แปลไทย ไปต่างโลกกับสมาร์ทโฟน ภาค300ปีให้หลัง 31-40
บทที่ 2 การต่อสู้ของเด็กนักเรียนปีหนึ่ง
031 รุ่นพี่ชิบะกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รี.
"หิวจังเลย..."
ฉันเดินคอตกไปตามทางเดินพร้อมกับเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก
กว่าจะผ่านชั่วโมงเรียนมาได้โดยไม่ให้ท้องร้องนี่ลำบากสุดๆ ต้องแกล้งทำเป็นไอค่อกแค่กกลบเกลื่อนตั้งหลายรอบ...
ที่ต้องมาทนหิวแบบนี้ ก็เพราะเรื่องวุ่นวายของรุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้าเมื่อเช้า ทำให้ฉันอดกินมื้อเช้าไปเต็มๆ
ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปไวมาก พอเข้าเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงจากเพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งเต็มไปหมด
ส่วนใหญ่ก็แค่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแหละ แต่ก็มีบางคนที่ส่งรังสีอำมหิตมาแทบจะฆ่าฉันให้ตายด้วยสายตาเลย
"ก็รุ่นพี่เซลด้าเล่นไต่เต้าขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสาม ถือเป็นตำนานเดินได้ของวิทยาลัยเลยนะ ไม่แปลกหรอกที่จะมีรุ่นน้องปลื้มเยอะ แล้วก็คงมีหลายคนที่แอบหวังจะได้เป็นน้องสาวร่วมสาบานของรุ่นพี่ด้วย"
"แถมรุ่นพี่แกยังเป็นถึงเจ้าหญิงตัวจริงเสียงจริงอีกต่างหาก ทุกคนก็เลยได้แต่แหงนมองตาปริบๆ คิดว่าเป็นดอกฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง แต่จู่ๆ ก็มีเด็กปีหนึ่งโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาเสียบตำแหน่งนั้นไปหน้าตาเฉย เป็นใครก็ต้องปรี๊ดแตกเป็นธรรมดาแหละ"
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
แคโรกับเชรี่อุตส่าห์อธิบายซะเห็นภาพ แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี ทำไมฉันต้องมาโดนเกลียดเพราะเรื่องพรรค์นี้ด้วยเนี่ย
"แล้วไอ้ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' อะไรเนี่ย มันยกเลิกได้ไหมนะ... ถ้าฉันคืนแหวนวงนี้ไปเรื่องจะจบไหม?"
"จะบ้าเหรอคะ... ขืนทำแบบนั้นมีหวังเธอโดนรุมประชาทัณฑ์แน่ค่ะ เข้าใจไหมคะ? ที่แฟนคลับเดนตายของท่านเซลด้ายอมทนดูอยู่เงียบๆ ได้ ก็เพราะตอนนี้เธออยู่ในฐานะ 'น้องสาว' ของท่านไงล่ะคะ ถ้าขืนทิ้งสิทธิพิเศษนี้ไป ชีวิตในวิทยาลัยของเธอคงได้ตกนรกทั้งเป็นแหงๆ ค่ะ"
"นี่มันทางตันชัดๆ"
สรุปว่าทำยังไงก็โดนเกลียดอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ชักจะรู้สึกว่าแหวนวงนี้มันเป็นแหวนต้องคำสาปซะแล้วสิ
รู้งี้ไม่น่ารับมาง่ายๆ เลยแฮะ...
"ไม่เห็นยากเลย เนโรก็แค่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีฝีมือคู่ควรกับการเป็น 'น้องสาว' ของรุ่นพี่เซลด้าก็สิ้นเรื่อง แค่แสดงให้ประจักษ์ พวกปากหอยปากปูก็เงียบไปเองแหละ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง...?"
ฉันว่าถ้าไม่ได้ขึ้นไปถึง S Rank หรือติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ก็คงไม่มีใครยอมรับหรอกมั้ง...
ก็นะ ฉันก็ตั้งเป้าไว้ประมาณนั้นอยู่แล้วแหละ! แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบท้ออยู่ดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ปุบปับซะหน่อย...
อืม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ทำได้ต่อไปล่ะนะ เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วไปตั้งใจลุย 【การประลองดารา】 ดีกว่า
"มีคนส่งคำท้าประลองมาเพียบเลยล่ะสิ"
"อืม... เยอะจนน่ารำคาญเลยล่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งจะปิดแจ้งเตือนไป"
อย่างที่เชรี่บอก ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเช้า สมาร์ทโฟนของฉันก็เด้งแจ้งเตือนคำท้าประลองไม่หยุดเลย ขนาดปิดเสียงแล้วมันก็ยังสั่นครืดๆ น่ารำคาญจนฉันต้องปิดการแจ้งเตือนไปเลย
ถึงจะรู้ว่าวิทยาลัยกำหนดโควตาจำนวนครั้งในการส่งคำท้าประลองได้ต่อวันก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะแห่กันส่งมาพร้อมกันขนาดนี้... เยอะกว่าตอนประเดิมสนามวันแรกซะอีก
ถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ปีสอง F Rank เหมือนกันก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมถึงมีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งมาด้วยล่ะเนี่ย? แถมเป็นปีสองทั้งหมดเลย
"ก็การที่คนอันดับสูงกว่าจะท้าคนอันดับต่ำกว่ามันไม่ได้ผิดกฎนี่นา อีกอย่าง ถ้าไม่อยากสู้ก็ปฏิเสธได้โดยไม่โดนลงโทษอะไรด้วย ในทางกลับกัน มันถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เลื่อนอันดับโดยไม่ต้องเสียแต้ม 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 เลยนะ"
ตอนนี้ฉันอยู่ F Rank ถ้าจะเลื่อนขึ้นไป E Rank ฉันต้องใช้ดาว 10 ดวงเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
และยังต้องมีดาวเดิมพันในการต่อสู้ด้วย เพราะงั้นอย่างน้อยๆ ฉันต้องมีดาว 11 ดวงขึ้นไปถึงจะท้าได้
แน่นอนว่าถ้าแพ้ ดาวทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
แต่ถ้าคนอันดับสูงกว่าเป็นฝ่ายท้ามา ฉันก็ไม่ต้องเสียแต้มแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
แค่เดิมพัน 1 ดาว ถ้าฉันชนะ ฉันก็จะได้เลื่อนขึ้น E Rank ส่วนอีกฝ่ายก็จะตกไปอยู่ F Rank แทน
การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่า มันมีความเสี่ยงสูงมากถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา
"ปีสอง E Rank งั้นเหรอ..."
"แต่เธอก็เคยเอาชนะปีสองมาแล้วนี่นา"
เชรี่พูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ยัยหัวเดรดล็อกนั่นมัน F Rank นะ พวก E Rank ที่กล้ายอมรับความเสี่ยงแล้วท้าฉันมาเนี่ย น่าจะมีฝีมือพอตัวเลยนะ...
"ก็นะ พวกนั้นคงเป็นแฟนคลับของรุ่นพี่เซลด้าล่ะมั้ง คงไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ หรอก"
นั่นสิเนอะ... ถึงฉันจะมั่นใจว่าพอจะเอาชนะได้อยู่หรอก แต่พอคิดถึงสภาพหุ่นของตัวเองแล้วก็แอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
ทางนั้นเป็นหุ่นที่ผ่านการต่อสู้มาเป็นปี ส่วนหุ่นของฉันยังเป็นแค่หุ่นมาตรฐานที่แทบไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย
ถ้าขืนแพ้ง่ายๆ คงโดนหยามว่า 'เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าไม่คู่ควร' แหงๆ น่าเจ็บใจชะมัด
ถ้าจะสู้กับคนระดับสูงกว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' ให้เก่งขึ้นอีกนิดนึงก่อน... ไม่ต้องถึงขั้น 【วินเดีย(ปีก)】 หรอกนะ แค่พอให้สู้ไหวก็พอ...
"ช่วงนี้คงต้องอาศัยสุ่มคู่ต่อสู้ไปก่อน ต้องรีบอัปเกรดประสิทธิภาพหุ่นให้ได้เร็วที่สุด"
ระบบสุ่มคู่ต่อสู้คือระบบที่จะสุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันมาให้
เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับใคร ก็เลยไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะก็สบายใจกว่าเยอะ
พอกำหนดทิศทางได้แล้ว จู่ๆ ก็มีอีเมลแจ้งเตือนเข้ามา จากท่านพี่เซลด้านั่นเอง อ้อ จริงสิ นัดกินมื้อเที่ยงกันไว้นี่นา
ในอีเมลระบุชื่อร้านกับพิกัดไว้ให้เสร็จสรรพ 'พาเรนต์'... อ้าว นี่มันร้านกาแฟที่ฉันเคยไปกินตอนก่อนวันปฐมนิเทศนี่นา
ฉันขอตัวแยกกับแคโรและเพื่อนๆ แล้วเดินออกไปนอกวิทยาลัย ช่วงบ่ายฉันไม่มีเรียน แล้วก็ไม่ได้นัดประลองกับใครไว้ด้วย ขากลับค่อยแวะซื้อของที่สมาคมการค้าสแตรนด์ดีกว่า
เดินมาไม่ไกลก็ถึงตึกอิฐสีแดงสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก พอมองผ่านกระจกเข้าไป ก็เห็นท่านพี่เซลด้ามาถึงแล้ว ที่นั่งข้างๆ มีใครอีกคนนั่งอยู่ด้วย คงจะเป็นคนที่อยากแนะนำให้รู้จักล่ะมั้ง?
กริ๊ง... เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นขณะที่ฉันเดินเข้าไปในร้าน ฉันบอกพนักงานว่ามีเพื่อนนัดไว้แล้วก็เดินตรงไปหาท่านพี่เซลด้า
"มาแล้วเหรอจ๊ะ เนโร นั่งก่อนสิ อ้อ ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่รุ่นพี่ ชิบะ ซานะ(Chiba Sana) (千葉紗那) อยู่ปีห้าจ้ะ รุ่นพี่คะ นี่เนโร น้องสาวของฉันเองค่ะ"
ปีห้า... รุ่นพี่ปีสุดท้ายเลยนี่นา
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
"ชิบะ ซานะ จ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
ดูจากชื่อนามสกุลกับผมสีดำขลับแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องมาจากประเทศอีเชนแน่ๆ ถ้ามาจากบรุนฮิลด์ก็คงเข้า 'วิทยาลัย' ไม่ได้นี่นา
เอ๊ะ แต่ก็มีวิธีเลี่ยงบาลีโดยการย้ายสัญชาติไปประเทศอื่นก่อนแล้วค่อยมาสมัครเรียนอยู่นี่นะ
รุ่นพี่ชิบะมีผมสีดำยาวสลวยรวบด้วยโดนัทรัดผม โครงหน้าคมคาย เป็นสาวสวยสไตล์เดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยแฮะ...
ฉันนั่งลงตรงข้ามพวกเธอตามคำเชิญของท่านพี่เซลด้า แล้วจิบน้ำเปล่าที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ
"สั่งอะไรมากินกันก่อนเถอะจ้ะ มื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง สั่งได้เต็มที่เลยนะ รุ่นพี่ชิบะก็ด้วยนะคะ"
"โอ้โห ลาภปากเลยแฮะ"
"หุหุ ไม่เกรงใจล่ะนะ"
เพิ่งจะโดนเลี้ยงไปหมาดๆ แอบเกรงใจจังแฮะ แต่ก็นะ กระเป๋าตังค์ฉันก็ไม่ได้ตุงอะไรขนาดนั้น งั้นขอน้อมรับน้ำใจนี้ไว้ก็แล้วกัน
ฉันหยิบเมนูขึ้นมาดู ลังเลอยู่พักนึงว่าจะกินอะไรดี คราวก่อนสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลไปแล้วสินะ...
โอเค วันนี้เอาเป็นพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลก็แล้วกัน ท่านพี่เซลด้ายกมือเรียกพนักงาน
"พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ / พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ"
เอ๊ะ? ฉันกับรุ่นพี่ชิบะพูดสั่งเมนูเดียวกันพร้อมกันเป๊ะเลย เราสองคนสบตากันแล้วเผลอหลุดขำออกมา
จังหวะนั้นเอง ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือขวาของรุ่นพี่ชิบะมันดูเกร็งๆ ผิดปกติยังไงพิกล... คิดไปเองรึเปล่านะ?
ส่วนท่านพี่เซลด้าสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลแบบเดียวกับที่ฉันเคยกินคราวก่อนเป๊ะเลย
ร้านนี้เมนูสเปเชียลเยอะดีจังแฮะ...
"ฉันกับรุ่นพี่ชิบะอยู่หอเดียวกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยน่ะค่ะ สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว"
หอเดียวกัน? อ้อ เรสเทียกับอีเชนอยู่ทวีปตะวันออกเหมือนกัน ก็เลยอยู่หอพักมังกรฟ้า (เซย์ริว) เหมือนกันสินะ
"รุ่นพี่ชิบะสำเร็จวิชาดาบ 'อิตโตริวสายเหนือ' (北神一刀流) มาจากอีเชนด้วยนะคะ ฝีมือดาบของรุ่นพี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของวิทยาลัยเชียวนะคะ"
"...นั่นมันเรื่องในอดีตแล้วล่ะ"
"อดีต?"
เดี๋ยวนี้ไม่ได้เก่งแล้วงั้นเหรอ? ด้วยความสงสัย ฉันเลยเผลอทำหน้างง รุ่นพี่ชิบะเลยค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาให้ดู นิ้วมือของเธอเกร็งค้างในลักษณะกึ่งกำกึ่งแบ เหมือนถูกสตาฟไว้ให้ขยับไม่ได้... ที่ฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อกี้ก็คือไอ้นี่เองสินะ... แขนเทียมเหรอ?
"ไม่ใช่แขนเทียมหรอกนะ แต่ขยับไม่ได้แล้วล่ะ โดนพิษของมอนสเตอร์เข้าไปน่ะ ถึงภายนอกจะดูปกติ แต่มันโดน 'สาปเป็นหิน' ไปแล้วล่ะ"
"สาปเป็นหิน..."
พวกมอนสเตอร์อย่าง ค็อกคาทริส (Cockatrice) หรือกอร์กอน (Gorgon) มักจะมีสกิลเปลี่ยนคนเป็นหิน คาโทเบลปัส (Catoblepas) ก็ด้วย
ถ้าโดนสาปเป็นหินไปแล้วก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้หรอก... ไม่สิ จริงๆ ก็พอมีวิธีอยู่บ้างแหละมั้ง
ได้ยินมาว่าพวกยารักษาโรคครอบจักรวาลอย่าง อีลิกเซอร์ (Elixir) ก็สามารถรักษาได้ แต่ของพวกนั้นหาได้เฉพาะในดันเจี้ยน แถมราคายังแพงหูฉี่จนแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
"มือข้างนี้จับดาบไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันเลยต้องพยายามฝึกใช้มือซ้ายข้างเดียวให้คล่องแทน... แต่ก็นะ พอใช้แขนได้ข้างเดียว ฝีมือการขับเฟรมเกียร์ก็ตกลงไปเยอะเลยล่ะ... จากที่เคยอยู่ S Rank ตอนนี้ร่วงมาอยู่ B Rank แล้วล่ะ"
เคยอยู่ S Rank!? แปลว่าเคยติดท็อป 9 ของวิทยาลัยเลยเหรอเนี่ย!? ขนาดร่วงลงมาแล้วยังอยู่ B Rank นี่ก็สุดยอดแล้วนะ...
B Rank นี่คืออันดับต่ำสุดก็ต้องท็อป 99 นะ จากนักเรียนทั้งหมด 900 คน นี่มันระดับหัวกะทิชัดๆ...
"ความจริงแล้วที่วังของฉันก็มีอีลิกเซอร์เก็บไว้อยู่ขวดนึงนะคะ ฉันกะจะขอเบิกมาให้รุ่นพี่..."
"หยุดเลยๆ! จะเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์เรสเทียมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงล่ะ!"
"แต่ว่า..."
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน ฉันก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
'สาปเป็นหิน' งั้นเหรอ... อืมม... จะเอายังไงดีนะ... หรือว่านี่คือสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า 'ข้อยกเว้น' กันนะ?
"ขอโทษที่ให้รอค่ะ พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลสองที่ แล้วก็ชุดแพนเค้กสเปเชียลค่ะ"
พนักงานเสิร์ฟยกถาดใบใหญ่ที่มีขนมหวานน่าตาน่ากินมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ขัดจังหวะความคิดของฉันพอดี
โห!? ถ้วยใหญ่เบ้อเริ่มเลย! กินอิ่มจุใจแน่ๆ งานนี้
พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลของฉันเสิร์ฟมาในถ้วยทรงสูงปรี๊ด สตรอว์เบอร์รีพูนจนแทบจะล้นออกมาเลย
"ทานแล้วนะคะ!"
ฉันใช้ช้อนยาวๆ ตักสตรอว์เบอร์รีลูกบนสุดเข้าปากเป็นอันดับแรก
สตรอว์เบอร์รีสดๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้ากันได้ดีกับวิปครีมนุ่มๆ ฟินสุดๆ ไปเลย
ระหว่างที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีแสนอร่อย สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ชิบะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอกำลังใช้มือซ้ายตักพาร์เฟต์กินอย่างทุลักทุเล
คงจะถนัดขวาสินะ ถึงจะใช้มือขวาช่วยประคองถ้วยพาร์เฟต์ไม่ให้ล้มได้ก็เถอะ แต่ก็ดูไม่ค่อยถนัดอยู่ดี
หลังจากจัดการกับพาร์เฟต์และแพนเค้กจนเรียบวุธ พวกเราก็สั่งเครื่องดื่มปิดท้าย
ทั้งสองคนสั่งกาแฟ ส่วนฉันสั่งเมลอนโซดา ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนเราถึงชอบกินของขมๆ หลังกินของหวานกันนะ อาจารย์ฉันก็ชอบกินเหมือนกันแหละ
เอาเถอะ ช่างเรื่องนั้นก่อน มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า
"เอ่อ... รุ่นพี่ชิบะคะ เรื่อง 'สาปเป็นหิน' ที่มือของรุ่นพี่น่ะค่ะ... ถ้าฉันรักษาให้ได้... รุ่นพี่อยากจะให้ฉันช่วยรักษาให้ไหมคะ...?"
""ห๊ะ?""
ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับอ้าปากค้าง มองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อสายตา อา... เมลอนโซดานี่อร่อยจังเลยแฮะ
032 ดาบคู่คืนชีพ
.
"รักษาได้... เนโรทำได้เหรอ?"
รุ่นพี่เซลด้าที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้จากอาการอึ้งทึ่งเสียว เอ่ยปากถามฉัน ฉันจึงพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"นั่น 'คำสาปกลายเป็นหิน' เลยนะ? ไม่ใช่แค่แผลธรรมดาๆ ซะหน่อย เวทมนตร์รักษาธาตุแสงทั่วไปรักษาไม่ได้หรอกนะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุก็น่าจะรักษากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่ใช่เหรอคะ?"
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【รีคัฟเวอรี】 (Recovery) เวทมนตร์สารพัดประโยชน์ที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ 'คำสาปกลายเป็นหิน'
จะว่าไป ฉันเองก็เคยเกือบโดนสาปเป็นหินมาแล้วตั้งสองหน ก็ได้เวทบทนี้แหละช่วยชีวิตไว้
เวทมนตร์ไร้ธาตุได้ชื่อว่าเป็น 'เวทมนตร์เฉพาะบุคคล' เพราะน้อยคนนักที่จะมีเวทบทเดียวกัน
การที่มีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวสักบทก็ถือว่าหายากมากแล้ว แต่รู้ไหมว่าฉันมีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวถึงห้าบทเลยนะ! และ 【รีคัฟเวอรี】 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ขนาดกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยที่เอลฟ์ราวยังเคยทักเลยว่า สไตล์ของฉันมันเหมาะจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่า ก็นะ พลังเวทก็เยอะ แถมยังใช้เวทพื้นฐานได้ตั้งสามธาตุ พ่วงด้วยเวทไร้ธาตุอีกห้าบท... ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ
แต่ก็นะ... ฉันกลับรู้สึกว่าการพุ่งเข้าไปอัดศัตรูให้หมอบมันสะใจกว่าการมาร่ายเวทเป็นไหนๆ เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะจะเป็นจอมเวทหรอก
ช่างเรื่องของฉันเถอะ เอาเป็นว่าด้วย 【รีคัฟเวอรี】 แขนของรุ่นพี่ชิบะต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ
"เอาเป็นว่า เราออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าค่ะ"
ฉันรีบกระดกเมลอนโซดาจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเร่งให้ทั้งสองคนเดินตามมา ขืนมาใช้ 【รีคัฟเวอรี】 กลางร้านกาแฟมีหวังแตกตื่นกันทั้งร้านพอดี
พอเดินออกมาจากร้าน เราก็ไปนั่งพักกันที่ม้านั่งในลานกว้างใจกลางเมือง
รอบๆ ลานกว้างมีแผงลอยขายของเต็มไปหมด คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา สงสัยเพราะเพิ่งกินพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีรสหวานเจี๊ยบไปล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันเลยชักอยากกินของเค็มๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ ไก่ย่างก็น่าสนใจนะ
"หมายความว่า เนโรมีเวทมนตร์ไร้ธาตุที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันเคยใช้รักษากระทั่งคนที่กลายเป็นหินมาแล้วด้วย มั่นใจว่ารักษาได้แน่นอนค่ะ แต่มีเงื่อนไขอยู่อย่างนึงนะคะ"
พอฉันยื่นข้อเสนอไป รุ่นพี่ชิบะก็หันมามองฉันด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
"ถ้ามือข้างนี้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมล่ะก็ ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็ยอมรับทั้งนั้นแหละ จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย...!"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ แค่อยากขอให้รุ่นพี่ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับก็พอค่ะ"
"เอ๊ะ?"
ก็อาจารย์เคยกำชับไว้นี่นา ว่าห้ามใช้ 【รีคัฟเวอรี】 สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องตกลงกับอีกฝ่ายให้ปิดเป็นความลับให้ได้
เพราะ 【รีคัฟเวอรี】 เป็นเวทมนตร์ระดับแรร์ไอเทม ขืนคนอื่นรู้เข้ามีหวังโดนลากไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นแน่ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ
ขนาด 'คำสาป' ก็ยังล้างได้สบายๆ ขืนข่าวลือแพร่ออกไป มีหวังพวกศาสนจักรอย่างรามิช (Ramissh) คงได้แห่มาเชิญตัวฉันไปเป็นนักบุญหญิงแหงๆ
"ข ขอแค่นั้นเองเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ส่วนเหตุผลที่มือของรุ่นพี่ชิบะหายดี ก็บอกไปว่า 'จู่ๆ มันก็หายเอง สงสัยผลของคำสาปมันคงจะเสื่อมสภาพไปเองล่ะมั้ง' อะไรประมาณนี้แหละค่ะ"
"เอ่อ... ข้ออ้างแบบนั้นมันจะไม่ดูแถไปหน่อยเหรอ...?"
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ยังไงความจริงก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ขี้เกียจอธิบายให้ยุ่งยาก รีบๆ รักษาให้เสร็จๆ ไปดีกว่า
"【รีคัฟเวอรี】!"
"อ๊ะ...!?"
แสงสว่างดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของฉัน ก่อนจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือขวาของรุ่นพี่ชิบะ โชคดีที่ฉันกับท่านพี่เซลด้ายืนบังไว้พอดี เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
"เรียบร้อยค่ะ"
แสงสว่างวาบจางหายไป รุ่นพี่ชิบะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาดูระดับสายตาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
นิ้วหัวแม่มือกะตุกเบาๆ ตามด้วยนิ้วก้อย นิ้วชี้... นิ้วแต่ละนิ้วเริ่มขยับได้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกำมือเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็แบมือออก แล้วกำใหม่อีกรอบ นิ้วมือของเธอสามารถขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ขยับได้... ! มือฉันกลับมาขยับได้แล้ว... !"
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาของรุ่นพี่ชิบะ เธอโอบกอดมือขวาที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไม่ได้ใช้งานมานาน กล้ามเนื้ออาจจะฝ่อไปบ้างนะคะ ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดไปทีละนਿ... แอ้ก!?"
จู่ๆ รุ่นพี่ชิบะก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะแน่นจนฉันหายใจไม่ออก
"ขอบใจนะ... ! ขอบใจจริงๆ... ! เธอคือพญาเทวดาตัวน้อยของฉันเลยล่ะ... !"
"อึก... จะรัดแน่นไปแล้วนะคะ!?"
เล่นใหญ่ไปไหมเนี่ย!? ก็นะ ฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงความลำบากของเธอมาก่อน คงจะไปตัดสินความรู้สึกของเธอไม่ได้หรอก!
แต่กอดแน่นขนาดนี้มันหายใจไม่ออกโว้ย! จะตายแล้ว! เครื่องในจะทะลักออกมาแล้ว! อ่อก... หายใจไม่ออก... แค่กๆ...!
"รุ่นพี่คะ! เนโรจะขาดใจตายอยู่แล้วนะคะ!"
"อ๊ะ...! ข ขอโทษที! พอดีมันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย...!"
พอรุ่นพี่ชิบะคลายอ้อมกอดออก ฉันก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ท่านพี่เซลด้าช่วยพยุงไว้ทัน
เกือบได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วไหมล่ะ... แต่ก็นะ เห็นรุ่นพี่ดีใจขนาดนี้ฉันก็ดีใจด้วยแหละ
"ขอบใจมากนะ เนโร นี่สินะที่เขาเรียกว่า... อ่า ไม่สิ ฉันภูมิใจจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นน้องสาว ดีใจด้วยนะคะ รุ่นพี่"
"อืม! ไม่นึกเลยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นจริงๆ แทบรอไม่ไหวที่จะได้จับดาบอีกครั้งแล้วล่ะ!"
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ? เริ่มจากฝึกกำพวกเครื่องบริหารมือดูก่อนดีกว่าค่ะ"
"นั่นสินะ... ต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกกลับมาทีละนิดล่ะนะ"
รุ่นพี่ชิบะลุกขึ้นยืนจากม้านั่ง ฉันเลยสลับไปนั่งพักเหนื่อยแทน เฮ้อ... เหนื่อยชะมัด... ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องออกแรงแท้ๆ...
"อ๊ะ จริงสิ รุ่นพี่คะ เรื่องที่ฉันเคยขอร้องไว้..."
"เอ๊ะ? อ้อ เรื่องที่อยากให้ช่วยสอนดาบให้น้องสาวคนใหม่น่ะเหรอ?"
"เอ๊ะ? ให้หนูเนี่ยนะคะ?"
พอได้ยินบทสนทนาของท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชิบะ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองทันที ให้สอนวิชาดาบ... ให้ฉันเนี่ยนะ?
"หลังจากที่ได้ประลองกับเนโร ฉันก็พอจะดูออกน่ะ ว่าจริงๆ แล้วสไตล์ของเธอคือการสู้แบบมือเปล่าใช่ไหมล่ะ? แต่หุ่นที่เธอเลือกใช้ดันเป็นไลท์นิ่งเฟรมนี่สิ"
"อ่า ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
"ถ้าใช้ไลท์นิ่งเฟรมล่ะก็ คงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่หรอกนะ สนใจจะเปลี่ยนไปใช้ริตเตอร์เฟรมแทนไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่อยากเปลี่ยนค่ะ"
ฉันพอจะเข้าใจความหมายที่ท่านพี่เซลด้าจะสื่อนะ ถ้าสู้ด้วยมือเปล่าเตะต่อยล่ะก็ เกราะของไลท์นิ่งเฟรมมันบางเกินไป
อย่างน้อยก็น่าจะใช้พวกรุ่นที่มีเกราะหนาๆ หน่อยอย่างริตเตอร์หรือไททันจะดีกว่า
แต่ถ้าทำแบบนั้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ก็สไตล์การต่อสู้ตอนเป็นคนปกติของฉันคือการใช้ความเร็วหลบหลีก หาช่องโหว่โจมตี แล้วเน้นความต่อเนื่องเข้าว่านี่นา
"ถ้ายังดึงดันจะใช้ไลท์นิ่งเฟรมต่อไป การใช้อาวุธสู้ก็น่าจะดีกว่าการสู้มือเปล่านะคะ เพราะจะได้ระยะโจมตีที่ไกลขึ้น แถมยังพลิกแพลงได้มากกว่าด้วย จริงๆ แล้ว รุ่นพี่ชิบะก็ใช้ไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันนะคะ สไตล์การต่อสู้น่าจะคล้ายๆ กับเนโรเลยล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอคะ?"
"อืมมม ฉันใช้ 'ดาบสั้น' น่ะ สั้นกว่าดาบคาตานะทั่วไปหน่อย เน้นการเข้าทำรวดเร็ว โจมตีแล้วถอยออกมา เน้นความต่อเนื่องในการโจมตีน่ะ"
โอ้โห นั่นมันสไตล์การต่อสู้ในฝันของฉันเลยนี่นา! แบบที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'โบยบินดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง' ยังไงล่ะ!
"รุ่นพี่ชิบะคิดค้นวิชาดาบคู่สั้นขึ้นมาเองจนไต่เต้าขึ้นไปถึง S Rank ได้เชียวนะคะ ถึงขั้นมีฉายาว่า 【ดาบคู่ประกายแสง】 (双閃) เลยล่ะค่ะ"
"แต่พอมือขวาใช้การไม่ได้ อันดับก็ร่วงกราวรูดเลยล่ะ... แต่ก็นะ ถ้าเรื่องวิชาดาบ เซลด้าสอนให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
"วิชาดาบของเรสเทียส่วนใหญ่เน้นการปลิดชีพศัตรูในดาบเดียวซะมากกว่าน่ะค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะกับสไตล์ของเนโรเท่าไหร่ แถมฉันก็สอนคนไม่ค่อยเก่งด้วย..."
นี่มันอาการของพวกอัจฉริยะชัดๆ! พวกที่เก่งด้วยสัญชาตญาณ มักจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเป็นคำพูดไม่ค่อยได้!
อาจารย์ของฉันก็เป็นพวกนี้เหมือนกันแหละ... ชอบพูดอะไรอย่าง 'ถ้าศัตรูพุ่งมา ป้าบ! ให้เราสวนกลับไป ปุ๊บ! แบบเนี้ย' หรือไม่ก็ 'พอรู้สึกวูบวาบ ก็ให้ฮึบ! ไว้' อะไรก็ไม่รู้...
สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี 'ครูพักลักจำ' เอาเอง... แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เรียนรู้เทคนิคแพรวพราวมาเพียบเลย
"ไม่รู้ว่านี่จะพอเป็นการตอบแทนได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ฉันยินดีจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอนะ..."
"โหย ไม่รังเกียจเลยค่ะ! ยินดีมากๆ เลย! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!"
เยส! ได้อาจารย์สอนดาบแล้ว! ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคงต้องหาอาวุธมาใช้บ้าง แล้วยิ่งได้เรียนวิชากับคนที่ใช้สไตล์การต่อสู้คล้ายๆ กันเนี่ย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย!
"...จริงๆ แล้ว ฉันแค่หวังว่าการที่รุ่นพี่ได้สอนดาบให้เนโร อาจจะช่วยให้รุ่นพี่ที่มีมือขวาใช้งานไม่ได้ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเกินความคาดหมายไปเยอะเลยนะคะเนี่ย"
"สำหรับฉัน แค่ได้รู้จักกับเด็กคนนี้ก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ ตอนแรกฉันกะว่าเรียนจบไปก็คงไม่ได้เป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' แล้วล่ะมั้ง เผลอๆ คิดจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ..."
ถึงขั้นคิดจะลาออกเลยเหรอเนี่ย... โชคดีนะที่รักษาให้หายทัน
"ถึงตอนนี้จะให้กลับไป S Rank ก่อนเรียนจบก็คงยากไปหน่อย แต่ฉันจะขอพยายามไต่กลับไป A Rank ให้ได้อีกครั้งก็แล้วกัน!"
"ระดับรุ่นพี่ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
"แต่ด้วยเวลาที่ห่างหายไปแบบนี้ โควตา 'พระชายาทั้งเก้า' ก็คงจะยากหน่อย... แต่ก็ใช่ว่าจะถอดใจหรอกนะ!"
โควตาพระชายาทั้งเก้า... สิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ตัวแทนของวิทยาลัยสินะ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งเลย
ปกติแล้วโควตานี้จะตกเป็นของนักเรียนระดับ S Rank ทั้งเก้าคน แต่ในกรณีที่มีคนบาดเจ็บจนขอสละสิทธิ์ นักเรียนระดับ A Rank ก็อาจจะได้เลื่อนขึ้นมาเสียบแทนได้เหมือนกัน
คนที่ได้รับเลือกสามารถเลือกประเทศที่จะลงแข่งให้ได้ตามใจชอบเลย ก็นะ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเทศบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละ ถ้าฉันมีโอกาสได้ลงแข่งบ้าง ก็คงจะเลือกเป็นตัวแทนของเอลฟ์ราวนั่นแหละ
ว่ากันว่าทางฝั่ง 'สถาบัน' ก็มีโควตานี้เหมือนกัน รวมๆ แล้วก็จะมีนักเรียนฝึกหัดลงแข่งทั้งหมดสิบแปดคนเลยนะ
สำหรับประเทศที่รับนักเรียนพวกนี้ไปเป็นตัวแทน คงต้องลุ้นกันหนักเลยว่า จะได้ดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับทีม หรือจะได้ตัวถ่วงมาเป็นภาระกันแน่... เสียวสันหลังแทนเลยแฮะ
"แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องเป็น 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนสินะ ฉันตั้งเป้าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนปีห้าให้ได้เลยล่ะ!"
"ถ้าเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ สบายมากอยู่แล้วค่ะ"
'งานประลอง' ที่ว่านี้ก็คืองานประลองระหว่างฝั่ง 'สถาบัน' กับฝั่ง 'วิทยาลัย' สินะ
เห็นว่าเขาจะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนจากแต่ละชั้นปี โดยแบ่งเป็นตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งถือว่าง่ายกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง S Rank จากทั้งโรงเรียนที่มีแค่เก้าคนเยอะเลยล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในท็อปสิบสองจากนักเรียนร้อยแปดสิบคนในรุ่นเดียวกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ฉันเองก็ติดหนึ่งในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันดับที่ได้มาตอนนี้เป็นเพราะความโง่เขลาของยัยรุ่นพี่หัวเดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าได้มาเพราะโชคช่วย หลังจากนี้แหละของจริง ที่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือ
ต้องรักษาอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้นำให้ได้ และเพื่อการนั้น ฉันต้องเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้จากคนเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด
ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อการนั้น ฉันจะต้องตั้งใจฝึกวิชาดาบคู่สั้นจากรุ่นพี่ชิบะให้จงได้
อืมมม แบบนี้ก็ไม่มีเวลาไปเข้าชมรมแล้วสิเนี่ย ก็นะ ถึงจะไม่ได้คิดอยากจะเข้าชมรมตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ
ก่อนอื่น ก็ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ให้เต็มที่ไปเลยล่ะนะ!
.
"รักษาได้... เนโรทำได้เหรอ?"
รุ่นพี่เซลด้าที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้จากอาการอึ้งทึ่งเสียว เอ่ยปากถามฉัน ฉันจึงพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"นั่น 'คำสาปกลายเป็นหิน' เลยนะ? ไม่ใช่แค่แผลธรรมดาๆ ซะหน่อย เวทมนตร์รักษาธาตุแสงทั่วไปรักษาไม่ได้หรอกนะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุก็น่าจะรักษากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่ใช่เหรอคะ?"
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【รีคัฟเวอรี】 (Recovery) เวทมนตร์สารพัดประโยชน์ที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ 'คำสาปกลายเป็นหิน'
จะว่าไป ฉันเองก็เคยเกือบโดนสาปเป็นหินมาแล้วตั้งสองหน ก็ได้เวทบทนี้แหละช่วยชีวิตไว้
เวทมนตร์ไร้ธาตุได้ชื่อว่าเป็น 'เวทมนตร์เฉพาะบุคคล' เพราะน้อยคนนักที่จะมีเวทบทเดียวกัน
การที่มีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวสักบทก็ถือว่าหายากมากแล้ว แต่รู้ไหมว่าฉันมีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวถึงห้าบทเลยนะ! และ 【รีคัฟเวอรี】 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ขนาดกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยที่เอลฟ์ราวยังเคยทักเลยว่า สไตล์ของฉันมันเหมาะจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่า ก็นะ พลังเวทก็เยอะ แถมยังใช้เวทพื้นฐานได้ตั้งสามธาตุ พ่วงด้วยเวทไร้ธาตุอีกห้าบท... ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ
แต่ก็นะ... ฉันกลับรู้สึกว่าการพุ่งเข้าไปอัดศัตรูให้หมอบมันสะใจกว่าการมาร่ายเวทเป็นไหนๆ เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะจะเป็นจอมเวทหรอก
ช่างเรื่องของฉันเถอะ เอาเป็นว่าด้วย 【รีคัฟเวอรี】 แขนของรุ่นพี่ชิบะต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ
"เอาเป็นว่า เราออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าค่ะ"
ฉันรีบกระดกเมลอนโซดาจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเร่งให้ทั้งสองคนเดินตามมา ขืนมาใช้ 【รีคัฟเวอรี】 กลางร้านกาแฟมีหวังแตกตื่นกันทั้งร้านพอดี
พอเดินออกมาจากร้าน เราก็ไปนั่งพักกันที่ม้านั่งในลานกว้างใจกลางเมือง
รอบๆ ลานกว้างมีแผงลอยขายของเต็มไปหมด คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา สงสัยเพราะเพิ่งกินพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีรสหวานเจี๊ยบไปล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันเลยชักอยากกินของเค็มๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ ไก่ย่างก็น่าสนใจนะ
"หมายความว่า เนโรมีเวทมนตร์ไร้ธาตุที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันเคยใช้รักษากระทั่งคนที่กลายเป็นหินมาแล้วด้วย มั่นใจว่ารักษาได้แน่นอนค่ะ แต่มีเงื่อนไขอยู่อย่างนึงนะคะ"
พอฉันยื่นข้อเสนอไป รุ่นพี่ชิบะก็หันมามองฉันด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
"ถ้ามือข้างนี้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมล่ะก็ ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็ยอมรับทั้งนั้นแหละ จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย...!"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ แค่อยากขอให้รุ่นพี่ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับก็พอค่ะ"
"เอ๊ะ?"
