แปลไทย ไปต่างโลกกับสมาร์ทโฟน ภาค300ปีให้หลัง 1-42
บทที่ 1 วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน
001 นครเวทมนตร์บรุนฮิลด์.
.
『สถานีต่อไป บรุนฮิลด์ บรุนฮิลด์~ ประตูรถจะเปิดทางด้านขวา ผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปยังอาณาจักรเบลฟาสต์...』
ระหว่างที่ฟังเสียงประกาศบนรถไฟเวทมนตร์ ฉันก็เริ่มเอื้อมมือไปหยิบสัมภาระที่วางอยู่บนชั้นเหนือศีรษะลงมา ดูเหมือนว่าจะถึงแล้วสินะ
หลังจากออกเดินทางจากอาณาจักรเอลฟ์ราวซึ่งเป็นบ้านเกิด นั่งรถไฟผ่านจักรวรรดิเรกูลัส ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที ถึงจะใช้รถไฟเวทมนตร์ก็เถอะ แต่ต้องนั่งอุดอู้อยู่ตั้งวันครึ่ง ทำเอาร่างกายฉันปวดเมื่อยดังกรอบแกรบไปหมดแล้ว
ต่างจากที่นั่งแบบระบุที่นั่งอันกว้างขวางสะดวกสบายสำหรับพวกขุนนางหรือพ่อค้าเศรษฐี ทางฝั่งนี้คือที่นั่งชั้นธรรมดาที่อัดแน่นเป็นปลากระป๋อง บอกตามตรงว่าเบาะแคบๆ นี่มันทรมานสุดๆ แถมตาลุงที่นั่งข้างๆ ก็ยังตัวเหม็นบุหรี่อีก ยอดแย่ที่สุดเลย
ฉันชื่อเนโร ซิลลูเอสก้า เป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีธรรมดาๆ ที่มาจากเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกชื่อว่าอาเรนเต้ ในอาณาจักรเอลฟ์ราวซึ่งเป็นเมืองหิมะทางตอนเหนือ เอาเถอะ ถึงตัวฉันจะเล็กกว่าคนทั่วไป 'นิดหน่อย' ก็เถอะนะ
ฉันเดินทางรอนแรมจากบ้านเกิดมาไกลแสนไกล เพื่อมาเข้าเรียนที่ 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』 ในราชรัฐบรุนฮิลด์แห่งนี้
วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนเป็นโรงเรียนวิชาชีพเฉพาะทางของรัฐหลักสูตรห้าปี ซึ่งเปิดรับนักศึกษาจากทั่วโลก
ทว่า เนื่องจากเป็นประตูที่แคบมาก โดยรับโควตาเพียงประเทศละห้าคนเท่านั้น ผู้ที่สามารถเข้าเรียนได้จึงมีเพียงหยิบมือเดียวจริงๆ
และฉันก็โชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในห้าคนนั้น ถึงตอนนี้จะยังไม่อยากเชื่อ แต่ใบตอบรับการเข้าเรียนและบัตรนักศึกษาในมือนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามันไม่ใช่ความฝัน
ฉันออกแรงยกสัมภาระใบใหญ่ที่หยิบลงมาจากชั้นขึ้นสะพายหลัง ก้าวเท้าออกจากรถไฟเวทมนตร์ที่จอดสนิท แล้วลงมายืนบนชานชาลาของสถานี
"ที่นี่น่ะเหรอ บรุนฮิลด์..."
ฉันเผลอมองสถานีรถไฟที่ใหญ่โตและหรูหราอลังการยิ่งกว่าสถานีรถไฟเวทมนตร์ของเอลฟ์ราวอย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ สมแล้วที่เป็นนครเวทมนตร์อันดับหนึ่งของโลก มีการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์อยู่ทุกหนทุกแห่งเลย
"เอ่อ... ทางออกอยู่... ทางโน้นสินะ"
ฉันเดินเตาะแตะไปพร้อมกับแบกสัมภาระใบใหญ่ ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาทาบแล้วเดินผ่านเครื่องกั้นตั๋วออกมา
เมื่อออกจากตัวอาคารสถานี ก็มองเห็นสวนสาธารณะใจกลางเมืองอยู่สุดปลายถนนสายใหญ่ และเมื่อมองลึกเข้าไปสุดปลายทางเดินที่เรียงรายไปด้วยต้นซากุระ ก็จะเห็นปราสาทสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ นั่นคือปราสาทบรุนฮิลด์
จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเพลงใสแจ๋วแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ฉันจึงหันซ้ายหันขวามองหา
เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่าบนผนังด้านบนของอาคารสถานีที่เพิ่งเดินออกมา มีหน้าจอ ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ขนาดใหญ่ติดอยู่
ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ที่สามารถฉายภาพจากระยะไกลหรือภาพที่บันทึกไว้ได้นั้น ในยุคนี้ไม่ใช่ของแปลกตาสักเท่าไหร่นัก
ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนรัฐบาลจะเป็นผู้จัดการและติดตั้ง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเป็นคนมีเงินหน่อยก็มีกันทุกคนทั้งนั้นแหละ ถึงแม้การที่มันมาตั้งอยู่กลางเมืองแบบนี้จะค่อนข้างแปลกตาก็เถอะ
บน ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ฉายภาพเด็กผู้หญิงผมสีซากุระในชุดฟูฟ่องประดับระบายกำลังร้องรำทำเพลงอยู่
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นไอดอลที่กำลังดังอยู่ในช่วงนี้มั้ง พี่สาวข้างบ้านเคยพูดถึงอย่างคลั่งไคล้ แต่ฉันจำรายละเอียดไม่ได้แล้วแฮะ
...อืม เพลงก็เพราะดีเหมือนกันนะเนี่ย
ฉันยืนฟังอย่างเพลิดเพลินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งได้สติกลับมา
"ไม่ได้ๆ นอกเรื่องแล้ว ต้องหาทางไปวิทยาลัยก่อน... ฮึบ"
ฉันละสายตาจาก ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ล้วงสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋าเสื้อเพื่อเปิดดูแผนที่นำทางไปยังวิทยาลัย
สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ที่ผู้คนทั่วโลกใช้กันอยู่ ก็ถูกผลิตขึ้นที่บรุนฮิลด์แห่งนี้เช่นกัน
มันคืออุปกรณ์เวทมนตร์อเนกประสงค์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเทคโนโลยีโบราณ ซึ่งองค์ปฐมกษัตริย์ทรงฟื้นฟูขึ้นมาเมื่อกว่าสามร้อยปีก่อน ว่ากันว่าการพัฒนาของอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้ความก้าวหน้าของมนุษยชาติรุดหน้าไปนับพันปีเลยทีเดียว
เทคโนโลยี ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) เมื่อครู่นี้ก็ถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน
นั่นคือหนึ่งในสองสุดยอดเทคโนโลยีที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงนำมาสู่โลก และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ...
"นั่นมัน...!"
แม้จะมองจากตรงนี้ ก็ยังเห็นยักษ์สองตนยืนประจันหน้ากันอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาท ตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าบ้านคนทั่วไปเสียอีก
รูปลักษณ์ราวกับอัศวินที่สวมเกราะเต็มยศ นั่นล่ะคือเทคโนโลยีอีกอย่างที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงนำกลับมา อาวุธรูปร่างมนุษย์ขนาดยักษ์อเนกประสงค์ 『เฟรมเกียร์』
เมื่อห้าพันกว่าปีก่อน โลกตกอยู่ในวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จากผู้รุกรานต่างมิติ เพื่อต่อกรกับผู้รุกรานเหล่านั้น วิศวกรเวทมนตร์อัจฉริยะผู้หนึ่งจึงได้สร้าง 『เฟรมเกียร์』 ขึ้นมา
ทว่า เฟรมเกียร์กลับไม่เคยได้ออกรบในแนวหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นเป็นเพราะจู่ๆ ผู้รุกรานก็หายตัวไปจากโลก และความสงบสุขก็กลับคืนมาอย่างเป็นปริศนา
ด้วยเหตุนี้ เฟรมเกียร์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน จึงเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในคราวนั้น
จนกระทั่งเมื่อสามร้อยปีก่อน ผู้รุกรานจากต่างโลกได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง องค์ปฐมกษัตริย์แห่งบรุนฮิลด์จึงทรงฟื้นคืนชีพเฟรมเกียร์ซึ่งเป็นมรดกโบราณ ร่วมมือกับนานาประเทศทั่วโลก และปกป้องโลกใบนี้จากผู้รุกรานเอาไว้ได้
หลังจากนั้น เมื่อโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เทคโนโลยีของเฟรมเกียร์ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการกู้ภัยจากภัยพิบัติอย่างดินถล่ม, การปราบปรามสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่เรียกว่าสัตว์เทวะ และรวมถึง 『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 ที่ใช้เป็นตัวแทนศักดิ์ศรีของประเทศต่างๆ
『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 คือสงครามจำลองสเกลใหญ่ ที่แต่ละประเทศจะส่งเฟรมเกียร์หลายเครื่องเข้าร่วมต่อสู้กัน
โดยจะจัดขึ้นปีละครั้ง และประเทศที่ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้นำของสมาคมโลกเป็นเวลาหนึ่งปี
การจะลงแข่งใน 『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 ได้นั้น จำเป็นต้องเรียนจบจากโรงเรียนจักรกลในบรุนฮิลด์ เพื่อรับคุณสมบัติเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 เสียก่อน
แน่นอนว่าฉันเองก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่นั่นเหมือนกัน ถึงได้ถ่อมาจนถึงที่นี่ไงล่ะ
"เอาล่ะ! ไปกันเถอะ!"
ฉันข่มความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ แล้วเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังวิทยาลัยจักรกล
◇ ◇ ◇
"ว้าว... ของจริงล่ะ..."
ฉันยืนตัวสั่นด้วยความประทับใจเมื่อได้เห็นเฟรมเกียร์ที่ตั้งตระหง่านขนาบสองข้างของประตูโรงเรียนจักรกล
ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นเฟรมเกียร์รุ่นเก่าที่เคยใช้ในยุคก่อตั้งประเทศด้วยตาตัวเองแบบนี้
มันคือหุ่นสีขาวและดำที่ถูกเรียกว่า อัศวินขาว(ไชน์เคานต์) และ อัศวินดำ(ไนต์บารอน) ว่ากันว่าเป็นเฟรมเกียร์รุ่นแรกสุดที่หัวหน้าและรองหัวหน้ากองอัศวินบรุนฮิลด์ในยุคนั้นเป็นผู้ขับ
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นหุ่นรุ่นเก่าจนแทบจะเป็นของโบราณไปแล้ว แต่ความงดงามของการออกแบบนั้นก็ไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามร้อยปี ถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนจักรกลเลยก็ว่าได้
อันที่จริง การจะเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 ซึ่งเป็นผู้ขับเฟรมเกียร์ได้นั้น จำเป็นต้องเรียนจบจากโรงเรียนจักรกล แต่ที่บรุนฮิลด์แห่งนี้มีโรงเรียนจักรกลอยู่ถึงสองแห่ง
นั่นคือ 『สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์』 และ 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』
เดิมที 『สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์』 เป็นโรงเรียนจักรกลเพียงแห่งเดียวในประเทศนี้... ไม่สิ ในโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่ด้วย ความเอาแต่ใจ(ความต้องการ) ของเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งที่อยากจะ 'ทดสอบความเข้ากันได้ของสตรีกับเฟรมเกียร์' จึงได้มีการก่อตั้ง 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』 ขึ้นมาใหม่เมื่อสิบห้าปีก่อน
และตามชื่อเลย วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนเป็นโรงเรียนหญิงล้วน
เนื่องจากเดิมทีสถาบันจักรกลซึ่งเป็นแบบสหศึกษานั้นเน้นการฝึกฝนทักษะเยี่ยงอัศวินเป็นหลัก ทำให้ผู้หญิงที่มักมีพละกำลังและความทนทานของร่างกายน้อยกว่า มีอัตราการสอบผ่านน้อยกว่าผู้ชายมาก
นี่เป็นผลพวงตกทอดมาจากยุคที่กองอัศวินของแต่ละประเทศยังต้องขอยืมเฟรมเกียร์มาใช้ ซึ่งทำให้ประตูสู่การเป็นทรูปเปอร์สำหรับผู้หญิงยิ่งแคบลงไปอีก
ในมุมมองของเชื้อพระวงศ์ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยสตรี ท่านเห็นว่า 'การตัดโอกาสความเป็นไปได้ของ ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) เพียงเพราะพวกเธอไม่มีความถนัดในแบบฉบับของอัศวินนั้น เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี'
ความจริงแล้ว ฉันเองก็เคยไปสอบเข้าทางฝั่ง 『สถาบัน』 ที่เอลฟ์ราวมาแล้วเหมือนกัน
ผลคือสอบตก ฉันทำอันดับได้ไม่ดีพอในการทดสอบความอึดอย่างการวิ่งมาราธอนและการยกน้ำหนักเพื่อวัดพละกำลังในด่านแรก จนต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ทว่า ในการสอบเข้าของ 『วิทยาลัย』 ที่ฉันไปสอบในรอบต่อมา ซึ่งมีการทดสอบความเข้ากันได้กับเฟรมเกียร์ การทดสอบความเข้ากันได้กับพลังเวท และบททดสอบแปลกๆ ที่ไม่มีใน 『สถาบัน』 อีกหลายอย่าง ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าฉันสอบผ่านฉลุยจนแม้แต่ตัวเองยังไม่อยากเชื่อ
ฉันไม่คิดหรอกนะว่าเป็นเพราะโรงเรียนเพิ่งเปิดใหม่เลยขาดแคลนนักเรียนน่ะ...
จะว่าไป ถึงแม้ภายนอกจะบอกว่า 『สถาบัน』 และ 『วิทยาลัย』 เป็นสถานที่ที่ช่วยผลักดันซึ่งกันและกัน แต่ฉันก็เคยได้ยินข่าวลือมาว่าจริงๆ แล้วทั้งสองที่นี้ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ได้ยินมาว่าในงานแข่งขันประชันระหว่างสองโรงเรียนที่จัดขึ้นปีละครั้ง พวกเขาซัดกันดุเดือดมาก คงเป็นโรงเรียนคู่แข่งกันอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ
ฉันเองในฐานะนักเรียนของ 『วิทยาลัย』 ก็ต้องพยายามให้เต็มที่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และสักวันฉันจะแก้แค้น 『สถาบัน』 ให้ดู คอยดูเถอะ จะทำให้รู้ซึ้งเลยว่าปลาที่หลุดมือไปนั้นตัวใหญ่แค่ไหน!
แค่สอบรอบแรกก็ให้วิ่งมาราธอนกับยกน้ำหนักแล้ว นักเรียนของ 『สถาบัน』 นี่มันมีแต่พวกบ้ากล้ามหรือไง? แบบนี้ผู้หญิงธรรมดาที่ไหนจะเข้าไปเรียนได้ล่ะ เอาจริงๆ ถ้าฉันใช้เวทมนตร์เสริมพลังร่างกายล่ะก็...
"นี่เธอ ตรงนั้นน่ะ มายืนเกะกะขวางทางแบบนี้มันน่ารำคาญนะคะ ช่วยหลีกทางไปหน่อยจะได้ไหม"
"เอ๊ะ?"
คำพูดจิกกัดลอยมาจากข้างหลัง ขณะที่ฉันกำลังบ่นอุบอิบต่อว่า 『สถาบัน』 อยู่
เมื่อหันกลับไปก็พบกับคุณหนูผมบลอนด์กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่
ส่วนสูงของเธอสูงกว่าฉันไปเป็นคืบเลยล่ะ ก็นะ ฉันตัวเตี้ยเองแหละเลยไม่อยากจะพูดอะไร แต่ดูจากลักษณะแล้วอายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน และการที่เธอลากกระเป๋าเดินทางมาด้วย ก็เดาได้ว่าคงเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันกับฉัน
ผมบลอนด์ตรงสลวย นัยน์ตาสีฟ้าเรียวยาวที่แฝงแววตาหยิ่งผยอง แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คือหูที่ยาวเรียวของเธอนั่นแหละ
เอลฟ์นี่นา
สำหรับฉันแล้ว เอลฟ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก เพราะองค์ราชินีแห่งอาณาจักรเอลฟ์ราวบ้านเกิดของฉันก็เป็นเอลฟ์ ในเมืองหลวงจึงมีเอลฟ์อาศัยอยู่มากมาย ตอนเดินทางมาที่นี่ฉันก็เจอมาหลายคนแล้ว
แต่สิ่งที่สะกิดใจฉันคือข่าวลือที่ได้ยินตอนออกจากเมืองอาเรนเต้ไปเมืองหลวงเพื่อขึ้นรถไฟเวทมนตร์ต่างหาก
ข่าวลือที่ว่า 『ปีนี้บุตรีขุนนางแห่งเอลฟ์ราวจะเข้าเรียนที่วิทยาลัย』 แถมเด็กสาวตรงหน้าฉันก็สวมเสื้อผ้าหรูหราดูเป็นผู้ดีมีตระกูลสุดๆ
หรือว่าเด็กคนนี้จะ...
"นี่ ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าคะ?"
"อ๊ะ ค่ะ ฟังอยู่ค่ะ เอ่อ... เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันเหรอคะ?"
"ก็ใช่น่ะสิคะ... อ้อ เธอก็เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันสินะ"
"ค่ะ! ฉันเนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราวค่ะ!"
ทันทีที่ฉันแนะนำตัวจบ หัวคิ้วของคุณหนูก็ขมวดเข้าหากัน เอ๊ะ อะไรกัน ปฏิกิริยาแบบนั้นน่ะ...
"เฮ้อ... เพื่อนร่วมรุ่นจากเอลฟ์ราวของเราดันเป็นยัยบ้านนอกแบบนี้ซะได้... อนาคตคงมืดมนเสียแล้วกระมัง"
"...หา?"
"ดิฉัน(วาตาคุชิ) มีนามว่า ลิลิช่า มิเลียน เป็นคนของตระกูลดยุกมิเลียนแห่งอาณาจักรเอลฟ์ราวเช่นเดียวกับเธอ หวังว่าเธอจะไม่ทำเรื่องน่าอับอายให้เสียชื่อเสียงของเอลฟ์ราวหรอกนะคะ ขอตัวล่ะ"
คุณหนูที่แนะนำตัวเองว่าลิลิช่าเดินฉับๆ ผ่านฉันที่ยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปหน้าตาเฉย
พอฉันสะดุ้งได้สติ ลิลิช่าก็หายตัวไปเสียแล้ว
หนอยยย! อะไรกัน ท่าทางอวดดีนั่น!
โธ่เอ๊ย น่าจะสวนกลับไปสักคำ! จะบอกให้เอาบุญนะ ที่วิทยาลัยแห่งนี้เรื่องฐานันดรศักดิ์อะไรนั่นมันไม่มีความหมายหรอก! ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือสามัญชน ทุกคนก็คือนักเรียนที่เท่าเทียมกัน! ในกฎของโรงเรียนก็เขียนไว้แบบนั้นด้วย!
ชิ การที่ต้องมีคุณหนูจอมหยิ่งนั่นมาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนี่มันซวยชะมัดเลย!
ยิ่งมีนักเรียนโควตาจากประเทศเดียวกันแค่ห้าคนต่อชั้นปีด้วย ชีวิตในวิทยาลัยหลังจากนี้คงหนีไม่พ้นต้องเจอหน้ากันแน่ๆ มิหนำซ้ำยังต้องอยู่หอพักเดียวกันอีกต่างหาก
รู้สึกเลยว่าถ้าหาจุดลงตัวไม่ได้ล่ะก็อยู่ยากแน่ จะแกล้งทำเป็นสนิทด้วย หรือคบกันแบบผิวเผินแค่เรื่องงาน หรือจะตั้งตัวเป็นศัตรูกันไปเลยดีนะ
แต่การเป็นศัตรูกับขุนนางในประเทศตัวเอง อาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากในภายหลังก็ได้ ถึงในวิทยาลัยฐานะจะไม่มีความหมาย แต่พอเรียนจบไปแล้วมันก็ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
ถ้าได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาตัวแทนของ มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก) ก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าไม่ได้ล่ะก็ คงไม่อาจขัดขืนอำนาจของพวกขุนนางได้แน่
เอาเถอะ พอเรียนจบแล้วจะหนีไปรับใช้เป็น ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) ให้กับประเทศอื่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ...
แต่ในกรณีนั้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนไปด้วย คงต้องย้ายถิ่นฐานกันทั้งครอบครัวเลยล่ะ
โธ่เอ๊ย แค่วันแรกก็ทำเอาหมดไฟซะแล้ว ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ขอให้เพื่อนร่วมรุ่นอีกสามคนที่เหลือเป็นคนปกติด้วยเถอะ...
002 อาร์มเกียร์ อคิลลีส
.
"หลงทางซะแล้ว..."
โกหกน่า...
ตั้งใจจะไปแผนกวิชาการหรืออะไรสักอย่างเพื่อทำเรื่องมอบตัวเข้าเรียนแท้ๆ แต่ดันหลงทางซะได้...
โธ่เอ๊ยย ถ้ารู้แบบนี้ ถ่ายรูปป้ายบอกทางที่เห็นเมื่อกี้เก็บไว้ซะก็ดีหรอก!
จะกลับไปตรงที่มีป้ายบอกทางก็ยังจำทางกลับไม่ได้เลย... โธ่เว้ย! ที่นี่มันกว้างเกินไปแล้วนะ!
อูย... รู้งี้แอบเดินตามหลังคุณหนูจอมหยิ่งคนนั้นไปเงียบๆ ซะก็ดี...
เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟนดูก็ไม่รู้พิกัดของแผนกวิชาการอะไรนั่นอยู่ดี... คงต้องถามใครสักคนแล้วล่ะมั้ง
แต่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน... วันนี้เป็นวันหยุดหรือเปล่านะ?
ระบบรักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าประตูโรงเรียนก็ใช้บัตรนักศึกษาแตะผ่านเข้ามาได้ แต่ตรงนั้นก็ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่เลยด้วยสิ
ฉันเดินเตร็ดเตร่ไปมาในโรงเรียนอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของใครสักคน เอ๊ะ? หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังเรียนกันอยู่? ไม่สิ ตอนนี้มันช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลินี่นา ไม่น่าจะมีการเรียนการสอนนะ
ถึงจะพอเข้าใจได้ว่าไม่มีนักเรียนเพราะเป็นช่วงปิดเทอม แต่พวกอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ธุรการล่ะ อย่างน้อยก็น่าจะมีใครอยู่บ้างสิ...!
ในขณะที่ฉันกำลังบ่นอุบอิบอยู่นั้น ก็มีตัวอะไรบางอย่างเดินดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ตรงโถงทางเดินข้างหน้า
เอ๊ะ? เมื่อกี้มันตัวอะไรน่ะ?
ฉันรีบเลี้ยวตรงหัวมุม ก็พบกับตัวอะไรบางอย่างสีเงินขนาดตัวเตี้ยกว่าเอวฉันเล็กน้อยกำลังเดินสองขาอยู่ พอมันรู้ตัวว่ามีฉันอยู่ ก็หันขวับกลับมามอง
ใบหน้ากลมๆ หูกลมๆ แขนขาเล็กป้อม ดวงตากลมโต และริบบิ้นที่ผูกอยู่ตรงคอ
โกเลมนี่นา หุ่นกระบอกเวทมนตร์ที่เป็นเครื่องจักร นี่มัน... โกเลมหมีงั้นเหรอ?
โกเลมหมีเอียงคอราวกับจะถามว่า 'มีอะไรเหรอ?' อูยย น่ารักจัง
ถ้าเด็กคนนี้เป็นโกเลมก็น่าจะเข้าใจภาษามนุษย์สิ
"เอ่อคือว่านะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ แต่ดันหลงทางน่ะ... พอจะรู้จักแผนกวิชาการไหม?"
โกเลมหมีเอียงคอทำหน้างงๆ อีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจแฮะ
"อืมม... งั้นช่วยพาฉันไปที่ที่มีคนอยู่หน่อยได้ไหม?"
พอฉันพูดแบบนั้น คราวนี้มันก็พยักหน้ารับหงึกหงัก แล้วเริ่มเดินดุ๊กดิ๊กๆ ไปตามทางเดินอีกครั้ง มันหยุดเดินแล้วหันกลับมา แกว่งแขนกวักเรียกหงึกๆ หมายความว่าให้ตามไปสินะ?
ฉันเดินตามเสียงฝีเท้าต๊อกแต๊กไปตามทางเดินอันเงียบสงบ โกเลมหมีพาฉันเดินทะลุทางเชื่อมที่เปิดออกสู่ลานกว้างด้านนอก ซึ่งเป็นลานกว้างใจกลางอาคารเรียน
"เอ๊ะ นั่นมัน..."
ณ ลานกว้างใจกลางโรงเรียนที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารเรียน มีชุดเกราะขนาดใหญ่เทอะทะสีขาวประดับทอง นั่งยองๆ ปักหลักอยู่ตรงนั้น
ชุดเกราะที่หุ้มด้วยเกราะหนาเตอะนั้นเปิดอ้าออกทางด้านหน้า เผยให้เห็นเบาะนั่งที่อยู่ข้างใน
นี่มัน 『อาร์มเกียร์』 เครื่องจักรกลเวทมนตร์รูปแบบมนุษย์เดินสองขาสำหรับใช้ทำงาน ว่ากันว่าพัฒนามาจากโกเลมติดอาวุธ เรียกได้ว่าเป็นเฟรมเกียร์ขนาดเล็กนั่นแหละ
สมกับที่เป็นวิทยาลัยจักรกล มีของแบบนี้ตั้งอยู่เป็นเรื่องปกติเลยเหรอเนี่ย
ทันใดนั้น ฉันก็สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนยืนทำงานอยู่ทางด้านหลังเครื่อง ซึ่งมองไม่เห็นจากมุมนี้
"อืม... พลังเวทจาก เตาปฏิกรณ์วิญญาณ(รีแอคเตอร์) ไม่ยอมคงที่เลยแฮะ... ไม่เสถียรเอามากๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีสัมผัสเวทมนตร์สูงจริงๆ ล่ะก็ แค่ขยับยังยากเลย..."
มีเสียงบ่นพึมพำลอยมาเข้าหูฉัน ฉันหยุดชะงักเพราะกลัวว่าจะเป็นคนอันตราย แต่โกเลมหมีกลับเดินดุ๊กดิ๊กทิ้งฉันไปหาบุคคลผู้นั้นเสียแล้ว
"สงสัยต้องลดกำลังขับลง... อ้าว? พาร่า เป็นอะไรไปเหรอ?"
โกเลมหมีดึงชายเสื้อของคนคนนั้นกระตุกๆ คนที่กำลังซ่อมบำรุงอาร์มเกียร์อยู่จึงโผล่หน้าออกมาให้เห็น
อายุน่าจะราวๆ สิบห้าสิบหกปี นัยน์ตาสีทอง ผมสีขาวทรงทวินเทล สวมชุดสไตล์กอธโลลิต้าสีดำ ซึ่งดูเข้ากับเธอมาก
แต่ที่น่าตกใจคือที่หลังของเธอมีปีกที่คล้ายกับปีกผีเสื้ออยู่ มันเรืองแสงโปร่งใส สว่างวาบขึ้นมาให้เห็นเป็นพักๆ
"เผ่าภูตแฟรี่..."
เป็นเผ่าพันธุ์หายากที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของที่นี่ เคยได้ยินแต่ชื่อเพิ่งเคยเห็นตัวจริงก็คราวนี้นี่แหละ
รุ่นพี่ที่โรงเรียนนี้งั้นเหรอ รุ่นพี่ที่เพิ่งสังเกตเห็นฉันยืนเหม่ออยู่จึงเดินเข้ามาหา
"อ้าว เธอ หรือว่าจะเป็นนักเรียนใหม่?"
"อ๊ะ ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราว นักเรียนใหม่ปีนี้ค่ะ!"
"ซิลลูเอสก้า?"
เอ๊ะ? ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ...?"
"เปล่าจ้ะ แค่ชื่อตระกูลมันไม่ค่อยคุ้นหูน่ะ เป็นชื่อตระกูลขุนนางของเอลฟ์ราวเหรอ?"
"เปล่าค่ะ เป็นสามัญชนธรรมดานี่แหละ คุณย่าเคยบอกว่าเมื่อก่อนเคยเป็นขุนนางของอาณาจักรลีฟรีสมาก่อน แต่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็สามารถตั้งชื่อตระกูลได้ค่ะ"
สามัญชนส่วนใหญ่จะไม่มีชื่อตระกูล แต่ลูกหลานของขุนนางที่ตกอับมักจะใช้ชื่อตระกูลเดิมต่อไปเป็นเรื่องปกติ ก็พวกที่ตั้งปณิธานไว้ว่าสักวันจะฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่! อะไรทำนองนั้นแหละ
แต่สำหรับฉัน ไม่รู้ที่มาที่ไปเลย ก็เลยไม่มีเรื่องการฟื้นฟูตระกูลอะไรหรอก แค่ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเท่านั้นเอง
"ลีฟรีส... สินะ"
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ?"
"อ๊ะ เปล่า ไม่มีอะไรจ้ะ แล้วนี่? ทำไมเด็กใหม่ถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?"
"อ๊ะ! จ จริงด้วยค่ะ! ฉันต้องไปที่แผนกวิชาการน่ะค่ะ แต่ดันหลงทางซะก่อน...!"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันพาไปเอง ขอฉันจัดการปรับแต่งเจ้านี่ให้เสร็จก่อน รอแป๊บเดียวนะ?"
"ค่ะ!"
พูดจบ รุ่นพี่ก็หันกลับไปง่วนกับการปรับแต่งอาร์มเกียร์ต่อ
ที่วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนแห่งนี้ มีวิชาเรียนเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเครื่องจักรด้วย เห็นว่านักเรียนจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและโครงสร้างของหุ่นที่ตัวเองขับให้ถ่องแท้น่ะ
เห็นว่าในหมู่นักเรียนที่ตั้งเป้าจะเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 มีหลายคนที่หลงใหลในศาสตร์แห่งวิศวกรรมเวทมนตร์ จนเบนเข็มไปเป็น 『วิศวกรเวท(ไมสเตอร์)』 ในแต่ละปีก็มีอยู่ไม่น้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับเข้าเรียนเพื่อตั้งใจจะเป็น วิศวกรเวท(ไมสเตอร์) ของเฟรมเกียร์มาตั้งแต่ต้นเลยด้วยซ้ำ ก็นะ มันเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดนี่นา
รุ่นพี่คนนี้ก็น่าจะเป็นสายนั้นเหมือนกันล่ะมั้ง
"เจ้านี่คืออาร์มเกียร์ใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ หุ่นรุ่นใหม่ 'อคิลลีส' ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา พอดีปรับแต่งพลาดไปหน่อย เลยกลายเป็นสภาพที่ขยับยากไปซะแล้ว"
กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา... ยอดไปเลยแฮะ เป็นแค่นักเรียนแท้ๆ แต่กลับสร้างของแบบนี้ได้ด้วย
"รุ่นพี่นี่เก่งจังเลยนะคะ..."
"รุ่นพี่? ...อ้อ นั่นสินะ รุ่นพี่"
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่หัวเราะคิกคักเหมือนมีอะไรขำ เอ๊ะ? ก็รุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น?
แต่จะว่าไป หุ่นตัวนี้สวยจังเลยนะ อาร์มเกียร์ที่เคยเห็นที่เอลฟ์ราวดูเทอะทะกว่านี้เยอะเลย
ก็นะ อันนั้นมันเป็นหุ่นสำหรับงานก่อสร้างนี่นา
แต่หุ่นตัวนี้เป็นสีขาวแถมยังประดับทองตามจุดต่างๆ อีก ดูเหมือนหุ่นเฉพาะสำหรับพวกขุนนางเลย
"มีอะไรเหรอ?"
"อ๊ะ เปล่าค่ะ แค่คิดว่าเป็นหุ่นที่สวยดีน่ะค่ะ... แถมตรงเกราะมันยังให้ความรู้สึกแปลกๆ..."
"แหม มองเห็นข้อดีของหุ่นตัวนี้ด้วย เซนส์ดีไม่เบาเลยนี่นา อคิลลีสมีการสลักเวทมนตร์ลงบนเกราะในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าน่ะ ถ้าสัมผัสเวทมนตร์ไม่เฉียบคมจริงๆ ก็ดูไม่ออกหรอก..."
พอพูดถึงตรงนี้ รุ่นพี่ก็จับคางทำท่าครุ่นคิด
"นี่เธอ อยากลองขึ้นไปขับเจ้านี่ดูไหม?"
"เอ๊ะ?"
"แค่ขึ้นไปนั่งเฉยๆ น่ะ ยังไงซะอาร์มเกียร์ก็เป็นสิ่งที่ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่แล้ว ได้ลองสัมผัสความรู้สึกไว้ล่วงหน้าก็ไม่เลวหรอกนะ"
พอโดนพูดแบบนี้ ฉันก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที ฉันเคยเห็นอาร์มเกียร์มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองขับเลยสักครั้ง
ถึงยังไงเดี๋ยวก็ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่ดี แต่หุ่นที่ให้เด็กปีหนึ่งขับ คงเป็นพวกรุ่นเก่าพังๆ ก็ได้ ระหว่างที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงกระซิบของปีศาจจากรุ่นพี่ก็ดังขึ้น
"จะให้ลองขยับนิดหน่อยก็ได้นะ"
"ขับค่ะ!"
โธ่เว้ย แพ้ทางความเย้ายวนจนได้...
แต่ก็นะ นี่เป็นการขึ้นขับอาร์มเกียร์ครั้งแรกเลยนี่นา ยังไงก็อดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี
"เหยียบตรงสเต็ปนั่นแล้วปีนขึ้นมาเลย... ใช่ๆ แบบนั้นแหละ"
ฉันนั่งลงบนเบาะของอคิลลีสตามที่รุ่นพี่บอก เบาะนุ่มสบายแฮะ สงสัยเจ้านี่จะเป็นหุ่นสำหรับขุนนางจริงๆ ซะแล้วมั้ง...
"ปรับความสูงด้วยคันโยกข้างที่นั่งนะ ส่วนตรงเท้าคือฟุตเพดัล เหยียบสลับกันมันก็จะเดิน ทิศทางที่หันเท้าไปก็คือทิศทางที่จะเดิน"
ฉันมองลงไปที่เท้าตามที่รุ่นพี่บอก ก็เห็นฟุตเพดัลที่มีลักษณะเหมือนรองเท้าแตะให้สอดเท้าเข้าไป พอลองสอดเท้าเข้าไปแล้วขยับซ้ายขวา ข้อเท้าของอคิลลีสก็ขยับตาม อ๋อ แบบนี้นี่เอง ใช้เจ้านี่บังคับให้เดินสินะ
จากนั้นก็สอนวิธีขยับแขนแบบง่ายๆ แล้วในที่สุดรุ่นพี่ก็ปิดแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสลง หูว มืดตึ๊ดตื๋อเลย มีแค่แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องว่างของเกราะให้พึ่งพาเท่านั้น...
เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเขาถึงเรียกอาร์มเกียร์ว่า 'โลงศพเหล็ก'
"งั้นจะเริ่มเดินเครื่องแล้วนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติฉันสามารถสั่งหยุดเครื่องจากตรงนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"
"ข เข้าใจแล้วค่ะ!
"เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์วิญญาณ"
ได้ยินเสียงดังกึ้ง! เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกปลดออกจากด้านหลังของอคิลลีส ตามด้วยเสียงครางต่ำๆ ดัง วี้ดดดด...
แสงสว่างค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมาจากแผงหน้าปัดตรงหน้า บน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ด้านหน้าฉายภาพบรรยากาศภายนอกจากกล้องให้เห็น สุดยอดไปเลย!
『เริ่มทำการซิงโครไนซ์พลังเวท』
"ว หวา พูดได้ด้วย!?"
ระหว่างที่กำลังตกใจกับเสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไหลผ่านแผ่นหลัง แล้วมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
『งั้นลองค่อยๆ ถ่ายเทพลังเวทแล้วขยับดูนะ』
เสียงของรุ่นพี่ดังมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง
เอ่อ... แบบนี้... ใช่ไหมนะ?
ฉันลองเหยียบฟุตเพดัลข้างขวา เอ๊ะ อะไรเนี่ย หนักจัง!
"อึ้ก...!"
ฉันออกแรงเหยียบลงไปสุดแรงพร้อมกับถ่ายเทพลังเวทตามที่รุ่นพี่บอก อคิลลีสก็ก้าวเท้าขวาดังตึง! ไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
จากนั้นก็ออกแรงเหยียบเท้าซ้ายสุดแรง เพื่อให้มันก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หนักชะมัด! ความรู้สึกเหมือนกำลังปั่นจักรยานขึ้นเนินชันๆ เลย...!
『หึ หึหึ... ได้ของดีมาซะแล้วสิเนี่ย』
"เอ๊ะ?"
『เปล่าจ้ะ ทางนี้ต่างหาก แขนขยับได้ไหม?』
ฉันหยุดเดินแล้วลองขยับแขนดูเหมือนตอนที่ขยับเท้า ขยับได้นะ... แต่ก็หนักเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนถือดัมเบลเหล็กหนักๆ แล้วขยับแขนเลยแฮะ การจะขับอาร์มเกียร์นี่ต้องใช้กล้ามเนื้อจริงๆ ด้วย...
พอเดินตึงตังๆ ไปสักพัก พอเริ่มชินก็รู้สึกว่ามันเบาขึ้น หรือว่าเตาปฏิกรณ์มันเริ่มร้อนแล้ว กำลังขับเลยเพิ่มขึ้นกันนะ?
ลองวิ่งดูหน่อยดีกว่า วิ่งได้เร็วเหมือนกันนะเนี่ย กระโดด! โอ้โห กระโดดได้สูงกว่าโดดเองซะอีก!
『เอ๊ะ...!? ปรับตัวได้แล้วเหรอ? ล้อเล่นน่า ไม่ว่าจะยังไงก็เร็วเกินไปแล้ว...!』
"เอ๊ะ? เมื่อกี้รุ่นพี่พูดอะไรนะคะ?"
『แค่นี้แหละ! ขอหยุดเครื่องก่อนนะ!』
กำลังขยับเพลินๆ อยู่เลยแท้ๆ แต่รุ่นพี่กลับสั่งหยุดเครื่องกลางคันซะงั้น
มีเสียงลมดังฟู่ แล้วแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสก็เปิดออก ลมเย็นๆ จากข้างนอกพัดเข้ามา ข้างในมันอบอ้าวเหมือนกันแฮะเนี่ย
ฉันเหยียบสเต็ปแล้วปีนลงจากอคิลลีสกลับมายืนบนลานกว้าง
"ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหม? มีตรงไหนผิดปกติหรือเปล่า..."
"ไม่เป็นไรค่ะ! ไม่รู้สึก... หือ?"
ตอนที่ฉันตอบรุ่นพี่ไปแบบนั้น จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็หมุนติ้ว หน้ามืดวูบไปหมด และรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเอนล้มลง
อ๊ะ ล้มซะแล้วสินะ ฉันคิดแบบนั้นราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ก่อนจะหมดสติไปตรงนั้นเอง
.
"หลงทางซะแล้ว..."
โกหกน่า...
ตั้งใจจะไปแผนกวิชาการหรืออะไรสักอย่างเพื่อทำเรื่องมอบตัวเข้าเรียนแท้ๆ แต่ดันหลงทางซะได้...
โธ่เอ๊ยย ถ้ารู้แบบนี้ ถ่ายรูปป้ายบอกทางที่เห็นเมื่อกี้เก็บไว้ซะก็ดีหรอก!
จะกลับไปตรงที่มีป้ายบอกทางก็ยังจำทางกลับไม่ได้เลย... โธ่เว้ย! ที่นี่มันกว้างเกินไปแล้วนะ!
อูย... รู้งี้แอบเดินตามหลังคุณหนูจอมหยิ่งคนนั้นไปเงียบๆ ซะก็ดี...
เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟนดูก็ไม่รู้พิกัดของแผนกวิชาการอะไรนั่นอยู่ดี... คงต้องถามใครสักคนแล้วล่ะมั้ง
แต่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน... วันนี้เป็นวันหยุดหรือเปล่านะ?
ระบบรักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าประตูโรงเรียนก็ใช้บัตรนักศึกษาแตะผ่านเข้ามาได้ แต่ตรงนั้นก็ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่เลยด้วยสิ
ฉันเดินเตร็ดเตร่ไปมาในโรงเรียนอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของใครสักคน เอ๊ะ? หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังเรียนกันอยู่? ไม่สิ ตอนนี้มันช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลินี่นา ไม่น่าจะมีการเรียนการสอนนะ
ถึงจะพอเข้าใจได้ว่าไม่มีนักเรียนเพราะเป็นช่วงปิดเทอม แต่พวกอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ธุรการล่ะ อย่างน้อยก็น่าจะมีใครอยู่บ้างสิ...!
ในขณะที่ฉันกำลังบ่นอุบอิบอยู่นั้น ก็มีตัวอะไรบางอย่างเดินดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ตรงโถงทางเดินข้างหน้า
เอ๊ะ? เมื่อกี้มันตัวอะไรน่ะ?
ฉันรีบเลี้ยวตรงหัวมุม ก็พบกับตัวอะไรบางอย่างสีเงินขนาดตัวเตี้ยกว่าเอวฉันเล็กน้อยกำลังเดินสองขาอยู่ พอมันรู้ตัวว่ามีฉันอยู่ ก็หันขวับกลับมามอง
ใบหน้ากลมๆ หูกลมๆ แขนขาเล็กป้อม ดวงตากลมโต และริบบิ้นที่ผูกอยู่ตรงคอ
โกเลมนี่นา หุ่นกระบอกเวทมนตร์ที่เป็นเครื่องจักร นี่มัน... โกเลมหมีงั้นเหรอ?
โกเลมหมีเอียงคอราวกับจะถามว่า 'มีอะไรเหรอ?' อูยย น่ารักจัง
ถ้าเด็กคนนี้เป็นโกเลมก็น่าจะเข้าใจภาษามนุษย์สิ
"เอ่อคือว่านะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ แต่ดันหลงทางน่ะ... พอจะรู้จักแผนกวิชาการไหม?"
โกเลมหมีเอียงคอทำหน้างงๆ อีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจแฮะ
"อืมม... งั้นช่วยพาฉันไปที่ที่มีคนอยู่หน่อยได้ไหม?"
พอฉันพูดแบบนั้น คราวนี้มันก็พยักหน้ารับหงึกหงัก แล้วเริ่มเดินดุ๊กดิ๊กๆ ไปตามทางเดินอีกครั้ง มันหยุดเดินแล้วหันกลับมา แกว่งแขนกวักเรียกหงึกๆ หมายความว่าให้ตามไปสินะ?
ฉันเดินตามเสียงฝีเท้าต๊อกแต๊กไปตามทางเดินอันเงียบสงบ โกเลมหมีพาฉันเดินทะลุทางเชื่อมที่เปิดออกสู่ลานกว้างด้านนอก ซึ่งเป็นลานกว้างใจกลางอาคารเรียน
"เอ๊ะ นั่นมัน..."
ณ ลานกว้างใจกลางโรงเรียนที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารเรียน มีชุดเกราะขนาดใหญ่เทอะทะสีขาวประดับทอง นั่งยองๆ ปักหลักอยู่ตรงนั้น
ชุดเกราะที่หุ้มด้วยเกราะหนาเตอะนั้นเปิดอ้าออกทางด้านหน้า เผยให้เห็นเบาะนั่งที่อยู่ข้างใน
นี่มัน 『อาร์มเกียร์』 เครื่องจักรกลเวทมนตร์รูปแบบมนุษย์เดินสองขาสำหรับใช้ทำงาน ว่ากันว่าพัฒนามาจากโกเลมติดอาวุธ เรียกได้ว่าเป็นเฟรมเกียร์ขนาดเล็กนั่นแหละ
สมกับที่เป็นวิทยาลัยจักรกล มีของแบบนี้ตั้งอยู่เป็นเรื่องปกติเลยเหรอเนี่ย
ทันใดนั้น ฉันก็สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนยืนทำงานอยู่ทางด้านหลังเครื่อง ซึ่งมองไม่เห็นจากมุมนี้
"อืม... พลังเวทจาก เตาปฏิกรณ์วิญญาณ(รีแอคเตอร์) ไม่ยอมคงที่เลยแฮะ... ไม่เสถียรเอามากๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีสัมผัสเวทมนตร์สูงจริงๆ ล่ะก็ แค่ขยับยังยากเลย..."
มีเสียงบ่นพึมพำลอยมาเข้าหูฉัน ฉันหยุดชะงักเพราะกลัวว่าจะเป็นคนอันตราย แต่โกเลมหมีกลับเดินดุ๊กดิ๊กทิ้งฉันไปหาบุคคลผู้นั้นเสียแล้ว
"สงสัยต้องลดกำลังขับลง... อ้าว? พาร่า เป็นอะไรไปเหรอ?"
โกเลมหมีดึงชายเสื้อของคนคนนั้นกระตุกๆ คนที่กำลังซ่อมบำรุงอาร์มเกียร์อยู่จึงโผล่หน้าออกมาให้เห็น
อายุน่าจะราวๆ สิบห้าสิบหกปี นัยน์ตาสีทอง ผมสีขาวทรงทวินเทล สวมชุดสไตล์กอธโลลิต้าสีดำ ซึ่งดูเข้ากับเธอมาก
แต่ที่น่าตกใจคือที่หลังของเธอมีปีกที่คล้ายกับปีกผีเสื้ออยู่ มันเรืองแสงโปร่งใส สว่างวาบขึ้นมาให้เห็นเป็นพักๆ
"เผ่าภูตแฟรี่..."
เป็นเผ่าพันธุ์หายากที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของที่นี่ เคยได้ยินแต่ชื่อเพิ่งเคยเห็นตัวจริงก็คราวนี้นี่แหละ
รุ่นพี่ที่โรงเรียนนี้งั้นเหรอ รุ่นพี่ที่เพิ่งสังเกตเห็นฉันยืนเหม่ออยู่จึงเดินเข้ามาหา
"อ้าว เธอ หรือว่าจะเป็นนักเรียนใหม่?"
"อ๊ะ ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราว นักเรียนใหม่ปีนี้ค่ะ!"
"ซิลลูเอสก้า?"
เอ๊ะ? ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ...?"
"เปล่าจ้ะ แค่ชื่อตระกูลมันไม่ค่อยคุ้นหูน่ะ เป็นชื่อตระกูลขุนนางของเอลฟ์ราวเหรอ?"
"เปล่าค่ะ เป็นสามัญชนธรรมดานี่แหละ คุณย่าเคยบอกว่าเมื่อก่อนเคยเป็นขุนนางของอาณาจักรลีฟรีสมาก่อน แต่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็สามารถตั้งชื่อตระกูลได้ค่ะ"
สามัญชนส่วนใหญ่จะไม่มีชื่อตระกูล แต่ลูกหลานของขุนนางที่ตกอับมักจะใช้ชื่อตระกูลเดิมต่อไปเป็นเรื่องปกติ ก็พวกที่ตั้งปณิธานไว้ว่าสักวันจะฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่! อะไรทำนองนั้นแหละ
แต่สำหรับฉัน ไม่รู้ที่มาที่ไปเลย ก็เลยไม่มีเรื่องการฟื้นฟูตระกูลอะไรหรอก แค่ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเท่านั้นเอง
"ลีฟรีส... สินะ"
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ?"
"อ๊ะ เปล่า ไม่มีอะไรจ้ะ แล้วนี่? ทำไมเด็กใหม่ถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?"
"อ๊ะ! จ จริงด้วยค่ะ! ฉันต้องไปที่แผนกวิชาการน่ะค่ะ แต่ดันหลงทางซะก่อน...!"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันพาไปเอง ขอฉันจัดการปรับแต่งเจ้านี่ให้เสร็จก่อน รอแป๊บเดียวนะ?"
"ค่ะ!"
พูดจบ รุ่นพี่ก็หันกลับไปง่วนกับการปรับแต่งอาร์มเกียร์ต่อ
ที่วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนแห่งนี้ มีวิชาเรียนเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเครื่องจักรด้วย เห็นว่านักเรียนจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและโครงสร้างของหุ่นที่ตัวเองขับให้ถ่องแท้น่ะ
เห็นว่าในหมู่นักเรียนที่ตั้งเป้าจะเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 มีหลายคนที่หลงใหลในศาสตร์แห่งวิศวกรรมเวทมนตร์ จนเบนเข็มไปเป็น 『วิศวกรเวท(ไมสเตอร์)』 ในแต่ละปีก็มีอยู่ไม่น้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับเข้าเรียนเพื่อตั้งใจจะเป็น วิศวกรเวท(ไมสเตอร์) ของเฟรมเกียร์มาตั้งแต่ต้นเลยด้วยซ้ำ ก็นะ มันเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดนี่นา
รุ่นพี่คนนี้ก็น่าจะเป็นสายนั้นเหมือนกันล่ะมั้ง
"เจ้านี่คืออาร์มเกียร์ใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ หุ่นรุ่นใหม่ 'อคิลลีส' ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา พอดีปรับแต่งพลาดไปหน่อย เลยกลายเป็นสภาพที่ขยับยากไปซะแล้ว"
กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา... ยอดไปเลยแฮะ เป็นแค่นักเรียนแท้ๆ แต่กลับสร้างของแบบนี้ได้ด้วย
"รุ่นพี่นี่เก่งจังเลยนะคะ..."
"รุ่นพี่? ...อ้อ นั่นสินะ รุ่นพี่"
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่หัวเราะคิกคักเหมือนมีอะไรขำ เอ๊ะ? ก็รุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น?
แต่จะว่าไป หุ่นตัวนี้สวยจังเลยนะ อาร์มเกียร์ที่เคยเห็นที่เอลฟ์ราวดูเทอะทะกว่านี้เยอะเลย
ก็นะ อันนั้นมันเป็นหุ่นสำหรับงานก่อสร้างนี่นา
แต่หุ่นตัวนี้เป็นสีขาวแถมยังประดับทองตามจุดต่างๆ อีก ดูเหมือนหุ่นเฉพาะสำหรับพวกขุนนางเลย
"มีอะไรเหรอ?"
"อ๊ะ เปล่าค่ะ แค่คิดว่าเป็นหุ่นที่สวยดีน่ะค่ะ... แถมตรงเกราะมันยังให้ความรู้สึกแปลกๆ..."
"แหม มองเห็นข้อดีของหุ่นตัวนี้ด้วย เซนส์ดีไม่เบาเลยนี่นา อคิลลีสมีการสลักเวทมนตร์ลงบนเกราะในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าน่ะ ถ้าสัมผัสเวทมนตร์ไม่เฉียบคมจริงๆ ก็ดูไม่ออกหรอก..."
พอพูดถึงตรงนี้ รุ่นพี่ก็จับคางทำท่าครุ่นคิด
"นี่เธอ อยากลองขึ้นไปขับเจ้านี่ดูไหม?"
"เอ๊ะ?"
"แค่ขึ้นไปนั่งเฉยๆ น่ะ ยังไงซะอาร์มเกียร์ก็เป็นสิ่งที่ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่แล้ว ได้ลองสัมผัสความรู้สึกไว้ล่วงหน้าก็ไม่เลวหรอกนะ"
พอโดนพูดแบบนี้ ฉันก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที ฉันเคยเห็นอาร์มเกียร์มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองขับเลยสักครั้ง
ถึงยังไงเดี๋ยวก็ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่ดี แต่หุ่นที่ให้เด็กปีหนึ่งขับ คงเป็นพวกรุ่นเก่าพังๆ ก็ได้ ระหว่างที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงกระซิบของปีศาจจากรุ่นพี่ก็ดังขึ้น
"จะให้ลองขยับนิดหน่อยก็ได้นะ"
"ขับค่ะ!"
โธ่เว้ย แพ้ทางความเย้ายวนจนได้...
แต่ก็นะ นี่เป็นการขึ้นขับอาร์มเกียร์ครั้งแรกเลยนี่นา ยังไงก็อดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี
"เหยียบตรงสเต็ปนั่นแล้วปีนขึ้นมาเลย... ใช่ๆ แบบนั้นแหละ"
ฉันนั่งลงบนเบาะของอคิลลีสตามที่รุ่นพี่บอก เบาะนุ่มสบายแฮะ สงสัยเจ้านี่จะเป็นหุ่นสำหรับขุนนางจริงๆ ซะแล้วมั้ง...
"ปรับความสูงด้วยคันโยกข้างที่นั่งนะ ส่วนตรงเท้าคือฟุตเพดัล เหยียบสลับกันมันก็จะเดิน ทิศทางที่หันเท้าไปก็คือทิศทางที่จะเดิน"
ฉันมองลงไปที่เท้าตามที่รุ่นพี่บอก ก็เห็นฟุตเพดัลที่มีลักษณะเหมือนรองเท้าแตะให้สอดเท้าเข้าไป พอลองสอดเท้าเข้าไปแล้วขยับซ้ายขวา ข้อเท้าของอคิลลีสก็ขยับตาม อ๋อ แบบนี้นี่เอง ใช้เจ้านี่บังคับให้เดินสินะ
จากนั้นก็สอนวิธีขยับแขนแบบง่ายๆ แล้วในที่สุดรุ่นพี่ก็ปิดแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสลง หูว มืดตึ๊ดตื๋อเลย มีแค่แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องว่างของเกราะให้พึ่งพาเท่านั้น...
เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเขาถึงเรียกอาร์มเกียร์ว่า 'โลงศพเหล็ก'
"งั้นจะเริ่มเดินเครื่องแล้วนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติฉันสามารถสั่งหยุดเครื่องจากตรงนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"
"ข เข้าใจแล้วค่ะ!
"เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์วิญญาณ"
ได้ยินเสียงดังกึ้ง! เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกปลดออกจากด้านหลังของอคิลลีส ตามด้วยเสียงครางต่ำๆ ดัง วี้ดดดด...
แสงสว่างค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมาจากแผงหน้าปัดตรงหน้า บน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ด้านหน้าฉายภาพบรรยากาศภายนอกจากกล้องให้เห็น สุดยอดไปเลย!
『เริ่มทำการซิงโครไนซ์พลังเวท』
"ว หวา พูดได้ด้วย!?"
ระหว่างที่กำลังตกใจกับเสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไหลผ่านแผ่นหลัง แล้วมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
『งั้นลองค่อยๆ ถ่ายเทพลังเวทแล้วขยับดูนะ』
เสียงของรุ่นพี่ดังมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง
เอ่อ... แบบนี้... ใช่ไหมนะ?
ฉันลองเหยียบฟุตเพดัลข้างขวา เอ๊ะ อะไรเนี่ย หนักจัง!
"อึ้ก...!"
ฉันออกแรงเหยียบลงไปสุดแรงพร้อมกับถ่ายเทพลังเวทตามที่รุ่นพี่บอก อคิลลีสก็ก้าวเท้าขวาดังตึง! ไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
จากนั้นก็ออกแรงเหยียบเท้าซ้ายสุดแรง เพื่อให้มันก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หนักชะมัด! ความรู้สึกเหมือนกำลังปั่นจักรยานขึ้นเนินชันๆ เลย...!
『หึ หึหึ... ได้ของดีมาซะแล้วสิเนี่ย』
"เอ๊ะ?"
『เปล่าจ้ะ ทางนี้ต่างหาก แขนขยับได้ไหม?』
ฉันหยุดเดินแล้วลองขยับแขนดูเหมือนตอนที่ขยับเท้า ขยับได้นะ... แต่ก็หนักเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนถือดัมเบลเหล็กหนักๆ แล้วขยับแขนเลยแฮะ การจะขับอาร์มเกียร์นี่ต้องใช้กล้ามเนื้อจริงๆ ด้วย...
พอเดินตึงตังๆ ไปสักพัก พอเริ่มชินก็รู้สึกว่ามันเบาขึ้น หรือว่าเตาปฏิกรณ์มันเริ่มร้อนแล้ว กำลังขับเลยเพิ่มขึ้นกันนะ?
ลองวิ่งดูหน่อยดีกว่า วิ่งได้เร็วเหมือนกันนะเนี่ย กระโดด! โอ้โห กระโดดได้สูงกว่าโดดเองซะอีก!
『เอ๊ะ...!? ปรับตัวได้แล้วเหรอ? ล้อเล่นน่า ไม่ว่าจะยังไงก็เร็วเกินไปแล้ว...!』
"เอ๊ะ? เมื่อกี้รุ่นพี่พูดอะไรนะคะ?"
『แค่นี้แหละ! ขอหยุดเครื่องก่อนนะ!』
กำลังขยับเพลินๆ อยู่เลยแท้ๆ แต่รุ่นพี่กลับสั่งหยุดเครื่องกลางคันซะงั้น
มีเสียงลมดังฟู่ แล้วแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสก็เปิดออก ลมเย็นๆ จากข้างนอกพัดเข้ามา ข้างในมันอบอ้าวเหมือนกันแฮะเนี่ย
ฉันเหยียบสเต็ปแล้วปีนลงจากอคิลลีสกลับมายืนบนลานกว้าง
"ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหม? มีตรงไหนผิดปกติหรือเปล่า..."
"ไม่เป็นไรค่ะ! ไม่รู้สึก... หือ?"
ตอนที่ฉันตอบรุ่นพี่ไปแบบนั้น จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็หมุนติ้ว หน้ามืดวูบไปหมด และรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเอนล้มลง
อ๊ะ ล้มซะแล้วสินะ ฉันคิดแบบนั้นราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ก่อนจะหมดสติไปตรงนั้นเอง
003 หอพักเก็นบุ
.
"หง่า?"
เมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพเพดานสีขาวโพลนก็กระโจนเข้าสู่สายตา
ดูเหมือนว่าฉันจะนอนอยู่บนเตียง รอบๆ ตัวถูกล้อมรอบด้วยผ้าม่านสีขาวจนมองไม่เห็นว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ความรู้สึกบอกว่าน่าจะเป็นห้องพยาบาลล่ะมั้ง
ระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น ผ้าม่านก็ถูกเปิดออกดังแคว่ก พร้อมกับการปรากฏตัวของพี่สาวในชุดกาวน์ ผมสีชมพูมัดรวบหางม้าไว้ด้านข้าง
"อ๊ะ ฟื้นแล้วเหรอคะเนี่ย?"
พี่สาวพูดพลางรูดม่านรอบๆ ออกจนหมด
เป็นห้องพยาบาลจริงๆ ด้วยแฮะ มีเตียงแบบเดียวกันวางเรียงรายอยู่ข้างๆ อีกหลายเตียง และมีตู้ใส่ขวดยาเรียงอยู่ริมผนัง
"เอ่อ... ที่นี่คือ..."
"ห้องพยาบาลของวิทยาลัยค่ะ ฉันชื่อเบลฟลอร่า เป็นครูพยาบาล เรียกฉันว่าฟลอร่าก็ได้นะคะ"
อาจารย์ฟลอร่ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน เป็นคนที่มีบรรยากาศรอบตัวแปลกๆ ดีนะ แต่ว่า...
"ใหญ่จัง..."
"เอ๊ะ?"
"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"
ก้อนเนื้อลูกท้อขนาดมหึมาสองลูกที่กระเพื่อมขึ้นลงทุกครั้งที่เธอขยับตัว ทำเอาฉันละสายตาไปไม่ได้เลย ถึงจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็เถอะ ต้องกินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นนะ พอหันกลับมามองของตัวเองแล้ว...
"อ้าว ตื่นแล้วเหรอ"
ในขณะที่ฉันกำลังรู้สึกสิ้นหวังกับความแตกต่างระหว่างเขาและเรา ประตูห้องพยาบาลก็เปิดออก รุ่นพี่เดินเข้ามาพร้อมกับโกเลมหมีที่ชื่อพาร่า ...เล็กแฮะ รุ่นพี่เองก็อยู่ฝั่งนี้สินะ
"รู้สึกยังไงบ้าง? ขอโทษด้วยนะ เธอสลบไปเพราะพลังเวทเหือดแห้งน่ะ เตาปฏิกรณ์วิญญาณของอคิลลีสสูบพลังเวทของเธอไปซะเยอะเลย ถ้าฉันสั่งหยุดให้เร็วกว่านี้ก็คง..."
พลังเวทเหือดแห้ง อ๋อ มิน่าล่ะถึงได้สลบไป ตอนที่ขยับอยู่ไม่เห็นรู้สึกเลยสักนิดว่าถูกสูบพลังเวทไปน่ะ
"คงเพราะอัตราการซิงโครไนซ์กับอคิลลีสดีมากสินะ ตอนที่ขยับไม่รู้สึกเหมือนเป็นแขนขาของตัวเองบ้างเลยเหรอ? นั่นแปลว่าพลังเวทมันไหลเวียนเข้าไปได้ราบรื่นมากยังไงล่ะ"
เข้าใจล่ะ ถึงว่าสิ ช่วงแรกยังรู้สึกลำบากตอนขยับอยู่เลย แต่พอช่วงหลังกลับขยับได้คล่องแคล่วอย่างกับใจนึก พลังเวทมันเลยไหลปรื๊ดๆ จนฉันพลังเวทเหือดแห้งสลบไปสินะ
"ปกติแล้วจะมีอุปกรณ์ควบคุมพลังเวทและระบบหยุดฉุกเฉินติดตั้งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่อคิลลีสเป็นเครื่องต้นแบบก็เลยยังไม่ได้ติดน่ะ ชั่วโมงเรียนของวิทยาลัยไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน สบายใจได้"
ค่อยยังชั่ว ขืนสลบทุกครั้งที่เรียนคงไม่ไหว ของวิทยาลัย... เอ๊ะ จริงสิ!
"แผนกวิชาการ! ฉันต้องไปทำเรื่องมอบตัว...!"
"เรื่องนั้นก็ไม่ต้องห่วง ระหว่างที่เธอหลับอยู่ฉันไปจัดการทำเรื่องให้เรียบร้อยแล้วล่ะ เดี๋ยวจะพาไปส่งที่หอพักนะ"
"เอ๊ะ? อ ขอบคุณมากค่ะ..."
ดูเหมือนรุ่นพี่จะช่วยจัดการเรื่องมอบตัวให้ตอนที่ฉันหลับอยู่ รอดตัวไปที แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแผนกวิชาการอยู่ตรงไหน พอเปิดเทอมแล้วคงต้องจำทางให้ได้ซะแล้วสิ
"คิดว่าไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ดื่มนี่เผื่อไว้หน่อยนะคะ โพชั่นฟื้นฟูพลังเวทน่ะค่ะ"
อาจารย์ฟลอร่ายื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มบรรจุอยู่ภายในมาให้
จะดีเหรอ? โพชั่นมันแพงเอาเรื่องเลยไม่ใช่เหรอไง
"โพชั่นนี้ฉันปรุงขึ้นมาเองค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ"
"งั้นเหรอคะ... งั้นก็... อึ้ก!"
วินาทีที่ดึงจุกก๊อกออกดังป๊อก! กลิ่นประหลาดที่ยากจะสรรหาคำใดมาอธิบายก็พุ่งเข้าเตะจมูกฉันอย่างจัง
มันไม่ได้เหม็นหรือฉุนหรอกนะ แต่มันเป็นกลิ่นที่ดมปุ๊บก็รู้เลยว่ารสชาติมันต้องแย่แน่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือ มันต้องขมปี๋แหงๆ! จะให้ฉันดื่มไอ้นี่น่ะนะ!?
"โพชั่นของฟลอร่าสรรพคุณชะงัดนักเชียว ดื่มเข้าไปเถอะ"
รุ่นพี่พูดพลางทำหน้าเบ้เหมือนจะบอกว่า 'แหวะ...' ดูทรงแล้วรุ่นพี่เองก็คงเคยดื่มมาก่อนแน่ๆ
ม ไม่เป็นไรน่า ไม่ถึงตายหรอก แค่ขมเอง... เอาก็เอา! ฉันสูดหายใจเรียกความกล้าแล้วกระดกขวดโพชั่นรวดเดียวหมด
"อึก ฟู่!?"
ทันทีที่เข้าปาก ความฝาดเฝื่อนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่ว ฉันแทบจะบ้วนทิ้ง แต่ก็กลั้นใจกลืนลงคอไปจนได้ ทันใดนั้น ความเหนื่อยล้าและอาการปวดเมื่อยที่สะสมมาตั้งแต่ตื่นนอนก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้ง สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นด้วย
เอ่อ พลังเวทอาจจะฟื้นฟูแล้วก็จริง แต่รสขมบนลิ้นนี่มันไม่ยอมหายไปไหนเลยนะคะ!
สงสัยรุ่นพี่จะรู้ทัน เลยยื่นลูกอมมาให้เม็ดนึง ขอบคุณมากค่ะ...
"ขยับตัวไหวไหม? ทำเรื่องมอบตัวเสร็จแล้ว ต่อไปก็ต้องไปทำเรื่องเข้าหอพักนะ เอ... มาจากโควตาของเอลฟ์ราวใช่ไหม งั้นก็ต้องหอพักเก็นบุสินะ"
หอพักเก็นบุ ดูเหมือนว่านักเรียนใหม่จากเอลฟ์ราวทุกคนต้องพักที่หอพักนั้นสินะ คุณหนูผมบลอนด์นั่นก็คงอยู่ที่นั่นเหมือนกันแหละ
โดยพื้นฐานแล้วนักเรียนของวิทยาลัยจักรกลจะต้องอยู่หอพัก เพื่อเป็นการฝึกฝนความพึ่งพาตนเอง ความเป็นอิสระ และเรียนรู้ความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ในเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ต่อให้เป็นคนที่ไม่ชอบหน้าก็ต้องหาทางปรับตัวเข้าหากันให้ได้ล่ะนะ ...ถ้าปรับตัวได้ก็ดีหรอก
ฉันลุกขึ้นหยิบสัมภาระที่วางอยู่ข้างเตียงตามคำเร่งของรุ่นพี่
"ขอบคุณที่กรุณาดูแลนะคะ"
"ยินดีค่ะ แวะมาหาอีกได้เสมอนะคะ"
อาจารย์ฟลอร่าโบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากจะมาเจอสภาพแบบนี้บ่อยๆ หรอกนะ
"ทางนี้จ้ะ"
ฉันเดินตามรุ่นพี่ออกจากห้องพยาบาล
ตกเย็นเสียแล้ว แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเข้ามาในอาคารเรียน ระหว่างที่เดินไปฉันก็เลยลองถามเรื่องที่สงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้ดู
"รู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นนักเรียนคนอื่นเลยนะคะ วันนี้โรงเรียนหยุดเหรอคะ?"
"อ้อ เปล่าจ้ะ นักเรียนปีหนึ่งที่ทำเรื่องเข้าหอพักแล้วจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคารเรียนจนกว่าจะถึงวันปฐมนิเทศน่ะ ส่วนนักเรียนปัจจุบันคนอื่นๆ ตอนนี้กำลังไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลกันอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง ปีหน้าเธอก็คงต้องไปเหมือนกันแหละ"
"เซอไวว่อล?"
"เอ่อ... การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดน่ะ"
อะไรจะโหดร้ายปานนั้น! มีวิชาเรียนแบบนั้นด้วยเหรอ!? คงไม่ได้หมายถึงการเอาชีวิตรอดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย!?
"ด ดูเข้มงวดจังเลยนะคะ..."
"ก็นะ โรงเรียนของเรายึดหลักความสามารถเป็นหลัก แลกกับการที่ไม่เกี่ยงเรื่องฐานันดรหรือชาติกำเนิด ใครที่ทำคะแนนได้ดีก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากมายตามผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออะไรก็ตาม ในบรรดานักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดระดับท็อปๆ ของรุ่น มีบางคนที่ได้รับเฟรมเกียร์เป็นของส่วนตัวก่อนเรียนจบซะอีกนะ"
"เอ๊ะ!? มีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองได้ด้วยเหรอคะ!?"
"ได้สิ หุ่นเฉพาะตัวไงล่ะ รุ่นพี่ที่จบไปคนนั้นมีแต่ประเทศต่างๆ รุมแย่งตัวกันให้ควักเลยแหละ"
ก็แหงล่ะ ถ้าได้ตัวมารับใช้ประเทศ ก็เท่ากับว่าได้เฟรมเกียร์มาฟรีๆ หนึ่งเครื่องเลยนี่นา มีรุ่นพี่สุดยอดขนาดนี้อยู่ด้วยแฮะ
"เธอเองก็จะเล็งหุ่นเฉพาะตัวเหมือนกันเหรอ?"
"ไม่ๆๆๆ! ไม่มีทางหรอกค่ะ... ฉันน่ะ สอบตกการทดสอบสมรรถภาพทางกายกับวัดพละกำลังของฝั่ง 『สถาบัน』 มาแล้วนะคะ..."
"เรื่องพละกำลังหรือกล้ามเนื้อน่ะ มันฝึกกันทีหลังได้ ฉันคิดว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับ 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 คือความสามารถในการซิงโครไนซ์กับหุ่น และการค้นหาอาวุธเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเทียบได้ต่างหากล่ะ"
อาวุธเฉพาะตัว...? หมายถึงอาวุธพิเศษน่ะเหรอ จะว่าไป ว่ากันว่าเฟรมเกียร์ของพระชายาทั้งเก้าขององค์ปฐมกษัตริย์ ต่างก็มีอาวุธที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ด้วยนี่นา
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะมีไพล์บังเกอร์กับสไนเปอร์ไรเฟิลมั้ง คงหมายความว่าให้หาอาวุธแบบนั้นมาครอบครองให้ได้สินะ?
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เมื่อเดินพ้นเขตอาคารเรียนมาได้สักพัก ก็มองเห็นอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า หรือว่านั่นคือหอพักเก็นบุ?
โครงสร้างดูคล้ายกับสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิมังกรศักดิ์สิทธิ์ออร์ฟานเลยแฮะ 'การผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก' อะไรทำนองนั้นสินะ? แบบนี้เขาเรียกว่าคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรือเปล่านะ?
แต่ดูๆ ไปแล้ว ไม่เหมือนคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรอก เหมือนคฤหาสน์ขุนนางซะมากกว่า ดูเผินๆ เหมือนโรงแรมขนาดเล็กเลยด้วยซ้ำ มีคนอาศัยอยู่กี่คนกันเนี่ย?
"งั้นฉันขอตัวตรงนี้นะ ฉันบอกผู้ดูแลหอพักข้างในไว้ให้แล้ว ไปทำเรื่องเข้าหอพักซะนะ ให้เขาบอกว่าห้องพักอยู่ไหน แล้ววันนี้ก็พักผ่อนได้แล้วล่ะ"
"อ๊ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกๆ เรื่อง เอ่อ... คือว่า ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหมคะ..."
เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อรุ่นพี่เลย อุตส่าห์ได้รู้จักกันทั้งที หลังจากนี้ก็อยากจะสนิทสนมกันไว้น่ะ
"คูนจ้ะ ไว้เปิดเทอมแล้วเจอกันใหม่นะ"
พูดจบ รุ่นพี่คูนก็เดินจากไปพร้อมกับโกเลมหมีตัวน้อย ไม่มีชื่อตระกูลแปลว่าเป็นสามัญชนสินะ? ช่างเถอะ
ฉันกระชับสัมภาระบนหลังให้เข้าที่ แล้วเงยหน้ามองหอพักเก็นบุ ตั้งแต่วันนี้ไปฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สินะ...
"ขออนุญาตค่ะ!"
ฉันเปิดประตูบานคู่บานหนึ่งออกแล้วก้าวเข้าไปข้างใน
พอเข้ามาก็เห็นห้องที่ดูเหมือนห้องผู้ดูแลอยู่ถัดจากบริเวณที่ดูเหมือนโถงทางเข้าขนาดใหญ่ ฉันสบตากับหญิงสาววัยประมาณยี่สิบกลางๆ ที่กำลังมองมาทางนี้ผ่านหน้าต่างบานเล็ก
"แหมๆ มาแล้วๆ เธอคือเนโร ซิลลูเอสก้าซังใช่ไหมจ๊ะ?"
เสียงเปิดประตูดังแกร๊ก หญิงสาวผมสีฟ้าดัดลอนสั้น ท่าทางใจดีเดินเข้ามาหาฉัน
"ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ! ฝากตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปด้วยนะคะ!"
"เห็นมาซะเย็นย่ำก็เลยเป็นห่วง ดีใจที่มาถึงอย่างปลอดภัยนะจ๊ะ ฉันเป็นผู้ดูแลหอพักเก็นบุแห่งนี้ ชื่อเพลริโอล่าจ้ะ เรียกฉันว่าริโอล่าก็ได้นะ"
"ค่ะ คุณริโอล่าสินะคะ"
ค่อยยังชั่ว ดูเป็นคนใจดีจัง
ก่อนอื่นก็ต้องเซ็นชื่อตรงนี้ ฉันเขียนชื่อลงในสมุดรายชื่อที่เธอยื่นมาให้
"ตอนนี้มีนักเรียนพักอยู่ที่หอพักเก็นบุกว่าสองร้อยคนเลยล่ะ ที่นี่ก็มีกฎห้ามใช้อำนาจตามฐานันดรศักดิ์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงขุนนางจะมาพูดจาข่มเหงเพราะเห็นว่าเราเป็นสามัญชน ก็ไม่จำเป็นต้องยอมทำตามหรอกนะจ๊ะ แต่ถ้ามันมากเกินไปก็มาบอกฉันหรืออาจารย์ที่วิทยาลัยได้เลยนะ"
"เอ่อ... มีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอคะ?"
"ก็นะจ๊ะ ถึงจะน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้ว แต่ก็มีโผล่มาให้เห็นทุกปีนั่นแหละ พอตักเตือนไปแล้วถ้ายังไม่ฟังก็จะมีการแจ้งไปยังประเทศต้นสังกัด ถ้ายังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอีกก็จะแนะนำให้ลาออกไปเอง แต่ถ้ายังดึงดันก็จะถูกไล่ออก ซึ่งนั่นจะกลายเป็นรอยด่างพร้อยในฐานะขุนนาง ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนพวกนั้นก็เลยยอมลาออกไปเองก่อนน่ะจ้ะ"
เข้าใจล่ะ ถ้างั้นถึงจะเป็นขุนนางก็ไม่ต้องเกรงใจสินะ ไม่ๆๆ ขืนไปทำตัวมีปัญหาแล้วโดนหมายหัวตอนเรียนจบก็แย่สิ พยายามอยู่เงียบๆ ดีกว่า
"นี่คือคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักจ้ะ อ่านให้ละเอียดด้วยนะ"
คุณริโอล่ายื่นสมุดเล่มเล็กสีดำมาให้ บนหน้าปกมีรูปเต่ากับงูดำพันรอบตัวเต่าวาดอยู่ เนื่องจากวาดด้วยลายเส้นน่ารัก ถึงจะเป็นงูก็ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวอะไรนัก
ถ้าจำไม่ผิด นี่คือ 'เก็นบุ' สินะ? หนึ่งในสี่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันว่ารับใช้องค์ปฐมกษัตริย์
ฉันลองเปิดดูคร่าวๆ ข้างในมีแผนผังของหอพัก กฎระเบียบ เวลาอาหารและเวลาอาบน้ำเขียนไว้
"นักเรียนชั้นปีที่สี่และห้าจะอยู่ชั้นหนึ่ง ชั้นปีที่สองและสามจะอยู่ชั้นสอง ส่วนปีหนึ่งจะอยู่ชั้นสามจ้ะ ห้องของซิลลูเอสก้าซังคือห้อง 333 นะ เป็นห้องพักคู่ นี่กุญแจจ้ะ"
เธอยื่นกุญแจดอกใหญ่ใส่มือฉัน บริเวณหัวกุญแจมีหินเวทมนตร์สีใสฝังอยู่ คงเป็นกุญแจประเภทที่ต้องใช้พลังเวทเปิดสินะ
"รีบเอาของไปเก็บที่ห้องดีกว่านะจ๊ะ? ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นที่โรงอาหารแล้วล่ะ"
อุ้ย ขืนไปช้าเดี๋ยวก็อดกินมื้อเย็นพอดีสิ ฉันกล่าวขอบคุณคุณริโอล่า แล้วเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องพักของตัวเองพลางกางคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักดูไปด้วย
ระหว่างทางไม่เจอใครเลย แต่ก็จริงแฮะ รุ่นพี่เขาไม่อยู่กันนี่นา วันนี้ไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลอะไรนั่น
...เอ๊ะ? แล้วทำไมรุ่นพี่คูนที่พาฉันมาส่งถึงได้อยู่ที่โรงเรียนล่ะ? ...โดดค่ายงั้นเหรอ?
มัวแต่คิดอะไรเพลินๆ ก็เดินมาถึงชั้นสามจนได้ เอ... 333 ห้อง 333...
ห้อง 333 อยู่ลึกเข้าไปด้านในพอสมควร ห้องของฉันคือห้องนี้สินะ
บอกว่าเป็นห้องพักคู่ แสดงว่าต้องมีรูมเมตอยู่ด้วย จะมาถึงหรือยังนะ?
ฉันเสียบกุญแจที่ได้รับมา บิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปข้างใน
"แหวะ..."
"อ้าว เธอ..."
จะไปโทษใครได้ล่ะที่ฉันเผลอทำหน้าบูดเบี้ยวเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ดออกมาแบบนี้
ก็คนที่อยู่ในห้อง ดันเป็นเด็กสาวเอลฟ์ผมบลอนด์จอมหยิ่งที่เจอกันหน้าประตูวิทยาลัยคนนั้นน่ะสิ
ล้อเล่นน่า รูมเมตของฉันคือยัยนี่เนี่ยนะ?
ฉันล่ะสาปแช่งในความโชคร้ายของตัวเองจริงๆ
.
"หง่า?"
เมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพเพดานสีขาวโพลนก็กระโจนเข้าสู่สายตา
ดูเหมือนว่าฉันจะนอนอยู่บนเตียง รอบๆ ตัวถูกล้อมรอบด้วยผ้าม่านสีขาวจนมองไม่เห็นว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ความรู้สึกบอกว่าน่าจะเป็นห้องพยาบาลล่ะมั้ง
ระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น ผ้าม่านก็ถูกเปิดออกดังแคว่ก พร้อมกับการปรากฏตัวของพี่สาวในชุดกาวน์ ผมสีชมพูมัดรวบหางม้าไว้ด้านข้าง
"อ๊ะ ฟื้นแล้วเหรอคะเนี่ย?"
พี่สาวพูดพลางรูดม่านรอบๆ ออกจนหมด
เป็นห้องพยาบาลจริงๆ ด้วยแฮะ มีเตียงแบบเดียวกันวางเรียงรายอยู่ข้างๆ อีกหลายเตียง และมีตู้ใส่ขวดยาเรียงอยู่ริมผนัง
"เอ่อ... ที่นี่คือ..."
"ห้องพยาบาลของวิทยาลัยค่ะ ฉันชื่อเบลฟลอร่า เป็นครูพยาบาล เรียกฉันว่าฟลอร่าก็ได้นะคะ"
อาจารย์ฟลอร่ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน เป็นคนที่มีบรรยากาศรอบตัวแปลกๆ ดีนะ แต่ว่า...
"ใหญ่จัง..."
"เอ๊ะ?"
"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"
ก้อนเนื้อลูกท้อขนาดมหึมาสองลูกที่กระเพื่อมขึ้นลงทุกครั้งที่เธอขยับตัว ทำเอาฉันละสายตาไปไม่ได้เลย ถึงจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็เถอะ ต้องกินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นนะ พอหันกลับมามองของตัวเองแล้ว...
"อ้าว ตื่นแล้วเหรอ"
ในขณะที่ฉันกำลังรู้สึกสิ้นหวังกับความแตกต่างระหว่างเขาและเรา ประตูห้องพยาบาลก็เปิดออก รุ่นพี่เดินเข้ามาพร้อมกับโกเลมหมีที่ชื่อพาร่า ...เล็กแฮะ รุ่นพี่เองก็อยู่ฝั่งนี้สินะ
"รู้สึกยังไงบ้าง? ขอโทษด้วยนะ เธอสลบไปเพราะพลังเวทเหือดแห้งน่ะ เตาปฏิกรณ์วิญญาณของอคิลลีสสูบพลังเวทของเธอไปซะเยอะเลย ถ้าฉันสั่งหยุดให้เร็วกว่านี้ก็คง..."
พลังเวทเหือดแห้ง อ๋อ มิน่าล่ะถึงได้สลบไป ตอนที่ขยับอยู่ไม่เห็นรู้สึกเลยสักนิดว่าถูกสูบพลังเวทไปน่ะ
"คงเพราะอัตราการซิงโครไนซ์กับอคิลลีสดีมากสินะ ตอนที่ขยับไม่รู้สึกเหมือนเป็นแขนขาของตัวเองบ้างเลยเหรอ? นั่นแปลว่าพลังเวทมันไหลเวียนเข้าไปได้ราบรื่นมากยังไงล่ะ"
เข้าใจล่ะ ถึงว่าสิ ช่วงแรกยังรู้สึกลำบากตอนขยับอยู่เลย แต่พอช่วงหลังกลับขยับได้คล่องแคล่วอย่างกับใจนึก พลังเวทมันเลยไหลปรื๊ดๆ จนฉันพลังเวทเหือดแห้งสลบไปสินะ
"ปกติแล้วจะมีอุปกรณ์ควบคุมพลังเวทและระบบหยุดฉุกเฉินติดตั้งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่อคิลลีสเป็นเครื่องต้นแบบก็เลยยังไม่ได้ติดน่ะ ชั่วโมงเรียนของวิทยาลัยไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน สบายใจได้"
ค่อยยังชั่ว ขืนสลบทุกครั้งที่เรียนคงไม่ไหว ของวิทยาลัย... เอ๊ะ จริงสิ!
"แผนกวิชาการ! ฉันต้องไปทำเรื่องมอบตัว...!"
"เรื่องนั้นก็ไม่ต้องห่วง ระหว่างที่เธอหลับอยู่ฉันไปจัดการทำเรื่องให้เรียบร้อยแล้วล่ะ เดี๋ยวจะพาไปส่งที่หอพักนะ"
"เอ๊ะ? อ ขอบคุณมากค่ะ..."
ดูเหมือนรุ่นพี่จะช่วยจัดการเรื่องมอบตัวให้ตอนที่ฉันหลับอยู่ รอดตัวไปที แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแผนกวิชาการอยู่ตรงไหน พอเปิดเทอมแล้วคงต้องจำทางให้ได้ซะแล้วสิ
"คิดว่าไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ดื่มนี่เผื่อไว้หน่อยนะคะ โพชั่นฟื้นฟูพลังเวทน่ะค่ะ"
อาจารย์ฟลอร่ายื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มบรรจุอยู่ภายในมาให้
จะดีเหรอ? โพชั่นมันแพงเอาเรื่องเลยไม่ใช่เหรอไง
"โพชั่นนี้ฉันปรุงขึ้นมาเองค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ"
"งั้นเหรอคะ... งั้นก็... อึ้ก!"
วินาทีที่ดึงจุกก๊อกออกดังป๊อก! กลิ่นประหลาดที่ยากจะสรรหาคำใดมาอธิบายก็พุ่งเข้าเตะจมูกฉันอย่างจัง
มันไม่ได้เหม็นหรือฉุนหรอกนะ แต่มันเป็นกลิ่นที่ดมปุ๊บก็รู้เลยว่ารสชาติมันต้องแย่แน่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือ มันต้องขมปี๋แหงๆ! จะให้ฉันดื่มไอ้นี่น่ะนะ!?
"โพชั่นของฟลอร่าสรรพคุณชะงัดนักเชียว ดื่มเข้าไปเถอะ"
รุ่นพี่พูดพลางทำหน้าเบ้เหมือนจะบอกว่า 'แหวะ...' ดูทรงแล้วรุ่นพี่เองก็คงเคยดื่มมาก่อนแน่ๆ
ม ไม่เป็นไรน่า ไม่ถึงตายหรอก แค่ขมเอง... เอาก็เอา! ฉันสูดหายใจเรียกความกล้าแล้วกระดกขวดโพชั่นรวดเดียวหมด
"อึก ฟู่!?"
ทันทีที่เข้าปาก ความฝาดเฝื่อนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่ว ฉันแทบจะบ้วนทิ้ง แต่ก็กลั้นใจกลืนลงคอไปจนได้ ทันใดนั้น ความเหนื่อยล้าและอาการปวดเมื่อยที่สะสมมาตั้งแต่ตื่นนอนก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้ง สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นด้วย
เอ่อ พลังเวทอาจจะฟื้นฟูแล้วก็จริง แต่รสขมบนลิ้นนี่มันไม่ยอมหายไปไหนเลยนะคะ!
สงสัยรุ่นพี่จะรู้ทัน เลยยื่นลูกอมมาให้เม็ดนึง ขอบคุณมากค่ะ...
"ขยับตัวไหวไหม? ทำเรื่องมอบตัวเสร็จแล้ว ต่อไปก็ต้องไปทำเรื่องเข้าหอพักนะ เอ... มาจากโควตาของเอลฟ์ราวใช่ไหม งั้นก็ต้องหอพักเก็นบุสินะ"
หอพักเก็นบุ ดูเหมือนว่านักเรียนใหม่จากเอลฟ์ราวทุกคนต้องพักที่หอพักนั้นสินะ คุณหนูผมบลอนด์นั่นก็คงอยู่ที่นั่นเหมือนกันแหละ
โดยพื้นฐานแล้วนักเรียนของวิทยาลัยจักรกลจะต้องอยู่หอพัก เพื่อเป็นการฝึกฝนความพึ่งพาตนเอง ความเป็นอิสระ และเรียนรู้ความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ในเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ต่อให้เป็นคนที่ไม่ชอบหน้าก็ต้องหาทางปรับตัวเข้าหากันให้ได้ล่ะนะ ...ถ้าปรับตัวได้ก็ดีหรอก
ฉันลุกขึ้นหยิบสัมภาระที่วางอยู่ข้างเตียงตามคำเร่งของรุ่นพี่
"ขอบคุณที่กรุณาดูแลนะคะ"
"ยินดีค่ะ แวะมาหาอีกได้เสมอนะคะ"
อาจารย์ฟลอร่าโบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากจะมาเจอสภาพแบบนี้บ่อยๆ หรอกนะ
"ทางนี้จ้ะ"
ฉันเดินตามรุ่นพี่ออกจากห้องพยาบาล
ตกเย็นเสียแล้ว แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเข้ามาในอาคารเรียน ระหว่างที่เดินไปฉันก็เลยลองถามเรื่องที่สงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้ดู
"รู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นนักเรียนคนอื่นเลยนะคะ วันนี้โรงเรียนหยุดเหรอคะ?"
"อ้อ เปล่าจ้ะ นักเรียนปีหนึ่งที่ทำเรื่องเข้าหอพักแล้วจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคารเรียนจนกว่าจะถึงวันปฐมนิเทศน่ะ ส่วนนักเรียนปัจจุบันคนอื่นๆ ตอนนี้กำลังไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลกันอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง ปีหน้าเธอก็คงต้องไปเหมือนกันแหละ"
"เซอไวว่อล?"
"เอ่อ... การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดน่ะ"
อะไรจะโหดร้ายปานนั้น! มีวิชาเรียนแบบนั้นด้วยเหรอ!? คงไม่ได้หมายถึงการเอาชีวิตรอดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย!?
"ด ดูเข้มงวดจังเลยนะคะ..."
"ก็นะ โรงเรียนของเรายึดหลักความสามารถเป็นหลัก แลกกับการที่ไม่เกี่ยงเรื่องฐานันดรหรือชาติกำเนิด ใครที่ทำคะแนนได้ดีก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากมายตามผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออะไรก็ตาม ในบรรดานักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดระดับท็อปๆ ของรุ่น มีบางคนที่ได้รับเฟรมเกียร์เป็นของส่วนตัวก่อนเรียนจบซะอีกนะ"
"เอ๊ะ!? มีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองได้ด้วยเหรอคะ!?"
"ได้สิ หุ่นเฉพาะตัวไงล่ะ รุ่นพี่ที่จบไปคนนั้นมีแต่ประเทศต่างๆ รุมแย่งตัวกันให้ควักเลยแหละ"
ก็แหงล่ะ ถ้าได้ตัวมารับใช้ประเทศ ก็เท่ากับว่าได้เฟรมเกียร์มาฟรีๆ หนึ่งเครื่องเลยนี่นา มีรุ่นพี่สุดยอดขนาดนี้อยู่ด้วยแฮะ
"เธอเองก็จะเล็งหุ่นเฉพาะตัวเหมือนกันเหรอ?"
"ไม่ๆๆๆ! ไม่มีทางหรอกค่ะ... ฉันน่ะ สอบตกการทดสอบสมรรถภาพทางกายกับวัดพละกำลังของฝั่ง 『สถาบัน』 มาแล้วนะคะ..."
"เรื่องพละกำลังหรือกล้ามเนื้อน่ะ มันฝึกกันทีหลังได้ ฉันคิดว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับ 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 คือความสามารถในการซิงโครไนซ์กับหุ่น และการค้นหาอาวุธเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเทียบได้ต่างหากล่ะ"
อาวุธเฉพาะตัว...? หมายถึงอาวุธพิเศษน่ะเหรอ จะว่าไป ว่ากันว่าเฟรมเกียร์ของพระชายาทั้งเก้าขององค์ปฐมกษัตริย์ ต่างก็มีอาวุธที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ด้วยนี่นา
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะมีไพล์บังเกอร์กับสไนเปอร์ไรเฟิลมั้ง คงหมายความว่าให้หาอาวุธแบบนั้นมาครอบครองให้ได้สินะ?
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เมื่อเดินพ้นเขตอาคารเรียนมาได้สักพัก ก็มองเห็นอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า หรือว่านั่นคือหอพักเก็นบุ?
โครงสร้างดูคล้ายกับสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิมังกรศักดิ์สิทธิ์ออร์ฟานเลยแฮะ 'การผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก' อะไรทำนองนั้นสินะ? แบบนี้เขาเรียกว่าคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรือเปล่านะ?
แต่ดูๆ ไปแล้ว ไม่เหมือนคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรอก เหมือนคฤหาสน์ขุนนางซะมากกว่า ดูเผินๆ เหมือนโรงแรมขนาดเล็กเลยด้วยซ้ำ มีคนอาศัยอยู่กี่คนกันเนี่ย?
"งั้นฉันขอตัวตรงนี้นะ ฉันบอกผู้ดูแลหอพักข้างในไว้ให้แล้ว ไปทำเรื่องเข้าหอพักซะนะ ให้เขาบอกว่าห้องพักอยู่ไหน แล้ววันนี้ก็พักผ่อนได้แล้วล่ะ"
"อ๊ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกๆ เรื่อง เอ่อ... คือว่า ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหมคะ..."
เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อรุ่นพี่เลย อุตส่าห์ได้รู้จักกันทั้งที หลังจากนี้ก็อยากจะสนิทสนมกันไว้น่ะ
"คูนจ้ะ ไว้เปิดเทอมแล้วเจอกันใหม่นะ"
พูดจบ รุ่นพี่คูนก็เดินจากไปพร้อมกับโกเลมหมีตัวน้อย ไม่มีชื่อตระกูลแปลว่าเป็นสามัญชนสินะ? ช่างเถอะ
ฉันกระชับสัมภาระบนหลังให้เข้าที่ แล้วเงยหน้ามองหอพักเก็นบุ ตั้งแต่วันนี้ไปฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สินะ...
"ขออนุญาตค่ะ!"
ฉันเปิดประตูบานคู่บานหนึ่งออกแล้วก้าวเข้าไปข้างใน
พอเข้ามาก็เห็นห้องที่ดูเหมือนห้องผู้ดูแลอยู่ถัดจากบริเวณที่ดูเหมือนโถงทางเข้าขนาดใหญ่ ฉันสบตากับหญิงสาววัยประมาณยี่สิบกลางๆ ที่กำลังมองมาทางนี้ผ่านหน้าต่างบานเล็ก
"แหมๆ มาแล้วๆ เธอคือเนโร ซิลลูเอสก้าซังใช่ไหมจ๊ะ?"
เสียงเปิดประตูดังแกร๊ก หญิงสาวผมสีฟ้าดัดลอนสั้น ท่าทางใจดีเดินเข้ามาหาฉัน
"ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ! ฝากตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปด้วยนะคะ!"
"เห็นมาซะเย็นย่ำก็เลยเป็นห่วง ดีใจที่มาถึงอย่างปลอดภัยนะจ๊ะ ฉันเป็นผู้ดูแลหอพักเก็นบุแห่งนี้ ชื่อเพลริโอล่าจ้ะ เรียกฉันว่าริโอล่าก็ได้นะ"
"ค่ะ คุณริโอล่าสินะคะ"
ค่อยยังชั่ว ดูเป็นคนใจดีจัง
ก่อนอื่นก็ต้องเซ็นชื่อตรงนี้ ฉันเขียนชื่อลงในสมุดรายชื่อที่เธอยื่นมาให้
"ตอนนี้มีนักเรียนพักอยู่ที่หอพักเก็นบุกว่าสองร้อยคนเลยล่ะ ที่นี่ก็มีกฎห้ามใช้อำนาจตามฐานันดรศักดิ์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงขุนนางจะมาพูดจาข่มเหงเพราะเห็นว่าเราเป็นสามัญชน ก็ไม่จำเป็นต้องยอมทำตามหรอกนะจ๊ะ แต่ถ้ามันมากเกินไปก็มาบอกฉันหรืออาจารย์ที่วิทยาลัยได้เลยนะ"
"เอ่อ... มีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอคะ?"
"ก็นะจ๊ะ ถึงจะน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้ว แต่ก็มีโผล่มาให้เห็นทุกปีนั่นแหละ พอตักเตือนไปแล้วถ้ายังไม่ฟังก็จะมีการแจ้งไปยังประเทศต้นสังกัด ถ้ายังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอีกก็จะแนะนำให้ลาออกไปเอง แต่ถ้ายังดึงดันก็จะถูกไล่ออก ซึ่งนั่นจะกลายเป็นรอยด่างพร้อยในฐานะขุนนาง ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนพวกนั้นก็เลยยอมลาออกไปเองก่อนน่ะจ้ะ"
เข้าใจล่ะ ถ้างั้นถึงจะเป็นขุนนางก็ไม่ต้องเกรงใจสินะ ไม่ๆๆ ขืนไปทำตัวมีปัญหาแล้วโดนหมายหัวตอนเรียนจบก็แย่สิ พยายามอยู่เงียบๆ ดีกว่า
"นี่คือคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักจ้ะ อ่านให้ละเอียดด้วยนะ"
คุณริโอล่ายื่นสมุดเล่มเล็กสีดำมาให้ บนหน้าปกมีรูปเต่ากับงูดำพันรอบตัวเต่าวาดอยู่ เนื่องจากวาดด้วยลายเส้นน่ารัก ถึงจะเป็นงูก็ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวอะไรนัก
ถ้าจำไม่ผิด นี่คือ 'เก็นบุ' สินะ? หนึ่งในสี่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันว่ารับใช้องค์ปฐมกษัตริย์
ฉันลองเปิดดูคร่าวๆ ข้างในมีแผนผังของหอพัก กฎระเบียบ เวลาอาหารและเวลาอาบน้ำเขียนไว้
"นักเรียนชั้นปีที่สี่และห้าจะอยู่ชั้นหนึ่ง ชั้นปีที่สองและสามจะอยู่ชั้นสอง ส่วนปีหนึ่งจะอยู่ชั้นสามจ้ะ ห้องของซิลลูเอสก้าซังคือห้อง 333 นะ เป็นห้องพักคู่ นี่กุญแจจ้ะ"
เธอยื่นกุญแจดอกใหญ่ใส่มือฉัน บริเวณหัวกุญแจมีหินเวทมนตร์สีใสฝังอยู่ คงเป็นกุญแจประเภทที่ต้องใช้พลังเวทเปิดสินะ
"รีบเอาของไปเก็บที่ห้องดีกว่านะจ๊ะ? ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นที่โรงอาหารแล้วล่ะ"
อุ้ย ขืนไปช้าเดี๋ยวก็อดกินมื้อเย็นพอดีสิ ฉันกล่าวขอบคุณคุณริโอล่า แล้วเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องพักของตัวเองพลางกางคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักดูไปด้วย
ระหว่างทางไม่เจอใครเลย แต่ก็จริงแฮะ รุ่นพี่เขาไม่อยู่กันนี่นา วันนี้ไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลอะไรนั่น
...เอ๊ะ? แล้วทำไมรุ่นพี่คูนที่พาฉันมาส่งถึงได้อยู่ที่โรงเรียนล่ะ? ...โดดค่ายงั้นเหรอ?
มัวแต่คิดอะไรเพลินๆ ก็เดินมาถึงชั้นสามจนได้ เอ... 333 ห้อง 333...
ห้อง 333 อยู่ลึกเข้าไปด้านในพอสมควร ห้องของฉันคือห้องนี้สินะ
บอกว่าเป็นห้องพักคู่ แสดงว่าต้องมีรูมเมตอยู่ด้วย จะมาถึงหรือยังนะ?
ฉันเสียบกุญแจที่ได้รับมา บิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปข้างใน
"แหวะ..."
"อ้าว เธอ..."
จะไปโทษใครได้ล่ะที่ฉันเผลอทำหน้าบูดเบี้ยวเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ดออกมาแบบนี้
ก็คนที่อยู่ในห้อง ดันเป็นเด็กสาวเอลฟ์ผมบลอนด์จอมหยิ่งที่เจอกันหน้าประตูวิทยาลัยคนนั้นน่ะสิ
ล้อเล่นน่า รูมเมตของฉันคือยัยนี่เนี่ยนะ?
ฉันล่ะสาปแช่งในความโชคร้ายของตัวเองจริงๆ
004 โรงอาหารครั้งแรก
.
“มาช้าจังเลยนะคะ เสียใจด้วยแต่เตียงล่างฉันจองแล้ว เพราะฉะนั้นเธอไปใช้เตียงบนซะนะคะ”
“...งั้นเหรอคะ”
ฉันพยายามเค้นเสียงตอบกลับไปพลางมองสำรวจไปรอบห้อง
ห้องนี้กว้างพอสมควร ตรงกลางมีเตียงสองชั้นทรงตัว S เมื่อมองจากด้านข้าง ทำให้ห้องถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนตัวสองฝั่ง
ฝั่งโน้นมีเตียงอยู่ด้านล่าง ส่วนฝั่งนี้อยู่ด้านบน หัวเตียงของอีกฝ่ายจะเป็นผนังทึบ แม้จะอยู่ห้องเดียวกันแต่ดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้ในระดับหนึ่ง
ฉันเดินไปทางฝั่งซ้ายมือ แล้ววางสัมภาระลงบนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้
ด้านในสุดของห้องมีหน้าต่างที่มองเห็นสวนของหอพักเก็นบุได้ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วทำให้ข้างนอกมืดสนิท ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา ก็พบว่าเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว
“เข้าใจใช่ไหมคะ? ถึงจะอยู่ห้องเดียวกันแต่ต้องรักษาเส้นแบ่งด้วย อย่าเอาของของเธอมาวางในฝั่งนี้เด็ดขาดนะคะ”
ยัยเอลฟ์ผมทองชี้นิ้วลากเส้นสมมติจากกลางเตียงไปจนถึงกลางประตู ไม่บอกฉันก็รู้น่า!
“งั้นฉันจะไปโรงอาหารก่อนนะคะ ขอตัวค่ะ”
พูดจบคุณหนูผมทองก็เดินออกจากห้องไป
หนอยยย...! ให้ตายสิ ทำไมรูมเมตต้องเป็นยัยคุณหนูจอมหยิ่งนั่นด้วยนะ...! ซวยชะมัดเลย!
จะไปกันรอดไหมเนี่ย? ดูท่าจะยากแฮะ... สงสัยสักวันฉันคงฟิวส์ขาดแน่
พอนึกแล้วก็หดหู่ ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ซึ่งจังหวะเดียวกับที่ท้องก็ร้องโครกครากออกมาอย่างดัง
หิวจัง... ฉันไปโรงอาหารบ้างดีกว่า...
ฉันหยิบใบปลิวหอพักเก็นบุขึ้นมาดูแผนผังภายในหอ อ้อ โรงอาหารอยู่ชั้นหนึ่งสินะ
ฉันถือใบปลิวเดินออกจากห้อง อ๊ะ ต้องไม่ลืมล็อกห้องด้วย
ฉันเดินลงบันไดไปชั้นหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
โรงอาหารตั้งอยู่ลึกที่สุดของชั้นหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะถูกสร้างไว้กว้างขวางมาก
ก็แน่ล่ะนะ เพราะมีคนพักอยู่ที่นี่ตั้งสองร้อยกว่าคน ถึงจะไม่ได้มากินพร้อมกันทุกคนแต่ก็ต้องกว้างไว้ก่อนเป็นธรรมดา
แต่ก็นะ ตอนนี้พวกรุ่นพี่ยังไม่อยู่กันนี่นา... อ๊ะ จริงด้วย
พอเดินเข้าไปในโรงอาหาร แม้จะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้เรียงรายอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง แต่กลับมีคนอยู่น้อยอย่างน่าตกใจ
ก็แหม มีแค่นักเรียนใหม่ซึ่งคิดเป็นแค่หนึ่งในห้าเองนี่นา สัก...สี่สิบคนได้ไหม? ไม่สิ น้อยกว่านั้นอีก สงสัยบางคนคงกินเสร็จไปแล้ว หรือไม่ก็ยังไม่มาล่ะมั้ง
เพราะโรงเรียนยังไม่เปิดเทอมเลยไม่มีใครใส่ชุดนักเรียน เสื้อผ้าที่แต่ละคนใส่ดูมีเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศดีแฮะ น่าสนใจจัง
จู่ๆ สายตาฉันก็ไปสะดุดเข้ากับยัยเอลฟ์ผมทองคนนั้นที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่งด้วยเลย เหอะๆ ยัยคนไร้เพื่อน... อ๊ะ ฉันเองก็ด้วยนี่นา
หืม? รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ เลยแฮะ เพราะฉันมาสายเหรอ? ช่างเถอะ
เอ... ต้องไปซื้อตั๋วอาหารที่เครื่องโน้นสินะ?
จะว่าไป ค่าอาหารของที่นี่ประเทศบ้านเกิดจะเป็นคนออกให้ เพราะฉะนั้นเรากินฟรี! ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ
พอเดินไปที่เครื่องขายตั๋ว ก็พบว่ามีรายชื่ออาหารยาวเหยียดจนตาลาย
นี่ทำได้ทุกเมนูเลยเหรอ...? สมกับเป็นราชรัฐบรุนฮิลด์ที่นำสมัยที่สุดในโลก เรื่องอาหารก็ไม่ธรรมดาเลยแฮะ
“จะกินอะไรดีนะ...”
เมนูเยอะขนาดนี้เลือกไม่ถูกเลยแฮะ ไหนๆ ก็ฟรีแล้ว ลองสั่งสเต็กชุดหรูดูดีไหมนะ?
“ถ้าเลือกไม่ถูก ฉันแนะนำ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ นะ”
“เอ๊ะ?”
ฉันสะดุ้งหันไปตามเสียง ก็พบกับเด็กสาวผมบลอนด์ซอยสั้นหน้าตาสวยเท่ยืนอยู่ จะเรียกว่าดูเป็นกลาง (Androgynous) ก็ได้มั้ง ดูเหมือนเจ้าชายในนิยายเลยล่ะ
เธอดูเป็นผู้ใหญ่จัง แต่เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน... สินะ? ตัวสูงด้วย พอมายืนข้างฉันแล้วเหมือน... ไม่เอาดีกว่า อย่าทำร้ายความรู้สึกตัวเองเลย
“ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ ของที่นี่ เชฟจะลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ไม่มีในรายการหลักทุกวันน่ะ ทำให้ได้กินของแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเลย”
“งั้นเหรอ รู้ดีจังเลยนะ?”
“พอดีมีคนรู้จักเป็นรุ่นพี่อยู่น่ะ”
อ้อ ข้อมูลจากนักเรียนเก่านี่เอง แบบนี้เชื่อถือได้
“งั้นเอาอันนั้นแหละ”
ฉันกดเลือก ‘ชุดอาหารประจำวัน’ แล้วรับตั๋วอาหารออกมาจากเครื่อง
“ฉันเอาเหมือนกัน”
คุณเจ้าชายเองก็สั่งชุดประจำวันเหมือนกันแฮะ แบบนี้ค่อยน่าลุ้นหน่อย
“ฉันชื่อแคโรไลนา เรียตต์ เรียกสั้นๆ ว่าแคโรก็ได้ ฉันเพิ่งมาจากจักรวรรดิเรกูลัสเมื่อวานซืนนี้เอง”
“ฉันเนโร เนโร ซิลลูเอสก้า จ้ะ เพิ่งมาจากเอลฟ์ราวเมื่อกี้เอง ฝากตัวด้วยนะ”
นักเรียนจากเรกูลัสงั้นเหรอ จักรวรรดิเรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับอาณาจักรเอลฟ์ราวของฉัน เป็นประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งราชรัฐบรุนฮิลด์แห่งนี้ด้วย
“ฉันเป็นสามัญชนนะ แคโรเป็นขุนนางเหรอ?”
“ใช่จ้ะ ตระกูลเรียตต์ในจักรวรรดิเป็นตระกูลระดับมาร์ควิสน่ะ”
มาร์ควิส... ขุนนางระดับสูงเลยนี่นา แต่ดูเธออัธยาศัยดีและคุยง่ายจัง ถึงฉันจะบอกว่าเป็นสามัญชน ท่าทางเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ต่างกับ ยัยตระกูลดยุก(เอลฟ์ผมทอง) คนนั้นลิบลับ
พวกเราถือตั๋วอาหารที่มีเลขลำดับแล้วไปนั่งโต๊ะเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย หึๆ รอดพ้นจากความโดดเดี่ยวแล้ว
แต่เอ... ตระกูลเรียตต์? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ...
“ตระกูลเรียตต์เป็นหนึ่งในสิบสองขุนนางที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวรรดิน่ะ บ้านเราสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสิบสองดาบแห่งจักรวรรดิ ‘คีล เรียตต์ ผู้ใช้ดาบคู่’”
“อ๊ะ! เคยเห็นในรายการ ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) เมื่อก่อนนี้เอง! ในเรื่อง ‘บันทึกการก่อตั้งจักรวรรดิเรกูลัส’ น่ะ”
มิน่าล่ะ เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดีจริงๆ ด้วยแฮะ แล้วทำไมถึงมาเข้าวิทยาลัยจักรกลล่ะ...
“ก็ต้องเพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ น่ะสิ และสักวันฉันจะลงแข่งใน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ให้ได้ เธอไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบนั้นหรอกเหรอ?”
ก็นะ นักเรียนส่วนใหญ่ที่มา ที่นี่(วิทยาลัย) ก็มีเป้าหมายนั้นเป็นหลักอยู่แล้ว ฉันเองก็เหมือนกัน
ถึงจะมีบางคนที่อยากมาเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงหรือผู้พัฒนาเฟรมเกียร์บ้างก็เถอะนะ
“แถมถ้าอยู่ที่ ที่นี่(วิทยาลัย) ก็ยังมีโอกาสได้ลงแข่ง ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ก่อนจะได้เป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ด้วยนะ...”
“เอ๊ะ? จริงเหรอ?”
นึกว่า ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ จะลงแข่งได้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ซะอีก
“อ้าว ไม่รู้จัก ‘โควตาแนะนำของเก้าพระชายา’ เหรอ? สำหรับนักเรียนของ ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ และ ‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ ใครที่ทำคะแนนได้ติดอันดับท็อปเก้า จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ น่ะ แต่ว่านั่นไม่ใช่แค่อันดับในชั้นปีนะ เป็นเก้าอันดับแรกของทั้งโรงเรียนเลยล่ะ เพราะงั้นมันยากสุดๆ เลย”
“เอ๋...? หมายถึงเก้าอันดับแรกเมื่อนับรวมพวกปีสูงๆ ด้วยน่ะเหรอ? โห... ดูท่าจะหินน่าดูเลยนะนั่น”
“นั่นสิ ปกติปีหนึ่งน่ะไม่มีทางทำได้หรอก... อ่า แต่จริงๆ ก็มีอยู่คนหนึ่งนะ ตอนนี้อยู่ปีสามแล้ว แต่รุ่นพี่คนนั้นได้โควตาแนะนำตั้งแต่ตอนปีหนึ่งเลย”
เอ๋!? มีคนที่ได้โควตาตั้งแต่ปีหนึ่งด้วยเหรอ!? หมายความว่าตอนปีหนึ่งก็ได้เป็นเก้าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนเลยงั้นเหรอ!?
“อื้ม รุ่นพี่เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ชั้นปีที่สาม ตอนนี้อยู่อันดับหนึ่งของ ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยล่ะ เธอเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย ผู้มีทักษะดาบและการควบคุมหุ่นที่เหนือชั้นสุดๆ ฉายาของเธอคือ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】”
“อ... อันดับหนึ่ง...!?”
เอ๊ะ นั่นหมายความว่าเก่งที่สุดใน ที่นี่(วิทยาลัย) เลยงั้นเหรอ? ทั้งที่เป็นแค่ปีสามเนี่ยนะ!?
แซงทั้งปีสี่ปีห้าขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งเลยเหรอ ยอดไปเลย... จะเก่งขนาดไหนกันนะ...
“การจะหวังโควตาแนะนำตั้งแต่ปีหนึ่งแบบรุ่นพี่เรสเทียน่ะคงยาก แต่ฉันก็อยากจะลองท้าทายดูนะ ถ้าปีแรกติดท็อปยี่สิบได้ก็คงดีใจแย่แล้ว”
อืม... ติดท็อปยี่สิบจากนักเรียนทุกชั้นปีก็ดูเป็นเป้าหมายที่สูงมากเหมือนกันนะ แต่การมีเป้าหมายไว้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะมั้ง ถ้าคิดง่ายๆ ก็ต้องติดท็อปสี่ของชั้นปีให้ได้สินะ
ถ้าจำไม่ผิด จำนวนนักเรียนทั้งหมดของ ‘วิทยาลัย’ คือ 900 คน มาจาก 36 ประเทศ ชั้นปีละ 5 คน มีทั้งหมด 5 ชั้นปี... อื้ม คำนวณถูกแล้ว
การจะเป็นเก้าคนแรกจากทั้งหมดนั่น ก็ต้องเป็นกลุ่มหัวกะทิแค่หนึ่งในร้อยเลยสินะ... หนทางยังอีกยาวไกลเลยแฮะ...
“แต่ทำไมถึงเป็นเก้าคนล่ะ? ทำไมไม่ทำให้มันเป็นเลขกลมๆ อย่างสิบคนไปเลย?”
“เห็นว่าตั้งตามจำนวน ‘เก้าพระชายา’ ที่คอยสนับสนุนองค์ปฐมกษัตริย์น่ะ”
อ๋อ เข้าใจล่ะ เก้าพระชายาแห่งบรุนฮิลด์โด่งดังมากนี่นา เหล่าพระชายาทั้งเก้าที่คอยช่วยเหลือองค์ปฐมกษัตริย์ในด้านที่แต่ละท่านถนัด เรื่องเล่าของพวกท่านถูกเล่าขานไปทั่ว ถึงจะมีบางเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อจนไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าก็เถอะ...
“จะว่าไป อันดับลำดับที่ (เซียร์เล็ตสึ) นี่เขาตัดสินกันยังไงเหรอ? สอบเหรอ?”
“ตัดสินยังไงน่ะเหรอ... ก็ต้องด้วย 【การประลองดารา】 น่ะสิ ถ้าชนะจะได้ ดาว(พอยต์) มา ถ้าแพ้ก็จะเสีย ดาว(พอยต์) ไป อันดับลำดับที่ก็จะถูกจัดตามจำนวนดาวที่มีนั่นแหละ”
โอ้โห... ช่างเป็นการตัดสินที่ตรงไปตรงมาจริงๆ...
【การประลองดารา】 ดูเหมือนจะเป็นการสู้รบจำลองผ่านระบบเฟรมยูนิต (ระบบซิมูเลเตอร์ของเฟรมเกียร์) หรือไม่ก็การใช้เครื่องอาร์มเกียร์สู้กันจริงๆ เห็นว่ามีกฎกติกาและรูปแบบการแข่งขันที่ละเอียดมาก แต่ขอยกยอดไว้ก่อนแล้วกัน
พูดง่ายๆ ก็คือการเอาดาวที่ตัวเองมีมาวางเดิมพันกัน ถ้าชนะก็ได้หมด ถ้าแพ้ก็โดนกินเรียบ เป็นการชิงดาวกันนั่นแหละ
อ้อ เห็นว่าถ้าเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดก็จะได้ดาวมาด้วยเหมือนกันนะ
“ลองเปิดสมาร์ทโฟนเข้าไปดูเว็บไซต์ของ ที่นี่(วิทยาลัย) ดูสิ จะเห็นอันดับแรงกิ้งของตัวเองด้วยนะ”
ตามที่แคโรบอก พอฉันเปิดเว็บไซต์ของ ‘วิทยาลัย’ ดู ก็เจอแถบเมนูแรงกิ้ง พอเข้าไปก็มีรายชื่อนักเรียนเรียงกันยาวเหยียด
ว้าว อันดับหนึ่ง เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย... อยู่ปีสามจริงๆ ด้วยแฮะ แข็งแกร่งที่สุดในวิทยาลัยจริงๆ ด้วย...
ส่วนฉันล่ะ... อันดับที่ 721? จะว่าไป ทั้งคนก่อนหน้าและหลังฉันก็อันดับเดียวกันหมดเลยนี่นา แปลว่านี่คืออันดับของพวกปีหนึ่งทุกคนสินะ อ๊ะ แคโรก็อันดับเดียวกับฉัน ยัยเอลฟ์ผมทองก็ด้วย
“...ถ้าสมมติฉันไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียแล้วชนะขึ้นมา อันดับจะเปลี่ยนไปยังไงเหรอ?”
“ฮะๆๆ ก่อนอื่นเลยคือเธอท้าทายรุ่นพี่ไม่ได้หรอก เราจะท้าทายได้แค่คนที่อยู่อันดับสูงกว่าเราได้ไม่เกินหนึ่งระดับ (Rank) เท่านั้นน่ะ”
อันดับจะแบ่งเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่สูงสุดคือ S Rank ไล่ลงไปถึง F Rank
พวกเรานักเรียนใหม่แน่นอนว่าต้องเริ่มจากระดับต่ำสุดคือ F Rank จะข้ามไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียที่เป็น S Rank ไม่ได้หรอก
“สูงกว่าหนึ่งระดับ แปลว่าฉันท้าทายรุ่นพี่ที่เป็น E Rank ได้สินะ?”
“ได้นะ แต่เธอต้องมี 【สิทธิ์การท้าทาย】 ก่อน ซึ่งต้องสะสมดาวให้ครบ 10 ดวงถึงจะแลกได้”
“【สิทธิ์การท้าทาย】?”
แคโรบอกว่า การจะท้าทายระดับที่สูงกว่าที่เรียกว่า ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ นั้น จะต้องจ่ายดาวตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละระดับเพื่อรับ 【สิทธิ์การท้าทาย】 เสียก่อน
สรุปก็คือ ถ้าอยากจะข้ามไปสู้กับระดับที่สูงกว่า ก่อนอื่นต้องตบคนในระดับเดียวกันเพื่อแย่งดาวมาสะสมให้ครบก่อน... สินะ
ต้องโดดเด่นออกมาจากกลุ่มเด็กปีหนึ่งให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็ไม่มีสิทธิ์ไปต่อ
“นักเรียนใหม่ทุกคนน่าจะได้รับแต้มดาวเริ่มต้นคนละ 5 พอยต์นะ ดูสิ ตรงข้างหลังชื่อที่มี ☆5 นั่นไงล่ะ การจะท้าทายระดับสูงขึ้นต้องใช้ 10 พอยต์ เพราะงั้นถ้าเดิมพัน 5 พอยต์ที่มีทั้งหมดแล้วชนะ ก็จะได้ 【สิทธิ์การท้าทาย】 มาพอดี แต่ถ้าแพ้พอยต์ก็จะกลายเป็น 0 ทันทีเลยนะ”
“เอ่อ... ถ้าพอยต์กลายเป็น 0 แล้วจะเป็นยังไงต่อล่ะ?”
“ในเมื่อไม่มีดาวให้เดิมพัน ก็จะไม่สามารถเข้าร่วม 【การประลองดารา】 ได้อีกเลยน่ะสิ แต่ก็นะ ทุกๆ ครึ่งปีจะมีมาตรการเยียวยาด้วยการจ่ายให้ 1 พอยต์ล่ะนะ”
โห... โคตรโหดเลยแฮะ...
ถ้าพอยต์เป็น 0 นี่งานเข้าแน่ ห้ามเดิมพันหมดตัวเด็ดขาดเลย ขืนพอยต์เป็น 0 ตั้งแต่เข้าเรียน มีหวังทำอะไรไม่ได้ไปตั้งครึ่งปี แบบนั้นทรมานตายเลย
อีกอย่างถ้าคิดดูดีๆ ต่อให้ใช้ 10 พอยต์แลกสิทธิ์ท้าทายมาได้ แต่ถ้าไม่มีดาวเหลือให้เดิมพัน ก็ไม่มีใครยอมสู้ด้วยอยู่ดีนั่นแหละ
ตอนแรกที่มีแค่ 5 พอยต์ ค่อยๆ เดิมพันทีละ 1 พอยต์จะดีกว่าไหมนะ?
แต่ถ้าขี้ขลาดเดิมพันทีละพอยต์ ชนะมาก็ได้เพิ่มแค่พอยต์เดียว ถ้าไม่เดิมพันหนักๆ ก็เลื่อนอันดับไม่ได้ แต่ถ้าแพ้ก็เสียพอยต์เยอะ...
“เป็นกฎที่เข้มงวดจังเลยนะ...”
“เพราะแบบนั้นทุกคนถึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะสู้น่ะสิ”
อืม เข้าใจล่ะ ฟังดูมีเหตุผล
.
“มาช้าจังเลยนะคะ เสียใจด้วยแต่เตียงล่างฉันจองแล้ว เพราะฉะนั้นเธอไปใช้เตียงบนซะนะคะ”
“...งั้นเหรอคะ”
ฉันพยายามเค้นเสียงตอบกลับไปพลางมองสำรวจไปรอบห้อง
ห้องนี้กว้างพอสมควร ตรงกลางมีเตียงสองชั้นทรงตัว S เมื่อมองจากด้านข้าง ทำให้ห้องถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนตัวสองฝั่ง
ฝั่งโน้นมีเตียงอยู่ด้านล่าง ส่วนฝั่งนี้อยู่ด้านบน หัวเตียงของอีกฝ่ายจะเป็นผนังทึบ แม้จะอยู่ห้องเดียวกันแต่ดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้ในระดับหนึ่ง
ฉันเดินไปทางฝั่งซ้ายมือ แล้ววางสัมภาระลงบนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้
ด้านในสุดของห้องมีหน้าต่างที่มองเห็นสวนของหอพักเก็นบุได้ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วทำให้ข้างนอกมืดสนิท ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา ก็พบว่าเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว
“เข้าใจใช่ไหมคะ? ถึงจะอยู่ห้องเดียวกันแต่ต้องรักษาเส้นแบ่งด้วย อย่าเอาของของเธอมาวางในฝั่งนี้เด็ดขาดนะคะ”
ยัยเอลฟ์ผมทองชี้นิ้วลากเส้นสมมติจากกลางเตียงไปจนถึงกลางประตู ไม่บอกฉันก็รู้น่า!
“งั้นฉันจะไปโรงอาหารก่อนนะคะ ขอตัวค่ะ”
พูดจบคุณหนูผมทองก็เดินออกจากห้องไป
หนอยยย...! ให้ตายสิ ทำไมรูมเมตต้องเป็นยัยคุณหนูจอมหยิ่งนั่นด้วยนะ...! ซวยชะมัดเลย!
จะไปกันรอดไหมเนี่ย? ดูท่าจะยากแฮะ... สงสัยสักวันฉันคงฟิวส์ขาดแน่
พอนึกแล้วก็หดหู่ ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ซึ่งจังหวะเดียวกับที่ท้องก็ร้องโครกครากออกมาอย่างดัง
หิวจัง... ฉันไปโรงอาหารบ้างดีกว่า...
ฉันหยิบใบปลิวหอพักเก็นบุขึ้นมาดูแผนผังภายในหอ อ้อ โรงอาหารอยู่ชั้นหนึ่งสินะ
ฉันถือใบปลิวเดินออกจากห้อง อ๊ะ ต้องไม่ลืมล็อกห้องด้วย
ฉันเดินลงบันไดไปชั้นหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
โรงอาหารตั้งอยู่ลึกที่สุดของชั้นหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะถูกสร้างไว้กว้างขวางมาก
ก็แน่ล่ะนะ เพราะมีคนพักอยู่ที่นี่ตั้งสองร้อยกว่าคน ถึงจะไม่ได้มากินพร้อมกันทุกคนแต่ก็ต้องกว้างไว้ก่อนเป็นธรรมดา
แต่ก็นะ ตอนนี้พวกรุ่นพี่ยังไม่อยู่กันนี่นา... อ๊ะ จริงด้วย
พอเดินเข้าไปในโรงอาหาร แม้จะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้เรียงรายอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง แต่กลับมีคนอยู่น้อยอย่างน่าตกใจ
ก็แหม มีแค่นักเรียนใหม่ซึ่งคิดเป็นแค่หนึ่งในห้าเองนี่นา สัก...สี่สิบคนได้ไหม? ไม่สิ น้อยกว่านั้นอีก สงสัยบางคนคงกินเสร็จไปแล้ว หรือไม่ก็ยังไม่มาล่ะมั้ง
เพราะโรงเรียนยังไม่เปิดเทอมเลยไม่มีใครใส่ชุดนักเรียน เสื้อผ้าที่แต่ละคนใส่ดูมีเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศดีแฮะ น่าสนใจจัง
จู่ๆ สายตาฉันก็ไปสะดุดเข้ากับยัยเอลฟ์ผมทองคนนั้นที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่งด้วยเลย เหอะๆ ยัยคนไร้เพื่อน... อ๊ะ ฉันเองก็ด้วยนี่นา
หืม? รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ เลยแฮะ เพราะฉันมาสายเหรอ? ช่างเถอะ
เอ... ต้องไปซื้อตั๋วอาหารที่เครื่องโน้นสินะ?
จะว่าไป ค่าอาหารของที่นี่ประเทศบ้านเกิดจะเป็นคนออกให้ เพราะฉะนั้นเรากินฟรี! ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ
พอเดินไปที่เครื่องขายตั๋ว ก็พบว่ามีรายชื่ออาหารยาวเหยียดจนตาลาย
นี่ทำได้ทุกเมนูเลยเหรอ...? สมกับเป็นราชรัฐบรุนฮิลด์ที่นำสมัยที่สุดในโลก เรื่องอาหารก็ไม่ธรรมดาเลยแฮะ
“จะกินอะไรดีนะ...”
เมนูเยอะขนาดนี้เลือกไม่ถูกเลยแฮะ ไหนๆ ก็ฟรีแล้ว ลองสั่งสเต็กชุดหรูดูดีไหมนะ?
“ถ้าเลือกไม่ถูก ฉันแนะนำ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ นะ”
“เอ๊ะ?”
ฉันสะดุ้งหันไปตามเสียง ก็พบกับเด็กสาวผมบลอนด์ซอยสั้นหน้าตาสวยเท่ยืนอยู่ จะเรียกว่าดูเป็นกลาง (Androgynous) ก็ได้มั้ง ดูเหมือนเจ้าชายในนิยายเลยล่ะ
เธอดูเป็นผู้ใหญ่จัง แต่เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน... สินะ? ตัวสูงด้วย พอมายืนข้างฉันแล้วเหมือน... ไม่เอาดีกว่า อย่าทำร้ายความรู้สึกตัวเองเลย
“ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ ของที่นี่ เชฟจะลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ไม่มีในรายการหลักทุกวันน่ะ ทำให้ได้กินของแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเลย”
“งั้นเหรอ รู้ดีจังเลยนะ?”
“พอดีมีคนรู้จักเป็นรุ่นพี่อยู่น่ะ”
อ้อ ข้อมูลจากนักเรียนเก่านี่เอง แบบนี้เชื่อถือได้
“งั้นเอาอันนั้นแหละ”
ฉันกดเลือก ‘ชุดอาหารประจำวัน’ แล้วรับตั๋วอาหารออกมาจากเครื่อง
“ฉันเอาเหมือนกัน”
คุณเจ้าชายเองก็สั่งชุดประจำวันเหมือนกันแฮะ แบบนี้ค่อยน่าลุ้นหน่อย
“ฉันชื่อแคโรไลนา เรียตต์ เรียกสั้นๆ ว่าแคโรก็ได้ ฉันเพิ่งมาจากจักรวรรดิเรกูลัสเมื่อวานซืนนี้เอง”
“ฉันเนโร เนโร ซิลลูเอสก้า จ้ะ เพิ่งมาจากเอลฟ์ราวเมื่อกี้เอง ฝากตัวด้วยนะ”
นักเรียนจากเรกูลัสงั้นเหรอ จักรวรรดิเรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับอาณาจักรเอลฟ์ราวของฉัน เป็นประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งราชรัฐบรุนฮิลด์แห่งนี้ด้วย
“ฉันเป็นสามัญชนนะ แคโรเป็นขุนนางเหรอ?”
“ใช่จ้ะ ตระกูลเรียตต์ในจักรวรรดิเป็นตระกูลระดับมาร์ควิสน่ะ”
มาร์ควิส... ขุนนางระดับสูงเลยนี่นา แต่ดูเธออัธยาศัยดีและคุยง่ายจัง ถึงฉันจะบอกว่าเป็นสามัญชน ท่าทางเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ต่างกับ ยัยตระกูลดยุก(เอลฟ์ผมทอง) คนนั้นลิบลับ
พวกเราถือตั๋วอาหารที่มีเลขลำดับแล้วไปนั่งโต๊ะเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย หึๆ รอดพ้นจากความโดดเดี่ยวแล้ว
แต่เอ... ตระกูลเรียตต์? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ...
“ตระกูลเรียตต์เป็นหนึ่งในสิบสองขุนนางที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวรรดิน่ะ บ้านเราสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสิบสองดาบแห่งจักรวรรดิ ‘คีล เรียตต์ ผู้ใช้ดาบคู่’”
“อ๊ะ! เคยเห็นในรายการ ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) เมื่อก่อนนี้เอง! ในเรื่อง ‘บันทึกการก่อตั้งจักรวรรดิเรกูลัส’ น่ะ”
มิน่าล่ะ เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดีจริงๆ ด้วยแฮะ แล้วทำไมถึงมาเข้าวิทยาลัยจักรกลล่ะ...
“ก็ต้องเพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ น่ะสิ และสักวันฉันจะลงแข่งใน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ให้ได้ เธอไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบนั้นหรอกเหรอ?”
ก็นะ นักเรียนส่วนใหญ่ที่มา ที่นี่(วิทยาลัย) ก็มีเป้าหมายนั้นเป็นหลักอยู่แล้ว ฉันเองก็เหมือนกัน
ถึงจะมีบางคนที่อยากมาเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงหรือผู้พัฒนาเฟรมเกียร์บ้างก็เถอะนะ
“แถมถ้าอยู่ที่ ที่นี่(วิทยาลัย) ก็ยังมีโอกาสได้ลงแข่ง ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ก่อนจะได้เป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ด้วยนะ...”
“เอ๊ะ? จริงเหรอ?”
นึกว่า ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ จะลงแข่งได้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ซะอีก
“อ้าว ไม่รู้จัก ‘โควตาแนะนำของเก้าพระชายา’ เหรอ? สำหรับนักเรียนของ ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ และ ‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ ใครที่ทำคะแนนได้ติดอันดับท็อปเก้า จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ น่ะ แต่ว่านั่นไม่ใช่แค่อันดับในชั้นปีนะ เป็นเก้าอันดับแรกของทั้งโรงเรียนเลยล่ะ เพราะงั้นมันยากสุดๆ เลย”
“เอ๋...? หมายถึงเก้าอันดับแรกเมื่อนับรวมพวกปีสูงๆ ด้วยน่ะเหรอ? โห... ดูท่าจะหินน่าดูเลยนะนั่น”
“นั่นสิ ปกติปีหนึ่งน่ะไม่มีทางทำได้หรอก... อ่า แต่จริงๆ ก็มีอยู่คนหนึ่งนะ ตอนนี้อยู่ปีสามแล้ว แต่รุ่นพี่คนนั้นได้โควตาแนะนำตั้งแต่ตอนปีหนึ่งเลย”
เอ๋!? มีคนที่ได้โควตาตั้งแต่ปีหนึ่งด้วยเหรอ!? หมายความว่าตอนปีหนึ่งก็ได้เป็นเก้าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนเลยงั้นเหรอ!?
“อื้ม รุ่นพี่เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ชั้นปีที่สาม ตอนนี้อยู่อันดับหนึ่งของ ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยล่ะ เธอเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย ผู้มีทักษะดาบและการควบคุมหุ่นที่เหนือชั้นสุดๆ ฉายาของเธอคือ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】”
“อ... อันดับหนึ่ง...!?”
เอ๊ะ นั่นหมายความว่าเก่งที่สุดใน ที่นี่(วิทยาลัย) เลยงั้นเหรอ? ทั้งที่เป็นแค่ปีสามเนี่ยนะ!?
แซงทั้งปีสี่ปีห้าขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งเลยเหรอ ยอดไปเลย... จะเก่งขนาดไหนกันนะ...
“การจะหวังโควตาแนะนำตั้งแต่ปีหนึ่งแบบรุ่นพี่เรสเทียน่ะคงยาก แต่ฉันก็อยากจะลองท้าทายดูนะ ถ้าปีแรกติดท็อปยี่สิบได้ก็คงดีใจแย่แล้ว”
อืม... ติดท็อปยี่สิบจากนักเรียนทุกชั้นปีก็ดูเป็นเป้าหมายที่สูงมากเหมือนกันนะ แต่การมีเป้าหมายไว้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะมั้ง ถ้าคิดง่ายๆ ก็ต้องติดท็อปสี่ของชั้นปีให้ได้สินะ
ถ้าจำไม่ผิด จำนวนนักเรียนทั้งหมดของ ‘วิทยาลัย’ คือ 900 คน มาจาก 36 ประเทศ ชั้นปีละ 5 คน มีทั้งหมด 5 ชั้นปี... อื้ม คำนวณถูกแล้ว
การจะเป็นเก้าคนแรกจากทั้งหมดนั่น ก็ต้องเป็นกลุ่มหัวกะทิแค่หนึ่งในร้อยเลยสินะ... หนทางยังอีกยาวไกลเลยแฮะ...
“แต่ทำไมถึงเป็นเก้าคนล่ะ? ทำไมไม่ทำให้มันเป็นเลขกลมๆ อย่างสิบคนไปเลย?”
“เห็นว่าตั้งตามจำนวน ‘เก้าพระชายา’ ที่คอยสนับสนุนองค์ปฐมกษัตริย์น่ะ”
อ๋อ เข้าใจล่ะ เก้าพระชายาแห่งบรุนฮิลด์โด่งดังมากนี่นา เหล่าพระชายาทั้งเก้าที่คอยช่วยเหลือองค์ปฐมกษัตริย์ในด้านที่แต่ละท่านถนัด เรื่องเล่าของพวกท่านถูกเล่าขานไปทั่ว ถึงจะมีบางเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อจนไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าก็เถอะ...
“จะว่าไป อันดับลำดับที่ (เซียร์เล็ตสึ) นี่เขาตัดสินกันยังไงเหรอ? สอบเหรอ?”
“ตัดสินยังไงน่ะเหรอ... ก็ต้องด้วย 【การประลองดารา】 น่ะสิ ถ้าชนะจะได้ ดาว(พอยต์) มา ถ้าแพ้ก็จะเสีย ดาว(พอยต์) ไป อันดับลำดับที่ก็จะถูกจัดตามจำนวนดาวที่มีนั่นแหละ”
โอ้โห... ช่างเป็นการตัดสินที่ตรงไปตรงมาจริงๆ...
【การประลองดารา】 ดูเหมือนจะเป็นการสู้รบจำลองผ่านระบบเฟรมยูนิต (ระบบซิมูเลเตอร์ของเฟรมเกียร์) หรือไม่ก็การใช้เครื่องอาร์มเกียร์สู้กันจริงๆ เห็นว่ามีกฎกติกาและรูปแบบการแข่งขันที่ละเอียดมาก แต่ขอยกยอดไว้ก่อนแล้วกัน
พูดง่ายๆ ก็คือการเอาดาวที่ตัวเองมีมาวางเดิมพันกัน ถ้าชนะก็ได้หมด ถ้าแพ้ก็โดนกินเรียบ เป็นการชิงดาวกันนั่นแหละ
อ้อ เห็นว่าถ้าเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดก็จะได้ดาวมาด้วยเหมือนกันนะ
“ลองเปิดสมาร์ทโฟนเข้าไปดูเว็บไซต์ของ ที่นี่(วิทยาลัย) ดูสิ จะเห็นอันดับแรงกิ้งของตัวเองด้วยนะ”
ตามที่แคโรบอก พอฉันเปิดเว็บไซต์ของ ‘วิทยาลัย’ ดู ก็เจอแถบเมนูแรงกิ้ง พอเข้าไปก็มีรายชื่อนักเรียนเรียงกันยาวเหยียด
ว้าว อันดับหนึ่ง เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย... อยู่ปีสามจริงๆ ด้วยแฮะ แข็งแกร่งที่สุดในวิทยาลัยจริงๆ ด้วย...
ส่วนฉันล่ะ... อันดับที่ 721? จะว่าไป ทั้งคนก่อนหน้าและหลังฉันก็อันดับเดียวกันหมดเลยนี่นา แปลว่านี่คืออันดับของพวกปีหนึ่งทุกคนสินะ อ๊ะ แคโรก็อันดับเดียวกับฉัน ยัยเอลฟ์ผมทองก็ด้วย
“...ถ้าสมมติฉันไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียแล้วชนะขึ้นมา อันดับจะเปลี่ยนไปยังไงเหรอ?”
“ฮะๆๆ ก่อนอื่นเลยคือเธอท้าทายรุ่นพี่ไม่ได้หรอก เราจะท้าทายได้แค่คนที่อยู่อันดับสูงกว่าเราได้ไม่เกินหนึ่งระดับ (Rank) เท่านั้นน่ะ”
อันดับจะแบ่งเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่สูงสุดคือ S Rank ไล่ลงไปถึง F Rank
พวกเรานักเรียนใหม่แน่นอนว่าต้องเริ่มจากระดับต่ำสุดคือ F Rank จะข้ามไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียที่เป็น S Rank ไม่ได้หรอก
“สูงกว่าหนึ่งระดับ แปลว่าฉันท้าทายรุ่นพี่ที่เป็น E Rank ได้สินะ?”
“ได้นะ แต่เธอต้องมี 【สิทธิ์การท้าทาย】 ก่อน ซึ่งต้องสะสมดาวให้ครบ 10 ดวงถึงจะแลกได้”
“【สิทธิ์การท้าทาย】?”
แคโรบอกว่า การจะท้าทายระดับที่สูงกว่าที่เรียกว่า ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ นั้น จะต้องจ่ายดาวตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละระดับเพื่อรับ 【สิทธิ์การท้าทาย】 เสียก่อน
สรุปก็คือ ถ้าอยากจะข้ามไปสู้กับระดับที่สูงกว่า ก่อนอื่นต้องตบคนในระดับเดียวกันเพื่อแย่งดาวมาสะสมให้ครบก่อน... สินะ
ต้องโดดเด่นออกมาจากกลุ่มเด็กปีหนึ่งให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็ไม่มีสิทธิ์ไปต่อ
“นักเรียนใหม่ทุกคนน่าจะได้รับแต้มดาวเริ่มต้นคนละ 5 พอยต์นะ ดูสิ ตรงข้างหลังชื่อที่มี ☆5 นั่นไงล่ะ การจะท้าทายระดับสูงขึ้นต้องใช้ 10 พอยต์ เพราะงั้นถ้าเดิมพัน 5 พอยต์ที่มีทั้งหมดแล้วชนะ ก็จะได้ 【สิทธิ์การท้าทาย】 มาพอดี แต่ถ้าแพ้พอยต์ก็จะกลายเป็น 0 ทันทีเลยนะ”
“เอ่อ... ถ้าพอยต์กลายเป็น 0 แล้วจะเป็นยังไงต่อล่ะ?”
“ในเมื่อไม่มีดาวให้เดิมพัน ก็จะไม่สามารถเข้าร่วม 【การประลองดารา】 ได้อีกเลยน่ะสิ แต่ก็นะ ทุกๆ ครึ่งปีจะมีมาตรการเยียวยาด้วยการจ่ายให้ 1 พอยต์ล่ะนะ”
โห... โคตรโหดเลยแฮะ...
ถ้าพอยต์เป็น 0 นี่งานเข้าแน่ ห้ามเดิมพันหมดตัวเด็ดขาดเลย ขืนพอยต์เป็น 0 ตั้งแต่เข้าเรียน มีหวังทำอะไรไม่ได้ไปตั้งครึ่งปี แบบนั้นทรมานตายเลย
อีกอย่างถ้าคิดดูดีๆ ต่อให้ใช้ 10 พอยต์แลกสิทธิ์ท้าทายมาได้ แต่ถ้าไม่มีดาวเหลือให้เดิมพัน ก็ไม่มีใครยอมสู้ด้วยอยู่ดีนั่นแหละ
ตอนแรกที่มีแค่ 5 พอยต์ ค่อยๆ เดิมพันทีละ 1 พอยต์จะดีกว่าไหมนะ?
แต่ถ้าขี้ขลาดเดิมพันทีละพอยต์ ชนะมาก็ได้เพิ่มแค่พอยต์เดียว ถ้าไม่เดิมพันหนักๆ ก็เลื่อนอันดับไม่ได้ แต่ถ้าแพ้ก็เสียพอยต์เยอะ...
“เป็นกฎที่เข้มงวดจังเลยนะ...”
“เพราะแบบนั้นทุกคนถึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะสู้น่ะสิ”
อืม เข้าใจล่ะ ฟังดูมีเหตุผล
005 ณ ห้องนั่งเล่นรวม
.
หลังจากอิ่มหนำกับมื้อค่ำแสนอร่อย ฉันตั้งใจจะกลับห้องพัก แต่แคโรชวนไปที่ห้องนั่งเล่นรวมเสียก่อน
ฉันเองก็อยากคุยกับแคโรต่อด้วย และอีกเหตุผลคือยังทำใจกลับไปอยู่สองต่อสองกับยัยเอลฟ์ผมทองนั่นไม่ค่อยได้
ห้องนั่งเล่นรวมตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของชั้นหนึ่ง พื้นที่กว้างขวางมาก มีโต๊ะและโซฟาแยกวางอยู่ตามจุดต่างๆ ดูเหมือนว่านักเรียนจะแยกกันนั่งตามกลุ่มของตัวเอง
แต่ก็ไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้น ก็นะ ตอนนี้มีแต่เด็กปีหนึ่งนี่นา
ตรงเคาน์เตอร์ริมผนังมีน้ำชาแบบบริการตัวเองจัดเตรียมไว้ให้
ฉันกับแคโรชงชาร้อนมาคนละแก้วแล้วหาที่นั่งใกล้ๆ ...เหมือนตอนอยู่ที่โรงอาหารเลยแฮะ มีคนคอยแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ อะไรกันนะ...?
“ห้องนั่งเล่นสวยจังเลยนะ”
“ใช่ไหมล่ะ? ฉันเห็นครั้งแรกก็ถูกใจเลย บรรยากาศแบบประเทศมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ดูสุขุมนุ่มลึกนี่มันดีจริงๆ นะ”
อย่างที่แคโรว่า ห้องนั่งเล่นนี้ใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่นดีจัง ด้านในสุดมีเตาผิงด้วยนะ สมัยนี้ยังมีของแบบนี้อยู่อีกเหรอ? มันใช้ได้จริงหรือเปล่านะ?
ในยุคปัจจุบันที่ใช้ระบบปรับอากาศด้วยเวทมนตร์เป็นหลัก คนที่จะใช้เตาผิงคงมีแต่พวกที่มีรสนิยมแปลกๆ หรือไม่ก็คนที่มาจากเขตหนาวจัดเท่านั้นแหละ ได้ยินว่าพวกเศรษฐีบางกลุ่มชอบสร้างเตาผิงไว้ในบ้านด้วยนะ
แต่ที่เอลฟ์ราวตามต่างจังหวัดก็ยังมีคนใช้เตาผิงอยู่เหมือนกันล่ะนะ
“หอพักเก็นบุมีคนจากประเทศทางเหนืออยู่เยอะ บางทีความหรูหราฟู่ฟ่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชอบนักก็ได้”
“เอ... หอพักเก็นบุนี่ มีเอลฟ์ราว เรกูลัส เบลฟาสต์... รวมแล้วมาจากเก้าประเทศทางเหนือสินะ?”
“ใช่จ้ะ หอพักอื่นๆ อย่างเซย์ริว (มังกรฟ้า), ซูซาคุ (หงส์แดง), เบียคโกะ (พยัคฆ์ขาว) ก็มีหอละเก้าประเทศเหมือนกัน ถ้านับรวมบรุนฮิลด์แล้ว นักเรียนจากทั้ง 36 ประเทศทั่วโลกต่างมารวมตัวกันที่ ที่นี่(วิทยาลัย) เพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เลยนะ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ”
ความจริงยังมีพวกที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ ‘สถาบัน’ อีกแห่งด้วยล่ะนะ
ทางฝั่งโน้นผู้หญิงจะน้อยกว่า แต่ก็เป็นแบบสหศึกษา และเห็นว่ามีจำนวนนักเรียนเยอะกว่าที่นี่ด้วย
ส่วนคนจากบรุนฮิลด์เองที่ไม่มีใครเรียนในโรงเรียนจักรกล ก็เพราะพวกเขามีระบบการศึกษาเฉพาะตัวในกองอัศวินของตัวเองน่ะ
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ตามพินัยกรรมขององค์ปฐมกษัตริย์ บรุนฮิลด์จะไม่เข้าร่วมแข่งขันใน ‘มหาศึกจักรกล (แร็กนาร็อก)’
มีข่าวลือว่าถ้าบรุนฮิลด์เข้าร่วมล่ะก็ คงจะชนะขาดลอยอยู่ประเทศเดียวแน่ๆ ว่ากันว่าระดับมันต่างกันเกินไปน่ะ
ได้ยินว่าเด็กๆ ในบรุนฮิลด์เองก็ตั้งเป้าอยากเข้ากองอัศวินกันเยอะนะ ถึงจะไม่ได้ลงแข่งในแร็กนาร็อก แต่พวกเขาก็ยังคงหลงใหลในอาชีพทหารและ ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) อยู่ดี
อ้อ สำหรับใครที่อยากลงแข่งแร็กนาร็อกจริงๆ ก็มีวิธีซิกแซ็กอย่างการไปโอนสัญชาติให้ประเทศอื่นแล้วกลับมาเข้าโรงเรียนจักรกลในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน
“ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีงานประลองระหว่าง ‘วิทยาลัย’ กับ ‘สถาบัน’ ด้วยนะ ฉันอยากจะได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของปีหนึ่งจัง”
“เคยได้ยินมาเหมือนกันนะ เห็นว่างานนั้นมันคึกคักสุดๆ เลยใช่ไหม”
มันเหมือนงานเทศกาลประจำปีระหว่างสองโรงเรียนน่ะ เห็นว่าสนุกมาก แต่จะขนาดไหนกันนะ?
“ตัวแทนปีหนึ่งมีกี่คนเหรอ?”
“ถ้าจำไม่ผิด มีตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคนจ้ะ”
นั่นแปลว่า จากปีหนึ่งที่มีทั้งหมด 180 คน (36 ประเทศ x 5 คน) ...ก็ต้องเป็นท็อป 10% ของรุ่นเลยสินะ
“แล้วเขาคัดเลือกจากอะไรเหรอ?”
“ก็ต้องจากอันดับแรงกิ้งน่ะสิ ถ้าติดท็อปสิบสองของชั้นปีก็ได้เป็นแล้ว”
อืม เข้าใจง่ายดีแฮะ ท็อป 12 จาก 180 คน
พอเช็กดูในสมาร์ทโฟน นอกจากแรงกิ้งรวมแล้ว ยังมีแท็บแยกตามชั้นปีด้วย แน่นอนว่าพวกปีหนึ่งตอนนี้อันดับยังเท่ากันหมดเพราะยังไม่ได้เริ่มจัดอันดับ
“ติดท็อปสิบสองภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้งั้นเหรอ... ฟังดูงานหนักเหมือนกันนะ... ต้องชนะกี่ครั้งกันล่ะเนี่ย?”
“ถ้าเดิมพันดาวเยอะๆ แล้วชนะ แต้มก็จะขึ้นเร็วมาก แต่ถ้าแพ้แต้มก็วูบเหมือนกัน ถ้าเสียดาวไปเยอะๆ ในทีเดียว การจะตะกายกลับขึ้นมามันต้องใช้เวลา เพราะงั้นโอกาสจะได้ลงแข่งในงานประลองฤดูใบไม้ร่วงก็จะริบหรี่ลงทันที”
อืมมม งั้นค่อยๆ สะสมชัยชนะไปทีละนิดอย่างมั่นคงจะดีกว่าไหมนะ...? แต่ถ้าได้แต้มทีละติ๊ดๆ มันก็...
“ก็นะ พอใกล้จะถึงกำหนดการคัดเลือก นักเรียนหลายคนก็มักจะเดิมพันแบบวัดดวงครั้งสุดท้ายกันเยอะเลยล่ะ ตรงนั้นแหละที่จะตัดสินว่าใครจะได้ไปสวรรค์หรือลงนรก”
ถ้าชนะก็ได้แต้มมหาศาล ถ้าแพ้ก็แต้มเกลี้ยงจนอันดับร่วงกราว... จะเลือกไม่หวังลงแข่งในงานประลองเพื่อเซฟตัวเองดีไหมนะ?
...ไม่สิ ไม่มีทาง ฉันต้องไปตอกหน้าไอ้พวก ‘สถาบัน’ ที่ทำฉันสอบตกให้ได้สักทีถึงจะหายแค้น เพราะงั้นต้องลุยให้เต็มที่เท่านั้น
แน่นอนว่าต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ฝืนจนเกินไปน่ะนะ
“แล้วถ้าโดนท้า 【การประลองดารา】 เราจำเป็นต้องตอบตกลงเสมอไปไหม?”
“เปล่าจ้ะ ปฏิเสธก็ได้นะ แต่ถ้าเป็น ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ ที่คนอันดับต่ำกว่าท้าคนอันดับสูงกว่า ถ้าคนอันดับสูงกว่าจะปฏิเสธก็ต้องเสียดาวเป็นค่าตอบแทนน่ะ”
อ้อ คนที่เหนือกว่าถ้าจะปอดแหกปฏิเสธก็มีราคาที่ต้องจ่ายสินะ ก็นะ ถ้าเก่งจริงก็แค่สู้ให้ชนะก็สิ้นเรื่อง
จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะมีคนที่ไม่ยอมทำการประลองดาราเลยไหมนะ เลยลองถามแคโรดู
“อืม... ถ้าเป้าหมายคือแค่เรียนจบเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เฉยๆ ขอแค่เข้าเรียนตามปกติและทำคะแนนดีๆ ก็น่าจะเพียงพอนะ... เพราะงั้นคนแบบนั้นก็น่าจะมีอยู่ล่ะมั้ง? แต่ถ้ามี ดาว(พอยต์) เยอะๆ พอเรียนจบไปก็จะได้สิทธิพิเศษมากมาย และตอนเข้ากองอัศวินของประเทศตัวเองก็น่าจะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างด้วยแหละ”
ก็จริงล่ะนะ ระหว่างคนที่มีแค่ ‘ใบเซอร์ผู้คุมจักรกล’ กับคนที่ ‘มีใบเซอร์แถมยังจบเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน’ การได้รับการปฏิบัติมันย่อมต่างกันอยู่แล้ว
“แต่อย่างว่าแหละ ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ พวกลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือพวกบ้านรวยๆ ก็ยังได้เปรียบอยู่ดี”
“เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”
“อ้าว ก็ถ้าบ้านรวยเขาก็มีอาร์มเกียร์ส่วนตัวให้ฝึกขี่ที่บ้านยังไงล่ะจ๊ะ”
อา... พอนึกตามแล้วก็จริงแฮะ ระหว่างเด็กบ้านรวยที่มีอาร์มเกียร์ไว้ขี่เล่นที่บ้านมาตั้งแต่เล็กๆ กับสามัญชนอย่างฉันที่เพิ่งได้ลองขี่ครั้งแรกเมื่อกี้ จุดสตาร์ทมันต่างกันลิบลับเลย
ยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตฉันก็บอกว่าเป็นตระกูลดยุกนี่นา ที่บ้านคงมีอาร์มเกียร์ให้ขี่เล่นแหงๆ... บ้านแคโรเองก็เห็นว่ามีเหมือนกัน
ถึงจะดูไม่ยุติธรรม แต่เรื่องฐานะทางบ้านมันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...
“เพราะงั้นถ้าเนโรจะเล็งตำแหน่งตัวแทนงานประลองฤดูใบไม้ร่วงล่ะก็ ฉันแนะนำให้ฝึกด้วยเฟรมยูนิตแทนการใช้อาร์มเกียร์นะ เพราะเฟรมยูนิตเป็นของรัฐ ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ถ้าไม่เข้าเรียนก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลองขี่หรอก”
เฟรมยูนิต... เครื่องฝึกหัด(ซิมูเลเตอร์) ที่ใช้จำลองการขับเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงสินะ ในเมื่อตั้งเป้าจะเป็น ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) การทำตัวให้ชินกับเจ้านี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่นะ ฉันรู้สึกว่าการได้ขยับร่างกายจริงๆ มันเข้ากับนิสัยฉันมากกว่าน่ะ... ไม่รู้สิ ถ้าร่างกายไม่รู้สึกถึงอันตรายมันก็ดูจะไม่เก่งขึ้นยังไงไม่รู้ อาจารย์ที่สอนการต่อสู้ให้ฉันก็เคยพูดแบบนั้นเหมือนกัน
ฉันรู้สึกว่าการใช้อาร์มเกียร์มันช่วยขัดเกลาสัญชาตญาณการต่อสู้ หรือการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีได้ดีกว่าน่ะ
เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้รอเริ่มเข้าเรียนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน
หลังจากนั้น ฉันก็ได้คุยกับแคโรเรื่องจักรวรรดิเรกูลัส และเล่าเรื่องอาณาจักรเอลฟ์ราวให้ฟัง เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลยล่ะ
“อ๊ะ ฉันว่าจะไปอาบน้ำแล้วล่ะ เนโรจะเอายังไง?”
“อา... งั้นฉันไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวกลับห้องไปเอาชุดเปลี่ยนกับผ้าเช็ดตัวก่อนนะ”
ฉันแยกกับแคโรครู่หนึ่งแล้วกลับมาที่ห้อง ยัยเอลฟ์ผมทองไม่อยู่แฮะ หรือว่ายัยนั่นจะไปอาบน้ำแล้วเหมือนกัน?
ฉันเตรียมชุดนอน ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และอุปกรณ์อาบน้ำครบชุด แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำรวมที่ชั้นหนึ่ง เห็นว่ามีห้องอาบน้ำรวมสามแห่ง เลือกเข้าได้ตามใจชอบเลย ยอดไปเลยนะนั่น
แชมพูที่ฉันมีเป็นขวดเล็กพกพาง่าย สงสัยต้องหาเวลาไปซื้อขวดใหญ่ในเมืองมาตุนไว้ซะแล้ว
ฉันมาเจอแคโรที่หน้าห้องอาบน้ำตามที่นัดกันไว้ แล้วพวกเราก็เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ...แปลกจัง รู้สึกเหมือนโดนจ้องอีกแล้วแฮะ
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
“อืม... อาจจะคิดไปเองก็ได้นะ แต่รู้สึกเหมือนโดนแอบมองมาสักพักแล้ว...”
“อา... ก็นะ คือว่า... คงเพราะเขาสงสัยว่า ‘ทำไมเด็กถึงมาอยู่ที่นี่?’ ล่ะมั้ง...”
อุ้ก! ความจริงที่ฉันไม่อยากจะยอมรับถูกแคโรพูดออกมาตรงๆ จนฉันแทบจุก
ก็จริงที่เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันแล้วฉันจะ... ไม่สิ ตัวเล็กกว่าคนอื่นเยอะก็เถอะ...!
“ไม่ใช่หรอก คนที่อยู่ วิทยาลัย(ที่นี่) อย่างน้อยก็ต้องอายุสิบสองกันหมดนั่นแหละเขาก็รู้กันดี แต่ก็นะ เนโรดูตัวเล็กน่ารักเหมือนเด็กน้อยนี่นา เขาก็เลยอดมองไม่ได้น่ะ”
“ไม่ต้องมาปลอบเลย...”
“ขอโทษนะจ๊ะ แต่มองยังไงเธอก็ดูเหมือนเด็กแปดขวบจริงๆ นี่นา...”
“ฮึ่ยยย...!”
แปดขวบเนี่ยนะ...! นี่ฉันดูเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ!? ก็นะ ช่วงนี้คนอื่นเริ่มส่วนสูงพุ่งกันแล้ว แต่ฉันกลับไม่ค่อยสูงขึ้นเลย ไม่สิ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโตนะ หลังจากนี้แหละ หลังจากนี้จะสูงให้ดู!
ฉันทิ้งแคโรที่กำลังยิ้มแห้งๆ ไว้เบื้องหลังแล้วเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำรวม
ห้องอาบน้ำที่ทำจากหินอ่อนนั้นกว้างขวางมาก มีหน้าต่างบานใหญ่หันหน้าไปทางสวนใจกลางหอพัก ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งสุดๆ
แวบแรกก็แอบกังวลว่าจะโดนแอบดูไหมนะ แต่พื้นที่ของ ‘วิทยาลัย’ คนนอกเข้าไม่ได้อยู่แล้ว และหน้าต่างนั่นก็น่าจะลงเวทมนตร์พรางตาไว้ คนข้างนอกคงมองไม่เห็นข้างในหรอก
ก่อนจะลงแช่น้ำ ต้องล้างตัวล้างหัวให้สะอาดก่อน ต้องขจัดสิ่งสกปรกจากการเดินทางไกลออกไปให้หมด
หลังจากขัดสีฉวีวรรณจนทั่วแล้ว ในที่สุดก็ได้ลงแช่น้ำร้อนเสียที อา... สบายจัง... ความเหนื่อยล้าปลิวหายไปเลย...
ระหว่างที่แช่น้ำ ฉันก็แอบสำรวจร่างกายของเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ...อืม ถึงฉันจะแพ้เรื่องส่วนสูง แต่เรื่องหน้าอกก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะ... ทุกคนก็ดูเหมือนยังไม่ถึงวัยเจริญเติบโตเต็มที่กันทั้งนั้นแหละ... ถึงจะมีข้อยกเว้นโผล่มาบ้างเป็นบางคนก็เถอะ... กินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นกันนะ...?
ของแคโรก็ดูจะมีมากกว่าฉันหน่อยๆ แต่ก็ยังอยู่ฝั่งเดียวกันอยู่ กว่าจะเรียนจบฉันจะโตขึ้นได้ขนาดไหนนะ...
ฉันขึ้นจากน้ำก่อนที่จะหน้ามืด เช็ดตัวให้แห้งแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนอน
จากนั้นก็ซื้อนมผลไม้แช่เย็นจากเครื่องอัตโนมัติในห้องแต่งตัวมาดื่ม อา... ฟินสุดๆ! มันซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวเลย! หวังว่านี่จะช่วยให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นบ้างนะ
พอแยกกับแคโรแล้วกลับมาที่ห้อง ฝั่งของยัยเอลฟ์ผมทองก็ปิดไฟนอนไปเสียแล้ว
ฉันพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน หยิบอุปกรณ์แปรงฟันออกจากสัมภาระแล้วเดินไปที่ห้องล้างหน้าเพื่อแปรงฟัน
ตัวฉันเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน...
ฉันเดินหาวหวอดๆ กลับมาที่ห้อง มุดเข้าใต้ผ้าห่มบนเตียงชั้นบนแล้วปิดไฟ
วันปฐมนิเทศคือมะรืนนี้ พรุ่งนี้ต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตเสียหน่อย มื้อเที่ยงก็หาอะไรอร่อยๆ กินที่นั่นเลยละกัน หวังว่าจะมีร้านเด็ดๆ นะ แล้วก็...
ระหว่างที่คิดเรื่องของวันพรุ่งนี้ ฉันก็ค่อยๆ เดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันไปโดยไม่รู้ตัว
.
หลังจากอิ่มหนำกับมื้อค่ำแสนอร่อย ฉันตั้งใจจะกลับห้องพัก แต่แคโรชวนไปที่ห้องนั่งเล่นรวมเสียก่อน
ฉันเองก็อยากคุยกับแคโรต่อด้วย และอีกเหตุผลคือยังทำใจกลับไปอยู่สองต่อสองกับยัยเอลฟ์ผมทองนั่นไม่ค่อยได้
ห้องนั่งเล่นรวมตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของชั้นหนึ่ง พื้นที่กว้างขวางมาก มีโต๊ะและโซฟาแยกวางอยู่ตามจุดต่างๆ ดูเหมือนว่านักเรียนจะแยกกันนั่งตามกลุ่มของตัวเอง
แต่ก็ไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้น ก็นะ ตอนนี้มีแต่เด็กปีหนึ่งนี่นา
ตรงเคาน์เตอร์ริมผนังมีน้ำชาแบบบริการตัวเองจัดเตรียมไว้ให้
ฉันกับแคโรชงชาร้อนมาคนละแก้วแล้วหาที่นั่งใกล้ๆ ...เหมือนตอนอยู่ที่โรงอาหารเลยแฮะ มีคนคอยแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ อะไรกันนะ...?
“ห้องนั่งเล่นสวยจังเลยนะ”
“ใช่ไหมล่ะ? ฉันเห็นครั้งแรกก็ถูกใจเลย บรรยากาศแบบประเทศมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ดูสุขุมนุ่มลึกนี่มันดีจริงๆ นะ”
อย่างที่แคโรว่า ห้องนั่งเล่นนี้ใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่นดีจัง ด้านในสุดมีเตาผิงด้วยนะ สมัยนี้ยังมีของแบบนี้อยู่อีกเหรอ? มันใช้ได้จริงหรือเปล่านะ?
ในยุคปัจจุบันที่ใช้ระบบปรับอากาศด้วยเวทมนตร์เป็นหลัก คนที่จะใช้เตาผิงคงมีแต่พวกที่มีรสนิยมแปลกๆ หรือไม่ก็คนที่มาจากเขตหนาวจัดเท่านั้นแหละ ได้ยินว่าพวกเศรษฐีบางกลุ่มชอบสร้างเตาผิงไว้ในบ้านด้วยนะ
แต่ที่เอลฟ์ราวตามต่างจังหวัดก็ยังมีคนใช้เตาผิงอยู่เหมือนกันล่ะนะ
“หอพักเก็นบุมีคนจากประเทศทางเหนืออยู่เยอะ บางทีความหรูหราฟู่ฟ่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชอบนักก็ได้”
“เอ... หอพักเก็นบุนี่ มีเอลฟ์ราว เรกูลัส เบลฟาสต์... รวมแล้วมาจากเก้าประเทศทางเหนือสินะ?”
“ใช่จ้ะ หอพักอื่นๆ อย่างเซย์ริว (มังกรฟ้า), ซูซาคุ (หงส์แดง), เบียคโกะ (พยัคฆ์ขาว) ก็มีหอละเก้าประเทศเหมือนกัน ถ้านับรวมบรุนฮิลด์แล้ว นักเรียนจากทั้ง 36 ประเทศทั่วโลกต่างมารวมตัวกันที่ ที่นี่(วิทยาลัย) เพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เลยนะ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ”
ความจริงยังมีพวกที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ ‘สถาบัน’ อีกแห่งด้วยล่ะนะ
ทางฝั่งโน้นผู้หญิงจะน้อยกว่า แต่ก็เป็นแบบสหศึกษา และเห็นว่ามีจำนวนนักเรียนเยอะกว่าที่นี่ด้วย
ส่วนคนจากบรุนฮิลด์เองที่ไม่มีใครเรียนในโรงเรียนจักรกล ก็เพราะพวกเขามีระบบการศึกษาเฉพาะตัวในกองอัศวินของตัวเองน่ะ
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ตามพินัยกรรมขององค์ปฐมกษัตริย์ บรุนฮิลด์จะไม่เข้าร่วมแข่งขันใน ‘มหาศึกจักรกล (แร็กนาร็อก)’
มีข่าวลือว่าถ้าบรุนฮิลด์เข้าร่วมล่ะก็ คงจะชนะขาดลอยอยู่ประเทศเดียวแน่ๆ ว่ากันว่าระดับมันต่างกันเกินไปน่ะ
ได้ยินว่าเด็กๆ ในบรุนฮิลด์เองก็ตั้งเป้าอยากเข้ากองอัศวินกันเยอะนะ ถึงจะไม่ได้ลงแข่งในแร็กนาร็อก แต่พวกเขาก็ยังคงหลงใหลในอาชีพทหารและ ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) อยู่ดี
อ้อ สำหรับใครที่อยากลงแข่งแร็กนาร็อกจริงๆ ก็มีวิธีซิกแซ็กอย่างการไปโอนสัญชาติให้ประเทศอื่นแล้วกลับมาเข้าโรงเรียนจักรกลในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน
“ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีงานประลองระหว่าง ‘วิทยาลัย’ กับ ‘สถาบัน’ ด้วยนะ ฉันอยากจะได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของปีหนึ่งจัง”
“เคยได้ยินมาเหมือนกันนะ เห็นว่างานนั้นมันคึกคักสุดๆ เลยใช่ไหม”
มันเหมือนงานเทศกาลประจำปีระหว่างสองโรงเรียนน่ะ เห็นว่าสนุกมาก แต่จะขนาดไหนกันนะ?
“ตัวแทนปีหนึ่งมีกี่คนเหรอ?”
“ถ้าจำไม่ผิด มีตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคนจ้ะ”
นั่นแปลว่า จากปีหนึ่งที่มีทั้งหมด 180 คน (36 ประเทศ x 5 คน) ...ก็ต้องเป็นท็อป 10% ของรุ่นเลยสินะ
“แล้วเขาคัดเลือกจากอะไรเหรอ?”
“ก็ต้องจากอันดับแรงกิ้งน่ะสิ ถ้าติดท็อปสิบสองของชั้นปีก็ได้เป็นแล้ว”
อืม เข้าใจง่ายดีแฮะ ท็อป 12 จาก 180 คน
พอเช็กดูในสมาร์ทโฟน นอกจากแรงกิ้งรวมแล้ว ยังมีแท็บแยกตามชั้นปีด้วย แน่นอนว่าพวกปีหนึ่งตอนนี้อันดับยังเท่ากันหมดเพราะยังไม่ได้เริ่มจัดอันดับ
“ติดท็อปสิบสองภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้งั้นเหรอ... ฟังดูงานหนักเหมือนกันนะ... ต้องชนะกี่ครั้งกันล่ะเนี่ย?”
“ถ้าเดิมพันดาวเยอะๆ แล้วชนะ แต้มก็จะขึ้นเร็วมาก แต่ถ้าแพ้แต้มก็วูบเหมือนกัน ถ้าเสียดาวไปเยอะๆ ในทีเดียว การจะตะกายกลับขึ้นมามันต้องใช้เวลา เพราะงั้นโอกาสจะได้ลงแข่งในงานประลองฤดูใบไม้ร่วงก็จะริบหรี่ลงทันที”
อืมมม งั้นค่อยๆ สะสมชัยชนะไปทีละนิดอย่างมั่นคงจะดีกว่าไหมนะ...? แต่ถ้าได้แต้มทีละติ๊ดๆ มันก็...
“ก็นะ พอใกล้จะถึงกำหนดการคัดเลือก นักเรียนหลายคนก็มักจะเดิมพันแบบวัดดวงครั้งสุดท้ายกันเยอะเลยล่ะ ตรงนั้นแหละที่จะตัดสินว่าใครจะได้ไปสวรรค์หรือลงนรก”
ถ้าชนะก็ได้แต้มมหาศาล ถ้าแพ้ก็แต้มเกลี้ยงจนอันดับร่วงกราว... จะเลือกไม่หวังลงแข่งในงานประลองเพื่อเซฟตัวเองดีไหมนะ?
...ไม่สิ ไม่มีทาง ฉันต้องไปตอกหน้าไอ้พวก ‘สถาบัน’ ที่ทำฉันสอบตกให้ได้สักทีถึงจะหายแค้น เพราะงั้นต้องลุยให้เต็มที่เท่านั้น
แน่นอนว่าต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ฝืนจนเกินไปน่ะนะ
“แล้วถ้าโดนท้า 【การประลองดารา】 เราจำเป็นต้องตอบตกลงเสมอไปไหม?”
“เปล่าจ้ะ ปฏิเสธก็ได้นะ แต่ถ้าเป็น ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ ที่คนอันดับต่ำกว่าท้าคนอันดับสูงกว่า ถ้าคนอันดับสูงกว่าจะปฏิเสธก็ต้องเสียดาวเป็นค่าตอบแทนน่ะ”
อ้อ คนที่เหนือกว่าถ้าจะปอดแหกปฏิเสธก็มีราคาที่ต้องจ่ายสินะ ก็นะ ถ้าเก่งจริงก็แค่สู้ให้ชนะก็สิ้นเรื่อง
จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะมีคนที่ไม่ยอมทำการประลองดาราเลยไหมนะ เลยลองถามแคโรดู
“อืม... ถ้าเป้าหมายคือแค่เรียนจบเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เฉยๆ ขอแค่เข้าเรียนตามปกติและทำคะแนนดีๆ ก็น่าจะเพียงพอนะ... เพราะงั้นคนแบบนั้นก็น่าจะมีอยู่ล่ะมั้ง? แต่ถ้ามี ดาว(พอยต์) เยอะๆ พอเรียนจบไปก็จะได้สิทธิพิเศษมากมาย และตอนเข้ากองอัศวินของประเทศตัวเองก็น่าจะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างด้วยแหละ”
ก็จริงล่ะนะ ระหว่างคนที่มีแค่ ‘ใบเซอร์ผู้คุมจักรกล’ กับคนที่ ‘มีใบเซอร์แถมยังจบเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน’ การได้รับการปฏิบัติมันย่อมต่างกันอยู่แล้ว
“แต่อย่างว่าแหละ ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ พวกลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือพวกบ้านรวยๆ ก็ยังได้เปรียบอยู่ดี”
“เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”
“อ้าว ก็ถ้าบ้านรวยเขาก็มีอาร์มเกียร์ส่วนตัวให้ฝึกขี่ที่บ้านยังไงล่ะจ๊ะ”
อา... พอนึกตามแล้วก็จริงแฮะ ระหว่างเด็กบ้านรวยที่มีอาร์มเกียร์ไว้ขี่เล่นที่บ้านมาตั้งแต่เล็กๆ กับสามัญชนอย่างฉันที่เพิ่งได้ลองขี่ครั้งแรกเมื่อกี้ จุดสตาร์ทมันต่างกันลิบลับเลย
ยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตฉันก็บอกว่าเป็นตระกูลดยุกนี่นา ที่บ้านคงมีอาร์มเกียร์ให้ขี่เล่นแหงๆ... บ้านแคโรเองก็เห็นว่ามีเหมือนกัน
ถึงจะดูไม่ยุติธรรม แต่เรื่องฐานะทางบ้านมันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...
“เพราะงั้นถ้าเนโรจะเล็งตำแหน่งตัวแทนงานประลองฤดูใบไม้ร่วงล่ะก็ ฉันแนะนำให้ฝึกด้วยเฟรมยูนิตแทนการใช้อาร์มเกียร์นะ เพราะเฟรมยูนิตเป็นของรัฐ ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ถ้าไม่เข้าเรียนก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลองขี่หรอก”
เฟรมยูนิต... เครื่องฝึกหัด(ซิมูเลเตอร์) ที่ใช้จำลองการขับเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงสินะ ในเมื่อตั้งเป้าจะเป็น ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) การทำตัวให้ชินกับเจ้านี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่นะ ฉันรู้สึกว่าการได้ขยับร่างกายจริงๆ มันเข้ากับนิสัยฉันมากกว่าน่ะ... ไม่รู้สิ ถ้าร่างกายไม่รู้สึกถึงอันตรายมันก็ดูจะไม่เก่งขึ้นยังไงไม่รู้ อาจารย์ที่สอนการต่อสู้ให้ฉันก็เคยพูดแบบนั้นเหมือนกัน
ฉันรู้สึกว่าการใช้อาร์มเกียร์มันช่วยขัดเกลาสัญชาตญาณการต่อสู้ หรือการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีได้ดีกว่าน่ะ
เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้รอเริ่มเข้าเรียนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน
หลังจากนั้น ฉันก็ได้คุยกับแคโรเรื่องจักรวรรดิเรกูลัส และเล่าเรื่องอาณาจักรเอลฟ์ราวให้ฟัง เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลยล่ะ
“อ๊ะ ฉันว่าจะไปอาบน้ำแล้วล่ะ เนโรจะเอายังไง?”
“อา... งั้นฉันไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวกลับห้องไปเอาชุดเปลี่ยนกับผ้าเช็ดตัวก่อนนะ”
ฉันแยกกับแคโรครู่หนึ่งแล้วกลับมาที่ห้อง ยัยเอลฟ์ผมทองไม่อยู่แฮะ หรือว่ายัยนั่นจะไปอาบน้ำแล้วเหมือนกัน?
ฉันเตรียมชุดนอน ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และอุปกรณ์อาบน้ำครบชุด แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำรวมที่ชั้นหนึ่ง เห็นว่ามีห้องอาบน้ำรวมสามแห่ง เลือกเข้าได้ตามใจชอบเลย ยอดไปเลยนะนั่น
แชมพูที่ฉันมีเป็นขวดเล็กพกพาง่าย สงสัยต้องหาเวลาไปซื้อขวดใหญ่ในเมืองมาตุนไว้ซะแล้ว
ฉันมาเจอแคโรที่หน้าห้องอาบน้ำตามที่นัดกันไว้ แล้วพวกเราก็เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ...แปลกจัง รู้สึกเหมือนโดนจ้องอีกแล้วแฮะ
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
“อืม... อาจจะคิดไปเองก็ได้นะ แต่รู้สึกเหมือนโดนแอบมองมาสักพักแล้ว...”
“อา... ก็นะ คือว่า... คงเพราะเขาสงสัยว่า ‘ทำไมเด็กถึงมาอยู่ที่นี่?’ ล่ะมั้ง...”
อุ้ก! ความจริงที่ฉันไม่อยากจะยอมรับถูกแคโรพูดออกมาตรงๆ จนฉันแทบจุก
ก็จริงที่เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันแล้วฉันจะ... ไม่สิ ตัวเล็กกว่าคนอื่นเยอะก็เถอะ...!
“ไม่ใช่หรอก คนที่อยู่ วิทยาลัย(ที่นี่) อย่างน้อยก็ต้องอายุสิบสองกันหมดนั่นแหละเขาก็รู้กันดี แต่ก็นะ เนโรดูตัวเล็กน่ารักเหมือนเด็กน้อยนี่นา เขาก็เลยอดมองไม่ได้น่ะ”
“ไม่ต้องมาปลอบเลย...”
“ขอโทษนะจ๊ะ แต่มองยังไงเธอก็ดูเหมือนเด็กแปดขวบจริงๆ นี่นา...”
“ฮึ่ยยย...!”
แปดขวบเนี่ยนะ...! นี่ฉันดูเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ!? ก็นะ ช่วงนี้คนอื่นเริ่มส่วนสูงพุ่งกันแล้ว แต่ฉันกลับไม่ค่อยสูงขึ้นเลย ไม่สิ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโตนะ หลังจากนี้แหละ หลังจากนี้จะสูงให้ดู!
ฉันทิ้งแคโรที่กำลังยิ้มแห้งๆ ไว้เบื้องหลังแล้วเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำรวม
ห้องอาบน้ำที่ทำจากหินอ่อนนั้นกว้างขวางมาก มีหน้าต่างบานใหญ่หันหน้าไปทางสวนใจกลางหอพัก ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งสุดๆ
แวบแรกก็แอบกังวลว่าจะโดนแอบดูไหมนะ แต่พื้นที่ของ ‘วิทยาลัย’ คนนอกเข้าไม่ได้อยู่แล้ว และหน้าต่างนั่นก็น่าจะลงเวทมนตร์พรางตาไว้ คนข้างนอกคงมองไม่เห็นข้างในหรอก
ก่อนจะลงแช่น้ำ ต้องล้างตัวล้างหัวให้สะอาดก่อน ต้องขจัดสิ่งสกปรกจากการเดินทางไกลออกไปให้หมด
หลังจากขัดสีฉวีวรรณจนทั่วแล้ว ในที่สุดก็ได้ลงแช่น้ำร้อนเสียที อา... สบายจัง... ความเหนื่อยล้าปลิวหายไปเลย...
ระหว่างที่แช่น้ำ ฉันก็แอบสำรวจร่างกายของเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ...อืม ถึงฉันจะแพ้เรื่องส่วนสูง แต่เรื่องหน้าอกก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะ... ทุกคนก็ดูเหมือนยังไม่ถึงวัยเจริญเติบโตเต็มที่กันทั้งนั้นแหละ... ถึงจะมีข้อยกเว้นโผล่มาบ้างเป็นบางคนก็เถอะ... กินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นกันนะ...?
ของแคโรก็ดูจะมีมากกว่าฉันหน่อยๆ แต่ก็ยังอยู่ฝั่งเดียวกันอยู่ กว่าจะเรียนจบฉันจะโตขึ้นได้ขนาดไหนนะ...
ฉันขึ้นจากน้ำก่อนที่จะหน้ามืด เช็ดตัวให้แห้งแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนอน
จากนั้นก็ซื้อนมผลไม้แช่เย็นจากเครื่องอัตโนมัติในห้องแต่งตัวมาดื่ม อา... ฟินสุดๆ! มันซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวเลย! หวังว่านี่จะช่วยให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นบ้างนะ
พอแยกกับแคโรแล้วกลับมาที่ห้อง ฝั่งของยัยเอลฟ์ผมทองก็ปิดไฟนอนไปเสียแล้ว
ฉันพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน หยิบอุปกรณ์แปรงฟันออกจากสัมภาระแล้วเดินไปที่ห้องล้างหน้าเพื่อแปรงฟัน
ตัวฉันเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน...
ฉันเดินหาวหวอดๆ กลับมาที่ห้อง มุดเข้าใต้ผ้าห่มบนเตียงชั้นบนแล้วปิดไฟ
วันปฐมนิเทศคือมะรืนนี้ พรุ่งนี้ต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตเสียหน่อย มื้อเที่ยงก็หาอะไรอร่อยๆ กินที่นั่นเลยละกัน หวังว่าจะมีร้านเด็ดๆ นะ แล้วก็...
ระหว่างที่คิดเรื่องของวันพรุ่งนี้ ฉันก็ค่อยๆ เดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันไปโดยไม่รู้ตัว
006 เนโรไปซื้อของ
เช้าวันใหม่
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเสียงสั่นของสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้างหมอน ดูเหมือนว่าจะหลับสนิทเลยแฮะ
ฉันหาวออกมาหวอดใหญ่ขณะกำลังจะกระโดดลงจากเตียง แต่ก็ต้องชะงักด้วยความตกใจ อ๊ะ ที่นี่ไม่ใช่เตียงที่บ้านนี่นา แต่เป็นหอพัก เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบโดดลงมาจากเตียงสองชั้นซะแล้ว!
พอตาสว่างเต็มที่ ฉันก็ค่อยๆ ปีนบันไดลงมาอย่างระมัดระวัง ฉันบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย แล้วเริ่มออกกำลังกายยามเช้าตามปกติ นี่คือกิจวัตรประจำวันตั้งแต่เริ่มเรียนกับอาจารย์ เริ่มจากท่ายืดอกสูดลมหายใจ~ เอ้า หนึ่ง สอง สาม สี่ สอง สอง สาม สี่...
หลังจากจบ ‘รา(・)จิ(・)โอ(・)ไท(・)โซ(・)’ (กายบริหารยามเช้า) ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
พอหันไปมอง ก็เห็นยัยเอลฟ์ผมทองยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งใกล้ประตูห้อง เธอกำลังหวีผมพลางจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตประหลาด
“...อ... อรุณสวัสดิ์”
“...อรุณสวัสดิ์ค่ะ เธอเนี่ยเต้นท่าแปลกๆ ตั้งแต่เช้าเลยนะคะ ...ชื่อเนโรใช่ไหมคะ บ้านนอกของเธออยู่ที่ไหนเหรอ?”
“เอ๊ะ? เมืองอาเรนเต้น่ะ...”
“อาเรนเต้... อ้อ เมืองบ้านนอกเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของเอลฟ์ราวสินะคะ ดูท่าทางที่บ้านนอกจะยังมีประเพณีประหลาดๆ หลงเหลืออยู่จริงๆ ด้วย เพิ่งเคยรู้เลยนะคะเนี่ย”
ไม่ใช่ย่ะ! อาเรนเต้อาจจะเป็นบ้านนอกจริงๆ แต่ท่าทางนี่ฉันทำตามอาจารย์ต่างหาก ไม่ใช่ประเพณีของอาเรนเต้ซะหน่อย! แล้วก็ เลิกเรียกว่าบ้านนอกได้แล้ว!
“เอาเถอะ ตราบใดที่ไม่ทำเสียงดังรบกวนฉัน จะทำอะไรก็เชิญตามสบายนะคะ ฉันไม่ห้ามหรอก”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แล้วหยิบชุดนอกออกจากตู้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ต้องใส่ชุดนักเรียนแล้ว แต่วันนี้ยังใส่ชุดธรรมดาได้อยู่
ระหว่างที่ฉันเปลี่ยนชุด ยัยเอลฟ์ผมทองก็เดินออกจากห้องไปแล้ว
ฉันเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกฝั่ง หวีผมเบาๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเพื่อกินมื้อเช้า
โรงอาหารเช้านี้คึกคักพอๆ กับเมื่อวานเลยแฮะ
วันนี้กินอะไรดีนะ... ตั้งใจจะไปหาของอร่อยกินในเมืองอยู่แล้ว งั้นกินอะไรง่ายๆ รองท้องไปก่อนละกัน
ฉันกดตั๋วชุดขนมปังปิ้งจากเครื่องอัตโนมัติ แล้วกำลังจะหาที่นั่งว่างๆ ก็เห็นแคโรที่นั่งอยู่อีกโต๊ะกวักมือเรียก
“อรุณสวัสดิ์ เนโร มานั่งด้วยกันไหม?”
“เอ่อ... จะดีเหรอ?”
ที่ฉันลังเลเพราะเห็นว่ามีนักเรียนอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของเธอนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อ้อ ไม่เป็นไรหรอก นี่เชริล กัสปาร์ มาจากบ้านเกิดเดียวกันน่ะ”
“เชริลจ้ะ ทุกคนเรียกว่าเชรี่นะ เธอคือเนโรเหรอ? เหมือนที่แคโรบอกเลย น่ารักจัง!”
เด็กสาวที่ชื่อเชรี่ยื่นมือมาให้ ฉันจึงยอมจับมือทักทายแต่โดยดี ถึงคำพูดของเธอจะตะหงิดๆ หูก็เถอะ
แอบอยากจะเค้นถามแคโรจริงๆ ว่าไปเล่าเรื่องฉันยังไงให้ยัยคนนี้ฟังนะ
เชรี่เป็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลยาวประบ่า นัยน์ตาสีเฮเซล ดูเป็นคนร่าเริงและรักสวยรักงามมาก เธอประดับผมด้วยกิ๊บและใส่กำไลข้อมือน่ารักๆ ดูเหมือนเธอจะตัวเตี้ยกว่าแคโรนะ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กปีหนึ่งทั่วไปเยอะเลย
แคโรกับเชรี่เดินไปรับอาหารเมื่อถึงคิวของพวกเธอ และหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ถูกเรียกไปรับชุดขนมปังปิ้ง
แคโรสั่งชุดแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนเชรี่สั่งชุดแพนเค้ก แพนเค้ก็น่ากินเหมือนกันแฮะ
“เนโร กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอจ๊ะ? มื้อเช้าต้องกินเยอะๆ นะจะได้โตไวๆ”
เชรี่ให้คำแนะนำหลังจากเห็นชุดขนมปังปิ้งอันแสนเรียบง่ายของฉัน
“แค่นี้พอแล้วจ้ะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปซื้อของในเมือง กะว่าจะไปหาของอร่อยกินที่นั่นด้วยน่ะ”
“อ้อ เข้าใจล่ะ ไปซื้อของใช้จำเป็นกับเบ็ดเตล็ดสินะ ในสหกรณ์โรงเรียนก็มีขายนะแต่เห็นว่ายังไม่เปิดน่ะสิ”
“ถ้าจะซื้อของจิปาถะ แนะนำ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ (Strand Company) บนถนนสายหลักนะ ที่นั่นมีครบทุกอย่างเลย ส่วนเรื่องอาหารก็ต้องร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ (Parent) บนถนนสายเดียวกัน ทั้งสองร้านเป็นร้านเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ รับรองไม่ผิดหวังจ้ะ”
โฮ่ๆ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ กับร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ สินะ ขอบใจสำหรับข้อมูลดีๆ นะจะว่าไป เชรี่นี่รู้ลึกรู้จริงจังเลยนะ?
“ฮึๆๆ ฉันเคยมาบรุนฮิลด์หลายครั้งตั้งแต่เด็กๆ แล้วน่ะ แถมยังอ่านหนังสือนำเที่ยวจนทะลุปรุโปร่งเลยด้วย”
“มิน่าล่ะ”
เรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับบรุนฮิลด์นี่นา นั่งรถไฟเวทมนตร์จากเมืองหลวงจักรวรรดิมาไม่ถึงสี่ชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว แอบอิจฉาจังแฮะ จากบ้านเกิดฉันที่เอลฟ์ราวนั่งรถไฟเวทมนตร์มาบรุนฮิลด์ต้องใช้เวลาตั้งวันครึ่งแน่ะ
แต่ก็นะ ยังดีกว่าพวกที่มาจากเกาะอีเชนทางทิศตะวันออกสุดของทวีป หรือพวกที่มาจากทวีปอื่นล่ะนะ พวกนั้นคงเดินทางกันเหนื่อยแย่เลย
เห็นว่าถ้าใช้ ‘ประตูวาร์ป’ ที่องค์ปฐมกษัตริย์ทิ้งไว้ จะเดินทางข้ามประเทศได้ในพริบตาเดียวเลยนะ แต่ของพวกนั้นรัฐบาลเป็นคนดูแลทั้งหมด และอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางระดับสูงเท่านั้น... ได้ยินว่าส่วนใหญ่จะเปิดใช้แค่ตอนมีงาน การประชุมโลก(ซัมมิท) หรือช่วงงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เท่านั้นแหละ
“มีที่ไหนแนะนำอีกไหม?”
