แปลไทย ไปต่างโลกกับสมาร์ทโฟน ภาค300ปีให้หลัง บทที่ 2 การต่อสู้ของเด็กนักเรียนปีหนึ่ง 31-
บทที่ 2 การต่อสู้ของเด็กนักเรียนปีหนึ่ง
031 รุ่นพี่ชิบะกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รี
.
"หิวจังเลย..."
ฉันเดินคอตกไปตามทางเดินพร้อมกับเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก
กว่าจะผ่านชั่วโมงเรียนมาได้โดยไม่ให้ท้องร้องนี่ลำบากสุดๆ ต้องแกล้งทำเป็นไอค่อกแค่กกลบเกลื่อนตั้งหลายรอบ...
ที่ต้องมาทนหิวแบบนี้ ก็เพราะเรื่องวุ่นวายของรุ่นพี่เซลด้า... ไม่สิ ท่านพี่เซลด้าเมื่อเช้า ทำให้ฉันอดกินมื้อเช้าไปเต็มๆ
ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปไวมาก พอเข้าเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาทิ่มแทงจากเพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งเต็มไปหมด
ส่วนใหญ่ก็แค่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแหละ แต่ก็มีบางคนที่ส่งรังสีอำมหิตมาแทบจะฆ่าฉันให้ตายด้วยสายตาเลย
"ก็รุ่นพี่เซลด้าเล่นไต่เต้าขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งตั้งแต่ตอนอยู่ปีสาม ถือเป็นตำนานเดินได้ของวิทยาลัยเลยนะ ไม่แปลกหรอกที่จะมีรุ่นน้องปลื้มเยอะ แล้วก็คงมีหลายคนที่แอบหวังจะได้เป็นน้องสาวร่วมสาบานของรุ่นพี่ด้วย"
"แถมรุ่นพี่แกยังเป็นถึงเจ้าหญิงตัวจริงเสียงจริงอีกต่างหาก ทุกคนก็เลยได้แต่แหงนมองตาปริบๆ คิดว่าเป็นดอกฟ้าที่เอื้อมไม่ถึง แต่จู่ๆ ก็มีเด็กปีหนึ่งโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาเสียบตำแหน่งนั้นไปหน้าตาเฉย เป็นใครก็ต้องปรี๊ดแตกเป็นธรรมดาแหละ"
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
แคโรกับเชรี่อุตส่าห์อธิบายซะเห็นภาพ แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี ทำไมฉันต้องมาโดนเกลียดเพราะเรื่องพรรค์นี้ด้วยเนี่ย
"แล้วไอ้ 'คำสาบานแห่งพี่น้อง' อะไรเนี่ย มันยกเลิกได้ไหมนะ... ถ้าฉันคืนแหวนวงนี้ไปเรื่องจะจบไหม?"
"จะบ้าเหรอคะ... ขืนทำแบบนั้นมีหวังเธอโดนรุมประชาทัณฑ์แน่ค่ะ เข้าใจไหมคะ? ที่แฟนคลับเดนตายของท่านเซลด้ายอมทนดูอยู่เงียบๆ ได้ ก็เพราะตอนนี้เธออยู่ในฐานะ 'น้องสาว' ของท่านไงล่ะคะ ถ้าขืนทิ้งสิทธิพิเศษนี้ไป ชีวิตในวิทยาลัยของเธอคงได้ตกนรกทั้งเป็นแหงๆ ค่ะ"
"นี่มันทางตันชัดๆ"
สรุปว่าทำยังไงก็โดนเกลียดอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ชักจะรู้สึกว่าแหวนวงนี้มันเป็นแหวนต้องคำสาปซะแล้วสิ
รู้งี้ไม่น่ารับมาง่ายๆ เลยแฮะ...
"ไม่เห็นยากเลย เนโรก็แค่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีฝีมือคู่ควรกับการเป็น 'น้องสาว' ของรุ่นพี่เซลด้าก็สิ้นเรื่อง แค่แสดงให้ประจักษ์ พวกปากหอยปากปูก็เงียบไปเองแหละ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง...?"
ฉันว่าถ้าไม่ได้ขึ้นไปถึง S Rank หรือติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ก็คงไม่มีใครยอมรับหรอกมั้ง...
ก็นะ ฉันก็ตั้งเป้าไว้ประมาณนั้นอยู่แล้วแหละ! แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบท้ออยู่ดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ปุบปับซะหน่อย...
อืม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ทำได้ต่อไปล่ะนะ เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วไปตั้งใจลุย 【การประลองดารา】 ดีกว่า
"มีคนส่งคำท้าประลองมาเพียบเลยล่ะสิ"
"อืม... เยอะจนน่ารำคาญเลยล่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งจะปิดแจ้งเตือนไป"
อย่างที่เชรี่บอก ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเช้า สมาร์ทโฟนของฉันก็เด้งแจ้งเตือนคำท้าประลองไม่หยุดเลย ขนาดปิดเสียงแล้วมันก็ยังสั่นครืดๆ น่ารำคาญจนฉันต้องปิดการแจ้งเตือนไปเลย
ถึงจะรู้ว่าวิทยาลัยกำหนดโควตาจำนวนครั้งในการส่งคำท้าประลองได้ต่อวันก็เถอะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะแห่กันส่งมาพร้อมกันขนาดนี้... เยอะกว่าตอนประเดิมสนามวันแรกซะอีก
ถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ปีสอง F Rank เหมือนกันก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมถึงมีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งมาด้วยล่ะเนี่ย? แถมเป็นปีสองทั้งหมดเลย
"ก็การที่คนอันดับสูงกว่าจะท้าคนอันดับต่ำกว่ามันไม่ได้ผิดกฎนี่นา อีกอย่าง ถ้าไม่อยากสู้ก็ปฏิเสธได้โดยไม่โดนลงโทษอะไรด้วย ในทางกลับกัน มันถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เลื่อนอันดับโดยไม่ต้องเสียแต้ม 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 เลยนะ"
ตอนนี้ฉันอยู่ F Rank ถ้าจะเลื่อนขึ้นไป E Rank ฉันต้องใช้ดาว 10 ดวงเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
และยังต้องมีดาวเดิมพันในการต่อสู้ด้วย เพราะงั้นอย่างน้อยๆ ฉันต้องมีดาว 11 ดวงขึ้นไปถึงจะท้าได้
แน่นอนว่าถ้าแพ้ ดาวทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
แต่ถ้าคนอันดับสูงกว่าเป็นฝ่ายท้ามา ฉันก็ไม่ต้องเสียแต้มแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】
แค่เดิมพัน 1 ดาว ถ้าฉันชนะ ฉันก็จะได้เลื่อนขึ้น E Rank ส่วนอีกฝ่ายก็จะตกไปอยู่ F Rank แทน
การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่า มันมีความเสี่ยงสูงมากถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา
"ปีสอง E Rank งั้นเหรอ..."
"แต่เธอก็เคยเอาชนะปีสองมาแล้วนี่นา"
เชรี่พูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ยัยหัวเดรดล็อกนั่นมัน F Rank นะ พวก E Rank ที่กล้ายอมรับความเสี่ยงแล้วท้าฉันมาเนี่ย น่าจะมีฝีมือพอตัวเลยนะ...
"ก็นะ พวกนั้นคงเป็นแฟนคลับของรุ่นพี่เซลด้าล่ะมั้ง คงไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ หรอก"
นั่นสิเนอะ... ถึงฉันจะมั่นใจว่าพอจะเอาชนะได้อยู่หรอก แต่พอคิดถึงสภาพหุ่นของตัวเองแล้วก็แอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน
ทางนั้นเป็นหุ่นที่ผ่านการต่อสู้มาเป็นปี ส่วนหุ่นของฉันยังเป็นแค่หุ่นมาตรฐานที่แทบไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย
ถ้าขืนแพ้ง่ายๆ คงโดนหยามว่า 'เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าไม่คู่ควร' แหงๆ น่าเจ็บใจชะมัด
ถ้าจะสู้กับคนระดับสูงกว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' ให้เก่งขึ้นอีกนิดนึงก่อน... ไม่ต้องถึงขั้น 【วินเดีย(ปีก)】 หรอกนะ แค่พอให้สู้ไหวก็พอ...
"ช่วงนี้คงต้องอาศัยสุ่มคู่ต่อสู้ไปก่อน ต้องรีบอัปเกรดประสิทธิภาพหุ่นให้ได้เร็วที่สุด"
ระบบสุ่มคู่ต่อสู้คือระบบที่จะสุ่มเลือกคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันมาให้
เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับใคร ก็เลยไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะก็สบายใจกว่าเยอะ
พอกำหนดทิศทางได้แล้ว จู่ๆ ก็มีอีเมลแจ้งเตือนเข้ามา จากท่านพี่เซลด้านั่นเอง อ้อ จริงสิ นัดกินมื้อเที่ยงกันไว้นี่นา
ในอีเมลระบุชื่อร้านกับพิกัดไว้ให้เสร็จสรรพ 'พาเรนต์'... อ้าว นี่มันร้านกาแฟที่ฉันเคยไปกินตอนก่อนวันปฐมนิเทศนี่นา
ฉันขอตัวแยกกับแคโรและเพื่อนๆ แล้วเดินออกไปนอกวิทยาลัย ช่วงบ่ายฉันไม่มีเรียน แล้วก็ไม่ได้นัดประลองกับใครไว้ด้วย ขากลับค่อยแวะซื้อของที่สมาคมการค้าสแตรนด์ดีกว่า
เดินมาไม่ไกลก็ถึงตึกอิฐสีแดงสุดคลาสสิกที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก พอมองผ่านกระจกเข้าไป ก็เห็นท่านพี่เซลด้ามาถึงแล้ว ที่นั่งข้างๆ มีใครอีกคนนั่งอยู่ด้วย คงจะเป็นคนที่อยากแนะนำให้รู้จักล่ะมั้ง?
กริ๊ง... เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นขณะที่ฉันเดินเข้าไปในร้าน ฉันบอกพนักงานว่ามีเพื่อนนัดไว้แล้วก็เดินตรงไปหาท่านพี่เซลด้า
"มาแล้วเหรอจ๊ะ เนโร นั่งก่อนสิ อ้อ ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่รุ่นพี่ ชิบะ ซานะ(Chiba Sana) (千葉紗那) อยู่ปีห้าจ้ะ รุ่นพี่คะ นี่เนโร น้องสาวของฉันเองค่ะ"
ปีห้า... รุ่นพี่ปีสุดท้ายเลยนี่นา
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
"ชิบะ ซานะ จ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
ดูจากชื่อนามสกุลกับผมสีดำขลับแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องมาจากประเทศอีเชนแน่ๆ ถ้ามาจากบรุนฮิลด์ก็คงเข้า 'วิทยาลัย' ไม่ได้นี่นา
เอ๊ะ แต่ก็มีวิธีเลี่ยงบาลีโดยการย้ายสัญชาติไปประเทศอื่นก่อนแล้วค่อยมาสมัครเรียนอยู่นี่นะ
รุ่นพี่ชิบะมีผมสีดำยาวสลวยรวบด้วยโดนัทรัดผม โครงหน้าคมคาย เป็นสาวสวยสไตล์เดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยแฮะ...
ฉันนั่งลงตรงข้ามพวกเธอตามคำเชิญของท่านพี่เซลด้า แล้วจิบน้ำเปล่าที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ
"สั่งอะไรมากินกันก่อนเถอะจ้ะ มื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง สั่งได้เต็มที่เลยนะ รุ่นพี่ชิบะก็ด้วยนะคะ"
"โอ้โห ลาภปากเลยแฮะ"
"หุหุ ไม่เกรงใจล่ะนะ"
เพิ่งจะโดนเลี้ยงไปหมาดๆ แอบเกรงใจจังแฮะ แต่ก็นะ กระเป๋าตังค์ฉันก็ไม่ได้ตุงอะไรขนาดนั้น งั้นขอน้อมรับน้ำใจนี้ไว้ก็แล้วกัน
ฉันหยิบเมนูขึ้นมาดู ลังเลอยู่พักนึงว่าจะกินอะไรดี คราวก่อนสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลไปแล้วสินะ...
โอเค วันนี้เอาเป็นพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลก็แล้วกัน ท่านพี่เซลด้ายกมือเรียกพนักงาน
"พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ / พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลที่นึงค่ะ"
เอ๊ะ? ฉันกับรุ่นพี่ชิบะพูดสั่งเมนูเดียวกันพร้อมกันเป๊ะเลย เราสองคนสบตากันแล้วเผลอหลุดขำออกมา
จังหวะนั้นเอง ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ มือขวาของรุ่นพี่ชิบะมันดูเกร็งๆ ผิดปกติยังไงพิกล... คิดไปเองรึเปล่านะ?
ส่วนท่านพี่เซลด้าสั่งชุดแพนเค้กสเปเชียลแบบเดียวกับที่ฉันเคยกินคราวก่อนเป๊ะเลย
ร้านนี้เมนูสเปเชียลเยอะดีจังแฮะ...
"ฉันกับรุ่นพี่ชิบะอยู่หอเดียวกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยน่ะค่ะ สนิทกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว"
หอเดียวกัน? อ้อ เรสเทียกับอีเชนอยู่ทวีปตะวันออกเหมือนกัน ก็เลยอยู่หอพักมังกรฟ้า (เซย์ริว) เหมือนกันสินะ
"รุ่นพี่ชิบะสำเร็จวิชาดาบ 'อิตโตริวสายเหนือ' (北神一刀流) มาจากอีเชนด้วยนะคะ ฝีมือดาบของรุ่นพี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของวิทยาลัยเชียวนะคะ"
"...นั่นมันเรื่องในอดีตแล้วล่ะ"
"อดีต?"
เดี๋ยวนี้ไม่ได้เก่งแล้วงั้นเหรอ? ด้วยความสงสัย ฉันเลยเผลอทำหน้างง รุ่นพี่ชิบะเลยค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาให้ดู นิ้วมือของเธอเกร็งค้างในลักษณะกึ่งกำกึ่งแบ เหมือนถูกสตาฟไว้ให้ขยับไม่ได้... ที่ฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อกี้ก็คือไอ้นี่เองสินะ... แขนเทียมเหรอ?
"ไม่ใช่แขนเทียมหรอกนะ แต่ขยับไม่ได้แล้วล่ะ โดนพิษของมอนสเตอร์เข้าไปน่ะ ถึงภายนอกจะดูปกติ แต่มันโดน 'สาปเป็นหิน' ไปแล้วล่ะ"
"สาปเป็นหิน..."
พวกมอนสเตอร์อย่าง ค็อกคาทริส (Cockatrice) หรือกอร์กอน (Gorgon) มักจะมีสกิลเปลี่ยนคนเป็นหิน คาโทเบลปัส (Catoblepas) ก็ด้วย
ถ้าโดนสาปเป็นหินไปแล้วก็ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้หรอก... ไม่สิ จริงๆ ก็พอมีวิธีอยู่บ้างแหละมั้ง
ได้ยินมาว่าพวกยารักษาโรคครอบจักรวาลอย่าง อีลิกเซอร์ (Elixir) ก็สามารถรักษาได้ แต่ของพวกนั้นหาได้เฉพาะในดันเจี้ยน แถมราคายังแพงหูฉี่จนแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
"มือข้างนี้จับดาบไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันเลยต้องพยายามฝึกใช้มือซ้ายข้างเดียวให้คล่องแทน... แต่ก็นะ พอใช้แขนได้ข้างเดียว ฝีมือการขับเฟรมเกียร์ก็ตกลงไปเยอะเลยล่ะ... จากที่เคยอยู่ S Rank ตอนนี้ร่วงมาอยู่ B Rank แล้วล่ะ"
เคยอยู่ S Rank!? แปลว่าเคยติดท็อป 9 ของวิทยาลัยเลยเหรอเนี่ย!? ขนาดร่วงลงมาแล้วยังอยู่ B Rank นี่ก็สุดยอดแล้วนะ...
B Rank นี่คืออันดับต่ำสุดก็ต้องท็อป 99 นะ จากนักเรียนทั้งหมด 900 คน นี่มันระดับหัวกะทิชัดๆ...
"ความจริงแล้วที่วังของฉันก็มีอีลิกเซอร์เก็บไว้อยู่ขวดนึงนะคะ ฉันกะจะขอเบิกมาให้รุ่นพี่..."
"หยุดเลยๆ! จะเอาสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์เรสเทียมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงล่ะ!"
"แต่ว่า..."
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน ฉันก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
'สาปเป็นหิน' งั้นเหรอ... อืมม... จะเอายังไงดีนะ... หรือว่านี่คือสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า 'ข้อยกเว้น' กันนะ?
"ขอโทษที่ให้รอค่ะ พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลสองที่ แล้วก็ชุดแพนเค้กสเปเชียลค่ะ"
พนักงานเสิร์ฟยกถาดใบใหญ่ที่มีขนมหวานน่าตาน่ากินมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ขัดจังหวะความคิดของฉันพอดี
โห!? ถ้วยใหญ่เบ้อเริ่มเลย! กินอิ่มจุใจแน่ๆ งานนี้
พาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีสเปเชียลของฉันเสิร์ฟมาในถ้วยทรงสูงปรี๊ด สตรอว์เบอร์รีพูนจนแทบจะล้นออกมาเลย
"ทานแล้วนะคะ!"
ฉันใช้ช้อนยาวๆ ตักสตรอว์เบอร์รีลูกบนสุดเข้าปากเป็นอันดับแรก
สตรอว์เบอร์รีสดๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้ากันได้ดีกับวิปครีมนุ่มๆ ฟินสุดๆ ไปเลย
ระหว่างที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีแสนอร่อย สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ชิบะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอกำลังใช้มือซ้ายตักพาร์เฟต์กินอย่างทุลักทุเล
คงจะถนัดขวาสินะ ถึงจะใช้มือขวาช่วยประคองถ้วยพาร์เฟต์ไม่ให้ล้มได้ก็เถอะ แต่ก็ดูไม่ค่อยถนัดอยู่ดี
หลังจากจัดการกับพาร์เฟต์และแพนเค้กจนเรียบวุธ พวกเราก็สั่งเครื่องดื่มปิดท้าย
ทั้งสองคนสั่งกาแฟ ส่วนฉันสั่งเมลอนโซดา ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนเราถึงชอบกินของขมๆ หลังกินของหวานกันนะ อาจารย์ฉันก็ชอบกินเหมือนกันแหละ
เอาเถอะ ช่างเรื่องนั้นก่อน มาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า
"เอ่อ... รุ่นพี่ชิบะคะ เรื่อง 'สาปเป็นหิน' ที่มือของรุ่นพี่น่ะค่ะ... ถ้าฉันรักษาให้ได้... รุ่นพี่อยากจะให้ฉันช่วยรักษาให้ไหมคะ...?"
""ห๊ะ?""
ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับอ้าปากค้าง มองหน้าฉันอย่างไม่เชื่อสายตา อา... เมลอนโซดานี่อร่อยจังเลยแฮะ
032 ดาบคู่คืนชีพ
.
"รักษาได้... เนโรทำได้เหรอ?"
รุ่นพี่เซลด้าที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้จากอาการอึ้งทึ่งเสียว เอ่ยปากถามฉัน ฉันจึงพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"นั่น 'คำสาปกลายเป็นหิน' เลยนะ? ไม่ใช่แค่แผลธรรมดาๆ ซะหน่อย เวทมนตร์รักษาธาตุแสงทั่วไปรักษาไม่ได้หรอกนะ?"
"ก็รู้อยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุก็น่าจะรักษากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่ใช่เหรอคะ?"
เวทมนตร์ไร้ธาตุ 【รีคัฟเวอรี】 (Recovery) เวทมนตร์สารพัดประโยชน์ที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ 'คำสาปกลายเป็นหิน'
จะว่าไป ฉันเองก็เคยเกือบโดนสาปเป็นหินมาแล้วตั้งสองหน ก็ได้เวทบทนี้แหละช่วยชีวิตไว้
เวทมนตร์ไร้ธาตุได้ชื่อว่าเป็น 'เวทมนตร์เฉพาะบุคคล' เพราะน้อยคนนักที่จะมีเวทบทเดียวกัน
การที่มีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวสักบทก็ถือว่าหายากมากแล้ว แต่รู้ไหมว่าฉันมีเวทมนตร์ไร้ธาตุติดตัวถึงห้าบทเลยนะ! และ 【รีคัฟเวอรี】 ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ขนาดกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยที่เอลฟ์ราวยังเคยทักเลยว่า สไตล์ของฉันมันเหมาะจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มากกว่า ก็นะ พลังเวทก็เยอะ แถมยังใช้เวทพื้นฐานได้ตั้งสามธาตุ พ่วงด้วยเวทไร้ธาตุอีกห้าบท... ใครได้ยินก็ต้องคิดแบบนั้นแหละ
แต่ก็นะ... ฉันกลับรู้สึกว่าการพุ่งเข้าไปอัดศัตรูให้หมอบมันสะใจกว่าการมาร่ายเวทเป็นไหนๆ เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะจะเป็นจอมเวทหรอก
ช่างเรื่องของฉันเถอะ เอาเป็นว่าด้วย 【รีคัฟเวอรี】 แขนของรุ่นพี่ชิบะต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ
"เอาเป็นว่า เราออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าค่ะ"
ฉันรีบกระดกเมลอนโซดาจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเร่งให้ทั้งสองคนเดินตามมา ขืนมาใช้ 【รีคัฟเวอรี】 กลางร้านกาแฟมีหวังแตกตื่นกันทั้งร้านพอดี
พอเดินออกมาจากร้าน เราก็ไปนั่งพักกันที่ม้านั่งในลานกว้างใจกลางเมือง
รอบๆ ลานกว้างมีแผงลอยขายของเต็มไปหมด คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา สงสัยเพราะเพิ่งกินพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รีรสหวานเจี๊ยบไปล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันเลยชักอยากกินของเค็มๆ ขึ้นมาซะแล้วสิ ไก่ย่างก็น่าสนใจนะ
"หมายความว่า เนโรมีเวทมนตร์ไร้ธาตุที่สามารถรักษาอาการผิดปกติได้งั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ฉันเคยใช้รักษากระทั่งคนที่กลายเป็นหินมาแล้วด้วย มั่นใจว่ารักษาได้แน่นอนค่ะ แต่มีเงื่อนไขอยู่อย่างนึงนะคะ"
พอฉันยื่นข้อเสนอไป รุ่นพี่ชิบะก็หันมามองฉันด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
"ถ้ามือข้างนี้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมล่ะก็ ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็ยอมรับทั้งนั้นแหละ จะให้จ่ายเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย...!"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ แค่อยากขอให้รุ่นพี่ช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับก็พอค่ะ"
"เอ๊ะ?"
ก็อาจารย์เคยกำชับไว้นี่นา ว่าห้ามใช้ 【รีคัฟเวอรี】 สุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องตกลงกับอีกฝ่ายให้ปิดเป็นความลับให้ได้
เพราะ 【รีคัฟเวอรี】 เป็นเวทมนตร์ระดับแรร์ไอเทม ขืนคนอื่นรู้เข้ามีหวังโดนลากไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้นแน่ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ
ขนาด 'คำสาป' ก็ยังล้างได้สบายๆ ขืนข่าวลือแพร่ออกไป มีหวังพวกศาสนจักรอย่างรามิช (Ramissh) คงได้แห่มาเชิญตัวฉันไปเป็นนักบุญหญิงแหงๆ
"ข ขอแค่นั้นเองเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ส่วนเหตุผลที่มือของรุ่นพี่ชิบะหายดี ก็บอกไปว่า 'จู่ๆ มันก็หายเอง สงสัยผลของคำสาปมันคงจะเสื่อมสภาพไปเองล่ะมั้ง' อะไรประมาณนี้แหละค่ะ"
"เอ่อ... ข้ออ้างแบบนั้นมันจะไม่ดูแถไปหน่อยเหรอ...?"
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ยังไงความจริงก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ขี้เกียจอธิบายให้ยุ่งยาก รีบๆ รักษาให้เสร็จๆ ไปดีกว่า
"【รีคัฟเวอรี】!"
"อ๊ะ...!?"
แสงสว่างดวงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของฉัน ก่อนจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือขวาของรุ่นพี่ชิบะ โชคดีที่ฉันกับท่านพี่เซลด้ายืนบังไว้พอดี เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
"เรียบร้อยค่ะ"
แสงสว่างวาบจางหายไป รุ่นพี่ชิบะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาดูระดับสายตาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
นิ้วหัวแม่มือกะตุกเบาๆ ตามด้วยนิ้วก้อย นิ้วชี้... นิ้วแต่ละนิ้วเริ่มขยับได้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะกำมือเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็แบมือออก แล้วกำใหม่อีกรอบ นิ้วมือของเธอสามารถขยับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ขยับได้... ! มือฉันกลับมาขยับได้แล้ว... !"
น้ำตาแห่งความดีใจเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาของรุ่นพี่ชิบะ เธอโอบกอดมือขวาที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไม่ได้ใช้งานมานาน กล้ามเนื้ออาจจะฝ่อไปบ้างนะคะ ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดไปทีละนਿ... แอ้ก!?"
จู่ๆ รุ่นพี่ชิบะก็พุ่งเข้ามากอดฉันซะแน่นจนฉันหายใจไม่ออก
"ขอบใจนะ... ! ขอบใจจริงๆ... ! เธอคือพญาเทวดาตัวน้อยของฉันเลยล่ะ... !"
"อึก... จะรัดแน่นไปแล้วนะคะ!?"
เล่นใหญ่ไปไหมเนี่ย!? ก็นะ ฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงความลำบากของเธอมาก่อน คงจะไปตัดสินความรู้สึกของเธอไม่ได้หรอก!
แต่กอดแน่นขนาดนี้มันหายใจไม่ออกโว้ย! จะตายแล้ว! เครื่องในจะทะลักออกมาแล้ว! อ่อก... หายใจไม่ออก... แค่กๆ...!
"รุ่นพี่คะ! เนโรจะขาดใจตายอยู่แล้วนะคะ!"
"อ๊ะ...! ข ขอโทษที! พอดีมันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย...!"
พอรุ่นพี่ชิบะคลายอ้อมกอดออก ฉันก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ท่านพี่เซลด้าช่วยพยุงไว้ทัน
เกือบได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วไหมล่ะ... แต่ก็นะ เห็นรุ่นพี่ดีใจขนาดนี้ฉันก็ดีใจด้วยแหละ
"ขอบใจมากนะ เนโร นี่สินะที่เขาเรียกว่า... อ่า ไม่สิ ฉันภูมิใจจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นน้องสาว ดีใจด้วยนะคะ รุ่นพี่"
"อืม! ไม่นึกเลยว่าจะเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้ขึ้นจริงๆ แทบรอไม่ไหวที่จะได้จับดาบอีกครั้งแล้วล่ะ!"
"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้แหละค่ะ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ? เริ่มจากฝึกกำพวกเครื่องบริหารมือดูก่อนดีกว่าค่ะ"
"นั่นสินะ... ต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกกลับมาทีละนิดล่ะนะ"
รุ่นพี่ชิบะลุกขึ้นยืนจากม้านั่ง ฉันเลยสลับไปนั่งพักเหนื่อยแทน เฮ้อ... เหนื่อยชะมัด... ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องออกแรงแท้ๆ...
"อ๊ะ จริงสิ รุ่นพี่คะ เรื่องที่ฉันเคยขอร้องไว้..."
"เอ๊ะ? อ้อ เรื่องที่อยากให้ช่วยสอนดาบให้น้องสาวคนใหม่น่ะเหรอ?"
"เอ๊ะ? ให้หนูเนี่ยนะคะ?"
พอได้ยินบทสนทนาของท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชิบะ ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองทันที ให้สอนวิชาดาบ... ให้ฉันเนี่ยนะ?
"หลังจากที่ได้ประลองกับเนโร ฉันก็พอจะดูออกน่ะ ว่าจริงๆ แล้วสไตล์ของเธอคือการสู้แบบมือเปล่าใช่ไหมล่ะ? แต่หุ่นที่เธอเลือกใช้ดันเป็นไลท์นิ่งเฟรมนี่สิ"
"อ่า ก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
"ถ้าใช้ไลท์นิ่งเฟรมล่ะก็ คงดึงศักยภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่หรอกนะ สนใจจะเปลี่ยนไปใช้ริตเตอร์เฟรมแทนไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่อยากเปลี่ยนค่ะ"
ฉันพอจะเข้าใจความหมายที่ท่านพี่เซลด้าจะสื่อนะ ถ้าสู้ด้วยมือเปล่าเตะต่อยล่ะก็ เกราะของไลท์นิ่งเฟรมมันบางเกินไป
อย่างน้อยก็น่าจะใช้พวกรุ่นที่มีเกราะหนาๆ หน่อยอย่างริตเตอร์หรือไททันจะดีกว่า
แต่ถ้าทำแบบนั้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ก็สไตล์การต่อสู้ตอนเป็นคนปกติของฉันคือการใช้ความเร็วหลบหลีก หาช่องโหว่โจมตี แล้วเน้นความต่อเนื่องเข้าว่านี่นา
"ถ้ายังดึงดันจะใช้ไลท์นิ่งเฟรมต่อไป การใช้อาวุธสู้ก็น่าจะดีกว่าการสู้มือเปล่านะคะ เพราะจะได้ระยะโจมตีที่ไกลขึ้น แถมยังพลิกแพลงได้มากกว่าด้วย จริงๆ แล้ว รุ่นพี่ชิบะก็ใช้ไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันนะคะ สไตล์การต่อสู้น่าจะคล้ายๆ กับเนโรเลยล่ะค่ะ"
"เอ๊ะ? จริงเหรอคะ?"
"อืมมม ฉันใช้ 'ดาบสั้น' น่ะ สั้นกว่าดาบคาตานะทั่วไปหน่อย เน้นการเข้าทำรวดเร็ว โจมตีแล้วถอยออกมา เน้นความต่อเนื่องในการโจมตีน่ะ"
โอ้โห นั่นมันสไตล์การต่อสู้ในฝันของฉันเลยนี่นา! แบบที่อาจารย์เคยบอกไว้ว่า 'โบยบินดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง' ยังไงล่ะ!
"รุ่นพี่ชิบะคิดค้นวิชาดาบคู่สั้นขึ้นมาเองจนไต่เต้าขึ้นไปถึง S Rank ได้เชียวนะคะ ถึงขั้นมีฉายาว่า 【ดาบคู่ประกายแสง】 (双閃) เลยล่ะค่ะ"
"แต่พอมือขวาใช้การไม่ได้ อันดับก็ร่วงกราวรูดเลยล่ะ... แต่ก็นะ ถ้าเรื่องวิชาดาบ เซลด้าสอนให้เองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
"วิชาดาบของเรสเทียส่วนใหญ่เน้นการปลิดชีพศัตรูในดาบเดียวซะมากกว่าน่ะค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยจะเหมาะกับสไตล์ของเนโรเท่าไหร่ แถมฉันก็สอนคนไม่ค่อยเก่งด้วย..."
นี่มันอาการของพวกอัจฉริยะชัดๆ! พวกที่เก่งด้วยสัญชาตญาณ มักจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเป็นคำพูดไม่ค่อยได้!
อาจารย์ของฉันก็เป็นพวกนี้เหมือนกันแหละ... ชอบพูดอะไรอย่าง 'ถ้าศัตรูพุ่งมา ป้าบ! ให้เราสวนกลับไป ปุ๊บ! แบบเนี้ย' หรือไม่ก็ 'พอรู้สึกวูบวาบ ก็ให้ฮึบ! ไว้' อะไรก็ไม่รู้...
สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี 'ครูพักลักจำ' เอาเอง... แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงได้เรียนรู้เทคนิคแพรวพราวมาเพียบเลย
"ไม่รู้ว่านี่จะพอเป็นการตอบแทนได้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ ฉันยินดีจะเป็นคู่ซ้อมให้เธอนะ..."
"โหย ไม่รังเกียจเลยค่ะ! ยินดีมากๆ เลย! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!"
เยส! ได้อาจารย์สอนดาบแล้ว! ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคงต้องหาอาวุธมาใช้บ้าง แล้วยิ่งได้เรียนวิชากับคนที่ใช้สไตล์การต่อสู้คล้ายๆ กันเนี่ย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย!
"...จริงๆ แล้ว ฉันแค่หวังว่าการที่รุ่นพี่ได้สอนดาบให้เนโร อาจจะช่วยให้รุ่นพี่ที่มีมือขวาใช้งานไม่ได้ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างน่ะค่ะ... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเกินความคาดหมายไปเยอะเลยนะคะเนี่ย"
"สำหรับฉัน แค่ได้รู้จักกับเด็กคนนี้ก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้วล่ะ ตอนแรกฉันกะว่าเรียนจบไปก็คงไม่ได้เป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' แล้วล่ะมั้ง เผลอๆ คิดจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ..."
ถึงขั้นคิดจะลาออกเลยเหรอเนี่ย... โชคดีนะที่รักษาให้หายทัน
"ถึงตอนนี้จะให้กลับไป S Rank ก่อนเรียนจบก็คงยากไปหน่อย แต่ฉันจะขอพยายามไต่กลับไป A Rank ให้ได้อีกครั้งก็แล้วกัน!"
"ระดับรุ่นพี่ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
"แต่ด้วยเวลาที่ห่างหายไปแบบนี้ โควตา 'พระชายาทั้งเก้า' ก็คงจะยากหน่อย... แต่ก็ใช่ว่าจะถอดใจหรอกนะ!"
โควตาพระชายาทั้งเก้า... สิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขัน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ตัวแทนของวิทยาลัยสินะ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งเลย
ปกติแล้วโควตานี้จะตกเป็นของนักเรียนระดับ S Rank ทั้งเก้าคน แต่ในกรณีที่มีคนบาดเจ็บจนขอสละสิทธิ์ นักเรียนระดับ A Rank ก็อาจจะได้เลื่อนขึ้นมาเสียบแทนได้เหมือนกัน
คนที่ได้รับเลือกสามารถเลือกประเทศที่จะลงแข่งให้ได้ตามใจชอบเลย ก็นะ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเทศบ้านเกิดตัวเองนั่นแหละ ถ้าฉันมีโอกาสได้ลงแข่งบ้าง ก็คงจะเลือกเป็นตัวแทนของเอลฟ์ราวนั่นแหละ
ว่ากันว่าทางฝั่ง 'สถาบัน' ก็มีโควตานี้เหมือนกัน รวมๆ แล้วก็จะมีนักเรียนฝึกหัดลงแข่งทั้งหมดสิบแปดคนเลยนะ
สำหรับประเทศที่รับนักเรียนพวกนี้ไปเป็นตัวแทน คงต้องลุ้นกันหนักเลยว่า จะได้ดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับทีม หรือจะได้ตัวถ่วงมาเป็นภาระกันแน่... เสียวสันหลังแทนเลยแฮะ
"แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องเป็น 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนสินะ ฉันตั้งเป้าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนปีห้าให้ได้เลยล่ะ!"
"ถ้าเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ สบายมากอยู่แล้วค่ะ"
'งานประลอง' ที่ว่านี้ก็คืองานประลองระหว่างฝั่ง 'สถาบัน' กับฝั่ง 'วิทยาลัย' สินะ
เห็นว่าเขาจะคัดเลือกตัวแทนนักเรียนจากแต่ละชั้นปี โดยแบ่งเป็นตัวจริงเก้าคน ตัวสำรองสามคน รวมเป็นสิบสองคน ซึ่งถือว่าง่ายกว่าการแย่งชิงตำแหน่ง S Rank จากทั้งโรงเรียนที่มีแค่เก้าคนเยอะเลยล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในท็อปสิบสองจากนักเรียนร้อยแปดสิบคนในรุ่นเดียวกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ฉันเองก็ติดหนึ่งในสิบสองอันดับแรกของปีหนึ่งอยู่ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันดับที่ได้มาตอนนี้เป็นเพราะความโง่เขลาของยัยรุ่นพี่หัวเดรดล็อกส์ล้วนๆ ถือว่าได้มาเพราะโชคช่วย หลังจากนี้แหละของจริง ที่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือ
ต้องรักษาอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้นำให้ได้ และเพื่อการนั้น ฉันต้องเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้จากคนเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด
ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อการนั้น ฉันจะต้องตั้งใจฝึกวิชาดาบคู่สั้นจากรุ่นพี่ชิบะให้จงได้
อืมมม แบบนี้ก็ไม่มีเวลาไปเข้าชมรมแล้วสิเนี่ย ก็นะ ถึงจะไม่ได้คิดอยากจะเข้าชมรมตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ
ก่อนอื่น ก็ต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ให้เต็มที่ไปเลยล่ะนะ!
033 หนุ่มเจ้าสำราญกับคุณชายขี้โรค
.
"หยุดการประลองได้! ผู้ชนะ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
"เยส!"
ฉันเผลอชูหมัดอาร์มเกียร์ขึ้นชนกันเพื่อฉลองชัยชนะอย่างลืมตัว
การทำแบบนี้อาจจะดูเป็นการหยามเกียรติคู่ต่อสู้ไปสักหน่อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายปากดีใส่ฉันก่อน ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ฉันเลือกคู่ประลองแบบสุ่ม แต่ดันสุ่มไปเจอพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้าเข้าอย่างจัง
ก่อนเริ่มการประลอง ยัยนั่นพล่ามใส่ฉันสารพัด ทั้งบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับท่านเซลด้าบ้างล่ะ หาว่าเป็นสามัญชนที่ริอ่านตีตัวเสมอเจ้านายบ้างล่ะ สารพัดจะหามาด่า
ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่าน แต่พอสัญญาณเริ่มการประลองดังปุ๊บ ฉันก็ซัดหมัดขวาตรงเข้าใส่แบบเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ ใช้เวลาประลองแค่ไม่กี่วินาทีเองมั้ง หึหึ สะใจชะมัด
ถึงจะชนะมาได้ แต่ดาวที่ได้มาก็มีแค่ดวงเดียว เพราะการประลองแบบสุ่มจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร เลยไม่สามารถวางเงินเดิมพันหนักๆ หรือ เกทับ(เรส) ได้เลย
ถ้าขืนยังเก็บดาวทีละดวงสองดวงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ทันการคัดตัวแทน 'งานประลอง' ช่วงฤดูร้อนเอาก็ได้ ถึงตอนนี้อันดับฉันจะยังอยู่ที่แปด แต่ถ้ามีคนไหนเล่นใหญ่เดิมพันเยอะๆ แล้วชนะรวดขึ้นมา โอกาสโดนแซงก็มีสูงลิบลิ่วเลยล่ะ
ใจจริงก็อยากจะหาทางโกยดาวเป็นกอบเป็นกำอยู่หรอกนะ...
หลังจากเก็บอาร์มเกียร์เข้าโรงเก็บหุ่นเสร็จ แคโรก็มายืนรอฉันอยู่
เห็นว่าแคโรเพิ่งประลอง 【การประลองดารา】 เสร็จเหมือนกัน และแน่นอนว่าเอาชนะมาได้อย่างใสสะอาด
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับที่สิบแปดของชั้นปี แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่อันดับสิบแปดร่วมเหมือนกัน เพราะงั้นอันดับที่แท้จริงมันเลยกะเกณฑ์ยากไปหน่อย
รุ่นพี่ชิบะ อาจารย์สอนดาบของฉันบอกว่า ในช่วงเทอมแรกของนักเรียนปีหนึ่ง อันดับมักจะสูสีเกาะกลุ่มกันเป็นก้อน ใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ในความเป็นจริง มีนักเรียนหลายคนที่เคยได้เป็นตัวแทนตอนปีหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นอีกเลยก็มีถมไป นั่นแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปีในการขึ้นเป็นปีสอง เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะแบ่งแยกฝีมือระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นกับคนที่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ
มื้อเที่ยงนี้ฉันตั้งใจจะไปกินที่โรงอาหารวิทยาลัยกับแคโร... แต่ก็นะ ช่วงนี้ฉันตกเป็นเป้าสายตาของพวกคลั่งไคล้ท่านพี่เซลด้า เลยมักจะเลี่ยงไปกินข้าวข้างนอกมากกว่า
โชคดีที่ช่วงบ่ายวันนี้มีเรียนสาย เลยมีเวลาพอที่จะออกไปกินไกลๆ ได้สบายๆ
"ช่วงบ่ายเป็นวิชาบังคับ 'มารยาทขุนนาง' สินะ การจะเป็น 'ทรูปเปอร์' นี่จำเป็นต้องเรียนเรื่องมารยาทขุนนางด้วยเหรอเนี่ย?"
"ถ้าเป็นแค่ 'ทรูปเปอร์' ธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเก่งระดับที่ได้เข้าร่วม 【มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)】 โอกาสที่จะได้พบปะกับพวกขุนนางหรือแม้แต่ราชวงศ์ก็จะมีสูงมาก ถ้าไม่อยากทำตัวขายหน้าก็ควรจะเรียนรู้เอาไว้ อีกอย่าง 'ทรูปเปอร์' ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่ากับอัศวินซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยนะ อาจจะได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนาง หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันคนพวกนั้นก็ได้"
"สำหรับแคโรที่เกิดมาเป็นขุนนางอยู่แล้วก็คงจะชินล่ะนะ..."
ไอ้วิชา 'มารยาทขุนนาง' อะไรเนี่ย มันจุกจิกน่ารำคาญสุดๆ ไปเลย! ทั้งเรื่องวิธีการเดิน การใช้คำพูดที่ต้องอ้อมค้อม การโต้ตอบบทสนทนา ไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ไปหมด ฉันนี่อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
"แต่ว่านะ ตอนกินข้าว มารยาทบนโต๊ะอาหารของเนโรก็ถือว่าเป๊ะมากเลยนะ ไปเรียนมาจากไหนล่ะนั่น?"
"ก็อาจารย์นั่นแหละ จู้จี้จุกจิกเรื่องพวกนี้สุดๆ ไปเลย..."
ปกติก็ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ดีอะไรหรอกนะ แต่เวลาแกพาไปกินอาหารตามร้านหรูๆ แกจะเข้มงวดเรื่องพวกนี้มากเลยล่ะ แกบอกว่า 'มารยาทคือการแสดงความใส่ใจที่จะไม่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด' ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ก็ต้องเคารพกฎและมารยาทของเขาสิ
แถมยังบอกอีกนะว่า ลูกค้าคนอื่นๆ เขาก็มาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้าน การไปทำลายบรรยากาศเหล่านั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงเลยล่ะ
แต่อาจารย์ก็เสริมไว้อีกว่า ถ้าเจอร้านที่มีกฎระเบียบงี่เง่าเกินไปก็ไม่ต้องไปทนกินหรอกนะ อย่างพวกร้านที่มี 'กฎเหล็ก' แปลกๆ เช่น ห้ามคุยกันระหว่างทาน หรือต้องกินจานนี้ก่อนจานนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ อาจารย์บอกว่าร้านพวกนี้มีไว้สำหรับ 'ลูกค้าประจำที่ชอบอะไรแบบนี้' เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องไปกินก็จบ
ก็นะ ฉันเองก็ขอผ่านพวกร้านที่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' หรือบังคับว่า 'ต้องกินไอ้นี่ก่อนนะ แล้วค่อยกินไอ้นั่น' เหมือนกันแหละ ต่อให้อาหารจะอร่อยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าต้องมากินไปด้วยความหงุดหงิดแบบนั้นล่ะก็ ฉันขอบายดีกว่า
"แล้วจะไปกินร้านไหนดีล่ะ? ร้านพาเรนต์เหมือนเดิมไหม?"
"ไม่ล่ะ วันนี้ลองไปหาร้านใหม่ๆ กินกันดีกว่า..."
ระหว่างที่กำลังเดินคุยกับแคโรอยู่นั้น ก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเดินสวนมาทางฟุตบาทฝั่งตรงข้าม
อ้าว ใส่ชุดนักเรียนของ 'สถาบัน' ซะด้วยสิ แปลกแฮะที่มาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้
'สถาบัน' กับ 'วิทยาลัย' ตั้งอยู่คนละฟากของเมืองหลวงเลยนะ สำหรับพวกนั้นแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรก็คงไม่ค่อยอยากจะมาเหยียบฝั่งนี้หรอกมั้ง
"อ๊ะ"
"เอ๊ะ?"
พอได้ยินเสียงอุทานจากฝั่งนั้น ฉันก็หันไปมอง แล้วก็เจอเข้ากับคนที่เพิ่งรู้จักกันหมาดๆ นี่เอง
"เนโรนี่เอง"
"อ่าา... เอ่อ... เคล... เอ๊ะ หรือซีลนะ?"
"...คีลต่างหากล่ะ"
อ้อ ใช่ๆ คีลนั่นเอง
นักเรียนจาก 'สถาบัน' ที่มาสังเกตการณ์ตอนฉันไปทำงานพิเศษให้ท่านผู้อำนวยการคูนนั่นแหละ ส่วนอีกคน... อ่า... นึกชื่อไม่ออกแฮะ ไอ้หมอนั่นผมสีดำสินะ วันนี้ไม่เห็นมาด้วยเลย
"คนรู้จักของเนโรเหรอ?"
"อ่า ก็พอจะรู้จักกันอยู่นิดหน่อยแหละมั้ง...? นี่คีล สไลม์แมน... เอ๊ะ หรืออะไรนะ? เป็นนักเรียนปีสี่จาก 'สถาบัน' น่ะ"
"...คีล สเลแมนต่างหาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
เกือบถูกแล้วเชียว! สเลแมนนี่เอง ทายถูกตั้ง 4 ใน 5 ตัวอักษรแน่ะ!
"สเลแมน... หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลเอิร์ลสเลแมนแห่งเบลฟาสต์คะ?"
"ใช่แล้วล่ะ รู้จักด้วยเหรอเนี่ย?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวล่าช้าค่ะ ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ"
"ตระกูลเรียตต์... บุตรีแห่งตระกูลมาร์ควิสเรียตต์จากเรกูลัสสินะครับ ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับ"
อะไรกันๆ รู้จักตระกูลของอีกฝ่ายกันด้วยเหรอเนี่ย พวกขุนนางนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ
เห็นว่าขุนนางทุกบ้านจะต้องมีหนังสือ 'ทำเนียบขุนนาง' เล่มหนาเตอะติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องท่องจำข้อมูลของขุนนางจากประเทศต่างๆ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ เลยด้วย นี่มันขุมนรกชัดๆ...
คีลหันไปทางเด็กผู้ชายอีกสองคนที่เดินตามมาข้างหลัง
"สองคนนี้คือรุ่นน้องของฉันเอง ฟิล เรทรา กับ อัลคูรา เฮลไกอา ทั้งคู่เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งปีนี้แหละ"
"หวัดดีคร้าบ ฟิล เรทราคร้าบผม"
"อัลคูรา เฮลไกอา"
รุ่นน้องของคีลที่เป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสองคนนี้ ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแฮะ
คนที่ชื่อฟิลตัวสูงโย่ง ผิวสีแทนคล้ำแดด ท่าทางกะล่อนสุดๆ โพกผ้าคาดผมประดับขนนก ใส่ตุ้มหู แถมยังใส่กำไลข้อมือสีเงินสีทองเต็มไปหมดเลย
ส่วนคนที่ชื่ออัลคูรากลับมีผิวขาวซีดเป็นไก่ต้ม ถึงจะสูงกว่าฉัน แต่ก็ถือว่าเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน แถมยังทำท่าทางอวดดีอีกต่างหาก อ้อ แล้วก็ดูจะเจ้าเนื้อนิดๆ ด้วยนะ
"ดิฉัน แคโรไลนา เรียตต์ นักเรียนปีหนึ่งจาก 'วิทยาลัย' ค่ะ ส่วนนี่ก็เนโร เพื่อนร่วมชั้นของดิฉันเอง"
"เนโร ซิลลูเอสก้าค่ะ"
ฉันก้มหัวทักทายพวกเขาเบาๆ
"ซิลลูเอสก้า...? ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้มาก่อนเลย เป็นขุนนางจากประเทศไหนเหรอ?"
เด็กผู้ชายที่ชื่ออัลคูราถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลงใจ พอมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าหูของเขาแหลมๆ ด้วยแฮะ เอลฟ์เหรอ... ไม่สิ ผิวซีดๆ แบบนี้ น่าจะเป็นเผ่าปีศาจมากกว่ามั้ง?
"อ้อ ฉันไม่ใช่ขุนนางหรอกนะ ที่เอลฟ์ราวสามัญชนก็มีนามสกุลได้น่ะ..."
"อะไรกัน ที่แท้ก็พวกไพร่หรอกเหรอ ทำให้สับสนซะได้"
"ห๋า?"
อะไรวะเนี่ย ไอ้หมอนี่...
คำพูดจาดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ ทำเอาฉันที่ปกติเป็นคนใจเย็นถึงกับปรี๊ดแตกเลยนะจะบอกให้ (ใครกล้าเถียงว่าฉันไม่ใช่คนใจเย็น ฉันไม่ได้ยินหรอกนะเออ!)
"แหมๆๆ... ทางคุณคงจะเป็นผู้ดีมีตระกูลสูงส่งสินะคะ..."
"หึ! ไพร่อย่างเธอจะรู้จักก็ไม่แปลกหรอก ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่แห่งอาณาจักรเฮลไกอา! ไม่ใช่พวกขุนนางชั้นปลายแถวพรรค์นั้นหรอกนะ!"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงได้ทำตัวกร่างคับโลกขนาดนี้ ที่แท้ก็พวกคุณชายลูกแหง่ที่เอาชาติกำเนิดมาตีค่าเป็นความสามารถของตัวเองนี่เอง!"
"หนอย...!? ก แก! เป็นแค่ไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีมารบหลู่ข้าเชียวรึ!"
คุณชายเผ่าปีศาจหน้าซีดเป็นไก่ต้ม บัดนี้หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด อ้าวเฮ้ย!? ทางนี้ก็โกรธเหมือนกันนะเว้ย!?
"ใครเป็นไพร่ชั้นต่ำยะ! ไอ้คุณชายขี้โรค! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของแก แล้วฉันก็ไม่ใช่ประชาชนของแกด้วย! จะเป็นเจ้าชายหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเว้ย! เข้าใจไหม ไอ้คุณชายสมองกลวง!"
"อ๊ากก...!? หนอย หนอยยย...!"
พอฉันสวนกลับเป็นชุด คุณชายเผ่าปีศาจก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
"เดี๋ยวก่อน เนโร! พูดแรงไปแล้วนะ!"
"อัลคูรา! นายเองก็เสียมารยาทกับฝ่ายนั้นนะ! ในเมื่อเป็นนักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าฐานะทางสังคมไม่มีความหมายแล้ว จะเอาเรื่องชาติกำเนิดมาข่มคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
แคโรกับคีลรีบเข้ามาห้ามทัพพวกเราไว้ ไอ้หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอามือปิดปากกลั้นขำจนตัวสั่น นี่ขำอยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคโดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้คนละฝั่ง แต่เราก็ยังจ้องหน้ากันเขม็งเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้าใส่กันได้ทุกเมื่อ เอาสิ! ถ้าไอ้คุณชายหน้าซีดนี่กล้าแหยมเข้ามาล่ะก็ ฉันก็จะสวนกลับให้หงายเงิบไปเลยคอยดู!
หนุ่มกะล่อนที่กำลังพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง หันไปกระซิบกับคีล
"รุ่นพี่คีลครับ ขืนปล่อยให้แยกย้ายกันไปแบบนี้ คงได้แค้นฝังหุ่นกันไปตลอดชาติแหงๆ เลยนะครับเนี่ย?"
"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?"
"ก็พวกเราต่างก็อยากจะเป็น 'ทรูปเปอร์' กันทั้งนั้นนี่ครับ ถ้าจะให้ตัดสินกันให้รู้ดำรู้แดง ก็ต้องใช้วิธี 'นั้น' ใช่ไหมล่ะครับ?"
"จะให้เอาเฟรมเกียร์มาประลองกันงั้นเหรอ? แต่กฎห้ามไม่ให้นักเรียนของ 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ประลองกันเองนอกเหนือจากใน 'งานประลอง' นะ"
"แต่อาร์มเกียร์ไม่ได้ถูกสั่งห้ามนี่ครับ?"
"นั่นมันก็จริงอยู่หรอก แต่..."
คีลดูลังเลกับข้อเสนอของหนุ่มกะล่อน จังหวะนั้นเอง ไอ้คุณชายหน้าซีดก็สะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของคีล
"ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่คีล! ผมจะสั่งสอนมารยาทให้ไอ้เด็กเตี้ยนี่เองครับ!"
"ใครเตี้ยยะ! แกเองก็เตี้ยเหมือนกันแหละ!"
"ข้าสูงกว่าแกก็แล้วกัน!"
"หาาา!? ก็สูงกว่าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่รึไงยะ!"
นี่ไอ้หนุ่มกะล่อน! เลิกพึมพำว่า 'ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้...!' แล้วก็กลั้นขำสักทีจะได้ไหมยะ!
ฉันกับไอ้คุณชายขี้โรคต่างก็โดนแคโรกับคีลล็อกตัวไว้อีกรอบ แต่เราก็ยังคงจ้องหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะอัดมันให้น่วมเลยคอยดู!
แคโรที่ล็อกตัวฉันอยู่ข้างหลัง หันไปถามคีล
"จะให้ประลองด้วยอาร์มเกียร์จริงๆ เหรอคะ?"
"ฉันว่านั่นน่าจะเป็นวิธีจบปัญหาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ... แล้วอีกอย่าง ก็อยากจะดัดนิสัยอวดดีของหมอนั่นซะหน่อยด้วย"
"เอ๊ะ?"
"อ้อ หมายถึงทางนี้น่ะ พอดีพวกเรากำลังจะไปทำธุระที่ที่หนึ่ง ซึ่งมีอาร์มเกียร์ให้ยืมใช้ได้ แล้วก็ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบด้วย เดี๋ยวให้ไปประลองกันที่นั่นแหละ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
ด้วยข้อเสนอของคีล ทำให้พวกเราตกลงที่จะไปตัดสินปัญหาด้วยการประลองอาร์มเกียร์เข้าทางฉันเลย จะได้อัดมันให้น่วมไปเลย
""ฮึ่ม!""
ฉันพยายามเลี่ยงไม่มองหน้าไอ้คุณชายขี้โรค แล้วเดินตามหลังพวกคีลไป
อ๊ะ ต้องขอโทษแคโรที่ลากเข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้วสิ
"ขอโทษนะ คงต้องกินมื้อเที่ยงสายหน่อยแล้วล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเนโรแล้วมีเรื่องตื่นเต้นตลอดเลย สนุกดีออก ดีใจจังที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน"
เอ่อ... นี่ชมหรือเปล่าเนี่ย? หมายความในแง่ดีใช่ไหม?
พวกคีลเดินนำหน้าไปยังเขตชานเมือง แถวๆ ชานเมืองใกล้กับ 'วิทยาลัย' เดินไปได้สักพักก็ถึงอาคารที่ดูเหมือนโรงงานเก่าๆ แห่งหนึ่ง เสียงเคาะเหล็กและเสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดออกมาถึงข้างนอก
จะให้มาประลองอาร์มเกียร์กันที่นี่เหรอเนี่ย? ก็ดูกว้างขวางดีอยู่นะ
ตรงประตูทางเข้าบานใหญ่ มีป้ายเหล็กหนาๆ แขวนอยู่ บนนั้นมีตัวหนังสือที่เหมือนใช้พู่กันเขียนลวกๆ เอาไว้ด้วยสีทาบ้าน ป้ายชื่อร้านเหรอเนี่ย?
"โรงงานเวทมนตร์... 'ซีกเกอร์ส' (Seekers)...?"
034 การดวลที่ 'ซีกเกอร์ส'
.
"อย่ามัวแต่ชักช้าดิวะ! ขืนทำเหยาะแหยะเดี๋ยวปั๊ดเตะก้านคอให้หรอก!"
"ไม่ใช่ตรงนั้นโว้ย! บอกว่าอีกฝั่งไง! ตาบอดหรือไงวะ!"
"อย่าเอาอะไหล่มาวางเกะกะตรงนี้สิวะ! เดี๋ยวพ่อก็ทุบกบาลแยกหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย!"
พอเดินเข้ามาในบริเวณโรงงาน เสียงตะโกนด่าทอก็ดังลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง
คนงานที่นี่แต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ตัวใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น ดูน่าอึดอัดชะมัด
"ที่นี่ดูเถื่อนๆ จังเลยนะ..."
"งั้นเหรอ? โรงงานเหล็กทั่วๆ ไปก็ประมาณนี้แหละมั้ง?"
แคโรขมวดคิ้วนิดๆ พลางมองซ้ายมองขวา ก็นะ คุณหนูลูกขุนนางมาเจอสถานที่แบบนี้ครั้งแรกก็คงจะตื่นตกใจเป็นธรรมดา
คนงานส่วนใหญ่เป็นพวกกล้ามโตก็จริง แต่ก็มีคนแคระปะปนอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
อ๊ะ มีผู้หญิงด้วยแฮะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้หญิงเลยสักทีเดียว
แต่ก็นะ... ผู้หญิงไม่กี่คนนั้นก็กล้ามโตไม่แพ้ผู้ชายเลยล่ะ... หืม?
รู้สึกเหมือนมีคนหน้าคุ้นๆ กำลังทำหน้าตกใจมองมาทางนี้ด้วยแฮะ เด็กคนนั้นไม่ได้กล้ามโตนี่นา เดี๋ยวนะ...
"เอ๊ะ? คุณเนโรกับคุณแคโร?"
"ลาล่า? ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?"
เพื่อนร่วมชั้นของเรา ลาล่าในชุดช่างเดินเข้ามากระโดดเหยงๆ ทักทาย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอที่นี่
"ที่นี่เป็นโรงงานคนรู้จักของคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันก็เลยแวะมาช่วยงานพาร์ตไทม์บ้างเป็นบางครั้งน่ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
ฉันเลยแนะนำคีลกับคนอื่นๆ ให้ลาล่ารู้จัก คีลทักทายอย่างสุภาพ ส่วนหนุ่มกะล่อนก็ทักทายแบบทีเล่นทีจริง แต่คุณชายขี้โรคกลับเมินหน้าหนี ไม่ยอมมองมาทางนี้เลยสักนิด เพราะลาล่าเป็นสามัญชนเลยเมินงั้นเหรอ หรือว่ากะจะประชดฉันกันแน่... ไอ้หมอนี่ จำไว้เลยนะ
คีลหันไปถามลาล่า
"แล้วเถ้าแก่ล่ะอยู่ไหน?"
"คุณลุงเหรอคะ? น่าจะ... อ๊ะ กำลังเดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะ"
พอหันไปตามที่ลาล่าบอก ก็เห็นอาร์มเกียร์ตัวหนึ่งเดินเสียงดัง ตึงตัง! ตรงเข้ามา... อาร์มเกียร์เหรอ? ไม่สิ ดูแปลกๆ อยู่นะ...?
"โอ้! นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายบ้านสเลแมนนี่เอง"
เสียงคุณลุงดังมาจากอาร์มเกียร์ตัวนั้น ทันใดนั้น อาร์มเกียร์ก็แตกออกดัง ปั๊ก!
ชิ้นส่วนต่างๆ แยกออกจากกัน แล้วคุณลุงหนวดเคริ้มก็โผล่พรวดออกมาจากอาร์มเกียร์ที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ
ชิ้นส่วนอาร์มเกียร์ที่คายคุณลุงหนวดเคริ้มออกมากลับมาประกอบร่างกันใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แต่กลายเป็นโกเลมรูปร่างเหมือนหมีตัวเบ้อเริ่มแทน
ไม่สิ นี่ไม่ใช่อาร์มเกียร์ นี่มันโกเลมติดอาวุธนี่นา!
เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า โกเลมติดอาวุธก็สมชื่อเลย คือโกเลมที่เอาไว้สวมใส่เหมือนชุดเกราะ
แต่ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเป็นอาวุธแล้ว ยังมีโกเลมติดอาวุธหน้าตาแบบนี้ด้วย
"พากันมาเป็นพรวนเลย มีธุระอะไรล่ะ?"
"เอ่อ... พวกเราอยากจะขอใช้ลานประลองอาร์มเกียร์หน่อยน่ะครับ พอจะให้ยืมสถานที่กับอุปกรณ์สักชุดได้ไหมครับ?"
"โห คุณชายจะลงแข่งเองเรอะ?"
"เปล่าครับ สองคนนี้ต่างหาก"
คีลแนะนำฉันกับคุณชายขี้โรค ฉันก้มหัวทักทายเล็กน้อย ส่วนคุณชายขี้โรคก็ยังคงทำหน้าบูดหันไปทางอื่นเหมือนเดิม
"แม่หนูตัวกะเปี๊ยกกับไอ้หนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะเรอะ?"
""ไม่เปี๊ยกเว้ย!!""
บ้าเอ๊ย ดันไปประสานเสียงกับคุณชายขี้โรคซะได้ พอฉันหันไปมองหน้ามัน มันก็จ้องฉันกลับเหมือนกัน มองอะไรยะ หาเรื่องเหรอ...!
"เอาเถอะ พอดีเพิ่งซ่อมเสร็จไปสองตัว ถึงจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็ทนทานดี เอาไปใช้ได้เลย ตามมาสิ"
"ขอบคุณมากครับ"
พวกเราเดินตามคุณลุงหนวดเคริ้มเข้าไปด้านในโรงงาน
หลังโรงงานมีลานกว้างๆ อยู่ มุมนึงมีซากชิ้นส่วนอาร์มเกียร์กองเป็นภูเขาเลากาเลย
สำหรับฉันมันก็แค่กองขยะดีๆ นี่เอง แต่คงจะเอามาซ่อมแซมแล้วใช้ใหม่ล่ะมั้ง
หน้ากองขยะนั่น มีอาร์มเกียร์สองเครื่องจอดอยู่ นี่มันรุ่นคุณทวดเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย...? ดูเก่ากว่ารุ่นตกรุ่นที่ใช้ฝึกใน 'วิทยาลัย' ซะอีกนะ?
"ว้าว! ไรน์วัลด์ (Rheinwald) ของบริษัทซีแม็ค (Zimmad) นี่นา! แถมเป็นรุ่นแรกเริ่มด้วย! คลาสสิกสุดๆ ไปเลยค่ะ!"
ลาล่าวิ่งปรี่เข้าไปหาอาร์มเกียร์สองเครื่องนั้นอย่างกับเด็กเจอของเล่น ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเป็นรุ่นโปรดของเธอสินะ
"เจ้านี่ทนทานพอที่จะให้พวกเธอฟาดฟันกันได้เต็มที่เลยล่ะ ยังไงก็ตั้งใจจะเปลี่ยนเกราะใหม่อยู่แล้ว เอาไปซัดกันให้เต็มที่เลย"
"ขอบคุณครับ เอาล่ะ ตกลงว่าทั้งสองคนจะตัดสินกันด้วยวิธีนี้ใช่ไหม?"
"เอาสิ"
"ไม่มีปัญหา"
คุณชายขี้โรคหันมาทางฉันแล้วทำเสียงขึ้นจมูก ชิ น่าหมั่นไส้จริงๆ...!
อาร์มเกียร์สองเครื่องถูกลากไปไว้คนละฝั่งของลานประลอง ดูเหมือนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากับคนขับสินะ
จังหวะที่ฉันกำลังเดินไปที่อาร์มเกียร์เครื่องหนึ่ง คุณชายขี้โรคก็พูดแขวะมาจากข้างหลัง
"ถ้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้า ก็รีบยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ซะเถอะ ข้าเป็นคนใจกว้างนะ ถ้าเจ้ายอมก้มหัวขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะยอมยกโทษให้ก็ได้นะ?"
"หา? คนที่จะอับอายขายขี้หน้ามันแกต่างหากล่ะย่ะ แล้วอีกอย่าง จะมาปอดแหกขอเลิกกลางคันเนี่ย ไม่ใช่แค่เตี้ยนะ แต่ใจยังมดอีกต่างหาก สมกับเป็นคุณชายขี้โรคจริงๆ"
"ห๊ะ...!? กะ... กะ... แก...! กล้าดีนักนะ! มาพูดจาสามหาวกับเจ้าชายแห่งประเทศนี้ได้ยังไง!"
"องค์ชายลำดับที่สี่ใช่ไหมล่ะ? โชคดีของประเทศแกนะเนี่ยที่แกไม่ใช่รัชทายาท ไม่งั้นประเทศคงได้ล่มจมแหงๆ! เฮลไกอาโชคดีจริงๆ!"
"หนอยยย...! ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
คุณชายขี้โรคหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป หึ คิดจะมาประลองฝีปากกับฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ การพูดยั่วโมโหคู่ต่อสู้เพื่อหาข้ออ้างป้องกันตัวเนี่ย ถือเป็นสกิลพื้นฐานของนักผจญภัยเชียวนะ!
การปรับแต่งหุ่นฝั่งฉัน ลาล่าจะเป็นคนจัดการให้ ส่วนฝั่งโน้นคุณลุงหนวดเคริ้มคงเป็นคนดูให้ล่ะมั้ง
รู้ตัวอีกที คนงานในโรงงานก็แห่กันมามุงดูเพียบเลย มาดูมวยฟรีสินะ?
ไปทำงานทำการกันซะสิยะ! แอบคิดแบบนั้นในใจ แต่พอเห็นบางคนนั่งกินข้าวกล่องอยู่บนโครงเหล็ก อ้อ พักเที่ยงอยู่นี่เอง โธ่เอ๊ย หิวข้าวจะแย่แล้ว รีบๆ ซัดไอ้บ้านั่นให้หมอบแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า
ฉันปีนขึ้นไปนั่งในค็อกพิตของอาร์มเกียร์ที่ปรับแต่งเสร็จแล้ว รุ่นนี้ต้องปีนเข้าจากด้านหลังสินะ
ปรับที่นั่งให้เข้าที่ ปล่อยพลังเวทเดินเครื่อง เช็กระบบ... ทุกอย่างปกติดี ไฟเขียวทุกจุด
"ระบบรองรับแรงกระแทก (Suspension) เป็นยังไงบ้างคะ?"
『สบายมาก ระดับนี้กำลังดีเลย』
"แล้วอาวุธล่ะคะ? เอาเป็นพวกสนับมือเหมือนเดิมไหม?"
『อืม เอาแบบนั้นแหละ ฝากด้วยนะ』
คุณลุงอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ตามสบาย ลาล่าเลยจัดสนับมือเหล็กคู่โตมาสวมให้ไรน์วัลด์ของฉัน
ฉันเหลือบมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งนั้นใช้ดาบยักษ์แฮะ ยาวกว่าตัวอาร์มเกียร์ตั้งเกือบเท่าครึ่ง ขืนโดนฟันจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่... ก็ถ้าโดนล่ะก็นะ
"ติดตั้งอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยค่ะ"
『ขอบใจจ้า งั้นลุยล่ะนะ』
ฉันเอาสนับมือเหล็กชนกันดังป้าบๆ แล้วเดินไปกลางลาน
ตอนนี้รอบลานประลองเต็มไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูเพื่อฆ่าเวลาตอนพักเที่ยง
"ฉันจะเป็นกรรมการให้เอง ทั้งสองคนไม่มีปัญหานะ?"
