เรื่องราวสามร้อยปีให้หลังของ 『ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ』 ตัวเอกคือเด็กสาวนามว่า 'เนโร' ผู้สืบทอดสายเลือดของเอลเซ่และลินเซ่ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเฉพาะทางด้านเฟรมเกียร์ที่ชื่อว่า 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』 ซึ่งในเรื่องจะมีทั้งตัวละครเผ่าพันธุ์อายุยืนยาวที่เคยปรากฏตัวในภาคหลัก, เหล่าบาบิโลนซิสเตอร์ ตลอดจนลูกหลานของบรรดาตัวละครสมทบมาร่วมปรากฏตัวด้วยเช่นกัน

.
.
บทที่ 1 วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน
001 นครเวทมนตร์บรุนฮิลด์
.
.
『สถานีต่อไป บรุนฮิลด์ บรุนฮิลด์~ ประตูรถจะเปิดทางด้านขวา ผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปยังอาณาจักรเบลฟาสต์...』
ระหว่างที่ฟังเสียงประกาศบนรถไฟเวทมนตร์ ฉันก็เริ่มเอื้อมมือไปหยิบสัมภาระที่วางอยู่บนชั้นเหนือศีรษะลงมา ดูเหมือนว่าจะถึงแล้วสินะ
หลังจากออกเดินทางจากอาณาจักรเอลฟ์ราวซึ่งเป็นบ้านเกิด นั่งรถไฟผ่านจักรวรรดิเรกูลัส ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที ถึงจะใช้รถไฟเวทมนตร์ก็เถอะ แต่ต้องนั่งอุดอู้อยู่ตั้งวันครึ่ง ทำเอาร่างกายฉันปวดเมื่อยดังกรอบแกรบไปหมดแล้ว
ต่างจากที่นั่งแบบระบุที่นั่งอันกว้างขวางสะดวกสบายสำหรับพวกขุนนางหรือพ่อค้าเศรษฐี ทางฝั่งนี้คือที่นั่งชั้นธรรมดาที่อัดแน่นเป็นปลากระป๋อง บอกตามตรงว่าเบาะแคบๆ นี่มันทรมานสุดๆ แถมตาลุงที่นั่งข้างๆ ก็ยังตัวเหม็นบุหรี่อีก ยอดแย่ที่สุดเลย
ฉันชื่อเนโร ซิลลูเอสก้า เป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีธรรมดาๆ ที่มาจากเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกชื่อว่าอาเรนเต้ ในอาณาจักรเอลฟ์ราวซึ่งเป็นเมืองหิมะทางตอนเหนือ เอาเถอะ ถึงตัวฉันจะเล็กกว่าคนทั่วไป 'นิดหน่อย' ก็เถอะนะ
ฉันเดินทางรอนแรมจากบ้านเกิดมาไกลแสนไกล เพื่อมาเข้าเรียนที่ 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』 ในราชรัฐบรุนฮิลด์แห่งนี้
วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนเป็นโรงเรียนวิชาชีพเฉพาะทางของรัฐหลักสูตรห้าปี ซึ่งเปิดรับนักศึกษาจากทั่วโลก
ทว่า เนื่องจากเป็นประตูที่แคบมาก โดยรับโควตาเพียงประเทศละห้าคนเท่านั้น ผู้ที่สามารถเข้าเรียนได้จึงมีเพียงหยิบมือเดียวจริงๆ
และฉันก็โชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในห้าคนนั้น ถึงตอนนี้จะยังไม่อยากเชื่อ แต่ใบตอบรับการเข้าเรียนและบัตรนักศึกษาในมือนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามันไม่ใช่ความฝัน
ฉันออกแรงยกสัมภาระใบใหญ่ที่หยิบลงมาจากชั้นขึ้นสะพายหลัง ก้าวเท้าออกจากรถไฟเวทมนตร์ที่จอดสนิท แล้วลงมายืนบนชานชาลาของสถานี
"ที่นี่น่ะเหรอ บรุนฮิลด์..."
ฉันเผลอมองสถานีรถไฟที่ใหญ่โตและหรูหราอลังการยิ่งกว่าสถานีรถไฟเวทมนตร์ของเอลฟ์ราวอย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ สมแล้วที่เป็นนครเวทมนตร์อันดับหนึ่งของโลก มีการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์อยู่ทุกหนทุกแห่งเลย
"เอ่อ... ทางออกอยู่... ทางโน้นสินะ"
ฉันเดินเตาะแตะไปพร้อมกับแบกสัมภาระใบใหญ่ ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาทาบแล้วเดินผ่านเครื่องกั้นตั๋วออกมา
เมื่อออกจากตัวอาคารสถานี ก็มองเห็นสวนสาธารณะใจกลางเมืองอยู่สุดปลายถนนสายใหญ่ และเมื่อมองลึกเข้าไปสุดปลายทางเดินที่เรียงรายไปด้วยต้นซากุระ ก็จะเห็นปราสาทสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ นั่นคือปราสาทบรุนฮิลด์
จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเพลงใสแจ๋วแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ฉันจึงหันซ้ายหันขวามองหา
เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่าบนผนังด้านบนของอาคารสถานีที่เพิ่งเดินออกมา มีหน้าจอ ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ขนาดใหญ่ติดอยู่
ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ที่สามารถฉายภาพจากระยะไกลหรือภาพที่บันทึกไว้ได้นั้น ในยุคนี้ไม่ใช่ของแปลกตาสักเท่าไหร่นัก
ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนรัฐบาลจะเป็นผู้จัดการและติดตั้ง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเป็นคนมีเงินหน่อยก็มีกันทุกคนทั้งนั้นแหละ ถึงแม้การที่มันมาตั้งอยู่กลางเมืองแบบนี้จะค่อนข้างแปลกตาก็เถอะ
บน ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ฉายภาพเด็กผู้หญิงผมสีซากุระในชุดฟูฟ่องประดับระบายกำลังร้องรำทำเพลงอยู่
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นไอดอลที่กำลังดังอยู่ในช่วงนี้มั้ง พี่สาวข้างบ้านเคยพูดถึงอย่างคลั่งไคล้ แต่ฉันจำรายละเอียดไม่ได้แล้วแฮะ
...อืม เพลงก็เพราะดีเหมือนกันนะเนี่ย
ฉันยืนฟังอย่างเพลิดเพลินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งได้สติกลับมา
"ไม่ได้ๆ นอกเรื่องแล้ว ต้องหาทางไปวิทยาลัยก่อน... ฮึบ"
ฉันละสายตาจาก ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) ล้วงสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋าเสื้อเพื่อเปิดดูแผนที่นำทางไปยังวิทยาลัย
สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ที่ผู้คนทั่วโลกใช้กันอยู่ ก็ถูกผลิตขึ้นที่บรุนฮิลด์แห่งนี้เช่นกัน
มันคืออุปกรณ์เวทมนตร์อเนกประสงค์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเทคโนโลยีโบราณ ซึ่งองค์ปฐมกษัตริย์ทรงฟื้นฟูขึ้นมาเมื่อกว่าสามร้อยปีก่อน ว่ากันว่าการพัฒนาของอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้ความก้าวหน้าของมนุษยชาติรุดหน้าไปนับพันปีเลยทีเดียว
เทคโนโลยี ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) เมื่อครู่นี้ก็ถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน
นั่นคือหนึ่งในสองสุดยอดเทคโนโลยีที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงนำมาสู่โลก และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ...
"นั่นมัน...!"
แม้จะมองจากตรงนี้ ก็ยังเห็นยักษ์สองตนยืนประจันหน้ากันอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาท ตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าบ้านคนทั่วไปเสียอีก
รูปลักษณ์ราวกับอัศวินที่สวมเกราะเต็มยศ นั่นล่ะคือเทคโนโลยีอีกอย่างที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงนำกลับมา อาวุธรูปร่างมนุษย์ขนาดยักษ์อเนกประสงค์ 『เฟรมเกียร์』
เมื่อห้าพันกว่าปีก่อน โลกตกอยู่ในวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จากผู้รุกรานต่างมิติ เพื่อต่อกรกับผู้รุกรานเหล่านั้น วิศวกรเวทมนตร์อัจฉริยะผู้หนึ่งจึงได้สร้าง 『เฟรมเกียร์』 ขึ้นมา
ทว่า เฟรมเกียร์กลับไม่เคยได้ออกรบในแนวหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นเป็นเพราะจู่ๆ ผู้รุกรานก็หายตัวไปจากโลก และความสงบสุขก็กลับคืนมาอย่างเป็นปริศนา
ด้วยเหตุนี้ เฟรมเกียร์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน จึงเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในคราวนั้น
จนกระทั่งเมื่อสามร้อยปีก่อน ผู้รุกรานจากต่างโลกได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง องค์ปฐมกษัตริย์แห่งบรุนฮิลด์จึงทรงฟื้นคืนชีพเฟรมเกียร์ซึ่งเป็นมรดกโบราณ ร่วมมือกับนานาประเทศทั่วโลก และปกป้องโลกใบนี้จากผู้รุกรานเอาไว้ได้
หลังจากนั้น เมื่อโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เทคโนโลยีของเฟรมเกียร์ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการกู้ภัยจากภัยพิบัติอย่างดินถล่ม, การปราบปรามสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่เรียกว่าสัตว์เทวะ และรวมถึง 『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 ที่ใช้เป็นตัวแทนศักดิ์ศรีของประเทศต่างๆ
『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 คือสงครามจำลองสเกลใหญ่ ที่แต่ละประเทศจะส่งเฟรมเกียร์หลายเครื่องเข้าร่วมต่อสู้กัน
โดยจะจัดขึ้นปีละครั้ง และประเทศที่ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้นำของสมาคมโลกเป็นเวลาหนึ่งปี
การจะลงแข่งใน 『มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)』 ได้นั้น จำเป็นต้องเรียนจบจากโรงเรียนจักรกลในบรุนฮิลด์ เพื่อรับคุณสมบัติเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 เสียก่อน
แน่นอนว่าฉันเองก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่นั่นเหมือนกัน ถึงได้ถ่อมาจนถึงที่นี่ไงล่ะ
"เอาล่ะ! ไปกันเถอะ!"
ฉันข่มความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ แล้วเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังวิทยาลัยจักรกล
◇ ◇ ◇
"ว้าว... ของจริงล่ะ..."
ฉันยืนตัวสั่นด้วยความประทับใจเมื่อได้เห็นเฟรมเกียร์ที่ตั้งตระหง่านขนาบสองข้างของประตูโรงเรียนจักรกล
ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นเฟรมเกียร์รุ่นเก่าที่เคยใช้ในยุคก่อตั้งประเทศด้วยตาตัวเองแบบนี้
มันคือหุ่นสีขาวและดำที่ถูกเรียกว่า อัศวินขาว(ไชน์เคานต์) และ อัศวินดำ(ไนต์บารอน) ว่ากันว่าเป็นเฟรมเกียร์รุ่นแรกสุดที่หัวหน้าและรองหัวหน้ากองอัศวินบรุนฮิลด์ในยุคนั้นเป็นผู้ขับ
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นหุ่นรุ่นเก่าจนแทบจะเป็นของโบราณไปแล้ว แต่ความงดงามของการออกแบบนั้นก็ไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามร้อยปี ถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนจักรกลเลยก็ว่าได้
อันที่จริง การจะเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 ซึ่งเป็นผู้ขับเฟรมเกียร์ได้นั้น จำเป็นต้องเรียนจบจากโรงเรียนจักรกล แต่ที่บรุนฮิลด์แห่งนี้มีโรงเรียนจักรกลอยู่ถึงสองแห่ง
นั่นคือ 『สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์』 และ 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』
เดิมที 『สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์』 เป็นโรงเรียนจักรกลเพียงแห่งเดียวในประเทศนี้... ไม่สิ ในโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่ด้วย ความเอาแต่ใจ(ความต้องการ) ของเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งที่อยากจะ 'ทดสอบความเข้ากันได้ของสตรีกับเฟรมเกียร์' จึงได้มีการก่อตั้ง 『วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน』 ขึ้นมาใหม่เมื่อสิบห้าปีก่อน
และตามชื่อเลย วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนเป็นโรงเรียนหญิงล้วน
เนื่องจากเดิมทีสถาบันจักรกลซึ่งเป็นแบบสหศึกษานั้นเน้นการฝึกฝนทักษะเยี่ยงอัศวินเป็นหลัก ทำให้ผู้หญิงที่มักมีพละกำลังและความทนทานของร่างกายน้อยกว่า มีอัตราการสอบผ่านน้อยกว่าผู้ชายมาก
นี่เป็นผลพวงตกทอดมาจากยุคที่กองอัศวินของแต่ละประเทศยังต้องขอยืมเฟรมเกียร์มาใช้ ซึ่งทำให้ประตูสู่การเป็นทรูปเปอร์สำหรับผู้หญิงยิ่งแคบลงไปอีก
ในมุมมองของเชื้อพระวงศ์ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยสตรี ท่านเห็นว่า 'การตัดโอกาสความเป็นไปได้ของ ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) เพียงเพราะพวกเธอไม่มีความถนัดในแบบฉบับของอัศวินนั้น เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี'
ความจริงแล้ว ฉันเองก็เคยไปสอบเข้าทางฝั่ง 『สถาบัน』 ที่เอลฟ์ราวมาแล้วเหมือนกัน
ผลคือสอบตก ฉันทำอันดับได้ไม่ดีพอในการทดสอบความอึดอย่างการวิ่งมาราธอนและการยกน้ำหนักเพื่อวัดพละกำลังในด่านแรก จนต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ทว่า ในการสอบเข้าของ 『วิทยาลัย』 ที่ฉันไปสอบในรอบต่อมา ซึ่งมีการทดสอบความเข้ากันได้กับเฟรมเกียร์ การทดสอบความเข้ากันได้กับพลังเวท และบททดสอบแปลกๆ ที่ไม่มีใน 『สถาบัน』 อีกหลายอย่าง ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าฉันสอบผ่านฉลุยจนแม้แต่ตัวเองยังไม่อยากเชื่อ
ฉันไม่คิดหรอกนะว่าเป็นเพราะโรงเรียนเพิ่งเปิดใหม่เลยขาดแคลนนักเรียนน่ะ...
จะว่าไป ถึงแม้ภายนอกจะบอกว่า 『สถาบัน』 และ 『วิทยาลัย』 เป็นสถานที่ที่ช่วยผลักดันซึ่งกันและกัน แต่ฉันก็เคยได้ยินข่าวลือมาว่าจริงๆ แล้วทั้งสองที่นี้ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ได้ยินมาว่าในงานแข่งขันประชันระหว่างสองโรงเรียนที่จัดขึ้นปีละครั้ง พวกเขาซัดกันดุเดือดมาก คงเป็นโรงเรียนคู่แข่งกันอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ
ฉันเองในฐานะนักเรียนของ 『วิทยาลัย』 ก็ต้องพยายามให้เต็มที่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และสักวันฉันจะแก้แค้น 『สถาบัน』 ให้ดู คอยดูเถอะ จะทำให้รู้ซึ้งเลยว่าปลาที่หลุดมือไปนั้นตัวใหญ่แค่ไหน!
แค่สอบรอบแรกก็ให้วิ่งมาราธอนกับยกน้ำหนักแล้ว นักเรียนของ 『สถาบัน』 นี่มันมีแต่พวกบ้ากล้ามหรือไง? แบบนี้ผู้หญิงธรรมดาที่ไหนจะเข้าไปเรียนได้ล่ะ เอาจริงๆ ถ้าฉันใช้เวทมนตร์เสริมพลังร่างกายล่ะก็...
"นี่เธอ ตรงนั้นน่ะ มายืนเกะกะขวางทางแบบนี้มันน่ารำคาญนะคะ ช่วยหลีกทางไปหน่อยจะได้ไหม"
"เอ๊ะ?"
คำพูดจิกกัดลอยมาจากข้างหลัง ขณะที่ฉันกำลังบ่นอุบอิบต่อว่า 『สถาบัน』 อยู่
เมื่อหันกลับไปก็พบกับคุณหนูผมบลอนด์กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่
ส่วนสูงของเธอสูงกว่าฉันไปเป็นคืบเลยล่ะ ก็นะ ฉันตัวเตี้ยเองแหละเลยไม่อยากจะพูดอะไร แต่ดูจากลักษณะแล้วอายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน และการที่เธอลากกระเป๋าเดินทางมาด้วย ก็เดาได้ว่าคงเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันกับฉัน
ผมบลอนด์ตรงสลวย นัยน์ตาสีฟ้าเรียวยาวที่แฝงแววตาหยิ่งผยอง แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คือหูที่ยาวเรียวของเธอนั่นแหละ
เอลฟ์นี่นา
สำหรับฉันแล้ว เอลฟ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก เพราะองค์ราชินีแห่งอาณาจักรเอลฟ์ราวบ้านเกิดของฉันก็เป็นเอลฟ์ ในเมืองหลวงจึงมีเอลฟ์อาศัยอยู่มากมาย ตอนเดินทางมาที่นี่ฉันก็เจอมาหลายคนแล้ว
แต่สิ่งที่สะกิดใจฉันคือข่าวลือที่ได้ยินตอนออกจากเมืองอาเรนเต้ไปเมืองหลวงเพื่อขึ้นรถไฟเวทมนตร์ต่างหาก
ข่าวลือที่ว่า 『ปีนี้บุตรีขุนนางแห่งเอลฟ์ราวจะเข้าเรียนที่วิทยาลัย』 แถมเด็กสาวตรงหน้าฉันก็สวมเสื้อผ้าหรูหราดูเป็นผู้ดีมีตระกูลสุดๆ
หรือว่าเด็กคนนี้จะ...
"นี่ ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าคะ?"
"อ๊ะ ค่ะ ฟังอยู่ค่ะ เอ่อ... เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันเหรอคะ?"
"ก็ใช่น่ะสิคะ... อ้อ เธอก็เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันสินะ"
"ค่ะ! ฉันเนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราวค่ะ!"
ทันทีที่ฉันแนะนำตัวจบ หัวคิ้วของคุณหนูก็ขมวดเข้าหากัน เอ๊ะ อะไรกัน ปฏิกิริยาแบบนั้นน่ะ...
"เฮ้อ... เพื่อนร่วมรุ่นจากเอลฟ์ราวของเราดันเป็นยัยบ้านนอกแบบนี้ซะได้... อนาคตคงมืดมนเสียแล้วกระมัง"
"...หา?"
"ดิฉัน(วาตาคุชิ) มีนามว่า ลิลิช่า มิเลียน เป็นคนของตระกูลดยุกมิเลียนแห่งอาณาจักรเอลฟ์ราวเช่นเดียวกับเธอ หวังว่าเธอจะไม่ทำเรื่องน่าอับอายให้เสียชื่อเสียงของเอลฟ์ราวหรอกนะคะ ขอตัวล่ะ"
คุณหนูที่แนะนำตัวเองว่าลิลิช่าเดินฉับๆ ผ่านฉันที่ยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปหน้าตาเฉย
พอฉันสะดุ้งได้สติ ลิลิช่าก็หายตัวไปเสียแล้ว
หนอยยย! อะไรกัน ท่าทางอวดดีนั่น!
โธ่เอ๊ย น่าจะสวนกลับไปสักคำ! จะบอกให้เอาบุญนะ ที่วิทยาลัยแห่งนี้เรื่องฐานันดรศักดิ์อะไรนั่นมันไม่มีความหมายหรอก! ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือสามัญชน ทุกคนก็คือนักเรียนที่เท่าเทียมกัน! ในกฎของโรงเรียนก็เขียนไว้แบบนั้นด้วย!
ชิ การที่ต้องมีคุณหนูจอมหยิ่งนั่นมาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนี่มันซวยชะมัดเลย!
ยิ่งมีนักเรียนโควตาจากประเทศเดียวกันแค่ห้าคนต่อชั้นปีด้วย ชีวิตในวิทยาลัยหลังจากนี้คงหนีไม่พ้นต้องเจอหน้ากันแน่ๆ มิหนำซ้ำยังต้องอยู่หอพักเดียวกันอีกต่างหาก
รู้สึกเลยว่าถ้าหาจุดลงตัวไม่ได้ล่ะก็อยู่ยากแน่ จะแกล้งทำเป็นสนิทด้วย หรือคบกันแบบผิวเผินแค่เรื่องงาน หรือจะตั้งตัวเป็นศัตรูกันไปเลยดีนะ
แต่การเป็นศัตรูกับขุนนางในประเทศตัวเอง อาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากในภายหลังก็ได้ ถึงในวิทยาลัยฐานะจะไม่มีความหมาย แต่พอเรียนจบไปแล้วมันก็ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
ถ้าได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาตัวแทนของ มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก) ก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าไม่ได้ล่ะก็ คงไม่อาจขัดขืนอำนาจของพวกขุนนางได้แน่
เอาเถอะ พอเรียนจบแล้วจะหนีไปรับใช้เป็น ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) ให้กับประเทศอื่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ...
แต่ในกรณีนั้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนไปด้วย คงต้องย้ายถิ่นฐานกันทั้งครอบครัวเลยล่ะ
โธ่เอ๊ย แค่วันแรกก็ทำเอาหมดไฟซะแล้ว ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ขอให้เพื่อนร่วมรุ่นอีกสามคนที่เหลือเป็นคนปกติด้วยเถอะ...



