทพไปแล้วบรรดาภรรยาทั้งเก้าเองก็ไม่ได้เช่นกันเพราะมีสถานะเทียบได้กับเทพบริวารตอนแรกโทยะตั้งใจจะให้เอนเด้รับหน้าที่แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันเพราะตอนนี้เอนเด้นมีสถานะเป็นเครือญาติของเทพยุทธไปเรียบร้อยแล้วดังนั้นก็ถือว่าใช้ไม่ได้เช่นกันตัวเลือกที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีแค่บรรดาลูก ๆ ของตัวโทยะเองเท่านั้นเพราะถึงจะเป็นครึ่งเทพแต่ก็ถือเป็นคนของโลกนี้โดยตรงแต่ถึงกระนั้นในฐานะของพ่อแล้วโทยะไม่แน่ใจว่าควรจะดึงเด็ก ๆ มาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับสาวกเทพมารดีหรือเปล่า ในระหว่างที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้นลินเน่ที่เห็นว่าพ่อของเธอนิ่งเงียบไปเธอจึงถามด้วยความเป็นห่วงซึ่งโทยะก็ได้ตอบกลับลูกสาวไปว่าไม่เป็นไร แม้ในใจจะคิดว่าพวกเมลก็น่าจะพอใช้ได้แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพลังเทพแล้วพวกเด็ก ๆ ที่เป็นครึ่งเทพดูจะมีความเหมาะสมมากกว่าเพราะดูเหมือนเทวภัณฑ์ที่โทยะสร้างนั้นมีพลังเทียบเท่าของที่พวกเทพระดับสูงสร้างหากมนุษย์ธรรมดานำไปใช้ก็จะเป็นภาระกับร่างกายมาก ซึ่งอันที่จริงมันสามารถปรับให้คนปกติใช้ได้แต่เพราะโทยะยังควบคุมพลังในการสร้างได้ไม่ดีเพราะยังเป็นมือใหม่เลยควบคุมและปรับแต่งให้ออกมาแบบนั้นไม่ได้เมื่อเป็นแบบนั้นการให้เด็ก ๆ ที่มีสายเลือดและพลังเทพของเขาเป็นผู้ใช้จึงดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแต่เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้ต้องสร้างแก่นเทวะให้ได้ซะก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องรูปทรงภาชนะว่าแล้วโทยะก็ลองพยายามสร้างมันขึ้นอีกรอบ
.
แต่พอได้ยินลินเน่บอกว่าทำหน้าแปลก ๆ โทยะก็เสียสมาธิแล้วทำแตกไปอีกจนได้ตอนนี้เขาไม่เหลือแรงแล้วจึงต้องพักเอาแรงซักหน่อยและเพราะการสร้างแก่นเทวะใช้จิตเทพการสร้างดั้งนั้นเวทรีเฟรซจึงไม่สามารถช่วยได้เพราะมันไม่สามารถเติมพลังเทพกลับมาได้นั่นเอง โทยะไปนั่งพักที่ม้านั่งในสวนของปราสาทตอนนี้ลินเน่กับเฟรย์ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ปล่อยให้โทยะที่กำลังเหนื่อยนั่งเหงาอยู่ลำพังไม่นานนักยูมิน่าก็รีบกระหืดกระหอบมาหาโทยะและบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับคุองโทยะนึกว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเพราะเขาเองก็ไม่เห็นคุองตั้งแต่เช้าแล้วโทยะจึงรีบลุกขึ้นจากม้านั่งเพื่อจะสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ทันไรยูมิน่าก็พูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มวว่าคุงองนั้นไปออกเดทในวันนี้ โทยะเลยนั่งกลับลงไปเหมือนเดิมตอนแรกเขาก็นึกว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรซะอีกซึ่งคนที่ไปด้วยก็คงเป็นอลิสไม่ผิดแน่ ยูมิน่านั่งลงข้าง ๆ โทยะพลางพูดถึงเรื่องลูกชายว่าทั้งคุองและอลิสต่างชอบพอกันอยู่สินะ ถึงโทยะจะรู้สึกเหมือนอลิสชอบคุองอยู่ข้างเดียวก็เถอะ ยูมิน่าจึงเริ่มปรึกษาว่าคิดยังไงกับอลิสจะให้เป็นคู่หมั้นของคุองเลยไหมแต่โทยะรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันยังเร็วเกินไปทั้งคู่เพิ่งจะอายุหกขวบเองถึงโทยะจะคำนึงถึงการเลือกราชินีอนาคตให้กับคุองที่เป็นเจ้าชายที่จะต้องรับช่วงสืบทอดอาณาจักรนี้ในภายภาคหน้าอยู่บ้างก็เถอะแต่เอาจริง ๆ ตอนนี้ลูกก็ยังไม่เกิดเลยไม่ใช่เหรอ แต่ยูมิน่าก็แย้งว่าการตัดสินใจคู่หมั้นให้กับรัชทายาทนั้นยิ่งตัดสินใจแต่เนิ่น ๆ ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเพราะจะสามารถสร้างความตระหนักรู้และให้การศึกษากับเด็กที่จะมาเป็นราชินีในอนาคตได้ซึ่งโทยะก็เข้าใจความหมายของสิ่งที่ยูมิน่าพูดมาได้เป็นอย่างดีเพราะในฐานะราชินีของอาณาจักรแห่งหนึ่งแล้วจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทั้งความรู้ กริยามารยาทและการเข้าสังคมในระดับหนึ่ง ในเคสของเขาถ้าไม่มียูมิน่าอยู่ด้วยล่ะก็คงลำบากไม่น้อย ส่วนฮิวด้ากับรูเชียนั้นไม่มีปัญหาเพราะได้รับการศึกษาเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เแล้วส่วนซูเป็นลูกสาวขุนนางแม้จะดูเหมือนถูกเลี้ยงมาแบบตามใจไปบ้างแต่ก็ไม่มีปัญหา คนที่จะมีปัญหาก็มี เอลเซ่ ลินเซ่แล้วก็ยาเอะ นี่แหละจนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกไม่ชอบงานปาร์ตี้นอกอาณาจักรอยู่เลย
.
โทยะถามยูมิน่าว่าการจะตั้งให้อลิสที่เป็นสามัญชนขึ้นมาเป็นราชินีเนี้ยมันจะดีแน่หรือแต่ก็โดนยูมิน่าย้อนกลับไปว่า อดีตสามัญชนอย่างโทยะที่แต่งงานกับเจ้าหญิง (ตั้งสามองค์) นั้นพูดแบบนั้นได้ด้วยเหรอเล่นเอาโทยะเถียงไม่ออกเลยทีเดียวแม้ว่าจริง ๆ จะไม่ได้ใส่ใจเรื่องบรรดาศักดิ์และกะจะถามให้แน่ใจเท่านั้นก็เถอะ แถมยูมิน่ายังเสริมให้ด้วยว่าถ้าอยากให้มีบรรดาศักดิ์โทยะก็แค่แต่งตั้งให้เอนเด้เป็นขุนนางของบรุนฮิวเท่านี้อลิสก็มีศักดิ์เป็นบุตรตรีของขุนนางแล้วเรียกว่าเป็นเทคนิคสุดคลาสสิกแต่โทยะก็กลัวว่าเอนเด้มันจะรู้ทันและชิงปฏิเสธก่อนเหมือนกันแต่ยูมิน่าก็มีทางออกสำหรับกรณีนั้นก็คือให้เมลเป็นขุนนางแทนแบบนั้นก็จะได้ผลที่เหมือนกันแต่โทยะยังกังวลอีกอย่างคือจะสามารถสอนมารยาทชั้นสูงให้กับอลิสได้แน่หรือเปล่ามันคงจะไม่เป็นการสีซอให้ควายฟังหรอกนะและด้วยเหตุนี้ยูมิน่าจึงเน้นถึงความสำคัญที่จะต้องรีบดำเนินการทุกอย่างเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ และถ้าพูดถึงการมีเมียรองลงมาอลิสก็ไม่น่าจะมีปัญหากับเรื่องนี้ สำหรับโทยะแล้วเขามีเมียหลายคนก็จริงแต่ทุกคนมีสถานเท่ากันไม่มีใครนั่งตำแหน่งราชินีจริง ๆ แต่ถ้าจะให้สืบทอดลักษณะนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติก็กลัวว่าอนาคตจะมีปัญหาเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์กันและถ้าจะเอาตามหลักว่าลูกชายคนโตเป็นคนสืบทอดก็กลัวเกิดกรณีพี่ชายโง่แต่น้องฉลาดอีก ถ้าเป็นเป็นงั้นให้พี่ชายโง่มาปกครองก็อาจพาอาณาจักรล่มสลายได้ แม้โทยะจะพยายามมองในแง่ดีว่าคุองอาจจะไม่มีภรรยารองก็ได้แต่ยูมิน่ายืนยันว่าลูกชายของเธอนั้นทั้งหน้าตาและสติปัญญาเลิศเลอเพอร์เฟกขนาดนั้นเป็นเจ้าชายที่เหนือกว่าเจ้าชายคนอื่น ๆ ปานนั้นไม่มีทางเลยที่ผู้หญิงทั้งโลกจะไม่หมายปองดีไม่ดีคุองอาจจะมีภรรยามากกว่าโทยะเสียอีก ยูมิน่าพูดถึงเรื่องนั้นด้วยแววตาที่เปล่งประกายซึ่งโทยะก็พอเข้าใจถึงความสุดยอดของลูกชายตัวเองอยู่หรอกแต่ก็หวังว่าลูกชายจะเข้าใจถึงความลำบากในการมีภรรยาหลายคนเพราะยังไงตัวอย่างก็มีให้เห็นชัด ๆ อยู่แล้ว หลังจากนั้นยูมิน่าก็ร่ายยาวไปถึงว่าหลานที่เกิดมาจะต้องน่ารักมากทุกคนแน่ ๆ ดูเหมือนว่าจินตนาการของเธอจะเริ่มไปไกลอย่างรวดเร็วเกินไปแล้วเอาจริง ๆ ลูกยังไม่ทันเกิดก็จะไปถึงรุ่นหลานเสียแล้ว จะว่าไปตั้งแต่คุองมาที่ยุคนี้ยูมิน่าก็ดูจะมีอาการเห่อลูกค่อนข้างหนักมากแต่ก็ว่าอะไรมากไม่ได้เพราะตัวเขาเองก็ไม่ต่างกันนักแต่พอพูดถึงเรื่องหลานแล้วโทยะก็ยังไม่อยากตัดสินใจเรื่องคู่หมั้นของคุองอยู่ดีเป็นไปได้เขาอยากให้ลูก ๆ แต่งงานด้วยความรักมากกว่าจะให้แต่งงานทางการเมืองและเรื่องราวต่อจากนี้ก็มีแค่ท่านย่าโทคิเอะเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อไปหลังจากนี้ มันมีความเป็นไปได้ว่าเด็กทั้งสองคนใดคนหนึ่งอาจจะเจอคนที่ใช่กว่าในอนาคตแล้วถ้าหากว่าหมั้นหมายกันไว้แล้วเกิดเหตุเช่นนั้นจนต้องถอนหมั้นกันขึ้นมาก็อาจจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของทั้งคู่ ดีไม่ดีเจ้าเอนเด้อาจจะอาละวาดขึ้นมาก็ได้และถ้าเหตุการณ์เลวร้ายก็อาจทำให้อาณาจักรถึงกับล่มเลยทีเดียว แต่อย่างน้อย ๆ โทยะก็เห็นด้วยกับการให้การศึกษาด้านความเป็นกุลสตรีกับอลิสเพราะจะได้มารวมกลุ่มกับลูกสาวของเขาด้วยถ้าหากเมลร่วมมือด้วยอีกคนก็น่าจะพอทำให้เชื่อฟังได้ และโทยะก็คิดว่าตัวเขาในอนาคตก็อาจจะกำลังคิดอะไรทำนองนี้อยู่เหมือนกันก็เป็นได้
.
ในขณะเดียวกันนั้นคุองกับอลิสก็กำลังเที่ยวเล่นดูสินค้าต่าง ๆ อยู่ที่ร้านของโอลบาอลิสหยิบงานไม้แกะสลักรูปแมวมาให้คุองดูและบอกว่ามันน่ารักดีส่วนในมุมมองของคุองที่เป็นคนทำงานฝีมืออย่างจิโอราม่านั้นมองว่างานแกะสลักนี้เป็นงานที่ละเอียดปราณีตมากซึ่งพนักงานในร้านบอกว่างานไม้แกะสลักนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือจากมิสนิดที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงไม่นานตอนนี้ราคายังไม่สูงมากแต่ด้วยผลงานระดับนี้อีกไม่นานก็คงจะมีราคาสูงขึ้นมากแน่พร้อมโชว์ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นของช่างฝีมือคนเดียวกันซึ่งคุองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ส่วนช่างที่แกะสลักงานไม้นี้ก็คือคราฟหรือเทพการช่างนั่นแหละ แต่ถึงจะบอกว่าเป็นงานที่สร้างโดยเทพแต่ก็เป็นแค่งานระดับต่ำสำหรับเทพการช่างเท่านั้นแหละเรียกว่าสร้างแบบขำ ๆ ก็ได้ หลังจากดูผลงานแล้วคุองก็อยากจะได้งานไม้แกะสลักรูปหมี ซึ่งถ้าอยากจะซื้อจริง ๆ คุองก็มีเงินที่ได้จากการกำจัดมัลโกเชียสสัตว์อสูรที่เป็นสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วแต่มาปรากฏตัวอีกเพราะการแปรปรวนของมิติเวลาเมื่อคราวก่อนอยู่ซึ่งโทยะเอาไปประมูลขายแล้วนำเงินมาให้เรียบร้อยแล้วถึงเจ้าหมีแกะสลักนี้จะมีราคาหากคิดเป็นเงินของโลกจะอยู่ราว ๆ หนึ่่งแสนเยนซึ่งแพงมากเกินไปสำหรับเด็กหกขวบแต่สำหรับพวกเด็ก ๆ ที่มีทรัพย์สินราคาแพงกว่านั้นอยู่รอบ ๆ ตัวตั้งแต่เกิดแล้วมันเลยดูไม่ใช่ของแพงอะไรแต่ถึงกระนั้นคุองก็ยังคงนึกถึงคำสอนของแม่เรื่องที่ว่า "อย่าใช้เงินอย่างสูญเปล่า" เพราะแบบนั้นคุองจึงรู้สึกลังเลเมื่ออลิสเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจซื้อไม้แกะสลักรูปหมีนั้นและมอบมันเป็นของขวัญให้กับคุองและเพื่อเป็นการตอบแทนคุองจึงซื้อตุ๊กตาไม้รูปแมวที่อลิสมองดูด้วยความชอบใจก่อนหน้านี้และมอบเป็นของขวัญให้กับเธอหลังจากนั้นเด็กทั้งสองคนก็ออกจากร้านของโอลบา คุองถามอลิสว่าอยากไปที่ไหนต่อ อลิสบอกว่าถ้าไม่มีไอ้ดาบบ้านั่นจะที่ไหนก็สงบดีทั้งนั้นซึ่งเจ้าดาบบ้าที่อลิสพูดถึงนี้ก็คือซิลเวอร์นั่นเองเนื่องจากตอนนี้ซิลเวอร์อยู่ที่บาบิโลนห้องวิจัยกับเอลก้าเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและซ่อมบำรุงพร้อมกับโกลด์ เนื่องจากว่าทั้งสองเครื่องถูกสร้างมาพร้อมกันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ก็ได้เผื่อว่าทำซิงโครแสกนแล้วจะสามารถนำข้อมูลอะไรออกมาได้บ้างดังนั้นอลิสเลยกะจะใช้โอกาสนี้ออกเดทกับคุองให้เต็มที่ไปเลยส่วนคุองก็สบายหูหน่อยที่ไม่ต้องมาทนฟังอลิสกับซิลเวอร์ทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในระหว่างนั้นคุองก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมาทางพวกเขา สายตานั้นมุ่งมาจากด้านหลังอาคารมันเป็นสายตาที่ไม่อาจบรรยายได้ จะว่าเคียดแค้นหรือริษยาก็ไม่ใช่แต่สายตานั้นกำลังจ้องมองมายังคุองและอลิสก็ดูจะไม่รู้เรื่องนี้แต่คุองรู้สึกได้ว่าหลังจากนี้คงจะเกิดเรื่องยุ่งยากแน่และไม่นานนักชายผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเด็ก ๆ ไม่ใช่ใครอื่นเอนเด้นั่นเองสายตาที่จ้องมองมาเมื่อกี้คือสายตาของเอนเด้ เขาทำทีเป็นว่าบังเอิญมาพบพวกเด็ก ๆ เข้าแต่จริง ๆ แล้วแอบตามทั้งคู่มาซักพักแล้วตั้งแต่เดินออกจากร้านของโอลบาแต่ถึงคุองจะรู้ความจริงแต่เขาก็แกล้งนิ่งไว้เพื่อจะได้ไม่ก่อปัญหาคุองทักทายเอนเด้ตามมารยาท เอนเด้ก็ทักทายตอบกลับด้วยท่าทียิ้มแย้มแต่แววตาขอเขานั้นไม่ยิ้มไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกับในอนาคตที่คุองเจอเป็นประจำ หลังจากนั้นเนย์ก็เข้ามาสมทบอีกคนซึ่งจริง ๆ แล้วเอนเด้ออกมาซื้อของกับเนย์และเจอพวกคุองเข้าโดยบังเอิญแล้วก็แอบตามมาอย่างที่เห็นหลังจากนั้นเนย์ก็เอ่ยปากชวนคุองไปทานมื้อเที่ยงที่บ้านซึ่งตอนแรกคุองตั้งใจว่าจะพาอลิสกลับไปกินมื้อเที่ยงที่ปราสาทแต่ตอนนี้เมื่อเนย์เอ่ยปากชวนและอลิสก็ชวนด้วยอีกคนเพราะว่าจุดที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ถ้าไปที่บ้านของเอนเด้ระยะทางมันจะใกล้กว่า คุองลอบมองสีหน้าของเอนเด้ถึงหน้าเขาจะนิ่งอยู่แต่ก็มีความผิดปกติที่บริเวณคิ้วนั่นเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเขามีความไม่ชอบใจอยู่ซึ่งจุดนี้คุองรู้ได้เพราะว่าพ่อของเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันเวลาที่มีผู้ชายมาเข้าใกล้บรรดาพี่สาวน้องสาวของเขา คุองต้องใช้เนตรมารตรวจสอบให้อยู่หลายครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอนว่าคุองก็ไม่อยากให้คนไม่ดีมาเกาะแกะพี่สาวหรือน้องสาวของเขาเหมือนกันดังนั้นจึงยอมร่วมมือกับพ่อในเรื่องนี้มาตลอด และถึงจะรู้ต้องเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นแน่ ๆ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธคำชวนนี้ได้ดังนั้นคุองจึงตอบรับคำเชิญของเนย์
.
หลังเดินผ่านถนนหลักของเมืองรอบปราสาทก็เข้าสู่เขตพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่อยู่อาศัยนี้่สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองโดยเหล่าผู้ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากปัจจุบันมีส่วนที่ขยายออกมาจึงมีการแบ่งเป็นเขตเมืองเก่ากับเขตเมืองใหม่แต่เพราะสองเขตนี้ก็สร้างในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนักตัวอาคารจึงไม่ได้ดูเก่าแก่ผิดกันซักเท่าไหร่ แต่จะสังเกตได้จากสไตล์ของสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากผู้อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นกลุ่ม ๆ แรก ๆ นั้นเป็นชาวอิเชนซะเป็นส่วนมากดังนั้นอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าจึงมีลักษณะตามสถาปัตยกรรมของชาวอีเชนซึ่งบ้านที่พวกเอนเด้อาศัยอยู่ตอนนี้ตั้งอยู่ในเขตเมืองใหม่ โดยเป็นบ้านหลังคาสีแดงขนาดใหญ่พอ ๆ กับคฤหาสน์โดยตั้งอยู่ตรงเนินเขาซึ่งบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านที่โทยะเตรียมไว้ให้เอนเด้อยู่อาศัยในตอนแรกแต่เป็นบ้านที่เอนเด้หาเงินจากการทำงานที่กิลด์มาสร้าง โดยในอนาคตมันจะขยายเพิ่มไปกว่านี้อีกซึ่งในยุคสมัยของคุองนั้นเขาเคยมาที่นี่อยู่บ่อย ๆ จึงไม่รู้สึกแปลกอะไรและที่สำคัญรอบ ๆ ก็ดูไม่มีอะไรผิดแผกไปจากในยุคนั้นด้วย เมื่อมาถึงบ้านทุกคนก็เดินผ่านประตูสวนเข้าไปก่อนจะถึงทางเข้าตัวบ้านเมลออกมาต้อนรับคุองที่เพิ่งมาถึงดูเหมือนว่าเธอจะรู้ถึงการมาของคุองอยู่แล้วอาจจะเพราะเนย์ไม่ก็เอนเด้ได้โทรบอกเอาไว้แล้วผู้เป็นเจ้าบ้านหลังนี้ก็คือเมล เพราะทั้งเอนเด้ เนย์แล้วก็ริเสะต่างก็แต่งงานกับเมลดังนั้นเธอจึงมีศักดิ์เป็นเจ้าบ้านในขณะที่คนหาเงินส่วนใหญ่ก็คือเอนเด้รวมไปถีงหน้าที่หลัก ๆ ในการทำอาหารก็ด้วยเมื่อถามถึงริเสะ ก็ได้รับคำตอบว่าเตรียมอาหารอยู่ในครัวเอนเด้จึงเดินเข้าครัวไป ในขณะที่คุองเดินไปรอที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับอลิส เมลแล้วก็เนย์ หลังจากนั้นเมลก็ถามคุงตรง ๆ ว่าในอนาคตข้างหน้านี้คุองมีความคิดที่จะรับอลิสไปเป็นเจ้าสาวหรือไม่ แน่นอนพอพูดขึ้นมาแบบนั้นอลิสก็อวยม้วน ในขณะที่คุองมองเพดานพลางครุ่นคิดและบอกว่าตอนนี้คงยาก นั่นทำให้อลิสถึงกับเปล่งออร่าดำมืดและถามคุองรัว ๆ ว่ามีคนอื่นที่ชอบมากกว่าเธอแล้วเหรอ คน ๆ นั้นเป็นใครเธอรู้จักไหม และแข็งแกร่งกว่าเธอไหม แต่คุองก็ไม่มีท่าทีหวั่นวิตกหรือตื่นตระหนกอะไรกับอลิสที่กำลังแสดงออกเช่นนั้นพลางให้คำตอบว่า เขายังไม่มีคนที่ชอบมากเป็นพิเศษและนั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ว่าทำไมการจะเป็นเจ้าสาวของอลิสมันถึงยากได้ยินแค่นั้นอลิสก็โล่งใจไประดับหนึ่งหลังจากนั้นเมลจึงถามเหตุผลว่าทำไมคุองถึงได้ตอบเช่นนั้น คุองจึงอธิบายว่าตัวเขานั้นมีหน้าที่ต้องรับสืบทอดอาณาจักรแห่งนี้ต่อจากพ่อของเขาหรือก็คือเป็นว่าที่ราชาองค์ต่อไปของอาณาจักรแห่งนี้ดังนั้นผู้หญิงที่จะแต่งงานกับเขาก็จะต้องอยู่ในสถานะราชินีไปโดยปริยายแต่ถ้าหากว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นราชินีได้มันก็จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงกับการขับเคลื่อนอาณาจักรซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องระวังให้ดีได้ฟังแบบนั้นอลิสก็แอบค้อน ๆ ว่าคุองกำลังจะบอกว่าเธอไม่มีคุณสมบัติเหรอ คุองจึงกล่าวเสริมไปว่าการเป็นราชินีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องเผชิญความยุ่งยากมากมายหลายอย่างไหนจะเรื่องอุปนิสัย การมีมารยาททางสังคม การเต้นรำ รวมไปถึงการเจรจาต่อรองกับราชินีของอาณาจักรอื่น ๆ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีอีกซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดอลิสทำไม่ได้เลยซักอย่างซึ่งเรื่องนี้อลิสเองก็ไม่สามารถจะหาทางโต้เถียงได้เพราะมันเป็นเรื่องจริงและเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากคุณจะมายืนบนตำแหน่งนี้
.
ที่คุองสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ดีก็เพราะมีตัวอย่างจากพ่อของเขามาแล้ว เพราะโทยะเมื่อขึ้นเป็นเจ้ารัฐแล้วบรรดาสาว ๆ ที่แต่งงานกับเขาก็ต้องแบกรับหน้าที่ของราชินีไปโดยมิอาจหลีกเลี่ยงซึ่งเป็นปัญหากับ เอลเซ่ ลินเซ่และยาเอะไม่น้อยในขณะที่ยูมิน่าหรือรูเชียนั้นได้นับการสอนสั่งเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วจึงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก และถ้ามองในมุมของราชาการเลือกคนที่เหมาะสมกับงานก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะถ้าเลือกคนไม่เหมาะมาก็อาจจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติได้ซึ่งเนย์เข้าใจถึงจุดนี้เป็นอย่างดีเพราะเธอมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วตอนที่เธอหันหลังให้กับราชาที่ตนเองควรจะรับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เมลรู้สึกเจ็บแปล๊บอยู่เหมือนกันเพราะมันเหมือนกับว่านี่เป็นความผิดพลาดของเธอในการเลือกผู้สืบทอดและทำให้เกิดเรื่องมากมายตามมาแม้ว่าตัวเธอจะคิดว่าเธอเลือกไม่ผิดก็ตามแต่บรรดาข้ารับใช้กลับไม่คิดเช่นนั้นแต่เรื่องของอลิสยังพอมีทางแก้ไขนั่นก็คือหากให้การศึกษากับอลิสซะตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเป็นราชินีแล้วแต่เมลรู้ดีว่าตอนนี้คุองยังไม่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความรักและยังไม่มีคนที่รักอยู่ทว่าในอนาคตหากคุองเกิดไปมีใจให้หญิงอื่นเข้าล่ะก็อลิสคงได้น้ำตาตกแน่เพื่อป้องกันเรื่องแบบนั้นจำเป็นจะต้องทำให้อลิสกลายเป็นตัวตนที่สำคัญสำหรับคุองซะก่อนเพราะเมื่อขึ้นเป็นราชาแล้วการจะมีนางสนมหรือภรรยารองนั้นเป็นเรื่องปกติแต่จะยอมให้อลิสมีสถานะเป็นภรรยารองไม่ได้จำเป็นต้องให้อลิสเป็นคนที่อยู่จุดบนสุดและคอยควบคุมเหล่าภรรยาที่รองลงมาทั้งหมดนั่นก็เพื่อความสุขของตัวอลิสเอง ดังนั้นเมลจึงบอกกับอลิสว่าจะพาไปฝากฝังกับยูมิน่าเพื่อให้สั่งสอนสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นราชินีในอนาคต ตอนแรกอลิสก็ไม่อยากเรียนแต่พอเมลยกเอาเรื่องที่ว่าถ้าอลิสไม่ฝึกฝนให้ดีอนาคตก็อาจจะมีเจ้าหญิงจากอาณาจักรอื่นมาแย่งคุองไปแล้วถ้าเป็นแบบนั้นอลิสจะกลายเป็นอันดับสอง ดีไม่ดีอาจจะลดไปเป็นอันดับสาม อันดับสี่เลยก็ได้ทำเอาอลิสออกอาการงอแงกี่งยันเดเระอีกรอบแต่คุองที่ชินแล้วไม่สะทกสะท้านอะไรตามเคย แน่นอนว่าเขาชอบอลิสแต่เขาก็มีหน้าที่ต้องแบกรับหากจะเดินไปด้วยกันคุองก็ต้องการคนที่พร้อมจะแบกรับภาระไปพร้อม ๆ กับเขาด้วยและเนย์ก็ชอบแนวคิดของคุองด้วยเพราะเขาเหมือนกับเมลสมัยที่อยู่ที่เฟรซเจียและการจะยืนอยู่เคียงข้างราชานั้นก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจและมีความพยายามมากพอและในที่สุดอลิสก็ยอมจะเข้ารับการฝึกเป็นราชินีและนั่นก็ทำให้เมลพอจะเข้าใจบางสิ่งขึ้นมา ทำไมอลิสถึงไม่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่เกิดสาเหตุทั้งหมดคงจะเพื่อนำมาสู่ข้อสรุปนี้ การเตรียมใจหากไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ดีพอก็อาจจะให้ผลลัพธ์ไม่ดีแต่ถ้าหากอลิสมีความตั้งใจอนาคตที่จะก้าวไปเป็นราชินีนั้นก็คงไม่ยาก
.
และเพราะอลิสก็คือสายเลือดของราชาแห่งเฟรซอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่มีทางที่เธอจะไม่เหมาะกับการเป็นราชินีและพร้อมกันนี้ก็ได้มีการพูดถึงการที่คุองจะมีภรรยาหลายคนแต่อลิสก็ไม่ได้สนใจเพราะยังไงซะเธอก็เห็นตัวอย่างจากโทยะพ่อของคุองมาแล้วซึ่งอลิสไม่มีปัญหาหากคุองจะเป็นแบบนั้นตราบใดที่เธอยังเป็นที่หนึ่งสำหรับคุองการจะมีภรรยาหลายคนก็ไม่เป็นปัญหาเลยหลังได้ข้อสรุปเมลก็ตัดสินใจฝากเรื่องการอบรบการเป็นราชินีของอลิสให้เป็นหน้าที่ของยูมิน่าส่วนเรื่องของการหมั้นหมายก็ต้องรอเวลาไปก่อนเพราะเธอตัดสินใจคนเดียวไม่ได้แต่ถึงจะมีบางสิ่งที่สำตัญถูกตัดสินไปแล้วแต่คุองก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนักเพราะเขาตั้งใจจะรับคู่หมั้นได้ทุกคนตราบเท่าที่ไม่ก่อปัญหาและถ้าเป็นอลิสเขาก็โอเคจะว่าเย็นชาก็ไม่ใช่จะว่ารักก็ไม่เชิงมันเหมือนกับเป็นครอบครัวกันอยู่แล้วนั่นเป็นผลเสียของการที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ หลังจากดื่มชาไปซักพวกอาหารก็เสร็จออกมาเอนเด้กับริเสะยกถาดอาหารมา สิ่งที่ถูกนำมาเสิร์ฟนั้นก็คือข้าวแกงกระหรี่เนื้อมังกรแม้ว่าคุองจะรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อยแต่เขาก็เงียบไว้และคุองก็ไม่ได้เกลียดข้าวแกงกระหรี่ด้วยซึ่งรสชาติของมันก็พอ ๆ กับที่รูเชียหรืออาเชียทำเลยทีเดียวในระหว่างที่ทานข้าวแกงกระหรี่กันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้นอลิสก็พูดขึ้นว่าเธอยากเรียนทำอาหารบ้างเหมือนกัน พอเอนเด้ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจและเสนอตัวจะสอนให้พลางจินตนาการภาพตัวเองกับลูกสาวยืนทำอาหารด้วยกันในครัวแต่แล้วความฝันก็พังทลายเมื่ออลิสบอกว่าเธออยากทำอาหารให้กับคุองและยิ่งมีการพูดเรื่องการฝึกการเป็นเจ้าสาวให้เอนเด้ได้ยินด้วยแล้วเขาก็ออกอาการคัดค้านและบอกว่ามันยังเร็วเกินไปสำหรับอลิสแต่เมลไม่สนใจเรื่องนั้นและพูดตอกย้ำไปเลยว่าพรุ่งนี้เธอจะไปคุยกับยูมิน่าเรื่องที่ว่าจะให้อลิสเป็นคู่หมั้นของคุอง พอได้ยินแบบนั้นสีหน้าของเอนเด้ก็ผสมปนเปกันไปหมดทั้งความโกรธและสิ้นหวัง ส่วนริเสะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรแต่พอได้ฟังคำอธิบายจากเนย์เธอก็เข้าใจและสนับสนุนทันทีตอนนี้จึงมีเพียงเอนเด้คนเดียวที่คัดค้านการตัดสินใจนี้แม้เมลจะบอกว่าคิดดีแล้วก็ตามแต่เอนเด้ก็ยังไม่ยอมรับและเขาก็ได้ยื่นขอเสนอนึงออกมา ในฐานะที่อลิสเป็นลูกของเขากับเมลซึ่งเป็นราชาแห่งเฟรซเจียดังนั้นจึงถือได้ว่าอลิสเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งเฟรซเจียซึ่งที่นั่นมีประเพณีสำหรับเลือกคู่ครองอยู่ถ้าหากจะให้เขายอมรับคุองให้มาเป็นคู่ครองของอลิสล่ะก็ คุองจำเป็นจะต้องผ่านบททดสอบนั้นให้ได้ก่อนซึ่งบททดสอบที่ว่านั้นก็คือ "พิธีปริซึมาติส"
.
แน่นอนว่าคุองไม่รู้ว่ามันคืออะไร เอนเด้จึงเริ่มอธิบายตั้งแต่คุณสมบัติทางกายภาพของเฟรซว่าเดิมนั้นมีระบบการสืบพันธุ์แบบโมโนเจติกหรือก็คือสามารถสืบพันธุ์ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยเพศตรงข้ามดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีสามีหรือภรรยาแต่การสืบพันธุ์ในลักษณะเช่นนั้นมันก็เหมือนกับโคลนตัวเองออกมา โดยผู้ที่ถือกำเนิดจะมีความสามารถและลักษณะนิสัยเหมือนกับผู้ให้กำเนิดแต่ในกรณีที่อยากให้เฟรซที่กำเนิดมาแข็งแกร่งมากขึ้นก็จำเป็นจะต้องได้แก่นจากเฟรซตนอื่นที่เป็นผู้ให้ความร่วมมือมาทำการหลอมรวมซึ่งเนย์เสริมตรงจุดนี้่ว่าถึงจะเป็นผู้ให้ความร่วมมือแต่ก็ไม่ได้ผูกพันธ์หรือใช้ชีวิตร่วมกันแบบเดียวกับพวกมนุษย์หรอกซึ่งเฟรชชนชั้นปกครองนั้นเวลาให้กำเนิดก็จะเกิดมาเป็นร่างเต็มวัยเลยดังนั้นพวกเฟรซปกติจึงไม่มีช่วงเวลาที่เป็นเด็กซึ่งเฟรซจะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อต้องการพัฒนาความสามารถให้กับผู้ที่จะถือกำเนิดใหม่เท่านั้น และเมื่อเป็นระดับถึงราชาก็จำเป็นต้องให้กำเนิดผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งเพื่อจะได้เป็นราชาสืบไปดังนั้นราชาเฟรซจะไม่ให้กำเนิดด้วยวิธีปกติทั่วไปยกเว้นว่ามันจะมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น และไม่ใช่ว่าจะเอาใครที่ไหนมาก็ได้ดังนั้นจึงได้มีพิธีปริซึมาติสเอาไว้เพื่อการนั้น หลังฟังคำอธิบายคุองก็พยักหน้าตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าพิธีที่ว่านี้คืออะไรก็ถ้าจะให้สรุปอย่างง่าย ๆ เลยมันก็คือ "พิธีหาคู่" นั่นเองเหมือนกับบ้านของเจ้าสาวต้องการจะทดสอบว่าฝ่ายชายจะมีความสามารถพอจะดูแลลูกสาวของพวกเขาได้หรือไม่ ดังนั้นสรุปความแบบรวบรัดถ้าหากคุองอยากได้อลิสไปเป็นคู่หมั้นก็จำเป็นจะต้องผ่านพิธีนี้ให้ได้ซะก่อนเอนเด้จึงจะหมดหนทางคัดค้าน ในขณะที่ฝั่งของเมลนั้นไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดนี้เท่าไหร่เธอกล่าวว่าพิธีกรรมนี้มันเป็นพิธีของราชาเฟรซ ซึ่งตัวเธอนั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่ราชาแล้วและพวกเธอนั้นก็ยังทิ้งบ้านเกิดตัวเองและวิถีทางของพวกเฟรซไปแล้วดังนั้นก็ดูไม่น่าจะมีเหตุจำเป็นใดที่จะต้องมาจัดพิธีนี้่เลย แต่เนย์กลับแย้งว่าอลิสเป็นผู้สืบทอดแก่นของเมลที่เป็นถึงอดีตราชาเฟรซดังนั้นจึงถือว่าเป็นเจ้าหญิงของเฟรซดังนั้นจึงไม่ควรละเลยประเพณีดั่งเดิม ถึงเมลจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากแต่ก็พูดออกไปตรง ๆ ไม่ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเนย์นั้นยังคงเชื่อฝังหัวว่าเมลยังเป็นราชาอยู่นั่นเอง ในขณะที่ตัวเมลนั้นละทิ้งความเป็นราชานั้นไปแล้วแต่ถ้าพูดมากไปกว่านี้ก็มีแต่จะเถียงกันไม่จบเปล่า ๆ
.
หลังจากนั้นคุองก็ถามถึงเนื้อหาของพิธีว่ามันต้องทำอะไรยังไงบ้าง เอนเด้ก็อธิบายต่อว่าหลักแล้วมันก็คือการจัดการกับบททดสอบที่ราชวงศ์เป็นคนกำหนดซึ่งเนื้อหาในการทำพิธีแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกันอย่างตอนที่เขาก็คือสู้กับเนย์แล้วเอาชนะให้ได้ซึ่งแน่นอนว่าเอนเด้ชนะมาได้ แต่พอพูดมาถึงตรงนี้เมลก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่า หรือเอนเด้ตั้งใจจะใช้พิธีนี้เป็นข้ออ้างในการสู้กับคุอง ในฐานที่เป็นพ่อ(ชั่วคราว)ของอลิสการทำเช่นนั้นถือว่าผิดกติกา ซึ่งเอนเด้ก็รีบบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นแต่ไอ้คำว่าชั่วคราวนี่มันคือยังไง ซึ่งเมลก็บอกว่ามันเป็นเรื่องในอนาคตยังไม่ได้เกิดขึ้นในตอนนี้หลังจากนั้นริเสะก็บอกว่าเดี๋ยวพวกเธอจะปรึกษากันในครอบครัวเกี่ยวกับเนื้อหาการทดสอบก่อนและวางใจได้ว่าพวกเธอจะไม่ออกบททดสอบที่คุองไม่สามารถทำได้เมื่อทิศทางของเรื่องราวเป็นแบบนี้คุองจึงยอมรับที่เข้ารับการทดสอบในพิธีปริซึมาติสแต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ คุองจึงต้องนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ครอบครัวของเขาทราบด้วยแต่เมลบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้เธอจะไปพบยูมิน่าแม่ของคุองอยู่แล้วเดี๋ยวเธอจะเป็นคนคุยเรื่องนี้กับยูมิน่าเอง เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องคู่หมั้นก็ได้รับการคลี่คลายแล้วอย่างไรเสียอลิสก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อบรรดาคุณแม่และพี่น้องของคุองอยู่แล้ว แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วหญิงที่ควรแต่งเป็นภรรยากับเจ้าชายอย่างคุองควรเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรอื่นเพราะตามปกติก็มักมีเรื่องของการแต่งทางการเมืองเพื่อให้ได้ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีก็ตามแต่สำหรับบรุนฮิวแล้วโทยะคัดค้านเรื่องแบบนั้นเพราะฉะนั้นถ้าจะรับอลิสเป็นคู่หมั้นลำดับหนึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรสิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คืออลิสจะสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตนในฐานะราชินีได้หรือเปล่ามากกว่า แต่คุองก็รู้ดีว่าอลิสเป็นคนที่เกลียดความพ่ายแพ้ดังนั้นถ้าเธอพยายามอย่างตั้งใจก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
.
หลังกลับมาถึงปราสาทคุองก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พ่อกับแม่ของเขาฟังในขณะที่โทยะอึ้ง ๆ กับเรื่องราวส่วนยูมิน่านั้นตื่นเต้นดีใจกับทิศทางของเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปอยู่ โทยะพยายามบอกให้คิดให้ดี ๆ ก่อนเพราะไม่อยากให้ไหลตามกระแสเพราะถ้าคิดดูให้ดีถึงตัวเขาแล้วก็เพราะไอ้ไหลไปแบบนี้แหละถึงได้ภรรยามาถึงเก้าคนและมีความเป็นไปได้ว่าคุองก็อาจจะเป็นแบบเดียวกัน แต่คุองบอกว่าเขาคิดดีแล้วแต่สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือพ่อกับแม่ของเขาจะยินดีให้อลิสเป็นราชินีของประเทศนี้หรือไม่ซึ่งโทยะกับยูมิน่าก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการที่อลิสจะมาเป็นราชินีของอาณาจักรนี้ในอนาคตแม้จะต้องเผชิญกับความคาดหวัง ส่วนเรื่องที่โทยะกังวลตอนนี้ก็คือพิธีปริซึมาติสจะมีอันตรายอะไรหรือเปล่าแม้จะไม่ถึงตายก็เถอะแต่ถ้าเล่นแรงจนคุองล้มลุกคลุกคลานจนดูไม่จืดขึ้นมาเอนเด้ก็น่าจะโดนยูมิน่าโกรธแน่ดีไม่ดีมีอลิสพ่วงไปอีกคนแหงและตัวโทยะเองก็ไม่อยากเห็นลูกชายของเขาต้องบาดเจ็บถึงเขาจะรักษาได้ทันทีก็เถอะแต่ไม่เจ็บเลยจะดีกว่าสำหรับโทยะแล้วเขาอยากให้หมั้นหมายกันตอนที่รักกันแล้วมากกว่า ยูมิน่าถามลูกชายของเธอไปตรง ๆ เลยว่าชอบอลิสหรือเปล่าทว่าคุองกลับไม่สามารถตอบออกมาได้ โทยะกังวลว่าคุองจะเข้าใจความหมายของคำว่า "ชอบ" นี้ได้ถูกต้องหรือเปล่าและหลังจากคุองเข้านอนไปแล้วโทยะจึงอยู่กับยูมิน่าสองต่อสองตอนนี้เขายังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ ยูมิน่าเลยปลอบโทยะว่าตอนที่เธอเร่งรัดให้หมั้นหมายกับเธอโทยะเองก็สับสนแบบนี้เหมือนกัน คุองจะต้องให้ความสำคัญกับอลิสมากแน่แต่เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กก็เลยเป็นแบบนี้ นี่เป็นเรื่องธรรมดาพื้นฐานของความรักที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่อ้างอิงได้จากโชโจมังกะที่เธอยืมจากลินเซ่มาอ่านเลย ถ้าหากพูดถึงบรรทัดฐานแล้วสำหรับโลกที่เดินทางไปไหนมาไหนได้ยากแล้วการจะไปพบเจอกับคนนอกบ้านเกิดก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างยากส่วนใหญ่แล้วก็จะแต่งงานกับเพื่อนสมัยเด็กที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเพราะใช้ชีวิตมาด้วยกันเติบโตมาในภาวะแวดล้อมเดียวกันดังนั้นจึงไม่ต้องปรับตัวเข้าหากันมากนักคุองเองก็คงจะคล้าย ๆ แบบนั้นแต่ตอนนี้โทยะไม่อยากนึกถึงเงื่อนไขที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของเขาเท่าไหร่เลย เขาคิดว่าคุองนั้นต้องลำบากในการเผชิญหน้ากับคุณพ่อจอมหวงลูกสาว แต่กลับโดนยูมิน่าบอกว่า "การไม่รู้ตัวเนี้ยน่ากลัวนะคะ" สรุปแล้วถ้าสถานการณ์กลับกันโทยะก็คงทำไม่ต่างจากเอนเด้เลยนั่นเอง
.
หลังจากนั้นพิธีปริซึมาติสก็ถูกจัดขึ้นโดยมีครอบครัวของทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นพยานในพิธีในครั้งนี้ สถานที่จัดพิธีก็คือที่เขตยูลองตรงบริเวณที่เคยเป็นเมืองหลวงที่ตอนนี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้หลังการรุกรานของเฟรซก็ไม่มีผู้คนย่างกรายเข้ามาที่นี่มันจึงกลายเป็นที่รกร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มีเจ้าของดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครและทำอะไรก็ได้ตามใจชอบไม่จะละเลงเละแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหาจึงเหมาะเป็นสถานที่จัดพิธีอย่างยิ่ง ซึ่งเนย์อธิบายว่าเผ่าพันธุ์เฟรซนั้นแบ่งออกเป็น ชั้นปกครอง ชั้นสูง ชั้นกลางและชั้นต่ำก็จริงแต่มันจะมีเฟรซอีกประเภทหนึ่งที่ชั้นชั้นปกครองสามารถสร้างออกมาเพื่อใช้งานได้สิ่งนั้นเรียกว่า "คริสตัลบีส" ซึ่งหากเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับโกเลมของโลกนี้นั่นเองและเงื่อนไขของพิธีในครั้งนี้ก็คือให้คุองต่อสู้กับคริสตัลบีสที่พวกเธอเป็นคนสร้างเพื่อจะดูว่าคุองมีพลังและความสามารถเพียงพอที่จะปกป้องอลิสได้หรือไม่ โดยอนุญาตให้ใช้อาวุธเข้าต่อสู้ได้โดยต้องแสดงพลังทั้งหมดออกมาให้เห็นซึ่งอาวุธที่ว่านั้นก็คือเจ้าซิลเวอร์นั่นเองแต่สำหรับงานนี้ซิลเวอร์ไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะนี่เป็นการต่อสู้ที่จะทำให้คุองกับอลิสได้เป็นคู่หมั้นกันซึ่งเจ้าซิลเวอร์นั้นไม่ค่อยชอบอลิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมันก็เลยแอบกระซิบบอกให้คุองยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยดีกว่าโลกนี้ยังมีผู้หญิงที่ดีกว่าอลิสอีกมาก แต่ถึงจะกระซิบแล้วอลิสก็ยังได้ยินเธอเลยบอกกับซิลเวอร์ว่าเดี๋ยวก็เอาไปถ่วงทะเลซะเลยนี่ซึ่งคุองก็ใช้วิธีการเชิงเยินยอกับเจ้าซิลเวอร์มันจึงยอมร่วมมือด้วยโดยไม่บ่นอะไรประมาณว่า ถึงไม่รู้ว่าคริสตัลบีสคืออะไรแต่ถ้ารวมพลังกับซิลเวอร์ก็ไม่มีที่เอาชนะไม่ได้สินะ ฝ่ายโทยะแม้จะมั่นใจว่าคุองน่าจะได้รับการสอนวิชาดาบมาบ้างแต่เขาก็ยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของคริสตัลบีสดังนั้นจึงไม่อาจวางใจได้ซะทีเดียวแต่ยังไงซะการทดสอบนี้ก็ได้ได้จำกัดให้ใช้ได้แค่ดาบอย่างเดียวหากใช้เนตรมารร่วมด้วยก็น่าจะพอทำอะไรได้บ้างโทยะคิดเช่นนั้นและหากเขาเห็นว่าคุองอยู่ในอันตรายล่ะก็เขาก็จะเข้าไปหยุดในทันที
.
เมื่อทุกอย่างพร้อมเมลก็เรียกเนย์กับริเสะให้เข้ามาล้อมวงกันพร้อมยื่นแขนไปด้านหน้าและค่อย ๆ รวมพลังกันสร้างคริสตัลบีส ซึ่งรูปลักษณ์ของเจ้าคริสตัลบีสที่พวกเมลสร้างนั้นมีลักษณะเป็นสัตว์สี่ขาเหมือนสิงโตมีหางเป็นมังกร มีสามหัวแต่ละหัวต่างกัน โดยมีหัวสิงโตอยู่ตรงกลาง ซ้ายเป็นมังกรและขวาเป็นอินทรีย์ ขนาดตัวก็พอ ๆ กับมังกรขนาดเล็กและมีปีกด้วย หัวทั้งสามเป็นตัวแทนของพวกเธอ เมลคือสิงโต เนย์คือมังกระและริเสะคืออินทรีย์ แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะคริสตัลบีสที่เพิ่งถูกสร้างจะยังไม่มีทักษะในการต่อสู้จำเป็นต้องใส่ข้อมูลการต่อสู้ให้กับมันซะก่อนและผู้รับหน้าที่ป้อนข้อมูลนั้นก็คือเอนเด้ ดังนั้นสรุปได้ง่าย ๆ ว่าคริสตัลบีสตัวนี้จะมีรูปแบบการต่อสู้ของเอนเด้บรรจุอยู่ หรือก็คือคุองต้องสู้กับเอนเด้ในร่างสัตว์อสูรนั่นเองและหลังจากเตรียมการเสร็จสิ้นคุองก็ก้าวเข้าไปเพื่อรับการทดสอบในพิธีถึงคริสตัลบีสจะอันตรายจะดูอันตรายแต่คุองก็รู้สึกได้ว่ามันยังเทียบไม่ได้กับทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ว่าแล้วคุองก็หันไปมองทางด้านของเหล่าทวยเทพที่มาตั้งโต๊ะรอดูการต่อสู้ ประกอบไปด้วย คาเร็น โมโรฮะ โคสุเกะ โซสุเกะ คารินะ และซุยกะ ที่ไม่รู้ว่าแว่บมากันตั้งแต่ตอนไหน หลังจากนั้นโทยะก็ให้กำลังใจลูกชายและบอกให้พยายามให้เต็มที่ คุองรับคำและเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับคริสตัลบีส การต่อสู้โดยมีว่าเจ้าสาวเป็นเดิมพันได้เริ่มขึ้นแล้ว คุองก้าวเข้าไปประจันหน้ากับคริสตัลบีสพลางชักเจ้าซิลเวอร์ออกมาจากฝังดาบที่เหน็บไว้ที่เอวเมื่อโทยะลองพิจารณาแล้วเขาก็รู้สึกว่าคุองจะดูเสียเปรียบไปหน่อยหรือเปล่าและทันทีที่เมลประกาศเริ่มพิธีคริสตัลบีสก็พุ่งเข้าหาคุองทันที
.
คุองสามารถหลบการตะปบด้วยขาหน้าของมันได้จากนั้นมันก็พยายามโจมตีด้วยกรงเล็บไปเรื่อย ๆ แต่กระนั้นคุองก็ยังสามารถหลบหลีกการโจมตีทั้งหมดนั้นได้ เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่าตาข้างหนึ่งของคุองกำลังส่องประกายเป็นสีทองอมส้มเนตรมารพยากรณ์นั่นเองและด้วยความสามารถที่ทำให้มองเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายล่วงหน้าได้ก็ทำให้สามารถหลบการโจมตีไปได้ก่อนที่จะมาถึงด้วยเหตุนี้โทยะจึงมั่นใจว่าถ้ามีเนตรมารนั่นล่ะก็การโจมตีแบบไหนก็ไม่มีทางแตะคุองได้แน่ทว่ายูมิน่าไม่คิดแบบนั้นเพราะเธอรู้ถึงจุดบอดของเนตรมารดี เนตรมารนั้นมีจุดบอดก็คือไม่สามารถใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ พูดง่าย ๆ ก็คือมันมีระยะเวลาในการทำงานจำกัดและเมื่อเปิดการใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่งก็ต้องใช้เวลาซักครู่จึงจะเปิดใช้งานได้ใหม่ซึ่งระยะเวลาในการคูลดาวน์ก็จะขึ้นกับแต่ละบุคคลแต่ยิ่งเนตรมารนั้นทรงพลังมากเท่าไหร่เวลาพักเพื่อเริ่มใช้การใหม่ก็จะยิ่งนานตามซึ่งยูมิน่าก็อธิบายเรื่องนี้ให้โทยะเข้าใจซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยเขานึกว่ามันสามารถใช้งานไปได้เรื่อย ๆ เพราะตอนที่สอบสัมภาษคัดคนเข้ากองอัศวินครั้งแรกนั้นก็เห็นพระสันตะปาปาทำไปเรื่อย ๆ แต่อาจจะเพราะระยะเวลาการสัมภาษณ์มีการหยุดพักเป็นระยะจึงอาจจะไม่ได้เปิดอยู่ตลอดเวลาและถ้ายิ่งเป็นเนตรมารที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ก็น่าจะเป็นเนตรมารที่ทรงพลังดังนั้นระยะเวลาในการใช้และเวลาในการพักเพื่อใช้งานอีกครั้งก็น่าจะต้องใช้เวลาพอตัวและก็เป็นตามที่ยูมิน่าบอกเนตรมารของคุองก็น่าจะใกล้หมดเวลาใช้งานแล้ว ทว่าในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่าเจ้าคริสตัลบีสนั้นมันหยุดการเคลื่อนไหวกระทันหันนั่นก็คงเป็นเนตรมารของคุองเหมือนกัน บัดนี้ดวงตาของคุองส่องประกายเป็นแสงสีเหลืองทองนั่นคือเนตรมารยึดตรึงแม้จะหยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุได้แต่ข้อเสียคือต้องจ้องสิ่งนั้นไว้ตลอดหากหลับตาหรือละสายตาผลของมันจะหมดไปทันทีแต่ว่าคราวนี้มันกลับไม่เป็นแบบนั้นเพราะหลังจากนั้นประมาณหนึ่งถึงสองวินาทีเจ้าคริสตัลบีสก็เคลื่อนไหวและพุ่งเข้าไปโจมตีคุองต่อดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องที่คุองไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนเขาจึงรีบกระโดดถอยหนีเพื่อทิ้งระยะห่างไปในทันทีการที่มันหลุดออกจากผลของเนตรมารได้ก็อาจจะเป็นเพราะร่างกายของคริสตัลบีสนั้นสร้างมาจากผลึกเฟรซแม้ไม่มีแก่นแต่ร่างกายมันก็คงมีคุณสมบัติในการดูดซับเวทมนตร์และทำให้ไร้ผลเนตรมารเองก็จัดอยู่ในการใช้เวทมนตร์ที่สถิตอยู่ภายในดวงตาดังนั้นผลของเนตรมาจึงลดลงกว่าที่ควรเป็นเนตรมารทั้งเจ็ดของคุองนั้นได้แก่
.
-เนตรมารสวามิภักดิ์ สามารถทำให้พวกสัตว์หรือสัตว์อสูรเชื่อฟัง
-เนตรมารยึดตรึง สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของวัตถุ
-เนตรมารสลายหมอก สามารถทำลายผลของเวทมนตร์
-เนตรมารมองทะลุ สามารถมองเนื้อแท้ของคนได้ว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี
-เนตรมารบดขยี้ สามารถทำลายวัตถุได้
-เนตรมารพยากรณ์ สามารถมองเห็นอนาคตล่วงหน้าในระยะสั้น ๆ
-เนตรมารลวงตา สามารถสร้างภาพลวงตาได้
.
แต่สำหรับการต่อสู้ในคราวนี้เนตรมารสวามิภักดิ์ เนตรมารมองทะลุและเนตรมารลวงตานั้นไร้ประโยชน์เพราะคริสตัลบีสไม่ใช่สัตว์และไม่ได้มองศัตรูด้วยดวงตา เนตรมารบดขยี้กับยึดตรึงก็ได้ผลกับมันน้อยมากและในขณะที่โทยะกำลังประเมินสถานการณ์อยู่นั้นหัวมังกรของคริสตัลบีสก็พ่นไฟออกมาแต่คุองก็สามารถจัดการเปลวเพลิงนั้นได้ด้วยเนตรมารสลายหมอกและเขาก็อาศัยจังหวะนั้นสวนกลับโดยการใช้เจ้าซิลเวอร์โจมตีเข้าไปที่คริสตัลบีสพลันบังเกิดเสียงดังทื่อ ๆ ใบดาบของซิลเวอร์ไม่สามารถตัดผ่านร่างของคริสตัลบีสได้เห็นได้ชัดเลยว่ามันทนทานพอ ๆ กับพวกเฟรซ เมื่อเห็นภาพนั้นเอนเด้ก็ดูจะชอบใจพลางบอกว่าการโจมตีด้วยดาบแบบนั้นไม่สามารถทำอะไรคริสตัลบีสของพวกเขาได้หรอกแต่ว่ายูมิน่ากับอลิสนั้นดูจะไม่พอใจเท่าไหร่ ในระหว่างนั้นคริสตัลบีสก็ไล่ต้อนคุองไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ทางด้านของคุองนั้นก็ใช้เนตรมารพยากรณ์กับเนตรมารยึดตรึงเพื่อหลบการโจมตีตอนนี้โทยะเริ่มกังวลแล้วว่าการที่ลูกชายของเขาใช้พลังเนตรมารต่อเนื่องแบบนี้จะส่งผลให้พลังเวทลดลงไปอย่างรวดเร็วหรือเปล่าและยิ่งต้องเคลื่อนไหวหนัก ๆ อยู่ตลอดมันก็ทำให้เนตรมารใช้งานต่อเนื่องได้ยากขึ้นแต่ในระหว่างที่คริสตัลบีสกำลังพุ่งตรงเข้าหาคุองราวกับรถบรรทุกนั้นคุองก็จัดเวทสลิปใส่ไปหนึ่งดอกทำให้คริสตัลบีสเสียหลักล้มกลิ้งไปในทันทีและทิศทางของมันก็เบี่ยงออกไปทางด้านข้างของคุอง เมื่อเห็นภาพนั้นยูมิน่าก็ถือโอกาสแขวะคืนทันทีโดยบอกว่าที่ติดกับดักง่าย ๆ แบบนี้สมกับที่มีสมองแบบเดียวกับเอนเด้ แต่เอนเด้ก็แย้งว่าเขาถ่ายทอดไปให้แค่ความรู้ในการต่อสู้แต่ด้วยรูปร่างทางกายภาพและคุณลักษณะต่าง ๆ มันไม่เหมือนกันดังนั้นมันจึงไม่ได้มีรูปแบบการต่อสู้ที่เหมือนกับเขาเลยในขณะที่อลิสก็เชียร์คุองสุดตัวให้โค่นล้มเจ้าคริสตัลบีสลงให้ได้แต่คุองก็รู้ดีว่าแค่นนั้นเอาไม่อยู่ในขณะที่ เมล เนย์และริเสะก็มองดูการต่อสู้ของคุองและทำการประเมินซึ่งความเห็นก็ไปในเชิงบวกพวกเธอเห็นว่าคุองประเมินสถานการณ์และรับมือได้ดี โดยไม่เคลื่อนไหวหลบหลีกอย่างเสียเปล่าและคอยดูการเคลื่อนไหวและประเมินความสามารถของศัตรูโดยใช้พลังไปให้น้อยที่สุด ในขณะที่โทยะกำลังคิดว่าคุองจะเอาชนะคริสตัลบีสยังไงถ้าหากมีเวทอย่างกราวิตี้หรือไอซ์ร็อคที่เป็นการสร้างความเสียหายทางกายภาพก็น่าจะพอไหวแต่คุองนั้นมีเวทอยู่แค่สลิปกับพาราไลซ์ สลิปนั้นยังพอไหวแต่พาราไลซ์ไม่ได้ผลกับคริสตัลบีสแต่ถึงกระนั้นคุองก็โจมตีต่อคราวนี้พอฟาดดาบลงไปก็บังเกิดเศษผลึกคริสตัลกระจายออกมาดูเหมือนว่าจะสร้างความเสียหายได้เล็กน้อยแต่ในพริบตานั้นคริสตัลบีสก็กางปีกและลอยตัวขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยเพื่อต่อต้านสลิปแต่การที่มันไม่บินสูงไปกว่านี้อาจจะเพราะความมีน้ำใจนักกีฬาของเอ็นเด้ที่ใส่ไปในตัวมันก็ได้แต่เมื่อมันลอยอยู่เหนือพื้นก็เท่ากับว่าสลิปใช้กับมันไม่ได้แล้วโทยะได้แต่ลุ้นว่าคุองจะทำอย่างไรต่อไป
.
ในขณะเดียวกันนั้นทางด้านของคุองตอนนี้เขาก็เริ่มคิดแล้วว่านี่มันแข็งกว่าที่คิดไว้อยู่เหมือนกัน เขาพเปิดฉากโจมตีอยู่หลายครั้งพลางหลบหลีกการโจมตีของคริสตัลบีสแต่คู่ต่อสู้นั้นมีความแข็งอยู่ในระดับเดียวกับเฟรซเลยในระหว่างนั้นซิลเวอร์ก็ถามว่าคุองมีแผนจะทำยังไงต่อแม้ว่าเนตรมารบดขยี้จะไม่ได้ผลกับคริสตัลบีสมากนักแต่เมื่อคุองทดลองใช้เนตรมารออกไปพร้อม ๆ ฟาดเจ้าซิลเวอร์ลงไปด้วยก็พบว่ามันพอจะได้ผลอยู่บ้างแม้จะทีละเล็กละน้อยก็ตามและหลังจากวิ่งไปรอบ ๆ และคอยสังเกตก็พบว่ารอยที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของเขามันไม่ได้หายไปราวกับว่ามันไม่สามารถทำการฟื้นฟูในส่วนนั้นได้ดังนั้นแผนของคุองก็คือจะค่อย ๆ โจมตีซ้ำไปที่จุดเดิมเรื่อย ๆ จนกว่าจะทำลายได้ซึ่งจุดนั้นก็คือบริเวณคอของหัวอินทรีที่ตอนนี้มีรอยแผลเล็ก ๆ เกิดขึ้นมาแล้วแต่ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่ในเนตรมารบดขยี้พร้อมกับฟาดเจ้าซิลเวอร์ลงไปจะสามารถสร้างความเสียหายได้แต่มันก็เล็กน้อยมากต้องใช้เวลานานกว่าจะทำได้ซึ่งอาจกินเวลาเป็นวันเลยก็ได้และมันก็มีความเสี่ยงที่คุองจะหมดแรงก่อนจะทำสำเร็จถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็เขาคงตกเป็นเหยื่อของคริสตัลบีสแน่ ดังนั้นคุองจึงคิดจะเพิ่มพลังทำลายให้มากขึ้นอีกหน่อยด้วยการเปิดเนตรมารชนิดเดียวกันพร้อมกันทั้งสองข้างซึ่งคุองนั้นต่างจากแม่ของเขานิดหน่อยตรงที่มีเนตรมารทั้งสองข้างในขณะที่ยูมิน่ามีเนตรมารแค่ข้างเดียวและสามารถใช้เนตรมารสองชนิดพร้อมกันด้วยดวงตาคนละข้างรวมไปถึงใช้ชนิดเดียวกันพร้อมกันทั้งสองข้างได้ด้วย ดวงตาของคุองตอนนี้ส่องประกายสีแดงทองแต่ว่าการทำเช่นนี้มันก็เพิ่มภาระให้กับตัวคุองเช่นกันและเมื่อใช้เนตรมารบดขยี้พร้อมกันทั้งสองข้างและฟาดเจ้าซิลเวอร์โจมตีเข้าไปผลของมันก็เพิ่มขึ้นมากกว่าใช้แค่ข้างเดียวแต่ถึงกระนั้นผลกระทบที่สะท้อนกลับมาจากการใช้เนตรมารชนิดเดียวพร้อม ๆ กันนี้ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยมันทำให้เขาปวดหัวนิดหน่อยจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้บ่อย ๆ
.
ในตอนนั้นเองคุองก็พูดขึ้นว่าถ้าซิลเวอร์มีพลังอะไรมากกว่านี้ก็คงดีซิลเวอร์ถามกลับไปทันทีว่านี่จงใจยุยงมันอยู่หรือ คุองอธิบายว่าไหน ๆ ซิลเวอร์ก็เป็นของที่สร้างโดยวิศวกรโกเล็มที่เก่งกาจ โครม รันเชส ก็น่าจะมีฟังก์ชั่นอะไรพิเศษมากกว่านี้อีกหน่อยพอได้ยินแบบนั้นเจ้าซิลเวอร์ก็เลยปลดล็อคพลังขั้นที่หนึ่งออกมาใบดาบสีเงินเริ่มส่องประกายและถูกปกคลุมด้วยแสงสีเงินซึ่งเจ้าซิลเวอร์บอกว่านี่คือหนึ่งในความสามารถลับของมันและบอกให้คุองใช้เนตรมารบดขยี้พร้อมกับฟาดมันลงไปที่เป้าหมายอีกครั้งและเมื่อโจมตีใส่จุดเดิมตรงบริเวณคอของหัวอินทรีและในพริบตานั้นส่วนหัวก็ถูกทำลายลงฝ่ายคริสตัลบีสเหมือนกับว่าสัมผัสได้ถึงอันตรายมันจึงรีบกระโดดถอยห่างออกไปในขณะที่คุองเองก็กำลังทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าซิลเวอร์มันก็อธิบายกลไกการทำงานของสกิลนี้ไม่ได้มากนักมันรู้แค่ว่าความสามารถนี้ของมันหากนำมันไปสัมผัสโดนเป้าหมายมันเพิ่มพลังให้กับเวทที่ใช้อยู่ ณ ตอนนั้นให้มีพลังเพิ่มขึ้นจากปกติหลายเท่าแม้ตอนแรกมันจะไม่มั่นใจว่าเวทที่เกิดจากเนตรมารจะได้ผลหรือไม่แต่ปรากฏว่าได้ผลหลังจากนั้นคุองก็เข้าต่อสู้กับคริสตัลบีสต่อตอนนี้คริสตัลบีสดูจะตื่นตัวมากกว่าก่อนหน้าอาจจะเพราะโดนการทำลายนั้นเข้าไปมันจึงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากขึ้นตอนนี้มันเลือกที่จะไม่เข้ามาโจมตีระยะใกล้ฝ่ยคุองเองก็เปิดเนตรพยากรณ์ขึ้นมาในขณะดูท่าทีของคู่ต่อสู้แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมขยับแต่ในพริบตาต่อมาหัวสิงโตก็อ้าปากออกกว้างและจู่ ๆ คุองก็เหมือนกับถูกผลักจนกระเด็นถอยหลังและกลิ้งไปสองสามตลบ ดูเหมือนเจ้าหัวสิงโตนั่นจะปล่อยคลื่นกระแทกที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาออกมาแต่ถึงจะเด็นไปคุองก็ยังสามารถกลับมาตั้งหลักใหม่ได้อย่างรวดเร็วการโจมตีที่มองไม่เห็นนี้ไม่สามารถจะใช้เนตรมาสลายหมอกมาแก้ไขได้และไม่นานหลังจากนั้นคุองก็โดนคลื่นกระแทกจนปลิวไปอีกตอนนี้คุองต้องคิดหาวิธีรับมือคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็นจะอาศัยอ่านการเคลื่อนไหวก่อนยิงก็ไม่ได้เพราะหัวสิงโตนั้นเปิดปากอยู่ตลอดเวลาดังนั้นคุองจึงคิดจะใช้เนตรมารยึดตรึงเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายชั่วขณะโดยจำเป็นต้องเปิดทั้งสองข้างเมื่ออีกฝ่ายชะงักคุองจึงสามารถวิ่งหลบไปจากด้านหน้าของคริสตัลบีสได้แต่เกินสองวินาทีมันก็กลับมาขยับได้และโจมตีด้วยคลื่นกระแทกอีกแต่ถึงคุองจะถูกเป่าลอยในคราวนี้เขาก็สามารถลงพื้นได้อย่างไม่มีปัญหา
.
คราวนี้คุองขว้างซิลเวอร์ออกไปราวกับพุ่งหอกพร้อมกับใช้เนตรมารยึดตรึงเพื่อผนึกการเคลื่อนไหวของคริสตัลบีสแต่ถึงจะผนึกการเคลื่อนไหวได้แต่ก็ไม่สามรถหยุดการปล่อยคลื่นกระแทกได้แต่ถึงกระนั้นคุองก็มีเวลาพอจะอ้อมไปด้านหลังแล้วคริสตัลบีสรีบหันกลับและเตรียมโจมตีด้วนคลื่นกระแทกอีกครั้งแต่ในตอนนั้นเองดวงตาของคุองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทองพร้อมกับให้สัญญาณกับซิลเวอร์ให้พุ่งลงมาโจมตีจากด้านบนและหัวสิงโตก็ถูกทำลายลง ซึ่งอันที่จริงแล้วซิลเวอร์นั้นมันสามารถบินได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องขว้างมันออกไปซะด้วยซ้ำแต่ที่ทำแบบนั้นก็เพื่อหลอกล่อศัตรูและหลังจากทำลายหัวสิงโตได้แล้วซิลเวอร์ก็บินกลับมาเข้ามือของคุองตามเดิมตอนนี้คริสตัลบีสเหลือแค่หัวที่เป็นมังกรแล้ว และหัวมังกรนั้นก็ได้พ่นไฟออกมาโจมตีแต่คุองสามารถใช้เนตรมารสลายหมอกรับมือไว้ได้และคุองก็พุ่งเข้าไปหาคริสตัลบีสเพื่อปิดบัญชี แต่อีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับมาด้วยการกระพือปีกซัดขนปีกผลึกคริสตัล คุองเปิดเนตรมารพยากรณ์เพื่ออ่านทางของขนปีพวกนั้นและเคลื่อนตัวหลบการโจมตีขณะพุ่งต่อไปข้างหน้าและเมื่อเข้าไปที่บริเวณใต้ท้องของคริสตัลบีสได้สำเร็จดวงตาของคุองก็ส่องประกายสีแดงทองพร้อมกับซิลเวอร์ที่มีใบดาบเปล่งประกายแสงสีเงินแล้วก็พุ่งแทงเข้าไปที่ท้องและในพริบตานั้นร่างของคริสตัลบีสก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนและพังทลายลงในที่สุดหลังจากกำจัดคริสตัลบีสลงได้แล้วอลิสก็จะวิ่งเข้าไปกอดคุองแต่ว่าทว่ายูมิน่านั้นไวกว่าขั้นหนึ่งเธอพุ่งไปกอดลูกชายของเธอด้วยความดีใจทำให้อลิสได้แต่ประท้วงว่านั่นมันควรเป็นหน้าที่ของเธอนะแต่ยูมิน่าแย้งว่าตอนนี้เป็นสิทธิพิเศษของแม่อย่างเธอเพราะถ้าลูกชายโตมากกว่านี้ก็คงจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ ขณะเดียวกันทางด้านของเอนเด้นั้นเขารู้สึกว่าคริสตัลบีสมันมีอะไรแปลก ๆ มันไม่แข็งแกร่งเหมือนกับที่เอาไว้เขาจึงหันไปถามริเสะว่าตอนที่สร้างได้ทำอะไรกับมันหรือเปล่าประมาณว่าริเสะนั้นแอบข้ามขั้นตอนหรือไม่ได้ใส่อะไรบางอย่างที่ควรใส่ลงไปหรือเปล่า ซึ่งริเสะก็ยอมรับว่านิดหน่อยเพราะรู้ว่าอลิสคงเศร้าแน่ ๆ ถ้าหากคุองเอาชนะไม่ได้ จากนั้นเมลก็บอกว่าเธอเองก็แอบทำอะไรนิดหน่อยเช่นเดียวกับริเสะเช่นกัน ทำให้เนย์บ่นนิดหน่อยว่าแล้วแบบนี้พิธีมันจะมีความหมายอะไรแต่เมลก็รู้ว่าเนย์เองก็แอบทำเช่นเดียวกันถ้าไม่เช่นนั้นตอนที่ผสานพลังกันสร้างมันจะไม่สามารถหลอมรวมกันได้ดังนั้นจึงสรุปได้ว่านี่เป็นความตั้งใจของพวกเธอทั้งสามคนแต่แรกแล้วแต่สำหรับเอนเด้เขาได้ประท้วงให้ถือว่าเมื่อกี้เป็นโมฆะเพราะคริสตัลบีสตัวนั้นมันถือเป็นของที่ผิดพลาดทางเทคนิคแต่อลิสก็มาดักคอไว้ก่อนเลยว่าถ้าเอนเด้ลงมาสู้กับคุองล่ะก็เธอจะไม่คุยกับพ่ออีกเลยทำให้เอนเด้ต้องยอมแพ้และไม่ประท้วงผลที่ออกมาและแล้วคุองกับอลิสก็ได้กลายเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันด้วยประการฉะนี้ถึงจะกังวลเรื่องอนาคตอยู่บ้างแต่ตอนนี้ก็ต้องแสดงความยินดีกันก่อน
.
วันต่อมาอลิสผู้ที่ได้เป็นคู่หมั้นของคุองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นวันต่อมาก็ต้องเริ่มเข้าสู่บทเรียนของการเป็นกุลสตรีอันแสนหฤโหดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกิริยามารยาท เรื่องของการเข้าสังคม วัฒณธรรม การเต้นรำ ฯลฯ โดยผู้ทำหน้าที่ฝึกสอนเป็นหลักก็คือยูมิน่าและก็ยังมี รูเชีย ฮิวด้า ซู แล้วก็รีนพ่วงมาด้วยซึ่งรีนนั้นเคยเป็นทูตของมิสนิดมาก่อนจะคอยสอนเรื่องทักษะการเจรจาทางการทูต เรียกว่าอัดความรู้ใส่กันหฤโหดเลยทีเดียวแต่อลิสก็สามารถเรียนรู้และซึมซับทักษะเหล่านั้นเอาไว้ได้ซึ่งคุองบอกว่าอลิสนั้นเป็นพวกที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วถ้าหากตั้งใจแล้วล่ะก็จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน โทยะเลยคิดว่าความอัจฉริยะนี้อาจจะเหมือนกับเอนเด้ก็เป็นได้และผลดีอีกอย่างที่ตามมาหลังจากอลิสศึกษาการเป็นกุลสตรีอย่างจริงจังมันก็ส่งผลให้ลินเน่กับสเตฟมีความมุ่งมั่นในการศึกษามากขึ้นสาเหตุหลัก ๆ ก็คือไม่อยากแพ้อลิสนั่นเอง ซึ่งรีนก็ได้บอกกับอลิสว่าไม่ต้งถึงขนาดเปลี่ยนบุคลิกไปเลยแต่แค่ต้องปรับเปลี่ยนในเวลาที่อยู่ต่อหน้าสาธารณก็พอเพราะในการต่อสู้ทางสังคมนั้นการไม่เผยไพ่ในมือของตนให้อีกฝ่ายรู้มากนักเป็นเรื่องสำคัญการทำให้คู่ต่อสู้ประมาทหรือลดความระมัดระวังลงหรือเปิดช่องว่างนั้นมารยาหญิงนี้หละคือสิ่งที่จะใช้สร้างโอกาสเช่นนั้นและในเมื่อเด็ก ๆ พากันพยายามแล้วตัวเขาเองก็ต้องพยายามบ้างเหมือนกันในการที่จะสร้างแก่นเทวะที่จะเอาไปใช้สร้างเทวภัณฑ์ให้สำเร็จให้ได้โทยะเริ่มบีบอัดพลังเพื่อสร้างแก่นขึ้นมาคราวนี้เหมือนจะไปได้สวยแต่พอวอกแว่กแค่นิดเดียวมันก็แตกลายไปอีกตามเคย แต่ในระหว่างนั้นสเตฟก็พุ่งเข้าใส่โทยะด้วยความเร็วของเวทแอคเซลทำให้โทยะลงไปกองกับพื้นหลังจากลุกขึ้นมาพลางย้ำกับลูกสาวคนสุดท้องว่าเวลาพุ่งมากอดนั้นอย่าใช้แอคเซลสิส่วนสเตฟก็รีบบอกความต้องการของเธอทันทีโดยไม่สนใจฟังคำประท้วงของพ่อเลยโดยคราวนี้เธอมาบอกกับโทยะว่าอยากไปทะเลเพราะได้ฟังเรื่องของซาลาทานมาจากลินเน่เธอก็เลยอยากจะเห็นบ้าง ซาลาทานเป็นมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ที่นิสัยรักสงบแต่เพราะตัวมันใหญ่มากเมื่อเคลื่อนไหวทีก็ส่งผลกระทบหลายอย่างก่อนหน้านี่ก็ทำให้ฝูงสัตว์แตกตื่นครั้งใหญ่มาแล้วแถมแนวที่มันเดินผ่านก็เกิดความเสียหายระดับภัยพิบัติได้เลย โทยะบอกกับสเตฟว่าถึงไปทะเลอาจจะไม่ได้เห็นแต่สเตฟก็ตอบกลับมาทันทีว่า ถ้าเป็นคุณพ่อล่ะก็น่าจะค้นหาได้ซึ่งเรื่องนี้คูนเป็นคนบอกมาแน่นอนแหละว่าโทยะมีเวทเซิร์จอยู่การจะค้นหาซาลาทานซักตัวจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่โทยะก็กังวลว่าถ้ามันอยู่ใต้ทะเลจะทำยังไงแม้ว่าถ้าจะอยากไปจริง ๆ ก็ทำได้อยู่เพราะมีว่าวาร์อัลบุสอยู่แต่โทยะไม่อยากเอามันมาใช้ด้วยเหตุผลแค่นี้เขาต้องการให้มันพุ่งเป้าตามหาพวกสาวกเทพมารมากกว่า
.
โทยะเปิดแผนที่โลกขึ้นมาและทำการค้นหาซาลาทานดูก็พบว่ามีอยู่หลายสิบตัวเหมือนกันและมีตัวหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับอิเกรทซึ่งเจ้าตัวนี้คงจะเป็นตัวที่พวกโทยะเจอในตอนนั้น เกาะอิเกรทมีมังกรสมุทรคอยทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์อยู่ก่อนหน้านี้ได้รับบาดเจ็บหนักการการปะทะกับเทนตาคุล่าแต่ถึงตอนนี้ก็ฟื้นฟูจนหายดีแล้วก็ไม่ใช่คู่มือของซาลาทานอยู่ดีแต่ซาลาทานเองก็เป็นพวกรักสงบดังนั้นคงไม่เกิดการปะทะกันดังนั้นถ้าไปที่อิเกรทก็คงจะได้เห็นซาลาทานและก่อนหน้านี้โทยะก็ได้เคยพูดกับเด็ก ๆ เรื่องจะพาไปเที่ยวทะเลด้วยดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำตามสัญญานั้นและโทยะก็ได้ตัดสินใจพาครอบครัวไปเที่ยวทะเลกันและเมื่อลองคิด ๆ ดูแล้วงานนี้ลินเน่คงไปชวนอลิสให้ไปด้วยกันแน่และแน่นอนว่าเอนเด้จะต้องมาด้วยแต่ยังไงซะตอนนี้อลิสก็เป็นคู่หมั้นของคุองแล้วดังนั้นก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ท่านพี่คาเร็นกับท่านพี่โมโรฮะคงจะมาด้วยคิดไปคิดมาโทยะก็เลยถือโอกาสชวนสมาชิกกองอัศวินที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นไปเที่ยวทะเลด้วยกันซะเลยแต่ก่อนอื่นต้องไปขออนุญาตราชาแห่งอิเกรทซะก่อนซึ่งก็แน่นอนว่าได้รับอนุญาตอย่างง่ายดายและหลังจากที่พาทุกคนเดินทางมาถึงที่หมายด้วยเกทแล้ว สเตฟก็วิ่งลงไปที่ชายหาดอย่างรวดเร็วด้วยพลังเวทแอคเซลพร้อมกับห่วงยางโดยมีสเตฟและเจ้าโกเลม "โกลด์" วิ่งตามไป คนอื่น ๆ ที่เปลี่ยนชุดว่ายน้ำกันเสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ทยอยลงไปที่ชายหาดส่วนตัวของอาณาจักรอิเกรทส่วนโทยะนอกจากจะมาเที่ยวแล้วก็จะต้องหาทางทำอะไรซักอย่างกับซาลาทานที่อาจจะมุ่งมาทางนี้ ยาเอะกับฮิวด้าคุยกันระหว่างที่เดินมาว่าพวกเธอไม่ได้มาทะเลกันเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้วเหมือนกัน ยุคุโมะกับเฟรย์ก็บอกว่าในอนาคตพวกเธอก็ไม่ได้ไปทะเลกันมาหลายปีแล้วเพราะคุณพ่องานยุ่งมากก็เลยไม่มีโอกาสได้ไป ชุดว่ายน้ำที่บรรดาคุณแม่กับลูกสาวสวมใส่นั้นเป็นสีเดียวกันแบบเข้าคู่พอรู้ว่าจะไปทะเลพวกเธอก็ไปสั่งชุดว่ายน้ำที่เข้าคู่กันจากร้านของซานัคมาทันทียกเว้นคุงที่เป็นกางเกงว่ายน้ำสไตล์เบอร์มิวด้าที่มีแถบสีดำบนพื้นสีขาว คาเร็นกับโมโรฮะที่เปลี่ยนชุดเสร็จก็เดินตามลงมาพวกอัศวินที่มาพักร้อนก็ตามลงมาเช่นกันแต่มอง ๆ ไปแล้วโทยะรู้สึกเหมือนพาพวกอัศวินมาฝึกการต่อสู้ในน้ำมากกว่า ทางด้านของพวกเมลเองที่อยู่ในสภาพจำแลงกายเป็นมนุษย์ด้วยสร้อยคอผนึกเวทมิราจก็สวมชุดว่ายน้ำเช่นกันและเป็นประสบการณ์ครั้งแรกซึ่งอลิสกับเมลนั้นส่วมชุดว่ายน้ำแบบวันพีชสีไอซ์บลูเหมือนกัน จากนั้นอลิสก็ถามคุองเกี่ยวกับชุดว่ายน้ำของเธอพอคุองชมว่ามันเหมาะกับเธออลิสก็อายม้วน ส่วนเอนเด้ก็แขวะกับโทยะว่านั่นใช่ลูกชายของโทยะจริงเหรอเพราะปกติแล้วโทยะทึ่มเรื่องพวกนี้จะตายไปหลังจากนั้นโทยะก็ไปเช็ตอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตาข่ายสำหรับเล่นวอลเลย์ชายหาด เต๊นท์ ร่ม เก้าอี้ชายหาด ฯลฯ จากนั้นก็ให้ซังโกะกับโคคุโยออกไปตรวจสอบท้องทะเลรอบ ๆ นี้ ในขณะที่พวกเด็ก ๆ วอร์มร่างกายกันเสร็จแล้วก็ลงไปเล่นน้ำพวกอัศวินก็เริ่มเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาดกลุ่มของพวกคุณภรรยาก็เริ่มปาร์ตี้น้ำชากัน
.
ในระหว่างที่โทยะกำลังคิดว่าตัวเองจะทำอะไรดีอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียกของคาเร็นให้ไปร่วมวงกับบรรดาเทพองค์อื่นที่อยู่ที่นี่ พอเข้าไปถึงก็ถูกซุยกะชวนดื่มโทยะก็ปฏิเสธและบอกว่าเขายังไม่บรรลุนิติภาวะจึงไม่ดื่มแต่ก็โดนซุยกะสวนมาว่ายังจะอ้างแบบนั้นอีกเหรอทั้ง ๆ ที่ผ่านเรื่องการทำเด็กมาแล้วแท้ ๆ ดังนั้นโทยะเลยต้องดื่มเหล้าที่ซุยกะส่งมาให้ ส่วนเทพดนตรีก็กำลังนั่งเล่นอาคูเลเล่เป็นทวงทำนองเพลงฮาวายอยู่ข้าง ๆ เทพแห่งการเกษตรโคสุเกะถามโทยะเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างเทวภัณฑ์ของโทยะว่าเป็นอย่างไรบ้าง โทยะก็บอกว่ามันคืบหน้าไปแค่ทีละนิดทีละนิด คารินะได้ปลอบใจโทยะและพูดถึงความยากในการสร้างเทวภัณฑ์ว่ากันตามตรงใช้เวลาเป็นร้อยปีซะด้วยซ้ำดังนั้นเธอจึงบอกโทยะว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่โทยะมีเหตุผลที่จำเป็นต้องรีบอยู่นั่นก็คือการจัดการกับสาวกเทพมารเพราะศึกนี้เขาจะลงไปจัดการโดยตรงไม่ได้จึงต้องสร้างเทวภัณฑ์แล้วให้ใครซักคนไปจัดการแทนซึ่งคนที่เลือกไว้ตอนนี้ก็คือพวกลูก ๆ ของเขาเองอย่างเช่นสร้างดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ยาคุโมะเอาไปใช้ปราบเทพมารที่อาจจะคืนชีพกลับมาแต่โทยะก็กำลังกังวลเกี่ยวกับความยืดหยุ่นในการใช้งานว่าเขาควรทำอย่างไรดี ในระหว่างนั้นโคสุเกะก็ได้บอกกับโทยะว่าเครื่องดนตรีที่โซสุเกะเทพแห่งดนตรีกำลังเล่นอยู่นั้นก็เป็นเทวภัณฑ์ด้วยเหมือนกัน ตอนแรกโทยะก็เข้าใจว่าอาคูเลเล่อันนั้นคือเทวภัณฑ์แต่ซุยกะอธิบายว่าจริงแล้วเทวภัณฑ์ของเทพแห่งดนตรีนั้นคือสิ่งที่สามารถจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ตะหาก ว่าแล้วอาคูเลเล่ในมือของโซสุเกะก็แปรสภาพเป็น กีตาร์ แบนโจ ซีย์ตาร์ กลอง ทรัมเป็ด ขลุย ฯลฯ โคสุเกะบอกว่าบรรดาเหล่าเทพนั้นก็มีเทวภัณฑ์ของตัวเองกันทั้งนั้นอย่างตัวเขาก็มีเทวภัณฑ์ที่เกี่ยวกับงารการเกษตร คารินะก็อุปกรณ์สำหรับการล่า ซุยกะเองก็มีจอกเหล้ากัลขวดเหล้า เมื่อได้ฟังแบบนั้นโทยะเลยหันไปถามคาเร็นกับโมโรฮะเกี่ยวกับเทวภัณฑ์ของทั้งคู่ โมโรฮะนั้นมีเทวภัณฑ์ที่เป็นดาบประจำตัวของเธออยู่แต่ว่าพลังมันรุนแรงหากแกว่งบนโลกอาจทำทวีปแยกได้เธอก็เลยไม่เอามาใช้ ส่วนของคาเรนเป็นธนูเงินกับศรทองที่หากยิ่งใส่ใครคนผู้นั้นก็จะตกหลุมรักคนที่อยู่ตรงหน้าทันทีแต่ภายหลังเธอก็รู้สึกว่าความรักมันควรเกิดขึ้นตามธรรมาชาติมากกว่าดังนั้นคาเร็นก็เลยทิ้งมันเอาไว้ในคลังเก็บของที่แดนเทพและหลังจากที่ฟังเรื่องของเทวภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างตามสถาการณ์ได้โทยะก็เริ่มคิดอะไรบางอย่าง
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 10 (551- 560)
หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงบาร์บีคิวปาร์ตี้เนื้อและผักที่ถูกย่างบนเตาค่อย ๆ ถูกกลืนกินหายไปเรื่อย ๆ ส่วนพวกอาหารทะเลอย่างปลาและหอยนั้นคารินะเป็นคนจับมาทะเลแต่จำนวนที่จับมานั้นมากมายจนแทบไม่อยากเชื่อว่าทำด้วยตัวคนเดียวเฟรย์แต่ยาเอะและเฟรซทรีโอ้ค่อนข้างจะกินจุพอสมควรดังนั้นจึงไม่น่าจะเหลือทิ้งเสียเปล่าและไหนจะยังมีสมาชิกของกองอัศวินอีกแต่สำหรับโทยะแล้วเมื่อเห็นทุกคนสนุกสนานเขาก็ดีใจ ในการมาเที่ยวทะเลครั้งนี่คุองได้สร้างประสาททรายขึ้นมาอย่างปราณีตและสวยงามภายในเวลาสองชั่วโมง ซึ่งมันงดงามซะจนโทยะอยากจะเก็บรักษามันไว้ให้คงอยู่ยาว ๆ ซึ่งถ้าหากใช้เวทโปรเทคชั่นล่ะก็มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยแต่เพราะคุองไม่ได้ต้องการแบบนั้นเพราะคุณค่าของงานศิลป์แบบนี้มันก็อยู่ที่การพังทลายโดยง่ายซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของปราสาททรายดังนั้นโทยะจึงทำแค่ถ่ายรูปเก็บไว้ตอนแรกโทยะก็กลัวอลิสจะไม่พอใจหรือเปล่าที่คุองเอาแต่สร้างปราสาททรายจนไม่ได้ลงไปเล่นกับเธอแต่เท่าที่เห็นอลิสก็ไม่ว่าอะไรและมองดูคุองสร้างปราสาททรายอย่างมีความสุขไม่รู้ว่าอันนี้เป็นผลจากการฝึกสอนของพวกยูมิน่ามันเริ่มสำแดงผลแล้วหรือเปล่าแต่ตรงจุดนี้ก็น่าสงสารเอนเด้อยู่นิดหน่อยเพราะว่าพอจะชวนอลิสไปเล่นด้วยกันก็โดนปฏิเสธหลังจากนั้นโทยะก็ใช้เวทดินสร้างสไลด์เดอร์ให้พวกเด็ก ๆ เล่นแต่ก็มีพวกผู้ใหญ่มาแจมด้วยเหมือนกัน ในขณะที่ทางด้านของสเตฟก็กำลังเล่นปิดตาตีแตงโมอยู่แต่น่าเสียดายที่เธอฟาดไม่โดนแตงโมโดยแตงโมนี้เป็นผลผลิตจากการเพาะปลูกของเทพแห่งการเกษตรดังนั้นรับประกันรสชาติได้ว่าหวานอร่อยแน่นอน หลังจากที่สเตฟตีพลาดลินเน่ก็เข้ามาแทนแต่ลินเน่ดูจะไม่ค่อยถูกกับแตงโมที่ถูกตีจนเละเท่าไหร่ยาคุโมะจึงเข้ามาแทนและเธอก็ใช้ดาบไม้ฟันแตงโมจนขาดออกจากกันอย่างเรียบกริบราวกับตัดด้วยของมีคมส่วนกำหนดการในตอนบ่ายตามที่วางไว้ก็คือไปดูซาลาทานตามที่สเตฟร้องขอแต่ในตอนนั้นเองซังโกะกับโคคุโยก็โทรจิตมาแจ้งว่าพบโกเลมขนาดยักษ์จำนวนกว่าร้อยเครื่องกำลังมุ่งหน้าไปยังอิเกรทคาดการว่าจะถึงชายฝังในอีกไม่กี่ชั่วโมงแต่พอใช้เซิร์จตรวจสอบก็ไม่พบร่องรอยของพวกมันเช่นนั้นแล้วก็ไม่ผิดแน่ ๆ พวกนี้ก็คือกองกำลังของพวกสาวกเทพมารที่กำลังจะมาโจมตีอิเกรทนอกจากโกเลมยักษ์แล้วก็ยังมีมนุษย์ครึ่งปลากับโกเลมสี่แขนอีกนับพันตามมาด้วยและมีโกเลมตัวหนึ่งที่มีสีและขนาดที่ต่างจากตัวอื่นดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องหัวหน้าที่ความคุมโดยตัวสาวกเทพมารเมื่อรู้แบบนั้นแล้วโทยะก็รีบติดต่อกับราชาอิเกรทเพื่อวางแผนรับมือการโจมตีที่กำลังจะมาถึงทันที
.
หลังจากวางแนวป้องกันเสร็จเรียบร้อยกองทัพของสาวกเทพมาก็เริ่มโผล่ขึ้นมาจากทะเลจนสามารถมองเห็นพวกไซคลอปส์ได้จากระยะไกลโดยมีตัวหนึ่งโดดเด่นกว่าเพื่อนขนาดของมันใหญ่พอ ๆ กับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดตัวเครื่องมีสีเมทัลลิกบราวน์ติดเขาในมือถือปังตอขนาดใหญ่ที่มีสีเแบบเดียวกันเป็นอาวุธโทยะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ดีทีแผ่ออกมาจากอาวุธชิ้นนั้นคงจะเป็นเทวภัณฑ์ของเทพมารเหมือนที่เคยเจอคราวก่อนต้องระวังตัวให้ดี แนวตั้งรับในศึกครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องวัลคิเรียไทป์ของพวกยูมิน่า ดรากูนของเอนเด้แล้วก็เฟรมเกียร์ที่ขับโดยเหล่าอัศวินอีกร้อยกว่าเครื่อง ส่วนเรกินเรฟของโทยะนั้นยังปรับปรุงไม่เสร็จจึงไม่ได้เข้าร่วมในศึกนี้แต่สาเหตุที่เรกินเรฟไม่เสร็จก็เพราะโทยะไปขอให้เรจีน่าเน้นความสำคัญไปที่การติดตั้งระบบขับแบบสองที่นั่งให้เฟรมเกียร์ของพวกยูมิน่าก่อนดังนั้นงานนี้เขาจึงไม่มีสิทธิ์บ่นอะไร ตอนนี้เฟรมเกียร์วัลคิริไทป์ของพวกยูมิน่าได้รับการปรับแต่งค็อทพิทให้นั่งได้สองคนและใช้ระบบแบบนักบินที่หนึ่งกับนักบินที่สองซึ่งสามารถสลับการควบคุมกันได้ตลอดเวลาส่วนเหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะปฏิเสธคำขอของพวกลูกไม่ได้อีกตามเคยดูเหมือนพวกเด็ก ๆ จะคุ้นเคยกับการควบคุมกันอยู่แล้วเพราะงั้นจะสลับกันขับกับแม่หรือไม่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาซึ่งเหล่าเด็ก ๆ ก็ขึ้นไปบนเฟรมเกียร์ของแม่ตนเองยกเว้นเอลน่ากับลินเน่ที่ขึ้นสลับกันเพราะความถนัดในการบังคับต่างกันสรุปง่าย ๆ ก็คือลินเน่ถนัดควบคุมเฟรมเกียร์ของเอลเซ่ในขณะที่เอลน่าจะถนัดเฟรมเกียร์ของลินเซ่ส่วนคุองนั้นไม่ค่อยจะรู้สึกดีกับแนวคิดแบบสองที่นั่งแบบนี้สงสัยว่าอาจจะอายที่ต้องขึ้นไปพร้อมกับแม่เพราะเด็กผู้ชายเองก็มีช่วงเวลาที่รู้สึกอายเวลาต้องอะไรพร้อมกับแม่เหมือนกันด้วยเหตุนี้โทยะจึงต้องยืนดูภาพรวมสนามรบและคอยสนับสนุนเหมือนเคยหากเทียบจำนวนแล้วถือว่าเสียเปรียบแต่ถ้าเอาประสิทธิภาพน่าจะพอไหวเว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีอะไรที่เหนือกว่าเก็บซ่อนอยู่ซึ่งสเตฟกับซูก็เสนอตัวจะจัดการกับเจ้าตัวใหญ่นั่นเองซึ่งถ้าหากเทียบขนาดกันแล้วก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผลอยู่ พวกครึ่งปลากับโกเลมสี่แขนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกกองอัศวินส่วนพวกไซคลอปส์นั้นทางบรุนฮิวจะรับมือเองตอนนี้เรจีน่าคิดว่าควรจะพัฒนาเฟรมเกียร์สำหรับรบใต้น้ำเพราะจะได้รับมือกับศัตรูได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มันโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วค่อยจัดการแต่โทยะมองว่าถึงจะพัฒนาออกมาได้แต่ก็ต้องใช้เวลาเงินทุนและทรัพยากรจำนวนมากในการผลิตจำนวนมากออกมาอยู่ดีแต่โทยะก็มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นมาก็คือถ้าย่อยพวกชีวาเรียที่ไม่ใช้งานแล้วก็อาจจะนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ได้อยู่
.
ในระหว่างนั้นเองก็มีการเคลือนไหวแปลก ๆ เกิดขึ้นที่ทางด้านของกองทัพสาวกเทพมาร พวกไซคลอปส์บางตัวมีการติดตั้งกระบอกอะไรซักอย่างไว้ที่หลังตอนแรกโทยะก็คิดว่าเป็นปืนใหญ่พวกมันหันปากกระบอกไปยังท้องฟ้าและยิงอะไรบางอย่างออกมาและเริ่มยิงแต่กระสุนไม่ได้พุ่งมาทางพวกโทยะมันพุ่งขึ้นไปบนฟ้าและระเบิดออกราวกับดอกไม้ไฟมีผงสีทองกระจายไปทั่วและในตอนนั้นเองพวกเด็ก ๆ ก็แจ้งเข้ามาว่าคุณแม่ของพวกเธอมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นโทยะรู้ได้ทันทีเลยว่ามันเป็นพิษเทพมารแต่โมโรฮะก็บอกว่าไม่ต้องกังวลไปมันเป็นพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ ไม่ทำให้ถึงตายเรียกได้ว่ามันเป็นของที่ผสมจากสิ่งที่หลงเหลือของเทพมารกับอะไรอีกหลาย ๆ อย่างจนแทบไม่ส่งผลต่อเทพระดับล่างแต่กับระดับเทพบริวารก็พอมีผลอยู่บ้างดังนั้นพวกยูมิน่าจึงได้รับผลกระทบในขณะที่พวกเด็ก ๆ เป็นแค่ครึ่งเทพจึงไม่ได้รับผลกระทบเช่นกันส่วนอาการของพวกยูมิน่าก็แค่รู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนมึน ๆ เหมือนเมารถแต่แค่นั้นก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการต่อสู้และอาการเหล่านี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยรีคัฟเวอรี่ โทยะคิดว่าพวกสาวกเทพมารเล็งทำร้ายพวกเขาด้วยพิษนี้หรือเปล่าแต่คูนมองว่าพวกนั้นมีจุดประสงค์อื่นมากกว่าเพราะผงสีทองนั้นส่งผลต่อการไหลเวียนของอีเทอร์ลิควิดของเฟรมเกียร์ทำให้สามารถใช้พลังได้เพียง 62% เท่านั้นส่วนอาการของพวกคุณแม่เป็นแค่ผลข้างเคียง สรุปก็คือรูปแบบนี้มันคล้ายกับความสามารถในการจัดการคิวคริสตัลของเฮกาตอนเคลและยูระก็เคยชิงเฟรมเกียร์ไปไม่แน่ว่าพวกสาวกเทพมารอาจจะเรียนรู้โครงสร้างของเฟรมเกียร์มาบ้างแล้วและผลของผงทองนี้ไม่น่าจะส่งผลกับพวกนั้นเรจีน่าจึงบอกให้โทยะรีบเก็บตัวอย่างของผงสีทองมาให้ตอนแรกโทยะก็คิดอยู่ว่าจะทำยังไงถึงจะเก็บมันไปได้เพราะเมื่อเขาสัมผัสมันก็เหมือนจะละลายหายไปแต่แล้วก็เขาก็คิดออกและใช้พริซันเก็บตัวอย่างมาได้สำเร็จ
.
และเมื่อบรรดาคุณแม่อาการไม่สู้ดีเด็ก ๆ จึงร้องขอคุณพ่อให้พวกเธอขับเฟรมเกียร์แทนคุณแม่ โทยะพิจารณาดูแล้วสภาพของพวกยูมิน่าตอนนี้ไม่สู้ดีอาจสู้ได้ไม่เต็มที่แต่ถ้าหากว่านี้มันเป็นเหมือนกับพิษเทพมารล่ะก็เมื่อเวลาผ่านไปผลของมันก็จะหายไปเองดังนั้นให้พวกลูก ๆ สู้ถ่วงเวลาไว้ก่อนก็อาจจะพอได้ดังนั้นเขาจึงอนุญาตให้เด็ก ๆ เป็นคนควบคุมเฟรมเกียร์ก่อนแต่อย่าทำอะไรที่ฝืนเกินไปและถ้าคุณแม่ฟื้นสภาพแล้วก็ให้สับการควบคุมกลับไปที่แม่เหมือนเดิมพวกเด็ก ๆ ก็ดีใจกันใหญ่ที่ได้รับอนุญาตโทยะรู้สึกกังวลขึ้นมาโดยเฉพาะลินเน่กับสเตฟแต่ตอนนี้กองทัพเทพมารก็เข้าใกล้มาเรื่อย ๆ แล้วคูนกับรีนที่บังคับกริมเกอร์เด้อยู่เปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนตัวยิงฟลูเบิร์สออกไปเป็นการลั่นระฆังออกศึกแต่ถึงจะโดนห่ากระสุนที่กระหน่ำออกไปอย่างกับห่าฝนพวกไซคลอปส์ก็ไม่ล้มลงง่าย ๆ และยังคงเดินหน้าเข้ามาไม่หยุดดูเหมือนว่าพลังโจมตีของกระสุนระเบิดจะลดลงไปพอควรแต่เกราะของพวกนั้นก็ค่อนหนามากอยู่ไซคลอปส์ตัวใหญ่ยังคงเดินเข้ามาโดยไม่สนห่ากระสุนที่กริมเกอร์เด้ยิงออกไป ห่ากระสุนของกริมเกอร์เด้หยุดลงและเข้าสู่ภาวะคูลดาวน์สเตฟบังคับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดเข้ามารับหน้าที่ต่อและเปิดฉากโจมตีด้วยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลใส่ไซคลอปส์ตัวใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาทันทีกำปั้นของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดกระแทกเข้าตรงบริเวณอกของศัตรูแต่ก็สร้างรอยแตกได้นิดหน่อยแต่ความเสียหายก็ไม่ได้มากนักไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวน์วิ่งเข้ามาโจมตีออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดด้วยมีดปังตอขนาดใหญ่ของมันแต่การโจมตีก็ถูกบล็อคเอาไว้ด้วยสตาร์ดัสเชล ทว่าสาวกเทพมารที่ควบคุมไซคลอปส์ตัวนั้นอยู่ก็ไม่ได้คิดจะถอยและกระหน่ำฟาดใส่กำแพงแสงดูแล้วศัตรูเป็นพวกไม่คิดะไรนอกจากลุยไปข้างหน้าอย่างเดียวฟังจากเสียงก็ทำให้พอรู้ได้ว่าคนที่บังคับไซคลอปส์อยู่นั้นเป็นผู้ชายและไม่ใช่ตนเดียวกับที่โทยะเคยเจอเมื่อคราวก่อน แม้ว่าสตาร์ดัสเชลจะรับการโจมตีไว้ได้แต่การโดนฟาดซ้ำ ๆ ก็ทำให้พลังป้องกันค่อย ๆ ลดพลังลงไปที่ละเล็กทีละน้อยไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะความสามารถของปังตอเล่มนั้นหรือว่าเพราะพลังขับเคลื่อนของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดลดลงเพราะพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ
.
เมื่อเห็นว่าท่าจะไม่ดีซูก็เลยบอกให้สเตฟรีบผลักศัตรูออกไป สเตฟจึงใช้แคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลซัดเข้าที่กลางอกของอีกฝ่ายออกไปทำให้ถอยหลังไปได้ประมาณสองสามก้าวและล้มหงายหลังไปออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดกะจะใช้จังหวะนั้นเพื่อเอาคืนไซคลอปส์สามเครื่องก็เข้ามาขวางไว้สเตฟพยายามจะโจมตีพวกมันแต่ก็พลาดเพราะเดิมทีออทรินเด้ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเร็วอะไรอยู่แล้วเพราะเดิมทีก็ออกแบบมาเป็นสายเน้นพลังป้องกันอยู่แล้วจึงไม่ค่อยจะมีรูปแบบของการโจมตีที่หลากหลายมากนักนอกและการโจมตีก็ค่อนข้างทื่อไม่มีการพลิกแพลงอะไรมากแม้จะมีโกลด์แฮมเมอร์ที่เป็นอาวุธไม้ตายที่มีพลังโจมตีรุนแรงก็เถอะแต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าต่อยหรือเตะและโกลด์แฮมเมอร์ก็เป็นอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีศัตรูที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับศัตรูที่ขนาดเล็กกว่า เมื่อการโจมตีธรรมดา ๆ พลาดเป้าสเตฟจึงใช้แคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลซัดออกไปแทนไซคลอปส์ตัวหนึ่งหลบไม่ทันจึงโดนเข้าเต็ม ๆ และถูกทำลายไปแต่ก็มีตัวใหม่เข้ามาประจำตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่ปกป้องเครื่องหัวหน้าดูเหมือนว่าพวกนี้จะใช้เทคโลโนยีของพวกโกเลมโซลด์ดาสในการสั่งการในขณะที่ไซคลอปส์เครื่องหัวหน้าที่ล้มไปเมื่อครู่สามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งแต่การเคลื่อนไหวของมันก็หยุดลงแต่ไม่ใช่การหยุดทำงานเองแต่เหมือนถูกทำให้หยุดนิ่งมากกว่าจากนั้นก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นซัดใส่ไซคลอปส์เครื่องสีเมทัลลิคบราวน์กับไซครอปส์ตัวอื่น ๆ ที่ยืนปกป้องมันอยู่ซึ่งผู้ที่ทำแบบนั้นก็คือรอสไวเซ่กับบรุนฮิวเด้และคนที่หยุดการเคลื่อนไหวของศัตรูไว้เมื่อกี้ก็คือคุองนั่นเองทั้งนี้ก็เพื่อให้โยชิโนะเล็งยิงได้ถนัด ๆ แต่ถึงแม้ว่าไซคลอปส์ที่อยู่รอบ ๆ เครื่องหัวหน้าจะถูกพัดปลิวไปแต่ไซคลอปส์ตัวอื่น ๆ ก็ยังคงพุ่งไปหาออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดแต่พวกมันก็ถูกหยุดการเคลื่อนไหวและโดนเฮดช็อตด้วยสไนเปอร์ดูเหมือนว่าคุองจะใช้งานบรุนฮิวเด้ได้ดีไม่แพ้ยูมิน่าเลย สำหรับเฟรมเกียร์ต่อให้ถูกยิงที่หัวก็ไม่ถึงกับจะหยุดทำงานเพราะหัวเป็นแค่กล้องเซนเซอร์แต่พวกไซครอปส์นั้นไม่ใช่เพราะมันใช้หลักการของโกเลมส่วนหัวจะมีคิวคริสตัลอยู่เมื่อส่วนนั้นถูกทำลายก็เหมือนกับสมองถูกทำลายดังนั้นไซคลอปส์จึงหยุดทำงาน ในขณะเดียวกันเฟรย์ที่ไม่ยอมน้อยหน้าน้องชายก็บังคับซิกรุเน่เข้าฟาดฟันไซครอปส์ขาดเป็นชิ้น ๆ แต่การเคลื่อนไหวดูช้ากว่าตอนที่ฮิลด้าขับอาจจะเพราะสไตล์การต่อสู้ของเฟรย์จะเน้นเปลี่ยนอาวุธไปเรื่อย ๆ มากกว่าพอต้องมาใช้ดาบอย่างเดียวจึงดูไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังเอาชนะไซคลอปส์ได้อย่างไม่ยากเย็น
.
ส่วนสเวอร์ทไลท์ที่ยาคุโมะบังคับก็ฟาดฟันพวกไซคลอปส์ร่วงไปเรื่อย ๆ ยาคุโมะนั้นมึสไตล์การต่อสู้เหมือนกับแม่ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่ ส่วนทางด้านของเกอร์ฮิวเด้กับดรากูนนั้นก็บุกทะลวงศัตรูอย่างดุเดือดแต่มีอะไรแปลก ๆ นิดหน่อยตรงที่คนที่กำลังควบคุมดรากูนอยู่ไม่ใช่เอนเด้แต่เป็นอลิสแต่ดรากูนนั้นไม่ได้ติดตั้งค็อทพิทแบบขับสองคนแม้ว่าจะมีที่ว่างพอให้เด็กคนหนึ่งขึ้นไปนั่งได้ก็เถอะแต่ว่าก็น่าสงสัยอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอนเด้โทยะจึงติดต่อไปที่ดรากูนทำให้รู้ว่าเอนเด้ก็ยังอยู่บนดรากูนนั่นแหละตัวเอนเด้ก็ได้รับผลกระทบจากพิษเทพมารเหมือนกันเพราะเขาเป็นศิษย์ของเทพยุทธจึงมีสถานะใกล้เคียงกับเทพบริวารแล้วในตอนนั้นเองอลิสก็มาแย่งการควบคุมไปดรากูนนั้นไม่ค่อยเหมาะกับสไตล์การต่อสู้ของอลิสเท่าไหร่นักแต่เธอก็ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่วแม้จะการเคลื่อนไหวจะดูหยาบและไม่เฉียบคมเท่าเอนเด้ก็ตามแต่ก็สามารถเข้าขากับลินเน่ได้เป็นอย่างดีจึงสามารถโค่นล้มเหล่าไซคลอปส์ที่อยู่เบื้องหน้าตัวแล้วตัวเล่าทว่าก็ยังมีไซคลอปส์เข้ามายังมุมอับและเงื้อดาบขึ้นหมายโจมตีเกอร์ฮิลเด้แต่วินาทีต่อมาไซคลอปส์ตัวนั้นก็โดนกระสุนคริสตัลที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้ายิงจนพรุนเฮมวีเก้ในโหมดยานบินยิงไซคลอปส์ตัวนั้นจนพรุนก็จะบินโฉบผ่านลงมาข้าง ๆ พร้อมกับตักเตือนลินเน่ว่าอย่าละเลยการระแวดระวังพร้อมกางวิงเบลดออกมาและพุ่งตัวไซคลอปส์ที่อยู่ตรงหน้าเกอร์ฮิวเด้ก่อนบินกลับขึ้นไป ทางด้านของโยชิโนะที่ควบคุมรอสไวเซ่อยู่ก็ใช้การบรรเลงกีตาร์เป็นทริกเกอร์ในการใช้เวทสังคีตพร้อมกับการร้องเพลงของซากุระแต่เสียงของซากุระตอนนี้ค่อนข้างเบากว่าปกติเพราะผลของพิษเทพมารทำให้เธอไม่อยู่ในสภาพจะร้องเพลงได้ตามปกติแต่อย่างน้อย ๆ เวทสังคีตก็ยังแสดงผลอยู่การเคลื่อนไหวของพวกไซคลอปส์นั้นช้าลงก่อนจะตกเป็นเหยื่อคมกระสุนของบรุนฮิวเด้ ส่วนวัลเทราท์ที่บังคับโดยอาเชียก็ใช้แพ็คบียูนิตพุ่งเข้าโจมตีเหล่าไซคลอปส์ที่โดนยิงหัวไปเมื่อกี้และจัดการตัดหัวพวกจนหลุดปลิวไป แต่พอโจมตีศัตรูได้เสร็จอาเชียก็หันมาโบกมือให้กับโทยะเพื่อจะให้เขาชื่นชมผลงานของเธอ ลูเชียจึงพยายามเตือนว่านี่กำลังอยู่ในสนามรบจะมาเสียสมาธิแบบนี้ไม่ได้แต่ในจังหวะนั้นไซคลอปส์ตัวหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาหาแล้วแต่โชคดีที่โทยะจัดการใช้สลิปทำให้มันหงายหลังไปซะก่อนวัลเทราท์จึงได้ฉวยโอกาสนั้นใช้ดาบในมือทั้งสองเล่มจัดการกับมัน
.
สถานการณ์การรบในตอนนี้พวกโกเลมีแขนกับพวกมนุษย์ครึ่งปลาที่ผ่านแนวตั้งรับของเหล่าเฟรมเกียร์ไปก็ถูกอัศวินของอิเกรทจัดการตอนนี้การกวาดล้างขึ้นกับเวลาแล้วแต่ปัญหาสำคัญตอนนี้ก็คือไซคลอปส์เครื่องสีเมทัลลิกบราวน์เท่านั้น แม้จะโดนรอสไวเซ่เป่ากระเด็นไปแต่มันก็ลุกขึ้นมาได้โดยไม่มีร่อยรอยความเสียหายอะไรมันยกปังตอในมือขึ้นและฟาดลงไปในทะเลพริบตานั้นก็มีแนวหินแหลมพุ่งขึ้นมาแนวหินนั้นพุ่งตรงไปยังออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดแต่การโจมตีนั้นก็ถูกหยุดเอาไว้ได้ด้วยสตาร์ดัสเชล คูนวิเคราะห์ว่าการโจมตีเมื่อครู่นั้นมันดูคล้ายกับเอิร์ธเวฟบางทีปังตออันนั้นอาจจะมีความสามารถในการควบคุมภูมิประเทศ เฮมวีเก้ทำการระดมยิงลงมาจากบนฟ้าไซครอปส์เครื่องหัวหน้าไม่อาจหลบเลี่ยงการโจมตีได้เพราะเคลื่อนไหวช้ามันจึงใช้ปังตอเป็นโล่ห์ป้องกันการโจมตี ส่วนอื่น ๆ มีร่องรอยความเสียหายเกิดขึ้นแต่ปังตอเล่มนั้นไม่มีร่องรอยความเสียหายแถมกระสุนคริสตัลยังกระดอนออกแสดงให้เห็นว่ามันมีความแข็งพอ ๆ กันดังนั้นตอนนี้โทยะจึงมั่นใจแล้วว่านั่นคือเทวภัณฑ์เทพมาร และเมื่อไซคลอปส์เครื่องนั้นแทงปังตอลงไปบนพื้นแท่งหินก็พุ่งขึ้นจากพื้นสูงหลายสิบเมตรจากนั้นมันก็ขึ้นไปบนแท่งหินนั้นเพื่อไปดักหน้าเฮมวีเก้และเงื้อปังตอหมายจะโจมตีโทยะเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะใช้พริซั่นแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นปังตอในมือของไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวน์ถึงกับกระเด็นหลุดมือไปส่วนตัวมันก็เสียหลักตกทะเลไปด้วยนั่นคือผลจากการโจมตีด้วยปืนสไนเปอร์ของบรุนฮิวเด้เฮมวีเก้ไม่รับความเสียหายใด ๆ ยังคงบินรบต่อได้ หลังจากตกทะเลไปไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวน์ก็กลับขึ้นมาจากทะเลพร้อมกับมีดปังตอที่หลุดมือไปเมื่อกี้แม้จะตกจากที่สูงขนาดนั้นมันก็ยังดูไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย สเตฟเปิดฉากโจมตีด้วยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลแต่คราวนี้มันไม่สนใจแขนขวาที่พุ่งมามันพุ่งตรงเข้าไปโจมตีออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดทันทีแต่การโจมตีของมันก็ยังคงวนลูปเดิม ๆ โดยการถูกบล็อคไว้ด้วยสตาร์ดัสเชลและมันก็กระหน่ำฟันใส่โล่ห์แสงนั้นไปเรื่อย ๆ แต่ก่อนที่สตาร์ดัสเชลจะหายไปเกอร์ฮิลเด้ก็พุ่งเข้ามาถีบหัวของไซคลอปส์มีเขาเครื่องนี้จากทางด้านข้างศีรษะด้วยผลของเวทกราวิตี้ทำให้การโจมตีนั้นมีน้ำหนักมากพอจะส่งศัตรูเอนล้มลงทะเลไป ในขณะที่มันกำลังพยายามจะลุกขึ้นเกอร์ฮิลเด้ก็พุ่งเข้าไปอัดซ้ำเข้าที่หัวด้วยการใช้ส้นเท้าทำให้ศัตรูร่วงลงทะเลไปอีกรอบเขาหักส่วนหัวบุบบี้แต่ก็ยังไม่พังมันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
.
ลินเน่ที่เห็นอีกฝ่ายยังไม่สิ้นฤทธิ์จึงพยายามจะเข้าไปอัดซ้ำอีกโดยไม่ฟังเสียงเตือนของเอลเซ่ที่พยายามห้าม เกอร์ฮิลเด้เตรียมปล่อยไพล์บังเกอร์ที่แขนขวาแต่ในจังหวะนั้นก็ถูกอีกฝ่ายใช่แขนใหญ่ ๆ คว้าจับเอาไว้ได้ก่อนและเกอร์ฮิลเด้ก็ถูกจับเหวี่ยงกระเด็นไปแต่ก่อนที่จะตกกระแทกทะเลโทยะก็ใช้เวทวินสเฟียร์ลดความเร็วก่อนจะตกกระแทกทำให้ได้รับความเสียหายไม่มากนักแต่ในความเป็นจริงหากตัวเครื่องได้รับความเสียหายระบบเคลื่อนย้ายฉุกเฉินก็จะทำงานอยู่ดีแต่โทยะก็อดห่วงไม่ได้ หลังเหวี่ยงเกอร์ฮิลเด้ไปแล้วไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวก็เตรียมจะโจมตีซ้ำด้วยปังตอแต่ในตอนนั้นเองยาคุโมะกับเฟรย์ก็ปราดเข้ามาขวางไว้และโจมตีเข้าไปที่ข้อต่อมือทั้งสองข้างของเจ้าไซคลอปส์ขนาดยักษ์แม้ว่าเกราะจะแข็งแกร่งแต่ข้อต่อนั้นเปราะบางกว่าเมื่อถูกโจมตีเข้าที่ข้อมือก็ทำมือทั้งสองข้างขาดไปและมีดปังตอก็ร่วงไปพร้อมกับมือแต่ถึงกระนั้นเจ้าไซคลอปส์ก็ยังโจมตีทั้งสองด้วยแขนที่ไร้มือนั้นซิกรุเน่กับสเวอร์ทไลท์จึงแยกออกจากกันเพื่อหลบการโจมตีและปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ทั้งสองเครื่องหลบออกไปแล้วก็คือกริมเกเด้ที่หันปากกระบอกปืนทุกกระบอกไปยังเจ้าไซคลอปส์ยักษ์นั้นโดยเล็งไปที่จุดเดียวนั่นก็คือส่วนหัวและคูนก็เปิดฉากยิงฟลูเบิร์สใส่ทันทีและการโจมตีนั้นก็สามารถทำลายคิวคริสตัลของมันลงได้และเมื่อส่วนนั้นถูกทำลายไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวน์ก็หยุดการทำงานและค่อย ๆ จมลงทะเลไปพร้อมกับคำประกาศของคูนที่บอกว่า "นี่คือสิ่งตอบแทนที่บังอาจรังแกน้องสาวของพวกเรา" ดูเหมือนกว่าการโจมตีประสานด้วยความโกรธของลูกสาวทั้งสามทำให้สามารถโค่นศัตรูลงได้ส่วนโทยะก็รู้สึกดีใจที่พี่น้องรักกันมากขนาดนี้ และเมื่อไซคลอปส์สีเมทัลลิกบราวน์ถูกทำลายลงแล้วฝาครอบของค็อทพิทก็ระเบิดออกอย่างกระทันหันและผู้ที่อยู่ด้านในก็ค่อย ๆ คืบคลานออกมาเขาเป็นชายร่างใหญ่ที่สวมหน้ากากทรวงกระบอกทั่วร่างกายนั้นปูดโปนไปด้วยกล้ามเนื้อ สวมผ้ากันเปื้อนที่เปื้อนเลือดและถุงมือหนังที่หนาบวกกับมีดปังตอเข้าไปก็ทำให้รู้สึกเหมือนคนขายเนื้อแต่หน้ากากเหล็กนั่นชวนให้นึกถึงเพชรฆาตเสียมากกว่า
.
และเมื่อชายร่างยักษ์ชูมือขึ้นและเปล่งเสียงเรียก "เยลโลโอเกอร์" มีดปังตอที่จมลงไปใต้ทะเลก็พุ่งกลับขึ้นมาและค่อย ๆ ย่อขนาดลงและไปอยู่บนมือของเขาแต่ถึงจะบอกว่าย่อขนาดลงแล้วแต่มันก็ใหญ่พอ ๆ กับดาบใหญ่เลยทีเดียวโทยะประเมินว่านั่นคงเป็นเทวภัณฑ์ของเทพมารแบบเดียวกับหอกสีม่วงที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เช่นนั้นแล้วชายคนนี้ก็คือสาวกเทพมารเมื่อรู้แบบนั้นโทยะจึงเทเลพอร์ตเข้าไปใกล้ ๆ โดยยืนอยู่บนไหล่ของไซคลอปส์ที่ถูกทำลายไปเพื่อจะพูดคุยและล้วงข้อมูลเพราะดูแล้วสาวกเทพมารตนนี้ไม่ค่อยจะมีสมองหรือมีไหวพริบอะไรมากนักน่าจะพอหลอกล่อให้หลุดข้อมูลสำคัญ ๆ ออกมาได้แต่พอโทยะถามไปว่าจะทำลายเมืองไปทำไมต้องการจะคืนชีพเทพมารอย่างนั้นหรือแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะสาวกเทพมารตนนี้ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเทพมารเลยเขาแค่จะทำลายเมืองเพราะโกลด์กับสกาเล็ตบอกให้ทำเท่านั้น โทยะปะติดปะต่อเอาว่าคงเป็นชื่อของพรรคพวกสาวกเทพมารแม้จะสะกิดใจชื่อโกลด์นิด ๆ เพราะมันเหมือนกับโกเลมชั้นคราวน์แต่โทยะก็ตัดสินใจวางเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนแต่การที่สาวกเทพมารบอกว่าไม่รู้จักเทพมารนี่มันฟังดูย้อนแย้งชอบกล แต่เท่าที่ฟังดูจากสิ่งที่เจ้านี่พูดมาการทำลายล้างเป็นสิ่งที่เขาพึงพอใจและมีความสุขที่จะได้ทำมันและเห็นได้ชัดว่าวงจรความคิดของหมอนี่ได้หยุดไปแล้วเขาจึงจะทำในสิ่งที่ถูกบอกให้ทำผนวกกับทำตามความต้องการนี่มันแทบไม่ต่างจากฆาตรกรโรคจิตเลย ในระหว่างนั้นโทยะก็ใช้เนตรเทวะทำการตรวจสอบอีกฝ่ายดูแม้ว่าการใช้พลังเทพบนโลกจะมีข้อห้ามแต่ถ้าไม่ได้ใช้กับอีกฝ่ายตรง ๆ ก็ถือว่าหยวน ๆ กันได้อย่างเช่นในกรณีนี้
.
แล้วโทยะก็พบว่าร่างกายของสาวกเทพมารนั้นมีสภาพไม่ต่างจากอันเดดเพราะหัวใจก็หยุดทำงานไปแล้ววิญญาณในร่างก็ไม่มี วิญญาณนั้นได้ย้ายไปสถิตอยู่ที่อาวุธที่ถืออยู่ในมือโดยมีสิ่งที่เหมือนกับเส้นด้ายเชื่อมโยงกับร่างกายเอาไว้ถ้าหากทำลายอาวุธนั่นได้อาจจะสามารถฆ่าสาวกเทพมารได้และในเมื่ออีกฝ่ายก็ไม่ใช่มนุษย์แล้วก็สมควรจะต้องกำจัดซะที่นี่แต่โทยะไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถทำลายอีกฝ่ายที่ได้รับพลังคุ้มครองจากเทพมารได้โดยไม่ใช้พลังเทพในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นชายหน้ากากเหล็กก็กระโดดเข้าไปโจมตีโทยะ โทยะชักบรุนฮิวออกมาและยิงไปสามนัดแต่อีกฝ่ายไม่สะเทือนเลยโทยะจึงต้องเปลี่ยนบรุนฮิวเข้าสู่โหมดดาบเพื่อบล็อคการโจมตีไว้แต่แรงฟาดของโทยะไม่สามารถส่งให้อีกฝ่ายปลิวถอยไปได้สาวกเทพมารยังคงลอยอยู่ที่เดิมโทยะใช้พาวเวอร์ไรซ์เพิ่มพลังให้กับตัวเองแล้วซัดอีกฝ่ายปลิวไปแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นสาวกเทพมารก็สามารถลงไปที่บริเวณท้องของไซคลอปส์โดยไม่ได้รับความเสียหายอะไรแต่สาวกเทพมารดูจะแปลกใจที่อาวุธของตนตัดดาบของคู่ต่อสู้ไม่ได้ โทยะเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันเพราะนี่ถือเป็นอาวุธชิ้นแรกที่ใบดาบที่ทำจากผลึกเฟรซตัดไม่ขาดถ้าหากว่าเขาใส่พลังเทพลงไปก็คงจะตัดได้แต่อันนั้นสำหรับตอนนี้ถือว่าผิดกฏดังนั้นโทยะจำเป็นจะต้องหาวิธีอื่นในการเอาชนะทางที่ดีที่สุดก็คือใช้เทวภัณฑ์แต่ของที่ตั้งใจจะสร้างยังทำไม่เสร็จแต่ก็ใช่ว่าตอนนี้จะไม่มี โทยะมีดาบที่เป็นเทวภัณฑ์จากโลกอื่นที่เอนเด้แอบไปขโมยมาติดตัวอยู่ถ้าหากใช้สิ่งนั้นก็อาจพอจะจัดการได้แต่ปัญหาก็คือจะให้ใครเป็นคนใช้เพราะถ้าเขาใช้เองมันก็คงจะผิดกติกาเหมือนเดิมพวกยูมิน่าก็ไม่ได้เหมือนกันเพราะเป็นเทพระดับล่างไปแล้ว เอนเด้ก็ไม่ได้เช่นกันพวกเมลน่าจะได้แต่ก็กลัวว่าพวกเธอจะดึงพลังของดาบออกมาได้ไม่เต็มที่เมื่อรับมือกับเทวภัณฑ์ของเทพมารดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้ก็ต้องเป็นลูก ๆ ของเองด้วยความที่พวกเด็ก ๆ เป็นครึ่งเทพยิ่งทำให้เหมาะสมกับงานนี้ยิ่งนักแต่ด้วยความห่วงลูกโทยะก็เลยไม่กล้าเรียกให้ลูก ๆ ลงมาสู้
.
ในระหว่างที่กำลังลังเลอยู่นั้นสาวกเทพมารก็พุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้งโทยะใช้บูสเพิ่มพลังเพื่อรับการโจมตีและสวนกลับจนสามารถตัดแขนของสาวกเทพมารได้แต่แขนนั้นก็งอกออกมาให้ในพริบตาในตอนนั้นเองสเวอร์ทไลท์กับซิกรุเน่ก็เข้ามายาคุโมะกับเฟรย์ก็กระโดดออกมาจากเฟรมเกียร์และเข้ามาช่วยโทยะต่อสู้ตอนนี้ไซคลอปส์ถูกกำจัดหมดแล้วการกวาดล้างพวกที่เหลือก็ขึ้นเวลาแล้วเท่านั้นโทยะพยายามจะให้เด็ก ๆ ถอยไปเพราะมันอันตรายแต่เด็ก ๆ บอกว่าโมโรฮะบอกมาช่วยเพราะพวกเธอคือคนที่เหมาะสมกับงานนี้เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้โทยะต้องยอมแพ้และหยิบอาวุธเทพที่เป็นดาบสั้นคู่ที่อยู่ในสโตร์ออกมาและมอบให้ยาคุโมะกับเฟรย์คนละเล่ม แน่นอนว่าทั้งสองสัมผัสได้ถึงพลังอันสุดยอดที่แฝงอยู่ในดาบจนไม่อาจเก็บความตกตะลึงนั้นเอาไว้ได้ โทยะบอกให้ลูกใช้ดาบนี้เล็งทำลายปังตอที่เป็นอาวุธของอีกฝ่าย ส่วนดาบสั้นนี้ตอนแรกอาจจะใช้ได้ยากหน่อยแต่อีกเดี๋ยวก็น่าจะพอคุ้นชินกับมันส่วนเฟรย์ต่อรองกับโทยะว่าถ้าจัดการสาวกเทพมารได้เธออยากจะขอดาบนี้เป็นรางวัลแต่โทยะให้ไม่ได้จึงปฏิเสธคำขอนี้ของเฟรย์ทำให้เฟรย์งอนพ่อนิดหน่อย โทยะเตือนลูก ๆ ให้ระวังศัตรูตรงหน้าและบอกถึงเรื่องที่อีกฝ่ายมีพลังในการฟื้นฟูสภาพจากความเสียหายที่ได้รับและตัวเขาจะคอยช่วยสนับสนุนด้วยแต่ยาคุโมะบอกว่าไม่จำเป็นเพราะเธอดูการต่อสู้ระหว่างโทยะกับสาวกเทพมารมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็รู้สึกว่าศัตรูไม่ได้น่ากลัวอะไรเท่าไหร่ดังนั้นพ่อไม่ต้องช่วยก็ได้ ในจังหวะนั้นสาวกเทพมารก็เข้ามาโจมตีอีก เฟรย์ออกมาขวางหน้าโทยะไว้และบอกให้เขาอยู่เฉย ๆ นั่นเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเธอส่วนยาคุโมะบอกว่าท่านพ่อไม่ต้องออกโรงหรอกให้เป็นหน้าที่ของพวกเธอเถอะ เมื่อสาวกเทพมารโจมตีเข้ามายาคุโมะก็หลบหลีกการและโจมตีสวนไปด้วยดาบส้้นที่ถืออยู่เมื่อโจมตีออกไปแล้วยาคุโมะก็สัมผัสได้ว่าพลังของดาบมันค่อนข้างจะควบคุมได้ยากพอควรราวกับว่าพลังเวทของเธอโดนดันกลับมาเลย สาเหตุที่รู้สึกแบบนั้นก็เพราะเทพที่อยู่ในดาบมันสร้างภาระให้กับผู้ใช้พอสมควรไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจดังนั้นผู้จะถือครองอาวุธเทพได้จึงต้องเป็นผู้เหมาะสมเท่านั้นอย่างเช่นผู้กล้า ส่วนบาดแผลที่เกิดจากดาบนี้แม้มันจะฟื้นฟูแต่ก็ช้าลงกว่าเดิมมาก คราวนี้สาวกเทพมารโจมตีมาทางเฟรย์บ้างเฟรย์ใช้พาวเวอร์ไรซ์เพิ่มพลังและรับการโจมตีไว้ได้ทำเอาสาวกเทพมารแปลกใจที่เด็กที่ตัวเล็กกว่าตัวเองเกือบครึ่งจะสามารถต้านทานการโจมตีนี้ได้
.
หลังจากนั้นเฟรย์กับสาวกเทพมารก็ฟาดฟันใส่กันอีกหลายครั้งและคมของมีดปังตอนั่นก็ค่อย ๆ บิ่นไปเมื่อเห็นอาวุธของตัวเองมีร่องรอยความเสียหายเขาจึงรีบถอยออกมา แม้ว่าดาบสั้นคู่นี้จะเป็นของที่มาจากโลกอื่นแต่อาวุธเทพก็อาวุธเทพดังนั้นมันจึงสามารถรับมือกับเทวภัณฑ์ของเทพมารได้ตอนนี้ใบมีดของเยลโล่โอเกอร์เริ่มมีรอยแตกร้าวเกิดขึ้นจากจุดที่มันเริ่มบิ่นและในจังหวะนั้นเฟรย์ก็ส่งสัญญาณให้ยาคุโมะเข้าโจมตีพร้อม ๆ กัน โดยยาคุโมะเข้ามาจากด้านหลังและทำการตัดแขนซ้ายของศัตรูแม้ว่าจะทำการฟื้นฟูส่วนที่ขาดได้แต่ความเร็วในการฟื้นฟูมันก็ช้าลงมากเมื่อเทียบกับตอนที่โทยะใช้บรุนฮิวตัดแขน ในขณะที่สาวกเทพมารกำลังสับสนกับการทื่ร่างกายตัวเองฟื้นสภาพได้ช้าจนผิดปกติยาคุโมะกับเฟรย์ก็ใช้จังหวะนั้นเล็งโจมตีไปเยลโลโอเกอร์ และเมื่อโดนการโจมตีจากทั้งด้านซ้ายและขวาราวกับกรรไกรที่หนีบเข้ามามีดปังตอเยลโลโอเกอร์ก็หักเป็นสองท่อน ทันในนั้นสาวกเทพมารก็ส่งเสียงกรีดร้องก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นหินก่อนจะแตกร้าวและพังทลายลงส่วนมีดปังต่อก็ค่อย ๆ เสียประกายแสงก่อนจะค่อย ๆ ละลายและกลายเป็นควันดำเหมือนกับพวกเฟรซที่กลายพันธ์ยามที่ถูกกำจัด เมื่อเฟรย์และยาคุโมะสามารถเอาชนะสาวกเทพมารได้แล้วโทยะก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่คราวนี้สาวกเทพมารที่สวมหมวกดำน้ำที่สามารถใช้เวทเคลื่อนย้ายได้ตนนั้นกลับไม่ปรากฏตัวออกมาช่วนพรรคพวกมันเกิดอะไรขึ้นหรือความสัมพันธ์ภายในกลุ่มมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าหรือเพราะว่าสาวกเทพมารสามารถสร้างมาทดแทนได้เรื่อย ๆ จึงไม่มีความจำเป๋นที่จะต้องมาใส่ใจ การสู้รบที่อิเกรตถือได้ว่ารู้ผลแล้วไซคลอปส์ถูกทำลายจนหมด สาวกเทพมารถูกกำจัดเหลือพวกมนุษย์ครึ่งปลากับโกเลมสี่แขนเท่านั้นซึ่งอัศวินอิเกรทสามารถรับมือได้ เฟรย์ยังคงพยายามต่อรอเพื่อขอเก็บดาบไว้แต่โทยะก็ไม่ยอมอยู่ดีโทยะเอาดาบคืนมาจากลูก ๆ ทั้งสองและเก็บเข้าสโตไว้ตามเดิมเผื่อฉุกเฉินจะได้เอาออกมาให้ใช้อีกแต่ตอนนี้เขาขออุบเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ทว่าในตอนนั้นเองชิราฮิเมะจักรพรรดิ์แห่งอิเชนก็โทรมาขอยืมเฟรมเกียร์เพราะกองทัพโกเลมยักษ์และมนุษย์คงึ่งปลาของสาวกเทพมารกำลังบุกมาโจมตีเมืองหลวงแม้ว่าจะมีบาเรียป้องกันอยู่แต่ก็คงจะต้านได้อีกไม่นานแม้บาเรียนี้สร้างมาเพื่อป้องกันพวกอสูรยักษ์แต่เจอไซคลอปส์เป็นร้อยเครื่องแบบนี้ก็ไม่มีทางต้านอยู่โทยะจึงต้องรีบไปอิเชนแต่ก่อนไปก็ได้ติดต่อไปแจ้งราชาอิเกรทเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ราชาอิเกรทรับทราบและบอกว่าที่เหลืออัศวินอิเกรทจะจัดการเองให้โทยะรีบไปที่อิเชนโดยเร็ว
.
หลังอธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนในกองรบของบรุนฮิวฟังแล้วโทยะก็มีความกังวลใจอยู่นิดหน่อยพวกอัศวินนั้นยังไม่เท่าไหร่แต่พวกยูมิน่ายังป่วยเพราะพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ อยู่จะไหวหรือเปล่าแต่พวกเธอก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาถึงขับสู้เองไม่ไหวก็ยังพอให้คำแนะนำกับพวกเด็ก ๆ ได้อยู่ ส่วนพวกเจ้โมโรฮะจะอยู่ที่นี่ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงโทยะจึงเปิดเกทพาทัพเฟรมเกียร์ไปยังอิเชนโดยจุดที่ไปโผล่ก็คือเมืองหลวงของอิเชนตรงบริเวณด้านหลังของกองทัพเทพมารการเคลื่อนย้ายสำเร็จด้วยดีแม้จะโดนซูบ่นเรื่องตอนแลนดิ้งไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าไหร่ก็ตามเมื่อมาถึงก็พบว่ากองทัพที่มาบุกอิเชนนั้นประกอบด้วยไซคลอปส์ร้อยกว่าเครื่อง โกเลมสีแขนและพวกไซบอร์กปิศาจที่ยาคุโมะเคยเจอจากนั้นคูนก็ชี้ให้ดูไซคลอปส์เครื่องที่คล้ายกับเครื่องสีเมทัลลิกบราวน์ที่โดนทำลายไปก่อนหน้านี้แต่ตัวนี้ไม่มีเขาและตัวเครื่องเป็นสีทองหม่น ๆ แต่มีตัวหนึ่งที่แตกต่างและน่าจะเป็นเครื่องหัวหน้าทีสีม่วงเมทัลลิกดูแล้วน่าจะเป็นสาวกเทพมารที่ชื่อว่าออคิทผู้ที่โทยะเคยประมือด้วยมาแล้วตอนที่บุกปานาเชสก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าไซคอปส์ของเขาจะได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมโดยมีสิ่งที่เหมือนกับเวอร์เนียติดออยู่ที่อยู่ที่เท้าด้วยและเมื่อเทพมารรับรู้ถึงการมาของกองทัพเฟรมเกียร์มันก็ยิงพิษเทพมารแบบเจือจางออกมาโทยะรีบสอบถามอาการของพวกเหล่าภรรยาทันทีซึ่งยูมิน่าก็บอกว่าถึงจะรู้สึกแย่แต่ก็ไม่เท่ากับก่อนหน้านี้ก็แปลว่าพิษนั่นไม่ได้เล็งผลมาที่พวกยูมิน่าแต่แรกจริง ๆ เป้าประสงค์ก็เพื่อขัดการไหลเวียนของอีเทอร์ลิควิดสำหรับเมืองหลวงของอีเชนนั้นแม้จะมีกำแพคอยป้องกันการโจมตีของศัตรูจากภายนอกแต่กำแพงที่สูงแค่สีเมตรดังนั้นสำหรับเฟรมเกียร์หรือไซคลอปส์แล้วสามารถก้าวข้ามไปได้อย่างง่ายดายเหตุผลเดียวที่ตัวเมืองยังไม่ถูกโจมตีก็เพราะมีบาเรียกั้นไว้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งรับได้อีกนานแค่ไหนเพราะบาเรียที่ป้องกันเมืองอยู่เป็นแค่บาเรียธรรมดา ๆ ถ้าหากโดนการโจมตีที่แฝงพลังเทพมารล่ะก็บาเรียคงพังลงอย่างง่ายดาย
.
คูนแจ้งว่าเนื่องจากเมืองหลวงอยู่ในแนวยิงเธอจึงไม่สามารถยิงแบบฟลูเบิร์สได้ในตอนนี้เพราะมีโอกาสโดนลูกหลงจากการยิงและทำให้บาเรียอ่อนแอลงได้ซึ่งแบบนั้นคงไม่ดีแน่ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือดึงพวกมันให้ออกห่างจากเมืองหลวงแต่ในขณะที่โทยะกำลังคิดวิธีที่จะล่อพวกมันให้ออกห่างได้เขาก็ได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากด้านหลัง และในเวลาเดียวกันนั้นไซคลอปส์มีเขาสีเมทัลลิกม่วงก็กวัดแกว่งหอกสีม่วงที่อยู่ในมือพลันบังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังก้อง พอโทยะหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นว่าบรุนฮิวเด้ประทับปืนสไนเปอร์อยู่ที่ยิงออกไปเมื่อกี้คงเป็นฝีมือของคุอง การโจมตีเมื่อครู่เล็งไปที่หัวอย่างแม่นยำแม้จะไม่เข้าเป้าแต่ก็ถือว่ายั่วยุอีกฝ่ายสำเร็จฝูงไซคลอปส์ที่นำโดยเครื่องสีเมทัลลิกม่วงเริ่มตรงเข้ามาหาเฟรมเกียร์ของพวกโทยะคุองจึงบอกให้โทยะรีบถอยหนีเพื่อดึงให้พวกนั้นออกห่างจากเมืองราวกับว่าคำนวนเอาไว้แล้วการโจมตีเมื่อครู่จงใจเพื่อยั่วยุอีกฝ่ายตั้งแต่แรกทั้งความเร็วในการคิดและลงมือรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นเด็กอายุแค่หกขวบ ทัพเฟรมเกียร์ล่าถอยโดยมีฝูงไซคลอปส์ไล่ตามมาติด ๆ โชคดีที่ไซคลอปส์วิ่งไม่เร็วนักหรือจะบอกว่าช้ากว่าพวกชีวาเลียอยู่เล็กน้อยจึงไล่ไม่ทันง่าย ๆ แต่เจ้าเครื่องสีเมทัลลิกม่วงที่เป็นเครื่องหัวหน้าเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าตัวอื่นเพราะเวอร์เนียที่เท้าทำให้สามารถไล่ทันชีวาเลียเครื่องที่วิ่งอยู่รั้งท้ายและพยายามจะโจมตีแต่เฟรย์ก็บังคับซิกรุเน่เข้ามาขวางไว้และใช้โล่ป้องกันการโจมตีจากหอกเอาไว้ได้ เมื่อการโจมตีครั้งแรกไม่ได้ผลโกเลมสีเมทัลลิกม่วงจึงดึงหอกกลับมาหมุนควงก่อนจะปล่อยสายฟ้าฟาดออกมาโจมตีซิกรุเน่หลบได้หวุดหวิดแต่ชีวาเลียหลายเครื่องหลบไม่ทันจึงโดนฟ้าผ่าและตัวเครื่องก็ทรุดเข่าลงนั่งและหยุดการทำงานโทยะคาดว่านักบินที่อยู่ข้างในน่าจะปลอดภัยเพราะระบบป้องกันภายในตัวค็อทพิทแต่ตัวเครื่องคงจะเสียหายหนักเอาการแต่การโจมตีเมื่อครู่เป็นก็ใช่ว่าจะเล็งมาทางพวกเฟรมเกียร์อย่างเดียวไซคลอปส์ที่อยู่ด้านหลังก็โดนด้วยเรียกว่าเป็นการโจมตีที่ไม่สนฝ่ายเลยแต่สายฟ้าเมื่อครู่ก็ทำให้พวกเฟรมเกียร์ช้าลงและไซคลอปส์ก็เริ่มจะไล่ตามมาทันแต่ตอนนี้ทัพเฟรมเกียร์ถอยห่างจากเมืองมามากแล้วคูนจึงสามารถยิงห่ากระสุนออกมาตอบโต้ได้และคุองก็ใช้สไนเปอร์ไรเฟิ้ลยิงสนับสนุนด้วยและการปะทะก็เริ่มขึ้น เฟรย์เข้าไปต่อสู้กันไซคลอปส์ที่ควบคุมโดยสาวกเทพมาร
.
ตามปกติแล้วสไตล์การต่อสู้ของเฟรย์คือจะเน้นเปลี่ยนอาวุธไปตามสถานการณ์ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะแค่ดาบอาวุธอย่างหอกเธอก็ใช้ได้อย่างชำนาญดังนั้นเธอจึงพอจะอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูที่ใช้หอกเป็นอาวุธได้และสามารถปัดป้องคมหอกด้วยโล่และใช้ดาบเป็นอาวุธตีโต้แต่ถึงแม้ว่าทักษะจะเหนือชั้นกว่าแต่อาวุธที่ใช้นั้นมีความแตกต่างอาวุธของอีกฝ่ายมีพลังเทพมารสถิตย์ในขณะที่ของซิกรุเน่เป็นผลึกคริสตัลเสริมพลังเวทและเมื่อปะทะกันอาวุธของซิกรุเน่ก็ค่อย ๆ เกิดความเสียหายและในที่สุดโล่ห์ของซิกรุเน่ก็หักเป็นสองส่วนเพราะการโจมตีของศัตรูแต่พอสาวกเทพมารเตรียมจะโจมตีหมายเผล็จศึกยุคุโมะก็บังคับสเวอร์ทไลท์เข้ามาขวางไว้และปัดการโจมตีออกไปได้พร้อมกับประกาศว่าจะไม่ให้รังแกน้องสาวของเธอไปมากกว่านี้แล้วซึ่งเฟรย์แย้งว่าเธอไม่ได้โดนรังแกซักหน่อย ในขณะเดียวกันทางด้านของสเตฟก็บังคับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดต่อสู้ไซคลอปส์ที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กันสองตัวดูเหมือนว่าแคนน่อนนักเคิ้ลจะเอาพวกนี้ไม่ลงเธอจึงเอาสว่านที่อยู่ตรงขาขึ้นมาประกอบกับแขนข้างขวาและใช้ท่าไม้ตายดริลเบรคทะลวงเข้าที่กลางอกของไซคลอปส์ตัวหนึ่งจนเกิดเป็นรูใหญ่หลังจากปราบตัวแรกได้สเตฟก็หัดไปจัดการอีกตัวหนึ่งด้วยท่า ดริลแคนน่อนนัคเคิ้ล หมัดที่ติดสว่านพุ่งออกไปเจาะร่างของไซคลอปส์อีกหนึ่งตัวที่เหลือและทำลายมันลงได้ในที่สุดแต่ในขณะที่กำลังดีใจกับชัยชนะอยู่นั้นออทรินเด้โอเวอร์ลอรด์ก็มีควันสีขาวออกมาจากทั่วร่างและทรุดตัวลงนั่งในที่สุดสเตฟไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น คูนจึงอธิบายให้ฟังว่าโอเวอร์ลอร์ดนั้นถึงขีดจำกัดของการทำงานแล้วเพราะตอนสู้ที่อิเกรทนั้นใช้สตาร์ชิลด์ต่อเนื่องกันหลายครั้งบวกกับโดนขัดขวางการไหลเวียนของอีทอร์ลิควิดทำให้มันจึงทำให้เกิดสภาวะเช่นนี้ถ้าทิ้งให้อยู่ในสนามรบต่อก็ดูจะเป็นอันตรายโทยะจึงเปิดเกทเพื่อส่งโอเวอร์ลอร์ดมให้ห่างจากสนามรบไปก่อนจนกว่าจะรีบูสการทำงานของตัวเครื่องใหม่ได้ ซึ่งสเตฟก็โวยวายว่าเธอยังสู้ได้อยู่แต่ซูก็บอกว่าสเตฟสนุกมามากพอแล้วตอนนี้ตวรจะพักซักหน่อยสเตฟจึงยอมเชื่อฟังและโอเวอร์ลอร์ดก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปโทยะเริ่มกังวลเกี่ยวกับแนวคิดว่าการต่อสู้คือความสนุกขึ้นมาจึงคิดว่าจะหารือเรื่องนี้กับซูภายหลังแต่อย่างน้อย ๆ ตอนไซคลอปส์ตัวใหญ่ก็ถูกกวาดออกไปแล้วตอนนี้ก็เหลือขนาดกลางพวกชีวาเลียจึงน่าจะพอรับมือไหวเรนที่บังคับไชน์เคาท์สั่งการให้กองกำลังเฟรมเกียร์บุกทะลวงด้วยรูปแบบลิ่มภายใต้การซับพอร์ตของรอสไวน์เซ่ที่ควบคุมโดยโยชิโนะ แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ปั่นป่วนแต่การประสานงานที่ดีก็ทำให้กองกำลังของบรุนฮิวบดขยี้ศัตรูลงตัวแล้วตัวเล่า ในขณะเดียวกันทางด้านของยาคุโมะกับเฟรย์ที่กำลังปะทะกับไซคลอปส์มีเมทัลลิกม่วงโดยมีเกอร์ฮิลเด้ของลินเน่กับดรากูนของอลิสคอยกวาดศัตรูรอบ ๆ ไม่ให้เข้าไปขัดขวางได้การต่อถูกยังคงเป็นไปอย่างสูสีแม้จะอยู่ในสภาวะสองรุมหนึ่งแต่สาวกเทพมารก็ยังรับมือไหว สาวกเทพมารตนนี้ต่างจากตนก่อนหน้าไม่ได้สู้แบบบ้าพลังอย่างเดียวดังนั้นหากประมาทอาจจะเจ็บหนักเอาได้
.
ทว่าในจังหวะนั้นก็มีกระสุนถูกยิงมาอีกไซคลอปส์สีเมทัลลิกม่วงใช้หอกปัดได้ตามเคยในจังหวะนั้นซิกรุเน่กับสเวอร์ทไลท์ก็หยุดการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวใหม่อีกครั้งคราวนี้ทุกอย่างผิดไปจากเดิมแม้ไซคลอปส์จะพยายามโจมตีด้วยหากแต่ก็ถูกปัดป้องและสวนกลับอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็วสามารถตัดแขนซ้ายของไซคลอปส์ขาดได้ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ผิดกับยาคุโมะกับเฟรย์อย่างเห็นได้ชัดสรุปแล้วตอนที่คุองยิงสไนเปอร์มานั้นก็เพื่อซื้อเวลาให้ยาเอะกับฮิวด้าเปลี่ยนกลับมาคุมเครื่องที่ทั้งสองเครื่องหยุดเคลื่อนไหวไปแปบก็เพราะสาเหตุนี้นั่นเองแม้ว่าทั้งสองจะยังไม่หายดีจากผลของพิษเทพมาแบบอ่อน ๆ แต่ก็พอจะสู้ในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ไซคลอปส์สีเมทัลลิกม่วงเริ่มใช้สายฟ้าจู่โจมอีกครั้งแต่ทั้งซิกรุเน่กับสเวอร์ทไลท์ก็พุ่งเข้าไปทั้ง ๆ แบบนั้นโดยไม่สนใจอะไรเลยตอนแรกโทยะก็กังวลว่าจะโดนสายฟ้าโจมตีแต่พริบตาก่อนที่สายฟ้าจะกระทบตัวเครื่องทั้งสองสายฟ้ามากันก็สลายหายไปราวกับหมอก ด้วยเนตรมารสลายหมอกของคุองทำให้สายฟ้านั้นหายไปและเปิดช่องทางให้ทั้งสองเครื่องเข้าไปโจมตีศัตรูได้และคมดาบของซิกรุเน่กับสเวอร์ทไลท์ก็เชือดเฉือนคอและลำตัวของไซคลอปส์สีเมทัลลิกม่วงขาดออกจากกัน ที่ทั้งสองคนกล้าทำแบบนั้นเพราะคุองได้ส่งเมลมาบอกแล้วว่าเขาจะรับมือกับสายฟ้านั่นเองให้แม่ทั้งสองบุกเข้าไปทั้ง ๆ แบบนั้นเลยและผลลัพธ์ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้และก็เช่นเดียวกับที่อิเกรทสาวกเทพมารออกมาจากตัวเครื่องที่พังเสียหายนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บขนาดแขนซ้ายขาดและมีรูบนตัวแต่ไม่นานก็ฟื้นสภาพกลับมาพร้อมกับเรียกหอก "วิสเตอร์เรีย" ของตัวเองกลับไปโทยะเทเลพอร์ตเข้าไปใกล้เพื่อพูดคุยและตรวจสอบอีกฝ่ายโวยเนตรเทวะแล้วก็พบว่าวิญญาณเชื่อต่ออยู่กับอาวุธเหมือนกับสาวกตัวก่อนหน้านี้ จากการพูดคุยกันออคิทบอกว่าโทยะกับสาวกเทพมารถือว่าเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติแต่พอโทยะบอกว่าจัดการพรรคพวกของออคิทไปคนหนึ่งแล้วเขาก็สงสัยว่าหมายถึงใคร พอบอกรูปร่างลักษณะไปออคิทก็นึกออกและบอกว่าฮาเซลนั้นมันก็แค่ไอ้พวกบ้าพลังเท่านั้นและเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรด้วย ความสนใจตอนนี้ก็ของออคิทก็คือศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเขาชี้หอกมาทางโทยะและบอกว่าตัวเขาไม่ถนัดการต่อสู้ด้วยเครื่องจักรแบบนั้นเอาจริง ๆ ชอบสู้กันแบบตรง ๆ มันสนุกกว่าเป็นไหน ๆ
.
แต่ในขณะที่โทยะเตรียมจะชักอาวุธออกมาต่อสู้ยาคุโมะกับเฟรย์ก็เข้ามาและเสนอตัวเป็นคู่ต่อสู้กับสาวกเทพมารอีกเช่นเคยโดยเฉพาะเฟรย์นั้นรีบเรียกร้องดาบเทพจากโทยะอย่างทันทีทันใด โทยะจึงต้องหยิบออกมาให้อย่างเลี่ยงไม่ได้แต่ในขณะที่หยิบดาบออกมาเขาก็สัมผัสได้ว่าพลังของดาบเทพมันอ่อนลงกว่าก่อนหน้านี้อาจจะเป็นผลกระทบมาจากการทำลายเทวภัณฑ์เทพมารซึ่งอาวุธเทพหรือเทวภัณฑ์จะมีแก่นที่เรียกว่า "แก่นเทวะ" ที่ทำหน้าที่เหมือนกับแบตเตอรี่ที่ใช้บรรจุพลังเทพไว้ถ้าหากมีการใช้งานพลังเทพออกไปมันก็จะลดลงแต่ถ้าหากนำไปชาร์จพลังใหม่พลังก็จะกลับมาแต่ว่าหากไม่ใช่เทพที่สร้างเทวภัณฑ์ชิ้นนั้นหรือเป็นเทพที่เป็นเครือญาติเดียวกันก็จะไม่สามารถชาร์จพลังได้นี่คือสิ่งที่เทพการช่างบอกมาแต่เนื่องจากเฟรย์เร่งเร้าโทยะจึงต้องเอาดาบให้กับ ยาคุโมะกับเฟรย์ไปทั้ง ๆ แบบนั้นถึงพลังจากอ่อนลงแต่ก็ยังมีพลังพอจะรับมือออคิทได้อยู่ หลังจากนั้นทั้งสองก็เข้าต่อสู้กับออคิท พริบตาที่การต่อสู้เริ่มขึ้นออคิทก็พุ่งเป้ามาที่ยาคุโมะแต่เธอสามารถหลบได้ฉิวเฉียด ออคิทดึงหอกกลับและโจมตีต่อยาคุโมะปัดป้องและถอยหนีออกมา เฟรย์อาศัยจังหวะนั้นเข้าโจมตีออคิท เขาหมุนหอกเพือปัดป้องการโจมตีฝีมือของออคิทนับว่าดีมากแม้จะเป็นการสู้แบบสองรุมหนึ่งแต่เขาก็ยังรับมือได้ถ้าหากเป็นแบบนี้การจะหาช่องเข้าตีคงยากถ้าหากว่าทำตามปกติแต่ว่ายุคุโมะก็ใช้เกทเปิดช่องโจมตีโดยส่งผ่านคมดาบไปโจมตีที่ด้านหลังของออคิททำให้เขาเสียจังหวะและเฟรย์ก็ใช้จังหวะนั้นบุกเข้าโจมตี ออคิทพยายามใช้หอกรับการโจมตีแต่เฟรย์ก็เพิ่มพลังด้วยพาวเวอร์ไรส์และด้วยการโจมตีนั้นก็ทำเอาออคิทถึงกับเข่าทรุดและเทวภัณฑ์เทพมารก็เริ่มปริแตกและท้ายที่สุดดาบของเฟรย์ก็ฟันหอกของออคิทขาดเป็นสองท่อนและฟันผ่านร่างของเขาไปร่างของออคิทค่อย ๆ กลายเป็นทรายและสลายหายไปส่วนหอกของเขาก็ค่อย ๆ หลอมละลายและกลายเป็นควันสีดำกองทัพของเหล่าสาวกเทพมารที่มาโจมตีอิเกรทและอีเชนถูกยับยั้งเอาไว้ได้
.
ทว่าในวันต่อมาโทยะถึงได้รับรู้ว่านอกจากอิเชนกับอิเกรทแล้วก็ยังมีซานดร้าอีกที่หนึ่งที่ถูกบุกโจมตีจึงเท่ากับว่าศึกครั้งนี้เป็นศึกสามทาง จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตบอกว่ากองกำลังที่บุกมานำโดยไซคลอปส์มีเขาสีน้ำเงินโทยะจึงเดาว่าผู้ที่ควบคุมมันคงจะเป็นชายที่สวมชุดประดาน้ำและนี่ก็คงเป็นสาเหตุที่ทำไมเขาถึงไม่ปรากฏตัวออกมาช่วยพรรคพวกของตัวเองในตอนนั้น ซานดร้าในตอนนี้ไม่จัดเป็นอาณาจักรอีกแล้วรัฐหลาย ๆ รัฐก็ปกครองตัวเองกันไปหมดดังนั้นจึงมีสภาพเหมือนนครรัฐในการโจมตีครั้งนี้เมืองใหญ่ ๆ ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ผู้ที่รอดชีวิตก็ต้องจมอยู่กับความสิ้นหวังและปัญหาอีกอย่างก็คือชื่อเสียงของโทยะในซานดร้านั้นไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วยโดยเฉพาะพวกอดีตขุนนางแหละบรรดาเหล่าพ่อค้าทาสเพราะการเข้าปลดปล่อยทาสของโทยะทำให้อาณาจักรแห่งนี้ล่มสลายซึ่งจุดเริ่มต้นก็มาจากการที่ราชาแห่งซานดร้าประกาศสงครามกับบรุนฮิลและการปลอดปล่อยทาสก็เหมือนกับการจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามทำให้อาณาจักรเดินไปสู่ความล่มสลายดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีทาสหลงเหลืออยู่ในซานดร้าแล้วนั่นจึงเป็นเหตุให้มีผู้โกรธแค้นโทยะอยู่ที่นั่นไม่มากก็น้อยดังนั้นการบุกโจมตีของสาวกเทพมารในคราวนี้ผู้คนในซานดร้าคงจะคิดว่าเป็นการกระทำของโทยะแน่เพราะบรุนฮิวเป็นประเทศเดียวที่มีหุ่นยนต์ยักษ์แบบนั้นถ้าหากว่าซานดร้าอยู่ในพันธมิตรโลกด้วยก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่สภาพการณ์แบบนี้ต่อให้พูดความจริงไปก็คงจะไม่เชื่อแน่โทยะรู้สึกว่าครั้งนี้เขาโดนศัตรูนำหน้าไปก่อนยังไงไม่รู้แต่ก็ได้กำลังใจจากคุองทำให้โทยะรู้สึกดีขึ้น ส่วนปัญหาหนักใจเรื่องต่อมาก็คือเรื่องของดาบสั้นคู่ที่พลังเทพกำลังอ่อนลงเรื่อย ๆ หลังผ่านการมใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทพที่เป็นผุ้สร้างมันและด้วยเหตุผลที่ว่านี้ทำให้โทยะไม่สามารถเติมพลังเทพให้กับดาบได้หากพลังเทพไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถรับมือกับเทวภัณฑ์เทพมารได้และหลังจากปรึกษากับท่านพี่คาเร็นก็ดูจะไม่มีทางแก้ไขอื่นนอกจากสร้างเทวภัณฑ์ขึ้นใหม่ถ้าจวนตัวมาก ๆ จริง ๆ ก็พอจะใช้สมาร์ทโฟนของโทยะหรือไม่ก็แหวนแต่งงานที่เป็นเทวภัณฑ์ของเวิร์ลก็อดแต่โทยะไม่อยากทำแบบนั้นเท่าไหร่จึงคิดว่าคงต้องสร้างเทวภัณฑ์ของเขาขึ้นมาให้ได้จริง ๆ แต่ปัญหาก็คือโทยะยังไม่สามารถสร้างแก่นเทวะขึ้นมาได้ส่วนแนวคิดว่าจะสร้างออกมาแบบไหนดีนั้นเริ่มจะมองเห็นทิศทางแล้วหลังจากที่มองเห็นอาวุธของพวกสาวกเทพมารแล้วการที่มันสามารถปรับขนาดให้เฟรมเกียร์สามารถถือได้นั้นก็เป็นอะไรที่มีประโยชน์ดีถ้าหากว่าสามารถทำลายอาวุธของพวกนั้นได้เลยตั้งแต่ตอนที่ขับเฟรมเกียร์อยู่น่าจะลดภาระให้พวกเด็ก ๆ เป็นอย่างมาแต่ก่อนหน้านั้นต้องสร้างแก่นเทวะให้ได้ซะก่อนแต่ความพยายามในวันนี้ก็ยังล้มเหลวเหมือนเดิม
.
หลังจากความพยายามในการสร้างแก่นเทวะในวันนี้ล้มเหลวโทยะก็ไปที่ห้องทดลองของบาบิโลนที่กำลังทำการวิเคราะห์พิษเทพมารแบบอ่อน ๆ ที่เก็บมาได้จากสนามรบเมื่อวันก่อนอยู่แต่เหมือนเรจีน่าเองแม้จะเข้าใจผลของมันที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของอีเทอร์ลิควิดแต่ก็ยังหาคำตอบเกี่ยวกับส่วนผสมที่ปรุงมันขึ้นมาไม่ได้ทำให้ยังไม่สามารถหาวิธีกำจัดผลกระทบของสารตัวนี้ได้แม้ผลของมันจะไม่ส่งผลต่อนักบินที่เป็นมนุษย์แค่ตัวเฟรมเกียร์จะมีกำลังขับลดลงไปถึงสี่สิบเปอร์เซ็นเป็นเวลาสองถึงสามวันกว่าจะกลับคืนมาเป็นปกติรอบนี้ที่ชนะมาได้เพราะประสบการณ์ของนักบินและการทำงานเป็นทีมนอกจากนี้ก็มีเวทมนตร์สนับสนุนของรอสไวเซ่ดังนั้นวิธีเดียวที่พอจะต่อต้านพิษนี่ได้ก็คงจะต้องเป็นพวกโอเวอร์เกียร์เพราะมันใช้เทคโนโลยีโกเลมจึงไม่ได้รับผลกระทบจากพิษนี้แต่จำนวนของโอเวอร์เกียร์มีน้อยเกินไปเพราะมีอยู่แค่สี่เครื่อง โทยะคิดว่าอาจจะต้องสร้างโอเวอร์เกียร์ให้กับโกเลมสีทองของสเตฟแต่คิดอีกทีก็ดูจะไม่เหมาะบวกกับทีมพัฒนาไม่ได้มีกำลังคนมากมายขนาดนั้นด้วยจำนวนงานตอนนี้ก็ล้นมืออยู่แล้วไหนจะออกแบบเฟรมเกียร์สำหรับรบใต้น้ำ ซ่อมเฟรมเกียร์ที่พังจากการรบไหนจะวิเคราะห์ซากของพวกไซคลอปส์ที่กู้กลับมาอีกนี่ยังไม่รวมการยกเครื่องใหม่ของเรกินเรฟด้วย นอกนั้นก็มีคำขอของเรจีน่าให้เพิ่มอะไรพิเศษ ๆ ให้เธอบ้าง อย่าง กอด จูบ อาบน้ำด้วยกันหรือไม่ก็อยู่บนเตียงด้วยกันจนถึงเช้าแต่โทยะก็ชิ่งหนีไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะไปในทิศทางแปลก ๆ มากกว่านี้ พอกลับมาที่ปราสาทโทยะก็ได้ยินเสียงเพลงสำหรับเต้นรำพอไปที่แดนซ์ฮอลก็พบว่ารูเชียก็กำลังฝึกสอนอลิสให้เต้นรำกับคุองอยู่ ผู้ที่ทำหน้าที่ฝึกสอนเกี่ยวกับสิ่งสำคัญในการเป็นราชินีให้กับอลิสนั้นหลักแล้วก็จะเป็นยูมิน่ากับรูเชียซึ่งเพราะแต่เดิมทั้งสองเป็นเจ้าหญิงแม้ว่าฮิลด้าเองจะเป็นเจ้าหญิงเช่นกันแต่สำหรับเรสเทียแล้วมันค่อนข้างจะต่างจากที่อื่นอยู่เล็กน้อยและถึงเจ้าตัวจะฝึกเรื่องมารยาทและการเต้นรำมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ชำนาญถึงขนาดจะเป็นผู้ฝึกสอนได้ถ้าเป็นเรื่องดาบก็ว่าไปอย่าง
.