คีลประกาศเสียงดัง ฉันก็ยกแขนอาร์มเกียร์ขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ
『คุณลุงคะ ขอถามหน่อย ถ้าอาร์มเกียร์พังยับเยินเนี่ย ต้องจ่ายค่าซ่อมไหมคะ?』
"หา? พังยับเยินเรอะ...? เอ่อ อุตส่าห์ซ่อมมาอย่างดี ถ้าพังอีกก็คง... ว่าแต่ กะจะเอาให้พังเลยเรอะ? นึกว่าแค่ประลองกันขำๆ ซะอีก..."
คุณลุงทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วเสียงน่ารำคาญของคุณชายขี้โรคก็ดังแทรกมาจากลำโพงของอาร์มเกียร์
『เหอะ! ยังไม่ทันเริ่มก็ปอดแหกกลัวหุ่นพังซะแล้ว! สมกับเป็นพวกไพร่จริงๆ... เอาเถอะ! ถ้าหุ่นพังในแมตช์นี้ ข้าจะเป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้เอง! เพราะงั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ!』
『...พูดแล้วนะ?』
พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็แสยะยิ้มออกมา แคโรที่ยืนดูอยู่ข้างสนามคงเดาออกว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร เลยได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ แล้วถอนหายใจ 'เฮ้อ...'
เยี่ยม! ต่อให้อาร์มเกียร์พังยับเยิน ไอ้เจ้าชายหน้าโง่นั่นก็เป็นคนจ่ายค่าซ่อมให้ หมายความว่าฉันอัดได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจเลยสิ!
"พร้อมไหม? ถ้าอย่างนั้น เริ่มการประลองได้... เฮ้ย!?"
สิ้นเสียงสัญญาณของคีล ฉันก็พุ่งตัวเข้าประชิดอาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคด้วยความเร็วสูงสุดทันที
『อึก...! ยัยนี่!』
คุณชายขี้โรคง้างดาบยักษ์ฟันกวาดในแนวนอน แต่ฉันย่อตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในระยะประชิด
ฉันง้างหมัดขวาไปด้านหลังจนสุด พร้อมกับรวบรวมทั้งพลังเวทและ 'พลังปราณ' เอาไว้
ในจังหวะที่ปล่อยหมัดและบิดข้อมือ ฉันก็ปลดปล่อย 'พลังปราณ' ที่สะสมไว้ออกมา พุ่งทะลวงเป็นเกลียวสว่านเหมือนหอก
『สำนักวิชาต่อสู้เทพยุทธ์, 'หมัดทะลวงเกลียวเทวะ' (ชินระ ระเซ็นเคน)』
เปรี้ยงงงง! เสียงโลหะบิดเบี้ยวฉีกขาดดังสนั่น อาร์มเกียร์ของคุณชายขี้โรคโดนหมัดของฉันอัดเข้าที่กลางลำตัวจนปลิวกระเด็นไปชนกองซากอะไหล่ที่อยู่ข้างหลังอย่างจัง
"หา... !?"
『กรรมการ คำตัดสินล่ะ?』
"อ๊ะ เอ๊ะ อ้อ เอ่อ เนโรคุงเป็นฝ่ายชนะ... มั้ง?"
ทำไมต้องทำเสียงไม่แน่ใจด้วยล่ะยะ ชนะเห็นๆ อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
พอคีลประกาศผลเสร็จ เขาก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปทางคุณชายขี้โรคที่ปลิวกระเด็นไปเมื่อกี้ พ่อหนุ่มกะล่อนเองก็วิ่งตามไปติดๆ
น่าจะปลอดภัยแหละมั้ง อาร์มเกียร์มีบาเรียเวทมนตร์ป้องกันอยู่ คนขับไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บโดยตรงหรอก ก็นะ อาจจะมีจุกบ้างเพราะแรงกระแทกตอนปลิวแหละมั้ง
"เฮ้ยๆๆ! แม่หนู ใช้ 'พลังปราณ' เลยเรอะ!?"
"อ้าว คุณลุง รู้จักด้วยเหรอคะ?"
ฉันเปิดแฮตช์อาร์มเกียร์แล้วโผล่หน้าออกมา คุณลุงหนวดเคริ้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาฉัน
"ก็ใช่น่ะสิ เคยเห็นพวกเซียนๆ ใช้ในงานแข่งแบทเทิลเกียร์อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชามาอย่างโชกโชนทั้งนั้น..."
อ่าา... ก็นะ ของฉันมันแอบโกงนิดหน่อยตรงที่ใช้พลังเวทมหาศาลเข้าช่วยน่ะ
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'ตราบใดที่ไม่โดนจับได้ ก็ไม่ถือว่าโกงหรอกนะ...' ประมาณนั้นมั้ง? อ๊ะ ไม่สิ มันก็ยังเป็น 'พลังปราณ' อยู่นี่นา ไม่ถือว่าผิดกฎซะหน่อย
"คุณลุง! บาเรียที่ค็อกพิตทำงานอยู่ ไอ้หนูนี่ปลอดภัยดีครับ! แต่ตัวหุ่นพังยับเยินเลยครับ! คงต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่หมดทั้งตัวเลยล่ะมั้งเนี่ย..."
"เอาจริงดิ..."
พวกคนงานแห่กันไปรุมดูคุณชายขี้โรคที่ปลิวไปกองรวมกับซากอะไหล่
"เฮ้ยๆ เอาจริงดิเนี่ย..."
"ตัวถังบิดเบี้ยวไปหมดเลย น่ากลัวชิบเป๋ง..."
"ใครก็ได้ไปเอาชะแลงมางัดที! แฮตช์ด้านหลังก็บี้จนเปิดไม่ออกแล้วเนี่ย!"
จะว่าไป อาร์มเกียร์ฝั่งฉันเอง แขนขวาที่ใช้ต่อยก็มีสภาพไม่ต่างกับคนกระดูกหัก นิ้วมือกับท่อนแขนบิดเบี้ยวไปผิดรูปเลย
"ค่าซ่อมทั้งหมดหมอนั่นบอกว่าจะจ่ายเองนี่นา คุณลุงก็ได้ยินใช่ไหมคะ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก... แต่ไอ้หนูนั่นมันจะมีปัญญาจ่ายเหรอวะ?"
"เห็นว่าเป็นถึงเจ้าชายแห่งเฮลไกอาเลยนะคะ ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้งคะ"
"อืมมม งั้นก็รอดตัวไป..."
เยี่ยม หมดปัญหาไปอีกหนึ่ง
"แคโร รอนานไหม ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เล่นซะเละเลยนะเนี่ย..."
ฉันเดินกลับไปหาแคโรที่ยืนดูอยู่ เธอยิ้มแหยๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ส่วนลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่แพ้กัน
"คนเราน่ะ ตัดสินกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอกนะ เจ้านั่นคงจะได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วล่ะ"
"นั่นสินะคะ การเอาฐานะราชวงศ์มาเบ่งใส่คนอื่นแบบนั้น ในฐานะขุนนาง ดิฉันก็รับไม่ได้เหมือนกัน หวังว่าจะสำนึกได้บ้างนะคะ"
จะเป็นงั้นจริงเร้อ ริลิชาตอนแรกก็ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้แหละ แต่พอยัยนั่นรู้ธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' ก็ยอมเปลี่ยนท่าที
เลิกเอาเรื่องฐานันดรมาอ้างก็จริง แต่ไอ้นิสัยที่ชอบจิกกัดว่าฉันเป็นเด็กบ้านนอกเนี่ย น่าหงุดหงิดชะมัด
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ คีลก็เดินเข้ามาหา
"ไม่เป็นไร แค่สลบไปน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็ไม่ได้ห่วงซะหน่อยนี่คะ?"
"อ๊ะ อ่าา งั้นเหรอ..."
ทำไมฉันต้องไปห่วงไอ้คุณชายขี้โรคที่หยิ่งยโสโอหังแบบนั้นด้วยล่ะ แถมฉันก็ออมแรงให้ไม่บาดเจ็บหนักแล้วด้วย ไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอกน่า
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ หิวจนตาลายหมดแล้วเนี่ย"
"เอ๊ะ? อ้อ ถ้าอย่างนั้น ลองไปที่โรงอาหารตรงข้ามโรงงานนี่ดูสิ ถึงจะไม่ใช่ร้านหรูหราสำหรับผู้หญิง แต่ราคาถูก อร่อย แถมให้เยอะ รับรองอิ่มแปล้แน่นอน"
"โห ลองไปดูไหม แคโร?"
"ฉันยังไงก็ได้จ้ะ"
พวกเราเดินฝ่าวงล้อมคนงานในโรงงาน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่คีลแนะนำ
อาา... หิวจังเลย...
035 สู่ 'งานประลอง'
.
โรงอาหารที่คีลแนะนำให้ เป็นร้านอาหารตามสั่งสไตล์บ้านๆ ที่ดูไม่ค่อยจะถูกจริตผู้หญิงสักเท่าไหร่
ตัวร้านดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ดูเหมือนจะบริหารโดยลุงกับป้าสองคน
ด้วยความที่หิวจนไส้กิ่ว ฉันเลยไม่ได้สนใจเรื่องบรรยากาศร้าน สั่งข้าวหน้าหมูทอด (คัตสึด้ง) ไป ส่วนแคโรสั่งชุดไก่ทอด (คาราอาเกะ)
รอไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ แต่ปริมาณนี่สิ... เยอะจนน่าตกใจ สมกับเป็นร้านที่พวกกรรมกรกล้ามโตมากินกันจริงๆ!
ข้าวหน้าหมูทอดของฉันล้นทะลักออกมานอกชาม ส่วนไก่ทอดของแคโรก็กองพูนเป็นภูเขาเลยทีเดียว
ตอนแรกก็ตกใจกับปริมาณอยู่หรอก แต่พอลองชิมดู... อร่อยเหาะไปเลย!
ความหวานของเนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำเข้ากันได้ดีกับหัวหอมและไข่ แถมข้าวก็ชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสเด็ด อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ
แคโรเองก็ก้มหน้าก้มตากินไก่ทอดเงียบๆ เห็นแล้วน่ากินชะมัด เลยขอแลกหมูทอดกับไก่ทอดชิ้นนึง ไก่ทอดก็อร่อยเหมือนกัน! ร้านนี้ถือว่าเด็ดเลยล่ะ เสียอย่างเดียวคือให้เยอะเกินไป กินบ่อยๆ คงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ
"ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อยนะคะ! ทานอิ่มแล้วค่ะ!"
"ขอบใจจ้า ไว้มาใหม่นะหนู"
อา... อิ่มแปล้เลย มีความสุขจัง
พอเดินออกจากร้าน ก็เห็นไอ้คุณชายขี้โรควิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงงานฝั่งตรงข้าม มุ่งหน้ามาทางนี้ ว้าย น่ารำคาญชะมัด
ไอ้คุณชายขี้โรควิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเรา หยุดสิยะ อย่าเข้ามาใกล้เชียวนะ
"【ชิลด์】"
"อั้ก!?"
คุณชายขี้โรคชนเข้ากับกำแพงเวทมนตร์ล่องหนที่ฉันกางไว้จนหงายหลังล้มตึง ฉันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมนะ
"ก แก...!"
"ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาหาผู้หญิงแบบนั้นล่ะยะ"
"ข้าไม่ได้จะพุ่งเข้าไปหาซะหน่อย!"
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองไอ้คุณชายขี้โรคที่นอนกองอยู่บนพื้น คีลกับหนุ่มกะล่อนก็วิ่งตามมาถึงพอดี
"เนโรคุง ขอโทษที! อัลคูรา แพ้ก็คือแพ้ ยอมรับความจริงซะเถอะ!"
"รุ่นพี่ครับ! ผมไม่ได้แพ้นะครับ! เมื่อกี้ผมแค่ประมาทไปหน่อยเดียวเอง! ถ้าสู้กันอีกรอบล่ะก็...!"
"นายจะไปพูดแบบนี้ในสนามรบหรือในการแข่งขันจริงงั้นเหรอ? 'ผมแค่ประมาท ขอแก้ตัวอีกรอบ' งั้นรึ?"
"อึก...!"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับเถียงไม่ออก หืม อย่างน้อยก็ยังรู้จักยางอายอยู่นี่นา
"อีกอย่าง เนโรคุงน่ะเป็นถึง 'น้องสาวร่วมสาบาน' ของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เลยนะ ฝีมือของนายตอนนี้เอาชนะเธอไม่ได้หรอก"
"หา!? น้องสาวของ 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】!?"
"เอาจริงดิ!?"
คำพูด(ที่ไม่จำเป็น)ของคีล ทำเอาทั้งคุณชายขี้โรคและหนุ่มกะล่อนถึงกับช็อกตาค้าง อืมม... แบบนี้มันเข้าข่าย 'หมาจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ' หรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'น้องสาวอ้างบารมีพี่สาว' มากกว่ามั้ง?
"เรื่องท่านพี่ไม่เกี่ยวซะหน่อย เอาเป็นว่าการประลองเมื่อกี้ฉันชนะก็แล้วกัน ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่สู้กับนายอีกแล้ว"
"อึก...! นี่แกคิดจะหนีงั้นรึ!"
"เปล่าย่ะ แค่รู้สึกว่านายมันกระจอกเกินไป สู้ด้วยก็เสียเวลาเปล่า"
พอฉันสวนกลับไปแบบนั้น คุณชายขี้โรคก็หน้าแดงก่ำจ้องฉันเขม็ง
เอาจริงๆ นะ แค่สู้กันแป๊บเดียวฉันก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าฝีมือหมอนี่มีแค่นี้แหละ ปฏิกิริยาตอบสนองช้ามาก มัวแต่คิดก่อนจะขยับตัว แบบนี้จะไปรอดได้ไง
มันต้องฝึกฝนร่างกายให้ขยับไปเองตามสัญชาตญาณเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ สิ นี่คือพื้นฐานของการต่อสู้เลยนะ
หมอนี่คงคิดว่าแค่มีดาบใหญ่ๆ แล้วเหวี่ยงสุดแรงก็ชนะแล้วล่ะมั้ง
ถ้าสู้กับพวกรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละ แต่...
"อัลคูรา คราวนี้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะเถอะ ถ้าอยากจะล้างตา ค่อยไปเจอกันใน 'งานประลอง' ก็แล้วกัน"
คำพูดของคีลทำเอาคุณชายขี้โรคถึงกับสะดุ้ง
'งานประลอง'
หมายถึงงานประลองประจำปีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนสินะ
งานนี้จะคัดตัวแทนจากนักเรียนปีหนึ่งถึงปีห้า ชั้นปีละเก้าคน ตัวสำรองอีกสามคน รวมเป็นสิบสองคน แบ่งเป็นฝั่งละหกสิบคนมาสู้กัน เป็นเหมือน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ขนาดย่อมๆ เลยล่ะ
อืม ถ้าเป็นใน 'งานประลอง' ก็อาจจะได้สู้กับหมอนี่อีกครั้งจริงๆ ก็ได้นะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งคู่ก็ต้องได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้ได้ซะก่อนล่ะนะ
"เข้าใจแล้ว... วันนี้ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปก่อนก็ได้ แต่ใน 'งานประลอง' ข้าจะเอาคืนเป็นทวีคูณแน่! เตรียมล้างคอให้สะอาดซะ!"
"ล้างคอเรอะ..."
"หา?"
ฉันไม่เข้าใจสำนวนที่หมอนี่พูด เลยเอามือลูบคอตัวเองด้วยความงุนงง
"สำนวนนั้นน่ะ เขาพูดว่า 'ล้างคอรอไว้เลย' (首を洗って待っていろ - เตรียมใจตายไว้ได้เลย) ต่างหากล่ะย่ะ ไปจำสำนวนผิดๆ ถูกๆ ของราชรัฐมาจากไหนเนี่ย อย่ามาใช้ให้คนอื่นขำหน่อยเลย"
"────อึก...! จำไว้เลยนะแก!"
คุณชายขี้โรคทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งหนีไป หึ ไก่อ่อนเอ๊ย
หนุ่มกะล่อนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ แอบหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"แหม ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยนะครับเนี่ย..."
"กะอีแค่ลูกผู้ดีมีเงินที่โดนตามใจจนเคยตัว ทำไมฉันต้องไปปรานีมันด้วยล่ะยะ"
"อุ๊ย... พอดีผมก็เป็นราชวงศ์เหมือนกัน เลยรู้สึกจุกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
เอ๊ะ นายเองก็ด้วยเหรอ? หนุ่มกะล่อนพรรค์นี้เนี่ยนะที่เป็นราชวงศ์? นึกว่าเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจซะอีก...
"มาจากประเทศไหนล่ะ?"
"อาณาจักรอิกเร็ตครับ เป็นประเทศหมู่เกาะที่อยู่ติดกับเฮลไกอาเลย รูปร่างเกาะคล้ายๆ กัน เขาเลยเรียกกันว่าเป็นประเทศพี่น้องกันน่ะครับ"
"อิกเร็ต... อ๋อ ประเทศตากอากาศนั่นเอง..."
"ใช่ครับ อิกเร็ตนั่นแหละครับ"
อาณาจักรอิกเร็ตเป็นประเทศหมู่เกาะทางใต้ที่มีชื่อเสียงด้านสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม จนได้ฉายาว่าประเทศแห่งการพักผ่อน แถมยังครองแชมป์ 'ประเทศที่อยากไปฮันนีมูนมากที่สุด' ในหมู่ขุนนางมาหลายสิบปีซ้อนเลยนะ
หมอนี่เป็นเจ้าชายของประเทศนั้นงั้นเหรอ? หนุ่มกะล่อนคนนี้เนี่ยนะ?
"นายเองก็โดนตามใจจนเคยตัวเหมือนกันสินะ?"
"ฮ่าๆ ไม่หรอกครับ ที่บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดน่ะครับ พอผมหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นคนแบบนี้ไปซะแล้ว"
เจ้าชายจอมหนีเที่ยวสินะ ถือว่ายังดีกว่าพวกคุณชายที่เอาแต่ใจล่ะมั้ง อย่างน้อยก็คงพอจะรู้จักความโหดร้ายของโลกภายนอกบ้าง แต่ถ้าในฐานะเจ้าชายล่ะก็ ถือว่าสอบตกทั้งคู่นั่นแหละ
"แหม ชักจะตื่นเต้นกับ 'งานประลอง' ขึ้นมาแล้วสิครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะครับ?"
"หึ เดี๋ยวแม่จะสวนกลับให้หงายเงิบเลยคอยดู"
ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ใน 'งานประลอง' จะมีการแข่งแบบแบ่งตามชั้นปีและแบบรวมทุกชั้นปี ถ้าเป็นแบบรวมล่ะก็ ฝั่งฉันก็มี 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ(ท่านพี่)】 อันดับหนึ่งอยู่นี่นา
เอ๊ะ? อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' คือท่านพี่เซลด้า แล้วอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ล่ะคือใครหว่า?
"นี่ แคโร รู้ไหมว่าอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คือใคร?"
"ล้อเล่นน่า เนโร... นี่เธอไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอเนี่ย... อย่างน้อยก็หัดเช็กข้อมูลในเน็ตบ้างสิ..."
แคโรทำหน้าเอือมระอา ส่วนหนุ่มกะล่อนกับคีลก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ อะไรกันเล่า ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันจะไปรู้เรื่องอันดับของโรงเรียนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?
"อันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ก็ต้องเป็น 【สีเงิน】 (白銀) โค ชิโรงาเนะ (コウ・シロガネ) อยู่แล้วสิ"
"เดี๋ยวสิ ใครบอกว่าต้องรู้กันล่ะ... หืม?"
ฉันทำหน้างง ก่อนจะรู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนั้น
โค ชิโรงาเนะ...? เอ๊ะ? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยนะ...?
อ๊ะ!? หรือว่าจะเป็นไอ้หนุ่มผมดำตอนที่ไปทำงานพิเศษ!?
พอหันไปมองคีล เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ
"ไม่รู้จักหรอกนะ... แต่เหมือนจะเคยเจอกันมาแล้วแฮะ..."
"หา?"
คราวนี้แคโรทำหน้างงบ้าง
ฉันเองก็งงเหมือนกัน อ้อ หมอนั่นคืออันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' สินะ
ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่นอยู่ปีสี่ ถ้าจะได้สู้กันก็คงเป็นใน 'การแข่งแบบรวม' (総力戦) ล่ะมั้ง
'การแข่งแบบรวม' คือการจำลองสงครามเต็มรูปแบบ ที่ตัวแทนจาก 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้าทุกคนจะต้องมาสู้กัน
และเพื่อให้สมจริงที่สุด จึงอนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ แถมถ้าขออนุญาตกรรมการล่วงหน้า ก็สามารถใช้อาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองได้ด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับหนึ่ง แต่ถ้าโดนรุมกินโต๊ะด้วยกลยุทธ์แยกกันตี ก็คงรับมือยากอยู่เหมือนกัน
แต่ทว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบทีม ต่อให้โค่นอันดับหนึ่งได้ แต่ถ้าทีมแพ้ก็ไม่มีความหมาย
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จุดประสงค์หลักอีกอย่างหนึ่งของ 'งานประลอง' ก็คือการโชว์ศักยภาพของตัวเองให้กองอัศวินจากประเทศต่างๆ เห็น
ถ้าใครสามารถล้มอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ รับรองว่าเรียนจบไปต้องมีหลายประเทศแย่งตัวกันให้วุ่นแน่ๆ
สำหรับฉัน ถ้าเรียนจบได้ใบอนุญาต 【ทรูปเปอร์】 มาแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปสมัครเข้ากองอัศวินที่เอลฟ์ราวบ้านเกิดนั่นแหละ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีใครรอฉันอยู่แล้ว
ถ้าที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า ฉันก็อาจจะเปลี่ยนใจไปอยู่ประเทศอื่นก็ได้
บางคนอาจจะมองว่า การใช้โควต้านักเรียนห้าคนของประเทศตัวเองเข้ามาเรียน แล้วสุดท้ายกลับไปรับใช้ประเทศอื่น มันดูไม่ค่อยจะแฟร์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่า ฉันไม่ได้เข้ามาเรียนเพราะได้โควต้าพิเศษจากรัฐบาลซะหน่อย
ฉันสอบเข้ามาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทาง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' ต่างหากที่เป็นคนยอมรับในฝีมือของฉัน
ดังนั้น นักเรียนทุกคนจึงมีอิสระที่จะเลือกไปทำงานให้กับประเทศไหนก็ได้ตามใจชอบ
แต่ก็เพราะกฎแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้มีนักเรียนที่เป็นลูกขุนนางเยอะแยะไปหมด... ก็นะ พ่อแม่เป็นขุนนางรับใช้ประเทศไหน ลูกๆ ก็มักจะเจริญรอยตามนั่นแหละ
แคโรเองก็คงตั้งใจจะกลับไปเข้ากองอัศวินที่เรกูลัสแน่ๆ เชรี่ก็คงเหมือนกัน ส่วนริลิชาก็คงกลับไปเอลฟ์ราว ท่านพี่เซลด้าก็ต้องกลับเรสเทียอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกลูกคุณหนูขุนนาง มันก็มีเรื่อง 'แต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์' เข้ามาเกี่ยวด้วยสิเนี่ย...
สมมติว่าตอนที่เรียนอยู่ แคโรเกิดไปหมั้นกับลูกขุนนางประเทศอื่นเข้า ก็คงต้องย้ายไปรับใช้ประเทศของฝั่งสามีแทน
เชรี่เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ขุนนางบางคนก็เลยจับลูกสาวหมั้นกับคนในประเทศตัวเองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย แย่ชะมัด... แต่ก็เข้าใจแหละว่า ประเทศต่างๆ คงไม่อยากเสียทรูปเปอร์ฝีมือดีไปให้ประเทศอื่นหรอก
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า(ออกทะเลไปไกลละ)
"บอกตรงๆ นะ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแวดวงเพื่อนของเนโรมันชักจะแปลกๆ แล้วล่ะ..."
"ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อยนี่นา"
ก็คนที่ฉันบังเอิญไปรู้จักดันเป็นพวกประหลาดๆ ทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประหลาดนั่นก็ดันพาคนประหลาดๆ มาให้รู้จักเพิ่มอีกไงล่ะ
แต่ก็ยังดีกว่าตอนอยู่กับอาจารย์เยอะเลยนะ... ตานั่นรู้จักคนใหญ่คนโตเพียบเลย ทั้งมังกรเอย ภูตเอย...
ไม่รู้ว่าแกจะแวะมาดูฉันแข่ง 'งานประลอง' หรือเปล่า อยากจะติดต่อแกก็ไม่ได้ เพราะแกชอบปิดสมาร์ทโฟนอยู่เรื่อย
ตอนที่อยู่ด้วยกัน แกก็ชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ทีละหลายๆ วันเป็นประจำ... แต่ก็ยังอุตส่าห์ซื้อของฝากกลับมาให้ทุกครั้งนะ ถึงจะเป็นของที่ดูไร้ประโยชน์ก็เถอะ
ในฐานะผู้ปกครองของฉัน อย่างน้อยแกก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีฉันบ้างนะ แต่พอคิดไปคิดมา ขืนอาจารย์โผล่มา มีหวังต้องเอาเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีกแหงๆ เพราะงั้น ไม่ต้องมาหรอกดีแล้ว
ใครที่โดนลากไปซวยด้วยคงน่าสงสารแย่...
036 เช้าที่วุ่นวาย
.
"อ๊ะ ซวยแล้ว"
เพิ่งจะรู้ตัว ก็ตอนที่ดาบตวัดเข้าที่สีข้างอย่างจังแล้ว
เพียะ! เสียงกระแทกดังลั่นโรงฝึก ดาบสั้นของรุ่นพี่ชิบะฟาดผ่านลำตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว
"อูยยย...!"
ดาบสั้นจำลองที่เราใช้ฝึกทำมาจากกิ่งของต้นบาบุรุ (Baburu) ซึ่งเป็นพืชในป่าใหญ่ที่เนื้อไม้มีความนุ่มหยุ่นคล้ายฟองน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น โดนตีจังๆ มันก็เจ็บอยู่ดี
ถึงจะไม่ทำให้เกิดรอยช้ำ แต่ก็น่าจะทิ้งรอยแดงๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ
"เธอจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดมากเกินไปนะ จังหวะเมื่อกี้ถ้าใช้มือซ้ายรับจะเร็วกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงพยายามจะใช้มือขวารับล่ะ?"
"มันเผลอไปเองน่ะค่ะ..."
"ไม่ได้นะ ต้องฝึกให้ร่างกายตอบสนองด้วยมือซ้ายเป็นอัตโนมัติให้ได้ เอ้า ลองใหม่อีกรอบ"
"ค่ะ"
ฉันตื่นมาซ้อมดาบกับรุ่นพี่ชิบะแบบนี้ได้อาทิตย์นึงแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการใช้ดาบคู่ได้ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ถ้าเรามองว่าดาบก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย การต่อสู้ด้วยดาบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเลยสักนิด แทงก็เหมือนชก ฟันก็เหมือนสับสันมือ
แต่ก็นะ... ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันยังไม่เคยทำคะแนนจากรุ่นพี่ชิบะได้เลยสักครั้งเดียว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ พยายามต่อไปล่ะ"
"ขอบคุณมาก... ค่า..."
สงสัยเพราะฉันมัวแต่วิ่งพล่านไปมาตลอดการฝึก พอเลิกซ้อมก็เลยหอบแฮ่กอยู่คนเดียว โธ่เอ๊ย... สงสัยเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเต็มที่ล่ะมั้ง... ความฟิตเลยตกไปเยอะ
ขืนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ มีหวังโดนจับเข้าคอร์สฝึกนรกแตกแหงๆ...
"อ้อ จริงสิ เรื่องดาบสั้นสำหรับใช้กับเฟรมเกียร์ที่เคยคุยกันไว้น่ะ ฉันยอมขายดาบเล่มเก่าของฉันให้ในราคาถูกๆ เอาไหม?"
"ขอบคุณมากเลยค่ะ!... ว่าแต่ จะขายเท่าไหร่เหรอคะ?"
ถึงฉันจะได้เงิน G(ค่าจ้าง) จากการเป็นเด็กพาร์ตไทม์ให้ท่านผู้อำนวยการมาพอสมควร แต่กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ตุงขนาดนั้น ถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตอนนี้ มีหวังอนาคตได้กินแกลบแน่ๆ
"สองเล่ม เอาแค่นี้ก็พอ..."
"ถูกจัง!? ราคานี้มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!?"
"คนกันเองน่า ช่วยชีวิตฉันไว้ทั้งที จะให้ขูดรีดได้ไงล่ะ"
ถ้าได้ราคานี้ เงินที่เหลือก็คงพอเอาไปซื้อบูสเตอร์เสริมความเร็วได้แน่ๆ ไว้ลองไปปรึกษาลาล่าให้ช่วยเลือกให้ดีกว่า
ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ชิบะ ก่อนจะขอตัวออกจากโรงฝึก
จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่โรงอาหารของหอพักทันที ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดพละนี่แหละ ฉันไม่แคร์สายตาใครหรอกน่า
"อรุณสวัสดิ์เนโร วันนี้ก็ไปซ้อมมาเหรอ?"
"อืม อรุณสวัสดิ์จ้ะเชรี่"
บังเอิญเจอเชรี่พอดี เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน ระหว่างที่ต่อแถวกดคูปองอาหาร ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นแคโรเลย
"แคโรล่ะ?"
"ยังไม่ตื่นเลย เมื่อคืนเห็นอ่านหนังสือจนดึกดื่นน่ะ ก็นะ เช้านี้พวกเราไม่มีเรียนด้วย ปล่อยให้นอนไปเถอะ"
แคโรกับเชรี่เป็นรูมเมตกัน ก็นะ โควตานักเรียนแต่ละประเทศมีแค่ 5 คน ถ้ามาจากประเทศเดียวกัน ยังไงก็ต้องโดนจับให้อยู่ห้องเดียวกันอยู่แล้ว ฉันกับริลิชาก็เหมือนกัน
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"กินเสร็จไปแล้วมั้ง? ไม่รู้สิ"
ตอนที่ฉันออกจากห้องไปซ้อม ยัยนั่นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่นา อีกอย่าง ฉันกับริลิชาก็ไม่ได้ตัวติดกันขนาดที่ต้องรอกินข้าวพร้อมกันซะหน่อย
เช้านี้กินอะไรดีนะ... เอาเป็นเซตบาแก็ตเนื้ออบร้อนๆ กินคู่กับสลัดและซุปหัวหอมก็แล้วกัน
ระหว่างที่ฉันกำลังโซ้ยมื้อเช้ากับเชรี่ จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมายืนข้างโต๊ะ
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เจอเด็กผู้หญิงผมลอนสีทองยาวประบ่า กำลังก้มมองฉันด้วยสายตาเย็นชา โบว์สีน้ำเงิน... รุ่นพี่ปีสองสินะ
"เนโร ซิลลูเอสก้า ทำไมเธอถึงเมินคำท้าประลองของฉัน?"
"หา?"
ยัยเจ๊นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย
"ฉันก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะสู้กับใครไหมล่ะคะ ไม่ได้มีกฎบังคับให้ต้องรับคำท้าทุกคนซะหน่อย?"
"พูดจาอวดดีนักนะ...! เป็นถึงน้องสาวของท่านเซลด้าแท้ๆ ทำไมถึงไม่กล้ารับคำท้าของฉัน!"
เอาอีกแล้ว... ฉันถอนหายใจหน่ายๆ พลางกัดบาแก็ตเนื้ออบคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
"นี่! อย่ามาเมินกันนะ!"
"โอ๊ยยย เจ๊คะ! วันนึงๆ มีคนส่งคำท้ามาเป็นสิบๆ คน ใครจะไปสู้ไหวล่ะคะ! ถ้าอยากสู้กับฉันนัก ก็ลองไปสุ่มประลองดูสิคะ ถ้าดวงดีอาจจะเจอกันก็ได้..."
"ฉันอยู่ E Rank นะยะ! ไม่มีทางสุ่มเจอเธอหรอก!"
อ้อ จริงด้วย ระบบสุ่มประลองมันจะสุ่มให้เจอแต่คนระดับเดียวกันนี่นา
ว่าแต่ E Rank งั้นเหรอ? การที่คนอันดับสูงกว่ามาท้าคนอันดับต่ำกว่าเนี่ย มันดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยนะเนี่ย... ถึงฉันจะไม่ยอมให้รังแกง่ายๆ ก็เถอะ!
"ให้ตายสิ ท่านเซลด้าคิดยังไงถึงไปสาบานเป็นพี่น้องกับสามัญชนขี้ขลาดอย่างเธอกันนะ..."
"หยุดแค่นั้นแหละจ้า~"
จังหวะที่ฉันเริ่มจะปรี๊ดแตก และกำลังจะสวนกลับยัยรุ่นพี่ปากแจ๋ว ก็มีเสียงยานคางคุ้นหูดังแทรกขึ้นมา
พอหันไปมอง ก็เห็นรุ่นพี่ชารอนยืนเท้าสะเอว ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
"เซลจังจะเลือกใครเป็นน้องสาวก็สิทธิ์ของเซลจังน้า~ เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เนโรจังนะจ๊ะ?"
"ท ท่านชารอน...!? อ เอ่อ ข ขอตัวก่อนนะคะ!"
ยัยรุ่นพี่ตัวแสบรีบเผ่นแน่บออกจากโรงอาหารไปอย่างไว โห สมกับเป็นอันดับสามจริงๆ บารมีล้นเหลือเลย
"เป็นอะไรไหมจ๊ะ?"
"อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
ตอนขากลับจากที่ไปทำงานพิเศษคราวก่อน ถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่ชารอนก็อยู่หอเก็นบุเหมือนกัน
รุ่นพี่ชารอนมาจากราชอาณาจักรพาเรเลียส (Parelius Kingdom) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปตะวันออก
นามสกุลพาเรเลียสของเธอก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์โดยตรง เป็นท่านหญิงระดับดยุกเลยล่ะมั้ง?
แต่ดูไม่ค่อยเหมือนพวกขุนนางเลยแฮะ... ไม่สิ ท่าทางเนิบๆ แบบนี้ก็อาจจะดูเป็นผู้ดีไปอีกแบบล่ะมั้ง...
"นี่เนโร! ทำไมเธอถึงไปรู้จักกับท่านชารอนได้ล่ะ!?"
"เอ่อ... ก็เพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์น่ะ...?"
พอฉันตอบเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า 'พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย' แต่ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ดีกว่านี้นี่นา
"ฮ่าๆๆ ชารอนที่เป็นเพื่อนร่วมงานพาร์ตไทม์ของเนโรจังไงจ๊ะ~ ยินดีที่ได้รู้จักน้า"
"อ๊ะ! เอ่อ ฉันชื่อเชริล กัสปาร์ เป็นเพื่อนของเนโรค่ะ! มาจากเรกูลัสค่ะ!"
เชรี่ลุกลี้ลุกลนแนะนำตัวแล้วก้มหัวปลกๆ ให้รุ่นพี่ชารอน
ขนาดเชรี่ก็ยังเกร็งเลยแฮะ เวลาอยู่ต่อหน้าอันดับสามเนี่ย
"หนูเชริลสินะจ๊ะ~ ถ้ามีปัญหาอะไรในหอพักก็มาปรึกษาพี่ได้เสมอนะจ๊ะ พอดีพี่เป็นประธานหออยู่น่ะ~"
"เอ๊ะ จริงเหรอคะเนี่ย?"
รุ่นพี่ชารอนเนี่ยนะประธานหอ? พูดแบบนี้อาจจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะไหวเหรอเนี่ย...?
สงสัยเชรี่จะเดาใจฉันออก เลยกระซิบเบาๆ ให้ฟัง
"โดยปกติแล้ว ประธานกับรองประธานของแต่ละหอพักจะคัดเลือกมาจากนักเรียนระดับ S Rank น่ะ"
"อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง..."
ก็สมเหตุสมผลอยู่แฮะ ระดับ S Rank อันดับสามนี่นา
"อ้อ จะว่าไป เซลจังก็เป็นประธานหอชิงหลง (มังกรฟ้า) เหมือนกันนะจ๊ะ~ ถ้าถึงงาน 'ประลองหอพัก' เมื่อไหร่ เราก็ต้องเป็นศัตรูกันแล้วล่ะน้า~"
งานประลองหอพัก (Lorm-Wars)... งานเทศกาลประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ของวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งระหว่างสี่หอพัก ได้ยินมาว่าปีที่แล้วหอชิงหลงคว้าแชมป์ ตามมาด้วยหอไป๋หู่ (เสือขาว) ส่วนหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราได้ที่สาม
ก็นะ ถ้าต้องมาสู้กัน ฉันก็จะสู้ให้เต็มที่แหละ
"งั้นพี่ไปก่อนนะจ๊ะ ชารอน"
"อ้า รอเดี๋ยวน้า~ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เนโรจัง หนูเชริล~"
รุ่นพี่ชารอนวิ่งตามเพื่อนของเธอไป เชรี่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ทั้งท่านเซลด้า แล้วก็ท่านชารอนอีก... รู้จักแต่พวกระดับ S Rank ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เครือข่ายเพื่อนของเนโรนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ นี่อย่าบอกนะว่ายังมีอีกน่ะ?"
"เอ่อ... ก็น่าจะมีเพื่อนระดับ S Rank อยู่อีกคนนึงมั้งคะ?"
"เอาจริงดิ...?"
ถ้านับรุ่นพี่ลิมิเอร่า ลิมิเทคซ์ อันดับสี่ เจ้าของฉายา 【ร้อยอัสนี】 ด้วย ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันได้แหละมั้ง รุ่นพี่ลิมิเอร่ามาจากสหพันธรัฐลอร์ดแมร์ (Lordmare Federation) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่หอชิงหลงเหมือนกัน... หอเดียวกับท่านพี่เซลด้าเลยนี่นา แบบนี้รับมือยากแหงๆ
"แล้วหอเสวียนอู่ (เต่าดำ) ของเราล่ะ นอกจากรุ่นพี่ชารอนแล้ว มีใครอยู่ S Rank อีกไหม?"
"มีสิคะ รุ่นพี่ ยูนะ บลิทซ์ อันดับแปด ปีห้า ฉายา 【ค้อนเหล็ก】 ไงคะ"
"【ค้อนเหล็ก】 งั้นเหรอ?"
ฉายาดูดุดันจังแฮะ
"เฟรมเกียร์ของรุ่นพี่ยูนะเป็นรุ่นไททันเฟรมน่ะค่ะ อาวุธหลักก็คือ แบทเทิลแฮมเมอร์ขนาดยักษ์"
"อ้อ... มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่า 【ค้อนเหล็ก】"
ไททันเฟรมเป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวช้า แต่ทดแทนด้วยพละกำลังและพลังป้องกันที่มหาศาล เรียกว่าเป็นหุ่นสาย One-hit kill เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ ต่อให้พลังโจมตีจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าโจมตีไม่โดนก็ไร้ความหมาย การที่หุ่นรุ่นนี้สามารถทะยานขึ้นไปถึงระดับ S Rank ได้ แสดงว่าฝีมือการต่อสู้ของรุ่นพี่ยูนะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อยากรู้จังแฮะว่ารุ่นพี่เขาต่อสู้แบบไหน น่าสนใจดีนะเนี่ย
"ตอนนี้กลุ่ม S Rank มีอยู่หอไป๋หู่ 3 คน ส่วนหออื่นๆ ก็หอละ 2 คน ถือว่ากระจายกำลังกันได้ค่อนข้างสมดุลเลยนะคะ เห็นว่าเมื่อ 2 ปีก่อน หอชิงหลงมี S Rank รวมกระจุกอยู่หอเดียวตั้ง 5 คนแน่ะ"
"โห... ไปกองรวมกันขนาดนั้น คะแนนทิ้งห่างหออื่นไม่เห็นฝุ่นเลยสิเนี่ย?"
"แน่นอนสิคะ ชนะเลิศแบบขาดลอยเลยล่ะค่ะ แถมตอนนั้นยังมี A Rank เก่งๆ อยู่หอชิงหลงอีกเพียบเลยด้วย"
อืมม... การที่คนเก่งๆ ไปกระจุกตัวกันอยู่หอเดียวแบบนี้มันก็เหนือการควบคุมล่ะนะ
S Rank คือกลุ่มคนที่ติดท็อป 9 ของวิทยาลัย ส่วนอันดับ 10 ถึง 50 จะเป็น A Rank รวม 41 คน ซึ่งฝีมือของ A Rank อันดับต้นๆ ก็สูสีกับ S Rank อันดับท้ายๆ เลยล่ะ
กุญแจสำคัญที่จะชี้วัดผลแพ้ชนะในงาน 'ประลองหอพัก' ก็คือจำนวนนักเรียนระดับ S Rank และ A Rank ในหอนั้นๆ นี่แหละ
แน่นอนว่าพวกอันดับล่างๆ ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก็คงมีอยู่เหมือนกัน
งาน 'ประลองหอพัก' ฤดูใบไม้ร่วงสินะ... ก็นะ ก่อนหน้านั้นก็ยังมี 'งานประลอง' กับทางสถาบันอยู่ดี
ฉันคงต้องพยายามอัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้อีก
ได้เวลาท้าประลองกับพวกระดับ E Rank แล้วล่ะมั้ง เห็นว่ามีนักเรียนปีหนึ่งหลายคนเริ่มขยับขึ้นไปอยู่ E Rank กันบ้างแล้ว
เอาล่ะ! มาลุยกันสักตั้งเถอะ!
037 แผนการปรับแต่งเฟรมเกียร์
.
เพราะได้รุ่นพี่ชิบะขายดาบสั้นให้ในราคาถูกแสนถูก ฉันเลยประหยัด G ไปได้เยอะเลย
ฉันกะจะเอา G ก้อนนี้แหละ ไปอัปเกรด 'ลูซิเฟอร์' แล้วท้าประลองเพื่อเลื่อนขึ้น E Rank ให้ได้
โชคดีที่ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ E Rank ส่งคำท้ามาให้เพียบ ฉันเลยไม่ต้องเสีย 10 ดาวเพื่อแลก 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้เลื่อนขั้นแบบฟรีๆ เลยล่ะ
เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเลยรีบไปปรึกษาลาล่าทันทีหลังเลิกเรียน
"ตามหลักแล้ว ถ้าเป็นไลท์นิ่งเฟรม ก็ควรจะเน้นอัปเกรดความคล่องตัวให้สุดไปเลยค่ะ แต่ถ้าเน้นแค่ความเร็วอย่างเดียว เกิดโดนโจมตีสวนกลับมาแบบไม่ทันตั้งตัวล่ะก็ มีสิทธิ์หุ่นพังยับเยินจนแพ้ได้ง่ายๆ เลยนะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจอบ่อยๆ ด้วย เพื่อป้องกันปัญหานี้ การเสริมเกราะให้หนาขึ้นอีกนิด เพื่อให้ทนรับการโจมตีได้บ้างก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ว่า สำหรับสไตล์ของคุณเนโร ที่เน้นชิงจังหวะโจมตีแล้วเผด็จศึกในพริบตา ถ้ามองในมุมนี้..."
"เดี๋ยวก่อนลาล่า ใจเย็นๆ ก่อนนะ"
ลาล่ารัวคำแนะนำใส่ฉันเป็นชุดใหญ่ไฟกะพริบจนฉันฟังแทบไม่ทัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้ว
ฉันเลยต้องเบรกเธอไว้ก่อน แล้วสรุปความต้องการของตัวเองสั้นๆ
"เอาเป็นว่า ฉันอยากได้ความคล่องตัวเพิ่มขึ้นน่ะ แบบที่สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้อย่างละเอียด แล้วก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้แม้ตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงด้วย"
"เอ๋... แบบนั้นมันจะสร้างภาระหนักให้กับคนขับมากๆ เลยนะคะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันใช้เวทเสริมพลังกายช่วยได้"
การใช้เวทเสริมพลังกายผ่านเอเธอร์ลิควิดเพื่อกระตุ้นสมรรถนะของเฟรมเกียร์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้เวทได้รับการเสริมพลังไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถทนต่อแรง G มหาศาลจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้
แต่ก็นะ... มันก็จะไปสร้างภาระให้กับตัวหุ่นแทน...
"พวกชิ้นส่วนปรับแต่ง (Custom Parts) ของเฟรมเกียร์จำลองเนี่ย จะมีทั้งของแท้จากทาง 'วิทยาลัย' แล้วก็ของที่นักเรียนออกแบบแล้วยื่นจดทะเบียนเอาไว้นะคะ ซึ่งชิ้นส่วนพวกนี้จะต้องสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้จริง โดยจะมีการประเมินทั้งวัสดุและต้นทุนการผลิต เพื่อนำมากำหนดราคา G ให้สอดคล้องกันค่ะ"
"...แปลว่าอะไรเหรอ?"
"แปลว่า ชิ้นส่วนที่สเปกสูงๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยไงคะ"
"เป็นสัจธรรมที่โหดร้ายจังเลยนะ..."
ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้นี่นา...
"แล้วมีงบอยู่เท่าไหร่ล่ะคะ?"
"เอ่อ... ประมาณนี้มั้ง...?"
ฉันเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนโชว์ยอด G ทั้งหมดให้ลาล่าดู
ลาล่าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตในมือเพื่อค้นหาชิ้นส่วนที่อยู่ในงบ
"ถ้างบประมาณนี้ ก็คงได้ประมาณชิ้นพวกนี้แหละค่ะ"
ชิ้นส่วนที่ลาล่าลิสต์มาให้ดู ก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันเล็งๆ ไว้แต่แรกเท่าไหร่ สงสัยคงหนีไม่พ้นต้องเลือกจากพวกนี้แล้วล่ะมั้ง...
"เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่นะคะ... แต่เราสามารถเลือกใช้ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบ 'นอกมาตรฐาน' (Non-Standard Custom Parts) ได้ด้วยนะคะ"
"นอกมาตรฐานเหรอ?"
"มันคือชิ้นส่วนที่ถูกปรับแต่งมาแบบสุดโต่งสุดๆ ไปเลยน่ะค่ะ ทำให้ใช้งานได้ยากมาก คนขับต้องมีฝีมือระดับเทพ และต้องใช้ในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ เท่านั้น เป็นชิ้นส่วนประเภทที่เพิ่มภาระให้คนขับมากกว่าแบบที่ฉันเพิ่งเตือนไปเมื่อกี้อีกนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชิ้นส่วนที่เน้นเพิ่มค่าสเตตัสทางใดทางหนึ่งแบบสุดๆ ไปเลย..."
ลาล่าอธิบายว่า นักพัฒนาชิ้นส่วนพวกนี้มักจะหน้ามืดตามัว อยากจะสร้างชิ้นส่วนที่สเปกทะลุหลอด โดยไม่สนเลยว่าหุ่นจะเสียสมดุล หรือคนขับจะรับภาระหนักแค่ไหน
ตราบใดที่มีเงินทุนและเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างชิ้นส่วนพวกนี้ขึ้นมาและนำไปจดทะเบียนได้ แต่เพราะมันเอาไปใช้จริงในการแข่งไม่ได้ ก็เลยไม่ค่อยมีใครซื้อไปใช้กัน
"สำหรับคุณเนโร ถึงจะใช้เวทเสริมพลังช่วยรับภาระทางร่างกายได้ แต่ตัวหุ่นอาจจะทนรับแรงกระชากจากชิ้นส่วนพวกนี้ไม่ไหวนะคะ ทำให้เวลาใช้งานอาจจะถูกจำกัดลงอย่างมาก..."
"ถูกจำกัดเวลาเหรอ? นานแค่ไหนล่ะ?"
"อืม... น่าจะราวๆ สิบนาทีล่ะมั้งคะ"
สิบนาที... ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ? ก็ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ถ้าเจอพวกสายถึกเกราะหนาๆ ก็คงต้องใช้เวลานานหน่อย
แต่เวลาสิบนาทีนี่ก็ถือว่าพอๆ กับเวลาเฉลี่ยที่ฉันใช้ในการต่อสู้แต่ละครั้งเลยนะ ถ้าหุ่นมีความเร็วเพิ่มขึ้น ก็น่าจะใช้เวลาในการต่อสู้ลดลงด้วย น่าจะเอาอยู่นะ
"แล้วถ้าเกินสิบนาทีล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?"
"หุ่นจะทำงานเกินขีดจำกัดจนระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าคุณเนโรจะเป็นฝ่ายแพ้ทันทีเลยล่ะค่ะ"
ความเสี่ยงสูงเอาเรื่องเลยนะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป แค่เอาชนะให้ได้ภายในสิบนาทีก็พอแล้ว!
ฉันขอให้ลาล่าเปิดดูลิสต์ชิ้นส่วนปรับแต่งแบบนอกมาตรฐานให้ดูหน่อย ชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในอดีตหรือศิษย์เก่าที่ชอบทดลองอะไรแผลงๆ ซึ่งแต่ละชิ้นก็ดูแหวกแนวและสุดโต่งเอามากๆ
"ในบรรดาชิ้นส่วนพวกนี้ ชิ้นไหนที่ให้ความเร่งสูงที่สุดเหรอคะ?"
"ชิ้นนี้ค่ะ แต่มันจะพุ่งตรงไปข้างหน้าได้อย่างเดียวนะคะ ฉันว่าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะสามารถใช้พลังเวทควบคุมทิศทางได้ ทำให้ยืดหยุ่นกว่าเยอะเลย อ้อ แล้วถ้าจะใช้ชิ้นนี้ ก็ต้องติดเวอร์เนียร์เสริมสำหรับปรับทิศทางเพิ่มอีกหลายๆ จุดด้วยนะคะ..."
ฉันนั่งปรึกษากับลาล่าอย่างจริงจัง ค่อยๆ เลือกและตัดสินใจเลือกชิ้นส่วนเสริมต่างๆ ให้กับ 'ลูซิเฟอร์' อย่างระมัดระวัง
◇ ◇ ◇
"อึ้ก...! 【บูสต์】!"
ทันทีที่ฉันร่ายเวทเสริมพลังกายไร้ธาตุ 【บูสต์】 ความรู้สึกที่เหมือนโดนอัดก๊อปปี้ติดเบาะก็ทุเลาลงไปเยอะเลย
ไอ้ระบบเร่งความเร็วตัวใหม่นี่มันพยศเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
เมนทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งให้ 'ลูซิเฟอร์' แม้จะเทียบชั้นไม่ได้กับของ 【วินเดีย(ปีก)】 ที่ฉันได้ลองขับตอนทำงานพาร์ตไทม์ แต่ประสิทธิภาพมันก็เฉียดใกล้เคียงกันเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่ามันสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวหุ่นสุดๆ อย่างที่ลาล่าคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หลังจากเปิดใช้งานต่อเนื่องในการฝึกซ้อมจำลองได้แค่ประมาณสิบนาที 'ลูซิเฟอร์' ก็ร้องเตือนแล้วดับเครื่องไปดื้อๆ เลย
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในการแข่งจริงล่ะก็ ฉันแพ้ราบคาบแน่นอน
『โอเค เดี๋ยวฉันจะส่งเป้าหมายเข้าไปให้นะคะ~』
สิ้นเสียงลาล่าที่ดังผ่านช่องสื่อสารจากนอกเฟรมยูนิต ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ก็โผล่พรวดขึ้นมาทั่วฉากที่ราบรกร้าง
มีทั้งหมดห้าสิบเครื่อง... จำนวนเท่ากับที่ฉันเจอตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 เลยนี่นา
ก่อนอื่น ฉันต้องเคลียร์ฝูงนี้ให้ได้ด้วย 'ลูซิเฟอร์' ไม่งั้นก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตอนขับ 【วินเดีย(ปีก)】 ฉันใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ เพราะงั้น 'ลูซิเฟอร์' ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน... มั้งนะ
แถมตอนนั้นฉันยังต้องใช้ สเปลคาสเตอร์(ปืนเวทมนตร์) ที่ไม่ค่อยถนัดอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ฉันได้รับการฝึกฝนจากรุ่นพี่ชิบะแล้ว น่าจะจัดการได้เร็วกว่าเดิมเยอะ ฉันคิดบวกสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ... 'ลูซิเฟอร์' โอเวอร์ฮีตและดับเครื่องไปซะก่อน ตอนที่เหลือ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) อีกตั้งสามเครื่องแน่ะ! ภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า!
โธ่เว้ยยยย! วางแผนพลาดไปหน่อย! ถ้ารู้แบบนี้ น่าจะเล็งโจมตีจุดตายอย่างค็อกพิตหรือส่วนหัวให้แม่นๆ จะได้จัดการทีเดียวอยู่!
『เป็นไงบ้างคะ? จะลองอีกสักรอบไหม?』
"แน่นอนสิ! จะทำจนกว่าจะผ่านให้ได้เลยคอยดู!"
และแล้ว ฉันก็ต้องพยายามถึงห้าครั้ง กว่าจะสามารถเคลียร์ฝูง แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ห้าสิบเครื่องได้สำเร็จภายในสิบนาที
"เข้าใจล่ะ... ไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็วสุดขีดตลอดเวลานี่เอง..."
"ใช่ค่ะ ในระยะประชิดก็ใช้ความเร็วปกติของหุ่นเข้าสู้ แล้วค่อยดึงพลังจากบูสเตอร์มาใช้เฉพาะจังหวะสำคัญๆ อย่างตอนพุ่งเข้าหาเป้าหมาย, ตอนหลบการโจมตีฉุกเฉิน, หรือตอนลอบโจมตีทีเผลอ แบบนี้เค้าเรียกว่าการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาไงคะ"
ฉันกับลาล่านั่งดูเทปบันทึกการต่อสู้ของฉัน แล้วช่วยกันวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง
"ถ้าไม่เหยียบคันเร่งมิดหลอดตลอดเวลา ก็จะช่วยลดภาระของหุ่นลงได้เยอะ ทำให้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้อีกหน่อยค่ะ ที่จริงแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ตลอดเวลาเลยนี่คะ?"
รู้อยู่เต็มอกเลยล่ะ... ถึงฉันจะเริ่มควบคุมพลังเวทได้ดีขึ้นแล้วก็เถอะ... แต่มันก็ยัง... พอคิดในใจว่า 'จังหวะนี้แหละ เร่งสปีดเลย!' ทีไร มือมันก็เผลออัดพลังเวทเข้าไปเต็มเหนี่ยวทุกทีเลยอะ...
"อืม... สำหรับคุณเนโรเนี่ย ถึงภายนอกจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่ระบบภายในน่าจะเปลี่ยนไปใช้ของมิสติกเฟรม (Mystic Frame) จะเหมาะกว่านะคะ"
"หืม...? ระบบภายในที่ว่านี่ หมายถึงพวกเอเธอร์ลิควิด (Ether Liquid) กับเตาปฏิกรณ์วิญญาณ (Spirit Reactor) อะไรพวกนี้เหรอ?"
"ใช่ค่ะ มิสติกเฟรมมี 'เครือข่ายหลอดเลือดเวท' (Ether Vessel) ที่ใช้ส่งเอเธอร์ลิควิดละเอียดยิบและครอบคลุมทั่วทั้งตัวหุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆ ทำให้สามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ด้วยค่ะ"
อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง อืม... จะว่าไปแล้ว พลังเวทพื้นฐานของฉันมันก็หนักไปทางสายจอมเวท (Mystic) อยู่แล้วนี่นะ
"เรื่องที่เฟรมเกียร์ทั่วไปใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?"
"ก็มีส่วนค่ะ อย่างคนที่มีเวท 【ไฟร์บอล】 (Fireball) ก็ใช่ว่าจะสามารถเสกไฟร์บอลออกมาจากเฟรมเกียร์ได้ง่ายๆ นะคะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องปรับแต่งระบบภายในของหุ่นให้รองรับการใช้เวทมนตร์นั้นๆ ด้วย ถึงจะสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การติดตั้งเกียร์สเปล' (Gear Spell) ค่ะ"
'เกียร์สเปล' งั้นเหรอ... ก็เหมือนเวท 【เท็นไร】 (สายฟ้าสวรรค์) ที่รุ่นพี่ลิมิเอร่าใช้ตอนงานปฐมนิเทศสินะ
"แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์ประเภทเสริมพลังกาย ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของผู้ใช้โดยตรง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ง่ายกว่าค่ะ เพราะเป็นการใช้เอเธอร์ลิควิดขยายขอบเขตพลังของเวทมนตร์เดิม ซึ่งจะแตกต่างจาก 'เกียร์สเปล' อย่างชัดเจนค่ะ อ้อ พวก 'ดาบบิน' ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ 'เกียร์สเปล' หรอกค่ะ"
สรุปก็คือ ตามหลักทฤษฎีแล้ว ใครๆ ก็สามารถใช้ 'ดาบบิน' ได้สินะ เพียงแต่การจะบังคับมันให้พริ้วไหวดั่งใจนึกน่ะ มันเป็นเรื่องที่ยากบรรลัยเลยล่ะ
ก็เหมือนกับเครื่องดนตรีนั่นแหละ ใครๆ ก็เป่าให้มันเกิดเสียงได้ แต่การจะเป่าให้เป็นเพลงเพราะๆ น่ะ มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักยังไงล่ะ
"ลาล่า พอจะเปลี่ยนระบบภายในของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรมให้หน่อยได้ไหม?"
"ทำได้อยู่แล้วค่ะ... แต่ถ้าทำแบบนั้น ประสบการณ์การต่อสู้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ในหุ่นเครื่องนี้จะถูกล้างทิ้งหมดเลยนะคะ? หุ่นจะกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ เลยนะคะ แน่ใจเหรอคะว่าจะทำแบบนั้น?"
"ก็เพิ่งเข้าเรียนมาได้ไม่ถึงสองเดือนเองนี่นา ขืนไปเปลี่ยนเอาตอนหลังๆ มันจะยุ่งยากกว่านี้อีกนะ ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องตอนนี้แหละ"
"ถ้าคิดแบบนั้น มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ..."
ถึงจะเสียดายประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาทั้งหมดก็เถอะ... แต่เอาเข้าจริง สถิติการประลอง 【การประลองดารา】 ของฉันส่วนใหญ่ก็หนักไปทางอาร์มเกียร์ซะมากกว่านะ ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ล่ะก็ แทบจะแพ้รวดเลยมั้ง...
อีกอย่าง ถ้าการดัดแปลงครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันอาจจะสามารถใช้ 'เวทมนตร์บทนั้น' ผ่านเฟรมเกียร์ได้ด้วยก็ได้
ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะช่วยให้ฉันได้เปรียบในการต่อสู้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ!
ฉันปรึกษาหารือกับลาล่าให้เธอดูเวทมนตร์ที่ฉันอยากใช้ และแล้ว แผนการดัดแปลง 'ลูซิเฟอร์' ของฉันก็เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว
038 สภาวะสภาวะไร้น้ำหนัก (Zero Gravity)
.
ในวันนั้น ภายในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต โซนสำหรับนั่งดูที่มีหน้าจอขนาดกลางตั้งเรียงรายอยู่ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอย่างล้นหลาม
โซนนี้มีไว้สำหรับให้นักเรียนได้ดูการฝึกซ้อมหรือการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นสดๆ
การได้ดูการต่อสู้ของคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ชั้นยอดเลยล่ะ แถมยังเป็นการสอดแนมคู่แข่งที่จะต้องเจอในอนาคต เพื่อหาจุดอ่อนและศึกษาสไตล์การต่อสู้ด้วย
เพราะงั้น การมานั่งดูตรงนี้เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่นักเรียนคนอื่นๆ พากันซุบซิบและทำตัวไม่ถูก ก็เพราะสามคนที่มานั่งจับจองหน้าจอกันอยู่ตรงนี้น่ะสิ...
คนแรก คือคนที่ไม่มีใครใน 'วิทยาลัย' ไม่รู้จัก อันดับหนึ่งชั้นปีสาม ผู้ไร้พ่าย 【เจ้าหญิงจักรพรรดิดาบ】 เซลดิการ์ด มินัส เรสเทีย
คนที่สอง จอมเวทอันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' ชั้นปีสี่ 【แม่มดวายุสีคราม】 ชารอน พาเรเลียส
และคนสุดท้าย อดีตระดับ S Rank ที่แม้จะร่วงหล่นลงมาอยู่ B Rank เพราะอาการคำสาปกลายเป็นหินที่แขนขวา แต่เธอก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวนกฟินิกซ์คืนชีพ ชนะรวดจนจ่อคิวจะขึ้น A Rank ในเร็วๆ นี้ ชั้นปีห้า 【ดาบคู่ประกายแสง】 ชิบะ ซานะ
สามคนนี้นั่งคุยกันอย่างสนิทสนม รอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นักเรียนคนอื่นๆ จะพากันแตกตื่น
"เอ่อ..."
"หืม~? อ๊ะ หนูเชริล~ มาเชียร์หนูเนโรเหรอจ๊ะ?"
"อ่า ค่ะ รุ่นพี่ก็มาดูเหมือนกันสินะคะ...?"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของน้องสาวสิคะ"
"ก็ต้องมาดูแมตช์เลื่อนขั้นของลูกศิษย์อยู่แล้วล่ะ"
"อ อ้อ แบบนี้นี่เองค่ะ..."
เชรี่พยักหน้าเข้าใจพลางคิดในใจว่า 'กะแล้วเชียว' ส่วนฉัน แคโร ลาล่า และริลิชาที่ตามมาด้วยก็ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่ต่างกัน
"แหมๆ มานั่งด้วยกันสิจ๊ะ"
รุ่นพี่ชิบะกวักมือเรียกให้พวกเรามานั่งที่ว่างด้านหลัง ถึงจะได้ยินเสียงซุบซิบจากข้างหลังประมาณว่า 'พวกปีหนึ่งกลุ่มนั้นเป็นใครกันน่ะ...?' แต่เชรี่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
"คู่แข่งของเนโรคือ... นักเรียนปีสองจากอาณาจักรพาร์เนียร์สินะคะ"
ท่านพี่เซลด้ากำลังอ่านโปรไฟล์ของฉันกับคู่ต่อสู้ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ
อาณาจักรพาร์เนียร์ เคยถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศคือ พาร์ลูฟและลีเนียร์ แต่ก็กลับมารวมกันเป็นประเทศเดียวเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน
ก็นะ เดิมทีมันก็คือประเทศพาร์เนียร์ที่แตกออกเป็นสองประเทศ พอตอนนี้กลับมารวมกันก็ถือว่ากลับสู่จุดเริ่มต้นนั่นแหละ
"หืม~? เด็กคนนี้คุ้นๆ นะ..."
รุ่นพี่ชารอนเอียงคอมองข้อมูลคู่แข่งของฉัน เชรี่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยรีบอธิบายเสริม
"อ๊ะ คนนี้คือรุ่นพี่ปีสองที่มาหาเรื่องเนโรที่โรงอาหารเมื่อไม่กี่วันก่อนไงคะ คนที่รุ่นพี่ชารอนเข้ามาช่วยห้ามไว้น่ะค่ะ"
"อ๋อ~ เด็กคนนั้นเองเหรอ~"
พอได้ยินแบบนั้น รุ่นพี่ชิบะก็หันไปถามรุ่นพี่ชารอน
"มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาเหรอ?"
"บาดหมางก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ แค่เด็กคนนั้นเขาเป็นติ่งเซลจังน่ะสิ?"
พอรุ่นพี่ชารอนพูดแบบนั้น ท่านพี่เซลด้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"การมีคนชื่นชมมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ถ้าทำตัวเกินขอบเขตก็คงต้องปวดหัวหน่อย"
"นั่นสิเนอะ~ ถ้าแค่เชียร์เฉยๆ ก็โอเคหรอก แต่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า~"
ทั้งท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอนต่างก็เป็นระดับท็อปของวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีรุ่นน้องปลื้มปริ่มมากมาย บางทีความชื่นชมนั้นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ จนพร้อมจะแว้งกัดใครก็ตามที่เข้ามาขวางทาง
เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมโรงเรียนหรือองค์กรเสมอแหละ บางคนถึงกับตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเองเพื่อแสดงอำนาจเลยนะ แต่สำหรับท่านพี่เซลด้าและรุ่นพี่ชารอน ทั้งคู่ดูจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
"คู่แข่งอยู่ระดับ E Rank... นี่แปลว่าแฟนคลับของเซลด้าเป็นฝ่ายส่งคำท้าให้เนโรสินะ?"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ"
เชรี่ตอบคำถามของรุ่นพี่ชิบะด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ E Rank ปะทะ F Rank มองผิวเผินอาจจะคิดว่า F Rank ที่อันดับต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้า E Rank ที่อันดับสูงกว่า แต่ความจริงแล้วมันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่า E Rank เป็นฝ่ายมาท้า F Rank ซะงั้น
ปกติแล้ว การที่คนอันดับสูงกว่าท้าประลองกับคนอันดับต่ำกว่านั้น ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เพราะฝ่ายที่ถูกท้าสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีบทลงโทษอะไร แถมการที่คนเก่งกว่าไปท้าคนอ่อนกว่า มันดูเหมือนเป็นการ 'รังแก' ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าแพ้ขึ้นมา อันดับก็จะร่วงกราวรูดเลยล่ะ
แต่ในกรณีนี้ มันถือเป็นแมตช์เลื่อนขั้น ถ้าคนอันดับต่ำกว่าอยากจะเลื่อนขั้นเร็วๆ ส่วนคนอันดับสูงกว่าแค่อยากได้ดาวมาง่ายๆ พอเป้าหมายมันตรงกัน การประลองก็เกิดขึ้นได้
การที่ทั้งคู่ยอมรับคำท้า ก็แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะ 'เอาชนะ' อีกฝ่ายได้แน่ๆ มันก็เลยมักจะกลายเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจอยู่บ่อยๆ
"แต่ว่านะ เฟรมเกียร์ของคู่แข่งเนโรเนี่ย... มันจะไหวไหมเนี่ย...?"
"นั่นสิคะ ท่าทางจะตึงมืออยู่เหมือนกันนะ..."
รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะดูข้อมูลเฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ทำหน้ากังวล
แต่ลาล่าที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! คุณเนโรมีอาวุธลับเตรียมไว้แล้ว!"
"อาวุธลับเหรอ? หมายถึงดาบสั้นที่ฉันให้ไปน่ะเหรอ? ถึงจะทนทานก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษขนาดนั้นนะ..."
"ไม่ใช่ค่ะ! เป็น 'เกียร์สเปล' บทใหม่ที่คุณเนโรสร้างขึ้นจากเวทไร้ธาตุของเธอเองค่ะ!"