002 อาร์มเกียร์ อคิลลีส
.
"หลงทางซะแล้ว..."
โกหกน่า...
ตั้งใจจะไปแผนกวิชาการหรืออะไรสักอย่างเพื่อทำเรื่องมอบตัวเข้าเรียนแท้ๆ แต่ดันหลงทางซะได้...
โธ่เอ๊ยย ถ้ารู้แบบนี้ ถ่ายรูปป้ายบอกทางที่เห็นเมื่อกี้เก็บไว้ซะก็ดีหรอก!
จะกลับไปตรงที่มีป้ายบอกทางก็ยังจำทางกลับไม่ได้เลย... โธ่เว้ย! ที่นี่มันกว้างเกินไปแล้วนะ!
อูย... รู้งี้แอบเดินตามหลังคุณหนูจอมหยิ่งคนนั้นไปเงียบๆ ซะก็ดี...
เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟนดูก็ไม่รู้พิกัดของแผนกวิชาการอะไรนั่นอยู่ดี... คงต้องถามใครสักคนแล้วล่ะมั้ง
แต่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน... วันนี้เป็นวันหยุดหรือเปล่านะ?
ระบบรักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าประตูโรงเรียนก็ใช้บัตรนักศึกษาแตะผ่านเข้ามาได้ แต่ตรงนั้นก็ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่เลยด้วยสิ
ฉันเดินเตร็ดเตร่ไปมาในโรงเรียนอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของใครสักคน เอ๊ะ? หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังเรียนกันอยู่? ไม่สิ ตอนนี้มันช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลินี่นา ไม่น่าจะมีการเรียนการสอนนะ
ถึงจะพอเข้าใจได้ว่าไม่มีนักเรียนเพราะเป็นช่วงปิดเทอม แต่พวกอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ธุรการล่ะ อย่างน้อยก็น่าจะมีใครอยู่บ้างสิ...!
ในขณะที่ฉันกำลังบ่นอุบอิบอยู่นั้น ก็มีตัวอะไรบางอย่างเดินดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ตรงโถงทางเดินข้างหน้า
เอ๊ะ? เมื่อกี้มันตัวอะไรน่ะ?
ฉันรีบเลี้ยวตรงหัวมุม ก็พบกับตัวอะไรบางอย่างสีเงินขนาดตัวเตี้ยกว่าเอวฉันเล็กน้อยกำลังเดินสองขาอยู่ พอมันรู้ตัวว่ามีฉันอยู่ ก็หันขวับกลับมามอง
ใบหน้ากลมๆ หูกลมๆ แขนขาเล็กป้อม ดวงตากลมโต และริบบิ้นที่ผูกอยู่ตรงคอ
โกเลมนี่นา หุ่นกระบอกเวทมนตร์ที่เป็นเครื่องจักร นี่มัน... โกเลมหมีงั้นเหรอ?
โกเลมหมีเอียงคอราวกับจะถามว่า 'มีอะไรเหรอ?' อูยย น่ารักจัง
ถ้าเด็กคนนี้เป็นโกเลมก็น่าจะเข้าใจภาษามนุษย์สิ
"เอ่อคือว่านะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ แต่ดันหลงทางน่ะ... พอจะรู้จักแผนกวิชาการไหม?"
โกเลมหมีเอียงคอทำหน้างงๆ อีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจแฮะ
"อืมม... งั้นช่วยพาฉันไปที่ที่มีคนอยู่หน่อยได้ไหม?"
พอฉันพูดแบบนั้น คราวนี้มันก็พยักหน้ารับหงึกหงัก แล้วเริ่มเดินดุ๊กดิ๊กๆ ไปตามทางเดินอีกครั้ง มันหยุดเดินแล้วหันกลับมา แกว่งแขนกวักเรียกหงึกๆ หมายความว่าให้ตามไปสินะ?
ฉันเดินตามเสียงฝีเท้าต๊อกแต๊กไปตามทางเดินอันเงียบสงบ โกเลมหมีพาฉันเดินทะลุทางเชื่อมที่เปิดออกสู่ลานกว้างด้านนอก ซึ่งเป็นลานกว้างใจกลางอาคารเรียน
"เอ๊ะ นั่นมัน..."
ณ ลานกว้างใจกลางโรงเรียนที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารเรียน มีชุดเกราะขนาดใหญ่เทอะทะสีขาวประดับทอง นั่งยองๆ ปักหลักอยู่ตรงนั้น
ชุดเกราะที่หุ้มด้วยเกราะหนาเตอะนั้นเปิดอ้าออกทางด้านหน้า เผยให้เห็นเบาะนั่งที่อยู่ข้างใน
นี่มัน 『อาร์มเกียร์』 เครื่องจักรกลเวทมนตร์รูปแบบมนุษย์เดินสองขาสำหรับใช้ทำงาน ว่ากันว่าพัฒนามาจากโกเลมติดอาวุธ เรียกได้ว่าเป็นเฟรมเกียร์ขนาดเล็กนั่นแหละ
สมกับที่เป็นวิทยาลัยจักรกล มีของแบบนี้ตั้งอยู่เป็นเรื่องปกติเลยเหรอเนี่ย
ทันใดนั้น ฉันก็สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนยืนทำงานอยู่ทางด้านหลังเครื่อง ซึ่งมองไม่เห็นจากมุมนี้
"อืม... พลังเวทจาก เตาปฏิกรณ์วิญญาณ(รีแอคเตอร์) ไม่ยอมคงที่เลยแฮะ... ไม่เสถียรเอามากๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีสัมผัสเวทมนตร์สูงจริงๆ ล่ะก็ แค่ขยับยังยากเลย..."
มีเสียงบ่นพึมพำลอยมาเข้าหูฉัน ฉันหยุดชะงักเพราะกลัวว่าจะเป็นคนอันตราย แต่โกเลมหมีกลับเดินดุ๊กดิ๊กทิ้งฉันไปหาบุคคลผู้นั้นเสียแล้ว
"สงสัยต้องลดกำลังขับลง... อ้าว? พาร่า เป็นอะไรไปเหรอ?"
โกเลมหมีดึงชายเสื้อของคนคนนั้นกระตุกๆ คนที่กำลังซ่อมบำรุงอาร์มเกียร์อยู่จึงโผล่หน้าออกมาให้เห็น
อายุน่าจะราวๆ สิบห้าสิบหกปี นัยน์ตาสีทอง ผมสีขาวทรงทวินเทล สวมชุดสไตล์กอธโลลิต้าสีดำ ซึ่งดูเข้ากับเธอมาก
แต่ที่น่าตกใจคือที่หลังของเธอมีปีกที่คล้ายกับปีกผีเสื้ออยู่ มันเรืองแสงโปร่งใส สว่างวาบขึ้นมาให้เห็นเป็นพักๆ
"เผ่าภูตแฟรี่..."
เป็นเผ่าพันธุ์หายากที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของที่นี่ เคยได้ยินแต่ชื่อเพิ่งเคยเห็นตัวจริงก็คราวนี้นี่แหละ
รุ่นพี่ที่โรงเรียนนี้งั้นเหรอ รุ่นพี่ที่เพิ่งสังเกตเห็นฉันยืนเหม่ออยู่จึงเดินเข้ามาหา
"อ้าว เธอ หรือว่าจะเป็นนักเรียนใหม่?"
"อ๊ะ ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราว นักเรียนใหม่ปีนี้ค่ะ!"
"ซิลลูเอสก้า?"
เอ๊ะ? ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ...?"
"เปล่าจ้ะ แค่ชื่อตระกูลมันไม่ค่อยคุ้นหูน่ะ เป็นชื่อตระกูลขุนนางของเอลฟ์ราวเหรอ?"
"เปล่าค่ะ เป็นสามัญชนธรรมดานี่แหละ คุณย่าเคยบอกว่าเมื่อก่อนเคยเป็นขุนนางของอาณาจักรลีฟรีสมาก่อน แต่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็สามารถตั้งชื่อตระกูลได้ค่ะ"
สามัญชนส่วนใหญ่จะไม่มีชื่อตระกูล แต่ลูกหลานของขุนนางที่ตกอับมักจะใช้ชื่อตระกูลเดิมต่อไปเป็นเรื่องปกติ ก็พวกที่ตั้งปณิธานไว้ว่าสักวันจะฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่! อะไรทำนองนั้นแหละ
แต่สำหรับฉัน ไม่รู้ที่มาที่ไปเลย ก็เลยไม่มีเรื่องการฟื้นฟูตระกูลอะไรหรอก แค่ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเท่านั้นเอง
"ลีฟรีส... สินะ"
"เอ่อ... มีอะไรเหรอคะ?"
"อ๊ะ เปล่า ไม่มีอะไรจ้ะ แล้วนี่? ทำไมเด็กใหม่ถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?"
"อ๊ะ! จ จริงด้วยค่ะ! ฉันต้องไปที่แผนกวิชาการน่ะค่ะ แต่ดันหลงทางซะก่อน...!"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันพาไปเอง ขอฉันจัดการปรับแต่งเจ้านี่ให้เสร็จก่อน รอแป๊บเดียวนะ?"
"ค่ะ!"
พูดจบ รุ่นพี่ก็หันกลับไปง่วนกับการปรับแต่งอาร์มเกียร์ต่อ
ที่วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนแห่งนี้ มีวิชาเรียนเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเครื่องจักรด้วย เห็นว่านักเรียนจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและโครงสร้างของหุ่นที่ตัวเองขับให้ถ่องแท้น่ะ
เห็นว่าในหมู่นักเรียนที่ตั้งเป้าจะเป็น 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 มีหลายคนที่หลงใหลในศาสตร์แห่งวิศวกรรมเวทมนตร์ จนเบนเข็มไปเป็น 『วิศวกรเวท(ไมสเตอร์)』 ในแต่ละปีก็มีอยู่ไม่น้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับเข้าเรียนเพื่อตั้งใจจะเป็น วิศวกรเวท(ไมสเตอร์) ของเฟรมเกียร์มาตั้งแต่ต้นเลยด้วยซ้ำ ก็นะ มันเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดนี่นา
รุ่นพี่คนนี้ก็น่าจะเป็นสายนั้นเหมือนกันล่ะมั้ง
"เจ้านี่คืออาร์มเกียร์ใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ หุ่นรุ่นใหม่ 'อคิลลีส' ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา พอดีปรับแต่งพลาดไปหน่อย เลยกลายเป็นสภาพที่ขยับยากไปซะแล้ว"
กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา... ยอดไปเลยแฮะ เป็นแค่นักเรียนแท้ๆ แต่กลับสร้างของแบบนี้ได้ด้วย
"รุ่นพี่นี่เก่งจังเลยนะคะ..."
"รุ่นพี่? ...อ้อ นั่นสินะ รุ่นพี่"
รุ่นพี่เผ่าแฟรี่หัวเราะคิกคักเหมือนมีอะไรขำ เอ๊ะ? ก็รุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น?
แต่จะว่าไป หุ่นตัวนี้สวยจังเลยนะ อาร์มเกียร์ที่เคยเห็นที่เอลฟ์ราวดูเทอะทะกว่านี้เยอะเลย
ก็นะ อันนั้นมันเป็นหุ่นสำหรับงานก่อสร้างนี่นา
แต่หุ่นตัวนี้เป็นสีขาวแถมยังประดับทองตามจุดต่างๆ อีก ดูเหมือนหุ่นเฉพาะสำหรับพวกขุนนางเลย
"มีอะไรเหรอ?"
"อ๊ะ เปล่าค่ะ แค่คิดว่าเป็นหุ่นที่สวยดีน่ะค่ะ... แถมตรงเกราะมันยังให้ความรู้สึกแปลกๆ..."
"แหม มองเห็นข้อดีของหุ่นตัวนี้ด้วย เซนส์ดีไม่เบาเลยนี่นา อคิลลีสมีการสลักเวทมนตร์ลงบนเกราะในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าน่ะ ถ้าสัมผัสเวทมนตร์ไม่เฉียบคมจริงๆ ก็ดูไม่ออกหรอก..."
พอพูดถึงตรงนี้ รุ่นพี่ก็จับคางทำท่าครุ่นคิด
"นี่เธอ อยากลองขึ้นไปขับเจ้านี่ดูไหม?"
"เอ๊ะ?"
"แค่ขึ้นไปนั่งเฉยๆ น่ะ ยังไงซะอาร์มเกียร์ก็เป็นสิ่งที่ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่แล้ว ได้ลองสัมผัสความรู้สึกไว้ล่วงหน้าก็ไม่เลวหรอกนะ"
พอโดนพูดแบบนี้ ฉันก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที ฉันเคยเห็นอาร์มเกียร์มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองขับเลยสักครั้ง
ถึงยังไงเดี๋ยวก็ต้องได้ขับในชั่วโมงเรียนอยู่ดี แต่หุ่นที่ให้เด็กปีหนึ่งขับ คงเป็นพวกรุ่นเก่าพังๆ ก็ได้ ระหว่างที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงกระซิบของปีศาจจากรุ่นพี่ก็ดังขึ้น
 
"จะให้ลองขยับนิดหน่อยก็ได้นะ"
"ขับค่ะ!"
โธ่เว้ย แพ้ทางความเย้ายวนจนได้...
แต่ก็นะ นี่เป็นการขึ้นขับอาร์มเกียร์ครั้งแรกเลยนี่นา ยังไงก็อดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี
"เหยียบตรงสเต็ปนั่นแล้วปีนขึ้นมาเลย... ใช่ๆ แบบนั้นแหละ"
ฉันนั่งลงบนเบาะของอคิลลีสตามที่รุ่นพี่บอก เบาะนุ่มสบายแฮะ สงสัยเจ้านี่จะเป็นหุ่นสำหรับขุนนางจริงๆ ซะแล้วมั้ง...
"ปรับความสูงด้วยคันโยกข้างที่นั่งนะ ส่วนตรงเท้าคือฟุตเพดัล เหยียบสลับกันมันก็จะเดิน ทิศทางที่หันเท้าไปก็คือทิศทางที่จะเดิน"
ฉันมองลงไปที่เท้าตามที่รุ่นพี่บอก ก็เห็นฟุตเพดัลที่มีลักษณะเหมือนรองเท้าแตะให้สอดเท้าเข้าไป พอลองสอดเท้าเข้าไปแล้วขยับซ้ายขวา ข้อเท้าของอคิลลีสก็ขยับตาม อ๋อ แบบนี้นี่เอง ใช้เจ้านี่บังคับให้เดินสินะ
จากนั้นก็สอนวิธีขยับแขนแบบง่ายๆ แล้วในที่สุดรุ่นพี่ก็ปิดแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสลง หูว มืดตึ๊ดตื๋อเลย มีแค่แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องว่างของเกราะให้พึ่งพาเท่านั้น...
เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเขาถึงเรียกอาร์มเกียร์ว่า 'โลงศพเหล็ก'
"งั้นจะเริ่มเดินเครื่องแล้วนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติฉันสามารถสั่งหยุดเครื่องจากตรงนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"
"ข เข้าใจแล้วค่ะ!
"เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์วิญญาณ"
ได้ยินเสียงดังกึ้ง! เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกปลดออกจากด้านหลังของอคิลลีส ตามด้วยเสียงครางต่ำๆ ดัง วี้ดดดด...
แสงสว่างค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมาจากแผงหน้าปัดตรงหน้า บน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ด้านหน้าฉายภาพบรรยากาศภายนอกจากกล้องให้เห็น สุดยอดไปเลย!
『เริ่มทำการซิงโครไนซ์พลังเวท』
"ว หวา พูดได้ด้วย!?"
ระหว่างที่กำลังตกใจกับเสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไหลผ่านแผ่นหลัง แล้วมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
『งั้นลองค่อยๆ ถ่ายเทพลังเวทแล้วขยับดูนะ』
เสียงของรุ่นพี่ดังมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง
เอ่อ... แบบนี้... ใช่ไหมนะ?
ฉันลองเหยียบฟุตเพดัลข้างขวา เอ๊ะ อะไรเนี่ย หนักจัง!
"อึ้ก...!"
ฉันออกแรงเหยียบลงไปสุดแรงพร้อมกับถ่ายเทพลังเวทตามที่รุ่นพี่บอก อคิลลีสก็ก้าวเท้าขวาดังตึง! ไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
จากนั้นก็ออกแรงเหยียบเท้าซ้ายสุดแรง เพื่อให้มันก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หนักชะมัด! ความรู้สึกเหมือนกำลังปั่นจักรยานขึ้นเนินชันๆ เลย...!
『หึ หึหึ... ได้ของดีมาซะแล้วสิเนี่ย』
"เอ๊ะ?"
『เปล่าจ้ะ ทางนี้ต่างหาก แขนขยับได้ไหม?』
ฉันหยุดเดินแล้วลองขยับแขนดูเหมือนตอนที่ขยับเท้า ขยับได้นะ... แต่ก็หนักเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนถือดัมเบลเหล็กหนักๆ แล้วขยับแขนเลยแฮะ การจะขับอาร์มเกียร์นี่ต้องใช้กล้ามเนื้อจริงๆ ด้วย...
พอเดินตึงตังๆ ไปสักพัก พอเริ่มชินก็รู้สึกว่ามันเบาขึ้น หรือว่าเตาปฏิกรณ์มันเริ่มร้อนแล้ว กำลังขับเลยเพิ่มขึ้นกันนะ?
ลองวิ่งดูหน่อยดีกว่า วิ่งได้เร็วเหมือนกันนะเนี่ย กระโดด! โอ้โห กระโดดได้สูงกว่าโดดเองซะอีก!
『เอ๊ะ...!? ปรับตัวได้แล้วเหรอ? ล้อเล่นน่า ไม่ว่าจะยังไงก็เร็วเกินไปแล้ว...!』
"เอ๊ะ? เมื่อกี้รุ่นพี่พูดอะไรนะคะ?"
『แค่นี้แหละ! ขอหยุดเครื่องก่อนนะ!』
กำลังขยับเพลินๆ อยู่เลยแท้ๆ แต่รุ่นพี่กลับสั่งหยุดเครื่องกลางคันซะงั้น
มีเสียงลมดังฟู่ แล้วแฮตช์ด้านหน้าของอคิลลีสก็เปิดออก ลมเย็นๆ จากข้างนอกพัดเข้ามา ข้างในมันอบอ้าวเหมือนกันแฮะเนี่ย
ฉันเหยียบสเต็ปแล้วปีนลงจากอคิลลีสกลับมายืนบนลานกว้าง
"ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหม? มีตรงไหนผิดปกติหรือเปล่า..."
"ไม่เป็นไรค่ะ! ไม่รู้สึก... หือ?"
ตอนที่ฉันตอบรุ่นพี่ไปแบบนั้น จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็หมุนติ้ว หน้ามืดวูบไปหมด และรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเอนล้มลง
อ๊ะ ล้มซะแล้วสินะ ฉันคิดแบบนั้นราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ก่อนจะหมดสติไปตรงนั้นเอง



003 หอพักเก็นบุ
.
"หง่า?"
เมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพเพดานสีขาวโพลนก็กระโจนเข้าสู่สายตา
ดูเหมือนว่าฉันจะนอนอยู่บนเตียง รอบๆ ตัวถูกล้อมรอบด้วยผ้าม่านสีขาวจนมองไม่เห็นว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ความรู้สึกบอกว่าน่าจะเป็นห้องพยาบาลล่ะมั้ง
ระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น ผ้าม่านก็ถูกเปิดออกดังแคว่ก พร้อมกับการปรากฏตัวของพี่สาวในชุดกาวน์ ผมสีชมพูมัดรวบหางม้าไว้ด้านข้าง
"อ๊ะ ฟื้นแล้วเหรอคะเนี่ย?"
พี่สาวพูดพลางรูดม่านรอบๆ ออกจนหมด
เป็นห้องพยาบาลจริงๆ ด้วยแฮะ มีเตียงแบบเดียวกันวางเรียงรายอยู่ข้างๆ อีกหลายเตียง และมีตู้ใส่ขวดยาเรียงอยู่ริมผนัง
"เอ่อ... ที่นี่คือ..."
"ห้องพยาบาลของวิทยาลัยค่ะ ฉันชื่อเบลฟลอร่า เป็นครูพยาบาล เรียกฉันว่าฟลอร่าก็ได้นะคะ"
อาจารย์ฟลอร่ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน เป็นคนที่มีบรรยากาศรอบตัวแปลกๆ ดีนะ แต่ว่า...
"ใหญ่จัง..."
"เอ๊ะ?"
"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"
ก้อนเนื้อลูกท้อขนาดมหึมาสองลูกที่กระเพื่อมขึ้นลงทุกครั้งที่เธอขยับตัว ทำเอาฉันละสายตาไปไม่ได้เลย ถึงจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็เถอะ ต้องกินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นนะ พอหันกลับมามองของตัวเองแล้ว...
"อ้าว ตื่นแล้วเหรอ"
ในขณะที่ฉันกำลังรู้สึกสิ้นหวังกับความแตกต่างระหว่างเขาและเรา ประตูห้องพยาบาลก็เปิดออก รุ่นพี่เดินเข้ามาพร้อมกับโกเลมหมีที่ชื่อพาร่า ...เล็กแฮะ รุ่นพี่เองก็อยู่ฝั่งนี้สินะ
"รู้สึกยังไงบ้าง? ขอโทษด้วยนะ เธอสลบไปเพราะพลังเวทเหือดแห้งน่ะ เตาปฏิกรณ์วิญญาณของอคิลลีสสูบพลังเวทของเธอไปซะเยอะเลย ถ้าฉันสั่งหยุดให้เร็วกว่านี้ก็คง..."
พลังเวทเหือดแห้ง อ๋อ มิน่าล่ะถึงได้สลบไป ตอนที่ขยับอยู่ไม่เห็นรู้สึกเลยสักนิดว่าถูกสูบพลังเวทไปน่ะ
"คงเพราะอัตราการซิงโครไนซ์กับอคิลลีสดีมากสินะ ตอนที่ขยับไม่รู้สึกเหมือนเป็นแขนขาของตัวเองบ้างเลยเหรอ? นั่นแปลว่าพลังเวทมันไหลเวียนเข้าไปได้ราบรื่นมากยังไงล่ะ"
เข้าใจล่ะ ถึงว่าสิ ช่วงแรกยังรู้สึกลำบากตอนขยับอยู่เลย แต่พอช่วงหลังกลับขยับได้คล่องแคล่วอย่างกับใจนึก พลังเวทมันเลยไหลปรื๊ดๆ จนฉันพลังเวทเหือดแห้งสลบไปสินะ
"ปกติแล้วจะมีอุปกรณ์ควบคุมพลังเวทและระบบหยุดฉุกเฉินติดตั้งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่อคิลลีสเป็นเครื่องต้นแบบก็เลยยังไม่ได้ติดน่ะ ชั่วโมงเรียนของวิทยาลัยไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน สบายใจได้"
ค่อยยังชั่ว ขืนสลบทุกครั้งที่เรียนคงไม่ไหว ของวิทยาลัย... เอ๊ะ จริงสิ!
"แผนกวิชาการ! ฉันต้องไปทำเรื่องมอบตัว...!"
"เรื่องนั้นก็ไม่ต้องห่วง ระหว่างที่เธอหลับอยู่ฉันไปจัดการทำเรื่องให้เรียบร้อยแล้วล่ะ เดี๋ยวจะพาไปส่งที่หอพักนะ"
"เอ๊ะ? อ ขอบคุณมากค่ะ..."
ดูเหมือนรุ่นพี่จะช่วยจัดการเรื่องมอบตัวให้ตอนที่ฉันหลับอยู่ รอดตัวไปที แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแผนกวิชาการอยู่ตรงไหน พอเปิดเทอมแล้วคงต้องจำทางให้ได้ซะแล้วสิ
"คิดว่าไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ดื่มนี่เผื่อไว้หน่อยนะคะ โพชั่นฟื้นฟูพลังเวทน่ะค่ะ"
อาจารย์ฟลอร่ายื่นขวดแก้วเล็กๆ ที่มีของเหลวสีเขียวเข้มบรรจุอยู่ภายในมาให้
จะดีเหรอ? โพชั่นมันแพงเอาเรื่องเลยไม่ใช่เหรอไง
"โพชั่นนี้ฉันปรุงขึ้นมาเองค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ"
"งั้นเหรอคะ... งั้นก็... อึ้ก!"
วินาทีที่ดึงจุกก๊อกออกดังป๊อก! กลิ่นประหลาดที่ยากจะสรรหาคำใดมาอธิบายก็พุ่งเข้าเตะจมูกฉันอย่างจัง
มันไม่ได้เหม็นหรือฉุนหรอกนะ แต่มันเป็นกลิ่นที่ดมปุ๊บก็รู้เลยว่ารสชาติมันต้องแย่แน่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือ มันต้องขมปี๋แหงๆ! จะให้ฉันดื่มไอ้นี่น่ะนะ!?
"โพชั่นของฟลอร่าสรรพคุณชะงัดนักเชียว ดื่มเข้าไปเถอะ"
รุ่นพี่พูดพลางทำหน้าเบ้เหมือนจะบอกว่า 'แหวะ...' ดูทรงแล้วรุ่นพี่เองก็คงเคยดื่มมาก่อนแน่ๆ
ม ไม่เป็นไรน่า ไม่ถึงตายหรอก แค่ขมเอง... เอาก็เอา! ฉันสูดหายใจเรียกความกล้าแล้วกระดกขวดโพชั่นรวดเดียวหมด
"อึก ฟู่!?"
ทันทีที่เข้าปาก ความฝาดเฝื่อนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่ว ฉันแทบจะบ้วนทิ้ง แต่ก็กลั้นใจกลืนลงคอไปจนได้ ทันใดนั้น ความเหนื่อยล้าและอาการปวดเมื่อยที่สะสมมาตั้งแต่ตื่นนอนก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้ง สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นด้วย
เอ่อ พลังเวทอาจจะฟื้นฟูแล้วก็จริง แต่รสขมบนลิ้นนี่มันไม่ยอมหายไปไหนเลยนะคะ!
สงสัยรุ่นพี่จะรู้ทัน เลยยื่นลูกอมมาให้เม็ดนึง ขอบคุณมากค่ะ...
"ขยับตัวไหวไหม? ทำเรื่องมอบตัวเสร็จแล้ว ต่อไปก็ต้องไปทำเรื่องเข้าหอพักนะ เอ... มาจากโควตาของเอลฟ์ราวใช่ไหม งั้นก็ต้องหอพักเก็นบุสินะ"
หอพักเก็นบุ ดูเหมือนว่านักเรียนใหม่จากเอลฟ์ราวทุกคนต้องพักที่หอพักนั้นสินะ คุณหนูผมบลอนด์นั่นก็คงอยู่ที่นั่นเหมือนกันแหละ
โดยพื้นฐานแล้วนักเรียนของวิทยาลัยจักรกลจะต้องอยู่หอพัก เพื่อเป็นการฝึกฝนความพึ่งพาตนเอง ความเป็นอิสระ และเรียนรู้ความสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ในเมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ต่อให้เป็นคนที่ไม่ชอบหน้าก็ต้องหาทางปรับตัวเข้าหากันให้ได้ล่ะนะ ...ถ้าปรับตัวได้ก็ดีหรอก
ฉันลุกขึ้นหยิบสัมภาระที่วางอยู่ข้างเตียงตามคำเร่งของรุ่นพี่
"ขอบคุณที่กรุณาดูแลนะคะ"
"ยินดีค่ะ แวะมาหาอีกได้เสมอนะคะ"
อาจารย์ฟลอร่าโบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากจะมาเจอสภาพแบบนี้บ่อยๆ หรอกนะ
"ทางนี้จ้ะ"
ฉันเดินตามรุ่นพี่ออกจากห้องพยาบาล
ตกเย็นเสียแล้ว แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเข้ามาในอาคารเรียน ระหว่างที่เดินไปฉันก็เลยลองถามเรื่องที่สงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้ดู
"รู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นนักเรียนคนอื่นเลยนะคะ วันนี้โรงเรียนหยุดเหรอคะ?"
"อ้อ เปล่าจ้ะ นักเรียนปีหนึ่งที่ทำเรื่องเข้าหอพักแล้วจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคารเรียนจนกว่าจะถึงวันปฐมนิเทศน่ะ ส่วนนักเรียนปัจจุบันคนอื่นๆ ตอนนี้กำลังไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลกันอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง ปีหน้าเธอก็คงต้องไปเหมือนกันแหละ"
"เซอไวว่อล?"
"เอ่อ... การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดน่ะ"
อะไรจะโหดร้ายปานนั้น! มีวิชาเรียนแบบนั้นด้วยเหรอ!? คงไม่ได้หมายถึงการเอาชีวิตรอดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย!?
"ด ดูเข้มงวดจังเลยนะคะ..."
"ก็นะ โรงเรียนของเรายึดหลักความสามารถเป็นหลัก แลกกับการที่ไม่เกี่ยงเรื่องฐานันดรหรือชาติกำเนิด ใครที่ทำคะแนนได้ดีก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากมายตามผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออะไรก็ตาม ในบรรดานักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดระดับท็อปๆ ของรุ่น มีบางคนที่ได้รับเฟรมเกียร์เป็นของส่วนตัวก่อนเรียนจบซะอีกนะ"
"เอ๊ะ!? มีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองได้ด้วยเหรอคะ!?"
"ได้สิ หุ่นเฉพาะตัวไงล่ะ รุ่นพี่ที่จบไปคนนั้นมีแต่ประเทศต่างๆ รุมแย่งตัวกันให้ควักเลยแหละ"
ก็แหงล่ะ ถ้าได้ตัวมารับใช้ประเทศ ก็เท่ากับว่าได้เฟรมเกียร์มาฟรีๆ หนึ่งเครื่องเลยนี่นา มีรุ่นพี่สุดยอดขนาดนี้อยู่ด้วยแฮะ
"เธอเองก็จะเล็งหุ่นเฉพาะตัวเหมือนกันเหรอ?"
"ไม่ๆๆๆ! ไม่มีทางหรอกค่ะ... ฉันน่ะ สอบตกการทดสอบสมรรถภาพทางกายกับวัดพละกำลังของฝั่ง 『สถาบัน』 มาแล้วนะคะ..."
"เรื่องพละกำลังหรือกล้ามเนื้อน่ะ มันฝึกกันทีหลังได้ ฉันคิดว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับ 『ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)』 คือความสามารถในการซิงโครไนซ์กับหุ่น และการค้นหาอาวุธเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเทียบได้ต่างหากล่ะ"
อาวุธเฉพาะตัว...? หมายถึงอาวุธพิเศษน่ะเหรอ จะว่าไป ว่ากันว่าเฟรมเกียร์ของพระชายาทั้งเก้าขององค์ปฐมกษัตริย์ ต่างก็มีอาวุธที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ด้วยนี่นา
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะมีไพล์บังเกอร์กับสไนเปอร์ไรเฟิลมั้ง คงหมายความว่าให้หาอาวุธแบบนั้นมาครอบครองให้ได้สินะ?
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เมื่อเดินพ้นเขตอาคารเรียนมาได้สักพัก ก็มองเห็นอาคารขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า หรือว่านั่นคือหอพักเก็นบุ?
โครงสร้างดูคล้ายกับสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิมังกรศักดิ์สิทธิ์ออร์ฟานเลยแฮะ 'การผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก' อะไรทำนองนั้นสินะ? แบบนี้เขาเรียกว่าคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรือเปล่านะ?
แต่ดูๆ ไปแล้ว ไม่เหมือนคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกหรอก เหมือนคฤหาสน์ขุนนางซะมากกว่า ดูเผินๆ เหมือนโรงแรมขนาดเล็กเลยด้วยซ้ำ มีคนอาศัยอยู่กี่คนกันเนี่ย?
"งั้นฉันขอตัวตรงนี้นะ ฉันบอกผู้ดูแลหอพักข้างในไว้ให้แล้ว ไปทำเรื่องเข้าหอพักซะนะ ให้เขาบอกว่าห้องพักอยู่ไหน แล้ววันนี้ก็พักผ่อนได้แล้วล่ะ"
"อ๊ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกๆ เรื่อง เอ่อ... คือว่า ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหมคะ..."
เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อรุ่นพี่เลย อุตส่าห์ได้รู้จักกันทั้งที หลังจากนี้ก็อยากจะสนิทสนมกันไว้น่ะ
"คูนจ้ะ ไว้เปิดเทอมแล้วเจอกันใหม่นะ"
พูดจบ รุ่นพี่คูนก็เดินจากไปพร้อมกับโกเลมหมีตัวน้อย ไม่มีชื่อตระกูลแปลว่าเป็นสามัญชนสินะ? ช่างเถอะ
ฉันกระชับสัมภาระบนหลังให้เข้าที่ แล้วเงยหน้ามองหอพักเก็นบุ ตั้งแต่วันนี้ไปฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สินะ...
"ขออนุญาตค่ะ!"
ฉันเปิดประตูบานคู่บานหนึ่งออกแล้วก้าวเข้าไปข้างใน
พอเข้ามาก็เห็นห้องที่ดูเหมือนห้องผู้ดูแลอยู่ถัดจากบริเวณที่ดูเหมือนโถงทางเข้าขนาดใหญ่ ฉันสบตากับหญิงสาววัยประมาณยี่สิบกลางๆ ที่กำลังมองมาทางนี้ผ่านหน้าต่างบานเล็ก
"แหมๆ มาแล้วๆ เธอคือเนโร ซิลลูเอสก้าซังใช่ไหมจ๊ะ?"
เสียงเปิดประตูดังแกร๊ก หญิงสาวผมสีฟ้าดัดลอนสั้น ท่าทางใจดีเดินเข้ามาหาฉัน
"ค่ะ! เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ! ฝากตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปด้วยนะคะ!"
"เห็นมาซะเย็นย่ำก็เลยเป็นห่วง ดีใจที่มาถึงอย่างปลอดภัยนะจ๊ะ ฉันเป็นผู้ดูแลหอพักเก็นบุแห่งนี้ ชื่อเพลริโอล่าจ้ะ เรียกฉันว่าริโอล่าก็ได้นะ"
"ค่ะ คุณริโอล่าสินะคะ"
ค่อยยังชั่ว ดูเป็นคนใจดีจัง
ก่อนอื่นก็ต้องเซ็นชื่อตรงนี้ ฉันเขียนชื่อลงในสมุดรายชื่อที่เธอยื่นมาให้
"ตอนนี้มีนักเรียนพักอยู่ที่หอพักเก็นบุกว่าสองร้อยคนเลยล่ะ ที่นี่ก็มีกฎห้ามใช้อำนาจตามฐานันดรศักดิ์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถึงขุนนางจะมาพูดจาข่มเหงเพราะเห็นว่าเราเป็นสามัญชน ก็ไม่จำเป็นต้องยอมทำตามหรอกนะจ๊ะ แต่ถ้ามันมากเกินไปก็มาบอกฉันหรืออาจารย์ที่วิทยาลัยได้เลยนะ"
"เอ่อ... มีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอคะ?"
"ก็นะจ๊ะ ถึงจะน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้ว แต่ก็มีโผล่มาให้เห็นทุกปีนั่นแหละ พอตักเตือนไปแล้วถ้ายังไม่ฟังก็จะมีการแจ้งไปยังประเทศต้นสังกัด ถ้ายังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอีกก็จะแนะนำให้ลาออกไปเอง แต่ถ้ายังดึงดันก็จะถูกไล่ออก ซึ่งนั่นจะกลายเป็นรอยด่างพร้อยในฐานะขุนนาง ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนพวกนั้นก็เลยยอมลาออกไปเองก่อนน่ะจ้ะ"
เข้าใจล่ะ ถ้างั้นถึงจะเป็นขุนนางก็ไม่ต้องเกรงใจสินะ ไม่ๆๆ ขืนไปทำตัวมีปัญหาแล้วโดนหมายหัวตอนเรียนจบก็แย่สิ พยายามอยู่เงียบๆ ดีกว่า
"นี่คือคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักจ้ะ อ่านให้ละเอียดด้วยนะ"
คุณริโอล่ายื่นสมุดเล่มเล็กสีดำมาให้ บนหน้าปกมีรูปเต่ากับงูดำพันรอบตัวเต่าวาดอยู่ เนื่องจากวาดด้วยลายเส้นน่ารัก ถึงจะเป็นงูก็ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวอะไรนัก
ถ้าจำไม่ผิด นี่คือ 'เก็นบุ' สินะ? หนึ่งในสี่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันว่ารับใช้องค์ปฐมกษัตริย์
ฉันลองเปิดดูคร่าวๆ ข้างในมีแผนผังของหอพัก กฎระเบียบ เวลาอาหารและเวลาอาบน้ำเขียนไว้
"นักเรียนชั้นปีที่สี่และห้าจะอยู่ชั้นหนึ่ง ชั้นปีที่สองและสามจะอยู่ชั้นสอง ส่วนปีหนึ่งจะอยู่ชั้นสามจ้ะ ห้องของซิลลูเอสก้าซังคือห้อง 333 นะ เป็นห้องพักคู่ นี่กุญแจจ้ะ"
เธอยื่นกุญแจดอกใหญ่ใส่มือฉัน บริเวณหัวกุญแจมีหินเวทมนตร์สีใสฝังอยู่ คงเป็นกุญแจประเภทที่ต้องใช้พลังเวทเปิดสินะ
"รีบเอาของไปเก็บที่ห้องดีกว่านะจ๊ะ? ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นที่โรงอาหารแล้วล่ะ"
อุ้ย ขืนไปช้าเดี๋ยวก็อดกินมื้อเย็นพอดีสิ ฉันกล่าวขอบคุณคุณริโอล่า แล้วเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องพักของตัวเองพลางกางคู่มือการใช้ชีวิตในหอพักดูไปด้วย
ระหว่างทางไม่เจอใครเลย แต่ก็จริงแฮะ รุ่นพี่เขาไม่อยู่กันนี่นา วันนี้ไปเข้าค่ายเซอร์ไววัลอะไรนั่น
...เอ๊ะ? แล้วทำไมรุ่นพี่คูนที่พาฉันมาส่งถึงได้อยู่ที่โรงเรียนล่ะ? ...โดดค่ายงั้นเหรอ?
มัวแต่คิดอะไรเพลินๆ ก็เดินมาถึงชั้นสามจนได้ เอ... 333 ห้อง 333...
ห้อง 333 อยู่ลึกเข้าไปด้านในพอสมควร ห้องของฉันคือห้องนี้สินะ
บอกว่าเป็นห้องพักคู่ แสดงว่าต้องมีรูมเมตอยู่ด้วย จะมาถึงหรือยังนะ?
ฉันเสียบกุญแจที่ได้รับมา บิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปข้างใน
"แหวะ..."
"อ้าว เธอ..."
จะไปโทษใครได้ล่ะที่ฉันเผลอทำหน้าบูดเบี้ยวเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ดออกมาแบบนี้
ก็คนที่อยู่ในห้อง ดันเป็นเด็กสาวเอลฟ์ผมบลอนด์จอมหยิ่งที่เจอกันหน้าประตูวิทยาลัยคนนั้นน่ะสิ
ล้อเล่นน่า รูมเมตของฉันคือยัยนี่เนี่ยนะ?
ฉันล่ะสาปแช่งในความโชคร้ายของตัวเองจริงๆ..