โทยะมองดูการเต้นรำของคุองแล้วก็รู้สึกว่าทำได้ดีส่วนอลิสที่ไม่เคยเต้นมาก่อนก็ลำบากหน่อยในเวลาแบบนี้โทยะรู้สึกว่าน่าจะส่งวีดีโอไปให้เอนเด้ดูจะได้เห็นการเติบโตของลูกสาวว่าแล้วโทยะก็จัดการถ่ายวีดีโอจนเต้นจบไปหนึ่งเพลงแล้วจึงส่งไปให้หลังเต็นจบรูเชียก็ให้คำชี้แนะและสั่งสอนอย่างเข้มงวดเพราะในฐานะราชินีองค์ต่อไปแล้วมันต้องแบกรับหน้าตาของบรุนฮิวในฐานะของสตรีผู้สูงศักดิ์ไว้ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างให้มันออกมาดูดีจะทำแบบขอไปทีไม่ได้แต่จะว่าไปแล้วบรุนฮิวไม่มีขุนนางอย่างเป็นทางการโคซากะก็เคยบอกให้โทยะรีบตัดสินใจเรื่องนี้ได้แล้วแต่ประเด็นสำคัญก็คือบรุนฮิวไม่ได้ใหญ่ขนาดจะแบ่งพื้นที่ให้เป็นเขตปกครองได้เหมือนกับขุนนางอาณาจักรอื่นอย่างดี ๆ ก็แค่มีที่ให้ปลูกบ้านตอนแรกโทยะไม่ได้คิดถึงเรื่องการขยายเขตแดนแต่พอเหล่าเด็ก ๆ เดินทางมาเขาก็เริ่มคิดเรื่องนี้ขึ้นมาส่วนเหตุผลก็เพราะถ้าหากมีเขตปกครองอยู่บรรดาลูกสาวอาจจะไปปกครองที่นั่นแล้วแทนที่จะแต่งงานออกไปก็ให้ฝ่ายชายแต่งเข้ามาแทนถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแต่พอเอาเรื่องนั้นไปบอกพวกยูมิน่าพวกเธอยิ้มแบบแหยง ๆ แต่โทยะตั้งใจจริงในระหว่างนั้นก็มีเมลตอบกลับมาจากเอนเด้โดยระบุข้อความว่า "ใกล้เกินไปแล้วเต้นให้มันห่าง ๆ หน่อย" ซึ่งในทางปฏิบัติมันทำได้ซะที่ไหนกันจากนั้นอลิสก็มาถามโทยะว่าเธอเต้นรำเป็นยังไงบ้างโทยะก็ชมเธอไปพร้อมกับบอกว่าส่งวีดีโอไปให้เอนเด้ดูด้วย จากนั้นรูเชียก็บอกถึงการฝึกลำดับต่อไปนั่นคือการฝึกทำอาหารซึ่งว่ากันตามตรงอันนี้ไม่น่าอยู่ในหลักสูตรของการฝึกเป็นราชินีเลยแต่ถึงอลิสก็อยากเรียนเพราะอยากทำอาหารอร่อย ๆ ให้คุองและให้พ่อแม่ของเธอได้กินด้วย โทยะรู้สึกว่าคุองเป็นผู้ชายที่โชคดีซะจริงดังนั้นเขาจึงบอกให้ลูกชายของเขาดูแลอลิสให้ดีแน่นอนว่าคุองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อเห็นลูกชายตั้งอกตั้งใจแล้วตัวโทยะในฐานะพ่อก็ต้องพยายามเช่นกันเขาจึงกลับไปทำงานที่ห้องโดยมียูมิน่าและโคซากะเป็นผู้ช่วยงานหลัก ๆ ของโทยะก็คืออ่านเอกสารคำร้องต่าง ๆ แล้วก็ประทับตราอนุมัติถ้าหากเห็นชอบแล้วโทยะก็พบเอกสารที่เกี่ยวกับฮอลคอนเสิร์ตที่ทำการสร้างไปก่อนหน้านี้จึงถามโคซากะว่าที่นี่ยังไม่เปิดให้ใช้งานอีกหรือ
.
โคซากะบอกว่าการสร้างและการตบแต่งภายในนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีนักดนตรีหรือนักแสดงซึ่งตอนนี้กำลังเปิดรับสมัครอยู่ ในโลกนี้เนื่องจากเครื่องดนตรีเป็นของที่มีราคาดังนั้นผู้ที่จะมีสามารถมีเครื่องดนตรีได้จึงจะต้องมีฐานะพอสมควรคนที่มีพรสวรรค์หรือความสามารถด้านดนตรีก็มักจะถูกพวกขุนนางเรียกตัวให้ไปอยู่ในวงดนตรีของตนซึ่งแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนักดนตรีเองที่ไม่ต้องออกมาเร่ร่อนอยู่ข้างนอกแต่ในบางครั้งก็มีพวกที่เรียกว่านักกวีเดินทางเล่นดนตรีไปตามเมืองต่าง ๆ อยู่เช่นกันคนเหล่านี้น่าจะยินดีที่จะมาทำการแสดงที่บรุนฮิวแต่ก็ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสมเมื่อเป็นแบบนี้โทยะจึงคิดว่าจะใช้วงออเคสตร้าของบรุนฮิวไม่ก็เพลงของซากุระเพื่อนำร่องในการเปิดใช้งานสถานที่แห่งนี้ วงออเคสตร้าของบรุนฮิวนั้นก็คือเหล่าผู้ที่ทำหน้าที่เป็นอัศวินแต่มีใจรักในดนตรีที่มารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีแต่ยังไงซะนี่ก็ไม่ใช่งานหลักของพวกเขา นอกจากนี้โทยะก็ไม่ได้อยากให้มีแค่การร้องเพลงหรือแสดงดนตรีหากว่ามีคณะละครมาเปิดการแสดงที่นั่นด้วยก็คงจะดีไม่น้อยแต่การเชิญคณะละครมามันค่อนข้างจะยุ่งยากซักหน่อยเพราะจำนวนประชากรของบรุนฮิวมีไม่มากเมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นการจะมาเปิดการแสดงแล้วพอจะทำกำไรได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ แต่ถ้าจะเอาภาพบันทึกการแสดงของคณะละครมาฉายให้ดูแบบนั้นมันก็จะกลายเป็นโรงนังแทนน่ะสิแต่คิดอีกที่แบบนั้นก็ไม่เลวถ้าลองไปปรึกษากับคณะละครสัตว์ที่เทพแห่งการแสดงไปสังกัดอยู่อาจจะพอถ่ายทำการแสดงได้ ในระหว่างที่คิดแบบนั้นโทยะก็ได้ยินจากยูมิน่าว่าโยชิโนะกับวงออเคสตร้าก็กำลังรวมตัวฝึกซ้อมกันอยู่คาดว่าน่าจะเพื่อการแสดงที่ฮอลคอนเสิร์ตนี้ เดิมทีการที่โทยะตัดสินใจสร้างฮอลคอนเสิร์ตก็เพราะได้ยินเรื่องที่โยชิโนะเล่าหให้ซากุระฟังเกี่ยวกับอนาคตซึ่งในอนาคตนั้นโยชิโนะจะไปทำการแสดงที่นั่นอยู่บ่อยครั้งพอได้ยินแบบนั้นโทยะก็ไปดูการฝึกซ้อมนี้โดยโยชิโนะนั้นทำหน้าที่เป็นวาทยากรซึ่งเป็นอะไรที่โทยะไม่รู้มาก่อนเลยว่าลูกสาวของเขาเข้ามาคุมวงออเคสตร้านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแต่ในท้ายที่สุดโทยะก็อนุมัติให้วงออเคสตร้าไปทำการแสดงที่ฮอลคอนเสิร์ตได้แม้วาทยากรจะเป็นเด็กอายุแค่ 9 ขวบก็ตามแต่อีกไม่นานโยชิโนะก็ต้องกลับไปอนาคตดังนั้นจึงควรจะต้องมองหาคนที่จะมาเป็นวาทยากรคนต่อไปแทนนอกจากนี้ดูเหมือนซากุระก็จะร่วมร้องเพลงในการแสดงนี้ด้วยดังนั้นทั้งคู่จึงซ้อมกันหนักถึงขนาดไม่มาทานอาหารกันเลยทีเดียวซึ่งโทยะก็รู้สึกเป็นห่วงไม่อยากให้ฝืนมากจนเกินไป
.
ในระหว่างที่กำลังนั่งปั้มตราเอกสารนั้นเองโคเกียวคุก็ส่งโทรจิตมาแจ้งว่าเหล่านกที่เป็นบริวารได้ตรวจพบว่ามีพวกกองโจรมารวมตัวกันอยู่บริเวณเส้นทางที่จะให้สัญจรจากบรุนฮิวไปเบลฟาสแต่เนื่องจากอยู่นกเขตบรุนฮิวจะให้จัดการอย่างไรดี เมื่อได้รับการยืนยันว่าที่ซ่อนของพวกโจรอยู่ในป่าลึกในเขตเบลฟาสเขาก็ส่งเมลไปแจ้งพร้อมกับตำแหน่งที่ตั้งให้กับราชาแห่เบลฟาสเพื่อให้ทางนั้นทำหน้าที่ปิดงาน พวกโจรไม่กล้าโจมตีเข้ามาที่บรุนฮิลหรือพวกกองคาราวานที่มีคนคุ้มกันก็จริงแต่แบบนั้นพ่อค้าก็ต้องใช้เงินจำนวนมากในการจ้างคนคุ้มกันดังนั้นโทยะจึงคิดว่าควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยบนถนนหลวงแล้วในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นว่ายูมิน่าไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอเขาจึงถามโคซากะว่ายูมิน่าไปไหน โคซากะรายงานว่ายูมิน่าไปงานเลี้ยงน้ำชาของเหล่าราชินีซึ่งจะจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้งและงานนี้โทยะถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมดังนั้นจึงต้องนั่งทำงานปั้มตราเอกสารต่อไป ในขณะเดียวกันทางด้านของพวกยูมิน่าที่อยู่ในงานปาร์ตี้น้ำชาของเหล่าราชินีนั้นก็พูดคุยกันตามปกติเหมือนเคยแต่หัวข้อในการพูดคุยในช่วงนี้จะเป็นเรื่องของบรรดาลูก ๆ มากกว่าเรื่องของสามีไปซะแล้วยิ่งพอสเตฟลูกของซูกลับมาที่บรุนฮิวแล้วก็เท่ากับว่าลูก ๆ มารวมกันครบพวกเธอจึงสามารถคุยเรื่องลูกได้โดยไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว รูเชียพูดถึงเรื่องผลการฝึกเต้นรำของอลิสให้ยูมิน่าฟังเพราะถ้าหากคุองแต่งงานกับอลิสแล้วยูมิน่าก็ต้องเกี่ยวข้องกับอลิสในฐานะแม่ของสามีดังนั้นนี่จึงถือเป็นเรื่องที่ควรแจ้งให้ทราบแล้วก็พูดถึงเรื่องความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็วของอลิสด้วยรูเชียตั้งสมมุติฐานว่าเพราะเธอเป็นลูกสาวของเอนเด้หรือเปล่าแต่ลินเซ่ก็เสริมว่าหรืออาจจะเพราะแม่ของอลิสก็เป็นถึงราชินีที่ปราดเปรื่องแห่งเฟรซกันแต่ยูมิน่ากลับมองว่านี่เป็นความพยายามของอลิสที่เกิดจากความรู้สึกที่มีให้คุองมากกว่าจนยาเอะถึงกับทักว่ายูมิน่าเริ่มจะเหมือนท่านพี่คาเร็นเข้าไปทุกทีแล้ว ส่วนก็พูดถึงเรื่องการหมั้นหมายตั้งแต่หกขวบก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเหล่าเชื้อพระวงศ์อยู่แล้วแต่พอรีนพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมายาเอะก็สงสัยว่าในกรณีของยูมิน่า รูเชียและฮิลด้ากลับไม่มีคู่หมั้นจนกระทั่งมาเจอโทยะสำหรับเคสของยูมิน่านั้นพอเข้าใจได้เพราะเนตรมารของเธอแต่มันก็มีปัญหานิดหน่อยตรงที่คนที่โดนยูมิน่าปฏิเสธมักจะโดนมองว่าเพราะเขาเป็นคนไม่ดีทั้ง ๆ ที่จริง ๆ บางคนก็แค่ไม่ถูกสเปกเฉย ๆ เท่านั้น ส่วนกรณีของรูเชียเนื่องจากเธอเป็นเจ้าหญิงลำดับสามจึงไม่ต้องรีบหาคู่นักโดยมากแล้วคนที่จะต้องถูกให้หาคู่เร็ว ๆ นั้นก็คือคนที่จะทำหน้าที่สืบราชบัลลังก์ต่อมากกว่าและระดับเจ้าหญิงถ้าไม่ได้ถูกสู่ขอไปเป็นราชินีของประเทศอื่นก็ไม่ค่อยจะมีคู่เร็วอยู่แล้วและจักรวรรดิ์เรกุรุสในตอนนั้นก็ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วดังนั้นจักรพรรดิ์เรกุรุสจึงตั้งใจเอาไว้ว่าจะให้รูเชียแต่งงานขุนนางภายในจักรวรรดิ์ตอนเธออายุประมาณตอนนี้ส่วนกรณีของฮิวด้านั้นก็มีขุนนางกับราชวงศ์ของประเทศเพื่อนบ้านมาสู่ขออยู่บ้างแต่เพราะเธอเป็นเจ้าหญิงอัศวินจึงไม่อยากแต่งงานกับผู้ชายที่อ่อนแอกว่าตนดังนั้นจึงมีการท้าสู้กันแล้วเธอก็ดันชนะมาหมดจึงไม่มีคู่หมั้นเสียทีพอได้ฟังแบบนั้นคนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะด้วยความขบขันอยู่ไม่น้อยแต่นั่นก็ถือว่าสมเป็นฮิวด้าดี
.
จากนั้นซูก็พูดถึงเรื่องบรรดาลูกสาวพวกเธอว่าคงหาคู่ครองได้ยากแน่ส่วนหนึ่งก็จากคุณพ่อจอมหวงลูกอีกส่วนก็มาจากความเห็นของบรรดาคุณแม่ด้วย เอลเซ่ออกตัวชัดเจนว่าไม่ยอมยกเอลน่าให้กับผู้ชายครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเข้มแข็งไม่น้อยไปกว่าเอลน่า ซากุระก็ไม่ยกโยชิโนะให้กับผู้ชายที่ไม่คิดจะปกป้องโยชิโนะอย่างสุดกำลังความสามารถพอเป็นแบบนี้ผู้ที่มีคุณสมบัติพอก็จะยิ่งถูกจำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยลงไปอีกและเรื่องนี้ก็คงยังจะต้องโต้เถียงกันอีกยาวถึงแม้เดิมทีการประชุมนี้จะมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การสนับสนุนโทยะแต่ตอนนี้เป็นแบบนี้ก็ไม่เลวรีนคิดแบบนั้น และเมื่อนึกย้อนไปถึงการต่อสู้ที่เพิ่งจบไปก่อนหน้านี้ก็ทำให้เริ่มรู้สึกว่าบางทีเด็ก ๆ อาจจะกลับมายังอดีตเพื่อช่วยเหลือพวกเธอก็เป็นได้เพราะถ้าหากว่าไม่มีพวกเด็ก ๆ อยู่ในตอนนั้นแล้วล่ะก็พวกเธอคงจะแย่ไปแล้วเพราะผลจากพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ พวกเธอยังจำความรู้สึกอันน่าขยะแขยงในตอนนั้นได้ดี แม้ว่านี่จะเป็นผลข้างเคียงที่ศัตรูเองก็ไม่ได้คาดคิดก็ตามเดิมทีพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ นี้ไม่ส่งผลต่อพวกเทพอย่างโทยะหรือพวกคาเร็นแต่กับเทพบริวารและพวกสปิริตนั้นได้ยังได้รับผลอยู่ครั้งนี้รอดมาได้เพราะพวกเด็ก ๆ ช่วยไว้แต่คราวหน้าจะพึ่งพาแต่เด็ก ๆ อย่างเดียวอย่างนั้นมันจะดีแน่เหรอ ลินเซ่จึงเสนอไอเดียว่าถ้าหากนำเอาไม้ของต้นไม้ศักดิสิทธิ์ที่มีความสามารถในการชำระล้างพิษเทพมารมาทำเป็นหน้ากากจะได้หรือไม่ รีนแย้งว่าถึงพิษจะไม่ได้ซึมเข้าร่างกายโดยตรงมันก็ส่งผลอยู่ดังนั้นแคป้องกันแค่บริเวณปากมันอาจจะไม่ได้ผลก็ได้และพริซันเองก็ป้องกันผลของมันไม่ได้ ถ้าหากมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเขตการต่อสู้ก็อาจจะลบผลของมันไปได้แต่มันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ ซูเลยเสนอไอเดียให้นำเอาใบไม้จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาแปะไว้ให้ทั่วตัวเหมือนกับชุดของพลสไนเปอร์หรือนักล่าที่ใช้ซ่อนตัวในป่าเขา เธอเคยดูในภาพยนต์ที่โทยะเอาให้ดูแต่คนอื่น ๆ ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะทำแบบนั้นถึงมันจะช่วยป้องกันได้ก็เถอะ แต่แล้วซากุระก็เล็งเห็นว่านั่นก็ไม่ใช่ไอเดียเพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการโดยการนำเอาใบของตนไม่ศักดิ์สิทธิ์มาทำเป็นเส้นด้ายแล้วค่อยนำไปถักทอเป็นผ้าแล้วค่อยนำมาตัดชุดอีกทีแล้วเหล่าราชินีก็เริ่มวางแนวทางของการสร้าง "ชุดรบ" ของพวกเธอกัน
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของสาวกเทพมารแทนเจลีนกับอินดิโก้พูดคุยกันถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาการบุกสามด้านในครั้งนี้ผลคือ ฮาเซลกับออคิทถูกสังหารไปแม้จะฟังดูเหมือนเสียดสีแต่แทนเจลีนก็ไม่ได้จะตำหนิอินดิโก้ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกน่าสนใจซะด้วยซ้ำเดิมทีเหล่าสาวกเทพมารก็ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นพวกพ้องอะไรกันอยู่แล้วเรียกว่าต่างคนต่างใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันจะถูกต้องกว่าแม้จะตายไปก็รู้สึกเหมือนเสียดายของที่น่าจะยังเอามาใช้ต่อได้อีกเท่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกอย่างอื่นมากไปกว่านั้น แม้แทนเจลีนจะบอกว่าทั้งฮาเซลและออคิทต่างก็ตายเปล่าแต่สกาเล็ตกลับบอกว่าไม่สูญเปล่าเพราะข้อมูลที่ได้มาจากการต่อสู้ในครั้งนี้จะยิ่งทำให้ไซคลอปส์แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตอนนี้สกาเล็ตก็กำลังพัฒนาไซคลอปส์รุ่นใหม่อยู่ภายในห้องทดลองบนเรืออาร์ค แทนเจลีนหมดความสนใจสกาเล็ตพลางมองไปรอบ ๆ ก่อนจะถามว่า "โกลด์" อยู่ไหน อินดิโก้ตอบคำถามนั้นให้โดยบอกว่าอยู่ที่ห้องข้าง ๆ กำลังหมกมุ่นกับ "แก่น" อยู่ เมื่อแทนเจลีนเปิดประตูไปที่ห้องนั้นก็พบโกลด์กับหลอดที่เต็มไปด้วยของเหลวสีม่วงภายในมีวัตถุที่มีลักษณะคล้าย ๆ คอนเฟโต้ขนาดประมาณลูกกอล์ฟอยู่และสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นไพ่ตายของสาวกเทพมาร ในที่สุดก็ถึงวันที่วงออเคสตร้าได้เปิดทำการแสดงที่ฮอลคอนคอนเสิร์ตท่ามกลางบรรดาแขกเหรื่อมากมายที่ถูกเชิญมาไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศเหล่าขุนนางได้มาร่วมชมการแสดงนี้ เพื่อการแสดงในวันนี้โยชิโนะและเหล่าสมาชิกวงออเคสตร้าของบรุนฮิวต่างพากันฝึกซ้อมอย่างหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการแสดงออกมายิ่งใหญ่อลังการและได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมชนิดว่าดังราวกับฟ้าผ่าเลยทีเดียว เมื่อการบรรเลงจบลงโยชิโนะก็หันกลับมาและโค้งให้กับผู้ชม แน่นอนว่าเซกัลดี้จอมมารแห่งโซโนอัสถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือพร้อมหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติและความประทับใจในตัวหลานสาว สำหรับคนที่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของโยชิโนะอย่างราชาเบลฟาสกับจักรพรรดิ์เรกุรุสก็ได้แต่ยิ้มแบบฝืน ๆ ในขณะที่คนไม่รู้อะไรเลยอย่างราชามิสนิดก็ได้แต่สงสัยว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ ในจังหวะนั้นเองซากุระก็เดินขึ้นมาบนเวที โยชิโนะเตรียมคีย์บอร์ดเสมือนผ่านสมาร์ทโฟนของเธอและพร้อมกันนั้นเทพแห่งดนตรีก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกีตาร์ไฟฟ้า จากนั้นทั้งสามก็เริ่มทำการแสดงดนตรีโดยมีซากุระเป็นผู้ขับขานบทเพลงแม้ว่าเพลงที่เธอร้องจะเป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ผู้คนที่นี่ไม่เข้าใจความหมายแต่ดนตรีและเสียงของซากุระนั้นก็สามารถสื่อเข้าไปถึงจิตใจของผู้ชมได้อย่างไม่มีปัญหาโยชิโนะเองก็ร่วมร้องในส่วนของคอรัสด้วยและเมื่อเพลงจบลงทั้งสองโค้งให้ผู้ชมและเสียงปรบมือก็ดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนจอมมารเซกัลดี้ก็ยังคงมีสภาพเหมือนก่อนหน้าไม่สิเรียกว่าแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำคราวนี้ถึงกับมีน้ำมูกไหลกันเลยทีเดียว การแสดงดำเนินต่อไปจนจบและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
.
หลังการแสดงจบลงก็มีการเลี้ยงฉลองกันต่อที่ปราสาทเซกัลดี้เอ่ยชมลูกสาวกับหลานสาวของเขาชนิดออกนอกหน้าโยชิโนะดีใจกับคำชมแต่ซากุระรู้สึกรำคาญซะมากกว่าที่พ่อโหวกเหวกโวยวาย ในงานเลี้ยงนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้นำและขุนนางจากนานาประเทศตามปกติเด็ก ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมแต่ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษบรรดาลูก ๆ ของโทยะจึงได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยเพราะว่าไม่ใช่งานเลี้ยงหลังการประชุมผู้นำเหมือนเคยแต่เป็นงานปาร์ตี้เข้าสังคมที่มีบรรดาเด็ก ๆ อย่างลูกหลานของผู้นำหรือไม่ก็บุตรของขุนนางมาเข้าร่วมด้วยดังนั้นพวกเด็ก ๆ จึงเข้าร่วมได้ไม่มีปัญหา แขกที่มาร่วมงานก็คือเหล่าประเทศสมาชิกในพันธมิตรโลกเมื่อรวมทั้งจากทวีปฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกแล้วก็มีเกินสามสิบประเทศแล้วดังนั้นแขกที่มาในวันนี้จึงมีจำนวนเป็นหลายร้อยคนเลยทีเดียวและถึงโทยะจะจำหน้าบรรดาผู้นำได้หมดแต่ก็ติดปัญหาอยู่ที่การจดจำเหล่าผู้ติดตามหรือขุนนางที่รับใช้พวกผู้นำนี่แหละที่จำได้ไม่หมดอย่างเช่นชายสูงวัยไว้หนวดทรงไกเซอร์ที่กำลังยืนคุยกับเขาอยู่ในตอนนี้ โดยชายผู้นี้ได้เอ่ยชมวงออเคสตร้าของบรุนฮิวและอยากเชิญให้ไปทำการแสดงที่เขตปกครองของเขาถ้ามีโอกาสในขณะที่โทยะกำลังเหงื่อแตกเพราะนึกชื่ออีกฝ่ายไม่ออกอยู่นั้นโคฮาคุก็ส่งโทรจิตมาบอกว่าชายคนนี้ก็คือ ลอร์ดโรดเซลจากจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ก็เลยทำให้โทยะไหลตามน้ำและบอกว่าจะไปเมื่อมีโอกาส ที่ใกล้ ๆ กันนั้นมีเชสก้าที่กำลังยืนอุ้มโคฮาคุอยู่ โทยะใช้วิธีนี้เอาตัวรอดโดยให้เชสก้าที่มีความทรงจำดีด้วยสมองที่เหมือนกับคอมพิวเตอร์คอยจดจำใบหน้าของผู้คนให้แล้วก็ใช้โคฮาคุโทรจิตมาบอก ในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นว่าจักรพรรดิ์ของอิเชนและโอลฟานกำลังสนทนาการอยู่ด้วยความที่ว่าทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันทั้งคู่เลยดูคุยกันได้อย่างออกรสเลยทีเดียว นอกจากนี้เขาก็ยังเห็นคูนกับอาเชียยืนคุยอยู่กับกลุ่มเด็กผู้หญิงที่อายุไล่เลี่ยกันด้วยโทยะไม่เคยเห็นเด็ก ๆ พวกนี้มาก่อนน่าจะเป็นบุตรของขุนนางประเทศอื่นที่มาร่วมงานเลี้ยงนี้
.
สำหรับคูนกับอาเชียนั้นสามารถรับมือกับพวกบรรดาขุนนางและบุตรของพวกเขาได้เป็นอย่างดีหรือจะเรียกว่าแสร้งทำเป็นมิตรได้เก่งนั่นแหละและถึงจะปิดบังตัวตนแท้จริงแต่ในเมื่อบอกว่าเป็นญาติของเจ้ารัฐก็ย่อมต้องถูกปฏิบัติเฉกเช่นคนชั้นสูงของอาณาจักรแต่แล้วในตอนนั้นเองก็มีบุตรชายของขุนนางที่อายุไม่ห่างกันมากนักสามคนเดินเข้าที่กลุ่มเด็กผู้หญิงที่คูนกับอาเชียยืนคุยอยู่ตตอนแรกโทยะก็นึกว่าจะเข้ามาจีบเด็กสาวกลุ่มนั้นในใจก็พลางคิดไปว่าจะมาจีบลูกสาวเขามันยังเร็วไปร้อยปีใจจริงเขาก็อยากจะรีบเข้าไปขวางทางอยู่แต่เพราะทำแบบนั้นไม่ได้คิดแล้วก็รู้สึกว่าอยากจะให้ใครซักคนไปทำหน้าที่คุ้มกันจริง ๆ แต่พอสังเกตไปอีกนิดก็พบว่าเด็กชายทั้งสามเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มเด็กผู้หญิงก็จริงแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของพวกเธอนั้นดูจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ บุตรชายขุนนางทั้งสามมีท่าทีโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจแต่พวกแม้เด็กสาวกลุ่มนั้นจะยิ้มแต่ก็สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าดวงตาไม่ได้ยิ้มไปด้วยและท่าทางเด็กชายสามคนนั่นจะดูไม่ออกด้วยว่าพวกเด็กผู้หญิงกำลังไม่ชอบใจอยู่ คงเพราะมัวแต่พูดโอ้อวดอยู่นั่นแหละถึงไม่ได้สังเกตทิศทางของการสนทนาเลยว่ามันไม่ได้ไหลลื่นเอาซะเลยแม้ว่าคูนกับอาเชียจะยังดูเหมือนปกติแต่โทยะสังเกตเห็นว่าเจ้าพาล่าที่ยืนอยู่ใกล้ขาของคูนเริ่มจะเตรียมใช้งานสตันกันที่ติดไว้ที่มือแล้วแบบนี้ท่าทางจะแย่แล้วสิโทยะจึงเตรียมจะเข้าไปหยุดไว้แต่แล้วจู่ ๆ กางเกงของเด็กผู้ชายสามคนนั้นก็ร่วงผลอยลงมาพร้อมกับโชว์กางเกงในสีฉูดฉาดต่อหน้าต่อตาบรรดาเด็กสาวเลยแน่นอนว่าบรรดาเด็กผู้ชายและผู้หญิงต่างก็ร้องด้วยความตกใจและเด็กผู้ชายทั้งสามคนนั้นก็รีบแจ้นออกจากที่ตรงนั้นไปด้วยหน้าที่แดงกล่ำไปด้วยความอาย โทยะสังเกตเห็นว่าอาเชียแอบโยนโลหะชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่ในมือทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานมันเป็นชิ้นส่วนที่เอาไว้ยึดเข็มขัดให้ติดกันเธอคงแอบใช้แอบพอร์ตดึงมันออกมาเมื่อสูญเสียห่วงตัวนี้ไปก็เลยทำให้เข็มขัดไม่สามารถรั้งกางเกงไว้ได้จึงหลุดร่วงลงมาทำให้อีกฝ่ายต้องล่าถอยไปโทยะชื่นชมในวิธีการแก้ปัญหาของลูกสาวเป็นอย่างมากและเมื่อพวกเด็กผู้ชายเผ่นไปแล้วกลุ่มเด็กผู้หญิงก็หันมาคุยกันอย่างสนุกสนามต่อโดยลืมเรื่องของเด็กผู้ชายพวกนั้นไปหมดสิ้น
.
หลังจากนั้นเอนเด้ก็เขามาคุยกับโทยะโดยบอกว่าบรรดาลูกสาวของโทยะนี่ไม่อ่อนข้อให้อีกฝ่ายเลยนะ แต่โทยะก็บอกว่ากับศัตรูไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อแต่นั่นก็ทำให้โทยะเหมือนกับเอนเด้ที่หวงอลิสด้วยเช่นกันเอนเด้อยู่ในงานเลี้ยงคืนนี้ด้วยในฐานะของผู้ดูแลความเรียบร้อยและก็ดูเหมือนว่าเขาจะยืนดูเหตุการณ์นี้มาตั้งแต่แรกแล้วแต่ก็ไม่เข้าไปยุ่งอะไรจริงอยู่ว่าเอนเด้มาเข้าร่วมงานในฐานะผู้ดูแลความสงบและความปลอดภัยแต่ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่เขายอมรับงานนี้นั่นก็เพราะว่าอลิสเข้าร่วมงานปาร์ตี้ในครั้งนี้ด้วยนั่นเองตอนนี้วงออเคสตร้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของโยชิโนะเริ่มบรรเลงเพลงสำหรับการเต้นรำ ชายหญิงเริ่มจับคู่กันเพื่อเต้นรำและในกลุ่มนั้นก็มีคู่ที่เด็กมาก ๆ อยู่ด้วย คุองกับอลิสนั่นเองงานเต้นรำในคืนนี้่ถือเป็นการทดสอบสิ่งที่ได้เรียนรู้มาว่าจะสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหนโดยไม่มีบทลงโทษใด ๆ สำหรับความผิดพลาดและเพราะทั้งคุองและอลิสไม่ได้เข้าร่วมงานในฐานะองค์ชายรัชทายาทกับคู่หมั้นดังนั้นจึงผู้คนรอบ ๆ ก็ได้จับจ้องมากนักจึงไม่ต้องเข้มงวดมากก็ได้ เด็กทั้งสองเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีใบหน้าของอลิสมีรอยยิ้มเหมือนกับบุตรตรีของขุนนางที่พบเห็นได้ทั่วไปในขณะที่โทยะกำลังชมการเต้นรำนั้นอยู่เขาก็ยินเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและเสียงเดาะลิ้นด้วยความไม่พอใจดังมาจากข้าง ๆ ถึงจะออกอาการสาปแช่งอยู่หน่อย ๆ แต่เอนเด้ก็ถ่ายวีดีโอการเต้นรำของอลิสไว้ด้วยสมาร์ทโฟนของเขาคงจะเอาไปให้พวกเมลดูในภายหลัง คืนนี้คุองแต่งกายด้วยชุดคลุมแบบมีหางส่วนอลิสก็สวมชุดราตรีสีไอซ์บลูซึ่งทำให้ทั้งคู่ดูดีมาก ๆ และการเต้นรำนี้ก็สมบูรณ์แบบมากในฐานะองค์ชายรัฐทายาทกับคู่หมั้น เมื่อมองไปทางรูเชียที่ยืนอยู่ฝากในฐานะที่เป็นผู้ฝึกสอนเธอยกนิ้วโป้งเป็นสัญญาณให้เห็นว่าเด็ก ๆ สอบผ่าน และเมื่อดนตรีจบลงเสียงปรบมือจากผู้ชมก็ดังขึ้นส่วนเอนเด้ก็หยุดบันทึกวีดีโอพร้อมกับหลั่งน้ำตาไม่ต่างจากท่านจอมมารเซกัลดี้เลย ส่วนหนึ่งเอนเด้ดีใจที่ลูกสาวของเขาเปล่งประกายอย่างงดงามในค่ำคืนนี้แต่ก็ไม่พอใจตรงที่ว่าคนที่ดึงเสน่ห์ของอลิสออกมาดันเป็นลูกชายของโทยะนี่แหละ เมื่อพูดกันถึงขนาดนี้โทยะก็รู้สึกว่าคงจำเป็นต้องพูดกันให้เคลียร์ซักหน่อยแล้วโทยะจึงสั่งสอนเอนเด้ว่าหัดเปิดใจยอมรับคนรักของลูกสาวให้มากกว่านี้หน่อยสิซึ่งเอนเด้ยอมรับและจดจำคำนั้นไว้พร้อมกับจะใช้มันคืนกับโทยะในอนาคตอีกแปดครั้งเลยทีเดียว
.
แต่ก่อนที่โทยะจะวางมวยกับเอนเด้เอลเซ่ก็เข้ามาซะก่อนรู้ตัวอีกทีโทยะก็รู้สึกว่าสายตาของผู้คนรอบ ๆ เริ่มมองมาทางพวกเขาแล้วโทยะเลยต้องฝืนยิ้มและแสดงท่าที่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นขอโทษที่ทำเสียงดังจากนั้นเอลเซ่ก็เริ่มเทศนาคุณพ่อจอมหวงลูกทั้งสองว่าจะยึดติดกับพวกเด็ก ๆ ไปตลอดกาลหรือไงสำหรับโทยะแล้วเขารู้สึกว่านี่มันเร็วเกินไปว่ากันตามตรงเด็ก ๆ ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำในช่วงเวลานี้จะให้ปล่อยวางก็กระไรอยู่เอนเด้ก็แย้งว่าเอลเซ่เองก็โอ๋เอลน่ามากเหมือนกันแท้ ๆ แต่แน่นอนว่าเอลเซ่ก็เถียงขาดใจเพราะเอลน่าเป็นเด็กดีขนาดนั้นแล้วมันผิดตรงไหนที่เธอจะโอ๋ลูกซึ่งโทยะก็รีบออกตัวเข้าข้างเอลเซ่ทันทีหลังจากนั้นรีนก็เข้ามาหยุดทั้งสามคนที่กำลังจะเลยเถิดเพราะอาการเห่อลูกในที่สุดโทยะก็กลับมาตั้งสติได้ว่าเขาควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ จากนั้นคูนก็บอกให้โทยะไปทักทายพูดคุยผู้นำของอาณาจักรต่าง ๆ ที่มาร่วมงานเพราะนี่ก็ถือเป็นงานของราชาเช่นกันว่าแล้วโทยะก็เดินไปพบปะกับราชาเบลฟาสและจักรพรรดิ์เรกุรุสผู้ที่เป็นพ่อตาของเขา โดยราชาเบลฟาสได้กล่าวชมถึงการคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมและเรื่องการเต้นรำของคุองที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันสมกับที่เป็นหลานชายของเขาแต่เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับก่อน ส่วนจักรพรรดิ์เรกุรุสก็บอกว่าคนที่สอนการเต้นรำให้คุองก็คือลูกสาวของเขาเพราะงั้นจจึงไม่แปลกเลยที่คุองจะเต้นได้ดีขนาดนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะมีอาจารย์ดีนี่แหละไป ๆ มา ๆ ปาร์ตี้ในวันนี้ดูจะรวมพลพรรคคนเห่อลูกเห่อหลานไว้ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่หลังจากนั้นราชาเบลฟาสก็บอกว่าเขาได้ยินเรื่องมีการพบเห็นเฟรซจากราชาของซาร์ดเนีย โทยะรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเช่นนั้นและรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้อาจจะมีการเข้าใจผิดอะไรกันก็ได้แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาจึงลองใช้สมาร์ทโฟนค้นหาดูแต่ก็ไม่พบเลย ถ้าพูดถึงเฟรซที่โดนเทพมารทำให้กลายพันธ์ไปนั้นก็ไม่น่าจะเหลือรอดแล้วเพราะหลังจากจบศึกนั้นโทยะก็หาไปทั่วโลกและกำจัดไปหมดแล้ว
.
ราชาเบลฟาสกล่าวเพิ่มเติมว่าผู้ที่พบเห็นคือกองคาราวานที่เผชิญกับพายุหิมะก็มีความเป็นไปได้อยู่ว่าพวกนั้นอาจจะมองผิดไปเพราะความเหนื่อยล้าก็ได้หรือไม่ก็มองพวกสัตว์อสูรน้ำแข็งเป็นเฟรซโทยะก็คิดแบบนั้นเช่นกันเพราะแถบนั้นก็มีมอนที่เป็นน้ำแข็งและสะท้อนแสงได้เหมือนกับเฟรซอยู่สาเหตุที่โทยะไม่คิดว่าเป็นเฟรซก็เพราะเมลที่เป็นอดีตราชาเฟรซก็อาศัยอยู่ที่นี่ถ้าหากว่ามีเฟรซปรากฏตัวขึ้นจริงเธอก็ย่อมจะต้องรู้ตัวและมาบอกกล่าวกันหรือไม่ก็ให้เอนเด้มาบอกแล้วดังนั้นก็มีโอกาสที่จะมองผิดดังนั้นราชาเบลฟาสจึงกล่าวขอโทษที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะเขาอาจระแวงเกินไปว่าจะมีการบุกครั้งใหม่แต่โทยะรู้สึกว่าปล่อยมันไปจะดีแน่หรือเขาจึงนำสมาร์ทโฟนของตนออกมาแล้วทำการค้นหาแต่ก็ได้ค่าเป็นศูนย์แต่ถึงอย่างนั้นโทยะก็อยากยืนยันให้แน่ใจจึงได้ไปพบกับราชาของอาณาจักรซาร์ดเนียซึ่งตอนนี้กำลังคุยอยู่กับราชาแห่งดาวน์เบิร์นซึ่งคู่หมั้นของทั้งสองก็มาร่วมในงานเลี้ยงวันนี้ด้วยหลังจากพูดจากทักทายกันแล้วโทยะก็ได้ลองสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพบเห็นเฟรซที่ซาร์ดเนียแม้ว่าสภาพอากาศจะเริ่มดีขึ้นแล้วแต่ซาร์ดเนียก็ยังเป็นประเทศที่หนาวจัดอยู่ดีและกองคาราวานก็ได้พบเห็นหอยทากขนาดใหญ่ที่ดูโปร่งใสท่ามกลางพายุหิมะโทยะคิดว่ามันน่าจะเป็นโคลด์สเนลที่สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่อากาศหนาวเย็นแต่ประเด็นก็คือมันมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ตามปกติมันจะมีขนาดประมาณเมตรนึงแต่ที่กองคาราวานพบนั้นมีขนาดเกินสามเมตรและที่น่าสนใจก็คือมีคนเห็นแก่นสีฟ้าอยู่ภายในตัวมันแต่ในระหว่างที่โทยะกำลังคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่พวกกองคาราวานมองผิดไปจริง ๆ หรือเปล่ากับการที่เมลกับเอนเด้ไม่ได้รู้สึกอะไรน่าจะยืนยันได้ว่ามันไม่ใช่เฟรซแต่มันอาจจะเป็นเฟรซที่เหลือรอดหรือไม่ก็เกิดความเข้าใจผิดเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ในตอนนั้นเองยูมิน่าก็เข้ามาชวนโทยะไปเต้นรำเขาจึงวางเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วไปเต้นรำกับยูมิน่าและในวันต่อมาโทยะก็เอาเรื่องที่ได้ยินมานี้ไปพูดคุยกับพวกเมลโดยส่วนตัวแล้วเมลคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะถ้ามีพวกเฟรซตนอื่นมาที่โลกนี้จริงพวกเธอต้องได้ยินเสียงแน่นอนอยู่แล้ว
.
แต่โทยะมีข้อโต้แย้งว่าถ้าหากมีบาเรียกั้นอยู่ก็อาจจะไม่ได้ยินเสียงก็ได้แต่เมลก็ยังรู้สึกว่าเป็นไปได้ยากอยู่ดีและถ้าคิดทบทวนกันดี ๆ แล้วถ้าหากเฟรซปรากฏตัวขึ้นที่นั่นจริง ๆ ป่านนี้ก็คงก่อความวุ่นวายไปแล้วและที่สำคัญเสียงของเฟรซก็เปรียบเหมือนการหายใจที่ไม่สามารถจะหยุดไว้ได้ในกรณีเดียวที่จะไม่มีเสียงก็อาจจะอยู่ในสภาพพลังเวทหมดโทยะก็นึกไปถึงเฟรซตัวแรกที่เขาเจอที่โบราณสถานของเบลฟาสที่ถูกผนึกไว้ตอนบุกมาบุกเบลฟาสเมื่อพันปีก่อนและชนเผ่าอาคาน่าก็ได้จารึกถึงความน่ากลัวของมันเอาไว้เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้รับรู้แต่ว่าจากข้อมูลที่ได้มาเจ้าโคลด์สเนลนั่นยังเคลื่อนไหวได้แต่พวกเมลกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแบบนั้นมันก็ไม่น่าจะใช่เฟรซแต่โทยะก็ยังรู้สึกคาใจอยู่ดีและในตอนนั้นเองเมลก็เหมือนกับจะถึงอะไรบางอย่างออกถึงความเป็นไปได้ทีเฟรซจะไม่มีเสียงนั่นก็คือเฟรซสังเคราะห์นั่นทำให้โทยะนึกไปถึงอสูรคริสตัลที่พวกเมลสร้างขึ้นในพิธีปริซึมาติสแต่เนปฏิเสธและบอกว่าสิ่งนั้นมีแค่เฟรซระดับชนชั้นปกครองเท่านั้นที่จะสร้างออกมาได้และเพราะมันไม่มีแก่นจึงไม่นับว่าเป็นเฟรซ แต่ว่ามันมีแผนการที่จะสร้างเฟรซแบบผลิตจำนวนมากเพื่อเป็นกำลังรบโดยไม่ต้องใช้การสร้างจากชนชั้นปกครองแต่เท่าที่เมลรู้ก็คือโครงการนั้นไม่ประสบความสำเร็จและที่สำคัญผู้ที่ริเริ่มโครงการนี้ที่โลกเฟรซเซียก็คือยูระนั่นเอง ยูระผู้ที่ขายพวกของตนให้กับเทพมาร ผู้ต้องการพลังของเมลและต้องการโลกใบนี้ถึงจะโดนเทพนีทหลอกเอาแต่ในเฟรซเซียเขาก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีอะไรแบบนั้นหลงเหลืออยู่แต่ถ้าหากว่าเป็นเฟรซที่ไม่มีเสียงโทยะก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวทค้นหาอย่างไรดีเพราะเป็นเฟรซที่ไม่ใช่เฟรซมันแยกแยะยากและสุดท้ายการค้นหาก็จะจบที่เฟรซอยู่ดี เมลกล่าวต่อไปว่าเฟรซสังเคราะห์พวกนี้เรียกว่า "ควอส" ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรเพราะหลังจากที่เธอเดินทางออกจากเฟรซเซียมาแล้วไม่รู้ว่ายูระอาจจะสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จแล้วก็ได้แต่เนบอกว่าโครงการนี้ล้มเหลวเพราะหลังจากที่เมลออกจากเฟรซเซียไปแล้วยูระก็หันมาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการข้ามโลกดังนั้นแผนการสร้างควอสจำนวนมากจึงถูกพับไปและถ้าหากยูระทำโครงการนี้สำเร็จโลกอาจะได้รับความเสียหายจากการรุกรานมากกว่านี้ พอเนพูดแบบนั้นโทยะก็ได้แต่คิดว่าเมื่อห้าพันปีก่อนยังพังพินาศไม่พออีกหรือไงแต่ในเมื่อไม่มีเบาะแสอะไรให้สืบไปมากกว่านี้โทยะก็ต้องหยุดเรื่องนี้ไว้แค่นี้ก่อนแม้จะรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว
.
หลังจากนั้นเนก็เปลี่ยนไปถามถึงเรื่องการให้การศึกษาการเป็นกุลสตรีของอลิสว่าเป็นอย่างไรบ้างแน่นอนว่าทุกอย่างเรียบร้อยดียูมิน่าและภรรยาคนอื่น ๆ ของเขาค่อย ๆ สอนเรื่องของการเต้นรำ มารยาทและเรื่องต่าง ๆ ไปทีละอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยนิสัยของอลิสที่หากตัดสินใจแล้วก็จะมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้โดยไม่สนใจเรื่องอื่นนั้นริเสะบอกว่าเหมือนกับเมลตอนที่ไล่ตามเอนเด้มาไม่มีผิดพอได้ยินแบบนั้นเมลหน้าแดงเพราะความอายแต่ว่าจะให้อลิสโหมการเรียนหนักเกินไปก็อาจจะไม่ดีต่อสุขภาพพักนี้ก็ดูเหมือนอลิสจะเหนื่อย ๆ อย่างเมื่อวานก็ทานข้าวแกงกระหรี่แค่สองจานเองนั่นทำให้เมลก็รู้สึกเป็นห่วงลูกสาวว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า การให้การศึกษาด้านกุลสตรีเดิมทีโทยะก็ไม่ได้กะให้เข้มข้นถึงขนาดอลิสต้องเปลี่ยนนิสัยแต่อย่างน้อยก็อยากให้สับโหมดปกติกับโหมดเข้าสังคมได้ก็พอในตอนนั้นเองเนก็บอกโทยะในฐานะที่เป็นพ่อของคู่หมั้นของอลิสน่าจะหาของขวัญมาเป็นรางวัลในความพยายามของอลิสบ้างแต่ปัญหาก็คือไม่รู้ว่าจะให้อะไรเป็นรางวัลดีเอาจริง ๆ แค่ให้อยู่กับคุองทั้งวันก็น่าจะดีใจแล้วแต่โทยะไม่อยากใช้วิธีนั้นและริเสะก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีนั้น จะให้ขนมหวาน ๆ ที่อลิสชอบก็ไม่เวิร์กเพราะที่ปราสาทก็มีเสิร์ฟประจำอยู่แล้วจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ก็ไม่เหมาะเพราะโทยะเพิ่งซื้อชุดที่อลิสใส่เต้นรำในงานเลี้ยงไปหยก ๆ เมื่อตัดสินใจไม่ได้เนก็เลยแนะนำว่าให้ไปถามเจ้าตัวตรง ๆ น่าจะดีที่สุดแม้ว่าโทยะจะอยากทำเซอร์ไพรส์แต่เมื่อจนหนทางก็มีแต่จะต้องทำแบบนั้น โทยะไปตามอลิสถึงของที่อยากได้หรือไม่ก็สิ่งที่อยากทำหลังจากอลิสหลังการเรียนในวันนี้จบลงแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมโดยในตอนนั้นเอนเด้ก็อยู่ด้วย อลิสเอ่ยปากจะขอใช้เวลาอยู่กับคุองทั้งวันหรือง่าย ๆ ก็คืออยากออกกับคุองนั่นแหละแต่โทยะเบรคไว้ก่อนโดยไม่รอให้จบประโยคเพราะคิดว่าอันนี้ไม่น่าเหมาะการเอาลูกชายไปเป็นรางวัลแบบนี้สำหรับโทยะมันรู้สึกว่ามันเหมือนไม่ใช่รางวัลจากตัวเขาซักเท่าไหร่แม้คุองจะไม่ได้ขัดข้องอะไรถ้าพ่อจะให้เขาไปออกเดทกับอลิสก็ตามแต่โทยะคิดว่าในกรณีออกเดทด้วยกันแบบนี้ควรให้คุองเป็นคนให้รางวัลนี้กลับอลิสเองมากกว่า หลังจากคิดอยู่แปบนึงอลิสก็นึกถึงสิ่งที่ต้องการออก
.
อลิสขอว่าอยากจะให้ทาเครุสอนวิชาการต่อสู้ให้แน่นอนว่าเอนเด้คัดค้านอย่างแรงสำหรับเรื่องนี้ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมอลิสถึงขอแบบนี้นั่นก็เพราะในอนาคตทาเครุไม่อยู่ที่บรุนฮิวแล้วเพราะออกเดินทางไปฝึกฝนวิชาและพ่อของเธอที่อยู่ในอนาคตก็ค้านหัวชนฝาแบบนี้เธอก็เลยไม่มีโอกาสได้เรียนกับทาเครุ จะว่าไปโทยะจำได้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ทาเครุหายตัวไปแล้วก็เพิ่งกลับมาโทยะมารู้เอาตอนหลังว่าทาเครุเดินทางไปอาณาจักรราซ ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ขึ้นชื่อเรื่องการต่อสู้จะเรียกว่าเป็นแนวสมองกล้ามก็ได้จึงมีสถานที่สำหรับฝึกสอนวิชาการต่อสู้อยู่เยอะทาเครุเดินทางไปที่นั่นเพราะอยากเห็นวิชาต่อสู้หายากที่อยู่ที่นั่นก็เลยทำบางอย่างประมาณว่าไปบุกสำนักเหล่านั้นจะว่าไปโทยะก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ อยู่เหมือนกันถ้าหากว่าเขาไม่ไปกระทำการอะไรที่รบกวนประเทศเพื่อนบ้านจนมากเกินไปก็คงดีแต่ราชาของอาณาจักรราซก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะถ้าหากนั่นเป็นการดวลกันอย่างขาวสะอาดและยุติธรรมแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปห้าม โทยะมองดูท่าทางของเอ็นเด้แล้วก็เห็นสัญญาณว่าคัดค้านแบบสุดขีดและเข้าใจว่าเขารู้สึกยังไงและสงสัยว่าการให้ไปฝึกกับทาเครุจอมโหดนั้นจะถือว่าเป็นการให้รางวัลได้จริงหรือเปล่าโทยะจึงถามสิ่งหนึ่งกับอลิสก่อนนั่นก็คือ อลิสจะไม่ได้ไปขอเป็นลูกศิษย์ของทาเครุใช่ไหม? อลิสบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้เธอก็คิดแบบนั้นแต่ตอนนี้เธอมีอย่างอื่นที่ต้องทำแล้วนั่นก็คือการศึกษาเพื่อเป็นราชินีของประเทศนี้เมื่อเห็นว่าอลิสทุ่มเทกายใจให้กับประเทศไม่สิให้กับลูกชายของตนขนาดนั้นโทยะจึงไม่อาจปฏิเสธคำขอของอลิสได้และถ้าไม่ได้ถึงกับฝากตัวเป็นศิษย์ทาเครุก็คงไม่เคี่ยวเข็ญอะไรหนักมากอันที่จริงพวกอัศวินเองก็โดนทาเครุลากไปฝึกอยู่เหมือนกันดังนั้นปัญหาตอนนี้จึงอยู่ที่เอนเด้ที่โทยะต้องทำอะไรซักอย่างก่อน โทยะบอกว่าอลิสนั่นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะให้ทาเครุฝึกให้ พอได้ยินแบบนั้นอลิสก็หน้ามุยส่วนเอนเด้ก็เห็นด้วยแต่แล้วคำพูดต่อมาของโทยะก็เหมือนกับสายฟ้าฟาด เมื่อโทยะบอกว่าในกรณีนี้ทำไมอลิสไม่ดูเวลาที่เอนเด้ฝึกกับทาเครุล่ะดูพวกเขาฝึกกันแล้วก็ลักจำเทคนิคเอา แน่นอนว่ากรณีนี้เอนเด้ไม่ค่อยโอเคเลยแถไปว่าการฝึกที่ระดับสูงเกินไปอาจจะไม่เหมาะเพราะเดี๋ยวจะดูตามไม่ทันเมื่อเอนเด้งับเหยื่อกับคำพูดที่ปล่อยไปก่อนหน้าโทยะก็เลยบอกว่างั้นก็ให้ทาเครุสอนให้อลิสแบบเบา ๆ เบาะ ๆ แทนก็แล้วกันสุดท้ายเอนเด้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วก็ต้องยอมในที่สุดหลังจากนั้นพวกโทยะก็ไปที่สนามฝึกเพื่อขอให้ทาเครุสอนวิชาต่อสู้ให้กับอลิส
.
แน่นอนว่าทางด้านของทาเครุนั้นก็ไม่ปฏิเสธที่จะสอนอลิสเพราะวันนี้เขามีไอเดียที่จะใช้อะไรบางอย่างมาฝึกพวกอัศวินอยู่พอดีเลยมีเวลาว่างในระหว่างนั้นเขาสามารถสอนอลิสได้ แต่โทยะรู้สึกสงสัยใน "อะไรบางอย่าง" ที่ว่านั่นอยู่ไม่น้อย ตามปกติแล้วโมโรฮะจะเป็นคนฝึกสอนทักษะการใช้ดาบให้กับพวกอัศวินส่วนทาเครุจะมีฝึกด้านสมถรรภาพทางร่างกายและศิลปะการต่อสู้ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มาจากความคึกของทาเครึล้วน ๆ มันจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันแต่ถึงกระนั้นโทยะก็มองว่าเหล่าอัศวินจำเป็นจะต้องมีทักษะการต่อสู้ติดตัวเพราะการดูแลความสงบภายในเมืองบางครั้งก็ต้องปราบปรามอีกฝ่ายโดยไม่ใช้อาวุธและไม่ทำร้ายอีกฝ่ายจนมากเกินไปอย่างเช่นการหยุดยั้งการทะเลาะวิวาทของคนเมาหรือไม่ก็ประสบเหตุฉุกเฉินในขณะที่มีอาวุธติดตัวก็ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้หากมีทักษะการต่อสู้ดังนั้นโทยะจึงให้ทาเครุมาเป็นผู้ฝึกสอนอัศวินด้วยแต่การฝึกของทาเครุนั้นค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนใครอย่างเช่นวันนี้ทาเครุก็กะจะใช้ "แมนติคอร์" ที่เขาจับมาได้จากอาณาจักรราซมาเป็นคู่ซ้อมให้กับเหล่าอัศวิน แมนติคอร์นั้นมีหางเป็นแมงป่อง ลำตัวเป็นสิงโต หน้าเป็นลิงและมีปีกเหมือนค้างคาว แน่นอนว่าตอนนี้มันถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่จำนวนมากแน่นอนว่าเมื่อเหล่าอัศวินเห็นมันก็แข็งค้างกันไปตาม ๆ กันในขณะที่แมนติคอร์กำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากโซ่มันเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลัง สามารถพ่นไฟ ใช้เวทมนตร์ได้และยังบินได้อีกด้วยที่สำคัญมันชอบกินคนเป็นอาหารอีกตะหาก แน่นอนว่าเป็นอะไรที่น่าสยองมากสำหรับเหล่าอัศวินแต่ทาเครุก็ไม่ใจเสียงเหล่านั้นเขาหยิบหินขึ้นมาและดีดมันเป็นกระสุนใส่ปีกของแมนติคอร์เพื่อหักปีกของมันทิ้งซะเพื่อทำลายความสามารถในการบินของมันจากนั้นก็บอกให้โทยะรีบกางพริซันรอบสนามฝึกเพื่อป้องกันไม่ให้มันออกมาได้ตอนนี้จึงมีอัศวินสามสิบคนประจันหน้ากับแมนติคอร์บนลานฝึกจากนั้นทาเครุก็บอกเงื่อนไขกับเหล่าอัศวินว่าคราวนี้จะอนุญาตให้ใช้อาวุธได้และจะต้องกำจัดเจ้านั่นให้ได้ในยี่สิบนาทีแน่นอนว่าเหล่าอัศวินกรีดร้องกับสิ่งที่ได้ยินไปตาม ๆ กันแต่พวกเขาก็ไม่มีเวลาประท้วงเพราะโซ่ที่พันธนาการแมนติคอร์อยู่ได้ถูกปลดออกแล้วและเหล่าอัศวินก็ต้องสู้กับแมนติคอร์ราวกับนักรบสปาตัน ในขณะที่อลิสดูจะสนใจการต่อสู้ของเหล่าอัศวินที่กำลังวิ่งหนีกันอยู่ในพริซั่นโทยะก็รู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจเลยซักนิดหลังจากนั้นทาเครุก็เริ่มสอนการต่อสู้ให้กับอลิส ในขณะที่ลูกสาวดวงตาเป็นประกายด้วยความกระตือรือร้นผู้เป็นพ่อดูจะมีการหน้าซีดจะเป็นลมซะให้ได้แต่โทยะเข้าใจว่าทาเครุคงไม่ลงมือหนักหนาอะไรกับเด็กผู้หญิงหรอกเพราะเคยได้ยินมาจากเอลเซ่ว่าถึงมันจะยากแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร อลิสเข้าต่อสู้กับทาเครุด้วยความสนุกสนานแต่สำหรับโทยะเขารู้สึกกังขาอยู่ในใจว่านี่มันเป็นการให้รางวัลแน่เหรอ คุองขอบคุณโทยะที่ให้รางวัลนี้กับอลิส ส่วนเอนเด้พอเห็นอลิสโดนซัดปลิวก็แทบจะพุ่งตัวออกไปทุกครั้งทำให้โทยะต้องคอยห้ามไว้อยู่เรื่อยทำให้เขารู้สึกมีคำถามในใจว่าทำไมเขาต้องมาทำอะไรที่มันยุ่งยากแบบนี้ด้วย
.
ในที่สุดชีวาเลียสำหรับรบใต้น้ำ "เนียริอิด" ก็ถูกพัฒนาและสร้างออกมาใช้งานได้สำเร็จพวกโทยะไปที่ชายหาดเพื่อดูผลงานการสร้างโดยมีคูนทำหน้าที่แนะนำ แต่ถึงจะบอกว่ามันเป็นรุ่นรบใต้น้ำแต่มันก็ยังมีขาอยู่นั่นแสดงว่ามันน่าจะสามารถรบบนบกได้เช่นกันเรียกว่าเป็นรุ่นสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกก็คงได้ ตัวเครื่องนั้นเป็นสีเทอร์ควอยซ์ ติดตั้งไฮโดรเจทขนาดใหญ่ไว้ที่ด้านหลังและมีกรงเล็บสี่อันแบบเลื่อนเก็บได้อยู่ที่แขนทั้งสองข้าง เหตุผลที่เป็นนั้นก็อาจเป็นเพราะการจับอาวุธในการรบใต้น้ำนั้นค่อนข้างมีปัญหาดังนั้นจึงออกแบบให้มันติดอยู่กับแขนเลยจะดีกว่าส่วนดีไซน์ที่โค้งมนนั้นก็เพื่อลดแรงต้านขณะเคลื่อนที่ใต้ผิวน้ำเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น คูนอธิบายว่าเนียริอิดมีความคล่องตัวสูงและพลังโจมตีที่รุนแรงแม้จะอยู่ใต้น้ำ ติดตั้งมิซายส์แปดพ็อตไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้างและตอปิโดสี่ท่อยิงที่ขาสองข้างเพื่อโจมตีระยะไกล อาวุธหลักเป็นจะเป็นหอกแต่อาบิสครอว์ที่ติดตั้งไว้ที่แขนก็ทำมากจากวัสดุคริสตัลมันจึงสามารถเชือดเฉือนศัตรูได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าในขณะที่กำลังร่ายยาวรีนก็เข้ามาขัดจังหวะซะก่อนโดยเธอเสนอว่าให้ทดลองขับเคลื่อนได้แล้วทำให้คูนไม่พอใจนิดหน่อยที่แม่เล่นโดนข้ามช็อตสำคัญอันเป็นความภาคภูมิใจของนักพัฒนาแต่จะว่าไปแล้วคนพัฒนาจริง ๆ ก็คือเรจีน่าแต่คูนเองก็มีส่วนร่วมอยู่ไม่น้อยจึงอยากอวดก็ไม่แปลก และพอถามว่าใครจะเป็นคนขับสเตฟก็เสนอตัวเข้ามาว่าอยากขับซึ่งโทยะก็ไม่ได้คัดค้านเพราะยังไงซะสเตฟก็เคยขับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดมาแล้วดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก่อนอื่นโทยะก็สอบถามถึงระบบดีดตัวฉุกเฉินว่ายังทำงานได้ดีหรือเปล่า เรจีน่าบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเพราะได้มีการสร้างบาเรียสำหรับกันน้ำไว้แล้วและระบบเคลื่อนย้ายก็จะทำงานหลังจากนั้นถือว่าเป็นระบบป้องกันสองชั้นโดยปลายทางที่นักบินจะถูกเคลื่อนย้ายไปก็คือที่วาร์อัลบุส และเมื่อได้รับอนุญาตสเตฟก็รีบไปขึ้นเนียริอิดเพื่อจะนำมันลงสู่ทะเลของเกาะดันเจี้ยนโดยมีโกลด์ติดตามไปด้วย สำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างสเตฟกับโกลด์ที่ตัวไม่ใหญ่อะไรมากก็คงมีที่ว่างเหลือเฟือในค็อทพิท ส่วนระบบควบคุมก็ยังคงเหมือนเดิมแต่แตกต่างกันเพียงแค่เป็นการเคลื่อนไหวใต้น้ำหรือก็คือเป็นการเคลื่อนที่แบบสามมิติ จากเดิมจะมีแค่เดินหน้า ถอยหลัง ซ้าย ขวา แล้วก็จะมีขึ้นกับลงเพิ่มเข้ามานั่นเอง
.
แต่สำหรับสเตฟที่เคยมีประสบการณ์กับในการขับเครื่องที่ติดตั้งยูนิตสำหรับบินบนฟ้ามาแล้วนี่จึงไม่ถือว่าเป็นปัญหาและคงจะสามารถคุ้นชินกับการบังคับเนียริอิดได้ในเวลาไม่นาน และเมื่อเข้าประจำที่เรียบร้อยสเตฟก็เดินเครื่องและค่อย ๆ เดินลงทะเลและค่อย ๆ จมหายไป ซูดูจะกังวลนิด ๆ กับลูกสาวของเธอที่ขับเครื่องออกไปโดยหวังว่ามันจะไม่มีปัญหาใด ๆ โทยะใช้สามาร์ทโฟนของเขาฉายภาพใต้ทะเลให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ใต้ทะเลเพื่อดูการทำงานของเนียริอิด ตอนนี้สเตฟบังคับมันไปตามใต้ทะเลตื้น ๆ อย่างไม่มีปัญหาและเมื่อลงไปถึงความลึกที่ติดว่าเพียงพอแล้วก็เริ่มทำการกระโดดและใช้ไฮโดรเจ็ทที่ด้านหลัง ซึ่งมันก็เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วที่เดียวแต่การเคลื่อนไหวดูจะสเปะสปะไปหน่อยก็ตาม เมื่อลินเซ่เห็นแบบนั้นก็พูดถึงเครื่องส่วนตัวของพวกเธอ โโดยวัลคิรี่ยูนิตนั้นยังไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขนาดนี้หากต้องลงไปสู้ในน้ำ ในระหว่างนั้นเองสเฟตก็ติดต่อมาบอกว่าเธอเจอสัตว์อสูรขนาดใหญ่ โทยะลองตรวจสอบดูก็พบว่ามีสัตว์อสูรขนาดประมาณสามสิบเมตร มีรูปทรงคล้ายโลมา มีหัวเหมือนสุนัขและมีครีบแบบปลา พอรีนเห็นมันก็บอกว่าเป็นสัตว์อสูรที่ชื่อ "เคทส์" เป็นสัตว์อสูรที่มักจะโจมตีเรือและกินลูกเรือเป็นอาหาร โทยะซัมมอนคราเค่นเอาไว้ให้คอยตรวจตรารอบ ๆ บริเวณนี้แต่ดูเหมือนเจ้าตัวนี้จะหลุดลอดการตรวจตรามาได้ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะจัดการมันซะก่อนที่มันจะไปโจมตีเรือ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเรจีน่าก็บอกว่าเคทส์ที่มีขนาดประมาณนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเนียริอิดและออกคำสั่งให้สเตฟลุยทันที ว่าแล้วสเตฟก็เปิดฉากโจมตีด้วยมิซายส์ที่ติดตั้งไว้ที่ไหล่ แต่เคทส์ก็ใช้การพ่นน้ำวนออกจากปากทำให้วิถีของมิซายส์ถูกเบี่ยงเบนออกไปและคลื่นน้ำวนนั้นก็ถาโถมมาที่เนียริอิดแต่สเตฟก็สามารถบังคับให้ตัวเครื่องหลบหลีกได้อย่างว่องไว แม้เคทส์จะพ่นน้ำวนออกมาโจมตีเป็นครั้งที่สองและสามก็ไม่โดนเป้าเลยซักนิด เมื่อมิซายส์ไม่ได้ผลสเตฟจึงเปลี่ยนมาใช้กรงเล็บแทนโดยหลบหลีกการโจมตีและเข้าประชิดอย่างรวดเร็วและในชั่วพริบตากรงเล็บที่แขนขวาของก็ตัดหัวของเคทส์ขาดได้ในการโจมตีครั้งเดียว เมื่อหัวกับตัวถูกแยกจากกันเลือดก็ไหลทะลักออกมาและเคสท์ก็ค่อย ๆ จมลงสู่ก้นทะเล ส่วนคูนก็หันมาบอกโทยะว่าน่าเสียดายซากนั้น ดูท่าทางแล้วเธออยากให้พ่อไปเก็บซากนั้นมาให้แน่นอน ส่วนรูเชียก็ถามถึงเรื่องการปรับแต่งเฟรมเกียร์ของพวกเธอว่าจะสามารถรบใต้น้ำได้แบบนั้นหรือเปล่า ซึ่งเรจีน่าก็บอกว่ากำลังติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอยู่แม้ประสิทธิภาพจะลดลงไปบ้างแต่ก็ไม่น่าจะแพ้พวกไซคลอปส์ของฝ่ายโน้น
.
จากการตรวจสอบซากไซคลอปส์ที่ยึดมาได้ก็พบเทคโนโลยีมากมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานใต้น้ำและเรจีน่าก็ใช้สิ่งที่ได้มานี้มาทำการพัฒนาเฟรมเกียรุ่นรบใต้น้ำจนสำเร็จและนอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่สร้างไซคลอปส์ก็คือ "ไมเอสโตร" หนึ่งในห้าวิศวกรโกเลมที่อยู่ในระดับเดียวกับเอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์ ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไมเอสโตรร่วมมือกับทางนั้นหรือไม่ก็เป็นหนึ่งในสาวกเทพมาร หลังจากนั้นโทยะก็สอบถามถึงความสามารถในการป้องกันพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ ของเนียริอิดซึ่งเรจีน่าก็อธิบายว่าเนียริอิดนั้นไม่ได้ใช้แค่อีเทอร์ลิควิดแค่อย่างเดียวแต่ยังมีการติดตั้งเตาพลังวิญญาณไว้ด้วยซึ่งจะสามารถรับพลังของวิญญาณแห่งท้องทะเลระดับเล็ก ๆ มาเป็นกำลังและขยายพลังนั้นให้เป็นแหล่งพลังงานดังนั้นแม้จะถูกเล่นงานด้วยพิษเทพมารแบบอ่อน ก็จะเสียพลังไปแค่ 10% จากปกติที่จะเสียไปถึง 40% ส่วนพวกเครื่องรุ่นวัลคิเรียยังไม่สามารถติดตั้งเตาพลังวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์ตอนนี้น่าจะลดผลกระทบให้เหลือได้แค่ 30% เท่านั้นแต่ปัญหายังมีอีกอย่างก็คือร่างกายของพวกยูมิน่าจะสามารถรับมือกับพิษนั้นได้อย่างไรพอเรจีน่าถามขึ้นมาแบบนั้นลินเซ่ก็รีบตอบออกมาด้วยเสียงที่ดังชนิดทำเอาโทยะตกใจเลยทีเดียว ลินเซ่บอกว่าเธอได้ทำการร่วมมือกับฟลอล่าและโรเซ็ตต้าในการนำเอาเส้นใยของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาทักทอเป็นผ้าและนำมาตัดเย็บเป็นชุดสำหรับป้องกันพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้โทยะไม่รู้เรื่องเลยว่าพวกเธอไปทำกันมาตั้งแต่ตอนไหน ว่าแล้วลินเซ่ก็นำเอาชุดที่ว่านั้นออกมาจากสโตร์บนสมาร์ทโฟนของเธอ ชุดนั้นดูเป็นผ้านุ่ม ๆ สีเทามีการติดอุปกรณ์ป้องกันไว้ตามจุดต่าง ๆ ดู ๆ ไปแล้วก็คล้ายกับพวกไพล็อตสูทแถมยังมีหมวกกันน็อคแบบปิดเต็มหน้า โดยส่วนด้านหน้าก็มีวัสดุใสอาจจะทำมาจากวัสดุคริสตัล ส่วนด้านหลังของหมวกมีส่วนที่ยื่นออกมาเล็กน้อย ภายในหมวกกันน็อคก็มีผ้าที่ทอจากใยของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บุเอาไว้ด้วยเช่นกันและยังมีเวทลมภายในเพื่อป้องกันไม่ให้อับชื้นและไม่เกิดเป็นฝ้าขาวเรียกว่าแทบจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ในอวกาศได้เลยทีเดียว
.
เรจีน่าลองหยิบชุดขึ้นมาและลองดึงดูก็รู้ได้ทันทีว่ามันถูกตัดเย็บด้วยเวทมนตร์และคงมีความพิเศษอะไรบางอย่างอยู่ ลินเซ่บอกว่าชุดนี้มันสามารถปรับขนาดให้พอดีกับตัวของผู้สวมใส่ได้โดยอัตโนมัติว่าแล้วเธอก็บอกให้ยาเอะกับซูลองสวมชุดดู ว่าแล้วเธอก็นำเอาห้องเปลี่ยนเสื้อแบบง่าย ๆ ออกมาจากสโตร์โดยไม่สนใจปฏิกิริยาของผู้ถูกเสนอชื่อเลยซักนิด ยาเอะนั้นดูจะไม่ค่อยอยากใส่แต่ซูนั้นรู้สึกสนใจมาก แม้โทยะจะรู้สึกว่าจะมาเปลี่ยนเสื้่อผ้ากันตรงนี้มันจะยังไง ๆ อยู่ก็ตามแต่ตรงนี้ก็มีผู้ชายอยู่แค่สองคนนั่นก็คือตัวเขากับคุองซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้น ในขณะที่ลินเซ่รีบผลักยาเอะเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น โทยะรู้สึกว่าตั้งแต่ลินเน่มาที่นี่ลินเซ่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยถึงจะสงบเสงี่ยมเหมือนเดิมแต่ดูมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นหรือว่านี่คือพลังของการเป็นแม่แต่ในขณะที่กำลังคิดแบบนั้นโทยะก็ได้ยินเสียงของลินเซ่บอกให้คนที่เปลี่ยนชุดอยู่ด้านในถอดชุดชั้นในออกด้วยเพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นเดี๋ยวประสิทธิภาพของชุดมันจะลดลง โทยะจำใจต้องทำเป็นไม่ได้ยินเพราะถึงจะเป็นสามีแต่บางทีมันก็มีเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่และในตอนสเตฟก็ขับเนียริอิดกลับขึ้นมาจากใต้ทะเลประตูห้องเปลี่ยนชุดก็เปิดออกและซูที่สวมชุดนักบินเรียบร้อยแล้วก็ปรากฏตัวออกมาโดยที่ยังไม่ได้สวมหมวกและบอกว่าชุดค่อนข้างขยับได้ง่ายและแผ่นป้องกันที่ติดอยู่ตามตัวก็ไม่ได้เกะกะ สำหรับซูแล้วชุดนั้นดูพอดีตัวอย่างเหมาะเจาะ แม้จะดูรัดแนบไปกับร่างกายแต่อุปกรณ์ป้องกันที่ติดไว้ที่ไหล่ หน้าอก แขน สะโพก ข้อเท้า ฯลฯ ก็ทำให้มองไม่ค่อยเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายซักเท่าไหร่นัก หลังจากนั้นก็ลองสวมหมวกโดยทันทีที่สวมผมของเธอก็ถูกรวบเก็บเข้าไปในหมวกทันทีดูเหมือนจะมีฟังก์ชั่นรวบผมอัตโนมัติที่ส่วนท้ายของหมวกยื่นออกมาก็เพื่อเอาไว้ทำแบบนี้นี่เอง หลังจากนั้นก็ทดสอบการฟังเสียงซึ่งก็ไม่มีปัญหา ซูลองตรวจสอบการเคลื่อนไหวโดยการวิ่งและกระโดดก็ไม่พบความติดขัดใด ๆ และเมื่อสเตฟลงมาจากเนียริอิดเธอก็พุ่งความสนใจมายังชุดนักบินที่แม่ของเธอใส่อยู่ทันที แต่แล้วโทยะก็สงสัยว่าทำไมยาเอะถึงยังไม่ออกมาซะทีมีปัญหาอะไรกับชุดหรือเปล่าเมื่อหันกลับไปมองที่ห้องเปลี่ยนชุดก็พบว่ายาเอะโผล่ออกมาแค่หน้าโดยมีสาเหตุบางอย่างทำให้เธอหน้าแดงผิดปกติ พอลองถามสาเหตุเธอก็บอกว่าชุดมันรัดเกินไปหน่อย แต่ลินเซ่ที่อยู่ด้านหลังก็ผลักยาเอะออกมา ยาเอะอยู่ในชุดสีเทาแบบเดียวกับซูแต่ว่าเมื่อกันแล้วส่วนเว้าส่วนโค้งมันแสดงออกมาชัดเจนกว่าของซูมากนัก ส่วนสาเหตุที่ทำลินเซ่เลือกให้ยาเอะกับซูเป็นคนลองชุดก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามันสามารถสวมใส่ได้ไม่มีปัญหาแม้ขนาดตัวจะผิดกันมากก็ตามแต่พอโดนเทียบส่วนเว้าส่วนโค้งกันแบบนี้ซูก็เลยไม่พอใจเท่าไหร่แต่เพราะอยู่ต่อหน้าสเตฟจึงไม่พูดอะไรมากนัก
.
ส่วนเหล่าภรรยาคนอื่นก็มีความเห็นว่าถึงชุดจะรัดรูปไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ใส่โชว์ในที่สาธารณะก็เลยไม่น่ามีปัญหาและถ้าเทียบกันแล้วชุดนี้่ก็ยังน่าอายน้อยกว่าชุดของเผ่าราวลี่ที่เคยใส่ตอนไปงานพิธีตัดแต่งของทะเลมหาพฤษา ในขณะที่เรจีน่าก็ลองไปลูบไล้วัสดุที่ใช้ทำชุดดูและมีความคิดว่าอาจจะนำมาประยุกต์ใช้ในการห่อหุ้มอีเทอร์ไลน์ของเฟรมเกียร์เพื่อลดผลของพิษเทพมารลงได้ ถ้าไปได้สวยก็อาจจะทำให้วัลคิรียูนิตได้รับผลกระทบเพียง 20% ส่วนยาเอะก็โวยวายเรื่องที่เรจีน่าลูบก้นเธอในขณะทำสีหน้าจริงจังคิดเรื่องการพัฒนาเฟรมเกียร์ หลังจากนั้นยาเอะก็ถอดริบบิ้นออกและสวมหมวกผมของเธอก็ถูกรวบเก็บเข้าไปในหมวกเหมือนกับซู จากนั้นลินเซ่ก็บอกให้กดปุ่มที่ข้างหมวกเพื่อทำให้แผ่นใสที่ด้านหน้ามันทึบแสงเมื่อมองจากด้านนอกและยังสามารถใช้ปุ่มควบคุมที่อยู่ตรงกำไลเปลี่ยนสีชุดและหมวกได้ตามใจชอบ พอยาเอะทำตามที่บอกแผ่นใสก็เปลี่ยนเป็นสีดำทำให้มองไม่เห็นใบหน้าของยาเอะคราวนี้เลยดูราวกับเป็นนักสู้ผู้ลึกลับไปซะแล้ว ส่วนการมองเห็นของผู้สวมใส่นั้นไม่มีปัญหาแม้มันจะดูมืดลงนิดหน่อยเหมือนมองผ่านแว่นกันแดดก็ตาม หลังจากนั้นยาเอะก็กดปุ่มที่กำไลข้อมือเพื่อเปลี่ยนสีชุดกับหมวกโดยยาเอะเลือกสีม่วง ส่วนซูเลือกสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำตัว สเตฟกับลินเน่ชอบใจกันยกใหญ่และบอกว่าคุณแม่เหมือนกับฮีโร่เลย โทยะเลยมีความคิดว่าอนาคตอาจจะมีการแสดงฮีโร่โชว์ก็ได้และแน่นอนว่าพวกเด็ก ๆ ก็อยากได้ชุดแบบนี้ขึ้นมาบ้างซึ่งว่ากันตามตรงสำหรับพวกเด็ก ๆ แล้วพิษเทพมารแบบอ่อนไม่มีผลอะไรกับพวกเขาชุดจึงไม่จำเป็นแต่ว่าสองคนนี้ก็อยากจะใส่ ส่วนลูกคนอื่น ๆ ดูจะไม่ได้สนใจอะไรกับชุดนี้่เป็นพิเศษไม่สิเฟรย์นั้นดูจะมีความกังวลเล็กน้อยส่วนคุองมองว่ามันก็กับชุดคอสเพลย์นั่นแหละ สำหรับเด็กผู้ชายแล้วน่าจะตื่นเต้นกับอะไรแบบนี้แต่คุองดูจะใจเย็นกับมันมาก ในขณะเดียวกันนั้นทางด้านของวาร์อัลบุสที่กำลังออกสำรวจใต้ทะเลอยู่นั้นก็สามารถระบุตำแหน่งของเรืออาร์คได้แล้ว พอได้รับข่าวจากอัลบุสว่าพบเรื่ออาร์คพวกโทยะก็รีบเดินทางไปที่วาร์อัลบุสที่อยู่ใต้ทะเลลึกโดยใช้เกต จากภาพที่ฉายบนจอมอนิเตอร์ทำให้มองเห็นว่าเรืออาร์คนั้นซ่อนตัวอยู่ในร่องลึกของมหาสมุทรหลังจากยืนยันว่านั่นคือเรื่ออาร์คไม่ผิดแน่แต่เรจีน่าเสนอว่าอย่าเพิ่งโจมตีมันเพราะยังจำเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนได้ที่เรืออาร์คหายไปในเสี้ยววินาทีตอนที่โดนม่านควันบังไว้ซึ่งถ้าหากทำอะไรผลีผลามนอกจากจะอีกฝ่ายจะหนีไปได้แล้วยังเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอีกแบบนั้นการจะค้นหามันในครั้งต่อไปจะยากเพราะอีกฝ่ายจะรู้ถึงการมีอยู่ของวาร์อัลบุสและจะมีระวังตัวมากขึ้นโดยโทยะคิดว่านั่นคงจะเป็นความสามารถของสาวกเทพมารที่สวมหน้ากากดำน้ำหากว่าจะเผด็จศึกอีกฝ่ายเขากำจัดสาวกเทพมารตนนั้นให้ได้หรือไม่ก็ต้องทำสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่มีผลในการยับยั้งความสามารถนั้นเสียก่อน
.
เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้วเรจีน่าก็สั่งให้อัลบุสถอยวาร์อัลบุสออกห่างจากที่นั่นก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรู้ตัวโดยให้ทิ้งโดรนสังเกตการณ์เอาไว้จับตาดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไว้แล้ววาร์อัลบุสก็ถอยค่อย ๆ ถอยห่างจากบริเวณนั้น ซูถามว่าใช้เทเลพอร์ตบุกเข้าไปเลยไม่ได้เหรอซึ่งเรจีน่าคาดการณ์ว่าไม่ควรเสี่ยงเพราะเรืออาร์คน่าจะมีบาเรียป้องกันอยู่ขืนเทเลพอร์ตมั่ว ๆ อาจโดนเตะไปอยู่ใต้ทะเลลึกแล้วโดนแรงดันน้ำอันมหาศาลเล่นงานเอาได้แต่ยาเอะก็คิดในแง่ดีว่าถ้าจับตาดูอาร์คไว้ก็น่าจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะเริ่มออกโจมตีเมื่อไหร่ แต่รีนแย้งว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้นเพราะถ้ามีความสามารถในการเคลื่อนย้ายอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องออกจากเรืออาร์คโดยตรงแต่เคลื่อนย้ายไปที่ใกล้ ๆ กับทะเลใกล้ ๆ เมืองท่าเลยก็ได้ โทยะเข้าใจว่าทุกคนรู้สึกยังไงในตอนนี้ศัตรูมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้และการจะจัดการกับเทวภัณฑ์เทพมารก็จำเป็นจะต้องสร้างเทวภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาให้ได้ซะก่อนดังนั้นการสร้างแก่นเทวะให้สมบูรณ์จงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้และโทยะก็พยายามทำมันออกมาจนได้ประมาณ 90% แล้วเพราะการบีบอัดพลังเทพตอนนี้ได้ประมาณลูกกอล์ฟแล้วถ้าบีบจนเหลือแต่ประมาณลูกแก้วได้ก็จะเสร็จสมบูรณ์หลังจากนั้นก็ค่อยนำไปสร้างเทวภัณฑ์ได้ ตอนนี้ที่ทำได้ก็คงจะเป็นการส่งโดรนเข้าไปสอดแนมภายในตัวเรืออาร์คเพื่อให้มันค่อยเป็นสปายบอกตำแหน่งหากเรือหลบหนีไปที่อื่นแต่เรจีน่าก็เริ่มจะคิดแผนการอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วเธอจึงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายที่เหมือนกับโทยะตอนที่คิดแผนการร้าย ๆ อะไรได้ หลังจากนั้นโทยะก็พยายามบีบอัดพลังเทพจากขนาดเท่าลูกกอล์ฟให้เล็กลงจนเหลือขนาดเท่าลูกแก้วให้ได้เขาพยายามอยู่สองชั่วโมงตอนแรก ๆ พวกลูก ๆ ก็ให้ความสนใจอยู่หรอกแต่หลังจากนั้นก็เลิกสนใจไปทำเอาคุณพ่อออกอาการเหงาหน่อย ๆ แต่ถึงพวกเด็ก ๆ จะไม่สนใจแล้วแต่ก็ยังมีโคฮาคุกับรูริคอยให้กำลังใจอยู่และหลังจากนั้นอีกราวสองชั่วโมงเวลาช่วงบ่ายโทยะก็สามารถบีบพลังเทพจนเล็กลงได้สำเร็จและสามารถสร้างแก่นเทวะที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเทวภัณฑ์ออกมาได้สำเร็จเสียทีแต่นั่นมันก็เหนื่อยเอามาก ๆ ทำเอาโทยะหมดแรงล้มลงนอนกับพื้นเลยทีเดียวนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเหนื่อยจนหมดแรงขนาดนี้นับตั้งแต่มาต่างโลกจากนั้นเขาก็จัดการเก็บแก่นเทวะเอาไว้ในสโตร์ให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าสู่การดำเนินการขั้นต่อไป
.
โทยะได้นำแก่นเทวะไปให้คุณคราฟหรือเทพงานช่างที่อยู่ที่มิสนิดตรวจดูซึ่งเขาก็รับรองว่าสามารถใช้ทำเทวภัณฑ์ได้แน่นอน จากนั้นเทพการงานช่างก็ถามโทยะว่าได้ตัดสินใจรูปแบบของเทวภัณฑ์ที่จะสร้างเรียบร้อยแล้วหรือยังโทยะจึงถามว่าเขาสามารถสร้างแบบที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจชอบแบบที่โซสุเกะหรือเทพแห่งดนตรีใช้ได้หรือเปล่า เทพงานช่างจึงได้อธิบายให้โทยะรู้ว่าเทวภัณฑ์ประเภทที่เปลี่ยนรูปร่างได้นั้นมีอยู่ด้วยกันสองแบบ แบบแรกคือเปลี่ยนแปลงอย่างอิสระอย่างที่โซสุเกะใช้กับแบบที่สองคือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบตามที่กำหนดไว้หรือไม่ก็ตามสถานการณ์ ซึ่งทั้งสองแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป โดยแบบแรกเปลี่ยนแปลงอิสระนั้นจะสามารถเปลี่ยนได้จากจิตนาการของผู้ใช้เลยแต่ต้องมีความชัดเจนของภาพระดับชัดเจนชนิดทุกชิ้นส่วนหรือทุกกลไกการทำงานอย่างเช่นเทวภัณฑ์ของเทพดนตรีหากจะเปลี่ยนให้เป็นเปียโนก็ต้องรู้จักกลไกการทำงานรวมไปถึงการจัดวางทุกอย่างที่จะประกอบเป็นเปียโนที่ใช้งานได้หรือหากจะสร้างเป็นอาวุธอย่างดาบ หอก ขวาน ฯลฯ ก็ต้องจินตนาการไปถึงน้ำหนักและระดับความแข็งของตัวอาวุธเลยทีเดียว ข้อดีของแบบแรกคือมันเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ตามใจผู้ใช้แต่ข้อเสียคือผู้ใช้ต้องมีจินตนาการและความเข้าใจในสิ่งที่จะสร้างออกมาในระดับสูงและค่อนสร้างยากและใช้งานยาก แบบที่สองคือเปลี่ยนตามที่ถูกกำหนดไว้แต่แรกซึ่งแบบนี้จะใช้งานได้ง่ายกว่าและไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ส่วนข้อเสียคือมันจะปรับเปลี่ยนอะไรภายหลังไม่ได้หลังจากที่สร้างเสร็จแล้วมันจะเปลี่ยนอยู่ได้เท่าที่กำหนดไว้ในตอนที่สร้างเท่านั้นหลังฝังเงื่อนไขเรียบร้อยโทยะก็ตัดสินใจจะเลือกสร้างแบบที่เปลี่ยนแปลงตามที่ถูกำหนดเพราะสำหรับเทพมือใหม่อย่างโทยะแบบแรกนั้นยากเกินไปและเป็นภาระกับผู้ใช้ดังนั้นจึงควรทำอะไรให้มันง่ายไว้ก่อนจะดีกว่า จากนั้นโทยะก็ถามต่อว่าถ้าเป็นอาวุธจะสามารถขยายขนาดให้ใหญ่พอให้เฟรมเกียร์ถือได้แบบเดียวกับเทวภัณฑ์เทพมารหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือสามารถทำได้เพราะนั่นเป็นแค่ความสามารถในการปรับขนาดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานเท่านั้นซึ่งผลนี้มาจากตัววัสดุที่ใช้สร้าง "ภาชนะ" ไม่เกี่ยวอะไรกับพลังแก่นเทวะ ส่วนความสามารถที่อยากให้ใส่เข้าไปในเทวภัณฑ์ของเขาก็คือความสามารถในการยับยั้งพลังพิเศษของอาวุธเทพมารเพื่อเอาไว้ตอบโต้เจ้าสาวกเทพมารที่สวมหมวกดำน้ำ
.
ในระหว่างที่พูดคุยกันเทพงานช่างก็นึกถึงบางสิ่งได้และเขาก็บอกว่ามันมีอะไรที่แปลกอยู่นั่นก็คือพวกสาวกเทพมารไปเอาเทวภัณฑ์มาจากไหนมากมายขนาดนี้เพราะถ้าไม่มีตัวเทพมารอยู่ก็ไม่น่าจะสร้างเทวภัณฑ์ของเทพมารออกมาได้ ทางเดียวที่นึกออกก็คือเทพนีทนั่นอาจจะสร้างเอาไว้ก่อนหน้านานแล้วแต่เทพนีทที่ไม่มีความมุ่งมั่นมากพอแบบนั้นจะทำอะไรแบบนี้จริง ๆ ยิ่งดูยิ่งไม่เข้าเค้าเลยดังนั้่นแล้วจึงไม่รู้ว่าเทวภัณฑ์เทพมารมาจากไหนหรือว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เทวภัณฑ์เทพมารตั้งแต่แรกแล้วและตามปกติแม้เทพมารจะสร้างเทวภัณฑ์อันชั่วร้ายอย่างดาบเทพมารขึ้นมาอยู่บ้างแต่มันก็มีอยู่ชิ้นหรือสองชิ้นไม่เคยได้ยินว่าสร้างออกมาเยอะขนาดนี้ เมื่อโทยะลองนึกย้อนไปถึงอาวุธเทพมารที่เข้าได้พบเจอก็มีรวมไปถึงคำบอกเล่าของยาคุโมะ มีดปังตอสีน้ำตาล หอกสีม่วง ขวานสีน้ำเงิน เรเปียสีแดง แล้วก็กระบองสีส้ม รวม ๆ แล้วก็ห้าชิ้นแล้วถือว่าเยอะพอควรแต่คิดไปก็เท่านั้นตอนนี้ควรโฟกัสไปที่เทวภัณฑ์ที่กำลังจะสร้างดีกว่าสำหรับโทยะแล้วเทวภัณฑ์ที่กำลังจะสร้างนี้ได้กำหนดตัวผู้ใช้เอาไว้แล้วนั่นก็คือใครซักคนในบรรดาลูก ๆ ของเขานั่นเองแต่คิดไปคิดมาขืนทำให้แค่บางคนก็คงจะมีบางคนงอแงอยากได้บ้างแหง ๆ ดังนั้นจึงมีความคิดที่สร้างให้เหมาะกับลูก ๆ ทั้งเก้าคนไปเลยประมาณว่าเปลี่ยนรูปแบบได้เก้าแบบในกรณีเปลี่ยนคนใช้ ส่วนวัสดุที่จะใช้ทำก็คือหินเทวะแบบเดียวกับที่ใช้สร้างแหวนแต่งงานของโทยะนั่นเองแน่นอนว่าเมื่อเทพงานช่างเอาหินนั้นออกมาโทยะก็ต้องถ่ายพลังเทพให้กับมัน สรุปการสร้างเทวภัณฑ์แต่ละครั้งมันเสียพลังเทพมากมายมหาศาลตั้งแต่สร้างแก่นไปจนถึงวัตถุดิบที่จะใช้ทำภาชนะเลยโทยะจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าเทพถึงไม่ค่อยอยากสร้างเทวภัณฑ์กันซักเท่าไหร่สร้างแค่ชิ้นสองชิ้นก็เต็มที่แล้ว หลังจากถ่ายพลังเทพเป็นชั่วโมงในที่สุดหินเทวะก็พร้อมใช้งาน ต่อมาก็เป็นเรื่องของงานออกแบบรูปทรงซึ่งเทพแห่งงานช่างถามโทยะว่าจะให้เขาเป็นคนจัดการหรือโทยะจะทำเองแน่นอนว่าถ้าเอาตามหลักก็ควรให้เทพงานช่างเป็นคนจัดการแต่เพราะนี่จะเป็นของที่จะมอบให้กับลูก ๆ ของเขาดังนั้นโทยะจึงตัดสินใจว่าจะทำเองจนถึงที่สุดแต่ตอนนี้เขาเสียพลังเทพไปมากและเหนื่อยมากแล้วเขจึงคิดจะทำต่อในวันพรุ่งนี้แต่ทว่าเทพงานช่างบอกว่าเขาต้องการแก่นเทวะอีกแปดแก่นเพื่อให้มันสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้อีกแปดแบบสรุปก็คือเทวภัณฑ์ชิ้นนี้ต้องใช้แก่นเทวะถึงเก้าแก่นเพื่อให้มันเปลี่ยนรูปร่างได้เก้าแบบนั่นเอง งานนี้โทยะก็ต้องเหนื่อยกับการสร้างแก่นเทวะอีกตามระเบียบ
.
หลังจากสร้างแก่นได้ครบโทยะหมดสภาพไปตามระเบียบแต่กว่าจะทำได้ครบก็ปาเข้าไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ แต่นั่นก็ทำให้โทยะรู้สึกภูมิใจนิด ๆ ที่สามารถสร้างแก่นเทวะอีก 8 อันได้ในเวลาเจ็ดวันแบบนี้เรียกก้าวข้ามขีดจำกัดหรือเปล่าก็ไม่อาจจะทราบได้แต่มาถึงตอนนี้โทยะชักจะสงสัยว่าแบบเปลี่ยนรูปตามที่กำหนดมันทำง่ายกว่าแบบอิสระตรงไหนเนี้ยเล่นแก่นเทวะเยอะแยะขนาดนี้ซึ่งเทพงานช่างได้อธิบายเพิ่มตรงนี้ว่า ตามปกติแบบเปลี่ยนรูปตามที่กำหนดนั้นจะเปลี่ยนแปลงประมาณแค่ 2 - 3 รูปแบบเท่านั้นถ้าจะเล่นเปลี่ยนถึงเก้าแบบขนาดนี้ใช้แบบเปลี่ยนอิสระจะดีกว่าแต่นั่นในกรณีที่ผู้ใช้เป็นเทพสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ใช่เทพแบบเปลี่ยนรูปตามที่กำหนดจะดีกว่าแม้ว่าพวกเด็ก ๆ จะเป็นครึ่งเทพแต่ก็ยังไงซะก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ครึ่งหนึ่งดังนั้นแบบเปลี่ยนรูปตามที่กำหนดจึงจะเหมาะกว่าและเดิมทีการสร้างเทวภัณฑ์ตามปกติก็ไม่ได้มาเร่งทำขนาดนี้ด้วยแต่การจะสร้างเทวภัณฑ์ออกมาถึงเก้าชิ้นไปเลยก็มีปัญหาอยู่เพราะสมบัติศักดิ์นั้นจะคงอยู่ไปยาวนานจนแทบเป็นนิรันดร์และถ้ามันเปลี่ยนมือไปมาในโลกมนุษย์ก็อาจนำมาซึ่งผลเสียในอนาคตได้อย่างเช่นเป็นต้นตอให้เกิดเทพมารตนใหม่และเทพที่สร้างมันก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยดังนั้นจึงไม่ควรสร้างออกมาให้เยอะจนเกินไปนักถึงแม้จะสามารถเอาไปฝากไว้ที่คลังเก็บสมบัติเทพที่พาธิน่อนได้ก็เถอะแต่ถ้าโยนเข้าไปแล้วกว่าจะหาเจออีกทีก็อาจใช้เวลาเป็นพันปีก็ได้ เมื่อได้วัตถุดิบครบแล้วก็ถึงเวลาของการตัดสินใจเรื่องรูปแบบว่าจะเปลี่ยนแปลงตามผู้ใช้อย่างไรซึ่งจุดนี้โทยะก็คิดได้คร่าว ๆ บ้างแล้วแต่ก็ยังติดปัญหานิด ๆ โดยที่ตัดสินใจได้แน่นอนแล้วก็คือ ยาคุโมะจะเป็นดาบคาตานะ ของลินเน่จะเป็นกอนเล็ต ของเอลน่าจะเป็นคทา ของคุองจะเป็นดาบ ของอาเชียจะเป็นดาบสั้น ของคูนจะเป็นปืนส่วนที่เหลืออย่าง เฟรย์ โยชิโนะแล้วก็สเตฟนั้นต้องคิดหนักกันหน่อยเฟรย์นั้นใช้อาวุธได้หลากหลายอยู่แล้วดังนั้นถ้าให้เป็นหอกก็คงไม่มีปัญหาส่วนสเตฟที่ใช้พริซันได้นั้นคิดว่าถ้าเป็นโล่ก็อาจจะเหมาะเพราะสามารถป้องกันและโจมตีแบบชิลด์ชาร์จได้ดังนั้นปัญหาใหญ่สุดจึงเป็นโยชิโนะที่ไม่รู้ว่าชอบอาวุธแบบไหน หลัก ๆ แล้วโยชิโนะไม่ใช่สายต่อสู้และชอบเครื่องดนตรีแต่จะสร้างให้เป็นกีตาร์แล้วให้เอาไปฟาดศัตรูมันก็กระไรอยู่ แม้จะมีกีตาร์ที่ผสมกับขวานอยู่ก็เถอะแต่โยชิโนะจะชอบหรือเปล่านี้สิและถ้าว่ากันตามตรงก็ไม่ได้จำเป็นว่าต้องตายตัวด้วยอย่างยาคุโมะก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้แค่ดาบอาจจะเปลี่ยนเป็นหอกหรือปืนบ้างก็ได้สุดท้ายมันก็แล้วแต่ผู้ใช้มันควรปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์น่าจะดีกว่าและในที่สุดโทยะก็ตัดสินใจได้ว่าจะสร้างเทวภัณฑ์แบบไหนออกมาดี
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 11 (561- 570)
ในที่สุดเทวภัณฑ์ก็ถูกสร้างออกมาสำเร็จจนได้และอาวุธของโยชิโนะนั้นมีรูปร่างเหมือนเป็นคันธนูแต่มีสายร้อยเรียงกันหลายเส้นพูดง่าย ๆ ก็คือมันเป็นคันธนูผสมกับฮาร์ปนั่นเอง เมื่อโยชิโนะดังสายในท่าง้างคันธนูศรแสงก็ปรากกฏขึ้นมาระหว่างสายกับคันธนู และเมื่อลงยิงขึ้นฟ้าไปลูกธนูก็ลอยหายขึ้นไปบนท้องฟ้าลูกศรนั้นเป็นพลังเทพหากคู่ต่อสู้เป็นพลังชั่วร้ายล่ะก็ได้เจ็บหนักแน่นอนแต่ปัญหาก็คือโยชิโนะไม่เคยยิงธนูมาก่อนดังนั้นจึงมีความน่าเป็นห่วงเรื่องความแม่นยำในการยิงโทยะคิดว่าควรให้ท่านพี่คารินะมาสอนให้จะดีไหม จากนั้นโยชิโนะก็เริ่มใช้โหมดฮาร์ปบรรเลงเพลงแบบเต็มตรีมโดยเพลงที่โยชิโนะเล่นเป็นเพลงที่มาจากเกมส์ RPG เกมส์หนึ่งโดยเพลงมีชื่อว่า "ไซโกโนะเก็นโซ" คุองบอกว่าดูมันเหมือนจะเป็นเครื่องดนตรีมากกว่าเทวภัณฑ์เสียอีกในระหว่างที่โยชิโนะกำลังเล่นเพลงโทยะก็ใช้มีดกรีดนิ้วตัวเองเล็กน้อยเพื่อให้เกิดแผลและมีเลือดไหลออกมาแต่ไม่ถึงอึดใจบาดแผลก็ค่อย ๆ ปิดลงอย่างรวดเร็วเหลือไว้แต่รอยเลือดและนี่ก็คือความสามารถในการฟื้นฟูซึ่งไม่ได้มาจากตัวของเทวภัณฑ์แต่มาจากความสามารถของตัวโยชิโนะที่ถูกเพิ่มพลังด้วยเทวภัณฑ์ในตอนนั้นเองลินเน่ก็งอแงอยากจะลองเทวภัณฑ์บ้างโยชิโนะที่กำลังเล่นเพลงอย่างได้อารมณ์ก็จำเป็นต้องหยุดไว้แค่นั้นก่อนและปล่อยมือจากธนูฮาร์ป พอปล่อยมือเทวภัณฑ์ก็เปลี่ยนรูปไปเป็นบอลกลม ๆ สีแพลตินั่มขนาดประมาณลูกเบสบอลซึ่งนั่นคือร่างหลักของเทวภัณฑ์ชิ้นนี้แล้วโยชิโนะก็โยนลูกบอลนี้เบา ๆ ไปให้กับลินเน่ ลูกบอลลอยไปแล้วก็ค่อย ๆ ไปหมุนวนอยู่รอบตัวลินเน่อย่างช้า ๆ ราวกับเป็นดาวเทียมที่โคจรรอบโลก นี่คือโหมดป้องกันตัวของเทวภัณฑ์นี้โดยมันจะค่อยป้องกันการโจมตีจากระยะไกลอย่างพวกธนูหรือลูกกระสุนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่พุ่งเข้ามาหาตัวผู้ที่กำลังถือครองมันอยู่ซึ่งก็จะเหมือนกับอุปกรณ์ของเรกินเรฟ และเมื่อลินเน่พูดว่า "จินกิบุโซ" 【神器武装】 ลูกบอลนั่นก็แปรสภาพเป็นกอนเลตให้กับลินเน่ หลังจากนั้นเธอก็บอกให้พ่อของเธอเอาอะไรออกมาเป็นเป้าทดลองหน่อย
.
โทยะนำผลึกเฟรซที่ใหญ่พอ ๆ กับรถยนต์ขนาดเล็กออกมาจากสโตพร้อมกับใส่พลังเวทลงไปให้มันแข็งถึงที่สุดพร้อมกับกางพริซันไว้อย่างหนาเพื่อป้องกันเศษกระจายออกมา จากนั้นลินเน่ก็อัดกราวิตี้ลงไปในพร้อม ๆ กับออกหมัดและผลึกเฟรซก้อนนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ไม่มีการเสริมพลังทางกายภาพหรือเพิ่มความสามารถในการทำลายล้างแต่อย่าใดที่ผลมันออกมาแบบนี้น่าจะเพราะคุณสมบัติของหินเทวะที่ใช้ทำตัวเทวภัณฑ์และอาจจะบวกพลังของลินเน่ที่เป็นครึ่งเทพเข้าไปด้วยแต่พอลินเน่จะของต่ออีกรอบก็โดนสเตฟเข้ามาของเทวภัณฑ์บ้างลินเน่ก็เลยต้องยอมส่งให้เทวภัณฑ์กลับคืนสู่โหมดลูกบอลแล้วเมื่ออยู่ในมือของสเตฟมันก็แปรสภาพเป็นโล่ห์ขนาดใหญ่พอ ๆ กับส่วนสูงของสเตฟเลยทีเดียวแล้วสเตฟก็ขอเป้าซ้อมแบบเดียวกับลินเน่โทยะจึงต้องนำผลึกเฟรซออกมาจากสโตร์อีกครั้งหลังจากทดสอบการทำงานของสมบัติศักดิ์ดูแล้วก็พอจะสรุปได้ว่าไม่มีปัญหาอะไรในการใช้งานและเทวภัณฑ์นี้ความสามารถในการทำให้พลังเทพไม่สามารถใช้การได้เมื่ออยู่ในอาณาเขตของมันซึ่งความสามารถนั้นก็ทำงานได้ดีไม่มีปัญหาซึ่งหลักการของมันก็คล้าย ๆ กับเวทไซเรนที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของเวทมนตร์นั่นเองแต่มันจะขอบเขตของการทำให้พลังเทพของอีกฝ่ายไร้ผลมันแตกต่างกันไปตามรูปแบบทั้งเก้าของมัน ถ้าหากเป็นโหมดอาวุธประชิดอย่างคาตานะดาบ หรือดาบสั้นจะมีขอบเขตห้าเมตรรอบตัวผู้ถือแต่ในทางกลับกันหากเป็นโหมดปืนหรือฮาร์ปจะมีระยะถึงห้าสิบเมตรแต่ยิ่งไกลมากผลในการยับยั้งก็จะลดลงตามดังนั้นถ้าจะให้ปิดผนึกพลังของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์พยายามให้เข้าไปสู้ในใกล้ ๆ จะได้ผลดีกว่าแต่ผลเสียก็คือเมื่อเปิดโหมดนี้ตัวผู้ใช้เทวภัณฑ์เองก็จะใช้พลังเทพไม่ได้เหมือนกันพวกเด็ก ๆ ที่เป็นครึ่งเทพปกติจะสามารถใช้พลังเทพได้เล็กน้อยถ้าโดนผลของห้ามพลังเทพเข้าไปก็จะส่งผลให้อ่อนแอลงเล็กน้อยแต่อย่างไรก็ตามความสามารถนี้จะเปิดปิดได้ตามใจหากกะจังหวะใช้ดี ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาและสำหรับเฟรย์กับเอลน่าที่มีเวทพาวเวอร์ไรซ์กับบูสอยู่ถ้าใช้มันก็ไม่น่าจะส่งผลต่อพละกำลังซักเท่าไหร่นักส่วนคนที่ลุยโดยมากก็เป็นเฟรย์ส่วนเอลน่าเดิมก็ไม่ใช่สายลุยอยู่แล้วและถ้าเอาตามที่โทยะคิดไว้คนที่จะจัดการกับเจ้าสาวกเทพมารที่สวมหมวกดำน้ำที่มีพลังเคลื่อนย้ายนั่นน่าจะเป็น ยาคุโมะ เฟรย์หรือไม่ก็คุองแล้วเมื่อตัดทางหนีของอีกฝ่ายได้แล้วก็ค่อย ๆ ไล่เก็บสาวกเทพมารที่เหลือต่อไปและถ้าหากใช้เวทภัณฑ์นี้ก็น่าจะทำลายม่านป้องกันของเทพมารที่ปกคลุมเรืออาร์คอยู่ได้แต่การจะบุกสายฟ้าแล่บไปเชือดเจ้าหมวกดำน้ำนั่นท่ามกลางพรรคพวกของมันเลยก็ค่อนข้างจะเสี่ยงเกินไปโทยะจึงกลับไปหาเรจีน่าที่เฝ้าสังเกตการณ์เรืออาร์คอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน เมื่อเปิดเกทกลับไปที่บาบิโลนห้องแลปก็พบว่าเรจีน่ากำลังทำสีหน้าลำบากใจอยู่หลังสอบถามก็ได้ทราบว่าเรืออาร์คกำลังเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิมที่มันเคยหลบซ่อนอยู่ เดิมมันหลบอยู่ในร่องลึกของทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของไอเซนกัลด์แต่ตอนนี้มันเริ่มเคลื่อนที่ออกไปจากจุดเดิมอย่างช้า ๆ จากทิศทางที่กำลังมุ่งไปดูแล้วน่าจะเป็นไอเซนกัลด์โดยมีจุดประสงค์อยู่ที่การโจมตีเมืองท่าหรือไม่ก็อาจจะมีจุดประสงค์อื่น
.
ไอเซนกัลด์ที่ประสบกับความบ้าคลั่งของราชางานเวทย์ การปรากฏตัวของเทพมาร โรคระบาดดอกไม้สีทองและภับพิบัติอื่น ๆ อีกมากมายแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนมากมายอาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนั้นแม้จะไม่มีการก่อตั้งประเทศใหม่หรือรวมอำนาจศูนย์กลางการปกครองของรัฐบาลใหม่แต่ก็มีการปกครองตัวเองในแบบนครรัฐในกรณีนี้เมืองชายฝั่งจะพัฒนาได้ง่ายกว่าเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปเพราะอย่างไรเสียไอเซนกัลด์ก็เป็นประเทศอุตสหกรรมที่ยังมีช่างฝีมือเป็นจำนวนมากแม้ประเทศจะล่มไปแล้วแต่ก็ยังมีอาณาจักรรอบ ๆ ยังคงมีอยู่อย่างเช่น อาณาจักรสเตรน จักรวรรดิ์กัลดิโอ้ อาณาจักรราซและเพราะหายนะครั้งนั้นได้ตัดเส้นทางทั้งหมดทำให้ไอเซนกัลด์กลายสภาพเป็นประเทศเกาะจึงไม่สามารถบุกโจมได้จากทางบกและเนื่องจากยังปัญหาโรคระบาด โจรผู้ร้ายและผู้ลี้ภัยจากเมืองที่เสียหายทำให้ประเทศรอบ ๆ ไม่สนใจที่จะเข้ามายึดได้แต่ทำการค้ากันแบบนี้ต่อไป แต่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เมืองที่ได้รับผลประโยชน์ก็เฉพาะบริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับประโยชน์เพราะใกล้กับแผ่นดินใหญ่ในขณะที่เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาไปถึงขนาดนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าเรืออาร์คที่กำลังมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพื่อโจมตีแม้ว่าจะโชคดีที่ไม่ใช่เมืองใหญ่แต่สำหรับคนที่อยู่ที่นั่นก็คงไม่คิดแบบนั้นแน่ ในระหว่างนั้นเรจีน่าก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้าดูเหมือนว่าเรืออาร์คกำลังทำการขุดทรัพยากรใต้ทะเลอยู่เรืออาร์คนั้นเป็นเรือดำน้ำที่มีความสามารถเหมือนกับบาบิโลนส่วนโรงงานซึ่งมันสามารถผลิตไซคลอปส์จำนวนมากได้ซึ่งการปล่อยให้มันผลิตออกมาเยอะ ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ดีก็จริงแต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ควรจะเข้าไปขัดขวางเพราะมันจะทำให้ศัตรูรู้ตัวและหลบหนีไปและนั่นก็แปลว่าต้องมาเริ่มหากันใหม่แต่แล้วเรจีน่าก็เห็นช่องทางที่จะส่องโดรนสอดแนมเข้าไปในเรืออาร์คได้จากเส้นทางการขุดทรัพยากรนี้เพราะสิ่งที่ถูกขุดจะต้องถูกนำเข้าไปในตัวเรือและตะกอนที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากใต้ทะเลก็สามารถใช้เป็นม่านกำบังอย่างดีได้ ว่าแล้วเรจีน่าก็ควบคุมอุปกรณ์สอดแนมรูปทรงกลมขนาดประมาณลูกปิงปองให้เข้าใกล้เรืออาร์คทำให้เห็นว่าส่วนหน้าของเรือทำหน้าที่ขุดและคัดแยกแร่สำคัญส่วนทรายและสิ่งไม่จำเป็นถูกระบายออกทางด้านหลังของเรือ เรจีน่าควบคุมโดรนสังเกตการณ์ตัวนั้นโดยผ่านโดรนอีกตัวที่อยู่ในบริเวณนั้นแม้สัญญาณจะอ่อนเพราะถูกบาเรียของเรืออาร์คขวางกั้นแต่ก็ยังพอจะควบคุมได้และตั้งค่าให้มันทำลายตัวเองทิ้งหลังจากสัญญาณเชื่อมต่อขาดหายเพื่อไม่ให้เหลือหลักฐาน
.
เมื่อโดรนสำรวจลอบเข้าไปได้แล้วเรจีน่าก็บังคับให้โดรนหลบหนีออกมาจากสายพานลำเลียงแร่และค่อย ๆ แทรกตัวไปตามส่วนที่ดูเหมือนเป็นช่องระบายอากาศของตัวเรือและเริ่มทำการสำรวจอย่างเร็วที่สุดก่อนจะพ้นระยะควบคุมสิ่งที่พบก็คือโรงเก็บที่มีไซคลอปส์จำนวนมากยืนเรียงแถวกันอยู่แถมเป็นรุ่นใหม่เสียด้วยโทยะรู้สึกอยากจะให้การระเบิดตัวเองของโดรนนี้ทำลายพวกมันอยู่แต่ดูทรงแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยรู้สึกเจ็บใจนิด ๆ ในขณะเดียวกันเรจีน่าก็สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนอยู่ที่นี่ด้วยเจ้านั่นก็คือสาวกเทพมารที่สวมหน้ากากอีกาคนที่โทยะเจอตอนที่เรืออาร์คถูกขโมยนั่นเองเจ้านั่นกำลังควบคุมคอนโซลเพื่อทำอะไรบางอย่างข้าง ๆ กันนั้นมีวัตถุทรงกรวยขนาดใหญ่และมีวัตถุที่ใหญ่พอ ๆ กับบาลานซ์บอลสีแดงอยู่และมีคริสตัลสีแดงขนาดใหญ่อยู่ด้านบนโทยะคุ้นตากับคริสตัลนี้มันคือหินเวทย์ที่ถูกประมูลไปจากงานประมูลที่ถูกจัดขึ้นที่เฟลเซนและโทยะกับเฟรย์ก็ได้ไปร่วมงานนี้ด้วยแต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้นั่นคือสิ่งที่โทยะสงสัยหลังจากนั้นเขาก็สังเกตสิ่งที่อยู่ในภาชนะนั้นเรจีน่าคิดว่ามันน่าจะเป็น "กลาโทนี่สไลม์" มันเป็นสไลม์ที่โทยะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เรจีน่าบอกว่ามันเคยถูกสร้างขึ้นในยุคเวทมนตร์โบราณมันจะกลืนกินทุกอย่างแล้วเอามาล่อเลี้ยงตัวเองให้เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ เดิมทีถูกสร้างมาเพื่อให้กำจัดของเสียต่าง ๆ แต่ว่าไม่สามารถควบคุมได้และถึงกับกลืนกินประเทศเล็ก ๆ ไปได้เธอเคยยินว่าประเทศเพื่อนบ้านต้องใช้คริสตัลเวทมนตร์ผนึกมันเอาไว้ถึงได้จัดการมันได้โทยะรู้สึกไม่ค่อยดีที่ได้ยินแบบนั้นแต่ในตอนนั้นเองก็มีใครบางคนเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่เข้ามาไม่ใช่คนแต่เป็นโกเลม โทยะรู้สึกตกใจเมื่อได้เห็นโกเลมตัวนั้น มันคือโกเลมชั้นคราวน์ "เซราฟีมโกลด์" นั่นเองซึ่งตามจริงมันควรจะอยู่กับสเตฟแล้วทำไมมันถึงไปอยู่กับศัตรูได้ โทยะจึงลองใช้เซิร์จค้นหาดูก็พบว่ามีอยู่หนึ่งจุดอยู่ปราสาทบรุนฮิวส่วนอีกตัวที่อยู่ในเรืออาร์คนั้นหาไม่เจอเพราะมีบาเรียขวางกั้นแต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าโกลด์ยังคงอยู่ในปราสาทแล้วโกลด์ตัวนี้มาจากไหน เพราะคราวน์ซีรี่ส์นั้นมีแค่อย่างละตัวจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีโกลด์ถึงสองตัว ในระหว่างนั้นสาวกเทพมารที่สวมหน้ากากอีกาก็พูดคุยบางอย่างกับโกเลมสีทองตัวนั้นแต่เนื่องจากอยู่นอกระยะจึงไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกันบางทีเจ้าหน้ากากอีกานี่อาจจะเป็นมาสเตอร์ของโกลด์และเดิมทีสเตฟก็เคยบอกว่าโกลด์นั้นหล่นลงมาจากรอยแยกของมิติดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่ามันจะหลุดมาจากช่วงเวลาอื่นอย่างเช่นโลกในอดีตแต่โทยะก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่มันจะเป็นเครื่องอื่นที่เหมือนกัน
.
หลังจากนั้นโทยะก็กลับไปให้ความสนใจกับสไลม์ต่อแต่ในตอนนั้นเองสัญญาณก็ขาดไปเรืออาร์คดำลงสู่ก้นทะเลอีกครั้งหลังขุดทรัพยากรเสร็จส่วนโดรนสำรวจก็ระเบิดตัวเองไปเพื่อทำลายร่องรอยแต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้ข้อมูลมาบางส่วนทั้งไซคลอปส์รุ่นใหม่ สไลม์ แล้วก็โกเลมที่เหมือนกับโกลด์ แต่ประเด็นก็คือเขาจะเอายังไงกับสไลม์นั่นดีเพราะมันถึงขนาดเคนทำลายประเทศมาแล้วคงต้องคิดมาตรการรับมือและที่เหนือสิ่งอื่นใดภรรยาของเขาไม่ค่อยชอบสไลม์เสียด้วยแต่ก่อนอื่นโทยะเรียกสเตฟกับโกลด์แล้วก็คุอนกับซิลเวอร์มาเพื่อถามข้อมูลเกี่ยวกับโกลด์อีกตัวหนึ่งที่อยู่บนเรืออาร์คแต่ตัวโกลด์เองก็ไม่รู้เรื่อง จุดนี้เรจีน่ามองว่าเพราะความทรงจำของโกลด์ถูกลบไปแล้วตอนที่สเตฟทำการเดินเครื่องใหม่ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเกินคาดแต่อย่างใดโกลด์นั้นถือเป็นโกเลมแบบเลกาซี่ดังนั้นจึงออฟชั่นในการลบข้อมูลเก่าออกเพื่อถูกให้เริ่มทำงานใหม่แต่ตามปกติเขาจะไม่ทำการลบกันเพราะถ้าทำแบบนั้นความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาจะหายวับไปกับตาและต้องมาเริ่มเก็บกันใหม่ตั้งแต่ต้นเว้นแต่ว่าจะอยู่ในโหมดสลีปนานเกินไปจึงจะถูกบังคับให้รีเซตซึ่งโกลด์นั้นเดินทางมายุคนี้ด้วยการข้ามกาลเวลามาดังนั้นจึงน่าจะอยู่ในโหมดสลีปได้ไม่นานทว่าตอนที่สเตฟเดินเครื่องใหม่ได้สั่งลบไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้ความทรงจำอันมีค่าเมื่อ 5000 ปีก่อนหายไปแม้ว่าลักษณะเฉพาะต่าง ๆ ของโกลด์ยังคงเหลืออยู่เพราะงั้นเมื่อถามถึงเครื่องที่เหมือนกันอีกเครื่องคำตอบที่ได้จึงเป็น "ไม่รู้" ไปโดยปริยาย เมื่อโกลด์ไม่มีคำตอบอะไรให้จึงต้องหันไปถามซิลเวอร์แทนเพราะมันเคยบอกว่าเป็นไทป์เดียวกับโกลด์ แต่มันก็บอกว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกันและตัวโครมรันเชสเองก็เป็นประเภทจะไม่ทำผลงานซ้ำถ้าทำแล้วครั้งหนึ่งเขาจะไม่กลับมาทำอีกถ้าหากโกลด์จะมีสองเครื่องนั่นก็แปลว่ามันถูกสร้างมาพร้อมกันตั้งแต่แรกเริ่มดังนั้นความเป็นไปได้ที่โกลด์จะมีสองเครื่องก็คือมันเป็นเครื่องแฝดที่สร้างมาพร้อมกันหรือไม่ก็เป็นเครื่องสร้างเลียนแบบแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นแบบไหนกันแน่ที่รู้แน่ชัดตอนนี้ก็มีแค่มีโกเลมที่เหมือนกับโกลด์อยู่กับทางนั้นและน่าจะเป็นเครื่องที่ไม่ได้ถูกลบข้อมูลและมีความรู้ของโครม รันเชสอยู่ซึ่งโทยะก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่ก่อเรื่องยุ่งยากให้เขา
.
เท่าที่รู้ก็คือตอนที่โครมสร้างซิลเวอร์กับโกลด์นั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างโกเลมที่สามารถใช้สกิลได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนดังนั้นจึงมีการสร้างที่แตกต่างไปจากคราวน์ตัวอื่นโดยมีการผสมสิ่งมีชีวิตลงไปทำให้ซิลเวอร์กับโกลด์มีความเป็นสัตว์เวทมนตร์อยู่ด้วยทำให้มันมีความสามารถในการเรียนรู้และมีพฤติกรรมที่เป็นอัตตาของตัวเองมากกว่าโกเลมทั่วไปแต่เมื่อมาเทียบกันแล้วแนวคิดที่นำเครื่องจักรกับสิ่งมีชีวิตมารวมกันก็ยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่ากับที่เรจีน่าทำเพราะเรจีน่าประสบความสำเร็จในการนำเอาเครื่องจักรและสิ่งมีชีวิตมารวมกันจนได้ออกมาเป็นบาบิโลนซิสเตอร์อย่างพวกเชสก้า ท้ายที่สุดพวกโทยะก็ไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับโกลด์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่บนเรืออาร์คดังนั้นตอนนี้จึงต้องวางเรื่องนี้ลงก่อนและมาคิดหาวิธีรับมือกับกลาโทนี่สไลม์ เรจีน่าเสนอว่าให้ใช้พริซันขังมันแล้วจับโยนลงลาวาก็น่าจะพอจัดการได้แต่โทยะกลัวว่ามันอาจจะไม่ตายเพราะมันมีสไลม์บางสายพันธ์ที่ทนความร้อนระดับนั้นได้เพราะมันมีสไลม์ที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาไฟอย่าง เรดสไลม์ เฟรมสไลม์ และยังมีแมกม่าสไลม์ที่อาศัยอยู่ในลาวาด้วยถ้าหากกลาโทนี่สไลม์มีคุณสมบัติแบบเดียวกันล่ะก็แบบนั้นก็ฆ่ามันไม่ได้แน่ดังนั้นจึงมีข้อเสนอว่าใหัจับมันใส่พริซันแล้วค่อย ๆ บีบมันให้ตายแทน ส่วนแผนบุกเรืออาร์คยังต้องรอจัดการกับเจ้าสาวกเทพมารที่สวมหมวกดำน้ำให้ได้หรือไม่ก็ต้องผนึกพลังของเทวภัณฑ์เทพมารของเขาด้วยเทวภัณฑ์ที่โทยะสร้างขึ้นให้ได้ก่อนถ้าไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะมีโอกาสหลบหนีได้ซึ่งระยะสูงสุดที่เทวภัณฑ์ของโทยะจะสามารถผนึกความสามารถของอีกฝ่ายได้คือ 50 เมตรแต่เรืออาร์คมีขนาดกว้างใหญ่กว่านั้นมากสรุปคือถ้าจะใช้ก็ต้องเข้าใกล้เป้าหมายเท่านั้นดังนั้นถ้าหากจะบุกเรืออาร์คก็ต้องใช้กลยุทธแทรกซึมเข้าไปไม่ใช่บุกไปซึ่งหน้าแต่ก็การจะแทรกซึมเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีถ้าหากว่าเจ้าหมวกดำน้ำนั่นออกมาเองจะเป็นอะไรที่ง่ายกว่าเยอะตอนนี้โทยะกำลังคิดว่าถ้าใช้การข้ามมิติด้วยพลังเทพจะสามารถแทรกผ่านบาเรียคุ้มกันของเรืออาร์คได้หรือไม่แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ต้องใช้เวลาเตรียมการซักพักดังนั้นเรจีน่าจึงกะจะใช้เวลานี้ปรับปรุงเฟรมเกียร์ของพวกยูมิน่าและโทยะในขณะที่คอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของเรืออาร์คไปพลาง ๆ ก่อน
.
ในตอนนั้นเองราชาแห่งซาร์ดเนียก็ได้โทรเข้ามาแจ้งว่ามีการค้นพบสิ่งที่ดูเหมือนเฟรซที่อาณาจักรของเขาอีกแล้วโดยคราวนี้มีรูปร่างเหมือนม้าและตัวไม่ได้โปร่งใสเป็นน้ำแข็งแต่มันมีสีม่วงเรื่องนี้ทำให้โทยะแปลกใจเพราะตามปกติพวกกลายพันธุ์มันจะมีสีทองแต่เมื่อเสียเทพมารไปมันก็จะกลายเป็นสีเทาเหมือนหินแต่นี่มันกลับมีสีม่วงแบบนี้จะใช่เฟรซหรือเปล่าซึ่งจุดที่พบมันก็คือหมู่บ้านใกล้ ๆ กับจุดที่เจอโคลด์สเนลจากคำบอกเล่าเห็นว่าชาวบ้านไปพบมันตอนกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรที่เป็นหมีที่มีสี่มือโดยมันใช้เขาที่แหลมเหมือนมีดที่ยื่นออกมาจากหัวขอมันแทงหมีสี่มือตายแล้วก็จากไปอย่างไม่ใยดีแต่พอโทยะลองใช้เซิร์จค้นหาก็ไม่พบความเป็นไปได้จึงมีสองอย่างคือมันไม่ใช่เฟรซกับสามารถป้องกันเวทค้นหาได้เพื่อสืบหาความจริงโทยะจึงต้องเดินทางไปซาร์ดเนียเพื่อหาคำตอบโดยมีคุองขอตามไปด้วยส่วนสเตฟตอนแรกก็รบเร้าจะไปด้วยแต่เพราะติดว่าหลังจากนี้จะต้องไปเรียนกับซูจึงให้ตามไปด้วยไม่ได้แต่คุองสัญญาว่าจะถ่ายรูปกลับมาฝากสเตฟจึงยอมฟังแต่โดยดีส่วนโทยะพอเห็น คุองกับสเตฟแล้วก็ชวนให้เขาคิดถึงน้องสาวของเขา "ฟุยุกะ" ขึ้นมาและรู้สึกอยากจะพาลูก ๆ ไปพบกับพ่อกับแม่และน้องสาวของเขาอยู่เหมือนกันและหลังจากนั้นโทยะก็เปิดเกทเพื่อเดินทางไปซาร์ดเนียพร้อมกับคุองและสิ่งที่รอต้อนรับอยู่ก็คืออากาศที่หนาวเย็นคุองที่สวมชุดบาง ๆ โดนความเย็นเล่นงานเข้าทันทีเมื่อก้าวพ้นเกทส่วนโทยะมีเสื้้อโค้ทป้องกันเลยไม่เป็นอะไรมากโทยจึงต้องร่ายวอร์มมิ่งให้กับลูกชายของเขาเพื่อป้องกันความหนาว จุดที่เขามาโผล่ตอนนี้ก็คือป่าในซาร์ดเนียที่มีบอกว่ามีการพบม้าผลึกสีม่วงสภาพอากาศตอนนี้แม้จะไม่มีหิมะตกแต่ท้องฟ้าก็มืดครึ้มเขาจำเป็นต้องรีบหาเป้าหมายให้เจอแต่ว่าเมื่อเซิร์จใช้การไม่ได้ก็ต้องหาทางอื่น คุองเสนอว่าให้ลองค้นหาจากรอยเท้าที่เหลืออยู่บนหิมะดูซึ่งก็เป็นความคิดที่ไม่เลวถ้าไม่ติดว่า การแยกรอยเท้าม้ากับกวางในสถานที่แบบนี้ไม่เรื่องง่ายแถมยังมีความเป็นไปได้ว่าเท้าของเจ้าม้าผลึกสีม่วงอาจจะไม่ได้เหมือนกับเท้าของม้าก็เป็นได้
.
ซิลเวอร์เสนอว่าให้ลองค้นหาซากสัตว์ที่ไม่ได้ตายตามธรรมาชาติดูแต่โทยะมองว่าไม่น่าจะได้ผลเพราะมันอาจจะเหมารวมกับพวกซากที่ตเป็นเหยื่อของพวกหมาป่าก็ได้แต่แล้วซิลเวอร์มันก็สงสัยว่าถ้าหากว่าเจ้าม้าสีม่วงนั่นมันไล่ต่อสู้และฆ่าสัตว์อสูรไปทำไม่ถ้ามันไม่ได้ล่าเพื่อกินเป็นอาหารแล้วมันมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่กันแน่หรือว่าเพราะไปขวางทางมันเข้าหรือเพราะต้องการกำจัดพวกสัตว์อสูรทิ้งกันแน่หรือว่าเพราะมันต้องการปกป้องตัวอ่อนจากหมีหกแขนกัน แต่ถ้าคิดดูให้ดีแล้วเฟรซนั้นไม่มีช่วงวัยเด็กเมื่อมันเกิดมาก็จะมีสภาพโตเต็มวัยไปเลยยกเว้นกรณีของอลิสที่เป็นการผสมข้ามเผ่าพันธุ์และเมื่อเซิร์จหาตัวมันไม่ได้แต่พอจะเดาจุดประสงค์ได้โทยะจึงเปลี่ยนมาใช้การค้นหาตำแหน่งที่มีสัตว์อสูรอยู่แทนเพราะมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าม้าสีม่วงนั่นจะตระเวนไปตามบริเวณนั้นเพื่อไล่ล่าเป้าหมายและเมื่อทำการค้นหาก็พบว่ามีจุดที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเหล่าสัตว์อสูรโผล่ออกมาหลายจุดแต่มีจุดนึงที่เป็นว่างไม่แสดงอะไรเลยเพราะมันดูผิดปกติจนเกินไปโทยะเชื่อว่ามันน่าจะอยู่ตรงนี้แหละแถมยังอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่ด้วยว่าแล้วเขาก็พาคุองเทเลพอร์ตไปที่นั่นทันที เมื่อเทเลพอร์ตไปตรงจุดนั้นก็พบว่ามันเป็นป่ารกที่เต็มไปด้วยต้นสนแต่ไม่มีวี่แววของพวกสัตว์อสูรเลยแต่ไม่นานนักโทยะก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างเขาจึงชักบรุนฮิวออกมาและโจมตีออกไปเจ้าอสูรผลึกที่มีรูปร่างเหมือนม้าโผล่ออกมาโจมตีเขา มันมีรูปร่างเหมือนม้าที่มีหกขา สีม่วงราวกับอเมทิสต์มีสิ่งที่แหลมคล้ายดาบยื่นออกมาจากหน้าผากของมัน มีรูปร่างคล้ายม้าก็จริงแต่ไม่มีตา ไม่มีปาก ไม่มีหู มีสิ่งที่ดูเหมือนเป็นแก่นอยู่ที่บริเวณฐานคอแต่แก่นมันดูแปลก ๆ กว่าที่เคยเห็นคือมันเหมือนกับทรงยี่สิบหน้ามากกว่าจะเป็นทรงกลม ในระหว่างที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นเฟรซสีม่วงก็พุ่งเข้ามาโจมตีอีกโทยะจึงใช้แอปพอร์ตใส่มันแต่ไร้ผล เวทมนตร์ไม่ได้ผลกับเฟรซก็จริงแต่นั่นมันในกรณีที่โจมตีใส่ร่างกายส่วนที่เป็นผลึกของมันเพราะมันมีความสามารถในการดูดซับเวทแต่แก่นของมันไม่ป้องกันเวทถ้าเล็งไปที่จุดนั้นโดยตรงก็ถือว่าได้ผลอยู่ เวทประเภทแอบพอร์ตจึงสามารถใช้จัดการเฟรซระดับล่างที่มีแก่นไม่ใหญ่เกินไปได้ราวกับว่ามันมีอะไรยืดติดเอาไว้อยู่ถ้าหากว่าในกรณีนี้แอบพอร์ตจะไม่ได้ผลเพราะแอบพอร์ตเองไม่สามารถดึงอวัยวะที่เชื่อมต่อกับร่างกายมาได้อย่างพวกลูกตาหรือหัวใจเหล่านี้แอบพอร์ตไม่สามารถดึงออกมาได้เดิมทีแก่นของเฟรซจะไม่เชื่อมต่อกับตัวผลึกเพราะงั้นต่อให้ทำลายตัวผลึกไปจะก็จะยังเหลือแก่นไว้อยู่ดีดังนั้นแล้วมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าเฟรซสีม่วงนี้จะตรงกันข้ามคือมีแก่นเชื่อมติดกับร่างกาย
.
เมื่อแอบพอร์ตไม่ได้ผลโทยะจึงเปลี่ยนบรุนฮิวเป็นโหมดปืนและเล็งปากกระบอกไปยังแก่นของมันแต่ในพริบตาต่อมาแก่นของเฟรซสีม่วงก็โดนทำลายและร่างกายของมันก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยพลังของเนตรมารบดขยี้ดูเหมือนว่าเนตรมารจะได้ผลแต่ว่ามันก็มีขีดจำกัดหากเป็นพวกระดับสูงกว่านี้อาจไม่ได้ผลก็เป็นได้หลังจากปราบเฟรซสีม่วงลงได้เจ้าซิลเวอร์ก็ชมคุองอย่างออกนอกหน้าว่าสามารถโค่นศัตรูที่แม้แต่คุณพ่อยังตึงมือได้ในการโจมตีแค่ครั้งเดียวโทยะแย้งว่าไม่ได้ตึงมือซักหน่อยหลังจากนั้นโทยะก็ลองหยิบชิ้นส่วนที่แตกกระจายนั้นขึ้นมาดูมันมีลักษณะเหมือนกับอัญมณีแต่เป็นผลึกเฟรซหรือไม่ต้องลองตรวจสอบดูเรจีน่ากับคูนคงดีใจแน่ถ้าได้เห็นมันว่าแล้วโทยะก็เก็บทุกอย่างรวมไปถึงแก่นที่ถูกบดจนแตกเข้าสโตร์แต่แล้วในตอนนั้นเองพวกสัตว์คริสตัลหลากสีไม่ว่าจะ แดง ฟ้า เหลือง ม่วง เขียว ดำ กำลังตรงมาหาพวกเขาเรียกได้ว่ามาเป็นฝูงโทยะเตรียมอาวุธของตนเพร้อมกับความคิดที่จะถึงเวลาโชว์เทพให้ลูกดูแล้วแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้โชว์อยู่ดีเพราะคุองเก็บเรียบซะจนโทยะไม่ได้ออกโรงเลยหน้าที่เดียวที่โทยะทำได้ตอนนี้ก็คือเก็บเศษผลึกที่กระจัดกระจายบนหิมะเข้าสโตร์สาเหตุก็เพราะแค่คุองจ้องมองมันก็แตกกระจายแล้วนั่นเอง ชิ้นส่วนพวกนี้ดูแล้วไม่คล้ายผลึกคริสตัลเท่าไหร่ดูแล้วเหมือนอัญมณีเสียมากกว่าเพราะมีสีที่เข้มกว่าและเมื่อลองใส่พลังเวทให้มันก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวัสดุคริสตัลแต่คุณภาพด้อยกว่ามาก ความสามารถในการจุพลังต่ำความทนทานก็ต่ำราวกับว่าเป็นปลอมเลยดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่านี่อาจจะเป็นเฟรซปลอมที่ยูระเคยศึกษาวิจัยหลังรวบรวมชิ้นส่งได้หมดแล้วโทยะกับคุองก็เดินมุ่งหน้าต่อไปยังใจกลางที่ว่างเปล่าของป่า จริง ๆ จะบินไปก็ได้แต่เพราะที่นี่เป็นป่าสนทำให้การมองจากบนฟ้าทำได้ไม่ดีเพราะมีต้นไม้บังดังนั้นโทยะจึงตัดสินใจว่าเดินหาเอาจะดีกว่าระหว่างทางแม้จะมีอสูรอัญมณีโผล่ออกมาโจมตีบ้างแต่ก็โดนคุองทำลายทิ้้งเพียงแต่จ้องมองด้วยเนตรมารส่วนโทยะก็ทำหน้าที่เก็บซากเหมิอนอย่างเคย ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งโผล่ออกมาโจมตีบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนโทยะสงสัยว่ามันมีจำนวนเยอะแค่ไหนกันแน่หลังจากทำลายพวกมันไปเรื่อย ๆ การโจมตีก็หยุดลงในที่สุด โทยะไม่รู้ว่าเพราะทางนั้นยอมแพ้แล้วหรือว่ามีสาเหตุอื่นในแต่พวกเขาก็มุ่งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ
.
ในระหว่างนั้นโทยะก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงอะไรซักอย่างที่พาลให้หูอื้อมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คุองเองก็รู้สึกเช่นกันในระหว่างที่กำลังสงสัยกันอยู่เจ้าซิลเวอร์มันก็บอกว่านั่นเป็นคลื่นความถี่ที่ถูกส่งออกมาซึ่งโดยปกติแล้วประสาทหูของมนุษย์จะไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่าพวกเขามาไม่ผิดทางแน่โทยะจึงเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นและในที่สุดเมื่อผ่านป่าออกมาแล้วพวกโทยะก็ได้พบกับอะไรบางอย่างมันคือหลุมอุกาบาตที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณร้อยเมตร ภายในหลุมมีเสาคริสตัลรวมกันอยู่เป็นกระจุกเสาคริสตัลหลากสีเติบโตออกมาจากจุดนั้นและถ้าสังเกตดี ๆ เสาผลึกแต่ละตนมีแก่นขนาดประมาณลูกเบสบอลอยู่ภายในในระหว่างที่กำลังพิจารณาสิ่งที่เห็นอยู่ คุองก็ชี้ให้ดูเสาผลึกสีเหลืองที่แตกออกมาจากร่างของเสาและร่วงหล่นลงมาก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นหมีสีเหลืองแต่ทันทีที่มันยืนขึ้นก็โดนเนตรมารของคุองบดขยี้จนแหลกไปแต่นั่นก็ทำให้พอเข้าใจแล้วว่าเสาแต่ละต้นที่เห็นนี่ก็คือพวกเฟรซอัญมณีและจุดนี้ก็คือแห่งกำเนิดของมันโทยะมีความสงสัยว่าพวกเฟรซแท้ก็กำเนิดมาด้วยวิธีนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นโทยะก็แบกคุอนบินเข้าไปจนถึงใจกลางของหลุมเพราะไม่อยากเสี่ยงกับพวกพวกเสาคริสตัลที่กระจายอยู่แถวนั้นและได้พบกับเสาคริสตัลที่แตกต่างจากต้นอื่นเพราะมันมีความโปร่งใสที่มากกว่าดูราวกับเป็นเสาโอเบลิสและการที่มันอยู่ตรงกลางหลุมก็แสดงว่ามันเป็นสิ่งที่ตกลงมาแต่พอคุองเห็นมันเข้าเขาก็แสดงท่าที่ประหลาดใจออกมาซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากที่เขาจะแสดงท่าทีแบบนี้ แสดงว่าเสาคริสตัลต้นนี้ต้องมีอะไรและเมื่อสังเกตุดูในต้นเสาก็มีอะไรอยู่ข้างในด้วยแต่ว่ามองเห็นไม่ค่อยชัดนักมันเป็นแก่นของเฟรซหรืออย่างไรโทยะจึงลงไปที่เบื้องหน้าของเสาเพื่อสำรวจคุองลงจากหลังของโทยะเพื่อเข้าไปดูเสาใกล้ ๆ ในที่สุดเขาก็แน่ใจแล้วว่าเขาเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนภายในเสามีแก่นเหมือนอัญมณีที่แตกเสียหายอยู่ลักษณะของแก่นนี้แตกต่างจากแก่นของเฟรซอัญมณีอยู่ตรงที่ขนาดของมันพอ ๆ กับลูกปิงปองและมีสีเหมือนกับสีรุ้ง คุองบอกว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนย้อนเวลามาในยุคสมัยนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้โทยะได้ฟังมาจากท่านย่าโทคิเอะว่าเด็ก ๆ เจอกับการสั่นไหวของมิติเวลาจนถูกพัดพามาในยุคนี้ คุองจึงเล่าให้โทยะฟังว่าก่อนเกิดเหตุในโลกอนาคตวันนั้นเป็นวันหยุดพวกเขาจึงไปรับงานปราบไคเซอร์แอปในป่าเบลฟาสต์จากกิลด์แล้วก็พากันไปสำรวจป่าราวกับไปปิกนิก จริงอยู่ว่าไคเซอร์แอปเป็นสายพันธุ์ที่เหนือกว่าคิงแอปในความเป็นจริงมันไม่ได้ไปล่าได้ง่าย ๆ เหมือนกับไปเดินปิกนิกหรอกแต่สำหรับลูก ๆ ของเขาแล้วมันก็คงได้อารมณ์ประมาณนั้นโทยะตั้งใจฟังเรื่องราวของคุองต่อ
.
วันนั้นอลิสกับลินเน่อัดไคเซอร์แอปเละเป็นเศษซากด้วยพริสม่ากิโยตินกับกราวิตี้ จำนวนที่ฆ่าไปจนถึงตอนนี้ก็หลายสิบแล้วซึ่งอลิสกับลินเน่ก็เถียงกันว่าใครเป็นคนฆ่าตัวที่สามสิบได้ก่อนกันแน่ แต่ยาคุโมะ เฟรย์แล้วก็คุองได้แต่ถอนหายใจเพราะการโจมตีของทั้งสองคนเล่นซะซากยับเยินจนเอาไปใช้อะไรไม่ได้ขายก็ไม่ได้ราคาซึ่งยาคุโมะได้แต่บ่นในเรื่องนี้ส่วนคุองก็บอกว่าเปล่าประโยชน์ที่จะพูดเรื่องนี้กับสองคนนั่น ส่วนเฟรย์มองว่าราคาขายของพวกชิ้นส่วนของไคเซอร์แอปมันไม่ได้แพงอะไรอยู่แล้วเพราะงั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้พลางเก็บชิ้นส่วนพวกนั้นเขาสโตร์ไปเพราะถึงจะขายได้ไม่แพงแต่ก็ไม่ควรทิ้งให้สูญเปล่า จากนั้นยาคุโมะก็ถามอาเชียผู้สามารถใช้เซิร์จได้ว่ามีไคเซอร์แอปอยู่ที่ไหนอีกแล้วก็ได้คำตอบมาว่าอยู่ทางเหนือของที่นี่อีกห้าตัวว่ากันว่าจะภายในช่วงเวลาสิบปีจะมีปีที่ไคเซอร์แอปขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วอยู่ซึ่งคูนก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นปีนี้และเพราะมันเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจึงต้องมีการปราบปราม ในระหว่างนั้นสเตฟก็มาประท้วงพวกลินเน่ที่ได้ต่อสู้ปราบไคเซอร์แอปเธอเองก็อยากจะทำบ้างแต่เพราะการโจมตีของสเตฟหลัก ๆ แล้วมันก็คือการเอาพริซันหุ้มตัวไว้แล้วพุ่งชนซึ่งมันจะส่งผลให้ป่ารอบ ๆ ถูกทำลายไปด้วยจึงโดนพี่ ๆ ห้ามไว้ แม้เอลน่าจะบอกว่าถ้าหากว่าคิดจะเก็บต้นไม้ไปขายด้วยก็คงไม่เป็นไรแต่คุองรู้สึกว่าปัญหามันไม่ได้อยู่แค่นั้น ส่วนยาคุโมะก็พยายามย้ำเตือนพวกน้อง ๆ ให้ระวังการโจมตีของพวกเธอไม่ให้สร้างความเสียหายกับพื้นที่รอบ ๆ จนเกินไป แต่ในขณะที่กำลังจะมุ่งหน้าไปกันต่อโยชิโนะก็บอกให้ทุกคนรอก่อนเพราะเธอได้ยินเสียงแปลก ๆ แม้จะไม่เท่ากับแม่ของเธอแต่โยชิโนะก็มีประสาทการฟังที่ยอดเยี่ยมกว่าทุกคนในที่นี้ทุกคนจึงหยุดนิ่งและฟังเสียงดูบ้างแต่นอกจากเสียงนก เสียงต้นไม้ใบหญ้าที่ลู่ไหวตามลมแล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติ ในขณะที่โยชิโนะบอกว่าได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรแตกพร้อมกับชี้ทิศทางที่มาของเสียงนั้นในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ ก็ยังคงไม่ได้ยินอะไรแต่ถ้าหากโยชิโนะพูดแบบนั้นแสดงว่ามันต้องมีอะไรแน่ คูนเสนอให้ไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นซึ่งเด็กคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้คัดค้านพวกเขาจึงเดินไปทางต้นทางที่โยชิโนะบอกว่าได้ยินเสียง
.
และเมื่อออกจากป่ามาสู่ที่โล่งพวกเด็ก ๆ ก็พบกับรอยแตกร้าวบนท้องฟ้าที่ค่อย ๆ แผ่ขยายไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปพวกเด็ก ๆ ให้ความสนใจกับสิ่งที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกซึ่งถ้าพ่อแม่ของพวกเด็ก ๆ อยู่ด้วยคงรีบสั่งให้พวกเด็ก ๆ ออกห่างจากรอยแตกนั้นเป็นแน่แท้และหลังจากท้องฟ้าแตกสลายก็ทำให้เกิดรอยแยกขึ้นและมีบางอย่างตกลงมาจากรอยแยกนั้น มันเป็นของเหลวใส ๆ ที่พวกเด็ก ๆ เห็นแล้วคิดว่ามันเป็นสไลม์หล่นลงมาที่พื้นแต่ขนาดของมันก็ดูใหญ่เกินกว่าจะเป็นสไลม์ โดยปกติสไลม์จะตัวโตขนาดประมาณใส่ในถังได้แต่เจ้านี้ใหญ่ขนาดต้องใส่อ่างอาบน้ำประมาณสามถึงสี่อ่าง แม้คูนจะเคยได้ยินว่ามีสไลม์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "บิ๊กสไลม์" อยู่บ้างก็ตาม เอลน่าเดาว่ามันอาจเป็นวอลเตอร์สไลม์ตามปกติสไลม์ไม่เป็นภัยกับมนุษย์เพราะมันจะไม่โจมตีสิ่งมีชีวิตที่แกร่งกว่าแต่ถ้ามันใหญ่ขนาดนี้ก็อาจจะถึงขั้นสามารถล่ามนุษย์ได้เหมือนกันเฟรย์สังเกตเห็นว่าเจ้าสิ่งนี้มีการเคลื่อนไหวจึงได้บอกให้ทุกคนรู้ มีส่วนหนึ่งของมันขยายขึ้นแล้วมันก็ปล่อยสิ่งที่เหมือนหนวดแหลมยืดออกมาโจมตีพวกเด็ก ๆ แต่ว่ามันก็โดนเนตรมารของคุองหยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้กลางอากาศในทันทีทำให้มาไม่ถึงพวกเด็ก ๆ ในพริบตานั้นยาคุโมะก็ชักดาบออกมาฟันหนวดนั้นขาดพอคุองคลายเนตรมารหนวดนั้นก็ตกลงพื้นเกิดเป็นเสียงหนัก ๆ ราวกับโลหะตกลงกระทบพื้น คูนสงสัยว่าทำไมส่วนที่ถูกตัดขาดมันถึงแข็งตัวได้ทันทีแบบนั้นสไลม์มีคุณสมบัติแบบนี้ด้วยหรือในขณะที่เฟรย์ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเธอคิดแค่ว่าสไลม์มีหลายประเภทก็อาจจะมีพวกที่มีความพิเศษก็ได้แต่ว่าถ้าตกลงมาจากฟ้าแบบนี้ไม่น่าใช่สไลม์ที่ดีแน่ ๆ สิ่งนั้นยังคงมีการเคลื่อนไหวแม้จะไม่โจมตีออกมาอีกในขณะที่ยาคุโมะกำลังเฝ้าระวังอยู่ลินเน่ก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรกลม ๆ ขนาดประมาณลูกปิงปองสีรุ้งอยู่ภายในใจกลางของสิ่งนี้ คูนคิดว่ามันน่าจะเป็นเหมือนแก่นของพวกโกเลมถ้าทำลายมันได้ก็อาจจะเอาชนะสิ่งนี้ได้เมื่อได้ยินแบบนั้นยาคุโมะกับเฟรย์จึงก้าวออกไปข้างหน้า แต่ว่าจู่ ๆ สิ่งนั้นก็กลับค่อยถอยห่างออกไป
.
สเตฟรู้สึกว่าสิ่งนี้แปลกดี คุองเองก็พูดว่าเขาไม่เคยเห็นสไลม์แบบนี้มาก่อนแล้วสเตฟก็บอกว่าเหมือนสิ่งนั้นกำลังพยายามปกป้องอะไรบางอย่างแต่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดการระเบิดขึ้นในระยะใกล้ ๆ ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนตกใจกันหมด ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายถูกพัดไปด้วยแรงกระแทกรู้สึกว่าสมดุลของร่างกายเสียไปไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หรือเปล่าและเมื่อลองมองดูก็พบว่าทุกคนยืนแยกกันอยู่คนละที่แม้ไม่ไกลจากเดิมมากนักแต่ตำแหน่งมันสลับกันไปมา ในตอนนั้นลินเน่ก็บอกให้มองดูท้องฟ้าเมื่อทุกคนมองขึ้นไปก็พบว่าดวงตะวันกำลังเคลื่อนตกดินด้วยความเร็วที่มากผิดปกติจากนั้นดวงจันทร์ก็ขึ้นมาราวกับจะไล่ตามให้ทันแล้วดวงอาทิตย์ก็ขึ้นใหม่อีกครั้งทางทิศตะวันออก ในขณะที่กำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้นพื้นที่ป่าเองก็หายไปกลายเป็นกลายเป็นเมือง กลายเป็นผืนดิน กลายเป็นที่รกร้าง และกลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว จากต้นไม้ตายก็กลายเป็นต้นอ่อนและเติบโตอย่างรวดเร็วคูนเริ่มรู้แล้วว่าบริเวณนี้่กำลังหลุดออกนอกการควบคุมของมิติเวลา ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มบิดเบี้ยวและเริ่มมีการแตกร้าวของมิติเจ้าแก่นสีรุ้งที่ตอนแรกงเปล่งแสงกระพริบ ๆ อยู่มันก็ปล่อยแสงเจิดจ้าจนมองตรง ๆ ไม่ได้ออกมาคูนบอกให้ยาคุโมะเปิดเกทเพื่อจะหลบหนีแต่ยาคุโมะบอกว่าเธอทำไปแล้วแต่มันเปิดไม่ได้ โยชิโนะเองก็ใช้เทเลพอร์ตไม่ได้เหมือนกันอาจจะเพราะความบิดเบี้ยวของมิติทำให้กำหนดพิกัดในการเคลื่อนย้ายไม่ได้แล้วพวกเด็ก ๆ ก็หมดสติไปหลังจากนั้น รู้ตัวอีกทีพวกเด็ก ๆ ก็มาอยู่ในสถานที่ที่มืดสนิทแต่มันแปลกตรงที่พวกเขายังมองเห็นตัวเองได้อยู่และคนอื่น ๆ ได้ซึ่งถ้ามันเป็นที่มืดก็ไม่ควรจะมองเห็นอะไรหลังจากได้สติเด็ก ๆ ทั้งสิบคนก็พบว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและต่างก็กำลังล่องลอยอยู่ราวกับอยู่ในพื้นที่ไร้แรงดึงดูด คุองพยามมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดตอนแรกเขาก็ตกใจนึกว่าตัวเองตายแล้วแต่พอตรวจสอบดูก็พบว่าตัวเองยังหายใจและหัวใจก็ยังเต้นอยู่แสดงว่าเขายังไม่ตายถ้าอย่างนั้นแล้วที่นี่มันคือที่ไหนในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้นย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าที่นี่คือช่องว่างที่อยู่ระหว่างบาเรียกั้นโลกกับโลกที่ถูกตัดขาด ไม่มีทั้งซ้าย ขวา บน ล่าง รอบ ๆ ตัวเป็นสีดำสนิทตั้งแต่เกิดมาพวกคุองก็เพิ่งเคยเป็นแบบนี้เป็นครั้งแรกแต่ว่าเมื่อคุณย่าปรากฏกายเด็ก ๆ ก็โล่งใจได้เพราะในบรุนฮิวนั้นไม่ใครจะแกร่งเกินไปกว่าท่านนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเทพดาบหรือเทพยุทธก็ยังต้องปฏิบัติตนราวกับเป็นเด็ก แม้แต่เจ้ารัฐอย่างโทยะเองหือไม่ได้และยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนรวมไปถึงอลิสด้วย
.
คูนถามเรื่องราวจากย่าโทคิเอะเกี่ยวสถานที่แห่งนี้และสาเหตุที่ทำให้พวกเธอหลุดเข้ามาที่นี่และได้รับคำตอบว่าเป็นผลมาจาก "มิติสั่นไหว" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ บนพื้นโลกและถ้าจะอธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือ สมมุติว่ามีคนยืนอยู่บนแทมโบลินแล้วจู่ ๆ ก็มีอีกคนกระโดดลงมากระทันหันมันก็จะส่งผลให้คนที่อยู่บนนั้นถูกแรงเด้งจากแทมโบลินทำให้ลอยขึ้นไปและนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ กระเด็นขึ้นมายังสถานที่แห่งนี้และถ้าหากตกไปในมิติสั่นไหวแล้วตามปกติก็จะต้องติดอยู่ในนี้ตลอดไปแต่ถ้าโชคดีก็จะหลุดออกไปโผล่ในยุคสมัยไหนซักยุคหนึ่งแต่ในกรณีของเด็ก ๆ มีเทพแห่งกาลเวลาช่วยดังนั้นจึงสามารถกลับไปยังยุคสมัยเดิมได้อย่างปลอดภัยแต่ว่าในตอนนี้ยังทำแบบนั้นไม่ได้ถ้าหากเด็กก้าวออกไปจากตรงนี้จะกลับไปยังอดีตแทนเพราะว่ามีปัญหาเล็กน้อยจึงทำให้ส่งกลับไปยังเวลาเดิมในตอนนี้ไม่ได้ เพราะการกระทำของสาวกเทพมารได้ส่งผลกระทบบางอย่างถ้ากลับเวลาเดิมตอนนี้จะมีปัญหาดังนั้นจึงต้องส่งเด็ก ๆ กลับไปยังอดีตในตอนที่พวกเขายังไม่เกิดและพ่อกับบรรดาคุณแม่ยังเป็นหนุ่มสาวกว่าตอนนี้และอยู่ที่นั่นไปซักพักจนกว่าทุกอย่างจะสงบ คุองกับคูนเกรงว่าการที่พวกเขากลับไปยังอดีตแล้วทำอะไรที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงอนาคตเข้ามันจะไม่แย่เอาหรือ ย่าโทคิเอะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะด้วยพลังของเธอหาเกิดการบิดเบี้ยวไปนิดหน่อยยังสามารถแก้คืนได้แต่ว่าอย่างที่บอกไปตัวตนของพวกสาวกเทพมารจะส่งผลให้อนาคตต่างไปเล็กน้อยดังนั้นจึงอยากให้เด็ก ๆ อยู่ที่ยุคนั้นจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากกลับไปยังอดีตเด็ก ๆ ก็ต้องยอมรับมันเท่านั้นแต่การออกไปจากตรงนี้พวกเด็ก ๆ จะกระจายไปลงกันคนละจุดในเวลาที่ไม่เท่ากันแต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาทุกคนมีสมาร์ทโฟนจึงสามารถติดต่อหากันได้และเมื่อไปถึงแล้วก็ให้มุ่งหน้ากลับบรุนฮิว แต่คุองก็เกรงว่าทุกคนจะมุ่งหน้ากลับบรุนฮิวทันทีแน่หรือเปล่าเมื่อได้ไปเจอยุคสมัยที่ไม่รู้จักโดยเฉพาะ ลินเน่ คูน โยชิโนะ และอลิส นอกจากนี้ย่าโทคิเอะก็ยังตั้งกฏเกณฑ์ไว้อย่างเช่นอย่าบอกพ่อกับแม่เกี่ยวกับเรื่องในอนาคตมากจนเกินไปเพราะถ้าอนาคตถูกเปลี่ยนโดยการพูดคุยทางอ้อมแบบนี้พลังของเทพแห่งเวลาและกาลอวกาศจะทำอะไรไม่ได้เลยแต่ย่าโทคิเอะก็มีวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาแบบนั้นอยู่และก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้วหลังจากนั้นย่าโทคิเอะก็ส่งพวกเด็ก ๆ ออกไปจากมิตินี้แล้วคุองก็ไปโผล่ที่ทุ่งหิมะของอาณาจักร์เอลฟลัวแต่จุดที่ปรากฏตัวของคุองเป็นทางลาดเท้าของเหยียบลงไปบนพื้นหิมะที่อ่อนนุ่มเมื่อเสียหลักจึงกลิ้งตกลงมาและทำสมาร์ทโฟนกระเด็นตกหายไป แม้อากาศจะดีแต่ทุ่งหิมะนี้่ก็หนาวเกิดไปที่จะอยู่ได้ด้วยเสื้อผ้าบาง ๆ แบบนี้เมื่อติดต่อทางบ้านและพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่ได้คุองจึงต้องรีบตามหาเมืองโดยเร็วที่สุดเพราะอากาศเย็นแบบนี้อยู่นานไปเขาจะแย่เอาตอนนี้เขาต้องรู้ให้ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนคุองจำแผนที่โลกได้อยู่ถ้ารู้ว่าอยู่ไหนเขาก็จะสามารถดำเนินการเพื่อเดินทางกลับบรุนฮิวได้
.
หลังฟังเรื่องราวจากคุองจบก็ทำให้โทยะรู้ว่าเด็ก ๆ สาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ ย้อนเวลากลับมานั้นคืออะไรหรือสรุปก็คือเจ้าแก่นของสไมล์ปริศนาที่เจอในอนาคตนั้นอยู่ตรงหน้านี้เองถ้าหากปะติดปะต่อเรื่องราวที่คุองเล่ามาก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าสิ่งนี้ตกลงมาจากด้านบนแต่สไลม์ปริศนานั่นได้เป็นรูปร่างไปแล้วอย่างนั้นหรือแต่อยู่ในสภาพแข็งแบบนี้หรือว่าตายไปแล้ว ถ้าหากว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดมิติสั่นไหวก็แปลว่าพวกคุองเป็นผู้โดนลูกหลง สิ่งทีน่ากังวลคือสิ่งนี้เหมือนกับเฟรซหรือเปล่า แต่พวกอสูรผลึกพวกนี้ดูแล้วก็ไม่น่าเกี่ยวกับเฟรซเลยเพื่อคลายความสงสัยโทยะจึงใช้พริซันผนึกเสาโอเบลิสและเก็บมันเขาสโตร์ไปโดยจะเอาไปให้พวกเมลดูเผื่อว่าพวกเธอจะรู้อะไรบ้างจากนั้นก็ไล่ทำลายกองผลึกอัญมณีรอบ ๆ ให้หมดเพื่อป้องกันไม่ให้อสูรอัญมณีออกมาได้อีกแต่ก่อนจะทุบคุองได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก่อนเพราะสัญญากับสเตฟไว้นั่นเองและโทยะก็ไม่ลืมที่จะเก็บเศษที่ถูกทำลายกลับไปเพื่อให้เรจีน่าวิเคราะห์และเผื่อจะนำไปทำประโยชน์อะได้ในภายหลัง โทยะและคุองใช้เวลาอยู่หลายสิบนาทีในการทุบทำลายและตามหาพวกสัตว์อัญมณีที่เหลืออยู่แต่เพราะเซิร์จใช้กับพวกมันไม่ได้จึงเป็นปัญหายุ่งยากต่อไปความรู้สึกของโทยะที่มีต่อพวกสัตว์อัญมณีพวกนี้ก็คือมันเหมือนพยายามจะปกป้องคอร์สีรุ้งอันนี้ยังไงอย่างงั้นอย่างน้อยถ้านำกลับไปให้พวกเมลที่เป็นอดีตราชาของพวกเฟรซดูก็น่าจะได้ข้อมูลอะไรบ้าง โทยะไปหาพวกเมลที่บ้านซึ่งตอนนี้อลิสไปเข้าเรียนคอร์สฝึกความเป็นกุลสตรีอยู่ที่ปราสาท ส่วนเอนเด้ไปทำงานที่กิลด์จึงไม่อยู่บ้าน โทยะนำเอาเสาโอเบลิสที่เก็บมาได้มาวางที่สวนในบ้านของเอนเด้เพื่อให้พวกเธอดู ทั้งเมล เน ริเสะต่างก็ดูมันด้วยความสนใจ เมลบอกว่ามันดูคล้าย ๆ กับควอสที่ยูระวางแผนจะสร้างแต่ว่าถ้าเป็นพวกนั้นมันจะไม่มีแก่นอยู่ข้างในส่วนแก่นสีรุ้งนั้นไม่เกี่ยวกันและมันก็ส่งเสียงออกมาเบา ๆ ด้วยแต่เบามาก ๆ จนแทบจะไม่ได้ยินนั่นก็แปลว่าในเสาโอเบลิสนั้นน่าก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเฟรซแต่เมลก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ส่วนเนคิดว่ามันอาจจะเป็นพวกคริสตัลบีสแบบเดียวกับที่พวกเธอเคยสร้างออกมาในตอนที่ทดสอบคุองก็ได้แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็แสดงว่าจะต้องมีใครสร้างมันขึ้นมา หรือว่ายูระได้ทำวางแผนทำอะไรไว้เหมือนกับตอนที่เรียกเซโน่มาแต่ว่าตัวเองก็แพ้ไปซะก่อน โทยะไม่เคยเจอเซโน่เพราะในตอนศึกกับเทพมารเขาแยกกันพวกเอนเด้เขาได้ยินมาว่าเซโนถูกเมลทำลายไปแล้ว ซึ่งถ้าดูจากนิสัยของยูระเขาก็น่าจะเป็นคนที่เตรียมการอะไรไว้หลาย ๆ อย่างดังนั้นถ้าสิ่งนี้จะเป็นหนึ่งในผลงานของยูระก็มีความเป็นไปได้อยู่
.