『เกียร์สเปล!?』
คำพูดของลาล่าทำเอาทุกคนตรงนั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก 'เกียร์สเปล' คือทักษะพิเศษที่เกิดจากการผสานพรสวรรค์ของผู้ใช้เวทกับเฟรมเกียร์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ กว่าจะดึงเอา 'เกียร์สเปล' ออกมาใช้ได้น่ะ มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนัก
ขนาดจอมเวทอัจฉริยะอย่างรุ่นพี่ชารอน กว่าจะใช้ 'เกียร์สเปล' ได้ก็ปาเข้าไปตอนปลายปีสองนู่น
แล้วเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาหมาดๆ จะทำได้ยังไง? ทุกคนเลยสงสัยกันใหญ่
"หุหุ สมกับเป็นเนโร น้องสาวของฉันจริงๆ ค่ะ"
"นี่หล่อน แค่อยากจะพูดคำนี้เฉยๆ ใช่ไหมเนี่ย?"
ท่านพี่เซลด้าพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ จนรุ่นพี่ชิบะอดแขวะไม่ได้
"อยากเห็นจังเลยน้า~ ว่าจะเป็นเกียร์สเปลแบบไหน~ เสียดายที่เป็นเวทไร้ธาตุจังเลยน้า~"
เวทไร้ธาตุคือเวทมนตร์เฉพาะตัว หมายความว่าต่อให้เป็นรุ่นพี่ชารอน ก็คงเลียนแบบเกียร์สเปลนี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังตื่นเต้นที่จะได้เห็นเวทมนตร์รูปแบบใหม่อยู่ดี
"อ๊ะ เริ่มแล้วค่ะ"
พอแคโรพูดขึ้น ทุกคนก็หันไปจ้องหน้าจอ เวลาการประลองใกล้เข้ามาแล้ว บนหน้าจอแสดงภาพเฟรมเกียร์สองเครื่องยืนประจันหน้ากัน
"ด่านหาดทราย... เป็นฉากที่ค่อนข้างเสียเปรียบเลยนะคะเนี่ย"
ริลิชาพึมพำเบาๆ
ฉากที่แสดงบนหน้าจอคือหาดทรายที่มีทะเลเป็นฉากหลัง
ด่านนี้ทรายจะดูดเท้า ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก แถมถ้าพลาดตกลงไปในทะเลก็ต้องสู้กันในน้ำอีก
ยกเว้นแต่จะเป็นพวกผู้ใช้เวทธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำทะเลได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นด่านที่รับมือยากเลยล่ะ นักเรียนหลายคนถึงกับบ่นว่าเป็น 'ด่านนรก' เลยทีเดียว
เฟรมเกียร์สองเครื่องยืนอยู่บนหาดทราย เครื่องหนึ่งคือ 'ลูซิเฟอร์' ของเนโร
ไลท์นิ่งเฟรมสีขาวดำสุดเท่ แต่ที่หลังกลับติดตั้งอุปกรณ์เสริมความเร็วสูงขนาดใหญ่เอาไว้ มีทรัสเตอร์ทรงพลังถึงสี่ตัวและปีกแบบติดตายตัวอีกหกปีก สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย
ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง มีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคนที่สวมชุดเกราะ
แต่ที่แปลกก็คือ... มันมีแขนสี่ข้าง! มีแขนเล็กๆ อีกคู่ยื่นออกมาจากสีข้าง ในมือทั้งสองข้างถือคทาสั้นๆ ที่ประดับด้วย 'คริสตัล' (อัญมณีเวทมนตร์)
คริสตัลเป็นหินเวทมนตร์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับเฟรมเกียร์สายเวทมนตร์
สรุปก็คือ เฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายคือ มิสติกเฟรม นั่นเอง
นี่แหละคือสิ่งที่รุ่นพี่ชารอนกับรุ่นพี่ชิบะกังวล
ไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความเร็ว จะเสียเปรียบมิสติกเฟรมสุดๆ
เพราะมิสติกเฟรมสามารถโจมตีระยะไกลหรือโจมตีเป็นวงกว้างได้ ทำให้ไลท์นิ่งเฟรมเข้าประชิดตัวได้ยากมาก
ทางรอดเดียวของไลท์นิ่งเฟรมที่เสียเปรียบ คือต้องยอมแลกความเสียหาย พุ่งเข้าประชิดตัวให้เร็วที่สุดเพื่อเผด็จศึก ก่อนที่ตัวเองจะพังซะก่อน เรียกว่าต้องวัดดวงกันเลยล่ะ
แน่นอนว่าฝ่ายมิสติกเฟรมก็รู้จุดอ่อนนี้ดี เลยต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้เพียบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มพลังป้องกันให้แน่นหนาที่สุด มิสติกเฟรมที่เน้นสาดเวทอยู่แนวหลังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วมากนัก
การสละความเร็วเพื่อแลกกับเกราะที่หนาขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นิยมใช้กัน
เฟรมเกียร์ของฝ่ายตรงข้าม นอกจากแขนเสริมที่ถือคทาสองข้างแล้ว แขนหลักทั้งสองข้างก็ติดตั้งโล่ขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย
เตรียมตัวมาตั้งรับแบบสุดๆ เลยล่ะ
"นั่นมันเตรียมมาเพื่อรับมือเนโรชัดๆ เลยนี่นา..."
"ก็นะ การสืบข้อมูลคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
แคโรและริลิชาพูดขึ้นมาหลังจากเห็นภาพนั้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเนโรใช้ไลท์นิ่งเฟรม การเตรียมแผนรับมือก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถึงจะดูสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ
"แต่เนโรก็มี 'พลังปราณ' ที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันนั่นได้นี่นา น่าจะพอสู้ไหวอยู่นะ?"
"การใช้ 'พลังปราณ' กับไลท์นิ่งเฟรมมันเหมือนดาบสองคมนั่นแหละค่ะ ต่อให้เจาะโล่อีกฝ่ายได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ก็คงแหลกละเอียดไปด้วยแน่ๆ"
ท่านพี่เซลด้าที่นั่งอยู่แถวหน้าปฏิเสธความคิดของเชรี่ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะตอนที่เนโรใช้ 'พลังปราณ' กับ 【วินเดีย(ปีก)】 หุ่นก็พังยับเยินไปเลยนี่นา
ถ้าจะใช้ 'พลังปราณ' ก็ต้องมั่นใจว่าจะปิดฉากได้ในหมัดเดียวเท่านั้น
"ถ้าจะพุ่งเข้าไป ก็ต้องระวังเวทมนตร์สกัดกั้น พอเข้าไปใกล้ก็ต้องเจอกับโล่ยักษ์นั่นอีก... ท่าทางจะตึงมือเลยแฮะ..."
"ไม่หรอกค่ะ"
ลาล่าพูดแทรกคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ชิบะ
"การประลองครั้งนี้ จะจบลงในพริบตาเดียวค่ะ ห้ามกะพริบตาเชียวนะคะ"
"หมายความว่ายังไง..."
ขณะที่รุ่นพี่ชิบะกำลังจะถาม เสียงของกรรมการก็ดังมาจากหน้าจอ 『เดิมพันด้วยดาว 5 ดวง』 การ 【ประลองดารา】 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใคร เกทับ(เรส) เลยแฮะ การเดิมพัน 5 ดาวในแมตช์เลื่อนขั้น F Rank ถือว่าเยอะเอาเรื่องเลยนะ เอาจริงๆ ก็คือเนโรเป็นฝ่ายยื่นคำขาดว่าถ้าไม่เดิมพันขนาดนี้ก็ไม่ยอมแข่งด้วยนั่นแหละ
『ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา ก้าวออกมาข้างหน้า』
ลูซิเฟอร์และหุ่นของอีกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าบนผืนทราย ดูเหมือนทั้งคู่จะพร้อมแล้ว
『เริ่ม 【การประลองดารา】 ได้!』
สิ้นเสียงประกาศ ร่างของลูซิเฟอร์ก็หายวับไปจากหน้าจอ!
วินาทีต่อมา หุ่นของอีกฝ่ายที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ส่งเสียงเตือน 『บี๊บ────!』 แสดงว่าหมดสภาพการต่อสู้ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกฟันขาดครึ่งตรงช่วงลิ้นปี่ แล้วปลิวกระเด็นออกไปเป็นสองท่อน
『............หา?』
ทุกคนที่กำลังดูหน้าจออยู่ต่างก็หลุดอุทานออกมาพร้อมกันเป็นเสียงเดียว แม้แต่ท่านพี่เซลด้าที่ไม่ได้ส่งเสียงร้อง ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บนหน้าจอ ลูซิเฟอร์ที่ถือดาบสั้นในมือขวายืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังคือซากเฟรมเกียร์ของอีกฝ่ายที่ถูกฟันขาดครึ่ง
หน้าจอสรุปผลขึ้นข้อความว่า 'ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต' ทำให้รู้ว่าดาบสั้นของเนโรแทงทะลุค็อกพิตของคู่ต่อสู้ไปแล้ว ร่างกายบางๆ ของมิสติกเฟรมคงทนแรงกระแทกไม่ไหวจนหักครึ่งไปล่ะมั้ง แต่ส่วนอื่นๆ มันอธิบายไม่ได้เลยนะ!
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?"
"เอ๊ะ? อะไรนะ? เนโรชนะแล้วเหรอ?"
"ลาล่า... เมื่อกี้คือ 'เกียร์สเปล' ของเนโรเหรอ...?"
"ใช่แล้วค่ะ! นั่นแหละคือ 'เกียร์สเปล' ของคุณเนโร 【สภาวะไร้น้ำหนัก】 (Zero Gravity) ที่จะทำให้หุ่นแทบจะไร้น้ำหนักเลยล่ะค่ะ!"
ลาล่ายืดอกตอบนักเรียนปีหนึ่งที่กำลังแตกตื่นด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเองเลยล่ะ
039 ฉลองเลื่อนขั้น
.
"อา... ตกใจหมดเลย... คิดว่าจะพุ่งเร็วขนาดนี้ เกือบจะเบรกไม่อยู่ชนเข้าไปเต็มๆ แล้วเชียว..."
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่พิงพนักเก้าอี้ในเฟรมยูนิต
เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 คือเกียร์สเปลที่ฉันดัดแปลงมาจากเวทมนตร์ไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของตัวเอง
เวทมนตร์ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สามารถเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของวัตถุได้ แต่ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องการเพิ่มน้ำหนักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากมันในด้านนั้น
ส่วนใหญ่ฉันจะใช้มันเพื่อลดน้ำหนักตัวเองให้เบาหวิว แล้วอาศัยความคล่องตัวเข้าจู่โจมศัตรู 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ก็คือการนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้นั่นเอง
หลังจากเปลี่ยน เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) และ ท่อส่งพลังเวท(เอเธอร์เวสเซล) ของลูซิเฟอร์ จากแบบไลท์นิ่งเฟรมมาเป็นแบบมิสติกเฟรม พลังเวทของฉันก็สามารถแผ่ซ่านไปทั่วร่างของหุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ฉันสามารถใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 ได้สำเร็จ
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยภาระอันมหาศาลที่ตัวหุ่นต้องแบกรับ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 มีระยะเวลาใช้งานได้แค่ประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น ขืนฝืนใช้เกินกว่านั้น หุ่นคงได้แหลกเป็นชิ้นๆ แน่
ตอนที่เห็นเฟรมเกียร์ของคู่ต่อสู้ ฉันก็รู้ทันทีว่าถ้ายืดเยื้อไปคงไม่เป็นผลดีแน่ ขืนเจอกับเกราะหนาๆ ตั้งรับเต็มรูปแบบแบบนั้น ฉันคงต้องยอมใช้ 'พลังปราณ' พุ่งเข้าชนแบบไม่กลัวตายสถานเดียว
ฉันเลยตัดสินใจใช้ความเร็วสูงสุดตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน เพื่อทะลวงค็อกพิตของอีกฝ่ายรวดเดียวจบ
ด้วยความเร็วระดับนี้ ถ้าฉันชักดาบช้าไปแค่เสี้ยววินาทีเดียว ปลายดาบก็คงเจาะไม่โดนค็อกพิตแน่ๆ
แล้วก็ ถ้าคู่ต่อสู้รู้เรื่องเกียร์สเปลบทนี้มาก่อน คงจะตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่เริ่มการแข่งขันแน่ๆ ต่อให้ 【ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity)】 จะเร็วแค่ไหน แต่ถ้าเจอการตั้งรับแบบนั้นก็คงเจาะไม่เข้าหรอก นี่มันท่าประเภท 'ใช้ได้ครั้งเดียวจอด' (初見殺し) ชัดๆ คราวหน้าคงใช้ไม่ได้ผลแล้วล่ะมั้ง
"โอ๊ะ"
หน้าจอแสดงผลการแข่งขันปรากฏขึ้น
ชัยชนะในการแข่งขันเพื่อเลื่อนขั้นครั้งนี้ ทำให้ฉันได้รับดาวมา 5 ดวง และได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank เรียบร้อยแล้ว
เยส! ฉันเป็นคนที่สามของเด็กปีหนึ่งที่ได้ขึ้น E Rank แถมอันดับในชั้นปีก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 5 แล้วด้วย!
ถ้าอยากลงแข่ง 'งานประลอง' กับทางสถาบัน ฉันต้องรักษาอันดับให้อยู่ในท็อป 12 ให้ได้ ด้วยอันดับตอนนี้คงไม่ร่วงง่ายๆ หรอกมั้ง
ก็แค่ต้องรักษาอันดับไว้ให้ได้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น ต้องตั้งเป้าให้สูงกว่านี้สิ!
ฉันจะคว้าอันดับหนึ่งของชั้นปีมาครองก่อนถึงงานประลองให้ได้ คอยดูเถอะ
ความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ฉันกดปุ่มเปิดเฟรมยูนิตด้วยความมั่นใจ
เสียงลมดัง ฟู่ เบาๆ พร้อมกับแฮตช์ที่เปิดออก
ตอนที่ฉันเดินออกมา ก็เห็นนักเรียนปีสองที่เป็นคู่แข่งของฉันเดินออกมาจากยูนิตข้างๆ พอดี... อ้าว อยู่ติดกันเลยนี่นา...
ยัยรุ่นพี่ผมลอนสีทองหันมามองฉันด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะตวาดใส่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า 'อย่าคิดนะว่าแค่นี้แกจะชนะแล้วน่ะ!' แล้วก็วิ่งหนีออกจากห้องยูนิตไปเลย... อย่าคิดว่าชนะแล้วงั้นเหรอ... ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าฉันชนะอ่ะ...
"เนโร ยินดีด้วยที่ได้เลื่อนขั้นนะ!"
"อ๊ะ ทุกคนมาดูด้วยเหรอเนี่ย"
พอหันไปตามเสียง ก็เจอกับแคโร เชรี่ ลาล่า และริลิชา แถมด้านหลังยังมีท่านพี่เซลด้า รุ่นพี่ชารอน แล้วก็รุ่นพี่ชิบะยืนอยู่ด้วย
เอ่อ... โชคดีนะเนี่ยที่ชนะมาได้แบบไม่ขายหน้า... ขืนแพ้ขึ้นมาคงได้อับอายขายขี้หน้า แถมอาจจะโดนสวดยับเลยก็ได้
"เกียร์สเปลสุดยอดไปเลยนะ! พวกเราก็ต้องรีบตามให้ทันซะแล้วสิ!"
"แอบไปฝึกมาตอนไหนเนี่ย ขี้โกงนี่นา"
"สำเร็จแล้วนะคะ! แบบนั้นคงช่วยลดความเสียหายของหุ่นลงไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ!"
"...ฮึ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยละกันค่ะ สำหรับวันนี้"
ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดี ทำเอาฉันแอบเขินนิดๆ
"อุ๊บ!?"
ระหว่างที่กำลังทำตัวไม่ถูก จู่ๆ ท่านพี่เซลด้าก็โผเข้ามากอดฉันแน่น
"ยินดีด้วยนะ เนโร! สมกับเป็นน้องสาวของพี่จริงๆ!"
เอ่อ... แอบได้ยินเสียงซุบซิบจากคนรอบข้างอีกแล้วนะเนี่ย!? แต่ก็นะ มีท่านพี่เซลด้าอยู่ด้วย คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรอก... มั้ง...
"เกียร์สเปลเมื่อกี้สุดยอดไปเลยน้า~ ประยุกต์ใช้เวทไร้ธาตุ 【กราวิตี้ (Gravity)】 สินะ? งั้นก็แปลว่าสามารถใช้เพิ่มน้ำหนักได้ด้วยล่ะสิ~"
"แหมๆ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ชารอน มาคุยเรื่องแบบนี้ตรงนี้มันก็กระไรอยู่นะ?"
"อ๊ะ จริงด้วยสิ เห็นว่าเป็นเวทมนตร์แปลกๆ เลยเผลอตัวไปหน่อย~"
"ไปหาขนมหวานอร่อยๆ กินฉลองเลื่อนขั้นให้เนโรกันดีกว่า พี่เลี้ยงเอง"
พอรุ่นพี่ชิบะเอ่ยปากเลี้ยง ทุกคนก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงว่า 'ขอบคุณที่เลี้ยงค่ะ!' แบบไม่ต้องเกรงใจกันเลยทีเดียว
พวกเราเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ไปที่ร้านกาแฟ 'พาเรนต์' เจ้าเก่าเจ้าเดิม แล้วก็สั่งขนมกินกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยมีรุ่นพี่ชิบะเป็นเจ้ามือ
ได้ยินมาว่า การที่รุ่นพี่เลี้ยงขนมรุ่นน้องถือเป็นธรรมเนียมของ 'วิทยาลัย' เลยล่ะ
นี่ถ้าฉันขึ้นปีสูงๆ ไป ก็ต้องเลี้ยงรุ่นน้องบ้างสินะ? ถ้ามีรุ่นน้องที่สนิทกันก็คงไม่ขัดข้องหรอกนะ
"แต่ว่านะ จากนี้ไปข่าวลือเรื่องของเนโรก็คงแพร่กระจายไปทั่วอีกแน่ๆ เลย~"
เชรี่พูดขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังตักพาร์เฟต์เมลอนสเปเชียลเข้าปากอย่างมีความสุข
"ข่าวลืออะไรอีกล่ะเนี่ย?"
"ก็แหม ปีหนึ่งคนแรกที่ใช้เกียร์สเปลได้ แถมยังทำสถิติชนะเร็วที่สุดของปีนี้อีกต่างหาก จะไม่ให้เป็นที่จับตามองได้ยังไงล่ะ"
"จบเกมใน 2 วินาที... แทบจะไม่อยากเชื่อเลยแฮะ"
"สถิติเร็วสุดส่วนใหญ่จะเป็นของพวกไลท์นิ่งเฟรมก็จริง แต่ 2 วินาทีนี่มันเกินไปหน่อยนะคะ!"
"จะว่าไป... นี่มันทุบสถิติของวิทยาลัยเลยรึเปล่าเนี่ย...?"
พวกปีหนึ่งต่างก็ซุบซิบกันใหญ่ แต่ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างสถิติซะหน่อยนี่นา
"ไม่ใช่สถิติของวิทยาลัยหรอกจ้ะ สถิติเดิมมัน 1.8 วินาทีน่ะ"
"1.8 วินาที!? มีสถิติแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอคะ!?"
แคโรเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำตอบของรุ่นพี่ชิบะ รุ่นพี่ชารอนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะคิกคัก
"ใช่แล้วจ้ะ แถมยังเป็นสถิติของริตเตอร์เฟรมด้วยนะ~ เริ่มเกมปุ๊บก็ปล่อย 'ดาบบิน' พุ่งเข้าเสียบทะลุค็อกพิตคู่ต่อสู้เปรี้ยง! ในพริบตาเดียวเลย~"
"อันนั้นมันแค่ฟลุคน่ะค่ะ พอดีคู่ต่อสู้ใช้ไลท์นิ่งเฟรมแล้วพุ่งเข้ามาหาฉันด้วยความเร็วสูง จังหวะที่ปล่อย 'ดาบบิน' ออกไป มันก็เลยพุ่งเสียบเข้าค็อกพิตพอดิบพอดีน่ะค่ะ"
เดี๋ยวนะ เจ้าของสถิตินั้นคือท่านพี่เซลด้าเหรอเนี่ย! คนคนนี้ก็ยังทำเรื่องเหนือมนุษย์อยู่เหมือนเดิมเลยแฮะ...
"สมกับเป็นท่านเซลด้าเลยค่ะ..."
"สุดยอดไปเลย..."
ริลิชากับเชรี่ถึงกับหลุดปากชมออกมาด้วยความทึ่ง แต่ฉันกลับกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่
ตอนที่ท่านพี่เซลด้าเล่าให้ฟัง... ถ้าเป็นฉันก็มีสิทธิ์โดนแบบนั้นเหมือนกันนี่นา...
โชคดีที่คู่ต่อสู้ของฉันคราวนี้เป็นพวกสายป้องกันเต็มรูปแบบ แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้แบบท่านพี่เซลด้าที่ใช้ 'ดาบบิน' หรือพวกอาวุธยาวอย่างหอก ถ้าฉันพุ่งเข้าไปดื้อๆ ล่ะก็ โอกาสโดนสวนกลับจนพังยับเยินก็มีสูงมาก
ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าเจออาวุธจ่ออยู่ตรงหน้าก็คงเบรกไม่ทันแน่ๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดหนัก แคโรเองก็หยุดกินเค้กแล้วทำหน้าเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เหมือนกัน
"อืม... แสดงว่า 【ซีโร่ กราวิตี้】 แพ้ทางพวกรอสวนกลับ (Counter) สินะ...?"
"ก็นะ เล่นพุ่งเข้าหาความตายด้วยความเร็วแสงขนาดนั้นนี่นา"
"ถ้าการประลองครั้งนี้ คู่ต่อสู้ตั้งการ์ดป้องกันตั้งแต่แรก เนโรก็คงแย่เหมือนกันใช่ไหมคะ?"
นี่พวกหล่อน! อย่ามาวิเคราะห์จุดอ่อนฉันต่อหน้าฉันแบบนี้สิยะ!
"แต่การจะสวนกลับศัตรูที่พุ่งมาด้วยความเร็วขนาดนั้นได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือขั้นเทพเลยเหมือนกันนะ"
"ส่วนฉันสนใจเวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ที่เอาไว้เพิ่มน้ำหนักมากกว่านะ~ ถ้าสลับไปมาได้ดั่งใจล่ะก็ คงจะน่ากลัวน่าดูเลยล่ะ~"
บทสนทนาของรุ่นพี่ชิบะกับรุ่นพี่ชารอนทำเอาฉันสะดุ้งโหยง
รุ่นพี่ชารอนนี่เซนส์เฉียบคมสมคำร่ำลือจริงๆ...
ที่จริงแล้ว 【กราวิตี้ (Gravity)】 มันใช้เพิ่มและลดน้ำหนักได้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สามารถสร้างเอฟเฟกต์บวกและลบได้
และไม้ตายที่แท้จริงของมันก็คือการสลับไปมาระหว่างสองขั้วนั่นแหละ
อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คนที่ใช้ 【กราวิตี้ (Gravity)】 เก่งๆ จะใช้วิธีลดน้ำหนักของอาวุธให้เบาหวิวเพื่อให้เหวี่ยงได้เร็วขึ้น แล้วพริบตาที่อาวุธจะกระทบเป้าหมาย ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้สุดเพื่อสร้างพลังทำลายล้างมหาศาล
แต่เวท 【กราวิตี้ (Gravity)】 ของฉันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น คงต้องฝึกฝนกันอีกยาวเลยล่ะ...
"เนโรขึ้น E Rank เป็นคนแรกเลยสินะ ฉันเองก็ต้องพยายามบ้างแล้วล่ะ"
"อ้าว? แคโรก็มีดาวพอที่จะท้าประลองเลื่อนขั้นแล้วนี่นา?"
"มีก็จริง แต่ถ้าแพ้ก็สูญเปล่าหมดเลยนะ ขอสะสมดาวให้ชัวร์กว่านี้ก่อนดีกว่า จะได้ท้าตอนที่มั่นใจว่าจะชนะแน่ๆ"
ดูเหมือนจะเป็นพวกเพลย์เซฟสินะ แต่พอถามคนอื่นๆ ดู ก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องปกติแหละ
ก็แน่ล่ะ ถ้าแพ้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องเสียดาวเดิมพัน 1 ดวง บวกกับดาวที่เป็นค่าตั๋ว 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 อีก 10 ดวง รวมเป็น 11 ดวงเลยนะ! เป็นใครก็ต้องคิดหนักแหละ
ส่วนฉัน โชคดีที่เป็นฝ่ายถูกท้า เลยเสียแค่ดาวที่เดิมพันเท่านั้น...
เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ ถ้ายิ่งมีคนจากอันดับสูงกว่ามาท้าประลองเยอะๆ ฉันก็ยิ่งมีโอกาสเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นสิ? แน่นอนว่าต้องชนะให้ได้น่ะนะ
พอฉันพูดความคิดนี้ออกไป รุ่นพี่ชิบะก็หัวเราะลั่น
"เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ พวก C Rank ขึ้นไปไม่สามารถท้าประลองคนอันดับต่ำกว่าได้หรอกนะ แล้วอีกอย่าง ถ้าเธอเลื่อนขั้นรัวๆ แบบนั้น ก็ต้องเตรียมรับมือกับคำท้าประลองจากคนอันดับต่ำกว่าด้วยนะจ๊ะ? ถึงจะปฏิเสธได้ แต่ถ้าปฏิเสธบ่อยๆ ก็จะโดน 'วิทยาลัย' ริบดาวไปจำนวนนึงด้วยนะ"
"อึก..."
ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสินะ... แต่ถ้ามีคนจาก D Rank มาท้าประลอง ฉันก็ไม่พลาดที่จะรับคำท้าหรอก ต่อให้แพ้ก็ไม่โดนลดอันดับนี่นา
แต่ก็ต้องมาคอยรับมือกับคำท้าจากพวกรุ่นน้อง F Rank งั้นสินะ... ถ้าเกิดฉันแพ้ ฉันก็จะโดนยึดดาวเดิมพันและโดนลดอันดับ แต่ถ้าชนะ ฉันก็จะได้ทั้งตั๋วสิทธิ์ท้าทาย 10 ดาว และดาวเดิมพันมาครอง... หืม? ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
"อ้อ แบบนี้นี่เอง แปลว่าพวกเราก็สามารถท้าประลองกับเนโรเพื่อแย่งตำแหน่ง E Rank ได้สินะ"
"ถ้าทำแบบนั้น เนโรก็จะร่วงกลับไปอยู่ F Rank ไงล่ะ"
"หา? จะเอาเหรอ? ทางนี้ก็เตรียมรับมือไว้แล้วเหมือนกันนะยะ!"
แคโรกับเชรี่หัวเราะร่วนพลางบอกว่า 'ล้อเล่นน่า ล้อเล่น' แต่ก็ไม่รู้ว่าแอบซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกๆ หรือเปล่า ส่วนริลิชาฉันเพิ่งสู้กับนางไปเมื่อวานซืน คงท้าประลองกันไม่ได้อีกพักใหญ่ๆ กว่าฉันจะขึ้น D Rank ริลิชาก็คงยังจมอยู่ F Rank นู่นแหละ เพราะกฎบอกไว้ว่าสามารถท้าประลองได้แค่คนที่มีอันดับห่างกันแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
แต่เชื่อเถอะว่าระดับริลิชา อีกไม่นานก็คงไต่ขึ้น E Rank มาได้แน่ๆ...
กว่าจะท้า D Rank ได้ ก็ต้องสะสมดาวสำหรับ 【สิทธิ์ท้าทายอันดับสูง】 ถึง 20 ดวงเชียวนะ คงต้องหาเวลาไปปั๊มดาวเพิ่มซะแล้ว
ถ้าคิดในมุมนี้ การตอบรับคำท้าจากอันดับต่ำกว่าก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกันนะ...?
วงจรการขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้นี่แหละ ที่จะช่วยจัดสรรอันดับที่เหมาะสมให้กับทุกคนในท้ายที่สุด...
มันต้องมีกำแพงที่ข้ามไปไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้วล่ะ ก็นะ หน้าที่ของฉันก็คือการพุ่งชนกำแพงนั่นให้พังทลายลงมาไงล่ะ
ถึงอันดับจะเลื่อนขึ้น แต่คะแนนรวม (Ranking) ของฉันกลับไม่ได้พุ่งตามขึ้นไปเท่าไหร่เลยแฮะ
ระบบ Rank กับ Ranking ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง บางทีเราอาจจะเจอคนที่ไม่ยอมเลื่อน Rank แต่เอาชนะคู่ต่อสู้ใน Rank เดียวกันได้เรื่อยๆ จนคะแนนรวมพุ่งสูงปรี๊ดแซงหน้าคน Rank สูงกว่าก็ได้
แต่ในความเป็นจริง การสู้กับคน Rank สูงกว่าจะได้ดาวและของรางวัลเยอะกว่ามาก ทำให้เหตุการณ์แบบนั้นแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
ก็นะ พวกเราเพิ่งจะอยู่ปีหนึ่งด้วยแหละ แถมยังไม่มีอีเวนต์ใหญ่ๆ ที่จะแจกดาวเยอะๆ ด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฉันก็อยู่อันดับ 5 ของชั้นปีหนึ่งแล้วนะเนี่ย
"จะว่าไป ตอนนี้ใครเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีเราเหรอ?"
"เอ่อ... คุณเพิร์ล เฟรนเนล (Pearl Frennel) จากเซนออสค่ะ"
ลาล่าตอบคำถามของฉัน เพิร์ล เฟรนเนล... อาณาจักรปีศาจเซนออสสินะ เป็นเผ่าปีศาจแหงๆ
คนรู้จักของอาจารย์ที่เป็นเผ่าปีศาจ ฉันก็เคยเจอมาบ้างเหมือนกันนะ แต่คนที่ฉันเจอเป็นดาร์กเอลฟ์น่ะ เป็นเผ่าที่เก่งทั้งเรื่องพละกำลังและเวทมนตร์เลยล่ะ
แต่ไอ้อาหารพื้นเมืองของพวกเขานี่สิ ฉันทำใจกินไม่ลงจริงๆ... มันมีแต่ของแปลกๆ หน้าตาประหลาดๆ เต็มไปหมดเลย...
"ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' สินะ"
"'โล่' เหรอคะ?"
"เป็นหนึ่งในห้าตระกูลนักรบแห่งเซนออส ตระกูลเฟรนเนลแห่ง 'โล่' ว่ากันว่าวิชาของพวกเขาแข็งแกร่งจนไม่มีการโจมตีใดสามารถทะลวงผ่านไปได้ ทั้งรับการโจมตี ปัดป้อง และเบี่ยงเบนทิศทาง ทำให้ศัตรูไม่มีทางเข้าถึงตัวได้เลยล่ะ"
รุ่นพี่ชิบะอธิบายให้ฟัง ผู้ใช้โล่งั้นเหรอ... เฟรมเกียร์ของเธอจะเป็นแบบไหนกันนะ? ชักอยากเห็นซะแล้วสิ
ถ้ามีโอกาส คงต้องลองไปดูการประลองของอันดับหนึ่งชั้นปีซะหน่อยแล้ว
040 ดาบบิน (Fragarach)
.
หุ่นรบสีฟ้าหม่นกำลังพุ่งทะยานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ในมือขวาถือดาบ ส่วนมือซ้ายถือโล่ทรงกลม(ราวชิลด์) ดูเป็นริตเตอร์เฟรมที่เน้นความสมดุลแบบสุดๆ นั่นคือเฟรมเกียร์คู่ใจของแคโร 'ซิกฟรีด' (Siegfried) นั่นเอง
ฉันละสายตาจากจอภาพ หันไปมองหุ่นรบอีกฝ่ายบ้าง
คู่ต่อสู้ของแคโรไม่ได้มาในรูปแบบมนุษย์อย่างที่คุ้นตา ส่วนขาของมันมีลักษณะคล้ายขาสัตว์ ดูคล้ายพวกสัตว์กินเนื้อ ลำตัวยื่นไปข้างหน้า และที่สำคัญคือ... มันไม่มีแขน! แต่กลับมีพ็อดจรวดติดตั้งแทนที่แขนทั้งสองข้าง แถมยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งอยู่ด้วย
คัสตอมเฟรมนี่เอง เพิ่งเคยเห็นของจริงเลยแฮะ
คงเป็นประเภทที่ยอมลดทอนรูปลักษณ์ความเป็น 'ยานพาหนะ' ลง เพื่อให้ได้เปรียบในการต่อสู้ตามสถานการณ์เฉพาะสินะ...
ถ้าเทียบกับแคโรที่มีแค่ดาบเป็นอาวุธ หุ่นตัวนี้ก็จัดเต็มทั้งจรวด ปืนใหญ่ ปืนกล เรียกได้ว่าขนคลังแสงมาทั้งโกดังเลยล่ะ
การระดมยิงจากระยะไกลทำเอาแคโรเข้าไม่ถึงตัวเลยทีเดียว
พอจะพุ่งเข้าไปใกล้ ก็เจอห่ากระสุนสกัดจนต้องถอยร่นกลับมา เป็นแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่แคโรก็เก่งนะที่ยังหลบมาได้ตลอด
"หุ่นแบบนั้น กระสุนไม่หมดบ้างเหรอ?"
"ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ก็คงไม่หมดหรอกค่ะ แต่เด็กปีสองไม่น่าจะมีของแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงจะขนมาเยอะแค่ไหน แต่ก็น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะค่ะ... อ๊ะ นั่นไงคะ"
อย่างที่ลาล่าพูด ปากกระบอกปืนกลเริ่มหมุนฟรีโดยไม่มีกระสุนออกมาแล้ว
แคโรจะบุกเลยไหมนะ? แต่จู่ๆ ก็มีจรวดพุ่งเข้าใส่ซิกฟรีดอีกละ
ถึงปืนกลจะกระสุนหมด แต่ดูเหมือนอาวุธอื่นจะยังใช้ได้อยู่แฮะ
แต่หลังจากนั้น อำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ จรวดหมด ระเบิดหมด และในที่สุด ปืนใหญ่ก็เงียบเสียงลง
"ดูเหมือนพลังเวทจะหมดแล้วด้วยล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลือแค่การต่อสู้ระยะประชิดแล้ว แต่สภาพหุ่นแบบนั้น คงหมดทางสู้แล้วล่ะค่ะ"
อย่างที่ลาล่าวิเคราะห์ ซิกฟรีดของแคโรพุ่งเข้าประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย หุ่นฝ่ายตรงข้ามพยายามจะพุ่งชน แต่แคโรก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
วินาทีถัดมา ดาบของซิกฟรีดก็ตวัดฟันค็อกพิตที่ยื่นออกมาด้านหน้าของหุ่นฝ่ายตรงข้ามจนขาดกระจุย
สัญญาณเตือนภัย บี๊บ────! บ่งบอกถึงการหมดสภาพการต่อสู้ดังกึกก้อง
『ยุติการประลอง! ผู้ชนะ, แคโรไลนา เรียตต์!』
เสียงประกาศชัยชนะของกรรมการดังก้อง ลานประลองตัดสินแล้วว่าแคโรคือผู้ชนะ
หน้าจอแสดงผลการประลองปรากฏตัวอักษร F → E เป็นอันว่าแคโรก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น E Rank แล้ว
พวกเราไปรอรับแคโรที่หน้าเฟรมยูนิต
"ยินดีด้วยนะที่เลื่อนขั้นแล้ว"
"ยินดีด้วยค่า!"
"ขอบใจจ้ะ แต่บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
แคโรใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
"ดูเหนื่อยจริงๆ ด้วยแฮะ"
"เหนื่อยมากเลยล่ะ... การต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนั้นเป็นเวลานานๆ มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมยังมีแรงกดดันจากการเป็น 'แมตช์เลื่อนขั้น' อีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเลย..."
"อ๊ะ เอานี่ไปดื่มก่อนสิคะ!"
"โห ขอบใจมากจ้ะ!"
แคโรรับกระติกน้ำจากลาล่าไปดื่มอึกๆ ท่าทางจะเหนื่อยหนักจริงๆ แฮะ
"เฮ้อ... ค่อยรู้สึกเหมือนชนะขึ้นมาหน่อย..."
คนที่ห้าที่ได้ขึ้น E Rank อันดับในชั้นปีคือสิบเอ็ด แคโรเองก็มีลุ้นเป็นตัวแทนไปแข่ง 'งานประลอง' แน่ๆ
"ชนะหุ่นแบบนั้นด้วยริตเตอร์เฟรมได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ!"
"ฮ่าๆๆ แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าน่าจะติดปืนกลวัลแคนเผื่อไว้สักกระบอกก็ดีเหมือนกันนะ"
"จะติดปืนกลกัตลิงที่โล่ก็ได้นะคะ แต่จะทำให้ใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) ไม่ได้น่ะสิคะ"
"อืมมม... ก็น่าสนอยู่นะ..."
แคโรกับลาล่าเริ่มหารือเรื่องการอัปเกรดซิกฟรีดกันแล้ว
อาวุธโจมตีระยะไกลงั้นเหรอ... สไตล์การต่อสู้ของฉันคือการพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วสูง แล้วใช้ความคล่องตัวเข้าโจมตี การมีอาวุธระยะไกลมันจำเป็นด้วยเหรอ...
แต่ถ้าไม่มีเลย... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็คงจะหาทางพลิกเกมยากเหมือนกันแฮะ อย่างน้อยก็น่าจะมีติดไว้สักชิ้นล่ะมั้ง
จะติดปืนกลวัลแคนที่ส่วนหัวของ 'ลูซิเฟอร์' เหมือนของ 【วินเดีย(ปีก)】 ดีไหมนะ
ไม่สิ อุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนวงจรภายในเป็นมิสติกเฟรมทั้งที ลองใช้ 'ดาบบิน' ดูดีไหมนะ...?
ท่านพี่เซลด้ากับรุ่นพี่ชารอนก็ใช้อยู่ด้วย น่าจะใช้งานได้หลากหลายดี เดี๋ยวลองกลับไปคิดดูอีกทีดีกว่า
◇ ◇ ◇
"หืมมม~? น้องเนโรอยากใช้ 'ดาบบิน' เหรอจ๊ะ~?"
"ก็ไม่ได้ถึงกับอยากใช้หรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง..."
หลังมื้อค่ำวันนั้น ฉันบังเอิญเจอพี่ชารอนในห้องนั่งเล่นรวมของหอพัก เลยถือโอกาสถามซะเลย
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นดูผ่อนคลาย แต่พอฉันเข้าไปคุยกับพี่ชารอนซึ่งเป็นถึงประธานหอแถมยังเป็นอันดับสามของโรงเรียน ทุกคนในห้องก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
"ใครๆ ก็ใช้ 'ดาบบิน' ได้แหละจ้ะ แต่มันควบคุมยากนี่สิ~ ยิ่งถ้าใช้หลายเล่ม ก็ต้องสั่งการหลายอย่างพร้อมกัน~"
พูดจบ พี่ชารอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ออกมาจากใต้โต๊ะวาง หน้าจอ(มอนิเตอร์)
ข้างในมีลูกกลมๆ ทำจากผ้าอยู่เต็มไปหมด นี่มันอะไรกันเนี่ย?
"นี่เรียกว่า 'โอเตดามะ' (Otedama) จ้ะ เป็นของเล่นพื้นบ้านจากอีเชนน่ะ..."
พี่ชารอนหยิบโอเตดามะขึ้นมาสามลูก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มโยนสลับไปมาด้วยมือซ้ายและขวาอย่างคล่องแคล่ว
อ๊ะ ท่านี้ฉันรู้จัก เคยเห็นนักแสดงเปิดหมวกทำตอนมาแสดงที่อาเรนเต้อยู่เหมือนกัน แต่ของคนนั้นเป็นห่วงยางนะ
ระหว่างที่ฉันกำลังดูเพลินๆ พี่ชารอนก็เริ่มเพิ่มจำนวนโอเตดามะขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันนับไม่ทันแล้วว่ามีกี่ลูกกันแน่
"การเล่นแบบนี้ก็แค่ 'โยน' 'รับ' แล้วก็ 'ส่งต่อ' สลับไปมาเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้ด้วยว่าโอเตดามะลูกไหนอยู่ตรงไหน ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ การจะควบคุม 'ดาบบิน' หลายๆ เล่มพร้อมกันก็คงยากล่ะจ้ะ~"
เอ๋...
อืม... ถ้าเป็นคนดูก็คงพอมองออกแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าต้องเป็นคนโยนเองล่ะ... จะไหวไหมเนี่ย แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะพอทำได้มั้ง
"เขาเรียกว่า 'การรับรู้พื้นที่' ล่ะมั้ง? เราต้องสามารถบอกได้ทันทีว่าสิ่งของแต่ละชิ้นอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าไม่มีเซนส์ตรงนี้ การจะควบคุม ดาบบินหลายๆ เล่มก็คงจะยากเอาเรื่องเลยล่ะจ้ะ~ อ้อ ลองดูนี่สิ"
พูดจบ พี่ชารอนก็ยื่นสมาร์ทโฟนมาให้ฉันดู ว้าว! ลูกหมาตัวน้อยๆ กำลังรุมล้อมพี่ชารอนใหญ่เลย! ลูกหมาที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?
พอดูจบ พี่ชารอนก็เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าทันที เอ๊ะ?
"ลูกหมาสีดำอยู่ตรงไหนบ้างเอ่ย~?"
"เอ๊ะ? เอ่อ... บนตักของรุ่นพี่ชารอนใช่ไหมคะ?"
"แล้วสีขาวล่ะจ๊ะ?"
"เหมือนจะนอนอยู่บนพื้นนะคะ อ๊ะ มีตัวนึงโผล่หน้ามาจากข้างหลังรุ่นพี่ชารอนด้วย"
"...แล้วมีลูกหมาทั้งหมดกี่ตัวเอ่ย?"
"เอ่อ... สิบสองตัวค่ะ?"
"...แล้วหางของลูกหมาที่พี่อุ้มอยู่สีอะไรจ๊ะ?"
"มองไม่เห็นค่ะ เพราะโดนแขนบังอยู่"
"ทำไมถึงรู้ล่ะเนี่ยยย!?"
พอฉันตอบคำถามจบ พี่ชารอนก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะอาจารย์ก็เคยฝึกฉันแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน...
เวลาต้องสู้กับศัตรูหลายๆ คนพร้อมกัน เราต้องคอยสังเกตอยู่เสมอว่าใครอยู่ตรงไหน แล้วกำลังจะทำอะไร
ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งสายตา การได้ยิน การรับรู้ถึงจิตสังหาร หรือแม้กระทั่งลางสังหรณ์ เพื่อให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้
สงสัยเพราะผ่านการฝึกแบบนั้นมาล่ะมั้ง ความจำระยะสั้นของฉันก็เลยดีตามไปด้วย ถึงจะลืมเร็วก็เถอะ
"เอ๋~? นี่มันอะไรกันเนี่ย~? ไปฝึกมายังไงถึงได้จำแม่นขนาดนี้ล่ะ...?"
"เอ่อ... ก็เคยโดนโยนเข้าไปในรังก็อบลินที่มีเป็นร้อยตัวน่ะค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะตายซะแล้ว..."
"อาจารย์ของน้องเนโรเป็นปีศาจหรือไงเนี่ย...?"
อืมม จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นะ...? ถึงจะชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ แต่พอถึงคราวคับขันก็โผล่มาช่วยตลอดแหละ คงไม่ถึงขั้นเป็นปีศาจหรอกมั้ง ให้ทำซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้เนี่ย... เอ๊ะ? หรือว่าจะเป็นปีศาจจริงๆ นะ...?
"ไม่แน่ น้องเนโรอาจจะมีแววทางด้าน 'ดาบบิน' ก็ได้นะ~ ถ้าอยากเรียนล่ะก็ พี่สอนให้แบบง่ายๆ เอาไหมล่ะ~?"
"จริงเหรอคะ!?"
นี่มันโอกาสทองชัดๆ! การได้เรียนรู้จากผู้ใช้ 'ดาบบิน' อันดับหนึ่งของ 'วิทยาลัย' เชียวนะ
แต่ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเซลด้าไม่พอ คราวนี้จะตีสนิทกับท่านชารอนอีกแล้วเหรอ...?"
"อะไรของยัยเด็กคนนั้นเนี่ย...!"
"อย่าบอกนะว่ากะจะฮุบตำแหน่งน้องสาวของท่านชารอนไปด้วย...!"
ซวยแล้ว บรรยากาศเริ่มมาคุแล้วสิ
"ง งั้นเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันวันหลังนะคะ! อ๊ะ ถึงเวลาต้องไปอาบน้ำแล้ว! ขอตัวก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!"
ฟิ้ววว~ ฉันรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนั่งเล่นทันที
เพราะดันไปตีสนิทกับคนดังของ 'วิทยาลัย' เข้า ฉันก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคนในหอพักไปโดยปริยาย
แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นปีหนึ่งด้วยกัน ยังทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ไม่ยอมเข้ามาคุยด้วยเลย ส่วนพวกที่เข้ามาคุย ก็มักจะเป็นพวกแฟนคลับของรุ่นพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ
ประเภทที่เข้ามาคุยด้วยก็มีอยู่ 2 แบบ คือพวกที่มาถามเรื่องส่วนตัวของพวกรุ่นพี่ กับพวกที่เข้ามาด่าทอฉัน
บอกตรงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่มากนักหรอก เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนเอง พวกหล่อนน่าจะรู้เยอะกว่าฉันอีกมั้ง?
ส่วนพวกที่เข้ามาด่า ก็จะมาแนวๆ 'สามัญชนอย่างเธอไม่คู่ควร...' อะไรประมาณนี้ แต่ช่วงนี้ก็ดูจะซาๆ ลงไปบ้างแล้ว
คงเป็นเพราะอันดับของฉันในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่หัวแถวล่ะมั้ง อย่างน้อยพวกปีหนึ่งที่อันดับต่ำกว่าฉันก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก ขืนพูดไปก็เข้าตัวเองเปล่าๆ
แต่ก็ยังมีพวกปีสอง E Rank บางคนที่ชอบมาหาเรื่องอยู่ดีแหละ
ตอนแรกฉันก็คิดว่า พอได้เลื่อนขั้นแล้ว จะมีพวกจากอันดับต่ำกว่ามาท้าประลองให้รำคาญใจซะอีก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีใครกล้าท้าเลย คงไม่มีใครอยากเอาดาว 10 ดวงมาเสี่ยงเพื่อแค่จะแกล้งฉันหรอกมั้ง แบบนี้ก็อดได้ดาวฟรีเลยสิเนี่ย แย่จัง
เฮ้อ... อยากใช้ชีวิตในวิทยาลัยแบบสงบสุขจังเลยน้า...
041 สองพี่น้องราชสกุล
.
"อืมม การเริ่มมาก็บังคับ ดาบบินได้หลายเล่มเลยมันก็เก่งอยู่หรอก แต่การปล่อยให้ตัวหุ่นยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งเนี่ย ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะ~"
"ก็มัน... พอตั้งสมาธิกับ ดาบบินการควบคุมหุ่นมันก็รวนไปหมดเลยนี่คะ... แต่พอกลับมาโฟกัสที่ตัวหุ่น ดาบบินก็ดันหยุดทำงานไปซะงั้น! ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย!"
ฉันกำลังฝึกใช้ ดาบบินโดยมีรุ่นพี่ชารอนคอยให้คำแนะนำอยู่ในห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต
ตอนแรกก็เริ่มจากการบังคับ ดาบบินแค่เล่มเดียวก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองเล่ม
แล้วก็ฝึกควบคุมดาบทั้งสองเล่มนั้นให้เคลื่อนไหวได้อย่างใจนึก
แต่พอมาถึงขั้นที่ต้องบังคับหุ่นไปพร้อมๆ กับใช้ ดาบบินโจมตี ความยากก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีเลย
พอใช้ ดาบบินการควบคุมหุ่นก็แย่ลง แต่พอหันมาควบคุมหุ่น ดาบบินก็ดันนิ่งสนิทไปซะงั้น โธ่เอ๊ย! จะให้ทำยังไงเล่า!
"ก็นะ ถ้าแค่ต้องการอาวุธโจมตีระยะไกลเฉยๆ แบบนี้ก็อาจจะพอถูไถไปได้แหละมั้ง~ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ติดตั้งปืนใหญ่ไว้ที่ไหล่เลยจะไม่ดีกว่าเหรอ~?"
"นั่นน่ะสิคะ"
อย่างที่รุ่นพี่ชารอนบอก ถ้าแค่ยืนเป็นเป้านิ่งแล้วปล่อย ดาบบินโจมตี สู้ใช้อาวุธยิงไกลไปเลยดีกว่าเยอะ
แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่ได้ดึงศักยภาพของ ดาบบินออกมาใช้อย่างเต็มที่เลยน่ะสิ
"อืมม... รอแป๊บนึงนะ~"
รุ่นพี่ชารอนเดินไปหยิบกระดาษกับปากกามาสองชุด จากโต๊ะในห้องฝึกซ้อม
"ลองใช้มือขวาวาดวงกลม แล้วก็ใช้มือซ้ายวาดสามเหลี่ยมดูสิ วาดพร้อมๆ กันเลยนะ~"
"เอ๊ะ?"
ฉันรับปากกามาทั้งสองมือ แล้วลองทำตามที่บอก แต่ปรากฏว่ามันทำไม่ได้เลย
วงกลมที่มือขวาวาดมันดันเบี้ยวตามสามเหลี่ยมที่มือซ้ายวาด พอตั้งใจวาดสามเหลี่ยมให้สวย วงกลมก็เละเทะไปอีก นี่มันเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ชัดๆ!
เหมือนรุ่นพี่ชารอนจะอ่านความคิดฉันออก เธอเลยโชว์การวาดวงกลมกับสามเหลี่ยมพร้อมกันด้วยมือซ้ายและขวาให้ดูอย่างคล่องแคล่ว สุดยอด... !
"เป็นไงบ้าง~? ความรู้สึกที่วาดไม่ได้ดั่งใจเนี่ย มันคล้ายๆ กับตอนบังคับ ดาบบินใช่ไหมล่ะ~?"
"อ๊ะ! จริงด้วยค่ะ! ความรู้สึกที่ว่าทำได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งมันเหมือนกันเลย"
ใช่เลย! ตอนฝึกกับรุ่นพี่จิบะก็มีความรู้สึกคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การที่ต้องบังคับมือซ้ายกับมือขวาให้ขยับไม่เหมือนกันน่ะ มือซ้ายมักจะเผลอขยับตามมือขวาข้างที่ถนัดอยู่เรื่อยเลย แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องให้มือซ้ายขยับแบบอื่นล่ะก็...
อ๋อ... การทำอะไรสองอย่างพร้อมกัน... การจะใช้ ดาบบินให้คล่องก็ต้องทำแบบนี้ให้ได้สินะ
"เซลจังตอนเริ่มฝึกแรกๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ~ สนใจจะลองฝึกแบบที่เซลจังเคยทำไหมล่ะ~?"
"การฝึกเหรอคะ...! ทำค่ะ! ขอทำด้วยคนนะคะ!"
ถ้าฉันไม่ฝึกทักษะนี้ เกียร์สเปล 【ซีโร่ กราวิตี้】 ของฉันก็คงโดนการสวนกลับเล่นงานเอาได้ง่ายๆ
ดาบบินไม่ได้มีไว้แค่โจมตีอย่างเดียวนะ แต่ยังใช้เป็นเกราะป้องกันและเบี่ยงเบนทิศทางการสวนกลับของศัตรูได้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น 【ซีโร่ กราวิตี้】 ยังส่งผลไปถึง ดาบบินด้วย การที่น้ำหนักของดาบเกือบจะกลายเป็นศูนย์ น่าจะทำให้มันพุ่งแหวกอากาศได้เร็วกว่าตัวลูซิเฟอร์ซะอีก เพราะแรงต้านอากาศที่น้อยลง
ถ้าฉันสามารถใช้การโจมตีประสานระหว่าง ดาบบินกับลูซิเฟอร์ที่เร่งความเร็วด้วย 【ซีโร่ กราวิตี้】 ได้ล่ะก็ มันต้องกลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจสุดๆ แน่ๆ
ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสในการเรียนรู้ทักษะนี้หลุดมือไปหรอก ฉันตอบตกลงรับข้อเสนอของรุ่นพี่ชารอนทันที โดยที่ยังไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าต้องฝึกอะไรบ้าง
นี่แหละข้อเสียของฉัน พอเห็นเหยื่อล่ออร่อยๆ ก็รีบงับทันทีโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ...
◇ ◇ ◇
"เอาล่ะ เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ~ จับจังหวะให้ดีๆ ล่ะ~"
"อือ..."
ฉันทำตามคำสั่งของรุ่นพี่ชารอน นั่งดีดเปียโน ป๊องแป๊งๆ อยู่ในห้องดนตรี
ทำไมต้องเป็นเปียโนด้วยล่ะเนี่ย...?
"วิธีนี้เป็นวิธีฝึกฝนการใช้ ดาบบินแบบดั้งเดิมที่องค์ปฐมกษัตริย์เคยใช้เลยนะ~ ถ้าฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ น้องเนโรก็จะต้องควบคุม ดาบบินได้อย่างใจนึกแน่นอนจ้ะ~"
จริงเหรอเนี่ย...? ถึงความรู้สึกที่ต้องแยกประสาทสัมผัสมือซ้ายขวามันจะคล้ายๆ กันก็เถอะ... แต่มันจะได้ผลจริงเหรอ...?
"มีสถิติบอกไว้ด้วยนะว่า พวกที่มาจากตระกูลขุนนางมักจะเรียนรู้การใช้ ดาบบินหลายๆ เล่มได้เร็วกว่าน่ะ~ ก็แหม พวกขุนนางเขาเรียนเปียโนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่นา"
อืมม ก็ฟังดูมีเหตุผลนะ... งั้นก็คงจะเชื่อถือได้ล่ะมั้ง...? แต่ความรู้สึกตอนนี้คือ ไม่เห็นวี่แววว่าจะทำได้เลยสักนิด...
เริ่มจากการลองดีดด้วยมือขวาข้างเดียวก่อน เพลงมันง่ายๆ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
จากนั้นก็ลองดีดด้วยมือซ้ายข้างเดียวดู ไลน์เบสอาจจะจับจังหวะยากนิดนึง แต่ก็พอถูไถไปได้
แต่พอต้องดีดสองมือพร้อมกันเนี่ยสิ มันยากแบบก้าวกระโดดเลย มือขวากับมือซ้ายสับสนจังหวะกันไปหมด ตีกันมั่วซั่วจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จะรอดไหมเนี่ย...?
"น่าสนุกดีนี่"
หลังจากรุ่นพี่ชารอนออกไปเข้าเรียน ฉันก็ยังคงนั่งฝึกแบบนี้อยู่คนเดียวเงียบๆ มาสามชั่วโมงแล้ว จู่ๆ ท่านผู้อำนวยการคูนก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับโกเลมหมีพาร่า
ไม่สนุกเลยสักนิดค่ะ...
"ดูจากทรงแล้ว คงจะฝึก ดาบบินอยู่สินะ?"
"อ๊ะ ค่ะ รุ่นพี่ชารอนแนะนำมาน่ะค่ะ..."
ท่านผู้อำนวยการก็รู้จักวิธีนี้เหมือนกัน แสดงว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องสินะ ก็แหม พ่อของท่านผู้อำนวยการคือองค์ปฐมกษัตริย์นี่นา
"ถึงจะดูเหมือนอ้อมค้อมไปหน่อย แต่การฝึกแบบนี้แหละคือทางลัดในการเรียนรู้การใช้ ดาบบินที่ดีที่สุดแล้วล่ะ พอจับจังหวะได้ปุ๊บ การจะควบคุมดาบสักสองเล่มก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เลยล่ะ แต่การจะพัฒนาให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและเพิ่มจำนวนดาบให้มากขึ้นเนี่ยสิ ถึงจะยากของจริง"
ท่านผู้อำนวยการเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วท่านพี่เซลด้าไม่ค่อยถนัดเรื่อง ดาบบินหรอกนะ ถึงจะควบคุมได้มากกว่าสองเล่มก็เถอะ แต่ยิ่งใช้เยอะ การควบคุมหุ่นก็ยิ่งแย่ลง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงตามไปด้วย
"เด็กคนนั้นเป็นสายอัศวินขนานแท้เลยล่ะ ถนัดการนำทักษะวิชาดาบและการเคลื่อนไหวของร่างกายมาประยุกต์ใช้ในการบังคับเฟรมเกียร์มากกว่า พวกนักวิจัยอย่างเราเรียกคนประเภทนี้ว่า 'สายสิงร่าง' (Possession Type) เดาว่าเธอก็น่าจะเป็นคนประเภทนี้เหมือนกันนะ"
พอคิดๆ ดูแล้วก็อาจจะจริงแฮะ เวลาบังคับเฟรมเกียร์ บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนหุ่นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายฉันเลย
"เอ่อ งั้นแสดงว่าฉันก็ไม่เหมาะกับการใช้ ดาบบินเหมือนกันเหรอคะ?"
"เอ๊ะ? เปล่าจ้ะ ตรงกันข้ามเลยล่ะ ถึงเธอจะเป็น 'สายสิงร่าง' แต่ก็มีพลังเวทมหาศาล แถมยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและประสาทสัมผัสได้ดีเยี่ยม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ ดาบบินน่าลุ้นเหมือนกันนะว่าเธอจะดึงศักยภาพทั้งสองด้านออกมาใช้ได้พร้อมกัน หรือว่าจะทำผลงานได้ครึ่งๆ กลางๆ... น่าติดตามจริงๆ เลยล่ะ"
ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ... แต่สรุปก็คือ ฉันมีแววที่จะใช้ ดาบบินได้ดีสินะ
ในเมื่อท่านผู้อำนวยการคอนเฟิร์มมาแบบนี้ จะไม่ลองก็คงไม่ได้แล้วล่ะ
ฉันหันกลับมาที่เปียโนอีกครั้ง พยายามจะเล่นสองมือพร้อมกัน อึก... ไม่รอดแฮะ...
"ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากการเล่นให้คล่องด้วยมือข้างเดียวก่อนนะ"
"เอ่อ ก็พอจะเล่นได้แล้วนะคะ..."
"แค่พอเล่นได้ไม่ได้หรอก ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนิ้วมันขยับไปเองโดยไม่ต้องคิดเลยล่ะ เวลาจะโดนใครต่อย ร่างกายเธอก็จะตอบสนองไปเองอัตโนมัติใช่ไหมล่ะ? ไม่ว่าจะหลบหรือสวนกลับ ต้องฝึกให้ได้ระดับนั้นเลยล่ะ"
อ๋ออ... เข้าใจล่ะ... ต้องทำให้ร่างกายจดจำการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ใช้สมองสั่งการสินะ
หึ แค่นี้จิ๊บๆ น่า เรื่องถนัดของฉันเลยล่ะ
"อ้อ จะว่าไป... ถ้าเรื่องเปียโนล่ะก็ มีคนที่เหมาะจะมาสอนเธออยู่พอดีเลยล่ะ"
"เอ๊ะ?"
ฉันหันไปมองท่านผู้อำนวยการด้วยความสงสัย เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโทรหาใครสักคน
"อ้อ ฮัลโหล? พี่เองจ้ะ ตอนนี้ว่างไหมจ๊ะ? โอเค งั้นรบกวนหน่อยนะ อืม... ที่ 'วิทยาลัย' ห้องดนตรีน่ะ ใช่ๆ ห้องที่น้องเคยมาเล่นดนตรีให้ฟังคราวก่อนไง จำได้ไหม? โอเคจ้ะ ฝากด้วยนะ"
ติ๊ด ท่านผู้อำนวยการวางสายไป ดูเหมือนจะโทรเรียกใครมาสักคนแฮะ... เอ๊ะ!?
พริบตาต่อมา เด็กผู้หญิงผมสีซากุระก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ท่านผู้อำนวยการคูน เอ๊ะ ยัยเด็กนี่มาจากไหนเนี่ย!? วาร์ปมาเหรอ!?
"พี่คูน~ ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ~"
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ โยชิโนะ โทษทีนะที่เรียกมาด่วนแบบนี้"
เด็กสาวที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พูดคุยกับท่านผู้อำนวยการอย่างสนิทสนม
เธอมีผมสีซากุระยาวประบ่า ดูน่าจะอายุมากกว่าท่านผู้อำนวยการคูนนิดหน่อย น่าจะราวๆ สิบแปดล่ะมั้ง?
เธอสวมเสื้อเบลาส์สีขาวคู่กับกระโปรงคอร์เซ็ตสีดำ ดูเหมือนลูกคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเลยแฮะ
อ้าว? หูเธอแหลมๆ นี่นา? เอลฟ์... ก็ไม่น่าใช่นะ? หรือว่าจะเป็นเผ่าปีศาจ?
ที่จู่ๆ ก็โผล่มาได้แบบนี้ คงใช้เวทมนตร์สินะ... เวทเทเลพอร์ตเหรอ?
"ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่โยชิโนะ เป็นน้องสาวของฉันเองจ้ะ"
"โยชิโนะ บรุนฮิลด์ จ้า ยินดีที่ได้รู้จักน้า~"
"หา!?"
น้องสาวของท่านผู้อำนวยการ... !? งั้นก็แปลว่าคนนี้ก็เป็นลูกสาวขององค์ปฐมกษัตริย์น่ะสิ!?
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน... !
เอ่อ... งั้นก็แสดงว่า... คนคนนี้ก็คือองค์หญิงที่เกิดจากท่านซากุระ หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าสินะ!
ถ้าจำไม่ผิด ท่านซากุระก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวเหมือนท่านลีน แม่ของท่านผู้อำนวยการคูนนี่นา แสดงว่าคุณโยชิโนะคนนี้ก็คงจะ... ! อายุเป็นร้อยๆ ปีเลยแหงๆ... !
"พอจะเดาออกนะว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าอยากจะอายุยืนก็อย่าพูดออกมาจะดีกว่านะจ๊ะ?"
"ไม่ได้คิดอะไรเล้ยยย...!"
ท่านผู้อำนวยการคูนส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตมาให้ ฉันเลยต้องรีบปฏิเสธเสียงหลง หูทวนลม ตาบอด ปากรูดซิป! ท่องไว้ให้ขึ้นใจ!
"โยชิโนะ นี่เนโรจ้ะ"
"เนโรเหรอ? อืม... อ๊ะ! ลูกของเอลน่ากับรินเนะน่ะเหรอ!? ว้าววว! เด็กคนนี้เองเหรอเนี่ย!"
"เอ๊ะ!?"
คุณโยชิโนะฉีกยิ้มกว้างก่อนจะพุ่งเข้ามาอุ้มฉันขึ้น 'ชูวับ~' แล้วหมุนตัวฉันไปรอบๆ เดี๋ยวสิ ทำอะไรเนี่ย!? เลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กๆ ได้แล้วนะ...!
พอเธอวางฉันลง ก็เอาแต่จ้องหน้าฉันแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ได้
"อืมๆ... แบบนี้นี่เอง... อย่างที่พี่คูนบอกเลย น่าสนใจจริงๆ แฮะ!"
"ใช่ไหมล่ะ?"
น่าสนใจตรงไหนฟะ...? ชักจะเริ่มเข้าใจความเหมือนกันของสองพี่น้องคู่นี้ขึ้นมาตงิดๆ แล้วแฮะ...
042 ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม และฝึกซ้อม
.
"ทำอะไรอยู่น่ะ เนโร...?"
เลิกเรียนปุ๊บ เชรี่ก็เดินเข้ามาหาฉัน แต่พอชะโงกหน้ามาดูสมุดจดของฉัน เธอก็ทำหน้างง
ในสมุดจดของฉัน หน้าขวาเต็มไปด้วยรูปวงกลม ส่วนหน้าซ้ายก็มีแต่รูปสามเหลี่ยมเต็มไปหมด
พอฉันอธิบายเรื่องราวให้ฟัง เธอก็ดุฉันว่า "หัดตั้งใจเรียนบ้างสิยะ!" ก็นะ เถียงไม่ออกเลย
"ฝึกควบคุม ดาบบินเหรอ... ฉันว่าฉันคงไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่หรอกมั้ง"
"เชรี่จะเล่นสายซุ่มยิง (Sniper) ใช่ไหมล่ะ?"
"อื้อ ใช่ ตอนนี้ยังมีแค่ไรเฟิลระยะกลางอยู่เลย"
เฟรมเกียร์สายซุ่มยิงระยะไกลมีอยู่เยอะพอสมควรในการแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ซึ่งจัดขึ้นในสนามรบกว้างใหญ่ หุ่นสายนี้ที่คอยซุ่มโจมตีจากระยะไกลถือเป็นตัวปัญหาที่น่ารำคาญสุดๆ ไปเลย
แต่ในการประลอง 【การประลองดารา】 ของ วิทยาลัย(ที่นี่) การจะเอาชนะด้วยสายซุ่มยิงล้วนๆ นั้นยากมาก
เพราะถ้าสุ่มได้สนามแบบทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง หรือทะเลทราย ที่ไม่มีที่กำบัง หุ่นก็จะตกเป็นเป้านิ่งทันที
ถ้าจะเอาชนะให้ได้ ก็ต้องรีบจัดการคู่ต่อสู้ให้หยุดทำงานก่อนที่จะเข้ามาถึงตัว แต่ถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่เกราะหนาเตอะป้องกันเต็มสูบ หรือพวกสายความเร็วสูงที่เคลื่อนที่ว่องไวปานสายฟ้าแลบแบบฉัน สายซุ่มยิงก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย
เว้นแต่ว่าจะได้สนามแบบเขตเมือง หรือป่ารกทึบ ถึงจะพอมีลุ้นโชว์ฝีมือได้บ้าง...
ด้วยเหตุนี้ หุ่นของเชรี่เลยไม่ได้มีแค่ไรเฟิลระยะกลาง แต่ยังพกปืนพกกับมีดสั้นไว้ป้องกันตัวด้วย
"ถ้ามี 'ระบบพรางตา' (Stealth Coating) ก็คงดีหรอกน้า~ แต่ราคาแพงหูฉี่เลย ซื้อไม่ไหวหรอก"
เชรี่ทำท่าแบมือสองข้างแสดงความจนใจ
'ระบบพรางตา' ที่ว่าคือการเคลือบเกราะสะท้อนแสงบนตัวหุ่น ทำให้มองเห็นยากขึ้น เหมือนกับการพรางตัวนั่นแหละ
ถ้ามีระบบนี้ ต่อให้เป็นสนามเปิดโล่งอย่างทะเลทรายหรือทุ่งหญ้า ก็คงพรางตัวได้เนียนขึ้นเยอะ แต่ได้ยินมาว่าเป็นอุปกรณ์ระดับท็อปนี่นา? ตอนนี้ก็คงได้แต่ฝันไปก่อนล่ะนะ
สไตล์ของเชรี่ตอนนี้คือรักษาระยะห่าง แล้วใช้ปืนยิงตอดไปเรื่อยๆ เพื่อจัดการศัตรู
ตอนที่สู้กับฉันคราวก่อน เธอยิงสกัดฉันจนแพ้ตั้งแต่ยังเข้าไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็น 'ลูซิเฟอร์' ในตอนนี้ล่ะ จะเป็นยังไงนะ?
อืม... ถ้าโดนยิงสวนจังๆ ตอนกำลังพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วแสง มีหวังร่วงแหงๆ... ถ้ามีโล่ก็น่าจะพอไหวไหมนะ?