004 โรงอาหารครั้งแรก
.
“มาช้าจังเลยนะคะ เสียใจด้วยแต่เตียงล่างฉันจองแล้ว เพราะฉะนั้นเธอไปใช้เตียงบนซะนะคะ”
“...งั้นเหรอคะ”
ฉันพยายามเค้นเสียงตอบกลับไปพลางมองสำรวจไปรอบห้อง
ห้องนี้กว้างพอสมควร ตรงกลางมีเตียงสองชั้นทรงตัว S เมื่อมองจากด้านข้าง ทำให้ห้องถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนตัวสองฝั่ง
ฝั่งโน้นมีเตียงอยู่ด้านล่าง ส่วนฝั่งนี้อยู่ด้านบน หัวเตียงของอีกฝ่ายจะเป็นผนังทึบ แม้จะอยู่ห้องเดียวกันแต่ดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้ในระดับหนึ่ง
ฉันเดินไปทางฝั่งซ้ายมือ แล้ววางสัมภาระลงบนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้
ด้านในสุดของห้องมีหน้าต่างที่มองเห็นสวนของหอพักเก็นบุได้ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วทำให้ข้างนอกมืดสนิท ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา ก็พบว่าเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว
“เข้าใจใช่ไหมคะ? ถึงจะอยู่ห้องเดียวกันแต่ต้องรักษาเส้นแบ่งด้วย อย่าเอาของของเธอมาวางในฝั่งนี้เด็ดขาดนะคะ”
ยัยเอลฟ์ผมทองชี้นิ้วลากเส้นสมมติจากกลางเตียงไปจนถึงกลางประตู ไม่บอกฉันก็รู้น่า!
“งั้นฉันจะไปโรงอาหารก่อนนะคะ ขอตัวค่ะ”
พูดจบคุณหนูผมทองก็เดินออกจากห้องไป
หนอยยย...! ให้ตายสิ ทำไมรูมเมตต้องเป็นยัยคุณหนูจอมหยิ่งนั่นด้วยนะ...! ซวยชะมัดเลย!
จะไปกันรอดไหมเนี่ย? ดูท่าจะยากแฮะ... สงสัยสักวันฉันคงฟิวส์ขาดแน่
พอนึกแล้วก็หดหู่ ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ซึ่งจังหวะเดียวกับที่ท้องก็ร้องโครกครากออกมาอย่างดัง
หิวจัง... ฉันไปโรงอาหารบ้างดีกว่า...
ฉันหยิบใบปลิวหอพักเก็นบุขึ้นมาดูแผนผังภายในหอ อ้อ โรงอาหารอยู่ชั้นหนึ่งสินะ
ฉันถือใบปลิวเดินออกจากห้อง อ๊ะ ต้องไม่ลืมล็อกห้องด้วย
ฉันเดินลงบันไดไปชั้นหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
โรงอาหารตั้งอยู่ลึกที่สุดของชั้นหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะถูกสร้างไว้กว้างขวางมาก
ก็แน่ล่ะนะ เพราะมีคนพักอยู่ที่นี่ตั้งสองร้อยกว่าคน ถึงจะไม่ได้มากินพร้อมกันทุกคนแต่ก็ต้องกว้างไว้ก่อนเป็นธรรมดา
แต่ก็นะ ตอนนี้พวกรุ่นพี่ยังไม่อยู่กันนี่นา... อ๊ะ จริงด้วย
พอเดินเข้าไปในโรงอาหาร แม้จะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้เรียงรายอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง แต่กลับมีคนอยู่น้อยอย่างน่าตกใจ
ก็แหม มีแค่นักเรียนใหม่ซึ่งคิดเป็นแค่หนึ่งในห้าเองนี่นา สัก...สี่สิบคนได้ไหม? ไม่สิ น้อยกว่านั้นอีก สงสัยบางคนคงกินเสร็จไปแล้ว หรือไม่ก็ยังไม่มาล่ะมั้ง
เพราะโรงเรียนยังไม่เปิดเทอมเลยไม่มีใครใส่ชุดนักเรียน เสื้อผ้าที่แต่ละคนใส่ดูมีเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศดีแฮะ น่าสนใจจัง
จู่ๆ สายตาฉันก็ไปสะดุดเข้ากับยัยเอลฟ์ผมทองคนนั้นที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ไม่มีใครนั่งด้วยเลย เหอะๆ ยัยคนไร้เพื่อน... อ๊ะ ฉันเองก็ด้วยนี่นา
หืม? รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ เลยแฮะ เพราะฉันมาสายเหรอ? ช่างเถอะ
เอ... ต้องไปซื้อตั๋วอาหารที่เครื่องโน้นสินะ?
จะว่าไป ค่าอาหารของที่นี่ประเทศบ้านเกิดจะเป็นคนออกให้ เพราะฉะนั้นเรากินฟรี! ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ
พอเดินไปที่เครื่องขายตั๋ว ก็พบว่ามีรายชื่ออาหารยาวเหยียดจนตาลาย
นี่ทำได้ทุกเมนูเลยเหรอ...? สมกับเป็นราชรัฐบรุนฮิลด์ที่นำสมัยที่สุดในโลก เรื่องอาหารก็ไม่ธรรมดาเลยแฮะ
“จะกินอะไรดีนะ...”
เมนูเยอะขนาดนี้เลือกไม่ถูกเลยแฮะ ไหนๆ ก็ฟรีแล้ว ลองสั่งสเต็กชุดหรูดูดีไหมนะ?
“ถ้าเลือกไม่ถูก ฉันแนะนำ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ นะ”
“เอ๊ะ?”
ฉันสะดุ้งหันไปตามเสียง ก็พบกับเด็กสาวผมบลอนด์ซอยสั้นหน้าตาสวยเท่ยืนอยู่ จะเรียกว่าดูเป็นกลาง (Androgynous) ก็ได้มั้ง ดูเหมือนเจ้าชายในนิยายเลยล่ะ
เธอดูเป็นผู้ใหญ่จัง แต่เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน... สินะ? ตัวสูงด้วย พอมายืนข้างฉันแล้วเหมือน... ไม่เอาดีกว่า อย่าทำร้ายความรู้สึกตัวเองเลย
“ ‘ชุดอาหารประจำวัน’ ของที่นี่ เชฟจะลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ไม่มีในรายการหลักทุกวันน่ะ ทำให้ได้กินของแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเลย”
“งั้นเหรอ รู้ดีจังเลยนะ?”
“พอดีมีคนรู้จักเป็นรุ่นพี่อยู่น่ะ”
อ้อ ข้อมูลจากนักเรียนเก่านี่เอง แบบนี้เชื่อถือได้
“งั้นเอาอันนั้นแหละ”
ฉันกดเลือก ‘ชุดอาหารประจำวัน’ แล้วรับตั๋วอาหารออกมาจากเครื่อง
“ฉันเอาเหมือนกัน”
คุณเจ้าชายเองก็สั่งชุดประจำวันเหมือนกันแฮะ แบบนี้ค่อยน่าลุ้นหน่อย
“ฉันชื่อแคโรไลนา เรียตต์ เรียกสั้นๆ ว่าแคโรก็ได้ ฉันเพิ่งมาจากจักรวรรดิเรกูลัสเมื่อวานซืนนี้เอง”
“ฉันเนโร เนโร ซิลลูเอสก้า จ้ะ เพิ่งมาจากเอลฟ์ราวเมื่อกี้เอง ฝากตัวด้วยนะ”
นักเรียนจากเรกูลัสงั้นเหรอ จักรวรรดิเรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับอาณาจักรเอลฟ์ราวของฉัน เป็นประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งราชรัฐบรุนฮิลด์แห่งนี้ด้วย
“ฉันเป็นสามัญชนนะ แคโรเป็นขุนนางเหรอ?”
“ใช่จ้ะ ตระกูลเรียตต์ในจักรวรรดิเป็นตระกูลระดับมาร์ควิสน่ะ”
มาร์ควิส... ขุนนางระดับสูงเลยนี่นา แต่ดูเธออัธยาศัยดีและคุยง่ายจัง ถึงฉันจะบอกว่าเป็นสามัญชน ท่าทางเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ต่างกับ ยัยตระกูลดยุก(เอลฟ์ผมทอง) คนนั้นลิบลับ
พวกเราถือตั๋วอาหารที่มีเลขลำดับแล้วไปนั่งโต๊ะเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย หึๆ รอดพ้นจากความโดดเดี่ยวแล้ว
แต่เอ... ตระกูลเรียตต์? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ...
“ตระกูลเรียตต์เป็นหนึ่งในสิบสองขุนนางที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวรรดิน่ะ บ้านเราสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสิบสองดาบแห่งจักรวรรดิ ‘คีล เรียตต์ ผู้ใช้ดาบคู่’”
“อ๊ะ! เคยเห็นในรายการ ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) เมื่อก่อนนี้เอง! ในเรื่อง ‘บันทึกการก่อตั้งจักรวรรดิเรกูลัส’ น่ะ”
มิน่าล่ะ เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดีจริงๆ ด้วยแฮะ แล้วทำไมถึงมาเข้าวิทยาลัยจักรกลล่ะ...
“ก็ต้องเพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ น่ะสิ และสักวันฉันจะลงแข่งใน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ให้ได้ เธอไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบนั้นหรอกเหรอ?”
ก็นะ นักเรียนส่วนใหญ่ที่มา ที่นี่(วิทยาลัย) ก็มีเป้าหมายนั้นเป็นหลักอยู่แล้ว ฉันเองก็เหมือนกัน
ถึงจะมีบางคนที่อยากมาเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงหรือผู้พัฒนาเฟรมเกียร์บ้างก็เถอะนะ
“แถมถ้าอยู่ที่ ที่นี่(วิทยาลัย) ก็ยังมีโอกาสได้ลงแข่ง ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ ก่อนจะได้เป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ด้วยนะ...”
“เอ๊ะ? จริงเหรอ?”
นึกว่า ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ จะลงแข่งได้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ ซะอีก
“อ้าว ไม่รู้จัก ‘โควตาแนะนำของเก้าพระชายา’ เหรอ? สำหรับนักเรียนของ ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ และ ‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ ใครที่ทำคะแนนได้ติดอันดับท็อปเก้า จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ น่ะ แต่ว่านั่นไม่ใช่แค่อันดับในชั้นปีนะ เป็นเก้าอันดับแรกของทั้งโรงเรียนเลยล่ะ เพราะงั้นมันยากสุดๆ เลย”
“เอ๋...? หมายถึงเก้าอันดับแรกเมื่อนับรวมพวกปีสูงๆ ด้วยน่ะเหรอ? โห... ดูท่าจะหินน่าดูเลยนะนั่น”
“นั่นสิ ปกติปีหนึ่งน่ะไม่มีทางทำได้หรอก... อ่า แต่จริงๆ ก็มีอยู่คนหนึ่งนะ ตอนนี้อยู่ปีสามแล้ว แต่รุ่นพี่คนนั้นได้โควตาแนะนำตั้งแต่ตอนปีหนึ่งเลย”
เอ๋!? มีคนที่ได้โควตาตั้งแต่ปีหนึ่งด้วยเหรอ!? หมายความว่าตอนปีหนึ่งก็ได้เป็นเก้าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนเลยงั้นเหรอ!?
“อื้ม รุ่นพี่เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ชั้นปีที่สาม ตอนนี้อยู่อันดับหนึ่งของ ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยล่ะ เธอเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย ผู้มีทักษะดาบและการควบคุมหุ่นที่เหนือชั้นสุดๆ ฉายาของเธอคือ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】”
“อ... อันดับหนึ่ง...!?”
เอ๊ะ นั่นหมายความว่าเก่งที่สุดใน ที่นี่(วิทยาลัย) เลยงั้นเหรอ? ทั้งที่เป็นแค่ปีสามเนี่ยนะ!?
แซงทั้งปีสี่ปีห้าขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งเลยเหรอ ยอดไปเลย... จะเก่งขนาดไหนกันนะ...
“การจะหวังโควตาแนะนำตั้งแต่ปีหนึ่งแบบรุ่นพี่เรสเทียน่ะคงยาก แต่ฉันก็อยากจะลองท้าทายดูนะ ถ้าปีแรกติดท็อปยี่สิบได้ก็คงดีใจแย่แล้ว”
อืม... ติดท็อปยี่สิบจากนักเรียนทุกชั้นปีก็ดูเป็นเป้าหมายที่สูงมากเหมือนกันนะ แต่การมีเป้าหมายไว้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะมั้ง ถ้าคิดง่ายๆ ก็ต้องติดท็อปสี่ของชั้นปีให้ได้สินะ
ถ้าจำไม่ผิด จำนวนนักเรียนทั้งหมดของ ‘วิทยาลัย’ คือ 900 คน มาจาก 36 ประเทศ ชั้นปีละ 5 คน มีทั้งหมด 5 ชั้นปี... อื้ม คำนวณถูกแล้ว
การจะเป็นเก้าคนแรกจากทั้งหมดนั่น ก็ต้องเป็นกลุ่มหัวกะทิแค่หนึ่งในร้อยเลยสินะ... หนทางยังอีกยาวไกลเลยแฮะ...
“แต่ทำไมถึงเป็นเก้าคนล่ะ? ทำไมไม่ทำให้มันเป็นเลขกลมๆ อย่างสิบคนไปเลย?”
“เห็นว่าตั้งตามจำนวน ‘เก้าพระชายา’ ที่คอยสนับสนุนองค์ปฐมกษัตริย์น่ะ”
อ๋อ เข้าใจล่ะ เก้าพระชายาแห่งบรุนฮิลด์โด่งดังมากนี่นา เหล่าพระชายาทั้งเก้าที่คอยช่วยเหลือองค์ปฐมกษัตริย์ในด้านที่แต่ละท่านถนัด เรื่องเล่าของพวกท่านถูกเล่าขานไปทั่ว ถึงจะมีบางเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อจนไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าก็เถอะ...
“จะว่าไป อันดับลำดับที่ (เซียร์เล็ตสึ) นี่เขาตัดสินกันยังไงเหรอ? สอบเหรอ?”
“ตัดสินยังไงน่ะเหรอ... ก็ต้องด้วย 【การประลองดารา】 น่ะสิ ถ้าชนะจะได้ ดาว(พอยต์) มา ถ้าแพ้ก็จะเสีย ดาว(พอยต์) ไป อันดับลำดับที่ก็จะถูกจัดตามจำนวนดาวที่มีนั่นแหละ”
โอ้โห... ช่างเป็นการตัดสินที่ตรงไปตรงมาจริงๆ...
【การประลองดารา】 ดูเหมือนจะเป็นการสู้รบจำลองผ่านระบบเฟรมยูนิต (ระบบซิมูเลเตอร์ของเฟรมเกียร์) หรือไม่ก็การใช้เครื่องอาร์มเกียร์สู้กันจริงๆ เห็นว่ามีกฎกติกาและรูปแบบการแข่งขันที่ละเอียดมาก แต่ขอยกยอดไว้ก่อนแล้วกัน
พูดง่ายๆ ก็คือการเอาดาวที่ตัวเองมีมาวางเดิมพันกัน ถ้าชนะก็ได้หมด ถ้าแพ้ก็โดนกินเรียบ เป็นการชิงดาวกันนั่นแหละ
อ้อ เห็นว่าถ้าเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดก็จะได้ดาวมาด้วยเหมือนกันนะ
“ลองเปิดสมาร์ทโฟนเข้าไปดูเว็บไซต์ของ ที่นี่(วิทยาลัย) ดูสิ จะเห็นอันดับแรงกิ้งของตัวเองด้วยนะ”
ตามที่แคโรบอก พอฉันเปิดเว็บไซต์ของ ‘วิทยาลัย’ ดู ก็เจอแถบเมนูแรงกิ้ง พอเข้าไปก็มีรายชื่อนักเรียนเรียงกันยาวเหยียด
ว้าว อันดับหนึ่ง เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย... อยู่ปีสามจริงๆ ด้วยแฮะ แข็งแกร่งที่สุดในวิทยาลัยจริงๆ ด้วย...
ส่วนฉันล่ะ... อันดับที่ 721? จะว่าไป ทั้งคนก่อนหน้าและหลังฉันก็อันดับเดียวกันหมดเลยนี่นา แปลว่านี่คืออันดับของพวกปีหนึ่งทุกคนสินะ อ๊ะ แคโรก็อันดับเดียวกับฉัน ยัยเอลฟ์ผมทองก็ด้วย
“...ถ้าสมมติฉันไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียแล้วชนะขึ้นมา อันดับจะเปลี่ยนไปยังไงเหรอ?”
“ฮะๆๆ ก่อนอื่นเลยคือเธอท้าทายรุ่นพี่ไม่ได้หรอก เราจะท้าทายได้แค่คนที่อยู่อันดับสูงกว่าเราได้ไม่เกินหนึ่งระดับ (Rank) เท่านั้นน่ะ”
อันดับจะแบ่งเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่สูงสุดคือ S Rank ไล่ลงไปถึง F Rank
พวกเรานักเรียนใหม่แน่นอนว่าต้องเริ่มจากระดับต่ำสุดคือ F Rank จะข้ามไปท้าทายรุ่นพี่เรสเทียที่เป็น S Rank ไม่ได้หรอก
 
“สูงกว่าหนึ่งระดับ แปลว่าฉันท้าทายรุ่นพี่ที่เป็น E Rank ได้สินะ?”
“ได้นะ แต่เธอต้องมี 【สิทธิ์การท้าทาย】 ก่อน ซึ่งต้องสะสมดาวให้ครบ 10 ดวงถึงจะแลกได้”
“【สิทธิ์การท้าทาย】?”
แคโรบอกว่า การจะท้าทายระดับที่สูงกว่าที่เรียกว่า ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ นั้น จะต้องจ่ายดาวตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละระดับเพื่อรับ 【สิทธิ์การท้าทาย】 เสียก่อน
สรุปก็คือ ถ้าอยากจะข้ามไปสู้กับระดับที่สูงกว่า ก่อนอื่นต้องตบคนในระดับเดียวกันเพื่อแย่งดาวมาสะสมให้ครบก่อน... สินะ
ต้องโดดเด่นออกมาจากกลุ่มเด็กปีหนึ่งให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็ไม่มีสิทธิ์ไปต่อ
“นักเรียนใหม่ทุกคนน่าจะได้รับแต้มดาวเริ่มต้นคนละ 5 พอยต์นะ ดูสิ ตรงข้างหลังชื่อที่มี ☆5 นั่นไงล่ะ การจะท้าทายระดับสูงขึ้นต้องใช้ 10 พอยต์ เพราะงั้นถ้าเดิมพัน 5 พอยต์ที่มีทั้งหมดแล้วชนะ ก็จะได้ 【สิทธิ์การท้าทาย】 มาพอดี แต่ถ้าแพ้พอยต์ก็จะกลายเป็น 0 ทันทีเลยนะ”
“เอ่อ... ถ้าพอยต์กลายเป็น 0 แล้วจะเป็นยังไงต่อล่ะ?”
“ในเมื่อไม่มีดาวให้เดิมพัน ก็จะไม่สามารถเข้าร่วม 【การประลองดารา】 ได้อีกเลยน่ะสิ แต่ก็นะ ทุกๆ ครึ่งปีจะมีมาตรการเยียวยาด้วยการจ่ายให้ 1 พอยต์ล่ะนะ”
โห... โคตรโหดเลยแฮะ...
ถ้าพอยต์เป็น 0 นี่งานเข้าแน่ ห้ามเดิมพันหมดตัวเด็ดขาดเลย ขืนพอยต์เป็น 0 ตั้งแต่เข้าเรียน มีหวังทำอะไรไม่ได้ไปตั้งครึ่งปี แบบนั้นทรมานตายเลย
อีกอย่างถ้าคิดดูดีๆ ต่อให้ใช้ 10 พอยต์แลกสิทธิ์ท้าทายมาได้ แต่ถ้าไม่มีดาวเหลือให้เดิมพัน ก็ไม่มีใครยอมสู้ด้วยอยู่ดีนั่นแหละ
ตอนแรกที่มีแค่ 5 พอยต์ ค่อยๆ เดิมพันทีละ 1 พอยต์จะดีกว่าไหมนะ?
แต่ถ้าขี้ขลาดเดิมพันทีละพอยต์ ชนะมาก็ได้เพิ่มแค่พอยต์เดียว ถ้าไม่เดิมพันหนักๆ ก็เลื่อนอันดับไม่ได้ แต่ถ้าแพ้ก็เสียพอยต์เยอะ...
“เป็นกฎที่เข้มงวดจังเลยนะ...”
“เพราะแบบนั้นทุกคนถึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะสู้น่ะสิ”
อืม เข้าใจล่ะ ฟังดูมีเหตุผล 