ก็อาจารย์เคยกำชับไว้นี่นา ว่าห้ามใช้ 【รีคัฟเวอรี】 สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องตกลงกับอีกฝ่ายให้ปิดเป็นความลับให้ได้
เพราะ 【รีคัฟเวอรี】 เป็นเวทมนตร์ระดับแรร์ไอเทม ขืนคนอื่นรู้เข้ามีหวังโดนลากไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นแน่ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ
ขนาด 'คำสาป' ก็ยังล้างได้สบายๆ ขืนข่าวลือแพร่ออกไป มีหวังพวกศาสนจักรอย่างรามิช (Ramissh) คงได้แห่มาเชิญตัวฉันไปเป็นนักบุญหญิงแหงๆ
"ข ขอแค่นั้นเองเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ส่วนเหตุผลที่มือของรุ่นพี่ชิบะหายดี ก็บอกไปว่า 'จู่ๆ มันก็หายเอง สงสัยผลของคำสาปมันคงจะเสื่อมสภาพไปเองล่ะมั้ง' อะไรประมาณนี้แหละค่ะ"
"เอ่อ... ข้ออ้างแบบนั้นมันจะไม่ดูแถไปหน่อยเหรอ...?"
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ยังไงความจริงก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ขี้เกียจอธิบายให้ยุ่งยาก รีบๆ รักษาให้เสร็จๆ ไปดีกว่า
"【รีคัฟเวอรี】!"
"อ๊ะ...!?"
แสงสว่างดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของฉัน ก่อนจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือขวาของรุ่นพี่ชิบะ โชคดีที่ฉันกับท่านพี่เซลด้ายืนบังไว้พอดี เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
"เรียบร้อยค่ะ"
แสงสว่างวาบจางหายไป รุ่นพี่ชิบะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาดูระดับสายตาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
นิ้วหัวแม่มือกะตุกเบาๆ ตามด้วยนิ้วก้อย นิ้วชี้... นิ้วแต่ละนิ้วเริ่มขยับได้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกำมือเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็แบมือออก แล้วกำใหม่อีกรอบ นิ้วมือของเธอสามารถขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ขยับได้... ! มือฉันกลับมาขยับได้แล้ว... !"
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาของรุ่นพี่ชิบะ เธอโอบกอดมือขวาที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไม่ได้ใช้งานมานาน กล้ามเนื้ออาจจะฝ่อไปบ้างนะคะ ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดไปทีละนਿ... แอ้ก!?"
จู่ๆ รุ่นพี่ชิบะก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะแน่นจนฉันหายใจไม่ออก
"ขอบใจนะ... ! ขอบใจจริงๆ... ! เธอคือพญาเทวดาตัวน้อยของฉันเลยล่ะ... !"
"อึก... จะรัดแน่นไปแล้วนะคะ!?"
เล่นใหญ่ไปไหมเนี่ย!? ก็นะ ฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงความลำบากของเธอมาก่อน คงจะไปตัดสินความรู้สึกของเธอไม่ได้หรอก!
แต่กอดแน่นขนาดนี้มันหายใจไม่ออกโว้ย! จะตายแล้ว! เครื่องในจะทะลักออกมาแล้ว! อ่อก... หายใจไม่ออก... แค่กๆ...!
"รุ่นพี่คะ! เนโรจะขาดใจตายอยู่แล้วนะคะ!"
"อ๊ะ...! ข ขอโทษที! พอดีมันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย...!"
พอรุ่นพี่ชิบะคลายอ้อมกอดออก ฉันก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ท่านพี่เซลด้าช่วยพยุงไว้ทัน
เกือบได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วไหมล่ะ... แต่ก็นะ เห็นรุ่นพี่ดีใจขนาดนี้ฉันก็ดีใจด้วยแหละ
"ขอบใจมากนะ เนโร นี่สินะที่เขาเรียกว่า... อ่า ไม่สิ ฉันภูมิใจจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นน้องสาว ดีใจด้วยนะคะ รุ่นพี่"
"อืม! ไม่นึกเลยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นจริงๆ แทบรอไม่ไหวที่จะได้จับดาบอีกครั้งแล้วล่ะ!"
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ? เริ่มจากฝึกกำพวกเครื่องบริหารมือดูก่อนดีกว่าค่ะ"
"นั่นสินะ... ต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกกลับมาทีละนิดล่ะนะ"
รุ่นพี่ชิบะลุกขึ้นยืนจากม้านั่ง ฉันเลยสลับไปนั่งพักเหนื่อยแทน เฮ้อ... เหนื่อยชะมัด... ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องออกแรงแท้ๆ...
"อ๊ะ จริงสิ รุ่นพี่คะ เรื่องที่ฉันเคยขอร้องไว้..."
"เอ๊ะ? อ้อ เรื่องที่อยากให้ช่วยสอนดาบให้น้องสาวคนใหม่น่ะเหรอ?"
"เอ๊ะ? ให้หนูเนี่ยนะคะ?"
พอได้ยินบทสนทนาของท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชิบะ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองทันที ให้สอนวิชาดาบ... ให้ฉันเนี่ยนะ?
"หลังจากที่ได้ประลองกับเนโร ฉันก็พอจะดูออกน่ะ ว่าจริงๆ แล้วสไตล์ของเธอคือการสู้แบบมือเปล่าใช่ไหมล่ะ? แต่หุ่นที่เธอเลือกใช้ดันเป็นไลท์นิ่งเฟรมนี่สิ"
"อ่า ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
"ถ้าใช้ไลท์นิ่งเฟรมล่ะก็ คงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่หรอกนะ สนใจจะเปลี่ยนไปใช้ริตเตอร์เฟรมแทนไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่อยากเปลี่ยนค่ะ"
ฉันพอจะเข้าใจความหมายที่ท่านพี่เซลด้าจะสื่อนะ ถ้าสู้ด้วยมือเปล่าเตะต่อยล่ะก็ เกราะของไลท์นิ่งเฟรมมันบางเกินไป
อย่างน้อยก็น่าจะใช้พวกรุ่นที่มีเกราะหนาๆ หน่อยอย่างริตเตอร์หรือไททันจะดีกว่า
แต่ถ้าทำแบบนั้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ก็สไตล์การต่อสู้ตอนเป็นคนปกติของฉันคือการใช้ความเร็วหลบหลีก หาช่องโหว่โจมตี แล้วเน้นความต่อเนื่องเข้าว่านี่นา
"ถ้ายังดึงดันจะใช้ไลท์นิ่งเฟรมต่อไป การใช้อาวุธสู้ก็น่าจะดีกว่าการสู้มือเปล่านะคะ เพราะจะได้ระยะโจมตีที่ไกลขึ้น แถมยังพลิกแพลงได้มากกว่าด้วย จริงๆ แล้ว รุ่นพี่ชิบะก็ใช้ไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันนะคะ สไตล์การต่อสู้น่าจะคล้ายๆ กับเนโรเลยล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอคะ?"
"อืมมม ฉันใช้ 'ดาบสั้น' น่ะ สั้นกว่าดาบคาตานะทั่วไปหน่อย เน้นการเข้าทำรวดเร็ว โจมตีแล้วถอยออกมา เน้นความต่อเนื่องในการโจมตีน่ะ"
โอ้โห นั่นมันสไตล์การต่อสู้ในฝันของฉันเลยนี่นา! แบบที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'โบยบินดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง' ยังไงล่ะ!
"รุ่นพี่ชิบะคิดค้นวิชาดาบคู่สั้นขึ้นมาเองจนไต่เต้าขึ้นไปถึง S Rank ได้เชียวนะคะ ถึงขั้นมีฉายาว่า 【ดาบคู่ประกายแสง】 (双閃) เลยล่ะค่ะ"
"แต่พอมือขวาใช้การไม่ได้ อันดับก็ร่วงกราวรูดเลยล่ะ... แต่ก็นะ ถ้าเรื่องวิชาดาบ เซลด้าสอนให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
"วิชาดาบของเรสเทียส่วนใหญ่เน้นการปลิดชีพศัตรูในดาบเดียวซะมากกว่าน่ะค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะกับสไตล์ของเนโรเท่าไหร่ แถมฉันก็สอนคนไม่ค่อยเก่งด้วย..."
นี่มันอาการของพวกอัจฉริยะชัดๆ! พวกที่เก่งด้วยสัญชาตญาณ มักจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเป็นคำพูดไม่ค่อยได้!
อาจารย์ของฉันก็เป็นพวกนี้เหมือนกันแหละ... ชอบพูดอะไรอย่าง 'ถ้าศัตรูพุ่งมา ป้าบ! ให้เราสวนกลับไป ปุ๊บ! แบบเนี้ย' หรือไม่ก็ 'พอรู้สึกวูบวาบ ก็ให้ฮึบ! ไว้' อะไรก็ไม่รู้...
สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี 'ครูพักลักจำ' เอาเอง... แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เรียนรู้เทคนิคแพรวพราวมาเพียบเลย
"ไม่รู้ว่านี่จะพอเป็นการตอบแทนได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ฉันยินดีจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอนะ..."
"โหย ไม่รังเกียจเลยค่ะ! ยินดีมากๆ เลย! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!"
เยส! ได้อาจารย์สอนดาบแล้ว! ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคงต้องหาอาวุธมาใช้บ้าง แล้วยิ่งได้เรียนวิชากับคนที่ใช้สไตล์การต่อสู้คล้ายๆ กันเนี่ย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย!
"...จริงๆ แล้ว ฉันแค่หวังว่าการที่รุ่นพี่ได้สอนดาบให้เนโร อาจจะช่วยให้รุ่นพี่ที่มีมือขวาใช้งานไม่ได้ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเกินความคาดหมายไปเยอะเลยนะคะเนี่ย"
"สำหรับฉัน แค่ได้รู้จักกับเด็กคนนี้ก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ ตอนแรกฉันกะว่าเรียนจบไปก็คงไม่ได้เป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' แล้วล่ะมั้ง เผลอๆ คิดจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ..."
ถึงขั้นคิดจะลาออกเลยเหรอเนี่ย... โชคดีนะที่รักษาให้หายทัน
"ถึงตอนนี้จะให้กลับไป S Rank ก่อนเรียนจบก็คงยากไปหน่อย แต่ฉันจะขอพยายามไต่กลับไป A Rank ให้ได้อีกครั้งก็แล้วกัน!"
"ระดับรุ่นพี่ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
"แต่ด้วยเวลาที่ห่างหายไปแบบนี้ โควตา 'พระชายาทั้งเก้า' ก็คงจะยากหน่อย... แต่ก็ใช่ว่าจะถอดใจหรอกนะ!"
โควตาพระชายาทั้งเก้า... สิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ตัวแทนของวิทยาลัยสินะ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งเลย
ปกติแล้วโควตานี้จะตกเป็นของนักเรียนระดับ S Rank ทั้งเก้าคน แต่ในกรณีที่มีคนบาดเจ็บจนขอสละสิทธิ์ นักเรียนระดับ A Rank ก็อาจจะได้เลื่อนขึ้นมาเสียบแทนได้เหมือนกัน
คนที่ได้รับเลือกสามารถเลือกประเทศที่จะลงแข่งให้ได้ตามใจชอบเลย ก็นะ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเทศบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละ ถ้าฉันมีโอกาสได้ลงแข่งบ้าง ก็คงจะเลือกเป็นตัวแทนของเอลฟ์ราวนั่นแหละ
ว่ากันว่าทางฝั่ง 'สถาบัน' ก็มีโควตานี้เหมือนกัน รวมๆ แล้วก็จะมีนักเรียนฝึกหัดลงแข่งทั้งหมดสิบแปดคนเลยนะ
สำหรับประเทศที่รับนักเรียนพวกนี้ไปเป็นตัวแทน คงต้องลุ้นกันหนักเลยว่า จะได้ดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับทีม หรือจะได้ตัวถ่วงมาเป็นภาระกันแน่... เสียวสันหลังแทนเลยแฮะ
"แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องเป็น 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนสินะ ฉันตั้งเป้าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนปีห้าให้ได้เลยล่ะ!"
"ถ้าเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ สบายมากอยู่แล้วค่ะ"
'งานประลอง' ที่ว่านี้ก็คืองานประลองระหว่างฝั่ง 'สถาบัน' กับฝั่ง 'วิทยาลัย' สินะ
เห็นว่าเขาจะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนจากแต่ละชั้นปี โดยแบ่งเป็นตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งถือว่าง่ายกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง S Rank จากทั้งโรงเรียนที่มีแค่เก้าคนเยอะเลยล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในท็อปสิบสองจากนักเรียนร้อยแปดสิบคนในรุ่นเดียวกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ฉันเองก็ติดหนึ่งในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันดับที่ได้มาตอนนี้เป็นเพราะความโง่เขลาของยัยรุ่นพี่หัวเดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าได้มาเพราะโชคช่วย หลังจากนี้แหละของจริง ที่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือ
ต้องรักษาอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้นำให้ได้ และเพื่อการนั้น ฉันต้องเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้จากคนเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด
ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อการนั้น ฉันจะต้องตั้งใจฝึกวิชาดาบคู่สั้นจากรุ่นพี่ชิบะให้จงได้
อืมมม แบบนี้ก็ไม่มีเวลาไปเข้าชมรมแล้วสิเนี่ย ก็นะ ถึงจะไม่ได้คิดอยากจะเข้าชมรมตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ
ก่อนอื่น ก็ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ให้เต็มที่ไปเลยล่ะนะ!
033 หนุ่มเจ้าสำราญกับคุณชายขี้โรค
.
"หยุดการประลองได้! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
"เยส!"
ฉันเผลอชูหมัดอาร์มเกียร์ขึ้นชนกันเพื่อฉลองชัยชนะอย่างลืมตัว
การทำแบบนี้อาจจะดูเป็นการหยามเกียรติคู่ต่อสู้ไปสักหน่อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปากดีใส่ฉันก่อน ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ฉันเลือกคู่ประลองแบบสุ่ม แต่ดันสุ่มไปเจอพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้าเข้าอย่างจัง
ก่อนเริ่มการประลอง ยัยนั่นพล่ามใส่ฉันสารพัด ทั้งบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับท่านเซลด้าบ้างล่ะ หาว่าเป็นสามัญชนที่ริอ่านตีตัวเสมอเจ้านายบ้างล่ะ สารพัดจะหามาด่า
ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน แต่พอสัญญาณเริ่มการประลองดังปุ๊บ ฉันก็ซัดหมัดขวาตรงเข้าใส่แบบเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ใช้เวลาประลองแค่ไม่กี่วินาทีเองมั้ง หึหึ สะใจชะมัด
ถึงจะชนะมาได้ แต่ดาวที่ได้มาก็มีแค่ดวงเดียว เพราะการประลองแบบสุ่มจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร เลยไม่สามารถวางเงินเดิมพันหนักๆ หรือ เกทับ(เรส) ได้เลย
ถ้าขืนยังเก็บดาวทีละดวงสองดวงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ทันการคัดตัวแทน 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนเอาก็ได้ ถึงตอนนี้อันดับฉันจะยังอยู่ที่แปด แต่ถ้ามีคนไหนเล่นใหญ่เดิมพันเยอะๆ แล้วชนะรวดขึ้นมา โอกาสโดนแซงก็มีสูงลิบลิ่วเลยล่ะ
ใจจริงก็อยากจะหาทางโกยดาวเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอกนะ...
หลังจากเก็บอาร์มเกียร์เข้าโรงเก็บหุ่นเสร็จ แคโรก็มายืนรอฉันอยู่
เห็นว่าแคโรเพิ่งประลอง 【การประลองดารา】 เสร็จเหมือนกัน และแน่นอนว่าเอาชนะมาได้อย่างใสสะอาด
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับที่สิบแปดของชั้นปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่อันดับสิบแปดร่วมเหมือนกัน เพราะงั้นอันดับที่แท้จริงมันเลยกะเกณฑ์ยากไปหน่อย
รุ่นพี่ชิบะ อาจารย์สอนดาบของฉันบอกว่า ในช่วงเทอมแรกของนักเรียนปีหนึ่ง อันดับมักจะสูสีเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ในความเป็นจริง มีนักเรียนหลายคนที่เคยได้เป็นตัวแทนตอนปีหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอีกเลยก็มีถมไป นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปีในการขึ้นเป็นปีสอง เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะแบ่งแยกฝีมือระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
มื้อเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะไปกินที่โรงอาหารวิทยาลัยกับแคโร... แต่ก็นะ ช่วงนี้ฉันตกเป็นเป้าสายตาของพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้า เลยมักจะเลี่ยงไปกินข้าวข้างนอกมากกว่า
โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้มีเรียนสาย เลยมีเวลาพอที่จะออกไปกินไกลๆ ได้สบายๆ
"ช่วงบ่ายเป็นวิชาบังคับ 'มารยาทขุนนาง' สินะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' นี่จำเป็นต้องเรียนเรื่องมารยาทขุนนางด้วยเหรอเนี่ย?"
"ถ้าเป็นแค่ 'ทรูปเปอร์' ธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเก่งระดับที่ได้เข้าร่วม 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 โอกาสที่จะได้พบปะกับพวกขุนนางหรือแม้แต่ราชวงศ์ก็จะมีสูงมาก ถ้าไม่อยากทำตัวขายหน้าก็ควรจะเรียนรู้เอาไว้ อีกอย่าง 'ทรูปเปอร์' ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่ากับอัศวินซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยนะ อาจจะได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนาง หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันคนพวกนั้นก็ได้"
"สำหรับแคโรที่เกิดมาเป็นขุนนางอยู่แล้วก็คงจะชินล่ะนะ..."
ไอ้วิชา 'มารยาทขุนนาง' อะไรเนี่ย มันจุกจิกน่ารำคาญสุดๆ ไปเลย! ทั้งเรื่องวิธีการเดิน การใช้คำพูดที่ต้องอ้อมค้อม การโต้ตอบบทสนทนา ไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ไปหมด ฉันนี่อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
"แต่ว่านะ ตอนกินข้าว มารยาทบนโต๊ะอาหารของเนโรก็ถือว่าเป๊ะมากเลยนะ ไปเรียนมาจากไหนล่ะนั่น?"
"ก็อาจารย์นั่นแหละ จู้จี้จุกจิกเรื่องพวกนี้สุดๆ ไปเลย..."
ปกติก็ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ดีอะไรหรอกนะ แต่เวลาแกพาไปกินอาหารตามร้านหรูๆ แกจะเข้มงวดเรื่องพวกนี้มากเลยล่ะ แกบอกว่า 'มารยาทคือการแสดงความใส่ใจที่จะไม่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด' ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ต้องเคารพกฎและมารยาทของเขาสิ
แถมยังบอกอีกนะว่า ลูกค้าคนอื่นๆ เขาก็มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้าน การไปทำลายบรรยากาศเหล่านั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงเลยล่ะ
แต่อาจารย์ก็เสริมไว้อีกว่า ถ้าเจอร้านที่มีกฎระเบียบงี่เง่าเกินไปก็ไม่ต้องไปทนกินหรอกนะ อย่างพวกร้านที่มี 'กฎเหล็ก' แปลกๆ เช่น ห้ามคุยกันระหว่างทาน หรือต้องกินจานนี้ก่อนจานนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ อาจารย์บอกว่าร้านพวกนี้มีไว้สำหรับ 'ลูกค้าประจำที่ชอบอะไรแบบนี้' เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องไปกินก็จบ
ก็นะ ฉันเองก็ขอผ่านพวกร้านที่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' หรือบังคับว่า 'ต้องกินไอ้นี่ก่อนนะ แล้วค่อยกินไอ้นั่น' เหมือนกันแหละ ต่อให้อาหารจะอร่อยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าต้องมากินไปด้วยความหงุดหงิดแบบนั้นล่ะก็ ฉันขอบายดีกว่า
"แล้วจะไปกินร้านไหนดีล่ะ? ร้านพาเรนต์เหมือนเดิมไหม?"
"ไม่ล่ะ วันนี้ลองไปหาร้านใหม่ๆ กินกันดีกว่า..."
ระหว่างที่กำลังเดินคุยกับแคโรอยู่นั้น ก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเดินสวนมาทางฟุตบาทฝั่งตรงข้าม
อ้าว ใส่ชุดนักเรียนของ 'สถาบัน' ซะด้วยสิ แปลกแฮะที่มาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้
'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ตั้งอยู่คนละฟากของเมืองหลวงเลยนะ สำหรับพวกนั้นแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรก็คงไม่ค่อยอยากจะมาเหยียบฝั่งนี้หรอกมั้ง
"อ๊ะ"
"เอ๊ะ?"
พอได้ยินเสียงอุทานจากฝั่งนั้น ฉันก็หันไปมอง แล้วก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักกันหมาดๆ นี่เอง
"เนโรนี่เอง"
"อ่าา... เอ่อ... เคล... เอ๊ะ หรือซีลนะ?"
"...คีลต่างหากล่ะ"
อ้อ ใช่ๆ คีลนั่นเอง
นักเรียนจาก 'สถาบัน' ที่มาสังเกตการณ์ตอนฉันไปทำงานพิเศษให้ท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ ส่วนอีกคน... อ่า... นึกชื่อไม่ออกแฮะ ไอ้หมอนั่นผมสีดำสินะ วันนี้ไม่เห็นมาด้วยเลย
"คนรู้จักของเนโรเหรอ?"
"อ่า ก็พอจะรู้จักกันอยู่นิดหน่อยแหละมั้ง...? นี่คีล สไลม์แมน... เอ๊ะ หรืออะไรนะ? เป็นนักเรียนปีสี่จาก 'สถาบัน' น่ะ"
"...คีล สเลแมนต่างหาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เกือบถูกแล้วเชียว! สเลแมนนี่เอง ทายถูกตั้ง 4 ใน 5 ตัวอักษรแน่ะ!
"สเลแมน... หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลเอิร์ลสเลแมนแห่งเบลฟาสต์คะ?"
"ใช่แล้วล่ะ รู้จักด้วยเหรอเนี่ย?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวล่าช้าค่ะ ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ"
"ตระกูลเรียตต์... บุตรีแห่งตระกูลมาร์ควิสเรียตต์จากเรกูลัสสินะครับ ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับ"
อะไรกันๆ รู้จักตระกูลของอีกฝ่ายกันด้วยเหรอเนี่ย พวกขุนนางนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ
เห็นว่าขุนนางทุกบ้านจะต้องมีหนังสือ 'ทำเนียบขุนนาง' เล่มหนาเตอะติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องท่องจำข้อมูลของขุนนางจากประเทศต่างๆ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย นี่มันขุมนรกชัดๆ...
คีลหันไปทางเด็กผู้ชายอีกสองคนที่เดินตามมาข้างหลัง
"สองคนนี้คือรุ่นน้องของฉันเอง ฟิล เรทรา กับ อัลคูรา เฮลไกอา ทั้งคู่เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งปีนี้แหละ"
"หวัดดีคร้าบ ฟิล เรทราคร้าบผม"
"อัลคูรา เฮลไกอา"
รุ่นน้องของคีลที่เป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสองคนนี้ ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแฮะ
คนที่ชื่อฟิลตัวสูงโย่ง ผิวสีแทนคล้ำแดด ท่าทางกะล่อนสุดๆ โพกผ้าคาดผมประดับขนนก ใส่ตุ้มหู แถมยังใส่กำไลข้อมือสีเงินสีทองเต็มไปหมดเลย
ส่วนคนที่ชื่ออัลคูรากลับมีผิวขาวซีดเป็นไก่ต้ม ถึงจะสูงกว่าฉัน แต่ก็ถือว่าเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แถมยังทำท่าทางอวดดีอีกต่างหาก อ้อ แล้วก็ดูจะเจ้าเนื้อนิดๆ ด้วยนะ
"ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ ส่วนนี่ก็เนโร เพื่อนร่วมชั้นของดิฉันเอง"
"เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ฉันก้มหัวทักทายพวกเขาเบาๆ
"ซิลลูเอสก้า...? ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย เป็นขุนนางจากประเทศไหนเหรอ?"
เด็กผู้ชายที่ชื่ออัลคูราถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ พอมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าหูของเขาแหลมๆ ด้วยแฮะ เอลฟ์เหรอ... ไม่สิ ผิวซีดๆ แบบนี้ น่าจะเป็นเผ่าปีศาจมากกว่ามั้ง?
"อ้อ ฉันไม่ใช่ขุนนางหรอกนะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็มีนามสกุลได้น่ะ..."
"อะไรกัน ที่แท้ก็พวกไพร่หรอกเหรอ ทำให้สับสนซะได้"
"ห๋า?"
อะไรวะเนี่ย ไอ้หมอนี่...
คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ ทำเอาฉันที่ปกติเป็นคนใจเย็นถึงกับปรี๊ดแตกเลยนะจะบอกให้ (ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น ฉันไม่ได้ยินหรอกนะเออ!)
"แหมๆๆ... ทางคุณคงจะเป็นผู้ดีมีตระกูลสูงส่งสินะคะ..."
"หึ! ไพร่อย่างเธอจะรู้จักก็ไม่แปลกหรอก ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่แห่งอาณาจักรเฮลไกอา! ไม่ใช่พวกขุนนางชั้นปลายแถวพรรค์นั้นหรอกนะ!"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวกร่างคับโลกขนาดนี้ ที่แท้ก็พวกคุณชายลูกแหง่ที่เอาชาติกำเนิดมาตีค่าเป็นความสามารถของตัวเองนี่เอง!"
"หนอย...!? ก แก! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีมารบหลู่ข้าเชียวรึ!"
คุณชายเผ่าปีศาจหน้าซีดเป็นไก่ต้ม บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด อ้าวเฮ้ย!? ทางนี้ก็โกรธเหมือนกันนะเว้ย!?
"ใครเป็นไพร่ชั้นต่ำยะ! ไอ้คุณชายขี้โรค! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของแก แล้วฉันก็ไม่ใช่ประชาชนของแกด้วย! จะเป็นเจ้าชายหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเว้ย! เข้าใจไหม ไอ้คุณชายสมองกลวง!"
"อ๊ากก...!? หนอย หนอยยย...!"
พอฉันสวนกลับเป็นชุด คุณชายเผ่าปีศาจก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
"เดี๋ยวก่อน เนโร! พูดแรงไปแล้วนะ!"
"อัลคูรา! นายเองก็เสียมารยาทกับฝ่ายนั้นนะ! ในเมื่อเป็นนักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าฐานะทางสังคมไม่มีความหมายแล้ว จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาข่มคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
แคโรกับคีลรีบเข้ามาห้ามทัพพวกเราไว้ ไอ้หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอามือปิดปากกลั้นขำจนตัวสั่น นี่ขำอยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคโดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้คนละฝั่ง แต่เราก็ยังจ้องหน้ากันเขม็งเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ เอาสิ! ถ้าไอ้คุณชายหน้าซีดนี่กล้าแหยมเข้ามาล่ะก็ ฉันก็จะสวนกลับให้หงายเงิบไปเลยคอยดู!
หนุ่มกะล่อนที่กำลังพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง หันไปกระซิบกับคีล
"รุ่นพี่คีลครับ ขืนปล่อยให้แยกย้ายกันไปแบบนี้ คงได้แค้นฝังหุ่นกันไปตลอดชาติแหงๆ เลยนะครับเนี่ย?"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
"ก็พวกเราต่างก็อยากจะเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นนี่ครับ ถ้าจะให้ตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดง ก็ต้องใช้วิธี 'นั้น' ใช่ไหมล่ะครับ?"
"จะให้เอาเฟรมเกียร์มาประลองกันงั้นเหรอ? แต่กฎห้ามไม่ให้นักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ประลองกันเองนอกเหนือจากใน 'งานประลอง' นะ"
"แต่อาร์มเกียร์ไม่ได้ถูกสั่งห้ามนี่ครับ?"
"นั่นมันก็จริงอยู่หรอก แต่..."
คีลดูลังเลกับข้อเสนอของหนุ่มกะล่อน จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายหน้าซีดก็สะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของคีล
"ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่คีล! ผมจะสั่งสอนมารยาทให้ไอ้เด็กเตี้ยนี่เองครับ!"
"ใครเตี้ยยะ! แกเองก็เตี้ยเหมือนกันแหละ!"
"ข้าสูงกว่าแกก็แล้วกัน!"
"หาาา!? ก็สูงกว่าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่รึไงยะ!"
นี่ไอ้หนุ่มกะล่อน! เลิกพึมพำว่า 'ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้...!' แล้วก็กลั้นขำสักทีจะได้ไหมยะ!
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคต่างก็โดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้อีกรอบ แต่เราก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะอัดมันให้น่วมเลยคอยดู!
แคโรที่ล็อกตัวฉันอยู่ข้างหลัง หันไปถามคีล
"จะให้ประลองด้วยอาร์มเกียร์จริงๆ เหรอคะ?"
"ฉันว่านั่นน่าจะเป็นวิธีจบปัญหาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ... แล้วอีกอย่าง ก็อยากจะดัดนิสัยอวดดีของหมอนั่นซะหน่อยด้วย"
"เอ๊ะ?"
"อ้อ หมายถึงทางนี้น่ะ พอดีพวกเรากำลังจะไปทำธุระที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีอาร์มเกียร์ให้ยืมใช้ได้ แล้วก็ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบด้วย เดี๋ยวให้ไปประลองกันที่นั่นแหละ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
ด้วยข้อเสนอของคีล ทำให้พวกเราตกลงที่จะไปตัดสินปัญหาด้วยการประลองอาร์มเกียร์เข้าทางฉันเลย จะได้อัดมันให้น่วมไปเลย
""ฮึ่ม!""
ฉันพยายามเลี่ยงไม่มองหน้าไอ้คุณชายขี้โรค แล้วเดินตามหลังพวกคีลไป
อ๊ะ ต้องขอโทษแคโรที่ลากเข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้วสิ
"ขอโทษนะ คงต้องกินมื้อเที่ยงสายหน่อยแล้วล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเนโรแล้วมีเรื่องตื่นเต้นตลอดเลย สนุกดีออก ดีใจจังที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน"
เอ่อ... นี่ชมหรือเปล่าเนี่ย? หมายความในแง่ดีใช่ไหม?
พวกคีลเดินนำหน้าไปยังเขตชานเมือง แถวๆ ชานเมืองใกล้กับ 'วิทยาลัย' เดินไปได้สักพักก็ถึงอาคารที่ดูเหมือนโรงงานเก่าๆ แห่งหนึ่ง เสียงเคาะเหล็กและเสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดออกมาถึงข้างนอก
จะให้มาประลองอาร์มเกียร์กันที่นี่เหรอเนี่ย? ก็ดูกว้างขวางดีอยู่นะ
ตรงประตูทางเข้าบานใหญ่ มีป้ายเหล็กหนาๆ แขวนอยู่ บนนั้นมีตัวหนังสือที่เหมือนใช้พู่กันเขียนลวกๆ เอาไว้ด้วยสีทาบ้าน ป้ายชื่อร้านเหรอเนี่ย?
"โรงงานเวทมนตร์... 'ซีกเกอร์ส' (Seekers)...?"
.
"หยุดการประลองได้! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
"เยส!"
ฉันเผลอชูหมัดอาร์มเกียร์ขึ้นชนกันเพื่อฉลองชัยชนะอย่างลืมตัว
การทำแบบนี้อาจจะดูเป็นการหยามเกียรติคู่ต่อสู้ไปสักหน่อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปากดีใส่ฉันก่อน ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ฉันเลือกคู่ประลองแบบสุ่ม แต่ดันสุ่มไปเจอพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้าเข้าอย่างจัง
ก่อนเริ่มการประลอง ยัยนั่นพล่ามใส่ฉันสารพัด ทั้งบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับท่านเซลด้าบ้างล่ะ หาว่าเป็นสามัญชนที่ริอ่านตีตัวเสมอเจ้านายบ้างล่ะ สารพัดจะหามาด่า
ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน แต่พอสัญญาณเริ่มการประลองดังปุ๊บ ฉันก็ซัดหมัดขวาตรงเข้าใส่แบบเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ใช้เวลาประลองแค่ไม่กี่วินาทีเองมั้ง หึหึ สะใจชะมัด
ถึงจะชนะมาได้ แต่ดาวที่ได้มาก็มีแค่ดวงเดียว เพราะการประลองแบบสุ่มจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร เลยไม่สามารถวางเงินเดิมพันหนักๆ หรือ เกทับ(เรส) ได้เลย
ถ้าขืนยังเก็บดาวทีละดวงสองดวงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ทันการคัดตัวแทน 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนเอาก็ได้ ถึงตอนนี้อันดับฉันจะยังอยู่ที่แปด แต่ถ้ามีคนไหนเล่นใหญ่เดิมพันเยอะๆ แล้วชนะรวดขึ้นมา โอกาสโดนแซงก็มีสูงลิบลิ่วเลยล่ะ
ใจจริงก็อยากจะหาทางโกยดาวเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอกนะ...
หลังจากเก็บอาร์มเกียร์เข้าโรงเก็บหุ่นเสร็จ แคโรก็มายืนรอฉันอยู่
เห็นว่าแคโรเพิ่งประลอง 【การประลองดารา】 เสร็จเหมือนกัน และแน่นอนว่าเอาชนะมาได้อย่างใสสะอาด
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับที่สิบแปดของชั้นปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่อันดับสิบแปดร่วมเหมือนกัน เพราะงั้นอันดับที่แท้จริงมันเลยกะเกณฑ์ยากไปหน่อย
รุ่นพี่ชิบะ อาจารย์สอนดาบของฉันบอกว่า ในช่วงเทอมแรกของนักเรียนปีหนึ่ง อันดับมักจะสูสีเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ในความเป็นจริง มีนักเรียนหลายคนที่เคยได้เป็นตัวแทนตอนปีหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอีกเลยก็มีถมไป นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปีในการขึ้นเป็นปีสอง เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะแบ่งแยกฝีมือระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
มื้อเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะไปกินที่โรงอาหารวิทยาลัยกับแคโร... แต่ก็นะ ช่วงนี้ฉันตกเป็นเป้าสายตาของพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้า เลยมักจะเลี่ยงไปกินข้าวข้างนอกมากกว่า
โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้มีเรียนสาย เลยมีเวลาพอที่จะออกไปกินไกลๆ ได้สบายๆ
"ช่วงบ่ายเป็นวิชาบังคับ 'มารยาทขุนนาง' สินะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' นี่จำเป็นต้องเรียนเรื่องมารยาทขุนนางด้วยเหรอเนี่ย?"
"ถ้าเป็นแค่ 'ทรูปเปอร์' ธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเก่งระดับที่ได้เข้าร่วม 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 โอกาสที่จะได้พบปะกับพวกขุนนางหรือแม้แต่ราชวงศ์ก็จะมีสูงมาก ถ้าไม่อยากทำตัวขายหน้าก็ควรจะเรียนรู้เอาไว้ อีกอย่าง 'ทรูปเปอร์' ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่ากับอัศวินซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยนะ อาจจะได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนาง หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันคนพวกนั้นก็ได้"
"สำหรับแคโรที่เกิดมาเป็นขุนนางอยู่แล้วก็คงจะชินล่ะนะ..."
ไอ้วิชา 'มารยาทขุนนาง' อะไรเนี่ย มันจุกจิกน่ารำคาญสุดๆ ไปเลย! ทั้งเรื่องวิธีการเดิน การใช้คำพูดที่ต้องอ้อมค้อม การโต้ตอบบทสนทนา ไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ไปหมด ฉันนี่อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
"แต่ว่านะ ตอนกินข้าว มารยาทบนโต๊ะอาหารของเนโรก็ถือว่าเป๊ะมากเลยนะ ไปเรียนมาจากไหนล่ะนั่น?"
"ก็อาจารย์นั่นแหละ จู้จี้จุกจิกเรื่องพวกนี้สุดๆ ไปเลย..."
ปกติก็ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ดีอะไรหรอกนะ แต่เวลาแกพาไปกินอาหารตามร้านหรูๆ แกจะเข้มงวดเรื่องพวกนี้มากเลยล่ะ แกบอกว่า 'มารยาทคือการแสดงความใส่ใจที่จะไม่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด' ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ต้องเคารพกฎและมารยาทของเขาสิ
แถมยังบอกอีกนะว่า ลูกค้าคนอื่นๆ เขาก็มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้าน การไปทำลายบรรยากาศเหล่านั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงเลยล่ะ
แต่อาจารย์ก็เสริมไว้อีกว่า ถ้าเจอร้านที่มีกฎระเบียบงี่เง่าเกินไปก็ไม่ต้องไปทนกินหรอกนะ อย่างพวกร้านที่มี 'กฎเหล็ก' แปลกๆ เช่น ห้ามคุยกันระหว่างทาน หรือต้องกินจานนี้ก่อนจานนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ อาจารย์บอกว่าร้านพวกนี้มีไว้สำหรับ 'ลูกค้าประจำที่ชอบอะไรแบบนี้' เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องไปกินก็จบ
ก็นะ ฉันเองก็ขอผ่านพวกร้านที่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' หรือบังคับว่า 'ต้องกินไอ้นี่ก่อนนะ แล้วค่อยกินไอ้นั่น' เหมือนกันแหละ ต่อให้อาหารจะอร่อยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าต้องมากินไปด้วยความหงุดหงิดแบบนั้นล่ะก็ ฉันขอบายดีกว่า
"แล้วจะไปกินร้านไหนดีล่ะ? ร้านพาเรนต์เหมือนเดิมไหม?"
"ไม่ล่ะ วันนี้ลองไปหาร้านใหม่ๆ กินกันดีกว่า..."