และถึงจะเตรียมแผนไว้มากมายแต่เพราะเข้าใจว่าเทพมารเป็นเทพจริง ๆ ก็เลยทำให้แผนการทั้งหมดผิดพลาดไปหมดและพบกับความพ่ายแพ้และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าขอฝากที่ยูระทิ้งเอาไว้แต่มันเป็นของฝากที่ไม่น่ายินดีเอาซะเลยแต่ยังไงซะดู ๆ แล้วก็เหมือนสิ่งนี้มันจะตายไปแล้วอาจจะเพราะผลกระทบตอนที่เกิดมิติสั่นไหวและต้นตอของเรื่องทั้งหมดก็คือเจ้าสิ่งนี้ใช่หรือเปล่าในขณะที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่เรจีน่าก็ติดต่อเข้ามาบอกผลวิเคราะห์ของเฟรชอัญมณี ผลวิเคราะห์คือคุณภาพไม่ดีเท่าผลึกเฟรซดั่งเดิมเรียกว่าเป็นของปลอมก็ได้ แต่โครงสร้างของผลึกพวกนี้ใกล้เคียงกับอัญมณีของจริงเลยอย่างสีแดงก็มีโครงสร้างทางผลึกเหมือนกับรูบี้ สีเขียวก็เหมือนกับมรกตบางทีที่มันกลายเป็นแบบนั้นก็เพราะมันดูดซับสารประกอบพวกนั้นขึ้นมาจากดินตอนที่แปรสภาพและเมื่อมันตายมันก็กลายเป็นอัญมณีเทียม เมื่อได้ฟังแบบนั้นโทยะก็คิดได้ทันทีว่ามันสามารถเอามาเปลี่ยนเป็นเงินได้นี่นาในเมื่อมันเหมือนอัญมณีของจริงกว่าเก้าสิบเปอร์เซนต์แบบนั้นแต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าจะเอาของปลอมไปขายมันก็กระดากใจอยู่ แต่เนื่องจากช่วงนี้เขาต้องการเงินจำนวนมากเพราะหมดเงินไปกับการพัฒนาวาอัลบุสและเนียริอิดและบางทีโลกนี้ก็ไม่เคยมีใครเห็นของปลอมถ้ามีกระบวนการผลิตดี ๆ และไม่มีเวทวิเคราะห์ก็ไม่น่าจะดูออกได้ว่าเป็นของปลอมและถึงจะปลอมแต่มันก็ใกล้เคียงของจริงเกินเก้าสิบเปอร์เซนเลยถ้าเจียระไนดี ๆ เป็นอัญมณีก้อนโตล่ะกะพวกขุนนางต้องอยากได้แน่ ตอนนี้ในหัวของโทยะกำลังตีกันระหว่างด้านสว่างกับมืด ว่าจะขายดีหรือไม่ขายดีแต่ด้วยเสียงของคุองก็ดึงโทยะกลับมาสู่โลกแห่งความจริงได้ เมลถามโทยะว่าจะเอายังไงกับแก่นสีรุ้งซึ่งโทยะมองว่ามันอาจเป็นเฟรชระดับชั้นปกครองก็ได้จึงน่าจะมีอันตรายแต่ในขณะที่เมลกำลังจะอธิบายอะไรบางอย่างก็มีเสียงปริแตกดังขึ้นจากโอเบลิส แก่นสีรุ้งได้ร่วงหล่นลงมาจากเสาและเริ่มขยายตัวโทยะเคยเห็นภาพนี้มาแล้วตอนที่เมลคืนชีพเขาจึงรีบกางพริซันป้องกันรอบ ๆ แก่นนั้นเอาไว้ทันทีเพื่อกักขังอีกฝ่ายไว้ในนั้นก่อน แก่นนั้นค่อยแปรสภาพเป็นรูปร่างมนุษย์เป็นระดับชั้นปกครองจริง ๆ แต่น่าแปลกมากที่ตัวมันเล็กมากเล็กกว่าคุองซะอีก บนร่างกายเหมือนมีส่งที่เป็นเกราะติดอยู่ ส่วนที่ดูเหมือนผมก็มีลักษณะเหมือนผมบ็อบแยกไม่ออกว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย เนมองดูแก่นที่แปรสภาพนั้นด้วยความไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเฟรซจะไม่วัยเด็กเกิดมาก็จะมีสภาพเป็นร่างเต็มวัยเลยมีเพียงอลิสเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้นเมื่อเฟรซตนนั้นลืมตาขึ้นก็รีบพุ่งมาหาพวกโทยะแต่ก็ชนเข้ากับพริซันและกระเด็นกลับไป
.
พอลุกขึ้นมาได้เฟรซตนนั้นก็โจมตีใส่พริซันอย่างดุเดือดแต่ก็ไร้ผลดูเหมือนจะพูดอะไรอยู่แต่ไม่ได้ยินเพราะผลของพริซัน คุองจึงบอกให้โทยะยกเลิกการป้องกันเสียงของพริซันจะได้รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรเมื่อทำตามคำแนะนำก็ได้ยินเสียงจริง ๆ แต่ก็ฟังไม่ออกอยู่ดีว่าอีกฝ่ายพูดอะไรในขณะที่จะลองใช้เวทแปลภาษาเมลก็เข้ามาจับไหล่โทยะและบอกให้เขาคลายพริซัน ตอนแรกโทยะก็กังวลว่าจะมีปัญหาแต่เมลยืนยันว่าไม่เป็นไรเขาจึงยอมปลดพริซันออกเมื่อหลุดออกมาได้เฟรซตนนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดเมลพร้อมน้ำตา เมลเรียกเฟรซตนนั้นว่า "ฮัล" พอได้ยินชื่อนั้นทั้งเนและริเสะก็มีสีหน้าประหลาดใจแม้เสียงที่ปล่อยออกมาจากแก่นจะเหมือนกันแต่รูปร่างมันไม่ใช่ ซึ่งฮารุที่ว่านี้ก็คือน้องชายของเมลที่ดำรงตำแหน่งเป็นราชาของเฟรซคนปัจจุบัน หลังจากนั้นโทยะก็ร่ายเวททรานเลชั่นใส่ฮัลเพื่อจะได้สื่อสารกันได้ซะที โทยะลองยื่นมือไปหาฮัลตอนแรกเขาก็มีอาการระแวดระวังแต่พอเมลกระซิบอะไรบางอย่างเขาก็ยอมจับมือกับโทยะ และด้วยผลของเวททรานเลชั่นก็สามารถทำให้เข้าใจสิ่งที่ฮัลพูดได้แล้ว ฮัลถามว่าโทยะเป็นใครเป็นข้ารับใช้ของพี่สาวของเขางั้นหรือเมลจึงแนะนำให้ฮัลรู้จักกับโทยะและบอกว่าเขาเป็นราชาของประเทศนี้และยังเป็นผู้มีพระคุณอีกด้วยพอรู้แบบนั้นฮัลก็รีบขอโทษที่ตัวเองเสียมารยาทในทันที จากนั้นเมลก็ถามฮัลว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฮัลถึงมีรูปร่างกลายเป็นแบบนี้และทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้แต่ยังไม่ทันที่ฮัลจะได้ตอบคำถามเอนเด้ก็กลับมาถึงบ้านพอดีเมื่อเขาเข้ามาในสวนก็ต้องแปลกใจกับกองอัญมณีและเห็นฮัลที่จับมืออยู่กับเมลแต่ทันทีที่ฮัลเห็นเอนเด้เขาก็ปล่อยมือจากเมลและพุ่งเข้าโจมตีเอนเด้ด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดทันทีเขาเปลี่ยนแขนให้กลายเป็นดาบใหญ่สีแดงหมายจะจัดการเอนเด้แม้เมลพยายามจะตะโกนห้ามก็ไม่ฟัง ทางด้านของเอนเด้พอได้ยินชื่อฮัลก็นึกออกได้ทันทีว่าฮัลนี่เป็นใครในขณะที่คมดาบกำลังจะผ่าการศีรษะของเอ็นเด้เขาก็สวมคริสตัลกอนเล็ตและใช้มันรับการโจมตีแน่นอนว่าฮัลนั้นไม่ใช่คู่มือของเอนเด้ในปัจจุบันเลยแต่เอนเด้เองก็ตอบโต้อะไรไม่ได้มากนักเพราะเกรงใจเมล เมลพยามห้ามฮัลไม่ให้ทำร้ายเอนเด้แต่สำหรับฮัลแล้วเอนเด้คือคนที่ล่อลวงพี่สาวของเขาถ้าหากไม่ได้พบกับเอนเด้เมลก็คงจะไม่ออกจากเฟรซเซียและเฟรซเซียก็คงไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งเหยิง เขาปฏิเสธคำสังของเมลและโจมตีเอนเด้ต่อแม้จะรู้ว่าเอนเด้ไม่เป็นไรอยู่แล้วแต่จะปล่อยให้สู้กันแบบนี้ไม่ได้โทยะจึงเตรียมจะเข้าไปหยุดการต่อสู้แต่ในพริบตานั้นอลิสก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างเอนเด้กับฮัลและหยุดการโจมตีของฮัลไว้ด้วยกอนเล็ตของเธอ
.
ตอนแรกฮัลก็เข้าใจว่าอลิสคือเฟรชชนชั้นปกครองตนอื่นที่อยู่กับเมลแต่ซักพักเขาก็สัมผัสถึงเสียงที่ปล่อยออกมาจากตัวอลิสได้ว่ามันเป็นเสียงที่คุ้นเคย ในขณะที่อลิสประกาศกร้าวว่าจะไม่ให้อภัยคนที่มาแกล้งพ่อของเธอซึ่งเอนเด้ก็พยายามค้านว่าเขาไม่ได้โดนแกล้งซักหน่อยแต่แน่นอนว่าอลิสไม่ได้สนใจฟังเธอพุ่งเข้าหาฮัลพร้อมใช้ปริซึมโรสเถาวัลย์คริสตัลพุ่งออกมาจากแขนของอลิสและเข้าจับกุมฮัล ในขณะที่ฮัลไม่เข้าใจว่าทำไมเฟรซตนนี้ถึงได้ใช้ปริซึมโรสที่เป็นพลังเฉพาะตัวของเมลได้ เมลเองก็พยายามห้ามอลิสแต่ไม่ทันเพราะเธอใช้เรโซแนนซ์พลาสม่าที่เป็นการปล่อยไฟฟ้าไปตามเถาวัลย์ผลึกช็อตฮัลจนน็อกไปแล้วโทยะมองดูท่านั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันคล้าย ๆ กับพาราไลซ์ของเขากับคุองอยู่เหมือนกันหลังจากฮัลล้มลงไปแล้วเนก็เข้าไปตรวจสอบดูและบอกไม่เป็นไรถ้าร่างนี้เหมือนกับพวกเฟรซนี่เป็นแค่สภาวะหยุดทำงานชั่วคราว อลิสหันมาถามว่าเธอไม่ควรโค่นอีกฝ่ายเหรอแต่คุองก็ได้ยิ้มเจื่อน ๆ และบอกว่าถึงจะบอกว่าห้ามโค่นอีกฝ่ายก็เถอะแต่ยังไงซะก็ทำไปแล้ว ส่วนเอนเด้ก็สงสัยว่านี่ใช่ฮัลแน่หรือเพราะรูปร่างมันไม่ใช่เลยแต่เมลก็ยืนยันว่าอย่างน้อย ๆ ก็มีเสียงที่เหมือนกันยังไงก็น่าจะเกี่ยวข้องกับฮัลอยู่ถ้าเป็นฮัลที่พวกเอนเด้พูดถึงเป็นเฟรซชนชั้นปกครองก็น่าจะมีรูปร่างเป็นผู้ใหญ่ถึงจะตัวเล็กแต่ก็ต้องดูไม่ต่ำไปกว่าเด็กอายุสิบห้า เนเข้าไปอุ้มฮัลขึ้นมาและบอกว่าจะใช่ฮัลตัวจริงหรือไม่ก็คงต้องสอบถามกันต่อหลังจากนี้แต่ตอนนี้เอนเด้ต้องออกจากบ้านและห้ามกลับมาจนกว่าจะได้รับการติดต่อจากพวกเธอเพราะถ้าเอนเด้อยู่ล่ะก็คงคุยกันดี ๆ ไม่ได้แน่เพราะสำหรับฮัลแล้วเอนเด้ก็เหมือนวายร้ายที่มาเกาะแกะพี่สาว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เอนเด้ก็จำใจต้องออกจากบ้านไปก่อนโดยโทยะกับเอนเด้ไปนั่งคุยกันที่บาร์โดยส่งคุองกลับปราสาทไปก่อนเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว
.
เอนเด้ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเฟรซอัญมณีเลยแม้แต่น้อย ถึงโทยะจะบอกว่าพวกเฟรซอัญมณีพวกนี้จะคอยปกป้องฮัลแต่เอนเด้มีข้อสงสัยว่านั่นใช่ฮัลจริงหรือเปล่าเพราะฮัลที่เขารู้จักจะดูอายุน้อยกว่าเอนเด้แค่นิดเดียวเนื่องจากเฟรซชั้นปกครองจะไม่มีวัยเด็กเมื่อเกิดมาจะรูปลักษณ์โตเต็มวัยมาเลยแต่รูปร่างอายุตอนโตเต็มวัยของแต่ละตนนั้นก็จะแตกต่างกันไปแต่โดยเฉลี่ยแล้วรูปลักษณ์จะอยู่ประมาณอายุสิบห้าถึงสี่สิบปีไม่มีน้อยไปกว่านี้แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าถึงรูปลักษณ์จะดูอายุสี่สิบแต่ก็อาจจะอายุน้อยกว่าพวกที่ดูเป็นเด็กอายุสิบห้าก็ได้แต่ถ้าบอกว่าฮัลผู้เป็นราชาองค์ปัจจุบันของเฟรซเซียอายุน้อยกว่าเอนเด้แล้ว ตอนนี้เอนเด้อายุเท่าไหร่กันล่ะแม้ว่าภายนอกจะดูอายุประมาณสิบเจ็ดแต่ก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเอนเด้อยู่มานานเท่าไหร่แล้วแต่เรื่องนั้นก็ช่างในมันก่อนและเมื่อพูดถึงระบบการสืบพันธุ์ของเฟรซพวกนั้นจะใช้การนำเอาก็อปปี้แก่นของตัวเองกับคู่ที่ตนเลือกมารวมกันเป็นแก่นใหม่ดังนั้นเฟรซจึงไม่มีธรรมเนียมเกี่ยวกับการแต่งงานแต่แนวคิดเรื่องเรื่องพี่น้องก็พอจะมีอยู่บ้างแต่ในกรณีของเมลกับฮัลจะแตกต่างไปเล็กน้อยสำหรับ "ราชา" แล้วจะต้องเลือกแก่นของผู้ที่แข็งแกร่งเพื่อให้กำเนิดราชาที่แข็งแกร่งสืบไปซึ่งเมลเองก็เกิดมาด้วยวิธีการและแนวคิดแบบนั้นแต่ฮัลกลับแตกต่างออกไปเพราะตอนที่มีการตัดสินใจว่าจะให้เมลเป็นผู้สืบทอดราชาองค์ต่อไปก็ได้มีการสร้างฮัลขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ติดตามที่จะไม่มีวันทรยศของเมลซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเมลกับฮัลก็เป็นไปด้วยดีและหลังจากที่เมลเป็นราชาของเฟรซเซียได้ไม่นานเอนเด้ก็ไปที่โลกนั้นและได้พบกับเมลแต่พอจะพูดถึงตอนที่เจอเมลครั้งแรกเอนเด้ก็หยุดพูดเรื่องนั้นไปซะงั้นถึงโทยะจะพยายามให้เขาเล่าแต่เอนเด้ปฏิเสธเพราะรู้ว่าเดี๋ยวโทยะเอาไปเล่าให้อลิสฟังดังนั้นเขาจึงไม่บอกแล้วหลังจากเกิดเรื่องราวหลาย ๆ อย่างขึ้นฮัลก็เลยเกลียดเอนเด้เหมือนกับที่เนเคยเป็น โทยะบอกว่าเพราะเอนเด้ลักพาตัวพี่สาวคนสำคัญไปจะโดนเกลียดก็ไม่แปลกแต่เอนเด้แย้งว่าอย่างน้อยเรียกว่าหนีไปด้วยกันจะถูกกว่าเพราะก่อนจะออกมาพวกเขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทั้งฮัลแล้วก็เนต่างก็ไม่ฟังเลย แม้จะมีพวกที่กล่าวโทษว่าเมลละทิ้งหน้าที่ของการเป็นราชา แต่เมลนั้นก็ไม่ได้อยากเป็นราชาอยู่แล้ว ในมุมมองของเอนเด้มันสำควรหรือไม่ที่เมลจะต้องเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น เมลต้องการสละทิ้งบัลลังก์แต่ก็มองไปถึงอนาคตของเฟรซเซียที่ขึ้นอยู่กับเธอด้วยดังนั้นเธอจึงมอบตำแหน่งราชาให้กับฮัลน้องชายที่เธอไว้ใจมากที่สุดนั่นเอง
.
มาถึงจุดนี้โทยะนึกถึงคำพูดของโคซากะที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะไม่ดีหากโทยะเอาแต่ทำทุกอย่างให้โดยประชาชนไม่ต้องทำอะไรเลยนั่นก็เพราะประชาชนจะติดนิสัยไม่ยอมพึ่งพาตัวเองและเมื่อเสาหลักนั้นหายไปทุกอย่างก็จะพังลงในพริบตากลับมาที่เรื่องของฮัล แม้ว่าเขาจะถูกสร้างโดยราชารุ่นก่อนเหมือนกับเมลแต่พลังในการต่อสู้นั้นด้อยกว่ามากดังนั้นกิระกับเซโน่จึงไม่ยอมรับเขา นอกจากนี้ทั้งฮัลแล้วก็เนต่างค้านหัวชนฝาเรื่องที่เมลจะลงจากตำแหน่งแล้วไหนยังจะมีพวกที่อยากครอบครองพลังของเธออีกดังนั้นเอนเด้กับเมลจึงหนีออกจากเฟรซเซียเพื่อหลบเลี่ยงอันตรายแต่เรื่องราวในโลกเฟรซเซียหลังจากนั้นเอนเด้ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน บางทีเอนเด้อาจจะรู้สึกกับคำพูดของฮัลที่ว่าเฟรซเซียนั้นยุ่งเหยิงเพราะเขาก็ได้แต่พอโทยะพูดเรื่องนั้นก็โดนเอนเด้แขวะว่า "ทึ่ม" แต่ยังไม่ทันจะมีเรื่องอะไรไปมากกว่านี้ริเสะก็เข้ามาที่บาร์ซะก่อน พอเอนเด้ถามเรื่องฮัลริเสะบอกว่าฮัลหลับไปแล้วทุกอย่างดูไม่น่าจะมีปัญหาแต่ถ้าเอนเด้อยู่ด้วยคงเป็นเรื่องยุ่งขึ้นมาอีกเมลเลยฝากมาบอกว่าให้เอนเด้ไปพักอยู่ที่ไหนซักแห่งก่อนจนกว่าฮัลจะตื่นก็คงไม่ได้ข้อมูลอะไรไปมากกว่านี้แล้วโทยะจึงตัดสินใจกลับปราสาทส่วนริเสะอยู่กินอาหารเย็นที่บาร์กับเอนเด้ต่อตอนนี้เขาจะเอายังไงกับเศษอัญมณีพวกนี้และต้องเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับเหล่าภรรยาด้วยโทยะคิดแบบนั้นแล้วเปิดเกทกลับไป วันต่อมาพวกเมลพาฮัลมาที่ปราสาทตอนนี้เขาดูสงบเสงี่ยมหรือถ้าจะพูดให้ถูกคือปกติก็เป็นคนเรียบร้อยที่อาละวาดแบบนั้นก็เพราะเอนเด้แน่นอนว่าตอนนี้เอนเด้ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะถ้าอยู่ก็คงเกิดเรื่องยุ่งยากอีกก็เลยให้แยกไปอยู่ที่อื่นก่อนส่วนอลิสที่มากับเมลตอนนี้ก็แยกไปเรียนรู้มารยาทกุลสตรีกับพวกยูมิน่าแล้วตอนนี้ในห้องรับแขกนอกจากโทยะก็มีแค่ เมล ฮัล เน แล้วก็ริเสะ และข้อสรุปที่ได้จากเมลก็คือเด็กคนนี้คือฮัลที่ไม่ใช่ฮัลแน่นอนว่าโทยะไม่เข้าใขเลยว่ามันคือยังไงกันแน่
.
เมลจึงเริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นว่าหลังจากที่เธอมอบตำแหน่งให้ฮัลและจากเฟรซเซียมา ฮัลพยามเติมเต็มช่องว่างที่หายไปหลังจากที่เมลเดินทางไปแล้วแต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้นเพราะมีกลุ่มที่ไม่ยอมรับในตัวของฮัลเกิดขึ้นในระหว่างที่ฮัลกำลังปราบกบฏพวกยูระก็ได้เทคโนโลยีในการเดินทางข้ามโลกมากลุ่มที่ไม่ยอมรับฮัลและพวกที่แสวงหาพลังของเมลก็ได้เดินทางออกจากเฟรซเซียไปแต่หลังจากการข้ามโลกไปมากมายพวกนั้นก็ต้องต่อสู้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกนั้น ๆ แล้วพวกพ้องก็ค่อย ๆ ถูกทำลายจนลดจำนวนลงแต่เนบอกว่าเธอไม่เคยนับพวกนั้นเป็นเพื่อนที่ร่วมมือกันก็เพราะมีเป้าหมายเดียวกันเท่านั้น ส่วนทางด้านเฟรซเซียเมื่อกลุ่มกบฏและพวกยูระหายตัวไปแล้วทุกอย่างก็น่าจะสงบลงแต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้นเพราะอำนาจของราชาเกิดการสั่นคลอนเพราะการกบฏครั้งนี้ฮัลจึงถูกมองว่าไร้ความสามารถที่จะดูแลควบคุมข้าราชบริพารของตนและด้วยคำวิพากวิจารณ์นั้นก็เลยทำให้ฮัลยึดติดอยู่กับตัวตนของเมลพี่สาวผู้เป็นราชาในอดีตถ้าเป็นพลังของเมลละก็น่าจะรวบรวมเฟรซเซียให้เป็นปึกแผ่นได้ฮัลจึงหันไปสนใจงานวิจัยที่ยูระเหลือทิ้งไว้ซึ่งก็คือเฟรซเทียมหรือ "ควอส" นั่นเองเขาทำการค้นคว้าและวิจัยเพื่อให้ได้พลังรับพลังเฉกเช่นราชาในอดีตฮัลเองก็เป็นนักวิทยศาสตร์ที่มีความสามารถแม้จะไม่เทียบเท่ากับยูระก็ตามและเนื่องจากยูระได้วางรากฐานเอาไว้แล้วฮัลก็แค่ประปรุงมันต่อ ควอสนั้นเหมือนกับโกเลมมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ได้จำเป็นจะต้องมีคนสร้างมันขึ้นมาและเพื่อให้มันเชื่อฟังคำสั่งก็จำเป็นต้องมีเฟรซชนชั้นปกครองรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อควบคุมพวกมันซึ่งสายพันธ์ใหม่นี้เกิดจากการรวมกันของแก่นเฟรซชนชั้นปกครองกับแก่นของควอสและผลลัพธ์นั้นก็คือฮัลที่อยู่ตรงนี้นั่นเองเขาเป็นผลงานที่เกิดจากการนำแก่นก็อปปี้ของฮัลตัวจริงมารวมเขากับแก่นของควอสหรือสรุปก็คือไม่ใช่เจ้าตัวหรือจะบอกว่าเป็นลูกของฮัลก็ได้ แต่โทยะรู้สึกว่าแบบนี้มันเหมือนกับโคลนตัวเองออกมามากกว่าจะเรียกว่าลูกก็ได้ไม่เต็มปากเรียกว่าเป็นพี่น้องดูจะใกล้เคียงกว่า
.
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้มีความทรงจำของฮัลก็เพราะว่าฮัลได้ใส่ความทรงจำของตัวเองให้กับเด็กคนนี้และสิ่งที่แสดงออกเมื่อวานไม่ใช่ลักษณะนิสัยหรือตัวตนดั่งเดิมของเด็กคนนี้แต่เป็นของฮัลหรือสรุปง่าย ๆ ก็คือการใส่ความทรงจำของฮัลลงไปทำให้เด็กคนนี้มีสองบุคลิกนั่นเองเพราะผลจากการเพิ่งตื่นบวกกับความทรงจำที่ไม่เสถียรเด็กคนนี้จงยังดูสับสนในตนเองอยู่และการแสดงออกในตอนนี้ก็ต่างไปจากเมื่อวาน เมื่อวานเขาดูสงบก่อนจะเจอเอนเด้แต่วันนี้เขาดูกระสับกระส่ายและวิตกกังวลหรือว่านี่จะเป็นบุคลิกที่แท้จริงของเด็กคนนี้จุดประสงค์ของฮัลในการสร้างเด็กคนนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะใช้รวบรวมเฟรซเซียให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ทันได้ทำตามนั้นก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นก่อนที่เด็กคนนี้จะลืมตาตื่นเต็มที่เพราะถูกโจมตีอย่างกระทันหันฮัลจึงกลัวว่าเด็กคนนี้จะถูกช่วงชิงไปเขาจึงใช้ใส่ความทรงจำของตัวเองลงไปและทำการโยนเด็กคนนี้ออกมาและส่งอสูรอัญมณีตามเสียงมาเพื่อทำการคุ้มการ แต่สิ่งหนึ่งที่โทยะไม่เข้าใจก็คือทำไมถึงได้ไปโผล่ในโลกอนาคตหรือเพราะในอนาคตตัวเขาได้ปลดพริซันออกจากแก่นของเมลหรือเปล่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นหรือเพราะว่าตัวเขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้น ส่วนฮัลตัวจริงเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้เพราะความทรงจำของเด็กคนนี้มีอยู่เพียงเท่านี้เมลทำหน้าเศร้า ๆ เพราะมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่าน้องชายของเธออาจจะตายไปแล้วก็ได้แต่สุดท้ายแล้วเมลก็บอกว่าตัวเธอละทิ้งโลกนั้นไปแล้วจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะไปเกี่ยวข้องกับโลกนั้นอีก ส่วนเรื่องของเด็กคนนี้ถ้าเป็นไปได้เมลก็อยากจะรับผิดชอบดูแลเองแต่เอนเด้ท่าจะมีปัญหากับเรื่องนี้เพราะมีโอกาสที่เขาจะอาละวาดอีกถ้าเจอหน้าเอนเด้แต่การที่จะให้เอนเด้โดนจับแยกมาอยู่คนเดียวลำพังมันก็ดูน่าสงสารไปหน่อย จริง ๆ ก็อยากให้ต่อยหมัดเดียวแล้วจบเรื่องแบบที่เคยใช้กับเน แต่เนบอกว่าตอนนั้นเพราะเมลขอร้องไว้ถึงได้ชกแค่ทีเดียวถ้าเอาจากใจจริงเธออยากชกให้มากกว่านั้นชนิดเอาให้ลุกไม่ขึ้นไปเลยแต่ว่าตอนนี้เนก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับเอนเด้แล้วแถมยังมองในแง่ดีกว่าเมื่อก่อนด้วยอย่างน้อย ๆ เธอก็มองว่าเอนเด้ทำอาหารเก่ง สนใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และเอาใจใส่ ท่าทีของเนที่มีต่อเอนเด้ถือว่าอ่อนลงมากกว่าแต่ก่อนโทยะหวังว่าเด็กคนนนี้จะเป็นแบบนี้ได้เหมือนกันแต่อย่างน้อย ๆ ก็คงต้องให้คุ้นชินกันก่อนอย่างแรกก็คงต้องบอกห้ามไม่ให้โจมตีใส่นั่นแหละ
.
และในเมื่อเรื่องราวเป็นแบบนี้โทยะก็เลยฝากให้พวกเมลดูแลเด็กคนนั้นไว้แม้ว่าจะไม่ใช่ฮัลตัวจริงแต่เกิดมากจากแก่นของฮัลดังนั้นเด็กคนนี้จึงถือได้ว่าเป็นหลานของเมลแต่เรื่องชื่อนั้นได้มีการเปลี่ยนเพราะจะเรียกฮัลก็คงไม่สะดวกเพราะยังไงซะนี่ก็ไม่ใช่เจ้าตัวจริง ๆ และที่สำคัญเด็กคนนี้เป็นเด็กผู้หญิงซึ่งโทยะมารู้ก็อีตอนที่เมลบอกว่าเด็กคนนี้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของเธอนั่นแหละและเพราะบุคลิกของฮัลที่ดูเป็นผู้ชายเต็มตัวเลยทำให้โทยะไม่ได้นึกว่าจะเป็นผู้หญิง เฟรซไม่มีแนวคิดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเพศเพราะเพศเดียวกันก็สามารถนำแก่นมารวมกันเพื่อให้กำเนิดได้แต่ว่าถ้าใช้แก่นเพศเดียวกันมันจะส่งผลเสียต่อเฟรซที่เกิดใหม่ดังนั้นถ้าจะให้ดีต้องใช้แก่นต่างเพศกันและเฟรซนั้นก็ไม่ได้มีความต้องการทางเพศด้วยอันนี้เอนเด้แอบบอกมา ส่วนเรื่องชื่อใหม่ของเด็กคนนี้ตอนแรกริเสะกับเนก็เถียงกันว่าจะให้ชื่ออะไร ริเสะเสนอว่าให้ชื่อ "ริรุ" โดยการเอาชื่อเธอกับเมลมารวมกันแต่เนแย้งว่าจะให้ชื่อ "เม" โดยเอาชื่อเธอกับเมลมารวมกัน สุดท้ายโทยะเลยเสนอชื่อ "ริล" ที่เป็นการเอาชื่อทั้ง เมล เน และริเสะรวมกันหลังจากนั้นโทยะกับคุองก็แนะนำตัวกับริลกันอีกรอบเพราะเมื่อวานที่พบกันมันเป็นบุคลิกของฮัล เรื่องสำคัญที่โทยะต้องพูดคุยกับริลให้รู้เรื่องก็คือพลังในการควบคุมควอสหรือสัตว์อัญมณีของเธอมันคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ถ้าจู่ ๆ อสูรแบบนั้นมาเดินเพ่นพ่านในเมืองเมลอธิบายว่าพลังนั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อรู้สึกว่ามีอันตรายถึงชีวิตเข้ามาคุกคามและควอสจะไม่เกิดขึ้นหากไม่ส่งคำสั่งลงไปในพื้นดินถ้าโทยะปิดผนึกเสียงที่เกิดจากแก่นของริลแบบที่ทำกับพวกเธอก็จะป้องกันเรื่องนี้ได้ เมื่อโทยะลองนึกย้อนกลับไปพวกสัตว์อัญมณีมันก็คอยกำจัดพวกสัตว์อสูรที่เข้าใกล้บริเวณนั้นเท่านั้นนั่นหมายความว่าพวกมันคอยคุ้มกันริลอยู่นั่นเองแต่เมื่อปิดผนึกพลังในการสร้างควอสไปแล้วเนมองว่าจำเป็นต้องหาวิธีอื่นให้ริลป้องกันตัวเองเพราะจากเมื่อวานจากการต่อสู้กับเอนเด้ก็เห็นแล้วว่าฮัลก็ไม่ใช่คนที่มีทักษะในการต่อสู้ส่วนริลเองก็ไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลยเพราะเดิมทีเธอถูกสร้างให้เป็นเหมือนตัวบัญชาการของควอสถึงจะมีความสามารถในการเปลี่ยนร่างกายเป็นอาวุธได้เหมือนเฟรซแต่ก็ไม่ประโยชน์เท่าไหร่หากไม่ได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ ถึงโทยะจะมองว่าหากไม่ออกจากเมืองก็คงไม่มีทางเจอเรื่องอันตรายถึงชีวิตหรอกและมองว่าพวกเนดูจะโอ๋ริลมากเกินไปแต่เขาก็ไม่ได้พูดคัดค้านในเรื่องนี้และบอกกับพวกเมลว่าอย่าทำอะไรที่มันเสี่ยงอันตรายซึ่งอันตรายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอันตรายกับตัวริลแต่เป็นอันตรายต่อบรุนฮิวด์และหลังจากนั้นพวกเมลก็กลับไปพร้อมกับอลิสที่เพิ่งเรียนเรื่องความเป็นกุลสตรีของวันนี้เสร็จ แต่คุองรู้สึกว่าวันนี้อลิสดูแปลก ๆ ไปแต่เขาก็คิดว่าการเรียนวันนี้มันอาจยากไปหน่อยเธอเลยอาจจะเครียดกับเรื่องนั้นก็ได้ในขณะที่โทยะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เขามองว่าอลิสก็ยังดูเหมือนเดิม
.
แล้วในคืนนั้นอลิสก็กลับมาที่ปราสาทอีกพร้อมกับบอกว่าเธอหนีออกจากบ้านในตอนนั้นเองเมลก็โทรมาหาโทยะเพื่อสอบถามว่าอลิสอยู่ที่นั่นหรือเปล่าโทยะบอกว่าอยู่แล้วก็ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมลอธิบายว่าเพราะพวกเธอให้ความสนใจกับริลมากอลิสก็เลยไม่พอใจอย่างหนักแล้วก็ออกจากบ้านมา เมลเลยขอร้องโทยะให้อลิสอยู่ที่นั่นในคืนนี้ไปก่อนเพราะดูทรงแล้วอลิสคงไม่ฟังอะไรแน่ในตอนนี้ ส่วนตัวอลิสที่นั่งอยู่บนโซฟาตอนนี้แม้จะมีสีหน้าไม่สบายใจแต่เธอก็กอดแขนคุองไว้แน่นราวกับกอดหมอนเลยทีเดียวจากนั้นโทยะก็เล่าเรื่องที่ได้ฟังมาจากเมลให้พวกยูมิน่าฟังซึ่งพวกเธอก็พอจะเข้าใจถึงสาเหตุที่อลิสไม่พอใจได้อยู่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะริลเองก็ไม่มีใครให้พึ่งพาในโลกนี้นอกจากพวกเมลดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตอนนี้พวกเมลจะไปให้ความสนใจกับริลมากกว่าแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะทำเหมือนอลิสเป็นแกะดำก็เถอะแต่อลิสก็ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าพวกเมลแค่เป็นห่วงริลที่ไร้ที่พึ่งพาเท่านั้นจึงบังเกิดเป็นความไม่พอใจ เอลเซ่มองว่าบางทีเพราะโทยะไม่มีพี่น้องก็เลยไม่เข้าใจแม้ว่าโทยะจะมีน้องสาวอยู่แต่ก็ไม่เคยอยู่ด้วยกันดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจในขณะที่บรรดาภรรยาของโทยะดูจะเข้าใจเรื่องนี้ดีเพราะพวกเธอส่วนมากมีพี่น้องอยู่ ยกเว้นซูที่ถึงจะมีน้องชายแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากจุดนั้นลินเซ่มองอาจจะเพราะอายุของซูกับน้องชายห่างกันมากจนเรื่องแบบนี้ไม่ส่งผลแล้วแต่ซูจะมีความรู้สึกแบบอื่นแทนนั่นก็คือไม่ค่อยชอบเวลาโดนขุนนางคนอื่นเอาเธอเปรียบเทียบกับยูมิน่า ลีนจึงสรุปความไม่พอใจของอลิสออกมาได้ว่าเพราะรู้สึกหึงหวงเพราะตัวเองเข้าใจว่ากำลังจะสูญเสียความรักของพ่อแม่ไปแต่อลิสก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ไม่มีหัวคิดถ้าพูดคุยกันดี ๆ ก็น่าจะเข้าใจแต่พอโทยะจะเดินเข้าไปคุยกับอลิสก็โดนยูมิน่าดึงแขนเสื้อเอาไว้ซะก่อนพร้อมกับส่งสายตามาบอกว่าให้คอยดูอยู่ห่าง ๆ ราวหรือก็คือยูมิน่าจะปล่อยให้คุองจัดการเรื่องนี้เอง ในขณะนั้นคุองก็กำลังคุยกับอลิสอยู่ คุองถามอลิสว่าเกลียดริลเหรอ อลิสบอกว่าไม่เกลียดแต่พอถูกถามว่าเธอไม่พอใจเรื่องอะไรเจ้าตัวก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน หลังจากนั้นคุองก็อธิบายถึงสถานการณ์ของริลที่เดินทางมายังโลกที่ไม่รู้จักตามลำพังต่างจากพวกเราที่มีย่าโทคิเอะคอยช่วยจากนั้นเขาก็เริ่มวิเคราะห์ความรู้สึกของอลิสว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร อลิสในตอนนี้กำลังโกรธตัวเองที่ไม่สามารถจะทำตัวดี ๆ กับริลที่เป็นแบบนั้นได้ก็เลยและด้วยความรำคาญนั้นก็เลยพาลไปลงกับพวกเมลและยังรู้สกให้อภัยตัวเองไม่ได้แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีซึ่งการวิเคราะห์นั้นถูกต้องทั้งหมดอลิสถึงกับทึ่งและถามว่าทำไมคุองถึงได้รู้ความรู้สึกของเธอ คุองตอบว่าเพราะเป็นคู่หมั้นกันดังนั้นเขาจึงเข้าใจความรู้สึกของอลิสทำเอาเธอหน้าแดงไปเลยต้องบอกว่าตรงจุดนี้คุองเหนือกว่าโทยะมากนัก เอลเซ่ถึงกับออกปากชมว่านี่เป็นความต่างของพ่อกับลูก ส่วนยาเอะก็บอกว่าอยากให้โทยะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลยทีเดียว ส่วนยูมิน่าก็ปลื้มใจกับความเก่งกาจด้านคารมจีบหญิงของลูกชาย
.
หลังจากนั้นคุองก็ค่อย ๆ เกลี้่ยกล่อมอลิส เธอบอกว่าเธอพูดไม่ดีกับบรรดาคุณแม่ไปแล้ว คุองก็บอกว่าบางทีเขาก็พูดไม่ดีกับซิลเวอร์เหมือนกันเจ้าซิลเวอร์มันก็งง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนแต่พอจะแย้งก็โดนคุองห้ามไว้มันก็เลยเงียบไป จากนั้นคุองก็บอกให้อลิสไปขอโทษพวกเมลดี ๆ พวกเธอก็คงจะให้อภัยกับสิ่งที่อลิสทำไปแน่นอนริลเองก็ด้วยเพราะยังไงก็เป็นญาติกันยังไงซะริลก็เหมือนเด็กแรกเกิดและอลิสก็เป็นพี่สาวดังนั้นต้องคอยสอนเรื่องต่าง ๆ มากมายให้กับริลและเมื่อได้ยินคำว่าพี่สาวจิตใจของอลิสก็กลับมาเบิกบานจนแสดงออกมาทางสีหน้าในตอนนั้นเองเอนเด้ก็กระโดดเข้ามาจากหน้าต่างระเบียงด้วยความเป็นห่วงลูกถ้าหากอลิสจะค้างที่นี่เขาก็จะมาค้างด้วยเพราะยังไงเอนเด้ก็ยังกลับเข้าบ้านไม่ได้ตอนนี้แต่อลิสก็ปฏิเสธทันควันแล้วบอกว่าเธอจะกลับบ้านเธอบอกลาทุกคนแล้วก็กลับบ้านไปโดยทิ้งเอนเด้ไว้แบบนั้นแล้วก็กระโดดออกไปทางระเบียงเอนเด้ก็ไล่ตามอลิสไปตามทางเดียวกันจนโทยะรู้สึกว่าต้องสอนให้พ่อลูกคู่นี้รู้จักใช้ประตูซะแล้วดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องนี้จะจบลงแล้วที่เหลือก็ขึ้นกับตัวของอลิสเองแล้วคุองสามารถรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้เพราะมีความคุ้นเคยดีเนื่องจากเขามีพี่สาวและน้องสาวอยู่ถึงแปดคนดังนั้นจึงต้องเรียนรู้วิธีในการรับมือเมื่อเวลาเกิดปัญหาเขาก็มักจะต้องทำหน้าที่เป็นคนไกล่เกลี่ยแต่พอโทยะจะลูบหัวลูกชายเพื่อชื่นชมในผลงานเขาก็โดนยูมิน่าผลักออกแล้วแย่งหน้าที่นั้นไปเช้าวันต่อมาอลิสพาริลมาเรียนที่ปราสาทด้วยโดยริลนั้นยังคงมีท่าทางกระสับกระส่ายอยู่ในระหว่างที่อลิสบอกให้เธอทักทายทุกคนดูเหมือนว่าเรื่องเมื่อคืนจะจบลงด้วยดีและสามารถคืนดีกันได้แล้ว อลิสแนะนำคุองกับริลว่าเป็นสามีในอนาคตของเธอดังนั้นจึงนับว่าคุองเป็นพี่ชายของริลด้วยส่วนริลก็กล้า ๆ กลัว ๆ ว่าจะเป็นตัวเกะกะถ้าหากเป็นแบบนั้นเธอจะขอตัวกลับไปก่อนแต่ยูมิน่าไม่ได้ว่าอะไรและบอกว่าวันนี้จะเรียนกันเรื่องประวัติศาสตร์ดังนั้นอยู่ฟังด้วยก็ไม่มีปัญหาและเป็นเรื่องดีสำหรับริลที่จะมีความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ จากนั้นอลิสก็ขอจี้แปลงกายสำหรับริลจากโทยะด้วยเพราะตอนนี้ริลยืมของพวกเมลมาใส่อยู่เธอจึงมีภาพลักษณ์ภายนอกดูเหมือนกันเด็กผู้หญิงที่เตี้ยกว่าคุองแต่สูงกว่าสเตฟ ส่วนเสื้อผ้าทีเห็นตอนนี้ก็เป็นภาพลวงตาเช่นกันโทยะจึงขอให้ลินเซ่ช่วยตัดชุดให้กับริลด้วยซึ่งลินเซ่ก็รับปากทำให้ทันทีหลังจากนั้นริลกับอลิสก็ไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์กับยูมิน่า
.
โทยะสงสัยว่าตอนไหนที่บุคลิกของฮัลจะเข้ามาแทนที่หรือว่าจะเป็นเฉพาะตอนเห็นเอนเด้มาอยู่ต่อหน้าแบบนี้เอนเด้ถึงคราวลำบากแล้วเพราะจะกลับบ้านก็ไม่ได้เพราะริลอยู่แถมคราวนี้จะเข้าใกล้ลูกสาวก็ลำบากเพราะดันมาอยู่ข้าง ๆ อลิสซะอีกรู้สึกสงสารชอบกลแต่ในระหว่างที่กำลังคิดเรื่องนั้นเรจีน่าก็ติดต่อเข้ามาและบอกว่าเรืออาร์คกำลังเคลื่อนไหวแล้ว เมื่อทราบเรื่องโทยะก็ถามถึงสภาพของเรกินเรฟกับวัลคิเรียเครื่องอื่น ๆ แต่น่าเสียดายที่เรกินเรฟยังปรับปรุงไม่เสร็จ วัลคิเรียที่ได้รับการปรับปรุงให้รบใต้น้ำได้ดีขึ้นตอนนี้เสร็จแค่ของ เอลเซ่ ฮิลด้า ยาเอะ และรูเชียเท่านั้นส่วนพวกเนียริอิดนั้นสามารถออกปฏิบัติการได้แค่สิบเครื่องเพราะมันเพิ่งเริ่มผลิตใช้งานจริงแม้ว่าพวกอัศวินจะได้รับการฝึกฝนให้สู้รบใต้น้ำแล้วแต่จำนวนเครื่องที่มีก็น้อยกว่าจะออกปฏิบัติการส่วนตำแหน่งที่เรืออาร์คมุ่งไปนั้นก็คือทางตะวันตกเฉียงเหนือของไอเซนกัลด์ดูแล้วน่าจะมุ่งไปโอลฟานแต่โทยะไม่มั่นใจว่าฝ่ายนั้นจะไปบุกโอลฟานหรือแค่ไปเก็บรวบรวมทรัพยากรที่บริเวณนั้นกันแน่ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะโจมตีเรจีน่าก็มองว่าควรปล่อยผ่านไปก่อนเพราะตอนนี้ฝั่งนี้เองก็ไม่มีอะไรที่พร้อมรบเลยถึงทางนั้นจะตั้งใจผลิตไซคอร์ปเพิ่มแต่ก็คงไม่พุ่งพรวดพราดไปสองพันสามพันตัวในเวลาสั้น ๆ ซึ่งโทยะก็เห็นด้วยถ้าหากอีกฝ่ายโจมตีเขาถึงจะเคลื่อนไหวแต่ถ้ายังก็ปล่อยไปก่อนและสุดท้ายเรืออาร์คก็เริ่มทำการขุดทรัพยากรเพียงอย่างเดียวไม่ได้บุกไปโจมตีแต่อย่างใดตอนนี้โทยะจำเป็นต้องให้อีกฝ่ายทำตามใจไปก่อนเพื่อจะได้ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวในขณะที่ทางเขาก็กำลังปรับปรุงวัลคิเรียยูนิตและผลิตเนียริอิดจำนวนมากพร้อมกับส่งเมลไปแจ้งเตือนให้โอลฟานและประเทศใกล้ ๆ นั้นเฝ้าระวังหากมีสัญญาณผิดปกติบริเวณชายฝั่งก็ให้รีบอพยพในทันทีเพราะถึงเรืออาร์คจะไม่ขยับแต่พวกครึ่งปลาก็อาจบุกมาโจมตีแต่หลายสัปดาห์ต่อมาก็ไม่มีวี่แววว่าเมืองท่าจะถูกโจมตีโทยะจึงรู้สึกสังหรณ์ว่านี่มันอาจจะเป็นความสงบก่อนพายุจะมาก็ได้
.
จากบรุนฮิวไปทางตอนใต้มีสถานที่ที่เรียกว่ารังมังกรอยู่มันเป็นถ้ำที่อยู่ในป่าลึกอยู่ห่างจากแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกมังกรที่ปกครองโดยมังกรแดงมาเล็กน้อย ในนั้นเต็มไปด้วยกระดูกของมังกรสาเหตุที่เรียกว่าเป็นรังมังกรเพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรที่มีชีวิตอยู่มานานมาก ๆ จนใกล้ถึงเวลาดับสูญแล้วจะมาใช้เป็นสถานที่พักพิงสุดท้ายก่อนสิ้นอายุไข มังกรเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดแต่มันก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายเท่าไหร่นักเพราะมีอายุขัยยืนยาวอัตราเกิดจึงต่ำแถมไม่กี่ปีมานี้่มังกรก็ลดจำนวนลงอย่างมากด้วย มังกรจำนวนมากไม่ได้มาจบชีวิตที่ถ้ำมังกรเพราะเหตุการณ์กบฎของมังกรหนุ่มที่นำโดยราชันย์มังกรนอกจากฆ่ากันเองแล้วยังโดนกองอัศวินบรุนฮิวจัดการไปเป็นจำนวนมากและซากก็ถูกเก็บไว้ในสโตร์ของโทยะ ดังนั้นมังกรที่มาใช้ที่นี่เป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายครั้งล่าสุดก็เมื่อหลายร้อยปีก่อนกระดูกของมังกรนั้นเต็มไปด้วยพลังเวทที่จะไม่เสื่อมสลายแม้เวลาจะผ่านไปหลายพันปีที่นี่มีกระดูกมังกรทับถมกันอยู่และตอนนี้ก็มีบุคคลต้องสงสัยสามคนกำลังยืนอยู่ในสถานที่แห่งนี้พวกนั้นก็คือ สาวกเทพมารนั่นเอง คนหนึ่งสวมหน้ากากดำน้ำห้อยขวานสีนน้ำเงินเข้มไว้ที่เอว อีกคนคือผู้หญิงที่สวมหน้ากากโดมินิคห้อยกระบองสีส้มเอาไว้ที่เอวและคนสุดท้ายอยู่ในชุดผ้าคลุมสีดำสวมหน้ากากกระโหลกแพะพร้อมถือคทาสีดำในมือ ทั้งสามก็คือ อินดิโก้ แทงเจลีนและกราไฟต์ทั้งสามมาที่นี่เพราะต้องการกระดูกของมังกรที่ทับถมกันอยู่ที่นี่เพื่อนำไปทำอะไรบางอย่างแต่มังกรแดงที่รับรู้ถึงการบุกรุกก็เข้ามาเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่เหมือนกับการไปไปรบกวนสหายผู้ล่วงลับโดยการเตือนอีกฝ่ายให้ออกไปจากที่นี่ก่อนแม้จะโกรธแต่มังกรแดงก็ไม่อยากทำให้ที่นี่เสียหายมเพราะมันเหมือนการไปรบกวนผู้หลับไหลอยู่ที่นี่เป็นไปได้เขาก็อยากจะจัดการกับผู้บุกรุกหลังจากออกจากที่นี่ไปแล้วแต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ถอยไปมังกรแดงจึงพ่นไฟใส่ทันทีไฟของมังกรจะมีความร้อนถึงขนาดละลายโฮริฮาก้อนได้ถ้าคนธรรมดารับไปคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกส่วนกระดูกมังกรที่อยู่ในที่นี่สามารถทนได้หากเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียวเมื่อเปลวเพลิงดับลงมังกรแดงก็ไม่เห็นพวกผู้บุกรุกแล้วในตอนนั้นเองแทงเจลีนก็กระโดดขึ้นมากลางอากาศและฟาดกระบอง "ฮาโลวีน" ของเธอเข้าใส่มังกรแดงแม้มันจะดูเล็กราวกับไม้จิ้มฟันสำหรับมังกรแต่แรงกระแทกที่ได้รับหนักหน่วงพอ ๆ กับโดนหางของมังกรด้วยกันฟาดใส่หลังจากโดนฟาดใส่หลายครั้งมังกรแดงก็พยายามจะโต้กลับแต่แทงเจลีนที่ลงถึงพื้นก็หายไปราวกับดำหายลงไปในผิวน้ำ พริบตานั้นมังกรแดงสังเกตเห็นอีกสองคนที่หายไปปรากฏอยู่ในทัศนวิสัยโดยทั้งสองอยู่ห่างออกไปแต่หลังจากนั้นเขาก็โดนโจมตีอย่างแรงเข้าที่หัวมาถึงจุดนี้มังกรแดงรู้แล้วว่าศัตรูมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายแต่มันก็สายไปแล้วมังกรแดงไม่สามารถคงสติได้หลังโดนฟาดที่หัวจึงล้มลงในที่สุด
.
กราไฟต์บ่นแทนเจลีนว่ากระโหลกของมังกรนั้นสำคัญมากถ้ามันเสียหายจะใช้การไม่ได้แต่แทนเจลีนไม่สนใจแต่ในขณะที่กำลังจะโดนเผด็จศึกก็มีหมอกสีขาวปกคลุมสถานที่แห่งนั้นจนมองไม่เห็นอะไรและหมอกจางลงร่างของมังกรแดงก็หายไปจากสถานที่แห่งนั้นแล้วกราไฟต์รีบบอกให้พรรคพวกเก็บกระดูกมังกรไปเพราะมังกรยกฝูงกลับมาพวกเขาจะต้านไม่ไหวแล้วอินดิโก้ก็เริ่มเคลื่อนย้ายกระดูกที่อยู่ในถ้า เมื่อมังกรแดงรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบมังกรสีขาวอยู่ใกล้ ๆ เขาคือมังกรหมอกที่มีความสามารถพิเศษในการสร้างเคลื่อนย้ายตัวเองหรือสิ่งอื่นผ่านหมอกได้แม้จะไม่อิสระเท่าเทเลพอร์ตแต่ก็ใกล้เคียงกับเกทแม้จะมีเงื่อนไขจุกจิกตรงที่ต้องผ่านหมอกเท่านั้นสถานที่ปัจจุบันที่มังกรแดงอยู่ก็ห่างไกลจากรังมังกร มังกรหมอกบอกว่าตอนที่บินอยู่เหนือรังมังกรเขาเห็นเปลวไฟของมังกรแดงจึงรู้ว่าเกิดเรื่องแต่เขาไม่รู้ว่ามนุษย์พวกนั้นเป็นใครและเนื่องจากเห็นว่ามังกรแดงกำลังจะถูกฆ่าบวกกับมังกรหมอกมีความสามารถในการโจมตีต่ำกว่ามังกรแดงมากเขาจึงตัดสินใจพามังกรแดงหลบหนีมาแทนที่จะเข้าไปสู้ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง มังกรแดงไม่รู้เหมือนกันว่าพวกนั้นเป็นใครแต่จะยอมให้มารบกวนการหลับไหลของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไม่ได้เข้าจึงพยายามจะกลับไปที่นั่นแต่ร่างกายก็บอบช้ำเกินกว่าจะบินไหว มังกรหมอกจึงกลับไปดูลาดเลาที่รังมังกรแต่ก็ไม่พบกับคนพวกนั้นและกระดูกของมังกรที่อยู่ที่นั่นก็หายไปด้วย หลังจากที่โทยะได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านมังกรที่อยู่ใต้บัญชาของรูริเขาก็มั่นใจได้เลยว่าเป็นฝีมือของพวกสาวกเทพมารแน่นอน แม้ว่าจะจับตาดูเรืออาร์คอยู่แต่การเคลื่อนไหวของตัวสาวกเทพมารเองไม่สามารถคาดเดาได้เพราะมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอควรแต่สิ่งที่น่าสงสัยกว่านั้นคือพวกนั้นจะรวบรวมเอากระดูกมังกรไปทำอะไร คูนบอกว่ากระดูกมังกรนั้นสามารถใช้งานได้หลากหลายอย่างเช่นใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและยังมีความแข็งพอ ๆ กับโอริคุมอาจจะเอาไปใช้เป็นเฟรมในของไซคลอปส์ โทยะเพิ่งรู้ว่ากระดูกมังกรทำอะไรแบบนั้นได้ด้วยจะว่าไปเนื้อมังกรก็อร่อยถ้าหากเอากระดูกมาต้มน้ำซุปก็น่าจะอร่อยเหมือนกันนึกแล้วก็น่าสนใจ ทางด้านรูริที่โกรธจัดก็ขอร้องโทยะว่าถ้าไปปราบพวกสาวกเทพมารเมื่อไหร่จะขอไปด้วยเพื่อชำระแค้นพวกที่บังอาญไปรบกวยเหล่ามังกรที่หลับไหล แต่พอพูดไปถึงกระดูกมังกรระดับเอลเดอร์แล้วรีนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้นั่นก็คือมีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นกำลังพยายามจะสร้าง "นักรบเขี้ยวมังกร" ที่เคยถูกใช้เป็นกองทัพนักรบอมตะในอาณาจักรเวทมนตร์โบราณทางนั้นเริ่มซ่องสุมกำลังขึ้นจริง ๆ แต่ทางนี้เองก็กำลังเตรียมความพร้อมเช่นกัน สร้างเทวภัณฑ์ ตรวจจับเรืออาร์ค ผลิตเนียริอิดและปรับปรุงวัลคิรียูนิต โทยะรู้สึกว่าการปะทะกับพวกสาวกเทพมารนั้นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
.
เอนเด้มาถามโทยะว่ามีอุปกรณ์อะไรที่จะช่วยปิดผนึกบุคลิกของฮัลที่อยู่ในตัวริลบ้างไหม ซึ่งโทยะก็ปฏิเสธไปว่าไอ้ของแสนสะดวกแบบนั้นมันไม่มี ทั้งนี้ทั้งนั้นจนถึงตอนนี้เอนเด้ก็ยังกลับบ้านไม่ได้เพราะความสัมพันธ์ที่มีปัญหาระหว่างเขากับริลแถมระยะนี้ริลยังตัวติดกับอลิสอีกทำให้เอนเด้เข้าใกล้ลูกสาวไม่ได้อย่างวันนี้อลิสก็พาริลมาที่ปราสาทเพื่อเรียนการเต้นรำกับคุอง แต่ถ้าจะว่ากันตามตรงโดยบุคลิกของริลเองนั้นไม่มีปัญหาอะไรกับเอนเด้แต่บุคลิกของฮัลตะหากที่เกลียดเอนเด้มากดังนั้นเอนเด้จึงมีความคิดว่าถ้าทำอะไรกับซักอย่างกับบุคลิกของฮัลที่อยู่ในตัวริลล่ะก็มันอาจจะแก้ปัญหานี้ได้แต่โทยะกังวลเรื่องหนึ่งก็คือตอนนี้เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ฮัลตัวจริงเป็นตายร้ายดียังไงแล้วการที่จะไปลบตัวตนของฮัลที่เป็นน้องชายคนสำคัญของเมลมันจะดีแน่เหรอ แต่เอนเด้บอกว่าเขาไม่ได้ต้องการจะลบทิ้ง แค่ปิดผนึกชั่วคราวแบบว่าจะเหมือนทำให้หลับหรือตื่นเวลาไหนก็ได้ทั้งหมดก็เพื่อความสะดวกของตัวเขาเองนี่แหละเพราะการที่ฮัลออกมาเบื้องหน้านั้นมันไม่ได้เป็นความตั้งใจของริลแต่เป็นเพราะอารมณ์เป็นตัวกระตุ้นถ้าหากว่าจัดการกับความโกรธที่มีต่อเอนเด้ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของริลได้ก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้ แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าหากว่าเอนเด้สามารถปรับความเข้าใจคืนดีกับฮัลได้แต่กรณีของเอนเด้มันยากเพราะปัญหามันเกิดมาจากการที่เขาแต่งงานกับเมลโดยที่มีคนที่เกี่ยวข้องกับเธอหลายคนคัดค้านไม่เหมือนกับโทยะที่แต่งงานโดนไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงมาคัดค้านเลยไม่สิก็มีอยู่คนหนึ่งนั่นคือจอมมารแห่งเซโนอัสพ่อของซากุระดูจะไม่เต็มใจเท่าไหร่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะซากุระเลือกฝั่งโทยะเต็ม ๆ โทยะเลยถามดูว่าในกรณีนี้ให้เมลเป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ยให้ปรับความเข้าใจกันไปที่ละนิดไม่ดีกว่าเหรอ แต่เอนเด้มองว่าแค่นี้เมลก็ต้องรับผิดชอบที่ทอดทิ้งเฟรซเซียมากพอแล้วเขาก็เลยไม่อยากออกปากให้เธอต้องมาลำบากใจกับเรื่องนี้อีกซึ่งตรงจุดนี้โทยะก็พอเข้าใจความรู้สึกได้อยู่แต่ถ้าไม่แก้ไขอะไรเอนเด้ก็เข้าใกล้อลิสไม่ได้แต่ถ้าจะไปผลักไสริลที่ตอนนี้มีสัมพันธ์กับอลิสดั่งพี่น้องไปแล้วก็เป็นเรื่องยากอีก
.
แต่ในระหว่างนั้นเองก็ใครบางคนติดต่อเข้ามาหาเอนเด้ผ่านทางสมาร์ทโฟนตอนแรกโทยะก็นึกว่าเมลโทรมาบอกให้ซื้อวัตถุดิบไปให้อีกแต่ว่าไม่ใช่เอนเด้บอกว่ากิลด์มาสเตอร์โทรมาแจ้งว่าเกิดสแตมปีดขึ้นที่ทะเลทรายเขตซานดร้าเมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะจึงหยิบสมาร์ทโฟนออกมาและทำการเช็คดูแผนที่กับจำนวนและทิศทางการเคลื่อนที่ของฝูงสัตว์ที่กำลังเคลื่อนตัวโดยจำนวนที่นับได้ทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่คือ 32691 ตัวและทิศทางที่มันกำลังมุ่งไปมีเมืองค่อนข้างใหญ่ตั้งอยู่ดูจากความเร็วในการเคลื่อนที่แล้วน่าจะถึงในอีกราวสามชั่วโมง ตอนนี้ซาดร้าไม่ได้มีสถานะเป็นอาณาจักรแล้วเมืองต่าง ๆ ก็ปกครองตัวเองกันไปและแน่นอนว่าชื่อเสียงของโทยะในเขตนี้ก็ไม่ได้ดีพอ ๆ กับที่ยูโรนเพราะเป็นตัวการทำให้อาณาจักรล่มสลายเพราะไปปลดปล่อยทาสนั่นเองและถ้าเป็นเมืองที่ยังคงบริหารตัวเองอยู่ได้ก็คงจะเป็นเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากพวกอดีตพ่อค้าทาสนั่นแหละ และการที่เรลิชาโทรมาแจ้งเอนเด้ก็เพราะอยากให้ช่วยปกป้องเมืองหน่อยเพราะที่เมืองนั้นมีกิลด์นักผจญภัยตั้งอยู่เธอจึงไม่อยากให้เมืองถูกทำลายแต่ด้วยจำนวนขนาดนี้ต่อให้เอนเด้มีดรากูนอยู่ก็ถือว่าเป็นงานที่หนักหนาเอาการแต่เอนเด้บอกว่า เนียกับโนรุนก็จะไปด้วยทั้งสองเองก็ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยและยังมีโอเวอร์เกียร์อีกด้วยถ้าหากรวมสามคนนี้และกลุ่มของนักผจญที่มารวมกันก็อาจจะพอจัดการกับสแตมปีดนี้ได้อยู่เอนเด้ยังแถมให้อีกว่างานนี้มีการเรียกนักผจญภัยตั้งแต่ระดับแดงขึ้นไปให้เข้าร่วมดังนั้นโทยะจะเข้าร่วมด้วยก็ได้แต่ตอนนี้เรกินเรฟของโทยะยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและยังมีปัญหาอีกอย่างก็คือประชาชนในเขตนั้นเกลียดชังเขาดังนั้นการจะไปเข้าร่วมในฐานะโทยะที่เป็นนักผจญภัยระดับทองก็คงจะไม่ค่อยดีนัก ตามจริงเขาสามารถเอาไนท์บารอนไปสู้แทนได้แต่โทยะกลับมีความคิดว่าเขาไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมานานแล้วเพราะมัวแต่เอาแต่หมกมุ่นกับการสร้างเทวภัณฑ์ดังนั้นคราวนี้จึงน่าจะไปสู้ด้วยตัวเองโดยไม่ใช้เฟรมเกียร์ดีกว่าเพื่อเป็นการบริหารร่างกายก่อนที่จะต้องไปทำศึกกับพวกสาวกเทพมารงานนี้โทยะจึงปลอมตัวเป็นนักรบอสูรชิโรกาเนะอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้วโทยะก็ส่งอีเมลติดต่อไปหาเรลิชาเพื่อแจ้งเรื่องราวเกี่ยวกับการที่เขาจะปลอมตัวเป็นชิโรงาเนะก่อนพร้อมทั้งนัดเนียกับโนรุนให้มาพบกันที่นอกประตูเมืองในอีกสองชั่วโมงเพื่อจะได้เดินทางไปพร้อมกัน ส่วนเอนเด้ที่รับทราบทุกอย่างแล้วก็ออกจากห้องนั่งเล่นไปทางหน้าต่างส่วนโทยะก็ไปเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยในตอนนั้นเขาไม่ได้สังเกตเลยว่ามีเงาเล็ก ๆ กำลังแอบมองดูอยู่
.
เมื่อถึงเวลานัดก็พวกโทยะก็ไปรวมกันที่จุดนัดพบแน่นอนว่าโนรุนกับเนียต้องพาโกเลมคู่หูของพวกเธอย่างนัวร์กับรูจมาด้วยแต่นอกจากเอสที่เป็นรองหัวหน้าของกลุ่มแมวแดงกับโกเลมของเธออาคะกาเนะแล้วก็ไม่เห็นสมาชิกคนอื่น ๆ เลยพอสอบถามดูจึงรู้ว่านอกจากเนียกับเอสแล้วสมาชิกคนอื่น ๆ ยังไม่ได้อยู่ในระดับแดงจึงไม่สามารถเข้าร่วมได้ ส่วนโนรุนเองก็ไม่ได้พาเอลฟลัวโกเลมเมดของเธอมาด้วยเช่นกันเพราะว่าโมเดลของเอลฟลัวไม่เหมาะสมสำหรับการต่อสู้ ในขณะเดียวกันโนรุนก็สงสัยการแต่งกายของโทยะว่าทำไมต้องใส่หน้ากากและสวมเกราะแบบนักรบซามูไรด้วยซึ่งพูดได้อย่างว่ามันดูแปลกประหลาดในสายตาของเธอ โทยะก็อธิบายว่าเพราะเขามีชื่อเสียงไม่ค่อยจะดีนักในแถบ ๆ นั้นเลยต้องปลอมตัวไปเพื่อลดความขัดแย้งโดยตอนนี้เขาใช้ชื่อว่าชิโรกาเนะพอโนรุนถามว่าไปทำอะไรมาถึงได้โดนเกลียดโทยะก็บอกว่าเขาเป็นคนทำลายประเทศนั้น คำตอบของโทยะทำเอาโนรุนถึงกับอึ้งไม่ใช่แค่โนรุนเท่านั้นแต่เนียกับเอสก็ยังอึ้งด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องในคราวนั้นจุดเริ่มต้นมันมาจากการที่ฝ่ายนั้นประกาศสงครามก่อนแต่อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจโทยะจึงไม่อธิบายอะไรพลางเปิดเกทมุ่งหน้าไปซานดร้า สถานที่ที่ไปก็คือโอเอซิสเล็ก ๆ ที่อยู่ในเขตซานดร้านักผจญภัยที่เข้าร่วมการปราบมอนสเตอร์ในครั้งนี้ราวตัวกันที่นี่ ซึ่งตอนนี้ก็มีนักผจญภัยจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันอยู่บ้างแล้วและเพราะได้รับการติดต่อมาจากเรลิชาก่อนแล้วพนักงานกิลด์ของที่นี่จึงมาต้อนรับ โดยแรงค์ของเอนเด้ที่เป็นแรงค์ทองนั้นถือว่าเป็นระดับสูงสุดซึ่งปัจจุบันมีเพียงสามคนในโลก ส่วนโนรุน เนีย เอส และโทยะที่ปลอมตัวเป็นชิโรกาเนะนั้นเข้าร่วมในฐานะของระดับแดง พนักงานกิลด์ที่นี่เข้าใจว่าเอนเด้เป็นคนใช้เวทเคลื่อนย้ายพาคนอื่น ๆ มาที่นี่ซึ่งเอนเด้ก็ไม่ได้แย้งอะไรแม้ว่าความจริงโทยะจะเป็นคนเปิดเกทก็ตามแต่เอนเด้ก็สามารถใช้สิ่งที่เหมือนกับเวทเคลื่อนย้ายได้เหมือนกันดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องโกหก ส่วนจำนวนของนักผจญภัยระดับแดงที่เข้าร่วมตอนนี้จากเขตซานดร้าก็มีจำนวนถึง 94 คนแต่ต่อให้รวมพวกโทยะไปด้วยก็แค่เกือบร้อยคนเมื่อเทียบกับจำนวนมอนสเตอร์ที่มีจำนวนถึงสามหมื่นแล้วถือว่างานหนักเพราะจำนวนต่างกันถึงสามร้อยเท่า แต่ถ้ามีเอนเด้กับพวกโนรุนก็ยังพอจะรับมือไหว
.
โนรุนบอกว่าที่นี่ร้อนเกินไปเธอจึงหยิบสโตร์การ์ดและเรียกลีโอนัวร์ออกมาและปีนขึ้นไปอยู่ในค็อทพิทเพื่อรอเวลาโดยมีเหล่านักผจญภัยที่ตกตะลึงกับภาพสิงโตเหล็กยักษ์ที่ปรากฏตัวออกมาทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะห้องบินมีระบบปรับอากาศ ไม่ช้าเนียก็ทำบ้างเธอเรียกไทเกอร์รูจออกมาบ้าง เอนเด้ถามโทยะว่าอีกนานแค่ไหนกว่าฝูงมอนสเตอร์จะมาถึงโทยะเช็คดูจากสมาร์ทโฟนและบอกว่าอีกประมาณสามสิบนาที เอนเด้จึงเรียกดรากูนออกมาบ้าง เมืองใหญ่นั้นตั้งอยู่หลังโอเอซิสนี้ดังนั้นจะให้ฝูงมอนสเตอร์ผ่านตรงนี้ไปไม่ได้แต่ถึงจะมีหลุดไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ สักสิบกว่าตัวพวกยามที่เฝ้าเมืองก็น่าจะพอรับไหว เอนเด้ปีนขึ้นไปบนดรากูนส่วนโทยะก็หยิบดาบเล่มที่ทำจากวัสดุคริสตัลออกมาจากสโตร์เพราะถ้าขืนใช้บรุนฮิวเดี๋ยวจะโดนจับได้เพราะมันสะดุดตาเกินไปแม้วัสดุคริสตัลจะมีอยู่น้อยแต่ก็มีประเทศอื่นนอกจากบรุนฮิวครอบครองอยู่บ้างจึงยังพอหาเรื่องแถได้อยู่หลังจากนั้นก็เรียกโคฮาคุออกมา โคฮาคุที่เห็นสภาพการแต่งกายของโทยะก็สงสัยว่ารอบนี้เจ้านายของตนจะเล่นอะไรอีกโทยะอธิบายว่ามีฝูงมอนสเตอร์กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เขาจัดการมันและเพราะตอนที่เขาไปจัดการเรื่องที่อิเชนโดยปลอมตัวเป็นชิโรกาเนะก็ได้พาโคฮาคุไปด้วยดังนั้นเพื่อให้เหมือนกับตอนนั้นจึงต้องเรียกโคฮาคุมา เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้นโคฮาคุก็เข้าร่วมด้วยโดยบอกว่าพักนี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังเลยดังนั้นนี่จึงถือเป็นโอกาสดี จากนั้นเอนเด้ก็บอกว่าระลอกแรกกำลังจะมาถึงแล้วโทยะใช้ฟลายบินขึ้นไปดูพร้อมกับใช้เวทลองเซนส์ก็เห็นว่ามีมอนสเตอร์มากมายหลากหลายทั้งก๊อบบลิน แมงป่องทะเลทราย บาซิลิส แซนคลอว์เลอร์ ลิซาร์ดแมน แซนด์ชาร์ค ฯลฯ และยังมีพวกที่ไม่รู้จักอีกกำลังตรงเข้ามาทางนี้ เมื่อเห็นฝูงมอนสเตอร์เนียก็ขับไทเกอร์รูจทะยานออกไป โนรุนกับเอนเด้ก็ตามไปติด ๆ เหล่านักผจญภัยเองก็เริ่มเตรียมตัวรับศึกที่กำลังจะมาถึงโทยะเองก็ขึ้นขี่หลังโคฮาคุและชักดาบออกมาพร้อมประกาศออกศึก โทยะตัดสินใจว่าให้พวกเอนเด้จัดการด้านหน้าไปส่วนเขาคอยดักจัดการพวกที่หลุดรอดแนวป้องกันมาได้จะดีกว่าและแล้วก็มีแซนด์ชาร์คหลุดเข้ามาโจมตีโทยะแต่มันก็โดนคลื่นกระแทกของโคฮาคุอัดจนตายโทยะสงสัยว่ามันสามารถเอาไปกินได้แบบหูฉลามในทะเลหรือเปล่าเขาไม่กล้าทิ้งมันเพราะกลัวอาเชียตะบ่นเขาจึงเก็บซากมันเข้าสโตร์ไป จังหวะต่อมาควายทะเลทรายก็พุ่งเข้ามาจากทิศตรงเจ้านี่เป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้ายที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายโทยะจัดการมันด้วยการใช้ดาบคริสตัลฟันตัดคอมันอย่างง่ายดายก่อนจะเก็บมันเข้าสโตร์ไปอีกเพราะถ้าไม่เอามันกลับไปเดี๋ยวอาเชียจะโกรธ
.
ก็อบบลินตัวหนึ่งหลุดเข้ามาโจมตีแต่โทยะบอกว่าไม่ต้องการมันก่อนจะฟันทิ้งอย่างไร้ปราณีพลางบอกโคฮาคุว่าให้เน้นฆ่าตัวที่กินได้ โคฮาคุฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ หลังจากนั้นโทยะก็ขี่โคฮาคุพุ่งทะยานไปเชือดมอนสเตอร์ที่หลุดเข้ามาจากแนวป้องกันของพวกเอนเด้และเก็บซากเข้าสโตร์เป็นระยะ ๆ จริง ๆ เขาจะกวาดมันให้หมดในทีเดียวด้วยเวทมนตร์ก็สามารถทำได้แต่ถ้าทำแบบนั้นพวกนักผจญภัยก็จะสูญเสียรายได้จากการเก็บชิ้นส่วนที่สามารถขายได้ของมอนสเตอร์และที่สำคัญเขาอยากเรียกสัญชาติญาณการต่อสู้ให้กลับคืนมาเขาจึงเลือกทำแบบนี้เพราะถ้าแค่ฝึกเฉย ๆ มันไม่สามารถดึงเอาความรู้สึกแบบนี้ออกมาได้นอกจากต้องลงสนามจริง ตอนนี้พวกนักผจญภัยเริ่มเข้าไปลุยกับพวกมอนสเตอร์แล้วและสังหารอย่างไม่ลังเลสมเป็นนักผจญภัยระดับแดงบางทีเพราะเป็นนักผจญภัยท้องถิ่นจึงมีความรู้ในการจัดการกับมอนสเตอร์ในแถบนี้และยังเตรียมการรับมือกันพวกที่มีพิษอย่างแมงป่องทะเลทรายได้อย่างเหมาะสม เอสเองก็ประสานงานกับโกเลมของตนได้ดีในการต่อสู้จึงไม่เป็นปัญหาแต่แล้วโทยะก็สังเกตเห็นนักผจญภัยคนหนี่งที่ใช้ดาบที่คล้ายกับของเขาแถมยังดูหน้าตาเหมือนยาคุโมะอีกเป็นคนมาจากอีเชนหรือเปล่า แถมเด็กที่ถือขวานอยู่ก็หน้าตาคล้าย ๆ กับเฟรย์ เด็กที่กำลังต่อยกับลิซาร์ดแมนก็ดูคล้าย ๆ ลินเน่ แถมยังมีที่เหมือนสเตฟอีก ที่ยืนร่ายเวทอยู่นั่นก็เหมือนเอลน่าแถมที่ยืนร้องเพลงสบายใจก็เหมือนโยชิโนะ อาเชียก็ดูจะกำลังรวบรวมวัตถุดิบ ส่วนคูนก็กำลังอาละวาดโดยสวมบางสิ่งที่ดูเหมือนพาวเวอร์สูท สรุปแล้วไม่ได้เหมือนแต่เป็นลูก ๆ ของโทยะนั่นแหละที่แอบตามมาแจมในการต่อสู้ครั้งนี้
.
พอเห็นแบบนั้นโทยะก็รีบเข้าไปหาลินเน่ที่กำลังอัดลิซาร์ดแมนอยู่เพื่อสอบถามว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้แต่เนื่องจากโทยะใส่หน้ากากอยู่ลินเน่เลยจำไม่ได้และถามกลับว่าคุณลุงเป็นใครทำเอาโทยะเจ็บจี๊ดไปหนึ่งดอกทั้่งนี้ก็เพราะหน้ากากที่โทยะใส่อยู่นั้นไม่ใช่หน้ากากธรรมดาแต่มันมีความสามารถขัดขวางการรับรู้ตัวตนของอีกฝ่ายยิ่งรู้จักมากก็ยิ่งลบเลือนตัวตนมากขึ้นดังนั้นจึงไม่แปลกที่ลินเน่จะจำพ่อของเธอไม่ได้และมองเห็นเป็นคนอื่นแต่โดนบอกว่าเป็นคุณลุงทั้ง ๆ ที่อายุเพิ่งจะสิบแปดมันก็เจ็บปวดอยู่ดีแต่ถึงจะจำโทยะไม่ได้แต่เมื่อลินเน่สังเกตเห็นโคฮาคุเธอก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ขี่โคฮาคุอยู่นั้นไม่มีทางจะเป็นใครอื่นไปได้นอกจากพ่อของเธอ โทยะถอดหน้ากากออกเพื่อให้ลินเน่มองเห็นว่าเป็นเขา พอเห็นว่าเป็นพ่อลินเน่ก็หน้าซีดแล้วรีบตะโกนเรียกคูนมาช่วยเคลียร์ คูนที่ขี่อาร์มเกียร์เบลโอวูฟอยู่เมื่อได้ยินน้องเรียกก็รีบเข้ามาแต่พอเจอหน้าพ่อเข้าเธอก็ตกใจไม่แพ้กันพอโดนโทยะถามว่านี่มันหมายความว่าอย่างไรเธอก็รีบตะโกนเรียกยาคุโมะมาเคลียร์แทนแต่พอเจอหน้าพ่ออาการของยาคุโมะก็ไม่ต่างกัน โทยะถามลูกสาวคนโตเพราะต้องการคำอธิบายแต่ยาคุโมะก็ส่งไม้ต่อให้โมโรฮะแทน เมื่อโมโรฮะปรากฏตัวโทยะก็คิดเลยทันทีว่างานนี้โมโรฮะเป็นหัวหอกเองหรอกเหรอแต่อีกฝ่ายก็บอกว่าควรจะเรียกเธอว่าผู้พิทักษ์หรือผู้ชี้นำมากกว่าจากนั้นโมโรฮะก็เล่าให้ฟังว่าเธอเห็นพวกเด็ก ๆ กำลังเดินผ่านเกทของยาคุโมะที่ปราสาทเพราะรู้สึกเป็นห่วงก็เลยตามมาพอเธอตามมาก็มาโผล่ที่นี่แล้วก็พบกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจนี่แหละสรุปก็คือโมโรฮะไม่ได้เป็นต้นคิดที่จะพาเด็ก ๆ มาที่นี่และพวกเด็ก ๆ แอบมากันเองดูเหมือนว่าโยชิโนะจะบังเอิญไปได้ยินการสนทนาระหว่างเขากับเอนเด้เข้าพอเอาเรื่องนี้ไปพูดสเตฟก็บอกว่าอยากมาลินเน่กับเฟรย์ก็คิดแบบเดียวกันและคูนก็ไปเกลี้ยกล่อมยาคุโมะได้สำเร็จแล้วก็พากันเดินทางมาที่นี่แต่ปัญหาก็คือเด็ก ๆ แอบมาที่นี่โดยไม่บอกกับเหล่าคุณแม่นี่แหละเพราะยาคุโมะคิดว่าแค่จะมายืดเส้นยืดสายนิดหน่อยก็เลยไม่ได้บอกอารมณ์เหมือนกับไปเตะบอลเล่นที่สนามเด็กเล่นใกล้ ๆ บ้าน นี่ถ้าคุองอยู่ด้วยก็คงจะช่วยห้ามโดยการติดต่อบอกโทยะหรือไม่ก็ยูมิน่าแล้วแต่การที่ออกมาโดยไม่บอกพวกคุณแม่โทยะรู้ได้เลยว่าอะไรกำลังรอเขาอยู่เมื่อกลับบ้านแม้ว่าบ้านโมจิซึกิจะให้เสรีในการทำเรื่องต่าง ๆ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่พอดีและการที่แอบมาโดยไม่บอกคุองก็เพราะคงรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว
.
แต่ยาคุโมะก็ต่อรองว่าถ้าจะดุก็ไว้หลังจากนี้เพราะพวกสัตว์อสูรเริ่มทยอยบุกเข้ามาแล้วเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยโทยะจึงให้พวกเด็ก ๆ ไปต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรแต่มีข้อแม้ว่าถ้ามีอะไรที่เกินจะรับมือหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้นให้รีบติดต่อเขาหรือไม่ก็โมโรฮะทันทีไหน ๆ ก็จะโกนพวกคุณแม่โกรธไปด้วยกันอยู่แล้วก็เต็มที่ไปเลยแล้วกันว่าแล้วโทยะก็ฝากให้โมโรฮะช่วยดูพวกเด็ก ๆ ด้วย หลังต่อสู้ไปได้พักหนึ่งก็รู้สึกว่าจำนวนของมอนสเตอร์มันไม่ค่อยจะลดลงเลยทั้ง ๆ ที่มีเฟรมเกียร์และโอเวอร์เกียร์คอยจัดการอยู่แท้ ๆ และไหนยังจะมีพวกเด็ก ๆ ที่เหนือกว่าคนทั่วไปรวมอยู่ด้วยโทยะคิดว่ามันก็ไม่น่าจะที่เป็นปัญหาถ้าตามปกติจำนวนมันควรจะลดลงไปได้แล้วแต่มันกลับไม่จบซักทีราวกับว่ามีมาเติมเรื่อย ๆ แบบนี้ควรใช้เวทกวาดล้างไปในทีเดียวเลยมันจะดีกว่าไหมในระหว่างที่โทยะคิดแบบนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่ามันมีสัตว์อสูรที่เขาไม่รู้จักปนมาอยู่ด้วยแต่ว่ากันตามตรงโทยะก็ไม่ได้รู้จักสัตว์อสูรทุกตัวในโลกนี้และยิ่งอยู่ในภูมิภาคแซนดร้าที่เขาไม่ได้คุ้นเคยก็เลยไม่แปลกที่จะมีสัตว์อสูรที่เข้าไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักปะปนมา ในระหว่างที่กำลังจัดการกับสัตว์อสูรพวกนั้นเอนเด้ก็ติดต่อเข้ามาบอกว่า รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติในฝูงสแตมปีดนี้ เขาไม่เห็นจุดสิ้นสุดของขบวนเลยราวกับว่ามันหลั่งไหลออกมาเรื่อย ๆ จากที่ไหนซักแห่ง เมื่อได้ฟังคำพูดของเอนเด้โทยะก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าหรือว่านี่มันเกิดจากฝีมือของพวกสาวกเทพมารเขาจึงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาและเปิดแผนที่ดู สภาพของฝูงสแตมปีดไม่เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิมเลยแถมท้ายขบวนก็ไม่มีการขยับเลยด้วยและยังมีการหลั่งไหลออกมาจากจุดนั้นอีกโทยะจึงรีบเทเลพ็อตไปยังตำแหน่งนั้นพร้อมกับโคฮาคุทันที
.
และสิ่งที่พบก็คือภาพของสัตว์อสูรที่กำลังกระโดดออกมาจากจุดที่มีการบิดเบี้ยวของมิติและในตอนนั้นเองย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของโทยะ รอยแยกนี้เกิดมาจากผลกระทบของการเกิดมิติสั่นไหวและมันมีอันตรายเพราะมันไปเชื่อมต่อกับช่วงเวลาอื่นหรือก็คือ "อุโมงค์เวลา" ซึ่งอุโมงค์นี้ได้ทำการเชื่อมต่อกับอดีตจึงไม่แปลกที่จะมีสัตว์อสูรที่ไม่เคยเห็นเพราะปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้วโผล่มาให้เห็นซึ่งถ้าหากอุโมงค์เวลาเชื่อมต่อกันได้เสร็จ อดีต ปัจจุบัน อนาคตก็จะยุ่งเหยิงแล้วถ้าไม่สามารถแก้ไขได้แล้วเทพแห่งการทำลายล้างก็จะออกโรงมาปิดงานก็ถือว่าโลกเป็นอันจบสิ้นและหลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่งย่าโทคิเอะก็ทำการปิดอุโมงค์เวลาอย่าง ๆ เพียงแค่สะบัดมือใจจริงย่าโทคิเอะอยากจะปิดรอยแตกนี้ก่อนโทยะจะมาเจอแต่เธอมาช้าไปหน่อยเพราะโทยะมาถึงก่อนแล้วและถ้าว่ากันตามตรงก็มีรอยแยกของมิติเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปหมดไล่จากเล็กไปใหญ่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังแน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่นพวกสาวกเทพมารนั่นเองพวกนั้นจงใจสร้างสิ่งที่เรียกว่าการบิดเบือนส่งผลให้มีสิ่งแปลกปลอมจากโลกในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในยุคนี้ทำให้เกิดสแตมปีดขึ้น อย่างเช่นสแตมปีดคราวนี้ก็เกิดมาจากการหลั่งไหลเข้ามาของพวกสัตว์อสูรในอดีต แม้ว่ามิติจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้แต่ถ้ามีสัตว์อสูรทะลุออกมาเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ยากที่จะปิดได้ ถ้าหากว่าไม่มีย่าโทคิเอะอยู่ด้วยคงเป็นเรื่องใหญ่แน่เพราะเทพแห่งการทำลายล้างคงจะลงมาจัดการ ดูเหมือนว่ามีใครบางคนปราถนาหายนะอุโมงค์เวลานี้ไม่ได้เชื่อมต่อเพียงแค่อดีตแต่มีโอกาสเชื่อมต่อกับอนาตด้วยมีสัตว์อสูรในอดีตถูกส่งมาในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันพวกคุองเป็นคนที่มาจากอนาคตบางทีเหตุการณ์มิติสั่นไหวที่ส่งพวกคุองกับริลกลับมายุคนี้อาจไม่เกี่ยวกับสาวกเทพมารแต่การที่มีการเชื่อมโยงกลับมาที่ช่วงเวลานี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าเทพมารอาจจะพยายามข้ามมาในยุคนี้ให้ได้ก่อนที่ตัวเองจะถูกทำลายไปแต่ย่าโทคิเอะบอกว่า เทพมารไม่สามารถเดินทางข้ามเวลามาได้ตราบเท่าที่เธอยังอยู่เพราะถ้าเดินทางมาก็จะโดนท่านย่าส่งไปอยู่ในมิติไร้ขอบเขตและปล่อยให้เร่ร่อนอยู่ในนั้นไปตลอดกาลมันเป็นความพยายามอันสูญเปล่าโดยแท้ แต่นั่นก็หมายความว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดสแตมปีดแบบนี้บ่อยขึ้นเพราะอุโมงค์เวลา แต่ย่าโทคิเอะก็บอกว่าระดับสเกลขนาดนี้คงยากครั้งนี้เพราะความบังเอิญที่อุโมงค์ไปเชื่อมกับฝูงสแตมปีดพอดีแต่ในอนาคตเมื่อมีอุโมงค์เวลาเกิดขึ้นกมีโอกาสที่มันจะไปเกิดใกล้ ๆ กับพวกสัตว์อสูรแล้วก็ไปลากพวกมันข้ามเวลามายุคนี้ได้อยู่ และพวกมอนสเตอร์ในอดีตค่อนข้างจะแข็งแกร่งกว่ามอนสเตอร์ในยุคนี้อยู่พอควรและมันก็จะเป็นการจุดฉนวนให้เกิดสแตมปีดขึ้นอีกและแม้ว่าย่าโทคิเอะจะรู้บ้างไม่รู้บ้างถึงการสั่นไหวของมิติเวลาแต่การจะยื่นมือไปช่วยเหลือโลกนี้มากจนเกินไปก็ดูจะไม่ใช่เรื่องดีเพราะมันจะดูก้าวก่ายงานของเทพองค์ใหม่ที่ดูแลโลกนี้โดยตรงอยู่ หรือถ้าพูดง่าย ๆ ย่าโทคิเอะอยากให้โทยะจัดการเองมากกว่าโทยะพยายามต่อรองว่าอย่างน้อย ๆ ถ้าเกิดอุโมงค์เวลาแบบครั้งนี้ก็อยากให้ช่วย
.
แต่ทว่ายังคุยไม่ทันจบสกัลสฟิงค์ก็โผล่ออกมาซะก่อนโทยะจึงต้องไปจัดการกับมันก่อนและเมื่ออุโมงค์เวลาถูกปิดลงก็ไม่สัตว์อสูรออกมาเพิ่มเติมอีกกลุมสแตมปีดจึงถูกกวาดล้างได้หมดในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาและเมื่อกลับบ้านก็โดนพวกยาเอะโกรธจริง ๆ ดังคาดในขณะเดียวกันโกลด์ที่อยู่กับพวกสาวกเทพมารก็กำลังกระทำการอะไรบางอย่างอยู่ วันต่อมาพออลิสรู้ว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้วพวกลินเน่แอบไปกันเองโดยไม่มาชวนจงเกิดอาการหัวเสียยกใหญ่ในขณะที่คุองกับริลนั้นไม่ได้รู้อะไรเลยริลเอ่ยปากว่าเดิมทีตัวเธอก็ไม่ชอบการต่อสู้อยู่แล้วด้วย อย่างไรก็ตามตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้นคุองกับอลิสกำลังเรียนเต้นรำกันอยู่ถ้าหากมาบอกล่ะก็คุองคงจะห้ามปรามหรือไม่ก็แจ้งบรรดาผู้ปกครองให้รู้แน่แล้วก็คงจะโดนห้ามดังนั้นพวกเด็ก ๆ ที่รู้ดีว่าจะเกิดเรื่องนั้นจึงเลิกที่จะไม่มาบอกแต่ดูเหมือนว่าอลิสจะไม่ได้คิดถึงข้อเท็จจริงนั้นเลยแน่นอนว่าที่งอแงนี่ก็เพราะแค่อยากสู้กับสัตว์อสูรเท่านั้นส่วนหนึ่งที่อลิสงอแงนั้นก็อาจจะเป็นเพราะความเครียดสะสมจากการเรียนความเป็นกุลสตรีและถึงอลิสจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วแต่แรกเริ่มเดิมทีเธอก็เป็นเด็กที่ไม่ชอบการเรียนดังนั้นจึงต้องหาเรื่องผ่อนคลายกันบ้างในกรณีของอลิสจะเลือกวิธีผ่อนคลายควาามเครียดโดยการออกกำลังหรือไม่ก็ทานอาหาร ซึ่งคุองรู้เรื่องนี้ดีและรู้ถึงวิธีการจะทำให้อลิสสงบลงได้แม้ว่าตอนนี้จะหนักไปทางอยากออกไปอาละวาดแต่เพราะไม่น่าจะมีเหตุให้ทำแบบนั้นได้ในตอนนี้คุองจึงเลือกโน้มน้าวอลิสให้พุ่งเป้าไปที่ของกินแทนโดยเสนอว่าให้ไปกินเค้กที่ร้านพาแรนท์ โดยให้พวกพี่สาวเป็นคนเลี้ยงเพื่อเป็นการขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งก็สำเร็จโดยง่ายดายส่วนริลนั้นไม่รู้ว่าเค้กคืออะไรจึงได้ถามขึ้นว่ามันคืออะไรอลิสก็อธิบายว่ามันเป็นของกินที่นุ่ม ๆ หวานอร่อยและเชื่อว่าริลต้องชอบด้วยแน่ ๆ ถ้าได้ลองกินดูตอนนี้ความไม่พอใจเรื่องก่อนหน้าจะสลายหายไปแล้ว ส่วนเจ้าซิลเวอร์ที่ดูอยู่ก็ถามคุองว่าจะรับผู้หญิงแบบนี้เป็นเจ้าสาวจะไม่เป็นไรแน่เหรอแต่คุองก็บอกว่านี่แหละเจ้าสาวในอุดมคติของเขา
.
ตอนนี้บรุนฮิวเริ่มดำเนินแผนงานนำอัศวินโกเลมเข้ามาใช้ปฏิบัติงานจริงแล้วโดยตอนนี้ผลิตออกมาสองรุ่น รุ่นละห้าเครื่องซึ่งถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็จะผลิตมาเพิ่มในภายหลัง โดยทั้งสองรุ่นถูกส่งไปเดินลาดตระเวนในเมืองเป็นภารกิจหลักหากเกิดเรื่องผิดปกติอะไรขึ้นจะดำเนินการต่าง ๆ พร้อมกับอัศวินที่เป็นคู่หูเพราะโกเลมนั้นมีข้อจำกัดในเรื่องการตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องจึงจำเป็นจะต้องมีอัศวินที่เป็นมนุษย์เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ แรก ๆ ประชาชนก็ดูจะประหลาดใจกับซอร์ดแมนและการ์เดี้ยนที่เดินไปมาอยู่ในเมืองแต่ไม่นานพวกเขาก็คุ้นชินเพราะรับรู้ว่าเป็นอัศวินแม้โทยะจะรู้สึกว่าพวกชาวเมืองปรับตัวกันได้เร็วไปหน่อยไหม แต่ถ้าพูดกันตามตรงก่อนหน้านี้ก็มีโกเลมอย่าง รูจ นัวร์ และวิโอล่าเดินอยู่ในเมืองมาก่อนอยู่แล้วดังนั้นโกเลมจึงเริ่มไม่ใช่สิ่งแปลกตาสำหรับผู้คนที่ได้พบเห็น โทยะสอบถามถึงประสิทธิภาพและปัญหาในการใช้งานพวกอัศวินโกเลมจากเรนผู้เป็นหัวหน้าของกองอัศวินแห่งบรุนฮิว เรนรายงานว่าทั้งสองรุ่นปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา ซอร์ดแมนรักษาความสงบจัดการกับพวกเมาอาละวาด กาเดี้ยนเองสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุในไซด์งานก่อสร้างได้ฟังแบบนั้นโทยะก็โล่งใจแต่ยังไงตอนนี้ก็ต้องขอดูสถานการณ์ไปอีกซักประมาณ 2-3 เดือนแล้วค่อยตัดสินใจเรื่องการผลิตมาใช้งานเพิ่ม พวกเด็ก ๆ เคยบอกว่าในอนาคตจะมีกองกำลังของอัศวินโกเลมโดยเฉพาะที่บัญชาการโดยอัลบุส แต่ว่าตัวอัลบุสในตอนนี้ยังคงติดภารกิจตรวจตราอยู่ที่ใต้มหาสมุทรกับวาร์อัลบุสถ้าหากว่าปัญหาเรื่องสาวกเทพมารจบลงเมื่อไหร่ก็คงต้องมาคิดเรื่องรูปแบบของกองกำลังนี้กัน ในระหว่างที่คิดแบบนั้นเรนก็นำของสิ่งหนึ่งที่ซอร์ดแมนยึดมาได้จากชายขี้เมาคนหนึ่ง เมื่อโทยะเปิดออกดูก็พบว่ามีผงสีทองอยู่ในห่อนั้นมันคือยาสีทองของพวกสาวกเทพมารไม่ผิดแน่ ยาเสพติดอันตรายที่แปรสภาพคนได้เริ่มแพร่ระบาดมายังทวีปฝั่งนี้แล้วจากการสอบปากคำชายคนดังกล่าวทำให้ทราบว่าเขาได้ซื้อยานี้มาจากชายผู้สวมผ้าคลุมดำคนหนึ่งจากเมืองท่าบาโดริน่าของอาณาจักรเบลฟาส ตอนนั้นโทยะชั่งใจว่าชายชุดดำคนนั้นเป็นสาวกเทพมารหรือเปล่าเขาสั่งให้เรนเพิ่มระดับความระมัดระวังและจับตาดูหากมีคนน่าสงสัยเข้ามาในเมืองนี้
.
พอเรนออกไปจากห้องแล้วโทยะก็นำยาสีทองนี้ไปให้ฟลอร่าทำการวิเคราะห์ว่ามันเป็นยารุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงสูตรหรือว่าเป็นแค่ของปลอมที่ทำให้ดูเหมือนกันแน่แล้วจึงติดต่อไปแจ้งเรื่องราวให้ราชาเบลฟาสได้รับทราบถึงการเริ่มแพร่เข้ามาของยาตัวนี้หลังจากนั้นก็กลับมาที่ห้องทำงานและใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหายาสีทองก็พบว่ามันไม่ได้ระบาดอยู่เฉพาะในทวีปฝั่งตะวันตกแค่อย่างเดียวแล้วแต่เริ่มแพร่ระบาดมายังทวีปฝั่งตะวันออกแล้วจริง ๆ โดยเฉพาะในปานาเชสและริฟริสมีอยู่ค่อนข้างมากคงเพราะพวกเขาเริ่มเปิดการค้าขายกันกับทวีปฝั่งตะวันตกจึงมีการลักลอบนำยานี้เข้ามาได้แม้โทยะจะมอบยาถอนพิษให้แต่ละประเทศสมาชิกไปจำนวนหนึ่งแล้วแต่ปัญหานี้ก็นิ่งนอนใจไม่ได้แต่โทยะส่งสัยว่าทำไมยามันถึงได้แพร่จะจายเร็วนัก ในตอนนั้นเองสึบากิก็เข้ามารายงานว่าเป็นเพราะฝีมือของพวก "ปาปิยอง" ซึ่งโทยะรู้สึกคุ้นชื่อแต่นึกไม่ออกจนสึบากิต้องเตือนความจำว่าเป็นองค์กรที่โทยะเคยบดขยี้ไปแล้วและหนึ่งในนั้นก็แยกตัวออกมาสร้างกลุ่มแมวดำ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมานานพอตัวนับตั้งแต่ตอนที่โทยะเข้าไปหาซื้อโกเลมในตลาดมืดที่ดูแลโดยองค์กรปาปิยองและที่นั่นเองโทยะก็ได้พบกับลูน่าและวิโอล่าเป็นครั้งแรกจากนั้นองค์กรก็แตกแยกกันแล้วซิลูเอดก็แยกตัวออกมาก่อตั้งองค์กรของตนเองที่ชื่อว่าแมวดำซึ่งเน้นการเป็นแหล่งข้อมูลภายใต้การดูแลธุรกิจโรงแรมและหอนางโลมสึบากิเองก็เป็นพันธมิตรของแมวดำดังนั้นเธอจึงน่าจะได้ข้อมูลมาจากที่นั่นและในความเป็นจริงโทยะก็ไม่ได้เป็นคนทำลายปาปิยองโดยตรงแต่ยังไงซะคนที่สาปซาบิตที่ขึ้นมาเทคโอเวอร์ตำแหน่งหัวหน้าของปาปิยองในตอนนั้นไว้ก็คือโทยะอยู่ดีแล้วตอนนี้ก็กำลังนำยาสีทองเข้ามายังทวีปฝั่งตะวันออกแต่ผู้นำของปาปิยองตอนนี้ไม่ใช่ซาบิตเพราะซาบิตได้ตายไปแล้วและมีคนอื่นมารับช่วงต่อและเขาไม่ได้ตายคำสาปของโทยะแต่เกิดจากความขัดแย้งภายในคนที่ลงมือก็คงเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง คำถามต่อมาก็คือพวกปาปิยองไปเอายาสีทองพวกนี้มาจากไหน ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเกี่ยวข้องกับพวกสาวกเทพมารไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โทยะถามสึบากิถึงฐานที่มั่นปัจจุบันของพวกปาปิยองว่าอยู่ที่ไหนเดิมที่ศูนย์กลางของปาปิยองเคยอยู่ที่อาณาจักรสเตรนแต่ตตอนนี้ย้ายมาอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้แล้ว ซึ่งบริเวณนั้นใกล้ชิดกับไอเซ็นกัลด์ที่โทยะเคยต่อสู้กับเทพมารเป็นที่ ๆ ไม่ค่อยมีระเบียบและค่อนข้างจะนอกกฏหมายถือว่าเป็นทำเลที่ดีในการทำธรุกิจมืดและเมื่อตรวจสอบโดยใช้สมาร์ทโฟนค้นหาดูก็พบว่ายาสีทองแพร่ระบาดไปในกัลดิโอ้ไม่น้อยนี่ก็คงเป็นผลงานของปาปิยอง ทั้ง ๆ ที่มีการประกาศว่ายาสีทองนี้เป็นยาอันตรายแต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งใช้มันอยู่
.
ฟลอร่าเคยบอก ไว้ว่ายานี้จะช่วยบรรเทาความเครียดในจิตใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อใช้มันแล้วจะทำให้รู้สึกเบาสบายทั้งร่างกายและจิตใจซึ่งถ้านับแค่ผลตรงนี้มันก็ไม่ใช่ยาที่ไม่ดีแต่ว่ามันมีผลข้างเคียงหลังจากนั้นตามมา เมื่อยาหมดฤทธิ์ก็จะเกิดอาการเครียดกลับมาอีกและต้องการใช้ยามากขึ้นจนสุดท้ายก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ไม่สิ้นสุดและทำให้กลายเป็นคนติดยา ซึ่งอันที่จริงยานี้ไม่ได้ลบความเครียดให้หายไปแต่กดมันเอาไว้ภายในมากกว่าและเมื่อเกิดขีดจำกัดที่มนุษย์จะรับไหวมันก็จะโป่งพองออกมาก่อนรอเวลาระเบิดเหมือนกับลูกโป่งที่อัดลมจนมากเกินไปและเมื่อไปถึงจุดนั้นก็จะไม่สามารถรักษาด้วยยาแก้พิษได้อีกและจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเทพมาร โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ก็จะพยายามหาทางหลีกหนีความเจ็บปวดมนุษย์ทุกคนไม่ได้มีจิตใจที่แข็งแกร่งเหมือนกันทุกคนพวกนี้อาศัยช่องว่างนี้ให้เป็นประโยชน์ในการทำการค้าที่น่ารังเกียจนี้และยิ่งพวกนี้ขายยาในราคาถูกก็ยิ่งทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งน่ารังเกียจเข้าไปอีกเพราะมันเป็นทั้งการปล้นเงิน ทำลายร่างกาย จิตใจ ไปถึงกระดูกและวิญญาณดังนั้นโทยจึงไม่คิดจะปล่อยพวกนี้เอาไว้ก่อนอื่นโทยะต้องแจ้งเรื่องยาสีทองที่กำลังเริ่มแพร่ระบาดนี้ให้บรรดาเหล่าผู้นำประเทศได้รับรู้ และต้องจัดการกับต้นตออย่างปาปิยองด้วยไม่งั้นเกมส์แมวจับหนูนี้จะไม่มีทางจบหากไม่ทำลายต้นตอซะ การนำยามาเผยแพร่และติดต่อกับพวกสาวกเทพมารตัวการหลักก็คงหนีไม่พ้นผู้นำคนใหม่ของปาปิยอง สึบากิถามโทยะว่าจะให้ปฏิบัติการแทรกซึมเข้าไปในปาปิยองหรือไม่โดยสึบากิว่าจะส่งพวกโฮมุระไป สามสาวนินจาได้แก่ ซารุโทบิ โฮมุระ คิริงาคุเระ ชิซุคุ และฟูมะนางิ คือนินจาภายใต้การบังคับบัญชาของสึบากิ โทยะกังวลนิด ๆ ว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่าในการปล่อยให้สามคนนี้ไปทำงานใหญ่ขนาดนี้เพราะโทยะรู้จักพวกเธอสามคนดี แต่สึบากิก็บอกว่าทั้งสามคนพัฒนาขึ้นมากแล้วอย่างน้อย ๆ ความสามารถในการต่อสู้ก็ได้รับการฝึกจากทั้งโมโรฮะและทาเครุมา ตอนนี้พวกเธอแข็งแกร่งเกินครึ่งหนึ่งของพวกอัศวินปกติ นอกจากนี้ก็ยังมีความสามารถของเนตรมาร ความสามารถในการปลอมตัวและเทคนิคลับต่าง ๆ อีกมากมาย เมื่อฟังดังนั้นแล้วโทยะก็วางใจขึ้นมาอีกหน่อยและยอมอนุมัติให้ส่งสามสาวนินจาไปและยังให้โกเลมสอดแนมอย่างบาแตสและอานุบิสติดตามไปช่วยเหลือในภารกิจนี้ด้วยเพราะยังไงซะช่วงนี้ทั้งสองตัวเดินเตรดเเตร่เหมือนคนว่างงานอยู่ในเมืองแม้ว่าจะคอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารต่าง ๆ อยู่ก็เถอะ ถ้าแผนการนี้สำเร็จก็จะสามารถลดจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อได้อย่างแน่นอนว่าแล้วโทยะก็ติดต่อไปหาจักรพรรดิ์กัลดิโอ้เพื่อขอความช่วยเหลือ
.
จักรวรรดิ์กัลดิโอ้นั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปฝั่งตะวันตก โดยทางทิศตะวันตกของจักรวรรดิ์นั้นจะมีเขตที่ใกล้กับไอเซนกัลด์ที่บริเวณใกล้ ๆ อ่าวมีเมืองที่ชื่อว่า "เบรน" ตั้งอยู่เดิมทีเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองเพราะเป็นจุดผ่านแดนเพื่อทำการค้าแต่ตอนนี้กลับเสื่อมโทรมเพราะการล่มสลายของไอเซ็นกัลด์แต่ตกลงไปอยู่ใต้เงามืดเพราะการล่มสลายของไอเซนกัลด์ก็ส่งกระทบกับชีวิตของชาวเมืองเป็นอย่างมากอย่างแรกเลยก็คือผู้คนที่สัญจรมายังเมืองนี้เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังไอเซนกัลด์แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะไปที่นั่นกันแล้ว การจ้างงานและเสบียงต่าง ๆ ก็ลดน้อยลง อาชญากรรมและอำนาจผิดกฏหมายก็ขยายตัวขึ้นแม้แต่พวกขุนนางเอกก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะรับสินบนจากอำนาจมืดเหล่านี้และผู้ปกครองดินแดนคนปัจจุบันเป็นน้องชายที่เพิ่งรับสืบทอดตำแหน่งจากพี่ชายผู้ครองคนก่อนที่ป่วยตายกระทันหันแต่ว่ามันจะใช่การป่วยตายจริง ๆ หรือเปล่ามีข่าวลือว่าเป็นการลอบสังหารเพื่อวางตัวคนที่เหมาะสมที่จะให้การดำเนินงานต่าง ๆ สะดวกราบรื่นมากกว่า พวกโฮมุระและโกเลมทั้งสองแทรกซึมเข้ามาหาข้อมูลในเมืองเบรนโดยตอนนี้พวกเธอพักอยู่ที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตัวอยู่ในเมือง โดยบาแตสกำลังบอกข้อมูลที่รวบรวมมาได้ให้พวกเหล่านินจาสาวได้รับรู้ ชิซุคุเคยได้ยินว่าปาปิยองเองก็มีหน่วยลอบสังหารอยู่ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากว่าจะมีการลอบสังหารผู้ครองดินแดนคนก่อนเกิดขึ้นเพราะถึงจะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างไกลแค่ไหนแต่ก็มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวถ้าหากผู้ปกครองไม่เอาด้วยก็อาจจะมีการแจ้งให้ส่วนกลางมาจัดการ ในขณะที่บาแตส ชิซุคุและนางิกำลังประชุมเครียด บาแตสกับโฮมุระก็มัวแต่สนใจแต่เรื่องกินท่าเดียวเรียกได้ว่าชิวเกินไปจนเหมือนไม่ได้สนใจภารกิจแสนสำคัญที่กำลังทำอยู่เลยแต่ในขณะที่กำลังโต้เถียงกันนางิก็สังเกตเห็นใครบางคนที่ดูหน้าสงสัยผ่านทางหน้าต่างห้อง แล้วทุกคนจึงรีบมาที่หน้าต่างและจับจ้องไปที่ชายคนนั้น โฮมุระใช้เนตรมารมองไกลของเธอตรวจสอบดูก็พบว่าเป็นคนของปาปิยองไม่ผิดแน่เพราะมันสัญลักษณ์รูปผีเสื้อปักอยู่ที่บริเวณคอเสื้อของเขา เรียกได้ว่ามาถึงวันแรกก็เจอเลย พวกบาแตสอานุบิสจึงแอบสะกดรอยตามชายชุดดำคนนั้นไป พวกโฮมุระเองก็เริ่มออกเคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมข้อมูลของพวกปาปิยองภายใต้ความมืดของยามราตรี
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 12 (571- 580) ในตรอกแห่งหนึ่งมีชายชุดดำจำนวนหนึ่งกำลังยืนมองดูชายจรจัดนอนนิ่งอยู่ หนึ่งในชายชุดดำเข้าไปเลิกแขนเสื้อของชายจรจัดคนนั้นขึ้นโดยที่ชายจรจัดมิได้ขัดขืนใด ๆ เขาเพียงแค่ส่งเสียงครางออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ที่แขนของชายจรจัดเริ่มมีสิ่งที่ดูเหมือนเกล็ดปรากฏขึ้นมันเป็นสัญญาณว่าอาการติดยาสีทองเริ่มเข้าสู่ระยะกลายสภาพแล้ว หนึ่งในชายชุดดำบอกว่าถ้าเจ้านี่กลายสภาพตรงนี้มันจะเป็นปัญหาดังนั้นจำเป็นจะต้องพากลับไปแต่อีกคนหนึ่งไม่ค่อยเห็นด้วยและอยากจะกำจัดทิ้งไปซะตรงนี้ให้มันจบ ๆ ทว่าชายชุดดำที่บอกว่าจะพาชายจรจัดกลับไปนั้นก็แย้งว่ามันเป็นคำสั่งของเบื้องบนแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าจะเอาพวกที่หมดสภาพแบบนี้ไปทำอะไรกันแน่แต่เมื่อเป็นคำสั่งก็ช่วยไม่ได้บางทีอาจจะต้องการใช้งานการทดลองบางอย่างให้คุ้มค่าที่สุดก็ได้แต่นั่นก็เป็นแค่การคาดเดาของหนึ่งในชายชุดดำพวกนี้เท่านั้นหลังจากนั้นพวกชายชุดดก็ลากตัวชายจรจัดผู้นี้ไปโดยไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของพวกเขากำลังถูกจับตามองโดยบาแตสกับอนุบิส ในขณะเดียวกันที่บาร์แห่งหนึ่งในที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองเบรนที่เป็นสถานที่รวมตัวของผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็น อันธพาล พ่อค้า ชาวประมง ฯลฯ ที่มักจะมาดื่มเหล้าราคาถูกแต่เมื่อเหล้าไม่ช่วยให้อารมณ์ดีการตีกับโต๊ะข้าง ๆ จึงกลายเป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง การวิวาทกันในร้านเหล้าดูจะเป็นเรื่องปกติจึงไม่มีใครเข้ามาห้ามแถมรอบ ๆ ยังเชียร์ให้อัดกันเสียอีก ส่วนที่ไม่โอเคกับการวิวาทในร้านก็เห็นจะมีแต่พวกพนักงานในร้านนั่นแหละ ในขณะที่การวิวาทรุนแรงยิ่งขึ้นมันก็ไปก่อความรำคาญให้กับลูกค้าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ แล้วก็มีหนึ่งในนั้นทนไม่ไหวจึงลุกออกมาขวางผู้ที่กำลังวิวาทกัน
.
แล้วคนผู้นั้นก็ทำการผลักสองคนที่กำลังวิวาทกันกระเด็นออกนอกร้านไปชนิดที่ว่าลูกค้าคนอื่น ๆ ได้แต่งงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะมันเกิดขึ้นไวมากจากนั้นคนผู้นั้นก็กลับไปนั่งที่ของตนราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและคุยกับพ่อค้าที่ดูน่าสงสัยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าต่อซึ่งผู้ที่ทำการผลักชายที่กำลังทะเลาะวิวาทอยู่ออกไปนอกร้านนั้นก็คือโฮมุระนั่นเองเธอกำลังคุยอยู่กับพ่อค้าเพื่อรวบรวมข้อมูลแต่เพราะรำคาญเสียงดังมันทำให้ฟังสิ่งที่พ่อค้าพูดได้ลำบากก็เลยลุกไปจัดการซะหลังจากนั้นก็กลับมาคุยต่อ พ่อค้าคนนั้นได้บอกถึงโครงสร้างขององค์กรปาปิยองให้โฮมุระได้รับรู้ โดยองค์กรมีผู้บริหารอยู่หลายสิบคนก็จริงแต่จะมีสูงสุดอยู่สี่คนที่คอยดูแลในแต่ละด้านได้แก่ หน่วยปฏิบัติการ การค้าขายในตลาดมืด การรวบรวมข้อมูล และการลักลอบค้ามนุษย์หรือสิ่งผิดกฏหมาย ซึ่งหน่วยปฏิบัติการนี้ก็จะทำงานเกี่ยวกับด้านกำลังพลคุ้มกัน การแบล็คเมล์รวมไปถึงการปล่อยเงินกู้นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการลอบสังหารด้วยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับค่าตอบแทนของงานดังนั้นข่าวที่ว่ามีผู้นำถูกลอบสังหารโดยปาปิยองก็ดูจะมีความเป็นไปได้ขึ้นมาซึ่งจะว่าไปแล้วโฮมุระเองก็เคยได้ยินว่าในอิเชนก็มีพวกนินจาที่ทำงานลอบสังหารก็มีอยู่เหมือนกันแต่สำหรับตัวเธอนั้นไม่เคยได้รับคำสั่งให้ทำงานแบบนั้นแต่อย่างไรก็ตามในอนาคตก็มีโอกาสที่เธอจะได้รับคำสั่งแบบนั้นอยู่ โดยความอันตรายของภารกิจลอบสังหารนั้นบางครั้งมันก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวภารกิจแต่อยู่ที่ผู้จ้างวานหากว่าภารกิจลอบสังหารเสร็จสิ้นก็จะมีแค่ ตัวผู้ลงมือกับตัวของผู้จ้างวานเท่านั้นที่จะรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้นจึงทีโอกาสที่ตัวของผู้ลงมือสังหารจะถูกผู้จ้างวานกำจัดทิ้งหลังเสร็จงานเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลสำหรับตัวของโฮมุระเธอไม่คิดจะทำภารกิจแบบนั้น หลังจากนั้นเธอก็ถามพ่อค้าเกี่ยวยาสีทองว่าแพร่กระจายมาจากที่ไหน ตอนแรกพ่อค้าก็ไม่ยอมบอกและยังแสดงท่าทีราวกับเป็นห่วงเป็นใยโฮมุระไม่อยากให้สืบสาวไปมากกว่านี้แต่โฮมุระก็วางเหรียญเงินให้กับพ่อค้าเขาจึงบอกข้อมูลเพิ่มให้แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนไหนแต่มีอยู่สองคนทีเข้าค่ายก็คือ "เดโลเรีย" ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับตลาดมืดกับ "เบลิซ" ที่รับผิดชอบด้านการค้าขายมนุษย์และสินค้าผิดกฏหมาย ในขณะเดียวกันโฮมุระก็สงสัยว่าพ่อค้าคนนี้เองก็น่าจะเกี่ยวข้องกับปาปิยองด้วยเหมือนกันเพราะตอนนี้ภายในเมืองนี้ไม่สามารถทำธุรกิจได้อย่างอิสระโดยไม่เกี่ยวข้องกับปาปิยองร้านเหล้าแห่งนี้เองก็น่าจะมีการจ่ายค่าคุ้มครองให้ปาปิยองเหมือนกัน ยาสีทองเข้ามาแพร่หลายในเมืองได้สาวกเทพมารย่อมมีเอี่ยวและส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับการค้าขายก็มีแค่ซื้อขายกันแบบลับ ๆ ไม่ก็ลักลอบนำเข้ามา
.
หลังจากได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แล้วโฮมุระก็ออกจากร้านเหล้าอย่างอารมณ์ดีแต่พอออกมาจากร้านโฮมุระก็โดนกลุ่มชายฉกรรจ์มารุมล้อมคนเหล่านี้ไม่ใช่พวกปาปิยองแต่เป็นพวกผู้ชายสองคนที่โดนโฮมุระผลักออกนอกร้านไปก่อนหน้านี้และไปเรียกพวกมาล้างแค้น คนพวกนั้นพากันกรูเข้ามาเพื่อจัดการกับโฮมุระแต่เสี้ยววินาทีต่อมาก็มีเสียงทื่อ ๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะและคนพวกนั้นก็พากันร่วงผลอยตาเหลือกไปตามกันซึ่งมันเกิดขึ้นเร็วมากจนสองหัวโจกมองไม่ทัน ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นโฮมุระบอกกับชายสองคนนั้นว่าถ้าจะเอาชนะเธอได้ต้องขนคนมามากกว่านี้อีกสิบเท่าแล้วเธอก็พุ่งเข้าหาชายสองคนนั้นและปล่อยฝ่ามือเข้าใส่ทำให้ร่างของชายสองคนนั้นกระเด็นไปตกในคอกม้าที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นจนหัวทิ่มไปกองมูลม้า เพราะเสียงดังมากจึงทำให้ผู้คนแห่ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็พบว่ามีชายสองคนหัวทิ่มอยู่ในกองมูลม้าแต่ในช่วงเวลานั้นโฮมุระก็หนีหายไปในความมืดแล้วจึงไม่มีใครเห็นเธอในที่เกิดเหตุแต่หลังจากกลับมารายงานให้เรื่องที่เกิดขึ้นให้พรรคพวกรู้ก็โดนชิซุคุด่าไปตามระเบียบเพราะว่าโดยจุดยืนของพวกเธอที่เป็นนินจาแล้วควรทำอะไรให้มันเงียบเชียบและไม่เตะตากว่านี้โฮมุระพยายามแก้ตัวว่านี่มันเป็นเหตุสุดวิสัยแต่ก็โดนตอกกลับมาว่าไม่ควรไปยุ่งกับพวกที่เมาแล้วทะเลาะกันตั้งแต่แรกควรทำเป็นไม่สนใจไปซะแต่ถึงจะเกิดเรื่องขึ้นมากมายแต่อย่างน้อย ๆ ก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มา ตอนนี้สามสาวนินจากลับมารวมตัวกันแล้วแต่อนุบิสกับบาแตสยังไม่กลับมาสามสาวเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มากันโดยนางิที่ไปทางย่านการค้าก็พบกับผู้คนแปลก ๆ แต่ไม่ใช่พวกปาปิยองหากแต่เป็นพวกที่ติดยาร้องหาแต่ ยา ยา ยา อยู่ตลอดเวลาโดยนางิพบอยู่สี่คนดูเหมือนว่ายาจะระบาดไปมากกว่าที่คิดแล้วถ้าหากคนเหล่านี้ต้องการเงินเพื่อซื้อยาก็คงจะก่อเหตุอาชญากรรมขึ้นอย่างแน่นอนเพราะยาพวกนี้ได้ลดสติในการยับยั้งชั่งใจไปแล้วนางิคิดว่าจะให้ยาแก้พิษกับคนพวกนี้เพราะพวกเธอได้รับยาแก้พิษติดตัวมาในภารกิจนี้ด้วยแต่ว่ามันก็มีจำนวนไม่มากนักและยานี้ก็มีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะใช้โดยไม่ไตร่ตรองให้ดีซึ่งชิซุคุก็บอกให้เลิกคิดแบบนั้นจะดีกว่าเพราะถ้าหากพวกนั้นติดยาไปถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้และถึงจะช่วยไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าพวกนี้จะไม่กลับไปเสพยาซ้ำอีกดังนั้นจะเอายาอันล้ำค่านี้มาใช้ไม่ได้ถึงอยากช่วยแต่ตอนนี้เธอมีภารกิจที่สำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ตรงหน้าจึงต้องขจัดเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็นออกจากหัวไปก่อน
.
ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงเคาะหน้าต่างดังขึ้น อานุบิสกับบาแตสกลับมาแล้วนางิจึงเดินไปเปิดหน้าต่างให้ทั้งสองตัวกลับเข้ามา จากข้อมูลที่อนุบิสกับบาแตสนำกลับมาปาปิยองไม่ได้ทำแค่แพร่กระจายยาสีทองแต่ยังนำตัวผู้ติดยาระยะสุดท้ายไปด้วยแน่นอนว่าไม่ได้นำตัวไปเพื่อรักษาแต่นำไป ในร่างกายของผู้ติดยาจนมีสภาพถึงขั้นกลายสภาพจะมีสิ่งที่เรียกว่า "หินต้องสาป" เกิดขึ้นภายในร่างกายและปาปิยองก็จะผ่าเอาสิ่งนั้นออกมาแน่นอนว่าคนที่โดนผ่าเอาหินนี้ออกมาย่อมไม่มีชีวิตรอดอยู่อีกต่อไปแล้วและหินต้องสาปนี้ก็จะถูกนำไปใช้แทนจีคิวบ์ของโกเลมเพื่อการผลิตโกเลมจำนวนมากและมีประสิทธิภาพกว่าโกเลมทั่วไปซึ่งการกลายพันธุ์นี้จะไม่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนที่ใช้ยาแต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกับคนที่มีจิตด้านลบอยู่สูงซึ่งในสภาวะแวดล้อมที่อยู่ในความทุกข์ยากและสิ้นหวังอย่างในเมืองนี้ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นที่ดีแต่ก่อนอื่นพวกสามสาวนินจาต้องต้องหาที่มาของยาสีทองก่อนว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็มีคนให้สืบสาวอยู่สองคนนั่นก็คือเดโลเรียกับเบลิซถ้าสืบสาวไปล่ะก็จะต้องเจอเบาะแสอย่างแน่นอนและเพื่อให้การสืบดำเนินไปอย่างเร็วที่สุดจึงให้บาแตสกับอนุบิสแยกกันทำงาน ซึ่งโฮมุระไม่ไว้ใจอนุบิสว่าจะทำงานได้ดีหรือเปล่าถ้าไม่มีบาแตสอยู่ด้วยดังนั้นจึงควรให้ใครซักคนประกบอานุบิสไว้แล้วทั้งสามก็เลือกใช้วิธีเป่ายิ้งฉุบตัวการตัดสิน ในขณะเดียวกันที่ทางตอนเหนือของเมืองเบรนมีร้านค้าที่หรูหราชนิดว่าไม่เข้ากับเมืองนี้ตั้งอยู่มันก็คือร้านของปาปิยองนั่นเองมันมีชื่อว่า "เดสเปราโด้" ซึ่งดูยังไง ๆ ก็เป็นร้านที่ทำธุรกิจต้องสงสัยและวันนี้ก็ยังคงมีการค้าขายกันอย่างเช่นเคยโดยสินค้าที่อีกฝ่ายซื้อไปด้วยเงินจำนวนมากก็คือหินต้องสาปนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนยาสีทองตัวใหม่ที่จะทำให้ผู้ที่ฉีดมันเข้าไปจะได้รับพละกำลังที่เหนือมนุษย์มากขึ้นและเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาดแต่มันจะไม่สร้างแก่นขึ้นมาในร่างกายถ้าพูดถึงการนำไปใช้ทางการทหารแล้วก็ถือว่าดีอยู่แต่ถ้าเพื่อการผลิตหินต้องสาปก็ถือว่าเป็นผลงานที่ล้มเหลว ซึ่งผู้ที่ติดต่อกับสาวกเทพมารในการค้าขายนี้ก็คือเบลิซนั่นเองแต่เหตุผลในการเจรจาวันนี้ไม่ใช่แค่จะมารับยาตัวใหม่แต่เพื่อมาต่อรองผลประโยชน์กับสาวกเทพมารกราไฟต์ และผู้ที่ได้มาประกบคู่กับอานุบิสก็คือโฮมุระนั่นเองเธอใช้ความสามารถของเนตรมารของเธอจับตาดูบุคคลที่น่าจะใช่เบลิซจากระยะที่ไกลมาก ๆ จนอีกฝ่ายไม่รู้ตัวด้วยความที่ว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนทำให้มองยากหน่อยแต่อานุบิสก็ยืนยันว่าน่าจะใช่และที่สำคัญเขามีรอยปักรูปผีเสื้ออยู่ที่ปกคอเสื้อด้วยเบลิซเป็นชายวัยประมาณสี่สิบไว้หนวดเครา กำลังขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปไหนซักแห่ง
.
ด้วยระยะห่างระหว่างโฮมุระกับเบลิซทำให้โฮมุระไม่สามารถได้ยินเสียงแต่อานุบิสที่อยู่ข้าง ๆ สามารถรับฟังเสียงที่ห่างออกไปในระยะนั้นได้ โดยโฮมุระกับอานุบิสได้รับมอบหมายหน้าทีให้มาจับตาดูเบลิซดูเหมือนว่าเบลิซจะกำลังเดินทางไปที่ไหนซักแห่งโดยใช้โกเลมรถม้าโดยพยายามวิ่งวนเพื่อให้ไม่ให้คนดูออกถึงสถานที่ที่เขาจะไปจริง ๆ แต่โฮมุระก็แอบตามไปโดยวิ่งไปบนหลังคาอย่างระมัดระวังโดยมีอุปกรณ์เสริมที่เป็นผ้าคลุมล่องหนที่พัฒนามาจากระบบพรางตัวของบรุนฮิลเด้ของยูมิน่าแต่การที่โฮมุระเลือกที่จะสังเกตการณ์ห่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีอุปกรณ์พรางกายก็เพราะเกรงว่าอาจจะมีพวกที่มีสัญชาติญาณหรือพวกประสาทสัมผัสสูง ๆ อยู่แม้ว่าผ้าคลุมนี่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็นก็จริงแต่ถ้าลบจิตสัมผัสหรือลบตัวตนของตนไม่ดีพอก็อาจจะโดนจับได้ซึ่งเธออยากหลีกเลี่ยงปัญหานั้น ในขณะที่ตามเป้าหมายอนุบิสก็จะบ่นเรื่องที่เบลิซวนไปวนมา ซึ่งโฮมุระพอจะเข้าใจถึงเหตุผลอยู่เพราะงานของเบลิซเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงสูงจึงต้องทำอะไรแบบนี้เพื่อปกปิดสถานที่แท้จริง เบลิซนั้นระวังตัวเป็นอย่างมากเขาจะเปลี่ยนสถานที่เจรจาธุรกิจมืดไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งแถมบางครั้งเปลี่ยนกระทันหันก็มีและเขาสามารถยกเลิกการไปเจรจากับคู่ค้าได้ง่าย ๆ หากรู้สึกน่าสงสัยเพราะเขากลัวการจัดฉากมากที่สุดเพราะจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ภายใต้จักรพรรดิ์องค์ใหม่เน้นนโยบายติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นมีการติดต่อค้าขายมากขึ้นและแน่นอนการตรวจสอบก็เข้มงวดมากขึ้นและมีการปราบปรามพวกลักลอบขนสินค้าผิดกฏหมายมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าจะมีสุนัขของรัฐบาลแอบซุ่มอยู่ที่ไหนบ้างเบลิซจึงต้องระวังตัวถึงขนาดนี้
.
กลับมาที่การเจรจาระหว่างเบลิซกับกราไฟต์โดยการเจรจาครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าของเดือนนี้โดยกราไฟต์นำยาสีทองมาให้ ซึ่งปัจจุบันยาสีทองนี้เป็นแหล่งเงินทุนของปาปิยองไปแล้ว เบลิซเองก็พยายามจะวิเคราะห์ตัวยานี้่เพื่อจะผลิตเองแต่เนื่องจากไม่รู้ว่าสารตั้งต้นมันคืออะไรสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ไปและถึงคนที่นำสิ่งนี้มาให้จะเป็นคนไม่ดีแต่ถ้าสามารถนำมาขายทำกำไรได้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเบลิซถึงจะมีความระแวงอยู่แต่อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาส่วนสิ่งที่เบลิซนำมาแลกเปลี่ยนในคราวนี้ก็คือคิวคริสตัลของโกเลมแบบเลกาซี่ซึ่งเป็นของมรดกโบราณสำหรับโกเลมแล้วจีคิวบ์เป็นแหล่งพลังงานและคิวคริสตัลคือสมองซึ่งวิศวกรโกเลมหลายคนบอกว่าคิวคริสตัลนั้นสำคัญกว่าจีคิวบ์เพราะมันเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เอาไว้ถ้าหากมันถูกทำลายแม้จะซ่อมคืนมาได้แต่ก็เท่ากับต้องเริ่มเก็บค่าประสบการณ์กันใหม่ตั้งแต่ต้นและยิ่งเป็นคิวคริสตัลของโกเลมโบราณที่ผ่านสงครามโกเลมในอดีตก่อนอารยธรรมจะล่มสลายด้วยแล้วมันก็จะยิ่งมีค่ามากมายมหาศาลและด้วยอำนาจเงินของปาปิยองก็ทำให้พวกเขาสามารถหาของพวกนี้มาครองได้ไม่ยากนักแถมยังมีวิธีที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่ายด้วยเช่นไปฆ่ามาสเตอร์ของโกเลมตัวนั้นแล้วชิงคิวคริสตัลมาก็ได้เช่นกันแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องผิดกฏหมายแต่สำหรับปาปิงยองนี่ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุก ๆ วันซึ่งเบลิซบอกว่าเขาสามารถเตรียมจีคิวบ์ที่เข้ากันได้กับคิวคริสตัลพวกนี้แต่กราไฟต์ปฏิเสธว่ามันไม่จำเป็นเขาต้องการแค่คิวคริสตัลระดับเลกาซี่เท่านั้นซึ่งคำตอบนั้นทำให้เบลิซไม่พอใจนิดนหน่อย ตามปกติจำเป็นต้องใช้ของที่เข้ากันได้เพื่อให้ดึงประสิทธิภาพของโกเลมออกมาได้สูงสุดซึ่งมันแปลกมากสำหรับการจะสร้างโกเลมใหม่โดยไม่ใช้จีคิวบ์ที่เข้ากันเบลิซไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับคิวคริสตัลแค่อย่างเดียวแบบนี้ แต่เพราะไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่นเขาจึงเลิกที่จะไล่ต้อนถามแต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเหมือนมีการทะเลาะกันที่หลังร้านคนคุ้มกันของเบลิซเอื้อมมือไปจับดาบที่เอวเพื่อเตรียมพร้อมแล้วในตอนนั้นเองชายผิวคล้ำร่างใหญ่ที่สูงเกือบสองเมตร หัวล้านแถมมีรอยสักที่ใบหน้าด้านขวาแถมด้านหน้าด้านซ้ายก็มีแผลเป็นขนาดใหญ่ไล่ตั้งแต่แก้มไปถึงจมูก ก็ได้เปิดประตูเข้ามาชายคนนั้นมีชื่อว่า "แบลช" เป็นหนึ่งในผู้บริหารของปาปิยองเช่นเดียวกับเบลิซโดยเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการเมื่อแบลชเข้ามาเบลิซก็บอกว่าเขากำลังเจรจาธุรกิจอยู่มีอะไรให้คุยกันที่หลังแต่แบลชก็ไม่ได้สนใจจะฟังโดยรวมแล้วความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่อยู่แล้ว แบลชนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับกราไฟต์และแนะนำตัวอย่างเองอย่างหยิ่งผยอง
.
แบลชตามหาผู้ที่นำยาสีทองมาให้กับปาปิยองอยู่ซักระยะแล้วและในที่สุดเขาก็ตามตัวเจอจนได้ทั้งนี้ก็เพราะเบลิซผู้ขาดการติดต่อซื้อขายยาสีทองกับพวกสาวกเทพมารเพียงผู้เดียวโดยผู้บริหารที่เหลือไม่เกี่ยวข้องด้วยแต่เดิมยาสีทองเชื่อว่ามีเอาไว้ต้าน"โรคดอกไม้สีทอง" ซึ่งเบลิซสังเกตเห็นผลกระทบของมันและตามหาว่าผู้ใดเป็นคนขายจนได้ดำเนินการซื้อขายมาถึงจุดนี้แล้วตอนนี้มันก็กลายเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับปาปิยองไปแล้วดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้บริหารที่เหลืออีกสามคนจะต้องการมีส่วนร่วมด้วย แบลชบอกกับกราไฟต์ตรงว่าให้ย้ายมาร่วมกับเขาเพื่อการผลิตยาสีทองซึ่งนี่ก็เท่ากับเป็นการประกาศว่าจะแย่งแหล่งเงินของเบลิซดังนั้นบรรยากาศในห้องจึงอึมครึมลูกของของทั้งสองฝ่ายต่างก็เอามือแตะที่อาวุธพร้อมจะลุยกันทุกเมื่อ กราไฟต์บอกว่าพวกปาปิยองนั้นไม่สามารถจะสร้างยาสีทองนี้ขึ้นมาได้แต่บลาชก็บอกว่าถ้ามีแมลงสีทองอยู่มันก็ไม่แน่ นั่นทำให้กราไฟต์ถึงกับชะงัก แน่นอนว่าแมลงสีทองที่ว่ามันก็คือเฟรซที่กลายพันธุ์จริงแล้วมันมีรูปร่างอื่นอยู่แต่พวกนี้ไม่รู้จึงเรียกมันว่าแมลงเพราะเคยเห็นแต่แบบที่เป็นแมลงเพียงเท่านั้นซึ่งพวกนี้ไม่ได้หายไปทั้งหมดหลังจากเทพมารสิ้นไปซึ่งผลของยามันก็คือตัวช่วยขยายคำสาปของเทพมารนั่นเองซึ่งพวกนี้ถูกนำมาขยายพันธุ์เพิ่มด้วยเหล่าสาวกเทพมารและถ้าหากมีตัวตั้งตนแล้วก็แปลว่าพวกปาปิยองเองก็สามารถผลิตยาสีทองได้เช่นกันเพราะวิธีการทำมันก็แค่เอามาบดให้เป็นผงเท่านั้น โดยแบลชได้รับข้อมูลจากฝ่ายรวบรวมข้อมูลทำให้สามารถสาวไปถึงต้นตอที่ยาถูกผลิตในไอเซนกัลด์รวมถึงพวกโกเลมปิศาจและยาสีทองนี้แม้ว่าฐานหลักของสาวกเทพมารจะเป็นเรืออาร์คแต่มันก็ยังมีฐานทัพอีกหลายแห่งที่ตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ โดยเฉพาะในเขตไอเซนกัลด์ที่เป็นสถานที่ที่คนไม่ค่อยเข้าใกล้จึงเหมาะที่จะกระทำการต่าง ๆ มากแต่ก็เพราะแบบนี้ทำให้ความระมัดระวังลดลงไปด้วยแต่ส่วนหนึ่งก็คงมาจากนิสัยของแทงเจลีนที่ดูแลเขตนี้ด้วยส่วนหนึ่งดังนั้นคงจะทำอะไรไม่ได้กราไฟต์คิดเช่นนั้น แบลชบอกว่าที่ห้องทดลองในอาณาจักรสเตรนก็มีแมลงพร้อมอยู่แล้วเหลือแค่วิธีการผลิตนั่นหมายความว่าถ้าเกลี้่ยกล่อมกราไฟต์ไม่ได้เขาก็จะใช้วิธีการลักพาตัวไปเพื่อให้อีกง่ายยอมบอกวิธีการผลิต เบลิซรู้สึกว่ามันเริ่มอันตรายเกินไปที่จะอยู่ที่นี่คนของแบลชก็ชักอาวุธออกมาหมายจะจับกราไฟต์ เบลิซจึงแนะนำให้กราไฟต์ยอมทำตามแต่กราไฟต์ก็ไม่คิดจะทำตามอยู่แล้วและเมื่อการเจรจาล้มเหลวกราไฟต์ก็ไม่คิดจะเก็บคนเหล่านี้เอาไว้เขาจึงถอดสร้อยข้อมือที่ร้อยเขี้ยวสัตว์เอาไว้ออกมาและอัญเชิญดราก้อนทูชวอริเออร์มาจำนวนหนึ่งและให้มันไล่ฆ่าทุกคนในห้อง
.
แม้ว่าพวกบอดี้กาดจะฟันใส่ดราก้อนทูชวอริเออร์แต่มันก็ไม่ได้ผลเลยพวกเขาเริ่มถูกฆ่าตายไปที่ละคนแถมศพของคนที่ตายยังโดรกราไฟต์เปลี่ยนให้เป็นสเกลตันโดยพลังของคทาของเขาเพื่อเป็นกำลังรบเพิ่มอีกด้วยและสุดท้ายแบลชก็โดนฆ่าตายเบลิซได้แต่เสียใจที่ตัวเองตัดสินใจผิดพลาดถ้าเขาจัดการแบลชซะก่อนที่ทุกอย่างจะเกินควบคุมมันก็ยังพอจะทำอะไรได้บ้างแต่ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วและศพของแบลชก็โดนเปลี่ยนเป็นสเกลตันพร้อมกับหันอาวุธเขาหาเบลิซ ส่วนทางด้านโฮมุระที่งีบหลับอยู่บนหลังคาก็ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงเรียกของอานุบิสที่ได้ยินเสียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องเธอจึงรีบมองด้วยเนตรมารของเธอและสังเกตเห็นว่าคนกำลังวิ่งหนีออกจากหอนางโลมที่เป็นสถานที่เจรจา ที่บริเวณทางเข้าเธอสังเกตเห็นสเกลตันที่มีส่วนหัวเหมือนกับพวกสัตว์เลื้อยคลานกำลังไล่สังหารผู้คนอยู่และคนที่ถูกฆ่าตายก็กลายเป็นสเกลตันและเมื่อสเกลตันเกิดขึ้นมามันก็จะไล่ฆ่าคนอื่นและคนที่ตายก็เปลี่ยนเป็นสเกลตันไปเรื่องเป็นวงจรอุบาท โฮมุระและอานุบิสไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าศพถูกเปลี่ยนเป็นสเกลตันได้อย่างไรและอานุบิสเองก็วิเคราะห์ว่าสถานการณํนี้มันเกิดว่าที่โฮมุระและตัวมันเองจะรับมือได้ ในตอนนั้นเองก็มีสายเรียกเข้ามาทางสามาร์ทโฟนของโฮมุระไม่รู้ว่าโทยะหรือสึบากิโทรมาแต่เธอต้องรีบรายงานเรื่องนี้กลับไปแต่พอดูที่รายชื่อของคนที่โทรเข้ามาก็พบว่าไม่ใช่ทั้งโทยะและสึบากิแต่ช่วยไม่ได้ยังไงตอนนี้ก็ต้องรายงานแล้วเธอจึงรีบแจ้งเรื่องราวนี้ให้คนที่ปลายสายรู้ทันทีหลังรายงานเสร็จก็วางสายไป อานุบิสถามว่าใครโทรมาสรุปแล้วคนที่โทรมาก็คือเอลเซ่ ซึ่งโฮมุระนั้นเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ดังนั้นจึงเคยเป็นคู่ซ้อมกับเอลเซ่ดังนั้นจึงมีเบอร์ของเอลเซ่อยู่ด้วยและหลังจากวางสายไปแปบเดียว เอลเซ่ ยาเอะ ฮิวด้า ซากุระแล้วก็ซู ปรากฏตัวขึ้นที่นั่นโดยซากุระได้ใช้การเทเลพอร์ตโดยอ้างอิงตำแหน่งของอานุบิส อันที่จริงผู้ที่มีสถานะสูงส่งระดับราชินีอย่างพวกเธอไม่น่าจะมาในที่แบบนี้แต่ดูเหมือนว่าสาว ๆ จะอยากยืดเส้นยืดสายเพราะเหตุการณ์สแตมปีดที่ทะเลทรายเมื่อวันก่อนพวกเธอพลาดไปดังนั้นวันนี้จึงจะมาอาละวาดให้หายอยาก แน่นอนว่าพวกเธอมาโดยไม่บอกโทยะโฮมุระรู้ดีว่าพวกเอลเซ่คือกำลังเสริมที่ดีมากแต่ถ้าหากไม่แจ้งโทยะหรือสึบากิอาจจะเป็นที่ทำให้ลำบากภายหลังเธอจึงตัดสินใจโทรหาสึบากิ
.
พวกสเกลตันที่คนอื่น ๆ ในเมืองไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็เริ่มเข้าโจมตีประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองเบรน สำหรับทางทวีปฝั่งตะวันตกหรือก็คืออดีตโลกเบื้องหลังนั้นมีมอนสเตอร์ประเภทอันเดธอยู่ไม่กี่ชนิดเพราะประเพณีการจัดการกับศพของที่นี่จะใช้การเผาซะเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นมอนสเตอร์ประเภทซอมบี้หรือพวกกูลจึงไม่ค่อยพบเห็นในทวีปฝั่งนี้และเพราะความไม่เจริญของอารยธรรมเวทมนตร์ทำให้ไม่มีแนวคิดเรื่องการฟื้นคืนชีพจากความตายและมีความเชื่อว่าไฟนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้วิญญาณของคนตายขึ้นสู่สวรรค์ แม้ว่าในหมู่ราชวงศ์หรือพวกชนชั้นสูงจะมีความเชื่อเรื่องยาแห่งการคืนชีพหรือศาสตร์ลับที่ทำให้ฟื้นจากความตายอยู่บ้างและเลือกที่จะฝังศพไว้แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้การเผาแล้วค่อยนำไปฝังดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับพวกอันเดธของทวีปนี้จึงเป็นภาพของกระดูกที่ไหม้เกรียมซึ่งอันเดธนั้นเดิมทีก็คือสิ่งที่ตายแล้วแต่วิญญาณไม่ได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์แต่ยังคงอยู่ในร่างที่ตายแล้วและเร่ร่อนอยู่บนโลกในฐานะมอนสเตอร์แต่อย่างไรก็ตามการเกิดสภาพวะนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายปีซึ่งมันผิดกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเบรนที่ศพกลายสภาพเป็นสเกลตันไปในทันทีซึ่งถ้าคนปกติทั่วไปมาเห็นสถานการณ์อันผิดปกติแบบนี้เข้าก็คงอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก สเกลตันฆ่าผู้คนและคนที่ตายก็เกิดใหม่เป็นสเกลตันไล่ฆ่าคนอื่นต่อไปเมื่อเวลาผ่านไปจำนวนสเกลตันก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนพวกยามในเมืองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในตอนนั้นสเกลตันตัวหนึ่งกำลังจะใช้ดาบฟันใส่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ล้มอยู่เอลเซ่จึงพุ่งเข้าไปต่อยสเกลตันตัวนั้นจนแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ก่อนจะเตะกลับหลังทำลายสเกลตันอีกหนึ่งตัวที่เข้ามาแต่ก็ยังมีสเกลตันเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก เอลเซ่ ยาเอะ ฮิลด้าบุกเข้าไปโรมรันกับพวกสเกลตันโดยไม่หวาดกลัวฮิลด้าบอกว่าพักนี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เจอการต่อสู้ระดับนี้เลยงานนี้ดูท่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ยืดเส้นยืดสายสำหรับพวกเธอแน่นอนว่าดาบของฮิลด้าและยาเอะทำมาจากผลึกเฟรซดังนั้นมันจึงสามารถตัดผ่านกระดูกได้อย่างสบายถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นดราก้อนทูชวอริเออร์ที่เกิดมาจากกระดูกมังกรก็มีค่าเหมือนกับเต้าหู้เมื่อเจอดาบของทั้งสองและแม้ว่าสเกลตันจะไม่ตายง่าย ๆ ถ้าไม่ทำลายโดนแก่นของมันแต่ระดับพวกเอลเซ่แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำลายแก่น ในระหว่างที่พวกเอลเซ่กำลังสำเริงสำราญกับการฟาดฟันพวกสเกลตัล สามสาวนินจาที่ดูการต่อสู้ของพวกเอลเซ่อยู่พลางสู้ไปด้วยก็ตระหนักได้ถึงความห่างชั้นของฝีมือของพวกเธอกับบรรดาเหล่าราชินีแต่ว่าสามสาวเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่พวกเธอไปที่ไหนพร้อมกันสามคนก็มักจะมีสเกลตัลโผล่มาตลอดเลยจนพวกเธอเองยังเริ่มสงสัยแล้วว่าทั้งหมดนี้มันเป็นพวกเธอเป็นต้นเหตุหรือเปล่าเพราะครั้งที่ไปสืบข้อมูลที่เมืองแอสทรัลที่เคยอยู่ในเขตซานดร้าก็เจอกับพวกโครงกระดูกคริสตัล
.
ในขณะที่พวกเอลเซ่ ฮิวด้า ยาเอะ ออกรบแนวหน้าซากุระก็ขับขานบทเพลงของเธอผ่านเวทสปีคเกอร์โดยมีโซซุเกะบรรเลงเปียโนอยู่บนหลังคาโดยโฮมุระสงสัยว่าเขาสามารถวางเปียโนตัวใหญ่นั่นบนหลังคาได้อย่างไรแต่เมื่อซากุระขับขานบทเพลงการเคลื่อนไหวของพวกสเกลตันก็ช้าลงและภายใต้ขอบเขตของเสียงเพลงของซากุระซูก็ได้ร่ายเวทรีเจเนอร์เรชั่นเพื่อรักษาคนที่บาดเจ็บซึ่งเวทนี้สามารถรักษาอวัยวะที่ขาดหายไปให้กลับคืนมาได้ คนเจ็บที่สูญเสียแขนขาไปเพราะโดนทำร้ายก็เริ่มฟื้นสภาพกลับมาซึ่งเวทรีเจนเนอร์เรชั่นนั้นเป็นเวทโบราณระดับสูงโดยทั่วไปแล้วด้วยวัยของซูไม่น่าจะสามารถใช้มันได้ แต่ดูเหมือนว่าซูจะมีพรสวรรค์อย่างมากในด้านเวทมนตร์ธาตุแสงเธอจึงสามารถใช้มันได้ทันทีหลังจากที่อ่านตำราเวทนี้จะห้องสมุดบาบิโลนซึ่งเรื่องนี้แม้แต่ลีนก็ยังทึ่งจนพูดไม่ออก ส่วนชาวเมืองเบรนก็ได้แต่โฮ่ร้องดีใจเมื่อเห็นปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่เคยพบเห็นเวทมนตร์กันเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าสิ่งนี้มองยังไงก็เกินมาตรฐานสำหรับพวกสามสาวนินจาแต่ถ้าจะบอกว่าภรรยาของนายเหนือหัวนั้นมีแต่คนแปลก ๆ มันก็ดูไม่ดีนักเพราะมันเหมือนกับการไปพูดดูหมิ่นและพวกโฮมุระเองก็ไม่รู้ว่าพวกเอลเซ่นนั้นเพิ่งมาแปลกเอาหลังจากที่แต่งงานหรือว่าแปลกมาก่อนจะแต่งงาน ในระหว่างนั้นชิซุคุก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้เพราะตามปกติสเกลตันจะไม่โจมตีเป็นกลุ่มเช่นนี้แต่สถานการณ์นี้มันดูแปลก ๆ เหมือนกับว่าพวกสเกลตันพวกนี้เป็นกองทัพที่ออกไล่ฆ่าคนตามข้อมูลที่ได้จากโฮมุระสเกลตัลเริ่มหลั่งไหลออกมาจากหอนางโลมที่คนของปาปิยองเข้าไปเจรจาธุรกิจกันดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าปาปิยองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้แต่แล้วความสงสัยของชิซุคุก็ถูกเป่ากระเด็นเมื่อมีโบนดราก้อนทลายหอนางโลมที่เป็นจุดเริ่มต้นออกมา ตามปกติมังกรก็น่ากลัวอยู่แล้วยิ่งมันโดนชุบขึ้นมาเป็นโครงกระดูกแบบนี้ก็ยิ่งมีปัญหาเพราะน้ำหนักที่เบาลงเนื่องจากมันเหลือแต่กระดูกและไม่รู้จักเหนื่อยล้าแถมยังใช้ดราก้อนเบรซที่เกิดจากเวทมนตร์ได้ โบนดราก้อนเริ่มออกไล่ล่าผู้คนในเมืองผู้คนพากันวิ่งหนีด้วยความแตกตื่นแต่มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่หนีและยืนประจัญหน้ากับโบนดราก้อน เอลเซ่นั่นเองเธอรวมจิตต่อสู้มาไว้ในร่างของเธอจนร่างกายมีแสงสีแพลทตินั่มห่อหุ้มมันคือ ลักษณะเครือญาติเทพ "โทจินเทนอิ" หรือพูดง่าย ๆ ก็คือโหมดแปลงร่างเทพแบบที่โทยะใช้แต่เป็นเวอร์ชั่นแบบง่าย ๆ โดยมันจะเพิ่มขีดความสามารถไปจนถึงขีดสุดและสร้างเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่ในกรณีของเอลเซ่มันจะเหมือนกับได้รับหอกและโล่ของพระเจ้าเลย หลังจากนั้นเธอก็พุ่งตัวขึ้นจากพื้นไปสู่อากาศราวกับลูกธนูตรงไปหาโบนดราก้อน
.
โบนดราก้อนตอบสนองโดยการพ่นดราก้อนเบรซออกมาคนที่เห็นเอลเซ่โดนคลื่นพลังนั้นกลืนไปก็พากันตกใจและคิดว่าตายแน่แต่ในความจริงคือมันสร้างความเสียให้เอลเซ่ไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผมและแล้วเอลเซ่ก็ชกโบนดราก้อนแหลกไปเป็นทรายไปเพราะพลังของเอลเซ่ตอนนี้ไม่ต่างกับพลังพระเจ้าเมื่อโดนพลังศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้เข้าไปกระดูกที่คืนชีพมาจากพลังชั่วร้ายจึงหายไปจากโลกนี้ หลังโบนดราก้อนถูกกำจัดกราไฟต์ปรากฏตัวออกมาประจันหน้ากับเอลเซ่ กราไฟต์สงสัยว่าการได้มาพบกับคนของบรุนฮิวเช่นนี้เป็นเพียงแค่ความบังเอิญหรือเป็นการชี้นำของเทพมารกันแน่แต่เอลเซ่ไม่สนใจเรื่องแบบนั้นสำหรับเธอแล้วสิ่งที่ต้องทำก็แค่การขยี้ศัตรูตรงหน้าและถึงกราไฟต์จะพูดเรื่องปรัชญามาเอลเซ่ก็ไม่สนใจอยู่ดี เอลเซ่พุ่งเข้าโจมตีกราไฟต์แต่ก็มีทหารเขี้ยวมังกรตัวหนึ่งเข้ามารับการโจมตีไว้และอ้าปากกว้างหมายจะกัดเอลเซ่ เธอถอยหลบออกมาแต่ในจังหวะนั้นก็มีลูกธนูที่ยิงมาจากพวกสเกลตันอาร์เชอร์พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางแต่เอลเซ่ก็สามารถแก้สถานการณ์ได้โดยการปล่อยหมัดเสยขึ้นฟ้าสร้างพายุทอร์นาโดขึ้นรอบตัวเธอทำให้ลูกธนูถูกปัดออกไปหมดหลังจากนั้นกราไฟต์ก็เรียกพวกแบนซีออกมา เอลเซ่ชะงักไปนิดหน่อยเมื่อเห็นแบนซีเพราะมันมีรูปลักษณ์เป็นวิญญาณผู้หญิงที่ดูทุกข์ทรมาณจะเรียกว่าดูเหมือนพวกวิญญาณหลอนก็ได้ ซึ่งเอลเซ่ไม่ถูกับผีอยู่แล้วแม้ว่าเธอจะมีพลังในการกำจัดมันแต่ก็เหมือนของแสลงที่เห็นแล้วก็อดที่จะกลัวไม่ได้ซะทีเมื่อเอลเซ่เริ่มก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวแบนซีก็เปล่งเสียงร้องออกมา เสียงร้องของแบนซีทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังและอยู่ในสภาพด้านลบอย่างรุนแรงจนแทบจะตายแม้เอลเซ่จะต้านผลนั้นได้แต่คนทั่ว ๆ ไปทำแบบนั้นไม่ได้ถ้าหากว่าผู้คนตายลงเพราะเสียงนี้ก็จะมีสเกลตันเกิดขึ้นมากมายเอลเซ่พยายามจะเข้าหยุดยั้งและในตอนนั้นเองซากุระก็ใช้เสียงเพลงของเธอตอบโต้ทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากเสียงแห่งความโศกเศร้าและพวกแบนซีเองก็ถูกกดดันด้วยพลังเสียงเพลงของซากุระในจังหวะนั้นเองยาเอะกับฮิลด้าก็เข้าไปฟันพวกแบนซีดับในดาบเดียวซึ่งตามปกติอาวุธโจมตีทางกายภาพจะไม่ได้ผลกับแบนซีแต่ดาบของทั้งสองนั้นไม่ใช่ดาบธรรมดาจึงสามารถจัดการได้ง่าย ๆ
.
ในตอนที่ฟันแบนซีไปนั้นยาเอะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไปจากปกติเธอรู้สึกได้ว่าตอนที่เธอฟันแบนซีที่อยู่ด้านหน้าตัวที่อยู่ข้างหลังของตัวที่ถูกฟันก็โดนด้วยตอนแรกเธอก็นึกว่ามันเป็นคลื่นกระแทกแต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่แถมยาเอะยังรู้สึกว่ามีพลังอะไรบางอย่างไหลหลั่งออกมาจากภายในส่วนลึกของร่างกายด้วย คราวนี้ยาเอะลองฟาดดาบใส่แบนซีที่อยู่นอกระยะดาบค่อนข้างไกลแต่มันก็โดนตัดขาดเป็นสองท่อนในพริบตาไม่เพียงแค่นั้นกำแพงหินของอาคารที่อยู่ใกล้ ๆ ก็โดนฟันไปด้วยขาดไปด้วยสรุปก็คือพลังในฐานะเครือญาติเทพของยาเอะได้ตื่นขึ้นมาแล้วนั่นเอง พลังที่สามารถตัดทุกอย่างได้ตามต้องการโดยไม่สนระยะทางและฟาดฟันในจุดที่อยากฟันหรือก็คือ "ดาบผ่ามิติ" นั่นเองและด้วยความสามารถนี้ทำให้ยาเอะฟาดฟันแบนซีทั้งหมดได้ในพริบตา ฮิลด้าที่เห็นพลังของอาเยะตื่นแล้วแต่ของตนยังไม่ตื่นก็เลยบ่นว่ายาเอะขี้โกงแต่ถึงจะได้ความสามารถนี้มายาเอะก็ยังรู้สึกว่ามันยังควบคุมระยะได้ยากและอันตรายหากไม่ควบคุมให้ดีมันอาจจะไปโดนสิ่งที่ไม่อยากจะให้โดนก็ได้แถมเมื่อใช้มันออกมาแล้วยาเอะรู้สึกเหนื่อยมากด้วยเนื่องจากเธอยังไม่คุ้นชินกับมัน กราไฟต์รู้สึกว่าพวกเอลเซ่เป็นศัตรูตามธรรมชาติอย่างที่อินดิโก้บอกเอาไว้จริง ๆ และคิดว่าต้องจัดการให้ได้ยาเอะใช้ดาบผ่ามิติฟาดใส่กราไฟต์ทว่ากลับไร้ผล แม้จะลองฟันอีกสองสามครั้งอีกฝ่ายก็ยังปกติ ตอนแรกยาเอะก็คิดว่าฟันไม่ได้ผลแต่กราไฟต์บอกว่าเขาโดนฟันแล้วแต่เพราะยาเอะฟันเร็วมากเกินไปมันก็เลยดูเหมือนไม่ได้ผลพอฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายแล้วยาเอะก็นึกได้ว่าพวกสาวกเทพมารมีความสามารถในการฟื้นฟูขนาดว่าอวัยวะโดนตัดขาดก็งอกได้ และด้วยความเร็วของดาบที่ฟันมันเร็วมากจนของที่ถูกฟันไม่ได้แยกออกจากกันในทันทีและเมื่ออีกฝ่ายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็วจึงทำให้มองดูเหมือนว่าการฟันไม่ได้ผล แต่กราไฟต์ก็อยากให้หยุดฟันเพราะถึงตัวจะไม่เป็นไรแต่เสื้อผ้ามันไม่ได้ทนไปด้วยเดี๋ยวมันจะขาดซะหมด แค่นี้ก็เผยให้เห็นโครงร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมแล้ว ยาเอะคิดว่าคราวนี้จะใช้คลื่นกระแทกฟันให้อีกฝ่ายขาดออกกันไปเลยจึงเตรียมตั้งท่าเพื่อโจมตีเธอเคลื่อนดาบมาระดับเอวพลังลึกลับที่ต่างจากพลังเวทค่อย ๆ ไหลออกมาจากภายในร่างของยาเอะมีออร่าสีแพลทตินั่นห่อหุ้มไปทั่วร่าง แต่ก่อนที่ยาเอะจะฟาดดาบออกไปคาเร็นก็ปรากฏตัวออกมาห้ามไว้ก่อนเพราะตอนนี้ยาเอะพลังเทพตื่นแล้วดังนั้นจะใช้พลังนี้จัดการกับพวกสาวกเทพมารไม่ได้เพราะมันจะผิดกฏเทพ
.
ส่วนกราไฟต์ที่ยืนรออีกฝ่ายปรึกษากันอยู่ก็ถามว่าเสร็จยังยาเอะหันกลับมาบอกว่าขอโทษที่ทำให้รอ แต่กราไฟต์ไม่ได้ว่าอะไรเพราะจริง ๆ แล้วทางเขาตะหากที่ต้องการเวลาและตอนนี้กองหนุนของเขาก็เหมือนจะมาทันเวลา ในตอนนั้นเองก็มีเสียงดังกระหึ่มมาจากที่ไหนซักแห่งเมื่อมองดูก็พบว่ายอดประภาคารที่อยู่ตรงท่าเรือถูกทำลายโดยมีแขนสีทองขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากทะเลได้บดขยี้มันไป โกเลมยักษ์ไซคลอปส์กำลังขึ้นมาจากทะเลตามด้วย พวกมนุษย์ครึ่งปลา โกเลมสี่แขน และพวกยักษ์หินกำลังค่อย ๆ ขึ้นมาจากทะเลนอกจากนี้บนท้องฟ้าก็ยังมีเดม่อนลอร์ดที่โทยะเคยสู้ด้วยเมื่อครั้งปราบกบฏที่เรกุรุสแต่ว่ามันแตกต่างไปจากครั้งนั้นอยู่นั่นก็คือมันมีส่วนผสมของเครื่องจักรด้วยจะเป็นว่าเป็นไซบอร์กก็คงไม่ผิดนักแถมยังมีฝูงปิศาจที่มีส่วนผสมของเครื่องจักรบินตามหลังมาด้วยกองทัพของพวกสาวกเทพมารยกเข้ามาบุกตีเมืองเบรนแล้ว ในขณะที่กราไฟต์ก็ยกคทาสีดำของเขากระแทกลงพื้น สถานการณ์ดูแย่ลงเมื่อศัตรูมีกองทัพมาเสริมโฮมุระรู้สึกร้อนใจกับเรื่องนี้สำหรับชาวเมืองแห่งนี้ภาพที่เห็นก็ไม่ต่างกับนรกเพราะมีทั้งกองทัพโครงกระดูกและทัพปิศาจเครื่องจักรที่บินมาจากท้องฟ้าแต่ซูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โฮมุระก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะทางนี้เองก็เรียกกำลังเสริมมาด้วยเหมือนกัน สิ้นคำพูดนั้นก็มีเหล่าอัศวินในชุดเกราะสีเงินพร้อมกับโกเลมทยอยผ่านเกทออกมาพวกเขาคือกองอัศวินแห่งจักรวรรดิ์กัลดิโอ้โดยองค์จักรพรรดิ์หนุ่มได้ออกมาบัญชาการกองอัศวินด้วยตนเองและแน่นอนว่าโทยะก็มาด้วย
.
โทยะนั้นหลังได้รับการติดต่อจากทั้งซูแล้วก็สึบากิก็รีบติดต่อหาจักรพรรดิ์กัลดิโอ้ทันทีแต่เพราะต้องรวมรวมกำลังอัศวินให้พร้อมก่อนจะเปิดเกทเคลื่อนย้ายมาที่นี่นั่นจึงทำให้มาช้าไปนิดหน่อยและเพราะเหตุการณ์เกิดในเขตของกัลดิโอ้การจะให้อัศวินของบรุนฮิวเคลื่อนกำลังเข้ามาในพื้นที่โดยพละการไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาตเดิมทีโทยะและจักรพรรดิ์กัลดิโอ้มีแผนว่าจะยกกำลังบุกทลายฐานที่มั่นของพวกปาปิยองทันทีเมื่อได้รับข้อมูลมากพอแต่ดูเหมือนตอนนี้คงต้องต้องเลื่อนออกไปก่อน พวกสเกลตัลเริ่มเข้ามาโจมตีโทยะเขาใช้บรุนฮิวยิงใส่พวกโครงกระดูกแต่มันก็ฟื้นฟูได้ในเวลาพริบตาเห็นแบบนั้นโทยะก็รู้ทันทีว่าถ้าไม่ทำลายแก่นมันก็คงไม่สลายไปว่าแล้วเขาก็จัดเวทแอปพอร์ตดึงแก่นสเกลตัลออกมาเมื่อเสียแก่นไปสเกลตัลก็หลุดออกเป็นชิ้น ๆ หลังจากนั้นโทยะก็โยนแก่นลงพื้นและใช้เท้าขยี้มันจนแหลก ต่อมาไซบอร์กปิศาจก็เข้ามาโจมตีด้วยหมัดจรวดที่มีเส้นลวดเป็นสายเชื่อมต่อเพื่อดึงแขนกลับโทยะหลบมันได้และยิงกระสุนจากบรุนฮิวสวนกลับไปสามนัดแต่สร้างความเสียหายให้มันไม่ได้มากนักแม้จะทำให้เลือดสีฟ้าไหลออกมาแต่ก็ไม่ได้หยุดมันเอาไว้ เห็นแบบนั้นโทยะจึงเปลี่ยนกระสุนมาเป็นกระสุนระเบิดแทนคราวนี้เมื่อยิงเข้าไปกระสุนจะระเบิดจากภายในแทนเมื่อโดนเข้าไปแบบนี้ไซบอร์กปิศาจก็เละไม่มีชิ้นดี หลังจากยิงไซบอร์กปิศาจตายไปสองสามตัวโทยะก็บินขึ้นฟ้าและไปร่อนลงบนหลังคาที่ซากุระอยู่เขามองเห็นพวกไซคลอปส์กำลังจะขึ้นมาที่ท่าเรือจึงใช้สมาร์ทโฟนล็อกเป้าและสั่งให้เปิดเกทที่ใต้เท้าของพวกมันและส่งพวกมันไปยังทะเลในจุดที่ห่างตัวเมืองออกไปเล็กน้อยจากนั้นก็ขอให้ซูกับซากุระไปรับมือพวกไซคลอปส์ทั้งคู่รับคำแล้วก็ซากุระก็เทเลพอร์ตไปยังจุดนั้นและเรียกเฟรมเกียร์ออกมาต่อสู้โดยซูเปิดฉากด้วยแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลในทันทีแต่ว่าทางพวกสาวกเทพมารก็เริ่มทำการโปรยผงสีทองซึ่งนั่นก็คือพิษเทพมารแบบอ่อนนั่นเองแม้ว่ามันจะไม่มีผลกับเทพเต็มตัวอย่างโทยะแต่มันจะส่งผลกับเทพระดับล่าง ๆ อย่างพวกเอลเซ่แม้ว่าจะไม่อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ให้อยู่ในอาการวิงเวียนจนไม่สามารถต่อสู้ได้และยังจะส่งผลต่อเฟรมเกียร์โดยจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของมันลดลงด้วยแต่ว่าตอนนี้เรจีน่าปรับปรุงมันใหม่แล้วดังนั้นจึงไม่มีผลมากนักแต่ปัญหาก็ยังอยู่ที่ตัวคนอยู่ดี
.
แต่เอลเซ่บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะทั้งซูและซากุระต่างก็พกชุดมาด้วยแน่นอนว่าพวกเธอก็เช่นกันว่าแล้วเอลเซ่ก็หยิบสมาร์ทโฟนออกมาแล้วก็กดแอปที่อยู่บนนั้นก่อนจะชูมือที่ถือสมาร์ทโฟนขึ้นเหนือศีรษะพลางเปล่งเสียงออกมาว่า "อิควิป" พริบตานั้นก็มีบอลแสงถูกยิงออกไปจากสมาร์ทโฟนบอลแสงนั้นพุ่งไปบนฟ้าก่อนจะตกลงมาห่อหุ้มร่างของเอลเซ่และพริบตาหลังจากนั้นเอลเซ่ก็อยู่ในสภาพสวมชุดไพล็อตสูทเป็นที่เรียบร้อย เห็นแบบนี้เข้าโทยะก็ถึงกับตบมุกว่าระบบแปลงร่างนี่มันอะไรกันเอลเซ่บอกว่าถ้าจะต้องมาเสียเวลาถอดเปลี่ยนชุดทุกครั้งมันก็ไม่สะดวกก็เลยไปของให้เรจีน่าทำระบบนี้ให้และเท่าที่เห็นชุดของเอลเซ่ตอนนี้แตกต่างไปจากที่เคยเห็นก่อนหน้านี้เพราะมันมีการติดตั้งกอนเล็ตเข้าไปที่มือทั้งสองข้างด้วยและตัวชุดก็มีสีแดงเอลเซ่บอกว่าชุดนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถในการป้องกันเพิ่มขึ้นจากของเดิมด้วยโดยตัวชุดมีการติดเกราะคริสตัลเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายเช่น ไหล่ อก เอว ฯลฯ และยิ่งชุดเป็นสีแดงมันก็ยิ่งดูเป็นหัวหน้าทีมเซนไต ส่วนยาเอะกับฮิวด้าเองก็สวมชุดที่คล้าย ๆ กันแต่เป็นสีม่วงอ่อนกับสีส้ม โดยชุดของยาเอะกับฮิวด้ามีส่วนที่เอาไว้ติดดาบไม่ก็ฝักดาบเพิ่มขึ้นมาตรงบริเวณเอวแต่สำหรับยาเอะแล้วชุดนี้มันค่อนข้างรัดรูปและทำให้เห็นสัดส่วนของเธอได้ชัดเจนมากแม้จะเคลื่อนไหวง่ายแต่มันก็รู้สึกไม่ชินเอาซะเลยซึ่งฮิลด้าก็รู้สึกไม่ต่างจากยาเอะนักพูดง่าย ๆ ก็คือรู้สึกอายกับการสวมชุดที่เน้นสัดส่วนแบบนี้นั่นแหละและเมื่อพิษลอยมาถึงบริเวณนี้โทยะก็สอบถามอาการของพวกเอลเซ่ว่าเป็นอย่างไรดูเหมือนว่าชุดจะทำงานของมันได้ดีพวกเธอไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใดแต่ในขณะนั้นเองคาเร็นก็เตือนพวกโทยะให้ระวังสาวกเทพมากราไฟต์ที่กำลังกลายสภาพเป็นตัวประหลาด โดยมีกระดูกจำนวนหนึ่งยื่นออกมาจากแผ่นหลังของชายที่สวมหน้ากากกระโหลกแพะโดยกระดูกที่ยื่นออกมามีลักษณะดูคล้ายกับขาแมงมุมและขานั้นก็มีส่วนที่แหลมคมราวกับดาบ และด้วยขาพวกนั้นร่างของกราไฟต์จึงลอยขึ้นจากพื้นจากนั้นก็ประกาศแนะนำตัวเองกับโทยะว่าเขาชื่อกราไฟต์เป็นเนโครแมนเซอร์และนักเล่นแร่แปรธาตุของกลุ่มสาวกเทพมาร พอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็เข้าใจทันทีว่าทำไมกองทัพถึงได้มีแต่พวกโครงกระดูกกับพวกปิศาจ
.