005 ณ ห้องนั่งเล่นรวม
.
หลังจากอิ่มหนำกับมื้อค่ำแสนอร่อย ฉันตั้งใจจะกลับห้องพัก แต่แคโรชวนไปที่ห้องนั่งเล่นรวมเสียก่อน
ฉันเองก็อยากคุยกับแคโรต่อด้วย และอีกเหตุผลคือยังทำใจกลับไปอยู่สองต่อสองกับยัยเอลฟ์ผมทองนั่นไม่ค่อยได้
ห้องนั่งเล่นรวมตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของชั้นหนึ่ง พื้นที่กว้างขวางมาก มีโต๊ะและโซฟาแยกวางอยู่ตามจุดต่างๆ ดูเหมือนว่านักเรียนจะแยกกันนั่งตามกลุ่มของตัวเอง
แต่ก็ไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้น ก็นะ ตอนนี้มีแต่เด็กปีหนึ่งนี่นา
ตรงเคาน์เตอร์ริมผนังมีน้ำชาแบบบริการตัวเองจัดเตรียมไว้ให้
ฉันกับแคโรชงชาร้อนมาคนละแก้วแล้วหาที่นั่งใกล้ๆ ...เหมือนตอนอยู่ที่โรงอาหารเลยแฮะ มีคนคอยแอบมองมาทางนี้อยู่เรื่อยๆ อะไรกันนะ...?
“ห้องนั่งเล่นสวยจังเลยนะ”
“ใช่ไหมล่ะ? ฉันเห็นครั้งแรกก็ถูกใจเลย บรรยากาศแบบประเทศมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ดูสุขุมนุ่มลึกนี่มันดีจริงๆ นะ”
อย่างที่แคโรว่า ห้องนั่งเล่นนี้ใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่นดีจัง ด้านในสุดมีเตาผิงด้วยนะ สมัยนี้ยังมีของแบบนี้อยู่อีกเหรอ? มันใช้ได้จริงหรือเปล่านะ?
ในยุคปัจจุบันที่ใช้ระบบปรับอากาศด้วยเวทมนตร์เป็นหลัก คนที่จะใช้เตาผิงคงมีแต่พวกที่มีรสนิยมแปลกๆ หรือไม่ก็คนที่มาจากเขตหนาวจัดเท่านั้นแหละ ได้ยินว่าพวกเศรษฐีบางกลุ่มชอบสร้างเตาผิงไว้ในบ้านด้วยนะ
แต่ที่เอลฟ์ราวตามต่างจังหวัดก็ยังมีคนใช้เตาผิงอยู่เหมือนกันล่ะนะ
“หอพักเก็นบุมีคนจากประเทศทางเหนืออยู่เยอะ บางทีความหรูหราฟู่ฟ่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชอบนักก็ได้”
“เอ... หอพักเก็นบุนี่ มีเอลฟ์ราว เรกูลัส เบลฟาสต์... รวมแล้วมาจากเก้าประเทศทางเหนือสินะ?”
“ใช่จ้ะ หอพักอื่นๆ อย่างเซย์ริว (มังกรฟ้า), ซูซาคุ (หงส์แดง), เบียคโกะ (พยัคฆ์ขาว) ก็มีหอละเก้าประเทศเหมือนกัน ถ้านับรวมบรุนฮิลด์แล้ว นักเรียนจากทั้ง 36 ประเทศทั่วโลกต่างมารวมตัวกันที่ ที่นี่(วิทยาลัย) เพื่อเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เลยนะ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ”
ความจริงยังมีพวกที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ ‘สถาบัน’ อีกแห่งด้วยล่ะนะ
ทางฝั่งโน้นผู้หญิงจะน้อยกว่า แต่ก็เป็นแบบสหศึกษา และเห็นว่ามีจำนวนนักเรียนเยอะกว่าที่นี่ด้วย
ส่วนคนจากบรุนฮิลด์เองที่ไม่มีใครเรียนในโรงเรียนจักรกล ก็เพราะพวกเขามีระบบการศึกษาเฉพาะตัวในกองอัศวินของตัวเองน่ะ
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ตามพินัยกรรมขององค์ปฐมกษัตริย์ บรุนฮิลด์จะไม่เข้าร่วมแข่งขันใน ‘มหาศึกจักรกล (แร็กนาร็อก)’
มีข่าวลือว่าถ้าบรุนฮิลด์เข้าร่วมล่ะก็ คงจะชนะขาดลอยอยู่ประเทศเดียวแน่ๆ ว่ากันว่าระดับมันต่างกันเกินไปน่ะ
ได้ยินว่าเด็กๆ ในบรุนฮิลด์เองก็ตั้งเป้าอยากเข้ากองอัศวินกันเยอะนะ ถึงจะไม่ได้ลงแข่งในแร็กนาร็อก แต่พวกเขาก็ยังคงหลงใหลในอาชีพทหารและ ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) อยู่ดี
อ้อ สำหรับใครที่อยากลงแข่งแร็กนาร็อกจริงๆ ก็มีวิธีซิกแซ็กอย่างการไปโอนสัญชาติให้ประเทศอื่นแล้วกลับมาเข้าโรงเรียนจักรกลในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน
“ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีงานประลองระหว่าง ‘วิทยาลัย’ กับ ‘สถาบัน’ ด้วยนะ ฉันอยากจะได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของปีหนึ่งจัง”
“เคยได้ยินมาเหมือนกันนะ เห็นว่างานนั้นมันคึกคักสุดๆ เลยใช่ไหม”
มันเหมือนงานเทศกาลประจำปีระหว่างสองโรงเรียนน่ะ เห็นว่าสนุกมาก แต่จะขนาดไหนกันนะ?
“ตัวแทนปีหนึ่งมีกี่คนเหรอ?”
“ถ้าจำไม่ผิด มีตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคนจ้ะ”
นั่นแปลว่า จากปีหนึ่งที่มีทั้งหมด 180 คน (36 ประเทศ x 5 คน) ...ก็ต้องเป็นท็อป 10% ของรุ่นเลยสินะ
“แล้วเขาคัดเลือกจากอะไรเหรอ?”
“ก็ต้องจากอันดับแรงกิ้งน่ะสิ ถ้าติดท็อปสิบสองของชั้นปีก็ได้เป็นแล้ว”
อืม เข้าใจง่ายดีแฮะ ท็อป 12 จาก 180 คน
พอเช็กดูในสมาร์ทโฟน นอกจากแรงกิ้งรวมแล้ว ยังมีแท็บแยกตามชั้นปีด้วย แน่นอนว่าพวกปีหนึ่งตอนนี้อันดับยังเท่ากันหมดเพราะยังไม่ได้เริ่มจัดอันดับ
“ติดท็อปสิบสองภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้งั้นเหรอ... ฟังดูงานหนักเหมือนกันนะ... ต้องชนะกี่ครั้งกันล่ะเนี่ย?”
“ถ้าเดิมพันดาวเยอะๆ แล้วชนะ แต้มก็จะขึ้นเร็วมาก แต่ถ้าแพ้แต้มก็วูบเหมือนกัน ถ้าเสียดาวไปเยอะๆ ในทีเดียว การจะตะกายกลับขึ้นมามันต้องใช้เวลา เพราะงั้นโอกาสจะได้ลงแข่งในงานประลองฤดูใบไม้ร่วงก็จะริบหรี่ลงทันที”
อืมมม งั้นค่อยๆ สะสมชัยชนะไปทีละนิดอย่างมั่นคงจะดีกว่าไหมนะ...? แต่ถ้าได้แต้มทีละติ๊ดๆ มันก็...
“ก็นะ พอใกล้จะถึงกำหนดการคัดเลือก นักเรียนหลายคนก็มักจะเดิมพันแบบวัดดวงครั้งสุดท้ายกันเยอะเลยล่ะ ตรงนั้นแหละที่จะตัดสินว่าใครจะได้ไปสวรรค์หรือลงนรก”
ถ้าชนะก็ได้แต้มมหาศาล ถ้าแพ้ก็แต้มเกลี้ยงจนอันดับร่วงกราว... จะเลือกไม่หวังลงแข่งในงานประลองเพื่อเซฟตัวเองดีไหมนะ?
...ไม่สิ ไม่มีทาง ฉันต้องไปตอกหน้าไอ้พวก ‘สถาบัน’ ที่ทำฉันสอบตกให้ได้สักทีถึงจะหายแค้น เพราะงั้นต้องลุยให้เต็มที่เท่านั้น
แน่นอนว่าต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ฝืนจนเกินไปน่ะนะ
“แล้วถ้าโดนท้า 【การประลองดารา】 เราจำเป็นต้องตอบตกลงเสมอไปไหม?”
“เปล่าจ้ะ ปฏิเสธก็ได้นะ แต่ถ้าเป็น ‘แมตช์เลื่อนขั้น’ ที่คนอันดับต่ำกว่าท้าคนอันดับสูงกว่า ถ้าคนอันดับสูงกว่าจะปฏิเสธก็ต้องเสียดาวเป็นค่าตอบแทนน่ะ”
อ้อ คนที่เหนือกว่าถ้าจะปอดแหกปฏิเสธก็มีราคาที่ต้องจ่ายสินะ ก็นะ ถ้าเก่งจริงก็แค่สู้ให้ชนะก็สิ้นเรื่อง
จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะมีคนที่ไม่ยอมทำการประลองดาราเลยไหมนะ เลยลองถามแคโรดู
“อืม... ถ้าเป้าหมายคือแค่เรียนจบเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ เฉยๆ ขอแค่เข้าเรียนตามปกติและทำคะแนนดีๆ ก็น่าจะเพียงพอนะ... เพราะงั้นคนแบบนั้นก็น่าจะมีอยู่ล่ะมั้ง? แต่ถ้ามี ดาว(พอยต์) เยอะๆ พอเรียนจบไปก็จะได้สิทธิพิเศษมากมาย และตอนเข้ากองอัศวินของประเทศตัวเองก็น่าจะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างด้วยแหละ”
ก็จริงล่ะนะ ระหว่างคนที่มีแค่ ‘ใบเซอร์ผู้คุมจักรกล’ กับคนที่ ‘มีใบเซอร์แถมยังจบเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน’ การได้รับการปฏิบัติมันย่อมต่างกันอยู่แล้ว
“แต่อย่างว่าแหละ ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ พวกลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือพวกบ้านรวยๆ ก็ยังได้เปรียบอยู่ดี”
“เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”
“อ้าว ก็ถ้าบ้านรวยเขาก็มีอาร์มเกียร์ส่วนตัวให้ฝึกขี่ที่บ้านยังไงล่ะจ๊ะ”
อา... พอนึกตามแล้วก็จริงแฮะ ระหว่างเด็กบ้านรวยที่มีอาร์มเกียร์ไว้ขี่เล่นที่บ้านมาตั้งแต่เล็กๆ กับสามัญชนอย่างฉันที่เพิ่งได้ลองขี่ครั้งแรกเมื่อกี้ จุดสตาร์ทมันต่างกันลิบลับเลย
ยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตฉันก็บอกว่าเป็นตระกูลดยุกนี่นา ที่บ้านคงมีอาร์มเกียร์ให้ขี่เล่นแหงๆ... บ้านแคโรเองก็เห็นว่ามีเหมือนกัน
ถึงจะดูไม่ยุติธรรม แต่เรื่องฐานะทางบ้านมันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...
“เพราะงั้นถ้าเนโรจะเล็งตำแหน่งตัวแทนงานประลองฤดูใบไม้ร่วงล่ะก็ ฉันแนะนำให้ฝึกด้วยเฟรมยูนิตแทนการใช้อาร์มเกียร์นะ เพราะเฟรมยูนิตเป็นของรัฐ ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ถ้าไม่เข้าเรียนก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลองขี่หรอก”
เฟรมยูนิต... เครื่องฝึกหัด(ซิมูเลเตอร์) ที่ใช้จำลองการขับเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงสินะ ในเมื่อตั้งเป้าจะเป็น ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) การทำตัวให้ชินกับเจ้านี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่นะ ฉันรู้สึกว่าการได้ขยับร่างกายจริงๆ มันเข้ากับนิสัยฉันมากกว่าน่ะ... ไม่รู้สิ ถ้าร่างกายไม่รู้สึกถึงอันตรายมันก็ดูจะไม่เก่งขึ้นยังไงไม่รู้ อาจารย์ที่สอนการต่อสู้ให้ฉันก็เคยพูดแบบนั้นเหมือนกัน
ฉันรู้สึกว่าการใช้อาร์มเกียร์มันช่วยขัดเกลาสัญชาตญาณการต่อสู้ หรือการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีได้ดีกว่าน่ะ
เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้รอเริ่มเข้าเรียนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน
หลังจากนั้น ฉันก็ได้คุยกับแคโรเรื่องจักรวรรดิเรกูลัส และเล่าเรื่องอาณาจักรเอลฟ์ราวให้ฟัง เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลยล่ะ
“อ๊ะ ฉันว่าจะไปอาบน้ำแล้วล่ะ เนโรจะเอายังไง?”
“อา... งั้นฉันไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวกลับห้องไปเอาชุดเปลี่ยนกับผ้าเช็ดตัวก่อนนะ”
ฉันแยกกับแคโรครู่หนึ่งแล้วกลับมาที่ห้อง ยัยเอลฟ์ผมทองไม่อยู่แฮะ หรือว่ายัยนั่นจะไปอาบน้ำแล้วเหมือนกัน?
ฉันเตรียมชุดนอน ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพู ครีมนวดผม และอุปกรณ์อาบน้ำครบชุด แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องอาบน้ำรวมที่ชั้นหนึ่ง เห็นว่ามีห้องอาบน้ำรวมสามแห่ง เลือกเข้าได้ตามใจชอบเลย ยอดไปเลยนะนั่น
แชมพูที่ฉันมีเป็นขวดเล็กพกพาง่าย สงสัยต้องหาเวลาไปซื้อขวดใหญ่ในเมืองมาตุนไว้ซะแล้ว
ฉันมาเจอแคโรที่หน้าห้องอาบน้ำตามที่นัดกันไว้ แล้วพวกเราก็เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ...แปลกจัง รู้สึกเหมือนโดนจ้องอีกแล้วแฮะ
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
“อืม... อาจจะคิดไปเองก็ได้นะ แต่รู้สึกเหมือนโดนแอบมองมาสักพักแล้ว...”
“อา... ก็นะ คือว่า... คงเพราะเขาสงสัยว่า ‘ทำไมเด็กถึงมาอยู่ที่นี่?’ ล่ะมั้ง...”
อุ้ก! ความจริงที่ฉันไม่อยากจะยอมรับถูกแคโรพูดออกมาตรงๆ จนฉันแทบจุก
ก็จริงที่เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันแล้วฉันจะ... ไม่สิ ตัวเล็กกว่าคนอื่นเยอะก็เถอะ...!
“ไม่ใช่หรอก คนที่อยู่ วิทยาลัย(ที่นี่) อย่างน้อยก็ต้องอายุสิบสองกันหมดนั่นแหละเขาก็รู้กันดี แต่ก็นะ เนโรดูตัวเล็กน่ารักเหมือนเด็กน้อยนี่นา เขาก็เลยอดมองไม่ได้น่ะ”
“ไม่ต้องมาปลอบเลย...”
“ขอโทษนะจ๊ะ แต่มองยังไงเธอก็ดูเหมือนเด็กแปดขวบจริงๆ นี่นา...”
“ฮึ่ยยย...!”
แปดขวบเนี่ยนะ...! นี่ฉันดูเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ!? ก็นะ ช่วงนี้คนอื่นเริ่มส่วนสูงพุ่งกันแล้ว แต่ฉันกลับไม่ค่อยสูงขึ้นเลย ไม่สิ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโตนะ หลังจากนี้แหละ หลังจากนี้จะสูงให้ดู!
ฉันทิ้งแคโรที่กำลังยิ้มแห้งๆ ไว้เบื้องหลังแล้วเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำรวม
ห้องอาบน้ำที่ทำจากหินอ่อนนั้นกว้างขวางมาก มีหน้าต่างบานใหญ่หันหน้าไปทางสวนใจกลางหอพัก ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งสุดๆ
แวบแรกก็แอบกังวลว่าจะโดนแอบดูไหมนะ แต่พื้นที่ของ ‘วิทยาลัย’ คนนอกเข้าไม่ได้อยู่แล้ว และหน้าต่างนั่นก็น่าจะลงเวทมนตร์พรางตาไว้ คนข้างนอกคงมองไม่เห็นข้างในหรอก
ก่อนจะลงแช่น้ำ ต้องล้างตัวล้างหัวให้สะอาดก่อน ต้องขจัดสิ่งสกปรกจากการเดินทางไกลออกไปให้หมด
หลังจากขัดสีฉวีวรรณจนทั่วแล้ว ในที่สุดก็ได้ลงแช่น้ำร้อนเสียที อา... สบายจัง... ความเหนื่อยล้าปลิวหายไปเลย...
ระหว่างที่แช่น้ำ ฉันก็แอบสำรวจร่างกายของเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ...อืม ถึงฉันจะแพ้เรื่องส่วนสูง แต่เรื่องหน้าอกก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะ... ทุกคนก็ดูเหมือนยังไม่ถึงวัยเจริญเติบโตเต็มที่กันทั้งนั้นแหละ... ถึงจะมีข้อยกเว้นโผล่มาบ้างเป็นบางคนก็เถอะ... กินอะไรเข้าไปถึงได้เป็นแบบนั้นกันนะ...?
ของแคโรก็ดูจะมีมากกว่าฉันหน่อยๆ แต่ก็ยังอยู่ฝั่งเดียวกันอยู่ กว่าจะเรียนจบฉันจะโตขึ้นได้ขนาดไหนนะ...
ฉันขึ้นจากน้ำก่อนที่จะหน้ามืด เช็ดตัวให้แห้งแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนอน
จากนั้นก็ซื้อนมผลไม้แช่เย็นจากเครื่องอัตโนมัติในห้องแต่งตัวมาดื่ม อา... ฟินสุดๆ! มันซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวเลย! หวังว่านี่จะช่วยให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นบ้างนะ
พอแยกกับแคโรแล้วกลับมาที่ห้อง ฝั่งของยัยเอลฟ์ผมทองก็ปิดไฟนอนไปเสียแล้ว
ฉันพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน หยิบอุปกรณ์แปรงฟันออกจากสัมภาระแล้วเดินไปที่ห้องล้างหน้าเพื่อแปรงฟัน
ตัวฉันเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน...
ฉันเดินหาวหวอดๆ กลับมาที่ห้อง มุดเข้าใต้ผ้าห่มบนเตียงชั้นบนแล้วปิดไฟ
วันปฐมนิเทศคือมะรืนนี้ พรุ่งนี้ต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตเสียหน่อย มื้อเที่ยงก็หาอะไรอร่อยๆ กินที่นั่นเลยละกัน หวังว่าจะมีร้านเด็ดๆ นะ แล้วก็...
ระหว่างที่คิดเรื่องของวันพรุ่งนี้ ฉันก็ค่อยๆ เดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันไปโดยไม่รู้ตัว