ระหว่างที่กำลังเดินคุยกับแคโรอยู่นั้น ก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเดินสวนมาทางฟุตบาทฝั่งตรงข้าม
อ้าว ใส่ชุดนักเรียนของ 'สถาบัน' ซะด้วยสิ แปลกแฮะที่มาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้
'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ตั้งอยู่คนละฟากของเมืองหลวงเลยนะ สำหรับพวกนั้นแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรก็คงไม่ค่อยอยากจะมาเหยียบฝั่งนี้หรอกมั้ง
"อ๊ะ"
"เอ๊ะ?"
พอได้ยินเสียงอุทานจากฝั่งนั้น ฉันก็หันไปมอง แล้วก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักกันหมาดๆ นี่เอง
"เนโรนี่เอง"
"อ่าา... เอ่อ... เคล... เอ๊ะ หรือซีลนะ?"
"...คีลต่างหากล่ะ"
อ้อ ใช่ๆ คีลนั่นเอง
นักเรียนจาก 'สถาบัน' ที่มาสังเกตการณ์ตอนฉันไปทำงานพิเศษให้ท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ ส่วนอีกคน... อ่า... นึกชื่อไม่ออกแฮะ ไอ้หมอนั่นผมสีดำสินะ วันนี้ไม่เห็นมาด้วยเลย
"คนรู้จักของเนโรเหรอ?"
"อ่า ก็พอจะรู้จักกันอยู่นิดหน่อยแหละมั้ง...? นี่คีล สไลม์แมน... เอ๊ะ หรืออะไรนะ? เป็นนักเรียนปีสี่จาก 'สถาบัน' น่ะ"
"...คีล สเลแมนต่างหาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เกือบถูกแล้วเชียว! สเลแมนนี่เอง ทายถูกตั้ง 4 ใน 5 ตัวอักษรแน่ะ!
"สเลแมน... หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลเอิร์ลสเลแมนแห่งเบลฟาสต์คะ?"
"ใช่แล้วล่ะ รู้จักด้วยเหรอเนี่ย?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวล่าช้าค่ะ ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ"
"ตระกูลเรียตต์... บุตรีแห่งตระกูลมาร์ควิสเรียตต์จากเรกูลัสสินะครับ ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับ"
อะไรกันๆ รู้จักตระกูลของอีกฝ่ายกันด้วยเหรอเนี่ย พวกขุนนางนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ
เห็นว่าขุนนางทุกบ้านจะต้องมีหนังสือ 'ทำเนียบขุนนาง' เล่มหนาเตอะติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องท่องจำข้อมูลของขุนนางจากประเทศต่างๆ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย นี่มันขุมนรกชัดๆ...
คีลหันไปทางเด็กผู้ชายอีกสองคนที่เดินตามมาข้างหลัง
"สองคนนี้คือรุ่นน้องของฉันเอง ฟิล เรทรา กับ อัลคูรา เฮลไกอา ทั้งคู่เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งปีนี้แหละ"
"หวัดดีคร้าบ ฟิล เรทราคร้าบผม"
"อัลคูรา เฮลไกอา"
รุ่นน้องของคีลที่เป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสองคนนี้ ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแฮะ
คนที่ชื่อฟิลตัวสูงโย่ง ผิวสีแทนคล้ำแดด ท่าทางกะล่อนสุดๆ โพกผ้าคาดผมประดับขนนก ใส่ตุ้มหู แถมยังใส่กำไลข้อมือสีเงินสีทองเต็มไปหมดเลย
ส่วนคนที่ชื่ออัลคูรากลับมีผิวขาวซีดเป็นไก่ต้ม ถึงจะสูงกว่าฉัน แต่ก็ถือว่าเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แถมยังทำท่าทางอวดดีอีกต่างหาก อ้อ แล้วก็ดูจะเจ้าเนื้อนิดๆ ด้วยนะ
"ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ ส่วนนี่ก็เนโร เพื่อนร่วมชั้นของดิฉันเอง"
"เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ฉันก้มหัวทักทายพวกเขาเบาๆ
"ซิลลูเอสก้า...? ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย เป็นขุนนางจากประเทศไหนเหรอ?"
เด็กผู้ชายที่ชื่ออัลคูราถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ พอมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าหูของเขาแหลมๆ ด้วยแฮะ เอลฟ์เหรอ... ไม่สิ ผิวซีดๆ แบบนี้ น่าจะเป็นเผ่าปีศาจมากกว่ามั้ง?
"อ้อ ฉันไม่ใช่ขุนนางหรอกนะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็มีนามสกุลได้น่ะ..."
"อะไรกัน ที่แท้ก็พวกไพร่หรอกเหรอ ทำให้สับสนซะได้"
"ห๋า?"
อะไรวะเนี่ย ไอ้หมอนี่...
คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ ทำเอาฉันที่ปกติเป็นคนใจเย็นถึงกับปรี๊ดแตกเลยนะจะบอกให้ (ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น ฉันไม่ได้ยินหรอกนะเออ!)
"แหมๆๆ... ทางคุณคงจะเป็นผู้ดีมีตระกูลสูงส่งสินะคะ..."
"หึ! ไพร่อย่างเธอจะรู้จักก็ไม่แปลกหรอก ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่แห่งอาณาจักรเฮลไกอา! ไม่ใช่พวกขุนนางชั้นปลายแถวพรรค์นั้นหรอกนะ!"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวกร่างคับโลกขนาดนี้ ที่แท้ก็พวกคุณชายลูกแหง่ที่เอาชาติกำเนิดมาตีค่าเป็นความสามารถของตัวเองนี่เอง!"
"หนอย...!? ก แก! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีมารบหลู่ข้าเชียวรึ!"
คุณชายเผ่าปีศาจหน้าซีดเป็นไก่ต้ม บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด อ้าวเฮ้ย!? ทางนี้ก็โกรธเหมือนกันนะเว้ย!?
"ใครเป็นไพร่ชั้นต่ำยะ! ไอ้คุณชายขี้โรค! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของแก แล้วฉันก็ไม่ใช่ประชาชนของแกด้วย! จะเป็นเจ้าชายหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเว้ย! เข้าใจไหม ไอ้คุณชายสมองกลวง!"
"อ๊ากก...!? หนอย หนอยยย...!"
พอฉันสวนกลับเป็นชุด คุณชายเผ่าปีศาจก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
"เดี๋ยวก่อน เนโร! พูดแรงไปแล้วนะ!"
"อัลคูรา! นายเองก็เสียมารยาทกับฝ่ายนั้นนะ! ในเมื่อเป็นนักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าฐานะทางสังคมไม่มีความหมายแล้ว จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาข่มคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
แคโรกับคีลรีบเข้ามาห้ามทัพพวกเราไว้ ไอ้หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอามือปิดปากกลั้นขำจนตัวสั่น นี่ขำอยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคโดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้คนละฝั่ง แต่เราก็ยังจ้องหน้ากันเขม็งเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ เอาสิ! ถ้าไอ้คุณชายหน้าซีดนี่กล้าแหยมเข้ามาล่ะก็ ฉันก็จะสวนกลับให้หงายเงิบไปเลยคอยดู!
หนุ่มกะล่อนที่กำลังพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง หันไปกระซิบกับคีล
"รุ่นพี่คีลครับ ขืนปล่อยให้แยกย้ายกันไปแบบนี้ คงได้แค้นฝังหุ่นกันไปตลอดชาติแหงๆ เลยนะครับเนี่ย?"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
"ก็พวกเราต่างก็อยากจะเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นนี่ครับ ถ้าจะให้ตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดง ก็ต้องใช้วิธี 'นั้น' ใช่ไหมล่ะครับ?"
"จะให้เอาเฟรมเกียร์มาประลองกันงั้นเหรอ? แต่กฎห้ามไม่ให้นักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ประลองกันเองนอกเหนือจากใน 'งานประลอง' นะ"
"แต่อาร์มเกียร์ไม่ได้ถูกสั่งห้ามนี่ครับ?"
"นั่นมันก็จริงอยู่หรอก แต่..."
คีลดูลังเลกับข้อเสนอของหนุ่มกะล่อน จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายหน้าซีดก็สะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของคีล
"ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่คีล! ผมจะสั่งสอนมารยาทให้ไอ้เด็กเตี้ยนี่เองครับ!"
"ใครเตี้ยยะ! แกเองก็เตี้ยเหมือนกันแหละ!"
"ข้าสูงกว่าแกก็แล้วกัน!"
"หาาา!? ก็สูงกว่าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่รึไงยะ!"
นี่ไอ้หนุ่มกะล่อน! เลิกพึมพำว่า 'ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้...!' แล้วก็กลั้นขำสักทีจะได้ไหมยะ!
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคต่างก็โดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้อีกรอบ แต่เราก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะอัดมันให้น่วมเลยคอยดู!
แคโรที่ล็อกตัวฉันอยู่ข้างหลัง หันไปถามคีล
"จะให้ประลองด้วยอาร์มเกียร์จริงๆ เหรอคะ?"
"ฉันว่านั่นน่าจะเป็นวิธีจบปัญหาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ... แล้วอีกอย่าง ก็อยากจะดัดนิสัยอวดดีของหมอนั่นซะหน่อยด้วย"
"เอ๊ะ?"
"อ้อ หมายถึงทางนี้น่ะ พอดีพวกเรากำลังจะไปทำธุระที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีอาร์มเกียร์ให้ยืมใช้ได้ แล้วก็ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบด้วย เดี๋ยวให้ไปประลองกันที่นั่นแหละ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
ด้วยข้อเสนอของคีล ทำให้พวกเราตกลงที่จะไปตัดสินปัญหาด้วยการประลองอาร์มเกียร์เข้าทางฉันเลย จะได้อัดมันให้น่วมไปเลย
""ฮึ่ม!""
ฉันพยายามเลี่ยงไม่มองหน้าไอ้คุณชายขี้โรค แล้วเดินตามหลังพวกคีลไป
อ๊ะ ต้องขอโทษแคโรที่ลากเข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้วสิ
"ขอโทษนะ คงต้องกินมื้อเที่ยงสายหน่อยแล้วล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเนโรแล้วมีเรื่องตื่นเต้นตลอดเลย สนุกดีออก ดีใจจังที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน"
เอ่อ... นี่ชมหรือเปล่าเนี่ย? หมายความในแง่ดีใช่ไหม?
พวกคีลเดินนำหน้าไปยังเขตชานเมือง แถวๆ ชานเมืองใกล้กับ 'วิทยาลัย' เดินไปได้สักพักก็ถึงอาคารที่ดูเหมือนโรงงานเก่าๆ แห่งหนึ่ง เสียงเคาะเหล็กและเสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดออกมาถึงข้างนอก
จะให้มาประลองอาร์มเกียร์กันที่นี่เหรอเนี่ย? ก็ดูกว้างขวางดีอยู่นะ
ตรงประตูทางเข้าบานใหญ่ มีป้ายเหล็กหนาๆ แขวนอยู่ บนนั้นมีตัวหนังสือที่เหมือนใช้พู่กันเขียนลวกๆ เอาไว้ด้วยสีทาบ้าน ป้ายชื่อร้านเหรอเนี่ย?
"โรงงานเวทมนตร์... 'ซีกเกอร์ส' (Seekers)...?"
034 การดวลที่ 'ซีกเกอร์ส'
.
"อย่ามัวแต่ชักช้าดิวะ! ขืนทำเหยาะแหยะเดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอให้หรอก!"
"ไม่ใช่ตรงนั้นโว้ย! บอกว่าอีกฝั่งไง! ตาบอดหรือไงวะ!"
"อย่าเอาอะไหล่มาวางเกะกะตรงนี้สิวะ! เดี๋ยวพ่อก็ทุบกบาลแยกหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย!"
พอเดินเข้ามาในบริเวณโรงงาน เสียงตะโกนด่าทอก็ดังลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง
คนงานที่นี่แต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ตัวใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น ดูน่าอึดอัดชะมัด
"ที่นี่ดูเถื่อนๆ จังเลยนะ..."
"งั้นเหรอ? โรงงานเหล็กทั่วๆ ไปก็ประมาณนี้แหละมั้ง?"
แคโรขมวดคิ้วนิดๆ พลางมองซ้ายมองขวา ก็นะ คุณหนูลูกขุนนางมาเจอสถานที่แบบนี้ครั้งแรกก็คงจะตื่นตกใจเป็นธรรมดา
คนงานส่วนใหญ่เป็นพวกกล้ามโตก็จริง แต่ก็มีคนแคระปะปนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
อ๊ะ มีผู้หญิงด้วยแฮะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้หญิงเลยสักทีเดียว
แต่ก็นะ... ผู้หญิงไม่กี่คนนั้นก็กล้ามโตไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ... หืม?
รู้สึกเหมือนมีคนหน้าคุ้นๆ กำลังทำหน้าตกใจมองมาทางนี้ด้วยแฮะ เด็กคนนั้นไม่ได้กล้ามโตนี่นา เดี๋ยวนะ...
"เอ๊ะ? คุณเนโรกับคุณแคโร?"
"ลาล่า? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?"
เพื่อนร่วมชั้นของเรา ลาล่าในชุดช่างเดินเข้ามากระโดดเหยงๆ ทักทาย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอที่นี่
"ที่นี่เป็นโรงงานคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันก็เลยแวะมาช่วยงานพาร์ตไทม์บ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ฉันเลยแนะนำคีลกับคนอื่นๆ ให้ลาล่ารู้จัก คีลทักทายอย่างสุภาพ ส่วนหนุ่มกะล่อนก็ทักทายแบบทีเล่นทีจริง แต่คุณชายขี้โรคกลับเมินหน้าหนี ไม่ยอมมองมาทางนี้เลยสักนิด เพราะลาล่าเป็นสามัญชนเลยเมินงั้นเหรอ หรือว่ากะจะประชดฉันกันแน่... ไอ้หมอนี่ จำไว้เลยนะ
คีลหันไปถามลาล่า
"แล้วเถ้าแก่ล่ะอยู่ไหน?"
"คุณลุงเหรอคะ? น่าจะ... อ๊ะ กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะ"
พอหันไปตามที่ลาล่าบอก ก็เห็นอาร์มเกียร์ตัวหนึ่งเดินเสียงดัง ตึงตัง! ตรงเข้ามา... อาร์มเกียร์เหรอ? ไม่สิ ดูแปลกๆ อยู่นะ...?
"โอ้! นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายบ้านสเลแมนนี่เอง"
เสียงคุณลุงดังมาจากอาร์มเกียร์ตัวนั้น ทันใดนั้น อาร์มเกียร์ก็แตกออกดัง ปั๊ก!
ชิ้นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน แล้วคุณลุงหนวดเคริ้มก็โผล่พรวดออกมาจากอาร์มเกียร์ที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ที่คายคุณลุงหนวดเคริ้มออกมากลับมาประกอบร่างกันใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แต่กลายเป็นโกเลมรูปร่างเหมือนหมีตัวเบ้อเริ่มแทน
ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาร์มเกียร์ นี่มันโกเลมติดอาวุธนี่นา!
เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โกเลมติดอาวุธก็สมชื่อเลย คือโกเลมที่เอาไว้สวมใส่เหมือนชุดเกราะ
แต่ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเป็นอาวุธแล้ว ยังมีโกเลมติดอาวุธหน้าตาแบบนี้ด้วย
"พากันมาเป็นพรวนเลย มีธุระอะไรล่ะ?"
"เอ่อ... พวกเราอยากจะขอใช้ลานประลองอาร์มเกียร์หน่อยน่ะครับ พอจะให้ยืมสถานที่กับอุปกรณ์สักชุดได้ไหมครับ?"
"โห คุณชายจะลงแข่งเองเรอะ?"
"เปล่าครับ สองคนนี้ต่างหาก"
คีลแนะนำฉันกับคุณชายขี้โรค ฉันก้มหัวทักทายเล็กน้อย ส่วนคุณชายขี้โรคก็ยังคงทำหน้าบูดหันไปทางอื่นเหมือนเดิม
"แม่หนูตัวกะเปี๊ยกกับไอ้หนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะเรอะ?"
""ไม่เปี๊ยกเว้ย!!""
บ้าเอ๊ย ดันไปประสานเสียงกับคุณชายขี้โรคซะได้ พอฉันหันไปมองหน้ามัน มันก็จ้องฉันกลับเหมือนกัน มองอะไรยะ หาเรื่องเหรอ...!
"เอาเถอะ พอดีเพิ่งซ่อมเสร็จไปสองตัว ถึงจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ทนทานดี เอาไปใช้ได้เลย ตามมาสิ"
"ขอบคุณมากครับ"
พวกเราเดินตามคุณลุงหนวดเคริ้มเข้าไปด้านในโรงงาน
หลังโรงงานมีลานกว้างๆ อยู่ มุมนึงมีซากชิ้นส่วนอาร์มเกียร์กองเป็นภูเขาเลากาเลย
สำหรับฉันมันก็แค่กองขยะดีๆ นี่เอง แต่คงจะเอามาซ่อมแซมแล้วใช้ใหม่ล่ะมั้ง
หน้ากองขยะนั่น มีอาร์มเกียร์สองเครื่องจอดอยู่ นี่มันรุ่นคุณทวดเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย...? ดูเก่ากว่ารุ่นตกรุ่นที่ใช้ฝึกใน 'วิทยาลัย' ซะอีกนะ?
"ว้าว! ไรน์วัลด์ (Rheinwald) ของบริษัทซีแม็ค (Zimmad) นี่นา! แถมเป็นรุ่นแรกเริ่มด้วย! คลาสสิกสุดๆ ไปเลยค่ะ!"
ลาล่าวิ่งปรี่เข้าไปหาอาร์มเกียร์สองเครื่องนั้นอย่างกับเด็กเจอของเล่น ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นโปรดของเธอสินะ
"เจ้านี่ทนทานพอที่จะให้พวกเธอฟาดฟันกันได้เต็มที่เลยล่ะ ยังไงก็ตั้งใจจะเปลี่ยนเกราะใหม่อยู่แล้ว เอาไปซัดกันให้เต็มที่เลย"
"ขอบคุณครับ เอาล่ะ ตกลงว่าทั้งสองคนจะตัดสินกันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม?"
"เอาสิ"
"ไม่มีปัญหา"
คุณชายขี้โรคหันมาทางฉันแล้วทำเสียงขึ้นจมูก ชิ น่าหมั่นไส้จริงๆ...!
อาร์มเกียร์สองเครื่องถูกลากไปไว้คนละฝั่งของลานประลอง ดูเหมือนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากับคนขับสินะ
จังหวะที่ฉันกำลังเดินไปที่อาร์มเกียร์เครื่องหนึ่ง คุณชายขี้โรคก็พูดแขวะมาจากข้างหลัง
"ถ้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ก็รีบยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ซะเถอะ ข้าเป็นคนใจกว้างนะ ถ้าเจ้ายอมก้มหัวขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะยอมยกโทษให้ก็ได้นะ?"
"หา? คนที่จะอับอายขายขี้หน้ามันแกต่างหากล่ะย่ะ แล้วอีกอย่าง จะมาปอดแหกขอเลิกกลางคันเนี่ย ไม่ใช่แค่เตี้ยนะ แต่ใจยังมดอีกต่างหาก สมกับเป็นคุณชายขี้โรคจริงๆ"
"ห๊ะ...!? กะ... กะ... แก...! กล้าดีนักนะ! มาพูดจาสามหาวกับเจ้าชายแห่งประเทศนี้ได้ยังไง!"
"องค์ชายลำดับที่สี่ใช่ไหมล่ะ? โชคดีของประเทศแกนะเนี่ยที่แกไม่ใช่รัชทายาท ไม่งั้นประเทศคงได้ล่มจมแหงๆ! เฮลไกอาโชคดีจริงๆ!"
"หนอยยย...! ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
คุณชายขี้โรคหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป หึ คิดจะมาประลองฝีปากกับฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ การพูดยั่วโมโหคู่ต่อสู้เพื่อหาข้ออ้างป้องกันตัวเนี่ย ถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักผจญภัยเชียวนะ!
การปรับแต่งหุ่นฝั่งฉัน ลาล่าจะเป็นคนจัดการให้ ส่วนฝั่งโน้นคุณลุงหนวดเคริ้มคงเป็นคนดูให้ล่ะมั้ง
รู้ตัวอีกที คนงานในโรงงานก็แห่กันมามุงดูเพียบเลย มาดูมวยฟรีสินะ?
ไปทำงานทำการกันซะสิยะ! แอบคิดแบบนั้นในใจ แต่พอเห็นบางคนนั่งกินข้าวกล่องอยู่บนโครงเหล็ก อ้อ พักเที่ยงอยู่นี่เอง โธ่เอ๊ย หิวข้าวจะแย่แล้ว รีบๆ ซัดไอ้บ้านั่นให้หมอบแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิตของอาร์มเกียร์ที่ปรับแต่งเสร็จแล้ว รุ่นนี้ต้องปีนเข้าจากด้านหลังสินะ
ปรับที่นั่งให้เข้าที่ ปล่อยพลังเวทเดินเครื่อง เช็กระบบ... ทุกอย่างปกติดี ไฟเขียวทุกจุด
"ระบบรองรับแรงกระแทก (Suspension) เป็นยังไงบ้างคะ?"
『สบายมาก ระดับนี้กำลังดีเลย』
"แล้วอาวุธล่ะคะ? เอาเป็นพวกสนับมือเหมือนเดิมไหม?"
『อืม เอาแบบนั้นแหละ ฝากด้วยนะ』
คุณลุงอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ตามสบาย ลาล่าเลยจัดสนับมือเหล็กคู่โตมาสวมให้ไรน์วัลด์ของฉัน
ฉันเหลือบมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งนั้นใช้ดาบยักษ์แฮะ ยาวกว่าตัวอาร์มเกียร์ตั้งเกือบเท่าครึ่ง ขืนโดนฟันจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่... ก็ถ้าโดนล่ะก็นะ
"ติดตั้งอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยค่ะ"
『ขอบใจจ้า งั้นลุยล่ะนะ』
ฉันเอาสนับมือเหล็กชนกันดังป้าบๆ แล้วเดินไปกลางลาน
ตอนนี้รอบลานประลองเต็มไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูเพื่อฆ่าเวลาตอนพักเที่ยง
"ฉันจะเป็นกรรมการให้เอง ทั้งสองคนไม่มีปัญหานะ?"
คีลประกาศเสียงดัง ฉันก็ยกแขนอาร์มเกียร์ขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
『คุณลุงคะ ขอถามหน่อย ถ้าอาร์มเกียร์พังยับเยินเนี่ย ต้องจ่ายค่าซ่อมไหมคะ?』
"หา? พังยับเยินเรอะ...? เอ่อ อุตส่าห์ซ่อมมาอย่างดี ถ้าพังอีกก็คง... ว่าแต่ กะจะเอาให้พังเลยเรอะ? นึกว่าแค่ประลองกันขำๆ ซะอีก..."
คุณลุงทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วเสียงน่ารำคาญของคุณชายขี้โรคก็ดังแทรกมาจากลำโพงของอาร์มเกียร์
『เหอะ! ยังไม่ทันเริ่มก็ปอดแหกกลัวหุ่นพังซะแล้ว! สมกับเป็นพวกไพร่จริงๆ... เอาเถอะ! ถ้าหุ่นพังในแมตช์นี้ ข้าจะเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้เอง! เพราะงั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ!』
『...พูดแล้วนะ?』
พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็แสยะยิ้มออกมา แคโรที่ยืนดูอยู่ข้างสนามคงเดาออกว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร เลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจ 'เฮ้อ...'
เยี่ยม! ต่อให้อาร์มเกียร์พังยับเยิน ไอ้เจ้าชายหน้าโง่นั่นก็เป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้ หมายความว่าฉันอัดได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจเลยสิ!
"พร้อมไหม? ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองได้... เฮ้ย!?"
สิ้นเสียงสัญญาณของคีล ฉันก็พุ่งตัวเข้าประชิดอาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคด้วยความเร็วสูงสุดทันที
『อึก...! ยัยนี่!』
คุณชายขี้โรคง้างดาบยักษ์ฟันกวาดในแนวนอน แต่ฉันย่อตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในระยะประชิด
ฉันง้างหมัดขวาไปด้านหลังจนสุด พร้อมกับรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' เอาไว้
ในจังหวะที่ปล่อยหมัดและบิดข้อมือ ฉันก็ปลดปล่อย 'พลังปราณ' ที่สะสมไว้ออกมา พุ่งทะลวงเป็นเกลียวสว่านเหมือนหอก
『สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์, 'หมัดทะลวงเกลียวเทวะ' (ชินระ ระเซ็นเคน)』
เปรี้ยงงงง! เสียงโลหะบิดเบี้ยวฉีกขาดดังสนั่น อาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคโดนหมัดของฉันอัดเข้าที่กลางลำตัวจนปลิวกระเด็นไปชนกองซากอะไหล่ที่อยู่ข้างหลังอย่างจัง
"หา... !?"
『กรรมการ คำตัดสินล่ะ?』
"อ๊ะ เอ๊ะ อ้อ เอ่อ เนโรคุงเป็นฝ่ายชนะ... มั้ง?"
ทำไมต้องทำเสียงไม่แน่ใจด้วยล่ะยะ ชนะเห็นๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
พอคีลประกาศผลเสร็จ เขาก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปทางคุณชายขี้โรคที่ปลิวกระเด็นไปเมื่อกี้ พ่อหนุ่มกะล่อนเองก็วิ่งตามไปติดๆ
น่าจะปลอดภัยแหละมั้ง อาร์มเกียร์มีบาเรียเวทมนตร์ป้องกันอยู่ คนขับไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บโดยตรงหรอก ก็นะ อาจจะมีจุกบ้างเพราะแรงกระแทกตอนปลิวแหละมั้ง
"เฮ้ยๆๆ! แม่หนู ใช้ 'พลังปราณ' เลยเรอะ!?"
"อ้าว คุณลุง รู้จักด้วยเหรอคะ?"
ฉันเปิดแฮตช์อาร์มเกียร์แล้วโผล่หน้าออกมา คุณลุงหนวดเคริ้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาฉัน
"ก็ใช่น่ะสิ เคยเห็นพวกเซียนๆ ใช้ในงานแข่งแบทเทิลเกียร์อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชามาอย่างโชกโชนทั้งนั้น..."
อ่าา... ก็นะ ของฉันมันแอบโกงนิดหน่อยตรงที่ใช้พลังเวทมหาศาลเข้าช่วยน่ะ
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'ตราบใดที่ไม่โดนจับได้ ก็ไม่ถือว่าโกงหรอกนะ...' ประมาณนั้นมั้ง? อ๊ะ ไม่สิ มันก็ยังเป็น 'พลังปราณ' อยู่นี่นา ไม่ถือว่าผิดกฎซะหน่อย
"คุณลุง! บาเรียที่ค็อกพิตทำงานอยู่ ไอ้หนูนี่ปลอดภัยดีครับ! แต่ตัวหุ่นพังยับเยินเลยครับ! คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดทั้งตัวเลยล่ะมั้งเนี่ย..."
"เอาจริงดิ..."
พวกคนงานแห่กันไปรุมดูคุณชายขี้โรคที่ปลิวไปกองรวมกับซากอะไหล่
"เฮ้ยๆ เอาจริงดิเนี่ย..."
"ตัวถังบิดเบี้ยวไปหมดเลย น่ากลัวชิบเป๋ง..."
"ใครก็ได้ไปเอาชะแลงมางัดที! แฮตช์ด้านหลังก็บี้จนเปิดไม่ออกแล้วเนี่ย!"
จะว่าไป อาร์มเกียร์ฝั่งฉันเอง แขนขวาที่ใช้ต่อยก็มีสภาพไม่ต่างกับคนกระดูกหัก นิ้วมือกับท่อนแขนบิดเบี้ยวไปผิดรูปเลย
"ค่าซ่อมทั้งหมดหมอนั่นบอกว่าจะจ่ายเองนี่นา คุณลุงก็ได้ยินใช่ไหมคะ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก... แต่ไอ้หนูนั่นมันจะมีปัญญาจ่ายเหรอวะ?"
"เห็นว่าเป็นถึงเจ้าชายแห่งเฮลไกอาเลยนะคะ ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้งคะ"
"อืมมม งั้นก็รอดตัวไป..."
เยี่ยม หมดปัญหาไปอีกหนึ่ง
"แคโร รอนานไหม ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เล่นซะเละเลยนะเนี่ย..."
ฉันเดินกลับไปหาแคโรที่ยืนดูอยู่ เธอยิ้มแหยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ส่วนลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่แพ้กัน
"คนเราน่ะ ตัดสินกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอกนะ เจ้านั่นคงจะได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ การเอาฐานะราชวงศ์มาเบ่งใส่คนอื่นแบบนั้น ในฐานะขุนนาง ดิฉันก็รับไม่ได้เหมือนกัน หวังว่าจะสำนึกได้บ้างนะคะ"
จะเป็นงั้นจริงเร้อ ริลิชาตอนแรกก็ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้แหละ แต่พอยัยนั่นรู้ธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' ก็ยอมเปลี่ยนท่าที
เลิกเอาเรื่องฐานันดรมาอ้างก็จริง แต่ไอ้นิสัยที่ชอบจิกกัดว่าฉันเป็นเด็กบ้านนอกเนี่ย น่าหงุดหงิดชะมัด
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ คีลก็เดินเข้ามาหา
"ไม่เป็นไร แค่สลบไปน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็ไม่ได้ห่วงซะหน่อยนี่คะ?"
"อ๊ะ อ่าา งั้นเหรอ..."
ทำไมฉันต้องไปห่วงไอ้คุณชายขี้โรคที่หยิ่งยโสโอหังแบบนั้นด้วยล่ะ แถมฉันก็ออมแรงให้ไม่บาดเจ็บหนักแล้วด้วย ไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอกน่า
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ หิวจนตาลายหมดแล้วเนี่ย"
"เอ๊ะ? อ้อ ถ้าอย่างนั้น ลองไปที่โรงอาหารตรงข้ามโรงงานนี่ดูสิ ถึงจะไม่ใช่ร้านหรูหราสำหรับผู้หญิง แต่ราคาถูก อร่อย แถมให้เยอะ รับรองอิ่มแปล้แน่นอน"
"โห ลองไปดูไหม แคโร?"
"ฉันยังไงก็ได้จ้ะ"
พวกเราเดินฝ่าวงล้อมคนงานในโรงงาน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่คีลแนะนำ
อาา... หิวจังเลย...
.
"อย่ามัวแต่ชักช้าดิวะ! ขืนทำเหยาะแหยะเดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอให้หรอก!"
"ไม่ใช่ตรงนั้นโว้ย! บอกว่าอีกฝั่งไง! ตาบอดหรือไงวะ!"
"อย่าเอาอะไหล่มาวางเกะกะตรงนี้สิวะ! เดี๋ยวพ่อก็ทุบกบาลแยกหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย!"
พอเดินเข้ามาในบริเวณโรงงาน เสียงตะโกนด่าทอก็ดังลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง
คนงานที่นี่แต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ตัวใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น ดูน่าอึดอัดชะมัด
"ที่นี่ดูเถื่อนๆ จังเลยนะ..."
"งั้นเหรอ? โรงงานเหล็กทั่วๆ ไปก็ประมาณนี้แหละมั้ง?"
แคโรขมวดคิ้วนิดๆ พลางมองซ้ายมองขวา ก็นะ คุณหนูลูกขุนนางมาเจอสถานที่แบบนี้ครั้งแรกก็คงจะตื่นตกใจเป็นธรรมดา
คนงานส่วนใหญ่เป็นพวกกล้ามโตก็จริง แต่ก็มีคนแคระปะปนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
อ๊ะ มีผู้หญิงด้วยแฮะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้หญิงเลยสักทีเดียว
แต่ก็นะ... ผู้หญิงไม่กี่คนนั้นก็กล้ามโตไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ... หืม?
รู้สึกเหมือนมีคนหน้าคุ้นๆ กำลังทำหน้าตกใจมองมาทางนี้ด้วยแฮะ เด็กคนนั้นไม่ได้กล้ามโตนี่นา เดี๋ยวนะ...
"เอ๊ะ? คุณเนโรกับคุณแคโร?"
"ลาล่า? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?"
เพื่อนร่วมชั้นของเรา ลาล่าในชุดช่างเดินเข้ามากระโดดเหยงๆ ทักทาย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอที่นี่
"ที่นี่เป็นโรงงานคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันก็เลยแวะมาช่วยงานพาร์ตไทม์บ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ฉันเลยแนะนำคีลกับคนอื่นๆ ให้ลาล่ารู้จัก คีลทักทายอย่างสุภาพ ส่วนหนุ่มกะล่อนก็ทักทายแบบทีเล่นทีจริง แต่คุณชายขี้โรคกลับเมินหน้าหนี ไม่ยอมมองมาทางนี้เลยสักนิด เพราะลาล่าเป็นสามัญชนเลยเมินงั้นเหรอ หรือว่ากะจะประชดฉันกันแน่... ไอ้หมอนี่ จำไว้เลยนะ
คีลหันไปถามลาล่า
"แล้วเถ้าแก่ล่ะอยู่ไหน?"
"คุณลุงเหรอคะ? น่าจะ... อ๊ะ กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะ"
พอหันไปตามที่ลาล่าบอก ก็เห็นอาร์มเกียร์ตัวหนึ่งเดินเสียงดัง ตึงตัง! ตรงเข้ามา... อาร์มเกียร์เหรอ? ไม่สิ ดูแปลกๆ อยู่นะ...?
"โอ้! นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายบ้านสเลแมนนี่เอง"
เสียงคุณลุงดังมาจากอาร์มเกียร์ตัวนั้น ทันใดนั้น อาร์มเกียร์ก็แตกออกดัง ปั๊ก!
ชิ้นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน แล้วคุณลุงหนวดเคริ้มก็โผล่พรวดออกมาจากอาร์มเกียร์ที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ที่คายคุณลุงหนวดเคริ้มออกมากลับมาประกอบร่างกันใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แต่กลายเป็นโกเลมรูปร่างเหมือนหมีตัวเบ้อเริ่มแทน
ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาร์มเกียร์ นี่มันโกเลมติดอาวุธนี่นา!
เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โกเลมติดอาวุธก็สมชื่อเลย คือโกเลมที่เอาไว้สวมใส่เหมือนชุดเกราะ
แต่ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเป็นอาวุธแล้ว ยังมีโกเลมติดอาวุธหน้าตาแบบนี้ด้วย
"พากันมาเป็นพรวนเลย มีธุระอะไรล่ะ?"
"เอ่อ... พวกเราอยากจะขอใช้ลานประลองอาร์มเกียร์หน่อยน่ะครับ พอจะให้ยืมสถานที่กับอุปกรณ์สักชุดได้ไหมครับ?"
"โห คุณชายจะลงแข่งเองเรอะ?"
"เปล่าครับ สองคนนี้ต่างหาก"
คีลแนะนำฉันกับคุณชายขี้โรค ฉันก้มหัวทักทายเล็กน้อย ส่วนคุณชายขี้โรคก็ยังคงทำหน้าบูดหันไปทางอื่นเหมือนเดิม
"แม่หนูตัวกะเปี๊ยกกับไอ้หนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะเรอะ?"
""ไม่เปี๊ยกเว้ย!!""
บ้าเอ๊ย ดันไปประสานเสียงกับคุณชายขี้โรคซะได้ พอฉันหันไปมองหน้ามัน มันก็จ้องฉันกลับเหมือนกัน มองอะไรยะ หาเรื่องเหรอ...!
"เอาเถอะ พอดีเพิ่งซ่อมเสร็จไปสองตัว ถึงจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ทนทานดี เอาไปใช้ได้เลย ตามมาสิ"
"ขอบคุณมากครับ"
พวกเราเดินตามคุณลุงหนวดเคริ้มเข้าไปด้านในโรงงาน
หลังโรงงานมีลานกว้างๆ อยู่ มุมนึงมีซากชิ้นส่วนอาร์มเกียร์กองเป็นภูเขาเลากาเลย
สำหรับฉันมันก็แค่กองขยะดีๆ นี่เอง แต่คงจะเอามาซ่อมแซมแล้วใช้ใหม่ล่ะมั้ง
หน้ากองขยะนั่น มีอาร์มเกียร์สองเครื่องจอดอยู่ นี่มันรุ่นคุณทวดเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย...? ดูเก่ากว่ารุ่นตกรุ่นที่ใช้ฝึกใน 'วิทยาลัย' ซะอีกนะ?
"ว้าว! ไรน์วัลด์ (Rheinwald) ของบริษัทซีแม็ค (Zimmad) นี่นา! แถมเป็นรุ่นแรกเริ่มด้วย! คลาสสิกสุดๆ ไปเลยค่ะ!"
ลาล่าวิ่งปรี่เข้าไปหาอาร์มเกียร์สองเครื่องนั้นอย่างกับเด็กเจอของเล่น ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นโปรดของเธอสินะ
"เจ้านี่ทนทานพอที่จะให้พวกเธอฟาดฟันกันได้เต็มที่เลยล่ะ ยังไงก็ตั้งใจจะเปลี่ยนเกราะใหม่อยู่แล้ว เอาไปซัดกันให้เต็มที่เลย"
"ขอบคุณครับ เอาล่ะ ตกลงว่าทั้งสองคนจะตัดสินกันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม?"
"เอาสิ"
"ไม่มีปัญหา"
คุณชายขี้โรคหันมาทางฉันแล้วทำเสียงขึ้นจมูก ชิ น่าหมั่นไส้จริงๆ...!
อาร์มเกียร์สองเครื่องถูกลากไปไว้คนละฝั่งของลานประลอง ดูเหมือนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากับคนขับสินะ
จังหวะที่ฉันกำลังเดินไปที่อาร์มเกียร์เครื่องหนึ่ง คุณชายขี้โรคก็พูดแขวะมาจากข้างหลัง
"ถ้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ก็รีบยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ซะเถอะ ข้าเป็นคนใจกว้างนะ ถ้าเจ้ายอมก้มหัวขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะยอมยกโทษให้ก็ได้นะ?"
"หา? คนที่จะอับอายขายขี้หน้ามันแกต่างหากล่ะย่ะ แล้วอีกอย่าง จะมาปอดแหกขอเลิกกลางคันเนี่ย ไม่ใช่แค่เตี้ยนะ แต่ใจยังมดอีกต่างหาก สมกับเป็นคุณชายขี้โรคจริงๆ"
"ห๊ะ...!? กะ... กะ... แก...! กล้าดีนักนะ! มาพูดจาสามหาวกับเจ้าชายแห่งประเทศนี้ได้ยังไง!"