กราไฟต์กล่าวต่อไปว่าจริง ๆ เขาก็อยากเตรียมตัวให้ดีกว่านี้เพื่อจะจัดการกับอีกฝ่ายแต่ไหน ๆ ก็เจอกันแล้วก็มาลุยกันให้สุดเพื่อความบันเทิง โทยะสังเกตเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตะโกนบอกให้พวกเอลเซ่ไปรวมไปถึงพวกโฮมุระ อานุบิสและบาสเต็ทที่กำลังต่อสู้กับพวกสเกลตัลแถว ๆ นั้นให้รีบหลบออกไปกราไฟต์ปล่อยหมอกสีดำลงมาปกคลุมพวกสเกลตันและเมื่อหมอกจางลงสเกลตัลในชุดเกราะสีดำก็ปรากฏขึ้นมาพวกปีศาจไซบอร์กเองก็ส่งเสียงคำรามกู่ร้องดูท่าจะงานยุ่งซะแล้วสำหรับโทยะ ฮิลด้าบอกกับโทยะว่าพวกเธอจะรับมือกับกองทัพสเกลตัลเองส่วนพวกปีศาจไซบอร์กให้โทยะจัดการเมื่อตกลงกันได้แล้วโทยะก็บินขึ้นฟ้าไปด้วยเวทฟลายและเข้าเผชิญหน้ากับเดม่อนลอร์ดที่มีสภาพเป็นไซบอร์กแต่ว่าแขนของเดม่อนลอร์ดดูต่างไปจากปีศาจไซบอร์กตัวอื่นตรงที่มันมีสีทอง พวกปิศาจเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยลำแสงที่ยิงออกจากตาลำแสงเหล่านั้นถาโถมเข้าใส่โทยะแต่เขาก็หยุดมันเอาไว้ได้ด้วยพริซันหลังป้องกันการโจมตีด้วยห่าฝนลำแสงเอาไว้ได้โทยะก็หยิบอาวุธบางอย่างออกมาจากสโตรมันเป็นดาบที่สร้างจากวัสดุคริสตัลแต่มีลูกเล่นต่างไปจากดาบทั่วไปเล็กน้อย เมื่อเขาฟาดดาบออกไปและทำการกดปุ่มใบดาบก็แยกออกจากกันและเปลี่ยนสถานะเป็นโหมดแส้เขาโอบรัดร่างของไซบอร์กปิศาจไว้และเมื่อกดปุ่มอีกครั้งใบดาบก็โดนดึงกลับพร้อมกับเฉือดเฉือนร่างของเป้าหมายขาดเป็นชิ้น ๆ ซึ่งดาบเล่มนี้ก็คืออาวุธที่โทยะสร้างให้กับเฟรย์นั่นเองถ้าหากประยุกต์ใช้ดี ๆ มันจะเหมาะในการต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากได้หลังฟาดฟันศัตรูไปได้แปบหนึ่ง เดม่อนลอร์ดก็เข้ามาโจมตีด้วยการชกใส่พริซัน ถ้าตามปกติก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรการโจมตีทั่ว ๆ ไปไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับพริซันได้ไม่ว่าจะโจมตีซักกี่ครั้งแต่แล้วก็มีเสียงปริแตกดังขึ้นพริซันของโทยะเริ่มเกิดรอยร้าว โทยะรู้ได้ทันทีว่าหมายถึงอะไรแขนสีทองของเดม่อนลอร์ดมีพลังของเทพมารสถิตอยู่เหมือนกับพวกเฟรซที่กลายพันธ์จึงสามารถทำลายพริซันได้ โทยะถอยหนีออกมาได้ทันในขณะที่พริซันถูกทำลาย ถ้าหากว่าใช้พลังเทพประสานเข้าไปพริซันก็จะไม่ถูกทำลายต่อให้อีกฝ่ายมีพลังของเทพมารแต่ปัญหาก็คือตอนนี้โทยะเป็นเทพแล้วดังนั้นเขาจึงต้องทำตามกฏของพวกเทพซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากใจมากแต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อย่างไรเสียก็ต้องรักษากฏให้เคร่งครัดเพราะพลังของเทพจะส่งผลรุนแรงต่อโลกหากใช้สุ่มสี่สุ่มห้าโทยะเองก็ไม่อยากเสี่ยง
.
เมื่อใช้พลังเทพไม่ได้โทยะก็เลยใช้วิธีอื่นแทนดังนั้นเขาจึงเรียกให้โคเกียวคุออกมาจัดการแทนโดยเรียกโคเกียวคุออกมาจากทางด้านหลังของเดม่อนลอร์ดแล้วให้โจมตีทันทีแบบไม่ให้ตั้งตัวพริบตาต่อมาเดม่อนลอร์ดก็โดนเพลิงแห่งการชำระของโคเกียวคุแผดเผาอย่างทุรนทุรายก่อนร่วงหล่นลงไปที่พื้นและดิ้นพยายามดิ้นพล่านไปทั่วเพื่อพยายามดับไฟที่กำลังแผดเผาตนอยู่จากนั้นโทยะก็เอาหินก้อนใหญ่ยักษ์ออกมาจากสโตร์และเพิ่มน้ำหนักมันเป็นหลายพันเท่าด้วยกราวิตี้ก่อนจะส่งมันไปทับเดม่อนลอร์ดจนดับอนาถแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังมีปิศาจตนอื่น ๆ ให้ต้องเก็บกวาดโทยะจึงเรียกรูริออกมาเพิ่มและด้วยเปลวเพลิงที่พ่นออกจากปากของรูริก็ได้แผดเผาพวกไซบอร์กปิศาจจนมอดไหม้ไม่เหลือชิ้นดี จากนั้นโทยะก็ออกคำสั่งให้สัตว์เทพทั้งสองกวาดล้างพวกปิศาจให้หมดสิ้นส่วนตัวเขาก็กลับลงไปที่พื้นเบื้องล่าง ที่เบื้องล่างสามสาวนินจะและพวกอานุบิสรวมไปถึงซังโกะ โคคุโย ที่เพิ่งถูกเรียกมาพร้อม ๆ กับอีกสัตว์เทพอีกสองตัวก่อนหน้าก็กำลังช่วยกันต่อสู้กับพวกสเกลตัลส่วนโคฮาคุก็กำลังมุ่งหน้าไปช่วยพวกเอลเซ่แน่นอนว่าพวกสเกลตัลเทียบพลังสัตว์เทพไม่ได้เลยมันโดนบดขยี้ด้วยเท้าอันใหญ่โตและโดนน้ำแรงดันสูงตัดจนไม่เหลือชิ้นดี โทยะฝากฝังให้ซังโกะกับโคคุโยะคอยช่วยพวกโฮมุระส่วนตัวเขาก็มุ่งหน้าไปสมทบกับพวกเอลเซ่ที่กำลังต่อสู้กับสเกลตัลที่ควบคุมโดยกราไฟต์แม้ว่าเกราะของพวกสเกลตัลพวกนี้ไม่ได้แข็งอะไรมากนักแต่ก็ปกปิดแก่นของพวกมันเอาไว้ทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าทำให้เสียเวลาในการโจมตีกราไฟต์เองก็กลายร่างเป็นปูแมงมุมที่มีผิวเป็นสีเมทัลลิกสีดำแบบเดียวกับเกราะของพวกสเกลตัลโทยะเปิดฉากโจมตีด้วยเวทมนตร์โฮลี่ไลท์ใส่กราไฟต์แต่กราไฟต์ใช้คทาของที่ชื่อ "เจ็ท" กลืนกินลำแสงที่พุ่งเข้าใส่ โทยะจึงลองเปลี่ยนไปใช้เวทไฟดูโดยการยิงเบิร์นนิ่งแลนซ์เข้าใส่แต่ก็เหมือนเดิมสิ่งที่ดูเหมือนวังวนสีดำที่ออกมาจากคทานั่นดูดกลืนไฟเข้าไปจนหมด กราไฟต์อวดอย่างภาคภูมิใจว่าเวทมนตร์ใช้กับเขาไม่ได้ผลหรอก
.
ดูเหมือนว่าคทาอันนั้นจะมีพลังที่คล้ายกับเวทแอบซอร์ปของโทยะหลังจากดูดซับเวทมนตร์ไปแล้วกราไฟต์ก็ยิงศรสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนออกมาจากวังวนนั้นโทยะรีบกางพริซันเพื่อป้องกันทุกคนเอาไว้ ศรบางอันทะลุผ่านมาได้แค่ก็ไม่โดนใครเพราะมันปักคาอยู่กับพริซันแต่นั่นก็หมายความว่าการโจมตีนี้มีพลังของเทพมารแฝงอยู่พริซันไม่สามารถป้องกันเอาไว้ได้ตลอดและมันก็เริ่มแตกร้าวเมื่อโดนการโจมตีไปเรื่อย ๆ การยิงเวทใส่กราไฟต์ก็จะโดนดูดไปและเอาไปเป็นพลังให้กับทางนั้นบางทีส่วนที่เป็นโลหะสีดำที่เคลือบตัวร่างปูของกราไฟต์ไว้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คล้ายกับผลึกเฟรซก็ได้ดังนั้นต่อให้ยิงไปตรงนั้นก็น่าจะไม่ได้ผลดังนั้นโทยะจึงคิดจะโจมตีทางกายภาพแทนคิดได้แบบนั้นแล้วโทยะก็รีบบอกให้ทุกคนรีบหลบออกไปจากบริเวณนี้ทุกคนตอบสนองอย่างรวดเร็วและเมื่อพรรคพวกกระจายตัวโทยะเปิดเกทตรงบริเวณเหนือหัวของกราไฟต์เพื่อนำพาเศษซากอาคารแถว ๆ นั้นมาทุ่มใส่ไม่นานนักเศษซากอาคารก็ฝังกลบกราไฟต์จนเกิดเป็นกองภูเขาเศษซากขนาดใหญ่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้สร้างความเสียหายได้มากนักแต่ก็ถือว่าได้ผลกราไฟต์พังเศษซากพวกนั้นออกมาและเริ่มกวาดขาใบมีดของมันโจมตีไปทั่วพวกโทยะสามารถหลบหลีกการโจมตีได้แต่อาคารรอบ ๆ ก็โดนลูกหลงจนเสียหายอย่างหนักกราไฟต์โจมตีต่อเนื่องชนิดไม่ให้พักหายใจพวกโทยะหลบมันได้ก็จริงแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีช่องว่างมากพอให้เข้าไปใกล้เพื่อโจมตีได้เลยดูเหมือนว่าอีกฝ่ายต้องการรักษาระยะห่างไว้จึงโจมตีเพื่อกันไม่ให้เข้าใกล้จะใช้ชิลด์ป้องกันเพื่อลดระยะเข้าไปก็ไม่น่าจะได้เพราะการโจมตีที่แฝงพลังเทพมารมาด้วยแบบนี้ชิลด์ไม่น่าจะรับไหวน่าจะแตกทันทีที่โดนมันอันตรายเกินว่าจะเสี่ยงแต่ถ้าจะพูดถึงการโจมตีแบบกายภาพจากระยะไกลแล้วก็มีไม่กี่อย่างโทยะเล็งบรุนฮิวไปที่กราไฟต์และเหนี่ยวไกกระสุนพุ่งกระทบเป้าแต่ก็ถูกทำให้กระดอนออกมาในทันทีและถ้าสังเกตดี ๆ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยจากการโดนหินถล่มใส่เมื่อครูเลยการโจมตีลักษณะนี้อาจจะไม่ได้ผลดังนั้นต้องใช้แบบที่แรงกว่านี้ว่าแล้วโทยะก็ติดต่อไปหาซูเพื่อถามว่าเตรียมพร้อมหรือยัง เมื่อซูตอบว่าพร้อมโทยะก็เปิดเกทที่เท้าของกราไฟต์ทำให้ร่างของมันรวมไปถึงเศษซากที่อยู่ใกล้ ๆ ถูกดึงลงไปจากนั้นโทยะก็ไล่ตามไปด้วยเทเลพอร์ต จุดที่กราไฟต์โดนวาร์ปไปมีออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดง้างหมัดรอปล่อยท่าแคนน่อนนัคเคิ้ลสไปรัลอยู่เมื่อกราไฟต์ร่วงลงมาอย่างกระทันหันพร้อมกันมีหมัดของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดพุ่งมาใกล้ก็ทำให้กราไฟต์ตกใจและไม่มีเวลาพอให้คิดหลบหรือป้องกันทำให้โดนกำปั้นเหล็กของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดเข้าไปเต็มรักได้รับความเสียหายอย่างหนัก ร่างปูถูกบดขยี้จนแหลกแต่กราไฟต์ก็ยังไม่ตายเขาลุกขึ้นจากซากปูและใช้ไม้เท้าในมือค้ำยันร่างแน่นอนว่าด้วยความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองชั้นสูงการโจมตีแบบนี้ไม่อาจฆ่าเขาได้ถ้าไม่ใช้พลังเทพก็ไม่สามารถจะฆ่าได้จริง ๆ
.
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงถามโทยะว่าจะเอายังไงต่อให้เขาออกไปเลยดีไหม ตอนแรกโทยะก็บอกว่ายังก่อนรออีกแปบก็เปลี่ยนใจ เจ้าของเสียงนั้นก็คือคุองนั่นเองความจริงแล้วโทยะไม่ได้มาโดยลำพังแต่แรกแล้วเขาพาคุองมาด้วยแต่ใช้เวทอินวิซิเบิ้ลอำพรางตัวไว้เพราะเขาตั้งใจวางแผนล่อเจ้าสาวกเทพมารที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายให้ปรากฏตัวออกมาแล้วจะให้คุองลงมือสังหารซะเพราะถ้าจัดการเจ้านั่นได้อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้นมากจึงจงใจทำให้กราไฟต์เจ็บหนักเผื่อว่าพรรคพวกของมันจะมาพาหลบหนีแบบคราวก่อนแต่ก็ไม่ปรากฏตัวตามที่หวัง จะว่าไปแล้วคราวที่ปราบฮาเซลกับออคิทเจ้าหน้ากากดำน้ำนั่นก็ไม่โผล่มาช่วยเหมือนกันดังนั้นจึงเริ่มน่าสงสัยแล้วว่าพวกนี้มีความสนิทกันมากน้อยแค่ไหนแต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ปรากฏตัวโทยะจึงเปลี่ยนแผนและบอกให้คุองกำจัดกราไฟต์ซะโทยะคลายเวทอินวิซิเบิ้ลคุองจึงปรากฏกายออกมาและเรียกใช้งานสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทันที ลูกบอลกลม ๆ ที่เคยลอยอยู่ข้างกายคุองแปรสภาพเป็นดาบปืนที่รูปร่างคล้าย ๆ กับบรุนฮิวแต่ต่างกันตรงที่เปลี่ยนโหมดไม่ได้ส่วนอีกมือหนึ่งก็ถือซิลเวอร์เอาไว้ คุองได้รับการฝึกมาจากยาคุโมะและโมโรฮะดังนั้นจึงน่าจะสู้ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ถ้าตึงมือเกินไปโทยะก็พร้อมจะเข้าไปสนับสนุน เขาบอกให้ซูกับซากุระช่วยกันพวกไซคลอปส์ออกไปห่าง ๆ บริเวณนี้ด้วยพวกเอลเซ่เองก็ขับเฟรมเกียร์ของตนมุ่งหน้าสมทบด้วย กราไฟต์แปลกที่เห็นคุองตอนแรกเขาก็สงสัยว่าเจ้าเด็กนี่เป็นใครมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่แล้วเขาก็ไม่ใส่ใจเพราะยังไงก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ตอนนี้ซักเท่าไหร่นัก ว่าแล้วกราฟก็ถอดสร้อยคอออกมาและใช้มันทำการอัญเชิญมังกรโครงกระดูกที่มีห้าหัวออกมาโดยมันมีชื่อว่า "เทียแมท" โดยมันเป็นราชันย์มังกรที่อยู่ในระดับเดียวกับรูริโทยะจึงเรียกให้รูริมารับมือกับเทียแมท ซึ่งรูริรู้จักเทียแมทเพราะมันเป็นมังกรปิศาจที่โด่งดังแต่ยังไงซะตอนนี้ก็มีสภาพเป็นแค่โครงกระดูกเดินได้แต่มันก็มีพลังเทพมารแฝงตอนนี้มันอาจจะแกร่งว่าเมื่อก่อน เทียแมทเปิดปากของมันออกและพ่น ไฟ น้ำ ลม แสงและความมืดใส่รูริ รูริเองก็พ่นเบรสของตนสวนกลับมา พลังของทั้งสองปะทะกันครู่หนึ่งก่อนที่พลังของรูริจะเป็นฝ่ายชนะแล้วดันพลังของอีกฝ่ายกลับไปแต่ถึงจะโดนเบรสของรูริเข้าไปเต็ม ๆ มันก็ยังคงยืนได้เพราะร่างกายเหลือแต่กระดูกแล้ว รูริบอกกับโทยะว่าจะรับมือเทียแมทเองให้โทยะจึงยิงปืนไปที่กราไฟต์ทว่ากราไฟต์ก็ใช้ขาที่เหมือนแมงมุมที่งอกมาจากกลางหลังพาตัวเองหลบหลีกการโจมตีไปได้ โทยะจึงยิงไชน์นิ่งเจวาลินตามไป แน่นอนว่าเวทไม่ได้ผลกับกราไฟต์ฝ่ายนั้นเองก็ตอกย้ำว่าเวทใช้ไม่ได้ผลกับเขาแต่โทยะยังคงจะโจมตีแบบโง่ ๆ อีก ทว่าทั้งหมดนั้นเป็นแค่แผนลวงโทยะจงใจยิงเวทไปเพราะต้องการหลอกให้กราไฟต์หยุดเคลื่อนไหวและดูดเวทโจมตีของเขาเมื่อกราไฟต์ไม่เคลื่อนที่ต่อคุองก็แอบอาศัยจังหวะนั้นเข้าประชิดตัว และฟาดสมบัติศักดิ์สิทธิ์เข้าใส่กราไฟต์ยกคทาของเขาขึ้นป้องกันแต่พริบตาที่ปะทะกันคทาของกราไฟต์ก็เริ่มเสียหาย กราไฟต์ไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรส่วนคุองก็พูดทำนองเย้ยหยันว่า "ของถูกเหรอเนี้ย" ก่อนจะฟาดเจ้าซิลเวอร์เข้าใส่กราไฟต์จึงต้องรีบถอยหนีออกไป
.
แต่พอถอยห่างคุองก็ยิงกระสุนจากดาบปืนในมือใส่กราไฟต์ บาดแผลที่เกิดจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นฟื้นฟูไม่ได้กราไฟต์ถามคุองว่าเป็นใครกันแต่คุองไม่ตอบและใช้เวทมารบดขยี้พร้อมกับความสามารถของซิลเวอร์เมื่อใบดาบสัมผัสกับขาปูที่ยิ่นออกมาจากหลังของกราไฟต์พลังของเนตรมารที่ถูกขยายให้รุนแรงจากเดิมเป็นหลายเท่าก็บดขยี้สิ่งที่มันสัมผัสเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกราไฟต์พยามจะสู้กลับแต่เขากลับใช้พลังของ "เจ็ท" อาวุธเทพมารของเขาไม่ได้เพราะความสามารถของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่โทยะสร้างมันไปสร้างอาณาเขตให้อาวุธเทพมารไร้ผลตราบใดที่คุองอยู่ใกล้ ๆ ก็จะใช้พลังไม่ได้ จึงต้องโจมตีกลับด้วยเวทมนตร์ธรรมดาด้วยการเหวี่ยงขาพวกนั้นสร้างคมมีดอากาศ แต่ด้วยเนตรมารพยากรณ์ของคุองก็ทำให้เขาหลบหลีกได้อย่างสบายเพราะรู้ว่าคลื่นดาบจะมาจากทางไหนและเข้าไปฟันขาปูของกราไฟต์ขาดได้ง่าย ๆ แต่พริบตาต่อมาคุองก็ต้องรีบกระโดดถอยออกมาเพราะมีพายุไฟล้อมรอบตัวกราไฟต์ดูเหมือนว่าจะมันจะทำการเผาตัวเองเพื่อการบางอย่าง กราไฟต์เข้าใจว่าคุองคือเด็กคนที่สังหารฮาเซลกับออคิทแต่เขาจะไม่มีทางจบแบบนั้นแน่ ซึ่งอันที่จริงคนที่กำจัดสองคนนั้นไม่ใช่คุองแต่ยังไงซะโทยะไม่คิดจะอธิบายเพราะมันไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องทำเช่นนั้น เมื่อกราไฟต์เผาตัวเองเสร็จร่างโครงกระดูกของเขาก็กลายเป็นโลหะสีดำเมื่อรู้ว่าใช้พลังจากอาวุธเทพมารตรง ๆ ไม่ได้จึงเอาพลังนั้นมาไว้ในร่างกายแทนซึ่งร่างกายนั้นจะมีความแข็งแกร่งอย่างมากแต่ทว่าคุองก็ใช้สลิปทำให้กราไฟต์ล้มลงคทาที่ถืออยู่ในมือก็หลุดออกมากลิ้งมาอยู่ที่เท้าของคุอง เด็กน้อยใช้เท้าของเขาเหยียบคทาไว้และทำลายมันทิ้งด้วยสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมือ ถึงจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขนาดไหนแต่อย่างไรซะจุดอ่อนที่แท้จริงก็อยู่ที่เทวภัณฑ์เทพมารที่ครอบครองอยู่ดังนั้นจึงไม่ได้มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปโจมตีร่างกระดูกของมันเลยแค่ทำลายคทานั่นซะทุกอย่างก็จบเมื่อคทาถูกทำลายกราไฟต์ก็สลายกลายเป็นของเหลวสีดำขุ่น ๆ เทียแมทที่กำลังสู้กับรูริก็พังทลายกลายเป็นแค่กองซากโครงกระดูกอาจจะเพราะพลังจากกราไฟต์ถูกตัดขาดไป พวกไซคลอปส์เองก็ค่อย ๆ ถูกกำจัดภายในเมืองพวกโคฮาคุและเหล่าอัศวินก็เริ่มเข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้วดูเหมือนว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์จะทำงานได้ดีไม่มีปัญหาแต่น่าเสียดายทีเป้าหมายที่อยากกำจัดทิ้งนั้นไม่ปรากฏตัวออกมา
.
ในตอนนั้นเองโทยะก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลก ๆ เขาจึงรีบชักบรุนฮิวออกมาและยิงขึ้นฟ้ากระสุนได้ทำลายโกเลมรูปนกตกลงมาดูเหมือนว่ามันจะมองดูการต่อสู้นี้อยู่มันมาดูอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นเขาไม่รู้ตอนนี้เก็บซากมันไปให้เรจีน่าวิเคราะห์ที่หลังคิดได้แบบนั้นเขาก็เก็บซากโกเลมนั่นเข้าสโตร์ไปถึงมันจะอาจจะแย่นิดหน่อยที่การมีอยู่ของคุองและสมบัติศักดิ์สิทธิ์อาจโดนพวกสาวกเทพมารล่วงรู้แต่เขาก็ยังมีมาตรการอีกมากมายที่จะเอาไว้ตอบโต้เขาลูบหัวคุองก่อนจะไปช่วยพวกเอลเซ่ต่อสู้ต่อ หลังคุองกำจัดกราไฟต์ลงได้ไม่นานนักกองทัพของสาวกเทพมารก็ถูกกำจัด พวกโกเลมยักษ์โดนพวกซูถล่มเละ ส่วนพวกที่บุกเข้าไปในเมืองก็โดนพวกโคฮาคุและเหล่าอัศวินแห่งกัลดิโอ้จัดการเมืองเบรนจึงกลับมาสงบได้อีกครั้งแต่ความเสียหายก็มีมากผู้คนในเมืองเองก็ตกอยู่ในความหวาดกลัวและเสียขวัญแต่พอเห็นพวกอัศวินมาชาวเมืองก็โล่งใจได้ในระดับหนึ่งหลังยืนยันความเสียหายแล้วจักรพรรดิ์แห่งกัลดิโอ้ก็นำเหล่าอัศวินบุกเข้าไปจัดการฐานใหญ่ของพวกปาปิยองและจัดการจับกุมเหล่าหัวหน้า ความโกลาหลในครั้งนี้เป็นฝืมือของคนพวกนี้ไม่ผิดแน่เพราะพวกนี้ทำสัญญากับเหล่าสาวกเทพมารและทำการแพร่กระจายยาสีทองแถมยังพยายามที่จะปรุงยาสีทองขึ้นเองและยังมีการพัฒนายาที่สามารถเปลี่ยนมนุษย์ได้อีกถ้ามันแพร่กระจายไปในโลกนี้คงจะสร้างความเสียหายอย่างมากแน่แต่อย่างไรก็ดีการต่อสู้ครั้งนี้โทยะรู้สึกผิดหวังที่ไอ้เจ้าสาวกเทพมารที่สวมหมวกดำน้ำ (อินดิโก้) ไม่ปรากฏตัวออกมาเขาวางแผนที่จะจัดการมันถึงขนาดวางกับดักโดยให้คุองล่องหนรอแท้ ๆ แต่ที่ทำไปก็ไม่เสียเปล่าซะที่เดียวอย่างน้อย ๆ ก็เป็นการทดสอบได้ว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเขาทำงานได้อย่างดีไม่มีปัญหาหลังจากส่งองค์จักรพรรดิ์กลับเมืองหลวงแล้วพวกโทยะก็เดินทางกลับบรุนฮิว
.
เนื่องจากเมื่อคืนค่อนข้างหนักหนาพอควรพอกลับมาถึงโทยะก็หลับอยู่ห้องนั่งเล่นโดยไม่ได้กลับไปที่ห้องนอนพอตื่นเช้ามาก็ต้องโดนพวกลูกสาวต้อนรับด้วยความไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนที่ออกไปสู้โดยไม่พาพวกเธอไปด้วยแต่พาไปแค่คุองคนเดียว นั่นทำให้สเตฟประท้วงอย่างหนักคุองเองก็พยายามจะอธิบายว่าเขาไม่ได้ไปเที่ยวเล่นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวเพียงคนเดียวก็ทำให้รับมือได้ลำบาก ลินเน่กับเฟรย์ก็เข้ามาพูดกับโทยะด้วยเหตุผลเดียวส่วนยาคุโมะถึงจะไม่พูดอะไรแต่ก็แสดงออกให้เห็นจากท่าทางว่าไม่พอใจที่พ่อไม่พาไปด้วยเมื่อคืนนี้แต่สถานการณ์ก็ได้รับการคลี่คลายโดยคุณแม่รีนที่ใช้เหตุผลทำให้พวกเด็ก ๆ ใจเย็นลงนั่นก็คือเพราะเรื่องมันเกิดกระทันหันแถมไม่รู้ถึงกำลังของอีกฝ่ายและที่สำคัญตอนนั้นพวกเด็ก ๆ ก็หลับสนิทกันไปหมดแล้วและพอดีตอนนั้นคุองตื่นมาเข้าห้องน้ำพอดีโทยะเลยเรียกให้ไปได้ด้วยและถ้าจะพูดกันตามจริงแผนที่จะต้องใช้อินวิซิเบิ้ลแล้วยืนอยู่เฉย ๆ นั้นโทยะคิดแล้วว่าคุองนี่แหละเหมาะที่สุดเมื่อเทียบกับลูกคนอื่น ๆ และอีกอย่างสถานที่เกิดเหตุมันก็เป็นย่านเริงรมณ์ซะด้วยโทยะไม่อยากพาลูกสาวไปในที่แบบนั้นแต่ถึงจะยังไงตอนนี้ก็พอทำให้เด็ก ๆ ใจเย็นลงได้บ้างแล้ว ว่ากันตามจริงเมื่อคืนโทยะก็ไม่ได้อยากพาคุองไปหรอกถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากหาคนที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นผู้กล้าและมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อกรกับพวกสาวกเทพมารแต่ด้วยพลังสาวกเทพมารดูแล้วมนุษย์ธรรมดาไม่น่าจะรับมือไหวและการจะเฟ้นหาผู้กล้าเพื่อมารับหน้าที่ก็อาจต้องใช้เวลาเป็นปีหรือสองปีหรือไม่ก็มากกว่านั้น กว่าจะหาตัวเจอก็อาจจะมีผู้คนล้มตายไปมากแล้วดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้พวกเด็ก ๆ ที่เป็นครึ่งเทพมาเป็นคนใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ส่วนมนุษย์ที่ดูแล้วแกร่งพอที่โทยะนึกออกก็มีปู่กาเรนแต่เขาก็แก่มากแล้วแถมยังเป็นปู่ลามกโทยะได้ยินมาว่าในบรรดาสาวกเทพมารมีผู้หญิงอยู่ด้วยแบบนั้นปู่แกอาจจะพลาดท่าเอาได้ หลังทานอาหารเช้าเสร็จโทยะก็นำโกเลมนกที่เขาสอยร่วงเมื่อวานไปที่บาบินโลนให้กลุ่มของพวกเรจีน่าวิเคราะห์ดูผลวิเคราะห์ก็คือมันเป็นโกเลมขนาดเล็กเพื่อการสอดแนมไม่มีความสามารถในการต่อสู้ โดยภาพที่บันทึกได้จะถูกส่งไปให้โกเลมที่เหมือนกันนี้ในระยะใกล้ ๆ ได้ นั่นก็แปลว่าศัตรูน่าจะเห็นการต่อสู้เมื่อคืนแล้วถ้าหากพวกนั้นรู้ถึงการมีอยู่ของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็ครั้งต่อไปพวกนั้นก็คงจะระวังตัวมากขึ้นกว่านี้และไม่ถูกจัดการง่าย ๆ
.
แต่ว่ามันก็อาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสียทีเดียวเพราะโกเลมรุ่นนี้ไม่สามารถเล่นภาพไปพร้อมกับบันทึกภาพไปด้วยได้พูดง่าย ๆ ก็คือมันไม่ใช่ระบบเรียลไทม์เหมือนกับกล้องวงจรปิดจำเป็นจะต้องส่งข้อมูลที่บันทึกออกมาซะก่อนจึงจะสามารถดูภาพที่บันทึกได้เพราะถ้าส่งภาพไปพลางถ่ายภาพไปพลางภาพที่ได้มันจะไม่ชัดเจนซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็หมายความว่าพวกสาวกเทพมารตนอื่นรู้เหตุการณ์อยู่ตลอดแต่ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยตั้งแต่แรกสรุปคือต้องการแค่ข้อมูลแต่พรรคพวกตายก็ไม่ใส่ใจ จากนั้นเรจีน่าก็บอกว่าเธอปรับแต่งพวกวัลคิรี่ยูนิตเสร็จแล้วต่อไปเธอจะจัดการกับเรกินเรฟแต่เธอมีแผนการว่าจะยกเครื่องใหม่แทนที่จะปรับแต่งเพราะหลังจากสู้กับเทพมารเสร็จพลังของโทยะก็เปลี่ยนไปวงจรอีเทอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้มันรับพลังไม่ไหวและอาจจะพังได้หากฝืนใช้ต่อไปและเธอก็อยากเสริมโน่นนี่เข้าไปเพิ่มเพราะอาจต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งโทยะก็เห็นด้วยกับความคิดนี้จึงปล่อยให้เรจีน่าจัดการไปหลังจากออกจากบาบิโลนห้องแลปแล้วก็มีสายเรียกเข้ามาจากเซกัลดี้จอมมารแห่งเซโนอัสตอนแรกโทยะก็สงสัยว่าโทรมาทำไมจะเป็นเรื่องของซากุระกับโยชิโนะอีกหรือเปล่าใจจริงก็ไม่อยากรับแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องรับสายซึ่งเรื่องที่เซกัลดี้โทรมาแจ้งก็คือมีการค้นพบอะไรบางอย่างที่บนภูเขาทางตะวันตกของเซโนอัสมันคือโบราณสถานแห่งหนึ่งแต่เมื่อทีมสำรวจเข้าไปก็พบว่าประตูเปิดไม่ได้แต่ที่ประตูนั้นมีสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ซึ่งเซกัลดี้คุณ ๆ ว่าเคยเห็นเขาจึงส่งภาพมาให้โทยะดูและถามว่ามันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนตัวโกเลมสีขาวที่บรุนฮิวครอบครองอยู่หรือไม่เมื่อดูภาพที่ส่งมาโทยะก็มั่นใจว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของ "คราวน์" แน่นอนนั่นก็หมายความว่าซากโบราณ์สถานแห่งนั้นมีความเกี่ยวข้องกับโครม รันเชส แน่นอนและสาเหตุที่มันไปอยู่ตรงนั้นก็คงเพราะบริเวณนั้นคือจุดที่โครมอาศัยอยู่หลังจากข้ามโลกมาด้วยพลังของ "ขาว" กับ "ดำ" จำได้ว่าอาณาจักรที่โครมอยู่ตอนนั้นชื่อว่า "อาณาจักรพิลาอิสล่า" ซึ่งเป็นจุดที่โดนเฟรซบุกเข้าทำลายซึ่งที่ตั้งของมันก็คือในเขตแดนของเซโนอัสในปัจจุบันบางทีที่นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ "เงิน" กับ "ทอง" ก็ได้พอรู้แบบนั้นโทยะก็รีบถามถึงสถานที่ต้องของโบราณสถานนั้นจากเซกัลดี้ทันทีพอทราบตำแหน่งแล้วโทยะก็รีบไปที่วาร์อัลบุสเพื่อหาอัลบุสที่กำลังสอดแนมเรืออาร์คอยู่ทันที
.
เมื่อเดินทางไปถึงซากโบราณสถานอัลบุสก็ยืนยันว่าที่แห่งนั้นเป็นห้องทดลองของโครมที่ใช้สร้างซิลเวอร์กับโกลด์ไม่ผิดแน่ ซิลเวอร์เองก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเขาอยู่ที่นี่เป็นเวลานานมากถูกปลุกให้ตื่นแล้วก็หลับไปอยู่แบบนั้นหลายครั้งแต่เพราะถูกเก็บไว้ในกล่องแทบตลอดจึงไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนักส่วนโกลด์ก็โดนลบความทรงจำไปหมดแล้วจึงบอกอะไรไม่ได้ ฟาเรสที่เดินทางมาด้วยถามถึงวิธีเปิดประตูนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร ฟาเรสนั้นได้รับมอบหมายให้มาสำรวจที่นี่พร้อมกับอัศวินคุ้มกันจำนวนหนึ่งส่วนกลุ่มของโทยะประกอบด้วย โทยะ ยูมิน่า คุอง สเตป ซู ซิลเวอร์ โกลด อัลบุส เรจีน่า เอลก้า คุณปู่โปรเฟสเซอร์แล้วก็คูน แน่นอนว่าทีมพัฒนาของบรุนฮิวไม่ยอมพลาดห้องทดลองของวิศวกรโกเลมอย่างโครมอยู่แล้วดังนั้นจึงยกโขยงตามกันมา ส่วนวิธิเปิดประตูต้องใช้คราวน์สองตัวทำการสัมผัสคริสตัลที่อยู่ทางซ้ายและขวาพร้อมกันก็จะเปิดมันได้ ซึ่งอัลบุสกับโกลด์ก็จัดการทำหน้าที่นี้แล้วเมื่อประตูเปิดออกก็พบเพียงแค่พื้นที่วงกลมว่าง ๆ ประมาณห้องหกเสื่อเท่านั้นตอนแรกโทยะ ๆ ก็งงกับสิ่งที่ได้เห็นแต่อัลบุสบอกว่านี่มันเป็นแค่ลิฟท์เท่านั้นนั่นหมายความว่าห้องวิจัยจริง ๆ ซ่อนอยู่ใต้ดินนั่นเองหลังจากนั้นอัลบุสก็ทำการกดบางอย่างบนแผงควบคุมลิฟท์ก็เคลื่อนตัวลงมาสู่ห้องทดลองใต้ดิน ภายในห้องมีสิ่งระเกะระกะเต็มไปหมดภาพมันผุพังไปจนดูไม่เหมือนห้องทดลองของโครมเลยดูเหมือนที่นี่จะไม่มีเวทมนตร์ปกป้องเหมือนกับบาบิโลนจึงผุพังไปตามกาลเวลา โครมอาจจะไม่ได่ใส่ใจเรื่องนี้หรือไม่ก็มีอะไรบางอย่างมาทำให้ผลของเวทมนตร์ถูกยกเลิกไปแต่อัลบุสก็เฉลยว่าเพราะสกิลของนัวร์ทำให้เกิดการย้อนเวลากลับเป็นผลให้ห้องนี้ย้อนไปก่อนจะมีการร่ายเวทคุ้มครองห้องทดลองนี้แต่ก็ยังบางสิ่งหลงเหลืออยู่ยังมีหนังสือบางเล่มเหลือรอดแต่เป็นตัวอักษรที่เอลก้าเองก็อ่านออกได้ไม่หมดโทยะจึงส่งแว่นตาแปลภาษาไปให้และจากนั้นเรจีน่า ปู่โปรเฟสเซอร์แล้วก็คูนก็พากันมาขอแว่นด้วยจากนั้นก็พากันไปรุมอ่านหนังสือเล่าเดียวจนโทยะสงสัยว่าจะไปรุมกันทำไมทั้ง ๆ ที่ก็มีเล่มอื่นเหลืออยู่แถว ๆ นั้น ฟาเรสเสนอว่าควรแยกของที่ยังใช้ได้กับที่ใช้ไม่ได้แล้วก่อนโทยะเห็นด้วยกับเรื่องนั้นโทยะจึงเริ่มแยกแยะสิ่งของในห้องนั้นในขณะที่อีกสี่คนยังหมกมุ่นกับหนังสือจนโทยะอยากประท้วงว่าให้มาช่วยกันทำงานบ้าง ในตอนนั้นยูมิน่าก็เจอประตูบานหนึ่งที่ผิดกับประตูอื่นในห้องนี้ ประตูบานอื่นจะเป็นประตูอัตโนมัติแต่บานนี้เป็นประตูธรรมดา
.
พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามันเป็นห้องที่มีแต่ฝุ่นและสิ่งของผุพังไม่ต่างจากห้องแรกที่เข้ามาในห้องนั้นโทยะเจอบางสิ่งที่ใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยมีลักษณะเหมือนอะคริลิกอัลบุสบอกว่ามันคืออีเทอร์เฟรมหรือก็คือสิ่งที่เป็นเหมือนกรอบสำหรับบันทึกภาพนั่นแหละและเมื่อลองทำตามคำแนะนำของอัลบุสแล้วโทยะก็ทำให้ภาพที่เก็บไว้ในนั้นเผยออกมามันคือรูปถ่ายครอบครัวได้แก่ตัวของโครม ภรรยาและลูกสาว ถ้าหากว่าไม่ใช้พลังของอัลบุสกับนัวร์ โครมก็คงไม่ต้องเสียความทรงจำแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นภรรยาและลูกของเขาก็จะถูกฆ่าตายโดยไอ้สารเลวกิระ จึงไม่มีทางเลือกให้กับโครมมากนักหากย้อนเวลากลับไปเพื่อช่วยลูกเมียได้โครมเองก็คงเลือกที่จะทำแบบนั้น ในระหว่างนั้นเองคุองก็มาตามโทยะให้ไปดูอะไรบางอย่างที่เขาค้นพบโทยะจึงเก็บอีเทอร์เฟรมนั้นเอาไว้ในสโตรและเดินคุองไปซึ่งห้องที่คุองนำทางไปนั้นเป็นห้องขนาดใหญ่และมีดาบที่แตกหักเสียหายอยู่หลายเล่มราวกับเป็นสุสานดาบและดาบแต่ละเล่มก็มีรูปร่างเหมือนกับซิลเวอร์ซึ่งที่นี่ก็คือสถานที่ที่ซิลเวอร์ถูกสร้างขึ้นนั่นเอง ในห้องนั้นมีแต่ดาบที่เหมือนกับซิลเวอร์อยู่มากมายแต่มันอยู่ในสภาพที่แตกหักเสียหายทั้งสิ้นซิลเวอร์พอจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้และบอกว่าเดิมที "เงิน" นั้นเหมือนจะถูกสร้างมาให้คราวน์ตัวอื่นใช้หรือพูดให้ถูกก็คือสร้างมาให้มาสเตอร์ของคราวน์ใช้โดยตั้งใจว่าจะให้เป็นตัวแทนรับผลค่าชดเชยหลังใช้โกเลมสกิลแทนมาสเเตอร์ของคราวน์ซึ่งจะได้เป็นเหมือนกับว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยและคำตอบที่ได้มาก็คือการใช้ตัวตายตัวแทนแบบซิลเวอร์นี่เองและผลลัพธ์ก็คือเศษซากของดาบจำนวนมากที่กองอยู่ที่นี่พวกมันไม่สามารถทนรับค่าตอบแทนได้ โดยคราวน์แต่ละตัวก็มีค่าตอบแทนโกเลมสกิลที่ต่างกันไปอย่างเช่น แดงต้องการเลือด เขียวจะหิวโหยแต่กินอะไรไม่ได้ หรือฟ้าต้องนอนหลับเพื่อเป็นค่าตอบแทนซึ่งหากต้องจ่ายมากไปก็อันตรายถึงชีวิต แดงนั้นหากเสียเลือดปริมาณมากมาสเตอร์ก็ตาย เขียวนั้นก็จะอดตาย หรือฟ้าถ้านอนหลับยาวไปก็จะส่งผลต่อร่างกายทำให้อาการโคม่าได้ โครมจึงต้องการให้ซิลเวอร์มาเป็นตัวแทนรับสิ่งเหล่านั้นเพื่อจะได้ทำให้มาสเตอร์ไม่ต้องรับผลพวกนั้นเดิมทีโกเลมไม่มี "ความต้องการ" หรือ "กิเลส" ดังนั้นเพื่อจะให้มาเป็นตัวตายตัวแทนจึงจำเป็นต้องใส่สิ่งเหล่านั้นเข้าไปในโกเลมและนั่นจึงทำให้มีการผสมสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์ลงไปในโกเลมเพื่อให้มีความรู้สึก อยากมีชีวิต อยากกิน อยากนอน ฯลฯ แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาระที่หนักเกินไปและทำให้โกเลมแบกรับเอาไว้ไม่ไหวและพังลงในที่สุด โทยะลองหยิบดาบที่ตกอยู่แถวนั้นขึ้นมาดูแล้วก็พบว่ามันแตกหักอันเป็นผลมาจากการระเบิดจากภายใน
.
เรจีน่าวิเคราะห์ว่าถึงจะทำได้แต่ก็อาจจะรับผลการใช้โกเลมสกิลได้แค่ครั้งเดียวเหมือนกับตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้งซึ่งมันดูเป็นการสิ้นเปลืองแต่ถ้าหากว่าใช้โกเลมสกิลที่มีค่าตอบแทนที่อันตรายสูงแบบนี้ก็อาจจะคุ้มค่าก็ได้ ซิลเวอร์เล่าต่อไปว่าโครมได้ทดลองจนสามารถสร้างซิลเวอร์เล่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ซึ่งก็คือเล่มที่คุองเป็นของอยู่ออกมาได้สำเร็จแต่โครมกลับไม่รู้สึกพอใจและมองว่ามันเป็นผลงานที่ล้มเหลวและได้ยกเลิกการพัฒนาซิลเวอร์ไปในที่สุดและเริ่มต้นแนวทางใหม่หลังลองผิดลองถูกกับการพัฒนาซิลเวอร์โดยหันไปพัฒนาโกลด์แทน ซึ่งแม้แต่เจ้าซิลเวอร์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโครมสร้างโกลด์ขึ้นมาด้วยแนวคิดแบบไหนกันแน่เพราะตัวมันถูกสร้างและเก็บไว้ในห้องนี้แต่โกลด์ถูกนำไปสร้างในอีกห้องหนึ่งแทนมันแค่ได้ยินเสียงโครมจากอีกห้องเป็นครั้งคราวเท่านั้น โทยะคิดว่าโครมน่าจะต้องการสร้างสิ่งที่มาทดแทนการจ่ายค่าตอบแทนของสกิลของขาวกับดำแต่ว่าไม่ทันการสุดท้ายเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับการใช้สกิลของขาวกับดำไปและถ้าจะว่าไปแล้วโกลด์เองก็ไม่มีโกเลมสกิลดังนั้นจะถือว่า โกลด์เป็นผลงานที่ล้มเหลวด้วยหรือเปล่าแต่ถ้าหากว่าโกลด์ถูกสร้างมาให้เป็นตัวแทนในการรับค่าตอบแทนของการใช้โกเลมสกิลแทนมาสเตอร์การที่ตัวมันเองจะไม่มีโกเลมสกิลก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ว่าตัวของโกลด์เองก็จำอะไรไม่ได้เพราะข้อมูลถูกลบไปหมดแล้วจึงไม่สามารถจะสอบถามอะไรได้ แต่เอลก้าก็บอกว่าในคิวคริสตัลนั้นมีบางอย่างไม่สามารถลบได้โดยเฉพาะพื้นฐานตัวตนของโกเล็มตัวนั้นอย่างความรู้เรื่องโกเล็มสกิลของตน สิ่งที่จะลบได้มีแค่ความทรงจำในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น จากนั้นเรจีน่าก็ขอให้โทยะเก็บซากของพวกซิลเวอร์ที่อยู่ที่นี่ใส่สโตร์ไปด้วย หลังจากนั้นพวกโทยะก็ออกจากห้องนี้และไปยังอีกห้องที่ใหญ่กว่าที่นั่นเหมือนกับห้องปฏิบัติการอะไรซักอย่างที่เครื่องจักรที่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรตั้งอยู่ด้วยซึ่งห้องนี้ก็โทรมไม่ต่างจากห้องอื่น
.
ในระหว่างที่สำรวจห้องคุองก็นำของสิ่งหนึ่งมาให้โทยะดูมันเป็นพาร์ทกลม ๆ สีทองโทยะคิดว่ามันน่าจะเป็นชิ้นส่วนของโกลด์จึงได้เรียกโกลด์มาและนำชิ้นส่วนนั้นมาเทียบกับโกลด์ซึ่งมันเหมือนกันเป๊ะเลยทีเดียวดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่านี่เป็นชิ้นส่วนของโกลด์แน่ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าโกลด์ถูกสร้างขึ้นที่ห้องนี้แต่โกลด์ก็ไม่ยืนยันว่าใช่เพราะจำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าดูจากองค์ประกอบแล้วก็น่าจะใช่โทยะจึงมองหาสิ่งที่โดดเด่นและพยายามนำกลับไปให้ได้มากที่สุดซึ่งงานนี้ถือว่าเป็นความร่วมมือกับเซโนอัสดังนั้นโทยะจึงไม่คิดจะเก็บมันเอาไว้เพียงผู้เดียวอยู่แล้วและตั้งใจว่าจะเผยแพร่ให้ประเทศอื่น ๆ ภายหลัง ทว่าในระหว่างที่สำรวจกันอยู่โทยะก็สัมผัสได้ถึงการไหลของพลังเวทจาง ๆ โดยมันกำลังไหลลงไปที่เบื้องล่างบริเวณส่วนที่อยู่ลึกลงไปกว่าห้องที่พวกโทยะอยู่ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังไม่รู้สึกแท้ ๆ เรจีน่าสังเกตเห็นท่าทางของโทยะจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้นพอโทยะบอกถึงสิ่งที่เขาสัมผัสได้ให้เรจีน่ารู้ เธอก็รีบบอกให้โทยะรีบพาทุกคนหนีเพราะห้องวิจัยนี้กำลังจะระเบิดทำลายตนเองโทยะรีบล็อกเป้าทุกคนรวมถึงโกเลมด้วยและรีบพาออกมาด้วยเกทอย่างฉิวเฉียดก่อนห้องทดลองนั้นจะระเบิด หลังการระเบิดทุกคนปลอดภัยดีโทยะบ่นว่าโครมเสียสติไปแล้วหรือไงถึงได้ติดตั้งระบบทำลายตัวเองไว้แบบนั้น แต่เรจีน่าบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่ง คูน เอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์ก็ยืนยันแบบเดียวกันโทยะเลยเอะใจว่าบาบิโลนเองก็มีระบบทำลายตัวเองเหมือนกันใช่หรือเปล่าซึ่งคำตอบก็คือมีติดตั้งไว้อยู่เหมือนกันโทยะจึงบอกให้เรจีน่าถอดมันออกซะทันทีที่กลับไปถึงหลังจากนั้นพวกโทยะก็ใช้เกทกลับไปที่โบราณสถานที่เป็นทางเข้าของห้องวิจัยอีกครั้งแต่มันก็โดนระเบิดจนเละไปหมดแล้ว ฟาเรสลองสำรวจซากดูก็พบว่ามันน่าจะสามารถขุดค้นลงไปได้แต่คงต้องใช้เวลาและเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียวถ้าหากนำของที่อยู่ในนั้นออกมาได้น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่โทยะก็ไม่มั่นใจว่าโดนระเบิดไปขนาดนี้ของข้างในจะยังเหลือสภาพให้ใช้ได้หรือเปล่า แต่การเจอชิ้นส่วนของโกลด์ในห้องทดลองนั้นมันก็ทำให้เรจีน่าเข้าใจอะไรบางอย่างและคิดว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับคราวน์สีทองที่ทางสาวกเทพมารครอบครองอยู่ โทยะสงสัยว่ามันอาจจะถูกสร้างมามากกว่าหนึ่งตัวก็ได้และกำลังสงสัยว่าจะมียูนิตหมายเลขสามโผล่ออกมาหรือเปล่า และนอกจากนี้ก็ยังมีสันนิษฐานว่าโกลด์ที่อยู่กับพวกสาวกเทพมารน่าจะเป็นตัวที่มีความทรงจำเกี่ยวกับงานทดลองของโครมอยู่พวกนั้นถึงได้ชิงเรืออาร์คไปได้อย่างง่ายดาย ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกนั้นก็น่าจะรู้ถึงการมีอยู่ของห้องทดลองนี้แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดพวกนั้นจึงไม่สนใจห้องทดลองนี้หรือเพราะมันอาจไม่มีคุณค่าอะไรให้ใส่ใจแต่อย่างน้อย ๆ สำหรับพวกโทยะตอนนี้ได้รู้ว่าโครมคิดอะไรอยู่ก็ถือว่าไม่เสียเทียวและยังได้ความรู้บางอย่างกลับไป
.
ในขณะนั้นเองสมาร์ทโฟนของโทยะก็สั่น พอดูชื่อคนที่โทรมาก็เห็นว่าเป็นซากุระและพอรับสายเธอก็บอกเขาว่ามีหลุมปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า โทยะเข้าใจว่าซากุระกำลังจะบอกว่าเกิดหลุมมิติขึ้นที่บรุนฮิว โทยะจึงรีบส่งพวกฟาเรสกลับเซโนอัสส่วนตัวเขาก็รีบพาคณะของตนกลับบรุนฮิว มีรอยบิดเบี้ยวของมิติเกิดขึ้นจริง ๆ ห่างจากตัวเมืองไปราวสามกิโลเมตรพวกอัศวินและเหล่าเฟรมเกียร์ก็ออกมาตั้งทัพพร้อมรับสถานการณ์แล้ว หลุมที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลกระทบจากการสั่นไหวของมิติทำให้เกิดเป็นอุโมงมิติเชื่อมโยงไปยังมิติอื่นหรือเวลาอื่น ๆ จากรายงานของสึบากิโดยส่วนมากแล้วที่ออกมาจะเป็นมอนสเตอร์แต่บางครั้งก็มีไปเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำและทำให้มีน้ำไหลเข้าท่วมหมู่บ้านทันทีก็มีหรือบางทีก็เชื่อมโยงกับช่วงเวลาอื่น ซึ่งหลุมนี้โทยะปิดไม่ได้แต่ถ้าเป็นย่าโทคิเอะก็คงลบได้ทันทีแต่ถ้ารอยแตกประมาณนี้ต่อให้ไม่ทำอะไรมันก็จะหายไปเองอยู่ดี ตราบเท่าที่ไม่มีอะไรจากอีกฝากโผล่มาก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะปิดลงเวลาไหนควรจะให้พวกอัศวินเฝ้าจับตามันไว้ดีหรือเปล่ารีนจึงแนะนำให้โทยะกางพริซั่นไว้รอบรอยแตกเพื่อเป็นการป้องกันหากมีอะไรหลุดเข้ามาก็จะได้ไม่เป็นปัญหาแต่ยังไม่ทันจะได้กางพริซันก็มีบางอย่างออกมาจากรอยแตกนั่นเสียก่อนซึ่งสิ่งที่กำลังออกมาจากหลุมมิตินั้นก็คือเฟรซนั่นเอง มันมีรูปร่างเหมือนกับฉลามขนาดตัวใหญ่ประมาณรถบัสน่าจะเป็นพวกระดับกลางโดยมีด้วยกันทั้งหมดสี่ตัว ลินเซ่แปลกใจที่ทำไมเฟรซยังหลงเหลืออยู่ไม่ใช่ว่ามันกลายเป็นกลายพันธุ์เป็นสาวกเทพมารไปหมดแล้วเหรอ รีนจึงไขข้อข้องใจนั้นให้โดยบอกว่าที่กลายพันธุ์ไปมันแค่ส่วนเดียวที่ออกจากโลกของตนมาเพื่อตามหาเมลส่วนพวกที่อยู่เฟรซเซียก็น่าจะยังมีอยู่ตามปกตินั่นแหละแต่ที่พวกมันมาที่นี่ตอนนี้ไม่ได้มาจากการทำลายกำแพงมิติแต่เพราะเกิดหลุมมิติเวลาขึ้นทำให้พวกมันถูกส่งมาที่นี่เหมือนกับพวกสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้ทยอยกันปรากฏขึ้นในยุคนี้นั่นแหละโดยมันอาจจะเป็นกลุ่มที่เคยมาบุกโลกนี้เมื่อห้าพันปีก่อนแล้วโดนหลุมมิติเวลาดูดมาโผล่ยุคนี้แทน แต่ในระหว่างนั้นเองยูมิน่าก็รู้สึกว่าเฟรซพวกนี้มันมีบางอย่างแปลกไปเธอชี้ให้โทยะดู ตอนแรกโทยะก็สงสัยว่ามันมีอะไรแปลกจากเฟรซทั่ว ๆ ไปจึงพยายามพิจารณาแต่ก็ไม่พบว่ามันมีส่วนไหนที่กลายพันธุ์ จนกระทั่งยูมิน่าบอกว่าพวกมันอยู่ตรงหน้าพวกเราแล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่โจมตีเข้ามา ซึ่งถ้าตามปกติเฟรซจะพุ่งเข้าโจมตีทันทีแต่นี่มันเหมือนกับมีวัตถุประสงค์อื่นที่ต่างออกไป
.
ในระหว่างนั้น เมล เนย์ ริเสะ ริลและอลิสก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของโทยะส่วนเอนเด้ได้มองอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้เข้ามาใกล้เหตุผลก็เพราะมีริลอยู่ในกลุ่มด้วย เมลบอกว่าเฟรซพวกนั้นไม่โจมตีหรอก โทยะเลยคิดว่าเมลเป็นคนหยุดพวกมันไว้เพราะยังไงซะเมลก็เคยเป็นราชาของเหล่าเฟรซมาก่อนดังนั้นพวกเฟรซระดับล่างไม่น่าจะขัดขืนเธอได้แต่เมลบอกว่าไม่ใช่เธอแต่เป็นอลิสตะหากเพราะ แก่นของพวกเธอถูกพริซันของโทยะผนึกเสียงไว้อยู่แต่เพราะเสียงของอลิสนั้นคล้ายกับเมลดังนั้นเฟรซเหล่านั้นจึงเชื่อฟังอลิส คุองบอกให้อลิสลองเรียกเฟรซพวกนั้นดูซึ่งแม้ว่าอลิสจะไม่เข้าใจเรื่องราวแต่เธอก็ทำตามและเมื่ออลิสเรียกเฟรซปลาฉลามทั้งสี่ตัวก็บินมารวมกันที่อลิส โทยะยังมีความหวาดระแวงอยู่แต่พวกมันก็ไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ มันบินวนไปมาราวกับสุนัขที่กำลังเล่นกับเจ้าของก็ไม่ปาน และไม่ว่าอลิสจะสั่งอะไรพวกมันก็ทำตามทุกอย่างไม่ว่าจะจัดแถว บินขึ้น บินลง ยืนตรงด้วยหาง พวกมันก็ทำตามอย่างกะโลมาโชว์ยังไงอย่างงั้นและนั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าอลิสมีคุณสมบัติของราชาของเฟรซและพวกมันจะไม่โจมตีใครหากไม่มีคำสั่งจากอลิส ส่วนอลิสก็รู้สึกว่าเหมือนได้สัตว์เลี้ยงน่ารักที่โทยะมองยังไงก็หาความน่ารักไม่เจอ ริลเองก็เหมือนจะควบคุมพวกมันได้เหมือนกันเพราะยังไงซะก็สร้างขึ้นมาโดยมีน้องชายของเมลเป็นต้นแบบ ในระหว่างที่กำลังสนใจเฟรซฉลามอยู่ ลินเซ่ก็ชี้ให้ดูหลุมมิติที่กำลังค่อย ๆ มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด ครั้งนี้ถือว่าจบด้วยดีหากว่าหลุมไปเปิดที่อื่นพวกเฟรซเหล่านี้ก็อาจจะเข้าโจมตีผู้คนหรือไม่ก็ดิ่งตรงมาที่นี่เพราะตามเสียงของอลิสกับริลมาก็ได้แต่คิดไปคิดมาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นแค่ความบังเอิญอย่างนั้นเหรอ จากนั้นรีนก็ถามโทยะว่าจะเอายังไงกับเจ้าเฟรซฉลามสี่ตัวนี่ดี เพราะยังไงซะประชาชนของโลกนี้ก็มีความหลังที่ไม่ดีนักกับพวกเฟรซถ้าคนทั่วไปเห็นมันจะอาจจะพากันแตกตื่นได้ เมลได้เข้ามาบอกกับโทยะว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเพราะพวกเฟรซระดับปกครองอย่างพวกเธอสามารถเก็บพวกเฟรซระดับต่ำกว่าเอาไว้ในมิติส่วนตัวได้ เนย์อธิบายเพิ่มเติมว่าสำหรับชั้นปกครองแล้วเฟรซระดับล่างก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือ หรือถ้าให้เทียบกับโลกนี้ก็คงคล้าย ๆ พวกสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์แต่ก็ไม่ได้ให้ค่าอะไรกับมันมากนัก พอลองนึกย้อนไปเมื่อครั้งที่สู้กับกิระ หมอนั่นก็เคยเรียกเฟรซระดับล่างออกมาจากมิติเพื่อใช้งานเช่นกันก็คงเห็นเป็นเครื่องมือจริง ๆ แต่อลิสดูจะแตกต่างจากเฟรซระดับปกครองตามปกติอยู่
.
อลิสมาขออนุญาตเมลเพื่อจะขี่เฟรซพวกนี้เล่น เมลอนุญาตแต่กำชับไว้ว่าอย่าขี่บินออกไปนอกเมือง พอได้รับอนุญาตอลิส ริล คุอง สเตฟ ก็ขึ้นไปบนหลังของเฟรซฉลามโทยะแนะนำให้สเตฟกางพริซันคลุมทุกคนไว้ ถึงจะพลัดตกก็จะไม่ได้รับความเสียหายจากการกระแทกพื้นสภาพก็ตเหมือนกับอยู่บนกล่องใส ๆ ที่วางอยู่บนหลังของมัน เฟรซปลาฉลามพาพวกเด็ก ๆ บินไปบนท้องฟ้าอารมณ์ก็คงจะเหมือนขี่รถไฟเหาะ รีนบอกว่าคราวนี้ถือว่ายังโชคดีที่เฟรซที่ออกมาเป็นระดับกลาง เขาเกรงว่าถ้าหากที่ออกมาเป็นพวกชั้นปกครองที่มาบุกโลกนี้เมื่อห้าพันปีก่อนโดนหลุมมิติเวลาพัดพามายุคนี้คงมีปัญหาแน่ โทยะเลยถามเนย์ว่ามีชั้นปกครองหายไปบ้างไหมในช่วงเวลานั้น เนย์บอกว่ามีหายไปบางคนเพราะเธอจับ "เสียง" ของพวกนั้นไม่ได้เธอเลยคิดว่าพวกนั้นตายแล้วแต่พอเจอเหตุการณ์นี้่ก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นอาจจะโดนดูดมาในยุคนี้ได้เหมือนกันแต่เรจีน่าก็แย้งว่าอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็มีพวกที่ไปสู้กับระดับวีรบุรุษของคนในยุคนั้นด้วยน่าจะโดนฆ่าตายไปแล้วมากกว่าเพราะมีบันทึกว่าวีรบุรุษยุคนั้นเองก็ถึงขั้นพลีชีพเพื่อจัดการเฟรซระดับชั้นปกครองไปด้วยเหมือนกัน เนย์บอกว่าเฟรซชั้นปกครองที่หายไปมีทั้งหมดสามคนด้วยกันซึ่งพวกนั้นยังเด็กและเอาแต่ใจและเนย์ก็ไม่ชอบเจ้าพวกนั้นซักเท่าไหร่ด้วย ทว่าเรจีน่าบอกว่าตามที่มีบันทึกคือโดนจัดการไปแค่สอง ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลของเนย์ดังนั้นจึงเป็นปริศนาว่าเฟรซคนที่สามที่หายไปนั้นถูกกำจัดไปแล้วจริงหรือเปล่าและถ้าหากจะพูดถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีพวกของเมลมาเพิ่มไหมคำตอบก็คือไม่ พวกที่เหลือนั้นออกไปเข้ากับทางพวกกิระมากกว่า พวกเด็ก ๆ ดูจะสนุกสนานกับการขี่เฟรซปลาฉลามแต่โทยะตระหนักว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ่นทั่วโลกคงไม่ใช่เรื่องดีแน่แม้บางครั้งจะไม่มีอะไรออกมาจากหลุมมิติ ถ้าออกมาแค่แมลงหรือสัตว์เล็ก ๆ ก็ไม่เท่าไหร่แต่ก็มีโอกาสที่จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอยู่ดังนั้นโทยะคิดว่าเขาจะต้องทำอะไรซักอย่างกับเรื่องนี้ ซึ่งย่าโทคิเอะบอกว่าการบิดเบือนนี้เกิดมาจากความตั้งใจของพวกสาวกเทพมารดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นจะมีอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่สามารถก่อกวนมิติเวลาได้ไม่แน่ว่าคราวน์สีทองอาจมีเทคโนโลยีที่ใช้ทำแบบคราวน์สีดำก็ได้แต่ค่าตอบแทนของมันก็มหาศาลมากถึงขนาดทำให้คนแก่อย่างโครมกลับไปเป็นเด็กหนุ่มได้เลย แต่ว่ามันจะเป็นยังไงถ้าหากว่าผู้ใช้เป็นเผ่าอายุยืนอย่างเอลฟ์หรือภูติก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เวทเกี่ยวกับเวลานั้นน่าใช้ก็จริงแต่มีข้อจำกัดหลายข้อทีเดียว และถ้าสามารถข้ามโลกได้อย่างอิสระโทยะก็อยากพาลูก ๆ กลับไปหาพ่อแม่ของเขาเพื่อให้ได้พบกับหลาน ๆ อยู่เหมือนกันแต่ตอนนี้เขายังไม่มีพลังมากพอจะทำแบบนั้น พอคิดถึงพ่อแม่แล้วก็พาคิดถึงฟุยุกะว่าจะโตขึ้นบางหรือยัง จะสามารถคลานได้แล้วหรือยังเพื่อจะได้ยืนยันการเติดโตของน้องสาวดังนั้นโทยะเลยคิดว่าจำเป็นต้องจัดการพวกสาวกเทพมารให้หมด แม้ว่าการบอกลากับลูก ๆ ในยุคนี้มันจะทำใจยากหน่อยก็ตาม
.
หลังจากนั้นเฟรซปลาฉลามก็กลายมาเป็นพาหนะอย่างหนึ่งให้กับพวกเด็ก ๆ เพราะเมลสั่งว่าอย่าบินออกนอกเมืองดังนั้นอลิสจึงขี่มันไปรอบ ๆ เมืองเพื่อให้ผู้คนเห็นว่ามันไม่มีอันตราย ตอนแรก ๆ คนก็ตกใจแต่พอประชาชนเริ่มชินกับมันแล้วพวกเด็ก ๆ ในเมืองก็ให้ความสนใจและอยากขี่มันบ้างจนเหมือนจะกลายเป็นกระแสนิยมขึ้นมานิดหน่อย แต่ถ้าจะบอกว่ามันไม่มีอันตรายเลยก็ไม่ใช่ดังนั้นโทยะจึงมีข้อกำหนดว่าถ้าพาพวกเด็ก ๆ คนอื่นขึ้นมานั่งก็ให้บินต่ำ ๆ ไว้คือไม่เกินห้าสิบเซนติเมตรจากพื้นและหลังจากนั้นโทยะก็ได้เอาสิ่งที่เหมือนกับที่นั่งไปติดเอาไว้กับตัวเฟรซฉลาม และมีการตั้งชื่อให้พวกมันทั้งสี่ตัวด้วย ได้แก่ จิน เตกิล่า รัม แล้วก็ วอดก้า จึงน่าสงสัยว่าซุยกะเป็นคนตั้งแหง ๆ จากนั้นโทยะก็ได้รับโทรศัพท์จากเรจีน่าโดยบอกว่าได้ค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่นำกลับมาจากห้องทดลองของโครม โทยะจึงรีบไปที่ห้องแล็บบาบิโลนที่นั่นมี เรจีน่า เอลก้า และปู่โปรเฟสเซอร์อยู่ด้วยและผลจากการวิเคราะห์ชิ้นส่วนของโกลด์ที่เก็บมาได้ก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับสไลม์ เรียกว่าเป็นโอริคุมสไลม์ก็ได้ แต่ไม่มีจิตใจหรือความนึกคิดของตนเรียกได้ว่าเป็นเหมือนอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งคล้ายกับพวกโกเลมหรือกากอย เมื่อโครมล้มเหลวในการใช้ซิลเวอร์เป็นตัวแทนในการรับค่าตอบแทนจึงใช้แนวคิดใหม่สร้างโกลด์ขึ้นมา ในเมื่อหนึ่งเดียวไม่สามารถแบบรับได้ก็เพิ่มจำนวนให้มากพอแบกรับ เหมือนการรับน้ำชาจากกาน้ำชา ถ้าแก้วเดียวรับไม่ได้ก็เพิ่มแก้วให้พอจะรับได้ก็สิ้นเรื่องและคำตอบก็คือสไลม์นี้และเพราะสไลม์สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนได้จนดูเหมือนมีตัวเดียว แต่ความเป็นจริงแค่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ นี้ก็มีนิวเครียสของสไลม์รวมกันมาถึงสามร้อยล้านตัวแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อเลยและมองยังไงมันดูเหมือนโลหะมากกว่าเป็นสไลม์แต่ว่าในเมื่อมันมีเมทัลสไลม์อยู่มันก็คงไม่แปลกที่มันจะดูมีลักษณะเป็นโลหะแบบนี้แถมสไลม์เองก็มีพวกที่มีความสามารถในการเลียนแบบบางสิ่งได้ด้วย ดังนั้นถ้าเป็นไปตามที่เรจีน่าบอกสไลม์พวกนี้ก็อาจจะเป็นการทำตัวเลียนแบบโอริคุมอยู่ก็ได้และที่สำคัญชิ้นส่วนเหล่านี้เชื่อมติดกันเป็นหนึ่งเดียวไม่สามารถแยกตัวออกจากกันได้แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่แต่ไม่สามารถคิดหรือเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ทำให้โทยะนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เขาเคยดูขึ้นมา
.
มันเป็นหนังแนวไซไฟที่กล่าวถึงมนุษย์ที่ถูกรักษาชีวิตให้เป็นเหมือนแหล่งพลังงานของเครื่องจักรที่ครองโลกอยู่โดยมนุษย์เหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นมาและมีชีวิตอยู่ในโลกเสมือนจริงเท่านั้นพวกเขาจะรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่ในโลกความจริงและจบชีวิตไปโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย (น่าจะเป็นเรื่องเมทริกน่ะแหละ) และเพราะสไลม์พวกนี้ยังมีชีวิตอยู่มันจึงยังต้องการอาหารเป็นปัจจัยในการดำรงอยู่อาหารของมันก็คืออณูพลังเวทที่อยู่ในอากาศตราบที่ยังสามารถดูดซับได้มันก็จะคงอยู่ต่อไปแต่ถ้าโดนผนึกด้วยพริซันหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถดูดซับพลังเวทได้มันก็จะพังไปเองในเวลาไม่กี่ปีแต่ชิ้นส่วนนี้ก็มีอายุอยู่มานานถึงห้าพันปีแล้วแต่ที่สนใจกว่านั้นก็คือสิ่งนี้สามารถแบกรับค่าชดเชยจากการใช้คราวน์โกเลมสกิลแทนมาสเตอร์ได้หรือเปล่าซึ่งเอลก้ามีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้อยู่แต่โอริคุมสไลม์พวกนี้ก็อาจจะเกือบตายหรือถึงตายได้เลยทีเดียวดังนั้นจึงหมายความว่าถึงมาสเตอร์จะปลอดภัยแต่โกลด์จะไม่มีทางปลอดภัยแน่นอนดังนั้นคอนเซปของโกลด์ก็ยังคงจะเหมือนกับซิลเวอร์แต่แค่เพิ่มตัวแทนมาเป็นปริมาณมากเท่านั้นเอง ซึ่งโปรเฟสเซอร์ไม่ค่อยชอบแนวคิดที่เอาโกเลมที่สร้างมาเพื่อสังเวยเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคิดถึงจุดประสงค์ของโครมแล้วที่เขาลงทุนทำขนาดนี้ก็อาจจะเพราะต้องการจะข้ามกำแพงกั้นโลก ตอนนั้นโลกถูกโจมตีโดยเฟรซจนใกล้ล่มสลายเขาอาจจะต้องการพาครอบครัวของเขาหลบหนีไปยังโลกเบื้องหลังแต่เพราะค่าตอบแทนของการเดินทางมันสูงเกินไปโครมจึงต้องหาทางทำลายความเสี่ยงนี้ซึ่งโทยะเองก็เข้าใจดีเพราะถ้าตัวเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเขาก็คงจะทำทุกอย่างเพื่อพาภรรยาของพวกเขาหนีไปยังโลกเดิมของเขาเช่นกัน ส่วนเรจีน่ารู้สึกคาใจกับกราโทนี่สไลม์ที่ได้เห็นในเรืออาร์คหากว่าสามารถเปลี่ยนกราโทนี่สไลม์ขนาดยักษ์นั่นให้กลายเป็นโอริคุมสไลม์ได้ล่ะก็มันจะสามารถนำไปสร้างอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย แถมด้วยความที่มีความอยากมากขนาดกลืนกินประเทศได้ทั้งประเทศนั่นหมายความว่ามันจะมีความเหมาะสมอย่างมากที่จะมาทำเป็นสิ่งทดแทนการจ่ายค่าตอบแทนของคราวน์โกเลมสกิลพวกนั้นอาจจะต้องการสร้างอุปกรณ์เสริมบางอย่างให้โกลด์หรือไม่ก็ตัวโกลด์เองนั้นมีโกเลมสกิลที่ต้องใช้ค่าตอบแทนสูงจึงจะเอากราโทนี่สไลม์มาเป็นตัวจ่ายแทน
.
หลังจากรู้ความจริงว่าไอ้เกราะสีทองบนตัวของโกลด์มันเป็นสไลม์โทยะก็ไม่สามารถจะมองโกลด์ด้วยความรู้สึกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป เขามองดูมันวิ่งเล่นกับสเตฟในสวนแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากเชื่อเลยว่านั่นมันเป็นก้อนสไลม์ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเกราะสีทองพวกนั้นข้างในก็เป็นโครงสร้างของวัสดถุประเภทโลหะตามปกติแต่กลับกลายเป็นสไลม์ที่เอาไว้รับผลจากค่าตอบแทนของคราวน์โกเลมสกิลแทนมาสเตอร์ไปซะได้ถ้าเป็นแบบนี้สเตฟจะสามารถใช้คราวน์โกเลมสกิลได้แต่ก็ต้องทำการสังเวยโกลด์ไปแทนแต่อย่างไรก็ตามตัวของโกลด์นั้นไม่มีโกเลมสกิลหรือไม่ก็ต้องมีสิ่งอื่นเป็นปัจจัยร่วมในการใช้สกิล และเหตุการณ์ที่เกิดมิติบิดเบี้ยวเมื่อเร็ว ๆ นี้มันจะเกี่ยวข้องอะไรกับโกลด์อีกตัวหนึ่งที่อยู่กับสาวกเทพมารหรือเปล่าตอนนี้โทยะก็ได้แต่สงสัย แต่พอทำหน้ามุ่ยเพราะใช้ความคิดซูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จึงสังเกตเห็นและถามโทยะว่าทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น โทยะเลยบอกว่าเขาแค่กำลังคิดว่าอยากส่งพวกเด็ก ๆ กลับสู่อนาคตอย่างปลอดภัย เขาตอบไปแบบนั้นพลางมองดู สเตฟ คุอง อลิสแล้วก็ริลที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ เขาต้องหาทางจัดการกับพวกสาวกเทพมารตอนนี้การเตรียมการก็ค่อย ๆ ดำเนินการล้อมกรอบพวกนั้นมาเรื่อย ๆ แล้วแต่ต้องไม่ประมาทอย่างเด็ดขาดเพื่อที่จะไม่ให้พวกนั้นมีโอกาสหนีรอดไปได้อีก แต่ซูบอกว่าเธอไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่เลยเพราะสเตฟมาถึงเป็นคนสุดท้ายเธออยากจะอยู่กับลูกของเธอให้นานกว่านี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็เพราะสเตฟทำสมาร์ทโฟนตกหายนั่นแหละถ้าติดต่อมาก็จะไปรับทันทีเลยแท้ ๆ โทยะเลยปลอบว่าถึงเด็ก ๆ จะกลับอนาคตไปแล้วเดี๋ยวยังไงก็ต้องเจอกันอีกพอสเตฟเกิดมาแล้วใช้เวลาอีกห้าปีก็จะสามารถพูดคุยและเล่นสนุกกันได้เหมือนตอนนี้ ถึงในความเป็นจริงจะต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีเลยก็ตามเถอะยังไงก็ตามเขาก็ต้องทำให้ทุกอย่างมันกลับไปยังจุดที่ควรเป็น เด็ก ๆ ต้องกลับไปยังยุคสมัยของตนเอง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือใช้เวลาสร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยกันเอาไว้ให้มาก ๆ ซึ่งซูก็เห็นด้วยและวิ่งไปเล่นกับสเตฟ ด้วยสภาพที่อายุไม่ห่างกันมากในตอนนี้เลยดูไม่เหมือนแม่ลูกกันเลย ซูหยิบสมาร์ทโฟนของเธอขึ้นมาและเรียกชุดไพล็อตสูทของเธอออกมาสวมใส่ ซึ่งดูยังไงมันก็เหมือนการแปลงร่างของซุปเปอร์ฮีโร่ ซึ่งสเตฟก็ดูจะประทับใจกับการแปลงร่างของคุณแม่ซูไม่น้อย ไม่ใช่แค่สเตฟ แต่อลิสกับริลก็สนใจเช่นกันส่วนคุองได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แต่ถ้าจะว่าไปแล้วเด็กในวัยประมาณนี้จะสนใจการแปลงร่างก็ไม่น่าจะแปลกอะไร
.
ตัวโทยะเองในสมัยเด็กก็เคยเล่นพวกเข็มขัดแปลงร่างอยู่เหมือนกันการที่เด็กผู้ชายจะชอบฮีโร่แปลงร่างหรือเด็กผู้หญิงจะชื่นชอบสาวน้อยเวทมนตร์ก็คงเป็นเรื่องปกตินั่นแหละจะว่าไปแล้วเด็ก ๆ เคยดูทีวีหรือเปล่าหรือในอนาคตตัวเขาจะเอาซีรีส์พวกนี้ให้เด็ก ๆ ดูหรือเปล่าอันนี้โทยะก็ไม่อาจทราบได้แต่ถ้าคิดกันตามจริงลูกสาวของโทยะทุกคนก็ถือเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ได้อยู่เพราะใช้เวทมนตร์ได้ทุกคนแค่แปลงร่างไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ในตอนนั้นเองลินเซ่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอยู่ข้างโทยะและบอกว่า ไม่ว่าใครก็ปราถนาอยากจะแปลงร่างกันทั้งนั้นแหละทำเอาโทยะตกใจไม่น้อยถึงเขาจะโดนพวกเทพเข้าข้างหลังแบบไม่รู้ตัวบ่อยแต่ไม่คิดว่าจะโดนลินเซ่ทำแบบนี้ใส่ด้วย ลินเซ่บอกว่าคนเรานั้นปราถนาอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยากจะเป็นอย่างคนที่ตัวเองชื่นชมดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยถ้าจะมีความคิดแบบนั้นและการแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกหรือการแต่งหน้าก็จะช่วยดึงเอาความมั่นใจออกมาได้ ซึ่งโทยะเดาว่าลินเซ่คงไปอ่านมาจากนิตยสารที่เกี่ยวกับคอสเพลย์มาแน่ ๆ เพราะเคยเห็นว่าลินเซ่ซื้อหนังสือจำพวกนี้มาจากโลกด้วย ลินเซ่นั้นตัดเย็บชุดออกมามากมายและเมื่อเร็ว ๆ นี้เธอก็เริ่มตัดเย็บชุดที่มาจากอนิเมะและมังกะออกมาเป็นจำนวนมากและด้วยเหตุนี้เองลินเซ่ก็เลยมีความคิดที่จะให้พวกเด็ก ๆ แปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์กัน โดยลินเซ่ได้ร่างแบบชุดสำหรับพวกเด็ก ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ฝีมือการวาดภาพของลินเซ่ตอนนี้โทยะบอกเลยว่าเก่งกว่าพ่อเขาที่เป็นนักเขียนมังกะซะอีกทั้ง ๆ ที่เธอเคยบอกว่าไม่เคยวาดรูปมาก่อนแท้ ๆ นี่เรียกได้ว่าเธอพัฒนาฝีมือมาอย่างรวดเร็วมากทีเดียว และในภาพร่างนั้นก็เป็นชุดของสาวน้อยเวทมนตร์ที่มีรายละเอียดอยู่มากมาย และถ้าใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนชุดที่เรจีน่าสร้างขึ้นล่ะก็มันจะสามารถทำได้ไม่ยากเลยลินเซ่อยากทำสิ่งนี้ให้พวกเด็ก ๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับอนาคต ซึ่งโทยะก็แน่ใจว่าจะแปลงร่างนะมันทำได้แต่ไอ้ชุดพวกนี้มันจะช่วยอะไรมันเสริมความแกร่งขึ้นใช่ไหม หรือว่าก็แค่ชุดธรรมดา ๆ
.
แต่พอลินเซ่ถามว่าไม่อยากเห็นพวกลูก ๆ แต่งตัวแบบนี้เหรอโทยะก็ไม่ปฏิเสธและเห็นด้วยกับลินเซ่ทันทีเพราะเขามั่นใจว่าพวกลูกสาวของเขาต้องแต่งออกมาดูดีแน่นอนแต่พอลินเซ่บอกว่าเธอจะทำชุดสาวน้อยเวทมนตร์เก้าชุดโทยะก็รู้สึกสะดุดกับคำพูดนั้นเขามีลูกสาวแปดคน ลูกชายหนึ่งคนถ้าบอกว่าเก้าชุดก็แสดงว่ามันมีชุดของคุองอยู่ด้วยแต่ชุดที่ลินเซ่ร่างมามันเป็นชุดผู้หญิงหมดเลยแต่ลินเซ่พูดอย่างมั่นใจว่าคุองใส่แล้วต้องดูดีแน่นอนแต่โทยะไม่อยากให้ทำแบบนั้นถึงแม้คุองจะหน้าเหมือนแม่และมองเผิน ๆ เหมือนเด็กผู้หญิงแต่ยังไงก็เป็นผู้ชายการที่เด็กผู้ชายต้องมาแต่งชุดเด็กผู้หญิงนั้นโทยะรู้ดีว่ามันรู้สึกน่าอายแค่ไหน แต่ลินเซ่แย้งว่าที่โลกเองก็มีสิ่งที่เรียกว่าสาวดุ้นอยู่ไม่ใช่เหรอมันไม่เกี่ยวกับเพศแต่อยู่ที่ว่าแต่งขึ้นไหมตะหาก แถมลินเซ่ดูจะไฟติดขึ้นมาแล้วด้วยโทยะจำเป็นต้องพยายามปรามลินเซ่ซะเดี๋ยวนี้ก่อนจะไปสร้างแผลใจให้กับคุองแต่คิดไปคิดมาหรือว่าคุองอาจจะชอบแต่งหญิงอยู่หรือเปล่าดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาถามเจ้าตัวเลยง่ายสุดโทยะเลยเรียกคุองมาคุยกันซึ่งผลลัพธ์คือคุองปฏิเสธแบบยืนกระต่ายขาเดียวแม้ว่าลินเซ่จะพยายามเกลี้ยกล่อมแต่ก็ไม่เป็นผลสุดท้ายลินเซ่ก็ต้องยอมแพ้ไปและรู้สึกผิดหวังนิด ๆ ที่อุตสาทำออกมาเก้าชุดแท้ ๆ คุองเลยบอกว่าให้เอาชุดนั้นไปให้อลิสใส่และขอให้ทำให้ริลด้วยนั่นทำให้ลินเซ่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ลินเซ่รีบไปวัดตัวอลิสกับริลทันทีและคิดว่าอุปกรณ์สำหรับแปลงร่างจะเป็นคทาดี หรือเป็นพวกตลับ หรือขวดน้ำหอมดี
.
ตัดมาทางด้านเรืออาร์คพวกสาวกเทพมารได้สร้างอุปกรณ์เสริมที่ชื่อ "เครูบิม" ขึ้นมาได้สำเร็จมันรูปร่างเหมือนกับกระเป๋านักเรียนที่ติดตั้งอยู่บนหลังของโกลด์ เมื่อโกลด์ออกคำสั่งมันก็เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นปีกมีทั้งหมดสี่ปีกและด้วยสิ่งนั้นก็ทำให้โกลด์สามารถบินได้โดยสิ่งนี้สร้างขึ้นมาจากกราโทนี่สไลม์นั่นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีโกเลมยักษ์รุ่นใหม่ขึ้นมาด้วยร่างของมันหุ้มด้วยเกราะสีทองและมีตาเดียวโดยมันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องบัญชาการไซคลอปส์ตัวอื่น ๆ โดยเกราะของมันถูกสลักขึ้นจากน้ำมนตร์ของเทพมารดังนั้นน่าจะมีพลังป้องกันที่เฟรมเกียร์ไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ง่าย ๆ โดยมาจากแก่นที่อยู่ภายในเรืออาร์คและด้วยแก่นอันนั้นความปราถนาของโกลด์อาจจะเป็นจริงก็ได้โดยโกลด์ตั้งใจจะเจาะผ่านกำแพงแห่งเวลาและเดิมทีโกลด์ก็ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับสาวกเทพมารแต่แค่ร่วมมือกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเท่านั้นถึงตอนนี้จะสู้ไปด้วยกันแต่โกลด์ก็พร้อมจะกำจัดพวกนี้ทิ้งถ้าหากว่ามาขวางทางแต่ก่อนจะถึงเวลานั้นก็จะให้ความร่วมมือกันไปก่อน ในขณะเดียวกันทางด้านของเทพแห่งมิติและกาลเวลาหรือท่านย่าโทคิเอะก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในขณะที่กำลังแก้ไขช่องมิติเวลาที่เปิดกว้างให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยปกติแล้วเทพจะไม่ใช้พลังเทพตอนอยู่บนโลกเพราะมันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกดังนั้นที่ผ่าน ๆ มาย่าโทคิเอะจึงไม่ได้ใช้พลังเทพของตนในการจัดการกับมิติเวลาแต่ใช้แค่สปิริตแห่งเวลาและเวลามนตร์ที่เกี่ยวกับมิติและกาลเวลาเท่านั้นในตอนนี้ย่าโทคิเอะเริ่มคิดว่าการบิดเบือนของมิติเวลาในครั้งนี้มีบางสิ่งที่ผิดแปลกไปตอนแรกก็เข้าใจว่ามันเป็นผลมาจากการสั่นไหวของมิติเวลาตามปกติเพราะมันมีทิศทางเกิดขี้นมาราวกับมีคนจงใจเข้ามาแทรกแทรงจึงคิดได้ว่าพวกสาวกเทพมารน่าจะเป็นคนทำแต่พลังที่สัมผัสได้มันดูแรงเกินไปและเทพมารเองก็ไม่ได้มีพลังในระดับนี้ด้วยเพราะเป็นแค่เทพบริวารจึงไม่มีทางจะมีพลังมากพอทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของมิติเวลาได้ถึงขนาดนี้นอกเสียจากว่ามีเทพองค์อื่นกำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือว่าจะเป็นเทพที่ลงไปบนโลกมีบางคนกำลังให้ความร่วมมือกับพวกสาวกเทพมารอย่างนั้นหรือแต่คิดแล้วก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะที่โลกนั้นมันเป็นเหมือนรีสอร์ทของพวกทวยเทพดังนั้นพวกเทพเหล่านั้นน่าจะถูกเวิร์ลก็อดจับตาดูอยู่จึงไม่น่าจะก่อเรื่องเพราะถ้าทำก็อาจจะโดนริบพลังเทพหรืออย่างเลวร้ายสุดก็คือลบหายไปเลย แต่ก็เหมือนกับย่าโทคิเอะจะนึกอะไรบางอย่างออกเธอจึงกลับไปแดนเทพเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้
.
ทางด้านโทยะไปพบกับเอนเด้ที่ร้านพาแรนท์และนำผลึกควอสที่เก็บมาตอนไปเจอริลมาให้เอนเด้ดู จากผลการวิเคราะห์ของเรจีน่าบอกว่าผลึกพวกนี้ความคล้ายกับอัญมณีของจริงมาก ๆ แต่ถึงจะขายได้แต่ยังไงก็ไม่ถือว่าเป็นอัญมณีของจริงถ้าหากไม่ทำให้ชัดเจนอาจโดนข้อหาฉ้อโกงขายของอัญมณีปลอมเอาได้แต่ถึงจะบอกว่าเป็นได้มาจากการโค่นล้มมอนสเตอร์แล้วเก็บมาแต่เดิมทีริลก็เป็นคนสร้างควอสดังนั้นหลังจากปรึกษากับคุองแล้วโทยะก็ตัดสินใจแบ่งคืนให้กับเอนเด้ด้วยสำหรับเอนเด้ก็ถือว่าเป็นการช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ซึ่งโทยะมีหินควอสอยู่เป็นร้อยถุงเลยทีเดียวและถึงแม้ว่ามันจะด้อยกว่าวัสดุคริสตัลแต่ในฐานะของหินเวทแล้วมันคุณภาพมากถ้าขายในฐานะหินเวทล่ะก็น่าจะได้ราคาดีกว่าขายในรูปแบบอัญมณีซึ่งก็หมายความถ้าริลอยากหาเงินแบบง่าย ๆ ก็แค่สร้างควอสขึ้นมาแล้วทำลายทิ้งเพื่อเอาไปขายก็สามารถทำได้แต่เอนเด้บอกว่าคงไม่ไหวเพราะริลไม่ได้ใจร้ายขนาดจะกล้าทำลายสิ่งที่ตนสร้างออกมาหรอกและตอนนี้ตัวริลเองก็ไม่มีพลังในการสร้างควอสแล้วด้วยแต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ตอนนี้เอนเด้ก็ยังเข้าใกล้ริลไม่ได้ถึงแม้จะไม่เข้ามาโจมตีแล้วแต่ก็ยังจ้องตาเขม็งอยู่ดีเพราะดีแถมเพราะริลอยู่ใกล้อลิสตลอดเอนเด้ก็เลยเข้าใกล้อลิสไม่ได้เลยในตอนนี้ต้องติดต่อทางโทรศัพท์บ้างอีเมลล์บ้างไปพลาง ๆ ก่อน แต่ปัญหาก็ถ้าอลิสกลับอนาคตไปแล้วจะทำอย่างไรกับริล จะกลับไปอนาคตกับอลิสหรือจะอยู่ที่ยุคนี้ต่อไปกันแต่เท่าที่ฟังดูแล้วพวกเด็กที่อยู่ในอนาคตไม่ได้พูดถึงการมีอยู่ริลในช่วงเวลาของพวกเขาดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าริลจะกลับไปอนาคตกับพวกเด็ก ๆ ในขณะที่เอนเด้ไม่อยากให้อลิสกลับอนาคตถึงกับจะแอบคิดแผนขัดขวางโทยะเพื่อไม่ให้ส่งพวกเด็ก ๆ กลับอนาคตเลยทีเดียวแต่โทยะก็ได้ยินสิ่งที่เอนเด้พึมพำอยู่ดีแล้วเอนเด้ก็โดนเนย์ที่เดินเข้ามาทางด้านหลังตบเรียกสติและบอกว่าถ้าไม่ส่งอลิสกลับไปเมลในอนาคตก็คงจะเสียใจแย่ โทยะก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเอนเด้อยู่ว่าอลิสเดินทางกลับอนาคตไปแล้วก็คงหดหู่แย่ซึ่งตัวเขาเองก็เช่นกันและกว่าคุองกับอลิสจะเกิดก็ต้องใช้เวลาหลังจากนี้อีกหลายปีอยู่แต่อย่างไรซะตอนนี้ก็ยังคงจะส่งพวกเด็ก ๆ กลับไปไม่ได้เพราะพวกสาวกเทพมารยังก่อกวนอยู่และเพราะไม่รู้ถึงจุดประสงค์อันแน่ชัดของพวกนั้นก็เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการจากตรงไหนก่อนดี
.
ถ้าหากสาวกเทพมารต้องการคืนชีพเทพมารด้วยการดึงกลับมาจากอดีตย่าโทคิเอะยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้และการที่พวกเหล่าสาวกโจมตีเมืองหรือหมู่บ้านก็น่าจะเพื่อเก็บสะสมพลังงานด้านลบเพิ่อจะคืนชีพมันก็ไม่น่าจะง่ายดายขนาดนั้นและยิ่งสังเกตการกระทำของพวกสาวกเทพมารก็ดูจะไม่ได้ไปในทางเดียวกันเลยเหมือนไม่ได้ต้องการจะคืนชีพเทพมารตั้งแต่แรก อย่างออร์คิดก็ประสงค์จะต่อสู้แค่อย่างเดียว หรือกราไฟต์ก็ประสงค์แค่ทำการทดลองบ้า ๆ ตามอารมณ์ของตนเท่านั้นโดยไม่สนเทพมารเลยไอ้ที่น่ากังวลก็คงจะเป็นโกเลมคราวน์สีทองตัวนั้นมากกว่าที่ดูแล้วรู้สึกแปลกที่สุด ตัวมันไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเทพมารแต่กลับไปรวมอยู่กับพวกนั้นแต่ไม่ว่าจะยังไงโทยะก็คิดว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบเพื่อส่งเด็ก ๆ กลับอนาคตด้วยรอยยิ้มให้ได้ โทยะบอกเอนเด้ว่าเมื่อถึงเวลาส่งกลับก็จะบอกให้เอนเด้รู้ไม่ใช่ว่าจะให้จู่ ๆ ก็หายตัวไปเฉย ๆ หรอก ทางด้านของเนย์นั้นดีใจที่อลิสกำลังศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งใจในตอนนี้ถ้ากลับไปอนาคตเมลต้องดีใจแน่ ส่วนเอนเด้ที่กำลังซึมก็ได้โทยะปลอบใจโดยบอกว่าให้สร้างความทรงจำดี ๆ เอาไว้เยอะพอเด็ก ๆ กลับไปจะมีเรื่องให้พูดคุยกันเอนเด้เลยตัดสินใจว่าจะทำแบบนั้นแต่ก็ยังติดปัญหาที่ริลอยู่ดี โทยะบอกว่าวันนี้อลิสกำลังเรียนเปียโนอยู่โดยริลไม่ได้อยู่ด้วยก็เลยชวนเอนเด้ให้ไปที่ปราสาททำให้เอนเด้คืนชีพกลับมามีชีวิตชีวาตามเดิม โดยจะใช้เทเลพอร์ตไปยังปราสาทโดยตรงแต่ก่อนหน้านั้นเอนเด้สั่งช็อตเค๊กเพื่อเอาไปเป็นของฝากด้วยและเนย์ได้ติดตามมาด้วย สำหรับบุตรตรีของผู้สูงศักดิ์แล้วตามปกติจะต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็นซักหนึ่งชนิดแล้วแต่ความชอบ อย่างยูมิน่า ซู รูเชียนั้นสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้อยู่ ในขณะที่ซากุระเก่งร้องเพลงแต่ไม่ค่อยเก่งเครื่องดนตรีเท่าไหร่นัก ส่วนฮิลด้าเคยฝึกแต่ก็เลิกเล่นไปเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่แนวแต่อย่างไรก็ตามอาณาจักรเลสเทียไม่ได้เคร่งเรื่องนี้นักจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับฮิลด้า ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่สอนอลิสเล่นเปียโนก็คือยูมิน่า โซซุเกะ และโยชิโนะ โดยเอนเด้นรอจนอลิสเล่นเพลงจบแล้วเขาจึงกล่าวชมฝีมือในการเล่นของอลิสและนำช็อตเค๊กไปให้เธอซึ่งอลิสก็ดีใจมาก โทยะบอกให้ลาปิสไปเตรียมน้ำชาและนำจานมาเพื่อตัดแบ่งเค๊กทานกันทุกคน ในขณะเดียวกันที่หมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิ์กัลดิโอ้นามว่า "มาริล" ชาวประมงคนหนึ่งที่กำลังออกไปจับปลาก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่หมู่บ้านตอนแรกก็คิดว่าเป็นนกแต่ว่าขนาดมันก็ใหญ่เกินไปและมีสี่ปีกส่องประกายด้วยแต่เนื่องจากมองย้อนแสงจึงเห็นไม่ชัด แต่แล้วก็มีบางอย่างที่คล้ายกับศรแสงพุ่งลงไปที่หมู่บ้านแล้วทำให้เกิดระเบิดครั้งใหญ่และผลจากแรงระเบิดนั้นก็ทำให้ชาวประมงคนนั้นกระเด็นออกจากเรือไปส่วนคนในหมู่บ้านก็พากันแตกตื่นเพราะการระเบิดที่เกิดขึ้นกระทันหัน
.
การโจมตีนี้คือฝีมือของโกลด์ที่ต้องการจะทดสอบพลังของ "เครูดิม" โดยการโจมตีด้วยลำแสงเรียกว่า "โฟตอนเลเซอร์" ทำการยิงแสงจำนวนหนึ่งออกไปฆ่าผู้คนในหมู่บ้านอย่างไร้ปราณีและยังมี "กราโทนิค เฟเซอร์" ที่เป็นการปล่อยขนนกสีทองออกไปกลืนกินผู้คนในหมู่บ้านทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายแล้ว โดยเมื่อขนปีกไปเกาะติดกับผู้คนมันก็กลายสภาพเป็นสไลม์และเริ่มกลืนกินเป้าหมายที่ไปเกาะพอกลืนกินหมดมันก็กลายสภาพกลับเป็นขนนกและลอยกลับขึ้นไปติดกับปีกของโกลด์ที่ปล่อยมันออกมา โกลด์สร้างเครูดิมขึ้นมาจากกราโทนี่สไลม์โดยการปรับปรุงมันแต่ก็ไม่สามารถจะลบสัญชาติญาณความหิวกระหายของมันไปได้เพราะถ้าลบมันออกมันก็จะเอามาใช้เป็นค่าชดเชยแทนการใช้โกเลมสกิลของคราวน์ไม่ได้ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องลบมันแต่แรกแล้วแต่การปล่อยมันทิ้งไว้ไม่นานมันก็จะหิวและถ้าไม่เติมเต็มมันก็จะหมดพลังก็ไม่ต่างจากการต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ตลอดเวลาพูดง่าย ๆ มันเป็นอุปกรณ์ที่สิ้่นเปลืองพลังงานมากและด้วยเหตุนี้เองโกลด์จึงต้องออกมาเติมพลังงานให้กับมันและยังใช้เป็นโอกาสในการทดสอบประสิทธิภาพของมันไปในตัวแต่ถ้าแค่จะเติมพลังจะให้อะไรเป็นเหยื่อให้กับมันก็ได้อย่างสัตว์ในป่าหรือปลาในทะเลแต่เพราะมนุษย์มีอารมณ์ที่หลากหลายเหมาะเป็นอาหารให้กับกราโทนี่สไลม์มากกว่าดังนั้นโกลด์จึงเลือกโจมตีมนุษย์ด้วยเหตุผลนี้และยังได้พลังงานด้านลบไปให้กับเทพมารด้วยถึงโกลด์จะไม่สนใจการคืนชีพเทพมารแต่การมีกำลังรบเพิ่มเติมก็ไม่เสียหายโกลดปล่อยขนนกลงไปในหมู่บ้านอีกครั้งราวกับต้องการเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่างและคนในหมู่บ้านก็หายไปหมดสิ้นหลังการทดสอบจบลงโกลด์กลับไปโดยบินกลับไปทางตอนใต้ส่วนชาวประมงที่กระเด็นตกเรือไปรอดชีวิตจากทะเลมาได้แต่บ้านเกิดของเขาก็ไม่มีใครอื่นเหลืออยู่เลย
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 13 (581- 590) และหลังเกิดเหตุการณ์ที่โกลด์ที่อยู่กับสาวกเทพมารบุกโจมตีหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อ "มาริล" ที่อยู่ในเขตทางตอนใต้ของกัลดิโอ้เรื่องนี้ก็ถูกนำมาพูดถึงในระหว่างการประชุมผู้นำโลกและเพราะมันมีรูปร่างเหมือนกับโกลด์ที่อยู่กับสเตฟโทยะจึงโดนตั้งคำถามโดยจักพรรดิกัลดิโอ้ โทยะจึงพยายามอธิบายว่ามีโกลด์อีกตัวหนึ่งที่อยู่กับสาวกเทพมารซึ่งการโจมตีครั้งนี้เป็นผลงานของโกลด์ตัวนั้นโดยจากคำบอกเล่าของพยานผู้เป็นชาวประมงที่รอดชีวิตมาเพียงคนเดียวเพราะตอนนั้นเขาโดนพัดตกจากเรือและตกทะเลไปนั้นระบุว่าผู้ก่อเหตุคือโกเลมตัวเล็กสีทองที่มีปีกมันจัดการกับหมู่บ้านและผู้คนในพริบตาก่อนจะบินหายไปซึ่งจากข้อมูลนี้ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็เหมือนกับโกเลมสีทองที่บรุนฮิวครอบครองอยู่ แต่ทว่าการจะบอกว่ามีคราวน์สีทองอีกหนึ่งตัวก็เป็นสิ่งที่ทำใจเชื่อได้ยากเพราะจากบันทีกของโลกเบื้องหลังคราวน์ถือเป็นโกเลมที่จัดว่าเป็นแบบเฉพาะไม่เคยปรากฏว่ามีแบบเดียวกันถึงสองตัวจึงมีการเรียกร้องหลักฐานประกอบคำกล่าวอ้างนั้น โทยะจึงได้ใช้รูปถ่ายที่ใช้โดรนสอดแนมที่สามารถแอบเข้าไปในเรืออาร์คและถ่ายมาได้ในตอนนั้นว่ามีโกลด์อีกตัวอยู่กับสาวกเทพมารโดยข้าง ๆ โกลด์ตัวนั้นมีสาวกเทพมารที่สวมหน้ากากอีกายืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อยืนยันว่าโกลด์ที่อยู่กับเขาไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ แต่ราชามิสนิสโต้แย้งว่าพวกเขาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองตัวเลยซึ่งจุดนี้ก็หาข้อโต้แย้งได้ค่อนข้างยากเพราะถ้าเป็นโกเล็มที่ผลิตออกมาเป็นเครื่องแบบเดียวกันก็ย่อมเหมือนกันเป็นธรรมดาดังนั้นเหล่าผู้นำจึงมองว่าหลักฐานนี้จึงยังไม่พอที่จะเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันเป็นคนละตัวแต่ก็ยังมีคนมองออกว่ามันมีสีตาคนละสีอยู่ และเมื่อลองสอบถามโกลด์ว่าตอนที่เกิดเหตุตัวมันอยู่ที่ไหนมันก็ให้คำตอบว่าปลูกดอกไม้อยู่ที่สวนกับสเตฟ แต่กษัติรย์แห่งรีฟริสและราชาเบลฟาสกลับบอกว่าสำหรับโทยะที่มีเวทเคลื่อนย้ายแล้วมันเอามาเป็นหลักฐานไม่ได้ โทยะรู้สึกว่าทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ชัด ๆ เลยก็คงต้องให้สองตัวมาปรากฏตัวพร้อม ๆ กันเท่านั้นถึงจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด
.
แต่พระสันตะปาปาแห่งรามิชก็เข้ามาห้ามปรามกษัติรย์แห่งรีฟริสและราชาเบลฟาสไว้ เพราะทั้งสองรู้ดีอยู่แต่ต้นแล้วว่าโทยะไม่ได้เป็นคนทำแต่แค่อยากจะแกล้งโทยะเท่านั้นและเมื่อโดนตักเตือนพวกเขาจึงยอมหยุดซึ่งถ้าว่ากันตามตรงพระสันตะปาปาแห่งรามิชมีเนตรมารจับโกหกดังนั้นทุกคำพูดที่โทยะพูดไปย่อมได้รับการพิสูจน์ไปในตัวแต่แรกอยู่แล้วส่วนตัวของจักรพรรดิ์กัลดิโอ้ก็คิดอยู่แล้วว่าโทยะคงไม่ทำอะไรเช่นนั้นและถ้าหากนับถึงเรื่องราวที่ผ่าน ๆ มาเหล่าผู้นำก็รู้ดีว่าหากโทยะต้องการจะลบประเทศทิ้งซักประเทศสองประเทศก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไรและจากเรื่องที่ผ่าน ๆ มาโทยะก็ช่วยเหลือกัลดิโอ้มาโดยตลอดแต่ถึงจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำลายหมู่บ้านแต่ถ้าเป็นคดีลักพาตัวล่ะก็โทยะเองก็มีประวัติเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยหลังจากนั้นเหล่าผู้นำโลกก็เปลี่ยนไปสนใจถึงสาเหตุที่โกเลมสีทองของพวกสาวกเทพมารจึงบุกโจมตีหมู่บ้าน ซึ่งก็ตีความกันได้หลายแนวทางเช่นเพื่อทำให้ชาวบ้านกลายเป็นกำลังรบเหมือนที่เคยใช้คำสาปเพื่อให้กลายร่างเป็นมนุษย์ปลา แต่ถึงอย่างไรก็ดีทั่วโลกก็เริ่มได้รับความเสียหายจากการกระทำของพวกสาวกเทพมารชิราฮิเมะจักรพรรดิแห่งอิเชนจึงถามโทยะว่ามีการเตรียมการเพื่อจัดการกับสาวกเทพมารหรือไม่ โทยะบอกว่าเขาขอเวลาเตรียมการอีกหน่อยเพื่อจะได้ล้อมจับและกำจัดให้หมดในทีเดียวเพราะถ้ามันหนีไปได้เรื่องจะยิ่งวุ่นวายและจะตามจับยากขึ้นดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวอย่างดีที่สุดเพื่อเขาจะได้ส่งลูก ๆ กลับอนาคตได้อย่างปลอดภัยแม้จะยังมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจอีกหลายจุดแต่อย่างน้อย ๆ ตอนนี้โกลด์ของสเตฟก็พ้นข้อกล่าวหาไปซักพักแต่ยังไงซะโทยะก็คิดจะหาทางพิสูจน์ให้เห็นชัด ๆ อย่างแน่นอนในภายหลังและเมื่อการประชุมโลกจบเหล่าผู้นำก็สังสรรค์กันตามปกติ
.
หลังจากกลับมาวุ่นวายกับกองงานเอกสารโทยะก็สังเหตุเห็นซู สเตฟ แล้วก็โกลด์กำลังรดน้ำดอกไม้กันอยู่ที่สวนผ่านทางหน้าต่างทำให้เขารู้สึกอยากจะมีเวลาไปเล่นกับพวกลูก ๆ บ้างเหมือนกันแต่งานบริหารบ้านเมืองก็สำคัญดังนั้นโทยะจึงต้องตั้งใจทำงานและพอจะมีเวลาอยู่กับลูก ๆ บ้างในตอนเย็นหลังจากสู้กับกองเอกสารมาหลายชั่วโมงจนใกล้เสร็จก็มีใครบางคนโทรเข้ามาเมื่อดูรายชื่อว่าใครโทรมาก็พบว่าเป็นปู่เวิร์ลก็อดและเมื่อรับสายปู่แกก็บอกให้โทยะไปโลกเทพเพราะมีเรื่องจะคุยด้วย โทยะรู้สึกว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้วแน่ ๆ โทยะจึงเปิดเกทไปที่แดนเทพเมื่อไปถึงก็พบว่าท่านย่าโทคิเอะก็อยู่ที่นั่นด้วย โทยะคิดว่าย่าโทคิเอะก็ถูกเรียกมาแต่ว่าไม่ใช่แบบนั้นความจริงก็คือย่าโทคิเอะกำลังคุยเรื่องหนึ่งกับเวิร์ลก็อดและเป็นคนเสนอให้เรียกโทยะมาร่วมคุยด้วย สาเหตุที่ย่าโทคิเอะไม่พูดกับโทยะตรง ๆ แต่กลับเรียกมาคุยต่อหน้าปู่เวิร์ดก็อดก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีเรื่องกฏของเทพมาเกี่ยวข้องนั่นเอง แต่ก่อนอื่นปู่เวิร์ลก็อดก็ขอโทษโทยะก่อนเกี่ยวกับเรื่องในครั้งนี้เนื่องจากส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของปู่แกเองอีกแล้ว เรื่องของเรื่องก็คือมีเทพตกสวรรค์หลบหนีไปยังโลกที่โทยะอยู่ตอนนี้แล้วปู่ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นด้วย ซึ่งเทพตกสวรรค์นั้นไม่เหมือนกับเทพมาร เทพมารเกิดจากการที่สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทำการสะสมของจิตด้านลบเข้าไปแล้วก่อกำเนิดเป็นตัวตนของเทพมาร เทพลักษณะนี้ไม่จัดว่าเป็นเทพแท้จริงส่วนเทพมารที่โทยะจัดการไปนั้นจะมีการหลอมรวมตัวตนกับเทพบริวารเข้าไปด้วยแต่สำหรับเทพตกสวรรค์จะต่างออกไป พวกนี้คือเดิมทีจะเป็นเทพอยู่แล้วแต่ว่าเพราะทำร้ายแรงจึงต้องโทษปลดจากการเป็นเทพและเนรเทศออกจากแดนเทพและถูกส่งไปจองจำในคุกน้ำแข็งชั่วนิรันดร์ที่เรียกว่า "โคคิวทัส" แต่ทีนี้มันมีเทพอยู่องค์หนึ่งที่เลือกจะขัดขืนก่อนโดนผนึกในโคคิวทัสและโดนเทพทำลายล้างจัดการไปแต่ก่อนจะถูกลบหายไปโดยสมบูรณ์เทพองค์นั้นก็ได้ทำการแบ่งร่างออกมาเป็นส่วนเล็ก ๆ จะเรียกว่าร่างโคลนก็ได้ ส่วนนั้นได้ทำการหลบหนีไปยังโลกที่โทยะดูแลอยู่ แต่ร่างที่แยกออกไปนั้นไม่มีร่างมันจึงมีสภาพคล้าย ๆ กับวิญญาณของเทพ เนื่องจากเป็นเทพตกสวรรค์ไปแล้วมันไม่สามารถกลับไปยังแดนเทพได้มันจึงไปยังโลกที่มีทวยเทพรวมตัวกันมากที่สุดในเวลานี้ และเพราะบาเรียกั้นโลกยังซ่อมไม่เสร็จดีแถมร่างแยกนี้ก็มีขนาดเล็กจึงลอดผ่านกำแพงกั้นโลกเข้าไปได้
.
และถึงแม้จะเป็นพลังเพียงเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าเป็นพลังเทพแถมสาวกเทพมารยังได้มันไปมันจึงเป็นเรื่องที่มิอาจจะเพิกเฉยได้ และเพราะย่าโทคิเอะสังเกตถึงความผิดปกตินี้ในการบิดเบือนมิติเวลาจึงกลับมาตรวจสอบดูเลยรู้ว่าเทพตกสวรรค์ที่ควรจะโดนทำลายล้างไปแล้วนั้นยังคงอยู่และมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกสาวกเทพมารใช้พลังของเทพตกสวรรค์ในการบิดเบือนมิติเวลาอยู่ เรียกได้ว่าพวกมีปัญหารวมกลุ่มกับพวกมีปัญหาก็ยิ่งก่อปัญหา ส่วนเจ้าเทพตกสวรรค์ตัวปัญหานั้นแม้จะเคยเป็นเทพแต่ก็เป็นแค่เทพระดับล่างแถมตอนนี้ก็โดนลบไปจนเกือบหมดพลังที่เหลือจึงอ่อนแอกว่าเทพบริวารแต่ปัญหาก็คือเทพองค์นั้นถือครองพลังแห่งการ "กัดกร่อน" ซึ่งมันสามารถกัดกร่อนได้ทั้ง สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตรวมไปถึงจิตวิญญาณด้วย แม้ว่าตัวตนของเทพไม่ได้รับผลของพลังนั้นแต่ถ้าหากใครได้ร่างโคลนนั้นไปก็จะสามารถใช้พลังกัดกร่อนได้และสิ่งนั้นไม่สมควรจะอยู่บนโลกดังนั้นนี่คืองานที่โทยะจะต้องไปทำเพราะถ้าไม่ทำงานนี้ก็จะส่งเทพทำลายล้างไปจัดการ ส่วนพลังกัดกร่อนนั้นไม่ส่งผลต่อโทยะ เหล่าภรรยาและลูก ๆ แต่กับคนอื่นและสิ่งอื่นจะได้รับผล เช่นเมื่อมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตถูกกัดกร่อนก็จะเริ่มสูญเสียจิตใจและความเป็นตัวของตัวเองกลายร่างและเหลือแต่สัญชาติญาณดิบเท่านั้นและร่างก็อปของเทพตกสวรรค์สามารถห่างย้ายไปหาร่างใหม่สิงสู่ได้ด้วย ส่วนพวกมนุษย์ครึ่งปลานั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นได้รับผลจากคำสาปของเทพตกสวรรค์ไม่ใช่เทพมาร โทยะกังวลว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะสามารถต่อกรกับเทพตกสวรรค์ได้หรือไม่ ซึ่งปู่เวิร์ลก็อดบอกว่าใช้ได้แน่นนอนเพราะพลังของเทพตกสวรรค์ไม่ได้เหลือมากมายอะไรแล้วพร้อมกับเตือนเรื่องที่ว่าพลังกัดกร่อนนั้นสามารถใช้ทำลายหรือยึดการควบคุมของเฟรมเกียร์ได้ แม้โทยะจะป้องกันมันได้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์แต่ก็มีเขาคนเดียวที่ทำได้ดังนั้นจึงต้องหาวิธีอื่นมารับมือกับเรื่องนี้ แม้ว่าพลังในการกัดกร่อนจะทำงานได้เมื่อไปสัมผัสโดนถ้าหากไม่โดนก็ไม่เป็นผลแต่กันไว้ดีกว่าแก้แต่พอนึกถึงการยึดการควบคุมแล้วโทยะก็คิดถึงเรื่องที่ว่าร่างแยกของเทพตกสวรรค์ไม่มีร่างกายมันจะสามารถเข้าสิงโกเลมได้หรือเปล่า ซึ่งตามหลักการก็คือทำได้แต่มันก็จะเป็นแค่โกเลมที่มีพลังกัดกร่อนแต่ตามปกติโกเลมจะทำงานก็ต่อเมื่อมีมาสเตอร์ดังนั้นโทยะเลยคิดว่าใครซักคนในกลุ่มสาวกเทพมารเป็นมาสเตอร์ของโกลด์ตัวนั้น แต่ถ้าหากมันไม่เป็นแบบนั้นล่ะพอคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้โทยะต้องปรับแผนการใหม่เพื่อรับมือ หลังจากนั้นโทยะก็นำเรื่องที่ฟังจากปู่เวิร์ลก็อดไปบอกให้พวกเทพองค์อื่น ๆ หรือก็คือเทพทั้งเจ็ด ได้แก่เทพแห่งความรัก เทพแห่งดาบ เทพแห่งการเกษตร เทพแห่งการล่า เทพดนตรี เทพสุรา และเทพยุทธที่อยู่ประจำบรุนฮิวโดยทั้งหมดได้มาชุมนุมกันที่ศาลาส่วนย่าโทคิเอะไม่อยู่ด้วยในครั้งนี้ แน่นอนว่าเทพองค์อื่น ๆ ลงความเห็นว่าเทพตกสวรรค์นั้นมันเป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจไม่น้อยเพราะมันต่างจากเทพบริวารมีพลังเทพที่สูงกว่าจึงสามารถก่อปัญหาได้มากกว่า
.
ซึ่งเทพตกสวรรค์ตัวปัญหานี้แต่เดิมครอบครองพลังแห่งการ "กัดกร่อน" ที่นับว่าเป็นพลังที่อันตรายซึ่งถ้าเทียบกันแล้วก็คลาย ๆ กับเซลมะเร็งที่คอยกัดกินจนร่างกายพังทลายนั่นแหละหากไม่รีบทำการรักษาก็จะอันตรายแต่ถ้ารู้ตัวและทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็พอจะทำอะไรได้อยู่ ซึ่งซุยกะนั้นดูเหมือนจะรู้จักเทพองค์นี้มาก่อนแต่ก็แค่ผิวเผินและไม่ได้ใส่ใจอะไรเดิมทีเทพแห่งการกัดกร่อนก็ไม่ได้มีบุคลิกภาพที่ดีอะไรอยู่แล้วเพราะงั้นจึงไม่แปลกที่จะก่อปัญหาและโดนลงโทษ ส่วนความผิดที่ก่อก็เหมือนเทพนีทนั่นแหละเพราะไปยุ่งกับเรื่องบนโลกมากเกินไปหรือก็คือใช้พลังเทพจนส่งผลกระทบต่อโลกนั่นเองแต่เป็นที่โลกอื่นที่ไม่ใช่โลกนี้เพราะเทพแห่งการกัดกร่อนได้ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นสูญพันธุ์ไปด้วยพลังของตนจนโลกยุ่งเยิงแต่ยังโชคดีที่ก่อนที่โลกนั้นจะโดนเทพทำลายล้างลบทิ้งได้มีการตรวจสอบเกิดขึ้นและก็สามารถสืบสาวไปได้ว่าเป็นฝีมือของเทพกัดกร่อนโลกนั้นจึงรอดจากการโดนลบไปและเทพแห่งการกัดกร่อนก็ต้องรับโทษไปตามระเบียบถ้าหากว่าเทพทำลายล้างลบโลกไปซะก่อนแล้วก็ไม่น่าจะมีหลักฐานที่จะสาวไปถึงเจ้าตัวได้แล้วและเมื่อถูกตัดสินโทษให้จองจำในโคคิวทัสเทพกัดกร่อนก็อาละวาดและพยายามหลบหนีและก็ถูกเทพทำลายล้างลบหายไปในที่สุดแต่ก็พลาดเรื่องที่ปล่อยให้ร่างแยกหนีไปได้นี่แหละ ส่วนเรื่องพลังของเทพทำลายล้างนั้นเรียกได้ว่ามีความพิเศษกว่าเทพองค์อื่น ๆ ตรงที่ว่านอกจากปู่เวิร์ลก็อดแล้วเขาสามารถลบเทพองค์ไหนให้หายไปเลยได้อย่างง่ายดายด้วยการโจมตีครั้งเดียวเลยแต่การจะไปลบเทพองค์ไหนซักองค์ก็ต้องมีเหตุผลอันสมควรด้วยพอพูดถึงเรื่องเทพทำลายล้างโทยะก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เขาถูกเทพทำลายล้างมาทาบทามให้เป็นเทพทำลายล้างองค์ต่อไป พอบอกเรื่องนี้ให้พวกคาเร็นรู้ทุกคนก็ส่งเสียงร้องด้วยความแปลกใจกันยกใหญ่แต่เว้นเทพแห่งดนตรีไว้คนหนึ่งซึ่งทุกคนก็เหมือนจะยอมรับว่ามีความเป็นไปได้เพราะโทยะดูจะมีคุณสมบัติที่จะรับตำแหน่งนั้นเพราะ ผู้จะยืนในตำแหน่งเทพทำลายล้างต้องไม่กระหายที่จะใช้พลังนั้นแต่หากยามจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้อย่างไม่ปราณีแต่ตอนนี้เรื่องพลังของเทพทำลายล้างนั้นพักไว้ก่อน เมื่อมีเรื่องของเทพตกสวรรค์เข้ามาเกี่ยวงานนี้โทยะและเหล่าภรรยาก็สามารถเข้าไปช่วยพวกเด็ก ๆ สู้ได้แล้วแต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ใช้พลังของเทพ ส่วนโทยะที่หวังว่าโมโรฮะกับทาเครุจะมาช่วยสู้ก็ต้องผิดหวังไปเพราะ ทาเครุบอกว่าต่อให้ไม่ใช้พลังเทพก็ชนะสาวกเทพมารได้อย่างง่าย ๆ มันกากเกินไปสู้ด้วยก็จบเร็วเกินไม่สนุก ส่วนโมโรฮะก็บอกว่านี่มันการต่อสู้ของพวกเด็ก ๆ จะให้ผู้ใหญ่ไปลงมือก็กระไรอยู่แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นก็พอจะช่วยได้ และเพราะโทยะคือผู้ดูแลโลกนี้ถ้าพวกเทพองค์อื่นออกหน้ามากไปมันก็จะเป็นการทำให้โทยะดูเป็นพวกไร้ความสามารถงานนี้โทยะจึงต้องโดนโมโรฮะและทาเครุจับไปฝึกติวเข้มเพื่อเพิ่มทักษะการต่อสู้เพือจะได้จัดการได้โดยไม่ต้องใช้พลังเทพและนี่เป็นสิ่งที่โทยะไม่อาจจะปฏิเสธได้
.
หลังจากโดนลากไปฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงโดยโมโรฮะและทาเครุแล้วโทยะก็นอนแผ่จนต้องใช้รีเฟรซเพื่อเรียกกำลังตัวเองส่วนเทพทั้งสองก็แยกตัวไป ในตอนนั้นเองริลก็มาคุยกับโทยะแต่โทยะรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่ริลแต่เป็นบุคลิกของฮาล เขาถามโทยะว่าทำไมโทยะที่เป็นราชาถึงได้ต้องมาทำอะไรแบบนี้ โทยะบอกว่าเพราะเขาอยากแกร่งขึ้นอีกซักหน่อย ฮาลเลยสงสัยเพราะในความคิดของเขาราชาไม่ต้องแข็งแกร่งก็ได้เพราะยังไงก็จะมีพวกข้าราชบริพารคอยรับใช้ดังนั้นสิ่งที่ราชาควรทำก็คือบัญชาการคนเหล่านั้นให้ทำงานแทนได้ แต่โทยะบอกว่าเรื่องบางเรื่องก็ให้คนอื่นทำแทนไม่ได้หรอกได้ฟังแบบนั้นฮาลก็แสดงสีหน้าไม่มั่นใจและยกตัวอย่างขึ้นมาว่า หากมีราชาที่มากความสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขได้ในรัชสมัยของตนแล้วแต่เมื่อราชาองค์นั้นหายไปกลับไม่มีใครเข้ามาแทนที่ได้ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายและขัดแย้งเช่นนั้นแล้วในฐานะราชาควรปล่อยทุกอย่างให้คนมีความสามารถจัดการไปจะดีหรือเปล่า โทยะรู้ได้ทันทีว่าฮาลกำลังหมายถึงเมล และฮาลก็อึ้ง ๆ ไปนิดหน่อยเมื่อโดนโทยะจับไต๋ได้โทยะรู้ถึงความรู้สีกของฮาลดีเพราะเขาเคยได้นับการบอกกล่าวจากโคซากะว่าอย่าพยายามทำอะไรเองหมด เพราะถ้าราชาทำทุกอย่างจนประชาชนไม่รู้จักพึ่งพาตัวเองแล้วเมื่อราชาองค์นั้นหายไปประเทศก็จะตกต่ำและล่มสลาย หลังจากนั้นฮาลก็เริ่มเปิดใจพูดถึงเรื่องราวของเขา ในตอนที่เมลดำรงตำแหน่งราชาเธอเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมผู้ติดตามหลายคนให้ความเคารพและเชื่อฟัง ทว่าในท้ายที่สุดเธอตัดสินใจฝากฝังหน้าที่ราชาให้ฮาลและออกเดินทางไปกับเอนเด้ แม้ว่าจะเป็นพี่น้องและได้รับการฝากฝังให้เป็นราชา แต่ฮาลก็แตกต่างจากเมลและเมื่อเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชารู้ว่าฮาลไม่สามารถทำอย่างเมลได้ก็เริ่มเกิดปัญหาและพากันทำตามใจตนเองเฟรซเซียจึงเริ่มเข้าสู่ความยุ่งเหยิงเพราะตัวเขาไม่สามารถแทนพี่สาวได้ โทยะเลยถามว่าฮาลไม่พอใจเมลที่บังคับให้เป็นราชาเหรอคำตอบคือเขาโกรธเอนเด้มากกว่านั่นก็เพราะฮาลรู้สึกเศร้ามากตอนที่เมลจากมา มันเหมือนว่าโดนเมลทอดทิ้งและต้นเหตุก็คือเอนเด้ดังนั้นความโกรธที่เกิดขึ้นจึงไปลงที่เอนเด้ แต่อีกผลหนึ่งก็คือฮาลรู้สึกได้ถึงภาระที่ต้องแบกรับไว้ในฐานะราชามันทำให้รู้ว่าเมลนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดและตัวเขาไร้พลังแค่ไหนเพราะอิทธิพลของเมลทำให้คนรอบข้างคาดหวังกับฮาลไว้สูงมากสุดท้ายมันจึงกลายเป็นแรงกดดันสำหรับฮาล
.
และนั่นก็ทำให้ฮาลรู้สึกเข้าใจเมลที่ต้องแบกรับหน้าที่นี้มาตลอดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วพวกรอบข้างก็ไม่ได้แคร์ว่าใครจะเป็นราชาขอแค่มี "พลัง" นั่นก็เป็นใช้ได้ดังนั้นมันจึงเกิดความรู้สึกที่ว่าทำไมจะต้องไปทุ่มเทให้กับคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของตนจริง ๆ ด้วยและนั่นก็คงเป็นเหตุผลที่เมลออกจากโลกนั้นมาพร้อมกับเอนเด้ ซึ่งโทยะเองก็รู้สึกว่าถ้าเขาโดนแบบนั้นเขาก็คงหนีไปใช้ชีวิตชิว ๆ ที่อื่นเหมือนกัน และเมื่อฮาลไม่แข็งแกร่งเท่าเมลความแหลกเหลวจึงมาเยือนเฟรซเซียและการที่เขาได้เห็นเมลที่ยิ้มอย่างมีความสุขจริง ๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่แค่เมลรวมถึงเนกับริเสะเองก็ดูมีความสุขด้วยและไหนจะยังมีลูกสาวที่ชื่ออลิสอีก เมลยิ้มอย่างมีความสุขมากกว่าตอนที่เป็นราชาอยู่เฟรซเซียซะอีก มันเป็นความสุขที่แท้จริงและเมื่อคิดว่าความสุขนั้นเป็นสิ่งที่เอนเด้มอบให่เมลมันก็ทำให้ฮาลรู้สึกแค้นเคืองด้วยความริษยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวเขาในตอนนี้เป็นเพียงแค่ความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดมาร่างกายก็เป็นริลตัวจริงของเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ดังนั้นเขาจึงอยากจะให้ริลทอดทิ้งตัวเขาไปซะและมีชีวิตอย่างมีความสุขแบบเดียวกับเมลแต่ถึงแม้ว่าฮาลจะดูถูกตัวเองว่าไร้สามารถแต่โทยะไม่คิดแบบนั้นฮาลเองก็มีความเป็นอัจฉริยะในแบบของตนเพราะเขาสามารถสานต่องานวิจัยของยูระและสร้าง "ควอส" ขึ้นมาได้ หลังจากนั้นฮาลก็บอกว่าริลกำลังจะตื่นแล้วดังนั้นหากมีโอกาสค่อยพบกันใหม่ ฮาลเรียกโทยะว่า "ราชา" แต่โทยะบอกว่าเขาชื่อ "โมจิซึกิ โทยะ" ตะหาก หลังจากนั้นริลก็ตื่นแต่เธองงว่าทำไมตัวเองมาอยู่นี่แต่แล้วอลิสก็ตามมารับตัวริลโดยมีคุองตามมาห่าง ๆ จากปากคำของอลิสดูเหมือนว่าจู่ ๆ ริลหายไปไม่รู้ทำให้เธอต้องตามหาซะทั่วเพื่อไม่ให้คลาดสายตาอีกอลิสจึงขอสมาร์ทโฟนให้ริลเพื่อเอาไว้ติดต่อสื่อสารกัน ทั้งนี้ก็เพราะโทยะปิดผนึกแก่นของริลไว้เหมือนกับพวกเมลทำให้อลิสไม่สามารถจับเสียงของริลได้ โทยจึงมอบสมาร์ทโฟนให้โดยไม่คัดค้านและในตอนนั้นเองคุองก็เข้ามาบอกโทยะว่ามาแขกมาหาซึ่งโทยะแปลกใจว่าใครมาเขาไม่ได้นัดใครไว้และที่แปลกใจอีกอย่างก็คือทำไมคุองถึงใส่แว่นตา ที่คุองต้องมาหาโทยะโดยตรงเพราะติดต่อไม่ได้เนื่องจากเขาปิดสมาร์ทโฟนไว้ในตอนที่ฝึกซ้อม คุองบอกว่าคนที่มาหาชื่อว่า "กลาซี่" ส่วนแว่นที่ใส่อยู่ก็เป็นของที่ได้รับคน ๆ นั้นเพื่อใช้หาตำแหน่งของโทยะ พอได้ยินแบบนั้นโทยะก็รู้แล้วว่าใครมาและท่าไม่รีบไปมีหวังคนในปราสาทโดนจับใส่แว่นกันหมดแน่ เมื่อโทยะไปที่ห้องรับรองก็พบกับเทพแห่งแว่นตากำลังรออยู่ เขาคือหนึ่งในเทพที่ลงมาพักร้อนเโทยะเคยเจอเทพองค์นี้ในตอนที่มาร่วมพิธีแต่งงาน เขามีรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบ มีผมยาวสีดำหน้าตาก็ดูธรรมดาแต่แว่นตาของเขานั้นโดดเด่นราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา หลังจากตระเวนไปหลายประเทศเพื่อเผยแพร่ความวิเศษของแว่นตาแล้วเขาก็ตัดสินใจจะทุ่มเทกายใจให้กับการทำให้แว่นตาเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นจึงเดินทางมาพบโทยะเพื่อขอความช่วยเหลือ นั่นก็คือการทำโฆษณาหรือก็คือต้องการให้โทยะเป็นแบรนด์แอมบัสเดอร์ให้กับแว่นตาของเขาหน่อยนั่นเองเพราะดูทรงแล้วแว่นตาของเทพแห่งแว่นน่าจะขายไม่ค่อยออก
.
เทพแว่นตาเริ่มสาธยายความเป็นมาของแว่นตาว่าเดิมทีมันเอาใช้ปรับแก้ความผิดปกติในการมองเห็นจากอาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง รวมไปถึงปกป้องดวงตาจากแสงที่จ้ามากเกินไปดังนั้นจึงถือได้ว่าแว่นตานั้นเป็นสิ่งของที่ยูนีคเฉพาะตัวสำหรับแต่ละบุคคลก็ว่าได้ถึงจะมีแว่นตาที่ใช้เลนปกติทั่ว ๆ ไปอยู่บ้างแต่ถ้าใส่กรอบแบบเดียวกันก็จะขาดความเป็นเอกลักษณ์ทุกคนในโลกนั้นล้วนมีแว่นตาของตัวเองและหากเลือกให้เหมาะกับตัวเองแล้วไม่มีใครจะไม่ดูดีเมื่อใส่แว่นตา ซึ่งแว่นตาสามารถทำให้คนดูฉลาด ดูซื่อตรง หรือแม้แต่ดูเซ๊กซี่ขึ้นเรียกได้ว่ามันเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์สำหรับใบหน้าเลยก็ว่าได้ เปรียบได้กับการแต่งหน้าของผู้หญิงเลยทีเดียวและสิ่งที่เทพแห่งแว่นตาต้องการก็คือการแพร่กระจายความวิเศษของแว่นตาไปให้ทั่วโลกนี้โดยไม่ใช้พลังเทพและนั่นก็คือเหตุผลที่เขาอยากให้โทยะช่วย แต่เพราะออร่าที่ออกมาจากความมุ่งมั่นของเทพแห่งแว่นตาดูจะทำให้บรรดาสาวใช้ที่อยู่แถวนั้นรู้สึกไม่ดีและพากันหนีไปซะมากกว่าแถมพวกเทพองค์อื่น ๆ ก็ไม่ปรากฏตัวมาเลยแม้จะรู้ว่าเทพแว่นตาอยู่ที่นี่ก็ตามดู ๆ แล้วพวกเขาน่าจะจงใจหลีกหนีเสียมากกว่า แต่จุดนี้โทยะบอกกับเทพแห่งแว่นตาว่าในโลกนี้แว่นตายังถือเป็นของฟุ่มเฟือยและมีราคาสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะหามาใส่ได้ดังนั้นโดยมากแล้วจึงมีแต่พวกขุนนางเท่านั้นที่จะหามาใส่ได้และถ้าเป็นที่โลกมนุษย์แม้ว่าจะสายตาไม่ดีแต่ก็มีคอนแทคเลนส์ดังนั้นจึงมีคนมากมายที่เลือกที่จะไม่ใส่แว่น แต่พอพูดถึงคอนแทคเลนส์เทพแห่งแว่นตาก็ดูจะโกรธเกรี้ยวเอามาก ๆ และบอกว่าการใส่วัตถุแปลกปลอมแบบนั้นเข้าไปในดวงตาอันเป็นอวัยวะที่แสนบอบบางมันเป็นเรื่องที่อันตรายมากอาจทำให้ตาบอดได้เลย แต่ถึงจะยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้างท้ายที่สุดแล้วเหตุผลมันก็เพราะเทพแห่งแว่นเกลียดคอนแทคเลนส์เพราะความบาดหมางกับเทพแห่งคอนแทคเลนส์นั่นเองแหละและเพื่อให้เทพแห่งแว่นตาใจเย็นลงโทยะจึงต้องยอมเออออห่อหมกไปด้วยก่อน และหลังจากที่เทพแห่งแว่นตาใจเย็นลงแล้วก็กลับมาเข้าเรื่องต่อ สำหรับโทยะมองว่าถ้าหากถึงยุคที่การแพทย์เจริญมาก ๆ แล้วการผ่าตัดแก้ไขดวงตาก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วคนก็จะพากันนิยมในแว่นหรือคอนแทคเลนส์น้อยลงสุดท้ายก็จะไม่มีคนใส่ไปตามกาลเวลาบางทีอาจจะมีเรื่องของแฟชั่นบ้างแต่ก็มันก็เสื่อมความนิยมไปในที่สุดอยู่ดีแต่เทพแห่งแว่นตาก็ถามว่าจะให้ความร่วมมือในการเผยแพร่แว่นตากับเขาได้ไหม
.
ซึ่งถ้ามองกันอย่างกว้าง ๆ โทยะค่อนข้างเห็นด้วยที่จะเผยแพร่มันออกไปหากไม่ได้คิดถึงเรื่องแฟชั่นตามสมัยแค่อย่างเดียวในโลกนี้ก็ยังมีคนมากมายที่มีปัญหาทางสายตาถ้าหากสามารถเผยแพร่แว่นตาออกไปให้ผู้คนเหล่านั้นสามารถจับต้องได้แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะคัดค้านแต่การจะทำแบบนั้นได้ก็จำเป็นต้องเผยแพร่เทคโนโลยีเรื่องของการทำเลนส์ให้แพร่หลายเสียก่อนและถ้ามันไปได้สวยก็อาจจะนำไปสู่การผลิตแว่นแฟชั่นตามมาในภายหลังแต่โทยะคิดว่าตัวเขาไม่น่าจะทำให้แว่นแพร่หลายได้เพียงเพราะเขาเป็นคนใส่ แต่เทพแห่งแว่นตามองว่าถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นคนใส่มันก็น่าจะได้ผลให้การโฆษณาชวนเชื่ออยู่ คิดไปคิดมาโทยะมองว่าการจะโปรโมทแบบนี้ใช้นางแบบน่าจะดีกว่า อย่างน้อย ๆ สาว ๆ สวย ๆ น่ารัก ๆ สวมแว่นตาก็น่าจะมีเสน่ห์ดึงดูดกว่าหน้าของเขาและนั่นก็เลยทำให้เทพแห่งแว่นตาเสนอให้เหล่าภรรยาของโทยะมารับหน้าที่นี้เพราะเขาเคยเห็นพวกเธอในงานแต่งงานทุกคนล้วนแต่เป็นสาวงามทั้งนั้นหากพวกเธอสวมแว่นตาล่ะก็ต้องสามารถดึงเสน่ห์ออกมาได้อย่างมากมายแน่นอน พอพูดแบบนั้นโทยะก็เริ่มฉุกคิดว่าถ้าเหล่าภรรยของเขาสวมแว่นตาจะดูมีเสน่ห์ขึ้นมากแค่ไหน และมันก็ทำให้โทยะนึกไปถึงภาพของลินเซ่ที่เคยสวมแว่นตาแปลภาษาที่เขาทำขึ้นมาเมื่อตอนนั้นซึ่งมันดูเหมาะอย่างมากเลยทีเดียวโทยะที่รู้สึกสนใจที่จะเห็นภรรยาในภาพลักษณ์สาวแว่นจึงยอมไปเจรจาให้แต่ก็มีข้อแม้ว่าถ้าพวกเธอไม่อยากใส่ก็ต้องไม่ไปบังคับซึ่งเทพแห่งแว่นตาก็ตกลงตามนั้น หลังจากนั้นโทยะก็บอกเหล่าภรรยาว่าเกี่ยวกับเรื่องการโปรโมทแว่นตาโดยจะให้พวกเธอสวมแว่นตาในงานเลี้ยงฉลองงานแต่งงานของราชาแห่งอาณาจักรดูเบิร์นแล้วก็ราชาแห่งซาร์ดเนียซึ่งงานนี้จะไปจัดกันที่อาณาจักรอาเรนซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าหญิงอาเรียตี้กับเจ้าหญิงเลทิเชีย โดยก่อนหน้านั้่นพิธีแต่งงานจะจัดขึ้นที่ประเทศของตนเองซึ่งงานนี้โทยะก็ได้รับเชิญไปด้วยและแผนการก็คือให้พวกยูมิน่าใส่แว่นตาในงานนั้นเพื่อดึงดูดสายตาแขกเหรื่อในงาน
.
ซึ่งยาเอะสงสัยว่าจะต้องใส่ไปทำไมเพราะเธอไม่มีปัญหาทางสายตาเสียหน่อย ที่ยาเอะคิดแบบนั้นก็เพราะในอีเชนนั้นยังไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับแว่นตาที่เป็นแฟชั่นดังนั้นแว่นตาจึงอุปกรณ์ที่ใช้แก้ไขปัญหาทางการมองเห็นเท่านั้นหากไม่ได้มีปัญหากับสายตาก็จะไม่ใส่ซึ่งจุดนี้เทพแห่งแว่นตาก็อธิบายให้ฟังและประเมินโครงหน้าและภาพลักษณ์ของยาเอะว่าน่าจะเหมาะกับแว่นตาทรงรีว่าแล้วเขาก็หยิบแว่นตากรอบทรงรีออกมามอบให้ยาเอะซึ่งเธอก็รับมันมาสวมแบบเก้ ๆ กัง ๆ นิดหน่อยพลางถามว่าดูเป็นไงบ้างซึ่งผลลัพธ์ก็คือพลังทำลายล้างมหาศาลมากเพราะทันทีที่ยาเอะสาวแว่นเธอก็มีภาพลักษณ์เป็นสาวชมรมวรรณกรรมขึ้นมาทันใดเรียกว่าแก็ปโมเอะก็อาจจะพอได้เรียกได้ว่าจากสาวนักดาบพอสวมแว่นปับก็ดูอ่อนโยนลงทันใด งานนี้โทยะอดที่จะเอ่ยปากชมความน่ารักของยาเอะในภาพลักษณ์สาวแว่นไม่ได้เลย ท่าทางของยาเอะที่เป็นสาวแว่นขี้อายทำเอาหัวใจเต้นรัวเลยทีเดียว พอเห็นยาเอะใส่แล้วเปลี่ยนภาพลักษณ์เอลเซ่ก็เลยขอลองด้วยเทพแห่งแว่นประเมินว่าแว่นแบบเวลลิงตันน่าจะเหมาะกับเอลเซ่ พอเอลเซ่สวมแว่นนั้นบรรยากาศก็เหมือนกับสาวหัวหน้าห้องหรือประธานนักเรียนดูเป็นสาวจู้จี๋ขี้บ่นแต่ก็ใจดีและอ่อนโยน เมื่อเห็นภรรยาเปลี่ยนอิมเมจชวนให้ตื่นเต้นเพราะแว่นตาตอนนี้โทยะเริ่มรู้สึกถึงพลังวิเศษของแว่นตาขึ้นมาแล้วเวทมนตร์แห่งแว่นตาช่างมีพลังเกินกว่าที่เขาคาดคิดเทพแห่งแว่นตาจึงเดินเข้ามาตบไหล่โทยะและชูนิ้วโป้งให้ราวกับจะประกาศชัยชนะ หลังจากนั้นซูก็ขอร่วมวงด้วย สเตฟก็ตามมาติด ๆ โทยะคิดว่าบางทีถ้าแม่ลูกใช้แว่นตาที่มีธีมที่เข้ากันก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย พอเห็นซูกับสเตฟเข้าร่วม ลินเน่ก็ชวนลินเซ่ใส่แว่นตาด้วย เทพแห่งแว่นตาจึงหยิบแว่นออกมาแจกให้เหล่าภรรยาและลูก ๆ ของโทยะและไม่นานคนในห้องนั้นก็เต็มไปด้วยคนสวมแว่นตา จากนั้นเทพแว่นตาก็เริ่มร่ายปาฐกถาราวกับเป็นจ้าวลัทธิแต่โทยะไม่อยากจะใส่ใจแต่ไหน ๆ ทุกคนก็พากันใส่แว่นแล้วตอนนี้เขาเลยสนใจที่จะถ่ายรูปเก็บไว้มากกว่า
.
แต่รีนก็สังเกตเห็นว่าแว่นตาพวกนี้ไม่ใช่แว่นธรรมดา ๆ คงเพราะความสามารถของดวงตาวินิจฉัยที่เป็นพลังเครือญาติเทพของเธอซึ่งเทพแว่นตาก็บอกว่าแว่นที่รีนถืออยู่มีความสามารถในการขยายการมองเห็นได้ถ้าหากเอามือไปแตะแถว ๆ ขาแว่นก็จะเปิดใช้งานความสามารถพิเศษของมันได้ พอรีนลองทำดูก็พบว่ามันสามารถขยายภาพได้เหมือนกล้องส่องทางไกล พอรู้แบบนั้นคูนก็เข้ามาขอลองด้วย พอรู้แบบนั้นโทยะก็สงสัยว่าแว่นทุกอันที่เทพแว่นแจกจ่ายออกไปจะมีความสามารถพิเศษแบบนี้เหมือนกันหมดหรือเปล่าแต่เทพแว่นบอกว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นเพราะเขาไม่ได้ต้องการให้แว่นถูกใช้ในฐานะของเครื่องมือวิเศษ ซึ่งนั่นก็ทำให้โล่งใจได้ในระดับหนึ่งเพราะโทยะกลัวว่ามันจะถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีหลังจากนั้นเทพแห่งแว่นก็หยิบแว่นที่มีความสามารถพิเศษออกมาให้โทยะ เช่นแว่นที่มีสกิลประเมิน อันที่ใช้ตรวจจับความร้อน และอันที่ยิงลำแสงได้ โทยะลองเอาอันที่สามารถตรวจจับความร้อนมาใส่ดูก็พบว่าภาพที่มองเห็นราวกับมองผ่านกล้องอินฟาเรทแว่นอันนี้โทยะคิดว่ามีประโยชน์กับพวกหน่วยสืบราชการลับเวลาปฏิบัติงานในความมืด จากนั้นโทยะก็ลองใช้แว่นที่มีสกิลประเมินดูพอสวมมันและลองใช้งานก็พบว่ามีข้อความเหมือนกับกรอบลูกโป่งที่ใช้กันในมังกะโผล่ขึ้นมาบนวัตถุที่จับจ้องไป แต่พอมองไปที่ภาพวาดมันก็บอกแค่ว่า ภาพวาดสีน้ำมัน มองไปที่ประตูมันก็บอกแค่ประตูไม้ ซึ่งโทยะรู้สึกว่าโครตไร้ประโยชน์เลย เทพแว่นตาบอกว่าแว่นนี้มันจะให้คำอธิบายจากฐานความรู้ของผู้ที่ใส่มัน ซึ่งฟังดูก็เหมือนไร้ประโยชน์แต่ถ้าคิดวิธีใช้ดี ๆ มันก็อาจจะช่วยดึงเอาข้อมูลที่หลงลืมไปแต่ยังค้างอยู่ในความทรงจำของผู้สวมใส่มันได้อยู่ เช่นเวลาเจอหน้าคนที่คิดว่าเคยเจอที่ไหนแต่นึกไม่ออกว่าเขาเป็นใครแว่นตานี้ก็จะสามารถช่วยได้ ดังนั้นโทยะจึงลองมองดูไปที่ยูมิน่าแล้วแว่นนั้นก็ฉายข้อมูลของยูมิน่าออกมาแบบยาวเหยียดราวกับเป็นข้อมูลจากเว็บออฟฟิเชียล พอเทพแห่งแว่นตาเห็นว่าโทยะไม่ชอบแว่นประเมินอันนี้เขาก็เลยยื่นอีกอันมาให้แทนพอโทยะลองสวมดูและเปิดการทำงานของแว่น แล้วมองไปที่รูเชียก็พบว่ามันมองทะลุเสื้อผ้าของเธอไป แล้วพอเลื่อนนิ้วไปตามกรอบแว่นอย่างไม่ตั้งใจเสื้อผ้าของรูเชียก็หายไปหมดดังนั้นโทยะจึงมองเห็นรูเชียที่เหลือแต่ชุดชั้นในอย่างเต็มตา
.
แล้วเทพแว่นตาเพิ่งจะบอกว่าแว่นอันนี้มีความสามารถในการมองทะลุ แต่พูดไม่ทันจบโทยะก็หักแว่นนั้นทิ้งไปแล้วทำเอาเทพแว่นตาตกใจไม่น้อย แต่การหักแว่นของโทยะก็ทำให้พวกยูมิน่าสงสัยซึ่งโทยะก็บอกไปตรง ๆ ว่าเมื่อกี้เขาได้แว่นมองทะลุมาแต่พูดไม่ทันจบออร่าเย็นเฉียบก็แผ่ออกมาจากยูมิน่าและลินเซ่ ซึ่งมันทรงพลังขนาดเทพแห่งแว่นตายังต้องผวาทำให้โทยะต้องรีบแก้ไขสถานการณ์โดยการเปลี่ยนคำพูดเกี่ยวกับความสามารถพิเศษของแว่น หรือจาก "โทชิ" ที่แปลว่ามองทะลุ" เป็น โทชิ "ที่แปลว่า "จิตต่อสู้" แทนและสาเหตุที่แว่นหักก็เพราะทนพลังของเขาไม่ได้เทพแห่งแว่นก็รีบเข้ามารับลูกว่าแว่นแบบนี้ไม่มีอีกแล้วนั่นจึงทำให้โทยะและเทพแว่นรอดมาได้ เพราะถ้าพวกยูมิน่ารู้ว่าแว่นนั่นเป็นแว่นมองทะลุโทยะคงโดนเล่นแน่ ๆ รวมไปถึงเทพแว่นเองที่สร้างแว่นแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่น่าจะรอดด้วยแถมจะไม่ให้ความร่วมมือในการใส่แว่นไปโปรโทมงานปาร์ตี้อีกด้วยโทยะจึงย้ำว่าอย่าสร้างแว่นแบบนี้ขึ้นมาอีกนะ เทพแว่นเองก็รับรู้ถึงความน่ากลัวของเหล่าภรรยาของโทยะแล้วจึงรับปากเรื่องนั้นในทันทีและผลจากการใช้พวกยูมิน่าเป็นพรีเซนเตอร์ในการโฆษณาแว่นตานั้นได้ผลตอบรับเกินคาดเพราะถึงแม้ว่าทางทวีปฝั่งตะวันตกจะมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอุตสหกรรมมากกว่าทางทวีปฝั่งตะวันออกแต่แนวคิดของแว่นตาก็ยังคงเดิมคือมีไว้สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตาและไม่มีแนวคิดเรื่องของแฟชั่นแต่พอเหล่าราชินีแห่งบรุนฮิวที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทรนใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเรื่องขนมหวาน อาหาร เครื่องเล่นหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ กลับพากันสวมแว่นตากันหมดทั้ง ๆ ที่พวกเธอไม่ได้มีปัญหาด้านสายตาเท่านั้นแหละก็เริ่มทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของแฟชั่นขึ้นมาและมันก็เริ่มส่งผลไม่ใช่แค่กับบรรดาเชื้อพระวงศ์แม้แต่เหล่าขุนนางก็เริ่มให้ความสนใจโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้หญิง ส่วนคนที่สวมแว่นอยู่แล้วก็เริ่มรับรู้ว่าการเปลี่ยนรูปทรงของแว่นตาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปได้และหลังจากนั้นความนิยมของแว่นตาก็เริ่มแพร่กระจายออกไปโดยจุดเริ่มต้นก็คือการนำเสนอแว่นตาให้กับเจ้าหญิงพี่น้องแห่งอาณาจักรอาเรนที่เป็นตัวหลักของงานเลี้ยงในวันนั้นซึ่งผลก็คือทั้งราชาแห่งดูเบิร์นแล้วก็ซาร์ดเนียต่างก็โดนเสน่ห์ของภรรยาในภาพลักษณ์สาวแว่นทะลวงใจไปอีกรอบซึ่งงานนี้โทยะเข้าอกเข้าใจดีเลยทีเดียว
.
และจากขุดเริ่มต้นนั้นผู้คนก็เริ่มตามแว่นตาที่เหมาะสมกับตัวเองไม่ก็ภรรยาหรือลูกสาวกันโทยะฝากเรื่องแว่นตาแฟชั่นให้เหล่าภรรยาจัดการไปส่วนเขามาจัดการเรื่องแว่นตาที่มีเลนส์ที่ช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ กลาง ไกลในอันเดียวสำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตาอย่างเช่นเหล่าผู้สูงอายุซึ่งจักรพรรดิ์เรกุรุสที่มีปัญหาทางสายตาเพราะอายุมากแล้วถูกใจกับสิ่งนี้มากเพราะเดิมก็มีปัญหามานานแล้วแต่ระยะนี้แย่ลงกว่าเดิมโทยะกังวลว่ามันจะเป็นเพราะสมาร์ทโฟนที่เขาให้ไปหรือเปล่านอกจากนี้โทยะยังมอบความรู้เกี่ยวกับการทำเลนส์ที่ได้มาจากเทพแห่งแว่นตาให้กับทวีปฝั่งตะวันตกด้วยซึ่งตามปกติมันควรจะเป็นความลับระดับประเทศดังนั้นพวกเหล่าผู้นำของทางตะวันตกจึงแปลกใจมาก ๆ ตอนที่โทยะมอบให้พวกเขาแต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการมอบเทคโนโลยีโทยะขอให้ส่งพวกช่างฝีมือจากทางนั้นมาทำงานกับทางนี้เพราะถ้าต้องการให้แว่นตามันแพร่หลายไปในระดับที่ผู้คนทั่วไปเข้าถึงได้มันจำเป็นจะต้องฝึกช่างฝีมือขึ้นมาเพื่อผลิตมัน หลังจากงานเลี้ยงผ่านพ้นไปโทยะก็มานั่งคุยกับคาเร็นและซุยกะตอนนี้เทพแห่งแว่นตาไม่ได้อยู่ที่บรุนฮิวแล้วแต่อยู่ที่อาณาจักรอาเรนซึ่งโทยะก็ถามพวกคาเร็นด้วยความสงสัยว่าทำไมพวกเทพองค์อื่น ๆ ถึงหนีหายไปกันหมดปล่อยให้เขาต้องมานั่งรับมือเทพแว่นตาอยู่คนเดียวแล้วก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ค่อยจะถูกชะตาเพราะโดนแนะนำแว่นแปลก ๆ ให้ โดยคาเร็นเป็นแว่นตากันแดดสีชมพูที่มีกรอบเป็นรูปหัวใจส่วนซุยกะเป็นแว่นตาที่มีจมูกสีแดงและมีหนวดติดอยู่ส่วนโทยะที่ช่วยเผยแพร่แว่นตาเพราะเขาคิดว่ามันมีประโยชน์กับผู้คนแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทุกคนต้องสวมแว่นตาพวกยูมิน่าเองพอกลับมาแล้วก็ถอดแว่นกันหมดแต่อาจจะมีหยิบมาใส่บ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเป็นครั้งคราว อย่างเอลเซ่กับยาเอะที่จำหน้าคนไม่เก่งการสวมแว่นที่มีสกิลประเมินน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการออกงานสังคมของพวกเธอส่วนคูนกับโยชิโนะก็ดูจะสนใจเรื่องการใส่แว่นเพื่อแฟนชั่นอยู่บ้าง โดยเฉพาะโยชิโนะที่มีสมบัติศักดิสิทธิ์เป็นพิณธนูแว่นที่มีสกิลเล็งเป้าถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี
.
หลังจากนั้นคาเร็นก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องพลังในการเคลื่อนย้ายข้ามมิติที่โทยะเคยถามก่อนหน้านั้น เนื่องจากโทยะอยากพวกลูก ๆ ของเขาไปที่โลกซักครั้งหลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วโทยะสงสัยว่าตัวเขาจะสามารถข้ามไปด้วยตัวเองได้หรือไม่โดยส่วนตัวโทยะคิดว่าตัวเองน่าจะพอทำได้แล้วแต่มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่เป็นข้อจำกัดอย่างเช่นห้ามใช้พลังเทพในโลกไม่งั้นก็จะลงเอยเหมือนกับเทพกัดกร่อน คาเร็นบอกว่าถ้าตามหลักการแล้วก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่สำหรับโทยะที่ยังไม่ชำนาญมันอาจเกิดการ "คลาดเคลื่อน" ได้เดิมทีเคลื่อนย้ายข้ามมิติของพวกเทพสามารถใช้ข้ามเวลาได้ด้วย ถ้ากระโดดข้ามไปมาในโลกนี้ก็ไม่มีปัญหาหรอกแต่การข้ามไปยังโลกอื่นที่ไกลออกไปมันมีโอกาสที่พิกัดของแกนเวลาที่ข้ามไปนั้นจะคลาดเคลื่อนได้ถ้าไม่ชำนาญเผลอ ๆ จะไปโผล่ในยุคเอโดะแทนที่จะเป็นยุคปัจจุบันเมื่อได้ยินแบบนั้นโทยะก็รู้สึกว่ามันดูจะเสี่ยงเกินไปตอนแรกก็คิดว่าจะทำเองแต่พอเป็นแบบนี้โทยะก็เลยเปลี่ยนใจและคิดว่าจะลองปรึกษาปู่เวิร์ดก็อดดู ส่วนอีกเรื่องก็คือเคลื่อนย้ายข้ามมิตินั้นสามารถเข้าไปในเรืออาร์คของพวกสาวกเทพมารได้หรือเปล่าอันนี้โทยะถามเพื่อความมั่นใจว่ามันจะไม่ผิดกฏถ้าหากเขาใช้วิธีนี้เข้าไปในเรืออาร์คที่เป็นฐานศัตรู ซึ่งคาเร็นก็บอกว่าสามารถทำได้เพราะมันไม่ใช่การใช้พลังโจมตีสาวกเทพมารโดยตรง แต่ถ้าโทยะเคลื่อนย้ายในเรือแล้วไปโผล่ด้านหลังแล้วเล่นงานศัตรูอันนี้ผิดกติกาเพราะถือว่าเอามาใช้ในการต่อสู้หรือถ้าจะเอาให้ง่ายกว่าก็คือโทยะห้ามใช้พลังเทพโจมตีสาวกเทพมารถ้าเผลอทำไปล่ะก็งานนี้ใครก็ช่วยไม่ได้งานนี้อย่างแย่ที่สุดก็จะโดนลงโทษคุมขังไปหลายพันปี ซึ่งสิ่งที่ซุยกะและคาเร็นกังวลก็คือเวลาที่โทยะหัวร้อนหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกยูมิน่าก็มักจะน็อคหลุดนี่แหละซึ่งโทยะก็รู้ตัวดีว่าถ้าเกิดอะไรกับภรรยาและลูก ๆ ของเขาขึ้นมาเขาก็คงจะถล่มแหลกจริง ๆ นั่นแหละและด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำไมพวกเทพถึงไม่ลงมาบนโลกและมอบเทวภัณฑ์ให้กับมนุษย์แทนเพราะถ้าปล่อยให้ความโกรธครอบงำก็อาจจะเผลอใช้พลังบนโลกก็ได้และพลังนั้นจะทำลายโลก ซุยกะยังบอกอีกว่าถึงพวกเด็ก ๆ จะมีเทวภัณฑ์แต่ถ้าเกิดมีปัญหาโทยะก็จะรีบโดดไปช่วยแน่งานนี้โทยะก็เถียงไม่ออก คาเร็นจึงบอกว่า มันเป็นเรื่องน่าอายที่พ่อแม่จะไปยุ่งกับการทะเลาะกันของพวกเด็ก ๆ แม้จะไม่ถึงขนาดห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งแต่การคอยเฝ้าดูด้วยความเชื่อใจก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำเพราะ การปกป้องจนมากเกินไปจะทำให้เด็กไม่เติบโตซึ่งเด็กในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพวกคุองแต่รวมไปถึงทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้
.
หลังจากนั้นโทยะก็เริ่มวางแผนที่จะบุกเข้าเรืออาร์คโดยใช้เคลื่อนย้ายข้ามมิติ อย่างแรกเลยก็คือต้องไปอยู่ในระยะใกล้ ๆ เมื่อเคลื่อนย้ายเข้าไปแล้วก็จะเปิดการทำงานของสมบัติศักดิ์สิทธิ์เพื่อปิดผนึกพลังของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของพวกสาวกเทพมารโดยเป้าหมายที่จะต้องกำจัดให้ได้ก็คืออินดิโก้ที่มีพลังในการเคลื่อนย้ายถ้าหากไม่จัดการหมอนี่แล้วปล่อยให้หนีไปได้ล่ะก็จะทำให้พวกนี้ระวังตัวมากขึ้นและหาวิธีรับมือก็จะไม่สามารถจู่โจมแบบนี้ได้อีกซึ่งยาคุโมะเคยปะทะกับอินดิโก้มาแล้วครั้งหนึ่งเธอจึงอาสาที่จะเป็นคนจัดการเองแต่ถ้าหากว่าใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ในโหมดดาบล่ะก็ระยะที่จะปิดผนึกพลังของอีกฝ่ายได้จะมีแค่ห้าเมตรจึงเป็นอะไรที่ลำบากมากถ้าหากพลาดอีกฝ่ายก็คงสามารถหลบหนีได้สเตฟเลยเสนอว่าเธอจะกางพริซันล้อมไว้ในระยะห้าเมตรเพื่อไม่ให้อินดิโก้หลบหนีและให้ยาคุโมะที่อยู่ด้านในพริซันจัดการแต่โทยะมองว่ายาคุโมะจะต้องสู้ในพื้นที่แคบ ๆ ซึ่งพื้นที่แคบขวานมันจะได้เปรียบกว่าดาบแปลว่ายาคุโมะต้องจัดการให้ได้ในทีเดียวก่อนอีกฝ่ายจะหนี จากนั้นคุองก็เสนอว่าไม่จำเป็นต้องให้ยาคุโมะถือดาบคาตานะก็ได้นี่แต่ให้ใช้โหมดพิณธนูที่มีระยะปิดผนึกพลังแบบวงกว้างก็ได้แล้วก็ใช้ดาบคาคานะคริสตัลของเธอสู้แทนพอได้ฟังแบบนั้นโทยะก็นึกออกว่ามีวิธีนั้นอยู่เพราะเขายึดติดกับรูปแบบว่าลูกคนหนึ่งมีสมบัติศักดิ์ในรูปแบบประจำตัวเกินไปหน่อยเลยนึกไม่ถึงว่ามีวิธีแบบนี้อยู่ด้วยตัวเขาดันลืมไปสนิท ในโหมดพิณธนูจะมีระยะปิดผนึกพลังถึงห้าสิบเมตรแม้ว่ายิ่งอยู่ไกลจะยิ่งมีพลังในการยับยั้งน้อยลงแต่ด้วยระยะระดับนี้ก็ถือว่าดีกว่าห้าเมตรเพราะอย่างน้อย ๆ ก็จะช่วยชะลอการเคลื่อนย้ายถ้าหากยาคุโมะเข้าใกล้ได้เร็วพอก็จะสามารถจัดการได้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาต่อมาที่รีนคิดก็คือที่นั่นจะมีกำลังรบมากขนาดไหนและจะสามารถหาตัวอินดิโก้เจอหรือได้หรือเปล่า เพราะเท่าที่รู้นอกจากอินดิโก้แล้วก็ยังมีสกาเล็ตกับแทงเจลีนและอาจมีสาวกเทพมารที่ไม่รู้จักอยู่บนเรืออาร์คด้วยก็ได้ไหนจะยังมีคราวน์สีทองนั่นอีก ส่วนการหาตัวอินดิโก้ถ้าอยู่ในระยะแคบ ๆ ก็น่าจะหาเจอโดยใช้จิตเทพช่วย แผนการคร่าว ๆ ก็คือ เข้าไปในอาร์ค หาตัวอินดิโก้ พาตัวมันออกมาเข้าไปยังพื้นที่ปิดผนึกพลังอาวุธของเทพมารและให้ยาคุโมะกำจัด แต่มันจะเป็นไปตามนี้หรือไม่ก็อาจจะรู้ได้ แล้วถ้าหากมีสาวกเทพมารตนอื่นอยู่รอบ ๆ อินดิโก้จะทำยังไงเพราะโทยะไม่สามารถจัดการเจ้าพวกนี้ได้โดยตรงจำเป็นจะต้องให้พวกเด็ก ๆ เข้าไปสู้ถ่วงเวลาเพื่อให้ยาคุโมะเอาชนะอินดิโก้ ในขณะที่เอลเซ่รู้สึกแย่ที่ต้องให้เด็ก ๆ เป็นคนออกไปสู้ แต่เอลน่าก็บอกว่าเธอก็อยากจะช่วยพ่อแม่ดังนั้นไว้ใจให้พวกเธอจัดการ ถ้าหากเหล่าเด็ก ๆ ไม่อยู่ที่นี่ก็คงจะลำบากเพราะพวกโทยะและเหล่าภรรยาไม่สามารถจัดการพวกนี้ได้โดยตรง บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่พวกเด็ก ๆ ย้อนเวลากลับมา เพราะตัวเขาในอนาคตน่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วแต่ก็ยังปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นแต่มันก็อาจเป็นเพราะพวกสาวกเทพมารทำให้มันเกิดขึ้นก็ได้ถ้าหากมีพลังของเทพมาเกี่ยวข้องก็อาจทำให้อนาคตบิดเบี้ยวแม้จะมีสปริตแห่งเวลาคอยแก้ไขแต่ถ้าเป็นความบิดเบี้ยวที่เกิดจากพลังเทพก็ไม่ไหว ถ้าการเกิดเรื่องแบบนั้นเด็ก ๆ จะสามารถกลับไปอนาคตได้หรือเปล่านี่คือสิ่งที่โทยะกังวล
.