006 เนโรไปซื้อของ
.
เช้าวันใหม่
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเสียงสั่นของสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้างหมอน ดูเหมือนว่าจะหลับสนิทเลยแฮะ
ฉันหาวออกมาหวอดใหญ่ขณะกำลังจะกระโดดลงจากเตียง แต่ก็ต้องชะงักด้วยความตกใจ อ๊ะ ที่นี่ไม่ใช่เตียงที่บ้านนี่นา แต่เป็นหอพัก เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบโดดลงมาจากเตียงสองชั้นซะแล้ว!
พอตาสว่างเต็มที่ ฉันก็ค่อยๆ ปีนบันไดลงมาอย่างระมัดระวัง ฉันบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย แล้วเริ่มออกกำลังกายยามเช้าตามปกติ นี่คือกิจวัตรประจำวันตั้งแต่เริ่มเรียนกับอาจารย์ เริ่มจากท่ายืดอกสูดลมหายใจ~ เอ้า หนึ่ง สอง สาม สี่ สอง สอง สาม สี่...
หลังจากจบ ‘รา(・)จิ(・)โอ(・)ไท(・)โซ(・)’ (กายบริหารยามเช้า) ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
พอหันไปมอง ก็เห็นยัยเอลฟ์ผมทองยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งใกล้ประตูห้อง เธอกำลังหวีผมพลางจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตประหลาด
“...อ... อรุณสวัสดิ์”
“...อรุณสวัสดิ์ค่ะ เธอเนี่ยเต้นท่าแปลกๆ ตั้งแต่เช้าเลยนะคะ ...ชื่อเนโรใช่ไหมคะ บ้านนอกของเธออยู่ที่ไหนเหรอ?”
“เอ๊ะ? เมืองอาเรนเต้น่ะ...”
“อาเรนเต้... อ้อ เมืองบ้านนอกเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของเอลฟ์ราวสินะคะ ดูท่าทางที่บ้านนอกจะยังมีประเพณีประหลาดๆ หลงเหลืออยู่จริงๆ ด้วย เพิ่งเคยรู้เลยนะคะเนี่ย”
ไม่ใช่ย่ะ! อาเรนเต้อาจจะเป็นบ้านนอกจริงๆ แต่ท่าทางนี่ฉันทำตามอาจารย์ต่างหาก ไม่ใช่ประเพณีของอาเรนเต้ซะหน่อย! แล้วก็ เลิกเรียกว่าบ้านนอกได้แล้ว!
“เอาเถอะ ตราบใดที่ไม่ทำเสียงดังรบกวนฉัน จะทำอะไรก็เชิญตามสบายนะคะ ฉันไม่ห้ามหรอก”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แล้วหยิบชุดนอกออกจากตู้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ต้องใส่ชุดนักเรียนแล้ว แต่วันนี้ยังใส่ชุดธรรมดาได้อยู่
ระหว่างที่ฉันเปลี่ยนชุด ยัยเอลฟ์ผมทองก็เดินออกจากห้องไปแล้ว
ฉันเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกฝั่ง หวีผมเบาๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเพื่อกินมื้อเช้า
โรงอาหารเช้านี้คึกคักพอๆ กับเมื่อวานเลยแฮะ
วันนี้กินอะไรดีนะ... ตั้งใจจะไปหาของอร่อยกินในเมืองอยู่แล้ว งั้นกินอะไรง่ายๆ รองท้องไปก่อนละกัน
ฉันกดตั๋วชุดขนมปังปิ้งจากเครื่องอัตโนมัติ แล้วกำลังจะหาที่นั่งว่างๆ ก็เห็นแคโรที่นั่งอยู่อีกโต๊ะกวักมือเรียก
“อรุณสวัสดิ์ เนโร มานั่งด้วยกันไหม?”
“เอ่อ... จะดีเหรอ?”
ที่ฉันลังเลเพราะเห็นว่ามีนักเรียนอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของเธอนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อ้อ ไม่เป็นไรหรอก นี่เชริล กัสปาร์ มาจากบ้านเกิดเดียวกันน่ะ”
“เชริลจ้ะ ทุกคนเรียกว่าเชรี่นะ เธอคือเนโรเหรอ? เหมือนที่แคโรบอกเลย น่ารักจัง!”
เด็กสาวที่ชื่อเชรี่ยื่นมือมาให้ ฉันจึงยอมจับมือทักทายแต่โดยดี ถึงคำพูดของเธอจะตะหงิดๆ หูก็เถอะ
แอบอยากจะเค้นถามแคโรจริงๆ ว่าไปเล่าเรื่องฉันยังไงให้ยัยคนนี้ฟังนะ
เชรี่เป็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลยาวประบ่า นัยน์ตาสีเฮเซล ดูเป็นคนร่าเริงและรักสวยรักงามมาก เธอประดับผมด้วยกิ๊บและใส่กำไลข้อมือน่ารักๆ ดูเหมือนเธอจะตัวเตี้ยกว่าแคโรนะ แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กปีหนึ่งทั่วไปเยอะเลย
แคโรกับเชรี่เดินไปรับอาหารเมื่อถึงคิวของพวกเธอ และหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ถูกเรียกไปรับชุดขนมปังปิ้ง
แคโรสั่งชุดแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนเชรี่สั่งชุดแพนเค้ก แพนเค้ก็น่ากินเหมือนกันแฮะ
“เนโร กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอจ๊ะ? มื้อเช้าต้องกินเยอะๆ นะจะได้โตไวๆ”
เชรี่ให้คำแนะนำหลังจากเห็นชุดขนมปังปิ้งอันแสนเรียบง่ายของฉัน
“แค่นี้พอแล้วจ้ะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปซื้อของในเมือง กะว่าจะไปหาของอร่อยกินที่นั่นด้วยน่ะ”
“อ้อ เข้าใจล่ะ ไปซื้อของใช้จำเป็นกับเบ็ดเตล็ดสินะ ในสหกรณ์โรงเรียนก็มีขายนะแต่เห็นว่ายังไม่เปิดน่ะสิ”
“ถ้าจะซื้อของจิปาถะ แนะนำ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ (Strand Company) บนถนนสายหลักนะ ที่นั่นมีครบทุกอย่างเลย ส่วนเรื่องอาหารก็ต้องร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ (Parent) บนถนนสายเดียวกัน ทั้งสองร้านเป็นร้านเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ รับรองไม่ผิดหวังจ้ะ”
โฮ่ๆ ‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ กับร้านกาแฟ ‘พาเรนต์’ สินะ ขอบใจสำหรับข้อมูลดีๆ นะจะว่าไป เชรี่นี่รู้ลึกรู้จริงจังเลยนะ?
“ฮึๆๆ ฉันเคยมาบรุนฮิลด์หลายครั้งตั้งแต่เด็กๆ แล้วน่ะ แถมยังอ่านหนังสือนำเที่ยวจนทะลุปรุโปร่งเลยด้วย”
“มิน่าล่ะ”
เรกูลัสเป็นเพื่อนบ้านกับบรุนฮิลด์นี่นา นั่งรถไฟเวทมนตร์จากเมืองหลวงจักรวรรดิมาไม่ถึงสี่ชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว แอบอิจฉาจังแฮะ จากบ้านเกิดฉันที่เอลฟ์ราวนั่งรถไฟเวทมนตร์มาบรุนฮิลด์ต้องใช้เวลาตั้งวันครึ่งแน่ะ
แต่ก็นะ ยังดีกว่าพวกที่มาจากเกาะอีเชนทางทิศตะวันออกสุดของทวีป หรือพวกที่มาจากทวีปอื่นล่ะนะ พวกนั้นคงเดินทางกันเหนื่อยแย่เลย
เห็นว่าถ้าใช้ ‘ประตูวาร์ป’ ที่องค์ปฐมกษัตริย์ทิ้งไว้ จะเดินทางข้ามประเทศได้ในพริบตาเดียวเลยนะ แต่ของพวกนั้นรัฐบาลเป็นคนดูแลทั้งหมด และอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางระดับสูงเท่านั้น... ได้ยินว่าส่วนใหญ่จะเปิดใช้แค่ตอนมีงาน การประชุมโลก(ซัมมิท) หรือช่วงงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เท่านั้นแหละ
“มีที่ไหนแนะนำอีกไหม?”
“อืม... ก็มีสนามเบสบอลกับสวนสนุกนะ แต่ที่ต้องไปให้ได้เลยก็คือหอนาฬิกาน่ะ ฉันว่าควรลองขึ้นไปดูสักครั้งนะ”
หอนาฬิกาสินะ ถ้าจำไม่ผิดเป็นของที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งประเทศเลยนี่นา
อาคารส่วนใหญ่ในบรุนฮิลด์นั้นถูกลงเวทมนตร์คงสภาพ (Preservation) โดยองค์ปฐมกษัตริย์เอาไว้ ทำให้แทบจะไม่มีความเสื่อมโทรมเลย
เพราะงั้นถึงจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว ทุกอย่างก็ยังดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ องค์ปฐมกษัตริย์ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ...
◇ ◇ ◇
“เอ... กาต้มน้ำเวทมนตร์, นาฬิกา, แก้วมัค, แชมพูกับครีมนวด, ทิชชู่, ปรอทวัดไข้, ถังขยะ, ร่ม...”
ฉันหยิบของที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในหอพักใส่ตะกร้าทีละอย่างแบบรัวๆ
‘สมาคมการค้าสแตรนด์’ ที่เชรี่แนะนำมา เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยล่ะ เป็นตึกตั้งห้าชั้นแน่ะ
ในแต่ละชั้นกว้างขวางและมีสินค้าหลากหลายประเภทจนนับไม่ถ้วน รู้สึกว่ามาร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ของครบทุกอย่างเลยแฮะ นี่สินะที่คนเมืองเขาเรียกว่า ‘ห้างสรรพสินค้า’ ยอดไปเลย
จริงๆ ก็มีของอย่างอื่นที่อยากได้อีกนะ แต่ติดที่งบประมาณในกระเป๋ามันค่อนข้างจำกัดน่ะสิ
เรื่องที่พัก อาหาร และเสื้อผ้า ทาง ‘วิทยาลัย’ จะเป็นคนจัดการให้เบื้องต้น ก็นะ แค่มีที่ซุกหัวนอน มีชุดนักเรียนให้ใส่ และมีข้าวให้กินฟรีที่โรงอาหารน่ะแหละ
เพราะงั้นถ้าอยากจะไปเที่ยวเล่นหรือซื้อของที่อยากได้ ก็ต้องใช้เงินส่วนตัวออกเองทั้งหมด
ถึงฉันจะมีเงินเก็บอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรนัก จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เด็ดขาด
“หรือฉันควรจะหางานพิเศษทำดีนะ หรือจะไปรับงานจากกิลด์นักผจญภัยดี...”
ความจริงแล้ว ฉันลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยที่เอลฟ์ราวไว้แล้ว แรงกิ้งของฉันคือระดับ ‘สีเขียว’ ซึ่งเป็นระดับของนักผจญภัยทั่วไป แต่สำหรับเด็กอายุเท่าฉัน ถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากเลยล่ะ
ระดับแรงกิ้งของนักผจญภัยจะแบ่งตามสี เริ่มจาก ทอง, เงิน, แดง, ฟ้า, เขียว, ม่วง, ดำ และขาว
ตอนเริ่มลงทะเบียนใหม่ๆ จะเป็นระดับสีขาว พอรับงานง่ายๆ ได้ไม่กี่งานก็จะเลื่อนเป็นสีดำ
พอเป็นสีม่วงถึงจะเรียกได้ว่าพ้นสภาพมือใหม่ พอถึงสีเขียวก็คือค่าเฉลี่ยของนักผจญภัยทั่วไปนั่นเอง
ถ้าได้ระดับสีฟ้าจะถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Veteran) สีแดงคือยอดฝีมือ (First Class) สีเงินคืออัจฉริยะเหนือชั้น และระดับทองคือระดับตำนานหรือวีรบุรุษเลยทีเดียว ความจริงแล้วได้ยินว่าหลายร้อยปีมานี้ยังไม่มีใครไปถึงระดับสีทองได้เลยสักคน
ว่ากันว่าองค์ปฐมกษัตริย์เองก็เคยเป็นนักผจญภัยระดับสีทองด้วยนะ เรื่องราวของท่านที่ไต่เต้าจากนักผจญภัยธรรมดาจนกลายเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ถูกนำไปสร้างเป็นหนังสือ ละคร และภาพยนตร์มากมายเลยล่ะ
ได้ยินมาว่ากิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีประตูวาร์ปที่เชื่อมไปยังเกาะห่างไกลที่เป็นดินแดนในอาณัติด้วย ที่เกาะนั้นมีดันเจี้ยนตั้งอยู่ เหล่านักผจญภัยที่ฝันอยากรวยทางลัดต่างก็แวะเวียนไปท้าทายกันทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ
แต่ก็นะ ฉันเป็นนักเรียน คงไปลุยดันเจี้ยนที่ต้องค้างแรมหลายวันแบบนั้นไม่ไหวหรอก
“ถ้าเป็นพวกเก็บสมุนไพร หรือกำจัดก๊อบลินกับหมาป่า ก็น่าจะพอทำได้ในวันหยุดล่ะนะ...”
แต่ถ้าจะรับงานกำจัดสัตว์ประหลาดก็ต้องเตรียมอาวุธกับชุดเกราะให้พร้อมก่อนล่ะนะ มันต้องมีเงินลงทุนเริ่มแรกก่อน แต่เอาจริงๆ จะใช้หมัด ใช้เท้า หรือใช้เวทมนตร์เอาก็พอไหวอยู่แหละ
อืม เริ่มจากงานเก็บสมุนไพรหาเงินไปก่อนดีกว่า
ฉันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเดินออกจากสมาคมการค้าสแตรนด์ ฉันเก็บของทั้งหมดลงในเวท [สโตเรจ] (เวทเก็บของ) ในสมาร์ทโฟน
ถึงสมาร์ทโฟนของฉันจะไม่ใช่รุ่นล่าสุด แต่ก็มีความจุที่เก็บของได้ประมาณตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมๆ เลยล่ะ ค่อยยังชั่วที่ใส่ลงไปได้หมด
แอบอยากได้เครื่องใหม่ที่ความจุเยอะกว่านี้จัง... แต่ก็นะ เรื่องเงินมัน... ฮือๆ
ใช้เงินไปเยอะเหมือนกันแฮะ ไปกินมื้อเที่ยงดีกว่า มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่เชรี่แนะนำดีกว่านะ
“เห็นว่าอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนี่แหละ...”
พอมองสำรวจไปตามถนนสายหลักที่มีร้านสแตรนด์ตั้งอยู่ ฉันก็เห็นร้านกาแฟอิฐสีแดงดูหรูหราตั้งอยู่อีกฝั่งของถนนที่มีรถ พลังงานวิญญาณ(อีเธอร์บีเกิล) วิ่งผ่านไปมา น่าจะร้านนั้นแหละนะ
ฉันเดินข้ามทางม้าลายไปยังฝั่งตรงข้าม ก็เห็นป้ายชื่อร้าน ‘ร้านกาแฟพาเรนต์ สาขาหลัก’ ตั้งเด่นอยู่
ชื่อสาขาหลักแปลว่ามีสาขาย่อยตามเมืองอื่นด้วยสินะ?
จากที่เชรี่เล่า ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเลย ถือว่าเป็นร้านที่เก่าแก่มากเลยนะเนี่ย แอบเกร็งๆ เหมือนกันแฮะ...
ดูท่าทางจะไม่มีระเบียบการแต่งกาย (Dress Code) อะไรเป็นพิเศษ ฉันก็น่าจะเข้าได้ไม่มีปัญหาล่ะนะ...
ผลสรุปคือเข้าได้ตามปกติ และเป็นร้านที่ยอดเยี่ยมสมกับที่เชรี่แนะนำมาจริงๆ
ตอนเช้าที่เห็นเชรี่กินแพนเค้กแล้วดูน่าอร่อย ฉันเลยสั่ง ‘สเปเชียลแพนเค้กเซต’ มาลองบ้าง รสชาตินี่แบบว่า สุดยอดไปเลยค่ะ!
แพนเค้กที่โปะด้วยวิปครีมกับแยม ประดับด้วยผลไม้หลากชนิดและไอศกรีมวานิลลา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลย
ได้ยินแขกโต๊ะข้างๆ คุยกันว่า ร้านนี้แหละที่เป็นต้นตำรับไอศกรีม เห็นว่าองค์ปฐมกษัตริย์เป็นคนคิดค้นสูตรให้ร้านนี้โดยเฉพาะเลยนะ ท่านเนี่ยเป็นคนยังไงกันแน่นะ...




007 ณ กิลด์นักผจญภัย
.
“โอ้โห สูงใช้ได้เลยแฮะ...!”
ฉันกำลังยืนอยู่บนหอนาฬิกาซึ่งเป็นสถานที่แนะนำของเชรี่
ความสูงน่าจะประมาณร้อยเมตรรึเปล่านะ? จุดที่ฉันอยู่คือบริเวณใต้หน้าปัดนาฬิกาพอดี รอบๆ ถูกล้อมด้วยกระจกทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ
หอนาฬิกาที่สร้างขึ้นในสมัยองค์ปฐมกษัตริย์นั้น ถูกปรับปรุงขยายส่วนเมื่อประมาณร้อยปีก่อนจนกลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ได้ยินว่ามันสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลยล่ะ
ในห้องชมวิวมีแบบจำลองย่อส่วนของเมืองนี้ตั้งอยู่ด้วย ทำออกมาได้ละเอียดมากเลยแฮะ เห็นว่าอ้างอิงมาจากแบบจำลองที่องค์กษัตริย์รุ่นที่สองเป็นคนสร้างขึ้น และมีการพัฒนาปรับปรุงใหม่ทุกปี เป็นถึงกษัตริย์แต่กลับมาทำของแบบนี้เนี่ย เป็นคนแปลกดีจังนะ
“ฝั่งโน้นคือ ‘สถาบัน’ ส่วนฝั่งนี้คือ ‘วิทยาลัย’ สินะ”
‘สถาบัน’ และ ‘วิทยาลัย’ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกของเมืองประจันหน้ากันพอดีเลย
‘สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์’ อยู่ทางทิศตะวันออก ส่วน ‘วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน’ ของเราอยู่ทางทิศตะวันตก ราวกับว่าแม้แต่สถานที่ตั้งก็ยังจงใจสร้างมาเพื่อแข่งขันกันยังไงอย่างงั้นเลย
ในเมื่อ ‘สถาบัน’ เก่าแก่กว่าเยอะ ตอนจะสร้าง ‘วิทยาลัย’ ก็เลยเลือกมาสร้างตรงจุดนี้สินะ
พอนึกถึงเหตุผลที่ ‘วิทยาลัย (ของเรา)’ ถูกสร้างขึ้นเพราะความเอาแต่ใจของเชื้อพระวงศ์แล้ว ก็อาจจะเลือกสถานที่นี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่ยอมแพ้หรอกน่า!’ ก็เป็นได้ ก็นะ พอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่
หลังจากชื่นชมทัศนียภาพจากหอนาฬิกาจนอิ่มหนำ ฉันก็ลงมาเดินเล่นบนถนนสายหลักต่อ
แอบเล็งๆ นาฬิกาตั้งโต๊ะจำลองรูปหอนาฬิกาที่เป็นของที่ระลึกไว้อยู่เหมือนกัน แต่ก็นะ งบประมาณมันจำกัดเลยต้องตัดใจไป
อ๊ะ จริงด้วยสิ ไปที่กิลด์นักผจญภัยหน่อยดีกว่า
ถึงวันนี้จะยังไม่ได้รับงาน แต่อย่างน้อยไปดูหน่อยว่ามีงานประเภทไหนบ้างก็ไม่เสียหาย จะได้เช็กดูด้วยว่างานไหนรายได้ดี แถมยังได้ไปเบิกเงินออกมาไว้ใช้ด้วย
พอนึกได้แบบนั้น ฉันก็เปิดแผนที่ในสมาร์ทโฟน เช็กตำแหน่งของกิลด์นักผจญภัย แล้วเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่ตัดกับถนนสายหลัก
พอพ้นหัวมุมถนน ก็มองเห็นป้ายของกิลด์นักผจญภัยเด่นชัดมาแต่ไกล เป็นรูปดาบกับคทาไขว้กันอยู่หน้าโล่
เมื่อก้าวเข้าไปในกิลด์นักผจญภัย ด้านหน้าจะเป็นเคาน์เตอร์รับงานกว้างขวาง ฝั่งซ้ายเป็นบอร์ดปิดประกาศงาน ส่วนฝั่งขวาเป็นโซนร้านเหล้า
ถึงจะเรียกว่าร้านเหล้า แต่ช่วงกลางวันจะไม่เสิร์ฟเหล้าและทำหน้าที่เป็นร้านอาหารทั่วไปเหมือนกับกิลด์นักผจญภัยที่อื่นๆ นั่นแหละ เลยไม่มีพวกขี้เมาอยู่เลยสักคน
กิลด์นักผจญภัยสาขาบรุนฮิลด์มีคนน้อยกว่าที่ฉันคิดแฮะ อาจจะเพราะเลยช่วงเที่ยงมาแล้วล่ะมั้ง นักผจญภัยส่วนใหญ่คงออกไปทำงานกันหมดแล้ว
“ไหนดูซิ มีงานอะไรน่าสนใจบ้างนะ...”
ฉันเดินไปที่บอร์ดประกาศงานแล้วไล่ดูใบรับสมัครที่ติดไว้
หนังเสือดาวคลั่ง, เขี้ยวไฟเออร์ลิซาร์ด... ฝั่งนี้เป็นงานกำจัดสัตว์ประหลาดแฮะ คงจะเป็นตัวที่อยู่ในเกาะดันเจี้ยนที่ต้องวาร์ปไปสินะ
อืม งานที่ติดประกาศอยู่บนบอร์ดมีแต่ยากๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ... ก็นะ งานง่ายๆ ก็คงมีคนหยิบไปหมดแล้วแหละ
แล้วพวกงานประจำล่ะ ของพวกนี้เป็นงานที่เปิดรับตลอดเวลาเลยไม่มีการดึงใบประกาศออก
“เก็บสมุนไพร, เก็บผลไม้, นำเนื้อกระต่ายมาส่ง, นำแร่เหล็กมาส่ง, กำจัดยูนิคอร์นวูล์ฟ, กำจัดก๊อบลิน...”
มีงานที่รายได้พอใช้ได้อยู่หลายงานแฮะ ในกลุ่มนี้งานกำจัดสัตว์ประหลาดกับเก็บสมุนไพรจะได้ค่าตอบแทนสูงหน่อย...
งานกำจัดหมาป่าหรือก๊อบลินก็พอทำได้อยู่หรอกนะ แต่ถ้าพวกมันแห่กันมาเยอะๆ ตัวคนเดียวก็คงลำบากน่าดู ส่วนงานเก็บสมุนไพร ฉันยังไม่ชำนาญพื้นที่แถวนี้ คงต้องใช้เวลาหาจุดที่มันขึ้นตั้งแต่ศูนย์เลยทีเดียว วันแรกๆ คงหาไม่เจอแน่ แต่ถ้าพยายามหาไปเรื่อยๆ ถ้าดวงดีอาจจะเจอแหล่งชุมชนของมันก็ได้...
“อ๊ะ ฝั่งนี้เป็นงานประเภทใช้แรงงานแฮะ”
งานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น งานพาร์ตไทม์(งานเบ็ดเตล็ด) ในเมือง
ทาสีผนัง, ซ่อมรอยรั่วบนหลังคา, ถอนหญ้าในสวน, ทำความสะอาดบ้าน, ขนของ, ช่วยย้ายบ้าน...
แทบจะไม่ใช่งานของนักผจญภัยเลยนะเนี่ย แต่มันเป็นวิธีหาเงินที่ปลอดภัยและแน่นอนที่สุดล่ะนะ ถึงค่าตอบแทนจะน้อยหน่อยก็เถอะ
“ถ้าแค่ถอนหญ้ากับทำความสะอาดก็น่าจะพอทำได้อยู่นะ... รายได้วันละ 5 เหรียญทองแดง... ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่เริ่มจากอะไรแบบนี้ก็น่าจะดีนะ”
ก็นะ วันนี้ยังไม่ทำหรอก รอให้โรงเรียนเริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนค่อยว่ากัน
“เห้ยๆ เด็กแก่แดดมาทำอะไรที่นี่วะ?”
เสียงกวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์สี่คนเดินเข้ามาจากประตูทางเข้ากิลด์
ดูจากอุปกรณ์ก็รู้ทันทีว่าเป็นนักผจญภัย แต่ทุกคนหน้าแดงก่ำและตัวเหม็นเหล้าคลุ้ง ขนาดอยู่ห่างกันขนาดนี้กลิ่นยังโชยมาถึงนี่เลย ไปกินเหล้าที่ไหนมาล่ะเนี่ย?
“ถ้าจะมาเล่นก็ไปเล่นที่อื่นไป! เด็กมาเดินเกะกะแบบนี้มันน่ารำคาญเว้ย!”
“พวกข้าไม่ได้มาทำตัวเล่นๆ นะเฟ้ย! อย่ามาขวางทางการทำงาน!”
“หือ?”
ฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้พวกนักผจญภัยกากๆ ที่มาทำตัวเบ่งใส่
ทำงานงั้นเหรอ? การดื่มเหล้าจนเมาพับตั้งแต่กลางวันแสกๆ มันเรียกว่าทำงานตรงไหนมิทราบ
“ฉันเองก็มาหางานทำเหมือนกันนั่นแหละจ้ะ ไม่เหมือนพวกขี้เมาบางกลุ่มที่ทำตัวไร้ประโยชน์หรอกนะ”
ฉันหยิบบัตรนักผจญภัยออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วชูให้พวกขี้เมาดูชัดๆ
“ฮะ!? สีเขียวเรอะ!?”
“ไอ้เปี๊ยกนี่มีแรงกิ้งระดับเดียวกับพวกเรางั้นเหรอ!?”
“เห้ย แกไปขโมยของใครมาวะ!”
“ของปลอมรึเปล่า!? ปลอมแปลงบัตรกิลด์นี่โดนจับไปเป็นทาสเลยนะเฟ้ย!”
ทั้งสี่คนประสานเสียงด่าทอกันตามใจชอบ
ฉันเมินไอ้พวกขี้เมานั่นแล้วเดินฉับๆ ไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นบัตรนักผจญภัยให้พี่สาวเผ่าแมวที่ประจำอยู่
“ขอเบิกเงิน 5 เหรียญเงินหน่อยค่ะ”
“เอ่อ... ค่ะ คุณเนโร ซิลลูเอสก้านะคะ ยินดีต้อนรับสู่บรุนฮิลด์ค่ะ”
พี่สาวพนักงานรับบัตรของฉันไปแตะที่อุปกรณ์เวทมนตร์บนเคาน์เตอร์
บนหน้าจอแสดงรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของฉัน เมื่อยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นเจ้าตัวจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เงิน 5 เหรียญเงินถูกเบิกออกมาจากบัญชีของฉันและวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
ฉันเก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วหันไปทำหน้าเหนือกว่าใส่ไอ้พวกขี้เมาที่กำลังอ้าปากค้าง
“อย่าตัดสินนักผจญภัยแค่ภายนอกจะดีกว่านะจ๊ะ เพราะพวกสมองน้อยอย่างพวกลุงเนี่ยแหละที่มักจะตายก่อนเพื่อน”
“ไอ้เด็กนี่! ให้ท้ายหน่อยทำมาเป็นได้ใจนะมึง!”
ขี้เมาคนหนึ่งง้างหมัดขวาจนสุดแรงแล้วชกใส่ฉัน
ถึงฉันจะเป็นฝ่ายยั่วยุก่อนก็เถอะ แต่การจะต่อยเด็กด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเนี่ย... ต่ำช้าจริงๆ นะแก
ฉันพุ่งเข้าประชิดตัวชายคนนั้นในพริบตา แล้วสวนหมัดขวาเข้าที่ ลิ้นปี่ อย่างจัง
“อ... อ่อก...! อ้วกกกกกกกกกก...!”
“โสโครกชะมัด!?”
ฉันรีบหลบชายที่กำลังสำรอกออกมาแล้วล้มคว่ำมาข้างหน้าอย่างสุดกำลัง เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
แย่แล้วๆๆๆ! ต่อยเข้าลิ้นปี่นี่พลาดมาก! เหม็นชะมัด! อา... ให้ตายสิ ยอดแย่ที่สุด!
“แก! ทำอะไรลงไปวะ!”
“ก็เขาชกมาก่อน ฉันก็เลยชกกลับเฉยๆ ไง มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ถ้าจะชก ต้องรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน นี่คือคำสอนของอาจารย์ อื้ม ฉันไม่ผิด
“อย่ามาล้อเล่นนะเว้ย!”
“ฆ่ามันเลยพวกเรา!”
“ตายซะไอ้เด็กเปรต!”
ทั้งสามคนชักอาวุธออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมกัน น่ารำคาญแฮะ จัดการให้จบๆ ไปเลยดีกว่า
“【บูสต์】”
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【บูสต์】 เป็นเวทเสริมพลังร่างกายและเป็นหนึ่งในเวทมนตร์เฉพาะตัวของฉัน
ฉันหลบการโจมตีของนักผจญภัยกากๆ คนหนึ่งแล้วซัดเข้าที่กรามในทีเดียว จากนั้นก็อ้อมไปด้านหลังของอีกคนแล้วเตะเข้าที่หลังอย่างจัง
คนสุดท้ายฉันใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอจนสลบเหมือดไป
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ทั้งสามคนล้มลงไปกองกับพื้น หึ แค่นี้เองเหรอ
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นคนในกิลด์ที่เหลืออยู่ไม่กี่คนยืนมองมาทางนี้ด้วยความอึ้ง เอ๊ะ? หรือฉันจะทำเกินไปหน่อยนะ...?
“เอ่อ... นี่คือการป้องกันตัวโดยชอบธรรม ใช่ไหมคะ?”
ฉันถามพี่สาวพนักงานด้วยความกังวล อย่างน้อยที่กิลด์นักผจญภัยในเอลฟ์ราวแบบนี้ก็ถือว่าผ่านฉลุยนะ แต่ที่บรุนฮิลด์นี่จะมีกฎต่างออกไปหรือเปล่า...?
“เอ๊ะ? อ๋อ ค่ะ ใช่ค่ะ เพราะสี่คนนั้นเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เลยถือว่าเป็นการป้องกันตัวค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น การชักอาวุธขึ้นมาทำร้ายร่างกายภายในกิลด์ถือเป็นความผิดร้ายแรง ต่อให้เมาก็ไม่ใช่ข้ออ้างค่ะ น่าเสียดายนะคะแต่พวกเขาคงถูกลดแรงกิ้งลงอย่างแน่นอนค่ะ”
คำอธิบายของพนักงานทำให้ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ค่อยยังชั่วที่ฉันไม่ต้องรับโทษอะไร
ขณะที่ฉันกำลังเบาใจ ก็มีชายร่างกำยำเดินออกมาจากด้านหลังกิลด์แล้วลากคอทั้งสี่คนหายไปไหนสักแห่ง
พี่สาวพนักงานทำหน้าเซ็งๆ พลางใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ทำความสะอาดพื้นจนเอี่ยมอ่อง
“เอ่อ... คือว่า ขอโทษด้วยนะคะ...”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนที่ผิดคือพวกนั้นต่างหาก ถึงขั้นชักอาวุธใส่เด็กเนี่ย... ยังไงฝั่งโน้นก็ผิดเต็มๆ ค่ะ”
ก็นะ มันก็จริงแหละ แต่ฉันเองก็เป็นฝ่ายยั่วยุด้วยเหมือนกันนี่นา...
“จะว่าไป อายุแค่นี้แต่เก่งจังเลยนะจ๊ะ เคยเรียนวิชาการต่อสู้มาเหรอ?”
“เอ๊ะ? ค่ะ ก็นิดหน่อยค่ะ พอดีแถวบ้านมีคนที่เก่งเรื่องนี้อยู่ ก็เลยขอให้เขาสอนให้น่ะค่ะ”
ฉันตอบพี่สาวเผ่าแมวไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เรื่องของอาจารย์โดนกำชับมาว่าอย่าเที่ยวไปเล่าให้ใครฟัง สงสัยอาจารย์จะเคยไปทำเรื่องอะไรไว้แน่ๆ เลย... อย่างแหกคุก หรือกินแล้วชักดาบอะไรแบบนั้น...
ฉันไม่อยากโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ ไปด้วยหรอกนะ เงียบไว้ดีกว่า...
ฉันขอโทษพนักงานอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากกิลด์นักผจญภัยไป
เฮ้อ พวกขี้เมาเนี่ยมีอยู่ทุกที่จริงๆ นะ... เหล้าเนี่ยมันอร่อยตรงไหนกันนะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ฉันเร่งฝีเท้าเดินไปตามถนนเพื่อสลัดกลิ่นเหล้าที่ติดจมูกให้ออกไป
พอมาถึงหอพักเก็นบุ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง มันคึกคักและเสียงดังแจอแจไปหมด ตรงโถงชั้นหนึ่งมีนักเรียนจับกลุ่มคุยกันจนดูวุ่นวายไปนิด
สงสัยพวกรุ่นพี่คงกลับกันมาหมดแล้วสินะ มีนักเรียนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเชรี่อยู่เต็มไปหมดเลยด้วย พอกำลังคนเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าในพริบตา บรรยากาศมันก็เลยเสียงดังขึ้นเป็นธรรมดา
หอพักเก็นบุมีคนอยู่ตั้งสองร้อยกว่าคน จะไปกันรอดไหมนะเรา...
ตรงห้องของคุณริโอล่าผู้ดูแลหอ มีนักเรียนสะพายกระเป๋าใบใหญ่ยืนต่อแถวกันอยู่สองสามคน
คงเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งมาถึงนั่นแหละ มาทันเข้าหอพักแบบเฉียดฉิวเลยนะเนี่ย
แคโรเล่าว่าในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่มาไม่ทันวันปฐมนิเทศอยู่บ้างเหมือนกัน
ถึงจะไม่มีบทลงโทษอะไรเป็นพิเศษ แต่มันก็น่าเสียดายนะที่จะพลาดวันเริ่มต้นที่แสนสำคัญไป
พรุ่งนี้คือวันปฐมนิเทศแล้ว ในที่สุดชีวิตในโรงเรียนก็จะเริ่มขึ้นเสียที ตื่นเต้นจัง




008 วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน • พิธีปฐมนิเทศ
.
เช้าวันใหม่มาถึงแล้ว เช้าของวันปฐมนิเทศ

ฉันทำกายบริหารราจิโอไทโซจนเสร็จท่ามกลางสายตาประหลาดๆ ของยัยเอลฟ์ผมทอง จากนั้นก็หยิบชุดนักเรียนของ ‘วิทยาลัย’ ที่เตรียมไว้มาสวมใส่
เสื้อบลูส์สีขาวกับเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม ท่อนบนทุกคนจะเหมือนกันหมด แต่จะเลือกผูกโบหรือเนกไทได้ตามใจชอบ

ส่วนท่อนล่างก็มีให้เลือกระหว่างกางเกงคูลอต (Culottes) หรือกระโปรง ฉันเลือกเนกไทคู่กับกางเกงคูลอต ยัยเอลฟ์ผมทองเลือกเนกไทกับกระโปรง ถึงจะเจ็บใจแต่มันก็ดูเข้ากับยัยนั่นดีนะ

สีของเนกไทและโบจะแบ่งตามชั้นปี ปีหนึ่งสีแดง, ปีสองสีฟ้า, ปีสามสีส้ม, ปีสี่สีเขียว และปีห้าสีม่วง ชุดพละเองก็ใช้สีเดียวกันแบ่งชั้นปีเหมือนกัน
พอผูกเนกไทสีแดงให้กระชับแล้ว ก็รู้สึกเหมือนจิตใจมันฮึกเหิมขึ้นมาเลยล่ะ
เข็มกลัดที่ติดตรงปกเสื้อนอกเป็นรูปเก็นบุ คงเป็นสัญลักษณ์ของหอพักที่เราสังกัดสินะ

...แอบรู้สึกว่าชุดนักเรียนมันจะใหญ่ไปนิดแฮะ แต่ก็นะ เดี๋ยวตัวก็สูงขึ้นเองนั่นแหละ ไม่มีปัญหาหรอก อื้ม...

หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ (ซึ่งยัยเอลฟ์ผมทองก็หายตัวไปก่อนแล้ว) ฉันก็เอาสมาร์ทโฟนกับกระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าแล้วเดินลงไปที่โถงชั้นหนึ่ง เพราะนักเรียนปีหนึ่งได้รับคำสั่งให้มานัดรวมตัวกันที่นั่น

โถงทางเข้าเต็มไปด้วยนักเรียนใหม่ปีหนึ่ง รวมทั้งหมด 9 ประเทศ ประเทศละ 5 คน ทั้งหมดก็ 45 คน ถึงจะมาไม่ครบทุกคนแต่ก็น่าจะเกือบๆ ล่ะนะ บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลย
 
“อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ เนโร”
“เนโร อรุณสวัสดิ์จ้า”
“อรุณสวัสดิ์ทั้งสองคนเลย”

แคโรกับเชรี่เข้ามาทักทายฉัน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เจอเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองเลยแท้ๆ แต่ดันมาสนิทกับคนจากเรกูลัสสองคนซะงั้น แปลกดีเหมือนกันแฮะ

แคโรเลือกเนกไทกับกางเกงคูลอตเหมือนกับฉัน ส่วนเชรี่เลือกโบกับกระโปรง

พอลองมองสำรวจไปรอบๆ โถง นอกจากยัยเอลฟ์ผมทองแล้ว ก็เห็นนักเรียนเผ่าอื่นๆ อย่างเอลฟ์, เผ่ามนุษย์สัตว์ หรือเผ่ามารปะปนอยู่ด้วย
มีนักเรียนคนหนึ่งตัวสูงเด่นออกมาเลย ดูจากเขาและหางที่หัวแล้ว คงเป็นเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) สินะ เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยนะเนี่ย
...หือ รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากรอบข้างอีกแล้วแฮะ เหมือนเมื่อวานซืนเลย

“ตัวเล็กจัง...”
“ทำไมมีเด็กมาอยู่ที่นี่ล่ะ...?”

ได้ยินเสียงซุบซิบแว่วมาเข้าหู ตัวเล็กแล้วมันผิดตรงไหนยะ! พวกเธอก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ!
ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าง้ำงอ เชรี่ก็เอื้อมมือมาลูบหัวฉันเบาๆ หยุดนะ!

“อย่าไปคิดมากเลยจ้ะ เนโรออกจะน่ารักนะ”
“นี่หาเรื่องกันเหรอ?”

ขณะที่ฉันกำลังปัดมือเชรี่ออกและเตรียมจะบ่น คุณริโอล่าผู้ดูแลหอก็ปรากฏตัวขึ้น

“เอาล่ะจ้ะ นักเรียนใหม่หอพักเก็นบุทุกคน อรุณสวัสดิ์ค่ะ เดี๋ยวเราจะเดินทางไปยังสถานที่จัดพิธีปฐมนิเทศกันแล้ว เดินตามมาอย่าให้หลงนะคะ”

ภายใต้การนำของคุณริโอล่า พวกเราเดินเรียงแถวออกจากหอพักไป
เดินตามทางมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เข้าสู่เขตของ ‘วิทยาลัย’ ความจริงหอพักก็นับเป็นเขตของวิทยาลัยเหมือนกันนั่นแหละนะ

ระหว่างทาง ฉันมองเห็นสนามขนาดใหญ่และอาคารโรงปฏิบัติงานด้วย
อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนเต้าหู้ที่ตั้งอยู่แถวนั้น จากเสียงคุยกันรอบๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นโรงปฏิบัติงานอเนกประสงค์ที่สามารถสร้างอาร์มเกียร์หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ด้วยนะ มีของแบบนั้นด้วยเหรอเนี่ย เห็นเขาเรียกว่า ‘โรงปฏิบัติงานขนาดเล็ก’ ล่ะนะ ทำไมต้องมีคำว่า ‘เล็ก’ ด้วยล่ะ? หรือว่าจะมีอันที่ ‘ใหญ่’ กว่านี้อีก?

พอเดินเข้าไปในอาคารเรียน ผ่านโถงทางเดินยาวเหยียด ในที่สุดก็มาถึงห้องหอประชุมขนาดใหญ่ คงจะจัดพิธีปฐมนิเทศกันที่นี่สินะ

“เอาล่ะจ้ะ เข้าไปแล้วนั่งเรียงแถวตรงฝั่งขวามือด้านหน้านะคะ”

ในหอประชุมมีนักเรียนนั่งอยู่เกือบเต็มพื้นที่แล้ว ดูเหมือนนักเรียนปีหนึ่งจะได้นั่งแถวหน้าสุดเพื่อเข้าร่วมพิธี

ฉันถูกจัดให้นั่งแถวหน้าสุดเลย ...เพราะตัวเล็กงั้นเหรอ? ระหว่างที่ฉันกำลังทำหน้าบึ้ง แคโรกับเชรี่ที่นั่งขนาบข้างฉันก็ก้มหัวลงมาซุบซิบกันข้ามหัวฉันไปมา

“ดูนั่นสิ คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คือโซฟี ซอร์ดเร็ค ‘หงส์ขาว’ แห่งเบลฟาสต์ที่เคยล้มอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้สามคนด้วยตัวคนเดียวในงาน ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ เมื่อห้าปีก่อนไงล่ะ ข่าวที่ว่าเธอมาเป็นอาจารย์ที่ ‘วิทยาลัย’ เป็นเรื่องจริงสินะเนี่ย...”
“สุดยอดคนดังเลยนี่นา...! ขอลายเซ็นได้ไหมนะ...!”

โซฟี ซอร์ดเร็ค... ชื่อนี้ฉันก็เคยได้ยินมาบ้างนะ เธอถูกเรียกว่า ‘หงส์ขาว’ เพราะขับหุ่นสีขาวและใช้ดาบคู่ได้อย่างพลิ้วไหวราวกับเริงระบำน่ะ
คนที่ยืนอยู่ข้างโพเดียมด้านหน้าน่าจะเป็นกลุ่มอาจารย์นะ มีคุณริโอล่ากับอาจารย์ฟลอร่าอยู่ด้วย แสดงว่าพวกพนักงานของ ‘วิทยาลัย’ ก็นั่งรวมอยู่ตรงนั้นด้วยสินะ

เอ๊ะ? ทำไมรุ่นพี่คูนถึงไปอยู่ตรงนั้นล่ะ? จะออกมากล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนนักเรียนปัจจุบันเหรอ... แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนนี่นา...

『ลำดับต่อไป จะเริ่มพิธีปฐมนิเทศของวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนค่ะ อันดับแรก ขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยกล่าวให้โอวาทค่ะ』

พอเสียงผู้ดำเนินรายการดังออกมาจากลำโพง ห้องหอประชุมที่เคยเสียงดังเซ็งแซ่ก็เงียบกริบลงในทันที

『ขอเชิญท่านผู้อำวยการค่ะ』

“เอ๊ะ!?”

คนที่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินออกมาที่โพเดียม คือรุ่นพี่คูนที่ให้ฉันลองขี่อาร์มเกียร์คนนั้นนั่นเอง

เอ๊ะ!? เดี๋ยวๆๆ!? รุ่นพี่คูนคือผู้อำนวยการวิทยาลัยเหรอ!?
หมายความว่าไงเนี่ย!? เธอดูแก่กว่าฉันแค่สามสี่ปีเองนะ... อ๊ะ! เผ่าแฟรี่เป็นเผ่าอายุยืนนี่นา! หมายความว่าอายุจริงของเธอแก่กว่าที่เห็นเยอะเลยเหรอ? สี่สิบ ห้าสิบปีงั้นเหรอ!?

『นักเรียนใหม่ทุกคน ยินดีด้วยที่ได้เข้าเรียนที่นี่นะคะ ฉันคือผู้อำนวยการของวิทยาลัยแห่งนี้ คูน บรุนฮิลด์ ค่ะ ในฐานะเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง ฉันรู้สึกยินดีมากที่ปีนี้มีนักเรียนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถมารวมตัวกันที่บรุนฮิลด์แห่งนี้ค่ะ』

“หาาาาาาาา!? อุ๊บ!?”

ฉันเผลออุทานออกมาเสียงดังลั่น จนแคโรกับเชรี่ที่นั่งข้างๆ ต้องรีบเอามือปิดปากฉันไว้พร้อมกัน

รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการมองมาทางนี้แล้วแอบยิ้มขำเล็กๆ ก่อนจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อไป

เชื้อพระวงศ์เหรอ!? ของบรุนฮิลด์เนี่ยนะ!? คนคนนั้นเป็นคนระดับนั้นเลยเหรอเนี่ย!

“เดี๋ยวสิ เนโรทำไมถึงไม่รู้เรื่องนั้นล่ะ... ท่านผู้อำนวยการคูนน่ะเป็นพระธิดาขององค์ปฐมกษัตริย์ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ แห่งนี้เลยนะ?”

ลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์!? เอ๊ะ งั้นก็หมายความว่ายัยนั่นอายุเกินสามร้อยปีแล้วเหรอ!?

เชื้อพระวงศ์ที่เอาแต่ใจจนก่อตั้ง ‘วิทยาลัย’ ขึ้นมา ก็คือท่านผู้อำนวยการคูนคนนี้เองเหรอ... ฉันไม่ได้ทำเรื่องเสียมารยาทอะไรไปใช่ไหมนะ...?

『────...ขอให้ชีวิตในวิทยาลัยของพวกคุณเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษนะคะ ฉันขออวยพรจากใจจริงค่ะ』

เมื่อท่านผู้อำวยการคูนค้อมศีรษะลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม แย่ล่ะสิ มัวแต่ตกใจจนไม่ได้ฟังสิ่งที่ท่านพูดเลย...

เมื่อท่านผู้อำนวยการเดินลงไป อาจารย์ผู้หญิงวัยประมาณสามสิบก็เดินขึ้นมาแทนที่ อ้อ คนที่เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อกี้นี่เอง

『โรงเรียนของเรา นอกจากวิชาการทั่วไปแล้ว เรายังมุ่งเน้นการสอนความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่จำเป็นในการเป็น ‘ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์)’ รวมถึงมีการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการได้รับใบอนุญาตขับขี่ด้วย พวกคุณทุกคนนอกจากจะเป็นนักเรียนใน รั้วโรงเรียนเดียวกันแล้ว ยังถือเป็นคู่แข่งที่จะต้องขัดเกลาฝีมือซึ่งกันและกันด้วย และในวันนี้ เราจะให้พวกคุณได้ชมการต่อสู้ระดับสูงสุดของวิทยาลัยแห่งนี้ค่ะ』

ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีภาพปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าโพเดียมและหน้าพวกเรา
ภาพมายา(มิราจวิชัน)... เทคโนโลยีการฉายภาพกลางอากาศที่มีเฉพาะในบรุนฮิลด์เท่านั้น

ในภาพที่ปรากฏออกมา มีเฟรมเกียร์สองเครื่องกำลังประจันหน้ากันโดยมีภูเขาหินเป็นฉากหลัง

เครื่องหนึ่งเป็นหุ่นสีเหลืองดำดูแข็งแกร่ง ติดตั้งดาบยาวและโล่ ส่วนอีกเครื่องเป็นหุ่นสีส้มที่ถือดาบยาวไว้ในมือทั้งสองข้าง ไม่สิ ที่หลังของมันยังมีของที่ดูเหมือนดาบอีกสองเล่มสะพายอยู่ด้วย เป็นอาวุธสำรองงั้นเหรอ?

『ขอแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันค่ะ เริ่มจากอันดับที่ 4 ของ ‘วิทยาลัย’! ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นหนักติดตั้งเวทมนตร์ “อินทรา”!』
สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินรายการ หุ่นสีเหลืองดำก็ชูดาบขึ้นสูง ทันใดนั้น เสียงเชียร์ก็ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม อะไรเนี่ย ทุกคนจะตื่นเต้นเกินไปแล้วนะ!?

พวกที่ส่งเสียงดังส่วนใหญ่คือพวกรุ่นพี่ แต่นักเรียนใหม่ครึ่งหนึ่งก็ดูจะตื่นเต้นตามไปด้วย เพื่อนที่นั่งขนาบข้างฉันทั้งสองคนถึงขั้นลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นเลยทีเดียว ขนาดนั้นเลย!?

『และอันดับที่ 1! เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย ผู้ขับเฟรมเกียร์รุ่นเบาสำหรับเน้นการรบระยะประชิด “แอสเทรีย”!』

เมื่อหุ่นสีส้มชูดาบในมือข้างหนึ่งขึ้น เสียงเชียร์ที่ดังกว่าเมื่อกี้หลายเท่าตัวก็ระเบิดออกมาจนหอประชุมแทบแตก

อันดับหนึ่ง...! คนที่ขับหุ่นเครื่องนั้นคือรุ่นพี่ที่ได้อันดับท็อปเก้าตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง และได้เข้าร่วม ‘มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)’ สินะ
และตอนนี้เธอก็เป็นนักเรียนชั้นปีสามที่เป็นท็อปของ ‘วิทยาลัย’ แซงหน้าพวกปีสี่ปีห้าขึ้นมา

เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย เจ้าหญิงลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรอัศวินเรสเทีย เป็นเจ้าหญิงที่สุดยอดจริงๆ เลยนะ...
『การตัดสินจะดำเนินไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดสภาพการต่อสู้ ห้ามเติมพลังงาน ห้ามซ่อมแซม ห้ามเปลี่ยนชิ้นส่วน นี่คือเบรกแมตช์! ถ้าอย่างนั้น! 【เดินเครื่อง(อเวคเคน)】!』

สิ้นคำสั่งของอาจารย์ ‘ดวงตา(กล้อง)’ ของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็เปล่งแสงขึ้น

แสงแบบเดียวกันไหลไปตามเกราะวัสดุโปร่งใสทั่วทั้งตัวหุ่น บ่งบอกว่าเครื่องจักรได้เข้าสู่สภาวะพร้อมรบแล้ว
『【เริ่มการประลองดารา(เดือลสตาร์ท)】!』
ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน เฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องก็พุ่งเข้าหากันและฟาดฟันดาบใส่กันต่อหน้าต่อตา

ทั้งสองฝ่ายแลกดาบกันสองสามกระบวนท่า เครื่องสีส้ม—แอสเทรียถือดาบสองมือ ดูเผินๆ เหมือนจะมีความได้เปรียบมากกว่า แต่อินทราเครื่องสีเหลืองดำกลับใช้ดาบมือขวาและโล่ปัดป้องการโจมตีเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่วและงดงาม

ปลายดาบของอินทราถูกชี้ไปที่แอสเทรีย ในวินาทีถัดมา สายฟ้าก็พุ่งออกจากปลายดาบ แอสเทรียโยกตัวหลบหลีกการโจมตีนั้นได้อย่างเฉียดฉิวและกระโดดถอยฉากออกมา

“เมื่อกี้มัน...!”
“นั่นคือเกียร์สเปล 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ของอินทราไงล่ะ”
“เกียร์สเปล...”

ถ้าจำไม่ผิด มันคือเวทมนตร์ที่ใช้ผ่านเฟรมเกียร์สินะ โดยการนำพลังเวทของตัวผู้ขับเองมาขยายพลังผ่านเอเธอร์ลิควิดที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวหุ่นเหมือนกระแสเลือด...

เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ต้องมีพรสวรรค์และผ่านการฝึกฝนอย่างหนักด้วย

รุ่นพี่ที่ขับอินทราใช้มันออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งเท่ากับการที่อีกฝ่ายสามารถโยกหลบสายฟ้านั้นได้ราวกับมองเห็นล่วงหน้า
พวกเราไม่อาจละสายตาจากภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดของเฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องบนหน้าจอได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว




009 การต่อสู้ของจุดสูงสุด
.
ภาพบนหน้าจอคือการต่อสู้อันดุเดือดราวกับพายุโหมกระหน่ำ
ฟัน, รับ, แทง, หลบหลีก ทั้งสองฝ่ายสลับกันรุกและรับอย่างเฉียดฉิวราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออก... หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น
แต่ในสายตาของฉัน เครื่องสีส้ม—แอสเทรีย ดูจะยังมีความได้เปรียบอยู่
อืม จะว่าไป ฉันแอบคิดว่าถ้าเป็นฉัน ฉันจะขยับแบบนี้เพื่อดึงความได้เปรียบกลับมานะ ถึงจะไม่มีหลักการอะไรมารองรับเลยก็เถอะ
ทันใดนั้น ดาบยาวของเครื่องสีเหลืองดำ—อินทรา ก็แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ไม่สิ ชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยลวดสลิงเส้นบางๆ
"ดาบแส้ (Whip Sword) สินะ"
แคโรพึมพำเบาๆ ฉันจึงหันไปสนใจดาบในมืออินทรา
ดาบยาวเมื่อครู่นี้กลายสภาพเป็นเหมือนแส้ และกำลังไล่ต้อนแอสเทรีย
มันไม่ใช่แค่แส้ธรรมดา แต่ที่ใบดาบมีเกียร์สเปล 【เท็นไร】 ห่อหุ้มอยู่ เรียกได้ว่าเป็นแส้สายฟ้าเลยล่ะ
อินทราแกว่งดาบแส้อาบสายฟ้าแหวกอากาศดังฟวับๆ พร้อมกับปล่อยสายฟ้าออกจากปลายดาบ
สายฟ้านับร้อยสายฟาดลงมาทั่วบริเวณ ที่มาของฉายา 【ร้อยอัสนี】 คือเจ้านี่เองสินะ?
ทว่า ท่ามกลางห่าฝนสายฟ้านับร้อยนั้น แอสเทรียกลับหลบหลีกได้ทั้งหมดอย่างเฉียดฉิวราวกับกำลังเ่ายรำ
สุดยอด...! การเคลื่อนไหวของสายฟ้าไม่ใช่สิ่งที่จะอ่านทางได้ง่ายๆ ต่อให้อ่านออก การจะบังคับเฟรมเกียร์ให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกขนาดนี้มันทำได้ยังไงกัน
รู้ตัวอีกที ฉันก็หลงใหลในการเคลื่อนไหวของแอสเทรียไปเสียแล้ว
ฉันเองก็อยากลองสู้กับคนคนนั้นดูบ้าง ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ก็อยากทดสอบฝีมือตัวเองดู ฉันจะไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้ไหมนะ? ไม่สิ ฉันต้องไปให้ถึงให้ได้!
จู่ๆ ดาบสองเล่มที่สะพายอยู่บนหลังของแอสเทรียก็ถูกปลดออกดังแกร๊ก
ดาบทั้งสองเล่มลอยขึ้นไปในอากาศ และเริ่มบินวนรอบตัวแอสเทรีย
"ดาบบิน(Fragarach)...!"
เสียงพึมพำของเชรี่ทำให้ฉันสะดุ้ง
'ดาบบิน'
หนึ่งในอาวุธพิเศษของเฟรมเกียร์ เป็นดาบที่ลอยอยู่ในอากาศและสามารถควบคุมได้อย่างอิสระ
ได้ยินว่ามี ผู้คุมจักรกล(ทรูปเปอร์) บางคนที่ใช้เจ้านี่ใน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' อยู่เหมือนกัน
แต่ว่ากันว่าการจะควบคุม ดาบบินให้คล่องแคล่วได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ได้ยินมาว่าองค์ปฐมกษัตริย์ทรงควบคุม ดาบบินนับสิบเล่มได้อย่างอิสระราวกับฝนดาวตกเลยนะ...
"สุดยอด..."
ถึงแอสเทรียจะควบคุมดาบแค่สองเล่ม แต่เมื่อรวมกับดาบในมือทั้งสองข้างก็กลายเป็นดาบสี่เล่ม และดาบทั้งสี่เล่มนั้นก็เริ่มระดมโจมตีใส่อินทราอย่างต่อเนื่อง ราวกับพายุดาบ
ปลายดาบแส้อาบสายฟ้าถูก ดาบบินสองเล่มปัดออก จังหวะนั้นแอสเทรียก็พุ่งเข้าประชิดตัวและใช้ดาบในมือทั้งสองข้างฟันใส่อินทรา
อินทรายกโล่ขึ้นกันดาบเล่มหนึ่งไว้ได้ แต่ไม่สามารถหลบดาบที่เหลือพ้น โดนฟันเข้าที่สีข้างอย่างจัง
คงรู้ตัวแล้วว่าดาบแส้เสียเปรียบในการรบระยะประชิด อินทราจึงเปลี่ยนมันกลับเป็นดาบยาว และพยายามใช้โล่กับดาบตั้งรับการโจมตีของแอสเทรียอย่างสุดกำลัง
แต่อินทราก็ค่อยๆ โดนดาบทั้งสี่เล่มที่บ้าคลั่งไล่ต้อนจนมุมไปเรื่อยๆ
"【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เอาจริงแล้วสินะ"
อย่างที่แคโรว่า ภาพการควบคุมดาบทั้งสี่เล่มอย่างอิสระและไล่ต้อนอินทรานั้น ช่างสมกับฉายาของเธอจริงๆ
ในที่สุดโล่ของอินทราก็แตกกระจาย และดาบก็ถูกปัดกระเด็นหลุดมือ วินาทีต่อมา ดาบทั้งสี่เล่มที่เปล่งแสงก็ฟันแขนขาของอินทราขาดสะบั้นพร้อมกัน
การต่อสู้จำลองในระบบเฟรมยูนิตจะจบลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ หรือหมดสภาพการต่อสู้
เงื่อนไขการหมดสภาพการต่อสู้มีอยู่หลายอย่าง เช่น ห้องนักบินถูกทำลาย, ส่วนหัวถูกทำลาย หรือเครื่องยนต์หยุดทำงานเนื่องจากความเสียหายอย่างหนัก
『แค่นี้แหละ! ผู้ชนะ เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย!』
เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุมเพื่อแสดงความยินดีกับรุ่นพี่เรสเทียที่คว้าชัยชนะมาได้อย่างเด็ดขาด
สุดยอด อินทราก็เก่งนะ แต่กลับเอาชนะมาได้โดยไม่โดนโจมตีเลยสักแผล นี่สินะฝีมือของอันดับหนึ่ง
เฟรมยูนิตรูปไข่สองเครื่องที่อยู่ข้างโพเดียมค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเด็กสาวสองคนอยู่ข้างใน
คนหนึ่งเป็นเด็กสาวร่างสูงผมสีน้ำตาล กระโปรงนักเรียนสวมทับด้วยกางเกงรัดรูป เนกไทถูกปลดหลวมๆ ผมซอยสั้นให้ความรู้สึกดุดัน เธอทำหน้าบูดบึ้งเหมือนเคี้ยวบอระเพ็ด คงจะเป็นรุ่นพี่ลิมิเทคซ์ที่ขับอินทราสินะ เนกไทสีม่วง แปลว่าเป็นนักเรียนชั้นปีสูงสุด
ส่วนอีกคน เป็นสาวงามผิวขาวหุ่นเพรียวผมยาวสีบลอนด์ สวมกระโปรงและเนกไทสีส้ม ท่าทางสง่างามและดวงตาเรียวยาวที่สะกดทุกสายตา ช่างเป็นเด็กสาวที่เหมาะกับคำว่าเจ้าหญิง หรือไม่ก็เจ้าหญิงอัศวินจริงๆ
นั่นคือรุ่นพี่เรสเทียสินะ ดูเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ เลยแฮะ... เอ๊ะ ก็เป็นเจ้าหญิงจริงๆ นี่นา
"ชิ ดาบแส้ใช้ไม่ได้ผลแฮะ นึกว่าจะทำได้ดีกว่านี้ซะอีก"
"คุณจงใจใช้ลูกเล่นมากไปค่ะ ถ้าใช้ ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) แบบปกติล่ะก็ คงรับมือยากกว่านี้เยอะเลย"
"ปากดีนักนะ ยัยนี่...!"
ถึงไมโครโฟนจะดูดเสียงสนทนาของพวกเธอมา แต่ก็ดูไม่ได้บรรยากาศมาคุกระอุอะไร รุ่นพี่ลิมิเทคซ์อาจจะดูหน้าตึงๆ ไปหน่อยก็เถอะ
『ขอจบพิธีปฐมนิเทศเพียงเท่านี้ค่ะ สำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 1 กรุณาเปิดดู สมาร์ทโฟน(เทอร์มินัล) แล้วย้ายไปที่หอประชุมเล็กตามที่แจ้งไว้ในอีเมลด้วยค่ะ』
เมื่อได้ยินคำประกาศของผู้ดำเนินรายการ ฉันก็เปิดสมาร์ทโฟนดู ก็พบว่ามีอีเมลจากวิทยาลัยส่งมา
ให้ย้ายไปหอประชุมเล็กเหรอ คงจะเป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยต่อจากนี้ล่ะมั้ง ทั้งเรื่องเนื้อหาวิชาเรียน แล้วก็แจกหนังสือเรียนด้วย
"แหม รุ่นพี่เรสเทียนี่เก่งจริงๆ นะเนี่ย ฉันก็อยากจะเซ็ตติ้งเฟรมเกียร์ของตัวเองให้เป็นแบบนั้นบ้างจัง"
ระหว่างทางเดิน แคโรพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คงเพราะยังอินกับการต่อสู้เมื่อกี้อยู่ เฟรมเกียร์ของตัวเอง? เอ๊ะ แคโรมีเฟรมเกียร์เป็นของตัวเองด้วยเหรอ!?
"เอ๊ะ? ฮ่าๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า ก็เพื่อเอาไว้ใช้ในการ 【ประลองดารา】 ด้วยเฟรมยูนิตแบบเมื่อกี้ไงล่ะ นักเรียนทุกคนจะได้รับข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงคนละเครื่องน่ะ แล้วเราก็เอามาปรับแต่งคัสตอมได้ตามใจชอบ เพื่อให้เป็นหุ่นที่เข้ามือเราที่สุดยังไงล่ะ เดี๋ยวคงได้แจกหลังจากนี้นี่แหละ"
โอ้! แบบนี้นี่เอง!
ได้หุ่นมาไว้ต่อสู้ในโลกเสมือนจริงผ่านเฟรมยูนิตนี่เอง!
หมายความว่าเราสามารถสร้างหุ่นในสไตล์ที่เราชอบได้สินะ... ส่วนตัวฉันคิดว่าสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเข้ากับฉันมากกว่า แต่พอได้ดูการต่อสู้เมื่อกี้แล้ว ทางนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ
"ฉันกะจะคัสตอมให้เน้นยิงระยะไกลล่ะมั้ง~"
"แต่ถ้าระดับ (Rank) ยังต่ำอยู่ ก็จะใช้อุปกรณ์ดีๆ ไม่ค่อยได้นะ? ก่อนอื่นคงต้องคัสตอมเพื่อเน้นชนะให้ได้ก่อน..."
 