"องค์ชายลำดับที่สี่ใช่ไหมล่ะ? โชคดีของประเทศแกนะเนี่ยที่แกไม่ใช่รัชทายาท ไม่งั้นประเทศคงได้ล่มจมแหงๆ! เฮลไกอาโชคดีจริงๆ!"
"หนอยยย...! ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
คุณชายขี้โรคหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป หึ คิดจะมาประลองฝีปากกับฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ การพูดยั่วโมโหคู่ต่อสู้เพื่อหาข้ออ้างป้องกันตัวเนี่ย ถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักผจญภัยเชียวนะ!
การปรับแต่งหุ่นฝั่งฉัน ลาล่าจะเป็นคนจัดการให้ ส่วนฝั่งโน้นคุณลุงหนวดเคริ้มคงเป็นคนดูให้ล่ะมั้ง
รู้ตัวอีกที คนงานในโรงงานก็แห่กันมามุงดูเพียบเลย มาดูมวยฟรีสินะ?
ไปทำงานทำการกันซะสิยะ! แอบคิดแบบนั้นในใจ แต่พอเห็นบางคนนั่งกินข้าวกล่องอยู่บนโครงเหล็ก อ้อ พักเที่ยงอยู่นี่เอง โธ่เอ๊ย หิวข้าวจะแย่แล้ว รีบๆ ซัดไอ้บ้านั่นให้หมอบแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิตของอาร์มเกียร์ที่ปรับแต่งเสร็จแล้ว รุ่นนี้ต้องปีนเข้าจากด้านหลังสินะ
ปรับที่นั่งให้เข้าที่ ปล่อยพลังเวทเดินเครื่อง เช็กระบบ... ทุกอย่างปกติดี ไฟเขียวทุกจุด
"ระบบรองรับแรงกระแทก (Suspension) เป็นยังไงบ้างคะ?"
『สบายมาก ระดับนี้กำลังดีเลย』
"แล้วอาวุธล่ะคะ? เอาเป็นพวกสนับมือเหมือนเดิมไหม?"
『อืม เอาแบบนั้นแหละ ฝากด้วยนะ』
คุณลุงอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ตามสบาย ลาล่าเลยจัดสนับมือเหล็กคู่โตมาสวมให้ไรน์วัลด์ของฉัน
ฉันเหลือบมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งนั้นใช้ดาบยักษ์แฮะ ยาวกว่าตัวอาร์มเกียร์ตั้งเกือบเท่าครึ่ง ขืนโดนฟันจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่... ก็ถ้าโดนล่ะก็นะ
"ติดตั้งอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยค่ะ"
『ขอบใจจ้า งั้นลุยล่ะนะ』
ฉันเอาสนับมือเหล็กชนกันดังป้าบๆ แล้วเดินไปกลางลาน
ตอนนี้รอบลานประลองเต็มไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูเพื่อฆ่าเวลาตอนพักเที่ยง
"ฉันจะเป็นกรรมการให้เอง ทั้งสองคนไม่มีปัญหานะ?"
คีลประกาศเสียงดัง ฉันก็ยกแขนอาร์มเกียร์ขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
『คุณลุงคะ ขอถามหน่อย ถ้าอาร์มเกียร์พังยับเยินเนี่ย ต้องจ่ายค่าซ่อมไหมคะ?』
"หา? พังยับเยินเรอะ...? เอ่อ อุตส่าห์ซ่อมมาอย่างดี ถ้าพังอีกก็คง... ว่าแต่ กะจะเอาให้พังเลยเรอะ? นึกว่าแค่ประลองกันขำๆ ซะอีก..."
คุณลุงทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วเสียงน่ารำคาญของคุณชายขี้โรคก็ดังแทรกมาจากลำโพงของอาร์มเกียร์
『เหอะ! ยังไม่ทันเริ่มก็ปอดแหกกลัวหุ่นพังซะแล้ว! สมกับเป็นพวกไพร่จริงๆ... เอาเถอะ! ถ้าหุ่นพังในแมตช์นี้ ข้าจะเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้เอง! เพราะงั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ!』
『...พูดแล้วนะ?』
พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็แสยะยิ้มออกมา แคโรที่ยืนดูอยู่ข้างสนามคงเดาออกว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร เลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจ 'เฮ้อ...'
เยี่ยม! ต่อให้อาร์มเกียร์พังยับเยิน ไอ้เจ้าชายหน้าโง่นั่นก็เป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้ หมายความว่าฉันอัดได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจเลยสิ!
"พร้อมไหม? ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองได้... เฮ้ย!?"
สิ้นเสียงสัญญาณของคีล ฉันก็พุ่งตัวเข้าประชิดอาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคด้วยความเร็วสูงสุดทันที
『อึก...! ยัยนี่!』
คุณชายขี้โรคง้างดาบยักษ์ฟันกวาดในแนวนอน แต่ฉันย่อตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในระยะประชิด
ฉันง้างหมัดขวาไปด้านหลังจนสุด พร้อมกับรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' เอาไว้
ในจังหวะที่ปล่อยหมัดและบิดข้อมือ ฉันก็ปลดปล่อย 'พลังปราณ' ที่สะสมไว้ออกมา พุ่งทะลวงเป็นเกลียวสว่านเหมือนหอก
『สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์, 'หมัดทะลวงเกลียวเทวะ' (ชินระ ระเซ็นเคน)』
เปรี้ยงงงง! เสียงโลหะบิดเบี้ยวฉีกขาดดังสนั่น อาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคโดนหมัดของฉันอัดเข้าที่กลางลำตัวจนปลิวกระเด็นไปชนกองซากอะไหล่ที่อยู่ข้างหลังอย่างจัง
"หา... !?"
『กรรมการ คำตัดสินล่ะ?』
"อ๊ะ เอ๊ะ อ้อ เอ่อ เนโรคุงเป็นฝ่ายชนะ... มั้ง?"
ทำไมต้องทำเสียงไม่แน่ใจด้วยล่ะยะ ชนะเห็นๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
พอคีลประกาศผลเสร็จ เขาก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปทางคุณชายขี้โรคที่ปลิวกระเด็นไปเมื่อกี้ พ่อหนุ่มกะล่อนเองก็วิ่งตามไปติดๆ
น่าจะปลอดภัยแหละมั้ง อาร์มเกียร์มีบาเรียเวทมนตร์ป้องกันอยู่ คนขับไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บโดยตรงหรอก ก็นะ อาจจะมีจุกบ้างเพราะแรงกระแทกตอนปลิวแหละมั้ง
"เฮ้ยๆๆ! แม่หนู ใช้ 'พลังปราณ' เลยเรอะ!?"
"อ้าว คุณลุง รู้จักด้วยเหรอคะ?"
ฉันเปิดแฮตช์อาร์มเกียร์แล้วโผล่หน้าออกมา คุณลุงหนวดเคริ้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาฉัน
"ก็ใช่น่ะสิ เคยเห็นพวกเซียนๆ ใช้ในงานแข่งแบทเทิลเกียร์อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชามาอย่างโชกโชนทั้งนั้น..."
อ่าา... ก็นะ ของฉันมันแอบโกงนิดหน่อยตรงที่ใช้พลังเวทมหาศาลเข้าช่วยน่ะ
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'ตราบใดที่ไม่โดนจับได้ ก็ไม่ถือว่าโกงหรอกนะ...' ประมาณนั้นมั้ง? อ๊ะ ไม่สิ มันก็ยังเป็น 'พลังปราณ' อยู่นี่นา ไม่ถือว่าผิดกฎซะหน่อย
"คุณลุง! บาเรียที่ค็อกพิตทำงานอยู่ ไอ้หนูนี่ปลอดภัยดีครับ! แต่ตัวหุ่นพังยับเยินเลยครับ! คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดทั้งตัวเลยล่ะมั้งเนี่ย..."
"เอาจริงดิ..."
พวกคนงานแห่กันไปรุมดูคุณชายขี้โรคที่ปลิวไปกองรวมกับซากอะไหล่
"เฮ้ยๆ เอาจริงดิเนี่ย..."
"ตัวถังบิดเบี้ยวไปหมดเลย น่ากลัวชิบเป๋ง..."
"ใครก็ได้ไปเอาชะแลงมางัดที! แฮตช์ด้านหลังก็บี้จนเปิดไม่ออกแล้วเนี่ย!"
จะว่าไป อาร์มเกียร์ฝั่งฉันเอง แขนขวาที่ใช้ต่อยก็มีสภาพไม่ต่างกับคนกระดูกหัก นิ้วมือกับท่อนแขนบิดเบี้ยวไปผิดรูปเลย
"ค่าซ่อมทั้งหมดหมอนั่นบอกว่าจะจ่ายเองนี่นา คุณลุงก็ได้ยินใช่ไหมคะ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก... แต่ไอ้หนูนั่นมันจะมีปัญญาจ่ายเหรอวะ?"
"เห็นว่าเป็นถึงเจ้าชายแห่งเฮลไกอาเลยนะคะ ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้งคะ"
"อืมมม งั้นก็รอดตัวไป..."
เยี่ยม หมดปัญหาไปอีกหนึ่ง
"แคโร รอนานไหม ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เล่นซะเละเลยนะเนี่ย..."
ฉันเดินกลับไปหาแคโรที่ยืนดูอยู่ เธอยิ้มแหยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ส่วนลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่แพ้กัน
"คนเราน่ะ ตัดสินกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอกนะ เจ้านั่นคงจะได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ การเอาฐานะราชวงศ์มาเบ่งใส่คนอื่นแบบนั้น ในฐานะขุนนาง ดิฉันก็รับไม่ได้เหมือนกัน หวังว่าจะสำนึกได้บ้างนะคะ"
จะเป็นงั้นจริงเร้อ ริลิชาตอนแรกก็ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้แหละ แต่พอยัยนั่นรู้ธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' ก็ยอมเปลี่ยนท่าที
เลิกเอาเรื่องฐานันดรมาอ้างก็จริง แต่ไอ้นิสัยที่ชอบจิกกัดว่าฉันเป็นเด็กบ้านนอกเนี่ย น่าหงุดหงิดชะมัด
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ คีลก็เดินเข้ามาหา
"ไม่เป็นไร แค่สลบไปน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็ไม่ได้ห่วงซะหน่อยนี่คะ?"
"อ๊ะ อ่าา งั้นเหรอ..."
ทำไมฉันต้องไปห่วงไอ้คุณชายขี้โรคที่หยิ่งยโสโอหังแบบนั้นด้วยล่ะ แถมฉันก็ออมแรงให้ไม่บาดเจ็บหนักแล้วด้วย ไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอกน่า
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ หิวจนตาลายหมดแล้วเนี่ย"
"เอ๊ะ? อ้อ ถ้าอย่างนั้น ลองไปที่โรงอาหารตรงข้ามโรงงานนี่ดูสิ ถึงจะไม่ใช่ร้านหรูหราสำหรับผู้หญิง แต่ราคาถูก อร่อย แถมให้เยอะ รับรองอิ่มแปล้แน่นอน"
"โห ลองไปดูไหม แคโร?"
"ฉันยังไงก็ได้จ้ะ"
พวกเราเดินฝ่าวงล้อมคนงานในโรงงาน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่คีลแนะนำ
อาา... หิวจังเลย...
035 สู่ 'งานประลอง'
.
โรงอาหารที่คีลแนะนำให้ เป็นร้านอาหารตามสั่งสไตล์บ้านๆ ที่ดูไม่ค่อยจะถูกจริตผู้หญิงสักเท่าไหร่
ตัวร้านดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะบริหารโดยลุงกับป้าสองคน
ด้วยความที่หิวจนไส้กิ่ว ฉันเลยไม่ได้สนใจเรื่องบรรยากาศร้าน สั่งข้าวหน้าหมูทอด (คัตสึด้ง) ไป ส่วนแคโรสั่งชุดไก่ทอด (คาราอาเกะ)
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ แต่ปริมาณนี่สิ... เยอะจนน่าตกใจ สมกับเป็นร้านที่พวกกรรมกรกล้ามโตมากินกันจริงๆ!
ข้าวหน้าหมูทอดของฉันล้นทะลักออกมานอกชาม ส่วนไก่ทอดของแคโรก็กองพูนเป็นภูเขาเลยทีเดียว
ตอนแรกก็ตกใจกับปริมาณอยู่หรอก แต่พอลองชิมดู... อร่อยเหาะไปเลย!
ความหวานของเนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันได้ดีกับหัวหอมและไข่ แถมข้าวก็ชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสเด็ด อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ
แคโรเองก็ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดเงียบๆ เห็นแล้วน่ากินชะมัด เลยขอแลกหมูทอดกับไก่ทอดชิ้นนึง ไก่ทอดก็อร่อยเหมือนกัน! ร้านนี้ถือว่าเด็ดเลยล่ะ เสียอย่างเดียวคือให้เยอะเกินไป กินบ่อยๆ คงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ
"ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะคะ! ทานอิ่มแล้วค่ะ!"
"ขอบใจจ้า ไว้มาใหม่นะหนู"
อา... อิ่มแปล้เลย มีความสุขจัง
พอเดินออกจากร้าน ก็เห็นไอ้คุณชายขี้โรควิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงงานฝั่งตรงข้าม มุ่งหน้ามาทางนี้ ว้าย น่ารำคาญชะมัด
ไอ้คุณชายขี้โรควิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเรา หยุดสิยะ อย่าเข้ามาใกล้เชียวนะ
"【ชิลด์】"
"อั้ก!?"
คุณชายขี้โรคชนเข้ากับกำแพงเวทมนตร์ล่องหนที่ฉันกางไว้จนหงายหลังล้มตึง ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมนะ
"ก แก...!"
"ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาหาผู้หญิงแบบนั้นล่ะยะ"
"ข้าไม่ได้จะพุ่งเข้าไปหาซะหน่อย!"
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองไอ้คุณชายขี้โรคที่นอนกองอยู่บนพื้น คีลกับหนุ่มกะล่อนก็วิ่งตามมาถึงพอดี
"เนโรคุง ขอโทษที! อัลคูรา แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับความจริงซะเถอะ!"
"รุ่นพี่ครับ! ผมไม่ได้แพ้นะครับ! เมื่อกี้ผมแค่ประมาทไปหน่อยเดียวเอง! ถ้าสู้กันอีกรอบล่ะก็...!"
"นายจะไปพูดแบบนี้ในสนามรบหรือในการแข่งขันจริงงั้นเหรอ? 'ผมแค่ประมาท ขอแก้ตัวอีกรอบ' งั้นรึ?"
"อึก...!"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับเถียงไม่ออก หืม อย่างน้อยก็ยังรู้จักยางอายอยู่นี่นา
"อีกอย่าง เนโรคุงน่ะเป็นถึง 'น้องสาวร่วมสาบาน' ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เลยนะ ฝีมือของนายตอนนี้เอาชนะเธอไม่ได้หรอก"
"หา!? น้องสาวของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】!?"
"เอาจริงดิ!?"
คำพูด(ที่ไม่จำเป็น)ของคีล ทำเอาทั้งคุณชายขี้โรคและหนุ่มกะล่อนถึงกับช็อกตาค้าง อืมม... แบบนี้มันเข้าข่าย 'หมาจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ' หรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'น้องสาวอ้างบารมีพี่สาว' มากกว่ามั้ง?
"เรื่องท่านพี่ไม่เกี่ยวซะหน่อย เอาเป็นว่าการประลองเมื่อกี้ฉันชนะก็แล้วกัน ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่สู้กับนายอีกแล้ว"
"อึก...! นี่แกคิดจะหนีงั้นรึ!"
"เปล่าย่ะ แค่รู้สึกว่านายมันกระจอกเกินไป สู้ด้วยก็เสียเวลาเปล่า"
พอฉันสวนกลับไปแบบนั้น คุณชายขี้โรคก็หน้าแดงก่ำจ้องฉันเขม็ง
เอาจริงๆ นะ แค่สู้กันแป๊บเดียวฉันก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าฝีมือหมอนี่มีแค่นี้แหละ ปฏิกิริยาตอบสนองช้ามาก มัวแต่คิดก่อนจะขยับตัว แบบนี้จะไปรอดได้ไง
มันต้องฝึกฝนร่างกายให้ขยับไปเองตามสัญชาตญาณเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ สิ นี่คือพื้นฐานของการต่อสู้เลยนะ
หมอนี่คงคิดว่าแค่มีดาบใหญ่ๆ แล้วเหวี่ยงสุดแรงก็ชนะแล้วล่ะมั้ง
ถ้าสู้กับพวกรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละ แต่...
"อัลคูรา คราวนี้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะเถอะ ถ้าอยากจะล้างตา ค่อยไปเจอกันใน 'งานประลอง' ก็แล้วกัน"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับสะดุ้ง
'งานประลอง'
หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนสินะ
งานนี้จะคัดตัวแทนจากนักเรียนปีหนึ่งถึงปีห้า ชั้นปีละเก้าคน ตัวสำรองอีกสามคน รวมเป็นสิบสองคน แบ่งเป็นฝั่งละหกสิบคนมาสู้กัน เป็นเหมือน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ขนาดย่อมๆ เลยล่ะ
อืม ถ้าเป็นใน 'งานประลอง' ก็อาจจะได้สู้กับหมอนี่อีกครั้งจริงๆ ก็ได้นะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งคู่ก็ต้องได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้ได้ซะก่อนล่ะนะ
"เข้าใจแล้ว... วันนี้ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปก่อนก็ได้ แต่ใน 'งานประลอง' ข้าจะเอาคืนเป็นทวีคูณแน่! เตรียมล้างคอให้สะอาดซะ!"
"ล้างคอเรอะ..."
"หา?"
ฉันไม่เข้าใจสำนวนที่หมอนี่พูด เลยเอามือลูบคอตัวเองด้วยความงุนงง
"สำนวนนั้นน่ะ เขาพูดว่า 'ล้างคอรอไว้เลย' (首を洗って待っていろ - เตรียมใจตายไว้ได้เลย) ต่างหากล่ะย่ะ ไปจำสำนวนผิดๆ ถูกๆ ของราชรัฐมาจากไหนเนี่ย อย่ามาใช้ให้คนอื่นขำหน่อยเลย"
"────อึก...! จำไว้เลยนะแก!"
คุณชายขี้โรคทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งหนีไป หึ ไก่อ่อนเอ๊ย
หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แอบหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"แหม ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยนะครับเนี่ย..."
"กะอีแค่ลูกผู้ดีมีเงินที่โดนตามใจจนเคยตัว ทำไมฉันต้องไปปรานีมันด้วยล่ะยะ"
"อุ๊ย... พอดีผมก็เป็นราชวงศ์เหมือนกัน เลยรู้สึกจุกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
เอ๊ะ นายเองก็ด้วยเหรอ? หนุ่มกะล่อนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นราชวงศ์? นึกว่าเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจซะอีก...
"มาจากประเทศไหนล่ะ?"
"อาณาจักรอิกเร็ตครับ เป็นประเทศหมู่เกาะที่อยู่ติดกับเฮลไกอาเลย รูปร่างเกาะคล้ายๆ กัน เขาเลยเรียกกันว่าเป็นประเทศพี่น้องกันน่ะครับ"
"อิกเร็ต... อ๋อ ประเทศตากอากาศนั่นเอง..."
"ใช่ครับ อิกเร็ตนั่นแหละครับ"
อาณาจักรอิกเร็ตเป็นประเทศหมู่เกาะทางใต้ที่มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนได้ฉายาว่าประเทศแห่งการพักผ่อน แถมยังครองแชมป์ 'ประเทศที่อยากไปฮันนีมูนมากที่สุด' ในหมู่ขุนนางมาหลายสิบปีซ้อนเลยนะ
หมอนี่เป็นเจ้าชายของประเทศนั้นงั้นเหรอ? หนุ่มกะล่อนคนนี้เนี่ยนะ?
"นายเองก็โดนตามใจจนเคยตัวเหมือนกันสินะ?"
"ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ที่บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดน่ะครับ พอผมหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นคนแบบนี้ไปซะแล้ว"
เจ้าชายจอมหนีเที่ยวสินะ ถือว่ายังดีกว่าพวกคุณชายที่เอาแต่ใจล่ะมั้ง อย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักความโหดร้ายของโลกภายนอกบ้าง แต่ถ้าในฐานะเจ้าชายล่ะก็ ถือว่าสอบตกทั้งคู่นั่นแหละ
"แหม ชักจะตื่นเต้นกับ 'งานประลอง' ขึ้นมาแล้วสิครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะครับ?"
"หึ เดี๋ยวแม่จะสวนกลับให้หงายเงิบเลยคอยดู"
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ใน 'งานประลอง' จะมีการแข่งแบบแบ่งตามชั้นปีและแบบรวมทุกชั้นปี ถ้าเป็นแบบรวมล่ะก็ ฝั่งฉันก็มี 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ(ท่านพี่)】 อันดับหนึ่งอยู่นี่นา
เอ๊ะ? อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' คือท่านพี่เซลด้า แล้วอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ล่ะคือใครหว่า?
"นี่ แคโร รู้ไหมว่าอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คือใคร?"
"ล้อเล่นน่า เนโร... นี่เธอไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอเนี่ย... อย่างน้อยก็หัดเช็กข้อมูลในเน็ตบ้างสิ..."
แคโรทำหน้าเอือมระอา ส่วนหนุ่มกะล่อนกับคีลก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ อะไรกันเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันจะไปรู้เรื่องอันดับของโรงเรียนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?
"อันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ก็ต้องเป็น 【สีเงิน】 (白銀) โค ชิโรงาเนะ (コウ・シロガネ) อยู่แล้วสิ"
"เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าต้องรู้กันล่ะ... หืม?"
ฉันทำหน้างง ก่อนจะรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนั้น
โค ชิโรงาเนะ...? เอ๊ะ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ...?
อ๊ะ!? หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มผมดำตอนที่ไปทำงานพิเศษ!?
พอหันไปมองคีล เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่รู้จักหรอกนะ... แต่เหมือนจะเคยเจอกันมาแล้วแฮะ..."
"หา?"
คราวนี้แคโรทำหน้างงบ้าง
ฉันเองก็งงเหมือนกัน อ้อ หมอนั่นคืออันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' สินะ
ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นอยู่ปีสี่ ถ้าจะได้สู้กันก็คงเป็นใน 'การแข่งแบบรวม' (総力戦) ล่ะมั้ง
'การแข่งแบบรวม' คือการจำลองสงครามเต็มรูปแบบ ที่ตัวแทนจาก 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้าทุกคนจะต้องมาสู้กัน
และเพื่อให้สมจริงที่สุด จึงอนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ แถมถ้าขออนุญาตกรรมการล่วงหน้า ก็สามารถใช้อาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับหนึ่ง แต่ถ้าโดนรุมกินโต๊ะด้วยกลยุทธ์แยกกันตี ก็คงรับมือยากอยู่เหมือนกัน
แต่ทว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบทีม ต่อให้โค่นอันดับหนึ่งได้ แต่ถ้าทีมแพ้ก็ไม่มีความหมาย
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของ 'งานประลอง' ก็คือการโชว์ศักยภาพของตัวเองให้กองอัศวินจากประเทศต่างๆ เห็น
ถ้าใครสามารถล้มอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ รับรองว่าเรียนจบไปต้องมีหลายประเทศแย่งตัวกันให้วุ่นแน่ๆ
สำหรับฉัน ถ้าเรียนจบได้ใบอนุญาต 【ทรูปเปอร์】 มาแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปสมัครเข้ากองอัศวินที่เอลฟ์ราวบ้านเกิดนั่นแหละ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีใครรอฉันอยู่แล้ว
ถ้าที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า ฉันก็อาจจะเปลี่ยนใจไปอยู่ประเทศอื่นก็ได้
บางคนอาจจะมองว่า การใช้โควต้านักเรียนห้าคนของประเทศตัวเองเข้ามาเรียน แล้วสุดท้ายกลับไปรับใช้ประเทศอื่น มันดูไม่ค่อยจะแฟร์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ฉันไม่ได้เข้ามาเรียนเพราะได้โควต้าพิเศษจากรัฐบาลซะหน่อย
ฉันสอบเข้ามาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทาง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ต่างหากที่เป็นคนยอมรับในฝีมือของฉัน
ดังนั้น นักเรียนทุกคนจึงมีอิสระที่จะเลือกไปทำงานให้กับประเทศไหนก็ได้ตามใจชอบ
แต่ก็เพราะกฎแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้มีนักเรียนที่เป็นลูกขุนนางเยอะแยะไปหมด... ก็นะ พ่อแม่เป็นขุนนางรับใช้ประเทศไหน ลูกๆ ก็มักจะเจริญรอยตามนั่นแหละ
แคโรเองก็คงตั้งใจจะกลับไปเข้ากองอัศวินที่เรกูลัสแน่ๆ เชรี่ก็คงเหมือนกัน ส่วนริลิชาก็คงกลับไปเอลฟ์ราว ท่านพี่เซลด้าก็ต้องกลับเรสเทียอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกลูกคุณหนูขุนนาง มันก็มีเรื่อง 'แต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์' เข้ามาเกี่ยวด้วยสิเนี่ย...
สมมติว่าตอนที่เรียนอยู่ แคโรเกิดไปหมั้นกับลูกขุนนางประเทศอื่นเข้า ก็คงต้องย้ายไปรับใช้ประเทศของฝั่งสามีแทน
เชรี่เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ขุนนางบางคนก็เลยจับลูกสาวหมั้นกับคนในประเทศตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย แย่ชะมัด... แต่ก็เข้าใจแหละว่า ประเทศต่างๆ คงไม่อยากเสียทรูปเปอร์ฝีมือดีไปให้ประเทศอื่นหรอก
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลละ)
"บอกตรงๆ นะ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแวดวงเพื่อนของเนโรมันชักจะแปลกๆ แล้วล่ะ..."
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
ก็คนที่ฉันบังเอิญไปรู้จักดันเป็นพวกประหลาดๆ ทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประหลาดนั่นก็ดันพาคนประหลาดๆ มาให้รู้จักเพิ่มอีกไงล่ะ
แต่ก็ยังดีกว่าตอนอยู่กับอาจารย์เยอะเลยนะ... ตานั่นรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบเลย ทั้งมังกรเอย ภูตเอย...
ไม่รู้ว่าแกจะแวะมาดูฉันแข่ง 'งานประลอง' หรือเปล่า อยากจะติดต่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกชอบปิดสมาร์ทโฟนอยู่เรื่อย
ตอนที่อยู่ด้วยกัน แกก็ชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ทีละหลายๆ วันเป็นประจำ... แต่ก็ยังอุตส่าห์ซื้อของฝากกลับมาให้ทุกครั้งนะ ถึงจะเป็นของที่ดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ
ในฐานะผู้ปกครองของฉัน อย่างน้อยแกก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีฉันบ้างนะ แต่พอคิดไปคิดมา ขืนอาจารย์โผล่มา มีหวังต้องเอาเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีกแหงๆ เพราะงั้น ไม่ต้องมาหรอกดีแล้ว
ใครที่โดนลากไปซวยด้วยคงน่าสงสารแย่...
.
โรงอาหารที่คีลแนะนำให้ เป็นร้านอาหารตามสั่งสไตล์บ้านๆ ที่ดูไม่ค่อยจะถูกจริตผู้หญิงสักเท่าไหร่
ตัวร้านดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะบริหารโดยลุงกับป้าสองคน
ด้วยความที่หิวจนไส้กิ่ว ฉันเลยไม่ได้สนใจเรื่องบรรยากาศร้าน สั่งข้าวหน้าหมูทอด (คัตสึด้ง) ไป ส่วนแคโรสั่งชุดไก่ทอด (คาราอาเกะ)
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ แต่ปริมาณนี่สิ... เยอะจนน่าตกใจ สมกับเป็นร้านที่พวกกรรมกรกล้ามโตมากินกันจริงๆ!
ข้าวหน้าหมูทอดของฉันล้นทะลักออกมานอกชาม ส่วนไก่ทอดของแคโรก็กองพูนเป็นภูเขาเลยทีเดียว
ตอนแรกก็ตกใจกับปริมาณอยู่หรอก แต่พอลองชิมดู... อร่อยเหาะไปเลย!
ความหวานของเนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันได้ดีกับหัวหอมและไข่ แถมข้าวก็ชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสเด็ด อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ
แคโรเองก็ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดเงียบๆ เห็นแล้วน่ากินชะมัด เลยขอแลกหมูทอดกับไก่ทอดชิ้นนึง ไก่ทอดก็อร่อยเหมือนกัน! ร้านนี้ถือว่าเด็ดเลยล่ะ เสียอย่างเดียวคือให้เยอะเกินไป กินบ่อยๆ คงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ
"ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะคะ! ทานอิ่มแล้วค่ะ!"
"ขอบใจจ้า ไว้มาใหม่นะหนู"
อา... อิ่มแปล้เลย มีความสุขจัง
พอเดินออกจากร้าน ก็เห็นไอ้คุณชายขี้โรควิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงงานฝั่งตรงข้าม มุ่งหน้ามาทางนี้ ว้าย น่ารำคาญชะมัด
ไอ้คุณชายขี้โรควิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเรา หยุดสิยะ อย่าเข้ามาใกล้เชียวนะ
"【ชิลด์】"
"อั้ก!?"
คุณชายขี้โรคชนเข้ากับกำแพงเวทมนตร์ล่องหนที่ฉันกางไว้จนหงายหลังล้มตึง ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมนะ
"ก แก...!"
"ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาหาผู้หญิงแบบนั้นล่ะยะ"
"ข้าไม่ได้จะพุ่งเข้าไปหาซะหน่อย!"
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองไอ้คุณชายขี้โรคที่นอนกองอยู่บนพื้น คีลกับหนุ่มกะล่อนก็วิ่งตามมาถึงพอดี
"เนโรคุง ขอโทษที! อัลคูรา แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับความจริงซะเถอะ!"
"รุ่นพี่ครับ! ผมไม่ได้แพ้นะครับ! เมื่อกี้ผมแค่ประมาทไปหน่อยเดียวเอง! ถ้าสู้กันอีกรอบล่ะก็...!"
"นายจะไปพูดแบบนี้ในสนามรบหรือในการแข่งขันจริงงั้นเหรอ? 'ผมแค่ประมาท ขอแก้ตัวอีกรอบ' งั้นรึ?"
"อึก...!"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับเถียงไม่ออก หืม อย่างน้อยก็ยังรู้จักยางอายอยู่นี่นา
"อีกอย่าง เนโรคุงน่ะเป็นถึง 'น้องสาวร่วมสาบาน' ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เลยนะ ฝีมือของนายตอนนี้เอาชนะเธอไม่ได้หรอก"
"หา!? น้องสาวของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】!?"
"เอาจริงดิ!?"
คำพูด(ที่ไม่จำเป็น)ของคีล ทำเอาทั้งคุณชายขี้โรคและหนุ่มกะล่อนถึงกับช็อกตาค้าง อืมม... แบบนี้มันเข้าข่าย 'หมาจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ' หรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'น้องสาวอ้างบารมีพี่สาว' มากกว่ามั้ง?
"เรื่องท่านพี่ไม่เกี่ยวซะหน่อย เอาเป็นว่าการประลองเมื่อกี้ฉันชนะก็แล้วกัน ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่สู้กับนายอีกแล้ว"
"อึก...! นี่แกคิดจะหนีงั้นรึ!"
"เปล่าย่ะ แค่รู้สึกว่านายมันกระจอกเกินไป สู้ด้วยก็เสียเวลาเปล่า"
พอฉันสวนกลับไปแบบนั้น คุณชายขี้โรคก็หน้าแดงก่ำจ้องฉันเขม็ง
เอาจริงๆ นะ แค่สู้กันแป๊บเดียวฉันก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าฝีมือหมอนี่มีแค่นี้แหละ ปฏิกิริยาตอบสนองช้ามาก มัวแต่คิดก่อนจะขยับตัว แบบนี้จะไปรอดได้ไง
มันต้องฝึกฝนร่างกายให้ขยับไปเองตามสัญชาตญาณเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ สิ นี่คือพื้นฐานของการต่อสู้เลยนะ
หมอนี่คงคิดว่าแค่มีดาบใหญ่ๆ แล้วเหวี่ยงสุดแรงก็ชนะแล้วล่ะมั้ง
ถ้าสู้กับพวกรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละ แต่...
"อัลคูรา คราวนี้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะเถอะ ถ้าอยากจะล้างตา ค่อยไปเจอกันใน 'งานประลอง' ก็แล้วกัน"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับสะดุ้ง
'งานประลอง'
หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนสินะ
งานนี้จะคัดตัวแทนจากนักเรียนปีหนึ่งถึงปีห้า ชั้นปีละเก้าคน ตัวสำรองอีกสามคน รวมเป็นสิบสองคน แบ่งเป็นฝั่งละหกสิบคนมาสู้กัน เป็นเหมือน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ขนาดย่อมๆ เลยล่ะ
อืม ถ้าเป็นใน 'งานประลอง' ก็อาจจะได้สู้กับหมอนี่อีกครั้งจริงๆ ก็ได้นะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งคู่ก็ต้องได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้ได้ซะก่อนล่ะนะ
"เข้าใจแล้ว... วันนี้ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปก่อนก็ได้ แต่ใน 'งานประลอง' ข้าจะเอาคืนเป็นทวีคูณแน่! เตรียมล้างคอให้สะอาดซะ!"
"ล้างคอเรอะ..."
"หา?"
ฉันไม่เข้าใจสำนวนที่หมอนี่พูด เลยเอามือลูบคอตัวเองด้วยความงุนงง
"สำนวนนั้นน่ะ เขาพูดว่า 'ล้างคอรอไว้เลย' (首を洗って待っていろ - เตรียมใจตายไว้ได้เลย) ต่างหากล่ะย่ะ ไปจำสำนวนผิดๆ ถูกๆ ของราชรัฐมาจากไหนเนี่ย อย่ามาใช้ให้คนอื่นขำหน่อยเลย"
"────อึก...! จำไว้เลยนะแก!"
คุณชายขี้โรคทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งหนีไป หึ ไก่อ่อนเอ๊ย
หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แอบหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"แหม ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยนะครับเนี่ย..."
"กะอีแค่ลูกผู้ดีมีเงินที่โดนตามใจจนเคยตัว ทำไมฉันต้องไปปรานีมันด้วยล่ะยะ"
"อุ๊ย... พอดีผมก็เป็นราชวงศ์เหมือนกัน เลยรู้สึกจุกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
เอ๊ะ นายเองก็ด้วยเหรอ? หนุ่มกะล่อนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นราชวงศ์? นึกว่าเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจซะอีก...
"มาจากประเทศไหนล่ะ?"
"อาณาจักรอิกเร็ตครับ เป็นประเทศหมู่เกาะที่อยู่ติดกับเฮลไกอาเลย รูปร่างเกาะคล้ายๆ กัน เขาเลยเรียกกันว่าเป็นประเทศพี่น้องกันน่ะครับ"
"อิกเร็ต... อ๋อ ประเทศตากอากาศนั่นเอง..."
"ใช่ครับ อิกเร็ตนั่นแหละครับ"
อาณาจักรอิกเร็ตเป็นประเทศหมู่เกาะทางใต้ที่มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนได้ฉายาว่าประเทศแห่งการพักผ่อน แถมยังครองแชมป์ 'ประเทศที่อยากไปฮันนีมูนมากที่สุด' ในหมู่ขุนนางมาหลายสิบปีซ้อนเลยนะ
หมอนี่เป็นเจ้าชายของประเทศนั้นงั้นเหรอ? หนุ่มกะล่อนคนนี้เนี่ยนะ?
"นายเองก็โดนตามใจจนเคยตัวเหมือนกันสินะ?"
"ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ที่บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดน่ะครับ พอผมหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นคนแบบนี้ไปซะแล้ว"
เจ้าชายจอมหนีเที่ยวสินะ ถือว่ายังดีกว่าพวกคุณชายที่เอาแต่ใจล่ะมั้ง อย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักความโหดร้ายของโลกภายนอกบ้าง แต่ถ้าในฐานะเจ้าชายล่ะก็ ถือว่าสอบตกทั้งคู่นั่นแหละ
"แหม ชักจะตื่นเต้นกับ 'งานประลอง' ขึ้นมาแล้วสิครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะครับ?"
"หึ เดี๋ยวแม่จะสวนกลับให้หงายเงิบเลยคอยดู"
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ใน 'งานประลอง' จะมีการแข่งแบบแบ่งตามชั้นปีและแบบรวมทุกชั้นปี ถ้าเป็นแบบรวมล่ะก็ ฝั่งฉันก็มี 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ(ท่านพี่)】 อันดับหนึ่งอยู่นี่นา
เอ๊ะ? อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' คือท่านพี่เซลด้า แล้วอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ล่ะคือใครหว่า?
"นี่ แคโร รู้ไหมว่าอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คือใคร?"
"ล้อเล่นน่า เนโร... นี่เธอไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอเนี่ย... อย่างน้อยก็หัดเช็กข้อมูลในเน็ตบ้างสิ..."
แคโรทำหน้าเอือมระอา ส่วนหนุ่มกะล่อนกับคีลก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ อะไรกันเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันจะไปรู้เรื่องอันดับของโรงเรียนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?
"อันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ก็ต้องเป็น 【สีเงิน】 (白銀) โค ชิโรงาเนะ (コウ・シロガネ) อยู่แล้วสิ"
"เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าต้องรู้กันล่ะ... หืม?"
ฉันทำหน้างง ก่อนจะรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนั้น
โค ชิโรงาเนะ...? เอ๊ะ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ...?
อ๊ะ!? หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มผมดำตอนที่ไปทำงานพิเศษ!?
พอหันไปมองคีล เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่รู้จักหรอกนะ... แต่เหมือนจะเคยเจอกันมาแล้วแฮะ..."
"หา?"