“อืม... ก็มีสนามเบสบอลกับสวนสนุกนะ แต่ที่ต้องไปให้ได้เลยก็คือหอนาฬิกาน่ะ ฉันว่าควรลองขึ้นไปดูสักครั้งนะ”
หอนาฬิกาสินะ ถ้าจำไม่ผิดเป็นของที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งประเทศเลยนี่นา
อาคารส่วนใหญ่ในบรุนฮิลด์นั้นถูกลงเวทมนตร์คงสภาพ (Preservation) โดยองค์ปฐมกษัตริย์เอาไว้ ทำให้แทบจะไม่มีความเสื่อมโทรมเลย
เพราะงั้นถึงจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว ทุกอย่างก็ยังดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ องค์ปฐมกษัตริย์ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ...
◇ ◇ ◇
“เอ... กาต้มน้ำเวทมนตร์, นาฬิกา, แก้วมัค, แชมพูกับครีมนวด, ทิชชู่, ปรอทวัดไข้, ถังขยะ, ร่ม...”
ฉันหยิบของที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในหอพักใส่ตะกร้าทีละอย่างแบบรัวๆ
‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ ที่เชรี่แนะนำมา เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยล่ะ เป็นตึกตั้งห้าชั้นแน่ะ
ในแต่ละชั้นกว้างขวางและมีสินค้าหลากหลายประเภทจนนับไม่ถ้วน รู้สึกว่ามาร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ของครบทุกอย่างเลยแฮะ นี่สินะที่คนเมืองเขาเรียกว่า ‘ห้างสรรพสินค้า’ ยอดไปเลย
จริงๆ ก็มีของอย่างอื่นที่อยากได้อีกนะ แต่ติดที่งบประมาณในกระเป๋ามันค่อนข้างจำกัดน่ะสิ
เรื่องที่พัก อาหาร และเสื้อผ้า ทาง ‘วิทยาลัย’ จะเป็นคนจัดการให้เบื้องต้น ก็นะ แค่มีที่ซุกหัวนอน มีชุดนักเรียนให้ใส่ และมีข้าวให้กินฟรีที่โรงอาหารน่ะแหละ
เพราะงั้นถ้าอยากจะไปเที่ยวเล่นหรือซื้อของที่อยากได้ ก็ต้องใช้เงินส่วนตัวออกเองทั้งหมด
ถึงฉันจะมีเงินเก็บอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนัก จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เด็ดขาด
“หรือฉันควรจะหางานพิเศษทำดีนะ หรือจะไปรับงานจากกิลด์นักผจญภัยดี...”
ความจริงแล้ว ฉันลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยที่เอลฟ์ราวไว้แล้ว แรงกิ้งของฉันคือระดับ ‘สีเขียว’ ซึ่งเป็นระดับของนักผจญภัยทั่วไป แต่สำหรับเด็กอายุเท่าฉัน ถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากเลยล่ะ
ระดับแรงกิ้งของนักผจญภัยจะแบ่งตามสี เริ่มจาก ทอง, เงิน, แดง, ฟ้า, เขียว, ม่วง, ดำ และขาว
ตอนเริ่มลงทะเบียนใหม่ๆ จะเป็นระดับสีขาว พอรับงานง่ายๆ ได้ไม่กี่งานก็จะเลื่อนเป็นสีดำ
พอเป็นสีม่วงถึงจะเรียกได้ว่าพ้นสภาพมือใหม่ พอถึงสีเขียวก็คือค่าเฉลี่ยของนักผจญภัยทั่วไปนั่นเอง
ถ้าได้ระดับสีฟ้าจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Veteran) สีแดงคือยอดฝีมือ (First Class) สีเงินคืออัจฉริยะเหนือชั้น และระดับทองคือระดับตำนานหรือวีรบุรุษเลยทีเดียว ความจริงแล้วได้ยินว่าหลายร้อยปีมานี้ยังไม่มีใครไปถึงระดับสีทองได้เลยสักคน
ว่ากันว่าองค์ปฐมกษัตริย์เองก็เคยเป็นนักผจญภัยระดับสีทองด้วยนะ เรื่องราวของท่านที่ไต่เต้าจากนักผจญภัยธรรมดาจนกลายเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ถูกนำไปสร้างเป็นหนังสือ ละคร และภาพยนตร์มากมายเลยล่ะ
ได้ยินมาว่ากิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีประตูวาร์ปที่เชื่อมไปยังเกาะห่างไกลที่เป็นดินแดนในอาณัติด้วย ที่เกาะนั้นมีดันเจี้ยนตั้งอยู่ เหล่านักผจญภัยที่ฝันอยากรวยทางลัดต่างก็แวะเวียนไปท้าทายกันทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ
แต่ก็นะ ฉันเป็นนักเรียน คงไปลุยดันเจี้ยนที่ต้องค้างแรมหลายวันแบบนั้นไม่ไหวหรอก
“ถ้าเป็นพวกเก็บสมุนไพร หรือกำจัดก๊อบลินกับหมาป่า ก็น่าจะพอทำได้ในวันหยุดล่ะนะ...”
แต่ถ้าจะรับงานกำจัดสัตว์ประหลาดก็ต้องเตรียมอาวุธกับชุดเกราะให้พร้อมก่อนล่ะนะ มันต้องมีเงินลงทุนเริ่มแรกก่อน แต่เอาจริงๆ จะใช้หมัด ใช้เท้า หรือใช้เวทมนตร์เอาก็พอไหวอยู่แหละ
อืม เริ่มจากงานเก็บสมุนไพรหาเงินไปก่อนดีกว่า
ฉันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเดินออกจากสมาคมการค้าสแตรนด์ ฉันเก็บของทั้งหมดลงในเวท [สโตเรจ] (เวทเก็บของ) ในสมาร์ทโฟน
ถึงสมาร์ทโฟนของฉันจะไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่ก็มีความจุที่เก็บของได้ประมาณตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมๆ เลยล่ะ ค่อยยังชั่วที่ใส่ลงไปได้หมด
แอบอยากได้เครื่องใหม่ที่ความจุเยอะกว่านี้จัง... แต่ก็นะ เรื่องเงินมัน... ฮือๆ
ใช้เงินไปเยอะเหมือนกันแฮะ ไปกินมื้อเที่ยงดีกว่า มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่เชรี่แนะนำดีกว่านะ
“เห็นว่าอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนี่แหละ...”
พอมองสำรวจไปตามถนนสายหลักที่มีร้านสแตรนด์ตั้งอยู่ ฉันก็เห็นร้านกาแฟอิฐสีแดงดูหรูหราตั้งอยู่อีกฝั่งของถนนที่มีรถ พลังงานวิญญาณ(อีเธอร์บีเกิล) วิ่งผ่านไปมา น่าจะร้านนั้นแหละนะ
ฉันเดินข้ามทางม้าลายไปยังฝั่งตรงข้าม ก็เห็นป้ายชื่อร้าน ‘ร้านกาแฟพาเรนต์ สาขาหลัก’ ตั้งเด่นอยู่
ชื่อสาขาหลักแปลว่ามีสาขาย่อยตามเมืองอื่นด้วยสินะ?
จากที่เชรี่เล่า ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเลย ถือว่าเป็นร้านที่เก่าแก่มากเลยนะเนี่ย แอบเกร็งๆ เหมือนกันแฮะ...
ดูท่าทางจะไม่มีระเบียบการแต่งกาย (Dress Code) อะไรเป็นพิเศษ ฉันก็น่าจะเข้าได้ไม่มีปัญหาล่ะนะ...
ผลสรุปคือเข้าได้ตามปกติ และเป็นร้านที่ยอดเยี่ยมสมกับที่เชรี่แนะนำมาจริงๆ
ตอนเช้าที่เห็นเชรี่กินแพนเค้กแล้วดูน่าอร่อย ฉันเลยสั่ง ‘สเปเชียลแพนเค้กเซต’ มาลองบ้าง รสชาตินี่แบบว่า สุดยอดไปเลยค่ะ!
แพนเค้กที่โปะด้วยวิปครีมกับแยม ประดับด้วยผลไม้หลากชนิดและไอศกรีมวานิลลา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลย
ได้ยินแขกโต๊ะข้างๆ คุยกันว่า ร้านนี้แหละที่เป็นต้นตำรับไอศกรีม เห็นว่าองค์ปฐมกษัตริย์เป็นคนคิดค้นสูตรให้ร้านนี้โดยเฉพาะเลยนะ ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ
เช้าวันใหม่
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเสียงสั่นของสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้างหมอน ดูเหมือนว่าจะหลับสนิทเลยแฮะ
ฉันหาวออกมาหวอดใหญ่ขณะกำลังจะกระโดดลงจากเตียง แต่ก็ต้องชะงักด้วยความตกใจ อ๊ะ ที่นี่ไม่ใช่เตียงที่บ้านนี่นา แต่เป็นหอพัก เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบโดดลงมาจากเตียงสองชั้นซะแล้ว!
พอตาสว่างเต็มที่ ฉันก็ค่อยๆ ปีนบันไดลงมาอย่างระมัดระวัง ฉันบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย แล้วเริ่มออกกำลังกายยามเช้าตามปกติ นี่คือกิจวัตรประจำวันตั้งแต่เริ่มเรียนกับอาจารย์ เริ่มจากท่ายืดอกสูดลมหายใจ~ เอ้า หนึ่ง สอง สาม สี่ สอง สอง สาม สี่...
หลังจากจบ ‘รา(・)จิ(・)โอ(・)ไท(・)โซ(・)’ (กายบริหารยามเช้า) ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
พอหันไปมอง ก็เห็นยัยเอลฟ์ผมทองยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งใกล้ประตูห้อง เธอกำลังหวีผมพลางจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตประหลาด
“...อ... อรุณสวัสดิ์”
“...อรุณสวัสดิ์ค่ะ เธอเนี่ยเต้นท่าแปลกๆ ตั้งแต่เช้าเลยนะคะ ...ชื่อเนโรใช่ไหมคะ บ้านนอกของเธออยู่ที่ไหนเหรอ?”
“เอ๊ะ? เมืองอาเรนเต้น่ะ...”
“อาเรนเต้... อ้อ เมืองบ้านนอกเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของเอลฟ์ราวสินะคะ ดูท่าทางที่บ้านนอกจะยังมีประเพณีประหลาดๆ หลงเหลืออยู่จริงๆ ด้วย เพิ่งเคยรู้เลยนะคะเนี่ย”
ไม่ใช่ย่ะ! อาเรนเต้อาจจะเป็นบ้านนอกจริงๆ แต่ท่าทางนี่ฉันทำตามอาจารย์ต่างหาก ไม่ใช่ประเพณีของอาเรนเต้ซะหน่อย! แล้วก็ เลิกเรียกว่าบ้านนอกได้แล้ว!
“เอาเถอะ ตราบใดที่ไม่ทำเสียงดังรบกวนฉัน จะทำอะไรก็เชิญตามสบายนะคะ ฉันไม่ห้ามหรอก”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แล้วหยิบชุดนอกออกจากตู้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ต้องใส่ชุดนักเรียนแล้ว แต่วันนี้ยังใส่ชุดธรรมดาได้อยู่
ระหว่างที่ฉันเปลี่ยนชุด ยัยเอลฟ์ผมทองก็เดินออกจากห้องไปแล้ว
ฉันเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกฝั่ง หวีผมเบาๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเพื่อกินมื้อเช้า
โรงอาหารเช้านี้คึกคักพอๆ กับเมื่อวานเลยแฮะ
วันนี้กินอะไรดีนะ... ตั้งใจจะไปหาของอร่อยกินในเมืองอยู่แล้ว งั้นกินอะไรง่ายๆ รองท้องไปก่อนละกัน
ฉันกดตั๋วชุดขนมปังปิ้งจากเครื่องอัตโนมัติ แล้วกำลังจะหาที่นั่งว่างๆ ก็เห็นแคโรที่นั่งอยู่อีกโต๊ะกวักมือเรียก
“อรุณสวัสดิ์ เนโร มานั่งด้วยกันไหม?”
“เอ่อ... จะดีเหรอ?”
ที่ฉันลังเลเพราะเห็นว่ามีนักเรียนอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของเธอนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อ้อ ไม่เป็นไรหรอก นี่เชริล กัสปาร์ มาจากบ้านเกิดเดียวกันน่ะ”
“เชริลจ้ะ ทุกคนเรียกว่าเชรี่นะ เธอคือเนโรเหรอ? เหมือนที่แคโรบอกเลย น่ารักจัง!”
เด็กสาวที่ชื่อเชรี่ยื่นมือมาให้ ฉันจึงยอมจับมือทักทายแต่โดยดี ถึงคำพูดของเธอจะตะหงิดๆ หูก็เถอะ
แอบอยากจะเค้นถามแคโรจริงๆ ว่าไปเล่าเรื่องฉันยังไงให้ยัยคนนี้ฟังนะ
เชรี่เป็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลยาวประบ่า นัยน์ตาสีเฮเซล ดูเป็นคนร่าเริงและรักสวยรักงามมาก เธอประดับผมด้วยกิ๊บและใส่กำไลข้อมือน่ารักๆ ดูเหมือนเธอจะตัวเตี้ยกว่าแคโรนะ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กปีหนึ่งทั่วไปเยอะเลย
แคโรกับเชรี่เดินไปรับอาหารเมื่อถึงคิวของพวกเธอ และหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ถูกเรียกไปรับชุดขนมปังปิ้ง
แคโรสั่งชุดแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนเชรี่สั่งชุดแพนเค้ก แพนเค้ก็น่ากินเหมือนกันแฮะ
“เนโร กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอจ๊ะ? มื้อเช้าต้องกินเยอะๆ นะจะได้โตไวๆ”
เชรี่ให้คำแนะนำหลังจากเห็นชุดขนมปังปิ้งอันแสนเรียบง่ายของฉัน
“แค่นี้พอแล้วจ้ะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปซื้อของในเมือง กะว่าจะไปหาของอร่อยกินที่นั่นด้วยน่ะ”
“อ้อ เข้าใจล่ะ ไปซื้อของใช้จำเป็นกับเบ็ดเตล็ดสินะ ในสหกรณ์โรงเรียนก็มีขายนะแต่เห็นว่ายังไม่เปิดน่ะสิ”
“ถ้าจะซื้อของจิปาถะ แนะนำ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ (Strand Company) บนถนนสายหลักนะ ที่นั่นมีครบทุกอย่างเลย ส่วนเรื่องอาหารก็ต้องร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ (Parent) บนถนนสายเดียวกัน ทั้งสองร้านเป็นร้านเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ รับรองไม่ผิดหวังจ้ะ”
โฮ่ๆ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ กับร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ สินะ ขอบใจสำหรับข้อมูลดีๆ นะจะว่าไป เชรี่นี่รู้ลึกรู้จริงจังเลยนะ?
“ฮึๆๆ ฉันเคยมาบรุนฮิลด์หลายครั้งตั้งแต่เด็กๆ แล้วน่ะ แถมยังอ่านหนังสือนำเที่ยวจนทะลุปรุโปร่งเลยด้วย”
“มิน่าล่ะ”
เรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับบรุนฮิลด์นี่นา นั่งรถไฟเวทมนตร์จากเมืองหลวงจักรวรรดิมาไม่ถึงสี่ชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว แอบอิจฉาจังแฮะ จากบ้านเกิดฉันที่เอลฟ์ราวนั่งรถไฟเวทมนตร์มาบรุนฮิลด์ต้องใช้เวลาตั้งวันครึ่งแน่ะ
แต่ก็นะ ยังดีกว่าพวกที่มาจากเกาะอีเชนทางทิศตะวันออกสุดของทวีป หรือพวกที่มาจากทวีปอื่นล่ะนะ พวกนั้นคงเดินทางกันเหนื่อยแย่เลย
เห็นว่าถ้าใช้ ‘ประตูวาร์ป’ ที่องค์ปฐมกษัตริย์ทิ้งไว้ จะเดินทางข้ามประเทศได้ในพริบตาเดียวเลยนะ แต่ของพวกนั้นรัฐบาลเป็นคนดูแลทั้งหมด และอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางระดับสูงเท่านั้น... ได้ยินว่าส่วนใหญ่จะเปิดใช้แค่ตอนมีงาน การประชุมโลก(ซัมมิท) หรือช่วงงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เท่านั้นแหละ
“มีที่ไหนแนะนำอีกไหม?”
“อืม... ก็มีสนามเบสบอลกับสวนสนุกนะ แต่ที่ต้องไปให้ได้เลยก็คือหอนาฬิกาน่ะ ฉันว่าควรลองขึ้นไปดูสักครั้งนะ”
หอนาฬิกาสินะ ถ้าจำไม่ผิดเป็นของที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งประเทศเลยนี่นา
อาคารส่วนใหญ่ในบรุนฮิลด์นั้นถูกลงเวทมนตร์คงสภาพ (Preservation) โดยองค์ปฐมกษัตริย์เอาไว้ ทำให้แทบจะไม่มีความเสื่อมโทรมเลย
เพราะงั้นถึงจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว ทุกอย่างก็ยังดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ องค์ปฐมกษัตริย์ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ...
◇ ◇ ◇
“เอ... กาต้มน้ำเวทมนตร์, นาฬิกา, แก้วมัค, แชมพูกับครีมนวด, ทิชชู่, ปรอทวัดไข้, ถังขยะ, ร่ม...”
ฉันหยิบของที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในหอพักใส่ตะกร้าทีละอย่างแบบรัวๆ
‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ ที่เชรี่แนะนำมา เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยล่ะ เป็นตึกตั้งห้าชั้นแน่ะ
ในแต่ละชั้นกว้างขวางและมีสินค้าหลากหลายประเภทจนนับไม่ถ้วน รู้สึกว่ามาร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ของครบทุกอย่างเลยแฮะ นี่สินะที่คนเมืองเขาเรียกว่า ‘ห้างสรรพสินค้า’ ยอดไปเลย
จริงๆ ก็มีของอย่างอื่นที่อยากได้อีกนะ แต่ติดที่งบประมาณในกระเป๋ามันค่อนข้างจำกัดน่ะสิ
เรื่องที่พัก อาหาร และเสื้อผ้า ทาง ‘วิทยาลัย’ จะเป็นคนจัดการให้เบื้องต้น ก็นะ แค่มีที่ซุกหัวนอน มีชุดนักเรียนให้ใส่ และมีข้าวให้กินฟรีที่โรงอาหารน่ะแหละ
เพราะงั้นถ้าอยากจะไปเที่ยวเล่นหรือซื้อของที่อยากได้ ก็ต้องใช้เงินส่วนตัวออกเองทั้งหมด
ถึงฉันจะมีเงินเก็บอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนัก จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เด็ดขาด
“หรือฉันควรจะหางานพิเศษทำดีนะ หรือจะไปรับงานจากกิลด์นักผจญภัยดี...”
ความจริงแล้ว ฉันลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยที่เอลฟ์ราวไว้แล้ว แรงกิ้งของฉันคือระดับ ‘สีเขียว’ ซึ่งเป็นระดับของนักผจญภัยทั่วไป แต่สำหรับเด็กอายุเท่าฉัน ถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากเลยล่ะ
ระดับแรงกิ้งของนักผจญภัยจะแบ่งตามสี เริ่มจาก ทอง, เงิน, แดง, ฟ้า, เขียว, ม่วง, ดำ และขาว
ตอนเริ่มลงทะเบียนใหม่ๆ จะเป็นระดับสีขาว พอรับงานง่ายๆ ได้ไม่กี่งานก็จะเลื่อนเป็นสีดำ
พอเป็นสีม่วงถึงจะเรียกได้ว่าพ้นสภาพมือใหม่ พอถึงสีเขียวก็คือค่าเฉลี่ยของนักผจญภัยทั่วไปนั่นเอง
ถ้าได้ระดับสีฟ้าจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Veteran) สีแดงคือยอดฝีมือ (First Class) สีเงินคืออัจฉริยะเหนือชั้น และระดับทองคือระดับตำนานหรือวีรบุรุษเลยทีเดียว ความจริงแล้วได้ยินว่าหลายร้อยปีมานี้ยังไม่มีใครไปถึงระดับสีทองได้เลยสักคน
ว่ากันว่าองค์ปฐมกษัตริย์เองก็เคยเป็นนักผจญภัยระดับสีทองด้วยนะ เรื่องราวของท่านที่ไต่เต้าจากนักผจญภัยธรรมดาจนกลายเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ถูกนำไปสร้างเป็นหนังสือ ละคร และภาพยนตร์มากมายเลยล่ะ
ได้ยินมาว่ากิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีประตูวาร์ปที่เชื่อมไปยังเกาะห่างไกลที่เป็นดินแดนในอาณัติด้วย ที่เกาะนั้นมีดันเจี้ยนตั้งอยู่ เหล่านักผจญภัยที่ฝันอยากรวยทางลัดต่างก็แวะเวียนไปท้าทายกันทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ
แต่ก็นะ ฉันเป็นนักเรียน คงไปลุยดันเจี้ยนที่ต้องค้างแรมหลายวันแบบนั้นไม่ไหวหรอก
“ถ้าเป็นพวกเก็บสมุนไพร หรือกำจัดก๊อบลินกับหมาป่า ก็น่าจะพอทำได้ในวันหยุดล่ะนะ...”
แต่ถ้าจะรับงานกำจัดสัตว์ประหลาดก็ต้องเตรียมอาวุธกับชุดเกราะให้พร้อมก่อนล่ะนะ มันต้องมีเงินลงทุนเริ่มแรกก่อน แต่เอาจริงๆ จะใช้หมัด ใช้เท้า หรือใช้เวทมนตร์เอาก็พอไหวอยู่แหละ
อืม เริ่มจากงานเก็บสมุนไพรหาเงินไปก่อนดีกว่า
ฉันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเดินออกจากสมาคมการค้าสแตรนด์ ฉันเก็บของทั้งหมดลงในเวท [สโตเรจ] (เวทเก็บของ) ในสมาร์ทโฟน
ถึงสมาร์ทโฟนของฉันจะไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่ก็มีความจุที่เก็บของได้ประมาณตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมๆ เลยล่ะ ค่อยยังชั่วที่ใส่ลงไปได้หมด
แอบอยากได้เครื่องใหม่ที่ความจุเยอะกว่านี้จัง... แต่ก็นะ เรื่องเงินมัน... ฮือๆ
ใช้เงินไปเยอะเหมือนกันแฮะ ไปกินมื้อเที่ยงดีกว่า มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่เชรี่แนะนำดีกว่านะ
“เห็นว่าอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนี่แหละ...”
พอมองสำรวจไปตามถนนสายหลักที่มีร้านสแตรนด์ตั้งอยู่ ฉันก็เห็นร้านกาแฟอิฐสีแดงดูหรูหราตั้งอยู่อีกฝั่งของถนนที่มีรถ พลังงานวิญญาณ(อีเธอร์บีเกิล) วิ่งผ่านไปมา น่าจะร้านนั้นแหละนะ
ฉันเดินข้ามทางม้าลายไปยังฝั่งตรงข้าม ก็เห็นป้ายชื่อร้าน ‘ร้านกาแฟพาเรนต์ สาขาหลัก’ ตั้งเด่นอยู่
ชื่อสาขาหลักแปลว่ามีสาขาย่อยตามเมืองอื่นด้วยสินะ?
จากที่เชรี่เล่า ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเลย ถือว่าเป็นร้านที่เก่าแก่มากเลยนะเนี่ย แอบเกร็งๆ เหมือนกันแฮะ...
ดูท่าทางจะไม่มีระเบียบการแต่งกาย (Dress Code) อะไรเป็นพิเศษ ฉันก็น่าจะเข้าได้ไม่มีปัญหาล่ะนะ...
ผลสรุปคือเข้าได้ตามปกติ และเป็นร้านที่ยอดเยี่ยมสมกับที่เชรี่แนะนำมาจริงๆ
ตอนเช้าที่เห็นเชรี่กินแพนเค้กแล้วดูน่าอร่อย ฉันเลยสั่ง ‘สเปเชียลแพนเค้กเซต’ มาลองบ้าง รสชาตินี่แบบว่า สุดยอดไปเลยค่ะ!
แพนเค้กที่โปะด้วยวิปครีมกับแยม ประดับด้วยผลไม้หลากชนิดและไอศกรีมวานิลลา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลย
ได้ยินแขกโต๊ะข้างๆ คุยกันว่า ร้านนี้แหละที่เป็นต้นตำรับไอศกรีม เห็นว่าองค์ปฐมกษัตริย์เป็นคนคิดค้นสูตรให้ร้านนี้โดยเฉพาะเลยนะ ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ
007 ณ กิลด์นักผจญภัย
.
“โอ้โห สูงใช้ได้เลยแฮะ...!”
ฉันกำลังยืนอยู่บนหอนาฬิกาซึ่งเป็นสถานที่แนะนำของเชรี่
ความสูงน่าจะประมาณร้อยเมตรรึเปล่านะ? จุดที่ฉันอยู่คือบริเวณใต้หน้าปัดนาฬิกาพอดี รอบๆ ถูกล้อมด้วยกระจกทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ
หอนาฬิกาที่สร้างขึ้นในสมัยองค์ปฐมกษัตริย์นั้น ถูกปรับปรุงขยายส่วนเมื่อประมาณร้อยปีก่อนจนกลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ได้ยินว่ามันสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลยล่ะ
ในห้องชมวิวมีแบบจำลองย่อส่วนของเมืองนี้ตั้งอยู่ด้วย ทำออกมาได้ละเอียดมากเลยแฮะ เห็นว่าอ้างอิงมาจากแบบจำลองที่องค์กษัตริย์รุ่นที่สองเป็นคนสร้างขึ้น และมีการพัฒนาปรับปรุงใหม่ทุกปี เป็นถึงกษัตริย์แต่กลับมาทำของแบบนี้เนี่ย เป็นคนแปลกดีจังนะ
“ฝั่งโน้นคือ ‘สถาบัน’ ส่วนฝั่งนี้คือ ‘วิทยาลัย’ สินะ”
‘สถาบัน’ และ ‘วิทยาลัย’ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกของเมืองประจันหน้ากันพอดีเลย
‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ อยู่ทางทิศตะวันออก ส่วน ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ ของเราอยู่ทางทิศตะวันตก ราวกับว่าแม้แต่สถานที่ตั้งก็ยังจงใจสร้างมาเพื่อแข่งขันกันยังไงอย่างงั้นเลย
ในเมื่อ ‘สถาบัน’ เก่าแก่กว่าเยอะ ตอนจะสร้าง ‘วิทยาลัย’ ก็เลยเลือกมาสร้างตรงจุดนี้สินะ
พอนึกถึงเหตุผลที่ ‘วิทยาลัย (ของเรา)’ ถูกสร้างขึ้นเพราะความเอาแต่ใจของเชื้อพระวงศ์แล้ว ก็อาจจะเลือกสถานที่นี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่ยอมแพ้หรอกน่า!’ ก็เป็นได้ ก็นะ พอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่
หลังจากชื่นชมทัศนียภาพจากหอนาฬิกาจนอิ่มหนำ ฉันก็ลงมาเดินเล่นบนถนนสายหลักต่อ
แอบเล็งๆ นาฬิกาตั้งโต๊ะจำลองรูปหอนาฬิกาที่เป็นของที่ระลึกไว้อยู่เหมือนกัน แต่ก็นะ งบประมาณมันจำกัดเลยต้องตัดใจไป
อ๊ะ จริงด้วยสิ ไปที่กิลด์นักผจญภัยหน่อยดีกว่า
ถึงวันนี้จะยังไม่ได้รับงาน แต่อย่างน้อยไปดูหน่อยว่ามีงานประเภทไหนบ้างก็ไม่เสียหาย จะได้เช็กดูด้วยว่างานไหนรายได้ดี แถมยังได้ไปเบิกเงินออกมาไว้ใช้ด้วย
พอนึกได้แบบนั้น ฉันก็เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟน เช็กตำแหน่งของกิลด์นักผจญภัย แล้วเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่ตัดกับถนนสายหลัก
พอพ้นหัวมุมถนน ก็มองเห็นป้ายของกิลด์นักผจญภัยเด่นชัดมาแต่ไกล เป็นรูปดาบกับคทาไขว้กันอยู่หน้าโล่
เมื่อก้าวเข้าไปในกิลด์นักผจญภัย ด้านหน้าจะเป็นเคาน์เตอร์รับงานกว้างขวาง ฝั่งซ้ายเป็นบอร์ดปิดประกาศงาน ส่วนฝั่งขวาเป็นโซนร้านเหล้า
ถึงจะเรียกว่าร้านเหล้า แต่ช่วงกลางวันจะไม่เสิร์ฟเหล้าและทำหน้าที่เป็นร้านอาหารทั่วไปเหมือนกับกิลด์นักผจญภัยที่อื่นๆ นั่นแหละ เลยไม่มีพวกขี้เมาอยู่เลยสักคน
กิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีคนน้อยกว่าที่ฉันคิดแฮะ อาจจะเพราะเลยช่วงเที่ยงมาแล้วล่ะมั้ง นักผจญภัยส่วนใหญ่คงออกไปทำงานกันหมดแล้ว
“ไหนดูซิ มีงานอะไรน่าสนใจบ้างนะ...”
ฉันเดินไปที่บอร์ดประกาศงานแล้วไล่ดูใบรับสมัครที่ติดไว้
หนังเสือดาวคลั่ง, เขี้ยวไฟเออร์ลิซาร์ด... ฝั่งนี้เป็นงานกำจัดสัตว์ประหลาดแฮะ คงจะเป็นตัวที่อยู่ในเกาะดันเจี้ยนที่ต้องวาร์ปไปสินะ
อืม งานที่ติดประกาศอยู่บนบอร์ดมีแต่ยากๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ... ก็นะ งานง่ายๆ ก็คงมีคนหยิบไปหมดแล้วแหละ
แล้วพวกงานประจำล่ะ ของพวกนี้เป็นงานที่เปิดรับตลอดเวลาเลยไม่มีการดึงใบประกาศออก
“เก็บสมุนไพร, เก็บผลไม้, นำเนื้อกระต่ายมาส่ง, นำแร่เหล็กมาส่ง, กำจัดยูนิคอร์นวูล์ฟ, กำจัดก๊อบลิน...”
มีงานที่รายได้พอใช้ได้อยู่หลายงานแฮะ ในกลุ่มนี้งานกำจัดสัตว์ประหลาดกับเก็บสมุนไพรจะได้ค่าตอบแทนสูงหน่อย...
งานกำจัดหมาป่าหรือก๊อบลินก็พอทำได้อยู่หรอกนะ แต่ถ้าพวกมันแห่กันมาเยอะๆ ตัวคนเดียวก็คงลำบากน่าดู ส่วนงานเก็บสมุนไพร ฉันยังไม่ชำนาญพื้นที่แถวนี้ คงต้องใช้เวลาหาจุดที่มันขึ้นตั้งแต่ศูนย์เลยทีเดียว วันแรกๆ คงหาไม่เจอแน่ แต่ถ้าพยายามหาไปเรื่อยๆ ถ้าดวงดีอาจจะเจอแหล่งชุมชนของมันก็ได้...
“อ๊ะ ฝั่งนี้เป็นงานประเภทใช้แรงงานแฮะ”
งานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น งานพาร์ตไทม์(งานเบ็ดเตล็ด) ในเมือง
ทาสีผนัง, ซ่อมรอยรั่วบนหลังคา, ถอนหญ้าในสวน, ทำความสะอาดบ้าน, ขนของ, ช่วยย้ายบ้าน...
แทบจะไม่ใช่งานของนักผจญภัยเลยนะเนี่ย แต่มันเป็นวิธีหาเงินที่ปลอดภัยและแน่นอนที่สุดล่ะนะ ถึงค่าตอบแทนจะน้อยหน่อยก็เถอะ
“ถ้าแค่ถอนหญ้ากับทำความสะอาดก็น่าจะพอทำได้อยู่นะ... รายได้วันละ 5 เหรียญทองแดง... ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่เริ่มจากอะไรแบบนี้ก็น่าจะดีนะ”
ก็นะ วันนี้ยังไม่ทำหรอก รอให้โรงเรียนเริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนค่อยว่ากัน
“เห้ยๆ เด็กแก่แดดมาทำอะไรที่นี่วะ?”
เสียงกวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์สี่คนเดินเข้ามาจากประตูทางเข้ากิลด์
ดูจากอุปกรณ์ก็รู้ทันทีว่าเป็นนักผจญภัย แต่ทุกคนหน้าแดงก่ำและตัวเหม็นเหล้าคลุ้ง ขนาดอยู่ห่างกันขนาดนี้กลิ่นยังโชยมาถึงนี่เลย ไปกินเหล้าที่ไหนมาล่ะเนี่ย?
“ถ้าจะมาเล่นก็ไปเล่นที่อื่นไป! เด็กมาเดินเกะกะแบบนี้มันน่ารำคาญเว้ย!”
“พวกข้าไม่ได้มาทำตัวเล่นๆ นะเฟ้ย! อย่ามาขวางทางการทำงาน!”
“หือ?”
ฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้พวกนักผจญภัยกากๆ ที่มาทำตัวเบ่งใส่
ทำงานงั้นเหรอ? การดื่มเหล้าจนเมาพับตั้งแต่กลางวันแสกๆ มันเรียกว่าทำงานตรงไหนมิทราบ
“ฉันเองก็มาหางานทำเหมือนกันนั่นแหละจ้ะ ไม่เหมือนพวกขี้เมาบางกลุ่มที่ทำตัวไร้ประโยชน์หรอกนะ”
ฉันหยิบบัตรนักผจญภัยออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วชูให้พวกขี้เมาดูชัดๆ
“ฮะ!? สีเขียวเรอะ!?”
“ไอ้เปี๊ยกนี่มีแรงกิ้งระดับเดียวกับพวกเรางั้นเหรอ!?”
“เห้ย แกไปขโมยของใครมาวะ!”
“ของปลอมรึเปล่า!? ปลอมแปลงบัตรกิลด์นี่โดนจับไปเป็นทาสเลยนะเฟ้ย!”
ทั้งสี่คนประสานเสียงด่าทอกันตามใจชอบ
ฉันเมินไอ้พวกขี้เมานั่นแล้วเดินฉับๆ ไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นบัตรนักผจญภัยให้พี่สาวเผ่าแมวที่ประจำอยู่
“ขอเบิกเงิน 5 เหรียญเงินหน่อยค่ะ”
“เอ่อ... ค่ะ คุณเนโร ซิลลูเอสก้านะคะ ยินดีต้อนรับสู่บรุนฮิลด์ค่ะ”
พี่สาวพนักงานรับบัตรของฉันไปแตะที่อุปกรณ์เวทมนตร์บนเคาน์เตอร์
บนหน้าจอแสดงรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของฉัน เมื่อยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นเจ้าตัวจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เงิน 5 เหรียญเงินถูกเบิกออกมาจากบัญชีของฉันและวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
ฉันเก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วหันไปทำหน้าเหนือกว่าใส่ไอ้พวกขี้เมาที่กำลังอ้าปากค้าง
“อย่าตัดสินนักผจญภัยแค่ภายนอกจะดีกว่านะจ๊ะ เพราะพวกสมองน้อยอย่างพวกลุงเนี่ยแหละที่มักจะตายก่อนเพื่อน”
“ไอ้เด็กนี่! ให้ท้ายหน่อยทำมาเป็นได้ใจนะมึง!”
ขี้เมาคนหนึ่งง้างหมัดขวาจนสุดแรงแล้วชกใส่ฉัน
ถึงฉันจะเป็นฝ่ายยั่วยุก่อนก็เถอะ แต่การจะต่อยเด็กด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเนี่ย... ต่ำช้าจริงๆ นะแก
ฉันพุ่งเข้าประชิดตัวชายคนนั้นในพริบตา แล้วสวนหมัดขวาเข้าที่ ลิ้นปี่ อย่างจัง
“อ... อ่อก...! อ้วกกกกกกกกกก...!”
“โสโครกชะมัด!?”
ฉันรีบหลบชายที่กำลังสำรอกออกมาแล้วล้มคว่ำมาข้างหน้าอย่างสุดกำลัง เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
แย่แล้วๆๆๆ! ต่อยเข้าลิ้นปี่นี่พลาดมาก! เหม็นชะมัด! อา... ให้ตายสิ ยอดแย่ที่สุด!
“แก! ทำอะไรลงไปวะ!”
“ก็เขาชกมาก่อน ฉันก็เลยชกกลับเฉยๆ ไง มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ถ้าจะชก ต้องรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน นี่คือคำสอนของอาจารย์ อื้ม ฉันไม่ผิด
“อย่ามาล้อเล่นนะเว้ย!”
“ฆ่ามันเลยพวกเรา!”
“ตายซะไอ้เด็กเปรต!”
ทั้งสามคนชักอาวุธออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมกัน น่ารำคาญแฮะ จัดการให้จบๆ ไปเลยดีกว่า
“【บูสต์】”
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【บูสต์】 เป็นเวทเสริมพลังร่างกายและเป็นหนึ่งในเวทมนตร์เฉพาะตัวของฉัน
ฉันหลบการโจมตีของนักผจญภัยกากๆ คนหนึ่งแล้วซัดเข้าที่กรามในทีเดียว จากนั้นก็อ้อมไปด้านหลังของอีกคนแล้วเตะเข้าที่หลังอย่างจัง
คนสุดท้ายฉันใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอจนสลบเหมือดไป
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ทั้งสามคนล้มลงไปกองกับพื้น หึ แค่นี้เองเหรอ
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นคนในกิลด์ที่เหลืออยู่ไม่กี่คนยืนมองมาทางนี้ด้วยความอึ้ง เอ๊ะ? หรือฉันจะทำเกินไปหน่อยนะ...?
“เอ่อ... นี่คือการป้องกันตัวโดยชอบธรรม ใช่ไหมคะ?”
ฉันถามพี่สาวพนักงานด้วยความกังวล อย่างน้อยที่กิลด์นักผจญภัยในเอลฟ์ราวแบบนี้ก็ถือว่าผ่านฉลุยนะ แต่ที่บรุนฮิลด์นี่จะมีกฎต่างออกไปหรือเปล่า...?
“เอ๊ะ? อ๋อ ค่ะ ใช่ค่ะ เพราะสี่คนนั้นเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เลยถือว่าเป็นการป้องกันตัวค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น การชักอาวุธขึ้นมาทำร้ายร่างกายภายในกิลด์ถือเป็นความผิดร้ายแรง ต่อให้เมาก็ไม่ใช่ข้ออ้างค่ะ น่าเสียดายนะคะแต่พวกเขาคงถูกลดแรงกิ้งลงอย่างแน่นอนค่ะ”
คำอธิบายของพนักงานทำให้ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ค่อยยังชั่วที่ฉันไม่ต้องรับโทษอะไร
ขณะที่ฉันกำลังเบาใจ ก็มีชายร่างกำยำเดินออกมาจากด้านหลังกิลด์แล้วลากคอทั้งสี่คนหายไปไหนสักแห่ง
พี่สาวพนักงานทำหน้าเซ็งๆ พลางใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ทำความสะอาดพื้นจนเอี่ยมอ่อง
“เอ่อ... คือว่า ขอโทษด้วยนะคะ...”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนที่ผิดคือพวกนั้นต่างหาก ถึงขั้นชักอาวุธใส่เด็กเนี่ย... ยังไงฝั่งโน้นก็ผิดเต็มๆ ค่ะ”
ก็นะ มันก็จริงแหละ แต่ฉันเองก็เป็นฝ่ายยั่วยุด้วยเหมือนกันนี่นา...
“จะว่าไป อายุแค่นี้แต่เก่งจังเลยนะจ๊ะ เคยเรียนวิชาการต่อสู้มาเหรอ?”
“เอ๊ะ? ค่ะ ก็นิดหน่อยค่ะ พอดีแถวบ้านมีคนที่เก่งเรื่องนี้อยู่ ก็เลยขอให้เขาสอนให้น่ะค่ะ”
ฉันตอบพี่สาวเผ่าแมวไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เรื่องของอาจารย์โดนกำชับมาว่าอย่าเที่ยวไปเล่าให้ใครฟัง สงสัยอาจารย์จะเคยไปทำเรื่องอะไรไว้แน่ๆ เลย... อย่างแหกคุก หรือกินแล้วชักดาบอะไรแบบนั้น...
ฉันไม่อยากโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ ไปด้วยหรอกนะ เงียบไว้ดีกว่า...
ฉันขอโทษพนักงานอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากกิลด์นักผจญภัยไป
เฮ้อ พวกขี้เมาเนี่ยมีอยู่ทุกที่จริงๆ นะ... เหล้าเนี่ยมันอร่อยตรงไหนกันนะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ฉันเร่งฝีเท้าเดินไปตามถนนเพื่อสลัดกลิ่นเหล้าที่ติดจมูกให้ออกไป
พอมาถึงหอพักเก็นบุ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง มันคึกคักและเสียงดังแจอแจไปหมด ตรงโถงชั้นหนึ่งมีนักเรียนจับกลุ่มคุยกันจนดูวุ่นวายไปนิด
สงสัยพวกรุ่นพี่คงกลับกันมาหมดแล้วสินะ มีนักเรียนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเชรี่อยู่เต็มไปหมดเลยด้วย พอกำลังคนเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าในพริบตา บรรยากาศมันก็เลยเสียงดังขึ้นเป็นธรรมดา
หอพักเก็นบุมีคนอยู่ตั้งสองร้อยกว่าคน จะไปกันรอดไหมนะเรา...
ตรงห้องของคุณริโอล่าผู้ดูแลหอ มีนักเรียนสะพายกระเป๋าใบใหญ่ยืนต่อแถวกันอยู่สองสามคน
คงเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งมาถึงนั่นแหละ มาทันเข้าหอพักแบบเฉียดฉิวเลยนะเนี่ย
แคโรเล่าว่าในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่มาไม่ทันวันปฐมนิเทศอยู่บ้างเหมือนกัน
ถึงจะไม่มีบทลงโทษอะไรเป็นพิเศษ แต่มันก็น่าเสียดายนะที่จะพลาดวันเริ่มต้นที่แสนสำคัญไป
พรุ่งนี้คือวันปฐมนิเทศแล้ว ในที่สุดชีวิตในโรงเรียนก็จะเริ่มขึ้นเสียที ตื่นเต้นจัง
.
“โอ้โห สูงใช้ได้เลยแฮะ...!”
ฉันกำลังยืนอยู่บนหอนาฬิกาซึ่งเป็นสถานที่แนะนำของเชรี่
ความสูงน่าจะประมาณร้อยเมตรรึเปล่านะ? จุดที่ฉันอยู่คือบริเวณใต้หน้าปัดนาฬิกาพอดี รอบๆ ถูกล้อมด้วยกระจกทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ
หอนาฬิกาที่สร้างขึ้นในสมัยองค์ปฐมกษัตริย์นั้น ถูกปรับปรุงขยายส่วนเมื่อประมาณร้อยปีก่อนจนกลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ได้ยินว่ามันสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลยล่ะ
ในห้องชมวิวมีแบบจำลองย่อส่วนของเมืองนี้ตั้งอยู่ด้วย ทำออกมาได้ละเอียดมากเลยแฮะ เห็นว่าอ้างอิงมาจากแบบจำลองที่องค์กษัตริย์รุ่นที่สองเป็นคนสร้างขึ้น และมีการพัฒนาปรับปรุงใหม่ทุกปี เป็นถึงกษัตริย์แต่กลับมาทำของแบบนี้เนี่ย เป็นคนแปลกดีจังนะ
“ฝั่งโน้นคือ ‘สถาบัน’ ส่วนฝั่งนี้คือ ‘วิทยาลัย’ สินะ”
‘สถาบัน’ และ ‘วิทยาลัย’ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกของเมืองประจันหน้ากันพอดีเลย
‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ อยู่ทางทิศตะวันออก ส่วน ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ ของเราอยู่ทางทิศตะวันตก ราวกับว่าแม้แต่สถานที่ตั้งก็ยังจงใจสร้างมาเพื่อแข่งขันกันยังไงอย่างงั้นเลย
ในเมื่อ ‘สถาบัน’ เก่าแก่กว่าเยอะ ตอนจะสร้าง ‘วิทยาลัย’ ก็เลยเลือกมาสร้างตรงจุดนี้สินะ
พอนึกถึงเหตุผลที่ ‘วิทยาลัย (ของเรา)’ ถูกสร้างขึ้นเพราะความเอาแต่ใจของเชื้อพระวงศ์แล้ว ก็อาจจะเลือกสถานที่นี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่ยอมแพ้หรอกน่า!’ ก็เป็นได้ ก็นะ พอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่
หลังจากชื่นชมทัศนียภาพจากหอนาฬิกาจนอิ่มหนำ ฉันก็ลงมาเดินเล่นบนถนนสายหลักต่อ
แอบเล็งๆ นาฬิกาตั้งโต๊ะจำลองรูปหอนาฬิกาที่เป็นของที่ระลึกไว้อยู่เหมือนกัน แต่ก็นะ งบประมาณมันจำกัดเลยต้องตัดใจไป
อ๊ะ จริงด้วยสิ ไปที่กิลด์นักผจญภัยหน่อยดีกว่า
ถึงวันนี้จะยังไม่ได้รับงาน แต่อย่างน้อยไปดูหน่อยว่ามีงานประเภทไหนบ้างก็ไม่เสียหาย จะได้เช็กดูด้วยว่างานไหนรายได้ดี แถมยังได้ไปเบิกเงินออกมาไว้ใช้ด้วย
พอนึกได้แบบนั้น ฉันก็เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟน เช็กตำแหน่งของกิลด์นักผจญภัย แล้วเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่ตัดกับถนนสายหลัก
พอพ้นหัวมุมถนน ก็มองเห็นป้ายของกิลด์นักผจญภัยเด่นชัดมาแต่ไกล เป็นรูปดาบกับคทาไขว้กันอยู่หน้าโล่
เมื่อก้าวเข้าไปในกิลด์นักผจญภัย ด้านหน้าจะเป็นเคาน์เตอร์รับงานกว้างขวาง ฝั่งซ้ายเป็นบอร์ดปิดประกาศงาน ส่วนฝั่งขวาเป็นโซนร้านเหล้า
ถึงจะเรียกว่าร้านเหล้า แต่ช่วงกลางวันจะไม่เสิร์ฟเหล้าและทำหน้าที่เป็นร้านอาหารทั่วไปเหมือนกับกิลด์นักผจญภัยที่อื่นๆ นั่นแหละ เลยไม่มีพวกขี้เมาอยู่เลยสักคน
กิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีคนน้อยกว่าที่ฉันคิดแฮะ อาจจะเพราะเลยช่วงเที่ยงมาแล้วล่ะมั้ง นักผจญภัยส่วนใหญ่คงออกไปทำงานกันหมดแล้ว
“ไหนดูซิ มีงานอะไรน่าสนใจบ้างนะ...”
ฉันเดินไปที่บอร์ดประกาศงานแล้วไล่ดูใบรับสมัครที่ติดไว้
หนังเสือดาวคลั่ง, เขี้ยวไฟเออร์ลิซาร์ด... ฝั่งนี้เป็นงานกำจัดสัตว์ประหลาดแฮะ คงจะเป็นตัวที่อยู่ในเกาะดันเจี้ยนที่ต้องวาร์ปไปสินะ
อืม งานที่ติดประกาศอยู่บนบอร์ดมีแต่ยากๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ... ก็นะ งานง่ายๆ ก็คงมีคนหยิบไปหมดแล้วแหละ
แล้วพวกงานประจำล่ะ ของพวกนี้เป็นงานที่เปิดรับตลอดเวลาเลยไม่มีการดึงใบประกาศออก
“เก็บสมุนไพร, เก็บผลไม้, นำเนื้อกระต่ายมาส่ง, นำแร่เหล็กมาส่ง, กำจัดยูนิคอร์นวูล์ฟ, กำจัดก๊อบลิน...”
มีงานที่รายได้พอใช้ได้อยู่หลายงานแฮะ ในกลุ่มนี้งานกำจัดสัตว์ประหลาดกับเก็บสมุนไพรจะได้ค่าตอบแทนสูงหน่อย...
งานกำจัดหมาป่าหรือก๊อบลินก็พอทำได้อยู่หรอกนะ แต่ถ้าพวกมันแห่กันมาเยอะๆ ตัวคนเดียวก็คงลำบากน่าดู ส่วนงานเก็บสมุนไพร ฉันยังไม่ชำนาญพื้นที่แถวนี้ คงต้องใช้เวลาหาจุดที่มันขึ้นตั้งแต่ศูนย์เลยทีเดียว วันแรกๆ คงหาไม่เจอแน่ แต่ถ้าพยายามหาไปเรื่อยๆ ถ้าดวงดีอาจจะเจอแหล่งชุมชนของมันก็ได้...
“อ๊ะ ฝั่งนี้เป็นงานประเภทใช้แรงงานแฮะ”
งานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น งานพาร์ตไทม์(งานเบ็ดเตล็ด) ในเมือง
ทาสีผนัง, ซ่อมรอยรั่วบนหลังคา, ถอนหญ้าในสวน, ทำความสะอาดบ้าน, ขนของ, ช่วยย้ายบ้าน...
แทบจะไม่ใช่งานของนักผจญภัยเลยนะเนี่ย แต่มันเป็นวิธีหาเงินที่ปลอดภัยและแน่นอนที่สุดล่ะนะ ถึงค่าตอบแทนจะน้อยหน่อยก็เถอะ
“ถ้าแค่ถอนหญ้ากับทำความสะอาดก็น่าจะพอทำได้อยู่นะ... รายได้วันละ 5 เหรียญทองแดง... ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่เริ่มจากอะไรแบบนี้ก็น่าจะดีนะ”
ก็นะ วันนี้ยังไม่ทำหรอก รอให้โรงเรียนเริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนค่อยว่ากัน
“เห้ยๆ เด็กแก่แดดมาทำอะไรที่นี่วะ?”
เสียงกวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์สี่คนเดินเข้ามาจากประตูทางเข้ากิลด์
ดูจากอุปกรณ์ก็รู้ทันทีว่าเป็นนักผจญภัย แต่ทุกคนหน้าแดงก่ำและตัวเหม็นเหล้าคลุ้ง ขนาดอยู่ห่างกันขนาดนี้กลิ่นยังโชยมาถึงนี่เลย ไปกินเหล้าที่ไหนมาล่ะเนี่ย?
“ถ้าจะมาเล่นก็ไปเล่นที่อื่นไป! เด็กมาเดินเกะกะแบบนี้มันน่ารำคาญเว้ย!”
“พวกข้าไม่ได้มาทำตัวเล่นๆ นะเฟ้ย! อย่ามาขวางทางการทำงาน!”
“หือ?”
ฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้พวกนักผจญภัยกากๆ ที่มาทำตัวเบ่งใส่
ทำงานงั้นเหรอ? การดื่มเหล้าจนเมาพับตั้งแต่กลางวันแสกๆ มันเรียกว่าทำงานตรงไหนมิทราบ
“ฉันเองก็มาหางานทำเหมือนกันนั่นแหละจ้ะ ไม่เหมือนพวกขี้เมาบางกลุ่มที่ทำตัวไร้ประโยชน์หรอกนะ”
ฉันหยิบบัตรนักผจญภัยออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วชูให้พวกขี้เมาดูชัดๆ
“ฮะ!? สีเขียวเรอะ!?”
“ไอ้เปี๊ยกนี่มีแรงกิ้งระดับเดียวกับพวกเรางั้นเหรอ!?”
“เห้ย แกไปขโมยของใครมาวะ!”
“ของปลอมรึเปล่า!? ปลอมแปลงบัตรกิลด์นี่โดนจับไปเป็นทาสเลยนะเฟ้ย!”
ทั้งสี่คนประสานเสียงด่าทอกันตามใจชอบ
ฉันเมินไอ้พวกขี้เมานั่นแล้วเดินฉับๆ ไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นบัตรนักผจญภัยให้พี่สาวเผ่าแมวที่ประจำอยู่
“ขอเบิกเงิน 5 เหรียญเงินหน่อยค่ะ”
“เอ่อ... ค่ะ คุณเนโร ซิลลูเอสก้านะคะ ยินดีต้อนรับสู่บรุนฮิลด์ค่ะ”
พี่สาวพนักงานรับบัตรของฉันไปแตะที่อุปกรณ์เวทมนตร์บนเคาน์เตอร์
บนหน้าจอแสดงรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของฉัน เมื่อยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นเจ้าตัวจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เงิน 5 เหรียญเงินถูกเบิกออกมาจากบัญชีของฉันและวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
ฉันเก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วหันไปทำหน้าเหนือกว่าใส่ไอ้พวกขี้เมาที่กำลังอ้าปากค้าง
“อย่าตัดสินนักผจญภัยแค่ภายนอกจะดีกว่านะจ๊ะ เพราะพวกสมองน้อยอย่างพวกลุงเนี่ยแหละที่มักจะตายก่อนเพื่อน”
“ไอ้เด็กนี่! ให้ท้ายหน่อยทำมาเป็นได้ใจนะมึง!”
ขี้เมาคนหนึ่งง้างหมัดขวาจนสุดแรงแล้วชกใส่ฉัน
ถึงฉันจะเป็นฝ่ายยั่วยุก่อนก็เถอะ แต่การจะต่อยเด็กด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเนี่ย... ต่ำช้าจริงๆ นะแก
ฉันพุ่งเข้าประชิดตัวชายคนนั้นในพริบตา แล้วสวนหมัดขวาเข้าที่ ลิ้นปี่ อย่างจัง
“อ... อ่อก...! อ้วกกกกกกกกกก...!”
“โสโครกชะมัด!?”
ฉันรีบหลบชายที่กำลังสำรอกออกมาแล้วล้มคว่ำมาข้างหน้าอย่างสุดกำลัง เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
แย่แล้วๆๆๆ! ต่อยเข้าลิ้นปี่นี่พลาดมาก! เหม็นชะมัด! อา... ให้ตายสิ ยอดแย่ที่สุด!
“แก! ทำอะไรลงไปวะ!”
“ก็เขาชกมาก่อน ฉันก็เลยชกกลับเฉยๆ ไง มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ถ้าจะชก ต้องรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน นี่คือคำสอนของอาจารย์ อื้ม ฉันไม่ผิด
“อย่ามาล้อเล่นนะเว้ย!”
“ฆ่ามันเลยพวกเรา!”
“ตายซะไอ้เด็กเปรต!”
ทั้งสามคนชักอาวุธออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมกัน น่ารำคาญแฮะ จัดการให้จบๆ ไปเลยดีกว่า
“【บูสต์】”
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【บูสต์】 เป็นเวทเสริมพลังร่างกายและเป็นหนึ่งในเวทมนตร์เฉพาะตัวของฉัน
ฉันหลบการโจมตีของนักผจญภัยกากๆ คนหนึ่งแล้วซัดเข้าที่กรามในทีเดียว จากนั้นก็อ้อมไปด้านหลังของอีกคนแล้วเตะเข้าที่หลังอย่างจัง
คนสุดท้ายฉันใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอจนสลบเหมือดไป
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ทั้งสามคนล้มลงไปกองกับพื้น หึ แค่นี้เองเหรอ
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นคนในกิลด์ที่เหลืออยู่ไม่กี่คนยืนมองมาทางนี้ด้วยความอึ้ง เอ๊ะ? หรือฉันจะทำเกินไปหน่อยนะ...?
“เอ่อ... นี่คือการป้องกันตัวโดยชอบธรรม ใช่ไหมคะ?”
ฉันถามพี่สาวพนักงานด้วยความกังวล อย่างน้อยที่กิลด์นักผจญภัยในเอลฟ์ราวแบบนี้ก็ถือว่าผ่านฉลุยนะ แต่ที่บรุนฮิลด์นี่จะมีกฎต่างออกไปหรือเปล่า...?
“เอ๊ะ? อ๋อ ค่ะ ใช่ค่ะ เพราะสี่คนนั้นเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เลยถือว่าเป็นการป้องกันตัวค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น การชักอาวุธขึ้นมาทำร้ายร่างกายภายในกิลด์ถือเป็นความผิดร้ายแรง ต่อให้เมาก็ไม่ใช่ข้ออ้างค่ะ น่าเสียดายนะคะแต่พวกเขาคงถูกลดแรงกิ้งลงอย่างแน่นอนค่ะ”
คำอธิบายของพนักงานทำให้ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ค่อยยังชั่วที่ฉันไม่ต้องรับโทษอะไร
ขณะที่ฉันกำลังเบาใจ ก็มีชายร่างกำยำเดินออกมาจากด้านหลังกิลด์แล้วลากคอทั้งสี่คนหายไปไหนสักแห่ง
พี่สาวพนักงานทำหน้าเซ็งๆ พลางใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ทำความสะอาดพื้นจนเอี่ยมอ่อง
“เอ่อ... คือว่า ขอโทษด้วยนะคะ...”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนที่ผิดคือพวกนั้นต่างหาก ถึงขั้นชักอาวุธใส่เด็กเนี่ย... ยังไงฝั่งโน้นก็ผิดเต็มๆ ค่ะ”
ก็นะ มันก็จริงแหละ แต่ฉันเองก็เป็นฝ่ายยั่วยุด้วยเหมือนกันนี่นา...
“จะว่าไป อายุแค่นี้แต่เก่งจังเลยนะจ๊ะ เคยเรียนวิชาการต่อสู้มาเหรอ?”
“เอ๊ะ? ค่ะ ก็นิดหน่อยค่ะ พอดีแถวบ้านมีคนที่เก่งเรื่องนี้อยู่ ก็เลยขอให้เขาสอนให้น่ะค่ะ”
ฉันตอบพี่สาวเผ่าแมวไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เรื่องของอาจารย์โดนกำชับมาว่าอย่าเที่ยวไปเล่าให้ใครฟัง สงสัยอาจารย์จะเคยไปทำเรื่องอะไรไว้แน่ๆ เลย... อย่างแหกคุก หรือกินแล้วชักดาบอะไรแบบนั้น...
ฉันไม่อยากโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ ไปด้วยหรอกนะ เงียบไว้ดีกว่า...
ฉันขอโทษพนักงานอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากกิลด์นักผจญภัยไป
เฮ้อ พวกขี้เมาเนี่ยมีอยู่ทุกที่จริงๆ นะ... เหล้าเนี่ยมันอร่อยตรงไหนกันนะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ฉันเร่งฝีเท้าเดินไปตามถนนเพื่อสลัดกลิ่นเหล้าที่ติดจมูกให้ออกไป
พอมาถึงหอพักเก็นบุ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง มันคึกคักและเสียงดังแจอแจไปหมด ตรงโถงชั้นหนึ่งมีนักเรียนจับกลุ่มคุยกันจนดูวุ่นวายไปนิด
สงสัยพวกรุ่นพี่คงกลับกันมาหมดแล้วสินะ มีนักเรียนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเชรี่อยู่เต็มไปหมดเลยด้วย พอกำลังคนเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าในพริบตา บรรยากาศมันก็เลยเสียงดังขึ้นเป็นธรรมดา
หอพักเก็นบุมีคนอยู่ตั้งสองร้อยกว่าคน จะไปกันรอดไหมนะเรา...
ตรงห้องของคุณริโอล่าผู้ดูแลหอ มีนักเรียนสะพายกระเป๋าใบใหญ่ยืนต่อแถวกันอยู่สองสามคน
คงเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งมาถึงนั่นแหละ มาทันเข้าหอพักแบบเฉียดฉิวเลยนะเนี่ย
แคโรเล่าว่าในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่มาไม่ทันวันปฐมนิเทศอยู่บ้างเหมือนกัน
ถึงจะไม่มีบทลงโทษอะไรเป็นพิเศษ แต่มันก็น่าเสียดายนะที่จะพลาดวันเริ่มต้นที่แสนสำคัญไป
พรุ่งนี้คือวันปฐมนิเทศแล้ว ในที่สุดชีวิตในโรงเรียนก็จะเริ่มขึ้นเสียที ตื่นเต้นจัง
008 วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน • พิธีปฐมนิเทศ
.
เช้าวันใหม่มาถึงแล้ว เช้าของวันปฐมนิเทศ
ฉันทำกายบริหารราจิโอไทโซจนเสร็จท่ามกลางสายตาประหลาดๆ ของยัยเอลฟ์ผมทอง จากนั้นก็หยิบชุดนักเรียนของ ‘วิทยาลัย’ ที่เตรียมไว้มาสวมใส่
เสื้อบลูส์สีขาวกับเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม ท่อนบนทุกคนจะเหมือนกันหมด แต่จะเลือกผูกโบหรือเนกไทได้ตามใจชอบ
ส่วนท่อนล่างก็มีให้เลือกระหว่างกางเกงคูลอต (Culottes) หรือกระโปรง ฉันเลือกเนกไทคู่กับกางเกงคูลอต ยัยเอลฟ์ผมทองเลือกเนกไทกับกระโปรง ถึงจะเจ็บใจแต่มันก็ดูเข้ากับยัยนั่นดีนะ
สีของเนกไทและโบจะแบ่งตามชั้นปี ปีหนึ่งสีแดง, ปีสองสีฟ้า, ปีสามสีส้ม, ปีสี่สีเขียว และปีห้าสีม่วง ชุดพละเองก็ใช้สีเดียวกันแบ่งชั้นปีเหมือนกัน
พอผูกเนกไทสีแดงให้กระชับแล้ว ก็รู้สึกเหมือนจิตใจมันฮึกเหิมขึ้นมาเลยล่ะ
เข็มกลัดที่ติดตรงปกเสื้อนอกเป็นรูปเก็นบุ คงเป็นสัญลักษณ์ของหอพักที่เราสังกัดสินะ
...แอบรู้สึกว่าชุดนักเรียนมันจะใหญ่ไปนิดแฮะ แต่ก็นะ เดี๋ยวตัวก็สูงขึ้นเองนั่นแหละ ไม่มีปัญหาหรอก อื้ม...
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ (ซึ่งยัยเอลฟ์ผมทองก็หายตัวไปก่อนแล้ว) ฉันก็เอาสมาร์ทโฟนกับกระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โถงชั้นหนึ่ง เพราะนักเรียนปีหนึ่งได้รับคำสั่งให้มานัดรวมตัวกันที่นั่น
โถงทางเข้าเต็มไปด้วยนักเรียนใหม่ปีหนึ่ง รวมทั้งหมด 9 ประเทศ ประเทศละ 5 คน ทั้งหมดก็ 45 คน ถึงจะมาไม่ครบทุกคนแต่ก็น่าจะเกือบๆ ล่ะนะ บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลย
“อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ เนโร”
“เนโร อรุณสวัสดิ์จ้า”
“อรุณสวัสดิ์ทั้งสองคนเลย”
แคโรกับเชรี่เข้ามาทักทายฉัน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เจอเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองเลยแท้ๆ แต่ดันมาสนิทกับคนจากเรกูลัสสองคนซะงั้น แปลกดีเหมือนกันแฮะ
แคโรเลือกเนกไทกับกางเกงคูลอตเหมือนกับฉัน ส่วนเชรี่เลือกโบกับกระโปรง
พอลองมองสำรวจไปรอบๆ โถง นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองแล้ว ก็เห็นนักเรียนเผ่าอื่นๆ อย่างเอลฟ์, เผ่ามนุษย์สัตว์ หรือเผ่ามารปะปนอยู่ด้วย
มีนักเรียนคนหนึ่งตัวสูงเด่นออกมาเลย ดูจากเขาและหางที่หัวแล้ว คงเป็นเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) สินะ เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยนะเนี่ย
...หือ รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากรอบข้างอีกแล้วแฮะ เหมือนเมื่อวานซืนเลย
“ตัวเล็กจัง...”
“ทำไมมีเด็กมาอยู่ที่นี่ล่ะ...?”
ได้ยินเสียงซุบซิบแว่วมาเข้าหู ตัวเล็กแล้วมันผิดตรงไหนยะ! พวกเธอก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ!
ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าง้ำงอ เชรี่ก็เอื้อมมือมาลูบหัวฉันเบาๆ หยุดนะ!
“อย่าไปคิดมากเลยจ้ะ เนโรออกจะน่ารักนะ”
“นี่หาเรื่องกันเหรอ?”
ขณะที่ฉันกำลังปัดมือเชรี่ออกและเตรียมจะบ่น คุณริโอล่าผู้ดูแลหอก็ปรากฏตัวขึ้น
“เอาล่ะจ้ะ นักเรียนใหม่หอพักเก็นบุทุกคน อรุณสวัสดิ์ค่ะ เดี๋ยวเราจะเดินทางไปยังสถานที่จัดพิธีปฐมนิเทศกันแล้ว เดินตามมาอย่าให้หลงนะคะ”
ภายใต้การนำของคุณริโอล่า พวกเราเดินเรียงแถวออกจากหอพักไป
เดินตามทางมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าสู่เขตของ ‘วิทยาลัย’ ความจริงหอพักก็นับเป็นเขตของวิทยาลัยเหมือนกันนั่นแหละนะ
ระหว่างทาง ฉันมองเห็นสนามขนาดใหญ่และอาคารโรงปฏิบัติงานด้วย
อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนเต้าหู้ที่ตั้งอยู่แถวนั้น จากเสียงคุยกันรอบๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นโรงปฏิบัติงานอเนกประสงค์ที่สามารถสร้างอาร์มเกียร์หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ด้วยนะ มีของแบบนั้นด้วยเหรอเนี่ย เห็นเขาเรียกว่า ‘โรงปฏิบัติงานขนาดเล็ก’ ล่ะนะ ทำไมต้องมีคำว่า ‘เล็ก’ ด้วยล่ะ? หรือว่าจะมีอันที่ ‘ใหญ่’ กว่านี้อีก?
พอเดินเข้าไปในอาคารเรียน ผ่านโถงทางเดินยาวเหยียด ในที่สุดก็มาถึงห้องหอประชุมขนาดใหญ่ คงจะจัดพิธีปฐมนิเทศกันที่นี่สินะ
“เอาล่ะจ้ะ เข้าไปแล้วนั่งเรียงแถวตรงฝั่งขวามือด้านหน้านะคะ”
ในหอประชุมมีนักเรียนนั่งอยู่เกือบเต็มพื้นที่แล้ว ดูเหมือนนักเรียนปีหนึ่งจะได้นั่งแถวหน้าสุดเพื่อเข้าร่วมพิธี
ฉันถูกจัดให้นั่งแถวหน้าสุดเลย ...เพราะตัวเล็กงั้นเหรอ? ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าบึ้ง แคโรกับเชรี่ที่นั่งขนาบข้างฉันก็ก้มหัวลงมาซุบซิบกันข้ามหัวฉันไปมา
“ดูนั่นสิ คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คือโซฟี ซอร์ดเร็ค ‘หงส์ขาว’ แห่งเบลฟาสต์ที่เคยล้มอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้สามคนด้วยตัวคนเดียวในงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เมื่อห้าปีก่อนไงล่ะ ข่าวที่ว่าเธอมาเป็นอาจารย์ที่ ‘วิทยาลัย’ เป็นเรื่องจริงสินะเนี่ย...”
“สุดยอดคนดังเลยนี่นา...! ขอลายเซ็นได้ไหมนะ...!”
โซฟี ซอร์ดเร็ค... ชื่อนี้ฉันก็เคยได้ยินมาบ้างนะ เธอถูกเรียกว่า ‘หงส์ขาว’ เพราะขับหุ่นสีขาวและใช้ดาบคู่ได้อย่างพลิ้วไหวราวกับเริงระบำน่ะ
คนที่ยืนอยู่ข้างโพเดียมด้านหน้าน่าจะเป็นกลุ่มอาจารย์นะ มีคุณริโอล่ากับอาจารย์ฟลอร่าอยู่ด้วย แสดงว่าพวกพนักงานของ ‘วิทยาลัย’ ก็นั่งรวมอยู่ตรงนั้นด้วยสินะ
เอ๊ะ? ทำไมรุ่นพี่คูนถึงไปอยู่ตรงนั้นล่ะ? จะออกมากล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนนักเรียนปัจจุบันเหรอ... แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนนี่นา...
『ลำดับต่อไป จะเริ่มพิธีปฐมนิเทศของวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนค่ะ อันดับแรก ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยกล่าวให้โอวาทค่ะ』
พอเสียงผู้ดำเนินรายการดังออกมาจากลำโพง ห้องหอประชุมที่เคยเสียงดังเซ็งแซ่ก็เงียบกริบลงในทันที
『ขอเชิญท่านผู้อำวยการค่ะ』
“เอ๊ะ!?”
คนที่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินออกมาที่โพเดียม คือรุ่นพี่คูนที่ให้ฉันลองขี่อาร์มเกียร์คนนั้นนั่นเอง
เอ๊ะ!? เดี๋ยวๆๆ!? รุ่นพี่คูนคือผู้อำนวยการวิทยาลัยเหรอ!?
หมายความว่าไงเนี่ย!? เธอดูแก่กว่าฉันแค่สามสี่ปีเองนะ... อ๊ะ! เผ่าแฟรี่เป็นเผ่าอายุยืนนี่นา! หมายความว่าอายุจริงของเธอแก่กว่าที่เห็นเยอะเลยเหรอ? สี่สิบ ห้าสิบปีงั้นเหรอ!?
『นักเรียนใหม่ทุกคน ยินดีด้วยที่ได้เข้าเรียนที่นี่นะคะ ฉันคือผู้อำนวยการของวิทยาลัยแห่งนี้ คูน บรุนฮิลด์ ค่ะ ในฐานะเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง ฉันรู้สึกยินดีมากที่ปีนี้มีนักเรียนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถมารวมตัวกันที่บรุนฮิลด์แห่งนี้ค่ะ』
“หาาาาาาาา!? อุ๊บ!?”
ฉันเผลออุทานออกมาเสียงดังลั่น จนแคโรกับเชรี่ที่นั่งข้างๆ ต้องรีบเอามือปิดปากฉันไว้พร้อมกัน
รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการมองมาทางนี้แล้วแอบยิ้มขำเล็กๆ ก่อนจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อไป
เชื้อพระวงศ์เหรอ!? ของบรุนฮิลด์เนี่ยนะ!? คนคนนั้นเป็นคนระดับนั้นเลยเหรอเนี่ย!
“เดี๋ยวสิ เนโรทำไมถึงไม่รู้เรื่องนั้นล่ะ... ท่านผู้อำนวยการคูนน่ะเป็นพระธิดาขององค์ปฐมกษัตริย์ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยนะ?”
ลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์!? เอ๊ะ งั้นก็หมายความว่ายัยนั่นอายุเกินสามร้อยปีแล้วเหรอ!?
เชื้อพระวงศ์ที่เอาแต่ใจจนก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ ขึ้นมา ก็คือท่านผู้อำนวยการคูนคนนี้เองเหรอ... ฉันไม่ได้ทำเรื่องเสียมารยาทอะไรไปใช่ไหมนะ...?
『────...ขอให้ชีวิตในวิทยาลัยของพวกคุณเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษนะคะ ฉันขออวยพรจากใจจริงค่ะ』
เมื่อท่านผู้อำวยการคูนค้อมศีรษะลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม แย่ล่ะสิ มัวแต่ตกใจจนไม่ได้ฟังสิ่งที่ท่านพูดเลย...
เมื่อท่านผู้อำนวยการเดินลงไป อาจารย์ผู้หญิงวัยประมาณสามสิบก็เดินขึ้นมาแทนที่ อ้อ คนที่เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อกี้นี่เอง
『โรงเรียนของเรา นอกจากวิชาการทั่วไปแล้ว เรายังมุ่งเน้นการสอนความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นในการเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ รวมถึงมีการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการได้รับใบอนุญาตขับขี่ด้วย พวกคุณทุกคนนอกจากจะเป็นนักเรียนใน รั้วโรงเรียนเดียวกันแล้ว ยังถือเป็นคู่แข่งที่จะต้องขัดเกลาฝีมือซึ่งกันและกันด้วย และในวันนี้ เราจะให้พวกคุณได้ชมการต่อสู้ระดับสูงสุดของวิทยาลัยแห่งนี้ค่ะ』
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีภาพปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าโพเดียมและหน้าพวกเรา
ภาพมายา(มิราจวิชัน)... เทคโนโลยีการฉายภาพกลางอากาศที่มีเฉพาะในบรุนฮิลด์เท่านั้น
ในภาพที่ปรากฏออกมา มีเฟรมเกียร์สองเครื่องกำลังประจันหน้ากันโดยมีภูเขาหินเป็นฉากหลัง
เครื่องหนึ่งเป็นหุ่นสีเหลืองดำดูแข็งแกร่ง ติดตั้งดาบยาวและโล่ ส่วนอีกเครื่องเป็นหุ่นสีส้มที่ถือดาบยาวไว้ในมือทั้งสองข้าง ไม่สิ ที่หลังของมันยังมีของที่ดูเหมือนดาบอีกสองเล่มสะพายอยู่ด้วย เป็นอาวุธสำรองงั้นเหรอ?
『ขอแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันค่ะ เริ่มจากอันดับที่ 4 ของ ‘วิทยาลัย’! ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นหนักติดตั้งเวทมนตร์ “อินทรา”!』
สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินรายการ หุ่นสีเหลืองดำก็ชูดาบขึ้นสูง ทันใดนั้น เสียงเชียร์ก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม อะไรเนี่ย ทุกคนจะตื่นเต้นเกินไปแล้วนะ!?
พวกที่ส่งเสียงดังส่วนใหญ่คือพวกรุ่นพี่ แต่นักเรียนใหม่ครึ่งหนึ่งก็ดูจะตื่นเต้นตามไปด้วย เพื่อนที่นั่งขนาบข้างฉันทั้งสองคนถึงขั้นลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นเลยทีเดียว ขนาดนั้นเลย!?
『และอันดับที่ 1! เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นเบาสำหรับเน้นการรบระยะประชิด “แอสเทรีย”!』
เมื่อหุ่นสีส้มชูดาบในมือข้างหนึ่งขึ้น เสียงเชียร์ที่ดังกว่าเมื่อกี้หลายเท่าตัวก็ระเบิดออกมาจนหอประชุมแทบแตก
อันดับหนึ่ง...! คนที่ขับหุ่นเครื่องนั้นคือรุ่นพี่ที่ได้อันดับท็อปเก้าตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง และได้เข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ สินะ
และตอนนี้เธอก็เป็นนักเรียนชั้นปีสามที่เป็นท็อปของ ‘วิทยาลัย’ แซงหน้าพวกปีสี่ปีห้าขึ้นมา
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย เป็นเจ้าหญิงที่สุดยอดจริงๆ เลยนะ...
『การตัดสินจะดำเนินไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดสภาพการต่อสู้ ห้ามเติมพลังงาน ห้ามซ่อมแซม ห้ามเปลี่ยนชิ้นส่วน นี่คือเบรกแมตช์! ถ้าอย่างนั้น! 【เดินเครื่อง(อเวคเคน)】!』
สิ้นคำสั่งของอาจารย์ ‘ดวงตา(กล้อง)’ ของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็เปล่งแสงขึ้น
แสงแบบเดียวกันไหลไปตามเกราะวัสดุโปร่งใสทั่วทั้งตัวหุ่น บ่งบอกว่าเครื่องจักรได้เข้าสู่สภาวะพร้อมรบแล้ว
『【เริ่มการประลองดารา(เดือลสตาร์ท)】!』
ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน เฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็พุ่งเข้าหากันและฟาดฟันดาบใส่กันต่อหน้าต่อตา
ทั้งสองฝ่ายแลกดาบกันสองสามกระบวนท่า เครื่องสีส้ม—แอสเทรียถือดาบสองมือ ดูเผินๆ เหมือนจะมีความได้เปรียบมากกว่า แต่อินทราเครื่องสีเหลืองดำกลับใช้ดาบมือขวาและโล่ปัดป้องการโจมตีเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่วและงดงาม
ปลายดาบของอินทราถูกชี้ไปที่แอสเทรีย ในวินาทีถัดมา สายฟ้าก็พุ่งออกจากปลายดาบ แอสเทรียโยกตัวหลบหลีกการโจมตีนั้นได้อย่างเฉียดฉิวและกระโดดถอยฉากออกมา
“เมื่อกี้มัน...!”
“นั่นคือเกียร์สเปล 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ของอินทราไงล่ะ”
“เกียร์สเปล...”
ถ้าจำไม่ผิด มันคือเวทมนตร์ที่ใช้ผ่านเฟรมเกียร์สินะ โดยการนำพลังเวทของตัวผู้ขับเองมาขยายพลังผ่านเอเธอร์ลิควิดที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวหุ่นเหมือนกระแสเลือด...
เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ต้องมีพรสวรรค์และผ่านการฝึกฝนอย่างหนักด้วย
รุ่นพี่ที่ขับอินทราใช้มันออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งเท่ากับการที่อีกฝ่ายสามารถโยกหลบสายฟ้านั้นได้ราวกับมองเห็นล่วงหน้า
พวกเราไม่อาจละสายตาจากภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องบนหน้าจอได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
.
เช้าวันใหม่มาถึงแล้ว เช้าของวันปฐมนิเทศ
ฉันทำกายบริหารราจิโอไทโซจนเสร็จท่ามกลางสายตาประหลาดๆ ของยัยเอลฟ์ผมทอง จากนั้นก็หยิบชุดนักเรียนของ ‘วิทยาลัย’ ที่เตรียมไว้มาสวมใส่
เสื้อบลูส์สีขาวกับเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม ท่อนบนทุกคนจะเหมือนกันหมด แต่จะเลือกผูกโบหรือเนกไทได้ตามใจชอบ
ส่วนท่อนล่างก็มีให้เลือกระหว่างกางเกงคูลอต (Culottes) หรือกระโปรง ฉันเลือกเนกไทคู่กับกางเกงคูลอต ยัยเอลฟ์ผมทองเลือกเนกไทกับกระโปรง ถึงจะเจ็บใจแต่มันก็ดูเข้ากับยัยนั่นดีนะ
สีของเนกไทและโบจะแบ่งตามชั้นปี ปีหนึ่งสีแดง, ปีสองสีฟ้า, ปีสามสีส้ม, ปีสี่สีเขียว และปีห้าสีม่วง ชุดพละเองก็ใช้สีเดียวกันแบ่งชั้นปีเหมือนกัน
พอผูกเนกไทสีแดงให้กระชับแล้ว ก็รู้สึกเหมือนจิตใจมันฮึกเหิมขึ้นมาเลยล่ะ
เข็มกลัดที่ติดตรงปกเสื้อนอกเป็นรูปเก็นบุ คงเป็นสัญลักษณ์ของหอพักที่เราสังกัดสินะ
...แอบรู้สึกว่าชุดนักเรียนมันจะใหญ่ไปนิดแฮะ แต่ก็นะ เดี๋ยวตัวก็สูงขึ้นเองนั่นแหละ ไม่มีปัญหาหรอก อื้ม...
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ (ซึ่งยัยเอลฟ์ผมทองก็หายตัวไปก่อนแล้ว) ฉันก็เอาสมาร์ทโฟนกับกระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โถงชั้นหนึ่ง เพราะนักเรียนปีหนึ่งได้รับคำสั่งให้มานัดรวมตัวกันที่นั่น
โถงทางเข้าเต็มไปด้วยนักเรียนใหม่ปีหนึ่ง รวมทั้งหมด 9 ประเทศ ประเทศละ 5 คน ทั้งหมดก็ 45 คน ถึงจะมาไม่ครบทุกคนแต่ก็น่าจะเกือบๆ ล่ะนะ บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลย
“อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ เนโร”
“เนโร อรุณสวัสดิ์จ้า”
“อรุณสวัสดิ์ทั้งสองคนเลย”
แคโรกับเชรี่เข้ามาทักทายฉัน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เจอเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองเลยแท้ๆ แต่ดันมาสนิทกับคนจากเรกูลัสสองคนซะงั้น แปลกดีเหมือนกันแฮะ
แคโรเลือกเนกไทกับกางเกงคูลอตเหมือนกับฉัน ส่วนเชรี่เลือกโบกับกระโปรง
พอลองมองสำรวจไปรอบๆ โถง นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองแล้ว ก็เห็นนักเรียนเผ่าอื่นๆ อย่างเอลฟ์, เผ่ามนุษย์สัตว์ หรือเผ่ามารปะปนอยู่ด้วย
มีนักเรียนคนหนึ่งตัวสูงเด่นออกมาเลย ดูจากเขาและหางที่หัวแล้ว คงเป็นเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) สินะ เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยนะเนี่ย
...หือ รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากรอบข้างอีกแล้วแฮะ เหมือนเมื่อวานซืนเลย
“ตัวเล็กจัง...”
“ทำไมมีเด็กมาอยู่ที่นี่ล่ะ...?”
ได้ยินเสียงซุบซิบแว่วมาเข้าหู ตัวเล็กแล้วมันผิดตรงไหนยะ! พวกเธอก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ!
ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าง้ำงอ เชรี่ก็เอื้อมมือมาลูบหัวฉันเบาๆ หยุดนะ!
“อย่าไปคิดมากเลยจ้ะ เนโรออกจะน่ารักนะ”
“นี่หาเรื่องกันเหรอ?”
ขณะที่ฉันกำลังปัดมือเชรี่ออกและเตรียมจะบ่น คุณริโอล่าผู้ดูแลหอก็ปรากฏตัวขึ้น
“เอาล่ะจ้ะ นักเรียนใหม่หอพักเก็นบุทุกคน อรุณสวัสดิ์ค่ะ เดี๋ยวเราจะเดินทางไปยังสถานที่จัดพิธีปฐมนิเทศกันแล้ว เดินตามมาอย่าให้หลงนะคะ”
ภายใต้การนำของคุณริโอล่า พวกเราเดินเรียงแถวออกจากหอพักไป
เดินตามทางมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าสู่เขตของ ‘วิทยาลัย’ ความจริงหอพักก็นับเป็นเขตของวิทยาลัยเหมือนกันนั่นแหละนะ
ระหว่างทาง ฉันมองเห็นสนามขนาดใหญ่และอาคารโรงปฏิบัติงานด้วย
อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนเต้าหู้ที่ตั้งอยู่แถวนั้น จากเสียงคุยกันรอบๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นโรงปฏิบัติงานอเนกประสงค์ที่สามารถสร้างอาร์มเกียร์หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ด้วยนะ มีของแบบนั้นด้วยเหรอเนี่ย เห็นเขาเรียกว่า ‘โรงปฏิบัติงานขนาดเล็ก’ ล่ะนะ ทำไมต้องมีคำว่า ‘เล็ก’ ด้วยล่ะ? หรือว่าจะมีอันที่ ‘ใหญ่’ กว่านี้อีก?
พอเดินเข้าไปในอาคารเรียน ผ่านโถงทางเดินยาวเหยียด ในที่สุดก็มาถึงห้องหอประชุมขนาดใหญ่ คงจะจัดพิธีปฐมนิเทศกันที่นี่สินะ
“เอาล่ะจ้ะ เข้าไปแล้วนั่งเรียงแถวตรงฝั่งขวามือด้านหน้านะคะ”
ในหอประชุมมีนักเรียนนั่งอยู่เกือบเต็มพื้นที่แล้ว ดูเหมือนนักเรียนปีหนึ่งจะได้นั่งแถวหน้าสุดเพื่อเข้าร่วมพิธี
ฉันถูกจัดให้นั่งแถวหน้าสุดเลย ...เพราะตัวเล็กงั้นเหรอ? ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าบึ้ง แคโรกับเชรี่ที่นั่งขนาบข้างฉันก็ก้มหัวลงมาซุบซิบกันข้ามหัวฉันไปมา
“ดูนั่นสิ คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คือโซฟี ซอร์ดเร็ค ‘หงส์ขาว’ แห่งเบลฟาสต์ที่เคยล้มอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้สามคนด้วยตัวคนเดียวในงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เมื่อห้าปีก่อนไงล่ะ ข่าวที่ว่าเธอมาเป็นอาจารย์ที่ ‘วิทยาลัย’ เป็นเรื่องจริงสินะเนี่ย...”
“สุดยอดคนดังเลยนี่นา...! ขอลายเซ็นได้ไหมนะ...!”
โซฟี ซอร์ดเร็ค... ชื่อนี้ฉันก็เคยได้ยินมาบ้างนะ เธอถูกเรียกว่า ‘หงส์ขาว’ เพราะขับหุ่นสีขาวและใช้ดาบคู่ได้อย่างพลิ้วไหวราวกับเริงระบำน่ะ
คนที่ยืนอยู่ข้างโพเดียมด้านหน้าน่าจะเป็นกลุ่มอาจารย์นะ มีคุณริโอล่ากับอาจารย์ฟลอร่าอยู่ด้วย แสดงว่าพวกพนักงานของ ‘วิทยาลัย’ ก็นั่งรวมอยู่ตรงนั้นด้วยสินะ
เอ๊ะ? ทำไมรุ่นพี่คูนถึงไปอยู่ตรงนั้นล่ะ? จะออกมากล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนนักเรียนปัจจุบันเหรอ... แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนนี่นา...
『ลำดับต่อไป จะเริ่มพิธีปฐมนิเทศของวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนค่ะ อันดับแรก ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยกล่าวให้โอวาทค่ะ』
พอเสียงผู้ดำเนินรายการดังออกมาจากลำโพง ห้องหอประชุมที่เคยเสียงดังเซ็งแซ่ก็เงียบกริบลงในทันที
『ขอเชิญท่านผู้อำวยการค่ะ』
“เอ๊ะ!?”
คนที่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินออกมาที่โพเดียม คือรุ่นพี่คูนที่ให้ฉันลองขี่อาร์มเกียร์คนนั้นนั่นเอง
เอ๊ะ!? เดี๋ยวๆๆ!? รุ่นพี่คูนคือผู้อำนวยการวิทยาลัยเหรอ!?
หมายความว่าไงเนี่ย!? เธอดูแก่กว่าฉันแค่สามสี่ปีเองนะ... อ๊ะ! เผ่าแฟรี่เป็นเผ่าอายุยืนนี่นา! หมายความว่าอายุจริงของเธอแก่กว่าที่เห็นเยอะเลยเหรอ? สี่สิบ ห้าสิบปีงั้นเหรอ!?
『นักเรียนใหม่ทุกคน ยินดีด้วยที่ได้เข้าเรียนที่นี่นะคะ ฉันคือผู้อำนวยการของวิทยาลัยแห่งนี้ คูน บรุนฮิลด์ ค่ะ ในฐานะเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง ฉันรู้สึกยินดีมากที่ปีนี้มีนักเรียนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถมารวมตัวกันที่บรุนฮิลด์แห่งนี้ค่ะ』
“หาาาาาาาา!? อุ๊บ!?”
ฉันเผลออุทานออกมาเสียงดังลั่น จนแคโรกับเชรี่ที่นั่งข้างๆ ต้องรีบเอามือปิดปากฉันไว้พร้อมกัน
รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการมองมาทางนี้แล้วแอบยิ้มขำเล็กๆ ก่อนจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อไป
เชื้อพระวงศ์เหรอ!? ของบรุนฮิลด์เนี่ยนะ!? คนคนนั้นเป็นคนระดับนั้นเลยเหรอเนี่ย!
“เดี๋ยวสิ เนโรทำไมถึงไม่รู้เรื่องนั้นล่ะ... ท่านผู้อำนวยการคูนน่ะเป็นพระธิดาขององค์ปฐมกษัตริย์ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยนะ?”
ลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์!? เอ๊ะ งั้นก็หมายความว่ายัยนั่นอายุเกินสามร้อยปีแล้วเหรอ!?
เชื้อพระวงศ์ที่เอาแต่ใจจนก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ ขึ้นมา ก็คือท่านผู้อำนวยการคูนคนนี้เองเหรอ... ฉันไม่ได้ทำเรื่องเสียมารยาทอะไรไปใช่ไหมนะ...?
『────...ขอให้ชีวิตในวิทยาลัยของพวกคุณเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษนะคะ ฉันขออวยพรจากใจจริงค่ะ』
เมื่อท่านผู้อำวยการคูนค้อมศีรษะลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม แย่ล่ะสิ มัวแต่ตกใจจนไม่ได้ฟังสิ่งที่ท่านพูดเลย...
เมื่อท่านผู้อำนวยการเดินลงไป อาจารย์ผู้หญิงวัยประมาณสามสิบก็เดินขึ้นมาแทนที่ อ้อ คนที่เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อกี้นี่เอง
『โรงเรียนของเรา นอกจากวิชาการทั่วไปแล้ว เรายังมุ่งเน้นการสอนความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นในการเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ รวมถึงมีการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการได้รับใบอนุญาตขับขี่ด้วย พวกคุณทุกคนนอกจากจะเป็นนักเรียนใน รั้วโรงเรียนเดียวกันแล้ว ยังถือเป็นคู่แข่งที่จะต้องขัดเกลาฝีมือซึ่งกันและกันด้วย และในวันนี้ เราจะให้พวกคุณได้ชมการต่อสู้ระดับสูงสุดของวิทยาลัยแห่งนี้ค่ะ』
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีภาพปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าโพเดียมและหน้าพวกเรา
ภาพมายา(มิราจวิชัน)... เทคโนโลยีการฉายภาพกลางอากาศที่มีเฉพาะในบรุนฮิลด์เท่านั้น
ในภาพที่ปรากฏออกมา มีเฟรมเกียร์สองเครื่องกำลังประจันหน้ากันโดยมีภูเขาหินเป็นฉากหลัง
เครื่องหนึ่งเป็นหุ่นสีเหลืองดำดูแข็งแกร่ง ติดตั้งดาบยาวและโล่ ส่วนอีกเครื่องเป็นหุ่นสีส้มที่ถือดาบยาวไว้ในมือทั้งสองข้าง ไม่สิ ที่หลังของมันยังมีของที่ดูเหมือนดาบอีกสองเล่มสะพายอยู่ด้วย เป็นอาวุธสำรองงั้นเหรอ?
『ขอแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันค่ะ เริ่มจากอันดับที่ 4 ของ ‘วิทยาลัย’! ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นหนักติดตั้งเวทมนตร์ “อินทรา”!』
สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินรายการ หุ่นสีเหลืองดำก็ชูดาบขึ้นสูง ทันใดนั้น เสียงเชียร์ก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม อะไรเนี่ย ทุกคนจะตื่นเต้นเกินไปแล้วนะ!?
พวกที่ส่งเสียงดังส่วนใหญ่คือพวกรุ่นพี่ แต่นักเรียนใหม่ครึ่งหนึ่งก็ดูจะตื่นเต้นตามไปด้วย เพื่อนที่นั่งขนาบข้างฉันทั้งสองคนถึงขั้นลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นเลยทีเดียว ขนาดนั้นเลย!?
『และอันดับที่ 1! เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นเบาสำหรับเน้นการรบระยะประชิด “แอสเทรีย”!』
เมื่อหุ่นสีส้มชูดาบในมือข้างหนึ่งขึ้น เสียงเชียร์ที่ดังกว่าเมื่อกี้หลายเท่าตัวก็ระเบิดออกมาจนหอประชุมแทบแตก
อันดับหนึ่ง...! คนที่ขับหุ่นเครื่องนั้นคือรุ่นพี่ที่ได้อันดับท็อปเก้าตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง และได้เข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ สินะ
และตอนนี้เธอก็เป็นนักเรียนชั้นปีสามที่เป็นท็อปของ ‘วิทยาลัย’ แซงหน้าพวกปีสี่ปีห้าขึ้นมา
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย เป็นเจ้าหญิงที่สุดยอดจริงๆ เลยนะ...
『การตัดสินจะดำเนินไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดสภาพการต่อสู้ ห้ามเติมพลังงาน ห้ามซ่อมแซม ห้ามเปลี่ยนชิ้นส่วน นี่คือเบรกแมตช์! ถ้าอย่างนั้น! 【เดินเครื่อง(อเวคเคน)】!』
สิ้นคำสั่งของอาจารย์ ‘ดวงตา(กล้อง)’ ของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็เปล่งแสงขึ้น
แสงแบบเดียวกันไหลไปตามเกราะวัสดุโปร่งใสทั่วทั้งตัวหุ่น บ่งบอกว่าเครื่องจักรได้เข้าสู่สภาวะพร้อมรบแล้ว
『【เริ่มการประลองดารา(เดือลสตาร์ท)】!』
ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน เฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็พุ่งเข้าหากันและฟาดฟันดาบใส่กันต่อหน้าต่อตา
ทั้งสองฝ่ายแลกดาบกันสองสามกระบวนท่า เครื่องสีส้ม—แอสเทรียถือดาบสองมือ ดูเผินๆ เหมือนจะมีความได้เปรียบมากกว่า แต่อินทราเครื่องสีเหลืองดำกลับใช้ดาบมือขวาและโล่ปัดป้องการโจมตีเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่วและงดงาม
ปลายดาบของอินทราถูกชี้ไปที่แอสเทรีย ในวินาทีถัดมา สายฟ้าก็พุ่งออกจากปลายดาบ แอสเทรียโยกตัวหลบหลีกการโจมตีนั้นได้อย่างเฉียดฉิวและกระโดดถอยฉากออกมา
“เมื่อกี้มัน...!”
“นั่นคือเกียร์สเปล 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ของอินทราไงล่ะ”
“เกียร์สเปล...”
ถ้าจำไม่ผิด มันคือเวทมนตร์ที่ใช้ผ่านเฟรมเกียร์สินะ โดยการนำพลังเวทของตัวผู้ขับเองมาขยายพลังผ่านเอเธอร์ลิควิดที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวหุ่นเหมือนกระแสเลือด...
เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ต้องมีพรสวรรค์และผ่านการฝึกฝนอย่างหนักด้วย
รุ่นพี่ที่ขับอินทราใช้มันออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งเท่ากับการที่อีกฝ่ายสามารถโยกหลบสายฟ้านั้นได้ราวกับมองเห็นล่วงหน้า
พวกเราไม่อาจละสายตาจากภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องบนหน้าจอได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
009 การต่อสู้ของจุดสูงสุด
.
ภาพบนหน้าจอคือการต่อสู้อันดุเดือดราวกับพายุโหมกระหน่ำ
ฟัน, รับ, แทง, หลบหลีก ทั้งสองฝ่ายสลับกันรุกและรับอย่างเฉียดฉิวราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออก... หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น
แต่ในสายตาของฉัน เครื่องสีส้ม—แอสเทรีย ดูจะยังมีความได้เปรียบอยู่
อืม จะว่าไป ฉันแอบคิดว่าถ้าเป็นฉัน ฉันจะขยับแบบนี้เพื่อดึงความได้เปรียบกลับมานะ ถึงจะไม่มีหลักการอะไรมารองรับเลยก็เถอะ
ทันใดนั้น ดาบยาวของเครื่องสีเหลืองดำ—อินทรา ก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ไม่สิ ชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยลวดสลิงเส้นบางๆ
"ดาบแส้ (Whip Sword) สินะ"
แคโรพึมพำเบาๆ ฉันจึงหันไปสนใจดาบในมืออินทรา
ดาบยาวเมื่อครู่นี้กลายสภาพเป็นเหมือนแส้ และกำลังไล่ต้อนแอสเทรีย
มันไม่ใช่แค่แส้ธรรมดา แต่ที่ใบดาบมีเกียร์สเปล 【เท็นไร】 ห่อหุ้มอยู่ เรียกได้ว่าเป็นแส้สายฟ้าเลยล่ะ
อินทราแกว่งดาบแส้อาบสายฟ้าแหวกอากาศดังฟวับๆ พร้อมกับปล่อยสายฟ้าออกจากปลายดาบ
สายฟ้านับร้อยสายฟาดลงมาทั่วบริเวณ ที่มาของฉายา 【ร้อยอัสนี】 คือเจ้านี่เองสินะ?
ทว่า ท่ามกลางห่าฝนสายฟ้านับร้อยนั้น แอสเทรียกลับหลบหลีกได้ทั้งหมดอย่างเฉียดฉิวราวกับกำลังเ่ายรำ
สุดยอด...! การเคลื่อนไหวของสายฟ้าไม่ใช่สิ่งที่จะอ่านทางได้ง่ายๆ ต่อให้อ่านออก การจะบังคับเฟรมเกียร์ให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกขนาดนี้มันทำได้ยังไงกัน
รู้ตัวอีกที ฉันก็หลงใหลในการเคลื่อนไหวของแอสเทรียไปเสียแล้ว
ฉันเองก็อยากลองสู้กับคนคนนั้นดูบ้าง ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ก็อยากทดสอบฝีมือตัวเองดู ฉันจะไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้ไหมนะ? ไม่สิ ฉันต้องไปให้ถึงให้ได้!
จู่ๆ ดาบสองเล่มที่สะพายอยู่บนหลังของแอสเทรียก็ถูกปลดออกดังแกร๊ก
ดาบทั้งสองเล่มลอยขึ้นไปในอากาศ และเริ่มบินวนรอบตัวแอสเทรีย
"ดาบบิน(Fragarach)...!"
เสียงพึมพำของเชรี่ทำให้ฉันสะดุ้ง
'ดาบบิน'
หนึ่งในอาวุธพิเศษของเฟรมเกียร์ เป็นดาบที่ลอยอยู่ในอากาศและสามารถควบคุมได้อย่างอิสระ
ได้ยินว่ามี ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) บางคนที่ใช้เจ้านี่ใน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' อยู่เหมือนกัน
แต่ว่ากันว่าการจะควบคุม ดาบบินให้คล่องแคล่วได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ได้ยินมาว่าองค์ปฐมกษัตริย์ทรงควบคุม ดาบบินนับสิบเล่มได้อย่างอิสระราวกับฝนดาวตกเลยนะ...
"สุดยอด..."
ถึงแอสเทรียจะควบคุมดาบแค่สองเล่ม แต่เมื่อรวมกับดาบในมือทั้งสองข้างก็กลายเป็นดาบสี่เล่ม และดาบทั้งสี่เล่มนั้นก็เริ่มระดมโจมตีใส่อินทราอย่างต่อเนื่อง ราวกับพายุดาบ
ปลายดาบแส้อาบสายฟ้าถูก ดาบบินสองเล่มปัดออก จังหวะนั้นแอสเทรียก็พุ่งเข้าประชิดตัวและใช้ดาบในมือทั้งสองข้างฟันใส่อินทรา
อินทรายกโล่ขึ้นกันดาบเล่มหนึ่งไว้ได้ แต่ไม่สามารถหลบดาบที่เหลือพ้น โดนฟันเข้าที่สีข้างอย่างจัง
คงรู้ตัวแล้วว่าดาบแส้เสียเปรียบในการรบระยะประชิด อินทราจึงเปลี่ยนมันกลับเป็นดาบยาว และพยายามใช้โล่กับดาบตั้งรับการโจมตีของแอสเทรียอย่างสุดกำลัง
แต่อินทราก็ค่อยๆ โดนดาบทั้งสี่เล่มที่บ้าคลั่งไล่ต้อนจนมุมไปเรื่อยๆ
"【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เอาจริงแล้วสินะ"
อย่างที่แคโรว่า ภาพการควบคุมดาบทั้งสี่เล่มอย่างอิสระและไล่ต้อนอินทรานั้น ช่างสมกับฉายาของเธอจริงๆ
ในที่สุดโล่ของอินทราก็แตกกระจาย และดาบก็ถูกปัดกระเด็นหลุดมือ วินาทีต่อมา ดาบทั้งสี่เล่มที่เปล่งแสงก็ฟันแขนขาของอินทราขาดสะบั้นพร้อมกัน
การต่อสู้จำลองในระบบเฟรมยูนิตจะจบลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ หรือหมดสภาพการต่อสู้
เงื่อนไขการหมดสภาพการต่อสู้มีอยู่หลายอย่าง เช่น ห้องนักบินถูกทำลาย, ส่วนหัวถูกทำลาย หรือเครื่องยนต์หยุดทำงานเนื่องจากความเสียหายอย่างหนัก
『แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย!』
เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุมเพื่อแสดงความยินดีกับรุ่นพี่เรสเทียที่คว้าชัยชนะมาได้อย่างเด็ดขาด
สุดยอด อินทราก็เก่งนะ แต่กลับเอาชนะมาได้โดยไม่โดนโจมตีเลยสักแผล นี่สินะฝีมือของอันดับหนึ่ง
เฟรมยูนิตรูปไข่สองเครื่องที่อยู่ข้างโพเดียมค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเด็กสาวสองคนอยู่ข้างใน
คนหนึ่งเป็นเด็กสาวร่างสูงผมสีน้ำตาล กระโปรงนักเรียนสวมทับด้วยกางเกงรัดรูป เนกไทถูกปลดหลวมๆ ผมซอยสั้นให้ความรู้สึกดุดัน เธอทำหน้าบูดบึ้งเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ด คงจะเป็นรุ่นพี่ลิมิเทคซ์ที่ขับอินทราสินะ เนกไทสีม่วง แปลว่าเป็นนักเรียนชั้นปีสูงสุด
ส่วนอีกคน เป็นสาวงามผิวขาวหุ่นเพรียวผมยาวสีบลอนด์ สวมกระโปรงและเนกไทสีส้ม ท่าทางสง่างามและดวงตาเรียวยาวที่สะกดทุกสายตา ช่างเป็นเด็กสาวที่เหมาะกับคำว่าเจ้าหญิง หรือไม่ก็เจ้าหญิงอัศวินจริงๆ
นั่นคือรุ่นพี่เรสเทียสินะ ดูเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ เลยแฮะ... เอ๊ะ ก็เป็นเจ้าหญิงจริงๆ นี่นา
"ชิ ดาบแส้ใช้ไม่ได้ผลแฮะ นึกว่าจะทำได้ดีกว่านี้ซะอีก"
"คุณจงใจใช้ลูกเล่นมากไปค่ะ ถ้าใช้ ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) แบบปกติล่ะก็ คงรับมือยากกว่านี้เยอะเลย"
"ปากดีนักนะ ยัยนี่...!"
ถึงไมโครโฟนจะดูดเสียงสนทนาของพวกเธอมา แต่ก็ดูไม่ได้บรรยากาศมาคุกระอุอะไร รุ่นพี่ลิมิเทคซ์อาจจะดูหน้าตึงๆ ไปหน่อยก็เถอะ
『ขอจบพิธีปฐมนิเทศเพียงเท่านี้ค่ะ สำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 1 กรุณาเปิดดู สมาร์ทโฟน(เทอร์มินัล) แล้วย้ายไปที่หอประชุมเล็กตามที่แจ้งไว้ในอีเมลด้วยค่ะ』
เมื่อได้ยินคำประกาศของผู้ดำเนินรายการ ฉันก็เปิดสมาร์ทโฟนดู ก็พบว่ามีอีเมลจากวิทยาลัยส่งมา
ให้ย้ายไปหอประชุมเล็กเหรอ คงจะเป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยต่อจากนี้ล่ะมั้ง ทั้งเรื่องเนื้อหาวิชาเรียน แล้วก็แจกหนังสือเรียนด้วย
"แหม รุ่นพี่เรสเทียนี่เก่งจริงๆ นะเนี่ย ฉันก็อยากจะเซ็ตติ้งเฟรมเกียร์ของตัวเองให้เป็นแบบนั้นบ้างจัง"
ระหว่างทางเดิน แคโรพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คงเพราะยังอินกับการต่อสู้เมื่อกี้อยู่ เฟรมเกียร์ของตัวเอง? เอ๊ะ แคโรมีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองด้วยเหรอ!?
"เอ๊ะ? ฮ่าๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า ก็เพื่อเอาไว้ใช้ในการ 【ประลองดารา】 ด้วยเฟรมยูนิตแบบเมื่อกี้ไงล่ะ นักเรียนทุกคนจะได้รับข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงคนละเครื่องน่ะ แล้วเราก็เอามาปรับแต่งคัสตอมได้ตามใจชอบ เพื่อให้เป็นหุ่นที่เข้ามือเราที่สุดยังไงล่ะ เดี๋ยวคงได้แจกหลังจากนี้นี่แหละ"
โอ้! แบบนี้นี่เอง!
ได้หุ่นมาไว้ต่อสู้ในโลกเสมือนจริงผ่านเฟรมยูนิตนี่เอง!
หมายความว่าเราสามารถสร้างหุ่นในสไตล์ที่เราชอบได้สินะ... ส่วนตัวฉันคิดว่าสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเข้ากับฉันมากกว่า แต่พอได้ดูการต่อสู้เมื่อกี้แล้ว ทางนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ
"ฉันกะจะคัสตอมให้เน้นยิงระยะไกลล่ะมั้ง~"
"แต่ถ้าระดับ (Rank) ยังต่ำอยู่ ก็จะใช้อุปกรณ์ดีๆ ไม่ค่อยได้นะ? ก่อนอื่นคงต้องคัสตอมเพื่อเน้นชนะให้ได้ก่อน..."
เชรี่กับแคโรลคุยกันอย่างสนุกสนานว่าจะสร้างหุ่นแบบไหนดี
ถ้าเป็นฉันล่ะจะเอาแบบไหนดี... เน้นสายต่อสู้ระยะประชิด หรือจะใช้ดาบสองมือแบบรุ่นพี่เรสเทียดีล่ะ หุ่นแปลงร่างได้ก็น่าสนใจนะ อืมมม เลือกยากแฮะ
คิดไปคิดมาก็มาถึงหอประชุมเล็กพอดี
ก็เป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยและวิชาเรียนจริงๆ ด้วย
โดยพื้นฐานแล้วการเรียนจะเป็นระบบหน่วยกิต พวกเราได้รับเอกสารสรุปเนื้อหารายวิชาและแผนการเรียนอย่างละเอียดมาด้วย
ให้ดูอันนี้แล้วเลือกวิชาเรียนสินะ...
มีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก แต่วิชาเลือกนี่มันหลากหลายจังเลยแฮะ... อะไรเนี่ย 'ภาษาแห่งมหาพฤกษา'
คือการเรียนภาษาของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ใน 'มหาพฤกษา' ทางตอนใต้ของทวีปนี้งั้นเหรอ... จะมีโอกาสได้ใช้ไหมเนี่ย?
วิชาบังคับถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องเรียน แต่พวกวิชาเลือกนี่เห็นว่าสามารถไปทดลองเรียนดูก่อนได้สักสัปดาห์นึง ถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็สามารถเปลี่ยนวิชาได้ด้วย
ส่วนใหญ่ช่วงเช้าจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี และช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติ
วิชาเลือก 'ทักษะร่างกาย' นี่แอบน่าสนใจแฮะ 'วิทยาสัตว์เวท' ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน วิชายกี่ยวกับเวทมนตร์ก็น่าจะมีประโยชน์ในอนาคตด้วย
วิชาบังคับอย่าง 'การฝึกซ้อมอาร์มเกียร์และเฟรมเกียร์' นี่แหละที่ดูเป็นวิทยาลัยจักรกลของจริง
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปเราจะส่งข้อมูลเฟรมเกียร์เครื่องใหม่ไปยังสมาร์ทโฟนของนักเรียนใหม่ทุกคนนะคะ กรุณาเลือกเฟรมพื้นฐานที่มีแต่อุปกรณ์เริ่มต้นมาหนึ่งเครื่องค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสามารถเลือกเปลี่ยนใหม่ได้ในภายหลังค่ะ』
โอ้! มาแล้วๆ!
ฉันทำตามคำแนะนำของอาจารย์ กดสมาร์ทโฟนจากหน้าโฮมไปจนถึงหน้าจอเลือกหุ่น มีให้เลือกเยอะเลยแฮะ...
■เฟรมพื้นฐาน■
【ริตเตอร์เฟรม】 (Ritter Frame)
【ไททันเฟรม】 (Titan Frame)
【ไลท์นิ่งเฟรม】 (Lightning Frame)
【คล็อกเฟรม】 (Clock Frame)
【มิสติกเฟรม】 (Mystic Frame)
【คัสตอมเฟรม】 (Custom Frame)
・
・
・
เอ่อ... ริตเตอร์เฟรมคือสายสมดุล ไททันเฟรมสายพลัง ไลท์นิ่งเฟรมสายความเร็วสูง คล็อกเฟรมสายความแม่นยำ มิสติกเฟรมสายเวทมนตร์ คัสตอมเฟรมปรับแต่งอิสระทั้งหมด สินะ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกเยอะเลย...
สายพลังก็จะช้า ส่วนสายความเร็วก็จะพลังน้อย นอกจากสายสมดุลแล้ว นอกนั้นก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปแฮะ...
คัสตอมเฟรมดูเหมือนจะต้องสร้างเฟรมเองตั้งแต่ศูนย์ แต่อันนี้ถ้าไม่มีความรู้เฉพาะทางก็คงแตะไม่ได้แน่ๆ
มีเฟรมเกียร์ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของแต่ละสายให้ดูด้วย พวกสายรวมร่างแปลงร่างนี่จัดอยู่ในคัสตอมเฟรมสินะ
รวมร่างคงไม่เอาล่ะมั้ง อันนั้นถ้าไม่ใช่การต่อสู้แบบทีมก็คงใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนแปลงร่างนี่... ก็น่าสนใจอยู่นะ
อืม จากตัวเลือกพวกนี้ ถ้าจะให้เข้ากับสไตล์ฉันก็คงต้องเป็นริตเตอร์หรือไม่ก็ไลท์นิ่ง...
ถ้าให้เลือกอันใดอันหนึ่งก็คงเป็นไลท์นิ่งล่ะมั้ง ไลท์นิ่งเฟรมเกราะจะบางหน่อย แต่อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'ถ้าไม่โดนโจมตีซะอย่าง ก็ไม่มีปัญหา'
พอฉันเลือกไลท์นิ่งเฟรม หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นหน้าลงทะเบียนชื่อหุ่น
ชื่อหุ่นเหรอ... แย่ล่ะสิ ฉันยิ่งเป็นพวกไม่มีเซนส์เรื่องตั้งชื่อซะด้วยสิ...
โอ๊ะ มีปุ่มสุ่มชื่อด้วยนี่นา งั้นกดสุ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอชื่อที่ถูกใจแล้วกัน
โคโรลล่า, พรีอุส, สเตปวากอน... อืมมม ไม่ค่อยโดนเลยแฮะ...
ฉันจ้องหน้าจอที่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่กดปุ่มพลางทำหน้ามุ่ย
เห็นว่าต่อให้ตั้งชื่อชุ่ยๆ ไปก่อนก็สามารถเปลี่ยนทีหลังได้ งั้นเอาชื่ออะไรไปก่อนก็ได้มั้ง... หืม?
พอเห็นชื่อนั้น สัญชาตญาณก็บอกฉันทันทีว่าต้องเป็นชื่อนี้แหละ
'ลูซิเฟอร์'
เอาล่ะ ตัดสินใจเลือกชื่อนี้แหละ
.
ภาพบนหน้าจอคือการต่อสู้อันดุเดือดราวกับพายุโหมกระหน่ำ
ฟัน, รับ, แทง, หลบหลีก ทั้งสองฝ่ายสลับกันรุกและรับอย่างเฉียดฉิวราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออก... หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น
แต่ในสายตาของฉัน เครื่องสีส้ม—แอสเทรีย ดูจะยังมีความได้เปรียบอยู่
อืม จะว่าไป ฉันแอบคิดว่าถ้าเป็นฉัน ฉันจะขยับแบบนี้เพื่อดึงความได้เปรียบกลับมานะ ถึงจะไม่มีหลักการอะไรมารองรับเลยก็เถอะ
ทันใดนั้น ดาบยาวของเครื่องสีเหลืองดำ—อินทรา ก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ไม่สิ ชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยลวดสลิงเส้นบางๆ
"ดาบแส้ (Whip Sword) สินะ"
แคโรพึมพำเบาๆ ฉันจึงหันไปสนใจดาบในมืออินทรา
ดาบยาวเมื่อครู่นี้กลายสภาพเป็นเหมือนแส้ และกำลังไล่ต้อนแอสเทรีย
มันไม่ใช่แค่แส้ธรรมดา แต่ที่ใบดาบมีเกียร์สเปล 【เท็นไร】 ห่อหุ้มอยู่ เรียกได้ว่าเป็นแส้สายฟ้าเลยล่ะ
อินทราแกว่งดาบแส้อาบสายฟ้าแหวกอากาศดังฟวับๆ พร้อมกับปล่อยสายฟ้าออกจากปลายดาบ
สายฟ้านับร้อยสายฟาดลงมาทั่วบริเวณ ที่มาของฉายา 【ร้อยอัสนี】 คือเจ้านี่เองสินะ?
ทว่า ท่ามกลางห่าฝนสายฟ้านับร้อยนั้น แอสเทรียกลับหลบหลีกได้ทั้งหมดอย่างเฉียดฉิวราวกับกำลังเ่ายรำ
สุดยอด...! การเคลื่อนไหวของสายฟ้าไม่ใช่สิ่งที่จะอ่านทางได้ง่ายๆ ต่อให้อ่านออก การจะบังคับเฟรมเกียร์ให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกขนาดนี้มันทำได้ยังไงกัน
รู้ตัวอีกที ฉันก็หลงใหลในการเคลื่อนไหวของแอสเทรียไปเสียแล้ว
ฉันเองก็อยากลองสู้กับคนคนนั้นดูบ้าง ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ก็อยากทดสอบฝีมือตัวเองดู ฉันจะไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้ไหมนะ? ไม่สิ ฉันต้องไปให้ถึงให้ได้!
จู่ๆ ดาบสองเล่มที่สะพายอยู่บนหลังของแอสเทรียก็ถูกปลดออกดังแกร๊ก
ดาบทั้งสองเล่มลอยขึ้นไปในอากาศ และเริ่มบินวนรอบตัวแอสเทรีย
"ดาบบิน(Fragarach)...!"
เสียงพึมพำของเชรี่ทำให้ฉันสะดุ้ง
'ดาบบิน'
หนึ่งในอาวุธพิเศษของเฟรมเกียร์ เป็นดาบที่ลอยอยู่ในอากาศและสามารถควบคุมได้อย่างอิสระ
ได้ยินว่ามี ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) บางคนที่ใช้เจ้านี่ใน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' อยู่เหมือนกัน
แต่ว่ากันว่าการจะควบคุม ดาบบินให้คล่องแคล่วได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ได้ยินมาว่าองค์ปฐมกษัตริย์ทรงควบคุม ดาบบินนับสิบเล่มได้อย่างอิสระราวกับฝนดาวตกเลยนะ...
"สุดยอด..."
ถึงแอสเทรียจะควบคุมดาบแค่สองเล่ม แต่เมื่อรวมกับดาบในมือทั้งสองข้างก็กลายเป็นดาบสี่เล่ม และดาบทั้งสี่เล่มนั้นก็เริ่มระดมโจมตีใส่อินทราอย่างต่อเนื่อง ราวกับพายุดาบ
ปลายดาบแส้อาบสายฟ้าถูก ดาบบินสองเล่มปัดออก จังหวะนั้นแอสเทรียก็พุ่งเข้าประชิดตัวและใช้ดาบในมือทั้งสองข้างฟันใส่อินทรา
อินทรายกโล่ขึ้นกันดาบเล่มหนึ่งไว้ได้ แต่ไม่สามารถหลบดาบที่เหลือพ้น โดนฟันเข้าที่สีข้างอย่างจัง
คงรู้ตัวแล้วว่าดาบแส้เสียเปรียบในการรบระยะประชิด อินทราจึงเปลี่ยนมันกลับเป็นดาบยาว และพยายามใช้โล่กับดาบตั้งรับการโจมตีของแอสเทรียอย่างสุดกำลัง
แต่อินทราก็ค่อยๆ โดนดาบทั้งสี่เล่มที่บ้าคลั่งไล่ต้อนจนมุมไปเรื่อยๆ
"【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เอาจริงแล้วสินะ"
อย่างที่แคโรว่า ภาพการควบคุมดาบทั้งสี่เล่มอย่างอิสระและไล่ต้อนอินทรานั้น ช่างสมกับฉายาของเธอจริงๆ
ในที่สุดโล่ของอินทราก็แตกกระจาย และดาบก็ถูกปัดกระเด็นหลุดมือ วินาทีต่อมา ดาบทั้งสี่เล่มที่เปล่งแสงก็ฟันแขนขาของอินทราขาดสะบั้นพร้อมกัน
การต่อสู้จำลองในระบบเฟรมยูนิตจะจบลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ หรือหมดสภาพการต่อสู้
เงื่อนไขการหมดสภาพการต่อสู้มีอยู่หลายอย่าง เช่น ห้องนักบินถูกทำลาย, ส่วนหัวถูกทำลาย หรือเครื่องยนต์หยุดทำงานเนื่องจากความเสียหายอย่างหนัก
『แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย!』
เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุมเพื่อแสดงความยินดีกับรุ่นพี่เรสเทียที่คว้าชัยชนะมาได้อย่างเด็ดขาด
สุดยอด อินทราก็เก่งนะ แต่กลับเอาชนะมาได้โดยไม่โดนโจมตีเลยสักแผล นี่สินะฝีมือของอันดับหนึ่ง
เฟรมยูนิตรูปไข่สองเครื่องที่อยู่ข้างโพเดียมค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเด็กสาวสองคนอยู่ข้างใน
คนหนึ่งเป็นเด็กสาวร่างสูงผมสีน้ำตาล กระโปรงนักเรียนสวมทับด้วยกางเกงรัดรูป เนกไทถูกปลดหลวมๆ ผมซอยสั้นให้ความรู้สึกดุดัน เธอทำหน้าบูดบึ้งเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ด คงจะเป็นรุ่นพี่ลิมิเทคซ์ที่ขับอินทราสินะ เนกไทสีม่วง แปลว่าเป็นนักเรียนชั้นปีสูงสุด
ส่วนอีกคน เป็นสาวงามผิวขาวหุ่นเพรียวผมยาวสีบลอนด์ สวมกระโปรงและเนกไทสีส้ม ท่าทางสง่างามและดวงตาเรียวยาวที่สะกดทุกสายตา ช่างเป็นเด็กสาวที่เหมาะกับคำว่าเจ้าหญิง หรือไม่ก็เจ้าหญิงอัศวินจริงๆ
นั่นคือรุ่นพี่เรสเทียสินะ ดูเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ เลยแฮะ... เอ๊ะ ก็เป็นเจ้าหญิงจริงๆ นี่นา
"ชิ ดาบแส้ใช้ไม่ได้ผลแฮะ นึกว่าจะทำได้ดีกว่านี้ซะอีก"
"คุณจงใจใช้ลูกเล่นมากไปค่ะ ถ้าใช้ ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) แบบปกติล่ะก็ คงรับมือยากกว่านี้เยอะเลย"
"ปากดีนักนะ ยัยนี่...!"
ถึงไมโครโฟนจะดูดเสียงสนทนาของพวกเธอมา แต่ก็ดูไม่ได้บรรยากาศมาคุกระอุอะไร รุ่นพี่ลิมิเทคซ์อาจจะดูหน้าตึงๆ ไปหน่อยก็เถอะ
『ขอจบพิธีปฐมนิเทศเพียงเท่านี้ค่ะ สำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 1 กรุณาเปิดดู สมาร์ทโฟน(เทอร์มินัล) แล้วย้ายไปที่หอประชุมเล็กตามที่แจ้งไว้ในอีเมลด้วยค่ะ』
เมื่อได้ยินคำประกาศของผู้ดำเนินรายการ ฉันก็เปิดสมาร์ทโฟนดู ก็พบว่ามีอีเมลจากวิทยาลัยส่งมา
ให้ย้ายไปหอประชุมเล็กเหรอ คงจะเป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยต่อจากนี้ล่ะมั้ง ทั้งเรื่องเนื้อหาวิชาเรียน แล้วก็แจกหนังสือเรียนด้วย
"แหม รุ่นพี่เรสเทียนี่เก่งจริงๆ นะเนี่ย ฉันก็อยากจะเซ็ตติ้งเฟรมเกียร์ของตัวเองให้เป็นแบบนั้นบ้างจัง"
ระหว่างทางเดิน แคโรพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คงเพราะยังอินกับการต่อสู้เมื่อกี้อยู่ เฟรมเกียร์ของตัวเอง? เอ๊ะ แคโรมีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองด้วยเหรอ!?
"เอ๊ะ? ฮ่าๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า ก็เพื่อเอาไว้ใช้ในการ 【ประลองดารา】 ด้วยเฟรมยูนิตแบบเมื่อกี้ไงล่ะ นักเรียนทุกคนจะได้รับข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงคนละเครื่องน่ะ แล้วเราก็เอามาปรับแต่งคัสตอมได้ตามใจชอบ เพื่อให้เป็นหุ่นที่เข้ามือเราที่สุดยังไงล่ะ เดี๋ยวคงได้แจกหลังจากนี้นี่แหละ"
โอ้! แบบนี้นี่เอง!
ได้หุ่นมาไว้ต่อสู้ในโลกเสมือนจริงผ่านเฟรมยูนิตนี่เอง!
หมายความว่าเราสามารถสร้างหุ่นในสไตล์ที่เราชอบได้สินะ... ส่วนตัวฉันคิดว่าสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเข้ากับฉันมากกว่า แต่พอได้ดูการต่อสู้เมื่อกี้แล้ว ทางนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ
"ฉันกะจะคัสตอมให้เน้นยิงระยะไกลล่ะมั้ง~"
"แต่ถ้าระดับ (Rank) ยังต่ำอยู่ ก็จะใช้อุปกรณ์ดีๆ ไม่ค่อยได้นะ? ก่อนอื่นคงต้องคัสตอมเพื่อเน้นชนะให้ได้ก่อน..."
เชรี่กับแคโรลคุยกันอย่างสนุกสนานว่าจะสร้างหุ่นแบบไหนดี
ถ้าเป็นฉันล่ะจะเอาแบบไหนดี... เน้นสายต่อสู้ระยะประชิด หรือจะใช้ดาบสองมือแบบรุ่นพี่เรสเทียดีล่ะ หุ่นแปลงร่างได้ก็น่าสนใจนะ อืมมม เลือกยากแฮะ
คิดไปคิดมาก็มาถึงหอประชุมเล็กพอดี
ก็เป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยและวิชาเรียนจริงๆ ด้วย
โดยพื้นฐานแล้วการเรียนจะเป็นระบบหน่วยกิต พวกเราได้รับเอกสารสรุปเนื้อหารายวิชาและแผนการเรียนอย่างละเอียดมาด้วย
ให้ดูอันนี้แล้วเลือกวิชาเรียนสินะ...
มีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก แต่วิชาเลือกนี่มันหลากหลายจังเลยแฮะ... อะไรเนี่ย 'ภาษาแห่งมหาพฤกษา'
คือการเรียนภาษาของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ใน 'มหาพฤกษา' ทางตอนใต้ของทวีปนี้งั้นเหรอ... จะมีโอกาสได้ใช้ไหมเนี่ย?
วิชาบังคับถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องเรียน แต่พวกวิชาเลือกนี่เห็นว่าสามารถไปทดลองเรียนดูก่อนได้สักสัปดาห์นึง ถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็สามารถเปลี่ยนวิชาได้ด้วย
ส่วนใหญ่ช่วงเช้าจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี และช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติ
วิชาเลือก 'ทักษะร่างกาย' นี่แอบน่าสนใจแฮะ 'วิทยาสัตว์เวท' ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน วิชายกี่ยวกับเวทมนตร์ก็น่าจะมีประโยชน์ในอนาคตด้วย
วิชาบังคับอย่าง 'การฝึกซ้อมอาร์มเกียร์และเฟรมเกียร์' นี่แหละที่ดูเป็นวิทยาลัยจักรกลของจริง
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปเราจะส่งข้อมูลเฟรมเกียร์เครื่องใหม่ไปยังสมาร์ทโฟนของนักเรียนใหม่ทุกคนนะคะ กรุณาเลือกเฟรมพื้นฐานที่มีแต่อุปกรณ์เริ่มต้นมาหนึ่งเครื่องค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสามารถเลือกเปลี่ยนใหม่ได้ในภายหลังค่ะ』
โอ้! มาแล้วๆ!
ฉันทำตามคำแนะนำของอาจารย์ กดสมาร์ทโฟนจากหน้าโฮมไปจนถึงหน้าจอเลือกหุ่น มีให้เลือกเยอะเลยแฮะ...
■เฟรมพื้นฐาน■
【ริตเตอร์เฟรม】 (Ritter Frame)
【ไททันเฟรม】 (Titan Frame)
【ไลท์นิ่งเฟรม】 (Lightning Frame)
【คล็อกเฟรม】 (Clock Frame)
【มิสติกเฟรม】 (Mystic Frame)
【คัสตอมเฟรม】 (Custom Frame)
・
・
・
เอ่อ... ริตเตอร์เฟรมคือสายสมดุล ไททันเฟรมสายพลัง ไลท์นิ่งเฟรมสายความเร็วสูง คล็อกเฟรมสายความแม่นยำ มิสติกเฟรมสายเวทมนตร์ คัสตอมเฟรมปรับแต่งอิสระทั้งหมด สินะ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกเยอะเลย...
สายพลังก็จะช้า ส่วนสายความเร็วก็จะพลังน้อย นอกจากสายสมดุลแล้ว นอกนั้นก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปแฮะ...
คัสตอมเฟรมดูเหมือนจะต้องสร้างเฟรมเองตั้งแต่ศูนย์ แต่อันนี้ถ้าไม่มีความรู้เฉพาะทางก็คงแตะไม่ได้แน่ๆ
มีเฟรมเกียร์ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของแต่ละสายให้ดูด้วย พวกสายรวมร่างแปลงร่างนี่จัดอยู่ในคัสตอมเฟรมสินะ
รวมร่างคงไม่เอาล่ะมั้ง อันนั้นถ้าไม่ใช่การต่อสู้แบบทีมก็คงใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนแปลงร่างนี่... ก็น่าสนใจอยู่นะ
อืม จากตัวเลือกพวกนี้ ถ้าจะให้เข้ากับสไตล์ฉันก็คงต้องเป็นริตเตอร์หรือไม่ก็ไลท์นิ่ง...
ถ้าให้เลือกอันใดอันหนึ่งก็คงเป็นไลท์นิ่งล่ะมั้ง ไลท์นิ่งเฟรมเกราะจะบางหน่อย แต่อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'ถ้าไม่โดนโจมตีซะอย่าง ก็ไม่มีปัญหา'
พอฉันเลือกไลท์นิ่งเฟรม หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นหน้าลงทะเบียนชื่อหุ่น
ชื่อหุ่นเหรอ... แย่ล่ะสิ ฉันยิ่งเป็นพวกไม่มีเซนส์เรื่องตั้งชื่อซะด้วยสิ...
โอ๊ะ มีปุ่มสุ่มชื่อด้วยนี่นา งั้นกดสุ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอชื่อที่ถูกใจแล้วกัน
โคโรลล่า, พรีอุส, สเตปวากอน... อืมมม ไม่ค่อยโดนเลยแฮะ...
ฉันจ้องหน้าจอที่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่กดปุ่มพลางทำหน้ามุ่ย
เห็นว่าต่อให้ตั้งชื่อชุ่ยๆ ไปก่อนก็สามารถเปลี่ยนทีหลังได้ งั้นเอาชื่ออะไรไปก่อนก็ได้มั้ง... หืม?
พอเห็นชื่อนั้น สัญชาตญาณก็บอกฉันทันทีว่าต้องเป็นชื่อนี้แหละ
'ลูซิเฟอร์'
เอาล่ะ ตัดสินใจเลือกชื่อนี้แหละ
010 รับชมการต่อสู้อาร์มเกียร์
.
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปจะเป็นการแจกจ่ายสกุลเงินจำลองนะคะ นี่คือเงินที่สามารถใช้ได้เฉพาะภายในวิทยาลัยเท่านั้น หลักๆ แล้วจะใช้สำหรับอัปเกรดข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลได้ด้วย แต่จะมีการบันทึกประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้นะคะ หากพบว่ามีการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือกฎของวิทยาลัย จะถูกลงโทษอย่างหนักค่ะ เคยมีกรณีที่นักเรียนถูกไล่ออกเพราะเสนอให้มีการล้มมวยมาแล้ว ดังนั้นขอให้ระมัดระวังกันด้วยนะคะ』
เงินที่ใช้ได้เฉพาะในวิทยาลัยงั้นเหรอ ในช่องจำนวนเงินที่ครอบครองก็มีเขียนไว้ว่า 10000 G(เกียร์) แฮะ G(เกียร์) คือหน่วยเงินสินะ?
นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้ายกมือขึ้นถาม
"เอ่อ... ถ้าอยากจะได้ G(เกียร์) เพิ่ม ต้องทำยังไงเหรอคะ?"
『ถ้าชนะใน 【การประลองดารา】 ก็จะได้รับเงินรางวัลตามระดับ (Rank) ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถหาได้จากการทำกิจกรรมจิตอาสาภายในวิทยาลัย หรือการทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ค่ะ』
อืม... ถ้าไม่สะสม G(เกียร์) ก็จะอัปเกรดหุ่นไม่ได้ ถ้าอัปเกรดไม่ได้ก็จะเอาชนะใน 【การประลองดารา】 ไม่ได้?
การหา G(เกียร์) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดงั้นสินะ?
『ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เราจะอธิบายในการเรียนการสอนค่ะ อ้อ อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ 【การประลองดารา】 ถึงจะเปิดให้เข้าร่วมนะคะ ขอให้ใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงนั้นให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ ลำดับต่อไป...』
อืมๆ นักเรียนปีหนึ่งจะเริ่มเข้าร่วม 【การประลองดารา】 อย่างเป็นทางการได้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าสินะ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นก็คือช่วงเวลาสำหรับฝึกซ้อมอาร์มเกียร์ เฟรมเกียร์ และเตรียมความพร้อมของหุ่นจำลองล่ะสิ
หลังจากนั้นก็เป็นการอธิบายข้อควรระวังในการใช้ชีวิตใน 'วิทยาลัย' ขั้นตอนการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และอีกสารพัดเรื่อง ในที่สุดการปฐมนิเทศก็จบลงเสียที
นับจากนี้ไป เราจะถูกปฏิบัติในฐานะนักเรียนของ 'วิทยาลัย' แล้ว ต้องตั้งใจให้ดีล่ะ
เอาล่ะ การปฐมนิเทศจบแล้วเราก็เป็นอิสระ แต่จะทำอะไรต่อดีล่ะเนี่ย
จะกลับหอไปเลยก็ไม่มีอะไรให้ทำเป็นพิเศษด้วยสิ หรือว่าฉันควรจะไปอ่านหนังสือเตรียมตัวเรียนดีนะ
พวกแคโรจะทำอะไรกันนะ? พอฉันหันไปมองแคโรกับเพื่อนที่น่าจะอยู่ข้างหลัง ก็พบว่า...
"นี่เธอตรงนั้นน่ะ! มาใช้ชีวิตในวิทยาลัยไปกับชมรมเบสบอลด้วยกันไหม! ชมรมเบสบอลของเรายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เสมอนะ!"
แคโรโดนรุ่นพี่? ที่ใส่ชุดยูนิฟอร์มผมสั้นกุดเข้ามาทักซะแล้ว
"น้องสาวตรงนั้น! สนใจชมรมเชียร์ลีดเดอร์ไหมจ๊ะ? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ รับรองว่าต้องเป็นที่จับตามองของคนทั้งวิทยาลัยแน่ๆ!"
ทางเชรี่เองก็โดนรุ่นพี่ในชุดเชียร์ลีดเดอร์เข้ามาทักเหมือนกัน
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีการชักชวนนักเรียนใหม่กันให้ควั่ก นี่มันการรับสมัครเข้าชมรมเหรอ?
ถึงวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนจะเป็นโรงเรียนสำหรับปั้น 'ทรูปเปอร์' แต่ก็เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้วิชาการทั่วไป วัฒนธรรม ความรู้ และการเข้าสังคมด้วยเช่นกัน
ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าการมีชมรมก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความมีอิสระของนักเรียน และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างบุคคล...
"แหม นี่สินะธรรมเนียมการชักชวนเข้าชมรมของวิทยาลัยที่เขาเล่าลือกัน แอบตกใจเหมือนกันนะเนี่ย"
แคโรที่ปฏิเสธคำชวนของชมรมเบสบอลเดินเข้ามาหาฉัน ดูเหมือนเชรี่เองก็ปฏิเสธไปเหมือนกัน
"ทั้งสองคนตั้งใจจะเข้าชมรมไหนหรือเปล่า?"
"อืมมม ตอนนี้ยังไม่มีนะ อยากจะโฟกัสเรื่องเรียนก่อนน่ะ"
"แคโรนี่จริงจังจังเลยน้า ส่วนฉันถ้ามีอันไหนน่าสนุกก็อาจจะเข้าแหละ การสร้างเส้นสายกับพวกรุ่นพี่ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนี่นา"
ดูเหมือนเชรี่จะมีความคิดที่อยากเข้าชมรมอยู่ ก็นะ อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตในวิทยาลัยทั้งที ถ้ามีแต่เรื่องเรียนมันก็น่าเบื่อแย่
แต่ว่านะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ยิ่งพวกเราเดินไปทางไหน ก็ยิ่งมีรุ่นพี่เข้ามาทักทายชักชวนจากทั้งซ้ายและขวาไม่ขาดสายเลยแฮะ... หมายถึงเข้ามาทักแคโรกับเชรี่น่ะนะ
ทำไมไม่มีใครมาชวนฉันบ้างเลยล่ะ? ก็รู้แหละว่าสองคนนี้ดูโดดเด่นสะดุดตามาก แต่ก็นะ...
"นี่น้องสาวตรงนั้นน่ะ! สนใจมาเข้าชมรมเราไหม!? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ต้องรุ่งแน่ๆ!"
กำลังคิดน้อยใจอยู่เลย ก็มีคนมาชวนฉันจนได้
"ชมรมอะไรเหรอคะ?"
"ชมรมการแสดงจ้ะ น้องน่ะเหมาะกับบทเด็กน้อยสุดๆ เลย! ถ้าสนใจล่ะก็..."
"หา!?"
"สงสัยจะไม่สนสินะ! งั้นไปล่ะ!"
พอฉันถลึงตาใส่ รุ่นพี่ชมรมการแสดงก็เผ่นแน่บไปอย่างกับสายลม
"แหม เสียดายจัง อยากเห็นเนโรเล่นบทเด็กน้อยจังเลยน้า"
"ข่วนหน้าแหกซะดีไหม"
เมื่อเชรี่พูดจาหยอกล้อ ฉันก็ทำมือเป็นกรงเล็บแมวขู่ฟ่อ เธอหัวเราะร่วนพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หนอยยย! คอยดูเถอะ อีกปีเดียวฉันจะสูงแซงเธอให้ดู!
...ปีเดียวคงไม่ไหว สองปี สามปี... เอาเป็นว่าก่อนเรียนจบต้องสูงกว่าให้ได้ล่ะ อื้ม
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของวิทยาลัยกันไหม?"
"ดีเลยจ้ะ เมนูคงต่างจากที่หอพักใช่ไหมล่ะ?"
ฉันตกลงรับข้อเสนอของแคโรเหมือนกับเชรี่
ได้ยินมาว่าเมนูอาหารที่หอพักจะเน้นทำอาหารพื้นเมืองของประเทศที่นักเรียนจากหอนั้นๆ จากมา เพื่อให้คุ้นเคยและกินง่าย อย่างหอพักเก็นบุก็จะเป็นอาหารของชาวเหนือ
ส่วนที่โรงอาหารของวิทยาลัยจะเป็นอาหารนานาชาติ สามารถหากินอาหารของหอพักอื่นได้ด้วย น่าสนุกดีแฮะ
"อยากลองกินอาหารอีเชนดูสักครั้งจังเลยนะ"
"อ้อ อาหารที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงโปรดปรานใช่ไหม?"
ประเทศศักดิ์สิทธิ์อีเชนที่อยู่สุดขอบทิศตะวันออก ว่ากันว่าเป็นบ้านเกิดขององค์ปฐมกษัตริย์
แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่าลือกันนะ ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่า ข้อสันนิษฐานนี้มาจากความจริงที่ว่าท่านมีผมสีดำเหมือนคนอีเชนส่วนใหญ่ ชอบกินอาหารอีเชน และในบรรดาขุนนางช่วงก่อตั้งประเทศก็มีคนจากอีเชนอยู่เยอะนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คนบรุนฮิลด์จึงมักจะมีผมสีดำกันเยอะ ถ้าจำไม่ผิดท่านลอร์ดคนปัจจุบันก็มีผมสีดำเหมือนกัน แต่เห็นว่านั่นเป็นเพราะองค์ราชินีมาจากอีเชน ส่วนองค์กษัตริย์องค์ปัจจุบันมีผมสีทอง ต่างจากสองคนนั้นล่ะนะ
ฉันเดินไปโรงอาหารพร้อมกับเพื่อนทั้งสองคนพลางจินตนาการถึงอาหารอีเชนที่ยังไม่เคยลิ้มลอง โดยดูแผนที่วิทยาลัยจากสมาร์ทโฟนนำทางไป
◇ ◇ ◇
"อร่อย...! ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ ว่าปลาดิบมันจะกินได้เหรอ แต่ว่ามันอร่อยสุดๆ ไปเลย...!"
ฉันดื่มด่ำกับรสชาติของ 'โอซาชิมิ' ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
หลังจากยืนลังเลอยู่หน้าเมนูในโรงอาหารพักใหญ่ ในที่สุดฉันก็สั่ง 'ชุดโอซาชิมิ' มันประกอบไปด้วยเนื้อปลาทูน่า, ปลาไท, ปลาฮามาจิ, ปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ซุปมิโซะใส่เต้าหู้ ผักดอง และรากบัวผัดซอส
พนักงานถามว่าจะใส่ 'วาซาบิ' ไหม ดูเหมือนจะเป็นเครื่องเทศรสเผ็ด พอลองเอามาป้ายบนปลาดิบแล้วกินดู ความเผ็ดฉุนก็พุ่งจี๊ดขึ้นจมูก จากนั้นความหวานของเนื้อปลาก็แผ่ซ่านตามมา ถึงจะเผ็ดแต่ก็ทำให้กินข้าวได้คล่องคอสุดๆ
"กินดูน่าอร่อยจังเลยนะ ไว้คราวหน้าฉันสั่งบ้างดีกว่า"
แคโรสั่งบีฟสโตรกานอฟ ส่วนเชรี่สั่งออมไรซ์ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วน่าจะลองกินอาหารอีเชนดูแท้ๆ
จริงๆ ก็มีเมนูอื่นที่น่าสนใจอย่าง 'ชุดเทมปุระ' หรือ 'ชุดหมูผัดขิง' ด้วยล่ะนะ ไว้คราวหน้ามาลองกินเมนูอื่นดูบ้างดีกว่า
"นี่ๆ ดูนี่สิ"
เชรี่ที่กินเสร็จก่อนเปิดสมาร์ทโฟนให้พวกเราดู
บนหน้าจอมีแท็บที่เขียนว่า 【ลานประลอง】 พร้อมกับแสดงเวลาและรายชื่อคนแข่ง นี่มันอะไรเนี่ย?
"ตารางการแข่งขันอาร์มเกียร์น่ะ เห็นว่าวันนี้มีแข่งหลายคู่เลย จะไปดูไหม?"
"ไปสิ"
ฉันตอบตกลงคำชวนของเชรี่แบบไม่ลังเล การต่อสู้ของเฟรมเกียร์เคยดูแล้ว แต่การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ยังไม่เคยเห็นเลย ถ้ามีโอกาสได้ดูก็ไม่อยากพลาดหรอกนะ
"คู่ต่อไปจะเริ่มในอีก 30 นาที เป็นรุ่นพี่ปีสองทั้งคู่เลย มีแข่งตั้งแต่วันปฐมนิเทศแบบนี้ หรือว่าจัดเพื่อสาธิตให้เด็กใหม่ดูนะ"
ก็เป็นไปได้นะ อาจจะจัดตารางแข่งตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้นักเรียนใหม่ได้เข้าใจว่าการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเป็นยังไง
ถึงเฟรมเกียร์กับอาร์มเกียร์จะเป็นหุ่นคนละประเภทกัน แต่พื้นฐานก็ใช้เทคโนโลยีของเฟรมเกียร์เหมือนกัน
ในเมื่อไม่สามารถขับเฟรมเกียร์ของจริงได้ การฝึกซ้อมด้วยอาร์มเกียร์จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สัมผัสถึงความรู้สึกของการต่อสู้จริงได้
ไม่อย่างนั้น ถ้าลงสนามจริงด้วยความรู้สึกเหมือนเล่นเกม มันอาจหมายถึงชีวิตได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น การต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ยังมีพลังและความสมจริงกว่าการต่อสู้ในโลกเสมือนจริงเยอะ
การปะทะกันของพละกำลังและโลหะ การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ในลานประลองนั้น มีจุดขายอยู่ที่ความเร้าใจจนเลือดสูบฉีด
สำหรับฉันแล้ว ฉันชอบการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มากกว่าเฟรมเกียร์ซะอีก
ก็นะ ถ้าได้ขับเฟรมเกียร์สู้จริงๆ ฉันก็คงเลือกเฟรมเกียร์นั่นแหละ
หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังลานประลองทันที
ตามแผนที่บอกว่ามีลานประลองทรงกลมสี่แห่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ของอาคารเรียนวิทยาลัย เป็นสถานที่ที่นักเรียนทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ และถ้าแจ้งล่วงหน้าก็สามารถใช้เป็นที่จัด 【การประลองดารา】 ได้ด้วย
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าพวกเราก็คงต้องมาสู้กันที่นี่สินะ
ลานประลองที่อยู่ใกล้โรงอาหารที่สุดคือลานประลองทิศตะวันออก ที่ทางเข้ามีรูปสลักมังกรสีฟ้าประดับอยู่ ลานประลองมังกรฟ้า (เซย์ริว) สินะ?
พอเดินผ่านทางเดินเข้าไปในลานประลองก็ทะลุมาถึงที่นั่งผู้ชม ตรงกลางลานประลองทรงกระทะมีอาร์มเกียร์สองเครื่องกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เครื่องสีแดงกับเครื่องสีฟ้า เป็นหุ่นที่หน้าตาคล้ายกัน แต่แยกสีชัดเจนดูง่ายดี
การตัดสินแพ้ชนะของการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์คือ หุ่น 'ไม่สามารถขยับได้' หรือ 'ยอมแพ้' อ้อ มีการตัดสินแพ้แบบ 'ออกนอกลาน' กับ 'ทำผิดกติกา' ด้วยนี่นา
ว่ากันว่าใต้เกราะตัวหุ่น บริเวณรอบๆ ห้องคนขับ(ค็อกพิต) จะมีการกางบาเรียเวทมนตร์เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ คนขับ(ไพลอต) ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ต่อให้อาร์มเกียร์ถูกฟันขาดครึ่ง คนขับก็จะไม่ตาย เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดไปเลยนะเนี่ย
ถึงกระนั้นก็ยังอาจได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกได้อยู่ดี ดังนั้นจึงมีผู้ใช้เวทมนตร์รักษาคอยสแตนด์บายอยู่ที่ลานประลองเสมอ ได้ยินมาว่าในแต่ละปีก็มีนักเรียนที่สลบไปเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนอยู่เหมือนกัน
การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายถือ กระบองศึก(เมซ) และโล่ ทันทีที่สัญญาณเริ่มดังขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็พุ่งเข้าฟาดฟันอาวุธสุดโหดนั้นใส่กัน
เสียง กระบองศึกปะทะโล่ เสียงรับพลาดแล้วฟาดเข้าที่ลำตัวดังสนั่นหวั่นไหว ระหว่างที่ฟังเสียงเหล่านั้น ฉันก็แอบคิดอะไรไม่เข้าท่าว่า โดนทุบหนักขนาดนั้น สมองไม่กระทบกระเทือนก็แปลกแล้ว...
แต่จะว่าไป การต่อสู้ของรุ่นพี่ทั้งสองคนนี่ดูไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าไหร่เลยแฮะ เอาแต่ใช้กำลังเข้าแลกกันอย่างเดียว ไม่มีใครมีท่าไม้ตายปิดฉากเลย
ถ้าเป็นฉันล่ะก็ จะหลอกล่อให้อีกฝ่ายพุ่งเข้ามา แล้วสวนกลับจังๆ ให้หมอบไปเลย
"…ถ้าพูดถึงฝีมือ ทางสีฟ้าดูจะเก่งกว่านะ แต่สีแดงดูเหมือนเครื่องจะสเปคดีกว่า"
"โห ดูออกด้วยเหรอ"
"ทั้งที่บอกว่าเพิ่งเคยดูการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ของจริงเป็นครั้งแรกแท้ๆ แต่ตาแหลมคมจังเลยนะ เนโร"
ถึงทั้งสองคนจะชม แต่ของแค่นี้มองปุ๊บก็รู้ปั๊บแล้วล่ะ ถึงจะเพิ่งเคยเห็นของจริงครั้งแรก แต่ฉันก็เคยดูผ่าน ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) มาหลายครั้งแล้วนี่นา
"เห็นสัญลักษณ์รูปกระต่ายที่ไหล่ของเครื่องสีแดงไหม? นั่นเป็นลายเซ็นออริจินัลของช่างเทคนิคที่ปรับแต่งเครื่องน่ะ เป็นการแสดงว่าเครื่องนี้ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว พูดง่ายๆ คือสองเครื่องนี้คือเครื่องรุ่นมาตรฐาน (Normal) กับเครื่องแต่ง (Custom) ไงล่ะ"
แบบนี้นี่เอง เหมือนกับที่รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการคูนดัดแปลงอคิลลีสสินะ เป็นเครื่องที่ถูกปรับแต่งมาหลากหลายรูปแบบนี่เอง
"เราสามารถดัดแปลงหุ่นเองได้ไหม?"
"ได้สิ ถ้าเป็นหุ่นของตัวเองนะ เฟรมเกียร์สำหรับโลกเสมือนได้มาฟรีๆ ก็จริง แต่อาร์มเกียร์ของจริงปกติแล้วต้องเช่าเอาน่ะ ถ้าไม่เก็บสะสม G มาซื้อก็ดัดแปลงไม่ได้หรอก"
อาร์มเกียร์ต้องซื้อเอาเหรอเนี่ย! เดี๋ยวนะ ใช้ G ซื้อได้ด้วยเหรอ!?
"เป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนวิทยาลัยน่ะสิ ขืนไปซื้อข้างนอก อย่างถูกๆ ก็ปาเข้าไปสิบเหรียญทองขาวแล้วนะ แต่นี่ใช้แค่สองเหรียญทองขาวในค่าเงิน G ก็ซื้อได้แล้ว ถือว่าถูกสุดๆ ไปเลยล่ะ"
อาร์มเกียร์ลดแปดสิบเปอร์เซ็นต์!? ไม่สิ แบบนั้นมันไม่ถูกเกินไปหน่อยเหรอ!? ขนาดที่บ้านนอกฉันต้องเป็นนักผจญภัยตั้งปีกว่าจะหาเงินขนาดนั้นได้เลยนะ!?
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ ถ้าเอา G ไปซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเองก็จะยิ่งถูกลงไปอีก ที่จริงแล้ว วิธีที่เร็วและถูกที่สุดในการมีหุ่นคู่ใจก็คือการขอซื้ออาร์มเกียร์ที่พวกรุ่นพี่ประกอบเสร็จแล้วนั่นแหละ แถมรุ่นพี่ยังช่วยปรับแต่งให้ระดับนึง แล้วยังช่วยซ่อมแซมให้ด้วยนะ แต่ก็นะ บางคนก็ชอบเครื่องมาตรฐานที่ยังไม่ผ่านการปรับแต่งมากกว่า เพราะมันขับง่ายกว่าน่ะสิ เพราะงั้นบางทีการลงเรียนวิชาเลือก 'วิศวกรรมเวทมนตร์' เอาไว้ก็น่าจะดีนะ"
"ฉันน่ะ ไม่ค่อยถนัดเรื่องเวทมนตร์เท่าไหร่นี่สิ..."
ไม่ใช่ว่าใช้เวทมนตร์ไม่ได้นะ ฉันมีธาตุตั้งสี่ธาตุ ไฟ น้ำ แสงสว่าง แล้วก็ไร้ธาตุ ซึ่งถือว่าหายากมากเลยล่ะ ขนาดอาจารย์ยังชมเลย
แต่ปัญหาคือฉันมีพลังเวทเยอะเกินไปจนควบคุมได้ไม่ค่อยดีน่ะสิ ตอนฝึกซ้อมก็เกือบเผาป่า หรือไม่ก็เกือบแช่แข็งบ้านไปแล้ว
'วิศวกรรมเวทมนตร์' ต้องอาศัยการควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อน คนอย่างฉันจะทำได้เหรอเนี่ย
อ้อ ส่วนพวกลูกขุนนางก็เห็นว่าให้ทางบ้านส่งอาร์มเกียร์มาให้ได้ด้วยนะ
แต่ทางวิทยาลัยก็มีกฎห้ามใช้หุ่นที่ถูกปรับแต่งมาล่วงหน้า และอนุญาตให้ใช้เฉพาะหุ่นรุ่นพื้นฐานแบบเดียวกับที่ให้เช่าเท่านั้น สรุปก็คือสเปคเริ่มต้นก็เท่าเทียมกันหมดนั่นแหละ
แต่การมีหุ่นเป็นของตัวเอง จะได้สามารถปรับแต่งได้หรือไม่ได้นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่หลวงมากเลยนะ
แคโรกับเชรี่จะได้หุ่นส่งมาจากบ้านไหมนะ ส่วนฉันก็คงต้องพยายามด้วยหุ่นเช่าของโรงเรียนไปก่อนล่ะมั้ง
ผลการต่อสู้ระหว่างอาร์มเกียร์สีแดงกับสีฟ้าจบลงด้วยชัยชนะของสีแดง บอกตามตรงว่ามันเป็นการต่อสู้ที่เละเทะมาก...
แต่ถ้าพวกรุ่นพี่ที่ฝึกมาตั้งปีนึงฝีมือแค่นี้ล่ะก็ ถ้าฉันพยายามหน่อยก็น่าจะไปได้สวยเลยไม่ใช่เหรอ? ฉันแอบคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น แต่ความคิดนั้นก็ต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นการต่อสู้คู่ถัดไปที่ระดับต่างกันราวฟ้ากับเหว
เด็กปีสองเองก็มีหลายระดับสินะ...
อย่าประมาทเชียวล่ะ
.
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปจะเป็นการแจกจ่ายสกุลเงินจำลองนะคะ นี่คือเงินที่สามารถใช้ได้เฉพาะภายในวิทยาลัยเท่านั้น หลักๆ แล้วจะใช้สำหรับอัปเกรดข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลได้ด้วย แต่จะมีการบันทึกประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้นะคะ หากพบว่ามีการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือกฎของวิทยาลัย จะถูกลงโทษอย่างหนักค่ะ เคยมีกรณีที่นักเรียนถูกไล่ออกเพราะเสนอให้มีการล้มมวยมาแล้ว ดังนั้นขอให้ระมัดระวังกันด้วยนะคะ』
เงินที่ใช้ได้เฉพาะในวิทยาลัยงั้นเหรอ ในช่องจำนวนเงินที่ครอบครองก็มีเขียนไว้ว่า 10000 G(เกียร์) แฮะ G(เกียร์) คือหน่วยเงินสินะ?
นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้ายกมือขึ้นถาม
"เอ่อ... ถ้าอยากจะได้ G(เกียร์) เพิ่ม ต้องทำยังไงเหรอคะ?"
『ถ้าชนะใน 【การประลองดารา】 ก็จะได้รับเงินรางวัลตามระดับ (Rank) ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถหาได้จากการทำกิจกรรมจิตอาสาภายในวิทยาลัย หรือการทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ค่ะ』
อืม... ถ้าไม่สะสม G(เกียร์) ก็จะอัปเกรดหุ่นไม่ได้ ถ้าอัปเกรดไม่ได้ก็จะเอาชนะใน 【การประลองดารา】 ไม่ได้?
การหา G(เกียร์) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดงั้นสินะ?
『ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เราจะอธิบายในการเรียนการสอนค่ะ อ้อ อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ 【การประลองดารา】 ถึงจะเปิดให้เข้าร่วมนะคะ ขอให้ใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงนั้นให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ ลำดับต่อไป...』
อืมๆ นักเรียนปีหนึ่งจะเริ่มเข้าร่วม 【การประลองดารา】 อย่างเป็นทางการได้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าสินะ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นก็คือช่วงเวลาสำหรับฝึกซ้อมอาร์มเกียร์ เฟรมเกียร์ และเตรียมความพร้อมของหุ่นจำลองล่ะสิ
หลังจากนั้นก็เป็นการอธิบายข้อควรระวังในการใช้ชีวิตใน 'วิทยาลัย' ขั้นตอนการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และอีกสารพัดเรื่อง ในที่สุดการปฐมนิเทศก็จบลงเสียที
นับจากนี้ไป เราจะถูกปฏิบัติในฐานะนักเรียนของ 'วิทยาลัย' แล้ว ต้องตั้งใจให้ดีล่ะ
เอาล่ะ การปฐมนิเทศจบแล้วเราก็เป็นอิสระ แต่จะทำอะไรต่อดีล่ะเนี่ย
จะกลับหอไปเลยก็ไม่มีอะไรให้ทำเป็นพิเศษด้วยสิ หรือว่าฉันควรจะไปอ่านหนังสือเตรียมตัวเรียนดีนะ
พวกแคโรจะทำอะไรกันนะ? พอฉันหันไปมองแคโรกับเพื่อนที่น่าจะอยู่ข้างหลัง ก็พบว่า...
"นี่เธอตรงนั้นน่ะ! มาใช้ชีวิตในวิทยาลัยไปกับชมรมเบสบอลด้วยกันไหม! ชมรมเบสบอลของเรายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เสมอนะ!"
แคโรโดนรุ่นพี่? ที่ใส่ชุดยูนิฟอร์มผมสั้นกุดเข้ามาทักซะแล้ว
"น้องสาวตรงนั้น! สนใจชมรมเชียร์ลีดเดอร์ไหมจ๊ะ? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ รับรองว่าต้องเป็นที่จับตามองของคนทั้งวิทยาลัยแน่ๆ!"
ทางเชรี่เองก็โดนรุ่นพี่ในชุดเชียร์ลีดเดอร์เข้ามาทักเหมือนกัน
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีการชักชวนนักเรียนใหม่กันให้ควั่ก นี่มันการรับสมัครเข้าชมรมเหรอ?
ถึงวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนจะเป็นโรงเรียนสำหรับปั้น 'ทรูปเปอร์' แต่ก็เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้วิชาการทั่วไป วัฒนธรรม ความรู้ และการเข้าสังคมด้วยเช่นกัน
ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าการมีชมรมก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความมีอิสระของนักเรียน และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างบุคคล...
"แหม นี่สินะธรรมเนียมการชักชวนเข้าชมรมของวิทยาลัยที่เขาเล่าลือกัน แอบตกใจเหมือนกันนะเนี่ย"
แคโรที่ปฏิเสธคำชวนของชมรมเบสบอลเดินเข้ามาหาฉัน ดูเหมือนเชรี่เองก็ปฏิเสธไปเหมือนกัน
"ทั้งสองคนตั้งใจจะเข้าชมรมไหนหรือเปล่า?"
"อืมมม ตอนนี้ยังไม่มีนะ อยากจะโฟกัสเรื่องเรียนก่อนน่ะ"
"แคโรนี่จริงจังจังเลยน้า ส่วนฉันถ้ามีอันไหนน่าสนุกก็อาจจะเข้าแหละ การสร้างเส้นสายกับพวกรุ่นพี่ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนี่นา"
ดูเหมือนเชรี่จะมีความคิดที่อยากเข้าชมรมอยู่ ก็นะ อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตในวิทยาลัยทั้งที ถ้ามีแต่เรื่องเรียนมันก็น่าเบื่อแย่
แต่ว่านะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ยิ่งพวกเราเดินไปทางไหน ก็ยิ่งมีรุ่นพี่เข้ามาทักทายชักชวนจากทั้งซ้ายและขวาไม่ขาดสายเลยแฮะ... หมายถึงเข้ามาทักแคโรกับเชรี่น่ะนะ
ทำไมไม่มีใครมาชวนฉันบ้างเลยล่ะ? ก็รู้แหละว่าสองคนนี้ดูโดดเด่นสะดุดตามาก แต่ก็นะ...
"นี่น้องสาวตรงนั้นน่ะ! สนใจมาเข้าชมรมเราไหม!? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ต้องรุ่งแน่ๆ!"
กำลังคิดน้อยใจอยู่เลย ก็มีคนมาชวนฉันจนได้
"ชมรมอะไรเหรอคะ?"
"ชมรมการแสดงจ้ะ น้องน่ะเหมาะกับบทเด็กน้อยสุดๆ เลย! ถ้าสนใจล่ะก็..."
"หา!?"
"สงสัยจะไม่สนสินะ! งั้นไปล่ะ!"
พอฉันถลึงตาใส่ รุ่นพี่ชมรมการแสดงก็เผ่นแน่บไปอย่างกับสายลม
"แหม เสียดายจัง อยากเห็นเนโรเล่นบทเด็กน้อยจังเลยน้า"
"ข่วนหน้าแหกซะดีไหม"
เมื่อเชรี่พูดจาหยอกล้อ ฉันก็ทำมือเป็นกรงเล็บแมวขู่ฟ่อ เธอหัวเราะร่วนพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หนอยยย! คอยดูเถอะ อีกปีเดียวฉันจะสูงแซงเธอให้ดู!
...ปีเดียวคงไม่ไหว สองปี สามปี... เอาเป็นว่าก่อนเรียนจบต้องสูงกว่าให้ได้ล่ะ อื้ม
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของวิทยาลัยกันไหม?"
"ดีเลยจ้ะ เมนูคงต่างจากที่หอพักใช่ไหมล่ะ?"
ฉันตกลงรับข้อเสนอของแคโรเหมือนกับเชรี่
ได้ยินมาว่าเมนูอาหารที่หอพักจะเน้นทำอาหารพื้นเมืองของประเทศที่นักเรียนจากหอนั้นๆ จากมา เพื่อให้คุ้นเคยและกินง่าย อย่างหอพักเก็นบุก็จะเป็นอาหารของชาวเหนือ
ส่วนที่โรงอาหารของวิทยาลัยจะเป็นอาหารนานาชาติ สามารถหากินอาหารของหอพักอื่นได้ด้วย น่าสนุกดีแฮะ
"อยากลองกินอาหารอีเชนดูสักครั้งจังเลยนะ"
"อ้อ อาหารที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงโปรดปรานใช่ไหม?"
ประเทศศักดิ์สิทธิ์อีเชนที่อยู่สุดขอบทิศตะวันออก ว่ากันว่าเป็นบ้านเกิดขององค์ปฐมกษัตริย์
แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่าลือกันนะ ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่า ข้อสันนิษฐานนี้มาจากความจริงที่ว่าท่านมีผมสีดำเหมือนคนอีเชนส่วนใหญ่ ชอบกินอาหารอีเชน และในบรรดาขุนนางช่วงก่อตั้งประเทศก็มีคนจากอีเชนอยู่เยอะนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คนบรุนฮิลด์จึงมักจะมีผมสีดำกันเยอะ ถ้าจำไม่ผิดท่านลอร์ดคนปัจจุบันก็มีผมสีดำเหมือนกัน แต่เห็นว่านั่นเป็นเพราะองค์ราชินีมาจากอีเชน ส่วนองค์กษัตริย์องค์ปัจจุบันมีผมสีทอง ต่างจากสองคนนั้นล่ะนะ
ฉันเดินไปโรงอาหารพร้อมกับเพื่อนทั้งสองคนพลางจินตนาการถึงอาหารอีเชนที่ยังไม่เคยลิ้มลอง โดยดูแผนที่วิทยาลัยจากสมาร์ทโฟนนำทางไป
◇ ◇ ◇
"อร่อย...! ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ ว่าปลาดิบมันจะกินได้เหรอ แต่ว่ามันอร่อยสุดๆ ไปเลย...!"
ฉันดื่มด่ำกับรสชาติของ 'โอซาชิมิ' ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
หลังจากยืนลังเลอยู่หน้าเมนูในโรงอาหารพักใหญ่ ในที่สุดฉันก็สั่ง 'ชุดโอซาชิมิ' มันประกอบไปด้วยเนื้อปลาทูน่า, ปลาไท, ปลาฮามาจิ, ปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ซุปมิโซะใส่เต้าหู้ ผักดอง และรากบัวผัดซอส
พนักงานถามว่าจะใส่ 'วาซาบิ' ไหม ดูเหมือนจะเป็นเครื่องเทศรสเผ็ด พอลองเอามาป้ายบนปลาดิบแล้วกินดู ความเผ็ดฉุนก็พุ่งจี๊ดขึ้นจมูก จากนั้นความหวานของเนื้อปลาก็แผ่ซ่านตามมา ถึงจะเผ็ดแต่ก็ทำให้กินข้าวได้คล่องคอสุดๆ
"กินดูน่าอร่อยจังเลยนะ ไว้คราวหน้าฉันสั่งบ้างดีกว่า"
แคโรสั่งบีฟสโตรกานอฟ ส่วนเชรี่สั่งออมไรซ์ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วน่าจะลองกินอาหารอีเชนดูแท้ๆ
จริงๆ ก็มีเมนูอื่นที่น่าสนใจอย่าง 'ชุดเทมปุระ' หรือ 'ชุดหมูผัดขิง' ด้วยล่ะนะ ไว้คราวหน้ามาลองกินเมนูอื่นดูบ้างดีกว่า
"นี่ๆ ดูนี่สิ"
เชรี่ที่กินเสร็จก่อนเปิดสมาร์ทโฟนให้พวกเราดู
บนหน้าจอมีแท็บที่เขียนว่า 【ลานประลอง】 พร้อมกับแสดงเวลาและรายชื่อคนแข่ง นี่มันอะไรเนี่ย?
"ตารางการแข่งขันอาร์มเกียร์น่ะ เห็นว่าวันนี้มีแข่งหลายคู่เลย จะไปดูไหม?"
"ไปสิ"
ฉันตอบตกลงคำชวนของเชรี่แบบไม่ลังเล การต่อสู้ของเฟรมเกียร์เคยดูแล้ว แต่การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ยังไม่เคยเห็นเลย ถ้ามีโอกาสได้ดูก็ไม่อยากพลาดหรอกนะ
"คู่ต่อไปจะเริ่มในอีก 30 นาที เป็นรุ่นพี่ปีสองทั้งคู่เลย มีแข่งตั้งแต่วันปฐมนิเทศแบบนี้ หรือว่าจัดเพื่อสาธิตให้เด็กใหม่ดูนะ"
ก็เป็นไปได้นะ อาจจะจัดตารางแข่งตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้นักเรียนใหม่ได้เข้าใจว่าการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเป็นยังไง
ถึงเฟรมเกียร์กับอาร์มเกียร์จะเป็นหุ่นคนละประเภทกัน แต่พื้นฐานก็ใช้เทคโนโลยีของเฟรมเกียร์เหมือนกัน
ในเมื่อไม่สามารถขับเฟรมเกียร์ของจริงได้ การฝึกซ้อมด้วยอาร์มเกียร์จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สัมผัสถึงความรู้สึกของการต่อสู้จริงได้
ไม่อย่างนั้น ถ้าลงสนามจริงด้วยความรู้สึกเหมือนเล่นเกม มันอาจหมายถึงชีวิตได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น การต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ยังมีพลังและความสมจริงกว่าการต่อสู้ในโลกเสมือนจริงเยอะ
การปะทะกันของพละกำลังและโลหะ การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ในลานประลองนั้น มีจุดขายอยู่ที่ความเร้าใจจนเลือดสูบฉีด
สำหรับฉันแล้ว ฉันชอบการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มากกว่าเฟรมเกียร์ซะอีก
ก็นะ ถ้าได้ขับเฟรมเกียร์สู้จริงๆ ฉันก็คงเลือกเฟรมเกียร์นั่นแหละ
หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังลานประลองทันที
ตามแผนที่บอกว่ามีลานประลองทรงกลมสี่แห่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ของอาคารเรียนวิทยาลัย เป็นสถานที่ที่นักเรียนทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ และถ้าแจ้งล่วงหน้าก็สามารถใช้เป็นที่จัด 【การประลองดารา】 ได้ด้วย
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าพวกเราก็คงต้องมาสู้กันที่นี่สินะ
ลานประลองที่อยู่ใกล้โรงอาหารที่สุดคือลานประลองทิศตะวันออก ที่ทางเข้ามีรูปสลักมังกรสีฟ้าประดับอยู่ ลานประลองมังกรฟ้า (เซย์ริว) สินะ?
พอเดินผ่านทางเดินเข้าไปในลานประลองก็ทะลุมาถึงที่นั่งผู้ชม ตรงกลางลานประลองทรงกระทะมีอาร์มเกียร์สองเครื่องกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เครื่องสีแดงกับเครื่องสีฟ้า เป็นหุ่นที่หน้าตาคล้ายกัน แต่แยกสีชัดเจนดูง่ายดี
การตัดสินแพ้ชนะของการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์คือ หุ่น 'ไม่สามารถขยับได้' หรือ 'ยอมแพ้' อ้อ มีการตัดสินแพ้แบบ 'ออกนอกลาน' กับ 'ทำผิดกติกา' ด้วยนี่นา
ว่ากันว่าใต้เกราะตัวหุ่น บริเวณรอบๆ ห้องคนขับ(ค็อกพิต) จะมีการกางบาเรียเวทมนตร์เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ คนขับ(ไพลอต) ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ต่อให้อาร์มเกียร์ถูกฟันขาดครึ่ง คนขับก็จะไม่ตาย เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดไปเลยนะเนี่ย
ถึงกระนั้นก็ยังอาจได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกได้อยู่ดี ดังนั้นจึงมีผู้ใช้เวทมนตร์รักษาคอยสแตนด์บายอยู่ที่ลานประลองเสมอ ได้ยินมาว่าในแต่ละปีก็มีนักเรียนที่สลบไปเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนอยู่เหมือนกัน
การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายถือ กระบองศึก(เมซ) และโล่ ทันทีที่สัญญาณเริ่มดังขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็พุ่งเข้าฟาดฟันอาวุธสุดโหดนั้นใส่กัน
เสียง กระบองศึกปะทะโล่ เสียงรับพลาดแล้วฟาดเข้าที่ลำตัวดังสนั่นหวั่นไหว ระหว่างที่ฟังเสียงเหล่านั้น ฉันก็แอบคิดอะไรไม่เข้าท่าว่า โดนทุบหนักขนาดนั้น สมองไม่กระทบกระเทือนก็แปลกแล้ว...
แต่จะว่าไป การต่อสู้ของรุ่นพี่ทั้งสองคนนี่ดูไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าไหร่เลยแฮะ เอาแต่ใช้กำลังเข้าแลกกันอย่างเดียว ไม่มีใครมีท่าไม้ตายปิดฉากเลย
ถ้าเป็นฉันล่ะก็ จะหลอกล่อให้อีกฝ่ายพุ่งเข้ามา แล้วสวนกลับจังๆ ให้หมอบไปเลย
"…ถ้าพูดถึงฝีมือ ทางสีฟ้าดูจะเก่งกว่านะ แต่สีแดงดูเหมือนเครื่องจะสเปคดีกว่า"
"โห ดูออกด้วยเหรอ"
"ทั้งที่บอกว่าเพิ่งเคยดูการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ของจริงเป็นครั้งแรกแท้ๆ แต่ตาแหลมคมจังเลยนะ เนโร"
ถึงทั้งสองคนจะชม แต่ของแค่นี้มองปุ๊บก็รู้ปั๊บแล้วล่ะ ถึงจะเพิ่งเคยเห็นของจริงครั้งแรก แต่ฉันก็เคยดูผ่าน ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) มาหลายครั้งแล้วนี่นา
"เห็นสัญลักษณ์รูปกระต่ายที่ไหล่ของเครื่องสีแดงไหม? นั่นเป็นลายเซ็นออริจินัลของช่างเทคนิคที่ปรับแต่งเครื่องน่ะ เป็นการแสดงว่าเครื่องนี้ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว พูดง่ายๆ คือสองเครื่องนี้คือเครื่องรุ่นมาตรฐาน (Normal) กับเครื่องแต่ง (Custom) ไงล่ะ"
แบบนี้นี่เอง เหมือนกับที่รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการคูนดัดแปลงอคิลลีสสินะ เป็นเครื่องที่ถูกปรับแต่งมาหลากหลายรูปแบบนี่เอง
"เราสามารถดัดแปลงหุ่นเองได้ไหม?"
"ได้สิ ถ้าเป็นหุ่นของตัวเองนะ เฟรมเกียร์สำหรับโลกเสมือนได้มาฟรีๆ ก็จริง แต่อาร์มเกียร์ของจริงปกติแล้วต้องเช่าเอาน่ะ ถ้าไม่เก็บสะสม G มาซื้อก็ดัดแปลงไม่ได้หรอก"
อาร์มเกียร์ต้องซื้อเอาเหรอเนี่ย! เดี๋ยวนะ ใช้ G ซื้อได้ด้วยเหรอ!?
"เป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนวิทยาลัยน่ะสิ ขืนไปซื้อข้างนอก อย่างถูกๆ ก็ปาเข้าไปสิบเหรียญทองขาวแล้วนะ แต่นี่ใช้แค่สองเหรียญทองขาวในค่าเงิน G ก็ซื้อได้แล้ว ถือว่าถูกสุดๆ ไปเลยล่ะ"
อาร์มเกียร์ลดแปดสิบเปอร์เซ็นต์!? ไม่สิ แบบนั้นมันไม่ถูกเกินไปหน่อยเหรอ!? ขนาดที่บ้านนอกฉันต้องเป็นนักผจญภัยตั้งปีกว่าจะหาเงินขนาดนั้นได้เลยนะ!?
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ ถ้าเอา G ไปซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเองก็จะยิ่งถูกลงไปอีก ที่จริงแล้ว วิธีที่เร็วและถูกที่สุดในการมีหุ่นคู่ใจก็คือการขอซื้ออาร์มเกียร์ที่พวกรุ่นพี่ประกอบเสร็จแล้วนั่นแหละ แถมรุ่นพี่ยังช่วยปรับแต่งให้ระดับนึง แล้วยังช่วยซ่อมแซมให้ด้วยนะ แต่ก็นะ บางคนก็ชอบเครื่องมาตรฐานที่ยังไม่ผ่านการปรับแต่งมากกว่า เพราะมันขับง่ายกว่าน่ะสิ เพราะงั้นบางทีการลงเรียนวิชาเลือก 'วิศวกรรมเวทมนตร์' เอาไว้ก็น่าจะดีนะ"
"ฉันน่ะ ไม่ค่อยถนัดเรื่องเวทมนตร์เท่าไหร่นี่สิ..."
ไม่ใช่ว่าใช้เวทมนตร์ไม่ได้นะ ฉันมีธาตุตั้งสี่ธาตุ ไฟ น้ำ แสงสว่าง แล้วก็ไร้ธาตุ ซึ่งถือว่าหายากมากเลยล่ะ ขนาดอาจารย์ยังชมเลย
แต่ปัญหาคือฉันมีพลังเวทเยอะเกินไปจนควบคุมได้ไม่ค่อยดีน่ะสิ ตอนฝึกซ้อมก็เกือบเผาป่า หรือไม่ก็เกือบแช่แข็งบ้านไปแล้ว
'วิศวกรรมเวทมนตร์' ต้องอาศัยการควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อน คนอย่างฉันจะทำได้เหรอเนี่ย
อ้อ ส่วนพวกลูกขุนนางก็เห็นว่าให้ทางบ้านส่งอาร์มเกียร์มาให้ได้ด้วยนะ
แต่ทางวิทยาลัยก็มีกฎห้ามใช้หุ่นที่ถูกปรับแต่งมาล่วงหน้า และอนุญาตให้ใช้เฉพาะหุ่นรุ่นพื้นฐานแบบเดียวกับที่ให้เช่าเท่านั้น สรุปก็คือสเปคเริ่มต้นก็เท่าเทียมกันหมดนั่นแหละ
แต่การมีหุ่นเป็นของตัวเอง จะได้สามารถปรับแต่งได้หรือไม่ได้นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่หลวงมากเลยนะ
แคโรกับเชรี่จะได้หุ่นส่งมาจากบ้านไหมนะ ส่วนฉันก็คงต้องพยายามด้วยหุ่นเช่าของโรงเรียนไปก่อนล่ะมั้ง
ผลการต่อสู้ระหว่างอาร์มเกียร์สีแดงกับสีฟ้าจบลงด้วยชัยชนะของสีแดง บอกตามตรงว่ามันเป็นการต่อสู้ที่เละเทะมาก...
แต่ถ้าพวกรุ่นพี่ที่ฝึกมาตั้งปีนึงฝีมือแค่นี้ล่ะก็ ถ้าฉันพยายามหน่อยก็น่าจะไปได้สวยเลยไม่ใช่เหรอ? ฉันแอบคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น แต่ความคิดนั้นก็ต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นการต่อสู้คู่ถัดไปที่ระดับต่างกันราวฟ้ากับเหว
เด็กปีสองเองก็มีหลายระดับสินะ...
อย่าประมาทเชียวล่ะ
011 เด็กแว่นกับยัยเอลฟ์ผมทอง
.
หลังจากดูการแข่งอาร์มเกียร์ไปสองสามคู่ พวกเราก็พากันเดินดูรอบๆ วิทยาลัยต่อ
นอกจากลานประลองแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลานฝึกซ้อมดาบและศิลปะการต่อสู้, โรงยิม, ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำทั้งในร่มและกลางแจ้ง ไปจนถึงห้องยูนิตที่มีเฟรมยูนิตตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
"ฝั่งโน้นน่าจะเป็นโซนชมรมนะ จะลองแวะไปดูไหม?"
"อืมม วันนี้ขอผ่านดีกว่า"
"ฉันก็ด้วย"
ตอนนี้ยังไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าชมรมหรอก เอาเวลาไปรับงานที่กิลด์นักผจญภัยหาเงิน หรือไม่ก็ทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ในวิทยาลัยเพื่อหา G(เกียร์) มาอัปเกรดหุ่นยังจะดีกว่าอีก
"พวกงานพาร์ตไทม์ในวิทยาลัยนี่มีงานแบบไหนบ้างเหรอ รู้ไหม?"
"ฟังจากที่พวกรุ่นพี่คุยกันก็มีตั้งแต่ช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย, หาข้อมูลหรือช่วยงานวิจัยของอาจารย์, ขนของด้วยอาร์มเกียร์ ไปจนถึงล้างจานในโรงอาหารเลยล่ะ มีเยอะแยะเลยนะ"
ฟังดูเหมือนเป็นสารพัดรับจ้างเลยแฮะ... นี่กะจะใช้นักเรียนเป็นแรงงานราคาถูกเพื่อลดต้นทุนหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ก็นะ ถือซะว่าแลกกับการได้ G(เกียร์) มาอัปเกรดเฟรมเกียร์ของตัวเอง ก็ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่ายล่ะมั้ง
ข้อมูลเฟรมเกียร์ที่เราสร้างขึ้นในวิทยาลัย พอเรียนจบไปก็ยังเป็นของเราอยู่ดี
หมายความว่า ถ้าในอนาคตเราได้เป็น 'ทรูปเปอร์' ของประเทศไหนสักแห่ง เราก็สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้กับเฟรมเกียร์ของจริงได้เลย
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคิดจะเอาดีด้านนี้จริงๆ ก็ต้องตั้งใจสร้างหุ่นที่เข้ากับตัวเองให้ดีที่สุดตั้งแต่ตอนนี้เลย
ถ้ามีข้อมูลนั้นล่ะก็ ประเทศต้นสังกัดอาจจะสร้างหุ่นเฉพาะตัวให้เราเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศล่ะนะ
...อย่างรุ่นพี่เซลด้าที่เป็นเจ้าหญิงแห่งเรสเทีย ก็ต้องกลับไปรับใช้ประเทศบ้านเกิดอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า 'แอสเทรีย' เฟรมเกียร์สีส้มเครื่องนั้น ก็คงจะได้กลายเป็นเฟรมเกียร์สังกัดอาณาจักรเรสเทียค่อนข้างชัวร์เลยล่ะ
แตกต่างจากเมื่อสามร้อยปีก่อน ในยุคปัจจุบันแต่ละประเทศก็มีเฟรมเกียร์ประจำการอยู่หลายเครื่อง แต่พวกนั้นไม่ใช่หุ่นที่แต่ละประเทศสร้างขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์หรอกนะ
หัวใจสำคัญของเฟรมเกียร์อย่าง 'เตาปฏิกรณ์วิญญาณเวทมนตร์' และ 'เอเธอร์ลิควิด' ที่เป็นเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงตัวหุ่น ทั้งสองอย่างนี้สามารถผลิตได้ที่บรุนฮิลด์ที่เดียวเท่านั้น
สรรพสิ่งล้วนมีภูตสถิตอยู่ เตาปฏิกรณ์วิญญาณคือกลไกที่ขอยืมพลังจากภูตเหล่านั้นมาขยายพลังเวทมนตร์
ส่วนเอเธอร์ลิควิดคือสื่อกลางที่ทำหน้าที่กระจายพลังเวทให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของเฟรมเกียร์
เอเธอร์ลิควิดนั้นมีขายทั่วไป แต่เตาปฏิกรณ์วิญญาณถือเป็น 'ของให้ยืม' จากราชรัฐบรุนฮิลด์เท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ การจะสร้างเฟรมเกียร์ขึ้นมาได้นั้น ขาดบรุนฮิลด์ไปไม่ได้เลย
ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศพยายามจะสร้างเตาปฏิกรณ์วิญญาณด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง โดยการแอบถอดชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์ที่ยืมไปจากราชรัฐเพื่อนำไปวิเคราะห์
แต่พอพยายามจะแยกส่วน เตาปฏิกรณ์ก็มักจะสลายหายไป ดึงดูดเข้าหากันจนหลอมละลาย หรือหนักสุดก็ระเบิดตู้มไปเลย
และแน่นอนว่าเมื่อราชรัฐรู้ว่ามีประเทศที่คิดจะเอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาทำลายของที่อุตส่าห์ไว้ใจให้ยืมไป ก็ย่อมมีการลงดาบด้วยการระงับการให้ยืมเตาปฏิกรณ์เพิ่ม หรือเรียกคืนเตาที่มีอยู่ทั้งหมด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจำนวนเตาปฏิกรณ์ในแต่ละประเทศที่เคยมีเท่ากันเมื่อสามร้อยปีก่อน ถึงได้มีความแตกต่างกันในปัจจุบันนี้
จำนวนเตาปฏิกรณ์ หรือก็คือจำนวนเฟรมเกียร์ที่ครอบครอง ยิ่งมีน้อยก็ยิ่งแปลว่าประเทศนั้นเคย 'ทำเรื่องงามหน้า' เอาไว้ในอดีต ถึงช่วงหลายสิบปีมานี้จะไม่มีประเทศไหนทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นแล้วก็เถอะนะ
เข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลแล้ว)
สรุปก็คือ ฉันต้องคิดเรื่องเฟรมเกียร์ของตัวเองให้ดีๆ เพื่ออนาคตสินะ
'ลูซิเฟอร์' ของฉันเป็นเฟรมสายความเร็วสูง (High Mobility) ถ้าอยากจะเพิ่มความเร็วให้มากกว่านี้ก็ต้องลดน้ำหนักอุปกรณ์ ไม่ก็ติดบูสเตอร์ความเร็วสูงหรือทรัสเตอร์ขนาดใหญ่เข้าไป... แต่ของพวกนั้นแพงหูฉี่เลยแฮะ
ระหว่างที่ฉันกำลังกุมขมับดูราคาอะไหล่อยู่แคโรก็โพล่งขึ้นมา
"วิธีหา G(เกียร์) ไม่ได้มีแค่การทำ พาร์ตไทม์อย่างเดียวนะ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราสามารถแลกเปลี่ยน G(เกียร์) ระหว่างนักเรียนด้วยกันได้ไงล่ะ ยกตัวอย่างเช่น พวกรุ่นพี่สายช่าง ก็มักจะรับจ้างซ่อมหรือดัดแปลงอาร์มเกียร์เพื่อแลกกับ G(เกียร์) หรือแม้แต่การรับจ้างทำธุระส่วนตัวก็ยังสามารถใช้ G(เกียร์) เป็นค่าจ้างได้เหมือนกันนะ"
"เอ๊ะ แบบนั้นก็ได้ด้วยเหรอ?"
"ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และไม่ขัดต่อกฎของวิทยาลัยหรือศีลธรรมอันดี ก็ไม่มีปัญหาจ้ะ"
อ้อ มีวิธีหา G(เกียร์) แบบนี้ด้วยนี่เอง ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...
"อ๊ะ แต่ห้ามใช้เงินจริงซื้อขายกันเด็ดขาดเลยนะ ขืนทำแบบนั้นมีสิทธิ์โดนไล่ออกได้ง่ายๆ เลย"
"ข เข้าใจแล้วน่า..."
ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวโดนดักคอซะสนิทเลย โธ่เอ๊ย แต่ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็ถังแตกอยู่ดีนั่นแหละ
หลังจากเดินสำรวจวิทยาลัยจนทั่ว พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะกลับหอพักเก็นบุกันแล้ว
ระหว่างทาง เชรี่ที่กำลังดูแผนที่ในสมาร์ทโฟนก็ชี้ไปที่ตรอกแคบๆ ระหว่างอาคารสองหลังแล้วบอกว่าทางนี้เป็นทางลัด พวกเราเลยเดินตามเธอเข้าไป
ทางมันลัดก็จริง แต่มันแคบสุดๆ กว้างแค่ประมาณเมตรเดียวเอง เสียวชุดนักเรียนตัวใหม่จะเปื้อนชะมัดเลย
"นี่ไง ทะลุออกมาแล้ว"
เชรี่หันมาทำหน้าภูมิใจใส่พวกเรา พอดูแผนที่แล้ว ทางนี้มันลัดตัดตรงไม่ต้องเดินอ้อมไกลๆ จริงด้วย นักเรียนคนอื่นๆ คงใช้เส้นทางนี้กันเป็นปกติล่ะมั้ง ไว้เวลาฉันรีบๆ ก็มาใช้บ้างดีกว่า
"ฉันบอกแล้วไงคะ... ว่ามองยังไงเจ้านี่มันก็แค่ของถูกๆ ระดับล่างเท่านั้นเอง"
"อย่ามาล้อเล่นนะยะ! แกจะไปรู้อะไร!"
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมา พวกเราจึงหันไปมองตามเสียงนั้น
"เหวอ"
"เหวอ?"