แต่อีกใจหนึ่งเขาก็คิดว่าย่าโทคิเอะน่าจะทำอะไรซักอย่างได้แน่ ๆ แต่อย่างไรซะเขาจะให้แผนการนี้ล้มเหลวไม่ได้และในระหว่างที่ตั้งใจเช่นนั้นสมาร์ทโฟนของโทยะก็ดังขึ้นโดยเรจีน่าติดต่อเข้ามาบอกว่ามีรายงานจากอัลบุสว่ากองทัพของสาวกเทพมารกำลังเคลื่อนไปทางอาณาจักรราซโดยมีไซคลอปส์จำนวนมาก แถมยังมียูนิตที่ไม่ระบุชื่อแล้วก็ยังมี ยักษ์หินแล้วก็มนุษย์ครึ่งปลาด้วยตอนแรกโทยะก็รู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่านี่มันถือเป็นโอกาสดีเลยไม่ใช่เหรอ เพราะถ้ายกทัพไปโจมตีอาณจักรราซก็ต้องมีสาวกเทพมารอย่างน้อยหนึ่งตนนำทัพไปนั่นแปลว่าสาวกเทพมารที่อยู่ในเรืออาร์คก็จะลดลงไปอย่างน้อยหนึ่งตนอย่างเลวร้ายที่สุดก็อาจจะเป็นอินดิโก้เองที่นำทัพไปแต่โทยะคิดว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งจุดที่เรืออาร์คอยู่กับจุดที่กองทัพกำลังเคลื่อนไปมีระยะห่างอยู่มากพอควรดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอินดิโก้อาจจะเคลื่อนย้ายพวกมันไปถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็น่าจะใช้พลังไปเป็นจำนวนมากและอาจจะเหนื่อยล้าอยู่บนเรืออาร์คแต่ก็ยังมีเรื่องของเทพตกสวรรค์อีกโทยะคิดว่าเขาควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง คุองจึงเสนอให้ไปที่เรืออาร์คเพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่ไม่อาจจะปล่อยให้ผ่านไปได้ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยโทยะจึงตัดสินใจเริ่มปฏิบัติการบุกเรืออาร์ค โดยการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่จะไปจัดการกับกองกำลังของสาวกเทพมารที่ยกไปตีอาณาจักรราซกับกลุ่มที่จะลอบเข้าไปโจมตีเรืออาร์ค ซึ่งรีนลงความเห็นว่าถ้าหากเทวภัณฑ์จำเป็นจะต้องถูกนำไปทางเรืออาร์คทางฝั่งของทีมที่จะไปอาณาจักรราซก็จะไม่มีทางจัดการกับสาวกเทพมารได้ดังนั้นการต่อสู้ของฝั่งนี้ก็คงทำได้แค่ขับไล่ให้ถอยกลับไปเท่านั้น ถ้าหากว่าสามารถจัดการกับอินดิโก้ได้เร็วก็น่าจะกลับไปสมทบได้แต่โทยะไม่คิดว่าทุกอย่างมันจะง่ายดายขนาดนั้นเพราะไม่ได้มีสาวกเทพมารตนเดียวที่อยู่ในเรืออาร์คและไหนจะคราวน์สีทองนั่นอีกและการบุกเรืออาร์คก็ต้องให้เด็ก ๆ เป็นตัวหลักในการโจมตีด้วยเพราะตัวเขาและเหล่าภรรยาไม่สามารถลงมือจัดการพวกนั้นได้โดยตรงโดยจะให้ยาคุโมะเป็นหัวหอกในการจัดการอินดิโก้ส่วนคนอื่น ๆ ก็จะต้องคอยสนับสนุนดังนั้นจำเป็นจะต้องเลือกคนที่มีความสามารถในการต่อสู้อย่างเฟรย์ คุองหรือลินเน่แต่ส่วนตัวโทยะเกรงจะมีปัญหาเพราะลินเซ่ต้องไปสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศที่อาณาจักรราซด้วยเฮมวีเก้ เฟรมเกียร์ของ รีน ซากุระแล้วก็รูเชียเองก็เหมาะสมสำหรับการโจมตีสกัดกั้นจึงถูกวางตัวให้ไปทางกลุ่มที่จะไปอาณาจักรราซ
.
นอกจากนี้ก็ยังมีออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดที่จะถูกส่งไปที่นั่นการส่งสเตฟไปกับซูน่าจะปลอดภัยเพราะถ้าแค่ใช้พริซันขังอินดิโก้ไม่ถือเป็นการโจมตีโดยตรงดังนั้นเขาจึงสามารถใช้มันได้ไม่จำเป็นต้องให้สเตฟเป็นคนทำแต่รีนก็คัดค้านความคิดนั้นและบอกให้สเตฟไปกับทีมบุกอาร์คจะดีกว่าเพราะมันอาจจะช่วยจัดการกับโกลด์ของฝั่งนั้นได้และจะเป็นโอกาสหาไขปริศนาได้ว่าทำไมโกลด์นั้นมีสองเครื่อง ส่วนคูนนั้นตอนแรกจะขอไปกับกลุ่มโจมตีเรืออาร์คแต่รีนปฏิเสธก็เลยต้องไปกับอีกทีมแทนและสุดท้ายก็ตัดสินว่าสมาชิกทีมที่จะบุกอาร์คนั้นประกอบไปด้วย โทยะ ยาเอะ ยาคุโมะ ฮิวด้า เฟรย์ คุอง สเตฟพ่วงด้วยโกลด์ ยูมิน่ากับซูที่ต้องแยกกันปฏิบัติการกับลูกของเธอดูจะเป็นห่วงอยู่แต่โทยะก็สามารถเกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ ส่วนพวกเฟรมเกียร์สำหรับรบใต้น้ำเนียริอิดจะถูกส่งลงไปโจมตีกองกำลังของพวกนั้นจากใต้น้ำเลยเพื่อลดกำลังศัตรูโดยจะให้หลุดรอดขึ้นบกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยกองกำลังที่ใช้เนียริอิดได้ตอนนี้ก็มีแค่กองอัศวินบรุนฮิวที่ได้ผ่านการฝึกแล้วเท่านั้นส่วนกำลังรบของอาณาจักรราซจะคอยป้องกันชายหาด ส่วนผู้ทำหน้าที่สั่งการกลุ่มที่ไปทางอาณาจักรราซโทยะยกให้เป็นหน้าที่ของยูมิน่าซึ่งเธอก็รับคำอย่างแข็งขันว่าจะขับไล่กองทัพศัตรูออกไปให้ได้แต่ก็ไม่วายจะห่วงลูกชายสุดที่รักของเธอ ยูมิน่าย้ำนักหนาไม่ให้คุองทำอะไรเสี่ยง ๆ และขอร้องให้โทยะดูแลลูกให้ดี ๆ แม้โทยะจะเข้าใจว่ามันเป็นความเป็นห่วงของแม่ที่มีต่อลูกก็เถอะแต่ก็อยากให้ห่วงสามีอย่างเขาบ้างเหมือนกันนะคิดแล้วทำเอาโทยะรู้สึกเหงาขึ้นมานิด ๆ หลังจากนั้นทีมบุกของโทยะก็เคลื่อนย้ายไปที่วาร์อัลบุสอยู่ใกล้กับเรืออาร์ค ผลจากการส่งโดรนเข้าไปสอดแนมเมื่อครั้งก่อนทำให้โทยะรู้แผนผังทั่วไปในเรืออาร์คได้พอควรแต่ถ้ารีบร้อนเกินไปแล้วไปโผล่กลางดงทันทีเลยแผนอาจจะผิดพลาดได้ดังนั้นโทยะจึงวางแผนที่จะลอบเข้าไปบริเวณที่ไม่มีใครอยู่ก่อนแล้วจึงค่อยบุกเข้าไปถึงตัวพวกนั้น ลักษณะของเรื่องอาร์คนั้นมันมีทรงเป็นเหมือนกล่องจะว่าไปก็คล้าย ๆ กล่องทิชชู่เหลี่ยม ๆ แบบนั้นแหละมีเครื่องยนต์ติดอยู่ทางด้านซ้ายและขวามันจึงดูเป็นยานอวกาศมากกว่าเรือดำน้ำ โทยะคิดว่าจะลอบเข้าไปที่จุดเก็บแร่ที่ขุดจากทะเลก่อนเพราะตรงนั้นไม่น่าจะมีใครอยู่แล้วค่อยค้นหาอินดิโก้ถ้าไม่อยู่บนเรือเขาก็จะถอยกลับ เพราะถ้าโจมตีพวกบนเรือเลยพวกมันอาจติดต่ออินดิโก้แล้วหลบหนีกันได้และถ้าพลาดคราวนี้พวกนั้นจะระวังตัวมากขึ้นและโอกาสแบบนี้จะไม่มีอีก
.
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้อินดิโก้อยู่คนเดียวในห้องซักห้องหนึ่ง รุกเข้าไปอย่างรวดเร็วปิดผนึกพลังของอาวุธเทพมารขังมันไว้ในพริซันแล้วก็ให้ยาคุโมะเชือดมันซะจะว่าไปแล้วโทยะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเหมือนนักฆ่ายังไงก็ไม่รู้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่เป็นใจพวกนั้นดันอยู่กันเป็นกลุ่มก็คงต้องโจมตีอยู่ดีเพราะจะมารีรอก็ไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์ทางอาณาจักรราซ และเมื่อคุองรายงานว่าทางฝั่งอาณาจักรราซเริ่มเปิดฉากรบพุ่งกันแล้วโทยะก็สั่งให้อัลบุสเตรียมการโจมตีเอาไว้ให้พร้อมเมื่อได้รับคำสั่งเพราะหากเกิดล้มเหลวโทยะก็กะจะใช้การโจมตีของวาร์อัลบุสเปิดช่องทางในการหลบหนี หลังจากเตรียมพร้อมแล้วโทยะก็พาสมาชิกทุกคนในทีมข้ามมิติไปยังเรืออาร์ค การเคลื่อนย้ายประสบความสำเร็จพวกโทยะเข้าในคลังเก็บแร่ที่ไม่มีใครเฝ้าอยู่ได้สำเร็จและเริ่มทำการค้นหาเป้าหมาย อินดิโก้อยู่บนเรือแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ตามลำพังมันทั้งโกลด์และยังมีสาวกเทพมารตนอื่นที่ไม่เคยพบอยู่อีกตามที่คาดการณ์ไว้โทยะไม่มั่นใจว่าจะจัดการสาวกเทพมารสามตนและโกลด์ของทางนั้นได้ในคราวเดียวกันหรือเปล่า แต่หลัก ๆ ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่การจัดการอินดิโก้ก่อน โดยยาคุโมะจะเป็นตนสู้กับอินดิโก้ส่วนคนอื่น ๆ จะเข้าขัดขวางสาวกเทพมาตนอื่นไม่ให้เข้าไปช่วย ส่วนสเตฟกับโกลด์จะรับมือโกลด์ของฝ่ายตรงข้าม ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากโกลด์ทั้งสองเครื่องมาเจอกัน โทยะคิดเผื่อกรณีเลวร้ายหากโกลด์ของสเตฟถูกชิงการควบคุมเขาก็คงต้องใช้แครกกิ้งจัดการแม้มันอาจจะไม่ดีต่อสเตฟแต่เขาก็จะทำ จากนั้นเฟรย์ก็เสนอว่าเธอกับแม่จะรับมือสาวกเทพมารที่ใช้กระบอง ว่าแล้วเฟรย์ก็เอาโล่ออกมาจากสโตร์ ยาคุโมะติดตั้งเทวภัณฑ์เรียบร้อยโดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปพิณธนูเหน็บไว้ที่ด้านหลังด้วยขอบเขตการปิดผนึกพลังที่กว้างจะส่งผลให้อาวุธของสาวกเทพมารใช้พลังออกมาไม่ได้ ซึ่งถ้าโทยะ ยาเอะ หรือฮิวด้า โจมตีเองได้ก็คงจบอย่างรวดเร็วแต่มันผิดกฏดังนั้นพวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้ ทว่าฮิลด้าในตอนนี้ยังพลังเครือญาติเทพยังไม่ตื่นจึงร้อนรนที่ยาเอะนำหน้าไปก่อน โทยะรู้สึกว่าถ้าไม่ทำให้ที่เหลือพลังตื่นอาจมีบ้านแตกได้เพราะอาจจะคิดว่าได้รับความรักไม่เท่ากันซึ่งคนที่ยังไม่ตื่นดูเหมือนจะมีแต่ รีน ฮิลด้า ซู แต่ว่าเฟรย์ก็หลุดปากออกมานิดหน่อยว่าฮิลด้าก็มีความสามารถในฐานเครือญาติเทพแต่พอรู้ตัวว่าจะน้องจะหลุดปากก็ยาคุโมะรีบปิดปากเฟรย์ได้ทันจึงไม่หลุดออกมา
.
หลังจากนั้นคุองก็ดึงทุกคนให้กลับมาสนใจภารกิจโทยะทำการกำหนดเป้าหมายแล้วและเตรียมเทเลพอร์ตไปตำแหน่งใกล้ ๆ ก่อนจะบุกจู่โจมแบบสายฟ้าแล่บ โดยทุกคนจะเข้าโจมตีเป้าหมายที่กำหนดทันทีห้องนั้นมีทางเข้าออกสองทางเพื่อป้องกันพวกนั้นหลบหนีโทยะจึงจะใช้เวทดินปิดประตูทางออกอีกจุดไว้จะได้ไม่พลาดเมื่อวางแผนทุกอย่างพร้อมโทยะก็เคลื่อนย้ายข้ามมิติเข้าไปยังตำแหน่งนั้นและเปิดฉากบุกยาคุโมะพุ่งเข้าใส่อินดิโก้ทันที อินดิโก้พยายามจะหนีแต่พลังของอาวุธเทพมารของเขาไม่ทำงาน เมื่อคมดาบของยาคุโมะปะทะกับขวานของอินดิโก้โทยะก็สร้างพริซันขังอินดิโก้กับยาคุโมะไว้เพื่อให้เป็นสังเวียนของทั้งสองพลางสร้างกำแพงเหล็กปิดทางออกที่ฝั่ง อินดิโก้พยายามจะพังพริซันออกมาแต่ก็ไม่ได้ผล เฟรย์เข้าไปต่อสู้กับแทนเจลีนกระบองของเธอไม่สามารถทำลายโล่ของเฟรย์ได้ทำให้เธอแปลกใจไม่น้อย โกลด์พยามวิเคราะห์สถานการณ์และพบว่ามีอะไรบางอย่างปิดกับพลังของอาวุธเทพมารแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร และในตอนนั้นเองโกลด์ทั้งสองเครื่องก็เผชิญหน้ากันสาวกเทพมารพีค็อคสงสัยถึงการมีอยู่ของโกลด์อีกเครื่องดูเหมือนว่าพวกนั้นเองก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของโกลด์อีกตัว แม้แต่ตัวของโกลด์เองก็ดูจะไม่เข้าใจถึงการมีอยู่ของโกลด์อีกเครื่องเช่นกันในขณะเดียวกันโกลด์ฝั่งสาวกเทพมารก็ตกตะลึงกับการมีอยู่ของโกลด์อีกเครื่องหนึ่งแถมยังหลุดปากออกมาว่าเซราฟิกมีแค่เครื่องเดียวเท่านั้นเป็นไม่ได้ที่จะมีอีกเครื่องตรงนี้โทยะเองก็ไม่รู้ว่าโกลด์ของทางนั้นเสียความทรงจำเหมือนกันหรือเปล่าแต่อีกใจก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นแต่ตอนนี้จะยังไงก็แล้วแต่เขาตั้งใจกับเรื่องตรงหน้าก่อนคิดแบบนั้นแล้วโทยะก็จัดการขังโกลด์ของสาวกเทพมารไว้ในพริซันแบบเดียวกับที่ทำกับอินดิโก้เพื่อปิดทางหนีโกลด์พยายามใช้กำปั้นเล็ก ๆ นั่นซึ่งตอนแรกมันก็ไม่ได้ผลทว่าในตอนนั้นเองโกลด์เปลี่ยนเกราะที่มือขวาให้กลายสภาพเป็นหอกทรงกรวยแล้วโจมตีอีกครั้งคราวนี้พริซันของโทยะเริ่มเกิดรอยร้าวดูเหมือนว่าภายในตัวของโกลด์เครื่องนี้จะมีพลังเทพมารแฝงอยู่แต่มันก็น่าแปลกเพราะระยะห่างของระหว่างโกลด์กับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ยาคุโมะพกติดตัวอยู่ก็ไม่ได้เกินระยะปิดกั้นแต่กลับยังสำแดงพลังได้ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าในตัวของโกลด์เครื่องนี้จะมีพลังแบบเดียวกับพวกเฟรซกลายพันธ์แต่เรจีน่าก็เคยตรวจสอบชิ้นส่วนเกราะของโกลด์มาแล้วว่ามันไม่ได้มีพลังเทพแฝงอยู่นั่นแปลว่าเจ้าเครื่องนี้มีการพัฒนาไปมากกว่านั้น
.
โกลด์ฝ่ายศัตรูทำลายพริซันและพุ่งเข้ามาโจมตีโทยะแต่เขาก็ใช้เวทวินสเฟียร์ผลักอีกฝ่ายออกไปได้โกลด์กระแทกกับผนังของตัวเรือแต่ไม่ได้รับความเสียหายอะไรมันลุกขึ้นและเปลี่ยนเกราะมือเป็นขวานแล้วเข้าโจมตีอีกครั้งโทยะเปลี่ยนบรุนฮิวเป็นโหมดดาบเพื่อรับการโจมตีพร้อมกับใช้พาวเวอร์ไรซ์เพื่อผลักอีกฝ่ายกระเด็นออกไปแต่คราวนี้โกลด์ไม่กระแทกกำแพงมันสามารถพลิกตัวกลับลงพื้่นได้อย่างสวยงามก่อนจะถามโทยะว่าเขาคือมาสเตอร์ของโกลด์ใช่หรือไม่ โทยะปฏิเสธและบอกว่ามาสเตอร์ของโกลด์คือคนอื่นโกลด์ของสาวกเทพมารจึงได้ทำการออกคำสั่งไฮมาสเตอร์โค้ทเพื่อสั่งปิดการทำงานแต่เพราะสเตฟได้ทำการรีเซ็ตโกลด์ของเธอไปก่อนแล้วทำให้คำสั่งนี้ไม่ได้ผลทว่าในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างพยายามทลายกำแพงเหล็กที่โทยะกั้นไว้เข้ามามันคือโกเลมรูปแบบนกสีทอง ยูนิตเครูบีมนั่นเองมันพุ่งเข้ามาและประกอบเข้ากับส่วนหลังของโกลด์ หลังประกอบร่างเสร็จโกลด์ก็กางปีกทั้งสี่ออกและลอยขึ้นพร้อมปล่อยกลาโทนิกเฟเซอร์เข้าใส่โทยะเปลี่ยนบรุนฮิวเป็นโหมดปืนและยิงกระสุนสวนไปทำลายขนนกพวกนั้นได้หมดแต่ทันทีที่กระสุนคริสตัลกระทบกับขนนกขนนกก็กลืนกินกระสุนไปจนหมดถ้าหากโทยะใช้โหมดดาบที่ตั้งใจในตอนแรกใบดาบก็คงโดนกินไปแล้วหลังจากนั้นเศษปีกที่หล่นลงมาก็ถูกโกลด์ดูดกลับไปโทยะรู้ได้ทันทีว่านี่คือกลาโทนี่สไลม์ที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโอริคุมแถมโกลด์ตัวนี้ไม่ได้เสียประสบการณ์ไปจึงอาจจะมีการใช้เล่ห์เหลี่ยมได้โทยะจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ โกลด์เองก็ตัดสินว่าโทยะเป็นตัวอันตรายต่อแผนการต้องกำจัดทิ้งว่าแล้วมันก็ยิงกลาโทนิกเฟเซอร์ออกมาห่าใหญ่โทยะเปิดเกทเพื่อส่งขนนกพวกนั้นไปที่อื่นนั่นก็คือดินแดนรกร้างในไอเซนกัลด์ โทยะคิดว่าถ้าอีกฝ่ายกระสุนหมดแล้วก็อาจจะพอโจมตีกลับได้แต่โกลด์ใช้ความสามารถย้อนเวลาทำให้เหตุการณ์เมื่อครู่ย้อนกลับไปราวกับเล่นวีดีโอถอยหลังโทยะคิดว่านี่อาจจะเป็นโกเลมสกิลของมงกุฏสีทองแต่มันก็น่าแปลกเพราะโกลด์ของสเตฟเคยบอกว่ามงกุฏสีทองไม่มีโกเลมสกิลดังนั้นแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันคืออะไรกันแม้ไม่เข้าใจว่ามันเป็นมายังไงแต่สกิลของโกลด์ที่ใช้เมื่อกี้นี้ก็คล้าย ๆ กับของนัวร์แต่มันคงไม่สะดวกขนาดนั้นเพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ควรจะใช้ออกมาแต่แรกแล้วไม่มารอใช้เอาป่านนี้แน่และการย้อนกลับเมื่อกี้ก็ไม่ส่งผลต่อโทยะเลยแม้แต่นิดเดียวดังนั้นผลของการย้อนเวลาเมื่อกี้คงมีข้อจำกัดเช่นใช้ได้กับตัวเองเท่านั้นหรือไม่ก็มีขอบเขตที่จำกัดหรือไม่ก็มีค่าตอบแทนที่สูงมากและหลังจากนั้นไม่นานขนปีกของโกลด์ก็เสียความประกายสีทองและร่วงหล่นและกลายเป็นฝุ่นไปหลายเส้นนั่นอาจจะเป็นค่าตอบแทนจากการใช้สกิล ดูเหมือนว่าการจะจัดการอีกฝ่ายคงต้องใช้เวลา โทยะคิดว่าเขาเองก็ใช้เวทประเภทมิติและเวลาได้เหมือนกันเพราะ เกท สโตร์ หรือแอคเซล ก็เป็นเวทประเภทนั้นและถ้าเขาลองถามพวกสปิริตแห่งกาลเวลาเขาก็อาจจะจัดการกับเวลารอบตัวเขาได้ในระดับหนึ่ง ส่วนทางด้านโกลด์ของสาวกเทพมารเองหากใช้ความสามารถแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยตลอดแม้จะย้อนเวลาคืนสภาพตนหากเกิดความเสียหายได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าชดเชยที่สูงและไม่สามารถใช้ได้ตลอดถ้าเพราะต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าแค่ไหนกับการใช้งานแต่ละครั้งแม้ว่าจะต้องเสียเวลาซักหน่อยแต่ก็มีโอกาสชนะได้
.
ในขณะเดียวกันทางด้านของเฟรย์ก็หยิบโล่ห์ทรงกลมที่คล้าย ๆ กับโล่ของกัปตันอเมริกาออกมาจากสโตร์พร้อมกับใช้พาวเวอร์ไรซ์เพิ่มพลังให้กับตัวเองเพื่อรับมือกระบองของแทนเจลีนยาคุโมะเคยบอกว่าอาวุธเทพมารของแทนเจลีนสามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงได้แต่ด้วยผลของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของโทยะทำให้พลังของมันลดลงจนเฟรย์สามารถรับมือได้แต่ถึงกระนั้นถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงกระดูกแตกเพราะแรงกระแทกแน่ ๆ ในขณะที่เฟรย์ต่อสู้ฮิลด้าก็เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงเธออยากจะเข้าไปช่วยลูกต่อสู้หากมองการเคลื่อนไหวของแทนเจลีนแล้วมีช่องว่างมากมายให้เธอโจมตีได้สบาย ๆ แต่ถ้าทำแบบนั้นก็จะผิดกฏเพราะเธอเป็นหนึ่งในเครือญาติเทพงานนี้เธอมาเพื่อคอยซับพอร์ตหากเกิดอันตรายเท่านั้นและเฟรย์เองก็บอกว่าไม่ให้เข้ามาช่วยจนกว่าจะถึงที่สุดดังนั้นเธอจึงได้แต่ยืนดูแต่อีกใจหนึ่งเธอก็คิดว่าเธอยังไม่ตื่นขึ้นแบบเดียวกับยาเอะดังนั้นน่าจะสู้ได้แต่พอเห็นเฟรย์กำลังสนุกกับการต่อสู้เธอจึงลังเลที่จะเข้าไปช่วยทางด้านยาเอะก็กำลังคอยเฝ้าดูการต่อสู้ระหว่างคุองกับพีค็อกอาวุธของพีค็อกคือกงจักรที่ชื่อว่า "บิลิเชี่ยน" ซึ่งปล่อยให้พุ่งมาโจมตีแต่คุองก็ใช้ซิลเวอร์ปัดป้องได้อย่างไม่ยากเย็นเมื่อโจมตีธรรมดาไม่ได้ผลพีค็อกจึงเพิ่มจำนวนกงจักรเป็นสิบอันในการโจมตี การโจมตีที่มาจากรอบทิศมองยังไงก็หลบได้ยากและถึงจะกางเวทป้องกันแต่อาวุธเทพมารก็จะสามารถทะลวงเข้ามาได้สบาย ๆ แต่ด้วยพลังเนตรมารทำนายอนาคตของคุองก็ทำให้เด็กน้อยสามารถเบี่ยงตัวหลบการโจมตีได้ราวกับนีโอหลบกระสุนแต่ก็มีสองอันที่หลบไม่ได้จึงต้องใช้ดาบปัดเอา ซึ่งคุองก็บ่นด้วยความเสียดายที่เขาไม่สามารถโยกหลบได้ทั้งสิบอันส่วนเจ้าซิลเวอร์ก็บอกว่าหลบได้แปดอันก็เก่งแล้วพีค็อกยังคงโจมตีต่อไปแม้คุองจะหลบหรือปัดป้องได้แต่การใช้เนตรมารนาน ๆ จะเป็นภาระกับร่างกายหากการต่อสู้ยืดเยื้อคุองจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่หน้าที่หลัก ๆ ของคุองก็ไม่ใช่การเอาชนะอยู่แล้วแต่เป็นการถ่วงเวลาให้ยาคุโมะต่อสู้กับอินดิโก้ได้โดยไม่มีใครเข้ามาขัดขวางจึงต่อสู้เชิงรับมากกว่ารุก ส่วนทางด้านของอินดิโก้เขาพยายามใช้ดีฟบลูของเขาทำลายพริซันที่กักขังเขาอยู่แต่ก็ไร้ผลจนเขาเริ่มสงสัยแล้วว่าพลังของดีฟบลูเริ่มมีปัญหาหรือเปล่า ในขณะที่หลบการโจมตีของยาคุโมะเขาก็พยายามวิ่งหนีไปรอบ ๆ พริซัน ส่วนยาคุโมะเองก็ยังหาโอกาสเผด็จศึกไม่ได้เธอจึงต้องใส่พิณธนูกลับคืนไปที่เอวด้านหลังของเธอก่อนเพราะถ้าหากเปลี่ยนมันเป็นดาบตอนนี้ระยะปิดผนึกจะแคบลงและอาวุธเทพมารของพวกนั้นก็จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติซึ่งมันเสี่ยงเกินไป เธอตัดสินใจว่าจะไม่เร่งรีบและคอยดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายให้ดีก่อนและทำการสกัดกั้น ยาคุโมะตัดสินใจใช้การโจมตีผ่านเกทเพื่อให้ไปถึงตัวอินดิโก้แต่เจ้านั่นก็หลบได้อย่างฉิวเฉียด อินดิโก้บอกว่ายาคุโมะขี้โกงทั้งที่ฝั่งเขาใช้ความสามารถไม่ได้แต่ทางนั้นใช้ได้แต่ยาคุโมะไม่แคร์เพราะเธอมองว่าหากเพื่อปกป้องอะไรซักอย่างแล้วจะวิธีการแบบไหนก็จะใช้ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่พ่อแม่เธอสอนมา
.
แต่ใช่ว่าอินดิโก้มันจะเล่นอย่างซื่อตรงเพราะเขาเองก็คิดแบบเดียวกันดังนั้นเขาจึงหยิบกระป๋องอะไรซักอย่างออกมาจากเอวและปลดสลักควันสีม่วงพวยพุ่งออกมาปิดทัศนวิสัยของยาคุโมะก็ใช้กระบวนท่าดาบของเธอพัดควันออกไปได้ไม่ยากทว่าพอควันจางยาคุโมะก็ไม่เห็นร่างของอินดิโก้แล้วยาคุโมะคิดว่าเธอทำพลาดเสียแล้วแม้ว่าจะไล่ต้อนอินดิโก้มาได้ถึงขนาดนี้แต่ก็ปล่อยให้อีกฝ่ายหลบหนีไปจนได้ด้วยความรู้สึกผิดหวังที่ตนทำพลาดเธอจึงคิดที่จะบอกให้พ่อของเธอปลดพริซันลงและใช้เวทเซิร์จเพื่อค้นหาตำแหน่งของอินดิโก้อีกครั้งแต่ในตอนนั้นเองยาเอะก็ตะโกนให้ยาคุโมะใจเย็น ๆ ก่อน เสียงนั้นทำให้ยาคุโมะหันกลับไปสบตากับแม่ของเธอและเห็นว่ายาเอะยังคงมีแววตาที่แน่วแน่และมั่นคง มันทำให้ยาคุโมะคิดขึ้นได้ถึง "น้ำนิ่งดุจกระจกเงา" ใช่่แล้วในเวลาเช่นนี้ต้องเยือกเย็นและมีสติเข้าไว้เธอจึงสูดหายใจลึก ๆ เพื่อดึงความเยือกเย็นกลับมาและเริ่มคิดใหม่ พริซันที่พ่อของเธอสร้างไม่มีทางถูกทำลายได้หากไม่มีพลังเทพแฝงอยู่ในการโจมตีและตอนนี้อาวุธของเหล่าสาวกเทพมารก็โดนผนึกพลังเพราะสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่หลังของเธอเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วอินดิโก้จะหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างไรถ้าหากพลังเคลื่อนย้ายของเขาถูกปิดผนึกอยู่ ถ้าหากว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้หนีออกไปแต่แค่ถ้าแค่มองไม่เห็นล่ะพอคิดได้แบบนั้นยาคุโมะก็เริ่มลับประสาทสัมผัสของตนให้เฉียบคมขึ้นและสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศจากมุมหนึ่งภายในพริซัน เธอจึงหยิบคุไนออกมาจากอกเสื้อและปาใส่ คุไนอันหนึ่งกระทบกับพริซันแล้วกระเด้งออกแต่อีกอันกลับกระเด้งออกมาจากความว่างเปล่าและปรากฏร่างของอินดิโก้ที่ดูพร่ามัวขึ้น ณ จุดนั้น สรุปแล้วอินดิโก้ไม่ได้หนีออกไปแต่แค่ล่องหนเท่านั้นเองชุดดำน้ำที่ใส่อยู่มีฟังก์ชั่นสำหรับพรางกายได้ เขาวางแผนที่หลอกล่อให้พริซันถูกยกเลิกเพื่อจะหลบหนีแต่เมื่อโดนจับได้เขาก็เลือกที่จะทำการโจมตี ยาคุโมะหลบเข้าไปที่มุมด้านหนึ่งของพริซันเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกลอบโจมตีจากด้านหลัง พริบตานั้นอินดิโก้ปรากฏตัวขึ้นและโจมตีด้วยขวานดีฟบลูของเขายาคุโมะป้องกันไว้ได้แต่พอจะสวนกลับอินดิโก้ก็หายไปอีก ยาคุโมะต้องเพิ่งสมาธิไปรอบตัวเพื่อค้นหาการโจมที่ที่จะมาจากทิศทางไหนก็ได้ ไม่กี่อึดใจต่อมาวัตถุที่คล้ายฉมวกก็พุ่งเข้าใส่ยาคุโมะ เธอปัดมันออกไปได้แต่อินดิโก้ก็โผล่มาโจมตีซ้ำในจังหวะที่เหวี่ยงดาบออกไปแล้วไม่มีทางเลยที่เธอจะดึงดาบกลับม่าได้ทัน โชคยังดีที่เธอกลิ้งตัวหลบการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียดและทิ้งระยะห่างจากอินดิโก้แต่การโจมตีนั้นก็ตัดผมของยาคุโมะไปเรียกได้ว่าเกือบไปแล้ว
.
ถ้าหากว่าเพิ่้งสมาธิกับฉมวกมากไปก็จะโดนอินดิโก้เข้ามาเล่นงานจึงต้องระวังตัวให้ดี อินดิโก้บอกว่าครั้งหน้าไม่พลาดแน่แล้วเขาก็หายตัวไปอีกแต่ยาคุโมะสังเกตเห็นแล้วว่าฉมวกถูกยิงออกมาจากอุปกรณ์ที่ติดไว้ที่แขนของอินดิโก้ เธอจึงลับประสาทสัมผัสอีกครั้งเพื่อจับการเคลื่อนไหว ฉมวกถูกยิงออกมาอีกครั้งจากทางด้านขวาส่วนขวานก็ฟาดทแยงลงมาจากทางด้านซ้ายนั่่นหมายความว่าอินดิโก้วางกลไกให้ฉมวกโจมตีมาจากทิศตรงข้ามมันเป็นการโจมตีพร้อมกันสองด้านจากซ้ายและถ้าป้องกันด้านหนึ่งก็จะถูกโจมตีจากอีกด้านดังนั้นยาคุโมะจึงแก้เกมด้วยการเปิดเกทให้ฉมวกที่พุ่งมาหาเธอทะลุผ่านเกทไปเสียบหลังอินดิโก้แต่ถึงแม้จะบาดเจ็บแต่อินดิโก้ก็ยังคงฟาดขวานใส่ ยาคุโมะก็อาศัยจังหวะนั้นเปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์จากพิณธนูให้เป็นรูปแบบดาบคาตานะและใช้ท่าดาบ "ชิเดนอิกเซน" ฟาดฟันเข้าใส่ดีฟบลูของอินดิโก้ อาวุธเทพมารถูกทำลายลงในพริบตาอินดิโก้พ่ายแพ้และสลายไปแต่ก่อนตายก็ยังพร่ำเพ้อให้สกาเล็ตสานต่อความต้องการที่จะทำลายล้างโลกต่อ ยาคุโมะเอาชนะอินดิโก้ได้อย่างหวุดหวิดส่วนยาเอะนั้นก็พยักหน้าให้กับลูกสาวแทนคำชม ในขณะเดียวกันทางอาณาจักรราซเฮมวีเก้ของลินเซ่ที่บินลาดตระเวนบนท้องฟ้าก็พบกับกลุ่มไซคลอปส์กำลังพยามขึ้นฝั่งจึงทำการแจ้งกลับไปยังกลุ่มของตนนอกจากนี้เธอก็ยังนรายงานถึงโกเลมยักษ์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ซึ่งเครื่องใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดเสียอีกและมันก็กำลังมุ่งตรงมาทางจุดที่กริมเกเด้ของรีนที่คูนนั่งมาด้วยอยู่แน่นอนเมื่อคูนเห็นมันเธอก็เริ่มคิดวิเคราะห์สถาปัตยกรรมโครงสร้างของเจ้าโกเลมยักษ์นั่นทันที รีนปล่อยให้คูนพร่ำไปโดยไม่ว่าอะไรในขณะที่ลินเซ่ติดต่อกลับมาบอกว่าทางฝั่งนั้นเริ่มโปรยพิษเทพมารแบบอ่อน ๆ ออกมาแล้วแต่รีนและคนอื่น ๆ ก็สวมชุดไพล็อตสูทป้องกันเอาไว้อยู่แล้วดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบอะไรส่วนเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของเฟรมเกียร์จะลดลงเมื่อโดนผงนั่นก็ได้รับการแก้ไขจากทีมวิศวกรของบรุนิฮิวแล้วตอนนี้ปัญหาเรื่องการลดของกำลังขับจากเดิมที่ลดลงถึง 40% ตอนนี้ลดลงไปแค่ 18% เท่านั้น
.
รีนเปิดช่องสื่อสารเพื่อบอกทุกคนว่าเธอจะใช้ฟลูบลาสเพื่อลดจำนวนข้าศึกเหมือนทุกครั้งซึ่งยูมิน่าก็อนุมัติส่วนซูก็พร้อมรับหน้าที่คุ้มกันในช่วงเวลาที่กริมเกเด้จะคูลดาวน์หลังทำการยิง เมื่อตกลงกันเรียบร้อยรีนก็เปิดฉากยิงฟลูบลาสเข้าใส่กองกำลังของศัตรูห่ากระสุนพุ่งเข้าใส่พวกไซคลอปส์แต่ครั้งนี้การเคลื่อนไหวของพวกมันแตกต่างไป ไซคลอปส์ที่อยู่ด้านหน้าเข้ามาทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันให้กับพวกที่อยู่ด้านหลัง แม้พวกที่อยู่ด้านหน้าจะพรุนเป็นรังผึ้งและหยุดทำงานแต่ก็ยังคงยืนเป็นกำแพงทำให้กระสุนไม่ทะลุไปด้านหลังและพอสังเกตดี ๆ ก็พบว่าไซคลอปส์ที่อยู่ด้านหลังคอยค้ำยันไว้ไม่ให้ล้มราวกับจงใจใช้ซากของพวกเดียวกันเป็นโล่ทำให้ฟลูบลาสสร้างความเสียให้พวกนั้นไม่ได้มากเท่าที่ควรและในที่สุดกริมเกเด้ก็ถึงเวลาคูลดาวน์ เอลเซ่กับลินเน่ที่ขับเกอร์ฮิลเด้อยู่ด้านหน้าออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดสังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นก็คือไซคลอปส์พวกนี้มีการทำงานที่ประสานกันผิดจากครั้งก่อน ๆ คูนเองก็สังเกตเห็นเช่นกันซึ่งลักษณะการบัญชาการเช่นนี้ก็เหมือนกับโกเลมโซดาร์ทที่ใช้ในกองทัพ และเครื่องสีแดงนั่นก็คงจะเป็นสาวกเทพมารที่นำทัพมาในครั้งนี้ในมือของโกเลมตัวนั้นมีดาบเรเปียสีแดงอยู่เธอเคยเห็นเรเปียเล่มนี้มาก่อนในตอนที่เรืออาร์คถูกขโมยโดยสาวกเทพมารที่สวมหน้ากากอีกา ยูมิน่ามองผ่านสโคปปืนไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้โดยตั้งใจว่าจะซุ่มยิงจากระยะไกลแต่พอเธอจะเหนียวไกเนตรมารของเธอทำงานขึ้นมาโดยอัตโนมัติทำให้เธอล้มเลิกความคิดที่จะโจมตีเพราะมันเสี่ยงเกินไป ยูมิน่าจึงบอกให้ซากุระโยชิโนะทำการบรรเลงเพลงเพื่อสนับสนุนและเปิดฉากการสู้รบแทน อัศวินของอาณาจักรราซที่ขับไนท์บารอนที่เช่ายืมมาจากบรุนฮิวเริ่มพุ่งเข้าสู่สนามรบและโจมตีพวกไซคลอปส์ เนื่องจากอัศวินของบรุนฮิวย้ายไปขับเนียรีอิดกลุ่มที่รับหน้าที่จู่โจมทางบกจึงมีแต่อัศวินของอาณาจักรราซเป็นหลัก เดิมทีอาณาจักรราซก็ใช้ศิลปการต่อสู้กันเป็นปกติและสำหรับพวกเขาแล้วเฟรมเกียร์ก็จัดว่าเป็นอาวุธชนิดหนึ่งและได้ทำการฝึกฝนผ่านเฟรมยูนิตกันมาแล้วและหนึ่งในผู้ที่ขับเฟรมเกียร์ออกรบในครั้งนี้ก็มีซัมเบิร์ตองค์ชายลำดับสอง (ที่เคยมาบรุนฮิวแล้วโดนทาเครุอัดยับน่ะแหละ) ร่วมรบด้วยเขาใช้หอกแทงใส่ไซคลอปส์เครื่องหนึ่งแต่มันไม่หยุดทำงานเขาจึงเปลี่ยนมาใช้หมัดแทนและรู้สึกว่าแบบนี้มันถนัดมือกว่าซึ่งไนท์บรารอนของเขาก็ได้รับการติดตั้งนัคเคิ้ลเอาไว้ด้วยซึ่งโทยะคิดว่ามันเหมาะกับพวกชาวอาณาจักรราซที่ชอบต่อสู้มือเปล่าจึงได้ติดตั้งเพิ่มเข้าไปให้ แต่เพราะความประมาทของซัมเบิร์ตที่กำลังตื่นเต้นกับชัยชนะแรกเขาเลยโดนโจมตีทีเผลอ
.
ซัมเบิร์ตพยายามจะป้องกันโดยใช้แขนโดยกะว่าคงจะต้องสละแขนทิ้งไปซักข้างแต่ทว่าการโจมตีนั้นมาไม่ถึงไนท์บารอนเพราะไซคลอปส์ที่ทำการโจมตีก็โดนเกอร์ฮิลเด้ของเอลเซ่ซัดปลิวไป สำหรับซัมเบิร์ตในตอนนี้เขายกย่องเอลเซ่ให้เป็นอาเจ๊ของเขาไปแล้วจึงรู้สึกปิติยินดีมาก ๆ ที่เอลเซ่เข้ามาช่วยไว้ ส่วนเอนเด้ก็ถูกซัมเบิร์ตยกย่องให้เป็นลูกพี่เช่นกันซึ่งตอนแรก ๆ ทั้งคู่ก็ไม่อยากโดนเรียกแบบนั้นหรอกแต่สุดท้ายเมื่อห้ามไม่ได้ก็เลยต้องปล่อยไปและเมื่อได้ฟังคำตักเตือนของเอลเซ่ซัมเบิร์ตก็กลับมาตั้งท่าสู้อีกครั้งส่วนเอลเซ่ก็มองไปยังไซคลอปส์ขนาดยักษ์และคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างกับเจ้ายักษ์นี่ในขณะที่ลินเน่บอกว่าอยากจะสู้บ้างแต่เอลเซ่ผลัดว่าเอาไว้ทีหลังว่าแล้วเธอก็ขับเกอร์ฮิลเด้เข้าตะลุยกับพวกไซคลอปส์ต่อ ไพล์บังเกอร์ที่ทำจากวัสดุคริวตัลทะลุทะลวงอกของไซคลอปส์ที่อยู่ตรงหน้าเธอส่วนอีกตัวหนึ่งที่เข้ามาหมายจะฟาดด้วยกระบองจากด้านหลัง เอลเซ๋สามารถหลบไดด้วยการย่อตัวและทำการเตะกวาดไปทำให้ไซคลอปส์เครื่องนั้นเสียหลักล้มลง ซึ่งรูเชียที่มองดูการต่อสู้อยู่ก็รู้สึกประหลาดใจกับการควบคุมเฟรมเกียร์ของเอลเซ่ที่สามารถบังคับให้ออกท่านี้ได้ แถมยังรู้สึกว่าเอลเซ่กำลังสนุกอยู่อีกตะหากแต่สำหรับอาเชียแล้วคุณแม่เอลเซ่ที่เป็นแบบนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ ในขณะเดียวกันรูเชียเองก็กำลังควบคุมวัลเทราด์เข้าต่อสู้กับพวกไซคลอปส์ด้วยยูนิต B ที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวแม้จะสู้ความเร็วในตอนบินบนฟ้าของเฮมวีเก้ไม่ได้แต่ถ้าเป็นบนพื้นดินแล้วก็ถือว่ามีความเร็วที่สูงกว่าเฟรมเกียร์ตัวอื่น ๆ เธอใช้การพุ่งตัวที่รวดเร็วเข้าจัดการไซคลอปส์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยดาบที่สองเล่มที่สร้างจากวัสดุคริสตัลและฟันมันขาดเป็นสามท่อนและพุ่งโจมตีตัวถัดไปอย่างไม่ลังเล เฮมวีเก้ของลินเซ่ก็บินลงต่ำเข้ามาช่วยรูเชียจากนั้นก็แปลงร่างเป็นโหมดหุ่นยนต์และสาดกระสุ่นเข้าใส่พวกไซคลอปส์อย่างไร้ปราณีก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นเครื่องบินอีกครั้งในขณะที่บินผ่านปีกที่เป็นดั่งใบมีดก็เฉือดเฉือนศัตรูไปตามทางที่บินผ่าน รูเชียที่มองดูเหตุการณ์อยู่ก็รู้สึกว่าลินเซ่ดูไร้ความปราณียังไงก็ไม่รู้แต่อาเชียก็บอกว่านี่ก็เป็นเรื่องปกติของคุณแม่ลินเซ่ เพราะในบรรดาลูก ๆ โดยเฉพาะอาเชียคนที่น่ากลัวที่สุดเวลาโกรธก็คือลินเซ่ เพราะแทนที่จะดุด่าลินเซ่จะยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความเมตตานั่นแล้วก็จะโดนเทศนาแบบวนลูปแถมออกแนวปริศนาธรรมให้คิดวนซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมทำแบบนั้น ทำไมทำไม่ดีอย่างนั้น ทำไมไม่คิดว่ามันจะส่งผลอะไร ฯลฯ โดยตามปกติลินเซ่ไม่ค่อยโกรธแต่ถ้าทำให้โกรธเข้าแล้วพวกเด็ก ๆ ก็สาบานเลยว่าจะไม่ทำให้โกรธอีกซึ่งอาเชียก็เคยโดนมาแล้วและสาบานว่าจะไม่ทำให้โกรธอีกแน่
.
รูเชียกันอาเชียช่วยกันต่อสู้โดยรูเชียบังคับเครื่องส่วนอาเชียคอยมองระวังให้ ทว่าในการโจมตีไซคลอปส์ตัวหนึ่งที่ถูกดาบฟันเข้าไปแล้วมันได้ทำการจับดาบของวัลเทราด์ไว้ทำให้ปฏิกิริยาเคลื่อนไหวช้าไปเล็กน้อยทำให้ไซคลอปส์อีกตัวเข้ามาจากด้านข้างและเตรียมจะโจมตีวัลเทราด์ด้วยหอก รูเชียจึงทิ้งดาบและหันมาเตรียมตัวรับการโจมตีแต่ก็มีไซคลอปส์อีกตัวก็เข้ามาพร้อมกับกระบองการโจมตีนี้ไม่สามารถหลบได้แล้วเธอจึงตั้งใจใช้แขนซ้ายรับการโจมตีแต่ในพริบตานั้นหัวของไซคลอปส์ที่ถือกระบองก็แหลกกระจุยไปเพราะโดนกระสุนสไนเปอร์จากบรุนฮิวเด้ ทำให้รูเชียสามารถอาศัยจังหวะนั้นเปิดบูสเต็มกำลังและพุ่งเข้าไปเสียบไซคลอปส์ตัวที่ถือหอกและรีบกลับไปคว้าจับดาบที่ปักคาอยู่กับไซคลอปส์อีกตัวแล้วลากดาบผ่านเพื่อตัดลำตัวของมันจนขาด รูเชียถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังผ่านวิกฤตมาได้หากไม่ได้ยูมิน่าช่วยยิงสนับสนุนวัลเทราด์ของเธออาจต้องเสียแขนไปแล้ว ยูมิน่าเตือนให้รูเชียระวังไซคลอปส์พวกนี้ให้ดีเพราะมันต่างจากที่ผ่าน ๆ มามันพร้อมสละตัวเองเพื่อให้เพื่อน ๆ เข้ามารุมหลังเรียกสติกลับมาได้แล้วรูเชียก็ลุยกับศัตรูต่อ ทางด้านของกริมเกเด้หลังคูลดาวน์เสร็จก็เริ่มออกรบต่อโดยเริ่มสาดกระสุนเข้าใส่ไซคลอปส์ตัวใหญ่ที่มีตาที่หน้าอกซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้หลบหลีกห่ากระสุนที่สาดไปแต่อย่างใดทว่าห่ากระสุนของกริมเกเด้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับมันมากนักคูนประเมินว่าน่าจะมีบางอย่างเสริมความแข็งแกร่งเอาไว้หากไม่ระดมยิงไปที่จุดเดียวก็ยากที่จะทะลวงเกราะอีกฝ่าย ในระหว่างนั้นเองบริเวณหน้าอกของไซคลอปส์ขนาดยักษ์ก็มีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวหน้าอกของมันเปิดออกและเริ่มชาร์จพลังงานตรงบริเวณที่ดูเหมือนลูกตานั่น คูนรีบแจ้งไปยังยูมิน่าเพื่อให้ออกคำสั่งกองทัพว่าให้รีบหลบออกจากบริเวณด้านหน้าของไซคลอปส์ยักษ์นั่นซึ่งยูมิน่าก็ทำตามทันที เฟรมเกียร์ที่สู้อยู่ในบริเวณนั้นก็หนีออกมาทันทีที่ได้รับคำสั่งพริบตาต่อมาก็มีลำแสงถูกยิงออกมากวาดพื้นดินและทะลวงภูเขาที่อยู่ตรงหน้า พอรีนได้เห็นการยิงทำลายล้างนั้นก็นึกถึงลำแสงจากพวกเฟรซระดับสูงที่เคยสู้มาก่อนหน้านี้ ยูมิน่ารียติดต่อเชสก้าเพื่อรับทราบรายงานความเสียหาย เชสก้ารายงานกลับมาว่ามี 14 เครื่องที่หลบไม่ทันแต่นักบินปลอดภัยเพราะระบบเทเลพอร์ตฉุกเฉิน หลังยิงเสร็จหน้าอกของไซคลอปส์ยักษ์ก็กลับคืนไปอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนหน้านี้จึงเป็นทีชี้ชัดแล้วว่ามันไม่สามารถจะยิงต่อเนื่องได้นี่จึงเป็นโอกาสที่จะโต้กลับรีนเรียกลินเซ่ให้ลงจากท้องฟ้าลงมาช่วยกันและบอกให้เชสก้าส่งปืนใหญ่บริแน็คลงมาให้ เมื่อปืนถูกส่งมากริมเกเด้และเฮมวีเก้ก็เข้าประจำตำแหน่ง คูนดูจะตื่นเต้นที่ได้เห็นปืนใหญ่บริแนคเพราะดูเหมือนว่าในอนาคตปืนรุ่นนี้ไม่มีใช้งานแล้ว
.
เนื่องจากโรเซ็ตต้าได้ทำการปรับปรุงปืนนี่แล้วทำให้เวลาที่ใช้ในการชาร์จพลังลดลงไปมาก เมื่อชาร์จเต็มพิกัดคูนก็ขอเป็นคนเหนี่ยวไกและพลังทำลายล้างของปืนบริแนคก็พุ่งเข้าทะลวงหน้าอกของไซคลอปส์ยักษ์แต่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบไปก่อนทำให้การโจมตีโดนเข้าที่ไหล่ซ้ายและแรงผลักก็ทำให้ร่างใหญ่ยักษ์นั้นล้มลง แต่ก็ถือว่าการโจมตีนั้นพลาดเป้าไปแล้วและบริแนคก็ยิงได้แค่นัดเดียวเท่านั้นแม้ว่าตัวของรีนกับลินเซ่จะเสียพลังเวทไปหมดแต่พวกเธอก็สามารถพื้นตัวได้ด้วยการโถนถ่ายพลังเวทจากแหวนได้แต่ปืนบริแนคนั้นหมดสภาพไปแล้วไซคลอปส์ยักษ์เริ่มขยับอีกครั้งบริเวณหน้าอกของมันเริ่มขยับดูเหมือนว่ามันจะตั้งใจยิงปืนใหญ่อานุภาคเพื่อเป็นการเอาคืน เมื่อเห็นท่าไม่ดีรีนก็คิดว่าคงต้องถอยก่อนแต่โรเซตต้าบอกว่าเธอคิดไว้แล้วว่าจะมีปัญหานี้เลยเตรียมตัวเอาไว้เรียบร้อยว่าแล้วบริแนคอีกกระบอกหนึ่งก็ถูกส่งมาให้ และยังบอกด้วยว่าเธอปรับปรุงให้กริมเกเด้กับเฮมวีเก้สามารถทำการยิงได้ 2 ครั้งเอาไว้แล้วด้วยซึ่งคูนดีใจจนออกนอกหน้าเลยที่เดียว ส่วนรีนกับลินเซ่ก็รีบทำการเชื่อมต่อปืนเข้ากับตัวเครื่องเพื่อชาร์จพลังในการยิงแต่ก็หวั่น ๆ ใจอยู่ว่าจะชาร์จเสร็จก่อนหรือจะโดนอีกฝ่ายยิงใส่ก่อนแต่คูนบอกว่าวางใจได้และชี้ให้ดูถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากการโจมตีครั้งแรกทำลายไหล่ซ้ายและกลไกบริเวณหน้าอกไปด้วยทำให้การเปิดเกราะหน้าอกของไซคลอปส์ยักษ์มีปัญหาทำให้ไม่สามารถยื่นส่วนที่เป็นปืนอานุภาคออกมาได้ มันจึงต้องใช้มือดึงแผ่นเกราะที่เสียหายออกเพื่อให้ปืนยื่นออกมาแต่มันสายไปแล้วบริแนคชาร์จพลังเสร็จสิ้นและปล่อยการโจมตีครั้งที่สองออกไปแต่ก็แลกมาด้วยความเสียหายอย่างหนักของตัวเครื่องของกริมเกเด้และเฮมวีเก้แต่กระสุนของบริแนคก็ทะลวงเข้าตรงบริเวณที่เป็นปืนใหญ่นั่นได้อย่างเต็มเปา เนื่องจากเป็นลำแสงแบบเกลียวสว่านทำให้มันคว้านเอาส่วนบริเวณอกจนเกิดความเสียหายหนักและมันก็ได้ทำลายจีคิวบ์ซึ่งเป็นหัวใจของโกเลมลงได้ไซคลอปส์ยักษ์จึงถูกทำลายลงในที่สุด
.
ทางด้านเอลเซ่ที่เห็นไซคลอปส์ยักษ์โดนจัดการแล้วก็รู้สึกดีใจแต่ในตอนนั้นเองลินเน่ก็ร้องเตือนให้มองข้างหน้า ไซคลอปส์สีแดงเมทัลลิกพุ่งเข้ามาโจมตีเกอร์ฮิลเด้ด้วยดาบเรเปียด้วยความเร็วสูง ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็คงพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้วแต่เอลเซ่สามารถจับการเคลื่อนไหวและป้องกันไว้ได้หมดและโจมตีสวนกลับไปแต่ไซคลอปส์สีแดงก็กระโดดถอยหนีออกไปได้ก่อน สกาเล็ตแค้นใจที่ไซคลอปส์ยักษ์ "วาลอ" ของเขาถูกทำลายเขาจึงคิดที่จะฆ่าใครซักคนหนึ่งในเหล่าภรรยาทั้งเก้าของโทยะเพื่อเป็นการเอาคืน ถึงจะฟังเหมือนเป็นเรืองตลกแต่เอลเซ่คิดว่าถ้าเธอตายจริงโทยะคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ๆ คงจะถึงขั้นใช้เวทชุบชีวิตเธอกลับมาแน่นอนและถึงเธอจะคืนชีพแล้วแต่พวกที่ทำให้เธอต้องตายก็คงไม่ได้รับการให้อภัยและต้องโดนเล่นงานจนยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น เอลเซ่เปิดใช้งานเวทบูสเพื่อเพิ่มพลังให้กับเกอร์ฮิลเด้และพุ่งเข้าไปอัดบริเวณท้องขอไซคลอปส์สีแดงด้วยไพล์บังเกอร์แต่ถึงจะเหนือกว่าแต่ถ้าไม่มีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถจัดการสาวกเทพมารได้ถ้าหากการโจมตีนี้สามารถทำให้อีกฝ่ายยอมล่าถอยไปมันจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ว่าไซคลอปส์สีแดงก็ยังคงลุกขึ้นราวกับเป็นผีเอลเซ่รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่เมื่อกี้น่าจะเล็งอกที่มีจีคิวบ์แทนที่จะเป็นท้องแล้วมันก็โจมตีสวนกลับมาด้วยเปลวเพลิงที่น่ากลัว การโจมตีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้พุ่งตรงเข้าไปหาเกอร์ฮิวเด้ แต่ก่อนที่การโจมตีจะมาถึงออทรินเด้ของซูก็เข้ามากางสตาร์ดัสเชลป้องกันเอาไว้ให้ก่อนถ้าหากช้ากว่านี้อีกนิดคงโดนการโจมตีไปเต็ม ๆ แล้ว เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตนถูกสกัดกั้นและฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาเพิ่มโกเล็มยักษวาลอที่เป็นไพ่ตายก็พินาศไปแล้วเขาจึงค่อ ๆ พาไซคลอปส์ที่เสียหายของเขาถอยร่นไปและให้ไซคลอปส์ตัวอื่นออกหน้ามาแทนเห็นได้ชัดว่ากำลังเตรียมถอยหนี พวกเอลเซ่เองแม้ไม่อยากจะให้อีกฝ่ายหนีไปแต่พวกเธอก็ไม่มีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่จะใช้ปราบสาวกเทพมารดังนั้นจึงจำเป็นต้องปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไป ทว่าในตอนนั้นเองท้องฟ้าก็บิดเบี้ยวเกิดช่องว่างมิติและโกลด์ก็ออกมาจากช่องว่างนั้นตอนแรกเอลเซ่ก็นึกว่าเป็นโกลด์ของสเตฟแต่แปบเดียวเธอก็ดูออกว่าไม่ใช่ ในขณะเดียวกันโกลด์ที่ปรากฏออกมาจากช่องว่างมิติก็โปรยขนนกสีทองของมันไปทั่วสนามรบ
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ซักเล็กน้อยหลังยาคุโมะกำจัดอินดิโก้ลงได้ด้วยสมบัติศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ถือว่าเป้าหมายของภารกิจเป็นอันเสร็จสิ้นแต่การจะจัดการกับสาวกเทพมารอีกสองตนอาจจะต้องใช้เวลาอีกและไหนจะยังมีโกลด์อีกด้วยในระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น โกลด์ของฝั่งสาวกเทพมารก็จ้องไปทางยาคุโมะและพุ่งตัวออกไปและเปลี่ยนมือเป็นหอกและใช้มันทำลายพริซันที่ล้อมยาคุโมะอยู่ลงอย่างง่ายดาย ยาคุโมะพยายามกระโดดหนีแต่โกลด์ก็ไล่ตามมาพร้อมเปลี่ยนแขนเป็นดาบและฟาดฟันใส่ ยาคุโมะจึงต้องเอาดาบศักดิสิทธิ์ในมือของเธอป้องกันไว้ทันทีที่ใบดาบปะทะกันดาบของโกลด์ก็พันเข้ากับดาบของยาคุโมะราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตและเริ่มทำการดูดเอาพลังจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ไปแต่ไม่นานหนวดที่พันเขากับดาบก็แตกสลายไปกลายเป็นทรายไปโกลด์จึงกระโดดถอยหลังหนีออกมา จากนั้้นโกลด์ก็พูดถึงพลังกัดกร่อนถูกยับยั้งแต่พลังที่ได้มาก็มากพอ ส่วนทางด้านโทยะเมื่อได้ยินว่า "พลังกัดกร่อน" จึงเอ่ยถามว่าโกลด์เป็นใครกันแน่เป็นเทพกัดกร่อนงั้นเหรอ? เพราะมันมีความเป็นไปได้ที่ร่างแยกของเทพกัดกร่อนจะเข้ามายึดร่างของโกลด์โดยการสถิตย์อยู่ในคิวคริสตัล แต่คำตอบกลับกลายเป็นว่า โกลด์ก็คือ "โครม รันเชส" วิศวกรเวทมนตร์ผู้สร้างโกเลมคราวน์ โทยะไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี่ได้อย่างไรส่วน โครมในร่างของโกลด์นั้นเมื่อได้พลังเทพจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์มาเขาก็รู้สึกว่าเพียงเท่านี้เขาก็สามารถจะทำความปราถนาให้เป็นจริงได้แล้วเขาสามารถดึงพลังของโกลด์ออกมาได้เต็มที่ ว่าแล้วโครมก็ทำการบิดเบือนมิติเพื่อสร้างช่องว่างขึ้นแล้วก็กระโดดหายเข้าไปในนั้นและไม่นานนักช่องว่างนั้นก็หายไป ซึ่งความสามารถเมื่อครู่เป็นความสามารถเดียวกับที่คราวน์สีน้ำเงินใช้เมื่อร่วมกับทักษะก่อนหน้านี้ที่เป็นคราวน์สกิลของคราวน์สีดำ จึงมีความเป็นไปได้ว่าโกลด์นั้นมีคราวน์สกิลของโกเลมชั้ยคราวน์ทุกตัว
.
ในขณะที่กำลังให้ความสนใจกับความสามารถของโกลด์อยู่นั้นโทยะก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างโดนทุบเมื่อหันไปมองก็พบภาพการต่อสู้ระหว่างแทงเจลีนกับเฟรย์ ดูเหมือนว่าพลังของอาวุธเทพมารจะกลับคืนมาแล้วเพราะสมบัติศักดิ์สิทธิ์โดนดูดพลังไปทำให้ความสามารถในการปิดผนึกพลังอาวุธเทพมารไม่ทำงานและเพราะพลังทำลายของแทงเจลีนทำให้มอนิเตอร์เสียหายและเกิดรอยแตกจนน้ำเริ่มทะลักเข้ามาจากนั้นเธอก็ทุบปุ่มต่าง ๆ บนคอนโซลไปทั่วซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือปุ่มระเบิดตัวเอง หลังจากนั้นก็มีสัญญาณเตือนดังขึ้นโดยการระเบิดตัวเองจะเริ่มในอีก 1 นาทีโทยะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกนักวิทยาศาสตร์ถึงได้ชอบติดตั้งระบบทำลายตัวเองกันนักแต่อย่างไรเสียเขาก็ต้องรีบหนีแล้วโทยะรีบเปิดเกทกลับไปที่วาร์อัลบุส โดยโทยะกระโดดข้ามเกทมาเป็นคนสุดท้ายเขาเห็นสาวกเทพมารสองตนที่เหลือวิ่งหนีไปที่ทางเดินพวกนั้นน่าจะวิ่งไปพ็อตหลบหนีหรือไม่ก็ไปขึ้นไซคลอปส์ที่เหลืออยู่ในโรงเก็บ แต่น้ำก็เริ่มทะลักเข้าในเรื่องอาร์คมากขึ้นแล้วโทยะจึงต้องรีบหนีอย่างช่วยไม่ได้และเมื่อกลับไปที่สะพานเดินเรือของวาร์อัสบุสโทยะก็สั่งให้รีบหนีให้ห่่างจากเรืออาร์คโดยเร็วหลังจากนั้นเรืออาร์คก็ระเบิด หลังจากนั้นอัลบุสก็ยืนยันว่าเรืออาร์คระเบิดเป็นเศษซากแล้วอัลบุสถามว่าจะทำการเก็บกู้ซากเรืออาร์คหรือไม่ ในใจของโทยะไม่รู้สึกอยากเก็บแค่ยังไม่ทันจะได้ให้คำตอบเรื่องกู้ซากเฟรย์ก็เรียกให้ดูภาพที่ถูกถ่ายทอดมาจากสนามรบที่ชายฝั่งของอาณาจักรราซ ก็พบว่าโครมได้ไปที่สนามรบฝั่งนั้นแล้วนอกจากพลังของเทพกัดกร่อนแล้วโครมยังชิงพลังเทพจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นตัวอันตรายและจากภาพที่ฉายบนมอนิเตอร์โทยะก็เห็นว่าโครมกำลังใช้ขนนกพวกนั้นกลืนกินพวกไซคลอปส์อยู่โดยไม่สนว่าพวกมันจะเคลื่อนไหวอยู่หรือพังไปแล้ว ถ้าหากว่าโจมตีพวกเฟรมเกียร์ก็พอเข้าใจได้แต่ทำไมโครมถึงเล็งไปที่ไซคลอปส์ที่ปเป็นพวกเดียวกันอันนี้โทยะไม่เข้าใจที่พอจะนึกเหตุผลออกก็คือโครมต้องการพลังของเทพมารด้วย ยาเอะบอกว่ามัวแต่ดูอยู่ตรงนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้รีบไปที่สนามรบจะดีกว่าโทยะจึงรีบเทเลพอร์พาทุกคนไปที่ชายฝั่งของอาณาจักรราซในตอนที่มาถึงขนนกที่กลืนกินพวกไซคลอปส์เสร็จแล้วก็กำลังบินกลับไปหาโครมตอนนี้เหลือแค่ไซคลอปส์ของสกาเล็ตเท่านั้นที่ยังไม่ถูกกลืนกิน โครมบอกสกาเล็ตว่าแผนการมาถึงขั้นสุดท้ายแล้วเขาต้องการความช่วยเหลือจากสกาเล็ตหรือก็คือ มาเอสโตรหนึ่งใน 5 สุดยอดช่างฝีมือโกเล็มซึ่งสกาเล็ตยอมตกลงแต่ก็แลกกับสิ่งที่สัญญาไว้ซึ่งโครมก็ยันยันว่าจะทำตามข้อตกลง แล้วโครมก็เปิดช่องว่างมิติและพาไซคลอปส์สีแดงและตัวสกาเล็ตหนีหายไปในช่องว่างนั้นตอนนี้กองทัพของศัตรูจึงเหลือแค่พวกมนุษย์ครึ่งปลาแล้วก็พวกโกเลมแม้จะมีหลายอย่างที่ต้องคิดทว่าตอนนี้ต้องจัดการกับศัตรูที่เหลือก่อนโทยะจึงติดต่อไปหายูมิน่าเพื่อให้เริ่มการกวาดล้าง ส่วนพวกที่เหลือหรือหนีลงทะเลก็ให้พวกเนียริอิดจัดการ
.
ยูมิน่ารับคำสั่งแต่ก็ยังคงไม่วายจะถามถึงลูกชายด้วยความเป็นห่วงโทยะเลยหันสมาร์ทโฟนของเขาไปหาคุองเพื่อให้คุยกับแม่พอรู้ว่าลูกชายปลอดภัยดีเธอก็โล่งอก โทยะกลับมาครุ่นคิดเรื่องของโกลด์ที่ดันเป็นโครม รันเชสแทนตอนแรกโทยะมั่นใจว่าโกลด์น่าจะเป็นโคลนของเทพกัดกร่อนเสียด้วยซ้ำแต่ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ อาจจะเป็นเพราะร่างหลักถูกลบไปแล้วทำให้ร่างที่แยกออกมาไม่เหลือสติสัมปชัญญะแล้วเหลือเพียงแค่พลังแถมมันยังเข้ากันได้ดีกับกัสโทนี่สไลม์เสียด้วยถึงมันจะกลืนกินสมบัติศักดิ์สิทธิ์ไปไม่ได้แต่มันสามารถดูดเอาพลังที่อยู่ภายในไปได้เหมือนกับตอนสู้กับราชางานเวทของไอเซนกัลไม่มีผิดอย่างที่เรจีน่าเคยบอกไว้ว่าพลังเวทของโทยะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับนักพัฒนาที่บรุนฮิวสามารถพัฒนาเฟรมเกียร์และวิทยการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วก็เพราะพลังนี้ดังนั้นเมื่อถูกศัตรูขโมยไปใช้มันก็ทำให้รู้สึกเจ็บใจจี๊ดขึ้นมาเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ถูกดึงออกไปมากแค่ไหนแต่คงไม่เป็นปัญหาสำหรับใช้งานบนโลกแต่จุดนี้โทยะรู่สึกว่าเขาประมาทเกินที่ไม่คิดว่ากัสโทนี่สไลม์จะสามารถกลืนกินพลังงานได้ด้วยทั้ง ๆ ถ้าหากคิดกันจริง ๆ มันถูกสร้างมาในยุคที่เวทมนตร์เฟื่องฟูดังนั้นมันจะมีความสามารถแบบนี้ก็ไม่แปลกเลย ในระหว่างนั้นคุองก็บอกโทยะว่ามัวแต่กังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตมันก็ไม่ช่วยอะไรควรโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าดีกว่า แม้จะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่ต้องให้เด็กหกขวบมาเตือนสติแต่โทยะก็เห็นด้วยและเขาก็ถามซิลเวอร์ว่า โกลด์ตัวนั้นเป็นโครม รันเชสจริงหรือเปล่าเพราะในที่นี้ไม่มีใครจะรู้จักโครมไปมากกว่าซิลเวอร์อีกแล้ว แต่เจ้าซิลเวอร์มันก็ไม่แน่ใจถึงแม้ว่าวิธีการพูดจากของโกลด์มันจะเหมือนกับโครมก็เถอะ แม้ว่าโทยะจะจิตนาการว่าส่วนที่เป็นคิวคริสตัลของโกลด์อาจจะเป็นสมองของโครมแทนอะไรแบบนี้ก็ได้ซึ่งจะว่าไปแล้วการโอนถ่ายบุคลิกและความทรงจำไปยังร่างอืนเรจีน่าก็เคยทำมาแล้วด้วยว่าแล้วโทยะก็มองไปยังโกลด์อีกตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่าโกลด์ทั้งสองจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของโกลด์อีกตัว หากโกลด์ตัวนั้นคือโครม รันเชสแล้วล่ะก็เขาก็ไม่น่าจะเป็นคนสร้างโกลด์ตัวนี้ถ้าเช่นนั้นแล้วใครกันล่ะที่เป็นคนสร้างโกลด์ตัวนี้ แต่นั่นก็แปลว่าโกลด์ทั้งสองถือเป็นคนละเครื่องกันแบบนั้นหรือเปล่ามีแต่เรื่องไม่เข้าใจเต็มไปหมดเลยในตอนนี้ แต่ซิลเวอร์บอกว่าแทนที่จะเป็นสมองของโครมที่อยู่ภายในเจ้าโกลด์ตัวนั้นอาจจะแค่เลียนแบบลักษณะนิสัยของโครมมากกว่าเพราะโกเลมรุ่นของซิลเวอร์กับโกลด์จะถูกกำหนดโดยเจ้านายคนล่าสุดอย่างซิลเวอร์เองในตอนแรกก็มีบุคลิกเหมือนฆาตรที่เคยถือครองมันแต่พอเปลี่ยนคนใช้มาเป็นคุองนิสัยมันก็เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้เแทน ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าโกลด์ตัวนั้นมันถูกปลูกฝังบุคลิกของโครมลงไปนั่นเอง ซึ่งแม้ตัวจริงจะตายไปแล้วแต่โกเลมที่คัดลอกตัวเองเอาไว้ก็ยังอยู่ราวกับเป็นการยืดอายุไขตัวเองแบบกลาย ๆ
.
แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงพื้นที่วางจำนวนมากในโกลด์ของสเตฟที่โดนลบหายไปตอนเรื่องทำงานใหม่อีกครั้ง มีความเป็นไปได้ว่าส่วนที่ถูกลบออกไปนั้นก็คือข้อมูลบุคลิกของโครมซึ่งถ้าหากว่าโกลด์ทั้งสองเครื่องเป็นเครื่องเดียวกันแต่มาจากคนละช่วงเวลาแล้วล่ะก็ หากสเตฟไม่ได้ลบข้อมูลบุคคลิกออกไปล่ะก็ป่านนี้คงมีโกเลมที่มบุคลิกของโครมถึงสองตัวอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันเลยก็ได้ดังนั้นการกระทำของสเตฟจึงถือว่าเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้าแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่เหตุผลที่ทำไมโครมถึงได้ใส่บุคลิกตัวเองลงไปในโกเลมนั้นมันจะใช่เพราะเขาต้องการชีวิตอมตะหรือเปล่าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวโครมก็เสียความทรงจำเพราะใช้พลังของขาวกับดำ เพื่อจะเก็บรักษาความทรงจำเขาเลยต้องทำการก็อปปี้ความทรงจำเช่นนั้นหรือ การสูญเสียความทรงจำเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ๆ เพราะมันทำให้ตัวเราไม่ใช่ตัวเราอีกต่อไปโทยะจินตนาการว่าถ้าเขาเสียความทรงจำไปเขาจะทนได้หรือเปล่าดังนั้นในใจโทยะเลยรู้สึกเห็นใจโครมขึ้นมานิด ๆ หลังการต่อสู้จบลงโทยะก็กลับไปคุยกับพวกเรจีน่าที่ห้องทดลองบาบิโลนซึ่งทั้งเอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์ต่างก็ให้ความเห็นว่าการโอนถ่ายความทรงจำของคนใส่ลงไปในโกเลมนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้แต่ว่าปู่โปรเฟสเซอร์มีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งคืออัลบุสเคยบอกว่าโครม รันเชสตัวจริงได้สูญเสียความทรงจำไปแล้วเพราะผลจากการใช้โกเลมสกิลของอัลบุสแล้วเพราะอะไรโกลด์ถึงได้มีความทรงจำของโครมอยู่อย่างครบถ้วนได้ ในขณะที่โกลด์ที่อยู่กับสเตฟไม่เหลือความทรงจำของโครมแล้วเพราะโดนสเตฟลบทิ้งตอนเริ่มการทำงานใหม่ ส่วนเรื่องที่ว่าโกลด์ทั้งสองเครื่องเป็นเครื่องรุ่นเดียวกันแตาคนละเครื่องมันก็ดูไม่น่าใช่เพราะมันเหมือนกันจนเกินไปชนิดเรียกได้ว่าก็อปปี้กันมาเลยแม้ว่าในตอนที่นำภาพของทั้งสองขึ้นมาเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่ามีความต่างตรงส่วนเกราะที่เหมือนผ้าคลุมแล้วก็สีของดวงตา เมื่อซูมเข้าไปดูในส่วนบริเวณคอก็จะเห็นว่ามีความเหมือนกันทุกประการแม้กระทั่งร่องรอยความเสียหายซึ่งถ้าหากว่าเป็นกรณีที่เป็นเครื่องรุ่นเดียวกันก็ไม่มีทางที่จะมีร่องรอยความเสียหายที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ เกิดในจุดเดียวกันยกเว้นแต่แม่แบบมีการจงใจทำมันมีรอยแบบเดียวกันนี้ในกระบวนการผลิตและหากคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อห้าพันปีก่อนในเหตุการณ์ที่เฟรซเข้ามารุกรานครั้งใหญ่โครมได้ใช้พลังของอัลบุสและนัวร์ทำให้มิติและเวลาเกิดความยุ่งเหยิงไปหมดและผลจากการกระทำนี้ทำให้เฟรซถูกผลักกลับออกไปนอกมิติและบาเรียกั้นมิติที่เสียหายก็ได้รับการฟื้นฟูซึ่งโกลด์เองก็อาจะจะได้รับผลกระทบจากการใช้พลังของขาวและดำทำให้ล่องลอยไปในมิติและกาลเวลาและโกลด์ของสเตฟเองก็หล่นลงมาจากหลุมมิติและกาลเวลาจึงเป็นไปได้สูงว่าโกลด์ที่อยู่กับสเตฟนั้นเป็นโกลด์จากโลกคู่ขนานที่ถูกดึงดูดด้วยพลังดึงมิติคู่ขนานของนัวร์และการที่โครมปลูกถ่ายความทรงจำของตัวเองลงไปในโกลด์ก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่เพื่อการแบ็คอัพความทรงจำที่กำลังเลือนหายไปแต่เพื่อจะใช้มันเป็นค่าตอบแทนในการใช้คราวน์สกิลของอัลบุสแทนและด้วยสมมุติฐานที่ช่วยกันคิดขึ้นนี้จึงได้นำไปสู่การคาดการณ์การกระทำของ โครม รันเชส เป็นไทม์ไลน์ดังนี้
.
ห้าพันปีก่อนโครมได้สร้างโกเลมชั้นคราวน์ขึ้นมาทั้งหมดหกเครื่องได้ แก่ แดง ฟ้า ขาว ดำ เขียว และ ม่วง จากนั้นก็เดินทางมาโลกเบื้องหน้าพร้อมกับขาวและดำ ผลจากการจ่ายค่าตอบแทนโกเลมสกิลของนัวร์ ทำให้เขากลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งโครมจึงตัดสินใจเดินทางไปยังอาณาจักรปิลาอิสล่า หลังจากรำเรียนศาสตร์เวทมนตร์ต่าง ๆ ในโลกนี้เขาก็มีครอบครัวแล้วเฟรซก็มารุกรานโลกจึงพยายามหาทางกลับโลกเบื้องหลังโดนที่จะไม่ต้องใช้ค่าตอบแทนใด ๆ ในการใช้โกเลมสกิลจึงได้สร้าง เงิน กับ ทอง ขึ้นมาโดยปลูกถ่ายความทรงจำของตนลงไปในโกลด์เพื่อจะใช้มันเป็นค่าตอบแทนโกเลมสกิลของ ขาว แต่กิระบุกโจมตีหมู่บ้านที่โครมอยู่ฆ่าลูกเมียของเขาตายและทำให้ดำกับขาวเกิดภาวะคุ้มคลั่งทุกอย่างได้รับการแก้ไขด้วยความสามารถ "รีเซ็ต" เฟรซหายไป บาเรียของโลกถูกฟื้นฟู ลูกเมียของโครมไม่ได้ถูกฆ่า โกลด์ถูกพลังของนัวร์ทำให้กลายเป็น 2 เครื่องและถูกพัดมายังอนาคตอีกห้าพันปีต่อมาโครมเสียความทรงจำเป็นค่าตอบแทนไปทำให้พันธสัญญาระหว่างขาวกับดำถูกรีเซ็ตสี่พันปีต่อมาบรรพบุรุษของยูมิน่า อาเธอร์ เปิดใช้งานขาวกับดำอีกครั้งและผลจากการต่อสู้กับเฟรซที่ปรากฏตัวขึ้นอีกทำให้นัวร์ถูกพัดกลับไปโลกเบื้องหลังและอัลบุสจมอยู่ใต้ทะเลสาบพาเล็ต หลังจากนั้นมาอีกหนึ่งพันปีเอลก้าก็ขุดพบ นัวร์ ส่วนอัลบุสก็ถูกกู้ขึ้นจากทะเลสาบ สเตฟค้นพบโกลด์และเริ่มต้นการทำงานใหม่โดยทำการลบความทรงจำของโครมรันเชสออกไป
.
เมื่อคิดตามข้อสันนิษฐานนี้ก็พอจะเข้าใจได้แต่นั่นก็หมายความว่า โครม รันเชส ก็คือต้นตอของปัญหาทุกสิ่งอย่างแต่ถ้าไม่ได้เขาโลกนี้ก็คงจบสิ้นไปตั้งแต่เมื่อห้าพันปีก่อนแล้วเหมือนกันดังนั้นจะนับว่าเป็นวีรบุรุษกู้โลกก็ได้เหมือนกันแม้ว่าใจจริงเขาจะไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อโลกก็เถอะแถมนี่ยังมีเทพมารกับเทพตกสวรรค์มาร่วมวงด้วยอีกแบบนี้เรียกว่าเป็นปัญหาที่ยุ่งยากเลย แถมพวกเรจีน่าก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะการต่อกรกับเทพเป็นอะไรที่เกินมือพวกเธอ ส่วนเรื่องที่ว่าจุดประสงค์ของโครมคืออะไรก็ยังไม่แน่ชัด พวกเรจีน่าสันนิษฐานว่าเขาอาจจะอยากสร้างสุดยอดโกเลมแต่โทยะรู้สึกถึงความทะเยอทะยานที่ดำมืดมากกว่านั้นถึงขนาดว่าจะยอมทำทุกอย่างโดยไม่สนวิธีการเพื่อให้เป้าหมายเป็นจริงเลยทีเดียวเหมือนกับว่าเขากำลังสิ้นหวังและอยากจะนำพาโลกไปสู่จุดจบนอกจากนี้ก็ยังมีเทพตกสวรรค์นั่นด้วยมันมีความเป็นไปได้ว่า โกลด์ตัวนั้นนอกจากจะมีความทรงจำของโครมแล้วอาจจะมีอารมณ์ความรู้สึกของเทพตกสวรรค์แฝงอยู่ด้วยถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าโกเลมตัวนั้นก็ไม่ใช่ โครม รันเชส แต่เป็นสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของสองสิ่งนอกจากนี้ก็ยังทีเรื่องของมาเอสโตร 1 ใน 5 สุดยอดช่างฝีมือโกเลมที่กลายเป็น สกาเล็ตหนึงในสาวกเทพมารอีก โดยพื้นฐานแล้วมาเอสโตรก็เป็นพวกมนุษย์สัมพันธ์ต่ำ ดื้อรั้น ชอบดูถูกคนอื่นและเกลียดมนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วถ้าไม่ได้มีความอัจฉริยะระดับเดียวกับ เรจีน่า เอลก้า หรือปู่โปรเฟสเซอร์แล้วล่ะก็เขาก็แทบไม่อยากจะเสวนาด้วยเลย เอลก้าไม่ชอบ มาเอสโตรเท่าไหร่อยู่แล้วส่วนปู่โปรเฟสเซอร์ไม่ถึงกับเกลียดแต่รู้สึกได้ว่าเป็นคนอันตรายเกินไปตอนนี้พวกนั้นเสียเรืออาร์คไปแล้วดังนั้นสถานที่ที่พวกนั้นจะหลบหนีไปซ่อนตัวก็อาจจะอยู่ที่ห้องทดลองของมาเอสโตรที่ตั้งอยู่แถว ๆ ป่าเชิงเขา "ปาปาริก้า" ที่อยู่ในอาณาเขตของจักรวรรดิ์โทริฮารันที่ไม่มีผู้คนและเต็มไปด้วยสัตว์อสูรถึงจะอันตรายแต่เจ้าตัวก็พอใจที่จะอยู่ห่างมนุษย์โทยะไม่รู้ว่าทำไมมาเอสโตรถึงได้เกลียดมนุษย์ขนาดนั้นเขาอาจจะมีอดีตที่โดนมนุษย์หักหลังก็เลยทำให้รังเกียจที่จะไว้ใจมนุษย์โทยะคิดแบบนั้นและเพื่อความไม่ประมาทโทยะคิดว่าคงต้องสำรวจห้องทดลองแห่งนั้นให้ได้ภายในเร็ว ๆ นี้ แต่การเปลี่ยนตัวเองเป็นสาวกเทพมารก็เท่ากับว่าได้ตายไปจากความเป็นมนุษย์แล้วหากสมบัติเทพมารถูกทำลายก็จะสลายไปไม่มีทางทำให้กลับมาเป็นคนได้อีกแล้ว แต่เรจีน่าก็ไม่คิดจะต่อว่าพวกนั้นมากนักเพราะถ้าคิดกันตามจริงตัวเธอในตอนนี้ก็ไม่ใช่คนแล้วเหมือนกัน ส่วนเรื่องเรืออาร์คที่ระเบิดไปยังพอสามารถเก็บกู้ซากได้ส่วนสาวกเทพมารอีกสองตนนั้นก็ใช้ไซคลอปส์หลบหนีจากเรือไปได้จากทิศทางที่มุ่งหน้าไปสันนิษฐานได้ว่าน่าจะหลบหนีไปที่ไอเซนกัลด์ที่นั่นก็เหมาะจะเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวดังนั้นจึงหมายความว่าแหล่งกบดานของพวกนี้ไม่ได้มีอยู่ที่เดียวแม้จะเสียเรืออาร์คไปแต่พวกนี้ก็ไม่ได้จนแต้มซะทีเดียวแถมยังใช้เซิร์จค้นหาไม่เจอด้วยถ้าหากว่าแผ่กระจายพลังเทพออกไปทั่วโลกก็น่าจะหาเจอแต่น่าเสียดายที่โทยะตอนนี้ไม่มีพลังพอจะทำแบบนั้นไหว
.
หลังจากนั้นโทยะก็ให้พวกเรจีน่าจัดการซ่อมแซมเฟรมเกียร์ไปส่วนเขาเดินทางไปมิสนิดเพื่อไปหาเทพการช่างเพื่อพูดคุยเรื่องสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่โดนแย่งชิงพลังไป ซึ่งหลังจากดูสภาพแล้วเทพการช่างก็บอกว่าซ่อมได้โดยทำการเติมจิตเทพกลับลงไปประหนึ่งเป็นการชาร์ตแบตเตอร์รี่ ส่วนพลังที่โดนขโมยผนวกับพลังของเทพกรัดกร่อนก็อาจจะสามารถนำไปสร้างเทพมารตนใหม่ขึ้นมาได้แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเพราะต้องใช้พลังงานด้านลบจำนวนมากเพื่อให้เกิดการเติบโต แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่ถ้าหากว่าโครมต้องการทำลายโลกวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะพลาดไม่ได้และเทพมารที่ถือกำเนิดบนโลก เหล่าเทพและพระเจ้าจะยื่นมือเข้ามายุ่งโดยตรงไม่ได้ต้องให้ผู้คนของโลกนี้จัดการกันเอง ส่วนเทพตกสวรรค์นั้นเป็นเทพที่มาจากโลกเทพดังนั้นเทพด้วยกันจึงจัดการได้อย่างเช่นที่คาเร็นเคยมาไล่ตามจับเทพนีทนั่นแหละแต่ถ้าเกิดว่าไปรวมร่างกับสิ่งอื่นจนเกิดเป็นเทพมารแล้วอันนี้ก็คือจะยุ่งไม่ได้หรือก็คือถ้าเทพมารองค์ใหม่เกิดจากโกลด์งานนี้โทยะจะไม่สามารถยื่นมือเข้าไปปราบเองได้ ส่วนเทพตกสวรรค์โทยะคิดว่าอาจจะขอแรงโมโรฮะหรือทาเครุช่วยไปตามจับแต่ก็โดนปรามมาว่าถ้าไปพึ่งสองคนนั้นก็อาจจะโดนมองว่าไร้ความสามารถในการจัดการปัญหาภายในโลกที่ตัวเองดูแลซึ่งมันดูน่าสมเพชมากในฐานะที่ปู่เวิร์ลก็อดอุตสาห์วางใจให้ดูแลโลกและพวกเทพก็ใช่จะชอบโทยะกันหมดด้วยดังนั้นหากเป็นแบบนั้นคงไม่วายจะโดนซุบซิบนินทาแน่ว่า "เด็กเส้น" ไม่ได้เก่งอะไรเลยแต่ได้รับการเลือกให้มาดูแลโลกดังนั้นโทยะจึงได้แต่ทำใจและคิดว่าจะต้องฝากเรื่องเทพมารให้พวกลูก ๆ จัดการไปส่วนเขาจะหาทางจัดการกับเทพตกสวรรค์ แต่เทพการช่างก็เตือนถึงการใช้พลังว่าให้พยายามให้เกิดผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุดและการเสียเรืออาร์คไปก็คงจะทำให้พวกนั้นไม่สามารถเปิดฉากโจมตีตรงโน้น ตรงนี้ได้ง่าย ๆ เหมือนที่ผ่านมาถึงจะคิดว่าการผลิตไซคลอปส์อาจจะลดลงเพราะเสียโรงงานอย่างเรืออาร์คไปแต่โทยะก็ไม่คิดว่าโรงงานที่สามารถผลิตไซคลอปส์ได้มันจะมีแค่แห่งเดียว ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตอนนี้ก็คือไปตรวจสอบห้องทดลองลับของมาเอสโตรโดยเร็วที่สุด
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 14 (591- 600)
พวกโทยะเดินทางไปยังป่าเชิงเขาปาปาริก้า ที่อยู่ทางตอนเหนือของจักรวรรดิ์โทริฮารันใกล้ ๆ กับอาณาจักรเรฟานเพื่อตรวจสอบห้องทดลองของมาเอสโตรที่ตั้งอยู่ที่นั่น ห้องทดลองนั้นมีลักษณะเป็นเหมือนหอคอยสูงประมาณสามสิบเมตร บริเวณชั้นสองมีลักษณะเป็นอาคารสีเหลี่ยมทรงคล้ายกล่องทิชชู่ส่วนทางด้านซ้ายมือก็จะมีส่วนที่เป็นหอคอยยื่นขึ้นไปดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนกับประภาคาร ผู้ที่มากับโทยะก็มี เรจีน่า เอลก้าแล้วก็ปู่โปรเฟสเซอร์ โดยปู่แกบอกว่าห้องทดลองนี้ดูไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เขาเคยมาเยือน สภาพของห้องทดลองนี้ดูไม่ต่างจากซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้างเท่าไหร่นักมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมดเรียกได้ว่าแทบไม่เคยดูแลเอาใจใส่ทำความสะอาดเลย โดยปู่โปรเฟสเซอร์บอกว่ามาเอสโตรนั้นไม่ค่อยจะสนใจเรื่องอื่นนอกจากการค้นคว้าวิจัยที่ตนเองกำลังทำอยู่ แต่ถึงสภาพภายนอกจะเละแค่ไหนแต่ถ้าภายในยังสามารถใช้อาศัยอยู่ได้ก็ไม่เป็นปัญหา เรจีน่าถามขึ้นว่าจะเอายังไงบุกเข้าไปเลยไหม ซึ่งจุดนี้โทยะรู้สึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยถ้าหากว่าที่นี่เป็นฐานทัพของศัตรูจริง ๆ การที่พวกเขามายืนอยู่ตรงนี้แล้วก็น่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวอะไรบ้างแต่ทว่ากลับเงียบฉี่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย แต่ความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นจะดักซุ่มอยู่ภายในห้องทดลองนั้นก็ไม่ใช่ศูนย์แต่ผลจากการใช้เซิร์จค้นหาก็ไม่พบว่ามีสาวกเทพมารอยู่ในบริเวณนี้ โทยะตัดสินใจว่าจะบุกเข้าไปแบบตัวเอกหนังสืบสวนนั่นก็คือพังประตูมันเข้าไปแล้ว เขาเตรียมบรุนฮิวอาวุธคู่ใจออกมาและจัดการถีบประตูไม้แล้วมันก็พังลงแต่ทว่าไม่ใช่เพราะแรงจากการถีบแต่เพราะความผุของประตูไม้ ดังนั้นจึงแต่ขาของโทยะเท่านั้นที่ทะลุผ่านประตูไปส่วนบานประตูยังคงอยู่ที่เดิมซึ่งโทยะก็มารู้จากปู่โปรเฟสเซอร์เอาตอนหลังว่าประตูบานนั้นมันพังอยู่ก่อนหน้าแล้ว
.
หลังจากจัดการพังประตูเข้ามาได้พวกโทยะก็พากันสำรวจภายในของห้องทดลอง ที่นั่นไม่มีแค่โต๊ะกับเก้าอี้แต่ไม่มีการตกแต่งใด ๆ เลยจะเรียกว่าห้องดูว่างเปล่าก็ได้ เมื่อไปยังจุดที่โปรเฟสเซอร์บอกว่ามันเป็นห้องที่มาเอสโตรใช้ทำงานในการทดลองก็ไม่พบอะไรเลยมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้นดูเหมือนว่าทุกอย่างจะถูกนำออกไปหมดแล้วแม้จะค้นหาจนทั่วที่แห่งแม้แต่ชั้นบนสุดของหอคอยที่น่าจะเป็นห้องของมาเอสโตรก็ไม่เจออะไรเลยนอกจากโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็ชั้นหนังสือ จากคำบอกเล่าของปู่โปรเฟสเซอร์มาเอสโทรเป็นพวกอินดี้ขั้นสุดต่อให้เป็นงานที่ได้เงินแต่เขาไม่มีความสนใจก็จะไม่สนเด็ดขาดตรงกันข้ามหากเป็นเรื่องที่สนใจต่อให้ทำฟรีก็จะทำและด้วยนิสัยแบบนี้แหละทำให้พวกลูกค้าไม่ค่อยจะชอบกันและในท้ายที่สุดพวกโทยะก็กลับออกมาจากที่แห่งนั้นโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยซักอย่าง ขณะเดียวกันทางด้านของยาคุโมะก็กำลังฝึกซ้อมกับโมโรฮะทว่าด้วยความห่างชั้นของฝีมือถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจไล่ต้อนอีกฝ่ายได้ แมัยาคุโมะจะใช้เกทส่งการโจมตีเข้าไปทางด้านหลังของโมโรฮะแล้วแต่เธอก็รับการโจมตีไว้ได้ด้วยการวางดาบไปไว้ที่ด้านหลังราวกับจะใช้ดาบเกาหลัง เธอปัดการโจมตีและพุ่งเข้าไปหาตัวยาคุโมะพร้อมเอาดาบจ่อไปที่คอของยาคุโมะและบอกว่ายังอ่อนหัด การโจมตีผ่านเกทถ้าหากจับสัมผัสได้ว่าปลายทางของเกทมันจะไปโผล่ที่ไหนมันก็เป็นแค่ลูกไม้ตื้น ๆ ถ้าจะให้ดีมันควรจะต้องเล็งไปที่ขา ยาคุโมะไม่สามารถทำอะไรได้แล้วเธอจึงประกาศยอมแพ้ สาเหตุที่ทำไมยาคุโมะมาสู้กับโมโรฮะอยู่แบบนี้ก็เพราะธอต้องการคำชี้แนะที่เข้มข้นมากกว่านี้เพราะเธอตระหนักได้ว่าตัวเธอยังอ่อนด้อยเพียงใดหลังจากผ่านการต่อสู้ที่เรืออาร์คแม้จากมุมมองของคุณพ่ออย่างโทยะจะไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่แต่ตัวยาคุโมะเองกลับรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพอซึ่งโทยะเองก็ไม่มีเหตุผลจะคัดค้านจึงยอมอนุญาตให้ไปขอรับการฝึกได้ หลังจากฝึกมาตั้งแต่เช้าโทยะบอกให้ยาคุโมะไปพักบ้าง เฟรย์เองก็อยากสู้กับโมโรฮะบ้างเหมือนกันแต่ยาคุโมะบอกว่าเหมือนจะเริ่มจับทางได้แล้วของอีกรอบซึ่งนี่ก็ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้มาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วทำให้เฟรย์เริ่มไม่พอใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวทะเลาะกันโทยะเลยจัดการเปลี่ยนตำแหน่งของทั้งคู่ด้วยเกทโดยพายาคุโมะกลับมาอยู่ข้างตัวแล้วส่งเฟรย์ไปอยู่หน้าโมโรฮะ ยาคุโมะบอกกับโทยะว่าเธอยังไหวแต่โทยะก็บอกว่าการทำอะไรโดยที่สภาพร่างกายอ่อนล้าไม่ใช่เรื่องที่ดีซึ่งแม้ว่ายาคุโมะจะขออ้อม ๆ ว่าให้ใช้เวทรีเฟรซแต่โทยะก็ไม่ยอมทำตามคำขอนั้นและบอกให้ไปพักซะเมื่อเจอคุณพ่อโหมดเข้มงวดยาคุโมะก็เลยต้องยอมนั่งนัก ที่โทยะไม่ยอมใช้รีเฟรซเพราะมันจะเป็นการไปขัดขวางการพัฒนาการของร่างกาย ตัวอย่างง่าย ๆ หากให้คน 2 คนวิ่งออกกำลังทุกวันแต่คนหนึ่งใช้รีเฟรชอีกคนไม่ใช้ ผลลัพธ์คือกล้ามเนื้อของคนที่ไม่ใช้เวทรีเฟรชจะได้รับการพัฒนาไปมากกว่า สำหรับผู้ใหญ่ที่ร่างกายหยุดการเจริญเติบโตแล้วมันไม่เป็นปัญหาแต่สำหรับเด็กวัยกำลังโตการทำเช่นนั้นจะเป็นการไปขัดขวางกระบวนการในการเจริญเติบโตของกล้ามเนี้อเสียมากกว่า หลังจากนั้นไม่นานเฟรย์ก็เริ่มต่อสู้กับโมโรฮะ โดยเฟรย์ใช้หอกที่มีรูปทรงคล้ายกับหอกที่เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าตามปกติแล้วเวลาที่ดาบต้องปะทะกับหอกจะมีความเสียเปรียบแต่สามัญสำนึกนั้นไม่ได้ผลกับโมโรฮะเธอยังฮัมเพลงอย่างสบาย ๆ แล้วสู้ด้วยมือข้างเดียวเสียด้วยซ้ำ
.
ยาคุโมะมองภาพนั้นและรำพึงรำพันว่าต้องฝึกมากแค่ไหนถึงจะไปถึงจุดนั้นได้ สำหรับโทยะแล้วคำตอบคือเป็นไปไม่ได้เพราะนั่นมันเกินเลเวลของมนุษย์ไปมากโขเอาแค่ระดับเดียวกับยาเอะก็พอแล้วแต่ยาคุโมะบอกว่าเธอไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะแม่ของเธอได้เลยว่ากันตามตรงพวกยาเอะก็ไม่ใช่มนุษย์ไปครึ่งนึงแล้วแต่ยาคุโมะก็เป็นครึ่งเทพเช่นกันดังนั้นจึงยังมีความเป็นไปได้มีจะพัฒนามากขึ้นไปได้อยู่ แต่ถ้ายาคุโมะแกร่งเกินไปเดี๋ยวก็ไม่มีใครรับไปเป็นเจ้าสาวหรอกถือว่าเป็นปัญหาแต่คิดอีกทีอาจจะดีก็ได้ โทยะพยามให่กำลังใจยาคุโมะและบอกว่าให้ทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไปยังไงแผนการบุกโจมตีเรืออาร์คเพื่อสังหารอินดิโก้ก็สำเร็จลงได้เพราะยาคุโมะ แต่ยาคุโมะดูจะโทษตัวเองที่ทำพลาดทำให้พลังของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ถูกช่วงชิงไปแต่โทยะมองว่านี่ไม่ใช่ความผิดของยาคุโมะแต่เป็นเพราะเขาละเลยเรื่องของเทพตกสวรรค์และประมาทพลังของกัสโทนี่สไลม์เกินไปซึ่งตอนนี้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ก็ได้รับการเติมพลังและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไม่ให้โดนดูดพลังได้อีกเป็นที่เรียบร้อยเพราะงั้นไม่ต้องคิดมากแต่ยังไงซะยาคุโมะก็มีนิสัยขี้กังวลและดื้อรั้นเหมือนกับยาเอะดังนั้นเพื่อให้กำลังใจกับยาคุโมะแล้วที่เหมือนกับแม่ของเธอแล้วมันก็ต้องใช้ของกินนี่แหละว่าแล้วโทยะก็ส่งอีเมลไปหารูเชียกับอาเชียโดยโทยะตัดสินใจจัดปาร์ตี้แกงกระหรี่ขึ้นที่บริเวณลานกว้างซึ่งไม่ใช่แกงกระหรี่แบบของมิสนิดแต่เป็นแกงกระหรี่ในแบบของโลกเดิมของโทยะแต่ผู้คนในโลกนี้จะเชื่อว่านี่เป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงจากของมิสนิด โดยมีแกงกระหรี่หลากหลายแบบเรียงรายกันไม่ว่าจะเป็นแกงกระหรี่หมู ไก่ เนื้อ แกงกระหรี่ทะเล อุด้ง หรือแม้แต่ราเม็งแกงกระหรี่ก็ยังมีเรียกว่ารูเชียกับอาเชียทั้งสองแม่ลูกจัดหนักจัดเต็มและยังมีกระทั่งแกงเขียวหวานกับแกงอื่น ๆ อีกด้วยแถมยังมีแกงสีแดงแจ๋แบบไม่น่าไว้ใจอยู่ด้วย พอถึงเวลาเที่ยงวันทั้งเหล่าสาวใช้และพวกอัศวินต่างก็มาทานอาหารที่ลานกว้างกันซึ่งตามปกติพวกเขาจะทานอาหารกันที่โรงอาหารกลางแต่วันนี้โทยะขอให้มาที่นี่ แน่นอนว่าทั้งยาเอะและยาคุโมะต่างก็กินแกงกระหรี่กันอย่างเอร็ดอร่อยดูเหมือนว่าจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้วสำหรับยาคุโมะ แล้วในระหว่างที่โทยะคิดว่าเขาจะเลือกกินแกงกระหรี่อันไหนดีอาเชียกับรูเชียก็นำแกงกระหรี่สีดำกับสีทองมาให้เขากินซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางปฏิเสธว่าจะไม่กินและต้องบอกว่าของใครอร่อยกว่ากันตามเคยแถมกินแค่คำสองคำก็ไม่ได้ต้องกินให้หมดงานนี้โทยะไม่สามารถตัดสินได้เลยบอกไปว่างานนี้เสมอกัน แต่สองแม่ลูกไม่ยอมจบงั้นแกงกระหรี่ออกคนละจานออกมาให้กินต่อและแล้วโทยะก็เพิ่งมาตระหนักได้ว่าถ้าให้แคลร์ที่เป็นหัวหน้าแม่ครัวเป็นคนทำซะแต่แรกก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้ สุดท้ายโทยะก็ต้องกินแกงกระหรี่จนน็อคไปในที่สุดส่วนผลการตัดสินนั้นก็ไม่สามารถจะบอกได้เพราะสลบไปแล้ว
.
ในขณะเดียวกันที่ทางตอนเหนือไอเซนกัลด์บริเวณที่ใกล้ ๆ กับอาณาจักรราซมีทะเลสาบขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นวงกลมสองวงต่อกันดูแล้วคล้ายกับตุ๊กตาหิมะซึ่งทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นมาเพราะลิ่มสีทองสองอันที่ตกลงมาในตอนศึกเทพมารได้คว้านแผ่นดินบริเวณนี้ออกไปและน้ำในแม่น้ำก็ได้ไหลลงมาเติมเต็มหลุมขนาดใหญ่นี้ซี่งขนาดของทะเลสาบแห่งนี้เทียบได้กับครึ่งหนึ่งของอาณาจักรอิเชนเลยทีเดียวและมันก็ถูกเรียกขานว่า "ทะเลสาบหายนะ" เพราะน้ำในทะเลสาบนั้นมีสีแดงสดดูราวกับเลือดมันจึงทำให้ดูน่าขนลุกขนพองและอาจจะเพราะคำสาปที่ละลายอยู่ในน้ำทำให้ไม่มีปลาหรือสัตว์น้ำอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้พื้นที่โดยรอบเป็นดินแดนรกร้างไม่มีพืชพรรณใด ๆ เติบโตจึงไม่มีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่ซึ่งที่แห่งนี้โกลด์ได้ทำการสร้างป้อมปราการขึ้นโดยใช้ความสามารถในการควบคุมการเจริญเติบโตของพืชที่เป็นสกิลแบบเดียวกับของโกเลม "เขียว" และสั่งให้สกาเล็ตรีบสร้างเครื่องกีดขวางเพื่อป้องการถูกบุกโจมตีโดยเร็ว สกาเล็ตรับคำก่อนจะใช้เทวภัณฑ์เทพมาร "คริมสัน" แทงลงไปบนพื้นของป้อมปราการและในชั่วพริบตาทั้งมนุษย์ครึ่งปลาและโกเลมสี่แขนจำนวนมากก็ถูกเรียกออกมารวมไปถึงอุปกรณ์เวทมนตร์และเครื่องจักรต่าง ๆ ก็ถูกเรียกออกมาด้วยและพวกโกเลมสี่แขนกับมนุษย์ครึ่งปลาก็พากันไปช่วยประกอบอุปกรณ์เหล่านั้นและไม่นานสิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนสายล่อฟ้าก็ถูกติดตั้งเอาไว้ทั้งสี่ด้านของป้อมปราการที่สร้างจากต้นไม้ แม้ว่าจะเสียเรืออาร์คไปแต่การเก็บกู้วัสดุที่จำเป็นจากก้นทะเลนั้นสามารถทำได้ตอนนี้ก็เหลือแค่สร้างโรงงานสำหรับผลิตไซคลอปส์จำนวนมากและด้วยสกิลเร่งเวลาของโกลด์ทำให้การทำงานของพวกโกเลมสี่แขนมีความรวดเร็วมากขึ้นซึ่งนี่เป็นโกเลมสกิลของ "ดำ" ในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลจึงไม่สามารถจะใช้บ่อย ๆ ได้แต่โกลด์ไม่มีความคิดที่จะประหยัดพลังเลยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายจะสูญเสียไปเท่าไหร่ก็ไม่ใส่ใจ จากนั้นโกลด์ก็หยิบเอาวัตถุทรงกระบอกที่บรรจุของเหลวสีม่วงอ่อนออกมาจากช่องว่างมิติ ภายในหลอดมีแก่นของอะไรบางอย่างที่ดูน่าขนลุกอยู่ ความตั้งใจของโกลด์ ไม่สิ โครม รันเชส นั้นก็คือต้องการจะแก้ไขโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ หลังจากนั้นแทงเจลีนกับพีค็อกที่หลบหนีออกมาตอนเรืออาร์คระเบิดก็ตามมาสมทบกับพวกสกาเล็ตได้โดยใช้ความสามารถของอาวุธเทพมารของพีค็อทในการตามหาที่อยู่ของสกาเล็ตและโกลด์ โดยแทงเจลีนกับพีค็อกได้นำเอาสิ่งหนึ่งติดมือมาได้มันเป็นกล่องคอนเทนเนอร์สีดำทรงลูกบากศ์ขนาดประมาณ 3 เมตรซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญกับสกาเล็ตมาก ซึ่งการที่เรืออาร์คระเบิดมันก็เป็นความตั้งใจของพวกแทงเจลีนเองเพราะไม่ต้องการให้ตกไปอยู่ในมือศัตรูแต่การเสียเรืออาร์คไปก็ไม่ได้เป็นผลเสียอะไรนักตรงกันข้ามสกาเล็ตได้พลังที่ดีกว่านั้นมาแทน
.
ที่ใต้ป้อมปราการมีโมโนลิสที่มีคริสตัลสีแดงติดอยู่สิ่งนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ของโกลด์กับสกาเล็ตโดยแสงสีแดงที่ปล่อยออกมานั้นดูเหมือนกับเลเซอร์โดยแสงนั้นถูกยิงไปที่ริมฝั่งทะเลสาบและวาดวงเวทย์ขนาดใหญ่ออกมาและเมื่อวาดเสร็จในวงเวทย์นั้นก็มีบางสิ่งคืบคลานออกมามันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ไม่อาจสัมผัสได้ว่ามีชีวิต ร่างกายหลอมรวมกับเครื่องจักรและมีหน้ากากโลหะปิดส่วนหัวอยู่หน้ากากพวกนั้นมีรูปลักษณ์เป็นสัตว์เช่น หมา แมว นก จระเข้ เป็นต้น ในมือถือหอกบ้าง ดาบบ้าง ไม้เท้าบ้าง โดยสกาเล็ตอธิบายว่ามันคืออันเดธที่โกลด์ใช้สกิลของ "ดำ" ดึงมันมาจากโลกอื่นแต่ภาพลักษณ์ของมันดูแล้วก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรปิศาจตอนนี้พวกมันยืนเรียงแถวอยู่ริมทะเลสาบไม่ขยับไปไหน แทงเจลีนบอกว่าถ้ากราไฟต์ยังอยู่คงอยากจะตรวจสอบมันด้วยความกระตือรือร้นแน่ซึงสกาเล็ตก็เห็นด้วยโดยไม่ได้รู้อาลัยอาวรณ์ต่อพักพวกที่ตายไปแม้แต่น้อยซึ่งเหล่าสาวกเทพมารเองก็ไม่ต่างไปจากพวกอันเดธเท่าไหร่เพราะวิญญาณถูกดึงออกจากร่างไปอยู่ภายในอาวุธเทพมารแล้วเพียงแต่ว่าพวกเขายังเหลือเจตจำนงของตนอยู่จึงต่างจากอันเดธทั่วไป แต่สกาเล็ตนั้นมีความทะเยอทะยานในความปราถนาถึงขนาดยอมเป็นอันเดธเพราะแบบนี้เขาจึงทำสัญญากับโกลด์ ส่วนในเรื่องการรับมือกับเฟรมเกียร์ของบรุนฮิวสกาเล็ตก็กำลังผลิตโกเลมยักษ์แบบใหม่ที่ต่างไปจากไซคลอปส์อยู่ โดยมันมีรูปลักษณ์ไม่เหมือนกับมนุษย์แต่ดูเหมือนสัตว์ร้ายสกาเล็ตเรียกมันว่า "บาโฟเมท" ที่มีความคล่องตัวมากกว่าไซคลอปส์และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ทำให้ได้รูปแบบที่หลากหลายกว่า โดยลอกแบบมาจากวัลเทราด์ของรูเชีย ทว่าสกาเล็ตผู้หยิ่งทรนงไม่ยอมปริปากบอกใครเรื่องที่เขาลอกไอเดียมา ส่วนคอนเทนเนอร์ที่พวกแทงเจลีนนำมาก็คือ คิวคริสตัลที่เก็บรวบรวมข้อมูลการต่อสู้ของไซคลอปส์ทั้งหมดเอาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็น "มาเธอร์คิวคริสตัล" ซึ่งมันจะทำให้บาโฟเมทเรียนรู้รูปแบบการต่อสู้ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หลังจากนั้นแทงเจลีนก็ถามว่าโกลด์อยู่ที่ไหน สกาเล็ตหันไปมองจุดที่ดูเหมือนปิรามิดและบอกว่าอยู่ที่ "ริง" ซึ่งที่จุดยอดของปิรามิดมีแหวนทรงกลมสีทองขาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตรอยู่ โกลด์อยู่ที่นั่นโดยกำลังพยามทำอะไรบางอย่างกับวงแหวนนั้นโดยเขากำลังเลื่อนลวดลายบนวงแหวนนั้นราวกับกำลังเปิดตู้เซฟโดยบิดหมุนไปซ้ายทีขวาทีก่อนจะหยุดที่จุดใดจุดหนึ่ง วงแหวนส่งเสียงคำรามออกมาแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น แต่แทงเจลีนก็สังเกตเห็นว่ามีแสงอะไรซักอย่างจาง ๆ อยู่กลางวงแหวนนั่นแปบหนึ่งซึ่งตัวสกาเล็ตเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้คืออะไรและรู้ว่าโกลด์กำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไรเพราะยังไงก็ไม่ได้มีความคิดว่าเป็นพวกพ้องแต่แรกแล้วถ้าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ก็ปล่อยให้ทำตามใจไปแต่มันก็อดที่จะรู้สึกอึดอัดไม่ได้อยู่ดี แทงเจลีนกับพีค็อกไม่คิดจะช่วยงานเกี่ยวกับการทดลองหรือการสร้างจึงแยกตัวไปพักส่วนโกลด์ก็ยังคงหาข้อผิดพลาดในการทดลองของตนต่อไปดูเหมือนว่าพลังวิญญาณจะไม่พอหล่อเลี้ยงดังนั้นโกลด์จึงคิดวิธีดำเนินการขั้นต่อไป
.
ตัดกลับมาทางฝั่งของโทยะ พวกเขาได้รับแจ้งว่ามีสัตว์อสูรยักษ์ปรากฏตัวในทะเลมหาพฤกษาจากเรลิชา โดยข้อมูลระบุว่ามันมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเฟรซระดับสูงแถมยังมีความสามารถในการฟื้นฟูที่ทรงพลังด้วยโดยมันคือมังกรไม้ "อิคดราซิล" ซึ่งมันควรจะสูญพันธุ์ไปนานแล้วแต่คงเพราะผลจากการบิดเบือนเวลาของพวกสาวกเทพมารเลยทำให้มันปรากฏตัวออกมาในยุคนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่หาทางป้องกันได้ยากแม้สปิริตแห่งเวลาจะช่วยปิดอุงโมงค์เวลาให้แต่การจัดการกับพวกที่หลุดมาแล้วก็ต้องเป็นงานของพวกโทยะไปและเมื่อลองถามรูริก็พบว่ามันอยู่ในวงวารของมังกรปิศาจจึงไม่สามารถสั่งให้เชื่อฟังคำสั่งได้ ในเวลาเดียวกับโคซากะก็นำจดหมายจากปามแห่งเผ่าลาวรี่ซึ่งตอนนี้เป็นผู้นำสูงสุดของชนเผ่าในทะเลมหาพฤกษาที่ส่งผ่านเกทมิเลอร์มาให้ จริง ๆ โทยะก็อยากให้สมาร์ทโฟนกับพวกปามแต่เพราะมันยุ่งยากและซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเขาจะทำความเข้าใจกับมันได้พวกเขาจึงไม่ชอบมันและเลือกวิธีส่งจดหมายผ่านเกทมิเลอร์แทนแต่ถึงจะบอกว่าเป็นจดหมายแต่มันก็แทบจะไม่ต่างจากโทรเลขเลยเพราะพวกชนเผ่าไม่ค่อยชอบใช้ภาษาเขียนมันก็เลยมักจะมาเป็นข้อความสั้น ๆ แต่ก็พอจับใจความได้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ชนเผ่าในทะเลมหาพฤกษาไม่ได้เป็นสมาชิกพันธมิตรโลกแต่ก็ถือว่าเป็นพันธมิตรของบรุนฮิวดังนั้นโทยะจึงไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ แต่ปัญหาก็คือพวกเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้กับพวกสาวกเทพมารที่ชายฝั่งอาณาจักรราซเมื่อวันก่อนทำให้ไม่อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่ต้องวางแผนดี ๆ ก่อนและเมื่อโทยะไปที่บาบิโลนเพื่อแจ้งสถานการณ์กับเรจีน่าคูนก็รีบนำเสนออาวุธใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จให้ ซึ่งเธอเรียกมันว่า "เชนเบลด" แต่โทยะเห็นรูปร่างมันแล้วก็บอกได้คำเดียวว่า "เชนซอว์" หรือเลื่อยยนต์ชัด ๆ โดยมันถูกสร้างขึ้นจากวัสดุคริสตัลโดยการแล้วการโจมตีอย่างต่อเนื่องนี้จะทำให้การฟื้นฟูทำได้ยากขึ้นโดยคูนเชื่อว่าต่อให้เป็นสาวกเทพมารโดนมันเข้าไปก็คงจะจบเห่แน่ ส่วนโทยะก็คิดว่ามันคงมีผลกับเจ้ามังกรไม้แน่เพราะยังไงนี่มันก็เลื่อยตัดไม้ชัด ๆ เพราะถ้าคิดถึงวิธีจัดการมันแล้วถ้าใช้ไฟเผาก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีเพราะต้นไม้อื่นจะโดนเผาไปด้วยดีไม่ดีเวทไฟอาจไม่ได้ผลด้วย ส่วนเรจีน่าก็ดูจะให้ความสนใจกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้อยู่แม้จะเห็นถึงข้อเสียอยู่บ้างก็ตาม และก็ยังมีการผลิตออกมาถึงสามไทป์ด้วย มีแม้กระทั่งแบบที่สร้างให้ ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดใช้และจะสามารถผลิตได้อีกสิบอันภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ยังพอมีเวลาเพราะอิคดราซิลยังไม่อาละวาดแต่แค่กำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านในทะเลมหาพฤกษาโทยะจึงอนุญาตให้ทำการผลิตได้หลังจากนั้นก็ฝากงานไว้กับเรจีน่าแล้วตัวเขาก็ไปบอกพวกอัศวินให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการออกปฏิบัติการและในครั้งนี้ก็จะใช้วาร์อัลบุสในการเคลื่อนพลแม้ว่าใช้เกทจะเร็วกว่าแต่โทยะก็อยากฝึกให้พวกอัศวินสามารถเคลื่อนพลได้ในเวลาที่เขาไม่อยู่ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นโทยะก็ใช้เกทพาวาร์อัลบุสไปยังบริเวณใกล้ ๆ อยู่ดีและก่อนจะออกเดินทางโทยะก็ต้องแจ้งเหล่าภรรยาและลูก ๆ ให้รับรู้ไว้ก่อนและเริ่มเตรียมตัว
.
ในท้ายทีสุดมังกรอิคดราซิลก็โดนกำจัดลงอย่างง่ายดายด้วยเชนเบลดที่คูนประดิษฐ์ขึ้นและโดยออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดได้ใช้มันตัดหัวของอิคดราซิลลงได้ แม้ว่ามันจะไม่สามารถตัดให้ขาดได้อย่างรวดเร็วแต่ถ้าดันมันเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถตัดได้ดีไม่ดีอาจจะสามารถตัดได้แม้แต่อาวุธของศัตรูด้วยซ้ำ แต่มันก็มีข้อเสียอยู่คือถ้าหากมีอะไรยาว ๆ คล้ายเชือกเข้าไปพันล่ะก็มันก็มีโอกาสขัดข้องได้อย่างเช่นตัวของอิคดราซิลที่มีเถาวัลย์พันอยู่พวกนี้ก็เข้าไปติดในตัวของเชนเบลดแต่เนื่องจากเถาวัลย์พวกนั้นไม่เหนียวพอจะไปรั้งตัวใบมีดมันจึงโดนตัดเป็นชิ้น ๆ ไปแต่ถ้าสิ่งที่มาพันมีความแข็งแรงพอ ๆ กับวัสดุคริสตัลมันก็จะหยุดหมุนได้ซึ่งโทยะได้เตือนผู้ใช้งานให้ระวังเรื่องนี้ไว้แล้วและเมื่อผลการทดสอบออกมาว่ามันใช้งานได้โทยะก็ให้ผลิตจำนวนมากเพื่อติดตั้งให้กับเครื่องของเหล่าอัศวิน เนื่องจากบอดี้ของพวกไซคลอปส์ทำจากโลหะผสมโอริคุมแต่เชนเบลดสร้างจากวัสดุคริสตัลดังนั้นจึงน่าจะสามารถตัดให้ขาดได้แต่กับพวกอาวุธเทพมารมันไม่สามารถจะใช้วิธีนี้ได้มีแต่สมบัติศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถจัดการกับมันได้ ซึ่งโทยะก็ได้ทดลองใส่สมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเฟรมเกียร์ดูก็พบว่ามีปัญหานิดหน่อย สำหรับเกอร์ฮิลเด้ที่ลินเน่เป็นคนขับดูแล้วมันไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันสามารถเปลี่ยนสภาพเป็นกอนเล็ทและขยายขนาดขึ้นได้แต่ปัญหาก็คือกริมเกเด้ที่คูนเป็นคนขับ โดยที่อาวุธประจำตัวคูนคือปืนแต่เจ้ากริมเกเด้มันถือปืนไม่ได้ เพราะเดิมทีมือขวาของมันก็ถือปืนอยู่แล้วส่วนมือซ้ายถึงจะเป็นรูปร่างมือก็เถอะแต่ความจริงแล้วมันเป็นปากกระบอกปืนไม่สามารถขยับหรืองอได้เลยแปลว่ามันไม่มีทางจะใช้จับปืนได้ ดังนั้นการจะใช้งานสมบัติศักดิ์สิทธิ์ก็จำเป็นต้องทิ้งปืนที่มือขวาไปแต่คูนรับไม่ได้ที่จะต้องทิ้งอาวุธหลักที่เป็นแก็ตลิ่งกันไปดังนั้นจึงเธอจึงคิดว่าจะใช่วิธีเลื่อนปืนไปเก็บไว้ที่ข้อศอกแทนที่จะทิ้งไป
.
หลังจากปราบอิคดราซิลได้แล้วโทยะก็นำชิ้นส่วนไม้ของมันไปมอบให้กับเทพการช่างในฐานะของฝากโดยโทยะคิดว่าเขาน่าจะดีใจที่ได้ไม้หายากมาใช้ทำงานแกะสลักเพราะยังไงซะนี่ก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบระดับเทพจึงน่าจะเหมาะกับคนระดับเทพซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คาดไว้เทพการช่างพอใจกับมันมากจากนั้นเขาก็เริ่มตัดไม้ออกมาเป็นชิ้น ๆ และเริ่มทำงานแกะสลักโดยชิ้นแรกทำออกมาเป็นดาบไม้ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อขนาดว่าตอให้โทยะใช้เวทโมเดลลิ่งก็ยังไม่ไวเท่านี้ จากนั้นเขาก็นำมันไปลองฝ่าฟืนดูปรากฏว่าดาบไม้เล่มนั้นสามารถฝ่าฟืนได้อย่างง่ายดาย เทพการช่างเลยบอกว่านี่มันคมไปหน่อยเขาตั้งใจทำให้เด็ก ๆ ใช้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องลบคมออกซะหน่อยหลังจากนั้นเขาก็ถามโทยะเกี่ยวกับการใช้งานสมบัติศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง โทยะก็บอกว่าพวกเด็กใช้ได้ดีอยู่พอควรแม้จะบอกว่าโทยะเป็นคนสร้างแต่ว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนใช้หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือไม่ควรใช้เสียมากกว่าเพราะถ้าโทยะใช้มันเองมันจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างใหญ่หลวงแน่นอนในกรณีที่เป็นเครื่องดนตรีอย่างของโซสุเกะหรือว่าที่เป็นสมาร์ทโฟนมันยังพอทำเนาแต่ถ้าหากเป็นในรูปแบบอาวุธนี่มันค่อยข้างจะสุ่มเสี่ยงเกินไปและโทยะก็คิดว่าหลังกำจัดพวกสาวกเทพมารได้แล้วเขาจะปิดผนึกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้เอาไว้ในสโตรของเขาซึ่งเทพการช่างก็เห็นด้วยเพราะถ้าเอาไปเก็บไว้ในคลังสมบัติของโลกเทพล่ะก็เวลานึกจะใช้ขึ้นมาคงจะลำบากแน่กว่าจะหาเจอเพราะมันไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มีเหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องนำสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้เพราะพวกเทพเองก็มีพวกน่ารำคาญและชื่นชอบการต่อสู้อยู่บางครั้งอาจนำปัญหามาได้ หลังจากนั้นเทพการช่างก็ได้ทำการแกะสลักดาบไม้ให้ยาคุโมะด้วยส่วนของเด็กคนอื่น ๆ แกะสลักเป็นตุ๊กตารูปสัตว์โทยะรับของเหล่านั้นมาพร้อมกับจ่ายค่าตอบแทนให้เทพการช่างไปก่อนจะนำของเหล่านั้นกลับไปให้พวกลูก ๆ ถึงค่าใช้จ่ายจะแพงลิ่วไปหน่อยแต่หากมองว่านี่เป็นผลงานระดับเทพสร้างราคาที่จ่ายไปก็ถือว่าถูกมาก
.
โทยะกล่าวขอบคุณเทพการช่างและนำของฝากเหล่านั้นกลับไปยังบรุนฮิวและตั้งใจจะมอบมันให้กับพวกเด็ก ๆ ระหว่างทางเขาก็ได้พบกับฮิลด้าเลยขอให้เธอนำดาบไม้ไปให้เฟรย์แต่ฮิลด้าปฏิเสธและบอกว่าในเมื่อมันเป็นของขวัญโทยะก็ควรมอบมันให้กับลูกด้วยมือของตนเองโทยะก็เลยไปยังสนามฝึกพร้อบกับฮิวด้าโดยเฟรย์กับยาคุโมะอยู่ที่นั่นด้วยกันทั้งคู่โทยะก็เลยมอบดาบไม้ให้กับลูก ๆ ทั้งสองไปแน่นอนว่าทั้งสองดีใจมากกับของขวัญชิ้นนี้ทั้งยาคุโมะและเฟรย์ต่างพากันหวดดาบไม้ที่น้ำหนักเบาและใช้ง่ายนี้กันอย่างสนุกสนานและก็เริ่มใช้มันประลองกันทันทีหลังจากนั้นโทยะก็ไปที่ห้องนั่งเล่นและพบว่าลูกคนอื่น ๆ อยู่ที่นี่กันหมดยกเว้นสเตฟ ลินเน่และโยชิโนะ โดยมีลีน ลินเซ่ และยูมิน่ากำลังนั่งดื่มชาอย่างผ่อนคลายอยู่ด้วยเมื่อนำตุ๊กตาไม้ออกมาเด็ก ๆ ก็พากันเลือกตัวที่ชอบโดยคูนเลือกหมี อาเชียเลือกสุนัข เอลน่าเลือกที่เป็นนกตัวเล็ก ๆ ไปส่งคุองไม่เลือกโดยเขาบอกว่าจะรอจนกว่าพวกสเตฟจะกลับมาก่อนแน่นอนว่ายูมิน่าชื่นชมการกระทำของลูกมากจึงทั้งกอดทั้งลูบหัวซึ่งคุองก็ปล่อยให้แม่ทำตามใจชอบราวกับจะยอมแพ้แล้ว โทยะรู้สึกว่าคุองเองก็ลำบากไม่น้อยแต่คูนบอกว่ายูมิน่าในอนาคตจะไม่ได้ออกอาการกับคุองขนาดนี้ที่ตอนนี้เธอเป็นแบบนี้อาจจะเพราะความดีใจที่สามารถทำหน้าที่ของราชินีลำดับที่หนึ่งในการให้กำเนิดผู้สืบทอดได้สำเร็จมันปะทุออกมาก็ได้สำหรับยูมิน่าในอนาคตได้ให้กำเนิดลูกมาตั้งหกปีแล้วจึงสามารถสงบได้มากกว่านี้ หลังจากนั้นพวกสเตฟก็กลับมาที่ห้องนั่งเล่นโดยใช้เทเลพอร์ตของโยชิโนะ สเตฟมอบกล่องไม้เล็ก ๆ ใบหนึ่งให้โทยะทันทีโดยบอกว่าเป็นของฝากที่เก็บมาจากป่าทางตะวันตก ตามปกติรอบ ๆ บรุนฮิวไม่มีสัตว์อสูรที่น่ากลัวแต่ก็มีพวกหมาป่าอยู่บ้างแม้ไม่คิดว่าพวกลูก ๆ จะโดนหมาป่าทำร้ายแต่ก็อยากให้ระมัดระวังและไม่ออกไปที่นั่นโดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วยเพราะก่อนหน้านี้คุองกับอลิสก็เคยเจอกับมาโคเชียสที่หลุดมาจากอดีตมาแล้ว
.
เมื่อโทยะเปิดกล่องออกมาดูเขาก็ตกใจและทำกล่องหลุดมือทำให้ของข้างในคลานออกมาจากกล่อง ทั้งลินเซ่และยูมิน่าพากันร้องกรี๊ดด้วยความตกใจแต่รีนนั้นเฉย ๆ ออกไปทางแปลกใจมากกว่า สิ่งที่คลานออกมาเป็นแมลงที่ดูเหมือนหนอนผีเสื้อขนาดตัวยาวประมาณสิบเซ็นติเมตรและมีจุดเด่นคือมีสีเหมือนกับสีรุ้งในขณะที่สเตฟบอกว่ามันสวยโทยะกลับรู้สึกไม่สู้ดีจนรีนมองออกสรุปแล้วโทยะไม่ค่อยถูกกับแมลงประเภทหนอนตัวอ่อนเพราะมันรู้สึกแขยงเรียกได้ว่าไม่ชอบเลยถ้าเป็นพวกแมลงเปลือกแข็งยังพอทำเนาลินเน่กับโยชิโนะเลยบอกว่าน้องว่า ถึงมันจะสีสวยยังไงแต่คนส่วนมากก็ไม่ค่อยชอบแมลงในขณะที่สเตฟคิดว่ามันสวยดีพ่อน่าจะชอบแท้ ๆ โทยะจึงพยายามหาคำพูดเพื่อไม่ให้สเตฟเสียใจในระหว่างนั้นรีนก็เข้ามาหยิบหนอนตัวนั้นใส่กลับเข้ากล่องตามเดิมและบอกว่าเจ้านี่คือ "หนอนไหมสีรุ้ง" ไม่ผิดแน่เจ้าหนอนชนิดนี้จะผลิตใยไหมที่มีประกายเงางามว่ากันว่าผ้าที่ได้จากการทอไหมนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงแต่เนื่องจากมันสูญพันธุ์ไปตั้งสองพันปีแล้วดังนั้นรีนเองได้แต่เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาไม่เคยเห็นของจริงเหมือนกันนั่นก็แปลว่าพวกนี้หลุดมาจากอุโมงค์เวลาที่พวกสาวกเทพมารสร้างขึ้นถือว่าเป็นการค้นพบที่ยอดเยี่ยมมากรีนจึงกล่าวชมสเตฟ ส่วนสเตฟก็ดีใจที่ถูกชม สาเหตุที่หนอนไหมสีรุ้งสูญพันธุ์ดูเหมือนจะเป็นเหตุมาจากการทดลองของประเทศแห่งหนึ่งได้นำไปเพาะพันธุ์จากเดิมที่มันเคยอยู่ในป่าก็ถูกนำมาเลี้ยงแต่เพราะเหตุบางอย่างทำให้การเพาะเลี้่ยงถูกยกเลิกพวกมันก็กลับไปดำรงชีวิตในป่าไม่ได้อีกจึงสูญพันธุ์ในที่สุด แต่ตัวที่สเตฟจับมายังเป็นสายพันธุ์ที่โตตามธรรมชาติอยู่หากทำการปรับปรุงพันธุ์ของพวกมันล่ะก็จะต้องได้ผ้าไหมที่สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกที่เป็นของเฉพาะบรุนฮิวได้แน่รีนวางแผนไว้เช่นนั้นโดยจะให้ฟลอล่าแห่งโรงแปรธาตุทำหน้าที่เพาะพันธุ์เพิ่มจำนวนและค่อย ๆ ผลิตผ้าไหมชั้นดีออกมาซึ่งเรื่องนี้โทยะคิดว่าน่าจะให้ซานัคที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บและขายเสื้อผ้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งคุองเองก็บอกว่าในอนาคตธรุกิจผ้าไหมของบรุนฮิวมีชื่อเสียงมาก ๆ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจุดเริ่มต้นของมันจะมาจากสเตฟ และที่สำคัญอีกอย่างเจ้าหนอนไหมชนิดนี้มีความสามารถในการพรางตัวจากนักล่าได้เก่งมากตามปกติจะไม่มีทางมองเห็นตัวมันง่าย ๆ และถึงจะมีสีฉูดฉาดแต่ก็ไม่มีพิษแต่การที่สเตฟมองหามันได้ถือว่าเป็นเรื่องทีสุดยอดมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเด็ก ๆ เป็นครึ่งเทพก็ได้ จากนั้นรีนก็เสนอให้ไปสำรวจป่าตะวันตกเพราะอาจจะมีพวกที่เริ่มกลายเป็นดักแด้แล้วก็ได้ หลังจากนั้นสเตฟก็ไปให้ความสนใจกับตุ๊กตาไม้แกะสลัก ส่วนโทยะก็ใช้สมาร์ทโฟนของเขาค้นหาตำแหน่งของหนอนไหมสีรุ้งแล้วก็พบว่ายังมีอีกหลายสิบตัวเลยที่อยู่ในป่า
.
วันต่อมาโทยะก็ได้ใช้เซิร์จค้นหาในป่าตะวันตกก็ได้ตำแหน่งของหนอนและรังไหมจำนวนหลายสิบเขามอบหมายให้ฟลอล่าเก็บรวบรวมพวกมันและนำรังไหมไปให้โรเซ็ตต้าแห่งโรงงานผลิตมันออกมาเป็นผ้าไหมในเวลาไม่กี่ชั่วโมงซึ่งผ้าที่ได้มีความนุ่มนวลกว่าผ้าไหมทั่วไปและมีความเงางามอย่างมากแถมผ้ายังเปลี่ยนสีได้ตามความแรงของพลังเวทที่ไหลผ่านและมันก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมายอะไรดังนั้นคนธรรมดาทั่วไปก็สามารถเปลี่ยนสีมันได้ตามที่ใจต้องการแต่อย่างไรก็ตามราคาของมันก็สูงเกินกว่าคนธรรมดาจะซื้อไหว พอโทยะนำผ้านี้ไปให้ซานัคดูเขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจที่ได้เห็นผ้าไหมสีรุ้งในตำนานเมื่อก่อนผ้าไหมชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "อัลโกบาเรโน" โดยมีกล่าวไว้ในบันทึกโบราณแต่เนื่องจากหนอนไหมสีรุ้งมันสูญพันธุ์ไปแล้วมันจึงกลายเป็นแค่ผ้าในตำนานปรำปราเท่านั้น เพราะผ้าชนิดนี้แม้พลังเวทย์จะไหลผ่านได้แต่มันมีคุณสมบัติต้านเวทมนตร์ดังนั้นการร่ายคาถาอย่างโปรเทคชั่นใส่มันจึงทำไม่ได้ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะเก็บรักษาผ้าชนิดนี้จากการเสื่อมสลายตามกาลเวลาได้เลย ซานัคทำการทดลองใส่พลังเวทของตนให้ไหลผ่านดูซึ่งผ้ามันก็เปลี่ยนสีจริง ๆ ตามตำนานระบุไว้นั่นทำให้เขายิ่งดีใจมาก ด้วยผ้าชนิดนี้มันจะทำให้เขาสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้เพราะชุดที่ตัดเย็บจากผ้านี้จะเปลี่ยนสีได้ตามอารมณ์ของผู้ใส่ดังนั้นพวกสุภาพสตรีจะต้องชอบมันแน่เพราะสามารถเปลี่ยนสีชุดได้แม้จะอยู่ในระหว่างงานปาร์ตี้ก็ตาม สิ่งที่รีนต้องการตอนนี้ก็คือให้ซานัคตัดชุดที่ใช้ผ้านี้ออกมาเป็นตัวอย่างเพื่อโฆษณาผ้าที่กำลังเตรียมผลิตจำนวนมากหลังจากนี้และได้ขอแบบชุดจากโทยะ โทยะเลยต้องค้นหาและส่งไปให้รีน ในระหว่างที่รีนกำลังเจรจากับซานัค "เอเรียล" เกรทสปิริตแห่งลมผู้ที่ทำสัญญาภูติกับลินเซ่ก็ปรากฏตัวมาหาโทยะและแจ้งเรื่องราวบางอย่างแน่นอนว่านอกจากโทยะกับรีนแล้วซานัคและพนักงานคนอื่น ๆ มองไม่เห็นเอเรียล โทยะเลยทำทีเป็นขอตัวไปเข้าห้องน้ำและแยกไปคุยกับเอเรียล
.
เอเรียลหายตัวกลับไปโลกสปิริตมาพักหนึ่งแต่เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่พฤกษาศักดิ์สิทธิ์และวังวนแห่งความชั่วร้ายที่ก่อตัวขึ้นที่ทางตอนเหนือซึ่ง จากจุดที่ต้นไม้ศักดิสิทธิ์อยู่ทางตอนเหนือก็คือบริเวณใกล้ ๆ อาณาจักรราซ ตอนแรกโทยะก็คิดว่ามันเกิดผลกระทบอะไรจากการต่อสู้เมื่อหลายวันก่อนแต่เอเรียลบอกว่าไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเหมือนมีอะไรบางอย่างมาขวางกั้นทำให้พวกสปิริตเข้าไปบริเวณทางตอนใต้ของที่นั่นไม่ได้เพราะมันเหมือนกับไม่มีอากาศหายใจและพลังชำระล้างของพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนจะโดนดูดเข้าไปด้วยราวกับว่ามีหุบเหวลึกอยู่บริเวณนั้น นั่นทำให้โทยะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า พวกสาวกเทพมารน่าจะไปหลบซ่อนอยู่บริเวณนั้นอย่างน้อย ๆ ก็โกลด์ที่มีพลังของเทพกัดกร่อนเพราะเหตุผลเดียวที่พวกสปิริตจะไม่เข้าใกล้ที่นั่นก็มีแค่สาเหตุนี้เท่านั้นดังนั้นโทยะจึงรู้ถึงที่กบดานของพวกนั้นแล้วเขาจึงเริ่มวางแผนบางอย่าง หลังจากนั้นก็ได้มีการส่งอุปกรณ์สอดแนมไปยังจุดที่น่าสงสัยบริเวณทางตอนเหนือของไอเซนกัลทีมีทะเลสาบที่เกิดจากหนามของเทพมารที่ตกลงมาในตอนนั้นภาพที่ได้แม้จะไม่ชัดนักแต่ก็พอมองเห็นว่าเป็นปราการที่สร้างจากต้นไม้ที่อยู่ใจกลางทะเลสาบสีแดงรูปลักที่เกิดจากต้นไม้ที่พัวพันบอกกับน้ำสีแดงรูปลักษณ์ของมันจึงดูเหมือนอวัยวะของสิ่งมีชีวิตมีอาคารทรงปิรามิดอยู่ที่ตรงกลางและมีวงแหวนบางอย่างกำลังเรืองแสงอยู่ด้านบนดูแล้วคล้ายแท่นบูชาจึงมีความเป็นไปได้อยู่ว่าทางนั้นกำลังคิดที่จะคืนชีพให้เทพมารแต่มันไม่ได้มีแค่นั้นรอบ ๆ ริมทะเลสาบยังมีพวกที่ดูเหมือนทหารที่เป็นสิ่งมีชีวิตหลอมรวมกับจักรกลที่มีหัวเป็นสัตว์อยู่จำนวนมากประมาณแสน ๆ ตัวแต่ทันใดนั้นก็มีแสงพุ่งมาจากป้อมปราการแล้วหน้าจอที่พวกโทยะกำลังดูอยู่ก็ดำมืดไปมีความเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์สอดแนมจะถูกทำลายไปแล้วทางนั้นเองก็ดูจะระวังตัวมากกว่าเดิมอยู่เหมือนกันและเนื่องจากบริเวณนั้นมีพลังเวทลดลงมากอยู่ทำให้ใช้พลังสปิริตหรือเวทมนตร์ปกติได้นั่นอาจจะเป็นผลมาจากวังวลแห่งความชั่วร้ายที่เอเรียลบอกมาอย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นเรื่องด่วนที่ต้องแจ้งให้ทุกประเทศทราบโทยะจึงเรียกประชุมชาติพันธมิตรโดยเร็ว
.
หลายวันต่อมาการประชุมก็เริ่มขึ้นเมื่อนำภาพที่ได้มาให้เหล่าผู้นำดูราชาเอลฟ์แห่งอาณาจักรแรร์ก็ลงความเห็นว่าป้อมปราการนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยคราวน์สกิลแบบเดียวกับแกรนกรัลของเขาไม่ผิดแน่ พลังของคราวน์โกเลม "เขียว" นั้นนอกจากควบคุมการเติบโตของพืชได้แล้วมันยังสามารถแปรรูปได้อีกด้วยนับเป็นพลังที่น่ากลัวแต่ก็แลกมาด้วยค่าตอบแทนที่มหาศาลนั่นก็คือมาสเตอร์ของมันจะอยู่ในสภาพอดอยากและกินอะไรไม่ได้เป็นเวลานานโดยราชาเอลฟ์บอกว่าหากเขาใช้พลังสร้างป้อมปราการแบบนั้นเขาคงกินอะไรไม่ได้เลยเป็นเวลาอย่างน้อยก็หกเดือนซึ่งในกรณีของโกลด์นั้นใช้อย่างอื่นมารับแทนนั่นก็คือกัลโทนี่สไลม์และโอริคุมสไลม์ที่นำมาทำเป็นปีกนกพวกนั้นแต่ก็ไม่ได้ใช่ว่าจะไร้ขีดจำกัดโดยเรจีน่าบอกว่าสไลม์พวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ง่าย ๆ จึงไม่มีอะไหล่มาทดแทนได้ในเวลาสั้น ๆ ราชินีแห่งสเตรนตั้งคำถามว่าโกลด์นั้นสามารถใช้คราวน์สกิลของคราวน์ตัวอื่น ๆ ได้หรือไม่ซึ่งข้อนี้โทยะยืนยันว่าน่าจะได้เพราะเขาเห็นมันใช้สกิลย้อนเวลาของนัวร์มาแล้วแต่ยังดีที่สกิลนี้มีข้อจำกัดคือย้อนเวลาได้เฉพาะสิ่งของที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแต่ใช้กับสิ่งมีชีวิตไม่ได้แต่ถึงแบบนั้นก็ยังประยุกต์ใช้ได้หลากหลายอยู่ดีซึ่งความสามารถนี้ค่าตอบแทนก็คือการย้อนวัยของผู้ที่เป็นมาสเตอร์อย่างโนรุนที่เป็นมาสเตอร์ของนัวร์หากใช้มันมากเกินไปเธอก็จะถูกย้อนวัยไปจนก่อนจะเกิดซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเธอจะหายไปหรือจะเรียกว่าตายก็ได้แม้ว่าสไลม์ที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนจะมีจำกัดแต่ความสามารถแบบนี้ก็ถือว่ามันเป็นตัวปัญหาแน่นอนและนั่นก็ทำให้ราชาปานาเชสฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าเป็นแบบนี้โกลด์ก็น่าจะมีสกิลเคลื่อนย้ายข้ามมิติแบบเดียวกับบาวด์ด้วยนั่นทำให้โทยะนึกออกทันทีว่าถ้าหากใช้ความสามารถนั้นพวกมันก็จะส่งกองทัพไปรุกรานอาณาจักรไหนเวลาไหนก็ได้เขาลืมคิดไปเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีนี้ได้อยู่หลังจากที่กำจัดอินดิโก้ไปแล้วโทยะจึงรีบหยิบสมาร์ทโฟนของเขาขึ้นมาและค้นหาตำแหน่งกองทัพศัตรูทันทีและสิ่งที่พบก็คือ กองทัพศัตรูเตรียมจะเข้าโจมตีอาณาจักรเรฟาน จักรวรรดิ์กัลดิโอ้ อาณาจักรดูเบิร์น จักรวรรดิ์เรกุรุส อาณาจักรมารเซโนอัส โดยตำแหน่งโจมตีแม้จะไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็เป็นเมืองใหญ่ ๆ แทบทั้งนั้นแม้ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นแต่จงใจส่งกองทัพมาก่อกวนหรือมีจุดมุ่งหมายอื่นแอบแฝงอยู่ก็ตามแต่ทันใดนั้นก็มีจุดใหม่เพิ่มขึ้นมานั่นก็คือที่บรุนฮิวนี่เอง
.
โทยะจึงต้องรีบกางพริซันเพื่อป้องกันเมืองทั้งเมืองถึงอาณาเขตที่กว้างขึ้นจะทำให้พลังป้องกันของมันลดลงแต่ก็แข็งพอ ๆ กับพวกไอร่อนวอร์ดังนั้นจึงน่าจะชะลอการโจมตีได้บ้างพร้อมกับเปิดเกทส่งผู้นำทุกคนกลับประเทศไปโดยโทยะบอกว่าเขาจะรีบไปสมทบเมื่อจัดการทางนี้เรียบร้อยเมื่อส่งทุกคนกลับแล้วโทยะก็เทเลพอร์ตไปยังถนนสายหลักที่มุ่งหน้ามาบรุนฮิวก็พบว่ามีศัตรูนับหมื่นกำลังกรีฑาทัพประชิดเข้ามาหากเขารู้ตัวช้ากว่านี้่เมืองคงโดนโจมตีแล้วแน่ ๆ และหากโชคร้ายอาจจะมีคนเสียชีวิตก็ได้และด้วยเหตุนี้โทยะเปิดการโจมตีด้วยไชน์นิ่งเจวาลินอัดไปก่อนแต่ถึงแม้จะโดนโจมตีไปชุดใหญ่กองทัพศัตรูก็ยังคงเดินหน้าต่อแบบไม่หวั่นกลัวอะไรแถมยังไม่เสียหายมากเท่าที่ควรแสดงว่าพวกมันต้านเวทได้โทยะจึงเปลี่ยนมาใช้ไอซ์ร็อคยิงใส่แทนเพราะถึงแม้จะต้านเวทแต่เวทที่สร้างความเสียหายจากหลักการของแรงกระแทกที่ไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์ก็ยังใช้ได้ผลอยู่ถ้าหากใช้เมเทโอเรนก็น่าจะกวาดพวกมันได้อย่างเร็วแต่ก็จะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากเกินไป ในตอนนั้นเองกองอัศวินแห่งบรุนฮิวที่นำโดยเรน นิโคล่า โนเอ้ ก็ออกมาโรมรันกับศัตรูเพื่อปกป้องเมืองโดยยาคุโมะช่วยเปิดเกทส่งพวกเขามายังสถานที่แห่งนี้โดนเหล่าภรรยาและลูก ๆ ของโทยะก็ค่อย ๆ ทยอยกันออกมาจากเกทที่ยาคุโมะเปิดไว้ เอลเซ่กับลินเน่ออกไปซัดกับศัตรูก่อนใครเพื่อน ยาเอะกับยาคุโมะก็ไม่น้อยหน้ารีบตามไปติด ๆ เฟรย์กับฮิวด้าก็ตามไปหลังจากนั้นชนิดห่างกันไม่ถึงวินาที ซากุระกับโยชิโนะและโซสุเกะก็บรรเลงบทเพลงเพื่อเสริมพลังทัพของตน รีนกับคูนก็เข้ามาช่วยร่ายเวทไอร่อนวอลโดยสร้างกำแพงเหล็กหนา 2 เมตร กว้าง 15 เมตร สูง 30 เมตร สกัดกั้นไม่ให้ศัตรูอาศัยช่องโหว่ที่ไม่มีอัศวินป้องกันหลุดรอดเข้ามาได้ต่อจากนั้นคูนก็ชักปืนสเปลแคสเตอร์ของเธออกมาและยิงไปที่กำแพงเหล็กพวกนั้นส่งผลให้กำแพงยักษ์ค่อย ๆ เอนและล้มลงไปทับทางฝั่งศัตรูในระหว่างที่กำลังทึ่งกับวิธีการโครตเถื่อนของสองแม่ลูกศัตรูตัวหนึ่งที่มีหัวเหมือนเทพฮอรัสก็พุ่งหอกเข้าใส่โทยะ เชาหลบการโจมตีและใช้บรุนฮิวโหมดดาบฟันแขนที่บริเวณใต้ข้อศอกของอีกฝ่ายขาดกระเด็น ไม่มีเลือดไหลออกมามีแต่น้ำมันสีดำ ๆ ความรู้สึกตอนฟันเหมือนกับว่าฟันสิ่งมีชีวิตแต่ฝ่ายที่ถูกตัดแขนกลับไม่แสดงท่าทางเจ็บปวดหรือความรู้สึกใด ๆ ออกมาเลยราวกับเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งและมันยังคงเดินหน้าโจมตีต่อไปแม้จะเสียแขนไปข้างหนึ่งแล้ว แต่พอโดนโทยะตัดหัวขาดมันก็หยุดการทำงานไปดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสู้ต่อไปได้ถ้าไม่มีหัว
.
หลังจากนั้นคุองก็ร้องบอกให้โทยะมองดูอะไรบางอย่าง มีพวกไซคลอปส์และเครื่องจักรชนิดอื่นที่เขาไม่เคยกำลังมุ่งหน้ามามันก็คือบาโฟเมทนั่นเองโดยโทยะมองว่ารุ่นใหม่นี้ดูผอมกว่าไซคลอปส์ซะอีกแต่มันเคลื่อนที่ได้เร็วมากแม้ไม่เท่ากับดรากูนของเอนเด้แต่ก็ถือว่าเร็วอยู่น่าจะเป็นเครื่องที่น้ำหนักเบาถ้าปล่อยให้มันเข้ามาใกล้พวกอัศวินที่กำลังสู้อยู่มีปัญหาแน่โทยะจึงคิดจะรีบทำการสกัดกั้นไว้ทว่าในวินาทีต่อมาเลโอนัวร์ของโนรุนก็กระโดดเข้ามาโจมตีบาโฟเมทจากทางด้านข้างและไทเกอร์รูจของเนียก็เข้ามาโจมตีช่วยจนสามารถจัดการบาโฟเมทลงได้ ดูเหมือนว่าโนรุนจะได้รับการติดต่อจากเอลก้าเธอจึงรีบมาด้วยอารมณ์ที่ขุนมัวตรงกันข้ามกับเนียที่ดูตื่นเต้นกับการต่อสู้ โนรุนกับเนียขับโอเวอร์เกียร์ของเธอบุกทะลวงไปหาบาโฟเมทตัวต่อไปเล็บของบาโฟเมทนั้นสามารถสร้างความเสียหายให้เกราะคริสตัลของไทเกอร์รูจได้ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ในระหว่างที่บาโฟเมทตัวนั้นกำลังจะโจมตีไทเกอร์รูจอีกครั้งมันก็โดนดาบของดรากูนแทงทะลุอก เอนเด้ที่กำลังอารมณ์เสียเพราะแผนการที่จะพาอลิสไปซื้อของต้องล่มเพราะการโจมตีของพวกนี้กระโดดเข้ามาร่วมสนามรบด้วยส่วนตัวอลิสก็เข้ามาร่วมประจัญบานกับพวกทหารของศัตรูด้วย แต่เนียไม่พอใจที่เอนเด้เข้ามาแย่งเหยื่อของเธอ ส่วนเอนเด้ไม่สนอะไรทั้งนั้นเขากำลังหัวเสียและอยากกระทืบพวกที่มาขัดเวลาความสุขของเขากับอลิสส่วนโนรุนไม่สนใจทั้งคู่และมุ่งหน้าไปอัดไซคลอปส์ต่อเธอบอกแค่ว่าทั้งสองจะยังไงก็ช่างไม่มาเกะกะเธอเป็นพอ ซึ่งสามคนนี้เหมือนจะรู้จักกันดีเพราะทำงานที่กิลดิ์นักผจญภัย ลูเชียกับซูตามมาสมทบและเรียกวัลเทราด์กับออทินเด้โอเวอร์ลอร์ดออกมาเพื่อเข้าสู่สนามรบ โทยะสังเกตว่าไม่มีสาวกเทพมารมาร่วมด้วยในศึกนี้ทำให้เขาคิดว่าพวกนั้นตั้งใจถ่วงเวลาของหรืออย่างไรตอนนี้เขาจำเป็นต้องรีบไปช่วยประเทศอื่นแต่ยังไปไม่ได้เพราะติดพัน ลินเซ่ใช้เวทน้ำแข็งยึดขาพวกทหารจักรกลไว้แม้จะไม่ได้หยุดได้ถาวรแต่ก็สร้างจังหวะให้พวกอัศวินสามารถเข้าโจมตีได้ตามมาติด ๆ ด้วยเวทดินที่ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดและหลังจากนั้นไม่นานพวกอัศวินบรุนฮิวก็สามารถจัดการกับพวกทหารจักรกลได้ส่วนไซคลอปส์กับบาโฟเมทก็ถูกทำลายโดยพวกโนรุนหลังจัดการพวกศัตรูแล้วโทยะก็ไปช่วยประเทศอื่นโดยแบ่งกำลังออกเป็นห้ากอง โดยจักรวรรดิ์กัลดิโอ้มีจำนวนศัตรูบุกมามากที่สุดรองลงมาก็คือ เรกุรุส เรฟาน เซโนอัส และดูเบิร์น
.
เอลเซ่ ลินเซ่ และรีนไปช่วยจักรวรรดิ์กัลดิโอ้ รูเชียกับยาเอะไปเรกุรุส ซูกับยูมิน่าไปเรฟาน ซากุระกับฮิลด้าไปเซโนอัส และโทยะไปที่ดูเบิร์น ส่วนเหล่าเด็ก ๆ ก็ไปกับแม่ของพวกเขาจะมีสลับคู่กันนิดหน่อยก็มีแค่เอลน่ากับลินเน่แต่ก็ไปที่เดียวกันอยู่ดี ส่วนพวกเนียกับโนรุนและอัศวินจำนวนครึ่งหนึ่งถูกให้เฝ้าระวังอยู่ที่บรุนฮิวป้องกันการโดยตลบหลังส่วนเอนเด้กับอลิสก็ไปเรฟานด้วยเพราะอลิสตามคุองไป ส่วนสมาชิกบาบิโลนก็แยกย้ายกันไปทำงานสนับสนุนการรบโดยใช้โดรนจับตาสภาพโดยรอบเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยและเปลี่ยนหน้าที่เป็นกำลังเสริมหากมีอะไรฉุกเฉินเพราะนี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ควรตัดสินใจอะไรแบบลวก ๆ หลังจากนั้นโทยะก็ไปรับเอาความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ที่ถูกโจมตีมาจากเหล่าผู้ปกครองจากนั้นก็เปิดเกทเพื่อส่งอัศวินของประเทศนั้น ๆ พร้อมทั้งเฟรมเกียร์ที่ให้ยืมและเหล่าภรรยาและลูก ๆ ไปยังตำแหน่งที่ถูกโจมตีเหล่านั้น ถ้าหากว่ายาคุโมะใช้รีคอลได้ก็คงจะดีกว่านี้แต่ในเมื่อใช้ไม่ได้โทยะก็เลยต้องพาลูกสาวคนโตวนไปยังสนามรบทั้ง 5 จุดเพื่อจะได้ใช้เกทของเธอสนับสนุนได้หากเกิดอะไรขึ้น โทยะเดินทางไปยังโอเอซิสที่ชื่อ "อิชกิลด์" ที่อยู่ในดูเบิร์นซึ่งกำลังถูกโจมตีเสียงกรี๊ดร้องของผู้คนดังระงมมีเพลิงลุกไหม้และประชาชนต่างก็กำลังหนีตายกันอย่างอลหม่านโดยมีกองกำลังทหารจักรกลกำลังเข้าโจมตีผู้คน มีไซคลอปส์จำนวนหลายสิบตัวร่วมมาด้วยก็จริงแต่ไม่เห็นพวกบาโฟเมทเลยอาจจะเพราะเป็นรุ่นที่เพิ่งผลิตออกมาใหม่เลยยังมีจำนวนไม่มากนักซึ่งแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับโทยะ ราชาแห่งดูเบิร์นสั่งให้เหล่าอัศวินแห่งดูเบิร์นเข้าต่อสู้กับศัตรูเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานผ่าน "สปีคเกอร์" ของสมาร์ทโฟนของเขาเหล่าอัศวินที่ขี่พาหนะที่คล้าย ๆ นกกระจอกเทศชักดาบทรงโค้งของตนและพุ่งทะยานไปหาศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรง โดยทีกองกำลังชีวาเลียที่ขับโดยอัศวินดูเบิร์นและบรุนฮิวตามหลังไป ส่วนโทยะไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้แต่ใช้สมาร์ทโฟนทำการล็อกเป้าหมายคือประชาชนในเมืองและใช้เกทอพยพพวกเขาออกจากเมืองไปอันที่จริงจะจับพวกศัตรูวาร์ปออกไปนอกเมืองเลยก็ได้แต่โทยะคิดว่าอาจมีคนติดอยู่ในกองเพลิงหรือไม่ก็หมดสติอยู่ไม่สามารถหลบหนีออกจากเมืองได้ซึ่งในระหว่างรบคงไม่มีเวลามาช่วยดังนั้นการเคลื่อนย้ายประชาชนออกไปและปล่อยให้เมืองกลายเป็นสนามรบไปแทนมันจะดีกว่าซึ่งราชาดูเบิร์นเองก็เห็นว่าชีวิตประชาชนสำคัญกว่าเมืองดังนั้นจึงได้ข้อสรุปออกมาเช่นนี้
.
แต่การเคลื่อนย้ายแบบคลุมทั้งเมืองไปเลยก็เสี่ยงเกินเพราะอาจมีบางคนหนีขึ้นที่สูงอยู่ถ้าย้ายทันทีพวกเขาอาจจะตกลงมากระแทกพื้นจึงต้องล็อคที่ละเป้าและกำหนดจุดลงทำให้เสียเวลาไปมากทั้งนี้ทั้งนั้นโทยะเลือกล็อกเฉพาะคนที่ยังมีชีวิตเท่านั้นแม้ว่าเขาอยากจะย้ายมาให้หมดแต่ว่าการทำแบบนั้นเสียเวลาเกินไปและถึงจะย้ายมาได้ก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้อยู่ดีดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกคนที่รอดก่อนจากนั้นก็ร่ายแอเรียฮีลใส่พวกประชาชนที่พาวาร์ปออกมาเพื่อรักษาแผลให้แม้จะไม่ได้รักษาอย่างสมบูรณ์แต่ก็พอเยียวยาให้คนที่เจ็บหนักดีขึ้นและประคองชีวิตไว้ได้หลังจากนั้นโทยะก็ปล่อยให้เรื่องบัญชาการสู้รบเป็นหน้าที่ของราชาแห่งดูเบิร์นไปส่วนตัวเขาก็ขี่โคฮาคุเข้าไปในเมืองพอเห็นเหล่าอัศวินกำลังต่อสู้กับทหารศัตรูโทยะที่วิ่งผ่านไปก็ใช้บรุนฮิวตัดคอมันเพื่อช่วยเหลือเหล่าอัศวิน โทยะขี่โคฮาคุวนไปรอบเมืองและคิดว่าถ่าใช้เวทมนตร์กวาดไปให้หมดในทีเดียวมันจะสบายกว่านี้แต่เวทที่จะได้ผลนั้นต้องเป็นเวทสร้างความเสียหายแบบกายภาพเช่นทุ่มหินหรือก้อนน้ำแข็งใส่แต่ถ้าทำแบบนั้นเมืองคงได้เละไม่เหลือชิ้นดีแน่โทยะจึงเลือกที่จะไม่ทำดีกว่า อีกอย่างศัตรูที่นี่ก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไรและไร้วี่แววกำลังเสริมใช้เวลาซักพักก็น่าจะกวาดได้หมด แต่ในระหว่างนั้นโคฮาคุก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนท้องฟ้าจึงแจ้งให้โทยะทราบ มันคือวังวนแปลก ๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าเมื่อใช้เนตรเทวะตรวจสอบก็พบว่าวังวันนั้นกำลังดูดวิญญาณของมนุษย์ที่ตายเข้าไปอยู่โทยะคาดเดาจุดประสงค์ของโกลด์ที่ส่งกำลังออกโจมตีไปทั่วอาจจะเพราะต้องการรวบรวมวิญญาณมนุษย์เพื่อคืนชีพเทพมารหรือไม่ก็เทพตกสวรรค์ ตามปกติวิญญาณของผู้ที่ตายแล้วจะสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้หากไม่แปดเปื้อนจนเกินไปแต่ถ้าหากว่าถูกเทพมารดูดกลืนไปก็จะไม่สามารถกลับมาได้อีกโทยะจึงพยายามจะหยุดยั้งด้วยพริซันแต่ช้าไปเพราะวังวนนั้นหายไปก่อนราวกับว่าไม่มีวิญญาณให้ดูดอีกแล้วจึงถอนตัวไปแต่นั่นก็หมายความว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นกับอีกสี่เมืองที่เหลือด้วยแน่ แม้ไม่รู้จะรวบรวมไปทำไมแต่ไม่ใช่สิ่งดีเขาต้องหยุดยั้งมัน จากนั้นโทยะก็ล็อกเป้าด้วยสมาร์ทโฟนและใช้เอิร์ทไบด์ใส่พวกทหารศัตรูแม้จะหยุดการเคลื่อนไหวได้แค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็ช่วยให้พวกอัศวินดูเบิร์นมีจังหวะมากพอที่จัดการศัตรูซึ่งทหารจักรกลพวกนี้ไม่มีความกลัวหรือเจ็บปวดหากไม่โจมตีหนัก ๆ เช่นตัดหัวหรือทะลวงอกทำลายหัวใจมันก็จะไม่หยุดแถมต้านเวทที่ยิงใส่โดยตรงและเคลื่อนไหวไวกว่าซอมบี้จึงรับมือยากกว่าพวกซอมบี้
.
เมื่อตรวจสอบจำนวนศัตรูว่าเหลือน้อยแล้วและการต่อสู้ของเฟรมเกียร์กับพวกไซคลอปส์นั้นทางนี้ได้เปรียบกว่าโทยะก็ปล่อยตรงนี้ให้อัศวินทางนี้จัดการไปแม้ว่าอาจจะมีกำลังเสริมของศัตรูมาเพิ่มก็ได้แต่เขาก็คิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ค่อยย้อนกลับมาช่วยเพราะด้วยกำลังรบตอนนี้น่าจะต้านไหวโทยะจึงติดต่อไปหาราชาดูเบิร์นเพื่อแจ้งว่าเขาจะย้ายไปที่สนามรบอื่นและสอบถามเชสก้าว่าเขาควรไปช่วยที่ไหนต่อ เชสก้าเสนอว่าให้ไปทางเรฟานที่กำลังโดนบุกอย่างหนักและกำลังได้รับความเสียหายอย่างมากแม้ว่าทางนั้น ยูมิน่า ซูและเอนเด้กำลังไปรับมืออยู่แต่ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ โทยะเปิดเกทมุ่งไปยังเมือง "มิโอพาเรด" ซึ่งเป็นเมืองการค้าขนาดใหญ่ในเรฟานที่นี่มีกำแพงสูงล้อมรอบเพื่อปกป้องเมืองแต่ตอนนี้กำแพงบางส่วนถูกทำลายและเปลวเพลิงก็กำลังลุกไหม้เมืองอยู่ ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดของซูกำลังต่อสู้กับฝูงไซคลอปส์ที่เข้ามาใกล้กำแพง ดรากูนของเอนเด้กับบรุนฮิวเด้ของยูมิน่าแหละเหล่าชีวาเลียที่ขับโดยอัศวินแห่งเรฟานก็กำลังต่อสู้กับพวกบาโฟเมทอย่างหนักหน่วงและที่เหนือท้องฟ้าของเมืองก็มีวังวนนั้นอยู่จริง ๆ โทยะจึงใช้พริซันปิดผนึกมันทำให้ดูดซับวิญญาณไม่ได้เมื่อดูซับวิญญาณไม่ได้มันก็หายไปเพราะเข้าใจผิดว่าวิญญาณที่นี่หมดลงแล้วหลังจากนั้นโทยะก็โทรหายูมิน่าเพื่อสอบถามสถานการณ์การรบเธอบอกว่ารับมือพวกไซคลอปส์ได้แต่มันเยอะเกินไปทำให้เธอปลีกตัวจากตรงนี้ไม่ได้เลยส่วนพวกลูก ๆ ไปรับมือพวกทหารจักรกลอยู่ซึ่งเธอเป็นห่วงว่าเด็ก ๆ จะเป็นยังไงบ้างโทยะค้นหาตำแหน่งของคุอง สเตฟและอลิสก็พบว่าอยู่ที่จัตุรัสเขาจึงสั่งให้โคฮาคุรีบมุ่งหน้าไปที่นั่นด้วยการวิ่งไปตามหลังคาทำให้สามารถไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว พอไปถึงก็เห็นพวกคุองกำลังสู้อยู่จึงสั่งให้โคฮาคุให้คลื่นคำรามเป่าพวกทหารจักรกลที่ล้อมพวกเด็ก ๆ อยู่กระเด็นออกไป โทยะมาสมทบกับพวกเด็กแล้วก็เห็นว่าอัศวินของเรฟานก็กำลังต่อสู้ส่วนประชาชนที่หนีไม่ทันก็ล้มตายอยู่แถว ๆ นั้นตอนแรกโทยะก็คิดว่าพวกเด็ก ๆ จะกลัวศพคนตายกันหรือเปล่าแต่ปรากฏว่าไม่เลยพวกเด็ก ๆ ชินชากับการเห็นคนตายมากกว่าที่คิดทำเอาโทยะรู้สึกกังวลขึ้นมาแต่ตอนนี้คงต้องคิดเรื่องตรงหน้าก่อนโดยจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกไปด้วยเกทแต่ต้องใช้เวลาอีกนิดเพราะกำลังล็อกเป้าอยู่ในขณะเดียวกันอลิสก็ไล่อัดพวกทหารจักรกลไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนานนี่ก็ทำให้โทยะกังวลถึงอนาคตไปอีกคน คุองบอกว่าพักนี้อลิสเรียนมากไปหน่อยไม่ค่อยได้ออกแรงเพราะงั้นนี่ก็เหมือนกับการระบายอารมณ์ของเธอ
.