หรือถ้ามี ดาบบินแบบโล่ล่ะก็...
"นี่ คาบต่อไปมีเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัตินะ? รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ"
"เอ๊ะ? อ้า จริงด้วย"
พอเชรี่ทัก ฉันก็รีบเก็บสมุดโน้ตกับหนังสือเรียนยัดใส่ 【สโตเรจ】 ในสมาร์ทโฟน
แล้วรีบเดินตามเชรี่ที่เดินนำออกไปจากห้องเรียน
◇ ◇ ◇
『เนโร ระวังขวา!』
"เอ๊ะ?"
ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนเตือนของแคโร ฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากทางขวา จนอาร์มเกียร์ของฉันกลิ้งโค่โล่ไปกับพื้นสนาม
อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามฉวยโอกาสแย่งลูกบอลหนามไปจากมือฉัน แล้วเลี้ยงลูกพุ่งตรงไปข้างหน้า
หนอยยย!
ฉันรีบบังคับอาร์มเกียร์ให้ลุกขึ้น แล้วรีบเช็กระบบภายในหุ่นทันที
อืม ไม่มีปัญหา ยังไม่มีส่วนไหนหยุดทำงาน
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในคาบเรียนฝึกอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติ เป็นการแข่งขันกีฬาที่เรียกว่า 'สติงเกอร์' (Stinger)
พูดง่ายๆ 'สติงเกอร์' ก็คือฟุตบอลเวอร์ชันอาร์มเกียร์นั่นแหละ
แต่กฎที่ต่างจากฟุตบอลทั่วไปก็คือ สามารถโจมตีคนที่มีลูกบอลอยู่กับตัวได้ทุกรูปแบบ!
จะชก จะเตะ เพื่อแย่งลูกบอลก็ไม่ผิดกติกา! เพราะงั้น ปกติแล้วจะไม่มีใครเก็บบอลไว้กับตัวนานๆ หรอก เน้นส่งบอลไปเรื่อยๆ เพื่อทำประตูมากกว่า
เมื่อกี้ฉันคงเก็บบอลไว้นานไปหน่อยสินะ
『ลูกลอยมาแล้ว!』
ลูกบอลถูกโยนโด่งจากหน้าประตูมาทางฉัน ต้องโหม่ง... เอ๊ะ อาร์มเกียร์ไม่มีหัวนี่นา งั้นก็ไม่ได้เรียกว่าโหม่งสิ แต่เอาเป็นว่าต้องกระโดดขึ้นไปแย่งบอลให้ได้!
ตอนที่ฉันย่อตัวเตรียมกระโดด อาร์มเกียร์ของทีมตรงข้ามก็เตรียมจะกระโดดเหมือนกัน อย่าหวังเลย!
ฉันแกล้งทำเป็นปล่อยให้คู่แข่งกระโดดขึ้นไปแย่งบอล แล้วอาศัยจังหวะนั้นกระโดดถีบขาคู่กระแทกหุ่นมันกระเด็นไปเลย แล้วก็ฉวยโอกาสแย่งบอลมาได้สำเร็จ
『เนโร! ส่งมาทางนี้!』
ฉันโยนบอลไปทางเชรี่ที่วิ่งฉีกไปทางปีกอีกฝั่ง
ลูกส่งอาจจะเบี้ยวไปนิด แต่เชรี่ก็รับไว้ได้ แล้วส่งต่อให้แคโรที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า
กองหลังทีมตรงข้ามกรูกันเข้ามาล้อมแคโร แคโรหลบคนแรกได้ ต่อยคนที่สองล้มลง แล้วเตะผู้รักษาประตูจนกระเด็น ก่อนจะยิงประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
ปรี๊ดดด! เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นพอดี
"หมดเวลา! 3-2 หอเก็นบุ (เต่าดำ) เป็นฝ่ายชนะ!"
เสียงประกาศของอาจารย์กรรมการดังลั่นสนาม ฉันถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้น ชนะแล้ว... แต่ว่านะ กีฬานี้มันเหนื่อยชะมัดเลย...
ต้องวิ่งตลอดเวลา แถมยังต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว การที่กฎอนุญาตให้โจมตีคนที่มีบอลได้ ก็แปลว่าถ้าเรามีบอลเมื่อไหร่ ก็จะโดนโจมตีได้ทันที
เพราะงั้น บอลเลยมักจะไปอยู่ที่คนเก่งๆ แล้วก็จะเกิดฉากตะลุมบอน 1 รุมสิบขึ้นตรงนั้น
ถึงจะเป็นการแบ่งทีมตามหอพัก แต่หอเก็นบุ (เต่าดำ) ของเราก็จบด้วยสถิติชนะ 2 แพ้ 1
เพราะเป็นทีมเฉพาะกิจ จังหวะการเล่นเลยยังไม่ค่อยเข้าขากับคนอื่นๆ เท่าไหร่ ยกเว้นแคโรกับเชรี่ล่ะนะ
ส่วนตัวฉันก็ดันมีเรื่องท่านพี่เซลด้า เลยกลายเป็นแกะดำในหมู่เด็กปีหนึ่ง หรือแม้แต่ในหอพักเดียวกันไปซะได้...
ตรงข้ามกับแคโรที่ด้วยนิสัยชอบเข้าสังคม ทำให้เธอกลายเป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่มเด็กปีหนึ่งหอเก็นบุ (เต่าดำ) ไปแล้ว
"เหนื่อยหน่อยนะคะ! ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ?"
"โห ขอบใจจ้า"
ขณะที่ฉันกำลังคลานออกมาจากค็อกพิตแล้วนั่งแหมะอยู่บนพื้น ลาล่าก็ยื่นกระติกน้ำมาให้ ฉันรับมาดื่มด้วยความขอบคุณ
ลาล่าลงแข่งในทีมหอเบียคโกะ (เสือขาว) ซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา หอเบียคโกะแพ้ทีมเรา เลยจบที่สถิติชนะ 1 แพ้ 2
ส่วนคู่ที่กำลังแข่งอยู่คือหอเซย์ริว (มังกรฟ้า) กับหอซูซาคุ (หงส์แดง) ตอนนี้สถิติชนะ 1 แพ้ 1 ทั้งคู่ ไม่ว่าทีมไหนชนะ หอเก็นบุ (เต่าดำ) ก็ยังครองที่หนึ่งร่วมอยู่ดี
"ดูจากการแข่งเมื่อกี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่ามีนักเรียนหลายคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการควบคุมอาร์มเกียร์นะ"
"นั่นสินะคะ คนที่ตั้งเป้าจะเป็น 'ทรูปเปอร์' ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามอาร์มเกียร์ไปน่ะค่ะ... ทั้งๆ ที่การควบคุมพื้นฐานมันก็เหมือนกันเป๊ะ ถ้าควบคุมอาร์มเกียร์ได้คล่องแคล่วเหมือนเป็นแขนขาของตัวเอง ทักษะนี้ก็จะส่งผลดีต่อการขับเฟรมเกียร์ด้วยแท้ๆ"
จริงด้วยแฮะ พอฉันปรับวงจรเวทของ 'ลูซิเฟอร์' เป็นแบบมิสติกเฟรม (Mystic Frame) ก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้แจ่มแจ้งเลยล่ะ
อย่างที่ท่านผู้อำนวยการเคยบอก การขับอาร์มเกียร์มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือน 'ขับรถ' แต่มันเหมือน 'สวมเสื้อผ้า' มากกว่า ซึ่งจะทำให้บังคับได้คล่องตัวขึ้น
หลักการนี้ก็ใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหมือนกัน การฝึกด้วยอาร์มเกียร์นี่แหละที่จะช่วยให้สัมผัสความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนที่สุด
แต่ก็นะ... ทฤษฎีนี้อาจจะใช้ได้ผลเฉพาะกับหุ่นสายต่อสู้ระยะประชิดล่ะมั้ง
หลังจากจบวิชาภาคปฏิบัติ พวกเราก็กำลังจะเดินกลับหอพักเพื่อไปเปลี่ยนชุดพละ แต่ตอนที่เดินผ่านสนามฝึกซ้อมที่เปิดให้นักเรียนใช้งานทั่วไป ฉันก็บังเอิญเห็นริลิชากำลังฝึกอยู่
"ฝึกซ้อมพิเศษเหรอ?"
"น่าจะใช่นะ"
ริลิชาแทบจะไม่เคยเข้าเรียนวิชาอาร์มเกียร์ภาคปฏิบัติเลย คงเพราะเธอเน้นประลอง 【การประลองดารา】 ด้วยเฟรมเกียร์เป็นหลัก ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาร์มเกียร์เท่าไหร่มั้ง
เอาเวลาไปฝึกฝนอย่างอื่นแทน ก็นะ ฉันเองก็มีซ้อมดาบตอนเช้ากับรุ่นพี่จิบะ แล้วก็มีฝึกเปียโนอีก ก็คงคล้ายๆ กันแหละ
ดูเหมือนริลิชากำลังฝึกร่ายเวทหลายๆ บทพร้อมกันอยู่นะ ท่าทางจะฝึกมานานแล้วด้วย เหงื่อแตกพลั่กเลย
หลังจากเห็นริลิชาทำพลาดอยู่หลายครั้ง แคโรก็ถามขึ้นมา
"พวกฉันใช้เวทมนตร์ไม่เป็นก็เลยไม่ค่อยเข้าใจน่ะ แต่การร่ายเวทพร้อมกันมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง? แต่ฉันก็ทำได้นะ"
"โห... การอวดอ้างสรรพคุณตัวเองแบบหน้าไม่อายเนี่ย มันดูไม่ค่อยเท่เลยนะ เนโร"
"ไม่ใช่เว้ย! ของฉันมันไม่ใช่ 'การร่ายเวทพร้อมกัน' แต่เป็นเวทไร้ธาตุที่มีคุณสมบัติร่ายเวทได้หลายบทพร้อมกันตั้งแต่แรกแล้วต่างหากล่ะ ถ้าจะเปรียบเทียบนะ ริลิชากำลังพยายามโยนลูกบอลสองลูกด้วยมือซ้ายและขวาพร้อมกัน ส่วนฉันเหมือนถือกล่องที่มีลูกบอลสองลูกแล้วโยนออกไปทีเดียว"
ถึงผลลัพธ์คือลูกบอลสองลูกลอยออกไปเหมือนกัน แต่วิธีการมันต่างกันคนละขั้วเลย
ดังนั้น ถ้าถามว่า 'การโยนลูกบอลสองลูกด้วยสองมือพร้อมกันมันยากไหม?' ฉันเองก็ทำได้เหมือนกัน แต่ก็คงตอบได้แค่ 'ไม่รู้สิ ก็คงยากแหละมั้ง?' นั่นแหละ
"จะว่าไป... เนโรเนี่ยมีเวทไร้ธาตุเยอะจังเลยนะ...? 【บูสต์】, 【กราวิตี้】, 【ชิลด์】, แล้วก็ 【มัลติเปิล】 (Multiple)? ปกติคนทั่วไปมีแค่อย่างเดียว หรืออย่างมากก็สองอย่างเองไม่ใช่เหรอ?"
"เห็นว่าท่านลีน หนึ่งในพระชายาทั้งเก้าก็มีเวทไร้ธาตุถึงสี่บทเหมือนกันนะคะ ส่วนท่านผู้อำนวยการคูนก็มีเยอะกว่านั้นอีกค่ะ"
อืมม... ถ้านับ 【รีคัฟเวอรี】 ที่แอบเก็บไว้เป็นความลับด้วย ฉันก็มีเวทไร้ธาตุสี่บทขึ้นไปเหมือนกันแฮะ...
อาจารย์ฉันเคยบอกว่า ถ้าดูแค่พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์อย่างเดียว ฉันนี่มันเกิดมาเพื่อเป็นจอมเวทชัดๆ...
แต่แกก็บอกว่านิสัยอย่างฉันไม่เหมาะกับการเป็นจอมเวทหรอก เพราะจอมเวทต้องมีความเยือกเย็นและรอบคอบ ซึ่งต่างกับฉันลิบลับ ฟังดูแอบด่ากันชัดๆ
"ตอนแรกฉันก็คิดนะว่าเวทมนตร์ที่ควบคุมไม่ได้ ถึงมีไปก็ไร้ประโยชน์ แต่พอรู้ว่ามันเอามาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้ ฉันก็เลยตั้งใจฝึกฝนน่ะ"
ฉันก็ฝึกควบคุมพลังเวทอยู่เรื่อยๆ นะ ตอนนี้ก็เริ่มกะปริมาณพลังเวทให้เหมาะสมตอนร่ายเวทได้บ้างแล้วล่ะ
ถ้าใช้เวทมนตร์ได้คล่องแคล่วล่ะก็ ต้องมีประโยชน์ในการต่อสู้แน่ๆ แต่เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาฝึกฝน ไม่มีทางลัดหรอก
"เอ๊ะ? คนที่เป็นดาร์กเอลฟ์ที่อยู่ลึกเข้าไปตรงนั้นคือ..."
เสียงของเชรี่ทำให้ฉันหันไปมองตาม
ลึกเข้าไปด้านหลังริลิชาที่กำลังฝึกอยู่ มีนักเรียนสองคนกำลังประลองกันอยู่
นักเรียนคนหนึ่งกำลังโหมบุกเข้าใส่อีกคนอย่างหนัก แต่นักเรียนดาร์กเอลฟ์ที่เป็นฝ่ายรับกลับใช้โล่ปัดป้องการโจมตีทั้งหมดได้อย่างนิ่งสนิทและมั่นคง
ไม่ว่าจะถูกโจมตีมาทางไหน เธอก็ใช้โล่รับไว้ได้หมด ราวกับล่วงรู้ล่วงหน้าว่าการโจมตีจะมาทางไหน โล่ของเธอไปรอรับการโจมตีได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง นี่มันการป้องกันขั้นสุดยอดชัดๆ!
ตอนนี้คนที่บุกดูเหมือนจะหมดแรงแล้ว
จังหวะนั้นเอง ดาร์กเอลฟ์สาวก็พุ่งตัวเข้าไปใช้ชิลด์แบช (Shield Bash) กระแทกอีกฝ่ายจนกระเด็น
ก่อนจะจ่อปลายดาบไปที่คอของคนที่ล้มอยู่
รู้ผลแล้วสินะ
ฉันหันไปถามลาล่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
"หรือว่าเด็กคนนั้นคือ..."
"ใช่ค่ะ นั่นคืออันดับหนึ่งของชั้นปีเรา เพิร์ล เฟรนเนล จากอาณาจักรปีศาจเซโนอัสค่ะ"
ว่าแล้วเชียว นั่นคือท็อปของชั้นปีหนึ่งสินะ
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกตัวว่าดาร์กเอลฟ์ผมเงินยาวสลวยคนนั้นกำลังมองมาทางนี้
สายตาคมกริบสีทองของเธอไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกลียดหรือคุกคาม แต่เหมือนกำลังประเมินฉันอยู่มากกว่า
ด้วยสัญชาตญาณนักผจญภัย ฉันก็เลยเผลอส่งสายตาดุดันกลับไปประมาณว่า 'มองอะไรฟะ อยากมีเรื่องเหรอ' แต่เธอกลับเมินหน้าหนี แล้วก็หันหลังเดินจากไปเฉยเลย หึ ฉันชนะ!
กำลังยิ้มกริ่มในใจอยู่ดีๆ ก็โดนเขกหัวดังป้าก! โอ๊ยยย!
"ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย ไปทำหน้ายักษ์ใส่เขา เขาก็เลยเอือมระอาเดินหนีไปเลยเห็นไหม"
หา? เมื่อกี้คือเดินหนีด้วยความเอือมระอาเหรอ!?
คำพูดของเชรี่ทำเอาฉันแอบช็อกนิดๆ
"เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ กำลังพองขนขู่แฟ่ๆ เลยล่ะ"
"น่ารักดีออกค่ะ"
แคโรกับลาล่าก็ผสมโรงพูดจาแปลกๆ ออกมาอีก แง... ไม่เข้าใจเลย...
043 ปมด้อย
.
"เอาล่ะ ตรงนั้นน่ะ~ ใส่อารมณ์ให้มันมากกว่านี้หน่อยสิ~ ลองนึกถึงตอนที่บังเอิญเจอหมีในป่าสิ ดีใจใช่ไหมล่ะ~?"
"เอ่อ... ปกติเจอหมีในป่าคงไม่มีใครดีใจหรอกมั้งคะ..."
ระหว่างที่เรียนกับคุณโยชิโนะ ฉันก็แอบคิดในใจว่า คนคนนี้ก็เป็นอัจฉริยะพอๆ กับอาจารย์ฉันเลยแฮะ วิธีการสอนนี่โคตรจะนามธรรมเลย
อีกอย่าง ฉันไม่ได้อยากเป็นนักเปียโนซะหน่อย! แค่อยากฝึกการเคลื่อนไหวของมือซ้ายกับมือขวาให้เป็นอิสระและลื่นไหลแค่นั้นเอง! จะใส่อารมณ์หรือไม่ได้ใส่อารมณ์ ถ้าเล่นได้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!?
"น้องเนโร คงกำลังคิดอยู่ล่ะสิว่า 'จะใส่อารมณ์หรือไม่ได้ใส่อารมณ์ ถ้าเล่นได้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!?' ใช่ไหมล่ะ~?"
"อึ้ก! ร รู้ได้ไงคะเนี่ย...!"
"ผิดถนัดเลยจ้า~ การใส่อารมณ์ร่วมลงไปเนี่ย ถือเป็นเทคนิคสำคัญในการบังคับเฟรมเกียร์เลยนะจะบอกให้"
"เอ๋...? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย..."
อารมณ์ของคนขับมันเกี่ยวอะไรกับการบังคับเฟรมเกียร์ด้วยล่ะ?
หมายถึงเรื่องแรงฮึดหรือความมุ่งมั่นอะไรทำนองนั้นเหรอ?
"พลังเวทน่ะ มันมีคลื่นความถี่เหมือนกับคลื่นเสียงนั่นแหละ แล้วอารมณ์ของเจ้าของก็จะแฝงไปกับพลังเวท ส่งผลต่อการทำงานของหุ่นด้วยนะ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการส่ง 'พลังใจ' เข้าไปนั่นแหละ"
"เดี๋ยวสิ 'พลังใจ' เนี่ยนะ..."
"ฟังดูเหมือนโม้ใช่ไหมล่ะ? แต่มันคือเรื่องจริงนะ! เครื่องยนต์มันตอบสนองจนเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันจริงๆ นะ! ถ้าเราตั้งใจจริงว่า 'อยากจะชนะ' เฟรมเกียร์ก็จะตอบรับความตั้งใจนั้น ก็นะ... ถึงผลลัพธ์มันจะไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น แต่ก็มีหลายคนที่รอดมาได้ หรือพลิกกลับมาชนะได้เพราะพลังใจนี่แหละ มีให้เห็นออกจะบ่อย"
อืมม... ถ้าเป็นการต่อสู้ที่สูสีและบีบคั้นหัวใจสุดๆ ล่ะก็ อะไรแบบนี้อาจจะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะได้จริงๆ ก็ได้
ตัวฉันเองก็เคยเห็นการต่อสู้ที่ตัดสินกันด้วย 'พลังใจ' หรือ 'ความมุ่งมั่น' ในวินาทีสุดท้ายมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็พอจะเข้าใจสิ่งที่ท่านโยชิโนะจะสื่ออยู่นะ
จะว่าไป ในการแข่ง 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ที่ผ่านๆ มา ก็เคยมี ทรูปเปอร์ บางคนที่ชอบตะโกนชื่อท่าไม้ตายเสียงดังลั่นเหมือนกันนะ... นั่นก็เป็นการใช้ 'พลังใจ' เหมือนกันเหรอเนี่ย?
"เพราะงั้น ถึงจะเป็นแค่การฝึกซ้อม แต่ก็ต้องห้ามละเลยความรู้สึกเด็ดขาดนะจ๊ะ เข้าใจแล้วใช่ไหม? ถ้างั้นก็เริ่มใหม่ ตั้งแต่ต้น(ดา คาโป) เลยจ้า"
"ค่า~..."
ฉันเริ่มดีดเปียโนใหม่อีกครั้ง จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงทุกวัน ในที่สุดฉันก็เล่นได้จนจบเพลงโดยไม่ผิดเพี้ยนแล้ว แต่จะให้มาใส่อารมณ์ร่วมปุบปับแบบนี้ มันก็แอบยากอยู่นะ...
แต่ก็นะ... ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การได้เรียนกับองค์หญิงของประเทศนี้ ก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากสุดๆ เลยล่ะ เพราะงั้นก็ต้องตั้งใจเรียนให้เต็มที่
แอบตะหงิดใจนิดนึงตรงที่วิชาที่เรียนมันคือเปียโนเนี่ยแหละ... แบบนี้ฉันจะใช้ ดาบบินได้จริงๆ เหรอเนี่ย...
◇ ◇ ◇
"แบบนี้ริลิชาจะเสียเปรียบไหมนะ...?"
"อืมม... แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางชนะซะทีเดียวนะ"
ในโซนรับชมของห้องฝึกซ้อมเฟรมยูนิต ฉันกับแคโรกำลังดูและวิเคราะห์การต่อสู้ของเฟรมเกียร์สองเครื่องที่มีสเปคใกล้เคียงกันบนหน้าจอ
เครื่องหนึ่งคือ 'อัลฟ์ไฮม์' หุ่นมิสติกเฟรมสีเขียวมรกตตัดด้วยเส้นสีทองของริลิชา
อีกเครื่องหนึ่งเป็นหุ่นสีดำ-เทาของคู่แข่ง รูปร่างคล้ายๆ กับหุ่นคู่ต่อสู้ของฉันคราวก่อนที่มีแขนสี่ข้างเลย
ทั้งสองเครื่องเป็นมิสติกเฟรมเหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มการประลอง ก็สาดเวทมนตร์ใส่กันตูมตามไม่ยั้งด้วยคทาในมือ
หุ่นสี่แขนของอีกฝ่ายได้เปรียบเรื่องอัตราการยิงที่เร็วกว่า แต่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าของริลิชา ทำให้เวทมนตร์ของอีกฝ่ายพุ่งพลาดเป้าไปหมด
ในขณะที่การโจมตีของริลิชามีความแม่นยำสูงกว่า เข้าเป้าอยู่หลายครั้ง แต่เพราะเกราะของอีกฝ่ายหนาเตอะ ทำให้เวทมนตร์ไม่สามารถสร้างความเสียหายที่รุนแรงได้
ถึงจะไม่ถึงกับเป็นสงครามยืดเยื้อ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายยังหาจังหวะเผด็จศึกกันไม่ได้
ถ้าเป็นฉัน คงอาศัยความเร็วพุ่งเข้าไปอัดตรงๆ แล้ว แต่ด้วยสเปคหุ่นของริลิชา คงใช้วิธีนี้ยากหน่อย...
การโจมตีโต้ตอบกันไปมาดำเนินอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งหุ่นของคู่แข่งเริ่มเกิดความผิดปกติ
การสาดเวทมนตร์ที่รุนแรงและต่อเนื่องเริ่มขาดตอน
"พลังเวทหมดสินะ"
เฟรมเกียร์จะมีระบบเซฟตี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ใช้พลังเวทจนเกิดอาการพลังเวทเหือดแห้ง พอพลังเวทใกล้จะหมด ระบบก็จะตัดการทำงานของการใช้เวทมนตร์ไป
ริลิชาไม่รอช้า ฉวยโอกาสนี้เร่งเครื่อง 'อัลฟ์ไฮม์' เข้าชาร์จทันที
ฝ่ายคู่แข่งเองก็ทิ้งคทาเวท แล้วชักมีดสั้นสำหรับต่อสู้ระยะประชิดที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมาติดตั้งที่แขนทั้งสี่ข้าง
'อัลฟ์ไฮม์' ที่พุ่งเข้าประชิดตัวยอมรับการโจมตีด้วยมีดสั้นพวกนั้นอย่างไม่แยแส ก่อนจะจ่อคทาไปที่ค็อกพิตของอีกฝ่ายตรงๆ แล้วปล่อยลูกไฟอัดเข้าไปเต็มแรง
การโจมตีระยะเผาขนทำให้ค็อกพิตของคู่แข่งระเบิดกระจุย ในขณะเดียวกัน แขนขวาของ 'อัลฟ์ไฮม์' ที่โดนแรงระเบิดเข้าไปด้วยก็ขาดสะบั้นปลิวว่อนไปเลย
แล้วการประลองก็สิ้นสุดลง
『ผู้ชนะ, ริลิชา มิเลียน!』
"โอ้ ชนะแล้ว"
ไม่นึกเลยว่ายัยนั่นจะกล้ายอมสละหุ่นบางส่วนเพื่อแลกกับชัยชนะแบบนี้
ถ้าเป็นการยิงลูกไฟจากระยะไกล คงไม่สามารถทำลายค็อกพิตที่มีเกราะหนาขนาดนั้นได้หรอก
นี่สินะที่อาจารย์เรียกว่า 'ยอมเฉือนเนื้อเพื่อตัดกระดูก'
ริลิชาเดินออกมาจากเฟรมยูนิตด้วยสภาพที่ดูอิดโรยและโซเซ บ่งบอกได้ถึงความดุเดือดของการต่อสู้เมื่อครู่
"ยินดีด้วยนะ"
"หึ... เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากค่ะ"
ริลิชาเมินคำยินดีของฉันอย่างไม่แยแส แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หยิบกระติกน้ำของตัวเองขึ้นมาดื่มอึกๆ
อาการดูแย่เอาเรื่องเลยนะเนี่ย สงสัยริลิชาเองก็คงจะใช้พลังเวทไปจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน
ก็เลยต้องยอมเสี่ยงเข้าแลกเพื่อให้จบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด เพราะถ้ายังยื้อสู้ระยะไกลต่อไป คงไม่ไหวแน่ๆ
"สุ่มเจอหุ่นประเภทเดียวกันแบบนี้ ถือว่าโชคร้ายไปหน่อยนะ ระบบสุ่มประลองก็แบบนี้แหละ"
"เรื่องแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้นี่คะ"
ริลิชาตอบกลับคำพูดของแคโรหลังจากดื่มน้ำเสร็จ
"แต่เดี๋ยวนะ เธอเคยบอกว่าอยากจะเปลี่ยนหุ่นเป็นสายปืนใหญ่ระดมยิงไม่ใช่เหรอ?"
พอฉันถามไป ริลิชาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่ฉัน หนอยยย... ยัยนี่...!
"อุปกรณ์ปืนใหญ่น่ะมันแพงหูฉี่เลยนะ เด็กปีหนึ่ง F Rank ไม่มีปัญญาซื้อหรอก ถึงจะกัดฟันซื้อมาได้ชิ้นนึง แต่การจะเอาชนะคู่แข่งไต่อันดับด้วยอุปกรณ์แค่ชิ้นเดียว มันก็เป็นเรื่องที่ยากเอาการอยู่นะ"
แคโรช่วยอธิบายแทนริลิชา อ๋อ อย่างนี้นี่เอง...
ฉันเองถ้าไม่ได้ G ก้อนนั้นจากงานพาร์ตไทม์ ก็คงไม่มีปัญญาซื้อทรัสเตอร์ยูนิตเหมือนกันแหละ... สรุปก็คือ จะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้ 'เงิน' สินะ สัจธรรมของโลกใบนี้จริงๆ
ถ้าอยากได้ G ก็ต้องไปรับงานพาร์ตไทม์ทำ แต่ก็นะ... คนอย่างริลิชา(ยัยนี่) ที่หยิ่งซะขนาดนี้ คงไม่ยอมลดตัวไปทำงานรับจ้างหรอกมั้ง...
"เพราะงั้นแหละ คนขับมิสติกเฟรมส่วนใหญ่ถึงเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะอัปเกรดเป็นอาวุธเวทมนตร์ที่ทรงพลังขึ้น หรือจะเปลี่ยนแนวไปสายปืนใหญ่ ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนเลยล่ะ"
แบบนี้นี่เอง... เหมือนกับนักผจญภัยฝึกหัดที่เริ่มต้นด้วยมีดสั้นเล่มเดียวสินะ?
เข้าใจนะว่าใครๆ ก็อยากถือดาบเท่ๆ แต่สำหรับมือใหม่ ขืนให้ถือของแบบนั้นก็มีแต่จะโดนน้ำหนักเหวี่ยงจนเสียหลักซะเปล่าๆ
"จะว่าไป เรื่องนี้อาจารย์โซฟีก็เคยพูดในวิชาเรียนทฤษฎีนี่นา ทำไมจำไม่ได้ล่ะ?"
"...จำได้ด้วยเหรอ?"
"ก็เพราะแบบนี้ไงคะ ฉันถึงขี้เกียจจะอธิบายให้ฟัง"
อึ้ก... ก็อาจจะได้ยินมาแหละมั้ง... แต่คิดว่าไม่เกี่ยวกับตัวเองก็เลยปล่อยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเลย
"แต่ยังไงก็ตาม ฉันกะจะเอาเงินรางวัลรอบนี้ไปซื้ออุปกรณ์ปืนใหญ่ค่ะ ครั้งหน้าฉันจะมาพร้อมกับเวทมนตร์และการระดมยิงค่ะ"
กว่าจะเปลี่ยนเป็นสายปืนใหญ่เต็มตัว คงต้องใช้เวลาอีกสักพักเลยนะเนี่ย จะโมดิฟายให้เหมือน 'กริมเกิร์ลเด' หุ่นของพระชายาลีนได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ถ้าริลิชาใช้ธาตุไฟกับลมได้ พลังทำลายล้างของปืนใหญ่คงสุดยอดไปเลยนะ"
"...มีธาตุก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์หรอกนะคะ ถ้าพลังเวทน้อยนิดแบบนั้น ก็คงรีดพลังออกมาได้ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ"
"นี่เธอพลังเวทน้อยเหรอ? เป็นเอลฟ์เนี่ยนะ?"
พอฉันพูดออกไป ริลิชาก็ตวัดสายตาขวางมามองฉันทันที
"เป็นเอลฟ์แล้วยังไงคะ? เอลฟ์ที่เกิดในเมืองกับเอลฟ์ที่เกิดในป่ามีคุณสมบัติติดตัวต่างกันนะคะ ทั้งปริมาณพลังเวทและธาตุที่ถนัดก็ต่างกัน จะบอกว่าฉันไม่ใช่เอลฟ์เพราะแค่มีพลังเวทน้อยงั้นเหรอคะ?"
"เปล่านะ ไม่ได้หมายความแบบนั้น..."
"แต่เรื่องที่ฉันมีพลังเวทน้อยมันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อยนี่คะ! คนที่เกิดมาพร้อมพลังเวทมหาศาลแบบพวก 'บ้าพลังเวท' อย่างเธอ คงไม่มีทางเข้าใจหรอก!"
จู่ๆ ริลิชาก็ขึ้นเสียงใส่ ทำเอาฉันกับแคโรถึงกับเหวอไปเลย พอเห็นพวกเราเงียบ ริลิชาก็ทำหน้าเหมือนรู้สึกผิด แล้วรีบคว้ากระติกน้ำลุกพรวดขึ้นมา
"...พอดีเหงื่อออกเยอะ ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ ขอตัวค่ะ"
พูดจบ ริลิชาก็สะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องยูนิตไปอย่างรวดเร็ว
"...เมื่อกี้ฉันพูดจาไม่ดีเหรอ?"
"อืมมม... จะว่าไม่ดีก็คงไม่ใช่หรอกนะ... แต่ขาดความละเอียดอ่อนไปหน่อยล่ะมั้ง..."
...งั้นเหรอ ปากไวไปหน่อยสินะฉัน...
"เธอน่าจะมีปมด้อยเรื่องที่เป็นเอลฟ์แต่กลับมีพลังเวทน้อยอยู่นะ... ถึงอย่างที่บอกนั่นแหละ มันไม่ใช่ความผิดของริลิชาเลย และการที่เนโรมีพลังเวทเยอะก็ไม่ใช่ความผิดของเนโรเหมือนกัน การที่เธอมาพาลใส่เนโรแบบนี้ เธอเองก็คงรู้ตัวแหละว่าทำตัวไม่น่ารัก"
แคโรลูบหัวฉันเบาๆ เหมือนจะบอกว่าอย่าไปใส่ใจเลย หยุดเถอะ
อืมม... ก็จริงนะ ฉันเคยคิดว่าพวกเอลฟ์น่าจะมีพลังเวทเยอะกันทุกคนซะอีก ก็คงมีเอลฟ์ที่พลังเวทน้อยอยู่บ้างแหละเนอะ
อย่างที่แคโรบอก ถึงฉันจะมีพลังเวทเยอะก็เถอะ... แต่ฉันกลับรู้สึกอิจฉาคนอย่างริลิชาที่ตัวสูงกว่า หรือมีผมสลวยสวยเก๋มากกว่าซะอีก
เรื่องหน้าอกก็เหมือนกัน... ถึงจะปลอบใจตัวเองว่ายังมีเวลาโต (เหมือนส่วนสูง) ก็เถอะ แต่มันก็แอบรู้สึกด้อยกว่าอยู่ดี...
สรุปคือคนเราก็อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีนั่นแหละ อาจารย์เคยบอกว่า เราทำได้แค่สู้ด้วยไพ่ที่มีอยู่ในมือเท่านั้น การไปอิจฉาคนอื่นมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอก
"ถึงพลังเวทจะน้อย แต่มันก็มีวิธีพลิกแพลงได้อยู่นะ"
"หืม? ตัวอย่างเช่น?"
"เคยฟังนักผจญภัยสายเวทมนตร์เล่าให้ฟังน่ะ ว่าถ้าใช้ธาตุไฟ ก็ให้เอาน้ำมันมาเป็นตัวช่วย หรือถ้าใช้ธาตุน้ำ ก็เอาไปสร้างแผ่นฟิล์มน้ำบางๆ แปะหน้าศัตรูให้ขาดอากาศหายใจ หรือถ้าเป็นธาตุดิน ก็สร้างหลุมพรางดักศัตรู อะไรทำนองนี้น่ะ"
"อ๋อ... จริงด้วยแฮะ วิธีพวกนี้ไม่ต้องใช้พลังเวทเยอะเลยนี่นา"
สรุปคือมันอยู่ที่กึ๋นในการประยุกต์ใช้นั่นแหละ แน่นอนว่าถ้ามีพลังเวทเยอะๆ แล้วอัดพลังเข้าไปเต็มที่มันก็ง่ายกว่าแหละนะ
"ฉันว่าริลิชาเป็นคนที่ควบคุมพลังเวทได้เก่งมากเลยนะ เธอคงจะดึงศักยภาพของอุปกรณ์ปืนใหญ่ออกมาได้อย่างคุ้มค่าแน่ๆ"
สำหรับริลิชา การใช้พลังเวทอย่างคุ้มค่า น่าจะเหมาะกับเธอมากกว่าการสาดเวทมนตร์แบบทุ่มสุดตัว เธอน่าจะเลือกทางเดินถูกแล้วล่ะ
ถ้าเวทมนตร์บทหนึ่งใช้พลังเวทแค่ 10 หน่วย แต่ดันทุ่มพลังเวทไปตั้ง 30 หน่วยทุกครั้ง ต่อให้มีพลังเวทมหาศาลแค่ไหน สักวันก็ต้องหมดก๊อกอยู่ดี เรื่องนี้ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ
เกิดมาพร้อมพลังเวทมหาศาลงั้นเหรอ... บางทีเราก็มองไม่เห็นข้อดีของตัวเองหรอกนะ...
044 ผลจากการฝึกซ้อม
.
"......อรุณสวัสดิ์"
"......อรุณสวัสดิ์ค่ะ"
พอฉันตื่นขึ้นมา ก็เห็นริลิชาที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว รีบเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที
อืม... อึดอัดจัง...
ตั้งแต่วันนั้น ฉันกับริลิชาก็แทบจะไม่ได้คุยกันเลย เป็นเพราะฉันดันไปพูดจาไม่คิดจนทำให้เธอโกรธนั่นแหละ
ที่จริงฉันก็อยากจะขอโทษอยู่นะ... แต่แอบกลัวว่าถ้าขอโทษไปแล้ว เธอจะสวนกลับมาว่า 'เรื่องอะไรคะ?' แล้วก็ทำเมินใส่...
อย่างที่แคโรบอก ริลิชาคงรู้ตัวว่าพาลใส่ฉัน ก็เลยรู้สึกผิดเหมือนกัน บรรยากาศมันเลยมาคุแบบนี้ไง โถ่เอ๊ย... ปกติก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้วด้วย
แต่ต้องมาทนอึดอัดแบบนี้กับรูมเมตเนี่ย มันน่ารำคาญชะมัด... ตอนที่เถียงกันฉอดๆ ยังรู้สึกสบายใจกว่านี้เลย
ขณะที่คิดหาวิธีแก้ปัญหา ฉันก็เดินไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรกินรองท้อง
วันนี้ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ กินอูด้งสักชามก็แล้วกัน...
"เนโร อรุณสวัสดิ์~"
"อรุณสวัสดิ์ เนโร"
"อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ เชรี่ แคโร"
ตอนที่ฉันกำลังกดปุ่มเลือกเมนูอูด้ง เชรี่กับแคโรก็เดินเข้ามาทักทายพอดี
พวกเราเลยมานั่งด้วยกันที่โต๊ะมุมๆ โรงอาหาร
"ดีกันรึยังจ๊ะ กับริลิชาน่ะ?"
"ก็ไม่ได้ทะเลาะกันสักหน่อย..."
ก็เพราะแบบนี้ไง ถึงไม่รู้จะเริ่มง้อยังไงดี
ฉันทำเป็นไม่สนใจ แล้วสูดเส้นอูด้งเข้าปาก ซู้ดๆ... อร่อยแฮะ
ทั้งสองคนก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
เชรี่กัดขนมปังแฮมชีสคำโต แล้วหันไปคุยกับแคโร
"นี่ๆ 'งานประลอง' จะประกาศรายชื่อตัวแทนเมื่อไหร่นะ?"
"ก่อนวันแข่ง 1 เดือนน่ะ อีก 2 อาทิตย์ก็จะรู้ผลแล้ว หลังจากนั้นต่อให้อันดับมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะไม่มีการเปลี่ยนตัวแล้วล่ะ ยกเว้นแต่จะมีคนบาดเจ็บหรือป่วยจนลงแข่งไม่ได้น่ะนะ"
แปลว่าถ้าติด 1 ใน 12 อันดับแรกในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ก็จะได้เป็นตัวแทนชัวร์ๆ สินะ ยกเว้นแต่จะเกิดเหตุสุดวิสัย
"ตอนนี้เนโรอยู่อันดับที่เท่าไหร่แล้วล่ะ?"
"ในชั้นปีน่าจะอันดับ 5 มั้ง"
"โอ้โห งั้นก็ลอยลำแล้วล่ะสิ! ส่วนแคโรล่ะ? อันดับ 9 ใช่ไหม?"
"อืม... แต่ก็อยากจะทำอันดับให้สูงกว่านี้อีกสักหน่อย จะได้ชัวร์ๆ ว่าได้เป็นตัวจริง ไม่ใช่แค่ตัวสำรองน่ะ"
ตัวแทนของ 'งานประลอง' จะคัดจากนักเรียน 9 อันดับแรกของแต่ละชั้นปี และมีตัวสำรองอีก 3 คน รวมเป็น 12 คน
ตอนนี้แคโรอยู่อันดับ 9 ถือว่าคาบเส้นพอดีเป๊ะ แต่ก็รับประกันไม่ได้หรอกว่าจะไม่โดนแซงในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ต้องระวังตัวให้ดีเลยล่ะ ก็นะ ฉันเองก็เหมือนกัน
"ฉันคงลุ้นเหนื่อยหน่อยล่ะมั้ง... คงต้องหาจังหวะเดิมพันหนักๆ ดูสักตั้ง"
ตอนนี้เชรี่อยู่อันดับที่ 20 การจะไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 12 ภายใน 2 อาทิตย์นี่มันหินเอาเรื่องเลยนะ...
"ก็หุ่นสไนเปอร์ (Sniper) มันออกตัวช้านี่นา ตอนปีหนึ่งนี่เสียเปรียบสุดๆ เลย อุปกรณ์ก็ยังไม่ค่อยมี จูนเครื่องก็ลำบาก เพราะงั้นทีมตัวแทนปีหนึ่งถึงมีแต่พวกรุ่นริตเตอร์ ไททัน แล้วก็ไลท์นิ่งซะส่วนใหญ่ไงล่ะ แต่ก็นะ รู้อยู่แล้วแหละว่าเลือกทางนี้มันจะเหนื่อย ก็เลยบ่นไม่ได้หรอก"
"เอ๊ะ? แต่เหมือนคุ้นๆ ว่าเมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีตัวแทนปีหนึ่งที่ใช้หุ่นคัสตอม (Custom Frame) อยู่นะ..."
"มีสิ~ แต่รู้ไหม? หุ่นรุ่นนั้นน่ะ ต้องเอาเฟรมเกียร์สามเครื่องมารวมร่างกันถึงจะเก่งนะ! พอเครื่องนึงโดนสอยร่วงไปก่อน ก็เลยรวมร่างไม่ได้ ที่เหลืออีกสองเครื่องก็เลยโดนเก็บเรียบอย่างไวเลยล่ะสิ! อุตส่าห์กินโควต้าตัวแทนไปตั้งสามที่แท้ๆ แต่ดันมาทำผลงานแบบเนี้ย ไม่ไหวเลยจริงๆ~"
เชรี่หัวเราะร่วน แต่อยากจะเตือนสติหล่อนสักนิดว่า แน่ใจนะว่าพวกรุ่นพี่เจ้าของผลงานนั้นไม่ได้เรียนอยู่ที่นี่แล้ว...?
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าอยู่หอเก็นบุ (เต่าดำ) เหมือนกันหรือเปล่า แต่พวกเราก็นั่งอยู่มุมสุดของโรงอาหาร คงไม่มีใครได้ยินหรอกมั้ง
อ้อ หุ่นคัสตอมรุ่นนั้น ต้องรวมร่างกันถึงจะแสดงพลังได้เต็มที่สินะ?
ถ้าแยกกันสู้ ก็คงเป็นแค่หุ่นธรรมดาๆ เผลอๆ อาจจะอ่อนกว่าหุ่นรุ่นมาตรฐานซะอีก
"แล้วทำไมถึงได้รับเลือกเป็นตัวแทนได้ล่ะเนี่ย?"
"ก็ 【การประลองดารา】 แบบทีมไงล่ะ พวกนั้นคงใช้วิธีนั้นไต่อันดับขึ้นมาน่ะสิ"
อ้อ การประลองแบบทีมนี่เอง
การ 【การประลองดารา】 มีหลายรูปแบบนะ ถ้าตกลงกันได้และยื่นเรื่องขออนุญาต ก็สามารถจัดการประลองแบบเป็นทางการได้เลย
การประลองแบบทีมก็คือการต่อสู้แบบกลุ่ม แย่งชิงดาวกันไปมานั่นแหละ
ถ้าเป็นหุ่นที่เน้นรวมร่าง การสู้แบบทีมก็คงจะได้เปรียบกว่าเยอะเลย
"อย่าบอกนะว่า ปีหนึ่งรุ่นเราจะมีพวกที่ใช้หุ่นรวมร่างแบบนั้นติดทีมตัวแทนด้วย...?"
"อืมมม... ตอนนี้ยังไม่เห็นวี่แววนะ หุ่นคัสตอมน่ะมีอยู่หรอก แต่ไม่น่าจะถึงขั้นรวมร่างได้หรอกมั้ง"
หุ่นคัสตอมสินะ... ถ้าแหวกแนวเกินไป เวลาสู้จริงก็คงประสานงานกับคนอื่นลำบากน่าดู...
"...ว่าแต่ ริลิชาอยู่อันดับไหนแล้วล่ะ?"
"หืม? ตอนที่ถามล่าสุดเหมือนจะอยู่ที่ 16 นะ"
ถ้าจะติดตัวสำรอง ก็ต้องแซงหน้าอีก 4 คนให้ได้สินะ... ถ้าเดิมพันหนักๆ หน่อยก็น่าจะพอมีลุ้นอยู่...
"จากนี้ไป ทุกคนคงจะทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงตั๋วเป็นตัวแทน 'งานประลอง' กันแน่ๆ ชนะก็ได้ไปต่อ แพ้ก็อดหมดสิทธิ์ คงมีหลายคนที่ยอมเสี่ยงดวงเดิมพันหมดหน้าตักแน่ๆ"
การเดิมพันหมดหน้าตัก... ก็คือการเอาดาวทั้งหมดที่มีไปเดิมพันเพื่อหวังพลิกเกมรวดเดียวสินะ
ถ้าชนะก็จะได้คะแนนพุ่งพรวด แต่ถ้าแพ้ก็หมดโอกาสได้เป็นตัวแทนทันที
ตอนนี้ฉันอยู่อันดับ 5 ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยก็จริง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้หรอก บางทีอาจจะต้องลองเสี่ยงเดิมพันดาวเยอะๆ ในแมตช์ที่มั่นใจว่าชนะชัวร์ๆ ดูบ้างแล้วล่ะ
◇ ◇ ◇
"ยุติการประลอง ชนะเลิศ เนโร ซิลลูเอสก้า!"
เยส!
พอชนะการประลองแบบสุ่มด้วยอาร์มเกียร์ ฉันก็แอบทำท่าดีใจเงียบๆ อยู่คนเดียวในใจ
ดาวเพิ่มมา 1 ดวงก็จริง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อันดับขยับขึ้นเลย แต่ก็ยังดีกว่าแพ้แหละน่า
การประลองแบบสุ่มมันเดาทางคู่แข่งไม่ได้เลย เลยเตรียมตัวรับมือล่วงหน้ายาก แต่ข้อดีคือต่อให้ชนะหรือแพ้ อันดับก็ไม่ค่อยจะแกว่งเท่าไหร่
ถ้าอยากจะได้ดาวเยอะๆ ก็ต้องท้าประลองแบบเจาะจงตัวบุคคล...
โชคดีที่ช่วงนี้มีจดหมายท้าประลองส่งมาหาฉันทุกวันเลย ถ้าจะเลือกคู่ต่อสู้ที่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ชัวร์ๆ แล้วทำคะแนนไต่เต้าขึ้นไป มันก็ถือเป็นสูตรสำเร็จที่ใครๆ เขาก็ทำกันแหละนะ...
"คนมันจะรุ่ง ก็ต้องกล้าท้าชนสิยะ"
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอท้าดวลกับอันดับหนึ่งของชั้นปีไปเลยดีกว่า! อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้ 'กล้าได้กล้าเสียสิวะ ถ้ามัวแต่กล้าๆ กลัวๆ ก็ไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าได้หรอก!' ลุยเลยดีกว่า เดี๋ยวก็รู้เองแหละ!
ฉันส่งคำท้าประลองไปหา 'เพิร์ล เฟรนเนล' (Pearl Frennel) อันดับหนึ่งของชั้นปี
ลังเลอยู่พักนึงว่าจะเลือกสู้ด้วยอาร์มเกียร์หรือเฟรมเกียร์ดี แต่สุดท้ายก็เลือกเฟรมเกียร์
ก็ฝ่ายนั้นได้ฉายาว่า 'เฟรนเนลแห่งโล่' เลยนะ ยังไงก็ต้องใช้โล่ในการต่อสู้ด้วยอาร์มเกียร์ชัวร์ๆ
ถ้าฉันจะสู้ ก็ต้องงัด 'พลังปราณ' มาใช้เพื่อเจาะทะลุโล่นั่นให้ได้ ซึ่งถ้าทำแบบนั้น ต่อให้ชนะ อาร์มเกียร์ของฉันก็คงจะพังยับเยินอยู่ดี...
แต่ถ้าเป็นเฟรมเกียร์ ต่อให้หุ่นพัง มันก็เป็นแค่ในโลกเสมือนจริง ไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องหนี้ค่าซ่อมด้วย... ถึงจะมีบทลงโทษห้ามใช้งานชั่วคราวจนกว่าจะซ่อมเสร็จก็เถอะ...
ผิดคาดแฮะ ทางนั้นตอบรับคำท้าแถมกำหนดวันประลองเสร็จสรรพอย่างรวดเร็วเลย เป็นช่วงบ่ายๆ ของอีกสามวันข้างหน้าสินะ
บอกตรงๆ ตอนแรกคิดว่าในฐานะอันดับหนึ่ง เธอคงจะเล่นเซฟๆ ไม่ยอมรับคำท้าจากคนที่อยู่อันดับท็อปๆ ที่มีลุ้นแย่งตำแหน่งตัวแทนซะอีก
ดูท่าทางจะมั่นใจในตัวเองสูงน่าดู กะจะครองอันดับหนึ่งไปยาวๆ เลยสินะ
แต่ขอโทษทีนะ ฉันนี่แหละจะเป็นคนหยุดสถิติไร้พ่ายของเธอเอง คอยดูเถอะ
ด้วยความมุ่งมั่นเปี่ยมล้น ฉันเดินกลับหอพัก ระหว่างทางก็เห็นริลิชากำลังฝึกซ้อมอยู่ที่ลานประลองอีกแล้ว
ช่วงนี้ยัยนี่กลับห้องดึกตลอดเลยนะ... มัวแต่ฝึกซ้อมจนหยดสุดท้ายเลยล่ะสิ ดูท่าทางจะฝืนตัวเองเกินไปรึเปล่าเนี่ย... ไหวไหมนะ...?
สภาพดูเหนื่อยล้าสะสมเอาเรื่องเลยนะ...
ก็นะ ฉันคงไม่มีสิทธิ์ไปเตือนหรอก ทางนั้นคงมีเหตุผลของตัวเองถึงได้ต้องฝึกหนักขนาดนี้
การฝึกเปียโนของฉันเอง ถ้าคนอื่นมาเห็นก็คงคิดว่า 'ทำบ้าอะไรอยู่น่ะ?' เหมือนกันแหละ...
จะให้ป่าวประกาศว่า 'นี่คือการฝึกสูตรลับฉบับปฐมกษัตริย์เลยนะยะ...!' ก็คงไม่มีใครเชื่อหรอกมั้ง...
ขนาดฉันเองยังแอบคิดเลย... ว่ามันจะได้ผลจริงๆ เหรอเนี่ย...
แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ...
『อืมม ผ่านจ้า~ บังคับหุ่นได้เนียนขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย~』
"ขอบคุณมากค่ะ..."
หลังจากที่รุ่นพี่ชารอนช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ ฉันก็ได้ลองใช้ ดาบบินในเฟรมยูนิตดูอีกครั้ง ปรากฏว่าคราวนี้ฉันสามารถบังคับ ดาบบินสองเล่มไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของหุ่นได้อย่างคล่องแคล่วเลยล่ะ
ฉันเองก็ยังแอบทึ่งเลยนะเนี่ย
มันให้ความรู้สึกเหมือนสมองกับร่างกายแยกส่วนกันทำงานเลยแหละ สามารถบังคับหุ่นไปทางนึง แล้วก็สั่งให้ ดาบบินไปอีกทางได้พร้อมๆ กัน เหมือนมีมือเพิ่มมาอีกสองข้างเลยแฮะ
『งั้นลองเพิ่มเป็นสามเล่มดูไหม~? หรือว่าจะเน้นฝึก ความแม่นยำ(คอนโทรล) ดีเอ่ย~?』
จังหวะที่ฉันกำลังดี๊ด๊ากับการบังคับ ดาบบินอย่างอิสระ รุ่นพี่ชารอนก็โยนโจทย์ใหม่มาให้ซะงั้น โหดจังเลยนะคะ
เพิ่มจำนวนเล่ม หรือเพิ่มความแม่นยำ...
บอกตรงๆ นะ การเปลี่ยนจากสองเล่มเป็นสามเล่มเนี่ย มันดูไม่ค่อยจะช่วยให้การต่อสู้มีประสิทธิภาพขึ้นสักเท่าไหร่เลย
สู้เอาเวลาไปฝึกให้สองเล่มที่มีอยู่พุ่งเข้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำจะดีกว่าไหมนะ?
"...ขอฝึกความแม่นยำดีกว่าค่ะ"
『โอเคจ้า~ ถ้างั้น พี่จะให้ลองใช้โปรแกรมฝึกซ้อมพิเศษของพี่ดูนะ~』
พอเสียงของรุ่นพี่ชารอนขาดหายไป จู่ๆ ก็มี แควัลรี่(ทหารม้าเบา) โผล่มาในสนามประลอง พร้อมกับลูกโป่งที่ติดเป้าซ้อมยิงอยู่หลายลูก
ลูกโป่งลอยตุ๊บป่องๆ ไปมาตามสายลมอย่างอิสระ
เอ๊ะ นี่มันอะไรกันเนี่ย?
『ภารกิจคือ ต้องจัดการศัตรูให้หมด พร้อมกับใช้ ดาบบินเจาะลูกโป่งให้แตกทุกใบนะจ๊ะ~ เอ้า เริ่มได้!』
"เอ๊ะ!?"
เจอการฝึกแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ฉันก็แอบเหวอไปเหมือนกัน แต่ก็ต้องพยายามบังคับหุ่นจัดการ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ไปพร้อมๆ กับใช้ ดาบบินแทงลูกโป่งไปด้วย
แต่มันไม่ง่ายเลยแฮะ แค่ลมพัดเบาๆ ลูกโป่งก็ขยับหนีแล้ว ทำให้เล็งแทงตรงกลางเป้ายากสุดๆ
อืม... ต้องใช้ความแม่นยำสูงจริงๆ ด้วย...
ถึงจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่สุดท้ายฉันก็สามารถเคลียร์ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) และลูกโป่งได้ทั้งหมด แต่ก็กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน
『ช่วงท้ายๆ กลายเป็นว่ามัวแต่จัดการ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ให้หมดก่อน แล้วค่อยมานั่งแทงลูกโป่งทีหลังใช่ไหมล่ะ~? แบบนั้นมันก็ผิดจุดประสงค์สิจ๊ะ~』
"ก็จริงอย่างที่ว่าแหละค่ะ..."
การฝึกนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถบังคับหุ่นและ ดาบบินเข้าโจมตีศัตรูพร้อมๆ กันได้ การที่มัวแต่จัดการ แควัลรี่(ทหารม้าเบา) ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาเก็บลูกโป่งทีหลัง มันก็ไม่ได้ช่วยพัฒนาทักษะอะไรเลย
『จะลองอีกรอบไหมจ๊ะ?』
"ขออีกรอบค่ะ!"
ก่อนที่จะถึงวันประลองกับอันดับหนึ่ง ฉันต้องฝึกใช้ ดาบบินให้คล่องกว่านี้ให้ได้
ลุยกันเลย!
045 รูมเมตจอมดื้อรั้น
.
"ดาบบินแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ค่ะ อย่างแรกคือ 'ประเภทอาวุธ' ที่มีรูปร่างเหมือนดาบหรือหอก นี่เป็นรูปแบบที่เห็นได้ทั่วไปที่สุดค่ะ ต่อมาคือ 'ประเภทโจมตีด้วยแรงกระแทก' จะมีรูปร่างคล้ายทรงกลม ว่ากันว่า ดาบบินประเภทนี้พัฒนามาจาก 'แซทเทิลไลท์ออร์บ' (Satellite Orb) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์สำหรับป้องกันตัวอัตโนมัติค่ะ ประเภทที่สามคือ 'ประเภทโล่' ใช้สำหรับป้องกันการโจมตีจากศัตรู และสุดท้ายคือ 'ประเภทป้อมปืน' หรือที่เรียกกันว่า 'กันสลิงเกอร์' (Gunslinger) ซึ่งติดตั้ง ปืนเวทมนตร์(สเปลคาสเตอร์) ไว้สำหรับโจมตีระยะไกลค่ะ"
ฉันพยักหน้าหงึกหงักตั้งใจฟังลาล่าอธิบาย
มีทั้ง 'ประเภทอาวุธ' 'ประเภทโจมตีด้วยแรงกระแทก' 'ประเภทโล่' แล้วก็ 'ประเภทป้อมปืน' สินะ
ท่านพี่เซลด้าใช้ 'ประเภทอาวุธ' ส่วนรุ่นพี่ชารอนใช้ 'ประเภทป้อมปืน'
ที่ฉันกำลังฝึกอยู่ก็เป็น 'ประเภทอาวุธ' เหมือนกัน พอพูดถึง ดาบบินภาพจำแรกก็ต้องเป็นแบบนี้แหละเนอะ
ก็คงเพราะ ทรูปเปอร์ ส่วนใหญ่ที่ใช้ ดาบบินก็มักจะเลือกใช้ 'ประเภทอาวุธ' กันทั้งนั้นแหละ
ถ้าไม่ใช่สายเวทมนตร์ อย่างเก่งก็คงควบคุม ดาบบินได้แค่เล่มสองเล่ม
ถ้าเป็นแบบนั้น 'ประเภทอาวุธ' ก็ดูจะใช้งานง่ายกว่า แถมยังเอาไว้ใช้เป็นอาวุธสำรองยามฉุกเฉินได้อีกต่างหาก
"แล้วคุณเนโรสนใจประเภทไหนเป็นพิเศษไหมคะ?"
"อืมมม... ถ้าให้เลือกก็คงต้องเป็น 'ประเภทอาวุธ' แหละ..."
ก็ปกติฉันถนัดสู้ระยะประชิดนี่นา แถมยังชินกับอาวุธแบบนี้มากกว่าด้วย
แต่ก็นะ... พอมานึกถึงเกราะอันบอบบางของ 'ลูซิเฟอร์' แล้ว 'ประเภทโล่' ก็น่าสนเหมือนกันแฮะ ประเภทป้อมปืนก็... โอยยย เลือกไม่ถูกเลย!
"จริงๆ แล้วนอกจาก 4 ประเภทหลักนี้ ยังมี 'ประเภทพิเศษ' ที่จัดอยู่ในกลุ่ม 'ของนอกมาตรฐาน(คัสตอมพาร์ท)' ด้วยนะคะ"
"พวกทรัสเตอร์แบบเดียวกับที่ติดให้ลูซิเฟอร์น่ะเหรอ?"
"ใช่ค่ะ เป็นพวกที่ปรับแต่งมาแบบสุดโต่งจนใช้งานยากสุดๆ... หรือจะพูดให้ถูกคือ ไม่รู้จะเอาไปใช้งานจริงตอนไหนเลยล่ะค่ะ อย่างเช่น..."
ลาล่ากดสมาร์ทโฟนเปิดดูแค็ตตาล็อก แล้วเลือกสินค้าชิ้นหนึ่งให้ฉันดู
"อะไรเนี่ย?"
บนหน้าจอแสดงภาพทรงกลมสองลูกที่มีเส้นลวดโยงติดกันอยู่
"ดาบบินประเภทจับกุม 'โบลาโบล่า' (Bola-Bola) ค่ะ เป็นการเอา 'ประเภทโจมตีด้วยแรงกระแทก' สองลูกมาเชื่อมกันด้วยเส้นลวด เอาไว้เหวี่ยงพันธนาการศัตรูค่ะ"
อ๋อออ... อาวุธแบบนี้ก็มีนะ เอาไว้จับพวกนกป่าน่ะ แต่เอามาประยุกต์ใช้กับ ดาบบินงั้นเหรอ
"ฟังดูเหมือนจะใช้งานได้จริงอยู่นะ..."
"แต่ปัญหาคือ พอเราจับศัตรูได้ ตัว ดาบบินมันก็จะอยู่ใกล้ศัตรูไปด้วย เลยโดนทำลายทิ้งได้ง่ายๆ ค่ะ แถมถ้าอีกฝ่ายใช้โล่หรืออะไรมาบังไว้ เส้นลวดมันก็จะไปพันกับของพวกนั้นแทน ทำให้เราเสีย ดาบบินไปฟรีๆ เลยล่ะค่ะ..."
อ่า... ฟังดูไม่ค่อยเวิร์คแฮะ จุดเด่นของ ดาบบินคือการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระนี่นา ถ้าโดนพันธนาการไว้ซะเองก็หมดความหมายสิ
"แล้วก็มีอีกแบบนะคะ เป็นคอนเซปต์ 'ขับขี่' เรียกว่า 'ประเภทกระดานโต้คลื่น' ค่ะ"
"โห..."
"แต่ปัญหาคือมันกำลังขับเคลื่อนไม่พอน่ะสิคะ ต่อให้ลดน้ำหนักหุ่นลงให้เบาที่สุดแล้ว ก็ทำความเร็วได้พอๆ กับตอนเฟรมเกียร์วิ่งปกติเองค่ะ"
"แล้วจะทำมาเพื่อ!?"
อุตส่าห์ขึ้นไปขี่ทั้งที แต่ดันวิ่งช้าเท่าตอนวิ่งปกติเนี่ยนะ มีประโยชน์อะไรล่ะเนี่ย... เดี๋ยวสิ...
"ถ้าใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 (Zero Gravity) ช่วยลดน้ำหนักหุ่นลง ก็น่าจะดึงศักยภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้นะคะ แต่ว่า..."
"อืมมม ระยะเวลาใช้งาน 【ซีโร่ กราวิตี้】 (Zero Gravity) มันมีแค่หนึ่งนาทีเอง จะเอามาเสียเวลากับการขี่กระดานโต้คลื่นเนี่ยนะ เสียของเปล่าๆ สู้บินไปซัดหน้าศัตรูเองเลยดีกว่า"
แวบแรกก็คิดว่าน่าจะใช้ได้นะ... แต่ความเป็นจริงมันช่างโหดร้าย
"ถ้าเป็นแบบแปลกๆ หน่อยก็มี 'ประเภทแปลงร่าง' นะคะ"
"ประเภทแปลงร่าง?"
"คือ ดาบบินที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามสถานการณ์น่ะค่ะ เอ่อ... รูปนี้เลยค่ะ"
ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็น ดาบบินที่สามารถแปลงร่างได้ถึง 3 รูปแบบ
แบบแรกเป็นเหมือนปลายหอก พอแปลงร่างก็กลายเป็นโล่ และถ้าเอาโล่สองอันมาประกอบกันก็จะกลายเป็นบูมเมอแรง
"เขาว่ากันว่า ดาบบินที่องค์ปฐมกษัตริย์ทรงใช้นั้น สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างอิสระเลยนะคะ ทั้งแบบดาบสั้น ดาบยาว หอก ทรงกลม หรือแม้กระทั่งเรียงต่อกันเป็นโล่เพื่อสะท้อนเวทมนตร์ก็ยังได้ ถ้ามองในแง่นี้ นี่อาจจะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ ดาบบินก็ได้นะคะ"
"...แต่การที่มันไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก ก็แสดงว่ามันต้องมีข้อเสียอะไรสักอย่างใช่ไหมล่ะ?"
"ใช่ค่ะ ข้อเสียหลักๆ คือมันแปลงร่างช้า แถมการที่ใส่ระบบต่างๆ เข้าไปเยอะเกิน ก็เลยทำให้ความทนทานลดลง ถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการใช้วัสดุที่แข็งแรงขึ้นอย่างอะดาแมนเทียม มันก็จะหนักเกินไปจนบินไม่ขึ้นอีก"
"นั่นมันข้อบกพร่องร้ายแรงเลยนะนั่น"
ดาบบินที่เชื่องช้าเป็นเต่าคลานแบบนั้น จะเอาไปทำอะไรได้ล่ะ... แต่ถ้าจะให้ทนทานน้อยลง เผลอๆ ดาบบินจะแหลกเป็นผุยผงก่อนจะได้ทำอะไรซะอีก
"นอกจากนี้ก็ยังมี 'ประเภทระเบิดพลีชีพ' ที่เอาไว้พุ่งชนศัตรูแล้วระเบิด หรือ 'ประเภทแฟลช' ที่เอาไว้ปล่อยแสงวาบจู่โจมศัตรู หรือแม้แต่ 'ประเภทป้อมกาว' ที่ยิงกาวเหนียวๆ ใส่ศัตรู..."
"ฟังกี่อันๆ ก็ไม่ค่อยโดนใจเลยแฮะ..."
แถมฟังดูเหมือนจะเป็นมุกเอาฮาซะมากกว่า... ถ้าเจอกันครั้งแรกก็อาจจะพอเซอร์ไพรส์ได้บ้างหรอก แต่ถ้าเจอกันรอบสองรับรองว่าศัตรูแก้ทางได้สบายๆ แล้วไอ้พวกลูกเล่นพวกนี้ก็จะกลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปเลย
ถ้าเป็นการต่อสู้ที่แพ้ไม่ได้เด็ดขาด ก็อาจจะพอลองเสี่ยงใช้ดูได้บ้าง...
แต่ปัญหามันอยู่ที่เงินนี่สิ... ฉันคงไม่มีปัญญาไปทุ่มเงินซื้อของแปลกๆ พวกนี้มาใช้เพื่องานเดียวหรอกนะ...
"ว่าแต่ คุณเนโรใช้เวท 【ชิลด์】 ได้ด้วยใช่ไหมคะ?"
"อื้อ"
เวท 【ชิลด์】 เป็นเวทมนตร์ไร้ธาตุที่ค่อนข้างพบเห็นได้บ่อยในหมู่ผู้ใช้เวท
นอกจากจะใช้สร้างโล่ล่องหนเพื่อป้องกันแล้ว ฉันยังชอบใช้มันเป็นแท่นเหยียบกลางอากาศเพื่อกระโดดไปมาด้วย
"ถ้าใช้ 【ชิลด์】 ผ่านเฟรมเกียร์ มันจะแข็งแกร่งขนาดไหนเหรอคะ?"
"ก็แข็งแกร่งเอาเรื่องอยู่นะ? ขนาดคลื่นกระแทกยังสะท้อนกลับไปได้เลย"
ตอนนั้นที่ใช้รับคลื่นกระแทกของท่านพี่เซลด้าได้ ก็แสดงว่าพลังป้องกันมันถูกขยายให้แกร่งขึ้นมากเลยล่ะ
พอได้ยินคำตอบของฉัน ลาล่าก็เริ่มพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองอีกแล้ว ถึงจะรู้จักกันมาไม่นาน แต่ฉันก็รู้ดีว่าเวลาที่ลาล่าเป็นแบบนี้ ปล่อยเธอคิดไปเงียบๆ จะดีกว่า
เพราะเธอคงกำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดในหัว เพื่อคิดค้นไอเดียเจ๋งๆ ออกมาแน่ๆ
ฉันก็แค่รอเงียบๆ ไปก็พอ หวังว่าเธอจะคิดแผนเด็ดๆ ออกมาได้นะ
ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับแมตช์ประลองกับเพิร์ล เฟรนเนล ในวันมะรืนนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
◇ ◇ ◇
หลังจากคุยกับลาล่าเสร็จ ฉันก็กลับมาที่หอพักด้วยความหิวโซ เลยแวะไปกินมื้อเย็นที่โรงอาหารก่อน
เพราะคุยกันจนดึกดื่น โรงอาหารก็เลยแทบจะไม่เหลือใครแล้ว ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวคงปิดไปแล้วล่ะ เกือบไปๆ
แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าแหละ เพราะ ดาบบินรุ่นสั่งทำพิเศษของฉันคงจะออกมาเจ๋งสุดๆ ไปเลย ที่เหลือก็แค่ต้องฝึกใช้งานให้คล่องล่ะนะ... เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกที
พอกินอิ่ม ฉันก็แวะกลับห้องไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าเปลี่ยนเพื่อจะไปอาบน้ำ แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไป ก็เจอกับริลิชานอนสลบไสลอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
"อ๊ะ...!"