ฉันเผลอร้องอุทานออกมา ก่อนที่อีกสองคนจะร้องตามเหมือนนกแก้วนกขุนทอง
ก็แหม ตรงจุดที่พวกเรามองไป ดันเป็นยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตตัวแสบคนนั้นน่ะสิ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตรงหน้ายัยนั่นมีนักเรียนร่างยักษ์สามคนยืนขวางทางอยู่ ดูจากสีเนกไทแล้วน่าจะเป็นปีสองนะ ทำไมตัวใหญ่ขนาดนั้นล่ะเนี่ย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตัวใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนั้นนะ
ถึงยัยเอลฟ์ผมทองจะสูงกว่ามาตรฐานผู้หญิงทั่วไป แต่พวกนั้นสูงกว่าหล่อนเป็นคืบเลยล่ะ กล้ามก็เป็นมัดๆ ดูทรงแล้วน่าจะเป็นพวกสายลุยแหงๆ
"พวกนั้นน่าจะมาจากสหพันธ์มหาพฤกษาล่ะมั้ง ที่นั่นมีบางเผ่าที่มีรูปร่างใหญ่โตเป็นพิเศษอยู่น่ะ"
แคโรที่ยืนอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามาตอบข้อสงสัยของฉัน
สหพันธ์มหาพฤกษา... ประเทศที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของบรุนฮิลด์สินะ
จริงๆ แล้วเห็นว่ายังไม่เชิงเป็นประเทศเต็มตัวหรอกนะ แต่จะมีการจัดงานประลองยุทธ์ที่เรียกว่า 'พิธีคัดสรร' เพื่อเลือกผู้นำจากชนเผ่าต่างๆ มาปกครองสหพันธ์น่ะ
ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างหลังยัยเอลฟ์ผมทองมีใครอีกคนอยู่ด้วย
เพราะเธอนั่งยองๆ อยู่ก็เลยมองไม่ค่อยเห็น แต่ดูเหมือนจะเป็นเด็กปีหนึ่งเหมือนกันนะ
เธอมีผมสีน้ำตาลแดงถักเปียเดี่ยว ใส่แว่นตากลมโต สายตาของเธอล่อกแล่กมองสลับไปมาระหว่างยัยเอลฟ์ผมทองกับแก๊งสามคนนั้นด้วยความตื่นตระหนก
ที่แทบเท้าของเธอมีเศษซากอะไรบางอย่างแตกกระจายอยู่ แก้ว... เหรอ? ขวดอะไรสักอย่างรึเปล่านะ? ของเหลวข้างในหกเลอะเทอะเต็มพื้นไปหมดเลย
"แกทำโพชั่นที่เพิ่งซื้อมาแตกนะเว้ย! ก็ต้องชดใช้สิวะ!"
"เรื่องชดใช้น่ะฉันไม่เถียงหรอกค่ะ แต่ฉันแค่บอกว่าราคาที่คุณเรียกมาน่ะมันไม่สมเหตุสมผลต่างหากล่ะคะ"
รุ่นพี่ผมทรงเดรดล็อกส์หนึ่งในแก๊งยักษ์สามคนตะคอกใส่ แต่ยัยเอลฟ์ผมทองกลับตอบโต้ด้วยท่าทีเยือกเย็น
"อะไรน่ะ? เด็กคนนั้นคนรู้จักเนโรเหรอ?"
"อืมมม จะเรียกว่าคนรู้จักดีไหมนะ... รูมเมตน่ะ"
"ก็คนรู้จักนั่นแหละ"
คำพูดของเชรี่ทำให้ฉันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นรูมเมตแปลว่าเป็นคนรู้จัก... งั้นเหรอ? จะว่ารู้จักก็รู้จักแหละ แต่เอาจริงๆ ชื่อยัยนั่นฉันยังจำไม่ค่อยจะได้เลย
"นี่มันไฮโพชั่นของหายากเลยนะโว้ย! อย่างต่ำก็ต้อง 5 เหรียญทองแล้ว!"
"เลิกพูดจาไร้สาระสักทีเถอะค่ะ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ใครเขาจะเอามาใส่ในขวดแก้วถูกๆ แบบนี้กันล่ะคะ มองยังไงนี่มันก็แค่โพชั่นห่วยๆ ระดับที่ขายกันตามตลาดแบกะดินชัดๆ เต็มที่ก็ไม่เกิน 5 เหรียญเงินหรอกค่ะ"
ยัยผมเดรดล็อกส์กับยัยเอลฟ์ผมทองยังคงเถียงกันไม่เลิก ฟังจากที่คุยกัน ดูเหมือนว่ายัยแว่นนั่นจะไปเดินชนพวกรุ่นพี่ปีสอง จนทำโพชั่นของยัยผมเดรดล็อกส์ตกแตก
แล้วพวกนั้นก็เรียกค่าเสียหายเป็นเงินตั้ง 5 เหรียญทอง ซึ่งมันแพงหูฉี่ ยัยเอลฟ์ผมทองที่บังเอิญผ่านมาเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็เลยเข้ามาสอด จนกลายเป็นเรื่องบาดหมางกันอย่างที่เห็น
แต่ก็นะ 5 เหรียญทองนี่มันแพงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ มากกว่าเงินเดือนอัศวินทั่วไปซะอีก ไม่สิ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ราคานั้นก็อาจจะสมเหตุสมผลก็ได้ล่ะมั้ง
ไฮโพชั่นเป็นไอเทมล้ำค่าที่ไม่ได้รักษาแค่พลังกายและความเหนื่อยล้า แต่ยังรักษาบาดแผลสาหัสไปจนถึงกระดูกหักได้ด้วย
สำหรับนักผจญภัยแล้ว ถือเป็นไอเทมช่วยชีวิตที่ต้องมีติดตัวไว้อย่างน้อยสักขวดเลยล่ะ จริงๆ แล้วฉันเองก็มีพกติดตัวไว้ขวดนึงเหมือนกันนะ
ถ้าเอาไปขาย ก็น่าจะได้มากกว่า 5 เหรียญทองแหละ รู้ทั้งรู้ แต่ของแบบนี้ใครจะไปขายลงล่ะ เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง
ถึงฉันจะได้มันมาฟรีๆ เพราะอาจารย์ให้เป็นของขวัญอำลาก็เถอะ แต่สำหรับนักเรียนทั่วไป เงิน 5 เหรียญทองนี่ถือเป็นรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสเอาการเลยนะ... หืม?
"นี่ ขอโทษนะคะ"
"อ้าว เธอ..."
"อะไรวะ!? ไม่เกี่ยวก็ไสหัวไปซะ!"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์ตวัดสายตาขวางมามองฉัน
"อ้าว ถ้าบอกว่าฉันไม่เกี่ยว งั้นยัยเอลฟ์ผมทองนี่ก็ไม่เกี่ยวเหมือนกันสิ"
"ยัยเอลฟ์ผมท... นี่แกหมายถึง ดิฉันเหรอคะ?"
อุ๊ย สายตาพิฆาตเพิ่มมาอีกคู่แล้วแฮะ ช่างเถอะ
ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่เดรดล็อกส์
"เมื่อกี้บอกว่า 'อย่างต่ำก็ 5 เหรียญทอง' ใช่ไหม? ทำไมถึงจำราคาโพชั่นที่ตัวเองซื้อไม่ได้ล่ะ? ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?"
"อึก...!"
"ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าเพิ่งซื้อมาหมาดๆ น่ะ? แล้วทำไมถึงจำราคาไม่ได้ล่ะ? ของนั่นมันใช่ของที่หล่อนซื้อมาจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?"
"ช ใช่สิวะ! แล้วแกมีปัญหาอะไรฮะ!?"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์แสดงอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด พิรุธออกเต็มๆ เลยนะเจ๊
ฉันก้มลงหยิบเศษแก้วจากก้นขวดที่แตกกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วใช้มันกรีดลงบนฝ่ามืออีกข้างจนเลือดซิบ
"ด เดี๋ยวสิ...! ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย!?"
ฉันเมินยัยเอลฟ์ผมทองที่กำลังโวยวาย แล้วเทของเหลวที่เหลือติดก้นขวดอยู่นิดหน่อยลงบนปากแผล แสบชะมัด... แต่ปากแผลก็ยังเปิดอ้าอยู่เหมือนเดิม
"แผลไม่ปิด...?"
"ต่อให้เป็นโพชั่นระดับล่างสุด ยังไงก็ต้องรักษาแผลให้ปิดสนิทได้บ้างล่ะน่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสะเก็ดแผลบางๆ ขึ้นมาบ้าง แต่นี่... ของในขวดนี่มันไม่ใช่โพชั่นตั้งแต่แรกแล้ว สรุปก็คือ—"
พอฉันตวัดสายตาจับผิดไปที่พวกรุ่นพี่เดรดล็อกส์ ทั้งสามคนก็ออกอาการลนลานจนเก็บอาการไม่อยู่ สายตาล่อกแล่กมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ม ไม่รู้โว้ย! พวกเราก็โดนหลอกมาเหมือนกันนั่นแหละ!"
"ช ใช่ๆ! ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นของปลอม! โธ่เว้ย แม่งเอ๊ย!"
"ไ ไอ้พ่อค้านั่น ฉันจะไปอัดมันให้น่วมเลย! เฮ้ย ไปกันเถอะพวกเรา!"
"อ๊ะ"
ยังไม่ทันที่ยัยเอลฟ์ผมทองจะอ้าปากรั้งไว้ ยัยยักษ์สามตัวนั้นก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปซะแล้ว วิ่งเร็วจริงๆ นะพวกหล่อน...
.
หลังจากดูการแข่งอาร์มเกียร์ไปสองสามคู่ พวกเราก็พากันเดินดูรอบๆ วิทยาลัยต่อ
นอกจากลานประลองแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลานฝึกซ้อมดาบและศิลปะการต่อสู้, โรงยิม, ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำทั้งในร่มและกลางแจ้ง ไปจนถึงห้องยูนิตที่มีเฟรมยูนิตตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
"ฝั่งโน้นน่าจะเป็นโซนชมรมนะ จะลองแวะไปดูไหม?"
"อืมม วันนี้ขอผ่านดีกว่า"
"ฉันก็ด้วย"
ตอนนี้ยังไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าชมรมหรอก เอาเวลาไปรับงานที่กิลด์นักผจญภัยหาเงิน หรือไม่ก็ทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ในวิทยาลัยเพื่อหา G(เกียร์) มาอัปเกรดหุ่นยังจะดีกว่าอีก
"พวกงานพาร์ตไทม์ในวิทยาลัยนี่มีงานแบบไหนบ้างเหรอ รู้ไหม?"
"ฟังจากที่พวกรุ่นพี่คุยกันก็มีตั้งแต่ช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย, หาข้อมูลหรือช่วยงานวิจัยของอาจารย์, ขนของด้วยอาร์มเกียร์ ไปจนถึงล้างจานในโรงอาหารเลยล่ะ มีเยอะแยะเลยนะ"
ฟังดูเหมือนเป็นสารพัดรับจ้างเลยแฮะ... นี่กะจะใช้นักเรียนเป็นแรงงานราคาถูกเพื่อลดต้นทุนหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ก็นะ ถือซะว่าแลกกับการได้ G(เกียร์) มาอัปเกรดเฟรมเกียร์ของตัวเอง ก็ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่ายล่ะมั้ง
ข้อมูลเฟรมเกียร์ที่เราสร้างขึ้นในวิทยาลัย พอเรียนจบไปก็ยังเป็นของเราอยู่ดี
หมายความว่า ถ้าในอนาคตเราได้เป็น 'ทรูปเปอร์' ของประเทศไหนสักแห่ง เราก็สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้กับเฟรมเกียร์ของจริงได้เลย
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคิดจะเอาดีด้านนี้จริงๆ ก็ต้องตั้งใจสร้างหุ่นที่เข้ากับตัวเองให้ดีที่สุดตั้งแต่ตอนนี้เลย
ถ้ามีข้อมูลนั้นล่ะก็ ประเทศต้นสังกัดอาจจะสร้างหุ่นเฉพาะตัวให้เราเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศล่ะนะ
...อย่างรุ่นพี่เซลด้าที่เป็นเจ้าหญิงแห่งเรสเทีย ก็ต้องกลับไปรับใช้ประเทศบ้านเกิดอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า 'แอสเทรีย' เฟรมเกียร์สีส้มเครื่องนั้น ก็คงจะได้กลายเป็นเฟรมเกียร์สังกัดอาณาจักรเรสเทียค่อนข้างชัวร์เลยล่ะ
แตกต่างจากเมื่อสามร้อยปีก่อน ในยุคปัจจุบันแต่ละประเทศก็มีเฟรมเกียร์ประจำการอยู่หลายเครื่อง แต่พวกนั้นไม่ใช่หุ่นที่แต่ละประเทศสร้างขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์หรอกนะ
หัวใจสำคัญของเฟรมเกียร์อย่าง 'เตาปฏิกรณ์วิญญาณเวทมนตร์' และ 'เอเธอร์ลิควิด' ที่เป็นเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงตัวหุ่น ทั้งสองอย่างนี้สามารถผลิตได้ที่บรุนฮิลด์ที่เดียวเท่านั้น
สรรพสิ่งล้วนมีภูตสถิตอยู่ เตาปฏิกรณ์วิญญาณคือกลไกที่ขอยืมพลังจากภูตเหล่านั้นมาขยายพลังเวทมนตร์
ส่วนเอเธอร์ลิควิดคือสื่อกลางที่ทำหน้าที่กระจายพลังเวทให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของเฟรมเกียร์
เอเธอร์ลิควิดนั้นมีขายทั่วไป แต่เตาปฏิกรณ์วิญญาณถือเป็น 'ของให้ยืม' จากราชรัฐบรุนฮิลด์เท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ การจะสร้างเฟรมเกียร์ขึ้นมาได้นั้น ขาดบรุนฮิลด์ไปไม่ได้เลย
ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศพยายามจะสร้างเตาปฏิกรณ์วิญญาณด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง โดยการแอบถอดชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์ที่ยืมไปจากราชรัฐเพื่อนำไปวิเคราะห์
แต่พอพยายามจะแยกส่วน เตาปฏิกรณ์ก็มักจะสลายหายไป ดึงดูดเข้าหากันจนหลอมละลาย หรือหนักสุดก็ระเบิดตู้มไปเลย
และแน่นอนว่าเมื่อราชรัฐรู้ว่ามีประเทศที่คิดจะเอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาทำลายของที่อุตส่าห์ไว้ใจให้ยืมไป ก็ย่อมมีการลงดาบด้วยการระงับการให้ยืมเตาปฏิกรณ์เพิ่ม หรือเรียกคืนเตาที่มีอยู่ทั้งหมด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจำนวนเตาปฏิกรณ์ในแต่ละประเทศที่เคยมีเท่ากันเมื่อสามร้อยปีก่อน ถึงได้มีความแตกต่างกันในปัจจุบันนี้
จำนวนเตาปฏิกรณ์ หรือก็คือจำนวนเฟรมเกียร์ที่ครอบครอง ยิ่งมีน้อยก็ยิ่งแปลว่าประเทศนั้นเคย 'ทำเรื่องงามหน้า' เอาไว้ในอดีต ถึงช่วงหลายสิบปีมานี้จะไม่มีประเทศไหนทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นแล้วก็เถอะนะ
เข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลแล้ว)
สรุปก็คือ ฉันต้องคิดเรื่องเฟรมเกียร์ของตัวเองให้ดีๆ เพื่ออนาคตสินะ
'ลูซิเฟอร์' ของฉันเป็นเฟรมสายความเร็วสูง (High Mobility) ถ้าอยากจะเพิ่มความเร็วให้มากกว่านี้ก็ต้องลดน้ำหนักอุปกรณ์ ไม่ก็ติดบูสเตอร์ความเร็วสูงหรือทรัสเตอร์ขนาดใหญ่เข้าไป... แต่ของพวกนั้นแพงหูฉี่เลยแฮะ
ระหว่างที่ฉันกำลังกุมขมับดูราคาอะไหล่อยู่แคโรก็โพล่งขึ้นมา
"วิธีหา G(เกียร์) ไม่ได้มีแค่การทำ พาร์ตไทม์อย่างเดียวนะ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราสามารถแลกเปลี่ยน G(เกียร์) ระหว่างนักเรียนด้วยกันได้ไงล่ะ ยกตัวอย่างเช่น พวกรุ่นพี่สายช่าง ก็มักจะรับจ้างซ่อมหรือดัดแปลงอาร์มเกียร์เพื่อแลกกับ G(เกียร์) หรือแม้แต่การรับจ้างทำธุระส่วนตัวก็ยังสามารถใช้ G(เกียร์) เป็นค่าจ้างได้เหมือนกันนะ"
"เอ๊ะ แบบนั้นก็ได้ด้วยเหรอ?"
"ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และไม่ขัดต่อกฎของวิทยาลัยหรือศีลธรรมอันดี ก็ไม่มีปัญหาจ้ะ"
อ้อ มีวิธีหา G(เกียร์) แบบนี้ด้วยนี่เอง ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...
"อ๊ะ แต่ห้ามใช้เงินจริงซื้อขายกันเด็ดขาดเลยนะ ขืนทำแบบนั้นมีสิทธิ์โดนไล่ออกได้ง่ายๆ เลย"
"ข เข้าใจแล้วน่า..."
ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวโดนดักคอซะสนิทเลย โธ่เอ๊ย แต่ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็ถังแตกอยู่ดีนั่นแหละ
หลังจากเดินสำรวจวิทยาลัยจนทั่ว พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะกลับหอพักเก็นบุกันแล้ว
ระหว่างทาง เชรี่ที่กำลังดูแผนที่ในสมาร์ทโฟนก็ชี้ไปที่ตรอกแคบๆ ระหว่างอาคารสองหลังแล้วบอกว่าทางนี้เป็นทางลัด พวกเราเลยเดินตามเธอเข้าไป
ทางมันลัดก็จริง แต่มันแคบสุดๆ กว้างแค่ประมาณเมตรเดียวเอง เสียวชุดนักเรียนตัวใหม่จะเปื้อนชะมัดเลย
"นี่ไง ทะลุออกมาแล้ว"
เชรี่หันมาทำหน้าภูมิใจใส่พวกเรา พอดูแผนที่แล้ว ทางนี้มันลัดตัดตรงไม่ต้องเดินอ้อมไกลๆ จริงด้วย นักเรียนคนอื่นๆ คงใช้เส้นทางนี้กันเป็นปกติล่ะมั้ง ไว้เวลาฉันรีบๆ ก็มาใช้บ้างดีกว่า
"ฉันบอกแล้วไงคะ... ว่ามองยังไงเจ้านี่มันก็แค่ของถูกๆ ระดับล่างเท่านั้นเอง"
"อย่ามาล้อเล่นนะยะ! แกจะไปรู้อะไร!"
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมา พวกเราจึงหันไปมองตามเสียงนั้น
"เหวอ"
"เหวอ?"
ฉันเผลอร้องอุทานออกมา ก่อนที่อีกสองคนจะร้องตามเหมือนนกแก้วนกขุนทอง
ก็แหม ตรงจุดที่พวกเรามองไป ดันเป็นยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตตัวแสบคนนั้นน่ะสิ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตรงหน้ายัยนั่นมีนักเรียนร่างยักษ์สามคนยืนขวางทางอยู่ ดูจากสีเนกไทแล้วน่าจะเป็นปีสองนะ ทำไมตัวใหญ่ขนาดนั้นล่ะเนี่ย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตัวใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนั้นนะ
ถึงยัยเอลฟ์ผมทองจะสูงกว่ามาตรฐานผู้หญิงทั่วไป แต่พวกนั้นสูงกว่าหล่อนเป็นคืบเลยล่ะ กล้ามก็เป็นมัดๆ ดูทรงแล้วน่าจะเป็นพวกสายลุยแหงๆ
"พวกนั้นน่าจะมาจากสหพันธ์มหาพฤกษาล่ะมั้ง ที่นั่นมีบางเผ่าที่มีรูปร่างใหญ่โตเป็นพิเศษอยู่น่ะ"
แคโรที่ยืนอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามาตอบข้อสงสัยของฉัน
สหพันธ์มหาพฤกษา... ประเทศที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของบรุนฮิลด์สินะ
จริงๆ แล้วเห็นว่ายังไม่เชิงเป็นประเทศเต็มตัวหรอกนะ แต่จะมีการจัดงานประลองยุทธ์ที่เรียกว่า 'พิธีคัดสรร' เพื่อเลือกผู้นำจากชนเผ่าต่างๆ มาปกครองสหพันธ์น่ะ
ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างหลังยัยเอลฟ์ผมทองมีใครอีกคนอยู่ด้วย
เพราะเธอนั่งยองๆ อยู่ก็เลยมองไม่ค่อยเห็น แต่ดูเหมือนจะเป็นเด็กปีหนึ่งเหมือนกันนะ
เธอมีผมสีน้ำตาลแดงถักเปียเดี่ยว ใส่แว่นตากลมโต สายตาของเธอล่อกแล่กมองสลับไปมาระหว่างยัยเอลฟ์ผมทองกับแก๊งสามคนนั้นด้วยความตื่นตระหนก
ที่แทบเท้าของเธอมีเศษซากอะไรบางอย่างแตกกระจายอยู่ แก้ว... เหรอ? ขวดอะไรสักอย่างรึเปล่านะ? ของเหลวข้างในหกเลอะเทอะเต็มพื้นไปหมดเลย
"แกทำโพชั่นที่เพิ่งซื้อมาแตกนะเว้ย! ก็ต้องชดใช้สิวะ!"
"เรื่องชดใช้น่ะฉันไม่เถียงหรอกค่ะ แต่ฉันแค่บอกว่าราคาที่คุณเรียกมาน่ะมันไม่สมเหตุสมผลต่างหากล่ะคะ"
รุ่นพี่ผมทรงเดรดล็อกส์หนึ่งในแก๊งยักษ์สามคนตะคอกใส่ แต่ยัยเอลฟ์ผมทองกลับตอบโต้ด้วยท่าทีเยือกเย็น
"อะไรน่ะ? เด็กคนนั้นคนรู้จักเนโรเหรอ?"
"อืมมม จะเรียกว่าคนรู้จักดีไหมนะ... รูมเมตน่ะ"
"ก็คนรู้จักนั่นแหละ"
คำพูดของเชรี่ทำให้ฉันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นรูมเมตแปลว่าเป็นคนรู้จัก... งั้นเหรอ? จะว่ารู้จักก็รู้จักแหละ แต่เอาจริงๆ ชื่อยัยนั่นฉันยังจำไม่ค่อยจะได้เลย
"นี่มันไฮโพชั่นของหายากเลยนะโว้ย! อย่างต่ำก็ต้อง 5 เหรียญทองแล้ว!"
"เลิกพูดจาไร้สาระสักทีเถอะค่ะ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ใครเขาจะเอามาใส่ในขวดแก้วถูกๆ แบบนี้กันล่ะคะ มองยังไงนี่มันก็แค่โพชั่นห่วยๆ ระดับที่ขายกันตามตลาดแบกะดินชัดๆ เต็มที่ก็ไม่เกิน 5 เหรียญเงินหรอกค่ะ"
ยัยผมเดรดล็อกส์กับยัยเอลฟ์ผมทองยังคงเถียงกันไม่เลิก ฟังจากที่คุยกัน ดูเหมือนว่ายัยแว่นนั่นจะไปเดินชนพวกรุ่นพี่ปีสอง จนทำโพชั่นของยัยผมเดรดล็อกส์ตกแตก
แล้วพวกนั้นก็เรียกค่าเสียหายเป็นเงินตั้ง 5 เหรียญทอง ซึ่งมันแพงหูฉี่ ยัยเอลฟ์ผมทองที่บังเอิญผ่านมาเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็เลยเข้ามาสอด จนกลายเป็นเรื่องบาดหมางกันอย่างที่เห็น
แต่ก็นะ 5 เหรียญทองนี่มันแพงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ มากกว่าเงินเดือนอัศวินทั่วไปซะอีก ไม่สิ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ราคานั้นก็อาจจะสมเหตุสมผลก็ได้ล่ะมั้ง
ไฮโพชั่นเป็นไอเทมล้ำค่าที่ไม่ได้รักษาแค่พลังกายและความเหนื่อยล้า แต่ยังรักษาบาดแผลสาหัสไปจนถึงกระดูกหักได้ด้วย
สำหรับนักผจญภัยแล้ว ถือเป็นไอเทมช่วยชีวิตที่ต้องมีติดตัวไว้อย่างน้อยสักขวดเลยล่ะ จริงๆ แล้วฉันเองก็มีพกติดตัวไว้ขวดนึงเหมือนกันนะ
ถ้าเอาไปขาย ก็น่าจะได้มากกว่า 5 เหรียญทองแหละ รู้ทั้งรู้ แต่ของแบบนี้ใครจะไปขายลงล่ะ เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง
ถึงฉันจะได้มันมาฟรีๆ เพราะอาจารย์ให้เป็นของขวัญอำลาก็เถอะ แต่สำหรับนักเรียนทั่วไป เงิน 5 เหรียญทองนี่ถือเป็นรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสเอาการเลยนะ... หืม?
"นี่ ขอโทษนะคะ"
"อ้าว เธอ..."
"อะไรวะ!? ไม่เกี่ยวก็ไสหัวไปซะ!"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์ตวัดสายตาขวางมามองฉัน
"อ้าว ถ้าบอกว่าฉันไม่เกี่ยว งั้นยัยเอลฟ์ผมทองนี่ก็ไม่เกี่ยวเหมือนกันสิ"
"ยัยเอลฟ์ผมท... นี่แกหมายถึง ดิฉันเหรอคะ?"
อุ๊ย สายตาพิฆาตเพิ่มมาอีกคู่แล้วแฮะ ช่างเถอะ
ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่เดรดล็อกส์
"เมื่อกี้บอกว่า 'อย่างต่ำก็ 5 เหรียญทอง' ใช่ไหม? ทำไมถึงจำราคาโพชั่นที่ตัวเองซื้อไม่ได้ล่ะ? ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?"
"อึก...!"
"ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าเพิ่งซื้อมาหมาดๆ น่ะ? แล้วทำไมถึงจำราคาไม่ได้ล่ะ? ของนั่นมันใช่ของที่หล่อนซื้อมาจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?"
"ช ใช่สิวะ! แล้วแกมีปัญหาอะไรฮะ!?"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์แสดงอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด พิรุธออกเต็มๆ เลยนะเจ๊
ฉันก้มลงหยิบเศษแก้วจากก้นขวดที่แตกกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วใช้มันกรีดลงบนฝ่ามืออีกข้างจนเลือดซิบ
"ด เดี๋ยวสิ...! ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย!?"
ฉันเมินยัยเอลฟ์ผมทองที่กำลังโวยวาย แล้วเทของเหลวที่เหลือติดก้นขวดอยู่นิดหน่อยลงบนปากแผล แสบชะมัด... แต่ปากแผลก็ยังเปิดอ้าอยู่เหมือนเดิม
"แผลไม่ปิด...?"
"ต่อให้เป็นโพชั่นระดับล่างสุด ยังไงก็ต้องรักษาแผลให้ปิดสนิทได้บ้างล่ะน่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสะเก็ดแผลบางๆ ขึ้นมาบ้าง แต่นี่... ของในขวดนี่มันไม่ใช่โพชั่นตั้งแต่แรกแล้ว สรุปก็คือ—"
พอฉันตวัดสายตาจับผิดไปที่พวกรุ่นพี่เดรดล็อกส์ ทั้งสามคนก็ออกอาการลนลานจนเก็บอาการไม่อยู่ สายตาล่อกแล่กมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ม ไม่รู้โว้ย! พวกเราก็โดนหลอกมาเหมือนกันนั่นแหละ!"
"ช ใช่ๆ! ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นของปลอม! โธ่เว้ย แม่งเอ๊ย!"
"ไ ไอ้พ่อค้านั่น ฉันจะไปอัดมันให้น่วมเลย! เฮ้ย ไปกันเถอะพวกเรา!"
"อ๊ะ"
ยังไม่ทันที่ยัยเอลฟ์ผมทองจะอ้าปากรั้งไว้ ยัยยักษ์สามตัวนั้นก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปซะแล้ว วิ่งเร็วจริงๆ นะพวกหล่อน...
012 สานสัมพันธ์
.
"เมื่อกี้มันเรื่องอะไรกันคะ...?"
"ก็แค่มุกตื้นๆ ของพวกนักผจญภัยกระจอกๆ น่ะ ทำทีว่าโพชั่นแตกแล้วรีดไถเงินจากชาวบ้านตาดำๆ เพราะคนทั่วไปเขาไม่ค่อยรู้จักโพชั่นของจริงกันหรอก"
"เนโร รีบทำแผลก่อนเถอะ เลือดไหลใหญ่แล้ว..."
แคโรทักขึ้นมา ฉันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ อ้อ จริงด้วย ลืมไปเลยว่ากรีดมือตัวเองไว้
"【จงมา แสงสว่างแห่งการเยียวยาอันเงียบสงบ เคียวร์ฮีล (Cure Heal)】"
ฉันยื่นมือขวาไปบังมือซ้ายที่เป็นแผล แล้วร่ายเวทมนตร์รักษาใส่ตัวเอง แผลที่มือซ้ายสมานตัวอย่างรวดเร็ว เลือดที่ไหลอยู่ก็หยุดสนิท ฉันลองกำมือแบมือดูเพื่อเช็กให้ชัวร์ว่าหายดีแล้ว
"ตกใจเลยนะเนี่ย เนโรใช้เวทมนตร์ได้ด้วยเหรอ แถมยังเป็นธาตุแสงที่หายากซะด้วย..."
"ก็แค่เวทระดับต้นน่ะจ้ะ"
ฉันตอบเชรี่ไปด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว ในบรรดาธาตุทั้งเจ็ด คือ ไฟ, น้ำ, ลม, ดิน, แสง, ความมืด, และไร้ธาตุ ฉันมีธาตุหายากถึงสี่ธาตุ แต่เวทมนตร์ทุกธาตุที่ฉันใช้ได้ ยกเว้นเวทไร้ธาตุ ล้วนเป็นเวทระดับต้นทั้งสิ้น
แต่เพราะฉันมีพลังเวทเยอะ เลยสามารถร่ายเวทได้รัวๆ เวลาต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ ฉันเลยมักจะใช้การร่ายเวทระดับต้นต่อเนื่องกันเป็นชุด
"แต่การมาก่อเหตุต้มตุ๋นในวิทยาลัยเนี่ย... รุ่นพี่พวกนี้นี่มันยังไงกันนะ"
"ควรเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้ทางวิทยาลัยทราบไหมคะ?"
"น่าจะเสียเวลาเปล่านะ ไม่มีหลักฐานว่าพวกนั้นตั้งใจจะหลอกลวงนี่นา อย่างที่พวกนั้นบอกแหละ ถ้าพวกนั้นอ้างว่าโดนหลอกมาเหมือนกัน เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว"
ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ พวกนักผจญภัยกระจอกๆ ถึงได้ชอบใช้มุกนี้หากินกันไงล่ะ ต่อให้โดนจับได้ ก็แค่ตีหน้าซื่อบอกว่าตัวเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน แค่นี้ก็รอดตัวแล้ว แต่ก็นะ มุกนี้ใช้ได้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ ถ้าเกิดเรื่องบ่อยเข้า กิลด์นักผจญภัยก็จะลงมาตรวจสอบอย่างจริงจัง แล้วสุดท้ายก็โดนจับเข้าตารางอยู่ดี
"เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"อ๊ะ ค ฮ่ะ ค่ะ!"
แคโรยื่นมือไปดึงเด็กแว่นที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา ภาพชวนฝันจังเลยนะเนี่ย อย่างกับเจ้าชายเลยแฮะ
"เอ่อ ขอบคุณมากนะคะ! ฉันชื่อลาล่า มาจากทริฮารันค่ะ! แล้วก็ต้องขอโทษคุณเอลฟ์ตรงนั้นด้วยนะคะที่ทำให้เดือดร้อน..."
ทริฮารัน... จักรวรรดิเทพทริฮารันสินะ ประเทศที่อยู่บนทวีปทางตะวันตกข้ามทะเลไปนั่นเอง ถ้าจำไม่ผิดเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองด้านเทคโนโลยี ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) นี่นา เด็กคนนี้ก็คงมาเรียนเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ที่นี่เหมือนกันสินะ?
"ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ ในฐานะชนชั้นสูง ฉันแค่ทนเห็นข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลไม่ได้ก็เท่านั้นเอง"
ยัยเอลฟ์ผมทองตอบลาล่ากลับไปด้วยท่าทีหยิ่งยโส ดูเหมือนจะไม่ได้แกล้งทำเป็นฟอร์มจัด แต่คงเข้ามาช่วยด้วยเหตุผลนั้นจริงๆ สินะ...
"เธอเองก็เป็นขุนนางงั้นเหรอ ฉันแคโรไลน์ เรียตต์ จากเรกูลัส เรียกสั้นๆ ว่าแคโรก็ได้นะ"
"ฉันเชริล กัสปาร์ จากเรกูลัสเหมือนกัน เรียกฉันว่าเชรี่นะ"
"ตระกูลเรียตต์กับตระกูลกัสปาร์แห่งเรกูลัสงั้นเหรอ...? โอ้ เป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงทั้งคู่เลยนี่นา มิน่าล่ะถึงได้ดูกิริยามารยาทงดงาม..."
นี่ หล่อนจะหันมามองทางนี้ทำไมยะ คำพูดคำจามันดูมีหนามทิ่มแทงจังเลยนะ...
"ดิฉันคือ ริลิชา มิเลียน จากเอลฟ์ราว เป็นคนของตระกูลดยุกมิเลียนค่ะ"
"ตระกูลดยุกมิเลียน... อ้อ เป็นตระกูลที่เกี่ยวดองกับราชวงศ์สินะ"
"เอ๊ะ จริงเหรอ?"
พอฉันเผลออุทานตอบรับคำพูดของแคโร ยัยเอลฟ์ผมทอง... ริลิชา ก็ตวัดสายตาเอือมระอามามองฉัน
"นี่เธอ... อย่างน้อยเรื่องของประเทศตัวเองก็หัดรู้ไว้บ้างสิคะ... อย่าบอกนะว่าเธอเคยไปทำตัวเสียมารยาทกับขุนนางบ้านเกิดมาแล้วน่ะ?"
"ใครจะไปรู้เรื่องขุนนางกันล่ะ อีกอย่างอยู่ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) เรื่องฐานันดรมันก็ไม่มีความหมายอยู่แล้วนี่นา ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือสามัญชน ทุกคนก็คือนักเรียนเหมือนกันหมดนั่นแหละ"
"อึก..."
พอฉันเถียงกลับไป ริลิชาก็ขมวดคิ้วแล้วทำหน้าเจื่อนไปนิดนึง เธอก็คงเข้าใจเรื่องนั้นดีแหละนะ แต่บางทีสัญชาตญาณความเคยชินของขุนนางมันคงจะคอยขัดขวางอยู่ล่ะมั้ง?
สักพักริลิชาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
"...ที่เธอพูดมาก็ถูกค่ะ ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) ฐานันดรศักดิ์ไม่มีความหมายอะไร ฉันพูดจาไม่เข้าเรื่องเอง ขอโทษด้วยนะคะ"
"เอ๊ะ? อ้อ อืม..."
มาขอโทษกันตรงๆ แบบนี้ เล่นเอาฉันปรับตัวไม่ทันเลยแฮะ...
"โดนคนบ้านนอกมาสั่งสอนซะได้... ดิฉันนี่ก็ยังอ่อนหัดอยู่สินะคะ"
"เฮ้ยยย! ใครเป็นคนบ้านนอกยะ ยัยนี่!"
นึกว่าจะเลิกเหยียดเรื่องชนชั้นแล้ว ที่ไหนได้ ดันมาเหยียดเรื่องบ้านเกิดแทนซะงั้น! อาเรนเต้ไม่ได้บ้านนอกขนาดนั้นนะเว้ย! มีทั้งสมาร์ทโฟน ทั้ง ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ใช้เหมือนกันนะ!
ปล่อยฉันนะ เชรี่! คนแบบนี้ต้องสั่งสอนซะให้เข็ด...!
"เอ่อ... ชื่อลาล่าใช่ไหมคะ? ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหมคะ?"
"ค ค่ะ! ไม่เป็นไรค่ะ!"
เด็กแว่นที่ถูกริลิชาเมินฉันแล้วหันไปคุยด้วย ปัดเศษดินตามกระโปรงดังแปะๆ
"เคราะห์ร้ายจริงๆ เลยนะคะ แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้เสียเงินไปฟรีๆ"
"ค ค่ะ พรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะไปซื้อของที่งานบาซาร์ด้วย ก็เลยรอดตัวไปค่ะ"
ลาล่าตอบริลิชากลับไปแบบนั้น บาซาร์? บาซาร์คืออะไรหว่า?
เหมือนเธอจะสังเกตเห็นสีหน้างุนงงของฉัน ลาล่าเลยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
"งานบาซาร์ก็คืองานขายของที่จัดขึ้นในวิทยาลัยเดือนละครั้งค่ะ เป็นงานที่นักเรียนจะนำของที่ไม่ใช้แล้ว หรือของที่ได้รับบริจาคมาขายกันน่ะค่ะ มีตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน, ตำราเรียน, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ช่างเลยนะคะ ขายในราคาถูกมากๆ ด้วย บางทีก็มีอาร์มเกียร์ขายเป็นตัวๆ เลยด้วย ถึงจะแพงอยู่บ้างแต่ก็ถูกกว่าซื้อข้างนอกเยอะเลยค่ะ"
ตามที่ลาล่าเล่า วิทยาลัยจะรับซื้ออาร์มเกียร์ส่วนตัวของรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว แล้วนำมาขายต่อให้นักเรียนในราคาถูกนั่นเอง
นี่ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้วรึเปล่านะ?
นอกจากนี้ก็ยังมีของจากขุนนางที่มีเส้นสายกับวิทยาลัย, สมาคมการค้า, และศิษย์เก่า (OG) บริจาคมาขายด้วยเหมือนกัน
แถมยังสามารถใช้เงินสด หรือ G(เกียร์) ซื้อก็ได้ด้วยนะ G(เกียร์) อาจจะยังหายากอยู่ แต่ถ้าเป็นเงินสดก็อาจจะพอหาได้จากการรับงานกิลด์
ถึงตอนนี้จะยังไม่มีเงินซื้อ แต่ก็อยากจะลองไปเดินดูราคาของพวกนั้นเหมือนกันแฮะ
"ฟังดูน่าสนุกดีนะ พวกเราก็ลองไปเดินดูกันไหม?"
"เอาสิ เนโรล่ะ?"
"ไป"
"ดิฉันก็จะไปด้วยค่ะ"
เอ๊ะ? ริลิชาตอบรับคำชวนตามฉันมาติดๆ นี่ฉันไม่ได้ชวนเธอซะหน่อยนะ?
"เป็นขุนนางไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องไปซื้อของมือสองหรอกมั้ง ซื้อของใหม่ไปเลยสิ"
"แหม? ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) เรื่องฐานันดรมันไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอคะ?"
"อึก..."
ริลิชาสวนกลับมาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ราวกับจะเอาคืนเรื่องเมื่อกี้ เจ็บใจนัก เถียงไม่ออกเลย
เนื่องจากลาล่าอยู่คนละหอพักกับพวกเรา พวกเราเลยแลกข้อมูลติดต่อในสมาร์ทโฟน นัดแนะเวลากันสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วก็แยกย้ายกันไป
"ดีนะที่ไปเบิกเงินจากกิลด์นักผจญภัยมาเผื่อไว้ หวังว่าจะมีของดีๆ หลุดมาให้ช้อปบ้างนะ"
"เอ๊ะ!? เนโรเป็นนักผจญภัยด้วยเหรอ!?"
พอฉันพูดแบบนั้น ทั้งสามคนก็เบิกตากว้างมองมาที่ฉันด้วยความตกใจ เอ๊ะ มันน่าตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
ฉันหยิบบัตรกิลด์สีเขียวออกจากกระเป๋าสตางค์โชว์ให้พวกเธอดู
"ของจริงแฮะ... แถมยังเป็นระดับสีเขียวอีก... นี่มันระดับนักผจญภัยมืออาชีพที่พ้นช่วงฝึกหัดมาแล้วนี่นา..."
แคโรดูบัตรกิลด์ของฉันแล้วทำท่าตกใจใหญ แต่จะบอกให้นะ นักผจญภัยระดับสีเขียวเนี่ยมีเดินกันเกลื่อนเมืองเลยนะ?
"เอ๊ะ เดี๋ยวสิ เนโรไปเป็นนักผจญภัยตั้งแต่ตอนอายุเท่าไหร่เนี่ย?"
"ห้าปีที่แล้วน่ะ ตอนอายุเจ็ดขวบ"
"กิลด์นักผจญภัยรับเด็กอายุเจ็ดขวบเข้าทำงานด้วยเหรอ...?"
อย่างที่เชรี่สงสัยนั่นแหละ ปกติแล้วเขาไม่รับเด็กอายุเจ็ดขวบหรอก ยกเว้นแต่จะได้รับการรับรองจากนักผจญภัยระดับสีเงินขึ้นไป
ในกรณีของฉัน ฉันได้อาจารย์ช่วยรับรองให้ถึงได้ลงทะเบียนได้ หลังจากนั้นฉันก็รับงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาค่าขนม จนไต่เต้ามาถึงระดับสีเขียวได้ แต่การใช้เวลาตั้งห้าปีกว่าจะถึงระดับสีเขียวนี่ ถือว่าช้ามากสำหรับมาตรฐานนักผจญภัยเลยล่ะ
ก็นะ ฉันรับงานเฉพาะตอนที่อยากทำเท่านั้นเอง อาจจะเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้หรอกมั้ง
อาจารย์บอกว่า ในบรรดาระดับนักผจญภัยที่มี ขาว, ดำ, ม่วง, เขียว, ฟ้า, แดง, เงิน, และทองนั้น ถ้าไม่ได้ห่วยแตกเรื่องการเป็นนักผจญภัยจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไต่ไปถึงระดับสีเขียวได้นั่นแหละ
แต่มีข้อแม้ว่า 'ถ้ายังไม่ตายซะก่อน' นะ
ยังไงการเอาชีวิตรอดก็ต้องมาก่อน ชีวิตของนักผจญภัยน่ะแขวนอยู่บนเส้นด้าย แค่ประมาทหรือเตรียมตัวไม่พร้อมนิดเดียว ก็อาจจะนำไปสู่หายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้ และต้องจบชีวิตลงอย่างง่ายดาย
เรื่องนั้นอาจารย์ก็สอนฉันอย่างเข้มงวดสุดๆ เหมือนกัน สอนว่าเวลาที่ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ห้ามปรานีศัตรูเด็ดขาด
แต่เอาจริงๆ การฝึกกับอาจารย์น่ะ ทำให้ฉันรู้สึกเฉียดตายมาตั้งหลายครั้งแล้วนะ...
"อาจารย์ของเนโรนี่ต้องเป็นคนที่เก่งมากๆ แน่เลยใช่ไหม?"
"ใครจะรู้ล่ะ... สำหรับฉันเขาก็เป็นแค่คนเพี้ยนๆ แถวบ้านแค่นั้นแหละ แต่ที่แน่ๆ คือเขาเก่งเว่อร์ ทำอะไรได้สารพัด แถมยังรู้ไปซะทุกเรื่องเลยด้วย"
ขออุบเรื่องที่นิสัยที่มีปัญหาหลายๆ อย่างเอาไว้ก่อนแล้วกัน...
"ฉันก็ชักอยากจะลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยบ้างแล้วสิ... รู้สึกจะรับสมัครตั้งแต่อายุสิบสามปีใช่ไหมนะ?"
"แคโรใกล้จะถึงวันเกิดแล้วเหรอ?"
แคโรก็เป็นนักเรียนปีหนึ่งนี่นา ก็ต้องอายุสิบสองสิ
"ฉันกับเชรี่เกิดช่วงฤดูใบไม้ผลิน่ะ ตอนนี้ก็สิบสามกันแล้วล่ะ"
"แหม ฉันก็เกิดฤดูใบไม้ผลิเหมือนกันค่ะ เพิ่งจะสิบสามไปเมื่อไม่นานมานี้เอง"
ริลิชาตอบรับคำพูดของแคโรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เอ๊ะ ทั้งสามคนอายุสิบสามแล้วเหรอเนี่ย? ฉันเกิดฤดูหนาว เพิ่งจะอายุสิบสองไปหมาดๆ เอง
แคโรกับเชรี่ก็ดูสมวัยดีอยู่หรอก แต่...
"...มองอะไรด้วยสายตาแบบนั้นคะ? ขอร้องล่ะค่ะ ดิฉัน(วาตาคุชิ) อายุสิบสามจริงๆ นะคะ?"
"เปล่า ก็เห็นว่าเป็นเอลฟ์น่ะสิ..."
"เอลฟ์ที่เกิดในเมืองก็จะเติบโตเหมือนมนุษย์ปกติจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละค่ะ แต่ถ้าเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในป่าที่มีภูตสถิตอยู่ พวกนั้นจะเติบโตช้ากว่าปกติมากค่ะ"
อ้อ แบบนี้นี่เอง แบ่งเป็นเอลฟ์เมืองกับเอลฟ์ป่าสินะ ถึงจะเกิดปีเดียวกัน แต่เอลฟ์เมืองจะโตเร็วกว่า ส่วนเอลฟ์ป่าจะค่อยๆ เติบโตไปอย่างช้าๆ
พวกเผ่าพันธุ์อายุยืนนี่ดูอายุจากรูปลักษณ์ภายนอกยากจริงๆ แฮะ...
"จะว่าไป ท่านผู้อำนวยการก็เป็นเผ่าพันธุ์อายุยืนนี่นา... หน้าตาแบบนั้นแต่อายุตั้งสามร้อยกว่าปีแล้ว..."
"อา... พวกเผ่าแฟรี่ดูอายุยากยิ่งกว่าพวกเอลฟ์อีกนะคะ ได้ยินมาว่าบางคนรูปร่างหน้าตาหยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ตอนอายุประมาณสิบขวบเลยด้วยซ้ำค่ะ กรณีของท่านผู้อำนวยการคูนก็น่าจะหยุดเติบโตตอนอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปีล่ะมั้งคะ ถือว่าหยุดเร็วพอสมควรเลยล่ะค่ะ"
เอลฟ์ส่วนใหญ่จะหยุดการเจริญเติบโตตอนอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ แต่สำหรับเผ่าแฟรี่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเลย
หนึ่งในเก้าพระชายาขององค์ปฐมกษัตริย์ก็เป็นเผ่าแฟรี่เหมือนกัน... ก็แม่ของท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ เห็นว่าท่านก็หยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ยังสาวเหมือนกัน
"เอ๊ะ? พระชายาทั้งเก้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่อีกเหรอ?"
"ยังมีอยู่จ้ะ พระชายาลีนแห่งเผ่าแฟรี่ กับพระชายาซากุระแห่งเผ่ามาร น่าจะยังมีพระชนม์ชีพอยู่นะ แต่เห็นว่าท่านปลีกวิเวกไปแล้ว เลยไม่ออกงานเป็นทางการอีกเลยน่ะ"
อยู่มาตั้งแต่สมัยองค์ปฐมกษัตริย์เลยเหรอเนี่ย... นี่มันพยานแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชัดๆ
จะว่าไป องค์ราชินีแห่ง เอลฟ์ราว(บ้านฉัน) ก็เหมือนกันนี่นา ครองราชย์มาตั้งแต่เมื่อพันห้าร้อยปีก่อนโน่นแน่ะ ถือว่าเป็นระยะเวลาการครองราชย์ที่ยาวนานมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
"จริงสิ เธอก็มีสายเลือดของราชวงศ์ด้วยนี่นา?"
"เพิ่งจะมาถามตอนนี้เนี่ยนะคะ... ใช่ค่ะ องค์ราชินีแห่งเอลฟ์ราวทรงเป็นเสด็จยายทวดของ ดิฉันเองค่ะ"
เสด็จยายทวดนี่... คือยังไงนะ?
"...พี่สาวหรือน้องสาวของท่านปู่ท่านย่าไงคะ"
ริลิชาทำหน้าเอือมระอาใส่ฉันที่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ร รู้อยู่แล้วน่า! แค่นึกคำไม่ออกเฉยๆ หรอก!
ริลิชาบอกว่า คุณยายฝ่ายแม่ของเธอเป็นน้องสาวขององค์ราชินีน่ะ ส่วนคุณพ่อของเธอก็เป็นเอลฟ์เหมือนกัน ริลิชาเลยเป็นเอลฟ์สายเลือดบริสุทธิ์
ได้ยินมาว่าเอลฟ์สายเลือดบริสุทธิ์น่ะเกิดยากมากเลยนะ หรือว่าเธอจะเป็นลูกหลงที่เกิดมาหลังจากผ่านไปหลายร้อยปีรึเปล่านะ? พวกเอลฟ์นี่ก็ซับซ้อนเหมือนกันแฮะ
พวกเราเดินคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อยระหว่างทางกลับหอพักอย่างสบายอารมณ์
.
"เมื่อกี้มันเรื่องอะไรกันคะ...?"
"ก็แค่มุกตื้นๆ ของพวกนักผจญภัยกระจอกๆ น่ะ ทำทีว่าโพชั่นแตกแล้วรีดไถเงินจากชาวบ้านตาดำๆ เพราะคนทั่วไปเขาไม่ค่อยรู้จักโพชั่นของจริงกันหรอก"
"เนโร รีบทำแผลก่อนเถอะ เลือดไหลใหญ่แล้ว..."
แคโรทักขึ้นมา ฉันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ อ้อ จริงด้วย ลืมไปเลยว่ากรีดมือตัวเองไว้
"【จงมา แสงสว่างแห่งการเยียวยาอันเงียบสงบ เคียวร์ฮีล (Cure Heal)】"
ฉันยื่นมือขวาไปบังมือซ้ายที่เป็นแผล แล้วร่ายเวทมนตร์รักษาใส่ตัวเอง แผลที่มือซ้ายสมานตัวอย่างรวดเร็ว เลือดที่ไหลอยู่ก็หยุดสนิท ฉันลองกำมือแบมือดูเพื่อเช็กให้ชัวร์ว่าหายดีแล้ว
"ตกใจเลยนะเนี่ย เนโรใช้เวทมนตร์ได้ด้วยเหรอ แถมยังเป็นธาตุแสงที่หายากซะด้วย..."
"ก็แค่เวทระดับต้นน่ะจ้ะ"
ฉันตอบเชรี่ไปด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว ในบรรดาธาตุทั้งเจ็ด คือ ไฟ, น้ำ, ลม, ดิน, แสง, ความมืด, และไร้ธาตุ ฉันมีธาตุหายากถึงสี่ธาตุ แต่เวทมนตร์ทุกธาตุที่ฉันใช้ได้ ยกเว้นเวทไร้ธาตุ ล้วนเป็นเวทระดับต้นทั้งสิ้น
แต่เพราะฉันมีพลังเวทเยอะ เลยสามารถร่ายเวทได้รัวๆ เวลาต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ ฉันเลยมักจะใช้การร่ายเวทระดับต้นต่อเนื่องกันเป็นชุด
"แต่การมาก่อเหตุต้มตุ๋นในวิทยาลัยเนี่ย... รุ่นพี่พวกนี้นี่มันยังไงกันนะ"
"ควรเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้ทางวิทยาลัยทราบไหมคะ?"
"น่าจะเสียเวลาเปล่านะ ไม่มีหลักฐานว่าพวกนั้นตั้งใจจะหลอกลวงนี่นา อย่างที่พวกนั้นบอกแหละ ถ้าพวกนั้นอ้างว่าโดนหลอกมาเหมือนกัน เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว"
ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ พวกนักผจญภัยกระจอกๆ ถึงได้ชอบใช้มุกนี้หากินกันไงล่ะ ต่อให้โดนจับได้ ก็แค่ตีหน้าซื่อบอกว่าตัวเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน แค่นี้ก็รอดตัวแล้ว แต่ก็นะ มุกนี้ใช้ได้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ ถ้าเกิดเรื่องบ่อยเข้า กิลด์นักผจญภัยก็จะลงมาตรวจสอบอย่างจริงจัง แล้วสุดท้ายก็โดนจับเข้าตารางอยู่ดี
"เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"อ๊ะ ค ฮ่ะ ค่ะ!"
แคโรยื่นมือไปดึงเด็กแว่นที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา ภาพชวนฝันจังเลยนะเนี่ย อย่างกับเจ้าชายเลยแฮะ
"เอ่อ ขอบคุณมากนะคะ! ฉันชื่อลาล่า มาจากทริฮารันค่ะ! แล้วก็ต้องขอโทษคุณเอลฟ์ตรงนั้นด้วยนะคะที่ทำให้เดือดร้อน..."
ทริฮารัน... จักรวรรดิเทพทริฮารันสินะ ประเทศที่อยู่บนทวีปทางตะวันตกข้ามทะเลไปนั่นเอง ถ้าจำไม่ผิดเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองด้านเทคโนโลยี ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) นี่นา เด็กคนนี้ก็คงมาเรียนเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ที่นี่เหมือนกันสินะ?
"ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ ในฐานะชนชั้นสูง ฉันแค่ทนเห็นข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลไม่ได้ก็เท่านั้นเอง"
ยัยเอลฟ์ผมทองตอบลาล่ากลับไปด้วยท่าทีหยิ่งยโส ดูเหมือนจะไม่ได้แกล้งทำเป็นฟอร์มจัด แต่คงเข้ามาช่วยด้วยเหตุผลนั้นจริงๆ สินะ...
"เธอเองก็เป็นขุนนางงั้นเหรอ ฉันแคโรไลน์ เรียตต์ จากเรกูลัส เรียกสั้นๆ ว่าแคโรก็ได้นะ"
"ฉันเชริล กัสปาร์ จากเรกูลัสเหมือนกัน เรียกฉันว่าเชรี่นะ"
"ตระกูลเรียตต์กับตระกูลกัสปาร์แห่งเรกูลัสงั้นเหรอ...? โอ้ เป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงทั้งคู่เลยนี่นา มิน่าล่ะถึงได้ดูกิริยามารยาทงดงาม..."
นี่ หล่อนจะหันมามองทางนี้ทำไมยะ คำพูดคำจามันดูมีหนามทิ่มแทงจังเลยนะ...
"ดิฉันคือ ริลิชา มิเลียน จากเอลฟ์ราว เป็นคนของตระกูลดยุกมิเลียนค่ะ"
"ตระกูลดยุกมิเลียน... อ้อ เป็นตระกูลที่เกี่ยวดองกับราชวงศ์สินะ"
"เอ๊ะ จริงเหรอ?"
พอฉันเผลออุทานตอบรับคำพูดของแคโร ยัยเอลฟ์ผมทอง... ริลิชา ก็ตวัดสายตาเอือมระอามามองฉัน
"นี่เธอ... อย่างน้อยเรื่องของประเทศตัวเองก็หัดรู้ไว้บ้างสิคะ... อย่าบอกนะว่าเธอเคยไปทำตัวเสียมารยาทกับขุนนางบ้านเกิดมาแล้วน่ะ?"
"ใครจะไปรู้เรื่องขุนนางกันล่ะ อีกอย่างอยู่ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) เรื่องฐานันดรมันก็ไม่มีความหมายอยู่แล้วนี่นา ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือสามัญชน ทุกคนก็คือนักเรียนเหมือนกันหมดนั่นแหละ"
"อึก..."
พอฉันเถียงกลับไป ริลิชาก็ขมวดคิ้วแล้วทำหน้าเจื่อนไปนิดนึง เธอก็คงเข้าใจเรื่องนั้นดีแหละนะ แต่บางทีสัญชาตญาณความเคยชินของขุนนางมันคงจะคอยขัดขวางอยู่ล่ะมั้ง?
สักพักริลิชาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
"...ที่เธอพูดมาก็ถูกค่ะ ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) ฐานันดรศักดิ์ไม่มีความหมายอะไร ฉันพูดจาไม่เข้าเรื่องเอง ขอโทษด้วยนะคะ"
"เอ๊ะ? อ้อ อืม..."
มาขอโทษกันตรงๆ แบบนี้ เล่นเอาฉันปรับตัวไม่ทันเลยแฮะ...
"โดนคนบ้านนอกมาสั่งสอนซะได้... ดิฉันนี่ก็ยังอ่อนหัดอยู่สินะคะ"
"เฮ้ยยย! ใครเป็นคนบ้านนอกยะ ยัยนี่!"
นึกว่าจะเลิกเหยียดเรื่องชนชั้นแล้ว ที่ไหนได้ ดันมาเหยียดเรื่องบ้านเกิดแทนซะงั้น! อาเรนเต้ไม่ได้บ้านนอกขนาดนั้นนะเว้ย! มีทั้งสมาร์ทโฟน ทั้ง ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ใช้เหมือนกันนะ!
ปล่อยฉันนะ เชรี่! คนแบบนี้ต้องสั่งสอนซะให้เข็ด...!
"เอ่อ... ชื่อลาล่าใช่ไหมคะ? ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหมคะ?"
"ค ค่ะ! ไม่เป็นไรค่ะ!"
เด็กแว่นที่ถูกริลิชาเมินฉันแล้วหันไปคุยด้วย ปัดเศษดินตามกระโปรงดังแปะๆ
"เคราะห์ร้ายจริงๆ เลยนะคะ แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้เสียเงินไปฟรีๆ"
"ค ค่ะ พรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะไปซื้อของที่งานบาซาร์ด้วย ก็เลยรอดตัวไปค่ะ"
ลาล่าตอบริลิชากลับไปแบบนั้น บาซาร์? บาซาร์คืออะไรหว่า?
เหมือนเธอจะสังเกตเห็นสีหน้างุนงงของฉัน ลาล่าเลยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
"งานบาซาร์ก็คืองานขายของที่จัดขึ้นในวิทยาลัยเดือนละครั้งค่ะ เป็นงานที่นักเรียนจะนำของที่ไม่ใช้แล้ว หรือของที่ได้รับบริจาคมาขายกันน่ะค่ะ มีตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน, ตำราเรียน, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ช่างเลยนะคะ ขายในราคาถูกมากๆ ด้วย บางทีก็มีอาร์มเกียร์ขายเป็นตัวๆ เลยด้วย ถึงจะแพงอยู่บ้างแต่ก็ถูกกว่าซื้อข้างนอกเยอะเลยค่ะ"
ตามที่ลาล่าเล่า วิทยาลัยจะรับซื้ออาร์มเกียร์ส่วนตัวของรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว แล้วนำมาขายต่อให้นักเรียนในราคาถูกนั่นเอง
นี่ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้วรึเปล่านะ?
นอกจากนี้ก็ยังมีของจากขุนนางที่มีเส้นสายกับวิทยาลัย, สมาคมการค้า, และศิษย์เก่า (OG) บริจาคมาขายด้วยเหมือนกัน
แถมยังสามารถใช้เงินสด หรือ G(เกียร์) ซื้อก็ได้ด้วยนะ G(เกียร์) อาจจะยังหายากอยู่ แต่ถ้าเป็นเงินสดก็อาจจะพอหาได้จากการรับงานกิลด์
ถึงตอนนี้จะยังไม่มีเงินซื้อ แต่ก็อยากจะลองไปเดินดูราคาของพวกนั้นเหมือนกันแฮะ
"ฟังดูน่าสนุกดีนะ พวกเราก็ลองไปเดินดูกันไหม?"
"เอาสิ เนโรล่ะ?"
"ไป"
"ดิฉันก็จะไปด้วยค่ะ"
เอ๊ะ? ริลิชาตอบรับคำชวนตามฉันมาติดๆ นี่ฉันไม่ได้ชวนเธอซะหน่อยนะ?
"เป็นขุนนางไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องไปซื้อของมือสองหรอกมั้ง ซื้อของใหม่ไปเลยสิ"
"แหม? ที่ วิทยาลัย(ที่นี่) เรื่องฐานันดรมันไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอคะ?"
"อึก..."
ริลิชาสวนกลับมาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ราวกับจะเอาคืนเรื่องเมื่อกี้ เจ็บใจนัก เถียงไม่ออกเลย
เนื่องจากลาล่าอยู่คนละหอพักกับพวกเรา พวกเราเลยแลกข้อมูลติดต่อในสมาร์ทโฟน นัดแนะเวลากันสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วก็แยกย้ายกันไป
"ดีนะที่ไปเบิกเงินจากกิลด์นักผจญภัยมาเผื่อไว้ หวังว่าจะมีของดีๆ หลุดมาให้ช้อปบ้างนะ"
"เอ๊ะ!? เนโรเป็นนักผจญภัยด้วยเหรอ!?"
พอฉันพูดแบบนั้น ทั้งสามคนก็เบิกตากว้างมองมาที่ฉันด้วยความตกใจ เอ๊ะ มันน่าตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
ฉันหยิบบัตรกิลด์สีเขียวออกจากกระเป๋าสตางค์โชว์ให้พวกเธอดู
"ของจริงแฮะ... แถมยังเป็นระดับสีเขียวอีก... นี่มันระดับนักผจญภัยมืออาชีพที่พ้นช่วงฝึกหัดมาแล้วนี่นา..."
แคโรดูบัตรกิลด์ของฉันแล้วทำท่าตกใจใหญ แต่จะบอกให้นะ นักผจญภัยระดับสีเขียวเนี่ยมีเดินกันเกลื่อนเมืองเลยนะ?
"เอ๊ะ เดี๋ยวสิ เนโรไปเป็นนักผจญภัยตั้งแต่ตอนอายุเท่าไหร่เนี่ย?"
"ห้าปีที่แล้วน่ะ ตอนอายุเจ็ดขวบ"
"กิลด์นักผจญภัยรับเด็กอายุเจ็ดขวบเข้าทำงานด้วยเหรอ...?"
อย่างที่เชรี่สงสัยนั่นแหละ ปกติแล้วเขาไม่รับเด็กอายุเจ็ดขวบหรอก ยกเว้นแต่จะได้รับการรับรองจากนักผจญภัยระดับสีเงินขึ้นไป
ในกรณีของฉัน ฉันได้อาจารย์ช่วยรับรองให้ถึงได้ลงทะเบียนได้ หลังจากนั้นฉันก็รับงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาค่าขนม จนไต่เต้ามาถึงระดับสีเขียวได้ แต่การใช้เวลาตั้งห้าปีกว่าจะถึงระดับสีเขียวนี่ ถือว่าช้ามากสำหรับมาตรฐานนักผจญภัยเลยล่ะ
ก็นะ ฉันรับงานเฉพาะตอนที่อยากทำเท่านั้นเอง อาจจะเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้หรอกมั้ง
อาจารย์บอกว่า ในบรรดาระดับนักผจญภัยที่มี ขาว, ดำ, ม่วง, เขียว, ฟ้า, แดง, เงิน, และทองนั้น ถ้าไม่ได้ห่วยแตกเรื่องการเป็นนักผจญภัยจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไต่ไปถึงระดับสีเขียวได้นั่นแหละ
แต่มีข้อแม้ว่า 'ถ้ายังไม่ตายซะก่อน' นะ
ยังไงการเอาชีวิตรอดก็ต้องมาก่อน ชีวิตของนักผจญภัยน่ะแขวนอยู่บนเส้นด้าย แค่ประมาทหรือเตรียมตัวไม่พร้อมนิดเดียว ก็อาจจะนำไปสู่หายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้ และต้องจบชีวิตลงอย่างง่ายดาย
เรื่องนั้นอาจารย์ก็สอนฉันอย่างเข้มงวดสุดๆ เหมือนกัน สอนว่าเวลาที่ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ห้ามปรานีศัตรูเด็ดขาด
แต่เอาจริงๆ การฝึกกับอาจารย์น่ะ ทำให้ฉันรู้สึกเฉียดตายมาตั้งหลายครั้งแล้วนะ...
"อาจารย์ของเนโรนี่ต้องเป็นคนที่เก่งมากๆ แน่เลยใช่ไหม?"
"ใครจะรู้ล่ะ... สำหรับฉันเขาก็เป็นแค่คนเพี้ยนๆ แถวบ้านแค่นั้นแหละ แต่ที่แน่ๆ คือเขาเก่งเว่อร์ ทำอะไรได้สารพัด แถมยังรู้ไปซะทุกเรื่องเลยด้วย"
ขออุบเรื่องที่นิสัยที่มีปัญหาหลายๆ อย่างเอาไว้ก่อนแล้วกัน...
"ฉันก็ชักอยากจะลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยบ้างแล้วสิ... รู้สึกจะรับสมัครตั้งแต่อายุสิบสามปีใช่ไหมนะ?"
"แคโรใกล้จะถึงวันเกิดแล้วเหรอ?"
แคโรก็เป็นนักเรียนปีหนึ่งนี่นา ก็ต้องอายุสิบสองสิ
"ฉันกับเชรี่เกิดช่วงฤดูใบไม้ผลิน่ะ ตอนนี้ก็สิบสามกันแล้วล่ะ"
"แหม ฉันก็เกิดฤดูใบไม้ผลิเหมือนกันค่ะ เพิ่งจะสิบสามไปเมื่อไม่นานมานี้เอง"
ริลิชาตอบรับคำพูดของแคโรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เอ๊ะ ทั้งสามคนอายุสิบสามแล้วเหรอเนี่ย? ฉันเกิดฤดูหนาว เพิ่งจะอายุสิบสองไปหมาดๆ เอง
แคโรกับเชรี่ก็ดูสมวัยดีอยู่หรอก แต่...
"...มองอะไรด้วยสายตาแบบนั้นคะ? ขอร้องล่ะค่ะ ดิฉัน(วาตาคุชิ) อายุสิบสามจริงๆ นะคะ?"
"เปล่า ก็เห็นว่าเป็นเอลฟ์น่ะสิ..."
"เอลฟ์ที่เกิดในเมืองก็จะเติบโตเหมือนมนุษย์ปกติจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละค่ะ แต่ถ้าเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในป่าที่มีภูตสถิตอยู่ พวกนั้นจะเติบโตช้ากว่าปกติมากค่ะ"
อ้อ แบบนี้นี่เอง แบ่งเป็นเอลฟ์เมืองกับเอลฟ์ป่าสินะ ถึงจะเกิดปีเดียวกัน แต่เอลฟ์เมืองจะโตเร็วกว่า ส่วนเอลฟ์ป่าจะค่อยๆ เติบโตไปอย่างช้าๆ
พวกเผ่าพันธุ์อายุยืนนี่ดูอายุจากรูปลักษณ์ภายนอกยากจริงๆ แฮะ...
"จะว่าไป ท่านผู้อำนวยการก็เป็นเผ่าพันธุ์อายุยืนนี่นา... หน้าตาแบบนั้นแต่อายุตั้งสามร้อยกว่าปีแล้ว..."
"อา... พวกเผ่าแฟรี่ดูอายุยากยิ่งกว่าพวกเอลฟ์อีกนะคะ ได้ยินมาว่าบางคนรูปร่างหน้าตาหยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ตอนอายุประมาณสิบขวบเลยด้วยซ้ำค่ะ กรณีของท่านผู้อำนวยการคูนก็น่าจะหยุดเติบโตตอนอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปีล่ะมั้งคะ ถือว่าหยุดเร็วพอสมควรเลยล่ะค่ะ"
เอลฟ์ส่วนใหญ่จะหยุดการเจริญเติบโตตอนอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ แต่สำหรับเผ่าแฟรี่นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเลย
หนึ่งในเก้าพระชายาขององค์ปฐมกษัตริย์ก็เป็นเผ่าแฟรี่เหมือนกัน... ก็แม่ของท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ เห็นว่าท่านก็หยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ยังสาวเหมือนกัน
"เอ๊ะ? พระชายาทั้งเก้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่อีกเหรอ?"
"ยังมีอยู่จ้ะ พระชายาลีนแห่งเผ่าแฟรี่ กับพระชายาซากุระแห่งเผ่ามาร น่าจะยังมีพระชนม์ชีพอยู่นะ แต่เห็นว่าท่านปลีกวิเวกไปแล้ว เลยไม่ออกงานเป็นทางการอีกเลยน่ะ"
อยู่มาตั้งแต่สมัยองค์ปฐมกษัตริย์เลยเหรอเนี่ย... นี่มันพยานแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชัดๆ
จะว่าไป องค์ราชินีแห่ง เอลฟ์ราว(บ้านฉัน) ก็เหมือนกันนี่นา ครองราชย์มาตั้งแต่เมื่อพันห้าร้อยปีก่อนโน่นแน่ะ ถือว่าเป็นระยะเวลาการครองราชย์ที่ยาวนานมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
"จริงสิ เธอก็มีสายเลือดของราชวงศ์ด้วยนี่นา?"
"เพิ่งจะมาถามตอนนี้เนี่ยนะคะ... ใช่ค่ะ องค์ราชินีแห่งเอลฟ์ราวทรงเป็นเสด็จยายทวดของ ดิฉันเองค่ะ"
เสด็จยายทวดนี่... คือยังไงนะ?
"...พี่สาวหรือน้องสาวของท่านปู่ท่านย่าไงคะ"
ริลิชาทำหน้าเอือมระอาใส่ฉันที่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ร รู้อยู่แล้วน่า! แค่นึกคำไม่ออกเฉยๆ หรอก!
ริลิชาบอกว่า คุณยายฝ่ายแม่ของเธอเป็นน้องสาวขององค์ราชินีน่ะ ส่วนคุณพ่อของเธอก็เป็นเอลฟ์เหมือนกัน ริลิชาเลยเป็นเอลฟ์สายเลือดบริสุทธิ์
ได้ยินมาว่าเอลฟ์สายเลือดบริสุทธิ์น่ะเกิดยากมากเลยนะ หรือว่าเธอจะเป็นลูกหลงที่เกิดมาหลังจากผ่านไปหลายร้อยปีรึเปล่านะ? พวกเอลฟ์นี่ก็ซับซ้อนเหมือนกันแฮะ
พวกเราเดินคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อยระหว่างทางกลับหอพักอย่างสบายอารมณ์
013 การเรียนครั้งแรกกับงานบาซาร์
.
หนึ่งวันผ่านไปหลังจากพิธีปฐมนิเทศ
และแล้วฉันก็ได้เป็นนักเรียนของวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนอย่างเต็มตัว วันนี้แหละที่การเรียนเพื่อเป็น 'ทรูปเปอร์' จะเริ่มต้นขึ้น
ในฐานะวิทยาลัยจักรกล สิ่งแรกที่ต้องเรียนก็คือวิชา 'พื้นฐานอาร์มเกียร์'
พูดง่ายๆ ก็คือการเรียนรู้ความรู้พื้นฐานในการบังคับอาร์มเกียร์นั่นแหละ
ฉันเคยได้รับอนุญาตจากท่านผู้อำนวยการคูนให้ลองขับมาครั้งนึงแล้ว ก็เลยพอจะเข้าใจที่อาจารย์สอนอยู่บ้าง สิ่งที่สอนเป็นแค่พื้นฐานของพื้นฐานน่ะ
นักเรียนที่มาจากครอบครัวสามัญชนซึ่งไม่เคยขับอาร์มเกียร์มาก่อนเลย จะตั้งใจเรียนกันมาก ส่วนพวกลูกขุนนางอย่างริลิชา, แคโร, หรือเชรี่ กลับนั่งฟังด้วยท่าทีเบื่อหน่ายราวกับจะบอกว่า 'เรื่องแค่นี้รู้อยู่แล้วน่า'
พอเรียนภาคทฤษฎีเสร็จ ก็เข้าสู่การฝึกภาคปฏิบัติทันที
แต่ก็แค่การออกไปที่ลานกว้าง แล้วลองขับอาร์มเกียร์รุ่นคุณปู่เดินไปข้างหน้าประมาณยี่สิบเมตรเท่านั้นเอง
ทุกคนจะได้สลับกันขึ้นขับทีละคน แล้วลองเดินตามคำแนะนำ นักเรียนส่วนใหญ่เดินได้ไม่มีปัญหา แต่ก็มีบางคนที่เดินๆ ไปแล้วเครื่องดับ หรือไม่ก็เสียการทรงตัวจนล้มลงไปเลยก็มี
ส่วนฉัน คงเพราะเคยมีประสบการณ์ขับมาแล้วครั้งนึง เลยสามารถบังคับให้เดินเตาะแตะไปได้อย่างสบายๆ
ไม่ได้รู้สึกลำบากเหมือนตอนขับอคิลลีสเลย คงเป็นเพราะมันเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยกินพลังเวทล่ะมั้ง? ฉันใช้พลังเวทแค่ตอนเดินเครื่องเท่านั้นเอง
บอกตรงๆ ว่าไม่สะใจเลย อยากจะลองเดินหรือวิ่งให้มากกว่านี้จัง...
พวกเราที่เปลี่ยนเป็นชุดพละเพื่อมาฝึกอาร์มเกียร์ กำลังนั่งอยู่ตรงมุมสนาม มองดูนักเรียนคนอื่นๆ พยายามบังคับอาร์มเกียร์รุ่นคุณทวดเดินงุ่มง่ามไปมา
"เมื่อกี้ตอนเรียนภาคทฤษฎีอาจารย์ก็บอกนี่เนอะ ว่าอาร์มเกียร์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อน"
"ถึงในด้านสมรรถนะและความปลอดภัยจะพัฒนาขึ้นกว่าสมัยก่อนก็เถอะ แต่โครงสร้างพื้นฐานก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ หรือจะบอกว่ามันถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่สามร้อยปีก่อนแล้วก็ได้มั้ง ตอนนี้ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคนขับล้วนๆ เลย"
แคโรที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอบกลับเสียงพึมพำของฉัน
"แต่ว่านะ เห็นว่าท่านผู้อำนวยการของวิทยาลัยเรามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาร์มเกียร์ด้วยไม่ใช่เหรอ?"
"เอ๊ะ!?"
ฉันเผลอร้องเสียงหลงกับสิ่งที่เชรี่พูด ท่านผู้อำนวยการคูนน่ะเหรอ?
เห็นว่าอาร์มเกียร์ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการนำเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ไปประยุกต์ใช้กับโกเลมสำหรับงานก่อสร้างที่พวกคนแคระสร้างขึ้นน่ะ
ถึงท่านผู้อำนวยการคูนจะไม่ได้เป็นคนคิดค้นอาร์มเกียร์ขึ้นมาเอง แต่เธอก็ร่วมงานกับทีมพัฒนาในการสร้างอาร์มเกียร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สามขึ้นมา
การนำมรดกจากยุคเวทมนตร์โบราณอย่างโกเลมหรือเฟรมเกียร์มาขุดค้น ซ่อมแซม แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยผสานเข้ากับวิศวกรรมเวทมนตร์ยุคใหม่เนี่ย ฉันว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ
จะว่าไป ท่านผู้อำนวยการคูนก็สร้างอาร์มเกียร์ด้วยตัวคนเดียวด้วยนี่นา... หุ่นรุ่นอคิลลีสนั่น ตอนแรกขับยากสุดๆ แต่พอชินแล้วก็ขับสนุกดีแฮะ อยากลองขับอีกจังเลยน้า
หลังจากเรียนวิชาพื้นฐานอาร์มเกียร์เสร็จ พวกเราก็เปลี่ยนชุดจากชุดพละกลับเป็นชุดนักเรียนแล้วเดินออกจากอาคารเรียน
วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายเป็นเวลาว่าง
"อ๊ะ ทางนี้ค่ะ!"
พอไปถึงจุดนัดพบ ลาล่าก็โบกมือเรียกพวกเราอยู่
ในการเรียนเมื่อเช้า ลาล่าได้เรียนอยู่คนละห้องกับพวกเรา เพราะนักเรียนปีหนึ่งมีจำนวนเยอะมาก เขาเลยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มประเทศทางตะวันออกกับตะวันตกน่ะ สนามฝึกซ้อมก็แยกกันด้วย วิทยาลัยนี่กว้างใหญ่จริงๆ นะเนี่ย...
พอขึ้นปีสูงๆ จะมีวิชาให้ขับเฟรมเกียร์ของจริงด้วย ถ้าไม่กว้างก็คงจะอันตรายล่ะมั้ง รู้สึกได้เลยว่าน่าจะมีการกางบาเรียเอาไว้ด้วย ระบบความปลอดภัยคงจะแน่นหนาน่าดู
"ลาล่ามีของที่อยากได้งั้นเหรอ?"
"ฉันอยากจะดูเครื่องยนต์เวทมนตร์น่ะค่ะ ถ้ามีขายถูกๆ ก็จะซื้อ เผื่อว่าจะได้ลองสร้าง ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) ด้วยตัวเองดูบ้าง"
เครื่องยนต์เวทมนตร์คือชิ้นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติหรือ ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของรถเลยล่ะ
แต่เดี๋ยวนะ แค่ได้เครื่องยนต์เวทมนตร์มา ก็จะสร้าง ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) เองเลยเหรอ? ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย?
"นี่ลาล่า หรือว่าเธอไม่ได้ตั้งเป้าจะเป็น 'ทรูปเปอร์' แต่จะเป็น 'ไมสเตอร์(วิศวกรเวท)' งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ! ถึงจะสอบเอาใบอนุญาต 'ทรูปเปอร์' ด้วยก็เถอะ แต่เป้าหมายหลักของฉันคือการเป็น 'ไมสเตอร์' ของเฟรมเกียร์ค่ะ ฉันอยากจะลองประกอบเฟรมเกียร์ตั้งแต่ศูนย์ด้วยตัวเองดูน่ะค่ะ..."
โอ้โห เป้าหมายยิ่งใหญ่มากเลยนะเนี่ย เขาว่ากันว่าการจะไปเป็น 'ไมสเตอร์' ของเฟรมเกียร์เนี่ย ถ้ามีใบอนุญาต 'ทรูปเปอร์' ด้วยจะทำให้ได้เปรียบมากกว่า
เขาว่าคนสร้างก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนขับด้วย ถึงจะฟังดูดี แต่ให้เรียนทั้งสองอย่างพร้อมกันมันต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดแน่ๆ
แต่ในกรณีของลาล่า เป้าหมายหลักคือ 'ไมสเตอร์' เรื่อง 'ทรูปเปอร์' อาจจะไม่ต้องทำคะแนนให้ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรขนาดนั้นก็ได้ล่ะมั้ง
แต่ในทางกลับกัน คนที่เป็น 'ทรูปเปอร์' เองก็ต้องเข้าใจโครงสร้างของเฟรมเกียร์เป็นอย่างดีเหมือนกัน ไม่งั้นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หรือถ้าหุ่นเกิดขัดข้องระหว่างต่อสู้ ถ้าไม่รู้สาเหตุก็จะไม่สามารถสู้ต่อได้
อาจารย์ฉันก็เคยสอนว่า ไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือชุดเกราะ 'การละเลยสิ่งที่จะต้องฝากชีวิตไว้ด้วย เป็นการกระทำของพวกโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้น'
ฉันเองก็ต้องตั้งใจเรียนเหมือนกันแฮะ...
ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ ก็เริ่มเห็นผู้คนเดินพลุกพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนักเรียนของวิทยาลัยแล้ว เหมือนจะมีคนนอกเข้ามาร่วมงานด้วยแฮะ? แต่ก็มีแต่ผู้หญิงล้วนเลยนะ ก็นะ การที่ผู้ชายจะเข้ามาใน วิทยาลัย(ที่นี่) ที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนได้นั้น ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องทำเรื่องขออนุญาตวุ่นวายเลยล่ะ
"โห..."
พอมาถึงลานกว้าง ก็เห็นร้านค้ามากมายวางเรียงรายขายของสารพัดสิ่งจนละลานตาไปหมด
มีตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอาร์มเกียร์ของจริงเลยด้วย สุดยอดไปเลย ชักจะตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ
งานนี้ต้องเริ่มจากการดูอาร์มเกียร์ก่อนเลย!
ฉันรีบพุ่งไปที่อาร์มเกียร์สีฟ้าที่จอดอยู่ใกล้ๆ
หุ่นตัวนี้มีรูปทรงป้อมๆ และที่แขนซ้ายมีโล่สี่เหลี่ยมผืนผ้าติดตั้งอยู่ ร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ทั่วตัวหุ่น บ่งบอกถึงประสบการณ์การผ่านศึกมาอย่างโชกโชน
"เชิญจ้า ตัวนี้เป็นหุ่นดัดแปลงจากบริษัทซีแม็ค (Zimmad) สถิติการต่อสู้ชนะมาแล้วกว่าสามร้อยครั้งเลยนะ ถึงจะเชื่องช้าไปหน่อย แต่เรื่องความทนทานนี่เป็นเลิศเลย การควบคุมก็ไม่เลวด้วย เหมาะกับเด็กใหม่สุดๆ ไปเลยล่ะ"
พี่สาววัยประมาณสิบแปดปีที่นั่งอยู่ข้างอาร์มเกียร์สีฟ้าอธิบายสรรพคุณให้ฟัง ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนแบบนี้ น่าจะเป็นศิษย์เก่าที่เรียนจบไปแล้วล่ะมั้ง?
บางทีอาร์มเกียร์เครื่องนี้อาจจะเป็นหุ่นคู่ใจของพี่สาวคนนี้มาก่อนก็ได้ เป็นอาร์มเกียร์ที่ดูเรียบง่ายแต่แข็งแกร่งทนทานจริงๆ แหละ
"ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?"
"แค่สองเหรียญทองขาวขาดตัวจ้า"
แพงเวอร์! เอ๊ะ หรือว่าถูกกันนะ? ถ้าเป็นของใหม่ อย่างถูกสุดก็ปาเข้าไปสิบเหรียญทองขาวแล้วนี่นา... เป็นของมือสองแต่ซื้อได้ในราคาแค่ 20% แบบนี้ถือว่าถูกสุดๆ เลยหรือเปล่านะ สีหน้าของฉันคงฟ้องว่าสู้ราคาไม่ไหว พี่สาวคนนั้นเลยเบนสายตาไปทางริลิชาที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน
"แล้วคุณหนูขุนนางตรงนั้นล่ะ สนใจไหม?"
"ดิฉันน่ะเหรอคะ? ทางบ้านเตรียมจะส่งมาให้อยู่แล้วน่ะค่ะ"
"แหม เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางชั้นสูงนี่เอง"
คำตอบของริลิชาทำเอาพี่สาวคนนั้นถึงกับยิ้มเจื่อนแล้วหัวเราะแห้งๆ
ก็นะ ปกติแล้วสามัญชนคงไม่มีปัญญาซื้อหรอก ส่วนพวกขุนนางชั้นสูงก็มีเงินมากพอที่จะซื้อของใหม่แกะกล่องได้สบายๆ เป้าหมายของพี่สาวคนนี้คงจะเป็นพวกขุนนางระดับล่างหรือระดับกลางที่กระเป๋าแบนเกินกว่าจะซื้อของใหม่ล่ะมั้ง
แน่นอนอยู่แล้วว่าอาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดย่อมมีสมรรถนะที่ดีกว่า
และอาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ว่า ก็คือ 'อาร์มเกียร์ที่ทางวิทยาลัยนำมาขาย' นั่นแหละ
ก็แหม วิทยาลัยแห่งนี้มีทั้งนครเวทมนตร์เป็นศูนย์กลาง และมีราชวงศ์เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังนี่นา อาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกผลิตขึ้นในบรุนฮิลด์จึงถูกส่งมาที่วิทยาลัยเป็นที่แรก
พูดง่ายๆ ก็คือ อาร์มเกียร์ที่นักเรียนปัจจุบันใช้ G(เกียร์) ซื้อมานั่นแหละคือรุ่นที่ใหม่ที่สุดแล้ว
ต่อให้ริลิชาจะไปหาซื้ออาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดมาจากข้างนอก แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาร์มเกียร์ที่ซื้อจากวิทยาลัยด้วย G(เกียร์) จะมีสมรรถนะที่เหนือกว่าด้วยซ้ำ
เพราะยังไงซะ มันก็คือหุ่นที่ได้รับการรับรองจากบรุนฮิลด์ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอยู่วันยังค่ำ
แต่ในเมื่อไม่สามารถใช้เงินสดซื้ออาร์มเกียร์ของวิทยาลัยได้ ก็เลยต้องไปหาซื้อรุ่นใหม่ล่าสุดจากตลาดข้างนอกแทน เพราะการจะสะสม G(เกียร์) ให้ครบมันต้องใช้เวลานานนี่นา
อาร์มเกียร์สีฟ้าเครื่องนี้ก็น่าจะเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน และน่าจะผ่านการเก็บ ประสบการณ์(ข้อมูล) มาอย่างโชกโชนด้วย จะด่วนสรุปว่าหุ่นเครื่องนี้ด้อยกว่าหุ่นรุ่นใหม่ล่าสุดก็คงไม่ได้หรอกนะ ถ้าพิจารณาจากข้อนี้แล้ว กับราคาขนาดนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดีแหละ
อ๊ะ แต่ถ้าทุบกระปุกออมสินทั้งหมดก็พอจะซื้อได้อยู่นะ...
อาร์มเกียร์รุ่นคุณทวดแบบที่ใช้ฝึกในห้องเรียนที่ไม่มีระบบช่วยเรียนรู้น่าจะมีขายถูกกว่านี้แน่ แต่ถ้าต้องทนใช้หุ่นแบบนั้น สู้ไปเช่าหุ่นมาตรฐานของโรงเรียนมาใช้ยังจะดีซะกว่าอีก...
พวกเราบอกลาพี่สาวขายอาร์มเกียร์สีฟ้า แล้วเดินดูของในงานบาซาร์กันต่อ
"โห งานไม้ประดับลาย (Yosegi-zaiku) นี่นา สวยจังเลยแฮะ"
แคโรหยิบกล่องไม้เล็กๆ ขึ้นมาดูด้วยแววตาเป็นประกาย เป็นกล่องไม้เล็กๆ ที่มีลวดลายแปลกตาดีจัง
"งานไม้ประดับลายเหรอ?"
"เป็นการนำไม้หลากหลายชนิดมาเรียงร้อยต่อกันให้เกิดเป็นลวดลายน่ะ เป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนมากเลยนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นงานที่ประณีตขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยล่ะ"
งั้นเหรอ? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจความงามของมันเลยแฮะ
"ตาถึงมากเลยนะจ๊ะ งานไม้ประดับลายชิ้นนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือชื่อดังในมิสมิดประเทศของพวกเราเลยนะ ไม่ใช่ของที่จะหาดูได้ง่ายๆ หรอกนะจะบอกให้"
คุณป้าเจ้าของร้านพูดอย่างอารมณ์ดี มิสมิด... ประเทศของเหล่ามนุษย์สัตว์และกึ่งมนุษย์ที่ปกครองโดยราชันย์สัตว์ป่าสินะ คุณป้าคนนี้ก็มีหูและหางสัตว์อยู่บนหัวด้วย เป็นมนุษย์หมาป่ารึเปล่านะ?
"ปกติต้องขายราคา 2 เหรียญทองขึ้นไปนะ แต่คราวนี้ถือซะว่าเป็นของขวัญต้อนรับเข้าเรียน ป้าลดให้พิเศษเหลือแค่ 1 เหรียญทองละกัน..."
"ซื้อค่ะ!"
"เร็วจัง"
แคโรตัดสินใจซื้อเร็วมากจนฉันแอบตกใจ กล่องไม้เล็กๆ แค่นั้นตั้ง 1 เหรียญทองเชียวนะ? สำหรับฉันราคานี้มันแพงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ความแตกต่างเรื่องการใช้เงินตรงนี้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชนอย่างแท้จริงเลยแฮะ
"หืม?"
ฉันบังเอิญหันไปมองแผงลอยร้านข้างๆ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น
เฮ้ยยยยยยย!? นั่นมันพลาสติกโมเดลเฟรมเกียร์รุ่นรีโปรดักชั่นเมื่อ 10 ปีก่อนที่เขาว่ากันว่าเป็นของหายากไม่ใช่เหรอ!?
แถมยังเป็นรุ่น พระชายาทั้งเก้า(วาลคิรี) รุ่นแรกเริ่มด้วยนี่นา! กริมเกิร์ลเด (Grimgerde) เฟรมเกียร์สายระดมยิงทำลายล้างที่ว่ากันว่าพระชายาลีน พระมารดาของท่านผู้อำนวยการคูนเป็นคนขับนี่! แถมยังขายในราคาถูกแสนถูกอีกต่างหาก!? ข ของมันต้องมีแล้วป่ะ!
จังหวะที่ฉันเอื้อมมือไปหยิบกล่องพลาสติกโมเดล ก็มีมือปริศนายื่นมาจากข้างๆ แล้วคว้ากล่องใบนั้นไปพร้อมๆ กัน
ฉันกับริลิชาต่างก็จับกล่องใบเดียวกันไว้แน่น แล้วจ้องหน้ากันเขม็ง
"ปล่อยเดี๋ยวนี้นะคะ"
"ไม่ปล่อยย่ะ"
พวกเรายื้อแย่งกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร
"ลูกคุณหนูอย่างหล่อนจะเอาพลาสติกโมเดลไปต่อทำไมยะ!"
"พูดจาไร้สาระอะไรกันคะ...! การต่อพลาสติกโมเดลถือเป็นงานอดิเรกอันทรงเกียรติของชนชั้นสูงต่างหากล่ะคะ! เธอนั่นแหละ รู้ถึงคุณค่าของชุดคิตนี้หรือเปล่าคะ!?"
"รู้สิยะ! ก็อยากได้แทบแย่แต่สู้ราคาพรีเมี่ยมไม่ไหวไงล่ะ! กล่องนี้ฉันจะเป็นคนต่อเอง!"
"หา!? ขืนให้คนอย่างเธอต่อ คุณค่าของคิตชุดนี้ก็ป่นปี้หมดสิคะ! ดิฉันจะเป็นคนรังสรรค์มันให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกเองค่ะ!"
กรอดดด...! แย่แล้ว ขืนยื้อกันไปมากกว่านี้กล่องต้องพังแน่ๆ! จะยอมให้กล่องที่มีภาพวาดสวยงามขนาดนี้ต้องมีรอยบุบสลายไม่ได้เด็ดขาด!
ฉันสบตากับริลิชา ดูเหมือนว่าหล่อนก็คิดตรงกันกับฉัน
""เป่ายิ้งฉุบ!""
ฉันออกค้อน ส่วนริลิชาออกกระดาษ
"แพ้แล้ว...!"
"ชนะแล้วค่ะ!"
ฉันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความพ่ายแพ้ ส่วนริลิชาชูกล่องพลาสติกโมเดลขึ้นเหนือหัวราวกับประกาศชัยชนะ
โธ่เว้ย! สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งกันได้! พระเจ้าตายไปแล้วหรือไง!
"พวกเธอทำบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย..."
เสียงของเชรี่ที่ดังแว่วมาเจือปนความเหนื่อยหน่าย หล่นตุบลงมาใส่ฉันที่กำลังโอดครวญด้วยความเศร้าโศก
.
หนึ่งวันผ่านไปหลังจากพิธีปฐมนิเทศ
และแล้วฉันก็ได้เป็นนักเรียนของวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนอย่างเต็มตัว วันนี้แหละที่การเรียนเพื่อเป็น 'ทรูปเปอร์' จะเริ่มต้นขึ้น
ในฐานะวิทยาลัยจักรกล สิ่งแรกที่ต้องเรียนก็คือวิชา 'พื้นฐานอาร์มเกียร์'
พูดง่ายๆ ก็คือการเรียนรู้ความรู้พื้นฐานในการบังคับอาร์มเกียร์นั่นแหละ
ฉันเคยได้รับอนุญาตจากท่านผู้อำนวยการคูนให้ลองขับมาครั้งนึงแล้ว ก็เลยพอจะเข้าใจที่อาจารย์สอนอยู่บ้าง สิ่งที่สอนเป็นแค่พื้นฐานของพื้นฐานน่ะ
นักเรียนที่มาจากครอบครัวสามัญชนซึ่งไม่เคยขับอาร์มเกียร์มาก่อนเลย จะตั้งใจเรียนกันมาก ส่วนพวกลูกขุนนางอย่างริลิชา, แคโร, หรือเชรี่ กลับนั่งฟังด้วยท่าทีเบื่อหน่ายราวกับจะบอกว่า 'เรื่องแค่นี้รู้อยู่แล้วน่า'
พอเรียนภาคทฤษฎีเสร็จ ก็เข้าสู่การฝึกภาคปฏิบัติทันที
แต่ก็แค่การออกไปที่ลานกว้าง แล้วลองขับอาร์มเกียร์รุ่นคุณปู่เดินไปข้างหน้าประมาณยี่สิบเมตรเท่านั้นเอง
ทุกคนจะได้สลับกันขึ้นขับทีละคน แล้วลองเดินตามคำแนะนำ นักเรียนส่วนใหญ่เดินได้ไม่มีปัญหา แต่ก็มีบางคนที่เดินๆ ไปแล้วเครื่องดับ หรือไม่ก็เสียการทรงตัวจนล้มลงไปเลยก็มี
ส่วนฉัน คงเพราะเคยมีประสบการณ์ขับมาแล้วครั้งนึง เลยสามารถบังคับให้เดินเตาะแตะไปได้อย่างสบายๆ
ไม่ได้รู้สึกลำบากเหมือนตอนขับอคิลลีสเลย คงเป็นเพราะมันเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยกินพลังเวทล่ะมั้ง? ฉันใช้พลังเวทแค่ตอนเดินเครื่องเท่านั้นเอง
บอกตรงๆ ว่าไม่สะใจเลย อยากจะลองเดินหรือวิ่งให้มากกว่านี้จัง...
พวกเราที่เปลี่ยนเป็นชุดพละเพื่อมาฝึกอาร์มเกียร์ กำลังนั่งอยู่ตรงมุมสนาม มองดูนักเรียนคนอื่นๆ พยายามบังคับอาร์มเกียร์รุ่นคุณทวดเดินงุ่มง่ามไปมา
"เมื่อกี้ตอนเรียนภาคทฤษฎีอาจารย์ก็บอกนี่เนอะ ว่าอาร์มเกียร์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อน"
"ถึงในด้านสมรรถนะและความปลอดภัยจะพัฒนาขึ้นกว่าสมัยก่อนก็เถอะ แต่โครงสร้างพื้นฐานก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ หรือจะบอกว่ามันถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่สามร้อยปีก่อนแล้วก็ได้มั้ง ตอนนี้ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคนขับล้วนๆ เลย"
แคโรที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอบกลับเสียงพึมพำของฉัน
"แต่ว่านะ เห็นว่าท่านผู้อำนวยการของวิทยาลัยเรามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาร์มเกียร์ด้วยไม่ใช่เหรอ?"
"เอ๊ะ!?"
ฉันเผลอร้องเสียงหลงกับสิ่งที่เชรี่พูด ท่านผู้อำนวยการคูนน่ะเหรอ?
เห็นว่าอาร์มเกียร์ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการนำเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ไปประยุกต์ใช้กับโกเลมสำหรับงานก่อสร้างที่พวกคนแคระสร้างขึ้นน่ะ
ถึงท่านผู้อำนวยการคูนจะไม่ได้เป็นคนคิดค้นอาร์มเกียร์ขึ้นมาเอง แต่เธอก็ร่วมงานกับทีมพัฒนาในการสร้างอาร์มเกียร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สามขึ้นมา
การนำมรดกจากยุคเวทมนตร์โบราณอย่างโกเลมหรือเฟรมเกียร์มาขุดค้น ซ่อมแซม แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยผสานเข้ากับวิศวกรรมเวทมนตร์ยุคใหม่เนี่ย ฉันว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ
จะว่าไป ท่านผู้อำนวยการคูนก็สร้างอาร์มเกียร์ด้วยตัวคนเดียวด้วยนี่นา... หุ่นรุ่นอคิลลีสนั่น ตอนแรกขับยากสุดๆ แต่พอชินแล้วก็ขับสนุกดีแฮะ อยากลองขับอีกจังเลยน้า
หลังจากเรียนวิชาพื้นฐานอาร์มเกียร์เสร็จ พวกเราก็เปลี่ยนชุดจากชุดพละกลับเป็นชุดนักเรียนแล้วเดินออกจากอาคารเรียน
วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายเป็นเวลาว่าง
"อ๊ะ ทางนี้ค่ะ!"
พอไปถึงจุดนัดพบ ลาล่าก็โบกมือเรียกพวกเราอยู่
ในการเรียนเมื่อเช้า ลาล่าได้เรียนอยู่คนละห้องกับพวกเรา เพราะนักเรียนปีหนึ่งมีจำนวนเยอะมาก เขาเลยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มประเทศทางตะวันออกกับตะวันตกน่ะ สนามฝึกซ้อมก็แยกกันด้วย วิทยาลัยนี่กว้างใหญ่จริงๆ นะเนี่ย...
พอขึ้นปีสูงๆ จะมีวิชาให้ขับเฟรมเกียร์ของจริงด้วย ถ้าไม่กว้างก็คงจะอันตรายล่ะมั้ง รู้สึกได้เลยว่าน่าจะมีการกางบาเรียเอาไว้ด้วย ระบบความปลอดภัยคงจะแน่นหนาน่าดู
"ลาล่ามีของที่อยากได้งั้นเหรอ?"
"ฉันอยากจะดูเครื่องยนต์เวทมนตร์น่ะค่ะ ถ้ามีขายถูกๆ ก็จะซื้อ เผื่อว่าจะได้ลองสร้าง ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) ด้วยตัวเองดูบ้าง"
เครื่องยนต์เวทมนตร์คือชิ้นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติหรือ ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของรถเลยล่ะ
แต่เดี๋ยวนะ แค่ได้เครื่องยนต์เวทมนตร์มา ก็จะสร้าง ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) เองเลยเหรอ? ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย?
"นี่ลาล่า หรือว่าเธอไม่ได้ตั้งเป้าจะเป็น 'ทรูปเปอร์' แต่จะเป็น 'ไมสเตอร์(วิศวกรเวท)' งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ! ถึงจะสอบเอาใบอนุญาต 'ทรูปเปอร์' ด้วยก็เถอะ แต่เป้าหมายหลักของฉันคือการเป็น 'ไมสเตอร์' ของเฟรมเกียร์ค่ะ ฉันอยากจะลองประกอบเฟรมเกียร์ตั้งแต่ศูนย์ด้วยตัวเองดูน่ะค่ะ..."
โอ้โห เป้าหมายยิ่งใหญ่มากเลยนะเนี่ย เขาว่ากันว่าการจะไปเป็น 'ไมสเตอร์' ของเฟรมเกียร์เนี่ย ถ้ามีใบอนุญาต 'ทรูปเปอร์' ด้วยจะทำให้ได้เปรียบมากกว่า
เขาว่าคนสร้างก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนขับด้วย ถึงจะฟังดูดี แต่ให้เรียนทั้งสองอย่างพร้อมกันมันต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดแน่ๆ
แต่ในกรณีของลาล่า เป้าหมายหลักคือ 'ไมสเตอร์' เรื่อง 'ทรูปเปอร์' อาจจะไม่ต้องทำคะแนนให้ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรขนาดนั้นก็ได้ล่ะมั้ง
แต่ในทางกลับกัน คนที่เป็น 'ทรูปเปอร์' เองก็ต้องเข้าใจโครงสร้างของเฟรมเกียร์เป็นอย่างดีเหมือนกัน ไม่งั้นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หรือถ้าหุ่นเกิดขัดข้องระหว่างต่อสู้ ถ้าไม่รู้สาเหตุก็จะไม่สามารถสู้ต่อได้
อาจารย์ฉันก็เคยสอนว่า ไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือชุดเกราะ 'การละเลยสิ่งที่จะต้องฝากชีวิตไว้ด้วย เป็นการกระทำของพวกโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้น'
ฉันเองก็ต้องตั้งใจเรียนเหมือนกันแฮะ...
ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ ก็เริ่มเห็นผู้คนเดินพลุกพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนักเรียนของวิทยาลัยแล้ว เหมือนจะมีคนนอกเข้ามาร่วมงานด้วยแฮะ? แต่ก็มีแต่ผู้หญิงล้วนเลยนะ ก็นะ การที่ผู้ชายจะเข้ามาใน วิทยาลัย(ที่นี่) ที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนได้นั้น ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องทำเรื่องขออนุญาตวุ่นวายเลยล่ะ
"โห..."
พอมาถึงลานกว้าง ก็เห็นร้านค้ามากมายวางเรียงรายขายของสารพัดสิ่งจนละลานตาไปหมด
มีตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอาร์มเกียร์ของจริงเลยด้วย สุดยอดไปเลย ชักจะตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ
งานนี้ต้องเริ่มจากการดูอาร์มเกียร์ก่อนเลย!
ฉันรีบพุ่งไปที่อาร์มเกียร์สีฟ้าที่จอดอยู่ใกล้ๆ
หุ่นตัวนี้มีรูปทรงป้อมๆ และที่แขนซ้ายมีโล่สี่เหลี่ยมผืนผ้าติดตั้งอยู่ ร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ทั่วตัวหุ่น บ่งบอกถึงประสบการณ์การผ่านศึกมาอย่างโชกโชน
"เชิญจ้า ตัวนี้เป็นหุ่นดัดแปลงจากบริษัทซีแม็ค (Zimmad) สถิติการต่อสู้ชนะมาแล้วกว่าสามร้อยครั้งเลยนะ ถึงจะเชื่องช้าไปหน่อย แต่เรื่องความทนทานนี่เป็นเลิศเลย การควบคุมก็ไม่เลวด้วย เหมาะกับเด็กใหม่สุดๆ ไปเลยล่ะ"
พี่สาววัยประมาณสิบแปดปีที่นั่งอยู่ข้างอาร์มเกียร์สีฟ้าอธิบายสรรพคุณให้ฟัง ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนแบบนี้ น่าจะเป็นศิษย์เก่าที่เรียนจบไปแล้วล่ะมั้ง?
บางทีอาร์มเกียร์เครื่องนี้อาจจะเป็นหุ่นคู่ใจของพี่สาวคนนี้มาก่อนก็ได้ เป็นอาร์มเกียร์ที่ดูเรียบง่ายแต่แข็งแกร่งทนทานจริงๆ แหละ
"ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?"
"แค่สองเหรียญทองขาวขาดตัวจ้า"
แพงเวอร์! เอ๊ะ หรือว่าถูกกันนะ? ถ้าเป็นของใหม่ อย่างถูกสุดก็ปาเข้าไปสิบเหรียญทองขาวแล้วนี่นา... เป็นของมือสองแต่ซื้อได้ในราคาแค่ 20% แบบนี้ถือว่าถูกสุดๆ เลยหรือเปล่านะ สีหน้าของฉันคงฟ้องว่าสู้ราคาไม่ไหว พี่สาวคนนั้นเลยเบนสายตาไปทางริลิชาที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน
"แล้วคุณหนูขุนนางตรงนั้นล่ะ สนใจไหม?"
"ดิฉันน่ะเหรอคะ? ทางบ้านเตรียมจะส่งมาให้อยู่แล้วน่ะค่ะ"
"แหม เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางชั้นสูงนี่เอง"
คำตอบของริลิชาทำเอาพี่สาวคนนั้นถึงกับยิ้มเจื่อนแล้วหัวเราะแห้งๆ
ก็นะ ปกติแล้วสามัญชนคงไม่มีปัญญาซื้อหรอก ส่วนพวกขุนนางชั้นสูงก็มีเงินมากพอที่จะซื้อของใหม่แกะกล่องได้สบายๆ เป้าหมายของพี่สาวคนนี้คงจะเป็นพวกขุนนางระดับล่างหรือระดับกลางที่กระเป๋าแบนเกินกว่าจะซื้อของใหม่ล่ะมั้ง
แน่นอนอยู่แล้วว่าอาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดย่อมมีสมรรถนะที่ดีกว่า
และอาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ว่า ก็คือ 'อาร์มเกียร์ที่ทางวิทยาลัยนำมาขาย' นั่นแหละ
ก็แหม วิทยาลัยแห่งนี้มีทั้งนครเวทมนตร์เป็นศูนย์กลาง และมีราชวงศ์เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังนี่นา อาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกผลิตขึ้นในบรุนฮิลด์จึงถูกส่งมาที่วิทยาลัยเป็นที่แรก
พูดง่ายๆ ก็คือ อาร์มเกียร์ที่นักเรียนปัจจุบันใช้ G(เกียร์) ซื้อมานั่นแหละคือรุ่นที่ใหม่ที่สุดแล้ว
ต่อให้ริลิชาจะไปหาซื้ออาร์มเกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดมาจากข้างนอก แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาร์มเกียร์ที่ซื้อจากวิทยาลัยด้วย G(เกียร์) จะมีสมรรถนะที่เหนือกว่าด้วยซ้ำ
เพราะยังไงซะ มันก็คือหุ่นที่ได้รับการรับรองจากบรุนฮิลด์ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอยู่วันยังค่ำ
แต่ในเมื่อไม่สามารถใช้เงินสดซื้ออาร์มเกียร์ของวิทยาลัยได้ ก็เลยต้องไปหาซื้อรุ่นใหม่ล่าสุดจากตลาดข้างนอกแทน เพราะการจะสะสม G(เกียร์) ให้ครบมันต้องใช้เวลานานนี่นา
อาร์มเกียร์สีฟ้าเครื่องนี้ก็น่าจะเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน และน่าจะผ่านการเก็บ ประสบการณ์(ข้อมูล) มาอย่างโชกโชนด้วย จะด่วนสรุปว่าหุ่นเครื่องนี้ด้อยกว่าหุ่นรุ่นใหม่ล่าสุดก็คงไม่ได้หรอกนะ ถ้าพิจารณาจากข้อนี้แล้ว กับราคาขนาดนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดีแหละ
อ๊ะ แต่ถ้าทุบกระปุกออมสินทั้งหมดก็พอจะซื้อได้อยู่นะ...
อาร์มเกียร์รุ่นคุณทวดแบบที่ใช้ฝึกในห้องเรียนที่ไม่มีระบบช่วยเรียนรู้น่าจะมีขายถูกกว่านี้แน่ แต่ถ้าต้องทนใช้หุ่นแบบนั้น สู้ไปเช่าหุ่นมาตรฐานของโรงเรียนมาใช้ยังจะดีซะกว่าอีก...
พวกเราบอกลาพี่สาวขายอาร์มเกียร์สีฟ้า แล้วเดินดูของในงานบาซาร์กันต่อ
"โห งานไม้ประดับลาย (Yosegi-zaiku) นี่นา สวยจังเลยแฮะ"
แคโรหยิบกล่องไม้เล็กๆ ขึ้นมาดูด้วยแววตาเป็นประกาย เป็นกล่องไม้เล็กๆ ที่มีลวดลายแปลกตาดีจัง
"งานไม้ประดับลายเหรอ?"
"เป็นการนำไม้หลากหลายชนิดมาเรียงร้อยต่อกันให้เกิดเป็นลวดลายน่ะ เป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนมากเลยนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นงานที่ประณีตขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยล่ะ"
งั้นเหรอ? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจความงามของมันเลยแฮะ
"ตาถึงมากเลยนะจ๊ะ งานไม้ประดับลายชิ้นนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือชื่อดังในมิสมิดประเทศของพวกเราเลยนะ ไม่ใช่ของที่จะหาดูได้ง่ายๆ หรอกนะจะบอกให้"
คุณป้าเจ้าของร้านพูดอย่างอารมณ์ดี มิสมิด... ประเทศของเหล่ามนุษย์สัตว์และกึ่งมนุษย์ที่ปกครองโดยราชันย์สัตว์ป่าสินะ คุณป้าคนนี้ก็มีหูและหางสัตว์อยู่บนหัวด้วย เป็นมนุษย์หมาป่ารึเปล่านะ?
"ปกติต้องขายราคา 2 เหรียญทองขึ้นไปนะ แต่คราวนี้ถือซะว่าเป็นของขวัญต้อนรับเข้าเรียน ป้าลดให้พิเศษเหลือแค่ 1 เหรียญทองละกัน..."
"ซื้อค่ะ!"
"เร็วจัง"
แคโรตัดสินใจซื้อเร็วมากจนฉันแอบตกใจ กล่องไม้เล็กๆ แค่นั้นตั้ง 1 เหรียญทองเชียวนะ? สำหรับฉันราคานี้มันแพงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ความแตกต่างเรื่องการใช้เงินตรงนี้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชนอย่างแท้จริงเลยแฮะ
"หืม?"
ฉันบังเอิญหันไปมองแผงลอยร้านข้างๆ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น
เฮ้ยยยยยยย!? นั่นมันพลาสติกโมเดลเฟรมเกียร์รุ่นรีโปรดักชั่นเมื่อ 10 ปีก่อนที่เขาว่ากันว่าเป็นของหายากไม่ใช่เหรอ!?
แถมยังเป็นรุ่น พระชายาทั้งเก้า(วาลคิรี) รุ่นแรกเริ่มด้วยนี่นา! กริมเกิร์ลเด (Grimgerde) เฟรมเกียร์สายระดมยิงทำลายล้างที่ว่ากันว่าพระชายาลีน พระมารดาของท่านผู้อำนวยการคูนเป็นคนขับนี่! แถมยังขายในราคาถูกแสนถูกอีกต่างหาก!? ข ของมันต้องมีแล้วป่ะ!
จังหวะที่ฉันเอื้อมมือไปหยิบกล่องพลาสติกโมเดล ก็มีมือปริศนายื่นมาจากข้างๆ แล้วคว้ากล่องใบนั้นไปพร้อมๆ กัน
ฉันกับริลิชาต่างก็จับกล่องใบเดียวกันไว้แน่น แล้วจ้องหน้ากันเขม็ง
"ปล่อยเดี๋ยวนี้นะคะ"
"ไม่ปล่อยย่ะ"
พวกเรายื้อแย่งกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร
"ลูกคุณหนูอย่างหล่อนจะเอาพลาสติกโมเดลไปต่อทำไมยะ!"
"พูดจาไร้สาระอะไรกันคะ...! การต่อพลาสติกโมเดลถือเป็นงานอดิเรกอันทรงเกียรติของชนชั้นสูงต่างหากล่ะคะ! เธอนั่นแหละ รู้ถึงคุณค่าของชุดคิตนี้หรือเปล่าคะ!?"
"รู้สิยะ! ก็อยากได้แทบแย่แต่สู้ราคาพรีเมี่ยมไม่ไหวไงล่ะ! กล่องนี้ฉันจะเป็นคนต่อเอง!"
"หา!? ขืนให้คนอย่างเธอต่อ คุณค่าของคิตชุดนี้ก็ป่นปี้หมดสิคะ! ดิฉันจะเป็นคนรังสรรค์มันให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกเองค่ะ!"
กรอดดด...! แย่แล้ว ขืนยื้อกันไปมากกว่านี้กล่องต้องพังแน่ๆ! จะยอมให้กล่องที่มีภาพวาดสวยงามขนาดนี้ต้องมีรอยบุบสลายไม่ได้เด็ดขาด!
ฉันสบตากับริลิชา ดูเหมือนว่าหล่อนก็คิดตรงกันกับฉัน
""เป่ายิ้งฉุบ!""
ฉันออกค้อน ส่วนริลิชาออกกระดาษ
"แพ้แล้ว...!"
"ชนะแล้วค่ะ!"
ฉันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความพ่ายแพ้ ส่วนริลิชาชูกล่องพลาสติกโมเดลขึ้นเหนือหัวราวกับประกาศชัยชนะ
โธ่เว้ย! สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งกันได้! พระเจ้าตายไปแล้วหรือไง!
"พวกเธอทำบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย..."
เสียงของเชรี่ที่ดังแว่วมาเจือปนความเหนื่อยหน่าย หล่นตุบลงมาใส่ฉันที่กำลังโอดครวญด้วยความเศร้าโศก
014 การพบพานกับ 【ร้อยอัสนี】
.
หลังจากพ่ายแพ้ในศึกชิงพลาสติกโมเดลกับริลิชา ฉันก็เดินตระเวนดูของในงานบาซาร์ต่อเผื่อจะมีของดีหลุดมาอีก ไม่ได้หวังว่าจะเจอพลาสติกโมเดลหายากอันอื่นหรอกนะ จริงจริ๊ง...
ถึงจะมีของที่ถูกหรือแปลกตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกระตุ้นต่อมอยากซื้อขนาดนั้น ฉันเลยยังไม่ได้เสียเงินสักแดงเดียว ก็นะ ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนซื้อนี่นา
ระหว่างทาง สายตาฉันก็ไปสะดุดกับลาล่าที่กำลังนั่งยองๆ เลือกของอยู่ที่แผงลอยร้านหนึ่ง นั่นเครื่องยนต์เวทมนตร์ใช่ไหมนะ?
"ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์เวทมนตร์ของค่ายทอนดะ (Tonda) ส่วนตัวนี้ของค่ายคาราซากิ (Karasaki) ค่ะ คุ้มค่าทั้งคู่เลยนะคะ"
"อืมมม..."
ดูเหมือนลาล่ากำลังลังเลว่าจะเลือกเครื่องไหนดีระหว่างสองค่ายที่เจ้าของร้านแนะนำ ราคาพอๆ กันเลยแฮะ แต่ก็แพงเอาเรื่องอยู่ดี... ถึงจะน่าจะถูกกว่าของใหม่แกะกล่องเยอะก็เถอะ
"จะเลือกทอนดะที่เน้นการใช้งานครอบจักรวาลและประหยัดพลังงานดี หรือจะเลือกคาราซากิที่เน้นพลังขับเคลื่อนสูงดีนะ... เลือกยากจังเลยค่ะ..."
ดูหน้าตามันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ... เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ?
"ฉันว่าเอาตัวนี้ดีกว่านะ"
"เอ๊ะ?"
ฉันชี้ไปที่เครื่องยนต์เวทมนตร์ของค่ายทอนดะจากด้านหลังลาล่าที่กำลังคิดหนัก
"ทำไมเหรอคะ?"
"เพราะตัวนี้ไม่ค่อยมีร่องรอยพลังเวทหลงเหลืออยู่เท่าไหร่ คงไม่ค่อยได้ใช้งานหนักๆ มาหรอก น่าจะสภาพเหมือนใหม่เลยล่ะ ถ้าราคาไม่ต่างกันแถมยังเลือกไม่ถูก ฉันว่าเอาตัวนี้น่าจะใช้ได้นานกว่านะ แถมถ้าพลังเวทของลาล่าไม่เยอะก็น่าจะส่งพลังผ่านได้ง่ายกว่าด้วย"
เคยได้ยินมาว่าพวก ไมสเตอร์ มักจะใช้พลังเวทของตัวเองหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนเพื่อดัดแปลงหรือเสริมพลังเวทลงไป ถ้ามีพลังเวทของคนอื่นตกค้างอยู่มันก็จะใช้งานยากน่ะ
ถ้าเป็นของมือสองจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ เขาก็น่าจะทำความสะอาดล้างพลังเวทพวกนั้นออกให้แล้ว แต่ถ้าเป็นของที่เอามาขายเองตามแผงลอยแบบนี้ก็คงคาดหวังยากล่ะนะ
พี่สาวเจ้าของร้านที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเรา ทำหน้าอึ้งๆ มองมาทางนี้
"เอ๋...? ดูออกด้วยเหรอคะเนี่ย... เครื่องของทอนดะตัวนี้แทบไม่ได้ใช้งานเลยจริงๆ ค่ะ สภาพเหมือนใหม่เลยล่ะ..."
"เอ๊ะ จริงเหรอคะ!? น คุณเนโร รู้ได้ยังไงคะเนี่ย!?"
"หา? ก็มองปุ๊บก็รู้ปั๊บแล้วนี่"
เครื่องของค่ายคาราซากิ? ตัวนั้นมีคราบพลังเวทฝังแน่นอยู่ชัดเจนเลยนี่นา ดูท่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนเลยนะเนี่ย? การที่มันยังใช้งานได้ก็แสดงว่าคงทนทานน่าดูเลยล่ะ
"มองเห็น 'รอยประทับเวท' ด้วยเหรอคะ!?"
"รอยประทับเวท? คืออะไรเหรอ?"
"เอ่อ ก็พวกเศษซากพลังเวท หรือร่องรอยที่หลงเหลืออยู่อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ..."
"อืมมม จะว่ามองเห็นก็คงไม่ใช่ เรียกว่าสัมผัสได้มากกว่ามั้ง?"
อาจารย์ก็เคยบอกฉันเหมือนกันว่า ฉันเป็นพวกมีสัมผัสเรื่องพวกนี้เฉียบคมน่ะ
ฉันสามารถรับรู้ถึงสิ่งของ อุปกรณ์ หรืออาวุธที่มีการใช้พลังเวทหรือสัมผัสกับพลังเวทได้ลางๆ รวมไปถึงเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่ด้วย
ฉันว่ามันก็เหมือนกับ 'ลางสังหรณ์' นั่นแหละ แบบ 'รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ' หรือ 'ไอ้นี่มันไม่ธรรมดาแฮะ' เป็นความรู้สึกที่รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณน่ะ ทำให้ฉันแยกแยะไอเทมเวทมนตร์กับของธรรมดาได้ทันที
"ระดับการรับรู้พลังเวทเทียบเท่าเผ่าแฟรี่เลยนะคะเนี่ย... หรือว่าบรรพบุรุษของคุณเนโรจะเป็นเผ่าแฟรี่คะ? อ๊ะ ถึงว่าสิ รูปร่างถึงได้...!"
"ไม่ใช่ย่ะ!"
ไม่น่าจะใช่นะ... ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนั้นมาก่อนเลย แถมฉันก็ไม่มีปีกซะหน่อย อีกอย่างถ้าเป็นงั้นจริง ก็แปลว่าฉันจะไม่สูงไปกว่านี้แล้วน่ะสิ! เลิกจินตนาการเรื่องน่ากลัวๆ ได้แล้ว!
"ตกลงจะเอาเครื่องไหนล่ะ?"
"อ๊ะ ง งั้นเอาของทอนดะค่ะ..."
"ขอบคุณที่อุดหนุนจ้า"
ลาล่ารับเครื่องยนต์เวทมนตร์ที่บรรจุในกล่องมา แล้วเก็บใส่เวท 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟนด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณมากนะคะ ช่วยได้เยอะเลยค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ไว้ถ้าฉันมีเงินซื้ออาร์มเกียร์เมื่อไหร่ เธอค่อยมาช่วยซ่อมบำรุงเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน"
"ได้เลยค่ะ! ไว้ใจฉันได้เลย!"
อุ๊ย ที่จริงก็กะพูดเล่นขำๆ แหละ แต่ถ้าเธอจะช่วยจริงๆ ฉันก็ดีใจล่ะนะ
จู่ๆ สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นแผงลอยร้านหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า
"เอ๊ะ? คนนั้นมัน..."
คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนผ้าปูแผงลอย ท่าทางดูเบื่อโลกแล้วหันหน้าไปทางอื่น นั่นมันคนที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาดีนี่นา
ผมสีน้ำตาลซอยสั้น ท่าทางห้าวๆ ถึงจะไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน แต่สไตล์การแต่งตัวที่ดูเซอร์ๆ ก็ทำให้ฉันจำเธอได้ทันที รุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ที่เพิ่งสู้กับรุ่นพี่เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เมื่อวานนี้นี่เอง
ระดับท็อปรันเกอร์ก็มาตั้งแผงขายของในงานบาซาร์กับเขาด้วยแฮะ
"หา?"
อ๊ะ สบตากันซะแล้ว
"อะไร? ถ้าแค่มาดูเฉยๆ ก็ไสหัวปะ... เดี๋ยวนะ เธอคือนักเรียนโรงเรียนเรารึเปล่า? เอ๊ะ? ทำไมถึงมีเด็กมาอยู่ที่นี่ได้ฟะ?"
"อึก...! เลิกปฏิบัติกับฉันเหมือนเด็กซะทีเถอะค่ะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ปีหนึ่งอย่างเป็นทางการนะคะ ชื่อเนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ รุ่-น-พี่"
"อ โอ้..."
ฉันแนะนำตัวพร้อมกับส่งรอยยิ้มอาบยาพิษและสายตาเชือดเฉือนไปให้ จนรุ่นพี่ลิมิเอร่าถึงกับผงะถอยหลังไปนิดนึง หนอยยย! มีแต่คนทักเรื่องตัวเล็ก...! หืม?
"นี่มัน อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ใช่ไหมคะ?"
"โอ๊ะ? ดูออกด้วยรึ?"
สายตาฉันไปสะดุดกับถุงมือเหล็กข้างหนึ่งที่วางอยู่ตรงหน้ารุ่นพี่ลิมิเอร่า
สุดยอดไปเลย มีวงจรพลังเวทฝังอยู่เกือบทั่วทั้งชิ้น ถึงจะไม่รู้ว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้างก็เถอะ...
"ได้มาจากรุ่นพี่คนก่อนอีกทีน่ะ เป็นของที่ได้จากดันเจี้ยน ทนทานสุดๆ ขนาดรับสายฟ้าของฉันได้สบายๆ เลยล่ะ แต่ก็นะ ข้อดีก็มีแค่นั้นแหละ"
"เอ๊ะ? แต่เจ้านี่มันเป็น อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ไม่ใช่เหรอคะ? มันต้องมีคุณสมบัติพิเศษสิคะ?"
"อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ลองเอาไปสวมดูสิ"
ฉันลองสวมถุงมือเหล็กข้างนั้นตามที่บอก อืม ใหญ่ไปหน่อยแฮะ ถ้าดึงสายรัดให้แน่นขึ้นคงจะ... เอ๊ะ?
"หวา!?"
ทันทีที่ฉันคิดแบบนั้น ขนาดของถุงมือเหล็กก็หดเล็กลงมารัดพอดีกับมือฉันเป๊ะเลย
ลาล่าชะโงกหน้าเข้ามาดูถุงมือเหล็ก
"มีระบบปรับขนาดอัตโนมัติด้วยนี่คะ"
"ใช่แล้ว เป็นฟังก์ชันที่มักจะเจอในพวกชุดเกราะที่ดรอปจากดันเจี้ยนน่ะ"
"เห็นว่าในยุคเวทมนตร์โบราณ นี่ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานเลยล่ะค่ะ"
ยุคเวทมนตร์โบราณที่ลาล่าพูดถึง คือยุคที่อารยธรรมเวทมนตร์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อกว่าห้าพันปีก่อน ว่ากันว่าเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ก็ถูกคิดค้นขึ้นในยุคนี้แหละ
ของแบบนี้เคยถูกใช้เป็นปกติในชีวิตประจำวันเลยเหรอเนี่ย สะดวกสบายสุดๆ ไปเลยแฮะ
ฉันสวมถุงมือเหล็กที่ปรับขนาดเข้ากับมือฉันทั้งสองข้าง แล้วลองชกลมดูเบาๆ น้ำหนักกำลังดี ใช้งานถนัดมือเลยแฮะ
"โอ๊ะ? ถึงจะตัวกะเปี๊ยกแต่หน่วยก้านใช้ได้เลยนี่หว่า"
รุ่นพี่ลิมิเอร่าเอ่ยปากชมหลังจากดูการเคลื่อนไหวของฉัน ไอ้คำว่าตัวกะเปี๊ยกเนี่ยไม่ต้องพูดก็ได้ไหมยะ...!
ลาล่าทำหน้างงแล้วหันไปถามรุ่นพี่ลิมิเอร่า
"ดูออกด้วยเหรอคะ?"
"ดูจากการก้าวเท้าและการจัดระเบียบร่างกายก็รู้แล้วว่ากำลังจินตนาการถึงศัตรูแบบไหนอยู่ เมื่อกี้นี้ตั้งใจจะต่อยคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าตัวเองเยอะเลยล่ะสิ?"
เดาถูกเผงเลย ฉันกำลังจินตนาการถึงตอนประลองกับอาจารย์อยู่น่ะ
ถึงจะรู้ว่าชกไปก็โดนหลบได้ แล้วก็โดนสวนกลับจนปลิว ไม่ก็โดนจับทุ่มก็เถอะ
"ก็... คงเป็นคนที่แข็งแกร่งจนเทียบไม่ติดเลยล่ะค่ะ ไม่เคยเอาชนะได้เลยสักครั้ง"
"แจ๋วไปเลยนี่ การได้สู้กับคนที่เอาชนะได้สบายๆ มันจะไปสนุกอะไรล่ะ การมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ไว้ท้าทายสิถึงจะมันส์!"
ก็เห็นด้วยนะ... แต่ปัญหาคือฉันยังมองไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะอาจารย์ได้เลยนี่สิ
"แล้วเอาไง? ถุงมือนี่ราคาหนึ่งเหรียญทอง แต่สำหรับเธอฉันลดให้ครึ่งราคาเลยเอาไหม?"
"อืมมม..."
ถุงมือเหล็ก อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ราคาแค่ห้าเหรียญเงินเนี่ย ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะ ต่อให้ราคาหนึ่งเหรียญทองก็ยังถือว่าถูกมากเลยด้วยซ้ำ
แต่ว่านะ... อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ชิ้นนี้มัน... ฉันว่ามันน่าจะ...
"คือว่านะคะ ฉันคิดว่าเจ้านี่นอกจากจะปรับขนาดอัตโนมัติได้แล้ว มันน่าจะมีคุณสมบัติอื่นซ่อนอยู่อีกนะคะ"
"หือ?"
"เอ่อ... คือ... แบบนี้รึเปล่านะ?"
ฉันรวบรวมพลังเวทส่งผ่านถุงมือเหล็กทั้งสองข้างที่กำหมัดแน่น แล้วนำมาชนกันตรงหน้าอก
เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น พร้อมกับประกายไฟที่แลบแปลบปลาบ!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! สายฟ้าฟาดแล่นไปทั่วถุงมือทั้งสองข้าง ประกายไฟแตกกระจาย
"หา!?"
"นี่มัน...!"
"ดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติเสริมพลังสายฟ้านะคะ ฮึบ...!"
ฉันชูหมัดขึ้นฟ้า ทันใดนั้นสายฟ้าก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนอากาศ ดูเหมือนว่าจะใช้ปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ด้วยแฮะ
"คุณเนโร รู้เรื่อง อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ชิ้นนี้มาก่อนเหรอคะ?"
"เปล่าหรอก ก็แค่คิดว่าถ้ามีแค่ระบบปรับขนาดอัตโนมัติทำไมวงจรเวทมันถึงเยอะแยะนักล่ะ แถมยังไปกระจุกตัวอยู่ตรงสนับมืออีก ก็เลยเดาว่าน่าจะใช้กระตุ้นการทำงานจากตรงนั้นน่ะ"
"เดี๋ยวสิ แค่คิดไปเองงั้นเหรอ...? ปกติแล้วเรื่องแบบนั้นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรอกนะคะ..."
ก็เมื่อก่อนอาจารย์เคยให้ดู อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ที่หน้าตาคล้ายๆ แบบนี้นี่นา น่าจะเป็นรุ่นเดียวกันล่ะมั้ง พวก อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) จากยุคเวทมนตร์โบราณที่ผลิตมาเยอะๆ มักจะมีระบบและวิธีใช้งานคล้ายๆ กันน่ะ
"ล้อเล่นน่า... รุ่นพี่คนนั้นไม่เห็นบอกอะไรฉันสักคำเลย..."
"เขาคงอยากจะลองดูว่ารุ่นพี่จะรู้ตัวไหมมั้งคะ? คุณสมบัติสายฟ้านี่ก็เหมาะกับรุ่นพี่ลิมิเอร่าดีออกนี่คะ"
"อา... ตอนที่ให้มา หมอนั่นก็ทำหน้าตายิ้มกริ่มเชียวนะ... หนอยยย! นิสัยเสียชะมัด!"
ดูเหมือนรุ่นพี่ของรุ่นพี่ลิมิเอร่าจะเป็นคนนิสัยเสียแฮะ เกือบจะขายของดีไปในราคาถูกซะแล้ว กะจะรอให้ขายไปก่อนแล้วค่อยมาเฉลยทีหลังเพื่อแกล้งกันล่ะมั้งเนี่ย? คนแบบนั้นนี่มันกวนประสาทจริงๆ นะ
"ข ของแบบนี้ถ้าเอาไปขายราคาปกติ คงไม่ใช่แค่หนึ่งเหรียญทองแล้วมั้งคะ? น่าจะเหยียบๆ ห้าสิบเหรียญทองได้สบายๆ เลยนะคะ..."
"ห้าสิบ!?"
คำพูดของลาล่าทำเอารุ่นพี่ลิมิเอร่าอ้าปากค้าง จะว่าไป การเอาของมูลค่าตั้งห้าสิบเหรียญทองมาใช้แกล้งรุ่นน้องเนี่ย... รุ่นพี่คนนั้นน่าจะรวยไม่เบาเลยนะ...
"ก็นะคะ ในเมื่อมันมีมูลค่าขนาดนี้ ฉันคงซื้อในราคาห้าเหรียญเงินไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอะไร ก็เก็บไว้ใช้เองดีกว่านะคะ"
"อ โอ้... ขอบใจนะ... นี่เธอ เป็นคนแปลกดีแฮะ ถ้าหุบปากเงียบแล้วซื้อไปก็กำไรบานเบอะไปแล้วแท้ๆ"
"ไม่อ่ะค่ะ ขืนมารู้ทีหลังเดี๋ยวก็โดนเขม่นเอาเปล่าๆ น่ารำคาญจะตายไป"
คำตอบของฉันทำเอารุ่นพี่ลิมิเอร่าทำหน้าเหวอไปพักนึง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
"อุ๊บ... ก๊ากกกกกก! เธอนี่มันแปลกคนจริงๆ แฮะ! ไว้คราวหน้าฉันจะเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนละกัน!"
พูดจบ รุ่นพี่ลิมิเอร่าก็ตบหลังฉันดังป้าบๆ ด้วยเสียงหัวเราะ โอ๊ยๆๆๆ! แรงควายชะมัด!
แวบแรกฉันเกือบจะเผลอใช้ถุงมือนี่ช็อตให้หงายหลังไปแล้ว แต่ก็อุตส่าห์กลั้นใจไว้ได้ ใครก็ได้มาชมฉันทีเถอะ
.
หลังจากพ่ายแพ้ในศึกชิงพลาสติกโมเดลกับริลิชา ฉันก็เดินตระเวนดูของในงานบาซาร์ต่อเผื่อจะมีของดีหลุดมาอีก ไม่ได้หวังว่าจะเจอพลาสติกโมเดลหายากอันอื่นหรอกนะ จริงจริ๊ง...
ถึงจะมีของที่ถูกหรือแปลกตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกระตุ้นต่อมอยากซื้อขนาดนั้น ฉันเลยยังไม่ได้เสียเงินสักแดงเดียว ก็นะ ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนซื้อนี่นา
ระหว่างทาง สายตาฉันก็ไปสะดุดกับลาล่าที่กำลังนั่งยองๆ เลือกของอยู่ที่แผงลอยร้านหนึ่ง นั่นเครื่องยนต์เวทมนตร์ใช่ไหมนะ?
"ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์เวทมนตร์ของค่ายทอนดะ (Tonda) ส่วนตัวนี้ของค่ายคาราซากิ (Karasaki) ค่ะ คุ้มค่าทั้งคู่เลยนะคะ"
"อืมมม..."
ดูเหมือนลาล่ากำลังลังเลว่าจะเลือกเครื่องไหนดีระหว่างสองค่ายที่เจ้าของร้านแนะนำ ราคาพอๆ กันเลยแฮะ แต่ก็แพงเอาเรื่องอยู่ดี... ถึงจะน่าจะถูกกว่าของใหม่แกะกล่องเยอะก็เถอะ
"จะเลือกทอนดะที่เน้นการใช้งานครอบจักรวาลและประหยัดพลังงานดี หรือจะเลือกคาราซากิที่เน้นพลังขับเคลื่อนสูงดีนะ... เลือกยากจังเลยค่ะ..."
ดูหน้าตามันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ... เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ?
"ฉันว่าเอาตัวนี้ดีกว่านะ"
"เอ๊ะ?"
ฉันชี้ไปที่เครื่องยนต์เวทมนตร์ของค่ายทอนดะจากด้านหลังลาล่าที่กำลังคิดหนัก
"ทำไมเหรอคะ?"
"เพราะตัวนี้ไม่ค่อยมีร่องรอยพลังเวทหลงเหลืออยู่เท่าไหร่ คงไม่ค่อยได้ใช้งานหนักๆ มาหรอก น่าจะสภาพเหมือนใหม่เลยล่ะ ถ้าราคาไม่ต่างกันแถมยังเลือกไม่ถูก ฉันว่าเอาตัวนี้น่าจะใช้ได้นานกว่านะ แถมถ้าพลังเวทของลาล่าไม่เยอะก็น่าจะส่งพลังผ่านได้ง่ายกว่าด้วย"
เคยได้ยินมาว่าพวก ไมสเตอร์ มักจะใช้พลังเวทของตัวเองหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนเพื่อดัดแปลงหรือเสริมพลังเวทลงไป ถ้ามีพลังเวทของคนอื่นตกค้างอยู่มันก็จะใช้งานยากน่ะ
ถ้าเป็นของมือสองจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ เขาก็น่าจะทำความสะอาดล้างพลังเวทพวกนั้นออกให้แล้ว แต่ถ้าเป็นของที่เอามาขายเองตามแผงลอยแบบนี้ก็คงคาดหวังยากล่ะนะ
พี่สาวเจ้าของร้านที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเรา ทำหน้าอึ้งๆ มองมาทางนี้
"เอ๋...? ดูออกด้วยเหรอคะเนี่ย... เครื่องของทอนดะตัวนี้แทบไม่ได้ใช้งานเลยจริงๆ ค่ะ สภาพเหมือนใหม่เลยล่ะ..."
"เอ๊ะ จริงเหรอคะ!? น คุณเนโร รู้ได้ยังไงคะเนี่ย!?"
"หา? ก็มองปุ๊บก็รู้ปั๊บแล้วนี่"
เครื่องของค่ายคาราซากิ? ตัวนั้นมีคราบพลังเวทฝังแน่นอยู่ชัดเจนเลยนี่นา ดูท่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนเลยนะเนี่ย? การที่มันยังใช้งานได้ก็แสดงว่าคงทนทานน่าดูเลยล่ะ
"มองเห็น 'รอยประทับเวท' ด้วยเหรอคะ!?"
"รอยประทับเวท? คืออะไรเหรอ?"
"เอ่อ ก็พวกเศษซากพลังเวท หรือร่องรอยที่หลงเหลืออยู่อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ..."
"อืมมม จะว่ามองเห็นก็คงไม่ใช่ เรียกว่าสัมผัสได้มากกว่ามั้ง?"
อาจารย์ก็เคยบอกฉันเหมือนกันว่า ฉันเป็นพวกมีสัมผัสเรื่องพวกนี้เฉียบคมน่ะ
ฉันสามารถรับรู้ถึงสิ่งของ อุปกรณ์ หรืออาวุธที่มีการใช้พลังเวทหรือสัมผัสกับพลังเวทได้ลางๆ รวมไปถึงเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่ด้วย
ฉันว่ามันก็เหมือนกับ 'ลางสังหรณ์' นั่นแหละ แบบ 'รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ' หรือ 'ไอ้นี่มันไม่ธรรมดาแฮะ' เป็นความรู้สึกที่รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณน่ะ ทำให้ฉันแยกแยะไอเทมเวทมนตร์กับของธรรมดาได้ทันที
"ระดับการรับรู้พลังเวทเทียบเท่าเผ่าแฟรี่เลยนะคะเนี่ย... หรือว่าบรรพบุรุษของคุณเนโรจะเป็นเผ่าแฟรี่คะ? อ๊ะ ถึงว่าสิ รูปร่างถึงได้...!"
"ไม่ใช่ย่ะ!"
ไม่น่าจะใช่นะ... ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนั้นมาก่อนเลย แถมฉันก็ไม่มีปีกซะหน่อย อีกอย่างถ้าเป็นงั้นจริง ก็แปลว่าฉันจะไม่สูงไปกว่านี้แล้วน่ะสิ! เลิกจินตนาการเรื่องน่ากลัวๆ ได้แล้ว!
"ตกลงจะเอาเครื่องไหนล่ะ?"
"อ๊ะ ง งั้นเอาของทอนดะค่ะ..."
"ขอบคุณที่อุดหนุนจ้า"
ลาล่ารับเครื่องยนต์เวทมนตร์ที่บรรจุในกล่องมา แล้วเก็บใส่เวท 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟนด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณมากนะคะ ช่วยได้เยอะเลยค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ไว้ถ้าฉันมีเงินซื้ออาร์มเกียร์เมื่อไหร่ เธอค่อยมาช่วยซ่อมบำรุงเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน"
"ได้เลยค่ะ! ไว้ใจฉันได้เลย!"
อุ๊ย ที่จริงก็กะพูดเล่นขำๆ แหละ แต่ถ้าเธอจะช่วยจริงๆ ฉันก็ดีใจล่ะนะ
จู่ๆ สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นแผงลอยร้านหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า
"เอ๊ะ? คนนั้นมัน..."
คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนผ้าปูแผงลอย ท่าทางดูเบื่อโลกแล้วหันหน้าไปทางอื่น นั่นมันคนที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาดีนี่นา
ผมสีน้ำตาลซอยสั้น ท่าทางห้าวๆ ถึงจะไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน แต่สไตล์การแต่งตัวที่ดูเซอร์ๆ ก็ทำให้ฉันจำเธอได้ทันที รุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ที่เพิ่งสู้กับรุ่นพี่เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เมื่อวานนี้นี่เอง
ระดับท็อปรันเกอร์ก็มาตั้งแผงขายของในงานบาซาร์กับเขาด้วยแฮะ
"หา?"
อ๊ะ สบตากันซะแล้ว
"อะไร? ถ้าแค่มาดูเฉยๆ ก็ไสหัวปะ... เดี๋ยวนะ เธอคือนักเรียนโรงเรียนเรารึเปล่า? เอ๊ะ? ทำไมถึงมีเด็กมาอยู่ที่นี่ได้ฟะ?"
"อึก...! เลิกปฏิบัติกับฉันเหมือนเด็กซะทีเถอะค่ะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ปีหนึ่งอย่างเป็นทางการนะคะ ชื่อเนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ รุ่-น-พี่"
"อ โอ้..."
ฉันแนะนำตัวพร้อมกับส่งรอยยิ้มอาบยาพิษและสายตาเชือดเฉือนไปให้ จนรุ่นพี่ลิมิเอร่าถึงกับผงะถอยหลังไปนิดนึง หนอยยย! มีแต่คนทักเรื่องตัวเล็ก...! หืม?
"นี่มัน อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ใช่ไหมคะ?"
"โอ๊ะ? ดูออกด้วยรึ?"
สายตาฉันไปสะดุดกับถุงมือเหล็กข้างหนึ่งที่วางอยู่ตรงหน้ารุ่นพี่ลิมิเอร่า
สุดยอดไปเลย มีวงจรพลังเวทฝังอยู่เกือบทั่วทั้งชิ้น ถึงจะไม่รู้ว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้างก็เถอะ...
"ได้มาจากรุ่นพี่คนก่อนอีกทีน่ะ เป็นของที่ได้จากดันเจี้ยน ทนทานสุดๆ ขนาดรับสายฟ้าของฉันได้สบายๆ เลยล่ะ แต่ก็นะ ข้อดีก็มีแค่นั้นแหละ"
"เอ๊ะ? แต่เจ้านี่มันเป็น อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ไม่ใช่เหรอคะ? มันต้องมีคุณสมบัติพิเศษสิคะ?"
"อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ลองเอาไปสวมดูสิ"
ฉันลองสวมถุงมือเหล็กข้างนั้นตามที่บอก อืม ใหญ่ไปหน่อยแฮะ ถ้าดึงสายรัดให้แน่นขึ้นคงจะ... เอ๊ะ?
"หวา!?"
ทันทีที่ฉันคิดแบบนั้น ขนาดของถุงมือเหล็กก็หดเล็กลงมารัดพอดีกับมือฉันเป๊ะเลย
ลาล่าชะโงกหน้าเข้ามาดูถุงมือเหล็ก
"มีระบบปรับขนาดอัตโนมัติด้วยนี่คะ"
"ใช่แล้ว เป็นฟังก์ชันที่มักจะเจอในพวกชุดเกราะที่ดรอปจากดันเจี้ยนน่ะ"
"เห็นว่าในยุคเวทมนตร์โบราณ นี่ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานเลยล่ะค่ะ"
ยุคเวทมนตร์โบราณที่ลาล่าพูดถึง คือยุคที่อารยธรรมเวทมนตร์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อกว่าห้าพันปีก่อน ว่ากันว่าเทคโนโลยีเฟรมเกียร์ก็ถูกคิดค้นขึ้นในยุคนี้แหละ
ของแบบนี้เคยถูกใช้เป็นปกติในชีวิตประจำวันเลยเหรอเนี่ย สะดวกสบายสุดๆ ไปเลยแฮะ
ฉันสวมถุงมือเหล็กที่ปรับขนาดเข้ากับมือฉันทั้งสองข้าง แล้วลองชกลมดูเบาๆ น้ำหนักกำลังดี ใช้งานถนัดมือเลยแฮะ
"โอ๊ะ? ถึงจะตัวกะเปี๊ยกแต่หน่วยก้านใช้ได้เลยนี่หว่า"
รุ่นพี่ลิมิเอร่าเอ่ยปากชมหลังจากดูการเคลื่อนไหวของฉัน ไอ้คำว่าตัวกะเปี๊ยกเนี่ยไม่ต้องพูดก็ได้ไหมยะ...!
ลาล่าทำหน้างงแล้วหันไปถามรุ่นพี่ลิมิเอร่า
"ดูออกด้วยเหรอคะ?"
"ดูจากการก้าวเท้าและการจัดระเบียบร่างกายก็รู้แล้วว่ากำลังจินตนาการถึงศัตรูแบบไหนอยู่ เมื่อกี้นี้ตั้งใจจะต่อยคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าตัวเองเยอะเลยล่ะสิ?"
เดาถูกเผงเลย ฉันกำลังจินตนาการถึงตอนประลองกับอาจารย์อยู่น่ะ
ถึงจะรู้ว่าชกไปก็โดนหลบได้ แล้วก็โดนสวนกลับจนปลิว ไม่ก็โดนจับทุ่มก็เถอะ
"ก็... คงเป็นคนที่แข็งแกร่งจนเทียบไม่ติดเลยล่ะค่ะ ไม่เคยเอาชนะได้เลยสักครั้ง"
"แจ๋วไปเลยนี่ การได้สู้กับคนที่เอาชนะได้สบายๆ มันจะไปสนุกอะไรล่ะ การมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ไว้ท้าทายสิถึงจะมันส์!"
ก็เห็นด้วยนะ... แต่ปัญหาคือฉันยังมองไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะอาจารย์ได้เลยนี่สิ
"แล้วเอาไง? ถุงมือนี่ราคาหนึ่งเหรียญทอง แต่สำหรับเธอฉันลดให้ครึ่งราคาเลยเอาไหม?"
"อืมมม..."
ถุงมือเหล็ก อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ราคาแค่ห้าเหรียญเงินเนี่ย ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะ ต่อให้ราคาหนึ่งเหรียญทองก็ยังถือว่าถูกมากเลยด้วยซ้ำ
แต่ว่านะ... อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ชิ้นนี้มัน... ฉันว่ามันน่าจะ...
"คือว่านะคะ ฉันคิดว่าเจ้านี่นอกจากจะปรับขนาดอัตโนมัติได้แล้ว มันน่าจะมีคุณสมบัติอื่นซ่อนอยู่อีกนะคะ"
"หือ?"
"เอ่อ... คือ... แบบนี้รึเปล่านะ?"
ฉันรวบรวมพลังเวทส่งผ่านถุงมือเหล็กทั้งสองข้างที่กำหมัดแน่น แล้วนำมาชนกันตรงหน้าอก
เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น พร้อมกับประกายไฟที่แลบแปลบปลาบ!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! สายฟ้าฟาดแล่นไปทั่วถุงมือทั้งสองข้าง ประกายไฟแตกกระจาย
"หา!?"
"นี่มัน...!"
"ดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติเสริมพลังสายฟ้านะคะ ฮึบ...!"
ฉันชูหมัดขึ้นฟ้า ทันใดนั้นสายฟ้าก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนอากาศ ดูเหมือนว่าจะใช้ปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ด้วยแฮะ
"คุณเนโร รู้เรื่อง อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ชิ้นนี้มาก่อนเหรอคะ?"
"เปล่าหรอก ก็แค่คิดว่าถ้ามีแค่ระบบปรับขนาดอัตโนมัติทำไมวงจรเวทมันถึงเยอะแยะนักล่ะ แถมยังไปกระจุกตัวอยู่ตรงสนับมืออีก ก็เลยเดาว่าน่าจะใช้กระตุ้นการทำงานจากตรงนั้นน่ะ"
"เดี๋ยวสิ แค่คิดไปเองงั้นเหรอ...? ปกติแล้วเรื่องแบบนั้นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรอกนะคะ..."
ก็เมื่อก่อนอาจารย์เคยให้ดู อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) ที่หน้าตาคล้ายๆ แบบนี้นี่นา น่าจะเป็นรุ่นเดียวกันล่ะมั้ง พวก อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) จากยุคเวทมนตร์โบราณที่ผลิตมาเยอะๆ มักจะมีระบบและวิธีใช้งานคล้ายๆ กันน่ะ
"ล้อเล่นน่า... รุ่นพี่คนนั้นไม่เห็นบอกอะไรฉันสักคำเลย..."
"เขาคงอยากจะลองดูว่ารุ่นพี่จะรู้ตัวไหมมั้งคะ? คุณสมบัติสายฟ้านี่ก็เหมาะกับรุ่นพี่ลิมิเอร่าดีออกนี่คะ"
"อา... ตอนที่ให้มา หมอนั่นก็ทำหน้าตายิ้มกริ่มเชียวนะ... หนอยยย! นิสัยเสียชะมัด!"
ดูเหมือนรุ่นพี่ของรุ่นพี่ลิมิเอร่าจะเป็นคนนิสัยเสียแฮะ เกือบจะขายของดีไปในราคาถูกซะแล้ว กะจะรอให้ขายไปก่อนแล้วค่อยมาเฉลยทีหลังเพื่อแกล้งกันล่ะมั้งเนี่ย? คนแบบนั้นนี่มันกวนประสาทจริงๆ นะ
"ข ของแบบนี้ถ้าเอาไปขายราคาปกติ คงไม่ใช่แค่หนึ่งเหรียญทองแล้วมั้งคะ? น่าจะเหยียบๆ ห้าสิบเหรียญทองได้สบายๆ เลยนะคะ..."
"ห้าสิบ!?"
คำพูดของลาล่าทำเอารุ่นพี่ลิมิเอร่าอ้าปากค้าง จะว่าไป การเอาของมูลค่าตั้งห้าสิบเหรียญทองมาใช้แกล้งรุ่นน้องเนี่ย... รุ่นพี่คนนั้นน่าจะรวยไม่เบาเลยนะ...
"ก็นะคะ ในเมื่อมันมีมูลค่าขนาดนี้ ฉันคงซื้อในราคาห้าเหรียญเงินไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอะไร ก็เก็บไว้ใช้เองดีกว่านะคะ"
"อ โอ้... ขอบใจนะ... นี่เธอ เป็นคนแปลกดีแฮะ ถ้าหุบปากเงียบแล้วซื้อไปก็กำไรบานเบอะไปแล้วแท้ๆ"
"ไม่อ่ะค่ะ ขืนมารู้ทีหลังเดี๋ยวก็โดนเขม่นเอาเปล่าๆ น่ารำคาญจะตายไป"
คำตอบของฉันทำเอารุ่นพี่ลิมิเอร่าทำหน้าเหวอไปพักนึง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
"อุ๊บ... ก๊ากกกกกก! เธอนี่มันแปลกคนจริงๆ แฮะ! ไว้คราวหน้าฉันจะเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนละกัน!"
พูดจบ รุ่นพี่ลิมิเอร่าก็ตบหลังฉันดังป้าบๆ ด้วยเสียงหัวเราะ โอ๊ยๆๆๆ! แรงควายชะมัด!
แวบแรกฉันเกือบจะเผลอใช้ถุงมือนี่ช็อตให้หงายหลังไปแล้ว แต่ก็อุตส่าห์กลั้นใจไว้ได้ ใครก็ได้มาชมฉันทีเถอะ
015 การฝึกซ้อมเฟรมเกียร์ ภาคทฤษฎี
.
หลังจากแยกกับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ฉันก็เดินดูของในงานบาซาร์ต่อ แต่ก็ไม่เจอของที่ถูกใจเลย
เอาจริงๆ ก็มีของที่อยากได้อยู่แหละ แต่เงินในกระเป๋ามันไม่อำนวยน่ะสิ
ถ้าจะซื้ออาร์มเกียร์ ถึงจะเป็นมือสองก็ต้องมีเงินอย่างน้อยสองเหรียญทองขาวขึ้นไป แถมที่ราคานี้เพราะเป็นงานบาซาร์ของวิทยาลัยนะ ถ้าเป็นข้างนอกคงปาไปสี่เหรียญทองขาวนู่นแหละ
ระหว่างอาร์มเกียร์มือสองที่รุ่นพี่ปรับแต่งเครื่องมาแล้ว กับของใหม่แกะกล่องที่ซื้อด้วยเงิน G(เกียร์) ราคาก็พอๆ กันเลยแฮะ
จะฟันธงว่าอันไหนดีกว่าก็พูดยาก เพราะมีทั้งข้อดีข้อเสียต่างกันไป
แต่ถ้าถามความชอบส่วนตัว ฉันขอเลือกของใหม่ดีกว่า
การใช้หุ่นที่ติดนิสัยการขับของคนอื่นมันน่าจะควบคุมยาก แล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนมีวิญญาณคนอื่นสิงอยู่อะไรแบบนั้น ทำให้ไม่กล้าใช้งานได้อย่างเต็มที่น่ะสิ
ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บ G(เกียร์) เพื่อซื้อของใหม่ให้ได้สินะ
แคโรบอกว่า ถ้าลงแข่ง 【การประลองดารา】 ไปเรื่อยๆ แล้วชนะอย่างต่อเนื่อง แค่เงินรางวัลก็พอจะซื้ออาร์มเกียร์ได้ตอนขึ้นปีสองแล้วล่ะ
จะว่าไป ลองคำนวณจากสถิติของรุ่นพี่เซลด้าตอนปีหนึ่งดู น่าจะซื้อได้ตั้งแต่ก่อนปิดเทอมฤดูร้อนซะอีก... ก็สมกับเป็นคนที่ได้โควตา 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 ตั้งแต่ปีหนึ่งล่ะนะ... ซื้อได้สบายๆ อยู่แล้ว
ฉันเคยดูสถิติการต่อสู้ของรุ่นพี่เขาอยู่บ้าง พอได้ดาวครบก็ท้าประลองกับระดับที่สูงกว่าทันที แล้วก็ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ เลยล่ะ
ดูเหมือนว่าเธอจะตั้งเป้าหมายไปที่อันดับหนึ่งตั้งแต่แรกเลย ถึงสุดท้ายจะไปไม่ถึงจุดนั้นตอนอยู่ปีหนึ่ง แต่การได้ติดท็อป 9 ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว... แน่นอนว่าเธอไม่เคยแพ้ใครเลยจนกระทั่งขึ้นไปถึง S Rank แล้วก็มาแพ้ให้กับประธานนักเรียนในตอนนั้นแค่ครั้งเดียว ก็นะ ใน S Rank มีแต่พวกยอดฝีมือทั้งนั้นนี่นา
จริงสิ รุ่นพี่ลิมิเอร่าก็อยู่ S Rank เหมือนกันนี่นา... เพราะอันดับ 1 ถึง 9 ก็คือ S Rank ทั้งหมดเลย
จะมีโอกาสได้สู้กับรุ่นพี่ลิมิเอร่าบ้างไหมนะ? คงยากแหละ เพราะรุ่นพี่อยู่ปีห้าแล้ว ถ้าฉันจะท้าประลองก็ต้องทำสถิติให้ชนะรวดแบบรุ่นพี่เซลด้าให้ได้ก่อนที่รุ่นพี่เขาจะเรียนจบซะอีก... จะลองขอท้าสู้นอกรอบดูจะได้ไหมนะ
เคยได้ยินว่ามีงานกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประลองกันแบบนี้อยู่นะ น่าจะงานกีฬาสีไม่ก็งานโรงเรียนนี่แหละมั้ง
แต่ไม่ว่าจะยังไง ถ้าฉันไม่เก่งขึ้นก็คงไม่มีใครอยากจะสู้ด้วยหรอก สิ่งที่ต้องทำก็เหมือนเดิมนั่นแหละ
"เอาล่ะ! สู้เว้ย!"
"อ๊ะ!?"
จังหวะที่ฉันตะโกนเรียกความฮึกเหิมบนเตียง ก็ได้ยินเสียงริลิชาที่กำลังต่อพลาสติกโมเดลอยู่ห้องข้างๆ ร้องอุทานด้วยความตกใจ
"นี่คุณเนโรคะ!? อย่าจู่ๆ ก็ส่งเสียงกรี๊ดสิคะ! ดิฉันทาสีพลาดเลยเห็นไหมคะ!"
"หา? หึ ถ้าทำพลาดก็เอามาขายต่อให้ฉันไหมล่ะ?"
"ไม่ขายค่ะ! ให้ตายสิ พวกคนบ้านนอกนี่มัน...!"
บ้านนอกแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยฟะ! โธ่เอ๊ย ถ้าฉันได้กล่องนั้นมาก็คงเป็นของฉันไปแล้วแท้ๆ...! ทำไมตอนนั้นถึงออกค้อนไปได้นะ...!
ครั้งหน้าขอให้มีพลาสติกโมเดลแรร์มาขายอีกทีเถอะ คราวนี้ฉันจะคว้ามาให้ได้เลยคอยดู
◇ ◇ ◇
"เฟรมเกียร์ไม่เหมือนอาร์มเกียร์ตรงที่การเคลื่อนไหวของมันจะสะท้อนสัญชาตญาณและความคิดของผู้ขับขี่ออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังเวทเฉพาะตัวของผู้ขับขี่ ทำให้เกิดปฏิกิริยา 'เรโซแนนซ์' หรือการเชื่อมต่อกับเฟรมเกียร์ ส่งผลให้มันสามารถอ่านความคิดและเลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้ขับขี่ได้ สิ่งสำคัญก็คือ 'จินตนาการ' ค่ะ ให้คิดไว้เลยว่าท่าไหนที่ตัวเองทำไม่ได้ เฟรมเกียร์ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในยุคแรกเริ่มจึงเลือกอัศวินผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้มาเป็นคนขับเฟรมเกียร์ค่ะ"
ในชั่วโมงเรียนทฤษฎีการควบคุมเฟรมเกียร์จำลอง ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างจดจ่อ
ในที่สุดก็จะได้ขับเฟรมเกียร์ (ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนก็เถอะ) สักที จะพลาดเนื้อหาสำคัญไปไม่ได้เด็ดขาด
อาจารย์ที่สอนวิชาทฤษฎีและปฏิบัติการควบคุมเฟรมเกียร์จำลอง ก็คืออาจารย์โซฟี ซอร์ดเร็ค ผู้มีฉายาว่า 【หงส์ขาว】 ที่พวกแคโรพูดถึงตอนงานปฐมนิเทศนั่นแหละ
อาจารย์เป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีเงินยาวสลวย อายุประมาณยี่สิบปลายๆ ดูเป็นคนที่สุขุมและไร้ช่องโหว่ ถ้าจำไม่ผิด อาจารย์มาจากอาณาจักรเบลฟาสต์ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเรานี่นา
"นอกจากนี้ เฟรมเกียร์แต่ละเครื่องก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป การเลือกหุ่นให้เข้ากับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองดูหุ่นในซีรีส์ 'วาลคิรี' ของพระชายาทั้งเก้าเป็นตัวอย่างดูก็ได้ค่ะ"
พูดจบ อาจารย์โซฟีก็เปิดวิดีโอโชว์บน จอภาพ(มอนิเตอร์) ในห้องเรียน
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือเฟรมเกียร์สีเงิน
เฟรมเกียร์รุ่นเชี่ยวชาญการซุ่มยิง 'บรุนฮิลเดอร์' หุ่นที่โดดเด่นด้านการพรางตัวด้วยเกราะสะท้อนแสง และโจมตีระยะไกลด้วยปืนสไนเปอร์ไรเฟิล
ถัดมาคือเฟรมเกียร์สีแดงเพลิง
เฟรมเกียร์รุ่นเข้าปะทะระยะประชิด 'เกอร์ฮิลเดอร์' หุ่นที่เน้นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยพละกำลัง ติดตั้งอาวุธไพล์บังเกอร์ (Pile Bunker) ที่แขนทั้งสองข้าง ซึ่งสามารถทะลวงเกราะได้ทุกชนิด
ต่อมาคือเฟรมเกียร์สีฟ้า รุ่นแปลงร่างสำหรับรบกลางอากาศ 'เฮล์มวีเกอ' หุ่นที่สามารถแปลงร่างเป็นโหมดบินและพุ่งทะยานบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ ความเร็วของมันอยู่ในระดับที่ยากจะจับภาพได้ทัน
จากนั้นคือเฟรมเกียร์สีเหลือง รุ่นป้องกันพร้อมติดตั้งอาวุธหนัก 'ออร์ตลินเดอร์' หุ่นที่สามารถรวมร่างกับหุ่นสนับสนุนอีกสามเครื่องกลายเป็น 'ออร์ตลินเดอร์ โอเวอร์ลอร์ด' เฟรมเกียร์ขนาดยักษ์ที่มีพลังมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้
ส่วนเฟรมเกียร์สีม่วง คือรุ่นโจมตีเบาสำหรับรบระยะประชิด 'ชแวร์ตไลเทอ' หุ่นที่ถนัดการต่อสู้ด้วยดาบคาตานะ ความเร็วในการพุ่งเข้าโจมตีรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เฟรมเกียร์สีส้ม คือรุ่นโจมตีหนักสำหรับรบระยะประชิด 'ซีครูเนอ' หุ่นที่เน้นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยดาบเช่นกัน แต่โดดเด่นด้านการตั้งรับและพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง
เฟรมเกียร์สีเขียว คือรุ่นเปลี่ยนอุปกรณ์สำหรับการรบแบบกองโจร 'วัลเทราเทอ' หุ่นแบบอเนกประสงค์ (Multi-type) ที่สามารถสับเปลี่ยนอาวุธได้ถึงสี่แบบ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
เฟรมเกียร์สีดำ คือรุ่นระดมยิงทำลายล้าง 'กริมเกิร์ลเด' หุ่นรุ่นหนักที่ออกแบบมาเพื่อจัดการศัตรูจำนวนมาก ด้วยระบบรีโหลดกระสุนอัตโนมัติ ทำให้การโจมตี 【ฟูลเบิสต์(ระดมยิงเต็มกำลัง)】 ของมันกวาดล้างศัตรูได้จนไม่เหลือซาก
และเฟรมเกียร์สีชมพูซากุระ คือรุ่นสนับสนุนสำหรับการรบแบบกลุ่ม 'รอสไวเซอ' หุ่นสนับสนุนที่สามารถร่ายเวทมนตร์แห่งบทเพลงผ่าน 'ซิมโฟนิกฮอร์น' (Symphonic Horn) ที่ติดตั้งบนไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อเพิ่มพลังโจมตี ความเร็ว และพลังป้องกันให้กับเฟรมเกียร์ฝ่ายเดียวกันได้อย่างมหาศาล
นี่คือเฟรมเกียร์ของพระชายาทั้งเก้า ผู้ที่นำพาบรุนฮิลด์ก้าวขึ้นเป็นนครเวทมนตร์อันดับหนึ่งของโลก แม้แต่คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเฟรมเกียร์ก็ยังรู้จักหุ่นทั้งเก้าเครื่องนี้เป็นอย่างดี
ว่ากันว่าแม้จะผ่านไปถึงสามร้อยปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถสร้างเฟรมเกียร์ที่ทรงพลังเทียบเท่าหุ่นเหล่านี้ได้เลย
ได้ยินมาว่าตอนนี้หุ่นทั้งเก้าเครื่องถูกเก็บรักษาไว้ในห้องใต้ดินของปราสาทบรุนฮิลด์ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ
"อย่างที่เห็น เฟรมเกียร์นั้นถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ในอนาคตพวกคุณก็ต้องค้นหาหุ่นที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน วันนี้เราจะมาเรียนรู้พื้นฐานของเฟรมเกียร์กันก่อนค่ะ เริ่มจากโครงสร้างของเฟรมเกียร์ 'เอเธอร์ลิควิด' ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเฟรมเกียร์ สิ่งนี้คือ..."
ฉันจดเลกเชอร์ตามที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจ อืมม... ค่อนข้างเข้าใจยากแฮะ มีบางจุดที่ยังไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่... เอาไว้ค่อยถามแคโรทีหลังก็แล้วกัน
กว่าจะจบชั่วโมงเรียนภาคทฤษฎีในตอนเช้าก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ช่วงบ่ายเป็นวิชาปฏิบัติที่รอคอยมานาน ในที่สุดก็จะได้ขับเฟรมเกียร์แล้ว! ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนก็เถอะ
ระหว่างกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร พวกเราก็คุยเรื่องวิชาเรียนช่วงบ่ายกันอย่างออกรสออกชาติ
"การฝึกภาคปฏิบัติช่วงบ่ายจะได้ใช้เฟรมเกียร์ของตัวเองใช่ไหม?"
"ของที่ได้รับแจกตอนปฐมนิเทศไง ว่าแต่เนโรเลือกเฟรมอะไรไปล่ะ?"
"ไลท์นิ่ง (Lightning) น่ะ แล้วเชรี่ล่ะ?"
"ลังเลอยู่นานเลย แต่สุดท้ายก็เลือกคล็อกเฟรม (Clock Frame) น่ะ อยากทำหุ่นสายซุ่มยิงน่ะ"
คล็อกเฟรม... เฟรมเกียร์รุ่นทำงานแม่นยำสินะ ถ้าจะสร้างหุ่นสายซุ่มยิง ก็ต้องเน้นความแม่นยำแหละนะ
"แล้วแคโรล่ะ?"
"ฉันเลือกริตเตอร์เฟรม (Ritter Frame) น่ะ แบบที่ปรับแต่งจนสุดโต่งเกินไปมันควบคุมยากน่ะ"
สายสมดุลสินะ ฉันเองก็ลังเลระหว่างอันนี้กับไลท์นิ่งเหมือนกัน เพราะการใช้งานที่ยืดหยุ่นมันช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่า
"ดิฉันเลือกมิสติกเฟรม (Mystic Frame) ค่ะ"
"ไม่ได้ถามหล่อนซะหน่อย... ว่าแต่ ทำไมมาโผล่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย?"
ฉันหันไปแขวะริลิชาที่มานั่งอยู่ตรงข้ามฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปกติเธอกินข้าวคนเดียวไม่ใช่เหรอ?
"คุณแคโรชวนมาน่ะสิคะ จะให้ปฏิเสธคำเชิญของเธอก็คงจะเสียมารยาท"
แคโรนะแคโร หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
ข้างๆ ริลิชามีลาล่านั่งอยู่ด้วย ดูเหมือนแคโรจะเป็นคนชวนมาเหมือนกัน มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศจริงๆ นะ...
ลาล่าที่กำลังซดซุปหยุดมือ แล้วหันไปถามริลิชา
"มิสติกเฟรม... แสดงว่าเป็นหุ่นสายเวทมนตร์สินะคะ?"
"เปล่าค่ะ ตั้งใจจะทำเป็นสายปืนใหญ่ระดมยิงน่ะค่ะ พอดี ดิฉันมีธาตุไฟ, ลม, แล้วก็ดินอยู่น่ะค่ะ"
"มีตั้งสามธาตุเลยเหรอคะ! สุดยอดไปเลย!"
หืม? เวทมนตร์กับปืนใหญ่ระดมยิงมันเกี่ยวข้องกันยังไงหว่า? การจะใช้เวทมนตร์ผ่านเฟรมเกียร์ได้ต้องติดตั้ง 'เกียร์สเปล' ก่อนไม่ใช่เหรอ?
"ถ้าใช้เวทธาตุไฟเป็น จะช่วยเพิ่มพลังทำลายล้างตอนยิงกระสุนจริงได้ไงล่ะจ๊ะ ธาตุลมก็ด้วย สามารถควบคุมความเร็วและทิศทางของกระสุนได้ ส่วนธาตุดินก็ใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้เกราะ หรือสร้างกระสุนพิเศษขึ้นมาได้น่ะ"
แคโรอธิบายให้ฉันฟัง อ้อ แบบนี้นี่เอง
"ถ้ามีธาตุลม ก็น่าจะสร้างหุ่นแปลงร่างแบบบินได้ไม่ใช่เหรอ?"
"ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันค่ะ แต่การปรับแต่งคัสตอมเฟรม (Custom Frame) มันดูซับซ้อนเกินไปน่ะค่ะ แล้วอีกอย่าง ดิฉันชอบเฟรมเกียร์ที่ดูมั่นคงสง่างามอย่าง 'กริมเกิร์ลเด' มากกว่าด้วยน่ะค่ะ"
ก็อย่างที่เชรี่บอก ถ้ามีธาตุลมก็น่าจะใช้บินได้สบายๆ แต่ถ้าเป็นความชอบส่วนตัวก็คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ
ฉันเลือกไลท์นิ่ง, แคโรเลือกริตเตอร์, เชรี่เลือกคล็อก, ริลิชาเลือกมิสติก เลือกกันคนละแบบเลยแฮะ
แล้วลาล่าล่ะเลือกอะไร? หรือว่าจะเป็นไททันเฟรม (Titan Frame)? ไม่สิ สำหรับเธอแล้วน่าจะ...
"ฉันเลือกคัสตอมเฟรมค่ะ"
"ว่าแล้วเชียว"
ก็นะ คนที่ตั้งเป้าจะเป็น 'ไมสเตอร์' อย่างลาล่า คงหนีไม่พ้นคัสตอมเฟรมที่ให้อิสระในการปรับแต่งสูงสุดอยู่แล้ว ข้อดีคือปรับแต่งได้หลากหลาย แต่ก็ยากตรงที่ต้องรักษาสมดุลของหุ่นให้ดี ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นว่าหุ่นแบบปกติยังจะเก่งกว่าซะอีก
"ตอนนี้ยังปรับแต่งอะไรไม่ค่อยได้หรอกค่ะ แต่ก็อยากลองทำอะไรหลายๆ อย่างดูน่ะค่ะ ไม่ใช่แค่หุ่นรวมร่างหรือแปลงร่างนะคะ อย่างเช่น ทำแขนให้ยืดได้, หุ่นแบบหลายแขนหลายขา, หรือท่อนล่างเป็นแบบรถถัง อ๊ะ หุ่นรูปสัตว์ก็น่าสนใจนะคะ!"
อืมมม... จะว่ายังไงดีล่ะ ฟังดูอิสระหลุดโลกไปหน่อยไหมเนี่ย? ยัยเด็กนี่ต้องสร้างหุ่นเพี้ยนๆ ออกมาแน่เลย... อยากเห็นนะ แต่ก็แอบกลัวใจอยู่เหมือนกัน...
.
หลังจากแยกกับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ฉันก็เดินดูของในงานบาซาร์ต่อ แต่ก็ไม่เจอของที่ถูกใจเลย
เอาจริงๆ ก็มีของที่อยากได้อยู่แหละ แต่เงินในกระเป๋ามันไม่อำนวยน่ะสิ
ถ้าจะซื้ออาร์มเกียร์ ถึงจะเป็นมือสองก็ต้องมีเงินอย่างน้อยสองเหรียญทองขาวขึ้นไป แถมที่ราคานี้เพราะเป็นงานบาซาร์ของวิทยาลัยนะ ถ้าเป็นข้างนอกคงปาไปสี่เหรียญทองขาวนู่นแหละ
ระหว่างอาร์มเกียร์มือสองที่รุ่นพี่ปรับแต่งเครื่องมาแล้ว กับของใหม่แกะกล่องที่ซื้อด้วยเงิน G(เกียร์) ราคาก็พอๆ กันเลยแฮะ
จะฟันธงว่าอันไหนดีกว่าก็พูดยาก เพราะมีทั้งข้อดีข้อเสียต่างกันไป
แต่ถ้าถามความชอบส่วนตัว ฉันขอเลือกของใหม่ดีกว่า
การใช้หุ่นที่ติดนิสัยการขับของคนอื่นมันน่าจะควบคุมยาก แล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนมีวิญญาณคนอื่นสิงอยู่อะไรแบบนั้น ทำให้ไม่กล้าใช้งานได้อย่างเต็มที่น่ะสิ
ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บ G(เกียร์) เพื่อซื้อของใหม่ให้ได้สินะ
แคโรบอกว่า ถ้าลงแข่ง 【การประลองดารา】 ไปเรื่อยๆ แล้วชนะอย่างต่อเนื่อง แค่เงินรางวัลก็พอจะซื้ออาร์มเกียร์ได้ตอนขึ้นปีสองแล้วล่ะ
จะว่าไป ลองคำนวณจากสถิติของรุ่นพี่เซลด้าตอนปีหนึ่งดู น่าจะซื้อได้ตั้งแต่ก่อนปิดเทอมฤดูร้อนซะอีก... ก็สมกับเป็นคนที่ได้โควตา 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 ตั้งแต่ปีหนึ่งล่ะนะ... ซื้อได้สบายๆ อยู่แล้ว
ฉันเคยดูสถิติการต่อสู้ของรุ่นพี่เขาอยู่บ้าง พอได้ดาวครบก็ท้าประลองกับระดับที่สูงกว่าทันที แล้วก็ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ เลยล่ะ
ดูเหมือนว่าเธอจะตั้งเป้าหมายไปที่อันดับหนึ่งตั้งแต่แรกเลย ถึงสุดท้ายจะไปไม่ถึงจุดนั้นตอนอยู่ปีหนึ่ง แต่การได้ติดท็อป 9 ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว... แน่นอนว่าเธอไม่เคยแพ้ใครเลยจนกระทั่งขึ้นไปถึง S Rank แล้วก็มาแพ้ให้กับประธานนักเรียนในตอนนั้นแค่ครั้งเดียว ก็นะ ใน S Rank มีแต่พวกยอดฝีมือทั้งนั้นนี่นา
จริงสิ รุ่นพี่ลิมิเอร่าก็อยู่ S Rank เหมือนกันนี่นา... เพราะอันดับ 1 ถึง 9 ก็คือ S Rank ทั้งหมดเลย
จะมีโอกาสได้สู้กับรุ่นพี่ลิมิเอร่าบ้างไหมนะ? คงยากแหละ เพราะรุ่นพี่อยู่ปีห้าแล้ว ถ้าฉันจะท้าประลองก็ต้องทำสถิติให้ชนะรวดแบบรุ่นพี่เซลด้าให้ได้ก่อนที่รุ่นพี่เขาจะเรียนจบซะอีก... จะลองขอท้าสู้นอกรอบดูจะได้ไหมนะ
เคยได้ยินว่ามีงานกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประลองกันแบบนี้อยู่นะ น่าจะงานกีฬาสีไม่ก็งานโรงเรียนนี่แหละมั้ง
แต่ไม่ว่าจะยังไง ถ้าฉันไม่เก่งขึ้นก็คงไม่มีใครอยากจะสู้ด้วยหรอก สิ่งที่ต้องทำก็เหมือนเดิมนั่นแหละ
"เอาล่ะ! สู้เว้ย!"
"อ๊ะ!?"
จังหวะที่ฉันตะโกนเรียกความฮึกเหิมบนเตียง ก็ได้ยินเสียงริลิชาที่กำลังต่อพลาสติกโมเดลอยู่ห้องข้างๆ ร้องอุทานด้วยความตกใจ
"นี่คุณเนโรคะ!? อย่าจู่ๆ ก็ส่งเสียงกรี๊ดสิคะ! ดิฉันทาสีพลาดเลยเห็นไหมคะ!"
"หา? หึ ถ้าทำพลาดก็เอามาขายต่อให้ฉันไหมล่ะ?"
"ไม่ขายค่ะ! ให้ตายสิ พวกคนบ้านนอกนี่มัน...!"
บ้านนอกแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยฟะ! โธ่เอ๊ย ถ้าฉันได้กล่องนั้นมาก็คงเป็นของฉันไปแล้วแท้ๆ...! ทำไมตอนนั้นถึงออกค้อนไปได้นะ...!
ครั้งหน้าขอให้มีพลาสติกโมเดลแรร์มาขายอีกทีเถอะ คราวนี้ฉันจะคว้ามาให้ได้เลยคอยดู
◇ ◇ ◇
"เฟรมเกียร์ไม่เหมือนอาร์มเกียร์ตรงที่การเคลื่อนไหวของมันจะสะท้อนสัญชาตญาณและความคิดของผู้ขับขี่ออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังเวทเฉพาะตัวของผู้ขับขี่ ทำให้เกิดปฏิกิริยา 'เรโซแนนซ์' หรือการเชื่อมต่อกับเฟรมเกียร์ ส่งผลให้มันสามารถอ่านความคิดและเลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้ขับขี่ได้ สิ่งสำคัญก็คือ 'จินตนาการ' ค่ะ ให้คิดไว้เลยว่าท่าไหนที่ตัวเองทำไม่ได้ เฟรมเกียร์ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในยุคแรกเริ่มจึงเลือกอัศวินผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้มาเป็นคนขับเฟรมเกียร์ค่ะ"
ในชั่วโมงเรียนทฤษฎีการควบคุมเฟรมเกียร์จำลอง ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างจดจ่อ
ในที่สุดก็จะได้ขับเฟรมเกียร์ (ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนก็เถอะ) สักที จะพลาดเนื้อหาสำคัญไปไม่ได้เด็ดขาด
อาจารย์ที่สอนวิชาทฤษฎีและปฏิบัติการควบคุมเฟรมเกียร์จำลอง ก็คืออาจารย์โซฟี ซอร์ดเร็ค ผู้มีฉายาว่า 【หงส์ขาว】 ที่พวกแคโรพูดถึงตอนงานปฐมนิเทศนั่นแหละ
อาจารย์เป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีเงินยาวสลวย อายุประมาณยี่สิบปลายๆ ดูเป็นคนที่สุขุมและไร้ช่องโหว่ ถ้าจำไม่ผิด อาจารย์มาจากอาณาจักรเบลฟาสต์ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเรานี่นา
"นอกจากนี้ เฟรมเกียร์แต่ละเครื่องก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป การเลือกหุ่นให้เข้ากับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองดูหุ่นในซีรีส์ 'วาลคิรี' ของพระชายาทั้งเก้าเป็นตัวอย่างดูก็ได้ค่ะ"
พูดจบ อาจารย์โซฟีก็เปิดวิดีโอโชว์บน จอภาพ(มอนิเตอร์) ในห้องเรียน
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือเฟรมเกียร์สีเงิน
เฟรมเกียร์รุ่นเชี่ยวชาญการซุ่มยิง 'บรุนฮิลเดอร์' หุ่นที่โดดเด่นด้านการพรางตัวด้วยเกราะสะท้อนแสง และโจมตีระยะไกลด้วยปืนสไนเปอร์ไรเฟิล
ถัดมาคือเฟรมเกียร์สีแดงเพลิง
เฟรมเกียร์รุ่นเข้าปะทะระยะประชิด 'เกอร์ฮิลเดอร์' หุ่นที่เน้นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยพละกำลัง ติดตั้งอาวุธไพล์บังเกอร์ (Pile Bunker) ที่แขนทั้งสองข้าง ซึ่งสามารถทะลวงเกราะได้ทุกชนิด
ต่อมาคือเฟรมเกียร์สีฟ้า รุ่นแปลงร่างสำหรับรบกลางอากาศ 'เฮล์มวีเกอ' หุ่นที่สามารถแปลงร่างเป็นโหมดบินและพุ่งทะยานบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ ความเร็วของมันอยู่ในระดับที่ยากจะจับภาพได้ทัน
จากนั้นคือเฟรมเกียร์สีเหลือง รุ่นป้องกันพร้อมติดตั้งอาวุธหนัก 'ออร์ตลินเดอร์' หุ่นที่สามารถรวมร่างกับหุ่นสนับสนุนอีกสามเครื่องกลายเป็น 'ออร์ตลินเดอร์ โอเวอร์ลอร์ด' เฟรมเกียร์ขนาดยักษ์ที่มีพลังมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้
ส่วนเฟรมเกียร์สีม่วง คือรุ่นโจมตีเบาสำหรับรบระยะประชิด 'ชแวร์ตไลเทอ' หุ่นที่ถนัดการต่อสู้ด้วยดาบคาตานะ ความเร็วในการพุ่งเข้าโจมตีรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เฟรมเกียร์สีส้ม คือรุ่นโจมตีหนักสำหรับรบระยะประชิด 'ซีครูเนอ' หุ่นที่เน้นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยดาบเช่นกัน แต่โดดเด่นด้านการตั้งรับและพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง
เฟรมเกียร์สีเขียว คือรุ่นเปลี่ยนอุปกรณ์สำหรับการรบแบบกองโจร 'วัลเทราเทอ' หุ่นแบบอเนกประสงค์ (Multi-type) ที่สามารถสับเปลี่ยนอาวุธได้ถึงสี่แบบ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
เฟรมเกียร์สีดำ คือรุ่นระดมยิงทำลายล้าง 'กริมเกิร์ลเด' หุ่นรุ่นหนักที่ออกแบบมาเพื่อจัดการศัตรูจำนวนมาก ด้วยระบบรีโหลดกระสุนอัตโนมัติ ทำให้การโจมตี 【ฟูลเบิสต์(ระดมยิงเต็มกำลัง)】 ของมันกวาดล้างศัตรูได้จนไม่เหลือซาก
และเฟรมเกียร์สีชมพูซากุระ คือรุ่นสนับสนุนสำหรับการรบแบบกลุ่ม 'รอสไวเซอ' หุ่นสนับสนุนที่สามารถร่ายเวทมนตร์แห่งบทเพลงผ่าน 'ซิมโฟนิกฮอร์น' (Symphonic Horn) ที่ติดตั้งบนไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อเพิ่มพลังโจมตี ความเร็ว และพลังป้องกันให้กับเฟรมเกียร์ฝ่ายเดียวกันได้อย่างมหาศาล
นี่คือเฟรมเกียร์ของพระชายาทั้งเก้า ผู้ที่นำพาบรุนฮิลด์ก้าวขึ้นเป็นนครเวทมนตร์อันดับหนึ่งของโลก แม้แต่คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเฟรมเกียร์ก็ยังรู้จักหุ่นทั้งเก้าเครื่องนี้เป็นอย่างดี
ว่ากันว่าแม้จะผ่านไปถึงสามร้อยปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถสร้างเฟรมเกียร์ที่ทรงพลังเทียบเท่าหุ่นเหล่านี้ได้เลย
ได้ยินมาว่าตอนนี้หุ่นทั้งเก้าเครื่องถูกเก็บรักษาไว้ในห้องใต้ดินของปราสาทบรุนฮิลด์ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ
"อย่างที่เห็น เฟรมเกียร์นั้นถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ในอนาคตพวกคุณก็ต้องค้นหาหุ่นที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน วันนี้เราจะมาเรียนรู้พื้นฐานของเฟรมเกียร์กันก่อนค่ะ เริ่มจากโครงสร้างของเฟรมเกียร์ 'เอเธอร์ลิควิด' ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเฟรมเกียร์ สิ่งนี้คือ..."
ฉันจดเลกเชอร์ตามที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจ อืมม... ค่อนข้างเข้าใจยากแฮะ มีบางจุดที่ยังไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่... เอาไว้ค่อยถามแคโรทีหลังก็แล้วกัน
กว่าจะจบชั่วโมงเรียนภาคทฤษฎีในตอนเช้าก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ช่วงบ่ายเป็นวิชาปฏิบัติที่รอคอยมานาน ในที่สุดก็จะได้ขับเฟรมเกียร์แล้ว! ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนก็เถอะ
ระหว่างกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร พวกเราก็คุยเรื่องวิชาเรียนช่วงบ่ายกันอย่างออกรสออกชาติ
"การฝึกภาคปฏิบัติช่วงบ่ายจะได้ใช้เฟรมเกียร์ของตัวเองใช่ไหม?"
"ของที่ได้รับแจกตอนปฐมนิเทศไง ว่าแต่เนโรเลือกเฟรมอะไรไปล่ะ?"
"ไลท์นิ่ง (Lightning) น่ะ แล้วเชรี่ล่ะ?"
"ลังเลอยู่นานเลย แต่สุดท้ายก็เลือกคล็อกเฟรม (Clock Frame) น่ะ อยากทำหุ่นสายซุ่มยิงน่ะ"
คล็อกเฟรม... เฟรมเกียร์รุ่นทำงานแม่นยำสินะ ถ้าจะสร้างหุ่นสายซุ่มยิง ก็ต้องเน้นความแม่นยำแหละนะ
"แล้วแคโรล่ะ?"
"ฉันเลือกริตเตอร์เฟรม (Ritter Frame) น่ะ แบบที่ปรับแต่งจนสุดโต่งเกินไปมันควบคุมยากน่ะ"
สายสมดุลสินะ ฉันเองก็ลังเลระหว่างอันนี้กับไลท์นิ่งเหมือนกัน เพราะการใช้งานที่ยืดหยุ่นมันช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่า
"ดิฉันเลือกมิสติกเฟรม (Mystic Frame) ค่ะ"
"ไม่ได้ถามหล่อนซะหน่อย... ว่าแต่ ทำไมมาโผล่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย?"
ฉันหันไปแขวะริลิชาที่มานั่งอยู่ตรงข้ามฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปกติเธอกินข้าวคนเดียวไม่ใช่เหรอ?
"คุณแคโรชวนมาน่ะสิคะ จะให้ปฏิเสธคำเชิญของเธอก็คงจะเสียมารยาท"
แคโรนะแคโร หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
ข้างๆ ริลิชามีลาล่านั่งอยู่ด้วย ดูเหมือนแคโรจะเป็นคนชวนมาเหมือนกัน มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศจริงๆ นะ...
ลาล่าที่กำลังซดซุปหยุดมือ แล้วหันไปถามริลิชา
"มิสติกเฟรม... แสดงว่าเป็นหุ่นสายเวทมนตร์สินะคะ?"
"เปล่าค่ะ ตั้งใจจะทำเป็นสายปืนใหญ่ระดมยิงน่ะค่ะ พอดี ดิฉันมีธาตุไฟ, ลม, แล้วก็ดินอยู่น่ะค่ะ"
"มีตั้งสามธาตุเลยเหรอคะ! สุดยอดไปเลย!"
หืม? เวทมนตร์กับปืนใหญ่ระดมยิงมันเกี่ยวข้องกันยังไงหว่า? การจะใช้เวทมนตร์ผ่านเฟรมเกียร์ได้ต้องติดตั้ง 'เกียร์สเปล' ก่อนไม่ใช่เหรอ?
"ถ้าใช้เวทธาตุไฟเป็น จะช่วยเพิ่มพลังทำลายล้างตอนยิงกระสุนจริงได้ไงล่ะจ๊ะ ธาตุลมก็ด้วย สามารถควบคุมความเร็วและทิศทางของกระสุนได้ ส่วนธาตุดินก็ใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้เกราะ หรือสร้างกระสุนพิเศษขึ้นมาได้น่ะ"
แคโรอธิบายให้ฉันฟัง อ้อ แบบนี้นี่เอง
"ถ้ามีธาตุลม ก็น่าจะสร้างหุ่นแปลงร่างแบบบินได้ไม่ใช่เหรอ?"
"ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันค่ะ แต่การปรับแต่งคัสตอมเฟรม (Custom Frame) มันดูซับซ้อนเกินไปน่ะค่ะ แล้วอีกอย่าง ดิฉันชอบเฟรมเกียร์ที่ดูมั่นคงสง่างามอย่าง 'กริมเกิร์ลเด' มากกว่าด้วยน่ะค่ะ"
ก็อย่างที่เชรี่บอก ถ้ามีธาตุลมก็น่าจะใช้บินได้สบายๆ แต่ถ้าเป็นความชอบส่วนตัวก็คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ
ฉันเลือกไลท์นิ่ง, แคโรเลือกริตเตอร์, เชรี่เลือกคล็อก, ริลิชาเลือกมิสติก เลือกกันคนละแบบเลยแฮะ
แล้วลาล่าล่ะเลือกอะไร? หรือว่าจะเป็นไททันเฟรม (Titan Frame)? ไม่สิ สำหรับเธอแล้วน่าจะ...
"ฉันเลือกคัสตอมเฟรมค่ะ"
"ว่าแล้วเชียว"
ก็นะ คนที่ตั้งเป้าจะเป็น 'ไมสเตอร์' อย่างลาล่า คงหนีไม่พ้นคัสตอมเฟรมที่ให้อิสระในการปรับแต่งสูงสุดอยู่แล้ว ข้อดีคือปรับแต่งได้หลากหลาย แต่ก็ยากตรงที่ต้องรักษาสมดุลของหุ่นให้ดี ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นว่าหุ่นแบบปกติยังจะเก่งกว่าซะอีก
"ตอนนี้ยังปรับแต่งอะไรไม่ค่อยได้หรอกค่ะ แต่ก็อยากลองทำอะไรหลายๆ อย่างดูน่ะค่ะ ไม่ใช่แค่หุ่นรวมร่างหรือแปลงร่างนะคะ อย่างเช่น ทำแขนให้ยืดได้, หุ่นแบบหลายแขนหลายขา, หรือท่อนล่างเป็นแบบรถถัง อ๊ะ หุ่นรูปสัตว์ก็น่าสนใจนะคะ!"
อืมมม... จะว่ายังไงดีล่ะ ฟังดูอิสระหลุดโลกไปหน่อยไหมเนี่ย? ยัยเด็กนี่ต้องสร้างหุ่นเพี้ยนๆ ออกมาแน่เลย... อยากเห็นนะ แต่ก็แอบกลัวใจอยู่เหมือนกัน...
016 การฝึกซ้อมเฟรมเกียร์ ภาคปฏิบัติ
.
"ต่อจากนี้จะให้พวกคุณใช้เฟรมยูนิตเหล่านี้ในการฝึกควบคุมเฟรมเกียร์นะคะ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถึงจะเป็นแค่โลกเสมือนจริงก็ห้ามประมาทเด็ดขาด แรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนที่หุ่นได้รับจะถูกส่งผ่านมายังเฟรมยูนิตนี้ด้วย ถ้าประมาทอาจจะบาดเจ็บได้เลยนะคะ"
อาจารย์โซฟียืนอยู่หน้าเฟรมยูนิตรูปไข่ที่วางเรียงรายกันอยู่ แล้วกล่าวเตือนพวกเรา
เฟรมยูนิตคือเครื่องจำลองการขับเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริง ภายในจำลองห้องนักบินของเฟรมเกียร์มาอย่างสมบูรณ์แบบ นักเรียนส่วนใหญ่ก็ใช้เครื่องนี้ในการฝึกซ้อมเพื่อเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นแหละ
ห้องฝึกซ้อมที่พวกเราอยู่กว้างมาก มีเฟรมยูนิตตั้งอยู่ตั้งห้าสิบเครื่อง แถมยังมี หน้าจอขนาดใหญ่อีกหนึ่งจอ และ หน้าจอขนาดกลางอีกหลายจอ
ในวิทยาลัยมีห้องฝึกซ้อมแบบนี้อยู่ถึงสิบห้องเลยนะ ให้นักเรียนได้ใช้สำหรับ 【การประลองดารา】 หรือจะจองไว้ฝึกซ้อมส่วนตัวก็ได้
อ้อ แต่มีกฎว่าห้ามใช้เกินเดือนละ 60 ชั่วโมงนะ (ไม่นับเวลาเรียนกับการประลองดารา) แล้วก็ใช้ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงด้วย ขืนไม่กำหนดเวลาไว้ คงมีคนจองเครื่องยาวข้ามวันข้ามคืนแน่ๆ
วันนี้เป็นการฝึกขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกของนักเรียนปีหนึ่ง เลยมีนักเรียนมาเรียนกันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมๆ แล้วก็ประมาณ 180 คนได้
ถึงห้องฝึกซ้อมจะกว้าง แต่พอคนเยอะขนาดนี้ก็แอบอึดอัดเหมือนกันนะ... ไม่ใช่ว่าเพราะฉันตัวเล็กเลยมองไม่เห็นคนอื่นหรอกนะ!
อาจารย์โซฟีกดรีโมทคอนโทรล ภาพบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ขนาดใหญ่ก็สว่างวาบขึ้นมาเป็นภาพทิวทัศน์โล่งๆ
"ด่านที่จะใช้ฝึกในวันนี้คือ 'พื้นที่รกร้าง' ค่ะ พื้นผิวค่อนข้างราบเรียบไม่มีสิ่งกีดขวาง สามารถลองบังคับหุ่นได้อย่างสบายใจ แต่ก็ขอให้ระมัดระวังอย่าทำอะไรที่เป็นการรบกวนคนอื่นด้วยนะคะ ก่อนอื่นเราจะมาเริ่มจากการเรียนรู้การเคลื่อนไหวพื้นฐานกันก่อน ทุกคนจะได้ขับหุ่นรุ่นเดียวกันทั้งหมดค่ะ"
ภาพบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) เปลี่ยนไปเป็นภาพเฟรมเกียร์เครื่องหนึ่ง
รูปร่างเหมือนอัศวินเกราะเบาสีเทา นั่นมัน...
"'แควัลรี่' เฟรมเกียร์รุ่นผลิตจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นหุ่นที่ขับง่ายเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ เราจะมาฝึกควบคุมพื้นฐานด้วยหุ่นรุ่นนี้กันก่อน เมื่อทำภารกิจฝึกซ้อมพื้นฐานครบทั้งหมดแล้ว จะอนุญาตให้เปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้ค่ะ"
แควัลรี่ (Cavalry) สินะ ได้ยินมาว่าเพราะต้นทุนต่ำและดูแลรักษาง่าย เลยมักจะถูกส่งไปประจำการตามเมืองที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงน่ะ ถึงที่อาเรนเต้บ้านเกิดฉันจะไม่มีก็เถอะ...
ตอนเด็กๆ ฉันเคยต่อพลาสติกโมเดลรุ่นนี้ด้วยนะ เอามาดัดแปลงทำสีใหม่เป็นรุ่น 'เนโร คัสตอม' ซะด้วย
"เอ่อ ขอนักเรียนที่เลขประจำตัวอยู่ 50 คนแรก ให้อยู่ในห้องนี้นะคะ ส่วนคนที่เหลือรบกวนตามฉันไปที่ห้องถัดไปค่ะ"
ฉันทำตามที่อาจารย์โซฟีบอก นักเรียน 50 คนแรกยังอยู่ในห้องนี้ ส่วนพวกเราที่เหลือต้องย้ายไปห้องอื่น
เลขประจำตัวฉัน 144 ก็ต้องไปห้องที่สามสินะ
พอเข้ามาในห้อง ฉันก็เดินไปที่เฟรมยูนิตหมายเลข 144
เมื่อกดปุ่มข้างๆ เครื่อง ก็มีเสียงลมดังฟู่ แล้วฝาครอบครึ่งบนรูปไข่ก็ค่อยๆ เปิดออกเหมือนฝาหีบสมบัติ
ว้าว... นี่น่ะเหรอ ห้องนักบินของเฟรมเกียร์...!
ฉันเหยียบแท่นเหยียบข้างๆ ยูนิต แล้วสอดตัวเข้าไปนั่งบนเบาะ... กว้างจังเลยแฮะ
ทันใดนั้น เบาะนั่งก็เลื่อนเข้ามาหาฉัน คันบังคับที่อยู่ตรงหน้าก็ยื่นเข้ามาใกล้ และคันเร่งที่เท้าก็ยกสูงขึ้น สุดยอด! มันปรับขนาดให้พอดีกับตัวคนขับอัตโนมัติเลย! เหมือน อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) เลยแฮะ!
『ทุกคนเข้าไปนั่งในเครื่องเรียบร้อยแล้วนะคะ? รบกวนวาง สมาร์ทโฟน(เทอร์มินัล) ไว้ที่คอนโซลตรงกลางด้วยค่ะ ระบบจะทำการเปิดเครื่องและบันทึกข้อมูลหุ่นของพวกคุณลงในระบบหลักของวิทยาลัยทันทีค่ะ』
เสียงของอาจารย์โซฟีดังมาจากลำโพงในยูนิต เอ่อ ให้วางสมาร์ทโฟนไว้ตรงนี้สินะ?
ฉันวางสมาร์ทโฟนลงในช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนคอนโซลกลาง
ทันใดนั้น ก็มีเสียง ปี๊บ เบาๆ ดังขึ้น ฝาครอบยูนิตปิดลง และไฟบนแผงหน้าปัดก็สว่างวาบขึ้นมา
พร้อมกันนั้น ผนังด้านในของฝาครอบรูปไข่ก็โปร่งใสขึ้น เผยให้เห็นภาพพื้นที่รกร้างรายล้อมตัวฉัน
นี่น่ะเหรอภาพจำลองในโลกเสมือนจริง ดูเหมือนของจริงเลยแฮะ มุมมองภาพค่อนข้างสูง น่าจะเป็นระดับสายตาของกล้องที่ติดอยู่บนหัวเฟรมเกียร์สินะ ว้าว มองลงไปข้างล่างลอดหว่างขาได้ด้วย
พอมองไปทางขวา ก็เห็น แควัลรี่ ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตร ทางซ้ายก็มีเหมือนกัน น่าจะเป็นยูนิตหมายเลข 143 กับ 145 สินะ
『วิธีการบังคับเครื่องเราได้เรียนกันไปในภาคทฤษฎีแล้วนะคะ? ลำดับต่อไป ระบบจะส่งขั้นตอนการทดสอบการทำงานไปให้ค่ะ รบกวนทำทีละขั้นตอนโดยระวังไม่ให้ไปรบกวนเพื่อนคนอื่นด้วยนะคะ เมื่อทำเสร็จครบทุกขั้นตอนแล้ว จะสามารถเปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้ หลังจากนั้นจะอนุญาตให้ลองบังคับหุ่นได้ตามอัธยาศัยค่ะ』
สิ้นเสียงอาจารย์โซฟี บน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) ที่ปรากฏอยู่บน หน้าจอหลัก(เมนมอนิเตอร์) ก็มีตัวหนังสือเลื่อนขึ้นมาเป็นชุดๆ
"ไหนดูซิ มีอะไรบ้างนะ...? ลองยกแขนขวาขึ้น ลองยกแขนซ้ายขึ้น ลองหันคอ ลองบิดลำตัวท่อนบน ลองเดินดู...?"
เดี๋ยวนะ ให้ทำทั้งหมดนี่เลยเหรอ...? มีเป็นร้อยข้อเลยนะเนี่ย...?
อ เอาเถอะ ลองทำดูก่อนก็แล้วกัน ฉันเอื้อมมือไปจับคันบังคับซ้ายขวา
ฉันกดปุ่มบนคันบังคับพร้อมกับยกแขนขวาของเครื่องขึ้น... หืม? ยกขึ้นแล้วใช่ไหมเนี่ย?
เพราะ หน้าจอหลัก(เมนมอนิเตอร์) ไม่ได้แสดงภาพแขนจริงๆ เลยมองไม่ค่อยถนัด แต่ก็พอจะเห็นเครื่องข้างๆ ยกแขนขึ้นอยู่นะ
กล้องของเฟรมเกียร์ไม่ได้มีแค่ตรงตา แต่ยังติดอยู่ตามจุดต่างๆ ของหุ่น ภาพที่เห็นจึงเป็นการนำภาพเหล่านั้นมาประมวลผลรวมกันเพื่อจำลองมุมมองรอบทิศทาง... ในหุ่นของจริงน่ะนะ
ในเฟรมยูนิตก็คงจำลองภาพแบบเดียวกันมาให้ดูแหละ...
ติ๊ง! เสียงเตือนดังขึ้น พร้อมกับเครื่องหมายถูกปรากฏขึ้นในช่องสี่เหลี่ยมข้างๆ ข้อความ 'ลองยกแขนขวาขึ้น' ผ่านแล้วสินะ?
อ๊ะ มีภาพ แควัลรี่ ยกแขนขวาขึ้นปรากฏบน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) อีกจอด้วยแหละ ดูจากตรงนี้เอาก็ได้สินะ
ฉันลองยกแขนซ้ายดูบ้าง ติ๊ง! เครื่องหมายถูกปรากฏขึ้น เอาล่ะ!
"เอ... ต่อไปก็ลองหันคอดู?"
ไม่รู้ว่าการหันคอจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อจอมันแสดงภาพรอบทิศทางอยู่แล้วก็เถอะ เอ... การเคลื่อนไหวของคอจะ ประสาน(ซิงโคร) กับการเคลื่อนไหวของคนขับใช่ไหมนะ? ...อ้าว ไม่เห็นขยับเลย?
ฉันลองหันคอไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ภาพบนจอก็ยังนิ่งสนิท
พอมองที่ หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) ก็เห็นแควัลรี่ของฉันยังคงมองตรงไปข้างหน้า อ้าว ทำไมล่ะ?
อ๊ะ จริงด้วย! ต้องส่งพลังเวทเข้าไปก่อนถึงจะประสานการเคลื่อนไหวได้นี่นา! ฉันปล่อยพลังเวทผ่านคันบังคับ แล้วลองหันคอไปด้านข้างอีกครั้ง โอ๊ะ! ภาพบนจอทั้งหมดหมุนตามไปด้านข้างเลย!
ติ๊ง! เครื่องหมายถูกปรากฏขึ้น เยี่ยม ผ่านแล้ว!
จากนั้นฉันก็ค่อยๆ ทำภารกิจทีละข้อๆ จนครบ
ลองเดินดู ลองนั่งดู ลองยืนดู ลองกระโดดดู ลองชกดู ลองเตะดู และอื่นๆ อีกมากมาย
ข้อสุดท้ายที่บอกให้ 'ลองเต้นตามจังหวะดู' นี่เล่นเอาเหงื่อตกเลยเหมือนกันแฮะ
เสียงอาจารย์โซฟีดังมาจากลำโพงอีกครั้ง
『หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า ทำภารกิจครบถ้วนแล้วค่ะ อนุญาตให้เปลี่ยนเป็นหุ่นของตัวเอง และฝึกซ้อมได้อย่างอิสระจนกว่าจะหมดเวลาเรียนนะคะ แต่ระวังอย่าให้รบกวนเพื่อนคนอื่นด้วยนะคะ』
"รับทราบค่ะ!"
เยส! ในที่สุดก็จะได้บังคับหุ่นของตัวเองแบบเต็มที่สักที!
ฉันกดหน้าจอสมาร์ทโฟน โหลดข้อมูลหุ่นของตัวเอง แล้วสลับกับ แควัลรี่
ภาพแควัลรี่บน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) เริ่มเปลี่ยนรูปทรงไป
เฟรมเกียร์ของฉัน 'ลูซิเฟอร์'
เป็นเฟรมสายความเร็วสูงที่เน้นความคล่องตัว อาวุธมีแค่มีดสั้นสองเล่มเท่านั้น
สเปคบอกว่ามีทรัสเตอร์ที่หลังและเวอร์เนียร์ที่ขา สามารถใช้เพื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้
เห็นว่าระบบข้อต่อก็ใช้เทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ตอบสนองได้เร็วกว่าเฟรมรุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ
ส่วนเรื่องสีจะเอาไงดีนะ... สีเทาเรียบๆ แบบนี้ก็ดูจืดชืดไปหน่อย แต่จะให้ฉูดฉาดเกินไปก็ไม่ค่อยชอบแฮะ... เอาเป็นว่าเติมสีขาวกับดำเข้าไปนิดหน่อยก็แล้วกัน
เอาล่ะ เปลี่ยนสีเสร็จเรียบร้อย! งั้นมาลองขยับดูหน่อยดีกว่า!
"ลุยกันเลย ลูซิเฟอร์!"
ฉันเหยียบคันเร่งลงไปเต็มแรงกะจะให้ออกตัววิ่ง แต่ทรัสเตอร์ที่หลังดันพ่นไฟออกมาแรงมาก กลายเป็นว่าตัวหุ่นพุ่งทะยานเฉียดพื้นไปแทน ฉันตกใจรีบกางขาสองข้างออกเพื่อเบรกกะทันหันจนพื้นเป็นรอยลากยาว
"ต ตกใจหมดเลย... เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ..."
เดี๋ยวนะ ทรัสเตอร์มันติดเองได้ยังไงเนี่ย? อ้อ... เพราะฉันปล่อยพลังเวทค้างไว้ล่ะสิ... นี่มันโหมดความเร็วสูง (High Mobility Mode) งั้นเหรอ?
คราวนี้ฉันลองเหยียบคันเร่งแบบปกติเพื่อให้มันเดินดู... แล้วก็ลองวิ่ง โห วิ่งได้วิ่งได้ วิ่งปกติก็เร็วเหมือนกันนะเนี่ย เร็วกว่าแควัลรี่ซะอีก
ลองกระโดดดูบ้าง รู้สึกว่าจะกระโดดได้สูงขึ้นด้วยนะ เพราะตัวเบารึเปล่านะ? อ๊ะ จริงด้วย
ฉันให้ลูซิเฟอร์กระโดดขึ้น พอเท้าพ้นพื้นก็เร่งทรัสเตอร์เต็มกำลัง
โอ้! กระโดดได้สูงขึ้นไปอีก! พอเปลี่ยนท่ากลางอากาศก็สามารถพุ่งตัวไปด้านข้างได้ด้วย
ฮึบ ฮึบ ถ้าทำต่อเนื่องกันก็สามารถเคลื่อนที่กลางอากาศได้ด้วยนี่นา! ถึงระดับความสูงจะค่อยๆ ลดลงก็เถอะ
พอเริ่มสนุก ฉันก็กดเร่งทรัสเตอร์เป็นจังหวะฟุบๆๆ เพื่อ ลอยตัวกลางอากาศ(โฮเวอร์ริ่ง) อย่างเมามันส์
ฟึ่บ! เครื่องลงจอดไถลไปกับพื้นเบาๆ สนุกจัง! สนุกสุดๆ ไปเลย!
『ห หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า เป็นอะไรไหมคะ!?』
"เอ๊ะ? เปล่าค่ะ สบายดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?"
เสียงอาจารย์โซฟีที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นมาขัดจังหวะ ฉันเลยหยุดบังคับแล้วตอบกลับไป
『...เอ่อ ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้หรือเวียนหัวใช่ไหมคะ?』
"ไม่เลยค่ะ ปกติดี"
『...งั้นเหรอคะ ถ้างั้นก็ระวังอย่าใช้พลังเวทมากเกินไปนะคะ ทุกปีจะมีนักเรียนใหม่บางคนที่เผลอใช้พลังเวทเยอะเกินไปตอนฝึกครั้งแรกจนล้มป่วยน่ะค่ะ...』
อ๋อ ที่แท้ก็เป็นห่วงนี่เอง ก็เคยมีประวัติล้มตึงตอนขับอคิลลีสมาแล้วนี่นา ฉันเนี่ย
แต่รู้สึกว่าลูซิเฟอร์ไม่ได้กินพลังเวทเยอะขนาดนั้นนะ ถึงจะเสียพลังเวทไปพอสมควรก็เถอะ แต่ก็ยังไหวอยู่ พอจะรู้ลิมิตตัวเองแล้วล่ะว่าถ้าขืนใช้มากกว่านี้ต้องแย่แน่ๆ
ตอนขับอคิลลีสนี่แทบไม่รู้สึกเลยว่าถูกสูบพลังเวทไป รู้อีกทีก็หมดก๊อกซะแล้ว
แต่จะว่าไป การบังคับเฟรมเกียร์ยังกินพลังเวทน้อยกว่าอาร์มเกียร์ตัวนั้นอีก แบบนี้มันหุ่นสร้างผิดพลาดชัดๆ... แต่ก็นะ ท่านผู้อำนวยการคูนก็บอกเองว่าเป็นแค่เครื่องต้นแบบ มันก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละมั้ง
เอาล่ะ คราวนี้ลองกระโดดพุ่งขึ้นไปตรงๆ แล้วจุดระเบิดทรัสเตอร์ส่งแรงดูสิ ว่าจะกระโดดได้สูงแค่ไหน!
ฉันบังคับให้ลูซิเฟอร์กระโดดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
.
"ต่อจากนี้จะให้พวกคุณใช้เฟรมยูนิตเหล่านี้ในการฝึกควบคุมเฟรมเกียร์นะคะ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถึงจะเป็นแค่โลกเสมือนจริงก็ห้ามประมาทเด็ดขาด แรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนที่หุ่นได้รับจะถูกส่งผ่านมายังเฟรมยูนิตนี้ด้วย ถ้าประมาทอาจจะบาดเจ็บได้เลยนะคะ"
อาจารย์โซฟียืนอยู่หน้าเฟรมยูนิตรูปไข่ที่วางเรียงรายกันอยู่ แล้วกล่าวเตือนพวกเรา
เฟรมยูนิตคือเครื่องจำลองการขับเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริง ภายในจำลองห้องนักบินของเฟรมเกียร์มาอย่างสมบูรณ์แบบ นักเรียนส่วนใหญ่ก็ใช้เครื่องนี้ในการฝึกซ้อมเพื่อเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นแหละ
ห้องฝึกซ้อมที่พวกเราอยู่กว้างมาก มีเฟรมยูนิตตั้งอยู่ตั้งห้าสิบเครื่อง แถมยังมี หน้าจอขนาดใหญ่อีกหนึ่งจอ และ หน้าจอขนาดกลางอีกหลายจอ
ในวิทยาลัยมีห้องฝึกซ้อมแบบนี้อยู่ถึงสิบห้องเลยนะ ให้นักเรียนได้ใช้สำหรับ 【การประลองดารา】 หรือจะจองไว้ฝึกซ้อมส่วนตัวก็ได้
อ้อ แต่มีกฎว่าห้ามใช้เกินเดือนละ 60 ชั่วโมงนะ (ไม่นับเวลาเรียนกับการประลองดารา) แล้วก็ใช้ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงด้วย ขืนไม่กำหนดเวลาไว้ คงมีคนจองเครื่องยาวข้ามวันข้ามคืนแน่ๆ
วันนี้เป็นการฝึกขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกของนักเรียนปีหนึ่ง เลยมีนักเรียนมาเรียนกันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมๆ แล้วก็ประมาณ 180 คนได้
ถึงห้องฝึกซ้อมจะกว้าง แต่พอคนเยอะขนาดนี้ก็แอบอึดอัดเหมือนกันนะ... ไม่ใช่ว่าเพราะฉันตัวเล็กเลยมองไม่เห็นคนอื่นหรอกนะ!
อาจารย์โซฟีกดรีโมทคอนโทรล ภาพบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ขนาดใหญ่ก็สว่างวาบขึ้นมาเป็นภาพทิวทัศน์โล่งๆ
"ด่านที่จะใช้ฝึกในวันนี้คือ 'พื้นที่รกร้าง' ค่ะ พื้นผิวค่อนข้างราบเรียบไม่มีสิ่งกีดขวาง สามารถลองบังคับหุ่นได้อย่างสบายใจ แต่ก็ขอให้ระมัดระวังอย่าทำอะไรที่เป็นการรบกวนคนอื่นด้วยนะคะ ก่อนอื่นเราจะมาเริ่มจากการเรียนรู้การเคลื่อนไหวพื้นฐานกันก่อน ทุกคนจะได้ขับหุ่นรุ่นเดียวกันทั้งหมดค่ะ"
ภาพบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) เปลี่ยนไปเป็นภาพเฟรมเกียร์เครื่องหนึ่ง
รูปร่างเหมือนอัศวินเกราะเบาสีเทา นั่นมัน...
"'แควัลรี่' เฟรมเกียร์รุ่นผลิตจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นหุ่นที่ขับง่ายเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ เราจะมาฝึกควบคุมพื้นฐานด้วยหุ่นรุ่นนี้กันก่อน เมื่อทำภารกิจฝึกซ้อมพื้นฐานครบทั้งหมดแล้ว จะอนุญาตให้เปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้ค่ะ"
แควัลรี่ (Cavalry) สินะ ได้ยินมาว่าเพราะต้นทุนต่ำและดูแลรักษาง่าย เลยมักจะถูกส่งไปประจำการตามเมืองที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงน่ะ ถึงที่อาเรนเต้บ้านเกิดฉันจะไม่มีก็เถอะ...
ตอนเด็กๆ ฉันเคยต่อพลาสติกโมเดลรุ่นนี้ด้วยนะ เอามาดัดแปลงทำสีใหม่เป็นรุ่น 'เนโร คัสตอม' ซะด้วย
"เอ่อ ขอนักเรียนที่เลขประจำตัวอยู่ 50 คนแรก ให้อยู่ในห้องนี้นะคะ ส่วนคนที่เหลือรบกวนตามฉันไปที่ห้องถัดไปค่ะ"
ฉันทำตามที่อาจารย์โซฟีบอก นักเรียน 50 คนแรกยังอยู่ในห้องนี้ ส่วนพวกเราที่เหลือต้องย้ายไปห้องอื่น
เลขประจำตัวฉัน 144 ก็ต้องไปห้องที่สามสินะ
พอเข้ามาในห้อง ฉันก็เดินไปที่เฟรมยูนิตหมายเลข 144
เมื่อกดปุ่มข้างๆ เครื่อง ก็มีเสียงลมดังฟู่ แล้วฝาครอบครึ่งบนรูปไข่ก็ค่อยๆ เปิดออกเหมือนฝาหีบสมบัติ
ว้าว... นี่น่ะเหรอ ห้องนักบินของเฟรมเกียร์...!
ฉันเหยียบแท่นเหยียบข้างๆ ยูนิต แล้วสอดตัวเข้าไปนั่งบนเบาะ... กว้างจังเลยแฮะ
ทันใดนั้น เบาะนั่งก็เลื่อนเข้ามาหาฉัน คันบังคับที่อยู่ตรงหน้าก็ยื่นเข้ามาใกล้ และคันเร่งที่เท้าก็ยกสูงขึ้น สุดยอด! มันปรับขนาดให้พอดีกับตัวคนขับอัตโนมัติเลย! เหมือน อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์) เลยแฮะ!
『ทุกคนเข้าไปนั่งในเครื่องเรียบร้อยแล้วนะคะ? รบกวนวาง สมาร์ทโฟน(เทอร์มินัล) ไว้ที่คอนโซลตรงกลางด้วยค่ะ ระบบจะทำการเปิดเครื่องและบันทึกข้อมูลหุ่นของพวกคุณลงในระบบหลักของวิทยาลัยทันทีค่ะ』
เสียงของอาจารย์โซฟีดังมาจากลำโพงในยูนิต เอ่อ ให้วางสมาร์ทโฟนไว้ตรงนี้สินะ?
ฉันวางสมาร์ทโฟนลงในช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนคอนโซลกลาง
ทันใดนั้น ก็มีเสียง ปี๊บ เบาๆ ดังขึ้น ฝาครอบยูนิตปิดลง และไฟบนแผงหน้าปัดก็สว่างวาบขึ้นมา
พร้อมกันนั้น ผนังด้านในของฝาครอบรูปไข่ก็โปร่งใสขึ้น เผยให้เห็นภาพพื้นที่รกร้างรายล้อมตัวฉัน
นี่น่ะเหรอภาพจำลองในโลกเสมือนจริง ดูเหมือนของจริงเลยแฮะ มุมมองภาพค่อนข้างสูง น่าจะเป็นระดับสายตาของกล้องที่ติดอยู่บนหัวเฟรมเกียร์สินะ ว้าว มองลงไปข้างล่างลอดหว่างขาได้ด้วย
พอมองไปทางขวา ก็เห็น แควัลรี่ ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตร ทางซ้ายก็มีเหมือนกัน น่าจะเป็นยูนิตหมายเลข 143 กับ 145 สินะ
『วิธีการบังคับเครื่องเราได้เรียนกันไปในภาคทฤษฎีแล้วนะคะ? ลำดับต่อไป ระบบจะส่งขั้นตอนการทดสอบการทำงานไปให้ค่ะ รบกวนทำทีละขั้นตอนโดยระวังไม่ให้ไปรบกวนเพื่อนคนอื่นด้วยนะคะ เมื่อทำเสร็จครบทุกขั้นตอนแล้ว จะสามารถเปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้ หลังจากนั้นจะอนุญาตให้ลองบังคับหุ่นได้ตามอัธยาศัยค่ะ』
สิ้นเสียงอาจารย์โซฟี บน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) ที่ปรากฏอยู่บน หน้าจอหลัก(เมนมอนิเตอร์) ก็มีตัวหนังสือเลื่อนขึ้นมาเป็นชุดๆ
"ไหนดูซิ มีอะไรบ้างนะ...? ลองยกแขนขวาขึ้น ลองยกแขนซ้ายขึ้น ลองหันคอ ลองบิดลำตัวท่อนบน ลองเดินดู...?"
เดี๋ยวนะ ให้ทำทั้งหมดนี่เลยเหรอ...? มีเป็นร้อยข้อเลยนะเนี่ย...?
อ เอาเถอะ ลองทำดูก่อนก็แล้วกัน ฉันเอื้อมมือไปจับคันบังคับซ้ายขวา
ฉันกดปุ่มบนคันบังคับพร้อมกับยกแขนขวาของเครื่องขึ้น... หืม? ยกขึ้นแล้วใช่ไหมเนี่ย?
เพราะ หน้าจอหลัก(เมนมอนิเตอร์) ไม่ได้แสดงภาพแขนจริงๆ เลยมองไม่ค่อยถนัด แต่ก็พอจะเห็นเครื่องข้างๆ ยกแขนขึ้นอยู่นะ
กล้องของเฟรมเกียร์ไม่ได้มีแค่ตรงตา แต่ยังติดอยู่ตามจุดต่างๆ ของหุ่น ภาพที่เห็นจึงเป็นการนำภาพเหล่านั้นมาประมวลผลรวมกันเพื่อจำลองมุมมองรอบทิศทาง... ในหุ่นของจริงน่ะนะ
ในเฟรมยูนิตก็คงจำลองภาพแบบเดียวกันมาให้ดูแหละ...
ติ๊ง! เสียงเตือนดังขึ้น พร้อมกับเครื่องหมายถูกปรากฏขึ้นในช่องสี่เหลี่ยมข้างๆ ข้อความ 'ลองยกแขนขวาขึ้น' ผ่านแล้วสินะ?
อ๊ะ มีภาพ แควัลรี่ ยกแขนขวาขึ้นปรากฏบน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) อีกจอด้วยแหละ ดูจากตรงนี้เอาก็ได้สินะ
ฉันลองยกแขนซ้ายดูบ้าง ติ๊ง! เครื่องหมายถูกปรากฏขึ้น เอาล่ะ!
"เอ... ต่อไปก็ลองหันคอดู?"
ไม่รู้ว่าการหันคอจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อจอมันแสดงภาพรอบทิศทางอยู่แล้วก็เถอะ เอ... การเคลื่อนไหวของคอจะ ประสาน(ซิงโคร) กับการเคลื่อนไหวของคนขับใช่ไหมนะ? ...อ้าว ไม่เห็นขยับเลย?
ฉันลองหันคอไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ภาพบนจอก็ยังนิ่งสนิท
พอมองที่ หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) ก็เห็นแควัลรี่ของฉันยังคงมองตรงไปข้างหน้า อ้าว ทำไมล่ะ?
อ๊ะ จริงด้วย! ต้องส่งพลังเวทเข้าไปก่อนถึงจะประสานการเคลื่อนไหวได้นี่นา! ฉันปล่อยพลังเวทผ่านคันบังคับ แล้วลองหันคอไปด้านข้างอีกครั้ง โอ๊ะ! ภาพบนจอทั้งหมดหมุนตามไปด้านข้างเลย!
ติ๊ง! เครื่องหมายถูกปรากฏขึ้น เยี่ยม ผ่านแล้ว!
จากนั้นฉันก็ค่อยๆ ทำภารกิจทีละข้อๆ จนครบ
ลองเดินดู ลองนั่งดู ลองยืนดู ลองกระโดดดู ลองชกดู ลองเตะดู และอื่นๆ อีกมากมาย
ข้อสุดท้ายที่บอกให้ 'ลองเต้นตามจังหวะดู' นี่เล่นเอาเหงื่อตกเลยเหมือนกันแฮะ
เสียงอาจารย์โซฟีดังมาจากลำโพงอีกครั้ง
『หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า ทำภารกิจครบถ้วนแล้วค่ะ อนุญาตให้เปลี่ยนเป็นหุ่นของตัวเอง และฝึกซ้อมได้อย่างอิสระจนกว่าจะหมดเวลาเรียนนะคะ แต่ระวังอย่าให้รบกวนเพื่อนคนอื่นด้วยนะคะ』
"รับทราบค่ะ!"
เยส! ในที่สุดก็จะได้บังคับหุ่นของตัวเองแบบเต็มที่สักที!
ฉันกดหน้าจอสมาร์ทโฟน โหลดข้อมูลหุ่นของตัวเอง แล้วสลับกับ แควัลรี่
ภาพแควัลรี่บน หน้าจอเล็ก(ซับมอนิเตอร์) เริ่มเปลี่ยนรูปทรงไป
เฟรมเกียร์ของฉัน 'ลูซิเฟอร์'
เป็นเฟรมสายความเร็วสูงที่เน้นความคล่องตัว อาวุธมีแค่มีดสั้นสองเล่มเท่านั้น
สเปคบอกว่ามีทรัสเตอร์ที่หลังและเวอร์เนียร์ที่ขา สามารถใช้เพื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้
เห็นว่าระบบข้อต่อก็ใช้เทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ตอบสนองได้เร็วกว่าเฟรมรุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ
ส่วนเรื่องสีจะเอาไงดีนะ... สีเทาเรียบๆ แบบนี้ก็ดูจืดชืดไปหน่อย แต่จะให้ฉูดฉาดเกินไปก็ไม่ค่อยชอบแฮะ... เอาเป็นว่าเติมสีขาวกับดำเข้าไปนิดหน่อยก็แล้วกัน
เอาล่ะ เปลี่ยนสีเสร็จเรียบร้อย! งั้นมาลองขยับดูหน่อยดีกว่า!
"ลุยกันเลย ลูซิเฟอร์!"
ฉันเหยียบคันเร่งลงไปเต็มแรงกะจะให้ออกตัววิ่ง แต่ทรัสเตอร์ที่หลังดันพ่นไฟออกมาแรงมาก กลายเป็นว่าตัวหุ่นพุ่งทะยานเฉียดพื้นไปแทน ฉันตกใจรีบกางขาสองข้างออกเพื่อเบรกกะทันหันจนพื้นเป็นรอยลากยาว
"ต ตกใจหมดเลย... เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ..."
เดี๋ยวนะ ทรัสเตอร์มันติดเองได้ยังไงเนี่ย? อ้อ... เพราะฉันปล่อยพลังเวทค้างไว้ล่ะสิ... นี่มันโหมดความเร็วสูง (High Mobility Mode) งั้นเหรอ?
คราวนี้ฉันลองเหยียบคันเร่งแบบปกติเพื่อให้มันเดินดู... แล้วก็ลองวิ่ง โห วิ่งได้วิ่งได้ วิ่งปกติก็เร็วเหมือนกันนะเนี่ย เร็วกว่าแควัลรี่ซะอีก
ลองกระโดดดูบ้าง รู้สึกว่าจะกระโดดได้สูงขึ้นด้วยนะ เพราะตัวเบารึเปล่านะ? อ๊ะ จริงด้วย
ฉันให้ลูซิเฟอร์กระโดดขึ้น พอเท้าพ้นพื้นก็เร่งทรัสเตอร์เต็มกำลัง
โอ้! กระโดดได้สูงขึ้นไปอีก! พอเปลี่ยนท่ากลางอากาศก็สามารถพุ่งตัวไปด้านข้างได้ด้วย
ฮึบ ฮึบ ถ้าทำต่อเนื่องกันก็สามารถเคลื่อนที่กลางอากาศได้ด้วยนี่นา! ถึงระดับความสูงจะค่อยๆ ลดลงก็เถอะ
พอเริ่มสนุก ฉันก็กดเร่งทรัสเตอร์เป็นจังหวะฟุบๆๆ เพื่อ ลอยตัวกลางอากาศ(โฮเวอร์ริ่ง) อย่างเมามันส์
ฟึ่บ! เครื่องลงจอดไถลไปกับพื้นเบาๆ สนุกจัง! สนุกสุดๆ ไปเลย!
『ห หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า เป็นอะไรไหมคะ!?』
"เอ๊ะ? เปล่าค่ะ สบายดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?"
เสียงอาจารย์โซฟีที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นมาขัดจังหวะ ฉันเลยหยุดบังคับแล้วตอบกลับไป
『...เอ่อ ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้หรือเวียนหัวใช่ไหมคะ?』
"ไม่เลยค่ะ ปกติดี"
『...งั้นเหรอคะ ถ้างั้นก็ระวังอย่าใช้พลังเวทมากเกินไปนะคะ ทุกปีจะมีนักเรียนใหม่บางคนที่เผลอใช้พลังเวทเยอะเกินไปตอนฝึกครั้งแรกจนล้มป่วยน่ะค่ะ...』
อ๋อ ที่แท้ก็เป็นห่วงนี่เอง ก็เคยมีประวัติล้มตึงตอนขับอคิลลีสมาแล้วนี่นา ฉันเนี่ย
แต่รู้สึกว่าลูซิเฟอร์ไม่ได้กินพลังเวทเยอะขนาดนั้นนะ ถึงจะเสียพลังเวทไปพอสมควรก็เถอะ แต่ก็ยังไหวอยู่ พอจะรู้ลิมิตตัวเองแล้วล่ะว่าถ้าขืนใช้มากกว่านี้ต้องแย่แน่ๆ
ตอนขับอคิลลีสนี่แทบไม่รู้สึกเลยว่าถูกสูบพลังเวทไป รู้อีกทีก็หมดก๊อกซะแล้ว
แต่จะว่าไป การบังคับเฟรมเกียร์ยังกินพลังเวทน้อยกว่าอาร์มเกียร์ตัวนั้นอีก แบบนี้มันหุ่นสร้างผิดพลาดชัดๆ... แต่ก็นะ ท่านผู้อำนวยการคูนก็บอกเองว่าเป็นแค่เครื่องต้นแบบ มันก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละมั้ง
เอาล่ะ คราวนี้ลองกระโดดพุ่งขึ้นไปตรงๆ แล้วจุดระเบิดทรัสเตอร์ส่งแรงดูสิ ว่าจะกระโดดได้สูงแค่ไหน!
ฉันบังคับให้ลูซิเฟอร์กระโดดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
017 การฝึกซ้อมเฟรมเกียร์ ในมุมมองของวิทยาลัย
.
"ดูน่ารักน่าชังจังเลยนะ เหมือนลูกกวางที่เพิ่งหัดเดินเลย"
ใน ห้องควบคุม(คอนโทรลรูม) เฟลีย พาราเรม เพื่อนร่วมงานของฉันหรี่ตามองแควัลรี่จำนวนมากที่ปรากฏอยู่บน จอภาพขนาดใหญ่(เมนมอนิเตอร์) ที่ถูกแบ่งออกเป็นจอเล็กๆ หลายจอ
หางของหล่อนที่เป็นชาวเผ่ามังกรฟาดกับพื้นดังป้าบๆ เป็นพฤติกรรมเวลาหล่อนอารมณ์ดีน่ะ
"อาจารย์โซฟีก็คิดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?"
"ก็คงงั้นมั้งคะ พวกเราเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาเหมือนกันนี่นา"
ฉันนึกย้อนไปถึงสมัยที่เพิ่งเข้าเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้ นี่ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้วสินะ
ตอนนั้นฉันเองก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้ขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกเหมือนกับพวกเด็กๆ พวกนี้แหละ ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนจริงก็เถอะ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนมันเป็นอดีตอันแสนไกลไปซะแล้ว... ไม่สิๆ ฉันยังสาวอยู่นะ ยังสาวอยู่ จะมาทำตัวแก่แดดแก่ลมตอนนี้ไม่ได้หรอก
"อ๊ะ ล้มซะแล้ว ...แต่ดูท่าทางไม่เป็นไรนะ"
"ฉันว่าน่าจะลดระดับการจำลองแรงกระแทกลงหน่อยจะดีกว่าไหมคะ?"
"ถ้าไม่เจ็บตัวซะบ้างก็จะไม่ได้เรียนรู้ถึงความอันตรายน่ะสิ เรามีมาตรการรักษาความปลอดภัยพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปลดทอนความสมจริงเมื่อเทียบกับหุ่นของจริงหรอกน่า"
เฟรมยูนิตสามารถจำลองการเคลื่อนไหวของห้องนักบินเฟรมเกียร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นั่นหมายความว่า มันสามารถจำลองแรงกระแทกเมื่อได้รับความเสียหายได้อย่างสมจริงด้วย หากได้รับแรงกระแทกที่รุนแรงเกินไปจนศีรษะหรือส่วนอื่นๆ ไปกระแทกเข้า ก็อาจทำให้สลบได้เลย
แม้ว่าอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตจากเฟรมยูนิตจะแทบไม่เคยเกิดขึ้น แต่เรื่องที่บาดเจ็บสาหัสเพราะศีรษะหรือร่างกายถูกกระแทกอย่างแรงก็มีให้ได้ยินอยู่บ้าง
ในความเป็นจริง สมัยที่ฉันยังเป็นนักเรียนก็เคยมีอุบัติเหตุทำนองนั้นเกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากความผิดพลาดของตัวคนขับเองนั่นแหละ
อย่างลืมคาดเข็มขัดนิรภัยบ้างล่ะ หรือทำอะไรแผลงๆ ด้วยความคึกคะนองบ้างล่ะ สิ่งเหล่านี้แหละที่นำไปสู่อุบัติเหตุ
ต่อให้บาดเจ็บ ก็สามารถใช้เวทมนตร์รักษาให้หายได้ แต่ความหวาดกลัว ณ วินาทีที่ได้รับบาดเจ็บนั้นจะฝังลึกอยู่ในใจ ซึ่งความหวาดกลัวนี้เองที่ทำให้การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีช้าลง จนเป็นเหตุให้นักเรียนหลายคนต้องพ่ายแพ้ใน 【การประลองดารา】 ที่ควรจะชนะมานักต่อนักแล้ว
ก็นะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' ได้ สภาพจิตใจก็ต้องเข้มแข็งด้วยเหมือนกันนั่นแหละ
"โอ๊ะ มีคนทำภารกิจสุดท้ายเสร็จแล้วแฮะ ฮ่าๆๆ! เต้นใหญ่เลย เต้นใหญ่เลย!"
ในจอภาพที่อาจารย์เฟลียชี้ไป มีแควัลรี่เครื่องหนึ่งกำลังเต้นด้วยท่าทางประหลาดๆ อยู่
ส่วนจออื่นก็มีแควัลรี่ที่เต้นรำอย่างสง่างามราวกับกำลังเต้นรำจังหวะวอลซ์อยู่เหมือนกัน ตรงนี้แหละที่บ่งบอกถึงการอบรมเลี้ยงดูของแต่ละคน
ภารกิจเต้นรำนี้เป็นเพียงข้อเดียวที่ไม่ได้ประเมินผลด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ให้พวกเราบรรดาอาจารย์เป็นคนตัดสินใจ ถึงแม้ว่าเกณฑ์การตัดสินจริงๆ คือ 'สามารถควบคุมหุ่นให้เต้นได้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่' แต่เอาเข้าจริงๆ พวกเราก็ตัดสินจากความตลกขบขันเป็นหลักนั่นแหละ ถือเป็นสีสันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับพวกอาจารย์อย่างเราล่ะนะ
"ท่าเต้นนี่ก็แตกต่างกันไปตามประเทศบ้านเกิดเลยนะเนี่ย ฉันรู้สึกว่าคนที่มาจากประเทศเมืองร้อนจะเต้นได้เร้าใจกว่านะ"
ในจอภาพที่อาจารย์เฟลียกำลังดูอยู่ มีแควัลรี่เครื่องหนึ่งกำลังเต้นอย่างเมามันส์ ถึงจะดูเหมือนว่าบังคับแบบมั่วๆ แต่จังหวะก็เป๊ะเลย
ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะมาจาก... อาณาจักรอิกเร็ต (Igret) ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะทางตอนใต้สินะ เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่พักตากอากาศ ก็เลยมีคนร่าเริงสนุกสนานเยอะล่ะมั้ง
ฉันคอยดูแควัลรี่ที่เริ่มเต้นกันทีละเครื่องสองเครื่อง แล้วก็อนุมัติให้เปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้
ทุกๆ ปี จะมีนักเรียนใหม่บางคนที่ตื่นเต้นเกินไปจนบังคับหุ่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง จนทำให้พลังเวทเหือดแห้ง
พวกเราจึงต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ระหว่างที่กำลังเฝ้าดูอยู่นั้น จู่ๆแควัลรี่เครื่องหนึ่งในหน้าจอก็หยุดนิ่งไปเฉยๆ นั่นไง มาแล้วรายแรก
"หมายเลข 71 ได้ยินไหมคะ?"
ฉันลองเรียกดู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ สัญญาณชีพที่ส่งมาจากเฟรมยูนิตก็ลดลง นี่มันอาการพลังเวทเหือดแห้งชัดๆ
"รบกวนพาเด็กนักเรียนหมายเลข 71 ไปที่ห้องพยาบาลด้วยค่ะ"
"รับทราบค่ะ"
ผู้ช่วยที่สแตนด์บายอยู่รีบวิ่งไปที่ห้องฝึกซ้อมทันที อาการแค่นั้น ให้นอนพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ฟื้น
ก็นะ การได้ขับหุ่นครั้งแรกมันก็น่าตื่นเต้นจนเผลอใช้พลังเวทเกินตัวโดยไม่รู้ตัวกันทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะพวกที่มีสัมผัสเวทมนตร์ต่ำ มักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าพลังเวทตัวเองลดลงไปเท่าไหร่แล้ว ทำให้รู้ตัวช้า
ถึงจะเป็นคนที่มีสัมผัสเวทมนตร์สูง แต่ถ้ามีสมาธิจดจ่อมากเกินไปก็อาจจะเกิดอาการแบบเดียวกันได้เหมือนกัน
หลังจากนั้น ก็มีนักเรียนอีกสองคนที่มีอาการพลังเวทเหือดแห้งจนต้องถูกหามส่งห้องพยาบาลแบบเดียวกัน เห็นว่าปีที่แล้วมีโดนหามไปตั้งสิบคนแน่ะ... หวังว่าปีนี้ที่ฉันรับผิดชอบตัวเลขคงจะไม่พุ่งกระฉูดหรอกนะ
ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองจอภาพ แต่แล้วภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาฉันแทบไม่เชื่อสายตา
ไลท์นิ่งเฟรมเกียร์กำลังเคลื่อนที่กลางอากาศอยู่
จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เป็นเกราะเบาและมีพลังขับเคลื่อนสูง การทำแบบนั้นก็เป็นไปได้อยู่หรอก แต่ถ้าให้ทำ 'ต่อเนื่อง' ล่ะก็ มันคนละเรื่องกันเลยนะ
การใช้ทรัสเตอร์เคลื่อนที่กลางอากาศนั้นกินพลังเวทมหาศาลมาก ถ้ามีอุปกรณ์เสริมอย่าง เครื่องขยายพลังเวท(มานาแอมป์) หรือบูสเตอร์เสริมพลังก็ว่าไปอย่าง
แต่หุ่นเครื่องนั้นมันเป็นแค่เครื่องเปล่าๆ รุ่นมาตรฐานที่ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลยนี่นา! ขืนบังคับหุ่นแบบนั้นต่อไป มีหวังอาจถึงตายได้เลยนะ!
"ห หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า เป็นอะไรไหมคะ!?"
『เอ๊ะ? เปล่าค่ะ สบายดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?』
ฉันรีบเปิดไมค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นน้ำเสียงสบายๆ ซะงั้น ทำเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลย เอ๊ะ?
"...เอ่อ ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้หรือเวียนหัวใช่ไหมคะ?"
『ไม่เลยค่ะ ปกติดี』
จริงเหรอ? ใช้พลังเวทไปตั้งขนาดนั้นแต่กลับไม่เป็นอะไรเลยเนี่ยนะ...?
ฟังจากน้ำเสียงก็ไม่น่าจะฝืนทนอยู่ สัญญาณชีพก็ยังเป็นปกติอยู่เลย หรือว่าจะไม่เป็นไรจริงๆ...?
"...งั้นเหรอคะ ถ้างั้นก็ระวังอย่าใช้พลังเวทมากเกินไปนะคะ ทุกปีจะมีนักเรียนใหม่บางคนที่เผลอใช้พลังเวทเยอะเกินไปตอนฝึกครั้งแรกจนล้มป่วยน่ะค่ะ..."
『รับทราบค่ะ』
ฉันรีบตรวจสอบดูว่าระบบเฟรมยูนิตมีปัญหาหรือตั้งค่าอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
ถ้างั้น... หรือว่าเด็กคนนั้นจะทำการเคลื่อนไหวแบบนั้นด้วยพลังเวทของตัวเองล้วนๆ...?
ไลท์นิ่งเฟรมเกียร์กระโดดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง พร้อมกับจุดระเบิดทรัสเตอร์ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ต่อเนื่องกันจนพุ่งขึ้นไปสูงปรี๊ด เอ๋ออออ...!?
"พลังเวทมหาศาลอะไรขนาดนั้นเนี่ย เผลอๆ อาจจะสูสีกับ 【แม่มดวายุสีคราม】 เลยก็ได้นะนั่น"
อาจารย์เฟลียมองหน้าจอที่ฉันกำลังจับตาดูอยู่ แล้วหลุดปากพูดออกมาด้วยความทึ่ง
จริงอยู่ว่าถ้าพูดถึง 'ปริมาณ' พลังเวทเพียงอย่างเดียว อาจจะใกล้เคียงกับ 【แม่มดวายุสีคราม】 ที่อยู่อันดับ 3 ก็ได้ แต่ดูเหมือนทักษะการควบคุมพลังเวทจะยังอ่อนหัดอยู่นะ
ไม่รู้จักควบคุมพลังเลย ใช้พลังงานเปลืองโดยใช่เหตุ เหมือนเอาลมหายใจมังกรมาจุดเตาไฟยังไงยังงั้น เสียดายพลังเวทชะมัด
ขืนบังคับหุ่นแบบนั้นต่อไป อีกล่ะก็...
"อ๊ะ นั่นไง ว่าแล้วเชียว"
ดูเหมือนอาจารย์เฟลียจะคิดเหมือนฉัน หุ่นหมายเลข 144 แจ้งเตือนข้อผิดพลาดก่อนจะหยุดทำงานฉุกเฉิน
ปริมาณเอเธอร์ลิควิดที่เต็มไปด้วยพลังเวทมหาศาลไหลเวียนไปทั่วตัวหุ่นจนเกินขีดจำกัดที่มันจะรับไหว พูดง่ายๆ ก็คือ โอเวอร์โหลด (Overload) นั่นแหละ
"เล่นรีดเร้นพลังซะขนาดนั้นกับหุ่นสแตนดาร์ด มันก็ต้องพังเป็นธรรมดาล่ะนะ"
ในการฝึกปฏิบัติครั้งนี้ เราได้ตั้งค่า ตัวเลข(พารามิเตอร์) ทุกอย่างให้เหมือนกับเฟรมเกียร์ของจริงเป๊ะๆ หมายความว่า ต่อให้เด็กคนนั้นไปขับเฟรมเกียร์รุ่นมาตรฐานของจริง ก็จะเกิดอาการโอเวอร์โหลดแล้วดับกลางอากาศแบบนี้เหมือนกัน
ก็นะ ถึงในโลกเสมือนจริงจะไม่ต้องกังวลเรื่องหุ่นพัง แต่การได้เรียนรู้ว่ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นได้ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี
ได้ยินมาว่าตอนที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงขับเฟรมเกียร์ครั้งแรก หุ่นก็ทนพลังเวทมหาศาลของท่านไม่ได้เหมือนกัน
...แต่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะว่ามีนักเรียนใหม่ทำหุ่นโอเวอร์โหลดจนดับกลางอากาศแบบนี้ ไม่สิ... เคยได้ยินมาว่าเซลด้าที่ตอนนี้อยู่อันดับ 1 ก็เคยทำหุ่นโอเวอร์โหลดแบบนี้เหมือนกัน แต่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นตอนอยู่ปีสองนี่นา
พลังเวทของเซลด้าก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนักหรอก แต่ทักษะดาบ สมรรถภาพร่างกาย สายตา และไหวพริบของเธอนั้นอยู่ในระดับที่เหนือมนุษย์ต่างหาก ในกรณีของเซลด้า เป็นเพราะหุ่นรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเธอไม่ไหวน่ะ
ด้วยพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บวกกับความพยายามอย่างหนัก ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็น 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 อันดับ 1 ได้
หรือว่าเด็กสาวที่ชื่อ เนโร ซิลลูเอสก้า คนนี้ สักวันหนึ่งก็จะก้าวขึ้นไปยืนบน จุดสูงสุด(ยอดเขา) เดียวกันนั้นด้วยงั้นเหรอ
"หึหึ..."
ฉันเริ่มรู้สึกตั้งตารอให้ถึงวันที่อนุญาตให้ 【การประลองดารา】 เปิดใช้งานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าซะแล้วสิ
◇ ◇ ◇
"หุ่นหยุดทำงานฉุกเฉินเพราะโอเวอร์โหลด... งั้นเหรอ หึหึ แค่เริ่มต้นก็เล่นใหญ่เลยนะเนี่ย"
คูน ผู้อำนวยการวิทยาลัย อ่านรายงานเกี่ยวกับนักเรียนใหม่พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
ฉันว่าแล้วเชียว ว่าเด็กคนนี้น่าสนใจ คูนแอบสนใจเนโรตั้งแต่ตอนที่เห็นเธอขับ 'อคิลลีส' อาร์มเกียร์ที่เธอสร้างขึ้นมาเองได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นแขนขาของตัวเองแล้ว
การที่ให้เธอไปขับหุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์ควบคุมพลังเวทนั้นถือเป็นความผิดพลาดของทางเราเต็มๆ แต่ก็ทำให้ได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเด็กคนนั้นแบบไม่คาดฝัน
"เป็น 'ผู้สืบสายเลือด(ลินเนจ)' ไม่ผิดแน่... คงจะเป็นคนที่สองต่อจากเซลด้าล่ะมั้ง ถ้ายัยพวกแม่ๆ รู้เข้า คงสนุกน่าดูเลยนะเนี่ย"
"ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ... แถมยังเป็น 'สายเลือดคู่' (Double) ซะด้วยสิ... เป็นผู้สืบสายเลือดของทั้งท่านเอลเซ่และท่านลินเซ่เลยนะคะ"
'ผู้สืบสายเลือด(ลินเนจ)' ก็คือลูกหลานที่สืบสายเลือดมาจากองค์ปฐมกษัตริย์นั่นเอง แต่ไม่ใช่แค่เป็นลูกหลานธรรมดานะ ต้องเป็นคนที่พลังเวทตื่นขึ้นมาแล้วเท่านั้นถึงจะถูกเรียกว่าเป็นผู้สืบสายเลือด
ถึงเวลาจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว แต่คนที่มีพลังเวทตื่นขึ้นมาก็มีอยู่นับหัวได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น การที่จะมีพลังเวทตื่นขึ้นมาถึงสองสายเลือดพร้อมกันเนี่ย เรียกได้ว่าหายากสุดๆ สำหรับคูนในฐานะธิดาขององค์ปฐมกษัตริย์แล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
"แต่ว่า เด็กคนนี้... ดูเหมือนพลังจะถูกปิดผนึกเอาไว้นะคะ"
"เอ๊ะ?"
คูนหันไปมองฟลอร่า ครูพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ
"ตอนที่เธอถูกส่งมาที่ห้องพยาบาล ฉันลองตรวจดูแล้วค่ะ นอกจากร่องรอยพลังเวทของเธอเองแล้ว ยังมีพลังเวทของคนอื่นพันธนาการเธอไว้อย่างซับซ้อนราวกับโซ่ตรวนเลยล่ะค่ะ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ มันไม่ใช่พลังเวทที่มุ่งร้ายอะไรหรอกค่ะ เป็นผนึกที่มีไว้เพื่อปกป้องเธอมากกว่า..."
"...ก็มีความเป็นไปได้นะคะ พลังเวทที่มากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กได้ ผนึกที่ว่านั่นคงมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พลังเวทระเบิดออกมานั่นแหละ... แต่ว่า ใครเป็นคนทำล่ะ?"
จากที่ฟลอร่าเล่า ผนึกนั้นมีความซับซ้อนมาก คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางทำได้แน่ๆ คูนพอนึกชื่อคนที่มีความสามารถระดับนั้นออกอยู่ไม่กี่คน แต่ส่วนใหญ่ก็หายสาบสูญไปหมดแล้ว เลยระบุตัวตนไม่ได้
"เห็นบอกว่ามาจากเอลฟ์ราวใช่ไหม? หรือว่าองค์ราชินีจะเป็นคนทำ?"
คูนคาดเดาว่า องค์ราชินีเอลฟ์ที่ปกครองประเทศมายาวนานถึงพันห้าร้อยปี น่าจะมีความสามารถพอที่จะทำแบบนั้นได้
"ไม่น่าจะใช่มั้งคะ... ราชินีจะมาลงมือทำผนึกให้เด็กสามัญชนธรรมดาๆ เนี่ยนะ? ฟังดูแปลกๆ อยู่นะคะ"
"นั่นสินะ... ถ้าเป็นงั้นจริง เรื่องคงวุ่นวายน่าดูเลย... แต่ก็นะ ในเมื่อไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ปล่อยไว้ก็น่าจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง"
ผนึกประเภทนั้นมักจะคลายออกเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อไหร่ที่เด็กคนนั้นสามารถควบคุมพลังเวทของตัวเองได้ ผนึกก็น่าจะคลายออกไปเองนั่นแหละ... มั้งนะ
"ถ้าพบว่าเธอมีอาการผิดปกติทางร่างกายเมื่อไหร่ ก็ฝากจัดการด้วย 'บาบิโลน' ด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งเรื่องให้เบื้องบนทราบเอง"
"รับทราบค่ะ"
คูนก้มลงมองเอกสารข้อมูลของเนโรอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
.
"ดูน่ารักน่าชังจังเลยนะ เหมือนลูกกวางที่เพิ่งหัดเดินเลย"
ใน ห้องควบคุม(คอนโทรลรูม) เฟลีย พาราเรม เพื่อนร่วมงานของฉันหรี่ตามองแควัลรี่จำนวนมากที่ปรากฏอยู่บน จอภาพขนาดใหญ่(เมนมอนิเตอร์) ที่ถูกแบ่งออกเป็นจอเล็กๆ หลายจอ
หางของหล่อนที่เป็นชาวเผ่ามังกรฟาดกับพื้นดังป้าบๆ เป็นพฤติกรรมเวลาหล่อนอารมณ์ดีน่ะ
"อาจารย์โซฟีก็คิดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?"
"ก็คงงั้นมั้งคะ พวกเราเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาเหมือนกันนี่นา"
ฉันนึกย้อนไปถึงสมัยที่เพิ่งเข้าเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้ นี่ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้วสินะ
ตอนนั้นฉันเองก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้ขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกเหมือนกับพวกเด็กๆ พวกนี้แหละ ถึงจะเป็นแค่ในโลกเสมือนจริงก็เถอะ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนมันเป็นอดีตอันแสนไกลไปซะแล้ว... ไม่สิๆ ฉันยังสาวอยู่นะ ยังสาวอยู่ จะมาทำตัวแก่แดดแก่ลมตอนนี้ไม่ได้หรอก
"อ๊ะ ล้มซะแล้ว ...แต่ดูท่าทางไม่เป็นไรนะ"
"ฉันว่าน่าจะลดระดับการจำลองแรงกระแทกลงหน่อยจะดีกว่าไหมคะ?"
"ถ้าไม่เจ็บตัวซะบ้างก็จะไม่ได้เรียนรู้ถึงความอันตรายน่ะสิ เรามีมาตรการรักษาความปลอดภัยพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปลดทอนความสมจริงเมื่อเทียบกับหุ่นของจริงหรอกน่า"
เฟรมยูนิตสามารถจำลองการเคลื่อนไหวของห้องนักบินเฟรมเกียร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นั่นหมายความว่า มันสามารถจำลองแรงกระแทกเมื่อได้รับความเสียหายได้อย่างสมจริงด้วย หากได้รับแรงกระแทกที่รุนแรงเกินไปจนศีรษะหรือส่วนอื่นๆ ไปกระแทกเข้า ก็อาจทำให้สลบได้เลย
แม้ว่าอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตจากเฟรมยูนิตจะแทบไม่เคยเกิดขึ้น แต่เรื่องที่บาดเจ็บสาหัสเพราะศีรษะหรือร่างกายถูกกระแทกอย่างแรงก็มีให้ได้ยินอยู่บ้าง
ในความเป็นจริง สมัยที่ฉันยังเป็นนักเรียนก็เคยมีอุบัติเหตุทำนองนั้นเกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากความผิดพลาดของตัวคนขับเองนั่นแหละ
อย่างลืมคาดเข็มขัดนิรภัยบ้างล่ะ หรือทำอะไรแผลงๆ ด้วยความคึกคะนองบ้างล่ะ สิ่งเหล่านี้แหละที่นำไปสู่อุบัติเหตุ
ต่อให้บาดเจ็บ ก็สามารถใช้เวทมนตร์รักษาให้หายได้ แต่ความหวาดกลัว ณ วินาทีที่ได้รับบาดเจ็บนั้นจะฝังลึกอยู่ในใจ ซึ่งความหวาดกลัวนี้เองที่ทำให้การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีช้าลง จนเป็นเหตุให้นักเรียนหลายคนต้องพ่ายแพ้ใน 【การประลองดารา】 ที่ควรจะชนะมานักต่อนักแล้ว
ก็นะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' ได้ สภาพจิตใจก็ต้องเข้มแข็งด้วยเหมือนกันนั่นแหละ
"โอ๊ะ มีคนทำภารกิจสุดท้ายเสร็จแล้วแฮะ ฮ่าๆๆ! เต้นใหญ่เลย เต้นใหญ่เลย!"
ในจอภาพที่อาจารย์เฟลียชี้ไป มีแควัลรี่เครื่องหนึ่งกำลังเต้นด้วยท่าทางประหลาดๆ อยู่
ส่วนจออื่นก็มีแควัลรี่ที่เต้นรำอย่างสง่างามราวกับกำลังเต้นรำจังหวะวอลซ์อยู่เหมือนกัน ตรงนี้แหละที่บ่งบอกถึงการอบรมเลี้ยงดูของแต่ละคน
ภารกิจเต้นรำนี้เป็นเพียงข้อเดียวที่ไม่ได้ประเมินผลด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ให้พวกเราบรรดาอาจารย์เป็นคนตัดสินใจ ถึงแม้ว่าเกณฑ์การตัดสินจริงๆ คือ 'สามารถควบคุมหุ่นให้เต้นได้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่' แต่เอาเข้าจริงๆ พวกเราก็ตัดสินจากความตลกขบขันเป็นหลักนั่นแหละ ถือเป็นสีสันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับพวกอาจารย์อย่างเราล่ะนะ
"ท่าเต้นนี่ก็แตกต่างกันไปตามประเทศบ้านเกิดเลยนะเนี่ย ฉันรู้สึกว่าคนที่มาจากประเทศเมืองร้อนจะเต้นได้เร้าใจกว่านะ"
ในจอภาพที่อาจารย์เฟลียกำลังดูอยู่ มีแควัลรี่เครื่องหนึ่งกำลังเต้นอย่างเมามันส์ ถึงจะดูเหมือนว่าบังคับแบบมั่วๆ แต่จังหวะก็เป๊ะเลย
ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะมาจาก... อาณาจักรอิกเร็ต (Igret) ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะทางตอนใต้สินะ เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่พักตากอากาศ ก็เลยมีคนร่าเริงสนุกสนานเยอะล่ะมั้ง
ฉันคอยดูแควัลรี่ที่เริ่มเต้นกันทีละเครื่องสองเครื่อง แล้วก็อนุมัติให้เปลี่ยนไปใช้หุ่นของตัวเองได้
ทุกๆ ปี จะมีนักเรียนใหม่บางคนที่ตื่นเต้นเกินไปจนบังคับหุ่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง จนทำให้พลังเวทเหือดแห้ง
พวกเราจึงต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ระหว่างที่กำลังเฝ้าดูอยู่นั้น จู่ๆแควัลรี่เครื่องหนึ่งในหน้าจอก็หยุดนิ่งไปเฉยๆ นั่นไง มาแล้วรายแรก
"หมายเลข 71 ได้ยินไหมคะ?"
ฉันลองเรียกดู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ สัญญาณชีพที่ส่งมาจากเฟรมยูนิตก็ลดลง นี่มันอาการพลังเวทเหือดแห้งชัดๆ
"รบกวนพาเด็กนักเรียนหมายเลข 71 ไปที่ห้องพยาบาลด้วยค่ะ"
"รับทราบค่ะ"
ผู้ช่วยที่สแตนด์บายอยู่รีบวิ่งไปที่ห้องฝึกซ้อมทันที อาการแค่นั้น ให้นอนพักแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ฟื้น
ก็นะ การได้ขับหุ่นครั้งแรกมันก็น่าตื่นเต้นจนเผลอใช้พลังเวทเกินตัวโดยไม่รู้ตัวกันทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะพวกที่มีสัมผัสเวทมนตร์ต่ำ มักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าพลังเวทตัวเองลดลงไปเท่าไหร่แล้ว ทำให้รู้ตัวช้า
ถึงจะเป็นคนที่มีสัมผัสเวทมนตร์สูง แต่ถ้ามีสมาธิจดจ่อมากเกินไปก็อาจจะเกิดอาการแบบเดียวกันได้เหมือนกัน
หลังจากนั้น ก็มีนักเรียนอีกสองคนที่มีอาการพลังเวทเหือดแห้งจนต้องถูกหามส่งห้องพยาบาลแบบเดียวกัน เห็นว่าปีที่แล้วมีโดนหามไปตั้งสิบคนแน่ะ... หวังว่าปีนี้ที่ฉันรับผิดชอบตัวเลขคงจะไม่พุ่งกระฉูดหรอกนะ
ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองจอภาพ แต่แล้วภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาฉันแทบไม่เชื่อสายตา
ไลท์นิ่งเฟรมเกียร์กำลังเคลื่อนที่กลางอากาศอยู่
จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เป็นเกราะเบาและมีพลังขับเคลื่อนสูง การทำแบบนั้นก็เป็นไปได้อยู่หรอก แต่ถ้าให้ทำ 'ต่อเนื่อง' ล่ะก็ มันคนละเรื่องกันเลยนะ
การใช้ทรัสเตอร์เคลื่อนที่กลางอากาศนั้นกินพลังเวทมหาศาลมาก ถ้ามีอุปกรณ์เสริมอย่าง เครื่องขยายพลังเวท(มานาแอมป์) หรือบูสเตอร์เสริมพลังก็ว่าไปอย่าง
แต่หุ่นเครื่องนั้นมันเป็นแค่เครื่องเปล่าๆ รุ่นมาตรฐานที่ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลยนี่นา! ขืนบังคับหุ่นแบบนั้นต่อไป มีหวังอาจถึงตายได้เลยนะ!
"ห หมายเลข 144 เนโร ซิลลูเอสก้า เป็นอะไรไหมคะ!?"
『เอ๊ะ? เปล่าค่ะ สบายดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?』
ฉันรีบเปิดไมค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นน้ำเสียงสบายๆ ซะงั้น ทำเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลย เอ๊ะ?
"...เอ่อ ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้หรือเวียนหัวใช่ไหมคะ?"
『ไม่เลยค่ะ ปกติดี』
จริงเหรอ? ใช้พลังเวทไปตั้งขนาดนั้นแต่กลับไม่เป็นอะไรเลยเนี่ยนะ...?
ฟังจากน้ำเสียงก็ไม่น่าจะฝืนทนอยู่ สัญญาณชีพก็ยังเป็นปกติอยู่เลย หรือว่าจะไม่เป็นไรจริงๆ...?
"...งั้นเหรอคะ ถ้างั้นก็ระวังอย่าใช้พลังเวทมากเกินไปนะคะ ทุกปีจะมีนักเรียนใหม่บางคนที่เผลอใช้พลังเวทเยอะเกินไปตอนฝึกครั้งแรกจนล้มป่วยน่ะค่ะ..."
『รับทราบค่ะ』
ฉันรีบตรวจสอบดูว่าระบบเฟรมยูนิตมีปัญหาหรือตั้งค่าอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
ถ้างั้น... หรือว่าเด็กคนนั้นจะทำการเคลื่อนไหวแบบนั้นด้วยพลังเวทของตัวเองล้วนๆ...?
ไลท์นิ่งเฟรมเกียร์กระโดดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง พร้อมกับจุดระเบิดทรัสเตอร์ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ต่อเนื่องกันจนพุ่งขึ้นไปสูงปรี๊ด เอ๋ออออ...!?
"พลังเวทมหาศาลอะไรขนาดนั้นเนี่ย เผลอๆ อาจจะสูสีกับ 【แม่มดวายุสีคราม】 เลยก็ได้นะนั่น"
อาจารย์เฟลียมองหน้าจอที่ฉันกำลังจับตาดูอยู่ แล้วหลุดปากพูดออกมาด้วยความทึ่ง
จริงอยู่ว่าถ้าพูดถึง 'ปริมาณ' พลังเวทเพียงอย่างเดียว อาจจะใกล้เคียงกับ 【แม่มดวายุสีคราม】 ที่อยู่อันดับ 3 ก็ได้ แต่ดูเหมือนทักษะการควบคุมพลังเวทจะยังอ่อนหัดอยู่นะ
ไม่รู้จักควบคุมพลังเลย ใช้พลังงานเปลืองโดยใช่เหตุ เหมือนเอาลมหายใจมังกรมาจุดเตาไฟยังไงยังงั้น เสียดายพลังเวทชะมัด
ขืนบังคับหุ่นแบบนั้นต่อไป อีกล่ะก็...
"อ๊ะ นั่นไง ว่าแล้วเชียว"
ดูเหมือนอาจารย์เฟลียจะคิดเหมือนฉัน หุ่นหมายเลข 144 แจ้งเตือนข้อผิดพลาดก่อนจะหยุดทำงานฉุกเฉิน
ปริมาณเอเธอร์ลิควิดที่เต็มไปด้วยพลังเวทมหาศาลไหลเวียนไปทั่วตัวหุ่นจนเกินขีดจำกัดที่มันจะรับไหว พูดง่ายๆ ก็คือ โอเวอร์โหลด (Overload) นั่นแหละ
"เล่นรีดเร้นพลังซะขนาดนั้นกับหุ่นสแตนดาร์ด มันก็ต้องพังเป็นธรรมดาล่ะนะ"
ในการฝึกปฏิบัติครั้งนี้ เราได้ตั้งค่า ตัวเลข(พารามิเตอร์) ทุกอย่างให้เหมือนกับเฟรมเกียร์ของจริงเป๊ะๆ หมายความว่า ต่อให้เด็กคนนั้นไปขับเฟรมเกียร์รุ่นมาตรฐานของจริง ก็จะเกิดอาการโอเวอร์โหลดแล้วดับกลางอากาศแบบนี้เหมือนกัน
ก็นะ ถึงในโลกเสมือนจริงจะไม่ต้องกังวลเรื่องหุ่นพัง แต่การได้เรียนรู้ว่ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นได้ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี
ได้ยินมาว่าตอนที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงขับเฟรมเกียร์ครั้งแรก หุ่นก็ทนพลังเวทมหาศาลของท่านไม่ได้เหมือนกัน
...แต่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะว่ามีนักเรียนใหม่ทำหุ่นโอเวอร์โหลดจนดับกลางอากาศแบบนี้ ไม่สิ... เคยได้ยินมาว่าเซลด้าที่ตอนนี้อยู่อันดับ 1 ก็เคยทำหุ่นโอเวอร์โหลดแบบนี้เหมือนกัน แต่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นตอนอยู่ปีสองนี่นา
พลังเวทของเซลด้าก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนักหรอก แต่ทักษะดาบ สมรรถภาพร่างกาย สายตา และไหวพริบของเธอนั้นอยู่ในระดับที่เหนือมนุษย์ต่างหาก ในกรณีของเซลด้า เป็นเพราะหุ่นรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเธอไม่ไหวน่ะ
ด้วยพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บวกกับความพยายามอย่างหนัก ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็น 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 อันดับ 1 ได้
หรือว่าเด็กสาวที่ชื่อ เนโร ซิลลูเอสก้า คนนี้ สักวันหนึ่งก็จะก้าวขึ้นไปยืนบน จุดสูงสุด(ยอดเขา) เดียวกันนั้นด้วยงั้นเหรอ
"หึหึ..."
ฉันเริ่มรู้สึกตั้งตารอให้ถึงวันที่อนุญาตให้ 【การประลองดารา】 เปิดใช้งานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าซะแล้วสิ
◇ ◇ ◇
"หุ่นหยุดทำงานฉุกเฉินเพราะโอเวอร์โหลด... งั้นเหรอ หึหึ แค่เริ่มต้นก็เล่นใหญ่เลยนะเนี่ย"
คูน ผู้อำนวยการวิทยาลัย อ่านรายงานเกี่ยวกับนักเรียนใหม่พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
ฉันว่าแล้วเชียว ว่าเด็กคนนี้น่าสนใจ คูนแอบสนใจเนโรตั้งแต่ตอนที่เห็นเธอขับ 'อคิลลีส' อาร์มเกียร์ที่เธอสร้างขึ้นมาเองได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นแขนขาของตัวเองแล้ว
การที่ให้เธอไปขับหุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์ควบคุมพลังเวทนั้นถือเป็นความผิดพลาดของทางเราเต็มๆ แต่ก็ทำให้ได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเด็กคนนั้นแบบไม่คาดฝัน
"เป็น 'ผู้สืบสายเลือด(ลินเนจ)' ไม่ผิดแน่... คงจะเป็นคนที่สองต่อจากเซลด้าล่ะมั้ง ถ้ายัยพวกแม่ๆ รู้เข้า คงสนุกน่าดูเลยนะเนี่ย"
"ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ... แถมยังเป็น 'สายเลือดคู่' (Double) ซะด้วยสิ... เป็นผู้สืบสายเลือดของทั้งท่านเอลเซ่และท่านลินเซ่เลยนะคะ"
'ผู้สืบสายเลือด(ลินเนจ)' ก็คือลูกหลานที่สืบสายเลือดมาจากองค์ปฐมกษัตริย์นั่นเอง แต่ไม่ใช่แค่เป็นลูกหลานธรรมดานะ ต้องเป็นคนที่พลังเวทตื่นขึ้นมาแล้วเท่านั้นถึงจะถูกเรียกว่าเป็นผู้สืบสายเลือด
ถึงเวลาจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว แต่คนที่มีพลังเวทตื่นขึ้นมาก็มีอยู่นับหัวได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น การที่จะมีพลังเวทตื่นขึ้นมาถึงสองสายเลือดพร้อมกันเนี่ย เรียกได้ว่าหายากสุดๆ สำหรับคูนในฐานะธิดาขององค์ปฐมกษัตริย์แล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
"แต่ว่า เด็กคนนี้... ดูเหมือนพลังจะถูกปิดผนึกเอาไว้นะคะ"
"เอ๊ะ?"
คูนหันไปมองฟลอร่า ครูพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ
"ตอนที่เธอถูกส่งมาที่ห้องพยาบาล ฉันลองตรวจดูแล้วค่ะ นอกจากร่องรอยพลังเวทของเธอเองแล้ว ยังมีพลังเวทของคนอื่นพันธนาการเธอไว้อย่างซับซ้อนราวกับโซ่ตรวนเลยล่ะค่ะ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ มันไม่ใช่พลังเวทที่มุ่งร้ายอะไรหรอกค่ะ เป็นผนึกที่มีไว้เพื่อปกป้องเธอมากกว่า..."
"...ก็มีความเป็นไปได้นะคะ พลังเวทที่มากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กได้ ผนึกที่ว่านั่นคงมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พลังเวทระเบิดออกมานั่นแหละ... แต่ว่า ใครเป็นคนทำล่ะ?"
จากที่ฟลอร่าเล่า ผนึกนั้นมีความซับซ้อนมาก คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางทำได้แน่ๆ คูนพอนึกชื่อคนที่มีความสามารถระดับนั้นออกอยู่ไม่กี่คน แต่ส่วนใหญ่ก็หายสาบสูญไปหมดแล้ว เลยระบุตัวตนไม่ได้
"เห็นบอกว่ามาจากเอลฟ์ราวใช่ไหม? หรือว่าองค์ราชินีจะเป็นคนทำ?"
คูนคาดเดาว่า องค์ราชินีเอลฟ์ที่ปกครองประเทศมายาวนานถึงพันห้าร้อยปี น่าจะมีความสามารถพอที่จะทำแบบนั้นได้
"ไม่น่าจะใช่มั้งคะ... ราชินีจะมาลงมือทำผนึกให้เด็กสามัญชนธรรมดาๆ เนี่ยนะ? ฟังดูแปลกๆ อยู่นะคะ"
"นั่นสินะ... ถ้าเป็นงั้นจริง เรื่องคงวุ่นวายน่าดูเลย... แต่ก็นะ ในเมื่อไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ปล่อยไว้ก็น่าจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง"
ผนึกประเภทนั้นมักจะคลายออกเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อไหร่ที่เด็กคนนั้นสามารถควบคุมพลังเวทของตัวเองได้ ผนึกก็น่าจะคลายออกไปเองนั่นแหละ... มั้งนะ
"ถ้าพบว่าเธอมีอาการผิดปกติทางร่างกายเมื่อไหร่ ก็ฝากจัดการด้วย 'บาบิโลน' ด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปแจ้งเรื่องให้เบื้องบนทราบเอง"
"รับทราบค่ะ"
คูนก้มลงมองเอกสารข้อมูลของเนโรอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
018 การควบคุมพลังเวท
.
"เฟรมเกียร์นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า 'เอเธอร์ลิควิด' ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างของมัน คล้ายกับเลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่ส่งพลังเวทไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของหุ่น ปกติแล้วมันจะส่งผ่านพลังเวทของคนขับไปยังระบบขับเคลื่อนต่างๆ เพื่อให้เฟรมเกียร์ขยับได้ แต่หากปล่อยพลังเวทที่เกินขีดจำกัดความทนทานของหุ่นเข้าไปรวดเดียว ก็จะทำให้เกิดอาการโอเวอร์โหลด และระบบทั้งหมดจะถูกสั่งชัตดาวน์หรือหยุดทำงานฉุกเฉินทันที นี่คือระบบป้องกันไม่ให้เกิดอาการ 'พลังงานทะลักจนหุ่นระเบิด(เดสทรัคชั่น)' น่ะค่ะ"
"ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่รู้ว่าเป็นความผิดฉันเอง"
การฝึกขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกของฉัน จบลงแบบค้างๆ คาๆ เพราะจู่ๆ หุ่นก็ดับไปดื้อๆ
ลาล่าอุตส่าห์มาอธิบายให้ฟังอีกรอบ แต่ดูเหมือนต้นเหตุจะมาจากฉันเองนี่แหละ
"แต่ว่านะ ปกติแล้วต่อให้ขับหุ่นยังไงก็ไม่น่าจะเกิดโอเวอร์โหลดได้ง่ายๆ หรอกนะคะ... หรือว่าคุณเนโรจะมีพลังเวทเยอะเกินไป..."
"อืมม... อาจารย์ก็เคยด่าว่าเป็น 'ไอ้บ้าพลังเวท' อยู่เหมือนกัน..."
"บ้าพลังเวท..."
ลาล่ามองฉันด้วยสายตาเอือมระอาราวกับมองของประหลาด
"เอาจริงๆ นะ เลือกไลท์นิ่งเฟรมมาเนี่ย ไม่คิดว่าเลือกผิดไปหน่อยเหรอ? ถ้าเลือกมิสติกเฟรมล่ะก็ น่าจะใช้ประโยชน์จากพลังเวทมหาศาลนั่นได้มากกว่าแท้ๆ"
เชรี่มองฉันด้วยสายตาที่แสดงออกชัดเจนว่า 'ไม่เข้าใจหล่อนเลยจริงๆ'
"ไม่ได้จะอวดหรอกนะ แต่ฉันใช้ได้แค่เวทระดับต้น แถมยังควบคุมปริมาณพลังเวทไม่ค่อยเก่งด้วย ขืนให้ขับหุ่นไปด้วยใช้เวทไปด้วย มีหวังได้ระเบิดตัวเองตายพอดี"
"ระเบิดตัวเอง... ก็นะ ถ้าควบคุมพลังเวทที่จะส่งเข้าไปไม่ได้ ก็มีโอกาสที่จะระเบิดคามือได้เหมือนกันสินะคะ..."
ริลิชามองฉันด้วยสายตาที่แสดงออกว่า 'เข้าใจละ'
"สรุปก็คือ เพราะเธอปล่อยพลังเวทเต็มสูบตลอดเวลา หุ่นมันก็เลยรับไม่ไหวใช่ไหมล่ะ? ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังเวทแล้วล่ะ"
พอแคโรสรุปแบบนั้น ทุกคนก็พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยพร้อมเพรียงกัน ตัวฉันเองก็รู้อยู่หรอกน่า!
"เนโรต้องลงเรียนวิชา 'การควบคุมพลังเวท' แล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ ขืนยังบังคับหุ่นไม่ได้เรื่องแบบนี้..."
"ถ้าเป็นหุ่นสายซุ่มยิงระยะไกล ถึงจะขยับไม่ได้ก็อาจจะพอถูไถไปได้มั้ง?"
"แต่การซุ่มยิงมันต้องใช้การควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าอีกนะคะ? แบบนั้นพลังเวทมหาศาลก็ไร้ค่าอยู่ดีแหละค่ะ"
หนอยยย...! พากันรุมสับฉันซะเละเลยนะ...!
คืนนั้นฉันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันด้วยความหงุดหงิด
แต่ที่ทุกคนพูดมันก็ถูก ถ้าฉันไม่เรียนรู้วิธีควบคุมพลังเวทและปรับปริมาณการใช้ให้ได้ ก็คงเอาไปสู้จริงไม่ได้หรอก
ต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่การ 【ประลองดารา】 จะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า... ไม่งั้นอย่างแย่ที่สุดฉันอาจจะใช้ได้แค่อาร์มเกียร์ไปตลอด
ถึงจะใช้แค่อาร์มเกียร์ก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ แต่เป้าหมายของฉันคือการเป็น 'ทรูปเปอร์' และลงแข่งในงาน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' นะ ถ้าบังคับเฟรมเกียร์ไม่ได้ก็จบเห่กันพอดี
มีแต่ต้องลุยเท่านั้นแหละ ฉันจะต้องมาสเตอร์วิชาควบคุมพลังเวทให้จงได้!
"เอาล่ะ! ต้องทำได้สิ! ทำให้ได้เลยคอยดู๊!"
"หนวกหูค่ะ!"
ปึ้ง! ริลิชาที่นอนเตียงล่างกระแทกพื้นเตียงฉันดังลั่น อุ๊ย ขอโทษที
◇ ◇ ◇
"ฮึ่ม... อึก กึก..."
ฉันพยายามควบคุมพลังเวทเพื่อหรี่ไฟที่ปลายนิ้วชี้ให้เล็กลง
แต่ไฟเจ้ากรรมที่ปลายนิ้วกลับลุกพรึ่บใหญ่เบ้อเริ่มอย่างกับ คบเพลิง(ไทมัตสึ) แล้วจู่ๆ ก็ดับวูบไปเฉยๆ พอจะจุดใหม่ก็ดันติดพรึ่บขึ้นมาอีก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
ตามที่อาจารย์สอนวิชา 'การควบคุมพลังเวท' บอก ปัญหาของฉันคือการปล่อยพลังเวทที่ไม่คงที่ เดี๋ยวมากเดี๋ยวน้อยเกินไป สิ่งแรกที่ต้องแก้คือต้องทำให้มันเสถียรให้ได้
ถ้าเป็นตอนเป็นนักผจญภัย แค่จะกำจัดศัตรูก็แค่ปล่อยพลังเวทเต็มสูบตูมเดียวจบ แต่ถ้าจะบังคับเฟรมเกียร์ให้ได้ดั่งใจ ฉันจำเป็นต้องจับจุดการควบคุมพลังเวทให้ได้ซะก่อน
อาจารย์บอกว่า การควบคุมในอุดมคติคือการจุดไฟเล็กๆ ขนาดเท่าไฟแช็กเวทมนตร์ไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วรักษาระดับมันไว้ให้ได้ตลอด ฉันก็เลยพยายามทำอยู่เนี่ย แต่ว่า...
"ไม่ไหวแล้วววว!"
พรึ่บ! ลูกไฟก้อนเบ้อเริ่มพุ่งพรวดออกจากปลายนิ้วจนฉันหงายหลังตึงลงไปนอนแผ่หรา
ตอนนี้ฉันอยู่บนดาดฟ้าของอาคารเรียนที่ 3 ท้องฟ้าเบื้องบนปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก
ดาดฟ้าของวิทยาลัยเปิดให้นักเรียนขึ้นมาใช้ได้ตามสบาย ช่วงพักเที่ยงก็มักจะมีคนมานั่งกินข้าวกล่องกันเยอะแยะ แต่ตอนนี้มีแค่ประปรายเท่านั้น
"มันเป็นยังไงกันนะ... แบบว่า จับจุดไม่ถูกเลย... เหมือนพยายามกำปลาไหลแล้วมันก็ลื่นปรื๊ดหลุดมือไป? หรือจะเหมือนตอนคีบเผือกต้มแล้วมันลื่นปรี๊ดกระเด็นหนีไปนะ... สรุปคือจับจุดไม่ถูกเลยอะ..."
"เปรียบเปรยได้แปลกดีนะ จะว่าเข้าใจก็เข้าใจ จะว่างงก็งง"
"เอ๊ะ?"
เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวและรีบลุกขึ้นนั่ง ก็พบกับท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่พร้อมกับโกเลมหมีสีเงินตัวน้อย
"อ๊ะ ท ท่านผู้อำนวยการคูน...!"
"แหม เรียกฉันว่ารุ่นพี่ไม่ได้เหรอ? ห่างเหินจังเลยนะ"
"ไม่เอาอ่ะค่ะ ขอร้องล่ะ..."
แหม ก็เล่นไม่ยอมบอกกันก่อนว่าเป็นถึงผู้อำนวยการ... ตอนงานปฐมนิเทศนี่เล่นเอาฉันช็อกแทบแย่เลยนะ!
"แล้วไง? ดูเหมือนจะกำลังฝึนควบคุมพลังเวทอยู่สินะ หรือว่ากะจะซ้อมลอดห่วงไฟกันล่ะ?"
"ฝึกควบคุมพลังเวทอยู่ต่างหากล่ะคะ..."
ถ้าเสกห่วงไฟได้ป่านนี้ฉันคงควบคุมพลังเวทได้เซียนไปแล้วล่ะค่า
"ดูท่าจะเจอปัญหาหนักอยู่นะ"
"ก็เรื่องควบคุมพลังเวทนี่มันไม่ค่อยเข้าใจเลยนี่คะ สรุปง่ายๆ ก็คือการกะปริมาณพลังที่จะปล่อยออกมาใช่ไหมล่ะคะ?"
"ก็นะ จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น แต่ถ้าให้พูดแบบรวบรัดก็คงจะประมาณนั้นแหละ"
"นี่ก็พยายามบีบพลังให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนะ แต่ไฟมันก็ยังออกมาใหญ่เบ้อเริ่มอยู่ดี พอพยายามบีบให้เล็กลงไปอีก มันก็ดันดับซะงั้น ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย..."
พอฉันบ่นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่านผู้อำนวยการคูนก็มองฉันพลางหัวเราะคิกคัก นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ!
"เป็นปัญหาคลาสสิกของคนที่มีพลังเวทเยอะนั่นแหละ ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยเป็นคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน"
"แล้วท่านผู้อำนวยการมีวิธีจำจังหวะการควบคุมพลังเวทได้ยังไงเหรอคะ?"
"จะบอกว่าจำได้มันก็... อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ท่านผู้อำนวยการพยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง เอ๊ะ? อะไรเหรอ?
"ปกติแล้วเธอไม่ค่อยได้ใช้เวทมนตร์สินะ?"
"เอ๊ะ? ...ก็ใช่มั้งคะ เพราะวิ่งเข้าไปอัดเลยมันเร็วกว่านี่นา"
สมัยเป็นนักผจญภัยก็เคยใช้อยู่บ้างแหละ แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ตอนสู้กับสไลม์หรือพวกสัตว์ประหลาดที่ตีไม่ค่อยเข้าเท่านั้นเอง
ที่เหลือก็แค่ตอนจุดไฟตั้งแคมป์ ไม่ก็เสกน้ำดื่ม อ้อ มีตอนใช้เวทรักษาแผลด้วย
"เข้าใจล่ะ เก็ตละ พาร่า รบกวนหน่อยนะ?"
พอท่านผู้อำนวยการพูดจบ โกเลมหมีพาร่าก็เอามือตบอกปุๆ เหมือนจะบอกว่า 'ไว้ใจได้เลย'
พาร่าเดินเตาะแตะอ้อมไปข้างหลังฉันที่กำลังนั่งแหมะอยู่บนดาดฟ้า แล้วเอามือทั้งสองข้างแปะเบาๆ ที่หลังฉัน
วินาทีต่อมา ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกดูดวูบ! ออกไปจากตัวฉัน เดี๋ยวสิ นี่มัน...!
"อยู่นิ่งๆ นะ ตอนนี้พาร่ากำลังดูดพลังเวทออกจากตัวเธออยู่"
"ว่าแล้วเชียว!?"
รู้สึกได้เลยว่าพลังเวทในตัวกำลังถูกสูบออกไปจากทางแผ่นหลังจนแทบจะเกลี้ยง การจะฝึกควบคุมพลังเวทมันก็ต้องมีพลังเวทสิ แล้วจะมาสูบออกไปทำไมล่ะเนี่ย!?
ระหว่างที่กำลังโวยวายอยู่ในใจ ร่างกายฉันก็เริ่มรู้สึกอ่อนระทวย อ๊ะ อาการแบบนี้เหมือนตอนที่พลังเวทหมดเพราะขับอคิลลีสเลยนี่นา แต่คราวนี้ยังพอมีสติตื่นอยู่ คงจะยังไม่ถึงขั้นหมดก๊อกซะทีเดียว...
"ดูเหมือนจะเสร็จแล้วนะ ขอบใจมากจ้ะ พาร่า"
นี่ คนที่ควรจะขอบคุณคือฉันต่างหากเล่า...! ร่างกายหนักอึ้งอย่างกับตะกั่วเลย... หัวก็หมุนติ้วๆ แถมยังคลื่นไส้อีกต่างหาก!? นี่มันอาการป่วยชัดๆ เลยนี่นา!
"อ เอ่อ ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะคะ...?"
"ตอนนี้พลังเวทในตัวเธอลดลงเหลือแค่ไม่ถึงหนึ่งในพันของปกติแล้ว ลองจุดไฟที่ปลายนิ้วเหมือนเมื่อกี้ดูอีกทีสิ"
ในสภาพแบบนี้เนี่ยนะ!? ใจร้ายเกินไปแล้ว! เอาก็เอาวะ! อยากให้ทำก็จัดให้!
ฉันพยายามรวบรวมพลังเวทที่เหลืออยู่น้อยนิดแล้วจุดไฟ พรึ่บ! ที่ปลายนิ้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้ออกมาเป็น คบเพลิง(ไทมัตสึ) ดวงเบ้อเริ่มเหมือนเมื่อกี้ กลับเป็นแค่เปลวไฟดวงเล็กจ้อยเหมือนไฟแช็กเท่านั้นเอง แถมยังไม่ยอมขยายใหญ่ขึ้นด้วย ก็แหงล่ะ พลังเวทเหลือน้อยขนาดนี้นี่นา...
............เอ๊ะ?
"ทำได้แล้ว..."
เปลวไฟดวงน้อยที่ปลายนิ้วไม่ขยายใหญ่ขึ้น และไม่ดับลง มันยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง เอ๊ะ? นี่แปลว่าฉันควบคุมพลังเวทได้แล้วเหรอ!?
"ทำไมล่ะ..."
"เพราะเธอมีพลังเวทเยอะเกินไป แถมยังไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลยไม่เคยเจอภาวะพลังเวทเหือดแห้งมาก่อนเลยใช่ไหมล่ะ? ที่สลบไปคราวก่อนนั่นคือครั้งแรกเลยใช่ไหม?"
"เอ่อ ค่ะ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ เธอไม่เคยรับรู้ถึง 'ความรู้สึกตอนที่ใช้พลังเวทน้อยที่สุด' ของตัวเองเลย ที่ผ่านมาเธอคิดว่าปล่อยพลังเวทออกมาน้อยแล้ว แต่จริงๆ มันยังเยอะเกินไป ฉันก็เลยตัดปัญหาที่ต้นลม โดยการลดระดับพลังเวทในตัวเธอลง เพื่อให้เธอไม่สามารถปล่อยพลังเวทออกมาทีละมากๆ ได้อีก"
อ้อ อย่างนี้นี่เอง... ในตอนที่พลังเวทเหลือน้อยแบบนี้ แค่รีดพลังเวทออกมาใช้ได้ก็เต็มกลืนแล้ว
เข้าใจแล้วล่ะ แบบนี้เองสินะถึงจะเรียกว่า 'ปล่อยพลังเวท'
ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า มาตรวัดระดับพลังเวทในตัวฉันที่เคยมีแค่ 10 ระดับ มันพุ่งขึ้นไปเป็น 1000 ระดับเลยล่ะ
แต่ก่อนถึงจะพยายามปล่อยพลังเวทออกมาแค่ระดับ 1 แต่มันก็ยังเยอะเกินไป แต่ตอนนี้ฉันสามารถแบ่งระดับความละเอียดได้ถึง 100 ระดับแล้ว
ถึงจะยังปรับแบบเป๊ะๆ ทีละระดับอย่าง 13 หรือ 14 ไม่ได้ แต่ถ้ากะเอาคร่าวๆ ก็น่าจะพอทำได้แล้วล่ะ
"ขอบคุณมากนะคะ! แบบนี้ฉันน่าจะฝึกควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแน่ๆ ค่ะ!"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก รีบดับไฟนั่นก่อนดีกว่า ไม่อยากสลบเพราะพลังเวทหมดอีกรอบใช่ไหมล่ะ?"
"หวาๆๆ!"
พอได้ยินคำเตือนของท่านผู้อำนวยการคูน ฉันก็รีบดับไฟที่ปลายนิ้วทันที ตอนนี้พลังเวทมันปริ่มๆ จะหมดก๊อกอยู่แล้ว ขืนใช้ต่อไปมีหวังได้สลบเหมือดไปอีกรอบแน่!
ฟู่ เกือบไปแล้ว ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วจู่ๆ ท่านผู้อำนวยการก็ยื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มบรรจุอยู่มาตรงหน้าฉัน เอ๊ะ? นี่มันอย่าบอกนะว่า...
ฉันเงยหน้ามองท่านผู้อำนวยการที่กำลังยิ้มแฉ่งด้วยความหวาดระแวง
"มานาโพชั่นของอาจารย์ฟลอร่าเหรอคะ...?"
"ไม่ใช่จ้ะ"
อ๊ะ ค่อยยังชั่ว โล่งอกไปที นึกว่าจะต้องโดนบังคับกินโพชั่นฟื้นฟูพลังเวทที่โคตรขมปี๋นั่นอีกแล้ว...
"ไฮมานาโพชั่นของอาจารย์ฟลอร่าจ้ะ"
"หนักกว่าเดิมอีก!?"
เดี๋ยวสิ มันไม่ควรจะแย่ลงสิ! อ๊ะ อย่านะ อย่าดึงจุกออก! เดี๋ยวฉันกินเอง! ฉันกินเอง!
ขอทำใจก่อนแล้วค่อยกิน! อึก!?
"อุกแหวะ!?"
ฝาด! ขม! ฝาดเฝื่อน! ถ้าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า 'รสชาติของความขมขื่น' ล่ะก็ มันต้องเป็นรสชาตินี้แหงๆ!
ฉันไม่ได้สลบเพราะพลังเวทเหือดแห้ง แต่สลบเพราะรสชาติของไอ้โพชั่นบ้านี่แหละ...
ลูกอม... ขอลูกอมหน่อย
.
"เฟรมเกียร์นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า 'เอเธอร์ลิควิด' ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างของมัน คล้ายกับเลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่ส่งพลังเวทไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของหุ่น ปกติแล้วมันจะส่งผ่านพลังเวทของคนขับไปยังระบบขับเคลื่อนต่างๆ เพื่อให้เฟรมเกียร์ขยับได้ แต่หากปล่อยพลังเวทที่เกินขีดจำกัดความทนทานของหุ่นเข้าไปรวดเดียว ก็จะทำให้เกิดอาการโอเวอร์โหลด และระบบทั้งหมดจะถูกสั่งชัตดาวน์หรือหยุดทำงานฉุกเฉินทันที นี่คือระบบป้องกันไม่ให้เกิดอาการ 'พลังงานทะลักจนหุ่นระเบิด(เดสทรัคชั่น)' น่ะค่ะ"
"ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่รู้ว่าเป็นความผิดฉันเอง"
การฝึกขับเฟรมเกียร์ครั้งแรกของฉัน จบลงแบบค้างๆ คาๆ เพราะจู่ๆ หุ่นก็ดับไปดื้อๆ
ลาล่าอุตส่าห์มาอธิบายให้ฟังอีกรอบ แต่ดูเหมือนต้นเหตุจะมาจากฉันเองนี่แหละ
"แต่ว่านะ ปกติแล้วต่อให้ขับหุ่นยังไงก็ไม่น่าจะเกิดโอเวอร์โหลดได้ง่ายๆ หรอกนะคะ... หรือว่าคุณเนโรจะมีพลังเวทเยอะเกินไป..."
"อืมม... อาจารย์ก็เคยด่าว่าเป็น 'ไอ้บ้าพลังเวท' อยู่เหมือนกัน..."
"บ้าพลังเวท..."
ลาล่ามองฉันด้วยสายตาเอือมระอาราวกับมองของประหลาด
"เอาจริงๆ นะ เลือกไลท์นิ่งเฟรมมาเนี่ย ไม่คิดว่าเลือกผิดไปหน่อยเหรอ? ถ้าเลือกมิสติกเฟรมล่ะก็ น่าจะใช้ประโยชน์จากพลังเวทมหาศาลนั่นได้มากกว่าแท้ๆ"
เชรี่มองฉันด้วยสายตาที่แสดงออกชัดเจนว่า 'ไม่เข้าใจหล่อนเลยจริงๆ'
"ไม่ได้จะอวดหรอกนะ แต่ฉันใช้ได้แค่เวทระดับต้น แถมยังควบคุมปริมาณพลังเวทไม่ค่อยเก่งด้วย ขืนให้ขับหุ่นไปด้วยใช้เวทไปด้วย มีหวังได้ระเบิดตัวเองตายพอดี"
"ระเบิดตัวเอง... ก็นะ ถ้าควบคุมพลังเวทที่จะส่งเข้าไปไม่ได้ ก็มีโอกาสที่จะระเบิดคามือได้เหมือนกันสินะคะ..."
ริลิชามองฉันด้วยสายตาที่แสดงออกว่า 'เข้าใจละ'
"สรุปก็คือ เพราะเธอปล่อยพลังเวทเต็มสูบตลอดเวลา หุ่นมันก็เลยรับไม่ไหวใช่ไหมล่ะ? ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังเวทแล้วล่ะ"
พอแคโรสรุปแบบนั้น ทุกคนก็พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยพร้อมเพรียงกัน ตัวฉันเองก็รู้อยู่หรอกน่า!
"เนโรต้องลงเรียนวิชา 'การควบคุมพลังเวท' แล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ ขืนยังบังคับหุ่นไม่ได้เรื่องแบบนี้..."
"ถ้าเป็นหุ่นสายซุ่มยิงระยะไกล ถึงจะขยับไม่ได้ก็อาจจะพอถูไถไปได้มั้ง?"
"แต่การซุ่มยิงมันต้องใช้การควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าอีกนะคะ? แบบนั้นพลังเวทมหาศาลก็ไร้ค่าอยู่ดีแหละค่ะ"
หนอยยย...! พากันรุมสับฉันซะเละเลยนะ...!
คืนนั้นฉันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันด้วยความหงุดหงิด
แต่ที่ทุกคนพูดมันก็ถูก ถ้าฉันไม่เรียนรู้วิธีควบคุมพลังเวทและปรับปริมาณการใช้ให้ได้ ก็คงเอาไปสู้จริงไม่ได้หรอก
ต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่การ 【ประลองดารา】 จะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า... ไม่งั้นอย่างแย่ที่สุดฉันอาจจะใช้ได้แค่อาร์มเกียร์ไปตลอด
ถึงจะใช้แค่อาร์มเกียร์ก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ แต่เป้าหมายของฉันคือการเป็น 'ทรูปเปอร์' และลงแข่งในงาน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' นะ ถ้าบังคับเฟรมเกียร์ไม่ได้ก็จบเห่กันพอดี
มีแต่ต้องลุยเท่านั้นแหละ ฉันจะต้องมาสเตอร์วิชาควบคุมพลังเวทให้จงได้!
"เอาล่ะ! ต้องทำได้สิ! ทำให้ได้เลยคอยดู๊!"
"หนวกหูค่ะ!"
ปึ้ง! ริลิชาที่นอนเตียงล่างกระแทกพื้นเตียงฉันดังลั่น อุ๊ย ขอโทษที
◇ ◇ ◇
"ฮึ่ม... อึก กึก..."
ฉันพยายามควบคุมพลังเวทเพื่อหรี่ไฟที่ปลายนิ้วชี้ให้เล็กลง
แต่ไฟเจ้ากรรมที่ปลายนิ้วกลับลุกพรึ่บใหญ่เบ้อเริ่มอย่างกับ คบเพลิง(ไทมัตสึ) แล้วจู่ๆ ก็ดับวูบไปเฉยๆ พอจะจุดใหม่ก็ดันติดพรึ่บขึ้นมาอีก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
ตามที่อาจารย์สอนวิชา 'การควบคุมพลังเวท' บอก ปัญหาของฉันคือการปล่อยพลังเวทที่ไม่คงที่ เดี๋ยวมากเดี๋ยวน้อยเกินไป สิ่งแรกที่ต้องแก้คือต้องทำให้มันเสถียรให้ได้
ถ้าเป็นตอนเป็นนักผจญภัย แค่จะกำจัดศัตรูก็แค่ปล่อยพลังเวทเต็มสูบตูมเดียวจบ แต่ถ้าจะบังคับเฟรมเกียร์ให้ได้ดั่งใจ ฉันจำเป็นต้องจับจุดการควบคุมพลังเวทให้ได้ซะก่อน
อาจารย์บอกว่า การควบคุมในอุดมคติคือการจุดไฟเล็กๆ ขนาดเท่าไฟแช็กเวทมนตร์ไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วรักษาระดับมันไว้ให้ได้ตลอด ฉันก็เลยพยายามทำอยู่เนี่ย แต่ว่า...
"ไม่ไหวแล้วววว!"
พรึ่บ! ลูกไฟก้อนเบ้อเริ่มพุ่งพรวดออกจากปลายนิ้วจนฉันหงายหลังตึงลงไปนอนแผ่หรา
ตอนนี้ฉันอยู่บนดาดฟ้าของอาคารเรียนที่ 3 ท้องฟ้าเบื้องบนปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก
ดาดฟ้าของวิทยาลัยเปิดให้นักเรียนขึ้นมาใช้ได้ตามสบาย ช่วงพักเที่ยงก็มักจะมีคนมานั่งกินข้าวกล่องกันเยอะแยะ แต่ตอนนี้มีแค่ประปรายเท่านั้น
"มันเป็นยังไงกันนะ... แบบว่า จับจุดไม่ถูกเลย... เหมือนพยายามกำปลาไหลแล้วมันก็ลื่นปรื๊ดหลุดมือไป? หรือจะเหมือนตอนคีบเผือกต้มแล้วมันลื่นปรี๊ดกระเด็นหนีไปนะ... สรุปคือจับจุดไม่ถูกเลยอะ..."
"เปรียบเปรยได้แปลกดีนะ จะว่าเข้าใจก็เข้าใจ จะว่างงก็งง"
"เอ๊ะ?"
เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวและรีบลุกขึ้นนั่ง ก็พบกับท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่พร้อมกับโกเลมหมีสีเงินตัวน้อย
"อ๊ะ ท ท่านผู้อำนวยการคูน...!"
"แหม เรียกฉันว่ารุ่นพี่ไม่ได้เหรอ? ห่างเหินจังเลยนะ"
"ไม่เอาอ่ะค่ะ ขอร้องล่ะ..."
แหม ก็เล่นไม่ยอมบอกกันก่อนว่าเป็นถึงผู้อำนวยการ... ตอนงานปฐมนิเทศนี่เล่นเอาฉันช็อกแทบแย่เลยนะ!
"แล้วไง? ดูเหมือนจะกำลังฝึนควบคุมพลังเวทอยู่สินะ หรือว่ากะจะซ้อมลอดห่วงไฟกันล่ะ?"
"ฝึกควบคุมพลังเวทอยู่ต่างหากล่ะคะ..."
ถ้าเสกห่วงไฟได้ป่านนี้ฉันคงควบคุมพลังเวทได้เซียนไปแล้วล่ะค่า
"ดูท่าจะเจอปัญหาหนักอยู่นะ"
"ก็เรื่องควบคุมพลังเวทนี่มันไม่ค่อยเข้าใจเลยนี่คะ สรุปง่ายๆ ก็คือการกะปริมาณพลังที่จะปล่อยออกมาใช่ไหมล่ะคะ?"
"ก็นะ จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น แต่ถ้าให้พูดแบบรวบรัดก็คงจะประมาณนั้นแหละ"
"นี่ก็พยายามบีบพลังให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนะ แต่ไฟมันก็ยังออกมาใหญ่เบ้อเริ่มอยู่ดี พอพยายามบีบให้เล็กลงไปอีก มันก็ดันดับซะงั้น ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย..."
พอฉันบ่นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่านผู้อำนวยการคูนก็มองฉันพลางหัวเราะคิกคัก นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ!
"เป็นปัญหาคลาสสิกของคนที่มีพลังเวทเยอะนั่นแหละ ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยเป็นคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน"
"แล้วท่านผู้อำนวยการมีวิธีจำจังหวะการควบคุมพลังเวทได้ยังไงเหรอคะ?"
"จะบอกว่าจำได้มันก็... อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ท่านผู้อำนวยการพยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง เอ๊ะ? อะไรเหรอ?
"ปกติแล้วเธอไม่ค่อยได้ใช้เวทมนตร์สินะ?"
"เอ๊ะ? ...ก็ใช่มั้งคะ เพราะวิ่งเข้าไปอัดเลยมันเร็วกว่านี่นา"
สมัยเป็นนักผจญภัยก็เคยใช้อยู่บ้างแหละ แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ตอนสู้กับสไลม์หรือพวกสัตว์ประหลาดที่ตีไม่ค่อยเข้าเท่านั้นเอง
ที่เหลือก็แค่ตอนจุดไฟตั้งแคมป์ ไม่ก็เสกน้ำดื่ม อ้อ มีตอนใช้เวทรักษาแผลด้วย
"เข้าใจล่ะ เก็ตละ พาร่า รบกวนหน่อยนะ?"
พอท่านผู้อำนวยการพูดจบ โกเลมหมีพาร่าก็เอามือตบอกปุๆ เหมือนจะบอกว่า 'ไว้ใจได้เลย'
พาร่าเดินเตาะแตะอ้อมไปข้างหลังฉันที่กำลังนั่งแหมะอยู่บนดาดฟ้า แล้วเอามือทั้งสองข้างแปะเบาๆ ที่หลังฉัน
วินาทีต่อมา ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกดูดวูบ! ออกไปจากตัวฉัน เดี๋ยวสิ นี่มัน...!
"อยู่นิ่งๆ นะ ตอนนี้พาร่ากำลังดูดพลังเวทออกจากตัวเธออยู่"
"ว่าแล้วเชียว!?"
รู้สึกได้เลยว่าพลังเวทในตัวกำลังถูกสูบออกไปจากทางแผ่นหลังจนแทบจะเกลี้ยง การจะฝึกควบคุมพลังเวทมันก็ต้องมีพลังเวทสิ แล้วจะมาสูบออกไปทำไมล่ะเนี่ย!?
ระหว่างที่กำลังโวยวายอยู่ในใจ ร่างกายฉันก็เริ่มรู้สึกอ่อนระทวย อ๊ะ อาการแบบนี้เหมือนตอนที่พลังเวทหมดเพราะขับอคิลลีสเลยนี่นา แต่คราวนี้ยังพอมีสติตื่นอยู่ คงจะยังไม่ถึงขั้นหมดก๊อกซะทีเดียว...
"ดูเหมือนจะเสร็จแล้วนะ ขอบใจมากจ้ะ พาร่า"
นี่ คนที่ควรจะขอบคุณคือฉันต่างหากเล่า...! ร่างกายหนักอึ้งอย่างกับตะกั่วเลย... หัวก็หมุนติ้วๆ แถมยังคลื่นไส้อีกต่างหาก!? นี่มันอาการป่วยชัดๆ เลยนี่นา!
"อ เอ่อ ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะคะ...?"
"ตอนนี้พลังเวทในตัวเธอลดลงเหลือแค่ไม่ถึงหนึ่งในพันของปกติแล้ว ลองจุดไฟที่ปลายนิ้วเหมือนเมื่อกี้ดูอีกทีสิ"
ในสภาพแบบนี้เนี่ยนะ!? ใจร้ายเกินไปแล้ว! เอาก็เอาวะ! อยากให้ทำก็จัดให้!
ฉันพยายามรวบรวมพลังเวทที่เหลืออยู่น้อยนิดแล้วจุดไฟ พรึ่บ! ที่ปลายนิ้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้ออกมาเป็น คบเพลิง(ไทมัตสึ) ดวงเบ้อเริ่มเหมือนเมื่อกี้ กลับเป็นแค่เปลวไฟดวงเล็กจ้อยเหมือนไฟแช็กเท่านั้นเอง แถมยังไม่ยอมขยายใหญ่ขึ้นด้วย ก็แหงล่ะ พลังเวทเหลือน้อยขนาดนี้นี่นา...
............เอ๊ะ?
"ทำได้แล้ว..."
เปลวไฟดวงน้อยที่ปลายนิ้วไม่ขยายใหญ่ขึ้น และไม่ดับลง มันยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง เอ๊ะ? นี่แปลว่าฉันควบคุมพลังเวทได้แล้วเหรอ!?
"ทำไมล่ะ..."
"เพราะเธอมีพลังเวทเยอะเกินไป แถมยังไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลยไม่เคยเจอภาวะพลังเวทเหือดแห้งมาก่อนเลยใช่ไหมล่ะ? ที่สลบไปคราวก่อนนั่นคือครั้งแรกเลยใช่ไหม?"
"เอ่อ ค่ะ"
"พูดง่ายๆ ก็คือ เธอไม่เคยรับรู้ถึง 'ความรู้สึกตอนที่ใช้พลังเวทน้อยที่สุด' ของตัวเองเลย ที่ผ่านมาเธอคิดว่าปล่อยพลังเวทออกมาน้อยแล้ว แต่จริงๆ มันยังเยอะเกินไป ฉันก็เลยตัดปัญหาที่ต้นลม โดยการลดระดับพลังเวทในตัวเธอลง เพื่อให้เธอไม่สามารถปล่อยพลังเวทออกมาทีละมากๆ ได้อีก"
อ้อ อย่างนี้นี่เอง... ในตอนที่พลังเวทเหลือน้อยแบบนี้ แค่รีดพลังเวทออกมาใช้ได้ก็เต็มกลืนแล้ว
เข้าใจแล้วล่ะ แบบนี้เองสินะถึงจะเรียกว่า 'ปล่อยพลังเวท'
ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า มาตรวัดระดับพลังเวทในตัวฉันที่เคยมีแค่ 10 ระดับ มันพุ่งขึ้นไปเป็น 1000 ระดับเลยล่ะ
แต่ก่อนถึงจะพยายามปล่อยพลังเวทออกมาแค่ระดับ 1 แต่มันก็ยังเยอะเกินไป แต่ตอนนี้ฉันสามารถแบ่งระดับความละเอียดได้ถึง 100 ระดับแล้ว
ถึงจะยังปรับแบบเป๊ะๆ ทีละระดับอย่าง 13 หรือ 14 ไม่ได้ แต่ถ้ากะเอาคร่าวๆ ก็น่าจะพอทำได้แล้วล่ะ
"ขอบคุณมากนะคะ! แบบนี้ฉันน่าจะฝึกควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแน่ๆ ค่ะ!"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก รีบดับไฟนั่นก่อนดีกว่า ไม่อยากสลบเพราะพลังเวทหมดอีกรอบใช่ไหมล่ะ?"
"หวาๆๆ!"
พอได้ยินคำเตือนของท่านผู้อำนวยการคูน ฉันก็รีบดับไฟที่ปลายนิ้วทันที ตอนนี้พลังเวทมันปริ่มๆ จะหมดก๊อกอยู่แล้ว ขืนใช้ต่อไปมีหวังได้สลบเหมือดไปอีกรอบแน่!
ฟู่ เกือบไปแล้ว ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วจู่ๆ ท่านผู้อำนวยการก็ยื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มบรรจุอยู่มาตรงหน้าฉัน เอ๊ะ? นี่มันอย่าบอกนะว่า...
ฉันเงยหน้ามองท่านผู้อำนวยการที่กำลังยิ้มแฉ่งด้วยความหวาดระแวง
"มานาโพชั่นของอาจารย์ฟลอร่าเหรอคะ...?"
"ไม่ใช่จ้ะ"
อ๊ะ ค่อยยังชั่ว โล่งอกไปที นึกว่าจะต้องโดนบังคับกินโพชั่นฟื้นฟูพลังเวทที่โคตรขมปี๋นั่นอีกแล้ว...
"ไฮมานาโพชั่นของอาจารย์ฟลอร่าจ้ะ"
"หนักกว่าเดิมอีก!?"
เดี๋ยวสิ มันไม่ควรจะแย่ลงสิ! อ๊ะ อย่านะ อย่าดึงจุกออก! เดี๋ยวฉันกินเอง! ฉันกินเอง!
ขอทำใจก่อนแล้วค่อยกิน! อึก!?
"อุกแหวะ!?"
ฝาด! ขม! ฝาดเฝื่อน! ถ้าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า 'รสชาติของความขมขื่น' ล่ะก็ มันต้องเป็นรสชาตินี้แหงๆ!
ฉันไม่ได้สลบเพราะพลังเวทเหือดแห้ง แต่สลบเพราะรสชาติของไอ้โพชั่นบ้านี่แหละ...
ลูกอม... ขอลูกอมหน่อย
019 ดอสคอย! อาร์มเกียร์
.
ต้องขอบคุณท่านผู้อำนวยการที่ทำให้ฉันเริ่มควบคุมพลังเวทได้บ้างแล้ว แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า 'ทำได้' กับ 'ใช้จนคล่อง' มันเป็นคนละเรื่องกันเลย
ถ้าแค่นั่งเฉยๆ แล้วจุดไฟแช็กที่ปลายนิ้วอ่ะ ทำได้สบายมาก
แต่ถ้าลองลุกขึ้นยืน เดิน วิ่ง หรือแอบเผลอคิดว่า 'เย็นนี้กินอะไรดีนะ?' จนสมาธิหลุดล่ะก็ ไฟดวงน้อยๆ นั่นก็จะพรึ่บ! ลุกโชนขึ้นมาทันทีเลย
ท่านผู้อำนวยการบอกว่า 'ต้องรักษาระดับพลังเวทไว้ให้ได้แม้แต่ตอนที่ไม่ได้จดจ่อ ถึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าควบคุมพลังเวทได้เชี่ยวชาญแล้ว' โหย เข้มงวดชะมัด
พวกที่มีพลังเวทน้อยก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการฝึกอะไรแบบนี้หรอก พอนึกว่ามีแค่ฉันที่ต้องมาทนลำบากอยู่คนเดียว มันก็น่าหงุดหงิดเหมือนกันนะ
"เป็นปัญหาที่น่าอิจฉาจังเลยนะจ๊ะ ยิ่งมีพลังเวทเยอะก็ยิ่งทำอะไรได้เยอะ ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ"
"นั่นสิ ถ้ามีพลังเวทมหาศาลขนาดนั้นแถมยังควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ บางทีอาจจะสามารถควบคุม ดาบบินได้ทีละหลายๆ เล่มเลยก็ได้นะ ขนาด 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ยังได้ยินมาว่าแค่ควบคุม ดาบบินสองเล่มก็เต็มกลืนแล้วนะ"
ระหว่างที่ฉันกำลังบ่นอุบตอนกินข้าวเช้า เชรี่กับแคโรก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ดาบบิน เหรอ... น่าสนแฮะ
"ในวิทยาลัยนี้มีคนใช้ ดาบบินเยอะไหม?"
"ไม่น่าจะเยอะนะ น่าจะไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำมั้ง? แถมส่วนใหญ่ก็ควบคุมได้แค่เล่มเดียวด้วย มีแต่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ล่ะมั้งที่เห็นว่าใช้ ดาบบินได้ถึงเจ็ดเล่ม..."
"【แม่มดวายุสีคราม】?"
"เป็นฉายาของชารอน พาเรเลียส อันดับสามน่ะ เธอใช้มิสติกเฟรมสีฟ้า แล้วก็ควบคุม ดาบบินเจ็ดเล่มฟาดฟันศัตรูเหมือนพายุหมุนเลยล่ะ ก็เลยได้ฉายานี้มา"
อันดับสามเป็นผู้ใช้ ดาบบินสินะ เป็นเพราะใช้มิสติกเฟรมที่โดดเด่นด้านเวทมนตร์หรือว่าเป็นเพราะฝีมือของเธอเองกันแน่นะ? ถ้าฉันฝึกควบคุมพลังเวทจนคล่องแล้ว จะสามารถควบคุม ดาบบินได้ทีละหลายๆ เล่มบ้างไหมนะ?
"จะว่าไป วิชาต่อไปคือการฝึกปฏิบัติอาร์มเกียร์นี่นา ในที่สุดก็จะได้ลองสู้จริงสักที"
"ในที่สุดนะ ฉันก็เข้าใจแหละว่าต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย แต่ให้ฝึกแต่พื้นฐานซ้ำๆ มันก็น่าเบื่อเหมือนกัน"
พอเชรี่พูดแบบนั้น แคโรกับริลิชาก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเธอเป็นขุนนางชั้นสูง คงจะเคยขับอาร์มเกียร์มาตั้งแต่เด็กแล้วสินะ
ถ้าเป็นการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ คนที่มีประสบการณ์ย่อมได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว ถึงฉันจะเริ่มชินกับการควบคุมหุ่นแล้วก็เถอะ แต่ก็ยังไม่เคยใช้สู้จริงเลยสักครั้ง
"ทุกคนเคยสู้ด้วยอาร์มเกียร์มาก่อนไหม?"
"ฉันกับเชรี่เคยนะ เคยสู้กันเองด้วย บ้านเราอยู่ใกล้กันน่ะ"
"ดิฉันก็เคยค่ะ เคยให้อัศวินในปราสาทเอลฟ์ราวช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ค่ะ"
ทุกคนเคยผ่านการต่อสู้มาแล้วทั้งนั้นเลย มีแต่ฉันที่ตามหลังเพื่อนแฮะ
"ไม่น่าจะห่างกันขนาดนั้นหรอกมั้ง เฟรมเกียร์อาจจะมีเรื่องความแตกต่างของสเปคเครื่องมาเกี่ยว แต่อาร์มเกียร์น่ะหลักๆ มันวัดกันที่เซนส์การต่อสู้ล้วนๆ เลยนะ เนโรที่เคยเป็นนักผจญภัยมาตั้งแต่เด็กๆ น่าจะสู้ได้สบายๆ อยู่แล้วล่ะ"
แคโรพูดปลอบใจระหว่างที่เราเปลี่ยนเป็นชุดพละแล้วเดินไปที่สนามฝึก
ที่นั่นไม่ได้มีแค่อาร์มเกียร์รุ่นปู่บุโรทั่งเหมือนคราวก่อน แต่มีอาร์มเกียร์รุ่นใหม่เอี่ยมตั้งเรียงรายอยู่
มีทั้งหมดสิบสองเครื่อง ที่ไหล่และหน้าอกมีหมายเลขกำกับไว้ ดูสมกับเป็นหุ่นสำหรับใช้ฝึกซ้อมดีจัง
นักเรียนคนอื่นๆ ก็ดูจะตื่นเต้นกับอาร์มเกียร์รุ่นใหม่เหมือนกัน พากันไปยืนมุงดูและลูบๆ คลำๆ ระหว่างรออาจารย์มา
นักเรียนที่ลงเรียนวิชานี้มีประมาณแปดสิบกว่าคน น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนปีหนึ่งเลยล่ะมั้ง? ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสามัญชน
ส่วนพวกลูกขุนนางอย่างแคโรก็คงเคยฝึกพื้นฐานพวกนี้มาหมดแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องรีบมาลงเรียนวิชานี้ก็ได้ ที่พวกเธอมาเรียนพร้อมกับฉันเนี่ยแหละที่แปลก
"ไม่เอาน่า อาร์มเกียร์รุ่นใหม่ไม่ได้มีมาให้ลองขับกันบ่อยๆ หรอกนะ ขืนพลาดไปก็เสียดายแย่สิ"
"ขนาดนั้นเลย?"
"แน่นอนสิคะ! ถ้าเป็นเด็กที่อยากเป็น 'ไมสเตอร์' ล่ะก็ ต้องไม่พลาดวิชานี้เด็ดขาดเลยล่ะค่ะ!"
"อุ๊ย... ลาล่าก็อยู่ด้วยแฮะ..."
ลาล่ามายืนหายใจฟึดฟัดอยู่ข้างหลังฉันกับแคโรตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สรุปว่าไม่ได้มาเรียนหรอก แต่มาดูอาร์มเกียร์สินะ...
"นี่มันหุ่นรุ่นใหม่ 'เทิร์ปสิคอเร่' (Terpsichore) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นระดับตำนานอย่าง 'คัลลิโอเป' (Calliope) ของบริษัท 'มูซา อินดัสทรี' (Musa Industry) เลยนะคะ! เคยได้ยินข่าวลือมาเหมือนกัน แต่ไม่นึกเลยว่าทางวิทยาลัยจะเอามาใช้จริงๆ! อ๊าาา ได้ลองขับหุ่นตัวนี้เนี่ย ช่างเป็นบุญแท้ๆ! ดูรูปร่างอันงดงามนั่นสิคะ...! แค่เห็นก็อิ่มไปสามวันแปดวันแล้วค่ะ!"
"ไม่เข้าใจความหมายเลยแฮะ"
ทำไมเห็นอาร์มเกียร์แล้วต้องอิ่มด้วยล่ะ ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือไง?
นึกว่าลาล่าจะแปลกอยู่คนเดียว พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นมีนักเรียนอีกหลายคนที่ทำตาเป็นประกายแล้วยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายรูปแชะๆๆ กันใหญ่ พวกเดียวกันสินะ... เด็กพวกนี้ก็อยากเป็น 'ไมสเตอร์' เหมือนกันเหรอเนี่ย?
"เอาล่ะ ทุกคน เข้าแถวได้~ จะเริ่มเรียนแล้วนะ~"
อ๊ะ อาจารย์มาแล้ว อาจารย์ประจำวิชานี้คืออาจารย์เฟลีย พาราเรม เผ่ามนุษย์มังกรนั่นเอง เผ่ามนุษย์มังกรเป็นเผ่าพันธุ์นักรบที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางทิศใต้ เรื่องการต่อสู้ด้วยมือเปล่านี่โหดสุดๆ ไปเลยล่ะ สมัยก่อนฉันเคยเห็นนักผจญภัยเผ่ามนุษย์มังกรสู้ด้วยนะ ต่อยโกเลมหินหมัดเดียวแหลกเลย
เชรี่บอกว่าอาจารย์เฟลียเองก็เคยลงแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' เหมือนกับอาจารย์โซฟีด้วย
"วันนี้เราจะมาลองสู้จำลองด้วยหุ่นพวกนี้กัน แต่จะให้พวกเธอมาต่อยกันดื้อๆ เลยก็คงจะยากไปหน่อย เอาเป็นว่าเราจะมาแข่ง 'ซูโม่' กันดีกว่า จะได้เข้าใจง่ายๆ"
"เอ๊ะ?"
ซูโม่? ซูโม่ที่เป็นศิลปะการต่อสู้ของอีเชน... น่ะเหรอ?
ระหว่างที่พวกเรากำลังงง อาจารย์เฟลียก็อธิบายกติกาซูโม่ให้ฟัง
กติกาคือให้สู้กันในวงกลมที่ขีดด้วยชอล์ก ใครถูกดันออกนอกวงก่อนแพ้ หรือถ้าส่วนอื่นนอกจากฝ่าเท้าแตะพื้นก็แพ้เหมือนกัน แล้วก็มีกฎห้ามต่อย ห้ามเตะ และกฎยิบย่อยอีกนิดหน่อย
สรุปก็คือแค่ดันคู่ต่อสู้ออกนอกวงให้ได้ก็พอสินะ แบบนี้ก็วัดกันที่พลังล้วนๆ เลยสิ?
"โดยหลักการแล้ว หุ่นพวกนี้ถูกติดตั้งลิมิตเตอร์เอาไว้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะขับ พลังที่ออกมาก็เท่ากันหมด เพราะฉะนั้น ตัวตัดสินแพ้ชนะก็คือเทคนิคการบังคับหุ่นของพวกเธอนั่นแหละ ต้องอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ แล้วบังคับหุ่นของตัวเองให้เอาชนะให้ได้ ถ้าเข้าใจเทคนิคการบังคับแล้ว จะรู้เลยว่ามันลึกซึ้งกว่าที่คิดเยอะ"
อาจารย์เฟลียพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่มันจะจริงเหรอ?
อาจารย์แบ่งสนามออกเป็นสามวง แล้วก็เริ่มการแข่งขัน
ให้ลงสนามวงละสี่เครื่อง สองเครื่องสู้กัน อีกสองเครื่องวอร์มอัพรอเป็นคู่ต่อไป
คนที่ยังไม่ถึงคิวก็ยืนดูไปก่อน
พอดูไปดูมา ซูโม่อาร์มเกียร์ก็สนุกกว่าที่คิดแฮะ
ถ้าเข้าประชิดตัวกันแล้ว เนื่องจากพลังเท่ากัน ก็จะกลายเป็นการดันกันไปมาเพื่อหยั่งเชิง จากนั้นก็ต้องหาวิธีพลิกแพลงเพื่อล้มคู่ต่อสู้ แค่ดูก็ได้เทคนิคมาเพียบเลย
ส่วนใหญ่จะใช้วิธีขัดขาให้ล้ม ไม่ก็แกล้งผ่อนแรงให้อีกฝ่ายเสียหลักแล้วจับทุ่ม
แต่ที่ทำเอาฉันอึ้งไปเลยก็คือ มีนักเรียนคนนึงใช้สันมือกระแทกรัวๆ จนดันคู่ต่อสู้ออกนอกวงไปได้
เห็นว่าเป็นนักเรียนจากอีเชน ท่าที่ใช้เรียกว่า 'ซัปปาริ' เป็นท่าซูโม่แบบดั้งเดิมเลยนะ อ้อ ถ้าไม่กำหมัดชกก็ไม่ผิดกติกาสินะ
"อ๊ะ ถึงตาเชรี่แล้ว"
แคโรกับริลิชาถูกจัดไปอยู่วงอื่น แต่เชรี่อยู่สนามเดียวกับฉัน
เชรี่ขับหุ่นหมายเลข '7' สู้กับหุ่นหมายเลข '8'
พอเริ่มแข่ง เบอร์ 8 ก็พุ่งเข้าชาร์จแบบเอาไหล่กระแทกทันที เชรี่เบี่ยงตัวหลบอย่างสวยงามแล้วยื่นเท้าไปขัด ทำให้คู่ต่อสู้หน้าคะมำล้มตึงไปเลย โธ่เอ๊ย วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบนั้นก็เสร็จสิ เชรี่นี่โชคดีจังแฮะ
ดูไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงตาฉันแล้ว ฉันขึ้นไปนั่งบนเครื่องหมายเลข '6' แล้วเริ่มเช็กระบบ
ลองย่อตัว กระโดด บิดเอว หมุนตัว เพื่อเช็กระยะการขยับ อืม ไม่มีปัญหา
พอคู่ก่อนหน้าแข่งเสร็จ ฉันก็บังคับหุ่นเดินเข้าไปในวง คู่แข่งของฉันคือเบอร์ 5 ถ้าขืนพุ่งเข้าไปชนดื้อๆ อาจจะโดนสวนร่วงแบบคู่เชรี่ก็ได้ งั้นขอดูกระบวนท่าก่อนละกัน
"ฮักเคโยย นกตตะ!" (คำพูดกรรมการเริ่มแข่งซูโม่)
สิ้นเสียงให้สัญญาณของอาจารย์เฟลีย ฉันก็ก้าวเข้าไปประชิดคู่ต่อสู้ เสียงโลหะปะทะกันดังลั่น เราสองคนกำลังดันกันไปมา
อึก... โดนดันมาทางด้านข้างแฮะ แต่ฉันก็ฝืนเกร็งขาต้านไว้ เพราะพลังมันเท่ากัน เลยยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ อยากจะซัดบอดี้โบลว์สักหมัดแล้วถอยออกมาตั้งหลักจัง แต่ขืนต่อยก็ฟาวล์พอดี
อ๊ะ แต่ถ้าใช้สันมือกระแทกก็ไม่ผิดกติกานี่นา
ฉันแอบละมือข้างหนึ่งออกจากเครื่องของคู่ต่อสู้นิดนึง แล้วรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' (気) ไปที่มือนั้น
ถีบเท้าหลังยันพื้นสุดแรง ส่งพลังจากพื้นผ่านร่างกาย ไปรวมกับพลังเวทและปราณที่มือ แล้วกระแทกสันมือออกไปเต็มเหนี่ยว
เปรี้ยง! เสียงกระแทกดังสนั่น เครื่องของคู่ต่อสู้กระเด็นปลิวไปเลย
แต่ก็กระเด็นไปได้แค่สองเมตรเองนะ อืมมม... พอเป็นอาร์มเกียร์แล้ว พลังทำลายมันลดลงไปเยอะเลยแฮะ ถ้าเป็นร่างกายฉันเองคงกระเด็นไกลกว่านี้แน่
"น นั่นมัน 'พลังปราณ' (Touki-hou) ...!"
"เอ๊ะ?"
เสียงพึมพำเบาๆ ดังขึ้น พอฉันหันไปมอง ก็เห็นอาจารย์เฟลียยืนทำหน้าอึ้งอยู่
"ซิลลูเอสก้า นี่เธอใช้ 'พลังปราณ' ได้ด้วยเหรอ!? ไปเรียนมาจากใคร!?"
"เอ๊ะ? เอ่อออ... ก็พวกคนเพี้ยนๆ แถวบ้าน... นักผจญภัยน่ะค่ะ?"
อาจารย์เฟลียรู้จัก 'พลังปราณ' ด้วยเหรอ อ๊ะ จะว่าไป วิชา 'ฮักเคย์' (การส่งแรงกระแทกจากภายใน) ที่พวกเผ่ามนุษย์มังกรใช้ก็คล้ายๆ กันนี่นา? เหมือนอาจารย์ฉันก็เคยบอกไว้อย่างนั้นแหละ
"อ อาจารย์คะ... ตัวถังมันยุบจนเปิดฝาครอบไม่ได้แล้วค่ะ..."
เสียงนักเรียนที่เป็นคู่แข่งฉันดังมาจากอาร์มเกียร์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่ พอหันไปมอง ก็เห็นว่าเกราะช่วงสีข้างยุบลงไปเป็นรอยบุ๋มขนาดใหญ่ จนทำให้ฝาครอบด้านหน้าบิดเบี้ยวเปิดไม่ออก แย่ล่ะสิ ฉันกะแรงผิดไปหน่อยเหรอเนี่ย...?
ฉันรีบลงจากหุ่น แล้ววิ่งไปดูเบอร์ 5 ที่นอนอยู่ เอามืองัดฝาครอบไว้
"【บูสต์】... ฮึบ"
แกร๊ก... กึก... ฉันออกแรงงัดฝาครอบที่บิดเบี้ยวจนเปิดออกได้ในที่สุด คนขับข้างในทำหน้าตาตื่นมองมาที่ฉัน ค่อยยังชั่วที่ไม่บาดเจ็บ
"ล้อเล่นน่า..."
"แรงควายชัดๆ...!"
เสียงซุบซิบจากเพื่อนร่วมชั้นดังเข้าหูฉัน
แรงควายบ้าบออะไรกัน... แค่ใช้เวทเสริมพลังเองนะเว้ย!
เพื่อนคนนั้นคลานออกมาจากหุ่น ฉันรีบขอโทษเธอใหญ่ แต่เธอก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้าตอบเบาๆ
"เวรเอ๊ย... แขนข้างนี้ก็พังงั้นเหรอเนี่ย..."
อาจารย์เฟลียมองแขนขวาอาร์มเกียร์ที่ฉันเพิ่งขับตะกี้แล้วสบถออกมา
พอมองตามไป ก็เห็นว่าชิ้นส่วนฝ่ามือมันบิดเบี้ยว นิ้วบางนิ้วก็หักห้อยต่องแต่ง
อาจารย์เฟลียตวัดสายตาเอือมระอามามองฉัน เอ๊ะ นี่ฉันกำลังจะโดนสวดยับใช่ไหมเนี่ย...?
"ลิมิตเตอร์ก็พังพินาศหมด นี่เธอ... เล่นทำหุ่นรุ่นใหม่พังไปสองเครื่องในการฝึกครั้งแรกเนี่ยนะ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนเลยนะรู้ไหม? ฟังนะ ห้ามใช้ 'พลังปราณ' ในชั่วโมงเรียนอีกเด็ดขาด มันสร้างภาระให้หุ่นมากเกินไป แต่ถ้าเป็นการแข่ง 【ประลองดารา】 แล้วเธอยอมจ่ายค่าซ่อมเองล่ะก็ ฉันอาจจะอนุญาตให้ใช้ก็ได้"
"เอ๋...?"
ไร้เหตุผลชะมัด
.
ต้องขอบคุณท่านผู้อำนวยการที่ทำให้ฉันเริ่มควบคุมพลังเวทได้บ้างแล้ว แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า 'ทำได้' กับ 'ใช้จนคล่อง' มันเป็นคนละเรื่องกันเลย
ถ้าแค่นั่งเฉยๆ แล้วจุดไฟแช็กที่ปลายนิ้วอ่ะ ทำได้สบายมาก
แต่ถ้าลองลุกขึ้นยืน เดิน วิ่ง หรือแอบเผลอคิดว่า 'เย็นนี้กินอะไรดีนะ?' จนสมาธิหลุดล่ะก็ ไฟดวงน้อยๆ นั่นก็จะพรึ่บ! ลุกโชนขึ้นมาทันทีเลย
ท่านผู้อำนวยการบอกว่า 'ต้องรักษาระดับพลังเวทไว้ให้ได้แม้แต่ตอนที่ไม่ได้จดจ่อ ถึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าควบคุมพลังเวทได้เชี่ยวชาญแล้ว' โหย เข้มงวดชะมัด
พวกที่มีพลังเวทน้อยก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการฝึกอะไรแบบนี้หรอก พอนึกว่ามีแค่ฉันที่ต้องมาทนลำบากอยู่คนเดียว มันก็น่าหงุดหงิดเหมือนกันนะ
"เป็นปัญหาที่น่าอิจฉาจังเลยนะจ๊ะ ยิ่งมีพลังเวทเยอะก็ยิ่งทำอะไรได้เยอะ ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ"
"นั่นสิ ถ้ามีพลังเวทมหาศาลขนาดนั้นแถมยังควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ บางทีอาจจะสามารถควบคุม ดาบบินได้ทีละหลายๆ เล่มเลยก็ได้นะ ขนาด 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ยังได้ยินมาว่าแค่ควบคุม ดาบบินสองเล่มก็เต็มกลืนแล้วนะ"
ระหว่างที่ฉันกำลังบ่นอุบตอนกินข้าวเช้า เชรี่กับแคโรก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ดาบบิน เหรอ... น่าสนแฮะ
"ในวิทยาลัยนี้มีคนใช้ ดาบบินเยอะไหม?"
"ไม่น่าจะเยอะนะ น่าจะไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำมั้ง? แถมส่วนใหญ่ก็ควบคุมได้แค่เล่มเดียวด้วย มีแต่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ล่ะมั้งที่เห็นว่าใช้ ดาบบินได้ถึงเจ็ดเล่ม..."
"【แม่มดวายุสีคราม】?"
"เป็นฉายาของชารอน พาเรเลียส อันดับสามน่ะ เธอใช้มิสติกเฟรมสีฟ้า แล้วก็ควบคุม ดาบบินเจ็ดเล่มฟาดฟันศัตรูเหมือนพายุหมุนเลยล่ะ ก็เลยได้ฉายานี้มา"
อันดับสามเป็นผู้ใช้ ดาบบินสินะ เป็นเพราะใช้มิสติกเฟรมที่โดดเด่นด้านเวทมนตร์หรือว่าเป็นเพราะฝีมือของเธอเองกันแน่นะ? ถ้าฉันฝึกควบคุมพลังเวทจนคล่องแล้ว จะสามารถควบคุม ดาบบินได้ทีละหลายๆ เล่มบ้างไหมนะ?
"จะว่าไป วิชาต่อไปคือการฝึกปฏิบัติอาร์มเกียร์นี่นา ในที่สุดก็จะได้ลองสู้จริงสักที"
"ในที่สุดนะ ฉันก็เข้าใจแหละว่าต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย แต่ให้ฝึกแต่พื้นฐานซ้ำๆ มันก็น่าเบื่อเหมือนกัน"
พอเชรี่พูดแบบนั้น แคโรกับริลิชาก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเธอเป็นขุนนางชั้นสูง คงจะเคยขับอาร์มเกียร์มาตั้งแต่เด็กแล้วสินะ
ถ้าเป็นการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ คนที่มีประสบการณ์ย่อมได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว ถึงฉันจะเริ่มชินกับการควบคุมหุ่นแล้วก็เถอะ แต่ก็ยังไม่เคยใช้สู้จริงเลยสักครั้ง
"ทุกคนเคยสู้ด้วยอาร์มเกียร์มาก่อนไหม?"
"ฉันกับเชรี่เคยนะ เคยสู้กันเองด้วย บ้านเราอยู่ใกล้กันน่ะ"
"ดิฉันก็เคยค่ะ เคยให้อัศวินในปราสาทเอลฟ์ราวช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ค่ะ"
ทุกคนเคยผ่านการต่อสู้มาแล้วทั้งนั้นเลย มีแต่ฉันที่ตามหลังเพื่อนแฮะ
"ไม่น่าจะห่างกันขนาดนั้นหรอกมั้ง เฟรมเกียร์อาจจะมีเรื่องความแตกต่างของสเปคเครื่องมาเกี่ยว แต่อาร์มเกียร์น่ะหลักๆ มันวัดกันที่เซนส์การต่อสู้ล้วนๆ เลยนะ เนโรที่เคยเป็นนักผจญภัยมาตั้งแต่เด็กๆ น่าจะสู้ได้สบายๆ อยู่แล้วล่ะ"
แคโรพูดปลอบใจระหว่างที่เราเปลี่ยนเป็นชุดพละแล้วเดินไปที่สนามฝึก
ที่นั่นไม่ได้มีแค่อาร์มเกียร์รุ่นปู่บุโรทั่งเหมือนคราวก่อน แต่มีอาร์มเกียร์รุ่นใหม่เอี่ยมตั้งเรียงรายอยู่
มีทั้งหมดสิบสองเครื่อง ที่ไหล่และหน้าอกมีหมายเลขกำกับไว้ ดูสมกับเป็นหุ่นสำหรับใช้ฝึกซ้อมดีจัง
นักเรียนคนอื่นๆ ก็ดูจะตื่นเต้นกับอาร์มเกียร์รุ่นใหม่เหมือนกัน พากันไปยืนมุงดูและลูบๆ คลำๆ ระหว่างรออาจารย์มา
นักเรียนที่ลงเรียนวิชานี้มีประมาณแปดสิบกว่าคน น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนปีหนึ่งเลยล่ะมั้ง? ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสามัญชน
ส่วนพวกลูกขุนนางอย่างแคโรก็คงเคยฝึกพื้นฐานพวกนี้มาหมดแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องรีบมาลงเรียนวิชานี้ก็ได้ ที่พวกเธอมาเรียนพร้อมกับฉันเนี่ยแหละที่แปลก
"ไม่เอาน่า อาร์มเกียร์รุ่นใหม่ไม่ได้มีมาให้ลองขับกันบ่อยๆ หรอกนะ ขืนพลาดไปก็เสียดายแย่สิ"
"ขนาดนั้นเลย?"
"แน่นอนสิคะ! ถ้าเป็นเด็กที่อยากเป็น 'ไมสเตอร์' ล่ะก็ ต้องไม่พลาดวิชานี้เด็ดขาดเลยล่ะค่ะ!"
"อุ๊ย... ลาล่าก็อยู่ด้วยแฮะ..."
ลาล่ามายืนหายใจฟึดฟัดอยู่ข้างหลังฉันกับแคโรตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สรุปว่าไม่ได้มาเรียนหรอก แต่มาดูอาร์มเกียร์สินะ...
"นี่มันหุ่นรุ่นใหม่ 'เทิร์ปสิคอเร่' (Terpsichore) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นระดับตำนานอย่าง 'คัลลิโอเป' (Calliope) ของบริษัท 'มูซา อินดัสทรี' (Musa Industry) เลยนะคะ! เคยได้ยินข่าวลือมาเหมือนกัน แต่ไม่นึกเลยว่าทางวิทยาลัยจะเอามาใช้จริงๆ! อ๊าาา ได้ลองขับหุ่นตัวนี้เนี่ย ช่างเป็นบุญแท้ๆ! ดูรูปร่างอันงดงามนั่นสิคะ...! แค่เห็นก็อิ่มไปสามวันแปดวันแล้วค่ะ!"
"ไม่เข้าใจความหมายเลยแฮะ"
ทำไมเห็นอาร์มเกียร์แล้วต้องอิ่มด้วยล่ะ ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือไง?
นึกว่าลาล่าจะแปลกอยู่คนเดียว พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นมีนักเรียนอีกหลายคนที่ทำตาเป็นประกายแล้วยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายรูปแชะๆๆ กันใหญ่ พวกเดียวกันสินะ... เด็กพวกนี้ก็อยากเป็น 'ไมสเตอร์' เหมือนกันเหรอเนี่ย?
"เอาล่ะ ทุกคน เข้าแถวได้~ จะเริ่มเรียนแล้วนะ~"
อ๊ะ อาจารย์มาแล้ว อาจารย์ประจำวิชานี้คืออาจารย์เฟลีย พาราเรม เผ่ามนุษย์มังกรนั่นเอง เผ่ามนุษย์มังกรเป็นเผ่าพันธุ์นักรบที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางทิศใต้ เรื่องการต่อสู้ด้วยมือเปล่านี่โหดสุดๆ ไปเลยล่ะ สมัยก่อนฉันเคยเห็นนักผจญภัยเผ่ามนุษย์มังกรสู้ด้วยนะ ต่อยโกเลมหินหมัดเดียวแหลกเลย
เชรี่บอกว่าอาจารย์เฟลียเองก็เคยลงแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' เหมือนกับอาจารย์โซฟีด้วย
"วันนี้เราจะมาลองสู้จำลองด้วยหุ่นพวกนี้กัน แต่จะให้พวกเธอมาต่อยกันดื้อๆ เลยก็คงจะยากไปหน่อย เอาเป็นว่าเราจะมาแข่ง 'ซูโม่' กันดีกว่า จะได้เข้าใจง่ายๆ"
"เอ๊ะ?"
ซูโม่? ซูโม่ที่เป็นศิลปะการต่อสู้ของอีเชน... น่ะเหรอ?
ระหว่างที่พวกเรากำลังงง อาจารย์เฟลียก็อธิบายกติกาซูโม่ให้ฟัง
กติกาคือให้สู้กันในวงกลมที่ขีดด้วยชอล์ก ใครถูกดันออกนอกวงก่อนแพ้ หรือถ้าส่วนอื่นนอกจากฝ่าเท้าแตะพื้นก็แพ้เหมือนกัน แล้วก็มีกฎห้ามต่อย ห้ามเตะ และกฎยิบย่อยอีกนิดหน่อย
สรุปก็คือแค่ดันคู่ต่อสู้ออกนอกวงให้ได้ก็พอสินะ แบบนี้ก็วัดกันที่พลังล้วนๆ เลยสิ?
"โดยหลักการแล้ว หุ่นพวกนี้ถูกติดตั้งลิมิตเตอร์เอาไว้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะขับ พลังที่ออกมาก็เท่ากันหมด เพราะฉะนั้น ตัวตัดสินแพ้ชนะก็คือเทคนิคการบังคับหุ่นของพวกเธอนั่นแหละ ต้องอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ แล้วบังคับหุ่นของตัวเองให้เอาชนะให้ได้ ถ้าเข้าใจเทคนิคการบังคับแล้ว จะรู้เลยว่ามันลึกซึ้งกว่าที่คิดเยอะ"
อาจารย์เฟลียพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่มันจะจริงเหรอ?
อาจารย์แบ่งสนามออกเป็นสามวง แล้วก็เริ่มการแข่งขัน
ให้ลงสนามวงละสี่เครื่อง สองเครื่องสู้กัน อีกสองเครื่องวอร์มอัพรอเป็นคู่ต่อไป
คนที่ยังไม่ถึงคิวก็ยืนดูไปก่อน
พอดูไปดูมา ซูโม่อาร์มเกียร์ก็สนุกกว่าที่คิดแฮะ
ถ้าเข้าประชิดตัวกันแล้ว เนื่องจากพลังเท่ากัน ก็จะกลายเป็นการดันกันไปมาเพื่อหยั่งเชิง จากนั้นก็ต้องหาวิธีพลิกแพลงเพื่อล้มคู่ต่อสู้ แค่ดูก็ได้เทคนิคมาเพียบเลย
ส่วนใหญ่จะใช้วิธีขัดขาให้ล้ม ไม่ก็แกล้งผ่อนแรงให้อีกฝ่ายเสียหลักแล้วจับทุ่ม
แต่ที่ทำเอาฉันอึ้งไปเลยก็คือ มีนักเรียนคนนึงใช้สันมือกระแทกรัวๆ จนดันคู่ต่อสู้ออกนอกวงไปได้
เห็นว่าเป็นนักเรียนจากอีเชน ท่าที่ใช้เรียกว่า 'ซัปปาริ' เป็นท่าซูโม่แบบดั้งเดิมเลยนะ อ้อ ถ้าไม่กำหมัดชกก็ไม่ผิดกติกาสินะ
"อ๊ะ ถึงตาเชรี่แล้ว"
แคโรกับริลิชาถูกจัดไปอยู่วงอื่น แต่เชรี่อยู่สนามเดียวกับฉัน
เชรี่ขับหุ่นหมายเลข '7' สู้กับหุ่นหมายเลข '8'
พอเริ่มแข่ง เบอร์ 8 ก็พุ่งเข้าชาร์จแบบเอาไหล่กระแทกทันที เชรี่เบี่ยงตัวหลบอย่างสวยงามแล้วยื่นเท้าไปขัด ทำให้คู่ต่อสู้หน้าคะมำล้มตึงไปเลย โธ่เอ๊ย วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบนั้นก็เสร็จสิ เชรี่นี่โชคดีจังแฮะ
ดูไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงตาฉันแล้ว ฉันขึ้นไปนั่งบนเครื่องหมายเลข '6' แล้วเริ่มเช็กระบบ
ลองย่อตัว กระโดด บิดเอว หมุนตัว เพื่อเช็กระยะการขยับ อืม ไม่มีปัญหา
พอคู่ก่อนหน้าแข่งเสร็จ ฉันก็บังคับหุ่นเดินเข้าไปในวง คู่แข่งของฉันคือเบอร์ 5 ถ้าขืนพุ่งเข้าไปชนดื้อๆ อาจจะโดนสวนร่วงแบบคู่เชรี่ก็ได้ งั้นขอดูกระบวนท่าก่อนละกัน
"ฮักเคโยย นกตตะ!" (คำพูดกรรมการเริ่มแข่งซูโม่)
สิ้นเสียงให้สัญญาณของอาจารย์เฟลีย ฉันก็ก้าวเข้าไปประชิดคู่ต่อสู้ เสียงโลหะปะทะกันดังลั่น เราสองคนกำลังดันกันไปมา
อึก... โดนดันมาทางด้านข้างแฮะ แต่ฉันก็ฝืนเกร็งขาต้านไว้ เพราะพลังมันเท่ากัน เลยยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ อยากจะซัดบอดี้โบลว์สักหมัดแล้วถอยออกมาตั้งหลักจัง แต่ขืนต่อยก็ฟาวล์พอดี
อ๊ะ แต่ถ้าใช้สันมือกระแทกก็ไม่ผิดกติกานี่นา
ฉันแอบละมือข้างหนึ่งออกจากเครื่องของคู่ต่อสู้นิดนึง แล้วรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' (気) ไปที่มือนั้น
ถีบเท้าหลังยันพื้นสุดแรง ส่งพลังจากพื้นผ่านร่างกาย ไปรวมกับพลังเวทและปราณที่มือ แล้วกระแทกสันมือออกไปเต็มเหนี่ยว
เปรี้ยง! เสียงกระแทกดังสนั่น เครื่องของคู่ต่อสู้กระเด็นปลิวไปเลย
แต่ก็กระเด็นไปได้แค่สองเมตรเองนะ อืมมม... พอเป็นอาร์มเกียร์แล้ว พลังทำลายมันลดลงไปเยอะเลยแฮะ ถ้าเป็นร่างกายฉันเองคงกระเด็นไกลกว่านี้แน่
"น นั่นมัน 'พลังปราณ' (Touki-hou) ...!"
"เอ๊ะ?"
เสียงพึมพำเบาๆ ดังขึ้น พอฉันหันไปมอง ก็เห็นอาจารย์เฟลียยืนทำหน้าอึ้งอยู่
"ซิลลูเอสก้า นี่เธอใช้ 'พลังปราณ' ได้ด้วยเหรอ!? ไปเรียนมาจากใคร!?"
"เอ๊ะ? เอ่อออ... ก็พวกคนเพี้ยนๆ แถวบ้าน... นักผจญภัยน่ะค่ะ?"
อาจารย์เฟลียรู้จัก 'พลังปราณ' ด้วยเหรอ อ๊ะ จะว่าไป วิชา 'ฮักเคย์' (การส่งแรงกระแทกจากภายใน) ที่พวกเผ่ามนุษย์มังกรใช้ก็คล้ายๆ กันนี่นา? เหมือนอาจารย์ฉันก็เคยบอกไว้อย่างนั้นแหละ
"อ อาจารย์คะ... ตัวถังมันยุบจนเปิดฝาครอบไม่ได้แล้วค่ะ..."
เสียงนักเรียนที่เป็นคู่แข่งฉันดังมาจากอาร์มเกียร์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่ พอหันไปมอง ก็เห็นว่าเกราะช่วงสีข้างยุบลงไปเป็นรอยบุ๋มขนาดใหญ่ จนทำให้ฝาครอบด้านหน้าบิดเบี้ยวเปิดไม่ออก แย่ล่ะสิ ฉันกะแรงผิดไปหน่อยเหรอเนี่ย...?
ฉันรีบลงจากหุ่น แล้ววิ่งไปดูเบอร์ 5 ที่นอนอยู่ เอามืองัดฝาครอบไว้
"【บูสต์】... ฮึบ"
แกร๊ก... กึก... ฉันออกแรงงัดฝาครอบที่บิดเบี้ยวจนเปิดออกได้ในที่สุด คนขับข้างในทำหน้าตาตื่นมองมาที่ฉัน ค่อยยังชั่วที่ไม่บาดเจ็บ
"ล้อเล่นน่า..."
"แรงควายชัดๆ...!"
เสียงซุบซิบจากเพื่อนร่วมชั้นดังเข้าหูฉัน
แรงควายบ้าบออะไรกัน... แค่ใช้เวทเสริมพลังเองนะเว้ย!
เพื่อนคนนั้นคลานออกมาจากหุ่น ฉันรีบขอโทษเธอใหญ่ แต่เธอก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้าตอบเบาๆ
"เวรเอ๊ย... แขนข้างนี้ก็พังงั้นเหรอเนี่ย..."
อาจารย์เฟลียมองแขนขวาอาร์มเกียร์ที่ฉันเพิ่งขับตะกี้แล้วสบถออกมา
พอมองตามไป ก็เห็นว่าชิ้นส่วนฝ่ามือมันบิดเบี้ยว นิ้วบางนิ้วก็หักห้อยต่องแต่ง
อาจารย์เฟลียตวัดสายตาเอือมระอามามองฉัน เอ๊ะ นี่ฉันกำลังจะโดนสวดยับใช่ไหมเนี่ย...?
"ลิมิตเตอร์ก็พังพินาศหมด นี่เธอ... เล่นทำหุ่นรุ่นใหม่พังไปสองเครื่องในการฝึกครั้งแรกเนี่ยนะ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนเลยนะรู้ไหม? ฟังนะ ห้ามใช้ 'พลังปราณ' ในชั่วโมงเรียนอีกเด็ดขาด มันสร้างภาระให้หุ่นมากเกินไป แต่ถ้าเป็นการแข่ง 【ประลองดารา】 แล้วเธอยอมจ่ายค่าซ่อมเองล่ะก็ ฉันอาจจะอนุญาตให้ใช้ก็ได้"
"เอ๋...?"
ไร้เหตุผลชะมัด
020 มุ่งหน้าสู่ศึกแรก
.
"อึ้ก!?"
เวอร์เนียร์ที่ขาโดนยิงเข้าอย่างจัง ทำให้ลูซิเฟอร์เสียหลักอย่างรุนแรง
ฉันรีบเอามือยันพื้นก่อนที่หุ่นจะล้มหน้าทิ่ม แล้วอาศัยแรงเหวี่ยงกลิ้งตัวหลบไปด้านข้าง
เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนอีกนัดก็พุ่งเข้าเจาะพื้นทรายตรงจุดที่ฉันเพิ่งล้มเมื่อกี้พอดี อันตรายชะมัด! โธ่เว้ย ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ!
สนามประลองวันนี้เป็นทะเลทรายโล่งเตียน ไม่มีที่ให้หลบเลย ถึงอีกฝ่ายก็ไม่มีที่หลบเหมือนกันก็เถอะ แต่ฉันใช้ดาบ ส่วนอีกฝ่ายใช้ปืน ระยะหวังผลมันต่างกันเกินไป!
ฉันพยายามจะหาทางเข้าประชิดตัวให้ได้ แต่ก็โดนยิงสกัดไว้ตลอดจนเข้าไปไม่ถึงตัวสักที
บ้าจริง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังแพ้แน่ ลองเสี่ยงพุ่งเข้าชนเลยดีไหมนะ? อีกฝ่ายเองก็ต้องมีกระสุนจำกัดเหมือนกันแหละ ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ย้ายมวลสารมาเติมกระสุน 'แบบอินฟินิตี้' ซะหน่อย น่าจะพอมีโอกาสอยู่
อาวุธของอีกฝ่ายคือปืนพกเวทมนตร์ (Gear Handgun) สองกระบอก ถ้าจำไม่ผิดความจุกระสุนน่าจะ 15 นัดต่อกระบอก ถ้านับจากจำนวนกระสุนที่ยิงออกมาตั้งแต่เริ่มประลอง ตอนนี้น่าจะเหลือแค่ 5-6 นัดเท่านั้นแหละ
ถ้าหลบไปเรื่อยๆ จะไหวไหมนะ? ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว ต้องจัดการก่อนที่มันจะรีโหลดกระสุนใหม่!
ฉันเร่งสลาสทอร์ที่หลังของลูซิเฟอร์จนสุดกำลัง แล้วพุ่งเข้าใส่เฟรมเกียร์สีเทาที่อยู่ตรงหน้า
อีกฝ่ายกราดยิงสวนมาทันที แต่ฉันใช้เวอร์เนียร์ที่ขายังใช้งานได้ โยกหลบได้อย่างเฉียดฉิว
กระสุนนัดที่สองและสามถูกยิงตามมาติดๆ ฉันบังคับหุ่นให้ย่อต่ำลงแล้วถีบตัวพุ่งไปข้างหน้า หลบกระสุนทั้งหมดและลดระยะห่างลงไปได้อีก
อีกนิดเดียว...!
แน่นอนว่ายิ่งเข้าใกล้ ก็ยิ่งหลบกระสุนยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ฉันก็ยังบังคับลูซิเฟอร์ให้เดินหน้าต่อไปไม่หยุด
กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเจาะเข้าที่ข้อศอกซ้าย ท่อนแขนขาดกระเด็นทันที ไลท์นิ่งเฟรมเป็นหุ่นที่เน้นความเร็วและน้ำหนักเบา พลังป้องกันก็เลยต่ำไปด้วย โดนเข้าไปนัดเดียวนี่ถือเป็นความเสียหายร้ายแรงเลยล่ะ
ถึงแขนจะขาดไปข้างนึง แต่ยังเหลืออีกข้าง ลุยเลย! อีกนิดเดียวดาบก็จะถึงตัวแล้ว!
หุ่นของฝ่ายตรงข้ามเหนี่ยวไกปืนพกในมือขวา แต่ไม่มีกระสุนออกมา ปืนในมือซ้ายก็ดูเหมือนกระสุนจะหมดแล้วเหมือนกัน เสร็จฉันล่ะ! ชนะแล้ว!
ฉันเงื้อแขนขวาขึ้นสุดแรง เตรียมฟันดาบลงกลางกระหม่อมของหุ่นคู่ต่อสู้
"อ๊ะ"
วินาทีถัดมา ฉันเพิ่งสังเกตเห็นปืนกลวัลแคนที่ติดตั้งอยู่บนหัวของอีกฝ่าย เฮ้ย เอาจริงดิ!?
ปืนกลวัลแคนทั้งสี่กระบอกบนหัวกราดยิงออกมาพร้อมกัน ลูซิเฟอร์ของฉันโดนยิงถล่มระยะเผาขนจนพรุนเป็นรังผึ้งไปทั้งตัว
พลาดตอนจบซะได้...! โธ่เว้ยยยยยยยยยยยยยยย!
ปรี๊ดดดดดดด! เสียงออดหมดเวลาดังขึ้น พร้อมกับคำว่า 『YOU LOSE』 ตัวเบ้อเริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
แปลว่า 'คุณแพ้' สินะ ไม่ต้องบอกก็รู้ย่ะ!
"เฮ้อออ..."
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางกดปุ่มเปิดเฟรมยูนิต
เสียง ฟู่ ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับฝาครอบที่เปิดออก ดึงฉันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
"แพ้ซะแล้ว..."
"ทำได้ดีแล้วล่ะ เป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมาก"
แคโรเข้ามาพูดปลอบใจฉันที่เพิ่งคลานออกมาจากยูนิต
ส่วนยูนิตข้างๆ ก็เปิดออก เผยให้เห็นเชรี่ที่เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกริ่ม หนอยยย...
"โหยยย หวาดเสียวสุดๆ! เฉียดตายเลยนะนั่น! ไม่นึกว่าจะเข้ามาใกล้ได้ขนาดนั้น โชคดีนะที่ติดวัลแคนเผื่อไว้!"
"อึก! แอบไปติดมาตอนไหนเนี่ย...!"
"การเช็กอาวุธของคู่ต่อสู้เป็นเรื่องพื้นฐานเลยนะคะเนี่ย การที่ไม่เช็กให้ดีถือเป็นความผิดพลาดของเนโรซังเองแหละค่ะ"
ริลิชาเข้ามาพูดจาซ้ำเติมฉัน รู้แล้วน่า! แต่ระยะมันไกลแถมยังมีภาพลวงตาจากความร้อนในทะเลทรายอีก ใครจะไปมองเห็นชัดๆ เล่า!
"ถือซะว่าเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนแข่ง 【การประลองดารา】 ครั้งแรกก็แล้วกันนะ อย่างน้อยก็ได้รู้จุดอ่อนของตัวเองแล้วนี่นา ศึกแรกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้สู้กับใคร"
ใช่แล้ว อย่างที่แคโรบอก การประลอง 【การประลองดารา】 นัดแรกของนักเรียนปีหนึ่งทุกคน ระบบจะสุ่มคู่ต่อสู้ให้
แน่นอนว่าพวกเราปีหนึ่งทุกคนเริ่มต้นที่ F Rank ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด ระบบจะทำการสุ่มคู่ต่อสู้จากทุกคนที่อยู่ใน F Rank เหมือนกัน
ประเด็นมันอยู่ที่คำว่า 'ทุกคนที่อยู่ใน F Rank' นี่แหละ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจจะสุ่มไปเจอพวกรุ่นพี่ที่ยังอยู่ F Rank ก็ได้
ถึงริลิชาจะบอกว่า 'รุ่นพี่ที่ป่านนี้ยังจมอยู่ระดับล่างสุด คงไม่มีน้ำยาอะไรหรอกค่ะ' ก็เถอะ แต่จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
ขึ้นชื่อว่าเป็นรุ่นพี่ ยังไงก็ต้องมีประสบการณ์มากกว่าพวกเราอยู่แล้ว แถมคงไม่อยากเสียฟอร์มแพ้เด็กปีหนึ่งแน่ๆ รับรองว่าต้องใส่เต็มที่เพื่อบี้พวกเราให้จมดินแหงๆ จะเอาชนะได้ง่ายๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้...
ก็นะ จะได้สู้กับรุ่นพี่หรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ เห็นว่าโอกาสสุ่มเจอมีประมาณ 50/50 เลยนะ ดวงล้วนๆ จริงๆ
สิ่งเดียวที่เราเลือกได้คือ จะลงประลองด้วยเฟรมเกียร์หรืออาร์มเกียร์ นอกนั้นก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาแล้วล่ะ
"แล้วสรุปว่าเธอจะเลือกแข่งด้วยเฟรมเกียร์หรืออาร์มเกียร์ล่ะ?"
"อืมม... ถ้าบังเอิญสุ่มไปเจอรุ่นพี่ การใช้เฟรมเกียร์คงจะเสียเปรียบสุดๆ เลยเนอะ..."
"นั่นสินะคะ ทางนั้นก็คงต้องคัสตอมหุ่นมาอย่างดีแน่ๆ ในขณะที่เราต้องใช้หุ่นรุ่นมาตรฐานสู้เนี่ยสิ"
เชรี่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดลอยๆ ของฉัน
มันก็จริงอะนะ แต่ถ้าให้เลือกใช้อาร์มเกียร์ ฉันก็โดนแบนไม่ให้ใช้ 'พลังปราณ' นี่นา...
จะบอกว่าแบนก็ไม่เชิงหรอก แต่ถ้าขืนใช้ล่ะก็ ทั้งหุ่นฉันหุ่นคู่แข่งได้พังพินาศ จนฉันต้องเป็นหนี้หัวโตแน่ๆ... คิดหนักเลยแฮะ
โดยปกติแล้ว อาร์มเกียร์เป็นหุ่นที่เน้นการปะทะด้วยกำลัง ถ้าเสียหายจากการต่อสู้ วิทยาลัยก็จะออกค่าซ่อมให้
แต่ถ้าฉันใช้ 'พลังปราณ' นอกจากเกราะภายนอกจะพังเละเทะแล้ว วงจรเวทมนตร์ภายในก็จะโดนทำลายไปด้วย เผลอๆ ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่แทบทั้งตัว ขืนทำหุ่นพังทุกรอบที่ลงแข่ง วิทยาลัยก็คงไม่ออกค่าใช้จ่ายให้หรอก
ลาล่าบอกว่า จริงๆ ก็พอจะสร้างหุ่นที่ทนรับ 'พลังปราณ' ได้อยู่นะ แต่มันต้องคัสตอมเยอะมากๆ สรุปก็คือ ถ้าฉันไม่มีอาร์มเกียร์เป็นของตัวเองก็จบเห่...
ก็นะ ถึงจะใช้ 'พลังปราณ' ไม่ได้ แต่สำหรับฉันการสู้อาร์มเกียร์ก็ยังดูมีภาษีกว่าเฟรมเกียร์อยู่ดีล่ะมั้ง...
อย่างแย่ที่สุด ถ้าจวนตัวจริงๆ ฉันก็แค่ใช้ 'พลังปราณ' เพื่อให้ชนะ ถึงจะแลกมาด้วยการทำหุ่นพังหรือตายตกไปตามกันก็เถอะ แบบที่อาจารย์ชอบพูดว่า 'ยอมเฉือนเนื้อเพื่อตัดกระดูก' ไงล่ะ... หรือว่าจะเป็น 'ถ้าจะตายก็ต้องลากมันไปลงนรกด้วยกัน' นะ?
เอาเป็นว่าลงประลองด้วยอาร์มเกียร์ที่ฉันถนัดกว่าก่อนดีกว่า ถ้าชนะก็จะได้ เงินรางวัล(G) แล้วค่อยเอาเงินนั่นไปอัปเกรดเฟรมเกียร์ ตอนนี้คงต้องใช้แผนนี้ไปก่อน
สรุปว่าศึกแรกฉันจะลงแข่งด้วยอาร์มเกียร์ละกัน
ส่วนคนอื่นๆ แคโรเลือกอาร์มเกียร์ เชรี่กับริลิชาเลือกเฟรมเกียร์ ลาล่าก็เลือกอาร์มเกียร์เหมือนกัน แต่รายนั้นไม่ได้สนใจเรื่องแพ้ชนะหรอก แค่อยากขับอาร์มเกียร์เฉยๆ มากกว่า
"รุ่นพี่ส่วนใหญ่น่าจะเลือกเฟรมเกียร์มากกว่านะ เพราะคิดว่ายังไงก็ต้องได้เปรียบแน่ๆ"
"แต่ถ้ารุ่นพี่เทไปฝั่งเฟรมเกียร์กันหมด แล้วเด็กปีหนึ่งอย่างพวกเราจะหาคู่แข่งได้เหรอ? เผลอๆ พวกเราก็คงต้องมาสู้กันเองนี่แหละมั้ง"
"ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร ดิฉันก็พร้อมจะบดขยี้ให้แหลกคามืออยู่แล้วล่ะค่ะ"
ดูเหมือนทั้งสามคนจะตื่นเต้นกับ 【การประลองดารา】 นัดแรกกันน่าดู ออกจากห้องยูนิตมาแล้วก็ยังคุยกันแต่เรื่องนี้ไม่หยุด แน่นอนว่าฉันเองก็ฮึกเหิมไม่แพ้กันหรอกนะ
ถึงจะไม่อยากเห็นด้วยกับริลิชาก็เถอะ แต่ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร ฉันก็จะทุ่มสุดตัวเพื่อเอาชนะให้ได้
ฉันเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าจอสมาร์ทโฟน วันนี้ตอนเที่ยงตรง ระบบจะประกาศรายชื่อคู่ต่อสู้ให้ทราบ
ข้อมูลคู่ต่อสู้และตารางการแข่งขันจะถูกส่งมาตามเวลาที่กำหนด
พวกเราไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ ระหว่างรอผลการจับคู่ วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายเลยว่างสำหรับฝึกซ้อมได้เต็มที่
"มาแล้ว!"
ทันทีที่เข็มนาฬิกาบอกเวลา 12:00 น. อีเมลแจ้งเตือนจากวิทยาลัยก็เด้งเข้าเครื่อง ฉันรีบเปิดอ่านและกวาดสายตาดูรายละเอียดทันที
กำหนดการแข่งคือช่วงเที่ยงของอีกสามวันข้างหน้าสินะ ถ้าเวลาไม่ตรงกันก็สามารถส่งคำขอเลื่อนเวลาไปตกลงกันใหม่ได้ แต่สำหรับฉันเวลานี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ส่วนคู่ต่อสู้คือ... โธ่เว้ย! ได้รุ่นพี่จริงๆ ด้วย! รุ่นพี่ปีสอง! บ้าเอ๊ย พลาดโอกาส 50/50 ซะได้!
สังกัดสหพันธ์มหาพฤกษา... เดี๋ยวนะ ยัยนี่มัน...
พอเห็นรูปถ่ายของคู่ต่อสู้ในโปรไฟล์ ฉันก็เผลอหน้าบูดบึ้งออกมาทันที
"อ้าว ฉันได้สู้กับรุ่นพี่ล่ะ เนโรล่ะเป็นไงบ้าง? เอ๊ะ? คนนี้มัน...?"
แคโรที่นั่งอยู่ข้างๆ ชะโงกหน้าข้ามหัวฉันมาดูสมาร์ทโฟน แล้วทำเสียงสงสัย
ใช่แล้ว รูปที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ คือรุ่นพี่ทรงผมเดรดล็อกส์ที่เคยก่อเรื่องพยายามจะหลอกลวงลาล่าด้วยโพชั่นนั่นเอง
"...เป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือยากในหลายๆ ความหมายเลยนะเนี่ย"
"ไม่ว่าใคร ฉันก็จะอัดให้น่วมไปเลย"
"มีอะไรกันเหรอ? ให้ฉันดูด้วยสิ"
เชรี่ชะโงกหน้าเข้ามาดูเหมือนกับแคโร
"เนโรจับคู่ได้สู้กับรุ่นพี่ปีสองคนที่เคยหลอกลาล่าเมื่อตอนนั้นน่ะสิ"
"โห... โลกกลมจังนะ"
"จะว่าไป ยัยนั่นเป็นพวกกระจอกสินะคะ? อยู่มาตั้งปีนึงแล้วแต่ยังจมปลักอยู่ที่ F Rank แบบนี้ ฝีมือก็คงเดาได้ไม่ยากหรอกค่ะ"
ริลิชาพูดจาจิกกัดได้เจ็บแสบมาก ถึงจะเป็น F Rank แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารุ่นพี่คนนั้นไม่เคยขึ้นไปถึง E Rank หรอกนะ
บางทีอาจจะขึ้นไปถึง E Rank แล้ว แต่ก็ติดแหง็กเลื่อนขึ้น D Rank ไม่ได้สักที แล้วก็คงจะโดนเด็กรุ่นน้องใน F Rank สอยร่วงลงมานั่นแหละ
ที่ร่วงลงมาได้ ก็แปลว่าต้องเอาดาวไปเดิมพันเยอะแล้วแพ้นั่นแหละ ไม่งั้นก็คงไต่กลับขึ้นไป E Rank ได้ง่ายๆ สรุปก็คือประมาทเพราะเห็นว่าเป็น คู่แข่งระดับต่ำกว่า(F Rank) แล้วก็แพ้ภัยตัวเองนั่นแหละ
ถ้ามีฝีมือจริง ต่อให้อันดับตกก็ต้องไต่กลับขึ้นไปได้สบายๆ การที่กลับขึ้นไปไม่ได้ก็แสดงว่าฝีมือมีแค่นั้น... ที่ผ่านมาคงแค่โชคดีเฉยๆ
ในเมื่ออันดับ 【การประลองดารา】 ตัดสินจากจำนวนดาวที่ได้ พอพวกรุ่นพี่ปีห้าเรียนจบและออกไปจากระบบ อันดับของพวกเราก็ควรจะขยับสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ การที่ยังติดอยู่ใน F Rank ก็เท่ากับว่ารุ่นพี่กลุ่มนี้เป็นพวกที่อยู่รั้งท้ายตารางนั่นเอง
ฝีมือของรุ่นพี่เดรดล็อกส์คนนี้ก็คงไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ประมาทไม่ได้อยู่ดี
พอถามคนอื่นๆ ดูว่าจับคู่ได้ใคร ปรากฏว่ามีแค่ฉันกับแคโรเท่านั้นที่ได้สู้กับรุ่นพี่ อืมมม ตอนแรกนึกว่าถ้าเลือกอาร์มเกียร์โอกาสเจอพวกรุ่นพี่จะน้อยกว่าซะอีก
หรือว่าพวกรุ่นพี่เองก็รู้ทัน เลยจงใจเลือกแข่งอาร์มเกียร์เพื่อดักทางกันนะ? ยิ่งถ้าเป็นพวกขุนนางก็คงมีอาร์มเกียร์ส่วนตัวที่ปรับแต่งมาอย่างดีด้วยล่ะสิ
ในเมื่อรู้ตัวคู่แข่งแล้ว ฉันก็ควรจะเน้นฝึกอาร์มเกียร์ให้หนักๆ ดีกว่า ควรจะหาอาวุธกับอุปกรณ์เสริมดีๆ ไว้ด้วยสินะ
จำได้ว่ามีอาวุธประเภทสนับมือสำหรับอาร์มเกียร์ขายอยู่ด้วยใช่ไหมนะ? ไว้กินข้าวเสร็จไปถามลาล่าดูดีกว่า
021 อุปกรณ์เสริมของอาร์มเกียร์
.
"อาวุธประเภทสนับมือเหรอคะ!? มีค่ะ! แนะนำสองรุ่นนี้เลยค่ะ!"
"โอ้โห"
พอฉันลองถามลาล่าเรื่องอาวุธเสริมของอาร์มเกียร์ เธอก็ดึงแคตตาล็อกเล่มหนาเตอะออกมาจาก 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟน แล้วกางให้ฉันดูรุ่นที่เธออยากแนะนำ
"อันนี้คือ 'เดสตรา' ของค่ายแอมโบรเซียค่ะ ส่วนอันนี้คือ 'อิตเทตสึ' (ทะลวงเดี่ยว) ของบริษัทอุตสาหกรรมโลหะโยทสึบิชิค่ะ ทั้งสองรุ่นผลิตจากแร่ 'อดามันไทต์' จุดเด่นคือความแข็งแกร่งทนทานขั้นสุดเลยค่ะ"
ในแคตตาล็อกมีรูปถ่ายอาร์มเกียร์ที่สวมสนับมือทั้งสองข้าง กับรูปถ่ายเฉพาะตัวสนับมือโชว์อยู่
โหดเหี้ยมชะมัด... ทั้งสองรุ่นมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาเพียบ ดูพลังทำลายล้างน่าจะโหดเอาเรื่องเลยนะเนี่ย ขืนโดนต่อยเข้าไปมีหวังเกราะทะลุแน่ๆ
เอ๊ะ? แต่ราคาเนี่ยสิ...
"แพงหูฉี่เลยนี่หว่า!?"
"แหม ก็มันทำจากอดามันไทต์ล้วนๆ เลยนี่คะ..."
อดามันไทต์เป็นแร่เวทมนตร์ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสองรองจากมิธริลเลยนะ ก็นะ ถ้าใช้อาวุธแข็งๆ ต่อยมันก็ต้องสร้างความเสียหายได้มากกว่าอยู่แล้วแหละ...
แต่เงินเก็บที่มีตอนนี้ซื้อไม่ไหวหรอก ไม่สิ ซื้อน่ะซื้อได้ แต่ค่าขนมตลอดทั้งปีของฉันคงปลิวหายไปกับตากันพอดี...
อ้อ สำหรับอาร์มเกียร์ตัวเครื่องน่ะสามารถเช่าจากทางวิทยาลัยได้นะ ส่วนอาวุธเสริมจะเตรียมมาเองหรือจะเช่าเอาก็ได้เหมือนกัน หรือถ้าจะซื้อเครื่องมาเป็นของตัวเองเลยก็ได้นะ ถ้ามีปัญญาซื้อน่ะนะ
"ขอรุ่นที่ราคาน่าคบหากว่านี้หน่อยได้ไหมคะท่าน"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นรุ่นพวกนี้แหละค่ะ แต่เพราะทำจากโลหะธรรมดา น้ำหนักมันก็จะมากกว่าพวกแร่เวทมนตร์นะคะ"
เรื่องนั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ในเมื่อข้อจำกัดมันเยอะนักก็ต้องยอมรับสภาพไป
สนับมือรุ่นที่ลาล่าแนะนำมาราคาเบาหวิวลงมาเยอะเลย ถ้าเป็นรุ่นนี้ล่ะก็ ต่อให้เป็นฉันก็พอจะเจียดเงินซื้อมาได้อยู่
"ในบรรดานี้ เอาเป็นรุ่นนี้ละกัน..."
"ถ้าจะซื้อล่ะก็ เดี๋ยวฉันจะโทรสั่งให้ร้านคนรู้จักที่เมืองหลวงส่งมาให้นะคะ น่าจะถึงช่วงเย็นๆ ค่ะ เอาไหมคะ?"
"เอ๊ะ ดีเลย รบกวนหน่อยนะ"
"รับทราบค่ะ เดี๋ยวจะลองต่อรองขอส่วนลดให้ด้วยนะคะ"
พูดจบ ลาล่าก็รีบหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดโทรหาใครสักคนทันที พึ่งพาได้สุดๆ ไปเลย! ดีนะเนี่ยที่มีเพื่อนอยากเป็น 'ไมสเตอร์'!
ฉันกล่าวขอบคุณลาล่าอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายกัน เอาล่ะ อย่างน้อยเรื่องอาวุธก็หมดห่วงไปเปราะนึงแล้ว
ต่อไปก็ต้องไปทำเรื่องขอเช่าหุ่นที่จะใช้แข่งในวันจริงล่ะนะ
ฉันเปิดสมาร์ทโฟนเข้าหน้าเว็บไซต์ของวิทยาลัยเพื่อดูรายชื่ออาร์มเกียร์ที่เปิดให้เช่า
หุ่นเช่ามีให้เลือกหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป มีทั้งข้อดีข้อเสีย จะเลือกหุ่นที่เข้ากับสไตล์การต่อสู้ของตัวเองดี หรือจะเลือกหุ่นที่เอาไว้แก้ทางคู่ต่อสู้ดีนะ...
ก็นะ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสไตล์การต่อสู้ของรุ่นพี่เดรดล็อกส์คนนั้นเป็นยังไง งั้นก็คงต้องเลือกหุ่นที่เข้ากับสไตล์ของฉันเองจะดีกว่ามั้ง
หุ่นรุ่นเกราะเบาที่เน้นความคล่องตัว... ไม่เอาดีกว่า ศึกแรกแบบนี้ อาจจะมีพลาดโดนโจมตีบ้าง แถมถ้าพลังโจมตีไม่พอ ต่อยไปก็อาจจะไม่ระคายเคืองเกราะอีกฝ่ายก็ได้...
ถ้างั้นก็เพลย์เซฟ เลือกหุ่นรุ่นสมดุลทั่วไปดีกว่า... ไม่สิๆ จะมาปอดแหกอะไรตอนนี้? ขอแค่หลบการโจมตีให้พ้นก็หมดปัญหาแล้ว อาจารย์ก็เคยบอกไว้นี่นา! 'ถ้าไม่โดนโจมตีซะอย่าง ก็ไม่มีปัญหา'!
อืมมมมมมมมม! แต่ก็ยังลังเลอยู่ดีแฮะ...!
"แหมๆ ทำหน้าตลกจังเลยนะคะ ดูเพลินเชียว"
"หวา!? ตกใจหมดเลย!"
จู่ๆ ก็มีเสียงทักดังขึ้นมาใกล้ๆ จนฉันสะดุ้งสุดตัวเผลอกระโดดโหยงเลย
เอ๊ะ!? มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่เห็นรู้สึกถึงอายตนะอะไรเลย!?
พอหันไปมองก็เห็นท่านผู้อำนวยการคูนยืนอมยิ้มมองมาที่ฉันอย่างขบขัน
"ท่านผู้อำนวยการคูน...! อย่าโผล่มาเงียบๆ แบบนี้สิคะ ตกใจหมดเลย!"
"ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกใจซะหน่อย ก็เห็นทำหน้าเครียดคิ้วขมวด แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าไปมา มันน่าดูดีก็เลยเผลอมองเพลินไปหน่อยน่ะ"
ทางนี้ไม่เห็นจะขำด้วยเลยนะ คนเขากำลังเครียดอยู่แท้ๆ
"ดูจากท่าทางแล้ว คงจะกังวลเรื่อง 【การประลองดารา】 นัดแรกล่ะสิ?"
"อึ้ก"
โดนแทงใจดำเข้าอย่างจัง ฉันถึงกับผงะถอยไปก้าวหนึ่ง นี่ฉันแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ...?
"หุหุ พอถึงช่วงเวลานี้ของปีทีไร ก็มักจะเห็นนักเรียนมีอาการแบบนี้กันเป็นแถวเลยล่ะ ถือว่าเป็นสีสันประจำปีเลยนะเนี่ย"
อ้อ พวกรุ่นพี่ก็เคยผ่านจุดนี้กันมาหมดแล้วสินะ ก็แหม ครั้งแรกมันก็ต้องคิดมากเป็นธรรมดาแหละ
"มัวแต่คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ เอาเวลาไปทำสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้จะดีกว่านะ อย่างที่สุภาษิตเขาว่าไว้ 'คิดไปก็ป่วยการ' ไงล่ะ"
"แปลว่าอะไรเหรอคะ?"
"ก็หมายความว่า การมัวแต่คิดวนเวียนหาทางออกไม่ได้ มันก็แค่เสียเวลาเปล่าน่ะสิ บางคนก็ใช้คำว่า 'คนโง่คิดไปก็สูญเปล่า' เหมือนกันนะ"
"แรงเกินไปแล้วนะคะ!?"
คนโง่คิดไปก็สูญเปล่าเรอะ!? ถึงมันจะจริงก็เถอะ!
แต่ฉันไม่ใช่คนโง่นะยะ!?