คราวนี้แคโรทำหน้างงบ้าง
ฉันเองก็งงเหมือนกัน อ้อ หมอนั่นคืออันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' สินะ
ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นอยู่ปีสี่ ถ้าจะได้สู้กันก็คงเป็นใน 'การแข่งแบบรวม' (総力戦) ล่ะมั้ง
'การแข่งแบบรวม' คือการจำลองสงครามเต็มรูปแบบ ที่ตัวแทนจาก 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้าทุกคนจะต้องมาสู้กัน
และเพื่อให้สมจริงที่สุด จึงอนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ แถมถ้าขออนุญาตกรรมการล่วงหน้า ก็สามารถใช้อาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับหนึ่ง แต่ถ้าโดนรุมกินโต๊ะด้วยกลยุทธ์แยกกันตี ก็คงรับมือยากอยู่เหมือนกัน
แต่ทว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบทีม ต่อให้โค่นอันดับหนึ่งได้ แต่ถ้าทีมแพ้ก็ไม่มีความหมาย
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของ 'งานประลอง' ก็คือการโชว์ศักยภาพของตัวเองให้กองอัศวินจากประเทศต่างๆ เห็น
ถ้าใครสามารถล้มอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ รับรองว่าเรียนจบไปต้องมีหลายประเทศแย่งตัวกันให้วุ่นแน่ๆ
สำหรับฉัน ถ้าเรียนจบได้ใบอนุญาต 【ทรูปเปอร์】 มาแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปสมัครเข้ากองอัศวินที่เอลฟ์ราวบ้านเกิดนั่นแหละ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีใครรอฉันอยู่แล้ว
ถ้าที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า ฉันก็อาจจะเปลี่ยนใจไปอยู่ประเทศอื่นก็ได้
บางคนอาจจะมองว่า การใช้โควต้านักเรียนห้าคนของประเทศตัวเองเข้ามาเรียน แล้วสุดท้ายกลับไปรับใช้ประเทศอื่น มันดูไม่ค่อยจะแฟร์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ฉันไม่ได้เข้ามาเรียนเพราะได้โควต้าพิเศษจากรัฐบาลซะหน่อย
ฉันสอบเข้ามาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทาง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ต่างหากที่เป็นคนยอมรับในฝีมือของฉัน
ดังนั้น นักเรียนทุกคนจึงมีอิสระที่จะเลือกไปทำงานให้กับประเทศไหนก็ได้ตามใจชอบ
แต่ก็เพราะกฎแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้มีนักเรียนที่เป็นลูกขุนนางเยอะแยะไปหมด... ก็นะ พ่อแม่เป็นขุนนางรับใช้ประเทศไหน ลูกๆ ก็มักจะเจริญรอยตามนั่นแหละ
แคโรเองก็คงตั้งใจจะกลับไปเข้ากองอัศวินที่เรกูลัสแน่ๆ เชรี่ก็คงเหมือนกัน ส่วนริลิชาก็คงกลับไปเอลฟ์ราว ท่านพี่เซลด้าก็ต้องกลับเรสเทียอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกลูกคุณหนูขุนนาง มันก็มีเรื่อง 'แต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์' เข้ามาเกี่ยวด้วยสิเนี่ย...
สมมติว่าตอนที่เรียนอยู่ แคโรเกิดไปหมั้นกับลูกขุนนางประเทศอื่นเข้า ก็คงต้องย้ายไปรับใช้ประเทศของฝั่งสามีแทน
เชรี่เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ขุนนางบางคนก็เลยจับลูกสาวหมั้นกับคนในประเทศตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย แย่ชะมัด... แต่ก็เข้าใจแหละว่า ประเทศต่างๆ คงไม่อยากเสียทรูปเปอร์ฝีมือดีไปให้ประเทศอื่นหรอก
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลละ)
"บอกตรงๆ นะ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแวดวงเพื่อนของเนโรมันชักจะแปลกๆ แล้วล่ะ..."
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
ก็คนที่ฉันบังเอิญไปรู้จักดันเป็นพวกประหลาดๆ ทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประหลาดนั่นก็ดันพาคนประหลาดๆ มาให้รู้จักเพิ่มอีกไงล่ะ
แต่ก็ยังดีกว่าตอนอยู่กับอาจารย์เยอะเลยนะ... ตานั่นรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบเลย ทั้งมังกรเอย ภูตเอย...
ไม่รู้ว่าแกจะแวะมาดูฉันแข่ง 'งานประลอง' หรือเปล่า อยากจะติดต่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกชอบปิดสมาร์ทโฟนอยู่เรื่อย
ตอนที่อยู่ด้วยกัน แกก็ชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ทีละหลายๆ วันเป็นประจำ... แต่ก็ยังอุตส่าห์ซื้อของฝากกลับมาให้ทุกครั้งนะ ถึงจะเป็นของที่ดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ
ในฐานะผู้ปกครองของฉัน อย่างน้อยแกก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีฉันบ้างนะ แต่พอคิดไปคิดมา ขืนอาจารย์โผล่มา มีหวังต้องเอาเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีกแหงๆ เพราะงั้น ไม่ต้องมาหรอกดีแล้ว
ใครที่โดนลากไปซวยด้วยคงน่าสงสารแย่...
036 เช้าที่วุ่นวาย
.
"อ๊ะ ซวยแล้ว"
เพิ่งจะรู้ตัว ก็ตอนที่ดาบตวัดเข้าที่สีข้างอย่างจังแล้ว
เพียะ! เสียงกระแทกดังลั่นโรงฝึก ดาบสั้นของรุ่นพี่ชิบะฟาดผ่านลำตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว
"อูยยย...!"
ดาบสั้นจำลองที่เราใช้ฝึกทำมาจากกิ่งของต้นบาบุรุ (Baburu) ซึ่งเป็นพืชในป่าใหญ่ที่เนื้อไม้มีความนุ่มหยุ่นคล้ายฟองน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น โดนตีจังๆ มันก็เจ็บอยู่ดี
ถึงจะไม่ทำให้เกิดรอยช้ำ แต่ก็น่าจะทิ้งรอยแดงๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ
"เธอจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดมากเกินไปนะ จังหวะเมื่อกี้ถ้าใช้มือซ้ายรับจะเร็วกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงพยายามจะใช้มือขวารับล่ะ?"
"มันเผลอไปเองน่ะค่ะ..."
"ไม่ได้นะ ต้องฝึกให้ร่างกายตอบสนองด้วยมือซ้ายเป็นอัตโนมัติให้ได้ เอ้า ลองใหม่อีกรอบ"
"ค่ะ"
ฉันตื่นมาซ้อมดาบกับรุ่นพี่ชิบะแบบนี้ได้อาทิตย์นึงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการใช้ดาบคู่ได้ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ถ้าเรามองว่าดาบก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย การต่อสู้ด้วยดาบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเลยสักนิด แทงก็เหมือนชก ฟันก็เหมือนสับสันมือ
แต่ก็นะ... ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยทำคะแนนจากรุ่นพี่ชิบะได้เลยสักครั้งเดียว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ พยายามต่อไปล่ะ"
"ขอบคุณมาก... ค่า..."
สงสัยเพราะฉันมัวแต่วิ่งพล่านไปมาตลอดการฝึก พอเลิกซ้อมก็เลยหอบแฮ่กอยู่คนเดียว โธ่เอ๊ย... สงสัยเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเต็มที่ล่ะมั้ง... ความฟิตเลยตกไปเยอะ
ขืนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ มีหวังโดนจับเข้าคอร์สฝึกนรกแตกแหงๆ...
"อ้อ จริงสิ เรื่องดาบสั้นสำหรับใช้กับเฟรมเกียร์ที่เคยคุยกันไว้น่ะ ฉันยอมขายดาบเล่มเก่าของฉันให้ในราคาถูกๆ เอาไหม?"
"ขอบคุณมากเลยค่ะ!... ว่าแต่ จะขายเท่าไหร่เหรอคะ?"
ถึงฉันจะได้เงิน G(ค่าจ้าง) จากการเป็นเด็กพาร์ตไทม์ให้ท่านผู้อำนวยการมาพอสมควร แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ตุงขนาดนั้น ถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้ มีหวังอนาคตได้กินแกลบแน่ๆ
"สองเล่ม เอาแค่นี้ก็พอ..."
"ถูกจัง!? ราคานี้มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!?"
"คนกันเองน่า ช่วยชีวิตฉันไว้ทั้งที จะให้ขูดรีดได้ไงล่ะ"
ถ้าได้ราคานี้ เงินที่เหลือก็คงพอเอาไปซื้อบูสเตอร์เสริมความเร็วได้แน่ๆ ไว้ลองไปปรึกษาลาล่าให้ช่วยเลือกให้ดีกว่า
ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ชิบะ ก่อนจะขอตัวออกจากโรงฝึก
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหารของหอพักทันที ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดพละนี่แหละ ฉันไม่แคร์สายตาใครหรอกน่า
"อรุณสวัสดิ์เนโร วันนี้ก็ไปซ้อมมาเหรอ?"
"อืม อรุณสวัสดิ์จ้ะเชรี่"
บังเอิญเจอเชรี่พอดี เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน ระหว่างที่ต่อแถวกดคูปองอาหาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นแคโรเลย
"แคโรล่ะ?"
"ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนเห็นอ่านหนังสือจนดึกดื่นน่ะ ก็นะ เช้านี้พวกเราไม่มีเรียนด้วย ปล่อยให้นอนไปเถอะ"
แคโรกับเชรี่เป็นรูมเมตกัน ก็นะ โควตานักเรียนแต่ละประเทศมีแค่ 5 คน ถ้ามาจากประเทศเดียวกัน ยังไงก็ต้องโดนจับให้อยู่ห้องเดียวกันอยู่แล้ว ฉันกับริลิชาก็เหมือนกัน
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"กินเสร็จไปแล้วมั้ง? ไม่รู้สิ"
ตอนที่ฉันออกจากห้องไปซ้อม ยัยนั่นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่นา อีกอย่าง ฉันกับริลิชาก็ไม่ได้ตัวติดกันขนาดที่ต้องรอกินข้าวพร้อมกันซะหน่อย
เช้านี้กินอะไรดีนะ... เอาเป็นเซตบาแก็ตเนื้ออบร้อนๆ กินคู่กับสลัดและซุปหัวหอมก็แล้วกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังโซ้ยมื้อเช้ากับเชรี่ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนข้างโต๊ะ
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เจอเด็กผู้หญิงผมลอนสีทองยาวประบ่า กำลังก้มมองฉันด้วยสายตาเย็นชา โบว์สีน้ำเงิน... รุ่นพี่ปีสองสินะ
"เนโร ซิลลูเอสก้า ทำไมเธอถึงเมินคำท้าประลองของฉัน?"
"หา?"
ยัยเจ๊นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย
"ฉันก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะสู้กับใครไหมล่ะคะ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องรับคำท้าทุกคนซะหน่อย?"
"พูดจาอวดดีนักนะ...! เป็นถึงน้องสาวของท่านเซลด้าแท้ๆ ทำไมถึงไม่กล้ารับคำท้าของฉัน!"
เอาอีกแล้ว... ฉันถอนหายใจหน่ายๆ พลางกัดบาแก็ตเนื้ออบคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
"นี่! อย่ามาเมินกันนะ!"
"โอ๊ยยย เจ๊คะ! วันนึงๆ มีคนส่งคำท้ามาเป็นสิบๆ คน ใครจะไปสู้ไหวล่ะคะ! ถ้าอยากสู้กับฉันนัก ก็ลองไปสุ่มประลองดูสิคะ ถ้าดวงดีอาจจะเจอกันก็ได้..."
"ฉันอยู่ E Rank นะยะ! ไม่มีทางสุ่มเจอเธอหรอก!"
อ้อ จริงด้วย ระบบสุ่มประลองมันจะสุ่มให้เจอแต่คนระดับเดียวกันนี่นา
ว่าแต่ E Rank งั้นเหรอ? การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่าเนี่ย มันดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยนะเนี่ย... ถึงฉันจะไม่ยอมให้รังแกง่ายๆ ก็เถอะ!
"ให้ตายสิ ท่านเซลด้าคิดยังไงถึงไปสาบานเป็นพี่น้องกับสามัญชนขี้ขลาดอย่างเธอกันนะ..."
"หยุดแค่นั้นแหละจ้า~"
จังหวะที่ฉันเริ่มจะปรี๊ดแตก และกำลังจะสวนกลับยัยรุ่นพี่ปากแจ๋ว ก็มีเสียงยานคางคุ้นหูดังแทรกขึ้นมา
พอหันไปมอง ก็เห็นรุ่นพี่ชารอนยืนเท้าสะเอว ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
"เซลจังจะเลือกใครเป็นน้องสาวก็สิทธิ์ของเซลจังน้า~ เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เนโรจังนะจ๊ะ?"
"ท ท่านชารอน...!? อ เอ่อ ข ขอตัวก่อนนะคะ!"
ยัยรุ่นพี่ตัวแสบรีบเผ่นแน่บออกจากโรงอาหารไปอย่างไว โห สมกับเป็นอันดับสามจริงๆ บารมีล้นเหลือเลย
"เป็นอะไรไหมจ๊ะ?"
"อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
ตอนขากลับจากที่ไปทำงานพิเศษคราวก่อน ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่ชารอนก็อยู่หอเก็นบุเหมือนกัน
รุ่นพี่ชารอนมาจากราชอาณาจักรพาเรเลียส (Parelius Kingdom) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปตะวันออก
นามสกุลพาเรเลียสของเธอก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โดยตรง เป็นท่านหญิงระดับดยุกเลยล่ะมั้ง?
แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพวกขุนนางเลยแฮะ... ไม่สิ ท่าทางเนิบๆ แบบนี้ก็อาจจะดูเป็นผู้ดีไปอีกแบบล่ะมั้ง...
"นี่เนโร! ทำไมเธอถึงไปรู้จักกับท่านชารอนได้ล่ะ!?"
"เอ่อ... ก็เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์น่ะ...?"
พอฉันตอบเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า 'พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย' แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ดีกว่านี้นี่นา
"ฮ่าๆๆ ชารอนที่เป็นเพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์ของเนโรจังไงจ๊ะ~ ยินดีที่ได้รู้จักน้า"
"อ๊ะ! เอ่อ ฉันชื่อเชริล กัสปาร์ เป็นเพื่อนของเนโรค่ะ! มาจากเรกูลัสค่ะ!"
เชรี่ลุกลี้ลุกลนแนะนำตัวแล้วก้มหัวปลกๆ ให้รุ่นพี่ชารอน
ขนาดเชรี่ก็ยังเกร็งเลยแฮะ เวลาอยู่ต่อหน้าอันดับสามเนี่ย
"หนูเชริลสินะจ๊ะ~ ถ้ามีปัญหาอะไรในหอพักก็มาปรึกษาพี่ได้เสมอนะจ๊ะ พอดีพี่เป็นประธานหออยู่น่ะ~"
"เอ๊ะ จริงเหรอคะเนี่ย?"
รุ่นพี่ชารอนเนี่ยนะประธานหอ? พูดแบบนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะไหวเหรอเนี่ย...?
สงสัยเชรี่จะเดาใจฉันออก เลยกระซิบเบาๆ ให้ฟัง
"โดยปกติแล้ว ประธานกับรองประธานของแต่ละหอพักจะคัดเลือกมาจากนักเรียนระดับ S Rank น่ะ"
"อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ก็สมเหตุสมผลอยู่แฮะ ระดับ S Rank อันดับสามนี่นา
"อ้อ จะว่าไป เซลจังก็เป็นประธานหอชิงหลง (มังกรฟ้า) เหมือนกันนะจ๊ะ~ ถ้าถึงงาน 'ประลองหอพัก' เมื่อไหร่ เราก็ต้องเป็นศัตรูกันแล้วล่ะน้า~"
งานประลองหอพัก (Lorm-Wars)... งานเทศกาลประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ของวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสี่หอพัก ได้ยินมาว่าปีที่แล้วหอชิงหลงคว้าแชมป์ ตามมาด้วยหอไป๋หู่ (เสือขาว) ส่วนหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราได้ที่สาม
ก็นะ ถ้าต้องมาสู้กัน ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่แหละ
"งั้นพี่ไปก่อนนะจ๊ะ ชารอน"
"อ้า รอเดี๋ยวน้า~ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เนโรจัง หนูเชริล~"
รุ่นพี่ชารอนวิ่งตามเพื่อนของเธอไป เชรี่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ทั้งท่านเซลด้า แล้วก็ท่านชารอนอีก... รู้จักแต่พวกระดับ S Rank ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เครือข่ายเพื่อนของเนโรนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ นี่อย่าบอกนะว่ายังมีอีกน่ะ?"
"เอ่อ... ก็น่าจะมีเพื่อนระดับ S Rank อยู่อีกคนนึงมั้งคะ?"
"เอาจริงดิ...?"
ถ้านับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ อันดับสี่ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ด้วย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันได้แหละมั้ง รุ่นพี่ลิมิเอร่ามาจากสหพันธรัฐลอร์ดแมร์ (Lordmare Federation) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่หอชิงหลงเหมือนกัน... หอเดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยนี่นา แบบนี้รับมือยากแหงๆ
"แล้วหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราล่ะ นอกจากรุ่นพี่ชารอนแล้ว มีใครอยู่ S Rank อีกไหม?"
"มีสิคะ รุ่นพี่ ยูนะ บลิทซ์ อันดับแปด ปีห้า ฉายา 【ค้อนเหล็ก】 ไงคะ"
"【ค้อนเหล็ก】 งั้นเหรอ?"
ฉายาดูดุดันจังแฮะ
"เฟรมเกียร์ของรุ่นพี่ยูนะเป็นรุ่นไททันเฟรมน่ะค่ะ อาวุธหลักก็คือ แบทเทิลแฮมเมอร์ขนาดยักษ์"
"อ้อ... มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่า 【ค้อนเหล็ก】"
ไททันเฟรมเป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวช้า แต่ทดแทนด้วยพละกำลังและพลังป้องกันที่มหาศาล เรียกว่าเป็นหุ่นสาย One-hit kill เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ ต่อให้พลังโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าโจมตีไม่โดนก็ไร้ความหมาย การที่หุ่นรุ่นนี้สามารถทะยานขึ้นไปถึงระดับ S Rank ได้ แสดงว่าฝีมือการต่อสู้ของรุ่นพี่ยูนะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อยากรู้จังแฮะว่ารุ่นพี่เขาต่อสู้แบบไหน น่าสนใจดีนะเนี่ย
"ตอนนี้กลุ่ม S Rank มีอยู่หอไป๋หู่ 3 คน ส่วนหออื่นๆ ก็หอละ 2 คน ถือว่ากระจายกำลังกันได้ค่อนข้างสมดุลเลยนะคะ เห็นว่าเมื่อ 2 ปีก่อน หอชิงหลงมี S Rank รวมกระจุกอยู่หอเดียวตั้ง 5 คนแน่ะ"
"โห... ไปกองรวมกันขนาดนั้น คะแนนทิ้งห่างหออื่นไม่เห็นฝุ่นเลยสิเนี่ย?"
"แน่นอนสิคะ ชนะเลิศแบบขาดลอยเลยล่ะค่ะ แถมตอนนั้นยังมี A Rank เก่งๆ อยู่หอชิงหลงอีกเพียบเลยด้วย"
อืมม... การที่คนเก่งๆ ไปกระจุกตัวกันอยู่หอเดียวแบบนี้มันก็เหนือการควบคุมล่ะนะ
S Rank คือกลุ่มคนที่ติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ส่วนอันดับ 10 ถึง 50 จะเป็น A Rank รวม 41 คน ซึ่งฝีมือของ A Rank อันดับต้นๆ ก็สูสีกับ S Rank อันดับท้ายๆ เลยล่ะ
กุญแจสำคัญที่จะชี้วัดผลแพ้ชนะในงาน 'ประลองหอพัก' ก็คือจำนวนนักเรียนระดับ S Rank และ A Rank ในหอนั้นๆ นี่แหละ
แน่นอนว่าพวกอันดับล่างๆ ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก็คงมีอยู่เหมือนกัน
งาน 'ประลองหอพัก' ฤดูใบไม้ร่วงสินะ... ก็นะ ก่อนหน้านั้นก็ยังมี 'งานประลอง' กับทางสถาบันอยู่ดี
ฉันคงต้องพยายามอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อีก
ได้เวลาท้าประลองกับพวกระดับ E Rank แล้วล่ะมั้ง เห็นว่ามีนักเรียนปีหนึ่งหลายคนเริ่มขยับขึ้นไปอยู่ E Rank กันบ้างแล้ว
เอาล่ะ! มาลุยกันสักตั้งเถอะ!
.
"อ๊ะ ซวยแล้ว"
เพิ่งจะรู้ตัว ก็ตอนที่ดาบตวัดเข้าที่สีข้างอย่างจังแล้ว
เพียะ! เสียงกระแทกดังลั่นโรงฝึก ดาบสั้นของรุ่นพี่ชิบะฟาดผ่านลำตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว
"อูยยย...!"
ดาบสั้นจำลองที่เราใช้ฝึกทำมาจากกิ่งของต้นบาบุรุ (Baburu) ซึ่งเป็นพืชในป่าใหญ่ที่เนื้อไม้มีความนุ่มหยุ่นคล้ายฟองน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น โดนตีจังๆ มันก็เจ็บอยู่ดี
ถึงจะไม่ทำให้เกิดรอยช้ำ แต่ก็น่าจะทิ้งรอยแดงๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ
"เธอจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดมากเกินไปนะ จังหวะเมื่อกี้ถ้าใช้มือซ้ายรับจะเร็วกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงพยายามจะใช้มือขวารับล่ะ?"
"มันเผลอไปเองน่ะค่ะ..."
"ไม่ได้นะ ต้องฝึกให้ร่างกายตอบสนองด้วยมือซ้ายเป็นอัตโนมัติให้ได้ เอ้า ลองใหม่อีกรอบ"
"ค่ะ"
ฉันตื่นมาซ้อมดาบกับรุ่นพี่ชิบะแบบนี้ได้อาทิตย์นึงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการใช้ดาบคู่ได้ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ถ้าเรามองว่าดาบก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย การต่อสู้ด้วยดาบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเลยสักนิด แทงก็เหมือนชก ฟันก็เหมือนสับสันมือ
แต่ก็นะ... ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยทำคะแนนจากรุ่นพี่ชิบะได้เลยสักครั้งเดียว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ พยายามต่อไปล่ะ"
"ขอบคุณมาก... ค่า..."
สงสัยเพราะฉันมัวแต่วิ่งพล่านไปมาตลอดการฝึก พอเลิกซ้อมก็เลยหอบแฮ่กอยู่คนเดียว โธ่เอ๊ย... สงสัยเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเต็มที่ล่ะมั้ง... ความฟิตเลยตกไปเยอะ
ขืนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ มีหวังโดนจับเข้าคอร์สฝึกนรกแตกแหงๆ...
"อ้อ จริงสิ เรื่องดาบสั้นสำหรับใช้กับเฟรมเกียร์ที่เคยคุยกันไว้น่ะ ฉันยอมขายดาบเล่มเก่าของฉันให้ในราคาถูกๆ เอาไหม?"
"ขอบคุณมากเลยค่ะ!... ว่าแต่ จะขายเท่าไหร่เหรอคะ?"
ถึงฉันจะได้เงิน G(ค่าจ้าง) จากการเป็นเด็กพาร์ตไทม์ให้ท่านผู้อำนวยการมาพอสมควร แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ตุงขนาดนั้น ถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้ มีหวังอนาคตได้กินแกลบแน่ๆ
"สองเล่ม เอาแค่นี้ก็พอ..."
"ถูกจัง!? ราคานี้มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!?"
"คนกันเองน่า ช่วยชีวิตฉันไว้ทั้งที จะให้ขูดรีดได้ไงล่ะ"
ถ้าได้ราคานี้ เงินที่เหลือก็คงพอเอาไปซื้อบูสเตอร์เสริมความเร็วได้แน่ๆ ไว้ลองไปปรึกษาลาล่าให้ช่วยเลือกให้ดีกว่า
ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ชิบะ ก่อนจะขอตัวออกจากโรงฝึก
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหารของหอพักทันที ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดพละนี่แหละ ฉันไม่แคร์สายตาใครหรอกน่า
"อรุณสวัสดิ์เนโร วันนี้ก็ไปซ้อมมาเหรอ?"
"อืม อรุณสวัสดิ์จ้ะเชรี่"
บังเอิญเจอเชรี่พอดี เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน ระหว่างที่ต่อแถวกดคูปองอาหาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นแคโรเลย
"แคโรล่ะ?"
"ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนเห็นอ่านหนังสือจนดึกดื่นน่ะ ก็นะ เช้านี้พวกเราไม่มีเรียนด้วย ปล่อยให้นอนไปเถอะ"
แคโรกับเชรี่เป็นรูมเมตกัน ก็นะ โควตานักเรียนแต่ละประเทศมีแค่ 5 คน ถ้ามาจากประเทศเดียวกัน ยังไงก็ต้องโดนจับให้อยู่ห้องเดียวกันอยู่แล้ว ฉันกับริลิชาก็เหมือนกัน
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"กินเสร็จไปแล้วมั้ง? ไม่รู้สิ"
ตอนที่ฉันออกจากห้องไปซ้อม ยัยนั่นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่นา อีกอย่าง ฉันกับริลิชาก็ไม่ได้ตัวติดกันขนาดที่ต้องรอกินข้าวพร้อมกันซะหน่อย
เช้านี้กินอะไรดีนะ... เอาเป็นเซตบาแก็ตเนื้ออบร้อนๆ กินคู่กับสลัดและซุปหัวหอมก็แล้วกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังโซ้ยมื้อเช้ากับเชรี่ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนข้างโต๊ะ
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เจอเด็กผู้หญิงผมลอนสีทองยาวประบ่า กำลังก้มมองฉันด้วยสายตาเย็นชา โบว์สีน้ำเงิน... รุ่นพี่ปีสองสินะ
"เนโร ซิลลูเอสก้า ทำไมเธอถึงเมินคำท้าประลองของฉัน?"
"หา?"
ยัยเจ๊นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย
"ฉันก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะสู้กับใครไหมล่ะคะ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องรับคำท้าทุกคนซะหน่อย?"
"พูดจาอวดดีนักนะ...! เป็นถึงน้องสาวของท่านเซลด้าแท้ๆ ทำไมถึงไม่กล้ารับคำท้าของฉัน!"
เอาอีกแล้ว... ฉันถอนหายใจหน่ายๆ พลางกัดบาแก็ตเนื้ออบคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
"นี่! อย่ามาเมินกันนะ!"
"โอ๊ยยย เจ๊คะ! วันนึงๆ มีคนส่งคำท้ามาเป็นสิบๆ คน ใครจะไปสู้ไหวล่ะคะ! ถ้าอยากสู้กับฉันนัก ก็ลองไปสุ่มประลองดูสิคะ ถ้าดวงดีอาจจะเจอกันก็ได้..."
"ฉันอยู่ E Rank นะยะ! ไม่มีทางสุ่มเจอเธอหรอก!"
อ้อ จริงด้วย ระบบสุ่มประลองมันจะสุ่มให้เจอแต่คนระดับเดียวกันนี่นา
ว่าแต่ E Rank งั้นเหรอ? การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่าเนี่ย มันดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยนะเนี่ย... ถึงฉันจะไม่ยอมให้รังแกง่ายๆ ก็เถอะ!
"ให้ตายสิ ท่านเซลด้าคิดยังไงถึงไปสาบานเป็นพี่น้องกับสามัญชนขี้ขลาดอย่างเธอกันนะ..."
"หยุดแค่นั้นแหละจ้า~"
จังหวะที่ฉันเริ่มจะปรี๊ดแตก และกำลังจะสวนกลับยัยรุ่นพี่ปากแจ๋ว ก็มีเสียงยานคางคุ้นหูดังแทรกขึ้นมา
พอหันไปมอง ก็เห็นรุ่นพี่ชารอนยืนเท้าสะเอว ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
"เซลจังจะเลือกใครเป็นน้องสาวก็สิทธิ์ของเซลจังน้า~ เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เนโรจังนะจ๊ะ?"
"ท ท่านชารอน...!? อ เอ่อ ข ขอตัวก่อนนะคะ!"
ยัยรุ่นพี่ตัวแสบรีบเผ่นแน่บออกจากโรงอาหารไปอย่างไว โห สมกับเป็นอันดับสามจริงๆ บารมีล้นเหลือเลย
"เป็นอะไรไหมจ๊ะ?"
"อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
ตอนขากลับจากที่ไปทำงานพิเศษคราวก่อน ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่ชารอนก็อยู่หอเก็นบุเหมือนกัน
รุ่นพี่ชารอนมาจากราชอาณาจักรพาเรเลียส (Parelius Kingdom) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปตะวันออก
นามสกุลพาเรเลียสของเธอก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โดยตรง เป็นท่านหญิงระดับดยุกเลยล่ะมั้ง?
แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพวกขุนนางเลยแฮะ... ไม่สิ ท่าทางเนิบๆ แบบนี้ก็อาจจะดูเป็นผู้ดีไปอีกแบบล่ะมั้ง...
"นี่เนโร! ทำไมเธอถึงไปรู้จักกับท่านชารอนได้ล่ะ!?"
"เอ่อ... ก็เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์น่ะ...?"
พอฉันตอบเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า 'พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย' แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ดีกว่านี้นี่นา
"ฮ่าๆๆ ชารอนที่เป็นเพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์ของเนโรจังไงจ๊ะ~ ยินดีที่ได้รู้จักน้า"
"อ๊ะ! เอ่อ ฉันชื่อเชริล กัสปาร์ เป็นเพื่อนของเนโรค่ะ! มาจากเรกูลัสค่ะ!"
เชรี่ลุกลี้ลุกลนแนะนำตัวแล้วก้มหัวปลกๆ ให้รุ่นพี่ชารอน
ขนาดเชรี่ก็ยังเกร็งเลยแฮะ เวลาอยู่ต่อหน้าอันดับสามเนี่ย
"หนูเชริลสินะจ๊ะ~ ถ้ามีปัญหาอะไรในหอพักก็มาปรึกษาพี่ได้เสมอนะจ๊ะ พอดีพี่เป็นประธานหออยู่น่ะ~"
"เอ๊ะ จริงเหรอคะเนี่ย?"
รุ่นพี่ชารอนเนี่ยนะประธานหอ? พูดแบบนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะไหวเหรอเนี่ย...?
สงสัยเชรี่จะเดาใจฉันออก เลยกระซิบเบาๆ ให้ฟัง
"โดยปกติแล้ว ประธานกับรองประธานของแต่ละหอพักจะคัดเลือกมาจากนักเรียนระดับ S Rank น่ะ"
"อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ก็สมเหตุสมผลอยู่แฮะ ระดับ S Rank อันดับสามนี่นา
"อ้อ จะว่าไป เซลจังก็เป็นประธานหอชิงหลง (มังกรฟ้า) เหมือนกันนะจ๊ะ~ ถ้าถึงงาน 'ประลองหอพัก' เมื่อไหร่ เราก็ต้องเป็นศัตรูกันแล้วล่ะน้า~"
งานประลองหอพัก (Lorm-Wars)... งานเทศกาลประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ของวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสี่หอพัก ได้ยินมาว่าปีที่แล้วหอชิงหลงคว้าแชมป์ ตามมาด้วยหอไป๋หู่ (เสือขาว) ส่วนหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราได้ที่สาม
ก็นะ ถ้าต้องมาสู้กัน ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่แหละ
"งั้นพี่ไปก่อนนะจ๊ะ ชารอน"
"อ้า รอเดี๋ยวน้า~ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เนโรจัง หนูเชริล~"
รุ่นพี่ชารอนวิ่งตามเพื่อนของเธอไป เชรี่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ทั้งท่านเซลด้า แล้วก็ท่านชารอนอีก... รู้จักแต่พวกระดับ S Rank ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เครือข่ายเพื่อนของเนโรนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ นี่อย่าบอกนะว่ายังมีอีกน่ะ?"
"เอ่อ... ก็น่าจะมีเพื่อนระดับ S Rank อยู่อีกคนนึงมั้งคะ?"
"เอาจริงดิ...?"
ถ้านับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ อันดับสี่ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ด้วย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันได้แหละมั้ง รุ่นพี่ลิมิเอร่ามาจากสหพันธรัฐลอร์ดแมร์ (Lordmare Federation) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่หอชิงหลงเหมือนกัน... หอเดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยนี่นา แบบนี้รับมือยากแหงๆ
"แล้วหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราล่ะ นอกจากรุ่นพี่ชารอนแล้ว มีใครอยู่ S Rank อีกไหม?"
"มีสิคะ รุ่นพี่ ยูนะ บลิทซ์ อันดับแปด ปีห้า ฉายา 【ค้อนเหล็ก】 ไงคะ"
"【ค้อนเหล็ก】 งั้นเหรอ?"
ฉายาดูดุดันจังแฮะ
"เฟรมเกียร์ของรุ่นพี่ยูนะเป็นรุ่นไททันเฟรมน่ะค่ะ อาวุธหลักก็คือ แบทเทิลแฮมเมอร์ขนาดยักษ์"
"อ้อ... มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่า 【ค้อนเหล็ก】"
ไททันเฟรมเป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวช้า แต่ทดแทนด้วยพละกำลังและพลังป้องกันที่มหาศาล เรียกว่าเป็นหุ่นสาย One-hit kill เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ ต่อให้พลังโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าโจมตีไม่โดนก็ไร้ความหมาย การที่หุ่นรุ่นนี้สามารถทะยานขึ้นไปถึงระดับ S Rank ได้ แสดงว่าฝีมือการต่อสู้ของรุ่นพี่ยูนะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อยากรู้จังแฮะว่ารุ่นพี่เขาต่อสู้แบบไหน น่าสนใจดีนะเนี่ย
"ตอนนี้กลุ่ม S Rank มีอยู่หอไป๋หู่ 3 คน ส่วนหออื่นๆ ก็หอละ 2 คน ถือว่ากระจายกำลังกันได้ค่อนข้างสมดุลเลยนะคะ เห็นว่าเมื่อ 2 ปีก่อน หอชิงหลงมี S Rank รวมกระจุกอยู่หอเดียวตั้ง 5 คนแน่ะ"
"โห... ไปกองรวมกันขนาดนั้น คะแนนทิ้งห่างหออื่นไม่เห็นฝุ่นเลยสิเนี่ย?"
"แน่นอนสิคะ ชนะเลิศแบบขาดลอยเลยล่ะค่ะ แถมตอนนั้นยังมี A Rank เก่งๆ อยู่หอชิงหลงอีกเพียบเลยด้วย"
อืมม... การที่คนเก่งๆ ไปกระจุกตัวกันอยู่หอเดียวแบบนี้มันก็เหนือการควบคุมล่ะนะ
S Rank คือกลุ่มคนที่ติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ส่วนอันดับ 10 ถึง 50 จะเป็น A Rank รวม 41 คน ซึ่งฝีมือของ A Rank อันดับต้นๆ ก็สูสีกับ S Rank อันดับท้ายๆ เลยล่ะ
กุญแจสำคัญที่จะชี้วัดผลแพ้ชนะในงาน 'ประลองหอพัก' ก็คือจำนวนนักเรียนระดับ S Rank และ A Rank ในหอนั้นๆ นี่แหละ
แน่นอนว่าพวกอันดับล่างๆ ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก็คงมีอยู่เหมือนกัน
งาน 'ประลองหอพัก' ฤดูใบไม้ร่วงสินะ... ก็นะ ก่อนหน้านั้นก็ยังมี 'งานประลอง' กับทางสถาบันอยู่ดี
ฉันคงต้องพยายามอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อีก
ได้เวลาท้าประลองกับพวกระดับ E Rank แล้วล่ะมั้ง เห็นว่ามีนักเรียนปีหนึ่งหลายคนเริ่มขยับขึ้นไปอยู่ E Rank กันบ้างแล้ว
เอาล่ะ! มาลุยกันสักตั้งเถอะ!
037 แผนการปรับแต่งเฟรมเกียร์
.
เพราะได้รุ่นพี่ชิบะขายดาบสั้นให้ในราคาถูกแสนถูก ฉันเลยประหยัด G ไปได้เยอะเลย
ฉันกะจะเอา G ก้อนนี้แหละ ไปอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' แล้วท้าประลองเพื่อเลื่อนขึ้น E Rank ให้ได้
โชคดีที่ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งคำท้ามาให้เพียบ ฉันเลยไม่ต้องเสีย 10 ดาวเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เลื่อนขั้นแบบฟรีๆ เลยล่ะ
เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเลยรีบไปปรึกษาลาล่าทันทีหลังเลิกเรียน
"ตามหลักแล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรม ก็ควรจะเน้นอัปเกรดความคล่องตัวให้สุดไปเลยค่ะ แต่ถ้าเน้นแค่ความเร็วอย่างเดียว เกิดโดนโจมตีสวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะก็ มีสิทธิ์หุ่นพังยับเยินจนแพ้ได้ง่ายๆ เลยนะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ ด้วย เพื่อป้องกันปัญหานี้ การเสริมเกราะให้หนาขึ้นอีกนิด เพื่อให้ทนรับการโจมตีได้บ้างก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ว่า สำหรับสไตล์ของคุณเนโร ที่เน้นชิงจังหวะโจมตีแล้วเผด็จศึกในพริบตา ถ้ามองในมุมนี้..."
"เดี๋ยวก่อนลาล่า ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ลาล่ารัวคำแนะนำใส่ฉันเป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบจนฉันฟังแทบไม่ทัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว
ฉันเลยต้องเบรกเธอไว้ก่อน แล้วสรุปความต้องการของตัวเองสั้นๆ
"เอาเป็นว่า ฉันอยากได้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นน่ะ แบบที่สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้อย่างละเอียด แล้วก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้แม้ตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงด้วย"
"เอ๋... แบบนั้นมันจะสร้างภาระหนักให้กับคนขับมากๆ เลยนะคะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันใช้เวทเสริมพลังกายช่วยได้"
การใช้เวทเสริมพลังกายผ่านเอเธอร์ลิควิดเพื่อกระตุ้นสมรรถนะของเฟรมเกียร์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้เวทได้รับการเสริมพลังไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถทนต่อแรง G มหาศาลจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้
แต่ก็นะ... มันก็จะไปสร้างภาระให้กับตัวหุ่นแทน...