"อื้อ..."
ฉันรีบวิ่งเข้าไปพยุงเธอขึ้นมา ริลิชาค่อยๆ ได้สติ แล้วพยุงร่างที่สั่นเทาของตัวเองไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หน้าเธอซีดเผือดเหมือนไก่ต้มเลย
"นี่ เป็นอะไรไหม!? ให้เรียกอาจารย์ฟลอร่าให้ไหม!?"
"ไม่เป็นไรค่ะ... แค่พลังเวทเหือดแห้งไปหน่อยเดียวเอง..."
"ห๊ะ... พลังเวทเหือดแห้งเนี่ยนะ... ไปทำอีท่าไหนถึงได้เป็นแบบนี้ได้?"
"ก็ถ้าใช้พลังเวทจนถึงขีดจำกัด ปริมาณพลังเวทสูงสุดมันก็จะเพิ่มขึ้นยังไงล่ะคะ..."
"หา?"
เดี๋ยวนะ อะไรนะ? หมายความว่าหล่อนจงใจใช้พลังเวทให้หมดก๊อกเพื่อเพิ่มปริมาณพลังเวทงั้นเหรอ? ยัยบ้าเอ๊ย...!
"ยัยเอลฟ์บ้า!"
"โอ๊ย!? ท ทำอะไรเนี่ย!?"
ฉันเขกหัวริลิชาไปทีนึงอย่างหมั่นไส้
"นี่ฟังนะ! พวกเราที่ยังอยู่ในวัยกำลังโตเนี่ย ถ้าปล่อยให้พลังเวทเหือดแห้งบ่อยๆ เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) ในร่างกายมันจะหดเล็กลง ผลก็คือจะร่ายเวทได้ยากขึ้นรู้ไหม! ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ถ้าปริมาณพลังเวทมีเยอะแต่ เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) มันแคบลง ร่างกายก็จะรับภาระไม่ไหว อาจจะทำให้ชัก ล้มป่วย หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนะเว้ย!"
เรื่องนี้ฉันได้ฟังมาจากอาจารย์ฟลอร่าตอนที่ฉันเกิดอาการพลังเวทเหือดแห้งนั่นแหละ
ก็จริงอยู่ที่การใช้พลังเวทจนหมดก๊อกอาจจะช่วยกระตุ้นให้ปริมาณพลังเวทสูงสุดเพิ่มขึ้นได้ แต่การฝืนทำแบบนั้นจนถึงขั้นพลังเวทเหือดแห้งมันก็เป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี
"อึก...! แต่ถ้ามีพลังเวทเยอะขึ้น ก็จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้มากขึ้นนี่คะ! เผลอๆ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ใช้เกียร์สเปลได้ด้วย...!"
"ไม่ได้บอกว่าห้ามเพิ่มพลังเวทซะหน่อย! แต่บอกว่าอย่าฝืนตัวเองจนเกินขีดจำกัดไงเล่า! อย่าใจร้อนสิยะ ยัยบ้า! รอเดี๋ยวนะ!"
ฉันค้นลิ้นชักโต๊ะ แล้วหยิบของเล่นชิ้นหนึ่งโยนให้ริลิชา
"น นี่มันอะไรคะเนี่ย...?"
"ของฝากที่อาจารย์ซื้อมาจากราชอาณาจักรเวทมนตร์เฟลเซนน่ะ"
ริลิชามองของเล่นรูปร่างเหมือนกงล้อเล็กๆ ในมือด้วยความฉงน ตอนที่ฉันได้ของชิ้นนี้มา ฉันก็ทำหน้าแบบนี้แหละ
"เจ้านี่เรียกว่า 'สปินเนอร์เวทมนตร์' ลองใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับตรงกลางมันดูสิ"
"'สปินเนอร์เวทมนตร์' เหรอคะ...? บ แบบนี้ใช่ไหมคะ...?"
พอริลิชาจับตรงกลางของกงล้อ มันก็เริ่มหมุนติ้วๆ อย่างช้าๆ
"เจ้านี่มันก็แค่ของเล่นที่ใช้พลังเวทของคนจับทำให้มันหมุนนั่นแหละ..."
ฉันแย่งมันมาจากริลิชา แล้วลองจับมันด้วยวิธีเดียวกันดูบ้าง
ทันใดนั้น กงล้อก็ส่งเสียง วี้ดดดด! แล้วหมุนติ้วๆ ด้วยความเร็วแสงจนมองแทบไม่ทัน
"หึ กะจะอวดว่าตัวเองมีพลังเวทเยอะกว่างั้นสิคะ...!?"
"อย่าเพิ่งน้อยใจสิยะ เวลาปกติหล่อนก็ทำให้มันหมุนได้แรงกว่านี้ตั้งเยอะ ก็เพิ่งจะพลังเวทเหือดแห้งมาหมาดๆ มันก็ต้องหมุนช้าเป็นธรรมดาอยู่แล้วไหมล่ะ"
พออธิบายแบบนั้น ริลิชาก็เหมือนจะเข้าใจ ฉันเลยโยน 'สปินเนอร์เวทมนตร์' กลับไปให้เธออีกครั้ง
"ฉันมีอีกอันนึง อันนี้ยกให้ เอาไว้เช็กระดับพลังเวทตัวเอง จะได้หยุดซ้อมก่อนที่พลังเวทจะหมดก๊อกไงล่ะ แต่ถ้าอุตส่าห์มีไอ้นี่แล้วยังปล่อยให้พลังเวทเหือดแห้งจนสลบได้อีก ก็แสดงว่าเป็นยัยเอลฟ์หน้าโง่ของแท้เลยล่ะนะ"
".................."
จังหวะที่ฉันหยิบผ้าเช็ดตัว ชุดเปลี่ยน แชมพู และครีมนวดผมเตรียมจะเดินออกจากห้อง ริลิชาก็พึมพำขึ้นมาเบาๆ
"...ถือซะว่าครั้งนี้ฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอก็แล้วกันนะคะ ส่วนเรื่องที่โดนเขกหัวเมื่อกี้ ฉันจะไม่ถือสาก็ได้ค่ะ"
"หึ"
ฉันเดินออกไปที่โถงทางเดิน แล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องอาบน้ำ ของฝากไร้สาระของอาจารย์ก็มีประโยชน์ในเวลาแบบนี้แฮะ ถือซะว่า 'ใช้ของให้ถูกกับงาน' ก็แล้วกัน
การมีรูมเมตดื้อรั้นนี่มันน่าปวดหัวจริงๆ เลยนะเนี่ย ให้ตายสิ
046 การประลองกับอันดับหนึ่ง
.
"แหม น้องเนโรนี่ก็จะได้ประลองกับเพิร์ลเหรอเนี่ย? เด็กคนนั้นเก่งเอาเรื่องเลยนะ~"
"เอ๊ะ? รู้จักด้วยเหรอคะ?"
วันนี้เป็นการฝึกเปียโนกับท่านโยชิโนะเป็นวันสุดท้าย พอฉันหลุดปากพูดเรื่องแมตช์ประลองนัดต่อไป ท่านโยชิโนะก็ดูเหมือนจะรู้จักยัยเพิร์ลนั่นด้วย
สงสัยจะรู้จักกันเพราะเป็นเผ่าปีศาจเหมือนกันล่ะมั้ง? หรือเพราะตระกูลเฟรนเนลเป็นตระกูลดังในเซโนอัสก็ไม่รู้สิ...
"จะว่ารู้จักมันก็... อารมณ์ประมาณญาติๆ กันมั้งนะ? ก็พี่สาวของเพิร์ลน่ะ เป็นอัศวินองครักษ์ของคุณแม่... ของท่านแม่ฉันไงล่ะ เห็นกันมาตั้งแต่แบเบาะแล้วล่ะ~"
เดี๋ยวนะ คุณแม่... หมายถึงพระชายาขององค์ปฐมกษัตริย์ใช่ไหมคะ? น้องสาวขององครักษ์พระชายาซากุระงั้นเหรอ...? อย่าบอกนะว่า ยัยเพิร์ลนั่นก็อายุเป็นร้อยๆ ปีเหมือนกันน่ะ!?
"อ๊ะ ไม่ใช่ๆ เพิร์ลอายุเท่ากับน้องเนโรนั่นแหละจ้ะ พวกเผ่าอายุยืนน่ะมีลูกยากมากก การที่พี่น้องจะอายุห่างกันเป็นสิบๆ หรือร้อยๆ ปีเนี่ย ถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ ไปเลยล่ะ"
อ๋อ อย่างนี้นี่เอง... ริลิชาก็เคยพูดอะไรทำนองนี้ให้ฟังเหมือนกัน
กฎของ 'วิทยาลัย' คืออนุญาตให้เข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป และเพราะให้สอบเข้าได้แค่ครั้งเดียว โอกาสที่จะเจอเพื่อนร่วมชั้นที่อายุเยอะกว่ามากๆ เลยมีน้อยมาก
เคยมีข่าวลือว่า ถ้าเป็นเผ่าอายุยืนที่อายุเยอะกว่ามากๆ มักจะสอบไม่ผ่าน เพราะไม่เคยมีประวัติว่ามีคนอายุเยอะขนาดนั้นสอบเข้าได้มาก่อน
ก็มีหลายทฤษฎีเดากันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเพราะอาจารย์รับมือยาก บ้างก็ว่ากลัวเป็นสปายจากประเทศอื่น แต่ฉันอยากจะเชื่อทฤษฎีที่ว่า 'อยากฝากอนาคตไว้กับคนหนุ่มสาวมากกว่า' แฮะ...
แล้วก็เคยมีข่าวลือว่า มีเผ่าอายุยืนบางคนแอบโกงอายุมาสอบเข้า แต่พอโดนจับได้ก็โดนปรับตกข้อหา 'ขาดคุณสมบัติ' ทันทีเลยล่ะ ก็แหงแหละ โกงข้อมูลมันก็ผิดกฎอยู่แล้ว
"แล้วนี่น้องเนโรมีแผนจะรับมือกับ 'โล่' ของเพิร์ลยังไงล่ะจ๊ะ~?"
"ก็... พอมีแผนอยู่บ้างค่ะ มั้งคะ?"
ด้วย ดาบบินที่ลาล่าสร้างให้ ก็น่าจะพอหาช่องโหว่โจมตีได้บ้างล่ะมั้ง
อย่างแย่ที่สุดก็คงต้องงัด 'พลังปราณ' มาใช้เจาะทะลุโล่เข้าไปดื้อๆ เลย... เพื่อแลกกับชัยชนะ จะต้องเสียแขนไปสักข้างก็ยอมแหละ... ขอแค่แขนเดียวก็พอนะ
"น่าสนุกจังเลยแฮะ~ งั้นเดี๋ยวพี่ขอไปดูด้วยคนนะ~"
"เอ๊ะ...?"
ระดับองค์หญิงมาดูการประลองของเด็กปีหนึ่งเนี่ย... จะไม่เป็นข่าวดังไปทั้งวิทยาลัยเหรอคะ...?
"ไม่ต้องห่วงๆ เดี๋ยวพี่ไปแอบดูอยู่กับพี่คูนใน ห้องควบคุม(คอนโทรลรูม) น่ะ รับรองไม่มีใครแตกตื่นหรอก~"
ห้องควบคุม(คอนโทรลรูม)... ที่ที่พวกอาจารย์คอยเฝ้าดูการประลองอยู่เบื้องหลังสินะคะ ถ้าเป็นตรงนั้นก็คง... ไม่มีปัญหากับนักเรียนหรอก แต่พวกอาจารย์คงแตกตื่นกันน่าดู
แบบนี้ยิ่งแพ้ไม่ได้เข้าไปใหญ่เลยแฮะ
ฉันกล่าวขอบคุณท่านโยชิโนะสำหรับบทเรียนทั้งหมดที่ผ่านมา แล้วเดินออกจากห้องดนตรี
ระหว่างที่กำลังเดินไปห้องฝึกซ้อมอย่างมั่นใจ จู่ๆ ก็เดินสวนกับเพิร์ล เฟรนเนล คู่ประลองของฉันในวันพรุ่งนี้พอดี อะไรจะบังเอิญขนาดนี้เนี่ย...
เราสองคนหยุดยืนประจันหน้ากันกลางโถงทางเดิน
เพิร์ลจ้องฉันด้วยสีหน้าเรียบเฉย... จะให้ฉันหลีกทางให้งั้นเหรอ?
หนอย... ขืนยอมหลีกทางให้ตรงนี้ก็เหมือนยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มน่ะสิ? แต่ถ้าหลีกทางให้แบบชิลๆ อาจจะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ได้นะ? ...ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรบ้าๆ บอๆ เพิร์ลก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
"ตัวเล็ก..."
"พูดงี้ก็สวยสิ!"
คนประเภทที่เจอกันครั้งแรกก็พูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นเนี่ย นิสัยเสียสุดๆ! หัดมีมารยาทซะบ้างสิยะ!
"ฉันเคยได้ยินมาว่ามีบางคนแอบโกงอายุเพื่อมาสอบเข้า ก็เลยคิดว่าบางทีอาจจะ..."
"ฉันอายุเท่าเธอย่ะ! ของแท้แน่นอนด้วย! จะให้เอาบัตร กิลด์(นักผจญภัย) ให้ดูไหมล่ะ!?"
"ช่างเถอะ... สงสัยที่พี่สาวบอกคงหมายถึงพวกเผ่าปีศาจหรือเผ่าอายุยืนล่ะมั้ง..."
ปกติมันก็ต้องคิดแบบนั้นอยู่แล้วไหมเล่า! อะไรกันเนี่ย!? นี่หล่อนคิดว่าฉันโกงอายุมาสอบเข้าเพราะเห็นว่าตัวเล็กงั้นเหรอ!?
ทักทายได้เสียมารยาทสุดๆ แถมหน้าตายังดูไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด น่าหงุดหงิดชะมัด ถ้าพูดจาจิกกัดมาซะหน่อย ฉันจะได้สวนกลับได้ถนัดๆ หน่อย
"การประลองพรุ่งนี้ ฉันไม่แพ้แน่...!"
"จะแพ้หรือชนะ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันก็จะแค่ทำเต็มที่เท่านั้นเอง..."
อึก... หนอยยย พูดจาเท่ซะไม่มี...! เดี๋ยวฉันจะรอคอยดูสีหน้าตกใจของหล่อนก็แล้วกันนะยะ
ระหว่างที่ฉันกำลังฮึดสู้ จู่ๆ เพิร์ลก็เอื้อมมือมาลูบหัวฉันเฉยเลย
"อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ!"
"อ๊ะ..."
ฉันปัดมือเธอออกแล้วแยกเขี้ยวขู่ แฟ่! การที่มาลูบหัวศัตรูที่จะต้องประลองกันในวันพรุ่งนี้เนี่ย มันหยามกันชัดๆ!
"เหมือนโพลาริสเลย..."
"โพลาริส?"
"แมวจรจัดที่เคยเจอที่เซโนอัสน่ะ"
"นี่หล่อนเอาฉันไปเปรียบกับแมวจรจัดเนี่ยนะ!"
ยัยนี่...! ปากคอเราะร้ายโดยธรรมชาติเลยนี่นา...! แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าไม่มีเจตนาร้ายแล้ว! นี่มันจงใจดูถูกกันชัดๆ...!
"เอาเป็นว่า! พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ!"
"อืม พยายามเข้าก็แล้วกัน"
อึก...! ทำไมมันถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมาเลยเนี่ย...! นี่สินะที่เขาเรียกว่า 'สีซอให้ควายฟัง' หรือ 'ตักน้ำรดหัวตอ' น่ะ?
ช่างเถอะ ฉันก็จะแค่ทำเต็มที่เท่านั้นแหละ อ๊ะ! ดันไปพูดเหมือนยัยนั่นซะได้...!
สุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายเดินเลี่ยงเพิร์ลไป รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกหมาแพ้ชวนตีเลยแฮะ
ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ ฉันยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ต้องชนะให้ได้!
◇ ◇ ◇
"ด่านทุ่งหิมะงั้นเหรอ จะว่าดีก็ไม่ดี จะว่าแย่ก็ไม่แย่ล่ะมั้ง?"
เชรี่มองดูด่านการประลองบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ในโซนรับชม แล้วบ่นพึมพำออกมา
ถ้าเป็นสาย ซุ่มยิง(สไนเปอร์) อย่างเธอ คงอยากได้ด่านป่าทึบไม่ก็ด่านเขตเมืองมากกว่า แต่สำหรับหุ่นสายความเร็วสูงที่ต้องพึ่งพาความคล่องตัวอย่างเนโร การได้ด่านโล่งๆ กว้างๆ ถือว่าสวรรค์ทรงโปรดเลยล่ะ
ถ้าจะให้เพอร์เฟกต์ก็ต้องเป็นด่านทุ่งหญ้าหรือไม่ก็ด่านพื้นที่รกร้าง ด่านทะเลทรายหรือทุ่งหิมะมันก็เปิดโล่งเหมือนกัน แต่ติดตรงที่มันจะทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลงนี่แหละ
"แต่หุ่นของเนโรสีขาวๆ น่าจะพรางตัวกลืนไปกับหิมะได้ดีเลยนะ"
"ก็นะ หุ่นของอีกฝ่ายสีดำปี๋เลยนี่นา..."
แคโรกับริลิชาออกความเห็น หุ่น ลูซิเฟอร์(คู่ใจ) ของเนโรมีสีขาวสลับดำ พออยู่ในดงหิมะก็เลยมองยากนิดหน่อย
ต่างจากหุ่นของเพิร์ล 'อีจิส' (Aegis) ที่เป็นริตเตอร์เฟรมหุ้มเกราะสีดำสนิท ยืนเด่นหราอยู่กลางทุ่งหิมะ
"แต่พอดูใกล้ๆ แล้ว เกราะหนาเอาเรื่องเลยนะคะเนี่ย..."
พอเชรี่พูดขึ้นมา ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยในใจ
หุ่น 'อีจิส' ของเพิร์ล ถึงจะเป็นริตเตอร์เฟรม แต่กลับสวมเกราะหนาเตอะ แถมมือซ้ายยังถือ โล่กลม(ราวชิลด์) ขนาดใหญ่อีกต่างหาก แล้วยังมี โล่กลม(ราวชิลด์) แบบเดียวกันสะพายไว้ที่หลังอีกอัน ไม่รู้ว่าเป็นของสำรองหรือเปล่า
อาวุธในมือขวามีแค่ หอกยาว(แลนซ์) เล่มเดียว ส่วนที่เอวด้านหลังมี ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) ด้ามสั้นเหน็บไว้ น่าจะเป็นอาวุธสำรองล่ะมั้ง
"ดูท่าจะเจาะเกราะยากอยู่นะเนี่ย... ต่อให้ใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 พุ่งเข้าชาร์จ ก็ไม่รู้ว่าจะเจาะทะลุค็อกพิตได้หรือเปล่า..."
"หรือจะใช้ 'พลังปราณ' อัดเข้าไปเต็มๆ เลยดีไหมนะ?"
"ไม่น่าจะไหวนะ... อีกฝ่ายน่าจะศึกษาข้อมูลการต่อสู้ของเนโรมาหมดแล้ว คงเตรียมแผนรับมือไว้แล้วล่ะ ถ้ายิง 'พลังปราณ' พลาดขึ้นมา แขนลูซิเฟอร์ก็แหลกเป็นชิ้นๆ เลยนะ เสี่ยงเกินไป แถมยังมี..."
จังหวะที่แคโรกับริลิชากำลังวิเคราะห์เกมกันอย่างเมามัน บรรยากาศในห้องยูนิตก็เริ่มคึกคักขึ้นมา
"โอ๊ะ มาทันเวลาพอดีเลย"
"กินมื้อเที่ยงเพลินไปหน่อยน่ะ~"
"ก็ชารอนเล่นสั่งของหวานตบท้ายซะขนาดนั้น..."
คนที่เดินเข้ามาคือกลุ่มรุ่นพี่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เซลด้า, ชารอน, แล้วก็ซานะ
อืมมม เล่นเดินเข้ามาเป็นกลุ่มแบบนี้ โดดเด่นสุดๆ ไปเลยแฮะ... แคโร, เชรี่, และริลิชาคิดในใจ
ก็จริงนะ นักเรียนคนอื่นๆ ในห้องยูนิตพากันมองมาที่พวกเธอตาเป็นมันเลย
"สวัสดีค่ะ พวกรุ่นพี่ก็มาดูการประลองของเนโรเหรอคะ?"
"ได้ยินว่าจะท้าประลองกับอันดับหนึ่งน่ะจ้ะ คราวที่แล้วเกมจบเร็วไปหน่อย วันนี้เลยกะว่าจะมาดูให้จุใจซะหน่อย"
ท่านพี่เซลด้าตอบคำถามแคโรด้วยรอยยิ้ม คราวที่แล้วหมายถึงตอนที่เนโรชนะการประลองเลื่อนขั้นใน 2 วินาทีสินะ
ถึงจะบอกว่าสุดยอด แต่มันก็จบเร็วเกินไปจนคนดูยังไม่ทันได้ลุ้นเลยนี่นา
"เดิมพัน 3 ดาว... แอบน้อยไปนิดนะเนี่ย นึกว่าเนโรจะทุ่มสัก 10 ดาวซะอีก"
รุ่นพี่จิบะมองดูข้อมูลการประลองแล้วเปรยขึ้นมา แคโรเลยหัวเราะแห้งๆ
"ขืนเดิมพันหนักๆ แล้วแพ้ขึ้นมา อาจจะหลุดโผตัวแทน 'งานประลอง' ก็ได้นะคะ เนโรเองก็คงอยากจะเพลย์เซฟไว้ก่อนแหละค่ะ"
"ตอนนี้เนโรอยู่อันดับ 5 สินะ... อืมม การจะเอาอันดับตัวแทนไปเสี่ยงกับการเดิมพันหนักๆ มันก็อันตรายจริงๆ แหละ โดยเฉพาะปีหนึ่งที่อันดับสูสีกันมาก แถมยังมีพวกที่ยอมทุ่มหมดตัวเพื่อไต่อันดับขึ้นมาอีกเพียบเลย"
อย่างที่รุ่นพี่จิบะบอก ช่วงนี้มีแมตช์ที่เดิมพันหนักๆ ให้เห็นบ่อยมาก ใครชนะก็ขึ้นสวรรค์ ใครแพ้ก็ตกนรก
ทุกคนต่างก็ขับเคี่ยวกันสุดฤทธิ์เพื่อแย่งชิงตั๋วไป 'งานประลอง'
เพราะงั้น รุ่นพี่จิบะเลยแอบรู้สึกขัดใจนิดๆ คนอย่างเนโรเนี่ยนะจะมาเล่นเพลย์เซฟ?
"เดี๋ยวเนโรก็คง 'ขอ เกทับ(เรส)' เพิ่มเดิมพันแหงๆ"
"อ๊ะ ว่าแล้วเชียว?"
ท่านพี่เซลด้าพูดราวกับอ่านใจรุ่นพี่จิบะออก
"ที่ตอนแรกขอเดิมพันแค่ 3 ดาว คงกะจะหลอกล่อให้อีกฝ่ายยอมรับคำท้าก่อนล่ะมั้งคะ เพราะถ้าขอเดิมพันเยอะๆ ตั้งแต่แรก อีกฝ่ายอาจจะปฏิเสธก็ได้"
"แต่ต่อให้ขอ 'เกทับ(เรส)' ทีหลัง ถ้าอีกฝ่ายไม่รับคำท้า มันก็ไม่มีประโยชน์ไม่ใช่เหรอ?"
ท่านพี่เซลด้ายังคงมองหน้าจอที่มีเฟรมเกียร์สองเครื่องจอดนิ่งอยู่ แล้วตอบคำถามเชรี่
"ก็ปล่อยไปสิคะ ถือว่าอีกฝ่ายปอดแหกหนีการประลองเอง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าศัตรูแอบกลัวเนโรอยู่ตั้งแต่ก่อนสู้ด้วยซ้ำ และคนที่ขี้ขลาดแบบนั้น ยังไงก็ไปไม่รอดหรอกค่ะ ปล่อยเบลอไปเลยก็ยังได้"
"ก็จริงนะ~"
รุ่นพี่ชารอนพยักหน้าเห็นด้วยกับท่านพี่เซลด้า รุ่นพี่จิบะก็ยิ้มแห้งๆ แต่ก็เห็นด้วยเหมือนกัน
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้คือความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะและความเชื่อมั่นในตัวเองค่ะ ถ้ามัวแต่พะวงเรื่องการรักษาอันดับ ก็ไม่มีวันก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้หรอก การที่เนโรกล้าท้าประลองกับอันดับหนึ่งทั้งที่ตัวเองก็อยู่ในโซนปลอดภัย ถือเป็น 'สปิริตนักสู้' (Challenge Spirit) ที่จะพาเธอไปสู่ระดับ S Rank ค่ะ"
ทุกคนในห้องยูนิตต่างตั้งใจฟังคำพูดของท่านพี่เซลด้า สมกับเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ คำพูดแต่ละคำช่างทรงพลัง
และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ท่านพี่เซลด้าคาดการณ์ไว้ เนโรยื่นขอ 'เกทับ(เรส)' เป็น 15 ดาว ซึ่งเป็นลิมิตสูงสุดของ E Rank
แถมที่น่าตกใจกว่าคือ เพิร์ลก็ตอบ 'รับคำท้า(คอล)' ทำให้การประลองเดิมพัน 15 ดาวเริ่มต้นขึ้น
"รับคำท้าซะด้วยสิ... เอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย... เอ๊ะ?"
แคโรที่กำลังจ้องหน้าจออยู่ จู่ๆ ก็ทำหน้างง เมื่อเห็นข้อความ 【ขอเปลี่ยนอุปกรณ์】 ปรากฏขึ้น
เนโรดันขอเปลี่ยนอุปกรณ์ในวินาทีสุดท้ายซะงั้น ลูซิเฟอร์ของเธอเลยหายวับไปจากหน้าจอชั่วคราว
ถึงมันจะไม่ผิดกฎเพราะการประลองยังไม่เริ่ม แต่ก็ถือว่าเสียมารยาทพอสมควร...
ระหว่างที่ทุกคนกำลังงงๆ ลาล่าก็เดินโซเซเข้ามาในห้องเฟรมยูนิต
"ลาล่า? ไปทำอะไรมาเนี่ย... ขอบตาดำปึ้ดเลยนะนั่น?"
"อดนอนไปหน่อยน่ะค่ะ... ค่อยยังชั่วที่มาทันเวลา..."
ลาล่าทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง สภาพดูเหนื่อยล้าสุดๆ
"มาทันเวลา... หมายถึงเรื่องเปลี่ยนอุปกรณ์ของเนโรเหรอคะ?"
"ใช่ค่ะ! ดาบบินที่สั่งทำเพิ่งจะเสร็จร้อนๆ เลยค่ะ โชคร้ายที่ไม่มีเวลาให้ลองซ้อมก่อนลงสนามจริงเลย... หวังว่าคุณเนโรจะใช้งานมันได้คล่องนะคะ"
ถึงใบหน้าจะดูอิดโรย แต่รอยยิ้มมุมปากของเธอกลับดูภูมิใจสุดๆ ราวกับเพิ่งทำภารกิจระดับชาติสำเร็จ
เธอจ้องมองหน้าจอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง... ลูซิเฟอร์ของเนโรพร้อมกับอุปกรณ์เสริมชิ้นใหม่ปรากฏตัวขึ้นกลางทุ่งหิมะอีกครั้ง
"นั่นน่ะเหรอ ดาบบินของเนโร...?"
สายตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้องหน้าจอ ต่างถูกสะกดด้วยรูปร่างแปลกตาของอุปกรณ์เสริมชิ้นนั้น
047 ดาบบินของเนโร
.
"อุปกรณ์เสริมที่ว่าคือเจ้านั่นเหรอ?"
"น่าจะใช่แหละ... ดาบบินของเนโร?"
"รูปร่างแปลกตาจังเลยนะคะ..."
เชรี่, แคโร, และริลิชาที่กำลังมอง หน้าจอ(มอนิเตอร์) อยู่ พากันวิพากษ์วิจารณ์ลูซิเฟอร์ของเนโรกันใหญ่
ที่ลอยวนเวียนอยู่ข้างๆ หุ่นลูซิเฟอร์ที่กำลังยืนตระหง่านอยู่บนทุ่งหิมะ มีวัตถุขนาดเล็กสองชิ้นกำลังหมุนติ้วๆ อยู่
มันมีรูปร่างเป็นทรงหกเหลี่ยม ดูคล้ายเกล็ดหิมะ สีเงินของมันกลมกลืนไปกับฉากหลังที่เป็นทุ่งหิมะ ดูสวยงามราวกับภาพวาดเลยล่ะ
"รูปทรงแบบนั้นน่าจะเป็น ดาบบินประเภทโจมตีด้วยแรงกระแทกล่ะมั้ง...?"
"ถ้าเป็นประเภทนั้น มันดูเบาไปหน่อยนะ~ หรือว่าจะเป็นประเภทระเบิดพลีชีพเอ่ย~?"
ท่านจิบะกับท่านชารอนก็เริ่มเดาทาง ดาบบินของเนโรเหมือนกัน ส่วนท่านพี่เซลด้าเอาแต่จ้อง หน้าจอ(มอนิเตอร์) เขม็ง
"นั่นใช่ ดาบบินที่ลาล่าสร้างให้ไหม?"
"ใช่แล้วค่ะ! เป็น ดาบบินประเภทอเนกประสงค์ (All-rounder) ที่ฉันไปขอให้พวกรุ่นพี่ช่วยกันสร้างขึ้นมาแบบเร่งด่วนสุดๆ เลยล่ะค่ะ! ชื่อของมันคือ 'อัสเทอริสก์' (Asterisk) ค่ะ!"
"...ประเภทอเนกประสงค์?"
คำตอบอย่างมั่นใจของลาล่า ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับทำหน้าสงสัย 'จะอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงไปหน่อยไหมเนี่ย?'
แต่ลาล่าก็ดูจะไม่สนใจปฏิกิริยาของคนอื่น เอาแต่จ้องมองลูซิเฟอร์บน หน้าจอ(มอนิเตอร์) อย่างใจจดใจจ่อ
และในที่สุด เสียงประกาศเริ่มการแข่งขันของกรรมการก็ดังออกมาจาก หน้าจอ(มอนิเตอร์) เฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องที่ยืนประจันหน้ากันอยู่บนทุ่งหิมะก็เริ่มเปิดฉากโจมตีเข้าใส่กัน
◇ ◇ ◇
"ลุยเลย! 'อัสเทอริสก์'!"
ฉันบังคับให้อัสเทอริสก์ทั้งสองชิ้นพุ่งเข้าใส่ 'อีจิส' หุ่นรบสีดำของเพิร์ล
เกล็ดหิมะหกแฉกหมุนติ้วส่งเสียงวี้ดว้าย พุ่งตรงดิ่งเข้าหาอีจิสด้วยความเร็วสูง
ชิ้นแรกเล็งเป้าไปที่คอ แต่โดนโล่กันไว้ได้ ส่วนอีกชิ้นพลาดเป้า บินเลยไปด้านหลัง
โหยยย เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ! แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแหละ!
ฉันบังคับอัสเทอริสก์ชิ้นที่พลาดเป้าให้วนกลับมาโจมตีอีจิสอีกครั้ง พร้อมกับเร่งทรัสเตอร์ของลูซิเฟอร์จนสุดกำลัง ชักดาบสั้นที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมาถือไว้ทั้งสองมือ
เริ่มต้นด้วยการฟันลงจากด้านขวา โดนโล่กันไว้ได้ ตามด้วยการฟันกวาดจากด้านซ้าย ก็โดน หอกยาว(แลนซ์) สกัดไว้อีก
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จังหวะนี้แหละ อัสเทอริสก์ทั้งสองชิ้นพุ่งเข้าโจมตีจากด้านหลังพร้อมกัน คราวนี้แหละหลบไม่พ้นแน่!
"อะไรเนี่ย...!"
จู่ๆ ก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังแคร๊ง! แคร๊ง! อัสเทอริสก์ทั้งสองชิ้นกระเด็นกระดอนออกไป
เฮ้ยยย! โล่ที่สะพายอยู่ด้านหลังอีจิสมันลอยขึ้นมากันอัสเทอริสก์ของฉันไว้ได้เฉยเลย!
เดี๋ยวสิ!? อย่าบอกนะว่านั่นก็คือ ดาบบินน่ะ!? ดาบบินประเภทโล่!?
『แค่ ดาบบินอันเดียว ไม่เห็นจะบังคับยากตรงไหนเลย』
เสียงของเพิร์ลดังมาจากอีจิส ทำเอาฉันแอบสบถด่าตัวเองในใจที่ประมาทเกินไป
ก็ใช่น่ะสิ ทำไมฉันถึงคิดไปเองนะว่าฉันเป็นคนเดียวที่มี ดาบบินยัยนั่นเองก็อาจจะใช้ได้เหมือนกันนี่นา!
แต่โล่มีแค่อันเดียวหนิ งั้นต้องเจอไม้แข็ง!
"อัสเทอริสก์, เปลี่ยนเป็น 【โหมดป้อมปืน】 (Barrel Mode)!"
สิ้นเสียงสั่งการของฉัน ลำกล้องปืนสั้นๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านในของหกเหลี่ยมก็โผล่ออกมา ปากกระบอกปืนทั้งหกหันเข้าหาอีจิส
อัสเทอริสก์เริ่มหมุนติ้ว ล็อกเป้าไปที่อีจิส
"ยิงเลย!"
ปังๆๆๆๆๆ! อัสเทอริสก์สาดกระสุนเวทมนตร์ใส่ราวกับปืนกล
ถึงจะไม่ใช่กระสุนจริง พลังทำลายเลยไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ด้วยพลังเวทของฉันที่มีเหลือเฟือ ก็ยิงได้รัวๆ แหละ
『ชิ』
อีจิสยกโล่ขึ้นมาบังท่อนบนเอาไว้ ส่วนอัสเทอริสก์อีกชิ้นที่อ้อมไปด้านหลังก็โดน ดาบบินโล่กันไว้ได้อีก
กะจะตั้งรับลูกเดียวเลยสินะ...!
ฉันสั่งให้อัสเทอริสก์หยุดยิง แล้วพุ่งลูซิเฟอร์เข้าใส่อีจิสที่กำลังเอาแต่ตั้งรับ
ดาบสั้นของลูซิเฟอร์ทะลวงการป้องกันของอีจิสเข้าไปฟันเข้าที่สีข้างได้แผลนึง เกราะหลุดไปชิ้นนึงด้วย
โธ่เอ๊ยย เกราะหนาชะมัด! แทบจะไม่สะเทือนเลยนี่นา...!
ฉันสั่งยกเลิกโหมดป้อมปืนของอัสเทอริสก์ทั้งสองชิ้น แล้วดึงกลับมาประกบที่เอวของลูซิเฟอร์
รอแค่ 3 วินาที อัสเทอริสก์ที่ชาร์จพลังเวทเต็มเปี่ยมก็ลอยขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง
ข้อเสียของโหมดป้อมปืนก็คือมันกินพลังเวทเยอะนี่แหละ...
อีจิสฉวยโอกาสตอนที่ฉันหยุดโจมตี พุ่งเข้าใส่ทันที
เหอะ! ช้าไปแล้วย่ะ! โจมตีช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้ หลบได้สบายๆ... เอ๊ะ?
ตู้ม! หิมะกระจายฟุ้ง จู่ๆ อีจิสก็เร่งความเร็วพุ่งพรวดเข้ามา ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาฉันหลบแทบไม่ทัน โดนโล่บังไว้เลยมองไม่เห็น แต่ข้างหลังคงจะติด เครื่องเร่งความเร็ว(ทรัสเตอร์) ไว้ล่ะสิ!?
ฉันรีบเร่งเวอร์เนียร์ที่เท้าเพื่อหลบหลีกฉุกเฉิน แต่ปลาย หอกยาว(แลนซ์) ของอีจิสก็เฉี่ยวปีกทรัสเตอร์ที่แบ็คแพ็คของลูซิเฟอร์จนแหว่งไปชิ้นนึง
แย่แล้ว! ปีกและหางเสือที่แบ็คแพ็คเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยในการเร่งความเร็วระยะไกล โดยเฉพาะตอนใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 ซะด้วยสิ
ถ้าพังไป การพุ่งชนก็จะไม่เสถียร
อืมม... สงสัยต้องเพิ่มฟังก์ชันพับเก็บปีกตอนไม่ได้ใช้งานซะแล้วสิ... เดี๋ยวจบแมตช์นี้ค่อยไปคุยกับลาล่าแล้วกัน
ระหว่างที่กำลังกังวลใจพลางถอยห่างจากอีจิส จู่ๆ โล่กลม(ราวชิลด์) ของอีกฝ่ายก็หมุนติ้วๆ พุ่งเข้ามาหมายจะตัดคอลูซิเฟอร์
"อึ้ก...! อัสเทอริสก์, เปลี่ยนเป็น 【โหมดโล่】 (Shield Mode)!"
อัสเทอริสก์ทั้งสองชิ้นที่บินวนอยู่รอบตัวฉัน กางโล่เวทมนตร์รูปหกเหลี่ยมออกมาปัดป้อง โล่กลม(ราวชิลด์) ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด
นี่คือร่างที่ 3 ของอัสเทอริสก์ 【โหมดโล่】
การผสานเวทมนตร์ไร้ธาตุ 【ชิลด์】 เข้าไป ทำให้มันสามารถใช้งานเป็นโล่ได้
ลาล่าตั้งชื่อมันว่า 'ประเภทอเนกประสงค์' แต่จริงๆ แล้วมันน่าจะจัดอยู่ใน 'ประเภทแปลงร่าง' ซะมากกว่า
โดยปกติแล้ว 'ประเภทแปลงร่าง' มักจะมีกลไกซับซ้อนจนทำให้ความทนทานต่ำ โดนโจมตีทีเดียวก็พัง แต่สำหรับอัสเทอริสก์ที่มี 【ชิลด์】 กางอยู่ตลอดเวลา พลังป้องกันของมันก็สูงปรี๊ดจนยากที่จะพังได้ง่ายๆ
นอกจากจะใช้เป็นโล่ได้แล้ว ยังสามารถใช้เป็น ดาบบินประเภทแรงกระแทกได้ด้วย หรือจะเปลี่ยนรูปทรง 【ชิลด์】 ให้แหลมคมกลายเป็น ดาบบินประเภทอาวุธสำหรับแทงก็ยังได้
ในมุมนี้ คำว่า 'อเนกประสงค์' ที่ลาล่าบอกมาก็คงไม่ผิดนักหรอก
อีจิสดูจะตกใจไม่น้อยที่ ดาบบินโล่ของตัวเองโดนปัดกลับไป
『โล่ล่องหนงั้นเหรอ...! เจ๋งดีนี่...!』
"ไม่ให้หรอกย่ะ!"
ฉันพุ่งเข้าประชิดตัวอีจิส แล้วตวัดดาบสั้นฟันเข้าใส่ พร้อมกับปลดโล่ของอัสเทอริสก์ออกแล้วสั่งให้พุ่งเข้าโจมตีอีจิส แต่ก็โดน ดาบบินโล่ของอีกฝ่ายกันไว้ได้อีก
ถึงจะมี ดาบบิน 2 ชิ้น แต่เป้าหมายหลักก็คือตัวอีจิสอยู่ดี ในเมื่อรู้เป้าหมายชัดเจน อีกฝ่ายก็แค่ดักทางกันไว้ก็จบ
ดาบสั้นที่ฟันลงไปก็โดนโล่ในมืออีจิสรับไว้ได้ แถมยังโดน หอกยาว(แลนซ์) เล็งมาขู่อีกต่างหาก
โธ่เว้ยย รู้อยู่หรอกว่าเกราะมันหนา แต่นี่มันหนาเกินไปแล้ว!
จะโจมตีตรงไหนก็โดนปัดป้องไปซะหมด ต่อให้ตีเข้าก็สร้างความเสียหายได้ไม่มาก แบบนี้สงสัยจะยืดเยื้อแน่ๆ...
แต่ลูซิเฟอร์น่ะพลังป้องกันต่ำ ไม่เหมาะกับเกมยาวหรอก นี่มันเสียเปรียบสุดๆ เลย
แค่โดนอีกฝ่ายสวนกลับจังๆ สักที ลูซิเฟอร์ที่บอบบางอย่างกับกระดาษก็คงเครื่องดับไปเลยล่ะ
หนทางรอดเดียวของฉันก็คือ... แผน 'ไม้ตาย' ที่คุยกับลาล่าเอาไว้...
เอาวะ ลองเสี่ยงดูสักตั้ง!
ฉันเรียก ดาบบินกลับมาที่เอวเพื่อชาร์จพลังเวท พร้อมกับถอยห่างจากอีจิส
ชูรับดาบสั้นในมือขวาขึ้นมา เล็งปลายดาบไปข้างหน้า
ท่าแทงตรงที่เรียนมาจากรุ่นพี่จิบะ ท่าที่ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุรอยต่อของชุดเกราะ
ซึ่งเทคนิคนี้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเฟรมเกียร์ได้เหมือนกัน
"เอาล่ะนะ ลูซิเฟอร์ 【ซีโร่ กราวิตี้】!"
ลูซิเฟอร์พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงจนแทบจะไร้น้ำหนัก โดยเปิดทรัสเตอร์เต็มกำลัง
ด้วยความเร็วแสงระดับนี้ แต่เพราะปีกที่ได้รับความเสียหายไปก่อนหน้านี้ ทำให้การทรงตัวไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่
ความเร็วเลยตกลงไปนิดหน่อย ทำให้โล่ของอีจิสเข้ามารับการโจมตีที่คอได้ทัน... แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันเล็งไว้
"จังหวะนี้แหละ...! ปลด 【ซีโร่ กราวิตี้】!"
ฉันไม่ถนัดใช้เวท 【กราวิตี้】 เพื่อเพิ่มน้ำหนักเท่าไหร่ แต่แค่ยกเลิกเวทที่ลดน้ำหนักอยู่น่ะ สบายมาก
ลองคิดดูสิ ลูซิเฟอร์ที่พุ่งมาด้วยความเร็วแสงในสภาพไร้น้ำหนัก จู่ๆ น้ำหนักตัวก็กลับมาเป็นปกติ
มันก็เหมือนกับลูกบอลยางที่ถูกปามาด้วยความเร็วสูง แล้วจู่ๆ ก็กลายเป็นลูกเหล็กนั่นแหละ
"รับไปซะ! 【ซีโร่ อิมแพค】!"
『อั้ก!?』
อีจิสรับแรงกระแทกมหาศาลจากลูซิเฟอร์ที่กลับมามีน้ำหนักปกติเข้าไปเต็มๆ กระเด็นปลิวไปพร้อมกับโล่
พร้อมกันนั้น ดาบสั้นในมือขวาของฉันก็แตกกระจายไม่มีชิ้นดี
โธ่เอ๊ยยย อุตส่าห์ซื้อต่อมาจากรุ่นพี่จิบะแท้ๆ! คงทนแรงกระแทกจาก 【ซีโร่ อิมแพค】 ไม่ไหวสินะ...
เหลือบมองมอนิเตอร์ความเสียหายในค็อกพิต ข้อมือขวาก็พังไปสามส่วนแล้ว บ้าจริง รู้งี้อัปเกรด ข้อมือ(ส่วนนี้) ด้วยก็ดีหรอก...
ร่างกายฉันเองก็บอบช้ำจากผลกระทบของ 【ซีโร่ กราวิตี้】 เหมือนกัน แต่แค่นี้ยังพอทนไหว ก็ใช้ไปแค่ไม่กี่วินาทีเองนี่นา
พอมองไปที่มอนิเตอร์หลัก ก็เห็นอีจิสค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากกองหิมะ
โล่กลม(ราวชิลด์) ในมือซ้ายของมันยุบและแหว่งไปเกินครึ่ง คงเอามาใช้ป้องกันไม่ได้แล้วล่ะ คุ้มค่ากับการเสียดาบสั้นไปหนึ่งเล่มจริงๆ
ก็นะ ถึงจะยังมี ดาบบินโล่อยู่ก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็... หืม?
อีจิสโยนโล่ที่พังแล้วทิ้งไป แล้วดึงอาวุธสำรอง ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) จากเอวด้านหลังมาถือไว้ที่มือซ้าย
เอ๊ะ? พอมองดีๆ นั่นมันไม่ใช่ ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) ซะหน่อย...?
มีชิ้นส่วนอะไรสักอย่างคล้ายๆ ด้ามจับ(แฮนเดิล) หรือคันโยก...
『ปลดอาวุธ, เปลี่ยนโหมดเป็น 【โล่(เอสคูโด)】』
สิ้นเสียงของเพิร์ล เกราะที่ไหล่และเอวของอีจิสก็หลุดออก ปลิวว่อนไปในอากาศ แล้วก็พุ่งเข้าไปรวมร่างกับ ค้อนเหล็ก(แฮมเมอร์) ในมือซ้าย กลายเป็นโล่ยักษ์สีดำทะมึนไปซะงั้น
เดี๋ยวนะ!? ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ!?
048 โล่ยักษ์สีดำทะมึน
.
เกราะบางส่วนของอีจิสหลุดออกแล้วรวมร่างกลายเป็นโล่ยักษ์ โธ่เว้ย! อุตส่าห์พังโล่ไปได้อันนึงแล้วแท้ๆ!
ไม่สิ ต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ตอนนี้เกราะหุ่นมันบางลงแล้ว ถ้าโจมตีเข้าที่ไหล่ เอว หรือต้นขาที่เกราะหายไปล่ะก็ ต้องสร้างความเสียหายได้มหาศาลแน่ๆ
ปัญหาคือจะฝ่าด่านโล่ยักษ์นั่นเข้าไปโจมตีได้ยังไงนี่สิ...
โล่ยักษ์สีดำมีลูกแก้วเม็ดเป้งประดับอยู่ตรงกลาง
คงไม่ใช่เพชรเม็ดโตหรอกนะ น่าจะเป็นกระจกนิรภัยหรือไม่ก็ 'คริสตัล'...
'คริสตัล' เหรอ... ความคิดนี้ทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ
คริสตัลคือแร่ธาตุโปร่งใสคล้ายแก้วที่มักใช้ทำคทาเวทมนตร์ มีคุณสมบัติในการควบคุม สะสม และขยายพลังเวท
มันคล้ายกับหินเวทมนตร์ แต่คุณภาพดีกว่าหลายขุม
ความแข็งของมันขึ้นอยู่กับปริมาณพลังเวทที่ส่งเข้าไป แถมยังเป็นวัสดุหลักในการผลิตอาวุธมาตรฐานของกองอัศวินแห่งบรุนฮิลด์ด้วย
เป็นของหายากและแพงหูฉี่ ปกตินักเรียนไม่มีปัญญาซื้อหรอก แต่ลาล่าบอกว่าในโลกเสมือนจริงเราสามารถใช้ G ซื้อได้ ถึงจะยังแพงอยู่ดีก็เถอะ
แน่นอนว่าไม่มีใครบ้าพอจะเอาคริสตัลมาทำเกราะหุ่นทั้งตัวหรอก แต่นักเรียนระดับท็อปของชั้นปีหนึ่งอาจจะพอมีกำลังทรัพย์ซื้อมาใช้ทำอาวุธหรือเกราะบางส่วนได้
จริงๆ แล้ว ตอนแรกก็มีแผนจะใช้วัสดุคริสตัลสร้างอัสเทอริสก์เหมือนกันนะ แต่พอลองใช้เวท 【ชิลด์】 ดูแล้ว แผนนี้ก็เลยตกไป...
สรุปก็คือ ถ้าไอ้ลูกแก้วนั่นเป็นคริสตัลจริงๆ ก็เท่ากับว่ามีคทาเวทมนตร์ขนาดใหญ่เล็งมาที่ฉันอยู่น่ะสิ...!
แสงสว่างเริ่มรวมตัวกันในลูกแก้วกลางโล่ยักษ์ สว่างขึ้นเรื่อยๆ...
"อ๊ะ! หลบเร็ว!"
ฉันรีบเหยียบคันเร่งพาลูซิเฟอร์สไลด์หลบไปด้านข้างทันที วินาทีต่อมา ลำแสงขนาดใหญ่ก็พุ่งพรวดออกมาจากโล่ยักษ์ สว่างวาบจนแสบตา
ลำแสงนั้นละลายหิมะบนพื้นเป็นทางยาว ก่อนจะพุ่งหายลับไปในทุ่งหิมะ
"อันตรายชะมัด...!"
『พลาดไปนิดเดียวเอง เสียดายจัง...』
เสียงของเพิร์ลดังมาจากอีจิส หุ่นบ้าอะไรเนี่ย มีอาวุธเวทมนตร์ซ่อนไว้ด้วย...!
ถ้าฉันรู้ตัวช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ลูซิเฟอร์คงแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว...
สมกับเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ ดีล่ะ แบบนี้สิถึงจะน่าสู้ด้วย
"หึ! ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ!"
ฉันพึมพำคติประจำใจของอาจารย์ที่บอกให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พร้อมกับจ้องมองหุ่นรบสีดำที่ตั้งโล่รออยู่ตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
◇ ◇ ◇
"เมื่อกี้หลบเก่งมากเลยนะ เฉียดไปนิดเดียวเอง"
"สัญชาตญาณเอาตัวรอดเยี่ยมไปเลยแฮะ... หรือว่าความสามารถในการรับรู้ถึงอันตรายนี่จะเป็นสายเลือดเดียวกันนะ?"
ณ ด้านหลัง ห้องควบคุม(คอนโทรลรูม) ที่ใช้สำหรับควบคุมการประลองทั้งหมด โยชิโนะและคูนกำลังคุยหยอกล้อกันอย่างสบายอารมณ์
"เนโรเนี่ย ใช้ ดาบบินได้น่าสนใจดีนะ ใช้เวท 【ชิลด์】 เสริมความแข็งแกร่ง ช่วยกลบจุดอ่อนของหุ่นประเภทแปลงร่างได้ดีเลยล่ะ"
"ปกติเขาจะใช้ 'คริสตัล' ทำกันนี่นา~"
"ถ้าเป็นรัฐบาลก็พอทำได้อยู่หรอก แต่ให้ทำเป็นของส่วนตัวคงใช้เงินมหาศาลเลยล่ะ"
"นั่นสินะ~ คริสตัลก็มีผลิตแค่ที่บรุนฮิลด์ด้วยสิ"
คริสตัล เป็นแร่ที่ได้จากการกำจัด 'เฟลซ' สิ่งมีชีวิตผู้รุกรานจากต่างโลก
เมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นทั่วโลก อารยธรรมต่างๆ คงพอจะหาคริสตัลมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง แต่หลังจากองค์ปฐมกษัตริย์กวาดล้างพวกมันจนสิ้นซาก คริสตัลก็กลายเป็นของหายากไปโดยปริยาย
แต่ด้วยการวิจัยอย่างหนัก บรุนฮิลด์จึงประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์คริสตัลเทียมขึ้นมาได้ และมีการส่งออกไปขายต่างประเทศบ้างเล็กน้อย
ความจริงแล้วเรื่องที่ว่านี้เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ การสังเคราะห์คริสตัลเทียมนั้นไม่สามารถทำได้จริง มันเป็นความลับระดับชาติที่รู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ที่สามารถสร้างคริสตัลขึ้นมาได้เท่านั้น ซึ่งทั้งคูนและโยชิโนะต่างก็รู้ความจริงข้อนี้ดี
"จะว่าไป ดาบบินอันนั้นก็พึ่งพาเวท 【ชิลด์】 เป็นหลักเลยนี่นา คงเอาไปผลิตขายเป็นจำนวนมากไม่ได้หรอกมั้ง? ไม่สิ ถ้าใช้เวท เสริมพลัง(เอนแชนต์) ก็อาจจะเป็นไปได้นะ แบบนี้น่าจะเอาไปจดทะเบียนอาวุธได้เลยนะเนี่ย"
"อย่าลืมจ่ายค่าตอบแทนให้เด็กคนนั้นด้วยน้า~?"
"รู้อยู่แล้วน่า ฉันไม่เอาเปรียบไอเดียของนักเรียนหรอก"
ใน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' อาวุธใหม่ๆ ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะ
อาวุธและชุดเกราะที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มักจะเป็นตัวกำหนดชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในหลายๆ การต่อสู้ การพัฒนาและปรับปรุงอาวุธเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บางประเทศก็นำไปต่อยอดให้ดีขึ้น ในขณะที่บางประเทศก็พยายามคิดค้นวิธีรับมือกับอาวุธใหม่ๆ
อาวุธสุดล้ำที่เคยไร้เทียมทาน อาจจะกลายเป็นของล้าสมัยในเวลาเพียงไม่กี่ปี
และในบางครั้ง นักเรียนจาก 'วิทยาลัย' หรือ 'สถาบัน' ก็สามารถประดิษฐ์อาวุธที่สามารถนำไปใช้ใน 'มหาศึกจักรกล(แร็กนาร็อก)' ได้เช่นกัน
ในกรณีนี้ วิทยาลัยจะเปิดโอกาสให้นักเรียน 'จดทะเบียนอาวุธ' ของตัวเอง เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกนำไปใช้งานได้ หากผู้พัฒนาต้องการ
อาวุธที่จดทะเบียนแล้ว จะสามารถถูกนำไปผลิตและใช้งานได้ทุกประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ นำไปพัฒนาต่อยอด
นักเรียนที่เป็นผู้คิดค้นอาวุธชิ้นนั้น จะได้รับเงินรางวัลจำนวนมากหลังจากเรียนจบ สาเหตุที่ต้องรอให้เรียนจบก่อน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนที่มีเงินมหาศาลตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดี หรือเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายต่างๆ แน่นอนว่าชื่อของผู้พัฒนาจะถูกเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ การจดทะเบียนอาวุธยังหมายความว่า นักเรียนคนอื่นๆ สามารถนำอาวุธนั้นไปใช้ในโลกเสมือนจริงได้อีกด้วย
นั่นหมายความว่า หาก 'อัสเทอริสก์' ของเนโรได้รับการจดทะเบียน นักเรียนคนอื่นๆ ก็จะสามารถใช้ G ซื้อมาใช้ได้เช่นกัน
การไม่จดทะเบียนอาวุธอาจจะดูเหมือนเป็นการรักษาความได้เปรียบไว้กับตัวเอง แต่ในความเป็นจริง หากอาวุธนั้นไม่ได้รับการจดทะเบียน ใครก็ตามที่ลอกเลียนแบบอาวุธนั้น ก็จะไม่ถูกลงโทษใดๆ
ต่อให้มีคนสร้างอาวุธที่คล้ายกับ 'อัสเทอริสก์' ออกมา เนโรก็จะไม่มีสิทธิ์โวยวายอะไรได้เลย
ดังนั้น การจดทะเบียนอาวุธไว้ตั้งแต่แรก จึงเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเองได้ดีที่สุด
และถ้าอัสเทอริสก์ได้รับความนิยมในหมู่นักเรียน ทั้งเนโรและลาล่าซึ่งเป็นผู้พัฒนาก็จะได้รับส่วนแบ่งเป็น G อีกด้วย
"แต่ถึงอย่างนั้น... หุ่นนั่นก็ดูจะเน้นการป้องกันมากเกินไปหน่อยนะเนี่ย"
"ก็สมกับเป็นตระกูลเฟรนเนลนี่นา~"
คูนวิจารณ์หุ่น 'อีจิส' สีดำทะมึนที่ยกโล่ขึ้นป้องกันตัวอย่างแข็งขัน โยชิโนะก็ยิ้มรับ
คูนเองก็แอบคิดว่า ตอนที่เนโรทำลายโล่ได้สำเร็จ การประลองก็น่าจะจบลงแล้ว ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะซ่อนโล่ยักษ์แบบนั้นเอาไว้อีก
"ระบบคล้ายๆ กับโกเลมติดอาวุธเลยนะ"
โกเลมติดอาวุธ คือโกเลมที่มีกลไกสามารถแยกชิ้นส่วนและประกอบเข้ากับผู้ใช้เพื่อเป็นชุดเกราะหรืออาวุธได้
โล่ยักษ์ของอีจิสก็น่าจะใช้ระบบเดียวกัน แถมยังมีฟังก์ชันการทำงานเหมือนคทาเวทมนตร์อีกด้วย
"ตระกูลเฟรนเนลเก่งเวทมนตร์ด้วยเหรอ?"
"ก็พอตัวอยู่นะ ดาร์กเอลฟ์เป็นเผ่าที่มีพลังเวทค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว... แต่ว่านะ นั่นมันเวทธาตุแสงนี่นา?"
"นั่นสินะ ทั้งๆ ที่เป็นดาร์กเอลฟ์แท้ๆ"
ปกติแล้ว ดาร์กเอลฟ์มักจะไม่ค่อยมีพรสวรรค์ทางด้านเวทธาตุแสง มีน้อยคนนักที่จะใช้ได้
แต่เวทมนตร์ที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อกี้ เป็นเวทธาตุแสงอย่างไม่ต้องสงสัย น่าจะเป็น 【โฮลี่เรย์】 เวทมนตร์โบราณที่แทบจะหาผู้ใช้ได้ยากมาก
"ก็นะ เอาแต่ตั้งรับอย่างเดียวก็คงไม่ชนะหรอก ก็ต้องมีทีเด็ดเอาไว้โต้กลับบ้างล่ะ"
"ขืนโดนไอ้นั่นเข้าไป ลูซิเฟอร์ของเนโรมีหวังแหลกเป็นจุลแน่ๆ~ แล้วแบบนี้ เด็กคนนั้นจะรับมือยังไงล่ะเนี่ย?"
โยชิโนะและคูนจ้องมองหน้าจอ มอนิเตอร์อย่างใจจดใจจ่อ พวกเธอเชื่อว่าการประลองจะต้องไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่ๆ
◇ ◇ ◇
ฉันเร่งทรัสเตอร์ที่หลังจนสุดกำลัง พุ่งเข้าหาศัตรูพร้อมกับฟาดดาบสั้นที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียว แต่ก็ถูกโล่ยักษ์ป้องกันไว้ได้
ฉันลองเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ช่วงไหล่และต้นขาที่เกราะบางลงจากการปลดชิ้นส่วนมาทำโล่ แต่ก็ยังโดนป้องกันไว้ได้อย่างง่ายดาย
ฉันหาจังหวะสาดกระสุนเวทจากอัสเทอริสก์เข้าใส่ แต่ก็ยังโดน ดาบบินโล่ของอีกฝ่ายปัดทิ้งไปหมด
อ๊ะ! ตรงกลางโล่ยักษ์เริ่มมีแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกแล้ว!
ฉันรีบหักหลบและสามารถหลบหลีกเวทมนตร์แสงที่ถูกยิงออกมาได้อย่างหวุดหวิด
เกือบไปแล้ว... ! ถ้าโดนยิงระยะประชิดล่ะก็ จบเห่แน่ๆ ไม่สิ ต่อให้อยู่ไกลก็จอดเหมือนกันนั่นแหละ
"เหมือนจะยิงต่อเนื่องไม่ได้แฮะ..."
คงต้องใช้เวลาชาร์จพลังเวทล่ะมั้ง? การโจมตีรุนแรงระดับนั้น คงรัวยิงไม่ได้ง่ายๆ หรอก
แต่เธอก็เป็นดาร์กเอลฟ์นี่นา... พลังเวทอาจจะเยอะกว่ามนุษย์ทั่วไปก็ได้
ยังไงซะ ถ้าไม่ทำอะไรกับโล่ยักษ์นั่น ก็คงไม่มีทางชนะหรอก จะลองใช้ 【ซีโร่ อิมแพค】 อีกครั้งดีไหมนะ?
แต่ถ้าโดนป้องกันได้อีก ดาบสั้นเล่มสุดท้ายก็คงต้องพังไป เผลอๆ อาจจะถึงขั้นต้องยอมสละแขนข้างนึงเลยด้วยซ้ำ...
ระหว่างที่ฉันกำลังลังเล อีจิสก็จุดทรัสเตอร์และพุ่งเข้าชาร์จพร้อมกับโล่ยักษ์ในมืออีกแล้ว!
"อึ้ก... ! อะไรกันเนี่ย!?"
ฉันพยายามจะสไลด์หลบ แต่ ดาบบินโล่ของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาขวางทางหนีไว้ แย่แล้ว...!
ฉันโดนชิลด์แบช (Shield Bash) เข้าไปเต็มๆ เพราะโดนตัดทางหนี
ลูซิเฟอร์ที่มีน้ำหนักเบาถูกกระแทกจนปลิวไปอย่างง่ายดาย ฉันรีบเร่งเวอร์เนียร์เพื่อทรงตัวและป้องกันไม่ให้ล้มกลิ้งแบบหมดสภาพ แต่ความเสียหายที่ได้รับก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย
อีจิสเตรียมจะพุ่งเข้ามาซ้ำ ฉันเลยสาดกระสุนเวทจากอัสเทอริสก์เพื่อสกัดกั้นเอาไว้
สงสัยต้องลองเสี่ยงใช้ 【ซีโร่ อิมแพค】 อีกสักตั้งแล้วล่ะมั้ง...!
ฉันพยายามจดจ่อการโจมตีจากอัสเทอริสก์ไปที่จุดที่เกราะบางลง เพื่อบีบให้อีกฝ่ายต้องตั้งรับ
แล้วฉวยโอกาสนั้นเปิดใช้งาน 【ซีโร่ กราวิตี้】 เร่งทรัสเตอร์จนสุดกำลังและพุ่งเข้าใส่อีจิส
ฉันยกเลิก 【ซีโร่ กราวิตี้】 ทันทีที่ปลายดาบสั้นกำลังจะปะทะกับโล่ยักษ์
"【ซีโร่ อิมแพค】... !?"
ในพริบตานั้น ฉันก็รู้ตัวว่าตัวเองพลาดมหันต์ ดาบบินโล่พุ่งเข้ามาแทรกระหว่างกลางและรับการโจมตีของดาบสั้นเอาไว้
ดาบสั้นพังทลายลงไม่เป็นท่าเหมือนคราวก่อน เช่นเดียวกับ ดาบบินโล่ของอีกฝ่าย
แต่ทว่า โล่ยักษ์สีดำที่อยู่ด้านหลังยังคงไร้รอยขีดข่วน การโจมตีของฉันถูกป้องกันไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และเมื่อ ดาบบินโล่แตกสลายไป แสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้นที่ใจกลางโล่ยักษ์อีกครั้ง
"ซวยแล้ว...!"
ลำแสงมฤตยูถูกยิงออกมาจากโล่ยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ ดูน้อยลง
049 เจาะลิ่ม
.
ในจังหวะที่ลำแสงเวทมนตร์ถูกปล่อยออกมาจากโล่ยักษ์สีดำ อัสเทอริสก์ทั้งสองของฉันก็มุดเข้าไปใต้แขนที่ถือโล่ของอีจิสพอดี
"【โหมดโล่】!"
อัสเทอริสก์กางโล่ล่องหนออก ดันแขนของอีจิสให้เชิดขึ้น
ส่งผลให้ลำแสงเวทมนตร์ที่ถูกยิงออกมาพุ่งเฉียดหัวลูซิเฟอร์ที่กำลังย่อตัวอยู่ไปเพียงนิดเดียว
เฉียดฉิว...! โชคดีนะเนี่ยที่ตัดสินใจเอาอัสเทอริสก์ไปดันแขนไว้แทนที่จะเอามาตั้งรับตรงๆ
ถ้าตั้งรับตรงๆ อัสเทอริสก์คงโดนเป่ากระจุย เผลอๆ ลูซิเฟอร์ก็คงไม่รอดเหมือนกัน
หนอย... เล่นใช้อาวุธขี้โกงแบบนี้... ! แต่โอกาสแบบนี้ฉันไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือหรอกนะ!
"อัสเทอริสก์, 【โหมดป้อมปืน】!"
อัสเทอริสก์ทั้งสองที่อยู่ประชิดตัวอีจิสเปลี่ยนโหมด และจ่อปากกระบอกปืนทั้งสิบสองกระบอกเข้าใส่อย่างจัง
"【ยิงเต็มกำลัง(ฟูลเบิร์ส)】!"
อัสเทอริสก์หมุนติ้วราวกับปืนกล สาดกระสุนเวทเข้าใส่ไม่ยั้ง
อีจิสโดนกระสุนเวทเข้าไปหลายนัดจนต้องถอยร่นกลับไป แล้วรีบยกโล่ยักษ์ขึ้นมาป้องกันกระสุนที่เหลือได้อย่างไร้ที่ติ
ฉันรีบเรียกอัสเทอริสก์กลับมาที่เอว เพื่อชาร์จพลังเวทที่สูญเสียไป
เป็นไงล่ะ! โดนเข้าไปแบบนั้นคงจุกน่าดูเลยสิ!
ฉันจงใจเล็งไปที่หัวไหล่และต้นขาที่เกราะบางลงเพราะถอดชิ้นส่วนไปทำโล่นั่นแหละ
ถึงจะเป็นแค่กระสุนเวท ไม่ใช่กระสุนจริง พลังทำลายเลยไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ต้องสร้างความเสียหายได้บ้างแหละน่า
แต่ว่านะ...
ฉันบังคับหุ่นให้ถอยร่นบนพื้นหิมะ เพื่อรักษาระยะห่างจากอีจิส
ตอนนี้ดาบสั้นทั้งสองเล่มพังไปหมดแล้ว อาวุธโจมตีที่เหลือก็มีแค่อัสเทอริสก์กับหมัดมวยของลูซิเฟอร์นี่แหละ
จะเอาอัสเทอริสก์ไปทำลายโล่ยักษ์นั่นก็คงยากไปหน่อย
ถึงอีกฝ่ายจะเสีย ดาบบินโล่ไปแล้ว และเหลือแค่โล่ยักษ์นั่นไว้ป้องกันตัวก็เถอะ...
"ดูยังไงทางนี้ก็เสียเปรียบชัดๆ..."
ทางเราไม่มีท่าไม้ตายอะไรเหลือแล้ว แต่ทางนั้นยังมีลำแสงเวทมนตร์อยู่อีก
ถ้าเจาะคริสตัลตรงกลางโล่นั่นได้ เวทมนตร์นั่นก็คงใช้การไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีอาวุธเหลือแล้วนี่สิ...