เชรี่กับแคโรลคุยกันอย่างสนุกสนานว่าจะสร้างหุ่นแบบไหนดี
ถ้าเป็นฉันล่ะจะเอาแบบไหนดี... เน้นสายต่อสู้ระยะประชิด หรือจะใช้ดาบสองมือแบบรุ่นพี่เรสเทียดีล่ะ หุ่นแปลงร่างได้ก็น่าสนใจนะ อืมมม เลือกยากแฮะ
คิดไปคิดมาก็มาถึงหอประชุมเล็กพอดี
ก็เป็นการปฐมนิเทศเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวิทยาลัยและวิชาเรียนจริงๆ ด้วย
โดยพื้นฐานแล้วการเรียนจะเป็นระบบหน่วยกิต พวกเราได้รับเอกสารสรุปเนื้อหารายวิชาและแผนการเรียนอย่างละเอียดมาด้วย
ให้ดูอันนี้แล้วเลือกวิชาเรียนสินะ...
มีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก แต่วิชาเลือกนี่มันหลากหลายจังเลยแฮะ... อะไรเนี่ย 'ภาษาแห่งมหาพฤกษา'
คือการเรียนภาษาของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ใน 'มหาพฤกษา' ทางตอนใต้ของทวีปนี้งั้นเหรอ... จะมีโอกาสได้ใช้ไหมเนี่ย?
วิชาบังคับถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องเรียน แต่พวกวิชาเลือกนี่เห็นว่าสามารถไปทดลองเรียนดูก่อนได้สักสัปดาห์นึง ถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็สามารถเปลี่ยนวิชาได้ด้วย
ส่วนใหญ่ช่วงเช้าจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี และช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติ
วิชาเลือก 'ทักษะร่างกาย' นี่แอบน่าสนใจแฮะ 'วิทยาสัตว์เวท' ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน วิชายกี่ยวกับเวทมนตร์ก็น่าจะมีประโยชน์ในอนาคตด้วย
วิชาบังคับอย่าง 'การฝึกซ้อมอาร์มเกียร์และเฟรมเกียร์' นี่แหละที่ดูเป็นวิทยาลัยจักรกลของจริง
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปเราจะส่งข้อมูลเฟรมเกียร์เครื่องใหม่ไปยังสมาร์ทโฟนของนักเรียนใหม่ทุกคนนะคะ กรุณาเลือกเฟรมพื้นฐานที่มีแต่อุปกรณ์เริ่มต้นมาหนึ่งเครื่องค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสามารถเลือกเปลี่ยนใหม่ได้ในภายหลังค่ะ』
โอ้! มาแล้วๆ!
ฉันทำตามคำแนะนำของอาจารย์ กดสมาร์ทโฟนจากหน้าโฮมไปจนถึงหน้าจอเลือกหุ่น มีให้เลือกเยอะเลยแฮะ...
■เฟรมพื้นฐาน■
【ริตเตอร์เฟรม】 (Ritter Frame)
【ไททันเฟรม】 (Titan Frame)
【ไลท์นิ่งเฟรม】 (Lightning Frame)
【คล็อกเฟรม】 (Clock Frame)
【มิสติกเฟรม】 (Mystic Frame)
【คัสตอมเฟรม】 (Custom Frame)
 ・
 ・
 ・
เอ่อ... ริตเตอร์เฟรมคือสายสมดุล ไททันเฟรมสายพลัง ไลท์นิ่งเฟรมสายความเร็วสูง คล็อกเฟรมสายความแม่นยำ มิสติกเฟรมสายเวทมนตร์ คัสตอมเฟรมปรับแต่งอิสระทั้งหมด สินะ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกเยอะเลย...
สายพลังก็จะช้า ส่วนสายความเร็วก็จะพลังน้อย นอกจากสายสมดุลแล้ว นอกนั้นก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปแฮะ...
คัสตอมเฟรมดูเหมือนจะต้องสร้างเฟรมเองตั้งแต่ศูนย์ แต่อันนี้ถ้าไม่มีความรู้เฉพาะทางก็คงแตะไม่ได้แน่ๆ
มีเฟรมเกียร์ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของแต่ละสายให้ดูด้วย พวกสายรวมร่างแปลงร่างนี่จัดอยู่ในคัสตอมเฟรมสินะ
รวมร่างคงไม่เอาล่ะมั้ง อันนั้นถ้าไม่ใช่การต่อสู้แบบทีมก็คงใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนแปลงร่างนี่... ก็น่าสนใจอยู่นะ
อืม จากตัวเลือกพวกนี้ ถ้าจะให้เข้ากับสไตล์ฉันก็คงต้องเป็นริตเตอร์หรือไม่ก็ไลท์นิ่ง...
ถ้าให้เลือกอันใดอันหนึ่งก็คงเป็นไลท์นิ่งล่ะมั้ง ไลท์นิ่งเฟรมเกราะจะบางหน่อย แต่อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'ถ้าไม่โดนโจมตีซะอย่าง ก็ไม่มีปัญหา'
พอฉันเลือกไลท์นิ่งเฟรม หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นหน้าลงทะเบียนชื่อหุ่น
ชื่อหุ่นเหรอ... แย่ล่ะสิ ฉันยิ่งเป็นพวกไม่มีเซนส์เรื่องตั้งชื่อซะด้วยสิ...
โอ๊ะ มีปุ่มสุ่มชื่อด้วยนี่นา งั้นกดสุ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอชื่อที่ถูกใจแล้วกัน
โคโรลล่า, พรีอุส, สเตปวากอน... อืมมม ไม่ค่อยโดนเลยแฮะ...
ฉันจ้องหน้าจอที่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่กดปุ่มพลางทำหน้ามุ่ย
เห็นว่าต่อให้ตั้งชื่อชุ่ยๆ ไปก่อนก็สามารถเปลี่ยนทีหลังได้ งั้นเอาชื่ออะไรไปก่อนก็ได้มั้ง... หืม?
พอเห็นชื่อนั้น สัญชาตญาณก็บอกฉันทันทีว่าต้องเป็นชื่อนี้แหละ
'ลูซิเฟอร์'
เอาล่ะ ตัดสินใจเลือกชื่อนี้แหละ




.
010 รับชมการต่อสู้อาร์มเกียร์
.
『เอาล่ะค่ะ ลำดับต่อไปจะเป็นการแจกจ่ายสกุลเงินจำลองนะคะ นี่คือเงินที่สามารถใช้ได้เฉพาะภายในวิทยาลัยเท่านั้น หลักๆ แล้วจะใช้สำหรับอัปเกรดข้อมูลเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลได้ด้วย แต่จะมีการบันทึกประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้นะคะ หากพบว่ามีการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือกฎของวิทยาลัย จะถูกลงโทษอย่างหนักค่ะ เคยมีกรณีที่นักเรียนถูกไล่ออกเพราะเสนอให้มีการล้มมวยมาแล้ว ดังนั้นขอให้ระมัดระวังกันด้วยนะคะ』
เงินที่ใช้ได้เฉพาะในวิทยาลัยงั้นเหรอ ในช่องจำนวนเงินที่ครอบครองก็มีเขียนไว้ว่า 10000 G(เกียร์) แฮะ G(เกียร์) คือหน่วยเงินสินะ?
นักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้ายกมือขึ้นถาม
"เอ่อ... ถ้าอยากจะได้ G(เกียร์) เพิ่ม ต้องทำยังไงเหรอคะ?"
『ถ้าชนะใน 【การประลองดารา】 ก็จะได้รับเงินรางวัลตามระดับ (Rank) ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถหาได้จากการทำกิจกรรมจิตอาสาภายในวิทยาลัย หรือการทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ค่ะ』
อืม... ถ้าไม่สะสม G(เกียร์) ก็จะอัปเกรดหุ่นไม่ได้ ถ้าอัปเกรดไม่ได้ก็จะเอาชนะใน 【การประลองดารา】 ไม่ได้?
การหา G(เกียร์) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดงั้นสินะ?
『ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เราจะอธิบายในการเรียนการสอนค่ะ อ้อ อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ 【การประลองดารา】 ถึงจะเปิดให้เข้าร่วมนะคะ ขอให้ใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงนั้นให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ ลำดับต่อไป...』
อืมๆ นักเรียนปีหนึ่งจะเริ่มเข้าร่วม 【การประลองดารา】 อย่างเป็นทางการได้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าสินะ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นก็คือช่วงเวลาสำหรับฝึกซ้อมอาร์มเกียร์ เฟรมเกียร์ และเตรียมความพร้อมของหุ่นจำลองล่ะสิ
หลังจากนั้นก็เป็นการอธิบายข้อควรระวังในการใช้ชีวิตใน 'วิทยาลัย' ขั้นตอนการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และอีกสารพัดเรื่อง ในที่สุดการปฐมนิเทศก็จบลงเสียที
นับจากนี้ไป เราจะถูกปฏิบัติในฐานะนักเรียนของ 'วิทยาลัย' แล้ว ต้องตั้งใจให้ดีล่ะ
เอาล่ะ การปฐมนิเทศจบแล้วเราก็เป็นอิสระ แต่จะทำอะไรต่อดีล่ะเนี่ย
จะกลับหอไปเลยก็ไม่มีอะไรให้ทำเป็นพิเศษด้วยสิ หรือว่าฉันควรจะไปอ่านหนังสือเตรียมตัวเรียนดีนะ
พวกแคโรจะทำอะไรกันนะ? พอฉันหันไปมองแคโรกับเพื่อนที่น่าจะอยู่ข้างหลัง ก็พบว่า...
"นี่เธอตรงนั้นน่ะ! มาใช้ชีวิตในวิทยาลัยไปกับชมรมเบสบอลด้วยกันไหม! ชมรมเบสบอลของเรายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เสมอนะ!"
แคโรโดนรุ่นพี่? ที่ใส่ชุดยูนิฟอร์มผมสั้นกุดเข้ามาทักซะแล้ว
"น้องสาวตรงนั้น! สนใจชมรมเชียร์ลีดเดอร์ไหมจ๊ะ? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ รับรองว่าต้องเป็นที่จับตามองของคนทั้งวิทยาลัยแน่ๆ!"
ทางเชรี่เองก็โดนรุ่นพี่ในชุดเชียร์ลีดเดอร์เข้ามาทักเหมือนกัน
พอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีการชักชวนนักเรียนใหม่กันให้ควั่ก นี่มันการรับสมัครเข้าชมรมเหรอ?
ถึงวิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลนจะเป็นโรงเรียนสำหรับปั้น 'ทรูปเปอร์' แต่ก็เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้วิชาการทั่วไป วัฒนธรรม ความรู้ และการเข้าสังคมด้วยเช่นกัน
ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าการมีชมรมก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความมีอิสระของนักเรียน และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างบุคคล...
"แหม นี่สินะธรรมเนียมการชักชวนเข้าชมรมของวิทยาลัยที่เขาเล่าลือกัน แอบตกใจเหมือนกันนะเนี่ย"
แคโรที่ปฏิเสธคำชวนของชมรมเบสบอลเดินเข้ามาหาฉัน ดูเหมือนเชรี่เองก็ปฏิเสธไปเหมือนกัน
"ทั้งสองคนตั้งใจจะเข้าชมรมไหนหรือเปล่า?"
"อืมมม ตอนนี้ยังไม่มีนะ อยากจะโฟกัสเรื่องเรียนก่อนน่ะ"
"แคโรนี่จริงจังจังเลยน้า ส่วนฉันถ้ามีอันไหนน่าสนุกก็อาจจะเข้าแหละ การสร้างเส้นสายกับพวกรุ่นพี่ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนี่นา"
ดูเหมือนเชรี่จะมีความคิดที่อยากเข้าชมรมอยู่ ก็นะ อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตในวิทยาลัยทั้งที ถ้ามีแต่เรื่องเรียนมันก็น่าเบื่อแย่
แต่ว่านะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ยิ่งพวกเราเดินไปทางไหน ก็ยิ่งมีรุ่นพี่เข้ามาทักทายชักชวนจากทั้งซ้ายและขวาไม่ขาดสายเลยแฮะ... หมายถึงเข้ามาทักแคโรกับเชรี่น่ะนะ
ทำไมไม่มีใครมาชวนฉันบ้างเลยล่ะ? ก็รู้แหละว่าสองคนนี้ดูโดดเด่นสะดุดตามาก แต่ก็นะ...
"นี่น้องสาวตรงนั้นน่ะ! สนใจมาเข้าชมรมเราไหม!? ถ้าน้องมาเข้าล่ะก็ต้องรุ่งแน่ๆ!"
กำลังคิดน้อยใจอยู่เลย ก็มีคนมาชวนฉันจนได้
"ชมรมอะไรเหรอคะ?"
"ชมรมการแสดงจ้ะ น้องน่ะเหมาะกับบทเด็กน้อยสุดๆ เลย! ถ้าสนใจล่ะก็..."
"หา!?"
"สงสัยจะไม่สนสินะ! งั้นไปล่ะ!"
พอฉันถลึงตาใส่ รุ่นพี่ชมรมการแสดงก็เผ่นแน่บไปอย่างกับสายลม
"แหม เสียดายจัง อยากเห็นเนโรเล่นบทเด็กน้อยจังเลยน้า"
"ข่วนหน้าแหกซะดีไหม"
เมื่อเชรี่พูดจาหยอกล้อ ฉันก็ทำมือเป็นกรงเล็บแมวขู่ฟ่อ เธอหัวเราะร่วนพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หนอยยย! คอยดูเถอะ อีกปีเดียวฉันจะสูงแซงเธอให้ดู!
...ปีเดียวคงไม่ไหว สองปี สามปี... เอาเป็นว่าก่อนเรียนจบต้องสูงกว่าให้ได้ล่ะ อื้ม
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของวิทยาลัยกันไหม?"
"ดีเลยจ้ะ เมนูคงต่างจากที่หอพักใช่ไหมล่ะ?"
ฉันตกลงรับข้อเสนอของแคโรเหมือนกับเชรี่
ได้ยินมาว่าเมนูอาหารที่หอพักจะเน้นทำอาหารพื้นเมืองของประเทศที่นักเรียนจากหอนั้นๆ จากมา เพื่อให้คุ้นเคยและกินง่าย อย่างหอพักเก็นบุก็จะเป็นอาหารของชาวเหนือ
ส่วนที่โรงอาหารของวิทยาลัยจะเป็นอาหารนานาชาติ สามารถหากินอาหารของหอพักอื่นได้ด้วย น่าสนุกดีแฮะ
"อยากลองกินอาหารอีเชนดูสักครั้งจังเลยนะ"
"อ้อ อาหารที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงโปรดปรานใช่ไหม?"
ประเทศศักดิ์สิทธิ์อีเชนที่อยู่สุดขอบทิศตะวันออก ว่ากันว่าเป็นบ้านเกิดขององค์ปฐมกษัตริย์
แต่ก็เป็นแค่เรื่องเล่าลือกันนะ ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่า ข้อสันนิษฐานนี้มาจากความจริงที่ว่าท่านมีผมสีดำเหมือนคนอีเชนส่วนใหญ่ ชอบกินอาหารอีเชน และในบรรดาขุนนางช่วงก่อตั้งประเทศก็มีคนจากอีเชนอยู่เยอะนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คนบรุนฮิลด์จึงมักจะมีผมสีดำกันเยอะ ถ้าจำไม่ผิดท่านลอร์ดคนปัจจุบันก็มีผมสีดำเหมือนกัน แต่เห็นว่านั่นเป็นเพราะองค์ราชินีมาจากอีเชน ส่วนองค์กษัตริย์องค์ปัจจุบันมีผมสีทอง ต่างจากสองคนนั้นล่ะนะ
ฉันเดินไปโรงอาหารพร้อมกับเพื่อนทั้งสองคนพลางจินตนาการถึงอาหารอีเชนที่ยังไม่เคยลิ้มลอง โดยดูแผนที่วิทยาลัยจากสมาร์ทโฟนนำทางไป
◇ ◇ ◇
"อร่อย...! ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ ว่าปลาดิบมันจะกินได้เหรอ แต่ว่ามันอร่อยสุดๆ ไปเลย...!"
ฉันดื่มด่ำกับรสชาติของ 'โอซาชิมิ' ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
หลังจากยืนลังเลอยู่หน้าเมนูในโรงอาหารพักใหญ่ ในที่สุดฉันก็สั่ง 'ชุดโอซาชิมิ' มันประกอบไปด้วยเนื้อปลาทูน่า, ปลาไท, ปลาฮามาจิ, ปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ซุปมิโซะใส่เต้าหู้ ผักดอง และรากบัวผัดซอส
พนักงานถามว่าจะใส่ 'วาซาบิ' ไหม ดูเหมือนจะเป็นเครื่องเทศรสเผ็ด พอลองเอามาป้ายบนปลาดิบแล้วกินดู ความเผ็ดฉุนก็พุ่งจี๊ดขึ้นจมูก จากนั้นความหวานของเนื้อปลาก็แผ่ซ่านตามมา ถึงจะเผ็ดแต่ก็ทำให้กินข้าวได้คล่องคอสุดๆ
"กินดูน่าอร่อยจังเลยนะ ไว้คราวหน้าฉันสั่งบ้างดีกว่า"
แคโรสั่งบีฟสโตรกานอฟ ส่วนเชรี่สั่งออมไรซ์ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วน่าจะลองกินอาหารอีเชนดูแท้ๆ
จริงๆ ก็มีเมนูอื่นที่น่าสนใจอย่าง 'ชุดเทมปุระ' หรือ 'ชุดหมูผัดขิง' ด้วยล่ะนะ ไว้คราวหน้ามาลองกินเมนูอื่นดูบ้างดีกว่า
"นี่ๆ ดูนี่สิ"
เชรี่ที่กินเสร็จก่อนเปิดสมาร์ทโฟนให้พวกเราดู
บนหน้าจอมีแท็บที่เขียนว่า 【ลานประลอง】 พร้อมกับแสดงเวลาและรายชื่อคนแข่ง นี่มันอะไรเนี่ย?
"ตารางการแข่งขันอาร์มเกียร์น่ะ เห็นว่าวันนี้มีแข่งหลายคู่เลย จะไปดูไหม?"
"ไปสิ"
ฉันตอบตกลงคำชวนของเชรี่แบบไม่ลังเล การต่อสู้ของเฟรมเกียร์เคยดูแล้ว แต่การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ยังไม่เคยเห็นเลย ถ้ามีโอกาสได้ดูก็ไม่อยากพลาดหรอกนะ
"คู่ต่อไปจะเริ่มในอีก 30 นาที เป็นรุ่นพี่ปีสองทั้งคู่เลย มีแข่งตั้งแต่วันปฐมนิเทศแบบนี้ หรือว่าจัดเพื่อสาธิตให้เด็กใหม่ดูนะ"
ก็เป็นไปได้นะ อาจจะจัดตารางแข่งตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้นักเรียนใหม่ได้เข้าใจว่าการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มันเป็นยังไง
ถึงเฟรมเกียร์กับอาร์มเกียร์จะเป็นหุ่นคนละประเภทกัน แต่พื้นฐานก็ใช้เทคโนโลยีของเฟรมเกียร์เหมือนกัน
ในเมื่อไม่สามารถขับเฟรมเกียร์ของจริงได้ การฝึกซ้อมด้วยอาร์มเกียร์จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สัมผัสถึงความรู้สึกของการต่อสู้จริงได้
ไม่อย่างนั้น ถ้าลงสนามจริงด้วยความรู้สึกเหมือนเล่นเกม มันอาจหมายถึงชีวิตได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น การต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ยังมีพลังและความสมจริงกว่าการต่อสู้ในโลกเสมือนจริงเยอะ
การปะทะกันของพละกำลังและโลหะ การต่อสู้ของอาร์มเกียร์ในลานประลองนั้น มีจุดขายอยู่ที่ความเร้าใจจนเลือดสูบฉีด
สำหรับฉันแล้ว ฉันชอบการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์มากกว่าเฟรมเกียร์ซะอีก
ก็นะ ถ้าได้ขับเฟรมเกียร์สู้จริงๆ ฉันก็คงเลือกเฟรมเกียร์นั่นแหละ
หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังลานประลองทันที
ตามแผนที่บอกว่ามีลานประลองทรงกลมสี่แห่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ของอาคารเรียนวิทยาลัย เป็นสถานที่ที่นักเรียนทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ และถ้าแจ้งล่วงหน้าก็สามารถใช้เป็นที่จัด 【การประลองดารา】 ได้ด้วย
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าพวกเราก็คงต้องมาสู้กันที่นี่สินะ
ลานประลองที่อยู่ใกล้โรงอาหารที่สุดคือลานประลองทิศตะวันออก ที่ทางเข้ามีรูปสลักมังกรสีฟ้าประดับอยู่ ลานประลองมังกรฟ้า (เซย์ริว) สินะ?
พอเดินผ่านทางเดินเข้าไปในลานประลองก็ทะลุมาถึงที่นั่งผู้ชม ตรงกลางลานประลองทรงกระทะมีอาร์มเกียร์สองเครื่องกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เครื่องสีแดงกับเครื่องสีฟ้า เป็นหุ่นที่หน้าตาคล้ายกัน แต่แยกสีชัดเจนดูง่ายดี
การตัดสินแพ้ชนะของการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์คือ หุ่น 'ไม่สามารถขยับได้' หรือ 'ยอมแพ้' อ้อ มีการตัดสินแพ้แบบ 'ออกนอกลาน' กับ 'ทำผิดกติกา' ด้วยนี่นา
ว่ากันว่าใต้เกราะตัวหุ่น บริเวณรอบๆ ห้องคนขับ(ค็อกพิต) จะมีการกางบาเรียเวทมนตร์เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ คนขับ(ไพลอต) ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ต่อให้อาร์มเกียร์ถูกฟันขาดครึ่ง คนขับก็จะไม่ตาย เป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดไปเลยนะเนี่ย
ถึงกระนั้นก็ยังอาจได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกได้อยู่ดี ดังนั้นจึงมีผู้ใช้เวทมนตร์รักษาคอยสแตนด์บายอยู่ที่ลานประลองเสมอ ได้ยินมาว่าในแต่ละปีก็มีนักเรียนที่สลบไปเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนอยู่เหมือนกัน
การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายถือ กระบองศึก(เมซ) และโล่ ทันทีที่สัญญาณเริ่มดังขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็พุ่งเข้าฟาดฟันอาวุธสุดโหดนั้นใส่กัน
เสียง กระบองศึกปะทะโล่ เสียงรับพลาดแล้วฟาดเข้าที่ลำตัวดังสนั่นหวั่นไหว ระหว่างที่ฟังเสียงเหล่านั้น ฉันก็แอบคิดอะไรไม่เข้าท่าว่า โดนทุบหนักขนาดนั้น สมองไม่กระทบกระเทือนก็แปลกแล้ว...
แต่จะว่าไป การต่อสู้ของรุ่นพี่ทั้งสองคนนี่ดูไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าไหร่เลยแฮะ เอาแต่ใช้กำลังเข้าแลกกันอย่างเดียว ไม่มีใครมีท่าไม้ตายปิดฉากเลย
ถ้าเป็นฉันล่ะก็ จะหลอกล่อให้อีกฝ่ายพุ่งเข้ามา แล้วสวนกลับจังๆ ให้หมอบไปเลย
"…ถ้าพูดถึงฝีมือ ทางสีฟ้าดูจะเก่งกว่านะ แต่สีแดงดูเหมือนเครื่องจะสเปคดีกว่า"
"โห ดูออกด้วยเหรอ"
"ทั้งที่บอกว่าเพิ่งเคยดูการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ของจริงเป็นครั้งแรกแท้ๆ แต่ตาแหลมคมจังเลยนะ เนโร"
ถึงทั้งสองคนจะชม แต่ของแค่นี้มองปุ๊บก็รู้ปั๊บแล้วล่ะ ถึงจะเพิ่งเคยเห็นของจริงครั้งแรก แต่ฉันก็เคยดูผ่าน ภาพวิญญาณ(อีเธอร์วิชัน) มาหลายครั้งแล้วนี่นา
"เห็นสัญลักษณ์รูปกระต่ายที่ไหล่ของเครื่องสีแดงไหม? นั่นเป็นลายเซ็นออริจินัลของช่างเทคนิคที่ปรับแต่งเครื่องน่ะ เป็นการแสดงว่าเครื่องนี้ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว พูดง่ายๆ คือสองเครื่องนี้คือเครื่องรุ่นมาตรฐาน (Normal) กับเครื่องแต่ง (Custom) ไงล่ะ"
แบบนี้นี่เอง เหมือนกับที่รุ่นพี่คูน... ไม่สิ ท่านผู้อำนวยการคูนดัดแปลงอคิลลีสสินะ เป็นเครื่องที่ถูกปรับแต่งมาหลากหลายรูปแบบนี่เอง
"เราสามารถดัดแปลงหุ่นเองได้ไหม?"
"ได้สิ ถ้าเป็นหุ่นของตัวเองนะ เฟรมเกียร์สำหรับโลกเสมือนได้มาฟรีๆ ก็จริง แต่อาร์มเกียร์ของจริงปกติแล้วต้องเช่าเอาน่ะ ถ้าไม่เก็บสะสม G มาซื้อก็ดัดแปลงไม่ได้หรอก"
อาร์มเกียร์ต้องซื้อเอาเหรอเนี่ย! เดี๋ยวนะ ใช้ G ซื้อได้ด้วยเหรอ!?
"เป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนวิทยาลัยน่ะสิ ขืนไปซื้อข้างนอก อย่างถูกๆ ก็ปาเข้าไปสิบเหรียญทองขาวแล้วนะ แต่นี่ใช้แค่สองเหรียญทองขาวในค่าเงิน G ก็ซื้อได้แล้ว ถือว่าถูกสุดๆ ไปเลยล่ะ"
อาร์มเกียร์ลดแปดสิบเปอร์เซ็นต์!? ไม่สิ แบบนั้นมันไม่ถูกเกินไปหน่อยเหรอ!? ขนาดที่บ้านนอกฉันต้องเป็นนักผจญภัยตั้งปีกว่าจะหาเงินขนาดนั้นได้เลยนะ!?
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ ถ้าเอา G ไปซื้อชิ้นส่วนมาประกอบเองก็จะยิ่งถูกลงไปอีก ที่จริงแล้ว วิธีที่เร็วและถูกที่สุดในการมีหุ่นคู่ใจก็คือการขอซื้ออาร์มเกียร์ที่พวกรุ่นพี่ประกอบเสร็จแล้วนั่นแหละ แถมรุ่นพี่ยังช่วยปรับแต่งให้ระดับนึง แล้วยังช่วยซ่อมแซมให้ด้วยนะ แต่ก็นะ บางคนก็ชอบเครื่องมาตรฐานที่ยังไม่ผ่านการปรับแต่งมากกว่า เพราะมันขับง่ายกว่าน่ะสิ เพราะงั้นบางทีการลงเรียนวิชาเลือก 'วิศวกรรมเวทมนตร์' เอาไว้ก็น่าจะดีนะ"
"ฉันน่ะ ไม่ค่อยถนัดเรื่องเวทมนตร์เท่าไหร่นี่สิ..."
ไม่ใช่ว่าใช้เวทมนตร์ไม่ได้นะ ฉันมีธาตุตั้งสี่ธาตุ ไฟ น้ำ แสงสว่าง แล้วก็ไร้ธาตุ ซึ่งถือว่าหายากมากเลยล่ะ ขนาดอาจารย์ยังชมเลย
แต่ปัญหาคือฉันมีพลังเวทเยอะเกินไปจนควบคุมได้ไม่ค่อยดีน่ะสิ ตอนฝึกซ้อมก็เกือบเผาป่า หรือไม่ก็เกือบแช่แข็งบ้านไปแล้ว
'วิศวกรรมเวทมนตร์' ต้องอาศัยการควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อน คนอย่างฉันจะทำได้เหรอเนี่ย
อ้อ ส่วนพวกลูกขุนนางก็เห็นว่าให้ทางบ้านส่งอาร์มเกียร์มาให้ได้ด้วยนะ
แต่ทางวิทยาลัยก็มีกฎห้ามใช้หุ่นที่ถูกปรับแต่งมาล่วงหน้า และอนุญาตให้ใช้เฉพาะหุ่นรุ่นพื้นฐานแบบเดียวกับที่ให้เช่าเท่านั้น สรุปก็คือสเปคเริ่มต้นก็เท่าเทียมกันหมดนั่นแหละ
แต่การมีหุ่นเป็นของตัวเอง จะได้สามารถปรับแต่งได้หรือไม่ได้นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่หลวงมากเลยนะ
แคโรกับเชรี่จะได้หุ่นส่งมาจากบ้านไหมนะ ส่วนฉันก็คงต้องพยายามด้วยหุ่นเช่าของโรงเรียนไปก่อนล่ะมั้ง
ผลการต่อสู้ระหว่างอาร์มเกียร์สีแดงกับสีฟ้าจบลงด้วยชัยชนะของสีแดง บอกตามตรงว่ามันเป็นการต่อสู้ที่เละเทะมาก...
แต่ถ้าพวกรุ่นพี่ที่ฝึกมาตั้งปีนึงฝีมือแค่นี้ล่ะก็ ถ้าฉันพยายามหน่อยก็น่าจะไปได้สวยเลยไม่ใช่เหรอ? ฉันแอบคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น แต่ความคิดนั้นก็ต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นการต่อสู้คู่ถัดไปที่ระดับต่างกันราวฟ้ากับเหว
เด็กปีสองเองก็มีหลายระดับสินะ...
อย่าประมาทเชียวล่ะ