หลังล็อกเป้าเสร็จโทยะก็ทำการเคลื่อนย้ายประชาชนออกไปด้วยเกทจากนั้นก็เตรียมเข้ารบแบบเต็มที่ เขาสร้างกำแพงเหล็กสูงสามสิบเมตรกว้างสิบเมตรออกมาและใช้มันทับพวกทหารจักรกลโดยเลียนแบบที่รีนกับคูนทำก่อนหน้านี้ซึ่งมันก็ได้ผลดีเพราะบดขยี้เป้าหมายได้ไม่มีปัญหาจากนั้นโทยะก็เปิดไอร่อนวอร์รัว ๆ ราวกับตีแมลงสาบแต่พวกทหารจักรกลก็ไม่มีความหวาดกลัวแต่อย่างใดและยังคงบุกต่อไปหลังจากบดขยี้ไปจนเหลือไม่มากแล้วโทยะก็ปล่อยตรงนี้ให้เป็นหน้าที่ของพวกอัศวินเรฟานไปโทยะติดต่อไปหายูมิน่าเพื่อสอบถามสถานการณ์ เธอบอกว่าจัดการพวกไซคลอปส์ไปได้เยอะแล้วแต่กำลังมีปัญหากับเจ้าพวกหุ่นหัวแพะหรือก็คือบาโฟเมทโทยะเลยต้องรีบไปสมทบโดยทิ้งโคฮาคุไว้ปกป้องพวกเด็ก ๆ ส่วนตัวเขาเทเลพอร์ตกลับไปหายูมิน่า พอไปถึงก็เห็นบรุนฮิวเด้กำลังใช้ปืนสไนเปอร์ยิงใส่บาโฟเมทด้วยกกระสุนคริสตัลแม้ว่ามันจะหลบไม่ได้แต่มันก็สามารถใช้กรงเล็บของมันป้องกันได้กรงเล็บนั่นแข็งขนาดรับกระสุนคริสตัลได้เลยเรียกว่าไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าจะไร้ความเสียหายยังคงมีร่องรอยปริแตกจากการถูกยิงอยู่ แต่พอยูมิน่ายิงนัดที่สองมันก็สามารถหลบได้ ยูมิน่าจึงเปิดโหมดล่องหนของบรุนฮิวเด้และเปลี่ยนตำแหน่งไปเพื่อหาเป้าหมายโจมตีใหม่แถมความเร็วของพวกบาโฟเมทก็ค่อนข้างสูงกว่าไซคลอปส์จึงเป็นเรื่องยากที่ออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดและชีวาเลียที่เชื่องช้าจะไล่ตามพวกมันทัน ยังดีที่ดรากูนของเอนเด้กับพวกไนท์บารอนยังคงพอจะไล่ทันอยู่แต่ตอนนี้โทยะอยากจะได้เรกินเรฟมาเพื่อรับมือสถานการณ์แต่เนื่องจากยังปรับแต่งไม่เสร็จก็เลยนำออกมาไม่ได้ ในระหว่างนั้นโทยะก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเขาจึงเปิดลองเซนส์เพื่อดูมันก็พบว่า ดรากูนของเอนเด้กำลังสู้กับบาโฟเมทที่มีสีแตกต่างจากตัวอื่นรวมไปถึงอาวุธด้วย บาโฟเมทตัวนี้ยิงแขนออกมาได้เหมือนกับออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ด โดยมีโซ่ยึดติดกับแขนที่ยิงออกไปนั้นเพื่อดึงกลับแล้วก็ยังมีของที่เหมือนไพล์บังเกอร์ของเกอร์ฮิวเด้ด้วยนี่มันลอกแบบกันชัด ๆ ปู่โปรเฟสเซอร์ก็บอกว่ามาเอสโตรเก่งเรื่องการปรับปรุงของเลียนแบบอยู่แล้วซึ่งการลอกเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องปกติที่ทำกันโทยะจึงไม่แปลกใจเพราะเขาเองก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน ไม่นานนักดรากูนของเอนเด้ก็ปราบบาโฟเมทตัวนั่นลงได้เพราะทำให้น้ำหนักเบาเพื่อความเร็วบาโฟเมทจึงไม่มีพลังป้องกันที่สูงนักผิดกับดรากูนที่ใช้การลดน้ำหนักด้วยกราวิตี้และมีเกราะที่ทำจากผลึกคริสตัลแต่หลังจากนั้นเชสก้าก็ติดต่อมาบอกว่าตรวจพบการบิดเบี้ยวของมิติและมีบางสิ่งถูกส่งออกมาจากรอยแยกมิติบริเวณด้านหน้าของดรากูน มันเป็นเครื่องจักร์สีแดงที่มาท่อนล่างเป็นขาแมงมุมแต่ด้านบนดูเหมือนคน เรียกว่าเป็นเครื่องจักรรูปแบบอารัคเน่ก็คงได้ในมือของเครื่องจักรนั้นถือเรเปียสีแดงอยู่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่านั่นคือสาวกเทพมารสกาเล็ต
.
โทยะบอกให้เอนเด้ระวังตัวด้วยเพราะคู่ต่อสู้คือสาวกเทพมารพอได้ยินแบบนั้นเอนเด้ก็บอกว่างั้นไม่ต้องออมมือกันแล้วพร้อมเปิดโหมดความเร็วสูงของดรากูนในขณะที่โกเลมรูปแบบแมงมุมเองก็เปิดฉากการโจมตีด้วยดาบเรเปียในมือเช่นกันเอนเด้สามารถปัดป้องการโจมตีไว้ได้แต่ด้วยความเร็วที่ต่อเนื่องก็ทำให้มาการโจมตีหลุดมาโดนเกราะไหล่ของดรากูนได้รับความเสียหายไปเอนเด้รู้สึกแปลกใจกับการทื่เขาถูกโจมตีจึงถึงเครื่องถอยห่างออกมาเพื่อตั้งหลักแล้วก็ได้เห็นว่าเจ้าโกเลมแมงมุมตัวนี้สองในสี่แขนสี่แขนของมันถือดาบเรเปียแบบเดียวกันอยู่แต่เอนเด้จำได้ว่าเมื่อกี้มันยังมีแค่เล่มเดียวอยู่เลยแล้วจู่ ๆ ดาบเล่มที่สองมันงอกมาจากไหนพูดไม่ทันขาดคำเรเปียสีแดงนั้นก็เพิ่มขึ้นอีกรวมกันแล้วมีทั้งหมดสี่เล่มเอนเด้บ่นออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้อาวุธพร้อมกันสี่แขนว่าแบบนี้มันขี้โกงไปหน่อยไหมจากนั้นโกเลมแมงมุมก็เคลื่อนเข้าหาดรากูนของเอนเด้และกระหน่ำแทงแบบไม่ให้มีเวลพักหายใจเอนเด้ทำได้แค่หลบกับปัดป้องเท่านั้นไม่อาจจะหาโอกาสโต้กลับไปได้เลยแต่เมื่อโจมตีไปขนาดนั้นก็ยังจัดการเอนเด้ไม่ได้สกาเล็ตจึงเริ่มใช้พลังของอาวุธเทพมารดาบเรเปียทั้งสี่เล่มเริ่มมีเปลวเพลิงห่อหุ้มและเริ่มปล่อยเพลิงออกไปโจมตีดรากูนหลบการโจมตีได้ด้วยเวอเนียที่ขาดและเอวของมันแต่โกเลมแมงมุมของสกาเล็ตก็ยังคนรุกไล่เข้าไป ดรากูนของเอนเด้หลบพายุการโจมตีและเบี่ยงออกไปด้านข้างและโจมตีไปที่ขาของมันแต่ขาเล็ก ๆ นั่นกลับไม่สามารถตัดได้ด้วยดาบสั้นที่เป็นอาวุธประจำตัวของดรากูนทั้ง ๆ ที่ดาบนี้ทำจ่กผลึกเฟรซและใส่พลังเวทลงไปไม่น้อยแท้ ๆ ศัตรูอัพเกรดขึ้นมากทีเดียวสกาเล็ตอาศัยจังหวะที่เอนเด้กำลังประหลาดใจอยู่นั้นโจมตีด้วยไฟจากเรเปียของเขาทันทีแต่เอนเด้ก็ยังเอาตัวรอดได้ โทยะประเมินว่าถ้าใช้พลังของออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ดก็อาจจะพอทำลายขาของมันได้แต่ตอนนี้ซูยืนกางสตาร์ดัสเชลป้องกันเมืองอยู่ ยูมิน่าก็กำลังซุ่มยิงกำจัดพวกไซคลอปส์ที่จะเข้าไปโจมตีเมืองดังนั้นคงปลีกตัวมาช่วยเอนเด้ไม่ได้แน่โทยเลยคิดว่าเขาคงต้องลงมือทำอะไรซักอย่างแล้วแต่ในตอนนั้นเองเรจีน่าก็บอกให้โทยะรอก่อนและบอกให้เขาเปิดเกทตรงโรงเก็บหมายเลขสี่ด้วยและเมื่อโทยะเปิดเกทเรกินเรฟที่ปรับแต่งเสร็จแล้วก็ถูกส่่งลงมาผ่านเกทนั้น เมื่อโทยะลองมองดูเรกินเรฟที่ถูกส่งมาเขาก็สังเกตเห็นว่ามันมีชิ้นส่วนที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอยู่บ้าง
.
โรเซ็ตต้าบอกว่าจากข้อมูลการต่อสู้ที่ได้มาถึงปัจจุบันทำให้มีการปรับเสริมเพิ่มสิ่งต่าง ๆ ลงไปมีอุปกรณ์ใหม่ติดตั้งลงไปและคุณสมบัติพื้นฐานอื่น ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงขึ้นด้วย ซึ่งไอ้เรื่องอุปกรณ์ใหม่นั้นโทยะไม่รู้เรื่องเลยและเพราะการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่นี่เองที่ทำให้การปรับปรุงล่าช้าไปกว่าที่ควรเพราะความอยากพัฒนาโดยไม่สนสถานการณ์ของโรเซ็ตต้านั่นเองโทยะเลยจะให้รางวัลโดยการให้พัลเช่ไปเป็นผู้ช่วยโรเซ็ตต้าเป็นการตอบแทนซึ่งโรเซ็ตต้าก็ขอร้องโทยะสุดชีวิตว่าไม่เอายัยพัลเช่เพราะแบบนั้นมันจะเป็นการทำลายล้างมากกว่าพัฒนาซึ่งโทยะก็แค่ขู่เล่นไปงั้นแหละเพราะเขาก็รู้ดีว่ายัยพัลเช่คงจะสร้างความเสียหายเหลือคณาเป็นแน่แต่เรื่องนั้นไว้ทีหลังโทยะต้องรีบไปช่วยเอนเด้ก่อนว่าแล้วเขาก็รีบบินไปที่เรกินเรฟและเริ่มเดินเครื่องมัน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาโทยะก็สั่งให้ฟรากราคทำงานเข้าสู่โหมดดาบและสั่งให้เข้าไปโจมตีโกเลมแมงมุมทันทีสกาเล็ตรู้ตัวจึงใช้เรเปียปัดป้องออกไปแต่มีฟรากราคอันหนึ่งหลุดรอดไปได้และแทงเข้าไปที่ช่วงท้องของแมมมุงแต่ว่าไม่นานนักสกาเล็ตก็ใช้เรเปียของเขางัดเอาฟรากราคออกมาได้แต่เอนเด้บอกกับโทยะว่านี่มันเป็นเหยื่อของเขาโทยะอย่ามาแย่งไปแบบนี้สิ โทยะก็เลยปล่อยให้เอ็นเด้สูไปเพราะยังไงถึงจะแพ้เอนเด้ก็ไม่มีทางเป็นอะไรแน่ยังไงก็มีระบบเคลื่อนย้ายนักบินเมื่อเครื่องเสียหายหนักอยู่แล้วและถ้าเกิดเอนเด้แพ้จริงโทยะก็จะรับช่วงจัดการต่อได้อยู่แล้วโทยะก็เลยแหย่ ๆ ไปว่างั้นลุยไปเลยถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้นเดี๋ยวเขาจะดูแลเมลกับอลิสให้ เอนเด้เลยโวยกลับมานิดหน่อยว่าโทยะพูดอะไรไม่เป็นมงคลเลยแต่ถึงจะปะทะคารมกันแบบนั้นโทยะก็ถอดฟรากราคสองชิ้นออกมาจากแพคหลังและเปลี่ยนมันเป็นกอนเล็ตส่งไปให้ดรากูนของเอนเด้ถึงดีไซน์จะง่าย ๆ แบบมีด้ามจับที่ปลายติดหนามแหลม ๆ ก็เถอะจริง ๆ ถ้าโปรแกรมรูปร่างไว้แต่แรกก็คงทำได้ดีกว่านี้แต่เพราะโทยะไม่มีเวลาเลยทำแบบง่าย ๆ ไปก่อน ดรากูนของเอนเด้ทิ้งดาบและเปลี่ยนมาใส่กอนเล็ตแทนและเริ่มเปิดฉากต่อสู้กับสกาเล็ตอีกครั้ง โกเลมแมงมุมเปิดฉากโจมตีแต่คราวนี้รับมือได้รวดเร็วกว่าเดิมมากเพราะมีอาวุธที่ถนัดมือกว่าเมื่อครู่และเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางของอาวุธมากเท่ากับตอนใช้ดาบทำให้เอนเด้มีเวลามากพอจะตอบโต้ได้ การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้เกิดรอยร้าวที่ส่วนหันของแมงมุมและบริเวณช่องท้องของส่วนที่เป็นมนุษย์ ดูเหมือนว่าสำหรับเอนเด้แล้วการใช้หมัดสู้จะคล่องมือกว่าใช้ดาบมากคราวนี้เอนเด้จึงเป็นฝ่ายเดินหน้าบุกบ้าง แม้สกาเล็ตจะพยายามโจมตีโต้กลับแต่ก็ไร้ผลไม่นานหมัดของดรากูนก็ทำลายแขนขวาของโกเลมแมงมุมลงได้เรเปียที่อยู่มือข้างน้ันก็ถูกดูดกลับเข้าไปยังเล่มที่เหลืออยู่ เอนเด้รุกไล่ต่อไปทั้งปัดป้องและจู่โจมสลับกันไปไม่นานเกราะของโกเลมแมงมุมก็เกิดรอยแตกร้าวหลายจุดแม้การโจมตีจะไม่ได้ออกแนวเวอร์วังอลังการเป็นแค่การต่อย ๆ ไปธรรมดาแต่มันก็รุนแรงมากพอจะสร้างความเสียหาย
.
หลังจากนั้นดรากูนก็สามารถทำลายแขนอีกข้างหนึ่งของอีกฝ่ายได้สำเร็จตอนนี้จึงเหลือสองแขนเท่ากันแล้ว แต่ในระหว่างที่คิดแบบนั้นโกเลมแมงมุมก็เปิดใช้งานปีนใหญ่อานุภาคที่ติดตั้งไว้ตรงจุดที่เป็นส่วนใช่ปล่อยใยแมงมุมเอนเด้รีบบังคับดรากูนหลบออกจากแนวยิงส่วนโทยะก็ปล่อยฟรากราคของเรกินเรฟที่เหลือออกไปในแนวยิงและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นรีเฟรคเตอร์และสะท้อนลำแสงนั้นออกไปทางอื่นถึงแม้ว่าพลังทำลายจะน้อยกว่าของไซคลอปส์ยักษ์ก่อนหน้านี้แต่ถ้ามันโดนเมืองเขาก็คงเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแน่ และจะให้สะท้อนไปหาตัวโกเลมแมงมุมหรือทางอื่นก็ไม่ได้เพราะที่ด้านหลังและพื้นที่รอบ ๆ มีพวกเดียวกันกำลังสู้อยู่ดังนั้นโทยะเลยสะท้อนมันขึ้นฟ้าไป โทยะบอกให้เอนเด้รีบทำอะไรซักอย่างในขณะที่สกาเล็ตก็ยังคงยิงบีมมาเรื่อย ๆ แต่เป็นแบบลดพลังลงเนื่องจากต้องการความรวดเร็วในการยิงแต่เอนเด้ก็ยังคงหลบเลี่ยงไปได้หมดแต่เหมือนสกาเล็ตจะเกิดอาการฟิวขาดหลังโจมตีไม่โดนหลายครั้งโกเลมแมงมุมชาร์ขปืนใหญ่อานุภาคอีกครั้งในจังหวะนั้นดรากูนที่วิ่งวนไปรอบ ๆ ก็ก็เปลี่ยนเป็นพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงสุดนั่นเป็นสิ่งที่เอนเด้น่าจะเล็งไว้แต่แรกเพราะหากเข้าสู่โหมดชาร์จปืนใหญ่มันจะไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้เนื่องจากขาสี่ขาของมันจะต้องยึดพื้นไว้และเมื่อเข้าถึงระยะเอนเด้ก็ปล่อยท่า "หมัดทะลวง" (การิวเซนโกเคน) เข้ากลางอกของโกเลมแมงมุมจนร่างกายส่วนบนของมันแหลกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่างกายท่อนล่างทรุดฮวบลงลำแสงที่รวบรวมไว้ก็หยุดไปและไม่ได้ปล่อยออกมา สกาเล็ตคลานออกมาจากซากของโกเลมแมงมุมพร้อมกับความไม่พอใจผสมความไม่เข้าใจเขาสงสัยว่าทำไมดรากูนถึงได้มีพลังขนาดนั้นมันต่างจากไซคลอปส์และบาโฟเมตของเขาตรงไหนกัน เอลก้าติดต่อมาหาโทยะบอกให้ช่วยส่งภาพและเสียงของพวกเธอไปที่นั่นทีซึ่งโทยะก็ทำตามที่ร้องขอภาพที่สร้างโดยเวทมิราจฉายขึ้นมาบนท้องฟ้าที่ตรงหน้าของสาวกเทพมารสกาเล็ตหรือก็คือมาเอสโตรหนึ่งในห้าสุดยอดวิศวกรโกเลม สกาเล็ตประหลาดใจมากเมื่อได้เห็นหน้าทั้งสองคนและคิดว่าโกเลมยักษ์ของบรุนฮิวเป็นผลงานของทั้งสองคนนี้แต่ทั้งสองก็ปฏิเสธและบอกว่าเฟรมเกียร์ไม่ใช่ผลงานของพวกเขา พวกเขาแค่ช่วยเหลือนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นและเดิมทีเฟรมเกียร์กับโกเลมก็ไม่ได้เหมือนกันเลยด้วย แต่สกาเล็ตเถียงกลับทันทีว่าเรื่องแค่นั้นเขารู้ดีอยู่แล้วเทคโนโลยีของทั้งสองไม่ได้เหมือนกันเลยแต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือทำไมเครื่องจักรที่ดูด้อยประสิทธิภาพแบบนั้นถึงได้ต่อสู้ได้ดีกว่าไซคลอปส์ของเขาตะหากมันยังมีเทคโนโลยีอะไรที่อยู่เหนือกว่านั้นอีกหรือไง ซึ่งถ้าพูดถึงพละกำลังและความทนทานแล้วไซคลอปส์ก็เหนือกว่าจริง ๆ แต่แค่นั้นมันเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพได้จริงเหรอ และแน่นอนว่ามีคนหนึ่งที่ปล่อยผ่านคำพูดนั้นไปไม่ได้นั้นก็คือเรจีน่านั่นเอง เธอแทรกเข้ามาและบอกสกาเล็ตว่าโกเลมที่ล้าหลังแบบนั้นจะมาเอาชนะเฟรมเกียร์ของเธอที่พัฒนาต่อเนื่องอยู่เสมอได้ยังไงกัน เพราะดูแล้วมันก็แค่โกเลมตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น ทั้งเรื่องการกำหนดขนาด การคุมบาลานซ์ การคำนวนเรื่องน้ำหนักบรรทุก เหมือนแทบจะไม่ได้คิดอะไรเลย
.
ฝ่ายสกาเล็ตตอนแรกก็อึ้ง ๆ ที่โดนเรจีน่ารัวคำถามใส่แต่ก็พอตั้งสติได้เขาก็เค้นเสียงถามเรจีน่าว่าเด็กอย่างเธอเป็นคนสร้างเจ้าเครื่องนั่นเหรอ เรจีน่าเลยแนะนำตัวและบอกแถมไปด้วยว่าเป็นคนรักของโทยะทว่าโทยะก็พยายามปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ใช่เขาเป็นแค่นายจ้างของเรจีน่าแต่ถึงจะพูดแบบนั้นมันก็มีความซับซ้อนในระดับหนึ่งทว่าสกาเล็ตก็ไม่ได้แคร์เรื่องความสัมพันธ์ของโทยะกับเรจีน่าอยู่แล้วเรจีน่าพูดกับสกาเล็ตต่อไปว่าเฟรมเกียร์ที่เอาชนะโกเลมแมงมุมของสกาเล็ตไปเมื่อกึ้นั้นถึงจะเป็นรุ่นที่ปรับแต่งแล้วแต่โดยรวมมันก็เป็นแค่โมเดลรุ่นเก่าที่เรียกว่าตกรุ่นไปตั้งนานแล้วเพื่อเป็นการเกทับทำเอาสกาเล็ตอึ้งรับประทานเพราะถ้าว่ากันตามตรงดรากูนเป็นโมเดลรุ่นต้นแบบที่ผลิตมาพร้อม ๆ กับพวกชีวาเลียและไนท์บารอนตัวเเฟรมจึงยังเป็นรุ่นเก่าอยู่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรอยู่บ้างแต่พื้นฐานโครงสร้างก็ยังคงเดิมแต่สำหรับสกาเล็ตเขาไม่เชื่อว่าดรากูนเป็นรุ่นเก่าเขาเชื่อว่ามันมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องอื่น ๆ อย่างแน่นอน เรจีน่าอธิบายว่าเฟรมเกียร์ของเธอนั้นจะแข็งแกร่งตามความสามารถของผู้ขับขี่ถ้าหากคนอ่อนหัดขับมันก็กระจอกแต่ถ้าคนเก่ง ๆ ขับผลลัพธ์มันก็ออกมาเทพดังนั้นที่เห็นว่าดรากูนทรงพลังก็เพราะฝีมือการขับของเอนเด้แต่สกาเล็ตไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่าฝีมือของผู้ขับขี่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เขากับเรจีน่าและวิศวกรโกเลมคนอื่นแตกต่างกัน สกาเล็ตปฏิเสธที่จะเชื่อในความเป็นไปได้ในด้านศักยภาพของมนุษย์และด้วยแนวคิดนี้ทำให้เขาปฏิเสธความเป็นไปได้ของตนเองในเวลาเดียวกันจึงไม่เกิดการเปิดรับหรือคิดอะไรแนวใหม่ ปิดกั้นความรู้ใหม่ ๆ และเชื่อมั่นเพียงวิธีการเดิม ๆ ที่ตนเองเชื่ออย่างเช่นการศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเวทมนตร์หลังจากที่โลกเบื้องหน้าและเบื้องหลังรวมเข้าด้วยกันทั้ง ๆ ที่เขาสามารถจะเดินทางทวีปฝั่งตะวันออกได้ด้วยเรืออาร์คแท้ ๆ ในขณะที่เรจีน่าแม้เธอจะเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะอันตับหนึ่งของโลกแต่เธอก็ยอมรับเสมอว่ามีความรู้และวิชาต่าง ๆ ที่เธอไม่ถนัดอย่างเช่นวิทยาการโกเลมแต่เธอก็เลือกที่จะเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นจากเอลก้าและปู่โปรเฟสเซอร์และในขณะเดียวกันทั้งสองก็เรียนรู้วิทยาการเวทมนตร์จากทางนี้ด้วยเช่นกันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ผิดกับสกาเล็ตหรือมาเอสโทรที่ถึงแม้จะทำวิทยาการเลียนแบบแต่ก็ยังยึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทางด้านโทยะที่ฟังเรจีน่าเทศนาก็รู้สึกสงสารสกาเล็ตขึ้นมานิดหน่อยเพราะเล่นพูดแทงใจดำไม่หยุดหย่อนเลย
.
หลังโดนเทศมาพักหนึ่งสกาเล็ตก็เถียงกลับว่าเด็กอย่างแกจะไปรู้อะไรตัวเขานั้นยิ่งเรียนรู้เทคโนโลยีโบราณของเลกาซีมากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งสิ้นหวังเพราะเทคโนโลยีเหล่านั้นมันได้สูญหายไปเกือบหมดแล้วเขารู้สึกอยากจะเกิดในยุคก่อนอารยธรรมยุคเก่าเอามาก ๆ และตอนที่โกลด์มาปรากฏตรงหน้าเขา เขาก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่านี่มันเป็นประสงค์ของพระเจ้าผู้ที่รู้เทคโนโลยีของโกเลมโบราณทั้งหมด โครม รันเชส ผู้นั้นได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขาแล้วเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้สีบทอดของโครม รันเชส ผู้นั้นและเขาก็ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมันและนั่นก็คิอเหตุผลที่ยอมกลายเป็นสาวกเทพมาร เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ตนปราถนาถึงกับยอมขายทั้งร่างกายและวิญญาณกันเลยทีเดียว ส่วนเรจีน่าก็ไม่ได้มองว่าสิ่งที่มาเอสโทรเลือกจากเป็นสิ่งที่ผิดเพราะยังไงซะนั่นมันก็เป็นชีวิตของเขาจะตัดสินใจอย่างไรมันก็แล้วแต่ทว่าตัวเธอนั้นไม่มีความคิดที่จะทำแบบเดียวกันแม้ซักนิดเดียวและเหตุผลที่เรจีน่าพูดคุยก็ยืดยาวก็มีจุดประสงค์อยู่นั่นก็คือถ่วงเวลาให้พวกคุองมาถึงนั่นเอง และเมื่อมาถึงก็โจมตีใส่สกาเล็ตทันทีแต่ว่าอีกฝ่ายไหวตัวทันจึงหลบไปได้อย่างฉิวเฉียดพอเห็นหน้าคุองสกาเล็ตก็จำได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ก็คือคนที่จัดการกับกราไฟต์ซึ่งข้อมูลนี้ก็ได้ไปจากโกเลมสอดแนมรูปนกที่โดนโทยะยิงตกไปนั่นเองด้วยเหตุนี้เขาจึงระวังตัวเป็นพิเศษและเตรียมเรเปียของตนให้พร้อมและโจมตีเป็นเปลวเพลิงออกมาใส่คุองแต่เด็กน้อยก็หลบได้สบายด้วยพลังจากเนตรมาร สกาเล็ตฟาดฟันลูกไฟออกมาเรื่อย ๆ แต่คุองก็หลบได้หมด สกาเล็ตทำการก็อปปี้เรเปียของเขาออกมาให้กลายเป็นสองเล่มและโจมตีรัว ๆ แต่คุองก็สามารถหลบการโจมตีได้ด้วยการใช้สลิปพาตัวเองไถลไปอย่างกับท่าสไลด์ดิ้งของร็อคแมนซึ่งเป็นวิธีการใช้สลิปที่ขนาดตัวของโทยะก็ไม่เคยคิดมาก่อน ที่คุองใช้วิธีหลบมากกว่าใช้เนตรมารสลายเวทเพราะมันลบความร้อนไม่ได้และเขาใช้เนตรมารมองอนาคตมากเกินไปมันเป็นภาระกับร่างกาย พอหลบมาได้คุองก็เรียกสมบัติศักดิ์สิทธิ์มาและเปลี่ยนมันเป็นอาวุธที่หน้าตาคล้ายกับบรุนฮิลของโทยะและยิงกระสุนพลังศักดิ์สิทธิ์ใส่ศัตรูตอนแรกสกาเล็ตก็ทำท่าจะรับกระสุนแต่ก็เปลี่ยนใจเป็นหลบแทนเพราะเขาจำได้ว่าอาวุธชิ้นนั้นสามารถทำลายอาวุธเทพมารได้จึงเลี่ยงการปะทะ
.
คุองยิงโจมตีต่อไปสกาเล็ตก็ยังคงหลบได้และคิดว่าถ้าหากไม่โดนโจมตีเสียอย่างก็ไม่เป็นปัญหาแต่ทว่าการโจมตีของคุองไม่ได้เป็นการยิงแบบมั่ว ๆ แต่จงใจยิงไล่ต้อนให้สกาเล็ตไปยังจุดบอดมันคือตำแหน่งที่มีขาของโกเลมแมงมุมปักอยู่ซึงสิ่งนั้นได้บดบังการมองเห็นของสกาเล็ตไว้และสิ่งที่พุ่งมาก็คือกระสุนคริสตัลจากปืนไรเฟิ้ลของบรุนฮิวเด้ซึ่งมันเข้าเป้าเต็ม ๆ ทำเอาสกาเล็ตร่างแหลกกระเด็นกลิ้งไปเลยแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่ตายเพราะหากไม่ใช่พลังศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางฆ่าสาวกเทพมารได้ร่างกายจึงเริ่มฟื้นตัวและงอกส่วนที่ขาดหายไปใหม่แต่คุองไม่ปล่อยโอกาสเขายิงกระสุนใส่ทันที กระสุนโดนเข้าที่แขนซ้ายทำให้แขนซ้ายขาดและสลายกลายเป็นทรายและไม่งอกกลับมา คุองเปิดเขตแดนที่ทำให้อาวุธเทพมารไร้ผลแต่การทำเช่นนี้จะทำให้ยิงกระสุนพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้แต่ก็ทำการโจมตีด้วยกระสุนเวทแทน สกาเล็ตหลบการโจมตีอย่างสิ้นหวังและหยิบขวดที่เอวออกมาปาลงพื้นทำให้เกิดเปลวเพลิงลุกขึ้นรอบตัวเขาตอนแรกโทยะก็นึกว่าอีกฝ่ายจะฆ่าตัวตายแต่ไม่ใช่เป็นแค่การเบนความสนใจสกาเล็ตใช้โกเลมที่มีขามากมายเหมือนตะขาบเป็นพาหนะหลบหนี ซึ่งความเร็วในการวิ่งของโกเลมตะขาบทำให้ระยะห่างของสกาเล็ตกับคุองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินความสามารถของคุองที่จะสามารถไล่ตามได้ทันเขาจึงไม้ต่อให้สเตฟเป็นคนไล่ตาม สมบัติศักดิ์สิทธิ์บินไปสเตฟที่พุ่งตัวออกไปด้วยแอคเซลทำให้ดูราวกับเป็นจรวดพลางเปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์เป็นโล่และสเตฟก็ร่ายพริซันขึ้นมาขณะพุ่งเข้าใส่สกาเล็ตจากด้านหลังเต็ม ๆ ทำให้เขากระเด็นออกมาจากโกเลมที่นั่งอยู่ และจำเป็นต้องหันกลับมาสู้ด้วยสภาพแขนซ้ายขาดแบบนั้นตอนแรกสเตฟใช้พริซันป้องกันแต่เรเปียที่มีพลังเทพมารสามารถทำลายพริซันของสเตฟลงได้อย่างง่ายดายโทยะต้องตะโกนบอกให้เปิดอาณาเขตปิดผนึกพลังของอาวุธเทพมารแม้ว่าในโหมดโล่ของสเตฟจะมีขอบเขตในการปิดผนึกพลังในระยะสั้นมากที่สุดโดยมีระยะแค่สองเมตรแต่มันก็เพียงพอแล้วหากสู้ประชิดตัว สกาเล็ตพยายามขว้างระเบิดใส่เป็นชุดแต่สเตฟก็ป้องกันไว้ได้หมดด้วยความสามารถที่ได้มาจากการเล่นกับเทพดาบและเทพยุทธรวมไปถึงรูปทรงของโล่ทำให้เธอสามารถมองเห็นการโจมตีและป้องกันได้โดยไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรมากนัก
.
สกาเล็ตพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะหนีไปให้ได้เพราะอีกไม่นานเขาจะได้เทคโนโลยีทั้งหมดที่โครมสร้างมาอยู่ในมือแล้วเขาจะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางเด็ดขาดแต่สเตฟไม่แคร์สกาเล็ตเลยเตะใส่โล่ของสเตฟด้วยความที่เธอเป็นแค่เด็กห้าขวบจึงต้านแรงเตะได้ไม่หมดและเซไปแต่สำหรับโทยะเห็นลูกสาวโดนเตะก็เกือบจะของขึ้นอยู่เหมือนกันถึงจะรู้ว่าไม่มีแดมเมจแต่ก็เขาก็รู้สึกโกรธ แต่สเตฟก็อาศัยจังหวะนั้นกระโดดขึ้นมาและจับโล่ฟาดใส่สกาเล็ตราวกับฟาดแมงวันพอโดนฟาดหัวดาบเรเปียก็หลุดจากมีอ สเตฟโยนโล่ออกจากมือขณะลงพื้นในจังหวะนั้นก็มีเสียงปริแตกดังขึ้นเรเปียของสกาเล็ตหักสองท่อนอยู่ที่ใต้เท้าของสเตฟแม้มันจะได้เกิดจากความตั้งใจของสเตฟแต่อาวุธเทพมารของสกาเล็ตก็ถูกทำลายและทำให้ร่างของเขาสลายกลายเป็นทรายไปในที่สุดเหลือไว้เพียงหน้ากากอีกาเท่านั้น ปู่โปรเฟสเซอร์เสียดายความสามารถของมาเอสโทรแม้ว่าเขาจะคิดสิ่งใหม่ไม่เก่งแต่ก็มีความอัจฉริยะในการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ หากให้ดีขึ้นหากว่าได้เป็นผู้ช่วยหรือมีคู่หูก็อาจจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่เพราะมีความหยิ่งทรนงในตนเองมากเกินไปสุดท้ายก็มาพบจุดจบเช่นนี้ ซึ่งวิศวกรทุกคนต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุดหากไม่รู้จักหักห้ามตัวเองก็มีโอกาสที่จะเป็นเหมือนมาเอสโทรได้หากก้าวไปในทางผิด หลังจากนั้นก็มีรายงานจากรูเชียและซากุระว่าการกวาดล้างไซคลอปส์ที่เรกุรุสกับเซโนอัสได้เสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ที่กัลดิโอ้ที่ซึ่งเอลเซ่กับลินเซ่กำลังสู้อยู่โทยะจึงคิดจะส่งกำลังเสริมไปช่วยและรีบติดต่อเชสก้าและรีบเคลื่อนย้ายไปที่เมืองป้อมปราการ "บาเรลโรล" ที่อยู่ทางตอนใต้ของจักรวรรด์กัลดิโอ้ที่ตอนนี้กำลังถูกทำลายอย่างไร้ปราณีโดยพวกทหารจักรกลที่บุกเข้ามาในขณะที่ไซคลอปส์นับร้อยที่เข้าประชิดกำแพงเมืองก็กำลังปะทะกับเฟรมเกียร์ที่ขับโดยเหล่าอัศวินของกัลดิโอ้ โดยที่หน้าประตูป้อมปราการมีกริมเกเด้ของลีนทำการสาดห่ากระสุนคริสตัลอยู่บนท้องฟ้ามีเฮมวีเก้ของลินเซ่ที่อยู่ในโหมดยานคอยบินโจมตีและบนพื้นก็มีเกอร์ฮิลเด้ของเอลเซ่คอยไล่กำจัดพวกไซคลอปส์ไม่ให้เข้ามาประชิดเมือง เมื่อโทยะพาบรุนฮิวเด้ของยูมิน่าและเฟรมเกียร์ของกองอัศวินบรุนฮิวมาสมทบก็ทำให้กระแสการรบเริ่มกลับมาเป็นของฝ่ายกัลดิโอ้ ส่วนโทยะที่มาพร้อมกับเรกินเรฟที่ปรับปรุงใหม่แล้วเขาก็เปิดใช้งาน "กราดิอุส" ในทันทีใบมีดคริสตัล 48 เล่มพุ่งเข้าสังหารเหล่าไซคลอปส์อย่างแม่นยำ ตอนนี้พวกเขาสามารถควบคุมการโจมตีของพวกไซคลอปส์ได้แล้วส่วนพวกทหารจักรกลที่บุกเข้าไปในเมืองกำลังปะทะกับพวกอัศวินของกัลดิโอ้อยู่และยังมีจำนวนที่ค่อนข้างมากและยังมีประชากรในเมืองการยิงเวทที่มีรัศมีทำลายวงกว้างจึงทำไม่ได้ และด้วยความที่เมืองมีขนาดใหญ่กว่าสองเมืองที่ผ่านมาทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าในการแสกนผู้คนทั้งเมืองก่อนทำการอพยพแถมโทยะก็ยังมองหาวังวนที่ใช้ดูดวิญญาณผู้คนไม่เจออีกด้วยไม่รู้ว่ามันดูดวิญญาณเสร็จไปหรือยัง ในขณะเดียวกันคุองกับอลิสก็กำลังเข้าไปในเมืองโดยขี่หลังโคฮาคุไปโดยมีเอนเด้วิ่งตามติดไปด้วย เนื่องจากดรากูนของเขาเสียหายหนักจากการต่อสู้ก่อนหน้าทำให้ใช้งานต่อไม่ได้ตอนแรกโทยะก็กะจะให้ยืมไนท์บารอนไปพลาง ๆ ก่อนแต่เพราะอลิสบอกว่าจะไปสู้ศึกภาคพื้นดินกับคุองเอนเด้ก็เลยตามไปด้วยในฐานนะผู้พิทักษ์ ไม่ใช่แค่คุองกับอลิส ยาคุโมะ เฟรย์ ซังโกะกับโคคุโยะในโหมดตัวเล็กก็กำลังขี่หลังโคเกียวคุ ส่วน อาเชีย โยชิโนะ สเตฟ โกลด์ขี่อยู่บนหลังรูริ ทั้งหมดมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองเพื่อสมทบกับคูน เอลน่าและลินเน่ในการจัดการทหารจักรกลถึงโทยะจะเป็นห่วงพวกลูก ๆ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้พวกเด็ก ๆ เข้าไปทางที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ก็คือจัดการเก็บกวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ไปสมทบกับพวกเด็ก ๆ
.
ทางด้านของพวกคูนที่กำลังต่อสู้กับพวกทหารจักรกลในเมืองนั้น เอลน่าใช้บัลเบิ้ลบอมระเบิดพวกทหารจักรกลหายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนลินเน่ก็ใช้ชิลด์กับกราวิตี้กระโดดบดขยี้ทหารจักรกลไปเรื่อย ๆ แต่ลินเน่รู้สึกว่าแบบนี้มันน่าเบื่อเลยบ่นกับคูน คูนเองก็บอกน้องสาวว่าเธอเองก็อยากเอาเบโอวูฟออกมาไล่กระทีบเหมือนกันแต่ว่าวิธีที่กำลังทำอยู่นี้มันได้ผลดีที่สุดในขณะที่ตัวเธอเองก็คอยสร้างกำแพงเหล็กออกมาเพื่อใช้ล้มทับพวกทหารจักรกลอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน ถึงใจจะอยากออกไปอาละวาดแต่เพราะที่นี่ตอนนี้เธอเป็นคนที่อายุมากสุดจึงต้องคอยดูแลน้อง ๆ พลางภวนาให้ยาคุโมะกับเฟรย์มาถึงไว ๆ และเมื่อยาคุโมะกับเฟรย์ก็มาถึงคูนก็ดีใจที่ในที่สุดเธอจะได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระได้ซะที โคฮาคุซัดคลื่นกระแทกเพื่อเปิดทางในขณะที่เข้ามายังจุดนี้ซังโกะกับโคคุโยะกระโดดลงมาจากหลังของโคเกียวคุและคืนร่างทันทีเอลน่ากับโยชิโนะกระโดดขึ้นไปบนหลังของซังโกะกับโคคุโย ส่วนคูนก็เรียกเบโอวูฟออกมาและขึ้นไปขับทันที โยชิโนะเรียกคีย์บอร์ดโปร่งแสงของเธอออกมาจากสมาร์ทโฟนและเริ่มบรรเลงเพลงเพื่อเพิ่มพลังทางร่างกายให้กับเหล่าพี่น้อง อลิซกับลินเน่พากันบุกตะลุยเข้าไปซัดกับพวกทหารจักรกลด้วยกอนเล็ตของพวกเธอ สเตฟก็ใช้งานสเตฟร็อคเก็ตพุ่งชนแหลกส่วนโกลด์ก็ตามเชือดพวกที่ล้มลงให้ อาเชียไล่จัดการทหารจักรกลด้วยดาบคู่ของเธอ เอลน่าร่ายไอซ์ไบด์เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของศัตรู โยชิโนะเรียกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเธอที่เป็นพิณธนูออกมาและยิงศรจำนวนมากขึ้นไปบนท้องฟ้า ศรเหล่านั้นแตกออกกลายเป็นศรจำนวนมากมายพุ่งลงมาราวกับห่าฝนเจอทะลวงส่วนหัวของเป้าหมายที่ถูกตรึงไว้ เมื่อทุกอย่างดูเหมือนว่าจะจบลงแล้วคุองก็บอกให้อาเชียใช้เซิร์จตามหาวังวนที่ทำหน้าที่ดูดกลืนวิญญาณคนตาย อาเชียทำการค้นหาและพบว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ที่ทางระบายน้ำใต้ดินไม่ไกลจากจุดที่พวกเธออยู่นัก เมื่อเฟรย์ทำการเปิดฝาท่อที่อยู่กลางจัตุรัสคุองก็ลงบันไดไปสำรวจและพบกับวังวนนั้นเขาจึงเรียกให้สเตฟมาทำการกางพริซันผนึกมันพอดูดวิญญาณไม่ได้มันก็หายไปคุองคิดถึงการกระทำของพวกสาวกเทพมารว่าทำไมถึงได้ทำการบุกอย่างอุกอาจแบบนี้ผิดกับที่ผ่าน ๆ มาข้อสันนิษฐานก็คือพวกนั้นคงจะรีบเร่งทำอะไรบางอย่างแต่ทำไมถึงต้องรีบอันนี้ก็ไม่อาจจะเดาได้แต่ก็ไม่ควรจะให้เวลาพวกนี้ไปมากกว่านี้ตอนนี้ก็รู้ถึงที่ตั้งของฐานทัพศัตรูแถมกองกำลังชุดใหญ่ก็เพิ่งถูกส่งออกมาโจมตีจึงมีความเป็นได้ว่าฐานทัพของฝั่งนั้นก็น่าจะเหลือกำลังอยู่ไม่มากถ้าหากจะโจมตีโต้กลับก็ควรจะต้องเป็นจังหวะนี้คุองคิดเช่นนั้น
.
ในเวลาเดียวกันที่ป้อมปราการของพวกสาวกเทพมารที่อยู่ทางตอนเหนือของไอเซนกัลด์ที่วงแหวนยอดสุดของปิรามิดที่โกลด์อยู่วิญญาณคนตายถูกรวบรวมมาที่นั่นและวงแหวนก็เริ่มขยับราวกับกำลังหมุนรหัสเซฟทรงกลมสีดำที่อยู่กลางวงแหวนเริ่มมีแสงเท่ารูเข็มส่องออกมา โกลด์หัวเราะอย่างบ้าคลั่งและบอกว่ามันเชื่อมต่อกันแล้วถึงขนาดทำให้แทนเจลีนกับพีค็อกที่ยืนอยู่ด้านหลังรู้สึกหวาดกลัวกับความบ้าคลั่งนั้นและถามโกลด์ว่ามันกำลังต้องการจะทำอะไรกันแน่ สำหรับแทงเจลีนกับพีค็อกที่มาเป็นสาวกเทพมารก็เพราะเกลียดโลกใบนี้ที่ปฏิเสธพวกเขาจึงอยากจะทำลายโลกและพาพวกมนุษย์และครึ่งมนุษย์ตายตกตามกันไปแม้ว่าตอนแรกแทงเจลีนจะเข้าใจว่าแม้จะต่างเหตุผลแต่โกลด์ก็มีเป้าหมายเดียวกันแต่ตอนนี้เธอชักเริ่มไม่แน่ใจเพราะเธอรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังโลกจากโกลด์แต่ก็ไม่ใช่ความเกลียดชังที่ปราถนาให้โลกพินาศและมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เครื่องจักรจะมีอารมณ์แบบนั้นอยู่ได้มันทำให้รู้สึกว่าเจ้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้มันไม่ใช่เครื่องจักร โกลด์บอกเพียงว่าเขาไม่ยอมรับโลกใบนี้และจะเซ่นสังเวยทั้งสองเพื่อให้ความปราถนาของเขาเป็นจริงเพราะว่าประตูเปิดแล้วหากได้ตัวเร่งปฏิกิริยากระบวนการมันก็จะเร็วขึ้นและในพริบตานั้นก็มีเถาวัลย์โผล่ออกมาจากด้านหลังของแทงเจลีนกับพีค็อก เถาวัลย์พวกนั้นรัดร่างของทั้งสองและตรึงเอาไว้อาวุธเทพมารของทั้งคู่หลุดจากมือตกลงไปที่พื้น โกลด์วางมือลงบนอาวุธทั้งสองที่อยู่บนพื้นไม่นานอาวุธพวกนั้นก็เริ่มบิดงอและเริ่มมีเสียงแตกร้าวด้วยพลังแห่งเทพกัดกร่อนสีของมันเริ่มหายไปอย่างช้า ๆ ร่างของแทงเจลีนกับพีค็อกเริ่มกลายเป็นทรายและสลายไปแต่ตัวของอาวุธเทพมารกลับไม่ได้สลายไปโกลด์นำอาวุธทั้งสองชิ้นโยนเข้าไปในวงแหวนสีทองครู่หนึ่งก็มีเสียงเหมือนการระเบิดเกิดขึ้นรูที่เคยเท่ากับรูเข็มก็เริ่มขยายออก ตัดกลับมาทางด้านของโทยะหลังการต่อสู้ที่กัลดิโอ้จบคุองก็ไปเสนอให้โทยะรีบบุกไปที่ป้อมปราการของศัตรูในตอนนี้เลยเพราะคุองมองว่าการบุกนี้มันดูบ้าบิ่นเกินไปไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ดีเลยเป็นการทำเพื่อรวบรวมวิญญาณมนุษย์อย่างเร่งรีบ ซึ่งมันต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างถึงได้ต้องรีบขนาดนั้น ซึ่งโทยะก็เห็นด้วยเพราะถึงขนาดส่งกองทัพไปโจมตีบรุนฮิวเพื่อซื้อเวลาแถมใช้กองทัพจำนวนมากออกมาบุกในคราวเดียวราวกับไม่สนใจว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงเลย
.
แม้จะกังขานิด ๆ ว่าการโจมตีครั้งนี้มันจากความจนตรอกหรือว่าจะมีวิธีพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอยู่กันแน่แต่คุองก็พูดถูกเขาควรตีโต้ทันทีในตอนนี้เพราะมัวแต่เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมันคงไม่ดีนักถ้ามัวแต่เป็นผู้ตามเกมอาจจะสายไปไม่นานเรจีน่าก็ติดต่อมาและบอกว่าเห็นด้วยกับความคิดของคุองพร้อมฉายภาพป้อมปราการของโกลด์โดยบอกว่าความเข้มข้นของอณูพลังเวทในบริเวณนั้นลดลงอย่างรวดเร็วมากและที่ใจกลางของป้อมปราการก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่จุดยอดสุดของป้อมปราการบริเวณยอดปิรามิดมีแสงบางอย่างปรากฏขึ้น แม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เรจีน่ารู้ว่าพวกนั้นกำลังจะเปิดใช้งานของสิ่งนี้ดังนั้นควรจะรีบไปดีกว่า เรจีน่าพูดไม่ทันขาดคำภาพที่ฉายมาจากโดรนสอดแนมก็แสดงให้เห็นว่าน้ำในทะเลสาบได้แห้งเหือดไปและปราการตันไม้ก็พองตัวออกเหมือนงูรากของมันก็ยืดยาวออกไปเรื่อย ๆ เรียกว่ามันกำลังเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นอะไรบางอย่างแล้วภาพก็ตัดไปเพราะโดรนหมดพลังงานและร่วงไป นี่น่าจะเป็นสิ่งที่โกลด์ ไม่สิโครม รันเชสวางแผนใช้พวกสาวกเทพมารทำมาตลอดก็ได้แม้จะยังไม่รู้ว่าคืออะไรก็เถอะแต่จะปล่อยให้ทำตามใจชอบไม่ได้โทยะเลยตัดสินใจบุกป้อมปราการศัตรูโดยจะพาเด็ก ๆ ไปด้วยเพราะอาจจะยังมีสาวกเทพมารเหลืออยู่ แต่เนื่องจากพลังเวทบริเวณนั้นเบาบางลงมากแล้วทำให้อาจจะใช้เกทไปที่นั่นพร้อมกับกำลังจำนวนมากไม่ได้ในระหว่างที่โทยะกำลังคิดว่าจะไปที่นั่นยังไงดีวาร์อัลบุสก็บินมายานลำนี้สามารถขนส่งเฟรมเกียร์จำนวนมากไปยังเป้าหมายได้ในคราเดียวเพราะไม่รู้ว่าพวกนั้นจะมีไซคอปส์เหลืออยู่อีกมากแค่ไหนโทยะไม่อยากประมาทจึงต้องนำกองกำลังเฟรมเกียร์ไปด้วย แน่นอนว่างานนี้เอนเด้จะขอตามไปด้วยเพราะอลิสจะไปกับคุองเลยขอให้ซ่อมดรากูนแบบชั่วคราวให้หน่อย เนื่องจากแขนขวาของดรากูนนั้นเสียหายหนักจากการต่อสู้ก่อนหน้าดังนั้นตอนนี้ก็เลยต้องเอาแขนของไนท์บารอนมาติดแทนไปชั่วคราวก่อนซึ่งส่งผลให้บาลานซ์แย่ลงไปบ้างหลังจากกองกำลังขึ้นยานแล้วโทยะก็ถามโรเซ็ตต้าเรื่องเวลาในการเดินทาง โรเซ็ตต้าบอกว่าหากใช้โหมดความเร็วสูงสุดจะใช้เวลาแค่สามสิบนาทีแต่หลังจากใช้งานโหมดนี้ไปแล้ววาร์อัลบุสจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ซักระยะแต่เนื่องจากนี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเลยต้องทำเช่นนั้น
.
วาร์อัลบุสเร่งความเร็วสูงสุดไปยังเป้าหมายในระหว่างนั้นโทยะให้เหล่าอัศวินได้พักทานอาหารกันก่อนรวมถึงตัวพวกเขาเองด้วยเมื่อเข้าใกล้ป้อมปราการของศัตรูความหนาแน่นของพลังเวทที่ลดลงทำให้วาร์อัสบุสเดินหน้าไปต่อไปได้จำเป็นต้องร่อนลงฉุกเฉิน ตอนนี้บริเวณทะเลสาบแลดูเป็นปล่องภูเขาไฟไปเสียแล้วและตัวยานก็ยังไปไม่ถึงป้อมที่อยู่ตรงหน้าด้วย โทยะกังวลว่าเฟรมเกียร์อาจจะขยับไม่ได้ในพื้นที่นี้่แต่เรจีน่าบอกว่าไม่ต้องกังวล สาเหตุที่วาร์อัลบุสไปต่อไม่ได้เพราะตัวยานใช้เตาพลังสปิริตแต่เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีสปิริตเหลือแล้วจึงดูดซับพลังไม่ได้แต่เฟรมเกียร์นั้นต่างออกไปเพราะใช้อีเทอร์ลิควิดจากภายใน วาร์อัลบุสหมดพลังขับเคลื่อนแต่ยังพอร่อนลงแถว ๆ บริเวณใกล้ปากปล่องได้ทว่าในตอนนั้นลินเซ่ก็ชี้ให้โทยะดูการเปลี่ยนแปลงของป้อมปราการต้นไม้ที่กำลังยืดตัวสูงขึ้นไปจนกลายเป็นหอคอยโทยะคิดถึงไพ่ "เดอะทาวเวอร์" ในไพ่ทาร็อตที่แสดงถึงลางร้ายขึ้นมาทันที เมื่อวาร์อัสบุสร่อนลงฉุกเฉินได้สำเร็จโทยะก็บอกให้ยูมิน่าเปิดโรงเก็บเพื่อนำกำลังรบออกไป ซึ่งทางนั้นมีไซคลอปส์และสิ่งที่เหมือนกับไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ผสมเครื่องจักรรอยู่บนท้องฟ้าเองก็มีสิ่งที่คล้ายพูเทร่าโนดอนที่หางยาวผิดปกติผสมเครื่องจักรอยู่หลายตัว โดยลีนสันนิษฐานว่าพวกนี้ถูกอัญเชิญมาจากโลกอื่นพอเห็นศัตรูมาฮิวด้ากับยาเอะก็ขับเฟรมเกียร์ของตนพุ่งของไปทันที ยูมิน่าสั่งให้อัลบุสค่อยยิงอาวุธจากตัวยานเพื่อสนับสนุนส่วนตัวเธอก็ก้าวลงจากที่นั่งกัปตันเพื่อเข้าสนามรบแล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นกริมเกเด้เปิดฟลูเบิร์สยิงกระหน่ำ รอสไวเซ่เริ่มบรรเลงเพลงเพื่อสนับสนุนพรรคพวกเหล่าไซคลอปส์ได้รับผลจากเพลงทำให้มันช้าลงแต่พวกทีเร็กนั้นยังคงพุ่งเข้ามาราวกับไม่ได้รับผลและต้องใช้กระสุนคริสตัลยิงใส่หลายนัดกว่าจะสร้างความเสียหายได้ก็แสดงว่าเกราะพวกมันของพอตัว ส่วนพวกพูเทร่าโนดอนก็บินวนอยู่รอบหอคอยต้นไม้ เหล่าชีวาเลียเริ่มเข้าปะทะกับทีเร็ก ชีวาเลียเครื่องหนึ่งโดนหางของทีเร็กฟาดแต่ก็ยังเอาอยู่ด้วยโล่แต่โล่ก็เสียหายไปเช่นกัน เรนจึงบัญชาการให้คอยระวังหางมันไว้และเข้าจู่โจมอย่างระมัดระวังจนกระทั่งมีชีวาเลียที่ใช้ดาบใหญ่สามารถตัดหางมันได้แล้วเครื่องอื่นที่เหลือก็เข้ารุมโจมตี เกอร์ฮิวเด้ของเอลเซ่ชกทีเร็กซ์จากด้านหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงจนมันคอหักไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ ส่วนยาเอะกับฮิวด้าก็ใช้ดาบบั่นคอพวกทีเร็กซ์อย่างง่ายดายในขณะที่เฟรย์รบเร้าขอเปลี่ยนการบังคับกับแม่แต่โทยะคิดว่าตอนนี้พวกเด็ก ๆ ไม่น่าจะได้ออกโรงเพราะยังไงซะพวกฮิลด้าตอนนี้ก็มีชุดป้องกันพิษเทพมารแล้วแต่โทยะเริ่มกังวลขึ้นมาเมื่อเด็ก ๆ กลับไปอนาคตอาจจะร้องขอเฟรมเกียร์ส่วนตัวของตัวเองขึ้นมา
.
ลินเซ่ติดต่อเข้ามาบอกว่าจะจัดการพวกบนฟ้าโทยะเลยจะตามไปสมทบแต่ทว่าเรกินเรฟกลับบินไม่ขึ้นเพราะตอนที่ปรับปรุงเรจีน่าได้เปลี่ยนระบบการบินของเรกินเรฟเป็นแบบใช้เตาปฏิกรณ์สปริตเพื่อเพิ่มพลังในการบินแต่เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีสปิริตมันจึงใช้การไม่ได้แต่ถ้าใช้เวทมนตร์ก็น่าจะยังพอบินได้หรือไม่โทยะก็เรียกพวกสปิริตมาด้วยสถานะราชาสปิริตก็น่าจะได้แต่โทยะไม่อยากบังคับพวกสปิริตจนเกินไปก็เลยไม่ทำแบบนั้นเขาจึงต้องเปลี่ยนเป็นโจมตีสกัดกั้นจากภาคพื้นดินแทนโดยการใช้แผ่นคริสตัลสิบสองชิ้นที่เปลี่ยนรูปร่างเป็นดาบพุ่งไปโจมตี ใบดาบทะลุไปแล้วพูเทร่าโนดอนก็ระเบิดอย่างรุนแรงโทยะรู้สึกว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากดในระหว่างนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าพูเทร่าโนดอนตัวหนึ่งกำลังจะพุ่งชนกับเฮมวีเก้ของลินเซ่โทยะเลยรีบเตือนเธอไม่ให้เข้าประชิดเพราะมันจะระเบิดลินเซ่เลยรีบใช้ปืนสอยพูเทร่าโนดอนตัวนั้นแล้วบินผ่านมาได้ก่อนมันจะระเบิดดูเหมือนว่าพวกนี้จะมีระเบิดติดไว้ภายในหรือไม่ก็สร้างมาให้เป็นระเบิดพลีชีพแต่แรกแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรให้พวกนี้เข้าใกล้เด็ดขาดหากมันพุ่งลงมาโจมที่พวกที่อยู่บนพื้นก็คงจะหายนะแน่ ดังนั้นจึงต้องให้พวกโจมตีระยะไกลแบบบรุนฮิวเด้และวัลเทราด์ซียูนิตเข้าไปจัดการ รูริกับโคเกียวคุในร่างยักษ์ก็ช่วยยิงกระสุนเพลิงกับดราก้อนเบรสไปยังพวกพูเทร่าโนดอนด้วยแต่กระสุนสไนเปอร์ของยูมิน่าดูจะไม่ค่อยเหมาะเพราะยิงทำลายได้แค่หัวหรือปีกซึ่งแบบนั้นจะทำให้มันร่วงลงมาระเบิดบนพื้นได้โทยะคิดว่ามันน่าจะมีระเบิดอยู่ตรงหน้าอกไม่ก็ท้องแต่ในเมื่อไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ก็ทำให้มันระเบิดให้หมดในทีเดียวกลางอากาศไปเลยน่าจะดีกว่าโทยะใช้ฟราคกราคทำลายพูเทร่าโนดอนสิบสองตัวที่พุ่งมาเขาจะปล่อยให้พวกนี้เข้าใกล้ไม่ได้จำเป็นต้องรีบกวาดออกไปให้หมด ในระหว่างนั้นเองกริมเกเด้ของลีนก็เข้ามาช่วยยิงและบอกให้โทยะรีบไปที่หอคอยส่วนทางนี้พวกเธอจะจัดการเอง โทยะตระหนักว่าจะมาเสียเวลาที่นี่ไม่ได้ปูเวิร์ดก็อดเคยบอกว่า ตัวเขา ภรรยาและลูก ๆ สามารถต้านทานพลังกัดกร่อนได้แต่กับเรกินเรฟมันอาจไม่เป็นแบบนั้นหากไปเผชิญหน้าเรกินเรฟอาจจะโดนแย่งชิงการควบคุมเอาได้ซึ่งโทยะอยากหลีกเลี่ยงเรื่องนั้นจึงตัดสินใจลงจากเรกินเรฟและเก็บมันเข้าสโตร์ไป ในจังหวะนั้นคุองก็ขี่โคฮาคุเข้ามาหาโทยะแปลกใจว่าคุองไม่ได้อยู่กับยูมิน่าเหรอ คุองบอกว่าแม่บอกให้เขาตามพ่อไปเพราะอาจจะมีสาวกเทพมารอยู่ด้วย โทยะเลยใช้เลวิเทชั่นพาคุองและโคฮาคุบินไปด้วยกันโดยมีปลายทางอยู่ที่ด้านบนสุดของหอคอยต้นไม้
.
ในระหว่างนั้นซิลเวอร์ก็เตือนคุองว่ามีศัตรูกำลังเข้ามาจากทางด้านขวาโทยะที่ได้ยินซิลเวอร์พูดแบบนั้นก็หันไปมองในทิศทางนั้นทันทีก็เห็นว่าฝูงพูเทร่าโนดอนกำลังบินเข้ามาเขาไม่รอช้าจัดไซโคลนสตอร์ใส่ทันที่จนมันร่วงไปและตามด้วยไฟร์สตอร์มเผามันให้สิ้นซากเพื่อไม่ให้มันร่วงลงไปก่อปัญหาให้กับคนที่กำลังสู้อยู่เบื้องล่างหลังจากนั้นไม่นานพวกโทยะก็บินมาถึงที่ด้านบนหอคอยเมือมองลงไปก็เห็นว่าที่ด้านบนสุดมีรากไม้เกี่ยวพันกันเป็นทรงกลมขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายกับทัมเบิลวีดเป็นการแสดงออกราวกับว่ากำลังปิดกั้นตัวเองไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนแต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องเข้าไปให้ได้ดังนั้นโทยะคิดจะเผามันทิ้งเลยใช้ไฟร์แอโร่วยิงใส่แต่ว่าไร้ผลมันไม่ไหม้เลยซักนิดแถมมันยังดูดซับพลังเวทมนตร์ไปอีกดูเหมือนว่ารากต้นไม้นี้จะสามารถดูดเอาพลังเวทเข้าไปเก็บไว้ในตัวของมันได้จริง ๆ ถ้าหากมันไหม้ได้โทยะก็กะจะเผามันทิ้งไปทั้ง ๆ อย่างนั้นแล้วแต่ในเมื่อทำแบบนั้นไม่ได้ก็ต้องหาทางอื่นพวกโทยะจึงพากันร่อนลงที่ด้านบนนั่นก่อนด้วยความระมัดระวังเพราะเกรงว่าอาจจะโดนรากไม้พุ่งมาจับเอาได้เมื่อมาอยู่ตรงหน้าทัมเบิลวีดนั้นโทยะก็รู้สึกว่ามันใหญ่กว่าปราสาทบรุนฮิวเสียอีกและในเมื่อเผาไม่ได้ก็คงจะต้องใช้วิธีตัดเอาโทยะเอาผลึกเฟรซออกมาและแปรสภาพมันเป็นขวานเพื่อจะใช้มันสับลงไปที่ทัมเบิลวีดและกำลังคิดว่านี้คงงานหนักแน่แต่ซักพักโทยะก็สังเกตเห็นว่าคุองกระโดดลงมาจากหลังของโคฮาคุพร้อมกับถือดาบเลื่อยไฟฟ้ามาด้วยมันก็คือเชนซอร์ดที่คูนสร้างขึ้นนั่นเองโดยเฟรย์เป็นคนขอให้สร้างโดยคุองมีอยู่อันนึงเก็บไว้ในสโตร์ของสมาร์ทโฟนตอนแรกเขาก็คิดว่าคงไม่ได้ใช้แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีประโยชน์ขึ้นมาแล้วในตอนนี้และด้วยเชนเบลดอันนั้นคุองก็สามารถสร้างทางเข้าได้ในที่สุดแม้วิธีใช้มันจะต่างจากวิธีใช้เลื่อยไฟฟ้าที่โทยะรู้จักไปซักหน่อยก็ตาม หลังเข้ามาข้างในก็พบว่ามีดอกไม้ที่เรืองแสงสีเขียวอ่อน ๆ งอกออกมาจากรากทำหน้าที่คอยให้แสงสว่างโทยะมองเห็นปิรามิดที่มีแสงประหลาดอยู่บนยอดที่เคยเห็นก่อนหน้านั้นอยู่ข้างหน้าแล้วโกลด์และสาวกเทพมารน่าจะอยู่ที่นั่นแต่พอคิดจะใช้เวทฟลายบินไปก็ไม่สามารถทำได้เพราะรากไม้พวกนี้คอยดูดซับเวทไว้ทำให้งานเวทมนตร์ไม่ได้ ซึ่งคุองก็รู้เรื่องนี้แล้วเหมือนกันโทยะเลยถามเกี่ยวกับเนตรมารว่ามีปัญหาในการใช้งานไหม ซึ่งคุองบอกว่ายังพอใช้งานได้แต่พลังของจับตรึงกับบดขยี้จะมีอานุภาพน้อยลง หลังจากลองทดสอบดูโทยะก็พบว่าเวทที่แสดงผลกับตัวเองยังคงใช้งานได้แต่เวทที่ปล่อยออกไปภายนอกพลังจะถูกดูดไป
.
และเมื่อใช้เวทฟลายบินไปไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีอื่นโทยะกับคุองจึงใช้วิธีขี่โคฮาคุพาวิ่งไปที่นั่นแต่ยังไม่ทันจะได้ออกวิ่งก็เกิดการบิดเบี้ยวของมิติที่เบื้องหน้าและศัตรูก็ก้าวออกมาคราวนี้เป็นไทเซอร์ราท็อปผสมกับเครื่องจักรแต่โคฮาคุก็สะบัดกรงเล็บสร้างคลื่นคมมีดหั่นร่างของศัตรูได้อย่างง่ายดายและวิ่งผ่านไปแต่ไทเซอร์ราท็อปหลายตัวก็ถูกเรียกออกมาปิดล้อมพวกโทยะไว้แบบนี้โคฮาคุแค่ตัวเดียวคงตีฝ่าไปได้ยากโทยะก็เลยอัญเชิญสัตว์เทพอีกสามตัวที่เหลือออกมาช่วยสู้ทันที ทั้งหมดคืนร่างเป็นโหมดร่างยักษ์โทยะเตือนพวกสัตว์เทพว่าที่นี่ใช้เวทมนตร์ประเภทปลดปล่อยการโจมทีไม่ได้ให้ระวังตัวแต่พูดไม่ทันขาดคำโคคุโยก็ยิงใบมีดน้ำออกจากปากหั่นศัตรูไปเรียบร้อยโคคุโยบอกว่าพวกสัตว์เทพจะใช้การปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์จากร่างดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบและยิ่งทำสัญญากับเทพอย่างโทยะก็ยิงอัพเกรดพลังให้กับพวกสัตว์เทพด้วย รูริบอกให้โทยะมุ่งหน้าไปศัตรูตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเธอเองและเหล่าสัตว์เทพก็ปล่อยพลังโจมตีกันแหลกราญ ส่วนโคฮาคุก็วิ่งพาโทยะกับคุองขึ้นไปตามเนินมุ่งหน้าสู่ปิรามิดแต่พอมาได้ครึ่งทางทหารจักรกลก็โผล่ออกมาขวางแต่ก็โคนคลื่นกระแทกจากเสียงคำรามของโคฮาคุอัดปลิวและโทยะก็ใช้บรุนฮิวยิงซ้ำจนกระทั่งขึ้นมาถึงด้านบนได้และเบื้องหน้านั้นโทยะเห็นวงแหวนวางอยู่ในแนวตั้งที่ใจกลางวงแหวนเต็มไปด้วยความมืด ในจังหวะนั้นโคฮาคุกระโดดถอยออกมาก่อนจะมีขนนกสีทองหลายเส้นพุ่งลงมาตรงจุดนั้น เมื่อมองขึ้นไปก็พบว่าโกลด์ลอยอยู่กลางอากาศและจ้องมองมาทางพวกเขาและประกาศว่าจะไม่ให้ใครมาขัดขวางได้ว่าแล้วมันก็ใช้สกิลของนัวร์เรียกตัวเองมาจากโลกคู่ขนานโดยไม่สนราคาค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายว่าจะมากแค่ไหนเลยจึงทำให้ตอนนี้โกลด์ที่เป็นศัตรูมีถึงสองเครื่องแต่ขนนกก็ร่วงไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน โกลด์เปิดฉากโจมตีด้วยกลัทโทนีเฟเซอร์โทยะสั่งให้โคฮาคุรีบหลบหลีกเพราะหากสัมผัสขนนกนี่เข้าจะเป็นอันตรายส่วนที่โดนขนนกสัมผัสจะแปรสภาพและเป็นหนึ่งเดียวกับรากไม้ โกลด์ทั้งสองเปลี่ยนมือเป็นอาวุธโดยตัวหนึ่งเปลี่ยนเป็นขวาน อีกตัวเปลี่ยนเป็นดาบ
.
โทยะกระโดดลงจากหลังโคฮาคุและยิงกระสุนไปที่โกลด์เพื่อล่อความสนใจโกลด์ตัวที่ใช้ขวานพุ่งเข้ามาหาโทยะใช้บรุนฮิวโหมดดาบรับการโจมตีไว้โกลด์ฉวยโอกาศนี้ใช้พลังกัดกร่อนเหมือนที่เคยทำกับยาคุโมะแต่คราวนี้โทยะเตรียมการรับมือมาแล้วนั่นก็คือการปลดปล่อยพลังเทพเมื่อใช้พลังร่างของโทยะก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแพทตินั่มการปลดปล่อยพลังเทพนั้นจะสามารถใช้ขับไล่พลังเทพของอีกฝ่ายได้ซึ่งตามปกติจะห้ามใช้กับพวกเทพมารแต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นเทพตกสวรรค์ล่ะก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งเนื่องจากเทพมารนั้นนับเป็นเทพที่ถือกำเนิดบนโลกแต่เทพตกสวรรค์ถือเป็นเทพที่มาจากแดนเทพการใช้พลังเทพเข้าจัดการเทพผู้ร่วงหล่นจึงไม่ผิดกติกาแต่ตอนนี้โทยะเริ่มตะหงิด ๆ ใจเล็กน้อยว่าพวกสาวกเทพมารหายไปไหนพวกนั้นควรจะอยู่ที่นี่ด้วยแท้ ๆ แต่กลับไม่เห็นวี่แววเลย ส่วนโกลด์ที่กำลังสู้กับโทยะก็รู้สึกได้ว่าโทยะเป็นตัวอันตรายต้องรีบจัดการเป็นอันดับแรกว่าแล้วใช้มือทั้งสองแตะไปที่รากไม้ก็สร้างแขนขนาดใหญ่ที่ไม่สมกับตัวขึ้นมาและชกไปที่โทยะแน่นอนว่าบรุนฮิวรับการโจมตีระดับนี้ไม่ไหวโทยะจึงกระโดดหลบพื้นที่ตรงนั้นถูกคว้านออกในทันที โทยะสังเกตุเห็นว่าแขนของโกลด์กำลังมีเปลวเพลิงลุกไหม้นี่คือสกิลของรูจแม้จะกังขาว่าโกลด์คืออะไรกันแน่แต่โทยะก็ตั้งท่าพร้อมสู้ ในขณะเดียวกันคุองก็กำลังสู้กับโกลด์อีกตัวที่ใช้พลังกัดกร่อนเหมือนกันแต่ซิลเวอร์ทำการปลดผนึกขั้นสองด้วยสนามพลังของซิลเวอร์และความสามารถของสัมบัติศักดิ์สิทธิ์ทำให้สามารถป้องกันการโจมตีได้และโคฮาคุก็ใช้คลื่นกระแทกอัดมันกระเด็นไป โกลด์ลอยขึ้นไปหยุดกลางอากาศและมองไปที่ซิลเวอร์และก็เริ่มจำได้ว่ามันคือ "อินฟินิตี้ซิลเวอร์" ผลงานที่เขาเป็นคนสร้าง สำหรับซิลเวอร์แล้วมันก็เหมือนของที่ล้มเหลวหรือไม่ก็ถูกทิ้งเนื่องจากว่ามันถูกหยุดการพัฒนากลางคัน ส่วนหนึ่งก็เพราะโครมมองว่ามันสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลาแถมไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแต่ยังไงซะซิลเวอร์ก็ไม่ชอบผู้สร้างของตนเลยบอกให้คุองสั่งสอนเลย แม้ว่าคุองจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับเขาแต่ยังไงซะก็ต้องสู้อยู่แล้วก็เลยไม่คิดจะทักท้วงเขาพุ่งเข้าโรมรันกับโกลด์ในตอนนั้นเขาใช้เนตรมารบดขยี้ไปด้วยแต่โกลด์ไม่ได้สังเกตเห็นเลยหลังสู้ไปแปบเดียวดาบของโกลด์ก็เกิดรอยร้าวด้วยความสามารถในการขยายพลังของซิลเวอร์บวกกับการใช้เนตรมารในเฉพาะจังหวะที่ปะทะสั้น ๆ แม้พื้นที่นี้จะใช้เวทไม่ได้เต็มที่แต่ถ้าค่อย ๆ ทำแบบนี้ก็สร้างผลลัพธ์ได้เหมือนกัน
.
โกลด์สร้างดาบใหม่ขึ้นมาแทนในเวลาสั้น ๆ ด้วยสกิลฟื้นฟูของวิโอล่าและได้รับรู้ถึงเนตรมารแต่ก็มองว่าไม่เป็นภัยใด ๆ แต่ผลจากการใช้สกิลก็ทำให้ขนนกร่วงไปเป็นจำนวนมาก โกลด์เปิดฉากโจมตีด้วยโฟตอนเลเซอร์แต่คุองก็เปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์จากโหมดดาบให้กลายเป็นโล่รับการโจมตีไว้ สำหรับคุองแล้วโกลด์ก็เหมือนกับวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปสู่สุขคติดังนั้นทางช่วยเหลือก็คงจะมีทางเดียวส่วนโคฮาคุที่ดูอยู่ก็รู้สึกได้เลยว่านิสัยไม่ดีของคุองนี่รับสืบทอดมาจากพ่อเต็ม ๆ โกลด์เปิดโหมดรุกเต็มที่โดยกางปีกทั้งสี่ที่ด้านหลังออกกว้างและกระหน่ำยิงแสงลงมาทว่าคุองไม่หวั่นไหวในขณะที่ซิลเวอร์เป็นกังวล คุองบอกว่าเขามีอาวุธลับเก็บซ่อนไว้อยู่
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 15 (601- 610)
โกลด์ปล่อยการโจมตีจากรัศมีที่ด้านหลังที่หมุนราวกับกงจักรพุ่งเข้าใส่คุองที่ขี่อยู่บนหลังของโคฮาคุ รัศมีนั้นตัดผ่านรากไม้ที่อยู่บนพื้นที่มันวิ่งผ่านในขณะที่โคฮาคุพยายามวิ่งหนีแต่รัศมีตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละและมีจำนวนที่มากแถมโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทาง โคฮาคุพยายามหลบเลี่ยงพวกมันส่วนคุองก็ใช้ซิลเวอร์ปัดป้องรัศมีพวกนั้นออกไป ซิลเวอร์บอกว่าแบบนี้ดูท่าจะไม่จบไม่สิ้นแน่คุองเลยใช้วิธีการทำลายพวกมันทิ้งแทนโดยคุองได้เปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ในรูปแบบของธนูพิณและยิงห่าฝนศรแสงเข้าทำลายรัศมีเหล่านั้นซึ่งลูกศรที่คุองยิงออกไปนั้นเป็นแบบติดตามเป้าดังนั้นไม่ว่ารัศมีจะเปลี่ยนทิศทางไปก็ไม่เป็นปัญหาเมื่อทำลายรัศมีได้หมดแล้วคุองก็ยิงศรอีกครั้งคราวนี้เล็งเป้าไปที่โกลด์ ฝ่ายนั้นเมื่อเห็นศรพุ่งมาก็กะจะใช้ดาบของตนปัดแต่ลูกศรกลับโค้งหลบและพุ่งไปที่ด้านข้างของศีรษะแทนและเจาะทะลุไปอย่างงดงามโกลด์เสียการทรงตัวและร่วงลงมาแต่ก่อนจะถึงพื้นมันก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้และลอยกลับขึ้นไปอีกครั้ง ความตั้งใจของคุองก็คือกะจะทำลายคิวคริสตัลแต่ดูเหมือนว่าพลังของศรจะโดนดูดซับทำให้พลังทำลายลดลงไปมากจึงไม่ส่งผลเท่าไหร่แต่นั่นก็ทำให้โกลด์จ้องมองคุองด้วยดวงตาสีแดงของมันชนิดที่ว่าสัมผัสได้ถึงความโกรธเลยทีเดียว
.
ในระหว่างนั้นเองโคฮาคุก็สังเกตเห็นว่าที่เท้าของมันมีเสื้อผ้าและเครื่องประดับของมนุษย์กับหน้ากากอีกสองอันตกอยู่คุองจำได้ว่ามันเป็นของสาวกเทพมารที่เขาเห็นที่เรืออาร์คคนหนึ่งคือผู้ใช้กงจักรที่สู้กับเขาอีกคนคือผู้ใช้กระบองที่สู้กับเฟรย์และการที่เสื้อผ้าและหน้ากากของพวกนั้นมากองอยู่ตรงนี้ก็หมายความว่าทั้งสองคงจะโดนกลืนกินไปแล้วซึ่งโกลด์ก็ประกาศเองว่าทำการสังเวยพวกนี้ไปแล้วเพราะพวกนี้มันไร้ประสิทธิภาพทำให้แผนการล่าช้าเสียเวลาเปล่า ๆ พอได้ฟังคำประกาศนั้นซิลเวอร์ก็สบถว่าโครมนี่มันยังเห็นแก่ตัวไม่เปลี่ยนเลยแต่ถึงจะโดนซิลเวอร์ด่ายังไงโกลด์ก็ไม่สนส่วนคุองรู้สึกไม่ชอบใจกลับการกระทำที่มองพวกพ้องเป็นแค่เครื่องมือแบบนี้ส่วนโกลด์นั้นมีแผนที่จะใช้พวกคุองเป็นเครื่องสังเวยเช่นกันมันเปลี่ยนมือขวาเป็นหอกเพื่อเข้าโจมตีในขณะที่คุองเปลี่ยนสมบัติศักดิ์เป็นโล่ โกลด์เริ่มใช้ความสามารถบิดเบือนมิติและแทงหอกผ่านรูนั้นเพื่อซิลเวอร์รับรู้ได้ถึงการโจมตีจึงตะโกนบอกให้โคฮาคุกระโดดไปข้างหน้าเมื่อโคฮาคุทะยานออกไปแล้วปลายหอกก็โผล่ออกมาตรงตำแหน่งที่พวกโคฮาคุอยู่เมื่อกี้ถ้าช้าไปเพียงนิดมันก็คงแทงทะลุตัวคุองไปแล้วซึ่งเจ้าซิลเวอร์มันไม่มีตาก็จริงแต่ตัวมันมีระบบเซนเซอร์ตรวจจับสภาพรอบตัวทำให้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นได้ทำให้รู้ตัวได้เร็ว คุองรู้ว่านี่เป็นการโจมตีแบบผ่านช่องว่างมิติมันจึงไม่สนระยะห่างซึ่งยาคุโมะเองก็ใช้วิธีนี้บ่อย ๆ และมันเป็นอะไรที่รับมือได้ยากแม้จะมีพลังเนตรมองที่ช่วยให้มองเห็นอนาคตล่วงหน้าก็ตามแต่การที่การโจมตีเข้าประชิดตัวอย่างกระทันหันก็เป็นเรื่องยากที่จะสามารถหลบหลีกได้ทันแถมโกลด์ยังใช้การเปิดมิติจำนวนมากล้อมรอบตัวคุองและแทงโจมตีออกมาจากหนึ่งในช่องว่างนั้นราวกับเกมส์ตีตัวตุ่นก็ไม่ปาน โกลด์แทงหอกโจมตีเข้ามาคุองก็ใช้โล่ปัดป้องไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า โคฮาคุเองก็พยายามกระโดดหลบการโจมตีแต่ด้วยการบิดเบือนมิติจำนวนมากเซนเซอร์ของซิลเวอร์จับได้แค่ตำแหน่งที่มีการบิดเบือนมิติไม่อาจจะบอกได้ว่าการโจมตีจะออกมาจากตำแหน่งไหนของการบิดเบือนนั้นและถ้าเอาแต่ตั้งรับไปเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสที่จะพลาดพลั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาโอกาสสวนกลับ ในระหว่างนั้นก็มีขนนกสีทองถูกปล่อยออกมาจากช่องว่างมิติพวกนั้นถึงพลังของสมบัติศักดิ์สิทธิ์จะป้องกันพลังกัดกร่อนได้แต่การดูดกลืนของกัสโทนี่สไลม์ก็ประมาทไม่ได้ถ้าหากโกลด์สามารถดูดพลังจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ได้อีกมันก็จะมีพลังเพิ่มขึ้น
.
คุองเลยใช้ซิลเวอร์จัดการกับพวกขนนกเหล่านั้นแทนที่จะใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ โกลด์แทงหอกผ่านช่องว่างมิติมาอีกครั้งคุองเอนหลังเพื่อหลบหอกและพุ่งซิลเวอร์ไปยังโกลด์ที่ลอยอยู่ตรงหน้าแต่โกลด์ก็หลบเข้าช่องว่างมิติไป ยิ่งมีขนนกออกมาจากช่องว่างมิติด้วยซิลเวอร์ก็ไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าตัวของโกลด์จะไปโผล่ออกมาจากช่องว่างไหนและในจังหวะหนึ่งที่โคฮาคุกระโดดหลบขนนกและการโจมตีของโกลด์ทำให้ตัวลอยอยู่กลางอากาศโกลด์ก็อาศัยจังหวะนั้นโจมตีผ่านมิติมาทำให้โคฮาคุไม่สามารถหลบได้จึงตั้งใจบิดตัวเพื่อจะเอาตัวเองรับหอกแต่ในจังหวะนั้นเองคุองก็หยิบไม้ตายของเขาออกมาและเมื่อ คุองพูดว่า "แว่นตาสุดยอด" ร่างกายของโกลด์หยุดชะงักทำให้หอกมาไม่ถึงโคฮาคุและในจังหวะที่ขยับไม่ได้คุองก็กระโดดออกมาจากหลังโคฮาคุและใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ฟันเข้าที่ด้านหลังของโกลด์ทำลายเครูบิมลงได้โกลด์จึงร่วงลงมา อาวุธลับของคุองก็คือแว่นตาที่เทพแห่งแว่นตามอบให้มันมีพลังในการเพิ่มศักยาภาพของเนตรมารให้สูงขึ้นแม้จะอยู่ในสภาวะเวทมนตร์เบาบางแบบนี้ก็ตามแต่มันมีเงื่อนไขว่าจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อกล่าคำว่า "แว่นตาสุดยอด" ทุกครั้งที่จะใช้งานมันและหากมีอินเนอร์ออกมามากเท่าไหร่พลังของมันก็จากมากขึ้นตามพูดง่าย ๆ ยิ่งตะโกนดังและใส่จิตวิญญาณลงไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีแต่สำหรับคุองแล้วมันบ้าบอเกินไปเขาก็เลยไม่อยากใช้มันจึงตั้งใจว่าจะปิดตายมันไว้ในสโตร์ของสมาร์ทโฟนของเขาแต่มันดันมามีประโยชน์ในเวลาแบบนี้ซะได้ เมื่อเวลาของการยึดตรึงหมดลงโกลด์ก็กระโดดถอยห่างออกมาและสงสัยว่าคุองทำอะไรกับเนตรมารแต่คุองไม่ยอมบอกตอบไปว่าเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะเผยไพ่ในมือและเขายังสังเกตเห็นว่าเครูบิมไม่ฟื้นคืนสภาพเฉกเช่นกับแขนขวาของโกลด์ที่ได้รับความเสียเหมือนกันนั่นแปลว่าพลังในการฟื้นฟูของ "ม่วง" ไม่ครอบคลุมถึงอุปกรณ์เสริมอย่างเครูบิมคุองจึงเล็งทำลายสิ่งนั้นก่อน โกลด์ทำการเปิดช่องว่างมิติอีกครั้งแต่คุองจัดการทำลายมันด้วยเนตรมารสลายเวทของเขาดูเหมือนว่าพลังของเนตรมารนั้นสูงขึ้นมากขนาดทำลายพลังที่เกิดจากโกเลมสกิลได้แต่รหัสผ่านในการเปิดใช้งานมันก็ทำใจยากอยู่ดีคุองตั้งใจว่าถ้าเจอเทพแว่นคราวหน้าเขาจะขอเปลี่ยนรหัสผ่าน
.
เมื่อใช้การบิดเบือนมิติไม่ได้โกลด์จึงพุ่งตัวเข้ามาโจมตีโดยตรงแต่คุองรู้อยู่แล้วด้วยเนตรมารส่องอนาคตทำให้สามารถหลบได้อย่างง่ายดายด้วยการกระโดดออกไปด้านข้างและเล็งไปที่ด้านหลังของโกลด์ เมื่อคุองกล่าวรหัสลับพร้อมกับซิลเวอร์ที่ปลดปล่อยพลังขั้นหนึ่งของมันออกมาพลังของเนตรมารบดขยี้ก็ทำลายเครูบิมออกเป็นเสี่ยง ๆ โกลด์ที่สูญเสียแพคหลังก็ตกกระแทกพื้น เนื่องจากสร้างมาจากสไลม์เมื่อสูญเสียแก่นควบคุมมันก็คืนสภาพเป็นเหมือนเจลและละลายไปเพราะพวกมันถูกสร้างมาโดยไม่มีอัตตาของตัวเอง คุองคิดว่าเท่านี้โกลด์ใช้โกเลมสกิลไม่ได้อีกแล้วแต่โกลด์ยังไม่ยอมแพ้และใช้สกิล "รีเวิร์ส" ทำให้เครูบิมที่ถูกทำลายย้อนกลับคืนมาเพราะความจริงแล้วตัวหลักที่ใช้สกิลคือโกลด์เครูบิมเป็นแค่แพ็คเสริมเท่านั้นแม้คุองจะพยายามใช้เนตรมารสลายเวทหยุดแล้วแต่สกิลรีเวิร์สเมื่อทำงานไปแล้วมันจะฟื้นคืนสภาพวัตถุเป้าหมายได้โดยอัตโนมัติจึงไม่สามารถขัดขวางได้ อันที่จริงคำกล่าวที่ว่า โกลด์ไม่มีโกเลมสกิลนั้นหมายถึงว่าตัวมันไม่มีความสามารถที่เป็นโกเลมสกิลเฉพาะของตัวเองแต่ตัวมันสามารถใช้โกเลมสกิลของคราวน์ตัวอื่นได้หมดยกเว้นของซิลเวอร์และแน่นอนว่าการใช้โกเลมสกิลก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิ่วแม้จะเป็นตัวของโกลด์เองก็ไม่มีข้อยกเว้นดังนั้นแล้วตามปกติมันจึงมีลิมิตเตอร์ติดตั้งไว้เพื่อไม่ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติและแน่นอนว่ามีแค่ผู้สร้างอย่างโครมเท่านั้นที่สามารถปลดลิมิตเตอร์นี้ออกได้และผลของการใช้รีเวิร์สก็ทำให้ร่างกายของโกลด์เริ่มพังทลายลงในขณะที่เครูบิมที่คืนสภาพเดิมบินกลับติดเข้าที่หลังของโกลด์แต่ปีกนั้นแทบไม่เหลือขนนกอยู่แล้วและชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็เริ่มพังทลายขนนกที่เสียไปแล้วไม่กลับคืนมา แต่ถึงสภาพจะพังยับแต่คุองก็รู้สึกได้ว่าโกลด์ไม่ยอมแพ้แน่ เขาสงสัยว่าโกลด์ต้องการอะไรกันแน่ต้องการคืนชีพเทพมารเหรอ แต่คำตอบที่ได้คือโกลด์ หรือโครม รันเชส ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นจะเป็นการคืนชีพอะไรขึ้นมาจะใช่เทพมารหรือเปล่าก็ไม่ได้แคร์เขาต้องการแค่จะเอาสิ่งที่เสียไปกลับคืนมาโดยไม่สนว่าจะต้องสัยเวยอะไรไปเท่าไหร่ โกลด์เปลี่ยนมือตัวเองเป็นขวานและเปิดใช้งานสกิลของ "ดำ" เพื่อเร่งเวลาและพุ่งเข้าไปฟัน
.
แต่คุองคำนวนเอาไว้แล้วเขาหลบออกด้านข้างได้มันเวลาและเปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์เป็นปืนและจ่อไปที่ขมับของโกลด์และบอกว่า "ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่มีสิทธิ์ไปสังเวยผู้หรอกนะ" ก่อนจะลั่นไกทำลายส่วนหัวของโกลด์และหากคิวคริสตัลที่เปรียบได้กับสมองถูกทำลายต่อให้มีสกิลฟื้นฟูหรือย้อนเวลาก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วเพราะส่วนสั่งการได้ถูกทำลาย มันเรียกชื่อของใครบางคนออกมาก่อนจะฝากความหวังกับตัวตนที่เหลือของมันก่อนจะล้มลงพลางยื่นมือออกไปเพื่อไขว่คว้าบางอย่างก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปกลายเป็นฝุ่นสีทองดังนั้นโกลด์ตัวนี้ก็คือร่างแยกที่ดึงมาด้วยโกเลมสกิลของ "ดำ" หลังจากนั้นคุองก็ทรุดลงเพราะผลจากการใช้พลังเนตรมารที่ทรงพลังอย่างต่อเนื่องแม้จะปราบร่างแยกของโกลด์ลงได้แต่คุองก็ไม่เหลือแรงจะไปช่วยโทยะสู้แล้วคุองต้องหยุดพักก่อนโคฮาคุจึงพาคุองออกไปจากสถานที่แห่งนั้นโดยมีซิลเวอร์บินตามไปจากนั้นก็ส่งโทรจิตบอกโทยะว่าตุองไม่เป็นไรไม่ต้องเป็นห่วง โทยะรับรู้ถึงสถานการณ์พร้อมกับฝากให้โคฮาคุดูแลคุองด้วยในขณะที่ตัวเขากำลังเผชิญหน้ากับกำปั้นขนาดใหญ่ของโกลด์ที่สร้างมาจากไม้ด้วยสกิลของ "เขียว" และเสริมด้วยพลังเพลิงจากสกิลของ "แดง" อยู่ แม้ว่าจะหลบกำปั้นได้แต่เศษซากของรากไม้ที่เกิดการทุบทำลายด้วยพลังมหาศาลก็พุ่งเข้าใส่เขาอยู่ดีดังนั้นโทยะจึงต้องพยายามหลบหลีกถึงเศษซากพวกนั้นมันจะไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมากแต่ถ้่โดนมันก็เจ็บดังนั้นจึงอยากเลี่ยงและโทยะก็เห็นช่องว่างที่พอจะโจมตึจึงลั่นกระสุนใส่แต่โกลด์ก็ใช้แขนใหญ่ ๆ นั่นกันกระสุนไว้ได้พร้อมกับปล่อยขนนกที่ด้านหลังออกมาตอบโตั โทยะรีบใช้พริซันป้องกันไว้แต่ก็ป้องกันไว้ได้ไม่นานเพราะขนนกพวกนั้นสามารถกลืนกินพริซันได้เพราะมันถูกสร้างมาจากกัสโทนี่สไลม์โทยะจึงต้องรีบกระโดดหลบออกมาเพื่อรักษาระยะห่างและหลังจากนั้นขนนกพวกนั้นก็กลับไปติดที่หลังของโกลด์เหมือนเดิม ขนนกพวกนี้จะช่วงชิงพลังของอีกฝ่ายไปเป็นของตัวเองดังนั้นจึงเป็นอะไรที่ยุ่งยากถ้าหากฝ่ายนั้นสะสมพลังไปได้เรื่อย ๆ
.
โกลด์เริ่มใช้สกิลบิดเบือนมิติเข้าจู่โจมโดยการสร้างช่องว่างขึ้นที่เบื้องหน้าตัวเองและเบื้องหน้าของโทยะและส่งกำปั้นผ่านช่องว่างมิติเข้ามาโจมตีโทยะใช้แอคเซลเร่งความเร็วในเสี้ยววินาทีทำให้สามารถหลบกำปั้นนั้นได้อย่างฉิวเฉียดแต่แรงลมที่มากับกำปั้นก็ทำให้เสียการทรงตัวและขนนกก็กำลังถูกปล่อยมาอีกโทยะตอบโต้ด้วยเกททันทีดังนั้นแทนที่เขาจะล้มลงกับพื้นและตกเป็นเป้าร่างของเขาเคลื่อนย้ายจากจุดนั้นแล้วปรากฏตรงจุดที่อยู่เหนือหัวของโกลด์พร้อมกับนำหินก้อนใหญ่พอ ๆ กับรถบัสขนาดเล็กที่เขาเก็บไว้ในสโตร์ออกมาใส่กราวิตี้เพื่อน้ำหนักและทิ้งมันใส่โกลด์แต่ไม่ได้ผลเพราะแขนใหญ่ ๆ ของมันสามารถแบกรับก้อนหินที่เสริมน้ำหนักด้วยกราวิตี้เอาไว้ได้แม้พื้นรอบ ๆ จะแหลกไปแล้วก็ตามจากนั้นมันก็ขว้างก้อนหินนั้นกลับคืนไปให้โทยะ เขาจึงรีบใช้แอคเซลเพื่อหลบหนีโกลด์อาศัยจังหวะนั้นยิงกระสุนลูกไฟมาสิบลูกแต่ก็โทยะก็ใช้พริซันป้องกันไว้ได้ตอนแรกโทยะก็กลัวว่าไฟจะลามไปติดรากไม้ที่อยู่เต็มสถานที่แห่งนี้แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ติดไฟอย่างที่คิดไว้แต่พอรับกระสุนเพลิงไปได้แปดลูกพริซันก็ปริแตกดูเหมือนว่าการโจมตีนี้จะแฝงพลังเทพมาด้วยพอรับกระสุนเพลิงนัดที่เก้าพริซันก็แตกโทยะจึงต้องปลดปล่อยพลังเทพใส่บรุนฮิวโหมดดาบและฟันกระสุนเพลิงนั้นทิ้งไป โทยะกังวลว่าโกลด์อาจจะกำลังกลายเป็นเทพมารด้วยสถานะที่เป็นผู้ดูแลโลกแล้วโทยะกังวลว่าถ้าเทพมารเกิดขึ้นในปีแรกที่เขาทำหน้าทีดูแลโลกแบบนี้อาจทำให้คะแนนประเมินในฐานะเทพของเขาจะออกมาไม่ดีเอาได้แต่อย่างน้อย ๆ ทั้งหมดนี้ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดของเขาคนเดียวเพราะถ้านี่เป็นพลังของเทพกัดกร่อนที่เป็นเทพตกสวรรค์งานนี้เทพทำลายล้างก็ผิดด้วยเพราะถือว่าทำงานไม่เรียบร้อยแต่ถ้าในเมื่อเจ้านี่ไม่ใช่เทพมารที่กำเนิดบนโลกนี้แต่เป็นเทพตกสวรรค์ก็ถือว่าเข้าทางโทยะเพราะเขาสามารถกำจัดได้ด้วยตัวเองว่าแล้วโทยะก็เรียกสมบัติศักดิ์สิทธิ์มา ถึงจะบอกว่าสร้างให้ลูก ๆ ใช้แต่แรกเริ่มเดิมต้นมันเป็นของที่โทยะสร้างดังนั้นผู้สร้างย่อมสามารถใช้มันได้เช่นกัน
.
โทยะเปลี่ยนรูปแบบสมบัติศักดิ์สิทธิ์เป็นดาบปืนของคุองและสาเหตุที่ว่าทำไมโทยะต้องทำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ใช้โกลด์สามารถใช้ขนนกดูดกลืนพลังเทพที่ยิงออกไปจากปืนปกติได้ด้วยการเสริมพลังป้องกันของสมบัติศักดิ์สิทธิ์กระสุนที่ยิงออกไปจะเคลือบด้วยสนามพลังป้องกันการดูดกลืนและไม่เพียงแค่นั้นโทยะใช้พลังก็อปปี้ดาบปืนนี้ออกมารวมทั้งหมดเป็นเก้ากระบอกลอยอยู่รอบตัวเขาก่อนจะสั่งลั่นไกยิ่งห่ากระสุนแบบฟลูเบิร์สใส่โกลด์ เมื่อไม่สามารถดูดพลังหรือกัดกร่อนให้หายไปได้โกลด์จึงโดนยิงจนพังยับโทยะจึงคลายก็อปปี้ของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออก แต่ถึงจะได้รับความเสียหายหนักมากแต่โกลด์ก็ฟื้นสภาพกลับมาได้ด้วยสกิลของ "ม่วง" แลกกับการเสียขนนกไปเป็นจำนวนมากเป็นค่าตอบแทนแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นโกลด์ก็ไม่ยอมแพ้โทยะเริ่มสงสัยแล้วว่าโกลด์มีความทรงจำของโครม รันเชส ตัวนี้มีอะไรเป็นแรงผลักดันให้มาได้ไกลขนาดนี้ทว่าในตอนนั้นเองวงแหวนบนแท่นบูชาก็ส่องแสงเจิดจ้า ดูเหมือนว่ากลไกที่โกลด์ทำไว้จะทำงานเสร็จสมบูรณ์แล้วมันพูดเพียงแค่ว่าถึงเวลาทวงคืนโลกของมันแล้ว ในระหว่างนั้นเองย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวออกมา ย่าโทคิเอะบอกว่าเธอมาช้าไปหน่อยเพราะมันถูกปกปิดด้วยพลังของเทพกัดกร่อนจึงหาไม่เจอแบบนี้จะโทษว่าเป็นความผิดพลาดของเทพทำลายล้างอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งที่อยู่บนแท่นบูชานี้ก็คือ "อุโมงค์เวลา" ซึ่งมันจะทำให้อดีต ปัจจุบันและอนาคตสับสนปนเปกันไปหมดและถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้วเทพทำลายล้างก็ต้องมาจัดการทำลายโลก แต่ยังดีที่ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปเพราะมันเพิ่งจะเริ่มทำงานแต่ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้เมื่อไหร่เทพแห่งกาลเวลาก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้แล้วแต่ไม่ใช่ว่าใช้พลังแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าแก้ไขให้ก็จะโดนมองว่าเข้าข้างโทยะมากเกินไปเพราะโทยะเป็นเทพในวงศ์เดี่ยวกับปู่เวิร์ลก็อดซึ่งแบบนั้นมันจะดูไม่ดีและจะทำให้โทยะไม่ได้รับการยอมรับว่ามีฝีมือมากพอจะบริหารจัดการโลกแต่เป็นแค่เทพเด็กเส้น สรุปงานนี้โทยะต้องหาทางรับมือเอง ยังไงนี่ก็เป็นงานของเขาอยู่แล้วในการดูแลโลกและถ้ามัวแต่พึ่งพาคนอื่นก็จะไม่เติบโตซักทีเมื่อคิดแบบนั้นแล้วโทยะก็ตัดสินใจทำลายวงแหวนนั่นซะเขาเปลี่ยนสมบัติศักดิ์สิทธิ์เป็นหอกขนาดใหญ่ที่เป็นอาวุธของเฟรย์ ซึ่งน้ำหนักของมันถือว่หนักมากแต่เพราะสร้างมาให้เฟรย์ที่มีพาวเวอร์ไรส์ย่อมไม่มีปัญหาในการถือแน่นอนโทยะเองก็ด้วย เขาใช้พาวเวอร์ไรส์เพื่อเพิ่มพลังและเล็งหอกไปที่วงแหวนโกลด์เห็นดังนั้นจึงเข้ามาขัดขวางโทยะเลยคิดว่าจะจัดการไปพร้อม ๆ กันเลย
.
โทยะใช้แอคเซลเพิ่มความเร็วเพื่อพุ่งตัวไปพร้อมกับหอกโดยเล็งไปที่วงแหวนโกลด์สร้างโล่ไม้ขึ้นมาป้องกันโดยทุ่มพลังสุดตัวแบบใส่ทุกอย่างที่มีแต่โทยะปลดปล่อยพลังเทพทำให้โกลด์ไม่สามารถป้องกันไว้ได้และหอกของโทยะก็เข้าทำลายวงแหวนเป็นสองเสี่ยงอุโมงเวลาหายไปแต่ทว่าในตอนนั้นเองโกลด์ที่ปลิวไปกลางอากาศก็ใช้สกิล "รีเซ็ต" ทำให้เหตุการณ์ที่โทยะทำลายวงแหวนไม่เคยเกิดขึ้นโกลด์เสียหายหนักก็จริงแต่วงแหวนที่ถูกทำลายไปแล้วกลับคืนมาเป็นปกติแต่ก็แลกไปด้วยขนนกจำนวนมากอุโมงค์เวลาเริ่มทำงานอีกครั้งโกลด์วิ่งตรงไปยังวงแหวนโทยะจึงไล่ตามไป ในระหว่างนั้นโกลด์ก็ได้พูดขึ้นว่า "รอก่อนนะ เอ็ดด้า ริวรี่" ก่อนจะเข้าอุโมงค์เวลาไป โทยะลังเลว่าจะตามไปดีไหมเพราะไม่รู้ว่าอุโมงค์เวลานี้มันเชื่อมต่อไปยังยุคสมัยไหนกัน แต่พอหันกลับไปมองที่ย่าโทคิเอะเธอก็พยักหน้าให้ทำให้โทยะตัดสินใจกระโดดเข้าไปในอุโมงค์เวลาไปเพราะเขารู้ว่าจะสามารถกลับมาได้ด้วยพลังเคลื่อนย้ายของเทพ ภายในอุโมงค์เวลานั้นว่างเปล่าและมืดมิดไม่มีบนล่างซ้ายขวาแต่โทยะสามารถมองเห็นแสงเล็ก ๆ เท่ากับรูเข็มที่อยู่ไกลออกไปได้นั่นคงเป็นปลายทาง แต่ในระหว่างนั้นโทยะก็รู้สึกไม่ดีจึงกางพริซันป้องกันตัวเองแล้วโกลด์ก็โผล่ออกมาโจมตี แม้ว่าสภาพของโกลด์จะกลับคืนมาสมบูรณ์เพราะการฟื้นตัวจากสกิลของ "ม่วง" แต่ขนนกบนปีกที่หลังก็แทบไม่เหลือสภาพที่ดูเป็นปีกอีกแล้วดูเหมือนว่าตอนนี้โกลด์จะไม่สามารถใช้สกิลได้ตามใจอีกถ้าหากใช้ก็ต้องรับผลด้วยตัวเอง โทยะพยายามถามจุดมุ่งหมายของโกลด์โดยคิดว่าโกลด์นั้นพยายามจะชุบชีวิตเทพมารแต่ถึงจะชุบมาก็ไม่เป็นผลเพราะถ้าอยู่ในช่องว่างนี้ก็สามารถจัดการได้ แต่โกลด์ไม่ได้สนอะไรแบบนั้นมาตั้งแต่แรกจะพลังของเทพมารหรืออะไรก็ไม่ได้สนจุดประสงค์เดียวของโกลด์คือนำสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา
.
โทยะเริ่มนึกถึงสิ่งที่เสียไปของโครม รันเชส ว่ามันคืออะไรความทรงจำงั้นเหรอ? นี่ย้อนเวลากลับไปเมื่อห้าพันปีก่อนเพือจะไปหยุดตัวเองไม่ให้ใช้พลังของขาวกับดำในการรีเซ็ตโลกเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายความทรงจำค่าตอบแทนสกิลงั้นเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นโทยะย่อมจะยอมไม่ได้เพราะมันจะส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของโลกตอนนี้หากโครมไม่ใช้สกิลบาเรียของโลกก็จะไม่ถูกซ่อม เฟรซจะไม่หายไปและโลกก็จะถูกทำลายและถ้าเป็นแบบนั้นกรณีเลวร้ายทีสุดโลกปั่นป่วนจนเกิดแก้ไขเทพทำลายล้างก็ต้องออกโรงแน่ถึงแม้ว่าจุดประสงค์ของโกลด์จะไม่ใช่การทำลายโลกแต่ผลลัพธ์จากการกระทำก็จะส่งผลไปในทางนั้นอยู่ดี แม้โทยะจะบอกไปแบบนั้นแต่โกลด์ก็ไม่แคร์ โลกจะเป็นยังไงก็ช่างขอเพียงแค่ช่วย เอดด้ากับริวรี่ได้เขาก็จะทำ ในที่สุดโทยะก็สะกิดใจกับชื่อของสองคนนี้ว่าเขาเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเขาหยิบเอาภาพถ่ายที่ได้มาจากห้องทดลองใต้ดินของโครมออกมาจากสโตร์และเมื่อใส่พลังเวทลงไปภาพก็ปรากฏขึ้นมันคือภาพของ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กผู้หญิงที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขและก็มีอักษรเขียนไว้ว่า เอ็ดด้า ริวรี่ ใช่แล้วทั้งสองก็คือภรรยาและลูกสาวของโครม รันเชส ที่ตายไปด้วยน้ำมือของเฟรซเมื่อห้าพันปีก่อนนั่นเอง เมื่อโทยะโยนรูปนั้นไปให้โกลด์ก็คว้ามันไว้และมองดูมันแม้ว่าโกเลมจะไม่มีน้ำตาแต่โทยะก็รู้สึกว่าเหมือนมันกำลังร้องไห้และได้บอกถึงเหตุการณ์ในวันที่ลูกเมียของโครมถูกสังหารโดยสัตว์ประหลาดคริสตัลที่รูปร่างเหมือนมนุษย์ โทยะคิดว่านั่นคงเป็นกิระเพราะอัลบุสเคยบอกว่าลูกเมียของโครมถูกลำแสงที่กิระยิงมาฆ่าตายดังนั้นโกลด์จึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามเพื่อที่จะย้อนเวลากลับไปช่วยทั้งสองให้ได้และจะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวาง พอได้ฟังเรื่องราวจากโกลด์แล้วโทยะก็เข้าใจทันทีว่านี่มันน่าสงสารมากนั่นก็เพราะว่าควาสทรงจำที่โกลด์มีอยู่ไม่ใช่ส่วนที่สมบรูณ์มันเป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ก่อนที่โครมตัวจริงจะใช้พลังของขาวกับดำรีเซ็ตโลกทำให้ลูกเมียของเขาไม่ตายแม้จะแลกมาด้วยการเสียความทรงจำไปหลายส่วนก็ตาม โกลด์ที่มีความทรงจำไม่ครบจึงเข้าใจว่าลูกเมียได้ตายไปแล้วและทำทุกวิถีทางเพื่อจะพาพวกเขากลับมาแต่หารู้ไม่ว่าโครมตัวจริงได้ใช้ชีวิตกับลูกเมียอย่างสงบไปตั้งนานแล้ว สรุปก็คือทุกสิ่งที่พยายามทำมามันสูญเปล่า เพื่อให้แน่ใจโทยะลองถามเช็คดูว่าโกลด์มีความทรงจำหลังจากนั้นหรือไม่สรุปก็คือไม่มี ไม่ว่ามันจะเกิดจากเหตุผลอะไรก็ตามแค่การที่ความทรงจำไม่ครบก็ได้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้
.
เมื่อโทยะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟังมาจากอัลบุสให้โกลด์ฟังมันก็ได้นิ่งไปแปบหนึ่งราวกับรู้สึกยอมรับไม่ได้กับผลลัพธ์ที่มันออกมาแบบนี้ทุ่มเททุกสิ่งไปมากมายแต่กลับกลายเป็นว่าเป้าประสงค์นั้นมันเสร็จสิ้นไปตั้งนานแล้วโทยะรู้สึกเห็นใจอยู่นิดหน่อยและเข้าใจการกระทำของโกลด์เพราะถ้าตัวเขาเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เขาก็คงจะทุกอย่างเพื่อนำคนสำคัญกลับคืนมาเช่นกัน โกลด์เล่าว่ามันตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็หนึ่งพันปีให้หลังนับจากเหตุการณ์นั้นมันใช้สกิลของ "ดำ" เพื่อย้อนเวลากลับไปแต่เกิดความผิดพลาดจากมิติเวลาที่สั่นไหวก็เลยทำให้แทนที่จะไปอดีตมันดันถูกส่งมายังอนาคตแทนซึ่งโทยะคาดเดาว่าโกลด์อีกตัวที่อยู่กับสเตฟนั้นอาจจะเกิดขึ้นมาในช่วงเวลานี้ โกลด์ที่มายังอนาคตเดินทางอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งได้พลังเทพมาและคิดว่าจะใช้มันเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อช่วยลูกเมียของโครมแต่สุดท้ายความพยายามทั้งหมดสูญเปล่ามันทำให้โกลด์เปล่งเสียงหัวเราราวกับคนบ้าและเข้ามาโจมตีโทยะปลดปล่อยจิตเทพและสวนกลับไปจนทำลายแขนซ้ายของโกลด์ โทยะบอกให้อีกฝ่ายยอมแพ้ซะเพราะตอนนี้จุดประสงค์ของโครมนั้นสำฤทธิ์ผลแล้วแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโครมใช้ชีวิตกับครอบครัวต่ออย่างไรและถึงแม้ว่าเรื่องที่จะถูกฆ่าโดยกิระถูกลบไปแล้วแต่ชีวิตนั้นก็มีแต่ความไม่แน่นอนเพราะยังทีอุบัติเหตุและโรคร้ายที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ตลอดเวลาโอกาสที่จะเจอเหตุการณ์เลวร้ายไม่ได้เป็นศูนย์แม้จะช่วยให้รอดตายวันนี้แต่วันต่อ ๆ ไปก็อาจจะตายก็ได้และตัวโครมเองในช่วงเวลานั้นก็สูญเสียความทรงจำและความรู้ที่สั่งสมมาทั้งหมดแต่ว่าหากยังมีชีวิตอยู่กับลูกเมียก็ยังสามารถสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาได้แม้อาจจะไม่ใช่วิศวกรโกเลมที่เก่งกาจที่สุดในโลกอีกแล้วแต่ยังเป็นพ่อและสามีที่ดีได้อยู่
.
แต่โกลด์นั้นก็เหมือนจะยอมรับไม่ได้ ทั้งหมดที่ทำมาและความหมายในการมีตัวตนของมันพังทลายลงโทยะเองก็ไม่มีคำพูดใดที่จะช่วยทำให้มันสงบลงได้เมื่อทำเรื่องโหดร้ายและสังเวยผู้อื่นไปมากมายขนาดนั้นแต่สุดท้ายเหตุผลที่เป็นหมุดยึดเหนียวกลับหายไปหมดสิ้นระหว่างนี้ระยะทางของทางออกอุโมงค์เวลาก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วโกลด์ทำการใช้สกิลบิดเบือนมิติเพื่อไปยังทางออกของอุโมงเวลาแต่ว่าตอนนี้โกลด์ไม่เหลือขนนกที่จะใช้จ่ายค่าตอบแทนแล้วดังนั้นมันจะต้องจ่ายด้วยตัวของมันเองแต่ยังไงซะโทยะก็ปล่อยเอาไว้ไม่ได้เขาจึงรีบตามโกลด์ไปและมาโผล่ยังป่าที่ไหนซักแห่ง ไม่มีวีแววของโกลด์แต่มีรอยเท้าเล็ก ๆ อยู่โทยะไม่รู้ว่าความต่างของเวลาระหว่างในอุโมงค์เวลากับนอกอุโมงค์เวลานั้นมากน้อยแค่ไหนอาจจะห่างกันไม่กี่นาทีหรือหลายชั่วโมงก็ได้ ทิวทัศน์รอบ ๆ เหมือนกับแถว ๆ ที่พบห้องทดลองของโครมที่เซโนอัสมาก ๆ เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นที่ที่โครมอาศัยอยู่ในยุคสมัยนั้น ระหว่างนั้นโทยะก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรจากทิศทางที่รอยเท้าของโกลด์มุ่งไปโทยะใช้เวทแอคเซลพุ่งไปยังต้นเสียงจนมาถึงจุดที่เป็นพื้นที่โล่งในป่าก็พบว่าโกลด์กำลังสู้กับสัตว์อสูรที่เหมือนกับไทเรนโนซอรัสสองหัวที่มีเขาอยู่ โกลด์เปลื่ยนมือขวาเป็นหอกและใช้มันแทงเข้าไปที่หน้าอกของสัตว์อสูรแล้วหอกนั้นก็หักออกจากบริเวณฐานเชื่อมต่อสัตว์อสูรล้มลงโกลด์เองก็ล้มลงเช่นกัน ร่างของโกลด์พังทลายจากการใช้สกิลดูจากสภาพแล้วคงจะหยุดทำงานในอีกไม่ช้า ในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเขาจึงมองหาและพบว่ามีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 7-8 ขวบนั่งคุกเข่าอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เธอก็คือริวรี่ลูกสาวของโครมนั่นเอง ริวรี่บอกว่าเธอถูกโจมตีโดยสัตว์อสูรแล้วโกเลมตัวนั้นก็มาช่วยเธอไว้พอโทยะถามว่ารู้จักโกเลมด้วยเหรอ? ริวรี่ก็บอกว่าที่บ้านเธอมีอัลบุสกับนัวร์อยู่แต่ตอนนี้ทั้งสองเครื่องไม่ทำงานดังนั้นช่วงเวลานี้ก็คงจะเป็นหลังจากที่ขาวและดำหลุดการควบคุมและใช้พลังเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ไปแล้ว โครมเสียความทรงจำและไม่ได้ทำสัญญากับโกเลมทั้งสองอีกจนเวลาผ่านไป 4000 ปี อาเธอร์บรรพบุรุษของยูมิน่าก็ได้ทำสัญญากับโกเลมทั้งสองใหม่
.
สรุปแล้วโกลด์ต้องการจะย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าที่ลูกเมียของโครมจะถูกฆ่าแต่ด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่อาจจะทราบได้มันย้อนกลับมาช่วยปกป้องลูกสาวจากอีกภัยคุกคามหนึ่งแทนแม้จะเป็นแค่โกเลมที่มีความทรงจำของพ่อก็ตามแต่ทั้งหมดนี้เป็นความบังเอิญจริง ๆ หรือถ้าหากว่าโกลด์ไม่สร้างอุโมงค์เวลาแล้วย้อนกลับมาตอนนี้ริวรี่ก็คงจะตายไปแล้วราวกับว่ามันเดินทางไปอนาคตเพื่อจะเดินทางกลับมาช่วยลูกสาวในเวลานี้เลย ในระหว่างนั้นเองเอ็ดด้าภรรยาของโครมก็ปรากฏตัวขึ้นตอนแรกเธอก็ระแวงโทยะแต่พอริวรี่บอกว่าโทยะเป็นคนช่วยเธอไว้เอ็ดด้าก็กล่าวขอบคุณแต่โทยะบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยโกเลมตัวนั้นตะหากที่ช่วยริวรี่ไว้ โกลด์ใกล้จะพังเต็มทีตอนนี้มันขยับได้เพียงเล็กน้อยโทยะถามมันว่าจะให้ช่วยไหมเพื่อที่จะได้พบลูกเมียอีกครั้ง โกลด์ยอมรับความช่วยเหลือโทยะจึงใช้เวทเลวิเทชั่นยกมันขึ้นมาและพิงไว้กับต้นไม้เอ็ดด้าเห็นความเสียหายของมันแล้วก็เข้าใจว่ามันเสียหายหนักจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อปกป้องริวรี่ โทยะพูดไม่ออกว่าความเสียหายส่วนใหญ่ของโกลด์เป็นฝีมือเขาเองตะหาก ริวรี่ถามชื่อของโกเลมตัวนี้โทยะก็บอกไปตามตรงว่าชื่อ "โกลด์" เมือโกลด์ได้เห็นใบหน้าของริวรีและเอ็ดด้ามันก็เรียกชื่อทั้งสองออกมาแล้วก็หยุดทำงานไป โทยะบอกกับริวรี่ว่าโกเลมตัวนี้มันหมดอายุไขในการทำงานแล้วเพื่อไม่ให้ริวรี่รู้สึกผิดจากนั้นโทยะก็ทำการใช้เวทแครกกิ้งเพื่อเปิดหน้าอกของโกลด์ออกและนำจีคิวบ์ของมันออกมาซึ่งจีคิวบ์อันนี้มันได้หมดพลังที่จะเรืองแสงและแตกร้าวอย่างรุนแรงแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังของเทพกรัดกร่อนที่เหลืออยู่ในนั้นโทยะจึงใช้พลังเทพของเขาทำลายเศษเสี้ยวนั้นทิ้งเสียเพื่อไม่ให้มันเกิดใหม่ได้อีก ส่วนโกลด์ที่พังไปก็ยังพอซ่อมแซมได้แม้จะเสียจีคิวบ์แต่หากคิวคริสตัลยังอยู่ระบบพื้นฐานก็ยังจะใช้งานได้ตามปกติเพียงแต่จะต้องเสียความทรงจำกับประสบการณ์และกลับไปอยู่ในสถานเริ่มต้นใหม่เท่านั้นดังนั้นมันจะไม่มีความทรงจำของโครมเหลืออยู่อีกต่อไปนั่นก็แปลว่าโกลด์ที่สืบทอดความทรงจำของโครมได้หายไปแล้วนั่นเอง หลังจากนั้นริวรี่ก็ขอซากของโกลด์ไปเธอคิดจะเป็นวิศวกรโกเลมเหมือนกับพ่อและจะซ่อมมันให้ได้ในซักวันหนึ่งซึ่งโทยะก็ยกให้
.
ในขณะเดียวกันเอ็ดด้าก็สังเกตเห็นว่าโทยะมีความรู้เรื่องโกเลมดีทีเดียวซึ่งในยุคนั้นโลกนี้เทคโนโลยีโกเลมไม่ได้แพร่หลายดังนั้นเธอจึงคิดว่าโทยะเป็นคนรู้จักของสามีเธอหรือเปล่า โทยะก็สวมรอยแบบเนียน ๆ เพราะจริง ๆ เขาก็รู้จักแหละแต่ไม่ได้เคยเจอหน้าหรือคุยกันเป็นการส่วนตัวก็ถือว่าไม่ได้โกหกแต่ก็ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมดและโครมในตอนนี้ก็เสียความทรงจำไปมากต่อให้เจอหน้าก็ยังหลอกได้เนียน ๆ อยู่ดีว่าโครมลืมคนรู้จักคนนี้ไปแล้วแต่โทยะเลือกที่จะไม่ไปพบและบอกว่าเขาแค่ผ่านมาโดยบังเอิญและไม่ตั้งใจจะไปพบกับโครมหลังจากนั้นโทยะก็เนียนชิ่งออกมาโดยฝากให้ดูแลโกลด์ต่อด้วยไม่รู้ว่าโครมจะรู้ว่ามันคือโกเลมคราวน์ "ทอง" หรือไม่แต่ถ้าเสียความจำไปแบบนี้ก็น่าจะจำไม่ได้หลังจากกล่าวคำอำลากับทั้งสองคนแล้วโทยะก็ข้ามมิติเวลาออกจากโลกเมื่่อห้าพันปีก่อนโดยหวังถ้าหากโกลด์ได้อีกครั้งมันจะได้ทำหน้าที่ปกป้องทั้งสองคนนั้นจริง ๆ เสียที แต่สรุปพลังของโทยะก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเดินทางข้ามเวลาได้ด้วยพลังของตัวเองดังนั้นจึงมาติดแหง่กอยู่ในช่องว่างของมิติเวลาถ้าจะออกจากช่องว่างเขาทำได้แค่กลับไปที่ห้าพันปีก่อนดังนั้นเลยต้องงัดไม้ตายสุดท้ายนั่นก็ขอ เรียกให้ย่าโทคิเอะมาช่วย ซึ่งพอเรียกปุบก็มาปับราวกับว่ารอให้เรียกอยู่แล้ว ย่าโทคิเอะบอกว่าการข้ามเวลาเป็นเรื่องยากแต่ถ้าโทยะเป็นเทพไปอีกซัก 3 - 4 พันปีก็น่าจะทำเองได้ และหลังจากนั้นย่าโทคิเอะก็พาโทยะกลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบันตรงหน้าอุโมงเวลามรโกลด์สร้างขึ้นและย่าโทคิเอะก็จัดการให้อุโมงเวลานั้นหายไปอย่างง่ายดายเพียงแค่ดีดนิ้ว โทยะสงสัยว่าตอนแรกย่าบอกว่าถ้าช่วยปิดจะกลายเป็นการช่วยเหลือมากเกินไปแล้วไหงตอนนี้กลับทำได้ ย่าก็เลยบอกว่าเพราะโทยะได้จัดการต้นตอของปัญหาไปแล้วดังนั้นการมาปิดอุโมงค์เวลาหลังจากจัดการปัญหาแล้วจึงเป็นงานของเธอ แต่ถีงจะจัดการโกลด์ไปและปิดอุโมงเวลาแล้วการต่อสู้ที่ด้านนอกก็ยังไม่จบเพราะ พวกที่โกลด์อัญเชิญมาไม่ได้หายไปด้วยดังนั้นจึงต้องทำการเก็บกวาดกันอีกรอบ โทยะบินกลับออกมาจากรากไม้ทรงกลมโดยระหว่างทางก็พบซากของพวกไดโนเสาร์ผสมเครื่องจักรที่ถูกพวกรูริทำลายไปเกลื่อนอยู่แต่ไม่เห็นพวกรูริเลยคงจะพากันออกไปข้างนอกแล้วก็ได้
.
พอออกมาได้โทยะก็เจอพูเทราโนด้อนเข้าโจมตีแต่เขาก็จัดการมันได้ด้วยกระสุนปืนที่บรรจุเวทสไปรัลวินด์ ทำให้ปีกของมันถูกทำลายจนไม่สามารถบินได้และร่วงลงสู่พื้นไปพอมองลงไปด้านล่างก็พบว่ามีไดโนเสาร์สี่หัว สี่หางขนาดใหญ่อยู่แต่ละหัวมีธาตุ ไฟ น้ำแข็ง สายฟ้า และหัวที่เป็นจักรกล โดยแต่ละหัวก็ยิงพลังธาตุตามหัวของมันส่วนหัวที่เป็นเครื่องจักรก็ยิงเลเซอร์กำลังต่อสู้กับเหล่าเฟรมเกียร์อยู่ โทยะรีบติดต่อไปหายูมิน่า ยูมิน่าแม้จะได้ยินสถานการณ์จากโคฮคุและคุองมาแล้วแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงถามถึงความปลอดภัยของโทยะ เขาบอกว่าตัวเขาไม่เป็นไรแล้วถามถึงที่มาของไดโนเสาร์สี่หัวจึงได้รู้ว่ามันมีตัวที่สามารถเรียกพวกได้อยู่ตอนนี้ยาเอะกับฮิลด้ากำลังไปจัดการอยู่ ซึ่งจากตรงนี้โทยะก็สามารถมองเห็นเจ้าตัวเรียกพวกนั่นได้ ทางด้านมังกรสี่หัวออทรินเด้โอเวอร์ลอร์ด เกอร์ฮิวเด้ วัลเทราด์ และ ดรากูน กำลังต่อสู้กับมันอยู่ เฮมวีเก้ก็กำลังสอยพวกบินได้อยู่ เฟรมเกียร์ตัวอื่นก็กำลังต่อสู้กับไซคลอปส์และไดโนเสาร์ผสมเครื่องจักรที่อยู่รอบ ๆ ส่วนคุองถูกพาตัวไปส่งให้ยูมิน่าแล้วเมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องของพลังเทพกัดกร่อนที่จะสามารถช่วงชิงเฟรมเกียร์ของเขาไปแล้วโทยะก็นำเรกินเรฟออกมาและเข้าร่วมการต่อสู้และเริ่มค้นหาตำแหน่งของไดโนเสาร์ที่รูปร่างเหมือนสเตโกซอรัสที่มันสามารถเรียกพวกได้เมื่อค้นตำแหน่งที่แน่นอนได้แล้วก็ปล่อยฟราคกราดออกไปโจมตีและจัดการมันลงได้อย่างง่ายดาย ส่วนไดโนเสาร์สี่หัวก็โดนท่า "ชินระริวเซย์เคียวคุ" ของเอลเซ่กับเอนเด้และกิกันนัคเคิ้ลสไปรัลสอยร่วงตามไปติด ๆ การกวาดล้างดำเนินต่อไปจนในที่สุดก็เสร็จสิ้นลง โทยะเก็บเรกินเรฟเข้าสโตร์และนั่งพักการต่อสู้ครั้งนี้ทำเอาเหนื่อยไม่ใช่น้อย ระหว่างนั้นสเตฟกำลังทำท่าจะพุ่งมาหาแต่ซูหยุดไว้ได้ก่อนก็เลยเข้ามาหาตามปกติ หลังจากนั้นพวกยูมิน่าก็ลงจากเฟรมเกียร์และมาหาโทยะ โทยะได้เล่าเรื่องราวและจุดประสงค์ของโกลด์ให้พวกเธอได้รู้แม้ว่าทุกสิ่งที่ทำไปมันสูญเปล่าแต่พวกเธอก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดี ซากของพวกไซคลอปส์และพวกที่ถูกอัญเชิญมาจากโลกคู่ขนานถูกเก็บเข้าสโตร์เพื่อนำไปทำลายทิ้งที่บาบิโลนเพราะลีนเกรงว่าถ้าเทคโนโลยีเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือคนไม่ดีคงจะเกิดปัญหาในภายหลัง จากนั้นย่าโทคิเอะก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าหลังจากนี้เป็นงานของเธอแล้วและเมื่อความผันผวนในมิติเวลาสงบลงก็ถึงเวลาที่จะต้องส่งเด็ก ๆ กลับอนาคต
.
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องถูกกำหนดไว้แล้วและโทยะก็พยายามอย่างหนักเพื่อให้เป็นเช่นนั้นแต่ถึงเวลาจะต้องจากกันจริงในใจมันก็หนักอึ้งขึ้นมาย่าโทคิเอะกว่าทุกอย่างจะสงบก็น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน จริง ๆ แล้วอาจจะกลับได้เร็วกว่านี้แต่ย่าโทคิเอะบอกแบบนั้นเพราะอาจจะให้เวลาพวกโทยะสร้างความทรงจำกับพวกเด็ก ๆ ก่อนกลับก็ได้ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวแบบทริปครอบครัวโดยโทยะพาลูก ๆ กลับไปโลกเพื่อพบกับพ่อแม่ของเขาแต่ก็สงสัยว่าจะทำยังไงกับอลิสดีเพราะอลิสก็คงอยากไปและเธอก็ถือเป็นคนในครอบครัวในอนาคตด้วยแต่ติดปัญหาที่เอนเด้นี่แหละงานนี้คงต้องขอความร่วมมือจากเมลเพื่อช่วยกดดัน และแล้วการรบที่ไอเซนกัลด์ก็จบลงด้วยชัยชนะของพวกโทยะสาวกเทพมารดูเหมือนจะถูกกำจัดไปหมดแล้วแม้จะมีสองตนที่โทยะยืนยันไม่ได้แต่คุองบอกว่าได้ยินมาจากโกลด์ว่าได้ใช้เป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดอุโมงค์เวลาไปแล้วหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จโทยะก็กลับไปบรุนฮิวและจัดการประชุมพันธมิตรโลกฉุกเฉินเพื่อแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้นำในกลุ่มทุกคนทราบแม้จะไม่เจาะลงถึงรายละเอียดเบื้องลึกแต่ก็อธิบายให้ผู้นำทุกคนเข้าใจว่ามันเป็นการรุกรานของโกเลมที่มีความทรงจำของวิศวกรเวทมนตร์สมัยและเหล่าสาวกเทพมารและตอนนี้พวกนั้นก็ได้หายไปหมดแล้วซึ่งทำให้ผู้นำทุกคนโล่งใจกันได้ระดับหนึ่งแม้จะยังมีปัญหาเรื่องยาสีทองที่ถูกแพร่กระจายออกไปก่อนหน้าเหลืออยู่ซึ่งมันแพร่ไปทั่วโลกการจะรวบรวมมันมาให้หมดได้ในคราเดียวจึงเป็นเรื่องยาก โทยะใช้เซิร์จตามหาพวกมันในแต่ละประเทศเพื่อระบุว่าอยู่ที่ไหนบ้างและไล่ทำลายมันเพื่อไม่ให้เกิดพวกกลายพันธุ์หรือสาวกเทพมารขึ้นมาอีก สำหรับคนที่้่ยาจนกลายสภาพถึงขนาดรักษาไม่ได้แล้วแม้จะไม่ค่อยอยากแต่ก็จำเป็นต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น ส่วนพวกโกเลมสีแขน มนุษย์ครึ่งปลาและพวกยักษ์หินเมื่อสูญเสียผู้ออกคำสั่งมันก็เป็นเหมือนมอนสเตอร์ป่าทั่ว ๆ ไปและไม่ได้แข็งแกร่งจนปราบได้ยากอะไรนักโทยะจึงยกให้การปราบปรามพวกนี้เป็นหน้าที่ของพวกนักผจญภัยไปส่วนเรื่องปัญหาในประเทศของใครก็ให้ผู้นำเขาจัดการกันเองเพียงเท่านี้ภาระก็ถือว่าหมดลงแล้วสำหรับโทยะในตอนนี้
.
หลังจากนั้นโทยะก็ไปหาปู่เวิร์ลก็อดเพื่อต่อรองเรื่องที่จะพาเด็ก ๆ ไปโลกแต่ปู่เสนอว่าให้โทยะฝึกพลังจนสามารถข้ามโลกด้วยตัวเองน่าจะดีกว่าแม้ว่ามันจะมีกฏจุกจิกอยู่บ้างในการข้ามไปโลกต่าง ๆ ก็ตามและยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่รอบนี้ปู่เวิร์ลก็อดไม่สามารถส่งโทยะไปโลกได้นั่นก็เพราะพ่อแม่ของโทยะรู้แล้วว่าโทยะยังมีชีวิตอยู่สาเหตุก็เพราะแม่ของโทยะไปทำความสะอาดบ้านคุณตาที่โทยะใช้เป็นที่พักตอนไปฮันนีมูนที่โลกและพบกับความผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกเลยก็คือเส้นผมสีทองสีเงินและสีดอกซากุระอยู่ในบ้านและแน่นอนว่าสีผมเหล่านั้นตรงกับบรรดาลูกสะใภ้ที่เจอในฝันโดยเฉพาะสีผมของซากุระนั่นเรียกได้ว่าเด่นสะดุดตาที่สุดและนั่นก็ทำให้แม่ของโทยะมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ความฝันจากนั้นก็ได้ทำการสำรวจบ้านและพบว่าเหล้าจำนวนหนึ่งกับอัลบั้มรูปได้หายไปและมีร่องรอยว่าเคยมีของใส่อยู่ในตู้เย็นจากนั้นก็นำเรื่องไปบอกพ่อของโทยะและก็ได้ให้นักสืบที่เป็นคนรู้จักของพ่อทำการสืบหาข้อมูลก็พบว่าพบเห็นพวกยูมิน่าที่ห้างสรรพสินค้าและร้านแฟมิเรสโดยพวกเธอมากับเด็กคนหนึ่งและพอเอารูปถ่ายของโทยะตอนเด็กไปให้พนักงานที่ร้านแฟมิเรสดูก็ได้รับการยืนยันว่าใช่เด็กคนนี้แน่นอนจากนั้นแม่โทยะก็ส่งความนึกคิดว่า "คืนโทยะมา" มาหาพระเจ้าทุกคืนเลยโทยะเลยต้องขอโทษแทนคุณแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ จริง ๆ แล้วสำหรับปู่เวิร์ลก็อดแกสามารถลบความทรงจำทิ้งได้สบาย ๆ แต่ปู่แกไม่อยากทำแบบนั้นเพราะยังไงซะแกก็รู้สึกผิดที่แย่งชิงลูกชายมาจากพวกเขาอยู่แต่ถ้ามันเลยเถิดจนเกินไปก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจุดนี้ปู่เวิร์ลก็อดแกแจ้งให้โทยะรู้ไว้ล่วงหน้าก่อน แต่โทยะก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าตัวเองข้ามโลกได้เองแล้วจะกลับไปหาพ่อแม่ด้วยตัวเองก็ได้ถ้าปู่เวิร์ลก็อดอนุญาต ซึ่งปู่แกบอกว่าถ้าซักปีละครั้งก็ไม่ขัดข้องซึ่งโทยะรู้สึกดีใจถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็จะสามารถกลับไปดูการเติบโตของฟุยุกะได้ด้วยตาของตัวเองแต่ของฟรีไม่มีในโลกสิทธินี้จะได้มาก็ต่อเมื่อโทยะตั้งใจทำงานในการจัดการรีสอร์ทเทพเป็นอย่างดีเท่านั้นเรียกว่าเป็นโบนัสประจำปีก็ได้เรียกว่าเป็นกับดักอันแสนหวานที่วางล่อใจเอาไว้ก็ได้
.
เมื่อตกลงกันได้แล้วปู่เวิร์ลก็อดก็ให้โทยะเริ่มฝึกทันทีโดยย่าโทคิเอะจะรับหน้าที่ทำการฝึกให้โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าจะต้องใช้เวลาฝึกนานแค่ไหนเพราะต่อให้ผ่านไปกี่ปีก็จะย้อนเวลากลับมาตอนนี้ได้เสมอแต่ถ้าโฟกัสแค่โลกเดียวก็อาจจะใช้เวลาซักเดือนหนึ่งโดยการฝึกของย่าโทคิเอะนั้นเริ่มแรกก็ต้องให้โทยะเรียนรู้การข้ามเวลาก่อนเพราะแต่ละโลกนั้นมีเวลาที่ต่างกันถ้าหากว่าไม่เรียนรู้การข้ามเวลาเมื่อทำการข้ามโลกไปมันจะไม่สามารถไปยังวัน เวลาที่ถูกต้องได้ อย่างเช่นหากไปโลกเป็นเวลาสามวันในขณะที่โลกนี้เวลาได้ผ่านไปสามปีแล้วเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบอุราชิม่าทาโร่ตอนไปวังมังกรหรือไม่ก็ไปโลกในอีกหลายร้อยหลายพันปีที่อารยธรรมล่มสลายจนเหลือแต่ลิงปกครองแล้วการฝึกข้ามเวลาก่อนจึงสำคัญ ว่าแล้วย่าโทคิเอะก็หยิบนาฬิกาปลุกแบบโบราณออกมาวางและให้โทยะลองจินตนาการและข้ามไปยังจุดนี้ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้าถ้าทำถูกต้องเข็มนาฬิกาจะต่องชี้ไปที่อีกหนึ่งชั่วโมงถัดไปซึ่งถ้าทำถูกเข็มจะต้องชี้ไปที่ 1.00 เมื่อโทยะลงข้ามเวลาก็พบว่าเข็มชี้ไปที่ 1.05 คลาดเคลื่อนไป 5 นาที ย่าโทคิเอะบอกผิดพลาด โทยะคิดว่าแค่ 5 นาทีเองนะ แต่ย่าโทคิเอะบอกว่าโทยะข้ามเวลาคลาดเคลื่อนไป 73 ชั่วโมงกับอีก 5 นาทีตะหาก เท่ากับว่าผ่านไปสามวันแล้ว จากนั้นย่าโทคิเอะก็รีเวลาใหม่กลับไปที่จุดเริ่มต้น 12.00 เหมือนเดิมเพื่อเริ่มใหม่โดยย่าแกแนะให้จินตนาการถึงเข้มที่เดินเป็นรอบด้วย พอโทยะลองทำอีกครั้งผลปรากฏว่าได้ 1.10 แม้จะคลาดไปสิบนาทีแต่ก็สามารถข้ามเวลาได้ใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นย่าโทคิเอะก็ให้ลองข้ามเวลาอีกคราวนี้ให้ไปสามวันหลังจากนี้ และมีข้อแนะนำอีกนิดว่าการข้ามเวลาในโลกปกติถือเป็นสิ่งต้องห้ามแต่ถ้าอยู่ในโลกเทพสามารถทำได้เหตุผลก็เพราะถ้าหากข้ามเวลาซี้ซั้วก็อาจทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงได้เลย แต่ก่อนจะเริ่มการฝึกขั้นต่อไปยาโทคิเอะได้เปลี่ยนสถานที่โดยพาโทยะไปยังโลกก่อนโดยสถานที่ที่ไปนั้นเป็นป่าที่ไหนซักแห่งในโลกจากนั้นย่าโทคิเอะก็เริ่มจับเวลาให้โทยะฝึกข้ามโลกไปมาในกรอบเวลาที่กำหนด
.
หลังฝึกโหดเยี่ยงนักรบสปาตันกับย่าโทคิเอะเป็นเวลาหนึ่งเดือนโทยะก็สามารถข้ามมิติเวลาได้สำเร็จโดยสามารถข้ามจากโลกนั้นมายังโลกเดิมและสามารถไปประเทศไหนเวลาไหนก็ได้ในโลกเดิมแห่งนี้ดังนั้นต่อให้อยู่ที่โลกเป็นปี ๆ ก็สามารถกลับไปยังช่วงเวลาเดิมตอนที่ออกเดินทางมาได้แล้วหลังจากนั้นย่าโทคิเอะก็พาโทยะกลับไปที่แดนเทพที่ช่วงเวลาเดิมที่เริ่มต้นการฝึกซึ่งปู่เวิร์ลก็อดก็เน้นย้ำว่าถึงจะข้ามโลกได้เองแล้วแต่ก็ต้องทำตามกฏคือจะไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากปู่แกเท่านั้นหากฝ่าฝืนจะโดนลงโทษซึ่งการเดินทางไปโลกครั้งนี้คืออีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง โทยะเทเลพอร์ตกลับมาปราสาทหลังฝึกโหดอยู่หนึ่งเดือนแต่เวลาในโลกจริงก็ไม่ได้ขยับเขยือนไปไหนถึงโทยะจะรู้สึกเหนื่อยจนอยากนอนแต่สำหรับคนรอบข้างไม่ได้รู้สึกแบบนั้นดังนั้นเมื่อโทยะกลับมาก็โดนโคซากะลากลับไปทำงานทันทีเนื่องจากโทยะจะพาครอบครัวไปเที่ยวยาวดังนั้นจึงต้องเคลียร์งานเอกสารให้เสร็จก่อนจะถึงเวลานั้นโทยะถึงกับต้องใช้เวทแอคเซลเร่งความเร็วในการทำงานเลยทีเดียวนี่ก็ทำให้โทยะเริ่มคิดว่าต้องการบุคคลากรด้านงานราชการเพิ่มเสียแล้วกว่าจะทำงานเสร็จก็ปาไปเที่ยงคืนแล้วโทยะคิดว่าต้องบอกเรื่องที่ว่าพ่อแม่ของเขารู้ความจริงแล้วและได้รับโอกาสกลับโลกปีละครั้งให้พวกยูมิน่ารู้แต่คิดไปคิดมาตัวเขาในอนาคตไม่ได้พาพวกลูก ๆ ไปเยี่ยมปู่ย่าเลยเหรอหรือว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนของอนาคตกันแต่ถ้าหากไม่พาพวกเด็ก ๆ ไปตอนนี้ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีเลยกว่าพ่อแม่โทยะได้เห็นหน้าหลาน ๆ วันรุ่งขึ้นโทยะก็เล่าเรื่องที่ว่าความแตกแล้วกับพวกยูมิน่าแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มากถ้าโดนบ่นก็คงต้องเลยตามเลยดังนั้นหัวข้อสนทนาจึงไปต่อที่เรื่องว่าจะพาอลิสไปด้วยไหมถ้าจะพาไปก็ต้องคุยกับพวกเมลแต่ปัญหาใหญ่สุดก็คงเป็นเอนเด้นี่แหละถ้าให้เดาล่ะก็เจ้าตัวคงบอกว่าจะตามมาด้วยแน่ ๆ แต่ถึงเอนเด้จะข้ามโลกได้ด้วยตัวเองแต่โทยะคิดว่าน่าจะไม่ถึงขนาดข้ามเวลาได้ดังนั้นถ้าออกเดินทางไปโลกก็จะไม่พบเจอในเวลาเดียวกันแต่กรณีนั้นเอนเด้ก็คงจะขอเกาะติดไปกับโทยะแทนแน่นอน
.
หลังจากนั้นโทยะก็มาบ้านเอนเด้เพื่อบอกเรื่องการเดินทางไปโลกอลิสสนใจและอยากตามไปด้วยแต่เอนเด้ค้านสุดตัวดังคาดด้วยประสบการณ์ที่เป็นนักข้ามโลกมาก่อนบวกความเป็นพ่อหวงลูกสาวเอนเด้เลยยกเหตุผลและความอันตรายต่าง ๆ มาพูดซึ่งโทยะก็เถียงไม่ออกเลยถึงโลกจะไม่ได้อันตรายขนาดนั้นก็ตาม อลิสจึงเถียงกับเอนเด้ใหญ่เพราะความเห็นไม่ตรงกันส่วนพวกเมลไม่คัดค้านใด ๆ ส่วนเนย์ก็แค่กังวลเรื่องความปลอดภัยซึ่งโทยะก็อธิบายเกี่ยวกับโลกว่ามีพลังเวทน้อยใช้เวทไม่ได้แต่เมืองก็มีความปลอดภัยสูงแม้อาจจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุบ้างแต่เขาจะคอยจับตาดูไว้และต่อให้มีคนร้ายถืออาวุธมาด้วยความสามารถระดับอลิสคนที่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยจะเป็นตัวคนร้ายเองซะมากกว่า ดังนั้นความเห็นตอนนี้จึงไม่มีใครเข้าข้างเอนเด้เลยเอนเด้เลยจะงัดไม่ตายของตามไปด้วยแต่โทยะบล็อคทันควันว่านี่ทริปครอบครัวไม่ได้จะพาพ่อของภรรยาลูกชายไปด้วยแต่เอนเด้ก็ยังยืนยันจะไปในจังหวะนั้นบุคลิกของฮาลในตัวรีลก็ปรากฏออกมาดูเหมือนว่าตอนนี้จะควบคุมตัวเองไม่ให้เล่นงานเอนเด้ได้แล้ว ฮาลใช้วลีของเอนเด้สมัยที่เขาจะพาเมลมาด้วยกันย้อนใส่เอนเด้ผลก็เลยทำให้เอนเด้ทรุดไปเลยและเพราะเฟรซเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้ค่อยให้ความสำคัญกับครอบครัวมากนักพ่อแม่ก็แค่ให้กำเนิดส่วนเด็กที่เกิดมาก็ใช้ชีวิตตามใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วดังนั้นการที่เอนเด้ยึดติดกับอลิสมากเกินไปจึงเป็นวิถีที่ค่อนข้างย้อนแย้งกับแนวทางของเฟรซ ครั้งหนึ่งฮาลเองก็ไม่อยากปล่อยให้พี่สาวไปและไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของเมลผลสุดท้ายเมลก็หนีหายไปและเอนเด้ก็กำลังจะทำผิดพลาดแบบตัวเขาในอดีตโดนดอกนี้เข้าไปเอนเด้เลยหันไปถามว่าอลิสอยากไปจริง ๆ เหรอ พออลิสยืนยันว่าอยากไปเอนเด้ก็เลยต้องยอมในที่สุดส่วนรีลไม่ไปด้วยเพราะกลัวการข้ามโลกหากผิดพลาดขึ้นมาเธออาจเรียกควอซจำนวนมากออกมาอีกถึงอลิสอยากให้ไปด้วยแต่รีลก็ปฏิเสธดังนั้นอลิสจึงสัญญาว่าจะซื้อของมาฝากเยอะ ๆ ส่วนกำหนดการเดินทางคืออีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าและจะใช้เวลาที่โลกสองอาทิตย์และพอกลับมาแล้วก็จะส่งเด็ก ๆ กลับอนาคตในอีก 1 สัปดาห์หลังจากนั้นโทยะขอโทษพวกเมลที่แย่งเวลา 2 สัปดาห์ในการอยู่กับอลิสไปแต่พวกเมลนั้นไม่มีปัญหาเพราะเผ่าอายุยืนอย่างพวกเธอแค่ 10 - 20 ปีคือเวลาสั้น ๆ ยังไงซะพวกเธอก็จะได้พบกับอลิสในอีกไม่นานถึงเฟรซจะไม่ได้เป็นอมตะแต่ก็มีเวลาชีวิตที่ยาวนานมาก ส่วนโทยะในอนาคตเขาก็จะต้องกลายเป็นเทพกลับไปอยู่แดนเทพซึ่งพวกยูมิน่าเองถ้าหากพยายามมากพอก็จะสามารถเลื่อนสถานะเป็นเทพได้เช่นกันแต่เรื่องนี้ยังเป็นอนาคตที่ยาวไกล
.
แต่ค่าตอบแทนที่เอนเด้เรียกร้องในการยอมให้อลิสไปเที่ยวก็คือโทยะต้องถ่ายรูปและวีดีโอของอลิสส่งให้มาเอนเด้ถึงนี่จะเป็นทริปครอบครัวที่น่าสนุกแต่โทยะก็ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อนึกถึงการบ่นของแม่ที่รออยู่ เมื่อวันเดินทางใกล้เข้ามาก็จำเป็นจะต้องสอนพวกเด็ก ๆ เกี่ยวกับความรู้และข้อปฏิบัติที่สำคัญต่าง ๆ ให้กับเหล่าเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเรื่องสัญญาณไฟแล้วก็ห้ามใช้เวทมนตร์เพราะปริมาณพลังเวทบนโลกมีน้อยต่อให้ใช้เวทไปมันก็จะได้แค่นิดเดียวอย่างไฟบอลก็จะออกมาแต่ระดับไฟแช็คแต่ถึงแบบนั้นถ้ามีใครเห็นเข้าก็คงแตกตื่นซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอาจจะโดนสั่งห้ามไม่ให้กลับไปที่โลกอีกเลยก็ได้ดังนั้นโทยะจึงอยากหลีกเลี่ยงและเพราะโลกมีพลังเวทน้อยเกินจึงไม่สามารถพาโพล่า พาล่า โกลด์และเจ้าซิลเวอร์ไปด้วยได้ ส่วนเรื่องภาษาและการสื่อสารโทยะและเหล่าภรรยาสามารถทำได้ไม่มีปัญหาด้วยพลังของแหวนแต่งงานที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจในทุกภาษาแต่กับพวกเด็ก ๆ แล้วมันไม่เป็นแบบนั้นเพราะงั้นโทยะก็เลยต้องสร้างอุปกรณ์แปลภาษาให้กับลูก ๆ โดยมีความช่วยเหลือจากเทพการช่างแต่มีข้อแลกเปลี่ยนก็คือต้องนำงานฝีมือจากโลกมาเป็นของฝากด้วยนอกจากนี้ก็ต้องมีเคสที่มีสายห้อยสำหรับสมาร์ทโฟนเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ทำตกหายระหว่างไปเที่ยวแต่โทยะก็ยังรู้สึกกังวลใจอยู่ดังนั้นทั้งโทยะและบรรดาคุณแม่จำเป็นต้องคอยตามประกบลูกของตัวเองยกเว้นคุองที่โทยะจะเป็นคนดูและส่วนยูมิน่าจะไปคนดูแลอลิส แต่ความกังวลของโทยะทำให้่เขาคำนึงถึงเรื่องยิบย่อยมากเกินไปจึงโดยลีนตำหนิหลังจากนั้นลินเซ่ก็ถามโทยะว่ารอบนี้จะต้องกลับไปเป็นร่างเด็กอีกไหม ตัวโทยะก็ยังไม่แน่ใจแต่เขาคิดว่ามันก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่แต่เดียวเขาจะลองถามปู่เวิร์ลก็อดดูคราวที่แล้วไปฮันนีมูนใช้ร่างเด็กแต่รอบนี้ถ้าใช้ร่างคนแก่แบบปู่พาหลาน ๆ ไปดีกับอีกข้อเสนอหนึ่งก็คือแปลงเพศเป็นผู้ร่างผู้หญิงไปเลย แต่ความคิดเรื่องแปลงเพศนั้นโทยะไม่เอาด้วย ส่วนเรื่องเนตรมารก็โดนห้ามใช้เพราะมันจะกินพลังและฟื้นฟูได้ยากในโลกนั้นหากใช้ที่นั่นจะรู้สึกเหนื่อยมากซึ่งนี่เป็นคำแนะนำจากยูมิน่า
.
วันต่อมาทุกเตรียมสัมภาระที่จะนำติดตัวไปในการออกเดินทางในวันพรุ่งนี้และสิ่งที่โทยะตระหนักได้ว่ามันมีความสำคัญยิ่งในการเดินทางครั้งนี้ก็คือ "เงิน" ไงล่ะ จะไปเที่ยวได้อย่างไรหากไม่มีเงินของโลกคราวก่อนไม่มีปัญหาเพราะปู่แกเตรียมให้หมดเป็นของขวัญแต่งงานแต่รอบนี้มันไม่ใช่ จะเอาทองหรือเครื่องประดับไปขายที่โลกก็ไม่ได้เพราะไม่มีบัตรจะใช้โมเดลลิ่งสร้างเงินเองมันก็เข้าข่ายทำเงินปลอมแถมมันสร้างได้แค่แค่เหรียญอีกใช้งานยากเข้าไปใหญ่จะไปทำงานหาเงินที่โลกก็ไม่ได้อีกแต่ในระหว่างที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงดีปู่เวิร์ลก็อดก็โทรมาหาและบอกให้โทยะเอาอัญมณีออกมาขายผ่านปู่แกก็เลยได้เงินมาในที่สุดโดยขายไปสามชิ้นก็ได้เงินมาประมาณห้าล้านเยนตอนนี้ปัญหาเรื่องเงินหมดไปแล้วก็เหลือปัญหาเรื่องการเปลี่ยนรูปลักษณ์ หากไปในรูปลักษณ์นี้โทยะเกรงจะโดนแม่เขกหัวเอาถ้าไปในร่างเด็กอาจจะไม่โดนหนักว่าแล้วปู่เวิร์ลก็อดก็ส่งสร้อยข้อมือสีเงินประดับด้วยวัตถุทรงกลมที่ดูคล้ายคริสตัลมาให้มันเป็นสร้อยข้อมือที่สร้างโดยเทพการช่างและย่าโทคิเอะ เมื่อโทยะใส่พลังเทพลงไปในนั้นมันจะเปลี่ยนให้โทยะกลับเป็นเด็กและถ้าใช้อีกครั้งเขาก็จะกลับร่างเดิมได้ โทยะเลยลองใช้ทันทีและเขาก็กลายร่างเป็นเด็กแต่ปู่แกก็เพิ่งบอกตามหลังมาว่ามันใช้ได้แค่วันละครั้ง ถ้าใช้ไปแล้วต้องรออีกหนึ่งวันถึงจะใช้ได้ใหม่นั่นแปลว่าโทยะจเต้องอยู่สภาพนี้ไปหนึ่งวันก่อนจะกลับร่างเดิมได้ ทำเอาโทยะบ่นเลยว่าทำไมไม่บอกก่อนปู่เวิร์ลก็อดย้ำว่าเมื่อไปโลกโน้นแล้วอย่าคลายการแปลงร่างขณะอยู่ข้างนอกให้คืนร่างตอนไปพบพ่อแม่เท่านั้น แต่พอโทยะถามว่าแม่จะรู้ไหมว่าเขากำลังจะกลับไปปู่แกก็บอกว่าไม่ได้บอกเพราะแกกลัวที่จะบอกแถมปู่ยังบอกด้วยว่าถ้าแม่โทยะมาโลกนี้คงได้กลายเป็นวีรสตรีแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้โทยะไม่แปลกใจยังไงก็เป็นลูกสาวของคุณตาจอมเจ้าเล่ห์คนนั้นอยู่แล้ว พ่อของโทยะเคยเล่าให้ฟังว่าในอดีตคุณแม่สมัยสาว ๆ ช่วงที่ทำงานบริษัทก็เคยจัดการหัวหน้างานที่ชอบลวนลามทางเพศซะจนไม่มีที่ยืนในสังคมมาแล้ว หลังจากวางสายจากปู่เวิร์ลก็อดโทยะก็เปลี่ยนมาใส่ชุดเด็กและเดินออกจากห้องทำงานมาเจอสเตฟ แต่สเตฟงงว่านี่ใครกว่าจะเข้าใจโทยะก็ต้องอธิบายแปบนึงพอสเตฟรู้ว่านี้คือพ่อก็พาลากไปหาพี่น้องคนอื่นทันที หลังจากอธิบายที่มาที่ไปเรียบร้อยพวกคุณแม่ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะเคยเห็นมาแล้ว ส่วนลูก ๆ บางคนก็ตื่นเต้นอย่างเช่นอาเชีย ยาคุโมะถามว่าจะต้องเล่นเป็นพี่น้องกันตอนอยู่ที่โลกไหม โทยะบอกว่าเป็นแค่เพื่อนก็ได้เพราะมีอลิสที่ไม่ใช่พี่น้องไปด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะโทยะทำใจไม่ได้ที่จะต้องมาเรียกลูกสาวว่าพี่สาวนั่นแหละ
.
และแล้วในที่สุดวันเดินทางก็มาถึงโทยะ เอนเด้และพวกเมลพาอลิสมาส่งหน้าปราสาทโดยเอนเด้ย้ำกับโทยะว่าให้ดูแลอลิสให้ดีถ้ามีใครมาเกาะแกะตื๊บแม่งเลย โทยะรู้สึกว่านี่ก็ป่าเถือนเกินที่ญี่ปุ่นไม่ได้อันตรายขนาดนั้นและด้วยฝีมือระดับอลิสแล้วต่อให้คนมีคนร้ายถือปืนมาก็ดูจะต้องห่วงความปลอดภัยของคนร้ายมากกว่า ทุกคนมารวมตัวกันโดยมีจำนวน 20 คนดูแล้วเหมือนทัวร์ของบริษัทมากกว่าทริปครอบครัวส่วนที่พักก็คือบ้านคุณตาเหมือนเดิมเพราะที่นั่นใหญ่พอจะอยู่ได้ถึง 20 คนอยู่แล้วและเมื่อทุกอย่างพร้อมโทยะก็พาทุกคนเคลื่อนย้ายข้ามมิติไปยังโลกทว่าทันทีที่มาถึงก็พบว่ามีป้ายติดอยู่ที่หน้าบ้านเป็นข้อความของแม่ที่บอกว่าให้รีบติดต่อกลับไปทันทีเมื่อมาถึง เมื่อสังเกตดูก็พบว่าป้ายดูสกปรกและมีรอยฉีกขาดอยู่บ้างแสดงว่าคงจะแปะเอาไว้นานแล้วคงจะตั้งแต่ตอนที่จับได้ว่าโทยะมาพักที่นี่ เนื่องจากพื้นที่รอบ ๆ นี้เป็นที่ดินของคุณตาและบ้านของเพื่อนบ้านก็อยู่ห่างออกไปไกลดังนั้นจึงไม่ใครอื่นมาสังเกตเห็นป้ายนี้และดูจากข้อความโทยะก็รู้ได้ถึงอารมณืของแม่ว่าไม่ยอมให้หนีหรือให้ซ่อนโดยเด็ดขาด ตอนแรกโทยะก็อยากตีเนียนว่าไม่มีไอ้ป้ายนี่เขียนอยู่แต่ถ้าโดนจับได้งานนี้จะโดนโกรธเป็นสองเท่าแต่ก็ไม่มีความกล้าที่จะโทรไปหลังจากคิดแล้วคิดอีกอยู่นานโทยะก็ทำการส่งเมลไปบอกแม่ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่นี่แล้วโดยระยะทางจากบ้านของคุณตากับบ้านของแม่ถ้ารีบขับรถออกมาล่ะก็จะมาถึงในประมาณหนึ่งชั่่วโมง นี่ก็เท่ากับว่าเป็นการนับถอยหลังสู่การเผชิญหน้าบทเทศนาจากนรก ในขณะที่โทยะกำลังหวั่น ๆ อยู่นั้นเหล่าเด็ก ๆ ก็ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องนั้นลินเน่กับอลิสก็บอกให้โทยะรีบ ๆ เปิดประตูบ้านเพื่อจะได้เข้าไปข้างในกันโดยซูได้ย้ำกับสเตฟเรื่องการถอดรองเท้าก่อนขึ้นไปบนตัวบ้านเพราะคราวก่อนพวกเธอยกเว้นยาเอะเล่นใส่ขึ้นไปเลยแต่คราวนี้เรียนรู้แล้วก็เลยสอนพวกเด็ก ๆ ด้วย
.
พอเข้าไปได้บ้่านปับแสงไฟก็ถูกเปิดขึ้นโดยลีนได้ทำการกดสวิตซ์ไฟขึ้นมาซึ่งคูนก็จะสนใจกลไกการทำงานของมันเป็นอย่างมากไม่เพียงแค่คูน เด็ก ๆ คนอื่นก็อยากลองเปิดปิดไฟดูบ้างแต่โทยะคิดว่าแบบนั้นไม่ดีแน่อย่าทำจะดีกว่าหลังจากนั้นพวกยูมิน่าและเหล่าเด็ก ๆ ก็พากันเข้าไปในบ้านและเริ่มเดินไปทั่วและอย่างที่คิดไว้ทีวีเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของพวกเด็ก ๆ เป็นอย่างมากแต่เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาเช้ามันจึงไม่ค่อยมีรายการอะไรนอกจากรายการข่าวในขณะที่คูนดูจะสนใจพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างเตาอบและหม้อหุงข้าว พอพูดถึงหม้อหุงข้าวโทยะก็เริ่มคิดว่าจำนวนคนขนาดนี้หม้อหุงข้าวใบเดิมน่าจะไม่พอแล้วเขาควรต้องหาอันที่ใหญ่กว่ามาใช้หรือว่าจะใช้วิธีหุงหลาย ๆ รอบแล้วเก็บไว้ในสโตร์แทน หลังจากดูทีวีจนเบื่อแล้วลินเน่ก็มาดึงแขนโทยะและชวนออกไปข้างนอกแต่ตอนนี้โทยะจะไปไหนไม่เพราะต้องรอให้แม่มาถึงก่อนก็เลยต้องหาอะไรมาให้เด็ก ๆ เล่นแก้เบื่อแล้วโทยะก็นึกถึงเครื่องเกมส์ที่ซูกับซากุระเล่นกันเมื่อคราวก่อนพอนึกถึงเครื่องเกมได้ซูก็รีบวิ่งขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปหยิบเครื่องเกมที่เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าออกมาและเมื่อเชื่อมต่อเครื่องเกมกับทีวีเสร็จซูกับซากุระก็เริ่มเล่นเกมกันโดยทั้งสองประกาศต่อหน้าลูกสาวของตนว่าให้ดูความแข็งแกร่งของแม่ซะ ซึ่
เกมที่ทั้งสองเล่นนั้นเป็นเกมต่อสู้ถึงในตัวนิยายจะไม่พูดตรง ๆ แต่ก็ใบ้ว่าเป็นเกมที่ดังมากในสมัยนั้นและตัวละครที่ซูเลือกคือนักซูโม่ทีทาหน้าส่วนซากุระเลือกตัวละครเป็นนักมวยปล้ำตัวใหญ่ (ดูยังไงนี่สตรีท ไฟเตอร์) พวกเด็ก ๆ มาดูการเล่นเกมกันยกแรกซากุระชนะไปส่วนยกสองซูชนะจึงต้องตัดสินกันยกสาม คุณแม่สู้ไปคุณลูกก็เชียร์ไปและแล้วซูก็๋เป็นผู้ชนะไปในที่สุดด้วยท่าเอาหัวพุ่งชนราวกับจรวด หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็มารวมกันเล่นเกมแบบทัวนาเมนท์ที่ผู้แพ้จะโดนคัดออก
.
และผู้ที่เงสุดก็คือคุองที่ใจเย็นและอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ดี ในขณะที่เด็ก ๆ เล่นเกมกันอยู่โทยะก็ผ่อนคลายกับน้ำชาที่รูเชียชงมาให้มีใบชาทิ้งไว้ที่นี่และทั้งไฟฟ้า น้ำและแก๊สยังคงใช้ได้น่าจะเพราะแม่เป็นตนจัดการไม่ใช่ปู่เวิร์ลก็อดแต่หลังจากนั้นโทยะก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาจากที่ไกล ๆ ดูเหมือนว่าจะมาแล้วโทยะวิ่งไปดูที่หน้าต่างก็พบกับรถยนต์โรเวอร์ มินิ คูเปอร์ 1.3i สีแดงกำลังแล่นมามันเป็นรถคันโปรดของแม่ที่สืบทอดมาจากคุณตาตัวรถมีการดัดแปลงโดยวิศวกรที่เป็นคนรู้จักของคุณตาด้วยซึ่งรถคันนี้แล่นมาอย่างเร็วจนเหินตรงเนินก่อนจะเข้าไปจอดตรงสวน ในขณะที่เด็ก ๆ พากันไปดูรถคันนั้นแม่ของโทยะก็เปิดประตูลงมาโทยะรีบไปหลบหลังโซฟาทันที แม่ของโทยะรีบแจ้นเข้ามาในบ้านอย่างเร็วเป็นเสียงโกรธของแม่ดังมาแต่ไกลแต่พอเปิดประตูเข้ามาเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นจำนวนรองเท้าที่อยู่หน้าบ้านพอมาถึงห้องนั่งเล่นสึซึริก็ต้องตกใจอีกรอบเมื่อเห็นจำนวนเด็ก ๆ ที่อยู่ที่นั่นเพราะมันเยอะเสียจนคิดว่าที่นี่เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเลย ยูมิน่ากล่าวทักทายแม่สามีของเธอทันที สึซึริยังพอจะจำยูมิน่าได้อยู่หลังจากตั้งสติได้ก็เริ่มสนทนาการ จากนั้นก็มีเสียงของพ่อดังมาจากที่ไกล ๆ เขาเองก็ตกใจกับจำนวนรองเท้าหน้าบ้านไม่ต่างกันแล้วก็ตกใจกับจำนวนเด็ก ๆ ในห้องนั่งเล่นไม่ต่างกับสึซึริ พ่ออุ้มฟุยุกะมาด้วยดูจากอายุแล้วเธอน่าจะสองขวบแล้วทว่าการโผล่ออกมามองฟุยุกะก็เลยทำให้แม่จับได้ว่าซ่อนอยู่หลังโซฟา
.