จะเอาอัสเทอริสก์พุ่งชนงั้นเหรอ...? มีหวังได้แหลกเป็นชิ้นๆ แน่
ถึงจะเสริมความแข็งแกร่งด้วย 【ชิลด์】 ของฉัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งไปกว่าคริสตัลตรงกลางโล่นั่นหรอก
เขาว่ากันว่าความแข็งของคริสตัลขึ้นอยู่กับปริมาณพลังเวทที่อัดเข้าไป แข็งแกร่งยิ่งกว่าโอริฮัลกอนซะอีก
เพราะงั้น ถ้าจะเจาะให้เข้า ก็ต้องใช้อะไรที่แข็งกว่านั้น... แต่ฉันจะไปหาของแบบนั้นมาจากไหนล่ะ? อ้าว? นี่ฉันถึงทางตันแล้วเหรอเนี่ย?
ไม่สิ ไม่จำเป็นต้องทำลายโล่ยักษ์นั่นก็ได้ แค่หาทางอ้อมไปโจมตีตัวหุ่นตรงๆ ก็พอ... แต่จะทำยังไงล่ะ?
ยังไม่ทันได้คิดแผนอะไร อีจิสก็พุ่งเข้าชาร์จพร้อมกับสาดหิมะกระจายอีกแล้ว จะใช้ชิลด์แทคเคิลอีกแล้วเหรอ!
ฉันเร่งทรัสเตอร์ของลูซิเฟอร์เพื่อหลบหลีกและถอยห่างออกมา
แต่อีจิสก็ยังคงกัดไม่ปล่อย หนอยยย...!
"อัสเทอริสก์, 【โหมดป้อมปืน】!"
ฉันปลดอัสเทอริสก์ทั้งสองออกจากเอว แล้วบังคับให้อ้อมไปยิงใส่หลังของอีจิส
แต่เกราะด้านหลังที่หนาเตอะของอีจิสก็แทบจะไม่ระคายเคืองเลย การโจมตีของฉันหยุดยั้งการพุ่งชาร์จของอีจิสไม่ได้เลยสักนิด
ฉันตัดสินใจเร่งทรัสเตอร์ส่วนล่างจนสุดกำลัง แล้วบินหนีขึ้นฟ้า อีจิสอาจจะยิงลำแสงนั่นมาอีก แต่ลูซิเฟอร์ในอากาศก็ยังพอหลบได้อยู่
แต่การโจมตีก็ไม่ได้ตามมา อีจิสทำได้แค่ลอยตัวโฮเวอร์ริ่งตามดูฉันที่กำลังร่วงหล่นลงมาเท่านั้น
เกิดอะไรขึ้น? เลิกยิงเพราะคิดว่ายิงไปก็ไม่โดนงั้นเหรอ? หรือว่า... พลังเวทหมดแล้ว?
...เมื่อกี้เจ๊แกยิงลำแสงนั่นไปกี่นัดนะ? สามนัดใช่ไหม?
แรงขนาดนั้น คงใช้พลังเวทมหาศาลแน่ๆ อาจจะยิงไม่ได้แล้ว หรืออย่างมากก็คงเหลืออีกแค่นัดเดียวล่ะมั้ง
แต่ความหมายของคำว่า 'ยิงไม่ได้แล้ว' กับ 'เหลืออีกแค่นัดเดียว' มันต่างกันลิบลับเลยนะ
ทุกครั้งที่อีจิสหันโล่มาทางฉัน ฉันก็อดระแวงไม่ได้ว่า 'หรือจริงๆ แล้วยิงไม่ได้แล้ว แค่ทำเป็นหลอกให้กลัวเฉยๆ?'
อึ้ก... ! ใจเย็นไว้ อย่าลนลาน ถ้าลนลานเมื่อไหร่ก็เข้าทางอีกฝ่ายทันที
ฉันสูดหายใจลึกๆ ในค็อกพิต เพื่อเรียกสติกลับคืนมา
ในเมื่อไม่มีดาบสั้นแล้ว อาวุธที่เหลืออยู่ก็มีแค่อัสเทอริสก์กับแขนขาของลูซิเฟอร์เท่านั้น
ถ้าใช้ 'พลังปราณ' ก็อาจจะทำลายโล่ยักษ์นั่นได้ แต่แขนของลูซิเฟอร์ข้างนึงต้องพังยับเยินแน่ๆ
ถึงตอนนั้นก็จะกลายเป็น ลูซิเฟอร์ที่แขนขาดข้างนึงแถมไร้อาวุธ ปะทะกับ อีจิสที่โล่พังแต่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แถมยังมีอาวุธครบมือ...
...สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่เลยนี่หว่า เผลอๆ อาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ?
แถมยังมีโอกาสที่ยอมสละแขนไปแล้วโล่ดันไม่พังอีกต่างหาก... ต้องหาทางพลิกเกมให้ได้... หืม?
จังหวะที่ฉันกำลังจ้องมองโล่ยักษ์ของอีจิสเขม็ง ฉันก็สังเกตเห็นอะไรแปลกๆ อะไรน่ะ?
"อ๊ะ? ตรงนั้นมัน... อ๊ะ!"
พอซูมภาพโล่ยักษ์บนเมนหน้าจอหลักให้ชัดขึ้น ฉันก็เห็นปลายดาบสั้นที่แตกกระจายจาก 【ซีโร่ อิมแพค】 เมื่อกี้ ปักคาอยู่ตรงนั้น!
มันแทงทะลุ ดาบบินโล่เข้าไปปักคาอยู่ที่โล่ยักษ์ด้านหลังนี่เอง!
แถมจุดที่ปักอยู่ก็ใกล้กับจุดศูนย์กลางของโล่ยักษ์ซะด้วย เหมือนลิ่มที่ตอกอัดเข้าไปในก้อนหินเลย
ดูเหมือนเพิร์ลจะยังไม่รู้ตัว ปลายดาบนั่นคงแทงไม่ทะลุไปถึงด้านหลังของโล่หรอก
เป้าหมายต่อไปคือตรงนั้นแหละ ตรงนั้นต้องเปราะบางที่สุดแน่ๆ
ในจังหวะที่ฉันกำลังร่อนลงแตะพื้นหิมะ อีจิสก็พุ่งเข้ามาหมายจะใช้ชิลด์แทคเคิลอีกแล้ว
ไม่สิ คราวนี้ไม่ใช่ชิลด์แทคเคิล แต่เป็นการพุ่งชาร์จด้วย หอกยาว(แลนซ์) ต่างหาก!
ฉันพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่อีจิสก็หยุดชะงัก แล้วหันปลายหอกเล็งมาที่ลูซิเฟอร์ที่เพิ่งขยับตัวหลบ
ปัง! เสียงระเบิดดังสนั่น ปลายหอกถูกยิงพุ่งตรงมาทางนี้
"เฮ้ย!?"
ด้วยความตกใจ ปลายหอกนั่นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วเผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งกำลังแผ่ขยายออกกลางอากาศ
ฟึ่บ! ตาข่ายขนาดใหญ่กางออกเต็มที่ ร่วงหล่นลงมาคลุมตัวลูซิเฟอร์เอาไว้
แหงั้นเหรอ...! ไอ้ หอกยาว(แลนซ์) นั่นมันคือ 'เน็ตลันเชอร์' (Net Launcher) นี่เอง!
มันทำหน้าที่เป็นทั้งหอกและเน็ตลันเชอร์ในยามฉุกเฉิน พอส่วนหัวหอกหายไป มันก็กลายเป็นไพ่ตายชิ้นสุดท้าย
『วิธีรับมือกับไลท์นิ่งเฟรมที่ดีที่สุด คือต้องหาทางหยุดการเคลื่อนไหวให้ได้』
ตึง! อีจิสปักโล่ยักษ์ลงกับพื้น แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อม
แสงสว่างเริ่มรวมตัวกันที่ลูกแก้วตรงกลางโล่อีกครั้ง หนอยยย...! กะไว้แล้วเชียวว่าต้องเหลืออีกนัดนึงแน่ๆ! แต่ว่านะ ทางนี้ก็มีแผนรับมือเหมือนกันยะ!
"อัสเทอริสก์, 【โหมดดาบ】 (Blade Mode)!"
สิ้นเสียงสั่งการของฉัน ใบมีดขนาดเล็ก 6 เล่มก็โผล่ออกมาจากอัสเทอริสก์
พวกมันหมุนติ้วๆ อย่างรวดเร็ว ราวกับดาวกระจายของอีเชน พุ่งเข้าไปตัดตาข่ายที่คลุมตัวลูซิเฟอร์อยู่จนขาดกระจุย
"【ซีโร่ กราวิตี้】!"
ฉันสลัดตาข่ายทิ้ง แล้วเปิดใช้งาน 【ซีโร่ กราวิตี้】 เป็นครั้งสุดท้าย
ตอนนี้หุ่นก็บอบช้ำเต็มทีแล้ว นี่จะเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายจริงๆ
ลูซิเฟอร์พุ่งทะยานไปข้างหน้า หวังจะไปให้ถึงตัวอีจิสก่อนที่มันจะยิงลำแสงออกมา
"วิชาลับสำนักเทพยุทธ์(บุชินริว), ฝ่ามือเกลียวแสงทะลวง(โคฮะ ราเซ็นโช)!"
ฝ่ามือของลูซิเฟอร์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณ พุ่งทะลวงเข้าใส่โล่ยักษ์ของอีจิส พร้อมกับลำแสงรูปเกลียวที่หมุนควง
เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว คือจุดที่ปลายดาบสั้นปักคาเป็นลิ่มอยู่
แกร๊ก... ! เสียงโลหะลั่นเอี๊ยดอ๊าด ก่อนที่โล่ยักษ์ของอีจิสจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
ในเวลาเดียวกัน แขนของลูซิเฟอร์ตั้งแต่ข้อศอกลงไปก็แหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
เอาล่ะ โล่พังหมดแล้ว! ทีนี้ก็ตาฉันเอาคืนบ้างล่ะ!
ฉันใช้แขนซ้ายที่เหลืออยู่สับเข้าที่ข้อมือขวาของอีจิส ทำให้มันเผลอปล่อย หอกยาว(แลนซ์) หลุดมือ
จากนั้นก็รวบรวมพลังเวทและ 'พลังปราณ' ทั้งหมดไปที่หมัดซ้าย แล้วชกเข้าที่ ลิ้นปี่(มิดริฟ) ของอีจิส ซึ่งเป็นตำแหน่งของค็อกพิต เป็นการโจมตีแบบเทหมดหน้าตักจริงๆ
"ท่าไม้ตายสำนักเทพยุทธ์・หมัดอัสนีคำรามทำลายล้าง(ไรออน เรปปะ)!"
หมัดซ้ายที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทและพลังปราณพุ่งทะลวงเข้าที่สีข้างของอีจิสราวกับหมัดบอดี้โบลว์
แขนซ้ายของลูซิเฟอร์แหลกละเอียด พลังเวทของลูซิเฟอร์ก็หมดเกลี้ยง ไฟในค็อกพิตกะพริบเป็นสีแดง พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...!
"เอ๊ะ...!?"
ภาพของอีจิสบนมอนิเตอร์หลักทำเอาฉันตกตะลึง ค็อกพิตของมันไม่ได้แหลกสลายไป
สิ่งที่พังทลายลงคือ แขนซ้าย ของอีจิสต่างหาก
ในเสี้ยววินาทีที่ลูซิเฟอร์ปล่อยหมัดบอดี้โบลว์ มันยอมสละแขนซ้ายเพื่อปกป้องค็อกพิตเอาไว้!
แต่ถึงอย่างนั้น ค็อกพิตของอีจิสก็ไม่ได้ไร้รอยขีดข่วน เกราะของมันแตกร้าวและอยู่ในสภาพที่บอบช้ำอย่างหนัก
ลูซิเฟอร์ที่ไร้แขนทั้งสองข้าง เซถอยหลังและทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
『────ฉันชนะแล้ว』
อีจิสหยิบ หอกยาว(แลนซ์) ที่ตกอยู่ขึ้นมา แล้วเตรียมจะฟาดอาวุธทื่อๆ นั่นลงมาที่ลูซิเฟอร์ที่กำลังคุกเข่าอยู่
ยังหรอกน่า! มันยังไม่จบแค่นี้หรอก!
"อัสเทอริสก์! 【โหมดป้อมปืน】!"
ราวกับตอบรับเสียงตะโกนของฉัน อัสเทอริสก์ที่หลุดร่วงไปเพราะผลจาก 【ซีโร่ กราวิตี้】 ก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าอีจิส พร้อมกับจ่อปากกระบอกปืนทั้งสิบสองกระบอกเข้าใส่
พลังเวทของลูซิเฟอร์อาจจะแทบไม่เหลือแล้ว แต่ก็ยังพอจะควบคุมอัสเทอริสก์ในเฮือกสุดท้ายได้อยู่
และพลังเวทที่สะสมไว้ในอัสเทอริสก์ก็ยังเหลืออยู่ด้วย!
"【ยิงเต็มกำลัง(ฟูลเบิร์ส)】!"
ฉันปลดปล่อยพลังเวทที่เหลืออยู่ทั้งหมด สาดกระสุนเข้าใส่ค็อกพิตของอีกฝ่ายแบบไม่ยั้ง
เมื่อกระสุนเวทมนตร์หมดเกลี้ยง อัสเทอริสก์ก็หยุดหมุนและร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ
อีจิสที่โดนกระสุนเวทมนตร์กระหน่ำยิงก็ค่อยๆ หงายหลังล้มตึงลงไป
สำเร็จไหม!? เป็นไงบ้าง!? โอ๊ย เสียงเตือนดังหนวกหูชะมัด...!
วินาทีถัดมา เสียงสัญญาณ บี๊บ────! บ่งบอกว่ามีหุ่นหมดสภาพการต่อสู้ก็ดังสนั่นขึ้น
เอ๊ะ ฝั่งไหนล่ะเนี่ย!? ฉันเหรอ!? หรือเจ้านั่น!?
ทันใดนั้น ไฟสีแดงที่กะพริบวูบวาบในค็อกพิตก็กลับมาเป็นปกติ พร้อมกับหน้าจอแสดงผลการประลองที่ปรากฏขึ้นบนมอนิเตอร์หลัก
『ชนะด้วยการทำลายค็อกพิต』
"......เยสสส!"
เมื่อมั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ ฉันก็ชูหมัดขึ้นฟ้าด้วยความสะใจ ก่อนจะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างโล่งอก
เกือบไปแล้ว... ! ฉิวเฉียดสุดๆ เฉียดฉิวแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเลย ถึงจะมั่นใจว่ามีพลังเวทเยอะก็เถอะ แต่เล่นผลาญซะเกลี้ยงก๊อกแบบนี้...
สงสัยต้องไปฝึกควบคุมพลังเวทให้ชำนาญกว่านี้ซะแล้ว จะได้กะปริมาณการใช้ให้เหมาะสม... ขืนเอาแต่สาดพลังเวทเต็มสูบแบบนี้ คงไปไม่รอดแน่ๆ
แต่ก็ต้องยกความดีความชอบให้ความรอบคอบของลาล่าด้วยล่ะนะ ที่อุตส่าห์เพิ่มโหมดดาบให้กับอัสเทอริสก์ เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ฉันโดนเน็ตลันเชอร์โจมตี
ถึงจะทำให้ต้องเสียเวลาปรับจูนจนวินาทีสุดท้ายก็เถอะ แต่ก็คุ้มค่าสุดๆ ที่ทำเสร็จทันเวลา
ใบมีดของโหมดดาบมันเล็กจิ๋วเกินกว่าจะใช้โจมตีได้จริง แต่ส่วนคมดาบนั้นเคลือบด้วยมิธริลบางๆ ที่ลาล่าไปขอมาจากรุ่นพี่คนรู้จัก ทำให้มันคมกริบพอที่จะตัดตาข่ายเหล็กได้อย่างง่ายดาย
ตอนแรกฉันกะจะเอาไว้ใช้ทำลายเมนคาเมร่าของอีกฝ่ายซะอีก แต่สุดท้ายมันก็กลายมาเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าชัยชนะครั้งนี้จนได้ งานนี้ต้องเลี้ยงขนมเซตใหญ่ที่ร้าน 'พาเรนต์' เพื่อตอบแทนลาล่าซะแล้วสิ...
050 แผนรับมือ 'งานประลอง'
.
"เท่านี้ก็ได้ดาวมา 15 ดวง อันดับในชั้นปีก็พุ่งจากที่ 5 ขึ้นมาอยู่ที่ 3 แล้ว"
พอเช็กอันดับแรงกิ้งในชั้นปีจากหน้าจอสรุปผล ก็พบว่าอันดับของฉันขยับจากที่ 5 ขึ้นมาเป็นที่ 3 แล้ว
ในทางกลับกัน เพิร์ลก็ร่วงจากอันดับ 1 ลงไปอยู่อันดับ 2 การที่ฝ่ายนั้นเสีย 10 ดาว และทางนี้ได้มา 10 ดาวแล้วยังแซงไม่ได้ แสดงว่าคะแนนเดิมห่างกันตั้ง 30 กว่าแต้มเลยเหรอเนี่ย...
ถ้าเป็นแบบนี้ ช่องว่างระหว่างฉันกับอันดับ 1 คนปัจจุบัน (อดีตอันดับ 2) ก็คงไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่นักหรอกมั้ง?
แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าล้มอันดับ 1 ได้ล่ะก็... แต่ตอนนี้คงยังทำไม่ได้หรอก
เพราะสภาพของลูซิเฟอร์ตอนนี้คือ 'พังยับเยิน' (Total Destruction) ไม่เหมือนกับอาร์มเกียร์ เพราะเฟรมเกียร์ในโลกเสมือนจริงตามทฤษฎีแล้วควรจะซ่อมเสร็จในพริบตา
แต่ถ้าหุ่นได้รับความเสียหายหนัก ระบบจะมีบทลงโทษเป็น 'ช่วงเวลาซ่อมแซม' (Repair Period) ซึ่งระหว่างนั้นเราจะไม่สามารถใช้เฟรมเกียร์ของตัวเองลงแข่งได้เลย
ถ้าเสียหายแค่เกราะถลอก หรือค็อกพิตโดนโจมตีนิดหน่อยที่เรียกว่าสภาวะ 'เสียหายเล็กน้อย' (Minor Damage) ก็จะซ่อมเสร็จภายในหนึ่งวัน
แต่ถ้าไล่ระดับจาก 'เสียหายเล็กน้อย', 'เสียหายปานกลาง', 'เสียหายหนัก' ไปจนถึง 'พังยับเยิน' แบบฉันเนี่ย ต้องใช้เวลาพักใหญ่เลยล่ะกว่าจะกลับมาสู้ได้อีกครั้ง
ทางวิทยาลัยมีหุ่นสำรองให้เช่าใช้แก้ขัดได้ก็จริง แต่การเอาหุ่นที่ไม่คุ้นมือไปสู้แล้วแพ้ขึ้นมามันจะได้ไม่คุ้มเสีย
ช่วงนี้ฉันคงต้องหันไปโฟกัสกับการประลองด้วยอาร์มเกียร์แทนไปก่อนล่ะนะ...
หลังจากดื่มด่ำกับชัยชนะจนอิ่มหนำ ฉันก็เดินออกจากเฟรมยูนิตด้วยความภาคภูมิใจ และเห็นเพิร์ลที่เพิ่งออกมาจากยูนิตของตัวเองยืนรออยู่ก่อนแล้ว
"ฉันแพ้แล้ว ไม่นึกเลยว่าโล่ของฉันจะโดนทำลายจนหมดขนาดนี้"
"หึ คราวหน้าก็หาสรรหาโล่ที่ทำจากคริสตัลทั้งอันมาใช้เลยสิ"
"จะทำตามนั้น คราวหน้าฉันไม่แพ้แน่"
พูดจบ เพิร์ลก็เดินออกจากห้องยูนิตไปก่อน... เอ่อ เรื่องโล่คริสตัลเนี่ย พูดเล่นใช่ไหม?
นั่นมันอุปกรณ์มาตรฐานระดับสูงของกองอัศวินบรุนฮิลด์เลยนะเว้ย...?
ถ้าหล่อนเอาโล่คริสตัลมาใช้จริงๆ ล่ะก็ ต่อให้เป็น 【ซีโร่ อิมแพค】 หรือ 'พลังปราณ' ฉันก็มองไม่ออกเลยว่าจะเจาะเข้าได้ยังไง
จะว่าไป การประลองครั้งนี้ฉันเสียดาบสั้นไปถึงสองเล่มเลยแฮะ เจ็บใจชะมัด... อุตส่าห์เป็นของที่รุ่นพี่จิบะให้มาแท้ๆ ต้องขอโทษรุ่นพี่ซะแล้วสิ ถึงมันจะเป็นแค่ข้อมูลจำลองที่จะซ่อมกลับมาได้ในไม่ช้าก็เถอะ...
สงสัยต้องหาอาวุธที่แข็งแกร่งและทนทานกว่านี้เตรียมไว้บ้างแล้วล่ะ อย่างมีดสั้นที่ทำจากอดามันไทต์อะไรแบบนั้น
แต่ติดตรงที่อดามันไทต์มันนำพลังเวทได้ไม่ค่อยดีนี่สิ... นั่นหมายความว่า 'ปราณ' ก็จะไหลผ่านได้ยากเหมือนกัน...
หรือจะขอให้ช่วยสร้างจากแร่มิธริล หรือแร่ฮิฮิอิโรกาเนะแทนดีนะ? จริงๆ ถ้าได้ทำจากคริสตัลเลยก็คงจะดีไม่น้อยล่ะนะ
ขืนใช้ 'พลังปราณ' จนแขนหุ่นพังทุกรอบแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าฉันสามารถผสาน 'ปราณ' กับ 'พลังเวท' เข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนอาจารย์ล่ะก็...
เอาเถอะ ยังไงชนะก็คือชนะ ด้วยอันดับตอนนี้ ถ้าไม่ทำพลาดอะไรโง่ๆ ก็คงไม่หลุดโผตัวแทนตัวจริงหรอก
ลำดับต่อไปก็ต้องเริ่มคิดแผนรับมือทางฝั่ง 'สถาบัน' บ้างแล้วล่ะ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นตัวแทนปีหนึ่งของทางโน้นบ้างก็เถอะนะ
◇ ◇ ◇
"แผนรับมือน่ะ มีวิธีหาข้อมูลอยู่นะ?"
"เอ๊ะ จริงเหรอ?"
พวกเรามานั่งคุยกันที่ร้าน 'พาเรนต์' ถือเป็นการฉลองชัยชนะแบบเล็กๆ ไปในตัว พอฉันเริ่มเปิดประเด็นเรื่อง 'งานประลอง' แคโรก็ตอบกลับมาแบบนั้น
"ก็ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้เป็นความลับระดับสุดยอดอะไรนี่นา อีกอย่าง ฉันว่าทางโน้นเองก็น่าจะรู้ข้อมูลของพวกเราหมดแล้วเหมือนกันแหละ"
"ใครมันเป็นคนคาบข่าวไปบอกล่ะเนี่ย... !"
อะไรกัน? มีสปายงั้นเหรอ? มีสายลับจากฝั่ง 'สถาบัน' แฝงตัวอยู่เหรอเนี่ย?
"ไม่ต้องถึงขั้นสปายหรอก แค่หาข้อมูลในเน็ตแป๊บเดียวก็รู้หมดแล้วล่ะ พวกนักเรียนฝั่ง 'สถาบัน' น่ะชอบโพสต์ลงบล็อกหรือ SNS กันจะตาย ว่าอันดับใครขึ้นบ้าง หรือใครเป็นท็อปของชั้นปีตอนนี้"
อ้าว เป็นงั้นไป...! ข้อมูลสำคัญของโรงเรียนตัวเองแท้ๆ ดันปล่อยออกมาง่ายๆ ซะงั้น...!
แต่เดี๋ยวนะ นั่นก็หมายความว่า สไตล์การต่อสู้ของพวกเราเองก็โดนนักเรียนฝั่งเราโพสต์จนทางโน้นรู้หมดแล้วเหมือนกันใช่ไหมเนี่ย?
เอ๊ะ? แบบนี้มันชักจะเริ่มไม่ดีแล้วนะเนี่ย?
"เพราะแบบนี้ไงคะ นักเรียนที่เล็งตำแหน่งตัวแทนส่วนใหญ่ถึงต้องเก็บไพ่ตายซ่อนไว้สักอย่างสองอย่างเสมอ อันดับในชั้นปีน่ะมันก็แค่ 'รอบคัดเลือก' เพื่อให้ได้ตั๋วไปแข่งเท่านั้นแหละค่ะ ของจริงมันอยู่ที่ 'งานประลอง' ต่างหาก"
ริลิชามองฉันด้วยสายตาเอือมระอาประมาณว่า 'เพิ่งจะรู้ตัวเหรอคะ' ไพ่ตายเหรอ... ฉันเล่นงัดออกมาใช้ไปตั้งหลายใบแล้วนะเนี่ย แล้วปกติต้องซ่อนกันกี่ใบกันล่ะเนี่ย...?
จะว่าไป...
"มิน่าล่ะ พวกที่ติดอันดับต้นๆ ถึงได้เอาแต่กบดานเงียบ ไม่ยอมประลอง 【การประลองดารา】 กับใครเลย... !"
"แหม นึกว่ารู้อยู่แล้วซะอีกค่ะ?"
"ก็นึกว่าพวกนั้นปอดแหกกลัวอันดับตกจนไม่กล้าสู้กับใครซะอีก..."
"ก็นะคะ อาจจะมีบางคนที่คิดแบบนั้นอยู่บ้างเหมือนกัน..."
คนที่แซงเพิร์ลขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตอนนี้ เห็นว่าพยายามเลี่ยงการท้าดวลจากคนระดับเดียวกันอยู่นะ แต่ถ้าเป็นคำท้าจากระดับที่ต่ำกว่าเห็นว่ายอมรับสู้ด้วยอยู่ เพราะถ้าปฏิเสธจะโดนริบดาวน่ะสิ
แต่คงจะเลือกรับเฉพาะคนที่เดิมพันดาวน้อยๆ ล่ะมั้ง เพราะถ้าพลาดท่าแพ้ขึ้นมาอันดับจะได้ไม่ร่วงเยอะ
สรุปคือเพิร์ลที่ยอมรับคำท้าจากฉันเนี่ย เป็นคนแปลกสินะ... เพราะการสู้กับฉันทำให้นางเสียดาวจนหลุดจากอันดับ 1 แถมไม้ตายที่กะจะซ่อนไว้ก็โดนฉันขุดออกมาดูจนเกือบหมด
ส่วนตัวฉันเอง ถ้าไม่ต้องสู้กับเพิร์ล ก็คงไม่ต้องเผยเรื่อง 【ซีโร่ อิมแพค】 หรืออัสเทอริสก์เหมือนกัน...
ถ้าคิดในมุมที่อยากให้ 'วิทยาลัย' ชนะ การต่อสู้วันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลยก็ได้
...แต่อย่ามาตลกน่า! พวกเราไม่ได้สู้เพื่อ 'วิทยาลัย' ซะหน่อย สู้เพื่อตัวเองต่างหากล่ะ ถ้าไม่ใส่ให้สุดแรงแล้วจะสู้ไปเพื่ออะไร!
"อันดับของเนโรตอนนี้คงไม่หลุดโผตัวจริงแล้วล่ะ แต่ฉันนี่สิ อยากจะทำอันดับให้สูงกว่านี้อีกหน่อยจะได้อุ่นใจขึ้นมาบ้าง"
แคโรเปรยออกมาพลางจิ้มแพนเค้กเข้าปาก ตอนนี้แคโรอยู่อันดับ 9 ของชั้นปีสินะ? อยู่ในโซนตัวจริงก็จริง แต่ก็ประมาทไม่ได้ ถ้าอันดับตกมาอยู่ในโซนตัวสำรอง 3 ที่นั่งด้านล่างล่ะก็ งานนี้มีลุ้นจนตัวโก่งแน่
"แล้วริลิชาล่ะ?"
"ดิฉันตั้งเป้าว่าจะไต่ขึ้นไปติดกลุ่มตัวสำรองในการประลอง 【การประลองดารา】 ครั้งหน้าให้ได้ค่ะ นี่แหละคือจุดตัดสินของจริง"
โอ้ เหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 10 วันก็จะประกาศรายชื่อตัวแทน 'งานประลอง' แล้วสินะ... ถ้าจะขยับจากกลุ่มตัวสำรองขึ้นไปกลุ่มตัวจริง ก็ต้องหาจังหวะเดิมพันหนักๆ ดูสักตั้งแล้วล่ะ
ริลิชาอยู่อันดับ 14 ถ้าเดิมพันดาวเยอะๆ แล้วชนะ ก็มีลุ้นติดกลุ่มตัวสำรองอยู่นะ แต่ปัญหาคือ...
ฉันเหลือบมองเชรี่ที่มัวแต่นั่งคุยเครียดกับลาล่าจนลืมกินเค้กที่สั่งมา
"ถ้าเป็นไรเฟิลติดสโคปเวทมนตร์ตัวนี้ล่ะคะ?"
"ชิ้นส่วนของยี่ห้อนั้นความทนทานต่ำค่ะ ใช้งานไปสักพักอาจจะมีอาการสั่นจนยิงพลาดได้ ถ้าใช้ในระยะกลางก็พอไหว แต่ถ้าจะเน้นซุ่มยิงระยะไกลล่ะก็ อนาคตจะมีปัญหาแน่นอนค่ะ"
ดูเหมือนกำลังกางแคตตาล็อกอุปกรณ์เฟรมเกียร์ปรึกษากันยกใหญ่เลยแฮะ
ตอนนี้เชรี่อยู่อันดับ 20 ของชั้นปี ถ้าไม่เดิมพันหนักๆ โอกาสติดทีมตัวแทนคงริบหรี่
เธอเลยตัดสินใจจะทุ่มเงินทั้งหมดที่มี เพื่อหาซื้อไรเฟิลซุ่มยิงประสิทธิภาพสูงมาใช้
ดูเหมือนลาล่าจะมีแผนการอะไรบางอย่างเตรียมไว้ให้ด้วย... ถึงลาล่าจะเป็นช่างเครื่อง แต่ดูเหมือนเธอจะถนัดเรื่องการวางกลยุทธ์เหมือนกันนะเนี่ย
◇ ◇ ◇
"เยสสส! ชนะขาดลอย!"
เชรี่เดินออกจากเฟรมยูนิตด้วยท่าทางร่าเริงสุดๆ
จะว่ายังไงดีล่ะ... ในฐานะเพื่อนก็อยากจะแสดงความยินดีด้วยหรอกนะ แต่พอเห็นสไตล์การต่อสู้เมื่อกี้แล้ว มันก็แอบอึ้งจนพูดไม่ออก...
แคโรกับริลิชาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทำหน้าปั้นยากเหมือนกัน
"ไม่นึกเลยว่าจะใช้มุกนั้น..."
"ถ้าอัศวินแห่งเรสเทียที่ยึดมั่นในเกียรติยศมาเห็นเข้า คงมีโวยกันบ้างล่ะค่ะ..."
"แหม ชนะก็คือชนะสิ! ฉันไม่ได้ทำผิดกฎซะหน่อย!"
ก็นะ ไม่ได้ทำผิดกฎจริงๆ นั่นแหละ ยัยนั่นเล่นส่งอัสเทอริสก์ที่ติดตั้งระบบพรางตาแอบย่องไปข้างหลังศัตรู แล้วเปลี่ยนเป็นโหมดป้อมปืนยิงใส่ทีเผลอ พอศัตรูตกใจหันกลับไปมอง เธอก็อาศัยจังหวะนั้นซุ่มยิงไรเฟิลจากระยะไกลปลิดชีพทันที...
ดาบบิน... หรืออัสเทอริสก์เนี่ย ถ้าควบคุมแค่อันเดียวมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ล่ะนะ
แต่ไม่นึกเลยว่าหล่อนจะลงทุนติดตั้งระบบพรางตา (Stealth Coating) ให้มันด้วย ถึงจะเป็นอุปกรณ์เสริมราคาแพง แต่ถ้าติดแค่ชิ้นเดียวเชรี่ก็น่าจะพอจ่ายไหวล่ะมั้ง
เพราะระบบพรางตามันจะคลายออกเวลาขยับตัว เธอก็เลยต้องค่อยๆ บังคับมันเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังสุดๆ เลยนะนั่น
แถมโชคดีที่ได้ด่านเป็นเขตเมืองร้างด้วยสิ มีทั้งซากตึกและกองเศษขยะให้แอบซ่อนอัสเทอริสก์ได้เนียนๆ แถมมีจุดซุ่มยิงเหมาะๆ เพียบเลย
"อันดับในชั้นปีพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 14 แล้ว! อีกนิดเดียวก็จะติดโควตาตัวแทนแล้วล่ะ!"
"เอ๊ะ จากอันดับ 20 พุ่งขึ้นมาทีเดียว 6 อันดับเลยเหรอ?"
จำได้ว่าคราวก่อนเห็นเชรี่ เกทับ(เรส) เดิมพันไปตั้ง 10 ดาว ซึ่งเป็นลิมิตสูงสุดของ F Rank คงเพราะได้ด่านที่ตัวเองถนัดล่ะมั้ง...
"นอกจากดาวที่ได้เพิ่มมาเยอะแล้ว บังเอิญว่าคนที่อยู่อันดับเหนือกว่าเชรี่ซังขึ้นไป 3 คน ดันแพ้การประลองในวันนี้พอดี อันดับเลยมีการขยับขยายอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ"
ลาล่าช่วยอธิบายสาเหตุให้ฟัง อ๋อ เพราะเวลาใกล้จะหมดลงแล้ว นอกจากเชรี่ก็เลยมีนักเรียนอีกหลายคนที่ยอมเสี่ยงเดิมพันหนักๆ เพื่อเลื่อนอันดับสินะ
แต่ว่านะ จากจุดนี้ไป ถ้าใครแพ้จนอันดับร่วงกราวรูดล่ะก็ โอกาสจะตีตื้นกลับขึ้นมาคงยากน่าดู
เพราะพวกที่ติดอันดับตัวแทนแล้วคงไม่ยอมรับคำท้าประลองเดิมพันหนักๆ ให้เสี่ยงหรอก แถมถ้าทำเฟรมเกียร์พังยับเยินแบบฉันล่ะก็ ซ่อมไม่ทันวันประกาศผลแน่ๆ
ถ้ามองในแง่นี้ สไตล์การต่อสู้ของเชรี่ที่เน้นปลอดภัยไว้ก่อนก็ดูจะเข้าทีนะ คือสามารถสู้ต่อเนื่องได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ยิงสกัดไม่ให้อีกฝ่ายเข้าถึงตัวได้ล่ะก็นะ
แต่ถ้าดวงซวยได้ด่านแบบทะเลทรายหรือทุ่งหิมะที่โล่งเตียนจนพรางตัวไม่มิด ก็คงลำบากเหมือนกัน สรุปคือต้องพึ่งดวงด้วยส่วนนึงล่ะนะ...
ส่วนแคโรก็ชนะจนอันดับพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 7 ริลิชาเองก็ไต่ขึ้นมาอยู่ที่ 12 ติดโผตัวสำรองแบบหวุดหวิด
ริลิชาบอกว่ายังไม่วางใจเลยกะจะลงแข่ง 【การประลองดารา】 ต่อไปอีกสักพัก แต่แคโรตัดสินใจเปลี่ยนไปลงประลองแบบสุ่มแทน เพื่อเซฟอันดับไว้ เพราะถึงแพ้คะแนนก็ไม่ลดฮวบ
ส่วนฉันก็คงต้องประลองแบบสุ่มด้วยอาร์มเกียร์ไปพลางๆ ระหว่างรอซ่อมลูซิเฟอร์ล่ะนะ...
บอกตามตรง ใจจริงก็อยากจะลองท้าดวลกับคนที่แซงเพิร์ลขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ดูเหมือนกันนะ แต่ในสภาวะที่ลูซิเฟอร์พังแบบนี้ จังหวะมันไม่ได้จริงๆ
จะว่าไป... พอลองเปิดสมาร์ทโฟนเช็กอันดับแรงกิ้งของแต่ละชั้นปีดู ก็พบว่าทั้งท่านพี่เซลด้า, รุ่นพี่ชารอน, และรุ่นพี่จิบะ ต่างก็ติดกลุ่มตัวแทนตัวจริงของชั้นปีตัวเอง (ปี 3, 4, 5) กันพร้อมหน้าพร้อมตา สมกับเป็นระดับท็อปจริงๆ อ๊ะ รุ่นพี่ลิมิเอร่า 【ร้อยอัสนี】 ก็ติดทีมปี 5 เหมือนกันแฮะ สมเป็นระดับ S Rank
การเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' ดูจะคืบหน้าไปได้สวยแฮะ
แคโรพยายามสืบข้อมูลของฝั่ง 'สถาบัน' มาให้ และเห็นว่าตัวแทนปีหนึ่งของฝั่งโน้น มีชื่อของไอ้หนุ่มกะล่อนกับคุณชายขี้โรคติดโผอยู่ด้วยล่ะ
ไอ้หนุ่มกะล่อนนี่ไม่รู้ฝีมือเป็นยังไง แต่ถ้าขนาดคุณชายขี้โรคยังติดทีมตัวแทนได้ ฝั่ง 'สถาบัน' ก็คงไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ล่ะมั้ง?
เอ๊ะ หรือว่าตอนสู้อาร์มเกียร์มันจะแค่กาก แต่พอเป็นเฟรมเกียร์แล้วจะเก่งขึ้นมานะ...?
...ไม่มั้ง ฝันไปเถอะ น่าจะแค่ฟลุคติดมามากกว่า เห็นว่าปีหนึ่งฝั่งโน้นคะแนนก็เกาะกลุ่มกันแน่น ใครจะติดทีมก็ได้ทั้งนั้นแหละ
แต่ที่แคโรเล่ามา มีคนนึงที่ฉันแอบสนใจอยู่นะ คืออันดับ 1 ของปีหนึ่งฝั่ง 'สถาบัน' น่ะ
เห็นว่าใช้เฟรมเกียร์ที่ติดตั้งดาบคาตานะเป็นอาวุธหลัก มาจากอีเชนด้วยสินะ ก็คงจะเป็นสไตล์ปกติของที่นั่นแหละ
ชื่อรู้สึกจะชื่อ... โคโคโนเอะ... โคโคโนเอะ โคจูโร่ ล่ะมั้ง
ชื่อแปลกดีแฮะ ชื่อคนอีเชนเนี่ยฟังดูสะดุดหูตลอดเลย...
051 พวกปีหนึ่งที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์
.
ในที่สุดก็ถึงกำหนดเส้นตายการประกาศรายชื่อตัวแทน 'งานประลอง'
นักเรียนที่ติดอันดับ 1 ถึง 9 ของแต่ละชั้นปี จะได้รับเลือกเป็นตัวแทนตัวจริงที่จะไปฟาดฟันกับทาง 'สถาบัน'
รวมกับตัวสำรองอันดับ 10 ถึง 12 อีก 3 คน รวมเป็น 12 คนที่มีชื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้เข้าแข่งขัน
แน่นอนว่าฉันติดอันดับ 3 เลยได้เป็นตัวแทนชัวร์ๆ แคโรได้อันดับ 7 ส่วนริลิชาได้อันดับ 9 เชรี่ที่น่าสงสารได้อันดับ 13 เลยอดไป... แต่ว่านะ จู่ๆ ก็มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้น เพราะนักเรียนที่ได้อันดับ 12 ดันโดนสั่งพักการเรียนข้อหาพัวพันกับการล้มมวย เชรี่ที่อยู่อันดับถัดมาเลยได้ส้มหล่นเลื่อนขึ้นมาเป็นตัวสำรองแทนเฉยเลย ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือดวงแข็งดีนะเนี่ย...
เมื่อได้รายชื่อตัวแทนครบแล้ว พวกเราทั้ง 12 คนก็ถูกเรียกมารวมตัวกันที่หอประชุมเล็กหลังเลิกเรียน เพื่อรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับกฎกติกาและแผนการเตรียมตัวสำหรับ 'งานประลอง' จะเรียกว่างานปฐมนิเทศตัวแทนหรือการรวมพลเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจก็ได้ล่ะมั้ง
"โอ้..."
เมื่อก้าวเข้าไปในหอประชุมเล็ก ก็เห็นนักเรียนที่เป็นตัวแทนบางส่วนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
พวกเขามองมาทางพวกเราด้วยสายตาสำรวจนิดหน่อย
อ๊ะ มีเพิร์ลด้วยแฮะ เธอกำลังนั่งคุยอยู่กับเด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ แต่พอเห็นพวกเราก็เหลือบมองมานิดนึง
"ไปหาที่นั่งแถวๆ นั้นกันเถอะ"
พวกเราเดินตามแคโรไปนั่งที่นั่งแถวด้านหลัง หอประชุมนี้สร้างเป็นแบบขั้นบันได ยิ่งนั่งหลังก็ยิ่งสูง ทำให้พอมองเห็นภาพรวมได้ทั่วห้อง
ตอนนี้ในห้องมีพวกเราอยู่ทั้งหมด 10 คน
ดูเหมือนจะมีการแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนนะเนี่ย... ถ้านับรวมกลุ่มเราด้วยก็เป็น 3 กลุ่มสินะ? แต่ละกลุ่มก็มีกันกลุ่มละ 3 คน
"ดูเหมือนจะแบ่งกลุ่มตามหอพักนะคะเนี่ย"
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง"
ก็จริงนะ กลุ่มเราก็เป็นเด็กหอเก็นบุ (เต่าดำ) กันหมดเลยนี่นา งั้นกลุ่มเพิร์ล 3 คนนั้นก็คงเป็นหอเซย์ริว (มังกรฟ้า) สินะ
ส่วนอีกกลุ่มฝั่งโน้นจะเป็นหอซูซาคุ (หงส์แดง) หรือหอเบียคโกะ (เสือขาว) กันแน่ล่ะเนี่ย? แต่ละคนนี่ดูโดดเด่นกันจังแฮะ
มีทั้งคนตัวสูงใหญ่ ทั้งคนที่หน้าอกสะบึม...! ศัตรูทั้งนั้นเลยนะเนี่ย...!
และที่สะดุดตาที่สุดก็คงเป็นคนสุดท้ายนี่แหละ หางหนาๆ ผมสั้นสีแดงที่มีเขาโผล่ออกมา ดวงตาสีทอง และผิวหนังที่บางจังหวะจะเห็นเป็นลวดลายเกล็ด
เผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) สินะ ใน 'วิทยาลัย' ก็มีอยู่หลายคนนะ แต่ดวงตาสีทองของเผ่านี้... หรือว่าจะเป็น...
จำได้ว่าในบรรดาตัวแทน 12 คน มีคนชื่อ 'ลาเซ่' อยู่ด้วยแฮะ งั้นก็คงเป็นยัยนี่สินะ...
เหมือนจะรู้ตัวว่าโดนฉันจ้องอยู่ ยัยมนุษย์มังกรคนนั้นก็แสยะยิ้มแล้วเดินตรงมาทางนี้ ดูจากเข็มกลัดที่ปกเสื้อแล้วเป็นนักเรียนหอเบียคโกะจริงๆ ด้วยสิ มาจากราชอาณาจักรนักรบลาเซ่สินะ?
"โย่! เธอคือเนโร ซิลลูเอสก้าสินะ? ฉันชื่อฮาโตบะ มิล ลาเซ่ ฉันดูแมตช์ที่เธอสู้กับเพิร์ลแล้วนะ ท่า 'พลังปราณ' นั่นเจ๋งเป็นบ้าเลยว่ะ"
ลาเซ่...! เป็นราชวงศ์แห่งอาณาจักรนักรบลาเซ่จริงๆ ด้วย...! เคยได้ยินอาจารย์เล่าว่า ราชวงศ์ลาเซ่ส่วนใหญ่จะมีตาสีทองและใช้ 'พลังปราณ' ได้คล่องแคล่วทุกคน แสดงว่ายัยนี่เองก็...!
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดเรื่อยเปื่อย ฮาโตบะก็เดินมาหยุดตรงหน้าแล้วตบโต๊ะดัง ปัง! ก่อนจะตั้งศอกลงบนโต๊ะ
"ว่าไง? สนใจจะมาประลองกันสักตั้งไหมล่ะ?"
"...งัดข้อเหรอ?"
"ใช่แล้วล่ะ ถึงตัวจะเล็กแต่แรงเยอะมหาศาลขนาดนั้น ฉันเห็นในแมตช์นั้นแล้วล่ะว่ามันของจริง"
ดวงตาสีทองที่ฉายแววกระหายการต่อสู้จ้องเขม็งมาที่ฉัน ยัยนี่เป็นพวก บ้าการต่อสู้(แบทเทิลจันกี้) หรือไงเนี่ย?
อย่างที่อาจารย์เคยบอกไว้เลย เผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) พอเจอคนเก่งๆ ก็มักจะอยากประลองฝีมือด้วยเป็นธรรมดา
พอนึกแบบนั้นก็แอบภูมิใจนิดๆ นะที่โดนยอมรับว่าเป็นคนเก่ง
ฉันเลยวางศอกลงบนโต๊ะบ้าง แล้วกุมมือที่หยาบกร้านของฮาโตบะไว้แน่น
"เดี๋ยวก่อน เนโร...! จะดีเหรอเนี่ย?"
"แคโร รบกวนช่วยเป็นกรรมการให้หน่อยนะ"
"โธ่เอ๊ย...! ก็ได้ๆ..."
แคโรเดินมาขนาบข้างพวกเรา แล้วใช้มือทั้งสองข้างกุมมือของฉันกับฮาโตบะเอาไว้
"อนุญาตให้ใช้ 'พลังปราณ' ได้ไหม?"
"เห้ยๆ อย่าถามอะไรโง่ๆ น่า นี่มันการดวลแก้เซ็งนะเฟ้ย? ──ก็ต้องใช้อยู่แล้วสิวะ!"
ร่างของฮาโตบะเริ่มมี รังสีการต่อสู้(ออร่า) แผ่ออกมาสั่นไหวไปทั่ว เอาจริงสินะ? งั้นทางนี้ก็ไม่เกรงใจล่ะนะ
อีกฝ่ายเริ่มกระตุ้น 'ปราณ' ทั่วร่างเพื่อเพิ่มพละกำลังมหาศาล ส่วนฉันเน้นรวบรวม 'ปราณ' ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วตัวไปกระจุกไว้ที่แขนขวาเพียงจุดเดียว
อาจารย์เคยบอกว่า การที่ รังสีการต่อสู้(ออร่า) มันสั่นไหวเนี่ย เป็นเพราะเราควบคุม 'ปราณ' ได้ไม่ดีพอจนมันรั่วไหลออกมาต่างหากล่ะ
เพราะงั้น ถ้าเรารู้จักใช้ 'ปราณ' อย่างมีประสิทธิภาพ มันก็จะไม่มีรอยรั่วให้เห็นหรอก
"ระวัง... ไปได้!"
"【บูสต์】"
"เอ๊ะ? อั้ก!?"
ทันทีที่แคโรให้สัญญาณ โต๊ะฝั่งซ้ายมือของฉันก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ฮาโตบะโดนงัดจนตัวลอยหงายหลังล้มตึงไปพร้อมกับแขนเลย
แย่ล่ะสิ... เผลอใส่แรงเยอะไปหน่อย...! ไม่น่าใช้ 【บูสต์】 เลยแฮะเรา...!
ห้องประชุมเล็กตกอยู่ในความเงียบกริบทันที
"อ่าาา... เอาอีกแล้วนะเนี่ย..."
"ทำเกินไปแล้วนะ เนโร..."
"นี่เธอ หัดรู้จักคำว่าออมมือบ้างสิคะ?"
น้อมรับคำด่าค่ะ...
"บ้าน่า... ข้าแพ้เหรอเนี่ย? แพ้ไอ้ตัวเปี๊ยกนี่เนี่ยนะ...?"
"ใครตัวเปี๊ยกยะ!"
พูดจาเสียมารยาทชะมัด ยัยนี่...!
ฮาโตบะที่นอนอึ้งอยู่บนพื้น รีบลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที
"ซ ซ้าย! คราวนี้มางัดมือซ้ายกัน!"
"เอ๋... ยังไม่เข็ดอีกเหรอ...?"
ฉันทำหน้าเซ็งสุดขีด คนอื่นๆ พากันขยับหนีไปทางขวาทันทีที่เห็นซากโต๊ะฝั่งซ้าย ก็นะ ใครจะอยากโดนลูกหลงล่ะ...
ฉันจำใจยอมกุมมือซ้ายกับเธอ แล้วก็จัดการน็อคเอ้าท์ในพริบตาเหมือนเดิม คราวนี้ฉันไม่ได้ใช้ 【บูสต์】 โต๊ะเลยยังอยู่รอดปลอดภัยดี
แต่จะว่าไป ยัยนี่อึดชะมัด... สมกับเป็นเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) จริงๆ เลยนะเนี่ย
"เดี๋ยวก่อนๆ! การงัดข้อต้องตัดสินกันที่ 2 ใน 3 สิ...!"
"ก็แพ้ไป 2 รอบแล้วนี่นา ก็จบแล้วสิยะ"
"อึก...!"
ขณะที่ฉันกำลังรำคาญความตื้อของฮาโตบะ ประตูห้องประชุมก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของนักเรียนใหม่อีก 2 คน
คนแรกเป็นมนุษย์สัตว์ที่มีหูและหางยาวหนาสีขาวลายจุดพาดขวาง ผมสีเงินประกายขาว ดูแล้วน่าจะเป็นมนุษย์เสือดาวหิมะล่ะมั้ง?
หน้าตาสวยดีนะ แต่แววตาดูจิกๆ ชอบกล ทรงเดียวกับริลิชาเลยแฮะ ประเภทคุณหนูจอมหยิ่งแหงๆ
ส่วนอีกคนเป็นเด็กสาวท่าทางเรียบร้อยผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดง มีรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนประดับบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ดูเป็นขั้วตรงข้ามกับยัยมนุษย์สัตว์นั่นเลย
ด้วยสายตาอันดีเยี่ยมของฉัน ถึงจะอยู่ไกลแต่ก็พอมองเห็นเข็มกลัดที่ปกเสื้อของพวกเธอได้ เป็นหอซูซาคุ (หงส์แดง) สินะ เท่านี้ตัวแทนทั้ง 12 คนก็มากันครบแล้ว
"เสียงดังเอะอะอะไรกันคะเนี่ย? อ้อ ยัยบ้าพลังจากลาเซ่หาเรื่องวุ่นวายอีกแล้วเหรอคะ? ไม่รู้จักเข็ดจริงๆ เลยนะคะ"
"ริซเล็ต... ! หนอย แก ได้อันดับหนึ่งแล้วทำมาเป็นได้ใจนะ? อย่าลืมสิวะว่าแกเคยแพ้ข้ามาแล้ว ทำมาเป็นวางก้าม!"
"เหอะ ผลลัพธ์ในปัจจุบันสิคือของจริง"
อันดับหนึ่ง? แสดงว่ายัยนี่คือคนที่แซงเพิร์ลขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีที่ชื่อว่า ริซเล็ต ฟราว มิสมิด สินะ?
เชื้อพระวงศ์จากอาณาจักรราชันย์สัตว์ป่ามิสมิดงั้นเหรอ... ท่านพี่เซลด้าก็ใช่ ยัยคนนี้ก็ใช่อีก โรงเรียนนี้มันแหล่งรวมเจ้าหญิงชัดๆ เลยนี่นา...
ก็นะ การจะได้รับสวัสดิการและการศึกษาขั้นสูงด้านอาร์มเกียร์หรือเฟรมเกียร์เนี่ย ถ้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางระดับสูงก็คงทำไม่ได้หรอก
ริซเล็ตเมินเสียงโวยวายของฮาโตบะ แล้วหันมาจ้องหน้าฉันแทน
"เนโร ซิลลูเอสก้า ฉันต้องขอบคุณเธอจริงๆ นะคะ ที่ช่วยชนะเพิร์ลมาได้แบบฟลุคๆ จนทำให้ฉันส้มหล่นได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งมาครองแบบเนี้ย"
"หา? ...ฉันไม่ได้ชนะเพื่อหล่อนซะหน่อยนะ แล้วการที่ภูมิใจกับอันดับหนึ่งที่ได้มาเพราะส้มหล่นแบบนั้นเนี่ย ฉันว่าอนาคตหล่อนคงมืดมนน่าดูเลยนะ จะรักษาอันดับไปถึงงานประลองปีหน้าได้หรือเปล่าเถอะ ปีนี้ถือว่าโชคดีนะที่ฟลุคติดทีมตัวแทนมาได้น่ะ?"
"ก แก...!?"
คำพูดของฉันทำเอาใบหน้าของริซเล็ตแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอจ้องฉันเขม็งเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ก็หล่อนเป็นฝ่ายหาเรื่องฉันก่อนเองนะ? จะเอาเหรอ? เข้ามาได้ตลอดเวลานะยะ
"นั่นไง แผนการยั่วยุแบบไร้ความปรานีของเนโรมาแล้ว..."
"พ่นคำจิกกัดออกมาได้เป็นธรรมชาติเหมือนหายใจเลยนะคะ..."
"ก็เนโรนี่นา"
หนอย ไอ้พวกเพื่อนตัวดี ซุบซิบอะไรข้างหลังได้ยินหมดนะยะ แต่ตอนนี้ขอเมินไปก่อนละกัน
"ฮ่าๆๆ! พูดได้ดีนี่หว่า! ใช่เลย! แค่ฟลุคได้ที่หนึ่งแล้วทำมาเป็นคอแข็งระวังจะคอหักตายนะยะ! ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะแม่นางพญาไร้บัลลังก์!"
"แกพูดว่าไงนะ ยัย... !"
ฮาโตบะได้ทีผสมโรงจิกกัดเพิ่มจนริซเล็ตแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาสวนกลับ แต่ในจังหวะนั้นเอง ประตูหอประชุมก็เปิดออกอีกครั้ง
อาจารย์โซฟีกับอาจารย์เฟลียเดินเข้ามาในห้องพอดี
"เลิกส่งเสียงดังแล้วกลับไปนั่งที่ได้แล้วค่ะ เดี๋ยวจะเริ่มอธิบายเรื่อง 'งานประลอง'... เดี๋ยวสิ ทำไมโต๊ะตัวนั้นถึงมีสภาพพังยับเยินขนาดนั้นล่ะคะ?"
สายตาคมกริบของอาจารย์โซฟีจ้องตรงมาที่โต๊ะเจ้ากรรมทันที... ซวยละ
"ใครเป็นคนทำคะ?"
พออาจารย์ถามปุ๊บ ทุกคนในห้องก็หันมามองฉันเป็นตาเดียว เดี๋ยวสิ! ยอมรับก็ได้ว่าฉันเป็นคนทำ!
"เนโร ซิลลูเอสก้าซัง นี่เป็นฝีมือของคุณเหรอคะ?"
"เอ่อ คือว่า..."
"อาจารย์คะ! เป็นเพราะฉันไปชวนเธอแข่งงัดข้อเองแหละค่ะ โต๊ะมันก็เลยพัง ฉันขอรับผิดชอบค่าเสียหายเองค่ะ อาจารย์อย่าดุเธอเลยนะคะ"
ระหว่างที่ฉันกำลังอึกอัก ฮาโตบะก็ก้าวออกมาบังฉันไว้แล้วรับหน้าแทน... ฮาโตบะ เป็นคนดีกว่าที่คิดแฮะ!
"ซิลลูเอสก้าซัง ไม่ได้จงใจทำพังใช่ไหมคะ?"
ฉันพยักหน้าหงึกหงักอย่างเอาเป็นเอาตายตามคำถามของอาจารย์โซฟี
"ถ้างั้นทางวิทยาลัยจะจัดการส่วนนี้ให้เองค่ะ แต่อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกนะคะ ทุกคน กลับไปนั่งที่ได้แล้วค่ะ ฉันจะเริ่มอธิบายรายละเอียดของ 'งานประลอง' แล้วนะคะ"
รอดตายหวุดหวิดเลยเรา...
ฮาโตบะหันมาขยิบตาให้ฉัน 'รอดแล้วนะ' ก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ขอบใจมากนะ...
...เดี๋ยวนะ รอดบ้าอะไรล่ะ ต้นเหตุก็คือแกไม่ใช่เหรอไง!? ฉันไม่ได้ผิดซะหน่อย! ...หรือว่าผิดกันนะ?
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย อาจารย์เฟลียก็กดรีโมทสั่งปิดม่านหน้าต่างห้องประชุมเล็ก
จอโปรเจกเตอร์เลื่อนลงมา และภาพวิดีโอก็ถูกฉายขึ้นบนหน้าจอ
เป็นภาพการต่อสู้ของเฟรมเกียร์หลายเครื่องในสมรภูมิที่ดูคล้ายกับเขตเมือง นี่คือวิดีโอการแข่ง 'งานประลอง' ในอดีตสินะ?
"การแข่งขันประชันฝีมือประจำปีระหว่าง 'สถาบันจักรกลบรุนฮิลด์' และ 'วิทยาลัยจักรกลสตรีบาบิโลน' ของพวกเรา งานเทศกาลที่ทุกคนรู้จักในชื่อ 'บิฟรอส' (Bifrost) ค่ะ"
บิฟรอส... ปกติทุกคนจะเรียกกันติดปากว่า 'งานประลอง' (Taikousen) จนลืมชื่อทางการไปซะสนิทเลยแฮะ
เห็นว่าชื่อนี้มีความหมายว่า 'สะพานสายรุ้ง' ล่ะมั้ง? คงกะจะให้ใช้การแข่งนี้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนล่ะมั้งนะ?
แต่การจะไปต่อยกัน สาดกระสุนใส่กัน บดขยี้กันเนี่ย มันจะช่วยสร้างมิตรภาพได้จริงๆ เหรอเนี่ย แอบสงสัยจัง
052 สมาชิกทีมตัวแทนงานประลองชั้นปีที่ 1
.
"เอาล่ะค่ะ สำหรับงาน 'บิฟรอส' (งานประลอง) นี้ สรุปสั้นๆ คือการแข่งขันแบบ 9 ต่อ 9 ค่ะ ฝ่ายไหนที่สามารถกวาดล้างศัตรูให้หมดสิ้นได้ก่อน จะเป็นฝ่ายชนะค่ะ"
อาจารย์โซฟีอธิบายประกอบวิดีโอบนหน้าจอ ซึ่งแสดงภาพเฟรมเกียร์หลายเครื่องกำลังตะลุมบอนกันอย่างชุลมุน
ในจังหวะที่หุ่นสองเครื่องกำลังแลกดาบกันอยู่ จู่ๆ ก็มีหุ่นอีกเครื่องพุ่งเข้ามาฟาด กระบองศึก(เมซ) ใส่จากด้านข้างจนหุ่นเครื่องนั้นปลิวกระเด็นไปเลย โห... เล่นกันแรงเอาเรื่องแฮะ
"อย่างที่เห็นนะคะ การประลองนี้ไม่เหมือนกับการ 【การประลองดารา】 เพราะคู่ต่อสู้ไม่ได้มีแค่คนเดียว ถ้าเผลอแม้แต่นิดเดียวอาจจะโดนรุมกินโต๊ะจนแพ้พ่ายได้ทันที ดังนั้น กุญแจสำคัญสู่ชัยชนะคือการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่างเป็นระบบค่ะ"
อืมมม การโดนรุมเนี่ยรับมือยากจริงๆ แหละนะ แบบนี้หุ่นสายระดมยิงทำลายล้างแบบ 'กริมเกิร์ลเด' ของพระชายาลีนก็น่าจะดูได้เปรียบกว่านะเนี่ย
"นอกจากวิธี 'กวาดล้างศัตรู' แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะคว้าชัยชนะได้ค่ะ นั่นคือการทำลาย 'มงกุฎ' ที่ซ่อนอยู่ในฐานของฝ่ายตรงข้ามให้สำเร็จค่ะ"
ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนเป็นวัตถุขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายตัวคิงในหมากรุก แล้วก็มีหุ่นร่างยักษ์ใช้ค้อนยักษ์ทุบมันจนแหลกละเอียด นั่นน่ะเหรอที่เรียกว่า 'มงกุฎ'?
"ถ้าฝ่ายใดสามารถทำลาย 'มงกุฎ' ได้สำเร็จ ต่อให้อีกฝ่ายจะเหลือหุ่นครบทั้ง 9 เครื่อง หรือทางเราจะเหลือแค่เครื่องเดียว ก็จะถือว่าชนะขาดลอยทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขค่ะ"
เข้าใจล่ะ มีมุกพลิกเกมแบบนี้ด้วยสินะ แต่ถ้าเป็นงั้น ทุกคนไม่แห่กันไปทุบไอ้มงกุฎนั่นหมดเลยเหรอ...
"ไอ้มงกุฎเนี่ยจะถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งในฐานของศัตรู โดยพิกัดที่ตั้งของมันจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วน และถูกฝังไว้ในข้อมูลหุ่นของฝ่ายตรงข้ามแต่ละเครื่อง ทุกครั้งที่เราทำลายหุ่นศัตรูได้ 1 เครื่อง ข้อมูลพิกัดมงกุฎ 1 ใน 9 ส่วนก็จะถูกปลดล็อก ทำให้ค่อยๆ เห็นตำแหน่งที่ชัดเจนขึ้นน่ะค่ะ"
หืมมม? งั้นถ้าดวงซวย พังหุ่นศัตรูเครื่องแรกไปแล้วดันเจอข้อมูลพิกัดพอดี ตำแหน่งมงกุฎก็โดนเปิดเผยทันทีเลยดิ? แบบนี้ก็โดนรุมทึ้งสิเนี่ย
จู่ๆ นักเรียนร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างฮาโตบะก็ยกมือถาม
"อาจารย์คะ"
"มีอะไรเหรอคะ คุณรีสเคลียร์"
"เราสามารถกำหนดตำแหน่งที่ซ่อนของ 'มงกุฎ' ได้อิสระไหมคะ? แล้วข้อมูลพิกัดนี่เราสามารถเลือกได้ไหมคะว่าจะให้ไปอยู่ในหุ่นของใครน่ะคะ?"
นั่นสิเนอะ ถ้าเลือกเองได้กับโดนสุ่มเนี่ย แผนการรบมันต้องต่างกันลิบลับเลยล่ะ
"ตำแหน่งมงกุฎสามารถเลือกวางได้ตามใจชอบเลยค่ะ แต่ข้อมูลพิกัดน่ะระบบจะสุ่มให้ แม้แต่เพื่อนร่วมทีมด้วยกันเองก็จะไม่รู้ว่าพิกัดส่วนไหนอยู่ที่ใครค่ะ"
อ้อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าโชคดีพิกัดส่วนสำคัญไปอยู่กับคนที่เก่งที่สุดในทีม ตำแหน่งมงกุฎก็คงไม่โดนเปิดเผยง่ายๆ ล่ะมั้ง?
ลองคิดดูดิ ถ้าท่านพี่เซลด้าเป็นคนถือพิกัดเนี่ย ฝ่ายตรงข้ามคงสิ้นหวังน่าดู... หรือจะกลับกัน ถ้าฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าท่านพี่ถืออยู่แล้วแห่กันมารุมถล่มท่านพี่คนเดียวเพื่อเอาพิกัดล่ะ? ค่อยยังชั่วที่ฉันไม่ต้องไปสู้ในระดับปี 3
"เพราะเหตุนี้ การจัดกำลังรบเพื่อคุ้มกัน 'มงกุฎ' จึงเป็นยุทธศาสตร์พื้นฐานที่นิยมใช้กันค่ะ"
ถ้าคนคุ้มกันเป็นคนถือข้อมูลพิกัดไว้เอง ต่อให้แนวหน้าจะพังไปเยอะแค่ไหน ตำแหน่งมงกุฎก็อาจจะยังเป็นความลับไปจนจบเกมก็ได้สินะเนี่ย อืมม อยู่ที่ดวงจริงๆ แฮะ...
"อ้อ เกือบลืมบอกไป มงกุฎน่ะมีระบบพรางตัวพิเศษติดตั้งไว้ด้วยนะ ถ้าไม่เข้าไปในรัศมี 500 เมตร มอนิเตอร์ของศัตรูจะมองไม่เห็นตำแหน่งมันหรอก เพราะงั้นการจะงมหาเองโดยไม่มีพิกัดเนี่ยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ ด้วยเหตุนี้ บางทีมเลยเลือกที่จะไม่วางกำลังคุ้มกันไว้เลย เพื่อไม่ให้ศัตรูเอะใจว่าตำแหน่งมงกุฎอยู่ตรงไหนกันแน่ แต่ก็นะ... บางทีมันก็มีกรณีที่ศัตรูดันเดินไปเจอมงกุฎเข้าโดยบังเอิญเหมือนกันนะจ๊ะ"
อ้อ จริงด้วยสิ ถ้าวางหุ่นคุ้มกันไว้ 2-3 เครื่อง ก็เหมือนตะโกนบอกศัตรูว่า 'มงกุฎซ่อนอยู่ตรงนี้จ้า!' น่ะสิ เพราะปกติเฟรมเกียร์มันตรวจจับตำแหน่งกันได้ในระยะกลางๆ อยู่แล้วนี่นา... เดี๋ยวสิ? มันมีอุปกรณ์ที่ใช้หลอกการตรวจจับอยู่นี่นา... เหมือนระบบพรางตาที่เชรี่ใช้อ่ะ
แต่ก็นะ เด็กปีหนึ่งคงไม่มีใครมีตังค์ติดระบบพรางตาทั้งตัวหรอกมั้ง? เห็นว่าแพงหูฉี่เลยนี่นา แต่พวกอุปกรณ์รบกวนสัญญาณชั่วคราวนี่อาจจะพอมีลุ้นแฮะ...
"นอกจากนี้ ในฐานของแต่ละฝ่ายจะมีโรงเก็บหุ่นส่วนกลาง (Base) ตั้งอยู่ ถ้าใครบาดเจ็บหรือหุ่นเสียหาย ก็สามารถถอยกลับมาที่ Base เพื่อเปลี่ยนตัวกับนักเรียนตัวสำรองได้ค่ะ แต่จำไว้ว่าถ้าเปลี่ยนตัวออกไปแล้ว จะไม่สามารถกลับเข้ามาลงแข่งในแมตช์นั้นได้อีกนะคะ อ้อ แล้วถ้าหุ่นที่เปลี่ยนตัวออกไปมีข้อมูลพิกัดมงกุฎอยู่ ข้อมูลนั้นก็จะถูกถ่ายโอนไปยังหุ่นของตัวสำรองที่เข้ามาแทนที่โดยอัตโนมัติด้วยค่ะ"
"อาจารย์คะ" คราวนี้เด็กสาวผมสั้นสีดำที่นั่งข้างๆ เพิร์ลเป็นฝ่ายยกมือถามบ้าง ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นคนอีเชนนะเนี่ย
"คุณนากาซาว่า โคโตะ มีคำถามอะไรคะ?"
"ถ้าหุ่นพังยับเยินจนขยับไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเพื่อนร่วมทีมช่วยลากกลับมาที่ Base จะยังสามารถเปลี่ยนตัวได้ไหมคะ?"