"ก็นะ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะมองว่าอาร์มเกียร์ก็เหมือนเฟรมเกียร์ คือเป็น 'ยานพาหนะ' เอาไว้ขับ แต่จริงๆ แล้วถ้ามองว่ามันเป็น 'เสื้อผ้า' ที่สวมใส่ จะทำให้ควบคุมได้อิสระมากกว่านะ ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าก็มีทั้งแบบที่ใส่สบายกับแบบที่ใส่แล้วอึดอัดใช่ไหมล่ะ? ความรู้สึกที่ว่า ตรงนี้ตึงไปหน่อย หรือตรงนี้ติดขัดเวลาขยับ มันคือการที่ร่างกายจดจำข้อจำกัดของชุดนั้นไว้ แล้วปรับการเคลื่อนไหวให้เข้ากับชุดโดยอัตโนมัติยังไงล่ะ"
อืมมม... ก็พอจะเข้าใจความหมายอยู่นะ การวิ่งในชุดอยู่บ้านธรรมดา กับวิ่งในชุดราตรีฟูฟ่อง ท่าทางการวิ่งหรือการขยับร่างกายมันก็ต้องต่างกันอยู่แล้วล่ะนะ
"แต่ปัญหาคือ การจะ 'คุ้นชิน' กับการเคลื่อนไหวที่ปกติไม่ได้ทำเนี่ย มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้เวลาฝึกฝนให้ร่างกายจดจำน่ะสิ พวกรุ่นพี่น่ะคุ้นชินกับมันแล้ว แต่สำหรับนักเรียนใหม่ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการขับอาร์มเกียร์ ก็จะต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า ซึ่งช่องว่างของประสบการณ์ตรงนี้แหละที่จะส่งผลต่อผลแพ้ชนะอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ"
ความต่างของประสบการณ์สินะ อันนี้คงเอาชนะไม่ได้ด้วยเวลาอันสั้นแน่ๆ
ถ้าถึงคราวคับขันจริงๆ คงต้องยอมเสี่ยงเป็นหนี้ แล้วใช้ 'พลังปราณ' เป็นไพ่ตายซะแล้ว...
เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนสิ? 'พลังปราณ' ไม่จำเป็นต้องใช้โจมตีอัดใส่ศัตรูตรงๆ อย่างเดียวก็ได้นี่นา เราอาจจะประยุกต์ใช้แบบอื่นได้... จริงสิ อาจารย์ก็เคย... อืม น่าจะเวิร์กอยู่นะ?
พอปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ ฉันก็รีบหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเข้าหน้าเว็บจองอาร์มเกียร์ของวิทยาลัยทันที โชคดีที่มีเครื่องว่างอยู่พอดี ฉันเลยรีบกดจองไว้สำหรับฝึกซ้อมช่วงบ่ายนี้เลย
"ดูเหมือนจะคิดอะไรดีๆ ออกแล้วสินะ"
"ขอตัวไปซ้อมก่อนนะคะ!"
ฉันบอกลาท่านผู้อำนวยการคูน แล้วรีบวิ่งแจ้นไปที่สนามฝึกซ้อมทันที
ไม่รู้หรอกนะว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะเคยเห็นแต่อาจารย์ทำเท่านั้น แต่ถึงจะยังไม่สมบูรณ์แบบ มันก็น่าจะพอใช้เป็นอาวุธสำหรับต่อสู้ได้ ตอนนี้ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้ไปก่อนล่ะนะ
คนโง่คิดไปก็สูญเปล่า เลิกคิดแล้วลงมือทำเลยดีกว่า!
◇ ◇ ◇
"คุณเนโร อุปกรณ์มาส่งแล้วค่... เอ๊ะ! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!?"
"ไม่ไหวแล้ว..."
ฉันนอนแผ่หลาเป็นตัว X อยู่ข้างๆ ขาอาร์มเกียร์ เหงื่อท่วมตัว หายใจหอบแฮ่กๆ ไม่มีแรงแม้แต่จะหันไปมองหน้าลาล่าที่เพิ่งมาถึง ร่างกายมันหนักอึ้งไปหมดเลย...!
ไม่ไหว... เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย...! นี่มันอะไรกันเนี่ย...! อาจารย์ทำได้สบายๆ แท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงทำไม่ได้เลยล่ะเนี่ย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...!?
"โทษที ขอน้ำหน่อย..."
"อ๊ะ ได้ค่ะ!"
ลาล่ารีบวิ่งไปหยิบกระติกน้ำของฉันที่วางอยู่บนม้านั่งข้างสนามฝึกมาให้ ฉันที่หมดแรงจนขยับไม่ได้ ทำได้แค่เอียงคอไปคาบหลอดแล้วดูดน้ำจ๊วบๆ อา... น้ำเย็นๆ นี่มันชื่นใจจริงๆ...!
พอได้น้ำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ฉันก็ฮึดสู้พยุงร่างที่หนักอึ้งให้ลุกขึ้นนั่ง
"ไหวไหมคะเนี่ย? ถ้าโหมซ้อมหนักเกินไป เดี๋ยวก็ล้มป่วยก่อนถึงวันแข่ง 【ประลองดารา】 หรอกนะคะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกน่า..."
แต่อะไรที่ทำได้ก็อยากทำให้เต็มที่นี่นา อีกอย่าง พอนึกถึงหน้าอาจารย์ตอนพูดว่า 'ยังอ่อนหัดอยู่นะ' มันก็แอบเจ็บใจนิดๆ ด้วยสิ
"เอาล่ะ ฟื้นตัวละ"
พอเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา ฉันก็ลุกขึ้นยืน จ่ายเงินให้ลาล่า แล้วรับอุปกรณ์ที่เธอเอาออกมาจาก 【สโตเรจ】 ชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มเลยแฮะ!
มันไม่ใช่สนับมือแบบที่คนใช้กันหรอกนะ แต่ออกแนวคล้ายๆ ถุงมือเหล็ก (Gauntlet) ที่เอาไว้สวมทับซะมากกว่า
"งั้นเดี๋ยวฉันช่วยติดตั้งให้นะคะ"
ลาล่าสวมถุงมือเพิ่มพลังแขน (Power Glove) แล้วยกสนับมือเหล็กน้ำหนักมหาศาลนั้นไปติดตั้งที่แขนทั้งสองข้างของอาร์มเกียร์ที่ฉันเพิ่งซ้อมเสร็จ
พอมันเป็นอุปกรณ์สำหรับอาร์มเกียร์แล้ว มันก็ดูกลมกลืนไปกับตัวหุ่นเลยแฮะ พอติดตั้งเสร็จ แขนหุ่นก็ดูบึกบึนขึ้นมาถนัดตาเลย
"เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้เสียศูนย์ไปบ้างนะคะ ลองขยับดูสิคะ"
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิต แล้วลองชกลมเบาๆ ด้วยแขนที่ดูเทอะทะขึ้น
ก็จริงแหละ พอแขนหนักขึ้น จังหวะเหวี่ยงแขนมันก็เลยดูหน่วงๆ ไปนิดหน่อย
"ฮึบ...!"
ฉันบังคับอาร์มเกียร์ให้พุ่งเข้าชกเสาเหล็กอดามันไทต์ที่ตั้งอยู่ในสนามฝึกซ้อมอย่างเต็มแรง
ทันใดนั้น คริสตัลที่ยอดเสาก็เปล่งแสงสีส้มออกมา
เสาต้นนี้คือเครื่องวัดพลังโจมตี ซึ่งจะแสดงผลเป็นแสงสีต่างๆ เรียงตามลำดับความแรงจากน้อยไปมาก คือ ฟ้า, เขียว, เหลือง, ส้ม, และแดง
"พลาดอีกแล้วแฮะ..."
"เอ๊ะ? แต่สีส้มนี่ถือว่าแรงมากแล้วนะคะ..."
ก็ใช่น่ะสิ ถ้าเป็นปกติอ่ะนะ
"ต้องชกให้เบากว่านี้สิ..."
"เบากว่านี้...?"
แต่ถ้าชกเบาๆ เฉยๆ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรนี่นา ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องโฟกัสกับการทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ใหม่นี่ก่อนดีกว่า
ฉันใช้เสาอดามันไทต์เป็นกระสอบทราย แล้วรัวหมัดใส่จากหลายๆ ทิศทาง พอมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น พลังทำลายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจริงๆ แต่ความแม่นยำก็ลดลงไปนิดหน่อย ก็นะ ด้วยขนาดหมัดที่ใหญ่ขึ้น โอกาสที่จะต่อยพลาดเป้าก็น้อยลงแหละนะ
"คุณเนโรคะ ฉันมีข้อเสนอแนะนิดหน่อยค่ะ..."
"หืม?"
ลาล่าที่ยืนดูฉันซ้อมอยู่ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา บอกตามตรงว่าข้อเสนอของเธอมันดูเป็นเรื่องที่แบบ 'จำเป็นต้องทำด้วยเหรอ?' แต่ในเมื่อมันไม่ได้มีข้อเสียอะไร ฉันก็เลยตอบตกลงไป ถึงจะเสียเงินเพิ่มอีกนิดหน่อยก็เถอะ... ถือซะว่าเป็นการเตรียมพร้อมเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินละกันนะ?
ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ข้อเสนอนี้จะกลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญของชัยชนะในภายหลัง...
ที่เหลือก็แค่ต้องฝึกท่าไม้ตายนั้นให้สำเร็จก่อนวันแข่งอีกสามวันข้างหน้าให้ได้... จะทันไหมเนี่ย? ไม่สิ ต้องทำให้ทันให้ได้! ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก! ลุยเลย!
ฉันรวบรวมสมาธิแล้วชกหมัดใส่เสาเหล็กอีกครั้ง ...แสงสีส้มสว่างวาบขึ้นมา
จะทันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย...?
022 ศึกแรกของแคโร
.
ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ราวกับสภาพอากาศกำลังเป็นใจให้กับการแข่งขัน 【ประลองดารา】 ครั้งแรกของพวกเราเลย
"ตื่นเต้นไหม?"
"ก็ไม่ค่อยนะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่"
"เนโรนี่ใจนิ่งจังเลยนะ ฉันเนี่ยนอนแทบไม่หลับเลย"
ผิดคาดแฮะ ไม่นึกเลยว่าแคโรจะเป็นคนคิดมากขนาดนี้
แคโรมีคิวแข่งศึกแรกวันเดียวกับฉัน แต่ออกสตาร์ทก่อนฉันหนึ่งชั่วโมง คู่แข่งก็เป็นปีสองเหมือนกัน
ส่วนลาล่า, เชรี่, และริลิชา ผ่านศึกแรกกันไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แถมชนะรวดทั้งสามคนเลยด้วย
เชรี่กับริลิชาที่ลงแข่งเฟรมเกียร์ชนะมาได้อย่างชิลๆ แต่ทางลาล่าที่ลงแข่งอาร์มเกียร์นี่สิ เรียกว่าสูสีสุดๆ
ไม่สิ จะว่าสูสีก็... ระหว่างแข่ง จู่ๆ หุ่นของลาล่าก็เกิดควบคุมไม่อยู่ พอเธอแกว่งอาวุธมั่วซั่ว คู่ต่อสู้ดันดวงซวยโดนฟาดเข้าเต็มๆ ลาล่าเลยชนะมาแบบฟลุคๆ
เห็นลาล่าบ่นๆ เรื่อง วงจรเวทมนตร์(เอเธอร์พาธ) อะไรสักอย่างนี่แหละ สงสัยยัยนั่นจะซนปรับแต่งหุ่นจนรวนล่ะมั้ง เริ่มหวั่นใจละสิว่าให้ยัยนั่นมาซ่อมบำรุงหุ่นให้จะดีเหรอเนี่ย...
ที่ลานประลองทิศตะวันออกมีอาร์มเกียร์สองเครื่องกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ใจจริงก็อยากไปดูหรอกนะ แต่วันนี้แค่เรื่องของตัวเองก็จะแย่แล้ว
"อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ค่ะทั้งสองคน ปรับแต่งเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ เหลือแค่เช็กขั้นสุดท้ายก็พร้อมลุยแล้วค่ะ"
ที่โรงเก็บหุ่นซึ่งตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวอยู่ริมลานประลอง ลาล่ากำลังง่วนอยู่กับการเช็กความเรียบร้อยของอาร์มเกียร์สองเครื่องในช่องเก็บหุ่นของฉันกับแคโร วันนี้เชรี่กับริลิชาติดเรียนเลยไม่ได้มาด้วย
อาร์มเกียร์สองเครื่องที่จอดอยู่ในโรงเก็บ เครื่องของฉันเป็นหุ่นเช่า ส่วนของแคโรเป็นหุ่นส่วนตัวที่ทางบ้านส่งมาให้
เป็นอาร์มเกียร์ที่รูปร่างเหมือนอัศวินชุดดำ อาวุธเป็นดาบกับโล่แบบมาตรฐาน ดูสมกับเป็นอัศวินดีจัง
พอเทียบกันแล้ว หุ่นเช่าของฉันดูเถื่อนไปเลยแฮะ... ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนอัศวินกับนักผจญภัยล่ะมั้ง
"หุ่นรุ่น 'คาลิเบิร์น' ของบริษัทอานาไฮส์ มาจิเทค (Anaheis Magitechs) เป็นหุ่นเมื่อสิบปีที่แล้วก็จริง แต่คุณภาพดีเยี่ยมเลยนะคะ"
"อื้ม ฉันใช้เครื่องนี้ซ้อมอยู่ที่บ้านมาตลอดน่ะ เลยขับถนัดมือที่สุด"
โห หุ่นของแคโรไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดหรอกเหรอเนี่ย ผิดคาดแฮะ
"ปรับแต่งรายละเอียดมาอย่างดีเลยนะคะเนี่ย ช่างเทคนิคที่บ้านเป็นคนทำให้เหรอคะ?"
"อื้ม ทางบ้านส่งมาให้แบบพร้อมใช้เลยน่ะ"
"เป็นช่างฝีมือดีที่ปรับแต่งหุ่นให้เข้ากับคนขับได้เป๊ะมากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสอยากจะขอคุยด้วยสักครั้งจังเลย"
"ฮะๆๆ ถ้ามีโอกาสนะ"
การมีช่างซ่อมบำรุงอาร์มเกียร์ประจำตัวนี่ถือเป็นเรื่องปกติของชนชั้นสูงหรือเปล่านะ...? ไม่สิ ขุนนางที่ไม่ได้มี 'ทรูปเปอร์' ในตระกูลก็มีถมไปนี่นา บ้านแคโรอาจจะพิเศษกว่าคนอื่นก็ได้มั้ง
ไม่สิ ที่วิทยาลัยแห่งนี้ต่างหากที่เป็นแหล่งรวมพวกลูกหลานขุนนางแบบนั้นน่ะ
"หุ่นของคุณเนโรก็ปรับแต่งเรียบร้อยแล้วนะคะ อ้อ แล้วก็เรื่อง 'ท่านั้น' ...คิดว่าน่าจะใช้ได้สักครั้งหรือสองครั้งค่ะ ถ้ามากกว่านั้นเอเธอร์ไลน์คงจะไหม้แน่ๆ"
"หืม? 'ท่านั้น' คืออะไรเหรอ?"
"อ่า เอ่อออ..."
พอแคโรหันไปถาม ลาล่าก็เหลือบมองมาทางฉันเหมือนจะถามว่าบอกได้ไหม
"ก็... ไพ่ตายสำหรับสู้อาร์มเกียร์น่ะแหละ"
"อ้อ 'พลังปราณ' ที่เคยเล่าให้ฟังน่ะเหรอ? แต่ไหนบอกว่าจะไม่ใช้แล้วไง?"
"ไม่ได้จะใช้แบบเดิมน่ะ ถ้าปรับวิธีใช้หน่อยก็น่าจะพอถูไถไปได้ อย่างที่ลาล่าบอกแหละว่าลิมิตน่าจะได้แค่ไม่กี่ครั้ง"
เอาจริงๆ ตอนซ้อมก็ทำสำเร็จแค่ไม่กี่ครั้งเอง โอกาสสำเร็จน่าจะไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเสี่ยงดวงกันเลยล่ะ
แต่พอลาล่าเห็นท่านี้แล้ว เธอก็การันตีเลยว่าถ้าใช้ได้ล่ะก็เด็ดขาดแน่นอน ก็นะ ถ้าชนะได้โดยไม่ต้องใช้ก็ดีอยู่หรอก...
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ก็ถึงคิวของแคโรพอดี
หุ่นคาลิเบิร์นสีดำเดินขึ้นไปบนลานประลองที่มีบาเรียเวทมนตร์กางอยู่
คู่ต่อสู้เป็นอาร์มเกียร์สีแดง ถือค้อนยักษ์เป็นอาวุธ โห... อาวุธดูเถื่อนชะมัด... ขืนโดนฟาดเข้าไปจังๆ มีหวังเครื่องแหลกเป็นชิ้นๆ แน่
"เดิมพัน 1 ดาว จะ เกทับ(เรส) ไหม? ถ้าไม่ ทั้งสองฝ่ายก้าวออกมาข้างหน้า"
สิ้นเสียงประกาศของอาจารย์กรรมการ หุ่นสีดำกับสีแดงก็ก้าวออกมายืนประจันหน้ากันและตั้งท่าเตรียมพร้อม
ปกติแล้วในศึกแรกจะเดิมพันกันแค่ 1 ดาว ถ้าแคโรชนะก็จะได้มา 1 ดาว แต่ถ้าแพ้ก็จะเสียไป 1 ดาว
จริงๆ แล้วก่อนเริ่มแข่ง ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงจำนวนดาวที่จะเดิมพันกันไว้ล่วงหน้า
ส่วนการ เกทับ(เรส) ก็คือการขอเพิ่มจำนวนดาวเดิมพันในตอนนั้นเลย
แน่นอนว่าสามารถปฏิเสธได้ ถ้าปฏิเสธก็จะสู้กันด้วยจำนวนดาวที่ตกลงกันไว้ตอนแรกโดยไม่มีบทลงโทษอะไร จะเพิ่มจำนวนดาวได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอมเท่านั้น และในระดับ F Rank จะมีลิมิตเดิมพันได้สูงสุด 10 ดาว ยกเว้นกรณีพิเศษ
"งั้น 【การประลองดารา】 เริ่มได้!"
สิ้นเสียงอาจารย์ หุ่นสีแดงก็ง้างค้อนยักษ์ฟาดลงมาสุดแรง
แต่แคโรบังคับหุ่นกระโดดหลบฉากไปด้านข้าง ค้อนยักษ์เลยฟาดเข้ากับพื้นหินของลานประลองจนแตกกระจายตรงจุดที่แคโรเคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน
แคโรฉวยโอกาสนั้น ฟันดาบยาวเข้าที่หัวไหล่ของหุ่นสีแดง ถ้าเป็นคนคงโดนฟันไหล่ขาดไปแล้ว แต่สำหรับอาร์มเกียร์ เกราะแค่ยุบลงไปนิดหน่อยเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น ความเสียหายก็จะถูกบันทึกไว้ ถ้ารับความเสียหายสะสมไปเรื่อยๆ อาร์มเกียร์ก็จะขยับไม่ได้และหยุดทำงานไปเอง การ 【การประลองดารา】 จะตัดสินผลแพ้ชนะกันตรงที่ใครทำให้หุ่นอีกฝ่ายขยับไม่ได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องพังหุ่นให้เละเป็นซากหรอก
ถ้าหุ่นของแคโรโดนค้อนนั่นฟาดเข้าไปจังๆ คงได้รับความเสียหายหนักกว่าโดนดาบฟันแน่ เผลอๆ โดนเข้าไปไม่กี่ทีแคโรอาจจะแพ้เลยก็ได้... ถ้าโดนล่ะก็นะ
หุ่นสีแดงแกว่งค้อนยักษ์ไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่คาลิเบิร์นของแคโรกลับหลบหลีกได้อย่างหมดจด หลบแล้วฟัน หลบแล้วฟัน
ผ่านไปสักพัก การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ก็เริ่มช้าลง อาร์มเกียร์พอสะสมความเสียหายมากๆ เข้า การเคลื่อนไหวก็จะเริ่มติดขัด
พอสังเกตดีๆ ถึงได้เห็นว่าแคโรเล็งโจมตีเฉพาะตรงข้อต่อ ทั้งหัวไหล่ ข้อศอก หัวเข่า เอว พอโดนโจมตีจุดพวกนี้บ่อยๆ เอเธอร์ไลน์ที่ทำหน้าที่ส่งคำสั่งไปยังชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะเสียหาย ทำให้ขยับได้ช้าลงสินะ
แคโรนี่ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ... เล่นเล็งโจมตีอย่างมีชั้นเชิงซะด้วย...
ในที่สุด หุ่นสีแดงก็ดูเหมือนจะยกค้อนไม่ไหว แล้วก็หยุดนิ่งไป
"แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ แคโรไลนา เรียตต์!"
อาจารย์กรรมการประกาศชัยชนะของแคโร
เสียงปรบมือและเสียงชื่นชมจากผู้ชมรอบสนามดังเกรียวกราวเพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะอันงดงาม
แคโรก็ชนะแล้วสิเนี่ย อืมม ถ้าฉันเป็นคนเดียวที่แพ้มันคงจะดูไม่จืดเลยแฮะ...
"เหนื่อยหน่อยนะ"
"อ่าา เอาจริงๆ นะ เหนื่อยแทบขาดใจเลยล่ะ..."
แคโรที่ลงมาจากอาร์มเกียร์บ่นอุบอิบ
ทั้งที่คุมเกมเหนือกว่าตลอดและชนะมาได้แบบไร้รอยขีดข่วนแท้ๆ ชนะนักเรียนปีสองแบบขาดลอยเลยนะเนี่ย? ยังไม่พอใจอีกเหรอ?
"ความกดดันมันต่างจากตอนซ้อมลิบลับเลยนะ พยายามจะผ่อนคลายแล้วนะ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งลน เลยเผลอบุกหนักไปหน่อยน่ะ"
โห เครียดกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ ดูเหมือนจะทำให้เป็นไปตามที่อาจารย์เคยสอนไว้ว่า 'ซ้อมให้เหมือนแข่งจริง แข่งจริงให้เหมือนตอนซ้อม' ไม่ได้ง่ายๆ เลยสินะ
"ต่อไปตาเนโรแล้วนี่ พยายามเข้าล่ะ"
"อื้ม จะลองดูให้เต็มที่เลย"
"เหอะ ปากเก่งจังเลยนะ"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากประตูโรงเก็บหุ่นที่เปิดอ้าอยู่ พอหันไปมองก็เห็นร่างผู้หญิงตัวใหญ่ที่คุ้นเคยยืนอยู่ ยัยนั่นมัน...!
"ยัยนักต้มตุ๋นหัวเดรดล็อกส์..."
"เดรด...!? หนอย แก กล้าดีมาปีนเกลียวรุ่นพี่แบบนี้ แกไม่รอดแน่ ไอเด็กเปรต...!"
"หา? ใครเด็กเปรตยะ ยัยยักษ์หน้าโง่...!"
ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลดละสาดคำด่าทอใส่กัน จ้องกันตาเป็นมัน ยัยยักษ์นี่ตัวใหญ่ชะมัด! ต้องแหงนหน้ามองจนปวดคอไปหมดแล้วเนี่ย!
"เด็กเมื่อวานซืนกล้าดีมาปากดีใส่ ระวังเถอะเดี๋ยวจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่รู้ตัว!"
"หา!? อยู่มาตั้งปีนึงแล้วแต่ยังจมปลักอยู่ระดับต่ำสุดอย่างแก ฉันไม่เห็นจะกลัวเลยสักนิด!"
"หา!? อยากลองดีนักใช่ไหม ไอ้เด็กเปรต!"
"หาาา!? ก็มาดิ ยัยยักษ์หน้าโง่!"
"เอาน่าๆ ใจเย็นๆ กันก่อนนะทั้งสองคน"
จังหวะที่ฉันกำลังจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่ แคโรก็โผล่มาขวางไว้ได้พอดิบพอดี
"อีกชั่วโมงเดียวก็จะได้แข่งกันแล้ว ไปตัดสินกันบนลานประลองดีกว่านะ? ขืนมีเรื่องกันตรงนี้ เดี๋ยวก็โดนปรับแพ้ฟาวล์ทั้งคู่หรอก"
"…ชิ! คอยดูเถอะ ฉันจะอัดแกให้น่วมเลย! เตรียมตัวประเดิมสนามด้วยความพ่ายแพ้ซะเถอะ!"
"คำพูดนั้นขอคืนให้ก็แล้วกัน! ระวังจะแพ้เด็กรุ่นน้องจนร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ!"
ยัยผมเดรดล็อกส์ทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินออกไปจากโรงเก็บหุ่น ที่อีเชนเห็นว่ามีธรรมเนียมสาดเกลือไล่สิ่งอัปมงคล ตอนนี้ฉันอยากจะทำแบบนั้นสุดๆ ไปเลย
"ฟู่ เกือบไปแล้ว เนโร เมื่อกี้เธอตั้งใจจะซัดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
"อึก...! ก็แค่กะจะผลักเบาๆ เอง..."
ความจริงแล้ว การทะเลาะวิวาทในวิทยาลัยถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด หากจับได้จะถูกลงโทษอย่างหนัก อาจโดนริบดาว สั่งพักการเรียน หรือแม้กระทั่งไล่ออกเลยทีเดียว
...อย่าบอกนะว่า ยัยนั่นจงใจมายั่วโมโหฉันเพื่อกะจะให้ฉันโดนลงโทษน่ะ?
"หรือว่า... หล่อนตั้งใจมาสอดแนมอาวุธของเรากันแน่นะคะ? เมื่อกี้หล่อนคงเห็นหุ่นของคุณเนโรไปเต็มๆ สองตาแล้วล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ!?"
อย่างนี้นี่เอง! พอลาล่าอธิบาย ฉันถึงบางอ้อเลย หุ่นของฉันติดตั้งสนับมือเหล็กขนาดใหญ่ไว้ที่แขนทั้งสองข้างแล้ว แค่มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นหุ่นสายต่อสู้ประชิด ป่านนี้ยัยนั่นคงกลับไปเตรียมอาวุธและอุปกรณ์มาแก้ทางแล้วแหงๆ! ยัยนี่มันเล่นตุกติกนี่นา...!
"เอายังไงดี? จะให้ฉันแอบไปสอดแนมหุ่นของหล่อนบ้างไหม?"
โรงเก็บหุ่นของวิทยาลัยเป็นแบบเปิดโล่ง มองเห็นข้างในได้สบายๆ ถ้าฉันแอบไปดูโรงเก็บหุ่นของยัยเดรดล็อกส์นั่น ก็คงจะรู้เหมือนกันว่าหล่อนเตรียมอาวุธหรืออุปกรณ์อะไรมาบ้าง...
"…ไม่ต้องหรอก ฉันจะซัดมันให้ปลิวไปต่อหน้าต่อตานี่แหละ"
ต่อให้ไม่ต้องเล่นลูกไม้ตุกติก ฉันก็จะเอาชนะมันด้วยวิธีซึ่งๆ หน้านี่แหละ ฉันไม่มีทางยอมแพ้ยัยนักต้มตุ๋นนั่นเด็ดขาด
ฉันรู้สึกฮึกเหิมก่อนการแข่ง และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องบดขยี้อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์นั่นให้เละเทะไม่มีชิ้นดีให้ได้
.
ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ราวกับสภาพอากาศกำลังเป็นใจให้กับการแข่งขัน 【ประลองดารา】 ครั้งแรกของพวกเราเลย
"ตื่นเต้นไหม?"
"ก็ไม่ค่อยนะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่"
"เนโรนี่ใจนิ่งจังเลยนะ ฉันเนี่ยนอนแทบไม่หลับเลย"
ผิดคาดแฮะ ไม่นึกเลยว่าแคโรจะเป็นคนคิดมากขนาดนี้
แคโรมีคิวแข่งศึกแรกวันเดียวกับฉัน แต่ออกสตาร์ทก่อนฉันหนึ่งชั่วโมง คู่แข่งก็เป็นปีสองเหมือนกัน
ส่วนลาล่า, เชรี่, และริลิชา ผ่านศึกแรกกันไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แถมชนะรวดทั้งสามคนเลยด้วย
เชรี่กับริลิชาที่ลงแข่งเฟรมเกียร์ชนะมาได้อย่างชิลๆ แต่ทางลาล่าที่ลงแข่งอาร์มเกียร์นี่สิ เรียกว่าสูสีสุดๆ
ไม่สิ จะว่าสูสีก็... ระหว่างแข่ง จู่ๆ หุ่นของลาล่าก็เกิดควบคุมไม่อยู่ พอเธอแกว่งอาวุธมั่วซั่ว คู่ต่อสู้ดันดวงซวยโดนฟาดเข้าเต็มๆ ลาล่าเลยชนะมาแบบฟลุคๆ
เห็นลาล่าบ่นๆ เรื่อง วงจรเวทมนตร์(เอเธอร์พาธ) อะไรสักอย่างนี่แหละ สงสัยยัยนั่นจะซนปรับแต่งหุ่นจนรวนล่ะมั้ง เริ่มหวั่นใจละสิว่าให้ยัยนั่นมาซ่อมบำรุงหุ่นให้จะดีเหรอเนี่ย...
ที่ลานประลองทิศตะวันออกมีอาร์มเกียร์สองเครื่องกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ใจจริงก็อยากไปดูหรอกนะ แต่วันนี้แค่เรื่องของตัวเองก็จะแย่แล้ว
"อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ค่ะทั้งสองคน ปรับแต่งเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ เหลือแค่เช็กขั้นสุดท้ายก็พร้อมลุยแล้วค่ะ"
ที่โรงเก็บหุ่นซึ่งตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวอยู่ริมลานประลอง ลาล่ากำลังง่วนอยู่กับการเช็กความเรียบร้อยของอาร์มเกียร์สองเครื่องในช่องเก็บหุ่นของฉันกับแคโร วันนี้เชรี่กับริลิชาติดเรียนเลยไม่ได้มาด้วย
อาร์มเกียร์สองเครื่องที่จอดอยู่ในโรงเก็บ เครื่องของฉันเป็นหุ่นเช่า ส่วนของแคโรเป็นหุ่นส่วนตัวที่ทางบ้านส่งมาให้
เป็นอาร์มเกียร์ที่รูปร่างเหมือนอัศวินชุดดำ อาวุธเป็นดาบกับโล่แบบมาตรฐาน ดูสมกับเป็นอัศวินดีจัง
พอเทียบกันแล้ว หุ่นเช่าของฉันดูเถื่อนไปเลยแฮะ... ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนอัศวินกับนักผจญภัยล่ะมั้ง
"หุ่นรุ่น 'คาลิเบิร์น' ของบริษัทอานาไฮส์ มาจิเทค (Anaheis Magitechs) เป็นหุ่นเมื่อสิบปีที่แล้วก็จริง แต่คุณภาพดีเยี่ยมเลยนะคะ"
"อื้ม ฉันใช้เครื่องนี้ซ้อมอยู่ที่บ้านมาตลอดน่ะ เลยขับถนัดมือที่สุด"
โห หุ่นของแคโรไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดหรอกเหรอเนี่ย ผิดคาดแฮะ
"ปรับแต่งรายละเอียดมาอย่างดีเลยนะคะเนี่ย ช่างเทคนิคที่บ้านเป็นคนทำให้เหรอคะ?"
"อื้ม ทางบ้านส่งมาให้แบบพร้อมใช้เลยน่ะ"
"เป็นช่างฝีมือดีที่ปรับแต่งหุ่นให้เข้ากับคนขับได้เป๊ะมากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสอยากจะขอคุยด้วยสักครั้งจังเลย"
"ฮะๆๆ ถ้ามีโอกาสนะ"
การมีช่างซ่อมบำรุงอาร์มเกียร์ประจำตัวนี่ถือเป็นเรื่องปกติของชนชั้นสูงหรือเปล่านะ...? ไม่สิ ขุนนางที่ไม่ได้มี 'ทรูปเปอร์' ในตระกูลก็มีถมไปนี่นา บ้านแคโรอาจจะพิเศษกว่าคนอื่นก็ได้มั้ง
ไม่สิ ที่วิทยาลัยแห่งนี้ต่างหากที่เป็นแหล่งรวมพวกลูกหลานขุนนางแบบนั้นน่ะ
"หุ่นของคุณเนโรก็ปรับแต่งเรียบร้อยแล้วนะคะ อ้อ แล้วก็เรื่อง 'ท่านั้น' ...คิดว่าน่าจะใช้ได้สักครั้งหรือสองครั้งค่ะ ถ้ามากกว่านั้นเอเธอร์ไลน์คงจะไหม้แน่ๆ"
"หืม? 'ท่านั้น' คืออะไรเหรอ?"
"อ่า เอ่อออ..."
พอแคโรหันไปถาม ลาล่าก็เหลือบมองมาทางฉันเหมือนจะถามว่าบอกได้ไหม
"ก็... ไพ่ตายสำหรับสู้อาร์มเกียร์น่ะแหละ"
"อ้อ 'พลังปราณ' ที่เคยเล่าให้ฟังน่ะเหรอ? แต่ไหนบอกว่าจะไม่ใช้แล้วไง?"
"ไม่ได้จะใช้แบบเดิมน่ะ ถ้าปรับวิธีใช้หน่อยก็น่าจะพอถูไถไปได้ อย่างที่ลาล่าบอกแหละว่าลิมิตน่าจะได้แค่ไม่กี่ครั้ง"
เอาจริงๆ ตอนซ้อมก็ทำสำเร็จแค่ไม่กี่ครั้งเอง โอกาสสำเร็จน่าจะไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเสี่ยงดวงกันเลยล่ะ
แต่พอลาล่าเห็นท่านี้แล้ว เธอก็การันตีเลยว่าถ้าใช้ได้ล่ะก็เด็ดขาดแน่นอน ก็นะ ถ้าชนะได้โดยไม่ต้องใช้ก็ดีอยู่หรอก...
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ก็ถึงคิวของแคโรพอดี
หุ่นคาลิเบิร์นสีดำเดินขึ้นไปบนลานประลองที่มีบาเรียเวทมนตร์กางอยู่
คู่ต่อสู้เป็นอาร์มเกียร์สีแดง ถือค้อนยักษ์เป็นอาวุธ โห... อาวุธดูเถื่อนชะมัด... ขืนโดนฟาดเข้าไปจังๆ มีหวังเครื่องแหลกเป็นชิ้นๆ แน่
"เดิมพัน 1 ดาว จะ เกทับ(เรส) ไหม? ถ้าไม่ ทั้งสองฝ่ายก้าวออกมาข้างหน้า"
สิ้นเสียงประกาศของอาจารย์กรรมการ หุ่นสีดำกับสีแดงก็ก้าวออกมายืนประจันหน้ากันและตั้งท่าเตรียมพร้อม
ปกติแล้วในศึกแรกจะเดิมพันกันแค่ 1 ดาว ถ้าแคโรชนะก็จะได้มา 1 ดาว แต่ถ้าแพ้ก็จะเสียไป 1 ดาว
จริงๆ แล้วก่อนเริ่มแข่ง ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงจำนวนดาวที่จะเดิมพันกันไว้ล่วงหน้า
ส่วนการ เกทับ(เรส) ก็คือการขอเพิ่มจำนวนดาวเดิมพันในตอนนั้นเลย
แน่นอนว่าสามารถปฏิเสธได้ ถ้าปฏิเสธก็จะสู้กันด้วยจำนวนดาวที่ตกลงกันไว้ตอนแรกโดยไม่มีบทลงโทษอะไร จะเพิ่มจำนวนดาวได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอมเท่านั้น และในระดับ F Rank จะมีลิมิตเดิมพันได้สูงสุด 10 ดาว ยกเว้นกรณีพิเศษ
"งั้น 【การประลองดารา】 เริ่มได้!"
สิ้นเสียงอาจารย์ หุ่นสีแดงก็ง้างค้อนยักษ์ฟาดลงมาสุดแรง
แต่แคโรบังคับหุ่นกระโดดหลบฉากไปด้านข้าง ค้อนยักษ์เลยฟาดเข้ากับพื้นหินของลานประลองจนแตกกระจายตรงจุดที่แคโรเคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน
แคโรฉวยโอกาสนั้น ฟันดาบยาวเข้าที่หัวไหล่ของหุ่นสีแดง ถ้าเป็นคนคงโดนฟันไหล่ขาดไปแล้ว แต่สำหรับอาร์มเกียร์ เกราะแค่ยุบลงไปนิดหน่อยเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น ความเสียหายก็จะถูกบันทึกไว้ ถ้ารับความเสียหายสะสมไปเรื่อยๆ อาร์มเกียร์ก็จะขยับไม่ได้และหยุดทำงานไปเอง การ 【การประลองดารา】 จะตัดสินผลแพ้ชนะกันตรงที่ใครทำให้หุ่นอีกฝ่ายขยับไม่ได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องพังหุ่นให้เละเป็นซากหรอก
ถ้าหุ่นของแคโรโดนค้อนนั่นฟาดเข้าไปจังๆ คงได้รับความเสียหายหนักกว่าโดนดาบฟันแน่ เผลอๆ โดนเข้าไปไม่กี่ทีแคโรอาจจะแพ้เลยก็ได้... ถ้าโดนล่ะก็นะ
หุ่นสีแดงแกว่งค้อนยักษ์ไปมาอย่างบ้าคลั่ง แต่คาลิเบิร์นของแคโรกลับหลบหลีกได้อย่างหมดจด หลบแล้วฟัน หลบแล้วฟัน
ผ่านไปสักพัก การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ก็เริ่มช้าลง อาร์มเกียร์พอสะสมความเสียหายมากๆ เข้า การเคลื่อนไหวก็จะเริ่มติดขัด
พอสังเกตดีๆ ถึงได้เห็นว่าแคโรเล็งโจมตีเฉพาะตรงข้อต่อ ทั้งหัวไหล่ ข้อศอก หัวเข่า เอว พอโดนโจมตีจุดพวกนี้บ่อยๆ เอเธอร์ไลน์ที่ทำหน้าที่ส่งคำสั่งไปยังชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะเสียหาย ทำให้ขยับได้ช้าลงสินะ
แคโรนี่ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ... เล่นเล็งโจมตีอย่างมีชั้นเชิงซะด้วย...
ในที่สุด หุ่นสีแดงก็ดูเหมือนจะยกค้อนไม่ไหว แล้วก็หยุดนิ่งไป
"แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ แคโรไลนา เรียตต์!"
อาจารย์กรรมการประกาศชัยชนะของแคโร
เสียงปรบมือและเสียงชื่นชมจากผู้ชมรอบสนามดังเกรียวกราวเพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะอันงดงาม
แคโรก็ชนะแล้วสิเนี่ย อืมม ถ้าฉันเป็นคนเดียวที่แพ้มันคงจะดูไม่จืดเลยแฮะ...
"เหนื่อยหน่อยนะ"
"อ่าา เอาจริงๆ นะ เหนื่อยแทบขาดใจเลยล่ะ..."
แคโรที่ลงมาจากอาร์มเกียร์บ่นอุบอิบ
ทั้งที่คุมเกมเหนือกว่าตลอดและชนะมาได้แบบไร้รอยขีดข่วนแท้ๆ ชนะนักเรียนปีสองแบบขาดลอยเลยนะเนี่ย? ยังไม่พอใจอีกเหรอ?
"ความกดดันมันต่างจากตอนซ้อมลิบลับเลยนะ พยายามจะผ่อนคลายแล้วนะ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งลน เลยเผลอบุกหนักไปหน่อยน่ะ"
โห เครียดกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ ดูเหมือนจะทำให้เป็นไปตามที่อาจารย์เคยสอนไว้ว่า 'ซ้อมให้เหมือนแข่งจริง แข่งจริงให้เหมือนตอนซ้อม' ไม่ได้ง่ายๆ เลยสินะ
"ต่อไปตาเนโรแล้วนี่ พยายามเข้าล่ะ"
"อื้ม จะลองดูให้เต็มที่เลย"
"เหอะ ปากเก่งจังเลยนะ"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากประตูโรงเก็บหุ่นที่เปิดอ้าอยู่ พอหันไปมองก็เห็นร่างผู้หญิงตัวใหญ่ที่คุ้นเคยยืนอยู่ ยัยนั่นมัน...!
"ยัยนักต้มตุ๋นหัวเดรดล็อกส์..."
"เดรด...!? หนอย แก กล้าดีมาปีนเกลียวรุ่นพี่แบบนี้ แกไม่รอดแน่ ไอเด็กเปรต...!"
"หา? ใครเด็กเปรตยะ ยัยยักษ์หน้าโง่...!"
ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลดละสาดคำด่าทอใส่กัน จ้องกันตาเป็นมัน ยัยยักษ์นี่ตัวใหญ่ชะมัด! ต้องแหงนหน้ามองจนปวดคอไปหมดแล้วเนี่ย!
"เด็กเมื่อวานซืนกล้าดีมาปากดีใส่ ระวังเถอะเดี๋ยวจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่รู้ตัว!"
"หา!? อยู่มาตั้งปีนึงแล้วแต่ยังจมปลักอยู่ระดับต่ำสุดอย่างแก ฉันไม่เห็นจะกลัวเลยสักนิด!"
"หา!? อยากลองดีนักใช่ไหม ไอ้เด็กเปรต!"
"หาาา!? ก็มาดิ ยัยยักษ์หน้าโง่!"
"เอาน่าๆ ใจเย็นๆ กันก่อนนะทั้งสองคน"
จังหวะที่ฉันกำลังจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่ แคโรก็โผล่มาขวางไว้ได้พอดิบพอดี
"อีกชั่วโมงเดียวก็จะได้แข่งกันแล้ว ไปตัดสินกันบนลานประลองดีกว่านะ? ขืนมีเรื่องกันตรงนี้ เดี๋ยวก็โดนปรับแพ้ฟาวล์ทั้งคู่หรอก"
"…ชิ! คอยดูเถอะ ฉันจะอัดแกให้น่วมเลย! เตรียมตัวประเดิมสนามด้วยความพ่ายแพ้ซะเถอะ!"
"คำพูดนั้นขอคืนให้ก็แล้วกัน! ระวังจะแพ้เด็กรุ่นน้องจนร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ!"
ยัยผมเดรดล็อกส์ทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินออกไปจากโรงเก็บหุ่น ที่อีเชนเห็นว่ามีธรรมเนียมสาดเกลือไล่สิ่งอัปมงคล ตอนนี้ฉันอยากจะทำแบบนั้นสุดๆ ไปเลย
"ฟู่ เกือบไปแล้ว เนโร เมื่อกี้เธอตั้งใจจะซัดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
"อึก...! ก็แค่กะจะผลักเบาๆ เอง..."
ความจริงแล้ว การทะเลาะวิวาทในวิทยาลัยถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด หากจับได้จะถูกลงโทษอย่างหนัก อาจโดนริบดาว สั่งพักการเรียน หรือแม้กระทั่งไล่ออกเลยทีเดียว
...อย่าบอกนะว่า ยัยนั่นจงใจมายั่วโมโหฉันเพื่อกะจะให้ฉันโดนลงโทษน่ะ?
"หรือว่า... หล่อนตั้งใจมาสอดแนมอาวุธของเรากันแน่นะคะ? เมื่อกี้หล่อนคงเห็นหุ่นของคุณเนโรไปเต็มๆ สองตาแล้วล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ!?"
อย่างนี้นี่เอง! พอลาล่าอธิบาย ฉันถึงบางอ้อเลย หุ่นของฉันติดตั้งสนับมือเหล็กขนาดใหญ่ไว้ที่แขนทั้งสองข้างแล้ว แค่มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นหุ่นสายต่อสู้ประชิด ป่านนี้ยัยนั่นคงกลับไปเตรียมอาวุธและอุปกรณ์มาแก้ทางแล้วแหงๆ! ยัยนี่มันเล่นตุกติกนี่นา...!
"เอายังไงดี? จะให้ฉันแอบไปสอดแนมหุ่นของหล่อนบ้างไหม?"
โรงเก็บหุ่นของวิทยาลัยเป็นแบบเปิดโล่ง มองเห็นข้างในได้สบายๆ ถ้าฉันแอบไปดูโรงเก็บหุ่นของยัยเดรดล็อกส์นั่น ก็คงจะรู้เหมือนกันว่าหล่อนเตรียมอาวุธหรืออุปกรณ์อะไรมาบ้าง...
"…ไม่ต้องหรอก ฉันจะซัดมันให้ปลิวไปต่อหน้าต่อตานี่แหละ"
ต่อให้ไม่ต้องเล่นลูกไม้ตุกติก ฉันก็จะเอาชนะมันด้วยวิธีซึ่งๆ หน้านี่แหละ ฉันไม่มีทางยอมแพ้ยัยนักต้มตุ๋นนั่นเด็ดขาด
ฉันรู้สึกฮึกเหิมก่อนการแข่ง และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องบดขยี้อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์นั่นให้เละเทะไม่มีชิ้นดีให้ได้
023 ศึกแรกของเนโร
.
"เอาล่ะ ไปล่ะนะ"
"พยายามเข้านะ"
"สู้ๆ นะคะ!"
ฉันบอกลาแคโรกับลาล่า ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งประจำที่บนอาร์มเกียร์ แล้วเดินเครื่อง... ระบบทุกอย่างทำงานปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ฉันเริ่มซิงโครไนซ์พลังเวท แล้วลองบังคับให้หุ่นเดินเพื่อเช็กสภาพเครื่อง ก็ดูโอเคดีนะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
พอเดินมาถึงลานประลอง อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ก็มายืนรออยู่บนลานประลองแล้ว
"เฮ้ย ใหญ่เบ้อเริ่มเลยนี่หว่า!?"
เอ๊ะ!? ทำไมอาร์มเกียร์ของหล่อนถึงได้ใหญ่โตขนาดนั้นล่ะ!?
ใหญ่กว่าของฉันเกือบสองเท่าเลยนะ!? แบบนี้มันขี้โกงชัดๆ!
"อาร์มเกียร์ของฉันเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษเว้ย! ก็คนมันตัวใหญ่นี่หว่า จะให้ทำไงได้ ขอบอกไว้ก่อนนะว่าเครื่องนี้ได้รับการรับรองจากวิทยาลัยอย่างเป็นทางการแล้ว! ไม่ได้ผิดกฎอะไรทั้งนั้น!"
"อึก...! คนก็ตัวยักษ์ หุ่นยังจะยักษ์ตามอีกเหรอเนี่ย...!"
จริงอยู่ที่ว่าถ้าสรีระคนขับไม่พอดีกับตัวหุ่น ก็สามารถปรับแต่งได้ อย่างหุ่นของฉันก็ถูกปรับแต่งให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้เข้ากับตัวฉันเหมือนกัน ก็เหมือนกับรองเท้านั่นแหละ ถ้าไซส์ไม่พอดีก็ขยับตัวได้ไม่เต็มที่
ฉันเข้าใจดีว่ามันไม่ผิดกฎ แต่แบบนี้มันต่างกันเกินไปไหมเนี่ย!
อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ถือโล่ทรงกลมขนาดใหญ่ไว้ที่แขนซ้าย ส่วนมือขวาถือขวานศึกเล่มโต
ไอ้โล่นั่นคงเอามากันหมัดของฉันสินะ กะแล้วเชียวว่าต้องเตรียมวิธีแก้ทางมา
ส่วนขวานศึกในมือขวาก็เป็นแบบด้ามสั้นเน้นตวัดฟันรวดเร็ว ใบมีดสองคมดูโหดเหี้ยมสุดๆ สมกับเป็น 'ขวานศึก' จริงๆ
หืม...? ใบมีดของขวานนั่น ทำไมสีมันแปลกๆ นะ...
"พร้อมแล้วใช่ไหม? เดิมพัน 1 ดาว มีใครจะ เกทับ(เรส) ไหม? ถ้า..."
"ฉันขอ เกทับ(เรส)! สูงสุด 10 ดาวไปเลย!"
"หา!?"
อาจารย์กรรมการกำลังอธิบายกติกาอยู่ดีๆ ยัยบ้านั่นก็ตะโกน เกทับ(เรส) ขึ้นมาเฉยเลย! แถมยังขอเกทับถึง 10 ดาวอีก! ฉันมีดาวอยู่แค่ 5 ดวงเองนะ!?
"มั่นใจว่ายังไงก็ชนะอยู่แล้ว ก็ต้องเดิมพันเยอะๆ หน่อยสิ อ้อ หรือว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างแกจะปอดแหกไม่กล้ารับคำท้าล่ะ?"
"หนอย...!"
มันกะจะข่มฉันชัดๆ ยัยยักษ์นี่ประเมินฉันต่ำเกินไปแล้ว! ฉันเคยเจอนักผจญภัยแบบนี้มานับไม่ถ้วน และทุกคนที่กล้ามาดูถูกฉัน ก็ไม่เคยมีใครได้มีโอกาสมาพูดจาอวดดีแบบนี้เป็นครั้งที่สองหรอกนะ เพราะฉัน สั่ง(・)สอน(・)ให้(・)หลาบ(・)จำ(・) ไปหมดแล้วยังไงล่ะ!
"อาจารย์คะ... ฉันมีดาวอยู่แค่ 5 ดวง ถ้าเกิดกรณีแบบนี้จะเป็นยังไงคะ?"
"เอ๊ะ? อ้อ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนขอ เกทับ(เรส) เอง ถ้าเธอแพ้ก็จะโดนยึดดาวแค่ 5 ดวงที่เธอมีอยู่น่ะจ้ะ คนที่เสียผลประโยชน์ก็คือฝ่ายโน้นเอง แต่ถ้าเธอชนะ เธอก็จะได้ดาวจากอีกฝ่ายมา 10 ดวงเลย... อ้อ แต่ฝ่ายโน้นก็มีดาวอยู่แค่ 10 ดวงเหมือนกัน ถ้าหล่อนแพ้ก็เท่ากับว่าดาวหมดตัวเลยนะ"
อาจารย์กรรมการกดดูแท็บเล็ตแล้วตอบคำถามฉัน หึ ยัยนั่นเองก็เดิมพันด้วยดาวทั้งหมดที่มีเหมือนกันนี่นา
ทุ่มหมดตัวแบบนี้ มีเหตุผลอะไรให้ต้องรีบร้อน หรือว่ามั่นใจนักหนาว่าจะเอาชนะฉันได้ง่ายๆ กันแน่...
ก็ได้ ในเมื่ออยากได้นัก เดี๋ยวฉันจะหักจมูกรั้นๆ นั่นให้ดู จะทำให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยคอยดู!
"10 ดาว ตกลง"
"หา...!?"
ผิดคาดแฮะ เสียงของยัยยักษ์ฟังสั่นๆ เหมือนกำลังลนลาน สงสัยตอนแรกคงคิดว่าฉันจะปอดแหกยอมถอย เลยกะจะพูดข่มขวัญเล่นๆ ล่ะมั้ง ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าเด็กปีหนึ่งมีดาวแค่ 5 ดวง เลยกะจะล้อเล่นประสาทฉันสินะ
แต่ไหนๆ ก็รับคำท้าไปแล้ว จะมาเปลี่ยนใจทีหลังไม่ได้หรอกนะ! คราวนี้ใครแพ้ก็หมดตัวกันไปข้างนึงล่ะเว้ย! ฉันไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด!
"ในฐานะกรรมการ ฉันไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหรอกนะ แต่แน่ใจนะว่าจะตกลง?"
"ค่ะ"
"เข้าใจแล้ว เดิมพัน 10 ดาว ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงแล้ว ก้าวออกมาข้างหน้า!"
ฉันพยักหน้ารับคำอาจารย์ แล้วบังคับอาร์มเกียร์ก้าวไปข้างหน้า
อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ลังเลอยู่แวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ก้าวตามออกมา
พอยืนประจันหน้ากันแบบนี้ ยิ่งเห็นชัดเลยว่าหุ่นของยัยนั่นตัวใหญ่ขนาดไหน...
"ถ้าอย่างนั้น 【การประลองดารา】 เริ่มได้!"
สิ้นเสียงอาจารย์ หุ่นยักษ์ก็ง้างขวานศึกสุดแขน แล้วตวัดฟันใส่ฉันในแนวขวาง
ฉันกะจังหวะไว้แล้ว รีบถอยกรูดไปด้านหลัง หลบการโจมตีนั้นได้อย่างเฉียดฉิว
เปิดฉากมาก็เอาเลยนะ! งั้นตาฉันบ้างล่ะ!
คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาบ้าง แล้วปล่อยหมัดขวาตรงเข้าใส่ลำตัวอีกฝ่ายอย่างจัง แต่กลับโดนโล่ขนาดใหญ่ที่แขนซ้ายของยัยนั่นกันไว้ได้อย่างง่ายดาย เคร้ง! เสียงกระแทกดังทึบๆ ชวนให้รู้สึกว่างเปล่าชะมัด
จังหวะที่ฉันชะงัก ขวานศึกของอีกฝ่ายก็ฟาดลงมาจากด้านบน
"ฮึบ!"
ฉันยกสนับมือเหล็กที่แขนซ้ายขึ้นรับขวานศึกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด สนับมือเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อใช้ต่อยนั้นมีเกราะหนา ทำให้พลังป้องกันก็สูงตามไปด้วย
ฉันอาศัยจังหวะนั้นปัดขวานศึกออก แล้วรีบกระโดดถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง
ยัยนี่ถึงจะตัวใหญ่ แต่เรี่ยวแรงก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรขนาดนั้น ฉันน่าจะพอดันสู้ไหวอยู่
แต่ที่ผิดคาดคือความคล่องตัว นึกว่าจะเชื่องช้ากว่านี้ซะอีก
ฉันพุ่งตัวอ้อมไปทางซ้ายของศัตรู แล้วปล่อยหมัดซ้ายเสยขึ้นเป็นอัปเปอร์คัต แต่ยัยนั่นก็เอาโล่มากันไว้ได้ทัน ฉันเลยตามด้วยฮุกขวา แต่ก็โดนโล่กันไว้อีก
โธ่เอ๊ย ไอ้โล่นั่นมันเกะกะชะมัด... สงสัยต้องลอง 'ท่านั้น' ดูแล้วแฮะ
ฉันตั้งการ์ดต่ำลง รวบรวมสมาธิ พลังเวท และ 'พลังปราณ' ไว้ด้วยกัน เคล็ดลับมันอยู่ที่จังหวะ ต้องส่งพลังทั้งหมดที่มีไปรวมกันที่จุดปะทะในเสี้ยววินาทีที่หมัดสัมผัสเป้าหมาย...!
"ย้าก!"
ฉันปล่อยหมัดตรงออกไป อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ก็ยกโล่ขึ้นมากันตามสเต็ป เสียง แกร๊ง เบาๆ ดังขึ้น หมัดของฉันโดนโล่หยุดไว้ได้อย่างง่ายดาย
แรงสะท้อนเบาๆ ทำให้มือฉันชาไปนิดหน่อย แย่แล้ว ไม่ติด! พลังเวทกับ 'ปราณ' กระจายหายไปหมดเลย!
"อะไรของแกเนี่ย หมัดเหยาะแหยะแค่นี้คิดจะทำอะไรได้? สงสัยจะยังขับอาร์มเกียร์ไม่คล่องล่ะสิ!"
ยัยนั่นใช้โล่ดันฉันจนเสียหลัก แล้วฟาดขวานศึกสวนกลับมา ฉันพยายามทรงตัวแล้วยกสนับมือซ้ายขึ้นรับไว้ อึ้ก อันตราย...!
ปี๊บ──! เสียงเตือนภัยดังก้องไปทั่วห้องคนขับ
"หา!?"
ฉันเหลือบมองเกจวัดความเสียหายที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามันลดฮวบไปเยอะมาก เสียงเตือนเมื่อกี้คือเสียงเตือนความเสียหายนี่เอง!
พอมองไปที่แขนซ้ายที่ใช้รับขวานเมื่อกี้ ก็เห็นรอยฟันลึกเข้าไปเกือบครึ่งแขน เอเธอร์ไลน์น่าจะขาดไปแล้ว นิ้วก้อยกับนิ้วนางซ้ายไม่ตอบสนองเลย
"เป็นไปได้ไง!? เมื่อกี้ยังกันได้อยู่เลย!?"
"หึ! เสียใจด้วยนะยะ! ขวานด้านนี้น่ะทำมาจากอดามันไทต์เว้ย!"
"หา...!"
หนอย... มิน่าล่ะสีมันถึงต่างกัน ที่แท้ก็ใช้อดามันไทต์นี่เอง! ฉันรีบตั้งหลัก แล้วเบี่ยงตัวหลบเพื่อปกป้องแขนซ้ายที่บาดเจ็บหนัก
"แถมขวานนี่ยังลงเวทเสริมความคมเอาไว้ด้วยนะ โดนเข้าไปเต็มๆ แขนขาดกระจุยแน่! รับไปซะ!"
ขวานอดามันไทต์ถูกฟาดลงมาอีกครั้ง คราวนี้ฉันใช้สนับมือขวา รับ(・)การ(・)โจมตี(・)เอาไว้(・)
"หา!?"
"นึกว่าตัวเองมีอดามันไทต์อยู่คนเดียวหรือไงยะ!"
ฉันอาศัยจังหวะที่ยัยเดรดล็อกส์กำลังชะงัก ปล่อยหมัดซ้ายที่พังไปแล้วอัดเข้าที่สีข้างของมันเต็มแรง
"อั้ก!?"
แกร๊ง...! เสียงโลหะฉีกขาดดังลั่น เกราะด้านข้างของมันยุบยวบลงไป
เฮ้อ... โชคดีนะเนี่ยที่เชื่อคำเตือนของลาล่า...
ความจริงแล้ว ภายใต้สนับมือขวาของอาร์มเกียร์เครื่องนี้ ฉันแอบซ่อนแท่งอดามันไทต์เอาไว้
ตอนแรกก็กะเอาไว้กันเหนียวเฉยๆ ไม่นึกว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์แบบนี้จริงๆ
ไม่รู้ว่าลาล่าคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า แต่ต้องขอบคุณเธอจริงๆ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้
ต่อให้ลงเวทเสริมความคมไว้ แต่การจะฟันอดามันไทต์ให้ขาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะรับการโจมตีแบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้ แต่แค่มีวิธีป้องกันก็ช่วยได้เยอะแล้ว
อีกฝ่ายเองก็คงไม่กล้าบุกสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนกัน เพราะถ้าฟันมาแล้วโดนฉันกันได้ ก็จะโดนฉันสวนกลับทันทีเหมือนเมื่อกี้ไงล่ะ
"นังเด็กเวร...! เล่นตุกติกเรอะ...!"
"หล่อนมีสิทธิ์พูดคำนั้นด้วยเหรอยะ!"
ฉันพุ่งเข้าไปรัวหมัดซ้ายขวาเป็นชุด ตามด้วยฮุกขวา แต่ยัยนั่นก็เอาโล่มาบังไว้ได้หมด ชิ เก่งชะมัด ไอ้โล่นั่นน่ารำคาญจริงๆ...
"อย่าได้ใจให้มันมากนักนะ! ย้าก!"
"อึก...!"
ปึ้ง! ยัยนั่นเอาโล่กระแทกใส่ฉันอย่างแรง ชิลด์แบช...!
จังหวะที่ฉันเสียหลัก ขวานศึกก็ตวัดเข้ามา ฉันกระโดดถอยหลังหลบได้อย่างหวุดหวิด
สงสัยต้องใช้ 'ท่าไม้ตาย' อีกรอบแล้วแฮะ แต่ถ้าพลาดอีกจะทำยังไงดี... เดี๋ยวนะ?
ถ้าเปลี่ยนจากการใช้หมัดมาเป็นฝ่ามือกระแทกเหมือนตอนแข่งซูโม่ล่ะ?
ถ้าพื้นที่สัมผัสกว้างขึ้น พลังก็น่าจะส่งผ่านได้ง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ?
ฉันสูดหายใจลึกๆ แล้วตั้งสมาธิ รวบรวมพลังเวทไว้ที่มือขวา ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับรวบรวม 'ปราณ' จากทั่วทั้งร่างส่งผ่านฝ่ามือไปพร้อมกับพลังเวท แล้วกระแทกฝ่ามือออกไปเหมือนเกลียวคลื่น
"หึ! ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์!"
ยัยเดรดล็อกส์ยกโล่ขึ้นมากันอีกครั้ง ฝ่ามือของอาร์มเกียร์ฉันปะทะเข้ากับโล่นั้น เกิดเสียงดัง แปะ เบาๆ
ถ้ามองจากข้างนอกคงดูเหมือนฉันแค่เอามือไปแตะโล่เบาๆ แต่สำหรับฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่ทำท่านี้สำเร็จในการฝึกซ้อม
"────ทะลวง สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์ 'คลื่นทะลวง' (Shintou-ha)"
"หา!?"
เปรี้ยง! เสียงกระดูกแตกดังลั่น แขนซ้ายของยัยนั่นที่ถือโล่อยู่บิดเบี้ยวผิดรูปไปทันที แขนที่แหลกเหลวปล่อยให้โล่ ที่(・)ไร้(・)รอย(・)ขีดข่วน(・) ร่วงหล่นกระแทกพื้นดัง เคร้ง!
"ท ทำไมแขนถึงพังได้ล่ะ!? เมื่อกี้แกต่อยเบานิดเดียวเองนะ!?"
"ก็เพราะฉันส่งแรงกระแทกทะลุโล่เข้าไปที่แขนของหล่อนโดยตรงไงล่ะ"
"หา?"
ฉันอาศัยจังหวะที่ยัยนั่นกำลังอึ้ง พุ่งเข้าไปประชิดตัวแล้วซัดบอดี้โบลว์ซ้ายเข้าเต็มรัก
"อั้ก!?"
"ยังไม่จบหรอกน่า!"
ฉันเหวี่ยงแขนขวาฟาดเข้าที่แขนขวาของยัยนั่นที่กำลังถือขวานอยู่ เปรี้ยง! แขนขวายุบยวบลงไปทันที ขวานศึกหลุดมือหล่นพื้น
ยัยนั่นรีบย่อตัวลงจะไปเก็บขวาน แต่ฉันไวกว่า กระโดดลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือหัวมัน
"คิดผิดแล้วล่ะที่ เกทับน่ะ"
ฉันประสานมือทั้งสองข้างที่เป็นสนับมือเหล็กเข้าด้วยกัน แล้วทิ้งน้ำหนักตัวของหุ่นทั้งหมดบวกกับแรงโน้มถ่วง ทุบลงไปที่ยัยนั่นเหมือนค้อนปอนด์ยักษ์
"อั้ก!?"
เกราะด้านหลังของยัยเดรดล็อกส์พังยับเยิน หุ่นล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนจะหยุดนิ่งและหยุดทำงานไปในที่สุด
"แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
สิ้นเสียงประกาศชัยชนะของอาจารย์กรรมการ เสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากผู้ชมก็ดังสนั่นหวั่นไหว
เยส! ฉันก็ชนะในนัดเปิดตัวเหมือนกัน! แถมยังได้ดาวมาตั้ง 10 ดวงด้วย! โชคดีสุดๆ ไปเลย!
ในตอนนั้น ฉันกำลังหลงระเริงไปกับชัยชนะ โดยไม่ได้นึกถึงผลที่จะตามมาเลย ทั้งที่ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็จะรู้ได้ทันทีเลยแท้ๆ
ว่าการมีดาวเยอะๆ น่ะ มันทำให้เรากลายเป็นเป้าชั้นดีเลยล่ะ
.
"เอาล่ะ ไปล่ะนะ"
"พยายามเข้านะ"
"สู้ๆ นะคะ!"
ฉันบอกลาแคโรกับลาล่า ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งประจำที่บนอาร์มเกียร์ แล้วเดินเครื่อง... ระบบทุกอย่างทำงานปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ฉันเริ่มซิงโครไนซ์พลังเวท แล้วลองบังคับให้หุ่นเดินเพื่อเช็กสภาพเครื่อง ก็ดูโอเคดีนะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
พอเดินมาถึงลานประลอง อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ก็มายืนรออยู่บนลานประลองแล้ว
"เฮ้ย ใหญ่เบ้อเริ่มเลยนี่หว่า!?"
เอ๊ะ!? ทำไมอาร์มเกียร์ของหล่อนถึงได้ใหญ่โตขนาดนั้นล่ะ!?
ใหญ่กว่าของฉันเกือบสองเท่าเลยนะ!? แบบนี้มันขี้โกงชัดๆ!
"อาร์มเกียร์ของฉันเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษเว้ย! ก็คนมันตัวใหญ่นี่หว่า จะให้ทำไงได้ ขอบอกไว้ก่อนนะว่าเครื่องนี้ได้รับการรับรองจากวิทยาลัยอย่างเป็นทางการแล้ว! ไม่ได้ผิดกฎอะไรทั้งนั้น!"
"อึก...! คนก็ตัวยักษ์ หุ่นยังจะยักษ์ตามอีกเหรอเนี่ย...!"
จริงอยู่ที่ว่าถ้าสรีระคนขับไม่พอดีกับตัวหุ่น ก็สามารถปรับแต่งได้ อย่างหุ่นของฉันก็ถูกปรับแต่งให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้เข้ากับตัวฉันเหมือนกัน ก็เหมือนกับรองเท้านั่นแหละ ถ้าไซส์ไม่พอดีก็ขยับตัวได้ไม่เต็มที่
ฉันเข้าใจดีว่ามันไม่ผิดกฎ แต่แบบนี้มันต่างกันเกินไปไหมเนี่ย!
อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ถือโล่ทรงกลมขนาดใหญ่ไว้ที่แขนซ้าย ส่วนมือขวาถือขวานศึกเล่มโต
ไอ้โล่นั่นคงเอามากันหมัดของฉันสินะ กะแล้วเชียวว่าต้องเตรียมวิธีแก้ทางมา
ส่วนขวานศึกในมือขวาก็เป็นแบบด้ามสั้นเน้นตวัดฟันรวดเร็ว ใบมีดสองคมดูโหดเหี้ยมสุดๆ สมกับเป็น 'ขวานศึก' จริงๆ
หืม...? ใบมีดของขวานนั่น ทำไมสีมันแปลกๆ นะ...
"พร้อมแล้วใช่ไหม? เดิมพัน 1 ดาว มีใครจะ เกทับ(เรส) ไหม? ถ้า..."
"ฉันขอ เกทับ(เรส)! สูงสุด 10 ดาวไปเลย!"
"หา!?"
อาจารย์กรรมการกำลังอธิบายกติกาอยู่ดีๆ ยัยบ้านั่นก็ตะโกน เกทับ(เรส) ขึ้นมาเฉยเลย! แถมยังขอเกทับถึง 10 ดาวอีก! ฉันมีดาวอยู่แค่ 5 ดวงเองนะ!?
"มั่นใจว่ายังไงก็ชนะอยู่แล้ว ก็ต้องเดิมพันเยอะๆ หน่อยสิ อ้อ หรือว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างแกจะปอดแหกไม่กล้ารับคำท้าล่ะ?"
"หนอย...!"
มันกะจะข่มฉันชัดๆ ยัยยักษ์นี่ประเมินฉันต่ำเกินไปแล้ว! ฉันเคยเจอนักผจญภัยแบบนี้มานับไม่ถ้วน และทุกคนที่กล้ามาดูถูกฉัน ก็ไม่เคยมีใครได้มีโอกาสมาพูดจาอวดดีแบบนี้เป็นครั้งที่สองหรอกนะ เพราะฉัน สั่ง(・)สอน(・)ให้(・)หลาบ(・)จำ(・) ไปหมดแล้วยังไงล่ะ!
"อาจารย์คะ... ฉันมีดาวอยู่แค่ 5 ดวง ถ้าเกิดกรณีแบบนี้จะเป็นยังไงคะ?"
"เอ๊ะ? อ้อ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนขอ เกทับ(เรส) เอง ถ้าเธอแพ้ก็จะโดนยึดดาวแค่ 5 ดวงที่เธอมีอยู่น่ะจ้ะ คนที่เสียผลประโยชน์ก็คือฝ่ายโน้นเอง แต่ถ้าเธอชนะ เธอก็จะได้ดาวจากอีกฝ่ายมา 10 ดวงเลย... อ้อ แต่ฝ่ายโน้นก็มีดาวอยู่แค่ 10 ดวงเหมือนกัน ถ้าหล่อนแพ้ก็เท่ากับว่าดาวหมดตัวเลยนะ"
อาจารย์กรรมการกดดูแท็บเล็ตแล้วตอบคำถามฉัน หึ ยัยนั่นเองก็เดิมพันด้วยดาวทั้งหมดที่มีเหมือนกันนี่นา
ทุ่มหมดตัวแบบนี้ มีเหตุผลอะไรให้ต้องรีบร้อน หรือว่ามั่นใจนักหนาว่าจะเอาชนะฉันได้ง่ายๆ กันแน่...
ก็ได้ ในเมื่ออยากได้นัก เดี๋ยวฉันจะหักจมูกรั้นๆ นั่นให้ดู จะทำให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยคอยดู!
"10 ดาว ตกลง"
"หา...!?"
ผิดคาดแฮะ เสียงของยัยยักษ์ฟังสั่นๆ เหมือนกำลังลนลาน สงสัยตอนแรกคงคิดว่าฉันจะปอดแหกยอมถอย เลยกะจะพูดข่มขวัญเล่นๆ ล่ะมั้ง ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าเด็กปีหนึ่งมีดาวแค่ 5 ดวง เลยกะจะล้อเล่นประสาทฉันสินะ
แต่ไหนๆ ก็รับคำท้าไปแล้ว จะมาเปลี่ยนใจทีหลังไม่ได้หรอกนะ! คราวนี้ใครแพ้ก็หมดตัวกันไปข้างนึงล่ะเว้ย! ฉันไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด!
"ในฐานะกรรมการ ฉันไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหรอกนะ แต่แน่ใจนะว่าจะตกลง?"
"ค่ะ"
"เข้าใจแล้ว เดิมพัน 10 ดาว ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงแล้ว ก้าวออกมาข้างหน้า!"
ฉันพยักหน้ารับคำอาจารย์ แล้วบังคับอาร์มเกียร์ก้าวไปข้างหน้า
อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ลังเลอยู่แวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ก้าวตามออกมา
พอยืนประจันหน้ากันแบบนี้ ยิ่งเห็นชัดเลยว่าหุ่นของยัยนั่นตัวใหญ่ขนาดไหน...
"ถ้าอย่างนั้น 【การประลองดารา】 เริ่มได้!"
สิ้นเสียงอาจารย์ หุ่นยักษ์ก็ง้างขวานศึกสุดแขน แล้วตวัดฟันใส่ฉันในแนวขวาง
ฉันกะจังหวะไว้แล้ว รีบถอยกรูดไปด้านหลัง หลบการโจมตีนั้นได้อย่างเฉียดฉิว
เปิดฉากมาก็เอาเลยนะ! งั้นตาฉันบ้างล่ะ!
คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาบ้าง แล้วปล่อยหมัดขวาตรงเข้าใส่ลำตัวอีกฝ่ายอย่างจัง แต่กลับโดนโล่ขนาดใหญ่ที่แขนซ้ายของยัยนั่นกันไว้ได้อย่างง่ายดาย เคร้ง! เสียงกระแทกดังทึบๆ ชวนให้รู้สึกว่างเปล่าชะมัด
จังหวะที่ฉันชะงัก ขวานศึกของอีกฝ่ายก็ฟาดลงมาจากด้านบน
"ฮึบ!"
ฉันยกสนับมือเหล็กที่แขนซ้ายขึ้นรับขวานศึกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด สนับมือเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อใช้ต่อยนั้นมีเกราะหนา ทำให้พลังป้องกันก็สูงตามไปด้วย
ฉันอาศัยจังหวะนั้นปัดขวานศึกออก แล้วรีบกระโดดถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง
ยัยนี่ถึงจะตัวใหญ่ แต่เรี่ยวแรงก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรขนาดนั้น ฉันน่าจะพอดันสู้ไหวอยู่
แต่ที่ผิดคาดคือความคล่องตัว นึกว่าจะเชื่องช้ากว่านี้ซะอีก
ฉันพุ่งตัวอ้อมไปทางซ้ายของศัตรู แล้วปล่อยหมัดซ้ายเสยขึ้นเป็นอัปเปอร์คัต แต่ยัยนั่นก็เอาโล่มากันไว้ได้ทัน ฉันเลยตามด้วยฮุกขวา แต่ก็โดนโล่กันไว้อีก
โธ่เอ๊ย ไอ้โล่นั่นมันเกะกะชะมัด... สงสัยต้องลอง 'ท่านั้น' ดูแล้วแฮะ
ฉันตั้งการ์ดต่ำลง รวบรวมสมาธิ พลังเวท และ 'พลังปราณ' ไว้ด้วยกัน เคล็ดลับมันอยู่ที่จังหวะ ต้องส่งพลังทั้งหมดที่มีไปรวมกันที่จุดปะทะในเสี้ยววินาทีที่หมัดสัมผัสเป้าหมาย...!
"ย้าก!"
ฉันปล่อยหมัดตรงออกไป อาร์มเกียร์ของยัยเดรดล็อกส์ก็ยกโล่ขึ้นมากันตามสเต็ป เสียง แกร๊ง เบาๆ ดังขึ้น หมัดของฉันโดนโล่หยุดไว้ได้อย่างง่ายดาย
แรงสะท้อนเบาๆ ทำให้มือฉันชาไปนิดหน่อย แย่แล้ว ไม่ติด! พลังเวทกับ 'ปราณ' กระจายหายไปหมดเลย!
"อะไรของแกเนี่ย หมัดเหยาะแหยะแค่นี้คิดจะทำอะไรได้? สงสัยจะยังขับอาร์มเกียร์ไม่คล่องล่ะสิ!"
ยัยนั่นใช้โล่ดันฉันจนเสียหลัก แล้วฟาดขวานศึกสวนกลับมา ฉันพยายามทรงตัวแล้วยกสนับมือซ้ายขึ้นรับไว้ อึ้ก อันตราย...!
ปี๊บ──! เสียงเตือนภัยดังก้องไปทั่วห้องคนขับ
"หา!?"
ฉันเหลือบมองเกจวัดความเสียหายที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามันลดฮวบไปเยอะมาก เสียงเตือนเมื่อกี้คือเสียงเตือนความเสียหายนี่เอง!
พอมองไปที่แขนซ้ายที่ใช้รับขวานเมื่อกี้ ก็เห็นรอยฟันลึกเข้าไปเกือบครึ่งแขน เอเธอร์ไลน์น่าจะขาดไปแล้ว นิ้วก้อยกับนิ้วนางซ้ายไม่ตอบสนองเลย
"เป็นไปได้ไง!? เมื่อกี้ยังกันได้อยู่เลย!?"
"หึ! เสียใจด้วยนะยะ! ขวานด้านนี้น่ะทำมาจากอดามันไทต์เว้ย!"
"หา...!"
หนอย... มิน่าล่ะสีมันถึงต่างกัน ที่แท้ก็ใช้อดามันไทต์นี่เอง! ฉันรีบตั้งหลัก แล้วเบี่ยงตัวหลบเพื่อปกป้องแขนซ้ายที่บาดเจ็บหนัก
"แถมขวานนี่ยังลงเวทเสริมความคมเอาไว้ด้วยนะ โดนเข้าไปเต็มๆ แขนขาดกระจุยแน่! รับไปซะ!"
ขวานอดามันไทต์ถูกฟาดลงมาอีกครั้ง คราวนี้ฉันใช้สนับมือขวา รับ(・)การ(・)โจมตี(・)เอาไว้(・)
"หา!?"
"นึกว่าตัวเองมีอดามันไทต์อยู่คนเดียวหรือไงยะ!"
ฉันอาศัยจังหวะที่ยัยเดรดล็อกส์กำลังชะงัก ปล่อยหมัดซ้ายที่พังไปแล้วอัดเข้าที่สีข้างของมันเต็มแรง
"อั้ก!?"
แกร๊ง...! เสียงโลหะฉีกขาดดังลั่น เกราะด้านข้างของมันยุบยวบลงไป
เฮ้อ... โชคดีนะเนี่ยที่เชื่อคำเตือนของลาล่า...
ความจริงแล้ว ภายใต้สนับมือขวาของอาร์มเกียร์เครื่องนี้ ฉันแอบซ่อนแท่งอดามันไทต์เอาไว้
ตอนแรกก็กะเอาไว้กันเหนียวเฉยๆ ไม่นึกว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์แบบนี้จริงๆ
ไม่รู้ว่าลาล่าคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า แต่ต้องขอบคุณเธอจริงๆ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้
ต่อให้ลงเวทเสริมความคมไว้ แต่การจะฟันอดามันไทต์ให้ขาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะรับการโจมตีแบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้ แต่แค่มีวิธีป้องกันก็ช่วยได้เยอะแล้ว
อีกฝ่ายเองก็คงไม่กล้าบุกสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนกัน เพราะถ้าฟันมาแล้วโดนฉันกันได้ ก็จะโดนฉันสวนกลับทันทีเหมือนเมื่อกี้ไงล่ะ
"นังเด็กเวร...! เล่นตุกติกเรอะ...!"
"หล่อนมีสิทธิ์พูดคำนั้นด้วยเหรอยะ!"
ฉันพุ่งเข้าไปรัวหมัดซ้ายขวาเป็นชุด ตามด้วยฮุกขวา แต่ยัยนั่นก็เอาโล่มาบังไว้ได้หมด ชิ เก่งชะมัด ไอ้โล่นั่นน่ารำคาญจริงๆ...
"อย่าได้ใจให้มันมากนักนะ! ย้าก!"
"อึก...!"
ปึ้ง! ยัยนั่นเอาโล่กระแทกใส่ฉันอย่างแรง ชิลด์แบช...!
จังหวะที่ฉันเสียหลัก ขวานศึกก็ตวัดเข้ามา ฉันกระโดดถอยหลังหลบได้อย่างหวุดหวิด
สงสัยต้องใช้ 'ท่าไม้ตาย' อีกรอบแล้วแฮะ แต่ถ้าพลาดอีกจะทำยังไงดี... เดี๋ยวนะ?
ถ้าเปลี่ยนจากการใช้หมัดมาเป็นฝ่ามือกระแทกเหมือนตอนแข่งซูโม่ล่ะ?
ถ้าพื้นที่สัมผัสกว้างขึ้น พลังก็น่าจะส่งผ่านได้ง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ?
ฉันสูดหายใจลึกๆ แล้วตั้งสมาธิ รวบรวมพลังเวทไว้ที่มือขวา ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับรวบรวม 'ปราณ' จากทั่วทั้งร่างส่งผ่านฝ่ามือไปพร้อมกับพลังเวท แล้วกระแทกฝ่ามือออกไปเหมือนเกลียวคลื่น
"หึ! ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์!"
ยัยเดรดล็อกส์ยกโล่ขึ้นมากันอีกครั้ง ฝ่ามือของอาร์มเกียร์ฉันปะทะเข้ากับโล่นั้น เกิดเสียงดัง แปะ เบาๆ
ถ้ามองจากข้างนอกคงดูเหมือนฉันแค่เอามือไปแตะโล่เบาๆ แต่สำหรับฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่ทำท่านี้สำเร็จในการฝึกซ้อม
"────ทะลวง สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์ 'คลื่นทะลวง' (Shintou-ha)"
"หา!?"
เปรี้ยง! เสียงกระดูกแตกดังลั่น แขนซ้ายของยัยนั่นที่ถือโล่อยู่บิดเบี้ยวผิดรูปไปทันที แขนที่แหลกเหลวปล่อยให้โล่ ที่(・)ไร้(・)รอย(・)ขีดข่วน(・) ร่วงหล่นกระแทกพื้นดัง เคร้ง!
"ท ทำไมแขนถึงพังได้ล่ะ!? เมื่อกี้แกต่อยเบานิดเดียวเองนะ!?"
"ก็เพราะฉันส่งแรงกระแทกทะลุโล่เข้าไปที่แขนของหล่อนโดยตรงไงล่ะ"
"หา?"
ฉันอาศัยจังหวะที่ยัยนั่นกำลังอึ้ง พุ่งเข้าไปประชิดตัวแล้วซัดบอดี้โบลว์ซ้ายเข้าเต็มรัก
"อั้ก!?"
"ยังไม่จบหรอกน่า!"
ฉันเหวี่ยงแขนขวาฟาดเข้าที่แขนขวาของยัยนั่นที่กำลังถือขวานอยู่ เปรี้ยง! แขนขวายุบยวบลงไปทันที ขวานศึกหลุดมือหล่นพื้น
ยัยนั่นรีบย่อตัวลงจะไปเก็บขวาน แต่ฉันไวกว่า กระโดดลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือหัวมัน
"คิดผิดแล้วล่ะที่ เกทับน่ะ"
ฉันประสานมือทั้งสองข้างที่เป็นสนับมือเหล็กเข้าด้วยกัน แล้วทิ้งน้ำหนักตัวของหุ่นทั้งหมดบวกกับแรงโน้มถ่วง ทุบลงไปที่ยัยนั่นเหมือนค้อนปอนด์ยักษ์
"อั้ก!?"
เกราะด้านหลังของยัยเดรดล็อกส์พังยับเยิน หุ่นล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนจะหยุดนิ่งและหยุดทำงานไปในที่สุด
"แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
สิ้นเสียงประกาศชัยชนะของอาจารย์กรรมการ เสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากผู้ชมก็ดังสนั่นหวั่นไหว
เยส! ฉันก็ชนะในนัดเปิดตัวเหมือนกัน! แถมยังได้ดาวมาตั้ง 10 ดวงด้วย! โชคดีสุดๆ ไปเลย!
ในตอนนั้น ฉันกำลังหลงระเริงไปกับชัยชนะ โดยไม่ได้นึกถึงผลที่จะตามมาเลย ทั้งที่ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็จะรู้ได้ทันทีเลยแท้ๆ
ว่าการมีดาวเยอะๆ น่ะ มันทำให้เรากลายเป็นเป้าชั้นดีเลยล่ะ
024 คำเชิญให้ทำงานพาร์ตไทม์
.
"จ๊ากกกก"
"เลิกส่งเสียงประหลาดแต่เช้าได้ไหมคะ อารมณ์เสียตั้งแต่เริ่มวันเลย"
ริลิชา รูมเมตของฉัน แขวะฉันที่เผลออุทานเสียงหลงออกมา
แต่ตอนนี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะเถียงกลับหรอก สายตาของฉันจับจ้องไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งแสดงประวัติคำท้าประลอง 【ประลองดารา】
นี่มันอะไรกันเนี่ย...! มีคนท้าประลองเข้ามาตั้ง 25 คนเลยเหรอ!? แถมส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่นพี่ F Rank ทั้งนั้นด้วย
ผลจากการแข่งเมื่อวาน ทำให้ตอนนี้ฉันมีดาวรวมทั้งหมด 15 ดวง นำโด่งนักเรียนปีหนึ่งคนอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น
แน่นอนว่าการมีดาวเยอะขนาดนี้ ทำให้ฉันพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของกลุ่ม F Rank ในชั้นปีหนึ่งโดยอัตโนมัติ พอฉันเปิดสมาร์ทโฟนกะจะดูว่าจะแข่งรอบต่อไปเมื่อไหร่ดี ก็มาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้นี่แหละ
"ทำไมถึงมีคนมาท้าประลองเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย...?"
"นี่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่คะ... พูดสั้นๆ ก็คือ พวกเขา 'ประเมินเธอต่ำ' ยังไงล่ะคะ เป็นแค่เด็กปีหนึ่งสามัญชนธรรมดาๆ แต่มีแต้มตุนไว้ซะเยอะเลย ถ้าพูดเป็นภาษาของราชรัฐก็คงอารมณ์ 'หมูวิ่งชนปังตอ' ล่ะมั้งคะ พวกนั้นคงคิดว่าจะปล้นดาวจากเธอมาได้ง่ายๆ สินะคะ"
พอริลิชาอธิบายให้ฟัง ฉันก็ถึงบางอ้อเลย พร้อมๆ กับความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา นี่เห็นฉันเป็นขนมหวานงั้นเหรอ!
คำท้าประลองส่วนใหญ่ที่ส่งมา ล้วนขอเดิมพันที่ 10 ดาว ซึ่งเป็นลิมิตสูงสุดของ F Rank ทั้งนั้น กะจะปล้นฉันให้หมดตัวเลยสิเนี่ย น่ารังเกียจจริงๆ
"ก็นะคะ เพิ่งจะแข่งไปแค่รอบเดียว พวกเขาคงคิดว่าเธอแค่ฟลุคชนะมาล่ะมั้งคะ"
"หนอยยย! อย่ามาหยามกันนะเว้ย!"
"จะว่าไป ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันนะคะ"
"ได้เลย! งั้นรอบหน้าฉันจะสู้กับหล่อนเอง! อย่าหนีล่ะ!?"
ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเองว่าฉันไม่ได้ฟลุค!
"ก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แต่ฉันขอไม่สู้ด้วยอาร์มเกียร์นะคะ เพราะฉันอยากจะเน้นพัฒนาฝีมือการขับเฟรมเกียร์มากกว่า"
"หืม? ก็เห็นให้ทางบ้านส่งอาร์มเกียร์มาให้ไม่ใช่เหรอ?"
"อันนั้นท่านพ่อบังคับให้เอามาด้วยน่ะค่ะ... ก็นะ มีไว้ก็สะดวกดี แต่ถ้าไม่ใช่เวลาเรียนฉันก็ไม่คิดจะใช้หรอกค่ะ"
ก็จริงนะ เป้าหมายสูงสุดของพวกเราคือการเป็น 'ทรูปเปอร์' ที่ควบคุมเฟรมเกียร์ การมัวแต่ยึดติดกับอาร์มเกียร์มากเกินไปก็คงไม่มีประโยชน์
จริงๆ แล้วอาร์มเกียร์ก็มีกีฬาต่อสู้เฉพาะของมันที่เรียกว่า 'แบทเทิลเกียร์' นะ
เห็นว่าพวกรุ่นพี่ที่จบไปก็มีบางคนที่ไปเอาดีทางด้านนี้เหมือนกัน
แต่เป้าหมายของฉันคือการลงแข่ง 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 ให้ได้ เพราะฉะนั้นฉันก็ต้องสะสมชัยชนะจากการขับเฟรมเกียร์ด้วยเหมือนกัน
"โอเค เข้าใจละ งั้นเรามาสู้ด้วยเฟรมเกียร์กัน"
"...นี่เธอไม่ได้คิดอะไรเลยสินะคะ? หัดใช้สมองบ้างสิคะ... เอาเถอะ ช่างมัน เดิมพันแค่ 2 ดาวก็พอนะคะ ไม่มีการ เกทับ(เรส) ด้วย"
"อ้าว ไม่ทุ่มสุดตัวล่ะ?"
"มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละค่ะที่จะทำแบบนั้น"
อึ้ก... ขอโทษทีที่ฉันเป็นคนโง่
ตอนนี้ริลิชามีดาวอยู่ 6 ดวง การเดิมพัน 2 ดวงก็ถือว่าเสี่ยงไปตั้งหนึ่งในสามเลยนะ แต่ฉันมีตั้ง 15 ดวง ต่อให้แพ้ก็ยังเหลือ 13 ดวง ฮ่าๆๆ การมีเงิน (ดาว) ถุงเงิน (ดาว) ถังนี่มันดีจริงๆ!
◇ ◇ ◇
"โธ่เว้ย! แพ้ซะได้! ลูกไม้แบบนั้นมันแฟร์ด้วยเหรอ!?"
"แฟร์สิคะ"
"แฟร์นะ"
"ฮ่าๆๆ แฟร์สุดๆ เลยล่ะ"
"น่าเสียดายนะคะ แต่มันแฟร์จริงๆ ค่ะ..."
รับไม่ได้โว้ยยยย!
ฉันกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดตอนก้าวออกมาจากเฟรมยูนิต
พอเริ่มการประลอง ฉันก็ใช้ความเร็วของไลท์นิ่งเฟรมพุ่งเข้าไปเปิดฉากโจมตีทันที แต่กลับไปติด 'แห (Net)' ที่หุ่นของริลิชายิงออกมาซะงั้น
ก็เห็นอยู่หรอกนะว่ามีปืนใหญ่หน้าตาแปลกๆ ติดอยู่ที่ไหล่!
พอฉันติดแหขยับไม่ได้ ริลิชาก็ถอยไปรักษาระยะห่าง แล้วระดมยิงปืนใหญ่ใส่ฉันแบบไม่ยั้ง หุ่นของฉันที่เกราะบางอยู่แล้ว แถมยังหนีไปไหนไม่ได้ ก็เลยโดนสอยร่วงไปอย่างรวดเร็ว
การประลองจบลงโดยใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ! โธ่เอ๊ย!
"ก็นะ ครั้งนี้ถือว่าริลิชาวางแผนมาดี ส่วนเนโรก็แพ้เพราะประมาทและยังศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพอล่ะนะ"
"ศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพออะไรล่ะ!"
"อุปกรณ์ที่ยิงแหออกมานั่นเรียกว่า 'เน็ตลันเชอร์' (Net Launcher) น่ะ ไม่รู้จักเหรอ?"
"ไม่เห็นจะรู้เลย..."
อุปกรณ์เฉพาะทางแบบนั้นใครจะไปรู้ล่ะ ไม่เห็นมีใครเคยใช้เลยนี่...
"ถ้าเธอรู้จักอุปกรณ์นั้นมาก่อน พอเห็นปุ๊บก็ต้องระวังตัวแล้วสิ นี่แหละที่เรียกว่าศึกษามาไม่ดีพอ แถมยังบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปอีก เธอควรจะคิดเผื่อไว้ด้วยสิว่าอีกฝ่ายอาจจะเตรียมแผนมารับมือหุ่นสายความเร็วอย่างไลท์นิ่งเฟรมไว้แล้วน่ะ"
"อึ้ก..."
พอโดนแคโรแจกแจงข้อผิดพลาดให้ฟังเป็นฉากๆ ฉันก็เถียงไม่ออกเลย เจ็บใจนัก แต่ก็แพ้ราบคาบจริงๆ
โธ่เอ๊ย เสียดาวไปเลย...
"คราวหน้าฉันไม่หลงกลมุกเดิมหรอกนะ!"
"นั่นสิคะ ถ้ายังหลงกลมุกเดิมซ้ำสองล่ะก็ คงต้องยอมรับแล้วล่ะค่ะว่าเป็นคนโง่จริงๆ"
อึก... ในเมื่อแพ้ก็ไม่มีสิทธิ์เถียง... !
ถึงจะบอกว่าคราวหน้าก็เถอะ แต่กว่าจะท้าประลองกับคนเดิมได้อีกครั้งก็ต้องรอตั้งสามเดือนนู่นเลยนะ แถมถ้าแพ้คนคนเดิมครบห้าครั้ง ก็จะหมดสิทธิ์ท้าประลองกับคนนั้นไปตลอดกาลเลยด้วย ถ้าจะล้างตาคราวหน้าต้องวางแผนให้รัดกุมกว่านี้ซะแล้ว...
"น่าเสียดายจังเลยนะจ๊ะ ถ้ายอมทุ่มหมดตัวก็คงได้ดาวมาอื้อซ่าแล้วแท้ๆ ทำไมถึงเดิมพันแค่สองดวงเองล่ะจ๊ะ?"
"ถ้าโลภมากลาภอาจจะหายได้น่ะสิคะ สัญชาตญาณสัตว์ป่านี่ประมาทไม่ได้หรอกนะคะ ฉันก็เลยต้องระวังตัวไว้ก่อน"
"รอบคอบจังเลยนะ"
ริลิชาตอบคำถามเชรี่ไปแบบนั้น เดี๋ยวนะ สัญชาตญาณสัตว์ป่านี่... หมายถึงฉันเหรอ!?
"เอายังไงดีจ๊ะ เนโร? ตาต่อไปจะประลองกับฉันไหม?"
"ไม่เอาอ่ะ! หุ่นฉันแพ้ทางหุ่นเชรี่สุดๆ เลย!"
หุ่นของเชรี่คือคล็อกเฟรม ซึ่งเป็นหุ่นที่เน้นความแม่นยำสูง ทำให้การใช้อาวุธปืนมีประสิทธิภาพมาก หุ่นของเธอถือปืนพกคู่ (Dual Wielding) และพร้อมจะสาดกระสุนใส่จุดอ่อนของเป้าหมายอย่างไม่ปรานี ต่อให้เป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เร็วแค่ไหน ก็หลบกระสุนไม่พ้นหรอก
กว่าจะเข้าประชิดตัวได้ คงโดนยิงไปหลายนัดแล้ว แล้วก็จะโดนยิงซ้ำเติมไปเรื่อยๆ อีก
ความจริงตอนซ้อมฉันก็แพ้เชรี่รวดเลยนี่นา
ขืนไปสู้ด้วยตอนนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาเกราะหรือโล่มาป้องกันให้ได้ก่อน ไม่งั้นโอกาสชนะยิ่งริบหรี่กว่าตอนสู้กับริลิชาซะอีก
การจะซื้ออุปกรณ์ดีๆ ก็ต้องใช้ G(เกียร์)... ถึงจะได้เงินรางวัลมาบ้างจากตอนที่ชนะยัยรุ่นพี่เดรดล็อกส์ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี
ช่วงนี้คงต้องเน้นประลองด้วยอาร์มเกียร์ไปก่อน แล้วก็ลองหางานพาร์ตไทม์ในวิทยาลัยทำไปด้วยดีกว่า
◇ ◇ ◇
"เฮ้อ... ทุกคนก็คงคิดเหมือนกันสินะ"
ฉันลองเข้าไปหาดูงานพาร์ตไทม์ในเว็บไซต์ของวิทยาลัย ก็เห็นว่ามีเปิดรับสมัครอยู่หลายงาน แต่งานที่ฉันพอจะทำได้กลับมีคนสมัครเต็มหมดแล้ว
งานที่เหลืออยู่ก็เป็นพวกงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง อย่างช่างซ่อมบำรุง หรือนักดนตรี อะไรทำนองนั้น จังหวะไม่ดีเลยแฮะ
ลองไปดูบอร์ดประกาศที่หน้าแผนกวิชาการ เผื่อจะมีงานรายวันของพวกอาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือบรรณารักษ์บ้าง แต่ก็ว่างเปล่าเหมือนกัน
"เหลือแต่งานพาร์ตไทม์จากพวกนักเรียนด้วยกันเองแล้วสิ แต่พวกนั้นให้ค่าแรงน้อยแถมไม่ค่อยคุ้มด้วยสิ..."
พวกนักเรียนที่มาจ้างงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มี G ล้นเหลืออะไร ก็เลยมักจะกดค่าแรงกันสุดๆ แถมบางคนพอทำงานเสร็จ ก็ชอบหาเรื่องติโน่นตินี่เพื่อเบี้ยวค่าจ้างอีกต่างหาก
ฉันยืนถอนหายใจอยู่หน้าบอร์ดประกาศแผนกวิชาการ
อืมมม... ทำงานให้วิทยาลัยมันดีกว่าอยู่แล้ว วันนี้คงต้องตัดใจไปก่อนล่ะมั้ง...
"อ้าว กำลังหางานพาร์ตไทม์อยู่เหรอ?"
"เอ๊ะ?"
พอหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่กับโกเลมหมีพาร่า พาร่ายกมือขึ้นทักทาย 'โย่ว' ฉันก็เลยเผลอยกมือตอบกลับไปแบบงงๆ
"มาพอดีเลย ฉันกำลังจะเอาป้ายประกาศนี่มาแปะน่ะ เธอสนใจจะรับงานนี้ไหม?"
พูดจบ ท่านผู้อำนวยการคูนก็ยื่นป้ายประกาศในมือมาให้ฉัน ไหนดูซิ... 'รับสมัครผู้ทดสอบขับเฟรมยูนิต คุณสมบัติ: มีความถนัดด้านเวทมนตร์ตั้งแต่สองธาตุขึ้นไป และต้องเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ไร้ธาตุได้'... เหรอ?
"ถึงคุณสมบัติมันจะตรงกับฉันก็เถอะ แต่ผู้ทดสอบนี่ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ?"
"ก็แค่เป็นนักบินทดสอบน่ะ ให้คนขับหลายๆ ประเภทลองขับเครื่องดู เพื่อนำข้อมูลไปปรับสมดุลและจูนอัพเครื่องน่ะ รับรองว่าคราวนี้ไม่เกิดอาการพลังเวทเหือดแห้งเหมือนตอนขับอคิลลีสแน่นอน สบายใจได้จ้ะ"
นักบินทดสอบเหรอ? งานสำคัญแบบนี้ให้เด็กนักเรียนทำจะดีเหรอ...?
"ไม่ได้เป็นโปรเจกต์ของบริษัทหรอกนะ เป็นแค่หุ่นที่ฉันสร้างขึ้นเป็นงานอดิเรกส่วนตัวน่ะ เลยไม่มีปัญหาอะไร ฉันลองไปทาบทามนักเรียนไว้หลายคนแล้วล่ะ ส่วนอันนี้คือต้องการคนเพิ่มอีกสักคน ถ้ารับงานล่ะก็ ฉันจะได้ไม่ต้องแปะประกาศนี้ อ้อ ค่าจ้าง G งานนี้จ่ายงามเลยนะ ขอบอก"
"ทำค่ะ!"
พอได้ยินว่าได้ G เยอะ ฉันก็ตอบตกลงไปแบบไม่ต้องคิดเลย
ถ้าได้ G เยอะล่ะก็ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธเลยนี่นา แถมฉันเองก็อยากเห็นเฟรมเกียร์ที่ท่านผู้อำนวยการสร้างด้วยสิ
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้บ่ายสามโมงตรง มาเจอกันที่โรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3 นะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้ให้ อ้อ งานนี้เป็นโปรเจกต์ ส่วนตัว(ความลับ) ของฉัน ห้ามเอาเนื้อหางานไปบอกใครเด็ดขาดนะ เข้าใจไหม?"
"เอ่อ ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ"
อ้อ ถ้าอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้าง ก็ต้องมีเรื่องการรักษาความลับด้วยสินะ
ก็แหงล่ะ ท่านผู้อำนวยการเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของวิทยาลัย แถมยังเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ของราชรัฐบรุนฮิลด์ด้วยนี่นา คงมีข้อมูลลับเยอะแยะเลยล่ะ
ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อย ฉันก็แอบรู้สึกตื่นเต้นกับงานทดสอบหุ่นในวันพรุ่งนี้ขึ้นมานิดๆ แล้วสิ
◇ ◇ ◇
"นี่น่ะเหรอ โรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3..."
เมื่อก้าวเข้ามาข้างในเป็นครั้งแรก ฉันก็ต้องตะลึง เพราะพื้นที่ข้างในมันกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอกเยอะเลย คงใช้เวทมนตร์ขยายพื้นที่สินะ?
พอบอกชื่อกับอัศวินหญิงที่เฝ้าประตูอยู่ เธอก็ให้ฉันเข้าไปรอข้างในได้เลย
ภายในโรงเก็บหุ่นมีชิ้นส่วนเครื่องจักรและยานพาหนะต่างๆ วางระเกะระกะไปหมด แค่เดินดูก็เพลินแล้ว นั่นมันรถไฟเวทมนตร์ใช่ไหมเนี่ย...? ทางโน้นก็มีเรือเหาะ แถมยังมี ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) รุ่นท็อปจอดเรียงกันเป็นแถวอีก...! ของทั้งหมดนี่ถ้าเอาไปขายจะได้เงินสักเท่าไหร่กันนะ... ข นี่สินะที่เขาเรียกว่าชีวิตของพวกไฮโซ...!
ระหว่างที่ฉันกำลังอึ้งกับมูลค่าของพวกนี้ โกเลมหมีพาร่าก็เดินดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา
พาร่ากวักมือเรียกฉันเหมือนจะบอกว่า 'ตามมาทางนี้เลย' ให้ฉันเดินตามไปสินะ?
ฉันเดินตามพาร่าที่เดินดุ๊กดิ๊กนำหน้าไป พลางนึกถึงตอนที่เพิ่งเข้ามาวิทยาลัยใหม่ๆ
ตอนนั้นฉันก็เดินตามพาร่าไปแบบนี้แหละ แล้วก็ไปเจอท่านผู้อำนวยการคูนกำลังซ่อมบำรุงอคิลลีสอยู่ที่ลานกว้าง
"โอ้..."
พอเดินตามพาร่าลึกเข้าไปในโรงเก็บหุ่น ก็มองเห็นเฟรมเกียร์เครื่องหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนแท่นซ่อมบำรุง เป็นหุ่นต้นแบบสีเทาที่ยังไม่ได้ทำสี ขนาดตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ น่าจะเป็นรุ่นริตเตอร์เฟรมล่ะมั้ง? นั่นคือหุ่นที่ฉันต้องขับทดสอบสินะ
"อ้าว มาแล้วเหรอ"
ท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่ตรงบริเวณเท้าของหุ่นตัวนั้น นอกจากท่านแล้ว ยังมีเด็กผู้ชายที่ไม่คุ้นหน้าอีกสองคน กับเด็กผู้หญิงอีกสองคน... เอ๊ะ!?
พอเห็นหน้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในนั้น ฉันก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรเรสเทีย ผู้ครองอันดับ 1 ของวิทยาลัย ฉายา 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ...พอต้องมายืนอยู่ต่อหน้านักเรียนหญิงที่แกร่งที่สุดในวิทยาลัยแบบนี้ ถึงจะเป็นฉันก็แอบเกร็งเหมือนกันนะเนี่ย
.
"จ๊ากกกก"
"เลิกส่งเสียงประหลาดแต่เช้าได้ไหมคะ อารมณ์เสียตั้งแต่เริ่มวันเลย"
ริลิชา รูมเมตของฉัน แขวะฉันที่เผลออุทานเสียงหลงออกมา
แต่ตอนนี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะเถียงกลับหรอก สายตาของฉันจับจ้องไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งแสดงประวัติคำท้าประลอง 【ประลองดารา】
นี่มันอะไรกันเนี่ย...! มีคนท้าประลองเข้ามาตั้ง 25 คนเลยเหรอ!? แถมส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่นพี่ F Rank ทั้งนั้นด้วย
ผลจากการแข่งเมื่อวาน ทำให้ตอนนี้ฉันมีดาวรวมทั้งหมด 15 ดวง นำโด่งนักเรียนปีหนึ่งคนอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น
แน่นอนว่าการมีดาวเยอะขนาดนี้ ทำให้ฉันพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของกลุ่ม F Rank ในชั้นปีหนึ่งโดยอัตโนมัติ พอฉันเปิดสมาร์ทโฟนกะจะดูว่าจะแข่งรอบต่อไปเมื่อไหร่ดี ก็มาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้นี่แหละ
"ทำไมถึงมีคนมาท้าประลองเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย...?"
"นี่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่คะ... พูดสั้นๆ ก็คือ พวกเขา 'ประเมินเธอต่ำ' ยังไงล่ะคะ เป็นแค่เด็กปีหนึ่งสามัญชนธรรมดาๆ แต่มีแต้มตุนไว้ซะเยอะเลย ถ้าพูดเป็นภาษาของราชรัฐก็คงอารมณ์ 'หมูวิ่งชนปังตอ' ล่ะมั้งคะ พวกนั้นคงคิดว่าจะปล้นดาวจากเธอมาได้ง่ายๆ สินะคะ"
พอริลิชาอธิบายให้ฟัง ฉันก็ถึงบางอ้อเลย พร้อมๆ กับความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา นี่เห็นฉันเป็นขนมหวานงั้นเหรอ!
คำท้าประลองส่วนใหญ่ที่ส่งมา ล้วนขอเดิมพันที่ 10 ดาว ซึ่งเป็นลิมิตสูงสุดของ F Rank ทั้งนั้น กะจะปล้นฉันให้หมดตัวเลยสิเนี่ย น่ารังเกียจจริงๆ
"ก็นะคะ เพิ่งจะแข่งไปแค่รอบเดียว พวกเขาคงคิดว่าเธอแค่ฟลุคชนะมาล่ะมั้งคะ"
"หนอยยย! อย่ามาหยามกันนะเว้ย!"
"จะว่าไป ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันนะคะ"
"ได้เลย! งั้นรอบหน้าฉันจะสู้กับหล่อนเอง! อย่าหนีล่ะ!?"
ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเองว่าฉันไม่ได้ฟลุค!
"ก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แต่ฉันขอไม่สู้ด้วยอาร์มเกียร์นะคะ เพราะฉันอยากจะเน้นพัฒนาฝีมือการขับเฟรมเกียร์มากกว่า"
"หืม? ก็เห็นให้ทางบ้านส่งอาร์มเกียร์มาให้ไม่ใช่เหรอ?"
"อันนั้นท่านพ่อบังคับให้เอามาด้วยน่ะค่ะ... ก็นะ มีไว้ก็สะดวกดี แต่ถ้าไม่ใช่เวลาเรียนฉันก็ไม่คิดจะใช้หรอกค่ะ"
ก็จริงนะ เป้าหมายสูงสุดของพวกเราคือการเป็น 'ทรูปเปอร์' ที่ควบคุมเฟรมเกียร์ การมัวแต่ยึดติดกับอาร์มเกียร์มากเกินไปก็คงไม่มีประโยชน์
จริงๆ แล้วอาร์มเกียร์ก็มีกีฬาต่อสู้เฉพาะของมันที่เรียกว่า 'แบทเทิลเกียร์' นะ
เห็นว่าพวกรุ่นพี่ที่จบไปก็มีบางคนที่ไปเอาดีทางด้านนี้เหมือนกัน
แต่เป้าหมายของฉันคือการลงแข่ง 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 ให้ได้ เพราะฉะนั้นฉันก็ต้องสะสมชัยชนะจากการขับเฟรมเกียร์ด้วยเหมือนกัน
"โอเค เข้าใจละ งั้นเรามาสู้ด้วยเฟรมเกียร์กัน"
"...นี่เธอไม่ได้คิดอะไรเลยสินะคะ? หัดใช้สมองบ้างสิคะ... เอาเถอะ ช่างมัน เดิมพันแค่ 2 ดาวก็พอนะคะ ไม่มีการ เกทับ(เรส) ด้วย"
"อ้าว ไม่ทุ่มสุดตัวล่ะ?"
"มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละค่ะที่จะทำแบบนั้น"
อึ้ก... ขอโทษทีที่ฉันเป็นคนโง่
ตอนนี้ริลิชามีดาวอยู่ 6 ดวง การเดิมพัน 2 ดวงก็ถือว่าเสี่ยงไปตั้งหนึ่งในสามเลยนะ แต่ฉันมีตั้ง 15 ดวง ต่อให้แพ้ก็ยังเหลือ 13 ดวง ฮ่าๆๆ การมีเงิน (ดาว) ถุงเงิน (ดาว) ถังนี่มันดีจริงๆ!
◇ ◇ ◇
"โธ่เว้ย! แพ้ซะได้! ลูกไม้แบบนั้นมันแฟร์ด้วยเหรอ!?"
"แฟร์สิคะ"
"แฟร์นะ"
"ฮ่าๆๆ แฟร์สุดๆ เลยล่ะ"
"น่าเสียดายนะคะ แต่มันแฟร์จริงๆ ค่ะ..."
รับไม่ได้โว้ยยยย!
ฉันกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดตอนก้าวออกมาจากเฟรมยูนิต
พอเริ่มการประลอง ฉันก็ใช้ความเร็วของไลท์นิ่งเฟรมพุ่งเข้าไปเปิดฉากโจมตีทันที แต่กลับไปติด 'แห (Net)' ที่หุ่นของริลิชายิงออกมาซะงั้น
ก็เห็นอยู่หรอกนะว่ามีปืนใหญ่หน้าตาแปลกๆ ติดอยู่ที่ไหล่!
พอฉันติดแหขยับไม่ได้ ริลิชาก็ถอยไปรักษาระยะห่าง แล้วระดมยิงปืนใหญ่ใส่ฉันแบบไม่ยั้ง หุ่นของฉันที่เกราะบางอยู่แล้ว แถมยังหนีไปไหนไม่ได้ ก็เลยโดนสอยร่วงไปอย่างรวดเร็ว
การประลองจบลงโดยใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ! โธ่เอ๊ย!
"ก็นะ ครั้งนี้ถือว่าริลิชาวางแผนมาดี ส่วนเนโรก็แพ้เพราะประมาทและยังศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพอล่ะนะ"
"ศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพออะไรล่ะ!"
"อุปกรณ์ที่ยิงแหออกมานั่นเรียกว่า 'เน็ตลันเชอร์' (Net Launcher) น่ะ ไม่รู้จักเหรอ?"
"ไม่เห็นจะรู้เลย..."
อุปกรณ์เฉพาะทางแบบนั้นใครจะไปรู้ล่ะ ไม่เห็นมีใครเคยใช้เลยนี่...
"ถ้าเธอรู้จักอุปกรณ์นั้นมาก่อน พอเห็นปุ๊บก็ต้องระวังตัวแล้วสิ นี่แหละที่เรียกว่าศึกษามาไม่ดีพอ แถมยังบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปอีก เธอควรจะคิดเผื่อไว้ด้วยสิว่าอีกฝ่ายอาจจะเตรียมแผนมารับมือหุ่นสายความเร็วอย่างไลท์นิ่งเฟรมไว้แล้วน่ะ"
"อึ้ก..."
พอโดนแคโรแจกแจงข้อผิดพลาดให้ฟังเป็นฉากๆ ฉันก็เถียงไม่ออกเลย เจ็บใจนัก แต่ก็แพ้ราบคาบจริงๆ
โธ่เอ๊ย เสียดาวไปเลย...
"คราวหน้าฉันไม่หลงกลมุกเดิมหรอกนะ!"
"นั่นสิคะ ถ้ายังหลงกลมุกเดิมซ้ำสองล่ะก็ คงต้องยอมรับแล้วล่ะค่ะว่าเป็นคนโง่จริงๆ"
อึก... ในเมื่อแพ้ก็ไม่มีสิทธิ์เถียง... !
ถึงจะบอกว่าคราวหน้าก็เถอะ แต่กว่าจะท้าประลองกับคนเดิมได้อีกครั้งก็ต้องรอตั้งสามเดือนนู่นเลยนะ แถมถ้าแพ้คนคนเดิมครบห้าครั้ง ก็จะหมดสิทธิ์ท้าประลองกับคนนั้นไปตลอดกาลเลยด้วย ถ้าจะล้างตาคราวหน้าต้องวางแผนให้รัดกุมกว่านี้ซะแล้ว...
"น่าเสียดายจังเลยนะจ๊ะ ถ้ายอมทุ่มหมดตัวก็คงได้ดาวมาอื้อซ่าแล้วแท้ๆ ทำไมถึงเดิมพันแค่สองดวงเองล่ะจ๊ะ?"
"ถ้าโลภมากลาภอาจจะหายได้น่ะสิคะ สัญชาตญาณสัตว์ป่านี่ประมาทไม่ได้หรอกนะคะ ฉันก็เลยต้องระวังตัวไว้ก่อน"
"รอบคอบจังเลยนะ"
ริลิชาตอบคำถามเชรี่ไปแบบนั้น เดี๋ยวนะ สัญชาตญาณสัตว์ป่านี่... หมายถึงฉันเหรอ!?
"เอายังไงดีจ๊ะ เนโร? ตาต่อไปจะประลองกับฉันไหม?"
"ไม่เอาอ่ะ! หุ่นฉันแพ้ทางหุ่นเชรี่สุดๆ เลย!"
หุ่นของเชรี่คือคล็อกเฟรม ซึ่งเป็นหุ่นที่เน้นความแม่นยำสูง ทำให้การใช้อาวุธปืนมีประสิทธิภาพมาก หุ่นของเธอถือปืนพกคู่ (Dual Wielding) และพร้อมจะสาดกระสุนใส่จุดอ่อนของเป้าหมายอย่างไม่ปรานี ต่อให้เป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เร็วแค่ไหน ก็หลบกระสุนไม่พ้นหรอก
กว่าจะเข้าประชิดตัวได้ คงโดนยิงไปหลายนัดแล้ว แล้วก็จะโดนยิงซ้ำเติมไปเรื่อยๆ อีก
ความจริงตอนซ้อมฉันก็แพ้เชรี่รวดเลยนี่นา
ขืนไปสู้ด้วยตอนนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาเกราะหรือโล่มาป้องกันให้ได้ก่อน ไม่งั้นโอกาสชนะยิ่งริบหรี่กว่าตอนสู้กับริลิชาซะอีก
การจะซื้ออุปกรณ์ดีๆ ก็ต้องใช้ G(เกียร์)... ถึงจะได้เงินรางวัลมาบ้างจากตอนที่ชนะยัยรุ่นพี่เดรดล็อกส์ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี
ช่วงนี้คงต้องเน้นประลองด้วยอาร์มเกียร์ไปก่อน แล้วก็ลองหางานพาร์ตไทม์ในวิทยาลัยทำไปด้วยดีกว่า
◇ ◇ ◇
"เฮ้อ... ทุกคนก็คงคิดเหมือนกันสินะ"
ฉันลองเข้าไปหาดูงานพาร์ตไทม์ในเว็บไซต์ของวิทยาลัย ก็เห็นว่ามีเปิดรับสมัครอยู่หลายงาน แต่งานที่ฉันพอจะทำได้กลับมีคนสมัครเต็มหมดแล้ว
งานที่เหลืออยู่ก็เป็นพวกงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง อย่างช่างซ่อมบำรุง หรือนักดนตรี อะไรทำนองนั้น จังหวะไม่ดีเลยแฮะ
ลองไปดูบอร์ดประกาศที่หน้าแผนกวิชาการ เผื่อจะมีงานรายวันของพวกอาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือบรรณารักษ์บ้าง แต่ก็ว่างเปล่าเหมือนกัน
"เหลือแต่งานพาร์ตไทม์จากพวกนักเรียนด้วยกันเองแล้วสิ แต่พวกนั้นให้ค่าแรงน้อยแถมไม่ค่อยคุ้มด้วยสิ..."
พวกนักเรียนที่มาจ้างงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มี G ล้นเหลืออะไร ก็เลยมักจะกดค่าแรงกันสุดๆ แถมบางคนพอทำงานเสร็จ ก็ชอบหาเรื่องติโน่นตินี่เพื่อเบี้ยวค่าจ้างอีกต่างหาก
ฉันยืนถอนหายใจอยู่หน้าบอร์ดประกาศแผนกวิชาการ
อืมมม... ทำงานให้วิทยาลัยมันดีกว่าอยู่แล้ว วันนี้คงต้องตัดใจไปก่อนล่ะมั้ง...
"อ้าว กำลังหางานพาร์ตไทม์อยู่เหรอ?"
"เอ๊ะ?"
พอหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่กับโกเลมหมีพาร่า พาร่ายกมือขึ้นทักทาย 'โย่ว' ฉันก็เลยเผลอยกมือตอบกลับไปแบบงงๆ
"มาพอดีเลย ฉันกำลังจะเอาป้ายประกาศนี่มาแปะน่ะ เธอสนใจจะรับงานนี้ไหม?"
พูดจบ ท่านผู้อำนวยการคูนก็ยื่นป้ายประกาศในมือมาให้ฉัน ไหนดูซิ... 'รับสมัครผู้ทดสอบขับเฟรมยูนิต คุณสมบัติ: มีความถนัดด้านเวทมนตร์ตั้งแต่สองธาตุขึ้นไป และต้องเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ไร้ธาตุได้'... เหรอ?
"ถึงคุณสมบัติมันจะตรงกับฉันก็เถอะ แต่ผู้ทดสอบนี่ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ?"
"ก็แค่เป็นนักบินทดสอบน่ะ ให้คนขับหลายๆ ประเภทลองขับเครื่องดู เพื่อนำข้อมูลไปปรับสมดุลและจูนอัพเครื่องน่ะ รับรองว่าคราวนี้ไม่เกิดอาการพลังเวทเหือดแห้งเหมือนตอนขับอคิลลีสแน่นอน สบายใจได้จ้ะ"
นักบินทดสอบเหรอ? งานสำคัญแบบนี้ให้เด็กนักเรียนทำจะดีเหรอ...?
"ไม่ได้เป็นโปรเจกต์ของบริษัทหรอกนะ เป็นแค่หุ่นที่ฉันสร้างขึ้นเป็นงานอดิเรกส่วนตัวน่ะ เลยไม่มีปัญหาอะไร ฉันลองไปทาบทามนักเรียนไว้หลายคนแล้วล่ะ ส่วนอันนี้คือต้องการคนเพิ่มอีกสักคน ถ้ารับงานล่ะก็ ฉันจะได้ไม่ต้องแปะประกาศนี้ อ้อ ค่าจ้าง G งานนี้จ่ายงามเลยนะ ขอบอก"
"ทำค่ะ!"
พอได้ยินว่าได้ G เยอะ ฉันก็ตอบตกลงไปแบบไม่ต้องคิดเลย
ถ้าได้ G เยอะล่ะก็ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธเลยนี่นา แถมฉันเองก็อยากเห็นเฟรมเกียร์ที่ท่านผู้อำนวยการสร้างด้วยสิ
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้บ่ายสามโมงตรง มาเจอกันที่โรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3 นะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้ให้ อ้อ งานนี้เป็นโปรเจกต์ ส่วนตัว(ความลับ) ของฉัน ห้ามเอาเนื้อหางานไปบอกใครเด็ดขาดนะ เข้าใจไหม?"
"เอ่อ ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ"
อ้อ ถ้าอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้าง ก็ต้องมีเรื่องการรักษาความลับด้วยสินะ
ก็แหงล่ะ ท่านผู้อำนวยการเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของวิทยาลัย แถมยังเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ของราชรัฐบรุนฮิลด์ด้วยนี่นา คงมีข้อมูลลับเยอะแยะเลยล่ะ
ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อย ฉันก็แอบรู้สึกตื่นเต้นกับงานทดสอบหุ่นในวันพรุ่งนี้ขึ้นมานิดๆ แล้วสิ
◇ ◇ ◇
"นี่น่ะเหรอ โรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3..."
เมื่อก้าวเข้ามาข้างในเป็นครั้งแรก ฉันก็ต้องตะลึง เพราะพื้นที่ข้างในมันกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอกเยอะเลย คงใช้เวทมนตร์ขยายพื้นที่สินะ?
พอบอกชื่อกับอัศวินหญิงที่เฝ้าประตูอยู่ เธอก็ให้ฉันเข้าไปรอข้างในได้เลย
ภายในโรงเก็บหุ่นมีชิ้นส่วนเครื่องจักรและยานพาหนะต่างๆ วางระเกะระกะไปหมด แค่เดินดูก็เพลินแล้ว นั่นมันรถไฟเวทมนตร์ใช่ไหมเนี่ย...? ทางโน้นก็มีเรือเหาะ แถมยังมี ยานยนต์เวทมนตร์(อีเธอร์บีเกิล) รุ่นท็อปจอดเรียงกันเป็นแถวอีก...! ของทั้งหมดนี่ถ้าเอาไปขายจะได้เงินสักเท่าไหร่กันนะ... ข นี่สินะที่เขาเรียกว่าชีวิตของพวกไฮโซ...!
ระหว่างที่ฉันกำลังอึ้งกับมูลค่าของพวกนี้ โกเลมหมีพาร่าก็เดินดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา
พาร่ากวักมือเรียกฉันเหมือนจะบอกว่า 'ตามมาทางนี้เลย' ให้ฉันเดินตามไปสินะ?
ฉันเดินตามพาร่าที่เดินดุ๊กดิ๊กนำหน้าไป พลางนึกถึงตอนที่เพิ่งเข้ามาวิทยาลัยใหม่ๆ
ตอนนั้นฉันก็เดินตามพาร่าไปแบบนี้แหละ แล้วก็ไปเจอท่านผู้อำนวยการคูนกำลังซ่อมบำรุงอคิลลีสอยู่ที่ลานกว้าง
"โอ้..."
พอเดินตามพาร่าลึกเข้าไปในโรงเก็บหุ่น ก็มองเห็นเฟรมเกียร์เครื่องหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนแท่นซ่อมบำรุง เป็นหุ่นต้นแบบสีเทาที่ยังไม่ได้ทำสี ขนาดตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ น่าจะเป็นรุ่นริตเตอร์เฟรมล่ะมั้ง? นั่นคือหุ่นที่ฉันต้องขับทดสอบสินะ
"อ้าว มาแล้วเหรอ"
ท่านผู้อำนวยการคูนยืนอยู่ตรงบริเวณเท้าของหุ่นตัวนั้น นอกจากท่านแล้ว ยังมีเด็กผู้ชายที่ไม่คุ้นหน้าอีกสองคน กับเด็กผู้หญิงอีกสองคน... เอ๊ะ!?
พอเห็นหน้าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในนั้น ฉันก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรเรสเทีย ผู้ครองอันดับ 1 ของวิทยาลัย ฉายา 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ...พอต้องมายืนอยู่ต่อหน้านักเรียนหญิงที่แกร่งที่สุดในวิทยาลัยแบบนี้ ถึงจะเป็นฉันก็แอบเกร็งเหมือนกันนะเนี่ย
025 ดาบ คทา และปีก
.
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย และนักเรียนอันดับหนึ่งของวิทยาลัย ผู้มีฉายาว่า 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 การได้ยืนอยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่แกร่งที่สุดในวิทยาลัย ทำเอาฉันรู้สึกเกร็งขึ้นมาเลย
แต่ดูเหมือนท่านอันดับหนึ่งคนนั้นจะทำหน้างงๆ นิดหน่อยแฮะ มีอะไรเหรอ?
"เอ่อ... เป็นนักเรียนใหม่ของ วิทยาลัยเรา(ที่นี่) ...ใช่ไหมคะ?"
"ใช่ค่ะ... มีอะไรหรือเปล่าคะ?"
"อ้อ ขอโทษทีค่ะ พอดีเห็นตัวเล็กๆ... ก็นึกว่ายืมชุดนักเรียนของพี่สาวมาใส่ซะอีก"
โธ่เว้ย! เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย...! อุตส่าห์ใส่ชุดนักเรียนมาเต็มยศ ทำไมถึงคิดไปทางนั้นได้ล่ะเนี่ย!?
นี่ท่านผู้อำนวยการ! อย่ามาหันหลังกลั้นขำตรงนี้นะ!
"ขอโทษจริงๆ นะคะ หวังว่าจะไม่โกรธกัน ฉันชื่อเซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"
"...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ถึงจะแอบเคืองนิดๆ แต่ก็เจอบ่อยจนชินแล้วล่ะ ปล่อยผ่านไปได้อยู่ อีกอย่าง จะให้ไปหาเรื่องอันดับหนึ่งแถมเป็นถึงเจ้าหญิงก็คงไม่ไหวหรอก
ตอนที่ฉันกำลังทำหน้ามุ่ยอยู่นั้น เด็กผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีผมสีน้ำตาลดัดลอนคลายๆ ก็จ้องฉันตาไม่กะพริบ มองอะไรยะ?
"ว้าววว น่ารักจังเลยยย~!"
"เอ๊ะ เดี๋ย... อุ๊บ!?"
จู่ๆ เธอก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะงั้น หน้าฉันจมลงไปในก้อนเนื้อนุ่มๆ สองก้อนที่ใหญ่เกินตัว จนแทบหายใจไม่ออก
อ อึดอัด...!
"พอได้แล้วค่ะ รุ่นพี่ชารอน เนโรซังหายใจไม่ออกแล้วนะคะ"
"อ๊างงง"
"แฮ่กๆ!?"
รุ่นพี่เซลด้าต้องเข้ามาล็อกตัวเด็กสาวผมลอนคนนั้นออกไป ฉันถึงรอดตายจากการขาดอากาศหายใจมาได้ พลังทำลายล้างของหน้าอกคู่นั้นมันช่างน่ากลัวจริงๆ...! นี่สินะความโหดร้ายของสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางหน้าอก...!
"ขอโทษด้วยนะคะ คนคนนี้ชื่อชารอน พาเรเลียสค่ะ เธอเป็นคนแพ้ทางเด็กเล็กๆ กับสัตว์น่ารักๆ น่ะค่ะ นิสัยอันตรายไปนิด แต่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะคะ ยกโทษให้เธอด้วยนะ"
"โธ่ แนะนำตัวซะเสียภาพพจน์หมดเลย~"
ชารอนที่ถูกล็อกตัวอยู่ทำปากยื่นอย่างขัดใจ โบสีเขียว ปีสี่สินะ
เดี๋ยวนะ ชารอน พาเรเลียส...? ชื่อคุ้นๆ แฮะ...? อ๊ะ!? หรือว่าคนคนนี้คือ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส อันดับสามที่แคโรเคยเล่าให้ฟัง!?
อันดับหนึ่งกับอันดับสามมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน... งานพาร์ตไทม์นี่มันจะรอดไหมเนี่ย? รู้สึกว่ามีแค่ฉันที่แปลกแยกออกมาเลย
มีนักบินทดสอบคนอื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่บังเอิญว่าวันนี้มีแค่พวกเราสามคนที่มางั้นเหรอ?
เด็กผู้ชายอีกสองคนที่เหลือมองมาทางนี้ด้วยสายตาเอือมระอา จะว่าไป ทำไมถึงมีเด็กผู้ชายมาอยู่ใน 'วิทยาลัย' ได้ล่ะเนี่ย? แถมชุดนักเรียนก็ไม่เหมือนของ วิทยาลัยเรา(ที่นี่) ด้วย หรือว่าจะเป็น...
ท่านผู้อำนวยการคูนสังเกตเห็นสายตาสงสัยของฉัน จึงหันไปแนะนำเด็กผู้ชายทั้งสองคน
"สองคนนี้เป็นนักเรียนจาก 'สถาบัน' น่ะจ้ะ ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้ามาในวิทยาลัยได้ พวกเขาไม่ได้มาเป็นนักบินทดสอบแบบพวกเธอหรอกนะ แค่มาสังเกตการณ์เฉยๆ น่ะ"
นักเรียนจาก 'สถาบัน' จริงๆ ด้วยแฮะ
'สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์' เป็นโรงเรียนเฉพาะทางด้านเฟรมเกียร์คู่แข่งกับ 'วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน' ของเราเลยล่ะ แต่ต่างกันตรงที่ 'สถาบัน' เป็นสหศึกษา แต่เห็นว่านักเรียนหญิงมีแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ความจริงแล้วฉันเคยไปสอบเข้าที่ 'สถาบัน' มาก่อน แล้วก็สอบตกด้วย สาเหตุก็เพราะวิ่งมาราธอนกับยกน้ำหนักนี่แหละ! ถ้ายอมให้ใช้เวทเสริมพลัง 【บูสต์】 ล่ะก็ ฉันผ่านฉลุยไปแล้ว!
"เอ่อ... ฉันคีล สเลแมน เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ครับ ส่วนทางนี้คือ โค ชิโรงาเนะ พวกเราเป็นนักเรียนปีสี่ของ 'สถาบัน' ครับ"
เด็กหนุ่มผมทองยิ้มแหยๆ พลางแนะนำตัว ดูเป็นนักเรียนอัศวินที่สุภาพเรียบร้อยดีจัง
ส่วนเด็กหนุ่มผมดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ก้มหัวทักทายฉันเล็กน้อยตามจังหวะที่คีลแนะนำ
ผมดำ... มาจากอีเชนงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นคนบรุนฮิลด์?
เด็กหนุ่มผมดำดูหน้าตาธรรมดาๆ ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ... แต่ทำไมนะ? ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจัง... สงสัยจะคิดไปเองล่ะมั้ง
อยู่ปีสี่งั้นเหรอ ก็รุ่นเดียวกับรุ่นพี่ชารอนสินะ เนกไทก็สีเขียวเหมือนกัน น่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันล่ะมั้ง
"เอาล่ะ แนะนำตัวกันเสร็จแล้ว มาเข้าเรื่องงานวันนี้กันดีกว่านะ วันนี้พวกเธอจะต้องมาเป็นนักบินทดสอบ ลองขับหุ่นต้นแบบเครื่องนี้ดู หุ่นเครื่องนี้เป็นแค่ร่างพื้นฐานเท่านั้น แต่พอนำมาติดตั้งอุปกรณ์เสริม ก็จะสามารถเปลี่ยนร่างได้ถึง 3 รูปแบบ แบบเดียวกับ 'วัลเทราเทอ' เฟรมเกียร์ของท่านรูเซีย หนึ่งในเก้าพระชายาเลยล่ะ"
หุ่นสายเปลี่ยนอุปกรณ์งั้นเหรอ เป็นหุ่นที่สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ ถือว่ารับมือได้หลากหลายสถานการณ์เลยนะ แต่ข้อเสียคือต้องพึ่งพาหน่วยสนับสนุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ เลยไม่เหมาะจะฉายเดี่ยวนี่นา?
ท่านผู้อำนวยการคูนโบกมือเบาๆ ภาพโฮโลแกรมของหุ่น 3 รูปแบบก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
"จากขวาไปซ้ายคือ รูปแบบรบประชิด รูปแบบเวทมนตร์ และรูปแบบความเร็วสูง ตอนนี้เราตั้งชื่อชั่วคราวให้แต่ละรูปแบบว่า 【ซอร์เดีย(ดาบ)】, 【วันเดีย(คทา)】, และ 【วินเดีย(ปีก)】 จ้ะ"
ในภาพโฮโลแกรมแสดงให้เห็นเฟรมเกียร์ 3 รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงตัวหุ่นพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่อุปกรณ์ที่ติดตั้งนั้นคนละเรื่องเลย
หุ่นร่างต้นแบบดูเหมือนจะเป็นลูกผสมระหว่างริตเตอร์เฟรมกับไลท์นิ่งเฟรมนะ หรือนี่จะเป็นเฟรมแบบใหม่ที่ท่านผู้อำนวยการคูนคิดค้นขึ้นมาเอง?
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สมกับที่เป็นรูปแบบรบประชิด มีดาบติดอยู่ที่เอวทั้งสองข้าง แถมยังมีดาบยักษ์สะพายหลังไว้อีก ไม่พอนะ ที่ขายังมีมีดสั้นอีกสองเล่ม ที่ไหล่มีหนามแหลม ส่วนเกราะที่แขนดูเหมือนจะเป็นไพล์บังเกอร์ด้วย? เป็นหุ่นที่ดูอันตรายจนไม่อยากเข้าใกล้เลยแฮะ... เกราะก็ดูหนากว่าปกติ พลังป้องกันก็น่าจะสูงด้วย
【วันเดีย(คทา)】 มีโล่กลมๆ ติดอยู่ที่ไหล่ทั้งสองข้าง ส่วนหัวก็ทำเป็นทรงเหมือนหมวกแม่มดทรงแหลม
โล่ที่ไหล่มีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาด้วย คงไม่ได้มีไว้แค่ประดับเฉยๆ หรอกใช่ไหม?
ส่วนเกราะกระโปรงด้านหลังที่ยื่นยาวออกมานั่นน่าจะเป็นแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่สินะ? เคยได้ยินมาว่าถ้าใช้เวทมนตร์ติดต่อกันนานๆ หุ่นจะโอเวอร์ฮีตจนเครื่องดับได้เหมือนกัน เหมือนกับ 'กริมเกิร์ลเด' เฟรมเกียร์สายระดมยิงของท่านลีน พระมารดาของท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ
【วินเดีย(ปีก)】 จุดเด่นคือทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่หลังเพื่อเพิ่มความเร็ว น่าจะอิงมาจากไลท์นิ่งเฟรมล่ะมั้ง
มีเวอร์เนียร์ติดอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วตัวหุ่นเพื่อช่วยรักษาสมดุล ตามสไตล์ของเฟรมเกียร์สายความเร็วสูง อาวุธมีแค่โล่ที่แขนซ้าย กับ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ที่มือขวา ไม่เห็นอาวุธอย่างอื่นเลย ไม่สิ อาจจะมีปืนกลวัลแคนติดไว้ที่หัวก็ได้
สไตล์การต่อสู้น่าจะเน้นความรวดเร็วและโจมตีเป็นชุด คงไม่ใช่สายพุ่งเข้าชนตรงๆ หรอก น่าจะเน้นรักษาระยะห่างแล้วใช้ยุทธวิธี 'ตีแล้วหนี' (Hit & Away) มากกว่า
"เซลด้าขับ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ชารอนขับ 【วันเดีย(คทา)】 ส่วนเนโรขับ 【วินเดีย(ปีก)】 นะ เดี๋ยวจะมีภารกิจให้ทำด้วย แต่ก่อนอื่นก็ต้องทำความคุ้นเคยกับหุ่นซะก่อน ลองเข้าไปนั่งกันดูเลยไหม?"
สิ้นเสียงท่านผู้อำนวยการคูน ค็อกพิตของหุ่นต้นแบบที่ตั้งอยู่บนแท่นซ่อมบำรุงก็เปิดออก แล้วก็มีคนเดินออกมา
พอมองขึ้นไป ก็เห็นเด็กผู้หญิงผมสีส้มมัดมวยผม ใส่ชุดช่างกำลังโบกมือให้พวกเราอยู่
"การซิงโครไนซ์กับเฟรมยูนิตเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ! พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อเลย!"
"เอ่อ... พี่สาวคนนั้นคือใครเหรอคะ?"
ฉันชี้ไปที่สาวชุดช่างที่กำลังส่งยิ้มให้พวกเรา แล้วถามท่านผู้อำนวยการ ช่างซ่อมบำรุงเหรอ?
"คุณโรเซตต้าน่ะ เป็น วิศวกรเวทระดับสูง(ไฮไมสเตอร์) ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเฟรมเกียร์แทบทุกรุ่นของราชรัฐเลยนะ แถมยังเป็นหนึ่งในอาจารย์ของฉันด้วย"
หา!? อาจารย์ของท่านผู้อำนวยการคูน!? หน้าตาดูรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเลยนะคะ!?
มีส่วนร่วมในการพัฒนาเฟรมเกียร์แทบทุกรุ่น... แบบนี้ก็ระดับผู้บริหารระดับสูงเลยไม่ใช่เหรอ... เดี๋ยวนะ คนคนนี้ก็เป็นลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์นี่นา!
เป็นเผ่าอายุยืนเหมือนท่านผู้อำนวยการคูนสินะ? แต่ดูไม่มีปีกนะ น่าจะไม่ใช่เผ่าแฟรี่ หูก็ปกติ ไม่น่าใช่เอลฟ์ รูปร่างก็ไม่เหมือนคนแคระ หรือว่าจะเป็นเผ่ามาร...?
"ทางนี้จ้ะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนพาพวกเราไปที่เฟรมยูนิตที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างๆ แท่นซ่อมบำรุงหุ่นต้นแบบ
เฟรมยูนิตพวกนี้หน้าตาไม่เหมือนยูนิตรูปไข่ที่ใช้เรียนใน 'วิทยาลัย' เลยแฮะ
รูปทรงมันดูกลมๆ แถมยังโปร่งใสอีกต่างหาก เหมือนมีค็อกพิตลอยอยู่ในลูกแก้วเลย ถึงมันจะไม่ใช่แก้วก็เถอะ
เบาะนั่งข้างในก็ไม่ใช่แค่เก้าอี้ธรรมดา แต่ดีไซน์ออกมาให้โอบรับสรีระได้ทั้งตัวเลย
"นี่ก็เป็นเฟรมยูนิตเหรอคะ?"
"เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดน่ะ พัฒนาระบบควบคุมด้วยความคิดผ่านการซิงโครไนซ์พลังเวทให้ล้ำไปอีกขั้น... เอาเป็นว่ามันควบคุมง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นก็แล้วกัน ส่วน 'เกียร์สเปล' ที่ปกติต้องฝึกฝนอย่างหนักกว่าจะใช้ได้ ระบบนี้ก็ตั้งค่าให้ดึงเวทมนตร์ที่ผู้ใช้ถนัดมาใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ เลยล่ะ รับรองว่าแผนการรบจะหลากหลายขึ้นเป็นกองเลยนะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียด แต่ฟังดูสุดยอดไปเลยแฮะ ถ้าลาล่ารู้เรื่องนี้เข้าคงกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจแหงๆ อ๊ะ แต่นี่มันความลับนี่นา ห้ามบอกใครเด็ดขาดเลย
เวทมนตร์ที่เราถนัดก็เอามาขยายผลใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหรอ แบบนี้เวท 【บูสต์】 ของฉันก็เอามาใช้ได้เหมือนกันสินะ?
"เริ่มจากชารอนก่อนเลยไหม?"
"ค่า~ ไม่มีปัญหาค่า~"
รุ่นพี่ชารอนเดินขึ้นบันไดด้านหน้าไปที่ค็อกพิตของเฟรมยูนิต พอเธอนั่งลงไปบนเบาะ โครงสร้างรอบๆ ก็ปรับเปลี่ยนรูปทรงให้พอดีกับตัวเธอ ราวกับโดนเก้าอี้กลืนเข้าไปเลย เธอเอนพนักพิงไปด้านหลังเล็กน้อย ดูผ่อนคลายสบายใจเฉิบ
"การควบคุมพื้นฐานก็เหมือนเดิมแหละจ้ะ แต่พวกหน้าจอหรือข้อมูลต่างๆ จะปรากฏขึ้นมาตามที่เราคิดเลย ถ้าอยากให้หายไปก็แค่คิดสั่งการเหมือนกัน ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็ถามระบบ AI จำลอง 'อูลด์' (Urd) ที่ติดตั้งไว้ได้เลยนะ"
"อูลด์?"
『ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ท่านชารอน ดิฉันคือระบบ AI จำลอง "อูลด์" ที่จะคอยสนับสนุนท่านค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ』
"ว้าว! ยูนิตรุ่นนี้พูดได้เหมือนพวก เครื่องจักรโบราณ(เลกาซี่) ของโกเลมเลยนี่นา~"
รุ่นพี่ชารอนกำลังคุยกับเฟรมยูนิตอยู่แฮะ มีสมองกล Q คริสตัลฝังอยู่ด้วยเหรอเนี่ย?
เคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเคยมีโปรเจกต์จะสร้างโกเลมยักษ์ด้วย แต่โปรเจกต์ต้องพับไปเพราะต้องใช้ Q คริสตัลระดับ เครื่องจักรโบราณ(เลกาซี่) จำนวนมหาศาลในการควบคุมทั้งเครื่อง ซึ่งมันไม่คุ้มเอาซะเลย
เห็นว่าค่าสร้างต่อเครื่องมันแพงหูฉี่ แถมประสิทธิภาพยังสู้เฟรมเกียร์ไม่ได้อีก ที่สำคัญคือต้องเสียเวลาสอนมันเรียนรู้อีกพักใหญ่กว่าจะใช้งานได้จริง
สงสัยจะไม่คุ้มทุนล่ะมั้ง แต่ในกรณีนี้คงเอามาใช้เป็นระบบสนับสนุนเฉยๆ สินะ?
รุ่นพี่ชารอนนั่งคุยกับ 'อูลด์' อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเตรียมตัวเสร็จ เบาะนั่งก็ปรับระดับขึ้นมานิดหน่อย
"งั้นเดินเครื่อง 【วันเดีย(คทา)】 เลยนะค๊า~"
พอรุ่นพี่ชารอนเดินเครื่องเฟรมยูนิต ผนังโปร่งใสของยูนิตก็กลายเป็นสีเทาเข้มทึบแสงทันที อ้าว แบบนี้ก็มองไม่เห็นข้างในแล้วสิ
"เดี๋ยวเรามาดูจากหน้าจอทางนี้กันนะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนกดสมาร์ทโฟนยิกๆ แล้วหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ก็ฉายขึ้นกลางอากาศ
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือพื้นที่รกร้าง รุ่นพี่ชารอนที่ขับ 【วันเดีย(คทา)】 ยืนอยู่ตรงนั้น โดยมีแควัลรี่หลายสิบเครื่องยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ต้องสู้กับพวกนั้นหมดเลยเหรอ? เยอะไปป่าวเนี่ย?
เอาล่ะ มารอดูกันดีกว่าว่ารุ่นพี่ชารอนจะมีสไตล์การต่อสู้แบบไหน อยากเห็นฝีมือของอันดับสาม 【แม่มดวายุสีคราม】 ซะแล้วสิ
.
เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย และนักเรียนอันดับหนึ่งของวิทยาลัย ผู้มีฉายาว่า 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 การได้ยืนอยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่แกร่งที่สุดในวิทยาลัย ทำเอาฉันรู้สึกเกร็งขึ้นมาเลย
แต่ดูเหมือนท่านอันดับหนึ่งคนนั้นจะทำหน้างงๆ นิดหน่อยแฮะ มีอะไรเหรอ?
"เอ่อ... เป็นนักเรียนใหม่ของ วิทยาลัยเรา(ที่นี่) ...ใช่ไหมคะ?"
"ใช่ค่ะ... มีอะไรหรือเปล่าคะ?"
"อ้อ ขอโทษทีค่ะ พอดีเห็นตัวเล็กๆ... ก็นึกว่ายืมชุดนักเรียนของพี่สาวมาใส่ซะอีก"
โธ่เว้ย! เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย...! อุตส่าห์ใส่ชุดนักเรียนมาเต็มยศ ทำไมถึงคิดไปทางนั้นได้ล่ะเนี่ย!?
นี่ท่านผู้อำนวยการ! อย่ามาหันหลังกลั้นขำตรงนี้นะ!
"ขอโทษจริงๆ นะคะ หวังว่าจะไม่โกรธกัน ฉันชื่อเซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"
"...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ถึงจะแอบเคืองนิดๆ แต่ก็เจอบ่อยจนชินแล้วล่ะ ปล่อยผ่านไปได้อยู่ อีกอย่าง จะให้ไปหาเรื่องอันดับหนึ่งแถมเป็นถึงเจ้าหญิงก็คงไม่ไหวหรอก
ตอนที่ฉันกำลังทำหน้ามุ่ยอยู่นั้น เด็กผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีผมสีน้ำตาลดัดลอนคลายๆ ก็จ้องฉันตาไม่กะพริบ มองอะไรยะ?
"ว้าววว น่ารักจังเลยยย~!"
"เอ๊ะ เดี๋ย... อุ๊บ!?"
จู่ๆ เธอก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะงั้น หน้าฉันจมลงไปในก้อนเนื้อนุ่มๆ สองก้อนที่ใหญ่เกินตัว จนแทบหายใจไม่ออก
อ อึดอัด...!
"พอได้แล้วค่ะ รุ่นพี่ชารอน เนโรซังหายใจไม่ออกแล้วนะคะ"
"อ๊างงง"
"แฮ่กๆ!?"
รุ่นพี่เซลด้าต้องเข้ามาล็อกตัวเด็กสาวผมลอนคนนั้นออกไป ฉันถึงรอดตายจากการขาดอากาศหายใจมาได้ พลังทำลายล้างของหน้าอกคู่นั้นมันช่างน่ากลัวจริงๆ...! นี่สินะความโหดร้ายของสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางหน้าอก...!
"ขอโทษด้วยนะคะ คนคนนี้ชื่อชารอน พาเรเลียสค่ะ เธอเป็นคนแพ้ทางเด็กเล็กๆ กับสัตว์น่ารักๆ น่ะค่ะ นิสัยอันตรายไปนิด แต่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะคะ ยกโทษให้เธอด้วยนะ"
"โธ่ แนะนำตัวซะเสียภาพพจน์หมดเลย~"
ชารอนที่ถูกล็อกตัวอยู่ทำปากยื่นอย่างขัดใจ โบสีเขียว ปีสี่สินะ
เดี๋ยวนะ ชารอน พาเรเลียส...? ชื่อคุ้นๆ แฮะ...? อ๊ะ!? หรือว่าคนคนนี้คือ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส อันดับสามที่แคโรเคยเล่าให้ฟัง!?
อันดับหนึ่งกับอันดับสามมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน... งานพาร์ตไทม์นี่มันจะรอดไหมเนี่ย? รู้สึกว่ามีแค่ฉันที่แปลกแยกออกมาเลย
มีนักบินทดสอบคนอื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่บังเอิญว่าวันนี้มีแค่พวกเราสามคนที่มางั้นเหรอ?
เด็กผู้ชายอีกสองคนที่เหลือมองมาทางนี้ด้วยสายตาเอือมระอา จะว่าไป ทำไมถึงมีเด็กผู้ชายมาอยู่ใน 'วิทยาลัย' ได้ล่ะเนี่ย? แถมชุดนักเรียนก็ไม่เหมือนของ วิทยาลัยเรา(ที่นี่) ด้วย หรือว่าจะเป็น...
ท่านผู้อำนวยการคูนสังเกตเห็นสายตาสงสัยของฉัน จึงหันไปแนะนำเด็กผู้ชายทั้งสองคน
"สองคนนี้เป็นนักเรียนจาก 'สถาบัน' น่ะจ้ะ ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้ามาในวิทยาลัยได้ พวกเขาไม่ได้มาเป็นนักบินทดสอบแบบพวกเธอหรอกนะ แค่มาสังเกตการณ์เฉยๆ น่ะ"
นักเรียนจาก 'สถาบัน' จริงๆ ด้วยแฮะ
'สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์' เป็นโรงเรียนเฉพาะทางด้านเฟรมเกียร์คู่แข่งกับ 'วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน' ของเราเลยล่ะ แต่ต่างกันตรงที่ 'สถาบัน' เป็นสหศึกษา แต่เห็นว่านักเรียนหญิงมีแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ความจริงแล้วฉันเคยไปสอบเข้าที่ 'สถาบัน' มาก่อน แล้วก็สอบตกด้วย สาเหตุก็เพราะวิ่งมาราธอนกับยกน้ำหนักนี่แหละ! ถ้ายอมให้ใช้เวทเสริมพลัง 【บูสต์】 ล่ะก็ ฉันผ่านฉลุยไปแล้ว!
"เอ่อ... ฉันคีล สเลแมน เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ครับ ส่วนทางนี้คือ โค ชิโรงาเนะ พวกเราเป็นนักเรียนปีสี่ของ 'สถาบัน' ครับ"
เด็กหนุ่มผมทองยิ้มแหยๆ พลางแนะนำตัว ดูเป็นนักเรียนอัศวินที่สุภาพเรียบร้อยดีจัง
ส่วนเด็กหนุ่มผมดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ก้มหัวทักทายฉันเล็กน้อยตามจังหวะที่คีลแนะนำ
ผมดำ... มาจากอีเชนงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นคนบรุนฮิลด์?
เด็กหนุ่มผมดำดูหน้าตาธรรมดาๆ ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ... แต่ทำไมนะ? ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจัง... สงสัยจะคิดไปเองล่ะมั้ง
อยู่ปีสี่งั้นเหรอ ก็รุ่นเดียวกับรุ่นพี่ชารอนสินะ เนกไทก็สีเขียวเหมือนกัน น่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันล่ะมั้ง
"เอาล่ะ แนะนำตัวกันเสร็จแล้ว มาเข้าเรื่องงานวันนี้กันดีกว่านะ วันนี้พวกเธอจะต้องมาเป็นนักบินทดสอบ ลองขับหุ่นต้นแบบเครื่องนี้ดู หุ่นเครื่องนี้เป็นแค่ร่างพื้นฐานเท่านั้น แต่พอนำมาติดตั้งอุปกรณ์เสริม ก็จะสามารถเปลี่ยนร่างได้ถึง 3 รูปแบบ แบบเดียวกับ 'วัลเทราเทอ' เฟรมเกียร์ของท่านรูเซีย หนึ่งในเก้าพระชายาเลยล่ะ"
หุ่นสายเปลี่ยนอุปกรณ์งั้นเหรอ เป็นหุ่นที่สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ ถือว่ารับมือได้หลากหลายสถานการณ์เลยนะ แต่ข้อเสียคือต้องพึ่งพาหน่วยสนับสนุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ เลยไม่เหมาะจะฉายเดี่ยวนี่นา?
ท่านผู้อำนวยการคูนโบกมือเบาๆ ภาพโฮโลแกรมของหุ่น 3 รูปแบบก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
"จากขวาไปซ้ายคือ รูปแบบรบประชิด รูปแบบเวทมนตร์ และรูปแบบความเร็วสูง ตอนนี้เราตั้งชื่อชั่วคราวให้แต่ละรูปแบบว่า 【ซอร์เดีย(ดาบ)】, 【วันเดีย(คทา)】, และ 【วินเดีย(ปีก)】 จ้ะ"
ในภาพโฮโลแกรมแสดงให้เห็นเฟรมเกียร์ 3 รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงตัวหุ่นพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่อุปกรณ์ที่ติดตั้งนั้นคนละเรื่องเลย
หุ่นร่างต้นแบบดูเหมือนจะเป็นลูกผสมระหว่างริตเตอร์เฟรมกับไลท์นิ่งเฟรมนะ หรือนี่จะเป็นเฟรมแบบใหม่ที่ท่านผู้อำนวยการคูนคิดค้นขึ้นมาเอง?
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สมกับที่เป็นรูปแบบรบประชิด มีดาบติดอยู่ที่เอวทั้งสองข้าง แถมยังมีดาบยักษ์สะพายหลังไว้อีก ไม่พอนะ ที่ขายังมีมีดสั้นอีกสองเล่ม ที่ไหล่มีหนามแหลม ส่วนเกราะที่แขนดูเหมือนจะเป็นไพล์บังเกอร์ด้วย? เป็นหุ่นที่ดูอันตรายจนไม่อยากเข้าใกล้เลยแฮะ... เกราะก็ดูหนากว่าปกติ พลังป้องกันก็น่าจะสูงด้วย
【วันเดีย(คทา)】 มีโล่กลมๆ ติดอยู่ที่ไหล่ทั้งสองข้าง ส่วนหัวก็ทำเป็นทรงเหมือนหมวกแม่มดทรงแหลม
โล่ที่ไหล่มีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาด้วย คงไม่ได้มีไว้แค่ประดับเฉยๆ หรอกใช่ไหม?
ส่วนเกราะกระโปรงด้านหลังที่ยื่นยาวออกมานั่นน่าจะเป็นแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่สินะ? เคยได้ยินมาว่าถ้าใช้เวทมนตร์ติดต่อกันนานๆ หุ่นจะโอเวอร์ฮีตจนเครื่องดับได้เหมือนกัน เหมือนกับ 'กริมเกิร์ลเด' เฟรมเกียร์สายระดมยิงของท่านลีน พระมารดาของท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ
【วินเดีย(ปีก)】 จุดเด่นคือทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่หลังเพื่อเพิ่มความเร็ว น่าจะอิงมาจากไลท์นิ่งเฟรมล่ะมั้ง
มีเวอร์เนียร์ติดอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วตัวหุ่นเพื่อช่วยรักษาสมดุล ตามสไตล์ของเฟรมเกียร์สายความเร็วสูง อาวุธมีแค่โล่ที่แขนซ้าย กับ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ที่มือขวา ไม่เห็นอาวุธอย่างอื่นเลย ไม่สิ อาจจะมีปืนกลวัลแคนติดไว้ที่หัวก็ได้
สไตล์การต่อสู้น่าจะเน้นความรวดเร็วและโจมตีเป็นชุด คงไม่ใช่สายพุ่งเข้าชนตรงๆ หรอก น่าจะเน้นรักษาระยะห่างแล้วใช้ยุทธวิธี 'ตีแล้วหนี' (Hit & Away) มากกว่า
"เซลด้าขับ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ชารอนขับ 【วันเดีย(คทา)】 ส่วนเนโรขับ 【วินเดีย(ปีก)】 นะ เดี๋ยวจะมีภารกิจให้ทำด้วย แต่ก่อนอื่นก็ต้องทำความคุ้นเคยกับหุ่นซะก่อน ลองเข้าไปนั่งกันดูเลยไหม?"
สิ้นเสียงท่านผู้อำนวยการคูน ค็อกพิตของหุ่นต้นแบบที่ตั้งอยู่บนแท่นซ่อมบำรุงก็เปิดออก แล้วก็มีคนเดินออกมา
พอมองขึ้นไป ก็เห็นเด็กผู้หญิงผมสีส้มมัดมวยผม ใส่ชุดช่างกำลังโบกมือให้พวกเราอยู่
"การซิงโครไนซ์กับเฟรมยูนิตเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ! พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อเลย!"
"เอ่อ... พี่สาวคนนั้นคือใครเหรอคะ?"
ฉันชี้ไปที่สาวชุดช่างที่กำลังส่งยิ้มให้พวกเรา แล้วถามท่านผู้อำนวยการ ช่างซ่อมบำรุงเหรอ?
"คุณโรเซตต้าน่ะ เป็น วิศวกรเวทระดับสูง(ไฮไมสเตอร์) ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเฟรมเกียร์แทบทุกรุ่นของราชรัฐเลยนะ แถมยังเป็นหนึ่งในอาจารย์ของฉันด้วย"
หา!? อาจารย์ของท่านผู้อำนวยการคูน!? หน้าตาดูรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเลยนะคะ!?
มีส่วนร่วมในการพัฒนาเฟรมเกียร์แทบทุกรุ่น... แบบนี้ก็ระดับผู้บริหารระดับสูงเลยไม่ใช่เหรอ... เดี๋ยวนะ คนคนนี้ก็เป็นลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์นี่นา!
เป็นเผ่าอายุยืนเหมือนท่านผู้อำนวยการคูนสินะ? แต่ดูไม่มีปีกนะ น่าจะไม่ใช่เผ่าแฟรี่ หูก็ปกติ ไม่น่าใช่เอลฟ์ รูปร่างก็ไม่เหมือนคนแคระ หรือว่าจะเป็นเผ่ามาร...?
"ทางนี้จ้ะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนพาพวกเราไปที่เฟรมยูนิตที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างๆ แท่นซ่อมบำรุงหุ่นต้นแบบ
เฟรมยูนิตพวกนี้หน้าตาไม่เหมือนยูนิตรูปไข่ที่ใช้เรียนใน 'วิทยาลัย' เลยแฮะ
รูปทรงมันดูกลมๆ แถมยังโปร่งใสอีกต่างหาก เหมือนมีค็อกพิตลอยอยู่ในลูกแก้วเลย ถึงมันจะไม่ใช่แก้วก็เถอะ
เบาะนั่งข้างในก็ไม่ใช่แค่เก้าอี้ธรรมดา แต่ดีไซน์ออกมาให้โอบรับสรีระได้ทั้งตัวเลย
"นี่ก็เป็นเฟรมยูนิตเหรอคะ?"
"เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดน่ะ พัฒนาระบบควบคุมด้วยความคิดผ่านการซิงโครไนซ์พลังเวทให้ล้ำไปอีกขั้น... เอาเป็นว่ามันควบคุมง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นก็แล้วกัน ส่วน 'เกียร์สเปล' ที่ปกติต้องฝึกฝนอย่างหนักกว่าจะใช้ได้ ระบบนี้ก็ตั้งค่าให้ดึงเวทมนตร์ที่ผู้ใช้ถนัดมาใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ เลยล่ะ รับรองว่าแผนการรบจะหลากหลายขึ้นเป็นกองเลยนะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียด แต่ฟังดูสุดยอดไปเลยแฮะ ถ้าลาล่ารู้เรื่องนี้เข้าคงกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจแหงๆ อ๊ะ แต่นี่มันความลับนี่นา ห้ามบอกใครเด็ดขาดเลย
เวทมนตร์ที่เราถนัดก็เอามาขยายผลใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหรอ แบบนี้เวท 【บูสต์】 ของฉันก็เอามาใช้ได้เหมือนกันสินะ?
"เริ่มจากชารอนก่อนเลยไหม?"
"ค่า~ ไม่มีปัญหาค่า~"
รุ่นพี่ชารอนเดินขึ้นบันไดด้านหน้าไปที่ค็อกพิตของเฟรมยูนิต พอเธอนั่งลงไปบนเบาะ โครงสร้างรอบๆ ก็ปรับเปลี่ยนรูปทรงให้พอดีกับตัวเธอ ราวกับโดนเก้าอี้กลืนเข้าไปเลย เธอเอนพนักพิงไปด้านหลังเล็กน้อย ดูผ่อนคลายสบายใจเฉิบ
"การควบคุมพื้นฐานก็เหมือนเดิมแหละจ้ะ แต่พวกหน้าจอหรือข้อมูลต่างๆ จะปรากฏขึ้นมาตามที่เราคิดเลย ถ้าอยากให้หายไปก็แค่คิดสั่งการเหมือนกัน ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็ถามระบบ AI จำลอง 'อูลด์' (Urd) ที่ติดตั้งไว้ได้เลยนะ"
"อูลด์?"
『ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ท่านชารอน ดิฉันคือระบบ AI จำลอง "อูลด์" ที่จะคอยสนับสนุนท่านค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ』
"ว้าว! ยูนิตรุ่นนี้พูดได้เหมือนพวก เครื่องจักรโบราณ(เลกาซี่) ของโกเลมเลยนี่นา~"
รุ่นพี่ชารอนกำลังคุยกับเฟรมยูนิตอยู่แฮะ มีสมองกล Q คริสตัลฝังอยู่ด้วยเหรอเนี่ย?
เคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเคยมีโปรเจกต์จะสร้างโกเลมยักษ์ด้วย แต่โปรเจกต์ต้องพับไปเพราะต้องใช้ Q คริสตัลระดับ เครื่องจักรโบราณ(เลกาซี่) จำนวนมหาศาลในการควบคุมทั้งเครื่อง ซึ่งมันไม่คุ้มเอาซะเลย
เห็นว่าค่าสร้างต่อเครื่องมันแพงหูฉี่ แถมประสิทธิภาพยังสู้เฟรมเกียร์ไม่ได้อีก ที่สำคัญคือต้องเสียเวลาสอนมันเรียนรู้อีกพักใหญ่กว่าจะใช้งานได้จริง
สงสัยจะไม่คุ้มทุนล่ะมั้ง แต่ในกรณีนี้คงเอามาใช้เป็นระบบสนับสนุนเฉยๆ สินะ?
รุ่นพี่ชารอนนั่งคุยกับ 'อูลด์' อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเตรียมตัวเสร็จ เบาะนั่งก็ปรับระดับขึ้นมานิดหน่อย
"งั้นเดินเครื่อง 【วันเดีย(คทา)】 เลยนะค๊า~"
พอรุ่นพี่ชารอนเดินเครื่องเฟรมยูนิต ผนังโปร่งใสของยูนิตก็กลายเป็นสีเทาเข้มทึบแสงทันที อ้าว แบบนี้ก็มองไม่เห็นข้างในแล้วสิ
"เดี๋ยวเรามาดูจากหน้าจอทางนี้กันนะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนกดสมาร์ทโฟนยิกๆ แล้วหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ก็ฉายขึ้นกลางอากาศ
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือพื้นที่รกร้าง รุ่นพี่ชารอนที่ขับ 【วันเดีย(คทา)】 ยืนอยู่ตรงนั้น โดยมีแควัลรี่หลายสิบเครื่องยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ต้องสู้กับพวกนั้นหมดเลยเหรอ? เยอะไปป่าวเนี่ย?
เอาล่ะ มารอดูกันดีกว่าว่ารุ่นพี่ชารอนจะมีสไตล์การต่อสู้แบบไหน อยากเห็นฝีมือของอันดับสาม 【แม่มดวายุสีคราม】 ซะแล้วสิ
026 การต่อสู้ของพวกรุ่นพี่
.
『ไปล่ะน้า~』
พร้อมกับน้ำเสียงที่ฟังดูเนือยๆ ไร้ความตึงเครียด โล่ทรงกลมที่ไหล่ทั้งสองข้างของ 【วันเดีย(คทา)】 ก็ยิงวัตถุรูปร่างคล้ายหนามแหลมออกมาพร้อมกัน
มิสไซล์เหรอ? ไม่สิ ไม่ใช่นั่นมัน...!
"นั่นมัน 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' นี่นา"
คีลที่ยืนอยู่ข้างๆ พึมพำออกมาขณะมองดูหน้าจอ
'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ลอยตัวอยู่กลางอากาศ และบินวนเวียนอยู่รอบๆ 【วันเดีย(คทา)】 ราวกับกำลังคุ้มกัน
ที่ด้านตรงข้ามของหนามแหลมนั้น มีปากกระบอก ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ติดตั้งอยู่
คงใช้ระบบเดียวกับ 'ดาบบิน' สินะ แต่ว่า หนึ่ง สอง สาม สี่... ปล่อยออกมาเท่าไหร่เนี่ย!?
แค่ข้างเดียวก็หกอันแล้ว เท่ากับว่ากำลังควบคุม 'ดาบบิน' ถึงสิบสองอันเลยนะเว้ย!? ควบคุมเยอะขนาดนั้นได้ยังไงกัน?
『ลุยเลยยย!』
ด้วยน้ำเสียงเนือยๆ อีกเช่นเคย 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ทั้งสิบสองอันก็พุ่งเข้าใส่แควัลรี่ที่กำลังวิ่งเข้ามา
'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' อ้อมไปด้านหลังซึ่งเป็นจุดบอดของแควัลรี่แล้วระดมยิง ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ใส่
กระสุนเวทมนตร์ที่สาดเข้ามาจากหลากหลายทิศทาง ทำให้แควัลรี่ไม่สามารถป้องกันได้เลย
แม้ว่าพลังโจมตีของ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' จะไม่ได้สูงพอที่จะโค่นศัตรูได้ในนัดเดียว แต่ถ้าระดมยิงใส่หลายๆ นัดก็สามารถจัดการได้สบายๆ
แต่ก็นะ...
"ความแม่นยำลดลงแฮะ ถึงจะเป็นชารอน แต่การจะควบคุม 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ทั้งสิบสองอันพร้อมกันก็คงจะตึงมือไปหน่อยสินะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนวิเคราะห์ขณะมองหน้าจอ
อย่างนี้นี่เอง จะว่าไป แคโรเคยบอกว่า 【แม่มดวายุสีคราม】 สามารถควบคุม ดาบบินได้เจ็ดเล่มนี่นา
ตอนนี้ใช้มากกว่าปกติถึงห้าอันเลยเหรอ มิน่าล่ะความเฉียบคมถึงได้ลดลง
พอลองสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่ายิงพลาดไปเยอะเหมือนกัน แทนที่จะควบคุมให้แต่ละอันขยับแยกกันอย่างอิสระ ดูเหมือนเธอจะจัดกลุ่มละสองสามอันให้ขยับไปพร้อมกัน แล้วระดมยิงใส่เป้าหมายเดียวกันมากกว่า
ถึงอย่างนั้น จำนวนของแควัลรี่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ดูมีจังหวะอันตรายอยู่บ้างนะ เห็นบางทีมีแควัลรี่หลุดลอดห่าฝนกระสุนของ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' เข้ามาได้ จนเธอต้องรีบหันไปยิงสกัดก็มีให้เห็นอยู่ประปราย
อ๊ะ หลุดมาได้อีกตัวแล้ว คราวนี้ดึง 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' กลับมาป้องกันไม่ทันด้วย จะโดนเล่นงานไหมนะ?
วินาทีต่อมาแควัลรี่ที่เงื้อดาบฟันใส่ 【วันเดีย(คทา)】 กลับปลิวกระเด็นถอยหลังไปราวกับชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
เมื่อมองดูดีๆ ก็เห็นแสงรูปวงคลื่นแผ่ออกมาจากโล่กลมๆ ที่ไหล่ทั้งสองข้าง
"นั่นมัน...?"
"【ฟอร์ซชิลด์】 (Force Shield) น่ะ เป็นสนามแรงโน้มถ่วงที่สร้างจากพลังเวท สามารถใช้ป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้ แต่มันกินพลังเวทมหาศาลมากเลยกางไว้ตลอดเวลาไม่ได้ แถมความแข็งแกร่งยังขึ้นอยู่กับพลังเวทของคนขับด้วย เลยค่อนข้างจะเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้น่ะ"
คล้ายๆ กับเวทไร้ธาตุ 【ชิลด์】 (Shield) สินะ ถ้ามีของแบบนั้น การโจมตีระยะไกลก็คงทำอะไรไม่ได้เลย...
พอกระแทกทหารม้าเบากระเด็นออกไปได้ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ก็ระดมยิงใส่จนพังไป
ขนาดเป้าหมายหยุดนิ่งยังยิงพลาดไปตั้งหลายนัด สงสัยการควบคุม 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' สิบสองอันจะยากเกินไปจริงๆ สินะ...
แต่ถ้าสมมติว่า สามารถควบคุมให้อาวุธเหล่านั้นเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ และเล็งยิงจุดอ่อนได้อย่างแม่นยำล่ะก็ การต่อสู้คงจบลงในพริบตาแน่ๆ
ถ้าสมมติฉันต้องสู้ด้วย ฉันจะเอาชนะยังไงดีนะ?
ตั้งรับให้แน่นแล้วพุ่งเข้าชาร์จ... ไม่สิ ต้องเคลื่อนที่ให้เร็วกว่า 'ไอ้นั่น(ป้อมปืนบิน)' สินะ? ยังไงซะ ป้อมปืนก็คือป้อมปืน ยิงมาก็ใช่ว่าจะโดนเสมอไป ถ้าไม่ได้อยู่ในระยะประชิด มันก็ต้องมีเวลาเสี้ยววินาทีตั้งแต่ยิงจนกว่ากระสุนจะพุ่งมาถึงตัวหุ่น ระหว่างนั้นแค่หลบให้พ้นก็พอ ต้องขยับแบบคาดเดาทิศทางไม่ได้เพื่อกวนประสาทอีกฝ่าย แล้วหาจังหวะพุ่งเข้าไปซัดจังๆ สักหมัด แบบนี้ล่ะมั้ง?
ก็นะ เอาเข้าจริงจะทำได้แบบที่คิดหรือเปล่าก็ไม่รู้หรอก
ถึงจะมีจังหวะหวาดเสียวอยู่บ้าง แต่สุดท้ายรุ่นพี่ชารอนก็สามารถจัดการกองทัพทหารม้าเบาได้จนหมด
เกราะนอกของเฟรมยูนิตกลับมาโปร่งใสอีกครั้ง แฮตช์ด้านหน้าเปิดออก แล้วรุ่นพี่ชารอนก็ก้าวลงมา
"เหนื่อยหน่อยนะ ดูท่าจะตึงมือเอาเรื่องเลยนี่นา"
"โหยยย ให้ควบคุมทีเดียวสิบสองอันมันไม่ไหวหรอกค่า~"
รุ่นพี่ชารอนทำปากยื่นเถียงคำพูดของท่านผู้อำนวยการคูน ก็นะ เป็นใครก็คงอยากจะบ่นแบบนั้นแหละ
"แหม แต่ท่านพ่อของฉันน่ะ ตอนลองใช้ครั้งแรกก็ควบคุม ดาบบินสิบสองเล่มได้อิสระดั่งใจนึกเลยนะ? แถมหลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังควบคุม ดาบบินตั้งสี่สิบแปดเล่มให้พุ่งไปมาเหมือนฝนดาวตกได้อีกต่างหาก"
"สี่... !?"
คำพูดของท่านผู้อำนวยการคูนทำเอาพวกเราทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
แค่สิบสองอันก็ว่าบ้าแล้ว นี่ปาเข้าไปสี่สิบแปดอันเลยเนี่ยนะ...! องค์ปฐมกษัตริย์นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ...!
"ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ด้วยสินะ"
"ก็ 'อูลด์' บอกว่าถึงไม่ใช้เวทมนตร์ก็เอาอยู่นี่นา~ เลยไม่ได้ใช้ไงล่ะ~"
อืมมม แปลว่าเมื่อกี้รุ่นพี่ชารอนยังไม่ได้เอาจริงสินะ? ถ้าใช้เวทมนตร์ช่วยด้วย ก็คงจัดการได้เร็วกว่านี้แหงๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดวิเคราะห์อยู่ในใจ คุณโรเซตต้าก็ส่งเสียงเรียกขึ้นมา
"ซิงโครไนซ์ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 เรียบร้อยแล้วค๊า พร้อมใช้งานได้เลย!"
"งั้นต่อไปตาเซลด้าล่ะนะ"
"ค่ะ"
โอ๊ะ คิวต่อไปเป็นรุ่นพี่เซลด้าแล้วสินะ ขอชมฝีมือการต่อสู้ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 แบบใกล้ๆ หน่อยเถอะ
รุ่นพี่เซลด้าคุยกับบุคลิกจำลองที่ติดตั้งใน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อยู่พักหนึ่ง แต่รู้สึกว่าบุคลิกจำลองตัวนี้จะใช้คำพูดคำจาต่างจากตอนรุ่นพี่ชารอนแฮะ ปรับเปลี่ยนตามคนขับเหรอ?
"【วันเดีย(คทา)】 มีบุคลิกจำลองชื่อ 'อูลด์' (Urd) 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 มี 'เวอร์ดันดี' (Verdandi) ส่วน 【วินเดีย(ปีก)】 คือ 'สกัลด์' (Skuld) คอยดูแลอยู่น่ะจ้ะ งานพาร์ตไทม์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กพวกนั้นด้วย เพราะงั้นก็ชวนคุยเยอะๆ หน่อยนะ"
"พัฒนาการของบุคลิกจำลองเหรอคะ?"
"บุคลิกจำลองก็คล้ายๆ กับโกเลมที่มีชีวิตจิตใจนั่นแหละ พอได้พูดคุยปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ก็จะเริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และจากเอกลักษณ์เหล่านั้น ก็จะก่อให้เกิดโกเลมหลากหลายรูปแบบตามมา การที่เราช่วยเลี้ยงดูบุคลิกจำลองเหล่านั้น ในอนาคตก็อาจจะทำให้สามารถนำไปติดตั้งในเฟรมเกียร์ที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้นยังไงล่ะ"
ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้างงกับคำพูดของท่านผู้อำนวยการ โค ชิโรงาเนะ เด็กหนุ่มจาก 'สถาบัน' ก็เป็นคนอธิบายให้ฟัง
เอ่อ... สรุปก็คือ บุคลิกจำลองพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหุ่นเครื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กำลังถูก 'เลี้ยงดู' เพื่อเอาไปใช้กับหุ่นเครื่องอื่นในอนาคต... งั้นเหรอ?
"ก็นะ ประมาณนั้นแหละ แต่ฉันไม่ใช่คนสร้างเด็กพวกนั้นหรอกนะ"
"อ้อ... ผลงานของด็อกเตอร์สินะครับ?"
"ใช่จ้ะ โดนยัดเยียดมาให้ช่วยดูให้ด้วยน่ะ"
ด็อกเตอร์? ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่ดูเหมือนว่าคนสร้างบุคลิกจำลองจะเป็นอีกคนแฮะ
"จะว่าไป นายเนี่ยรู้ดีจังนะ?"
"อ่า... พอดีมีคนรู้จักที่เก่งเรื่องพวกนี้มากๆ อยู่น่ะ..."
โคหันหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับตอบแบบขอไปที หมอนี่... ท่าทางมีพิรุธสุดๆ... เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ แถมยังดูนิ่งเกินวัยอีกต่างหาก
ดูเหมือนจะสนิทกับท่านผู้อำนวยการด้วยสิ... ลูกหลานขุนนางระดับสูงเหรอ? หรือว่าจะเป็นลูกชายท่านลอร์ดแห่งอีเชน... ก็เป็นไปได้นะ
"【ซอร์เดีย(ดาบ)】 จะออกตัวแล้วนะคะ"
ผนังเฟรมยูนิตของรุ่นพี่เซลด้ากลายเป็นสีขุ่น และภาพของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่กลางอากาศ
"ฉากทะเลทรายเหรอ"
"หินเอาเรื่องนะเนี่ย ถ้าเผลออาจจะโดนทรายดูดขาเอาได้"
คีลกับโคคุยกันขณะมองดูหน้าจอ
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ยืนนิ่งอยู่กลางทะเลทราย และเบื้องหน้าก็มีแควัลรี่หลายสิบเครื่องตั้งแถวเรียงรายอยู่เหมือนเมื่อกี้
หืม? รู้สึกว่าแควัลรี่พวกนั้นจะดูต่างจากปกติไปนิดหน่อยนะ...?
"เอ๋~ ทำไมศัตรูถึงเป็นรุ่นทะเลทรายอยู่ฝ่ายเดียวล่ะคะ ขี้โกงนี่นา~"
"ก็รวมอยู่ในการ ทดสอบ(เทสต์) ด้วยไงล่ะ ไม่ได้โกงซะหน่อย"
ท่านผู้อำนวยการปัดคำท้วงของรุ่นพี่ชารอนตกไปอย่างง่ายดาย อ้อแควัลรี่รุ่นทะเลทราย(เดสเสิร์ทไทป์) สินะ
พอมองดูดีๆ เท้ามันใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย ข้อต่อก็มีซีลกันฝุ่นหุ้มไว้ แล้วก็มีฟิลเตอร์กรองฝุ่นติดอยู่ตรงช่องดักอากาศด้วย
『ลุยล่ะนะคะ』
มีดสั้นที่บริเวณขาของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 หลุดออกและลอยขึ้นไปในอากาศ นั่นคือ 'ดาบบิน' สินะ
จากนั้นเธอก็ชักดาบที่เอวทั้งสองข้างออกมา คมดาบทั้งสี่ส่องประกายวาววับท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ
เธอใช้ดาบในมือขวาฟันสะพายแล่งแควัลรี่เครื่องหน้าสุดที่พุ่งเข้ามา และในจังหวะเดียวกัน ดาบในมือซ้ายก็พุ่งทะลวงเข้าใส่ค็อกพิตของแควัลรี่อีกเครื่องที่พุ่งเข้ามาโจมตีได้อย่างแม่นยำ
'ดาบบิน' ทำหน้าที่ยิงสกัดกั้นหุ่นที่พยายามเข้าใกล้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรุมล้อม
ในระหว่างนั้น 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ไม่หยุดนิ่ง เธอเคลื่อนไหวไปมาและจัดการแควัลรี่ที่ดาหน้าเข้ามาทีละเครื่องๆ อย่างต่อเนื่อง
"เพลงดาบของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ยังเฉียบคมไม่เปลี่ยนเลยแฮะ"
"งานประลองปีที่แล้ว พวกเราโดนเธอจัดการเรียบเลยนี่นา ปีนี้ต้องหาทางเอาคืนให้ได้"
งานประลอง... หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ในช่วงฤดูร้อนสินะ
เห็นว่าปีที่แล้วรุ่นพี่เซลด้าได้ลงแข่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสอง แถมยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ เลยด้วย
โควตานักเรียนปีหนึ่งที่จะได้ลงแข่งมีแค่สิบสองคนรวมตัวสำรอง ตอนนี้ฉันเองก็อยู่ในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งด้วย
แต่ก็นะ อันดับตอนนี้ได้มาเพราะความโง่ของยัยรุ่นพี่เดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าส้มหล่นน่ะแหละ หลังจากนี้สิถึงจะเป็นการจัดอันดับด้วยฝีมือจริงๆ
ยังไงก็ต้องเกาะกลุ่มผู้นำไว้ให้ได้ เพราะงั้นฉันเลยต้องศึกษาเทคนิคการต่อสู้จากคนที่เก่งกว่าให้มากๆ
ฉันดึงสติกลับมาจดจ่อกับ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่กำลังโค่นแควัลรี่ลงไปทีละเครื่องๆ ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไร้การสูญเปล่า
การเคลื่อนไหวของเธอมันสุดยอดมากจริงๆ สามารถวิ่งฉิวบนพื้นทรายได้อย่างสมดุลไร้ที่ติ แถมยังมี ดาบบินคอยสนับสนุนอย่างแม่นยำ ราวกับมีตาหลังอย่างนั้นแหละ เธอใช้สัญชาตญาณในการควบคุม หรือว่ามองเห็นจริงๆ กันแน่นะ?
ทักษะการใช้ดาบก็ไม่ธรรมดา ทั้งฟันเสย ฟันลง แทง แล้วก็เตะกระเด็น ทุกอย่างรวดเร็วและแม่นยำไปหมด นี่ไม่ใช่คล็อกเฟรมใช่ไหมเนี่ย?
จู่ๆ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็โยนดาบในมือทั้งสองข้างขึ้นไปบนฟ้า เอ๊ะ? จะทำอะไรน่ะ!?
จากนั้นเธอก็เอื้อมมือไปคว้าดาบยักษ์ที่สะพายอยู่บนหลัง โดยใช้ไหล่เป็นจุดหมุน แล้วจับดาบไว้ด้วยสองมือ
ตวัดดาบยักษ์เพียงครั้งเดียว ร่างของแควัลรี่หลายเครื่องที่กำลังพุ่งเข้ามาก็ถูกตัดขาดครึ่งท่อนบนล่างในทันที
จากนั้นเธอก็เก็บดาบยักษ์กลับไปไว้ที่หลังอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปรับดาบสองเล่มที่ตกลงมา แล้วเริ่มไล่ฟันแควัลรี่ต่อ
นั่นมันอะไรน่ะ!? ทำแบบนั้นได้ยังไง!?
รู้ตัวอีกที ทั่วทั้งทะเลทรายก็เหลือเพียง 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ยืนหยัดอยู่เพียงเครื่องเดียว กวาดล้างศัตรูหมดเกลี้ยงในพริบตา
จะบอกว่าได้เรียนรู้อะไรไหม ก็... ไม่รู้สิ มันเหนือชั้นเกินไปจนเอามาเป็นแบบอย่างไม่ได้เลยล่ะ...
"เก่งมากจ้ะ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเลยสินะ"
"หุ่นมันคล้ายกับแอสเทรีย (Astraea) น่ะค่ะ เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร จะมีก็แค่ระบบมันตอบสนองเร็วเกินไปจนบางทีก็รู้สึกขัดๆ นิดหน่อย แต่ถ้าชินแล้วก็น่าจะไม่มีปัญหาค่ะ"
ฝาครอบเฟรมยูนิตเปิดออก รุ่นพี่เซลด้าเดินลงมาโดยที่ไม่มีเหงื่อสักหยด สมกับเป็นอันดับหนึ่ง... โหดเกินไปแล้ว...!
"เอาล่ะ ต่อไปตาเนโรแล้วนะ"
"รับทราบค่ะ"
ฉันเดินเข้าไปในเฟรมยูนิตแบบโปร่งใสตามคำบอกของท่านผู้อำนวยการ
พอนั่งลงไปบนเบาะที่ตอนแรกดูใหญ่กว่าตัว เบาะก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนพอดีกับตัวฉัน โอ๊ะ... กระชับพอดีตัวเป๊ะเลยแฮะ
พอลองส่งพลังเวทเข้าไปเบาๆ หน้าจอ(มอนิเตอร์) ด้านนอกก็แสดงข้อมูลหุ่นและอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นมา
『สวัสดีค่ะ คุณเนโร ฉันคือบุคลิกจำลอง "สกัลด์" จะคอยทำหน้าที่สนับสนุนคุณนะคะ ฝากตัวด้วยค่ะ』
เสียงเด็กผู้หญิงที่ฟังดูโตกว่าฉันนิดหน่อยดังมาจากลำโพงข้างที่นั่ง นี่สินะ บุคลิกจำลองประจำเครื่อง 【วินเดีย(ปีก)】
"ฝากตัวด้วยนะ สกัลด์ ก่อนอื่นช่วยอธิบายระบบของหุ่นเครื่องนี้แบบคร่าวๆ ให้ฟังหน่อยสิ"
『รับทราบค่ะ ก่อนอื่น 【วินเดีย(ปีก)】 เครื่องนี้ สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้ด้วยเมนทรัสเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ หากใช้พลังเวทควบคู่ไปด้วย...』
ระหว่างที่ฟังคำอธิบายของสกัลด์ ฉันก็เริ่มคิดแผนการต่อสู้สำหรับหุ่นเครื่องนี้เอาไว้ในหัว
.
『ไปล่ะน้า~』
พร้อมกับน้ำเสียงที่ฟังดูเนือยๆ ไร้ความตึงเครียด โล่ทรงกลมที่ไหล่ทั้งสองข้างของ 【วันเดีย(คทา)】 ก็ยิงวัตถุรูปร่างคล้ายหนามแหลมออกมาพร้อมกัน
มิสไซล์เหรอ? ไม่สิ ไม่ใช่นั่นมัน...!
"นั่นมัน 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' นี่นา"
คีลที่ยืนอยู่ข้างๆ พึมพำออกมาขณะมองดูหน้าจอ
'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ลอยตัวอยู่กลางอากาศ และบินวนเวียนอยู่รอบๆ 【วันเดีย(คทา)】 ราวกับกำลังคุ้มกัน
ที่ด้านตรงข้ามของหนามแหลมนั้น มีปากกระบอก ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ติดตั้งอยู่
คงใช้ระบบเดียวกับ 'ดาบบิน' สินะ แต่ว่า หนึ่ง สอง สาม สี่... ปล่อยออกมาเท่าไหร่เนี่ย!?
แค่ข้างเดียวก็หกอันแล้ว เท่ากับว่ากำลังควบคุม 'ดาบบิน' ถึงสิบสองอันเลยนะเว้ย!? ควบคุมเยอะขนาดนั้นได้ยังไงกัน?
『ลุยเลยยย!』
ด้วยน้ำเสียงเนือยๆ อีกเช่นเคย 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ทั้งสิบสองอันก็พุ่งเข้าใส่แควัลรี่ที่กำลังวิ่งเข้ามา
'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' อ้อมไปด้านหลังซึ่งเป็นจุดบอดของแควัลรี่แล้วระดมยิง ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ใส่
กระสุนเวทมนตร์ที่สาดเข้ามาจากหลากหลายทิศทาง ทำให้แควัลรี่ไม่สามารถป้องกันได้เลย
แม้ว่าพลังโจมตีของ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' จะไม่ได้สูงพอที่จะโค่นศัตรูได้ในนัดเดียว แต่ถ้าระดมยิงใส่หลายๆ นัดก็สามารถจัดการได้สบายๆ
แต่ก็นะ...
"ความแม่นยำลดลงแฮะ ถึงจะเป็นชารอน แต่การจะควบคุม 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ทั้งสิบสองอันพร้อมกันก็คงจะตึงมือไปหน่อยสินะ"
ท่านผู้อำนวยการคูนวิเคราะห์ขณะมองหน้าจอ
อย่างนี้นี่เอง จะว่าไป แคโรเคยบอกว่า 【แม่มดวายุสีคราม】 สามารถควบคุม ดาบบินได้เจ็ดเล่มนี่นา
ตอนนี้ใช้มากกว่าปกติถึงห้าอันเลยเหรอ มิน่าล่ะความเฉียบคมถึงได้ลดลง
พอลองสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่ายิงพลาดไปเยอะเหมือนกัน แทนที่จะควบคุมให้แต่ละอันขยับแยกกันอย่างอิสระ ดูเหมือนเธอจะจัดกลุ่มละสองสามอันให้ขยับไปพร้อมกัน แล้วระดมยิงใส่เป้าหมายเดียวกันมากกว่า
ถึงอย่างนั้น จำนวนของแควัลรี่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ดูมีจังหวะอันตรายอยู่บ้างนะ เห็นบางทีมีแควัลรี่หลุดลอดห่าฝนกระสุนของ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' เข้ามาได้ จนเธอต้องรีบหันไปยิงสกัดก็มีให้เห็นอยู่ประปราย
อ๊ะ หลุดมาได้อีกตัวแล้ว คราวนี้ดึง 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' กลับมาป้องกันไม่ทันด้วย จะโดนเล่นงานไหมนะ?
วินาทีต่อมาแควัลรี่ที่เงื้อดาบฟันใส่ 【วันเดีย(คทา)】 กลับปลิวกระเด็นถอยหลังไปราวกับชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
เมื่อมองดูดีๆ ก็เห็นแสงรูปวงคลื่นแผ่ออกมาจากโล่กลมๆ ที่ไหล่ทั้งสองข้าง
"นั่นมัน...?"
"【ฟอร์ซชิลด์】 (Force Shield) น่ะ เป็นสนามแรงโน้มถ่วงที่สร้างจากพลังเวท สามารถใช้ป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้ แต่มันกินพลังเวทมหาศาลมากเลยกางไว้ตลอดเวลาไม่ได้ แถมความแข็งแกร่งยังขึ้นอยู่กับพลังเวทของคนขับด้วย เลยค่อนข้างจะเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้น่ะ"
คล้ายๆ กับเวทไร้ธาตุ 【ชิลด์】 (Shield) สินะ ถ้ามีของแบบนั้น การโจมตีระยะไกลก็คงทำอะไรไม่ได้เลย...