"พวกชิ้นส่วนปรับแต่ง (Custom Parts) ของเฟรมเกียร์จำลองเนี่ย จะมีทั้งของแท้จากทาง 'วิทยาลัย' แล้วก็ของที่นักเรียนออกแบบแล้วยื่นจดทะเบียนเอาไว้นะคะ ซึ่งชิ้นส่วนพวกนี้จะต้องสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้จริง โดยจะมีการประเมินทั้งวัสดุและต้นทุนการผลิต เพื่อนำมากำหนดราคา G ให้สอดคล้องกันค่ะ"
"...แปลว่าอะไรเหรอ?"
"แปลว่า ชิ้นส่วนที่สเปกสูงๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยไงคะ"
"เป็นสัจธรรมที่โหดร้ายจังเลยนะ..."
ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้นี่นา...
"แล้วมีงบอยู่เท่าไหร่ล่ะคะ?"
"เอ่อ... ประมาณนี้มั้ง...?"
ฉันเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนโชว์ยอด G ทั้งหมดให้ลาล่าดู
ลาล่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตในมือเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่อยู่ในงบ
"ถ้างบประมาณนี้ ก็คงได้ประมาณชิ้นพวกนี้แหละค่ะ"
ชิ้นส่วนที่ลาล่าลิสต์มาให้ดู ก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันเล็งๆ ไว้แต่แรกเท่าไหร่ สงสัยคงหนีไม่พ้นต้องเลือกจากพวกนี้แล้วล่ะมั้ง...
"เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่นะคะ... แต่เราสามารถเลือกใช้ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบ 'นอกมาตรฐาน' (Non-Standard Custom Parts) ได้ด้วยนะคะ"
"นอกมาตรฐานเหรอ?"
"มันคือชิ้นส่วนที่ถูกปรับแต่งมาแบบสุดโต่งสุดๆ ไปเลยน่ะค่ะ ทำให้ใช้งานได้ยากมาก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพ และต้องใช้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ เท่านั้น เป็นชิ้นส่วนประเภทที่เพิ่มภาระให้คนขับมากกว่าแบบที่ฉันเพิ่งเตือนไปเมื่อกี้อีกนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เน้นเพิ่มค่าสเตตัสทางใดทางหนึ่งแบบสุดๆ ไปเลย..."
ลาล่าอธิบายว่า นักพัฒนาชิ้นส่วนพวกนี้มักจะหน้ามืดตามัว อยากจะสร้างชิ้นส่วนที่สเปกทะลุหลอด โดยไม่สนเลยว่าหุ่นจะเสียสมดุล หรือคนขับจะรับภาระหนักแค่ไหน
ตราบใดที่มีเงินทุนและเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างชิ้นส่วนพวกนี้ขึ้นมาและนำไปจดทะเบียนได้ แต่เพราะมันเอาไปใช้จริงในการแข่งไม่ได้ ก็เลยไม่ค่อยมีใครซื้อไปใช้กัน
"สำหรับคุณเนโร ถึงจะใช้เวทเสริมพลังช่วยรับภาระทางร่างกายได้ แต่ตัวหุ่นอาจจะทนรับแรงกระชากจากชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ไหวนะคะ ทำให้เวลาใช้งานอาจจะถูกจำกัดลงอย่างมาก..."
"ถูกจำกัดเวลาเหรอ? นานแค่ไหนล่ะ?"
"อืม... น่าจะราวๆ สิบนาทีล่ะมั้งคะ"
สิบนาที... ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ? ก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ถ้าเจอพวกสายถึกเกราะหนาๆ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย
แต่เวลาสิบนาทีนี่ก็ถือว่าพอๆ กับเวลาเฉลี่ยที่ฉันใช้ในการต่อสู้แต่ละครั้งเลยนะ ถ้าหุ่นมีความเร็วเพิ่มขึ้น ก็น่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ลดลงด้วย น่าจะเอาอยู่นะ
"แล้วถ้าเกินสิบนาทีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?"
"หุ่นจะทำงานเกินขีดจำกัดจนระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าคุณเนโรจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเลยล่ะค่ะ"
ความเสี่ยงสูงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป แค่เอาชนะให้ได้ภายในสิบนาทีก็พอแล้ว!
ฉันขอให้ลาล่าเปิดดูลิสต์ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบนอกมาตรฐานให้ดูหน่อย ชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในอดีตหรือศิษย์เก่าที่ชอบทดลองอะไรแผลงๆ ซึ่งแต่ละชิ้นก็ดูแหวกแนวและสุดโต่งเอามากๆ
"ในบรรดาชิ้นส่วนพวกนี้ ชิ้นไหนที่ให้ความเร่งสูงที่สุดเหรอคะ?"
"ชิ้นนี้ค่ะ แต่มันจะพุ่งตรงไปข้างหน้าได้อย่างเดียวนะคะ ฉันว่าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะสามารถใช้พลังเวทควบคุมทิศทางได้ ทำให้ยืดหยุ่นกว่าเยอะเลย อ้อ แล้วถ้าจะใช้ชิ้นนี้ ก็ต้องติดเวอร์เนียร์เสริมสำหรับปรับทิศทางเพิ่มอีกหลายๆ จุดด้วยนะคะ..."
ฉันนั่งปรึกษากับลาล่าอย่างจริงจัง ค่อยๆ เลือกและตัดสินใจเลือกชิ้นส่วนเสริมต่างๆ ให้กับ 'ลูซิเฟอร์' อย่างระมัดระวัง
◇ ◇ ◇
"อึ้ก...! 【บูสต์】!"
ทันทีที่ฉันร่ายเวทเสริมพลังกายไร้ธาตุ 【บูสต์】 ความรู้สึกที่เหมือนโดนอัดก๊อปปี้ติดเบาะก็ทุเลาลงไปเยอะเลย
ไอ้ระบบเร่งความเร็วตัวใหม่นี่มันพยศเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
เมนทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งให้ 'ลูซิเฟอร์' แม้จะเทียบชั้นไม่ได้กับของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ฉันได้ลองขับตอนทำงานพาร์ตไทม์ แต่ประสิทธิภาพมันก็เฉียดใกล้เคียงกันเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่ามันสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวหุ่นสุดๆ อย่างที่ลาล่าคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากเปิดใช้งานต่อเนื่องในการฝึกซ้อมจำลองได้แค่ประมาณสิบนาที 'ลูซิเฟอร์' ก็ร้องเตือนแล้วดับเครื่องไปดื้อๆ เลย
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในการแข่งจริงล่ะก็ ฉันแพ้ราบคาบแน่นอน
『โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งเป้าหมายเข้าไปให้นะคะ~』
สิ้นเสียงลาล่าที่ดังผ่านช่องสื่อสารจากนอกเฟรมยูนิต ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ก็โผล่พรวดขึ้นมาทั่วฉากที่ราบรกร้าง
มีทั้งหมดห้าสิบเครื่อง... จำนวนเท่ากับที่ฉันเจอตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 เลยนี่นา
ก่อนอื่น ฉันต้องเคลียร์ฝูงนี้ให้ได้ด้วย 'ลูซิเฟอร์' ไม่งั้นก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ฉันใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะงั้น 'ลูซิเฟอร์' ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน... มั้งนะ
แถมตอนนั้นฉันยังต้องใช้ สเปลคาสเตอร์(ปืนเวทมนตร์) ที่ไม่ค่อยถนัดอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันได้รับการฝึกฝนจากรุ่นพี่ชิบะแล้ว น่าจะจัดการได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ฉันคิดบวกสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ... 'ลูซิเฟอร์' โอเวอร์ฮีตและดับเครื่องไปซะก่อน ตอนที่เหลือ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) อีกตั้งสามเครื่องแน่ะ! ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า!
โธ่เว้ยยยย! วางแผนพลาดไปหน่อย! ถ้ารู้แบบนี้ น่าจะเล็งโจมตีจุดตายอย่างค็อกพิตหรือส่วนหัวให้แม่นๆ จะได้จัดการทีเดียวอยู่!
『เป็นไงบ้างคะ? จะลองอีกสักรอบไหม?』
"แน่นอนสิ! จะทำจนกว่าจะผ่านให้ได้เลยคอยดู!"
และแล้ว ฉันก็ต้องพยายามถึงห้าครั้ง กว่าจะสามารถเคลียร์ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ห้าสิบเครื่องได้สำเร็จภายในสิบนาที
"เข้าใจล่ะ... ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วสุดขีดตลอดเวลานี่เอง..."
"ใช่ค่ะ ในระยะประชิดก็ใช้ความเร็วปกติของหุ่นเข้าสู้ แล้วค่อยดึงพลังจากบูสเตอร์มาใช้เฉพาะจังหวะสำคัญๆ อย่างตอนพุ่งเข้าหาเป้าหมาย, ตอนหลบการโจมตีฉุกเฉิน, หรือตอนลอบโจมตีทีเผลอ แบบนี้เค้าเรียกว่าการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาไงคะ"
ฉันกับลาล่านั่งดูเทปบันทึกการต่อสู้ของฉัน แล้วช่วยกันวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง
"ถ้าไม่เหยียบคันเร่งมิดหลอดตลอดเวลา ก็จะช่วยลดภาระของหุ่นลงได้เยอะ ทำให้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้อีกหน่อยค่ะ ที่จริงแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ตลอดเวลาเลยนี่คะ?"
รู้อยู่เต็มอกเลยล่ะ... ถึงฉันจะเริ่มควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแล้วก็เถอะ... แต่มันก็ยัง... พอคิดในใจว่า 'จังหวะนี้แหละ เร่งสปีดเลย!' ทีไร มือมันก็เผลออัดพลังเวทเข้าไปเต็มเหนี่ยวทุกทีเลยอะ...
"อืม... สำหรับคุณเนโรเนี่ย ถึงภายนอกจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่ระบบภายในน่าจะเปลี่ยนไปใช้ของมิสติกเฟรม (Mystic Frame) จะเหมาะกว่านะคะ"
"หืม...? ระบบภายในที่ว่านี่ หมายถึงพวกเอเธอร์ลิควิด (Ether Liquid) กับเตาปฏิกรณ์วิญญาณ (Spirit Reactor) อะไรพวกนี้เหรอ?"
"ใช่ค่ะ มิสติกเฟรมมี 'เครือข่ายหลอดเลือดเวท' (Ether Vessel) ที่ใช้ส่งเอเธอร์ลิควิดละเอียดยิบและครอบคลุมทั่วทั้งตัวหุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้สามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ด้วยค่ะ"
อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง อืม... จะว่าไปแล้ว พลังเวทพื้นฐานของฉันมันก็หนักไปทางสายจอมเวท (Mystic) อยู่แล้วนี่นะ
"เรื่องที่เฟรมเกียร์ทั่วไปใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?"
"ก็มีส่วนค่ะ อย่างคนที่มีเวท 【ไฟร์บอล】 (Fireball) ก็ใช่ว่าจะสามารถเสกไฟร์บอลออกมาจากเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ นะคะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องปรับแต่งระบบภายในของหุ่นให้รองรับการใช้เวทมนตร์นั้นๆ ด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การติดตั้งเกียร์สเปล' (Gear Spell) ค่ะ"
'เกียร์สเปล' งั้นเหรอ... ก็เหมือนเวท 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ที่รุ่นพี่ลิมิเอร่าใช้ตอนงานปฐมนิเทศสินะ
"แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ประเภทเสริมพลังกาย ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของผู้ใช้โดยตรง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายกว่าค่ะ เพราะเป็นการใช้เอเธอร์ลิควิดขยายขอบเขตพลังของเวทมนตร์เดิม ซึ่งจะแตกต่างจาก 'เกียร์สเปล' อย่างชัดเจนค่ะ อ้อ พวก 'ดาบบิน' ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ 'เกียร์สเปล' หรอกค่ะ"
สรุปก็คือ ตามหลักทฤษฎีแล้ว ใครๆ ก็สามารถใช้ 'ดาบบิน' ได้สินะ เพียงแต่การจะบังคับมันให้พริ้วไหวดั่งใจนึกน่ะ มันเป็นเรื่องที่ยากบรรลัยเลยล่ะ
ก็เหมือนกับเครื่องดนตรีนั่นแหละ ใครๆ ก็เป่าให้มันเกิดเสียงได้ แต่การจะเป่าให้เป็นเพลงเพราะๆ น่ะ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยังไงล่ะ
"ลาล่า พอจะเปลี่ยนระบบภายในของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรมให้หน่อยได้ไหม?"
"ทำได้อยู่แล้วค่ะ... แต่ถ้าทำแบบนั้น ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ในหุ่นเครื่องนี้จะถูกล้างทิ้งหมดเลยนะคะ? หุ่นจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำแบบนั้น?"
"ก็เพิ่งเข้าเรียนมาได้ไม่ถึงสองเดือนเองนี่นา ขืนไปเปลี่ยนเอาตอนหลังๆ มันจะยุ่งยากกว่านี้อีกนะ ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องตอนนี้แหละ"
"ถ้าคิดแบบนั้น มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
ถึงจะเสียดายประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาทั้งหมดก็เถอะ... แต่เอาเข้าจริง สถิติการประลอง 【การประลองดารา】 ของฉันส่วนใหญ่ก็หนักไปทางอาร์มเกียร์ซะมากกว่านะ ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ล่ะก็ แทบจะแพ้รวดเลยมั้ง...
อีกอย่าง ถ้าการดัดแปลงครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันอาจจะสามารถใช้ 'เวทมนตร์บทนั้น' ผ่านเฟรมเกียร์ได้ด้วยก็ได้
ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะช่วยให้ฉันได้เปรียบในการต่อสู้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ!
ฉันปรึกษาหารือกับลาล่าให้เธอดูเวทมนตร์ที่ฉันอยากใช้ และแล้ว แผนการดัดแปลง 'ลูซิเฟอร์' ของฉันก็เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว
.
เพราะได้รุ่นพี่ชิบะขายดาบสั้นให้ในราคาถูกแสนถูก ฉันเลยประหยัด G ไปได้เยอะเลย
ฉันกะจะเอา G ก้อนนี้แหละ ไปอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' แล้วท้าประลองเพื่อเลื่อนขึ้น E Rank ให้ได้
โชคดีที่ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งคำท้ามาให้เพียบ ฉันเลยไม่ต้องเสีย 10 ดาวเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เลื่อนขั้นแบบฟรีๆ เลยล่ะ
เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเลยรีบไปปรึกษาลาล่าทันทีหลังเลิกเรียน
"ตามหลักแล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรม ก็ควรจะเน้นอัปเกรดความคล่องตัวให้สุดไปเลยค่ะ แต่ถ้าเน้นแค่ความเร็วอย่างเดียว เกิดโดนโจมตีสวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะก็ มีสิทธิ์หุ่นพังยับเยินจนแพ้ได้ง่ายๆ เลยนะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ ด้วย เพื่อป้องกันปัญหานี้ การเสริมเกราะให้หนาขึ้นอีกนิด เพื่อให้ทนรับการโจมตีได้บ้างก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ว่า สำหรับสไตล์ของคุณเนโร ที่เน้นชิงจังหวะโจมตีแล้วเผด็จศึกในพริบตา ถ้ามองในมุมนี้..."
"เดี๋ยวก่อนลาล่า ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ลาล่ารัวคำแนะนำใส่ฉันเป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบจนฉันฟังแทบไม่ทัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว
ฉันเลยต้องเบรกเธอไว้ก่อน แล้วสรุปความต้องการของตัวเองสั้นๆ
"เอาเป็นว่า ฉันอยากได้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นน่ะ แบบที่สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้อย่างละเอียด แล้วก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้แม้ตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงด้วย"
"เอ๋... แบบนั้นมันจะสร้างภาระหนักให้กับคนขับมากๆ เลยนะคะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันใช้เวทเสริมพลังกายช่วยได้"
การใช้เวทเสริมพลังกายผ่านเอเธอร์ลิควิดเพื่อกระตุ้นสมรรถนะของเฟรมเกียร์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้เวทได้รับการเสริมพลังไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถทนต่อแรง G มหาศาลจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้
แต่ก็นะ... มันก็จะไปสร้างภาระให้กับตัวหุ่นแทน...
"พวกชิ้นส่วนปรับแต่ง (Custom Parts) ของเฟรมเกียร์จำลองเนี่ย จะมีทั้งของแท้จากทาง 'วิทยาลัย' แล้วก็ของที่นักเรียนออกแบบแล้วยื่นจดทะเบียนเอาไว้นะคะ ซึ่งชิ้นส่วนพวกนี้จะต้องสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้จริง โดยจะมีการประเมินทั้งวัสดุและต้นทุนการผลิต เพื่อนำมากำหนดราคา G ให้สอดคล้องกันค่ะ"
"...แปลว่าอะไรเหรอ?"
"แปลว่า ชิ้นส่วนที่สเปกสูงๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยไงคะ"
"เป็นสัจธรรมที่โหดร้ายจังเลยนะ..."
ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้นี่นา...
"แล้วมีงบอยู่เท่าไหร่ล่ะคะ?"
"เอ่อ... ประมาณนี้มั้ง...?"
ฉันเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนโชว์ยอด G ทั้งหมดให้ลาล่าดู
ลาล่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตในมือเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่อยู่ในงบ
"ถ้างบประมาณนี้ ก็คงได้ประมาณชิ้นพวกนี้แหละค่ะ"
ชิ้นส่วนที่ลาล่าลิสต์มาให้ดู ก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันเล็งๆ ไว้แต่แรกเท่าไหร่ สงสัยคงหนีไม่พ้นต้องเลือกจากพวกนี้แล้วล่ะมั้ง...
"เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่นะคะ... แต่เราสามารถเลือกใช้ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบ 'นอกมาตรฐาน' (Non-Standard Custom Parts) ได้ด้วยนะคะ"
"นอกมาตรฐานเหรอ?"
"มันคือชิ้นส่วนที่ถูกปรับแต่งมาแบบสุดโต่งสุดๆ ไปเลยน่ะค่ะ ทำให้ใช้งานได้ยากมาก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพ และต้องใช้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ เท่านั้น เป็นชิ้นส่วนประเภทที่เพิ่มภาระให้คนขับมากกว่าแบบที่ฉันเพิ่งเตือนไปเมื่อกี้อีกนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เน้นเพิ่มค่าสเตตัสทางใดทางหนึ่งแบบสุดๆ ไปเลย..."
ลาล่าอธิบายว่า นักพัฒนาชิ้นส่วนพวกนี้มักจะหน้ามืดตามัว อยากจะสร้างชิ้นส่วนที่สเปกทะลุหลอด โดยไม่สนเลยว่าหุ่นจะเสียสมดุล หรือคนขับจะรับภาระหนักแค่ไหน
ตราบใดที่มีเงินทุนและเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างชิ้นส่วนพวกนี้ขึ้นมาและนำไปจดทะเบียนได้ แต่เพราะมันเอาไปใช้จริงในการแข่งไม่ได้ ก็เลยไม่ค่อยมีใครซื้อไปใช้กัน
"สำหรับคุณเนโร ถึงจะใช้เวทเสริมพลังช่วยรับภาระทางร่างกายได้ แต่ตัวหุ่นอาจจะทนรับแรงกระชากจากชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ไหวนะคะ ทำให้เวลาใช้งานอาจจะถูกจำกัดลงอย่างมาก..."
"ถูกจำกัดเวลาเหรอ? นานแค่ไหนล่ะ?"
"อืม... น่าจะราวๆ สิบนาทีล่ะมั้งคะ"
สิบนาที... ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ? ก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ถ้าเจอพวกสายถึกเกราะหนาๆ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย
แต่เวลาสิบนาทีนี่ก็ถือว่าพอๆ กับเวลาเฉลี่ยที่ฉันใช้ในการต่อสู้แต่ละครั้งเลยนะ ถ้าหุ่นมีความเร็วเพิ่มขึ้น ก็น่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ลดลงด้วย น่าจะเอาอยู่นะ
"แล้วถ้าเกินสิบนาทีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?"
"หุ่นจะทำงานเกินขีดจำกัดจนระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าคุณเนโรจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเลยล่ะค่ะ"
ความเสี่ยงสูงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป แค่เอาชนะให้ได้ภายในสิบนาทีก็พอแล้ว!
ฉันขอให้ลาล่าเปิดดูลิสต์ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบนอกมาตรฐานให้ดูหน่อย ชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในอดีตหรือศิษย์เก่าที่ชอบทดลองอะไรแผลงๆ ซึ่งแต่ละชิ้นก็ดูแหวกแนวและสุดโต่งเอามากๆ
"ในบรรดาชิ้นส่วนพวกนี้ ชิ้นไหนที่ให้ความเร่งสูงที่สุดเหรอคะ?"
"ชิ้นนี้ค่ะ แต่มันจะพุ่งตรงไปข้างหน้าได้อย่างเดียวนะคะ ฉันว่าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะสามารถใช้พลังเวทควบคุมทิศทางได้ ทำให้ยืดหยุ่นกว่าเยอะเลย อ้อ แล้วถ้าจะใช้ชิ้นนี้ ก็ต้องติดเวอร์เนียร์เสริมสำหรับปรับทิศทางเพิ่มอีกหลายๆ จุดด้วยนะคะ..."
ฉันนั่งปรึกษากับลาล่าอย่างจริงจัง ค่อยๆ เลือกและตัดสินใจเลือกชิ้นส่วนเสริมต่างๆ ให้กับ 'ลูซิเฟอร์' อย่างระมัดระวัง
◇ ◇ ◇
"อึ้ก...! 【บูสต์】!"
ทันทีที่ฉันร่ายเวทเสริมพลังกายไร้ธาตุ 【บูสต์】 ความรู้สึกที่เหมือนโดนอัดก๊อปปี้ติดเบาะก็ทุเลาลงไปเยอะเลย
ไอ้ระบบเร่งความเร็วตัวใหม่นี่มันพยศเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
เมนทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งให้ 'ลูซิเฟอร์' แม้จะเทียบชั้นไม่ได้กับของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ฉันได้ลองขับตอนทำงานพาร์ตไทม์ แต่ประสิทธิภาพมันก็เฉียดใกล้เคียงกันเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่ามันสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวหุ่นสุดๆ อย่างที่ลาล่าคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากเปิดใช้งานต่อเนื่องในการฝึกซ้อมจำลองได้แค่ประมาณสิบนาที 'ลูซิเฟอร์' ก็ร้องเตือนแล้วดับเครื่องไปดื้อๆ เลย
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในการแข่งจริงล่ะก็ ฉันแพ้ราบคาบแน่นอน
『โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งเป้าหมายเข้าไปให้นะคะ~』
สิ้นเสียงลาล่าที่ดังผ่านช่องสื่อสารจากนอกเฟรมยูนิต ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ก็โผล่พรวดขึ้นมาทั่วฉากที่ราบรกร้าง
มีทั้งหมดห้าสิบเครื่อง... จำนวนเท่ากับที่ฉันเจอตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 เลยนี่นา
ก่อนอื่น ฉันต้องเคลียร์ฝูงนี้ให้ได้ด้วย 'ลูซิเฟอร์' ไม่งั้นก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ฉันใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะงั้น 'ลูซิเฟอร์' ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน... มั้งนะ
แถมตอนนั้นฉันยังต้องใช้ สเปลคาสเตอร์(ปืนเวทมนตร์) ที่ไม่ค่อยถนัดอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันได้รับการฝึกฝนจากรุ่นพี่ชิบะแล้ว น่าจะจัดการได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ฉันคิดบวกสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ... 'ลูซิเฟอร์' โอเวอร์ฮีตและดับเครื่องไปซะก่อน ตอนที่เหลือ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) อีกตั้งสามเครื่องแน่ะ! ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า!
โธ่เว้ยยยย! วางแผนพลาดไปหน่อย! ถ้ารู้แบบนี้ น่าจะเล็งโจมตีจุดตายอย่างค็อกพิตหรือส่วนหัวให้แม่นๆ จะได้จัดการทีเดียวอยู่!
『เป็นไงบ้างคะ? จะลองอีกสักรอบไหม?』
"แน่นอนสิ! จะทำจนกว่าจะผ่านให้ได้เลยคอยดู!"
และแล้ว ฉันก็ต้องพยายามถึงห้าครั้ง กว่าจะสามารถเคลียร์ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ห้าสิบเครื่องได้สำเร็จภายในสิบนาที
"เข้าใจล่ะ... ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วสุดขีดตลอดเวลานี่เอง..."
"ใช่ค่ะ ในระยะประชิดก็ใช้ความเร็วปกติของหุ่นเข้าสู้ แล้วค่อยดึงพลังจากบูสเตอร์มาใช้เฉพาะจังหวะสำคัญๆ อย่างตอนพุ่งเข้าหาเป้าหมาย, ตอนหลบการโจมตีฉุกเฉิน, หรือตอนลอบโจมตีทีเผลอ แบบนี้เค้าเรียกว่าการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาไงคะ"
ฉันกับลาล่านั่งดูเทปบันทึกการต่อสู้ของฉัน แล้วช่วยกันวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง
"ถ้าไม่เหยียบคันเร่งมิดหลอดตลอดเวลา ก็จะช่วยลดภาระของหุ่นลงได้เยอะ ทำให้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้อีกหน่อยค่ะ ที่จริงแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ตลอดเวลาเลยนี่คะ?"
รู้อยู่เต็มอกเลยล่ะ... ถึงฉันจะเริ่มควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแล้วก็เถอะ... แต่มันก็ยัง... พอคิดในใจว่า 'จังหวะนี้แหละ เร่งสปีดเลย!' ทีไร มือมันก็เผลออัดพลังเวทเข้าไปเต็มเหนี่ยวทุกทีเลยอะ...
"อืม... สำหรับคุณเนโรเนี่ย ถึงภายนอกจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่ระบบภายในน่าจะเปลี่ยนไปใช้ของมิสติกเฟรม (Mystic Frame) จะเหมาะกว่านะคะ"
"หืม...? ระบบภายในที่ว่านี่ หมายถึงพวกเอเธอร์ลิควิด (Ether Liquid) กับเตาปฏิกรณ์วิญญาณ (Spirit Reactor) อะไรพวกนี้เหรอ?"
"ใช่ค่ะ มิสติกเฟรมมี 'เครือข่ายหลอดเลือดเวท' (Ether Vessel) ที่ใช้ส่งเอเธอร์ลิควิดละเอียดยิบและครอบคลุมทั่วทั้งตัวหุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้สามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ด้วยค่ะ"
อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง อืม... จะว่าไปแล้ว พลังเวทพื้นฐานของฉันมันก็หนักไปทางสายจอมเวท (Mystic) อยู่แล้วนี่นะ
"เรื่องที่เฟรมเกียร์ทั่วไปใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?"
"ก็มีส่วนค่ะ อย่างคนที่มีเวท 【ไฟร์บอล】 (Fireball) ก็ใช่ว่าจะสามารถเสกไฟร์บอลออกมาจากเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ นะคะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องปรับแต่งระบบภายในของหุ่นให้รองรับการใช้เวทมนตร์นั้นๆ ด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การติดตั้งเกียร์สเปล' (Gear Spell) ค่ะ"
'เกียร์สเปล' งั้นเหรอ... ก็เหมือนเวท 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ที่รุ่นพี่ลิมิเอร่าใช้ตอนงานปฐมนิเทศสินะ
"แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ประเภทเสริมพลังกาย ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของผู้ใช้โดยตรง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายกว่าค่ะ เพราะเป็นการใช้เอเธอร์ลิควิดขยายขอบเขตพลังของเวทมนตร์เดิม ซึ่งจะแตกต่างจาก 'เกียร์สเปล' อย่างชัดเจนค่ะ อ้อ พวก 'ดาบบิน' ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ 'เกียร์สเปล' หรอกค่ะ"
สรุปก็คือ ตามหลักทฤษฎีแล้ว ใครๆ ก็สามารถใช้ 'ดาบบิน' ได้สินะ เพียงแต่การจะบังคับมันให้พริ้วไหวดั่งใจนึกน่ะ มันเป็นเรื่องที่ยากบรรลัยเลยล่ะ
ก็เหมือนกับเครื่องดนตรีนั่นแหละ ใครๆ ก็เป่าให้มันเกิดเสียงได้ แต่การจะเป่าให้เป็นเพลงเพราะๆ น่ะ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยังไงล่ะ
"ลาล่า พอจะเปลี่ยนระบบภายในของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรมให้หน่อยได้ไหม?"
"ทำได้อยู่แล้วค่ะ... แต่ถ้าทำแบบนั้น ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ในหุ่นเครื่องนี้จะถูกล้างทิ้งหมดเลยนะคะ? หุ่นจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำแบบนั้น?"
"ก็เพิ่งเข้าเรียนมาได้ไม่ถึงสองเดือนเองนี่นา ขืนไปเปลี่ยนเอาตอนหลังๆ มันจะยุ่งยากกว่านี้อีกนะ ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องตอนนี้แหละ"
"ถ้าคิดแบบนั้น มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
ถึงจะเสียดายประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาทั้งหมดก็เถอะ... แต่เอาเข้าจริง สถิติการประลอง 【การประลองดารา】 ของฉันส่วนใหญ่ก็หนักไปทางอาร์มเกียร์ซะมากกว่านะ ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ล่ะก็ แทบจะแพ้รวดเลยมั้ง...
อีกอย่าง ถ้าการดัดแปลงครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันอาจจะสามารถใช้ 'เวทมนตร์บทนั้น' ผ่านเฟรมเกียร์ได้ด้วยก็ได้
ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะช่วยให้ฉันได้เปรียบในการต่อสู้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ!
ฉันปรึกษาหารือกับลาล่าให้เธอดูเวทมนตร์ที่ฉันอยากใช้ และแล้ว แผนการดัดแปลง 'ลูซิเฟอร์' ของฉันก็เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว
038 สภาวะสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero Gravity)
.
ในวันนั้น ภายในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต โซนสำหรับนั่งดูที่มีหน้าจอขนาดกลางตั้งเรียงรายอยู่ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอย่างล้นหลาม
โซนนี้มีไว้สำหรับให้นักเรียนได้ดูการฝึกซ้อมหรือการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ
การได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ชั้นยอดเลยล่ะ แถมยังเป็นการสอดแนมคู่แข่งที่จะต้องเจอในอนาคต เพื่อหาจุดอ่อนและศึกษาสไตล์การต่อสู้ด้วย
เพราะงั้น การมานั่งดูตรงนี้เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่นักเรียนคนอื่นๆ พากันซุบซิบและทำตัวไม่ถูก ก็เพราะสามคนที่มานั่งจับจองหน้าจอกันอยู่ตรงนี้น่ะสิ...
คนแรก คือคนที่ไม่มีใครใน 'วิทยาลัย' ไม่รู้จัก อันดับหนึ่งชั้นปีสาม ผู้ไร้พ่าย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
คนที่สอง จอมเวทอันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' ชั้นปีสี่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส
และคนสุดท้าย อดีตระดับ S Rank ที่แม้จะร่วงหล่นลงมาอยู่ B Rank เพราะอาการคำสาปกลายเป็นหินที่แขนขวา แต่เธอก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวนกฟินิกซ์คืนชีพ ชนะรวดจนจ่อคิวจะขึ้น A Rank ในเร็วๆ นี้ ชั้นปีห้า 【ดาบคู่ประกายแสง】 ชิบะ ซานะ
สามคนนี้นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม รอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นักเรียนคนอื่นๆ จะพากันแตกตื่น
"เอ่อ..."
"หืม~? อ๊ะ หนูเชริล~ มาเชียร์หนูเนโรเหรอจ๊ะ?"
"อ่า ค่ะ รุ่นพี่ก็มาดูเหมือนกันสินะคะ...?"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของน้องสาวสิคะ"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของลูกศิษย์อยู่แล้วล่ะ"
"อ อ้อ แบบนี้นี่เองค่ะ..."
เชรี่พยักหน้าเข้าใจพลางคิดในใจว่า 'กะแล้วเชียว' ส่วนฉัน แคโร ลาล่า และริลิชาที่ตามมาด้วยก็ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่ต่างกัน
"แหมๆ มานั่งด้วยกันสิจ๊ะ"
รุ่นพี่ชิบะกวักมือเรียกให้พวกเรามานั่งที่ว่างด้านหลัง ถึงจะได้ยินเสียงซุบซิบจากข้างหลังประมาณว่า 'พวกปีหนึ่งกลุ่มนั้นเป็นใครกันน่ะ...?' แต่เชรี่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
"คู่แข่งของเนโรคือ... นักเรียนปีสองจากอาณาจักรพาร์เนียร์สินะคะ"
ท่านพี่เซลด้ากำลังอ่านโปรไฟล์ของฉันกับคู่ต่อสู้ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ
อาณาจักรพาร์เนียร์ เคยถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศคือ พาร์ลูฟและลีเนียร์ แต่ก็กลับมารวมกันเป็นประเทศเดียวเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน
ก็นะ เดิมทีมันก็คือประเทศพาร์เนียร์ที่แตกออกเป็นสองประเทศ พอตอนนี้กลับมารวมกันก็ถือว่ากลับสู่จุดเริ่มต้นนั่นแหละ
"หืม~? เด็กคนนี้คุ้นๆ นะ..."
รุ่นพี่ชารอนเอียงคอมองข้อมูลคู่แข่งของฉัน เชรี่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยรีบอธิบายเสริม
"อ๊ะ คนนี้คือรุ่นพี่ปีสองที่มาหาเรื่องเนโรที่โรงอาหารเมื่อไม่กี่วันก่อนไงคะ คนที่รุ่นพี่ชารอนเข้ามาช่วยห้ามไว้น่ะค่ะ"
"อ๋อ~ เด็กคนนั้นเองเหรอ~"
พอได้ยินแบบนั้น รุ่นพี่ชิบะก็หันไปถามรุ่นพี่ชารอน
"มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาเหรอ?"
"บาดหมางก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ แค่เด็กคนนั้นเขาเป็นติ่งเซลจังน่ะสิ?"
พอรุ่นพี่ชารอนพูดแบบนั้น ท่านพี่เซลด้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"การมีคนชื่นชมมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าทำตัวเกินขอบเขตก็คงต้องปวดหัวหน่อย"
"นั่นสิเนอะ~ ถ้าแค่เชียร์เฉยๆ ก็โอเคหรอก แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า~"
ทั้งท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอนต่างก็เป็นระดับท็อปของวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีรุ่นน้องปลื้มปริ่มมากมาย บางทีความชื่นชมนั้นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ จนพร้อมจะแว้งกัดใครก็ตามที่เข้ามาขวางทาง
เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนหรือองค์กรเสมอแหละ บางคนถึงกับตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเองเพื่อแสดงอำนาจเลยนะ แต่สำหรับท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอน ทั้งคู่ดูจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
"คู่แข่งอยู่ระดับ E Rank... นี่แปลว่าแฟนคลับของเซลด้าเป็นฝ่ายส่งคำท้าให้เนโรสินะ?"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ"
เชรี่ตอบคำถามของรุ่นพี่ชิบะด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ E Rank ปะทะ F Rank มองผิวเผินอาจจะคิดว่า F Rank ที่อันดับต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้า E Rank ที่อันดับสูงกว่า แต่ความจริงแล้วมันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า E Rank เป็นฝ่ายมาท้า F Rank ซะงั้น
ปกติแล้ว การที่คนอันดับสูงกว่าท้าประลองกับคนอันดับต่ำกว่านั้น ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เพราะฝ่ายที่ถูกท้าสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีบทลงโทษอะไร แถมการที่คนเก่งกว่าไปท้าคนอ่อนกว่า มันดูเหมือนเป็นการ 'รังแก' ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าแพ้ขึ้นมา อันดับก็จะร่วงกราวรูดเลยล่ะ
แต่ในกรณีนี้ มันถือเป็นแมตช์เลื่อนขั้น ถ้าคนอันดับต่ำกว่าอยากจะเลื่อนขั้นเร็วๆ ส่วนคนอันดับสูงกว่าแค่อยากได้ดาวมาง่ายๆ พอเป้าหมายมันตรงกัน การประลองก็เกิดขึ้นได้
การที่ทั้งคู่ยอมรับคำท้า ก็แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะ 'เอาชนะ' อีกฝ่ายได้แน่ๆ มันก็เลยมักจะกลายเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจอยู่บ่อยๆ
"แต่ว่านะ เฟรมเกียร์ของคู่แข่งเนโรเนี่ย... มันจะไหวไหมเนี่ย...?"
"นั่นสิคะ ท่าทางจะตึงมืออยู่เหมือนกันนะ..."
รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะดูข้อมูลเฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ทำหน้ากังวล
แต่ลาล่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! คุณเนโรมีอาวุธลับเตรียมไว้แล้ว!"
"อาวุธลับเหรอ? หมายถึงดาบสั้นที่ฉันให้ไปน่ะเหรอ? ถึงจะทนทานก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้นนะ..."
"ไม่ใช่ค่ะ! เป็น 'เกียร์สเปล' บทใหม่ที่คุณเนโรสร้างขึ้นจากเวทไร้ธาตุของเธอเองค่ะ!"