"ทำได้ค่ะ ตราบใดที่ระบบหุ่นยังไม่หยุดทำงานถาวร (Shut down) แม้จะขยับเองไม่ได้ แต่ถ้ากลับมาถึง Base ก็ยังมีสิทธิ์ขอเปลี่ยนตัวได้ค่ะ"
สรุปคือต่อให้หุ่นจะเละแค่ไหน แต่ถ้ายังไม่พังดับไปซะก่อน ก็ยังเปลี่ยนตัวสำรองลงมาได้ 3 คนสินะ แต่ก็นะ การต้องมาคอยลากหุ่นที่ขยับไม่ได้กลับฐานเนี่ย มันน่าจะเป็นภาระตัวเบ้อเริ่มเลยล่ะ ในบางกรณี การเปลี่ยนตัวตั้งแต่หุ่นเริ่มเสียหายหนักก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าล่ะนะ
ม่านหน้าต่างและจอโปรเจกเตอร์ถูกดึงขึ้น ห้องประชุมเล็กกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
"ส่วนกฎกติกาพื้นฐานอื่นๆ ก็เหมือนกับการ 【การประลองดารา】 ทั่วไปค่ะ หากหมดเวลาแล้วยังตัดสินผลไม่ได้ ฝ่ายที่เหลือจำนวนหุ่นมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าเหลือเท่ากันก็จะถือว่าเสมอค่ะ มีใครจะซักถามอะไรอีกไหมคะ?"
"หนูมีค่ะ!" ริซเล็ตยกมือขึ้นพร้อมกับส่ายหูสัตว์ไปมาด้วยความมั่นใจ
"ใน 'งานประลอง' นี้ ใครจะเป็น ผู้บัญชาการ(ลีดเดอร์) ของทีมคะ?"
"เรื่องนั้นเราจะมาตัดสินกันหลังจากนี้ค่ะ แต่ก่อนอื่น อยากให้ทุกคนในที่นี้ออกมาแนะนำตัวกันสักนิดนะคะ เริ่มตามลำดับแรงกิ้งเลยค่ะ"
สิ้นคำสั่งของอาจารย์โซฟี ริซเล็ตก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจเป็นคนแรก
"เริ่มจากดิฉันเลยนะคะ! อันดับหนึ่งของชั้นปี! ริซเล็ต ฟราว มิสมิด ค่ะ เป็นเจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งราชอาณาจักรราชันย์สัตว์ป่ามิสมิด หุ่นที่ใช้คือริตเตอร์เฟรมรุ่น 'บาล็อก' (Balrog) ค่ะ ถ้าดิฉันได้เป็น ผู้บัญชาการ(ลีดเดอร์) ล่ะก็ การจะนำชัยชนะมาสู่ 'วิทยาลัย' ก็เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย..."
"ไม่มีใครอยากฟังเฟ้ย เชิญคนต่อไปเลยไป"
"นี่ยังพูดไม่จบเลยนะ!"
ริซเล็ตปรี๊ดแตกใส่คำแขวะของฮาโตบะ แต่เพิร์ลซึ่งอยู่อันดับ 2 ก็ลุกขึ้นตัดบททันที
"เพิร์ล เฟรนเนล จากอาณาจักรปีศาจเซโนอัส ใช้หุ่นริตเตอร์เฟรมค่ะ"
เพิร์ลแนะนำตัวสั้นๆ ได้ใจความแล้วก็นั่งลงทันที เยี่ยมเลย จังหวะนี้แหละตาฉันละ ขอลุยตามน้ำไปเลยละกัน
ฉันรีบลุกขึ้นยืนแนะนำตัวต่อทันที
"เนโร ซิลลูเอสก้า จากอาณาจักรเอลฟ์ราว ใช้หุ่นไลท์นิ่งเฟรมค่ะ"
พอฉันแนะนำตัวเสร็จแล้วนั่งลง ฮาโตบะก็ลุกขึ้นเป็นคนต่อไป
"ฮาโตบะ มิล ลาเซ่ เจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งราชอาณาจักรนักรบลาเซ่ ใช้หุ่นคัสตอมเฟรม ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะพวกเธอ"
อ้าว? หุ่นของฮาโตบะไม่ใช่ไลท์นิ่งเฟรมหรอกเหรอเนี่ย? นึกว่าสายความเร็วเหมือนฉันซะอีก อ้อ... ถ้าเป็นคัสตอมเฟรม ก็น่าจะปรับจูนให้เน้นความเร็วเหมือนไลท์นิ่งเฟรมได้อยู่ล่ะมั้ง
"นากาซาว่า โคโตะ ค่ะ มาจากอีเชน ใช้หุ่นไลท์นิ่งเฟรมค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
โอ้ เจอเพื่อนร่วมสายไลท์นิ่งแล้ว! เด็กผมดำที่นั่งข้างๆ เพิร์ลนั่นเอง ติดอันดับ 5 ซะด้วยสิ
มาจากอีเชนแบบนี้คงใช้ดาบคาตานะสินะ? แถมใช้ไลท์นิ่งเฟรมด้วย ทรงเดียวกับรุ่นพี่จิบะเป๊ะเลยแฮะ
"รีสเคลียร์ มาจากราชอาณาจักรสเตรน ใช้หุ่นไททันเฟรม ฝากตัวด้วย"
คนตัวสูงๆ ที่อยู่กับฮาโตบะนี่เอง กะแล้วเชียว ตัวใหญ่ล่ำบึกเกินวัยขนาดนี้ กล้ามเป็นมัดๆ อย่างกับพวกนักผจญภัยหญิงเก่งๆ ที่ฉันเคยรู้จักเลยแฮะ ใช้ไททันเฟรมด้วยเหรอเนี่ย สงสัยจะเป็นสายแทงค์สินะ?
"แคโรไลนา เรียตต์ จ้ะ เป็นลูกหลานขุนนางจากจักรวรรดิเรกูลัส ใช้หุ่นริตเตอร์เฟรมจ้ะ ฝากตัวด้วยนะ"
แคโรที่นั่งข้างๆ ฉันลุกขึ้นแนะนำตัวแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของเธอ
"ลูมิเอล ค่ะ มาจากประเทศศักดิ์สิทธิ์ไอเซ็น ใช้หุ่นไททันเฟรมค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
ผิดคาดแฮะ คนที่ลุกขึ้นต่อจากแคโรคือเด็กสาวท่าทางเรียบร้อยผมสีน้ำตาลแดงที่มากับริซเล็ตนั่นแหละ ไม่นึกเลยว่าจะขับหุ่นสายพลังอย่างไททันเฟรม ดูไม่เข้ากับบุคลิกเลยสักนิด
"ริลิชา มิเลียน ค่ะ เป็นลูกหลานขุนนางจากอาณาจักรเอลฟ์ราว ใช้หุ่นมิสติกเฟรมค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ"
พอริลิชาแนะนำตัวจบ ถึงได้รู้ว่าในบรรดาตัวแทนตัวจริงเนี่ย มีแค่มิสติกเฟรมคนเดียวเองเหรอ
ก็นะ สำหรับเด็กปีหนึ่ง อุปกรณ์เสริมดีๆ มันหายากนี่นา เลยหนีไม่พ้นต้องใช้หุ่นรุ่นมาตรฐานอย่างริตเตอร์, ไททัน หรือไลท์นิ่งกันหมด
เอาล่ะ ต่อไปก็ตาพวกตัวสำรองอีก 3 คนละ
"แอน เชลฟ์ส ค่ะ เป็นลูกหลานขุนนางจากราชอาณาจักรเวทมนตร์เฟลเซน ใช้หุ่นมิสติกเฟรมค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
โอ้ มีมิสติกเฟรมคนที่สองแล้ว มาจากเฟลเซนด้วยแฮะ สงสัยตัวจริงก็คงเป็นจอมเวทแหงๆ เป็นคุณหนูผมเงินทรงทวินเทลที่ดูเรียบร้อยมีตระกูลดีจัง
"ปิเน็ตต้า ออทั่ม จ้า มาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้ ใช้หุ่นคัสตอมเฟรมนะ ฝากตัวด้วยจ้า~"
คนแนะนำตัวท่าทางกะล่อนๆ นี่คือยัยแว่นผมเปียผมทองที่มากับฮาโตบะสินะ แต่ว่านะ... ฉันว่าทุกคนในห้องเผลอโฟกัสที่ไอ้ก้อนเนื้อสองก้อนที่เบียดกันแน่นตรงหน้าอกหล่อนมากกว่าคำแนะนำตัวซะอีกนะเนี่ย!? 12 ปีเนี่ยนะ!? กินอะไรเข้าไปถึงได้สะบึมขนาดนั้นน่ะ!? ขอสูตรบ้างเซ่!
"ฉันคนสุดท้ายนะ เชริล กัสปาร์ จ้ะ มาจากจักรวรรดิเรกูลัสเหมือนกับแคโร ใช้หุ่นคล็อกเฟรมนะ ฝากตัวด้วยจ้า!"
ปิดท้ายด้วยเชรี่ สรุปคือตัวแทนทั้ง 12 คน (รวมตัวสำรอง) แนะนำตัวกันครบแล้ว กลายเป็นว่ามีคนใช้คล็อกเฟรมแค่เชรี่คนเดียวเองแฮะ
แบ่งเป็น ริตเตอร์ 3, ไททัน 2, ไลท์นิ่ง 2, คัสตอม 2, มิสติก 2 และคล็อก 1
ก็ถือว่าไม่เลวนะ เป็นการจัดทีมที่ดูสมดุลดีทีเดียว
"เอาล่ะค่ะ เมื่อทุกคนแนะนำตัวกันครบแล้ว ลำดับต่อไปคือการคัดเลือก ผู้บัญชาการ(ลีดเดอร์) ของทีมนะคะ..."
"ทำไมไม่ให้อันดับหนึ่งของชั้นปีเป็น ผู้บัญชาการ(ลีดเดอร์) ไปเลยล่ะคะ?"
ริซเล็ตโพล่งถามอาจารย์โซฟีด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด หล่อนนี่น้า...
"การมีฝีมือการต่อสู้สูง ไม่ได้แปลว่าจะมีความสามารถในการบัญชาการเสมอไปนะคะ ในอดีตเคยมีกรณีที่นักเรียนอันดับ 9 ได้เป็นผู้บัญชาการมาแล้วค่ะ เพราะงั้นอันดับแรงกิ้งจึงไม่มีผลต่อการคัดเลือกในส่วนนี้ค่ะ"
"แถมจะบอกให้นะ ผู้บัญชาการอันดับ 9 คนที่ว่านั่นน่ะ ก็คืออาจารย์โซฟีที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่แหละ"
อาจารย์เฟลียพูดกลั้วหัวเราะ ทำเอาอาจารย์โซฟีหันไปค้อนขวับประมาณว่า 'อย่าพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องสิ'
จะว่าไป อาจารย์โซฟีกับอาจารย์เฟลียดูอายุไล่เลี่ยกันเลยนะ หรือว่าสมัยเรียนทั้งคู่จะได้ลงแข่ง 'งานประลอง' รุ่นเดียวกัน? เผลอๆ อาจจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันก็ได้นะเนี่ย
"งั้นเรามาเริ่มคัดเลือกกันค่ะ ไม่ว่าจะเสนอชื่อตัวเองหรือเสนอชื่อคนอื่นก็ได้นะคะ มีใครอยากจะสมัครเป็นผู้บัญชาการ หรืออยากเสนอชื่อใครไหมคะ?"
"ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอลงสมัครค่ะ!"
"เดี๋ยวเซ่! ฉันก็ขอสมัครด้วยคน!"
กะแล้วเชียว ว่าต้องเป็นแบบนี้ ริซเล็ตกับฮาโตบะยกมือขึ้นพร้อมกันทันที
ก็เป็นเจ้าหญิงกันทั้งคู่นี่นะ คงชินกับการออกคำสั่งจนเป็นนิสัยไปแล้วล่ะสิ
แต่ถามหน่อยเหอะ... ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งจะได้เป็น อีกคนที่ชวดไปน่ะ จะยอมก้มหัวให้เหรอ? ไม่น่าจะมีใครยอมใครหรอกนะ
ถ้างั้นก็น่าจะหาคนอื่นมาเป็นดีกว่าไหมนะ?
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอยู่นั้น ริลิชาที่นั่งอยู่แถวหน้าก็ยกมือขึ้น เอ๊ะ? ริลิชาก็จะเอาด้วยเหรอ?
"คุณริลิชา มิเลียน จะลงสมัครด้วยเหรอคะ?"
"เปล่าค่ะ ดิฉันขอเสนอชื่อคุณแคโรไลนา เรียตต์ ให้เป็นผู้บัญชาการค่ะ"
"เอ๊ะ!? ฉันเนี่ยนะ!?"
แคโรเบิกตากว้างทำหน้าช็อกที่จู่ๆ ก็โดนเสนอชื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน โอ้โห... ชักจะเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วสิ!
053 การแบ่งทีม
.
"เดี๋ยวสิ!? ทำไมถึงเป็นฉันล่ะ!?"
"ก็เพราะดิฉันเห็นว่าคุณมีคุณสมบัติของผู้บัญชาการที่ดีน่ะค่ะ ความจริงที่หอพักคุณก็รวบรวมพวกปีหนึ่งเข้าด้วยกันได้ดีเยี่ยมเลยไม่ใช่เหรอคะ?"
ริลิชาสวนกลับแคโรที่กำลังลนลานด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ
ก็จริงนะ ในบรรดาเด็กปีหนึ่งในหอพัก แคโรเป็นคนที่เข้าหาได้ง่าย มีมนุษย์สัมพันธ์ดี แถมยังชอบช่วยเหลือคนอื่นจนใครๆ ต่างก็พึ่งพาเธอ ฉันเองก็เห็นด้วยว่าเธอมีแววความเป็นผู้นำ
"อาจารย์คะ หนูเองก็ขอเสนอชื่อแคโรค่ะ"
"อ๊ะ งั้นหนูด้วยคนค่ะ~"
พอฉันยกมือสนับสนุนริลิชา เชรี่ก็รีบยกมือตามทันที
"พวกเธอนี่... แค่พูดตามๆ กันไปเพราะนึกสนุกใช่ไหมเนี่ย... ?"
ก็นะ มันก็ส่วนนึงแหละ แต่อย่างน้อยถ้าแคโรเป็นคนคุมทีม ก็น่าจะทำให้พวกเราสามัคคีกันได้มากกว่ายัยสองคนนั้นเยอะเลยล่ะ
"มีใครจะเสนอชื่อเพิ่มอีกไหมคะ?"
อาจารย์โซฟีถามย้ำ แต่ก็ไม่มีใครยกมือเพิ่มอีก ตอนแรกนึกว่านักเรียนหออื่นจะเสนอชื่อคนในหอตัวเองซะอีก แปลกแฮะที่พวกหอเซย์ริว (มังกรฟ้า) พากันเงียบกริบ นึกว่าจะเสนอชื่อเพิร์ลซะอีกนะเนี่ย
หรือว่าเพิร์ลจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำทีมนะ...? ด้วยนิสัยอินดี้ไม่สนโลกแบบนั้น คงจะสื่อสารกับเพื่อนในทีมลำบากน่าดู เพื่อนในหอนางคงรู้ดีถึงได้ไม่กล้าเสนอชื่อล่ะมั้ง
"ถ้าจะใช้การโหวตลับเพื่อตัดสิน ตอนนี้ก็น่าจะมีฝ่ายที่ไม่ยอมรับผลการตัดสินแน่ๆ ค่ะ ถ้าอย่างนั้น เพื่อเป็นการทำความรู้จักเพื่อนร่วมทีมไปในตัว เราจะมาจัดการประลองแบบทีมโดยให้ทั้งสามคนเป็นลีดเดอร์ค่ะ"
คำพูดของอาจารย์โซฟีทำให้บรรยากาศในหอประชุมเล็กตึงเครียดขึ้นมาทันที
ประลองแบบทีม? โดยให้ทั้งสามคนเป็นหัวหน้าทีมเนี่ยนะ?
อาจารย์โซฟีกดแป้นพิมพ์ที่โพเดียม รายชื่อของพวกเราทั้ง 12 คนก็ถูกฉายขึ้นบนจอโฮโลแกรมด้านหลังอาจารย์
จากนั้นรายชื่อของ ฮาโตบะ, ริซเล็ต และ แคโร ก็ถูกดึงแยกออกมาไว้ด้านบน
"ระบบจะทำการแบ่งทีมแบบสุ่มนะคะ ห้ามมีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ"
สิ้นเสียง ติ๊ด เบาๆ รายชื่อของพวกเราที่เหลือก็ถูกจัดเข้ากลุ่มภายใต้ลีดเดอร์ทั้งสามคนในชั่วพริบตา
ไหนดูซิ... ฉันอยู่ทีมของฮาโตบะเหรอเนี่ย ตอนแรกหวังว่าจะได้อยู่ทีมแคโรแท้ๆ แต่ก็ยังดีกว่าไปอยู่ทีมริซเล็ตล่ะนะ...
อ้าว เฮ้ย!? ไหงสมาชิกทีมแคโร ถึงมีแต่เพื่อนหอเก็นบุ (เต่าดำ) ของฉันหมดเลยล่ะเนี่ย! ทิ้งฉันไว้คนเดียวเฉยเลย!
■ ทีมฮาโตบะ
ฮาโตบะ มิล ลาเซ่ (คัสตอมเฟรม) 【หอเบียคโกะ - เสือขาว】
เนโร ซิลลูเอสก้า (ไลท์นิ่งเฟรม) 【หอเก็นบุ - เต่าดำ】
นากาซาว่า โคโตะ (ไลท์นิ่งเฟรม) 【หอเซย์ริว - มังกรฟ้า】
ปิเน็ตต้า ออทั่ม (คัสตอมเฟรม) 【หอเบียคโกะ - เสือขาว】
■ ทีมริซเล็ต
ริซเล็ต ฟราว มิสมิด (ริตเตอร์เฟรม) 【หอซูซาคุ - หงส์แดง】
ลูมิเอล (ไททันเฟรม) 【หอซูซาคุ - หงส์แดง】
รีสเคลียร์ (ไททันเฟรม) 【หอเบียคโกะ - เสือขาว】
แอน เชลฟ์ส (มิสติกเฟรม) 【หอเซย์ริว - มังกรฟ้า】
■ ทีมแคโร
แคโรไลนา เรียตต์ (ริตเตอร์เฟรม) 【หอเก็นบุ - เต่าดำ】
เชริล กัสปาร์ (คล็อกเฟรม) 【หอเก็นบุ - เต่าดำ】
เพิร์ล เฟรนเนล (ริตเตอร์เฟรม) 【หอเซย์ริว - มังกรฟ้า】
ริลิชา มิเลียน (มิสติกเฟรม) 【หอเก็นบุ - เต่าดำ】
สมาชิกทีมแคโรดันมีเพิร์ลมาเสียบแทนตำแหน่งฉันซะงั้น... ความรู้สึกเหมือนโดนเพื่อนทิ้งนี่มันอะไรกันเนี่ย...
"เสียใจด้วยนะจ๊ะ เนโร สงสัยจะเป็นเพราะเวรกรรมที่ทำไว้ล่ะมั้ง~"
"คอยดูนะเชรี่ ฉันจะอัดแกให้น่วมเลย... !"
"ล้อเล่นน่า ล้อเล่น!"
ฉันถลึงตาใส่เชรี่ที่มาพูดจาหยอกล้อ
หึ ถึงจะอยากให้แคโรเป็นผู้บัญชาการแค่ไหน แต่ในเมื่อต้องมาเป็นศัตรูกัน ฉันก็ไม่ปล่อยไว้หรอกนะ
สมาชิกทีมคนอื่นของฮาโตบะก็คือ... คุณผมดำจากอีเชน กับคุณหน้าอกสะบึมสินะ...
ถ้าดูจากประเภทหุ่น มีทั้งคัสตอม 2 เครื่อง และไลท์นิ่ง 2 เครื่อง ถือว่าเน้นสายเฉพาะทางไปหน่อยไหมนะ?
แต่ทีมริซเล็ตก็มีไททันซ้ำกัน 2 เครื่อง ทีมแคโรก็มีริตเตอร์ซ้ำ 2 เครื่องเหมือนกันนี่นา... ทีมริซเล็ตนี่ท่าทางจะสายถึกแฮะ ถ้าเพิร์ลไปอยู่ทีมนู้นด้วยล่ะก็ งานนี้มีเหนื่อยรากเลือดแน่
"สนามประลองคือมหาพฤกษา (Great Jungle) ค่ะ กฎคือฝ่ายไหนที่หุ่นพังจนขยับไม่ได้ทั้งหมด หรือ 'มงกุฎ' ในฐานทัพของตัวเองถูกทำลายก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้ค่ะ รอบนี้ไม่มี Base สำหรับเปลี่ยนตัว และไม่มีข้อมูลพิกัดมงกุฎแต่อย่างใดนะคะ"
ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นสนามรบรูปตัว Y ที่กว้างขวางและมีรูปร่างแปลกตา... สงสัยจะออกแบบมาเพื่อการต่อสู้ 3 ทีมโดยเฉพาะล่ะมั้ง ปลายแฉกแต่ละด้านคงเป็นฐานทัพของแต่ละทีมสินะ
"ตำแหน่งที่ซ่อนมงกุฎสามารถตกลงเลือกกันในทีมได้อย่างอิสระค่ะ กฎเหมือนกับงานประลองจริงคือ มงกุฎจะไม่ปรากฏบน หน้าจอ(มอนิเตอร์) หากไม่เข้าไปใกล้ในระยะที่กำหนด นอกจากนี้ ในด่านนี้คุณจะมองเห็นตำแหน่งของเพื่อนร่วมทีมได้ แต่จะไม่สามารถตรวจจับตำแหน่งของหุ่นศัตรูในระยะไกลได้นะคะ ขอให้ระมัดระวังด้วยค่ะ อีก 30 นาทีเจอกันที่ห้องยูนิตนะคะ ระหว่างนี้ขอให้แต่ละทีมวางกลยุทธ์กันให้เรียบร้อยค่ะ"
สิ้นเสียงอาจารย์ เพิร์ลก็เดินตรงดิ่งไปหากลุ่มเพื่อนหอเก็นบุของฉัน ก็นะ ทีมแคโรเขามีกันอยู่ตรงนั้น 3 คนอยู่แล้วนี่นา ส่วนฉันก็คงต้องไปหาฮาโตบะบ้างแล้วล่ะ
ในกลุ่มเพื่อนของฮาโตบะ รีสเคลียร์ขอตัวแยกออกไปหาทีมริซเล็ต เหลือแค่ฉันกับคุณผมดำ... นากาซาว่า โคโตะ ที่เดินมารวมกลุ่มกัน
"เยี่ยม! ทีมฮาโตบะรวมตัว!"
"แล้ว... ลีดเดอร์มีแผนอะไรไหมคะ?"
"มีสิวะ! แผนคือ 'เจอศัตรูปุ๊บเชือดทิ้งปั๊บ' (Search & Destroy) ไงล่ะ!"
พอฉันถาม ฮาโตบะก็ตะโกนแผนการสุดระห่ำออกมาอย่างมั่นใจ นี่มันแผนการบ้าอะไรยะ! ค้นหาแล้วทำลายเนี่ยนะ!?
"ในสถานการณ์แบบนี้ มัวแต่ตั้งรับไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าเราลดจำนวนศัตรูลงได้ เราก็จะยิ่งได้เปรียบ เพราะงั้นต้องชิงลงมือก่อน เจอตัวปุ๊บก็รุมกินโต๊ะจัดการให้เรียบ!"
อืม... มันก็มีเหตุผลอยู่ล่ะมั้ง?
การที่ฮาโตบะพูดจามั่นใจขนาดนี้ทำเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยล่ะ ก็นะ สไตล์การ ต่อสู้(สไตล์) ของฉันมันก็เน้นชิงลงมือก่อนอยู่แล้วนี่นา...
"งั้นเราจะไม่วางหุ่นคุ้มกัน 'มงกุฎ' เลยเหรอ?"
"ไม่อ่ะ เพราะถ้าเป็นงานประลองจริงๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เราสู้กันแค่ทีมละ 4 เครื่องเองนะ ถ้าขืนทิ้งหุ่นไว้เฝ้าฐานเฉยๆ ก็เท่ากับตะโกนบอกศัตรูว่า 'มงกุฎอยู่ตรงนี้จ้า!' น่ะสิ ถึงมงกุฎจะพรางตัวอยู่ แต่ถ้าศัตรูมาเจอหุ่นเฝ้าฐานเข้า แผนก็แตกอยู่ดีไม่ใช่เหรอวะ?"
ก็จริงอย่างที่ยัยนี่ว่าแฮะ สรุปคือทีมเราจะปล่อยมงกุฎทิ้งไว้แล้วแห่กันไปบุกถล่มศัตรูให้เรียบงั้นสินะ... จะรอดไหมเนี่ย?
โคโตะค่อยๆ ยกมือขึ้นถามขัดจังหวะ
"ในเมื่อคุณเป็นลีดเดอร์ ฉันก็จะทำตามแผนที่คุณวางไว้นะคะ แต่เราจะมุ่งหน้าไปโจมตีทีมไหนก่อนดีล่ะคะ?"
"ก็ทีมริซเล็ตน่ะสิ! ข้าทนเห็นยัยแมวนั่นวางก้ามอันดับหนึ่งไม่ไหวแล้ว ต้องอัดยัยนั่นให้น่วมถึงจะนอนหลับ!"
รู้สึกจะเป็นเสือดาวหิมะมากกว่าแมวนะคะคุณพี่ แถมแผนการบุกนี่มันความแค้นส่วนตัวชัดๆ เลยนี่นา...! ไม่เห็นจะเป็นแผนรบตรงไหนเลย...!
"อีกอย่าง ไอ้คนชื่อแคโรนั่นดูจะเป็นสายรอบคอบใช่ไหมล่ะ? ถ้าไปสู้กับพวกสายรับมือยากๆ แบบนั้นจะเสียเวลาเปล่า สู้จัดการทีมริซเล็ตให้จบๆ ไปก่อนในตอนที่ยังมีแรงอยู่จะดีกว่า"
โห... เห็นท่าทางมุทะลุแบบนี้ แต่ดูเหมือนจะแอบวิเคราะห์ข้อมูลมาบ้างเหมือนกันนะเนี่ย?
ก็จริงนะ แคโรคงไม่มีทางสั่งบุกตะลุยแบบบ้าพลังเหมือนฮาโตบะแน่ๆ และเพราะแบบนั้นแหละ ฉันถึงแอบกังวลกับแผนการทุ่มหมดหน้าตักแบบนี้สุดๆ เลย...
"พอเริ่มเกม พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่จุดกึ่งกลางของทั้งสามฝ่าย คาดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะส่งหุ่นมาตรวจตรา 2-3 เครื่องเหมือนกัน เราจะรุกคืบเข้าไปในเขตของทีมริซเล็ตให้ได้มากที่สุด แล้วรุมจัดการศัตรูที่เจอทีละเครื่อง ถ้าจัดการได้หมดก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าดูท่าจะตึงมือล่ะก็ พวกสายไลท์นิ่งสองคน (เนโรกับโคโตะ) ให้แยกตัวมุ่งหน้าไปที่ 'มงกุฎ' ของทีมริซเล็ตทันที คาดว่ารีสเคลียร์หรือไม่ก็ลูมิเอลที่เป็นสายไททันเฟรมน่าจะเฝ้าฐานอยู่ ถ้าพวกเธอฝ่าด่านพวกนั้นไปทำลายมงกุฎได้ ทีมเราก็ชนะ!"
"แหม พูดน่ะมันง่ายนะคะ..."
"นั่นสิคะ... สั่งเอาๆ เลยนะคะคุณหัวหน้า..."
ทั้งฉันและโคโตะที่ใช้หุ่นสายไลท์นิ่งเหมือนกัน ต่างก็หันมามองค้อนฮาโตบะที่โยนงานหินมาให้พวกเราสองคนรับผิดชอบคนเดียว
จริงอยู่ที่ว่าไททันเฟรมที่เชื่องช้า มักจะเสียเปรียบไลท์นิ่งเฟรมที่เน้นความรวดเร็ว จะเรียกว่าเป็นคู่ปรับที่ไททันเฟรมแพ้ทางที่สุดเลยก็ว่าได้
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไลท์นิ่งเฟรมจะเอาชนะไททันเฟรมได้ง่ายๆ หรอกนะ
ก็พวกนั้นทั้งตัวใหญ่ ทั้งอึด เกราะหนาเตอะ แถมพลังโจมตีก็น่ากลัวสุดๆ
ถ้าไลท์นิ่งเฟรมที่เกราะบางอย่างกับกระดาษพลาดโดนสวนกลับสักทีเดียว มีหวังพังยับในหมัดเดียวแน่ ในขณะที่ทางเราต้องใช้เวลาตอดความเสียหายนานกว่าจะล้มพวกนั้นได้
สรุปคือ ต่างฝ่ายต่างก็เป็นตัวปัญหาของกันและกันนั่นแหละ
ก็นะ ถ้าเป้าหมายคือแค่ทำลาย 'มงกุฎ' โดยไม่ต้องเสียเวลาสู้กับคนเฝ้าฐานให้ชนะขาดลอย ก็อาจจะมีลุ้นทำสำเร็จอยู่ล่ะมั้ง...
"นี่ๆ ก่อนจะเริ่ม เรามาแลกข้อมูลสเปกหุ่นของแต่ละคนดูดีไหมคะ? จะได้วางแผนประสานงานกันได้ถูกไงล่ะ~"
ยัยคุณหน้าอกสะบึม... เอ๊ย ปิเน็ตต้า ยื่นข้อเสนอออกมาพลางขยับหน้าอกไปมาโดยไม่จำเป็น
ก็จริงนะ ฉันยังไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกของหุ่นเพื่อนร่วมทีมเลย รู้แค่ประเภทเฟรมเฉยๆ ถ้าได้รู้สไตล์การต่อสู้ของแต่ละคนไว้ก็น่าจะทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นล่ะนะ
"ได้สิ งั้นเริ่มจากข้าก่อนละกัน"
ฮาโตบะกดสมาร์ทโฟนยิกๆ แล้วไฟล์วิดีโอก็ถูกแนบส่งมาในอีเมลแจ้งพิกัดแรงกิ้งของพวกเรา
พอกดเปิดดู ก็เห็นเฟรมเกียร์หน้าตาประหลาดกำลังอาละวาดอยู่ นี่มันอะไรกันเนี่ย...!? นี่คือเฟรมเกียร์ของฮาโตบะเหรอ?
"เป็นไงล่ะ! นี่แหละคือ 'ลินเดรค' (Lindrake) ของข้า!"
หุ่นที่กำลังอาละวาดอยู่ในคลิป มีรูปร่างคล้ายมังกรไม่มีผิดเพี้ยน
ถึงโครงสร้างพื้นฐานจะยังคงรูปลักษณ์มนุษย์อยู่บ้าง แต่ส่วนหัวกลับถูกออกแบบให้เหมือนหัวมังกร แถมยังมีหางมังกรขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังติดตั้งไว้ด้วย ที่แขนทั้งสองข้างก็มีชิ้นส่วนเสริมที่ดูเหมือนกรงเล็บมังกรติดตั้งอยู่ด้วยแฮะ นั่นมันสนับมือเหล็กเหรอ?
เป็นเฟรมเกียร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) ของผู้ขับขี่ออกมาได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ ไม่นึกเลยว่าคัสตอมเฟรมจะดัดแปลงได้อิสระขนาดนี้
ขนาดตัวมันใหญ่กว่าลูซิเฟอร์ของฉันไปหนึ่งสเต็ปนะเนี่ย ถึงจะไม่ใหญ่เท่าไททันเฟรมก็เถอะ น่าจะเป็นหุ่นขนาดกลางสินะ
"โดยพื้นฐานแล้วเป็นหุ่นสายรุกประชิดตัวน่ะ อาวุธหลักคือสนับมือที่ทำจากแร่ฮิฮิอิโรกาเนะล่ะ"
สนับมือฮิฮิอิโรกาเนะ... พนันได้เลยว่ายัยนี่ต้องสู้ด้วย 'พลังปราณ' ชัวร์ๆ การใช้แร่ฮิฮิอิโรกาเนะมาทำสนับมือก็น่าจะเพื่อช่วยลดแรงสะท้อนกลับที่จะทำลายแขนหุ่นสินะเนี่ย แพงหูฉี่แน่ๆ เลยอาวุธชิ้นเนี้ย...
"งั้นต่อไปตา 'ไนท์สติงเกอร์' (Night Stinger) ของฉันบ้างนะจ๊ะ~"
วิดีโอที่ปิเน็ตต้าส่งมา เป็นหุ่นที่หน้าตาประหลาดไปคนละแนวกับของฮาโตบะเลย
มันไม่ใช่รูปร่างมนุษย์ด้วยซ้ำ นี่มัน... หุ่นรูปแมงป่องเหรอ?
ถึงจะมีสี่ขา แต่ก้ามขนาดใหญ่สองข้างและส่วนหางที่ยื่นยาวมาด้านหน้า มันทำให้ดูยังไงก็แมงป่องชัดๆ
ขนาดตัวค่อนข้างใหญ่เลยล่ะ เผลอๆ ลูซิเฟอร์จะขึ้นไปขี่หลังได้เลยนะเนี่ย ที่ปลายหางติดตั้งดาบยาวเอาไว้ แถมที่หลังยังมีปืนใหญ่แฝดติดตั้งไว้อีกด้วย
"หลักๆ น่าจะเป็นหุ่นสายสนับสนุนระยะกลางล่ะมั้งคะ? ใช้ปืนใหญ่ยิงเปิดทาง พอศัตรูเข้ามาใกล้ก็ใช้ดาบที่หางจัดการน่ะค่ะ อ้อ แล้วก้ามที่แขนสองข้างนั่นก็แรงเยอะนะคะ ถ้าเป็นพวกรีตเตอร์เฟรมล่ะก็ ฉันหนีบตัดแขนขาดได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ~"
โห... เป็นหุ่นที่น่ากลัวชะมัดเลยแฮะ... ถ้าต้องสู้ด้วยคงต้องระวังอย่าโดนหนีบให้ได้ล่ะนะ เกราะก็น่าจะหนาพอตัวเลย สรุปคือเป็นหุ่นที่รับมือยากในหลายๆ ด้านเลยล่ะ...
"ต่อไปตาฉันบ้างนะคะ นี่คือเฟรมเกียร์ของฉัน 'สึคุโยมิ' (Tsukuyomi) ค่ะ"
เฟรมเกียร์ของโคโตะดูจะเป็นหุ่นสายไลท์นิ่งเฟรมที่ดูมีมาตรฐานและเข้าใจง่ายที่สุดในกลุ่มแล้วล่ะ หลังจากที่เจอหุ่นคัสตอมแปลกๆ มาสองเครื่องติด เห็นแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย
เป็นหุ่นสายนักรบ (Samurai) ที่สวมเกราะเบาสีเงิน รูปร่างผอมเพรียว อาวุธหลักคือดาบคาตานะสินะเนี่ย มีทั้งดาบยาว (Tachi) และดาบสั้น (Wakizashi) พกไว้อยู่ด้วย แบบนี้คงใช้ดาบคู่สู้ได้เหมือนฉันล่ะมั้งนะ ที่หลังยังมีง้าว (Naginata) อีกเล่มนึงด้วย เป็นอาวุธสำรองเหรอ?
ถึงจะเป็นไลท์นิ่งเฟรม แต่เกราะก็ดูจะหนากว่าของฉันนิดหน่อยนะ น่าจะมีความทนทานมากกว่าลูซิเฟอร์ล่ะมั้ง
แต่ถ้าเรื่องความเร็วล่ะก็ ฉันไม่แพ้หรอกนะ
"คนสุดท้ายก็ฉันสินะ งั้นดูคลิปนี้ละกัน ชื่อหุ่นคือ 'ลูซิเฟอร์' นะ"
วิดีโอที่ฉันส่งให้เพื่อนร่วมทีมดู คือคลิปตอนที่ฉันใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 ครั้งแรกนั่นแหละ ฉันว่าวิดีโอนี้น่าจะอธิบายความสามารถของลูซิเฟอร์ได้ชัดเจนที่สุดแล้ว
เริ่มการประลองได้แค่ 2 วินาที หุ่นของคู่แข่งก็โดนฟันขาดสองท่อนบนล่างทันที อืม เข้าใจง่ายดีออกนะ
""หา!?""
อ้าว ไหงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?
นี่เป็นตารางรายชื่อสมาชิกแบบคร่าวๆ นะครับ ส่วนแผนที่โลกไว้จะตามมาทีหลัง...
■ อันดับชั้นปีสำหรับ 'งานประลอง'
1 ริซเล็ต ฟราว มิสมิด (หงส์แดง) อาณาจักรราชันย์สัตว์ป่ามิสมิด
2 เพิร์ล เฟรนเนล (มังกรฟ้า) อาณาจักรปีศาจเซโนอัส
3 เนโร ซิลลูเอสก้า (เต่าดำ) อาณาจักรเอลฟ์ราว
4 ฮาโตบะ มิล ลาเซ่ (เสือขาว) ราชอาณาจักรนักรบลาเซ่
5 นากาซาว่า โคโตะ (มังกรฟ้า) ประเทศศักดิ์สิทธิ์อีเชน
6 รีสเคลียร์ (เสือขาว) ราชอาณาจักรสเตรน
7 แคโรไลนา เรียตต์ (เต่าดำ) จักรวรรดิเรกูลัส
8 ลูมิเอล (หงส์แดง) ประเทศศักดิ์สิทธิ์ไอเซ็น
9 ริลิชา มิเลียน (เต่าดำ) อาณาจักรเอลฟ์ราว
ตัวสำรอง
10 แอน เชลฟ์ส (มังกรฟ้า) ราชอาณาจักรเวทมนตร์เฟลเซน
11 ปิเน็ตต้า ออทั่ม (เสือขาว) อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้
12 เชริล กัสปาร์ (เต่าดำ) จักรวรรดิเรกูลัส
054 ศึกสามเส้า เริ่มต้นขึ้น
.
"เอ๊ะ นี่คือ 【เกียร์สเปล】 เหรอ?"
"ถึงจะเป็นงั้นก็เถอะ แต่มันทำได้ยังไงกัน...!"
ไม่รู้ทำไม ปิเน็ตต้ากับโคโตะถึงได้ดูตกใจกันขนาดนั้น อ้อ ฉันไม่ได้คิดจะเฉลยทริคของ 【ซีโร่ กราวิตี้】 ให้ฟังหรอกนะ เพราะเผื่อว่าในอนาคตอาจจะต้องมาสู้กับสองคนนี้ก็ได้
ใน 'งานประลอง' เราอาจจะอยู่ทีมเดียวกันก็จริง แต่นั่นก็ส่วนนั่น นี่ก็ส่วนนี่
ส่วนฮาโตบะ เพราะว่าเคยดูการประลองของฉันกับเพิร์ลมาก่อน ก็เลยพอจะรู้เรื่อง 【ซีโร่ กราวิตี้】 อยู่บ้าง เลยไม่ได้ตกใจอะไรมาก แต่ก็คงไม่รู้ถึงหลักการทำงานจริงๆ ของมันหรอก
"เป็นหุ่นที่อัปเกรดจุดเด่นของไลท์นิ่งเฟรมแบบสุดโต่งเลยนะเนี่ย~"
"ถ้าเป็นแบบนั้น ถึงจะเป็นไลท์นิ่งเฟรมเหมือนกันก็คงรับมือยากน่าดูเลยค่ะ แต่ว่า... ดูเหมือนจะแพ้ทางพวกสาย สวนกลับ(เคาน์เตอร์) นะคะเนี่ย ถ้าพุ่งไปด้วยความเร็วขนาดนั้นแล้วโดนสวนกลับเข้าจังๆ มีหวังพังยับในดาบเดียวแน่ๆ"
นี่พวกเธอ! เลิกหาจุดอ่อนของฉันกันสักทีเถอะย่ะ!
มันก็จริงที่ 【ซีโร่ อิมแพค】 ซึ่งประยุกต์มาจาก 【ซีโร่ กราวิตี้】 มันเป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าอีกฝ่ายเป็นหุ่นสายถึกเกราะหนาอย่าง 'อีจิส' ของเพิร์ล การโจมตีนั้นก็อาจจะสร้างความเสียหายกลับมาที่หุ่นของฉันเองได้
เพราะงั้นแหละ วันนี้ฉันก็เลยกะจะไปหาซื้อดาบคู่ที่ทนทานๆ มาใช้สักหน่อย
"ในการแข่งครั้งนี้ เราไม่สามารถตรวจจับตำแหน่งหุ่นศัตรูได้ใช่ไหม?"
"ใช่ค่ะ ตามที่ได้ยินมานะคะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตรวจจับไม่ได้เลย แค่ตรวจจับในระยะกว้างๆ ไม่ได้เท่านั้น ถ้าอยู่ในระยะสายตา ก็น่าจะยังพอตรวจจับได้อยู่ค่ะ"
"แล้วหุ่นของเนโรบินขึ้นไปได้สูงแค่ไหนล่ะ?"
ฮาโตบะที่กำลังคุยกับโคโตะอยู่ หันมาถามฉัน
"หืม? ถ้าใช้ทรัสเตอร์ก็น่าจะขึ้นไปได้สักร้อยห้าสิบเมตรล่ะมั้ง? อ้อ จะให้ฉันบินขึ้นไปสอดแนมจากมุมสูงสินะ?"
ก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ แต่มันจะไม่เป็นการตะโกนบอกศัตรูว่า 'ฉันอยู่ตรงนี้จ้า!' ไปหน่อยเหรอ? คนที่จะโดนรุมเป้าก็คือฉันนะเฮ้ย
"ด้วยความเร็วของเนโร คงหนีรอดออกมาได้สบายๆ อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?"
"ก็อาจจะใช่แหละ... แต่มันก็แอบเสี่ยงอยู่นะ?"
"ถ้าจวนตัวจริงๆ อาจจะต้องขอให้เป็นนกต่อล่อเป้าให้หน่อยนะ"
"ยัยนี่...!"
หนอย! ใครจะไปยอมเป็นเป้านิ่งให้โง่ล่ะ! อยากจะด่ากลับไปแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่ในเมื่อนี่เป็นการประลองเพื่อวัดความสามารถในการเป็นผู้บัญชาการ ฉันก็ควรจะยอมทำตามคำสั่งในฐานะลูกทีมไปก่อนล่ะนะ ถึงจะไม่ค่อยสบอารมณ์ก็เถอะ
แล้วก็ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ ในเมื่อลงแข่งแล้ว ฉันก็จะทุ่มสุดตัวไปเลย
ในขณะที่ฉันกำลังหมายมั่นปั้นมือ ทีมของริซเล็ตก็เริ่มทยอยเดินออกจากหอประชุมเล็กไป ตามด้วยทีมของแคโร
"เอาล่ะ พวกเราก็ไปกันเถอะ"
ฮาโตบะส่งสัญญาณให้พวกเราเดินตามไป
แผนการ ค้นหาและทำลาย(Search & Destroy) นี่มันจะไหวจริงๆ เหรอเนี่ย...? ชักจะหวั่นๆ ซะแล้วสิ
◇ ◇ ◇
พอมาถึงห้องยูนิต พวกเราก็ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ให้เดินไปที่ห้องพิเศษ
ในห้องนั้นมีเฟรมยูนิตทรงไข่ทั้งหมด 12 เครื่อง ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมกระจายตัวออกจากจุดศูนย์กลาง ดูแปลกตาดีแฮะ
เห็นว่าห้องนี้สร้างมาเพื่อใช้สำหรับฝึกซ้อม 'งานประลอง' โดยเฉพาะเลยนะ และพวกเราก็ต้องใช้ห้องนี้ฝึกซ้อมกันไปตลอด 1 เดือนเต็มๆ จนกว่าจะถึงวันแข่งจริง
"แต่ละทีม จะมีหุ่นทั้งหมด 4 เครื่องเข้าไปในโลกเสมือนจริงพร้อมกันนะคะ จะมีเวลาให้เตรียมตัว 10 นาที ในช่วงเวลานี้ ขอให้แต่ละทีมเลือกตำแหน่งวาง 'มงกุฎ' ให้เรียบร้อย พอหมดเวลา การประลองก็จะเริ่มต้นขึ้นทันทีค่ะ"
"เช่นเดียวกับ 'งานประลอง' ของจริง พวกสิ่งก่อสร้างหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในฉากสามารถทำลายได้นะ แล้วก็จะมีผลลัพธ์เหมือนในโลกแห่งความเป็นจริงเลยล่ะ เพราะงั้นคิดให้ดีก่อนจะทำอะไรล่ะ เข้าใจไหม?"
หลังจากฟังคำอธิบายจากอาจารย์โซฟีและอาจารย์เฟลีย พวกเราก็เข้าไปนั่งประจำที่ในเฟรมยูนิต
นำสมาร์ทโฟนไปเสียบที่คอนโซลตรงกลาง แล้วเปิดใช้งานยูนิต ฝาครอบค่อยๆ ปิดลงจนมืดสนิทไปแวบหนึ่ง ก่อนที่ หน้าจอภาพรอบทิศทาง(All-Around Monitor) ด้านในจะฉายภาพสภาพแวดล้อมจำลองขึ้นมา
"โอ้โห... จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันได้เล่นด่านป่าทึบ (Jungle)..."
ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเบียดเสียดกันหนาทึบ เสียงร้องของสัตว์ประหลาดดังก้องกังวานมาจากทั่วทุกสารทิศ
ต้นไม้บางต้นสูงชะลูดเสียยิ่งกว่าเฟรมเกียร์ซะอีก ทัศนวิสัยแย่สุดๆ เลยแฮะ แบบนี้การใช้ ดาบบินคงจะลำบากน่าดู ส่วนท่า 【ซีโร่ อิมแพค】 ก็คงหาจังหวะใช้ได้ยากเหมือนกัน
"ว่าแต่ คนอื่นๆ อยู่ไหนกันหว่า?"
ฉันลองเช็กแผนที่บน หน้าจอ(มอนิเตอร์) ดู
แผนที่สนามประลองรูปตัว Y ตอนนี้แสดงให้เห็นแค่โซนด้านล่างกับโซนตรงกลางเท่านั้น
ก็แค่แสดงภูมิประเทศกับระดับความสูงต่ำคร่าวๆ อะนะ
เอ่อ... สัญลักษณ์ตรงนี้น่าจะเป็นฉัน งั้นถ้ามองไปทางทิศเหนือ...
พอเงยหน้าขึ้นจากแผนที่มองไปที่หน้าจอหลัก ก็เห็นหัวมังกรโผล่พรวดขึ้นมา ไม่สิ นั่นมัน 'ลินเดรค' หุ่นของฮาโตบะนี่นา
แล้วก็มี 'สึคุโยมิ' ของโคโตะ กับ 'ไนท์สติงเกอร์' ของปิเน็ตต้า ยืนอยู่ข้างหลัง
ระยะแค่นี้คงแสดงพิกัดบนแผนที่ได้สินะ? ไม่สิ คงเป็นเพราะระบบแชร์ตำแหน่งเพื่อนร่วมทีมมากกว่าล่ะมั้ง
『เอาล่ะ มากันครบแล้วนะ』
"แล้วจะเอา 'มงกุฎ' ไปซ่อนไว้ไหนดีล่ะ?"
『หา? ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เน้นตั้งรับ จะเอาไปซ่อนไว้ไหนก็มีค่าเท่ากันแหละ』
คำตอบส่งๆ ของฮาโตบะทำเอาฉันแทบกุมขมับ นี่หล่อนหัดคิดวางแผนซะบ้างสิยะ!
『เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ฉันว่าเอาไปซ่อนไว้ด้านหลังสุดของฐานเราดีกว่าค่ะ ยิ่งถ้าเอาไปซ่อนไว้หลังแม่น้ำได้ก็ยิ่งดี น่าจะช่วยถ่วงเวลาได้บ้างนะคะ』
『งั้นเหรอ? เอาตามนั้นละกัน』
คำแนะนำของโคโตะทำให้ฮาโตบะตัดสินใจวาง 'มงกุฎ' ไว้ที่มุมขวาล่างสุดของแผนที่ อืม... ตำแหน่งนี้ต้องข้ามแม่น้ำแล้วปีนเนินเขาขึ้นไป น่าจะช่วยถ่วงเวลาได้พอสมควรล่ะมั้ง?
ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวกันอยู่ เวลาสิบนาทีก็หมดลง และการประลองแบบสามทีมก็เริ่มขึ้น
『เอาล่ะ ลุยตามแผนเดิม มุ่งหน้าไปทางฐานของริซเล็ตกันเลย』
ฐานของพวกเราอยู่ด้านล่าง ส่วนของริซเล็ตอยู่ขวาบน และของแคโรอยู่ซ้ายบนสินะ
งั้นก็ต้องเคลื่อนพลเฉียงไปทางขวาหน่อย
ถ้าเกิดทีมของแคโรแอบอ้อมมาบุกจากทางซ้ายล่ะก็ 'มงกุฎ' ของพวกเราคงโดนทุบเละแน่ๆ แบบนี้จะไม่ทิ้งคนเฝ้าฐานไว้สักคนจริงๆ เหรอเนี่ย...
『เนโร เธอช่วยล่วงหน้าไปสอดแนมแถวๆ โซนตรงกลางให้หน่อยได้ไหม?』
"โอเค"
ฉันรับคำสั่งของฮาโตบะอย่างรวดเร็ว
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าเทียบกับไลท์นิ่งเฟรมแล้ว คัสตอมเฟรมมันเคลื่อนไหวช้ากว่าเยอะเลย...
ดีนะที่ทีมเรามีฉันเป็นไลท์นิ่งเฟรมอยู่คนเดียว รับรองว่าฉันไปถึงโซนตรงกลางได้เป็นคนแรกแน่ๆ
ฉันทิ้งอีกสามคนไว้เบื้องหลัง แล้วพุ่งทะยานไปตามผืนป่าทึบ ไม่สิ ไม่ได้วิ่งไปตามพื้นหรอก แต่บินไปตามยอดไม้ต่างหาก
กระโดดขึ้นไปบนอากาศ แล้วใช้ทรัสเตอร์พ่นไฟเป็นระยะๆ เพื่อร่อนไปข้างหน้า
พอพ้นเขตฐานของพวกเราออกมา แผนที่ในส่วนที่ยังไม่เคยสำรวจก็เริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
น่าจะแถวๆ นี้แหละมั้งที่เป็นโซนตรงกลาง?
ฉันเร่งทรัสเตอร์แบบรัวๆ พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า
พอไต่ระดับขึ้นไปเกินร้อยห้าสิบเมตร วิสัยทัศน์ก็เริ่มกว้างไกลขึ้น อืมมม... ฐานของริซเล็ตน่าจะอยู่ทางโน้นสินะ
ฉันใช้โหมดซูมของกล้องหลักส่องไปทางนั้น ก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ฝ่าป่าทึบมาทางนี้ ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวขจี หุ่นสีแดงมันดูโดดเด่นสะดุดตาดีจริงๆ
มีแค่เครื่องเดียวเหรอ? หรือว่ามาสอดแนมเหมือนกัน? หุ่นดูตัวใหญ่กว่าปกติแฮะ ไททันเฟรมสินะ งั้นก็ต้องเป็นลูมิเอลจากหอซูซาคุ (หงส์แดง) ไม่ก็รีสเคลียร์จากหอเบียคโกะ (เสือขาว) สินะ?
พอลองหันไปส่องทางฐานของแคโรดูบ้าง กลับไม่ยักกะเห็นอะไรผิดปกติ จะซุ่มเงียบตั้งรับ หรือค่อยๆ คืบคลานมาทางนี้กันแน่นะ?
อืมม... ถ้าให้พูดถึงเรื่องกลยุทธ์ การตั้งรับก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ปล่อยให้อีกสองทีมฟาดฟันกันให้ยับ แล้วค่อยฉวยโอกาสไปซ้ำเติมตอนที่พวกนั้นอ่อนแรง
แถมทีมนั้นยังมีเพิร์ลอยู่ด้วย พลังป้องกันก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเลยล่ะ
"งั้นรายงานสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า"
ฉันลอยตัวโฮเวอร์ริ่งค่อยๆ ลดระดับลง พร้อมกับแจ้งฮาโตบะว่าเห็นหุ่นไททันเฟรมสีแดงจากทีมริซเล็ตกำลังมุ่งหน้ามาทางโซนตรงกลาง
『เจ้านั่นไม่ใช่หุ่นของรีสเคลียร์หรอก น่าจะเป็นของลูมิเอลมากกว่า แล้วไม่เห็นริซเล็ตอยู่แถวนั้นเหรอ?』
"ไม่เห็นนะ..."
ในป่ารกทึบแบบนี้ การจะมองหาหุ่นสีแดงที่ตัวใหญ่ขนาดนั้นก็ว่ายากแล้วล่ะ
ถ้าจำไม่ผิด หุ่นของริซเล็ตน่าจะเป็นริตเตอร์เฟรมใช่ไหม? ถ้างั้นก็น่าจะเร็วกว่าไททันเฟรมสิ... อ๊ะ!
ฉันสังเกตเห็นหุ่นสีขาว-เทากำลังวิ่งนำหน้าไททันเฟรมสีแดงอยู่ตามช่องว่างระหว่างต้นไม้
"เจอแล้ว! มีหุ่นสีขาว-เทาวิ่งนำหน้าหุ่นของลูมิเอลอยู่"
『นั่นแหละ! นั่นแหละคือ 'บัลร็อก' (Balrog) เฟรมเกียร์ของริซเล็ต! เป็นริตเตอร์เฟรมก็จริง แต่อาวุธที่ใช้ค่อนข้างประหลาด ระวังตัวด้วยล่ะ!』
"รับทราบ"
เอาล่ะ จะเอายังไงต่อดีนะ อีกไม่ถึงห้านาที ริซเล็ตก็คงจะมาถึงตรงนี้แล้ว
จะถอยกลับไปรอฮาโตบะดีไหมนะ... แต่ถ้าให้หันหลังหนีศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเนี่ย มันก็แอบเสียศักดิ์ศรีอยู่นะ
ฉันหันกล้องไปจับภาพหุ่นของริซเล็ต ทางนั้นเองก็คงจะมองเห็นฉันเหมือนกัน ก็แน่ล่ะ เล่นลอยอยู่กลางอากาศแบบนี้นี่นา
'บัลร็อก' เฟรมเกียร์ของริซเล็ต ปรับเปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งตรงมาทางฉันทันที
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อเป็นศัตรูมาขวางหน้า ก็คงต้องฟาดฟันกันให้รู้เรื่องไปเลย
ฉันเลือกจุดที่ค่อนข้างเปิดโล่งเพื่อร่อนลงจอด แล้วยืนรอให้ริซเล็ตมาถึง
ไม่นานนัก หุ่นสีขาว-เทาก็โผล่ออกมาจากดงไม้สีเขียวเข้ม
โทนสีคล้ายๆ ลูซิเฟอร์ของฉันเลยแฮะ แต่ของทางนั้นจะมีแถบสีแดงคาดอยู่หลายเส้น
แต่ว่า... นั่นมันริตเตอร์เฟรมจริงๆ เหรอ? ไม่ใช่คัสตอมเฟรมหรอกเหรอ?
'บัลร็อก' เฟรมเกียร์ของริซเล็ต มีชิ้นส่วนคล้ายหูสัตว์ขนาดใหญ่อยู่บนหัว และตั้งแต่ข้อศอกลงไปก็ดูใหญ่โตผิดปกติ แถมยังมีกรงเล็บสีทอง 4 แฉกติดอยู่ด้วย ที่ปลายเท้าก็มีกรงเล็บสีทองเหมือนกัน
ถ้า 'ลินเดรค' ของฮาโตบะเป็นเฟรมเกียร์ที่ถอดแบบมาจากเผ่า มนุษย์มังกร(ดราโกนิวต์) งั้น 'บัลร็อก' ของริซเล็ตก็คงเป็นเฟรมเกียร์ที่ถอดแบบมาจากเผ่ามนุษย์สัตว์สินะ ขนาดตัวก็พอๆ กัน ใหญ่กว่าลูซิเฟอร์ของฉันนิดหน่อย
"ทางนี้ผ่านไม่ได้หรอกนะ"
『เธอคือ... เนโร ซิลลูเอสก้าสินะ คิดว่าจะเอาชนะอันดับหนึ่งของชั้นปีได้งั้นเหรอ?』
"ก็เคยเอาชนะอันดับหนึ่งมาแล้วครั้งนึงนี่นา"
ฉันชักดาบสั้นสองเล่มออกมาจากด้านหลังลูซิเฟอร์
เอาล่ะ ถือโอกาสนี้มาวัดกันไปเลยดีกว่า ว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน อยากเห็นฝีมืออันดับหนึ่งคนปัจจุบันซะแล้วสิ
055 การต่อสู้แบบตะลุมบอน
.
『ลุยล่ะนะ บัลร็อก!』
"ลุยเลย ลูซิเฟอร์!"
'บัลร็อก' ของริซเล็ตพุ่งตรงเข้ามา พร้อมกับง้างกรงเล็บฟาดลงมาใส่ฉัน
กรงเล็บสีทอง 4 แฉกที่แขนขวายืดออกอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตะขอแหลมคม พุ่งเป้ามาที่ 'ลูซิเฟอร์' ของฉัน
ฉันใช้ดาบสั้นในมือซ้ายปัดการโจมตีนั้นทิ้ง แล้วใช้ดาบสั้นในมือขวาฟันกวาดเข้าที่ลำตัว แต่บัลร็อกกลับกระโดดถอยหลังหลบได้อย่างรวดเร็วกว่า
เจ้านี่... เร็วกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ ถึงจะเป็นริตเตอร์เฟรม แต่ก็คงปลดเกราะออกให้เบาลงเพื่อเพิ่มความคล่องตัวสินะ สไตล์เดียวกับแควัลรี่เลย
ถ้าอย่างนั้นล่ะก็!
"อัสเทอริสก์! 【โหมดป้อมปืน】 (Barrel Mode)!"
สิ้นเสียงสั่งการของฉัน ดาบบิน รูปร่างคล้ายเกล็ดหิมะที่เหน็บอยู่ข้างเอวก็ลอยขึ้นสู่อากาศ ลำกล้องปืนสั้นๆ 6 กระบอกที่ถูกพับเก็บไว้กางออก
ปืนทั้ง 12 กระบอกเล็งเป้าหมายไปที่บัลร็อกพร้อมกัน
"【ยิงเต็มกำลัง(ฟูลเบิร์ส)】!"
พายุกระสุนเวทมนตร์สาดซัดเข้าใส่บัลร็อก แต่อีกฝ่ายกลับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันบังลำตัวไว้ราวกับโล่ ป้องกันการโจมตีจากกระสุนเวทมนตร์ได้อย่างไร้ที่ติ
ปลอกแขนนั่น... ใช้เป็นโล่ได้ด้วยเหรอเนี่ย...!
『【โซนิค โคลว์】 (Sonic Claw)!』
บัลร็อกตวัดแขนขวาขึ้นเหมือนท่าอัปเปอร์คัต ทันใดนั้น คมมีดสายลม 4 สายก็พุ่งแหวกพื้นดินตรงดิ่งมาทางฉัน รูปร่างของมันเหมือนครีบฉลามกำลังพุ่งแหวกว่ายมาเลย นี่มัน...!
ฉันรีบกระโดดขึ้นฟ้าเพื่อหลบคมมีดสายลมทั้ง 4 สาย
เกือบไปแล้ว... ! เมื่อกี้มันเกียร์สเปล... ไม่สิ เกียร์อาร์ตส์ (Gear Arts) นี่นา!
'เกียร์สเปล' กับ 'เกียร์อาร์ตส์' คือเทคนิคพิเศษในการต่อสู้ของเฟรมเกียร์
อธิบายง่ายๆ ก็คือ 'เกียร์สเปล' เป็นเทคนิคที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างหุ่นที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษกับเวทมนตร์หรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของนักบิน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ใช้ไม่ได้
อย่าง 【ซีโร่ กราวิตี้】 ของฉัน ก็ถือเป็นเกียร์สเปล เพราะมันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมี 'ลูซิเฟอร์' กับ 'เนโร ซิลลูเอสก้า' รวมอยู่ด้วยกันเท่านั้น
ส่วน 'เกียร์อาร์ตส์' คือเทคนิคที่เกิดจากทักษะของตัวนักบินบวกกับความสามารถของหุ่น
พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้เปลี่ยนคนขับ ถ้ามีทักษะใกล้เคียงกัน ก็สามารถใช้ท่าที่คล้ายกันได้ หรือถ้าเปลี่ยนหุ่น แต่สเปกหุ่นรองรับ ก็ยังสามารถใช้ท่าเดิมได้
ถึงริซเล็ตจะมาขับลูซิเฟอร์ ก็ไม่มีทางใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 ได้ แต่ถ้าฉันไปขับบัลร็อกแล้วฝึกซ้อมหนักๆ ก็อาจจะมีโอกาสใช้ 【โซนิค โคลว์】 ที่ว่านั่นได้เหมือนกัน
ถ้าจะเปรียบเทียบ 'เกียร์สเปล' ก็คือ 'ไม้ตายเฉพาะบุคคล' ส่วน 'เกียร์อาร์ตส์' คือ 'ไม้ตายระดับปรมาจารย์' ล่ะมั้ง
ท่า 'ดาบวายุ' ของท่านพี่ฮิลด้าก็เป็นเกียร์อาร์ตส์เหมือนกัน ไม่ว่าจะขับหุ่นรุ่นไหนก็ใช้ได้หมด
ยัยนี่... ใช้เกียร์อาร์ตส์ได้ แสดงว่าฝีมือก็ไม่ธรรมดาจริงๆ สินะ...
『อย่ามัวแต่มองลงมาจากข้างบนสิยะ!』
บัลร็อกปล่อยโซนิค โคลว์ โจมตีใส่ฉันที่หนีขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง
ไอ้นี่มัน... หลักการเดียวกับท่า 'ดาบวายุ' ของท่านพี่ฮิลด้า หรือท่า 'โซนิค สแลช' ที่พวก 'ทรูปเปอร์' ชอบใช้กันเลยนี่นา
คือการอัดพลังเวทเข้าไปในใบมีด แล้วตวัดด้วยความเร็วสูงเพื่อสร้างคลื่นกระแทกโจมตีศัตรู เหมือนที่อาจารย์เคยใช้สันมือฟันหินจนขาดสะบั้นนั่นแหละ
ท่าแบบนี้ระยะหวังผลมันสั้น ถ้าพูดให้ถูกคือ ยิ่งไกล พลังทำลายก็ยิ่งลดลง
เพราะงั้น ถ้าทิ้งระยะห่างไว้ ก็คงไม่ได้รับความเสียหายหนักๆ หรอก... หืม!?
"『ช็อก โคลว์』 (Shock Claw)!"
กรงเล็บ 4 แฉกที่แขนซ้ายของบัลร็อกถูกยิงพุ่งตรงมาทางฉัน
ฉันใช้ดาบสั้นปัดกรงเล็บนั้นทิ้งไปได้ แต่กลับมองข้ามเส้นลวดบางๆ ที่ติดมากับกรงเล็บนั้นไป
ทันทีที่ลวดเส้นนั้นมาพันเข้ากับดาบสั้นของฉัน กระแสไฟฟ้าแรงสูงก็แล่นปลาบเข้ามาทันที ถึงจะแค่แป๊บเดียว แต่ก็ทำให้ เส้นทางไหลเวียนพลังเวท(เอเธอร์ไลน์) ในแขนของลูซิเฟอร์ชะงักไปชั่วขณะ จนฉันเผลอทำดาบสั้นหลุดมือ
"อึ้ก...!"
ฉันพยายามจะคว้าดาบสั้นที่ร่วงลงไป แต่บัลร็อกก็ส่งโซนิค โคลว์ มาโจมตีซ้ำอีกระลอก
ฉันเลยต้องยอมสละดาบสั้นแล้วถอยฉากออกมารักษาระยะห่าง
กรงเล็บที่ติดลวดถูกดึงกลับไปติดตั้งที่แขนซ้ายเหมือนเดิม ชิ... ดันมีอาวุธซ่อนไว้แบบนี้ด้วย... เล่นตุกติกนี่หว่า
ถ้าจะเล่นแบบนี้ ทางนี้ก็ไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน
ฉันเก็บดาบสั้นอีกเล่มที่เหลืออยู่เข้าฝักที่หลัง แล้วชักกริชที่มีความยาวใบมีดสั้นกว่าออกมาจากเอวด้านหลังแทน
ใบมีดสีดำทมิฬสะท้อนแสงแดดที่สาดส่องลงมาจากร่มไม้
เดี๋ยวจะแสดงให้เห็นเอง ว่ากริชที่ทำจากอะดามันไทต์ ซึ่งฉันทุ่มเงินรางวัลทั้งหมดที่ได้จากการชนะเพิร์ลไปซื้อมาน่ะ มันแข็งแกร่งขนาดไหน!
"【ซีโร่ กราวิตี้】!"
ฉันลดน้ำหนักของลูซิเฟอร์จนแทบจะเป็นศูนย์ แล้วเร่งเครื่องทรัสเตอร์พุ่งทะยานเข้าหาบัลร็อกด้วยความเร็วเต็มพิกัด
บัลร็อกเห็นฉันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก็รีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันเพื่อตั้งรับอีกครั้ง
หึ! คิดว่าโล่บางๆ แบบนั้นจะหยุดการโจมตีของฉันได้เหรอ!
"รับไปซะ... 【ซีโร่ อิมแพค】!"
『อั้ก...!?』
น้ำหนักของลูซิเฟอร์ที่ถูกลบหายไปด้วย 【ซีโร่ กราวิตี้】 กลับคืนมาเป็นปกติในพริบตา
กริชที่ทำจากอะดามันไทต์อันแสนทนทาน ไม่หักงอ แต่กลับทะลวงผ่านแขนซ้ายของบัลร็อกจนพังพินาศ
"อึ้ก!?"
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จู่ๆ ก็มีแสงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนหน้าจอหลักในค็อกพิตขาวโพลนไปหมด ฉันที่จ้องหน้าจออยู่ก็พลอยตาพร่าไปด้วย นี่มันอะไรกันเนี่ย!? ระเบิดแสงเหรอ!?
ฉันได้ยินเสียงบัลร็อกกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ในป่าทึบ แต่เพราะตาพร่ามัว ฉันเลยมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
พอสายตาเริ่มปรับสภาพได้ ก็เห็นเฟรมเกียร์เครื่องหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่บัลร็อกนี่นา!?
เครื่องที่อยู่ตรงหน้ามีรูปร่างแตกต่างจากบัลร็อกโดยสิ้นเชิง เป็นเฟรมเกียร์สีขาวสลับม่วงอ่อน สวมเกราะส่วนหัวที่ดูเหมือนฮู้ด
ในมือถือคทายาวคล้ายหอก ที่ปลายคทามีลูกแก้วคริสตัลประดับอยู่ เกราะที่ไหล่เป็นแผ่นยาวซ้อนกันหลายๆ ชั้น ดูคล้ายๆ เสื้อคลุม มีลวดลายรูปดาวดวงเล็กๆ เพนต์อยู่ด้วย
ดูปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นมิสติกเฟรม... แปลว่า... ยัยนี่คือ 'แอน เชลฟ์ส' จาก【หอเซย์ริว (มังกรฟ้า)】 ที่อยู่ทีมเดียวกับริซเล็ตสินะ!