พอกระแทกทหารม้าเบากระเด็นออกไปได้ 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' ก็ระดมยิงใส่จนพังไป
ขนาดเป้าหมายหยุดนิ่งยังยิงพลาดไปตั้งหลายนัด สงสัยการควบคุม 'ป้อมปืนบิน(กันสลิงเกอร์)' สิบสองอันจะยากเกินไปจริงๆ สินะ...
แต่ถ้าสมมติว่า สามารถควบคุมให้อาวุธเหล่านั้นเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ และเล็งยิงจุดอ่อนได้อย่างแม่นยำล่ะก็ การต่อสู้คงจบลงในพริบตาแน่ๆ
ถ้าสมมติฉันต้องสู้ด้วย ฉันจะเอาชนะยังไงดีนะ?
ตั้งรับให้แน่นแล้วพุ่งเข้าชาร์จ... ไม่สิ ต้องเคลื่อนที่ให้เร็วกว่า 'ไอ้นั่น(ป้อมปืนบิน)' สินะ? ยังไงซะ ป้อมปืนก็คือป้อมปืน ยิงมาก็ใช่ว่าจะโดนเสมอไป ถ้าไม่ได้อยู่ในระยะประชิด มันก็ต้องมีเวลาเสี้ยววินาทีตั้งแต่ยิงจนกว่ากระสุนจะพุ่งมาถึงตัวหุ่น ระหว่างนั้นแค่หลบให้พ้นก็พอ ต้องขยับแบบคาดเดาทิศทางไม่ได้เพื่อกวนประสาทอีกฝ่าย แล้วหาจังหวะพุ่งเข้าไปซัดจังๆ สักหมัด แบบนี้ล่ะมั้ง?
ก็นะ เอาเข้าจริงจะทำได้แบบที่คิดหรือเปล่าก็ไม่รู้หรอก
ถึงจะมีจังหวะหวาดเสียวอยู่บ้าง แต่สุดท้ายรุ่นพี่ชารอนก็สามารถจัดการกองทัพทหารม้าเบาได้จนหมด
เกราะนอกของเฟรมยูนิตกลับมาโปร่งใสอีกครั้ง แฮตช์ด้านหน้าเปิดออก แล้วรุ่นพี่ชารอนก็ก้าวลงมา
"เหนื่อยหน่อยนะ ดูท่าจะตึงมือเอาเรื่องเลยนี่นา"
"โหยยย ให้ควบคุมทีเดียวสิบสองอันมันไม่ไหวหรอกค่า~"
รุ่นพี่ชารอนทำปากยื่นเถียงคำพูดของท่านผู้อำนวยการคูน ก็นะ เป็นใครก็คงอยากจะบ่นแบบนั้นแหละ
"แหม แต่ท่านพ่อของฉันน่ะ ตอนลองใช้ครั้งแรกก็ควบคุม ดาบบินสิบสองเล่มได้อิสระดั่งใจนึกเลยนะ? แถมหลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังควบคุม ดาบบินตั้งสี่สิบแปดเล่มให้พุ่งไปมาเหมือนฝนดาวตกได้อีกต่างหาก"
"สี่... !?"
คำพูดของท่านผู้อำนวยการคูนทำเอาพวกเราทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
แค่สิบสองอันก็ว่าบ้าแล้ว นี่ปาเข้าไปสี่สิบแปดอันเลยเนี่ยนะ...! องค์ปฐมกษัตริย์นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ...!
"ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ด้วยสินะ"
"ก็ 'อูลด์' บอกว่าถึงไม่ใช้เวทมนตร์ก็เอาอยู่นี่นา~ เลยไม่ได้ใช้ไงล่ะ~"
อืมมม แปลว่าเมื่อกี้รุ่นพี่ชารอนยังไม่ได้เอาจริงสินะ? ถ้าใช้เวทมนตร์ช่วยด้วย ก็คงจัดการได้เร็วกว่านี้แหงๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดวิเคราะห์อยู่ในใจ คุณโรเซตต้าก็ส่งเสียงเรียกขึ้นมา
"ซิงโครไนซ์ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 เรียบร้อยแล้วค๊า พร้อมใช้งานได้เลย!"
"งั้นต่อไปตาเซลด้าล่ะนะ"
"ค่ะ"
โอ๊ะ คิวต่อไปเป็นรุ่นพี่เซลด้าแล้วสินะ ขอชมฝีมือการต่อสู้ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 แบบใกล้ๆ หน่อยเถอะ
รุ่นพี่เซลด้าคุยกับบุคลิกจำลองที่ติดตั้งใน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อยู่พักหนึ่ง แต่รู้สึกว่าบุคลิกจำลองตัวนี้จะใช้คำพูดคำจาต่างจากตอนรุ่นพี่ชารอนแฮะ ปรับเปลี่ยนตามคนขับเหรอ?
"【วันเดีย(คทา)】 มีบุคลิกจำลองชื่อ 'อูลด์' (Urd) 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 มี 'เวอร์ดันดี' (Verdandi) ส่วน 【วินเดีย(ปีก)】 คือ 'สกัลด์' (Skuld) คอยดูแลอยู่น่ะจ้ะ งานพาร์ตไทม์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กพวกนั้นด้วย เพราะงั้นก็ชวนคุยเยอะๆ หน่อยนะ"
"พัฒนาการของบุคลิกจำลองเหรอคะ?"
"บุคลิกจำลองก็คล้ายๆ กับโกเลมที่มีชีวิตจิตใจนั่นแหละ พอได้พูดคุยปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ก็จะเริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และจากเอกลักษณ์เหล่านั้น ก็จะก่อให้เกิดโกเลมหลากหลายรูปแบบตามมา การที่เราช่วยเลี้ยงดูบุคลิกจำลองเหล่านั้น ในอนาคตก็อาจจะทำให้สามารถนำไปติดตั้งในเฟรมเกียร์ที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้นยังไงล่ะ"
ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้างงกับคำพูดของท่านผู้อำนวยการ โค ชิโรงาเนะ เด็กหนุ่มจาก 'สถาบัน' ก็เป็นคนอธิบายให้ฟัง
เอ่อ... สรุปก็คือ บุคลิกจำลองพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหุ่นเครื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กำลังถูก 'เลี้ยงดู' เพื่อเอาไปใช้กับหุ่นเครื่องอื่นในอนาคต... งั้นเหรอ?
"ก็นะ ประมาณนั้นแหละ แต่ฉันไม่ใช่คนสร้างเด็กพวกนั้นหรอกนะ"
"อ้อ... ผลงานของด็อกเตอร์สินะครับ?"
"ใช่จ้ะ โดนยัดเยียดมาให้ช่วยดูให้ด้วยน่ะ"
ด็อกเตอร์? ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่ดูเหมือนว่าคนสร้างบุคลิกจำลองจะเป็นอีกคนแฮะ
"จะว่าไป นายเนี่ยรู้ดีจังนะ?"
"อ่า... พอดีมีคนรู้จักที่เก่งเรื่องพวกนี้มากๆ อยู่น่ะ..."
โคหันหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับตอบแบบขอไปที หมอนี่... ท่าทางมีพิรุธสุดๆ... เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ แถมยังดูนิ่งเกินวัยอีกต่างหาก
ดูเหมือนจะสนิทกับท่านผู้อำนวยการด้วยสิ... ลูกหลานขุนนางระดับสูงเหรอ? หรือว่าจะเป็นลูกชายท่านลอร์ดแห่งอีเชน... ก็เป็นไปได้นะ
"【ซอร์เดีย(ดาบ)】 จะออกตัวแล้วนะคะ"
ผนังเฟรมยูนิตของรุ่นพี่เซลด้ากลายเป็นสีขุ่น และภาพของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่กลางอากาศ
"ฉากทะเลทรายเหรอ"
"หินเอาเรื่องนะเนี่ย ถ้าเผลออาจจะโดนทรายดูดขาเอาได้"
คีลกับโคคุยกันขณะมองดูหน้าจอ
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ยืนนิ่งอยู่กลางทะเลทราย และเบื้องหน้าก็มีแควัลรี่หลายสิบเครื่องตั้งแถวเรียงรายอยู่เหมือนเมื่อกี้
หืม? รู้สึกว่าแควัลรี่พวกนั้นจะดูต่างจากปกติไปนิดหน่อยนะ...?
"เอ๋~ ทำไมศัตรูถึงเป็นรุ่นทะเลทรายอยู่ฝ่ายเดียวล่ะคะ ขี้โกงนี่นา~"
"ก็รวมอยู่ในการ ทดสอบ(เทสต์) ด้วยไงล่ะ ไม่ได้โกงซะหน่อย"
ท่านผู้อำนวยการปัดคำท้วงของรุ่นพี่ชารอนตกไปอย่างง่ายดาย อ้อแควัลรี่รุ่นทะเลทราย(เดสเสิร์ทไทป์) สินะ
พอมองดูดีๆ เท้ามันใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย ข้อต่อก็มีซีลกันฝุ่นหุ้มไว้ แล้วก็มีฟิลเตอร์กรองฝุ่นติดอยู่ตรงช่องดักอากาศด้วย
『ลุยล่ะนะคะ』
มีดสั้นที่บริเวณขาของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 หลุดออกและลอยขึ้นไปในอากาศ นั่นคือ 'ดาบบิน' สินะ
จากนั้นเธอก็ชักดาบที่เอวทั้งสองข้างออกมา คมดาบทั้งสี่ส่องประกายวาววับท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ
เธอใช้ดาบในมือขวาฟันสะพายแล่งแควัลรี่เครื่องหน้าสุดที่พุ่งเข้ามา และในจังหวะเดียวกัน ดาบในมือซ้ายก็พุ่งทะลวงเข้าใส่ค็อกพิตของแควัลรี่อีกเครื่องที่พุ่งเข้ามาโจมตีได้อย่างแม่นยำ
'ดาบบิน' ทำหน้าที่ยิงสกัดกั้นหุ่นที่พยายามเข้าใกล้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรุมล้อม
ในระหว่างนั้น 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ไม่หยุดนิ่ง เธอเคลื่อนไหวไปมาและจัดการแควัลรี่ที่ดาหน้าเข้ามาทีละเครื่องๆ อย่างต่อเนื่อง
"เพลงดาบของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 ยังเฉียบคมไม่เปลี่ยนเลยแฮะ"
"งานประลองปีที่แล้ว พวกเราโดนเธอจัดการเรียบเลยนี่นา ปีนี้ต้องหาทางเอาคืนให้ได้"
งานประลอง... หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ในช่วงฤดูร้อนสินะ
เห็นว่าปีที่แล้วรุ่นพี่เซลด้าได้ลงแข่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสอง แถมยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ เลยด้วย
โควตานักเรียนปีหนึ่งที่จะได้ลงแข่งมีแค่สิบสองคนรวมตัวสำรอง ตอนนี้ฉันเองก็อยู่ในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งด้วย
แต่ก็นะ อันดับตอนนี้ได้มาเพราะความโง่ของยัยรุ่นพี่เดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าส้มหล่นน่ะแหละ หลังจากนี้สิถึงจะเป็นการจัดอันดับด้วยฝีมือจริงๆ
ยังไงก็ต้องเกาะกลุ่มผู้นำไว้ให้ได้ เพราะงั้นฉันเลยต้องศึกษาเทคนิคการต่อสู้จากคนที่เก่งกว่าให้มากๆ
ฉันดึงสติกลับมาจดจ่อกับ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่กำลังโค่นแควัลรี่ลงไปทีละเครื่องๆ ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไร้การสูญเปล่า
การเคลื่อนไหวของเธอมันสุดยอดมากจริงๆ สามารถวิ่งฉิวบนพื้นทรายได้อย่างสมดุลไร้ที่ติ แถมยังมี ดาบบินคอยสนับสนุนอย่างแม่นยำ ราวกับมีตาหลังอย่างนั้นแหละ เธอใช้สัญชาตญาณในการควบคุม หรือว่ามองเห็นจริงๆ กันแน่นะ?
ทักษะการใช้ดาบก็ไม่ธรรมดา ทั้งฟันเสย ฟันลง แทง แล้วก็เตะกระเด็น ทุกอย่างรวดเร็วและแม่นยำไปหมด นี่ไม่ใช่คล็อกเฟรมใช่ไหมเนี่ย?
จู่ๆ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็โยนดาบในมือทั้งสองข้างขึ้นไปบนฟ้า เอ๊ะ? จะทำอะไรน่ะ!?
จากนั้นเธอก็เอื้อมมือไปคว้าดาบยักษ์ที่สะพายอยู่บนหลัง โดยใช้ไหล่เป็นจุดหมุน แล้วจับดาบไว้ด้วยสองมือ
ตวัดดาบยักษ์เพียงครั้งเดียว ร่างของแควัลรี่หลายเครื่องที่กำลังพุ่งเข้ามาก็ถูกตัดขาดครึ่งท่อนบนล่างในทันที
จากนั้นเธอก็เก็บดาบยักษ์กลับไปไว้ที่หลังอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปรับดาบสองเล่มที่ตกลงมา แล้วเริ่มไล่ฟันแควัลรี่ต่อ
นั่นมันอะไรน่ะ!? ทำแบบนั้นได้ยังไง!?
รู้ตัวอีกที ทั่วทั้งทะเลทรายก็เหลือเพียง 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ยืนหยัดอยู่เพียงเครื่องเดียว กวาดล้างศัตรูหมดเกลี้ยงในพริบตา
จะบอกว่าได้เรียนรู้อะไรไหม ก็... ไม่รู้สิ มันเหนือชั้นเกินไปจนเอามาเป็นแบบอย่างไม่ได้เลยล่ะ...
"เก่งมากจ้ะ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเลยสินะ"
"หุ่นมันคล้ายกับแอสเทรีย (Astraea) น่ะค่ะ เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร จะมีก็แค่ระบบมันตอบสนองเร็วเกินไปจนบางทีก็รู้สึกขัดๆ นิดหน่อย แต่ถ้าชินแล้วก็น่าจะไม่มีปัญหาค่ะ"
ฝาครอบเฟรมยูนิตเปิดออก รุ่นพี่เซลด้าเดินลงมาโดยที่ไม่มีเหงื่อสักหยด สมกับเป็นอันดับหนึ่ง... โหดเกินไปแล้ว...!
"เอาล่ะ ต่อไปตาเนโรแล้วนะ"
"รับทราบค่ะ"
ฉันเดินเข้าไปในเฟรมยูนิตแบบโปร่งใสตามคำบอกของท่านผู้อำนวยการ
พอนั่งลงไปบนเบาะที่ตอนแรกดูใหญ่กว่าตัว เบาะก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนพอดีกับตัวฉัน โอ๊ะ... กระชับพอดีตัวเป๊ะเลยแฮะ
พอลองส่งพลังเวทเข้าไปเบาๆ หน้าจอ(มอนิเตอร์) ด้านนอกก็แสดงข้อมูลหุ่นและอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นมา
『สวัสดีค่ะ คุณเนโร ฉันคือบุคลิกจำลอง "สกัลด์" จะคอยทำหน้าที่สนับสนุนคุณนะคะ ฝากตัวด้วยค่ะ』
เสียงเด็กผู้หญิงที่ฟังดูโตกว่าฉันนิดหน่อยดังมาจากลำโพงข้างที่นั่ง นี่สินะ บุคลิกจำลองประจำเครื่อง 【วินเดีย(ปีก)】
"ฝากตัวด้วยนะ สกัลด์ ก่อนอื่นช่วยอธิบายระบบของหุ่นเครื่องนี้แบบคร่าวๆ ให้ฟังหน่อยสิ"
『รับทราบค่ะ ก่อนอื่น 【วินเดีย(ปีก)】 เครื่องนี้ สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้ด้วยเมนทรัสเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ หากใช้พลังเวทควบคู่ไปด้วย...』
ระหว่างที่ฟังคำอธิบายของสกัลด์ ฉันก็เริ่มคิดแผนการต่อสู้สำหรับหุ่นเครื่องนี้เอาไว้ในหัว
027 การต่อสู้ของ 【วินเดีย (ปีก)】
.
"พร้อมหรือยัง?"
"เอ่อ ค่ะ ก็พอไหวค่ะ"
หลังจากฟัง 'สกัลด์' บุคลิกจำลองของหุ่นอธิบายข้อมูลของ 【วินเดีย(ปีก)】 จบ เสียงของท่านผู้อำนวยการคูนก็ดังมาจากข้างนอก
เมื่อส่งพลังเวทเข้าไปเพื่อเดินเครื่อง ผนังกลมๆ ที่เคยโปร่งใสก็เริ่มมีภาพทิวทัศน์ปรากฏขึ้นมา
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉัน คือทิวทัศน์ของโลกสีเงินอันแสนคุ้นเคย ทุ่งหิมะ... ไม่สิ พื้นดินมันกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดเลย 'ทุ่งน้ำแข็ง' สินะ...!
และเบื้องหน้าฉันก็มีแควัลรี่ยืนเรียงรายอยู่เหมือนกับตอนที่รุ่นพี่ทั้งสองคนทดสอบเป๊ะ
แต่เหมือนกับตอนของรุ่นพี่เซลด้าแควัลรี่พวกนี้ดูไม่เหมือนรุ่นปกติเลย...
ใต้ฝ่าเท้ามีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา และตามข้อต่อก็มีอุปกรณ์กันหนาวติดอยู่ รุ่นสำหรับพื้นที่หนาวเย็นงั้นเหรอ?
"สกัลด์ ศัตรูมีกี่เครื่อง?"
『ทั้งหมด 50 เครื่องค่ะ คุณเนโร เป็นจำนวนแค่ครึ่งเดียวของที่คุณชารอนและคุณเซลดิการ์ดต้องสู้ค่ะ』
แค่ครึ่งเดียวเองเหรอ ก็นะ ฉันเป็นเด็กปีหนึ่ง แถมยังอยู่แค่ F Rank นี่นา คงคิดว่าฉันไม่มีทางสู้ได้แบบพวกรุ่นพี่แน่ๆ เลยลดจำนวนลงให้สินะ
แอบหงุดหงิดนิดๆ แฮะ นิดเดียวจริงๆ นะ
ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ โชว์ฝีมือให้ดูซะหน่อยก็ไม่เลวหรอก นี่คือการทดสอบประสิทธิภาพของหุ่นนี่นา ขออาละวาดให้เต็มที่เลยละกัน!
"ลุยกันเลย 【วินเดีย(ปีก)】!"
ฉันดึงคันเร่งสุดแรง ทรัสเตอร์ที่หลังทำงานเต็มพิกัด พาฉันพุ่งทะยานไปบนทุ่งน้ำแข็ง
ไม่สิ ไม่ใช่แค่พุ่งทะยาน แต่มันเหมือนบินอยู่เหนือพื้นเลยต่างหาก! เร็วทะลุโลกไปเลย! สมกับเป็นหุ่นรุ่นใหม่!
ฉันใช้ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ในมือขวายิงทะลวงอกแควัลรี่เครื่องหน้าสุด ร่วงไปหนึ่ง!
แควัลรี่อีกเครื่องเงื้อขวานฟันลงมา ฉันใช้โล่ที่แขนซ้ายปัดป้อง แล้วสวนกลับด้วย ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์)
ระหว่างนั้นก็ใช้เวอร์เนียร์ที่ขาพ่นไฟเพื่อสไลด์ฉากออกด้านข้าง พลางเล็งเป้าแล้วรัวกระสุนใส่ไม่ยั้ง
อ้าวเฮ้ย!? เร็วเกินไปจนเล็งเป้าเบี้ยวไปหมดเลย!
แต่พอเริ่มชินกับความเร็วระดับนี้ ก็เริ่มจับจังหวะการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ เพราะเป็นหุ่นที่ไม่มีคนขับ การเคลื่อนไหวเลยอ่านง่ายชะมัด
เอาล่ะ จะกวาดล้างให้เรียบไม่เหลือเลยคอยดู!
◇ ◇ ◇
"ความสามารถในการปรับตัวเข้าขั้นสัตว์ประหลาดเหมือนเคยเลยนะเนี่ย..."
คูนยิ้มแห้งๆ พลางทอดถอนใจเมื่อเห็น 【วินเดีย(ปีก)】 อาละวาดอยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่
"เอ่อ... เด็กคนนั้นอยู่ปีหนึ่งจริงๆ เหรอครับ? ทำไมถึงขับเฟรมเกียร์ได้คล่องขนาดนั้นล่ะครับ?"
โคทำหน้าตาไม่เชื่อสายตาตัวเอง ขณะมอง 【วินเดีย(ปีก)】 ที่พุ่งพล่านไปมาทั่วหน้าจอ
ตอนแรกเขาคิดว่า การให้คนขับที่ยังอ่อนหัดมาขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ก็เพื่อทดสอบดูว่าศักยภาพของหุ่นจะดึงความสามารถของคนขับออกมาได้มากแค่ไหนซะอีก
"เด็กคนนั้นน่ะ มีสัมผัสในการรับรู้พลังเวทและความสามารถในการปรับตัวสูงปรี๊ดเลยล่ะ หมายความว่าไม่ว่าจะขับหุ่นแบบไหน เธอก็สามารถปรับจูนพลังเวทให้เข้ากับหุ่นได้อย่างรวดเร็ว พูดง่ายๆ คือ 'การซิงโคร' เข้าขั้นเซียนเลยไงล่ะ ในหมู่อัศวินเองก็มีพวกแบบนี้อยู่บ้างไม่ใช่เหรอ? พวกที่จับอาวุธที่ไม่เคยใช้มาก่อน แต่กลับแกว่งได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นแขนขาของตัวเองน่ะ เด็กคนนี้ก็ขับเฟรมเกียร์ด้วยสัญชาตญาณแบบนั้นแหละ ก็นะ... เลยมักจะเผลอใช้พลังเวทจนหมดก๊อกอยู่บ่อยๆ น่ะสิ"
พอได้ฟังคำอธิบายของคูน โคก็หันกลับไปสนใจหน้าจออีกครั้ง 【วินเดีย(ปีก)】 เคลื่อนไหวไปมาอย่างอิสระและพริ้วไหว โค่นแควัลรี่ล้มลงไปทีละเครื่องๆ
การเคลื่อนไหวนั้นราวกับกำลังเต้นรำอย่างดุเดือดตามจังหวะเสียงเพลง ทำเอาโคละสายตาไม่ได้เลย
"อืม เข้าขากับสกัลด์ได้ดีเลยทีเดียวนะเนี่ย"
"สกัลด์เป็นเด็กชอบดูแลเทคแคร์คนอื่น คงจะเหมาะกับเนโรพอดีล่ะมั้ง"
"ในฐานะที่เป็นน้องเล็กสุด ก็คงอยากจะลองทำตัวเป็นพี่สาวดูแลคนอื่นแบบอูลด์หรือเวอร์ดันดีบ้างล่ะมั้ง"
บุคลิกจำลองทั้งสามที่เหล่าด็อกเตอร์สร้างขึ้น ถูกเลี้ยงดูมาแบบพี่น้องสามสาว
ถึงจะแอบสงสัยว่าบุคลิกจำลองจะมีความรู้สึกเรื่องลำดับชั้นพี่น้องด้วยเหรอ แต่ในความเป็นจริง ทั้งอูลด์และเวอร์ดันดีต่างก็มองว่าสกัลด์น้องเล็กเป็นคนที่พวกเธอต้องคอยปกป้องดูแล
คูนเองก็เป็นลูกคนที่สามในบรรดาพี่น้องแปดคน พอนึกถึงตอนที่ตัวเองเคยทำตัวเป็นพี่สาววางก้ามใส่น้องๆ ก็อดขำไม่ได้
"อ๊ะ"
เสียงอุทานเบาๆ ของชารอน ทำให้คูนต้องหันกลับไปมองหน้าจอ
บนหน้าจอขนาดใหญ่ 【วินเดีย(ปีก)】 ได้รับแรงกระแทกจากการปะทะกับขวาน จนเผลอทำ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) หลุดมือ
เธอพยายามจะเก็บมันขึ้นมา แต่ถูกแควัลรี่เครื่องอื่นขัดขวาง จนต้องถอยห่างออกมาจากจุดนั้น
"ทำอาวุธหลุดมือซะแล้ว"
"【วินเดีย(ปีก)】 มีอาวุธสำรองไหม?"
"มีปืนกลวัลแคนที่หัว แล้วก็มีดสั้นขนาดเล็กอีกสองเล่มที่แขนค่ะ"
โรเซตต้าตอบคำถามของโคโดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่หน้าจอ
"ถ้าใช้แค่มีดสั้นล่ะก็ คงยากที่จะจัดการหุ่นอีกฝ่ายได้ เว้นแต่จะเล็งเข้าจุดตายแบบเป๊ะๆ..."
คีลยืนกอดอกและออกความเห็น
เฟรมเกียร์ก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน หลักๆ ก็คือบริเวณค็อกพิตและส่วนหัว หรือถ้าจะลงลึกกว่านั้นก็พวกข้อต่อต่างๆ
ค็อกพิตคงไม่ต้องอธิบาย ส่วนหัวเป็นศูนย์รวมเซนเซอร์มากมาย ถ้าถูกทำลายไป ระบบหลายๆ อย่างก็จะหยุดทำงาน ถึงกล้องหลักจะอยู่ที่หัวและพังไป แต่ก็ยังมีกล้องรองตามจุดต่างๆ คอยส่งภาพรอบๆ ตัวให้ดูอยู่ การมองเห็นจึงไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่นัก
การจะใช้มีดสั้นเล่มเดียวโค่นเฟรมเกียร์ให้ได้นั้น ต้องอาศัยการเล็งโจมตีที่ค็อกพิตโดยตรง หรือไม่ก็แทงเข้าที่ข้อต่ออย่างข้อศอกหรือหัวเข่า
ดังนั้น ทุกคนที่กำลังจ้องมองหน้าจอ ต่างก็ลุ้นว่าเนโรจะสามารถทำการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนแบบนั้นได้หรือไม่... แต่ทว่า...
"""เอ๊ะ?"""
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่จับโล่ด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วทุบลงไปที่หัวของแควัลรี่อย่างเต็มแรง
แควัลรี่โดนทุบอย่างแรงราวกับโดนไม้ตีแมลงวันฟาด ร่างของมันล้มตึงลงไปกองกับพื้นน้ำแข็ง
จากนั้น 【วินเดีย(ปีก)】 ก็คว้าขวานจากมือแควัลรี่ที่ล้มลง แล้วหันไปฟาดใส่แควัลรี่อีกเครื่องที่พุ่งเข้ามาจนล้มลงไปอีกเครื่อง ก่อนจะคว้าขวานมาอีกด้าม
【วินเดีย(ปีก)】 ทิ้งโล่ไป แล้วถือขวานสองมือเข้าตะลุมบอนกับพวกแควัลรี่ระยะประชิด
อาละวาดคลั่งยิ่งกว่า นักรบคลั่ง(เบอร์เซิร์กเกอร์) ซะอีก
"ถ้าไม่มีอาวุธ ก็แค่แย่งเอาสินะคะ... การตัดสินใจได้เฉียบขาดในเสี้ยววินาทีแบบนี้ คงผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนเลยสินะคะ"
"เห็นว่าตอนอายุเท่านี้ก็เป็นนักผจญภัยระดับสีเขียวแล้วล่ะ น่าจะใจกล้าบ้าบิ่นกว่าพวกอัศวินฝึกหัดทั่วไปเยอะเลยล่ะ"
คูนตอบกลับคำชมของเซลด้า
【วินเดีย(ปีก)】 แกว่งขวานคู่ฟาดฟันทำลายส่วนหัวของพวกแควัลรี่อย่างบ้าคลั่งราวกับอัศวินล่าหัว
อาศัยความเร็วของหุ่นเข้า โจมตีแล้วหนี(ฮิตแอนด์อะเวย์) บนพื้นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง
รู้ตัวอีกที 【วินเดีย(ปีก)】 ก็กวาดล้างกองทัพแควัลรี่จนราบคาบไปหมดแล้ว
"ถึงจะปรับลดระดับความยากลงมาแล้วก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะกวาดเรียบได้แบบแทบจะไร้รอยขีดข่วนขนาดนี้"
"ก็ 【วินเดีย(ปีก)】 เป็นหุ่นที่เน้นการหลบหลีกเป็นหลักอยู่แล้วนี่คะ ถ้าหลบพ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จัดการศัตรูได้หมดเองแหละค่ะ"
โรเซตต้าพูดแบบนั้นก็จริง แต่ทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่าการจะทำแบบนั้นให้ได้มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
"ดูเหมือนจะเข้ามือสุดๆ ไปเลยนะคะ สมกับเป็น... อุ๊บ"
คูนยกมือขึ้นห้ามไม่ให้โรเซตต้าพูดต่อ สายตาสื่อความหมายว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยเรื่องนั้น
"ท่านผู้อำนวยการคะ การต่อสู้ระหว่างหุ่นรุ่นใหม่ด้วยกันเอง ก็จำเป็นต้องเก็บข้อมูลด้วยใช่ไหมคะ?"
"เซลด้าจัง?"
จู่ๆ เซลด้าก็พูดขึ้นมา ทำเอาชารอนที่อยู่ข้างๆ หันขวับมามองด้วยความประหลาดใจ
คำพูดนั้นทำให้คูนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดียวกับแม่ของเธอออกมา
◇ ◇ ◇
"ฟู่ววว... รอดไปทีแฮะ..."
『เหนื่อยหน่อยนะคะ』
โอ๊ยย ตอนทำปืนเวทมนตร์หลุดมือนี่นึกว่าจะแย่ซะแล้ว หุ่นบ้าอะไรมีอาวุธสำรองแค่มีดสั้นกับปืนกลวัลแคนฟะเนี่ย
แต่พอเห็นมีพวกถืออาวุธดีๆ อยู่ตรงหน้า ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาเลย ขวานนี่ใช้ถนัดมือกว่าที่คิดแฮะ ถึงใจจริงอยากจะได้ด้ามสั้นกว่านี้อีกนิดก็เถอะ
"จัดการได้หมดก็โอเคละนะ อยากจะลองขับต่ออีกสักหน่อยจัง..."
『พบภารกิจเสริมค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ』
"เอ๊ะ?"
ภารกิจเสริม? อะไรอีกล่ะเนี่ย? แควัลรี่ชุดที่สองงั้นเหรอ?
หรือว่าพอเห็นฉันจัดการศัตรูที่มีแค่ครึ่งเดียวของรุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่เซลด้าได้สบายๆ ก็เลยกะจะเพิ่มจำนวนให้มันสมน้ำสมเนื้อหน่อยงี้? อยากจะลองของสินะ?
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดเข้าข้างตัวเอง จู่ๆ เฟรมเกียร์อีกเครื่องก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า อ้าว? ไม่ใช่แควัลรี่นี่นา? นั่นมัน...
เงาร่างของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่เพิ่งเห็นไปหมาดๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางไอเย็น รุ่นพี่เซลด้างั้นเหรอ...?
『คุณเซลดิการ์ดส่งคำท้า 【ประลอง】 มาค่ะ จะรับคำท้าไหมคะ?』
"หา!?"
คำพูดของสกัลด์ทำเอาฉันเกือบเด้งตัวลุกจากเบาะ คำท้า 【ประลอง】!? จากอันดับหนึ่งเนี่ยนะ!?
ไม่เข้าใจเหตุผลเลยสักนิด แต่โอกาสที่จะได้สู้กับคนที่แกร่งที่สุดใน 'วิทยาลัย' แบบนี้ กว่าจะเรียนจบจะได้เจอสักครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้
แล้วจะให้ทิ้งโอกาสทองแบบนี้ไปได้ยังไงกันล่ะ...!
ในเมื่อไม่ได้เดิมพันด้วยดาว ก็ขอลุยให้สุดฝีมือไปเลยก็แล้วกัน
"สกัลด์ รับคำท้าเลย"
『รับทราบค่ะ ยืนยันการรับคำท้าประลอง』
สิ้นเสียงสกัลด์ ตัวเลขนับถอยหลังก่อนเริ่มการแข่งขันก็โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ
พร้อมกับข้อมูลสเปคพื้นฐานของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 หุ่นของคู่แข่งด้วย เอ๊ะ? ไม่มีดาบที่ขาเหรอ? ดาบยักษ์ที่หลังก็ไม่มีแฮะ?
『ดูเหมือนจะถอดอุปกรณ์บางส่วนออกไปนะคะ แถมยังปรับลดกำลังเครื่องลงเหลือ 70% ด้วย คงกะจะไม่ใช้ ดาบบินด้วยล่ะมั้งคะ』
"หา...?"
เอ๊ะๆๆ? นี่แปลว่าต่อให้ฉันงั้นเหรอ? นี่ฉันโดนดูถูกอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
ก็นะ ในสายตาของอันดับหนึ่งระดับ S Rank ฉันมันก็แค่เด็กปีหนึ่ง F Rank ที่เพิ่งเข้าเรียนใหม่ๆ เองนี่นา คงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเอาจริงสินะ
แต่ว่านะ... การโดนสบประมาทเนี่ย มันไม่ใช่สไตล์ฉันเลยสักนิด
ทางนี้เองก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะโว้ย ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ขอเอาคืนให้แสบๆ คันๆ สักหน่อยเถอะ
ขอยืมคำพูดของอาจารย์มาใช้หน่อยละกัน 'หนูจนตรอกก็แว้งกัดแมวได้เหมือนกัน'
"เอาสิ จะขอสอยดาวดวงโตจากอันดับหนึ่งให้ดู"
『รับทราบค่ะ จะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์หนทางสู่ชัยชนะให้ค่ะ ไว้ใจให้เป็นหน้าที่ของดิฉันได้เลย』
"อืม ฝากด้วยนะ"
เอาล่ะ สเตจที่สอง เริ่มขึ้นแล้ว!
.
"พร้อมหรือยัง?"
"เอ่อ ค่ะ ก็พอไหวค่ะ"
หลังจากฟัง 'สกัลด์' บุคลิกจำลองของหุ่นอธิบายข้อมูลของ 【วินเดีย(ปีก)】 จบ เสียงของท่านผู้อำนวยการคูนก็ดังมาจากข้างนอก
เมื่อส่งพลังเวทเข้าไปเพื่อเดินเครื่อง ผนังกลมๆ ที่เคยโปร่งใสก็เริ่มมีภาพทิวทัศน์ปรากฏขึ้นมา
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉัน คือทิวทัศน์ของโลกสีเงินอันแสนคุ้นเคย ทุ่งหิมะ... ไม่สิ พื้นดินมันกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดเลย 'ทุ่งน้ำแข็ง' สินะ...!
และเบื้องหน้าฉันก็มีแควัลรี่ยืนเรียงรายอยู่เหมือนกับตอนที่รุ่นพี่ทั้งสองคนทดสอบเป๊ะ
แต่เหมือนกับตอนของรุ่นพี่เซลด้าแควัลรี่พวกนี้ดูไม่เหมือนรุ่นปกติเลย...
ใต้ฝ่าเท้ามีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา และตามข้อต่อก็มีอุปกรณ์กันหนาวติดอยู่ รุ่นสำหรับพื้นที่หนาวเย็นงั้นเหรอ?
"สกัลด์ ศัตรูมีกี่เครื่อง?"
『ทั้งหมด 50 เครื่องค่ะ คุณเนโร เป็นจำนวนแค่ครึ่งเดียวของที่คุณชารอนและคุณเซลดิการ์ดต้องสู้ค่ะ』
แค่ครึ่งเดียวเองเหรอ ก็นะ ฉันเป็นเด็กปีหนึ่ง แถมยังอยู่แค่ F Rank นี่นา คงคิดว่าฉันไม่มีทางสู้ได้แบบพวกรุ่นพี่แน่ๆ เลยลดจำนวนลงให้สินะ
แอบหงุดหงิดนิดๆ แฮะ นิดเดียวจริงๆ นะ
ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ โชว์ฝีมือให้ดูซะหน่อยก็ไม่เลวหรอก นี่คือการทดสอบประสิทธิภาพของหุ่นนี่นา ขออาละวาดให้เต็มที่เลยละกัน!
"ลุยกันเลย 【วินเดีย(ปีก)】!"
ฉันดึงคันเร่งสุดแรง ทรัสเตอร์ที่หลังทำงานเต็มพิกัด พาฉันพุ่งทะยานไปบนทุ่งน้ำแข็ง
ไม่สิ ไม่ใช่แค่พุ่งทะยาน แต่มันเหมือนบินอยู่เหนือพื้นเลยต่างหาก! เร็วทะลุโลกไปเลย! สมกับเป็นหุ่นรุ่นใหม่!
ฉันใช้ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ในมือขวายิงทะลวงอกแควัลรี่เครื่องหน้าสุด ร่วงไปหนึ่ง!
แควัลรี่อีกเครื่องเงื้อขวานฟันลงมา ฉันใช้โล่ที่แขนซ้ายปัดป้อง แล้วสวนกลับด้วย ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์)
ระหว่างนั้นก็ใช้เวอร์เนียร์ที่ขาพ่นไฟเพื่อสไลด์ฉากออกด้านข้าง พลางเล็งเป้าแล้วรัวกระสุนใส่ไม่ยั้ง
อ้าวเฮ้ย!? เร็วเกินไปจนเล็งเป้าเบี้ยวไปหมดเลย!
แต่พอเริ่มชินกับความเร็วระดับนี้ ก็เริ่มจับจังหวะการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ เพราะเป็นหุ่นที่ไม่มีคนขับ การเคลื่อนไหวเลยอ่านง่ายชะมัด
เอาล่ะ จะกวาดล้างให้เรียบไม่เหลือเลยคอยดู!
◇ ◇ ◇
"ความสามารถในการปรับตัวเข้าขั้นสัตว์ประหลาดเหมือนเคยเลยนะเนี่ย..."
คูนยิ้มแห้งๆ พลางทอดถอนใจเมื่อเห็น 【วินเดีย(ปีก)】 อาละวาดอยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่
"เอ่อ... เด็กคนนั้นอยู่ปีหนึ่งจริงๆ เหรอครับ? ทำไมถึงขับเฟรมเกียร์ได้คล่องขนาดนั้นล่ะครับ?"
โคทำหน้าตาไม่เชื่อสายตาตัวเอง ขณะมอง 【วินเดีย(ปีก)】 ที่พุ่งพล่านไปมาทั่วหน้าจอ
ตอนแรกเขาคิดว่า การให้คนขับที่ยังอ่อนหัดมาขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ก็เพื่อทดสอบดูว่าศักยภาพของหุ่นจะดึงความสามารถของคนขับออกมาได้มากแค่ไหนซะอีก
"เด็กคนนั้นน่ะ มีสัมผัสในการรับรู้พลังเวทและความสามารถในการปรับตัวสูงปรี๊ดเลยล่ะ หมายความว่าไม่ว่าจะขับหุ่นแบบไหน เธอก็สามารถปรับจูนพลังเวทให้เข้ากับหุ่นได้อย่างรวดเร็ว พูดง่ายๆ คือ 'การซิงโคร' เข้าขั้นเซียนเลยไงล่ะ ในหมู่อัศวินเองก็มีพวกแบบนี้อยู่บ้างไม่ใช่เหรอ? พวกที่จับอาวุธที่ไม่เคยใช้มาก่อน แต่กลับแกว่งได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นแขนขาของตัวเองน่ะ เด็กคนนี้ก็ขับเฟรมเกียร์ด้วยสัญชาตญาณแบบนั้นแหละ ก็นะ... เลยมักจะเผลอใช้พลังเวทจนหมดก๊อกอยู่บ่อยๆ น่ะสิ"
พอได้ฟังคำอธิบายของคูน โคก็หันกลับไปสนใจหน้าจออีกครั้ง 【วินเดีย(ปีก)】 เคลื่อนไหวไปมาอย่างอิสระและพริ้วไหว โค่นแควัลรี่ล้มลงไปทีละเครื่องๆ
การเคลื่อนไหวนั้นราวกับกำลังเต้นรำอย่างดุเดือดตามจังหวะเสียงเพลง ทำเอาโคละสายตาไม่ได้เลย
"อืม เข้าขากับสกัลด์ได้ดีเลยทีเดียวนะเนี่ย"
"สกัลด์เป็นเด็กชอบดูแลเทคแคร์คนอื่น คงจะเหมาะกับเนโรพอดีล่ะมั้ง"
"ในฐานะที่เป็นน้องเล็กสุด ก็คงอยากจะลองทำตัวเป็นพี่สาวดูแลคนอื่นแบบอูลด์หรือเวอร์ดันดีบ้างล่ะมั้ง"
บุคลิกจำลองทั้งสามที่เหล่าด็อกเตอร์สร้างขึ้น ถูกเลี้ยงดูมาแบบพี่น้องสามสาว
ถึงจะแอบสงสัยว่าบุคลิกจำลองจะมีความรู้สึกเรื่องลำดับชั้นพี่น้องด้วยเหรอ แต่ในความเป็นจริง ทั้งอูลด์และเวอร์ดันดีต่างก็มองว่าสกัลด์น้องเล็กเป็นคนที่พวกเธอต้องคอยปกป้องดูแล
คูนเองก็เป็นลูกคนที่สามในบรรดาพี่น้องแปดคน พอนึกถึงตอนที่ตัวเองเคยทำตัวเป็นพี่สาววางก้ามใส่น้องๆ ก็อดขำไม่ได้
"อ๊ะ"
เสียงอุทานเบาๆ ของชารอน ทำให้คูนต้องหันกลับไปมองหน้าจอ
บนหน้าจอขนาดใหญ่ 【วินเดีย(ปีก)】 ได้รับแรงกระแทกจากการปะทะกับขวาน จนเผลอทำ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) หลุดมือ
เธอพยายามจะเก็บมันขึ้นมา แต่ถูกแควัลรี่เครื่องอื่นขัดขวาง จนต้องถอยห่างออกมาจากจุดนั้น
"ทำอาวุธหลุดมือซะแล้ว"
"【วินเดีย(ปีก)】 มีอาวุธสำรองไหม?"
"มีปืนกลวัลแคนที่หัว แล้วก็มีดสั้นขนาดเล็กอีกสองเล่มที่แขนค่ะ"
โรเซตต้าตอบคำถามของโคโดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่หน้าจอ
"ถ้าใช้แค่มีดสั้นล่ะก็ คงยากที่จะจัดการหุ่นอีกฝ่ายได้ เว้นแต่จะเล็งเข้าจุดตายแบบเป๊ะๆ..."
คีลยืนกอดอกและออกความเห็น
เฟรมเกียร์ก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน หลักๆ ก็คือบริเวณค็อกพิตและส่วนหัว หรือถ้าจะลงลึกกว่านั้นก็พวกข้อต่อต่างๆ
ค็อกพิตคงไม่ต้องอธิบาย ส่วนหัวเป็นศูนย์รวมเซนเซอร์มากมาย ถ้าถูกทำลายไป ระบบหลายๆ อย่างก็จะหยุดทำงาน ถึงกล้องหลักจะอยู่ที่หัวและพังไป แต่ก็ยังมีกล้องรองตามจุดต่างๆ คอยส่งภาพรอบๆ ตัวให้ดูอยู่ การมองเห็นจึงไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่นัก
การจะใช้มีดสั้นเล่มเดียวโค่นเฟรมเกียร์ให้ได้นั้น ต้องอาศัยการเล็งโจมตีที่ค็อกพิตโดยตรง หรือไม่ก็แทงเข้าที่ข้อต่ออย่างข้อศอกหรือหัวเข่า
ดังนั้น ทุกคนที่กำลังจ้องมองหน้าจอ ต่างก็ลุ้นว่าเนโรจะสามารถทำการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนแบบนั้นได้หรือไม่... แต่ทว่า...
"""เอ๊ะ?"""
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่จับโล่ด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วทุบลงไปที่หัวของแควัลรี่อย่างเต็มแรง
แควัลรี่โดนทุบอย่างแรงราวกับโดนไม้ตีแมลงวันฟาด ร่างของมันล้มตึงลงไปกองกับพื้นน้ำแข็ง
จากนั้น 【วินเดีย(ปีก)】 ก็คว้าขวานจากมือแควัลรี่ที่ล้มลง แล้วหันไปฟาดใส่แควัลรี่อีกเครื่องที่พุ่งเข้ามาจนล้มลงไปอีกเครื่อง ก่อนจะคว้าขวานมาอีกด้าม
【วินเดีย(ปีก)】 ทิ้งโล่ไป แล้วถือขวานสองมือเข้าตะลุมบอนกับพวกแควัลรี่ระยะประชิด
อาละวาดคลั่งยิ่งกว่า นักรบคลั่ง(เบอร์เซิร์กเกอร์) ซะอีก
"ถ้าไม่มีอาวุธ ก็แค่แย่งเอาสินะคะ... การตัดสินใจได้เฉียบขาดในเสี้ยววินาทีแบบนี้ คงผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนเลยสินะคะ"
"เห็นว่าตอนอายุเท่านี้ก็เป็นนักผจญภัยระดับสีเขียวแล้วล่ะ น่าจะใจกล้าบ้าบิ่นกว่าพวกอัศวินฝึกหัดทั่วไปเยอะเลยล่ะ"
คูนตอบกลับคำชมของเซลด้า
【วินเดีย(ปีก)】 แกว่งขวานคู่ฟาดฟันทำลายส่วนหัวของพวกแควัลรี่อย่างบ้าคลั่งราวกับอัศวินล่าหัว
อาศัยความเร็วของหุ่นเข้า โจมตีแล้วหนี(ฮิตแอนด์อะเวย์) บนพื้นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง
รู้ตัวอีกที 【วินเดีย(ปีก)】 ก็กวาดล้างกองทัพแควัลรี่จนราบคาบไปหมดแล้ว
"ถึงจะปรับลดระดับความยากลงมาแล้วก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะกวาดเรียบได้แบบแทบจะไร้รอยขีดข่วนขนาดนี้"
"ก็ 【วินเดีย(ปีก)】 เป็นหุ่นที่เน้นการหลบหลีกเป็นหลักอยู่แล้วนี่คะ ถ้าหลบพ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จัดการศัตรูได้หมดเองแหละค่ะ"
โรเซตต้าพูดแบบนั้นก็จริง แต่ทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่าการจะทำแบบนั้นให้ได้มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
"ดูเหมือนจะเข้ามือสุดๆ ไปเลยนะคะ สมกับเป็น... อุ๊บ"
คูนยกมือขึ้นห้ามไม่ให้โรเซตต้าพูดต่อ สายตาสื่อความหมายว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยเรื่องนั้น
"ท่านผู้อำนวยการคะ การต่อสู้ระหว่างหุ่นรุ่นใหม่ด้วยกันเอง ก็จำเป็นต้องเก็บข้อมูลด้วยใช่ไหมคะ?"
"เซลด้าจัง?"
จู่ๆ เซลด้าก็พูดขึ้นมา ทำเอาชารอนที่อยู่ข้างๆ หันขวับมามองด้วยความประหลาดใจ
คำพูดนั้นทำให้คูนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดียวกับแม่ของเธอออกมา
◇ ◇ ◇
"ฟู่ววว... รอดไปทีแฮะ..."
『เหนื่อยหน่อยนะคะ』
โอ๊ยย ตอนทำปืนเวทมนตร์หลุดมือนี่นึกว่าจะแย่ซะแล้ว หุ่นบ้าอะไรมีอาวุธสำรองแค่มีดสั้นกับปืนกลวัลแคนฟะเนี่ย
แต่พอเห็นมีพวกถืออาวุธดีๆ อยู่ตรงหน้า ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาเลย ขวานนี่ใช้ถนัดมือกว่าที่คิดแฮะ ถึงใจจริงอยากจะได้ด้ามสั้นกว่านี้อีกนิดก็เถอะ
"จัดการได้หมดก็โอเคละนะ อยากจะลองขับต่ออีกสักหน่อยจัง..."
『พบภารกิจเสริมค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ』
"เอ๊ะ?"
ภารกิจเสริม? อะไรอีกล่ะเนี่ย? แควัลรี่ชุดที่สองงั้นเหรอ?
หรือว่าพอเห็นฉันจัดการศัตรูที่มีแค่ครึ่งเดียวของรุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่เซลด้าได้สบายๆ ก็เลยกะจะเพิ่มจำนวนให้มันสมน้ำสมเนื้อหน่อยงี้? อยากจะลองของสินะ?
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดเข้าข้างตัวเอง จู่ๆ เฟรมเกียร์อีกเครื่องก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า อ้าว? ไม่ใช่แควัลรี่นี่นา? นั่นมัน...
เงาร่างของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่เพิ่งเห็นไปหมาดๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางไอเย็น รุ่นพี่เซลด้างั้นเหรอ...?
『คุณเซลดิการ์ดส่งคำท้า 【ประลอง】 มาค่ะ จะรับคำท้าไหมคะ?』
"หา!?"
คำพูดของสกัลด์ทำเอาฉันเกือบเด้งตัวลุกจากเบาะ คำท้า 【ประลอง】!? จากอันดับหนึ่งเนี่ยนะ!?
ไม่เข้าใจเหตุผลเลยสักนิด แต่โอกาสที่จะได้สู้กับคนที่แกร่งที่สุดใน 'วิทยาลัย' แบบนี้ กว่าจะเรียนจบจะได้เจอสักครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้
แล้วจะให้ทิ้งโอกาสทองแบบนี้ไปได้ยังไงกันล่ะ...!
ในเมื่อไม่ได้เดิมพันด้วยดาว ก็ขอลุยให้สุดฝีมือไปเลยก็แล้วกัน
"สกัลด์ รับคำท้าเลย"
『รับทราบค่ะ ยืนยันการรับคำท้าประลอง』
สิ้นเสียงสกัลด์ ตัวเลขนับถอยหลังก่อนเริ่มการแข่งขันก็โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ
พร้อมกับข้อมูลสเปคพื้นฐานของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 หุ่นของคู่แข่งด้วย เอ๊ะ? ไม่มีดาบที่ขาเหรอ? ดาบยักษ์ที่หลังก็ไม่มีแฮะ?
『ดูเหมือนจะถอดอุปกรณ์บางส่วนออกไปนะคะ แถมยังปรับลดกำลังเครื่องลงเหลือ 70% ด้วย คงกะจะไม่ใช้ ดาบบินด้วยล่ะมั้งคะ』
"หา...?"
เอ๊ะๆๆ? นี่แปลว่าต่อให้ฉันงั้นเหรอ? นี่ฉันโดนดูถูกอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
ก็นะ ในสายตาของอันดับหนึ่งระดับ S Rank ฉันมันก็แค่เด็กปีหนึ่ง F Rank ที่เพิ่งเข้าเรียนใหม่ๆ เองนี่นา คงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเอาจริงสินะ
แต่ว่านะ... การโดนสบประมาทเนี่ย มันไม่ใช่สไตล์ฉันเลยสักนิด
ทางนี้เองก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะโว้ย ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ขอเอาคืนให้แสบๆ คันๆ สักหน่อยเถอะ
ขอยืมคำพูดของอาจารย์มาใช้หน่อยละกัน 'หนูจนตรอกก็แว้งกัดแมวได้เหมือนกัน'
"เอาสิ จะขอสอยดาวดวงโตจากอันดับหนึ่งให้ดู"
『รับทราบค่ะ จะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์หนทางสู่ชัยชนะให้ค่ะ ไว้ใจให้เป็นหน้าที่ของดิฉันได้เลย』
"อืม ฝากด้วยนะ"
เอาล่ะ สเตจที่สอง เริ่มขึ้นแล้ว!
028 การต่อสู้กับอันดับหนึ่ง
.
『จากข้อมูลที่มีบันทึกไว้ในระบบของวิทยาลัย คาดว่าคุณเซลดิการ์ดจะพุ่งเข้าประชิดตัวตรงๆ แล้วใช้ดาบขวาฟันสะพายแล่งค่ะ สถิติบอกว่าถ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ท่านี้จะสร้างความเสียหายได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ทว่า เวอร์ดันดีซึ่งเป็น AI สนับสนุนของฝ่ายนั้น อาจจะกำลังเตือนคุณเซลดิการ์ดว่าดิฉันกำลังบอกข้อมูลนี้ให้คุณเนโรทราบอยู่ก็เป็นได้ ความน่าจะเป็นที่จะใช้ท่านี้จึงลดลงไปบ้างค่ะ』
ตกลงจะเอายังไงล่ะเนี่ย จะฟันสะพายแล่งมาหรือไม่ฟันกันแน่? คำอธิบายของสกัลด์ทำเอาฉันปวดหัวตึ้บเลย
อืมมม ถ้าฉันเป็นรุ่นพี่เซลด้า ฉันจะทำยังไงดีนะ? ต่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าจะเปิดด้วยท่าฟันสะพายแล่ง ฉันก็คงเลือกที่จะฟันเข้าไปตรงๆ อยู่ดีแหละ ถ้าโดนหลบได้ก็ค่อยคิดหาทางโจมตีซ้ำเอาทีหลัง
『มาแล้วค่ะ』
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ถือดาบไว้ทั้งสองมือ แล้วพุ่งเข้ามาหาฉัน ดูเหมือนจะปรับแต่งให้รองรับพื้นน้ำแข็งมาแล้วสินะ ถึงวิ่งมาได้ไม่ลื่นเลย
อย่างที่สกัลด์คาดเดาไว้ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ง้างดาบขวาฟันสะพายแล่งลงมา
ฉันใช้ขวานในมือซ้ายรับการโจมตีนั้นไว้ ทันใดนั้น ดาบในมือซ้ายของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ตวัดฟันในแนวขวางเข้าที่สีข้าง... ไม่สิ พุ่งตรงมาที่ค็อกพิตของ 【วินเดีย(ปีก)】 เลย กะไว้แล้วเชียว!
ฉันรีบพ่นเวอร์เนียร์ที่ขาและไหล่ด้านหน้า เพื่อดีดตัวถอยหลังหลบการโจมตีนั้นอย่างรวดเร็ว อูยยย เฉียดไปนิดเดียวเอง!? ดาบตวัดเร็วเวอร์!
ฉันพลิกตัวพุ่งเข้าไปหา แล้วฟาดขวานในมือขวาลงกลางกระหม่อมของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 แต่อีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวหลบไปได้อย่างง่ายดาย ชิ
ฉันรัวยิงปืนกลวัลแคนที่หัวพลางถอยฉากออกมา ต้องทิ้งระยะห่างไว้ก่อน ความคล่องตัวทางนี้เหนือกว่า ตราบใดที่ไม่บุ่มบ่ามเข้าไปโจมตี ก็คงไม่โดนสวนกลับง่ายๆ หรอก... ก็นะ ถึงทางนี้จะหาจังหวะโจมตีไม่ได้เหมือนกันก็เถอะ
ตอนนี้ฉันทำได้แค่หนีการไล่ล่าของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อย่างเดียวเลย
รู้ตัวดีว่าทำแบบนี้มันไม่เวิร์ค ถ้าเป็นการ 【ประลองดารา】 จริงๆ คงโดนกรรมการแจก 'ใบเหลือง(เตือน)' ไปแล้วแน่ๆ
ที่ตอนนี้ยังไม่มีการเตือนอะไร คงเพราะนี่ไม่ใช่การแข่งอย่างเป็นทางการล่ะมั้ง? เป็นแค่การทดสอบสมรรถนะของหุ่นนี่นา
แต่ขืนเอาแต่หนีแบบนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันรู้ดี แต่ฉันหนีก็เพื่อหาโอกาสเอาชนะต่างหากล่ะ
ในขณะที่โดน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไล่บี้อย่างหนัก ในที่สุดฉันก็มาถึง 'ตรงนั้น' จนได้
ฉันขว้างขวานในมือขวาใส่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่พุ่งเข้ามา
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย ใช้ดาบขวาปัดขวานทิ้งอย่างง่ายดาย แต่จังหวะที่เสียสมาธิไปเสี้ยววินาทีนั่นแหละที่ฉันรอคอย!
วินาทีนั้น ฉันก้มลงหยิบ 'ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์)' ที่(・)อยู่(・)แทบเท้า(・) ขึ้นมาเล็งตรงไปข้างหน้าแล้วลั่นไกทันที
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พยายามเบี่ยงตัวหลบกระสุนที่พุ่งเจาะทะลวงส่วนหัว แต่ก็หลบไม่พ้นทั้งหมด กระสุนเฉี่ยวเข้าที่ไหล่ซ้ายจนเกราะบางส่วนกระเด็นหลุดไป โธ่เอ๊ย โดนแค่เฉี่ยวๆ เองเหรอเนี่ย!?
ฉันเหนี่ยวไกยิงซ้ำติดๆ แต่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็โชว์สเตปหลบกระสุนไปด้านข้างได้อย่างพริ้วไหว
ถึงจะหลบได้ แต่ดูเหมือนการจะเข้าประชิดตัวฉันคงจะยากขึ้นแล้วล่ะ ด้วยความเร็วของ 【ซอร์เดีย(อีกฝ่าย)】 ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ก็คงหลบไม่พ้นแน่ๆ
ดูเหมือนฉันจะหลุดพ้นจากการเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนฝ่ายเดียวได้แล้วล่ะ
คราวนี้ฉันใช้ความคล่องตัวของ 【วินเดีย(ปีก)】 รักษาระยะห่างจาก 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พร้อมกับหาจังหวะรัว ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ใส่
แต่ทุกนัดก็โดนหลบแบบฉิวเฉียดตลอด ไม่สามารถสร้างความเสียหายจังๆ ได้เลยสักนัด โธ่เอ๊ย รู้งี้ซ้อมยิงปืนมาให้เยอะกว่านี้ก็ดีหรอก!
ปกติถนัดแต่สู้ประชิดตัว พอต้องมาใช้ปืนก็เลยไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่
ยังโชคดีนะที่ฉันมีพลังเวทเยอะ เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกระสุนหมด...
『คุณเนโรคะ เดี๋ยวฉันจะแสดงเป้าหมายบนหน้าจอให้ ให้คุณเล็งยิงตรงจุดนั้นนะคะ』
"เอ๊ะ?"
ทันทีที่สกัลด์พูดจบ บนหน้าจอก็ปรากฏเป้าเล็งสีแดงกระพริบขึ้นมา
เอ๊ะ? ให้ยิงตรงนี้เหรอ? แต่มันเล็งไปคนละทิศกับตำแหน่งของเป้าหมายเลยนะ... นี่เป้ามันเบี้ยวรึเปล่าเนี่ย?
『ไม่ต้องห่วงค่ะ พอมาร์คปรากฏขึ้น ก็ให้คุณเล็งและยิงไปที่จุดนั้นได้เลยค่ะ』
"ข เข้าใจแล้ว!"
เอาวะ! ลุยดะไปเลยก็แล้วกัน!
ฉันตั้งศูนย์ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ตามคำแนะนำของสกัลด์ เป้าเล็งปรากฏขึ้นตรงจุดที่คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไปนิดหน่อย
เอาไงเอากัน! ฉันลั่นไกไปที่เป้านั้น แล้วเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พุ่งตัวเข้าไปหาเป้าเล็งนั้นพอดิบพอดีเลย
"เอ๊ะ?"
ถึงกระสุนจะไม่ได้เข้าจังๆ แต่มันก็เฉี่ยวจนเกราะของหุ่นถลอกไปบ้าง
『ยิงต่อไปเลยค่ะ』
"อ อื้ม!"
พอทำตามที่สกัลด์บอก เล็งยิงไปที่เป้าทุกครั้งที่มันโผล่มา กระสุนก็โดน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ตลอดเลย
แต่เพราะฝีมือการยิงของฉันมันห่วยแตก ความเสียหายเลยมีแค่รอยถลอกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ
ที่ยิงโดนคงเป็นเพราะสกัลด์คำนวณการเคลื่อนไหวของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ล่วงหน้า แล้วสร้างเป้าดักทางเอาไว้ให้ฉันยิงแน่ๆ
『ขออภัยด้วยนะคะ พอดีเห็นว่าคุณเนโรดูจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการยิงปืนเท่าไหร่ ฉันก็เลยช่วยสนับสนุนให้น่ะค่ะ』
"อ้อ ขอบใจมากนะ น่าสมเพชจริงๆ ทั้งที่มีคนช่วยแล้วแท้ๆ แต่ยังยิงไม่ค่อยจะโดนเลย"
『คุณเซลดิการ์ดมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวเป็นเลิศเลยล่ะค่ะ รักษาระยะห่างในระดับที่พอมองเห็นวิถีกระสุนแล้วหลบได้ทันค่ะ』
มองเห็นแล้วค่อยหลบเนี่ยนะ!? ปฏิกิริยาตอบสนองจะเวอร์วังไปไหนเนี่ย... สมกับเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ
จะว่าไป ทำไมรู้สึกว่ากระสุนมันเริ่มยิงไม่ค่อยโดนแล้วล่ะเนี่ย...
『วิธีเล็งปืนของคุณเนโรมันซื่อตรง... เอ่อ หมายถึงทื่อเกินไปน่ะค่ะ เลยโดนอ่านทางง่าย แถมฝีมือก็ห่างชั้นกันด้วยค่ะ』
เมื่อกี้หล่อนด่าว่าฉันโง่ใช่ไหม? ยัย AI นี่ชักจะปากคอเลาะร้ายขึ้นทุกทีแล้วนะ...
ในขณะที่ฉันเริ่มยิงไม่ค่อยโดน อีกฝ่ายก็เริ่มจับทางหลบการโจมตีของฉันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันนึกว่าแค่มีสกัลด์คอยช่วย กับความเร็วของหุ่นเครื่องนี้ ก็น่าจะจับจังหวะหลบการโจมตีได้ไม่ยากแท้ๆ...
"หืม?"
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ชักดาบในมือขวากลับไป แล้วย่อตัวลงในท่าเตรียมพร้อมแปลกๆ นั่นมันท่าอะไรน่ะ...?
『────เตือนภัยค่ะ รีบหลบหลีกเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!』
"เอ๊ะ? อึ้บ... เหวอ!?"
เมื่อได้ยินคำเตือนของสกัลด์ ฉันรีบจุดระเบิดเวอร์เนียร์เบี่ยงหุ่นออกด้านข้างตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น ปลายดาบของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็พุ่งเฉียดหัวของ 【วินเดีย(ปีก)】 ไปอย่างฉิวเฉียด
อันตรายสุดๆ!? ถ้าช้าไปนิดเดียว หัวหุ่นคงโดนเสียบทะลุไปแล้ว!
ความเร็วนั่นมันอะไรกัน!? แถมตรงปลายดาบยังมีคลื่นกระแทกถูกปล่อยออกมา ทำให้หุ่น 【วินเดีย(ปีก)】 ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเลย
ฉันรีบเปิดเมนทรัสเตอร์ที่หลังจนสุด แล้วถอยห่างจาก 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ให้เร็วที่สุด
『เมื่อสักครู่นี้คือ เพลงดาบของราชอาณาจักรเรสเทีย "รูปแบบที่ 5 • เกลียวทะลวง" ค่ะ เป็นวิชาดาบขั้นสูงที่ถ่ายทอดเฉพาะในหมู่ราชวงศ์และคนสนิทเท่านั้น เท่าที่มีบันทึกไว้ ผู้ที่สามารถใช้ท่านี้กับเฟรมเกียร์ได้ มีเพียงแค่สามคนเท่านั้น ซึ่งรวมถึงคุณเซลดิการ์ดด้วยค่ะ』
เพลงดาบราชอาณาจักรเรสเทีย...! ฉันเองก็เคยได้ยินชื่อนะ อาจารย์เคยบอกว่าวิชาดาบของที่นี่จัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของทวีปตะวันออกเลย
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สะบัดข้อมือขวาขยับดาบเพียงเล็กน้อย
วินาทีต่อมา หุ่น 【วินเดีย(ปีก)】 ก็สั่นสะเทือนจากแรงกระแทก
โดนโจมตีเหรอ!? จากระยะแค่นี้นี่นะ!?
ฉัวะ! 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สะบัดดาบอีกครั้ง คราวนี้ 【วินเดีย(ปีก)】 ก็โดนฟันเข้าที่ขาจนเกิดความเสียหาย
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...?"
『คาดว่าน่าจะเป็น เพลงดาบเรสเทีย "รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี" ค่ะ... เป็นท่าที่ใช้การตวัดดาบเพื่อปล่อยคลื่นกระแทกขนาดเล็กออกไปโจมตี ถึงพลังทำลายจะต่ำ แต่ความเร็วนั้นสูงมากจนไม่สามารถมองเห็นและหลบได้ทันค่ะ』
หลบไม่ได้เนี่ยนะ... ซวยแล้วสิ...
『ตอนนี้ต้องเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ก่อนค่ะ ถ้าไม่หยุดนิ่ง โอกาสที่จะโดนโจมตีก็จะลดลงค่ะ』
"ข เข้าใจแล้ว!"
ถึงจะเป็นแผนการที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แต่ถ้าขืนยืนเป็นเป้านิ่งก็คงโดนยิงพรุนแน่ๆ
แต่ว่านะ ข้อมือของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ขยับเร็วมากจนคลื่นกระแทกพุ่งมาเป็นห่าฝนเลย
ถึงจะพยายามหลบยังไงก็ต้องโดนเฉี่ยวเข้าบ้างแหละ ถึงความเสียหายจะน้อย แต่พอโดนบ่อยๆ เข้า การเคลื่อนไหวของหุ่นก็เริ่มช้าลงเรื่อยๆ
นี่ถ้าเจ๊แกใช้ ดาบบินล่ะก็ ฉันคงตายไปนานแล้ว... โธ่เอ๊ย ขนาดเขาต่อให้แล้วนะเนี่ย ถ้าอาจารย์มาเห็นสภาพฉันตอนนี้ คงหัวเราะเยาะแหงๆ
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ความได้เปรียบเรื่องความเร็วก็จะหมดไป แล้วก็คงโดนต้อนจนมุมและโดนฟันขาดสองท่อนแหงๆ
ก่อนที่จะถึงตอนนั้น ฉันควรจะลองเสี่ยงพุ่งฝ่าห่าฝนคลื่นกระแทกเข้าไปซัดตัวหุ่นตรงๆ ดูดีไหมนะ? ถ้าใช้ 'พลังปราณ' น่าจะพอมีหวังอยู่นะ...!
『บ้าบิ่นเกินไปแล้วค่ะ ด้วยพลังป้องกันของ 【วินเดีย(ปีก)】 มีโอกาสถึง 90% ที่จะพังซะก่อนที่จะเข้าประชิดตัวได้นะคะ การเอาชีวิตไปเสี่ยงกับโอกาสแค่ 10% เนี่ย มันไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลยนะคะ...』
"ไม่หรอก ฉันไม่ได้กะจะวิ่งเข้าไปดื้อๆ ซะหน่อย"
ฉันอธิบายแผนการที่เพิ่งคิดออกเมื่อกี้ให้สกัลด์ฟัง ถึงมันจะผลาญพลังเวทแบบสุดๆ แต่ก็น่าจะพอเป็นไปได้... มั้งนะ
『ถ้าเป็นแผนนั้นล่ะก็... น่าจะเพิ่มโอกาสสำเร็จเป็น 50% ได้ค่ะ แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคะว่านี่คือการโจมตีแบบเทหมดหน้าตัก (Kenkon Itteki) เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำ?』
"แน่นอนสิ! ............ว่าแต่ 'เทหมดหน้าตัก' แปลว่าอะไรเหรอ...?"
『แปลว่า การเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในคราวเดียว เพื่อชี้ชะตาว่าจะอยู่หรือไปค่ะ』
จะอยู่หรือไปงั้นเหรอ ฟังดูเข้าท่าดีนี่นา ถ้าไม่ทุ่มสุดตัวก็คงเอาชนะอันดับหนึ่งไม่ได้หรอก!
"ลุยกันเลย สกัลด์!"
『รับทราบค่ะ』
ฉันรวบรวมพลังเวทและพลังปราณทั้งหมดในร่าง ส่งผ่านคันบังคับไปยัง 【วินเดีย(ปีก)】 เอเธอร์ลิควิดที่ไหลเวียนอยู่ทั่วหุ่นจะทำหน้าที่นำพาพลังเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของเครื่อง และเร่งกำลังเครื่องให้ถึงขีดจำกัดสูงสุด
เอาล่ะ ลุยล่ะนะ!
.
『จากข้อมูลที่มีบันทึกไว้ในระบบของวิทยาลัย คาดว่าคุณเซลดิการ์ดจะพุ่งเข้าประชิดตัวตรงๆ แล้วใช้ดาบขวาฟันสะพายแล่งค่ะ สถิติบอกว่าถ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ท่านี้จะสร้างความเสียหายได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ทว่า เวอร์ดันดีซึ่งเป็น AI สนับสนุนของฝ่ายนั้น อาจจะกำลังเตือนคุณเซลดิการ์ดว่าดิฉันกำลังบอกข้อมูลนี้ให้คุณเนโรทราบอยู่ก็เป็นได้ ความน่าจะเป็นที่จะใช้ท่านี้จึงลดลงไปบ้างค่ะ』
ตกลงจะเอายังไงล่ะเนี่ย จะฟันสะพายแล่งมาหรือไม่ฟันกันแน่? คำอธิบายของสกัลด์ทำเอาฉันปวดหัวตึ้บเลย
อืมมม ถ้าฉันเป็นรุ่นพี่เซลด้า ฉันจะทำยังไงดีนะ? ต่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าจะเปิดด้วยท่าฟันสะพายแล่ง ฉันก็คงเลือกที่จะฟันเข้าไปตรงๆ อยู่ดีแหละ ถ้าโดนหลบได้ก็ค่อยคิดหาทางโจมตีซ้ำเอาทีหลัง
『มาแล้วค่ะ』
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ถือดาบไว้ทั้งสองมือ แล้วพุ่งเข้ามาหาฉัน ดูเหมือนจะปรับแต่งให้รองรับพื้นน้ำแข็งมาแล้วสินะ ถึงวิ่งมาได้ไม่ลื่นเลย
อย่างที่สกัลด์คาดเดาไว้ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ง้างดาบขวาฟันสะพายแล่งลงมา
ฉันใช้ขวานในมือซ้ายรับการโจมตีนั้นไว้ ทันใดนั้น ดาบในมือซ้ายของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ตวัดฟันในแนวขวางเข้าที่สีข้าง... ไม่สิ พุ่งตรงมาที่ค็อกพิตของ 【วินเดีย(ปีก)】 เลย กะไว้แล้วเชียว!
ฉันรีบพ่นเวอร์เนียร์ที่ขาและไหล่ด้านหน้า เพื่อดีดตัวถอยหลังหลบการโจมตีนั้นอย่างรวดเร็ว อูยยย เฉียดไปนิดเดียวเอง!? ดาบตวัดเร็วเวอร์!
ฉันพลิกตัวพุ่งเข้าไปหา แล้วฟาดขวานในมือขวาลงกลางกระหม่อมของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 แต่อีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวหลบไปได้อย่างง่ายดาย ชิ
ฉันรัวยิงปืนกลวัลแคนที่หัวพลางถอยฉากออกมา ต้องทิ้งระยะห่างไว้ก่อน ความคล่องตัวทางนี้เหนือกว่า ตราบใดที่ไม่บุ่มบ่ามเข้าไปโจมตี ก็คงไม่โดนสวนกลับง่ายๆ หรอก... ก็นะ ถึงทางนี้จะหาจังหวะโจมตีไม่ได้เหมือนกันก็เถอะ
ตอนนี้ฉันทำได้แค่หนีการไล่ล่าของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อย่างเดียวเลย
รู้ตัวดีว่าทำแบบนี้มันไม่เวิร์ค ถ้าเป็นการ 【ประลองดารา】 จริงๆ คงโดนกรรมการแจก 'ใบเหลือง(เตือน)' ไปแล้วแน่ๆ
ที่ตอนนี้ยังไม่มีการเตือนอะไร คงเพราะนี่ไม่ใช่การแข่งอย่างเป็นทางการล่ะมั้ง? เป็นแค่การทดสอบสมรรถนะของหุ่นนี่นา
แต่ขืนเอาแต่หนีแบบนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันรู้ดี แต่ฉันหนีก็เพื่อหาโอกาสเอาชนะต่างหากล่ะ
ในขณะที่โดน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไล่บี้อย่างหนัก ในที่สุดฉันก็มาถึง 'ตรงนั้น' จนได้
ฉันขว้างขวานในมือขวาใส่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่พุ่งเข้ามา
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย ใช้ดาบขวาปัดขวานทิ้งอย่างง่ายดาย แต่จังหวะที่เสียสมาธิไปเสี้ยววินาทีนั่นแหละที่ฉันรอคอย!
วินาทีนั้น ฉันก้มลงหยิบ 'ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์)' ที่(・)อยู่(・)แทบเท้า(・) ขึ้นมาเล็งตรงไปข้างหน้าแล้วลั่นไกทันที
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พยายามเบี่ยงตัวหลบกระสุนที่พุ่งเจาะทะลวงส่วนหัว แต่ก็หลบไม่พ้นทั้งหมด กระสุนเฉี่ยวเข้าที่ไหล่ซ้ายจนเกราะบางส่วนกระเด็นหลุดไป โธ่เอ๊ย โดนแค่เฉี่ยวๆ เองเหรอเนี่ย!?
ฉันเหนี่ยวไกยิงซ้ำติดๆ แต่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็โชว์สเตปหลบกระสุนไปด้านข้างได้อย่างพริ้วไหว
ถึงจะหลบได้ แต่ดูเหมือนการจะเข้าประชิดตัวฉันคงจะยากขึ้นแล้วล่ะ ด้วยความเร็วของ 【ซอร์เดีย(อีกฝ่าย)】 ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ก็คงหลบไม่พ้นแน่ๆ
ดูเหมือนฉันจะหลุดพ้นจากการเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนฝ่ายเดียวได้แล้วล่ะ
คราวนี้ฉันใช้ความคล่องตัวของ 【วินเดีย(ปีก)】 รักษาระยะห่างจาก 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พร้อมกับหาจังหวะรัว ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ใส่
แต่ทุกนัดก็โดนหลบแบบฉิวเฉียดตลอด ไม่สามารถสร้างความเสียหายจังๆ ได้เลยสักนัด โธ่เอ๊ย รู้งี้ซ้อมยิงปืนมาให้เยอะกว่านี้ก็ดีหรอก!
ปกติถนัดแต่สู้ประชิดตัว พอต้องมาใช้ปืนก็เลยไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่
ยังโชคดีนะที่ฉันมีพลังเวทเยอะ เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกระสุนหมด...
『คุณเนโรคะ เดี๋ยวฉันจะแสดงเป้าหมายบนหน้าจอให้ ให้คุณเล็งยิงตรงจุดนั้นนะคะ』
"เอ๊ะ?"
ทันทีที่สกัลด์พูดจบ บนหน้าจอก็ปรากฏเป้าเล็งสีแดงกระพริบขึ้นมา
เอ๊ะ? ให้ยิงตรงนี้เหรอ? แต่มันเล็งไปคนละทิศกับตำแหน่งของเป้าหมายเลยนะ... นี่เป้ามันเบี้ยวรึเปล่าเนี่ย?
『ไม่ต้องห่วงค่ะ พอมาร์คปรากฏขึ้น ก็ให้คุณเล็งและยิงไปที่จุดนั้นได้เลยค่ะ』
"ข เข้าใจแล้ว!"
เอาวะ! ลุยดะไปเลยก็แล้วกัน!
ฉันตั้งศูนย์ ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ตามคำแนะนำของสกัลด์ เป้าเล็งปรากฏขึ้นตรงจุดที่คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ไปนิดหน่อย
เอาไงเอากัน! ฉันลั่นไกไปที่เป้านั้น แล้วเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 พุ่งตัวเข้าไปหาเป้าเล็งนั้นพอดิบพอดีเลย
"เอ๊ะ?"
ถึงกระสุนจะไม่ได้เข้าจังๆ แต่มันก็เฉี่ยวจนเกราะของหุ่นถลอกไปบ้าง
『ยิงต่อไปเลยค่ะ』
"อ อื้ม!"
พอทำตามที่สกัลด์บอก เล็งยิงไปที่เป้าทุกครั้งที่มันโผล่มา กระสุนก็โดน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ตลอดเลย
แต่เพราะฝีมือการยิงของฉันมันห่วยแตก ความเสียหายเลยมีแค่รอยถลอกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ
ที่ยิงโดนคงเป็นเพราะสกัลด์คำนวณการเคลื่อนไหวของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ล่วงหน้า แล้วสร้างเป้าดักทางเอาไว้ให้ฉันยิงแน่ๆ
『ขออภัยด้วยนะคะ พอดีเห็นว่าคุณเนโรดูจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการยิงปืนเท่าไหร่ ฉันก็เลยช่วยสนับสนุนให้น่ะค่ะ』
"อ้อ ขอบใจมากนะ น่าสมเพชจริงๆ ทั้งที่มีคนช่วยแล้วแท้ๆ แต่ยังยิงไม่ค่อยจะโดนเลย"
『คุณเซลดิการ์ดมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวเป็นเลิศเลยล่ะค่ะ รักษาระยะห่างในระดับที่พอมองเห็นวิถีกระสุนแล้วหลบได้ทันค่ะ』
มองเห็นแล้วค่อยหลบเนี่ยนะ!? ปฏิกิริยาตอบสนองจะเวอร์วังไปไหนเนี่ย... สมกับเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ
จะว่าไป ทำไมรู้สึกว่ากระสุนมันเริ่มยิงไม่ค่อยโดนแล้วล่ะเนี่ย...
『วิธีเล็งปืนของคุณเนโรมันซื่อตรง... เอ่อ หมายถึงทื่อเกินไปน่ะค่ะ เลยโดนอ่านทางง่าย แถมฝีมือก็ห่างชั้นกันด้วยค่ะ』
เมื่อกี้หล่อนด่าว่าฉันโง่ใช่ไหม? ยัย AI นี่ชักจะปากคอเลาะร้ายขึ้นทุกทีแล้วนะ...
ในขณะที่ฉันเริ่มยิงไม่ค่อยโดน อีกฝ่ายก็เริ่มจับทางหลบการโจมตีของฉันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันนึกว่าแค่มีสกัลด์คอยช่วย กับความเร็วของหุ่นเครื่องนี้ ก็น่าจะจับจังหวะหลบการโจมตีได้ไม่ยากแท้ๆ...
"หืม?"
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ชักดาบในมือขวากลับไป แล้วย่อตัวลงในท่าเตรียมพร้อมแปลกๆ นั่นมันท่าอะไรน่ะ...?
『────เตือนภัยค่ะ รีบหลบหลีกเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!』
"เอ๊ะ? อึ้บ... เหวอ!?"
เมื่อได้ยินคำเตือนของสกัลด์ ฉันรีบจุดระเบิดเวอร์เนียร์เบี่ยงหุ่นออกด้านข้างตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น ปลายดาบของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็พุ่งเฉียดหัวของ 【วินเดีย(ปีก)】 ไปอย่างฉิวเฉียด
อันตรายสุดๆ!? ถ้าช้าไปนิดเดียว หัวหุ่นคงโดนเสียบทะลุไปแล้ว!
ความเร็วนั่นมันอะไรกัน!? แถมตรงปลายดาบยังมีคลื่นกระแทกถูกปล่อยออกมา ทำให้หุ่น 【วินเดีย(ปีก)】 ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเลย
ฉันรีบเปิดเมนทรัสเตอร์ที่หลังจนสุด แล้วถอยห่างจาก 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ให้เร็วที่สุด
『เมื่อสักครู่นี้คือ เพลงดาบของราชอาณาจักรเรสเทีย "รูปแบบที่ 5 • เกลียวทะลวง" ค่ะ เป็นวิชาดาบขั้นสูงที่ถ่ายทอดเฉพาะในหมู่ราชวงศ์และคนสนิทเท่านั้น เท่าที่มีบันทึกไว้ ผู้ที่สามารถใช้ท่านี้กับเฟรมเกียร์ได้ มีเพียงแค่สามคนเท่านั้น ซึ่งรวมถึงคุณเซลดิการ์ดด้วยค่ะ』
เพลงดาบราชอาณาจักรเรสเทีย...! ฉันเองก็เคยได้ยินชื่อนะ อาจารย์เคยบอกว่าวิชาดาบของที่นี่จัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของทวีปตะวันออกเลย
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สะบัดข้อมือขวาขยับดาบเพียงเล็กน้อย
วินาทีต่อมา หุ่น 【วินเดีย(ปีก)】 ก็สั่นสะเทือนจากแรงกระแทก
โดนโจมตีเหรอ!? จากระยะแค่นี้นี่นะ!?
ฉัวะ! 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 สะบัดดาบอีกครั้ง คราวนี้ 【วินเดีย(ปีก)】 ก็โดนฟันเข้าที่ขาจนเกิดความเสียหาย
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...?"
『คาดว่าน่าจะเป็น เพลงดาบเรสเทีย "รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี" ค่ะ... เป็นท่าที่ใช้การตวัดดาบเพื่อปล่อยคลื่นกระแทกขนาดเล็กออกไปโจมตี ถึงพลังทำลายจะต่ำ แต่ความเร็วนั้นสูงมากจนไม่สามารถมองเห็นและหลบได้ทันค่ะ』
หลบไม่ได้เนี่ยนะ... ซวยแล้วสิ...
『ตอนนี้ต้องเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ก่อนค่ะ ถ้าไม่หยุดนิ่ง โอกาสที่จะโดนโจมตีก็จะลดลงค่ะ』
"ข เข้าใจแล้ว!"
ถึงจะเป็นแผนการที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แต่ถ้าขืนยืนเป็นเป้านิ่งก็คงโดนยิงพรุนแน่ๆ
แต่ว่านะ ข้อมือของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ขยับเร็วมากจนคลื่นกระแทกพุ่งมาเป็นห่าฝนเลย
ถึงจะพยายามหลบยังไงก็ต้องโดนเฉี่ยวเข้าบ้างแหละ ถึงความเสียหายจะน้อย แต่พอโดนบ่อยๆ เข้า การเคลื่อนไหวของหุ่นก็เริ่มช้าลงเรื่อยๆ
นี่ถ้าเจ๊แกใช้ ดาบบินล่ะก็ ฉันคงตายไปนานแล้ว... โธ่เอ๊ย ขนาดเขาต่อให้แล้วนะเนี่ย ถ้าอาจารย์มาเห็นสภาพฉันตอนนี้ คงหัวเราะเยาะแหงๆ
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ความได้เปรียบเรื่องความเร็วก็จะหมดไป แล้วก็คงโดนต้อนจนมุมและโดนฟันขาดสองท่อนแหงๆ
ก่อนที่จะถึงตอนนั้น ฉันควรจะลองเสี่ยงพุ่งฝ่าห่าฝนคลื่นกระแทกเข้าไปซัดตัวหุ่นตรงๆ ดูดีไหมนะ? ถ้าใช้ 'พลังปราณ' น่าจะพอมีหวังอยู่นะ...!
『บ้าบิ่นเกินไปแล้วค่ะ ด้วยพลังป้องกันของ 【วินเดีย(ปีก)】 มีโอกาสถึง 90% ที่จะพังซะก่อนที่จะเข้าประชิดตัวได้นะคะ การเอาชีวิตไปเสี่ยงกับโอกาสแค่ 10% เนี่ย มันไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลยนะคะ...』
"ไม่หรอก ฉันไม่ได้กะจะวิ่งเข้าไปดื้อๆ ซะหน่อย"
ฉันอธิบายแผนการที่เพิ่งคิดออกเมื่อกี้ให้สกัลด์ฟัง ถึงมันจะผลาญพลังเวทแบบสุดๆ แต่ก็น่าจะพอเป็นไปได้... มั้งนะ
『ถ้าเป็นแผนนั้นล่ะก็... น่าจะเพิ่มโอกาสสำเร็จเป็น 50% ได้ค่ะ แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคะว่านี่คือการโจมตีแบบเทหมดหน้าตัก (Kenkon Itteki) เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำ?』
"แน่นอนสิ! ............ว่าแต่ 'เทหมดหน้าตัก' แปลว่าอะไรเหรอ...?"
『แปลว่า การเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในคราวเดียว เพื่อชี้ชะตาว่าจะอยู่หรือไปค่ะ』
จะอยู่หรือไปงั้นเหรอ ฟังดูเข้าท่าดีนี่นา ถ้าไม่ทุ่มสุดตัวก็คงเอาชนะอันดับหนึ่งไม่ได้หรอก!
"ลุยกันเลย สกัลด์!"
『รับทราบค่ะ』
ฉันรวบรวมพลังเวทและพลังปราณทั้งหมดในร่าง ส่งผ่านคันบังคับไปยัง 【วินเดีย(ปีก)】 เอเธอร์ลิควิดที่ไหลเวียนอยู่ทั่วหุ่นจะทำหน้าที่นำพาพลังเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของเครื่อง และเร่งกำลังเครื่องให้ถึงขีดจำกัดสูงสุด
เอาล่ะ ลุยล่ะนะ!
029 เดิมพันหมดหน้าตัก
.
"คงจบแค่นี้สินะคะ"
ฉันพึมพำกับตัวเองขณะปล่อยเพลงดาบ 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' พลางรู้สึกได้ว่าการประลองใกล้จะรู้ผลแล้ว
อย่างที่ท่านผู้อำนวยการบอก เด็กคนนี้มีความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมมาก
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในการประลอง เธอก็สามารถเรียนรู้และบังคับหุ่นได้คล่องแคล่วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงอย่างนั้น ประสบการณ์อันน้อยนิดในการควบคุมเฟรมเกียร์ก็ยังเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดอยู่ดี
ฉันเคยประลองกับคนขับหุ่นสายความเร็วที่เน้นความคล่องตัวมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะงั้นฉันเลยเตรียมแผนรับมือเอาไว้หมดแล้ว
'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ถึงจะมีพลังทำลายต่ำ แต่มันยิงได้ต่อเนื่องรวดเร็วมาก เหมาะสำหรับใช้สกัดกั้นศัตรูจำนวนมาก ปัดป้องอาวุธยิงไกล หรือแม้แต่รับมือกับพวกหุ่นความเร็วสูงที่ชอบพุ่งเข้าชาร์จตรงๆ
เฟรมเกียร์สายความเร็วสูงส่วนใหญ่จะมีเกราะบาง
นั่นเป็นเพราะต้องสละพลังป้องกันเพื่อแลกกับความคล่องตัว
การลดน้ำหนักเพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด ทำให้ต้องแลกมาด้วยข้อเสียนี้
ดังนั้นหุ่นสายความเร็วสูงจึงมักจะแพ้ทางพวกการโจมตีวงกว้างหรือการโจมตีแบบกระจาย พูดง่ายๆ คือ แพ้ทางหุ่นสาย ผู้ใช้เวทมนตร์(ซอเซอร์เรอร์)
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อาจจะไม่ใช่หุ่นสาย ผู้ใช้เวทมนตร์(ซอเซอร์เรอร์) แต่ด้วย 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ก็สามารถสร้างรูปแบบการโจมตีที่คล้ายกันได้ ถ้าฉันใช้ ดาบบินด้วยล่ะก็ การประลองคงจบลงเร็วกว่านี้เยอะ
ถึงฉันจะปลดอาวุธออกไปหลายอย่างเพื่อเป็นการต่อให้ แต่ดูเหมือนฉันจะประมาทไปหน่อย 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 เองก็ได้รับความเสียหายไปไม่น้อยเลย การที่ฉันประเมินความสามารถของเด็กคนนั้นต่ำไป แสดงว่าฉันเองก็ยังอ่อนหัดอยู่สินะ
ตอนสู้กับแควัลรี่ฉันมี AI เวอร์ดันดี คอยช่วยสนับสนุน แต่ในแมตช์นี้ฉันปฏิเสธการช่วยเหลือของมันไป เพราะงั้นถึงได้บอกว่าฉันประมาทยังไงล่ะ ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้แล้ว
ฉันสามารถปิดเกมนี้ด้วย 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ได้เลย แต่ว่า... มีบางอย่างกวนใจฉันอยู่
ฉันรู้สึกเหมือนเด็กคนนั้นยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก
ราวกับว่าเธอกำลังรอจังหวะเหมาะๆ เพื่อจะงัดมันออกมาใช้... หรือฉันจะคิดไปเองนะ?
นี่ฉันระแวงเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมากเกินไปหรือเปล่า? ไม่สิ นั่นก็คือความประมาทอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน ฉันต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์สิ
แต่ว่าลึกๆ แล้ว ฉันกลับรู้สึกตื่นเต้นและแอบคาดหวังว่า 'เธอจะงัดไม้อะไรออกมาใช้อีกนะ?'
ความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฉันโดยไม่รู้ตัว
มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นแบบเดียวกับตอนที่ประลองกับท่านผู้อำนวยการคูนเลย ความรู้สึกที่เดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน หัวใจเต้นแรงจนฉุดฉันให้จมดิ่งลงสู่ความสนุกของการต่อสู้
ฉันตั้งตารอคอยสิ่งเธอจะแสดงให้ฉันดู
หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะคะ
◇ ◇ ◇
"【บูสต์】!"
เวทมนตร์เสริมพลังกายไร้ธาตุของฉันไหลเวียนผ่านเอเธอร์ลิควิดไปทั่วทั้งเฟรมเกียร์ ส่งผลให้สมรรถนะพื้นฐานของมันพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล
การใช้เวทมนตร์เสริมพลังร่างกาย สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ของเฟรมเกียร์ได้ด้วย
『กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 150% ค่ะ พลังเวทส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งานและสูญเสียไปเปล่าๆ อัตราความเสียหายของหุ่นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้อยู่เฉยๆ หุ่นก็จะพังภายในหนึ่งนาทีค่ะ จะเอายังไงต่อคะ?』
"หนึ่งนาทีก็เหลือเฟือแล้ว!"
ฉันบังคับให้ 【วินเดีย(ปีก)】 ย่อเข่าลงแล้วกระโดดขึ้นสูง
เร่งทรัสเตอร์ที่ขาเป็นจังหวะ ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ส่งหุ่นพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าสูงกว่าร้อยเมตร
ฉันพลิกตัวกลางอากาศ เล็งเป้าไปที่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่อยู่บนพื้นดิน
"พุ่งทะลวง(ชาร์จ)!"
ฉันเปิดทรัสเตอร์หลักที่หลังจนสุดกำลัง แล้วพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงราวกับเหยี่ยวโฉบเหยื่อ พุ่งตรงดิ่งเข้าหา 【ซอร์เดีย(ดาบ)】
ทว่า 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่อยู่เบื้องล่างกลับไม่สะทกสะท้าน ย่อตัวลงตั้งหลัก แล้วตวัดดาบฟันขึ้นมาอย่างทรงพลัง
คลื่นกระแทกขนาดมหึมาที่รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ พุ่งสวนขึ้นมาหาฉัน
『เพลงดาบเรสเทีย "รูปแบบที่ 1 • ดาบวายุ" ค่ะ』
"เจอแบบนี้ต้อง... 【ชิลด์】!"
โล่เวทมนตร์ล่องหนกางออกเบื้องหน้าหุ่น เข้าปะทะและสะท้อนคลื่นกระแทกออกไป
เวทไร้ธาตุ 【ชิลด์】 คือโล่ที่สร้างจากพลังเวท ปกติฉันมักจะใช้มันเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศมากกว่า แต่คราวนี้ได้ใช้มันป้องกันการโจมตีแบบตรงๆ สักที
หลังจากปัดป้องคลื่นดาบได้ ฉันก็เร่งเวอร์เนียร์ทุกจุดจนสุดกำลังในระยะประชิดตัว 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 บังคับหุ่นให้ม้วนตัวไปข้างหน้า ผสานแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเข้ากับการตอกส้นเท้า ฟาดลงไปที่หัวของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง
"สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์ 'ส้นเท้าถล่มนภา(เทนซุยโช)'!"
นี่คือท่าไม้ตายกะเอาตายที่ไม่มีทางหลบพ้นแน่ๆ แต่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 กลับขยับตัวหลบในเสี้ยววินาที ทำให้ส้นเท้าของฉันพลาดเป้าไปโดนเข้าที่ไหล่ซ้ายแทน
แกร๊งงง! เสียงโลหะฉีกขาดและแตกหักดังลั่น แขนซ้ายของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ขาดกระเด็นหลุดออกจากบ่าอย่างน่าสยดสยอง
และในขณะเดียวกัน ขาขวาของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ใช้ท่าตอกส้นเท้าก็แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ ไม่เหลือซาก
ด้วยความที่หุ่นรุ่นนี้เกราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การใช้ท่าโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ก็ย่อมส่งผลลัพธ์แบบนี้เป็นธรรมดา
ณ จุดนี้ เรียกได้ว่าฉันแพ้ไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ขาขาดแบบนี้ก็ขยับไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ
"นั่นคือถ้าเป็นคนปกติน่ะนะ!"
แม้จะเสียหลัก แต่ฉันก็เร่งเมนทรัสเตอร์ที่หลังจนสุดกำลัง พุ่งเข้าใส่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่เพิ่งจะเบี่ยงตัวหลบท่าตอกส้นเท้า
เป้าหมายคือค็อกพิต ฉันรวบรวมพลังเวทและพลังใจทั้งหมดที่มี ทุ่มสุดตัวไปกับหมัด 'พลังปราณ' นี้ เอาไปกินซะ! เดิมพันหมดหน้าตักโว้ยยย!
เปรี้ยงงง! เสียงโลหะบดขยี้กันดังสนั่น แวบแรกฉันคิดว่า 'สำเร็จแล้ว!?'
หมัดของ 【วินเดีย(ปีก)】 ทะลวงเข้าทำลายเกราะของอีกฝ่ายได้จริง แต่มันกลับเป็น หัวเข่าขวา(・) ของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 แทน
ยัยนั่นยกเข่าขึ้นมาระดับอกในชั่วพริบตาเดียวเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว...
เมื่อเหลือขาข้างเดียวเหมือนกัน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ทิ้งตัวล้มลง พร้อมกับใช้ดาบในมือแทงสวนเข้าที่ค็อกพิตของฉัน
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลซัดเข้ามา พร้อมกับหน้าจอหลักที่กลายเป็นสีแดงเถือก และมีตัวหนังสือคำว่า 『YOU LOSE』 ปรากฏขึ้น
แพ้จนได้แฮะ... แต่ก็นะ อุตส่าห์เด็ดแขนซ้ายกับขาขวาของอันดับหนึ่งมาได้ ถือว่าผลงานชิ้นโบแดงเลยล่ะมั้งเนี่ย... ถ้าเอาไปเล่าให้อาจารย์ฟัง คงโดนหัวเราะเยาะอีกแหงๆ...
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างกายจนทนไม่ไหว สติของฉันค่อยๆ เลือนรางลง... โธ่เอ๊ย...
◇ ◇ ◇
"บ้าระห่ำเกินไปแล้วนะเนี่ย..."
โรเซตต้าถอนหายใจพลางบ่นพึมพำเมื่อเห็นผลการประลองบนหน้าจอ
"เล่นอัดพลังเวทเข้าไปจนระเบิดตู้มตาม... สู้แบบไม่กลัวตายเลยแฮะ คนที่จะมาเป็นช่างเครื่องประจำตัวให้เด็กคนนี้ คงต้องร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าตอนซ่อมซากหุ่นให้ทุกครั้งแน่ๆ"
"ก็คงงั้นมั้งคะ"
คูนแอบหัวเราะในลำคอ พลางนึกถึงโรเซตต้าและช่างคนอื่นๆ ที่มักจะโดนใครบางคนทำให้ต้องร้องไห้น้ำตาตกอยู่เป็นประจำ
เสียงลมดัง ฟู่ เบาๆ เฟรมยูนิตเปิดออก เซลด้าเดินลงมาด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้น
"เหนื่อยหน่อยนะ เป็นไงบ้าง?"
"ตกใจเลยค่ะ ทุกอย่างเกินความคาดหมายไปหมด... นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกว่าการต่อสู้มันสนุกและน่าตื่นเต้นขนาดนี้ รู้งี้จัดเต็มแบบฟูลออปชั่นไปเลยก็น่าจะดีนะคะ"
คูนแอบประหลาดใจกับคำชมที่เกินคาดของเซลด้า ถึงจะต่อให้เยอะมาก แต่การที่อันดับหนึ่งของวิทยาลัยถูกเด็ดแขนเด็ดขาไปได้ขนาดนี้ เธอน่าจะรู้สึกเจ็บใจหรือเสียหน้าบ้างสิ
แต่ก็นะ เด็กคนนี้มีนิสัยตรงไปตรงมาเหมือนกับพระชายาฮิลด้า บรรพบุรุษของเธอ แทนที่จะมัวมานั่งเจ็บใจในความอ่อนหัดของตัวเอง เธอเลือกที่จะชื่นชมในความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้มากกว่า
"ความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะให้ได้ กับความคิดสร้างสรรค์แบบหลุดโลกนั่น ฉันคงต้องขอเอาเป็นแบบอย่างบ้างแล้วล่ะค่ะ"
"แหม... จะดีเหรอจ๊ะ?"
คูนมองว่า เซลด้าที่ต่อสู้ด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็นและลงมืออย่างเฉียบขาด กับเนโรที่สู้แบบพึ่งพาสัญชาตญาณและไอเดียสุดโต่งเนี่ย มันคนละขั้วกันเลยนะ จริงๆ แล้วเนโรต่างหากที่ควรจะเอาเซลด้าเป็นแบบอย่างน่ะ
"แบบนี้งานแข่งประลองประจำปีนี้คงไม่หมูซะแล้วสิเนี่ย?"
"หุหุหุ เนโรจังนี่แหละอาวุธลับของพวกเรา~ จำใส่ใจไว้ให้ดีล่ะ"
"เอ่อ... ถ้าบอกให้จำไว้ มันก็ไม่เป็นความลับแล้วสิ..."
คีล, ชารอน และโคคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่คูนกลับสงสัยว่าทำไมเนโรถึงยังไม่ออกมาจากเฟรมยูนิตสักที
ตอนแรกคูนคิดว่าเนโรอาจจะกำลังร้องไห้เสียใจที่แพ้ แต่พอนึกถึงนิสัยของเด็กคนนั้น ก็ไม่น่าจะใช่คนเจ้าน้ำตาแบบนั้นหรอก ถ้านางเจ็บใจคงจะกระทืบเท้าโวยวายซะมากกว่า
คูนแอบขำที่นึกภาพเนโรโวยวายเหมือนน้องสาวของตัวเอง แต่พอเห็นสภาพเนโรที่นอนสลบไสลอยู่ในเฟรมยูนิตที่กลับมาโปร่งใสอีกครั้ง คูนก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
โรเซตต้ารีบวิ่งเข้าไปเปิดแฮตช์อย่างรวดเร็ว
"...ไม่เป็นไรค่ะ แค่หลับไปเฉยๆ คงจะเหนื่อยจัดน่ะค่ะ"
พอได้ยินคำยืนยันจากโรเซตต้า ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่พอโรเซตต้าอุ้มเนโรออกมาจากเฟรมยูนิต คูนกับชารอนก็เผลอหลุดขำออกมา
"หลับไปพร้อมกับทำหน้าเจ็บใจสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย"
"สงสัยในฝันคงกำลังสู้อยู่แน่ๆ เลย~"
เซลด้าเอาหัวของเนโรที่นอนอยู่บนม้านั่งยาวในโรงเก็บหุ่นมาหนุนตักของตัวเอง หวังจะช่วยปฐมพยาบาล แต่เนโรกลับส่งเสียงครางฮึมฮัมเหมือนกำลังปฏิเสธการดูแลจากคู่แข่งที่เพิ่งเอาชนะเธอมา
"ดูเหมือนจะถูกใจเธอมากเลยสินะจ๊ะ?"
"ค่ะ มากๆ เลยล่ะค่ะ"
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเซลด้า คูนก็แอบยิ้มในใจที่พาพวกเธอมาเจอกัน
คูนแอบเป็นห่วงที่เซลด้ามักจะสร้างกำแพงกั้นตัวเองจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
การประลองครั้งนี้คงเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายเลยล่ะ สงสัยงานนี้คงต้องจ่ายค่าจ้างให้เนโรแบบงามๆ ซะแล้วสิ คูนคิดแผนการอยู่ในใจ
.
"คงจบแค่นี้สินะคะ"
ฉันพึมพำกับตัวเองขณะปล่อยเพลงดาบ 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' พลางรู้สึกได้ว่าการประลองใกล้จะรู้ผลแล้ว
อย่างที่ท่านผู้อำนวยการบอก เด็กคนนี้มีความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมมาก
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในการประลอง เธอก็สามารถเรียนรู้และบังคับหุ่นได้คล่องแคล่วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงอย่างนั้น ประสบการณ์อันน้อยนิดในการควบคุมเฟรมเกียร์ก็ยังเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดอยู่ดี
ฉันเคยประลองกับคนขับหุ่นสายความเร็วที่เน้นความคล่องตัวมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะงั้นฉันเลยเตรียมแผนรับมือเอาไว้หมดแล้ว
'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ถึงจะมีพลังทำลายต่ำ แต่มันยิงได้ต่อเนื่องรวดเร็วมาก เหมาะสำหรับใช้สกัดกั้นศัตรูจำนวนมาก ปัดป้องอาวุธยิงไกล หรือแม้แต่รับมือกับพวกหุ่นความเร็วสูงที่ชอบพุ่งเข้าชาร์จตรงๆ
เฟรมเกียร์สายความเร็วสูงส่วนใหญ่จะมีเกราะบาง
นั่นเป็นเพราะต้องสละพลังป้องกันเพื่อแลกกับความคล่องตัว
การลดน้ำหนักเพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด ทำให้ต้องแลกมาด้วยข้อเสียนี้
ดังนั้นหุ่นสายความเร็วสูงจึงมักจะแพ้ทางพวกการโจมตีวงกว้างหรือการโจมตีแบบกระจาย พูดง่ายๆ คือ แพ้ทางหุ่นสาย ผู้ใช้เวทมนตร์(ซอเซอร์เรอร์)
【ซอร์เดีย(ดาบ)】 อาจจะไม่ใช่หุ่นสาย ผู้ใช้เวทมนตร์(ซอเซอร์เรอร์) แต่ด้วย 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ก็สามารถสร้างรูปแบบการโจมตีที่คล้ายกันได้ ถ้าฉันใช้ ดาบบินด้วยล่ะก็ การประลองคงจบลงเร็วกว่านี้เยอะ
ถึงฉันจะปลดอาวุธออกไปหลายอย่างเพื่อเป็นการต่อให้ แต่ดูเหมือนฉันจะประมาทไปหน่อย 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 เองก็ได้รับความเสียหายไปไม่น้อยเลย การที่ฉันประเมินความสามารถของเด็กคนนั้นต่ำไป แสดงว่าฉันเองก็ยังอ่อนหัดอยู่สินะ
ตอนสู้กับแควัลรี่ฉันมี AI เวอร์ดันดี คอยช่วยสนับสนุน แต่ในแมตช์นี้ฉันปฏิเสธการช่วยเหลือของมันไป เพราะงั้นถึงได้บอกว่าฉันประมาทยังไงล่ะ ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้แล้ว
ฉันสามารถปิดเกมนี้ด้วย 'รูปแบบที่ 8 • ประกายอัสนี' ได้เลย แต่ว่า... มีบางอย่างกวนใจฉันอยู่
ฉันรู้สึกเหมือนเด็กคนนั้นยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก
ราวกับว่าเธอกำลังรอจังหวะเหมาะๆ เพื่อจะงัดมันออกมาใช้... หรือฉันจะคิดไปเองนะ?
นี่ฉันระแวงเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมากเกินไปหรือเปล่า? ไม่สิ นั่นก็คือความประมาทอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน ฉันต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์สิ
แต่ว่าลึกๆ แล้ว ฉันกลับรู้สึกตื่นเต้นและแอบคาดหวังว่า 'เธอจะงัดไม้อะไรออกมาใช้อีกนะ?'
ความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฉันโดยไม่รู้ตัว
มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นแบบเดียวกับตอนที่ประลองกับท่านผู้อำนวยการคูนเลย ความรู้สึกที่เดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน หัวใจเต้นแรงจนฉุดฉันให้จมดิ่งลงสู่ความสนุกของการต่อสู้
ฉันตั้งตารอคอยสิ่งเธอจะแสดงให้ฉันดู
หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะคะ
◇ ◇ ◇
"【บูสต์】!"
เวทมนตร์เสริมพลังกายไร้ธาตุของฉันไหลเวียนผ่านเอเธอร์ลิควิดไปทั่วทั้งเฟรมเกียร์ ส่งผลให้สมรรถนะพื้นฐานของมันพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล
การใช้เวทมนตร์เสริมพลังร่างกาย สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ของเฟรมเกียร์ได้ด้วย
『กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 150% ค่ะ พลังเวทส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งานและสูญเสียไปเปล่าๆ อัตราความเสียหายของหุ่นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้อยู่เฉยๆ หุ่นก็จะพังภายในหนึ่งนาทีค่ะ จะเอายังไงต่อคะ?』
"หนึ่งนาทีก็เหลือเฟือแล้ว!"
ฉันบังคับให้ 【วินเดีย(ปีก)】 ย่อเข่าลงแล้วกระโดดขึ้นสูง
เร่งทรัสเตอร์ที่ขาเป็นจังหวะ ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ส่งหุ่นพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าสูงกว่าร้อยเมตร
ฉันพลิกตัวกลางอากาศ เล็งเป้าไปที่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่อยู่บนพื้นดิน
"พุ่งทะลวง(ชาร์จ)!"
ฉันเปิดทรัสเตอร์หลักที่หลังจนสุดกำลัง แล้วพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงราวกับเหยี่ยวโฉบเหยื่อ พุ่งตรงดิ่งเข้าหา 【ซอร์เดีย(ดาบ)】
ทว่า 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่อยู่เบื้องล่างกลับไม่สะทกสะท้าน ย่อตัวลงตั้งหลัก แล้วตวัดดาบฟันขึ้นมาอย่างทรงพลัง
คลื่นกระแทกขนาดมหึมาที่รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ พุ่งสวนขึ้นมาหาฉัน
『เพลงดาบเรสเทีย "รูปแบบที่ 1 • ดาบวายุ" ค่ะ』
"เจอแบบนี้ต้อง... 【ชิลด์】!"
โล่เวทมนตร์ล่องหนกางออกเบื้องหน้าหุ่น เข้าปะทะและสะท้อนคลื่นกระแทกออกไป
เวทไร้ธาตุ 【ชิลด์】 คือโล่ที่สร้างจากพลังเวท ปกติฉันมักจะใช้มันเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศมากกว่า แต่คราวนี้ได้ใช้มันป้องกันการโจมตีแบบตรงๆ สักที
หลังจากปัดป้องคลื่นดาบได้ ฉันก็เร่งเวอร์เนียร์ทุกจุดจนสุดกำลังในระยะประชิดตัว 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 บังคับหุ่นให้ม้วนตัวไปข้างหน้า ผสานแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเข้ากับการตอกส้นเท้า ฟาดลงไปที่หัวของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง
"สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์ 'ส้นเท้าถล่มนภา(เทนซุยโช)'!"
นี่คือท่าไม้ตายกะเอาตายที่ไม่มีทางหลบพ้นแน่ๆ แต่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 กลับขยับตัวหลบในเสี้ยววินาที ทำให้ส้นเท้าของฉันพลาดเป้าไปโดนเข้าที่ไหล่ซ้ายแทน
แกร๊งงง! เสียงโลหะฉีกขาดและแตกหักดังลั่น แขนซ้ายของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ขาดกระเด็นหลุดออกจากบ่าอย่างน่าสยดสยอง
และในขณะเดียวกัน ขาขวาของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ใช้ท่าตอกส้นเท้าก็แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ ไม่เหลือซาก
ด้วยความที่หุ่นรุ่นนี้เกราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การใช้ท่าโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ก็ย่อมส่งผลลัพธ์แบบนี้เป็นธรรมดา
ณ จุดนี้ เรียกได้ว่าฉันแพ้ไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ขาขาดแบบนี้ก็ขยับไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ
"นั่นคือถ้าเป็นคนปกติน่ะนะ!"
แม้จะเสียหลัก แต่ฉันก็เร่งเมนทรัสเตอร์ที่หลังจนสุดกำลัง พุ่งเข้าใส่ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ที่เพิ่งจะเบี่ยงตัวหลบท่าตอกส้นเท้า
เป้าหมายคือค็อกพิต ฉันรวบรวมพลังเวทและพลังใจทั้งหมดที่มี ทุ่มสุดตัวไปกับหมัด 'พลังปราณ' นี้ เอาไปกินซะ! เดิมพันหมดหน้าตักโว้ยยย!
เปรี้ยงงง! เสียงโลหะบดขยี้กันดังสนั่น แวบแรกฉันคิดว่า 'สำเร็จแล้ว!?'
หมัดของ 【วินเดีย(ปีก)】 ทะลวงเข้าทำลายเกราะของอีกฝ่ายได้จริง แต่มันกลับเป็น หัวเข่าขวา(・) ของ 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 แทน
ยัยนั่นยกเข่าขึ้นมาระดับอกในชั่วพริบตาเดียวเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว...
เมื่อเหลือขาข้างเดียวเหมือนกัน 【ซอร์เดีย(ดาบ)】 ก็ทิ้งตัวล้มลง พร้อมกับใช้ดาบในมือแทงสวนเข้าที่ค็อกพิตของฉัน
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลซัดเข้ามา พร้อมกับหน้าจอหลักที่กลายเป็นสีแดงเถือก และมีตัวหนังสือคำว่า 『YOU LOSE』 ปรากฏขึ้น
แพ้จนได้แฮะ... แต่ก็นะ อุตส่าห์เด็ดแขนซ้ายกับขาขวาของอันดับหนึ่งมาได้ ถือว่าผลงานชิ้นโบแดงเลยล่ะมั้งเนี่ย... ถ้าเอาไปเล่าให้อาจารย์ฟัง คงโดนหัวเราะเยาะอีกแหงๆ...
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างกายจนทนไม่ไหว สติของฉันค่อยๆ เลือนรางลง... โธ่เอ๊ย...
◇ ◇ ◇
"บ้าระห่ำเกินไปแล้วนะเนี่ย..."
โรเซตต้าถอนหายใจพลางบ่นพึมพำเมื่อเห็นผลการประลองบนหน้าจอ
"เล่นอัดพลังเวทเข้าไปจนระเบิดตู้มตาม... สู้แบบไม่กลัวตายเลยแฮะ คนที่จะมาเป็นช่างเครื่องประจำตัวให้เด็กคนนี้ คงต้องร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าตอนซ่อมซากหุ่นให้ทุกครั้งแน่ๆ"
"ก็คงงั้นมั้งคะ"
คูนแอบหัวเราะในลำคอ พลางนึกถึงโรเซตต้าและช่างคนอื่นๆ ที่มักจะโดนใครบางคนทำให้ต้องร้องไห้น้ำตาตกอยู่เป็นประจำ
เสียงลมดัง ฟู่ เบาๆ เฟรมยูนิตเปิดออก เซลด้าเดินลงมาด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้น
"เหนื่อยหน่อยนะ เป็นไงบ้าง?"
"ตกใจเลยค่ะ ทุกอย่างเกินความคาดหมายไปหมด... นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกว่าการต่อสู้มันสนุกและน่าตื่นเต้นขนาดนี้ รู้งี้จัดเต็มแบบฟูลออปชั่นไปเลยก็น่าจะดีนะคะ"
คูนแอบประหลาดใจกับคำชมที่เกินคาดของเซลด้า ถึงจะต่อให้เยอะมาก แต่การที่อันดับหนึ่งของวิทยาลัยถูกเด็ดแขนเด็ดขาไปได้ขนาดนี้ เธอน่าจะรู้สึกเจ็บใจหรือเสียหน้าบ้างสิ
แต่ก็นะ เด็กคนนี้มีนิสัยตรงไปตรงมาเหมือนกับพระชายาฮิลด้า บรรพบุรุษของเธอ แทนที่จะมัวมานั่งเจ็บใจในความอ่อนหัดของตัวเอง เธอเลือกที่จะชื่นชมในความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้มากกว่า
"ความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะให้ได้ กับความคิดสร้างสรรค์แบบหลุดโลกนั่น ฉันคงต้องขอเอาเป็นแบบอย่างบ้างแล้วล่ะค่ะ"
"แหม... จะดีเหรอจ๊ะ?"
คูนมองว่า เซลด้าที่ต่อสู้ด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็นและลงมืออย่างเฉียบขาด กับเนโรที่สู้แบบพึ่งพาสัญชาตญาณและไอเดียสุดโต่งเนี่ย มันคนละขั้วกันเลยนะ จริงๆ แล้วเนโรต่างหากที่ควรจะเอาเซลด้าเป็นแบบอย่างน่ะ
"แบบนี้งานแข่งประลองประจำปีนี้คงไม่หมูซะแล้วสิเนี่ย?"
"หุหุหุ เนโรจังนี่แหละอาวุธลับของพวกเรา~ จำใส่ใจไว้ให้ดีล่ะ"
"เอ่อ... ถ้าบอกให้จำไว้ มันก็ไม่เป็นความลับแล้วสิ..."
คีล, ชารอน และโคคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่คูนกลับสงสัยว่าทำไมเนโรถึงยังไม่ออกมาจากเฟรมยูนิตสักที
ตอนแรกคูนคิดว่าเนโรอาจจะกำลังร้องไห้เสียใจที่แพ้ แต่พอนึกถึงนิสัยของเด็กคนนั้น ก็ไม่น่าจะใช่คนเจ้าน้ำตาแบบนั้นหรอก ถ้านางเจ็บใจคงจะกระทืบเท้าโวยวายซะมากกว่า
คูนแอบขำที่นึกภาพเนโรโวยวายเหมือนน้องสาวของตัวเอง แต่พอเห็นสภาพเนโรที่นอนสลบไสลอยู่ในเฟรมยูนิตที่กลับมาโปร่งใสอีกครั้ง คูนก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
โรเซตต้ารีบวิ่งเข้าไปเปิดแฮตช์อย่างรวดเร็ว
"...ไม่เป็นไรค่ะ แค่หลับไปเฉยๆ คงจะเหนื่อยจัดน่ะค่ะ"
พอได้ยินคำยืนยันจากโรเซตต้า ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่พอโรเซตต้าอุ้มเนโรออกมาจากเฟรมยูนิต คูนกับชารอนก็เผลอหลุดขำออกมา
"หลับไปพร้อมกับทำหน้าเจ็บใจสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย"
"สงสัยในฝันคงกำลังสู้อยู่แน่ๆ เลย~"
เซลด้าเอาหัวของเนโรที่นอนอยู่บนม้านั่งยาวในโรงเก็บหุ่นมาหนุนตักของตัวเอง หวังจะช่วยปฐมพยาบาล แต่เนโรกลับส่งเสียงครางฮึมฮัมเหมือนกำลังปฏิเสธการดูแลจากคู่แข่งที่เพิ่งเอาชนะเธอมา
"ดูเหมือนจะถูกใจเธอมากเลยสินะจ๊ะ?"
"ค่ะ มากๆ เลยล่ะค่ะ"
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเซลด้า คูนก็แอบยิ้มในใจที่พาพวกเธอมาเจอกัน
คูนแอบเป็นห่วงที่เซลด้ามักจะสร้างกำแพงกั้นตัวเองจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
การประลองครั้งนี้คงเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายเลยล่ะ สงสัยงานนี้คงต้องจ่ายค่าจ้างให้เนโรแบบงามๆ ซะแล้วสิ คูนคิดแผนการอยู่ในใจ
030 คำสาบานพี่น้อง
.
"เรียกฉันว่า 'ท่านพี่' สิคะ"
"หา?"
เดี๋ยวนะ คนคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย?
พอฉันลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนหนุนตักรุ่นพี่เซลด้าอยู่ พอกล่าว 'ขอโทษค่ะ' แล้วลุกขึ้น เธอก็ดันพูดเรื่องแปลกๆ ออกมาซะงั้น
"เอ่อ"
"ท่านพี่ค่ะ"
"ไม่สิ แค่ 'รุ่นพี่' ก็พอแล้วมั้ง..."
"ท่านพี่ค่ะ"
"แต่ว่า..."
"ท่านพี่เซลด้า ไหนลองพูดตามสิคะ"
"...ท่านพี่เซลด้า"
ไม่ไหว สายตาแบบนั้น... เป็นสายตาของคนที่จะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ไม่ฟังแหงๆ...
ทำไมถึงต้องให้เรียกว่าท่านพี่ด้วยล่ะ? อยากมีน้องสาวขนาดนั้นเลยเหรอ?
ก็จริงอยู่ที่ฉันมักจะโดนปฏิบัติเหมือนเป็นน้องสาวอยู่บ่อยๆ... ก็เพราะตัวเล็กนี่นา... ไม่ได้ตัวเล็กซะหน่อย!
"ถ้างั้น ก็รับนี่ไปนะคะ"
"นี่มันอะไรคะเนี่ย? ดาวเหรอ?"
สิ่งที่ท่านพี่เซลด้ายื่นให้ คือแหวนที่ทำจากดาวดวงเล็กๆ ต่อกันเป็นวง ส่องประกายสีแพลตตินัม ดูแพงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
พอเธอสวมมันเข้าที่นิ้วกลางข้างซ้ายของฉัน แหวนก็หดตัวลงจนรัดพอดีกับนิ้วเป๊ะเลย เอ๊ะ!? หรือว่าเจ้านี่จะเป็น อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์)!?
"นี่คือเครื่องรางที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเนโรเป็นน้องสาวของฉันค่ะ"
"เอ่อ คือว่า..."
"ฉันคือท่านพี่ของเนโรค่ะ"
"...ค ค่ะ"
ช่างเถอะ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ระหว่างที่ฉันกำลังปล่อยวาง ปลงตกกับชีวิต ก็มีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากข้างหลัง
"นี่มันหมายความว่าไงเนี่ย?"
"'คำสาบานแห่งพี่น้อง' สินะ เป็นคำสาบานสถาปนาความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่สนิทกันมาก หรือไม่ก็ไว้ใช้แต่งตั้งทายาทสืบทอด... ใช่ไหมนะ? อ้อ ก็อารมณ์ประมาณ 'สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบาน' (義兄弟の盃) ในเวอร์ชันผู้หญิงล่ะมั้ง?"
บทสนทนาของโคและคีลยิ่งทำให้ฉันงงหนักเข้าไปใหญ่
คำสาบานแห่งพี่น้อง? พี่น้องร่วมสาบาน? ไอ้สาบานเป็นพี่น้องนี่มัน... เหมือนในละคร ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ที่ชอบมีบทพูดว่า 'แม้ไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน...' อะไรทำนองนั้นน่ะเหรอ?
เคยได้ยินเชรี่เล่าอยู่เหมือนกันว่า 'วิทยาลัย' มีธรรมเนียมอะไรแบบนี้ด้วย แต่ตอนนั้นฉันก็แค่ฟังหูไว้หู ไม่ได้ใส่ใจอะไร...
จำได้คลางแคลงว่า คนที่เป็นพี่จะมอบเครื่องประดับให้กับคนเป็นน้องเพื่อเป็นของแทนใจ หรือว่าแหวนวงนี้ก็คือ...?
"เท่านี้ฉันก็เป็นท่านพี่ของเนโรแล้วนะ มีอะไรลำบากใจก็ปรึกษาได้ทุกเรื่องเลยนะจ๊ะ"
"อ เอ่อ ค่า..."
รุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้า ยิ้มแป้นแล้วเข้ามากอดฉันซะแน่น นี่ใครเนี่ย? อันดับหนึ่งจอมเย็นชาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายไปไหนแล้ว!?
ถึงจะยังงงๆ แต่ดูเหมือนฉันจะได้กลายเป็นน้องสาวไปซะแล้ว... ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะ แต่ความรู้สึกสับสนมันมีมากกว่าน่ะสิ...
"เซลจัง ขี้โกงอ่า~ นี่เนโรจัง ถ้ามีพี่สาวแท้ๆ อยู่แล้ว จะปฏิเสธก็ได้น้า~?"
"เปล่าค่ะ ฉันไม่มี ครอบครัว(พ่อแม่พี่น้อง) หรอกค่ะ..."
"อ๊ะ ขอโทษน้า..."
รุ่นพี่ชารอนทำหน้าสลดรู้สึกผิด ไม่เห็นต้องใส่ใจเลยแท้ๆ
ตอนสี่ขวบ พ่อแม่ฉันเสียชีวิตจาก โรคระบาด(โรคติดต่อ) ไม่กี่ปีหลังจากนั้น คุณย่าที่คอยเลี้ยงดูฉันมาก็มาด่วนจากไปอีก ความจริงฉันควรจะถูกส่งตัวไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าแล้ว แต่โชคดีที่อาจารย์รับฉันไปอุปการะ และส่งเสียให้เรียนหนังสือตามปกติ ก็นะ นอกเรื่องเรียนแล้ว แกยังบังคับให้ฉันเข้ากิลด์นักผจญภัยด้วยเนี่ยสิ...
ดังนั้น ครอบครัวเพียงคนเดียวของฉันก็คืออาจารย์ที่เป็นเหมือนผู้ปกครองนั่นแหละ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มีพี่สาวบุญธรรมแบบนี้
ฉันไม่ค่อยมีความรู้สึกเหงาที่ไม่มี ครอบครัว(พ่อแม่พี่น้อง) หรอกนะ หรือจะบอกว่า มัวแต่โดนอาจารย์ลากไปนู่นมานี่ จนไม่มีเวลามานั่งซึมเศร้ามากกว่า
ก็คนๆ นั้นชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน หาเรื่องใส่ตัวตลอดเวลาเลยนี่นา...
"ทำหน้าเศร้าเชียว... ขอโทษนะที่ไปสะกิดแผลใจ..."
"เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ..."
จะบอกว่าแผลใจก็ไม่ใช่หรอกนะ แค่ถ้านึกถึงเรื่องอาจารย์แล้วมีคนถาม ฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี เลยเงียบไว้ดีกว่า...
แปะ! ท่านผู้อำนวยการคูนตบมือเรียกความสนใจ
"เอาล่ะๆ การทำงานพาร์ตไทม์ครั้งแรกก็จบลงเท่านี้ เหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ"
"ครั้งแรกเหรอคะ?"
อ้าว? งานพาร์ตไทม์นี่ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจบหรอกเหรอ?
"ครั้งหน้าจะให้ลองขับหุ่นตัวอื่นที่ไม่ใช่เครื่องนี้น่ะ ทั้งสามคนมีสไตล์การต่อสู้ที่ต่างกัน น่าจะได้ข้อมูลแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะเลย แถมดูท่าทางจะเข้ากับ 'ซีรีส์นอร์น' ได้ดีด้วยนะ"
"'ซีรีส์นอร์น'... หมายถึงบุคลิกจำลองที่ติดตั้งอยู่ในหุ่นเหรอคะ?"
"ใช่แล้วจ้ะ อูลด์, เวอร์ดันดี, สกัลด์ ฉันตั้งใจจะใช้บุคลิกจำลองสามตัวนี้เป็นต้นแบบ เพื่อพัฒนาบุคลิกจำลองตัวอื่นๆ ต่อไปอีกหลายๆ ตัวน่ะ แล้วอนาคตก็จะสร้างร่างที่เหมาะสมให้พวกเด็กๆ เหล่านี้ด้วย"
โอ้โห เหมือนโกเลมสำหรับเฟรมเกียร์เลยแฮะ ก็จริงนะ เพราะมีสกัลด์คอยช่วย ฉันถึงสามารถต่อสู้กับรุ่นพี่เซลด้า... เอ้ย ท่านพี่เซลด้าได้สูสีขนาดนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วฉันเป็นรองอยู่ตั้งเยอะ...
หนทางสู่การเป็น 'ทรูปเปอร์' ยังอีกยาวไกลสินะ ต้องฝึกให้หนักกว่านี้ซะแล้ว
"ค่าจ้างจะโอนเข้าบัญชีให้พรุ่งนี้เช้านะ เช็กในสมาร์ทโฟนดูได้เลย วันนี้ทุกคนทำได้ดีมาก เลิกงานได้จ้ะ"
พวกเราบอกลาท่านผู้อำนวยการคูน พอเดินออกมาจากโรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3 พระอาทิตย์ก็ตกดิน ท้องฟ้ามืดสนิทไปซะแล้ว
"หวา... แบบนี้อดกินมื้อเย็นที่หอแน่เลย..."
เวลาอาหารเย็นของหอพักถูกกำหนดไว้ตายตัว ถ้าแจ้งล่วงหน้าว่ากลับดึกก็ยังพอเก็บไว้ให้ได้ แต่ป่านนี้แล้ว คงไม่เหลืออะไรให้กิน แถมโรงอาหารก็คงปิดไปแล้วด้วย
ช่วยไม่ได้ ไปหาอะไรกินข้างนอกเอาละกัน... ประตูหอพักปิดตอนสี่ทุ่ม ยังพอมีเวลาถมเถ
"เนโรจัง ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ~"
"อื้ม เดี๋ยวท่านพี่จะเลี้ยงเองนะ"
"เอ๊ะ? เอ่อ... งั้นก็ไม่เกรงใจนะคะ!"
ในเมื่อรุ่นพี่เอ่ยปากจะเลี้ยงทั้งที จะปฏิเสธก็คงเสียดายแย่ แถมตอนนี้ก็หิวสุดๆ ด้วย
ได้ยินมาว่ามีร้านอาหารใหญ่ๆ เป็นที่นิยมของนักเรียนอยู่ใกล้ๆ 'วิทยาลัย' นี่เอง ว่าจะลองไปชิมดูสักหน่อยเหมือนกัน
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า จะได้ไปประเดิมร้านครั้งแรกโดยมีอันดับหนึ่งกับอันดับสามขนาบข้างแบบนี้
ร้านนี้เป็นร้านที่ราคาเป็นมิตร และรสชาติก็อร่อยถูกปากมากๆ สมคำร่ำลือเลยล่ะ
การได้มากินมื้อเย็นแบบนี้บ้างก็ไม่เลวนะ ไว้คราวหน้าลองชวนแคโรกับคนอื่นๆ มาบ้างดีกว่า
◇ ◇ ◇
"โอ้โห...! น นี่มัน...!"
เช้าวันต่อมา ระหว่างที่กินมื้อเช้าอยู่ในโรงอาหาร ฉันก็เปิดดูข้อมูลส่วนตัวในสมาร์ทโฟน
ที่ตกใจก็เพราะว่า มียอดเงิน G โอนเข้ามาเยอะมาก!
สุดยอดไปเลย!? ได้เยอะกว่างานพาร์ตไทม์ทั่วไปเกือบสามเท่าแน่ะ!
ถึงจะไม่ได้มีงานให้ทำทุกอาทิตย์ ทำให้รายได้ไม่ค่อยต่อเนื่องก็เถอะ แต่จำนวนเงินนี่ถือว่าเกินคาดไปเยอะเลย ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านผู้อำนวยการ!
"เนโร ยิ้มกริ่มเชียวนะ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ?"
"อ้อ ได้ค่าจ้างจากงานพาร์ตไทม์มาน่ะ"
เชรี่ทักขึ้นมา นี่ฉันยิ้มจนออกหน้าออกตาขนาดนั้นเลยเหรอ? จริงดิ...?
"อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายนะคะ การใช้จ่ายเงิน G นี่แหละที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงวุฒิภาวะของแต่ละคนค่ะ"
ริลิชาที่กำลังสูดเส้นอูด้งอย่างไม่สะทกสะท้านพูดเตือนฉันขึ้นมา ไม่ต้องบอกก็รู้ย่ะ!
แต่จะว่าไป จะเอาเงินไปทำอะไรดีนะ
เรื่องอัปเกรดหุ่นน่ะตั้งใจไว้อยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีนี่สิ
จะอัปเกรดอาร์มเกียร์ หรือเฟรมเกียร์ดี? อาวุธ? เกราะ? หรือว่าจะเป็นส่วนขา? อืมมม ตัวเลือกเยอะแยะจนเลือกไม่ถูกเลยแฮะ
"จะเริ่มจากอาร์มเกียร์ หรือว่าเฟรมเกียร์ก่อนดีน้า..."
"ก็ต้องเป็นเฟรมเกียร์สิคะ เป้าหมายสูงสุดของพวกเราคือการเป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' ไม่ใช่เหรอคะ"
"แต่ถ้าไม่ชนะเพื่อสะสมดาว อันดับ(แรงก์) ก็จะไม่กระเตื้องขึ้นนะ? ฉันว่าสำหรับเนโรแล้ว ใช้อาร์มเกียร์น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่านะ"
"แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องเอาชนะให้ได้ด้วยเฟรมเกียร์อยู่ดีไม่ใช่หรือคะ..."
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในกรณีนั้น..."
จู่ๆ ริลิชากับแคโรก็เปิดฉากเถียงกันอยู่ตรงหน้าฉันเฉยเลย ซึ่งที่ทั้งสองคนพูดมามันก็ถูกทั้งคู่นั่นแหละ
แต่ถ้าให้เลือกจริงๆ ต่อให้มี G เยอะแค่ไหนก็คงไม่พอหรอกนะเนี่ย
อืมมม คราวก่อนเพิ่งซื้อถุงมือเหล็กให้อาร์มเกียร์ไปแล้ว งั้นคราวนี้ลงทุนกับเฟรมเกียร์บ้างดีกว่า
ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ก็ต้องมาคิดต่อว่าจะซื้ออะไรดีล่ะ
'ลูซิเฟอร์' ของฉันเป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความคล่องตัวซะด้วยสิ... ถ้าเสริมเกราะเข้าไป น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะไปลดจุดเด่นเรื่องความเร็วของมันก็ได้...
ถ้างั้นก็ต้องเป็นอาวุธล่ะสิ...? หรือว่าจะติดบูสเตอร์เสริมเพื่อเพิ่มความเร็วให้สุดโต่งไปเลยดี? อืมมม คิดหนักเลยแฮะ...
ระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนพลางทำหน้าเครียด ก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันเงียบผิดปกติ
พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นริลิชากับแคโรที่เมื่อกี้ยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เบิกตากว้างมองมาทางฉันด้วยความตกใจ
ไม่ใช่สิ ไม่ได้มองฉัน... แต่มองเลยหัวฉันไปต่างหาก?
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นท่านพี่เซลด้าในชุดนักเรียนยืนอยู่ข้างหลัง
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ เนโร"
"เอ่อ... อรุณสวัสดิ์ค่ะ รุ่นพี่เซลด้า..."
พอฉันทักทายกลับไป ท่านพี่เซลด้าก็ทำแก้มป่องเหมือนงอนนิดๆ เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่า...
"............"
"เอ่อ คือว่า"
"............"
"แบบว่า คนอื่นก็อยู่กันเต็มไปหมด..."
"............"
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านพี่เซลด้า..."
『ท่านพี่!?』
วินาทีนั้นเอง โรงอาหารก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ฮือฮาขึ้นมาทันที ท่านพี่เซลด้าไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เธอกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม แล้วก็เข้ามากอดฉัน
"หมายความว่าไงเนี่ย!? ท่านเซลด้ายอมให้เด็กคนนั้นเรียกท่านพี่ได้ยังไง!?"
"ราชวงศ์เรสเทียมีเจ้าหญิงลำดับที่สี่ด้วยเหรอ...!?"
"หรือว่าจะทำ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' กับท่านเซลด้า!? ยัยเด็กนั่นเป็นใครกันน่ะ!?"
รู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่ในโรงอาหารกำลังจับจ้องมาที่ฉันเลยแฮะ...
"น เนโร...? ที่เรียกรุ่นพี่เซลด้าว่าท่านพี่นี่ มันหมายความว่าไงน่ะ...?"
แคโรทำหน้าซีดถามฉัน ขนาดแคโรที่ปกติเยือกเย็นสุดๆ ยังดูช็อกขนาดนี้เลยแฮะ
ไม่ใช่แค่แคโรนะ ริลิชากับเชรี่ก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างไปเหมือนกัน
"เอ่อออ ไปทำงานพิเศษมา แล้วก็เลยกลายเป็นแบบนี้แหละ... มั้ง?"
"ไม่เห็นจะเข้าใจเลย..."
ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันย่ะ! จู่ๆ พี่แกก็พูดขึ้นมาเองนี่นา!
"เอ่อ ท่านพี่เซลด้าคะ? อย่าบอกนะว่าท่านพี่กับเนโรทำ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' กันแล้วน่ะค่ะ?"
"ใช่จ้ะ เนโรเป็นน้องสาวของฉันแล้วนะ ฝากดูแลน้องสาวฉันด้วยนะจ๊ะทุกคน"
พอท่านพี่เซลด้าตอบคำถามของเชรี่ โรงอาหารก็ฮือฮาขึ้นมาอีกระลอก
ริลิชาค่อยๆ ยกมือขึ้นถามท่านพี่เซลด้าเป็นตัวแทนของทุกคนที่กำลังสงสัย
"เอ่อออ... แล้วเหตุผลคืออะไรเหรอคะ? เด็กบ้านนอ... เอ๊ย เด็กคนนี้มีอะไรดีถึงทำให้ท่านเซลด้าสนใจได้ขนาดนี้คะ?"
เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หล่อนเกือบจะหลุดคำว่า 'เด็กบ้านนอก' ออกมาแล้วใช่ไหม!?
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำถามของริลิชาก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากรู้เหมือนกัน เลยยอมปิดปากเงียบฟังคำตอบ
"ลางสังหรณ์น่ะจ้ะ ฉันรู้สึก 'ปิ๊ง' ขึ้นมาทันทีเลยว่า เด็กคนนี้มีบางอย่างที่ 'เหมือน' กับฉัน"
"ห หา...?"
เหตุผลโคตรจะกว้างเลย... ถ้าบอกว่าประทับใจในฝีมือการต่อสู้ หรือไม่ก็บอกว่าเพราะฉันตัวเล็กน่ารัก ยังจะดูมีเหตุผลกว่าอีก
มีตรงไหนที่ 'เหมือน' กันล่ะเนี่ย? ทั้งสีผม สีตา นิสัย รูปร่าง ชาติกำเนิดก็ไม่เห็นจะเหมือนกันสักอย่าง
"ฉันคิดว่าเนโรน่าจะ... อ๊ะ ไม่สิ เรื่องนั้นตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องรู้หรอกจ้ะ เนโรจ๊ะ ตอนเที่ยงมากินข้าวด้วยกันนะ ฉันมีคนอยากจะแนะนำให้รู้จักน่ะ"
"แนะนำให้รู้จัก...? เอ๊ะ... อ่า ได้ค่ะ..."
พอฉันตอบตกลง ท่านพี่เซลด้าก็ลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารไป
และทันใดนั้นเอง โรงอาหารก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับนรกแตก
"แย่แล้ว...! ทุกคน หนีเร็ว!"
"เอ๊ะ!? แอ้ก!?"
ฉันถูกแคโรหิ้วคอเสื้อ แล้วก็โดนเชรี่กับริลิชาช่วยกันหามหนีออกจากโรงอาหารอย่างทุลักทุเล
เดี๋ยวสิ! ข้าวเช้าฉันยังกินไม่หมดเลยนะ!? ฉันพยายามจะโวยวาย แต่พอเห็นสายตาอาฆาตแค้นของนักเรียนปีหนึ่งและปีสองที่วิ่งตามมา ก็ทำเอาพูดไม่ออกเลย
ทำไมทุกคนต้องทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแล้ววิ่งตามมาแบบนั้นด้วยล่ะเนี่ย!?
"ก็แหงล่ะสิยะ! โดนแย่งตำแหน่งน้องสาวของท่านพี่ในดวงใจไปตัดหน้าแบบนี้ ใครจะไปยอม!"
"แล้วทำไม ดิฉันต้องมาพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยเนี่ย! น่ารำคาญที่สุดเลยค่ะ!"
"ฮ่าๆๆ อยู่กับเนโรนี่ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลยนะ!"
"ไม่ยุติธรรมเลย...!"
ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย...ใช่ไหม?
.
"เรียกฉันว่า 'ท่านพี่' สิคะ"
"หา?"
เดี๋ยวนะ คนคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย?
พอฉันลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนหนุนตักรุ่นพี่เซลด้าอยู่ พอกล่าว 'ขอโทษค่ะ' แล้วลุกขึ้น เธอก็ดันพูดเรื่องแปลกๆ ออกมาซะงั้น
"เอ่อ"
"ท่านพี่ค่ะ"
"ไม่สิ แค่ 'รุ่นพี่' ก็พอแล้วมั้ง..."
"ท่านพี่ค่ะ"
"แต่ว่า..."
"ท่านพี่เซลด้า ไหนลองพูดตามสิคะ"
"...ท่านพี่เซลด้า"
ไม่ไหว สายตาแบบนั้น... เป็นสายตาของคนที่จะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ไม่ฟังแหงๆ...
ทำไมถึงต้องให้เรียกว่าท่านพี่ด้วยล่ะ? อยากมีน้องสาวขนาดนั้นเลยเหรอ?
ก็จริงอยู่ที่ฉันมักจะโดนปฏิบัติเหมือนเป็นน้องสาวอยู่บ่อยๆ... ก็เพราะตัวเล็กนี่นา... ไม่ได้ตัวเล็กซะหน่อย!
"ถ้างั้น ก็รับนี่ไปนะคะ"
"นี่มันอะไรคะเนี่ย? ดาวเหรอ?"
สิ่งที่ท่านพี่เซลด้ายื่นให้ คือแหวนที่ทำจากดาวดวงเล็กๆ ต่อกันเป็นวง ส่องประกายสีแพลตตินัม ดูแพงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
พอเธอสวมมันเข้าที่นิ้วกลางข้างซ้ายของฉัน แหวนก็หดตัวลงจนรัดพอดีกับนิ้วเป๊ะเลย เอ๊ะ!? หรือว่าเจ้านี่จะเป็น อุปกรณ์เวทมนตร์(อาร์ติแฟกต์)!?
"นี่คือเครื่องรางที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเนโรเป็นน้องสาวของฉันค่ะ"
"เอ่อ คือว่า..."
"ฉันคือท่านพี่ของเนโรค่ะ"
"...ค ค่ะ"
ช่างเถอะ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ระหว่างที่ฉันกำลังปล่อยวาง ปลงตกกับชีวิต ก็มีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากข้างหลัง
"นี่มันหมายความว่าไงเนี่ย?"
"'คำสาบานแห่งพี่น้อง' สินะ เป็นคำสาบานสถาปนาความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่สนิทกันมาก หรือไม่ก็ไว้ใช้แต่งตั้งทายาทสืบทอด... ใช่ไหมนะ? อ้อ ก็อารมณ์ประมาณ 'สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบาน' (義兄弟の盃) ในเวอร์ชันผู้หญิงล่ะมั้ง?"
บทสนทนาของโคและคีลยิ่งทำให้ฉันงงหนักเข้าไปใหญ่
คำสาบานแห่งพี่น้อง? พี่น้องร่วมสาบาน? ไอ้สาบานเป็นพี่น้องนี่มัน... เหมือนในละคร ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ที่ชอบมีบทพูดว่า 'แม้ไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน...' อะไรทำนองนั้นน่ะเหรอ?
เคยได้ยินเชรี่เล่าอยู่เหมือนกันว่า 'วิทยาลัย' มีธรรมเนียมอะไรแบบนี้ด้วย แต่ตอนนั้นฉันก็แค่ฟังหูไว้หู ไม่ได้ใส่ใจอะไร...
จำได้คลางแคลงว่า คนที่เป็นพี่จะมอบเครื่องประดับให้กับคนเป็นน้องเพื่อเป็นของแทนใจ หรือว่าแหวนวงนี้ก็คือ...?
"เท่านี้ฉันก็เป็นท่านพี่ของเนโรแล้วนะ มีอะไรลำบากใจก็ปรึกษาได้ทุกเรื่องเลยนะจ๊ะ"
"อ เอ่อ ค่า..."
รุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้า ยิ้มแป้นแล้วเข้ามากอดฉันซะแน่น นี่ใครเนี่ย? อันดับหนึ่งจอมเย็นชาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายไปไหนแล้ว!?
ถึงจะยังงงๆ แต่ดูเหมือนฉันจะได้กลายเป็นน้องสาวไปซะแล้ว... ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะ แต่ความรู้สึกสับสนมันมีมากกว่าน่ะสิ...
"เซลจัง ขี้โกงอ่า~ นี่เนโรจัง ถ้ามีพี่สาวแท้ๆ อยู่แล้ว จะปฏิเสธก็ได้น้า~?"
"เปล่าค่ะ ฉันไม่มี ครอบครัว(พ่อแม่พี่น้อง) หรอกค่ะ..."
"อ๊ะ ขอโทษน้า..."
รุ่นพี่ชารอนทำหน้าสลดรู้สึกผิด ไม่เห็นต้องใส่ใจเลยแท้ๆ
ตอนสี่ขวบ พ่อแม่ฉันเสียชีวิตจาก โรคระบาด(โรคติดต่อ) ไม่กี่ปีหลังจากนั้น คุณย่าที่คอยเลี้ยงดูฉันมาก็มาด่วนจากไปอีก ความจริงฉันควรจะถูกส่งตัวไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าแล้ว แต่โชคดีที่อาจารย์รับฉันไปอุปการะ และส่งเสียให้เรียนหนังสือตามปกติ ก็นะ นอกเรื่องเรียนแล้ว แกยังบังคับให้ฉันเข้ากิลด์นักผจญภัยด้วยเนี่ยสิ...
ดังนั้น ครอบครัวเพียงคนเดียวของฉันก็คืออาจารย์ที่เป็นเหมือนผู้ปกครองนั่นแหละ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มีพี่สาวบุญธรรมแบบนี้
ฉันไม่ค่อยมีความรู้สึกเหงาที่ไม่มี ครอบครัว(พ่อแม่พี่น้อง) หรอกนะ หรือจะบอกว่า มัวแต่โดนอาจารย์ลากไปนู่นมานี่ จนไม่มีเวลามานั่งซึมเศร้ามากกว่า
ก็คนๆ นั้นชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน หาเรื่องใส่ตัวตลอดเวลาเลยนี่นา...
"ทำหน้าเศร้าเชียว... ขอโทษนะที่ไปสะกิดแผลใจ..."
"เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ..."
จะบอกว่าแผลใจก็ไม่ใช่หรอกนะ แค่ถ้านึกถึงเรื่องอาจารย์แล้วมีคนถาม ฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี เลยเงียบไว้ดีกว่า...
แปะ! ท่านผู้อำนวยการคูนตบมือเรียกความสนใจ
"เอาล่ะๆ การทำงานพาร์ตไทม์ครั้งแรกก็จบลงเท่านี้ เหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ"
"ครั้งแรกเหรอคะ?"
อ้าว? งานพาร์ตไทม์นี่ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจบหรอกเหรอ?
"ครั้งหน้าจะให้ลองขับหุ่นตัวอื่นที่ไม่ใช่เครื่องนี้น่ะ ทั้งสามคนมีสไตล์การต่อสู้ที่ต่างกัน น่าจะได้ข้อมูลแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะเลย แถมดูท่าทางจะเข้ากับ 'ซีรีส์นอร์น' ได้ดีด้วยนะ"
"'ซีรีส์นอร์น'... หมายถึงบุคลิกจำลองที่ติดตั้งอยู่ในหุ่นเหรอคะ?"
"ใช่แล้วจ้ะ อูลด์, เวอร์ดันดี, สกัลด์ ฉันตั้งใจจะใช้บุคลิกจำลองสามตัวนี้เป็นต้นแบบ เพื่อพัฒนาบุคลิกจำลองตัวอื่นๆ ต่อไปอีกหลายๆ ตัวน่ะ แล้วอนาคตก็จะสร้างร่างที่เหมาะสมให้พวกเด็กๆ เหล่านี้ด้วย"
โอ้โห เหมือนโกเลมสำหรับเฟรมเกียร์เลยแฮะ ก็จริงนะ เพราะมีสกัลด์คอยช่วย ฉันถึงสามารถต่อสู้กับรุ่นพี่เซลด้า... เอ้ย ท่านพี่เซลด้าได้สูสีขนาดนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วฉันเป็นรองอยู่ตั้งเยอะ...
หนทางสู่การเป็น 'ทรูปเปอร์' ยังอีกยาวไกลสินะ ต้องฝึกให้หนักกว่านี้ซะแล้ว
"ค่าจ้างจะโอนเข้าบัญชีให้พรุ่งนี้เช้านะ เช็กในสมาร์ทโฟนดูได้เลย วันนี้ทุกคนทำได้ดีมาก เลิกงานได้จ้ะ"
พวกเราบอกลาท่านผู้อำนวยการคูน พอเดินออกมาจากโรงเก็บหุ่นขนาดใหญ่หมายเลข 3 พระอาทิตย์ก็ตกดิน ท้องฟ้ามืดสนิทไปซะแล้ว
"หวา... แบบนี้อดกินมื้อเย็นที่หอแน่เลย..."
เวลาอาหารเย็นของหอพักถูกกำหนดไว้ตายตัว ถ้าแจ้งล่วงหน้าว่ากลับดึกก็ยังพอเก็บไว้ให้ได้ แต่ป่านนี้แล้ว คงไม่เหลืออะไรให้กิน แถมโรงอาหารก็คงปิดไปแล้วด้วย
ช่วยไม่ได้ ไปหาอะไรกินข้างนอกเอาละกัน... ประตูหอพักปิดตอนสี่ทุ่ม ยังพอมีเวลาถมเถ
"เนโรจัง ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ~"
"อื้ม เดี๋ยวท่านพี่จะเลี้ยงเองนะ"
"เอ๊ะ? เอ่อ... งั้นก็ไม่เกรงใจนะคะ!"
ในเมื่อรุ่นพี่เอ่ยปากจะเลี้ยงทั้งที จะปฏิเสธก็คงเสียดายแย่ แถมตอนนี้ก็หิวสุดๆ ด้วย
ได้ยินมาว่ามีร้านอาหารใหญ่ๆ เป็นที่นิยมของนักเรียนอยู่ใกล้ๆ 'วิทยาลัย' นี่เอง ว่าจะลองไปชิมดูสักหน่อยเหมือนกัน
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า จะได้ไปประเดิมร้านครั้งแรกโดยมีอันดับหนึ่งกับอันดับสามขนาบข้างแบบนี้
ร้านนี้เป็นร้านที่ราคาเป็นมิตร และรสชาติก็อร่อยถูกปากมากๆ สมคำร่ำลือเลยล่ะ
การได้มากินมื้อเย็นแบบนี้บ้างก็ไม่เลวนะ ไว้คราวหน้าลองชวนแคโรกับคนอื่นๆ มาบ้างดีกว่า
◇ ◇ ◇
"โอ้โห...! น นี่มัน...!"
เช้าวันต่อมา ระหว่างที่กินมื้อเช้าอยู่ในโรงอาหาร ฉันก็เปิดดูข้อมูลส่วนตัวในสมาร์ทโฟน
ที่ตกใจก็เพราะว่า มียอดเงิน G โอนเข้ามาเยอะมาก!
สุดยอดไปเลย!? ได้เยอะกว่างานพาร์ตไทม์ทั่วไปเกือบสามเท่าแน่ะ!
ถึงจะไม่ได้มีงานให้ทำทุกอาทิตย์ ทำให้รายได้ไม่ค่อยต่อเนื่องก็เถอะ แต่จำนวนเงินนี่ถือว่าเกินคาดไปเยอะเลย ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านผู้อำนวยการ!
"เนโร ยิ้มกริ่มเชียวนะ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ?"
"อ้อ ได้ค่าจ้างจากงานพาร์ตไทม์มาน่ะ"
เชรี่ทักขึ้นมา นี่ฉันยิ้มจนออกหน้าออกตาขนาดนั้นเลยเหรอ? จริงดิ...?
"อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายนะคะ การใช้จ่ายเงิน G นี่แหละที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงวุฒิภาวะของแต่ละคนค่ะ"
ริลิชาที่กำลังสูดเส้นอูด้งอย่างไม่สะทกสะท้านพูดเตือนฉันขึ้นมา ไม่ต้องบอกก็รู้ย่ะ!
แต่จะว่าไป จะเอาเงินไปทำอะไรดีนะ
เรื่องอัปเกรดหุ่นน่ะตั้งใจไว้อยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีนี่สิ
จะอัปเกรดอาร์มเกียร์ หรือเฟรมเกียร์ดี? อาวุธ? เกราะ? หรือว่าจะเป็นส่วนขา? อืมมม ตัวเลือกเยอะแยะจนเลือกไม่ถูกเลยแฮะ
"จะเริ่มจากอาร์มเกียร์ หรือว่าเฟรมเกียร์ก่อนดีน้า..."
"ก็ต้องเป็นเฟรมเกียร์สิคะ เป้าหมายสูงสุดของพวกเราคือการเป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' ไม่ใช่เหรอคะ"
"แต่ถ้าไม่ชนะเพื่อสะสมดาว อันดับ(แรงก์) ก็จะไม่กระเตื้องขึ้นนะ? ฉันว่าสำหรับเนโรแล้ว ใช้อาร์มเกียร์น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่านะ"
"แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องเอาชนะให้ได้ด้วยเฟรมเกียร์อยู่ดีไม่ใช่หรือคะ..."
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในกรณีนั้น..."
จู่ๆ ริลิชากับแคโรก็เปิดฉากเถียงกันอยู่ตรงหน้าฉันเฉยเลย ซึ่งที่ทั้งสองคนพูดมามันก็ถูกทั้งคู่นั่นแหละ
แต่ถ้าให้เลือกจริงๆ ต่อให้มี G เยอะแค่ไหนก็คงไม่พอหรอกนะเนี่ย
อืมมม คราวก่อนเพิ่งซื้อถุงมือเหล็กให้อาร์มเกียร์ไปแล้ว งั้นคราวนี้ลงทุนกับเฟรมเกียร์บ้างดีกว่า
ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ก็ต้องมาคิดต่อว่าจะซื้ออะไรดีล่ะ
'ลูซิเฟอร์' ของฉันเป็นไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความคล่องตัวซะด้วยสิ... ถ้าเสริมเกราะเข้าไป น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะไปลดจุดเด่นเรื่องความเร็วของมันก็ได้...
ถ้างั้นก็ต้องเป็นอาวุธล่ะสิ...? หรือว่าจะติดบูสเตอร์เสริมเพื่อเพิ่มความเร็วให้สุดโต่งไปเลยดี? อืมมม คิดหนักเลยแฮะ...
ระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนพลางทำหน้าเครียด ก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันเงียบผิดปกติ
พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นริลิชากับแคโรที่เมื่อกี้ยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เบิกตากว้างมองมาทางฉันด้วยความตกใจ
ไม่ใช่สิ ไม่ได้มองฉัน... แต่มองเลยหัวฉันไปต่างหาก?
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นท่านพี่เซลด้าในชุดนักเรียนยืนอยู่ข้างหลัง
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ เนโร"
"เอ่อ... อรุณสวัสดิ์ค่ะ รุ่นพี่เซลด้า..."
พอฉันทักทายกลับไป ท่านพี่เซลด้าก็ทำแก้มป่องเหมือนงอนนิดๆ เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่า...
"............"
"เอ่อ คือว่า"
"............"
"แบบว่า คนอื่นก็อยู่กันเต็มไปหมด..."
"............"
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านพี่เซลด้า..."
『ท่านพี่!?』
วินาทีนั้นเอง โรงอาหารก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ฮือฮาขึ้นมาทันที ท่านพี่เซลด้าไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เธอกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม แล้วก็เข้ามากอดฉัน
"หมายความว่าไงเนี่ย!? ท่านเซลด้ายอมให้เด็กคนนั้นเรียกท่านพี่ได้ยังไง!?"
"ราชวงศ์เรสเทียมีเจ้าหญิงลำดับที่สี่ด้วยเหรอ...!?"
"หรือว่าจะทำ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' กับท่านเซลด้า!? ยัยเด็กนั่นเป็นใครกันน่ะ!?"
รู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่ในโรงอาหารกำลังจับจ้องมาที่ฉันเลยแฮะ...
"น เนโร...? ที่เรียกรุ่นพี่เซลด้าว่าท่านพี่นี่ มันหมายความว่าไงน่ะ...?"
แคโรทำหน้าซีดถามฉัน ขนาดแคโรที่ปกติเยือกเย็นสุดๆ ยังดูช็อกขนาดนี้เลยแฮะ
ไม่ใช่แค่แคโรนะ ริลิชากับเชรี่ก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างไปเหมือนกัน
"เอ่อออ ไปทำงานพิเศษมา แล้วก็เลยกลายเป็นแบบนี้แหละ... มั้ง?"
"ไม่เห็นจะเข้าใจเลย..."
ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันย่ะ! จู่ๆ พี่แกก็พูดขึ้นมาเองนี่นา!
"เอ่อ ท่านพี่เซลด้าคะ? อย่าบอกนะว่าท่านพี่กับเนโรทำ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' กันแล้วน่ะค่ะ?"
"ใช่จ้ะ เนโรเป็นน้องสาวของฉันแล้วนะ ฝากดูแลน้องสาวฉันด้วยนะจ๊ะทุกคน"
พอท่านพี่เซลด้าตอบคำถามของเชรี่ โรงอาหารก็ฮือฮาขึ้นมาอีกระลอก
ริลิชาค่อยๆ ยกมือขึ้นถามท่านพี่เซลด้าเป็นตัวแทนของทุกคนที่กำลังสงสัย
"เอ่อออ... แล้วเหตุผลคืออะไรเหรอคะ? เด็กบ้านนอ... เอ๊ย เด็กคนนี้มีอะไรดีถึงทำให้ท่านเซลด้าสนใจได้ขนาดนี้คะ?"
เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หล่อนเกือบจะหลุดคำว่า 'เด็กบ้านนอก' ออกมาแล้วใช่ไหม!?
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำถามของริลิชาก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากรู้เหมือนกัน เลยยอมปิดปากเงียบฟังคำตอบ
"ลางสังหรณ์น่ะจ้ะ ฉันรู้สึก 'ปิ๊ง' ขึ้นมาทันทีเลยว่า เด็กคนนี้มีบางอย่างที่ 'เหมือน' กับฉัน"
"ห หา...?"
เหตุผลโคตรจะกว้างเลย... ถ้าบอกว่าประทับใจในฝีมือการต่อสู้ หรือไม่ก็บอกว่าเพราะฉันตัวเล็กน่ารัก ยังจะดูมีเหตุผลกว่าอีก
มีตรงไหนที่ 'เหมือน' กันล่ะเนี่ย? ทั้งสีผม สีตา นิสัย รูปร่าง ชาติกำเนิดก็ไม่เห็นจะเหมือนกันสักอย่าง
"ฉันคิดว่าเนโรน่าจะ... อ๊ะ ไม่สิ เรื่องนั้นตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องรู้หรอกจ้ะ เนโรจ๊ะ ตอนเที่ยงมากินข้าวด้วยกันนะ ฉันมีคนอยากจะแนะนำให้รู้จักน่ะ"
"แนะนำให้รู้จัก...? เอ๊ะ... อ่า ได้ค่ะ..."
พอฉันตอบตกลง ท่านพี่เซลด้าก็ลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารไป
และทันใดนั้นเอง โรงอาหารก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับนรกแตก
"แย่แล้ว...! ทุกคน หนีเร็ว!"
"เอ๊ะ!? แอ้ก!?"
ฉันถูกแคโรหิ้วคอเสื้อ แล้วก็โดนเชรี่กับริลิชาช่วยกันหามหนีออกจากโรงอาหารอย่างทุลักทุเล
เดี๋ยวสิ! ข้าวเช้าฉันยังกินไม่หมดเลยนะ!? ฉันพยายามจะโวยวาย แต่พอเห็นสายตาอาฆาตแค้นของนักเรียนปีหนึ่งและปีสองที่วิ่งตามมา ก็ทำเอาพูดไม่ออกเลย
ทำไมทุกคนต้องทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแล้ววิ่งตามมาแบบนั้นด้วยล่ะเนี่ย!?
"ก็แหงล่ะสิยะ! โดนแย่งตำแหน่งน้องสาวของท่านพี่ในดวงใจไปตัดหน้าแบบนี้ ใครจะไปยอม!"
"แล้วทำไม ดิฉันต้องมาพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยเนี่ย! น่ารำคาญที่สุดเลยค่ะ!"
"ฮ่าๆๆ อยู่กับเนโรนี่ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลยนะ!"
"ไม่ยุติธรรมเลย...!"
ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย...ใช่ไหม?
บทที่ 2 การต่อสู้ของเด็กนักเรียนปีหนึ่ง
031 รุ่นพี่ชิบะกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รี
.
"หิวจังเลย..."
ฉันเดินคอตกไปตามทางเดินพร้อมกับเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก
กว่าจะผ่านชั่วโมงเรียนมาได้โดยไม่ให้ท้องร้องนี่ลำบากสุดๆ ต้องแกล้งทำเป็นไอค่อกแค่กกลบเกลื่อนตั้งหลายรอบ...
ที่ต้องมาทนหิวแบบนี้ ก็เพราะเรื่องวุ่นวายของรุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้าเมื่อเช้า ทำให้ฉันอดกินมื้อเช้าไปเต็มๆ
ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปไวมาก พอเข้าเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงจากเพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งเต็มไปหมด
ส่วนใหญ่ก็แค่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแหละ แต่ก็มีบางคนที่ส่งรังสีอำมหิตมาแทบจะฆ่าฉันให้ตายด้วยสายตาเลย
"ก็รุ่นพี่เซลด้าเล่นไต่เต้าขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสาม ถือเป็นตำนานเดินได้ของวิทยาลัยเลยนะ ไม่แปลกหรอกที่จะมีรุ่นน้องปลื้มเยอะ แล้วก็คงมีหลายคนที่แอบหวังจะได้เป็นน้องสาวร่วมสาบานของรุ่นพี่ด้วย"
"แถมรุ่นพี่แกยังเป็นถึงเจ้าหญิงตัวจริงเสียงจริงอีกต่างหาก ทุกคนก็เลยได้แต่แหงนมองตาปริบๆ คิดว่าเป็นดอกฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง แต่จู่ๆ ก็มีเด็กปีหนึ่งโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาเสียบตำแหน่งนั้นไปหน้าตาเฉย เป็นใครก็ต้องปรี๊ดแตกเป็นธรรมดาแหละ"
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
แคโรกับเชรี่อุตส่าห์อธิบายซะเห็นภาพ แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี ทำไมฉันต้องมาโดนเกลียดเพราะเรื่องพรรค์นี้ด้วยเนี่ย
"แล้วไอ้ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' อะไรเนี่ย มันยกเลิกได้ไหมนะ... ถ้าฉันคืนแหวนวงนี้ไปเรื่องจะจบไหม?"
"จะบ้าเหรอคะ... ขืนทำแบบนั้นมีหวังเธอโดนรุมประชาทัณฑ์แน่ค่ะ เข้าใจไหมคะ? ที่แฟนคลับเดนตายของท่านเซลด้ายอมทนดูอยู่เงียบๆ ได้ ก็เพราะตอนนี้เธออยู่ในฐานะ 'น้องสาว' ของท่านไงล่ะคะ ถ้าขืนทิ้งสิทธิพิเศษนี้ไป ชีวิตในวิทยาลัยของเธอคงได้ตกนรกทั้งเป็นแหงๆ ค่ะ"
"นี่มันทางตันชัดๆ"
สรุปว่าทำยังไงก็โดนเกลียดอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ชักจะรู้สึกว่าแหวนวงนี้มันเป็นแหวนต้องคำสาปซะแล้วสิ
รู้งี้ไม่น่ารับมาง่ายๆ เลยแฮะ...
"ไม่เห็นยากเลย เนโรก็แค่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีฝีมือคู่ควรกับการเป็น 'น้องสาว' ของรุ่นพี่เซลด้าก็สิ้นเรื่อง แค่แสดงให้ประจักษ์ พวกปากหอยปากปูก็เงียบไปเองแหละ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง...?"
ฉันว่าถ้าไม่ได้ขึ้นไปถึง S Rank หรือติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ก็คงไม่มีใครยอมรับหรอกมั้ง...
ก็นะ ฉันก็ตั้งเป้าไว้ประมาณนั้นอยู่แล้วแหละ! แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบท้ออยู่ดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ปุบปับซะหน่อย...
อืม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ทำได้ต่อไปล่ะนะ เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วไปตั้งใจลุย 【การประลองดารา】 ดีกว่า
"มีคนส่งคำท้าประลองมาเพียบเลยล่ะสิ"
"อืม... เยอะจนน่ารำคาญเลยล่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งจะปิดแจ้งเตือนไป"
อย่างที่เชรี่บอก ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเช้า สมาร์ทโฟนของฉันก็เด้งแจ้งเตือนคำท้าประลองไม่หยุดเลย ขนาดปิดเสียงแล้วมันก็ยังสั่นครืดๆ น่ารำคาญจนฉันต้องปิดการแจ้งเตือนไปเลย
ถึงจะรู้ว่าวิทยาลัยกำหนดโควตาจำนวนครั้งในการส่งคำท้าประลองได้ต่อวันก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะแห่กันส่งมาพร้อมกันขนาดนี้... เยอะกว่าตอนประเดิมสนามวันแรกซะอีก
ถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ปีสอง F Rank เหมือนกันก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมถึงมีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งมาด้วยล่ะเนี่ย? แถมเป็นปีสองทั้งหมดเลย
"ก็การที่คนอันดับสูงกว่าจะท้าคนอันดับต่ำกว่ามันไม่ได้ผิดกฎนี่นา อีกอย่าง ถ้าไม่อยากสู้ก็ปฏิเสธได้โดยไม่โดนลงโทษอะไรด้วย ในทางกลับกัน มันถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เลื่อนอันดับโดยไม่ต้องเสียแต้ม 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 เลยนะ"
ตอนนี้ฉันอยู่ F Rank ถ้าจะเลื่อนขึ้นไป E Rank ฉันต้องใช้ดาว 10 ดวงเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
และยังต้องมีดาวเดิมพันในการต่อสู้ด้วย เพราะงั้นอย่างน้อยๆ ฉันต้องมีดาว 11 ดวงขึ้นไปถึงจะท้าได้
แน่นอนว่าถ้าแพ้ ดาวทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
แต่ถ้าคนอันดับสูงกว่าเป็นฝ่ายท้ามา ฉันก็ไม่ต้องเสียแต้มแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
แค่เดิมพัน 1 ดาว ถ้าฉันชนะ ฉันก็จะได้เลื่อนขึ้น E Rank ส่วนอีกฝ่ายก็จะตกไปอยู่ F Rank แทน
การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่า มันมีความเสี่ยงสูงมากถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา
"ปีสอง E Rank งั้นเหรอ..."
"แต่เธอก็เคยเอาชนะปีสองมาแล้วนี่นา"
เชรี่พูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ยัยหัวเดรดล็อกนั่นมัน F Rank นะ พวก E Rank ที่กล้ายอมรับความเสี่ยงแล้วท้าฉันมาเนี่ย น่าจะมีฝีมือพอตัวเลยนะ...
"ก็นะ พวกนั้นคงเป็นแฟนคลับของรุ่นพี่เซลด้าล่ะมั้ง คงไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ หรอก"
นั่นสิเนอะ... ถึงฉันจะมั่นใจว่าพอจะเอาชนะได้อยู่หรอก แต่พอคิดถึงสภาพหุ่นของตัวเองแล้วก็แอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
ทางนั้นเป็นหุ่นที่ผ่านการต่อสู้มาเป็นปี ส่วนหุ่นของฉันยังเป็นแค่หุ่นมาตรฐานที่แทบไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย
ถ้าขืนแพ้ง่ายๆ คงโดนหยามว่า 'เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าไม่คู่ควร' แหงๆ น่าเจ็บใจชะมัด
ถ้าจะสู้กับคนระดับสูงกว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' ให้เก่งขึ้นอีกนิดนึงก่อน... ไม่ต้องถึงขั้น 【วินเดีย(ปีก)】 หรอกนะ แค่พอให้สู้ไหวก็พอ...
"ช่วงนี้คงต้องอาศัยสุ่มคู่ต่อสู้ไปก่อน ต้องรีบอัปเกรดประสิทธิภาพหุ่นให้ได้เร็วที่สุด"
ระบบสุ่มคู่ต่อสู้คือระบบที่จะสุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันมาให้
เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับใคร ก็เลยไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะก็สบายใจกว่าเยอะ
พอกำหนดทิศทางได้แล้ว จู่ๆ ก็มีอีเมลแจ้งเตือนเข้ามา จากท่านพี่เซลด้านั่นเอง อ้อ จริงสิ นัดกินมื้อเที่ยงกันไว้นี่นา
ในอีเมลระบุชื่อร้านกับพิกัดไว้ให้เสร็จสรรพ 'พาเรนต์'... อ้าว นี่มันร้านกาแฟที่ฉันเคยไปกินตอนก่อนวันปฐมนิเทศนี่นา
ฉันขอตัวแยกกับแคโรและเพื่อนๆ แล้วเดินออกไปนอกวิทยาลัย ช่วงบ่ายฉันไม่มีเรียน แล้วก็ไม่ได้นัดประลองกับใครไว้ด้วย ขากลับค่อยแวะซื้อของที่สมาคมการค้าสแตรนด์ดีกว่า
เดินมาไม่ไกลก็ถึงตึกอิฐสีแดงสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก พอมองผ่านกระจกเข้าไป ก็เห็นท่านพี่เซลด้ามาถึงแล้ว ที่นั่งข้างๆ มีใครอีกคนนั่งอยู่ด้วย คงจะเป็นคนที่อยากแนะนำให้รู้จักล่ะมั้ง?
กริ๊ง... เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นขณะที่ฉันเดินเข้าไปในร้าน ฉันบอกพนักงานว่ามีเพื่อนนัดไว้แล้วก็เดินตรงไปหาท่านพี่เซลด้า
"มาแล้วเหรอจ๊ะ เนโร นั่งก่อนสิ อ้อ ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่รุ่นพี่ ชิบะ ซานะ(Chiba Sana) (千葉紗那) อยู่ปีห้าจ้ะ รุ่นพี่คะ นี่เนโร น้องสาวของฉันเองค่ะ"
ปีห้า... รุ่นพี่ปีสุดท้ายเลยนี่นา
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
"ชิบะ ซานะ จ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
ดูจากชื่อนามสกุลกับผมสีดำขลับแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องมาจากประเทศอีเชนแน่ๆ ถ้ามาจากบรุนฮิลด์ก็คงเข้า 'วิทยาลัย' ไม่ได้นี่นา
เอ๊ะ แต่ก็มีวิธีเลี่ยงบาลีโดยการย้ายสัญชาติไปประเทศอื่นก่อนแล้วค่อยมาสมัครเรียนอยู่นี่นะ
รุ่นพี่ชิบะมีผมสีดำยาวสลวยรวบด้วยโดนัทรัดผม โครงหน้าคมคาย เป็นสาวสวยสไตล์เดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยแฮะ...
ฉันนั่งลงตรงข้ามพวกเธอตามคำเชิญของท่านพี่เซลด้า แล้วจิบน้ำเปล่าที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ
"สั่งอะไรมากินกันก่อนเถอะจ้ะ มื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง สั่งได้เต็มที่เลยนะ รุ่นพี่ชิบะก็ด้วยนะคะ"
"โอ้โห ลาภปากเลยแฮะ"
"หุหุ ไม่เกรงใจล่ะนะ"
เพิ่งจะโดนเลี้ยงไปหมาดๆ แอบเกรงใจจังแฮะ แต่ก็นะ กระเป๋าตังค์ฉันก็ไม่ได้ตุงอะไรขนาดนั้น งั้นขอน้อมรับน้ำใจนี้ไว้ก็แล้วกัน
ฉันหยิบเมนูขึ้นมาดู ลังเลอยู่พักนึงว่าจะกินอะไรดี คราวก่อนสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลไปแล้วสินะ...
โอเค วันนี้เอาเป็นพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลก็แล้วกัน ท่านพี่เซลด้ายกมือเรียกพนักงาน
"พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ / พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ"
เอ๊ะ? ฉันกับรุ่นพี่ชิบะพูดสั่งเมนูเดียวกันพร้อมกันเป๊ะเลย เราสองคนสบตากันแล้วเผลอหลุดขำออกมา
จังหวะนั้นเอง ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือขวาของรุ่นพี่ชิบะมันดูเกร็งๆ ผิดปกติยังไงพิกล... คิดไปเองรึเปล่านะ?
ส่วนท่านพี่เซลด้าสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลแบบเดียวกับที่ฉันเคยกินคราวก่อนเป๊ะเลย
ร้านนี้เมนูสเปเชียลเยอะดีจังแฮะ...
"ฉันกับรุ่นพี่ชิบะอยู่หอเดียวกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยน่ะค่ะ สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว"
หอเดียวกัน? อ้อ เรสเทียกับอีเชนอยู่ทวีปตะวันออกเหมือนกัน ก็เลยอยู่หอพักมังกรฟ้า (เซย์ริว) เหมือนกันสินะ
"รุ่นพี่ชิบะสำเร็จวิชาดาบ 'อิตโตริวสายเหนือ' (北神一刀流) มาจากอีเชนด้วยนะคะ ฝีมือดาบของรุ่นพี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของวิทยาลัยเชียวนะคะ"
"...นั่นมันเรื่องในอดีตแล้วล่ะ"
"อดีต?"
เดี๋ยวนี้ไม่ได้เก่งแล้วงั้นเหรอ? ด้วยความสงสัย ฉันเลยเผลอทำหน้างง รุ่นพี่ชิบะเลยค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาให้ดู นิ้วมือของเธอเกร็งค้างในลักษณะกึ่งกำกึ่งแบ เหมือนถูกสตาฟไว้ให้ขยับไม่ได้... ที่ฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อกี้ก็คือไอ้นี่เองสินะ... แขนเทียมเหรอ?
"ไม่ใช่แขนเทียมหรอกนะ แต่ขยับไม่ได้แล้วล่ะ โดนพิษของมอนสเตอร์เข้าไปน่ะ ถึงภายนอกจะดูปกติ แต่มันโดน 'สาปเป็นหิน' ไปแล้วล่ะ"
"สาปเป็นหิน..."
พวกมอนสเตอร์อย่าง ค็อกคาทริส (Cockatrice) หรือกอร์กอน (Gorgon) มักจะมีสกิลเปลี่ยนคนเป็นหิน คาโทเบลปัส (Catoblepas) ก็ด้วย
ถ้าโดนสาปเป็นหินไปแล้วก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้หรอก... ไม่สิ จริงๆ ก็พอมีวิธีอยู่บ้างแหละมั้ง
ได้ยินมาว่าพวกยารักษาโรคครอบจักรวาลอย่าง อีลิกเซอร์ (Elixir) ก็สามารถรักษาได้ แต่ของพวกนั้นหาได้เฉพาะในดันเจี้ยน แถมราคายังแพงหูฉี่จนแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
"มือข้างนี้จับดาบไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันเลยต้องพยายามฝึกใช้มือซ้ายข้างเดียวให้คล่องแทน... แต่ก็นะ พอใช้แขนได้ข้างเดียว ฝีมือการขับเฟรมเกียร์ก็ตกลงไปเยอะเลยล่ะ... จากที่เคยอยู่ S Rank ตอนนี้ร่วงมาอยู่ B Rank แล้วล่ะ"
เคยอยู่ S Rank!? แปลว่าเคยติดท็อป 9 ของวิทยาลัยเลยเหรอเนี่ย!? ขนาดร่วงลงมาแล้วยังอยู่ B Rank นี่ก็สุดยอดแล้วนะ...
B Rank นี่คืออันดับต่ำสุดก็ต้องท็อป 99 นะ จากนักเรียนทั้งหมด 900 คน นี่มันระดับหัวกะทิชัดๆ...
"ความจริงแล้วที่วังของฉันก็มีอีลิกเซอร์เก็บไว้อยู่ขวดนึงนะคะ ฉันกะจะขอเบิกมาให้รุ่นพี่..."
"หยุดเลยๆ! จะเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์เรสเทียมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงล่ะ!"
"แต่ว่า..."
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน ฉันก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
'สาปเป็นหิน' งั้นเหรอ... อืมม... จะเอายังไงดีนะ... หรือว่านี่คือสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า 'ข้อยกเว้น' กันนะ?
"ขอโทษที่ให้รอค่ะ พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลสองที่ แล้วก็ชุดแพนเค้กสเปเชียลค่ะ"
พนักงานเสิร์ฟยกถาดใบใหญ่ที่มีขนมหวานน่าตาน่ากินมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ขัดจังหวะความคิดของฉันพอดี
โห!? ถ้วยใหญ่เบ้อเริ่มเลย! กินอิ่มจุใจแน่ๆ งานนี้
พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลของฉันเสิร์ฟมาในถ้วยทรงสูงปรี๊ด สตรอว์เบอร์รีพูนจนแทบจะล้นออกมาเลย
"ทานแล้วนะคะ!"
ฉันใช้ช้อนยาวๆ ตักสตรอว์เบอร์รีลูกบนสุดเข้าปากเป็นอันดับแรก
สตรอว์เบอร์รีสดๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้ากันได้ดีกับวิปครีมนุ่มๆ ฟินสุดๆ ไปเลย
ระหว่างที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีแสนอร่อย สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ชิบะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอกำลังใช้มือซ้ายตักพาร์เฟต์กินอย่างทุลักทุเล
คงจะถนัดขวาสินะ ถึงจะใช้มือขวาช่วยประคองถ้วยพาร์เฟต์ไม่ให้ล้มได้ก็เถอะ แต่ก็ดูไม่ค่อยถนัดอยู่ดี
หลังจากจัดการกับพาร์เฟต์และแพนเค้กจนเรียบวุธ พวกเราก็สั่งเครื่องดื่มปิดท้าย
ทั้งสองคนสั่งกาแฟ ส่วนฉันสั่งเมลอนโซดา ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนเราถึงชอบกินของขมๆ หลังกินของหวานกันนะ อาจารย์ฉันก็ชอบกินเหมือนกันแหละ
เอาเถอะ ช่างเรื่องนั้นก่อน มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า
"เอ่อ... รุ่นพี่ชิบะคะ เรื่อง 'สาปเป็นหิน' ที่มือของรุ่นพี่น่ะค่ะ... ถ้าฉันรักษาให้ได้... รุ่นพี่อยากจะให้ฉันช่วยรักษาให้ไหมคะ...?"
""ห๊ะ?""
ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับอ้าปากค้าง มองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อสายตา อา... เมลอนโซดานี่อร่อยจังเลยแฮะ
031 รุ่นพี่ชิบะกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รี
.
"หิวจังเลย..."
ฉันเดินคอตกไปตามทางเดินพร้อมกับเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก
กว่าจะผ่านชั่วโมงเรียนมาได้โดยไม่ให้ท้องร้องนี่ลำบากสุดๆ ต้องแกล้งทำเป็นไอค่อกแค่กกลบเกลื่อนตั้งหลายรอบ...
ที่ต้องมาทนหิวแบบนี้ ก็เพราะเรื่องวุ่นวายของรุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้าเมื่อเช้า ทำให้ฉันอดกินมื้อเช้าไปเต็มๆ
ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปไวมาก พอเข้าเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงจากเพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งเต็มไปหมด
ส่วนใหญ่ก็แค่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแหละ แต่ก็มีบางคนที่ส่งรังสีอำมหิตมาแทบจะฆ่าฉันให้ตายด้วยสายตาเลย
"ก็รุ่นพี่เซลด้าเล่นไต่เต้าขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสาม ถือเป็นตำนานเดินได้ของวิทยาลัยเลยนะ ไม่แปลกหรอกที่จะมีรุ่นน้องปลื้มเยอะ แล้วก็คงมีหลายคนที่แอบหวังจะได้เป็นน้องสาวร่วมสาบานของรุ่นพี่ด้วย"
"แถมรุ่นพี่แกยังเป็นถึงเจ้าหญิงตัวจริงเสียงจริงอีกต่างหาก ทุกคนก็เลยได้แต่แหงนมองตาปริบๆ คิดว่าเป็นดอกฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง แต่จู่ๆ ก็มีเด็กปีหนึ่งโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาเสียบตำแหน่งนั้นไปหน้าตาเฉย เป็นใครก็ต้องปรี๊ดแตกเป็นธรรมดาแหละ"
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
แคโรกับเชรี่อุตส่าห์อธิบายซะเห็นภาพ แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี ทำไมฉันต้องมาโดนเกลียดเพราะเรื่องพรรค์นี้ด้วยเนี่ย
"แล้วไอ้ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' อะไรเนี่ย มันยกเลิกได้ไหมนะ... ถ้าฉันคืนแหวนวงนี้ไปเรื่องจะจบไหม?"
"จะบ้าเหรอคะ... ขืนทำแบบนั้นมีหวังเธอโดนรุมประชาทัณฑ์แน่ค่ะ เข้าใจไหมคะ? ที่แฟนคลับเดนตายของท่านเซลด้ายอมทนดูอยู่เงียบๆ ได้ ก็เพราะตอนนี้เธออยู่ในฐานะ 'น้องสาว' ของท่านไงล่ะคะ ถ้าขืนทิ้งสิทธิพิเศษนี้ไป ชีวิตในวิทยาลัยของเธอคงได้ตกนรกทั้งเป็นแหงๆ ค่ะ"
"นี่มันทางตันชัดๆ"
สรุปว่าทำยังไงก็โดนเกลียดอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ชักจะรู้สึกว่าแหวนวงนี้มันเป็นแหวนต้องคำสาปซะแล้วสิ
รู้งี้ไม่น่ารับมาง่ายๆ เลยแฮะ...
"ไม่เห็นยากเลย เนโรก็แค่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีฝีมือคู่ควรกับการเป็น 'น้องสาว' ของรุ่นพี่เซลด้าก็สิ้นเรื่อง แค่แสดงให้ประจักษ์ พวกปากหอยปากปูก็เงียบไปเองแหละ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง...?"
ฉันว่าถ้าไม่ได้ขึ้นไปถึง S Rank หรือติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ก็คงไม่มีใครยอมรับหรอกมั้ง...
ก็นะ ฉันก็ตั้งเป้าไว้ประมาณนั้นอยู่แล้วแหละ! แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบท้ออยู่ดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ปุบปับซะหน่อย...
อืม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ทำได้ต่อไปล่ะนะ เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วไปตั้งใจลุย 【การประลองดารา】 ดีกว่า
"มีคนส่งคำท้าประลองมาเพียบเลยล่ะสิ"
"อืม... เยอะจนน่ารำคาญเลยล่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งจะปิดแจ้งเตือนไป"
อย่างที่เชรี่บอก ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเช้า สมาร์ทโฟนของฉันก็เด้งแจ้งเตือนคำท้าประลองไม่หยุดเลย ขนาดปิดเสียงแล้วมันก็ยังสั่นครืดๆ น่ารำคาญจนฉันต้องปิดการแจ้งเตือนไปเลย
ถึงจะรู้ว่าวิทยาลัยกำหนดโควตาจำนวนครั้งในการส่งคำท้าประลองได้ต่อวันก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะแห่กันส่งมาพร้อมกันขนาดนี้... เยอะกว่าตอนประเดิมสนามวันแรกซะอีก
ถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ปีสอง F Rank เหมือนกันก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมถึงมีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งมาด้วยล่ะเนี่ย? แถมเป็นปีสองทั้งหมดเลย
"ก็การที่คนอันดับสูงกว่าจะท้าคนอันดับต่ำกว่ามันไม่ได้ผิดกฎนี่นา อีกอย่าง ถ้าไม่อยากสู้ก็ปฏิเสธได้โดยไม่โดนลงโทษอะไรด้วย ในทางกลับกัน มันถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เลื่อนอันดับโดยไม่ต้องเสียแต้ม 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 เลยนะ"
ตอนนี้ฉันอยู่ F Rank ถ้าจะเลื่อนขึ้นไป E Rank ฉันต้องใช้ดาว 10 ดวงเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
และยังต้องมีดาวเดิมพันในการต่อสู้ด้วย เพราะงั้นอย่างน้อยๆ ฉันต้องมีดาว 11 ดวงขึ้นไปถึงจะท้าได้
แน่นอนว่าถ้าแพ้ ดาวทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
แต่ถ้าคนอันดับสูงกว่าเป็นฝ่ายท้ามา ฉันก็ไม่ต้องเสียแต้มแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
แค่เดิมพัน 1 ดาว ถ้าฉันชนะ ฉันก็จะได้เลื่อนขึ้น E Rank ส่วนอีกฝ่ายก็จะตกไปอยู่ F Rank แทน
การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่า มันมีความเสี่ยงสูงมากถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา
"ปีสอง E Rank งั้นเหรอ..."
"แต่เธอก็เคยเอาชนะปีสองมาแล้วนี่นา"
เชรี่พูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ยัยหัวเดรดล็อกนั่นมัน F Rank นะ พวก E Rank ที่กล้ายอมรับความเสี่ยงแล้วท้าฉันมาเนี่ย น่าจะมีฝีมือพอตัวเลยนะ...
"ก็นะ พวกนั้นคงเป็นแฟนคลับของรุ่นพี่เซลด้าล่ะมั้ง คงไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ หรอก"
นั่นสิเนอะ... ถึงฉันจะมั่นใจว่าพอจะเอาชนะได้อยู่หรอก แต่พอคิดถึงสภาพหุ่นของตัวเองแล้วก็แอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
ทางนั้นเป็นหุ่นที่ผ่านการต่อสู้มาเป็นปี ส่วนหุ่นของฉันยังเป็นแค่หุ่นมาตรฐานที่แทบไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย
ถ้าขืนแพ้ง่ายๆ คงโดนหยามว่า 'เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าไม่คู่ควร' แหงๆ น่าเจ็บใจชะมัด
ถ้าจะสู้กับคนระดับสูงกว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' ให้เก่งขึ้นอีกนิดนึงก่อน... ไม่ต้องถึงขั้น 【วินเดีย(ปีก)】 หรอกนะ แค่พอให้สู้ไหวก็พอ...
"ช่วงนี้คงต้องอาศัยสุ่มคู่ต่อสู้ไปก่อน ต้องรีบอัปเกรดประสิทธิภาพหุ่นให้ได้เร็วที่สุด"
ระบบสุ่มคู่ต่อสู้คือระบบที่จะสุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันมาให้
เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับใคร ก็เลยไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะก็สบายใจกว่าเยอะ
พอกำหนดทิศทางได้แล้ว จู่ๆ ก็มีอีเมลแจ้งเตือนเข้ามา จากท่านพี่เซลด้านั่นเอง อ้อ จริงสิ นัดกินมื้อเที่ยงกันไว้นี่นา
ในอีเมลระบุชื่อร้านกับพิกัดไว้ให้เสร็จสรรพ 'พาเรนต์'... อ้าว นี่มันร้านกาแฟที่ฉันเคยไปกินตอนก่อนวันปฐมนิเทศนี่นา
ฉันขอตัวแยกกับแคโรและเพื่อนๆ แล้วเดินออกไปนอกวิทยาลัย ช่วงบ่ายฉันไม่มีเรียน แล้วก็ไม่ได้นัดประลองกับใครไว้ด้วย ขากลับค่อยแวะซื้อของที่สมาคมการค้าสแตรนด์ดีกว่า
เดินมาไม่ไกลก็ถึงตึกอิฐสีแดงสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก พอมองผ่านกระจกเข้าไป ก็เห็นท่านพี่เซลด้ามาถึงแล้ว ที่นั่งข้างๆ มีใครอีกคนนั่งอยู่ด้วย คงจะเป็นคนที่อยากแนะนำให้รู้จักล่ะมั้ง?