『เกียร์สเปล!?』
คำพูดของลาล่าทำเอาทุกคนตรงนั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก 'เกียร์สเปล' คือทักษะพิเศษที่เกิดจากการผสานพรสวรรค์ของผู้ใช้เวทกับเฟรมเกียร์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ กว่าจะดึงเอา 'เกียร์สเปล' ออกมาใช้ได้น่ะ มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนัก
ขนาดจอมเวทอัจฉริยะอย่างรุ่นพี่ชารอน กว่าจะใช้ 'เกียร์สเปล' ได้ก็ปาเข้าไปตอนปลายปีสองนู่น
แล้วเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาหมาดๆ จะทำได้ยังไง? ทุกคนเลยสงสัยกันใหญ่
"หุหุ สมกับเป็นเนโร น้องสาวของฉันจริงๆ ค่ะ"
"นี่หล่อน แค่อยากจะพูดคำนี้เฉยๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
ท่านพี่เซลด้าพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ จนรุ่นพี่ชิบะอดแขวะไม่ได้
"อยากเห็นจังเลยน้า~ ว่าจะเป็นเกียร์สเปลแบบไหน~ เสียดายที่เป็นเวทไร้ธาตุจังเลยน้า~"
เวทไร้ธาตุคือเวทมนตร์เฉพาะตัว หมายความว่าต่อให้เป็นรุ่นพี่ชารอน ก็คงเลียนแบบเกียร์สเปลนี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังตื่นเต้นที่จะได้เห็นเวทมนตร์รูปแบบใหม่อยู่ดี
"อ๊ะ เริ่มแล้วค่ะ"
พอแคโรพูดขึ้น ทุกคนก็หันไปจ้องหน้าจอ เวลาการประลองใกล้เข้ามาแล้ว บนหน้าจอแสดงภาพเฟรมเกียร์สองเครื่องยืนประจันหน้ากัน
"ด่านหาดทราย... เป็นฉากที่ค่อนข้างเสียเปรียบเลยนะคะเนี่ย"
ริลิชาพึมพำเบาๆ
ฉากที่แสดงบนหน้าจอคือหาดทรายที่มีทะเลเป็นฉากหลัง
ด่านนี้ทรายจะดูดเท้า ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แถมถ้าพลาดตกลงไปในทะเลก็ต้องสู้กันในน้ำอีก
ยกเว้นแต่จะเป็นพวกผู้ใช้เวทธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นด่านที่รับมือยากเลยล่ะ นักเรียนหลายคนถึงกับบ่นว่าเป็น 'ด่านนรก' เลยทีเดียว
เฟรมเกียร์สองเครื่องยืนอยู่บนหาดทราย เครื่องหนึ่งคือ 'ลูซิเฟอร์' ของเนโร
ไลท์นิ่งเฟรมสีขาวดำสุดเท่ แต่ที่หลังกลับติดตั้งอุปกรณ์เสริมความเร็วสูงขนาดใหญ่เอาไว้ มีทรัสเตอร์ทรงพลังถึงสี่ตัวและปีกแบบติดตายตัวอีกหกปีก สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย
ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง มีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคนที่สวมชุดเกราะ
แต่ที่แปลกก็คือ... มันมีแขนสี่ข้าง! มีแขนเล็กๆ อีกคู่ยื่นออกมาจากสีข้าง ในมือทั้งสองข้างถือคทาสั้นๆ ที่ประดับด้วย 'คริสตัล' (อัญมณีเวทมนตร์)
คริสตัลเป็นหินเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับเฟรมเกียร์สายเวทมนตร์
สรุปก็คือ เฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายคือ มิสติกเฟรม นั่นเอง
นี่แหละคือสิ่งที่รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะกังวล
ไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความเร็ว จะเสียเปรียบมิสติกเฟรมสุดๆ
เพราะมิสติกเฟรมสามารถโจมตีระยะไกลหรือโจมตีเป็นวงกว้างได้ ทำให้ไลท์นิ่งเฟรมเข้าประชิดตัวได้ยากมาก
ทางรอดเดียวของไลท์นิ่งเฟรมที่เสียเปรียบ คือต้องยอมแลกความเสียหาย พุ่งเข้าประชิดตัวให้เร็วที่สุดเพื่อเผด็จศึก ก่อนที่ตัวเองจะพังซะก่อน เรียกว่าต้องวัดดวงกันเลยล่ะ
แน่นอนว่าฝ่ายมิสติกเฟรมก็รู้จุดอ่อนนี้ดี เลยต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้เพียบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มพลังป้องกันให้แน่นหนาที่สุด มิสติกเฟรมที่เน้นสาดเวทอยู่แนวหลังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วมากนัก
การสละความเร็วเพื่อแลกกับเกราะที่หนาขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นิยมใช้กัน
เฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้าม นอกจากแขนเสริมที่ถือคทาสองข้างแล้ว แขนหลักทั้งสองข้างก็ติดตั้งโล่ขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
เตรียมตัวมาตั้งรับแบบสุดๆ เลยล่ะ
"นั่นมันเตรียมมาเพื่อรับมือเนโรชัดๆ เลยนี่นา..."
"ก็นะ การสืบข้อมูลคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
แคโรและริลิชาพูดขึ้นมาหลังจากเห็นภาพนั้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเนโรใช้ไลท์นิ่งเฟรม การเตรียมแผนรับมือก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถึงจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ
"แต่เนโรก็มี 'พลังปราณ' ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันนั่นได้นี่นา น่าจะพอสู้ไหวอยู่นะ?"
"การใช้ 'พลังปราณ' กับไลท์นิ่งเฟรมมันเหมือนดาบสองคมนั่นแหละค่ะ ต่อให้เจาะโล่อีกฝ่ายได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ก็คงแหลกละเอียดไปด้วยแน่ๆ"
ท่านพี่เซลด้าที่นั่งอยู่แถวหน้าปฏิเสธความคิดของเชรี่ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนที่เนโรใช้ 'พลังปราณ' กับ 【วินเดีย(ปีก)】 หุ่นก็พังยับเยินไปเลยนี่นา
ถ้าจะใช้ 'พลังปราณ' ก็ต้องมั่นใจว่าจะปิดฉากได้ในหมัดเดียวเท่านั้น
"ถ้าจะพุ่งเข้าไป ก็ต้องระวังเวทมนตร์สกัดกั้น พอเข้าไปใกล้ก็ต้องเจอกับโล่ยักษ์นั่นอีก... ท่าทางจะตึงมือเลยแฮะ..."
"ไม่หรอกค่ะ"
ลาล่าพูดแทรกคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ชิบะ
"การประลองครั้งนี้ จะจบลงในพริบตาเดียวค่ะ ห้ามกะพริบตาเชียวนะคะ"
"หมายความว่ายังไง..."
ขณะที่รุ่นพี่ชิบะกำลังจะถาม เสียงของกรรมการก็ดังมาจากหน้าจอ 『เดิมพันด้วยดาว 5 ดวง』 การ 【ประลองดารา】 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใคร เกทับ(เรส) เลยแฮะ การเดิมพัน 5 ดาวในแมตช์เลื่อนขั้น F Rank ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือเนโรเป็นฝ่ายยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เดิมพันขนาดนี้ก็ไม่ยอมแข่งด้วยนั่นแหละ
『ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา ก้าวออกมาข้างหน้า』
ลูซิเฟอร์และหุ่นของอีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าบนผืนทราย ดูเหมือนทั้งคู่จะพร้อมแล้ว
『เริ่ม 【การประลองดารา】 ได้!』
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของลูซิเฟอร์ก็หายวับไปจากหน้าจอ!
วินาทีต่อมา หุ่นของอีกฝ่ายที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ส่งเสียงเตือน 『บี๊บ────!』 แสดงว่าหมดสภาพการต่อสู้ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกฟันขาดครึ่งตรงช่วงลิ้นปี่ แล้วปลิวกระเด็นออกไปเป็นสองท่อน
『............หา?』
ทุกคนที่กำลังดูหน้าจออยู่ต่างก็หลุดอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว แม้แต่ท่านพี่เซลด้าที่ไม่ได้ส่งเสียงร้อง ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บนหน้าจอ ลูซิเฟอร์ที่ถือดาบสั้นในมือขวายืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังคือซากเฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายที่ถูกฟันขาดครึ่ง
หน้าจอสรุปผลขึ้นข้อความว่า 'ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต' ทำให้รู้ว่าดาบสั้นของเนโรแทงทะลุค็อกพิตของคู่ต่อสู้ไปแล้ว ร่างกายบางๆ ของมิสติกเฟรมคงทนแรงกระแทกไม่ไหวจนหักครึ่งไปล่ะมั้ง แต่ส่วนอื่นๆ มันอธิบายไม่ได้เลยนะ!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?"
"เอ๊ะ? อะไรนะ? เนโรชนะแล้วเหรอ?"
"ลาล่า... เมื่อกี้คือ 'เกียร์สเปล' ของเนโรเหรอ...?"
"ใช่แล้วค่ะ! นั่นแหละคือ 'เกียร์สเปล' ของคุณเนโร 【สภาวะไร้น้ำหนัก】 (Zero Gravity) ที่จะทำให้หุ่นแทบจะไร้น้ำหนักเลยล่ะค่ะ!"
ลาล่ายืดอกตอบนักเรียนปีหนึ่งที่กำลังแตกตื่นด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเองเลยล่ะ
.
ในวันนั้น ภายในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต โซนสำหรับนั่งดูที่มีหน้าจอขนาดกลางตั้งเรียงรายอยู่ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอย่างล้นหลาม
โซนนี้มีไว้สำหรับให้นักเรียนได้ดูการฝึกซ้อมหรือการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ
การได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ชั้นยอดเลยล่ะ แถมยังเป็นการสอดแนมคู่แข่งที่จะต้องเจอในอนาคต เพื่อหาจุดอ่อนและศึกษาสไตล์การต่อสู้ด้วย
เพราะงั้น การมานั่งดูตรงนี้เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่นักเรียนคนอื่นๆ พากันซุบซิบและทำตัวไม่ถูก ก็เพราะสามคนที่มานั่งจับจองหน้าจอกันอยู่ตรงนี้น่ะสิ...
คนแรก คือคนที่ไม่มีใครใน 'วิทยาลัย' ไม่รู้จัก อันดับหนึ่งชั้นปีสาม ผู้ไร้พ่าย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
คนที่สอง จอมเวทอันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' ชั้นปีสี่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส
และคนสุดท้าย อดีตระดับ S Rank ที่แม้จะร่วงหล่นลงมาอยู่ B Rank เพราะอาการคำสาปกลายเป็นหินที่แขนขวา แต่เธอก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวนกฟินิกซ์คืนชีพ ชนะรวดจนจ่อคิวจะขึ้น A Rank ในเร็วๆ นี้ ชั้นปีห้า 【ดาบคู่ประกายแสง】 ชิบะ ซานะ
สามคนนี้นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม รอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นักเรียนคนอื่นๆ จะพากันแตกตื่น
"เอ่อ..."
"หืม~? อ๊ะ หนูเชริล~ มาเชียร์หนูเนโรเหรอจ๊ะ?"
"อ่า ค่ะ รุ่นพี่ก็มาดูเหมือนกันสินะคะ...?"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของน้องสาวสิคะ"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของลูกศิษย์อยู่แล้วล่ะ"
"อ อ้อ แบบนี้นี่เองค่ะ..."
เชรี่พยักหน้าเข้าใจพลางคิดในใจว่า 'กะแล้วเชียว' ส่วนฉัน แคโร ลาล่า และริลิชาที่ตามมาด้วยก็ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่ต่างกัน
"แหมๆ มานั่งด้วยกันสิจ๊ะ"
รุ่นพี่ชิบะกวักมือเรียกให้พวกเรามานั่งที่ว่างด้านหลัง ถึงจะได้ยินเสียงซุบซิบจากข้างหลังประมาณว่า 'พวกปีหนึ่งกลุ่มนั้นเป็นใครกันน่ะ...?' แต่เชรี่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
"คู่แข่งของเนโรคือ... นักเรียนปีสองจากอาณาจักรพาร์เนียร์สินะคะ"
ท่านพี่เซลด้ากำลังอ่านโปรไฟล์ของฉันกับคู่ต่อสู้ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ
อาณาจักรพาร์เนียร์ เคยถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศคือ พาร์ลูฟและลีเนียร์ แต่ก็กลับมารวมกันเป็นประเทศเดียวเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน
ก็นะ เดิมทีมันก็คือประเทศพาร์เนียร์ที่แตกออกเป็นสองประเทศ พอตอนนี้กลับมารวมกันก็ถือว่ากลับสู่จุดเริ่มต้นนั่นแหละ
"หืม~? เด็กคนนี้คุ้นๆ นะ..."
รุ่นพี่ชารอนเอียงคอมองข้อมูลคู่แข่งของฉัน เชรี่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยรีบอธิบายเสริม
"อ๊ะ คนนี้คือรุ่นพี่ปีสองที่มาหาเรื่องเนโรที่โรงอาหารเมื่อไม่กี่วันก่อนไงคะ คนที่รุ่นพี่ชารอนเข้ามาช่วยห้ามไว้น่ะค่ะ"
"อ๋อ~ เด็กคนนั้นเองเหรอ~"
พอได้ยินแบบนั้น รุ่นพี่ชิบะก็หันไปถามรุ่นพี่ชารอน
"มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาเหรอ?"
"บาดหมางก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ แค่เด็กคนนั้นเขาเป็นติ่งเซลจังน่ะสิ?"
พอรุ่นพี่ชารอนพูดแบบนั้น ท่านพี่เซลด้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"การมีคนชื่นชมมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าทำตัวเกินขอบเขตก็คงต้องปวดหัวหน่อย"
"นั่นสิเนอะ~ ถ้าแค่เชียร์เฉยๆ ก็โอเคหรอก แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า~"
ทั้งท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอนต่างก็เป็นระดับท็อปของวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีรุ่นน้องปลื้มปริ่มมากมาย บางทีความชื่นชมนั้นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ จนพร้อมจะแว้งกัดใครก็ตามที่เข้ามาขวางทาง
เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนหรือองค์กรเสมอแหละ บางคนถึงกับตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเองเพื่อแสดงอำนาจเลยนะ แต่สำหรับท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอน ทั้งคู่ดูจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
"คู่แข่งอยู่ระดับ E Rank... นี่แปลว่าแฟนคลับของเซลด้าเป็นฝ่ายส่งคำท้าให้เนโรสินะ?"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ"
เชรี่ตอบคำถามของรุ่นพี่ชิบะด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ E Rank ปะทะ F Rank มองผิวเผินอาจจะคิดว่า F Rank ที่อันดับต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้า E Rank ที่อันดับสูงกว่า แต่ความจริงแล้วมันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า E Rank เป็นฝ่ายมาท้า F Rank ซะงั้น
ปกติแล้ว การที่คนอันดับสูงกว่าท้าประลองกับคนอันดับต่ำกว่านั้น ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เพราะฝ่ายที่ถูกท้าสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีบทลงโทษอะไร แถมการที่คนเก่งกว่าไปท้าคนอ่อนกว่า มันดูเหมือนเป็นการ 'รังแก' ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าแพ้ขึ้นมา อันดับก็จะร่วงกราวรูดเลยล่ะ
แต่ในกรณีนี้ มันถือเป็นแมตช์เลื่อนขั้น ถ้าคนอันดับต่ำกว่าอยากจะเลื่อนขั้นเร็วๆ ส่วนคนอันดับสูงกว่าแค่อยากได้ดาวมาง่ายๆ พอเป้าหมายมันตรงกัน การประลองก็เกิดขึ้นได้
การที่ทั้งคู่ยอมรับคำท้า ก็แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะ 'เอาชนะ' อีกฝ่ายได้แน่ๆ มันก็เลยมักจะกลายเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจอยู่บ่อยๆ
"แต่ว่านะ เฟรมเกียร์ของคู่แข่งเนโรเนี่ย... มันจะไหวไหมเนี่ย...?"
"นั่นสิคะ ท่าทางจะตึงมืออยู่เหมือนกันนะ..."
รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะดูข้อมูลเฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ทำหน้ากังวล
แต่ลาล่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! คุณเนโรมีอาวุธลับเตรียมไว้แล้ว!"
"อาวุธลับเหรอ? หมายถึงดาบสั้นที่ฉันให้ไปน่ะเหรอ? ถึงจะทนทานก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้นนะ..."
"ไม่ใช่ค่ะ! เป็น 'เกียร์สเปล' บทใหม่ที่คุณเนโรสร้างขึ้นจากเวทไร้ธาตุของเธอเองค่ะ!"
『เกียร์สเปล!?』
คำพูดของลาล่าทำเอาทุกคนตรงนั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก 'เกียร์สเปล' คือทักษะพิเศษที่เกิดจากการผสานพรสวรรค์ของผู้ใช้เวทกับเฟรมเกียร์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ กว่าจะดึงเอา 'เกียร์สเปล' ออกมาใช้ได้น่ะ มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนัก
ขนาดจอมเวทอัจฉริยะอย่างรุ่นพี่ชารอน กว่าจะใช้ 'เกียร์สเปล' ได้ก็ปาเข้าไปตอนปลายปีสองนู่น
แล้วเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาหมาดๆ จะทำได้ยังไง? ทุกคนเลยสงสัยกันใหญ่
"หุหุ สมกับเป็นเนโร น้องสาวของฉันจริงๆ ค่ะ"
"นี่หล่อน แค่อยากจะพูดคำนี้เฉยๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
ท่านพี่เซลด้าพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ จนรุ่นพี่ชิบะอดแขวะไม่ได้
"อยากเห็นจังเลยน้า~ ว่าจะเป็นเกียร์สเปลแบบไหน~ เสียดายที่เป็นเวทไร้ธาตุจังเลยน้า~"
เวทไร้ธาตุคือเวทมนตร์เฉพาะตัว หมายความว่าต่อให้เป็นรุ่นพี่ชารอน ก็คงเลียนแบบเกียร์สเปลนี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังตื่นเต้นที่จะได้เห็นเวทมนตร์รูปแบบใหม่อยู่ดี
"อ๊ะ เริ่มแล้วค่ะ"
พอแคโรพูดขึ้น ทุกคนก็หันไปจ้องหน้าจอ เวลาการประลองใกล้เข้ามาแล้ว บนหน้าจอแสดงภาพเฟรมเกียร์สองเครื่องยืนประจันหน้ากัน
"ด่านหาดทราย... เป็นฉากที่ค่อนข้างเสียเปรียบเลยนะคะเนี่ย"
ริลิชาพึมพำเบาๆ
ฉากที่แสดงบนหน้าจอคือหาดทรายที่มีทะเลเป็นฉากหลัง
ด่านนี้ทรายจะดูดเท้า ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แถมถ้าพลาดตกลงไปในทะเลก็ต้องสู้กันในน้ำอีก
ยกเว้นแต่จะเป็นพวกผู้ใช้เวทธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นด่านที่รับมือยากเลยล่ะ นักเรียนหลายคนถึงกับบ่นว่าเป็น 'ด่านนรก' เลยทีเดียว
เฟรมเกียร์สองเครื่องยืนอยู่บนหาดทราย เครื่องหนึ่งคือ 'ลูซิเฟอร์' ของเนโร
ไลท์นิ่งเฟรมสีขาวดำสุดเท่ แต่ที่หลังกลับติดตั้งอุปกรณ์เสริมความเร็วสูงขนาดใหญ่เอาไว้ มีทรัสเตอร์ทรงพลังถึงสี่ตัวและปีกแบบติดตายตัวอีกหกปีก สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย
ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง มีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคนที่สวมชุดเกราะ
แต่ที่แปลกก็คือ... มันมีแขนสี่ข้าง! มีแขนเล็กๆ อีกคู่ยื่นออกมาจากสีข้าง ในมือทั้งสองข้างถือคทาสั้นๆ ที่ประดับด้วย 'คริสตัล' (อัญมณีเวทมนตร์)
คริสตัลเป็นหินเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับเฟรมเกียร์สายเวทมนตร์
สรุปก็คือ เฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายคือ มิสติกเฟรม นั่นเอง
นี่แหละคือสิ่งที่รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะกังวล
ไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความเร็ว จะเสียเปรียบมิสติกเฟรมสุดๆ
เพราะมิสติกเฟรมสามารถโจมตีระยะไกลหรือโจมตีเป็นวงกว้างได้ ทำให้ไลท์นิ่งเฟรมเข้าประชิดตัวได้ยากมาก
ทางรอดเดียวของไลท์นิ่งเฟรมที่เสียเปรียบ คือต้องยอมแลกความเสียหาย พุ่งเข้าประชิดตัวให้เร็วที่สุดเพื่อเผด็จศึก ก่อนที่ตัวเองจะพังซะก่อน เรียกว่าต้องวัดดวงกันเลยล่ะ
แน่นอนว่าฝ่ายมิสติกเฟรมก็รู้จุดอ่อนนี้ดี เลยต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้เพียบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มพลังป้องกันให้แน่นหนาที่สุด มิสติกเฟรมที่เน้นสาดเวทอยู่แนวหลังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วมากนัก
การสละความเร็วเพื่อแลกกับเกราะที่หนาขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นิยมใช้กัน
เฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้าม นอกจากแขนเสริมที่ถือคทาสองข้างแล้ว แขนหลักทั้งสองข้างก็ติดตั้งโล่ขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
เตรียมตัวมาตั้งรับแบบสุดๆ เลยล่ะ
"นั่นมันเตรียมมาเพื่อรับมือเนโรชัดๆ เลยนี่นา..."
"ก็นะ การสืบข้อมูลคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
แคโรและริลิชาพูดขึ้นมาหลังจากเห็นภาพนั้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเนโรใช้ไลท์นิ่งเฟรม การเตรียมแผนรับมือก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถึงจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ
"แต่เนโรก็มี 'พลังปราณ' ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันนั่นได้นี่นา น่าจะพอสู้ไหวอยู่นะ?"
"การใช้ 'พลังปราณ' กับไลท์นิ่งเฟรมมันเหมือนดาบสองคมนั่นแหละค่ะ ต่อให้เจาะโล่อีกฝ่ายได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ก็คงแหลกละเอียดไปด้วยแน่ๆ"
ท่านพี่เซลด้าที่นั่งอยู่แถวหน้าปฏิเสธความคิดของเชรี่ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนที่เนโรใช้ 'พลังปราณ' กับ 【วินเดีย(ปีก)】 หุ่นก็พังยับเยินไปเลยนี่นา
ถ้าจะใช้ 'พลังปราณ' ก็ต้องมั่นใจว่าจะปิดฉากได้ในหมัดเดียวเท่านั้น
"ถ้าจะพุ่งเข้าไป ก็ต้องระวังเวทมนตร์สกัดกั้น พอเข้าไปใกล้ก็ต้องเจอกับโล่ยักษ์นั่นอีก... ท่าทางจะตึงมือเลยแฮะ..."
"ไม่หรอกค่ะ"
ลาล่าพูดแทรกคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ชิบะ
"การประลองครั้งนี้ จะจบลงในพริบตาเดียวค่ะ ห้ามกะพริบตาเชียวนะคะ"
"หมายความว่ายังไง..."
ขณะที่รุ่นพี่ชิบะกำลังจะถาม เสียงของกรรมการก็ดังมาจากหน้าจอ 『เดิมพันด้วยดาว 5 ดวง』 การ 【ประลองดารา】 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใคร เกทับ(เรส) เลยแฮะ การเดิมพัน 5 ดาวในแมตช์เลื่อนขั้น F Rank ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือเนโรเป็นฝ่ายยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เดิมพันขนาดนี้ก็ไม่ยอมแข่งด้วยนั่นแหละ
『ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา ก้าวออกมาข้างหน้า』
ลูซิเฟอร์และหุ่นของอีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าบนผืนทราย ดูเหมือนทั้งคู่จะพร้อมแล้ว
『เริ่ม 【การประลองดารา】 ได้!』
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของลูซิเฟอร์ก็หายวับไปจากหน้าจอ!
วินาทีต่อมา หุ่นของอีกฝ่ายที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ส่งเสียงเตือน 『บี๊บ────!』 แสดงว่าหมดสภาพการต่อสู้ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกฟันขาดครึ่งตรงช่วงลิ้นปี่ แล้วปลิวกระเด็นออกไปเป็นสองท่อน
『............หา?』
ทุกคนที่กำลังดูหน้าจออยู่ต่างก็หลุดอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว แม้แต่ท่านพี่เซลด้าที่ไม่ได้ส่งเสียงร้อง ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บนหน้าจอ ลูซิเฟอร์ที่ถือดาบสั้นในมือขวายืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังคือซากเฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายที่ถูกฟันขาดครึ่ง
หน้าจอสรุปผลขึ้นข้อความว่า 'ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต' ทำให้รู้ว่าดาบสั้นของเนโรแทงทะลุค็อกพิตของคู่ต่อสู้ไปแล้ว ร่างกายบางๆ ของมิสติกเฟรมคงทนแรงกระแทกไม่ไหวจนหักครึ่งไปล่ะมั้ง แต่ส่วนอื่นๆ มันอธิบายไม่ได้เลยนะ!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?"
"เอ๊ะ? อะไรนะ? เนโรชนะแล้วเหรอ?"
"ลาล่า... เมื่อกี้คือ 'เกียร์สเปล' ของเนโรเหรอ...?"
"ใช่แล้วค่ะ! นั่นแหละคือ 'เกียร์สเปล' ของคุณเนโร 【สภาวะไร้น้ำหนัก】 (Zero Gravity) ที่จะทำให้หุ่นแทบจะไร้น้ำหนักเลยล่ะค่ะ!"
ลาล่ายืดอกตอบนักเรียนปีหนึ่งที่กำลังแตกตื่นด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเองเลยล่ะ
039 ฉลองเลื่อนขั้น
.
"อา... ตกใจหมดเลย... คิดว่าจะพุ่งเร็วขนาดนี้ เกือบจะเบรกไม่อยู่ชนเข้าไปเต็มๆ แล้วเชียว..."
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่พิงพนักเก้าอี้ในเฟรมยูนิต
เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 คือเกียร์สเปลที่ฉันดัดแปลงมาจากเวทมนตร์ไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของตัวเอง
เวทมนตร์ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของวัตถุได้ แต่ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องการเพิ่มน้ำหนักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากมันในด้านนั้น
ส่วนใหญ่ฉันจะใช้มันเพื่อลดน้ำหนักตัวเองให้เบาหวิว แล้วอาศัยความคล่องตัวเข้าจู่โจมศัตรู 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ก็คือการนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้นั่นเอง
หลังจากเปลี่ยน เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) และ ท่อส่งพลังเวท(เอเธอร์เวสเซล) ของลูซิเฟอร์ จากแบบไลท์นิ่งเฟรมมาเป็นแบบมิสติกเฟรม พลังเวทของฉันก็สามารถแผ่ซ่านไปทั่วร่างของหุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ฉันสามารถใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ได้สำเร็จ
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยภาระอันมหาศาลที่ตัวหุ่นต้องแบกรับ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 มีระยะเวลาใช้งานได้แค่ประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น ขืนฝืนใช้เกินกว่านั้น หุ่นคงได้แหลกเป็นชิ้นๆ แน่
ตอนที่เห็นเฟรมเกียร์ของคู่ต่อสู้ ฉันก็รู้ทันทีว่าถ้ายืดเยื้อไปคงไม่เป็นผลดีแน่ ขืนเจอกับเกราะหนาๆ ตั้งรับเต็มรูปแบบแบบนั้น ฉันคงต้องยอมใช้ 'พลังปราณ' พุ่งเข้าชนแบบไม่กลัวตายสถานเดียว
ฉันเลยตัดสินใจใช้ความเร็วสูงสุดตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน เพื่อทะลวงค็อกพิตของอีกฝ่ายรวดเดียวจบ
ด้วยความเร็วระดับนี้ ถ้าฉันชักดาบช้าไปแค่เสี้ยววินาทีเดียว ปลายดาบก็คงเจาะไม่โดนค็อกพิตแน่ๆ
แล้วก็ ถ้าคู่ต่อสู้รู้เรื่องเกียร์สเปลบทนี้มาก่อน คงจะตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่เริ่มการแข่งขันแน่ๆ ต่อให้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 จะเร็วแค่ไหน แต่ถ้าเจอการตั้งรับแบบนั้นก็คงเจาะไม่เข้าหรอก นี่มันท่าประเภท 'ใช้ได้ครั้งเดียวจอด' (初見殺し) ชัดๆ คราวหน้าคงใช้ไม่ได้ผลแล้วล่ะมั้ง
"โอ๊ะ"
หน้าจอแสดงผลการแข่งขันปรากฏขึ้น
ชัยชนะในการแข่งขันเพื่อเลื่อนขั้นครั้งนี้ ทำให้ฉันได้รับดาวมา 5 ดวง และได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank เรียบร้อยแล้ว
เยส! ฉันเป็นคนที่สามของเด็กปีหนึ่งที่ได้ขึ้น E Rank แถมอันดับในชั้นปีก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 5 แล้วด้วย!
ถ้าอยากลงแข่ง 'งานประลอง' กับทางสถาบัน ฉันต้องรักษาอันดับให้อยู่ในท็อป 12 ให้ได้ ด้วยอันดับตอนนี้คงไม่ร่วงง่ายๆ หรอกมั้ง
ก็แค่ต้องรักษาอันดับไว้ให้ได้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น ต้องตั้งเป้าให้สูงกว่านี้สิ!
ฉันจะคว้าอันดับหนึ่งของชั้นปีมาครองก่อนถึงงานประลองให้ได้ คอยดูเถอะ
ความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ฉันกดปุ่มเปิดเฟรมยูนิตด้วยความมั่นใจ
เสียงลมดัง ฟู่ เบาๆ พร้อมกับแฮตช์ที่เปิดออก
ตอนที่ฉันเดินออกมา ก็เห็นนักเรียนปีสองที่เป็นคู่แข่งของฉันเดินออกมาจากยูนิตข้างๆ พอดี... อ้าว อยู่ติดกันเลยนี่นา...
ยัยรุ่นพี่ผมลอนสีทองหันมามองฉันด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะตวาดใส่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า 'อย่าคิดนะว่าแค่นี้แกจะชนะแล้วน่ะ!' แล้วก็วิ่งหนีออกจากห้องยูนิตไปเลย... อย่าคิดว่าชนะแล้วงั้นเหรอ... ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าฉันชนะอ่ะ...
"เนโร ยินดีด้วยที่ได้เลื่อนขั้นนะ!"
"อ๊ะ ทุกคนมาดูด้วยเหรอเนี่ย"
พอหันไปตามเสียง ก็เจอกับแคโร เชรี่ ลาล่า และริลิชา แถมด้านหลังยังมีท่านพี่เซลด้า รุ่นพี่ชารอน แล้วก็รุ่นพี่ชิบะยืนอยู่ด้วย
เอ่อ... โชคดีนะเนี่ยที่ชนะมาได้แบบไม่ขายหน้า... ขืนแพ้ขึ้นมาคงได้อับอายขายขี้หน้า แถมอาจจะโดนสวดยับเลยก็ได้
"เกียร์สเปลสุดยอดไปเลยนะ! พวกเราก็ต้องรีบตามให้ทันซะแล้วสิ!"
"แอบไปฝึกมาตอนไหนเนี่ย ขี้โกงนี่นา"
"สำเร็จแล้วนะคะ! แบบนั้นคงช่วยลดความเสียหายของหุ่นลงไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ!"
"...ฮึ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยละกันค่ะ สำหรับวันนี้"
ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดี ทำเอาฉันแอบเขินนิดๆ
"อุ๊บ!?"
ระหว่างที่กำลังทำตัวไม่ถูก จู่ๆ ท่านพี่เซลด้าก็โผเข้ามากอดฉันแน่น
"ยินดีด้วยนะ เนโร! สมกับเป็นน้องสาวของพี่จริงๆ!"
เอ่อ... แอบได้ยินเสียงซุบซิบจากคนรอบข้างอีกแล้วนะเนี่ย!? แต่ก็นะ มีท่านพี่เซลด้าอยู่ด้วย คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรอก... มั้ง...
"เกียร์สเปลเมื่อกี้สุดยอดไปเลยน้า~ ประยุกต์ใช้เวทไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สินะ? งั้นก็แปลว่าสามารถใช้เพิ่มน้ำหนักได้ด้วยล่ะสิ~"
"แหมๆ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ชารอน มาคุยเรื่องแบบนี้ตรงนี้มันก็กระไรอยู่นะ?"
"อ๊ะ จริงด้วยสิ เห็นว่าเป็นเวทมนตร์แปลกๆ เลยเผลอตัวไปหน่อย~"
"ไปหาขนมหวานอร่อยๆ กินฉลองเลื่อนขั้นให้เนโรกันดีกว่า พี่เลี้ยงเอง"
พอรุ่นพี่ชิบะเอ่ยปากเลี้ยง ทุกคนก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงว่า 'ขอบคุณที่เลี้ยงค่ะ!' แบบไม่ต้องเกรงใจกันเลยทีเดียว
พวกเราเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ไปที่ร้านกาแฟ 'พาเรนต์' เจ้าเก่าเจ้าเดิม แล้วก็สั่งขนมกินกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยมีรุ่นพี่ชิบะเป็นเจ้ามือ
ได้ยินมาว่า การที่รุ่นพี่เลี้ยงขนมรุ่นน้องถือเป็นธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' เลยล่ะ
นี่ถ้าฉันขึ้นปีสูงๆ ไป ก็ต้องเลี้ยงรุ่นน้องบ้างสินะ? ถ้ามีรุ่นน้องที่สนิทกันก็คงไม่ขัดข้องหรอกนะ
"แต่ว่านะ จากนี้ไปข่าวลือเรื่องของเนโรก็คงแพร่กระจายไปทั่วอีกแน่ๆ เลย~"
เชรี่พูดขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังตักพาร์เฟต์เมลอนสเปเชียลเข้าปากอย่างมีความสุข
"ข่าวลืออะไรอีกล่ะเนี่ย?"
"ก็แหม ปีหนึ่งคนแรกที่ใช้เกียร์สเปลได้ แถมยังทำสถิติชนะเร็วที่สุดของปีนี้อีกต่างหาก จะไม่ให้เป็นที่จับตามองได้ยังไงล่ะ"
"จบเกมใน 2 วินาที... แทบจะไม่อยากเชื่อเลยแฮะ"
"สถิติเร็วสุดส่วนใหญ่จะเป็นของพวกไลท์นิ่งเฟรมก็จริง แต่ 2 วินาทีนี่มันเกินไปหน่อยนะคะ!"
"จะว่าไป... นี่มันทุบสถิติของวิทยาลัยเลยรึเปล่าเนี่ย...?"
พวกปีหนึ่งต่างก็ซุบซิบกันใหญ่ แต่ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างสถิติซะหน่อยนี่นา
"ไม่ใช่สถิติของวิทยาลัยหรอกจ้ะ สถิติเดิมมัน 1.8 วินาทีน่ะ"
"1.8 วินาที!? มีสถิติแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอคะ!?"
แคโรเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำตอบของรุ่นพี่ชิบะ รุ่นพี่ชารอนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะคิกคัก
"ใช่แล้วจ้ะ แถมยังเป็นสถิติของริตเตอร์เฟรมด้วยนะ~ เริ่มเกมปุ๊บก็ปล่อย 'ดาบบิน' พุ่งเข้าเสียบทะลุค็อกพิตคู่ต่อสู้เปรี้ยง! ในพริบตาเดียวเลย~"
"อันนั้นมันแค่ฟลุคน่ะค่ะ พอดีคู่ต่อสู้ใช้ไลท์นิ่งเฟรมแล้วพุ่งเข้ามาหาฉันด้วยความเร็วสูง จังหวะที่ปล่อย 'ดาบบิน' ออกไป มันก็เลยพุ่งเสียบเข้าค็อกพิตพอดิบพอดีน่ะค่ะ"
เดี๋ยวนะ เจ้าของสถิตินั้นคือท่านพี่เซลด้าเหรอเนี่ย! คนคนนี้ก็ยังทำเรื่องเหนือมนุษย์อยู่เหมือนเดิมเลยแฮะ...
"สมกับเป็นท่านเซลด้าเลยค่ะ..."
"สุดยอดไปเลย..."
ริลิชากับเชรี่ถึงกับหลุดปากชมออกมาด้วยความทึ่ง แต่ฉันกลับกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่
ตอนที่ท่านพี่เซลด้าเล่าให้ฟัง... ถ้าเป็นฉันก็มีสิทธิ์โดนแบบนั้นเหมือนกันนี่นา...
โชคดีที่คู่ต่อสู้ของฉันคราวนี้เป็นพวกสายป้องกันเต็มรูปแบบ แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้แบบท่านพี่เซลด้าที่ใช้ 'ดาบบิน' หรือพวกอาวุธยาวอย่างหอก ถ้าฉันพุ่งเข้าไปดื้อๆ ล่ะก็ โอกาสโดนสวนกลับจนพังยับเยินก็มีสูงมาก
ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าเจออาวุธจ่ออยู่ตรงหน้าก็คงเบรกไม่ทันแน่ๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดหนัก แคโรเองก็หยุดกินเค้กแล้วทำหน้าเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เหมือนกัน
"อืม... แสดงว่า 【ซีโร่ กราวิตี้】 แพ้ทางพวกรอสวนกลับ (Counter) สินะ...?"
"ก็นะ เล่นพุ่งเข้าหาความตายด้วยความเร็วแสงขนาดนั้นนี่นา"
"ถ้าการประลองครั้งนี้ คู่ต่อสู้ตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่แรก เนโรก็คงแย่เหมือนกันใช่ไหมคะ?"
นี่พวกหล่อน! อย่ามาวิเคราะห์จุดอ่อนฉันต่อหน้าฉันแบบนี้สิยะ!
"แต่การจะสวนกลับศัตรูที่พุ่งมาด้วยความเร็วขนาดนั้นได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือขั้นเทพเลยเหมือนกันนะ"
"ส่วนฉันสนใจเวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ที่เอาไว้เพิ่มน้ำหนักมากกว่านะ~ ถ้าสลับไปมาได้ดั่งใจล่ะก็ คงจะน่ากลัวน่าดูเลยล่ะ~"
บทสนทนาของรุ่นพี่ชิบะกับรุ่นพี่ชารอนทำเอาฉันสะดุ้งโหยง
รุ่นพี่ชารอนนี่เซนส์เฉียบคมสมคำร่ำลือจริงๆ...
ที่จริงแล้ว 【กราวิตี้ (Gravity)】 มันใช้เพิ่มและลดน้ำหนักได้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สามารถสร้างเอฟเฟกต์บวกและลบได้
และไม้ตายที่แท้จริงของมันก็คือการสลับไปมาระหว่างสองขั้วนั่นแหละ
อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คนที่ใช้ 【กราวิตี้ (Gravity)】 เก่งๆ จะใช้วิธีลดน้ำหนักของอาวุธให้เบาหวิวเพื่อให้เหวี่ยงได้เร็วขึ้น แล้วพริบตาที่อาวุธจะกระทบเป้าหมาย ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้สุดเพื่อสร้างพลังทำลายล้างมหาศาล
แต่เวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของฉันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น คงต้องฝึกฝนกันอีกยาวเลยล่ะ...