เป็นเฟรมเกียร์ที่ดูเหมาะกับคุณหนูผมเงินทรงทวินเทลจริงๆ เลยนะเนี่ย... ไอ้แสงสว่างวาบเมื่อกี้ก็ฝีมือยัยนี่แหละสิ!
『จงทะลวงผ่านความมืดมิด หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง【ไชนิง จาเวลิน】 (Shining Javelin)!』
ทันทีที่เฟรมเกียร์ของแอนชูคทาขึ้นฟ้า หอกแห่งแสงก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าราวกับสายฟ้าฟาด เล็งตรงมาที่ลูซิเฟอร์! เร็วมาก!
ฉันรีบดึงคันบังคับสุดแรง เปิดใช้งานเวอร์เนียร์ที่ขาเพื่อกระโดดถอยหลังหลบ
หอกแสงพุ่งเสียบทะลุพื้นดินตรงจุดที่ลูซิเฟอร์เคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน เวทมนตร์ธาตุแสงสินะ...! ไอ้แสงสว่างเมื่อกี้ก็ฝีมือยัยนี่จริงๆ ด้วย...!
"ลอบโจมตีทีเผลอเนี่ย ถนัดนักนะ"
『นี่ไม่ใช่ 【การประลองดารา】 ซะหน่อย คนที่ประมาทต่างหากล่ะคะที่ผิด』
ก็จริงของเธอ ฉันมัวแต่จดจ่อกับการต่อสู้กับริซเล็ตจนลืมระวังรอบข้างไปเลย นี่มันความผิดพลาดของฉันเอง เพราะงั้น...!
"ฮึบ"
ฉันสเต็ปถอยหลังหลบคลื่นกระแทกที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้างได้อย่างฉิวเฉียด
ริซเล็ตแอบอ้อมมาข้างหลัง แล้วปล่อย 'โซนิค โคลว์' ใส่ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่นี่ หึ เมื่อกี้ฉันอาจจะพลาดท่าให้กับการลอบโจมตี แต่ฉันไม่ยอมพลาดท่าซ้ำสองหรอกนะ
ถึงกรงเล็บที่แขนซ้ายของบัลร็อกจะพังไปแล้วเพราะ 【ซีโร่ อิมแพค】 ของฉัน แต่แขนซ้ายก็ยังใช้งานได้อยู่ ถือว่าโชคดีนะเนี่ยที่แค่เสียกรงเล็บไฟฟ้าไป
แต่ถึงอย่างนั้น การต้องรับมือแบบสองรุมหนึ่งก็ยังตึงมืออยู่ดี...! คงต้องถอยไปตั้งหลักก่อนดีไหมนะ? ไม่สิ...!
ฉันเหลือบมอง หน้าจอ(มอนิเตอร์) เช็กดูว่ามีใครกำลังเข้าใกล้มาด้วยความเร็วสูงหรือเปล่า แล้วก็ตัดสินใจปักหลักสู้ต่อ
ริซเล็ตพุ่งเข้าชาร์จ พร้อมกับง้างกรงเล็บใส่ลูซิเฟอร์
"อัสเทอริสก์ 【โหมดโล่】!"
ฉันเรียกอัสเทอริสก์กลับมา แล้วกางโล่ล่องหนบังการโจมตีของริซเล็ตเอาไว้
『เหอะ! ของพรรค์นี้... ! 【สแลช โคลว์】!』
กรงเล็บที่อาบไปด้วยพลังเวทจนแดงฉานฟาดฟันลงมา เพล้ง! เสียงเหมือนกระจกแตกดังขึ้น โล่ 【ชิลด์】 ของฉันพังทลายลง
ยัยนี่...! ใช้กำลังเข้าทำลายโต้งๆ เลยงั้นสิ ถือว่าช่วยซื้อเวลาให้ฉันได้นิดหน่อยล่ะนะ ทีนี้ก็ถึงตาหล่อนที่มัวแต่ประมาทบ้างล่ะ!
ฉันขยับหุ่นหลบออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ในจังหวะนั้นเอง ซามูไรเกราะเบาสีเงินส่องประกายก็กระโจนออกมาจากป่าทึบ พร้อมกับแทงง้าวเข้าใส่บัลร็อกอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
『วิชาเพลงง้าวสำนักโคโคโนเอะชินเม(Kokonoe Shinmei-ryu) ท่าไม้ตาย ผึ้งพิฆาต(Hoshi Ittotsu)』
『อั้ก... !?』
บัลร็อกที่โดนโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว พยายามหลบการแทงของง้าวอย่างสุดความสามารถ จนต้องกลิ้งหลบไปด้านข้าง
ฉันบังคับลูซิเฟอร์เข้าไปยืนขนาบข้าง 'สึคุโยมิ' ที่กำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมด้วยง้าว
『ขอโทษที่มาช้าค่ะ』
"แล้วฮาโตบะกับปิเน็ตต้าล่ะ?"
『น่าจะตามมาอีกสักพักค่ะ』
ดูเหมือนโคโตะจะล่วงหน้ามาก่อนสินะ ดีล่ะ ทีนี้ก็เป็นสองต่อสองเท่ากันแล้ว
แต่ก่อนที่ฮาโตบะพวกนั้นจะมาถึง ไททันเฟรมสีแดง... ของลูมิเอล อาจจะมาถึงก่อนก็ได้
ไททันเฟรมถึงจะเคลื่อนไหวช้า แต่ด้วยความที่ตัวใหญ่ ก้าวทีก็ไปได้ไกล ความเร็วในการวิ่งก็ไม่ได้ช้ากว่าหุ่นทั่วไปเท่าไหร่หรอก
แค่เพราะตัวใหญ่ เลยเคลื่อนไหวในป่าทึบแบบนี้ลำบากนิดหน่อยเท่านั้นเอง... ซึ่งของปิเน็ตต้าเองก็คงเจอปัญหาเดียวกันแหละ
สุดท้ายแล้ว ทางเรามี 4 เครื่อง ทางโน้นมี 3 เครื่อง เราน่าจะได้เปรียบเรื่องจำนวนล่ะมั้ง...
ขณะที่ฉันกำลังเหลือบมองแผนที่เพื่อดูว่าฮาโตบะกับปิเน็ตต้าอยู่ตรงไหนแล้ว จู่ๆ ก็มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
ฉันรีบเงยหน้าขึ้น หันกล้องหลักไปทางนั้นทันที มองทะลุผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ ก็เห็นแสงสว่างวาบๆ กำลังรวมตัวกันอยู่
"...! แย่แล้ว!"
ฉันคว้าแขนของสึคุโยมิ แล้วดึงให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยกันทันที
เสี้ยววินาทีต่อมา ลำแสงขนาดใหญ่ก็พุ่งแหวกทะลุป่าทึบ กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณที่เราเคยยืนอยู่จนราบเป็นหน้ากลอง การโจมตีแบบนี้มัน...!
ฉันซูมหน้าจอไปที่ต้นตอของลำแสงนั้น
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ อัศวินในชุดเกราะสีดำทมิฬ ถือโล่ยักษ์สีดำสนิท
'อีจิส' เฟรมเกียร์คู่ใจของเพิร์ล เฟรนเนล นั่นเอง
056 จุดจบที่คาดไม่ถึง
.
จู่ๆ กองกำลังที่สามก็โผล่มาแทรกแซงซะงั้น
ฉันลอยตัวอยู่กลางอากาศ คอยจับตาดู 'อีจิส' (Aegis) เบื้องล่างอย่างระแวดระวัง พลางค่อยๆ วาง 'สึคุโยมิ' ของโคโตะลงบนพื้นอย่างปลอดภัย
『เมื่อกี้มัน...』
"เวทมนตร์แสงของอีจิส เฟรมเกียร์ของเพิร์ลน่ะ ถ้าจำไม่ผิด... น่าจะชื่อว่า 【โฮลี่เรย์】 (Holy Ray) ล่ะมั้ง"
จำได้ว่าริลิชาเคยพูดถึงเรื่องนี้หลังจากการประลองจบลง เห็นว่าเป็นเวทมนตร์แสงในกลุ่มเวทมนตร์โบราณที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงมากๆ ในการร่าย
แอบคิดในใจนิดๆ ว่า 'ฉันจะใช้ได้บ้างไหมนะ?' ...แต่เอาเข้าจริง เวทมนตร์โบราณอะไรนั่น คงเกินความสามารถฉันไปหน่อยล่ะมั้ง
หรือไม่ก็... อาจจะใช้ได้ก็ได้นะ? ถ้ามีคนมาสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ป้อนข้อมูลให้ทีละนิดล่ะก็... ก็นะ ฉันเป็นพวกหัวช้า ถ้าไม่มีคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชสอนแบบละเอียดๆ ก็คงเรียนรู้เองไม่ได้หรอก
อย่างเวทมนตร์ที่ใช้เป็นอยู่ตอนนี้ ก็ได้คนรู้จักของอาจารย์มาช่วยสอนแบบจับมือทำเลยนะถึงได้ใช้เป็นน่ะ
เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันก่อน ตอนนี้สถานการณ์มันตึงเครียดจนขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เลย
กลายเป็นศึกสามเส้า ระหว่างทีมของริซเล็ตกับแอน, เพิร์ล และทีมของฉัน
มองเผินๆ เหมือนเพิร์ลที่ฉายเดี่ยวจะเสียเปรียบที่สุด แต่ลองคิดดูสิ... ถ้าฉันพุ่งไปโจมตีเพิร์ล ริซเล็ตกับแอนก็คงฉวยโอกาสนั้นรุมเล่นงานโคโตะที่เหลืออยู่คนเดียวแน่ๆ
ในทางกลับกัน ถ้าพวกริซเล็ตหันไปเล่นงานเพิร์ล ฉันกับโคโตะก็จะฉวยโอกาสนั้นจัดการพวกหล่อนที่กำลังพะวักพะวงได้เหมือนกัน
แล้วถ้าฉันกับโคโตะร่วมมือกันรุมเพิร์ลล่ะ? ก็ต้องโดนริซเล็ตกับแอนลอบกัดจากข้างหลังแหงๆ
และถ้าเพิร์ลเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ไม่ว่าจะเลือกโจมตีใคร สถานการณ์ก็จะพลิกผันไปอีกแบบ
สรุปก็คือ ถึงเพิร์ลจะดูเสียเปรียบที่สุด แต่เธอกลับถือไพ่ตายที่สามารถกำหนดทิศทางของเกมนี้ได้เลย
ทางออกที่ดีที่สุดคือการให้เพิร์ลล่าถอยไปซะ... แต่ดูท่าทางหล่อนก็รู้ตัวดีแหละ ถึงได้เล็ง โล่(ปืนใหญ่) มาทางพวกเราไม่วางตาเลยนี่นา
แต่ทว่า...
『ย้ากกกกก!』
เสียงคำรามดังก้องมาจากป่าด้านหลังพวกเรา พร้อมกับร่างของเฟรมเกียร์รูปมังกร 'ลินเดรค' ของฮาโตบะ ที่พุ่งพรวดออกมาจากดงไม้ ง้างหมัดสุดแขนเข้าชาร์จใส่หุ่นของริซเล็ต
『อึ้ก...!』
บัลร็อกของริซเล็ตใช้แขนขวาตั้งรับหมัดของลินเดรคที่สวมสนับมือมิธริลทรงหัวมังกรเอาไว้ได้ทัน
『หึ! แขนซ้ายพังไปแล้วเหรอจ๊ะ ท่านอันดับหนึ่ง!』
『หนอย...! ยัยกอริลล่าบ้าพลัง!』
ขณะที่ใช้แขนขวาต้านรับการโจมตีของลินเดรค บัลร็อกก็ใช้ขาซ้ายเตะสวนกลับไป พร้อมกับยืดกรงเล็บแหลมคมออกมาจากปลายเท้า
ยัยนี่... มีกรงเล็บซ่อนอยู่ที่เท้าด้วยเหรอเนี่ย
ลินเดรคกระโดดถอยหลังหลบการโจมตีนั้นได้อย่างฉิวเฉียด เฟรมเกียร์ทั้งสองเครื่องยืนประจันหน้ากันอีกครั้ง
『ในที่สุดก็ตามทันสักที!』
และแล้ว ปิเน็ตต้าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเฟรมเกียร์รูปแมงป่อง 'ไนท์สติงเกอร์'
จังหวะนี้แหละ! โคโตะบังคับ 'สึคุโยมิ' พุ่งเข้าหาเพิร์ลทันที
『น นี่พวกเธอ... บุกมากันหมดเลยเหรอ!? แล้ว 'มงกุฎ' ล่ะ ใครเฝ้า!? บ้าไปแล้วหรือไง!?』
เสียงโวยวายของริซเล็ตดังมาจากบัลร็อก ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วยกับหล่อนสุดๆ ไปเลยล่ะ
แต่ก็นะ... ตอนนี้ความได้เปรียบตกมาอยู่ในมือพวกเราแล้ว
แต่ปัญหาคือ... ไททันเฟรมสีแดงของทีมริซเล็ตกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ส่วนเพิร์ลก็ไม่รู้ว่าจะมีกำลังเสริมตามมาด้วยหรือเปล่า ถ้าจะจัดการก็ต้องรีบปิดเกมให้ไวที่สุด...
ระหว่างที่กำลังคิดแผนอยู่นั้น เสียงสื่อสารจากฮาโตบะก็ดังแทรกเข้ามา
『เนโร เธอเร่งเครื่องไปถล่มฐานของริซเล็ตเลย ลูมิเอลที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ไม่ต้องไปสนใจ หุ่นของรีสเคลียร์ตามความเร็วเธอไม่ทันหรอก แค่หามงกุฎให้เจอก็ชนะแล้ว』
เอ่อ... พูดน่ะมันง่ายนะ... แต่ฉันไม่รู้พิกัดของมงกุฎนี่สิ? แต่ก็นะ... เอาเป็นว่ารับคำสั่งมาแล้วก็ต้องทำล่ะนะ
ฉันเปิดทรัสเตอร์ร์ของลูซิเฟอร์จนสุดกำลัง แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในรวดเดียว
พอมองไปทางฝั่งฐานของริซเล็ต ก็เห็นไททันเฟรมสีแดงกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ใกล้จะถึงแล้ว
เอาเป็นว่า มงกุฎของพวกนั้นน่าจะซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในเขตฐานทัพ ซึ่งเลยตำแหน่งของไททันเฟรมสีแดงนั่นไปอีก
"【ซีโร่ กราวิตี้】!"
ฉันลดน้ำหนักของลูซิเฟอร์ลง แล้วพุ่งทะยานแหวกอากาศไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
ลูซิเฟอร์บินข้ามหัวไททันเฟรมสีแดงไปอย่างรวดเร็ว และรุกล้ำเข้าสู่เขตฐานทัพของริซเล็ตได้สำเร็จ
ระยะเวลาใช้งาน 【ซีโร่ กราวิตี้】 โดยรวมมีแค่ 1 นาทีเท่านั้น เมื่อกี้ตอนสู้กับริซเล็ตก็ใช้ไปหลายวินาทีแล้ว ขืนใช้เพลินจนหมดก๊อกคงไม่ดีแน่
แถมเพิ่งมานึกได้ว่า... ถ้าฉันทำลายมงกุฎของริซเล็ตสำเร็จ การจะบินกลับไปหาพวกฮาโตบะก็คงต้องใช้เวลาพักใหญ่เลย เพราะ 【ซีโร่ กราวิตี้】 คงใช้งานไม่ได้แล้ว... แบบนี้ก็เท่ากับว่าฉันโดนตัดออกจากเกมไปครึ่งตัวเลยสินะ...
ถึงจะแอบกังวล แต่ฉันก็ชำเลืองมองแผนที่ที่กำลังค่อยๆ เปิดเผยพื้นที่ใหม่ๆ ไปด้วย ตรงนั้นมีแม่น้ำด้วยแฮะ พวกนั้นจะเอามงกุฎไปซ่อนไว้หลังแม่น้ำเหมือนทีมเราหรือเปล่านะ...?
"อ๊ะ"
สายตาของฉันสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง พอซูมภาพ หน้าจอหลัก(เมนมอนิเตอร์) ไปที่ป่าทึบฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ก็เห็นส่วนหัวของไททันเฟรมสีน้ำเงินเข้มโผล่พ้นยอดไม้ออกมาแวบๆ
"เจอตัวแล้ว!"
ฉันเร่งทรัสเตอร์ร์พุ่งตรงดิ่งไปยังตำแหน่งของเฟรมเกียร์สีน้ำเงินเข้มตัวนั้นทันที
มงกุฎอยู่ไหนนะ? ยังมองไม่เห็นเลยแฮะ
ดูเหมือนทางนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าฉันกำลังมุ่งหน้าไป จึงโผล่พรวดออกมาจากป่าทึบ เผยให้เห็นตัวเต็มๆ ท่ามกลางแสงแดด
เฟรมเกียร์สีน้ำเงินเข้มรูปร่างบึกบึน ที่ไหล่ทั้งสองข้างติดตั้งอุปกรณ์คล้ายๆ โล่ทรงว่าว (Kite Shield) ขนาดใหญ่เอาไว้
ในมือถือดาบยักษ์ใบกว้าง ขืนโดนฟันเข้าไปจังๆ ลูซิเฟอร์คงแหลกเป็นชิ้นๆ แน่
ฉันบังคับลูซิเฟอร์บินข้ามแม่น้ำ มุ่งหน้าเข้าหาเฟรมเกียร์ของรีสเคลียร์
แต่ทันใดนั้น โล่ที่ไหล่ทั้งสองข้างของเฟรมเกียร์เครื่องนั้นก็หมุนพลิกกลับด้าน เผยให้เห็นปลายแหลมที่หันมาทางนี้ และตรงนั้น... มีปากกระบอกปืนอยู่สองกระบอก!
"เฮ้ย...!"
ฉันรีบเชิดปีกทรัสเตอร์ร์ขึ้นเพื่อหักหลบกระสุนเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่พุ่งสวนมาได้อย่างเฉียดฉิว
เกือบไปแล้ว... ! ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีกนิดเดียว คงหลบไม่พ้นแน่!
ไม่นึกเลยว่าจะติดตั้งอาวุธโจมตีระยะไกลไว้ด้วย... เพราะเป็นไททันเฟรม ฉันเลยทึกทักไปเองว่าจะเน้นแต่การต่อสู้ระยะประชิดด้วยพละกำลังซะอีก
อันตรายจริงๆ ประมาทไม่ได้เลยนะเนี่ย แต่เดี๋ยวก่อน... ฉันไม่จำเป็นต้องเอาชนะเจ้านี่ก็ได้นี่นา แค่หามงกุฎให้เจอแล้วทำลายมันซะก็สิ้นเรื่อง!
『เนโร ซิลลูเอสก้า สินะ ฝ่าด่านพวกริซเล็ตมาได้งั้นเหรอ?』
เสียงแหบพร่าของรีสเคลียร์ดังมาจากเฟรมเกียร์สีน้ำเงินเข้ม
"คิดว่าฉันจัดการพวกนั้นหมดแล้วหรือไงล่ะ?"
『ก็คิดอยู่หรอก แต่ความเร็วขนาดนี้มันผิดปกติเกินไป เดาว่าเธอคงทิ้งเพื่อนร่วมทีมไว้รับมือพวกนั้น แล้วบุกเดี่ยวมาที่นี่สินะ? การที่พวกริซเล็ต 3 คนถูกตึงกำลังไว้ แปลว่าทีมของเธอคงบุกมากันครบทุกคนเลยล่ะสิ?』
วิเคราะห์สถานการณ์ได้เฉียบขาดมาก... ก็จริงนะ ลูมิเอลยังมาไม่ถึงแนวหน้า ตอนนี้ก็เลยเป็น 'อีจิส' ของเพิร์ลที่กำลังรับมือแทนอยู่
"มงกุฎซ่อนอยู่ไหนล่ะ?"
『คิดว่าฉันจะบอกงั้นเหรอ?』
"ก็ไม่คิดว่าจะบอกหรอก แค่ลองถามดูเผื่อฟลุค... 【อัสเทอริสก์】!"
ดาบบิน รูปเกล็ดหิมะสองชิ้นหลุดออกจากเอวของลูซิเฟอร์
ฉันสั่งการให้พวกมันเปลี่ยนเป็น 【โหมดป้อมปืน】 (Barrel Mode) แล้วสาดกระสุนเวทมนตร์ใส่เครื่องของรีสเคลียร์ทันที
บอกตรงๆ นะ ไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะระคายเคืองเกราะของไททันเฟรมสักเท่าไหร่เลย ก็พลังทำลายมันต่ำนี่นา
อาวุธปืนของเฟรมเกียร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ปืนกระสุนจริง กับ ปืนเวทมนตร์
ปืนกระสุนจริงก็ตรงตามชื่อเลย ยิงกระสุนที่มีมวลสารจริงๆ ออกไป โดยอาศัยแรงระเบิดจากพลังเวทมนตร์
ข้อดีคือสามารถใช้กระสุนชนิดพิเศษเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้ เช่น กระสุนเจาะเกราะ กระสุนแสงสว่าง เป็นต้น
พลังทำลายล้างก็สูง ปรับใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ แต่ข้อเสียคือมีจำนวนจำกัด ยิงหมดก็คือจบ
ถึงจะมีเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง 'แม็กกาซีนอนันต์' ที่สามารถวาร์ปกระสุนมาจากที่อื่นเพื่อรีโหลดได้ก็เถอะ... แต่นั่นมันก็อีกเรื่องนึง
ส่วนปืนเวทมนตร์ คือการแปรสภาพพลังเวทให้กลายเป็นกระสุนพลังงาน หรือที่เรียกกันว่า แมจิกมิสไซล์ (Magic Missile)
ข้อดีคือสามารถยิงได้เรื่อยๆ ตราบใดที่คนขับยังมีพลังเวทเหลืออยู่ แต่พลังทำลายล้างจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของปืนกระบอกนั้นๆ ว่าสามารถแปลงพลังเวทเป็นพลังทำลายล้างได้ดีแค่ไหน
แอบกระซิบหน่อยละกันว่า... ส่วนประกอบปืนของ 'อัสเทอริสก์' ของฉันน่ะ เป็นของถูกๆ คุณภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดินเลยล่ะ ก็เงินส่วนใหญ่เอาไปลงกับตัว 'อัสเทอริสก์' หมดแล้วนี่นา...
เพราะงั้น มันก็เลยไม่ค่อยจะระคายเคืองเกราะหนาๆ อย่างไททันเฟรม หรือ 'อีจิส' ของเพิร์ลสักเท่าไหร่...
จริงๆ ถ้าเอาเงินรางวัลที่ได้จากการชนะเพิร์ลคราวก่อนไปซื้อปืนดีๆ มาอัปเกรดก็คงจะดีอยู่หรอก... แต่ฉันดันเอาไปซื้อกริชอะดามันไทต์ซะหมดเกลี้ยงเลยนี่สิ...
ช่างเถอะ อย่างน้อยก็เอาไว้ยิงตอดกวนประสาทได้ล่ะน่า ขืนโดนยิงใส่เมนคาเมร่าหรือซับคาเมร่าพังขึ้นมาก็ลำบากเหมือนกันนี่นา
กระสุนเวทมนตร์จากเครื่องของรีสเคลียร์พุ่งสวนกลับมา ฉันบังคับลูซิเฟอร์สไลด์หลบกลางอากาศ
โธ่เอ๊ย! ปืนของทางนั้นคุณภาพดีกว่าของฉันเห็นๆ เลยนี่หว่า...! สงสัยจะเป็นปืนรุ่นที่ลาล่าเคยเอามาให้ดูในแคตตาล็อกแหงๆ รุ่นที่สามารถดึงเอามานาในอากาศมาเปลี่ยนเป็นพลังเวทได้ ทำให้ประหยัดพลังเวท แถมยังมีพลังทำลายล้างสูงด้วย...
อ๊ะ! อันตราย! ยิงมาอีกแล้ว!
"หืม?"
...รู้สึกแปลกๆ แฮะ? เหมือนทางนั้นจะอ่านการเคลื่อนไหวของฉันออก แล้วก็จงใจยิงดักทางฉันยังไงอย่างงั้น... เหมือนพยายามจะบีบให้ฉันบินไปในทิศทางที่ต้องการ แล้วเบนความสนใจฉันให้ไปทางนั้น... หรือว่า...
ฉันหันกล้องไปทางที่ทางนั้นพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วซูมภาพเข้าไปดู ก็เห็นเงาของมงกุฎซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่หลายต้น
"เจอตัวแล้ว!"
『อึก...!?』
กระสุนเวทมนตร์จากเครื่องของรีสเคลียร์สาดเข้ามาถี่ขึ้น เปล่าประโยชน์น่า! หุ่นเทอะทะแบบนั้นตามความเร็วของลูซิเฟอร์ไม่ทันหรอก
ฉันเร่งทรัสเตอร์ร์เต็มกำลัง บินซิกแซกหลบหลีกต้นไม้ พุ่งตรงดิ่งไปยังตำแหน่งของมงกุฎ ชักกริชอะดามันไทต์ที่เหน็บอยู่ด้านหลังออกมา แล้วพุ่งเข้าชาร์จพร้อมกับลูซิเฟอร์โดยไม่ลดความเร็วลงเลย
"ย้ากกก────!"
กริชอะดามันไทต์ที่อัดแน่นไปด้วยแรงปะทะมหาศาล ฟาดฟันมงกุฎของทีมริซเล็ตจนแหลกละเอียด สำเร็จ!
『ทีมริซเล็ต มงกุฎถูกทำลาย ถือว่าแพ้การประลองค่ะ』
เสียงประกาศของอาจารย์โซฟีดังก้องกังวาน ฉันเผลอชูหมัดฉลองชัยชนะอยู่ในค็อกพิต
『พลาดซะแล้วสิ... รู้งี้ฉันน่าจะไปเฝ้าอยู่ใกล้ๆ มงกุฎซะตั้งแต่แรกก็ดีหรอก...』
รีสเคลียร์ติดต่อเข้ามา น้ำเสียงไม่ได้ดูเจ็บใจอะไรมากมายนัก
ก็จริงอย่างที่เธอว่า ถ้าไททันเฟรมไปยืนเฝ้ามงกุฎแบบประกบติด ฉันก็คงจะเข้าถึงตัวมงกุฎได้ยากกว่านี้แน่ๆ คงไม่กล้าพุ่งเข้าไปโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะกลัวโดนสวนกลับ
เอาล่ะ จัดการทีมริซเล็ตไปได้หนึ่งทีมแล้ว! ต่อไปก็ตาทีมแคโรล่ะ!
ตอนนี้ฉันควรจะมุ่งหน้าไปที่ฐานของทีมแคโรเลยดีไหมนะ? ในเมื่อทีมริซเล็ตแพ้ไปแล้ว พวกฮาโตบะก็คงจะมุ่งหน้าไปทางนั้นเหมือนกัน
ฉันเร่งทรัสเตอร์ร์ของลูซิเฟอร์เต็มกำลัง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง แต่แล้วเสียงประกาศของอาจารย์โซฟีก็ดังก้องขึ้นในค็อกพิตอีกรอบ
『ทีมฮาโตบะ มงกุฎถูกทำลาย ถือว่าแพ้การประลองค่ะ ทีมแคโรไลนา เป็นฝ่ายชนะ』
"............หา? โอ๊ยยย!?"
ฉันอึ้งไปชั่วขณะกับสิ่งที่ได้ยิน เสียงร้องหลงดังลั่นค็อกพิต ก่อนจะเผลอทำพลาด บังคับหุ่นร่วงหล่นกระแทกพื้นดังอั้ก!
เอ๊ะ? ทีมเราแพ้เหรอ? ...เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?
057 บทสรุปการต่อสู้สามเส้า
.
.
"การต่อสู้ครั้งนี้ อย่างแรกเลยคือมองออกง่ายมากว่าริซเล็ตกับฮาโตบะต้องปะทะกันแน่ๆ เพราะทั้งสองคนก็เขม่นกันมาตลอด ในเมื่อเป็นแบบนี้ โอกาสชนะของเราก็คือต้องหาวิธี 'ฉวยโอกาสตอนเขาตีกัน' ให้ได้ค่ะ"
พวกเราที่เพิ่งออกมาจากห้องยูนิตด้วยความงุนงงว่าแพ้ได้ยังไง ก็ถูกอาจารย์โซฟีเรียกให้มารวมตัวกัน และให้แคโรซึ่งเป็นผู้บัญชาการของทีมที่ชนะ อธิบายสาเหตุของชัยชนะในครั้งนี้
"โดยปกติแล้ว เรามักจะคิดว่าควรปล่อยให้สองทีมนั้นสู้กันให้รู้ผลไปก่อน แล้วเราค่อยตั้งรับรอสู้กับทีมที่ชนะ เพราะไม่ว่าใครจะชนะก็ต้องได้รับความเสียหายมาพอสมควร ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ พอมาลองเทียบกำลังรบของทั้งสองทีมดู จะเห็นว่าทีมฮาโตบะมีไลท์นิ่งเฟรมถึง 2 เครื่อง และในฐานะที่ฉันรู้ดีว่า 'ลูซิเฟอร์' ของเนโรเป็นหุ่นแบบไหน ถ้านี่คือการแข่งที่ตัดสินแพ้ชนะด้วยการทำลายมงกุฎล่ะก็ โอกาสที่ทีมฮาโตบะจะทำลายมงกุฎและเป็นฝ่ายชนะก็มีสูงมากค่ะ ดังนั้น ฉันจึงวางแผนที่จะรอจังหวะตอนที่ทีมฮาโตบะเอาชนะทีมริซเล็ตได้ แล้วฉวยโอกาสนั้นบุกทำลายมงกุฎของทีมฮาโตบะทันที ฉันจึงให้เพิร์ลคอยดูลาดเลาของทั้งสองทีม ส่วนฉันอยู่เฝ้ามงกุฎที่ฐาน และส่งหุ่นของริลิชาและเชรี่มุ่งหน้าไปยังเขตฐานของทีมฮาโตบะค่ะ"
"ไม่นึกเลยนะคะว่าทางนั้นจะบุกกันมาหมดทุกคนเลย~ พอรู้แบบนั้นก็เลยรู้ว่าทีมฮาโตบะกำลังได้เปรียบ พวกเราก็เลยเดินหน้าได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ"
เชรี่พูดเสริมคำอธิบายของแคโร อ้อ เพิร์ลคงรายงานไปบอกล่ะสิ ว่าทีมฉันบุกไปทางโน้นหมดเลย ทางนี้เลยบุกสบายใจเฉิบเลยสิเนี่ย...
"พอพวกเราเจอมงกุฎที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ก็เลยซุ่มรออยู่ในระยะยิง จนกว่าจะได้รับสัญญาณค่ะ"
"ทำไมล่ะ? ในเมื่อไม่มีคนเฝ้า ทำไมไม่ทำลายซะตอนนั้นเลยล่ะ?"
ด้วยความสงสัยกับคำพูดของริลิชา ฉันเลยเผลอถามออกไป ยัยนี่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่ฉันอีกแล้ว...
"ถ้าขืนพวกเราชิงทำลายมงกุฎก่อน แล้วทีมฮาโตบะตกรอบ ทีมริซเล็ตที่เหลือรอดก็คงจะหันมาบุกฐานของเราทันทีไม่ใช่เหรอคะ? แล้วตอนนั้นคุณเพิร์ลที่อยู่แนวหน้าก็คงจะตกที่นั่งลำบากสุดๆ ด้วย"
อ๊ะ จริงด้วย ถ้างั้นก็แปลว่าพวกนั้นรอจนกว่าฉันจะทำลายมงกุฎได้สินะ...
"กะว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็จะกลับไปช่วยกระหนาบตีอยู่หรอกนะคะ แต่พอมั่นใจว่าเนโรทำลายมงกุฎของทีมริซเล็ตได้แล้ว ฉันก็เลยสอยมงกุฎของทีมฮาโตบะซะเลย แล้วทีมเราก็ชนะใสๆ ไงล่ะ"
เข้าใจล่ะ... สรุปก็คือ ที่แพ้ก็เพราะฉันไม่ได้วางกำลังคุ้มกันมงกุฎเอาไว้สินะ
"เป็นไงล่ะคะ ฉันใช้เวทลมเสริมเข้าไปในการซุ่มยิงของเชรี่ ทำให้ความเร็วและระยะยิงเพิ่มขึ้น ต่อให้เนโรเอาโล่อัสเทอริสก์มากันก็คงป้องกันไม่ทันหรอกค่ะ"
"เอ๋... เล่นแบบนี้เลยเหรอเนี่ย ใครจะไปกันทันล่ะ"
ฉันทำหน้าเซ็งๆ กับคำอธิบายของริลิชา
"ในการแข่งขัน 'งานประลอง(บิฟรอส)' จริงๆ จำเป็นต้องมีหุ่นที่ทำหน้าที่ 'การ์เดียน (ผู้คุ้มกัน)' คอยปกป้องมงกุฎด้วยนะคะ โดยใช้เวทมนตร์ป้องกันอย่าง 【ฟอร์ซการ์ด】 (Force Guard) หรือโล่ เพื่อทำหน้าที่นี้ ซึ่งเราก็คงต้องมาตกลงกันอีกทีล่ะค่ะ แต่ตอนนี้ ขอสรุปว่าให้คุณแคโรไลนา เรียตต์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากทีมที่ชนะ รับตำแหน่งคอมมานเดอร์ (ผู้บัญชาการ) ไปก่อน ทุกคนโอเคไหมคะ?"
อาจารย์โซฟีสรุปจบปุ๊บ ฉันก็แอบเหลือบไปมองฮาโตบะกับริซเล็ต ทั้งสองคนก็นิ่งเงียบ ทำหน้าบึ้งตึง ไม่ได้พูดอะไรออกมา คงจะรู้สึกไม่พอใจแหละ แต่ก็คงหาข้อโต้แย้งไม่ได้ล่ะมั้ง?
"ถ้าอย่างนั้น ขอฝากหน้าที่นี้ให้คุณแคโรไลนาด้วยนะคะ"
"ค่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ"
เสียงปรบมือดังแปะๆ ขึ้นเบาๆ ในห้องยูนิตเพื่อเป็นการต้อนรับแคโร
"เอาล่ะค่ะ ในการฝึกซ้อมครั้งนี้ ทุกคนคงพอจะได้รู้จักเพื่อนร่วมทีมกันมากขึ้นแล้วนะคะ ในอีกหนึ่งเดือนก่อนที่ 'งานประลอง(บิฟรอส)' จะเริ่มขึ้น เราจะเน้นการฝึกซ้อมเพื่อสร้างความสามัคคีในทีมค่ะ โดยทางเราจะเปิดห้องยูนิตให้ใช้งานฟรีทุกวันหลังเลิกเรียน ขอให้ทุกคนตั้งใจฝึกซ้อมกันด้วยนะคะ"
"ขอเสริมอีกนิดนะ ถ้าใครในที่นี้ไม่อยากเข้าร่วม 'งานประลอง(บิฟรอส)' แล้วล่ะก็ ให้รีบมาบอกตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ จะได้ดันคนอันดับรองลงมาขึ้นมาแทน แต่คิดว่าคนที่อยากเป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' คงไม่โง่ทิ้งโอกาสนี้ไปหรอกจริงไหม"
อาจารย์เฟลียพูดเสริมคำพูดของอาจารย์โซฟี แต่ก็ไม่มีใครขอถอนตัวเลยสักคน
การได้ลงแข่ง 'งานประลอง' ถือเป็นโปรไฟล์ชิ้นโบแดงในการจะก้าวขึ้นเป็น 'ทรูปเปอร์(ผู้คุมจักรกล)' เลยล่ะ
เพราะถ้าทำผลงานได้ดีใน 'งานประลอง' ก็อาจจะไปเตะตากองอัศวินของประเทศต่างๆ เข้าก็ได้ ใครจะรู้ อาจจะมีจดหมายเชิญจากบรุนฮิลด์ส่งมาเลยก็ได้นะ
"เอาล่ะ ในเมื่อได้ผู้บัญชาการแล้ว เรามาคุยกันต่อเลยดีกว่า อย่างที่รู้กันว่า 'งานประลอง(บิฟรอส)' ที่ นักเรียนปีหนึ่งอย่างพวกเธอต้องลงแข่งนั้น จะแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ 'การแข่งแบบชั้นปี' และ 'การแข่งแบบรวม' ค่ะ"
'การแข่งแบบชั้นปี' ก็คือการแข่งขันระหว่างพวกเรา 12 คนจาก 'วิทยาลัย' กับตัวแทน 12 คนจาก 'สถาบัน' เอาเข้าจริงๆ ก็คือการแข่งแบบ 9 ต่อ 9 โดยมีตัวสำรองฝั่งละ 3 คนนั่นแหละ
ส่วน 'การแข่งแบบรวม' ก็คือการแข่งขันที่เอาตัวแทนทุกชั้นปีตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีห้า ทั้งตัวจริงตัวสำรอง มารวมกันสู้แบบตะลุมบอน 60 ต่อ 60 คนเลยล่ะ
"สำหรับ 'การแข่งแบบชั้นปี' กฎก็เหมือนกับตอนที่เราเพิ่งแข่งกันไป คือใครทำลาย 'มงกุฎ' ได้ก่อนก็ชนะ แต่ 'การแข่งแบบรวม' จะไม่มีมงกุฎให้ทำลายนะคะ จะเป็นการจำลองสงครามแบบจริงๆ จังๆ ชนิดที่ว่าสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ชัยชนะมา กฎมีอยู่อย่างเดียวคือ ถ้าจำนวนผู้เข้าแข่งขันเกินครึ่งหนึ่งหมดสภาพการต่อสู้เมื่อไหร่ ฝ่ายตรงข้ามก็จะชนะทันที พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีคนถูกจัดการไป 31 คนเมื่อไหร่ ก็คือแพ้เลยค่ะ"
"จำใส่ใจไว้ให้ดีเลยล่ะ ในเมื่อเป้าหมายคือการจัดการศัตรูให้ได้ 31 คน ไม่จำกัดชั้นปี แน่นอนว่าเป้าหมายแรกที่พวกนั้นจะเล็งก็ต้องเป็นพวกที่อ่อนแอที่สุดอยู่แล้ว ซึ่งก็คือพวกเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่หมาดๆ อย่างพวกเธอนี่แหละ หวานหมูเลยล่ะจะบอกให้"
อาจารย์เฟลียพูดขู่ขึ้นมา
ก็จริงนะ เด็กปีหนึ่งที่ยังไม่ชินกับสมรภูมิรบ ย่อมตกเป็นเป้าชั้นดีเลยแหละ
"ยิ่งไปกว่านั้น ใน 'การแข่งแบบรวม' แผนที่จะเปิดให้เห็นทั้งหมดตั้งแต่ต้น และอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ทุกชนิดได้เต็มที่เลยค่ะ นั่นหมายความว่า การจะค้นหาและระบุตำแหน่งของศัตรูก็จะง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน การใช้อุปกรณ์ก่อกวนเพื่อรบกวนการค้นหาก็สามารถทำได้เช่นกัน การเตรียมแผนรับมือกับเรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นนะคะ"
โหยยย แบบนี้ก็รู้ตำแหน่งกันหมดเลยสิ ถ้าจำไม่ผิด มันน่าจะมีพวกอุปกรณ์รบกวนสัญญาณ หรือพวกตัวล่อ (Decoy) ที่ปล่อยสัญญาณลวงออกมาได้ด้วยใช่ไหมนะ ของพวกนี้ก็คงจำเป็นเหมือนกันสินะ
ยิ่งสำหรับสายซุ่มยิงอย่างเชรี่ การถูกจับตำแหน่งได้นี่ถือว่าจบเห่เลยล่ะ
ในกรณีนี้ พวกปีสูงๆ ที่มี ทุนหนา(G) กว่า ย่อมได้เปรียบกว่าเห็นๆ เลยแฮะ...
"เอ่อ... แล้วเราไม่ต้องฝึกการทำงานร่วมกับพวกรุ่นพี่เหรอคะ?"
โคโตะยกมือถามขึ้นมา ก็ถูกของเธอนะ ถ้าต้องลงแข่ง 'การแข่งแบบรวม' ก็น่าจะต้องทำความรู้จักกับพวกรุ่นพี่ที่จะต้องร่วมรบด้วยกันสิ
แต่คำถามนั้นกลับทำเอาอาจารย์เฟลียเกาหัวแกรกๆ อย่างลำบากใจ
"อืม... เรื่องนั้นน่ะเหรอ... สำหรับเด็กปีหนึ่ง คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่หรอกนะ เพราะพวกที่ไม่ชินกับสมรภูมิรบมักจะกลายเป็นตัวถ่วง มากกว่าจะช่วยดึงศักยภาพของพวกรุ่นพี่ออกมาได้น่ะสิ แถมถ้าไม่ใช่แผนการรบที่ได้ผลจริงๆ การไปแย่งเวลาฝึกซ้อมส่วนตัวของพวกรุ่นพี่มันก็ดูไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ สู้เอาเวลามาฝึกซ้อมกันเองในชั้นปีให้เข้าขากันดีกว่า อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องได้นะ แต่ก็ไม่ได้ห้ามนะ ถ้าอยากจะไปขอฝึกกับพวกรุ่นพี่เป็นการส่วนตัวก็ลองดูได้ แต่เขาจะรับปากหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องนะ"
อืมม... ถึงจะเจ็บใจแต่มันก็คือเรื่องจริงแหละนะ ถ้าสมมติว่าฉันไปขอร่วมทีมกับท่านพี่เซลด้า ฉันคงกลายเป็นตัวถ่วงชั้นยอดเลยล่ะมั้ง แล้วถ้าต้องไปขอให้ท่านพี่สละเวลาอันมีค่ามาฝึกกับแผนการที่ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่... โอยย แค่คิดก็ปวดกระเพาะแล้ว
"ส่วนใหญ่ 'การแข่งแบบรวม' มักจะจบลงด้วยการปะทะกันของพวก S Rank ซะมากกว่า พวกเด็กปีหนึ่งไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่พยายามเอาชีวิตรอดให้ได้ก็พอแล้ว การรักษาชีวิตรอดไว้ได้ นั่นแหละคือการทำประโยชน์ให้ทีมแล้ว"
อาจารย์เฟลียสรุปแบบนั้น... มันก็อาจจะจริงนะ แต่ว่า... ให้มัวแต่หลบซ่อนตัวเพื่อรักษาชีวิตไปวันๆ เนี่ยนะ? แบบนั้นมันจะไปสนุกอะไรล่ะ
สีหน้าไม่พอใจของฉันคงจะแสดงออกชัดเจนเกินไปหน่อยมั้ง อาจารย์เฟลียเลยหันมามองแล้วยิ้มมุมปาก
"...พวกนักวิจารณ์ชอบพูดกันแบบนั้นแหละ แต่ว่านะ ใครจะไปสนคำพูดพวกนั้นกันล่ะ! 'งานประลอง' ไม่ได้จัดมาเพื่อพวกตัวท็อปอย่างเดียวนะเฟ้ย พวกเธอเอง(ปีหนึ่ง) ก็มีสิทธิ์ที่จะเฉิดฉายเหมือนกัน! บางคนก็ชอบพูดว่า 'งานประลอง' คือศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่าง 'สถาบัน' และ 'วิทยาลัย' แต่อย่าไปสนใจเลย มันก็แค่ 'งานเทศกาล' งานนึงเท่านั้นแหละ! สนุกให้เต็มที่ไปเลยลูกเพ่! อยากจะบ้าคลั่งแค่ไหนก็จัดไป! ส่วนเรื่องความรับผิดชอบน่ะ เดี๋ยวฉัน... เอ๊ย ท่านผู้อำนวยการจะเป็นคนรับผิดชอบเอง!"
ประโยคสุดท้ายฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่สรุปใจความได้ว่า 'ลุยให้เต็มที่ไปเลย' สินะ? ไม่ต้องไปเกรงใจพวกรุ่นพี่ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องแผนการรบหรือการทำงานร่วมกัน ฟังดูเข้าท่าดีนะเนี่ย
อาจารย์โซฟีถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น
"สมกับเป็นอาจารย์เฟลียเลยนะคะ ตอนแข่ง 'การแข่งแบบรวม' สมัยอยู่ปีหนึ่ง ก็พุ่งตรงดิ่งไปแนวหน้า แล้วตะโกนท้าทายอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ซะลั่นเลยนี่คะ"
"นี่! เรื่องนั้นไม่ต้องพูดก็ได้มั้ง..."
พอโดนอาจารย์โซฟีแฉ อาจารย์เฟลียก็ทำหน้าเจื่อนไปเลย ทรงเดียวกับใครบางคนแถวนี้เลยแฮะ... เผ่ามนุษย์มังกรนี่เป็นแบบนี้กันหมดเลยหรือเปล่าเนี่ย?
"ปีหนึ่งเนี่ยนะ กล้าไปท้าอันดับหนึ่งของทางนั้นเลยเหรอ!? แล้วผลเป็นไงบ้างคะ!?"
ฮาโตบะตาลุกวาว รีบถามอาจารย์โซฟีอย่างตื่นเต้น ก็นะ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน
"ก็เลยเกิดการปะทะกันระหว่างอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' ในตอนนั้นกับอาจารย์เฟลียไงคะ พออาจารย์เฟลียซัดเข้าไปหมัดนึง วินาทีต่อมาหุ่นของอาจารย์เฟลียก็กระเด็นปลิวจนพังยับเยินไปเลยล่ะค่ะ ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายอาจารย์เฟลียก็ ตกรอบ(รีไทร์) ไปตามระเบียบ แถมผลการแข่งขัน 'สถาบัน' ก็เป็นฝ่ายชนะด้วยค่ะ"
อ้าว... แพ้ซะงั้น ก็นะ เพิ่งเข้ามาเรียนปีหนึ่ง ดันไปเปรี้ยวกับอันดับหนึ่งของทางโน้น มันก็ต้องจบแบบนี้แหละ
"ตอนนั้นอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' เขาอยู่ปีห้านี่นา ฉันก็คิดว่าถ้าพลาดโอกาสนั้นไป ก็คงไม่มีโอกาสได้สู้อีกแล้วน่ะสิ ถึงจะแพ้แต่ก็ได้ประสบการณ์ดีๆ กลับมานะ"
"และจากเหตุการณ์นั้นแหละค่ะ ที่ทำให้อาจารย์เฟลียกับอันดับหนึ่งของ 'สถาบัน' คนนั้นสปาร์กกัน แล้วก็แต่งงานกันอย่างรวดเร็วเลยล่ะค่ะ"
"นี่! บอกว่าเรื่องนั้นไม่ต้องพูดไงเล่า!"
หาาาาาาาาา!? อะไรเนี่ย อะไรเนี่ย!?
เสียงกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายของพวกผู้หญิงดังลั่นไปทั่วทั้งห้องประชุมเล็กเลยทีเดียว
058 บทบาทของแต่ละคน
หลายสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่การพบปะกันครั้งแรก
พอเลิกเรียนพวกเราก็จะไปรวมตัวกันที่ห้องยูนิต และทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมสำหรับ 'งานประลอง(บิฟรอส)' ในทุกๆ วัน
พอเป็นแบบนั้น ต่อให้ไม่อยากรู้ก็ต้องรู้อยู่ดีว่าสไตล์การต่อสู้และนิสัยใจคอของสมาชิกในทีมเป็นยังไง
แม้แต่คนอย่างริซเล็ต, รีสเคลียร์, แอน, และลูมิเอล ทั้งสี่คนที่ไม่ได้อยู่หอเดียวกันและไม่ได้อยู่ทีมเดียวกันตอนแข่งตัดสินลีดเดอร์ พอได้ฝึกซ้อมด้วยกันไปเรื่อยๆ ฉันก็เริ่มมองเห็นอะไรหลายๆ อย่างในตัวพวกเธอ
อย่างริซเล็ต สมกับเป็นเจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งอาณาจักรราชันย์สัตว์ป่ามิสมิด หล่อนทั้งหยิ่งยโสแถมยังจุดเดือดต่ำสุดๆ พอยั่วโมโหหน่อยก็ปรี๊ดแตก แต่พอเยินยอนิดก็เหลิงทันที พูดตรงๆ เลยก็คือ หลอกง่ายชะมัด
พอนึกภาพว่ายัยนั่นได้เป็นลีดเดอร์ (ผู้บัญชาการ) แล้วก็แอบขนลุกเลย ไม่รู้ว่าจะดันทุรังใช้แผนการบ้าบิ่นขนาดไหน แต่ก็นะ ไม่ใช่แค่นั้นหรอก หล่อนยังเป็นพวกเกลียดความพ่ายแพ้และขยันพยายามเอามากๆ ด้วย ถึงจะใจแคบและคิดเล็กคิดน้อยไปหน่อยก็เถอะ ชอบทำตัวเหมือนพวกใช้สมอง แต่ฉันดูออกว่าเนื้อแท้แล้วก็เป็นพวกบ้ากล้ามเหมือนกับฮาโตบะนั่นแหละ
ส่วนรีสเคลียร์ น่าตกใจตรงที่เธอเป็นนักผจญภัยเหมือนกับฉันนี่แหละ ถ้าพูดให้ถูกคือ 'เคย' ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยไว้ต่างหาก
เห็นว่าพ่อแม่ของเธอเป็นนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงพอตัว เลยใช้สิทธิ์นั้นรับรองให้เธอได้ลงทะเบียนตั้งแต่ตอนสิบขวบ แรงก์ก็เป็นสีเขียวระดับเดียวกับฉันอีกต่างหาก ทั้งที่ฉันลงทะเบียนไปตั้งนานแล้วแท้ๆ
ก็นะ... กิจกรรมนักผจญภัยน่ะ ฉันมักจะทำก็ต่อเมื่อช็อตเงินเท่านั้นแหละ...
บังเอิญจริงๆ ที่ตอนแรกฉันรู้สึกว่าเธอมีกล้ามเนื้อแบบพวกนักผจญภัย ซึ่งเซนส์ฉันก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปเลย
ส่วนนิสัยก็เป็นพวกเงียบขรึม แทบจะพูดเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ดูเกลียดการเข้าสังคมหรอกนะ เป็นคนเงียบๆ ที่ให้ความรู้สึกต่างไปจากเพิร์ลเลยล่ะ
แอน สาวผมเงินทรงทวินเทล เป็นลูกหลานของตระกูลไวเคานต์เชลฟ์ส ซึ่งเป็นขุนนางแห่งราชอาณาจักรเวทมนตร์เฟลเซน
เกิดในตระกูลจอมเวทแห่งอาณาจักรเวทมนตร์ทั้งที เธอเลยมีพลังเวทที่เข้ากันได้ถึงสามธาตุ คือ ลม, ดิน, และแสงสว่าง แถมความรู้ด้านเวทมนตร์ก็อยู่ในระดับแนวหน้าเลย
เธอสามารถใช้เวทธาตุดินสร้างหินหรือก้อนกรวด แล้วใช้เวทธาตุลมเร่งความเร็วพุ่งเข้าอัดศัตรู หรือจะสร้างกำแพงดินขึ้นมาป้องกันตัวก็ได้
เธอใช้มิสติกเฟรมเหมือนกับริลิชา แต่ดูเหมือนจะเน้นไปทางการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์มากกว่าสายปืนใหญ่ระดมยิง
น่าจะมาแนวเดียวกับรุ่นพี่ชารอนที่ได้รับฉายาว่า 【แม่มดวายุสีคราม】 ล่ะมั้ง ดีไม่ดีเดี๋ยวก็คงเอา ดาบบิน(ฟราการัค) มาใช้ด้วยแน่ๆ
นิสัยของเธอก็ดูอ่อนโยน สมกับเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางจริงๆ
และคนสุดท้าย ลูมิเอล เด็กสาวที่มาจากประเทศศักดิ์สิทธิ์ไอเซ็น...
『สังหารให้สิ้นซาก!』
กระบองศึก(เมซ) ขนาดยักษ์ของ 'โกไลอัท' (Goliath) ไททันเฟรมสีแดงที่ลูมิเอลขับอยู่ ฟาดลงมาเต็มแรงจนแควัลรี่ที่เป็นศัตรูจำลองหัวบุบแบนติดดินไปเลย น่ากลัวเว้ย...!
『ในนามแห่งท่านภูต ผู้ใดที่กล้าขวางทางจะต้องถูกสังหารให้สิ้นซากค่ะ!』
อาฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! เสียงหัวเราะแหลมสูงราวกับคนเสียสติดังแว่วมา
ยัยลูมิเอลคนนี้... จะว่าไงดีล่ะ... ผิดปกติสุดๆ
ตอนแรกเห็นเป็นเด็กสาวผมประบ่า ท่าทางเรียบร้อยและมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ แต่พอขึ้นขับเฟรมเกียร์ปุ๊บ นิสัยก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อาละวาดคลั่งยิ่งกว่าเบอร์เซิร์กเกอร์(นักรบคลั่ง) ซะอีก
แกว่ง กระบองศึก(เมซ) ทั้งสองมือไล่บี้ศัตรูไปทีละตัวๆ ถึงจะโดนโจมตีบ้างก็ไม่ถอย เอาแต่พุ่งตามศัตรูแล้วฟาด กระบองศึก(เมซ) ลงมาอย่างเดียว ท้ายที่สุดก็อาละวาดจนกว่าจะขยับไม่ได้ แล้วก็ดับเครื่องไปเอง
ตอนแข่งตัดสินคอมมานเดอร์ทีมริซเล็ตมีไททันเฟรมอยู่สองเครื่องคือรีสเคลียร์กับลูมิเอล ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมไม่ให้ลูมิเอลเฝ้ามงกุฎ แต่ตอนนี้เข้าใจถ่องแท้เลย
ขืนให้เฝ้าล่ะก็ มงกุฎคงโดนทุบแตกเละเทะแน่ๆ เผลอๆ ยัยนั่นนั่นแหละจะเป็นคนทุบซะเอง
ประเทศศักดิ์สิทธิ์ไอเซ็น บ้านเกิดของลูมิเอล เป็นประเทศเกิดใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาในช่วงร้อยปีนี้เอง
เดิมทีที่นั่นเคยเป็นที่ตั้งของประเทศไอเซ็นการ์ด แต่ได้ไปแตะต้องข้อห้ามในสมัยขององค์ปฐมกษัตริย์ เลยล่มสลายไป
ช่วงหนึ่งเคยถูกรังเกียจว่าเป็นดินแดนต้องคำสาปและแปดเปื้อน แต่เห็นว่าองค์ปฐมกษัตริย์ได้ทรงนำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปปลูกไว้ทางตอนเหนือ ทำให้ชำระล้างดินแดนนั้นได้สำเร็จ
ตั้งแต่นั้นมา ดินแดนนั้นก็เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีภูตมารวมตัวกัน และในที่สุดก็กลายเป็น 'ประเทศศักดิ์สิทธิ์ไอเซ็น' ดินแดนแห่งการบูชาภูตที่ยืนหยัดเคียงคู่กับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้ไปเลย
หลังฝึกซ้อมเสร็จ ตอนที่ฉันเดินออกมาจากเฟรมยูนิต ก็จ๊ะเอ๋กับลูมิเอลที่เพิ่งลงมาพอดี
"คุณเนโร! การสนับสนุนเมื่อครู่นี้ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ! สมกับเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองจากท่านภูตจริงๆ!"
"อ่า ขอบใจนะ..."
ฉันทำหน้าปั้นยากใส่ลูมิเอลที่จ้องมองฉันด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับ ไม่ได้ได้รับความคุ้มครองอะไรซะหน่อย...
ดูเหมือนว่าลูมิเอลจะติดฉันแจเลย สาเหตุก็เพราะฉันดันไปทักภูตที่เกาะอยู่บนไหล่ของเธอน่ะสิ
ก็แหม นึกว่าเธอมองเห็นเหมือนกัน แถมมาจากประเทศบูชาภูต ก็เลยคิดว่าเป็นผู้ใช้ภูตซะอีก
"คุณเนโรมองเห็นท่านภูตเหรอคะ!?"
จากนั้นคำถามก็ถาโถมมาเป็นชุด ดูเหมือนภูตตัวนั้นจะถูกใจลูมิเอล แต่เพราะเธอมีพลังเวทน้อย ก็เลยมองไม่เห็นภูตตัวนั้นน่ะสิ
ได้ยินมาว่าถ้าทำสัญญากับภูตก็จะมองเห็นได้ แต่ถ้าไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของพวกมันได้อย่างชัดเจน การทำสัญญาก็เป็นไปได้ยาก
ฉันก็เลยอธิบายให้เธอฟังว่าภูตตัวนั้นมีรูปร่างหน้าตายังไง และกำลังออดอ้อนเธอแบบไหน ลูมิเอลเลยหยิบหินวิญญาณภูตออกมา แล้วทำสัญญาไปได้อย่างรวดเร็ว
ภูตไฟชั้นผู้น้อยที่ได้ชื่อว่า 'ไพโร' บินวนรอบตัวลูมิเอลอย่างดีใจ ส่วนลูมิเอลก็กล่าวขอบคุณฉันไม่หยุด
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ติดฉันหนึบหนับเลยล่ะ แต่ถ้าจะหาจังหวะชวนคุยเรื่องภูตตลอดเวลาก็ขอทีเถอะ...
ตอนแรกก็คิดว่าปิเน็ตต้าที่มาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาเรนเต้น่าจะคุยกันถูกคอ แต่ดูเหมือนยัยนั่นจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการบูชาภูตสักเท่าไหร่
ผลก็คือ เป้าหมายเลยตกมาที่ฉัน ทำให้ต้องมาทนฟังเรื่องภูตยาวเหยียดแบบเนี้ย
ฉันหาทางสลัดลูมิเอลหลุดแล้วกลับมาที่หอพัก ตอนนี้ก็เลยมานั่งกินข้าวเย็นกับทุกคนที่โรงอาหารพลางคุยเรื่องนี้กันอยู่
"เนโรนี่มองเห็นภูตด้วยเหรอเนี่ย..."
"ดิฉันเองก็มองเห็นค่ะ แต่ไม่ได้เห็นชัดเจนขนาดนั้น เห็นว่าถ้ามีความเข้ากันได้กับเวทมนตร์หลายธาตุก็จะทำให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นนะคะ ถ้าเป็นแบบนั้น การที่คุณเนโรมองเห็นก็ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ"
เชรี่พูดด้วยน้ำเสียงอึ้งๆ นิดหน่อย ส่วนริลิชาก็พูดเหมือนจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่รู้ว่าตั้งใจจะช่วยพูดให้ หรือจะแขวะฉันกันแน่นะ
แต่ฉันเองก็ไม่ได้มองเห็นตลอด 24 ชั่วโมงหรอก แค่บางทีรู้สึกได้ แล้วพอลองตั้งสมาธิมองก็จะเห็นเท่านั้นแหละ
"แล้วเนโรใช้เวทมนตร์อัญเชิญภูตไม่ได้เหรอ?"
"อืมมม... จะว่าใช้ไม่ได้ก็ไม่ใช่นะ แต่ใช้แล้วมันจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา ฉันเลยไม่ใช้น่ะ"
พอฉันตอบคำถามเชรี่ไปแบบนั้น เธอก็เอียงคอทำหน้างงประมาณว่า 'หมายความว่าไง?'
"เวทมนตร์อัญเชิญภูตคือเวทมนตร์ที่เกิดจากการผูกมิตรกับภูต แล้วขอยืมพลังของพวกเขาน่ะค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าไปขอยืมพลังจากภูตที่เราไม่ได้คิดจะทำสัญญาด้วย ก็อาจจะทำให้ภูตตนนั้นตามติดแจเอาได้น่ะค่ะ"
ริลิชาช่วยอธิบายให้เชรี่ฟังแทนฉัน
ใช่แล้วล่ะ การที่มองเห็นภูตแล้วไปขอยืมพลังสุ่มสี่สุ่มห้า ภูตมันก็จะทึกทักเอาเองว่าเราอยากทำสัญญาด้วยน่ะสิ
อาจารย์บอกว่า 'อารมณ์เหมือนยังไม่ได้คบกันแท้ๆ แต่ดันมาทำตัวเป็นแฟน' อะไรทำนองนั้นแหละ
พอเป็นแบบนี้ก็จะยุ่งยากสุดๆ เพราะภูตจะตามติดเราแจ คอยขู่ฟ่อๆ ใส่ภูตตนอื่นที่เข้ามาใกล้ ดีไม่ดีอาจจะทำเรื่องที่ส่งผลเสียต่อเราเลยก็ได้
ถ้าถึงขั้นนั้น ทางแก้สุดท้ายก็คือต้องลบภูตตนนั้นทิ้งไปซะ เพราะงั้นฉันเลยตัดสินใจว่าจะไม่ใช้เวทมนตร์อัญเชิญภูตเด็ดขาด หรือจะพูดให้ถูกคือ อาจารย์สั่งห้ามไว้นั่นแหละ
ลูมิเอลที่ทำสัญญากับภูตไฟไปแล้ว สามารถขอยืมพลังจากภูตมาเคลือบเปลวเพลิงไว้ที่ กระบองศึก(เมซ) ได้ด้วยนะ
ถึงมันจะดูไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้กับเฟรมเกียร์เท่าไหร่ แต่เจ้าตัวก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจอะไร ก็นะ ถ้าเอาไปสู้กับพวกสัตว์อสูรขนาดยักษ์มันก็คงมีประโยชน์แหละ
"อืมมม... แบบนี้น่าจะเวิร์กกว่าแฮะ..."
ในขณะที่พวกเรากำลังเมาท์มอยกัน แคโรก็มัวแต่นั่งจิ้มสมาร์ทโฟนระหว่างกินข้าว เพื่อจัดแจง ตำแหน่ง(โพซิชั่น) ของสมาชิกทีมตัวแทน
สำหรับ 'งานประลอง' สมาชิกตัวจริงทั้ง 9 คนจะต้องมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป
เช่น 'คอมมานเดอร์(ผู้บัญชาการ)' ที่คอยดูภาพรวมและสั่งการทุกคน
'การ์เดียน(ผู้คุ้มกัน)' ที่ทำหน้าที่ปกป้องมงกุฎและป้องกันการโจมตีของศัตรู
'สเกาต์(หน่วยสอดแนม)' ที่คอยรวบรวมข้อมูลของศัตรู สำรวจภูมิประเทศ และก่อกวนเป้าหมาย
'สไตรเกอร์(หน่วยบุกทะลวง)' ที่เน้นโจมตีศัตรูและมุ่งเป้าไปที่มงกุฎ
รวมถึง 'ฟรีแลนเซอร์(ทหารรับจ้าง)' ที่คอยเคลื่อนไหวอย่างอิสระ สลับบทบาทระหว่างรุกและรับตามสถานการณ์
ดูเหมือนว่าแคโรจะกำลังปวดหัวกับการจัดสรรคนลงในแต่ละตำแหน่งให้เหมาะสมอยู่
ได้ยินมาว่าทีม 'สถาบัน' ปีที่แล้ว จัดทัพมาแบบเน้นรุกเต็มพิกัด มี 'การ์เดียน(ผู้คุ้มกัน)'' 1 คน, 'คอมมานเดอร์(ผู้บัญชาการ)' 1 คน, 'สเกาต์(หน่วยสอดแนม)'' 0 คน, 'สไตรเกอร์(หน่วยบุกทะลวง)' 5 คน, และ 'ฟรีแลนเซอร์(ทหารรับจ้าง)' 2 คน เพราะงั้นการจัดสมดุลของทีมจึงถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของคอมมานเดอร์(ผู้บัญชาการ) เลยล่ะ
ในตำแหน่งเหล่านี้ แน่นอนว่า 'คอมมานเดอร์(ผู้บัญชาการ)' ก็คือแคโร และ 'การ์เดียน(ผู้คุ้มกัน)' ก็คือรีสเคลียร์
โดยปกติแล้ว 'การ์เดียน(ผู้คุ้มกัน)' มักจะเป็นหุ่นสายไททันเฟรม แต่เพราะลูมิเอลมีนิสัยแบบนั้น ตำแหน่งนี้ก็เลยตกเป็นของรีสเคลียร์ไปโดยปริยาย
หลังจากนั่งคิดหัวแทบแตกอยู่นาน ในที่สุดแคโรก็จัด 'สไตรเกอร์(หน่วยบุกทะลวง)' ให้ลูมิเอล, ฮาโตบะ, และริซเล็ต ส่วน 'ฟรีแลนเซอร์(ทหารรับจ้าง)' ให้ริลิชา, โคโตะ, และเพิร์ล ส่วนฉันก็ได้ตำแหน่ง 'สเกาต์(หน่วยสอดแนม)' ไปครอง
เป็นการจัดทัพที่ดูสมดุลสมกับเป็นแคโรเลยแฮะ
'สเกาต์(หน่วยสอดแนม)' งั้นเหรอ... ก็นะ เอาไงเอากัน
"เนโรมีความคล่องตัวสูง ฉันว่าเหมาะกับการเข้าไปสอดแนมในแดนศัตรูที่สุดแล้วล่ะ แถมถ้าจวนตัวจริงๆ ก็ใช้ 【ซีโร่ กราวิตี้】 หนีออกมาได้สบาย หรือถ้าบังเอิญไปเจอ สเกาต์(หน่วยสอดแนม) ของอีกฝ่ายเข้า ก็มีฝีมือพอที่จะจัดการได้ด้วยตัวคนเดียวเลยด้วย"
พอโดนชมแบบนี้ก็แอบภูมิใจนิดๆ แฮะ
แต่ สเกาต์(หน่วยสอดแนม) เนี่ย มันก็ต้องหลบซ่อนไม่ให้อีกฝ่ายเห็นตัวด้วยไม่ใช่เหรอ? แสดงว่าต้องมีพวกอุปกรณ์แจมสัญญาณ แถมยังต้องมีอุปกรณ์พวกเซนเซอร์สำหรับค้นหาศัตรูอีกต่างหากนะ?
"เรื่องนั้นฉันปรึกษากับลาล่าเรียบร้อยแล้วล่ะ รับรองว่าสำหรับเด็กปีหนึ่งถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่เจ๋งสุดๆ เลยล่ะ เห็นว่าจะได้ของมือสองจากพวกรุ่นพี่มาใช้ด้วยนะ"
แบบนี้นี่เอง... ถ้างั้น ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือฉันแล้วสินะ
ลอบเข้าไปสอดแนมฐานศัตรูโดยไม่ให้ถูกจับได้ บางครั้งก็ต้องคอยก่อกวน แล้วก็เอาตัวรอดออกมาให้ได้
เรื่องไม่ให้ถูกจับได้นี่ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่เรื่องก่อกวนกับเอาตัวรอดนี่สบายมาก
ดีไม่ดี ถ้าดักเก็บ สเกาต์(หน่วยสอดแนม) ของทางโน้นได้หมด ข้อมูลฝั่งเราก็จะไม่รั่วไหลไปด้วย
"งั้นเป้าหมายก็คือการเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปเปิดฉากโจมตีสินะ!"
"...เดี๋ยวนะ เหมือนเธอจะเข้าใจอะไรผิดไปอยู่นะ"
อ้าว?
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น