กริ๊ง... เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นขณะที่ฉันเดินเข้าไปในร้าน ฉันบอกพนักงานว่ามีเพื่อนนัดไว้แล้วก็เดินตรงไปหาท่านพี่เซลด้า
"มาแล้วเหรอจ๊ะ เนโร นั่งก่อนสิ อ้อ ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่รุ่นพี่ ชิบะ ซานะ(Chiba Sana) (千葉紗那) อยู่ปีห้าจ้ะ รุ่นพี่คะ นี่เนโร น้องสาวของฉันเองค่ะ"
ปีห้า... รุ่นพี่ปีสุดท้ายเลยนี่นา
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
"ชิบะ ซานะ จ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
ดูจากชื่อนามสกุลกับผมสีดำขลับแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องมาจากประเทศอีเชนแน่ๆ ถ้ามาจากบรุนฮิลด์ก็คงเข้า 'วิทยาลัย' ไม่ได้นี่นา
เอ๊ะ แต่ก็มีวิธีเลี่ยงบาลีโดยการย้ายสัญชาติไปประเทศอื่นก่อนแล้วค่อยมาสมัครเรียนอยู่นี่นะ
รุ่นพี่ชิบะมีผมสีดำยาวสลวยรวบด้วยโดนัทรัดผม โครงหน้าคมคาย เป็นสาวสวยสไตล์เดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยแฮะ...
ฉันนั่งลงตรงข้ามพวกเธอตามคำเชิญของท่านพี่เซลด้า แล้วจิบน้ำเปล่าที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ
"สั่งอะไรมากินกันก่อนเถอะจ้ะ มื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง สั่งได้เต็มที่เลยนะ รุ่นพี่ชิบะก็ด้วยนะคะ"
"โอ้โห ลาภปากเลยแฮะ"
"หุหุ ไม่เกรงใจล่ะนะ"
เพิ่งจะโดนเลี้ยงไปหมาดๆ แอบเกรงใจจังแฮะ แต่ก็นะ กระเป๋าตังค์ฉันก็ไม่ได้ตุงอะไรขนาดนั้น งั้นขอน้อมรับน้ำใจนี้ไว้ก็แล้วกัน
ฉันหยิบเมนูขึ้นมาดู ลังเลอยู่พักนึงว่าจะกินอะไรดี คราวก่อนสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลไปแล้วสินะ...
โอเค วันนี้เอาเป็นพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลก็แล้วกัน ท่านพี่เซลด้ายกมือเรียกพนักงาน
"พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ / พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ"
เอ๊ะ? ฉันกับรุ่นพี่ชิบะพูดสั่งเมนูเดียวกันพร้อมกันเป๊ะเลย เราสองคนสบตากันแล้วเผลอหลุดขำออกมา
จังหวะนั้นเอง ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือขวาของรุ่นพี่ชิบะมันดูเกร็งๆ ผิดปกติยังไงพิกล... คิดไปเองรึเปล่านะ?
ส่วนท่านพี่เซลด้าสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลแบบเดียวกับที่ฉันเคยกินคราวก่อนเป๊ะเลย
ร้านนี้เมนูสเปเชียลเยอะดีจังแฮะ...
"ฉันกับรุ่นพี่ชิบะอยู่หอเดียวกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยน่ะค่ะ สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว"
หอเดียวกัน? อ้อ เรสเทียกับอีเชนอยู่ทวีปตะวันออกเหมือนกัน ก็เลยอยู่หอพักมังกรฟ้า (เซย์ริว) เหมือนกันสินะ
"รุ่นพี่ชิบะสำเร็จวิชาดาบ 'อิตโตริวสายเหนือ' (北神一刀流) มาจากอีเชนด้วยนะคะ ฝีมือดาบของรุ่นพี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของวิทยาลัยเชียวนะคะ"
"...นั่นมันเรื่องในอดีตแล้วล่ะ"
"อดีต?"
เดี๋ยวนี้ไม่ได้เก่งแล้วงั้นเหรอ? ด้วยความสงสัย ฉันเลยเผลอทำหน้างง รุ่นพี่ชิบะเลยค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาให้ดู นิ้วมือของเธอเกร็งค้างในลักษณะกึ่งกำกึ่งแบ เหมือนถูกสตาฟไว้ให้ขยับไม่ได้... ที่ฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อกี้ก็คือไอ้นี่เองสินะ... แขนเทียมเหรอ?
"ไม่ใช่แขนเทียมหรอกนะ แต่ขยับไม่ได้แล้วล่ะ โดนพิษของมอนสเตอร์เข้าไปน่ะ ถึงภายนอกจะดูปกติ แต่มันโดน 'สาปเป็นหิน' ไปแล้วล่ะ"
"สาปเป็นหิน..."
พวกมอนสเตอร์อย่าง ค็อกคาทริส (Cockatrice) หรือกอร์กอน (Gorgon) มักจะมีสกิลเปลี่ยนคนเป็นหิน คาโทเบลปัส (Catoblepas) ก็ด้วย
ถ้าโดนสาปเป็นหินไปแล้วก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้หรอก... ไม่สิ จริงๆ ก็พอมีวิธีอยู่บ้างแหละมั้ง
ได้ยินมาว่าพวกยารักษาโรคครอบจักรวาลอย่าง อีลิกเซอร์ (Elixir) ก็สามารถรักษาได้ แต่ของพวกนั้นหาได้เฉพาะในดันเจี้ยน แถมราคายังแพงหูฉี่จนแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
"มือข้างนี้จับดาบไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันเลยต้องพยายามฝึกใช้มือซ้ายข้างเดียวให้คล่องแทน... แต่ก็นะ พอใช้แขนได้ข้างเดียว ฝีมือการขับเฟรมเกียร์ก็ตกลงไปเยอะเลยล่ะ... จากที่เคยอยู่ S Rank ตอนนี้ร่วงมาอยู่ B Rank แล้วล่ะ"
เคยอยู่ S Rank!? แปลว่าเคยติดท็อป 9 ของวิทยาลัยเลยเหรอเนี่ย!? ขนาดร่วงลงมาแล้วยังอยู่ B Rank นี่ก็สุดยอดแล้วนะ...
B Rank นี่คืออันดับต่ำสุดก็ต้องท็อป 99 นะ จากนักเรียนทั้งหมด 900 คน นี่มันระดับหัวกะทิชัดๆ...
"ความจริงแล้วที่วังของฉันก็มีอีลิกเซอร์เก็บไว้อยู่ขวดนึงนะคะ ฉันกะจะขอเบิกมาให้รุ่นพี่..."
"หยุดเลยๆ! จะเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์เรสเทียมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงล่ะ!"
"แต่ว่า..."
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน ฉันก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
'สาปเป็นหิน' งั้นเหรอ... อืมม... จะเอายังไงดีนะ... หรือว่านี่คือสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า 'ข้อยกเว้น' กันนะ?
"ขอโทษที่ให้รอค่ะ พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลสองที่ แล้วก็ชุดแพนเค้กสเปเชียลค่ะ"
พนักงานเสิร์ฟยกถาดใบใหญ่ที่มีขนมหวานน่าตาน่ากินมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ขัดจังหวะความคิดของฉันพอดี
โห!? ถ้วยใหญ่เบ้อเริ่มเลย! กินอิ่มจุใจแน่ๆ งานนี้
พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลของฉันเสิร์ฟมาในถ้วยทรงสูงปรี๊ด สตรอว์เบอร์รีพูนจนแทบจะล้นออกมาเลย
"ทานแล้วนะคะ!"
ฉันใช้ช้อนยาวๆ ตักสตรอว์เบอร์รีลูกบนสุดเข้าปากเป็นอันดับแรก
สตรอว์เบอร์รีสดๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้ากันได้ดีกับวิปครีมนุ่มๆ ฟินสุดๆ ไปเลย
ระหว่างที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีแสนอร่อย สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ชิบะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอกำลังใช้มือซ้ายตักพาร์เฟต์กินอย่างทุลักทุเล
คงจะถนัดขวาสินะ ถึงจะใช้มือขวาช่วยประคองถ้วยพาร์เฟต์ไม่ให้ล้มได้ก็เถอะ แต่ก็ดูไม่ค่อยถนัดอยู่ดี
หลังจากจัดการกับพาร์เฟต์และแพนเค้กจนเรียบวุธ พวกเราก็สั่งเครื่องดื่มปิดท้าย
ทั้งสองคนสั่งกาแฟ ส่วนฉันสั่งเมลอนโซดา ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนเราถึงชอบกินของขมๆ หลังกินของหวานกันนะ อาจารย์ฉันก็ชอบกินเหมือนกันแหละ
เอาเถอะ ช่างเรื่องนั้นก่อน มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า
"เอ่อ... รุ่นพี่ชิบะคะ เรื่อง 'สาปเป็นหิน' ที่มือของรุ่นพี่น่ะค่ะ... ถ้าฉันรักษาให้ได้... รุ่นพี่อยากจะให้ฉันช่วยรักษาให้ไหมคะ...?"
""ห๊ะ?""
ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับอ้าปากค้าง มองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อสายตา อา... เมลอนโซดานี่อร่อยจังเลยแฮะ
032 ดาบคู่คืนชีพ
.
"รักษาได้... เนโรทำได้เหรอ?"
รุ่นพี่เซลด้าที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้จากอาการอึ้งทึ่งเสียว เอ่ยปากถามฉัน ฉันจึงพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"นั่น 'คำสาปกลายเป็นหิน' เลยนะ? ไม่ใช่แค่แผลธรรมดาๆ ซะหน่อย เวทมนตร์รักษาธาตุแสงทั่วไปรักษาไม่ได้หรอกนะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุก็น่าจะรักษากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่ใช่เหรอคะ?"
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【รีคัฟเวอรี】 (Recovery) เวทมนตร์สารพัดประโยชน์ที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ 'คำสาปกลายเป็นหิน'
จะว่าไป ฉันเองก็เคยเกือบโดนสาปเป็นหินมาแล้วตั้งสองหน ก็ได้เวทบทนี้แหละช่วยชีวิตไว้
เวทมนตร์ไร้ธาตุได้ชื่อว่าเป็น 'เวทมนตร์เฉพาะบุคคล' เพราะน้อยคนนักที่จะมีเวทบทเดียวกัน
การที่มีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวสักบทก็ถือว่าหายากมากแล้ว แต่รู้ไหมว่าฉันมีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวถึงห้าบทเลยนะ! และ 【รีคัฟเวอรี】 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ขนาดกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยที่เอลฟ์ราวยังเคยทักเลยว่า สไตล์ของฉันมันเหมาะจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่า ก็นะ พลังเวทก็เยอะ แถมยังใช้เวทพื้นฐานได้ตั้งสามธาตุ พ่วงด้วยเวทไร้ธาตุอีกห้าบท... ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ
แต่ก็นะ... ฉันกลับรู้สึกว่าการพุ่งเข้าไปอัดศัตรูให้หมอบมันสะใจกว่าการมาร่ายเวทเป็นไหนๆ เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะจะเป็นจอมเวทหรอก
ช่างเรื่องของฉันเถอะ เอาเป็นว่าด้วย 【รีคัฟเวอรี】 แขนของรุ่นพี่ชิบะต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ
"เอาเป็นว่า เราออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าค่ะ"
ฉันรีบกระดกเมลอนโซดาจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเร่งให้ทั้งสองคนเดินตามมา ขืนมาใช้ 【รีคัฟเวอรี】 กลางร้านกาแฟมีหวังแตกตื่นกันทั้งร้านพอดี
พอเดินออกมาจากร้าน เราก็ไปนั่งพักกันที่ม้านั่งในลานกว้างใจกลางเมือง
รอบๆ ลานกว้างมีแผงลอยขายของเต็มไปหมด คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา สงสัยเพราะเพิ่งกินพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีรสหวานเจี๊ยบไปล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันเลยชักอยากกินของเค็มๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ ไก่ย่างก็น่าสนใจนะ
"หมายความว่า เนโรมีเวทมนตร์ไร้ธาตุที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันเคยใช้รักษากระทั่งคนที่กลายเป็นหินมาแล้วด้วย มั่นใจว่ารักษาได้แน่นอนค่ะ แต่มีเงื่อนไขอยู่อย่างนึงนะคะ"
พอฉันยื่นข้อเสนอไป รุ่นพี่ชิบะก็หันมามองฉันด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
"ถ้ามือข้างนี้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมล่ะก็ ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็ยอมรับทั้งนั้นแหละ จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย...!"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ แค่อยากขอให้รุ่นพี่ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับก็พอค่ะ"
"เอ๊ะ?"
ก็อาจารย์เคยกำชับไว้นี่นา ว่าห้ามใช้ 【รีคัฟเวอรี】 สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องตกลงกับอีกฝ่ายให้ปิดเป็นความลับให้ได้
เพราะ 【รีคัฟเวอรี】 เป็นเวทมนตร์ระดับแรร์ไอเทม ขืนคนอื่นรู้เข้ามีหวังโดนลากไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นแน่ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ
ขนาด 'คำสาป' ก็ยังล้างได้สบายๆ ขืนข่าวลือแพร่ออกไป มีหวังพวกศาสนจักรอย่างรามิช (Ramissh) คงได้แห่มาเชิญตัวฉันไปเป็นนักบุญหญิงแหงๆ
"ข ขอแค่นั้นเองเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ส่วนเหตุผลที่มือของรุ่นพี่ชิบะหายดี ก็บอกไปว่า 'จู่ๆ มันก็หายเอง สงสัยผลของคำสาปมันคงจะเสื่อมสภาพไปเองล่ะมั้ง' อะไรประมาณนี้แหละค่ะ"
"เอ่อ... ข้ออ้างแบบนั้นมันจะไม่ดูแถไปหน่อยเหรอ...?"
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ยังไงความจริงก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ขี้เกียจอธิบายให้ยุ่งยาก รีบๆ รักษาให้เสร็จๆ ไปดีกว่า
"【รีคัฟเวอรี】!"
"อ๊ะ...!?"
แสงสว่างดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของฉัน ก่อนจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือขวาของรุ่นพี่ชิบะ โชคดีที่ฉันกับท่านพี่เซลด้ายืนบังไว้พอดี เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
"เรียบร้อยค่ะ"
แสงสว่างวาบจางหายไป รุ่นพี่ชิบะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาดูระดับสายตาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
นิ้วหัวแม่มือกะตุกเบาๆ ตามด้วยนิ้วก้อย นิ้วชี้... นิ้วแต่ละนิ้วเริ่มขยับได้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกำมือเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็แบมือออก แล้วกำใหม่อีกรอบ นิ้วมือของเธอสามารถขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ขยับได้... ! มือฉันกลับมาขยับได้แล้ว... !"
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาของรุ่นพี่ชิบะ เธอโอบกอดมือขวาที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไม่ได้ใช้งานมานาน กล้ามเนื้ออาจจะฝ่อไปบ้างนะคะ ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดไปทีละนਿ... แอ้ก!?"
จู่ๆ รุ่นพี่ชิบะก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะแน่นจนฉันหายใจไม่ออก
"ขอบใจนะ... ! ขอบใจจริงๆ... ! เธอคือพญาเทวดาตัวน้อยของฉันเลยล่ะ... !"
"อึก... จะรัดแน่นไปแล้วนะคะ!?"
เล่นใหญ่ไปไหมเนี่ย!? ก็นะ ฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงความลำบากของเธอมาก่อน คงจะไปตัดสินความรู้สึกของเธอไม่ได้หรอก!
แต่กอดแน่นขนาดนี้มันหายใจไม่ออกโว้ย! จะตายแล้ว! เครื่องในจะทะลักออกมาแล้ว! อ่อก... หายใจไม่ออก... แค่กๆ...!
"รุ่นพี่คะ! เนโรจะขาดใจตายอยู่แล้วนะคะ!"
"อ๊ะ...! ข ขอโทษที! พอดีมันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย...!"
พอรุ่นพี่ชิบะคลายอ้อมกอดออก ฉันก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ท่านพี่เซลด้าช่วยพยุงไว้ทัน
เกือบได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วไหมล่ะ... แต่ก็นะ เห็นรุ่นพี่ดีใจขนาดนี้ฉันก็ดีใจด้วยแหละ
"ขอบใจมากนะ เนโร นี่สินะที่เขาเรียกว่า... อ่า ไม่สิ ฉันภูมิใจจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นน้องสาว ดีใจด้วยนะคะ รุ่นพี่"
"อืม! ไม่นึกเลยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นจริงๆ แทบรอไม่ไหวที่จะได้จับดาบอีกครั้งแล้วล่ะ!"
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ? เริ่มจากฝึกกำพวกเครื่องบริหารมือดูก่อนดีกว่าค่ะ"
"นั่นสินะ... ต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกกลับมาทีละนิดล่ะนะ"
รุ่นพี่ชิบะลุกขึ้นยืนจากม้านั่ง ฉันเลยสลับไปนั่งพักเหนื่อยแทน เฮ้อ... เหนื่อยชะมัด... ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องออกแรงแท้ๆ...
"อ๊ะ จริงสิ รุ่นพี่คะ เรื่องที่ฉันเคยขอร้องไว้..."
"เอ๊ะ? อ้อ เรื่องที่อยากให้ช่วยสอนดาบให้น้องสาวคนใหม่น่ะเหรอ?"
"เอ๊ะ? ให้หนูเนี่ยนะคะ?"
พอได้ยินบทสนทนาของท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชิบะ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองทันที ให้สอนวิชาดาบ... ให้ฉันเนี่ยนะ?
"หลังจากที่ได้ประลองกับเนโร ฉันก็พอจะดูออกน่ะ ว่าจริงๆ แล้วสไตล์ของเธอคือการสู้แบบมือเปล่าใช่ไหมล่ะ? แต่หุ่นที่เธอเลือกใช้ดันเป็นไลท์นิ่งเฟรมนี่สิ"
"อ่า ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
"ถ้าใช้ไลท์นิ่งเฟรมล่ะก็ คงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่หรอกนะ สนใจจะเปลี่ยนไปใช้ริตเตอร์เฟรมแทนไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่อยากเปลี่ยนค่ะ"
ฉันพอจะเข้าใจความหมายที่ท่านพี่เซลด้าจะสื่อนะ ถ้าสู้ด้วยมือเปล่าเตะต่อยล่ะก็ เกราะของไลท์นิ่งเฟรมมันบางเกินไป
อย่างน้อยก็น่าจะใช้พวกรุ่นที่มีเกราะหนาๆ หน่อยอย่างริตเตอร์หรือไททันจะดีกว่า
แต่ถ้าทำแบบนั้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ก็สไตล์การต่อสู้ตอนเป็นคนปกติของฉันคือการใช้ความเร็วหลบหลีก หาช่องโหว่โจมตี แล้วเน้นความต่อเนื่องเข้าว่านี่นา
"ถ้ายังดึงดันจะใช้ไลท์นิ่งเฟรมต่อไป การใช้อาวุธสู้ก็น่าจะดีกว่าการสู้มือเปล่านะคะ เพราะจะได้ระยะโจมตีที่ไกลขึ้น แถมยังพลิกแพลงได้มากกว่าด้วย จริงๆ แล้ว รุ่นพี่ชิบะก็ใช้ไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันนะคะ สไตล์การต่อสู้น่าจะคล้ายๆ กับเนโรเลยล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอคะ?"
"อืมมม ฉันใช้ 'ดาบสั้น' น่ะ สั้นกว่าดาบคาตานะทั่วไปหน่อย เน้นการเข้าทำรวดเร็ว โจมตีแล้วถอยออกมา เน้นความต่อเนื่องในการโจมตีน่ะ"
โอ้โห นั่นมันสไตล์การต่อสู้ในฝันของฉันเลยนี่นา! แบบที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'โบยบินดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง' ยังไงล่ะ!
"รุ่นพี่ชิบะคิดค้นวิชาดาบคู่สั้นขึ้นมาเองจนไต่เต้าขึ้นไปถึง S Rank ได้เชียวนะคะ ถึงขั้นมีฉายาว่า 【ดาบคู่ประกายแสง】 (双閃) เลยล่ะค่ะ"
"แต่พอมือขวาใช้การไม่ได้ อันดับก็ร่วงกราวรูดเลยล่ะ... แต่ก็นะ ถ้าเรื่องวิชาดาบ เซลด้าสอนให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
"วิชาดาบของเรสเทียส่วนใหญ่เน้นการปลิดชีพศัตรูในดาบเดียวซะมากกว่าน่ะค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะกับสไตล์ของเนโรเท่าไหร่ แถมฉันก็สอนคนไม่ค่อยเก่งด้วย..."
นี่มันอาการของพวกอัจฉริยะชัดๆ! พวกที่เก่งด้วยสัญชาตญาณ มักจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเป็นคำพูดไม่ค่อยได้!
อาจารย์ของฉันก็เป็นพวกนี้เหมือนกันแหละ... ชอบพูดอะไรอย่าง 'ถ้าศัตรูพุ่งมา ป้าบ! ให้เราสวนกลับไป ปุ๊บ! แบบเนี้ย' หรือไม่ก็ 'พอรู้สึกวูบวาบ ก็ให้ฮึบ! ไว้' อะไรก็ไม่รู้...
สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี 'ครูพักลักจำ' เอาเอง... แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เรียนรู้เทคนิคแพรวพราวมาเพียบเลย
"ไม่รู้ว่านี่จะพอเป็นการตอบแทนได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ฉันยินดีจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอนะ..."
"โหย ไม่รังเกียจเลยค่ะ! ยินดีมากๆ เลย! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!"
เยส! ได้อาจารย์สอนดาบแล้ว! ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคงต้องหาอาวุธมาใช้บ้าง แล้วยิ่งได้เรียนวิชากับคนที่ใช้สไตล์การต่อสู้คล้ายๆ กันเนี่ย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย!
"...จริงๆ แล้ว ฉันแค่หวังว่าการที่รุ่นพี่ได้สอนดาบให้เนโร อาจจะช่วยให้รุ่นพี่ที่มีมือขวาใช้งานไม่ได้ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเกินความคาดหมายไปเยอะเลยนะคะเนี่ย"
"สำหรับฉัน แค่ได้รู้จักกับเด็กคนนี้ก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ ตอนแรกฉันกะว่าเรียนจบไปก็คงไม่ได้เป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' แล้วล่ะมั้ง เผลอๆ คิดจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ..."
ถึงขั้นคิดจะลาออกเลยเหรอเนี่ย... โชคดีนะที่รักษาให้หายทัน
"ถึงตอนนี้จะให้กลับไป S Rank ก่อนเรียนจบก็คงยากไปหน่อย แต่ฉันจะขอพยายามไต่กลับไป A Rank ให้ได้อีกครั้งก็แล้วกัน!"
"ระดับรุ่นพี่ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
"แต่ด้วยเวลาที่ห่างหายไปแบบนี้ โควตา 'พระชายาทั้งเก้า' ก็คงจะยากหน่อย... แต่ก็ใช่ว่าจะถอดใจหรอกนะ!"
โควตาพระชายาทั้งเก้า... สิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ตัวแทนของวิทยาลัยสินะ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งเลย
ปกติแล้วโควตานี้จะตกเป็นของนักเรียนระดับ S Rank ทั้งเก้าคน แต่ในกรณีที่มีคนบาดเจ็บจนขอสละสิทธิ์ นักเรียนระดับ A Rank ก็อาจจะได้เลื่อนขึ้นมาเสียบแทนได้เหมือนกัน
คนที่ได้รับเลือกสามารถเลือกประเทศที่จะลงแข่งให้ได้ตามใจชอบเลย ก็นะ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเทศบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละ ถ้าฉันมีโอกาสได้ลงแข่งบ้าง ก็คงจะเลือกเป็นตัวแทนของเอลฟ์ราวนั่นแหละ
ว่ากันว่าทางฝั่ง 'สถาบัน' ก็มีโควตานี้เหมือนกัน รวมๆ แล้วก็จะมีนักเรียนฝึกหัดลงแข่งทั้งหมดสิบแปดคนเลยนะ
สำหรับประเทศที่รับนักเรียนพวกนี้ไปเป็นตัวแทน คงต้องลุ้นกันหนักเลยว่า จะได้ดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับทีม หรือจะได้ตัวถ่วงมาเป็นภาระกันแน่... เสียวสันหลังแทนเลยแฮะ
"แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องเป็น 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนสินะ ฉันตั้งเป้าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนปีห้าให้ได้เลยล่ะ!"
"ถ้าเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ สบายมากอยู่แล้วค่ะ"
'งานประลอง' ที่ว่านี้ก็คืองานประลองระหว่างฝั่ง 'สถาบัน' กับฝั่ง 'วิทยาลัย' สินะ
เห็นว่าเขาจะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนจากแต่ละชั้นปี โดยแบ่งเป็นตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งถือว่าง่ายกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง S Rank จากทั้งโรงเรียนที่มีแค่เก้าคนเยอะเลยล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในท็อปสิบสองจากนักเรียนร้อยแปดสิบคนในรุ่นเดียวกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ฉันเองก็ติดหนึ่งในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันดับที่ได้มาตอนนี้เป็นเพราะความโง่เขลาของยัยรุ่นพี่หัวเดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าได้มาเพราะโชคช่วย หลังจากนี้แหละของจริง ที่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือ
ต้องรักษาอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้นำให้ได้ และเพื่อการนั้น ฉันต้องเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้จากคนเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด
ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อการนั้น ฉันจะต้องตั้งใจฝึกวิชาดาบคู่สั้นจากรุ่นพี่ชิบะให้จงได้
อืมมม แบบนี้ก็ไม่มีเวลาไปเข้าชมรมแล้วสิเนี่ย ก็นะ ถึงจะไม่ได้คิดอยากจะเข้าชมรมตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ
ก่อนอื่น ก็ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ให้เต็มที่ไปเลยล่ะนะ!
.
"รักษาได้... เนโรทำได้เหรอ?"
รุ่นพี่เซลด้าที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้จากอาการอึ้งทึ่งเสียว เอ่ยปากถามฉัน ฉันจึงพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"นั่น 'คำสาปกลายเป็นหิน' เลยนะ? ไม่ใช่แค่แผลธรรมดาๆ ซะหน่อย เวทมนตร์รักษาธาตุแสงทั่วไปรักษาไม่ได้หรอกนะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุก็น่าจะรักษากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่ใช่เหรอคะ?"
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【รีคัฟเวอรี】 (Recovery) เวทมนตร์สารพัดประโยชน์ที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ 'คำสาปกลายเป็นหิน'
จะว่าไป ฉันเองก็เคยเกือบโดนสาปเป็นหินมาแล้วตั้งสองหน ก็ได้เวทบทนี้แหละช่วยชีวิตไว้
เวทมนตร์ไร้ธาตุได้ชื่อว่าเป็น 'เวทมนตร์เฉพาะบุคคล' เพราะน้อยคนนักที่จะมีเวทบทเดียวกัน
การที่มีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวสักบทก็ถือว่าหายากมากแล้ว แต่รู้ไหมว่าฉันมีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวถึงห้าบทเลยนะ! และ 【รีคัฟเวอรี】 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ขนาดกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยที่เอลฟ์ราวยังเคยทักเลยว่า สไตล์ของฉันมันเหมาะจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่า ก็นะ พลังเวทก็เยอะ แถมยังใช้เวทพื้นฐานได้ตั้งสามธาตุ พ่วงด้วยเวทไร้ธาตุอีกห้าบท... ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ
แต่ก็นะ... ฉันกลับรู้สึกว่าการพุ่งเข้าไปอัดศัตรูให้หมอบมันสะใจกว่าการมาร่ายเวทเป็นไหนๆ เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะจะเป็นจอมเวทหรอก
ช่างเรื่องของฉันเถอะ เอาเป็นว่าด้วย 【รีคัฟเวอรี】 แขนของรุ่นพี่ชิบะต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ
"เอาเป็นว่า เราออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าค่ะ"
ฉันรีบกระดกเมลอนโซดาจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเร่งให้ทั้งสองคนเดินตามมา ขืนมาใช้ 【รีคัฟเวอรี】 กลางร้านกาแฟมีหวังแตกตื่นกันทั้งร้านพอดี
พอเดินออกมาจากร้าน เราก็ไปนั่งพักกันที่ม้านั่งในลานกว้างใจกลางเมือง
รอบๆ ลานกว้างมีแผงลอยขายของเต็มไปหมด คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา สงสัยเพราะเพิ่งกินพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีรสหวานเจี๊ยบไปล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันเลยชักอยากกินของเค็มๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ ไก่ย่างก็น่าสนใจนะ
"หมายความว่า เนโรมีเวทมนตร์ไร้ธาตุที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันเคยใช้รักษากระทั่งคนที่กลายเป็นหินมาแล้วด้วย มั่นใจว่ารักษาได้แน่นอนค่ะ แต่มีเงื่อนไขอยู่อย่างนึงนะคะ"
พอฉันยื่นข้อเสนอไป รุ่นพี่ชิบะก็หันมามองฉันด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
"ถ้ามือข้างนี้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมล่ะก็ ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็ยอมรับทั้งนั้นแหละ จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย...!"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ แค่อยากขอให้รุ่นพี่ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับก็พอค่ะ"
"เอ๊ะ?"
ก็อาจารย์เคยกำชับไว้นี่นา ว่าห้ามใช้ 【รีคัฟเวอรี】 สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องตกลงกับอีกฝ่ายให้ปิดเป็นความลับให้ได้
เพราะ 【รีคัฟเวอรี】 เป็นเวทมนตร์ระดับแรร์ไอเทม ขืนคนอื่นรู้เข้ามีหวังโดนลากไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นแน่ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ
ขนาด 'คำสาป' ก็ยังล้างได้สบายๆ ขืนข่าวลือแพร่ออกไป มีหวังพวกศาสนจักรอย่างรามิช (Ramissh) คงได้แห่มาเชิญตัวฉันไปเป็นนักบุญหญิงแหงๆ
"ข ขอแค่นั้นเองเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ส่วนเหตุผลที่มือของรุ่นพี่ชิบะหายดี ก็บอกไปว่า 'จู่ๆ มันก็หายเอง สงสัยผลของคำสาปมันคงจะเสื่อมสภาพไปเองล่ะมั้ง' อะไรประมาณนี้แหละค่ะ"
"เอ่อ... ข้ออ้างแบบนั้นมันจะไม่ดูแถไปหน่อยเหรอ...?"
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ยังไงความจริงก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ขี้เกียจอธิบายให้ยุ่งยาก รีบๆ รักษาให้เสร็จๆ ไปดีกว่า
"【รีคัฟเวอรี】!"
"อ๊ะ...!?"
แสงสว่างดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของฉัน ก่อนจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือขวาของรุ่นพี่ชิบะ โชคดีที่ฉันกับท่านพี่เซลด้ายืนบังไว้พอดี เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
"เรียบร้อยค่ะ"
แสงสว่างวาบจางหายไป รุ่นพี่ชิบะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาดูระดับสายตาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
นิ้วหัวแม่มือกะตุกเบาๆ ตามด้วยนิ้วก้อย นิ้วชี้... นิ้วแต่ละนิ้วเริ่มขยับได้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกำมือเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็แบมือออก แล้วกำใหม่อีกรอบ นิ้วมือของเธอสามารถขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ขยับได้... ! มือฉันกลับมาขยับได้แล้ว... !"
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาของรุ่นพี่ชิบะ เธอโอบกอดมือขวาที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไม่ได้ใช้งานมานาน กล้ามเนื้ออาจจะฝ่อไปบ้างนะคะ ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดไปทีละนਿ... แอ้ก!?"
จู่ๆ รุ่นพี่ชิบะก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะแน่นจนฉันหายใจไม่ออก
"ขอบใจนะ... ! ขอบใจจริงๆ... ! เธอคือพญาเทวดาตัวน้อยของฉันเลยล่ะ... !"
"อึก... จะรัดแน่นไปแล้วนะคะ!?"
เล่นใหญ่ไปไหมเนี่ย!? ก็นะ ฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงความลำบากของเธอมาก่อน คงจะไปตัดสินความรู้สึกของเธอไม่ได้หรอก!
แต่กอดแน่นขนาดนี้มันหายใจไม่ออกโว้ย! จะตายแล้ว! เครื่องในจะทะลักออกมาแล้ว! อ่อก... หายใจไม่ออก... แค่กๆ...!
"รุ่นพี่คะ! เนโรจะขาดใจตายอยู่แล้วนะคะ!"
"อ๊ะ...! ข ขอโทษที! พอดีมันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย...!"
พอรุ่นพี่ชิบะคลายอ้อมกอดออก ฉันก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ท่านพี่เซลด้าช่วยพยุงไว้ทัน
เกือบได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วไหมล่ะ... แต่ก็นะ เห็นรุ่นพี่ดีใจขนาดนี้ฉันก็ดีใจด้วยแหละ
"ขอบใจมากนะ เนโร นี่สินะที่เขาเรียกว่า... อ่า ไม่สิ ฉันภูมิใจจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นน้องสาว ดีใจด้วยนะคะ รุ่นพี่"
"อืม! ไม่นึกเลยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นจริงๆ แทบรอไม่ไหวที่จะได้จับดาบอีกครั้งแล้วล่ะ!"
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ? เริ่มจากฝึกกำพวกเครื่องบริหารมือดูก่อนดีกว่าค่ะ"
"นั่นสินะ... ต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกกลับมาทีละนิดล่ะนะ"
รุ่นพี่ชิบะลุกขึ้นยืนจากม้านั่ง ฉันเลยสลับไปนั่งพักเหนื่อยแทน เฮ้อ... เหนื่อยชะมัด... ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องออกแรงแท้ๆ...
"อ๊ะ จริงสิ รุ่นพี่คะ เรื่องที่ฉันเคยขอร้องไว้..."
"เอ๊ะ? อ้อ เรื่องที่อยากให้ช่วยสอนดาบให้น้องสาวคนใหม่น่ะเหรอ?"
"เอ๊ะ? ให้หนูเนี่ยนะคะ?"
พอได้ยินบทสนทนาของท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชิบะ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองทันที ให้สอนวิชาดาบ... ให้ฉันเนี่ยนะ?
"หลังจากที่ได้ประลองกับเนโร ฉันก็พอจะดูออกน่ะ ว่าจริงๆ แล้วสไตล์ของเธอคือการสู้แบบมือเปล่าใช่ไหมล่ะ? แต่หุ่นที่เธอเลือกใช้ดันเป็นไลท์นิ่งเฟรมนี่สิ"
"อ่า ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
"ถ้าใช้ไลท์นิ่งเฟรมล่ะก็ คงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่หรอกนะ สนใจจะเปลี่ยนไปใช้ริตเตอร์เฟรมแทนไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่อยากเปลี่ยนค่ะ"
ฉันพอจะเข้าใจความหมายที่ท่านพี่เซลด้าจะสื่อนะ ถ้าสู้ด้วยมือเปล่าเตะต่อยล่ะก็ เกราะของไลท์นิ่งเฟรมมันบางเกินไป
อย่างน้อยก็น่าจะใช้พวกรุ่นที่มีเกราะหนาๆ หน่อยอย่างริตเตอร์หรือไททันจะดีกว่า
แต่ถ้าทำแบบนั้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ก็สไตล์การต่อสู้ตอนเป็นคนปกติของฉันคือการใช้ความเร็วหลบหลีก หาช่องโหว่โจมตี แล้วเน้นความต่อเนื่องเข้าว่านี่นา
"ถ้ายังดึงดันจะใช้ไลท์นิ่งเฟรมต่อไป การใช้อาวุธสู้ก็น่าจะดีกว่าการสู้มือเปล่านะคะ เพราะจะได้ระยะโจมตีที่ไกลขึ้น แถมยังพลิกแพลงได้มากกว่าด้วย จริงๆ แล้ว รุ่นพี่ชิบะก็ใช้ไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันนะคะ สไตล์การต่อสู้น่าจะคล้ายๆ กับเนโรเลยล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอคะ?"
"อืมมม ฉันใช้ 'ดาบสั้น' น่ะ สั้นกว่าดาบคาตานะทั่วไปหน่อย เน้นการเข้าทำรวดเร็ว โจมตีแล้วถอยออกมา เน้นความต่อเนื่องในการโจมตีน่ะ"
โอ้โห นั่นมันสไตล์การต่อสู้ในฝันของฉันเลยนี่นา! แบบที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'โบยบินดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง' ยังไงล่ะ!
"รุ่นพี่ชิบะคิดค้นวิชาดาบคู่สั้นขึ้นมาเองจนไต่เต้าขึ้นไปถึง S Rank ได้เชียวนะคะ ถึงขั้นมีฉายาว่า 【ดาบคู่ประกายแสง】 (双閃) เลยล่ะค่ะ"
"แต่พอมือขวาใช้การไม่ได้ อันดับก็ร่วงกราวรูดเลยล่ะ... แต่ก็นะ ถ้าเรื่องวิชาดาบ เซลด้าสอนให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
"วิชาดาบของเรสเทียส่วนใหญ่เน้นการปลิดชีพศัตรูในดาบเดียวซะมากกว่าน่ะค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะกับสไตล์ของเนโรเท่าไหร่ แถมฉันก็สอนคนไม่ค่อยเก่งด้วย..."
นี่มันอาการของพวกอัจฉริยะชัดๆ! พวกที่เก่งด้วยสัญชาตญาณ มักจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเป็นคำพูดไม่ค่อยได้!
อาจารย์ของฉันก็เป็นพวกนี้เหมือนกันแหละ... ชอบพูดอะไรอย่าง 'ถ้าศัตรูพุ่งมา ป้าบ! ให้เราสวนกลับไป ปุ๊บ! แบบเนี้ย' หรือไม่ก็ 'พอรู้สึกวูบวาบ ก็ให้ฮึบ! ไว้' อะไรก็ไม่รู้...
สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี 'ครูพักลักจำ' เอาเอง... แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เรียนรู้เทคนิคแพรวพราวมาเพียบเลย
"ไม่รู้ว่านี่จะพอเป็นการตอบแทนได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ฉันยินดีจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอนะ..."
"โหย ไม่รังเกียจเลยค่ะ! ยินดีมากๆ เลย! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!"
เยส! ได้อาจารย์สอนดาบแล้ว! ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคงต้องหาอาวุธมาใช้บ้าง แล้วยิ่งได้เรียนวิชากับคนที่ใช้สไตล์การต่อสู้คล้ายๆ กันเนี่ย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย!
"...จริงๆ แล้ว ฉันแค่หวังว่าการที่รุ่นพี่ได้สอนดาบให้เนโร อาจจะช่วยให้รุ่นพี่ที่มีมือขวาใช้งานไม่ได้ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเกินความคาดหมายไปเยอะเลยนะคะเนี่ย"
"สำหรับฉัน แค่ได้รู้จักกับเด็กคนนี้ก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ ตอนแรกฉันกะว่าเรียนจบไปก็คงไม่ได้เป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' แล้วล่ะมั้ง เผลอๆ คิดจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ..."
ถึงขั้นคิดจะลาออกเลยเหรอเนี่ย... โชคดีนะที่รักษาให้หายทัน
"ถึงตอนนี้จะให้กลับไป S Rank ก่อนเรียนจบก็คงยากไปหน่อย แต่ฉันจะขอพยายามไต่กลับไป A Rank ให้ได้อีกครั้งก็แล้วกัน!"
"ระดับรุ่นพี่ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
"แต่ด้วยเวลาที่ห่างหายไปแบบนี้ โควตา 'พระชายาทั้งเก้า' ก็คงจะยากหน่อย... แต่ก็ใช่ว่าจะถอดใจหรอกนะ!"
โควตาพระชายาทั้งเก้า... สิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ตัวแทนของวิทยาลัยสินะ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งเลย
ปกติแล้วโควตานี้จะตกเป็นของนักเรียนระดับ S Rank ทั้งเก้าคน แต่ในกรณีที่มีคนบาดเจ็บจนขอสละสิทธิ์ นักเรียนระดับ A Rank ก็อาจจะได้เลื่อนขึ้นมาเสียบแทนได้เหมือนกัน
คนที่ได้รับเลือกสามารถเลือกประเทศที่จะลงแข่งให้ได้ตามใจชอบเลย ก็นะ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเทศบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละ ถ้าฉันมีโอกาสได้ลงแข่งบ้าง ก็คงจะเลือกเป็นตัวแทนของเอลฟ์ราวนั่นแหละ
ว่ากันว่าทางฝั่ง 'สถาบัน' ก็มีโควตานี้เหมือนกัน รวมๆ แล้วก็จะมีนักเรียนฝึกหัดลงแข่งทั้งหมดสิบแปดคนเลยนะ
สำหรับประเทศที่รับนักเรียนพวกนี้ไปเป็นตัวแทน คงต้องลุ้นกันหนักเลยว่า จะได้ดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับทีม หรือจะได้ตัวถ่วงมาเป็นภาระกันแน่... เสียวสันหลังแทนเลยแฮะ
"แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องเป็น 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนสินะ ฉันตั้งเป้าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนปีห้าให้ได้เลยล่ะ!"
"ถ้าเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ สบายมากอยู่แล้วค่ะ"
'งานประลอง' ที่ว่านี้ก็คืองานประลองระหว่างฝั่ง 'สถาบัน' กับฝั่ง 'วิทยาลัย' สินะ
เห็นว่าเขาจะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนจากแต่ละชั้นปี โดยแบ่งเป็นตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งถือว่าง่ายกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง S Rank จากทั้งโรงเรียนที่มีแค่เก้าคนเยอะเลยล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในท็อปสิบสองจากนักเรียนร้อยแปดสิบคนในรุ่นเดียวกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ฉันเองก็ติดหนึ่งในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันดับที่ได้มาตอนนี้เป็นเพราะความโง่เขลาของยัยรุ่นพี่หัวเดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าได้มาเพราะโชคช่วย หลังจากนี้แหละของจริง ที่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือ
ต้องรักษาอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้นำให้ได้ และเพื่อการนั้น ฉันต้องเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้จากคนเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด
ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อการนั้น ฉันจะต้องตั้งใจฝึกวิชาดาบคู่สั้นจากรุ่นพี่ชิบะให้จงได้
อืมมม แบบนี้ก็ไม่มีเวลาไปเข้าชมรมแล้วสิเนี่ย ก็นะ ถึงจะไม่ได้คิดอยากจะเข้าชมรมตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ
ก่อนอื่น ก็ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ให้เต็มที่ไปเลยล่ะนะ!
033 หนุ่มเจ้าสำราญกับคุณชายขี้โรค
.
"หยุดการประลองได้! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
"เยส!"
ฉันเผลอชูหมัดอาร์มเกียร์ขึ้นชนกันเพื่อฉลองชัยชนะอย่างลืมตัว
การทำแบบนี้อาจจะดูเป็นการหยามเกียรติคู่ต่อสู้ไปสักหน่อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปากดีใส่ฉันก่อน ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ฉันเลือกคู่ประลองแบบสุ่ม แต่ดันสุ่มไปเจอพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้าเข้าอย่างจัง
ก่อนเริ่มการประลอง ยัยนั่นพล่ามใส่ฉันสารพัด ทั้งบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับท่านเซลด้าบ้างล่ะ หาว่าเป็นสามัญชนที่ริอ่านตีตัวเสมอเจ้านายบ้างล่ะ สารพัดจะหามาด่า
ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน แต่พอสัญญาณเริ่มการประลองดังปุ๊บ ฉันก็ซัดหมัดขวาตรงเข้าใส่แบบเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ใช้เวลาประลองแค่ไม่กี่วินาทีเองมั้ง หึหึ สะใจชะมัด
ถึงจะชนะมาได้ แต่ดาวที่ได้มาก็มีแค่ดวงเดียว เพราะการประลองแบบสุ่มจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร เลยไม่สามารถวางเงินเดิมพันหนักๆ หรือ เกทับ(เรส) ได้เลย
ถ้าขืนยังเก็บดาวทีละดวงสองดวงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ทันการคัดตัวแทน 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนเอาก็ได้ ถึงตอนนี้อันดับฉันจะยังอยู่ที่แปด แต่ถ้ามีคนไหนเล่นใหญ่เดิมพันเยอะๆ แล้วชนะรวดขึ้นมา โอกาสโดนแซงก็มีสูงลิบลิ่วเลยล่ะ
ใจจริงก็อยากจะหาทางโกยดาวเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอกนะ...
หลังจากเก็บอาร์มเกียร์เข้าโรงเก็บหุ่นเสร็จ แคโรก็มายืนรอฉันอยู่
เห็นว่าแคโรเพิ่งประลอง 【การประลองดารา】 เสร็จเหมือนกัน และแน่นอนว่าเอาชนะมาได้อย่างใสสะอาด
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับที่สิบแปดของชั้นปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่อันดับสิบแปดร่วมเหมือนกัน เพราะงั้นอันดับที่แท้จริงมันเลยกะเกณฑ์ยากไปหน่อย
รุ่นพี่ชิบะ อาจารย์สอนดาบของฉันบอกว่า ในช่วงเทอมแรกของนักเรียนปีหนึ่ง อันดับมักจะสูสีเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ในความเป็นจริง มีนักเรียนหลายคนที่เคยได้เป็นตัวแทนตอนปีหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอีกเลยก็มีถมไป นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปีในการขึ้นเป็นปีสอง เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะแบ่งแยกฝีมือระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
มื้อเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะไปกินที่โรงอาหารวิทยาลัยกับแคโร... แต่ก็นะ ช่วงนี้ฉันตกเป็นเป้าสายตาของพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้า เลยมักจะเลี่ยงไปกินข้าวข้างนอกมากกว่า
โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้มีเรียนสาย เลยมีเวลาพอที่จะออกไปกินไกลๆ ได้สบายๆ
"ช่วงบ่ายเป็นวิชาบังคับ 'มารยาทขุนนาง' สินะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' นี่จำเป็นต้องเรียนเรื่องมารยาทขุนนางด้วยเหรอเนี่ย?"
"ถ้าเป็นแค่ 'ทรูปเปอร์' ธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเก่งระดับที่ได้เข้าร่วม 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 โอกาสที่จะได้พบปะกับพวกขุนนางหรือแม้แต่ราชวงศ์ก็จะมีสูงมาก ถ้าไม่อยากทำตัวขายหน้าก็ควรจะเรียนรู้เอาไว้ อีกอย่าง 'ทรูปเปอร์' ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่ากับอัศวินซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยนะ อาจจะได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนาง หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันคนพวกนั้นก็ได้"
"สำหรับแคโรที่เกิดมาเป็นขุนนางอยู่แล้วก็คงจะชินล่ะนะ..."
ไอ้วิชา 'มารยาทขุนนาง' อะไรเนี่ย มันจุกจิกน่ารำคาญสุดๆ ไปเลย! ทั้งเรื่องวิธีการเดิน การใช้คำพูดที่ต้องอ้อมค้อม การโต้ตอบบทสนทนา ไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ไปหมด ฉันนี่อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
"แต่ว่านะ ตอนกินข้าว มารยาทบนโต๊ะอาหารของเนโรก็ถือว่าเป๊ะมากเลยนะ ไปเรียนมาจากไหนล่ะนั่น?"
"ก็อาจารย์นั่นแหละ จู้จี้จุกจิกเรื่องพวกนี้สุดๆ ไปเลย..."
ปกติก็ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ดีอะไรหรอกนะ แต่เวลาแกพาไปกินอาหารตามร้านหรูๆ แกจะเข้มงวดเรื่องพวกนี้มากเลยล่ะ แกบอกว่า 'มารยาทคือการแสดงความใส่ใจที่จะไม่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด' ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ต้องเคารพกฎและมารยาทของเขาสิ
แถมยังบอกอีกนะว่า ลูกค้าคนอื่นๆ เขาก็มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้าน การไปทำลายบรรยากาศเหล่านั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงเลยล่ะ
แต่อาจารย์ก็เสริมไว้อีกว่า ถ้าเจอร้านที่มีกฎระเบียบงี่เง่าเกินไปก็ไม่ต้องไปทนกินหรอกนะ อย่างพวกร้านที่มี 'กฎเหล็ก' แปลกๆ เช่น ห้ามคุยกันระหว่างทาน หรือต้องกินจานนี้ก่อนจานนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ อาจารย์บอกว่าร้านพวกนี้มีไว้สำหรับ 'ลูกค้าประจำที่ชอบอะไรแบบนี้' เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องไปกินก็จบ
ก็นะ ฉันเองก็ขอผ่านพวกร้านที่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' หรือบังคับว่า 'ต้องกินไอ้นี่ก่อนนะ แล้วค่อยกินไอ้นั่น' เหมือนกันแหละ ต่อให้อาหารจะอร่อยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าต้องมากินไปด้วยความหงุดหงิดแบบนั้นล่ะก็ ฉันขอบายดีกว่า
"แล้วจะไปกินร้านไหนดีล่ะ? ร้านพาเรนต์เหมือนเดิมไหม?"
"ไม่ล่ะ วันนี้ลองไปหาร้านใหม่ๆ กินกันดีกว่า..."
ระหว่างที่กำลังเดินคุยกับแคโรอยู่นั้น ก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเดินสวนมาทางฟุตบาทฝั่งตรงข้าม
อ้าว ใส่ชุดนักเรียนของ 'สถาบัน' ซะด้วยสิ แปลกแฮะที่มาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้
'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ตั้งอยู่คนละฟากของเมืองหลวงเลยนะ สำหรับพวกนั้นแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรก็คงไม่ค่อยอยากจะมาเหยียบฝั่งนี้หรอกมั้ง
"อ๊ะ"
"เอ๊ะ?"
พอได้ยินเสียงอุทานจากฝั่งนั้น ฉันก็หันไปมอง แล้วก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักกันหมาดๆ นี่เอง
"เนโรนี่เอง"
"อ่าา... เอ่อ... เคล... เอ๊ะ หรือซีลนะ?"
"...คีลต่างหากล่ะ"
อ้อ ใช่ๆ คีลนั่นเอง
นักเรียนจาก 'สถาบัน' ที่มาสังเกตการณ์ตอนฉันไปทำงานพิเศษให้ท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ ส่วนอีกคน... อ่า... นึกชื่อไม่ออกแฮะ ไอ้หมอนั่นผมสีดำสินะ วันนี้ไม่เห็นมาด้วยเลย
"คนรู้จักของเนโรเหรอ?"
"อ่า ก็พอจะรู้จักกันอยู่นิดหน่อยแหละมั้ง...? นี่คีล สไลม์แมน... เอ๊ะ หรืออะไรนะ? เป็นนักเรียนปีสี่จาก 'สถาบัน' น่ะ"
"...คีล สเลแมนต่างหาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เกือบถูกแล้วเชียว! สเลแมนนี่เอง ทายถูกตั้ง 4 ใน 5 ตัวอักษรแน่ะ!
"สเลแมน... หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลเอิร์ลสเลแมนแห่งเบลฟาสต์คะ?"
"ใช่แล้วล่ะ รู้จักด้วยเหรอเนี่ย?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวล่าช้าค่ะ ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ"
"ตระกูลเรียตต์... บุตรีแห่งตระกูลมาร์ควิสเรียตต์จากเรกูลัสสินะครับ ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับ"
อะไรกันๆ รู้จักตระกูลของอีกฝ่ายกันด้วยเหรอเนี่ย พวกขุนนางนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ
เห็นว่าขุนนางทุกบ้านจะต้องมีหนังสือ 'ทำเนียบขุนนาง' เล่มหนาเตอะติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องท่องจำข้อมูลของขุนนางจากประเทศต่างๆ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย นี่มันขุมนรกชัดๆ...
คีลหันไปทางเด็กผู้ชายอีกสองคนที่เดินตามมาข้างหลัง
"สองคนนี้คือรุ่นน้องของฉันเอง ฟิล เรทรา กับ อัลคูรา เฮลไกอา ทั้งคู่เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งปีนี้แหละ"
"หวัดดีคร้าบ ฟิล เรทราคร้าบผม"
"อัลคูรา เฮลไกอา"
รุ่นน้องของคีลที่เป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสองคนนี้ ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแฮะ
คนที่ชื่อฟิลตัวสูงโย่ง ผิวสีแทนคล้ำแดด ท่าทางกะล่อนสุดๆ โพกผ้าคาดผมประดับขนนก ใส่ตุ้มหู แถมยังใส่กำไลข้อมือสีเงินสีทองเต็มไปหมดเลย
ส่วนคนที่ชื่ออัลคูรากลับมีผิวขาวซีดเป็นไก่ต้ม ถึงจะสูงกว่าฉัน แต่ก็ถือว่าเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แถมยังทำท่าทางอวดดีอีกต่างหาก อ้อ แล้วก็ดูจะเจ้าเนื้อนิดๆ ด้วยนะ
"ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ ส่วนนี่ก็เนโร เพื่อนร่วมชั้นของดิฉันเอง"
"เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ฉันก้มหัวทักทายพวกเขาเบาๆ
"ซิลลูเอสก้า...? ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย เป็นขุนนางจากประเทศไหนเหรอ?"
เด็กผู้ชายที่ชื่ออัลคูราถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ พอมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าหูของเขาแหลมๆ ด้วยแฮะ เอลฟ์เหรอ... ไม่สิ ผิวซีดๆ แบบนี้ น่าจะเป็นเผ่าปีศาจมากกว่ามั้ง?
"อ้อ ฉันไม่ใช่ขุนนางหรอกนะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็มีนามสกุลได้น่ะ..."
"อะไรกัน ที่แท้ก็พวกไพร่หรอกเหรอ ทำให้สับสนซะได้"
"ห๋า?"
อะไรวะเนี่ย ไอ้หมอนี่...
คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ ทำเอาฉันที่ปกติเป็นคนใจเย็นถึงกับปรี๊ดแตกเลยนะจะบอกให้ (ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น ฉันไม่ได้ยินหรอกนะเออ!)
"แหมๆๆ... ทางคุณคงจะเป็นผู้ดีมีตระกูลสูงส่งสินะคะ..."
"หึ! ไพร่อย่างเธอจะรู้จักก็ไม่แปลกหรอก ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่แห่งอาณาจักรเฮลไกอา! ไม่ใช่พวกขุนนางชั้นปลายแถวพรรค์นั้นหรอกนะ!"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวกร่างคับโลกขนาดนี้ ที่แท้ก็พวกคุณชายลูกแหง่ที่เอาชาติกำเนิดมาตีค่าเป็นความสามารถของตัวเองนี่เอง!"
"หนอย...!? ก แก! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีมารบหลู่ข้าเชียวรึ!"
คุณชายเผ่าปีศาจหน้าซีดเป็นไก่ต้ม บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด อ้าวเฮ้ย!? ทางนี้ก็โกรธเหมือนกันนะเว้ย!?
"ใครเป็นไพร่ชั้นต่ำยะ! ไอ้คุณชายขี้โรค! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของแก แล้วฉันก็ไม่ใช่ประชาชนของแกด้วย! จะเป็นเจ้าชายหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเว้ย! เข้าใจไหม ไอ้คุณชายสมองกลวง!"
"อ๊ากก...!? หนอย หนอยยย...!"
พอฉันสวนกลับเป็นชุด คุณชายเผ่าปีศาจก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
"เดี๋ยวก่อน เนโร! พูดแรงไปแล้วนะ!"
"อัลคูรา! นายเองก็เสียมารยาทกับฝ่ายนั้นนะ! ในเมื่อเป็นนักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าฐานะทางสังคมไม่มีความหมายแล้ว จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาข่มคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
แคโรกับคีลรีบเข้ามาห้ามทัพพวกเราไว้ ไอ้หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอามือปิดปากกลั้นขำจนตัวสั่น นี่ขำอยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคโดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้คนละฝั่ง แต่เราก็ยังจ้องหน้ากันเขม็งเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ เอาสิ! ถ้าไอ้คุณชายหน้าซีดนี่กล้าแหยมเข้ามาล่ะก็ ฉันก็จะสวนกลับให้หงายเงิบไปเลยคอยดู!
หนุ่มกะล่อนที่กำลังพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง หันไปกระซิบกับคีล
"รุ่นพี่คีลครับ ขืนปล่อยให้แยกย้ายกันไปแบบนี้ คงได้แค้นฝังหุ่นกันไปตลอดชาติแหงๆ เลยนะครับเนี่ย?"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
"ก็พวกเราต่างก็อยากจะเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นนี่ครับ ถ้าจะให้ตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดง ก็ต้องใช้วิธี 'นั้น' ใช่ไหมล่ะครับ?"
"จะให้เอาเฟรมเกียร์มาประลองกันงั้นเหรอ? แต่กฎห้ามไม่ให้นักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ประลองกันเองนอกเหนือจากใน 'งานประลอง' นะ"
"แต่อาร์มเกียร์ไม่ได้ถูกสั่งห้ามนี่ครับ?"
"นั่นมันก็จริงอยู่หรอก แต่..."
คีลดูลังเลกับข้อเสนอของหนุ่มกะล่อน จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายหน้าซีดก็สะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของคีล
"ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่คีล! ผมจะสั่งสอนมารยาทให้ไอ้เด็กเตี้ยนี่เองครับ!"
"ใครเตี้ยยะ! แกเองก็เตี้ยเหมือนกันแหละ!"
"ข้าสูงกว่าแกก็แล้วกัน!"
"หาาา!? ก็สูงกว่าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่รึไงยะ!"
นี่ไอ้หนุ่มกะล่อน! เลิกพึมพำว่า 'ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้...!' แล้วก็กลั้นขำสักทีจะได้ไหมยะ!
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคต่างก็โดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้อีกรอบ แต่เราก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะอัดมันให้น่วมเลยคอยดู!
แคโรที่ล็อกตัวฉันอยู่ข้างหลัง หันไปถามคีล
"จะให้ประลองด้วยอาร์มเกียร์จริงๆ เหรอคะ?"
"ฉันว่านั่นน่าจะเป็นวิธีจบปัญหาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ... แล้วอีกอย่าง ก็อยากจะดัดนิสัยอวดดีของหมอนั่นซะหน่อยด้วย"
"เอ๊ะ?"
"อ้อ หมายถึงทางนี้น่ะ พอดีพวกเรากำลังจะไปทำธุระที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีอาร์มเกียร์ให้ยืมใช้ได้ แล้วก็ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบด้วย เดี๋ยวให้ไปประลองกันที่นั่นแหละ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
ด้วยข้อเสนอของคีล ทำให้พวกเราตกลงที่จะไปตัดสินปัญหาด้วยการประลองอาร์มเกียร์เข้าทางฉันเลย จะได้อัดมันให้น่วมไปเลย
""ฮึ่ม!""
ฉันพยายามเลี่ยงไม่มองหน้าไอ้คุณชายขี้โรค แล้วเดินตามหลังพวกคีลไป
อ๊ะ ต้องขอโทษแคโรที่ลากเข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้วสิ
"ขอโทษนะ คงต้องกินมื้อเที่ยงสายหน่อยแล้วล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเนโรแล้วมีเรื่องตื่นเต้นตลอดเลย สนุกดีออก ดีใจจังที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน"
เอ่อ... นี่ชมหรือเปล่าเนี่ย? หมายความในแง่ดีใช่ไหม?
พวกคีลเดินนำหน้าไปยังเขตชานเมือง แถวๆ ชานเมืองใกล้กับ 'วิทยาลัย' เดินไปได้สักพักก็ถึงอาคารที่ดูเหมือนโรงงานเก่าๆ แห่งหนึ่ง เสียงเคาะเหล็กและเสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดออกมาถึงข้างนอก
จะให้มาประลองอาร์มเกียร์กันที่นี่เหรอเนี่ย? ก็ดูกว้างขวางดีอยู่นะ
ตรงประตูทางเข้าบานใหญ่ มีป้ายเหล็กหนาๆ แขวนอยู่ บนนั้นมีตัวหนังสือที่เหมือนใช้พู่กันเขียนลวกๆ เอาไว้ด้วยสีทาบ้าน ป้ายชื่อร้านเหรอเนี่ย?
"โรงงานเวทมนตร์... 'ซีกเกอร์ส' (Seekers)...?"
"หยุดการประลองได้! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
"เยส!"
ฉันเผลอชูหมัดอาร์มเกียร์ขึ้นชนกันเพื่อฉลองชัยชนะอย่างลืมตัว
การทำแบบนี้อาจจะดูเป็นการหยามเกียรติคู่ต่อสู้ไปสักหน่อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปากดีใส่ฉันก่อน ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ฉันเลือกคู่ประลองแบบสุ่ม แต่ดันสุ่มไปเจอพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้าเข้าอย่างจัง
ก่อนเริ่มการประลอง ยัยนั่นพล่ามใส่ฉันสารพัด ทั้งบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับท่านเซลด้าบ้างล่ะ หาว่าเป็นสามัญชนที่ริอ่านตีตัวเสมอเจ้านายบ้างล่ะ สารพัดจะหามาด่า
ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน แต่พอสัญญาณเริ่มการประลองดังปุ๊บ ฉันก็ซัดหมัดขวาตรงเข้าใส่แบบเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ใช้เวลาประลองแค่ไม่กี่วินาทีเองมั้ง หึหึ สะใจชะมัด
ถึงจะชนะมาได้ แต่ดาวที่ได้มาก็มีแค่ดวงเดียว เพราะการประลองแบบสุ่มจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร เลยไม่สามารถวางเงินเดิมพันหนักๆ หรือ เกทับ(เรส) ได้เลย
ถ้าขืนยังเก็บดาวทีละดวงสองดวงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ทันการคัดตัวแทน 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนเอาก็ได้ ถึงตอนนี้อันดับฉันจะยังอยู่ที่แปด แต่ถ้ามีคนไหนเล่นใหญ่เดิมพันเยอะๆ แล้วชนะรวดขึ้นมา โอกาสโดนแซงก็มีสูงลิบลิ่วเลยล่ะ
ใจจริงก็อยากจะหาทางโกยดาวเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอกนะ...
หลังจากเก็บอาร์มเกียร์เข้าโรงเก็บหุ่นเสร็จ แคโรก็มายืนรอฉันอยู่
เห็นว่าแคโรเพิ่งประลอง 【การประลองดารา】 เสร็จเหมือนกัน และแน่นอนว่าเอาชนะมาได้อย่างใสสะอาด
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับที่สิบแปดของชั้นปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่อันดับสิบแปดร่วมเหมือนกัน เพราะงั้นอันดับที่แท้จริงมันเลยกะเกณฑ์ยากไปหน่อย
รุ่นพี่ชิบะ อาจารย์สอนดาบของฉันบอกว่า ในช่วงเทอมแรกของนักเรียนปีหนึ่ง อันดับมักจะสูสีเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ในความเป็นจริง มีนักเรียนหลายคนที่เคยได้เป็นตัวแทนตอนปีหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอีกเลยก็มีถมไป นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปีในการขึ้นเป็นปีสอง เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะแบ่งแยกฝีมือระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
มื้อเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะไปกินที่โรงอาหารวิทยาลัยกับแคโร... แต่ก็นะ ช่วงนี้ฉันตกเป็นเป้าสายตาของพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้า เลยมักจะเลี่ยงไปกินข้าวข้างนอกมากกว่า
โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้มีเรียนสาย เลยมีเวลาพอที่จะออกไปกินไกลๆ ได้สบายๆ
"ช่วงบ่ายเป็นวิชาบังคับ 'มารยาทขุนนาง' สินะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' นี่จำเป็นต้องเรียนเรื่องมารยาทขุนนางด้วยเหรอเนี่ย?"
"ถ้าเป็นแค่ 'ทรูปเปอร์' ธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเก่งระดับที่ได้เข้าร่วม 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 โอกาสที่จะได้พบปะกับพวกขุนนางหรือแม้แต่ราชวงศ์ก็จะมีสูงมาก ถ้าไม่อยากทำตัวขายหน้าก็ควรจะเรียนรู้เอาไว้ อีกอย่าง 'ทรูปเปอร์' ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่ากับอัศวินซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยนะ อาจจะได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนาง หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันคนพวกนั้นก็ได้"
"สำหรับแคโรที่เกิดมาเป็นขุนนางอยู่แล้วก็คงจะชินล่ะนะ..."
ไอ้วิชา 'มารยาทขุนนาง' อะไรเนี่ย มันจุกจิกน่ารำคาญสุดๆ ไปเลย! ทั้งเรื่องวิธีการเดิน การใช้คำพูดที่ต้องอ้อมค้อม การโต้ตอบบทสนทนา ไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ไปหมด ฉันนี่อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
"แต่ว่านะ ตอนกินข้าว มารยาทบนโต๊ะอาหารของเนโรก็ถือว่าเป๊ะมากเลยนะ ไปเรียนมาจากไหนล่ะนั่น?"
"ก็อาจารย์นั่นแหละ จู้จี้จุกจิกเรื่องพวกนี้สุดๆ ไปเลย..."
ปกติก็ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ดีอะไรหรอกนะ แต่เวลาแกพาไปกินอาหารตามร้านหรูๆ แกจะเข้มงวดเรื่องพวกนี้มากเลยล่ะ แกบอกว่า 'มารยาทคือการแสดงความใส่ใจที่จะไม่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด' ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ต้องเคารพกฎและมารยาทของเขาสิ
แถมยังบอกอีกนะว่า ลูกค้าคนอื่นๆ เขาก็มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้าน การไปทำลายบรรยากาศเหล่านั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงเลยล่ะ
แต่อาจารย์ก็เสริมไว้อีกว่า ถ้าเจอร้านที่มีกฎระเบียบงี่เง่าเกินไปก็ไม่ต้องไปทนกินหรอกนะ อย่างพวกร้านที่มี 'กฎเหล็ก' แปลกๆ เช่น ห้ามคุยกันระหว่างทาน หรือต้องกินจานนี้ก่อนจานนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ อาจารย์บอกว่าร้านพวกนี้มีไว้สำหรับ 'ลูกค้าประจำที่ชอบอะไรแบบนี้' เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องไปกินก็จบ
ก็นะ ฉันเองก็ขอผ่านพวกร้านที่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' หรือบังคับว่า 'ต้องกินไอ้นี่ก่อนนะ แล้วค่อยกินไอ้นั่น' เหมือนกันแหละ ต่อให้อาหารจะอร่อยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าต้องมากินไปด้วยความหงุดหงิดแบบนั้นล่ะก็ ฉันขอบายดีกว่า
"แล้วจะไปกินร้านไหนดีล่ะ? ร้านพาเรนต์เหมือนเดิมไหม?"
"ไม่ล่ะ วันนี้ลองไปหาร้านใหม่ๆ กินกันดีกว่า..."
ระหว่างที่กำลังเดินคุยกับแคโรอยู่นั้น ก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเดินสวนมาทางฟุตบาทฝั่งตรงข้าม
อ้าว ใส่ชุดนักเรียนของ 'สถาบัน' ซะด้วยสิ แปลกแฮะที่มาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้
'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ตั้งอยู่คนละฟากของเมืองหลวงเลยนะ สำหรับพวกนั้นแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรก็คงไม่ค่อยอยากจะมาเหยียบฝั่งนี้หรอกมั้ง
"อ๊ะ"
"เอ๊ะ?"
พอได้ยินเสียงอุทานจากฝั่งนั้น ฉันก็หันไปมอง แล้วก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักกันหมาดๆ นี่เอง
"เนโรนี่เอง"
"อ่าา... เอ่อ... เคล... เอ๊ะ หรือซีลนะ?"
"...คีลต่างหากล่ะ"
อ้อ ใช่ๆ คีลนั่นเอง
นักเรียนจาก 'สถาบัน' ที่มาสังเกตการณ์ตอนฉันไปทำงานพิเศษให้ท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ ส่วนอีกคน... อ่า... นึกชื่อไม่ออกแฮะ ไอ้หมอนั่นผมสีดำสินะ วันนี้ไม่เห็นมาด้วยเลย
"คนรู้จักของเนโรเหรอ?"
"อ่า ก็พอจะรู้จักกันอยู่นิดหน่อยแหละมั้ง...? นี่คีล สไลม์แมน... เอ๊ะ หรืออะไรนะ? เป็นนักเรียนปีสี่จาก 'สถาบัน' น่ะ"
"...คีล สเลแมนต่างหาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เกือบถูกแล้วเชียว! สเลแมนนี่เอง ทายถูกตั้ง 4 ใน 5 ตัวอักษรแน่ะ!
"สเลแมน... หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลเอิร์ลสเลแมนแห่งเบลฟาสต์คะ?"
"ใช่แล้วล่ะ รู้จักด้วยเหรอเนี่ย?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวล่าช้าค่ะ ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ"
"ตระกูลเรียตต์... บุตรีแห่งตระกูลมาร์ควิสเรียตต์จากเรกูลัสสินะครับ ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับ"
อะไรกันๆ รู้จักตระกูลของอีกฝ่ายกันด้วยเหรอเนี่ย พวกขุนนางนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ
เห็นว่าขุนนางทุกบ้านจะต้องมีหนังสือ 'ทำเนียบขุนนาง' เล่มหนาเตอะติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องท่องจำข้อมูลของขุนนางจากประเทศต่างๆ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย นี่มันขุมนรกชัดๆ...
คีลหันไปทางเด็กผู้ชายอีกสองคนที่เดินตามมาข้างหลัง
"สองคนนี้คือรุ่นน้องของฉันเอง ฟิล เรทรา กับ อัลคูรา เฮลไกอา ทั้งคู่เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งปีนี้แหละ"
"หวัดดีคร้าบ ฟิล เรทราคร้าบผม"
"อัลคูรา เฮลไกอา"
รุ่นน้องของคีลที่เป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสองคนนี้ ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแฮะ
คนที่ชื่อฟิลตัวสูงโย่ง ผิวสีแทนคล้ำแดด ท่าทางกะล่อนสุดๆ โพกผ้าคาดผมประดับขนนก ใส่ตุ้มหู แถมยังใส่กำไลข้อมือสีเงินสีทองเต็มไปหมดเลย
ส่วนคนที่ชื่ออัลคูรากลับมีผิวขาวซีดเป็นไก่ต้ม ถึงจะสูงกว่าฉัน แต่ก็ถือว่าเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แถมยังทำท่าทางอวดดีอีกต่างหาก อ้อ แล้วก็ดูจะเจ้าเนื้อนิดๆ ด้วยนะ
"ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ ส่วนนี่ก็เนโร เพื่อนร่วมชั้นของดิฉันเอง"
"เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ฉันก้มหัวทักทายพวกเขาเบาๆ
"ซิลลูเอสก้า...? ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย เป็นขุนนางจากประเทศไหนเหรอ?"
เด็กผู้ชายที่ชื่ออัลคูราถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ พอมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าหูของเขาแหลมๆ ด้วยแฮะ เอลฟ์เหรอ... ไม่สิ ผิวซีดๆ แบบนี้ น่าจะเป็นเผ่าปีศาจมากกว่ามั้ง?
"อ้อ ฉันไม่ใช่ขุนนางหรอกนะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็มีนามสกุลได้น่ะ..."
"อะไรกัน ที่แท้ก็พวกไพร่หรอกเหรอ ทำให้สับสนซะได้"
"ห๋า?"
อะไรวะเนี่ย ไอ้หมอนี่...
คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ ทำเอาฉันที่ปกติเป็นคนใจเย็นถึงกับปรี๊ดแตกเลยนะจะบอกให้ (ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น ฉันไม่ได้ยินหรอกนะเออ!)
"แหมๆๆ... ทางคุณคงจะเป็นผู้ดีมีตระกูลสูงส่งสินะคะ..."
"หึ! ไพร่อย่างเธอจะรู้จักก็ไม่แปลกหรอก ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่แห่งอาณาจักรเฮลไกอา! ไม่ใช่พวกขุนนางชั้นปลายแถวพรรค์นั้นหรอกนะ!"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวกร่างคับโลกขนาดนี้ ที่แท้ก็พวกคุณชายลูกแหง่ที่เอาชาติกำเนิดมาตีค่าเป็นความสามารถของตัวเองนี่เอง!"
"หนอย...!? ก แก! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีมารบหลู่ข้าเชียวรึ!"
คุณชายเผ่าปีศาจหน้าซีดเป็นไก่ต้ม บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด อ้าวเฮ้ย!? ทางนี้ก็โกรธเหมือนกันนะเว้ย!?
"ใครเป็นไพร่ชั้นต่ำยะ! ไอ้คุณชายขี้โรค! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของแก แล้วฉันก็ไม่ใช่ประชาชนของแกด้วย! จะเป็นเจ้าชายหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเว้ย! เข้าใจไหม ไอ้คุณชายสมองกลวง!"
"อ๊ากก...!? หนอย หนอยยย...!"
พอฉันสวนกลับเป็นชุด คุณชายเผ่าปีศาจก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
"เดี๋ยวก่อน เนโร! พูดแรงไปแล้วนะ!"
"อัลคูรา! นายเองก็เสียมารยาทกับฝ่ายนั้นนะ! ในเมื่อเป็นนักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าฐานะทางสังคมไม่มีความหมายแล้ว จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาข่มคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
แคโรกับคีลรีบเข้ามาห้ามทัพพวกเราไว้ ไอ้หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอามือปิดปากกลั้นขำจนตัวสั่น นี่ขำอยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคโดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้คนละฝั่ง แต่เราก็ยังจ้องหน้ากันเขม็งเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ เอาสิ! ถ้าไอ้คุณชายหน้าซีดนี่กล้าแหยมเข้ามาล่ะก็ ฉันก็จะสวนกลับให้หงายเงิบไปเลยคอยดู!
หนุ่มกะล่อนที่กำลังพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง หันไปกระซิบกับคีล
"รุ่นพี่คีลครับ ขืนปล่อยให้แยกย้ายกันไปแบบนี้ คงได้แค้นฝังหุ่นกันไปตลอดชาติแหงๆ เลยนะครับเนี่ย?"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
"ก็พวกเราต่างก็อยากจะเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นนี่ครับ ถ้าจะให้ตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดง ก็ต้องใช้วิธี 'นั้น' ใช่ไหมล่ะครับ?"
"จะให้เอาเฟรมเกียร์มาประลองกันงั้นเหรอ? แต่กฎห้ามไม่ให้นักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ประลองกันเองนอกเหนือจากใน 'งานประลอง' นะ"
"แต่อาร์มเกียร์ไม่ได้ถูกสั่งห้ามนี่ครับ?"
"นั่นมันก็จริงอยู่หรอก แต่..."
คีลดูลังเลกับข้อเสนอของหนุ่มกะล่อน จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายหน้าซีดก็สะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของคีล
"ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่คีล! ผมจะสั่งสอนมารยาทให้ไอ้เด็กเตี้ยนี่เองครับ!"
"ใครเตี้ยยะ! แกเองก็เตี้ยเหมือนกันแหละ!"
"ข้าสูงกว่าแกก็แล้วกัน!"
"หาาา!? ก็สูงกว่าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่รึไงยะ!"
นี่ไอ้หนุ่มกะล่อน! เลิกพึมพำว่า 'ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้...!' แล้วก็กลั้นขำสักทีจะได้ไหมยะ!
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคต่างก็โดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้อีกรอบ แต่เราก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะอัดมันให้น่วมเลยคอยดู!
แคโรที่ล็อกตัวฉันอยู่ข้างหลัง หันไปถามคีล
"จะให้ประลองด้วยอาร์มเกียร์จริงๆ เหรอคะ?"
"ฉันว่านั่นน่าจะเป็นวิธีจบปัญหาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ... แล้วอีกอย่าง ก็อยากจะดัดนิสัยอวดดีของหมอนั่นซะหน่อยด้วย"
"เอ๊ะ?"
"อ้อ หมายถึงทางนี้น่ะ พอดีพวกเรากำลังจะไปทำธุระที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีอาร์มเกียร์ให้ยืมใช้ได้ แล้วก็ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบด้วย เดี๋ยวให้ไปประลองกันที่นั่นแหละ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
ด้วยข้อเสนอของคีล ทำให้พวกเราตกลงที่จะไปตัดสินปัญหาด้วยการประลองอาร์มเกียร์เข้าทางฉันเลย จะได้อัดมันให้น่วมไปเลย
""ฮึ่ม!""
ฉันพยายามเลี่ยงไม่มองหน้าไอ้คุณชายขี้โรค แล้วเดินตามหลังพวกคีลไป
อ๊ะ ต้องขอโทษแคโรที่ลากเข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้วสิ
"ขอโทษนะ คงต้องกินมื้อเที่ยงสายหน่อยแล้วล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเนโรแล้วมีเรื่องตื่นเต้นตลอดเลย สนุกดีออก ดีใจจังที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน"
เอ่อ... นี่ชมหรือเปล่าเนี่ย? หมายความในแง่ดีใช่ไหม?
พวกคีลเดินนำหน้าไปยังเขตชานเมือง แถวๆ ชานเมืองใกล้กับ 'วิทยาลัย' เดินไปได้สักพักก็ถึงอาคารที่ดูเหมือนโรงงานเก่าๆ แห่งหนึ่ง เสียงเคาะเหล็กและเสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดออกมาถึงข้างนอก
จะให้มาประลองอาร์มเกียร์กันที่นี่เหรอเนี่ย? ก็ดูกว้างขวางดีอยู่นะ
ตรงประตูทางเข้าบานใหญ่ มีป้ายเหล็กหนาๆ แขวนอยู่ บนนั้นมีตัวหนังสือที่เหมือนใช้พู่กันเขียนลวกๆ เอาไว้ด้วยสีทาบ้าน ป้ายชื่อร้านเหรอเนี่ย?
"โรงงานเวทมนตร์... 'ซีกเกอร์ส' (Seekers)...?"
034 การดวลที่ 'ซีกเกอร์ส'
.
"อย่ามัวแต่ชักช้าดิวะ! ขืนทำเหยาะแหยะเดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอให้หรอก!"
"ไม่ใช่ตรงนั้นโว้ย! บอกว่าอีกฝั่งไง! ตาบอดหรือไงวะ!"
"อย่าเอาอะไหล่มาวางเกะกะตรงนี้สิวะ! เดี๋ยวพ่อก็ทุบกบาลแยกหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย!"
พอเดินเข้ามาในบริเวณโรงงาน เสียงตะโกนด่าทอก็ดังลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง
คนงานที่นี่แต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ตัวใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น ดูน่าอึดอัดชะมัด
"ที่นี่ดูเถื่อนๆ จังเลยนะ..."
"งั้นเหรอ? โรงงานเหล็กทั่วๆ ไปก็ประมาณนี้แหละมั้ง?"
แคโรขมวดคิ้วนิดๆ พลางมองซ้ายมองขวา ก็นะ คุณหนูลูกขุนนางมาเจอสถานที่แบบนี้ครั้งแรกก็คงจะตื่นตกใจเป็นธรรมดา
คนงานส่วนใหญ่เป็นพวกกล้ามโตก็จริง แต่ก็มีคนแคระปะปนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
อ๊ะ มีผู้หญิงด้วยแฮะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้หญิงเลยสักทีเดียว
แต่ก็นะ... ผู้หญิงไม่กี่คนนั้นก็กล้ามโตไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ... หืม?
รู้สึกเหมือนมีคนหน้าคุ้นๆ กำลังทำหน้าตกใจมองมาทางนี้ด้วยแฮะ เด็กคนนั้นไม่ได้กล้ามโตนี่นา เดี๋ยวนะ...
"เอ๊ะ? คุณเนโรกับคุณแคโร?"
"ลาล่า? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?"
เพื่อนร่วมชั้นของเรา ลาล่าในชุดช่างเดินเข้ามากระโดดเหยงๆ ทักทาย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอที่นี่
"ที่นี่เป็นโรงงานคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันก็เลยแวะมาช่วยงานพาร์ตไทม์บ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ฉันเลยแนะนำคีลกับคนอื่นๆ ให้ลาล่ารู้จัก คีลทักทายอย่างสุภาพ ส่วนหนุ่มกะล่อนก็ทักทายแบบทีเล่นทีจริง แต่คุณชายขี้โรคกลับเมินหน้าหนี ไม่ยอมมองมาทางนี้เลยสักนิด เพราะลาล่าเป็นสามัญชนเลยเมินงั้นเหรอ หรือว่ากะจะประชดฉันกันแน่... ไอ้หมอนี่ จำไว้เลยนะ
คีลหันไปถามลาล่า
"แล้วเถ้าแก่ล่ะอยู่ไหน?"
"คุณลุงเหรอคะ? น่าจะ... อ๊ะ กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะ"
พอหันไปตามที่ลาล่าบอก ก็เห็นอาร์มเกียร์ตัวหนึ่งเดินเสียงดัง ตึงตัง! ตรงเข้ามา... อาร์มเกียร์เหรอ? ไม่สิ ดูแปลกๆ อยู่นะ...?
"โอ้! นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายบ้านสเลแมนนี่เอง"
เสียงคุณลุงดังมาจากอาร์มเกียร์ตัวนั้น ทันใดนั้น อาร์มเกียร์ก็แตกออกดัง ปั๊ก!
ชิ้นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน แล้วคุณลุงหนวดเคริ้มก็โผล่พรวดออกมาจากอาร์มเกียร์ที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ที่คายคุณลุงหนวดเคริ้มออกมากลับมาประกอบร่างกันใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แต่กลายเป็นโกเลมรูปร่างเหมือนหมีตัวเบ้อเริ่มแทน
ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาร์มเกียร์ นี่มันโกเลมติดอาวุธนี่นา!
เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โกเลมติดอาวุธก็สมชื่อเลย คือโกเลมที่เอาไว้สวมใส่เหมือนชุดเกราะ
แต่ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเป็นอาวุธแล้ว ยังมีโกเลมติดอาวุธหน้าตาแบบนี้ด้วย
"พากันมาเป็นพรวนเลย มีธุระอะไรล่ะ?"
"เอ่อ... พวกเราอยากจะขอใช้ลานประลองอาร์มเกียร์หน่อยน่ะครับ พอจะให้ยืมสถานที่กับอุปกรณ์สักชุดได้ไหมครับ?"
"โห คุณชายจะลงแข่งเองเรอะ?"
"เปล่าครับ สองคนนี้ต่างหาก"
คีลแนะนำฉันกับคุณชายขี้โรค ฉันก้มหัวทักทายเล็กน้อย ส่วนคุณชายขี้โรคก็ยังคงทำหน้าบูดหันไปทางอื่นเหมือนเดิม
"แม่หนูตัวกะเปี๊ยกกับไอ้หนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะเรอะ?"
""ไม่เปี๊ยกเว้ย!!""
บ้าเอ๊ย ดันไปประสานเสียงกับคุณชายขี้โรคซะได้ พอฉันหันไปมองหน้ามัน มันก็จ้องฉันกลับเหมือนกัน มองอะไรยะ หาเรื่องเหรอ...!
"เอาเถอะ พอดีเพิ่งซ่อมเสร็จไปสองตัว ถึงจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ทนทานดี เอาไปใช้ได้เลย ตามมาสิ"
"ขอบคุณมากครับ"
พวกเราเดินตามคุณลุงหนวดเคริ้มเข้าไปด้านในโรงงาน
หลังโรงงานมีลานกว้างๆ อยู่ มุมนึงมีซากชิ้นส่วนอาร์มเกียร์กองเป็นภูเขาเลากาเลย
สำหรับฉันมันก็แค่กองขยะดีๆ นี่เอง แต่คงจะเอามาซ่อมแซมแล้วใช้ใหม่ล่ะมั้ง
หน้ากองขยะนั่น มีอาร์มเกียร์สองเครื่องจอดอยู่ นี่มันรุ่นคุณทวดเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย...? ดูเก่ากว่ารุ่นตกรุ่นที่ใช้ฝึกใน 'วิทยาลัย' ซะอีกนะ?
"ว้าว! ไรน์วัลด์ (Rheinwald) ของบริษัทซีแม็ค (Zimmad) นี่นา! แถมเป็นรุ่นแรกเริ่มด้วย! คลาสสิกสุดๆ ไปเลยค่ะ!"
ลาล่าวิ่งปรี่เข้าไปหาอาร์มเกียร์สองเครื่องนั้นอย่างกับเด็กเจอของเล่น ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นโปรดของเธอสินะ
"เจ้านี่ทนทานพอที่จะให้พวกเธอฟาดฟันกันได้เต็มที่เลยล่ะ ยังไงก็ตั้งใจจะเปลี่ยนเกราะใหม่อยู่แล้ว เอาไปซัดกันให้เต็มที่เลย"
"ขอบคุณครับ เอาล่ะ ตกลงว่าทั้งสองคนจะตัดสินกันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม?"
"เอาสิ"
"ไม่มีปัญหา"
คุณชายขี้โรคหันมาทางฉันแล้วทำเสียงขึ้นจมูก ชิ น่าหมั่นไส้จริงๆ...!
อาร์มเกียร์สองเครื่องถูกลากไปไว้คนละฝั่งของลานประลอง ดูเหมือนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากับคนขับสินะ
จังหวะที่ฉันกำลังเดินไปที่อาร์มเกียร์เครื่องหนึ่ง คุณชายขี้โรคก็พูดแขวะมาจากข้างหลัง
"ถ้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ก็รีบยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ซะเถอะ ข้าเป็นคนใจกว้างนะ ถ้าเจ้ายอมก้มหัวขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะยอมยกโทษให้ก็ได้นะ?"
"หา? คนที่จะอับอายขายขี้หน้ามันแกต่างหากล่ะย่ะ แล้วอีกอย่าง จะมาปอดแหกขอเลิกกลางคันเนี่ย ไม่ใช่แค่เตี้ยนะ แต่ใจยังมดอีกต่างหาก สมกับเป็นคุณชายขี้โรคจริงๆ"
"ห๊ะ...!? กะ... กะ... แก...! กล้าดีนักนะ! มาพูดจาสามหาวกับเจ้าชายแห่งประเทศนี้ได้ยังไง!"
"องค์ชายลำดับที่สี่ใช่ไหมล่ะ? โชคดีของประเทศแกนะเนี่ยที่แกไม่ใช่รัชทายาท ไม่งั้นประเทศคงได้ล่มจมแหงๆ! เฮลไกอาโชคดีจริงๆ!"
"หนอยยย...! ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
คุณชายขี้โรคหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป หึ คิดจะมาประลองฝีปากกับฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ การพูดยั่วโมโหคู่ต่อสู้เพื่อหาข้ออ้างป้องกันตัวเนี่ย ถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักผจญภัยเชียวนะ!
การปรับแต่งหุ่นฝั่งฉัน ลาล่าจะเป็นคนจัดการให้ ส่วนฝั่งโน้นคุณลุงหนวดเคริ้มคงเป็นคนดูให้ล่ะมั้ง
รู้ตัวอีกที คนงานในโรงงานก็แห่กันมามุงดูเพียบเลย มาดูมวยฟรีสินะ?
ไปทำงานทำการกันซะสิยะ! แอบคิดแบบนั้นในใจ แต่พอเห็นบางคนนั่งกินข้าวกล่องอยู่บนโครงเหล็ก อ้อ พักเที่ยงอยู่นี่เอง โธ่เอ๊ย หิวข้าวจะแย่แล้ว รีบๆ ซัดไอ้บ้านั่นให้หมอบแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิตของอาร์มเกียร์ที่ปรับแต่งเสร็จแล้ว รุ่นนี้ต้องปีนเข้าจากด้านหลังสินะ
ปรับที่นั่งให้เข้าที่ ปล่อยพลังเวทเดินเครื่อง เช็กระบบ... ทุกอย่างปกติดี ไฟเขียวทุกจุด
"ระบบรองรับแรงกระแทก (Suspension) เป็นยังไงบ้างคะ?"
『สบายมาก ระดับนี้กำลังดีเลย』
"แล้วอาวุธล่ะคะ? เอาเป็นพวกสนับมือเหมือนเดิมไหม?"
『อืม เอาแบบนั้นแหละ ฝากด้วยนะ』
คุณลุงอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ตามสบาย ลาล่าเลยจัดสนับมือเหล็กคู่โตมาสวมให้ไรน์วัลด์ของฉัน
ฉันเหลือบมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งนั้นใช้ดาบยักษ์แฮะ ยาวกว่าตัวอาร์มเกียร์ตั้งเกือบเท่าครึ่ง ขืนโดนฟันจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่... ก็ถ้าโดนล่ะก็นะ
"ติดตั้งอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยค่ะ"
『ขอบใจจ้า งั้นลุยล่ะนะ』
ฉันเอาสนับมือเหล็กชนกันดังป้าบๆ แล้วเดินไปกลางลาน
ตอนนี้รอบลานประลองเต็มไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูเพื่อฆ่าเวลาตอนพักเที่ยง
"ฉันจะเป็นกรรมการให้เอง ทั้งสองคนไม่มีปัญหานะ?"
คีลประกาศเสียงดัง ฉันก็ยกแขนอาร์มเกียร์ขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
『คุณลุงคะ ขอถามหน่อย ถ้าอาร์มเกียร์พังยับเยินเนี่ย ต้องจ่ายค่าซ่อมไหมคะ?』
"หา? พังยับเยินเรอะ...? เอ่อ อุตส่าห์ซ่อมมาอย่างดี ถ้าพังอีกก็คง... ว่าแต่ กะจะเอาให้พังเลยเรอะ? นึกว่าแค่ประลองกันขำๆ ซะอีก..."
คุณลุงทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วเสียงน่ารำคาญของคุณชายขี้โรคก็ดังแทรกมาจากลำโพงของอาร์มเกียร์
『เหอะ! ยังไม่ทันเริ่มก็ปอดแหกกลัวหุ่นพังซะแล้ว! สมกับเป็นพวกไพร่จริงๆ... เอาเถอะ! ถ้าหุ่นพังในแมตช์นี้ ข้าจะเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้เอง! เพราะงั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ!』
『...พูดแล้วนะ?』
พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็แสยะยิ้มออกมา แคโรที่ยืนดูอยู่ข้างสนามคงเดาออกว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร เลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจ 'เฮ้อ...'
เยี่ยม! ต่อให้อาร์มเกียร์พังยับเยิน ไอ้เจ้าชายหน้าโง่นั่นก็เป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้ หมายความว่าฉันอัดได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจเลยสิ!
"พร้อมไหม? ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองได้... เฮ้ย!?"
สิ้นเสียงสัญญาณของคีล ฉันก็พุ่งตัวเข้าประชิดอาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคด้วยความเร็วสูงสุดทันที
『อึก...! ยัยนี่!』
คุณชายขี้โรคง้างดาบยักษ์ฟันกวาดในแนวนอน แต่ฉันย่อตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในระยะประชิด
ฉันง้างหมัดขวาไปด้านหลังจนสุด พร้อมกับรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' เอาไว้
ในจังหวะที่ปล่อยหมัดและบิดข้อมือ ฉันก็ปลดปล่อย 'พลังปราณ' ที่สะสมไว้ออกมา พุ่งทะลวงเป็นเกลียวสว่านเหมือนหอก
『สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์, 'หมัดทะลวงเกลียวเทวะ' (ชินระ ระเซ็นเคน)』
เปรี้ยงงงง! เสียงโลหะบิดเบี้ยวฉีกขาดดังสนั่น อาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคโดนหมัดของฉันอัดเข้าที่กลางลำตัวจนปลิวกระเด็นไปชนกองซากอะไหล่ที่อยู่ข้างหลังอย่างจัง
"หา... !?"
『กรรมการ คำตัดสินล่ะ?』
"อ๊ะ เอ๊ะ อ้อ เอ่อ เนโรคุงเป็นฝ่ายชนะ... มั้ง?"
ทำไมต้องทำเสียงไม่แน่ใจด้วยล่ะยะ ชนะเห็นๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
พอคีลประกาศผลเสร็จ เขาก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปทางคุณชายขี้โรคที่ปลิวกระเด็นไปเมื่อกี้ พ่อหนุ่มกะล่อนเองก็วิ่งตามไปติดๆ
น่าจะปลอดภัยแหละมั้ง อาร์มเกียร์มีบาเรียเวทมนตร์ป้องกันอยู่ คนขับไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บโดยตรงหรอก ก็นะ อาจจะมีจุกบ้างเพราะแรงกระแทกตอนปลิวแหละมั้ง
"เฮ้ยๆๆ! แม่หนู ใช้ 'พลังปราณ' เลยเรอะ!?"
"อ้าว คุณลุง รู้จักด้วยเหรอคะ?"
ฉันเปิดแฮตช์อาร์มเกียร์แล้วโผล่หน้าออกมา คุณลุงหนวดเคริ้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาฉัน
"ก็ใช่น่ะสิ เคยเห็นพวกเซียนๆ ใช้ในงานแข่งแบทเทิลเกียร์อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชามาอย่างโชกโชนทั้งนั้น..."
อ่าา... ก็นะ ของฉันมันแอบโกงนิดหน่อยตรงที่ใช้พลังเวทมหาศาลเข้าช่วยน่ะ
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'ตราบใดที่ไม่โดนจับได้ ก็ไม่ถือว่าโกงหรอกนะ...' ประมาณนั้นมั้ง? อ๊ะ ไม่สิ มันก็ยังเป็น 'พลังปราณ' อยู่นี่นา ไม่ถือว่าผิดกฎซะหน่อย
"คุณลุง! บาเรียที่ค็อกพิตทำงานอยู่ ไอ้หนูนี่ปลอดภัยดีครับ! แต่ตัวหุ่นพังยับเยินเลยครับ! คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดทั้งตัวเลยล่ะมั้งเนี่ย..."
"เอาจริงดิ..."
พวกคนงานแห่กันไปรุมดูคุณชายขี้โรคที่ปลิวไปกองรวมกับซากอะไหล่
"เฮ้ยๆ เอาจริงดิเนี่ย..."
"ตัวถังบิดเบี้ยวไปหมดเลย น่ากลัวชิบเป๋ง..."
"ใครก็ได้ไปเอาชะแลงมางัดที! แฮตช์ด้านหลังก็บี้จนเปิดไม่ออกแล้วเนี่ย!"
จะว่าไป อาร์มเกียร์ฝั่งฉันเอง แขนขวาที่ใช้ต่อยก็มีสภาพไม่ต่างกับคนกระดูกหัก นิ้วมือกับท่อนแขนบิดเบี้ยวไปผิดรูปเลย
"ค่าซ่อมทั้งหมดหมอนั่นบอกว่าจะจ่ายเองนี่นา คุณลุงก็ได้ยินใช่ไหมคะ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก... แต่ไอ้หนูนั่นมันจะมีปัญญาจ่ายเหรอวะ?"
"เห็นว่าเป็นถึงเจ้าชายแห่งเฮลไกอาเลยนะคะ ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้งคะ"
"อืมมม งั้นก็รอดตัวไป..."
เยี่ยม หมดปัญหาไปอีกหนึ่ง
"แคโร รอนานไหม ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เล่นซะเละเลยนะเนี่ย..."
ฉันเดินกลับไปหาแคโรที่ยืนดูอยู่ เธอยิ้มแหยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ส่วนลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่แพ้กัน
"คนเราน่ะ ตัดสินกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอกนะ เจ้านั่นคงจะได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ การเอาฐานะราชวงศ์มาเบ่งใส่คนอื่นแบบนั้น ในฐานะขุนนาง ดิฉันก็รับไม่ได้เหมือนกัน หวังว่าจะสำนึกได้บ้างนะคะ"
จะเป็นงั้นจริงเร้อ ริลิชาตอนแรกก็ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้แหละ แต่พอยัยนั่นรู้ธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' ก็ยอมเปลี่ยนท่าที
เลิกเอาเรื่องฐานันดรมาอ้างก็จริง แต่ไอ้นิสัยที่ชอบจิกกัดว่าฉันเป็นเด็กบ้านนอกเนี่ย น่าหงุดหงิดชะมัด
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ คีลก็เดินเข้ามาหา
"ไม่เป็นไร แค่สลบไปน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็ไม่ได้ห่วงซะหน่อยนี่คะ?"
"อ๊ะ อ่าา งั้นเหรอ..."
ทำไมฉันต้องไปห่วงไอ้คุณชายขี้โรคที่หยิ่งยโสโอหังแบบนั้นด้วยล่ะ แถมฉันก็ออมแรงให้ไม่บาดเจ็บหนักแล้วด้วย ไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอกน่า
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ หิวจนตาลายหมดแล้วเนี่ย"
"เอ๊ะ? อ้อ ถ้าอย่างนั้น ลองไปที่โรงอาหารตรงข้ามโรงงานนี่ดูสิ ถึงจะไม่ใช่ร้านหรูหราสำหรับผู้หญิง แต่ราคาถูก อร่อย แถมให้เยอะ รับรองอิ่มแปล้แน่นอน"
"โห ลองไปดูไหม แคโร?"
"ฉันยังไงก็ได้จ้ะ"
พวกเราเดินฝ่าวงล้อมคนงานในโรงงาน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่คีลแนะนำ
อาา... หิวจังเลย...
.
"อย่ามัวแต่ชักช้าดิวะ! ขืนทำเหยาะแหยะเดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอให้หรอก!"
"ไม่ใช่ตรงนั้นโว้ย! บอกว่าอีกฝั่งไง! ตาบอดหรือไงวะ!"
"อย่าเอาอะไหล่มาวางเกะกะตรงนี้สิวะ! เดี๋ยวพ่อก็ทุบกบาลแยกหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย!"
พอเดินเข้ามาในบริเวณโรงงาน เสียงตะโกนด่าทอก็ดังลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง
คนงานที่นี่แต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ตัวใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น ดูน่าอึดอัดชะมัด
"ที่นี่ดูเถื่อนๆ จังเลยนะ..."
"งั้นเหรอ? โรงงานเหล็กทั่วๆ ไปก็ประมาณนี้แหละมั้ง?"
แคโรขมวดคิ้วนิดๆ พลางมองซ้ายมองขวา ก็นะ คุณหนูลูกขุนนางมาเจอสถานที่แบบนี้ครั้งแรกก็คงจะตื่นตกใจเป็นธรรมดา
คนงานส่วนใหญ่เป็นพวกกล้ามโตก็จริง แต่ก็มีคนแคระปะปนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
อ๊ะ มีผู้หญิงด้วยแฮะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้หญิงเลยสักทีเดียว
แต่ก็นะ... ผู้หญิงไม่กี่คนนั้นก็กล้ามโตไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ... หืม?
รู้สึกเหมือนมีคนหน้าคุ้นๆ กำลังทำหน้าตกใจมองมาทางนี้ด้วยแฮะ เด็กคนนั้นไม่ได้กล้ามโตนี่นา เดี๋ยวนะ...
"เอ๊ะ? คุณเนโรกับคุณแคโร?"
"ลาล่า? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?"
เพื่อนร่วมชั้นของเรา ลาล่าในชุดช่างเดินเข้ามากระโดดเหยงๆ ทักทาย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอที่นี่
"ที่นี่เป็นโรงงานคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันก็เลยแวะมาช่วยงานพาร์ตไทม์บ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ฉันเลยแนะนำคีลกับคนอื่นๆ ให้ลาล่ารู้จัก คีลทักทายอย่างสุภาพ ส่วนหนุ่มกะล่อนก็ทักทายแบบทีเล่นทีจริง แต่คุณชายขี้โรคกลับเมินหน้าหนี ไม่ยอมมองมาทางนี้เลยสักนิด เพราะลาล่าเป็นสามัญชนเลยเมินงั้นเหรอ หรือว่ากะจะประชดฉันกันแน่... ไอ้หมอนี่ จำไว้เลยนะ
คีลหันไปถามลาล่า
"แล้วเถ้าแก่ล่ะอยู่ไหน?"
"คุณลุงเหรอคะ? น่าจะ... อ๊ะ กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะ"
พอหันไปตามที่ลาล่าบอก ก็เห็นอาร์มเกียร์ตัวหนึ่งเดินเสียงดัง ตึงตัง! ตรงเข้ามา... อาร์มเกียร์เหรอ? ไม่สิ ดูแปลกๆ อยู่นะ...?
"โอ้! นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายบ้านสเลแมนนี่เอง"
เสียงคุณลุงดังมาจากอาร์มเกียร์ตัวนั้น ทันใดนั้น อาร์มเกียร์ก็แตกออกดัง ปั๊ก!
ชิ้นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน แล้วคุณลุงหนวดเคริ้มก็โผล่พรวดออกมาจากอาร์มเกียร์ที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ที่คายคุณลุงหนวดเคริ้มออกมากลับมาประกอบร่างกันใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แต่กลายเป็นโกเลมรูปร่างเหมือนหมีตัวเบ้อเริ่มแทน
ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาร์มเกียร์ นี่มันโกเลมติดอาวุธนี่นา!
เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โกเลมติดอาวุธก็สมชื่อเลย คือโกเลมที่เอาไว้สวมใส่เหมือนชุดเกราะ
แต่ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเป็นอาวุธแล้ว ยังมีโกเลมติดอาวุธหน้าตาแบบนี้ด้วย
"พากันมาเป็นพรวนเลย มีธุระอะไรล่ะ?"
"เอ่อ... พวกเราอยากจะขอใช้ลานประลองอาร์มเกียร์หน่อยน่ะครับ พอจะให้ยืมสถานที่กับอุปกรณ์สักชุดได้ไหมครับ?"
"โห คุณชายจะลงแข่งเองเรอะ?"
"เปล่าครับ สองคนนี้ต่างหาก"
คีลแนะนำฉันกับคุณชายขี้โรค ฉันก้มหัวทักทายเล็กน้อย ส่วนคุณชายขี้โรคก็ยังคงทำหน้าบูดหันไปทางอื่นเหมือนเดิม
"แม่หนูตัวกะเปี๊ยกกับไอ้หนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะเรอะ?"
""ไม่เปี๊ยกเว้ย!!""
บ้าเอ๊ย ดันไปประสานเสียงกับคุณชายขี้โรคซะได้ พอฉันหันไปมองหน้ามัน มันก็จ้องฉันกลับเหมือนกัน มองอะไรยะ หาเรื่องเหรอ...!
"เอาเถอะ พอดีเพิ่งซ่อมเสร็จไปสองตัว ถึงจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ทนทานดี เอาไปใช้ได้เลย ตามมาสิ"
"ขอบคุณมากครับ"
พวกเราเดินตามคุณลุงหนวดเคริ้มเข้าไปด้านในโรงงาน
หลังโรงงานมีลานกว้างๆ อยู่ มุมนึงมีซากชิ้นส่วนอาร์มเกียร์กองเป็นภูเขาเลากาเลย
สำหรับฉันมันก็แค่กองขยะดีๆ นี่เอง แต่คงจะเอามาซ่อมแซมแล้วใช้ใหม่ล่ะมั้ง
หน้ากองขยะนั่น มีอาร์มเกียร์สองเครื่องจอดอยู่ นี่มันรุ่นคุณทวดเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย...? ดูเก่ากว่ารุ่นตกรุ่นที่ใช้ฝึกใน 'วิทยาลัย' ซะอีกนะ?
"ว้าว! ไรน์วัลด์ (Rheinwald) ของบริษัทซีแม็ค (Zimmad) นี่นา! แถมเป็นรุ่นแรกเริ่มด้วย! คลาสสิกสุดๆ ไปเลยค่ะ!"
ลาล่าวิ่งปรี่เข้าไปหาอาร์มเกียร์สองเครื่องนั้นอย่างกับเด็กเจอของเล่น ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นโปรดของเธอสินะ
"เจ้านี่ทนทานพอที่จะให้พวกเธอฟาดฟันกันได้เต็มที่เลยล่ะ ยังไงก็ตั้งใจจะเปลี่ยนเกราะใหม่อยู่แล้ว เอาไปซัดกันให้เต็มที่เลย"
"ขอบคุณครับ เอาล่ะ ตกลงว่าทั้งสองคนจะตัดสินกันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม?"
"เอาสิ"
"ไม่มีปัญหา"
คุณชายขี้โรคหันมาทางฉันแล้วทำเสียงขึ้นจมูก ชิ น่าหมั่นไส้จริงๆ...!
อาร์มเกียร์สองเครื่องถูกลากไปไว้คนละฝั่งของลานประลอง ดูเหมือนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากับคนขับสินะ
จังหวะที่ฉันกำลังเดินไปที่อาร์มเกียร์เครื่องหนึ่ง คุณชายขี้โรคก็พูดแขวะมาจากข้างหลัง
"ถ้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ก็รีบยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ซะเถอะ ข้าเป็นคนใจกว้างนะ ถ้าเจ้ายอมก้มหัวขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะยอมยกโทษให้ก็ได้นะ?"
"หา? คนที่จะอับอายขายขี้หน้ามันแกต่างหากล่ะย่ะ แล้วอีกอย่าง จะมาปอดแหกขอเลิกกลางคันเนี่ย ไม่ใช่แค่เตี้ยนะ แต่ใจยังมดอีกต่างหาก สมกับเป็นคุณชายขี้โรคจริงๆ"
"ห๊ะ...!? กะ... กะ... แก...! กล้าดีนักนะ! มาพูดจาสามหาวกับเจ้าชายแห่งประเทศนี้ได้ยังไง!"
"องค์ชายลำดับที่สี่ใช่ไหมล่ะ? โชคดีของประเทศแกนะเนี่ยที่แกไม่ใช่รัชทายาท ไม่งั้นประเทศคงได้ล่มจมแหงๆ! เฮลไกอาโชคดีจริงๆ!"
"หนอยยย...! ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
คุณชายขี้โรคหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป หึ คิดจะมาประลองฝีปากกับฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ การพูดยั่วโมโหคู่ต่อสู้เพื่อหาข้ออ้างป้องกันตัวเนี่ย ถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักผจญภัยเชียวนะ!
การปรับแต่งหุ่นฝั่งฉัน ลาล่าจะเป็นคนจัดการให้ ส่วนฝั่งโน้นคุณลุงหนวดเคริ้มคงเป็นคนดูให้ล่ะมั้ง
รู้ตัวอีกที คนงานในโรงงานก็แห่กันมามุงดูเพียบเลย มาดูมวยฟรีสินะ?
ไปทำงานทำการกันซะสิยะ! แอบคิดแบบนั้นในใจ แต่พอเห็นบางคนนั่งกินข้าวกล่องอยู่บนโครงเหล็ก อ้อ พักเที่ยงอยู่นี่เอง โธ่เอ๊ย หิวข้าวจะแย่แล้ว รีบๆ ซัดไอ้บ้านั่นให้หมอบแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิตของอาร์มเกียร์ที่ปรับแต่งเสร็จแล้ว รุ่นนี้ต้องปีนเข้าจากด้านหลังสินะ
ปรับที่นั่งให้เข้าที่ ปล่อยพลังเวทเดินเครื่อง เช็กระบบ... ทุกอย่างปกติดี ไฟเขียวทุกจุด
"ระบบรองรับแรงกระแทก (Suspension) เป็นยังไงบ้างคะ?"
『สบายมาก ระดับนี้กำลังดีเลย』
"แล้วอาวุธล่ะคะ? เอาเป็นพวกสนับมือเหมือนเดิมไหม?"
『อืม เอาแบบนั้นแหละ ฝากด้วยนะ』
คุณลุงอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ตามสบาย ลาล่าเลยจัดสนับมือเหล็กคู่โตมาสวมให้ไรน์วัลด์ของฉัน
ฉันเหลือบมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งนั้นใช้ดาบยักษ์แฮะ ยาวกว่าตัวอาร์มเกียร์ตั้งเกือบเท่าครึ่ง ขืนโดนฟันจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่... ก็ถ้าโดนล่ะก็นะ
"ติดตั้งอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยค่ะ"
『ขอบใจจ้า งั้นลุยล่ะนะ』
ฉันเอาสนับมือเหล็กชนกันดังป้าบๆ แล้วเดินไปกลางลาน
ตอนนี้รอบลานประลองเต็มไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูเพื่อฆ่าเวลาตอนพักเที่ยง
"ฉันจะเป็นกรรมการให้เอง ทั้งสองคนไม่มีปัญหานะ?"
คีลประกาศเสียงดัง ฉันก็ยกแขนอาร์มเกียร์ขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
『คุณลุงคะ ขอถามหน่อย ถ้าอาร์มเกียร์พังยับเยินเนี่ย ต้องจ่ายค่าซ่อมไหมคะ?』
"หา? พังยับเยินเรอะ...? เอ่อ อุตส่าห์ซ่อมมาอย่างดี ถ้าพังอีกก็คง... ว่าแต่ กะจะเอาให้พังเลยเรอะ? นึกว่าแค่ประลองกันขำๆ ซะอีก..."
คุณลุงทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วเสียงน่ารำคาญของคุณชายขี้โรคก็ดังแทรกมาจากลำโพงของอาร์มเกียร์
『เหอะ! ยังไม่ทันเริ่มก็ปอดแหกกลัวหุ่นพังซะแล้ว! สมกับเป็นพวกไพร่จริงๆ... เอาเถอะ! ถ้าหุ่นพังในแมตช์นี้ ข้าจะเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้เอง! เพราะงั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ!』
『...พูดแล้วนะ?』
พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็แสยะยิ้มออกมา แคโรที่ยืนดูอยู่ข้างสนามคงเดาออกว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร เลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจ 'เฮ้อ...'
เยี่ยม! ต่อให้อาร์มเกียร์พังยับเยิน ไอ้เจ้าชายหน้าโง่นั่นก็เป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้ หมายความว่าฉันอัดได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจเลยสิ!
"พร้อมไหม? ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองได้... เฮ้ย!?"
สิ้นเสียงสัญญาณของคีล ฉันก็พุ่งตัวเข้าประชิดอาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคด้วยความเร็วสูงสุดทันที
『อึก...! ยัยนี่!』
คุณชายขี้โรคง้างดาบยักษ์ฟันกวาดในแนวนอน แต่ฉันย่อตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในระยะประชิด
ฉันง้างหมัดขวาไปด้านหลังจนสุด พร้อมกับรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' เอาไว้
ในจังหวะที่ปล่อยหมัดและบิดข้อมือ ฉันก็ปลดปล่อย 'พลังปราณ' ที่สะสมไว้ออกมา พุ่งทะลวงเป็นเกลียวสว่านเหมือนหอก
『สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์, 'หมัดทะลวงเกลียวเทวะ' (ชินระ ระเซ็นเคน)』
เปรี้ยงงงง! เสียงโลหะบิดเบี้ยวฉีกขาดดังสนั่น อาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคโดนหมัดของฉันอัดเข้าที่กลางลำตัวจนปลิวกระเด็นไปชนกองซากอะไหล่ที่อยู่ข้างหลังอย่างจัง
"หา... !?"
『กรรมการ คำตัดสินล่ะ?』
"อ๊ะ เอ๊ะ อ้อ เอ่อ เนโรคุงเป็นฝ่ายชนะ... มั้ง?"
ทำไมต้องทำเสียงไม่แน่ใจด้วยล่ะยะ ชนะเห็นๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
พอคีลประกาศผลเสร็จ เขาก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปทางคุณชายขี้โรคที่ปลิวกระเด็นไปเมื่อกี้ พ่อหนุ่มกะล่อนเองก็วิ่งตามไปติดๆ
น่าจะปลอดภัยแหละมั้ง อาร์มเกียร์มีบาเรียเวทมนตร์ป้องกันอยู่ คนขับไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บโดยตรงหรอก ก็นะ อาจจะมีจุกบ้างเพราะแรงกระแทกตอนปลิวแหละมั้ง
"เฮ้ยๆๆ! แม่หนู ใช้ 'พลังปราณ' เลยเรอะ!?"
"อ้าว คุณลุง รู้จักด้วยเหรอคะ?"
ฉันเปิดแฮตช์อาร์มเกียร์แล้วโผล่หน้าออกมา คุณลุงหนวดเคริ้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาฉัน
"ก็ใช่น่ะสิ เคยเห็นพวกเซียนๆ ใช้ในงานแข่งแบทเทิลเกียร์อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชามาอย่างโชกโชนทั้งนั้น..."
อ่าา... ก็นะ ของฉันมันแอบโกงนิดหน่อยตรงที่ใช้พลังเวทมหาศาลเข้าช่วยน่ะ
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'ตราบใดที่ไม่โดนจับได้ ก็ไม่ถือว่าโกงหรอกนะ...' ประมาณนั้นมั้ง? อ๊ะ ไม่สิ มันก็ยังเป็น 'พลังปราณ' อยู่นี่นา ไม่ถือว่าผิดกฎซะหน่อย
"คุณลุง! บาเรียที่ค็อกพิตทำงานอยู่ ไอ้หนูนี่ปลอดภัยดีครับ! แต่ตัวหุ่นพังยับเยินเลยครับ! คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดทั้งตัวเลยล่ะมั้งเนี่ย..."
"เอาจริงดิ..."
พวกคนงานแห่กันไปรุมดูคุณชายขี้โรคที่ปลิวไปกองรวมกับซากอะไหล่
"เฮ้ยๆ เอาจริงดิเนี่ย..."
"ตัวถังบิดเบี้ยวไปหมดเลย น่ากลัวชิบเป๋ง..."
"ใครก็ได้ไปเอาชะแลงมางัดที! แฮตช์ด้านหลังก็บี้จนเปิดไม่ออกแล้วเนี่ย!"
จะว่าไป อาร์มเกียร์ฝั่งฉันเอง แขนขวาที่ใช้ต่อยก็มีสภาพไม่ต่างกับคนกระดูกหัก นิ้วมือกับท่อนแขนบิดเบี้ยวไปผิดรูปเลย
"ค่าซ่อมทั้งหมดหมอนั่นบอกว่าจะจ่ายเองนี่นา คุณลุงก็ได้ยินใช่ไหมคะ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก... แต่ไอ้หนูนั่นมันจะมีปัญญาจ่ายเหรอวะ?"
"เห็นว่าเป็นถึงเจ้าชายแห่งเฮลไกอาเลยนะคะ ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้งคะ"
"อืมมม งั้นก็รอดตัวไป..."
เยี่ยม หมดปัญหาไปอีกหนึ่ง
"แคโร รอนานไหม ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เล่นซะเละเลยนะเนี่ย..."
ฉันเดินกลับไปหาแคโรที่ยืนดูอยู่ เธอยิ้มแหยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ส่วนลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่แพ้กัน
"คนเราน่ะ ตัดสินกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอกนะ เจ้านั่นคงจะได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ การเอาฐานะราชวงศ์มาเบ่งใส่คนอื่นแบบนั้น ในฐานะขุนนาง ดิฉันก็รับไม่ได้เหมือนกัน หวังว่าจะสำนึกได้บ้างนะคะ"
จะเป็นงั้นจริงเร้อ ริลิชาตอนแรกก็ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้แหละ แต่พอยัยนั่นรู้ธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' ก็ยอมเปลี่ยนท่าที
เลิกเอาเรื่องฐานันดรมาอ้างก็จริง แต่ไอ้นิสัยที่ชอบจิกกัดว่าฉันเป็นเด็กบ้านนอกเนี่ย น่าหงุดหงิดชะมัด
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ คีลก็เดินเข้ามาหา
"ไม่เป็นไร แค่สลบไปน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็ไม่ได้ห่วงซะหน่อยนี่คะ?"
"อ๊ะ อ่าา งั้นเหรอ..."
ทำไมฉันต้องไปห่วงไอ้คุณชายขี้โรคที่หยิ่งยโสโอหังแบบนั้นด้วยล่ะ แถมฉันก็ออมแรงให้ไม่บาดเจ็บหนักแล้วด้วย ไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอกน่า
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ หิวจนตาลายหมดแล้วเนี่ย"
"เอ๊ะ? อ้อ ถ้าอย่างนั้น ลองไปที่โรงอาหารตรงข้ามโรงงานนี่ดูสิ ถึงจะไม่ใช่ร้านหรูหราสำหรับผู้หญิง แต่ราคาถูก อร่อย แถมให้เยอะ รับรองอิ่มแปล้แน่นอน"
"โห ลองไปดูไหม แคโร?"
"ฉันยังไงก็ได้จ้ะ"
พวกเราเดินฝ่าวงล้อมคนงานในโรงงาน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่คีลแนะนำ
อาา... หิวจังเลย...
035 สู่ 'งานประลอง'
.
โรงอาหารที่คีลแนะนำให้ เป็นร้านอาหารตามสั่งสไตล์บ้านๆ ที่ดูไม่ค่อยจะถูกจริตผู้หญิงสักเท่าไหร่
ตัวร้านดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะบริหารโดยลุงกับป้าสองคน
ด้วยความที่หิวจนไส้กิ่ว ฉันเลยไม่ได้สนใจเรื่องบรรยากาศร้าน สั่งข้าวหน้าหมูทอด (คัตสึด้ง) ไป ส่วนแคโรสั่งชุดไก่ทอด (คาราอาเกะ)
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ แต่ปริมาณนี่สิ... เยอะจนน่าตกใจ สมกับเป็นร้านที่พวกกรรมกรกล้ามโตมากินกันจริงๆ!
ข้าวหน้าหมูทอดของฉันล้นทะลักออกมานอกชาม ส่วนไก่ทอดของแคโรก็กองพูนเป็นภูเขาเลยทีเดียว
ตอนแรกก็ตกใจกับปริมาณอยู่หรอก แต่พอลองชิมดู... อร่อยเหาะไปเลย!
ความหวานของเนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันได้ดีกับหัวหอมและไข่ แถมข้าวก็ชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสเด็ด อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ
แคโรเองก็ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดเงียบๆ เห็นแล้วน่ากินชะมัด เลยขอแลกหมูทอดกับไก่ทอดชิ้นนึง ไก่ทอดก็อร่อยเหมือนกัน! ร้านนี้ถือว่าเด็ดเลยล่ะ เสียอย่างเดียวคือให้เยอะเกินไป กินบ่อยๆ คงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ
"ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะคะ! ทานอิ่มแล้วค่ะ!"
"ขอบใจจ้า ไว้มาใหม่นะหนู"
อา... อิ่มแปล้เลย มีความสุขจัง
พอเดินออกจากร้าน ก็เห็นไอ้คุณชายขี้โรควิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงงานฝั่งตรงข้าม มุ่งหน้ามาทางนี้ ว้าย น่ารำคาญชะมัด
ไอ้คุณชายขี้โรควิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเรา หยุดสิยะ อย่าเข้ามาใกล้เชียวนะ
"【ชิลด์】"
"อั้ก!?"
คุณชายขี้โรคชนเข้ากับกำแพงเวทมนตร์ล่องหนที่ฉันกางไว้จนหงายหลังล้มตึง ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมนะ
"ก แก...!"
"ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาหาผู้หญิงแบบนั้นล่ะยะ"
"ข้าไม่ได้จะพุ่งเข้าไปหาซะหน่อย!"
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองไอ้คุณชายขี้โรคที่นอนกองอยู่บนพื้น คีลกับหนุ่มกะล่อนก็วิ่งตามมาถึงพอดี
"เนโรคุง ขอโทษที! อัลคูรา แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับความจริงซะเถอะ!"
"รุ่นพี่ครับ! ผมไม่ได้แพ้นะครับ! เมื่อกี้ผมแค่ประมาทไปหน่อยเดียวเอง! ถ้าสู้กันอีกรอบล่ะก็...!"
"นายจะไปพูดแบบนี้ในสนามรบหรือในการแข่งขันจริงงั้นเหรอ? 'ผมแค่ประมาท ขอแก้ตัวอีกรอบ' งั้นรึ?"
"อึก...!"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับเถียงไม่ออก หืม อย่างน้อยก็ยังรู้จักยางอายอยู่นี่นา
"อีกอย่าง เนโรคุงน่ะเป็นถึง 'น้องสาวร่วมสาบาน' ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เลยนะ ฝีมือของนายตอนนี้เอาชนะเธอไม่ได้หรอก"
"หา!? น้องสาวของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】!?"
"เอาจริงดิ!?"
คำพูด(ที่ไม่จำเป็น)ของคีล ทำเอาทั้งคุณชายขี้โรคและหนุ่มกะล่อนถึงกับช็อกตาค้าง อืมม... แบบนี้มันเข้าข่าย 'หมาจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ' หรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'น้องสาวอ้างบารมีพี่สาว' มากกว่ามั้ง?
"เรื่องท่านพี่ไม่เกี่ยวซะหน่อย เอาเป็นว่าการประลองเมื่อกี้ฉันชนะก็แล้วกัน ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่สู้กับนายอีกแล้ว"
"อึก...! นี่แกคิดจะหนีงั้นรึ!"
"เปล่าย่ะ แค่รู้สึกว่านายมันกระจอกเกินไป สู้ด้วยก็เสียเวลาเปล่า"
พอฉันสวนกลับไปแบบนั้น คุณชายขี้โรคก็หน้าแดงก่ำจ้องฉันเขม็ง
เอาจริงๆ นะ แค่สู้กันแป๊บเดียวฉันก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าฝีมือหมอนี่มีแค่นี้แหละ ปฏิกิริยาตอบสนองช้ามาก มัวแต่คิดก่อนจะขยับตัว แบบนี้จะไปรอดได้ไง
มันต้องฝึกฝนร่างกายให้ขยับไปเองตามสัญชาตญาณเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ สิ นี่คือพื้นฐานของการต่อสู้เลยนะ
หมอนี่คงคิดว่าแค่มีดาบใหญ่ๆ แล้วเหวี่ยงสุดแรงก็ชนะแล้วล่ะมั้ง
ถ้าสู้กับพวกรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละ แต่...
"อัลคูรา คราวนี้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะเถอะ ถ้าอยากจะล้างตา ค่อยไปเจอกันใน 'งานประลอง' ก็แล้วกัน"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับสะดุ้ง
'งานประลอง'
หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนสินะ
งานนี้จะคัดตัวแทนจากนักเรียนปีหนึ่งถึงปีห้า ชั้นปีละเก้าคน ตัวสำรองอีกสามคน รวมเป็นสิบสองคน แบ่งเป็นฝั่งละหกสิบคนมาสู้กัน เป็นเหมือน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ขนาดย่อมๆ เลยล่ะ
อืม ถ้าเป็นใน 'งานประลอง' ก็อาจจะได้สู้กับหมอนี่อีกครั้งจริงๆ ก็ได้นะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งคู่ก็ต้องได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้ได้ซะก่อนล่ะนะ
"เข้าใจแล้ว... วันนี้ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปก่อนก็ได้ แต่ใน 'งานประลอง' ข้าจะเอาคืนเป็นทวีคูณแน่! เตรียมล้างคอให้สะอาดซะ!"
"ล้างคอเรอะ..."
"หา?"
ฉันไม่เข้าใจสำนวนที่หมอนี่พูด เลยเอามือลูบคอตัวเองด้วยความงุนงง
"สำนวนนั้นน่ะ เขาพูดว่า 'ล้างคอรอไว้เลย' (首を洗って待っていろ - เตรียมใจตายไว้ได้เลย) ต่างหากล่ะย่ะ ไปจำสำนวนผิดๆ ถูกๆ ของราชรัฐมาจากไหนเนี่ย อย่ามาใช้ให้คนอื่นขำหน่อยเลย"
"────อึก...! จำไว้เลยนะแก!"
คุณชายขี้โรคทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งหนีไป หึ ไก่อ่อนเอ๊ย
หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แอบหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"แหม ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยนะครับเนี่ย..."
"กะอีแค่ลูกผู้ดีมีเงินที่โดนตามใจจนเคยตัว ทำไมฉันต้องไปปรานีมันด้วยล่ะยะ"
"อุ๊ย... พอดีผมก็เป็นราชวงศ์เหมือนกัน เลยรู้สึกจุกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
เอ๊ะ นายเองก็ด้วยเหรอ? หนุ่มกะล่อนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นราชวงศ์? นึกว่าเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจซะอีก...
"มาจากประเทศไหนล่ะ?"
"อาณาจักรอิกเร็ตครับ เป็นประเทศหมู่เกาะที่อยู่ติดกับเฮลไกอาเลย รูปร่างเกาะคล้ายๆ กัน เขาเลยเรียกกันว่าเป็นประเทศพี่น้องกันน่ะครับ"
"อิกเร็ต... อ๋อ ประเทศตากอากาศนั่นเอง..."
"ใช่ครับ อิกเร็ตนั่นแหละครับ"
อาณาจักรอิกเร็ตเป็นประเทศหมู่เกาะทางใต้ที่มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนได้ฉายาว่าประเทศแห่งการพักผ่อน แถมยังครองแชมป์ 'ประเทศที่อยากไปฮันนีมูนมากที่สุด' ในหมู่ขุนนางมาหลายสิบปีซ้อนเลยนะ
หมอนี่เป็นเจ้าชายของประเทศนั้นงั้นเหรอ? หนุ่มกะล่อนคนนี้เนี่ยนะ?
"นายเองก็โดนตามใจจนเคยตัวเหมือนกันสินะ?"
"ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ที่บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดน่ะครับ พอผมหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นคนแบบนี้ไปซะแล้ว"
เจ้าชายจอมหนีเที่ยวสินะ ถือว่ายังดีกว่าพวกคุณชายที่เอาแต่ใจล่ะมั้ง อย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักความโหดร้ายของโลกภายนอกบ้าง แต่ถ้าในฐานะเจ้าชายล่ะก็ ถือว่าสอบตกทั้งคู่นั่นแหละ
"แหม ชักจะตื่นเต้นกับ 'งานประลอง' ขึ้นมาแล้วสิครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะครับ?"
"หึ เดี๋ยวแม่จะสวนกลับให้หงายเงิบเลยคอยดู"
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ใน 'งานประลอง' จะมีการแข่งแบบแบ่งตามชั้นปีและแบบรวมทุกชั้นปี ถ้าเป็นแบบรวมล่ะก็ ฝั่งฉันก็มี 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ(ท่านพี่)】 อันดับหนึ่งอยู่นี่นา
เอ๊ะ? อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' คือท่านพี่เซลด้า แล้วอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ล่ะคือใครหว่า?
"นี่ แคโร รู้ไหมว่าอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คือใคร?"
"ล้อเล่นน่า เนโร... นี่เธอไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอเนี่ย... อย่างน้อยก็หัดเช็กข้อมูลในเน็ตบ้างสิ..."
แคโรทำหน้าเอือมระอา ส่วนหนุ่มกะล่อนกับคีลก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ อะไรกันเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันจะไปรู้เรื่องอันดับของโรงเรียนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?
"อันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ก็ต้องเป็น 【สีเงิน】 (白銀) โค ชิโรงาเนะ (コウ・シロガネ) อยู่แล้วสิ"
"เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าต้องรู้กันล่ะ... หืม?"
ฉันทำหน้างง ก่อนจะรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนั้น
โค ชิโรงาเนะ...? เอ๊ะ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ...?
อ๊ะ!? หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มผมดำตอนที่ไปทำงานพิเศษ!?
พอหันไปมองคีล เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่รู้จักหรอกนะ... แต่เหมือนจะเคยเจอกันมาแล้วแฮะ..."
"หา?"
คราวนี้แคโรทำหน้างงบ้าง
ฉันเองก็งงเหมือนกัน อ้อ หมอนั่นคืออันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' สินะ
ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นอยู่ปีสี่ ถ้าจะได้สู้กันก็คงเป็นใน 'การแข่งแบบรวม' (総力戦) ล่ะมั้ง
'การแข่งแบบรวม' คือการจำลองสงครามเต็มรูปแบบ ที่ตัวแทนจาก 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้าทุกคนจะต้องมาสู้กัน
และเพื่อให้สมจริงที่สุด จึงอนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ แถมถ้าขออนุญาตกรรมการล่วงหน้า ก็สามารถใช้อาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับหนึ่ง แต่ถ้าโดนรุมกินโต๊ะด้วยกลยุทธ์แยกกันตี ก็คงรับมือยากอยู่เหมือนกัน
แต่ทว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบทีม ต่อให้โค่นอันดับหนึ่งได้ แต่ถ้าทีมแพ้ก็ไม่มีความหมาย
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของ 'งานประลอง' ก็คือการโชว์ศักยภาพของตัวเองให้กองอัศวินจากประเทศต่างๆ เห็น
ถ้าใครสามารถล้มอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ รับรองว่าเรียนจบไปต้องมีหลายประเทศแย่งตัวกันให้วุ่นแน่ๆ
สำหรับฉัน ถ้าเรียนจบได้ใบอนุญาต 【ทรูปเปอร์】 มาแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปสมัครเข้ากองอัศวินที่เอลฟ์ราวบ้านเกิดนั่นแหละ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีใครรอฉันอยู่แล้ว
ถ้าที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า ฉันก็อาจจะเปลี่ยนใจไปอยู่ประเทศอื่นก็ได้
บางคนอาจจะมองว่า การใช้โควต้านักเรียนห้าคนของประเทศตัวเองเข้ามาเรียน แล้วสุดท้ายกลับไปรับใช้ประเทศอื่น มันดูไม่ค่อยจะแฟร์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ฉันไม่ได้เข้ามาเรียนเพราะได้โควต้าพิเศษจากรัฐบาลซะหน่อย
ฉันสอบเข้ามาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทาง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ต่างหากที่เป็นคนยอมรับในฝีมือของฉัน
ดังนั้น นักเรียนทุกคนจึงมีอิสระที่จะเลือกไปทำงานให้กับประเทศไหนก็ได้ตามใจชอบ
แต่ก็เพราะกฎแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้มีนักเรียนที่เป็นลูกขุนนางเยอะแยะไปหมด... ก็นะ พ่อแม่เป็นขุนนางรับใช้ประเทศไหน ลูกๆ ก็มักจะเจริญรอยตามนั่นแหละ
แคโรเองก็คงตั้งใจจะกลับไปเข้ากองอัศวินที่เรกูลัสแน่ๆ เชรี่ก็คงเหมือนกัน ส่วนริลิชาก็คงกลับไปเอลฟ์ราว ท่านพี่เซลด้าก็ต้องกลับเรสเทียอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกลูกคุณหนูขุนนาง มันก็มีเรื่อง 'แต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์' เข้ามาเกี่ยวด้วยสิเนี่ย...
สมมติว่าตอนที่เรียนอยู่ แคโรเกิดไปหมั้นกับลูกขุนนางประเทศอื่นเข้า ก็คงต้องย้ายไปรับใช้ประเทศของฝั่งสามีแทน
เชรี่เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ขุนนางบางคนก็เลยจับลูกสาวหมั้นกับคนในประเทศตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย แย่ชะมัด... แต่ก็เข้าใจแหละว่า ประเทศต่างๆ คงไม่อยากเสียทรูปเปอร์ฝีมือดีไปให้ประเทศอื่นหรอก
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลละ)
"บอกตรงๆ นะ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแวดวงเพื่อนของเนโรมันชักจะแปลกๆ แล้วล่ะ..."
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
ก็คนที่ฉันบังเอิญไปรู้จักดันเป็นพวกประหลาดๆ ทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประหลาดนั่นก็ดันพาคนประหลาดๆ มาให้รู้จักเพิ่มอีกไงล่ะ
แต่ก็ยังดีกว่าตอนอยู่กับอาจารย์เยอะเลยนะ... ตานั่นรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบเลย ทั้งมังกรเอย ภูตเอย...
ไม่รู้ว่าแกจะแวะมาดูฉันแข่ง 'งานประลอง' หรือเปล่า อยากจะติดต่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกชอบปิดสมาร์ทโฟนอยู่เรื่อย
ตอนที่อยู่ด้วยกัน แกก็ชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ทีละหลายๆ วันเป็นประจำ... แต่ก็ยังอุตส่าห์ซื้อของฝากกลับมาให้ทุกครั้งนะ ถึงจะเป็นของที่ดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ
ในฐานะผู้ปกครองของฉัน อย่างน้อยแกก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีฉันบ้างนะ แต่พอคิดไปคิดมา ขืนอาจารย์โผล่มา มีหวังต้องเอาเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีกแหงๆ เพราะงั้น ไม่ต้องมาหรอกดีแล้ว
ใครที่โดนลากไปซวยด้วยคงน่าสงสารแย่...
.
โรงอาหารที่คีลแนะนำให้ เป็นร้านอาหารตามสั่งสไตล์บ้านๆ ที่ดูไม่ค่อยจะถูกจริตผู้หญิงสักเท่าไหร่
ตัวร้านดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะบริหารโดยลุงกับป้าสองคน
ด้วยความที่หิวจนไส้กิ่ว ฉันเลยไม่ได้สนใจเรื่องบรรยากาศร้าน สั่งข้าวหน้าหมูทอด (คัตสึด้ง) ไป ส่วนแคโรสั่งชุดไก่ทอด (คาราอาเกะ)
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ แต่ปริมาณนี่สิ... เยอะจนน่าตกใจ สมกับเป็นร้านที่พวกกรรมกรกล้ามโตมากินกันจริงๆ!
ข้าวหน้าหมูทอดของฉันล้นทะลักออกมานอกชาม ส่วนไก่ทอดของแคโรก็กองพูนเป็นภูเขาเลยทีเดียว
ตอนแรกก็ตกใจกับปริมาณอยู่หรอก แต่พอลองชิมดู... อร่อยเหาะไปเลย!
ความหวานของเนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันได้ดีกับหัวหอมและไข่ แถมข้าวก็ชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสเด็ด อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ
แคโรเองก็ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดเงียบๆ เห็นแล้วน่ากินชะมัด เลยขอแลกหมูทอดกับไก่ทอดชิ้นนึง ไก่ทอดก็อร่อยเหมือนกัน! ร้านนี้ถือว่าเด็ดเลยล่ะ เสียอย่างเดียวคือให้เยอะเกินไป กินบ่อยๆ คงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ
"ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะคะ! ทานอิ่มแล้วค่ะ!"
"ขอบใจจ้า ไว้มาใหม่นะหนู"
อา... อิ่มแปล้เลย มีความสุขจัง
พอเดินออกจากร้าน ก็เห็นไอ้คุณชายขี้โรควิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงงานฝั่งตรงข้าม มุ่งหน้ามาทางนี้ ว้าย น่ารำคาญชะมัด
ไอ้คุณชายขี้โรควิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเรา หยุดสิยะ อย่าเข้ามาใกล้เชียวนะ
"【ชิลด์】"
"อั้ก!?"
คุณชายขี้โรคชนเข้ากับกำแพงเวทมนตร์ล่องหนที่ฉันกางไว้จนหงายหลังล้มตึง ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมนะ
"ก แก...!"
"ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาหาผู้หญิงแบบนั้นล่ะยะ"
"ข้าไม่ได้จะพุ่งเข้าไปหาซะหน่อย!"
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองไอ้คุณชายขี้โรคที่นอนกองอยู่บนพื้น คีลกับหนุ่มกะล่อนก็วิ่งตามมาถึงพอดี
"เนโรคุง ขอโทษที! อัลคูรา แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับความจริงซะเถอะ!"
"รุ่นพี่ครับ! ผมไม่ได้แพ้นะครับ! เมื่อกี้ผมแค่ประมาทไปหน่อยเดียวเอง! ถ้าสู้กันอีกรอบล่ะก็...!"
"นายจะไปพูดแบบนี้ในสนามรบหรือในการแข่งขันจริงงั้นเหรอ? 'ผมแค่ประมาท ขอแก้ตัวอีกรอบ' งั้นรึ?"
"อึก...!"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับเถียงไม่ออก หืม อย่างน้อยก็ยังรู้จักยางอายอยู่นี่นา
"อีกอย่าง เนโรคุงน่ะเป็นถึง 'น้องสาวร่วมสาบาน' ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เลยนะ ฝีมือของนายตอนนี้เอาชนะเธอไม่ได้หรอก"
"หา!? น้องสาวของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】!?"
"เอาจริงดิ!?"
คำพูด(ที่ไม่จำเป็น)ของคีล ทำเอาทั้งคุณชายขี้โรคและหนุ่มกะล่อนถึงกับช็อกตาค้าง อืมม... แบบนี้มันเข้าข่าย 'หมาจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ' หรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'น้องสาวอ้างบารมีพี่สาว' มากกว่ามั้ง?
"เรื่องท่านพี่ไม่เกี่ยวซะหน่อย เอาเป็นว่าการประลองเมื่อกี้ฉันชนะก็แล้วกัน ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่สู้กับนายอีกแล้ว"
"อึก...! นี่แกคิดจะหนีงั้นรึ!"
"เปล่าย่ะ แค่รู้สึกว่านายมันกระจอกเกินไป สู้ด้วยก็เสียเวลาเปล่า"
พอฉันสวนกลับไปแบบนั้น คุณชายขี้โรคก็หน้าแดงก่ำจ้องฉันเขม็ง
เอาจริงๆ นะ แค่สู้กันแป๊บเดียวฉันก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าฝีมือหมอนี่มีแค่นี้แหละ ปฏิกิริยาตอบสนองช้ามาก มัวแต่คิดก่อนจะขยับตัว แบบนี้จะไปรอดได้ไง
มันต้องฝึกฝนร่างกายให้ขยับไปเองตามสัญชาตญาณเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ สิ นี่คือพื้นฐานของการต่อสู้เลยนะ
หมอนี่คงคิดว่าแค่มีดาบใหญ่ๆ แล้วเหวี่ยงสุดแรงก็ชนะแล้วล่ะมั้ง
ถ้าสู้กับพวกรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละ แต่...
"อัลคูรา คราวนี้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะเถอะ ถ้าอยากจะล้างตา ค่อยไปเจอกันใน 'งานประลอง' ก็แล้วกัน"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับสะดุ้ง
'งานประลอง'
หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนสินะ
งานนี้จะคัดตัวแทนจากนักเรียนปีหนึ่งถึงปีห้า ชั้นปีละเก้าคน ตัวสำรองอีกสามคน รวมเป็นสิบสองคน แบ่งเป็นฝั่งละหกสิบคนมาสู้กัน เป็นเหมือน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ขนาดย่อมๆ เลยล่ะ
อืม ถ้าเป็นใน 'งานประลอง' ก็อาจจะได้สู้กับหมอนี่อีกครั้งจริงๆ ก็ได้นะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งคู่ก็ต้องได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้ได้ซะก่อนล่ะนะ
"เข้าใจแล้ว... วันนี้ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปก่อนก็ได้ แต่ใน 'งานประลอง' ข้าจะเอาคืนเป็นทวีคูณแน่! เตรียมล้างคอให้สะอาดซะ!"
"ล้างคอเรอะ..."
"หา?"
ฉันไม่เข้าใจสำนวนที่หมอนี่พูด เลยเอามือลูบคอตัวเองด้วยความงุนงง
"สำนวนนั้นน่ะ เขาพูดว่า 'ล้างคอรอไว้เลย' (首を洗って待っていろ - เตรียมใจตายไว้ได้เลย) ต่างหากล่ะย่ะ ไปจำสำนวนผิดๆ ถูกๆ ของราชรัฐมาจากไหนเนี่ย อย่ามาใช้ให้คนอื่นขำหน่อยเลย"
"────อึก...! จำไว้เลยนะแก!"
คุณชายขี้โรคทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งหนีไป หึ ไก่อ่อนเอ๊ย
หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แอบหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"แหม ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยนะครับเนี่ย..."
"กะอีแค่ลูกผู้ดีมีเงินที่โดนตามใจจนเคยตัว ทำไมฉันต้องไปปรานีมันด้วยล่ะยะ"
"อุ๊ย... พอดีผมก็เป็นราชวงศ์เหมือนกัน เลยรู้สึกจุกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
เอ๊ะ นายเองก็ด้วยเหรอ? หนุ่มกะล่อนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นราชวงศ์? นึกว่าเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจซะอีก...
"มาจากประเทศไหนล่ะ?"
"อาณาจักรอิกเร็ตครับ เป็นประเทศหมู่เกาะที่อยู่ติดกับเฮลไกอาเลย รูปร่างเกาะคล้ายๆ กัน เขาเลยเรียกกันว่าเป็นประเทศพี่น้องกันน่ะครับ"
"อิกเร็ต... อ๋อ ประเทศตากอากาศนั่นเอง..."
"ใช่ครับ อิกเร็ตนั่นแหละครับ"
อาณาจักรอิกเร็ตเป็นประเทศหมู่เกาะทางใต้ที่มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนได้ฉายาว่าประเทศแห่งการพักผ่อน แถมยังครองแชมป์ 'ประเทศที่อยากไปฮันนีมูนมากที่สุด' ในหมู่ขุนนางมาหลายสิบปีซ้อนเลยนะ
หมอนี่เป็นเจ้าชายของประเทศนั้นงั้นเหรอ? หนุ่มกะล่อนคนนี้เนี่ยนะ?
"นายเองก็โดนตามใจจนเคยตัวเหมือนกันสินะ?"
"ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ที่บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดน่ะครับ พอผมหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นคนแบบนี้ไปซะแล้ว"
เจ้าชายจอมหนีเที่ยวสินะ ถือว่ายังดีกว่าพวกคุณชายที่เอาแต่ใจล่ะมั้ง อย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักความโหดร้ายของโลกภายนอกบ้าง แต่ถ้าในฐานะเจ้าชายล่ะก็ ถือว่าสอบตกทั้งคู่นั่นแหละ
"แหม ชักจะตื่นเต้นกับ 'งานประลอง' ขึ้นมาแล้วสิครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะครับ?"
"หึ เดี๋ยวแม่จะสวนกลับให้หงายเงิบเลยคอยดู"
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ใน 'งานประลอง' จะมีการแข่งแบบแบ่งตามชั้นปีและแบบรวมทุกชั้นปี ถ้าเป็นแบบรวมล่ะก็ ฝั่งฉันก็มี 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ(ท่านพี่)】 อันดับหนึ่งอยู่นี่นา
เอ๊ะ? อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' คือท่านพี่เซลด้า แล้วอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ล่ะคือใครหว่า?
"นี่ แคโร รู้ไหมว่าอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คือใคร?"
"ล้อเล่นน่า เนโร... นี่เธอไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอเนี่ย... อย่างน้อยก็หัดเช็กข้อมูลในเน็ตบ้างสิ..."
แคโรทำหน้าเอือมระอา ส่วนหนุ่มกะล่อนกับคีลก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ อะไรกันเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันจะไปรู้เรื่องอันดับของโรงเรียนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?
"อันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ก็ต้องเป็น 【สีเงิน】 (白銀) โค ชิโรงาเนะ (コウ・シロガネ) อยู่แล้วสิ"
"เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าต้องรู้กันล่ะ... หืม?"
ฉันทำหน้างง ก่อนจะรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนั้น
โค ชิโรงาเนะ...? เอ๊ะ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ...?
อ๊ะ!? หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มผมดำตอนที่ไปทำงานพิเศษ!?
พอหันไปมองคีล เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่รู้จักหรอกนะ... แต่เหมือนจะเคยเจอกันมาแล้วแฮะ..."
"หา?"
คราวนี้แคโรทำหน้างงบ้าง
ฉันเองก็งงเหมือนกัน อ้อ หมอนั่นคืออันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' สินะ
ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นอยู่ปีสี่ ถ้าจะได้สู้กันก็คงเป็นใน 'การแข่งแบบรวม' (総力戦) ล่ะมั้ง
'การแข่งแบบรวม' คือการจำลองสงครามเต็มรูปแบบ ที่ตัวแทนจาก 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้าทุกคนจะต้องมาสู้กัน
และเพื่อให้สมจริงที่สุด จึงอนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ แถมถ้าขออนุญาตกรรมการล่วงหน้า ก็สามารถใช้อาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับหนึ่ง แต่ถ้าโดนรุมกินโต๊ะด้วยกลยุทธ์แยกกันตี ก็คงรับมือยากอยู่เหมือนกัน
แต่ทว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบทีม ต่อให้โค่นอันดับหนึ่งได้ แต่ถ้าทีมแพ้ก็ไม่มีความหมาย
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของ 'งานประลอง' ก็คือการโชว์ศักยภาพของตัวเองให้กองอัศวินจากประเทศต่างๆ เห็น
ถ้าใครสามารถล้มอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ รับรองว่าเรียนจบไปต้องมีหลายประเทศแย่งตัวกันให้วุ่นแน่ๆ
สำหรับฉัน ถ้าเรียนจบได้ใบอนุญาต 【ทรูปเปอร์】 มาแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปสมัครเข้ากองอัศวินที่เอลฟ์ราวบ้านเกิดนั่นแหละ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีใครรอฉันอยู่แล้ว
ถ้าที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า ฉันก็อาจจะเปลี่ยนใจไปอยู่ประเทศอื่นก็ได้
บางคนอาจจะมองว่า การใช้โควต้านักเรียนห้าคนของประเทศตัวเองเข้ามาเรียน แล้วสุดท้ายกลับไปรับใช้ประเทศอื่น มันดูไม่ค่อยจะแฟร์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ฉันไม่ได้เข้ามาเรียนเพราะได้โควต้าพิเศษจากรัฐบาลซะหน่อย
ฉันสอบเข้ามาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทาง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ต่างหากที่เป็นคนยอมรับในฝีมือของฉัน
ดังนั้น นักเรียนทุกคนจึงมีอิสระที่จะเลือกไปทำงานให้กับประเทศไหนก็ได้ตามใจชอบ
แต่ก็เพราะกฎแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้มีนักเรียนที่เป็นลูกขุนนางเยอะแยะไปหมด... ก็นะ พ่อแม่เป็นขุนนางรับใช้ประเทศไหน ลูกๆ ก็มักจะเจริญรอยตามนั่นแหละ
แคโรเองก็คงตั้งใจจะกลับไปเข้ากองอัศวินที่เรกูลัสแน่ๆ เชรี่ก็คงเหมือนกัน ส่วนริลิชาก็คงกลับไปเอลฟ์ราว ท่านพี่เซลด้าก็ต้องกลับเรสเทียอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกลูกคุณหนูขุนนาง มันก็มีเรื่อง 'แต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์' เข้ามาเกี่ยวด้วยสิเนี่ย...
สมมติว่าตอนที่เรียนอยู่ แคโรเกิดไปหมั้นกับลูกขุนนางประเทศอื่นเข้า ก็คงต้องย้ายไปรับใช้ประเทศของฝั่งสามีแทน
เชรี่เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ขุนนางบางคนก็เลยจับลูกสาวหมั้นกับคนในประเทศตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย แย่ชะมัด... แต่ก็เข้าใจแหละว่า ประเทศต่างๆ คงไม่อยากเสียทรูปเปอร์ฝีมือดีไปให้ประเทศอื่นหรอก
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลละ)
"บอกตรงๆ นะ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแวดวงเพื่อนของเนโรมันชักจะแปลกๆ แล้วล่ะ..."
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
ก็คนที่ฉันบังเอิญไปรู้จักดันเป็นพวกประหลาดๆ ทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประหลาดนั่นก็ดันพาคนประหลาดๆ มาให้รู้จักเพิ่มอีกไงล่ะ
แต่ก็ยังดีกว่าตอนอยู่กับอาจารย์เยอะเลยนะ... ตานั่นรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบเลย ทั้งมังกรเอย ภูตเอย...
ไม่รู้ว่าแกจะแวะมาดูฉันแข่ง 'งานประลอง' หรือเปล่า อยากจะติดต่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกชอบปิดสมาร์ทโฟนอยู่เรื่อย
ตอนที่อยู่ด้วยกัน แกก็ชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ทีละหลายๆ วันเป็นประจำ... แต่ก็ยังอุตส่าห์ซื้อของฝากกลับมาให้ทุกครั้งนะ ถึงจะเป็นของที่ดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ
ในฐานะผู้ปกครองของฉัน อย่างน้อยแกก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีฉันบ้างนะ แต่พอคิดไปคิดมา ขืนอาจารย์โผล่มา มีหวังต้องเอาเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีกแหงๆ เพราะงั้น ไม่ต้องมาหรอกดีแล้ว
ใครที่โดนลากไปซวยด้วยคงน่าสงสารแย่...
036 เช้าที่วุ่นวาย
.
"อ๊ะ ซวยแล้ว"
เพิ่งจะรู้ตัว ก็ตอนที่ดาบตวัดเข้าที่สีข้างอย่างจังแล้ว
เพียะ! เสียงกระแทกดังลั่นโรงฝึก ดาบสั้นของรุ่นพี่ชิบะฟาดผ่านลำตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว
"อูยยย...!"
ดาบสั้นจำลองที่เราใช้ฝึกทำมาจากกิ่งของต้นบาบุรุ (Baburu) ซึ่งเป็นพืชในป่าใหญ่ที่เนื้อไม้มีความนุ่มหยุ่นคล้ายฟองน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น โดนตีจังๆ มันก็เจ็บอยู่ดี
ถึงจะไม่ทำให้เกิดรอยช้ำ แต่ก็น่าจะทิ้งรอยแดงๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ
"เธอจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดมากเกินไปนะ จังหวะเมื่อกี้ถ้าใช้มือซ้ายรับจะเร็วกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงพยายามจะใช้มือขวารับล่ะ?"
"มันเผลอไปเองน่ะค่ะ..."
"ไม่ได้นะ ต้องฝึกให้ร่างกายตอบสนองด้วยมือซ้ายเป็นอัตโนมัติให้ได้ เอ้า ลองใหม่อีกรอบ"
"ค่ะ"
ฉันตื่นมาซ้อมดาบกับรุ่นพี่ชิบะแบบนี้ได้อาทิตย์นึงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการใช้ดาบคู่ได้ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ถ้าเรามองว่าดาบก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย การต่อสู้ด้วยดาบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเลยสักนิด แทงก็เหมือนชก ฟันก็เหมือนสับสันมือ
แต่ก็นะ... ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยทำคะแนนจากรุ่นพี่ชิบะได้เลยสักครั้งเดียว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ พยายามต่อไปล่ะ"
"ขอบคุณมาก... ค่า..."
สงสัยเพราะฉันมัวแต่วิ่งพล่านไปมาตลอดการฝึก พอเลิกซ้อมก็เลยหอบแฮ่กอยู่คนเดียว โธ่เอ๊ย... สงสัยเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเต็มที่ล่ะมั้ง... ความฟิตเลยตกไปเยอะ
ขืนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ มีหวังโดนจับเข้าคอร์สฝึกนรกแตกแหงๆ...
"อ้อ จริงสิ เรื่องดาบสั้นสำหรับใช้กับเฟรมเกียร์ที่เคยคุยกันไว้น่ะ ฉันยอมขายดาบเล่มเก่าของฉันให้ในราคาถูกๆ เอาไหม?"
"ขอบคุณมากเลยค่ะ!... ว่าแต่ จะขายเท่าไหร่เหรอคะ?"
ถึงฉันจะได้เงิน G(ค่าจ้าง) จากการเป็นเด็กพาร์ตไทม์ให้ท่านผู้อำนวยการมาพอสมควร แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ตุงขนาดนั้น ถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้ มีหวังอนาคตได้กินแกลบแน่ๆ
"สองเล่ม เอาแค่นี้ก็พอ..."
"ถูกจัง!? ราคานี้มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!?"
"คนกันเองน่า ช่วยชีวิตฉันไว้ทั้งที จะให้ขูดรีดได้ไงล่ะ"
ถ้าได้ราคานี้ เงินที่เหลือก็คงพอเอาไปซื้อบูสเตอร์เสริมความเร็วได้แน่ๆ ไว้ลองไปปรึกษาลาล่าให้ช่วยเลือกให้ดีกว่า
ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ชิบะ ก่อนจะขอตัวออกจากโรงฝึก
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหารของหอพักทันที ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดพละนี่แหละ ฉันไม่แคร์สายตาใครหรอกน่า
"อรุณสวัสดิ์เนโร วันนี้ก็ไปซ้อมมาเหรอ?"
"อืม อรุณสวัสดิ์จ้ะเชรี่"
บังเอิญเจอเชรี่พอดี เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน ระหว่างที่ต่อแถวกดคูปองอาหาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นแคโรเลย
"แคโรล่ะ?"
"ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนเห็นอ่านหนังสือจนดึกดื่นน่ะ ก็นะ เช้านี้พวกเราไม่มีเรียนด้วย ปล่อยให้นอนไปเถอะ"
แคโรกับเชรี่เป็นรูมเมตกัน ก็นะ โควตานักเรียนแต่ละประเทศมีแค่ 5 คน ถ้ามาจากประเทศเดียวกัน ยังไงก็ต้องโดนจับให้อยู่ห้องเดียวกันอยู่แล้ว ฉันกับริลิชาก็เหมือนกัน
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"กินเสร็จไปแล้วมั้ง? ไม่รู้สิ"
ตอนที่ฉันออกจากห้องไปซ้อม ยัยนั่นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่นา อีกอย่าง ฉันกับริลิชาก็ไม่ได้ตัวติดกันขนาดที่ต้องรอกินข้าวพร้อมกันซะหน่อย
เช้านี้กินอะไรดีนะ... เอาเป็นเซตบาแก็ตเนื้ออบร้อนๆ กินคู่กับสลัดและซุปหัวหอมก็แล้วกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังโซ้ยมื้อเช้ากับเชรี่ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนข้างโต๊ะ
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เจอเด็กผู้หญิงผมลอนสีทองยาวประบ่า กำลังก้มมองฉันด้วยสายตาเย็นชา โบว์สีน้ำเงิน... รุ่นพี่ปีสองสินะ
"เนโร ซิลลูเอสก้า ทำไมเธอถึงเมินคำท้าประลองของฉัน?"
"หา?"
ยัยเจ๊นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย
"ฉันก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะสู้กับใครไหมล่ะคะ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องรับคำท้าทุกคนซะหน่อย?"
"พูดจาอวดดีนักนะ...! เป็นถึงน้องสาวของท่านเซลด้าแท้ๆ ทำไมถึงไม่กล้ารับคำท้าของฉัน!"
เอาอีกแล้ว... ฉันถอนหายใจหน่ายๆ พลางกัดบาแก็ตเนื้ออบคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
"นี่! อย่ามาเมินกันนะ!"
"โอ๊ยยย เจ๊คะ! วันนึงๆ มีคนส่งคำท้ามาเป็นสิบๆ คน ใครจะไปสู้ไหวล่ะคะ! ถ้าอยากสู้กับฉันนัก ก็ลองไปสุ่มประลองดูสิคะ ถ้าดวงดีอาจจะเจอกันก็ได้..."
"ฉันอยู่ E Rank นะยะ! ไม่มีทางสุ่มเจอเธอหรอก!"
อ้อ จริงด้วย ระบบสุ่มประลองมันจะสุ่มให้เจอแต่คนระดับเดียวกันนี่นา
ว่าแต่ E Rank งั้นเหรอ? การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่าเนี่ย มันดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยนะเนี่ย... ถึงฉันจะไม่ยอมให้รังแกง่ายๆ ก็เถอะ!
"ให้ตายสิ ท่านเซลด้าคิดยังไงถึงไปสาบานเป็นพี่น้องกับสามัญชนขี้ขลาดอย่างเธอกันนะ..."
"หยุดแค่นั้นแหละจ้า~"
จังหวะที่ฉันเริ่มจะปรี๊ดแตก และกำลังจะสวนกลับยัยรุ่นพี่ปากแจ๋ว ก็มีเสียงยานคางคุ้นหูดังแทรกขึ้นมา
พอหันไปมอง ก็เห็นรุ่นพี่ชารอนยืนเท้าสะเอว ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
"เซลจังจะเลือกใครเป็นน้องสาวก็สิทธิ์ของเซลจังน้า~ เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เนโรจังนะจ๊ะ?"
"ท ท่านชารอน...!? อ เอ่อ ข ขอตัวก่อนนะคะ!"
ยัยรุ่นพี่ตัวแสบรีบเผ่นแน่บออกจากโรงอาหารไปอย่างไว โห สมกับเป็นอันดับสามจริงๆ บารมีล้นเหลือเลย
"เป็นอะไรไหมจ๊ะ?"
"อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
ตอนขากลับจากที่ไปทำงานพิเศษคราวก่อน ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่ชารอนก็อยู่หอเก็นบุเหมือนกัน
รุ่นพี่ชารอนมาจากราชอาณาจักรพาเรเลียส (Parelius Kingdom) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปตะวันออก
นามสกุลพาเรเลียสของเธอก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โดยตรง เป็นท่านหญิงระดับดยุกเลยล่ะมั้ง?
แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพวกขุนนางเลยแฮะ... ไม่สิ ท่าทางเนิบๆ แบบนี้ก็อาจจะดูเป็นผู้ดีไปอีกแบบล่ะมั้ง...
"นี่เนโร! ทำไมเธอถึงไปรู้จักกับท่านชารอนได้ล่ะ!?"
"เอ่อ... ก็เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์น่ะ...?"
พอฉันตอบเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า 'พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย' แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ดีกว่านี้นี่นา
"ฮ่าๆๆ ชารอนที่เป็นเพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์ของเนโรจังไงจ๊ะ~ ยินดีที่ได้รู้จักน้า"
"อ๊ะ! เอ่อ ฉันชื่อเชริล กัสปาร์ เป็นเพื่อนของเนโรค่ะ! มาจากเรกูลัสค่ะ!"
เชรี่ลุกลี้ลุกลนแนะนำตัวแล้วก้มหัวปลกๆ ให้รุ่นพี่ชารอน
ขนาดเชรี่ก็ยังเกร็งเลยแฮะ เวลาอยู่ต่อหน้าอันดับสามเนี่ย
"หนูเชริลสินะจ๊ะ~ ถ้ามีปัญหาอะไรในหอพักก็มาปรึกษาพี่ได้เสมอนะจ๊ะ พอดีพี่เป็นประธานหออยู่น่ะ~"
"เอ๊ะ จริงเหรอคะเนี่ย?"
รุ่นพี่ชารอนเนี่ยนะประธานหอ? พูดแบบนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะไหวเหรอเนี่ย...?
สงสัยเชรี่จะเดาใจฉันออก เลยกระซิบเบาๆ ให้ฟัง
"โดยปกติแล้ว ประธานกับรองประธานของแต่ละหอพักจะคัดเลือกมาจากนักเรียนระดับ S Rank น่ะ"
"อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ก็สมเหตุสมผลอยู่แฮะ ระดับ S Rank อันดับสามนี่นา
"อ้อ จะว่าไป เซลจังก็เป็นประธานหอชิงหลง (มังกรฟ้า) เหมือนกันนะจ๊ะ~ ถ้าถึงงาน 'ประลองหอพัก' เมื่อไหร่ เราก็ต้องเป็นศัตรูกันแล้วล่ะน้า~"
งานประลองหอพัก (Lorm-Wars)... งานเทศกาลประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ของวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสี่หอพัก ได้ยินมาว่าปีที่แล้วหอชิงหลงคว้าแชมป์ ตามมาด้วยหอไป๋หู่ (เสือขาว) ส่วนหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราได้ที่สาม
ก็นะ ถ้าต้องมาสู้กัน ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่แหละ
"งั้นพี่ไปก่อนนะจ๊ะ ชารอน"
"อ้า รอเดี๋ยวน้า~ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เนโรจัง หนูเชริล~"
รุ่นพี่ชารอนวิ่งตามเพื่อนของเธอไป เชรี่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ทั้งท่านเซลด้า แล้วก็ท่านชารอนอีก... รู้จักแต่พวกระดับ S Rank ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เครือข่ายเพื่อนของเนโรนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ นี่อย่าบอกนะว่ายังมีอีกน่ะ?"
"เอ่อ... ก็น่าจะมีเพื่อนระดับ S Rank อยู่อีกคนนึงมั้งคะ?"
"เอาจริงดิ...?"
ถ้านับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ อันดับสี่ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ด้วย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันได้แหละมั้ง รุ่นพี่ลิมิเอร่ามาจากสหพันธรัฐลอร์ดแมร์ (Lordmare Federation) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่หอชิงหลงเหมือนกัน... หอเดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยนี่นา แบบนี้รับมือยากแหงๆ
"แล้วหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราล่ะ นอกจากรุ่นพี่ชารอนแล้ว มีใครอยู่ S Rank อีกไหม?"
"มีสิคะ รุ่นพี่ ยูนะ บลิทซ์ อันดับแปด ปีห้า ฉายา 【ค้อนเหล็ก】 ไงคะ"
"【ค้อนเหล็ก】 งั้นเหรอ?"
ฉายาดูดุดันจังแฮะ
"เฟรมเกียร์ของรุ่นพี่ยูนะเป็นรุ่นไททันเฟรมน่ะค่ะ อาวุธหลักก็คือ แบทเทิลแฮมเมอร์ขนาดยักษ์"
"อ้อ... มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่า 【ค้อนเหล็ก】"
ไททันเฟรมเป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวช้า แต่ทดแทนด้วยพละกำลังและพลังป้องกันที่มหาศาล เรียกว่าเป็นหุ่นสาย One-hit kill เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ ต่อให้พลังโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าโจมตีไม่โดนก็ไร้ความหมาย การที่หุ่นรุ่นนี้สามารถทะยานขึ้นไปถึงระดับ S Rank ได้ แสดงว่าฝีมือการต่อสู้ของรุ่นพี่ยูนะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อยากรู้จังแฮะว่ารุ่นพี่เขาต่อสู้แบบไหน น่าสนใจดีนะเนี่ย
"ตอนนี้กลุ่ม S Rank มีอยู่หอไป๋หู่ 3 คน ส่วนหออื่นๆ ก็หอละ 2 คน ถือว่ากระจายกำลังกันได้ค่อนข้างสมดุลเลยนะคะ เห็นว่าเมื่อ 2 ปีก่อน หอชิงหลงมี S Rank รวมกระจุกอยู่หอเดียวตั้ง 5 คนแน่ะ"
"โห... ไปกองรวมกันขนาดนั้น คะแนนทิ้งห่างหออื่นไม่เห็นฝุ่นเลยสิเนี่ย?"
"แน่นอนสิคะ ชนะเลิศแบบขาดลอยเลยล่ะค่ะ แถมตอนนั้นยังมี A Rank เก่งๆ อยู่หอชิงหลงอีกเพียบเลยด้วย"
อืมม... การที่คนเก่งๆ ไปกระจุกตัวกันอยู่หอเดียวแบบนี้มันก็เหนือการควบคุมล่ะนะ
S Rank คือกลุ่มคนที่ติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ส่วนอันดับ 10 ถึง 50 จะเป็น A Rank รวม 41 คน ซึ่งฝีมือของ A Rank อันดับต้นๆ ก็สูสีกับ S Rank อันดับท้ายๆ เลยล่ะ
กุญแจสำคัญที่จะชี้วัดผลแพ้ชนะในงาน 'ประลองหอพัก' ก็คือจำนวนนักเรียนระดับ S Rank และ A Rank ในหอนั้นๆ นี่แหละ
แน่นอนว่าพวกอันดับล่างๆ ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก็คงมีอยู่เหมือนกัน
งาน 'ประลองหอพัก' ฤดูใบไม้ร่วงสินะ... ก็นะ ก่อนหน้านั้นก็ยังมี 'งานประลอง' กับทางสถาบันอยู่ดี
ฉันคงต้องพยายามอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อีก
ได้เวลาท้าประลองกับพวกระดับ E Rank แล้วล่ะมั้ง เห็นว่ามีนักเรียนปีหนึ่งหลายคนเริ่มขยับขึ้นไปอยู่ E Rank กันบ้างแล้ว
เอาล่ะ! มาลุยกันสักตั้งเถอะ!
.
"อ๊ะ ซวยแล้ว"
เพิ่งจะรู้ตัว ก็ตอนที่ดาบตวัดเข้าที่สีข้างอย่างจังแล้ว
เพียะ! เสียงกระแทกดังลั่นโรงฝึก ดาบสั้นของรุ่นพี่ชิบะฟาดผ่านลำตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว
"อูยยย...!"
ดาบสั้นจำลองที่เราใช้ฝึกทำมาจากกิ่งของต้นบาบุรุ (Baburu) ซึ่งเป็นพืชในป่าใหญ่ที่เนื้อไม้มีความนุ่มหยุ่นคล้ายฟองน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น โดนตีจังๆ มันก็เจ็บอยู่ดี
ถึงจะไม่ทำให้เกิดรอยช้ำ แต่ก็น่าจะทิ้งรอยแดงๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ
"เธอจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดมากเกินไปนะ จังหวะเมื่อกี้ถ้าใช้มือซ้ายรับจะเร็วกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงพยายามจะใช้มือขวารับล่ะ?"
"มันเผลอไปเองน่ะค่ะ..."
"ไม่ได้นะ ต้องฝึกให้ร่างกายตอบสนองด้วยมือซ้ายเป็นอัตโนมัติให้ได้ เอ้า ลองใหม่อีกรอบ"
"ค่ะ"
ฉันตื่นมาซ้อมดาบกับรุ่นพี่ชิบะแบบนี้ได้อาทิตย์นึงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการใช้ดาบคู่ได้ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ถ้าเรามองว่าดาบก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย การต่อสู้ด้วยดาบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเลยสักนิด แทงก็เหมือนชก ฟันก็เหมือนสับสันมือ
แต่ก็นะ... ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยทำคะแนนจากรุ่นพี่ชิบะได้เลยสักครั้งเดียว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ พยายามต่อไปล่ะ"
"ขอบคุณมาก... ค่า..."
สงสัยเพราะฉันมัวแต่วิ่งพล่านไปมาตลอดการฝึก พอเลิกซ้อมก็เลยหอบแฮ่กอยู่คนเดียว โธ่เอ๊ย... สงสัยเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเต็มที่ล่ะมั้ง... ความฟิตเลยตกไปเยอะ
ขืนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ มีหวังโดนจับเข้าคอร์สฝึกนรกแตกแหงๆ...
"อ้อ จริงสิ เรื่องดาบสั้นสำหรับใช้กับเฟรมเกียร์ที่เคยคุยกันไว้น่ะ ฉันยอมขายดาบเล่มเก่าของฉันให้ในราคาถูกๆ เอาไหม?"
"ขอบคุณมากเลยค่ะ!... ว่าแต่ จะขายเท่าไหร่เหรอคะ?"
ถึงฉันจะได้เงิน G(ค่าจ้าง) จากการเป็นเด็กพาร์ตไทม์ให้ท่านผู้อำนวยการมาพอสมควร แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ตุงขนาดนั้น ถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้ มีหวังอนาคตได้กินแกลบแน่ๆ
"สองเล่ม เอาแค่นี้ก็พอ..."
"ถูกจัง!? ราคานี้มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!?"
"คนกันเองน่า ช่วยชีวิตฉันไว้ทั้งที จะให้ขูดรีดได้ไงล่ะ"
ถ้าได้ราคานี้ เงินที่เหลือก็คงพอเอาไปซื้อบูสเตอร์เสริมความเร็วได้แน่ๆ ไว้ลองไปปรึกษาลาล่าให้ช่วยเลือกให้ดีกว่า
ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ชิบะ ก่อนจะขอตัวออกจากโรงฝึก
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหารของหอพักทันที ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดพละนี่แหละ ฉันไม่แคร์สายตาใครหรอกน่า
"อรุณสวัสดิ์เนโร วันนี้ก็ไปซ้อมมาเหรอ?"
"อืม อรุณสวัสดิ์จ้ะเชรี่"
บังเอิญเจอเชรี่พอดี เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน ระหว่างที่ต่อแถวกดคูปองอาหาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นแคโรเลย
"แคโรล่ะ?"
"ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนเห็นอ่านหนังสือจนดึกดื่นน่ะ ก็นะ เช้านี้พวกเราไม่มีเรียนด้วย ปล่อยให้นอนไปเถอะ"
แคโรกับเชรี่เป็นรูมเมตกัน ก็นะ โควตานักเรียนแต่ละประเทศมีแค่ 5 คน ถ้ามาจากประเทศเดียวกัน ยังไงก็ต้องโดนจับให้อยู่ห้องเดียวกันอยู่แล้ว ฉันกับริลิชาก็เหมือนกัน
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"กินเสร็จไปแล้วมั้ง? ไม่รู้สิ"
ตอนที่ฉันออกจากห้องไปซ้อม ยัยนั่นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่นา อีกอย่าง ฉันกับริลิชาก็ไม่ได้ตัวติดกันขนาดที่ต้องรอกินข้าวพร้อมกันซะหน่อย
เช้านี้กินอะไรดีนะ... เอาเป็นเซตบาแก็ตเนื้ออบร้อนๆ กินคู่กับสลัดและซุปหัวหอมก็แล้วกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังโซ้ยมื้อเช้ากับเชรี่ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนข้างโต๊ะ
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เจอเด็กผู้หญิงผมลอนสีทองยาวประบ่า กำลังก้มมองฉันด้วยสายตาเย็นชา โบว์สีน้ำเงิน... รุ่นพี่ปีสองสินะ
"เนโร ซิลลูเอสก้า ทำไมเธอถึงเมินคำท้าประลองของฉัน?"
"หา?"
ยัยเจ๊นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย
"ฉันก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะสู้กับใครไหมล่ะคะ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องรับคำท้าทุกคนซะหน่อย?"
"พูดจาอวดดีนักนะ...! เป็นถึงน้องสาวของท่านเซลด้าแท้ๆ ทำไมถึงไม่กล้ารับคำท้าของฉัน!"
เอาอีกแล้ว... ฉันถอนหายใจหน่ายๆ พลางกัดบาแก็ตเนื้ออบคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
"นี่! อย่ามาเมินกันนะ!"
"โอ๊ยยย เจ๊คะ! วันนึงๆ มีคนส่งคำท้ามาเป็นสิบๆ คน ใครจะไปสู้ไหวล่ะคะ! ถ้าอยากสู้กับฉันนัก ก็ลองไปสุ่มประลองดูสิคะ ถ้าดวงดีอาจจะเจอกันก็ได้..."
"ฉันอยู่ E Rank นะยะ! ไม่มีทางสุ่มเจอเธอหรอก!"
อ้อ จริงด้วย ระบบสุ่มประลองมันจะสุ่มให้เจอแต่คนระดับเดียวกันนี่นา
ว่าแต่ E Rank งั้นเหรอ? การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่าเนี่ย มันดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยนะเนี่ย... ถึงฉันจะไม่ยอมให้รังแกง่ายๆ ก็เถอะ!
"ให้ตายสิ ท่านเซลด้าคิดยังไงถึงไปสาบานเป็นพี่น้องกับสามัญชนขี้ขลาดอย่างเธอกันนะ..."
"หยุดแค่นั้นแหละจ้า~"
จังหวะที่ฉันเริ่มจะปรี๊ดแตก และกำลังจะสวนกลับยัยรุ่นพี่ปากแจ๋ว ก็มีเสียงยานคางคุ้นหูดังแทรกขึ้นมา
พอหันไปมอง ก็เห็นรุ่นพี่ชารอนยืนเท้าสะเอว ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
"เซลจังจะเลือกใครเป็นน้องสาวก็สิทธิ์ของเซลจังน้า~ เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เนโรจังนะจ๊ะ?"
"ท ท่านชารอน...!? อ เอ่อ ข ขอตัวก่อนนะคะ!"
ยัยรุ่นพี่ตัวแสบรีบเผ่นแน่บออกจากโรงอาหารไปอย่างไว โห สมกับเป็นอันดับสามจริงๆ บารมีล้นเหลือเลย
"เป็นอะไรไหมจ๊ะ?"
"อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
ตอนขากลับจากที่ไปทำงานพิเศษคราวก่อน ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่ชารอนก็อยู่หอเก็นบุเหมือนกัน
รุ่นพี่ชารอนมาจากราชอาณาจักรพาเรเลียส (Parelius Kingdom) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปตะวันออก
นามสกุลพาเรเลียสของเธอก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โดยตรง เป็นท่านหญิงระดับดยุกเลยล่ะมั้ง?
แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพวกขุนนางเลยแฮะ... ไม่สิ ท่าทางเนิบๆ แบบนี้ก็อาจจะดูเป็นผู้ดีไปอีกแบบล่ะมั้ง...
"นี่เนโร! ทำไมเธอถึงไปรู้จักกับท่านชารอนได้ล่ะ!?"
"เอ่อ... ก็เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์น่ะ...?"
พอฉันตอบเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า 'พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย' แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ดีกว่านี้นี่นา
"ฮ่าๆๆ ชารอนที่เป็นเพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์ของเนโรจังไงจ๊ะ~ ยินดีที่ได้รู้จักน้า"
"อ๊ะ! เอ่อ ฉันชื่อเชริล กัสปาร์ เป็นเพื่อนของเนโรค่ะ! มาจากเรกูลัสค่ะ!"
เชรี่ลุกลี้ลุกลนแนะนำตัวแล้วก้มหัวปลกๆ ให้รุ่นพี่ชารอน
ขนาดเชรี่ก็ยังเกร็งเลยแฮะ เวลาอยู่ต่อหน้าอันดับสามเนี่ย
"หนูเชริลสินะจ๊ะ~ ถ้ามีปัญหาอะไรในหอพักก็มาปรึกษาพี่ได้เสมอนะจ๊ะ พอดีพี่เป็นประธานหออยู่น่ะ~"
"เอ๊ะ จริงเหรอคะเนี่ย?"
รุ่นพี่ชารอนเนี่ยนะประธานหอ? พูดแบบนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะไหวเหรอเนี่ย...?
สงสัยเชรี่จะเดาใจฉันออก เลยกระซิบเบาๆ ให้ฟัง
"โดยปกติแล้ว ประธานกับรองประธานของแต่ละหอพักจะคัดเลือกมาจากนักเรียนระดับ S Rank น่ะ"
"อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ก็สมเหตุสมผลอยู่แฮะ ระดับ S Rank อันดับสามนี่นา
"อ้อ จะว่าไป เซลจังก็เป็นประธานหอชิงหลง (มังกรฟ้า) เหมือนกันนะจ๊ะ~ ถ้าถึงงาน 'ประลองหอพัก' เมื่อไหร่ เราก็ต้องเป็นศัตรูกันแล้วล่ะน้า~"
งานประลองหอพัก (Lorm-Wars)... งานเทศกาลประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ของวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสี่หอพัก ได้ยินมาว่าปีที่แล้วหอชิงหลงคว้าแชมป์ ตามมาด้วยหอไป๋หู่ (เสือขาว) ส่วนหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราได้ที่สาม
ก็นะ ถ้าต้องมาสู้กัน ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่แหละ
"งั้นพี่ไปก่อนนะจ๊ะ ชารอน"
"อ้า รอเดี๋ยวน้า~ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เนโรจัง หนูเชริล~"
รุ่นพี่ชารอนวิ่งตามเพื่อนของเธอไป เชรี่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ทั้งท่านเซลด้า แล้วก็ท่านชารอนอีก... รู้จักแต่พวกระดับ S Rank ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เครือข่ายเพื่อนของเนโรนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ นี่อย่าบอกนะว่ายังมีอีกน่ะ?"
"เอ่อ... ก็น่าจะมีเพื่อนระดับ S Rank อยู่อีกคนนึงมั้งคะ?"
"เอาจริงดิ...?"
ถ้านับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ อันดับสี่ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ด้วย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันได้แหละมั้ง รุ่นพี่ลิมิเอร่ามาจากสหพันธรัฐลอร์ดแมร์ (Lordmare Federation) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่หอชิงหลงเหมือนกัน... หอเดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยนี่นา แบบนี้รับมือยากแหงๆ
"แล้วหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราล่ะ นอกจากรุ่นพี่ชารอนแล้ว มีใครอยู่ S Rank อีกไหม?"
"มีสิคะ รุ่นพี่ ยูนะ บลิทซ์ อันดับแปด ปีห้า ฉายา 【ค้อนเหล็ก】 ไงคะ"
"【ค้อนเหล็ก】 งั้นเหรอ?"
ฉายาดูดุดันจังแฮะ
"เฟรมเกียร์ของรุ่นพี่ยูนะเป็นรุ่นไททันเฟรมน่ะค่ะ อาวุธหลักก็คือ แบทเทิลแฮมเมอร์ขนาดยักษ์"
"อ้อ... มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่า 【ค้อนเหล็ก】"
ไททันเฟรมเป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวช้า แต่ทดแทนด้วยพละกำลังและพลังป้องกันที่มหาศาล เรียกว่าเป็นหุ่นสาย One-hit kill เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ ต่อให้พลังโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าโจมตีไม่โดนก็ไร้ความหมาย การที่หุ่นรุ่นนี้สามารถทะยานขึ้นไปถึงระดับ S Rank ได้ แสดงว่าฝีมือการต่อสู้ของรุ่นพี่ยูนะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อยากรู้จังแฮะว่ารุ่นพี่เขาต่อสู้แบบไหน น่าสนใจดีนะเนี่ย
"ตอนนี้กลุ่ม S Rank มีอยู่หอไป๋หู่ 3 คน ส่วนหออื่นๆ ก็หอละ 2 คน ถือว่ากระจายกำลังกันได้ค่อนข้างสมดุลเลยนะคะ เห็นว่าเมื่อ 2 ปีก่อน หอชิงหลงมี S Rank รวมกระจุกอยู่หอเดียวตั้ง 5 คนแน่ะ"
"โห... ไปกองรวมกันขนาดนั้น คะแนนทิ้งห่างหออื่นไม่เห็นฝุ่นเลยสิเนี่ย?"
"แน่นอนสิคะ ชนะเลิศแบบขาดลอยเลยล่ะค่ะ แถมตอนนั้นยังมี A Rank เก่งๆ อยู่หอชิงหลงอีกเพียบเลยด้วย"
อืมม... การที่คนเก่งๆ ไปกระจุกตัวกันอยู่หอเดียวแบบนี้มันก็เหนือการควบคุมล่ะนะ
S Rank คือกลุ่มคนที่ติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ส่วนอันดับ 10 ถึง 50 จะเป็น A Rank รวม 41 คน ซึ่งฝีมือของ A Rank อันดับต้นๆ ก็สูสีกับ S Rank อันดับท้ายๆ เลยล่ะ
กุญแจสำคัญที่จะชี้วัดผลแพ้ชนะในงาน 'ประลองหอพัก' ก็คือจำนวนนักเรียนระดับ S Rank และ A Rank ในหอนั้นๆ นี่แหละ
แน่นอนว่าพวกอันดับล่างๆ ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก็คงมีอยู่เหมือนกัน
งาน 'ประลองหอพัก' ฤดูใบไม้ร่วงสินะ... ก็นะ ก่อนหน้านั้นก็ยังมี 'งานประลอง' กับทางสถาบันอยู่ดี
ฉันคงต้องพยายามอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อีก
ได้เวลาท้าประลองกับพวกระดับ E Rank แล้วล่ะมั้ง เห็นว่ามีนักเรียนปีหนึ่งหลายคนเริ่มขยับขึ้นไปอยู่ E Rank กันบ้างแล้ว
เอาล่ะ! มาลุยกันสักตั้งเถอะ!
037 แผนการปรับแต่งเฟรมเกียร์
.
เพราะได้รุ่นพี่ชิบะขายดาบสั้นให้ในราคาถูกแสนถูก ฉันเลยประหยัด G ไปได้เยอะเลย
ฉันกะจะเอา G ก้อนนี้แหละ ไปอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' แล้วท้าประลองเพื่อเลื่อนขึ้น E Rank ให้ได้
โชคดีที่ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งคำท้ามาให้เพียบ ฉันเลยไม่ต้องเสีย 10 ดาวเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เลื่อนขั้นแบบฟรีๆ เลยล่ะ
เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเลยรีบไปปรึกษาลาล่าทันทีหลังเลิกเรียน
"ตามหลักแล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรม ก็ควรจะเน้นอัปเกรดความคล่องตัวให้สุดไปเลยค่ะ แต่ถ้าเน้นแค่ความเร็วอย่างเดียว เกิดโดนโจมตีสวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะก็ มีสิทธิ์หุ่นพังยับเยินจนแพ้ได้ง่ายๆ เลยนะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ ด้วย เพื่อป้องกันปัญหานี้ การเสริมเกราะให้หนาขึ้นอีกนิด เพื่อให้ทนรับการโจมตีได้บ้างก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ว่า สำหรับสไตล์ของคุณเนโร ที่เน้นชิงจังหวะโจมตีแล้วเผด็จศึกในพริบตา ถ้ามองในมุมนี้..."
"เดี๋ยวก่อนลาล่า ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ลาล่ารัวคำแนะนำใส่ฉันเป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบจนฉันฟังแทบไม่ทัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว
ฉันเลยต้องเบรกเธอไว้ก่อน แล้วสรุปความต้องการของตัวเองสั้นๆ
"เอาเป็นว่า ฉันอยากได้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นน่ะ แบบที่สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้อย่างละเอียด แล้วก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้แม้ตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงด้วย"
"เอ๋... แบบนั้นมันจะสร้างภาระหนักให้กับคนขับมากๆ เลยนะคะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันใช้เวทเสริมพลังกายช่วยได้"
การใช้เวทเสริมพลังกายผ่านเอเธอร์ลิควิดเพื่อกระตุ้นสมรรถนะของเฟรมเกียร์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้เวทได้รับการเสริมพลังไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถทนต่อแรง G มหาศาลจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้
แต่ก็นะ... มันก็จะไปสร้างภาระให้กับตัวหุ่นแทน...
"พวกชิ้นส่วนปรับแต่ง (Custom Parts) ของเฟรมเกียร์จำลองเนี่ย จะมีทั้งของแท้จากทาง 'วิทยาลัย' แล้วก็ของที่นักเรียนออกแบบแล้วยื่นจดทะเบียนเอาไว้นะคะ ซึ่งชิ้นส่วนพวกนี้จะต้องสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้จริง โดยจะมีการประเมินทั้งวัสดุและต้นทุนการผลิต เพื่อนำมากำหนดราคา G ให้สอดคล้องกันค่ะ"
"...แปลว่าอะไรเหรอ?"
"แปลว่า ชิ้นส่วนที่สเปกสูงๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยไงคะ"
"เป็นสัจธรรมที่โหดร้ายจังเลยนะ..."
ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้นี่นา...
"แล้วมีงบอยู่เท่าไหร่ล่ะคะ?"
"เอ่อ... ประมาณนี้มั้ง...?"
ฉันเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนโชว์ยอด G ทั้งหมดให้ลาล่าดู
ลาล่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตในมือเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่อยู่ในงบ
"ถ้างบประมาณนี้ ก็คงได้ประมาณชิ้นพวกนี้แหละค่ะ"
ชิ้นส่วนที่ลาล่าลิสต์มาให้ดู ก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันเล็งๆ ไว้แต่แรกเท่าไหร่ สงสัยคงหนีไม่พ้นต้องเลือกจากพวกนี้แล้วล่ะมั้ง...
"เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่นะคะ... แต่เราสามารถเลือกใช้ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบ 'นอกมาตรฐาน' (Non-Standard Custom Parts) ได้ด้วยนะคะ"
"นอกมาตรฐานเหรอ?"
"มันคือชิ้นส่วนที่ถูกปรับแต่งมาแบบสุดโต่งสุดๆ ไปเลยน่ะค่ะ ทำให้ใช้งานได้ยากมาก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพ และต้องใช้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ เท่านั้น เป็นชิ้นส่วนประเภทที่เพิ่มภาระให้คนขับมากกว่าแบบที่ฉันเพิ่งเตือนไปเมื่อกี้อีกนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เน้นเพิ่มค่าสเตตัสทางใดทางหนึ่งแบบสุดๆ ไปเลย..."