"เนโรขึ้น E Rank เป็นคนแรกเลยสินะ ฉันเองก็ต้องพยายามบ้างแล้วล่ะ"
"อ้าว? แคโรก็มีดาวพอที่จะท้าประลองเลื่อนขั้นแล้วนี่นา?"
"มีก็จริง แต่ถ้าแพ้ก็สูญเปล่าหมดเลยนะ ขอสะสมดาวให้ชัวร์กว่านี้ก่อนดีกว่า จะได้ท้าตอนที่มั่นใจว่าจะชนะแน่ๆ"
ดูเหมือนจะเป็นพวกเพลย์เซฟสินะ แต่พอถามคนอื่นๆ ดู ก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องปกติแหละ
ก็แน่ล่ะ ถ้าแพ้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องเสียดาวเดิมพัน 1 ดวง บวกกับดาวที่เป็นค่าตั๋ว 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 อีก 10 ดวง รวมเป็น 11 ดวงเลยนะ! เป็นใครก็ต้องคิดหนักแหละ
ส่วนฉัน โชคดีที่เป็นฝ่ายถูกท้า เลยเสียแค่ดาวที่เดิมพันเท่านั้น...
เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ ถ้ายิ่งมีคนจากอันดับสูงกว่ามาท้าประลองเยอะๆ ฉันก็ยิ่งมีโอกาสเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นสิ? แน่นอนว่าต้องชนะให้ได้น่ะนะ
พอฉันพูดความคิดนี้ออกไป รุ่นพี่ชิบะก็หัวเราะลั่น
"เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ พวก C Rank ขึ้นไปไม่สามารถท้าประลองคนอันดับต่ำกว่าได้หรอกนะ แล้วอีกอย่าง ถ้าเธอเลื่อนขั้นรัวๆ แบบนั้น ก็ต้องเตรียมรับมือกับคำท้าประลองจากคนอันดับต่ำกว่าด้วยนะจ๊ะ? ถึงจะปฏิเสธได้ แต่ถ้าปฏิเสธบ่อยๆ ก็จะโดน 'วิทยาลัย' ริบดาวไปจำนวนนึงด้วยนะ"
"อึก..."
ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสินะ... แต่ถ้ามีคนจาก D Rank มาท้าประลอง ฉันก็ไม่พลาดที่จะรับคำท้าหรอก ต่อให้แพ้ก็ไม่โดนลดอันดับนี่นา
แต่ก็ต้องมาคอยรับมือกับคำท้าจากพวกรุ่นน้อง F Rank งั้นสินะ... ถ้าเกิดฉันแพ้ ฉันก็จะโดนยึดดาวเดิมพันและโดนลดอันดับ แต่ถ้าชนะ ฉันก็จะได้ทั้งตั๋วสิทธิ์ท้าทาย 10 ดาว และดาวเดิมพันมาครอง... หืม? ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
"อ้อ แบบนี้นี่เอง แปลว่าพวกเราก็สามารถท้าประลองกับเนโรเพื่อแย่งตำแหน่ง E Rank ได้สินะ"
"ถ้าทำแบบนั้น เนโรก็จะร่วงกลับไปอยู่ F Rank ไงล่ะ"
"หา? จะเอาเหรอ? ทางนี้ก็เตรียมรับมือไว้แล้วเหมือนกันนะยะ!"
แคโรกับเชรี่หัวเราะร่วนพลางบอกว่า 'ล้อเล่นน่า ล้อเล่น' แต่ก็ไม่รู้ว่าแอบซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกๆ หรือเปล่า ส่วนริลิชาฉันเพิ่งสู้กับนางไปเมื่อวานซืน คงท้าประลองกันไม่ได้อีกพักใหญ่ๆ กว่าฉันจะขึ้น D Rank ริลิชาก็คงยังจมอยู่ F Rank นู่นแหละ เพราะกฎบอกไว้ว่าสามารถท้าประลองได้แค่คนที่มีอันดับห่างกันแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
แต่เชื่อเถอะว่าระดับริลิชา อีกไม่นานก็คงไต่ขึ้น E Rank มาได้แน่ๆ...
กว่าจะท้า D Rank ได้ ก็ต้องสะสมดาวสำหรับ 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถึง 20 ดวงเชียวนะ คงต้องหาเวลาไปปั๊มดาวเพิ่มซะแล้ว
ถ้าคิดในมุมนี้ การตอบรับคำท้าจากอันดับต่ำกว่าก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกันนะ...?
วงจรการขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้นี่แหละ ที่จะช่วยจัดสรรอันดับที่เหมาะสมให้กับทุกคนในท้ายที่สุด...
มันต้องมีกำแพงที่ข้ามไปไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้วล่ะ ก็นะ หน้าที่ของฉันก็คือการพุ่งชนกำแพงนั่นให้พังทลายลงมาไงล่ะ
ถึงอันดับจะเลื่อนขึ้น แต่คะแนนรวม (Ranking) ของฉันกลับไม่ได้พุ่งตามขึ้นไปเท่าไหร่เลยแฮะ
ระบบ Rank กับ Ranking ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง บางทีเราอาจจะเจอคนที่ไม่ยอมเลื่อน Rank แต่เอาชนะคู่ต่อสู้ใน Rank เดียวกันได้เรื่อยๆ จนคะแนนรวมพุ่งสูงปรี๊ดแซงหน้าคน Rank สูงกว่าก็ได้
แต่ในความเป็นจริง การสู้กับคน Rank สูงกว่าจะได้ดาวและของรางวัลเยอะกว่ามาก ทำให้เหตุการณ์แบบนั้นแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
ก็นะ พวกเราเพิ่งจะอยู่ปีหนึ่งด้วยแหละ แถมยังไม่มีอีเวนต์ใหญ่ๆ ที่จะแจกดาวเยอะๆ ด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฉันก็อยู่อันดับ 5 ของชั้นปีหนึ่งแล้วนะเนี่ย
"จะว่าไป ตอนนี้ใครเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีเราเหรอ?"
"เอ่อ... คุณเพิร์ล เฟรนเนล (Pearl Frennel) จากเซนออสค่ะ"
ลาล่าตอบคำถามของฉัน เพิร์ล เฟรนเนล... อาณาจักรปีศาจเซนออสสินะ เป็นเผ่าปีศาจแหงๆ
คนรู้จักของอาจารย์ที่เป็นเผ่าปีศาจ ฉันก็เคยเจอมาบ้างเหมือนกันนะ แต่คนที่ฉันเจอเป็นดาร์กเอลฟ์น่ะ เป็นเผ่าที่เก่งทั้งเรื่องพละกำลังและเวทมนตร์เลยล่ะ
แต่ไอ้อาหารพื้นเมืองของพวกเขานี่สิ ฉันทำใจกินไม่ลงจริงๆ... มันมีแต่ของแปลกๆ หน้าตาประหลาดๆ เต็มไปหมดเลย...
"ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' สินะ"
"'โล่' เหรอคะ?"
"เป็นหนึ่งในห้าตระกูลนักรบแห่งเซนออส ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' ว่ากันว่าวิชาของพวกเขาแข็งแกร่งจนไม่มีการโจมตีใดสามารถทะลวงผ่านไปได้ ทั้งรับการโจมตี ปัดป้อง และเบี่ยงเบนทิศทาง ทำให้ศัตรูไม่มีทางเข้าถึงตัวได้เลยล่ะ"
รุ่นพี่ชิบะอธิบายให้ฟัง ผู้ใช้โล่งั้นเหรอ... เฟรมเกียร์ของเธอจะเป็นแบบไหนกันนะ? ชักอยากเห็นซะแล้วสิ
ถ้ามีโอกาส คงต้องลองไปดูการประลองของอันดับหนึ่งชั้นปีซะหน่อยแล้ว
040 ดาบบิน (Fragarach)
.
หุ่นรบสีฟ้าหม่นกำลังพุ่งทะยานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ในมือขวาถือดาบ ส่วนมือซ้ายถือโล่ทรงกลม(ราวชิลด์) ดูเป็นริตเตอร์เฟรมที่เน้นความสมดุลแบบสุดๆ นั่นคือเฟรมเกียร์คู่ใจของแคโร 'ซิกฟรีด' (Siegfried) นั่นเอง
ฉันละสายตาจากจอภาพ หันไปมองหุ่นรบอีกฝ่ายบ้าง
คู่ต่อสู้ของแคโรไม่ได้มาในรูปแบบมนุษย์อย่างที่คุ้นตา ส่วนขาของมันมีลักษณะคล้ายขาสัตว์ ดูคล้ายพวกสัตว์กินเนื้อ ลำตัวยื่นไปข้างหน้า และที่สำคัญคือ... มันไม่มีแขน! แต่กลับมีพ็อดจรวดติดตั้งแทนที่แขนทั้งสองข้าง แถมยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งอยู่ด้วย
คัสตอมเฟรมนี่เอง เพิ่งเคยเห็นของจริงเลยแฮะ
คงเป็นประเภทที่ยอมลดทอนรูปลักษณ์ความเป็น 'ยานพาหนะ' ลง เพื่อให้ได้เปรียบในการต่อสู้ตามสถานการณ์เฉพาะสินะ...
ถ้าเทียบกับแคโรที่มีแค่ดาบเป็นอาวุธ หุ่นตัวนี้ก็จัดเต็มทั้งจรวด ปืนใหญ่ ปืนกล เรียกได้ว่าขนคลังแสงมาทั้งโกดังเลยล่ะ
การระดมยิงจากระยะไกลทำเอาแคโรเข้าไม่ถึงตัวเลยทีเดียว
พอจะพุ่งเข้าไปใกล้ ก็เจอห่ากระสุนสกัดจนต้องถอยร่นกลับมา เป็นแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่แคโรก็เก่งนะที่ยังหลบมาได้ตลอด
"หุ่นแบบนั้น กระสุนไม่หมดบ้างเหรอ?"
"ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ก็คงไม่หมดหรอกค่ะ แต่เด็กปีสองไม่น่าจะมีของแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงจะขนมาเยอะแค่ไหน แต่ก็น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะค่ะ... อ๊ะ นั่นไงคะ"
อย่างที่ลาล่าพูด ปากกระบอกปืนกลเริ่มหมุนฟรีโดยไม่มีกระสุนออกมาแล้ว
แคโรจะบุกเลยไหมนะ? แต่จู่ๆ ก็มีจรวดพุ่งเข้าใส่ซิกฟรีดอีกละ
ถึงปืนกลจะกระสุนหมด แต่ดูเหมือนอาวุธอื่นจะยังใช้ได้อยู่แฮะ
แต่หลังจากนั้น อำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จรวดหมด ระเบิดหมด และในที่สุด ปืนใหญ่ก็เงียบเสียงลง
"ดูเหมือนพลังเวทจะหมดแล้วด้วยล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลือแค่การต่อสู้ระยะประชิดแล้ว แต่สภาพหุ่นแบบนั้น คงหมดทางสู้แล้วล่ะค่ะ"
อย่างที่ลาล่าวิเคราะห์ ซิกฟรีดของแคโรพุ่งเข้าประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย หุ่นฝ่ายตรงข้ามพยายามจะพุ่งชน แต่แคโรก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
วินาทีถัดมา ดาบของซิกฟรีดก็ตวัดฟันค็อกพิตที่ยื่นออกมาด้านหน้าของหุ่นฝ่ายตรงข้ามจนขาดกระจุย
สัญญาณเตือนภัย บี๊บ────! บ่งบอกถึงการหมดสภาพการต่อสู้ดังกึกก้อง
『ยุติการประลอง! ผู้ชนะ, แคโรไลนา เรียตต์!』
เสียงประกาศชัยชนะของกรรมการดังก้อง ลานประลองตัดสินแล้วว่าแคโรคือผู้ชนะ
หน้าจอแสดงผลการประลองปรากฏตัวอักษร F → E เป็นอันว่าแคโรก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank แล้ว
พวกเราไปรอรับแคโรที่หน้าเฟรมยูนิต
"ยินดีด้วยนะที่เลื่อนขั้นแล้ว"
"ยินดีด้วยค่า!"
"ขอบใจจ้ะ แต่บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
แคโรใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ดูเหนื่อยจริงๆ ด้วยแฮะ"
"เหนื่อยมากเลยล่ะ... การต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนั้นเป็นเวลานานๆ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมยังมีแรงกดดันจากการเป็น 'แมตช์เลื่อนขั้น' อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเลย..."
"อ๊ะ เอานี่ไปดื่มก่อนสิคะ!"
"โห ขอบใจมากจ้ะ!"
แคโรรับกระติกน้ำจากลาล่าไปดื่มอึกๆ ท่าทางจะเหนื่อยหนักจริงๆ แฮะ
"เฮ้อ... ค่อยรู้สึกเหมือนชนะขึ้นมาหน่อย..."
คนที่ห้าที่ได้ขึ้น E Rank อันดับในชั้นปีคือสิบเอ็ด แคโรเองก็มีลุ้นเป็นตัวแทนไปแข่ง 'งานประลอง' แน่ๆ
"ชนะหุ่นแบบนั้นด้วยริตเตอร์เฟรมได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ!"
"ฮ่าๆๆ แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าน่าจะติดปืนกลวัลแคนเผื่อไว้สักกระบอกก็ดีเหมือนกันนะ"
"จะติดปืนกลกัตลิงที่โล่ก็ได้นะคะ แต่จะทำให้ใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) ไม่ได้น่ะสิคะ"
"อืมมม... ก็น่าสนอยู่นะ..."
แคโรกับลาล่าเริ่มหารือเรื่องการอัปเกรดซิกฟรีดกันแล้ว
อาวุธโจมตีระยะไกลงั้นเหรอ... สไตล์การต่อสู้ของฉันคือการพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง แล้วใช้ความคล่องตัวเข้าโจมตี การมีอาวุธระยะไกลมันจำเป็นด้วยเหรอ...
แต่ถ้าไม่มีเลย... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็คงจะหาทางพลิกเกมยากเหมือนกันแฮะ อย่างน้อยก็น่าจะมีติดไว้สักชิ้นล่ะมั้ง
จะติดปืนกลวัลแคนที่ส่วนหัวของ 'ลูซิเฟอร์' เหมือนของ 【วินเดีย(ปีก)】 ดีไหมนะ
ไม่สิ อุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนวงจรภายในเป็นมิสติกเฟรมทั้งที ลองใช้ 'ดาบบิน' ดูดีไหมนะ...?
ท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชารอนก็ใช้อยู่ด้วย น่าจะใช้งานได้หลากหลายดี เดี๋ยวลองกลับไปคิดดูอีกทีดีกว่า
◇ ◇ ◇
"หืมมม~? น้องเนโรอยากใช้ 'ดาบบิน' เหรอจ๊ะ~?"
"ก็ไม่ได้ถึงกับอยากใช้หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง..."
หลังมื้อค่ำวันนั้น ฉันบังเอิญเจอพี่ชารอนในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก เลยถือโอกาสถามซะเลย
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นดูผ่อนคลาย แต่พอฉันเข้าไปคุยกับพี่ชารอนซึ่งเป็นถึงประธานหอแถมยังเป็นอันดับสามของโรงเรียน ทุกคนในห้องก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
"ใครๆ ก็ใช้ 'ดาบบิน' ได้แหละจ้ะ แต่มันควบคุมยากนี่สิ~ ยิ่งถ้าใช้หลายเล่ม ก็ต้องสั่งการหลายอย่างพร้อมกัน~"
พูดจบ พี่ชารอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะวาง หน้าจอ(มอนิเตอร์)
ข้างในมีลูกกลมๆ ทำจากผ้าอยู่เต็มไปหมด นี่มันอะไรกันเนี่ย?
"นี่เรียกว่า 'โอเตดามะ' (Otedama) จ้ะ เป็นของเล่นพื้นบ้านจากอีเชนน่ะ..."
พี่ชารอนหยิบโอเตดามะขึ้นมาสามลูก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มโยนสลับไปมาด้วยมือซ้ายและขวาอย่างคล่องแคล่ว
อ๊ะ ท่านี้ฉันรู้จัก เคยเห็นนักแสดงเปิดหมวกทำตอนมาแสดงที่อาเรนเต้อยู่เหมือนกัน แต่ของคนนั้นเป็นห่วงยางนะ
ระหว่างที่ฉันกำลังดูเพลินๆ พี่ชารอนก็เริ่มเพิ่มจำนวนโอเตดามะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันนับไม่ทันแล้วว่ามีกี่ลูกกันแน่
"การเล่นแบบนี้ก็แค่ 'โยน' 'รับ' แล้วก็ 'ส่งต่อ' สลับไปมาเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้ด้วยว่าโอเตดามะลูกไหนอยู่ตรงไหน ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ การจะควบคุม 'ดาบบิน' หลายๆ เล่มพร้อมกันก็คงยากล่ะจ้ะ~"
เอ๋...
อืม... ถ้าเป็นคนดูก็คงพอมองออกแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าต้องเป็นคนโยนเองล่ะ... จะไหวไหมเนี่ย แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะพอทำได้มั้ง
"เขาเรียกว่า 'การรับรู้พื้นที่' ล่ะมั้ง? เราต้องสามารถบอกได้ทันทีว่าสิ่งของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าไม่มีเซนส์ตรงนี้ การจะควบคุม ดาบบินหลายๆ เล่มก็คงจะยากเอาเรื่องเลยล่ะจ้ะ~ อ้อ ลองดูนี่สิ"
พูดจบ พี่ชารอนก็ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ฉันดู ว้าว! ลูกหมาตัวน้อยๆ กำลังรุมล้อมพี่ชารอนใหญ่เลย! ลูกหมาที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?
พอดูจบ พี่ชารอนก็เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าทันที เอ๊ะ?
"ลูกหมาสีดำอยู่ตรงไหนบ้างเอ่ย~?"
"เอ๊ะ? เอ่อ... บนตักของรุ่นพี่ชารอนใช่ไหมคะ?"
"แล้วสีขาวล่ะจ๊ะ?"
"เหมือนจะนอนอยู่บนพื้นนะคะ อ๊ะ มีตัวนึงโผล่หน้ามาจากข้างหลังรุ่นพี่ชารอนด้วย"
"...แล้วมีลูกหมาทั้งหมดกี่ตัวเอ่ย?"
"เอ่อ... สิบสองตัวค่ะ?"
"...แล้วหางของลูกหมาที่พี่อุ้มอยู่สีอะไรจ๊ะ?"
"มองไม่เห็นค่ะ เพราะโดนแขนบังอยู่"
"ทำไมถึงรู้ล่ะเนี่ยยย!?"
พอฉันตอบคำถามจบ พี่ชารอนก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะอาจารย์ก็เคยฝึกฉันแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน...
เวลาต้องสู้กับศัตรูหลายๆ คนพร้อมกัน เราต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าใครอยู่ตรงไหน แล้วกำลังจะทำอะไร
ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งสายตา การได้ยิน การรับรู้ถึงจิตสังหาร หรือแม้กระทั่งลางสังหรณ์ เพื่อให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้
สงสัยเพราะผ่านการฝึกแบบนั้นมาล่ะมั้ง ความจำระยะสั้นของฉันก็เลยดีตามไปด้วย ถึงจะลืมเร็วก็เถอะ
"เอ๋~? นี่มันอะไรกันเนี่ย~? ไปฝึกมายังไงถึงได้จำแม่นขนาดนี้ล่ะ...?"
"เอ่อ... ก็เคยโดนโยนเข้าไปในรังก็อบลินที่มีเป็นร้อยตัวน่ะค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะตายซะแล้ว..."
"อาจารย์ของน้องเนโรเป็นปีศาจหรือไงเนี่ย...?"
อืมม จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นะ...? ถึงจะชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่พอถึงคราวคับขันก็โผล่มาช่วยตลอดแหละ คงไม่ถึงขั้นเป็นปีศาจหรอกมั้ง ให้ทำซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้เนี่ย... เอ๊ะ? หรือว่าจะเป็นปีศาจจริงๆ นะ...?
"ไม่แน่ น้องเนโรอาจจะมีแววทางด้าน 'ดาบบิน' ก็ได้นะ~ ถ้าอยากเรียนล่ะก็ พี่สอนให้แบบง่ายๆ เอาไหมล่ะ~?"
"จริงเหรอคะ!?"
นี่มันโอกาสทองชัดๆ! การได้เรียนรู้จากผู้ใช้ 'ดาบบิน' อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' เชียวนะ
แต่ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเซลด้าไม่พอ คราวนี้จะตีสนิทกับท่านชารอนอีกแล้วเหรอ...?"
"อะไรของยัยเด็กคนนั้นเนี่ย...!"
"อย่าบอกนะว่ากะจะฮุบตำแหน่งน้องสาวของท่านชารอนไปด้วย...!"
ซวยแล้ว บรรยากาศเริ่มมาคุแล้วสิ
"ง งั้นเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันวันหลังนะคะ! อ๊ะ ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำแล้ว! ขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!"
ฟิ้ววว~ ฉันรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนั่งเล่นทันที
เพราะดันไปตีสนิทกับคนดังของ 'วิทยาลัย' เข้า ฉันก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคนในหอพักไปโดยปริยาย
แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งด้วยกัน ยังทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ไม่ยอมเข้ามาคุยด้วยเลย ส่วนพวกที่เข้ามาคุย ก็มักจะเป็นพวกแฟนคลับของรุ่นพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ
ประเภทที่เข้ามาคุยด้วยก็มีอยู่ 2 แบบ คือพวกที่มาถามเรื่องส่วนตัวของพวกรุ่นพี่ กับพวกที่เข้ามาด่าทอฉัน
บอกตรงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่มากนักหรอก เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนเอง พวกหล่อนน่าจะรู้เยอะกว่าฉันอีกมั้ง?
ส่วนพวกที่เข้ามาด่า ก็จะมาแนวๆ 'สามัญชนอย่างเธอไม่คู่ควร...' อะไรประมาณนี้ แต่ช่วงนี้ก็ดูจะซาๆ ลงไปบ้างแล้ว
คงเป็นเพราะอันดับของฉันในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่หัวแถวล่ะมั้ง อย่างน้อยพวกปีหนึ่งที่อันดับต่ำกว่าฉันก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก ขืนพูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ
แต่ก็ยังมีพวกปีสอง E Rank บางคนที่ชอบมาหาเรื่องอยู่ดีแหละ
ตอนแรกฉันก็คิดว่า พอได้เลื่อนขั้นแล้ว จะมีพวกจากอันดับต่ำกว่ามาท้าประลองให้รำคาญใจซะอีก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครกล้าท้าเลย คงไม่มีใครอยากเอาดาว 10 ดวงมาเสี่ยงเพื่อแค่จะแกล้งฉันหรอกมั้ง แบบนี้ก็อดได้ดาวฟรีเลยสิเนี่ย แย่จัง
เฮ้อ... อยากใช้ชีวิตในวิทยาลัยแบบสงบสุขจังเลยน้า...
.
หุ่นรบสีฟ้าหม่นกำลังพุ่งทะยานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ในมือขวาถือดาบ ส่วนมือซ้ายถือโล่ทรงกลม(ราวชิลด์) ดูเป็นริตเตอร์เฟรมที่เน้นความสมดุลแบบสุดๆ นั่นคือเฟรมเกียร์คู่ใจของแคโร 'ซิกฟรีด' (Siegfried) นั่นเอง
ฉันละสายตาจากจอภาพ หันไปมองหุ่นรบอีกฝ่ายบ้าง
คู่ต่อสู้ของแคโรไม่ได้มาในรูปแบบมนุษย์อย่างที่คุ้นตา ส่วนขาของมันมีลักษณะคล้ายขาสัตว์ ดูคล้ายพวกสัตว์กินเนื้อ ลำตัวยื่นไปข้างหน้า และที่สำคัญคือ... มันไม่มีแขน! แต่กลับมีพ็อดจรวดติดตั้งแทนที่แขนทั้งสองข้าง แถมยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งอยู่ด้วย
คัสตอมเฟรมนี่เอง เพิ่งเคยเห็นของจริงเลยแฮะ
คงเป็นประเภทที่ยอมลดทอนรูปลักษณ์ความเป็น 'ยานพาหนะ' ลง เพื่อให้ได้เปรียบในการต่อสู้ตามสถานการณ์เฉพาะสินะ...
ถ้าเทียบกับแคโรที่มีแค่ดาบเป็นอาวุธ หุ่นตัวนี้ก็จัดเต็มทั้งจรวด ปืนใหญ่ ปืนกล เรียกได้ว่าขนคลังแสงมาทั้งโกดังเลยล่ะ
การระดมยิงจากระยะไกลทำเอาแคโรเข้าไม่ถึงตัวเลยทีเดียว
พอจะพุ่งเข้าไปใกล้ ก็เจอห่ากระสุนสกัดจนต้องถอยร่นกลับมา เป็นแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่แคโรก็เก่งนะที่ยังหลบมาได้ตลอด
"หุ่นแบบนั้น กระสุนไม่หมดบ้างเหรอ?"
"ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ก็คงไม่หมดหรอกค่ะ แต่เด็กปีสองไม่น่าจะมีของแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงจะขนมาเยอะแค่ไหน แต่ก็น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะค่ะ... อ๊ะ นั่นไงคะ"
อย่างที่ลาล่าพูด ปากกระบอกปืนกลเริ่มหมุนฟรีโดยไม่มีกระสุนออกมาแล้ว
แคโรจะบุกเลยไหมนะ? แต่จู่ๆ ก็มีจรวดพุ่งเข้าใส่ซิกฟรีดอีกละ
ถึงปืนกลจะกระสุนหมด แต่ดูเหมือนอาวุธอื่นจะยังใช้ได้อยู่แฮะ
แต่หลังจากนั้น อำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จรวดหมด ระเบิดหมด และในที่สุด ปืนใหญ่ก็เงียบเสียงลง
"ดูเหมือนพลังเวทจะหมดแล้วด้วยล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลือแค่การต่อสู้ระยะประชิดแล้ว แต่สภาพหุ่นแบบนั้น คงหมดทางสู้แล้วล่ะค่ะ"
อย่างที่ลาล่าวิเคราะห์ ซิกฟรีดของแคโรพุ่งเข้าประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย หุ่นฝ่ายตรงข้ามพยายามจะพุ่งชน แต่แคโรก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
วินาทีถัดมา ดาบของซิกฟรีดก็ตวัดฟันค็อกพิตที่ยื่นออกมาด้านหน้าของหุ่นฝ่ายตรงข้ามจนขาดกระจุย
สัญญาณเตือนภัย บี๊บ────! บ่งบอกถึงการหมดสภาพการต่อสู้ดังกึกก้อง
『ยุติการประลอง! ผู้ชนะ, แคโรไลนา เรียตต์!』
เสียงประกาศชัยชนะของกรรมการดังก้อง ลานประลองตัดสินแล้วว่าแคโรคือผู้ชนะ
หน้าจอแสดงผลการประลองปรากฏตัวอักษร F → E เป็นอันว่าแคโรก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank แล้ว
พวกเราไปรอรับแคโรที่หน้าเฟรมยูนิต
"ยินดีด้วยนะที่เลื่อนขั้นแล้ว"
"ยินดีด้วยค่า!"
"ขอบใจจ้ะ แต่บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
แคโรใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ดูเหนื่อยจริงๆ ด้วยแฮะ"
"เหนื่อยมากเลยล่ะ... การต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนั้นเป็นเวลานานๆ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมยังมีแรงกดดันจากการเป็น 'แมตช์เลื่อนขั้น' อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเลย..."
"อ๊ะ เอานี่ไปดื่มก่อนสิคะ!"
"โห ขอบใจมากจ้ะ!"
แคโรรับกระติกน้ำจากลาล่าไปดื่มอึกๆ ท่าทางจะเหนื่อยหนักจริงๆ แฮะ
"เฮ้อ... ค่อยรู้สึกเหมือนชนะขึ้นมาหน่อย..."
คนที่ห้าที่ได้ขึ้น E Rank อันดับในชั้นปีคือสิบเอ็ด แคโรเองก็มีลุ้นเป็นตัวแทนไปแข่ง 'งานประลอง' แน่ๆ
"ชนะหุ่นแบบนั้นด้วยริตเตอร์เฟรมได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ!"
"ฮ่าๆๆ แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าน่าจะติดปืนกลวัลแคนเผื่อไว้สักกระบอกก็ดีเหมือนกันนะ"
"จะติดปืนกลกัตลิงที่โล่ก็ได้นะคะ แต่จะทำให้ใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) ไม่ได้น่ะสิคะ"
"อืมมม... ก็น่าสนอยู่นะ..."
แคโรกับลาล่าเริ่มหารือเรื่องการอัปเกรดซิกฟรีดกันแล้ว
อาวุธโจมตีระยะไกลงั้นเหรอ... สไตล์การต่อสู้ของฉันคือการพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง แล้วใช้ความคล่องตัวเข้าโจมตี การมีอาวุธระยะไกลมันจำเป็นด้วยเหรอ...
แต่ถ้าไม่มีเลย... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็คงจะหาทางพลิกเกมยากเหมือนกันแฮะ อย่างน้อยก็น่าจะมีติดไว้สักชิ้นล่ะมั้ง
จะติดปืนกลวัลแคนที่ส่วนหัวของ 'ลูซิเฟอร์' เหมือนของ 【วินเดีย(ปีก)】 ดีไหมนะ
ไม่สิ อุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนวงจรภายในเป็นมิสติกเฟรมทั้งที ลองใช้ 'ดาบบิน' ดูดีไหมนะ...?
ท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชารอนก็ใช้อยู่ด้วย น่าจะใช้งานได้หลากหลายดี เดี๋ยวลองกลับไปคิดดูอีกทีดีกว่า
◇ ◇ ◇
"หืมมม~? น้องเนโรอยากใช้ 'ดาบบิน' เหรอจ๊ะ~?"
"ก็ไม่ได้ถึงกับอยากใช้หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง..."
หลังมื้อค่ำวันนั้น ฉันบังเอิญเจอพี่ชารอนในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก เลยถือโอกาสถามซะเลย
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นดูผ่อนคลาย แต่พอฉันเข้าไปคุยกับพี่ชารอนซึ่งเป็นถึงประธานหอแถมยังเป็นอันดับสามของโรงเรียน ทุกคนในห้องก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
"ใครๆ ก็ใช้ 'ดาบบิน' ได้แหละจ้ะ แต่มันควบคุมยากนี่สิ~ ยิ่งถ้าใช้หลายเล่ม ก็ต้องสั่งการหลายอย่างพร้อมกัน~"
พูดจบ พี่ชารอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะวาง หน้าจอ(มอนิเตอร์)
ข้างในมีลูกกลมๆ ทำจากผ้าอยู่เต็มไปหมด นี่มันอะไรกันเนี่ย?
"นี่เรียกว่า 'โอเตดามะ' (Otedama) จ้ะ เป็นของเล่นพื้นบ้านจากอีเชนน่ะ..."
พี่ชารอนหยิบโอเตดามะขึ้นมาสามลูก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มโยนสลับไปมาด้วยมือซ้ายและขวาอย่างคล่องแคล่ว
อ๊ะ ท่านี้ฉันรู้จัก เคยเห็นนักแสดงเปิดหมวกทำตอนมาแสดงที่อาเรนเต้อยู่เหมือนกัน แต่ของคนนั้นเป็นห่วงยางนะ
ระหว่างที่ฉันกำลังดูเพลินๆ พี่ชารอนก็เริ่มเพิ่มจำนวนโอเตดามะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันนับไม่ทันแล้วว่ามีกี่ลูกกันแน่
"การเล่นแบบนี้ก็แค่ 'โยน' 'รับ' แล้วก็ 'ส่งต่อ' สลับไปมาเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้ด้วยว่าโอเตดามะลูกไหนอยู่ตรงไหน ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ การจะควบคุม 'ดาบบิน' หลายๆ เล่มพร้อมกันก็คงยากล่ะจ้ะ~"
เอ๋...
อืม... ถ้าเป็นคนดูก็คงพอมองออกแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าต้องเป็นคนโยนเองล่ะ... จะไหวไหมเนี่ย แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะพอทำได้มั้ง
"เขาเรียกว่า 'การรับรู้พื้นที่' ล่ะมั้ง? เราต้องสามารถบอกได้ทันทีว่าสิ่งของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าไม่มีเซนส์ตรงนี้ การจะควบคุม ดาบบินหลายๆ เล่มก็คงจะยากเอาเรื่องเลยล่ะจ้ะ~ อ้อ ลองดูนี่สิ"
พูดจบ พี่ชารอนก็ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ฉันดู ว้าว! ลูกหมาตัวน้อยๆ กำลังรุมล้อมพี่ชารอนใหญ่เลย! ลูกหมาที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?
พอดูจบ พี่ชารอนก็เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าทันที เอ๊ะ?
"ลูกหมาสีดำอยู่ตรงไหนบ้างเอ่ย~?"
"เอ๊ะ? เอ่อ... บนตักของรุ่นพี่ชารอนใช่ไหมคะ?"
"แล้วสีขาวล่ะจ๊ะ?"
"เหมือนจะนอนอยู่บนพื้นนะคะ อ๊ะ มีตัวนึงโผล่หน้ามาจากข้างหลังรุ่นพี่ชารอนด้วย"
"...แล้วมีลูกหมาทั้งหมดกี่ตัวเอ่ย?"
"เอ่อ... สิบสองตัวค่ะ?"
"...แล้วหางของลูกหมาที่พี่อุ้มอยู่สีอะไรจ๊ะ?"
"มองไม่เห็นค่ะ เพราะโดนแขนบังอยู่"
"ทำไมถึงรู้ล่ะเนี่ยยย!?"
พอฉันตอบคำถามจบ พี่ชารอนก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะอาจารย์ก็เคยฝึกฉันแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน...
เวลาต้องสู้กับศัตรูหลายๆ คนพร้อมกัน เราต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าใครอยู่ตรงไหน แล้วกำลังจะทำอะไร
ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งสายตา การได้ยิน การรับรู้ถึงจิตสังหาร หรือแม้กระทั่งลางสังหรณ์ เพื่อให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้
สงสัยเพราะผ่านการฝึกแบบนั้นมาล่ะมั้ง ความจำระยะสั้นของฉันก็เลยดีตามไปด้วย ถึงจะลืมเร็วก็เถอะ
"เอ๋~? นี่มันอะไรกันเนี่ย~? ไปฝึกมายังไงถึงได้จำแม่นขนาดนี้ล่ะ...?"
"เอ่อ... ก็เคยโดนโยนเข้าไปในรังก็อบลินที่มีเป็นร้อยตัวน่ะค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะตายซะแล้ว..."
"อาจารย์ของน้องเนโรเป็นปีศาจหรือไงเนี่ย...?"
อืมม จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นะ...? ถึงจะชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่พอถึงคราวคับขันก็โผล่มาช่วยตลอดแหละ คงไม่ถึงขั้นเป็นปีศาจหรอกมั้ง ให้ทำซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้เนี่ย... เอ๊ะ? หรือว่าจะเป็นปีศาจจริงๆ นะ...?
"ไม่แน่ น้องเนโรอาจจะมีแววทางด้าน 'ดาบบิน' ก็ได้นะ~ ถ้าอยากเรียนล่ะก็ พี่สอนให้แบบง่ายๆ เอาไหมล่ะ~?"
"จริงเหรอคะ!?"
นี่มันโอกาสทองชัดๆ! การได้เรียนรู้จากผู้ใช้ 'ดาบบิน' อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' เชียวนะ
แต่ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเซลด้าไม่พอ คราวนี้จะตีสนิทกับท่านชารอนอีกแล้วเหรอ...?"
"อะไรของยัยเด็กคนนั้นเนี่ย...!"
"อย่าบอกนะว่ากะจะฮุบตำแหน่งน้องสาวของท่านชารอนไปด้วย...!"
ซวยแล้ว บรรยากาศเริ่มมาคุแล้วสิ
"ง งั้นเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันวันหลังนะคะ! อ๊ะ ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำแล้ว! ขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!"
ฟิ้ววว~ ฉันรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนั่งเล่นทันที
เพราะดันไปตีสนิทกับคนดังของ 'วิทยาลัย' เข้า ฉันก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคนในหอพักไปโดยปริยาย
แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งด้วยกัน ยังทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ไม่ยอมเข้ามาคุยด้วยเลย ส่วนพวกที่เข้ามาคุย ก็มักจะเป็นพวกแฟนคลับของรุ่นพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ
ประเภทที่เข้ามาคุยด้วยก็มีอยู่ 2 แบบ คือพวกที่มาถามเรื่องส่วนตัวของพวกรุ่นพี่ กับพวกที่เข้ามาด่าทอฉัน
บอกตรงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่มากนักหรอก เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนเอง พวกหล่อนน่าจะรู้เยอะกว่าฉันอีกมั้ง?
ส่วนพวกที่เข้ามาด่า ก็จะมาแนวๆ 'สามัญชนอย่างเธอไม่คู่ควร...' อะไรประมาณนี้ แต่ช่วงนี้ก็ดูจะซาๆ ลงไปบ้างแล้ว
คงเป็นเพราะอันดับของฉันในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่หัวแถวล่ะมั้ง อย่างน้อยพวกปีหนึ่งที่อันดับต่ำกว่าฉันก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก ขืนพูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ
แต่ก็ยังมีพวกปีสอง E Rank บางคนที่ชอบมาหาเรื่องอยู่ดีแหละ
ตอนแรกฉันก็คิดว่า พอได้เลื่อนขั้นแล้ว จะมีพวกจากอันดับต่ำกว่ามาท้าประลองให้รำคาญใจซะอีก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครกล้าท้าเลย คงไม่มีใครอยากเอาดาว 10 ดวงมาเสี่ยงเพื่อแค่จะแกล้งฉันหรอกมั้ง แบบนี้ก็อดได้ดาวฟรีเลยสิเนี่ย แย่จัง
เฮ้อ... อยากใช้ชีวิตในวิทยาลัยแบบสงบสุขจังเลยน้า...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น