.
011 เด็กแว่นกับยัยเอลฟ์ผมทอง
.
หลังจากดูการแข่งอาร์มเกียร์ไปสองสามคู่ พวกเราก็พากันเดินดูรอบๆ วิทยาลัยต่อ
นอกจากลานประลองแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลานฝึกซ้อมดาบและศิลปะการต่อสู้, โรงยิม, ห้องฟิตเนส, สระว่ายน้ำทั้งในร่มและกลางแจ้ง ไปจนถึงห้องยูนิตที่มีเฟรมยูนิตตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
"ฝั่งโน้นน่าจะเป็นโซนชมรมนะ จะลองแวะไปดูไหม?"
"อืมม วันนี้ขอผ่านดีกว่า"
"ฉันก็ด้วย"
ตอนนี้ยังไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าชมรมหรอก เอาเวลาไปรับงานที่กิลด์นักผจญภัยหาเงิน หรือไม่ก็ทำงาน พาร์ตไทม์(ระยะสั้น) ในวิทยาลัยเพื่อหา G(เกียร์) มาอัปเกรดหุ่นยังจะดีกว่าอีก
"พวกงานพาร์ตไทม์ในวิทยาลัยนี่มีงานแบบไหนบ้างเหรอ รู้ไหม?"
"ฟังจากที่พวกรุ่นพี่คุยกันก็มีตั้งแต่ช่วยงานกิจกรรมของวิทยาลัย, หาข้อมูลหรือช่วยงานวิจัยของอาจารย์, ขนของด้วยอาร์มเกียร์ ไปจนถึงล้างจานในโรงอาหารเลยล่ะ มีเยอะแยะเลยนะ"
ฟังดูเหมือนเป็นสารพัดรับจ้างเลยแฮะ... นี่กะจะใช้นักเรียนเป็นแรงงานราคาถูกเพื่อลดต้นทุนหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ก็นะ ถือซะว่าแลกกับการได้ G(เกียร์) มาอัปเกรดเฟรมเกียร์ของตัวเอง ก็ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่ายล่ะมั้ง
ข้อมูลเฟรมเกียร์ที่เราสร้างขึ้นในวิทยาลัย พอเรียนจบไปก็ยังเป็นของเราอยู่ดี
หมายความว่า ถ้าในอนาคตเราได้เป็น 'ทรูปเปอร์' ของประเทศไหนสักแห่ง เราก็สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้กับเฟรมเกียร์ของจริงได้เลย
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคิดจะเอาดีด้านนี้จริงๆ ก็ต้องตั้งใจสร้างหุ่นที่เข้ากับตัวเองให้ดีที่สุดตั้งแต่ตอนนี้เลย
ถ้ามีข้อมูลนั้นล่ะก็ ประเทศต้นสังกัดอาจจะสร้างหุ่นเฉพาะตัวให้เราเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศล่ะนะ
...อย่างรุ่นพี่เซลด้าที่เป็นเจ้าหญิงแห่งเรสเทีย ก็ต้องกลับไปรับใช้ประเทศบ้านเกิดอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า 'แอสเทรีย' เฟรมเกียร์สีส้มเครื่องนั้น ก็คงจะได้กลายเป็นเฟรมเกียร์สังกัดอาณาจักรเรสเทียค่อนข้างชัวร์เลยล่ะ
แตกต่างจากเมื่อสามร้อยปีก่อน ในยุคปัจจุบันแต่ละประเทศก็มีเฟรมเกียร์ประจำการอยู่หลายเครื่อง แต่พวกนั้นไม่ใช่หุ่นที่แต่ละประเทศสร้างขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์หรอกนะ
หัวใจสำคัญของเฟรมเกียร์อย่าง 'เตาปฏิกรณ์วิญญาณเวทมนตร์' และ 'เอเธอร์ลิควิด' ที่เป็นเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงตัวหุ่น ทั้งสองอย่างนี้สามารถผลิตได้ที่บรุนฮิลด์ที่เดียวเท่านั้น
สรรพสิ่งล้วนมีภูตสถิตอยู่ เตาปฏิกรณ์วิญญาณคือกลไกที่ขอยืมพลังจากภูตเหล่านั้นมาขยายพลังเวทมนตร์
ส่วนเอเธอร์ลิควิดคือสื่อกลางที่ทำหน้าที่กระจายพลังเวทให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของเฟรมเกียร์
เอเธอร์ลิควิดนั้นมีขายทั่วไป แต่เตาปฏิกรณ์วิญญาณถือเป็น 'ของให้ยืม' จากราชรัฐบรุนฮิลด์เท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ การจะสร้างเฟรมเกียร์ขึ้นมาได้นั้น ขาดบรุนฮิลด์ไปไม่ได้เลย
ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศพยายามจะสร้างเตาปฏิกรณ์วิญญาณด้วยเทคโนโลยีของตัวเอง โดยการแอบถอดชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์ที่ยืมไปจากราชรัฐเพื่อนำไปวิเคราะห์
แต่พอพยายามจะแยกส่วน เตาปฏิกรณ์ก็มักจะสลายหายไป ดึงดูดเข้าหากันจนหลอมละลาย หรือหนักสุดก็ระเบิดตู้มไปเลย
และแน่นอนว่าเมื่อราชรัฐรู้ว่ามีประเทศที่คิดจะเอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาทำลายของที่อุตส่าห์ไว้ใจให้ยืมไป ก็ย่อมมีการลงดาบด้วยการระงับการให้ยืมเตาปฏิกรณ์เพิ่ม หรือเรียกคืนเตาที่มีอยู่ทั้งหมด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจำนวนเตาปฏิกรณ์ในแต่ละประเทศที่เคยมีเท่ากันเมื่อสามร้อยปีก่อน ถึงได้มีความแตกต่างกันในปัจจุบันนี้
จำนวนเตาปฏิกรณ์ หรือก็คือจำนวนเฟรมเกียร์ที่ครอบครอง ยิ่งมีน้อยก็ยิ่งแปลว่าประเทศนั้นเคย 'ทำเรื่องงามหน้า' เอาไว้ในอดีต ถึงช่วงหลายสิบปีมานี้จะไม่มีประเทศไหนทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นแล้วก็เถอะนะ
เข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลแล้ว)
สรุปก็คือ ฉันต้องคิดเรื่องเฟรมเกียร์ของตัวเองให้ดีๆ เพื่ออนาคตสินะ
'ลูซิเฟอร์' ของฉันเป็นเฟรมสายความเร็วสูง (High Mobility) ถ้าอยากจะเพิ่มความเร็วให้มากกว่านี้ก็ต้องลดน้ำหนักอุปกรณ์ ไม่ก็ติดบูสเตอร์ความเร็วสูงหรือทรัสเตอร์ขนาดใหญ่เข้าไป... แต่ของพวกนั้นแพงหูฉี่เลยแฮะ
ระหว่างที่ฉันกำลังกุมขมับดูราคาอะไหล่อยู่แคโรก็โพล่งขึ้นมา
"วิธีหา G(เกียร์) ไม่ได้มีแค่การทำ พาร์ตไทม์อย่างเดียวนะ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราสามารถแลกเปลี่ยน G(เกียร์) ระหว่างนักเรียนด้วยกันได้ไงล่ะ ยกตัวอย่างเช่น พวกรุ่นพี่สายช่าง ก็มักจะรับจ้างซ่อมหรือดัดแปลงอาร์มเกียร์เพื่อแลกกับ G(เกียร์) หรือแม้แต่การรับจ้างทำธุระส่วนตัวก็ยังสามารถใช้ G(เกียร์) เป็นค่าจ้างได้เหมือนกันนะ"
"เอ๊ะ แบบนั้นก็ได้ด้วยเหรอ?"
"ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และไม่ขัดต่อกฎของวิทยาลัยหรือศีลธรรมอันดี ก็ไม่มีปัญหาจ้ะ"
อ้อ มีวิธีหา G(เกียร์) แบบนี้ด้วยนี่เอง ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...
"อ๊ะ แต่ห้ามใช้เงินจริงซื้อขายกันเด็ดขาดเลยนะ ขืนทำแบบนั้นมีสิทธิ์โดนไล่ออกได้ง่ายๆ เลย"
"ข เข้าใจแล้วน่า..."
ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวโดนดักคอซะสนิทเลย โธ่เอ๊ย แต่ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็ถังแตกอยู่ดีนั่นแหละ
หลังจากเดินสำรวจวิทยาลัยจนทั่ว พวกเราก็ตัดสินใจว่าจะกลับหอพักเก็นบุกันแล้ว
ระหว่างทาง เชรี่ที่กำลังดูแผนที่ในสมาร์ทโฟนก็ชี้ไปที่ตรอกแคบๆ ระหว่างอาคารสองหลังแล้วบอกว่าทางนี้เป็นทางลัด พวกเราเลยเดินตามเธอเข้าไป
ทางมันลัดก็จริง แต่มันแคบสุดๆ กว้างแค่ประมาณเมตรเดียวเอง เสียวชุดนักเรียนตัวใหม่จะเปื้อนชะมัดเลย
"นี่ไง ทะลุออกมาแล้ว"
เชรี่หันมาทำหน้าภูมิใจใส่พวกเรา พอดูแผนที่แล้ว ทางนี้มันลัดตัดตรงไม่ต้องเดินอ้อมไกลๆ จริงด้วย นักเรียนคนอื่นๆ คงใช้เส้นทางนี้กันเป็นปกติล่ะมั้ง ไว้เวลาฉันรีบๆ ก็มาใช้บ้างดีกว่า
"ฉันบอกแล้วไงคะ... ว่ามองยังไงเจ้านี่มันก็แค่ของถูกๆ ระดับล่างเท่านั้นเอง"
"อย่ามาล้อเล่นนะยะ! แกจะไปรู้อะไร!"
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมา พวกเราจึงหันไปมองตามเสียงนั้น
"เหวอ"
"เหวอ?"
ฉันเผลอร้องอุทานออกมา ก่อนที่อีกสองคนจะร้องตามเหมือนนกแก้วนกขุนทอง
ก็แหม ตรงจุดที่พวกเรามองไป ดันเป็นยัยเอลฟ์ผมทองรูมเมตตัวแสบคนนั้นน่ะสิ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตรงหน้ายัยนั่นมีนักเรียนร่างยักษ์สามคนยืนขวางทางอยู่ ดูจากสีเนกไทแล้วน่าจะเป็นปีสองนะ ทำไมตัวใหญ่ขนาดนั้นล่ะเนี่ย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตัวใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนั้นนะ
ถึงยัยเอลฟ์ผมทองจะสูงกว่ามาตรฐานผู้หญิงทั่วไป แต่พวกนั้นสูงกว่าหล่อนเป็นคืบเลยล่ะ กล้ามก็เป็นมัดๆ ดูทรงแล้วน่าจะเป็นพวกสายลุยแหงๆ
"พวกนั้นน่าจะมาจากสหพันธ์มหาพฤกษาล่ะมั้ง ที่นั่นมีบางเผ่าที่มีรูปร่างใหญ่โตเป็นพิเศษอยู่น่ะ"
แคโรที่ยืนอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามาตอบข้อสงสัยของฉัน
สหพันธ์มหาพฤกษา... ประเทศที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในมหาพฤกษาทางตอนใต้ของบรุนฮิลด์สินะ
จริงๆ แล้วเห็นว่ายังไม่เชิงเป็นประเทศเต็มตัวหรอกนะ แต่จะมีการจัดงานประลองยุทธ์ที่เรียกว่า 'พิธีคัดสรร' เพื่อเลือกผู้นำจากชนเผ่าต่างๆ มาปกครองสหพันธ์น่ะ
ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างหลังยัยเอลฟ์ผมทองมีใครอีกคนอยู่ด้วย
เพราะเธอนั่งยองๆ อยู่ก็เลยมองไม่ค่อยเห็น แต่ดูเหมือนจะเป็นเด็กปีหนึ่งเหมือนกันนะ
เธอมีผมสีน้ำตาลแดงถักเปียเดี่ยว ใส่แว่นตากลมโต สายตาของเธอล่อกแล่กมองสลับไปมาระหว่างยัยเอลฟ์ผมทองกับแก๊งสามคนนั้นด้วยความตื่นตระหนก
ที่แทบเท้าของเธอมีเศษซากอะไรบางอย่างแตกกระจายอยู่ แก้ว... เหรอ? ขวดอะไรสักอย่างรึเปล่านะ? ของเหลวข้างในหกเลอะเทอะเต็มพื้นไปหมดเลย
"แกทำโพชั่นที่เพิ่งซื้อมาแตกนะเว้ย! ก็ต้องชดใช้สิวะ!"
"เรื่องชดใช้น่ะฉันไม่เถียงหรอกค่ะ แต่ฉันแค่บอกว่าราคาที่คุณเรียกมาน่ะมันไม่สมเหตุสมผลต่างหากล่ะคะ"
รุ่นพี่ผมทรงเดรดล็อกส์หนึ่งในแก๊งยักษ์สามคนตะคอกใส่ แต่ยัยเอลฟ์ผมทองกลับตอบโต้ด้วยท่าทีเยือกเย็น
"อะไรน่ะ? เด็กคนนั้นคนรู้จักเนโรเหรอ?"
"อืมมม จะเรียกว่าคนรู้จักดีไหมนะ... รูมเมตน่ะ"
"ก็คนรู้จักนั่นแหละ"
คำพูดของเชรี่ทำให้ฉันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นรูมเมตแปลว่าเป็นคนรู้จัก... งั้นเหรอ? จะว่ารู้จักก็รู้จักแหละ แต่เอาจริงๆ ชื่อยัยนั่นฉันยังจำไม่ค่อยจะได้เลย
"นี่มันไฮโพชั่นของหายากเลยนะโว้ย! อย่างต่ำก็ต้อง 5 เหรียญทองแล้ว!"
"เลิกพูดจาไร้สาระสักทีเถอะค่ะ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ใครเขาจะเอามาใส่ในขวดแก้วถูกๆ แบบนี้กันล่ะคะ มองยังไงนี่มันก็แค่โพชั่นห่วยๆ ระดับที่ขายกันตามตลาดแบกะดินชัดๆ เต็มที่ก็ไม่เกิน 5 เหรียญเงินหรอกค่ะ"
ยัยผมเดรดล็อกส์กับยัยเอลฟ์ผมทองยังคงเถียงกันไม่เลิก ฟังจากที่คุยกัน ดูเหมือนว่ายัยแว่นนั่นจะไปเดินชนพวกรุ่นพี่ปีสอง จนทำโพชั่นของยัยผมเดรดล็อกส์ตกแตก
แล้วพวกนั้นก็เรียกค่าเสียหายเป็นเงินตั้ง 5 เหรียญทอง ซึ่งมันแพงหูฉี่ ยัยเอลฟ์ผมทองที่บังเอิญผ่านมาเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็เลยเข้ามาสอด จนกลายเป็นเรื่องบาดหมางกันอย่างที่เห็น
แต่ก็นะ 5 เหรียญทองนี่มันแพงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ มากกว่าเงินเดือนอัศวินทั่วไปซะอีก ไม่สิ ถ้าเป็นไฮโพชั่นจริงๆ ราคานั้นก็อาจจะสมเหตุสมผลก็ได้ล่ะมั้ง
ไฮโพชั่นเป็นไอเทมล้ำค่าที่ไม่ได้รักษาแค่พลังกายและความเหนื่อยล้า แต่ยังรักษาบาดแผลสาหัสไปจนถึงกระดูกหักได้ด้วย
สำหรับนักผจญภัยแล้ว ถือเป็นไอเทมช่วยชีวิตที่ต้องมีติดตัวไว้อย่างน้อยสักขวดเลยล่ะ จริงๆ แล้วฉันเองก็มีพกติดตัวไว้ขวดนึงเหมือนกันนะ
ถ้าเอาไปขาย ก็น่าจะได้มากกว่า 5 เหรียญทองแหละ รู้ทั้งรู้ แต่ของแบบนี้ใครจะไปขายลงล่ะ เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง
ถึงฉันจะได้มันมาฟรีๆ เพราะอาจารย์ให้เป็นของขวัญอำลาก็เถอะ แต่สำหรับนักเรียนทั่วไป เงิน 5 เหรียญทองนี่ถือเป็นรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสเอาการเลยนะ... หืม?
"นี่ ขอโทษนะคะ"
"อ้าว เธอ..."
"อะไรวะ!? ไม่เกี่ยวก็ไสหัวไปซะ!"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์ตวัดสายตาขวางมามองฉัน
"อ้าว ถ้าบอกว่าฉันไม่เกี่ยว งั้นยัยเอลฟ์ผมทองนี่ก็ไม่เกี่ยวเหมือนกันสิ"
"ยัยเอลฟ์ผมท... นี่แกหมายถึง ดิฉันเหรอคะ?"
อุ๊ย สายตาพิฆาตเพิ่มมาอีกคู่แล้วแฮะ ช่างเถอะ
ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่เดรดล็อกส์
"เมื่อกี้บอกว่า 'อย่างต่ำก็ 5 เหรียญทอง' ใช่ไหม? ทำไมถึงจำราคาโพชั่นที่ตัวเองซื้อไม่ได้ล่ะ? ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?"
"อึก...!"
"ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าเพิ่งซื้อมาหมาดๆ น่ะ? แล้วทำไมถึงจำราคาไม่ได้ล่ะ? ของนั่นมันใช่ของที่หล่อนซื้อมาจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?"
"ช ใช่สิวะ! แล้วแกมีปัญหาอะไรฮะ!?"
รุ่นพี่เดรดล็อกส์แสดงอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด พิรุธออกเต็มๆ เลยนะเจ๊
ฉันก้มลงหยิบเศษแก้วจากก้นขวดที่แตกกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วใช้มันกรีดลงบนฝ่ามืออีกข้างจนเลือดซิบ
"ด เดี๋ยวสิ...! ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย!?"
 
ฉันเมินยัยเอลฟ์ผมทองที่กำลังโวยวาย แล้วเทของเหลวที่เหลือติดก้นขวดอยู่นิดหน่อยลงบนปากแผล แสบชะมัด... แต่ปากแผลก็ยังเปิดอ้าอยู่เหมือนเดิม
"แผลไม่ปิด...?"
"ต่อให้เป็นโพชั่นระดับล่างสุด ยังไงก็ต้องรักษาแผลให้ปิดสนิทได้บ้างล่ะน่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสะเก็ดแผลบางๆ ขึ้นมาบ้าง แต่นี่... ของในขวดนี่มันไม่ใช่โพชั่นตั้งแต่แรกแล้ว สรุปก็คือ—"
พอฉันตวัดสายตาจับผิดไปที่พวกรุ่นพี่เดรดล็อกส์ ทั้งสามคนก็ออกอาการลนลานจนเก็บอาการไม่อยู่ สายตาล่อกแล่กมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ม ไม่รู้โว้ย! พวกเราก็โดนหลอกมาเหมือนกันนั่นแหละ!"
"ช ใช่ๆ! ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นของปลอม! โธ่เว้ย แม่งเอ๊ย!"
"ไ ไอ้พ่อค้านั่น ฉันจะไปอัดมันให้น่วมเลย! เฮ้ย ไปกันเถอะพวกเรา!"
"อ๊ะ"
ยังไม่ทันที่ยัยเอลฟ์ผมทองจะอ้าปากรั้งไว้ ยัยยักษ์สามตัวนั้นก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปซะแล้ว วิ่งเร็วจริงๆ นะพวกหล่อน...

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แปลไทย ไปต่างโลกกับสมาร์ทโฟน ภาค300ปีให้หลัง 1-42

แปลไทย ไปต่างโลกกับสมาร์ทโฟน ภาค300ปีให้หลัง 31-40