ลาล่าอธิบายว่า นักพัฒนาชิ้นส่วนพวกนี้มักจะหน้ามืดตามัว อยากจะสร้างชิ้นส่วนที่สเปกทะลุหลอด โดยไม่สนเลยว่าหุ่นจะเสียสมดุล หรือคนขับจะรับภาระหนักแค่ไหน
ตราบใดที่มีเงินทุนและเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างชิ้นส่วนพวกนี้ขึ้นมาและนำไปจดทะเบียนได้ แต่เพราะมันเอาไปใช้จริงในการแข่งไม่ได้ ก็เลยไม่ค่อยมีใครซื้อไปใช้กัน
"สำหรับคุณเนโร ถึงจะใช้เวทเสริมพลังช่วยรับภาระทางร่างกายได้ แต่ตัวหุ่นอาจจะทนรับแรงกระชากจากชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ไหวนะคะ ทำให้เวลาใช้งานอาจจะถูกจำกัดลงอย่างมาก..."
"ถูกจำกัดเวลาเหรอ? นานแค่ไหนล่ะ?"
"อืม... น่าจะราวๆ สิบนาทีล่ะมั้งคะ"
สิบนาที... ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ? ก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ถ้าเจอพวกสายถึกเกราะหนาๆ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย
แต่เวลาสิบนาทีนี่ก็ถือว่าพอๆ กับเวลาเฉลี่ยที่ฉันใช้ในการต่อสู้แต่ละครั้งเลยนะ ถ้าหุ่นมีความเร็วเพิ่มขึ้น ก็น่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ลดลงด้วย น่าจะเอาอยู่นะ
"แล้วถ้าเกินสิบนาทีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?"
"หุ่นจะทำงานเกินขีดจำกัดจนระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าคุณเนโรจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเลยล่ะค่ะ"
ความเสี่ยงสูงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป แค่เอาชนะให้ได้ภายในสิบนาทีก็พอแล้ว!
ฉันขอให้ลาล่าเปิดดูลิสต์ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบนอกมาตรฐานให้ดูหน่อย ชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในอดีตหรือศิษย์เก่าที่ชอบทดลองอะไรแผลงๆ ซึ่งแต่ละชิ้นก็ดูแหวกแนวและสุดโต่งเอามากๆ
"ในบรรดาชิ้นส่วนพวกนี้ ชิ้นไหนที่ให้ความเร่งสูงที่สุดเหรอคะ?"
"ชิ้นนี้ค่ะ แต่มันจะพุ่งตรงไปข้างหน้าได้อย่างเดียวนะคะ ฉันว่าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะสามารถใช้พลังเวทควบคุมทิศทางได้ ทำให้ยืดหยุ่นกว่าเยอะเลย อ้อ แล้วถ้าจะใช้ชิ้นนี้ ก็ต้องติดเวอร์เนียร์เสริมสำหรับปรับทิศทางเพิ่มอีกหลายๆ จุดด้วยนะคะ..."
ฉันนั่งปรึกษากับลาล่าอย่างจริงจัง ค่อยๆ เลือกและตัดสินใจเลือกชิ้นส่วนเสริมต่างๆ ให้กับ 'ลูซิเฟอร์' อย่างระมัดระวัง
◇ ◇ ◇
"อึ้ก...! 【บูสต์】!"
ทันทีที่ฉันร่ายเวทเสริมพลังกายไร้ธาตุ 【บูสต์】 ความรู้สึกที่เหมือนโดนอัดก๊อปปี้ติดเบาะก็ทุเลาลงไปเยอะเลย
ไอ้ระบบเร่งความเร็วตัวใหม่นี่มันพยศเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
เมนทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งให้ 'ลูซิเฟอร์' แม้จะเทียบชั้นไม่ได้กับของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ฉันได้ลองขับตอนทำงานพาร์ตไทม์ แต่ประสิทธิภาพมันก็เฉียดใกล้เคียงกันเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่ามันสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวหุ่นสุดๆ อย่างที่ลาล่าคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากเปิดใช้งานต่อเนื่องในการฝึกซ้อมจำลองได้แค่ประมาณสิบนาที 'ลูซิเฟอร์' ก็ร้องเตือนแล้วดับเครื่องไปดื้อๆ เลย
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในการแข่งจริงล่ะก็ ฉันแพ้ราบคาบแน่นอน
『โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งเป้าหมายเข้าไปให้นะคะ~』
สิ้นเสียงลาล่าที่ดังผ่านช่องสื่อสารจากนอกเฟรมยูนิต ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ก็โผล่พรวดขึ้นมาทั่วฉากที่ราบรกร้าง
มีทั้งหมดห้าสิบเครื่อง... จำนวนเท่ากับที่ฉันเจอตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 เลยนี่นา
ก่อนอื่น ฉันต้องเคลียร์ฝูงนี้ให้ได้ด้วย 'ลูซิเฟอร์' ไม่งั้นก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ฉันใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะงั้น 'ลูซิเฟอร์' ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน... มั้งนะ
แถมตอนนั้นฉันยังต้องใช้ สเปลคาสเตอร์(ปืนเวทมนตร์) ที่ไม่ค่อยถนัดอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันได้รับการฝึกฝนจากรุ่นพี่ชิบะแล้ว น่าจะจัดการได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ฉันคิดบวกสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ... 'ลูซิเฟอร์' โอเวอร์ฮีตและดับเครื่องไปซะก่อน ตอนที่เหลือ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) อีกตั้งสามเครื่องแน่ะ! ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า!
โธ่เว้ยยยย! วางแผนพลาดไปหน่อย! ถ้ารู้แบบนี้ น่าจะเล็งโจมตีจุดตายอย่างค็อกพิตหรือส่วนหัวให้แม่นๆ จะได้จัดการทีเดียวอยู่!
『เป็นไงบ้างคะ? จะลองอีกสักรอบไหม?』
"แน่นอนสิ! จะทำจนกว่าจะผ่านให้ได้เลยคอยดู!"
และแล้ว ฉันก็ต้องพยายามถึงห้าครั้ง กว่าจะสามารถเคลียร์ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ห้าสิบเครื่องได้สำเร็จภายในสิบนาที
"เข้าใจล่ะ... ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วสุดขีดตลอดเวลานี่เอง..."
"ใช่ค่ะ ในระยะประชิดก็ใช้ความเร็วปกติของหุ่นเข้าสู้ แล้วค่อยดึงพลังจากบูสเตอร์มาใช้เฉพาะจังหวะสำคัญๆ อย่างตอนพุ่งเข้าหาเป้าหมาย, ตอนหลบการโจมตีฉุกเฉิน, หรือตอนลอบโจมตีทีเผลอ แบบนี้เค้าเรียกว่าการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาไงคะ"
ฉันกับลาล่านั่งดูเทปบันทึกการต่อสู้ของฉัน แล้วช่วยกันวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง
"ถ้าไม่เหยียบคันเร่งมิดหลอดตลอดเวลา ก็จะช่วยลดภาระของหุ่นลงได้เยอะ ทำให้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้อีกหน่อยค่ะ ที่จริงแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ตลอดเวลาเลยนี่คะ?"
รู้อยู่เต็มอกเลยล่ะ... ถึงฉันจะเริ่มควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแล้วก็เถอะ... แต่มันก็ยัง... พอคิดในใจว่า 'จังหวะนี้แหละ เร่งสปีดเลย!' ทีไร มือมันก็เผลออัดพลังเวทเข้าไปเต็มเหนี่ยวทุกทีเลยอะ...
"อืม... สำหรับคุณเนโรเนี่ย ถึงภายนอกจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่ระบบภายในน่าจะเปลี่ยนไปใช้ของมิสติกเฟรม (Mystic Frame) จะเหมาะกว่านะคะ"
"หืม...? ระบบภายในที่ว่านี่ หมายถึงพวกเอเธอร์ลิควิด (Ether Liquid) กับเตาปฏิกรณ์วิญญาณ (Spirit Reactor) อะไรพวกนี้เหรอ?"
"ใช่ค่ะ มิสติกเฟรมมี 'เครือข่ายหลอดเลือดเวท' (Ether Vessel) ที่ใช้ส่งเอเธอร์ลิควิดละเอียดยิบและครอบคลุมทั่วทั้งตัวหุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้สามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ด้วยค่ะ"
อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง อืม... จะว่าไปแล้ว พลังเวทพื้นฐานของฉันมันก็หนักไปทางสายจอมเวท (Mystic) อยู่แล้วนี่นะ
"เรื่องที่เฟรมเกียร์ทั่วไปใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?"
"ก็มีส่วนค่ะ อย่างคนที่มีเวท 【ไฟร์บอล】 (Fireball) ก็ใช่ว่าจะสามารถเสกไฟร์บอลออกมาจากเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ นะคะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องปรับแต่งระบบภายในของหุ่นให้รองรับการใช้เวทมนตร์นั้นๆ ด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การติดตั้งเกียร์สเปล' (Gear Spell) ค่ะ"
'เกียร์สเปล' งั้นเหรอ... ก็เหมือนเวท 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ที่รุ่นพี่ลิมิเอร่าใช้ตอนงานปฐมนิเทศสินะ
"แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ประเภทเสริมพลังกาย ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของผู้ใช้โดยตรง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายกว่าค่ะ เพราะเป็นการใช้เอเธอร์ลิควิดขยายขอบเขตพลังของเวทมนตร์เดิม ซึ่งจะแตกต่างจาก 'เกียร์สเปล' อย่างชัดเจนค่ะ อ้อ พวก 'ดาบบิน' ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ 'เกียร์สเปล' หรอกค่ะ"
สรุปก็คือ ตามหลักทฤษฎีแล้ว ใครๆ ก็สามารถใช้ 'ดาบบิน' ได้สินะ เพียงแต่การจะบังคับมันให้พริ้วไหวดั่งใจนึกน่ะ มันเป็นเรื่องที่ยากบรรลัยเลยล่ะ
ก็เหมือนกับเครื่องดนตรีนั่นแหละ ใครๆ ก็เป่าให้มันเกิดเสียงได้ แต่การจะเป่าให้เป็นเพลงเพราะๆ น่ะ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยังไงล่ะ
"ลาล่า พอจะเปลี่ยนระบบภายในของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรมให้หน่อยได้ไหม?"
"ทำได้อยู่แล้วค่ะ... แต่ถ้าทำแบบนั้น ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ในหุ่นเครื่องนี้จะถูกล้างทิ้งหมดเลยนะคะ? หุ่นจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำแบบนั้น?"
"ก็เพิ่งเข้าเรียนมาได้ไม่ถึงสองเดือนเองนี่นา ขืนไปเปลี่ยนเอาตอนหลังๆ มันจะยุ่งยากกว่านี้อีกนะ ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องตอนนี้แหละ"
"ถ้าคิดแบบนั้น มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
ถึงจะเสียดายประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาทั้งหมดก็เถอะ... แต่เอาเข้าจริง สถิติการประลอง 【การประลองดารา】 ของฉันส่วนใหญ่ก็หนักไปทางอาร์มเกียร์ซะมากกว่านะ ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ล่ะก็ แทบจะแพ้รวดเลยมั้ง...
อีกอย่าง ถ้าการดัดแปลงครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันอาจจะสามารถใช้ 'เวทมนตร์บทนั้น' ผ่านเฟรมเกียร์ได้ด้วยก็ได้
ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะช่วยให้ฉันได้เปรียบในการต่อสู้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ!
ฉันปรึกษาหารือกับลาล่าให้เธอดูเวทมนตร์ที่ฉันอยากใช้ และแล้ว แผนการดัดแปลง 'ลูซิเฟอร์' ของฉันก็เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว
.
เพราะได้รุ่นพี่ชิบะขายดาบสั้นให้ในราคาถูกแสนถูก ฉันเลยประหยัด G ไปได้เยอะเลย
ฉันกะจะเอา G ก้อนนี้แหละ ไปอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' แล้วท้าประลองเพื่อเลื่อนขึ้น E Rank ให้ได้
โชคดีที่ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งคำท้ามาให้เพียบ ฉันเลยไม่ต้องเสีย 10 ดาวเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เลื่อนขั้นแบบฟรีๆ เลยล่ะ
เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเลยรีบไปปรึกษาลาล่าทันทีหลังเลิกเรียน
"ตามหลักแล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรม ก็ควรจะเน้นอัปเกรดความคล่องตัวให้สุดไปเลยค่ะ แต่ถ้าเน้นแค่ความเร็วอย่างเดียว เกิดโดนโจมตีสวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะก็ มีสิทธิ์หุ่นพังยับเยินจนแพ้ได้ง่ายๆ เลยนะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ ด้วย เพื่อป้องกันปัญหานี้ การเสริมเกราะให้หนาขึ้นอีกนิด เพื่อให้ทนรับการโจมตีได้บ้างก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ว่า สำหรับสไตล์ของคุณเนโร ที่เน้นชิงจังหวะโจมตีแล้วเผด็จศึกในพริบตา ถ้ามองในมุมนี้..."
"เดี๋ยวก่อนลาล่า ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ลาล่ารัวคำแนะนำใส่ฉันเป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบจนฉันฟังแทบไม่ทัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว
ฉันเลยต้องเบรกเธอไว้ก่อน แล้วสรุปความต้องการของตัวเองสั้นๆ
"เอาเป็นว่า ฉันอยากได้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นน่ะ แบบที่สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้อย่างละเอียด แล้วก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้แม้ตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงด้วย"
"เอ๋... แบบนั้นมันจะสร้างภาระหนักให้กับคนขับมากๆ เลยนะคะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันใช้เวทเสริมพลังกายช่วยได้"
การใช้เวทเสริมพลังกายผ่านเอเธอร์ลิควิดเพื่อกระตุ้นสมรรถนะของเฟรมเกียร์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้เวทได้รับการเสริมพลังไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถทนต่อแรง G มหาศาลจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้
แต่ก็นะ... มันก็จะไปสร้างภาระให้กับตัวหุ่นแทน...
"พวกชิ้นส่วนปรับแต่ง (Custom Parts) ของเฟรมเกียร์จำลองเนี่ย จะมีทั้งของแท้จากทาง 'วิทยาลัย' แล้วก็ของที่นักเรียนออกแบบแล้วยื่นจดทะเบียนเอาไว้นะคะ ซึ่งชิ้นส่วนพวกนี้จะต้องสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้จริง โดยจะมีการประเมินทั้งวัสดุและต้นทุนการผลิต เพื่อนำมากำหนดราคา G ให้สอดคล้องกันค่ะ"
"...แปลว่าอะไรเหรอ?"
"แปลว่า ชิ้นส่วนที่สเปกสูงๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยไงคะ"
"เป็นสัจธรรมที่โหดร้ายจังเลยนะ..."
ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้นี่นา...
"แล้วมีงบอยู่เท่าไหร่ล่ะคะ?"
"เอ่อ... ประมาณนี้มั้ง...?"
ฉันเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนโชว์ยอด G ทั้งหมดให้ลาล่าดู
ลาล่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตในมือเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่อยู่ในงบ
"ถ้างบประมาณนี้ ก็คงได้ประมาณชิ้นพวกนี้แหละค่ะ"
ชิ้นส่วนที่ลาล่าลิสต์มาให้ดู ก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันเล็งๆ ไว้แต่แรกเท่าไหร่ สงสัยคงหนีไม่พ้นต้องเลือกจากพวกนี้แล้วล่ะมั้ง...
"เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่นะคะ... แต่เราสามารถเลือกใช้ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบ 'นอกมาตรฐาน' (Non-Standard Custom Parts) ได้ด้วยนะคะ"
"นอกมาตรฐานเหรอ?"
"มันคือชิ้นส่วนที่ถูกปรับแต่งมาแบบสุดโต่งสุดๆ ไปเลยน่ะค่ะ ทำให้ใช้งานได้ยากมาก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพ และต้องใช้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ เท่านั้น เป็นชิ้นส่วนประเภทที่เพิ่มภาระให้คนขับมากกว่าแบบที่ฉันเพิ่งเตือนไปเมื่อกี้อีกนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เน้นเพิ่มค่าสเตตัสทางใดทางหนึ่งแบบสุดๆ ไปเลย..."
ลาล่าอธิบายว่า นักพัฒนาชิ้นส่วนพวกนี้มักจะหน้ามืดตามัว อยากจะสร้างชิ้นส่วนที่สเปกทะลุหลอด โดยไม่สนเลยว่าหุ่นจะเสียสมดุล หรือคนขับจะรับภาระหนักแค่ไหน
ตราบใดที่มีเงินทุนและเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างชิ้นส่วนพวกนี้ขึ้นมาและนำไปจดทะเบียนได้ แต่เพราะมันเอาไปใช้จริงในการแข่งไม่ได้ ก็เลยไม่ค่อยมีใครซื้อไปใช้กัน
"สำหรับคุณเนโร ถึงจะใช้เวทเสริมพลังช่วยรับภาระทางร่างกายได้ แต่ตัวหุ่นอาจจะทนรับแรงกระชากจากชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ไหวนะคะ ทำให้เวลาใช้งานอาจจะถูกจำกัดลงอย่างมาก..."
"ถูกจำกัดเวลาเหรอ? นานแค่ไหนล่ะ?"
"อืม... น่าจะราวๆ สิบนาทีล่ะมั้งคะ"
สิบนาที... ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ? ก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ถ้าเจอพวกสายถึกเกราะหนาๆ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย
แต่เวลาสิบนาทีนี่ก็ถือว่าพอๆ กับเวลาเฉลี่ยที่ฉันใช้ในการต่อสู้แต่ละครั้งเลยนะ ถ้าหุ่นมีความเร็วเพิ่มขึ้น ก็น่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ลดลงด้วย น่าจะเอาอยู่นะ
"แล้วถ้าเกินสิบนาทีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?"
"หุ่นจะทำงานเกินขีดจำกัดจนระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าคุณเนโรจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเลยล่ะค่ะ"
ความเสี่ยงสูงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป แค่เอาชนะให้ได้ภายในสิบนาทีก็พอแล้ว!
ฉันขอให้ลาล่าเปิดดูลิสต์ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบนอกมาตรฐานให้ดูหน่อย ชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในอดีตหรือศิษย์เก่าที่ชอบทดลองอะไรแผลงๆ ซึ่งแต่ละชิ้นก็ดูแหวกแนวและสุดโต่งเอามากๆ
"ในบรรดาชิ้นส่วนพวกนี้ ชิ้นไหนที่ให้ความเร่งสูงที่สุดเหรอคะ?"
"ชิ้นนี้ค่ะ แต่มันจะพุ่งตรงไปข้างหน้าได้อย่างเดียวนะคะ ฉันว่าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะสามารถใช้พลังเวทควบคุมทิศทางได้ ทำให้ยืดหยุ่นกว่าเยอะเลย อ้อ แล้วถ้าจะใช้ชิ้นนี้ ก็ต้องติดเวอร์เนียร์เสริมสำหรับปรับทิศทางเพิ่มอีกหลายๆ จุดด้วยนะคะ..."
ฉันนั่งปรึกษากับลาล่าอย่างจริงจัง ค่อยๆ เลือกและตัดสินใจเลือกชิ้นส่วนเสริมต่างๆ ให้กับ 'ลูซิเฟอร์' อย่างระมัดระวัง
◇ ◇ ◇
"อึ้ก...! 【บูสต์】!"
ทันทีที่ฉันร่ายเวทเสริมพลังกายไร้ธาตุ 【บูสต์】 ความรู้สึกที่เหมือนโดนอัดก๊อปปี้ติดเบาะก็ทุเลาลงไปเยอะเลย
ไอ้ระบบเร่งความเร็วตัวใหม่นี่มันพยศเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
เมนทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งให้ 'ลูซิเฟอร์' แม้จะเทียบชั้นไม่ได้กับของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ฉันได้ลองขับตอนทำงานพาร์ตไทม์ แต่ประสิทธิภาพมันก็เฉียดใกล้เคียงกันเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่ามันสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวหุ่นสุดๆ อย่างที่ลาล่าคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากเปิดใช้งานต่อเนื่องในการฝึกซ้อมจำลองได้แค่ประมาณสิบนาที 'ลูซิเฟอร์' ก็ร้องเตือนแล้วดับเครื่องไปดื้อๆ เลย
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในการแข่งจริงล่ะก็ ฉันแพ้ราบคาบแน่นอน
『โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งเป้าหมายเข้าไปให้นะคะ~』
สิ้นเสียงลาล่าที่ดังผ่านช่องสื่อสารจากนอกเฟรมยูนิต ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ก็โผล่พรวดขึ้นมาทั่วฉากที่ราบรกร้าง
มีทั้งหมดห้าสิบเครื่อง... จำนวนเท่ากับที่ฉันเจอตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 เลยนี่นา
ก่อนอื่น ฉันต้องเคลียร์ฝูงนี้ให้ได้ด้วย 'ลูซิเฟอร์' ไม่งั้นก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ฉันใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะงั้น 'ลูซิเฟอร์' ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน... มั้งนะ
แถมตอนนั้นฉันยังต้องใช้ สเปลคาสเตอร์(ปืนเวทมนตร์) ที่ไม่ค่อยถนัดอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันได้รับการฝึกฝนจากรุ่นพี่ชิบะแล้ว น่าจะจัดการได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ฉันคิดบวกสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ... 'ลูซิเฟอร์' โอเวอร์ฮีตและดับเครื่องไปซะก่อน ตอนที่เหลือ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) อีกตั้งสามเครื่องแน่ะ! ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า!
โธ่เว้ยยยย! วางแผนพลาดไปหน่อย! ถ้ารู้แบบนี้ น่าจะเล็งโจมตีจุดตายอย่างค็อกพิตหรือส่วนหัวให้แม่นๆ จะได้จัดการทีเดียวอยู่!
『เป็นไงบ้างคะ? จะลองอีกสักรอบไหม?』
"แน่นอนสิ! จะทำจนกว่าจะผ่านให้ได้เลยคอยดู!"
และแล้ว ฉันก็ต้องพยายามถึงห้าครั้ง กว่าจะสามารถเคลียร์ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ห้าสิบเครื่องได้สำเร็จภายในสิบนาที
"เข้าใจล่ะ... ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วสุดขีดตลอดเวลานี่เอง..."
"ใช่ค่ะ ในระยะประชิดก็ใช้ความเร็วปกติของหุ่นเข้าสู้ แล้วค่อยดึงพลังจากบูสเตอร์มาใช้เฉพาะจังหวะสำคัญๆ อย่างตอนพุ่งเข้าหาเป้าหมาย, ตอนหลบการโจมตีฉุกเฉิน, หรือตอนลอบโจมตีทีเผลอ แบบนี้เค้าเรียกว่าการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาไงคะ"
ฉันกับลาล่านั่งดูเทปบันทึกการต่อสู้ของฉัน แล้วช่วยกันวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง
"ถ้าไม่เหยียบคันเร่งมิดหลอดตลอดเวลา ก็จะช่วยลดภาระของหุ่นลงได้เยอะ ทำให้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้อีกหน่อยค่ะ ที่จริงแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ตลอดเวลาเลยนี่คะ?"
รู้อยู่เต็มอกเลยล่ะ... ถึงฉันจะเริ่มควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแล้วก็เถอะ... แต่มันก็ยัง... พอคิดในใจว่า 'จังหวะนี้แหละ เร่งสปีดเลย!' ทีไร มือมันก็เผลออัดพลังเวทเข้าไปเต็มเหนี่ยวทุกทีเลยอะ...
"อืม... สำหรับคุณเนโรเนี่ย ถึงภายนอกจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่ระบบภายในน่าจะเปลี่ยนไปใช้ของมิสติกเฟรม (Mystic Frame) จะเหมาะกว่านะคะ"
"หืม...? ระบบภายในที่ว่านี่ หมายถึงพวกเอเธอร์ลิควิด (Ether Liquid) กับเตาปฏิกรณ์วิญญาณ (Spirit Reactor) อะไรพวกนี้เหรอ?"
"ใช่ค่ะ มิสติกเฟรมมี 'เครือข่ายหลอดเลือดเวท' (Ether Vessel) ที่ใช้ส่งเอเธอร์ลิควิดละเอียดยิบและครอบคลุมทั่วทั้งตัวหุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้สามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ด้วยค่ะ"
อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง อืม... จะว่าไปแล้ว พลังเวทพื้นฐานของฉันมันก็หนักไปทางสายจอมเวท (Mystic) อยู่แล้วนี่นะ
"เรื่องที่เฟรมเกียร์ทั่วไปใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?"
"ก็มีส่วนค่ะ อย่างคนที่มีเวท 【ไฟร์บอล】 (Fireball) ก็ใช่ว่าจะสามารถเสกไฟร์บอลออกมาจากเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ นะคะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องปรับแต่งระบบภายในของหุ่นให้รองรับการใช้เวทมนตร์นั้นๆ ด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การติดตั้งเกียร์สเปล' (Gear Spell) ค่ะ"
'เกียร์สเปล' งั้นเหรอ... ก็เหมือนเวท 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ที่รุ่นพี่ลิมิเอร่าใช้ตอนงานปฐมนิเทศสินะ
"แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ประเภทเสริมพลังกาย ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของผู้ใช้โดยตรง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายกว่าค่ะ เพราะเป็นการใช้เอเธอร์ลิควิดขยายขอบเขตพลังของเวทมนตร์เดิม ซึ่งจะแตกต่างจาก 'เกียร์สเปล' อย่างชัดเจนค่ะ อ้อ พวก 'ดาบบิน' ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ 'เกียร์สเปล' หรอกค่ะ"
สรุปก็คือ ตามหลักทฤษฎีแล้ว ใครๆ ก็สามารถใช้ 'ดาบบิน' ได้สินะ เพียงแต่การจะบังคับมันให้พริ้วไหวดั่งใจนึกน่ะ มันเป็นเรื่องที่ยากบรรลัยเลยล่ะ
ก็เหมือนกับเครื่องดนตรีนั่นแหละ ใครๆ ก็เป่าให้มันเกิดเสียงได้ แต่การจะเป่าให้เป็นเพลงเพราะๆ น่ะ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยังไงล่ะ
"ลาล่า พอจะเปลี่ยนระบบภายในของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรมให้หน่อยได้ไหม?"
"ทำได้อยู่แล้วค่ะ... แต่ถ้าทำแบบนั้น ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ในหุ่นเครื่องนี้จะถูกล้างทิ้งหมดเลยนะคะ? หุ่นจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำแบบนั้น?"
"ก็เพิ่งเข้าเรียนมาได้ไม่ถึงสองเดือนเองนี่นา ขืนไปเปลี่ยนเอาตอนหลังๆ มันจะยุ่งยากกว่านี้อีกนะ ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องตอนนี้แหละ"
"ถ้าคิดแบบนั้น มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
ถึงจะเสียดายประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาทั้งหมดก็เถอะ... แต่เอาเข้าจริง สถิติการประลอง 【การประลองดารา】 ของฉันส่วนใหญ่ก็หนักไปทางอาร์มเกียร์ซะมากกว่านะ ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ล่ะก็ แทบจะแพ้รวดเลยมั้ง...
อีกอย่าง ถ้าการดัดแปลงครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันอาจจะสามารถใช้ 'เวทมนตร์บทนั้น' ผ่านเฟรมเกียร์ได้ด้วยก็ได้
ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะช่วยให้ฉันได้เปรียบในการต่อสู้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ!
ฉันปรึกษาหารือกับลาล่าให้เธอดูเวทมนตร์ที่ฉันอยากใช้ และแล้ว แผนการดัดแปลง 'ลูซิเฟอร์' ของฉันก็เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว
038 สภาวะสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero Gravity)
.
ในวันนั้น ภายในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต โซนสำหรับนั่งดูที่มีหน้าจอขนาดกลางตั้งเรียงรายอยู่ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอย่างล้นหลาม
โซนนี้มีไว้สำหรับให้นักเรียนได้ดูการฝึกซ้อมหรือการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ
การได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ชั้นยอดเลยล่ะ แถมยังเป็นการสอดแนมคู่แข่งที่จะต้องเจอในอนาคต เพื่อหาจุดอ่อนและศึกษาสไตล์การต่อสู้ด้วย
เพราะงั้น การมานั่งดูตรงนี้เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่นักเรียนคนอื่นๆ พากันซุบซิบและทำตัวไม่ถูก ก็เพราะสามคนที่มานั่งจับจองหน้าจอกันอยู่ตรงนี้น่ะสิ...
คนแรก คือคนที่ไม่มีใครใน 'วิทยาลัย' ไม่รู้จัก อันดับหนึ่งชั้นปีสาม ผู้ไร้พ่าย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
คนที่สอง จอมเวทอันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' ชั้นปีสี่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส
และคนสุดท้าย อดีตระดับ S Rank ที่แม้จะร่วงหล่นลงมาอยู่ B Rank เพราะอาการคำสาปกลายเป็นหินที่แขนขวา แต่เธอก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวนกฟินิกซ์คืนชีพ ชนะรวดจนจ่อคิวจะขึ้น A Rank ในเร็วๆ นี้ ชั้นปีห้า 【ดาบคู่ประกายแสง】 ชิบะ ซานะ
สามคนนี้นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม รอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นักเรียนคนอื่นๆ จะพากันแตกตื่น
"เอ่อ..."
"หืม~? อ๊ะ หนูเชริล~ มาเชียร์หนูเนโรเหรอจ๊ะ?"
"อ่า ค่ะ รุ่นพี่ก็มาดูเหมือนกันสินะคะ...?"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของน้องสาวสิคะ"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของลูกศิษย์อยู่แล้วล่ะ"
"อ อ้อ แบบนี้นี่เองค่ะ..."
เชรี่พยักหน้าเข้าใจพลางคิดในใจว่า 'กะแล้วเชียว' ส่วนฉัน แคโร ลาล่า และริลิชาที่ตามมาด้วยก็ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่ต่างกัน
"แหมๆ มานั่งด้วยกันสิจ๊ะ"
รุ่นพี่ชิบะกวักมือเรียกให้พวกเรามานั่งที่ว่างด้านหลัง ถึงจะได้ยินเสียงซุบซิบจากข้างหลังประมาณว่า 'พวกปีหนึ่งกลุ่มนั้นเป็นใครกันน่ะ...?' แต่เชรี่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
"คู่แข่งของเนโรคือ... นักเรียนปีสองจากอาณาจักรพาร์เนียร์สินะคะ"
ท่านพี่เซลด้ากำลังอ่านโปรไฟล์ของฉันกับคู่ต่อสู้ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ
อาณาจักรพาร์เนียร์ เคยถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศคือ พาร์ลูฟและลีเนียร์ แต่ก็กลับมารวมกันเป็นประเทศเดียวเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน
ก็นะ เดิมทีมันก็คือประเทศพาร์เนียร์ที่แตกออกเป็นสองประเทศ พอตอนนี้กลับมารวมกันก็ถือว่ากลับสู่จุดเริ่มต้นนั่นแหละ
"หืม~? เด็กคนนี้คุ้นๆ นะ..."
รุ่นพี่ชารอนเอียงคอมองข้อมูลคู่แข่งของฉัน เชรี่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยรีบอธิบายเสริม
"อ๊ะ คนนี้คือรุ่นพี่ปีสองที่มาหาเรื่องเนโรที่โรงอาหารเมื่อไม่กี่วันก่อนไงคะ คนที่รุ่นพี่ชารอนเข้ามาช่วยห้ามไว้น่ะค่ะ"
"อ๋อ~ เด็กคนนั้นเองเหรอ~"
พอได้ยินแบบนั้น รุ่นพี่ชิบะก็หันไปถามรุ่นพี่ชารอน
"มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาเหรอ?"
"บาดหมางก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ แค่เด็กคนนั้นเขาเป็นติ่งเซลจังน่ะสิ?"
พอรุ่นพี่ชารอนพูดแบบนั้น ท่านพี่เซลด้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"การมีคนชื่นชมมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าทำตัวเกินขอบเขตก็คงต้องปวดหัวหน่อย"
"นั่นสิเนอะ~ ถ้าแค่เชียร์เฉยๆ ก็โอเคหรอก แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า~"
ทั้งท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอนต่างก็เป็นระดับท็อปของวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีรุ่นน้องปลื้มปริ่มมากมาย บางทีความชื่นชมนั้นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ จนพร้อมจะแว้งกัดใครก็ตามที่เข้ามาขวางทาง
เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนหรือองค์กรเสมอแหละ บางคนถึงกับตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเองเพื่อแสดงอำนาจเลยนะ แต่สำหรับท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอน ทั้งคู่ดูจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
"คู่แข่งอยู่ระดับ E Rank... นี่แปลว่าแฟนคลับของเซลด้าเป็นฝ่ายส่งคำท้าให้เนโรสินะ?"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ"
เชรี่ตอบคำถามของรุ่นพี่ชิบะด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ E Rank ปะทะ F Rank มองผิวเผินอาจจะคิดว่า F Rank ที่อันดับต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้า E Rank ที่อันดับสูงกว่า แต่ความจริงแล้วมันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า E Rank เป็นฝ่ายมาท้า F Rank ซะงั้น
ปกติแล้ว การที่คนอันดับสูงกว่าท้าประลองกับคนอันดับต่ำกว่านั้น ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เพราะฝ่ายที่ถูกท้าสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีบทลงโทษอะไร แถมการที่คนเก่งกว่าไปท้าคนอ่อนกว่า มันดูเหมือนเป็นการ 'รังแก' ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าแพ้ขึ้นมา อันดับก็จะร่วงกราวรูดเลยล่ะ
แต่ในกรณีนี้ มันถือเป็นแมตช์เลื่อนขั้น ถ้าคนอันดับต่ำกว่าอยากจะเลื่อนขั้นเร็วๆ ส่วนคนอันดับสูงกว่าแค่อยากได้ดาวมาง่ายๆ พอเป้าหมายมันตรงกัน การประลองก็เกิดขึ้นได้
การที่ทั้งคู่ยอมรับคำท้า ก็แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะ 'เอาชนะ' อีกฝ่ายได้แน่ๆ มันก็เลยมักจะกลายเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจอยู่บ่อยๆ
"แต่ว่านะ เฟรมเกียร์ของคู่แข่งเนโรเนี่ย... มันจะไหวไหมเนี่ย...?"
"นั่นสิคะ ท่าทางจะตึงมืออยู่เหมือนกันนะ..."
รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะดูข้อมูลเฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ทำหน้ากังวล
แต่ลาล่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! คุณเนโรมีอาวุธลับเตรียมไว้แล้ว!"
"อาวุธลับเหรอ? หมายถึงดาบสั้นที่ฉันให้ไปน่ะเหรอ? ถึงจะทนทานก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้นนะ..."
"ไม่ใช่ค่ะ! เป็น 'เกียร์สเปล' บทใหม่ที่คุณเนโรสร้างขึ้นจากเวทไร้ธาตุของเธอเองค่ะ!"
『เกียร์สเปล!?』
คำพูดของลาล่าทำเอาทุกคนตรงนั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก 'เกียร์สเปล' คือทักษะพิเศษที่เกิดจากการผสานพรสวรรค์ของผู้ใช้เวทกับเฟรมเกียร์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ กว่าจะดึงเอา 'เกียร์สเปล' ออกมาใช้ได้น่ะ มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนัก
ขนาดจอมเวทอัจฉริยะอย่างรุ่นพี่ชารอน กว่าจะใช้ 'เกียร์สเปล' ได้ก็ปาเข้าไปตอนปลายปีสองนู่น
แล้วเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาหมาดๆ จะทำได้ยังไง? ทุกคนเลยสงสัยกันใหญ่
"หุหุ สมกับเป็นเนโร น้องสาวของฉันจริงๆ ค่ะ"
"นี่หล่อน แค่อยากจะพูดคำนี้เฉยๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
ท่านพี่เซลด้าพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ จนรุ่นพี่ชิบะอดแขวะไม่ได้
"อยากเห็นจังเลยน้า~ ว่าจะเป็นเกียร์สเปลแบบไหน~ เสียดายที่เป็นเวทไร้ธาตุจังเลยน้า~"
เวทไร้ธาตุคือเวทมนตร์เฉพาะตัว หมายความว่าต่อให้เป็นรุ่นพี่ชารอน ก็คงเลียนแบบเกียร์สเปลนี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังตื่นเต้นที่จะได้เห็นเวทมนตร์รูปแบบใหม่อยู่ดี
"อ๊ะ เริ่มแล้วค่ะ"
พอแคโรพูดขึ้น ทุกคนก็หันไปจ้องหน้าจอ เวลาการประลองใกล้เข้ามาแล้ว บนหน้าจอแสดงภาพเฟรมเกียร์สองเครื่องยืนประจันหน้ากัน
"ด่านหาดทราย... เป็นฉากที่ค่อนข้างเสียเปรียบเลยนะคะเนี่ย"
ริลิชาพึมพำเบาๆ
ฉากที่แสดงบนหน้าจอคือหาดทรายที่มีทะเลเป็นฉากหลัง
ด่านนี้ทรายจะดูดเท้า ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แถมถ้าพลาดตกลงไปในทะเลก็ต้องสู้กันในน้ำอีก
ยกเว้นแต่จะเป็นพวกผู้ใช้เวทธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นด่านที่รับมือยากเลยล่ะ นักเรียนหลายคนถึงกับบ่นว่าเป็น 'ด่านนรก' เลยทีเดียว
เฟรมเกียร์สองเครื่องยืนอยู่บนหาดทราย เครื่องหนึ่งคือ 'ลูซิเฟอร์' ของเนโร
ไลท์นิ่งเฟรมสีขาวดำสุดเท่ แต่ที่หลังกลับติดตั้งอุปกรณ์เสริมความเร็วสูงขนาดใหญ่เอาไว้ มีทรัสเตอร์ทรงพลังถึงสี่ตัวและปีกแบบติดตายตัวอีกหกปีก สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย
ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง มีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคนที่สวมชุดเกราะ
แต่ที่แปลกก็คือ... มันมีแขนสี่ข้าง! มีแขนเล็กๆ อีกคู่ยื่นออกมาจากสีข้าง ในมือทั้งสองข้างถือคทาสั้นๆ ที่ประดับด้วย 'คริสตัล' (อัญมณีเวทมนตร์)
คริสตัลเป็นหินเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับเฟรมเกียร์สายเวทมนตร์
สรุปก็คือ เฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายคือ มิสติกเฟรม นั่นเอง
นี่แหละคือสิ่งที่รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะกังวล
ไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความเร็ว จะเสียเปรียบมิสติกเฟรมสุดๆ
เพราะมิสติกเฟรมสามารถโจมตีระยะไกลหรือโจมตีเป็นวงกว้างได้ ทำให้ไลท์นิ่งเฟรมเข้าประชิดตัวได้ยากมาก
ทางรอดเดียวของไลท์นิ่งเฟรมที่เสียเปรียบ คือต้องยอมแลกความเสียหาย พุ่งเข้าประชิดตัวให้เร็วที่สุดเพื่อเผด็จศึก ก่อนที่ตัวเองจะพังซะก่อน เรียกว่าต้องวัดดวงกันเลยล่ะ
แน่นอนว่าฝ่ายมิสติกเฟรมก็รู้จุดอ่อนนี้ดี เลยต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้เพียบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มพลังป้องกันให้แน่นหนาที่สุด มิสติกเฟรมที่เน้นสาดเวทอยู่แนวหลังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วมากนัก
การสละความเร็วเพื่อแลกกับเกราะที่หนาขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นิยมใช้กัน
เฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้าม นอกจากแขนเสริมที่ถือคทาสองข้างแล้ว แขนหลักทั้งสองข้างก็ติดตั้งโล่ขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
เตรียมตัวมาตั้งรับแบบสุดๆ เลยล่ะ
"นั่นมันเตรียมมาเพื่อรับมือเนโรชัดๆ เลยนี่นา..."
"ก็นะ การสืบข้อมูลคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
แคโรและริลิชาพูดขึ้นมาหลังจากเห็นภาพนั้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเนโรใช้ไลท์นิ่งเฟรม การเตรียมแผนรับมือก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถึงจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ
"แต่เนโรก็มี 'พลังปราณ' ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันนั่นได้นี่นา น่าจะพอสู้ไหวอยู่นะ?"
"การใช้ 'พลังปราณ' กับไลท์นิ่งเฟรมมันเหมือนดาบสองคมนั่นแหละค่ะ ต่อให้เจาะโล่อีกฝ่ายได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ก็คงแหลกละเอียดไปด้วยแน่ๆ"
ท่านพี่เซลด้าที่นั่งอยู่แถวหน้าปฏิเสธความคิดของเชรี่ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนที่เนโรใช้ 'พลังปราณ' กับ 【วินเดีย(ปีก)】 หุ่นก็พังยับเยินไปเลยนี่นา
ถ้าจะใช้ 'พลังปราณ' ก็ต้องมั่นใจว่าจะปิดฉากได้ในหมัดเดียวเท่านั้น
"ถ้าจะพุ่งเข้าไป ก็ต้องระวังเวทมนตร์สกัดกั้น พอเข้าไปใกล้ก็ต้องเจอกับโล่ยักษ์นั่นอีก... ท่าทางจะตึงมือเลยแฮะ..."
"ไม่หรอกค่ะ"
ลาล่าพูดแทรกคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ชิบะ
"การประลองครั้งนี้ จะจบลงในพริบตาเดียวค่ะ ห้ามกะพริบตาเชียวนะคะ"
"หมายความว่ายังไง..."
ขณะที่รุ่นพี่ชิบะกำลังจะถาม เสียงของกรรมการก็ดังมาจากหน้าจอ 『เดิมพันด้วยดาว 5 ดวง』 การ 【ประลองดารา】 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใคร เกทับ(เรส) เลยแฮะ การเดิมพัน 5 ดาวในแมตช์เลื่อนขั้น F Rank ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือเนโรเป็นฝ่ายยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เดิมพันขนาดนี้ก็ไม่ยอมแข่งด้วยนั่นแหละ
『ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา ก้าวออกมาข้างหน้า』
ลูซิเฟอร์และหุ่นของอีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าบนผืนทราย ดูเหมือนทั้งคู่จะพร้อมแล้ว
『เริ่ม 【การประลองดารา】 ได้!』
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของลูซิเฟอร์ก็หายวับไปจากหน้าจอ!
วินาทีต่อมา หุ่นของอีกฝ่ายที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ส่งเสียงเตือน 『บี๊บ────!』 แสดงว่าหมดสภาพการต่อสู้ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกฟันขาดครึ่งตรงช่วงลิ้นปี่ แล้วปลิวกระเด็นออกไปเป็นสองท่อน
『............หา?』
ทุกคนที่กำลังดูหน้าจออยู่ต่างก็หลุดอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว แม้แต่ท่านพี่เซลด้าที่ไม่ได้ส่งเสียงร้อง ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บนหน้าจอ ลูซิเฟอร์ที่ถือดาบสั้นในมือขวายืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังคือซากเฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายที่ถูกฟันขาดครึ่ง
หน้าจอสรุปผลขึ้นข้อความว่า 'ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต' ทำให้รู้ว่าดาบสั้นของเนโรแทงทะลุค็อกพิตของคู่ต่อสู้ไปแล้ว ร่างกายบางๆ ของมิสติกเฟรมคงทนแรงกระแทกไม่ไหวจนหักครึ่งไปล่ะมั้ง แต่ส่วนอื่นๆ มันอธิบายไม่ได้เลยนะ!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?"
"เอ๊ะ? อะไรนะ? เนโรชนะแล้วเหรอ?"
"ลาล่า... เมื่อกี้คือ 'เกียร์สเปล' ของเนโรเหรอ...?"
"ใช่แล้วค่ะ! นั่นแหละคือ 'เกียร์สเปล' ของคุณเนโร 【สภาวะไร้น้ำหนัก】 (Zero Gravity) ที่จะทำให้หุ่นแทบจะไร้น้ำหนักเลยล่ะค่ะ!"
ลาล่ายืดอกตอบนักเรียนปีหนึ่งที่กำลังแตกตื่นด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเองเลยล่ะ
.
ในวันนั้น ภายในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต โซนสำหรับนั่งดูที่มีหน้าจอขนาดกลางตั้งเรียงรายอยู่ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอย่างล้นหลาม
โซนนี้มีไว้สำหรับให้นักเรียนได้ดูการฝึกซ้อมหรือการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ
การได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ชั้นยอดเลยล่ะ แถมยังเป็นการสอดแนมคู่แข่งที่จะต้องเจอในอนาคต เพื่อหาจุดอ่อนและศึกษาสไตล์การต่อสู้ด้วย
เพราะงั้น การมานั่งดูตรงนี้เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่นักเรียนคนอื่นๆ พากันซุบซิบและทำตัวไม่ถูก ก็เพราะสามคนที่มานั่งจับจองหน้าจอกันอยู่ตรงนี้น่ะสิ...
คนแรก คือคนที่ไม่มีใครใน 'วิทยาลัย' ไม่รู้จัก อันดับหนึ่งชั้นปีสาม ผู้ไร้พ่าย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
คนที่สอง จอมเวทอันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' ชั้นปีสี่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส
และคนสุดท้าย อดีตระดับ S Rank ที่แม้จะร่วงหล่นลงมาอยู่ B Rank เพราะอาการคำสาปกลายเป็นหินที่แขนขวา แต่เธอก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวนกฟินิกซ์คืนชีพ ชนะรวดจนจ่อคิวจะขึ้น A Rank ในเร็วๆ นี้ ชั้นปีห้า 【ดาบคู่ประกายแสง】 ชิบะ ซานะ
สามคนนี้นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม รอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นักเรียนคนอื่นๆ จะพากันแตกตื่น
"เอ่อ..."
"หืม~? อ๊ะ หนูเชริล~ มาเชียร์หนูเนโรเหรอจ๊ะ?"
"อ่า ค่ะ รุ่นพี่ก็มาดูเหมือนกันสินะคะ...?"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของน้องสาวสิคะ"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของลูกศิษย์อยู่แล้วล่ะ"
"อ อ้อ แบบนี้นี่เองค่ะ..."
เชรี่พยักหน้าเข้าใจพลางคิดในใจว่า 'กะแล้วเชียว' ส่วนฉัน แคโร ลาล่า และริลิชาที่ตามมาด้วยก็ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่ต่างกัน
"แหมๆ มานั่งด้วยกันสิจ๊ะ"
รุ่นพี่ชิบะกวักมือเรียกให้พวกเรามานั่งที่ว่างด้านหลัง ถึงจะได้ยินเสียงซุบซิบจากข้างหลังประมาณว่า 'พวกปีหนึ่งกลุ่มนั้นเป็นใครกันน่ะ...?' แต่เชรี่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
"คู่แข่งของเนโรคือ... นักเรียนปีสองจากอาณาจักรพาร์เนียร์สินะคะ"
ท่านพี่เซลด้ากำลังอ่านโปรไฟล์ของฉันกับคู่ต่อสู้ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ
อาณาจักรพาร์เนียร์ เคยถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศคือ พาร์ลูฟและลีเนียร์ แต่ก็กลับมารวมกันเป็นประเทศเดียวเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน
ก็นะ เดิมทีมันก็คือประเทศพาร์เนียร์ที่แตกออกเป็นสองประเทศ พอตอนนี้กลับมารวมกันก็ถือว่ากลับสู่จุดเริ่มต้นนั่นแหละ
"หืม~? เด็กคนนี้คุ้นๆ นะ..."
รุ่นพี่ชารอนเอียงคอมองข้อมูลคู่แข่งของฉัน เชรี่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยรีบอธิบายเสริม
"อ๊ะ คนนี้คือรุ่นพี่ปีสองที่มาหาเรื่องเนโรที่โรงอาหารเมื่อไม่กี่วันก่อนไงคะ คนที่รุ่นพี่ชารอนเข้ามาช่วยห้ามไว้น่ะค่ะ"
"อ๋อ~ เด็กคนนั้นเองเหรอ~"
พอได้ยินแบบนั้น รุ่นพี่ชิบะก็หันไปถามรุ่นพี่ชารอน
"มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาเหรอ?"
"บาดหมางก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ แค่เด็กคนนั้นเขาเป็นติ่งเซลจังน่ะสิ?"
พอรุ่นพี่ชารอนพูดแบบนั้น ท่านพี่เซลด้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"การมีคนชื่นชมมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าทำตัวเกินขอบเขตก็คงต้องปวดหัวหน่อย"
"นั่นสิเนอะ~ ถ้าแค่เชียร์เฉยๆ ก็โอเคหรอก แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า~"
ทั้งท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอนต่างก็เป็นระดับท็อปของวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีรุ่นน้องปลื้มปริ่มมากมาย บางทีความชื่นชมนั้นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ จนพร้อมจะแว้งกัดใครก็ตามที่เข้ามาขวางทาง
เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนหรือองค์กรเสมอแหละ บางคนถึงกับตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเองเพื่อแสดงอำนาจเลยนะ แต่สำหรับท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอน ทั้งคู่ดูจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
"คู่แข่งอยู่ระดับ E Rank... นี่แปลว่าแฟนคลับของเซลด้าเป็นฝ่ายส่งคำท้าให้เนโรสินะ?"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ"
เชรี่ตอบคำถามของรุ่นพี่ชิบะด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ E Rank ปะทะ F Rank มองผิวเผินอาจจะคิดว่า F Rank ที่อันดับต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้า E Rank ที่อันดับสูงกว่า แต่ความจริงแล้วมันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า E Rank เป็นฝ่ายมาท้า F Rank ซะงั้น
ปกติแล้ว การที่คนอันดับสูงกว่าท้าประลองกับคนอันดับต่ำกว่านั้น ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เพราะฝ่ายที่ถูกท้าสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีบทลงโทษอะไร แถมการที่คนเก่งกว่าไปท้าคนอ่อนกว่า มันดูเหมือนเป็นการ 'รังแก' ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าแพ้ขึ้นมา อันดับก็จะร่วงกราวรูดเลยล่ะ
แต่ในกรณีนี้ มันถือเป็นแมตช์เลื่อนขั้น ถ้าคนอันดับต่ำกว่าอยากจะเลื่อนขั้นเร็วๆ ส่วนคนอันดับสูงกว่าแค่อยากได้ดาวมาง่ายๆ พอเป้าหมายมันตรงกัน การประลองก็เกิดขึ้นได้
การที่ทั้งคู่ยอมรับคำท้า ก็แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะ 'เอาชนะ' อีกฝ่ายได้แน่ๆ มันก็เลยมักจะกลายเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจอยู่บ่อยๆ
"แต่ว่านะ เฟรมเกียร์ของคู่แข่งเนโรเนี่ย... มันจะไหวไหมเนี่ย...?"
"นั่นสิคะ ท่าทางจะตึงมืออยู่เหมือนกันนะ..."
รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะดูข้อมูลเฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ทำหน้ากังวล
แต่ลาล่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! คุณเนโรมีอาวุธลับเตรียมไว้แล้ว!"
"อาวุธลับเหรอ? หมายถึงดาบสั้นที่ฉันให้ไปน่ะเหรอ? ถึงจะทนทานก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้นนะ..."
"ไม่ใช่ค่ะ! เป็น 'เกียร์สเปล' บทใหม่ที่คุณเนโรสร้างขึ้นจากเวทไร้ธาตุของเธอเองค่ะ!"
『เกียร์สเปล!?』
คำพูดของลาล่าทำเอาทุกคนตรงนั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก 'เกียร์สเปล' คือทักษะพิเศษที่เกิดจากการผสานพรสวรรค์ของผู้ใช้เวทกับเฟรมเกียร์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ กว่าจะดึงเอา 'เกียร์สเปล' ออกมาใช้ได้น่ะ มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนัก
ขนาดจอมเวทอัจฉริยะอย่างรุ่นพี่ชารอน กว่าจะใช้ 'เกียร์สเปล' ได้ก็ปาเข้าไปตอนปลายปีสองนู่น
แล้วเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาหมาดๆ จะทำได้ยังไง? ทุกคนเลยสงสัยกันใหญ่
"หุหุ สมกับเป็นเนโร น้องสาวของฉันจริงๆ ค่ะ"
"นี่หล่อน แค่อยากจะพูดคำนี้เฉยๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
ท่านพี่เซลด้าพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ จนรุ่นพี่ชิบะอดแขวะไม่ได้
"อยากเห็นจังเลยน้า~ ว่าจะเป็นเกียร์สเปลแบบไหน~ เสียดายที่เป็นเวทไร้ธาตุจังเลยน้า~"
เวทไร้ธาตุคือเวทมนตร์เฉพาะตัว หมายความว่าต่อให้เป็นรุ่นพี่ชารอน ก็คงเลียนแบบเกียร์สเปลนี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังตื่นเต้นที่จะได้เห็นเวทมนตร์รูปแบบใหม่อยู่ดี
"อ๊ะ เริ่มแล้วค่ะ"
พอแคโรพูดขึ้น ทุกคนก็หันไปจ้องหน้าจอ เวลาการประลองใกล้เข้ามาแล้ว บนหน้าจอแสดงภาพเฟรมเกียร์สองเครื่องยืนประจันหน้ากัน
"ด่านหาดทราย... เป็นฉากที่ค่อนข้างเสียเปรียบเลยนะคะเนี่ย"
ริลิชาพึมพำเบาๆ
ฉากที่แสดงบนหน้าจอคือหาดทรายที่มีทะเลเป็นฉากหลัง
ด่านนี้ทรายจะดูดเท้า ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แถมถ้าพลาดตกลงไปในทะเลก็ต้องสู้กันในน้ำอีก
ยกเว้นแต่จะเป็นพวกผู้ใช้เวทธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นด่านที่รับมือยากเลยล่ะ นักเรียนหลายคนถึงกับบ่นว่าเป็น 'ด่านนรก' เลยทีเดียว
เฟรมเกียร์สองเครื่องยืนอยู่บนหาดทราย เครื่องหนึ่งคือ 'ลูซิเฟอร์' ของเนโร
ไลท์นิ่งเฟรมสีขาวดำสุดเท่ แต่ที่หลังกลับติดตั้งอุปกรณ์เสริมความเร็วสูงขนาดใหญ่เอาไว้ มีทรัสเตอร์ทรงพลังถึงสี่ตัวและปีกแบบติดตายตัวอีกหกปีก สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย
ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง มีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคนที่สวมชุดเกราะ
แต่ที่แปลกก็คือ... มันมีแขนสี่ข้าง! มีแขนเล็กๆ อีกคู่ยื่นออกมาจากสีข้าง ในมือทั้งสองข้างถือคทาสั้นๆ ที่ประดับด้วย 'คริสตัล' (อัญมณีเวทมนตร์)
คริสตัลเป็นหินเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับเฟรมเกียร์สายเวทมนตร์
สรุปก็คือ เฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายคือ มิสติกเฟรม นั่นเอง
นี่แหละคือสิ่งที่รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะกังวล
ไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความเร็ว จะเสียเปรียบมิสติกเฟรมสุดๆ
เพราะมิสติกเฟรมสามารถโจมตีระยะไกลหรือโจมตีเป็นวงกว้างได้ ทำให้ไลท์นิ่งเฟรมเข้าประชิดตัวได้ยากมาก
ทางรอดเดียวของไลท์นิ่งเฟรมที่เสียเปรียบ คือต้องยอมแลกความเสียหาย พุ่งเข้าประชิดตัวให้เร็วที่สุดเพื่อเผด็จศึก ก่อนที่ตัวเองจะพังซะก่อน เรียกว่าต้องวัดดวงกันเลยล่ะ
แน่นอนว่าฝ่ายมิสติกเฟรมก็รู้จุดอ่อนนี้ดี เลยต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้เพียบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มพลังป้องกันให้แน่นหนาที่สุด มิสติกเฟรมที่เน้นสาดเวทอยู่แนวหลังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วมากนัก
การสละความเร็วเพื่อแลกกับเกราะที่หนาขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นิยมใช้กัน
เฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้าม นอกจากแขนเสริมที่ถือคทาสองข้างแล้ว แขนหลักทั้งสองข้างก็ติดตั้งโล่ขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
เตรียมตัวมาตั้งรับแบบสุดๆ เลยล่ะ
"นั่นมันเตรียมมาเพื่อรับมือเนโรชัดๆ เลยนี่นา..."
"ก็นะ การสืบข้อมูลคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
แคโรและริลิชาพูดขึ้นมาหลังจากเห็นภาพนั้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเนโรใช้ไลท์นิ่งเฟรม การเตรียมแผนรับมือก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถึงจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ
"แต่เนโรก็มี 'พลังปราณ' ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันนั่นได้นี่นา น่าจะพอสู้ไหวอยู่นะ?"
"การใช้ 'พลังปราณ' กับไลท์นิ่งเฟรมมันเหมือนดาบสองคมนั่นแหละค่ะ ต่อให้เจาะโล่อีกฝ่ายได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ก็คงแหลกละเอียดไปด้วยแน่ๆ"
ท่านพี่เซลด้าที่นั่งอยู่แถวหน้าปฏิเสธความคิดของเชรี่ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนที่เนโรใช้ 'พลังปราณ' กับ 【วินเดีย(ปีก)】 หุ่นก็พังยับเยินไปเลยนี่นา
ถ้าจะใช้ 'พลังปราณ' ก็ต้องมั่นใจว่าจะปิดฉากได้ในหมัดเดียวเท่านั้น
"ถ้าจะพุ่งเข้าไป ก็ต้องระวังเวทมนตร์สกัดกั้น พอเข้าไปใกล้ก็ต้องเจอกับโล่ยักษ์นั่นอีก... ท่าทางจะตึงมือเลยแฮะ..."
"ไม่หรอกค่ะ"
ลาล่าพูดแทรกคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ชิบะ
"การประลองครั้งนี้ จะจบลงในพริบตาเดียวค่ะ ห้ามกะพริบตาเชียวนะคะ"
"หมายความว่ายังไง..."
ขณะที่รุ่นพี่ชิบะกำลังจะถาม เสียงของกรรมการก็ดังมาจากหน้าจอ 『เดิมพันด้วยดาว 5 ดวง』 การ 【ประลองดารา】 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใคร เกทับ(เรส) เลยแฮะ การเดิมพัน 5 ดาวในแมตช์เลื่อนขั้น F Rank ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือเนโรเป็นฝ่ายยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เดิมพันขนาดนี้ก็ไม่ยอมแข่งด้วยนั่นแหละ
『ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา ก้าวออกมาข้างหน้า』
ลูซิเฟอร์และหุ่นของอีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าบนผืนทราย ดูเหมือนทั้งคู่จะพร้อมแล้ว
『เริ่ม 【การประลองดารา】 ได้!』
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของลูซิเฟอร์ก็หายวับไปจากหน้าจอ!
วินาทีต่อมา หุ่นของอีกฝ่ายที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ส่งเสียงเตือน 『บี๊บ────!』 แสดงว่าหมดสภาพการต่อสู้ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกฟันขาดครึ่งตรงช่วงลิ้นปี่ แล้วปลิวกระเด็นออกไปเป็นสองท่อน
『............หา?』
ทุกคนที่กำลังดูหน้าจออยู่ต่างก็หลุดอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว แม้แต่ท่านพี่เซลด้าที่ไม่ได้ส่งเสียงร้อง ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บนหน้าจอ ลูซิเฟอร์ที่ถือดาบสั้นในมือขวายืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังคือซากเฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายที่ถูกฟันขาดครึ่ง
หน้าจอสรุปผลขึ้นข้อความว่า 'ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต' ทำให้รู้ว่าดาบสั้นของเนโรแทงทะลุค็อกพิตของคู่ต่อสู้ไปแล้ว ร่างกายบางๆ ของมิสติกเฟรมคงทนแรงกระแทกไม่ไหวจนหักครึ่งไปล่ะมั้ง แต่ส่วนอื่นๆ มันอธิบายไม่ได้เลยนะ!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?"
"เอ๊ะ? อะไรนะ? เนโรชนะแล้วเหรอ?"
"ลาล่า... เมื่อกี้คือ 'เกียร์สเปล' ของเนโรเหรอ...?"
"ใช่แล้วค่ะ! นั่นแหละคือ 'เกียร์สเปล' ของคุณเนโร 【สภาวะไร้น้ำหนัก】 (Zero Gravity) ที่จะทำให้หุ่นแทบจะไร้น้ำหนักเลยล่ะค่ะ!"
ลาล่ายืดอกตอบนักเรียนปีหนึ่งที่กำลังแตกตื่นด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเองเลยล่ะ
039 ฉลองเลื่อนขั้น
.
"อา... ตกใจหมดเลย... คิดว่าจะพุ่งเร็วขนาดนี้ เกือบจะเบรกไม่อยู่ชนเข้าไปเต็มๆ แล้วเชียว..."
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่พิงพนักเก้าอี้ในเฟรมยูนิต
เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 คือเกียร์สเปลที่ฉันดัดแปลงมาจากเวทมนตร์ไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของตัวเอง
เวทมนตร์ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของวัตถุได้ แต่ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องการเพิ่มน้ำหนักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากมันในด้านนั้น
ส่วนใหญ่ฉันจะใช้มันเพื่อลดน้ำหนักตัวเองให้เบาหวิว แล้วอาศัยความคล่องตัวเข้าจู่โจมศัตรู 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ก็คือการนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้นั่นเอง
หลังจากเปลี่ยน เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) และ ท่อส่งพลังเวท(เอเธอร์เวสเซล) ของลูซิเฟอร์ จากแบบไลท์นิ่งเฟรมมาเป็นแบบมิสติกเฟรม พลังเวทของฉันก็สามารถแผ่ซ่านไปทั่วร่างของหุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ฉันสามารถใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ได้สำเร็จ
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยภาระอันมหาศาลที่ตัวหุ่นต้องแบกรับ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 มีระยะเวลาใช้งานได้แค่ประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น ขืนฝืนใช้เกินกว่านั้น หุ่นคงได้แหลกเป็นชิ้นๆ แน่
ตอนที่เห็นเฟรมเกียร์ของคู่ต่อสู้ ฉันก็รู้ทันทีว่าถ้ายืดเยื้อไปคงไม่เป็นผลดีแน่ ขืนเจอกับเกราะหนาๆ ตั้งรับเต็มรูปแบบแบบนั้น ฉันคงต้องยอมใช้ 'พลังปราณ' พุ่งเข้าชนแบบไม่กลัวตายสถานเดียว
ฉันเลยตัดสินใจใช้ความเร็วสูงสุดตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน เพื่อทะลวงค็อกพิตของอีกฝ่ายรวดเดียวจบ
ด้วยความเร็วระดับนี้ ถ้าฉันชักดาบช้าไปแค่เสี้ยววินาทีเดียว ปลายดาบก็คงเจาะไม่โดนค็อกพิตแน่ๆ
แล้วก็ ถ้าคู่ต่อสู้รู้เรื่องเกียร์สเปลบทนี้มาก่อน คงจะตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่เริ่มการแข่งขันแน่ๆ ต่อให้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 จะเร็วแค่ไหน แต่ถ้าเจอการตั้งรับแบบนั้นก็คงเจาะไม่เข้าหรอก นี่มันท่าประเภท 'ใช้ได้ครั้งเดียวจอด' (初見殺し) ชัดๆ คราวหน้าคงใช้ไม่ได้ผลแล้วล่ะมั้ง
"โอ๊ะ"
หน้าจอแสดงผลการแข่งขันปรากฏขึ้น
ชัยชนะในการแข่งขันเพื่อเลื่อนขั้นครั้งนี้ ทำให้ฉันได้รับดาวมา 5 ดวง และได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank เรียบร้อยแล้ว
เยส! ฉันเป็นคนที่สามของเด็กปีหนึ่งที่ได้ขึ้น E Rank แถมอันดับในชั้นปีก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 5 แล้วด้วย!
ถ้าอยากลงแข่ง 'งานประลอง' กับทางสถาบัน ฉันต้องรักษาอันดับให้อยู่ในท็อป 12 ให้ได้ ด้วยอันดับตอนนี้คงไม่ร่วงง่ายๆ หรอกมั้ง
ก็แค่ต้องรักษาอันดับไว้ให้ได้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น ต้องตั้งเป้าให้สูงกว่านี้สิ!
ฉันจะคว้าอันดับหนึ่งของชั้นปีมาครองก่อนถึงงานประลองให้ได้ คอยดูเถอะ
ความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ฉันกดปุ่มเปิดเฟรมยูนิตด้วยความมั่นใจ
เสียงลมดัง ฟู่ เบาๆ พร้อมกับแฮตช์ที่เปิดออก
ตอนที่ฉันเดินออกมา ก็เห็นนักเรียนปีสองที่เป็นคู่แข่งของฉันเดินออกมาจากยูนิตข้างๆ พอดี... อ้าว อยู่ติดกันเลยนี่นา...
ยัยรุ่นพี่ผมลอนสีทองหันมามองฉันด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะตวาดใส่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า 'อย่าคิดนะว่าแค่นี้แกจะชนะแล้วน่ะ!' แล้วก็วิ่งหนีออกจากห้องยูนิตไปเลย... อย่าคิดว่าชนะแล้วงั้นเหรอ... ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าฉันชนะอ่ะ...
"เนโร ยินดีด้วยที่ได้เลื่อนขั้นนะ!"
"อ๊ะ ทุกคนมาดูด้วยเหรอเนี่ย"
พอหันไปตามเสียง ก็เจอกับแคโร เชรี่ ลาล่า และริลิชา แถมด้านหลังยังมีท่านพี่เซลด้า รุ่นพี่ชารอน แล้วก็รุ่นพี่ชิบะยืนอยู่ด้วย
เอ่อ... โชคดีนะเนี่ยที่ชนะมาได้แบบไม่ขายหน้า... ขืนแพ้ขึ้นมาคงได้อับอายขายขี้หน้า แถมอาจจะโดนสวดยับเลยก็ได้
"เกียร์สเปลสุดยอดไปเลยนะ! พวกเราก็ต้องรีบตามให้ทันซะแล้วสิ!"
"แอบไปฝึกมาตอนไหนเนี่ย ขี้โกงนี่นา"
"สำเร็จแล้วนะคะ! แบบนั้นคงช่วยลดความเสียหายของหุ่นลงไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ!"
"...ฮึ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยละกันค่ะ สำหรับวันนี้"
ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดี ทำเอาฉันแอบเขินนิดๆ
"อุ๊บ!?"
ระหว่างที่กำลังทำตัวไม่ถูก จู่ๆ ท่านพี่เซลด้าก็โผเข้ามากอดฉันแน่น
"ยินดีด้วยนะ เนโร! สมกับเป็นน้องสาวของพี่จริงๆ!"
เอ่อ... แอบได้ยินเสียงซุบซิบจากคนรอบข้างอีกแล้วนะเนี่ย!? แต่ก็นะ มีท่านพี่เซลด้าอยู่ด้วย คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรอก... มั้ง...
"เกียร์สเปลเมื่อกี้สุดยอดไปเลยน้า~ ประยุกต์ใช้เวทไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สินะ? งั้นก็แปลว่าสามารถใช้เพิ่มน้ำหนักได้ด้วยล่ะสิ~"
"แหมๆ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ชารอน มาคุยเรื่องแบบนี้ตรงนี้มันก็กระไรอยู่นะ?"
"อ๊ะ จริงด้วยสิ เห็นว่าเป็นเวทมนตร์แปลกๆ เลยเผลอตัวไปหน่อย~"
"ไปหาขนมหวานอร่อยๆ กินฉลองเลื่อนขั้นให้เนโรกันดีกว่า พี่เลี้ยงเอง"
พอรุ่นพี่ชิบะเอ่ยปากเลี้ยง ทุกคนก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงว่า 'ขอบคุณที่เลี้ยงค่ะ!' แบบไม่ต้องเกรงใจกันเลยทีเดียว
พวกเราเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ไปที่ร้านกาแฟ 'พาเรนต์' เจ้าเก่าเจ้าเดิม แล้วก็สั่งขนมกินกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยมีรุ่นพี่ชิบะเป็นเจ้ามือ
ได้ยินมาว่า การที่รุ่นพี่เลี้ยงขนมรุ่นน้องถือเป็นธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' เลยล่ะ
นี่ถ้าฉันขึ้นปีสูงๆ ไป ก็ต้องเลี้ยงรุ่นน้องบ้างสินะ? ถ้ามีรุ่นน้องที่สนิทกันก็คงไม่ขัดข้องหรอกนะ
"แต่ว่านะ จากนี้ไปข่าวลือเรื่องของเนโรก็คงแพร่กระจายไปทั่วอีกแน่ๆ เลย~"
เชรี่พูดขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังตักพาร์เฟต์เมลอนสเปเชียลเข้าปากอย่างมีความสุข
"ข่าวลืออะไรอีกล่ะเนี่ย?"
"ก็แหม ปีหนึ่งคนแรกที่ใช้เกียร์สเปลได้ แถมยังทำสถิติชนะเร็วที่สุดของปีนี้อีกต่างหาก จะไม่ให้เป็นที่จับตามองได้ยังไงล่ะ"
"จบเกมใน 2 วินาที... แทบจะไม่อยากเชื่อเลยแฮะ"
"สถิติเร็วสุดส่วนใหญ่จะเป็นของพวกไลท์นิ่งเฟรมก็จริง แต่ 2 วินาทีนี่มันเกินไปหน่อยนะคะ!"
"จะว่าไป... นี่มันทุบสถิติของวิทยาลัยเลยรึเปล่าเนี่ย...?"
พวกปีหนึ่งต่างก็ซุบซิบกันใหญ่ แต่ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างสถิติซะหน่อยนี่นา
"ไม่ใช่สถิติของวิทยาลัยหรอกจ้ะ สถิติเดิมมัน 1.8 วินาทีน่ะ"
"1.8 วินาที!? มีสถิติแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอคะ!?"
แคโรเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำตอบของรุ่นพี่ชิบะ รุ่นพี่ชารอนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะคิกคัก
"ใช่แล้วจ้ะ แถมยังเป็นสถิติของริตเตอร์เฟรมด้วยนะ~ เริ่มเกมปุ๊บก็ปล่อย 'ดาบบิน' พุ่งเข้าเสียบทะลุค็อกพิตคู่ต่อสู้เปรี้ยง! ในพริบตาเดียวเลย~"
"อันนั้นมันแค่ฟลุคน่ะค่ะ พอดีคู่ต่อสู้ใช้ไลท์นิ่งเฟรมแล้วพุ่งเข้ามาหาฉันด้วยความเร็วสูง จังหวะที่ปล่อย 'ดาบบิน' ออกไป มันก็เลยพุ่งเสียบเข้าค็อกพิตพอดิบพอดีน่ะค่ะ"
เดี๋ยวนะ เจ้าของสถิตินั้นคือท่านพี่เซลด้าเหรอเนี่ย! คนคนนี้ก็ยังทำเรื่องเหนือมนุษย์อยู่เหมือนเดิมเลยแฮะ...
"สมกับเป็นท่านเซลด้าเลยค่ะ..."
"สุดยอดไปเลย..."
ริลิชากับเชรี่ถึงกับหลุดปากชมออกมาด้วยความทึ่ง แต่ฉันกลับกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่
ตอนที่ท่านพี่เซลด้าเล่าให้ฟัง... ถ้าเป็นฉันก็มีสิทธิ์โดนแบบนั้นเหมือนกันนี่นา...
โชคดีที่คู่ต่อสู้ของฉันคราวนี้เป็นพวกสายป้องกันเต็มรูปแบบ แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้แบบท่านพี่เซลด้าที่ใช้ 'ดาบบิน' หรือพวกอาวุธยาวอย่างหอก ถ้าฉันพุ่งเข้าไปดื้อๆ ล่ะก็ โอกาสโดนสวนกลับจนพังยับเยินก็มีสูงมาก
ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าเจออาวุธจ่ออยู่ตรงหน้าก็คงเบรกไม่ทันแน่ๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดหนัก แคโรเองก็หยุดกินเค้กแล้วทำหน้าเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เหมือนกัน
"อืม... แสดงว่า 【ซีโร่ กราวิตี้】 แพ้ทางพวกรอสวนกลับ (Counter) สินะ...?"
"ก็นะ เล่นพุ่งเข้าหาความตายด้วยความเร็วแสงขนาดนั้นนี่นา"
"ถ้าการประลองครั้งนี้ คู่ต่อสู้ตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่แรก เนโรก็คงแย่เหมือนกันใช่ไหมคะ?"
นี่พวกหล่อน! อย่ามาวิเคราะห์จุดอ่อนฉันต่อหน้าฉันแบบนี้สิยะ!
"แต่การจะสวนกลับศัตรูที่พุ่งมาด้วยความเร็วขนาดนั้นได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือขั้นเทพเลยเหมือนกันนะ"
"ส่วนฉันสนใจเวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ที่เอาไว้เพิ่มน้ำหนักมากกว่านะ~ ถ้าสลับไปมาได้ดั่งใจล่ะก็ คงจะน่ากลัวน่าดูเลยล่ะ~"
บทสนทนาของรุ่นพี่ชิบะกับรุ่นพี่ชารอนทำเอาฉันสะดุ้งโหยง
รุ่นพี่ชารอนนี่เซนส์เฉียบคมสมคำร่ำลือจริงๆ...
ที่จริงแล้ว 【กราวิตี้ (Gravity)】 มันใช้เพิ่มและลดน้ำหนักได้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สามารถสร้างเอฟเฟกต์บวกและลบได้
และไม้ตายที่แท้จริงของมันก็คือการสลับไปมาระหว่างสองขั้วนั่นแหละ
อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คนที่ใช้ 【กราวิตี้ (Gravity)】 เก่งๆ จะใช้วิธีลดน้ำหนักของอาวุธให้เบาหวิวเพื่อให้เหวี่ยงได้เร็วขึ้น แล้วพริบตาที่อาวุธจะกระทบเป้าหมาย ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้สุดเพื่อสร้างพลังทำลายล้างมหาศาล
แต่เวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของฉันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น คงต้องฝึกฝนกันอีกยาวเลยล่ะ...
"เนโรขึ้น E Rank เป็นคนแรกเลยสินะ ฉันเองก็ต้องพยายามบ้างแล้วล่ะ"
"อ้าว? แคโรก็มีดาวพอที่จะท้าประลองเลื่อนขั้นแล้วนี่นา?"
"มีก็จริง แต่ถ้าแพ้ก็สูญเปล่าหมดเลยนะ ขอสะสมดาวให้ชัวร์กว่านี้ก่อนดีกว่า จะได้ท้าตอนที่มั่นใจว่าจะชนะแน่ๆ"
ดูเหมือนจะเป็นพวกเพลย์เซฟสินะ แต่พอถามคนอื่นๆ ดู ก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องปกติแหละ
ก็แน่ล่ะ ถ้าแพ้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องเสียดาวเดิมพัน 1 ดวง บวกกับดาวที่เป็นค่าตั๋ว 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 อีก 10 ดวง รวมเป็น 11 ดวงเลยนะ! เป็นใครก็ต้องคิดหนักแหละ
ส่วนฉัน โชคดีที่เป็นฝ่ายถูกท้า เลยเสียแค่ดาวที่เดิมพันเท่านั้น...
เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ ถ้ายิ่งมีคนจากอันดับสูงกว่ามาท้าประลองเยอะๆ ฉันก็ยิ่งมีโอกาสเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นสิ? แน่นอนว่าต้องชนะให้ได้น่ะนะ
พอฉันพูดความคิดนี้ออกไป รุ่นพี่ชิบะก็หัวเราะลั่น
"เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ พวก C Rank ขึ้นไปไม่สามารถท้าประลองคนอันดับต่ำกว่าได้หรอกนะ แล้วอีกอย่าง ถ้าเธอเลื่อนขั้นรัวๆ แบบนั้น ก็ต้องเตรียมรับมือกับคำท้าประลองจากคนอันดับต่ำกว่าด้วยนะจ๊ะ? ถึงจะปฏิเสธได้ แต่ถ้าปฏิเสธบ่อยๆ ก็จะโดน 'วิทยาลัย' ริบดาวไปจำนวนนึงด้วยนะ"
"อึก..."
ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสินะ... แต่ถ้ามีคนจาก D Rank มาท้าประลอง ฉันก็ไม่พลาดที่จะรับคำท้าหรอก ต่อให้แพ้ก็ไม่โดนลดอันดับนี่นา
แต่ก็ต้องมาคอยรับมือกับคำท้าจากพวกรุ่นน้อง F Rank งั้นสินะ... ถ้าเกิดฉันแพ้ ฉันก็จะโดนยึดดาวเดิมพันและโดนลดอันดับ แต่ถ้าชนะ ฉันก็จะได้ทั้งตั๋วสิทธิ์ท้าทาย 10 ดาว และดาวเดิมพันมาครอง... หืม? ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
"อ้อ แบบนี้นี่เอง แปลว่าพวกเราก็สามารถท้าประลองกับเนโรเพื่อแย่งตำแหน่ง E Rank ได้สินะ"
"ถ้าทำแบบนั้น เนโรก็จะร่วงกลับไปอยู่ F Rank ไงล่ะ"
"หา? จะเอาเหรอ? ทางนี้ก็เตรียมรับมือไว้แล้วเหมือนกันนะยะ!"
แคโรกับเชรี่หัวเราะร่วนพลางบอกว่า 'ล้อเล่นน่า ล้อเล่น' แต่ก็ไม่รู้ว่าแอบซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกๆ หรือเปล่า ส่วนริลิชาฉันเพิ่งสู้กับนางไปเมื่อวานซืน คงท้าประลองกันไม่ได้อีกพักใหญ่ๆ กว่าฉันจะขึ้น D Rank ริลิชาก็คงยังจมอยู่ F Rank นู่นแหละ เพราะกฎบอกไว้ว่าสามารถท้าประลองได้แค่คนที่มีอันดับห่างกันแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
แต่เชื่อเถอะว่าระดับริลิชา อีกไม่นานก็คงไต่ขึ้น E Rank มาได้แน่ๆ...
กว่าจะท้า D Rank ได้ ก็ต้องสะสมดาวสำหรับ 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถึง 20 ดวงเชียวนะ คงต้องหาเวลาไปปั๊มดาวเพิ่มซะแล้ว
ถ้าคิดในมุมนี้ การตอบรับคำท้าจากอันดับต่ำกว่าก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกันนะ...?
วงจรการขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้นี่แหละ ที่จะช่วยจัดสรรอันดับที่เหมาะสมให้กับทุกคนในท้ายที่สุด...
มันต้องมีกำแพงที่ข้ามไปไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้วล่ะ ก็นะ หน้าที่ของฉันก็คือการพุ่งชนกำแพงนั่นให้พังทลายลงมาไงล่ะ
ถึงอันดับจะเลื่อนขึ้น แต่คะแนนรวม (Ranking) ของฉันกลับไม่ได้พุ่งตามขึ้นไปเท่าไหร่เลยแฮะ
ระบบ Rank กับ Ranking ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง บางทีเราอาจจะเจอคนที่ไม่ยอมเลื่อน Rank แต่เอาชนะคู่ต่อสู้ใน Rank เดียวกันได้เรื่อยๆ จนคะแนนรวมพุ่งสูงปรี๊ดแซงหน้าคน Rank สูงกว่าก็ได้
แต่ในความเป็นจริง การสู้กับคน Rank สูงกว่าจะได้ดาวและของรางวัลเยอะกว่ามาก ทำให้เหตุการณ์แบบนั้นแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
ก็นะ พวกเราเพิ่งจะอยู่ปีหนึ่งด้วยแหละ แถมยังไม่มีอีเวนต์ใหญ่ๆ ที่จะแจกดาวเยอะๆ ด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฉันก็อยู่อันดับ 5 ของชั้นปีหนึ่งแล้วนะเนี่ย
"จะว่าไป ตอนนี้ใครเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีเราเหรอ?"
"เอ่อ... คุณเพิร์ล เฟรนเนล (Pearl Frennel) จากเซนออสค่ะ"
ลาล่าตอบคำถามของฉัน เพิร์ล เฟรนเนล... อาณาจักรปีศาจเซนออสสินะ เป็นเผ่าปีศาจแหงๆ
คนรู้จักของอาจารย์ที่เป็นเผ่าปีศาจ ฉันก็เคยเจอมาบ้างเหมือนกันนะ แต่คนที่ฉันเจอเป็นดาร์กเอลฟ์น่ะ เป็นเผ่าที่เก่งทั้งเรื่องพละกำลังและเวทมนตร์เลยล่ะ
แต่ไอ้อาหารพื้นเมืองของพวกเขานี่สิ ฉันทำใจกินไม่ลงจริงๆ... มันมีแต่ของแปลกๆ หน้าตาประหลาดๆ เต็มไปหมดเลย...
"ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' สินะ"
"'โล่' เหรอคะ?"
"เป็นหนึ่งในห้าตระกูลนักรบแห่งเซนออส ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' ว่ากันว่าวิชาของพวกเขาแข็งแกร่งจนไม่มีการโจมตีใดสามารถทะลวงผ่านไปได้ ทั้งรับการโจมตี ปัดป้อง และเบี่ยงเบนทิศทาง ทำให้ศัตรูไม่มีทางเข้าถึงตัวได้เลยล่ะ"
รุ่นพี่ชิบะอธิบายให้ฟัง ผู้ใช้โล่งั้นเหรอ... เฟรมเกียร์ของเธอจะเป็นแบบไหนกันนะ? ชักอยากเห็นซะแล้วสิ
ถ้ามีโอกาส คงต้องลองไปดูการประลองของอันดับหนึ่งชั้นปีซะหน่อยแล้ว
040 ดาบบิน (Fragarach)
.
หุ่นรบสีฟ้าหม่นกำลังพุ่งทะยานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ในมือขวาถือดาบ ส่วนมือซ้ายถือโล่ทรงกลม(ราวชิลด์) ดูเป็นริตเตอร์เฟรมที่เน้นความสมดุลแบบสุดๆ นั่นคือเฟรมเกียร์คู่ใจของแคโร 'ซิกฟรีด' (Siegfried) นั่นเอง
ฉันละสายตาจากจอภาพ หันไปมองหุ่นรบอีกฝ่ายบ้าง
คู่ต่อสู้ของแคโรไม่ได้มาในรูปแบบมนุษย์อย่างที่คุ้นตา ส่วนขาของมันมีลักษณะคล้ายขาสัตว์ ดูคล้ายพวกสัตว์กินเนื้อ ลำตัวยื่นไปข้างหน้า และที่สำคัญคือ... มันไม่มีแขน! แต่กลับมีพ็อดจรวดติดตั้งแทนที่แขนทั้งสองข้าง แถมยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งอยู่ด้วย
คัสตอมเฟรมนี่เอง เพิ่งเคยเห็นของจริงเลยแฮะ
คงเป็นประเภทที่ยอมลดทอนรูปลักษณ์ความเป็น 'ยานพาหนะ' ลง เพื่อให้ได้เปรียบในการต่อสู้ตามสถานการณ์เฉพาะสินะ...
ถ้าเทียบกับแคโรที่มีแค่ดาบเป็นอาวุธ หุ่นตัวนี้ก็จัดเต็มทั้งจรวด ปืนใหญ่ ปืนกล เรียกได้ว่าขนคลังแสงมาทั้งโกดังเลยล่ะ
การระดมยิงจากระยะไกลทำเอาแคโรเข้าไม่ถึงตัวเลยทีเดียว
พอจะพุ่งเข้าไปใกล้ ก็เจอห่ากระสุนสกัดจนต้องถอยร่นกลับมา เป็นแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่แคโรก็เก่งนะที่ยังหลบมาได้ตลอด
"หุ่นแบบนั้น กระสุนไม่หมดบ้างเหรอ?"
"ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ก็คงไม่หมดหรอกค่ะ แต่เด็กปีสองไม่น่าจะมีของแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงจะขนมาเยอะแค่ไหน แต่ก็น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะค่ะ... อ๊ะ นั่นไงคะ"
อย่างที่ลาล่าพูด ปากกระบอกปืนกลเริ่มหมุนฟรีโดยไม่มีกระสุนออกมาแล้ว
แคโรจะบุกเลยไหมนะ? แต่จู่ๆ ก็มีจรวดพุ่งเข้าใส่ซิกฟรีดอีกละ
ถึงปืนกลจะกระสุนหมด แต่ดูเหมือนอาวุธอื่นจะยังใช้ได้อยู่แฮะ
แต่หลังจากนั้น อำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จรวดหมด ระเบิดหมด และในที่สุด ปืนใหญ่ก็เงียบเสียงลง
"ดูเหมือนพลังเวทจะหมดแล้วด้วยล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลือแค่การต่อสู้ระยะประชิดแล้ว แต่สภาพหุ่นแบบนั้น คงหมดทางสู้แล้วล่ะค่ะ"
อย่างที่ลาล่าวิเคราะห์ ซิกฟรีดของแคโรพุ่งเข้าประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย หุ่นฝ่ายตรงข้ามพยายามจะพุ่งชน แต่แคโรก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
วินาทีถัดมา ดาบของซิกฟรีดก็ตวัดฟันค็อกพิตที่ยื่นออกมาด้านหน้าของหุ่นฝ่ายตรงข้ามจนขาดกระจุย
สัญญาณเตือนภัย บี๊บ────! บ่งบอกถึงการหมดสภาพการต่อสู้ดังกึกก้อง
『ยุติการประลอง! ผู้ชนะ, แคโรไลนา เรียตต์!』
เสียงประกาศชัยชนะของกรรมการดังก้อง ลานประลองตัดสินแล้วว่าแคโรคือผู้ชนะ
หน้าจอแสดงผลการประลองปรากฏตัวอักษร F → E เป็นอันว่าแคโรก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank แล้ว
พวกเราไปรอรับแคโรที่หน้าเฟรมยูนิต
"ยินดีด้วยนะที่เลื่อนขั้นแล้ว"
"ยินดีด้วยค่า!"
"ขอบใจจ้ะ แต่บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
แคโรใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ดูเหนื่อยจริงๆ ด้วยแฮะ"
"เหนื่อยมากเลยล่ะ... การต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนั้นเป็นเวลานานๆ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมยังมีแรงกดดันจากการเป็น 'แมตช์เลื่อนขั้น' อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเลย..."
"อ๊ะ เอานี่ไปดื่มก่อนสิคะ!"
"โห ขอบใจมากจ้ะ!"
แคโรรับกระติกน้ำจากลาล่าไปดื่มอึกๆ ท่าทางจะเหนื่อยหนักจริงๆ แฮะ
"เฮ้อ... ค่อยรู้สึกเหมือนชนะขึ้นมาหน่อย..."
คนที่ห้าที่ได้ขึ้น E Rank อันดับในชั้นปีคือสิบเอ็ด แคโรเองก็มีลุ้นเป็นตัวแทนไปแข่ง 'งานประลอง' แน่ๆ
"ชนะหุ่นแบบนั้นด้วยริตเตอร์เฟรมได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ!"
"ฮ่าๆๆ แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าน่าจะติดปืนกลวัลแคนเผื่อไว้สักกระบอกก็ดีเหมือนกันนะ"
"จะติดปืนกลกัตลิงที่โล่ก็ได้นะคะ แต่จะทำให้ใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) ไม่ได้น่ะสิคะ"
"อืมมม... ก็น่าสนอยู่นะ..."
แคโรกับลาล่าเริ่มหารือเรื่องการอัปเกรดซิกฟรีดกันแล้ว
อาวุธโจมตีระยะไกลงั้นเหรอ... สไตล์การต่อสู้ของฉันคือการพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง แล้วใช้ความคล่องตัวเข้าโจมตี การมีอาวุธระยะไกลมันจำเป็นด้วยเหรอ...
แต่ถ้าไม่มีเลย... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็คงจะหาทางพลิกเกมยากเหมือนกันแฮะ อย่างน้อยก็น่าจะมีติดไว้สักชิ้นล่ะมั้ง
จะติดปืนกลวัลแคนที่ส่วนหัวของ 'ลูซิเฟอร์' เหมือนของ 【วินเดีย(ปีก)】 ดีไหมนะ
ไม่สิ อุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนวงจรภายในเป็นมิสติกเฟรมทั้งที ลองใช้ 'ดาบบิน' ดูดีไหมนะ...?
ท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชารอนก็ใช้อยู่ด้วย น่าจะใช้งานได้หลากหลายดี เดี๋ยวลองกลับไปคิดดูอีกทีดีกว่า
◇ ◇ ◇
"หืมมม~? น้องเนโรอยากใช้ 'ดาบบิน' เหรอจ๊ะ~?"
"ก็ไม่ได้ถึงกับอยากใช้หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง..."
หลังมื้อค่ำวันนั้น ฉันบังเอิญเจอพี่ชารอนในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก เลยถือโอกาสถามซะเลย
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นดูผ่อนคลาย แต่พอฉันเข้าไปคุยกับพี่ชารอนซึ่งเป็นถึงประธานหอแถมยังเป็นอันดับสามของโรงเรียน ทุกคนในห้องก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
"ใครๆ ก็ใช้ 'ดาบบิน' ได้แหละจ้ะ แต่มันควบคุมยากนี่สิ~ ยิ่งถ้าใช้หลายเล่ม ก็ต้องสั่งการหลายอย่างพร้อมกัน~"
พูดจบ พี่ชารอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะวาง หน้าจอ(มอนิเตอร์)
ข้างในมีลูกกลมๆ ทำจากผ้าอยู่เต็มไปหมด นี่มันอะไรกันเนี่ย?
"นี่เรียกว่า 'โอเตดามะ' (Otedama) จ้ะ เป็นของเล่นพื้นบ้านจากอีเชนน่ะ..."
พี่ชารอนหยิบโอเตดามะขึ้นมาสามลูก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มโยนสลับไปมาด้วยมือซ้ายและขวาอย่างคล่องแคล่ว
อ๊ะ ท่านี้ฉันรู้จัก เคยเห็นนักแสดงเปิดหมวกทำตอนมาแสดงที่อาเรนเต้อยู่เหมือนกัน แต่ของคนนั้นเป็นห่วงยางนะ
ระหว่างที่ฉันกำลังดูเพลินๆ พี่ชารอนก็เริ่มเพิ่มจำนวนโอเตดามะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันนับไม่ทันแล้วว่ามีกี่ลูกกันแน่
"การเล่นแบบนี้ก็แค่ 'โยน' 'รับ' แล้วก็ 'ส่งต่อ' สลับไปมาเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้ด้วยว่าโอเตดามะลูกไหนอยู่ตรงไหน ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ การจะควบคุม 'ดาบบิน' หลายๆ เล่มพร้อมกันก็คงยากล่ะจ้ะ~"
เอ๋...
อืม... ถ้าเป็นคนดูก็คงพอมองออกแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าต้องเป็นคนโยนเองล่ะ... จะไหวไหมเนี่ย แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะพอทำได้มั้ง
"เขาเรียกว่า 'การรับรู้พื้นที่' ล่ะมั้ง? เราต้องสามารถบอกได้ทันทีว่าสิ่งของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าไม่มีเซนส์ตรงนี้ การจะควบคุม ดาบบินหลายๆ เล่มก็คงจะยากเอาเรื่องเลยล่ะจ้ะ~ อ้อ ลองดูนี่สิ"
พูดจบ พี่ชารอนก็ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ฉันดู ว้าว! ลูกหมาตัวน้อยๆ กำลังรุมล้อมพี่ชารอนใหญ่เลย! ลูกหมาที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?
พอดูจบ พี่ชารอนก็เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าทันที เอ๊ะ?
"ลูกหมาสีดำอยู่ตรงไหนบ้างเอ่ย~?"
"เอ๊ะ? เอ่อ... บนตักของรุ่นพี่ชารอนใช่ไหมคะ?"
"แล้วสีขาวล่ะจ๊ะ?"
"เหมือนจะนอนอยู่บนพื้นนะคะ อ๊ะ มีตัวนึงโผล่หน้ามาจากข้างหลังรุ่นพี่ชารอนด้วย"
"...แล้วมีลูกหมาทั้งหมดกี่ตัวเอ่ย?"
"เอ่อ... สิบสองตัวค่ะ?"
"...แล้วหางของลูกหมาที่พี่อุ้มอยู่สีอะไรจ๊ะ?"
"มองไม่เห็นค่ะ เพราะโดนแขนบังอยู่"
"ทำไมถึงรู้ล่ะเนี่ยยย!?"
พอฉันตอบคำถามจบ พี่ชารอนก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะอาจารย์ก็เคยฝึกฉันแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน...
เวลาต้องสู้กับศัตรูหลายๆ คนพร้อมกัน เราต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าใครอยู่ตรงไหน แล้วกำลังจะทำอะไร
ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งสายตา การได้ยิน การรับรู้ถึงจิตสังหาร หรือแม้กระทั่งลางสังหรณ์ เพื่อให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้
สงสัยเพราะผ่านการฝึกแบบนั้นมาล่ะมั้ง ความจำระยะสั้นของฉันก็เลยดีตามไปด้วย ถึงจะลืมเร็วก็เถอะ
"เอ๋~? นี่มันอะไรกันเนี่ย~? ไปฝึกมายังไงถึงได้จำแม่นขนาดนี้ล่ะ...?"
"เอ่อ... ก็เคยโดนโยนเข้าไปในรังก็อบลินที่มีเป็นร้อยตัวน่ะค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะตายซะแล้ว..."
"อาจารย์ของน้องเนโรเป็นปีศาจหรือไงเนี่ย...?"
อืมม จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นะ...? ถึงจะชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่พอถึงคราวคับขันก็โผล่มาช่วยตลอดแหละ คงไม่ถึงขั้นเป็นปีศาจหรอกมั้ง ให้ทำซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้เนี่ย... เอ๊ะ? หรือว่าจะเป็นปีศาจจริงๆ นะ...?
"ไม่แน่ น้องเนโรอาจจะมีแววทางด้าน 'ดาบบิน' ก็ได้นะ~ ถ้าอยากเรียนล่ะก็ พี่สอนให้แบบง่ายๆ เอาไหมล่ะ~?"
"จริงเหรอคะ!?"
นี่มันโอกาสทองชัดๆ! การได้เรียนรู้จากผู้ใช้ 'ดาบบิน' อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' เชียวนะ
แต่ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเซลด้าไม่พอ คราวนี้จะตีสนิทกับท่านชารอนอีกแล้วเหรอ...?"
"อะไรของยัยเด็กคนนั้นเนี่ย...!"
"อย่าบอกนะว่ากะจะฮุบตำแหน่งน้องสาวของท่านชารอนไปด้วย...!"
ซวยแล้ว บรรยากาศเริ่มมาคุแล้วสิ
"ง งั้นเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันวันหลังนะคะ! อ๊ะ ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำแล้ว! ขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!"
ฟิ้ววว~ ฉันรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนั่งเล่นทันที
เพราะดันไปตีสนิทกับคนดังของ 'วิทยาลัย' เข้า ฉันก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคนในหอพักไปโดยปริยาย
แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งด้วยกัน ยังทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ไม่ยอมเข้ามาคุยด้วยเลย ส่วนพวกที่เข้ามาคุย ก็มักจะเป็นพวกแฟนคลับของรุ่นพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ
ประเภทที่เข้ามาคุยด้วยก็มีอยู่ 2 แบบ คือพวกที่มาถามเรื่องส่วนตัวของพวกรุ่นพี่ กับพวกที่เข้ามาด่าทอฉัน
บอกตรงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่มากนักหรอก เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนเอง พวกหล่อนน่าจะรู้เยอะกว่าฉันอีกมั้ง?
ส่วนพวกที่เข้ามาด่า ก็จะมาแนวๆ 'สามัญชนอย่างเธอไม่คู่ควร...' อะไรประมาณนี้ แต่ช่วงนี้ก็ดูจะซาๆ ลงไปบ้างแล้ว
คงเป็นเพราะอันดับของฉันในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่หัวแถวล่ะมั้ง อย่างน้อยพวกปีหนึ่งที่อันดับต่ำกว่าฉันก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก ขืนพูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ
แต่ก็ยังมีพวกปีสอง E Rank บางคนที่ชอบมาหาเรื่องอยู่ดีแหละ
ตอนแรกฉันก็คิดว่า พอได้เลื่อนขั้นแล้ว จะมีพวกจากอันดับต่ำกว่ามาท้าประลองให้รำคาญใจซะอีก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครกล้าท้าเลย คงไม่มีใครอยากเอาดาว 10 ดวงมาเสี่ยงเพื่อแค่จะแกล้งฉันหรอกมั้ง แบบนี้ก็อดได้ดาวฟรีเลยสิเนี่ย แย่จัง
เฮ้อ... อยากใช้ชีวิตในวิทยาลัยแบบสงบสุขจังเลยน้า...
.
หุ่นรบสีฟ้าหม่นกำลังพุ่งทะยานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ในมือขวาถือดาบ ส่วนมือซ้ายถือโล่ทรงกลม(ราวชิลด์) ดูเป็นริตเตอร์เฟรมที่เน้นความสมดุลแบบสุดๆ นั่นคือเฟรมเกียร์คู่ใจของแคโร 'ซิกฟรีด' (Siegfried) นั่นเอง
ฉันละสายตาจากจอภาพ หันไปมองหุ่นรบอีกฝ่ายบ้าง
คู่ต่อสู้ของแคโรไม่ได้มาในรูปแบบมนุษย์อย่างที่คุ้นตา ส่วนขาของมันมีลักษณะคล้ายขาสัตว์ ดูคล้ายพวกสัตว์กินเนื้อ ลำตัวยื่นไปข้างหน้า และที่สำคัญคือ... มันไม่มีแขน! แต่กลับมีพ็อดจรวดติดตั้งแทนที่แขนทั้งสองข้าง แถมยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งอยู่ด้วย
คัสตอมเฟรมนี่เอง เพิ่งเคยเห็นของจริงเลยแฮะ
คงเป็นประเภทที่ยอมลดทอนรูปลักษณ์ความเป็น 'ยานพาหนะ' ลง เพื่อให้ได้เปรียบในการต่อสู้ตามสถานการณ์เฉพาะสินะ...
ถ้าเทียบกับแคโรที่มีแค่ดาบเป็นอาวุธ หุ่นตัวนี้ก็จัดเต็มทั้งจรวด ปืนใหญ่ ปืนกล เรียกได้ว่าขนคลังแสงมาทั้งโกดังเลยล่ะ
การระดมยิงจากระยะไกลทำเอาแคโรเข้าไม่ถึงตัวเลยทีเดียว
พอจะพุ่งเข้าไปใกล้ ก็เจอห่ากระสุนสกัดจนต้องถอยร่นกลับมา เป็นแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่แคโรก็เก่งนะที่ยังหลบมาได้ตลอด
"หุ่นแบบนั้น กระสุนไม่หมดบ้างเหรอ?"
"ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ก็คงไม่หมดหรอกค่ะ แต่เด็กปีสองไม่น่าจะมีของแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงจะขนมาเยอะแค่ไหน แต่ก็น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะค่ะ... อ๊ะ นั่นไงคะ"
อย่างที่ลาล่าพูด ปากกระบอกปืนกลเริ่มหมุนฟรีโดยไม่มีกระสุนออกมาแล้ว
แคโรจะบุกเลยไหมนะ? แต่จู่ๆ ก็มีจรวดพุ่งเข้าใส่ซิกฟรีดอีกละ
ถึงปืนกลจะกระสุนหมด แต่ดูเหมือนอาวุธอื่นจะยังใช้ได้อยู่แฮะ
แต่หลังจากนั้น อำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จรวดหมด ระเบิดหมด และในที่สุด ปืนใหญ่ก็เงียบเสียงลง
"ดูเหมือนพลังเวทจะหมดแล้วด้วยล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลือแค่การต่อสู้ระยะประชิดแล้ว แต่สภาพหุ่นแบบนั้น คงหมดทางสู้แล้วล่ะค่ะ"
อย่างที่ลาล่าวิเคราะห์ ซิกฟรีดของแคโรพุ่งเข้าประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย หุ่นฝ่ายตรงข้ามพยายามจะพุ่งชน แต่แคโรก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
วินาทีถัดมา ดาบของซิกฟรีดก็ตวัดฟันค็อกพิตที่ยื่นออกมาด้านหน้าของหุ่นฝ่ายตรงข้ามจนขาดกระจุย
สัญญาณเตือนภัย บี๊บ────! บ่งบอกถึงการหมดสภาพการต่อสู้ดังกึกก้อง
『ยุติการประลอง! ผู้ชนะ, แคโรไลนา เรียตต์!』
เสียงประกาศชัยชนะของกรรมการดังก้อง ลานประลองตัดสินแล้วว่าแคโรคือผู้ชนะ
หน้าจอแสดงผลการประลองปรากฏตัวอักษร F → E เป็นอันว่าแคโรก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank แล้ว
พวกเราไปรอรับแคโรที่หน้าเฟรมยูนิต
"ยินดีด้วยนะที่เลื่อนขั้นแล้ว"
"ยินดีด้วยค่า!"
"ขอบใจจ้ะ แต่บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
แคโรใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ดูเหนื่อยจริงๆ ด้วยแฮะ"
"เหนื่อยมากเลยล่ะ... การต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนั้นเป็นเวลานานๆ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมยังมีแรงกดดันจากการเป็น 'แมตช์เลื่อนขั้น' อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเลย..."
"อ๊ะ เอานี่ไปดื่มก่อนสิคะ!"
"โห ขอบใจมากจ้ะ!"
แคโรรับกระติกน้ำจากลาล่าไปดื่มอึกๆ ท่าทางจะเหนื่อยหนักจริงๆ แฮะ
"เฮ้อ... ค่อยรู้สึกเหมือนชนะขึ้นมาหน่อย..."
คนที่ห้าที่ได้ขึ้น E Rank อันดับในชั้นปีคือสิบเอ็ด แคโรเองก็มีลุ้นเป็นตัวแทนไปแข่ง 'งานประลอง' แน่ๆ
"ชนะหุ่นแบบนั้นด้วยริตเตอร์เฟรมได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ!"
"ฮ่าๆๆ แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าน่าจะติดปืนกลวัลแคนเผื่อไว้สักกระบอกก็ดีเหมือนกันนะ"
"จะติดปืนกลกัตลิงที่โล่ก็ได้นะคะ แต่จะทำให้ใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) ไม่ได้น่ะสิคะ"
"อืมมม... ก็น่าสนอยู่นะ..."
แคโรกับลาล่าเริ่มหารือเรื่องการอัปเกรดซิกฟรีดกันแล้ว
อาวุธโจมตีระยะไกลงั้นเหรอ... สไตล์การต่อสู้ของฉันคือการพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง แล้วใช้ความคล่องตัวเข้าโจมตี การมีอาวุธระยะไกลมันจำเป็นด้วยเหรอ...
แต่ถ้าไม่มีเลย... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็คงจะหาทางพลิกเกมยากเหมือนกันแฮะ อย่างน้อยก็น่าจะมีติดไว้สักชิ้นล่ะมั้ง
จะติดปืนกลวัลแคนที่ส่วนหัวของ 'ลูซิเฟอร์' เหมือนของ 【วินเดีย(ปีก)】 ดีไหมนะ
ไม่สิ อุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนวงจรภายในเป็นมิสติกเฟรมทั้งที ลองใช้ 'ดาบบิน' ดูดีไหมนะ...?
ท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชารอนก็ใช้อยู่ด้วย น่าจะใช้งานได้หลากหลายดี เดี๋ยวลองกลับไปคิดดูอีกทีดีกว่า
◇ ◇ ◇
"หืมมม~? น้องเนโรอยากใช้ 'ดาบบิน' เหรอจ๊ะ~?"
"ก็ไม่ได้ถึงกับอยากใช้หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง..."
หลังมื้อค่ำวันนั้น ฉันบังเอิญเจอพี่ชารอนในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก เลยถือโอกาสถามซะเลย
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นดูผ่อนคลาย แต่พอฉันเข้าไปคุยกับพี่ชารอนซึ่งเป็นถึงประธานหอแถมยังเป็นอันดับสามของโรงเรียน ทุกคนในห้องก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
"ใครๆ ก็ใช้ 'ดาบบิน' ได้แหละจ้ะ แต่มันควบคุมยากนี่สิ~ ยิ่งถ้าใช้หลายเล่ม ก็ต้องสั่งการหลายอย่างพร้อมกัน~"
พูดจบ พี่ชารอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะวาง หน้าจอ(มอนิเตอร์)
ข้างในมีลูกกลมๆ ทำจากผ้าอยู่เต็มไปหมด นี่มันอะไรกันเนี่ย?
"นี่เรียกว่า 'โอเตดามะ' (Otedama) จ้ะ เป็นของเล่นพื้นบ้านจากอีเชนน่ะ..."
พี่ชารอนหยิบโอเตดามะขึ้นมาสามลูก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มโยนสลับไปมาด้วยมือซ้ายและขวาอย่างคล่องแคล่ว
อ๊ะ ท่านี้ฉันรู้จัก เคยเห็นนักแสดงเปิดหมวกทำตอนมาแสดงที่อาเรนเต้อยู่เหมือนกัน แต่ของคนนั้นเป็นห่วงยางนะ
ระหว่างที่ฉันกำลังดูเพลินๆ พี่ชารอนก็เริ่มเพิ่มจำนวนโอเตดามะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันนับไม่ทันแล้วว่ามีกี่ลูกกันแน่
"การเล่นแบบนี้ก็แค่ 'โยน' 'รับ' แล้วก็ 'ส่งต่อ' สลับไปมาเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้ด้วยว่าโอเตดามะลูกไหนอยู่ตรงไหน ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ การจะควบคุม 'ดาบบิน' หลายๆ เล่มพร้อมกันก็คงยากล่ะจ้ะ~"
เอ๋...
อืม... ถ้าเป็นคนดูก็คงพอมองออกแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าต้องเป็นคนโยนเองล่ะ... จะไหวไหมเนี่ย แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะพอทำได้มั้ง
"เขาเรียกว่า 'การรับรู้พื้นที่' ล่ะมั้ง? เราต้องสามารถบอกได้ทันทีว่าสิ่งของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าไม่มีเซนส์ตรงนี้ การจะควบคุม ดาบบินหลายๆ เล่มก็คงจะยากเอาเรื่องเลยล่ะจ้ะ~ อ้อ ลองดูนี่สิ"
พูดจบ พี่ชารอนก็ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ฉันดู ว้าว! ลูกหมาตัวน้อยๆ กำลังรุมล้อมพี่ชารอนใหญ่เลย! ลูกหมาที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?
พอดูจบ พี่ชารอนก็เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าทันที เอ๊ะ?
"ลูกหมาสีดำอยู่ตรงไหนบ้างเอ่ย~?"
"เอ๊ะ? เอ่อ... บนตักของรุ่นพี่ชารอนใช่ไหมคะ?"
"แล้วสีขาวล่ะจ๊ะ?"
"เหมือนจะนอนอยู่บนพื้นนะคะ อ๊ะ มีตัวนึงโผล่หน้ามาจากข้างหลังรุ่นพี่ชารอนด้วย"
"...แล้วมีลูกหมาทั้งหมดกี่ตัวเอ่ย?"
"เอ่อ... สิบสองตัวค่ะ?"
"...แล้วหางของลูกหมาที่พี่อุ้มอยู่สีอะไรจ๊ะ?"
"มองไม่เห็นค่ะ เพราะโดนแขนบังอยู่"
"ทำไมถึงรู้ล่ะเนี่ยยย!?"
พอฉันตอบคำถามจบ พี่ชารอนก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะอาจารย์ก็เคยฝึกฉันแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน...
เวลาต้องสู้กับศัตรูหลายๆ คนพร้อมกัน เราต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าใครอยู่ตรงไหน แล้วกำลังจะทำอะไร
ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งสายตา การได้ยิน การรับรู้ถึงจิตสังหาร หรือแม้กระทั่งลางสังหรณ์ เพื่อให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้
สงสัยเพราะผ่านการฝึกแบบนั้นมาล่ะมั้ง ความจำระยะสั้นของฉันก็เลยดีตามไปด้วย ถึงจะลืมเร็วก็เถอะ
"เอ๋~? นี่มันอะไรกันเนี่ย~? ไปฝึกมายังไงถึงได้จำแม่นขนาดนี้ล่ะ...?"
"เอ่อ... ก็เคยโดนโยนเข้าไปในรังก็อบลินที่มีเป็นร้อยตัวน่ะค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะตายซะแล้ว..."
"อาจารย์ของน้องเนโรเป็นปีศาจหรือไงเนี่ย...?"
อืมม จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นะ...? ถึงจะชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่พอถึงคราวคับขันก็โผล่มาช่วยตลอดแหละ คงไม่ถึงขั้นเป็นปีศาจหรอกมั้ง ให้ทำซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้เนี่ย... เอ๊ะ? หรือว่าจะเป็นปีศาจจริงๆ นะ...?
"ไม่แน่ น้องเนโรอาจจะมีแววทางด้าน 'ดาบบิน' ก็ได้นะ~ ถ้าอยากเรียนล่ะก็ พี่สอนให้แบบง่ายๆ เอาไหมล่ะ~?"
"จริงเหรอคะ!?"
นี่มันโอกาสทองชัดๆ! การได้เรียนรู้จากผู้ใช้ 'ดาบบิน' อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' เชียวนะ
แต่ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเซลด้าไม่พอ คราวนี้จะตีสนิทกับท่านชารอนอีกแล้วเหรอ...?"
"อะไรของยัยเด็กคนนั้นเนี่ย...!"
"อย่าบอกนะว่ากะจะฮุบตำแหน่งน้องสาวของท่านชารอนไปด้วย...!"
ซวยแล้ว บรรยากาศเริ่มมาคุแล้วสิ
"ง งั้นเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันวันหลังนะคะ! อ๊ะ ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำแล้ว! ขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!"
ฟิ้ววว~ ฉันรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนั่งเล่นทันที
เพราะดันไปตีสนิทกับคนดังของ 'วิทยาลัย' เข้า ฉันก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคนในหอพักไปโดยปริยาย
แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งด้วยกัน ยังทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ไม่ยอมเข้ามาคุยด้วยเลย ส่วนพวกที่เข้ามาคุย ก็มักจะเป็นพวกแฟนคลับของรุ่นพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ
ประเภทที่เข้ามาคุยด้วยก็มีอยู่ 2 แบบ คือพวกที่มาถามเรื่องส่วนตัวของพวกรุ่นพี่ กับพวกที่เข้ามาด่าทอฉัน
บอกตรงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่มากนักหรอก เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนเอง พวกหล่อนน่าจะรู้เยอะกว่าฉันอีกมั้ง?
ส่วนพวกที่เข้ามาด่า ก็จะมาแนวๆ 'สามัญชนอย่างเธอไม่คู่ควร...' อะไรประมาณนี้ แต่ช่วงนี้ก็ดูจะซาๆ ลงไปบ้างแล้ว
คงเป็นเพราะอันดับของฉันในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่หัวแถวล่ะมั้ง อย่างน้อยพวกปีหนึ่งที่อันดับต่ำกว่าฉันก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก ขืนพูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ
แต่ก็ยังมีพวกปีสอง E Rank บางคนที่ชอบมาหาเรื่องอยู่ดีแหละ
ตอนแรกฉันก็คิดว่า พอได้เลื่อนขั้นแล้ว จะมีพวกจากอันดับต่ำกว่ามาท้าประลองให้รำคาญใจซะอีก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครกล้าท้าเลย คงไม่มีใครอยากเอาดาว 10 ดวงมาเสี่ยงเพื่อแค่จะแกล้งฉันหรอกมั้ง แบบนี้ก็อดได้ดาวฟรีเลยสิเนี่ย แย่จัง
เฮ้อ... อยากใช้ชีวิตในวิทยาลัยแบบสงบสุขจังเลยน้า...
041 สองพี่น้องราชสกุล
.
"อืมม การเริ่มมาก็บังคับ ดาบบินได้หลายเล่มเลยมันก็เก่งอยู่หรอก แต่การปล่อยให้ตัวหุ่นยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งเนี่ย ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะ~"
"ก็มัน... พอตั้งสมาธิกับ ดาบบินการควบคุมหุ่นมันก็รวนไปหมดเลยนี่คะ... แต่พอกลับมาโฟกัสที่ตัวหุ่น ดาบบินก็ดันหยุดทำงานไปซะงั้น! ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย!"
ฉันกำลังฝึกใช้ ดาบบินโดยมีรุ่นพี่ชารอนคอยให้คำแนะนำอยู่ในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต
ตอนแรกก็เริ่มจากการบังคับ ดาบบินแค่เล่มเดียวก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองเล่ม
แล้วก็ฝึกควบคุมดาบทั้งสองเล่มนั้นให้เคลื่อนไหวได้อย่างใจนึก
แต่พอมาถึงขั้นที่ต้องบังคับหุ่นไปพร้อมๆ กับใช้ ดาบบินโจมตี ความยากก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีเลย
พอใช้ ดาบบินการควบคุมหุ่นก็แย่ลง แต่พอหันมาควบคุมหุ่น ดาบบินก็ดันนิ่งสนิทไปซะงั้น โธ่เอ๊ย! จะให้ทำยังไงเล่า!
"ก็นะ ถ้าแค่ต้องการอาวุธโจมตีระยะไกลเฉยๆ แบบนี้ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละมั้ง~ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ติดตั้งปืนใหญ่ไว้ที่ไหล่เลยจะไม่ดีกว่าเหรอ~?"
"นั่นน่ะสิคะ"
อย่างที่รุ่นพี่ชารอนบอก ถ้าแค่ยืนเป็นเป้านิ่งแล้วปล่อย ดาบบินโจมตี สู้ใช้อาวุธยิงไกลไปเลยดีกว่าเยอะ
แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่ได้ดึงศักยภาพของ ดาบบินออกมาใช้อย่างเต็มที่เลยน่ะสิ
"อืมม... รอแป๊บนึงนะ~"
รุ่นพี่ชารอนเดินไปหยิบกระดาษกับปากกามาสองชุด จากโต๊ะในห้องฝึกซ้อม
"ลองใช้มือขวาวาดวงกลม แล้วก็ใช้มือซ้ายวาดสามเหลี่ยมดูสิ วาดพร้อมๆ กันเลยนะ~"
"เอ๊ะ?"
ฉันรับปากกามาทั้งสองมือ แล้วลองทำตามที่บอก แต่ปรากฏว่ามันทำไม่ได้เลย
วงกลมที่มือขวาวาดมันดันเบี้ยวตามสามเหลี่ยมที่มือซ้ายวาด พอตั้งใจวาดสามเหลี่ยมให้สวย วงกลมก็เละเทะไปอีก นี่มันเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ชัดๆ!
เหมือนรุ่นพี่ชารอนจะอ่านความคิดฉันออก เธอเลยโชว์การวาดวงกลมกับสามเหลี่ยมพร้อมกันด้วยมือซ้ายและขวาให้ดูอย่างคล่องแคล่ว สุดยอด... !
"เป็นไงบ้าง~? ความรู้สึกที่วาดไม่ได้ดั่งใจเนี่ย มันคล้ายๆ กับตอนบังคับ ดาบบินใช่ไหมล่ะ~?"
"อ๊ะ! จริงด้วยค่ะ! ความรู้สึกที่ว่าทำได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งมันเหมือนกันเลย"
ใช่เลย! ตอนฝึกกับรุ่นพี่จิบะก็มีความรู้สึกคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การที่ต้องบังคับมือซ้ายกับมือขวาให้ขยับไม่เหมือนกันน่ะ มือซ้ายมักจะเผลอขยับตามมือขวาข้างที่ถนัดอยู่เรื่อยเลย แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องให้มือซ้ายขยับแบบอื่นล่ะก็...
อ๋อ... การทำอะไรสองอย่างพร้อมกัน... การจะใช้ ดาบบินให้คล่องก็ต้องทำแบบนี้ให้ได้สินะ
"เซลจังตอนเริ่มฝึกแรกๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ~ สนใจจะลองฝึกแบบที่เซลจังเคยทำไหมล่ะ~?"
"การฝึกเหรอคะ...! ทำค่ะ! ขอทำด้วยคนนะคะ!"
ถ้าฉันไม่ฝึกทักษะนี้ เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้】 ของฉันก็คงโดนการสวนกลับเล่นงานเอาได้ง่ายๆ
ดาบบินไม่ได้มีไว้แค่โจมตีอย่างเดียวนะ แต่ยังใช้เป็นเกราะป้องกันและเบี่ยงเบนทิศทางการสวนกลับของศัตรูได้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น 【ซีโร่ กราวิตี้】 ยังส่งผลไปถึง ดาบบินด้วย การที่น้ำหนักของดาบเกือบจะกลายเป็นศูนย์ น่าจะทำให้มันพุ่งแหวกอากาศได้เร็วกว่าตัวลูซิเฟอร์ซะอีก เพราะแรงต้านอากาศที่น้อยลง
ถ้าฉันสามารถใช้การโจมตีประสานระหว่าง ดาบบินกับลูซิเฟอร์ที่เร่งความเร็วด้วย 【ซีโร่ กราวิตี้】 ได้ล่ะก็ มันต้องกลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจสุดๆ แน่ๆ
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสในการเรียนรู้ทักษะนี้หลุดมือไปหรอก ฉันตอบตกลงรับข้อเสนอของรุ่นพี่ชารอนทันที โดยที่ยังไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าต้องฝึกอะไรบ้าง
นี่แหละข้อเสียของฉัน พอเห็นเหยื่อล่ออร่อยๆ ก็รีบงับทันทีโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ...
◇ ◇ ◇
"เอาล่ะ เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ~ จับจังหวะให้ดีๆ ล่ะ~"
"อือ..."
ฉันทำตามคำสั่งของรุ่นพี่ชารอน นั่งดีดเปียโน ป๊องแป๊งๆ อยู่ในห้องดนตรี
ทำไมต้องเป็นเปียโนด้วยล่ะเนี่ย...?
"วิธีนี้เป็นวิธีฝึกฝนการใช้ ดาบบินแบบดั้งเดิมที่องค์ปฐมกษัตริย์เคยใช้เลยนะ~ ถ้าฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ น้องเนโรก็จะต้องควบคุม ดาบบินได้อย่างใจนึกแน่นอนจ้ะ~"
จริงเหรอเนี่ย...? ถึงความรู้สึกที่ต้องแยกประสาทสัมผัสมือซ้ายขวามันจะคล้ายๆ กันก็เถอะ... แต่มันจะได้ผลจริงเหรอ...?
"มีสถิติบอกไว้ด้วยนะว่า พวกที่มาจากตระกูลขุนนางมักจะเรียนรู้การใช้ ดาบบินหลายๆ เล่มได้เร็วกว่าน่ะ~ ก็แหม พวกขุนนางเขาเรียนเปียโนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่นา"
อืมม ก็ฟังดูมีเหตุผลนะ... งั้นก็คงจะเชื่อถือได้ล่ะมั้ง...? แต่ความรู้สึกตอนนี้คือ ไม่เห็นวี่แววว่าจะทำได้เลยสักนิด...
เริ่มจากการลองดีดด้วยมือขวาข้างเดียวก่อน เพลงมันง่ายๆ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
จากนั้นก็ลองดีดด้วยมือซ้ายข้างเดียวดู ไลน์เบสอาจจะจับจังหวะยากนิดนึง แต่ก็พอถูไถไปได้
แต่พอต้องดีดสองมือพร้อมกันเนี่ยสิ มันยากแบบก้าวกระโดดเลย มือขวากับมือซ้ายสับสนจังหวะกันไปหมด ตีกันมั่วซั่วจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จะรอดไหมเนี่ย...?
"น่าสนุกดีนี่"
หลังจากรุ่นพี่ชารอนออกไปเข้าเรียน ฉันก็ยังคงนั่งฝึกแบบนี้อยู่คนเดียวเงียบๆ มาสามชั่วโมงแล้ว จู่ๆ ท่านผู้อำนวยการคูนก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับโกเลมหมีพาร่า
ไม่สนุกเลยสักนิดค่ะ...
"ดูจากทรงแล้ว คงจะฝึก ดาบบินอยู่สินะ?"
"อ๊ะ ค่ะ รุ่นพี่ชารอนแนะนำมาน่ะค่ะ..."
ท่านผู้อำนวยการก็รู้จักวิธีนี้เหมือนกัน แสดงว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องสินะ ก็แหม พ่อของท่านผู้อำนวยการคือองค์ปฐมกษัตริย์นี่นา
"ถึงจะดูเหมือนอ้อมค้อมไปหน่อย แต่การฝึกแบบนี้แหละคือทางลัดในการเรียนรู้การใช้ ดาบบินที่ดีที่สุดแล้วล่ะ พอจับจังหวะได้ปุ๊บ การจะควบคุมดาบสักสองเล่มก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เลยล่ะ แต่การจะพัฒนาให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและเพิ่มจำนวนดาบให้มากขึ้นเนี่ยสิ ถึงจะยากของจริง"
ท่านผู้อำนวยการเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วท่านพี่เซลด้าไม่ค่อยถนัดเรื่อง ดาบบินหรอกนะ ถึงจะควบคุมได้มากกว่าสองเล่มก็เถอะ แต่ยิ่งใช้เยอะ การควบคุมหุ่นก็ยิ่งแย่ลง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงตามไปด้วย
"เด็กคนนั้นเป็นสายอัศวินขนานแท้เลยล่ะ ถนัดการนำทักษะวิชาดาบและการเคลื่อนไหวของร่างกายมาประยุกต์ใช้ในการบังคับเฟรมเกียร์มากกว่า พวกนักวิจัยอย่างเราเรียกคนประเภทนี้ว่า 'สายสิงร่าง' (Possession Type) เดาว่าเธอก็น่าจะเป็นคนประเภทนี้เหมือนกันนะ"
พอคิดๆ ดูแล้วก็อาจจะจริงแฮะ เวลาบังคับเฟรมเกียร์ บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนหุ่นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายฉันเลย
"เอ่อ งั้นแสดงว่าฉันก็ไม่เหมาะกับการใช้ ดาบบินเหมือนกันเหรอคะ?"
"เอ๊ะ? เปล่าจ้ะ ตรงกันข้ามเลยล่ะ ถึงเธอจะเป็น 'สายสิงร่าง' แต่ก็มีพลังเวทมหาศาล แถมยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและประสาทสัมผัสได้ดีเยี่ยม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ ดาบบินน่าลุ้นเหมือนกันนะว่าเธอจะดึงศักยภาพทั้งสองด้านออกมาใช้ได้พร้อมกัน หรือว่าจะทำผลงานได้ครึ่งๆ กลางๆ... น่าติดตามจริงๆ เลยล่ะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ... แต่สรุปก็คือ ฉันมีแววที่จะใช้ ดาบบินได้ดีสินะ
ในเมื่อท่านผู้อำนวยการคอนเฟิร์มมาแบบนี้ จะไม่ลองก็คงไม่ได้แล้วล่ะ
ฉันหันกลับมาที่เปียโนอีกครั้ง พยายามจะเล่นสองมือพร้อมกัน อึก... ไม่รอดแฮะ...
"ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากการเล่นให้คล่องด้วยมือข้างเดียวก่อนนะ"
"เอ่อ ก็พอจะเล่นได้แล้วนะคะ..."
"แค่พอเล่นได้ไม่ได้หรอก ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนิ้วมันขยับไปเองโดยไม่ต้องคิดเลยล่ะ เวลาจะโดนใครต่อย ร่างกายเธอก็จะตอบสนองไปเองอัตโนมัติใช่ไหมล่ะ? ไม่ว่าจะหลบหรือสวนกลับ ต้องฝึกให้ได้ระดับนั้นเลยล่ะ"
อ๋ออ... เข้าใจล่ะ... ต้องทำให้ร่างกายจดจำการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ใช้สมองสั่งการสินะ
หึ แค่นี้จิ๊บๆ น่า เรื่องถนัดของฉันเลยล่ะ
"อ้อ จะว่าไป... ถ้าเรื่องเปียโนล่ะก็ มีคนที่เหมาะจะมาสอนเธออยู่พอดีเลยล่ะ"
"เอ๊ะ?"
ฉันหันไปมองท่านผู้อำนวยการด้วยความสงสัย เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโทรหาใครสักคน
"อ้อ ฮัลโหล? พี่เองจ้ะ ตอนนี้ว่างไหมจ๊ะ? โอเค งั้นรบกวนหน่อยนะ อืม... ที่ 'วิทยาลัย' ห้องดนตรีน่ะ ใช่ๆ ห้องที่น้องเคยมาเล่นดนตรีให้ฟังคราวก่อนไง จำได้ไหม? โอเคจ้ะ ฝากด้วยนะ"
ติ๊ด ท่านผู้อำนวยการวางสายไป ดูเหมือนจะโทรเรียกใครมาสักคนแฮะ... เอ๊ะ!?
พริบตาต่อมา เด็กผู้หญิงผมสีซากุระก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ท่านผู้อำนวยการคูน เอ๊ะ ยัยเด็กนี่มาจากไหนเนี่ย!? วาร์ปมาเหรอ!?
"พี่คูน~ ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ~"
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ โยชิโนะ โทษทีนะที่เรียกมาด่วนแบบนี้"
เด็กสาวที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พูดคุยกับท่านผู้อำนวยการอย่างสนิทสนม
เธอมีผมสีซากุระยาวประบ่า ดูน่าจะอายุมากกว่าท่านผู้อำนวยการคูนนิดหน่อย น่าจะราวๆ สิบแปดล่ะมั้ง?
เธอสวมเสื้อเบลาส์สีขาวคู่กับกระโปรงคอร์เซ็ตสีดำ ดูเหมือนลูกคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเลยแฮะ
อ้าว? หูเธอแหลมๆ นี่นา? เอลฟ์... ก็ไม่น่าใช่นะ? หรือว่าจะเป็นเผ่าปีศาจ?
ที่จู่ๆ ก็โผล่มาได้แบบนี้ คงใช้เวทมนตร์สินะ... เวทเทเลพอร์ตเหรอ?
"ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่โยชิโนะ เป็นน้องสาวของฉันเองจ้ะ"
"โยชิโนะ บรุนฮิลด์ จ้า ยินดีที่ได้รู้จักน้า~"
"หา!?"
น้องสาวของท่านผู้อำนวยการ... !? งั้นก็แปลว่าคนนี้ก็เป็นลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์น่ะสิ!?
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน... !
เอ่อ... งั้นก็แสดงว่า... คนคนนี้ก็คือองค์หญิงที่เกิดจากท่านซากุระ หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าสินะ!
ถ้าจำไม่ผิด ท่านซากุระก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวเหมือนท่านลีน แม่ของท่านผู้อำนวยการคูนนี่นา แสดงว่าคุณโยชิโนะคนนี้ก็คงจะ... ! อายุเป็นร้อยๆ ปีเลยแหงๆ... !
"พอจะเดาออกนะว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าอยากจะอายุยืนก็อย่าพูดออกมาจะดีกว่านะจ๊ะ?"
"ไม่ได้คิดอะไรเล้ยยย...!"
ท่านผู้อำนวยการคูนส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตมาให้ ฉันเลยต้องรีบปฏิเสธเสียงหลง หูทวนลม ตาบอด ปากรูดซิป! ท่องไว้ให้ขึ้นใจ!
"โยชิโนะ นี่เนโรจ้ะ"
"เนโรเหรอ? อืม... อ๊ะ! ลูกของเอลน่ากับรินเนะน่ะเหรอ!? ว้าววว! เด็กคนนี้เองเหรอเนี่ย!"
"เอ๊ะ!?"
คุณโยชิโนะฉีกยิ้มกว้างก่อนจะพุ่งเข้ามาอุ้มฉันขึ้น 'ชูวับ~' แล้วหมุนตัวฉันไปรอบๆ เดี๋ยวสิ ทำอะไรเนี่ย!? เลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กๆ ได้แล้วนะ...!
พอเธอวางฉันลง ก็เอาแต่จ้องหน้าฉันแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ได้
"อืมๆ... แบบนี้นี่เอง... อย่างที่พี่คูนบอกเลย น่าสนใจจริงๆ แฮะ!"
"ใช่ไหมล่ะ?"
น่าสนใจตรงไหนฟะ...? ชักจะเริ่มเข้าใจความเหมือนกันของสองพี่น้องคู่นี้ขึ้นมาตงิดๆ แล้วแฮะ...
.
"อืมม การเริ่มมาก็บังคับ ดาบบินได้หลายเล่มเลยมันก็เก่งอยู่หรอก แต่การปล่อยให้ตัวหุ่นยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งเนี่ย ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะ~"
"ก็มัน... พอตั้งสมาธิกับ ดาบบินการควบคุมหุ่นมันก็รวนไปหมดเลยนี่คะ... แต่พอกลับมาโฟกัสที่ตัวหุ่น ดาบบินก็ดันหยุดทำงานไปซะงั้น! ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย!"
ฉันกำลังฝึกใช้ ดาบบินโดยมีรุ่นพี่ชารอนคอยให้คำแนะนำอยู่ในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต
ตอนแรกก็เริ่มจากการบังคับ ดาบบินแค่เล่มเดียวก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองเล่ม
แล้วก็ฝึกควบคุมดาบทั้งสองเล่มนั้นให้เคลื่อนไหวได้อย่างใจนึก
แต่พอมาถึงขั้นที่ต้องบังคับหุ่นไปพร้อมๆ กับใช้ ดาบบินโจมตี ความยากก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีเลย
พอใช้ ดาบบินการควบคุมหุ่นก็แย่ลง แต่พอหันมาควบคุมหุ่น ดาบบินก็ดันนิ่งสนิทไปซะงั้น โธ่เอ๊ย! จะให้ทำยังไงเล่า!
"ก็นะ ถ้าแค่ต้องการอาวุธโจมตีระยะไกลเฉยๆ แบบนี้ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละมั้ง~ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ติดตั้งปืนใหญ่ไว้ที่ไหล่เลยจะไม่ดีกว่าเหรอ~?"
"นั่นน่ะสิคะ"
อย่างที่รุ่นพี่ชารอนบอก ถ้าแค่ยืนเป็นเป้านิ่งแล้วปล่อย ดาบบินโจมตี สู้ใช้อาวุธยิงไกลไปเลยดีกว่าเยอะ
แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่ได้ดึงศักยภาพของ ดาบบินออกมาใช้อย่างเต็มที่เลยน่ะสิ
"อืมม... รอแป๊บนึงนะ~"
รุ่นพี่ชารอนเดินไปหยิบกระดาษกับปากกามาสองชุด จากโต๊ะในห้องฝึกซ้อม
"ลองใช้มือขวาวาดวงกลม แล้วก็ใช้มือซ้ายวาดสามเหลี่ยมดูสิ วาดพร้อมๆ กันเลยนะ~"
"เอ๊ะ?"
ฉันรับปากกามาทั้งสองมือ แล้วลองทำตามที่บอก แต่ปรากฏว่ามันทำไม่ได้เลย
วงกลมที่มือขวาวาดมันดันเบี้ยวตามสามเหลี่ยมที่มือซ้ายวาด พอตั้งใจวาดสามเหลี่ยมให้สวย วงกลมก็เละเทะไปอีก นี่มันเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ชัดๆ!
เหมือนรุ่นพี่ชารอนจะอ่านความคิดฉันออก เธอเลยโชว์การวาดวงกลมกับสามเหลี่ยมพร้อมกันด้วยมือซ้ายและขวาให้ดูอย่างคล่องแคล่ว สุดยอด... !
"เป็นไงบ้าง~? ความรู้สึกที่วาดไม่ได้ดั่งใจเนี่ย มันคล้ายๆ กับตอนบังคับ ดาบบินใช่ไหมล่ะ~?"
"อ๊ะ! จริงด้วยค่ะ! ความรู้สึกที่ว่าทำได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งมันเหมือนกันเลย"
ใช่เลย! ตอนฝึกกับรุ่นพี่จิบะก็มีความรู้สึกคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การที่ต้องบังคับมือซ้ายกับมือขวาให้ขยับไม่เหมือนกันน่ะ มือซ้ายมักจะเผลอขยับตามมือขวาข้างที่ถนัดอยู่เรื่อยเลย แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องให้มือซ้ายขยับแบบอื่นล่ะก็...
อ๋อ... การทำอะไรสองอย่างพร้อมกัน... การจะใช้ ดาบบินให้คล่องก็ต้องทำแบบนี้ให้ได้สินะ
"เซลจังตอนเริ่มฝึกแรกๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ~ สนใจจะลองฝึกแบบที่เซลจังเคยทำไหมล่ะ~?"
"การฝึกเหรอคะ...! ทำค่ะ! ขอทำด้วยคนนะคะ!"
ถ้าฉันไม่ฝึกทักษะนี้ เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้】 ของฉันก็คงโดนการสวนกลับเล่นงานเอาได้ง่ายๆ
ดาบบินไม่ได้มีไว้แค่โจมตีอย่างเดียวนะ แต่ยังใช้เป็นเกราะป้องกันและเบี่ยงเบนทิศทางการสวนกลับของศัตรูได้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น 【ซีโร่ กราวิตี้】 ยังส่งผลไปถึง ดาบบินด้วย การที่น้ำหนักของดาบเกือบจะกลายเป็นศูนย์ น่าจะทำให้มันพุ่งแหวกอากาศได้เร็วกว่าตัวลูซิเฟอร์ซะอีก เพราะแรงต้านอากาศที่น้อยลง
ถ้าฉันสามารถใช้การโจมตีประสานระหว่าง ดาบบินกับลูซิเฟอร์ที่เร่งความเร็วด้วย 【ซีโร่ กราวิตี้】 ได้ล่ะก็ มันต้องกลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจสุดๆ แน่ๆ
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสในการเรียนรู้ทักษะนี้หลุดมือไปหรอก ฉันตอบตกลงรับข้อเสนอของรุ่นพี่ชารอนทันที โดยที่ยังไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าต้องฝึกอะไรบ้าง
นี่แหละข้อเสียของฉัน พอเห็นเหยื่อล่ออร่อยๆ ก็รีบงับทันทีโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ...
◇ ◇ ◇
"เอาล่ะ เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ~ จับจังหวะให้ดีๆ ล่ะ~"
"อือ..."
ฉันทำตามคำสั่งของรุ่นพี่ชารอน นั่งดีดเปียโน ป๊องแป๊งๆ อยู่ในห้องดนตรี
ทำไมต้องเป็นเปียโนด้วยล่ะเนี่ย...?
"วิธีนี้เป็นวิธีฝึกฝนการใช้ ดาบบินแบบดั้งเดิมที่องค์ปฐมกษัตริย์เคยใช้เลยนะ~ ถ้าฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ น้องเนโรก็จะต้องควบคุม ดาบบินได้อย่างใจนึกแน่นอนจ้ะ~"
จริงเหรอเนี่ย...? ถึงความรู้สึกที่ต้องแยกประสาทสัมผัสมือซ้ายขวามันจะคล้ายๆ กันก็เถอะ... แต่มันจะได้ผลจริงเหรอ...?
"มีสถิติบอกไว้ด้วยนะว่า พวกที่มาจากตระกูลขุนนางมักจะเรียนรู้การใช้ ดาบบินหลายๆ เล่มได้เร็วกว่าน่ะ~ ก็แหม พวกขุนนางเขาเรียนเปียโนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่นา"
อืมม ก็ฟังดูมีเหตุผลนะ... งั้นก็คงจะเชื่อถือได้ล่ะมั้ง...? แต่ความรู้สึกตอนนี้คือ ไม่เห็นวี่แววว่าจะทำได้เลยสักนิด...
เริ่มจากการลองดีดด้วยมือขวาข้างเดียวก่อน เพลงมันง่ายๆ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
จากนั้นก็ลองดีดด้วยมือซ้ายข้างเดียวดู ไลน์เบสอาจจะจับจังหวะยากนิดนึง แต่ก็พอถูไถไปได้
แต่พอต้องดีดสองมือพร้อมกันเนี่ยสิ มันยากแบบก้าวกระโดดเลย มือขวากับมือซ้ายสับสนจังหวะกันไปหมด ตีกันมั่วซั่วจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จะรอดไหมเนี่ย...?
"น่าสนุกดีนี่"
หลังจากรุ่นพี่ชารอนออกไปเข้าเรียน ฉันก็ยังคงนั่งฝึกแบบนี้อยู่คนเดียวเงียบๆ มาสามชั่วโมงแล้ว จู่ๆ ท่านผู้อำนวยการคูนก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับโกเลมหมีพาร่า
ไม่สนุกเลยสักนิดค่ะ...
"ดูจากทรงแล้ว คงจะฝึก ดาบบินอยู่สินะ?"
"อ๊ะ ค่ะ รุ่นพี่ชารอนแนะนำมาน่ะค่ะ..."
ท่านผู้อำนวยการก็รู้จักวิธีนี้เหมือนกัน แสดงว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องสินะ ก็แหม พ่อของท่านผู้อำนวยการคือองค์ปฐมกษัตริย์นี่นา
"ถึงจะดูเหมือนอ้อมค้อมไปหน่อย แต่การฝึกแบบนี้แหละคือทางลัดในการเรียนรู้การใช้ ดาบบินที่ดีที่สุดแล้วล่ะ พอจับจังหวะได้ปุ๊บ การจะควบคุมดาบสักสองเล่มก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เลยล่ะ แต่การจะพัฒนาให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและเพิ่มจำนวนดาบให้มากขึ้นเนี่ยสิ ถึงจะยากของจริง"
ท่านผู้อำนวยการเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วท่านพี่เซลด้าไม่ค่อยถนัดเรื่อง ดาบบินหรอกนะ ถึงจะควบคุมได้มากกว่าสองเล่มก็เถอะ แต่ยิ่งใช้เยอะ การควบคุมหุ่นก็ยิ่งแย่ลง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงตามไปด้วย
"เด็กคนนั้นเป็นสายอัศวินขนานแท้เลยล่ะ ถนัดการนำทักษะวิชาดาบและการเคลื่อนไหวของร่างกายมาประยุกต์ใช้ในการบังคับเฟรมเกียร์มากกว่า พวกนักวิจัยอย่างเราเรียกคนประเภทนี้ว่า 'สายสิงร่าง' (Possession Type) เดาว่าเธอก็น่าจะเป็นคนประเภทนี้เหมือนกันนะ"
พอคิดๆ ดูแล้วก็อาจจะจริงแฮะ เวลาบังคับเฟรมเกียร์ บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนหุ่นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายฉันเลย
"เอ่อ งั้นแสดงว่าฉันก็ไม่เหมาะกับการใช้ ดาบบินเหมือนกันเหรอคะ?"
"เอ๊ะ? เปล่าจ้ะ ตรงกันข้ามเลยล่ะ ถึงเธอจะเป็น 'สายสิงร่าง' แต่ก็มีพลังเวทมหาศาล แถมยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและประสาทสัมผัสได้ดีเยี่ยม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ ดาบบินน่าลุ้นเหมือนกันนะว่าเธอจะดึงศักยภาพทั้งสองด้านออกมาใช้ได้พร้อมกัน หรือว่าจะทำผลงานได้ครึ่งๆ กลางๆ... น่าติดตามจริงๆ เลยล่ะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ... แต่สรุปก็คือ ฉันมีแววที่จะใช้ ดาบบินได้ดีสินะ
ในเมื่อท่านผู้อำนวยการคอนเฟิร์มมาแบบนี้ จะไม่ลองก็คงไม่ได้แล้วล่ะ
ฉันหันกลับมาที่เปียโนอีกครั้ง พยายามจะเล่นสองมือพร้อมกัน อึก... ไม่รอดแฮะ...
"ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากการเล่นให้คล่องด้วยมือข้างเดียวก่อนนะ"
"เอ่อ ก็พอจะเล่นได้แล้วนะคะ..."
"แค่พอเล่นได้ไม่ได้หรอก ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนิ้วมันขยับไปเองโดยไม่ต้องคิดเลยล่ะ เวลาจะโดนใครต่อย ร่างกายเธอก็จะตอบสนองไปเองอัตโนมัติใช่ไหมล่ะ? ไม่ว่าจะหลบหรือสวนกลับ ต้องฝึกให้ได้ระดับนั้นเลยล่ะ"
อ๋ออ... เข้าใจล่ะ... ต้องทำให้ร่างกายจดจำการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ใช้สมองสั่งการสินะ
หึ แค่นี้จิ๊บๆ น่า เรื่องถนัดของฉันเลยล่ะ
"อ้อ จะว่าไป... ถ้าเรื่องเปียโนล่ะก็ มีคนที่เหมาะจะมาสอนเธออยู่พอดีเลยล่ะ"
"เอ๊ะ?"
ฉันหันไปมองท่านผู้อำนวยการด้วยความสงสัย เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโทรหาใครสักคน
"อ้อ ฮัลโหล? พี่เองจ้ะ ตอนนี้ว่างไหมจ๊ะ? โอเค งั้นรบกวนหน่อยนะ อืม... ที่ 'วิทยาลัย' ห้องดนตรีน่ะ ใช่ๆ ห้องที่น้องเคยมาเล่นดนตรีให้ฟังคราวก่อนไง จำได้ไหม? โอเคจ้ะ ฝากด้วยนะ"
ติ๊ด ท่านผู้อำนวยการวางสายไป ดูเหมือนจะโทรเรียกใครมาสักคนแฮะ... เอ๊ะ!?
พริบตาต่อมา เด็กผู้หญิงผมสีซากุระก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ท่านผู้อำนวยการคูน เอ๊ะ ยัยเด็กนี่มาจากไหนเนี่ย!? วาร์ปมาเหรอ!?
"พี่คูน~ ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ~"
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ โยชิโนะ โทษทีนะที่เรียกมาด่วนแบบนี้"
เด็กสาวที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พูดคุยกับท่านผู้อำนวยการอย่างสนิทสนม
เธอมีผมสีซากุระยาวประบ่า ดูน่าจะอายุมากกว่าท่านผู้อำนวยการคูนนิดหน่อย น่าจะราวๆ สิบแปดล่ะมั้ง?
เธอสวมเสื้อเบลาส์สีขาวคู่กับกระโปรงคอร์เซ็ตสีดำ ดูเหมือนลูกคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเลยแฮะ
อ้าว? หูเธอแหลมๆ นี่นา? เอลฟ์... ก็ไม่น่าใช่นะ? หรือว่าจะเป็นเผ่าปีศาจ?
ที่จู่ๆ ก็โผล่มาได้แบบนี้ คงใช้เวทมนตร์สินะ... เวทเทเลพอร์ตเหรอ?
"ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่โยชิโนะ เป็นน้องสาวของฉันเองจ้ะ"
"โยชิโนะ บรุนฮิลด์ จ้า ยินดีที่ได้รู้จักน้า~"
"หา!?"
น้องสาวของท่านผู้อำนวยการ... !? งั้นก็แปลว่าคนนี้ก็เป็นลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์น่ะสิ!?
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน... !
เอ่อ... งั้นก็แสดงว่า... คนคนนี้ก็คือองค์หญิงที่เกิดจากท่านซากุระ หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าสินะ!
ถ้าจำไม่ผิด ท่านซากุระก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวเหมือนท่านลีน แม่ของท่านผู้อำนวยการคูนนี่นา แสดงว่าคุณโยชิโนะคนนี้ก็คงจะ... ! อายุเป็นร้อยๆ ปีเลยแหงๆ... !
"พอจะเดาออกนะว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าอยากจะอายุยืนก็อย่าพูดออกมาจะดีกว่านะจ๊ะ?"
"ไม่ได้คิดอะไรเล้ยยย...!"
ท่านผู้อำนวยการคูนส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตมาให้ ฉันเลยต้องรีบปฏิเสธเสียงหลง หูทวนลม ตาบอด ปากรูดซิป! ท่องไว้ให้ขึ้นใจ!
"โยชิโนะ นี่เนโรจ้ะ"
"เนโรเหรอ? อืม... อ๊ะ! ลูกของเอลน่ากับรินเนะน่ะเหรอ!? ว้าววว! เด็กคนนี้เองเหรอเนี่ย!"
"เอ๊ะ!?"
คุณโยชิโนะฉีกยิ้มกว้างก่อนจะพุ่งเข้ามาอุ้มฉันขึ้น 'ชูวับ~' แล้วหมุนตัวฉันไปรอบๆ เดี๋ยวสิ ทำอะไรเนี่ย!? เลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กๆ ได้แล้วนะ...!
พอเธอวางฉันลง ก็เอาแต่จ้องหน้าฉันแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ได้
"อืมๆ... แบบนี้นี่เอง... อย่างที่พี่คูนบอกเลย น่าสนใจจริงๆ แฮะ!"
"ใช่ไหมล่ะ?"
น่าสนใจตรงไหนฟะ...? ชักจะเริ่มเข้าใจความเหมือนกันของสองพี่น้องคู่นี้ขึ้นมาตงิดๆ แล้วแฮะ...
042 ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม และฝึกซ้อม
.
"ทำอะไรอยู่น่ะ เนโร...?"
เลิกเรียนปุ๊บ เชรี่ก็เดินเข้ามาหาฉัน แต่พอชะโงกหน้ามาดูสมุดจดของฉัน เธอก็ทำหน้างง
ในสมุดจดของฉัน หน้าขวาเต็มไปด้วยรูปวงกลม ส่วนหน้าซ้ายก็มีแต่รูปสามเหลี่ยมเต็มไปหมด
พอฉันอธิบายเรื่องราวให้ฟัง เธอก็ดุฉันว่า "หัดตั้งใจเรียนบ้างสิยะ!" ก็นะ เถียงไม่ออกเลย
"ฝึกควบคุม ดาบบินเหรอ... ฉันว่าฉันคงไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่หรอกมั้ง"
"เชรี่จะเล่นสายซุ่มยิง (Sniper) ใช่ไหมล่ะ?"
"อื้อ ใช่ ตอนนี้ยังมีแค่ไรเฟิลระยะกลางอยู่เลย"
เฟรมเกียร์สายซุ่มยิงระยะไกลมีอยู่เยอะพอสมควรในการแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ซึ่งจัดขึ้นในสนามรบกว้างใหญ่ หุ่นสายนี้ที่คอยซุ่มโจมตีจากระยะไกลถือเป็นตัวปัญหาที่น่ารำคาญสุดๆ ไปเลย
แต่ในการประลอง 【การประลองดารา】 ของ วิทยาลัย(ที่นี่) การจะเอาชนะด้วยสายซุ่มยิงล้วนๆ นั้นยากมาก
เพราะถ้าสุ่มได้สนามแบบทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง หรือทะเลทราย ที่ไม่มีที่กำบัง หุ่นก็จะตกเป็นเป้านิ่งทันที
ถ้าจะเอาชนะให้ได้ ก็ต้องรีบจัดการคู่ต่อสู้ให้หยุดทำงานก่อนที่จะเข้ามาถึงตัว แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่เกราะหนาเตอะป้องกันเต็มสูบ หรือพวกสายความเร็วสูงที่เคลื่อนที่ว่องไวปานสายฟ้าแลบแบบฉัน สายซุ่มยิงก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย
เว้นแต่ว่าจะได้สนามแบบเขตเมือง หรือป่ารกทึบ ถึงจะพอมีลุ้นโชว์ฝีมือได้บ้าง...
ด้วยเหตุนี้ หุ่นของเชรี่เลยไม่ได้มีแค่ไรเฟิลระยะกลาง แต่ยังพกปืนพกกับมีดสั้นไว้ป้องกันตัวด้วย
"ถ้ามี 'ระบบพรางตา' (Stealth Coating) ก็คงดีหรอกน้า~ แต่ราคาแพงหูฉี่เลย ซื้อไม่ไหวหรอก"
เชรี่ทำท่าแบมือสองข้างแสดงความจนใจ
'ระบบพรางตา' ที่ว่าคือการเคลือบเกราะสะท้อนแสงบนตัวหุ่น ทำให้มองเห็นยากขึ้น เหมือนกับการพรางตัวนั่นแหละ
ถ้ามีระบบนี้ ต่อให้เป็นสนามเปิดโล่งอย่างทะเลทรายหรือทุ่งหญ้า ก็คงพรางตัวได้เนียนขึ้นเยอะ แต่ได้ยินมาว่าเป็นอุปกรณ์ระดับท็อปนี่นา? ตอนนี้ก็คงได้แต่ฝันไปก่อนล่ะนะ
สไตล์ของเชรี่ตอนนี้คือรักษาระยะห่าง แล้วใช้ปืนยิงตอดไปเรื่อยๆ เพื่อจัดการศัตรู
ตอนที่สู้กับฉันคราวก่อน เธอยิงสกัดฉันจนแพ้ตั้งแต่ยังเข้าไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็น 'ลูซิเฟอร์' ในตอนนี้ล่ะ จะเป็นยังไงนะ?
อืม... ถ้าโดนยิงสวนจังๆ ตอนกำลังพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วแสง มีหวังร่วงแหงๆ... ถ้ามีโล่ก็น่าจะพอไหวไหมนะ?
หรือถ้ามี ดาบบินแบบโล่ล่ะก็...
"นี่ คาบต่อไปมีเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัตินะ? รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ"
"เอ๊ะ? อ้า จริงด้วย"
พอเชรี่ทัก ฉันก็รีบเก็บสมุดโน้ตกับหนังสือเรียนยัดใส่ 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟน
แล้วรีบเดินตามเชรี่ที่เดินนำออกไปจากห้องเรียน
◇ ◇ ◇
『เนโร ระวังขวา!』
"เอ๊ะ?"
ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนเตือนของแคโร ฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากทางขวา จนอาร์มเกียร์ของฉันกลิ้งโค่โล่ไปกับพื้นสนาม
อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามฉวยโอกาสแย่งลูกบอลหนามไปจากมือฉัน แล้วเลี้ยงลูกพุ่งตรงไปข้างหน้า
หนอยยย!
ฉันรีบบังคับอาร์มเกียร์ให้ลุกขึ้น แล้วรีบเช็กระบบภายในหุ่นทันที
อืม ไม่มีปัญหา ยังไม่มีส่วนไหนหยุดทำงาน
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในคาบเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติ เป็นการแข่งขันกีฬาที่เรียกว่า 'สติงเกอร์' (Stinger)
พูดง่ายๆ 'สติงเกอร์' ก็คือฟุตบอลเวอร์ชันอาร์มเกียร์นั่นแหละ
แต่กฎที่ต่างจากฟุตบอลทั่วไปก็คือ สามารถโจมตีคนที่มีลูกบอลอยู่กับตัวได้ทุกรูปแบบ!
จะชก จะเตะ เพื่อแย่งลูกบอลก็ไม่ผิดกติกา! เพราะงั้น ปกติแล้วจะไม่มีใครเก็บบอลไว้กับตัวนานๆ หรอก เน้นส่งบอลไปเรื่อยๆ เพื่อทำประตูมากกว่า
เมื่อกี้ฉันคงเก็บบอลไว้นานไปหน่อยสินะ
『ลูกลอยมาแล้ว!』
ลูกบอลถูกโยนโด่งจากหน้าประตูมาทางฉัน ต้องโหม่ง... เอ๊ะ อาร์มเกียร์ไม่มีหัวนี่นา งั้นก็ไม่ได้เรียกว่าโหม่งสิ แต่เอาเป็นว่าต้องกระโดดขึ้นไปแย่งบอลให้ได้!
ตอนที่ฉันย่อตัวเตรียมกระโดด อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามก็เตรียมจะกระโดดเหมือนกัน อย่าหวังเลย!
ฉันแกล้งทำเป็นปล่อยให้คู่แข่งกระโดดขึ้นไปแย่งบอล แล้วอาศัยจังหวะนั้นกระโดดถีบขาคู่กระแทกหุ่นมันกระเด็นไปเลย แล้วก็ฉวยโอกาสแย่งบอลมาได้สำเร็จ
『เนโร! ส่งมาทางนี้!』
ฉันโยนบอลไปทางเชรี่ที่วิ่งฉีกไปทางปีกอีกฝั่ง
ลูกส่งอาจจะเบี้ยวไปนิด แต่เชรี่ก็รับไว้ได้ แล้วส่งต่อให้แคโรที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า
กองหลังทีมตรงข้ามกรูกันเข้ามาล้อมแคโร แคโรหลบคนแรกได้ ต่อยคนที่สองล้มลง แล้วเตะผู้รักษาประตูจนกระเด็น ก่อนจะยิงประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
ปรี๊ดดด! เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นพอดี
"หมดเวลา! 3-2 หอเก็นบุ (เต่าดำ) เป็นฝ่ายชนะ!"
เสียงประกาศของอาจารย์กรรมการดังลั่นสนาม ฉันถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้น ชนะแล้ว... แต่ว่านะ กีฬานี้มันเหนื่อยชะมัดเลย...
ต้องวิ่งตลอดเวลา แถมยังต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว การที่กฎอนุญาตให้โจมตีคนที่มีบอลได้ ก็แปลว่าถ้าเรามีบอลเมื่อไหร่ ก็จะโดนโจมตีได้ทันที
เพราะงั้น บอลเลยมักจะไปอยู่ที่คนเก่งๆ แล้วก็จะเกิดฉากตะลุมบอน 1 รุมสิบขึ้นตรงนั้น
ถึงจะเป็นการแบ่งทีมตามหอพัก แต่หอเก็นบุ (เต่าดำ) ของเราก็จบด้วยสถิติชนะ 2 แพ้ 1
เพราะเป็นทีมเฉพาะกิจ จังหวะการเล่นเลยยังไม่ค่อยเข้าขากับคนอื่นๆ เท่าไหร่ ยกเว้นแคโรกับเชรี่ล่ะนะ
ส่วนตัวฉันก็ดันมีเรื่องท่านพี่เซลด้า เลยกลายเป็นแกะดำในหมู่เด็กปีหนึ่ง หรือแม้แต่ในหอพักเดียวกันไปซะได้...
ตรงข้ามกับแคโรที่ด้วยนิสัยชอบเข้าสังคม ทำให้เธอกลายเป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่มเด็กปีหนึ่งหอเก็นบุ (เต่าดำ) ไปแล้ว
"เหนื่อยหน่อยนะคะ! ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ?"
"โห ขอบใจจ้า"
ขณะที่ฉันกำลังคลานออกมาจากค็อกพิตแล้วนั่งแหมะอยู่บนพื้น ลาล่าก็ยื่นกระติกน้ำมาให้ ฉันรับมาดื่มด้วยความขอบคุณ
ลาล่าลงแข่งในทีมหอเบียคโกะ (เสือขาว) ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา หอเบียคโกะแพ้ทีมเรา เลยจบที่สถิติชนะ 1 แพ้ 2
ส่วนคู่ที่กำลังแข่งอยู่คือหอเซย์ริว (มังกรฟ้า) กับหอซูซาคุ (หงส์แดง) ตอนนี้สถิติชนะ 1 แพ้ 1 ทั้งคู่ ไม่ว่าทีมไหนชนะ หอเก็นบุ (เต่าดำ) ก็ยังครองที่หนึ่งร่วมอยู่ดี
"ดูจากการแข่งเมื่อกี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่ามีนักเรียนหลายคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการควบคุมอาร์มเกียร์นะ"
"นั่นสินะคะ คนที่ตั้งเป้าจะเป็น 'ทรูปเปอร์' ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามอาร์มเกียร์ไปน่ะค่ะ... ทั้งๆ ที่การควบคุมพื้นฐานมันก็เหมือนกันเป๊ะ ถ้าควบคุมอาร์มเกียร์ได้คล่องแคล่วเหมือนเป็นแขนขาของตัวเอง ทักษะนี้ก็จะส่งผลดีต่อการขับเฟรมเกียร์ด้วยแท้ๆ"
จริงด้วยแฮะ พอฉันปรับวงจรเวทของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรม (Mystic Frame) ก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้แจ่มแจ้งเลยล่ะ
อย่างที่ท่านผู้อำนวยการเคยบอก การขับอาร์มเกียร์มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือน 'ขับรถ' แต่มันเหมือน 'สวมเสื้อผ้า' มากกว่า ซึ่งจะทำให้บังคับได้คล่องตัวขึ้น
หลักการนี้ก็ใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหมือนกัน การฝึกด้วยอาร์มเกียร์นี่แหละที่จะช่วยให้สัมผัสความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนที่สุด
แต่ก็นะ... ทฤษฎีนี้อาจจะใช้ได้ผลเฉพาะกับหุ่นสายต่อสู้ระยะประชิดล่ะมั้ง
หลังจากจบวิชาภาคปฏิบัติ พวกเราก็กำลังจะเดินกลับหอพักเพื่อไปเปลี่ยนชุดพละ แต่ตอนที่เดินผ่านสนามฝึกซ้อมที่เปิดให้นักเรียนใช้งานทั่วไป ฉันก็บังเอิญเห็นริลิชากำลังฝึกอยู่
"ฝึกซ้อมพิเศษเหรอ?"
"น่าจะใช่นะ"
ริลิชาแทบจะไม่เคยเข้าเรียนวิชาอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติเลย คงเพราะเธอเน้นประลอง 【การประลองดารา】 ด้วยเฟรมเกียร์เป็นหลัก ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาร์มเกียร์เท่าไหร่มั้ง
เอาเวลาไปฝึกฝนอย่างอื่นแทน ก็นะ ฉันเองก็มีซ้อมดาบตอนเช้ากับรุ่นพี่จิบะ แล้วก็มีฝึกเปียโนอีก ก็คงคล้ายๆ กันแหละ
ดูเหมือนริลิชากำลังฝึกร่ายเวทหลายๆ บทพร้อมกันอยู่นะ ท่าทางจะฝึกมานานแล้วด้วย เหงื่อแตกพลั่กเลย
หลังจากเห็นริลิชาทำพลาดอยู่หลายครั้ง แคโรก็ถามขึ้นมา
"พวกฉันใช้เวทมนตร์ไม่เป็นก็เลยไม่ค่อยเข้าใจน่ะ แต่การร่ายเวทพร้อมกันมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง? แต่ฉันก็ทำได้นะ"
"โห... การอวดอ้างสรรพคุณตัวเองแบบหน้าไม่อายเนี่ย มันดูไม่ค่อยเท่เลยนะ เนโร"
"ไม่ใช่เว้ย! ของฉันมันไม่ใช่ 'การร่ายเวทพร้อมกัน' แต่เป็นเวทไร้ธาตุที่มีคุณสมบัติร่ายเวทได้หลายบทพร้อมกันตั้งแต่แรกแล้วต่างหากล่ะ ถ้าจะเปรียบเทียบนะ ริลิชากำลังพยายามโยนลูกบอลสองลูกด้วยมือซ้ายและขวาพร้อมกัน ส่วนฉันเหมือนถือกล่องที่มีลูกบอลสองลูกแล้วโยนออกไปทีเดียว"
ถึงผลลัพธ์คือลูกบอลสองลูกลอยออกไปเหมือนกัน แต่วิธีการมันต่างกันคนละขั้วเลย
ดังนั้น ถ้าถามว่า 'การโยนลูกบอลสองลูกด้วยสองมือพร้อมกันมันยากไหม?' ฉันเองก็ทำได้เหมือนกัน แต่ก็คงตอบได้แค่ 'ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง?' นั่นแหละ
"จะว่าไป... เนโรเนี่ยมีเวทไร้ธาตุเยอะจังเลยนะ...? 【บูสต์】, 【กราวิตี้】, 【ชิลด์】, แล้วก็ 【มัลติเปิล】 (Multiple)? ปกติคนทั่วไปมีแค่อย่างเดียว หรืออย่างมากก็สองอย่างเองไม่ใช่เหรอ?"
"เห็นว่าท่านลีน หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าก็มีเวทไร้ธาตุถึงสี่บทเหมือนกันนะคะ ส่วนท่านผู้อำนวยการคูนก็มีเยอะกว่านั้นอีกค่ะ"
อืมม... ถ้านับ 【รีคัฟเวอรี】 ที่แอบเก็บไว้เป็นความลับด้วย ฉันก็มีเวทไร้ธาตุสี่บทขึ้นไปเหมือนกันแฮะ...
อาจารย์ฉันเคยบอกว่า ถ้าดูแค่พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์อย่างเดียว ฉันนี่มันเกิดมาเพื่อเป็นจอมเวทชัดๆ...
แต่แกก็บอกว่านิสัยอย่างฉันไม่เหมาะกับการเป็นจอมเวทหรอก เพราะจอมเวทต้องมีความเยือกเย็นและรอบคอบ ซึ่งต่างกับฉันลิบลับ ฟังดูแอบด่ากันชัดๆ
"ตอนแรกฉันก็คิดนะว่าเวทมนตร์ที่ควบคุมไม่ได้ ถึงมีไปก็ไร้ประโยชน์ แต่พอรู้ว่ามันเอามาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ ฉันก็เลยตั้งใจฝึกฝนน่ะ"
ฉันก็ฝึกควบคุมพลังเวทอยู่เรื่อยๆ นะ ตอนนี้ก็เริ่มกะปริมาณพลังเวทให้เหมาะสมตอนร่ายเวทได้บ้างแล้วล่ะ
ถ้าใช้เวทมนตร์ได้คล่องแคล่วล่ะก็ ต้องมีประโยชน์ในการต่อสู้แน่ๆ แต่เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาฝึกฝน ไม่มีทางลัดหรอก
"เอ๊ะ? คนที่เป็นดาร์กเอลฟ์ที่อยู่ลึกเข้าไปตรงนั้นคือ..."
เสียงของเชรี่ทำให้ฉันหันไปมองตาม
ลึกเข้าไปด้านหลังริลิชาที่กำลังฝึกอยู่ มีนักเรียนสองคนกำลังประลองกันอยู่
นักเรียนคนหนึ่งกำลังโหมบุกเข้าใส่อีกคนอย่างหนัก แต่นักเรียนดาร์กเอลฟ์ที่เป็นฝ่ายรับกลับใช้โล่ปัดป้องการโจมตีทั้งหมดได้อย่างนิ่งสนิทและมั่นคง
ไม่ว่าจะถูกโจมตีมาทางไหน เธอก็ใช้โล่รับไว้ได้หมด ราวกับล่วงรู้ล่วงหน้าว่าการโจมตีจะมาทางไหน โล่ของเธอไปรอรับการโจมตีได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง นี่มันการป้องกันขั้นสุดยอดชัดๆ!
ตอนนี้คนที่บุกดูเหมือนจะหมดแรงแล้ว
จังหวะนั้นเอง ดาร์กเอลฟ์สาวก็พุ่งตัวเข้าไปใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) กระแทกอีกฝ่ายจนกระเด็น
ก่อนจะจ่อปลายดาบไปที่คอของคนที่ล้มอยู่
รู้ผลแล้วสินะ
ฉันหันไปถามลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
"หรือว่าเด็กคนนั้นคือ..."
"ใช่ค่ะ นั่นคืออันดับหนึ่งของชั้นปีเรา เพิร์ล เฟรนเนล จากอาณาจักรปีศาจเซโนอัสค่ะ"
ว่าแล้วเชียว นั่นคือท็อปของชั้นปีหนึ่งสินะ
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกตัวว่าดาร์กเอลฟ์ผมเงินยาวสลวยคนนั้นกำลังมองมาทางนี้
สายตาคมกริบสีทองของเธอไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกลียดหรือคุกคาม แต่เหมือนกำลังประเมินฉันอยู่มากกว่า
ด้วยสัญชาตญาณนักผจญภัย ฉันก็เลยเผลอส่งสายตาดุดันกลับไปประมาณว่า 'มองอะไรฟะ อยากมีเรื่องเหรอ' แต่เธอกลับเมินหน้าหนี แล้วก็หันหลังเดินจากไปเฉยเลย หึ ฉันชนะ!
กำลังยิ้มกริ่มในใจอยู่ดีๆ ก็โดนเขกหัวดังป้าก! โอ๊ยยย!
"ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย ไปทำหน้ายักษ์ใส่เขา เขาก็เลยเอือมระอาเดินหนีไปเลยเห็นไหม"
หา? เมื่อกี้คือเดินหนีด้วยความเอือมระอาเหรอ!?
คำพูดของเชรี่ทำเอาฉันแอบช็อกนิดๆ
"เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ กำลังพองขนขู่แฟ่ๆ เลยล่ะ"
"น่ารักดีออกค่ะ"
แคโรกับลาล่าก็ผสมโรงพูดจาแปลกๆ ออกมาอีก แง... ไม่เข้าใจเลย...
.
"ทำอะไรอยู่น่ะ เนโร...?"
เลิกเรียนปุ๊บ เชรี่ก็เดินเข้ามาหาฉัน แต่พอชะโงกหน้ามาดูสมุดจดของฉัน เธอก็ทำหน้างง
ในสมุดจดของฉัน หน้าขวาเต็มไปด้วยรูปวงกลม ส่วนหน้าซ้ายก็มีแต่รูปสามเหลี่ยมเต็มไปหมด
พอฉันอธิบายเรื่องราวให้ฟัง เธอก็ดุฉันว่า "หัดตั้งใจเรียนบ้างสิยะ!" ก็นะ เถียงไม่ออกเลย
"ฝึกควบคุม ดาบบินเหรอ... ฉันว่าฉันคงไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่หรอกมั้ง"
"เชรี่จะเล่นสายซุ่มยิง (Sniper) ใช่ไหมล่ะ?"
"อื้อ ใช่ ตอนนี้ยังมีแค่ไรเฟิลระยะกลางอยู่เลย"
เฟรมเกียร์สายซุ่มยิงระยะไกลมีอยู่เยอะพอสมควรในการแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ซึ่งจัดขึ้นในสนามรบกว้างใหญ่ หุ่นสายนี้ที่คอยซุ่มโจมตีจากระยะไกลถือเป็นตัวปัญหาที่น่ารำคาญสุดๆ ไปเลย
แต่ในการประลอง 【การประลองดารา】 ของ วิทยาลัย(ที่นี่) การจะเอาชนะด้วยสายซุ่มยิงล้วนๆ นั้นยากมาก
เพราะถ้าสุ่มได้สนามแบบทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง หรือทะเลทราย ที่ไม่มีที่กำบัง หุ่นก็จะตกเป็นเป้านิ่งทันที
ถ้าจะเอาชนะให้ได้ ก็ต้องรีบจัดการคู่ต่อสู้ให้หยุดทำงานก่อนที่จะเข้ามาถึงตัว แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่เกราะหนาเตอะป้องกันเต็มสูบ หรือพวกสายความเร็วสูงที่เคลื่อนที่ว่องไวปานสายฟ้าแลบแบบฉัน สายซุ่มยิงก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย
เว้นแต่ว่าจะได้สนามแบบเขตเมือง หรือป่ารกทึบ ถึงจะพอมีลุ้นโชว์ฝีมือได้บ้าง...
ด้วยเหตุนี้ หุ่นของเชรี่เลยไม่ได้มีแค่ไรเฟิลระยะกลาง แต่ยังพกปืนพกกับมีดสั้นไว้ป้องกันตัวด้วย
"ถ้ามี 'ระบบพรางตา' (Stealth Coating) ก็คงดีหรอกน้า~ แต่ราคาแพงหูฉี่เลย ซื้อไม่ไหวหรอก"
เชรี่ทำท่าแบมือสองข้างแสดงความจนใจ
'ระบบพรางตา' ที่ว่าคือการเคลือบเกราะสะท้อนแสงบนตัวหุ่น ทำให้มองเห็นยากขึ้น เหมือนกับการพรางตัวนั่นแหละ
ถ้ามีระบบนี้ ต่อให้เป็นสนามเปิดโล่งอย่างทะเลทรายหรือทุ่งหญ้า ก็คงพรางตัวได้เนียนขึ้นเยอะ แต่ได้ยินมาว่าเป็นอุปกรณ์ระดับท็อปนี่นา? ตอนนี้ก็คงได้แต่ฝันไปก่อนล่ะนะ
สไตล์ของเชรี่ตอนนี้คือรักษาระยะห่าง แล้วใช้ปืนยิงตอดไปเรื่อยๆ เพื่อจัดการศัตรู
ตอนที่สู้กับฉันคราวก่อน เธอยิงสกัดฉันจนแพ้ตั้งแต่ยังเข้าไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็น 'ลูซิเฟอร์' ในตอนนี้ล่ะ จะเป็นยังไงนะ?
อืม... ถ้าโดนยิงสวนจังๆ ตอนกำลังพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วแสง มีหวังร่วงแหงๆ... ถ้ามีโล่ก็น่าจะพอไหวไหมนะ?
หรือถ้ามี ดาบบินแบบโล่ล่ะก็...
"นี่ คาบต่อไปมีเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัตินะ? รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ"
"เอ๊ะ? อ้า จริงด้วย"
พอเชรี่ทัก ฉันก็รีบเก็บสมุดโน้ตกับหนังสือเรียนยัดใส่ 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟน
แล้วรีบเดินตามเชรี่ที่เดินนำออกไปจากห้องเรียน
◇ ◇ ◇
『เนโร ระวังขวา!』
"เอ๊ะ?"
ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนเตือนของแคโร ฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากทางขวา จนอาร์มเกียร์ของฉันกลิ้งโค่โล่ไปกับพื้นสนาม
อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามฉวยโอกาสแย่งลูกบอลหนามไปจากมือฉัน แล้วเลี้ยงลูกพุ่งตรงไปข้างหน้า
หนอยยย!
ฉันรีบบังคับอาร์มเกียร์ให้ลุกขึ้น แล้วรีบเช็กระบบภายในหุ่นทันที
อืม ไม่มีปัญหา ยังไม่มีส่วนไหนหยุดทำงาน
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในคาบเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติ เป็นการแข่งขันกีฬาที่เรียกว่า 'สติงเกอร์' (Stinger)
พูดง่ายๆ 'สติงเกอร์' ก็คือฟุตบอลเวอร์ชันอาร์มเกียร์นั่นแหละ
แต่กฎที่ต่างจากฟุตบอลทั่วไปก็คือ สามารถโจมตีคนที่มีลูกบอลอยู่กับตัวได้ทุกรูปแบบ!
จะชก จะเตะ เพื่อแย่งลูกบอลก็ไม่ผิดกติกา! เพราะงั้น ปกติแล้วจะไม่มีใครเก็บบอลไว้กับตัวนานๆ หรอก เน้นส่งบอลไปเรื่อยๆ เพื่อทำประตูมากกว่า
เมื่อกี้ฉันคงเก็บบอลไว้นานไปหน่อยสินะ
『ลูกลอยมาแล้ว!』
ลูกบอลถูกโยนโด่งจากหน้าประตูมาทางฉัน ต้องโหม่ง... เอ๊ะ อาร์มเกียร์ไม่มีหัวนี่นา งั้นก็ไม่ได้เรียกว่าโหม่งสิ แต่เอาเป็นว่าต้องกระโดดขึ้นไปแย่งบอลให้ได้!
ตอนที่ฉันย่อตัวเตรียมกระโดด อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามก็เตรียมจะกระโดดเหมือนกัน อย่าหวังเลย!
ฉันแกล้งทำเป็นปล่อยให้คู่แข่งกระโดดขึ้นไปแย่งบอล แล้วอาศัยจังหวะนั้นกระโดดถีบขาคู่กระแทกหุ่นมันกระเด็นไปเลย แล้วก็ฉวยโอกาสแย่งบอลมาได้สำเร็จ
『เนโร! ส่งมาทางนี้!』
ฉันโยนบอลไปทางเชรี่ที่วิ่งฉีกไปทางปีกอีกฝั่ง
ลูกส่งอาจจะเบี้ยวไปนิด แต่เชรี่ก็รับไว้ได้ แล้วส่งต่อให้แคโรที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า
กองหลังทีมตรงข้ามกรูกันเข้ามาล้อมแคโร แคโรหลบคนแรกได้ ต่อยคนที่สองล้มลง แล้วเตะผู้รักษาประตูจนกระเด็น ก่อนจะยิงประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
ปรี๊ดดด! เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นพอดี
"หมดเวลา! 3-2 หอเก็นบุ (เต่าดำ) เป็นฝ่ายชนะ!"
เสียงประกาศของอาจารย์กรรมการดังลั่นสนาม ฉันถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้น ชนะแล้ว... แต่ว่านะ กีฬานี้มันเหนื่อยชะมัดเลย...
ต้องวิ่งตลอดเวลา แถมยังต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว การที่กฎอนุญาตให้โจมตีคนที่มีบอลได้ ก็แปลว่าถ้าเรามีบอลเมื่อไหร่ ก็จะโดนโจมตีได้ทันที
เพราะงั้น บอลเลยมักจะไปอยู่ที่คนเก่งๆ แล้วก็จะเกิดฉากตะลุมบอน 1 รุมสิบขึ้นตรงนั้น
ถึงจะเป็นการแบ่งทีมตามหอพัก แต่หอเก็นบุ (เต่าดำ) ของเราก็จบด้วยสถิติชนะ 2 แพ้ 1
เพราะเป็นทีมเฉพาะกิจ จังหวะการเล่นเลยยังไม่ค่อยเข้าขากับคนอื่นๆ เท่าไหร่ ยกเว้นแคโรกับเชรี่ล่ะนะ
ส่วนตัวฉันก็ดันมีเรื่องท่านพี่เซลด้า เลยกลายเป็นแกะดำในหมู่เด็กปีหนึ่ง หรือแม้แต่ในหอพักเดียวกันไปซะได้...
ตรงข้ามกับแคโรที่ด้วยนิสัยชอบเข้าสังคม ทำให้เธอกลายเป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่มเด็กปีหนึ่งหอเก็นบุ (เต่าดำ) ไปแล้ว
"เหนื่อยหน่อยนะคะ! ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ?"
"โห ขอบใจจ้า"
ขณะที่ฉันกำลังคลานออกมาจากค็อกพิตแล้วนั่งแหมะอยู่บนพื้น ลาล่าก็ยื่นกระติกน้ำมาให้ ฉันรับมาดื่มด้วยความขอบคุณ
ลาล่าลงแข่งในทีมหอเบียคโกะ (เสือขาว) ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา หอเบียคโกะแพ้ทีมเรา เลยจบที่สถิติชนะ 1 แพ้ 2
ส่วนคู่ที่กำลังแข่งอยู่คือหอเซย์ริว (มังกรฟ้า) กับหอซูซาคุ (หงส์แดง) ตอนนี้สถิติชนะ 1 แพ้ 1 ทั้งคู่ ไม่ว่าทีมไหนชนะ หอเก็นบุ (เต่าดำ) ก็ยังครองที่หนึ่งร่วมอยู่ดี
"ดูจากการแข่งเมื่อกี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่ามีนักเรียนหลายคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการควบคุมอาร์มเกียร์นะ"
"นั่นสินะคะ คนที่ตั้งเป้าจะเป็น 'ทรูปเปอร์' ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามอาร์มเกียร์ไปน่ะค่ะ... ทั้งๆ ที่การควบคุมพื้นฐานมันก็เหมือนกันเป๊ะ ถ้าควบคุมอาร์มเกียร์ได้คล่องแคล่วเหมือนเป็นแขนขาของตัวเอง ทักษะนี้ก็จะส่งผลดีต่อการขับเฟรมเกียร์ด้วยแท้ๆ"
จริงด้วยแฮะ พอฉันปรับวงจรเวทของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรม (Mystic Frame) ก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้แจ่มแจ้งเลยล่ะ
อย่างที่ท่านผู้อำนวยการเคยบอก การขับอาร์มเกียร์มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือน 'ขับรถ' แต่มันเหมือน 'สวมเสื้อผ้า' มากกว่า ซึ่งจะทำให้บังคับได้คล่องตัวขึ้น
หลักการนี้ก็ใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหมือนกัน การฝึกด้วยอาร์มเกียร์นี่แหละที่จะช่วยให้สัมผัสความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนที่สุด
แต่ก็นะ... ทฤษฎีนี้อาจจะใช้ได้ผลเฉพาะกับหุ่นสายต่อสู้ระยะประชิดล่ะมั้ง
หลังจากจบวิชาภาคปฏิบัติ พวกเราก็กำลังจะเดินกลับหอพักเพื่อไปเปลี่ยนชุดพละ แต่ตอนที่เดินผ่านสนามฝึกซ้อมที่เปิดให้นักเรียนใช้งานทั่วไป ฉันก็บังเอิญเห็นริลิชากำลังฝึกอยู่
"ฝึกซ้อมพิเศษเหรอ?"
"น่าจะใช่นะ"
ริลิชาแทบจะไม่เคยเข้าเรียนวิชาอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติเลย คงเพราะเธอเน้นประลอง 【การประลองดารา】 ด้วยเฟรมเกียร์เป็นหลัก ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาร์มเกียร์เท่าไหร่มั้ง
เอาเวลาไปฝึกฝนอย่างอื่นแทน ก็นะ ฉันเองก็มีซ้อมดาบตอนเช้ากับรุ่นพี่จิบะ แล้วก็มีฝึกเปียโนอีก ก็คงคล้ายๆ กันแหละ
ดูเหมือนริลิชากำลังฝึกร่ายเวทหลายๆ บทพร้อมกันอยู่นะ ท่าทางจะฝึกมานานแล้วด้วย เหงื่อแตกพลั่กเลย
หลังจากเห็นริลิชาทำพลาดอยู่หลายครั้ง แคโรก็ถามขึ้นมา
"พวกฉันใช้เวทมนตร์ไม่เป็นก็เลยไม่ค่อยเข้าใจน่ะ แต่การร่ายเวทพร้อมกันมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง? แต่ฉันก็ทำได้นะ"
"โห... การอวดอ้างสรรพคุณตัวเองแบบหน้าไม่อายเนี่ย มันดูไม่ค่อยเท่เลยนะ เนโร"
"ไม่ใช่เว้ย! ของฉันมันไม่ใช่ 'การร่ายเวทพร้อมกัน' แต่เป็นเวทไร้ธาตุที่มีคุณสมบัติร่ายเวทได้หลายบทพร้อมกันตั้งแต่แรกแล้วต่างหากล่ะ ถ้าจะเปรียบเทียบนะ ริลิชากำลังพยายามโยนลูกบอลสองลูกด้วยมือซ้ายและขวาพร้อมกัน ส่วนฉันเหมือนถือกล่องที่มีลูกบอลสองลูกแล้วโยนออกไปทีเดียว"
ถึงผลลัพธ์คือลูกบอลสองลูกลอยออกไปเหมือนกัน แต่วิธีการมันต่างกันคนละขั้วเลย
ดังนั้น ถ้าถามว่า 'การโยนลูกบอลสองลูกด้วยสองมือพร้อมกันมันยากไหม?' ฉันเองก็ทำได้เหมือนกัน แต่ก็คงตอบได้แค่ 'ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง?' นั่นแหละ
"จะว่าไป... เนโรเนี่ยมีเวทไร้ธาตุเยอะจังเลยนะ...? 【บูสต์】, 【กราวิตี้】, 【ชิลด์】, แล้วก็ 【มัลติเปิล】 (Multiple)? ปกติคนทั่วไปมีแค่อย่างเดียว หรืออย่างมากก็สองอย่างเองไม่ใช่เหรอ?"
"เห็นว่าท่านลีน หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าก็มีเวทไร้ธาตุถึงสี่บทเหมือนกันนะคะ ส่วนท่านผู้อำนวยการคูนก็มีเยอะกว่านั้นอีกค่ะ"
อืมม... ถ้านับ 【รีคัฟเวอรี】 ที่แอบเก็บไว้เป็นความลับด้วย ฉันก็มีเวทไร้ธาตุสี่บทขึ้นไปเหมือนกันแฮะ...
อาจารย์ฉันเคยบอกว่า ถ้าดูแค่พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์อย่างเดียว ฉันนี่มันเกิดมาเพื่อเป็นจอมเวทชัดๆ...
แต่แกก็บอกว่านิสัยอย่างฉันไม่เหมาะกับการเป็นจอมเวทหรอก เพราะจอมเวทต้องมีความเยือกเย็นและรอบคอบ ซึ่งต่างกับฉันลิบลับ ฟังดูแอบด่ากันชัดๆ
"ตอนแรกฉันก็คิดนะว่าเวทมนตร์ที่ควบคุมไม่ได้ ถึงมีไปก็ไร้ประโยชน์ แต่พอรู้ว่ามันเอามาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ ฉันก็เลยตั้งใจฝึกฝนน่ะ"
ฉันก็ฝึกควบคุมพลังเวทอยู่เรื่อยๆ นะ ตอนนี้ก็เริ่มกะปริมาณพลังเวทให้เหมาะสมตอนร่ายเวทได้บ้างแล้วล่ะ
ถ้าใช้เวทมนตร์ได้คล่องแคล่วล่ะก็ ต้องมีประโยชน์ในการต่อสู้แน่ๆ แต่เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาฝึกฝน ไม่มีทางลัดหรอก
"เอ๊ะ? คนที่เป็นดาร์กเอลฟ์ที่อยู่ลึกเข้าไปตรงนั้นคือ..."
เสียงของเชรี่ทำให้ฉันหันไปมองตาม
ลึกเข้าไปด้านหลังริลิชาที่กำลังฝึกอยู่ มีนักเรียนสองคนกำลังประลองกันอยู่
นักเรียนคนหนึ่งกำลังโหมบุกเข้าใส่อีกคนอย่างหนัก แต่นักเรียนดาร์กเอลฟ์ที่เป็นฝ่ายรับกลับใช้โล่ปัดป้องการโจมตีทั้งหมดได้อย่างนิ่งสนิทและมั่นคง
ไม่ว่าจะถูกโจมตีมาทางไหน เธอก็ใช้โล่รับไว้ได้หมด ราวกับล่วงรู้ล่วงหน้าว่าการโจมตีจะมาทางไหน โล่ของเธอไปรอรับการโจมตีได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง นี่มันการป้องกันขั้นสุดยอดชัดๆ!
ตอนนี้คนที่บุกดูเหมือนจะหมดแรงแล้ว
จังหวะนั้นเอง ดาร์กเอลฟ์สาวก็พุ่งตัวเข้าไปใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) กระแทกอีกฝ่ายจนกระเด็น
ก่อนจะจ่อปลายดาบไปที่คอของคนที่ล้มอยู่
รู้ผลแล้วสินะ
ฉันหันไปถามลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
"หรือว่าเด็กคนนั้นคือ..."
"ใช่ค่ะ นั่นคืออันดับหนึ่งของชั้นปีเรา เพิร์ล เฟรนเนล จากอาณาจักรปีศาจเซโนอัสค่ะ"
ว่าแล้วเชียว นั่นคือท็อปของชั้นปีหนึ่งสินะ
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกตัวว่าดาร์กเอลฟ์ผมเงินยาวสลวยคนนั้นกำลังมองมาทางนี้
สายตาคมกริบสีทองของเธอไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกลียดหรือคุกคาม แต่เหมือนกำลังประเมินฉันอยู่มากกว่า
ด้วยสัญชาตญาณนักผจญภัย ฉันก็เลยเผลอส่งสายตาดุดันกลับไปประมาณว่า 'มองอะไรฟะ อยากมีเรื่องเหรอ' แต่เธอกลับเมินหน้าหนี แล้วก็หันหลังเดินจากไปเฉยเลย หึ ฉันชนะ!
กำลังยิ้มกริ่มในใจอยู่ดีๆ ก็โดนเขกหัวดังป้าก! โอ๊ยยย!
"ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย ไปทำหน้ายักษ์ใส่เขา เขาก็เลยเอือมระอาเดินหนีไปเลยเห็นไหม"
หา? เมื่อกี้คือเดินหนีด้วยความเอือมระอาเหรอ!?
คำพูดของเชรี่ทำเอาฉันแอบช็อกนิดๆ
"เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ กำลังพองขนขู่แฟ่ๆ เลยล่ะ"
"น่ารักดีออกค่ะ"
แคโรกับลาล่าก็ผสมโรงพูดจาแปลกๆ ออกมาอีก แง... ไม่เข้าใจเลย...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น