เมื่อรู้ว่าซ่อนไม่ไหวแล้วก็เลยต้องโผล่ออกมาทักทายตามระเบียบพอสึซึริเห็นโทยะที่อยู่ในสภาพเด็กก็รีบคว้ามาอุ้มทันทีดูเหมือนว่าร่างเด็กนี้จะทำให้แม่ลืมโกรธได้แปบหนึ่งแต่พอยูมิน่าทักขึ้นสึซึริก็ได้สติและวางโทยะลงและหลังจากนั้นโทยะก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่ฟังแต่ถึงกระนั้นมันก็ยากที่จะทำใจให้เชื่อได้อยู่ดีส่วนคุณพ่อก็ได้แต่อ้าปากค้างขณะมองเหล่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในห้องนั่งเล่นเพราะเข้าใจว่าเด็ก ๆ ทุกคนในห้องนี่ก็คือหลานของเขากับสึซึริ แม้โทยะจะแก้ไขว่าอลิสนั้นไม่ใช่แต่ก็เป็นคู่หมั้นของคุอง ซึ่งมันก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่แถมยังพาลให้สึซึริตกใจมากกว่าเก่าทั้งเรื่องที่ว่าอายุแค่นี้ก็มีคู่หมั้นแล้วและไหนจะชื่ออีกเพราะชื่อคุองนั้นเป็นเดิมเป็นชื่อของพ่อเธอ แต่พอเจอสกิลในการทักทายและแนะนำตัวได้สุภาพและเป็นทางการสุด ๆ ชนิดโตเกินวัยเข้าไปก็ทำเอาทั้้งคุณปู่และคุณย่าตะลึงงันไม่ต่างจากตอนที่โทยะและยูมิน่าเจอเข้าไป สึซึริถึงกับดึงแขนลูกชายเธอเข้ามาถามเลยว่านี่ลูกชายของโทยะจริงเหรอ โทยะก็เถียงแม่ประมาณว่าไม่ยอมรับเหรอเลือกพ่อไม่เข้มพอหรือก็เลยโดนแม่มะเหงกไปหนึ่งที แต่ถึงจะดูสุภาพเรียบร้อยแค่ไหนโทยะก็คิดว่าคุองคล้ายกับคุณย่าตรงไม่มีความเมตตาให้ศัตรูและเยือกเย็นมักจะไล่ต้อนอีกฝ่ายจนกว่าจะจนมุมอันที่จริงโทยะเองก็เป็นแบบนี้ลักษณะนี้อาจถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ของคุณตา ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเอาชื่อคุณตามาใช้โทยะเองก็ตอบไม่ได้เพราะคนที่ตั้งชื่อลูกคนนี้ก็คือตัวเขาที่อยู่ในอนาคต คำถามต่อมาก็คือแล้วคุองเป็นของโทยะกับใครแน่นอนว่าพอถามคำถามนั้นยูมิน่าก็รีบออกตัวอย่างไวและอวยลูกเต็มที่ จากนั้นภรรยาคนอื่น ๆ ก็เริ่มแนะนำลูกของตนให้ปู่กับย่ารู้จักแล้วทั้งสองก็ได้ลูบหัวหลาน ๆ ถึงสึซึริจะรู้สึกแปลก ๆ ไปซักหน่อยตอนถูกเรียกว่าคุณย่าก็ตามจากนั้นเธอก็เริ่มไล่ชื่อหลาน ๆ เพื่อจดจำพวกเขา ส่วนคุณพ่อแกรู้สึกว่าเหมือนเป็นครูโรงเรียนเด็กอนุบาลยังไงชอบกลแต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ก็เพราะมีภรรยาเยอะขนาดนี้จำนวนลูกก็เลยเยอะตามไปด้วย
.
คำถามต่อมาของสึซึริ0ก็คือทำไมโทยะถึงอยู่ในสภาพเด็ก โทยะก็อธิบายไปว่าในโลกนี้เขาได้ตายไปแล้วดังนั้นจะให้ใครรู้ถึงการกลับมามีชิวตอีกรอบไม่ได้เพราะมันผิดกฏและย้ำให้พ่อแม่เก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพราะถ้าความแตกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาที่โลกนี้อีก อีกสาเหตุหนึ่งที่ว่าทำไมถึงตีเนียนไม่ได้ก็เพราะร่างของโทยะโดนเผาไปแล้วโดยมีคนรับรู้ไปทั่วว่าตายและเผาไปเรียบร้อยถ้าหากว่าร่างยังอยู่ก็พอจะหลอก ๆ ได้ว่าฟื้นกลับมาได้อยู่แต่นี่เล่นเผาไปซะแล้วก็เลยเอาข้ออ้างนี้มาใช้ไม่ได้ แต่ในความจริงก็คือไอ้ที่เผาไปนั้นมันเป็นของปลอมที่ปู่เวิร์ดก็อดแกเอามาวางแทนส่วนวิญญาณกับร่างกายของจริงนั้นถูกดึงไปซ่อมแซมและคืนชีพที่แดนเทพ แต่นั่นก็ทำให้พ่อกับแม่รู้สึกไม่ปลื้มเท่าไหร่เพราะมันเหมือนกับมีกระดูกของใครก็ไม่รู้ไปอยู่ในสุสานของตระกูลแต่โทยะก็ย้ำว่านั่นมันของปลอมไม่ใช่กระดูกจริง ๆ ประมาณเหมือนเผาตุ๊กตาที่เหมือนเขาไปเท่านั้นทำให้พ่อกับแม่โล่งอกได้ในที่สุดแต่ในระหว่างนั้นเองก็ได้ยินเสียงท้องใครบางคนร้องขึ้นมาทุกสายตาเลยพุ่งเป้าไปที่ยาเอะทันทีแต่เธอปฏิเสธว่าไม่ใช่เธอ เจ้าของเสียงท้องร้องนั้นก็คือสเตฟเธอบอกกับโทยะว่าหิวแล้ว รูเชียจึงเสนอว่าให้ออกไปซื้อของและอาเชียก็เสนอว่าจะทำอาหารกินที่นี่แต่หากพิจารณาแล้วมันใช้เวลานานโทยะคิดว่าจะสั่งพิซซ่ามากินดีไหมแต่เนื่องจากว่าที่นี่เดิมทีมันเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่ดังนั้นไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงต่อการดึงดูดความสนใจ ในตอนนั้นสึซึริก็เสนอความคิดให้วางพล็อตว่าเป็นลูกของพวกญาติ ๆ ที่มาฝากไว้ตอนที่พ่อแม่เด็กพวกนี้ไปเที่ยวกันมันก็ไม่ใช่เรื่องโกหกซะทีเดียวและถ้าแม่โทยะที่เป็นเจ้าของบ้านอยู่ด้วยก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเมื่อตกลงกันได้แบบนั้นแล้วจึงทำการสั่งพิชซ่าโดยพ่อโทยะเป็นคนสั่งโดยเปิดแทบเล็ตที่พกมาด้วยให้พวกเด็ก ๆ เลือกของที่ชอบ
.
ในระหว่างนั้นโทยะก็ปรึกษากับแม่เรื่องจะพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวแต่ด้วยจำนวนขนาดนี้การเดินทางด้วยรถไฟมันคงยากจะดีกว่าถ้าไปรถส่วนตัวทว่ารถของสึซึริก็นั่งได้แค่สี่คนแต่จำนวนคนมามีถึงยี่สิบคนยังไงก็อัดกันไปไม่ได้ถ้าจะไปจริง ๆ ก็ต้องใช้รถขนาดใหญ่ประมาณรถบัส แต่มันจะปลอดภัยกว่าไหมถ้าใช้การเดินทางโดยเทเลพอร์ตแต่ใจโทยะก็อยากให้ลูก ๆ ได้ลองนั่งรถไฟซักครั้งแล้วในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นสุนัขสีขาวตัวใหญ่อยู่ตรงทางเข้าบ้านโทยะจำได้ว่านี่เทพบริวารที่ขอมาเป็นบอดี้การ์ดให้ฟุยุกะจึงได้เข้าไปคุยด้วยซึ่งเธอบอกว่าตอนนี้เธอมีชื่อว่า "บลันก้า" แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรกันมากสเตฟก็สังเกตเห็นบลันก้าและด้วยรูปร่างที่เป็นหมาตัวใหญ่สีขาวสเตฟก็เลยวิ่งเข้ามากอด ตามมาด้วยอลิซกับลินเน่ก็เข้ามาเสริม ตามติดมาด้วยโยชิโน เฟรย์ แล้วก็เอลน่า เมื่อเกือบทั้งหมดนั้นเป็นลูกของโทยะบลันก้าก็ทำอะไรมากไม่ได้จึงมีชะตากรรมเดียวกับโคฮาคุในสมัยที่ถูกอัญเชิญมาใหม่ ๆ ไม่มีผิดหลังจากพิซซ่ามาส่งแล้วทั้งหมดก็เริ่มทานกันพ่อของโทยะเริ่มถามถึงแพลนมือเย็นว่าพวกโทยะจะทำยังไงด้วยจำนวนคนถึงยีสิบคนดูแล้วมันไม่ง่ายเลยซึ่งจุดนี้โทยะวางแผนว่าอาจจะไปทานที่ร้านแฟมิเรสใกล้ ๆ นี้ แต่จะแห่กันไปด้วยจักรยานด้วยจำนวนคนขนาดนี้ก็สะดุดตาแย่โทยะเลยคิดว่าอาจจะต้องใช้เกทในการเคลื่อนย้ายทุกคนไปที่นั่น จากนั้นก็มีการอธิบายเวทมนตร์เคลื่อนย้ายว่าเกทกับเทเลพอร์ตทำงานยังไงและมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง โดยท่าจะเดินทางจริง ๆ เกทจะปลอดภัยกว่าแต่เงื่อนไขคือต้องเคยเห็นสถานที่นั้นมาก่อนที่โลกนี้หาภาพถ่ายสถานที่ได้ง่ายจึงไม่เป็นปัญหา เทเลพอร์ตสะดวกกว่าตรงที่ไปได้เลยแต่โอกาสไปโผล่ที่จุดแปลก ๆ หรือมีอันตรายก็มีสูงเพราะโทยะก็เคยโผล่ตรงหน้าเนียตอนที่เธอกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ถ้าดีที่สุดเลยก็ต้องยกให้เคลื่อนย้ายข้ามมิติเวลานี่แหละ ในตอนนั้นเองพ่อโทยะก็ได้เสนอว่าให้ไปพักที่โรงแรมน่าจะช่วยได้เพราะมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งมันจะลดปัญหาตรงนี้ได้และถ้าเป็นโรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยวด้วยแล้วก็จะไปเที่ยวกันต่อได้เลย
.
แต่แนวคิดนั้นถูกปฏิเสธเพราะโทยะนึกขึ้นได้ว่าสองแม่ลูก ลูเชียกับอาเชียที่ต้องการจะทำอาหารเองที่นี่แต่จำนวนคนตั้งยี่สิบคนเครื่องครัวและจานชามจะพอไหมนี่คงเป็นสิ่งที่โทยะต้องไปจัดหามา แต่แบบนี้หากไปที่อื่นและต้องการพักโรงแรมหรือเรียวกังก็จะมีปัญหาอีกเพราะพวกโทยมีสภาพเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกันทั้งนั้นแม้แต่ ยาเอะกับฮิลด้าที่ดูอายุมากสุดในกลุ่มก็ยังไม่พ้นเป็นผู้เยาว์ถ้าจะยืนกรานว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องมีหลักฐานยืนยันตัวตนแน่นอนว่าพวกโทยะไม่มีต่อให้ใช้มิราจหลอกตาก็ไม่ได้ผลถ้าหากถูกเรียกให้แสดงเอกสาร แต่โชคดีที่แม่โทยะมีเส้นสายกับโรงแรมสองสามแห่งดังนั้นถ้าพ่อกับแม่ไปด้วยก็จะแก้ปัญหานี้ได้ และแน่นอนว่าพ่อกับแม่ของโทยะก็อยากไปเที่ยวด้วยเพราะยังไงซะก็เป็นการเดินทางเที่ยวกับลูกหลานทั้งทีแต่มันติดปัญหาอยู่นิดนึงก็คือ พ่อกับแม่ของโทยะมีงานที่ต้องส่งให้ทันกำหนดเพราะทั้งสองทำงานเป็นนักวาด แม่โทยะวาดหนังสือภาพและภาพประกอบส่วนพ่อก็เป็นนักเขียนมังกะแบบรายเดือนซึ่งถึงจะไม่หนักเท่ารายสัปดาห์แต่มันก็มีกำหนดส่งที่เข้มงวดอยู่ ซึ่งแม่เหลืออยู่สองงานถ้ามีคนดูแลฟุยุกะให้เธอก็น่าจะทำเสร็จในวันพรุ่งนี้ได้ส่วนงานของพ่อเหลืออีกเยอะเลยเพราะตอนนี้ขาดผู้ช่วยเนื่องจากฮิมุระลาออกไปวาดงานของตัวเองเมื่อสามเดือนก่อนแล้วเพราะผลงานเปิดตัวที่เอาโทยะเป็นต้นแบบนั้นได้ถูกเขียนเป็นซีรีส์เรียบร้อยแถมได้รับความนิยมมากเสียด้วยเดือนนี้ก็ติดชาร์จเป็นอันดับสองเลยทีเดียว ทำให้พ่อของโทยะไม่มีคนช่วยวาดฉากหลังแม้จะจ้างผู้ช่วยคนใหม่มาแต่ก็เพิ่งจะลาออกไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเพราะดูเหมือนเขาจะได้งานที่บริษัทแล้วก็เลยลาออกไปโทยะจึงเสนอตัวจะช่วยงานพ่อแต่โดนปฏิเสธทันควันเพราะฝีมือในการวาดภาพห่วยแตกเกินไปดังนั้นโทยะก็เลยต้องหาคนที่มีฝีมือในการวาดไปช่วยพ่อนั่นก็คือลินเซ่นั่นเอง โทยะเอาสมุดที่มีภาพวาดของลินเซ่ให้พ่อกับแม่ดูซึ่งเป็นภาพวาดตอนที่เธอออกแบบชุดสาวน้อยเวทมนตร์ให้กับเหล่าเด็ก ๆ นั่นเองซึ่งพ่อของโทยะก็ยอมรับและจ้างทันทีส่วนลินเซ่ก็อยากทำงานนี้ด้วยเพราะเธออยากเรียนรู้การวาดมังกะ
.
ส่วนฟุยุกะก็ให้เหล่าพี่สะใภ้ดูแลคุณแม่จะได้ไปทำงานของตัวเองและจะได้ช่วยพ่อได้เมื่องานของเธอเสร็จแล้วเมื่อตกลงกันได้แล้วโทยะก็เปิดเกทส่งพ่อกับแม่และลินเซ่กลับไปที่บ้านเพื่อจัดการงานให้เสร็จหลังจากนั้นโทยะก็คิดถึงเรื่องที่ว่าจะเอายังไงกับอาหารมือเย็นดีจะเอาพิซซ่าอีกรอบดีไหมหรือจะเอาข้าวกล่องตามร้านสะดวกซื้อในตอนนั้นเองลูเชียกับอาเชียก็เข้ามาชวนให้ออกไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารกันแต่จะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ก็สะดุดตาเกินไปจึงตัดสินใจว่าจะไปกันแค่สามคนซึ่งลินเน่กับสเตฟจะงอแงนิดหน่อยเพราะอยากไปด้วยแต่โทยะบอกให้อยู่กับฟุยุกะทั้งสองก็เลยยอมโทยะบอกยูมิน่าว่าถ้ามีอะไรให้โทรมาแล้วโทยะก็ออกไปซื้อของกับลูเชียและอาเชียที่ย่านการค้าโดยการเคลื่อนย้ายด้วยเกทไปที่ซอยด้านหลังของที่นั่นตรงจุดที่ไม่มีคนและกล้องวงจรปิดโดยโทยะพกเป้ใบใหญ่ไปด้วยโดยใช้มันแอบเนียนว่าใส่ของลงไปแต่จริง ๆ แล้วเป้ใบนี้เชื่อมต่อกับสโตรของเขาโดยตรง เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดาคนจึงไม่เยอะส่วนลูเชียกับอาเชียถึงจะดูเป็นคนต่างชาติแต่ก็ไม่ได้สะดุดตาอะไรขนาดนั้นทว่าอาเชียที่หลุดบอกเรียกท่านแม่ออกมานั้นก็ถูกลูเชียเตือนว่าเรียก "ลูซัง" หรือไม่ก็พี่สาวแทน อันดับแรกพวกเธอไปดูร้านขายผักเจ้าของร้านที่เห็นเด็ก ๆ มาซื้อของก็นึกว่ามาซื้อของแทนพ่อแม่จึงไม่ได้คิดอะไรและก็ชมเด็ก ๆ ว่าเก่งมากแค่นั้นซึ่งผักอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกตายกเว้นเพียงมะระขี้นกที่สองแม่ลูกไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พวกเธอเคยอ่านเจอเมนูที่ใช้มะระขี้นกผัดกับเต้าหู้มาก่อนแต่พอซื้อผักจำนวนมากคนขายก็แปลกใจโทยะเลยแก้ตัวว่าซื้อเยอะเพราะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นที่สุดที่จะหาได้ตอนนี้แต่ปริมาณเยอะขนาดนี้เจ้าของร้านกังวลว่าเด็ก ๆ จะหิ้วกลับไหวไหมจคงเสนอบริการจัดส่งถึงที่ให้ซึ่งโทยะก็เลือกที่จะใช้บริการเพราะมันสะดวกดีและไม่ทำให้ดูน่าสงสัยด้วยเรื่องที่อยู่บ้านคุณตานั้นไม่มีปัญหาแต่เบอร์โทรนี่โทยะต้องเนียนให้ของพ่อไปและพอมีบริการจัดส่งก็ทำให้ลูเชียกับอาเชียเลือกผักแทบทุกชนิดในร้านจนโทยะต้องเบรคทั้งคู่ไว้ก่อนจะเลยเถิดไปมากกว่านี้เจ้าของร้านยังเกรง ๆ ว่าจะโอเคไหมต้องติดต่อไปหาพ่อแม่ก่อนหรือเปล่าเพราะปริมาณมันเยอะจริง ๆ แต่โทยะก็ควักแบงค์หมืนเยนออกมาจำนวนหนึ่งและจ่ายสดไปเลยโดยเจ้าของร้านบอกว่าจะไปส่งผักให้ในตอนเย็น
.
พอออกจากร้านขายผักสองแม่ลูกก็เห็นร้านขายเนื้อและร้านขายปลาแล้ววัฎจักรเดิม ๆ กับร้านขายผักก็วน ๆ กลับมาตลอดการซื้อของไล่ไปตั้งแต่ร้านขายเนื้อ ขายปลา ขายข้าว ร้านเบเกอรี่ไล่ไปยันซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อเครื่องเคียง อาหารกล่อง ขนมหวานและไอศกรีม ส่วนจุดใช้เวลาไปมากที่สุดก็คือร้านขายเครื่องครัวเพราะทั้งสองแม่ลูกมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับอุปกรณ์ทำอาหารที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอนว่าเพราะมีบริการส่งถึงบ้านโทยะก็เลยซื้อเครื่องครัวกลับบ้านได้โดยไม่เป็นที่สงสัยเพราะขนาดของอุปกรณ์บางชิ้นมันใหญ่เกินกว่าเด็ก ๆ จะแบกกลับบ้านได้แต่ก็ต้องเลือกว่าจะซื้ออะไรอยู่บ้างเหมือนกันเพราะถ้าซื้อหมดนั่นก็จะมีของไร้ประโยชน์ปนมาด้วยแน่ แต่งานนี้โทยะก็ได้ซื้อหม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ หม้อทอดไร้น้ำมัน แฮนด์มิกซ์เซอร์ ฯลฯ ถึงจะบอกว่าพยายามออกมาซื้อของแบบไม่ทำให้ดูเด่นแล้วแต่การกระทำก็ดูเหมือนมันจะตรงข้ามกับที่ตั้งใจพอควรแต่ถ้าหากจะกลายเป็นข่าวลือก็หวังว่าจะเป็นแค่ "ญาติของคุณโมจิซึกิซื้อของเยอะแยะมากมาย" ก็พอ หลังซื้อของเสร็จพวกโทยะก็กลับไปที่บ้านคุณตายูมิน่าก็ออกมาต้อนรับ โทยะ ลูแล้วก็อาเชียรีบไปที่ห้องครัวและนำของที่อยู่ในสโตร์ออกมาส่วนมากก็เป็นพวกเครื่องเคียงแล้วก็อุปกรณ์ทำครัวขนาดเล็ก ๆ ที่ซื้อมาจากซุปเปอร์ออกมาส่วนพวกวัตถุดิบที่ไปเหมามาตามร้านขายผักขายปลาขายเนื้อนั้นก็จะถูกจัดส่งมาให้ตอนเย็นส่วนที่พกกลับมาก็เป็นพวกไอศครีมหลากรสซึ่งโทยะวานให้ซูช่วยเอาไอศครีมไปแจกจ่ายให้ทุกคนแต่พอคิดไปคิดมาเขาก็สงสัยว่าฟุยุกะจะสามารถทานไอศครีมได้หรือเปล่าจะมีอาการแพ้ไหม? เพื่อความแน่ใจจึงโทรไปถามแม่ซึ่งแม่ของโทยะก็บอกว่าไม่มีปัญหาแต่อย่ากินเยอะเกินไปเพราะเดี๋ยวจะทานข้าวเย็นไม่ได้แล้วก็พวกพ่อกับแม่จะมาร่วมทานมื้อเย็นที่นี่ด้วยดังนั้นจึงสั่งให้โทยะมารับด้วยเมื่อถึงเวลา เมื่อซูนำไอศครีมไปแจกพวกเด็ก ๆ ที่อยู่ที่ห้องนั่งเล่นก็ส่งเสียงแสดงความดีใจ ส่วนลูกับอาเชียก็เริ่มเตรียมหุงข้าวทำกับข้าวกันแล้วด้วยวัตถุดิบบางส่วนที่พกกลับมาด้วย
.
โทยะกลับไปที่ห้องนั่งเล่นก็พบอลิสกับลินเน่กำลังเล่นเกมรถแข่งกันอยู่โดยทั้งคู่ต่างโยกร่างกายตามการหักเลี้ยวของรถโทยะดูแล้วก็รู้สึกอดขำไม่ได้ ส่วนข้าง ๆ นั้นก็มีเอลน่า สเตฟ โยชิโนะ และซากุระที่กำลังเล่นบอร์ดเกมกันอยู่ส่วนเอลเซ่ ยูมิน่าแล้วก็ซูกำลังป้อนไอศครีมให้กับฟุยุกะที่นั่งอยู่บนตักของเอลเซ่ส่วนลีนก็กำลังอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาข้าง ๆ กันดูเหมือนว่าหนังสือนั่นจะถูกนำออกมาจากห้องของคุณตาแน่นอนว่าทั้งแหวนที่พวกยูมิน่าใส่อยู่และกำไลที่พวกเด็ก ๆ ใส่อยู่ตอนนี้นั้นมีฟังก์ชั่นในการแปลภาษาทั้งฟังและอ่านทำให้สามารถอ่านอักษรของโลกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนยาเอะ ฮิลด้าแล้วก็เฟรย์กำลังซ้อมต่อสู้กันด้วยดาบไม้อยู่ภายในสวน แต่ว่าพอมองให้ดี ๆ แล้วก็พบว่าคุองกับคูนไม่อยู่เขาตึงเอ่ยปากถามขึ้นซึ่งยูมิน่าก็บอกว่าคุองกำลังดูทีวีอยู่ที่ห้องของคุณตา ที่ห้องนั้นมีทีวีขนาดเล็กอยู่ด้วยสาเหตุก็คงเพราะทีวีที่ห้องนั่งเล่นโดนยึดไปเล่นเกมอยู่นั่นเองส่วนคูนอยู่ข้างนอกกำลังหมอบอยู่กับพื้นเพื่อพยายามจะดูกลไกช่วงล่างของรถยนต์ที่แม่โทยะขับมาจอดไว้ดูเหมือนว่าเธอกำลังศึกษาความแตกต่างของรถยนต์ในโลกนี้กับอีเทอร์วีเคิ้ลในโลกโน้น แน่นอนลีนบ่นถึงการกระทำของลูกสาวเธอแต่พอโทยะบอกให้ไปห้ามในฐานะแม่ลีนก็โยนงานให้โทยะในฐานะพ่อทันทีโทยะก็เลยจำใจต้องออกไปหยุดคูนที่กำลังมุดเข้าไปใต้รถเพื่อดูช่วงล่างของรถโดยเตือนอย่าทำแบบนั้นชุดมันจะเปื้อนเอา แต่คูนกลับบอกให้โทยะช่วยยกรถขึ้นให้หน่อยแต่โทยะปฏิเสธว่าตอนนี้เขาทำไม่ได้ และแน่นอนว่ามุดลงไปใต้รถขนาดนั้นชุดก็ต้องเปื้อนจึงต้องเอาไปซักสถานเดียวแม้ว่าจะมีชุดให้เปลื่ยนอยู่แต่โทยะก็กังวลว่าหลังจากนี้ชุดอาจจะเปื้อนอีกหลายรอบเพราะความอยากรู้อยากเห็นของคูน โทยะจำได้ว่าในห้องคุณตาน่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับรถยนต์อยู่เป็นสารานุกรมที่รวบรวมภาพและอธิบายถึงประวัติความเป็นมาและพัฒนการของรถยนต์เพราะเคยอ่านสมัยเด็ก ๆ พอบอกไปแบบนั้นคูนก็ลากโทยะกลับเข้าบ้านเพื่อไปค้นหาหนังสือเล่มนั้นทันทีโทยะให้คูนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนเขาเดินขึ้นไปที่ชั้นสองที่ห้องของคุณตาก็พบว่าคุองกำลังดูรายกายทีวีอยู่บนเก้าอี้โยกดูเหมือนว่าจะเป็นรายการข่าวที่ถกกันเรื่องการเมือง โทยะเดินเข้าไปถามลูกชายว่ามันน่าสนใจเหรอ? คุองบอกว่าไม่ว่ามันจะน่าสนใจหรือไม่แต่ในฐานะที่เป็นผู้ต้องดูแลประเทศในอนาคตแล้วสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในภายหลังได้
.
ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองแล้วโทยะมักจะโยนงานให้โคซากะมากกว่าแต่สำหรับคุองแล้วดูจะใส่ใจเรื่องการเมืองมากกว่าเขาซะอีกคงจะเป็นเพราะการสั่งสอนจากยูมิน่ากับโคซากะแต่จะว่าไปการเมืองที่โลกนี้กับโลกโน้นก็ไม่เหมือนกันดังนั้นโทยะเลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้ไปในวันนี้จะมีประโยชน์ในภายภาคหน้าแน่หรือเปล่า หลังจากนั้นโทยะก็เดินไปหยิบหนังสือที่ต้องการและมอบให้กับคูนเธอรับมันไปนำไปนอนอ่านบนเตียงที่อยู่ในห้องทันทีก่อนจะกลับลงไปที่ห้องนั่งเล่นโทยะหยิบหนังสือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวลงมาด้วย เมื่อลงมาก็พบว่ายูมิน่ากำลังต้มน้ำในอ่างอาบน้ำอยู่โดยมีพวกยาเอะที่เพิ่งซ้อมเสร็จเข้าไปร่วมด้วย ซึ่งห้องอาบน้ำที่นี่ใหญ่อยู่แล้วดังนั้นสามารถอาบได้หลายคนพร้อมกันพอกลับมาที่ห้องนั่งเล่นก็พบว่าเอลเซ่ดูจะเข้ากับฟุยุกะได้เป็นอย่างดีส่วนหนึ่งก็เพราะเอลเซ่มีพี่น้องหลายคนจึงมีประสบการณ์ในการดูแลเด็ก ส่วนลีนเห็นหนังสือที่โทยะถือมาเธอก็ถามด้วยความสงสัยโทยะบอกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวว่าแล้วเขาก็ส่งเล่มหนึ่งให้กับลีนไป โทยะเริ่มเปิดนิตยสารการท่องเที่ยวแล้วก็ดูเรื่องเกี่ยวกับออนเซนและเรียวกังซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เก่าแล้วเขาหวังว่าเรียวกังแห่งนี้จะยังเปิดกิจการอยู่พออ่านนิตยสารไปได้ซักพักลูก็บอกว่าข้าวเสร็จแล้วหลังจากกลับออกมาจากครัวโทยะก็เห็นลินเน่กำลังลงไปที่สวนและหยิบม้าไม้ไผ่มาถามโทยะว่านี่คืออะไร ม้าไม้ไผ่อันนี้คุณตาเป็นคนทำให้โทยะเล่นสมัยเป็นเด็กและมันก็ยังคงอยู่มาจนถึงตอนนี้โทยะจึงลงไปที่สวนและสอนวิธีการเล่นม้าไม้ไผ่ให้กับพวกเด็กเนื่องจากร่างกายโทยะตอนนี้อยู่ในสภาพเด็กม้าไม้ไผ่จึงมีขนาดพอดีตัว ซึ่งพอเห็นโทยะเล่นแล้วเด็ก ๆ ก็อยากเล่นบ้าง ลินเน่ขอม้าไม้ไผ่จากพ่อเธอทันที อลิสกับสเตฟก็ขอต่อคิวเล่นด้วย และพวกเด็ก ๆ ก็ดูจะแอดวานกว่าที่คิดเพราะถึงขนาดกระโดดตีลังกากลับหลังขณะอยู่บนม้าไม้ไผ่ได้เลยแต่งานนี้โทยะดุพวกเด็ก ๆ และห้ามไม่ให้เล่นแบบนี้เพราะมันอันตรายเกินไป
.
ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังสนุกกับม้าไม้ไผ่โทยะก็ลองไปค้นห้องเก็บของเพราะว่าคุณตามีของเล่นเก็บไว้มากมายซึ่งสิ่งที่ค้นเจอก็มีพวกอุปกรณ์กีฬาอย่างพวกไม้เบสบอลกับถุงมือ ลูกฟุตบอล แบตมินตัน ไม้กอล์ฟ ฮูลาฮูป สเก็ตบอร์ด ฯลฯ เรียกได้ว่าเยอะแยะไปหมดแล้วโทยะก็ค้นเจอรถบังคับวิทยุเข้าดูเหมือนว่าแบตเตอร์รี่ของมันจะหมดไปแล้วแต่โทยะจำได้ว่ามีที่ชาร์จและตัวแบตสำรองอยู่โทยะก็เลยลองชาร์จแบตเตอรี่ตัวรถและตัวบังคับวิทยุไว้ที่ห้องนั่งเล่นในขณะที่พวกเด็ก ๆ กำลังเล่นแบตมินตั้นก็อยู่ในสวนในขณะที่ซากุระกับซูกำลังง่วนอยู่กับนิตยสารท่องเที่ยวที่โทยะเอาลงมาโดยพวกเธอดูจะให้ความสำคัญกับอาหารที่เสิร์ฟภายในโรงแรมมากกว่าขนาดของโรงแรมเสียอีกและแล้วรถส่งของก็ทยอยมาส่งวัตถุดิบที่ไปสั่งไว้เมื่อตอนบ่ายยาเอะ ฮิวด้า ยาคุโมะแล้วก็เฟรย์ ออกไปช่วยขนลังใส่วัตถุดิบพวกนั้นเข้ามาในบ้านแต่เพราะซื้อมาเยอะขนาดนี้โทยะก็เลยโดนยูมิน่าถามด้วยอารมณ์เคือง ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะมีคนมากถึงยี่สิบคนก็เลยต้องซื้อให้พอดีอย่างปลาก็ซื้อมายี่สิบตัวอะไรประมาณนั้น หลังจากนั้นโทยะก็นำรถบังคับวิทยุไปขับเล่นสเตฟก็เดินเข้ามาดูด้วยความสงสัยพอโทยะเริ่มบังคับให้รถออกวิ่งโชว์ลีลาวิ่งเฟี้ยวฟ้าวสเตฟก็สนใจขึ้นมาทันทีและแน่นอนว่าต้องส่งสายตาอ้อนวอนอยากเล่นโทยะก็เลยให้ไปลองเล่นดูพอลินเน่กับอลิสเห็นก็สนใจโทยะก็เลยบอกให้พวกเด็ก ๆ แบ่งกันเล่นส่วนเขาต้องไปชาร์จแบตรอเพราะมันสามารถเล่นได้ประมาณยี่สิบนาทีเท่านั้น ส่วนอีกคนที่สนใจไม่แพ้กันก็คือคูนที่ลงมาจากชั้นสองและกำลังให้ความสนใจกับตัวบังคับวิทยุ จริงแล้วตั้งแต่มาถึงคูนก็ไล่ดูไปหลายอย่างไม่ว่าจะเตาไมโครเวฟ รถยนต์ รีโมทโทรทัศน์ สำหรับคูนโลกนี้อาจเปรียบได้กับสวรงสวรรค์เลยทีเดียวหลังจากสอนวิธิเปลี่ยนแบตให้กับคูนแล้วโทยะก็กลับไปที่ห้องนั่งเล่นก็พบว่า ยาคุโมะ เฟรย์ โยชิโนะ แล้วก็เอลน่า กำลังให้ความสนใจกับนิตยสารท่องเที่ยวกันอยู่
.
ดูเหมือนว่าตอนนี้ยาเอะกับฮิลด้ากำลังไปช่วยลูกับอาเชียที่อยู่ในห้องครัวซูเข้ามาบอกโทยะว่าน่าจะถึงเวลาไปรับลินเซ่พร้อมพ่อกับแม่แล้วโทยะมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เกือบจะห้าโมงครึ่งแล้วจริง ๆ จะไปหลังจากอาหารเตรียมเสร็จแล้วก็ได้แต่โทยะอยากรู้ถึงความคืบหน้าของต้นฉบับด้วยจึงทำการเปิดเกทกลับไปที่บ้านของพ่อแม่โดยไปที่ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานของพ่อจะอยู่ที่ชั้นหนึ่งส่วนของแม่จะอยู่ชั้นสอง โทยะไปหาพ่อก่อนแล้วก็พบว่ากำลังปั่นกันอยู่ต้นฉบับของพ่อโทยะยังเป็นแบบวาดมืออยู่โทยะคิดว่าควรเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบดิจิตอลได้แล้วเพื่อความสะดวกหลาย ๆ อย่างดูเหมือนว่าจะปั่นกันจนลืมเวลาพอโทยะมาเรียกถึงได้รู้ตัวว่าเวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วแต่ก็มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจแถมฝีมือการวาดของลินเซ่ก็ดีมากจนงานเดินไปอย่างรวดเร็ว และการเป็นผู้ช่วยวาดมังกะนี่ก็เริ่มทำให้ลินเซ่เปิดหูเปิดตาขึ้นไปอีกขั้นแต่การให้ลินเซ่เรียนรู้การวาดมังกะแบบนี้โทยะรู้สึกว่าเหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้เพราะลินเซ่เป็นเพื่อนสนิทของริริเอลเมื่อเธอวาดมังกะเป็นแล้วดีไม่ดีอาจจะได้มีกองอัศวินกุหลาบเวอร์ชั่นมังกะถูกวาดออกมาก็ได้รู้สึกว่ามันเริ่มอันตรายแล้วแต่มันสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้วก็ต้องปล่อยเลยตามเลยหลังจากนั้นโทยะก็ขึ้นไปเรียกแม่ พอบอกว่าถึงเวลาอาหารแล้วเธอก็ตอบรับโดยไม่หันกลับไปมองซึ่งก็เหมือน ๆ กับทุกครั้งหลังจากนั้นโทยะก็หันไปเห็นห้องที่อยู่สุดทางเดินมันสะดุดตามากโทยะเดินไปเปิดประตูห้องนั้นทันทีห้องนั้นก็คือห้องของเขาเองเรียกว่าอดีตห้องของเขาอาจจะถูกกว่าสำหรับตอนนี้ มันยังคงอยู่นับตั้งแต่วันที่เขาออกเดินทางไปต่างโลกโทยะรู้สึกดีใจที่ได้กลับมายังห้องนี้ แม่ของโทยะมายืนที่ด้านหลังและบอกกับโทยะว่าเดิมทีเธอคิดจะกำจัดห้องนี้ไปแล้วแต่ก็รู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นความจริงที่ว่าโทยะเคยอยู่ที่นี่ก็จะหายไปเธอรอวันที่ฟุยุกะโตขึ้นและรับรู้ว่าเธอมีพี่ชายอยู่ เธอกับสามีก็เลยตัดสินใจทิ้งมันไว้แบบนี้จนกว่าจะถึงเวลานั้น แต่โทยะก็ซึ้งได้ไม่นานเพื่อแม่บอกว่าพ่อของโทยะได้จัดการทำความสะอาดและนำหนังสือที่อยู่ใต้เตียงไปจัดวางไว้บนชั้นแล้ว เรียกว่าแทนที่พ่อจะกำจัดมันไปแต่ก็ยังเก็บเอาไว้เพราะรู้สึกไม่ดีถ้ากำจัดมันไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แต่ว่านั่นก็เหมือนกับเอารสนิยมทางเพศของลูกชายออกมาแขวนประจานกันโต้ง ๆ ทำให้โทยะรู้สึกอยากตายเลยแต่สำหรับโลกนี้เขาก็ตายไปแล้ว โทยะเข้าไปกอดขาแม่และอ้อนวอนสุดชีวิตให้ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับอย่าได้แพร่งพรายให้ใครรู้โดยเฉพาะกับเหล่าภรรยาทั้งหลาย ในตอนนั้นพ่อของโทยะก็เดินขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีโทยะเริ่มเกิดความคิดว่าจะใช้เซิร์จค้นหาหนังสืออย่างของพ่อแล้วจะเอามาวางไว้บนโต๊ะที่ห้องนั่งเล่นบ้างเพื่อเป็นการเอาคืน
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 16 (611- 620)
และแล้วเมื่อถึงเวลาอาหารบนโต๊ะก็เรียงรายไปด้วยอาหารมากมายที่สองแม่ลูกลูเชียกับอาเชียช่วยกันรังสรรค์เนื่องจากมีจำนวนคนมากกว่ายี่สิบคนจึงต้องต่อโต๊ะยาวไปยันในห้องครัวเพราะห้องนั่งเล่นที่แสนกว้างของบ้านคุณตาไม่สามารถจะรองรับได้หมดโชคดีที่ห้องนั่งเล่นกับห้องครัวมันอยู่ติดกันและไม่มีประตูกั้นก็ยังสามารถมองเห็นกันได้ เมื่อมองเห็นจำนวนจานอาหารที่วางอยู่แม่ของโทยะก็เริ่มกังวลใจกับค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับอาหารมื้อนี้ถึงกับเอ่ยปากถามเลยว่าเงินจะพอหรือเปล่าแต่สำหรับโทยะในตอนนี้มันถือว่าจิ๊บจ้อยมากเพราะมีเงินที่แลกมาจากปู่เวิร์ดก็อดมาเพียบแถมที่โลกโน้นก็เป็นราชาด้วยเพราะงั้นเรื่องเงินนี่หมดห่วงไปได้เลย แต่สำหรับแม่แล้วการที่ลูกชายไปเป็นราชาอยู่ที่ต่างโลกก็เป็นอะไรที่ทำใจเชื่อได้ยากอยู่ดีซึ่งตัวโทยะเองก็ไม่เคยคิดฝันเช่นกันแต่เพราะแบบนั้นแหละเขาถึงได้กลับมาพร้อมกับสมาชิกครอบครัวจำนวนมากมายขนาดนี้
.
ในขณะเดียวกันลูเชียกับอาเชียก็กำลังนำเสนออาหารให้กับพ่อของโทยะอยู่แม่ก็ตักหมูผัดเปรี้ยวหวานขึ้นมาทานและมีสีหน้าแปลก ๆ โทยะนึกว่าอาหารที่พวกลูเชียทำไม่ถูกปากแม่แต่เธอบอกว่ามันอร่อยกว่าที่เธอทำเสียอีกก็เลยรู้สึกทำใจลำบากว่ากันตามจริงแม่ของโทยะก็ไม่ค่อยทำอาหารเท่าไหร่แม้จะมีอาหารจานที่ถนัดเป็นพิเศษอยู่บ้างแต่ก็ทำเป็นครั้งคราวเท่านั้นซึ่งคนที่ทำอาหารบ่อย ๆ ก็จะมีคุณพ่อกับคุณตาซึ่งก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแค่โทยะเด็ก ๆ แล้วแต่การที่แม่ของโทยะแสดงท่าทีไม่พอใจก็ทำให้ลูเชียรู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีเธอพยายามจะปรับปรุงและนำเสนออาหารที่แม่สามีน่าจะชอบซึ่งจริง ๆ อาหารที่พวกลูเชียทำก็ไม่ได้แย่แต่ปัญหามันอยู่ที่สัมผัสความอร่อยของแต่ละบุคคลว่าแล้วก็ได้มีการพูดถึงสเต๊กเนื้อมังกรขึ้นมาซึ่งโทยะมีมันอยู่ในสโตร์อยู่แล้วซึ่งตอนที่นำเข้าไปมันเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ สิ่งที่ถูกเก็บอยู่ในสโตร์จะมีสภาพเหมือนถูกหยุดเวลาดังนั้นเมื่อนำมันออกมามันจึงมีสภาพเหมือนกับตอนที่เก็บเข้าไป เมื่อนำออกมาเสิร์ฟมันจึงเหมือนกับเพิ่งจะย่างเสร็จซึ่งสเต็กเนื้อมังกรนั้นมีความนุ่มมากจนสามารถใช้ตะเกียบฉีกเป็นชิ้น ๆ ได้เลย เมื่อแม่ของโทยะได้ลิ้มลองเนื้อมังกรเป็นครั้งแรกก็ได้พบกับความนุ่นที่เกินบรรยายเข้าไปก็ถึงกับนิ่งไปราว ๆ ยี่สิบกว่าวินาทีจนโทยะต้องเขย่าแขนถึงจะได้สติกลับมาแถมยังบอกว่าเห็นภาพคุณตาที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำบอกว่าขอกินด้วยเลย ความอร่อยของสเต๊กมังกรนั้นเรียกได้ว่าเนื้อวัวเกรด A5 ยังต้องชิดซ้ายแต่ก็ต้องบอกว่าแม้จะเป็นที่ต่างโลกต่อให้เป็นขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ก็ยังแทบจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองเนื้อมังกรเลย
.
ฟุยุกะที่นั่งอยู่บนตักของเอลเซ่แสดงท่าทีว่าอยากกินเนื้อมังกรบ้างพ่อคุณแม่เห็นแบบนั้นก็เลยเอาเนื้อมังกรไปป้อนให้ฟุยุกะซึ่งพอกได้กินเธอก็แสดงดวงตาเป็นประกายและโบกมือไปมาเป็นสัญญาณว่าชอบแม้โทยะจะแอบคิดนิด ๆ ว่าเอาเนื้อมังกรให้เด็กกินมันจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรใช่ไหมแต่เขาก็ไม่ได้ห้ามและสุดท้ายฟุยุกะก็กินเสต็กเนื้อมังกรไปประมาณครึ่งหนึ่งพออิ่มแล้วฟุยุกะก็หลับไปเอลเซ่จึงพาไปนอนแล้วบลันก้าก็เข้ามานอนอยู่ข้าง ๆ ราวกับเป็นบอดี้การ์ด ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะวันนี้เล่นมากเกินไปเพราะถูกรายล้อมโดยบรรดาพี่สะใภ้ในตอนนั้นเองลีนก็บอกโทยะว่าตอนนี้มันผ่านมาหนึ่งวันแล้วดังนั้นโทยะจะสามารถกลับร่างเดิมได้โทยะก็เลยจะแปลงร่างกลับแต่ก่อนจะทำแบบนั้นเขาก็สังเกตเห็นสีหน้าของลีนว่าเหมือนกำลังแอบวางแผนอะไรบางอย่างแล้วเขานึกขึ้นได้ว่าถ้าทำตรงนี้ตัวเขาขยายขึ้นแต่เสื้อผ้าจะไม่ขยายตามโทยะรีบลุกจากเก้าอี้และไปที่ชั้นสองเพื่อเปลี่ยนชุดก่อนส่วนลีนก็บอกว่ารู้ทันซะแล้วน่าเบื่อจังสรุปเธอมีแผนจะแกล้งให้โทยะเปลือยต่อหน้าทุกคนซะงั้น หลังจากขึ้นไปเปลี่ยนชุดและคืนร่างเดิมแล้วโทยะก็กลับลงมาทานอาหารต่อ แต่การกลับร่างแบบนี้ก็จะทำให้ไม่สามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านได้ร่างเด็กยังพอหาเรื่องแถไปว่าเป็นญาติได้แต่ถ้าเป็นเจ้าตัวที่คนทั่วไปรับรู้ว่าตายแล้วมาเดินแบบนี้มันจะหาเรื่องแก้ตัวได้ลำบากจริงอยู่ว่ามันใช้มิราจแปลงเป็นคนอื่นได้แต่สำหรับโลกที่พลังเวทมนตร์มีน้อยมันยากที่จะคงสภาพได้ตลอด
.
แต่ยังไงซะพรุ่งนี้ก็ยังไปไหนไม่ได้เพราะพ่อกับแม่ก็ยังติดงานอยู่ยังไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้แต่ก็สงสารพวกเด็ก ๆ ที่จะออกไปเที่ยวเล่นไม่ได้ดังนั้นจึงต้องหาทางออกอื่นนั่นก็คือไปยังสถานที่ที่ไม่ได้อยู่ฝยญี่ปุ่นซะเพราะถ้าไปยังที่ที่คนไม่รู้จักหน้าค่าตาก็ย่อมไม่มีปัญหาส่วนลินเซ่โทยะให้พักผ่อนไปหนึ่งวันเพื่อที่ร่างกายจะได้พร้อมออกเดินทางท่องเที่ยวในวันถัดไปจากนั้นก็มีการปรึกษากันเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักโดยแม่ของโทยะบอกว่ามีเรียวกังที่อยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนที่บริหารงานโดยพ่อแม่ของรุ่นน้องที่เธอรู้จักอยู่ที่จังหวัด Y ด้วยเส้นสายที่มีน่าจะพอคุยได้เมื่อโทยะลองเปิดสมาร์ทโฟนเช็คดูก็พบว่าโอเคทีเดียวและกำหนดการออกเดินทางไปคือวันมะรืนแต่ถ้าจะเทเลพอร์ตไปเลยมันก็จะไม่ได้บรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยวดังนั่นโทยะเลยคิดว่าจะเดินทางโดยชินคันเซ็นไม่ก็รถบัสหลังทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่และลินเซ่ก็รีบกลับไปปั่นต้นฉบับต่อ ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือก็ผลัดกันไปอาบน้ำ ดูทีวีกินไอศกรีมและพักผ่อนพลางอ่านนิตยสารท่องเที่ยวส่วนเด็ก ๆ บางคนก็หลับไปแล้วโทยะก็เลยพาลูก ๆ ไปเข้านอน วันรุ่งขึ้นโทยะก็พาเหล่าภรรยากับเด็ก ๆ วาร์ปข้ามไปยังโมอานาลัวปาร์คบนเกาะโอวาฮูที่อยู่ที่ฮาวายซึ่งลินเน่ให้ความสนใจกับต้นก้ามปูที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกสถานที่แห่งนี้เก็บค่าเข้าด้วยผู้ใหญ่ 10 ดอลล่า เด็กอายุ 6-12 ปี 7 ดอลล่าถ้าต่ำกว่า 5 ขวบเข้าฟรีซึ่งงานนี้โทยะก็ยืมบัตรเครดิตจากพ่อมาจึงไม่เป็นปัญหาแต่งานนี้ลินเซ่ไม่ได้มาด้วยโทยะก็เลยตั้งใจว่าจะไปขอโทษเธอทีหลัง ส่วนลูเชียกับอาเชียหมกมุ่นทำอาหารอยู่ที่บ้านเพราะต้องการทำอาหารให้มากที่สุดถ้าไปเที่ยวก็จะทำไม่ได้จึงไม่ได้มาเช่นกัน
.
และที่สำคัญก็ต้องไม่ลืมถ่ายรูปและวีดีโอไปเยอะ ๆ ตามที่สัญญาไว้เอนเด้ด้วยซึ่งพวกเด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันสนุกสนาน อากาศกำลังดี เมื่อกวาดสายตามองไปก็เห็นว่ามีคนที่มาเป็นครอบครัวมากมายกำลังเพลิดเพลินกับการปิกนิคอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่และมีพวกเด็ก ๆ เล่นร่อนจานแล้วก็ฟุตบอลแน่นอนว่าพวกลูก ๆ ของโทยะก็ปน ๆ อยู่ในกลุ่มเด็กพวกนั้นแหละและด้วยกำไลแปลภาษาที่ติดตัวอยู่ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคในด้านการสื่อสารจึงสามารถเข้ากับเด็ก ๆ คนอื่นได้อย่างรวดเร็ว อาหารนำมาก็ได้ลูเชียกับอาเชียเป็นคนทำให้เช่นเดิมส่วนฟุยุกะที่นั่งอยู่บนตักเอลเซ่ก็ดูตื่นเต้นมากเช่นกันหลังทานอาหารเที่ยงแล้วโทยะก็กลับไปเพราะบรรยากาศและแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นจนกระทั่งยูมิน่ามาปลุกเพราะถึงเวลากลับแล้วกะว่าจะเดินทางมาสร้างความทรงจำกันแต่ดันเผลอหลับไปซะได้ พวกเด็ก ๆ เองก็เหนื่อยจากการเล่น สเตฟ ลินเน่ แล้วก็เฟรย์ก็หลับไปแล้วเช่นกัน โทยะ ยาเอะแล้วก็ฮิลด้าจึงต้องอุ้มทั้งสามที่หลับออกมาจากสวนและหาที่ ๆ ไม่มีคนเห็นเพื่อวาร์ปกลับญี่ปุ่นมาถึงก็เจอพ่อกับแม่รออยู่แล้วส่วนลินเซ่ที่นอนพักหลังทำงานเสร็จตอนเช้าก็ดูไม่มีอาการเหนื่อยล้า ส่วนเด็ก ๆ ที่หลับโทยะตั้งใจให้นอนไปแบบนั้นจนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้วค่อยปลุก โทยะเอารูปถ่ายที่ได้จากการเที่ยวโมอานาลัวปาร์คให้พ่อดูแล้วก็พบว่าเขาโดนแอบถ่ายนอนหลับด้วย
.
จากนั้นแม่ของโทยะก็บอกว่าเรียวกังที่จะไปกันวันพรุ่งนี้นั้นเธอได้ติดต่อไปจองแล้วตอนแรกก็มีปัญหาในการยกเลิกแขกกลุ่มหนึ่งอยู่แต่ทางนั้นช่วยจัดการให้แล้วดังนั้นจึงไม่มีปัญหาว่าแล้วเธอก็เปิดเว็บไซต์ของเรียวกังนั้นให้พวกยูมิน่าดูบรรดาลูกสะใภ้ก็แสดงความคิดเห็นกันไปต่าง ๆ นานา ดูเหมือนว่าแม่ของโทยะเคยไปเที่ยวเรียวกังแห่งนั้นบ่อย ๆ สมัยสาว ๆ และเมื่อถึงเวลามื้อเย็นอาหารวันนี้ก็หรูหราฟู่ฟ่าเช่นเดิมเพราะมันแทบจะรวมอาหารนานาชาติเลย (มีต้มยำกุ้งด้วย) รู้สึกเหมือนว่าจะทำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยพ่อกับแม่ของโทยะก็ดีใจที่ได้กินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใสโทยะต้องแปลงร่างเป็นเด็กอีกครั้งวันนี้ทุกคนจะเดินทางไปเที่ยวเด็ก ๆ ทุกคนถูกประกบด้วยแม่ของตัวเอง อย่างคุองก็ถูกยูมิน่าจับมืออยู่ ส่วนอลิสนั้นได้แม่ของโทยะดูแล้ว ฟุยุกะก็ถูกพ่ออุ้มไว้โทยะเป็นคนเดียวที่ว่างไม่ได้จับมือกับใครอันที่จริงพ่อของโทยะเสนอว่าจับมือกันไหมแต่โทยะปฏิเสธและด้วยจำนวนคนมากกว่ายี่สิบคนก็เลยค่อนข้างเป็นจุดเด่นแต่ส่วนใหญ่ ๆ ก็ดูเหมือนเด็กต่างชาติดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกตาอะไรมากนักเด็ก ๆ ถึงจะตื่นเต้นที่ได้มาญี่ปุ่นครั้งแรกแต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นเกินเบอร์อะไรเพราะก่อนหน้านี้โทยะก็เอาวีดีโอแนะนำให้ดูไปแล้วแม้จะมีถามในสิ่งที่สนใจบ้าง แต่เรื่องนั้นให้ยกเว้นคูนไว้คนหนึ่งเธอสนใจทุกสิ่งอย่างด้วยตาเป็นประกายไม่ว่าจะปุ่มกดตรวทางม้าลาย ตู้ขายน้ำผลไม้อัตโนมัติ หรือจะรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาเธอพยายามจะก้าวไปข้างหน้าแต่ลีนที่จับมือเธอไว้ก็ดึงกลับมาดูท่างานนีแม่อย่างลีนจะเหนื่อยไม่น้อยกว่าจะถึงสถานี แต่ด้วยความสามารถของคูนเธอคงจะทำให้เทคโนโลยีของบรุนฮิลก้าวหน้าไปอย่างมากในอนาคตแน่และแน่นอนว่าเมื่อไปถึงสถานีคูนก็คงจะไปหมกมุ่นกับเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและประตูตรวจตั๋วอัตโนมัติแน่แต่ถ้าลูกสาวสนุกโทยะก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปห้ามปรามอะไรหลังจากขึ้นชินคันเซ็นแล้ว สเตฟก็สนุกสนานกับการมองวิวผ่านหน้าต่างรถเด็กคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าต่างรถก็ไม่ต่างกันส่วนหนึ่งก็เพราะชินคันเซ็นนั้นวิ่งเร็วกว่ารถไฟวิถีเวทย์แต่อย่างไรเสียในตู้โดยสารก็ยังคงมีผู้โดยสารคนอื่น ๆ อยู่ด้วยโทยะจึงจำเป็นต้องเตือนพวกลูกเอาไว้ว่าอย่าส่งเสียงดังจนเกินไปแต่ในความเป็นจริงโทยะใช้เวทไซเรนกั้นไม่ให้เสียงหลุดออกมาดังนั้นมันจึงมองเหมือนกันคุยกันเงียบ ๆ แต่ถีงไม่ได้ยินก็ยังมองเห็นดังนันจึงต้องระวังเรื่องการกระทำของพวกเด็ก ๆ เอาไว้
.
สำหรับคุอง เอลน่า ยาคุโมะแล้วก็อาเชียนั้นไม่มีปัญหาอะไรแม้ว่าจะไม่ได้นั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างในทางกลับกันคุองดูจะตั้งใจอ่านหนังสือพิมพ์ที่พ่อของโทยะซื้อมาให้จากสถานีภาพที่เห็นก็เลยทำให้ดูไม่เหมือนเด็กเท่าไหร่ถ้าหากอ่านพวกการ์ตูนสี่ช่องอาจจะดูสมวัยกว่านี้แต่ก็สมเป็นคุองดีในขณะที่บรรดาภรรยาก็สนุกสนานเพลิดเพลินกับนิตยสารไม่ก็มังกะที่ซื้อมาจากสถานีดังนั้นต่อให้ต้องนั่งรถเป็นชั่วโมงก็คงไม่น่าเบื่อ ในช่วงเวลานั้นคูนบอกกับลีนว่าจะไปเข้าห้องน้ำแต่ลีนไม่เชื่อเพราะก่อนหน้านี้คูนได้ขอไปเข้าห้องน้ำแต่จริง ๆ แอบไปสำรวจภายในตัวรถมาแถมยังจะไปหยิบที่ดับเพลิงออกมาอีกดีที่โทยะไปเจอก่อนก็เลยห้ามไว้ได้ทันแล้วพากลับมาลีนก็เลยต้องประกบทุกการเคลื่อนไหวของคูนหลังจากนั้นดังนั้นรอบนี้พอคูนบอกจะไปเข้าห้องน้ำลีนก็เลยต้องตามติดไปด้วยโทยะได้แต่หวังว่าความเหนื่อยล้าของลีนจะหายเมื่อไปถึงบ่อน้ำพุร้อน ส่วนทางด้านของเอลเซ่กับเอลน่านั้นกำลังดูนิตยาสารแฟชั่นกันอยู่ตรงที่นั่งด้านหลังของโทยะโดยเอลน่ากำลังแนะนำชุดให้กับเอลเซ่อยู่จากนั้นเอลเซ่ก็ถามลินเซ่ว่าสามารถทำชุดแบบนี้ได้ไหม ลินเซ่บอกว่าทำได้แต่คิดว่าสีตามแบบในหนังสือไม่เข้ากับเอลเซ่เท่าไหร่โดยเธอคิดว่าน่าจะสามารถตัดเย็บเสร็จได้ก่อนจะถึงที่หมาย สรุปคือตอนแรกโทยะนีกว่าเอลเซ่จะซื้อชุดจากโลกฝั่งนี้กลับไปแต่กลายเป็นว่าให้ลินเซ่ตัดให้แทนและแน่นอนว่าลินเซ่ก็ต้องมาขอผ้าจากโทยะเพื่อไปตัดชุดให้พี่สาวพร้อมเบิกอุปกรณ์ตัดเย็บไปเสร็จสรรพ โทยะจึงต้องหยิบของทุกอย่างผ่านสโตร์โดยแอบเนียนว่าหยิบออกจากเป้หลังจากได้รับของแล้วลินเซ่ก็ทำการตัดเย็บโดนไม่สนความคับแคบของเบาะนั่งเลยด้วยความสามารถเครือญาติเทพของลินเซ่ทำให้เธอทำทุกอย่างได้รวดเร็วแม่นยำราวกับเป็นเครื่องจักรเย็บผ้ารูปร่างมนุษย์เลยทีเดียว พอเธอทำชุดเสร็จชินคันเซนก็มาถึงที่หมายพอดีทุกคนหยิบสัมภาระและสิ่งของอื่น ๆ เพื่อเตรียมลงจากรถส่วนชุดที่ลินเซ่ตัดเสร็จโทยะเก็บไว้ในสโตร์ สรุปเวลาที่นั่งรถไฟมาคือประมาณหนึ่งชั่วโมงทุกคนลงมายืดเส้นยืดสายกันหลังนั่นนิ่ง ๆ ในที่แคบ ๆ เป็นเวลานานแต่โทยะตอนนี้สภาพร่างกายเล็กจึงไม่ได้รับผลเท่าไหร่หลังจากนั้นทุกคนก็ไปซื้อตั๋วเพื่อต่อรถไฟสายปกติในขณะนั้นยูมิน่าก็ดูจะประทับใจกับสถานีที่มีจำนวนปลายทางมากมายหลายสายในสถานีเดียวเพราะสถานีรถไฟที่ต่างโลกตอนนี้ยังเป็นการเดินรถเป็นเส้นตรงจึงมีสถานีปลายทางแค่สถานีเดียวอยู่และด้วยความซับซ้อนของสถานีในสายตาของคนต่างโลกก็เลยรู้สึกว่าสถานีรถไฟแห่งนี้ดูราวกับเป็นดันเจี้ยนเลย ซึ่งก็ไม่แปลกถ้าจะมองแบบนั้นโทยะคิดว่าถ้าหากโลกโดนอะไรบางอย่างทำให้ทำลายล้างไปอย่างเช่นไวรัสแล้วผ่านไปอีกหลายพันปีมนุษย์ยุคใหม่ ๆ ที่มาค้นพบสถานีกับรถไฟฟ้าใต้ดินแบบนี้พวกเขาก็คงคิดว่ามันเป็นดั้นเจี้ยนก็ได้
.
หลังจากลงมาที่ชานชาลาเพื่อรอรถไฟแล้วตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกซักพักก่อนรถไฟจะมาลินเน่มาบอกว่าอยากดื่มน้ำผลไม้ โทยะก็เลยให้เงินไปหยอดตู้ขายอัตโนมัติที่เรียงรายอยู่หน้าสถานีพอเห็นลินเน่ทำแบบนั้นเด็กคนอื่นก็ทยอยมาขอบ้างโทยะก็เลยต้องแจกให้กับเด็ก ๆ ที่เหลือไป ทว่าอลิสดันไปกดซื้อกาแฟดำมาเป็นแบบขมเธอดื่มไม่ได้ซึ่งคุองก็ได้ท้วงตรงนี้ก่อนเธอจะดื่มแล้วก็ให้เหรียญของตัวเองกับอลิสเพื่อให้ไปซื้อใหม่แล้วก็เอากาแฟดำนั้นมาการกระทำเช่นนั้นทำเอาพ่อโทยะบอกเลยว่าไม่อยากเชื่อว่านั่นลูกชายของโทยะ แต่เอาจริง ๆ คุองก็ดื่มแทบไม่ไหวเพราะยังไงเขาก็ยังเด็กโทยะก็เลยเรียกคุองมาแล้วให้เงินไปใหม่ส่วนกาแฟดำโทยะรับไว้เองแต่พอโทยะดื่มบ้างก็ไม่ไหวเหมือนกันทำไมมันถึงขมขนาดนี้หรือเพราะประสาทรับรสมันกลับไปเป็นเด็กด้วยก็ไม่อาจจะทราบได้แต่สุดท้ายคนที่จัดการกาแฟดำกระป๋องนั้นก็เป็นพ่อของโทยะหลังจากรอไปซักพักรถไฟก็มาถึงสถานีพวกโทยะขึ้นไปบนนั้นแล้วพวกเด็ก ๆ ก็นั่งที่ริมหน้าต่างเหมือนเดิมรถไฟค่อย ๆ ออกจากสถานีและเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างนี้โทยะก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับพวกเด็ก ๆ และการเดินทางกลับมาโลกนี้ปีละครั้งตามที่พระเจ้าอนุญาตแต่คราวหน้ามาก็จะไม่มีพวกเด็ก ๆ มาแล้วเพราะพวกเขายังไม่เกิดตอนนี้ดังนั้นมันจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกแต่ก็ไม่แน่อาจจะหาช่องว่างของกฏทำอะไรบางอย่างได้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังหลังจากนั่งรถไฟมาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หมายและคนที่มารอรับพวกโทยะก็คือรุ่นน้องของแม่โทยะที่ชื่อว่า "อิโอริ" ที่เป็นลูกสาวของเจ้าของเรียวกังที่จะไปพักกัน โดยรถที่มารับคือไมโครบัสแน่นอนว่าคูนก็จะพุ่งไปดูใต้ท้องรถอีกตามเคยแต่โดนลีนจับลากขึ้นรถไป หลังจากนั้นรถมินิบัสก็เคลื่อนตัวไปตามถนนริมแม่น้ำซักพักก็ถึงเรียวกังเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนภูเขานอกเมืองเล็กน้อยซึ่งชื่อของโรงแรมนั้นก็คือโรงแรม "จันทราสีเงิน" โทยะไม่คิดเลยว่าจะมีโรงแรมชื่อเดียวกันในโลกฝั่งนี้ด้วยนี่มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือพระเจ้าจัดฉากกันแน่แต่มันก็เป็นแบบนั้นไปแล้วซึ่งโรงแรมที่มีชื่อเหมือนกับที่ต่างโลกนี้มีการออกแบบที่ดูเก่าแก่โดยมีลักษณะเป็นแบบสมัยไทโชกับโชวะตอนต้นแต่ตัวโรงแรมไม่ได้เก่าขนาดนั้นจริง ๆ เพราะถ้าสังเกตด้านในแล้วก็จะเห็นว่าเป็นของที่สร้างในยุคใหม่แค่เอาดีไซน์ยุคเก่ามาใช้เท่านั้นโดยฮิลด้าบอกว่าที่นี่มีบรรยากาศเหมือนกับโอลฟานซึ่งก็ไม่แปลกเพราะประเทศนั้นมีลักษณะที่เหมือนกับการผสมกันระหว่างอารยธรรมญี่ปุ่นบวกอารยธรรมตะวันตกดังนั้นมันจึงใกล้เคียงกับโรงแรมแห่งนี้
.
โรงแรมแห่งนี้มีทั้งหมด 12 ห้องและเนื่องจากได้ทำการยกเลิกคนที่จองก่อนหน้าไปแล้วดังนั้นตอนนี้ทั้งโรงแรมจึงมีแต่คนของบ้านโทยะเท่านั้นจากนั้นทางโรงแรมก็ได้ทำการเสิร์ฟชาและขนมหวานให้ก่อนที่จะมีการแบ่งห้องนอนกันโดยหนึ่งห้องพักจะกัน 2 คนก็ได้แต่ว่าทางพวกโทยะตัดสินใจว่าพักห้องละสี่คนมันจะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องใช้ห้องเยอะจนเกินไปดังนั้นผลของการแบ่งห้องจึงออกมาเป็น ห้องแรกเอลเซ่ เอลน่า ลินเซ่ ลินเน่ ห้องที่สอง ซู ซากุระ โยชิโนะ สเตฟ ห้องที่ส่าม ยาเอะ ฮิลด้า ยาคุโมะ เฟรย์ ห้องที่สี่ รูเชีย ลีน อาเชีย คูน ส่วนอีกสองห้องมีปัญหานิดหน่อยถึงอลิสจะบอกว่าอยากอยู่ห้องเดี่ยวกับคุองก็เถอะแต่โทยะรู้สึกว่าถ้าเอนเด้รู้เข้าคงมีปัญหาแน่ถึงเด็กสองคนนี้จะเป็นคู่หมั้นกันแต่มันก็ยังไม่โอเคอยู่ดีดังนั้นจึงต้องให้ แม่โทยะ ฟุยุกะ ยูมิน่าและอลิสอยู่ห้องเดียวกันไป ส่วน พ่อของโทยะตัวโทยะและคุองก็ไปอยู่ห้องเดียวกันหลังแบ่งห้องเสร็จอิโอริก็พาพวกโทยะไปดูห้องพักโดยชื่อห้องของโรงแรมแห่งนี้จะเป็นชื่อของดอกไม้ต่าง ๆ ขนาดของห้องก็ประมาณ 12 เสื่อมีการตกแต่งอย่างสวยงาม ตรงระเบียงกว้างสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ ระหว่างนั่งพักอยู่ในห้องคุองก็ให้ความสนใจกับภาพแขวนที่อยู่ในห้องซึ่งมันเป็นรูปนกกระเรียนกับต้นสนซึ่งพ่อของโทยะก็อธิบายความหมายของภาพว่าทำไมต้องนำนกกระเรียนมาจับคู่กับต้นสนว่ามันเป็นสิ่งมงคลหมายถึงอายุที่ยืนยาวและความผมรักใคร่กลมเกลี่ยวของคนในครอบครัวหลังเก็บกระเป๋าเสร็จทุกคนก็กลับไปที่ลอบบี้และเริ่มปรึกษาว่าจะกินอะไรดีเพราะนี่ก็จะบ่ายสองแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลยอิโอริก็เลยแนะนำร้านโซบะที่อยู่ใกล้ ๆ ที่ใช้เวลาเดินไปประมาณสิบนาทีถึงซึ่งทุกคนก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรจึงพากันไปที่ร้านโซบะนั้นระหว่างทางที่เดินลงไปก็ชมธรรมชาติที่สวยงามพลางสนทนากันไปเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านก็สั่งโซบะถึงจะมากันยี่สิบคนก็ไม่เป็นปัญหาเพราะร้านว่างพอให้เข้าไปพร้อมกันได้อาจจะเพราะเลยเวลากลางวันมาแล้วคนจึงไม่เยอะนักหลังจากได้ที่นั่งทุกคนก็เริ่มพากันเปิดเมนูและสั่งโซบะแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของแต่ละคนมากินกัน
.
หลังทานกันจนอิ่มหนำแล้วพ่อของโทยะก็เสนอตัวจะจ่ายค่าอาหารเองแต่พอเห็นบิลก็ต้องเครียดนิดหน่อยเพราะราคาที่ต้องจ่ายไม่ใช่น้อย ๆ เลยเพราะยาเอะกับเฟรย์เล่นไปซะหลายชามจนเกินราคาสำหรับยี่สิบคนไปซึ่งโทยะก็ต้องจ่ายคืนให้ทีหลังส่วนคุองได้โซบะชาที่พ่อขอโทยะซื้อให้ด้วยเนื่องจากคุองชอบรสชาติของมัน หลังจากนั้นทุกคนก็พากันกลับไปโรงแรมตอนแรกโทยะคิดงว่าอยากจะไปเดินเที่ยวดูร้านค้าในเมืองก่อนกลับโรงแรมแต่ยูมิน่าบอกว่าเก็บแรงไว้เดินเที่ยวพรุ่งนี้ดีกว่าและการแช่น้ำพุร้อนก่อนทานอาหารเย็นน่าจะเป็นการผ่อนคลายที่ดีกว่าเมื่อทุกคนเห็นด้วยกับความคิดเห็นของยูมิน่าจึงพากันกลับไปที่โรงแรมโดยที่โรงแรมมีทั้งอ่างอาบน้ำและทั้งออนเซนกลางแจ้ง โทยะ คุองและคุณพ่อพากันไปแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้งส่วนพวกสาว ๆ ก็แยกไปอาบอีกฝั่งหนึ่งเพราะโรงแรมไม่มีบ่อรวมแต่ถึงกระนั้นก็ยังได้ยินเสียงของพวกเธออยู่ไกล ๆ ท่าทางกำลังสนุกสนามกับพวกเด็ก ๆ น่าดู ทางด้านพ่อของโทยะก็ถามถึงบ่อน้ำร้อนที่โลกฝั่งนั้นว่ามีบ้างไหมซึ่งโทยะบอกว่ามันไปอาบกลางแจ้งแบบนี้ไม่ได้เพราะที่นั่นมีสัตว์อสูรต้องใช้เวทมนตร์ดึงน้ำมาที่โรงอาบน้ำแทน หลังอาบน้ำเสร็จอลิสและลินเน่มาลากคุองไปเล่นเกมที่ร้านค้าตรงชั้นหนึ่งส่วนโทยะกับพ่อก็กลับไปนั่งพักที่ห้องหลังจากนั้นพนักงานของโรงแรมก็มาแจ้งว่าอาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้วเชิญไปที่ห้องโถงใหญ่ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้วหลังจากโดนพวกอลิสพาตัวไปคุองก็ไมได้กลับมาที่ห้องอีกเลยอาจจะเล่นอยู่ที่นั่นตลอดเวลาเลยก็ได้โทยะเลยส่งข้อความไปบอกให้กลับมากินข้าวกันได้แล้วไม่นานคุองก็กลับในสภาพที่ดูเหนื่อยมากโทยะก็เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุองบอกว่าเพราะอลิสกับลินเน่เล่นแอร์ฮอคกี้แบบจริงจังเกินไปหน่อยเลยเผลอใช้เวทเสริมพลังกายออกมาโดยไม่รู้ตัวคุองก็เลยต้องหยุดเอาไว้แต่เพราะในโลกนี้มีอนุเวทมนตร์ต่ำมากมันก็เลยรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติถ้าร้ายแรงมาก ๆ ก็อาจถึงขั้นหมดสติกลางอากาศได้เลยหลังจากนั้นทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรับประทานอาหารค่ำ
.
ที่ห้องโถงใหญ่มีการจัดวางอาหารที่มาจากทั้งภูเขาและทะเลโดยลักษณะเหมือนกับห้องจัดเลี้ยงการจัดจานก็สวยงามแน่นอนว่าคู่แม่ลูกอย่างรูเชียกับอาเชียให้ความสนใจกับการจัดวางอาหารนี้เป็นพิเศษเนื่องจากมีคำกล่าวว่า "อาหารญี่ปุ่นรับประทานได้ด้วยตา" ดังนั้นนอกจากเรื่องรสชาติแล้วการเลือกรูปแบบภาชนะการหั่นการจัดเรียงจานจึงมีความสำคัญพวกเด็ก ๆ เองก็ตื่นตาตื่นใจกับอาหารที่ไม่เคยเห็น ทั้งซาชิมิ ปู เทมปุระ หอยเป๋าฮื้อ ฯลฯ แล้วก็มีหม้อไฟเล็ก ๆ ด้วยหลังจากพนักงานเข้ามาจุดไฟที่หม้อแล้วทุกคนก็เริ่มรับประทานอาหารกัน (ซึ่งในตัวบทตอนนี้ก็จะเป็นการที่โทยะบรรยายรสชาติอาหารแต่ละอย่างว่าอร่อยแบบนั้นอร่อยแบบนี้ซึ่งไม่สำคัญอะไรดังนั้นข้ามไปได้เลย) ทุกคนต่างก็ทานอาหารอย่างเพลิดเพลินจะมีก็แต่รูเชียกับอาเชียมที่สีหน้าดูจริงจังคงกำลังพยายามวิเคราะห์ส่วนผสมจากรสชาติเพื่อจะได้นำกลับไปทำบ้าง ในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตุว่าโยขิโนะทำสีหน้าแปลก ๆ ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจว่าไข่ตุ๋นเป็นพุดดิ้งแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากส่วนซากุระที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โยชิโนะก็กำลังกินไข่ตุ๋นอยู่เหมือนกัน โทยะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กินอาหารญีปุ่นมานานแล้วถึงแม้ว่ารูเชียจะทำให้กินบ่อยอยู่แต่มันก็อาจจะแตกต่างกันที่ภาชนะและบรรยากาศก็ได้ ส่วนของหวานปิดท้ายที่เป็นซอร์เบต์ที่ทำจากส้มยุซุก็รสชาติดีไม่แพ้กัน ในระหว่างที่โทยะกำลังดื่มชาผ่อนอารมณ์หลังทานเสร็จยูมิน่าก็หยิบสมาร์ทโฟนของเธอขึ้นมาและถ่ายรูปโทยะที่กำลังยิ้มอย่างผ่อนคลายอยู่โดยยูมิน่าบอกว่ามันดูน่ารักดีเธอก็เลยอยากถ่ายเก็บเอาไว้ พอพูดถึงรูปถ่ายโทยะก็คิดได้ว่าถ้าไม่ถ่ายภาพอลิสกลับไปฝากเอนเด้มันคงจะบ่นไม่หยุดแน่โทยะก็เลยจัดการถ่ายภาพอลิสที่กำลังนั่งกินอยู่แต่ข้าง ๆ อลิสมีคุองนั่งอยู่ด้วยเป็นภาพที่อบอุ่นหัวใจแต่ถ้าเอนเด้เห็นเข้าอาจจะน้ำตาไหลเป็นสายเลือดเลยก็ได้แต่โทยะก็ตั้งใจถ่ายไปให้ดูเลย ยูมิน่าบอกว่ารออยากเห็นหน้าหลานแล้วแต่โทยะรีบบอกว่าเร็วเกินไปแล้วเพราะถ้าเอาตามความจริงเด็กสองคนนั้นยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำแถมกว่าจะแต่งงานมีลูกก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณยี่สิบปีโทยะเริ่มคำนวนอายุตัวเองแบบคร่าว ๆ ว่าถ้าหากอีกยี่สิบปีตอนนั้นเขาก็จะอายุสี่สิบก็น่าจะพอ ๆ กับพ่อของเขาตอนนี้
.
ยูมิน่าสงสัยว่าโทยะที่อายุสี่สิบจะเหมือนกับคุณพ่อไหมโทยะบอกว่าร่างเทพจะไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้วเมื่ออายุถึงยี่สิบดังนั้นต่อให้แก่ไปมากกว่านั้นก็คงไม่ต่างจากเดิมนักยูมิน่าบอกว่าน่าเสียดายเธออยากเห็นโทยะในวัยที่แก่ตัวขึ้นเหมือนกันประมาณอยากเห็นเวอร์ชั่นที่สมเป็นคุณพ่อมากกว่านี้โทยะเลยคิดว่าหรือต้องไว้หนวดไว้เคราเพื่อให้ได้ฟิลด์นั้นแต่เนื่องจากกรรมพันธุ์ของบ้านโทยะเป็นประเภทหนวดเคราไม่ดกเอาจริง ๆ เขาแทบไม่ต้องโกนเลยพอนึกย้อนไปถึงคนที่่ต่างโลกแล้วพวกราชาส่วนใหญ่ก็ไว้หนวดเครากันทั้งนั้นหรือมันอาจจะแสดงถึงภาพลักษณ์ของความเป็นผู่ใหญ่ในโลกนั้นไม่เห็นไว้หนวดที่พอนึกออกก็มีไรฮาร์ดกับคลาวน์ (จริง ๆ เซกัลดี้ก็ไม่มีหนวดนะ) แต่อาจจะเพราะพวกเขายังหนุ่มก็เลยไม่มีแต่อนาคตต่อไปพวกเขาอาจจะไว้หนวดเคราก็ได้พอคิดได้แบบนั้นโทยะก็สงสัยว่าถ้ากาลเวลาผ่านไปแล้วเขายังไม่มีหนวดก็อาจต้องหาของปลอมมาติดไว้แทนแล้วหลังจากทานอาหารเสร็จทุกคนก็แยกย้ายโทยะคิดจะกลับห้องตัวเองแต่ก็โดนสเตฟกับเด็กคนอื่น ๆ ลากไปที่มุมเกมที่บรรยากาศดูย้อนยุคหน่อยมีเกมแอร์ฮอกกี้ เครนเกม เกมแข่งรถ เกมต่อสู้ หรือแม้แต่เกมตีกลอง เป็นมุมเกมขนาดเล็กและมีเวลาปิดบริการนั่นก็คือตอนสามทุ่ม อลิสกับลินเน่รีบไปเล่นแอร์ฮอกกี้กันทันทีดูเหมือนว่าการแข่งก่อนหน้านี้จะตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้จึงมาต่อกันคุองก็จับตาดูทั้งสองไม่ให้เผลอใช้เวทมนตร์เช่นเคย ส่วนสเตฟพาโทยะไปเล่นเกมตีกลองแม้จะเคยเล่นมาบ้างแต่แบบมันต่างออกไปจากที่เคยเล่นโทยะเลยเหงือตกนิดหน่อยแต่พอโยชิโนะเองก็มีความสนใจเหมือนกันโทยะก็รีบสละสิทธิ์ให้โยชิโนะขึ้นไปเล่นทันที โทยะหยอดเหรียญแล้วก็เลือกโหมดง่ายขึ้นมาให้เล่นก่อนหลังจากนั้นสเตฟกับโยชิโนะก็ตีกลองจนผ่านหลังจากนั้นโทยะก็เลื่อนะเป็นระดับปกติ แต่เด็ก ๆ ทั้งสองก็เคลียร์ได้โทยะเลยปรับเป็นยากคราวนี้สเตฟตีไม่ทันแต่โยชิโนผ่านไปได้และเธอก็ท้ายทายโหมดยากที่สุดแล้วก็ชนะไป
.
เด็ก ๆ ถูกใจเกมตีกลองนี้และบอกให้โทยะซื้อกลับบ้านไปด้วยโทยะลองหาข้อมูลก็พบว่ามันไม่มีแบบมือหนึ่งแล้วมีแต่มีสองและถึงจะซื้อกลับไปก็คงใช้ไม่ได้เพราะโลกนั้นไม่มีไฟฟ้าแต่คิดว่าถ้าไปปรึกษาเรจีน่าและอธิบายระบบการทำงานให้ฟังล่ะก็อาจจะสร้างได้แต่จะอธิบายยังไงดีนี่แหละปัญหาโทยะเลยถ่ายวีดีโอขณะที่เด็ก ๆ เล่มเกมนี้กันอยู่ นอกจากนี้ก็ยังถ่ายรูปอลิสกับลินเน่ไปด้วยส่วนเรื่องการสร้างเครื่องเล่นเกมนั้นเกมแข่งรถน่าจะง่ายกว่าเพราะมีอีเทอร์วีเคิ้ลอยู่แล้วหลังจากนั้นโทยะก็ไปเล่นเครนเกมเพื่อจับตุ๊กตา พินบอล จนกระทั่งพวกเด็ก ๆ พอใจและเมื่อถึงเวลาปิดทำการก็พากันกลับห้องของตัวเองไปพอกลับถึงห้องก็พบว่าฟูกถูกปูไว้เรียบร้อยพ่อของโทยะนั่งดูทีวีรออยู่ถึงมันจะสนุกแต่ก็เหนื่อยอยู่พ่อของโทยะบอกว่าสมัยเขานั้นมีโทยะแค่คนเดียวแต่โทยะมีลูกเยอะมากก็เลยเหนื่อยหนักกว่า สำหรับพ่อแม่ของโทยะต่างก็มีงานยุ่งดังนั้นจึงไม่ได้ค่อยได้อยู่ดูแลเท่าไหร่ความทรงจำส่วนใหญ่ของโทยะจึงมักจะเป็นเวลาที่อยู่กับคุณตามากกว่าแต่เพราะเห็นว่าพ่อแม่กำลังพยายามอย่างหนักในการปั่นต้นฉบับให้ทันกำหนดเร็วที่สุดโทยะจึงเรียนรู้และพยายามไม่เอาแต่ใจถ้าจะบอกว่าไม่เหงาก็คงจะโกหกจนเกินไปแต่เพราะมีความคิดแบบนั้นก็เลยไม่มีช่วงเวลาของวัยต่อต้านหรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็เพราะรู้ว่าแม่เป็นแบบนั้นก็เลยไม่คิดจะต่อต้านและยิ่งเห็นพ่อเป็นตัวอย่างก็ยิ่งเข้าใจว่าการต่อต้านสตรีนั้นมันเปล่าประโยชน์สิ้นดี ในระหว่างที่นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องเก่า ๆ คุองก็นั่งโยกเยกซะแล้วโทยะและพ่อก็เลยตัดสินใจเข้านอน โดยพ่อของโทยะอุ้มคุองไปนอนที่ฟูกปิดที่วีปิดไฟแล้วก็เข้านอน
.
พ่อของโทยะบอกว่าเขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าตัวเองจะได้มานอนเรียงสามกับลูกหลานแบบนี้ จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นคำพูดของคู่แต่งงานที่นอนโดยมีลูกอยู่ตรงกลางแท้ ๆ แต่ว่าโทยะเองก็จำไม่ได้ว่าพ่อกับแม่ของเขาเคยทำแบบนี้หรือเปล่าในตอนนั้นเองพ่อก็ถามโทยะว่าเป็นไปได้ไหมที่พวกเขาจะสามารถเดินทางไปต่างโลกซึ่งโทยะก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำได้หรือไม่ได้ปัญหาก็คือถ้าไปด้วยก็จะกลับโลกไม่ได้หากไม่ครบเวลาหนึ่งปีพ่อกับแม่ต้องอาศัยอยู่ที่โลกฝั่งโน้นถ้าหากว่าพวกเขาถูกระบุว่าตายแล้วเหมือนโทยะก็ไม่มีปัญหาแต่ในเคสนี้มันไม่ใช่และการหายตัวไป 1 ปีหรือจริง ๆ คือ 16 เดือนมันจะไม่กระทบกับเรื่องงานเรื่องอื่น ๆ เหรอการเดินทางข้ามโลกสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนอุราชิม่าทาโร่ที่ไปวังมังกรก็ได้ และอีกอย่างพวกเด็ก ๆ จริง ๆ แล้วก็ยังไม่เกิดถ้าหากพ่อแม่ไปพบเด็ก ๆ ตอนที่เพิ่งเกิดมันจะเกิดเรื่องไทม์พาราด็อกซ์ไหม ถึงย่าโทคิเอะอาจจะจัดการได้แต่นั่นก็เป็นปัญหาที่ไม่ควรให้เกิดและถึงจะตามกลับไปตอนนี้อีกเดี๋ยวพวกเด็ก ๆ ก็กลับอนาคตไปอยู่ดีดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ พ่อของโทยะก็เลยถามว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะได้เจอหน้าหลาน ถ้าหากนับจากอายุของลูกสาวคนโตที่อายุสิบเอ็ดก็แปลว่าต้องใช้เวลาเกินสิบปีขึ้นไปแน่นอนว่าถึงเด็ก ๆ จะเกิดก็พามาทันทีไม่ได้ต้องรออีกหลายปีแต่ถ้าหากใช้วาร์ปข้ามมิติเวลาอาจจะพอทำได้ก็ได้ นั่นก็คือโทยะที่อยู่ในอนาคตอาจจะสามารถพาลูก ๆ วาร์ปข้ามเวลากลับมาหาพ่อกับแม่ในช่วงเวลานี้ได้ ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นพวกหลานค่อย ๆ เติบโตตั้งแต่ยังเป็นทารกก็เถอะแต่คิดอีกทีตัวเขาในอนาคตก็น่าจะถ่ายภาพและบันทึกภาพการเติบโตของพวกลูก ๆ ไว้แหละน่าคงเอามาให้ดูได้อยู่ ทั้งต่างโลกทั้งการข้ามโลกมันเป็นเรื่องเหนือจินตนาการทั้งนั้นพ่อของโทยะไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงและไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะมีหลานถึงเก้าคน โทยะเองก็เช่นกันไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ไปต่างโลกและมีเมียถึงเก้าคนแบบนี้ หลาน ๆ ทุกคนเป็นเด็กดีพ่อของโทยะเชื่อว่าเป็นเพราะพวกโทยะเลี่ยงดูพวกเด็ก ๆ มาด้วยความรักและความเอาใจใส่แน่ ๆ แต่สำหรับโทยะในตอนนี้เด็ก ๆ ยังไม่เกิดเลยเขารู้สึกว่ายังไม่สมควรรับคำชมใด ๆ พ่อของโทยะบอกว่าถ้าสามารถไปต่างโลกได้ล่ะก็เวลาสิบปีต่อจากนี้เขาจะเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมทั้งเรื่องที่ทำงานและเรื่องต่าง ๆ ได้ ถ้าฟังจากที่พูดแล้วพ่อคงกะไปอยู่ที่โลกโน้นเลยแน่ ๆ ประมาณวางแผนปลดเกษียณแต่โทยะรู้สึกว่าอยู่ที่โลกนี้มันปลอดภัยกว่าต่างโลกเยอะตัวเขาสามารถเอาตัวรอดมาได้เพราะพลังของพระเจ้าแต่พ่อกับแม่อาจจะไม่เป็นแบบนั้นแต่แม่ของเขาอาจไหวเพราะนางแกร่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
.
ส่วนตัวโทยะก็ผูกพันธ์กับโลกนั้นแล้วเขาก็ไม่อยากกลับมาอยู่ที่โลกนี้อีกแต่อนาคตมันก็ไม่มีอะไรแน่และตัวเขาก็ไม่มีพลังมองเห็นอนาคตด้วยตอนนี้เขาเริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตของฟุยุกะขึ้นมาแล้วก่อนจะผลอยหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้นโทยะก็ต้องตื่นจากการหลับเพราะโดนสเตฟกระโดดมาทับโดยลืมไปว่าพ่อเธอตอนนี้อยู่ในร่างเด็กเฟรย์จึงเข้ามาตำหนิและบอกให้สเตฟขอโทษพ่อแน่นอนว่าสเตฟทำตามอย่างว่าง่ายส่วนโทยก็คิดว่าคงต้องอบรมความเป็นกุลสตรีให้สเตฟมากกว่านี้หลังลุกออกมาจากฟูกและได้รับการทักทายอรุณสวัสดิ์จากเฟรย์และสเตฟแล้วโทยะก็สังเกเห็นว่าทั้งพ่อและคุองต่างตื่นนอนกันไปก่อนแล้วกำลังนั่งดื่มชาโซบะพร้อมกับดูทีวีไปด้วยสรุปคือโทยะตื่นช้าสุด หลังจากเห็นภาพที่โดนสเตฟกระโดดทับพ่อก็ถามด้วยความเป็นห่วงส่วนคุองก็ขอโทษที่หยุดน้องสาวไม่ทันหลังจากนั้นโทยะก็รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วพากันทานอาหารเช้าระหว่างทางที่ไปก็พบกับพวกเอลเซ่ ลินเซ่ เอลน่า ลินเน่ เมื่อไปถึงห้องโถงใหญ่ก็พบว่าคนอื่น ๆ มานั่งรอกันหมดแล้วเมื่อมารวมตัวกันครบทุกคนก็เริ่มทานอาหารกันโดยแม่ของโทยะก็ทำหน้าที่ประธานเปิดงานเหมือนเมื่อวาน เมนูอาหารเช้าวันนี้ก็เป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่นมีข้าว ซุปมิโซะ นัตโตะ แซลมอน ผักดอง ไข่ม้วน ฯลฯ ดูน่าอร่อยไปหมดแม้ว่าพวกนัตโตะ ผักดอง หรือพวกสาหร่ายจะหาซื้อได้ที่อิเชนแต่รสชาติของมันก็ต่างกันอยู่สาเหตุก็อาจจะมาจากดินที่ปลูก โทยะทำการคนนัตโตะและเทลงไปบนข้าวตอนอยู่ที่ต่างโลกเขาจะกินขนมปังเป็นอาหารเช้าแต่การกินข้าวแบบนี้เหมาะกับรสนิยมของเขามากกว่า แต่คิดอีกทีพวกขนมปังปิ้ง เบค่อน ไข่ สลัด ซุปแล้วก็กาแฟมันก็ไม่เลวอยู่เหมือนกันหลังทานอาหารเสร็จแล้วพวกโทยะก็เริ่มวางแผนการท่องเที่ยวในวันนี้เพราะตั้งใจจะอยู่ที่นี่กันต่ออีก 1 คืนอยู่แล้วดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะลงไปเดินเที่ยวเล่นภายในเมืองบ่อน้ำพุร้อนและไปเลือกซื้อของฝากและทานอาหารกลางวันที่ในเมืองด้วย โดยอิโอริแนะนำว่ามีบ่อสำหรับแช่เท้าอยู่ในเมืองด้วย หลังจากนั้นทุกคนก็เตรียมตัวที่ห้องแต่งตัวและหยิบกระเป๋าตังก่อนกลับมารวมกันที่ล็อบบึ้และพากันมุ่งหน้าไปยังเมืองน้ำพุร้อนกัน
.
เมื่อมาถึงบ่อแช่เท้าแม่ของโทยะก็ชวนให้เริ่มแช่เท้า โทยะจับมือกับฟุยุกะที่เริ่มเดินและพูดได้นิด ๆ หน่อย ๆ ไว้ ฟุยุกะเรียกโทยะว่า "นี่ตัน" ก็ทำเอารู้สึกปลื้มปริ่มไม่น้อยจากนั้นก็หยิบคาราเมลมาป้อนให้น้องสาวดูเหมือนว่าความคลั่งไคล้แบบใหม่ที่แตกต่างไปจากคลั่งลูกสาวที่เรียกว่าคลั่งน้องสาวจะเริ่มก่อตัวขึ้นในใจโทยะเสียแล้วแน่นอนว่าเหล่าภรรยาที่ดูอยู่เริ่มซุบซิบกันว่าเป็นซิสค่อนแต่โทยะก็เมิน ๆ มันไปหลังจากนั้นก็พากันไปที่ร้านขายของฝากภายในร้านมีของฝากของที่ระลึกวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมากเช่นพวกขนม อุปกรณ์อาบน้ำ เครื่องประดับ ไม้แกะสลักหรือแม้แต่โคมไฟ ที่พบเห็นบ่อย ๆ ตามเรียวกังบ่อน้ำร้อนถึงจะตอนเด็ก ๆ คุณตาจะเคยบอกว่าโคมไฟนี่เป็นถึงสมบัติศักดิ์สิทธิ์แห่งโลกของที่ระลึกก็เถอะแต่ดูแล้วมันไม่น่าจะเข้ากับห้องนอนทีปราสาทอย่างแน่นอน ทางด้านของเอลเซ่และเอลน่าก็กำลังสนุกกับการดูพวกผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดตัวส่วนคนอื่น ๆ ก็กระจายกันไปทั่วร้านเพื่อเลือกซื้อของที่ระลึกที่ตัวเองชอบ ในตอนนั้นเองโทยะก็เห็นว่าคุองกำลังดูพวกของเล่นที่ทำจากไม้ โดยมันเป็นกระดานไม้พัลเซิ่ลซึ่งถ้าเลื่อนอย่างถูกต้องมันก็จะหลุดออกจากกัน อลิสอยากลองเล่นดูแต่คุองกลัวว่าอลิสจะฝืนเอาออกด้วยกำลังมากกว่าสติปัญญา โทยะจึงได้ขอยืมมาจากคุองและทำการแก้ปริศนาและแยกมันออกจากกันอย่างไม่ยากเย็นนักทำให้เด็ก ๆ ประทับใจ หลัก ๆ มันก็เพราะโทยะรู้วิธีแก้ปริศนาอยู่ก่อนแล้วนั่นเองแต่มันก็มีไม้ปริศนาทรงต่าง ๆ อีก โทยะเลยเสนอว่าถ้ารู้สึกสนใจก็ให้ซื้อกลับไป ทางด้านลูเชียกับอาเชียก็สนใจพวกขนมหวานตามคาดนอกจากพวกมันจูบ่อน้ำพุร้อนแล้วก็ยังมีพวกพุดดิ้ง ข้าวเกรียบ ฯลฯ ด้วย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับบ่อน้ำพุร้อนยังไง ในตอนนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นขวดโหลใสขนาดใหญ่มีขนมอยู่ข้างในที่มีคำว่า "โคฮาคุ" เขียนไว้เขาจึงหยิบมันขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ มันคือขนมโคฮาคุโตที่ทำขึ้นมาจากวุ้นโรยน้ำตาลในขวดนั้นมีตัวขนมสีต่าง ๆ ได้แก่ แดง น้ำเงิน เหลือง ส้ม เขียว และม่วง เพราะนึกถึงเจ้าเสือสีขาวที่ชอบนอนแผ่อยู่บนโซฟาในปราสาทโทยะก็เลยอดที่จะซื้อสิ่งนี้ไม่ได้นอกจากนี้ก็ต้องซื้อของไปฝากพวก รูริ โคเกียวคุ ซังโกะและโคคุโยด้วย
.
หลังจากที่ทุกคนเลือกฝากจนเต็นตระกร้าแล้วก็พากันไปจ่ายเงินและออกไปข้างนอกร้านและค่อย ๆ เนียนเอาของพวกนั้นเก็บสโตรไปทีละชิ้นซึ่งความสะดวกเบอร์นี้ก็ถึงขนาดมีความคิดที่ว่าแบบนี้แบบนี้สามารถลักลอบนำเข้าสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายเลยเพราะศุลกากรไม่มีทางจับได้ถึงตัวโทยะจะทำหนังสือเดินทางไม่ได้แต่เจ้าตัวเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่นั่นได้อยู่แล้วในเวลาเดียวกันทางด้านสเตฟกับซูก็ไปให้ความสนใจกับร้านขายดังโงะแต่พอโทยะอ่านป้ายหน้าร้านมันเขียนว่า "ทามะคอนเนียคุ" หรือจริง ๆ แล้วมันคือหัวบุกที่ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ตะหาก แต่พอสเตฟบอกว่าคอนเนียคุเนี้ยมันนุ่ม ๆ เด้ง ๆ เหมือนพวกสไลม์ใช่ไหม ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่ และยาเอะ ก็ออกอาการรังเกียจทันทีเพราะแผลใจอดีต โทยะซื้อทามะคอนเนียคุมาสามลูกและแบ่งกันกินกับสเตฟและซู หลังจากนั้นลูเชียกับอาเชียก็ลองสั่งมากินบ้างและคนที่เหลือก็ทยอยกันซื้อกินตามแต่ ยูมิน่า เอลเซ่ ลินเซ่และยาเอะ ลังเลที่จะซื้อเพราะมันทำให้พวกเธอนึกถึงสไลม์ หลังจากนั้นแม่ของโทยะก็เสนอให้ไปสักการะศาลเจ้าที่อยู่ใกล้ ๆ แต่เนื่องจากอยู่บนเนินเขาจึงต้องเดินขึ้นบันไดหินไปแน่นอนว่าตัวโทยะ เหล่าภรรยาและลูก ๆ ไม่มีปัญหา แต่พ่อกับแม่ของเขาดูจะเป็นอะไรทึ่หนักหนาเอาการโดยเฉพาะคุณพ่อที่ออกกำลังกายน้อยพอขึ้นไปถึงด้านบนโทยะก็เลยแอบใช้รีเฟรซช่วยทำให้หายเหนื่อย เนื่องจากเป็นวันธรรมดาบริเวณนี้นักท่องเที่ยวไม่มากและก่อนจะเยี่ยมชมศาลเจ้าก็ต้องสอนวิธีการกันก่อน ทั้งวิธีการโค้งคำนับ การปรบมือ ก่อนจะเดินผ่านเสาโอโทริก็ต้องมีการโค้งคำนับกันก่อนแต่โทยะก็เอะใจว่าเขาก็เป็นเทพนี่แล้วจะเข้าร่วมสักการะได้ไหมแต่คิดอีกทีเขาก็เป็นแค่เทพหน้าใหม่ต้องให้ความเคารพกับเทพรุ่นพี่สิ หลังจากล้างมือ บ้วนปากเสร็จก็เริ่มเยี่ยมชมศาลเจ้ามีการเขย่ากระดิ่งและโยนเหรียญลงกล่องและอธิฐานกันโดยโทยะอธิฐานขอให้การท่องเทึ่ยวครั้งนี้มีแต่ความสนุกสนานและเดินทางปลอดภัย ซี่งเทพโลกาก็ส่งเสียงลงมาบอกว่าไม่ต้องห่วงก็เลยทำให้รู้ว่าปู่เวิร์ลก็อดกับท่านพี่คาเร็นและย่าโทคิเอะกำลังเฝ้ามองอยู่แต่ก็ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ที่โลกเทพ แน่นอนว่าศาลเจ้ามีเซียมซีและเครื่องรางต่าง ๆ อยู่พวกโทยะจึงลองไปเสึ่ยงเซียมซีกับคนอื่น ๆ ด้วยแล้วซึ่งได้ผลมาว่าโชคดีเล็กน้อยแล้วโทยะก็นำเอาเซียมซีไปผูกไว้ซึ่งลูก ๆ ของโทยะก็พากันทำตามในตอนนั้นเองโทยะก็เห็นว่ากลุ่มภรรยากำลังซื้ออะไรบางอย่างอยู่ดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องราง แต่จะว่าเครื่องรางที่เกี่ยวกับความรักมันก็ไม่น่าจะจำเป็นบางทีพวกเธออาจจะซื้อเครื่องราอย่างเช่น ขอพรให้มีสุขภาพดีไม่ก็ครอบครัวปลอดภัยอะไรแบบนี้ แต่พอไปถามลินเซ่ซื้ออะไรมาเธอก็มีท่าทีแปลก ๆ ราวกับต้องการจะปิดบัง ซึ่งถ้าคิดกันดี ๆ แล้วเครื่องรางในศาลเจ้ามันก็มีหลายประเภทอย่างโชคลาภทางการเงิน การงาน เดินทางปลอดภัย ครอบครัวปลอดภัย ปัดเป่าวิญญาณร้าย แล้วก็ความสมัครสมานในชีวิตคู่แต่งงานด้วย บางทีทุกคนอาจจะซื้อเครื่องรางเสริมชีวิตคู่ก็ได้แต่แล้วโทยะก็สังเกตุเห็นเครื่องรางสองอันที่อยู่ข้าง ๆ กันและมีจำนวนไม่มากเท่าอันอื่นก็คือ เครื่องรางที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการมีบุตรกับคลอดบุตรปลอดภัย พอหันไปมองเหล่าภรรยาก็พบว่าพวกเธอหน้าแดงและเบี่ยงหลบสายตากันหมดดังนั้นไม่ต้องสืบแล้วว่าซื้อเครื่องรางอะไรกันมา โดยเอลเซ่กับยูมิน่าให้เหตุผลว่าคงมีความจำเป็นในสักวันหนึ่งและของแบบนี้ก็ไม่ได้หาได้บ่อย ๆ ที่ต่างโลกดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดี จากนั้นเสียงแม่ของโทยะก็เรียกให้มารวมกันเพื่อจะไปต่อเมื่อพวกยูมิน่าเดินออกห่างไปแล้วโทยะก็เลยไปขอซื้อเครื่องรางแบบเดียวกับเหล่าภรรยาแต่มิโกะประจำศาลเจ้าก็มองดูโทยะด้วยท่าทีแปลก ๆ ทำเอาเขารู้สึกไม่สบายใจเลย
.
เช้าวันต่อมาครอบครัวของโทยะก็เช็คเอาท์ออกจากเรียวกังตามกำหนดการณ์ที่วางไว้ โทยะรู้สึกว่ามันนานมากแล้วที่เขาไม่ได้มาเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนแบบนี้มันสนุกดีแถมทุกคนก็ดูพอใจด้วย ระหว่างทางที่นั่งรถบัสกลับมาแม่ของโทยะก็ถามถึงกำหนดการณ์ของสถานที่ต่อไปนั่นก็คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเนื่องจากคราวก่อนที่มาโลกได้ไปสวนสัตว์มาแล้วคราวนี้ก็เลยจะลองเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำดูบ้างและเนื่องจากอยู่ระหว่างทางช่วงขากลับก็จึงไม่น่าจะมีปัญหาแม้ว่าพ่อกับแม่จะไม่ใช่นักเขียนชื่อดังแต่การหยุดงานเกินสามวันก็อาจกระทบต่อรายได้ดังนั้นนี่จึงเป็นตัวเลือกที่ดีแม้โทยะมีความคิดว่าอยากจะส่งเงินจากต่างโลกมาให้พ่อแม่บ้างด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดแบบที่ทำในคราวนี้มันก็จะดูแปลก ๆ หรือจะส่งเป็นพวกอาหารไม่เน่าเสียง่าย ๆ ดีอย่างพวกข้าวหรือข้าวสาลี ตอนแรกก็คิดว่าจะมอบกล่องที่มีเวทสโตร์ให้ด้วยแต่ถ้าอยู่ที่โลกนี้มันก็ไร้ประโยชน์เพราะไม่มีพลังเวทมากพอแต่ถ้าพูดถึงวิธีหาเงินล่ะก็มันก็มีหลายวิธีการพนันก็เป็นหนึ่งในนั้นถ้าหากใช้เวทมนตร์ล่ะก็ไม่มีทางโดนจับได้แน่แต่โทยะก็รู้ดีว่าพ่อกับแม่และคนอื่น ๆ คงไม่ชอบใจกับการหาเงินด้วยวิธีนี้ดังนั้นเอาเป็นพวกของอย่างอื่นอย่าง ข้าว น้ำตาล ไม่ก็เหล้า พวกนี้น่าจะโอเค ระหว่างทางที่นั่งรถไฟไปพวกเด็ก ๆ ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแต่เฟรย์เหมือนจะเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวการกินปลาได้ไม่อั้นที่นั่น คงไม่ใช่ว่าจะเอาปลาในตู้มากินหรอกนะถึงจะคิดว่าลูก ๆ คงไม่บ้าขนาดนั้นแต่จะว่าไปพวกเด็ก ๆ ก็ล่าสัตว์อสูรแล้วเอาเนื้อทำอาหารกินอยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน เมื่อลงจากรถไฟก็ขึ้นรถบัสต่ออีกประมาณ 15 นาทีก็ถึงที่หมายพวกเด็ก ๆ รีบพากันวิ่งไปยังทางเข้าด้วยความตื่นเต้นทันทีเพราะโทยะเอาเรื่องเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำให้พวกเด็ก ๆ ดูจากในสมาร์ทโฟนในระหว่างที่นั่งอยู่บนรถบัสแล้วและไม่ใช่แค่พวกเด็ก ๆ ที่ตื่นเต้นบรรดาภรรยาของโทยะก็ตั้งตารอที่จะได้ชมเช่นกันหลังจากซื้อตั๋วเข้ามาด้านในและหยิบแผ่นพับแนะนำสถานที่มาอ่านแล้วก็ทำให้รู้ว่าถ้าไปตามเส้นทางแนะนำก็จะเป็นการเดินชมจากชั้นหนึ่งไปชั้นสองและวนกลับมาที่ชั้นหนึ่ง ตอนนี้พวกโทยะอยู่ที่ชั้นหนึ่งโดยบนผนังมีคำว่า "ทะเลญี่ปุ่น" เขียนไว้และสามารถมองเห็นปลาว่ายอยู่ด้านล่างด้วย พอเดินไปตามทางและเลี้ยวตรงหัวมุมก็ออกมายังพื้นที่เปิดโล่งผนังเป็นตู้ปลาที่มีปลาต่างมากมายว่ายอยู่ มีห้องโถงทอดยาวไปถึงชั้นสอง บรรยากาศภายในที่แห่งนี้เป็น "โลกสีน้ำเงิน" อย่างแท้จริง โทยะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องปลาเท่าไหร่นักเลยไม่รู้ว่าปลาตัวไหนชื่ออะไรแต่ก็มีบ้างที่คุ้น ๆ อย่างพวกปลากระเบนแล้วก็พวกฉลามตัวเล็ก ๆ ลินเน่กับสเตฟให้ความสนใจกับพวกปลาซาดีนที่กำลังจับตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ซึ่งมันเป็นการรวมตัวกันเพื่อปกป้องตัวเองจากผู้ล่าแต่ความเป็นจริงมันเหมือนกับทำให้พวกผู้ล่าหาพวกมันเจอง่ายขึ้นซะมากกว่าแค่เกล็ดปลาซาดีนที่สะท้อนแสงวิบวับทุกครั้งเมื่อพวกมันเคลื่อนตัวหมุนวนก็ทำให้เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยนอกจากปลาซาดีนก็มีพวกปลากระพง ปลาทู ปลาซาบะ ฯลฯ ซึ่งไป ๆ มา ๆ ก็ก็รู้สึกชวนให้นึกอร่อยขึ้นมาแทน
.
หลังจากนั้นพวกโทยะก็มุ่งหน้าไปต่อยังมุมถัดไปที่มุมนี้จะมีแสงสว่างน้อยโดยปลาพวกนี้จะเป็นพวกปลาที่อยู่น้ำที่ลึกลงไปและน้ำจะค่อนข้างเย็นอย่างปลาซากุระได ปลาแบลโลฟิช ฯลฯ แล้วก็พวกปลาหมึกยักษ์และปูแมงมุมด้วยซึ่งหัวของหมึกยักษ์มันใหญ่พอ ๆ กับลูกบาสเก็ตบอลเลยทีเดียวแต่พ่อของโทยะบอกว่านี่ยังเล็กอยู่หมีกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันยาวได้เกือบสิบเมตรเลยส่วนปูแมงมุมมันทำให้โทยะนึกถึงกราไฟต์หนึ่งในสาวกเทพมารขึ้นมาตงิด ๆ ส่วนยาคุโมะกับเฟรย์เมื่อดูปูแมงมุมแล้วพวกเธอก็บอกว่าน่าอร่อยพวกปูอาจจะรู้สึกได้ถึงอันตรายนี้จึงพากันหนีไปที่มุมตู้กันหมดถัดจากนั้นมาก็จะเป็นมุมของทะเลหลากสี มุมนี้นอกจากปลาแล้วก็ยังมีพวกสาหร่ายด้วยพวกนี้จะเป็นปลาทีอยู่น้ำไม่ลึกมากอย่างปลาไอนาเมะ ปลาเซบาสเตส ฯลฯ ซึ่งปลาไอนาเมะนั้นตาของโทยะเคยเอามาทำซาชิมิให้กินอยู่โทยะจำได้ว่ารสชาติมันอร่อยมาก ถัดมาก็จะเป็นตู้ปลาแสงอาทิตย์ซึ่งโทยะเคยได้ยินว่าปลาพวกนี้ค่อนข้างตายง่ายแต่ดูเหมือนว่านั่นมันจะเป็นเรื่องโกหกแต่อย่างไรก็ตามพวกนี้มันว่ายน้ำไม่เก่งและเลี้ยวหักศอกได้ไม่ดีก็เลยมักจะชนผนังตู้ปลาบ่อย ๆ ก็เลยทำให้ปลาเกิดความเครียดได้ส่วนอาเชียก็สงสัยว่าปลาแสงอาทิตย์นี่มันกินได้หรือเปล่า ซึ่งผู้ที่มาแถลงไขให้ก็คือแม่ของโทยะเธอบอกว่ามันกินได้ตามปกติแหละจะเป็นซาชิมีหรือต้มด้วยน้ำส้มสายชูกกัลมิโซะ หรือจะเอาไปทำเทมปุระก็ได้โทยะก็เคยกินตอนเด็ก ๆ แต่โทยะจำไม่ได้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง ถัดไปก็จะเป็นตู้หอยนางรม หอยเชลล์ ปลาไหลอานาโกะ ซึ่งลูเชียที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปลาไหลผ่านอินเตอร์เน็ตมาอย่างดีก็อธิบายความแตกต่างของปลาไหลอุนากิกับปลาไหลอานาโกะให้โทยะฟังด้วยซึ่งก็เป็นเรื่องดีแต่โทยะหวังว่าพวกเธอและเหล่าลูก ๆ จะไม่ไปหลงเชื่อข้อมูลปลอม ๆ บนโลกอินเตอร์เน็ต แต่การเห็นปลาไหลอานาโกะจำนวนมากว่ายไปมาแบบนี้ก็พาลให้นึกถึงงูขึ้นมาเหมือนกัน ต่อมาก็เป็นตู้ของต้นหญ้าทะเลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "อะมะโมะ" จากนั้นก็ไปต่อผ่านโซนแสดงปลาน้ำตื้น พวกเต่า แมลง ปลาน้ำลึก จากนั้นก็ออกมายังโซนที่เป็นบ่อปลาคาร์พที่มีตู้หยอดเหรียญให้ซื้ออาหารปลาคาร์พด้วยลินเน่กับสเตฟอยากให้อาหารปลาขึ้นมาทันที แม่โทยะก็เลยให้เหรียญร้อยเยนกับเด็ก ๆ ทุกคนไปโดยโทยะคิดว่าเขาจะคืนเงินให้แม่ที่หลัง ในขณะที่พวกเด็ก ๆ ไปให้อาหารปลาโทยะก็มองไปรอบ ๆ ก็เข้าใจว่าที่นี่เป็นโซนจัดแสดงและให้อาหารปลาแม่น้ำนี่เอง มีตู้อาหารปลาเฉพาะสายพันธ์ด้วยหลังจากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็มาขอเงินไปหยอดตู้ซื้ออาหารให้ปลาอื่น ๆ อีก นอกจากนี้ยังมีกระรอกด้วยซึ่งถึงแม้มันจะดูแปลก ๆ แต่เนื่องจากตรงนี้มันมีคอนเซปว่า อุมิโนะมินาโมโตะ ที่หมายถึง ภูเขา แม่น้ำและทะเล เชื่อมโยงถึงกันหลังจากนั้นทุกคนก็พากันขึ้นบันได้เลื่อนไปยังชั้นสองระหว่างขึ้นไปก็ได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นและเสียงเชียร์ของผู้คน เมื่อมองไปก็พบว่ามีปลาโลมากำลังกระโดดขึ้นมาและหล่นลงไปในน้ำทำให้เกิดเสียงบริเวณนั้นมีอัฒจรรย์อยู่และมีผู้ชมกำลังนั่งอยู่มันคือส่วนแสดงโลมาโชว์นั่นเองพอเห็นแบบนั้นแม่ของโทยะก็บอกให้พวกเด็ก ๆ ไปดูการแสดงโลมาด้วยกัน
.
โลมากระโดดออกจากน้ำแล้วก็กลับลงไปเนื่องจากไม่มีแผงอะคิลิคกั้นก็เลยจะมีน้ำกระเซ็นเข้ามาที่นั่งคนดูแต่ก็ได้มีการขีดเส้นระยะปลอดภัยไว้ให้แต่ก็เพราะแบบนั้นพวกโทยะก็เลยตัดสินใจไปนั่งชมการแสดงอยู่แถวท้าย ๆ เพื่อความปลอดภัย สเตฟชื่นชมการแสดงของโลมาที่กำลังโดดสลับกันไปมาในขณะที่อลิสก็บอกว่า "เด็ก ๆ พวก" ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน ซึ่งก็คงจะหมายถึงเฟรซรูปร่างเหมือนฉลาม ในขณะเดียวกันพ่อของโทยะก็บอกว่าอีกไม่กี่ปีก็อาจจะหาโชว์แบบนี้ดูไม่ได้แล้วเพราะมีการยกเลิกเนื่องจากเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ แต่ว่ากันตามตรงโทยะไม่ค่อยชอบโลมาเท่าไหร่เพราะเหตุผลทางด้านพฤติกรรมของมันแต่เขาก็เลือกที่จะเงียบไว้และดูโชว์ต่อหลังจบโชว์โลมาก็ต่อด้วยโชว์สิงโคทะเล ก็มีทั้งเล่นโยนห่วงเล่นลูกบอล ยูมิน่าสังเกตเห็นว่าสิงโตทะเลใช้หนวดของมันเป็นตัวช่วยในการรักษาสมดุลขณะเลี้ยงลูกบอลด้วยปลายจมูกซึ่งสัตว์ประเภทนี้หากเสียหนวดไปมันก็จะมีปัญหาด้านการรักษาสมดุล หลังจากนั้นมันก็โยนลูกบอลกลับไปให้ผู้ดูแลและขึ้นไปยืนบนแท่นเสียงดนตรีบรรเลงขึ้นมาสิงโตทะเลก็ส่ายไปมาตามจังหวะเพลงส่วนผู้ดูแลก็เริ่มปรบมือผู้ชมก็เริ่มปรบมือตาม จากนั้นมันก็เริ่มหมุนราวกับเต้นเบรกแดนซ์จากนั้นผู้ดูแลก็กระโดดลงสระและกวักมือเรียกให้สิงโตทะเลคามลงจากนั้นก็พากันโบกมือโบกครีบให้กับผู้ชมเป็นการขอบคุณ แล้วการแสดงก็จบลงเด็ก ๆ สนุกกับมันแต่เอลน่าบอกว่าเธออยากเลี้ยงสิงโตทะเลทำเอาโทยะเริ่มกังวล ระหว่างนั้นก็มีการเดินผ่านร้านขายตุ๊กตายัดนุ่นสเตฟชี้ให้ดูและบอกเป็นนัย ๆ ว่าอยากได้แต่โทยะเลือกที่จะไม่แวะซื้อตอนนี้เพราะยังไงซะปลายทางก็มีขายอยู่ดัวนั้นจึงต้องโน้มนาวสเตฟแต่โทยะก็รู้ดีว่าถึงตอนนั้นคงซื้อให้แค่สเตฟคนเดียวไม่ได้ หลังจากนั้นก็เข้าสู่โซนถัดไปเป็นโซนที่มีปลาหลากสีสวยงามว่ายอยู่อย่างเช่นปลาการ์ตูน แล้วก็มีพวกเหาฉลาม แล้วก็แมวน้ำไบคาล ฯลฯ ยาคุโมะทึ่งกับการเคลื่อนไหวของแมวน้ำอยู่พอควรเพราะมันเคลื่อนไหวอย่างไม่เสียเปล่าเลย ต่อมาก็เป็นพวกกุ้งลอบสเตอร์ ต่อมาก็เป็นพวกนาก ซึ่งมันนอนขดไม่สนโลกอยู่โทยะอยากเคาะกระจกเพื่อเรียกความสนใจมันแต่มันเป็นมารยาทที่ไม่ดีเขาจึงไม่ทำแต่แล้วนากตัวหนึ่งก็โงหัวขึ้นมามอง เอลเซ่นกับเอลน่าชอบท่าทีของมันที่ดูน่ารัก ระหว่างทางก็ผ่านโซนที่มีแทงค์โลมาสีขาวกับสีดำต่อไปก็เป็นแอเรียที่เขียนว่า "อเมริกา" ในนี้มีพวกกิ้งก่าและสัตว์ริมน้ำ ปลาปลาอะราไพม่า ปลาตะพัด เครย์แมนที่เป็นจระเข้ขนาดเล็กแถบ ๆ บราซิล แล้วก็ปลายเขตร้อน จากนั้นก็มาถึงโซน "เอเชีย" เมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเตาทะเลสองตัวว่ายอยู่ในตู้ปลาทางซ้าย ขนาดใหญ่พอให้คนขึ้นไปขี่ได้โทยะคิดถึงอุราชิม่าทาโร่ขึ้นมาทันที
.
ตามมาด้วยปลาไหลจุดดำ ตู้แมงกระพรุนและหลังจากนั้นพวกเขาก็เดินต่อจนมาถึงโซนเพนกวิน เหล่าเพนกวินหลากหลายสายพันธุ์เริ่มเดินเตาะแตะออกมาโชว์ตัวอย่างเช่น เพนกวินฮุมบ็อลท์ คิงเพนกวิน เพนกวินร็อกฮอปเปอร์ ฯลฯ ความน่ารักของพวกมันทำให้คูนถึงกับบอกว่าคราวหน้าเธอจะสร้างโกเลมรูปร่างนกเพนกวินเลยทีเดียวแต่โทยะไม่เห็นเพนกวินจักรพรรดิ์พ่อของโทยะอธิบายว่าพวกนั้นเป็นคนละสายพันธ์กับคิงเพนกวินและพบได้เฉพาะในทวีปแอนตาร์กติก้าเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีการถ่ายรูปโดยมีเพนกวินเป็นฉากหลังนอกจากนี้ก็มีสิงโตทะเลว่ายน้ำอยู่ในโซนนี้ด้วย ถัดไปก็เป็นพวกบีเวอร์และที่นี่ก็เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทัวร์เส้นทางพาทุกคนกลับมาที่ชั้นหนึ่งพวกเด็ก ๆ ก็คุยกันถึงสัตว์ที่ตัวเองชอบระหว่างลงมาก็เจอศูนย์อาหารพวกโทยะจึงตัดสินใจพักทานอาหารกัน โทยะตัดสินใจลองเมนูมิโซะเนื้อปลาฉลามซึ่งจากตำแหน่งที่พวกโทยะนั่งสามารถมองเห็นพวกเพนกวินจากฝั่งตรงข้ามได้ด้วย พ่อของโทยะบอกว่าเขาเคยพาโทยะมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตอนที่โทยะอายุประมาณฟุยุกะแต่ตัวโทยะเองก็จำอะไรไม่ได้เลยหลังจากนั้นพวกเขาก็ไปรับอาหารมาทานโทยะสังเกตุเห็นว่ารูเชียสั้งเมนูหูฉลามมาและเธอกำลังหลับตาเพื่อวิเคราะห์รสชาติของมันซึ่งอันที่จริงหูฉลามไม่ได้มีรสชาติอะไรเลยสิ่งที่คิดว่าเป็นรสของมันเป็นเครื่องปรุงที่ใส่มาเท่านั้นเขาก็เลยตั้งใจว่าจะบอกให้รูเชียรู้ในภายหลัง หลังทานอาหารเสร็จก็ได้เวลาไปที่โซนขายของฝากพวกเด็ก ๆ ก็ไปซื้อตุ๊กตายัดนุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ กัน โดยสเตฟเลือกตุ๊กตาโลมา เอลน่าเป็นตัวนาก ยาคุโมะเป็นแมวน้ำ เฟรย์ก็ปลาการ์ตูน คูนก็เพนกวิน โยชิโนะเลือกสิงโตทะเล อาเชียเลือกตัวบีเวอร์ ลินเน่เลือกโลมาสกั๊งค์ ส่วนอลิสเลือกปลาฉลาม ขนาดฟุยุกะก็ยังมีโลมาตัวเล็ก ๆ ติดมาด้วย ส่วนคุองไม่ได้ซื้อตุ๊กตาแต่ไปเลือกสุ่มกาชารูปแกะสลักของสัตว์ในแอนตาร์กติกโทยะเลยไปแลกเงินมาหมุนกับลูกชายแต่ผลสุดท้ายก็ดูจะเกลือทั้งพ่อทั้งลูก ในเวลาเดียวกันพวกยูมิน่าก็เดินหาซื้อของที่ระลึกส่วนโทยะเองก็หาของไปฝากคนที่ปราสาทเช่นกันโดยเฉพาะกับพวกทีมบาบิโลนถ้าหากกลับไปโดยไม่มีอะไรไปฝากคงโดนบ่นแน่นอนหลังจากนั้นจากซื้อมาเยอะแยะก็ยัดสิ่งของลงสโตร์แล้วก็เตรียมตัวกลับบ้านโดยมีส่วนหนึ่งขอไปเข้าห้องน้ำก่อนดังนั้นระหว่างรอโทยะที่ศูนย์อาหารโดยนั่งดูเพนกวินฆ่าเวลาไปพลาง ๆ ก่อน
.
การเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นถือว่าสนุกไม่น้อยและโทยะก็คิดว่านี่จะเป็นความทรงจำที่ดีกับเหล่าลูก ๆ ในรอบสิบปีก่อนที่จะได้พบกับพวกเขาอีกครั้งหลังจากทุกคนกลับมารวมกันก็พากันขึ้นรถบัสไปลงที่สถานีพวกเด็ก ๆ อารมณ์ดีพร้อมกับถือตุ๊กตาในมือกันแต่พอถึงสถานีพวกเด็ก ๆ ก็เริ่มแบตหมดก็เลยพาเด็ก ๆ กลับบ้านด้วยเกทโดยอาศัยทางเดินใต้ดินที่เงียบสงบและคาถาปิดกั้นพอกลับมาบ้านคุณตาเด็ก ๆ ก็พากันผลอยหลับไปหมดยกเว้นคุองที่ยังตื่นอยู่แต่ก็ดูเหนื่อยเต็มทีโทยะก็เลยบอกให้ไปนอนซะซึ่งคุองก็ทำตามแต่โดยดีในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ โทยะก็ใช้เววิเทชั่นพาไปนอนที่ฟูกหลังจากนั้นพวกโทยะก็มานั่งคุยกันตามประสาผู้ใหญ่ยูมิน่ากับรูเชียเสนอความคิดว่าอยากให้มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่บรุนฮิวบ้างแต่โทยะรู้สึกว่านี่มันจะงานยากไปหน่อย พอพูดถึงบรุนฮิวพ่อกับแม่โทยะก็อยากจะรู้ว่าประเทศที่โทยะสร้างเป็นแบบไหนโทยะก็บอกว่าก็แค่ประเทศเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แต่เหล่าภรรยาไม่คิดแบบนั้นเพราะไอ้คำว่าธรรมดามันไม่น่าจะใช้กับประเทศทีมีเทคโนโลยีขนาดสร้างหุ่นยนต์ยักษ์รูปแบบมนุษย์ได้เป็นร้อย ๆ ตัว ที่ขนาดว่ามหาอำนาจอื่น ๆ ในโลกนั้นยังทำไม่ได้ ไหนจะมีการฟื้นฟูวิทยการสมัยโบราณกลับมาและยังได้รับพรจากมหาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อีก พ่อโทยะถึงกับบอกว่าถึงจะไม่เข้าใจแต่มั่นใจเลยว่าโทยะคงทำอะไรบ้าบิ่นตามเคยเพื่อให้เห็นภาพก็เลยมีการนำอัลบั้มภาพถ่ายที่ใช้ดรอว์อิงวาดไว้ออกมาให้พ่อกับแม่ดูซึ่งโทยะถ่ายเอาไว้ตอนที่ไปไหนมาไหนกับเหล่าภรรยาไว้เรียกว่าหนาเตอะหลังจากนั้นก็เป็นมหกรรมดูภาพไปถามไป ว่าคนนี้ใคร ไอ้สิ่งนี่คืออะไรโดยมีเหล่าภรรยาของโทยะคอยอธิบายให้ฟัง
.
หลังจากจบการเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน 2 คืน 3 วัน แล้วในวันรุ่งขึ้นโทยะตัดสินใจว่าจะหยุดพักผ่อนกันก่อนแต่สุดท้ายก็ต้องออกไปข้างนอกเพื่อเดินเล่นแถว ๆ บ้านคุณตาและไปซื้อของกับกลุ่มที่ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ ได้แก่ อลิซ คุอง ยาเอะ ยาคุโมะ ฮิลด้า เฟรย์ เอลเซ่ และลินเน่ ส่วนลูกเมียที่เหลืออยู่บ้านกัน รูเชียกับอาเชียเริ่มทำอาหารกันไปแล้วเพราะมีสมาชิกเกิน 20 คนดังนั้นถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้มันจะไม่ทันเอา ลินเซ่ เอลน่า ซู สเตฟ ซากุระแล้วก็โยชิโนะ ยืมมังกะจากบ้านพ่อของโทยะมาอ่านโดยเลือกแนวที่แตกต่างกันไป ลินเซ่เลือกแนวรักโรแมนติก เอลน่าอ่านพวก สี่ช่องที่ออกแนวอบอุ่นหัวใจ ซูอ่านแนวผจญภัย สเตฟอ่านแนวตลก โยชิโนะอ่านแนวรัวโรงเรียน ส่วนซากุระก็แนวแฟนตาซี ในขณะที่ลีนกับคูนอ่านพวกหนังสือความรู้อย่าง ลีนอ่านมรดกแห่งอารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่ ส่วนคูนอ่านความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรือดำน้ำ ส่วนยูมิน่าคอยดูแลฟุยุกะถึงพ่อกับแม่ของโทยะจะไม่ได้ยุ่งขนาดนั้นแต่การมีคนคอยช่วยเลี้ยงก็ถือเป็นเรื่องดีโดยจะมีการสลับกับลินเซ่แล้วก็ซากุระ ส่วนโทยะต้องออกไปก็เพราะเป็นห่วงว่าจะหลงทางเลยต้องไปคอยนำทางจุดหมายก็อยู่ที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ ถึงจะบอกว่าครึงหนึ่งอยู่บ้านแต่พวกโทยะก็เป็นกลุ่มถึงเก้าคนถีงส่วนใหญ่ ๆ จะเป็นเด็กก็เถอะมองจากสายตาคนอื่นก็ดูน่าสงสัยอยู่ดี โทยะ ยาเอะและยาคุโมะ ไม่ค่อยสะดุดตานักเพราะดูเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไปแต่กับคนอื่น ๆ ดูเหมือนเป็นชาวต่างประเทศก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีใตรอยากเข้ามาทักเพราะเข้าใจว่าเป็นชาวต่างชาติก็คงจะพูดภาษาต่างชาติ ทว่าก็มีชายผู้หาญกล้าคนหนึ่งเข้ามาทักฮิวด้าด้วยภาษาอังกฤษประมาณจะจีบ ฮิลด้าเลยถอดแหวนที่มีฟังชั่นแปลภาษาออกแล้วก็ตอบกลับด้วยภาษาต่างโลกซะเลยทำให้อีกฝ่ายเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็วซึ่งสิ่งนี้เป็นตำแนะนำจากแม่โทยะเอาไว้ไล่พวกที่ชอบมาวอแว
.
หลังจากเดินกันมาได้ซักพักก็มาถึงสวนสาธารณะที่ค่อนข้างใหญ่และมีครอบครัวพ่อแม่ลูกประมาณสองสามครอบครัวอยู่ที่นั่น เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดาพวกเด็กอนุบาลกับเด็กนักเรียนก็คงไปโรงเรียนกันหมด แน่นอนว่ามีเครื่องเล่นสำหรับเด็กอย่างสไลด์เดอร์ บาร์โหน ชิงช้า และอื่น ๆ อยู่ด้วย มีเด็ก ๆ บางคนเล่นบอลกันที่ลานกว้างด้วยพอมาถึงสวนลินเน่กับอลิซก็ขอออกไปเล่นทันทีโทยะกำชับว่าให้เล่นอยู่ภายในบริเวณสวนสาธารณะ พอได้นับอนุญาตทั้งสองก็ตรงไปยังเครื่องเล่นทันทีแน่นอนคุองโดนลากไปด้วยตามระเบียบส่วนยาคุโมะกับเฟรย์ไม่ไปเจ้าตัวบอกว่าเกินวัยจะเล่นเครื่องเล่นแบบนั้นแล้วเอาจริง ๆ ทั้งยาคุโมะกับเฟรย์อายุไล่ ๆ กัน ยาคุโมะเกิดก่อนไม่นานนักถึงเป็นพี่สาวคนโตดังนั้นทั้งคู่ก็ประมาณ 11 ก็แค่เด็กป.5 ดังนั้นก็ไม่น่าจะเกินวัยแต่อย่างใดแต่คำถามต่อมาคือแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ล่ะ สรุปยาคุโมะกับเฟรย์ขอดาบไม้เพื่อฝึกดาบกันแต่โทยะไม่โอเคเพราะถึงจะเป็นดาบไม้ที่ใช้ตามปกติที่ปราสาทแต่สำหรับที่ญี่ปุ่นเอาของแบบนั้นมาควงฟาดกันในสวนสาธารณะได้เป็นเรื่องแน่แต่โทยะก็นึกอะไรขึ้นได้เลยเอาดาบไม้ไผ่ที่ใช้ในกีฬาเคนโด้มาให้แทนเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังหาเรื่องแถเวลาโดนถามได้ว่าการแข่งกำลังใกล้เข้ามาเลยต้องมาซ้อม ถึงยาเอะจะรู้สึกว่ามันเป็นอาวุธที่ดูพึ่งพาไม่ค่อยได้แต่ฮิลด้าก็ชวนยาเอะมาลองมือกันแต่การต่อสู้ของทั้งสองมองดูจริงจังเกินการซ้อมสนุก ๆ ไปไกลซึ่งผลการต่อสู้รอบนี้ยาเอะชนะไปเพราะโจมตีขาฮิลด้าได้ก่อน เอลเซ่อยากสู้บ้างแต่พอดีไม่มีกอนเล็ตแบบนิ่ม ๆ ก็เลยอดไป แต่ถึงมีแต่เอามาชกกันสวนสาธารณะก็โดนซิวแน่นอน ทางด้านของยาคุโมะกับเฟรย์วาดลวดลายด้วยดาบไม้ไผ่แล้วก็สนใจเลยมาขอดาบไปจากแม่ของพวกเธอแล้วก็ไปประลองกันแน่นอนบรรยากาศเดือดไม่แพ้คุณแม่เลย โทยะทนไม่ไหวเลยหันไปดูทางฝั่งคุองบ้างแต่ก็เจอลินเน่เล่นเครื่องเล่นที่เป็นห่วงสำหรับใช้มือโหนแบบแอดวานท์เกินบรรยายเพราะเธอขึ้นไปวิ่งเล่นบนห่วงนั่นแทนที่จะโหนจนโทยะต้องไปห้ามแต่ไม่ทันไรก็เจออลิสเล่นชิงช้าผาดโผนต่ออีกทำเอาโทยะปวดหัวไม่น้อย
.
หลังจากเจอการเล่นชิงช้าแบบนั้นเข้าไปโทยะก็เลยพาทุกคนออกจากสวนสาธารณะเพราะมันสะดุดตาเกินไปไหนจะการฟาดฟันกันของยาคุโมะกับเฟรย์ที่เกินเบอร์ไปหน่อยด้วย หลังจากออกมาถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำก็พบว่ามีคนกำลังเล่นเบสบอลกันอยู่พวกโทยะเลยตัดสินใจนั่งดูกันเป็นการพักไปในตัวเพราะแถวนั้นมีม้านั่งอยู่ด้วย โทยะหยิบน้ำผลไม้ออกมาจากสโตร์และแจกให้ทุกคนในกลุ่มขณะที่นั่งดื่มน้ำองุนไปพลาง ๆ เขาก็สังเกตที่ดูกระดานคะแนนทีมที่กำลังแข่งสวมชุดขาวกับชุดดำ คะแนนอยู่ที่ 6-0 ถือว่าห่างกันมาก ยาเอะบอกว่าพวกชุดขาวที่อยู่ตรงนั้นเป็นผู้หญิงทำให้โทยะลองสังเกตดี ๆ ก็พบว่าทีมสีขาวเป็นผู้หญิงนี่มันการแข่งระหว่างทีมหญิงกับทีมชายหรือไง และทีมหญิงก็กำลังจะแพ้อาจจะเพราะความแข็งแกร่งทางกล้ามเนื้อที่ต่างกันทว่าในตอนนั้นเองลูกบอลก็พุ่งมาทางที่พวกโทยะนั่งอยู่แต่เอลเซ่ก็รับได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องสวมถึงมือด้วยซ้ำ ผู้เล่นในสนามอึ้งนิด ๆ ก่อนจะกล่าวขอโทษเอลเซ่ก็เลยปาลูกคืนให้ โทยะกำลังจะเตือนว่าให้โยนคืนไปเบา ๆ แต่ไม่ทันแม้จะไม่ได้ขว้างเต็มแรงแต่ลูกบอลก็พุ่งตรงไปราวกับเลเซอร์เข้ามือผู้เล่นในสนามอย่างแม่นย่ำราวกับพิชเชอร์มืออาชีพ พอเกิดเรื่องนั้นขึ้นนักเบสบอลในสนามก็มาขอร้องให้เอลเซ่ช่วยเหลือพวกเธอหน่อยเพราะสมาชิกทีมของเธอคนหนึ่งป่วยลงเล่นไม่ได้แล้วก็ขออนุญาตจากทีมฝ่ายตรงข้ามมาแล้วทางนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เอลเซ่จึงขออนุญาตโทยะด้วยสายตาซึ่งโทยะอนุญาตแล้วเอลเซ่ก็ลงสนามไป ส่วนสมาชิกทีมที่ป่วยคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากแค่เมาค้าง โทยะพยายามจะเตือนว่าอย่าจริงจังเกินเบอร์แต่เธอก็ขยิบตาให้เหมือนจะบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของเธอเองซึ่งโทยะก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากับเธอเข้าใจตรงกันหรือไม่
.
เอลเซ่มีประสบการณ์การเล่นเบสบอลที่บรุนฮิลดังนั้นจึงรู้กฏอยู่ การแข่งดำเนินไปเอลเซ่เล่นได้ดีพอ ๆ กับระดับมือาชีพแต่ลำพังเธอคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้มากการแข่งดำเนินไปกระทั่งเกิดอุบัติเหตุลูกบอลไปโดนข้อเท้าของพิชเชอร์ทีมหญิงทำให้ต้องเปลี่ยนตัวพิชเชอร์ เอลเซ่จึงเข้าไปทำหน้าที่พิชเชอร์แทนหลังจากนั้นเอลเซ่ก็ขว้างลูกจนมือตีของฝ่ายตรงข้ามเอ้าท์ไปสามคนทว่าความแรงของลูกที่เอลเซ่ขว้างมันมากเกินไปทำให้ข้อมือของแคชเชอร์ได้รับบาดเจ็บ ส่วนพิชเชอร์ที่โดนลูกบอลไปก่อนหน้าก็บาดเจ็บเหมือนกันดังนั้นยาเอะกับฮิลด้าก็เลยอาสาลงไปเล่นแทนหลังจากนั้นฮิลด้าก็เข้าไปเป็นมือตีพิชเชอร์ของทางนั้นก็ขว้างลูกได้ดีแม้จะไม่เท่ากับที่เอลเซ่ขว้างแต่ก็ระดับเคยไปแข่งโคชิเองลูกแรกสไตร์แต่ฮิลด้าเหมือนกำลังมองดูท่าทีอยู่และลูกต่อมาฮิวด้าก็ซัดโฮมรันได้สำเร็จ เกมเริ่มพลิกผันแล้วหลังจากฮิลด้าตีโฮมรันได้แล้วยาเอะก็ตีโฮมรันได้เช่นกันคะแนนตอนนี้จึงกลายมาเป็น 7-2 เอลเซ่ขึ้นไปยืนบนตำแหน่งพิชเชอร์ส่วนยาเอเข้ามาทำหน้าที่แคชเชอร์หลังจากนั้นเธอก็ขว้างลูกจนส่งมือตีของอีกฝ่ายสไตร์สามครั้งไปอย่างง่ายดายถึงสามคนจากนั้นก็มีการเปลี่ยนตำแหน่งคราวนี้เอลเซ่เป็นมือตีบ้างและเธอก็ตีโฮมรันได้สำเร็จคะแนนจึงไล่มาเป็น 7-3 แต่รอบถัดมาทีมของพวกเอลเซ่ทำคะแนนไม่ได้เลยคะแนนจึงไม่เปลี่ยนแปลงแต่เวลาการแข่งก็ใกล้หมดแล้วแถมในรอบต่อมาฝ่ายนั้นก็สามารถจับทางการขว้างลูกของเอลเซ่ได้แล้วจึงสามารถตีตอบโต้ได้เพราะถึงแม้มันจะเร็วแต่มันก็แค่ลูกตรงถ้ากะจังหวะได้ก็สามารถตีถูกได้ไม่ยากทางแก้สำหรับเอลเซ่ก็คือขว้างให้เร็วขึ้นด้วยพลังของเธอแต่แบบนั้นลูกคงวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงซึ่งมันจะอันตรายเกินไปสำหรับผู้เล่นคนอื่น ๆ แต่ยังรอบนี้ก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนเพราะอีกสองคนตีลูกไม่ได้ พอเอลเซ่กลับมาเป็นมือตีรอบบนี้เธอไม่ได้ตีโฮมรันแต่ก็วิ่งไปกลับโฮมเบสได้ด้วยการกระโดดหลบคนที่จะเอาบอลแตะตัวเธอที่ฐานสามคะแนนเปลี่ยนเป็น 7-4 และสมาชิกทีมก็ตีได้บ้างตอนนี้และก็เกิดเหตุ Hit by pitch ขึ้นเนื่องจากพิชเชอร์ขว้างลูกไปโดนตัวของผู้ตีเข้าแต่คนที่โดนลูกบอลกระแทกใส่ไม่บาดเจ็บอะไรเพราะคุองแอบใช้เนตรมารลบโมเมนคัมของลูกบอลไปและนั่นก็ทำให้ทีมของพวกเอลเซ่ได้ฟรี 1 เบสคะแนนจึงกลายเป็น 7-5 และหลังจากขว้างพลาดเมือครู่ก็ทำให้พิชเชอร์เกิดความระแวงสุดท้ายคะแนนก็กลายเป็น 7-6 และก่อนที่มือตีของทีมจะเข้าไปประจำที่ยาเอะก็แนะนำอะไรบางอย่างให้เธอคนนั้นและจากนั้นเธอก็สามารถตีลูกได้สำเร็จและเกมก็จบลงที่ 7-7 สรุปคือเสมอกันไป
.
หลังเกมจบพวกนักเบสบอลหญิงก็มาขอบคุณพวกเอลเซ่จากนั้นพวกโทยะก็พากันกลับบ้านแม้ผลจะออกมาที่เสมอกันแต่ก็เป็นการออกกำลังทีดี โทยะถามยาเอะว่าไปแนะนำอะไรให้กับผู้หญิงคนนั้น สิ่งที่ยาเอะแนะนำก็คือพฤติกรรมการขว้างลูกของพิชเชอร์คนนั้นโดยเขาจะขยับไหล่เล็กน้อยก่อนจะขว้างลูกตรงเธอก็เลยแนะนำให้สังเกตจุดนั้น ตอนนี้เวลาของพวกโทยะที่จะเที่ยวเล่นบนโลกเหลืออีกหนึ่งสัปดาห์ตอนนี้เขาควรจะไปเที่ยวไหนต่อดีเขาอยากให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์ที่จะหาที่ไหนไม่ได้นอกจากที่โลกนี้ให้ได้มากที่สุดแต่ก่อนอื่นต้องซื้อของกินกลับบ้านก่อนพวกโทยะเลยไปซุปเปอร์มาเก็ตหลังจากนั้นก็กลับบ้านและทานอาหารมื้อเย็นกันพร้อมกับวางแผนว่าจะไปเที่ยวไหนต่อแต่รอบนี้พ่อกับแม่ของโทยะติดงานไม่สามารถไปเที่ยวด้วยได้และโดนสั่งว่าให้ไปเช้าเย็นกลับและสถานที่ต่อไปที่คิดว่าน่าจะไปก็คือ เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น "โตเกียว" นั่นเอง
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 17 (621- 630)
โทยะพาครอบครัวมายังเขตสุมิดะในโตเกียวโดยใช้เวทเกทและไปชมวิวกันบนโตเกียวสกายทรี รินเน่ไปยืนดูวิวบนพื้นกระจกโดยไม่รู้สึกอะไรในขณะที่อลิสมีท่าทีหวั่น ๆ และเกาะคุองไว้แน่นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะเธอกลัวความสูงหรือไม่ชินกับสภาพนี้ ณ ที่ความสูง 340 เมตรขนาดโทยะทีบินบนฟ้าบ่อย ๆ ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ ในสภาพเช่นนี้ ส่วนเอลน่าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนกับรินเน่อาจจะเพราะปกติเธอขึ้นไปบนเฮมวีเก้เป็นประจำ ยาคุโมะ โยชิโนะและอาเชียไม่ยอมเข้าใกล้พื้นกระจกเลยหลังจากดูวิวที่จุดนี้จนพอใจแล้วทุกคนก็พากันขึ้นลิฟไปยังชั้นที่สูงขึ้นไปอีกที่ความสูง 445 เมตร ยาเอะมองภูเขาไฟฟูจิแล้วเธอบอกว่าเหมือนภูเขาฟุกาคุที่อิเชนเลยอันที่จริงมีสิ่งที่อยู่สูงกว่านี้อย่างบาบิโลนอยู่ซึ่งโทยะก็ขึ้นไปหลายครั้งแต่กลับไม่เคยสนใจการชมวิวบนที่สูงเลยมาตอนนี้โทยะคิดว่าถ้าลองสร้างหอสังเกตการณ์แบบนี้ในวาร์อัลบุสก็น่าจะดี เนื่องจากมีสถานที่ต่าง ๆ ที่อยากไปมากมายในโตเกียวจึงเลือกที่จะใช้เกทและพามาดูที่นี่เป็นสถานที่แรกเพราะมันเป็นสถานที่ยอดนิยม แน่นอนว่าต้องมีการถ่ายรูปโดยมีวิวสวย ๆ เป็นฉากหลังและถ้าหากไม่ถ่ายรูปอลิสกลับไปเยอะ ๆ ก็คงโดนเอนเด้บ่นแน่แต่โทยะก็แอบเกรียนโดยการถ่ายเป็นรูปคู่ของอลิสกับคุองมันซะทุกภาพเลย
.
หลังชมวิวกันจนพอใจแล้วทุกคนก็พากันกลับลงมาด้านล่างแวะซื้อของฝากซึ่งร้านแถวนั้นก็มีของฝากทุกชนิดวางขายรวมไปถึงสินค้าที่เกิดจากการร่วมมือกับพวกอนิเมะต่าง ๆ ด้วย ซึ่งบรรดาลูกสาวก็ดูจะตื่นเต้นกับตุ๊กตารูปสัตว์หลังจับจ่ายซื้อของกันพอแล้วทั้งหมดก็พากันออกจากโตเกียวสกายทรีแล้วก็ไปหาที่ลับตายัดของพวกนั้นเข้าสโตรจากนั้นก็เดินทางเที่ยวต่อ คำถามต่อมาก็คือจะไปไหนต่อดีซึ่งลูเชียกับอาเชียบอกว่าอยากไปถนนกัปปะบาชิโดกุโทยะไม่รู้ว่ามันคือสถานที่แบบไหนก่อนจะได้รับคำอธิบายจากอาเชียว่ามันคือสถานที่ที่เป็นเหมือนแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนทำอาหารเพราะมันเป็นศูนย์รวมของวัตถุดิบอุปกรณ์ทำครัวและเครื่องปรุงซึ่งเธอเคยเห็นมันจากรายการทีวีตอนเที่ยงพอได้ยินแบบนั้นโทยะก็ค้นหาข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนแล้วก็พบว่ามันอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่และเนื่องจากไม่มีใครคัดค้านพวกเขาจึงเดินทางด้วยรถไฟไปยังถนนกัปปะบาชิโดกุ พอไปถึงก็เจอแลนมาร์คอันโดดเด่นทันทีมันคืออาคารที่มีรูปของชายมีหนวดสวมหมวกเชฟ พอมาถึงอาเชียกับลูเชียก็พุ่งออกไปโดยไม่รอช้า สถานที่แห่งนั้นมีอุปกรณ์ทำอาหาร จานชาม ภาชนะต่าง ๆ มากมายบางอย่างไม่มีขายในห้างสรรพสินค้าด้วยตามทางมีชาวต่างชาติเดินไปมาด้วยพวกเขาอาจจะเป็นเชฟที่มาเลือกซื้อของก็ได้ และสิ่งที่ดึงดูดสายตาของลูเชียก็คือเรือไม้ที่นิยมเอามาวางเสิร์ฟซาชิมิส่วนอาเชียก็สนใจจานชามสำหรับเด็กที่ทำเป็นรูปต่าง ๆ อย่าง ชินคันเซน รถยนต์ กระสวยอวกาศ สัตว์ ฯลฯ
.
ในขณะที่ยาเอะ ยาคุโมะ ฮิลด้า เฟรย์ ให้ความสนใจกับพวกมีดที่ขนาดและรูปลักษณ์ต่าง ๆ ที่วางเรียงรายอยู่จนดูเหมือนร้านขายอาวุธก็ไม่ปานแต่ก็ต้องย้ำว่าพวกนั้นไม่่ใช่อาวุธแต่เป็นอุปกรณ์ทำครัวและแน่นอนว่าลูเชียกับอาเชียก็จ้องมีดตาเป็นมันเช่นกันอาจจะเพราะมีดคือชีวิตของเชฟก็ได้ ส่วนคนอื่น ๆ ตอนแรกโทยะก็กังวลว่าพวกเขาจะเบื่อแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นแบบนั้นพวกเธอสามารถสนุกกับร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างสเตฟก็สนในพวกอาหารตัวอย่างที่เป็นของปลอมซึ่งมันทำออกมาได้ดูดีและเหมือนจริงมากทีเดียวแต่ราคามันก็แพงกว่าอาหารจริง ๆ ลิบลับเช่นกันอย่าง ข้าวไข่เจียวปลอมนี่ก็มีราคาถึงสองหมื่นเยน ต่อมาที่สเตฟชี้ให้ซูดูก็คือพวงกุญแจรูปอาหารต่าง ๆ แล้วก็ยังมีพวกแม่เหล็กติดตู้เย็นและอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งของเล็ก ๆ แบบนี้โทยะคิดว่าเหมาะจะซื้อให้พวกลูก ๆ อยู่ หลังจากนั้นโทยะก็โดนเฟรย์ลากไปดูรูปปั้นกัปปะตัวสีทองคาวะทาโร่ที่น่าจะเป็นที่มาของชื่อถนนกัปปะบาชิโดกุ ดูเหมือนจะมีตำนานว่ากัปปะคอยช่วยควบคุมน้ำในบริเวณนี้ ทว่ายูมิน่ากลับมองว่ามันเป็นก็อบบลินไปแทนโทยะก็เลยอธิบายไปว่ามันคือโยไคเป็นสิ่งมีขีวิตในจินตนาการของโลกนี้แต่ก็ไม่กล้าฟันธงว่าไม่มีอยู่จริงว่าแล้วก็ขอพรจารกรูปปั้นกัปปะให้เดินทางปลอดภัยถึงจะไม่รู้ว่ากัปปะให้พรได้หรือเปล่าก็เถอะ หลังจากนั้นก็กลับมาต่อที่ย่านการค้าถ้ามองให้ดีมันมีเสื้อกันฝนทีมีโลโก้กัปปะขายอยู่ด้วยจากนั้นก็ไปต่อที่ร้านขายผ้าที่ขายผ้ากันเปื้อน ผ้าเช็ดมือ ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ แน่นอนว่าโทยะซื้อผ้ากันเปื้อนให้ลูเชียแล้วก็อาเชียด้วย จากนั้นก็ไปดูร้านขายป้ายบอกทาง โคมแดงติดหน้าร้าน ตู้โชว์อาหาร ร้านขายแมวกวัก เทพแห่งโชคลาภทั้ง 7 ฯลฯ ทำให้โทยะคิดว่าน่าทำแมวควักโคฮาคุเหมือนกัน
.
จากนั้นอาเชียกับลูเชียก็พากันพุ่งฉิวไปยังร้านที่ขายพวกเครื่องปรุงรสสถานที่แห่งนี้เรียกว่าเป็นแดนในฝันของสองแม่ลูกคู่นี่เลยก็ว่าได้และพอเข้าไปในร้านหนึ่งก็จะออกมาพร้อมกับของที่ตอนนี้มันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โทยะก็ต้องคอยเอามันเก็บเข้าสโตร์ไปหลังจากชอปจนพอใจแล้วสองแม่ลูกก็แสดงใบหน้าอันเปี่ยมสุขในขณะที่โทยะเหนื่อยนิดหน่อยกำหนดการต่อไปคืออาซากุสะแต่ตอนนี้เริ่มหิวแล้วพวกเขาก็เลยไปทานอาหารที่ร้านอาหารกันเนื่องจากเลยเที่ยงวันไปแล้วคนก็เลยน้อยทำให้สามารถเข้าไปนั่งพร้อมกันได้ถึง 20 คนโดยไม่ต้องยืนรอและในระหว่างมื้ออาหารนั้นโทยะก็วางแผนการท่องอาซากุสะไปพลาง ๆ และสถานที่ต่อมาที่พวกโทยะไปก็คือวัดเซ็นโซจิและกำลังอยู่ตรงหน้าคามินาริมงที่มีรูปปั้นของเทพแห่งลมและเทพแห่งสายฟ้าตั้งอยู่ตอนแรกฮิวด้าก็นึกว่าที่นี่เคยมีเผ่าคนยักษ์อาศัยอยู่แต่พออธิบายไปว่าเป็นเทพก็โดนเด็ก ๆ ถามว่าคุณพ่อเคยเจอไหมคำตอบก็คือไม่น่าจะเคยเจอเพราะตอนที่โดนเชิญไปงานเลี้ยงเทพเมื่อคราวก่อนก็ไม่เห็นเทพที่มีลักษณะแบบรูปปั้นนี่ในความเป็นจริงก็คงจะมีเทพแห่งลมกับเทพแห่งสายฟ้าอยู่นั่นแหละแค่โทยะไม่รู้ว่าคนไหนเท่านั้นองจากนั้นก็มีการรวมตัวถ่ายรูปหมู่กันที่หน้าคามินาริมงโดยขอให้พี่สาวชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่นั่นเป็นคนถ่ายให้แล้วพวกโทยะก็ช่วยถ่ายภาพให้เป็นการตอบแทนจากนั้นก็เตรียมตัวเดินเที่ยวกันและเพื่อป้องกันการพลัดหลงจึงให้บรรดาคุณแม่จับมือลูกตัวเองไว้ยกเว้นคุองที่โดนตั้งยูมิน่าและอลิสจับมือไว้ดังนั้นจึงเหลือโทยะคนเดียวที่ไม่ได้จับมือกับใครแต่ยังไงซะระดับเขาแล้วไม่น่าจะหลงได้ เมื่อผ่านประตูไปแล้วจะพบกับรูปสลักมังกรที่อยู่ใต้โคมไฟขนาดใหญ่และถัดมาก็จะเป็นนากามิเสะที่เป็นย่านค้าขายอันเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นมีร้านค้ามากมายเรียงรายอยู่เหล่าภรรยาและลูก ๆ ต่างพากันพุ่งไปยังร้านที่ตนสนใจทันทีทำให้เกิดการแยกกลุ่มแต่โทยะก็ไม่ได้กังวลมากขนาดนั้นเพราะยังไงถ้าเดินตรงไปก็จะถึงวัดแถมเด็กก็จับมือกับแม่อยู่และทุกคนก็มีสมาร์ทโฟนติดตัวและยังมีไพ่ตายอย่างเวท "เซิร์จ" ด้วยดังนั้นหายห่วงเรื่องจะหากันไม่เจอ
.
โทยะซื้อของฝากต่าง ๆ อย่างสบายใจ คนอื่นก็ซื้อเช่นกันอย่างลินเน่กับลินเซ่ซื้อมันเทศ ลูเชียกับอาเชียก็ซอร์ฟครีม ยูมิน่าพาคุองและอลิสไปที่ร้านขายเสื้อโดยกำลังดูเสื้อยืดที่มีคำว่า "นินจา" กับ "I love Asakusa" โทยะจึงรีบเข้ามาห้ามก็เลยทำให้ทั้งสองเลือกเสื้อยืดลายธรรมดา ๆ ไปแต่คิดไปคิดมาเสื้อยืดที่สลักคำว่านินจาก็เหมาะเป็นของฝากให้คุณสึบากิและสามสาวนินจาไม่น้อยแต่ในระหว่างที่กำลังเลือกเสื้ออยู่ก็เกิดเสียงดังเจี้ยวจ้าวผิดปกติขึ้นมาพวกโทยะก็เลยออกไปดูแล้วก็พบว่ายาเอะกำลังจับกุมชายอายุประมาณสามสิบคนหนึ่งเอาไว้อยู่พอสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นยาเอะก็บอกว่าชายผู้นี้เป็นโจรล้วงกระเป๋าพร้อมทั้งโชว์หลักฐานเป็นกระเป๋าตังใบหนึ่งแล้วก็มีหญิงวัยประมาณสี่สิบที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นร้องออกมาบอกว่านั้นกระเป๋าของเธอและเมื่อเรื่องราวจบลงนักล้วงกระเป๋าก็โดนตำรวจสองนายพาตัวไป่ส่วนยาเอะก็รับคำชมจากเจ้าของกระเป๋าและเจ้าร้านที่ค้าขายอยู่บริเวณนั้นแล้วก็ได้ขนมนิงเงียวยากิมาถุงหนึ่งเป็นรางวัลหลังผ่านย่านการค้ามาแล้วก็มาถึงประตูโฮโซมงที่จะนำพาไปยังโถงหลักของวัดเซ็นโซจิตรงนั้นสเตฟเห็นรองเท้าฟางขนาดใหญ่ก็เลยทักขึ้นจากนั้นก็มีการเล่าประวัติความเป็นมาของวัดโดยลีนที่ค้นข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนว่า เป็นวัดพุทธที่นับถือ เจ้าแม่กวนอิมและเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียวโดยมี 2 พี่น้องชาวประมง พบองค์เจ้าแม่กวนอิมขนาดเล็กที่ แม่น้ำซูมิดะและได้นำกลับเข้าหมู่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านจึงประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมไว้ที่บ้านเพื่อเก็บรักษาและเปิดให้ชาวบ้านมากราบไหว้ จากนั้นลินเซ่ก็สงสัยว่าทำไมมีคนพากันอาบควันธูปโทยะก็เลยอธิบายว่าเป็นความเชื่อว่ามันจะเยียวยาโรคภัยทำให้พวกสาว ๆ แปลกใจกันมากเพราะปกติในโลกโน้นใช้เวทมนตร์รักษากันเป็นปกติจากนั้นก็พากันไปที่โอะซุยฉะเพื่อใช้น้ำตรงนั้นล้างมือและบ้วนปากก่อนจะเข้าไปที่โถงหลักเพื่อทำการสักการะระหว่างนั้นก็มีเสียงคาเร็นแทรกเข้ามาบอกว่าอยากินอังโกะทามะแล้วก็มันจูทอดหลังจากสักการะเสร็จก็มีการเสี่ยงเสียมซีและซื้อเครื่องรางของขลังและขากลับก็แวะซื้อของที่คาเร็นฝากมาและเนื่องจากมันดูน่ากินโทยะก็เลยซื้อไปฝากพ่อกับแม่ด้วยแล้วก็พากันกลับออกมาจากวัด ใจจริงโทยะอยากไปที่ฮานายะชิกิกับอาซาคุสะเอนเตอร์เทนเมนต์ฮอลด้วยแต่เพราะตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามแล้วจึงจำเป็นต้องกลับบ้านก่อน
.
พอกลับมาถึงเด็ก ๆ ก็พากันทักทายฟุยุกะโดยเรียกว่า "ฟุยุจัง" โทยะสงสัยว่าจะให้เด็ก ๆ เรียกอาของตัวเองแบบนั้นจะดีไหมนะแบบนี้มันจะไม่ชวนให้รู้สึกแปลก ๆ ตอนที่กลับไปเจอฟุยุกะในอนาคตตอนที่เธอโตแล้วหรอกเหรอเพราะถ้ายึดตามเวลาจริงฟุยุกะจะอายุกมากกว่ายาคุโมะแน่นอนซึ่งยาคุโมะจะเกิดในอีกห้าปีหลังจากช่วงเวลานี้ก็ถือว่าไม่นานจากนั้นพ่อก็มาถามโทยะว่าไปเที่ยวมาเป็นไงเด็ก ๆ ก็ตอบไปว่าไปเที่ยวที่ไหนทำอะไรมาบ้างจากนั้นลูเชียกับอาเชียก็ไปเตรียมอาหารเย็นเพราะอยากลองใช้อุปกรณ์ใหม่พอโทยะเอานิงเงียวยากิออกมาพ่อก็บอกว่ามันชวนให้คิดถึงเรื่องเก่า ๆ โทยะก็เลยถามพ่อว่าเคยอยู่โตเกียวก่อนจะแต่งงานเหรอพ่อก็เลยเล่าให้ฟังว่าเขาเคยอาศัยอยู่ที่เขตซูงินามิส่วนสำนักพิมพ์ที่ทำงานด้วยอยู่ที่ชิจุกุทำให้เขาไม่ค่อยมีโอกาสไปที่อาซากุสะบ่อยนักแต่มีครั้งหนึ่งที่ไปสำนักพิมพ์อื่นเพื่อทำธุระให้กับสำนักพิมพ์ก็ไปเจอแม่ของโทยะเข้าตอนนั้นเธอยังเป็นแค่เด็กม.ต้นแต่เธอก็สวยมากแต่พูดไม่ทันจบพ่อก็โดนแม่ฟาดเพราะความเขินไปหนึ่งทีพ่อกับแม่โทยะอายุห่างกัน 6 ปี ดังนั้นตอนนั้นพ่อก็อายุ 21 ไปตกหลุมรักเด็กม.ต้นอายุ 15 พอคิดแบบนั้นโทยะก็รู้สึกไม่สบายใจแต่พอมานึกถึงตัวเองกับซูแล้วก็ยิ่งห่างกันกว่าซะอีกแบบนี้มันเป็นเพราะสายเลือดหรือไงกันแต่ว่าถ้าอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็ไม่เป็นปัญหาหรอกพอคิดแบบนั้นโทยะก็ร่ายเวทฟื้นฟูให้พ่อที่โดนแม่ซัดไปอย่างแรงส่วนแม่ก็เบนความสนใจไปที่นิงเงียวยากิ เอลน่าเขามาบอกให้โทยะเอาตุ๊กตาที่ซื้อมาฝากฟุยุกะออกมาจากสโตร์เพื่อจะได้มอบให้ฟุยุกะซึ่งฟุยุกะก็ดีใจกับมันมากในขณะที่บลังก้ามองแปลก ๆ เมื่อไม่มีของฝากมาให้บ้าง หลังจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารเย็นสุดอลังการเช่นเคยระหว่างนั้นพ่อก็ถามกำหนดการณ์ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนต่อ โทยะบอกว่าเด็ก ๆ ท่าจะเหนื่อยถ้าไปในที่ ๆ คนพลุกพล่านทุกวันเลยว่าจะหยุดพักพ่อก็เลยบอกว่าพรุ่งนี้มีงานเทศกาลที่เมืองข้าง ๆ สนใจจะไปด้วยกันไหมโทยะก็ตกลงเริ่มมีการพูดถึงชุดยูกาตะซึ่งลินเซ่บอกว่าเธอสามารถทำชุดยูกาตะสำหรับทุกคนได้ถ้าหากเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้แล้วเธอก็เริ่มทำชุดอย่างรวดเร็วจนพ่อกับแม่ของโทยะตกตะลึงกับภาพที่เห็นโดยชุดยูกาตะที่ทำออกมาแม่ลูกจะมีชุดโทนสีเดียวกันส่วนอลิสเป็นยูกาตะสีไอซ์บลูแต่ของโทยะพิเศษกว่าใครคือเป็นชุดจินเบอยู่คนเดียวแถมยังปักลายรูปหน้าโคฮาคุร่างบ๊องแบ้วไว้กลางหลังด้วยเรียกว่าโดนลินเซ่เล่นไปเต็ม ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้แล้วงานนี้ต้องใส่ชุดนี้ไปงานเทศกาลอย่างเลี่ยงไม่ได้
.
เมื่อถึงเวลางานโทยะก็ยกกันไปทั้งบ้านเพื่อไปเที่ยวงานเทศกาลที่อยู่เมืองข้าง ๆ เป็นงานที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักจัดขึ้นที่ศาลเจ้าเล็ก ๆ แต่ก็ถือเป็นงานประจำปีที่จะมีคนจากเมืองข้าง ๆ มาเที่ยวกันเดิมทีเมืองนี้ไม่ได้มีการจัดงานมาตั้งแต่เก่าก่อนงานวัดประจำปีของเมืองนี้เพิ่งจัดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ยาเอะบอกว่าที่อิเชนเองก็มีเทศกาลแบบนี้อยู่เหมือนกันโดยวัฒนธรรมโดยมากจะใกล้เคียวกับยุคเซนโกคุ + ยุคเอโดะ ทางของด้านเฟรย์ที่เห็นลูกโป่งน้ำก็เกิดความสนใจไม่ใช้แค่นั้นลินเน่กับสเตฟเองก็สนใจโทยะเลยจ่ายตังให้ไปเด็ก ๆ ไปลองเล่นดูพร้อมกับสอนเคล็ดลับที่เรียนรู้มาจากคุณตาให้ด้วยจากนั้นเอลเซ่กับซูก็เข้ามาร่วมวงด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งเฟรย์สามารถตกมาได้สามลูกแล้วเธอก็แบ่งให้สเตฟที่ตกไม่ได้เลยในขณะที่อาเชียไปให้ความสนใจกับขนมสายไหมลูเชียก็สงสัยว่าทำไมลูกของเธอถึงได้รู้จักขนมสายไหมที่เดิมทีมันเป็นของในโลกอื่น อาเชียอธิบายว่าในอนาคตมีขนมสายไหมขายในงานเทศกาลที่บรุนฮิลเหมือนกันโดยมันทำได้จากอุปกรณ์เวทที่โทยะสร้างแต่ก็ไม่ได้มีสีหลากหลายแบบที่โลกสายไหมในโลกนั้นมีแต่สีขาวเท่านั้นพ่อของโทยะซื้อสายไหมแจกเด็ก ๆ แต่ยาคุโมะ คุอง คูน ไม่กินซูกับซากุระเลยเอามากินแทนในระหว่างนั้นโทยะก็รู้สึกว่าสายตาของผู้คนจับจ้องมาที่พวกเขาหรือพูดให้ถูกคือจับจ้องมาที่เหล่าภรรยาของเขาแม้จะไม่แปลกใจว่าสาว ๆ ในชุดยูกาตะที่น่ารักขนาดนี้มาเป็นกลุ่มก็ย่อมเป็นที่เตะตาเป็นธรรมดาแต่นั่นก็ทำให้โทยรู้สึกหึงขึ้นมาหน่อย ๆ ต่อมาพวกโทยะก็มาเจอแผงยิงเป้าแต่ก็รู้ ๆ กันดีว่าพวกนี้ไม่มีทางยิงได้ง่าย ๆ อยู่แล้วในระหว่างที่โทยลังเลว่าจะยิงดีไม่ยิงดี คูนก็ก้าวออกมาข้างหน้าและถามเจ้าของร้านว่าราคาเท่าไหร่แล้วก็ได้รับคำตอบว่า 3 นัด 100 เยน คูนจ่ายไปหนึ่งร้อยเยนได้กระสุนจุกก๊อกมา 3 นัด คูนเล็งไปที่รางวัลที่สามรถวิทยุบังคับแต่เป้าที่จะต้องยิงให้ถูกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับเหรียญหนึ่งเยนถือว่าเป็นอะไรที่ยากมากแต่คูนที่เคลมว่าถึงไม่เก่งเท่่ายูมิน่าแต่เธอก็ถนัดการใช้ปืนด้วยแต่ผลออกมาคูนยิงพลาดหมดสามนัดเธอเลยไปโวยกับเจ้าของร้านว่าปืนนี่มันยังไงกันกระสุนมันพุ่งไปไม่ตรงทางเลย ปืนจุกไม้ก๊อกแบบนี้จำเป็นต้องฝึกสักหน่อยถึงจะพอยิงได้แต่ส่วนหนึ่งก็อาจจะโดนปรับแต่งเพื่อเหตุผลทางการค้าด้วยส่วนหนึ่งส่งนคูรนใช้ปืนที่ตัวเองปรับแต่งเองตลอดดังนั้นก็ไม่แปลกที่จะยิงไม่เข้าเป้าเมื่อใช้ปืนที่ตัวเองไม่คุ้นมือ
.
สุดท้ายคูนก็เลยไปขอให้ยูมิน่าช่วยยิงแทนยูมิน่าจ่ายเงินร้อยเยนได้กระสุยจุกก๊อกมาสามนัดและก็เข้าประจำที ส่วนสูงของเธอมากกว่าคูนดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการยืนแบบที่คูนเจอเมือกี้เธอเล็งไปที่รถบังคับแล้วเหนี่ยวไกนัดแรกพลาดเป้าแต่เหมือนกับว่านั่นเป็นแค่การลองเพื่อหาจุดของปืนก่อนจะยิงนัดสองเข้าเป้าอย่างแม่นยำจากนั้นเธอก็ใช้กระสุนอีกหนึ่งนัดที่เหลือยิงรางวัลที่หนึ่งเครื่องเล่นเกมแบบพกพามาด้วยหลังจากได้ของรางวัลจากเจ้าของแผงที่น้ำตานองหน้าเพราะจำใจต้องมอบรางวัลถึงสองรางวัลให้แล้วยูมิน่าก็เอารถบังคับวิทยุให้คูนไปส่วนเกมพกพาก็มอบให้คุองเพราะเธอรู้ว่าลูกชายของเธอชอบเล่นเกมแนวสร้างตึกสร้างเมืองก็เลยมอบให้เพราะก่อนหน้านี้คุองเห็นมันจากอินเตอร์เน็ตแล้วสนใจแต่ไม่กล้าที่จะพูดขอตรง ๆ ส่วนตัวเกมพ่อของโทยะจะใช้บัตรเครดิตรูดซื้อให้หลังจากนี้ส่วนโทยะก็จะจ่ายเงินคืนให้ตามเคย จากนั้นยาเอะกับเฟรย์ไปให้คงามสนใจกับแผงอาหารอย่างยากิโซบะ ทาโกยากิ ฯลฯ ก็เลยตัดสินใจกันว่าจะหากซื้ออาหารมานั่งทานกันระหว่างรอซากุระก็บอกว่าได้ยินเสียงเพลงแปลก ๆ ที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนดูเหมือนว่าจะได้เวลาของการเต้นรำแล้ว พวกยาเอะซื้อของกินกลับมาเพียบหลังทานกันเสร็จแล้วก็มาต่อกันที่ร้านช้อนปลาทองเด็ก ๆ ดูสนใจแต่ว่าจะทิ้งไว้ที่โลกนี้ก็เป็นภาระให้พ่อแม่โทยะแต่ถ้าจะเอากลับไปต่างโลกด้วยก็ดูจะเป็นปัญหาดังนั้นจึงช้อนเล่นกันสนุก ๆ แต่ไม่เอากลับไปด้วยโดยตกลงกับเจ้าของร้านไว้แล้วว่าจะปล่อยคืนให้กับทางร้านระหว่างนั้นก็มีการถ่ายรูปกัน เด็ก ๆ ช้อนปลาทองมาได้อย่างน้อยหนึ่งตัวจากนั้นก็ปล่อยพวกมันกลับลงไปตามทีตกลงกันไว้แต่พวกปลาทองที่โดนตักขึ้นมาคงจะรำคาญน่าดู หลังจากนั้นก็พากันไปที่ลานกลางงานและเริ่มเต้นรำฤดูร้อนกันโดยสเตฟจับมือซูแล้วพากันไปก่อนใคร โยชิโนะกับซากุระ ฮิลด้ากับเฟรย์ จูงมือกันตามไป ฮิลด้างั้นดูเงอะงะนิดหน่อยเพราะเธอเต้ยรำไม่ค่อยเก่ง จากนั้นเด็กคนอื่น ๆ ก็จูงมือแม่พากันไปเต้นรำยกเว้นคุองที่โดนทั้งแม่อย่างยูมิน่าและคู่หมั้นอย่างอลิสพาตัวไปส่วนโทยะไม่ไปเพราะทำหน้าที่ถ่ายรูปแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเต้นไม่เก่งหลังเต้นเสร็จโทยะก็ซื้อน้ำมะนาวรามูเนะแจกทุกคนแต่พวกยูมิน่าไม่รู้วิธีเปิดขวดก็เลยต้องมีการสอนกันโดยพ่อของโทยะแล้วจากนั้นก็ถึงเวลากลับบ้านเด็ก ๆ เริ่มแบตหมดสเตฟถึงกับหลับไปแล้วรินเน่เองก็แสดงอาการง่วงนอนโทยะหาที่ลับตาแล้วเปิดเกทกลับบ้านคุณตาและพาเด็ก ๆ ไปเข้านอนหลังจากนั้นโโทยะก็มาคุยกับแม่และถูกถามว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหนต่อ ตอนนี้ทริปดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้วแต่โทยะก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปที่ไหนต่อแม่ก็เลยเสนอว่าให้ไปเยี่ยมหลุมศพของคุณตาที่ไม่ได้ไปมานานแล้วแม้ไม่รู้ว่าตอนนี้วิญญาณของคุณตาได้ไปเกิดใหม่แล้วหรือยังเพราะการจะหาวิญญาณคน ๆ หนึ่งมันก็ไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทรและถ้าเกิดใหม่ก็ถือว่าเป็นคนละคนกันไปแล้ว
.
วันต่อมาพวกโทยะก็พากันไปที่วัดที่เป็นที่ตั้งของสุสานประจำตระกูลโมจิซึกิซึ่งก็ตั้งอยู่ในเมืองไม่ไกลจากบ้านของคุณตาซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่โตมากโทยะจำได้ว่าตัวเองเคยไปอยู่หลายครั้งสมัยยังเด็กที่นี่เป็นที่ ๆ โมจิซึกิตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดมาหลับไหลอยู่ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงโทยะที่ตายจากโลกนี้ไปแล้วควรจะอยู่ที่นี่ด้วยแต่เพราะตอนนี้เขาไปมีชีวิตอยู่ที่ต่างโลกมันจึงไม่เป็นแบบนั้นแล้วกระดูกปลอมที่ปู่เวิร์ลก็อดสร้างมาใส่แทนไว้ตอนนั้นก็ถูกนำออกไปแล้ว พวกโทยะเดินทางไปโดยใช้รถบัสเมื่อมาถึงเด็ก ๆ ก็ไม่ได้เจี้ยวจ้าวอย่างสนุกสนานตามปกติอาจจะเพราะบรรยากาศของวัดบวกกับการรู้มารยาทว่าตอนนี้ควรวางตัวเช่นไร สุสานของตระกูลโมจิซึกิตัวอยู่ลึกเข้าไปพอสมควรในสุสานของวัดมีขนาดใหญ่ประมาณสี่เสื่อทาทามิล้อมรอบด้วยหินกรวดและมีโคมไฟประดับสองข้างด้วยเรียกได้ว่ามีความสวยงามพอตัวสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงก็คือทำความสะอาดเก็บเศษใบไม้และถอนพวกวัชพืชขัดล้างทำความสะอาดป้ายหลุมศพด้วยฟองน้ำ เติมน้ำใส่แจกันประดับดอกไม้และของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่เตรียมมาซึ่งก็คือข้าวเกรียบนัมบุที่คุณตาชอบจากนั้นก็จุดธูปและเคารพวิญญาณผู้ล่วงลับตามประเพณีโดยโทยะได้บอกกับคุณตาเกี่ยวกับลูกเมียของเขาและมีอีกหลายเรื่องราวที่อยากเล่าให้ฟังแต่คงจะเหล่าไม่หมดในวันเดียวแน่ถ้าหากยังไม่ได้ไปเกิดใหม่ก็ให้กลับมาตอนโอบ้งด้วยแต่ถ้าหากไปเกิดใหม่แล้วโทยะก็เชื่อว่าคุณตาคงสนุกสนานและมีความสุขกับชีวิตใหม่ หลังจากไหว้หลุมศพเสร็จแล้วพวกโทยะก็พากันเดินทางกลับแต่คุณแม่ของโทยะเสนอว่าน่าจะแวะที่ไหนซักแห่งก่อนกลับและบรรดาภรรยาก็เห็นด้วยแน่นอนว่ามีเกทอยู่จะกลับตอนไหนก็ได้อยู่แล้วดังนั้นพวกโทยะจึงพากันไปที่ห้างสรรสินค้าที่อยู่ใกล้ ๆ กับสถานีเพื่อชอปปิ้งและทานอาหารกลางวันกัน
.
ร้านที่ไปทานอาหารกลางวันกันเป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์เจ้าใหญ่ตามคำร้องขอของพวกเด็ก ๆ ดูเหมือนว่าพวกเด็ก ๆ จะเห็นมันจากโฆษณาในทีวีซึ่งสมัยก่อนโทยะก็มากับเพื่อนบ่อย ๆ ก็เลยชวนให้คิดถึงโทยะสั่งเซ็ตแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นโตที่มากับเซ็ตนักเก็ต เฟรนฟรายและเครื่องดื่มส่วนพวกเด็ก ๆ สั่งชุดที่แถมของเล่นด้วยเนื่องจากมากันเยอะจึงต้องแยกที่นั่งกันไปโทยะนั่งอยู่กับพ่อแม่และฟุยุกะ พอรับเบอร์เกอร์มาโทยะก็รู้สึกว่ามันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอจริง ๆ แล้วที่มันดูใหญ่ก็เพราะว่าตอนนี้เข้ามีร่างกายเป็นเด็กนั่นแหละดังนั้นพวกเฟรนฟรายกับนักเก็ตก็ต้องให้พ่อช่วยกินส่วนเขาต้องไฟท์กับเบอร์เกอร์ชิ้นโตนี้ให้ได้แต่กินไปได้ครึ่งนึ่งก็ท่าจะแย่แล้วในขณะที่ยาเอะลุยชิ้นที่สามต่อแล้วหากว่าไม่ไหวจริง ๆ ก็คงต้องให้ยาเอะช่วยระหว่างนั้นโทยะก็โดนแม่บอกว่าหน้าเละซอสแล้วพร้อมกับโดนเช็ดปากให้ระหว่างนั้นเหล่าภรรยาที่มองอยู่ก็แอบหัวเราะอยู่เงียบ ๆ โทยะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่ถ้าโดนแม่ทำแบบนี้อีกคงอายแย่จึงต้องกินอย่างระมัดระวังแล้วหลังจากทานอาหารกันเสร็จก็พากันออกมาและพูดคุยกันตามเรื่องลูเชียบอกว่าเธอจำรสชาติได้แล้วน่าจะทำเมนูนี้ที่โลกพวกเธอได้โทยะสงสัยว่างานนี้จะได้เปิดฟาสฟู้ดที่บรุนฮิวไหมนะซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำไม่ได้แต่มันก็มีปัญหามากมายอยู่ไหนจะเรื่องวัตถุดิบและแรงงานอาจจะต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบบางอย่างและต้องมีการเจรจาระดับประเทศและไหนจะมีเรืองการอพยพเข้ามาเพิ่มของประชากรอีกจำเป็นจะต้องสร้างเมืองไม่ก็หมู่บ้านใหม่เพิ่มเร็ว ๆ นี้บางที่อาจจะต้องไปเจรจากับเบลฟาสและเรกุรุสเพื่อขอขยายอาณาเขตออกไปอีกหน่อยเพราะยังไงซะถ้าออกจากบรุนฮิวไปนิดหน่อยก็เป็นเขตที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ดังนั้นทั้งสองอาณาจักรจึงไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งกับบริเวณนั้นแต่ในระหว่างที่มัวแต่คิดโทยะก็โดนภรรยาพาไปที่ร้านขายเสื้อผ้าสำหรับเด็กซะแล้วส่วนบรรดาลูกสาวก็โดนเหล่าคุณแม่จับตัวไปเป็นที่เรียบร้อยโทยะกับพ่อก็เลยแอบออกมารอที่ม้านั่งที่ริมถนนนอกร้านจริง ๆ คุองก็จะหนีมาด้วยกันแต่ก็โดนยูมิน่าจับตัวไว้และพาเข้าร้านไปส่วนแม่ของโทยะก็พาฟุยุกะไปดูเสื้อผ้าด้วยเหมือนกันและเพราะรู้ดีว่าใช้เวลานานแน่โทยะกับพ่อก็เลยออกมาหาที่นั่งรอและคุยกันไปพลาง ๆ พ่อของโทยะสงสัยว่าที่ต่างโลกไม่มีเสื้อผ้าแบบนี้เหรอโทยะบอกว่าไม่เชิงไม่มีแต่มันต่างกันตรงที่ต่างโลกไม่มีพวกเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์หรือไนล่อนจะมีก็พวกวัตถุดิบจากพวกสัตว์อสูรอย่างหนอนไหมไม่ก็ใยแมงมุม ว่าแล้วโทยะเอาผ้าเช็ดหน้าทีทำจากเส้นไหมของหนอนไหมเจ็ดสีออกจากสโตร์มาให้พ่อดูซึ่งโลกนี้มีอนูเวทย์ต่ำดังนั้นมันจึงเปลี่ยนสีได้แปบเดียวก็กลับสภาพเดิม
.
ในขณะที่พ่อของโทยะกำลังให้ความสนใจกับวัสดุที่มาจากต่างโลกคุองก็เดินออกจากร้านมาด้วยท่าทีที่ดูเหนื่อยเล็กน้อยดูเหมือนว่าเคราะห์กรรมของคุองจะจบแล้วตอนนี้ยูมิน่ากำลังเลือกเสื้อผ้าให้อลิสต่อคุองจึงออกมานั่งรอที่ม้านั่งด้วยระหว่างนั้นเขาก็หยิบเครื่องเกมที่ยูมิน่ายิงมาได้เมื่อคืนออกมาซึ่งตอนนี้เขาก็โหลดตัวเกมมาเรียบร้อยแล้วโทยะไม่ค่อยเข้าใจว่าคุองเล่นเกมอะไรแต่คุองดูจะสนุกกับมันดังนั้นจึงไม่มีปัญหาส่วนโทยะก็หยิบสมาร์ทโฟนออกมาอ่านข่าวรอไปพลาง ๆ ที่ต่างโลกเองสมาร์ทโฟนก็เป็นที่นิยมและกลายเป็นอุปกรณ์ที่บรรดาเหล่าผู้นำประเทศมีใช้กันโทยะเคยลองปรึกษาเรจีน่าแล้วว่าจะทำการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนให้กับประชาชนทั่วไปได้ใช้ในเร็ว ๆ นี้แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เข้าถึงทุกคนในทันทีก็ตามแต่ก็จะค่อย ๆ ไล่ลำดับลงมาจากชั้นพ่อค้าลงมาสู่คนที่มีฐานะรองลงมาพวกคุองเคนบอกว่าในอนาคตประชาชนสามารถซื้อสมาร์ทโฟนได้แล้วแต่ราคาก็แพงอยู่พอซื้อเสื้อผ้าเสร็จก็ไปร้านหนังสือกันต่อพอเข้าไปในร้านทุกคนก็กระจายกันไปตามมุมต่าง ๆ เพื่อหาหนังสือที่ตนเองต้องการทันทีพวกเด็ก ๆ ไปทางมุมหนังสือภาพหรือไม่ก็มังกะ ลีนเลือกพวกหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชีวประวัติ คูนเลือกหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมอย่างจักรยานยนต์และรถยนต์ ลินเซ่ไปทางพวกนิยายโรแมนติกคุองก็ไปดูหนังสือวิจารณ์เกมที่เขาเพื่อซื้อมาเล่น ส่วนซูเลือกดูหนังสือการแพทย์เธอบอกว่าถึงเวทมนตร์จะรักษาบาดแผลได้แต่ก็รักษาโรคไม่ได้และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยเวทมนตร์ดังนั้นความรู้นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซูมีเวทธาตุแสงที่สามารถรักษาเยียวยาได้และเธอก็มักจะไปที่สถานพยาบาลเพื่อทำงานอาสาสมัครอยู่บ่อย ๆ แต่โทยะไม่คิดเลยว่าเธอจะมีตระหนักในเรื่องนี้มากขนาดนี้หรืออาจจะเพราะแม่ของซูเคยป่วยจนสูญเสียการมองเห็นทำให้ซูเข้าใจถึงความสำคัญในเรื่องของชีวิตและสุขภาพเป็นอย่างดีดูเหมือนว่าเธอจะเติบโตขึ้นมากกว่าตอนที่พบกันหรืออาจจะเพราะความตระหนักของความเป็นแม่ที่ทำให้เธอขับเคลื่อนตัวเองก็เป็นได้ ในขณะที่ยาคุโมะดูจะสนใจนิยายอิงประวัติศาสตร์ในขณะที่ซากุระกับโยชิโนะไปทางมุมหนังสือที่เกี่ยวกับดนตรี เอลเซ่ก็พวกนิตยสารแฟชั่นในขณะที่พ่อของโทยะก็แนะนำพวกมังกะให้ลินเน่และอลิส แม่ของโทยะก็มองหานังสือภาพให้ฟุยุกะ เอน่ากับสเตฟก็ดูจะสนใจหนังสือภาพเช่นกัน ส่วนฮิลด้ากับยูมิน่าก็กำลังดูหนังสือที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา
.
แต่ในระหว่างนั้นเองโทยะก็สังเกตเห็นเด็กม.ปลายสามคนแสดงท่าทีน่าสงมัยแทนที่จะหาหนังสือที่ต้องการกลับเอาแต่มองพนักงานร้านซึ่งมันน่าสงสัยมากโทยะก็เลยหยิบสมาร์ทโฟนออกมาและค่อย ๆ ลอบเร้นเข้าไปไกลเด็กม.ปลายที่มีสองคนกำลังสร้างกำแพงบังตาพนักงานร้านอยู่ และเป็นดังคาดเด็กพวกนั้นกำลังขโมยหนังสืออยู่อย่างเป็นระบบเสียด้วยโดยมีการแกะแทบป้องกันการขโมยออกและยัดใส่กระเป๋าที่โทยะสงสัยก็เพราะพฤติกรรมมันไม่ต่างจากตอนที่เขาแอบใช้สโตรเลยและโทยะก็คิดว่าจะปล่อยไปไม่ได้เขาจึงเดินเข้าไปเตือนให้เด็ก ๆ พวกนั้นหยุดทำพฤติกรรมนั้นซะตอนแรกพวกนั้นก็ตกใจที่มีคนเห็นแต่พอเห็นว่าเป็นเด็กก็ออกลายห้าวตีนทันทีแต่มีคนหนึ่งในกลุ่มพยายามหยุดพฤติกรรมของเพื่อนเพราะคงรู้ว่าถ้าก่อเรื่องที่นี่คงไม่ดีแน่ว่าแล้วทั้งหมดก็จะเดินหนี โทยะย้ำให้พวกเขาเอาหนังสือวางคืนที่เดิมแต่พวกนั้นไม่คิดจะคืนและพยายามดุโทยะไม่ให้เสียงดัง โทยะก็เลยตะโกนเรียกพนักงานร้านและบอกว่าพวกนี้จะขโมยหนังสือพอได้ยินแบบนั้นพนักงานร้านก็รีบปรี่มาเลยพวกเด็กม.ปลายจึงพยายามวิ่งหนีโทยะเลยจัดสลิปให้หนึ่งดอกทำให้พวกนั้นล้มลงและหนังสือในกระเป๋าก็กระเด็นออกมามันเป็นมังกะที่เพิ่งออกใหม่เมื่อพนักงานร้านมาถึงเขาก็บอกให้เด็กม.ปลายสามคนนั้นอธิบายมาสิว่านี่มันเรื่องอะไรพวกนั้นปฏิเสธและบอกว่าไม่รู้เรื่องแต่โทยะก็โชว์หลักฐานที่เขาถ่ายวีดีโอไว้บนสมาร์ทโฟนภาพนั้นแสดงถึงตอนที่กำลังหยิบหนังสือใส่กระเป๋าอย่างชัดเจนเรียกได้ว่าหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดเลย อันที่จริงโทยะสามารถเอาหนังสือพวกนั้นกลับไปวางทีได้ด้วยเทเลพอร์ตแต่ถ้าทำแบบนั้นพวกนี้ก็คงกลับมาก่อเหตุอักแน่เพราะงั้นจึงต้องสั่งสอนบทเรียนให้เพื่อให้หลาบจำเสียหน่อยหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็มาควบคุมตัวเด็กม.ปลายสามคนนั้นไปแน่นอนว่าโทยะต้องโดนสอบถามหลายอย่างแต่เขาก็เนียน ๆ แถไปได้จากนั้นพนักงานร้านก็ต้องตกใจกับปริมาณหนังสือที่เหล่าภรรยาของโทยะซื้อไปในวันนั้น หลังออกจากร้านฮิลด้ากับยาเอะก็พูดคุยกันถึงพฤติกรรมการลักขโมยหรือฉกชิงวิ่งราวว่ามันก็มีในโลกฝั่งนี้เหมือนกันแต่มันอาจจะต่างกันในบางกรณีที่ถ้าไม่ทำก็อดตายกับทำเพราะความสนุก สำหรับที่บรุนฮิลการก่ออาชญากรรมแบบนี้ก็มีความผิดที่ต้องลงโทษแต่ก็อาจจะไล่ลำดับความแรงกันไปและหากก่อเหตุซ้ำซากก็จะโดนส่งไปเป็นทาสที่เหมืองซึ่งโทยะมองว่าการส่งไปเป็นทาสขดุเหมืองตลอดชีวิตมันดีกว่าประหารชีวิตตั้งเยอะ(เพราะมันทรมานนาน ๆ ดี) แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้มีกฏว่าถ้าขโมยจะโดนตัดมือเหมือนบางประเทศและในตอนนั้นโทยะก็สังเกตุเห็นหนังสือเกี่ยวกับกฏหมายอาญาบางทีคนที่ซื้อมาอาจจะเป็นยูมิน่าหรือไม่ก็ฮิวด้าเพราะสองคนนั้นดูแลด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนโทยะเองก็คิดว่าเขาควรต้องอ่านเอาไว้บ้างเหมือนกันเพราะถ้าเป็นผู้บริหารสูงสุดแต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแบบนี้ไม่ไหวแน่ต่อให้โตแค่ไหนคนเราก็ต้องเรียนรู้กันต่อไป
.
วันต่อมาครอบครัวของโทยะพากันไปเที่ยวฟาร์มปศุสัตว์ที่มาชื่อว่า ฟาร์มฟุเรไอที่เป็นฟาร์มที่มีชื่อเสียงพอสมควรโดยรอบนี้พวกเขาเดินทางมาด้วยเกทส่วนเหตุผลที่เลือกมาที่นี่ก็เพราะว่าโทยะเล่าให้พวกเด็ก ๆ ฟังว่าตอนที่เขามาฮันนีมูนพวกเด็ก ๆ ก็เลยอยากไปบ้างแต่ครั้นจะไปที่สวนสัตว์แห่งเดิมมันก็น่าเบื่อดังนั้นก็เลยเลือกทำอะไรที่ต่างออกไปและในฐานะพี่ชายก็อยากให้ฟุยุกะได้สัมผัสกับสัตว์จรง ๆ สุดท้ายจึงมาจบที่ฟาร์มปศุสัตว์แบบนี้ซึ่งฟาร์มแห่งนี้มีขนาดใหญ่และสามารถเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ทุกชนิดในฟาร์มได้ และทันทีที่ผ่านรั้วเข้าไปในทุ่งหญ้าฟุยุกะก็ดูตื่นเต้นมากภายในรั้วมีสัตว์มากมายอย่างเช่น แพะ แกะ ลา หมูตัวเล็ก ๆ เป็ด ห่าน ฯลฯ เอลเซ่สังเกตเห็นตู้ขายอาหารสัตว์อัตโนมัติจึงชี้ให้คนอื่น ๆ ดูซึ่งอาหารที่ขายก็คือข้าวเกรียบสำหรับสัตว์ แน่นอนว่าโทยะก็ต้องไปซื้อมาโดยที่รั้วนั้นมีป้ายเตือนว่าถ้าถืออาหารอยู่พวกสัตว์อาจจะพุ่งเข้าใส่หรือชนได้โปรดระวัง รีนก็เลยเสนอว่าให้ไปให้อาหารพวกมันนอกรัวดีกว่าแล้วค่อยเข้ามาสัมผัสพวกมันหลังจากให้อาหารหมดแล้วซึ่งโทยะก็เห็นด้วยแม้จะคิดว่าพวกลูก ๆ ของเขาไม่น่าจะเป็นอะไรกับแค่สัตว์พวกนี้พุ่งเข้าใส่ก็เถอะแต่ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดีแต่ก็มีบางส่วนที่อยากจะให้อาหารอยู่ข้างในดังนั้นจึงมีการแยกเป็นสองกลุ่มซึ่งกลุ่มข้างนอกรั้วไม่มีปัญหาอะไรมากนักเพราะถึงจะมีการแย่งอาหารกันแต่ก็ปลอดภัยส่วนพวกที่เหลืออยู่ข้างในอย่างเอลเซ่ ยาเอะ ซากุระ โดนพวกสัตว์เข้ามารุมแย่งอาหารจนเสื้อผ้าสกปรกโทยะบอกว่าเดียวจะร่ายเวทคลีนให้ทีหลัง ซากุระที่โดนพวกฝูงสัตว์แห่เข้ามาหาด้วยความตกใจเธอเลยโยนข้าวเกรียบทั้งหมดออกไปทำให้พวกสัตว์ผละออกจากเธอไปไล่ตามอาหารแทยทำให้เธอรอดออกมาได้ เอลเซ่กับยาเอะก็ใช้วิธีเดียวกันในการเอาตัวรอดออกมา หลังจากให้อาหารพวกมันเสร็จแล้วพวกโทยะจึงเข้าไปในด้านในรั้วและเริ่มสัมผัสพวกมันหากไม่มีอาหารอยู่ในมีพวกนี้ก็ดูสงบและเชื่องมาก มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของม้าแคระระหว่างโทยะกับพ่อ ส่วนคนอื่น ๆ ก็สนุกสนานกับการเล่นกับแพะ แกะ กันจะมีก็แค่ลูเชียกับอาเชียที่ประเมินหมูที่พวกเธอกำลังลูบอยู่ในฐานะของวัตถุดิบทำอาหารแสนอร่อยซึ่งเจ้าหมูก็เหมือนสัมผัสได้จึงรีบเผ่นหนีสองแม่ลูกนี่้ไปทันทีหลังจากเพลิดเพลินกับจุดนี้จนพอใจแล้วพวกโทยะก็ย้ายที่ไปยังจุดที่เลี้ยงหมาแมวตาคำแนะนำของลินเซ่ โดยมีค่าบริการคือ 30 นาที 500 เยน ซึ่งจุดนี้ก็ได้มีการแบ่งทีมคนรักหมากับคนรักแมวภายในตระกูลโมจิซึกิขึ้นเพื่อจะได้ใช้เวลากับตัวทีชอบได้เต็มที่
.
ทีมหมาประกอบไปด้วย ยาเอะ ยาคุโมะ ฮิวด้า เฟรย์ เอลเซ่ เอลน่า ลินเซ่ ลินเน่ ซู สเตฟ พ่อแม่ของโทยะ แล้วก็ ฟุยุกะ ส่วนทีมแมวประกอบไปด้วย ลีน คูน ซากุระ โยชิโนะ ลูเชีย อาเชีย ยูมินะและคุอง ส่วนอลิสเรียกว่าทีมคุองนาจะถูกต้องสุด ส่วนยูมิน่าเดิมทีน่าจะเป็นทีมหมาแต่เพราะตามลูกชายก็เลยไปทีมแมว ส่วนโทยะเป็นทีมแมวแต่เพราะตามน้องสาวก็เลยต้องไปทีมหมาแทนจึงต้องแอบขอโทษโคฮาคุในใจที่ต้องเลือกแบบนี้ หลังจ่ายค่าบริการแล้วพวกทีมหมาก็เข้าไปข้างในและพบกับบรรดาสุนัขมากมายในนั้นสเฟตตาลุกวาวทันทีที่เข้าไป ภายนั้นมีสุนัชหลากหลายสายพันธุ์อาทิ ปอมเมเรเนียน ชิวาวา ปั๊ก บอร์เดอร์คอลลี่ ดัชชุนด์ ยอร์คเชียร์เทอร์เรียร์ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ทอยพุดเดิ้ล มอลทีส ฯลฯ ซึ่งหมาในที่นี้ดูสงบและคุ้นเคยกับมนุษย์บางทีคงเป็นเพราะทางฟาร์มเลือกพวกคุ้นเคยมา ฟุยุกะดูร่างเริงขณะลูบหัวปอมเมเรเนียนที่เข้ามาหาเธอ ส่วนโทยะก็ไปลูบโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ยาเอะบอกว่านี่มันทำให้นึกถึงหมาที่เธอเคยเลี้ยงที่บ้านพ่อกับแม่ที่ชื่อว่า "ไยบะ" แต่ตอนนี้มันตายไปแล้วตอนที่เธออายุแปดขวบ พอพูดถึงหมาแล้วโทยะก็คิดว่าที่บรุนฮิวไม่ค่อยมีสุนัขเท่าไหร่ส่วนมากมีแต่แมวโดยพวกนี้จะอยู่ภายใต้บัญชาของเนียวทาโร่เป็นผู้คอยสอดส่องภายในเมืองโดยมีการควบคุมพฤติกรรมของแมวพวกนี้เอาไว้โดยแมวตัวไหนมีพฤติกรรมไม่ดีจะถูกคัดออก และสาเหตุที่โทยะไม่ค่อยจะเป็นทีมหมาเท่าไหร่ก็เพราะไม่ค่อยชอบหมาที่ไฮเปอร์จนเกินไปหรือดุจนเกินไปถ้าหากเป็นหมาที่สงบ ๆ ก็พอไหวอยู่ ส่วนเฟรย์ดูจะชอบหมาที่ตัวใหญ่ ๆ โทยะจำได้ว่าเวลาปกติฮิลด้ากับเฟรย์มักจะไปดูแลม้าที่คอกม้าด้วยนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในวิถีอัศวินของพวกเธอสำหรับบรุนฮิลในกองอัศวินระดับหัวหน้าอย่างพวกเรนจะขี่กริฟฟ่อนไม่ก๋เปกาซัส ส่วนทหารคนอื่น ๆ จะขี่ม้าแต่ปริมาณม้าที่บรุนฮิวไม่ได้มากมายขนาดจะมอบให่ทหารทุกคนได้และเวลาเดินทัพไปประเทศอื่นก็ใช้เกทเป็นหลัก แต่อย่างน้อยก็มีม้ามากพอให้ทีมลาดตระเวนได้ขี่กัน หลังจากหมดเวลาทีมแมวก็กลับลงมาจากชั้นสองและมารวมกลุ่มกันทางนั้นก็ดูจะพบกับความสนุกไม่แพ้กันหลังจากนั้นทุกคนก็กลับไปที่ฟาร์มกันอีกครั้งคราวนี้พวกเขาไปดูม้าเพอร์เชรอน ซึ่งเป็นที่มีขนาดใหญ่จริง ๆ ก็มีมุมที่สามารถลองขี่ม้าได้แต่พวกเด็ก ๆ ไม่สนใจเพราะก๋มีโอกาสได้ขี่ตามปกติอยู่แล้วดังนั้นพวกโทยะจึงไปต่อยังโซนกระต่ายบรรดาเด็ก ๆ และเหล่าภรรยาดูจะฟินไปกับความน่ารักของมันโทยะไม่เห็นแครอทในกรงแต่เป็นพวกอาหารเม็ด พ่อก็เลยอธิบายให้ฟังว่าจริง ๆ แล้วกระต่ายไม่ได้ชอบแครอทมากขนาดนั้นที่คนคิดว่ากระต่ายชอบแครอทมันเป็นภาพจำมาจากภาพวาดตัวละครตัวหนึ่งเอาจริง ๆ ในภาพนั้นมันถือหัวไชเท้าด้วยซ้่ำไม่ใช่แครอทแถมถ้าให้กระต่ายกินแครอทมากเกินไปพวกมันจะน้ำหนักขึ้นเพราะแครอทมีคาโบไฮเดรดและแคลอรี่ที่สูง
.
หลังจากนั้นก็พากันไปต่อที่ยังโซนของพวกคาบีบาร่าหรือที่รู้จักกันในชื่อหนูน้ำเพราะมันสัตว์สายพันธุ์หนูที่มีขนาดใหญ่จากนั้นก็ไปให้นมลูกแพะลูกแกะในระหว่่างนั้นก็มีคนท้องร้องขึ้นมาผู้ต้องสงสัยรายแรกคือยาเอะแต่ก็ไม่ใช่ เฟรย์ผู้ต้องสงสัยรายที่สองก็ไม่ใช่สรุปแล้วคนที่ท้องร้องคืออลิส ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้เวลาเที่ยงแล้วดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจไปทานอาหารที่ร้านอาหารที่อยู่ภายในฟาร์มกัน ทั้งหมดเข้าไปในร้านนั่งรวมกันที่โต๊ะตัวใหญ่ตัวหนึ่งและเริ่มดูเมนูอาหารกันโทยะตัดสินใจว่าจะกินสเต๊กเนื้อแกะส่วนคนอื่น ๆ ก็เลือกของตัวเองไปในระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟคนอื่น ๆ ก็มีการดูโบรชัวร์ที่ได้รับมาจากทางเข้าฟาร์มแล้วก็คุยกันถึงสถานที่ที่จะไปต่อรวมถึงเรื่องที่จะต้อแวะไปซื้อของฝากให้ทุกคนพออาหารมาเสิร์ฟทุกคนก็ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งตอนทานโทยะก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเนื้อที่นำมาทำเนี้ยเป็นสัตว์ที่อยู่ในฟาร์มหรือเปล่าหลังจากเมนูของคาวจบก็ต้องต่อด้วยของหวานนั่นก็คือซอร์ฟครีมและซอร์ฟครีมนี้ก็ดูจะจุดประกายความคิดให้ยูมิน่าและลูเชียในเรื่องของการทำฟาร์มปศุสัตว์ที่บรุนฮิวและเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสดเป็นวัตถุดิบแม้ในความคิดของโทยะคือมันยากสำหรับโลกนั้นเพราะถ้าสัตว์รวมตัวกันอยู่มาก ๆ มันจะไปดึงดูดพวกสัตว์อสูรให้มาโจมตีแต่คิดอีกทีแถว ๆ บรุนฮิวก็ไม่ได้มีสัตว์อสูรื้เก่งอะไรอยู่แล้วมีก็แค่พวกหมาป่ากับก็อบบลินจะให้พวกนักผจญภัยมาเฝ้ายาม 24 ชั่วโมงก็คงไม่ไหวแถมยังทีปัญหาเรื่องกลิ่นด้วยดังนั้นการตั้งฟาร์มในเมืองจึงจะมีปัญหาดังนั้นถ้าจะทำจริง ๆ คงต้องเอาไปไว้ที่เกาะดันเจี้ยนหลังจากทานอาหารกันอิ่มแล้วพวกโทยะก็ไปยังสนามที่เด็ก ๆ อยากไปที่นั่นมีเครื่องเล่นมากมายให้เล่นสนุก อย่างเช่น สะพานเชือก สไลเดอร์ ชิงช้า ฯลฯ มีแม้แต่สนามที่ให้สุนัขวิ่งออกกำลังและสนามโกคาร์ท เรียกได้ว่าแทบจะเป็นสวนสนุกขนาดเล็ก ซึ่งมีการตกลงกันว่าทุกคนจะใช้เวลาอิสระกันหนึ่งชั่วโมงก่อนจะกลับมารวมกัน โดยคุณแม่แต่ละคนก็จะคอยประกบลูกของตัวเองไว้ เอลเซ่ ยาเอะ ฮิลด้า พุ่งไปยังสนามก่อนใครพร้อมกับลูกของตนเรียกว่าไปร่วมเล่นกับเด็ก ๆ เลยนั่นแหละ ในสนามของพวกสุนัขก็มีสุนัขวิ่งเล่นกันอยู่หลายตัวโทยะยังแอบคิดว่าแอบไปพาบลันก้ามาวิ่งเล่นด้วยก็อาจจะดี ในจุดนี้โทยะตัดสินใจว่าต่อให้ลูกเกิดแล้วและเขาสามารถกลับมาโลกได้ปีละครั้งเขาก็จะไม่พาเด็ก ๆ มาที่โลกจะให้ถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่จะได้พบหลานเพราะถ้าหาพามาก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องเวลาได้ ถึงแม้ว่าย่าโทคิเอะน่าจะช่วยได้แต่โทยะก็ตัดสินใจว่าไม่สร้างปัญหาจะดีกว่า
.
โทยะกลับไปคุยกับพ่อซึ่งเขาก็ถามโทยะว่าจะอยู่ที่นี่อีกกี่วันเมื่อนับเวลาแล้วก็เหลืออีกแค่ 4 วันเวลาแห่งความสนุกใกล้หมดลงแล้วแต่เขายังอยากพาไปเที่ยวมากกว่านี้และคราวนี้ก็คิดว่าน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศบ้างส่วนพ่อหลังจากนี้ติดงานยาวไปด้วยไม่ได้แล้วก็รู้สึกเสียดายอยู่ส่ส่วนสถานที่ที่วางแผนว่าจะไปนั้นจะไม่ไปซ้ำกับตอนที่มาฮันนีมูนเพราะโทยะอยากให้ภรรยาสนุกกับสถานที่ใหม่ ๆ ด้วยพอมาลองไล่ ๆ ดูก๋พบว่าเขาไปทางโซนยุโรปมาเยอะแล้วดังนั้นรอบนี้เลยจะไปทางฝั่งอเมริกาเหนือกับใต้บ้าง ระหว่างที่คิดเรื่องนั้นอยู่เวลาหนึ่งชั่วโมงก็ผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็วทุกคนกลับมารวมตัวกันซึ่งก็ดูไม่น่ามีปัญหาแต่ดู ๆ แล้วพวกบรรดาคุณแม่ดูจะเหนื่อย ๆ อยู่เล็กน้อย ต่อจากนั้นพวกโทยะก็เล่นสนุกทีสนามของพวกสุนัขและได้ไปขับโกคาร์ทแน่นอนว่าคูนก็พยายามจะไปก้มดูโครงสร้างของโกคาร์ทจนเกือบโดนมะเหงกของลีนอีกตามเคย ต่อจากนั้นก็ไปชมการแสดงของสัตว์ เล่นกับพวกนกแล้วก็ไปจบที่ร้านขายของฝากที่ใหญ่พอ ๆ กับซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อย ๆ พวกเด็ก ๆ ยกเว้นคุองมุ่งหน้าไปแผนกตุ๊กตาแทบจะทันที จากนั้นลูเชียกับอาเชียก็ไปเลือกซื้อเนื้อเพื่อจะทำมื้อเย็นเป็นหม้อไฟเจงกิสข่าน โทยะเองก็ต้องหาซื้อของไปฝากคนที่ปราสาทด้วย ซูกับสเตฟไปเลือกดูพวกโรลเค๊ก ส่วนฟุยุกะสนใจตุ๊กตาหมาที่เหมือนกับบลันก้าแม่ก็เลยจัดแจงซื้อให้ แถมเหล่าภรรยาก็ยังซื้อพวกของใช้บนโต๊ะอาหารเพิ่มอีกไป ๆ มา ๆ เงินในกระเป๋าก็ลดลงไปเยอะแล้วเหมือนกันแต่จำนวนคนมากเกือบ 20 คนจะใช้เยอะก็ไม่แปลกเลยเหลือเวลาอีก 4 วันโทยะติดว่าจะใช้เวลาวันสุดท้ายอยู่ที่บ้านแค่อีก 3 วันก็คงไม่ใช้เยอะขนาดนั้นหรอกแต่ถ้าหากฉุกเฉินก็คงต้องไปกู้เงินปู่เวิร์ลดก็อดแล้วแหละ ว่าแล้วก็ต้องซื้อของไปฝากปู่แกด้วยพวกเนื้อแดดเดียวไม่ก็พวกเหล้า พอพูดถึงเหล้าก็นึกถึงซุยกะงานนี้คงต้องไปลองหาเหล้าต่างประเทศที่หายาก ๆ มาให้ หลังจากชอปจนหนำใจก็พากันกลับบ้านและมื้อเย็นวันนั้นก็เป็นหม้อไฟเจงกิสข่านซึ่งทุกคนก็กินกันอย่างอร่อย แต่โทยะสังเกตเห็นว่าซูกินพริกหยวกที่ไม่ชอบ เหมือนกับสเตฟที่กินแครอทที่ไม่ชอบ ดูเหมือนว่าซูจะพยายามทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูกเต็มที่
.
หลังมื้ออาหารต่างคนก็ใช้เวลาผ่อนคลายในการอ่านหนังสือบ้างดูทีวีบ้างแล้วก็ผลัดกันเข้าไปอาบน้ำโทยะประชุมกับครอบครัวเพื่อเริ่มวางกำหนดการณ์สำหรับวันพรุ่งนี้รวมไปถึงเรียนรู้กฏต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ ด้วย วันรุ่งขึ้นพวกโทยะก็พาครอบครัวไปดูเทพีเสรีภาพที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ส่วนหัวของเทพีเป็นจุดชมวิวที่ต้องจองล่วงหน้าถึงจะขึ้นไปได้ดังนั้นพวกโทยจึงได้แต่ยืนมองจากภายนอกเท่านั้น สเตฟถามว่าสิ่งนั้นมันขยับได้ไหมพอได้รับคำตอบว่าขยับไม่ได้เธอก็เลิกสนใจทันที โทยะคิดว่าถ้าเอาเฟรมเกี่ยร์มาตั้งแล้วโพสท่าอะไรซักอย่างมันจะกลายเป็นจุดท่องเที่ยวได้ไหมนะ ในตอนนั้นอาเชียก็ชวนโทยะไปกินฮอทด๊อกต้นตำหรับของอเมริกาพวกโทยะก็เลยมุ่งไปซื้อที่รถขายอาหารมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ในระหว่างนั้นยาเอะกับฮิลด้าก็จะะคุยกันถึงความยิ่งใหญ่ของมหานครยิวยอร์กที่ดูใหญ่กว่าโตเกียวเสียอีกและยังพูดกันถึงอาณาจักรโบราณของทางโลกโน้นว่าจะเป็นแบบนี้เหมิอนกันไหมหลังจากทานเสร็จแล้วลีนก็ขอให้พาไปที่มาชูปิชูเพื่อจะไปดูเมืองโบราณ์โทยะจึงเปิดเกทพาไป พอไปถึงลีนก็ขอให้พาไปใกล้ ๆ กับโบราณสถานแต่เนื่องจากว่าการจะเข้าไปมันต้องจองโน่นนี่ก่อนพวกโทยะก็เลยลักไก่ร่ายเวทปิดกั้นเพื่อไม่ให้คนสังเกตหรือสัมผัสตัวตนของพวกเขาได้มีบางส่วนที่ทรุดโทรมมากจนห้ามไม่ให้เข้าไปอยู่ด้วย พวกโทยะเลยเดินไปยังจุดที่เป็นเขตเมืองที่มีสถานแตกแขยงออกไปมากมายราวกับเขาวงกต สิ่งปลูกสร้างทำมาจากหินเนื่องจากความก้าวหน้าในการทำอิฐลีนดูจะประทับใจกับโครงสร้างอาคารในขณะที่คูนทำหน้าไม่เข้าใจว่ามันสุดยอดตรงไหนเพราะที่โลกฝั่งนั้นก็มีสิ่งปลูกสร้างลักษณะนี้ที่มิสนิสหรือจักวรรด์เรกุรุสอยู่มากมายแต่ลีนบอกว่าโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์การสร้างอะไรแบบนี้ถืองว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องทำให้คูนเริ่มมองสิ่งปลูกสร้างพวกนี้ใหม่ว่ามันเจ๊งแค่ไหน
.
จากนั้นพวกโทยะก็ไปที่ดูเป็นทุ่งนาแบบขั้นบันไดที่ใช้ปลูกมันฝรั่งแล้วก็ข้าวโพดยูมิน่ากับลีนคุยกันขณะมองดูทุ่งนาขั้นบันไดว่านอกจากเพาะปลูกแล้วนาคั่นบันไดยังเป็นเหมือนที่กรองน้ำฝนด้วยหลังจากนั้นก็พากันเดินเที่ยวต่อจนไปเจอวิหารที่มีการเจาะรูกำแพงเพื่อทำเป็นหน้าต่างแต่ถึงมันจะน่าสนุกสำหรับบางคนแต่เด็ก ๆ บางคนก็ดูจะเบื่อหน่ายกับมาชูปิชูดังนั้นสถานที่ต่อไปจึงเป็นหาดไวกิกิเพื่อที่จะได้ว่ายน้ำทะเลกันโดยพวกสาว ๆ พกชุดว่ายน้ำมาพร้อมแล้วรวมถึงของโทยะด้วยแล้วพวกเขาก็พากับไปต่อที่ฮาวาย พอมาถึงพวกเด็ก ๆ ก็พากันลงทะเลอย่างรื่นเริงเหมือนตอนไปเที่ยวทะเลที่อิเกรทแล้วก็ที่สวนน้ำในบรุนฮิวถึงแถวนี้จะมีนักท่องที่ยวเยอะแต่ไม่ค่อยมีชาวญี่ปุ่นเหตุผลก็มีหลายอย่างอาจจะเพราะราคาที่แพงหรือไม่ก็เงินเยนอ่อนค่าในช่วงนี้ ในขณะที่กำลังวอร์มร่างกายก่อนลงน้ำก็มีหญิงต่างชาติในชุดว่ายน้ำสองคนเดินผ่านมาเมื่อเห็นโทยะพวกเธอก็หัวเราะคิกคักตอนแรกโทยะก็สงสัยว่าเขาทำอะไรผิดไปเหรอแต่พอดูดี ๆ ชุดว่ายน้ำของสองคนนั้นค่อนข้างมีชีวิตชีวาโทยะก็เลยมองตามอย่างเหม่อลอยพริบต่อมาจิตสังหารของลินเซ่ก็พุ่งใส่โทยะ เอลเซ่เองก็มองแรงแถมบ่นว่าโทยะชินชากับชุดว่าน้ำของพวกเธอแล้วสินะ โทยะเลยต้องรีบแกตัวพัลวัลและรีบชมพวกเธอโดยด่วนโชคดีที่ทั้งสองไม่ติดใจมากโทยะก็เลยรอดมาได้ ทางด้านอลิสก็ลากคุองวิ่งลงทะเลโทยะไปจัดเตรียมร่มและที่พักตรงชายหาด ลีน ลินเซ่ แล้วก็ลูเชียเลือกที่จะนอนพักมากกว่าลงเล่นน้ำ คูนมาขอทุ่นลอยจากโทยะพอได้แล้วก็ไปเล่นต่อทันทีส่วนเอลเซ่ ยาเอะกับฮิลด้าก็มาขอกระดานโต้คลื่น พวกเด็ก ๆ อย่างลินเน่ เฟรย์ อลิส ก็มาขอกระดานโต้คลื่นด้วยเช่นกัน ในขณะที่ส่งกระดานโต้คลื่นให้พวกเด็ก ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่ามีคนมาวอแวกับยูมินะกับซากุระกำลังเดินเล่นอยู่บนชายหาดโทยะเลยจัดสลิปใส่ให้ล้มแล้วโดนคลื่นพัดพาออกไปทำเอาพวกที่เหลือพากันวิ่งหนีไปสุดกำลังพวกยูมิน่ารู้ดีว่าฝีมือใครแต่โทยะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
.
เช้าวันต่อมาหลังจากจบการทัวร์อเมริกาแล้วโทยะก็ตัดสินใจหยุดพักอีกหนึ่งวันเพื่อทำกิจกรรมอิสระตามใจต้องการภายในเมือง โดยยาเอะ ยาคุโมะ ฮิลด้า เฟรย์ ลูเชียและอาเชีย พากันออกไปที่ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่อยู่ใกล้ ๆ เอลเซ่ เอลน่า ลินเซ่ ลินเน่ ซากุระ โยชินะ ซู และสเตฟพากันไปดูหน้าที่โรงหนังหน้าสถานีส่วนที่เหลือได้แก่ ยูมิน่า คุอง ลีน คูน อลิสแล้วก็โทยะพากันไปที่ร้านฮอบบี้ชอปที่อยู่ใกล้ ๆ ตามคำขอของคุอง แค่ไปถึงหน้าร้านก็เด็ก ๆ และเหล่าภรรยาก็โดนตู้ของเล่นในแคปซูลหน้าร้านดึงดูดความสนใจไปแล้ว พอเข้าไปในร้านก็ยิ่งตื่นตายิ่งกว่าเพราะมีของเล่นและโมเดลจำลองหลากหลายวางโชว์อยู่ คูนถึงกับตาวาวกับรถวิทยุบังคับในขณะที่ลีนสนใจพวกหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทหารส่วนคุองพุ่งความสนใจไปที่พลาสติกโมเดล ที่ชั้นวางก็มีโมเดลต่าง ๆ มากมายวางโชว์อยู่อย่างพวกหุ่นยนต์ รถถัง เครื่องบิน เรือรบ ปราสาท รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมไปถึงฟิกเกอร์ตัวละครสาว ๆ หรือสัตว์ก็มี คุองไม่สนพวกโมเดลหุ่นยนต์เขาให้ความสนใจไปที่โมเดลปราสาทไดโอราม่า ในระหว่างที่คุองกำลังเลือกโมเดลโทยะก็เดินดูในร้านบ้างพวกโมเดลหุ่นยนต์สมัยก่อนที่เขาจะไปต่างโลกตอนนี้ไม่มีให้เห็นแล้วแต่มีพวกของยุคใหม่ ๆ มาแทนแต่ช่วงนี้โทยะไม่ค่อยว่างดูก็เลยไม่รู้จักเป็นส่วนใหญ่แต่เขาจำได้ว่าโมเดลหุ่นตัวนี้เป็นของอนิเมะแนวหุ่นยนต์แต่มีตัวเอกที่ขับเป็นผู้หญิง (น่าจะหมายเถึงแม่มดดาวพุทธมั้งนะ) โทยะก็เลยกะว่าจะซื้อไปฝากเรจีน่าเพื่ออ้างอิ้งในการทำโมเดลเฟรมเกียร์รุ่นใหม่
.
ถึงจะบอกว่าสาวกเทพมารสูญสิ้นไปแล้วเฟรมเกียร์ไม่น่าจะมีประโยชน์แต่การหลอมรวมของโลกทั้งสองทำให้เกิดพวกสัตว์อสูรขนาดยักษ์มากขึ้นนอกจากต่อสู้แล้วเฟรมเกียร์ก็ยังสามารถใช้ในงานกู้ภัยได้ด้วยนอกจากนี้ก็ยังมีเทคโนโลยีโกเลมในอนาคตสิ่งที่เคล้ายเฟรมเกียร์ก็ต้องถูกสร้างขึ้นมาโดยประเทศอื่นและถูกนำมาไว้เป็นกำลังรบแต่ว่าในความเป็นจริงโกเลมที่ใช้กันตอนนี้เป็นของเก่าที่ขุดขึ้นมาจากของโบราณเสียมากกว่ายังไม่มีการสร้างใหม่เพราะจีคิวบ์กับคิวคริสตัลมันสร้างได้ยากส่วนเฟรมเกียร์ที่ให้ยืมก็มีมาตรการป้องกันหากกล่องดำถูกบังคับเปิดด้วยกำลังมันก็จะทำลายตัวเอง และถ้าเกิดกรณีนั้นประเทศนั้นก็จะไม่ได้รับการให้ยืมอีก แต่การพัฒนาเฟรมเกียร์นั้นก็มีแนวโน้มว่าอนาคตอาจมีเฟรมเกียร์ที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาอย่างเอลฟลาวด์ก็เป็นแบบที่ใช้ในพื้นที่หนาวเย็นของมิสนิดก็เป็นแบบลายพรางที่เข้ากับป่าดีไม่ดีอาจจะมีการจัดทัวร์นาเมนต์ทุกๆ 2-3 ปีเพื่อนำเอาเฟรมเกียร์ที่ชาติต่าง ๆ พัฒนามาแข่งกันประเทศที่ชนะจะได้เป็นผู้นำของสหพันธ์โลกอะไรแบบนั้นเพราะโทยะคิดว่าจะให้เขาเป็นผู้นำสหพันธ์โลกตลอดไปมันก็ดูไม่ดี หรืออาจจะมีการสร้างโรงเรียนที่มุ่งเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญของเฟรมเกียร์ไปเลยก็ได้ โทยะลองหาโมเดลที่แปลงร่างได้ไปด้วยเขาคิดว่าเรจีน่าน่าจะชอบ
.
และในขณะที่กำลังเลือกโมเดลอยู่นั้นอลิสก็เอาฟิกเกอร์มาให้ดูและถามว่าสร้างได้ไหมมันเป็นฟิกเกอร์ผู้หญิงที่สวมใส่อุปกรณ์ที่เป็นเครื่องจักรตอนแรกโทยะนึกว่าอลิสอยากได้อุปกรณ์สวมใส่แบบฟิกเกอร์ตัวนี้แต่จริง ๆ ไม่ใช่อลิสอยากให้โทยะทำฟิกเกอร์ตัวเธอเพื่อนำไปให้คุอง คุองจะได้หลงรักในตัวเธอ เหตุผลก็เพราะคุองมัวแต่สนใจพลาสติกโมเดลจนไม่สนใจเธอมาพักนึงแล้วจนตอนนี้แววตาของอลิสเริ่มเข้าโหมดยันแล้ว ถามว่าสร้างได้ไหมมันก็สร้างได้หรอกพอบอกว่าทำได้อลิสก็ดีใจแล้วเธอก็ส่งแบบรูปชุดต่าง ๆ ไปให้หน่อยเพราะกะทำหลายเวอร์ชั่นเลยซึ่งมีเวอร์ชั่นชุดว่ายน้ำด้วยถ้าเอนเด้รู้เข้าอาจจะถึงขั้นฝนตกเป็นโลหิตเอาได้เลยทีเดียว โทยะคิดว่าถ้าจะมีชุดเยอะขนาดนี้ทำเป็นฟิกเกอร์ที่เปลี่ยนชุดได้เลยไม่ดีกว่าเหรอแต่เอนเด้ก็คงพิโรธแน่ถ้าเขาทำอลิสเวอร์ชั่นชุดชั้นในและที่สำคัญมันคงไม่ทำให้รสนิยมของคุองบิดเบี้ยวหรอกนะหวังว่ายูมิน่าจะช่วยเบรกได้โทยะพับเรื่องนี้ไว้ก่อนเพราะคงต้องเอาไปปรึกษากับเอนเด้กับพวกเมลก่อนถ้าเอนเด้อาละวาดจะได้มีคนช่วยหยุดถ้าพ่อแม่ไม่อนุญาตก็จะมีข้ออ้างในการที่จะไม่ทำออกมาอลิสน่าจะไม่บ่นมาก
.
ระหว่างที่กำลังดูโมเดลจักรยานอยู่คูนก็เข้ามาหาพร้อมกับถือกล่องใบใหญ่มาเพื่ออ้อนให้พ่อซื้อให้มันเป็นสนามแข่งสำหรับรถมินิโฟวิลที่ราคาค่อนข้างแพงอยู่แถมไม่ได้กะซื้อแค่รูปแบบเดียวด้วยจะเล่นห้าถึงหกแบบเลย ซึ่งโทยะก็บอกว่าถ้าเป็นคูนล่ะก็สามารถสร้างมันได้ด้วยโมเดลลิ่งนะแต่คูนก็เถียงว่าของแท้ที่้ผู้ผลิตเขาสร้างกับของเก๊ที่ทำเองมันไม่เหมือนกันสุดท้ายโทยะก็เถียงแพ้ลูกและต้องยอมซื้อให้ทั้งหกแบบ อย่างน้อยก็เป็นการสนับสนุนผู้ผลิตให้มีรายได้และถ้ากลับโลกโน้นแล้วก็หาซื้อไม่ได้แล้วถึงจะรู้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยแต่ก็เลยตามเลยโชคดีที่ทางร้านมีบริการจัดส่งดังนั้นของจะถูกส่งไปที่บ้านในวันพรุ่งนี้ส่วนคูนที่อารมณ์ดีก็ไปหารถมินิโฟวีลต่อเดาว่าคงไม่จบแค่คันสองคันแหง จากนั้นโทยะก็เดินไปเจอคุองที่กำลังให้ความสนใจกับคอมเพรชเซอร์สำหรับแอร์บรัชอยู่แต่ยังมีอาการลังเลว่าจะซื้อดีไหมโทยะบอกให้ซื้อเลย คุองจึงตัดสินใจซื้อมาแต่ราคาก็...ต้องบอกว่างานอดิเรกมันก็ต้องใช้เงินแหละนอกจากนี้ก็ต้องซื้อตัวแอร์บรัชมาด้วยคุองเกรงใจแต่โทยะพร้อมเปย์ให้แต่เขาก็กลัวจะโดนพวกพี่สาวบ่นเอาว่าซื้อของเยอะโทยะเลยเล่นมุกบอกว่าคุองไม่ได้ซื้อตุ๊กตาตอนไปเที่ยวเหมือนกันพวกพี่สาวดังนั้นก็ว่าส่วนนี้ทดแทนส่วนนั้นแต่โทยะก็ซื้อฟิกเกอร์รูปสัตว์ไปให้ลูก ๆ คนที่เหลือเพื่อป้องกันดราม่า แล้วก็ต้องซื้อส่วนของฟุยุกะด้วยพวกยูมิน่าเองก็เลือกพวกของน่ารัก ๆ ส่วนลีนมาช่วยเบรคคูนที่ซื้อแหลกให้ อลิสก๋พยายามมองหาฟิกเกอร์ที่ดูคล้ายกันตน
.
หลังซื้อของเสร็จก็ออกจากร้านของจะถูกจัดส่งไปที่บ้านในวันพรุ่งนี้แต่ก่อนกลับโทยะก็ตั้งให้เหรียญร้อยเยนจนหมดกระเป๋าเพื่อให้ลูกเมียหยดตู้กาชาเสร็จแล้วก็พากันเดินกลับบ้านและปรึกษากันเรื่องซื้อวัตถุดิบสำหรับอาหารเย็นในตอนนั้นก็เจออาเชียโบกมืออยู่ที่ถนนอีกฝั่งพวกที่ไปร้านอาหารก็กำลังกลับเหมือนกันพอโทยะถามเรื่องรสชาติลูเชียกับอาเชียก็ออกความเห็นว่าอร่อยแต่ปรุงรสจัดไปนิดน่าจะลดเกลือลงซักหน่อย ยาเอะกับฮิลด้าก็ไม่ค่อยชอบส่วนยาคุโมะกับเฟรย์โอเคในตอนนั้นทีมที่ไปดูหนังก็กำลังกลับมาเช่นกันทั้งหมดจึงกลับมารวมกันและตัดสินใจไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านโดยลูเชียตัดสินใจจะทำพาสต้าและอาหารเย็นคืนนั้นก็เป็นพาสต้าหลากหลายแบบจนเรียกได้ว่าเป็นเทศกาลพาสต้า ในวันพรุ่งนี้โทยะจะออกไปท่องเที่ยวอีกครั้งและจะใช้เวลาวันสุดท้ายของทริปนี้พักผ่อนอยู่บ้านการเดินทางท่องเที่ยวโลกกำลังจะจบลงแล้วและเมื่อพวกเขากลับไปที่โลกฝั่งโน้นก็จะถึงเวลาบอกอำลาพวกเด็ก ๆ แล้วตอนนี้โทยะชักจะนึกภาพตอนที่ไม่มีพวกเด็ก ๆ ไม่ออกแล้วและคิดว่าเขาจะทำใจจากพวกลูก ๆ ได้หรือเปล่า
.
เช้าวันรุ่งขึ้นพวกโทยะพากันไปดูทัชมาฮาลที่กระทบกับแสงแดดยามเช้ารีนบอกว่ามันเหมือนกับสิ่งปลูกสร้างที่มิสนิดตามหนังสือนำเที่ยวบอกไว้ว่าถ้าอยากสัมผัสความงามของมันก็ให้มาตอนเช้าดังนั้นพวกโทยะก็เลยมาเวลานี้ รีนถามติดตลกว่าจะสร้างสุสานแบบนั้นบ้างไหมหากว่ากันตามจริงโทยะและเหล่าภรรยานั้นไม่น่าจะตายตามอายุขัยแล้วเพราะเป็นเทพส่วนลูก ๆ นั้นเป็นกึ่งเทพดังนั้นก็จะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าปกติโดยตัวโทยะตั้งใจว่าจะเกษียณตัวเองไปอยู่บนบาบิโลนและทำหน้าที่ผู้ดูแลโลกเมือเวลาเหมาะสมตคุองเองก็คงจะทำแบบเดียวกับในอีกประมาณร้อยปิให้หลังส่วนคูนกับโยชิโนะมีแม่เป็นเผ่าอายุยืนดังนั้นน่าจะหาเรื่องแถได้จากนั้นก็มีการแอบหวานกับยูมิน่านิดหน่อย หลังจากนั้นพวกโทยะก็เดินทางต่อไปยังปารีสประเทศฝรั่งเศสเพื่อไปทานอาหารเช้ากันหลังทานเสร็จก็พากันไปเดินเที่ยวบนถนนช็องเซลิเซ่ระหว่างทางเดินไปก็มีร้านค้ามากมายแต่โชคดีที่เหล่าภรรยาไม่มีความสนใจในของเหล่านั้นเอาจริง ๆ งบที่เตรียมมาก็ใกล้จะหมดแล้วด้วยหลังจากนั้นก็พากันไปยังลอนดอนประเทศอังกฤษเพื่อไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อังกฤษเนื่องจากที่นี่มันกว้างเดินให้ทั่วใช้เวลาครึ่งวันก็ไม่พอโทยะเลยเลือกคอร์สที่ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงที่เป็นที่นิยมมา ตอนเข้าไปก็จับมือกันไว้เพื่อกันหลงและปิดเสียงสมาร์ทโฟนไว้ (ฉากเดินเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ก็บรรยายว่าแต่ละชั้นมีอะไรเท่านั้นไม่ได้อิมแพคอะไรจึงไม่ขอพูดถึง) หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเที่ยงวัน
.
มื้อเที่ยงลูเชียเสนอว่าให้ไปที่อิตาลี่ตอนแรกโทยะไม่อยากไปเพราะยังหลอนกับพาสต้าเมื่อวานอยู่แต่สุดท้ายก็มีการตัดสินใจว่าจะไปกินพิชซ่าที่เมืองนาโปลีประเทศอิตาลี่หลังจากทานกันอิ่มแล้วก็เที่ยวต่อระหว่างทางก็เกือบโดนล้วงกระเป๋าอยู่หลายรอบเหมือนกันหลังจากนั้นพวกโทยะก็ไปยังกรีซที่เกาะซาโตรินี่โดยที่นี่ให้บรรยากาศเหมือนที่ริฟลีสที่นี่มีไวน์ชั้นดีขายโทยะเลยซื้อไปฝากซุยกะกับทาเครุแล้วก็พากันซื้อของฝากจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดินหลังจากชมวิวพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่แล้วพวกโทยะก็เดินทางกลับทัวร์รอบโลกครั้งนี้เป็นอันสิ้นสุด เมื่อกลับถึงบ้านลูเชียกับอาเชียก็เสนอตัวช่วยทำอาหารเย็น เฟรย์เอ่าเป็ดของเล่นที่ซื้อมาเป็นของฝากมอบให้ฟุยุกะ โทยะซื้อกล่องดินสอ ดินสอ ไม้บรรทัด ตุตันคาเมนมาฝากพ่อแล้วก็กระเป๋าผ้าฝากแม่ และพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่กับพ่อและแม่ในโลกฝั่งนี้ก่อนจะเดินทางกลับโทยะคิดว่าซักวันหนึ่งคงมีโอกาสที่ครอบครัวจะกลับมารวมกันแบบนี้อีกแน่
.
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยการทานอาหารเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากันโดยเมนูอาหารเช้าวันนี้มีทั้งแบบตะวันออกและตะวันตกให้สมาชิกครอบครัวได้เลือกสรรลูเชียทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่นส่วนอาเชียทำอาหารสไตล์ตะวันตกแต่ตัวคนทำทั้งสองทานอาหารสลับกับที่ตนเองทำหลงทานอาหารเช้าเสร็จเวลาเก้าโมงโทยะจะบอกให้ทุกคนก็เริ่มการทำความสะอาดบ้านคุณตาก่อนจะกลับไปโลกฝั่งโน้นกันจริง ๆ แล้วใช้เวทคลีนก็จบแล้วแต่โทยะอยากให้ลูก ๆ ได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์และแสดงออกถึงการกล่าวคำขอบคุณต่อสถานที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมโดยแต่ละคนก็แบ่งหน้าที่กันไปความสะอาดกันในจุดต่าง ๆ โทยะไปกำจัดวัชพืชในสวน ทำความสะอาดโรงเก็บของหลังจากเสร็งตรงนั้นโทยะก็กลับเข้าไปในบ้านแล้วก็เจอกับยูมิน่าที่กำลังทำความสะอาดห้องนั่งเล่นอยู่เขาถามว่ายังหลืออะไรอีกไหมยูมิน่าก็เลยบอกว่าฝากจัดการอ่างอาบน้ำกับห้องน้ำ โทยะไปจัดการขัดอ่างเสร็จแล้วพอกลับออกมาก็เจอคุองกำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่โทยะก็เลยไม่ต้องล้างห้องน้ำและพอเดินผ่านไปทางครัวก็พบว่าลูเชียกับอาเชียแล้วก็แม่ของโทยะนั้นเตรียมทำมื้อเที่ยงกันแล้วหลังจากนั้นโทยะก็ไปช่วยเด็ก ๆ คนอื่นทำความสะอาดและด้วยจำนวนคนถึง 20 คนการทำความสะอาดก็เสร็จในเวลาไม่นาน
.
และแล้วก็ถึงเวลามื้อเที่ยงทุกคนมาทานอาหารร่วมกันเสร็จแล้วการทำความสะอาดก็เสร็จแล้วดังนั้นช่วงบ่ายจึงเป็นเหมือนฟรีไทม์เด็ก ๆ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะไปซื้อของกับคุณย่า ส่วนกลุ่มที่สองจะเล่นกับคุณปู่ มีการเล่นละครตุ๊กตาของลินเซ่ที่ชวนขนหัวลุกเพราะมันเป็นเรื่องสไตล์ยันเดเระที่สามีนอกใจแล้วโดนภรรยาจะเอามีดแทง แล้วก็อีเวนการวาดภาพของลินเน่แต่ฝีมือพอ ๆ กับโทยะ โทยะขออภัยลูกที่ดันมาสืบทอดด้านนี้จากเขาไปถ้าได้จากแม่คงจะเก่งกว่านี้ส่วนคุองก็กำลังสร้างอะไรบางอย่างอยู่ในเกมที่ซื้อมาอลิสพิงคุองขณะจ้องมองหน้าจอเกมในมือคุองด้วยความเป็นเพื่อนที่ดีต้องถ่ายรูปนี้ไปให้เอนเด้ดู จากนั้นพวกที่ออกไปซื้อของก็กลับมาพร้อมกับของฝากติดไม้ติดมือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำเอาโทยะจี๊ดใจเลย จากนั้นก็มีการดูทีวี เล่นเกมกระดาน วิ่งเล่นในสวน จนกระทั่งตกเย็นก็เริ่มเตรียมอาหารเย็นของวันนี้กัน อาหารเย็นคือหม้อไฟแบบจัดมาหลายหม้อไม่ซ้ำกันเลย โทยะสังเกตว่าปกติแม่ไม่ค่อยเข้าครัวแท้ ๆ แต่พักนี้กลับเข้าครัวบ่อย ๆ เธออาจจะกำลังพยายามจะถ่ายทอดรสชาติของบ้านโมจิซึกิให้ลูเชียกับอาเชียก็ได้ กระหล่้ำปลีม้วนนี่ก็แม่ก็เรียนรู้มาจากยายด้วยเป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น หลังทานอาหารภายใต้บรรยากาศที่แสนอบอุ่นนี่เสร็จก็มีการผลัดกันไปอาบน้ำ โทยะช่วยล้างจานพรุ่งนี้เขาจะเดินทางกลับแล้วและจะกลับมาที่นี่หลังจากนี้อีก 1 ปีให้หลังแต่ตอนนั้นพวกเด็ก ๆ จะไม่มาด้วยแล้ว มันสนุกดี เขาบอกกับยูมิน่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งตัวของยูมิน่าเองก็คิดแบบเดียวกันพรุ่งนี้ต้องบอกลาพ่อกับแม่แล้วต้องจัดการจิตใจให้ดีเพื่อจะได้จากกันแบบไม่เศร้ามากจนเกินไป หลังจากนั้นก็เป็นการใช้เวลาผ่อนคลายในยามค่ำก่อนจะพากันเข้านอน คืนนี่เด็ก ๆ อยากจะไปนอนกับคุณย่า ส่วนคุองเห็นคุณปู่จ๋อยไปนิดหน่อยก็เลยบอกว่าจะไปนอนกับคุณปู่ก็เลยทำให้สดใสขึ้นมาได้ พวกเด็ก ๆ จะไปค้างที่บ้านพ่อกับแม่ของโทยะพอส่งเด็ก ๆ ผ่านเกตไปโทยะก็รู้สึกเศร้าทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างมันก็แค่กลับไปเหมือนก่อนหน้าที่มันเคยเป็นแท้ ๆ
.
เมื่อคืนนี้เด็ก ๆ ไม่อยู่โทยะก็เลยได้โอกาสไปนอนห้องเดี่ยวกันกับเหล่าภรรยาและพูดคุยถึงความทรงจำดี ๆ ในทริปทัวร์ครั้งนี้และรอคอยจะกลับมาใหม่ในปีหน้าก่อนจะหลับกันไปเช้าวันรุ่งขึ้นโทยะไปรับพวกลูก ๆ เพื่อเดินทางกลับแต่เด็ก ๆ งอแงกันนิดหน่อยเพราะไม่อยากจากกันแม่ของโทยะก็เลยปลอบเด็ก ๆ แล้วก็บอกว่าอีกเดี๋ยวก็เจอกันใหม่พวกเด็ก ๆ จึงสงบลงและยอมกลับแต่โดยดีหลังจากกล่าวคำอำลากันแล้งวโทยะก็พาครอบครัววาร์ปกลับมาที่ห้องนั่งเล่นของปราสาท ริปเปิ้ลรับรู้ถึงการกลับมาของเจ้านายจึงได้แจ้งให้ทุกคนภายในปราสาททราบแล้วก็พากันแห่งมาต้อนรับการกลับมาของโทยะกัน อลิสขอตัวกลับบ้านโดยการกระโดดลงทางระเบียง ขอฝากทั้งหมดที่จะให้พวกเอนเด้อยู่ในสมาร์ทโฟนของอลิสแล้วจากนั้นก็เป็นการแจกของฝากให้กับคนอื่น ๆ ซุยกับกับทาเครุแย่งเหล้ากันแต่อย่างน้อยรอบนี้ก็ซื้อมาเยอะเลยไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ และเด็ก ๆ จะเดินทางกลับอนาคตในอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้พวกเด็ก ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปจนเกือบจะแยกไม่ได้จนแทบจะรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงดีแต่แบบนั้นเป็นไปไม่ได้ทุกอย่างต้องถูกทำให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมพวกเด็ก ๆ ต้องกลับสู่ช่วงเวลาของพวกเขาสิ่งที่ทำได้มีเพียงใช้เวลาที่เหลืออีก 1 สัปดาห์นี้อย่างคุ้มค่าที่สุด
สปอยด์เทพสมาร์ทโฟน EP 32 พาร์ท 18 (631- 636 End) หลังจากแจกของฝากที่ซื้อมาจากโลกให้กับทุกคนแล้วบรรดาคนที่ได้รับของฝากต่างก็พอใจกับสิ่งของเหล่านั้นโดยเฉพาะชาวคณะบาบิโลนดูจะถูกใจเป็นพิเศษ ทั้งเรจีน่า โรเซ็ตต้าและโมนิก้าดูจะตื่นตาตื่นใจกัลของที่ระลึกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลนยีของโลกทีลีนกับคูนนำกลับมา เรจีน่าหมกมุ่นอยู่กับหนังสือที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีแล้วก็พวก E-book ที่ลีนซื้อกลับมาส่วนเอลก้าก็แยกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อศึกษาโรเซ็ตต้ากับโมนิก้าให้ความสนใจกับมินิโฟร์วีลส่วนฟลอร่าก็กำลังวิเคราะห์พวกเครื่อมสำอางและครีมนวดผมและกำลังจะลองผลิตเครื่องสำอางเหล่านั้นกับทิก้าส่วนฟามแห่งห้องสมุดก็คลุกตัวอยู่กับหนังสือใหม่ที่โทยะซื้อมาดังนั้นคงจะไม่ขยับไปไหนซักพัก ส่วนพวกเด็ก ๆ ตอนนี้ก็กลับไปหาคุณตาคุณยายเพื่อบอกลาก่อนจะเดินทางกลับอนาคตในอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ ยูมิน่ากับคุองจึงไปที่ปราสาทเบลฟาส ซูกับสเตฟไปทีคฤหาสน์ของดยุคออทรินเด้ รูเชียกับอาเชียก็กลับไปที่ปราสาทเรกุรุส ยาเอะกับยาคุโมะก็กลับไปที่บ้านโคโคโนเอะที่อิเชน ฮิลด้ากับเฟรย์ก็ไปที่ปราสาทเรสเทีย ซากุระกับโยชิโนะแล้วก็เฟียน่าไปปราสาทจอมมารที่เซโนอัส ส่วนเอลน่า ลินเน่แล้วก็คูนนั้นตายายไม่อยู่บนโลกนี้แล้วจึงอยู่ที่ปราสาท แม้ว่าเอลน่ากับลินเน่จะมีคุณน้าที่เลี้ยงดูเอลเซ่กับลินเซ่มาก็ตามแต่โทยะก็ไม่ได้บอกเรื่องของหลานให้พวกเขารู้เพราะเกรงว่ามันจะมีปัญหาซับซ้อนตามมา
.
ดังนั้นพวกเด็ก ๆ ที่ไม่ได้ไปหาตายายก็เลยนั่งเล่นเกมกระดานกับโทยะและคนอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ไปพลาง ๆ โดยเกมกระดานที่ซื้อมาจากโลกอันนี้เป็นเกมที่ผู้เล่นจะต้องร่วมมือกันกำจัดเชื้อโรคที่แพร่กระจายไปทั่วโลกโดยสามารเลือกอาชีพอย่างนักวิทยาศาสตร์หรือหมอ โดยแต่ละอาชีพก็จะมีความสามารถพิเศษต่างกันไปหลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มทยอยกันกลับมาโดยเกตของยาคุโมะ ซากุระบ่นว่าจอมมารไม่ยอมปล่อยโยชิโนะเลยทำเอาลำบากมากเฟียน่าก็พอเข้าใจว่าทางนั้นเสียใจที่ต้องจากกันโยชิโนะดูเหนือย ๆ โทยะเองก็พอจะนึกภาพออกว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหนโทยะคิดว่าในวันนั้นคงจะต้องเชิญบรรดาคุณตาคุณยายมาส่งพวกเด็ก ๆ กลับอนาคตด้วยโยชิโนะชวนเฟียน่าค้างคืนที่ปราสาทด้วยกันซึ่งโทยะก็อนุญาต แต่คิดไปคิดมาโทยะก็รู้สึกเหงาที่ต้องจากลูก ๆ มีหวังคงร้องไห้ในวันนั้นแน่แต่ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นพ่อยังไงก็ต้องส่งพวกเขาด้วยรอยยิ้มให้ได้โทยะตั้งใจแบบนั้น เช้าวันต่อมาโทยะถามเด็ก ๆ ว่าอยากทำอะไรไหมก่อนจะกลับอนาคตและก็ได้รับคำตอบว่าอยากไปปิกนิก ถ้าพูดถึงปิกนิกก็ต้องเลือกสถานที่ที่ธรรมชาติดูอุดมสมบูรณ์เพื่อทำกิจกรรมและทานอาหารกลางวันกันและสถานที่ที่ถูกเลือกก็คืออาณาจักรเรอาที่เป็นอาณาจักรของราชาเอลฟ์ผู้ครอบครอง "เขียว" โกเลมชั้นคราวน์แกรนกรันด์นั่นเอง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าแล้วก็ยังมีทุ่งราบด้วยสัตว์ป่าก็มีมากมายแต่อันนี้ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่
.
เมื่อตัดสินใจได้แล้วโทยะก็ขออนุญาตราชาแห่งเรอาเพื่อจะขอพาครอบครัวมาปิกนิกที่บริเวณที่ราบที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวง โทยะกลางพริซั่นป้องกันพวกสัตว์อสูรไม่ให้เข้ามาใกล้บริเวณที่เขาปิกนิคโดยการปิคนิกครั้งนี้นอกจากครอบครัวของโทยะแล้วครอบครัวของเอนเด้ก็มาร่วมด้วย เอลเซ่กับยาเอะจัดแจงปูเสื่อสำหรับนั่งปิกนิกโทยะเตรียมผ้าสำหรับทำหลังคากันแดดมาด้วยในขณะที่พวกเด็ก ๆ เริ่มออกไปวิ่งเล่นกันแล้ว อลิสกับลินเน่แล้วก็ริลขว้างจานร่อนโดยมีโคฮาคุกับรูริไล่ไปราวกับจะแย่งกัน เอลน่ากับโยชิโนะกำลังนั่งทำมงกุฏดอกไม้ คูนเล่นรถวิทยุบังคับแบบจัดหนักเท่าที่จะทำได้่โดยมีสเตฟขอเล่นด้วยส่วนยาคุโมะกับเฟรย์ก็เล่นตีแบตกัน อาเชียกำลังใส่ถ่านลงไปในเตาย่างบาบีคิวที่หยิบออกมาจากสามาร์ทโฟนของเธอและเริ่มจุดไฟในขณะที่ล฿เชียกำลังนำเนื้อไปเสียบไม้ไป ๆ มา ๆ เหมือนมาแคมป์ปิ้งมากกว่าปิกนิกซะอีกแต่เธอบอกว่าถ้ามีทั้งยาเอะ เฟรย์และไหนจะพวกเมลอีกแค่ข้าวกล่องไม่น่าจะพอเลยมานั่งทำตรงนี้เลยเมื่อเป็นแบบนี้โทยะก็ต้องตั้งค่าพริซั่นใหม่เพื่อป้องกันกลิ่นไม่ให้กระจายออกไปจะได้ไม่ดึงดูดพวกสัตว์ให้เข้ามา อลิสที่เหมือนจะเบื่อเล่นขว้างจานแล้วก็มาชวนเอนเด็ไปประลองฝีมือกัน เอนเด้ไม่อยากเท่าไหร่แต่โทยะยุส่งให้ไปสู้กันด้านนอกพริซั่น ริล ตามไปด้วยส่วนลินเน่ก็ลากเอลเซ่ไปด้วยโคฮาคุกับรูริกลับมาแทนพวกที่เดินออกไป ยาเอะกับฮิลด้าไปเล่นแบตส่วนลินเซ่กับซากุระก็กำลังทำสร้อยคอดอกไม้เพื่อแข่งขันกับเอลน่าและโยชิโนะ ลินเซ่ดูจะจัดเต็มมากทีเดียว
.
ยูมิน่าคุยกับโทยะตอนนี้พวกโคซากะยอมให้โทยะมีเวลาออกมาเที่ยวเล่นกับเด็ก ๆ แต่แลกกับการที่โทยะต้องทำงานหลังจากกลับไปจนถึงเที่ยงคืน ส่วนลีนตอนนี้กำลังอ่านหนังสือบนเก้าอี้ผ้าใบอยู่ใต้เงาร่มไม้ซุเองก็อ่านหนังสือการ์คตูนเด็กผู้หญิงข้าง ๆ ลีน ยูมิน่าบอกให้โทยะช่วยแจกเครื่องดื่มให้่ทุกคนหน่อยโทยะทำตามโดยไม่อิดออดแม้แต่น้อยเฟรย์เข้ามาเป็นคนแรกและหยิบน้ำมะนาวไปในขณะที่การแข่งแบตมินตันระหว่างยาคุโมะกับยาเอะกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งถึงเวลาใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันลูเชียก็เรียกทุกคนมารวมกันและเริ่มทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยยูมิน่าบอกว่าถึงเวลาของ "สิ่งนั้น" แล้ว โทยะจึงเอราวิดีโอที่บันทึกไว้ตอนไปเที่ยวที่โลกออกมาฉายให้พวกเมลดู ซึ่งรูปถ่ายนั้นโทยะส่งไปให้แล้วแต่วิดีโอนั้นเขาคิดว่ามันน่าสนุกกว่าถ้ามานั่งดูด้วยกันเอนเด้ดูมีความสุขที่เห็นอลิสสนุกกับการท่องเที่ยวแต่ก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปด้วย หลังทานอาหารแล้ว สเตฟ อลิซ ลินเน่ก็หลับบนตักแม่อย่างมีความสุข ยาเอะกับฮิลด้าก็หลับไปเหมือนกันสงสัยว่าคงออกแรงมากไปหน่อย โทยะเองก็เริ่มง่วงแต่ก็ไม่ได้มากขนาดนั้นในขณะที่เหม่อมองท้องฟ้าอย่างว่างเปล่าโทยะก็สังเกตุเห็นว่าพวกนกมันกำลังบินหนีออกจากป่าซึ่งมันดูไม่ปรกติเอนเด้ชี้ให้ดูทางทิศตะวันออกของป่าและบอกว่ามีไวเวิร์นบินอยู่ สำหรับพวกโทยะแล้วไวเวิร์นไม่ใช่ภัยคุกคามที่น่าเกรงกลัวอะไรและมันเป็นภัยกับสัตว์ทั่ว ๆ ไปและมันจะรบกวนการนอนของพวกเด็ก ๆ ดังนั้นโทยะเลยบอกเอนเด้ว่าสอยมันลงซะที่นี่ดีกว่าเอนเด้ก็บอกว่าเขาเห็นด้วย
.
ว่าแล้วเอนเด้ก็ชี้นิ้วทำท่าในลักษณะคล้ายปืนแล้วเล็งยิงไวเวิร๋นจากตรงนั้นแล้วยิงปิ้วออกไปอย่างรวดเร็วโดยไวเวิร์นที่อยู่ห่างไปนั้นมองจากจุดนี้มีขนาดเท่าเมล็ดงาก็ระเบิดบู้มเป็นโกโก้ครันไปทันทีเอนเด้หันมาบ่นว่าเพราะโทยะทำเขาเสียสมาธิเลยกะพลังพลาดไวเวิร์นก็เลยระเบิดไม่เหลือชิ้นดีแบบนั้นแต่เพราะสองคนทะเลาะกันเสียงดังไปหน่อยอลิสก็เลยตื่นจึงโดนเมลเอ็ดเอา ซากุระบอกว่ากำลังมีสแตมปีสเกิดตรงบริเวณที่ไวเวิร์นอยู่ควรต้องทำอะไรบางอย่างโทยะจึงต้องไปจัดการอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อเช็คด้วยสมาร์ทโฟนก็พบว่าขนาดของสแตมปีสไม่ใหญ่มากแต่มันกำลังมุ่งหน้าไปเมืองหลวงถ้าปล่อยไปคงเกิดความเสียหายโทยะจึงสั่งล็อกเป้าแล้วยิงไขน์นิ่งเจวาลินซะเพื่อจัดการให้หมดจากนั้นก็ส่งเมลไปบอกราชาเอลฟ์ว่าเขาค้นพบสแตมปีสและจัดการให้แล้วทางนั้นก็เมลล์กลับมาขอบคุณหลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านพอกลับไปถึงปราสาทโคซากะก็ส่งกองเอกสารให้ตรวจสอบทันทีแม้งานนี้จะใช้เวทแอคเซลเข้าช่วยก็น่าจะงานหนักอยู่แต่ถ้าปล่อยไว้จะลำบากกว่านี้จึงต้องรีบจัดการให้จบเพื่อที่โทยะจะได้มีเวลาไปเที่ยวเล่นกับพวกลูก ๆ ในวันพรุ่งนี้ต่อ วันต่อมาหลังจากทำงานเสร็จไประดับหนึ่งโทยะก็ออกมานั่งพักที่ระเบียงปราสาทจิบชากับยูมิน่าพลางมองพวกเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นสนุกอยู่ข้างล่างพลางคิดถึงเวลาที่พวกเด็ก ๆ จะต้องกลับอนาคต มันชวนให้รู้สึกแย่จริง ๆ ที่ต้องลาจากกันแต่ตัวเขาก็คิดว่ามันควรจะต้องส่งเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้ม
.
ยูมิน่าบอกว่าตอนที่รู้ว่าอลิสมาจากอนาคตและพวกลูกของพวกเธอก็มาด้วยนั้นมันทำให้เธอรู้สึกสับสนไปหมดเลยซึ่งมันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละเพราะจู่ ๆ ก็ได้มาพบกับลูกของตัวเองที่มาจากอนาคตแบบนี้ทั้ง ๆ ที่เรื่องก็เพิ่งจะผ่านมาไม่นานเพียงไม่กี่เดือนแต่ก็รู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกินเริ่มต้นจาก อลิสมาก่อน ตามด้วยคูน เฟรย์ เอลน่า ลินเน่ อาเชีย โยชิโนะ ยาคุโมะ คุอง แล้วก็สเตฟ แม้ว่ากว่าจะรวมตัวกันครบก็ใช้เวลาพอควรแต่พอเด็ก ๆ จะกลับอนาคตก็รู้สึกว่ามันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวแต่จะว่าไปคาเร็นกับโมโรฮะก็ไปอนาคตเพื่อเจอพวกเด็ก ๆ อยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน ยูมิน่าบอกว่านับเป็นโชคดีที่ได้กลับไปทักทายพ่อแม่ของโทยะและแนะนำหลาน ๆ ให้รู้จัก โทยะเองก็ดีใจที่ได้รับอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่โลกได้แม้จะปีละครั้งก็ตามเขามีโอกาสจะได้เห็นการเติบโตของฟุยุกะด้วยนั่นทำให้เขาดีใจมาก ยูมิน่าถามต่อเรื่องที่ว่าโทยะคิดจะเชิญพ่อกับแม่ของเขามาโลกนี้ ซึ่งพ่อแม่ของโทยะก็อยากมาแต่มันติดปัญหาเรื่องงานของพวกเขาแม้จะไม่มีปัญหาเรื่องเงินและไม่จำเป็นต้องทำงานไปทั้งปีเลยก็ได้แต่ถ้ามาที่นี่แล้วจะกลับไปไม่ได้จนกว่าจะครบ 1 ปีโดยไม่สามารถติดต่ออะไรกลับไปทางโลกโน้นได้เลยมันก็คงเป็นปัญหาการที่จู่ ๆ คนเราหายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นปีแบบนั้นต้องโดนสงสัยแน่ บางทีทางออกอาจจะต้องให้มีการเชื่อมต่อเน็ตจากโลกนี้ให้เพื่อให้ติดต่อสื่อสารกับโลกโน้นได้ทำให้ดูเหมือนทำงานแบบ Work Form Home อะไรทำนองนี้จากนั้นโทยะก็บอกยูมิน่าว่าเขาจะไปพบปู่เวิร์ลก็อดแล้วก็ทำการวาร์ปข้ามมิติไป
.
พอไปลองขอดูปู่แกก็อนุญาตง่าย ๆ เลยเหตุผลก็เพราะโทยะใข้สกิลเคลื่อนย้ายข้ามมิติด้วยตัวเองได้แล้วเดิมที่ปู่แกห้ามเพราะถ้าหากติดต่อกับโลกได้ตามปกติล่ะก็หากนึกคึกไปโพสโซเชียลว่าตอนนี้ฉันอยู่ต่างโลกจ้าพร้อมแปะภาพหรือวีดิโอเข้าไปมันอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้บวกกับตอนนั้นพ่อแม่ของโทยะเข้าใจว่าโทยะตายแล้วดังนั้นจู่ ๆ คนตายติดต่อกลับไปและรู้ความจริงก็คงเกิดปัญหาอีกดังนั้นจึงห้ามไว้ โทยะเองก็เข้าใจเพราะตอนนั้นตัวเองเพิ่งมาโลกนี้และถ้ารู้ว่ามีช่องทางติดต่อล่ะก็เขาต้องพยายามติดต่อไปแน่แม้ว่าทางนั้นจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าตอนนี้โทยะก็กลับไปโลกเดิมมาสองรอบแล้วดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาหากอยากจะใช้สมาร์ทโฟนติดต่อกับทางโลกโน้นเพราะโทยะตอนนี้มีความพร้อมพอจะรับผิดชอบได้แล้วแต่ก็ต้องระวังคนที่ตัวเองติดต่อด้วยเพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาปู่แกก็จะทำโทษอย่างเหมาะสมเช่นกัน เปรียบง่าย ๆ ตอนนี้โทยะมีใบขับขี่แล้วสามารถขับรถไปไหนมาไหนเองได้แต่ก็ต้องทำตามกฏจราจรและถ้าทำผิดกฏหรือไปเฉี่ยวชนก็ต้องรับโทษทางกฏหมายนั่นเอง ดังนั้นถ้าพ่อแม่จะมาโลกนี้ก็สามารถทำได้แล้วแต่จะต้องทำงานแบบดิจิตอลเพื่อการส่งข้อมูลผ่านเน็ตพ่อโทยะไม่น่ามีปัญหาแต่แม่นี้แหละจะปรับตัวได้ไหมก็ต้องดูกันอย่างน้อย ๆ ก็อาจจะใช้สแกนเนอร์เพื่อแปลงข้อมูลแต่ปัญหาต่อมาคือสำนักพิมพ์ที่แม่ทำงานอยู่จะว่ายังไง
.
จากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็บอกว่าตอนนี้มีรายชื่อเทพที่อยากลงไปพักร้อนในโลกที่โทยะดูแลชุดที่สองมาแล้วโทยะก็งงนิดหน่อยเพราะชุดแรกลงมายังไม่ครบปีเลยชุดสองจะมาแล้วเหรอ ปู่แกบอกว่ายังไม่ลงไปตอนนี้แค่เหมือนจองคิวล่วงหน้าก็เลยต้องมีการคัดเลือกกันก่อนตอนนี้พวกเทพทั้งสิบที่ลงไปไม่ได้ก่อปัญหาอะไรยกเว้นเทพแว่นตาที่มีนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้หนักอะไรมาก รายชื่อที่ถูกเสนอมาในรอบนี้ก็ได้แก่ เทพแห่งการเลี้ยงสัตว์ เทพแห่งท้องทะเล เทพแห่งภูเขา เทพแห่งการบิน เทพแห่งการล่องลอย เทพแห่งเสื้อผ้าและเทพแห่งการทำลายล้าง พอได้ฟังชื่อโทยะก็ค้านไม่ให้เทพแห่งการทำลายล้างลงมาทันที ปู่แกก็คิดไว้แล้วว่าโทยะจะพูดแบบนั้นก็เลยบอกไปว่าเทพทำลายล้างออกว่าจะไม่ใช้พลังบนโลกแต่โทยะก็แย้งต่อว่าถึงไม่ใช้พลังเทพทำลายล้างก็ระเบิดทวีปหายไปได้สบาย ๆ ไม่ใช่เหรอ ซึ่งปู่ก็ไม่เถียงเรื่องนั้นแต่กลับบอกว่าโทยะเองก็ทำได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ แต่โทยะก็ยังระแวงเพราะนี่เป็นภัยระดับเกินกว่าแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดจึงขอให้ตัดชื่อเทพทำลายล้างออกก่อน ปู่แกก็เลยยอมฟังแต่ก็บอกว่าทางนั้นคงงอแงนิดหน่อยแน่ ๆ ดังนั้นโทยะเลยมอบเหล้าราคาแพงที่ได้มาจากโลกไว้ซักสองสามขวดเผื่อจะช่วยปลอบขวัญเทพทำลายล้างได้บ้าง ส่วนเทพแห่งการบิน เทพแห่งท้องทะเล เทพแห่งภูเขา โทยะเคยเจอมาแล้วดังนั้นไม่น่ามีปัญหา
.
จากนั้นปู่เวิร์ลก็อดก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องที่โทยะกลับไปเยี่ยมบ้านครั้งนี้ว่าสนุกไหมโทยะก็บอกว่าสนุกเพราะได้แนะนำภรรยาและลูก ๆ ให้พ่อแม่รู้จักแบบตรง ๆ และไปเที่ยวด้วยกันหลายที่ จากนั้นปู่ก็พูดถึงเรื่องตอนที่เผลอทำสายฟ้าหลุดมือตกไปโดนโทยะเข้า ตอนนั้นปู่แกกำลังหยิบสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของแกมาทำความสะอาดแล้วเผลอทำหลุดมือแล้วมันก็ร่วงไปโดนโทยะเข้าพอดีทำให้ปู่แกตกใจมากรีบสร้างร่างปลอมสลับกับตัวจริงและเอาตัวจริงมาชุบชีวิตแล้วทำให้กลายเป็นเทพซึ่งการที่มนุษย์จะกลายเป็นเทพก็ไม่ได้มีเงื่อนไขที่ยุ่งยากอะไรมากนักบางครั้งการทำความดีบนโลกหรือคนที่ได้รับการเคารพบูชาก็อาจจะกลายเป็นเทพได้เหมือนกันเทพหลาย ๆ องค์ก็เคยเป็นมนุษย์ไม่ก็สัตว์มาก่อน และภรรยาทั้ง 9 ของโทยะตอนนี้มีสถานะเปรียบได้กับผู้รับใช้เทพมีสภาพใกล้เคียงกับเทพแล้ว โทยะก็เคยคิดเหมือนกันว่าหลังจากนี้ภรรยาของเขาจะเป็นเช่นไรต่อไปเพราะคาเรนเคยบอกว่าพวกมีสถานะเป็นทูตสวรรค์ไม่ก็พวกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ปู่เวิร์ลก็อดอธิบายว่าพวกยูมิน่าจะไม่มีวันตายตามอายุขัยอีกแล้วโทยะและพวกเธอจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันไปชั่วนิรันดร์และในท้ายที่สุดพวกเธอจะกลายเป็นเทพในอีกประมาณสองพันปีหรืออาจจะนานกว่านั้น ส่วนเด็ก ๆ ที่เกิดกับพวกนางนั้นจะไม่ได้รับสถานะนั้นเนื่องจากตอนที่ให้กำเนิดพวกนางไม่ได้มีสถานะเทพเด็กที่เกิดจึงไม่นับเป็นเทพแม้ว่าจะมีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์ปกติมากแต่ก็จะอยู่ในสถานะครึ่งเทพตลอดไป แต่หากว่าโทยะต้องการในอนาคตจะสามารถรับพวกลูก ๆ มาเป็นเทพบริวารและค่อย ๆ พัฒนาเป็นเทพได้ตามลำดับ
.
ซึ่งโทยะก็แปลกใจที่ทำไมภรรยาป็นมนุษย์แท้ ๆ ถึงสามารถกลายเป็นเทพได้ แต่ลูก ๆ ที่เป็นครึ่งเทพกลับเป็นเทพไม่ได้ ปู่แกเลยถามกลับว่า "เจ้าได้สาบานว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาของเจ้าตลอดไปไม่ใช่หรือ? แล้วเจ้าต้องการให้ลูก ๆ อยู่กับเจ้าไปตลอดชีวิตเช่นนั้นหรือ?" โทยะก็เลยเข้าใจว่าตนเองไม่ได้ต้องการแบบนั้นถึงจะรักลูกมากแค่ไหนแต่ลูก ๆ ก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองพวกเขาควรเติบโตและจากไปตามที่ใจเขาต้องการ ส่วนปู่ก็โล่งใจได้ระดับหนึ่งที่ผลลัพธ์มันออกมาเป็นเช่นนี้เมื่อโทยะได้เป็นเทพตอนแรกที่ส่งมาโลกนี้ก็กังวลอยู่เหมือนกันแต่เกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมากมายแต่ตอนนี้โลกที่โทยะดูแลกลับมาได้รับการสนใจจากเหล่าทวยเทพอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีใครเหลียวแลมันมาเป็นเวลานานแสนนานแม้ว่าจะมีเขตแดนกั้นโลกแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเพราะก็มีสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นหลุดเข้ามาได้แม้แต่ที่โลกมนุษย์เองก็ยังเคยมีหรือแม้แต่เผ่าพันธุ์ที่เดินทางข้ามโลกได้แบบเอนเด้งานของโทยะก็คือเฝ้าระวังแต่ก็อย่าใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์มั่ว ๆ ให้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้นจากนั้นปู่ก็ฝากโทยะดูแลโลกนี้ด้วย
.
หลังคุยกันจบโทยะก็กลับมาตอนนั้นเป็นเวลาอาหารเย็นแล้วเมื่อดมจากกลิ่นก็น่าจะเป็นพวกแกงกระหรี่ ช่วงนี้แกงกระหรีขึ้นโต๊ะค่อนข้างบ่อยเพราะพวกเด็ก ๆ ชอบแถมลูเชียกับอาเชียก็มักจะแข่งกันทำแกงกระหรี่สูตรใหม่ ๆ เสมอบางทีก็ดูจะเกินเลยไปบ้างอย่างแกงกระหรีสีฟ้าที่ถึงรสชาติจะดีก็ตามแต่มันก็ทำเอาตกใจไม่น้อยหรือแกงกระหรี่เครื่องในสัตว์ที่อันนี้ต้องขอผ่านขนาดยาเอะที่ไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องอาหารยังรับไม่ค่อยได้เลยและวันนึ้จะเป็นแบบไหนโทยะก็ลุ้นอยู่ ซึ่งลูเชียบอกว่าวันนี้เป็นแกงกระหรี่เนื้อแกะซึ่งรสชาติมันก็ไม่ได้มีปัญหาแต่กลับมีคนที่มีปัญหากับมันก็คือยาเอะที่ถึงกับหน้าซีดแล้วรีบเอามือปิดปากแล้วรีบไปห้องน้ำทันทีซึ่งเฟรย์ก็งงว่ายาเอะเป็นอะไรก่อนจะสังเกตเห็นว่าฮิลด้าแม่ของเธอก็มีอาการเช่นเดียวกัน งานนี้ทำเอาลูเชียกับอาเชียเถึยงกันเพราะคิดว่าวัตถุดิบมีปัญหาในขณะที่ลีนเหมือนจะดูออกว่าทั้งยาเอะและฮิลด้าเป็นอะไร พอลีนพูดแบบนั้นลินเซ่ก็เริ่มสะกิดใจเอลเซ่ก็ด้วยแล้วพวกสาว ๆ ก็สรุปว่าทั้งสองคนนั้นกำลังเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งยาคุโมะกับเฟรย์ก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้มันจะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้แต่ที่ไม่พูดอะไรเพราะย่าโทคิเอะน่าจะห้ามไว้ เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเป็นพ่อจริง ๆ และเด็ก ๆ กำลังจะเกิดมาในช่วงเวลานี้แล้วเขาก็รู้สึกดีใจมาก ๆ และเมื่อข่าวการตั้งครรภ์ของฮิลด้ากับยาเอะเผยแพร่ออกไปมันก็ส่งแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ไปทั่วปราสาทเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีและคำอวยพรหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดพวกสาวใช้ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะเตรียมของทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับทารกตั้งแต่ตอนนี้แม่แต่โคซากะก็ยังตื้นตันถึงขนาดบอกว่าในทีสุดก็จะมีผู้สืบทอดกำเนิดมาแล้วแต่สำหรับโทยะที่รู้อนาคตล่วงหน้าว่ายังไงก็ได้ลูกสาวทั้งสองคนก็ต้องบอกว่าเสียใจด้วยล่วงหน้าแต่ถ้าหากว่าไม่มีผู้ชายเกิดมาเลยในโลกนี้ก็ให้ลูกสาวสืบทอดได้ไม่แปลกอะไรแต่สำหรับโทยะที่มีเมียถึง 9 คน ก็ย่อมคาดการณ์กันว่าคงจะมีลูกชายเกิดมาซักคนแหละ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีคุองเกิดมานั่นเอง
.
แน่นอนว่าข่าวการตั้งครรภ์ของราชินีย่อมไม่แพร่ออกไปแค่ในปราสาทแต่ไม่เพียงแต่ยังลามไปถึงเมืองรอบปราสาทด้วยจนกลายเป็นบรรยากาศของการเฉลิมฉลองแน่นอนว่าโทยะได้บอกข่าวดีนี้กับพ่อแม่ของเขาเรียบร้อยและโทยะก็เริ่มหยิบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ขึ้นมาอ่านแม้ว่าจะมั่นใจแล้วว่าลูกจะเกิดมาปลอดภัยแต่ก็จะปล่อยปะละเลยไม่ได้นั่นคือสิ่งที่โทยะคิดซึ่งมันก็จริงจังเกินไปถึงขนาดลีนต้องปรามเอาไว้บ้างแต่จะว่าไปแล้วรายต่อไปที่จะท้องก็คือตัวลีนเองซึ่งโทยะกังวลอยู่นิด ๆ ว่าร่างกายเล็ก ๆ ของลีนจะรับไหวไหม ในโลกนี้อัตราการเกิดของชาวบ้านทั่วไปค่อนข้างต่ำ แต่สำหรับชนชั้นขุนนางหรือพ่อค้าผู้ร่ำรวยจะไม่ได้ต่ำขนาดนั้นเพราะพวกเขามีเวทฟื้นฟูซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญไม่ว่าจะผ่าคลอดหรือไม่รอยแผลก็หายได้ทันทีหลังคลอดแถมฟื้นฟูร่างกายได้เร็วแม้ว่าเลือดและเรี่ยวแรงที่สูญเสียไปจะไม่สามารถนำกลับมาได้แต่ก็ทำให้ความเสี่ยงลดลงไปมากโทยะคิดว่าถ้าเอาความรู้ทางการแพทย์จากโลกมาผสมผสานกับเวทมนตร์ที่นี่ได้คงทำให้การแพทย์ก้าวหน้าขึ้นก็เลยซื้อหนังสือการแพทย์หลายเล่มจากโลกมาเพื่อเตรียมพร้อมในขณะที่ตัวของยาคุโมะกับเฟรย์ก็รู้สึกแปลก ๆ ที่ว่าตัวเองก็ยืนอยู่ตรงนี้แต่กลับมีตัวเองอยู่ในท้องของแม่ด้วยส่วนยาเอะกับฮิลด้าก็อยู่ในช่วงอาการแพ้ท้องโทยะก็เลยศึกษาข้อมูลจากหนังสือแบบเอาเป็นตายเพื่อจะได้ถ่ายทอดให้ลูเชียรู้จะได้จัดการอาหารให้กับคนท้องได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
.
แต่อีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือเพราะ "ผมกำลังจะเป็นพ่อคนจริงๆ แล้ว" นั่นมันทำให้โทยะรู้สึกกดดันอยู่บ้างไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเป็นพ่อที่ดีได้หรือเปล่าแล้วไอ้คำว่า "พ่อที่ดี" หมายถึงอะไรกันแถมความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของตัวเองก็มีไม่มากเมื่อเทียบกับคุณตาแม้ว่าถ้าดูจากนิสัยลูกตอนนี้ก็พอจะรู้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดก็เถอะและที่สำคัญกว่านั้นตอนนี้ยาเอะและฮิลด้าถูกห้ามฝึกซ้อมโดยเด็ดขาดซึ่งเป็นอะไรทีทรมานมากสำหรับสองคนนี้ที่ชอบการฝึกและการตั้งครรภ์ของยาเอะและฮิลด้าก็ทำให้โทยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในกองอัศวินของเขาก็มีผู้หญิงอยู่หลายคนเลยถ้าพวกเธอแต่งงานและมีลูกในอนาคตก็คงจะดีถ้ามี "วันลาคลอด" นอกจากนี้การจัดสถานรับเลี้ยงเด็กในปราสาทก็น่าจะดีทำให้ระหว่างทำงานยังสามารถเจอหน้าลูกในช่วงพักกลางวันได้เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้วก็คิดว่าจะไปปรึกษากับโคซากะให้ช่วยวางแผนเรื่องนี้และเพื่อเป็นที่ระลึกก่อนเด็ก ๆ จะกลับอนาคตโทยะก็เลยเสนอถ่ายรูปครอบครัวเก็บไว้คูนก็ได้นำเอากล้องดิจิตอล DSLR ที่ซื้อจากโลกมาใช้ด้วย พอพูดถึงถ่ายรูปไอเดียก็เริ่มมาเสื้อผ้าหน้าผมและฉากหลังก็เริ่มมาแรกสุดมีการลองถ่ายรูปที่โถงหน้าทางเข้ากันดูก่อนทุกคนมารวมตัวกันโทยะยืนอยู่ตรงกลางส่วนภรรยาทั้งหลายยืนอยู่ด้านหลังลูก ๆ ในท่าที่จัดบนบันได แต่ผลออกมากลับให้ความรู้สึกเหมือนรูปถ่ายตอนประกาศจัดตั้งคณะรัฐมนตรีมากกว่า หลังจากนั้นก็ออกไปที่ลานกลางแจ้งจัดเก้าอี้ให้นั่งชิดกันมากขึ้นแล้วถ่ายใหม่คราวนี้ได้ภาพที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
.
แล้วก็ตามด้วยการถ่ายภาพแบบครอบครัวย่อยคือตัวโทยะภรรยาและลูกของแต่ละคนภาพออกมาดูเหมือนเป็นภาพถ่ายกับพี่น้องมากกว่าจะเป็นพ่อกับลูกซะอีกซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครส่งข่าวไปทำให้พวกเอนเด้กับอลิสมาด้วยก็เลยถ่ายรูปกับอลิสแล้วก็ถ่ายภาพหมู่ของทั้งครอบครัวโดยให้คุองกับอสิสเป็นศูนย์กลางภาพอออกมาสวยแต่เอนเด้ดูไม่ปลื้มเท่าไหร่สุดท้าย ก็มีการส่งรูปไปให้ทุกคนเก็บไว้ในมือถือแล้วฝากเรจีน่าช่วยพิมพ์รูปออกมาให้โทยะวางแผนจะใส่กรอบรูปไว้บนโต๊ะทำงานในห้องทำงานเพื่อเสริมสร้างกำลังใจเวลาทำงานหลังเสร็จมื้ออาหารเย็นคนอื่น ๆ ก็พากันไปอาบน้ำโทยะออกไปรับลมที่ระเบียงคุองเข้ามาหาและบอกว่าอยากอาบน้ำกับพ่อบางทีเขาอาจจะรู้สึกเขินที่จะอาบน้ำกับแม่หรือพี่สาวแล้วก็ได้แต่พออยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วโทยะก็ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรดีว่าแล้วเขาก็ถามว่าตัวเขาในอนาคตในฐานะของพ่อในสายตาของคุองดูเป็นยังไงบ้างคุองก็เลยร่ายมาให้แบบว่า ท่านพ่อในอนาคตไม่เพียงแต่เป็นกษัตริย์ที่แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศยังริเริ่มโครงการใหม่ๆ คุองนั้นเคารพโทยะในฐานะกษัตริย์ส่วนในฐานะพ่อก็คิดว่าเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมเพราะปล่อยให้ทำในสิ่งที่อยากทำ คอยรับฟัง และเฝ้าดูอย่างอบอุ่น เวลาที่ไม่เข้าใจอะไรก็จะนั่งคิดหาคำตอบไปพร้อมกกันและที่สำคัญ ดูแลแม่และภรรยาคนอื่น ๆ อย่างดีคุองเองอยากเป็นพ่อที่ดีแบบนั้นบ้างในอนาคต
.
โทยะได้ฟังก็แทบอยากอุทานว่า "นั่นมันใครกันวะ!?" มันช่างเป็นภาพที่ไม่คุ้นเอาเสียเลยหรือว่าตัวเขาตกลงไปในบ่อน้ำมหัศจรรย์แล้วถูกเปลี่ยนตัวกับ "โทวยะเวอร์ชั่นหล่อ" ไปแล้วแต่อย่างน้อย ๆ ในสายตาลูกชายเขาก็ทำทั้งทำงานเป็นพ่อและราชาได้ดีคุองเสริมว่าทำได้ดีจนอาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำเพราะทำเรื่องยิ่งใหญ่มากมายจนบางครั้งคุองก็คิดว่าคงตามไม่ทันถึงขนาดกังวลว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องสืบทอดตำแหน่งจะสามารถนำพาประเทศนี้ไปในทางที่ถูกต้องได้ไหมเลย โทยะก็เลยปลอบว่าไม่ต้องกังวลขนาดนั้นแค่ทำในสิ่งที่ทำได้ไปพร้อมกับทุกคนรอบๆ ตัวด้วยความจริงใจและตั้งใจทำสิ่งต่างๆ คนรอบตัวก็จะช่วยเหลือเองถ้าทำอะไรผิดพลาดคนอื่นก็จะคอยเตือนไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวถ้ารู้สึกว่าสามารถพึ่งพาใครได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ หรือแม้แต่ทวยเทพก็พึ่งพาไปเลยถ้าสามารถแก้ปัญหาได้ก็ไม่มีอะไรผิดหรอกแต่ถ้าในอนาคตคุองมีเมียเยอะ ๆ เหมือนเขาก็คงจะต้องลำบากหน่อย อลิสไม่ได้มีปัญหาถ้าหากคุองจะมีภรรยาหลายคนตราบเท่าที่เธอยังเป็นเมียหลวงอยู่แต่เธอค่อนข้างติดคุองมากแถมยังมีความยันเดเระแฝงด้วยสงสัยจะเป็นสายเลือดที่สืบทอดมาจากเอนเด้แน่เลยแต่ก็นะ แต่ถ้าเป็นคุองเขาน่าจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาได้ดีอยู่โทยะเชื่อแบบนั้นว่าแล้วเขาก็ลองถามลูกชายเกี่ยวกับเพื่อนคนอื่น ๆ นอกจากอลิส คุองบอกว่ามีเพื่อนอีกสองคนคือ โลตัสกับมิรัน ซึ่งโลตัสสเป็นลูกชายคนรองของโลแกนส่วนมิรันเป็นลูกชายของท่านมิกะกับท่านแลนซ์ซึ่งเด็กสองคนนี้เข้าร่วมกองอัศวินตามพ่อของพวกเขาดังนั้นอนาคตก็จะเป็นผู้ใต้บัญชาของคุอง นอกจากนี้ก็ยังมีลูกพี่ลูกน้องที่เป็ยนญาติ ๆ ทีสนิทกันอย่างเบียโทริเช่ที่เป็นลูกสาวของไรฮาร์ดแล้วก็จูโรตะที่เป็นลูกของจูทาโร่กับอายาเมะคิดไปคิดมาโทยะก็รู้สึกว่าคุองนี่ก็ญาติเยอะอยู่เหมือนกัน ไหนจะทางเบลฟาสอย่างเจ้าชายยามาโตะหรือรัชทายาทของเรกุรุสแต่อย่างน้อย ๆ เท่าที่ฟังมาอนาคตก็สดใสใช่ย่อย
.
แต่โทยะติดใจเรื่องที่ว่าเขาทำอะไรใหม่ ๆ ในอนาคตก็เลยลองถามคุองดูว่าตัวเขาทำอะไรลงไปและคำตอบคือ "ธุรกิจการสื่อสาร" โทยะในอนาคตใช้ใช้บาบิโลนเป็นศูนย์กลางในการกระจายสัญญาณทำให้สามารถใช้สมาร์ทโฟนสื่อสารกันได้ทั่วโลก ในยุคนั้นสมาร์ทโฟนกลายเป็นของที่ขุนนางแทบทุกคนมีใช้แล้วและโทยะก็กำลังพยายามจะออกสมาร์ทโฟนราคาถูกสำหรับชาวบ้านทั่วไปด้วยตอนแรกโทยะก็งงว่าทำไมตัวเขาถึงทำแบบนั้นเพราะตัวเขาในตอนนี้ไม่คิดจะให้มันไปอยู่ในมือคนจำนวนมากเพราะกลัวจะเกิดปัญหาแต่คุองบอกว่าโทยะทำถูกแล้วเพราะเมื่อคนเราใช้เครื่องมือที่สะดวกสบายไปแล้วก็ยากที่จะทิ้งมันได้ สรุปว่าทุกอย่างมีนัยแอบแฝงนอกจากนี้โทนะก็ได้พัฒนา "อีเธอร์วิชั่น" หรือเอาง่าย ๆ ก็คือทีวีนั่นแหละซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่ใช้แผงคริสตัลเพื่อถ่ายทอดสัญญาณด้วยเรียกได้ว่ากลายเป็นเจ้าพ่อสื่อไปแล้วนั่นเองโทนะฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่าคงจะต้องรอดูอนาคตที่มีสมาร์ทโฟนแล้วกัน หลังจากได้รูปถ่ายมาแล้วโทยะก็จัดแจงเอามาแขวนประดับในห้องทำงานแถมยังมีแพลนจะเอากรอบเล็ก ๆ ซักอันมาตั้งบนโต๊ะทำงานด้วย ไม่พอยังมีความคิดจะทำอัลบั้มไว้ด้วย แม้จะมีมือถือที่เก็บรูปไว้ได้แต่การมีรูปที่พิมพ์ออกมาคงจะดีกว่า โทยะคิดว่าต้องเตรียมไว้ไม่มากสักเก้าคนก็พอ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่กับพวกเด็ก ๆ แล้ววันพรุ่งนี้เขาจะต้องส่งลูกกลับสู่อนาคตแล้วความรู้สึกนี้กวนใจโทยะไม่น้อย
.
หลังทำงานเสร็จโทยะก็ไปยังห้องนั่งเล่นและพบว่าทุกคนมาอยู่ที่นี่ด้วยกันหมดแล้วยาคุโมะและเฟรย์ยังคงฝึกการต่อสู้กันที่สวนด้านนอกท่ามกลางแสงแดด ยาเอะและฮิลด้ายืนดูอยู่ที่ระเบียงพวกเธอคงมีตั้งใจจะร่วมฝึกด้วยแต่ตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่เพราะถึงแม้ท้องจะไม่เด่นชัดแต่ว่าพวกเธอก็กำลังตั้งครรภ์อยู่การฝีกแบบนั้นจึงโดนสั่งห้ามคูนนั่งอยู่ที่มุมระเบียงกำลังถอดชิ้นส่วนของรถบังคับในขณะที่ข้าง ๆ เขาคือลีนที่กำลังอ่านหนังสือที่ซื้อจากโลก โยชิโนะกำลังเล่นอูคูเลเล่ที่ซื้อจากไวคิกิของโลกมนุษย์ ส่วนซากุระก็ร้องเพลงเบา ๆ ให้เข้ากับทำนองนั้น อาเซียและรูกำลังนั่งทานคุกกี้ที่ทำขึ้นมาเองและพูดคุยกันว่าอันไหนอร่อยที่สุด ส่วนเอลน่าและเอลเซ่, ลินเน่และลินเซ่ ก็กินคุกกี้อย่างเอร็ดอร่อย คุองกับสเตฟกำลังเล่นเกมต่อสู้อยู่โดยยูมินะกับซูยังนั่งมองดูเขาอย่างมีความสุข พอสเตฟเห็นโทยะก็เผลอปล่อยจอยทำให้แพ้คุองไปโดยเครื่องเกมที่ทั้งสองเล่นอยู่ตอนนีเรจีน่าเอาไปปรับปรุงใหม่จากของเดิมใจนกลายเป็นเครื่องที่มีฟังก์ชั่นเสริมครบครันรวมถึงคอนโทรลเลอร์ไร้สาและอุปกรณ์โปรเจคเตอร์ 3 มิติด้วยหากถอดอุปกรณ์เสริมพวกนี้ออกก็จะกลายเป็นเกมพกพาธรรมดา ๆ จากนั้นสเตฟก็ชวนโทยะเล่นเกมกันผลออกมาโทยะเล่นแพ้สเตฟแบบหลุดลุ่ยซึ่งซูเข้่าใจว่าโทยะออมมือให้ลูกสาวแต่จริง ๆ คือแพ้แบบสู้ไม่ได้เลยตะหากแต่ก็แถว่าเพิ่งเจองานเอกสารจนตาลายเล่นเต็มที่ไม่ได้หรอกแล้วหลังจากนั้นทุกคนก็ใช้เวลากันอย่างมีความสุขจนหมดวันไป คืนนี้เด็กๆ ได้แยกไปนอนกับแม่ของพวกเขาโทยะเลยต้องนอนคนเดียวคืนนี้เลยรู้สึกเหงาหน่อย ๆ แต่พอเข้านอนมันก็รู้สึกได้ถึงความเงียบและความว่างเปล่าของค่ำคืนนี้
.
สุดท้ายก็นอนไม่หลับได้แต่พลิกตัวไปมาอย่างไร้จุดหมาย ขณะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเด็กๆ มาที่นี่และทำให้บ้านเต็มไปด้วยความสุข ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องปกติที่จนชินไปแล้วและมันทำให้โทยะกลัวการสูญเสียพวกเขาหากทำได้ก็อยากจะเก็บพวกเด็ก ๆ เอาไว้แต่ในขณะเดียวกัน โทยะก็รู้ว่านั่นจะเป็นการทรยศต่อตัวเองในอนาคต ตัวฉันในอนาคตก็คงจะเคยต้องจากลาพวกเขา และสัมผัสถึงความเหงาแบบนี้มาก่อน และพยายามคิดว่าการจากลาไม่ใช่การจากลาตลอดไป แต่ถึงอย่างนั้น ความเหงาก็ยังคงทำให้ใจหนักอึ้งและในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดกับเขาทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นทันทีในห้องที่แสงไฟจากโคมไฟสลัว ๆ ฉายไปทั่วมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่เขาก็คือโทยะแต่เป็นโทยะที่มาจากโลกอนาคตซึ่งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่แม้ดูเหมือนจะสูงกว่าเดิมนิดหน่อยและหน้าตาก็ดูโตขึ้นแต่โดยรวมก็ยังเหมือนเดิมแต่ดูไปดูมาโทยะก็รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วก็ดูหล่อไม่น้อยนะ ฟิวเจอร์โทยะบอกว่าเขากลับมาหาตัวเองในอดีตได้เพราะได้รับอนุญาตมาแล้วจริง ๆ แล้วตัวเองก็เคยเจอกับตัวเองจากอนาคตเมื่อสิบสองปีก่อนเหมือนกันดังนั้นนี่มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ได้เป็นการป่วนกาลเวลาแต่อย่างใดซึ่งอีก 12 ปีข้างหน้าโทยะก็น่าจะอายุประมาณ 30 แล้วแต่หน้าตาก็ยังดูเหมือนคนอายุ 20 ต้น ๆ อาจเพราะเป็นเทพถึงได้หยุดโตไปแล้ว ฟิวเจอร์โทยะบอกว่าเรียกว่าหยุดแก่จะถูกกว่าซึ่งมันก็มีข้อดีและเสียอยู่เช่นหนวดไม่ขึ้นเลยทำให้ดูไม่มีความน่าเกรงขามมีช่วงหนึ่งลองใส่หนวดปลอมดูแต่เมียไม่ปลื้มก็เลยต้องเอาออก
.
จากนั้นทั้งสองก็คุยกัน ฟิวเจอร์โทยะบอกว่าพวกเด็ก ๆ จะกลับไปในช่วงเวลาตอนที่เขาหายไปหลังจากนั้นแค่ไม่กี่สิบวินาทีแต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ใจหายราวกับมันยาวนานเป็นชั่วโมงแต่พอเห็นพวกเด็ก ๆ กลับมาก็โล่งใจได้ ฟิวเจอร์โทยะมาจากช่วงเวลาหลังเด็ก ๆ กลับไปที่เวลาเดิมแล้วหลายสัปดาห์ต่อมาและหลังจากนั้นเขาก็พาพวกเด็ก ๆ กลับไปหาปู่ย่าที่โลกด้วยแต่เดินทางข้ามเวลาเยี่ยมพ่อแม่ในโลกมนุษย์ตอนที่ผ่านไป 12 ปีจากช่วงเวลาที่พาไปพบครั้งแรกซื่งตอนนั้นฟุยุกะก็น่าจะเป็นเด็กม.ต้นแล้ว และภายหลังพ่อกับแม่ของโทยะก็จะเดินทางมาที่โลกฝั่งนี้ด้วยพวกเขาวางแผนเพื่อการนี้มาหลายปีด้วยซ้ำเพื่อจะได้เดินทางมาได้แม้จะเป็นการเดินทางมาอยู่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เหมือนโฮมสเตย์ก็เถอะโดยมีการแพลนไว้ว่าฟุยุกะไปเรียนต่อต่างประเทศ 1 ปีในช่วงเวลาทีข้ามมาโลกนี้แล้วหลังจากนั้นฟุยุกะจะตัดสินใจยังไงต่อก็ว่ากันไป ฟุยุกะไม่มีปัญหาอะไรกับโลกนี้เธอปรับตัวได้ไวและสนุกกับการเรียนเวทมนตร์และยังไปสมัครเป็นนักผจญภัยด้วย แม่เองก็ติดใจเวทมนตร์เอามาก ๆ ส่วนพ่อตื่นเต้นไปกับเฟรมเกียร์แบบสุด ๆ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะพ่อโทยะเป็นสายนี้อยู่แล้ว แม่เองก็อยากสมัยเป็นนักผจญภัยเหมือนกันแต่ถูกห้ามเพราะตอนนั้นเธออายุเยอะแล้วแต่พอบอกไปแบบนั้นเลยโดนแม่อัดเลย ตอนนั้นแม่โทยะก็อายุใกล้จะห้าสิบแล้ว
.
ปัญหาหนักใจของฟิวเจอร์โทยะคือฟุยุกะนี่แหละที่พาวเวอร์เหลิอล้นเกินไปเกรงว่าหากไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยแล้วจะไม่มีใครเบรคนางนี่แหละจนบางทีก็แอบคิดว่าคุณตาที่เสียไปมาเกิดใหม่ในร่างสาวน้อยหรือเปล่าและเธอบอกว่าอนาคตอยากเป็นเกมครีเอทเตอร์และบอกว่าจะไปเรียนที่โรงเรียนสอนวิชาชีพที่โลกและบอกว่าไปทำวิจัยเรื่องโลกนี้เพื่อทำเกมที่มีความสมจริงและบอกว่าจะสร้างเกมโอตะเมะที่ดีที่สุดด้วยตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมฟุยุกะไปเวย์นั้นได้แล้วก็นึกขึ้นได้สาเหตุน่าจะมาจากลินเซ่แน่เลยแต่การที่น้องสาวสามารถหาจุดมุ่งหมายในชีวิตได้เร็วขนาดนี้ก็ดีแล้วล่ะมั้งและยังไงซะยังไงซะไม่ว่าจะฟุยุกะหรือลูก ๆ คนอื่น ๆ ก็ต้องเดินทางตามเส้นทางของตัวเองในสักวันหนึ่งอยู่แล้วแม้จะรู้สึกเหงาแต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ถึงแม้ว่าจะห่างกันไปแต่บางครั้งก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันอีกครั้งและตัวโทยะก็ยังมียังมีเมียถึงเก้าคนที่จะเดินทางไปข้างหน้าไปด้วยกันเสมอไม่มีอะไรที่จะทำให้หนักใจได้หรอกหลังจากนั้นฟิวเจอร์โทยะก็ขอตัวกลับอนาคตเพราะพรุ่งนี้มีพิธีเปิดการออกอากาศช่อง เอเทอร์วิชชั่นโดยก็จะมีเด็ก ๆ ที่เก่งในการร้องเพลงตามที่ซากุระสอนมาทำเป็นยูนิตเพลงแล้วให้พวกเขาร้องเพลงต่าง ๆ กันไปหรือพูดง่าย ๆ จะโปรดิวไอดอลกรุ๊ปกันแล้วนอกจากนี้ก็ยังมีพวกละครเวทีด้วยว่าแล้วฟิวเจอร์โทยะก็หายไปโทยะคิดไปแว่บนึงว่านี่ความฝันไหมแต่พอหยิกตัวเองมันก็เจ็บดังนั้นนี่ไม่ใช่ฝันแน่ โทยะกลับขึ้นเตียงและนอนลง หลับตาลงและรู้สึกเหมือนความวิตกกังวลและความเหงาที่มีเมื่อครู่นี้มันหายไปหมดสิ้นสุดท้ายก็หลับลงในที่สุดและแล้วรุ่งอรุณแห่งการลาจากก็มาถึง
.
โทยะตื่นนอนเปลี่ยนชุดและเดินไปที่ห้องนั่งเล่นเนื่องจากตื่นเช้ากว่าปกติเล็กน้อย จึงยังมาไม่พร้อมหน้ากันทั้งหมดแม้จะเป็นเช้าเหมือนทุกวันแต่กว่าบทสนทนาดูน้อยลงอย่างน่าประหลาดทุกคนคงเข้าใจดีว่าวันนี้เป็นวันแห่งการอำลาหลังจากนั้น ภรรยาและลูก ๆ ที่ตื่นตามมาทีหลังก็ค่อย ๆ ทยอยมารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นแต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศก็ยังขาดความคึกคักเหมือนที่เคยเป็นเนื่องจากวันนี้อากาศดียูมิน่าจึงเสนอให้ไปทานอาหารเช้าที่ระเบียงซึ่งทุกคนกฌเห็นด้วยกับความคิดนั้นแต่ว่าระหว่างมื้อาหารบทสนทนายังคงน้อยกว่าปกติ ทุกคนต่างตั้งใจทานอาหารเช้าโดยไม่พูดอะไรมากนักเหมือนว่าทุกคนใจะช้เวลาทานอาหารนานกว่าปกติ คล้ายกับว่ากำลังพยายามยืดช่วงเวลานี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังทานอาหารเช้าเสร็จเด็ก ๆ ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปที่ห้องของตัวเอง เพื่อเก็บของและใส่สิ่งที่ต้องการนำกลับลงไปในสโตร์ผ่านสมาร์ทโฟน ภรรยาและคนอื่นๆ ก็ตามไปช่วยพวกเขาด้วย ดูเหมือนพวกเธออยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนถึงวินาทีสุดท้ายในตอนนั้นเองโทยะก็ได้ยินเสียงเอนเด้ทักหมอนี่เข้ามาทางระเบียงอีกแล้วโทยะเลยคิดจะบ่นแต่พอหันไปก็เห็นว่าอลิสกำลังซุกตัวอยู่กับเมลเหมือนจะร้องไห้ริลที่จับมือกับริเสะอยู่ยังมีสีหน้าปกติแต่แววตากลับแฝงความกังวลขณะมองดูอลิสริลเองก็ต้องกับไปอนาคตด้วยเพราะไม่อย่างนั้นประวัติศาสตร์จะผิดเพี้ยน เนย์บอกว่าตอนออกจากบ้านมาก็ไม่เป็นไรหรอกแต่ระหว่างทางเจอกับชาวเมืองและทักทายกันมาเรื่อย ๆ สุดท้ายอลิสก็เลยกลายเป็นแบบนี้อลิสมักไปเล่นในเมืองบ่อย ๆ การได้กล่าวอำลากับเด็ก ๆ และผู้คนที่เธอสนิทด้วยในเมืองคงทำให้เธอรู้สึกเศร้ามากทีเดียวถึงแม้ว่าในอนาคตจะยังมีผู้คนเหล่านั้นอยู่แต่เวลาจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเด็ก ๆ ที่เคยเล่นด้วยจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะกลายเป็นวัยกลางคนและผู้สูงวัยก็อาจจะลาจากไปแล้วเธอคงไม่สามารถพบเจอคนในตอนนี้ได้ในรูปลักษณ์เดิมอีกต่อไป
.
ลินเน่เองก็สภาพไม่ต่างจากอลิสนักเอลน่า สเตฟ อาเซีย โยชิโนะ เฟรย์ ยาคุโมะ คูน และคุองถึงแม้จะแตกต่างกันในระดับอารมณ์แต่ทุกคนล้วนมีน้ำตาเอ่อในดวงตาสเตฟร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนักจนคนอื่นพลอยเศร้าไปด้วย ยาคุโมะ เฟรย์ และคูนถึงแม้จะไม่ได้ร้องไห้แต่ก็พยายามสะกดน้ำตาไว้จนต้องสูดจมูกเป็นระยะส่วนคุองที่ดูเหมือนจะปกติดีแต่คิ้วของเขากลับขมวดเล็กน้อยอาจเป็นเพราะเขาเป็นเด็กผู้ชายที่พยายามไม่ร้องไห้เพื่อแสดงความเข้มแข็งโทยะเองก็รู้สึกเศร้ามากกว่าที่คิดแต่ถ้าเขาแสดงมันออกไปก็อาจทำให้สถานการณ์บานปลายเขาก็เลยเล่าเรื่องที่ตัวเขาในอนาคตมาหาเมื่อคืนให้ทุกคนฟัง โดยบอกว่าทุกคนในอนาคตกำลังรอพวกเด็ก ๆ อยู่รอวันที่พวกเด็ก ๆ จะกลับไป พวกเราไม่ได้แยกจากกันหรอกแค่เตรียมตัวต้อนรับพวกเธอที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากที่นี่เพื่อให้เราสามารถพบกันในอนาคตด้วยรอยยิ้มอีกครั้งเสตฟจึงวิ่งไปกอดโทยะ ตามด้วยอาเซีย โยชิโนะ เฟรย์ คูนและยาคุโมะ ส่วนคุองเดินเข้่ามาด้วยท่าทีลังเลโทยะจึงย่อตัวลงและลูบหัวลูกชายเขาเบา ๆ ด้วยความอบอุ่น และบอกพวกเด็ก ๆ ว่าพอกลับไปแล้วพวกเด็ก ๆ จะได้กลับไปที่โลกในทันทีจะได้ไปเจอปู่ย่าและอาฟุยุกะที่ตอนนั้นน่าจะโตกว่ายาคุโมะไปแล้วหลังจากนั้นย่าโทคิเอะก็มาปรากฏตรงหน้าเพื้อพาพวกเด็ก ๆ กลับเหล่าคุณแม่กอดลูก ๆ ของตัวเองด้วยความรักเต็มหัวใจและฝากถ้อยคำสอนลูกตามประสาคุณแม่ เอนเด้บ่อน้ำตาแตกไปเรียบร้อยแล้ว เด็ก ๆ เดินไปหาย่าโทคิเอะ โกลด์กับริลเองก็ไปด้วย เด็ก ๆ ยังสะอึกสะอื้นและร้องไห้ต่อไปคุองจึงทำหน้าที่ตัวแทนเด็ก ๆ ออกมากล่าวคำขอบคุณและอำลาเรียกว่าเป็นซีนซึ้งพอควรและแล้วพวกเด็ก ๆ ก็กลับไปยังอนาคตที่ตนเองจากมาเมื่อเด็ก ๆ กลับไปแล้วบรรดาคุณแม่ก็อดร้องไห้ไม่ได้แม้จะไม่มีใครไม่เศร้ากับการจากลาครั้งนี้แต่มันเหงาจริง ๆ โทยะเองก็ได้แต่กลั้นน้ำตา
.
ตัดภาพไปยังอนาคตโทยะของยุคนั้นสัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนจากการสั่นสะเทือนของมิติได้เด็กๆ ที่ได้รับภารกิจไปปราบปรามมอนสเตอร์ในป่าคงจะถูกพัดเข้าสู่การสั่นสะเทือนนี้และเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตตามที่คาดไว้ทุกอย่างคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเขารู้ดีอยู่แล้วไม่มีอะไรที่ต้องรีบร้อนหรือหวาดกลัวเพราะย่าโทคิเอะล่วงหน้าแล้วว่าการสั่นสะเทือนมิตินี้จะเกิดขึ้นในวันนี้และเวลานี้ดังนั้นพวกโทยะแหละคนอื่น ๆ จึงมารวมตัวกันอยู่ที่ลานกลางของปราสาทเอนเด้เองก็ทิ้งงานของกิลด์นักผจญภัยมาที่นี่ด้วยโทยะแอบคิดว่าทิ้งงานมาแบยนี้มันจะดีเหรอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะมันคงจะย้อนกลับมาหาตัวเองชัวร์ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีตั้งแต่การสั่นสะเทือนมิติเกิดขึ้น แต่ในความรู้สึกของโทยะมันกลับรู้สึกยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อความคิดแย่ ๆ เกิดขึ้นในหัว พวกเขาจะปลอดภัยหรือเปล่าหรืออาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในอดีตที่เขาไม่รู้บางสิ่งที่ส่งผลกระทบถึงอนาคต และอาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ๆ และแล้วย่าโทคิเอะและเด็ก ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นพวกเด็ก ๆ ดูกปลอดภัยดีและวิ่งกลับไปหาแม่ของตนกันทำให้โทยะรู้สึกโล่งใจสุด ๆ หากนับจากตอนที่ส่งพวกเด็ก ๆ ออกไปตอนเช้าก็เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสามชั่วโมงแต่สำหรับเด็ก ๆ มันคือเวลาราวเกือบปีที่พวกเขาต้องแยกจากพ่อแม่ไปแม้ว่าในอดีตจะมีพวกเขาที่อยู่กับเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ใช่ตัวตนที่รู้จักและจดจำเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เด็ก ๆ เกิดจนถึงปัจจุบัน มันมีบางสิ่งที่ต่างออกไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ดังนั้นสำหรับเด็ก ๆ แล้ว พ่อแม่ของพวกเขายังคงเป็นตัวของพวกเขาในช่วงเวลานี้อยู่ดี อลิสจูงมือริลไปหาครอบครัวของเธอเมลกล่างต้อนรับริลกลับมาหลังจากไม่เจอกันสิบสองปีคุองที่ถูกยูมิน่าลูบหัวอย่างรักใคร่จนผมยุ่งไปหมดเดินตรงเข้ามาหาโทยะพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นและบอกกับพ่อว่าเขากลับมาแล้ว โทยะถามไปว่า "สนุกไหม?" คุองก็ตอบว่าสนุกมาก โทยะบอกพวกเด็ก ๆ ว่าให้พักผ่อนให้เต็มที่พรุ่งนี้เขาจะพาเด็ก ๆ ไปพบคุณปู่คุณย่าหลังจากไม่ได้พาพวกเด็ก ๆ กลับไปโลกเลนตลอดเวลาสิบสองปีเพราะกลัวทำให้อนาคตเปลี่ยนไปอันที่จริงโทยะพาภรรยากลับไปโลกทุกปีแต่ไม่เคยพาเด็ก ๆ ไปเลยและเด็ก ๆ เองก็ไม่เคยรู้เพราะโทยะเดินทางไปและกลับมาด้วยการย้อนเวลาให้ตัวเองกลับมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ตัวเองออกเดินทางไปทำให้พวกเด็ก ๆ ไม่รู้เรื่องและทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่โลกโทยะก็มักจะเอารูปถ่ายและวิดีโอของเด็ก ๆ ไปให้พวกเขาดูเสมอและครั้งนี้จะแตกต่างออกไปด้วยเพราะพ่อแม่ของโทยะรวมถึงฟุยุกะจะย้ายมาอยู่ที่โลกนี้เป็นเวลาหนึ่งปีฟุยุกะคงตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวแล้ว
.
กลับมาที่ช้วงเวลาปัจจุบันหลังจากเด็ก ๆ เดินทางกลับไปยังอนาคตพวกโทยะก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่บางครั้งก็ปล่อยตัวให้ล่องลอยเหมือนคนว่างเปล่าบางครั้งก็จมดิ่งกับการทำงานอย่างหนักอย่างน้อย ๆ เวลาที่หมกมุ้นกับงานก็ทำให้ลืมพวกเด็ก ๆ ไปได้ชั่วขณะแต่ในเวลาที่ปล่อยใจล่องลอยก็กลับไปจมอยู่กับความทรงจำเกี่ยวกับพวกเด็ก ๆ อีกครั้งและแล้วทุกคนก็เริ่มตระหนักว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้และค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติคนที่ฟื้นตัวได้เร็วที่สุดคือยาเอะกับฮิลดาเพราะพวกเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่กำลังจะมาถึงและด้วยแรงผลักดันจากพวกเธอทุกคนก็เริ่มหันกลับมามุ่งสู่อนาคตและทำสิ่งที่ควรทำในฐานะพ่อแม่ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็กที่จะเกิดมาด้วยความช่วยเหลือจากเรจีน่าและฟลอร่าทำให้สามารถพัฒนานมผงขึ้นมาได้สำเร็จซึ่งในภายหลังได้วางแผนจะให้คุณโอลบาช่วยผลิตในปริมาณมากและนำไปขายในเมืองนอกจากนี้ก็ยังพัฒนา ขวดนม ผ้าอ้อมกระดาษ สบู่สำหรับเด็ก แป้งเด็ก รถเข็นเด็ก สายอุ้มเด็ก รวมถึงเบาะนิรภัยสำหรับเด็กในรถม้าอีกด้วยนี่ไม่ได้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับลูกของตัวเองเท่านั้นแต่โทยะยังต้องการมอบสิ่งเหล่านี้ให้แก่ครอบครัวอื่น ๆ ในเมืองด้วยเช่นกันนอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ ชุดคลุมท้อง ที่แทบจะไม่มีในโลกนี้พวกเธอต้องสวมเสื้อผ้าที่คล้ายกับชุดทูนิคตัวใหญ่ ๆ แทน เพราะกลุ่มผู้หญิงชนชั้นสูง เช่น ขุนนางหรือราชวงศ์ ซึ่งมักไม่ค่อยออกไปข้างนอกชุดคลุมท้องสำหรับออกงานที่ดูสวยงามจึงแทบไม่มีเลยดังนั้นโทยะเลยต้องไปรึกษากับซานัคพร้อมนำตัวอย่างและข้อมูลเกี่ยวกับชุดคลุมคนท้องมานำเสนอแบบละเอียดด้วยสิ่งนี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ได้สนุกกับการแต่งตัแต่ยังช่วยให้ยาเอะและฮิลดารู้สึกสบายใจมากขึ้นสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเมื่อการตั้งครรภ์ของยาเอะและฮิลดาได้รับการเปิดเผย ปรากฏว่ามีผู้หญิงที่ทำงานในปราสาทหลายคนเริ่มประกาศว่าตัวเองตั้งครรภ์เช่นกันไม่ว่าจะเป็นเมด คนครัว หรือแม้แต่อัศวินหญิงก็ตามทุกคนทยอยเผยข่าวดีของพวกเธอออกมาอย่างต่อเนื่อง เรจีน่าบอกว่าเหตุผลก็คงเพราะเด็กที่เกิดมาในรุ่นเดียวกับลูกของราชวงศ์ถ้าเป็นผู้หญิงก็มีโอกาสจะได้แต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจถูกเลือกเป็นผู้ติดตามใกล้ชิดแต่โทยะเริ่มกังวลว่าถ้าผู้หญิงเหล่านี้ลาพักหลังคลอดพร้อม ๆ กันหมดงานในปราสาทจะไม่สะดุดเอาเหรอดูเหมือนจะต้องเริ่มวางแผนรับมือไว้ตั้งแต่ตอนนี้นอกจากนี้ การจะสร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กขึ้นในปราสาทคงต้องรีบดำเนินการให้เสร็จโดยด่วนเพราะทั้งช่วงก่อนคลอดและหลังคลอดคงเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสสำหรับทุกคน
.
เรขีน่ากำลังพัฒนา "อีเธอร์วิชัน" โดยศึกษาจากทีวีที่ซื้อกลับมาจากโลก งานของโทยะจะมากมายขึ้นหลังจากนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเลี้ยงลูกแต่ยังรวมถึงเรื่องการเป็นราชาและความสัมพันธ์กับเหล่าเทพอีกยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมายในเมื่อได้รับมอบหมายให้ดูแลโลกนี้ก็ต้องพยายามทำให้มันเป็นโลกที่ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย โมยะหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋า คิดถึงวันแรกที่ฉันมายังโลกนี้เขาไม่มีอะไรเลย ไม่มีอาหาร น้ำ หรือเงินสิ่งเดียวที่ฉันมีคือตัวเองกับสมาร์ทโฟนที่ได้รับพลังจากพระเจ้ามีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากมายจริง ๆ นับตั้งแต่วันนั้นโทยะก็ได้พบเจอกับผู้คนมากมายได้เห็นสิ่งต่าง ๆ และเรียนรู้อะไรอีกเยอะแยะและในอนาคตก็คงจะได้พบผู้คนที่ยังไม่เคยรู้จักได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นและเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเรียนรู้ต่อไปจากคำบอกเล่าของคุอง ในอนาคต สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายในโลกนี้และเกือบทุกคนในชนชั้นขุนนางต่างก็มีสมาร์ทโฟนใช้กันแล้วและดูเหมือนจะมีการพัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นสำหรับสามัญชนทั่วไป ด้วย ใคร ๆ ก็จะสามารถพูดคุยกับคนที่อยากคุยได้ในเวลาที่ต้องการหรือค้นหาข้อมูลที่อยากรู้ได้ทันที สิ่งที่เคยเป็นเรื่องธรรมดาบนโลกมนุษย์กลับกลายเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่เมื่อคิดในบริบทของโลกนี้หากมนุษย์สามารถเชื่อมต่อกัน ได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดกันและกันได้โลกนี้อาจกลายเป็นที่ที่ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นแต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จได้ในทันทีแต้ถึงจะเป็นอย่างนั้นโทยะก็คิดว่าต้องทำในสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้แล้วก้าวเดินต่อไปทีละขั้น เขากล่าวว่่า "ฝากตัวด้วยนะคู่หู" กับเจ้าสมาร์ทโฟนคู่ใจของเขาก่อนจะเดินไปหาเหล่าภรรยาทั้งเก้ายืนรอและเรียกชื่อเขาอยู่เขาขานรับเสียงเรียกของพวกเธอและวิ่งไปหาพวกเธอในทันทีเขาจะใช้ชีวิตต่อไปที่นี่ ในโลกที่แตกต่างใบนี้ พร้อมกับสมาร์ทโฟนของเขา
.
กาลเวลาล่วงเลยไป เด็กหนุ่มึคนหนึ่งกำลังถูกปู่นำทางไปพบกับใครคนหนึ่ง คนผู้นั้นคือผู้ก่อตั้งราชรัฐบรุนฮิว ท่านโมจิซึกิ โทยะ บุคคลในตำนานที่เรื่องราวของท่านถูกเล่าขานมาถึงปัจจุบันมันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเป็นอย่างมาก เด็กหนุ่มมีนามว่าโคยะ บรุนฮิลด์ หรือในชื่อเต็มว่า โมจิซึกิ โคยะ อายุ 15 ปี และผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะไปเมื่อไม่นานมานี้ในคืนนั้นเขาถูกเรียกตัวโดยพ่อและปู่ให้ไปพบและพวกเขาก็ได้เปิดเผยความลับที่สืบทอดกันในราชวงศ์บรุนฮิลด์ให้โคยะได้รับรู้ว่าท่านผู้ก่อตั้งรุ่นแรกยังมีชีวิตอยู่และกำลังเฝ้าดูโลกใบนี้จากเกาะลอยฟ้า ราชรัฐบรุนฮิลด์ถูกสถาปนามานานกว่าสามร้อยปี แล้วและตอนนี้ท่านพ่อของโคยะก็เป็นเจ้ารัฐคนที่ 14 ของบรุนฮิลด์ เมื่อโคยะถามไปว่า "ท่านผู้ก่อตั้งคนแรกเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวหรือ" ปู่กลับบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นแต่ท่านได้รับการต้อนรับเข้าสู่กลุ่มทวยเทพซึ่งมันทำให้โคยะยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่แม้ว่าในบันทึกประวัติศาสตร์ มีการจดไว้ว่าโทยะเสียชีวิตแล้วแต่สำหรับผู้ที่จะสืบทอดบรุนฮิลด์จะต้องมีโอกาสได้พบกับท่านผู้ก่อตั้งอย่างน้อยหนึ่งครั้งทั้งนี้เพื่อเป็นการทดสอบคุณสมบัติในจะขึ้นเป็นผู้ปกครองแม้จะถูกบอกว่าเพราะ มีคุณสมับ้ติจึงได้บอกความลับนี้และท่านรุ่นหนึ่งก็คงรู้เรื่องนี้แล้วแต่นั่นก็ทำให้โคยะกังวลอยู่ดีและไม่อยากเชื่อว่ารุ่นหนึ่งจะปรากฏตัวที่นี้ในขณะที่ปู่ของโคยะหยิบสมาร์ทโฟนออกมาและเริ่มพิมพ์ข้อความบางอย่างแล้วในพริบตานั้นก็มีเมดคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ปู่กล่าวทักทายเมดคนนั้นอย่างนอบน้อมและเรียกเมดคนนั้นว่า "ท่านฟรานเชสก้า" โคยะรู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้ต้องไม่ใช่เมดธรรมดาแน่เพราะปู่ของเขาแสดงความนอบน้อมขนาดนี้โคยะจึงรีบโค้งคำนับตามทันทีปู่ของโคยะแนะนว่านี่คือท่านฟรานเชสก้าหนึ่งในสิบอัครสาวกผู้รับใข้ท่านโทยะแล้วฟรานเชสก้าก็พาโคยะและปู่ของเขาวาร์ปขึ้นมายัง "สวนแห่งบาบิโลน" จากนั้นก็นำทางไปหาโทยะที่รออยู่ที่ศาลา
.
วินาทีแรกที่โคยะได้เห็นหน้าบรรพบุรุษเขาก็แปลกใจมากเพราะเขาดูเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ต่างจากรูปวาดภาพเหมือนของเขาที่ปราสาท ภาพนั้นดูสง่างามและน่าเกรงขามกว่ามากพอเห็นปฏิกิริยาของโคยะ โทยะก็บ่นว่าทำไมคนที่มาที่นี่ครั้งแรกและเห็นหน้าเขาถึงต้องทำหน้าตาแบบนั้นกันทุกคนเลยนะ ปู่ของโคยะหัวเราะและบอกว่าคงเพราะภาพเหมือนที่ปราสาทนั่นแหละโทยะก็บ่นว่าบอกแล้วไงว่าทำภาพให้มันดูสมจริงธรรมดาจะดีกว่า ทำไมต้องเพิ่มความอลังการเข้าไปด้วยแต่ก็โดนแย้งมาว่ามันเป็นสิ่งที่จะถูกเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ตลอดไปแน่นอนว่าภาพควรจะดูสง่างามและน่าประทับใจและคนที่จะเห็นภาพนั้นก็มีเพียงกษัตริย์รุ่นต่อ ๆ ไปและในตอนนั้นเองก็มีหญิงสาวที่งดงามปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ ท่านรุ่นหนึ่งเธอมีผมยาวสีทองที่พลิ้วไหวไปตามสายลมดวงตาของเธอมีสีที่แตกต่างกันตาขวาเป็นสีฟ้าส่วนตาซ้ายเป็นสีเขียวด้วยความสงสัยโคยะจึงถามปู่ว่าคนนั้นใครแล้วก็ได้คำตอบมาว่าท่านยูมิน่าพระชายาของท่านรุ้นหนึ่งและเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์บรุนฮิลด์ของเราด้วยโคยะถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินชื่อนั้นเพราะนี่คือหนึ่งในพระชายาทั้งเก้าที่คอยสนับสนุนท่านรุ่นหนึ่งและยังเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์บรุนฮิลด์ด้วย โคยะรึบกล่าวทักทายและแนะนำตัวเองต่อบรรพบุรุษของตัวเองทันที ยูมิน่าก็ตอบรับคำทักทายและแนะนำตัวว่าเธอเป็น ย่าชองย่าของย่าหลายรุ่นของโคยะ แต่ถึงจะบอกว่าเป็นย่าของย่าของย่าแต่สำหรับโคยะแล้วมันชวนสับสนมากเพราะท่านย่าของเขากลับดูสาวกว่าแม่เข้าเสียอีกสายตาของโคยะมองไปยังด้านหลังของยูมิน่าบริเวณที่เหมือนระเบียงเขาเห็นหญิงสาวอีกแปดคนกำลังนั่งรอบโต๊ะกลมดื่มน้ำชาอย่างสง่างามเขาคิดว่าพวกเธออาจเป็นพระชายาอีกแปดคนของท่านรุ่นหนึ่ง ยูมิน่าบอกว่าว่าทีราชารุ่นต่อไปผมดำสินะ ปู่ก็บอกไปว่าเพราะแม่ของโคยะนั้นมาจากอิเชน ยูมิน่าบอกว่าคล้ายกับโทยะตอนหนุ่ม ๆ เลยโคยะรู้สึกดีใจที่ตัวเองดูคล้ายท่านรุ่นหนึ่ง
.
จากนั้นดวงตาของท่านยูมินะหันมาจ้องไปที่โคยะแววตาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเป็นสายตาที่จริงจังจนรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงจิตใจโคยะรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเพราะเหมือนทุกสิ่งในตัวถูกเปิดเผยต่อหน้าดวงตาคู่นั้นและในที่สุดยูมินะก็ยิ้มออกมาอีกครั้งและกล่าวว่า "ไม่มีปัญหาเลยค่ะ สมแล้วที่เป็นลูกหลานของฉันและท่านโทยะ" ปู่ของโคยะหันกลับมาบอกว่าเจ้าได้รับการยอมรับในฐานะราชารุ่นต่อไปแล้ว ตัวเขาเองก็เคยโดนแบบนี้มาก่อนเมื่อผ่านพิธีกรรมมองทะลุได้แล้วก็ถึงเวลามอบของขวัญให้กับราขาองค์ใหม่เชสก้าเดินมาพร้อมกับกล่องเล็ก ๆ สีขาวในมือเธอยื่นกล่องนั้นไปให้โคยเมื่อเปิดกล่องเล็ก ๆ ตามที่ท่านโทยะบอกก็พบว่าข้างในมีกล่องสมาร์ทโฟนสีดำใหม่เอี่ยมที่ดูเป็นประกายอย่างไร้ที่ติและมันไม่เหมือนกับรุ่นใด ๆ ที่โคยะเคยเห็นมาก่อนแม้แต่สมาร์ทโฟนที่มีในปัจจุบันก็ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงมันดูเหมือนจะเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดแต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้โคยะรู้สึกได้ว่ามันพิเศษกว่านั้นปู่ของโคยะบอกว่าสมาร์ทโฟนทั้งหมดที่ผลิตในบรุนฮิลด์นั้นถูกสร้างขึ้นที่เกาะแห่งนี้โดยฝีมือของท่านรุ่นหนึ่งความจริงข้อนี้มีเพียงไม่กี่คนในราชอาณาจักรที่รู้และห้ามเปิดเผยเรื่องนี้โดยเด็ดขาดนี่คือความลับสูงสุดของบรุนฮิลด์หลายปีที่ผ่านมามีหลายอาณาจักรพยายามส่งสายลับเข้ามาเพื่อค้นหาความลับนี้แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะมันเป็นความลับที่ถูกปกปิดไว้อย่างดีขนาดองค์ชายรัฐทายาทอย่างเขายังไม่รู้เลยจนถึงตอนนี้โทยะบอกว่่าสมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นของขวัญสำหรับการบรรลุนิติภาวะมันมีฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนและประสิทธิภาพก็เหนือกว่าสมาร์ทโฟนที่มีในปัจจุบันอย่างมาก โดยมันถูกใส่พลัง 'คุณสมบัติ' ลงไป ผู้ครอบครองสามารถใช้มันเพื่อร่ายเวทมนตร์ได้แม้ว่าตัวเจ้าจะไม่มีความเหมาะสมกับเวทมนตร์ประเภทนั้นซึงนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้เพราะตั้งแต่โบราณมาเวทมนตร์ถือเป็นสิ่งที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะนั้น ๆ ก่อนจึงจะใช้ได้แต่สมาร์ทโฟนเครื่องนี้กลับล้มล้างสิ่งนั้นไปโดยสิ้นเชิงโทยะบอกว่า จะวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนหกสีโดยแต่ละสีจะถูกเสริมด้วยพลังของธาตุทั้งหก ได้แก่
ไฟ (Crimson Red)
น้ำ (Ocean Blue)
ลม (Mint Green)
ดิน (Coffee Brown)
แสง (Platinum White)
ความมืด (Night Black)
แต่ละเครื่องจะเชื่อมโยงกับธาตุที่ถูกกำหนดไว้และเพื่อป้องกันความยุ่งยากเครื่องเหล่านี้ถูกออกแบบให้ไม่สามารถผสานพลังของธาตุหลายธาตุในเครื่องเดียวได้ต่อให้มีสองเครื่องก็ไม่สามารถกลายเป็นผู้ใช้หลายธาตุได้ สมาร์ทโฟนนี้ไม่ได้ทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ในทันทีมันเป็นเพียงเครื่องมือช่วยเสริมคุณสมบัติ ดังนั้นผู้ใช้งานยังคงต้องเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองเท่านั้นพูดง่าย ๆ คือทำให้คุณมีธาตุแต่ไม่แปลว่ากดแล้วใช้เวทได้เลยแต่ถึงอย่างนั้น สมาร์ทโฟนนี้ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของหลายๆ คนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีโอกาสใช้เวทมนตร์อย่างแน่นอนและนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโคยะถึงได้เครื่องสีดำเพราะเขามีคุณสมบัติสำหรับเวทมนตร์ทุกธาตุยกเว้นความมืดจึงเคยแอบฝันถึงการใช้เวทมนตร์เกี่ยวกับธาตุความมืดโดยเฉพาะเวทมนตร์อัญเชิญถ้าหากใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ก็อาจจะสามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เคยฝันถึงมาได้ก็ได้โทยะฝากฝังให้โคยะช่วยใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นเพื่อชีนำผู้คนในรุ่นต่อ ๆ ไปโดยในมือของโทยะก็มีสมาร์ทโฟนสีดำที่ลักษณะคล้าย ๆ กันอยู่
.
ในช่วงเวลาเดี่ยวกันด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินทางจากบ้านเกิดเอลฟราวมายังบรุนฮิลด์ด้วยรถไฟวิถีเวท เธอชื่อว่า เนโร ซิลเอสก้า เป็นเด็กสาวธรรมดาอายุสิบสองปีมาจากเมืองเล็ก ๆ ชื่ออาเลนเต้ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของราชอาณาจักรเอลฟราวในแถบทางเหนือเธอเป็นเด็กสาวที่ตัวเล็กเมื่อเที่ยบกับเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันแต่เพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนสตรีเครื่องกลบาบิโลนแล้วเธอจึงเดินทางมาที่บรุนฮิลด์นี้โดยมันเป็นโรงเรียนรัฐบาลเฉพาะทางที่มีหลักสูตรห้าปีและเปิดรับนักเรียนจากทั่วทุกมุมโลกแต่ด้วยข้อจำกัดที่แต่ละประเทศสามารถส่งนักเรียนได้เพียงห้าคนต่อปีทำให้การเข้าเรียนที่นี่กลายเป็นเรื่องยากมากมีเพียงผู้ที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้นที่ได้รับโอกาสซึ่งเนโรก็โชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ได้เป็นหนึ่งในห้าคนนั้นแม้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อแต่ว่าใบรับรองการเข้าเรียนและบัตรนักเรียนที่อยู่ในมือคือหลักฐานที่ยืนยันว่ามันไม่ใช่ความฝัน เนโรสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่ยกลงมาจากชั้นวางสัมภาระด้วยความยากลำบากและก้าวออกจากรถไฟเวทลงไปยังชานชาลาของสถานีบรูนฮิลด์ความตื่นเต้นและความหวังผสมปนเปกันในใจ ขณะที่ฉันก้าวเข้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ที่นี่ต่างจากบ้านเกิดของเธอมากนักสถานีรถไฟแห่งนี้ใหญ่โตและสวยงามสมแล้วที่เป็น ฃเมืองเวทมนตร์อันดับหนึ่งของโลกทุกหนแห่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ ในชีวิตประจำวันเมื่อสังเกตดี ๆ ก็เห็นว่าเหนือกำแพงของสถานีรถไฟที่เพิ่งออกมามีจอภาพอีเธอร์วิชันขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่จอภาพอีเธอร์วิชันที่ใช้แสดงภาพจากระยะไกลหรือภาพบันทึกวิดีโอไม่ใช่ของแปลกใหม่อีกต่อไปในอดีตมันเคยเป็นสิ่งที่รัฐต้องควบคุมและติดตั้งเฉพาะที่แต่ปัจจุบันแม้แต่คนที่มีฐานะปานกลางก็มักจะมีไว้ที่บ้าน การติดตั้งไว้กลางเมืองแบบนี้จึงค่อนข้างหาได้ยากบนจออีเธอร์วิชันมีภาพของเด็กสาวที่มีผมสีซากุระ เธอสวมชุดมีระบายร้องเพลงและเต้นอยู่ เนโรจำได้ลาง ๆ ว่านี่น่าจะเป็นไอดอลหน้าใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมพี่สาวของเธอเคยพูดถึงเธอด้วยความตื่นเต้นแต่เธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก
.
แต่ในระหว่างที่เคลิบเคลิ้มกับเพลงไปแปบหนึ่งเนโรก็ดึงสติกลับมาและและหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋าเพื่อเปิดแผนที่นำทางไปยังวิทยาลัยสมาร์ทโฟนที่ผู้คนทั่วโลกใช้อยู่ในตอนนี้ถูกผลิตขึ้นที่นี่มันเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีโบราณที่ถูกฟื้นฟูโดยท่านโทยะราชาผู้ก่อตั้งที่นี่เมื่อกว่าสามร้อยปีก่อนว่ากันว่าการพัฒนานี้ช่วยเร่งความก้าวหน้าของมนุษยชาติไปถึงหลายพันปีแม้กระทั่งจออีเธอร์วิชันที่ฉันเห็นก่อนหน้านี้ ก็ยังใช้เทคโนโลยีพื้นฐานจากสมาร์ทโฟนนี้ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นทั้งสำหรับพลเมืองทั่วไปและนักผจญภัยด้วยความสะดวกที่มันมอบให้ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตประจำวัน สมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในสองเทคโนโลยีสำคัญที่ท่านผู้ก่อตั้งได้นำมาสู่โลกใบนี้ส่วนอีกหนึ่งอย่างก็คือยักษ์ที่ดูเหมือนอัศวินในชุดเกราะเต็มตัวนั่นคือ "เฟรมเกียร์" อาวุธรูปแบบมนุษย์ยักษ์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ท่านโทยะได้นำกลับมาว่ากันว่าเมื่อกว่าห้าพันปีก่อนโลกต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่จากการรุกรานของผู้บุกรุกจากต่างมิติเพื่อต่อกรกับภัยคุกคามนี้นักเวทวิศวกรรมอัจฉริยะได้สร้างเฟรมเกียร์ขึ้นมา อย่างไรก็ตามเฟรมเกียร์กลับไม่เคยได้ใช้ในสนามรบจริงเพราะผู้รุกรานหายตัวไปจากโลกอย่างกะทันหันทำให้ความสงบสุขกลับคืนมาโดยที่ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เฟรมเกียร์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ก็ถูกลืมและหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์แต่เมื่อสามร้อยปีก่อนเมื่อผู้รุกรานจากต่างมิติปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งท่านโทยะราชาผู้ก่อตั้งแห่งบรุนฮิลด์ก็ได้ฟื้นฟูเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ขึ้นมาใหม่และร่วมมือกับอาณาจักรต่าง ๆ และใช้ในเพื่อปกป้องโลกจากภัยคุกคามนี้หลังจากโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เทคโนโลยีเฟรมเกียร์ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ใช้ในหลายด้าน เช่น การกู้ภัยจากภัยพิบัติจากดินถล่ม การปราบปรามสัตว์เวทขนาดใหญ่ การประลองเชิงอำนาจระหว่างประเทศในรูปแบบ สงครามเครื่องจักรกลแห่งแร็กนาร็อก มันไม่ใช่แค่อาวุธแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการป้องกันโลกใบนี้
.
สงครามเครื่องจักรกลแห่งแร็กนาร็อก คือการต่อสู้จำลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นทุกปีโดยแต่ละประเทศจะส่งเฟรมเกียร์หลายเครื่องมาแข่งขันในรูปแบบทีมและประเทศที่ชนะเลิศในปีนั้นจะได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำของพันธมิตรโลกเป็นระยะเวลาหนึ่งปีและเพื่อที่จะได้เข้าร่วมในฐานะนักรบของสงครามแร็กนาร็อกผู้เข้าร่วมต้องสำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนสตรีเครื่องกลบาบิโลนและได้รับคุณสมบัติเป็น นักขับเฟรมเกียร์หรือที่เรียกกันว่่า "ทรูปเปอร์" และนั่นแหละคือสิ่งที่นำพาเนโรให้เดินทางมาถึงที่นี่เพราะต้องการบรรลุสิ่งนั้น เนโรเริ่มเดินมุ่งหน้าไปยัง วิทยาลัยอันจะเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันและการเดินทางของเธอ
.
จบบริบูรณ์